คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192/2560
#616598
เปิดฉบับเต็ม

แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" การที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโดยกำหนดให้รัฐ (พนักงานอัยการ) และผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีส่วนแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น ถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่งหรือไม่ และผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้

จำเลยยักยอกทรัพย์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 ถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินโดยไม่ให้ดอกเบี้ยก่อนฟ้องจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนหรือชำระเงิน 736,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพคดีส่วนอาญา แต่ไม่ได้ให้การคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป รวม 146 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 282 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 146 เดือน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 146 กระทง เป็นจำคุก 146 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 73 เดือน กับให้จำเลยชดใช้เงิน 486,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 สิงหาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้หรือไม่ ในเรื่องนี้แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" การที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโดยกำหนดให้รัฐ (พนักงานอัยการ) และผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีส่วนแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น ถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้ เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชำระเงิน 486,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยนำเงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ไปหักจากต้นเงินทั้งหมดโดยไม่ให้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง ทั้งที่โจทก์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ถึง วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จำเลยยักยอกทรัพย์ของโจทก์ไป รวม 146 ครั้ง เป็นเงิน 736,289 บาท และขอให้จำเลยคืนหรือชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ไป การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และเหตุละเมิดเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ถึง วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หรืออย่างน้อยเหตุละเมิดเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเมื่อมีการกระทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 ถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไป แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากวันที่เกิดเหตุละเมิดครั้งสุดท้ายแล้ว จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ส่วนเงินจำนวน 250,000 บาท ที่จำเลยชำระแก่โจทก์นั้น ทางนำสืบไม่ปรากฏว่าชำระให้แก่โจทก์เมื่อใด แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2559 จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ได้ผ่อนชำระเงินให้แก่โจทก์ไปแล้ว 250,000 บาท โจทก์มิได้โต้แย้ง จึงถือว่าจำเลยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าว โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระไปหักดอกเบี้ยก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้หักชำระต้นเงินและคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินคงเหลือในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ชำระต้นเงินโดยไม่ให้ดอกเบี้ยก่อนฟ้องจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 352 วรรคหนึ่ง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แต่กฎหมายที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้เงิน 736,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยนำเงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 จำนวน 250,000 บาท ไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 352
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 329
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 43 ม. 44/1
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พรพิริยะทัวร์
จำเลย — นางสาวขนิษฐา ก๋าเมืองลือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายเกริก ตรีนุชกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8156/2560
#616677
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดในขณะที่จดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้าเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกันในสาระสำคัญหรือในลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ การแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียว หาใช่เหตุที่จะไม่นำส่วนที่ได้แสดงปฏิเสธมาพิจารณาในภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นด้วย หากเป็นเครื่องหมายการค้าประเภทคำดังเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า " และ " ของผู้คัดค้าน นอกจากจะต้องพิจารณาลักษณะเด่นหรือสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าแล้วยังต้องพิจารณาถึงสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าและต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านั้นใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ด้วย เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าแล้ว เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนมีอักษรโรมัน "M" "X" อยู่หน้าอักษรโรมัน "N" "E" และ "C" โดยมีขนาดและลักษณะตัวอักษรเท่ากันทั้งหมด อักษรโรมัน "N E C" ในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนไม่ได้มีลักษณะเด่นกว่าอักษร "M X" เครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านบางเครื่องหมายยังอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านมีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันสามารถแยกแยะได้โดยง่ายโดยเครื่องหมายของโจทก์มีอักษร "MX" อยู่ด้านหน้าย่อมเป็นจุดแรกที่ทำให้สาธารณชนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างกัน เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนอาจอ่านออกเสียงว่า "เอ็ม เอกซ์ เอ็น อี ซี หรือ เอ็ม เอกซ์ เนค" ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านอาจอ่านออกเสียงว่า "เอ็น อี ซี" หรือ "เนค" แตกต่างกันอย่างชัดเจน ประกอบกับว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้กับสินค้าโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านใช้กับสินค้าเครื่องมือระบบตู้สาขาโทรศัพท์ดิจิทัล เครื่องมือส่งข้อมูลแบบแพ็คเก๊ทสวิทชิ่ง ฯลฯ เป็นต้น แม้สินค้าบางส่วนจะเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน แต่สินค้าของโจทก์และของผู้คัดค้านต่างเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงกับมีราคาสูง และเป็นสินค้าคงทน ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าประเภทนี้ย่อมเป็นบุคคลเฉพาะกลุ่มที่ย่อมต้องศึกษาคุณสมบัติตลอดจนคุณภาพของสินค้ามาก่อนในการที่จะพิจารณาเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ ย่อมสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านได้โดยง่ายและยากที่จะสับสนในตัวสินค้าของโจทก์กับของผู้คัดค้าน เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ที่โจทก์ขอจดทะเบียนไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและมีลักษณะบ่งเฉพาะไม่มีอักษรต้องห้ามอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์โดยเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่มีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 700303

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 563/2556 และให้ถือตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านและให้ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 700303 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวเซี่ยว เป็นผู้ดำเนินคดีนี้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน คำว่า "" อ่านว่า "เอ็ม เอกซ์ เนค" ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 9 รายการสินค้า โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ หูฟังชนิดไม่ต้องใช้มือสำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ หูฟังสวมศีรษะชนิดไม่ต้องใช้มือสำหรับโทรศัพท์มือถือ เครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือ สายหิ้วโทรศัพท์มือถือ แท่นวางโทรศัพท์มือถือ เสาอากาศสำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ หน้ากากโทรศัพท์มือถือ และอแดปเตอร์สำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ เป็นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 700303 มีการประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 บริษัทเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ อ้างเหตุว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนนั้นคล้ายกับเครื่องหมายการค้า " และ " ของผู้คัดค้านรวม 4 เครื่องหมาย ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และเป็นเครื่องหมายการค้าที่ผู้คัดค้านได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้วตามทะเบียนเลขที่ ค92503, ค67854, ค19081 และ ค139924 ทั้งยังเป็นการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต เพราะลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านมายื่นขอจดทะเบียน โจทก์ยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านดังกล่าวว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีส่วนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน และเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านไม่ใช่เครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทั้งโจทก์ไม่ได้อาศัยความมีชื่อเสียงแพร่หลายในเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านเพื่อมายื่นขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (9) และ (10) นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ถือเป็นคำประดิษฐ์ ซึ่งมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ เมื่อสาธารณชนพบเห็นย่อมจดจำได้เป็นอย่างดี ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยกคำคัดค้านและให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 700303 ของโจทก์ต่อไป เพราะเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายมีลักษณะการเขียนที่แตกต่างกัน มีการวางรูปลักษณะและองค์ประกอบอื่นแตกต่างกันไป ทั้งยังมีเสียงเรียกขานแตกต่างกัน นอกจากนี้ผู้คัดค้านจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อนนานถึง 49 ปี โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าย่อมเกิดขึ้นได้ยาก แม้ว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายจะใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน และรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าว คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เนื่องจากเมื่อพิจารณาว่าโจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือสิทธิในคำว่า "MX" เป็นของตนแต่ผู้เดียว ตัวอักษรดังกล่าวจึงมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทำให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกับเครื่องหมายการค้าทั้งสี่เครื่องหมายที่ผู้คัดค้านได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อยื่นขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 700303 คล้ายกับเครื่องหมายการค้า " และ " ของผู้คัดค้านที่ได้รับจดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ว่า การพิจารณาความคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าต้องพิจารณาภาคส่วนที่ปรากฏเป็นภาคส่วนหลักของเครื่องหมายการค้าว่ามีความคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า โจทก์ยื่นหนังสือแสดงการปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมัน "M" และ "X" สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเหลืออักษรโรมัน "N" "E" และ "C" คล้ายเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน เมื่อพิจารณาเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าโจทก์ตามคำอ่านแปลระบุว่า เอ็ม เอกซ์ เนค หรืออาจเรียกขานตามอักษรโรมันว่า เอ็ม เอกซ์ เอ็น อี ซี ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านเรียกขานว่า เนค หรือเรียกขานตามอักษรโรมันว่า เอ็น อี ซี ทำให้เข้าใจได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้าน เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับสินค้าจำพวกเดียวกันและสินค้ามีโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าของผู้คัดค้าน จึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดในขณะที่จดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกันในสาระสำคัญหรือในลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ ส่วนการแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียว หาใช่เหตุที่จะไม่นำส่วนที่ได้แสดงปฏิเสธมาพิจารณาในภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นด้วย เพราะการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจะต้องพิจารณาจากเครื่องหมายที่ปรากฏต่อสาธารณชนว่าอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้าหรือไม่ หากเป็นเครื่องหมายการค้าประเภทคำดังเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า " และ " ของผู้คัดค้าน นอกจากจะต้องพิจารณาลักษณะเด่นหรือสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าแล้วยังต้องพิจารณาถึงสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้านั้น และที่สำคัญต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านั้นใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่ด้วย เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้ว เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนมีอักษรโรมัน "M" "X" อยู่หน้าอักษรโรมัน "N" "E" และ "C" โดยมีขนาดและลักษณะตัวอักษรเท่ากันทั้งหมด อักษรโรมัน "N E C" ในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนไม่ได้มีลักษณะเด่นกว่าอักษร "M X" นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านบางเครื่องหมายยังอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านมีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันสามารถแยกแยะได้โดยง่ายโดยเครื่องหมายของโจทก์มีอักษร "MX" อยู่ด้านหน้าย่อมเป็นจุดแรกที่ทำให้สาธารณชนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนอาจอ่านออกเสียงว่า "เอ็ม เอกซ์ เอ็น อี ซี หรือ เอ็ม เอกซ์ เนค" ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านอาจอ่านออกเสียงว่า "เอ็น อี ซี" หรือ "เนค" แตกต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาประกอบกันว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนใช้กับสินค้าโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือแบตเตอรี่ หูฟังชนิดไม่ต้องใช้มือสำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ หูฟังสวมศีรษะชนิดไม่ต้องใช้สำหรับโทรศัพท์มือถือ เครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือ สายหิ้วโทรศัพท์มือถือ แท่นวางโทรศัพท์มือถือ เสาอากาศสำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ หน้ากากโทรศัพท์มือถือ และอแดปเทอร์สำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านใช้กับสินค้า เครื่องมือระบบตู้สาขาโทรศัพท์ดิจิทัล เครื่องมือส่งข้อมูลแบบแพ็คเก๊ทสวิทชิ่ง เครื่องมือส่งสัญญาณระบบใยแก้วนำแสง เครื่องมือส่งสัญญาณระบบดิจิทัล เครื่องอุปกรณ์เคเบิลใต้น้ำ เครื่องมือระบบเคเบิลทีวี เครื่องมือที่มีระบบการประชุมผ่านทางโทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารระบบไมโครเวฟ เครื่องมือสื่อสารระบบดาวเทียม เครื่องมือสื่อสารระบบเลเซอร์ เครื่องมือส่งกระจายเสียงโทรทัศน์และวิทยุ เครื่องมือควบคุมและทำวิถีจรวด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้สำหรับเครื่องบินและยานอวกาศ ดาวเทียม อุปกรณ์เรด้า และวิทยุการเดินเรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้สำหรับป้องกันภัย อุปกรณ์วิทยุระบบเคลื่อนที่และพกพา วิทยุติดตามตัว เครื่องโทรสาร เครื่องโทรศัพท์ชนิดกดปุ่ม เครื่องโทรศัพท์ไร้สาย เครื่องส่งโทรศัพท์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยขับฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ หน่วยขับแผ่นดิสก์ของคอมพิวเตอร์ แผงแป้นอักขระของคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์แสดงผลทางจอภาพสำหรับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ เครื่องประมวลคำจอภาพคอมพิวเตอร์ โมเด็มข้อมูล เครื่องเล่นจานแสดงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการออกแบบ การผลิต และงานด้านวิศวกรรม เครื่องบอกลักษณะลายนิ้วมือระบบอัตโนมัติ อุปกรณ์ควบคุมตัวเลขระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น แม้สินค้าบางส่วนจะเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันแต่สินค้าของโจทก์และของผู้คัดค้านต่างเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงกับมีราคาสูง และเป็นสินค้าคงทน ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าประเภทนี้ย่อมเป็นบุคคลเฉพาะกลุ่มที่ย่อมต้องศึกษาคุณสมบัติตลอดจนคุณภาพของสินค้ามาก่อนในการที่จะพิจารณาเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ ซึ่งย่อมสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านได้โดยง่ายและยากที่จะสับสนในตัวสินค้าของโจทก์กับของผู้คัดค้าน เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ที่โจทก์ขอจดทะเบียนจึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าและมีลักษณะบ่งเฉพาะไม่มีอักษรต้องห้ามอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "" ของโจทก์โดยเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านจึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 นั้นเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายซู วู จาง หรือนายรัฐพล จางเจริญสุข
จำเลย — นางกุลณี อิศดิศัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560
#619410
เปิดฉบับเต็ม

การที่อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ โจทก์ย่อมหมดหน้าที่ที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ การที่จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ อันเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าได้ อย่างไรก็ตามจำเลยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องจนถึงศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ และสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ถึงแม้จำเลยจะมิได้ขอมา ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวและแบ่งสินสมรสให้โจทก์จำเลยคนละครึ่ง

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชำระค่าเช่าบ้านพักอาศัยเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2553 เป็นต้นไป ค่าเล่าเรียนบุตรผู้เยาว์ปีละ 1,200,000 บาท ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 เป็นต้นไป ทุกปี ซึ่งค่าเล่าเรียนอาจเพิ่มขึ้นตามระดับการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ ปีละร้อยละ 10 ถึง 15 ค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลยและบุตรผู้เยาว์ เดือนละประมาณ 150,000 บาท นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เป็นต้นไป และค่าซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในครอบครัวและรับส่งบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 1,700,000 บาท ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแก่จำเลย 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. ให้แบ่งสินสมรสของโจทก์และจำเลยให้ได้ส่วนเท่ากัน โดยให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลง แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกัน จำเลยเป็นคนสัญชาติไทย จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2536 และจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของประเทศไทยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2541 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อเด็กหญิง อ. ผู้เยาว์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 อาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 14/2 ต่อมาปี 2547 โจทก์กับจำเลยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน โจทก์จำเลยต่างแจ้งความเป็นหลักฐานกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายกัน ต่อมากลางปี 2549 โจทก์ขนย้ายของออกแยกไปอยู่ที่อื่น โดยบุตรผู้เยาว์ยังคงอาศัยอยู่กับจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีแพ่งจำเลยเพื่อขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียวตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 246/2550 คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลพิพากษายกฟ้อง และฟ้องเพื่อขอให้ศาลระบุเวลาเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ให้ชัดเจน เพราะถูกจำเลยกีดกัน ในคดีหมายเลขแดงที่ 1806/2551 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลมีคำสั่งให้โจทก์มีสิทธิพบและเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ในเวลาที่เหมาะสม วันที่ 20 สิงหาคม 2552 จำเลยมีหนังสือคัดค้านการอนุมัติสัญชาติให้แก่โจทก์ วันที่ 2 มีนาคม 2553 โจทก์แจ้งความว่า จำเลยกักขังหน่วงเหนี่ยวบุตรผู้เยาว์ที่คอนโดมิเนียม จากนั้น โจทก์ได้พาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่อาศัยกับโจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาขอให้บุตรผู้เยาว์มาพักอาศัยกับโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ จำเลย และบุตรผู้เยาว์เข้าตรวจสภาพจิตที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องโจทก์โดยให้บุตรผู้เยาว์ไปพักอาศัยอยู่กับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 สำหรับในประเด็นอำนาจฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ฎีกาในประเด็นนี้ จึงฟังได้ว่า เมื่อการสมรสได้ทำถูกต้องตามแบบที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแห่งประเทศที่สมรส ได้แก่ ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกาแล้ว ถือว่าการสมรสสมบูรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกับแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 20 สำหรับเหตุหย่านั้น โจทก์นำสืบได้ว่ากฎหมายแห่งรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อันเป็นประเทศแห่งสัญชาติของโจทก์ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นกฎหมายประเทศแห่งสัญชาติของจำเลยยอมให้หย่าได้ตามที่โจทก์นำสืบ ดังนั้น เหตุหย่าจึงให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า โจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องขอให้ศาลสยามมีคำพิพากษาให้หย่าได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 27 ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 (6) ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของการกระทำของจำเลยแม้จะเกิดจากความไม่พอใจในพฤติการณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นสามี และมีความหึงหวง หรือเข้าใจว่าโจทก์ใช้อิทธิพลในการปิดคดีต่าง ๆ แม้ไม่เป็นการหมิ่นประมาทก็ตาม แต่การทำหนังสือคัดค้านเพื่อขอให้ยับยั้งการให้สัญชาติของโจทก์นั้น มิได้เป็นเพียงการร้องขอความเป็นธรรมเพื่อปกป้องสิทธิในครอบครัวตนเองหรือให้ผู้บังคับบัญชาโจทก์ตักเตือนความประพฤติแต่อย่างใด ตามที่จำเลยอ้าง และท้ายที่สุดก็ทำให้โจทก์ไม่ได้รับการอนุมัติสัญชาติและนำผู้เยาว์มาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง โดยจำเลยเบิกความรับว่าเป็นผู้ลงชื่อบุตรผู้เยาว์ท้ายหนังสือ โดยอ้างว่าขออนุญาตบุตรผู้เยาว์แล้ว ทั้งที่บุตรผู้เยาว์เบิกความว่า ทราบว่าจำเลยไม่อยากให้โจทก์ได้สัญชาติไทย เคยจะช่วยจำเลย แต่ก็ไม่ได้ช่วย สุดท้ายไม่ทราบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร ไม่เคยเห็นเอกสารดังกล่าวมาก่อน จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาไม่สุจริตแก่โจทก์ซึ่งเป็นสามี รวมถึงการแจ้งสถานเอกอัครราชทูตว่า โจทก์ดูแลบุตรผู้เยาว์ไม่ดี มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสมกับบุตรผู้เยาว์ จนสถานเอกอัครราชทูตส่งเจ้าหน้าที่ชื่อนาง Sharon มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ แม้จำเลยฎีกาอ้างว่าไม่เคยไปแจ้งสถานเอกอัครราชทูต ให้กระทำการเช่นนั้น จำเลยมีหนทางอื่นที่จะทำได้ เช่น ยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งข้อฎีกาของจำเลยข้อนี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้าง ไม่เคยให้การหรือนำสืบไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งขัดต่อเหตุผลว่า หากจำเลยมิได้ทำ เหตุใดสถานเอกอัครราชทูตจึงส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบความเป็นอยู่ของบุตรผู้เยาว์ เหตุใดเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงต้องทำหนังสือชี้แจงจ่าหน้าซองถึงจำเลย คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้แจ้งให้ตรวจสอบเอง พฤติการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำตามอำเภอใจ ปราศจากความไตร่ตรองถึงความเหมาะสมทั้งที่จำเลยเองก็มีการศึกษาที่ดี ไม่มีเหตุผลอันสมควร ทำให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าต้องการทำลายทั้งชื่อเสียง ภาพลักษณ์ สถานะ และที่สำคัญคือสิทธิที่โจทก์พึงได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งกระทบต่อความเป็นอยู่ อิสระในการใช้ชีวิต ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร เป็นการคุกคามโจทก์อย่างต่อเนื่องและหลายครั้ง โดยปราศจากความรัก ความปรารถนาดีต่อกันที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ การกระทำของจำเลยเป็นปฎิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ถึงขนาดที่ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ และความเป็นอยู่ฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลโดยละเอียดชัดแจ้งถึงเหตุหย่าระหว่างโจทก์จำเลยนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ถึงขนาดทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินสมควร โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุหย่าอื่นตามฟ้องดังคำแก้ฎีกาของโจทก์อีกหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 เป็นสินสมรสหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประทศไทย เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 จำเลยทำสัญญาซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงจากกรมบังคับคดีและทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 โดยตกลงยินยอมให้หักบัญชีเงินเดือนที่ได้รับจากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยทำงานอยู่ โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการซื้อเองตั้งแต่ต้น ได้แก่ ประมูล ทำสัญญา กู้เงิน หักเงินเดือน จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงอ้างว่า นางอำไพให้เงินก้อนมาไถ่ถอนจำนองตั้งแต่ปี 2542 แต่โจทก์ไม่ยอมออกจากบ้าน และไม่ชำระค่าใช้จ่ายในบ้านทำให้จำเลยต้องนำเงินมารดาไปใช้จ่ายในบ้านก่อนนั้น ฟังดูเลื่อนลอยว่า เหตุใดจำเลยจึงไม่นำเงินดังกล่าวไปไถ่ถอนจำนองปิดบัญชี กลับนำไปใช้อย่างอื่นก่อน ทั้งที่จำเลยมีรายได้พอจะเสียค่าใช้จ่ายในบ้าน และยอมเสียดอกเบี้ยไปเพื่อเหตุใด อีกทั้งจำเลยเพิ่งมาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสี่แปลงนี้แก่นางอำไพภายหลังโจทก์ฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสในคดีนี้จึงเป็นพิรุธ ทั้งการที่อ้างว่านางอำไพต้องการที่ดินดังกล่าวไปก่อสร้างโกดังเก็บสินค้าเนื่องจากมีโรงงานอยู่ใกล้ที่ดินนี้ แต่สุดท้ายหลังจากซื้อแล้วนางอำไพก็ไม่ได้ก่อสร้างโกดังแต่อย่างใด โดยจำเลยเบิกความอ้างว่า นางอำไพเพิ่งทราบภายหลังจากไปตรวจสอบที่ดินว่า เป็นที่ดินตาบอด ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะจึงไม่สร้างโกดังสินค้า ซึ่งขัดต่อเหตุผล ว่าเหตุใดนางอำไพซึ่งมีธุรกิจการค้า มีโรงงานผลิตสินค้าประเภทอะลูมิเนียม มีบัญชีเงินฝากและที่ดินมากมาย จึงไม่ซื้อที่ดินเองและไม่ตรวจสอบที่ดินให้ดีก่อนว่าเป็นที่ดินมีสภาพเช่นไร ต่างจากที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ซึ่งโจทก์เองก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า เป็นเงินของนางอำไพเป็นผู้ซื้อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวด้วยเงินตนเอง เมื่อที่ดินทั้งสี่แปลงได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 โจทก์มีสิทธิกึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า บัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เลขที่ 001 43861x xxx และ 001 43861x xxx สาขากรุงเทพ ที่เป็นชื่อบัญชีของโจทก์ โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นสินสมรส แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า บัญชีเงินฝากในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 7 บัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 1 บัญชีของจำเลย กับบัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) 1 บัญชีของโจทก์ เป็นสินสมรส และขอแบ่งสินสมรสดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งเฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและอำนาจปกครอง ไม่ได้โต้แย้งว่าบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นสินสมรส ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติว่า เงินฝากดังกล่าวซึ่งรวมเงินฝากในธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เป็นสินสมรส ซึ่งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้แบ่งสินสมรสดังกล่าวให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิพากษาให้แบ่งสินสมรสในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า โจทก์หรือจำเลยสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา" เมื่อความปรากฏว่านางสาว อ. บุตรของโจทก์จำเลย เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 เมื่อนับถึงระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นางสาว อ. อายุ 20 ปีเศษแล้ว ซึ่งบรรลุนิติภาวะ และพ้นสภาพแห่งความเป็นผู้เยาว์ และไม่จำต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา อำนาจปกครองของโจทก์จำเลยย่อมหมดไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1580 ดังนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่า อำนาจปกครองควรอยู่กับโจทก์หรือจำเลย ดังที่จำเลยฎีกา ยกฎีกาของจำเลยประการนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรผู้เยาว์หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งถึงบรรลุนิติภาวะในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ย่อมหมดหน้าที่ที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 บัญญัติไว้ว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงแต่ฝ่ายเดียว และการหย่าทำให้อีกฝ่ายยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ คดีนี้เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ อันเป็นความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังจากการหย่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้องและจนถึงศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าได้ ตามฟ้องแย้งจำเลยขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่เดือนมีนาคม 2553 แต่ฎีกาของจำเลยกลับขอให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่เดือนสิงหาคม 2549 ย้อนขึ้นไปนับแต่เดือนที่โจทก์ออกจากบ้าน อย่างไรก็ตามสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ถึงมิได้ขอ ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ได้ เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายที่จำเลยเรียกรวมกันมามีค่าใช้จ่ายในส่วนของบุตรผู้เยาว์รวมมาด้วยหลายรายการ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ จึงไม่จำต้องกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้โจทก์ต้องชำระอีกแล้วนั้น จึงเหลือค่าใช้จ่ายไม่กี่รายการที่ไม่ใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนั้น ก็ยังปรากฏว่าโจทก์ยังคงจ่ายค่าที่อยู่อาศัยให้จำเลยมาตลอด ในส่วนของค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่รวมของผู้เยาว์ ก็ไม่ปรากฏว่าจำนวนมากเกินกว่าที่จำเลยจะจ่ายได้ เพราะจำเลยมีกิจการของครอบครัวเดิม มีเงินเก็บ มีรายได้จากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จนเกษียณ เมื่อคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ฐานะของจำเลยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโจทก์ กรณีจึงเห็นควรไม่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ชัดแจ้งว่า เงินฝากในธนาคารที่มีชื่อโจทก์จำเลยตามฟ้องรวม 9 บัญชี กับที่ดินมีโฉนด 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง การแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 นอกจากนี้ได้ความจากพยานหลักฐานว่า การรับเงินเดือนของโจทก์มีการให้จ่ายเงินในต่างประเทศบางส่วน และมีการโอนเงินจากประเทศไทยไปต่างประเทศ ดังนั้น หากมีสินสมรสอื่นนอกจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่จำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเข้ามา ก็ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องเรียกร้องขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีใหม่อีกต่างหาก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสคือ บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) เลขที่ 101 287 xxx x เลขที่ 101 563 xxx x เลขที่ 101727 xxx x เลขที่ 196 210 xxx x เลขที่ 225 029 xxx x เลขที่ 225 200 xxx x และเลขที่ 198 451 xxx x ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่ 588 100 xxx x ที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี และบัญชีเงินฝากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เลขที่ 001 43861x xxx และ 001 43861x xxx ที่มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ให้แก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47457, 244687, 246434 และ 246435 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้ง 4 แปลง ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยฟ้องแบ่งสินสมรสนอกจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1526 ม. 1564 ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายอมร วีรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พิศล พิรุณ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8150/2560
#618532
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องที่ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงเท่านั้น เมื่อรถยนต์ตามคำร้องเป็นสินสมรสระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับ ร. ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 กับ ร. มีส่วนเป็นเจ้าของรวมกันคนละครึ่ง แม้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของ ร. ก็ยื่นคำร้องคัดค้านได้เฉพาะทรัพย์สินในส่วนของตน ไม่อาจยื่นคำร้องคัดค้านเกี่ยวกับทรัพย์สินในส่วนของ ร. และไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ทรัพย์สินในส่วนของ ร. ตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอสีคิ้ว ไม่มีอำนาจหน้าที่ในเรือนจำกลางคลองไผ่ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ไปพบและพูดคุยกับนักโทษชาย ม. ซึ่งเป็นนักโทษในคดียาเสพติดที่เรือนจำกลางคลองไผ่โดยผิดระเบียบ จึงไม่มีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมและแม้ส่อว่าอาจมีข้อพิรุธ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้กระทำการอื่นใดที่จะถือว่าเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนักโทษชาย ม. มาก่อนหน้านั้นอย่างไร ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน

ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนักโทษชาย ม. ซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ลักลอบส่งโทรศัพท์มือถือไปให้นักโทษชาย ม. เป็นการผิดระเบียบของเรือนจำ และนักโทษชาย ม. นำโทรศัพท์มือถือไปให้นักโทษชาย อ. ซึ่งรู้จักกันมาก่อนและสนิทสนมกัน ใช้ติดต่อจำหน่ายยาเสพติดจากภายในเรือนจำ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐาน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 50 วรรคหนึ่ง ม. 51 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายสมศักดิ์ สาระหงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายผดุงศักดิ์ เทศดี
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8106/2560
#616685
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย ประเด็นในคดีมีว่าจำเลยยึดทรัพย์โจทก์โดยชอบหรือไม่ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าภาษีอากรค้างส่วนที่เหลือภายหลังจากการยึดอายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นำมาชำระหนี้แล้ว ประเด็นแห่งคดีจึงแตกต่างกัน การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 3 คดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้วอันจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

การเป็นนิติบุคคลและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคล นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษา และถือเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1021 และมาตรา 1022 หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2555 จึงเป็นเอกสารมหาชน ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เมื่อจำเลยที่ 3 อ้างว่ามิได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ที่ถูกเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบถึงความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร แต่พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 3 นำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว คดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และใช้บ้านของจำเลยที่ 3 เป็นสถานที่ตั้งห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม จำนวน 8,983,982.68 บาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1-01008050-25541125-005-00020 ถึง 00022, 00024 ถึง 00027 และ 00029 ถึง 00034 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากภาษีที่ค้างชำระ จำนวน 189,808.59 บาท จำนวน 244,806.80 บาท จำนวน 210,560 บาท จำนวน 149,388.53 บาท จำนวน 194,148.36 บาท จำนวน 281,196.69 บาท จำนวน 125,510 บาท จำนวน 517,200.50 บาท จำนวน 8,456.43 บาท จำนวน 971.21 บาท จำนวน 67,528.82 บาท จำนวน 109,577.28 บาท และจำนวน 9,569.08 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมจำนวน 8,983,982.68 บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ.73.1-01008050-25541125-005-00020 ถึง 00022, 00024 ถึง 00027 และ 00029 ถึง 00034 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวน 189,808.59 บาท ของเงินภาษีจำนวน 244,806.80 บาท ของเงินภาษีจำนวน 210,560 บาท ของเงินภาษีจำนวน 149,388.53 บาท ของเงินภาษีจำนวน 194,148.36 บาท ของเงินภาษีจำนวน 281,196.69 บาท ของเงินภาษีจำนวน 125,510 บาท ของเงินภาษีจำนวน 517,200.50 บาท ของเงินภาษีจำนวน 8,456.43 บาท ของเงินภาษีจำนวน 971.21 บาท ของเงินภาษีจำนวน 67,528.82 บาท ของเงินภาษีจำนวน 109,577.28 บาท และของเงินภาษีจำนวน 9,569.08 บาท ตามลำดับนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 พฤษภาคม 2557) เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมมีจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นชื่อจำเลยที่ 3 ในระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2555 แล้วจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นจำเลยที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2555 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ตรวจพบว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 และปี 2552 ทั้งมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2551 ส่วนเดือนภาษีอื่นยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยรายได้ที่จำเลยที่ 1 ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้มีจำนวนมากกว่ายอดขายตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกับจำเลยที่ 1 มิได้ส่งมอบใบกำกับภาษีซื้อให้เจ้าพนักงานตรวจสอบ ถือเป็นภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธินำมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/5 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการยื่นแบบแสดงภาษีซื้อไว้เกินไป เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนเมษายน เดือนมิถุนายน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม 2551 เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2552 รวม 8,555,860.02 บาท จำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้นายตรีนดิษฐ์ ยื่นอุทธรณ์การประเมินพร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการเสียภาษี โดยจำเลยที่ 3 ลงชื่อในคำอุทธรณ์ดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 3 ได้ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยยืนตามการประเมิน โดยส่งคำวินิจฉัยให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล และจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าภาษีอากรค้าง โจทก์จึงมีคำสั่งยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรค้าง จำเลยที่ 3 ยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ซึ่งต่อมาศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขดำที่ 14/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 127/2558 ปัจจุบันจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวม 8,983,982.68 บาท

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนที่จำเลยที่ 3 เคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 14/2557 ของศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า คดีหมายเลขดำที่ 14/2557 มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ (จำเลยที่ 3 ในคดีนี้) เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด สหไทย กรุ๊ป 2007 ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2555 หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การต่อสู้ในคดีนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีก่อนจำเลยที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลย ประเด็นในคดีมีว่า จำเลยยึดทรัพย์โจทก์โดยชอบหรือไม่ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าภาษีอากรค้างส่วนที่เหลือภายหลังจากการยึดอายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นำมาชำระหนี้แล้ว ประเด็นแห่งคดีจึงแตกต่างกัน ทั้งไม่ปรากฏว่าคดีก่อนศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยที่ 3 ไม่เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 3 คดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้ว อันจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 เคยมีชื่อเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2555 เนื่องจากมีผู้ปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 3 ไม่รู้เห็นด้วย และจำเลยที่ 3 ไม่เคยทำนิติกรรมใดๆ ในนามห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เพียงแต่ลงลายมือชื่อในอุทธรณ์การประเมินเนื่องจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 3 ขอร้องให้ลงชื่อด้วยความจำเป็นเท่านั้น หลังทราบเหตุจำเลยที่ 3 ได้ให้จำเลยที่ 4 เอาชื่อจำเลยที่ 3 และภริยาออกจากการเป็นหุ้นส่วนแล้ว ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1054 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่อาจเสียหายในการทำนิติกรรมกับห้างหุ้นส่วนโดยสำคัญผิดในตัวหุ้นส่วน แต่โจทก์ไม่ได้ทำการค้าใดๆ กับจำเลยที่ 1 ประกอบกับโจทก์ไม่ได้แจ้งผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 3 อีกด้วย จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การเป็นนิติบุคคลและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคล นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษา และถือเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1021 และมาตรา 1022 หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2555 จึงเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เมื่อจำเลยที่ 3 อ้างว่ามิได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ที่ถูกเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบถึงความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร ซึ่งข้อนี้จำเลยที่ 3 นำสืบโดยมีตัวจำเลยที่ 3 เองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 3 เคยมีชื่อเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2555 เนื่องจากมีผู้ปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 3 แล้วนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีความประสงค์จะเข้าเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ลงชื่อในคำอุทธรณ์การประเมินของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 3 ขอร้องให้จำเลยที่ 3 ลงชื่อด้วยความจำเป็น โดยจำเลยที่ 3 รับราชการทหารประจำอยู่ที่จังหวัดสตูล จำเลยที่ 4 ไม่เคยให้ผลประโยชน์ใดๆ แก่จำเลยที่ 3 หลังทราบเรื่องจำเลยที่ 3 จึงบังคับให้จำเลยที่ 4 เอาชื่อจำเลยที่ 3 และภริยาจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วน และจำเลยที่ 3 มีพันตำรวจโทหญิงจุฑารัตน์ เบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ว่า ลายมือชื่อในเอกสารรายการจดทะเบียนกับตัวอย่างลายมือชื่อจำเลยที่ 3 ในเอกสารอื่นมีคุณลักษณะและรูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกัน จึงมีความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน นั้น ในข้อนี้เห็นว่า แม้ผู้เชี่ยวชาญผู้ตรวจพิสูจน์จะมีความเห็นตามหลักวิชาการก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ซึ่งใช้รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่น และอยู่ในดุลพินิจของศาลเท่านั้น จำเลยที่ 3 จึงยังต้องมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มิใช่หุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 จริง แต่เมื่อพิจารณาโดยตลอดแล้วไม่ปรากฏเหตุประการใดที่จำเลยที่ 4 จะต้องปลอมลายมือชื่อจำเลยที่ 3 เองโดยที่จำเลยที่ 3 ไม่รู้เห็นด้วย ทั้งจำเลยที่ 4 ยังจดทะเบียนแก้ไขให้นางวีราภรณ์ ภริยาจำเลยที่ 3 เข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในคราวเดียวกัน ซึ่งไม่ได้ความว่าลายมือชื่อของภริยาจำเลยที่ 3 เป็นลายมือชื่อปลอมด้วย นอกจากนี้หากจำเลยที่ 4 กระทำไปโดยพลการแล้ว จำเลยที่ 4 น่าจะต้องพยายามปกปิดความจริงข้อนี้ไว้ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 กลับจดทะเบียนแก้ไขที่ตั้งสำนักงานไปเป็นที่อยู่ของจำเลยที่ 3 อีกด้วยอันเป็นการง่ายและมีโอกาสสูงที่จำเลยที่ 3 จะทราบความจริงจากเอกสารที่มีผู้ส่งถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อมาก็ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือขอเชิญพบจำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปตามที่อยู่ที่ได้มีการแก้ไขแล้วดังกล่าวข้างต้น และนางพัชรีมารดาของจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับหนังสือไว้แทนเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานประเมินได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยส่งไปถึงจำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็มีภริยาของจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับไว้แทนเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554 แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ 3 ทราบเหตุแล้วได้กระทำการอย่างใดพอที่จะแสดงถึงการไม่ยินยอมหรือโต้แย้งว่าไม่ได้รู้เห็นการปลอมลายมือชื่อดังที่ควรจะเป็น แต่หลังจากนั้นข้อเท็จจริงกลับได้ความต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ได้กระทำการในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยอุทธรณ์การประเมินกับพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ต่อโจทก์เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2555 โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงชื่อผู้อุทธรณ์ด้วยตนเองและตามเนื้อหาคำอุทธรณ์ตอนหนึ่งระบุชัดแจ้งว่า เดิมจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการซื้อขายโสตทัศนวัสดุ มีจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตั้งแต่แรกตั้งห้าง จนถึงปลายปี 2551 จึงได้มีการเปลี่ยนสภาพกิจการเป็นรับเหมาก่อสร้าง โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งความข้อนี้สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 3 เคยยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางโดยบรรยายคำฟ้องไว้ว่า จำเลยที่ 3 (ในคดีนี้) เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 (ในคดีนี้) และจำเลยที่ 3 ได้แจ้งให้หุ้นส่วนผู้จัดการเดิมรวบรวมเอกสารหลักฐานทางบัญชีและภาษีอากร ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 ได้ยอมรับว่าตนเข้าไปทำหน้าที่หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มาก่อนแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งจะมาเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ ในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 3 ลงชื่อในคำอุทธรณ์เนื่องจากจำเลยที่ 4 ขอร้องด้วยความจำเป็นนั้นจึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์มีคำสั่งยึดที่ดินของจำเลยที่ 3 แล้ว พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 3 นำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว คดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 และใช้บ้านของจำเลยที่ 3 เป็นสถานที่ตั้งห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 (2) ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า เจ้าพนักงานประเมินมิได้แจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 3 ทั้งไม่ยอมให้จำเลยที่ 3 คัดถ่ายเอกสารเกี่ยวกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวโดยอ้างว่าจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ไปแล้วนั้น ก็เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินและแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โดยชอบแล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะเคยมีฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าว แต่ก็มิใช่ผู้ที่ถูกประเมิน จึงไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานประเมินจะต้องแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 3 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ให้ชำระหนี้ดังกล่าวซึ่งเป็นหนี้ของห้างได้โดยไม่ต้องแจ้งการประเมินและแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 ก่อน จากเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1021 ม. 1022 ม. 1077 (2)
ป.วิ.พ. ม. 127 ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหไทยกรุ๊ป 2007 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจารุนันท์ อุยานันท์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
สุนทร ทรงฤกษ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2560
#617215
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีอาการแน่นหน้าอกกะทันหัน ร้าวที่วงแขน อาเจียน โจทก์ถูกนำส่งโรงพยาบาล ศ. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แพทย์ให้การรักษาด้วยยาอาการดีขึ้น ภรรยาโจทก์เห็นว่าอาการโจทก์มีลักษณะรุนแรงควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประกอบกับโจทก์เคยรักษากับแพทย์ที่โรงพยาบาล ซ. ซึ่งมีแพทย์ที่ชำนาญเฉพาะทาง ภรรยาโจทก์จึงติดต่อและย้ายโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ซ. ทั้งที่ได้ความว่าโรงพยาบาล ก. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามสิทธิมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาล ศ. มากกว่าโรงพยาบาล ซ. และใช้ระยะเวลาเดินทางน้อยกว่ากัน เมื่อภรรยาและญาติโจทก์ตัดสินใจส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ซ. เพราะภรรยาและญาติโจทก์มีความเชื่อถือการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาล ซ. ซึ่งโจทก์เคยรักษาที่โรงพยาบาลนี้มาก่อน การที่นำตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ซ. ซึ่งมิใช่สถานพยาบาลตามสิทธิ จึงมิใช่เป็นกรณีที่มีเหตุผลสมควรหรือจำเป็นต้องรับการบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาล ซ. ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสอง และประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาล ซ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยนี้กับพวกรวม 14 คน ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 ออกจากสารบบความแล้ว คงเหลือจำเลยนี้ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2045/2551 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 และบังคับจำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์เป็นเงิน 361,122 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 ที่ รง 0628/13004 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2045/2551 และให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 ข้อ 3.2.2 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 เมษายน 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์อายุ 59 ปี เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 39 และจำเลยได้ออกบัตรรับรองสิทธิให้แก่โจทก์แล้ว โดยโจทก์เลือกโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค เป็นสถานพยาบาลตามสิทธิซึ่งโจทก์เคยไปใช้บริการเพียงครั้งเดียว และโจทก์เคยรับการรักษาที่โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ซึ่งโจทก์เห็นว่ามีความเชี่ยวชาญ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 20.20 นาฬิกา โจทก์มีอาการปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก และอาเจียน โจทก์จึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศาลายาซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด โรงพยาบาลศาลายาระบุในเวชระเบียนว่าแรกรับโจทก์มีความดันโลหิต 180/110 มิลลิเมตรปรอท ชีพจรเต้น 110 ครั้งต่อนาที แพทย์ทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจพบกล้ามเนื้อหัวใจตาย ให้ยาอมใต้ลิ้นดีขึ้น แต่ยังมีอาการเจ็บหน้าอกเล็กน้อย ระหว่างนั้นภรรยาโจทก์ได้โทรศัพท์ติดต่อปรึกษากับแพทย์โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ แล้วต่อมาได้นำโจทก์ออกจากโรงพยาบาลศาลายาเดินทางโดยรถของโรงพยาบาลไปถึงที่โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์เวลา 22.10 นาฬิกา ตามเวชระเบียนของโรงพยาบาลเซ็นหลุยส์ระบุอาการของโจทก์ก่อนหน้าที่จะมาถึงโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ ว่า โจทก์มีอาการแน่นหน้าอกประมาณ 6 ชั่วโมงก่อนมา เวลา 17.30 นาฬิกา หลังกินข้าว กินกล้วย แน่นหน้าอกขึ้นมาทันที ร้าวไปที่วงแขน เหงื่อแตก หวิว อาเจียนตลอด เป็นเวลาประมาณ 30 นาที จึงให้คนงานพาไปที่โรงพยาบาลศาลายา ได้ยา ASA เคี้ยวและได้ยานอนหลับ ส่วนอาการขณะที่โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์รับตัวไว้ ระบุว่าแรกรับชีพจรเต้น 100 ครั้งต่อนาที หายใจ 22 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต 116/70 มิลลิเมตรปรอท อุณหภูมิ 36 องศาเซลเซียส มีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง แพทย์วินิจฉัยว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โจทก์รักษาตัวในโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ด้วยการฉีดสีเพื่อดูเส้นเลือดหัวใจ สวนหัวใจและใส่ Stent แล้วพักรักษาตัวตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2551 รวม 5 วัน เสียค่าบริการทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลดังกล่าวไป 361,122 บาท โดยไม่ได้แจ้งโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิทราบ สาเหตุที่นำตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์เนื่องจากโจทก์มีประวัติการรักษาอยู่แล้วและจะเป็นการสะดวก โจทก์มีประวัติเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงอยู่ก่อนแล้ว แล้ววินิจฉัยว่า แม้แพทย์จะวินิจฉัยว่าอาการของโจทก์ดีขึ้นจนสามารถไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิได้แล้วก็ตาม แต่ในสถานการณ์เช่นนั้นย่อมเป็นธรรมดาที่ ภรรยาโจทก์จะต้องรักษาชีวิตของโจทก์ไว้ก่อนแม้ว่าการเดินทางไปยังโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์จะมีระยะทาง ไกลกว่าการเดินทางไปยังสถานพยาบาลตามสิทธิก็ตาม การที่โจทก์มีประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์มาก่อนก็เป็นเหตุผลที่จะทำให้โจทก์มีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ทั้งโจทก์มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จำเป็นต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันมิให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย มีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก จึงมีเหตุผลสมควรที่ไม่อาจเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิเนื่องจากกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน มีเหตุจะต้องเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยตามฟ้องและโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์มีเหตุผลสมควรหรือจำเป็นที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มีอาการแน่นหน้าอกกะทันหัน ร้าวที่วงแขน อาเจียน โจทก์ถูกนำส่งโรงพยาบาลศาลายาซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แพทย์ให้การรักษาด้วยยาอาการดีขึ้น ภรรยาโจทก์เห็นว่าอาการโจทก์มีลักษณะรุนแรงควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประกอบกับโจทก์เคยรักษากับแพทย์ที่โรงพยาบาลเซ็นหลุยส์ซึ่งมีแพทย์ที่ชำนาญเฉพาะทางภรรยาโจทก์จึงติดต่อและย้ายโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ทั้งที่ได้ความว่าโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค ซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามสิทธิมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลศาลายามากกว่าโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ และใช้ระยะเวลาเดินทางน้อยกว่ากัน เมื่อภรรยาและญาติโจทก์ตัดสินใจส่งตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์เพราะภรรยาและญาติโจทก์มีความเชื่อถือการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ซึ่งโจทก์เคยรักษาที่โรงพยาบาลนี้มาก่อน การที่นำตัวโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ซึ่งมิใช่สถานพยาบาลตามสิทธิ จึงมิใช่เป็นกรณีที่มีเหตุผลสมควรหรือจำเป็นต้องรับการบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสอง และประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชีเชง แซ่อึ้งหรืออึ้ง
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจตุรงค์ บุรมัธนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ภาวนา สุคันธวณิช
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8093/2560
#616596
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กำหนดอัตราค่านั่งเครื่องของพนักงานแคชเชียร์ในอัตราเดือนละ ๕๐๐ บาทต่อคน เท่ากันทุกเดือน โดยมีหลักเกณฑ์ว่าหากพนักงานแคชเชียร์มีความประพฤติไม่ดี ทำความผิดหรือทำงานมีข้อผิดพลาดก็จะหักคะแนนและนำไปปรับลดเงินค่านั่งเครื่องตามหลักเกณฑ์ของโจทก์ ในบางเดือนอาจมีพนักงานแคชเชียร์บางคนไม่ได้รับค่านั่งเครื่องเลย แต่การจ่ายค่านั่งเครื่องให้จริงเป็นจำนวนมากน้อยหรือไม่จ่ายค่านั่งเครื่องเลยย่อมขึ้นอยู่กับการประเมินผลในเรื่องความประพฤติปฏิบัติตนและความตั้งใจในการทำงาน การจ่ายค่านั่งเครื่องดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายให้เพื่อส่งเสริมให้พนักงานแคชเชียร์ตั้งใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความประพฤติที่ดี ลดข้อผิดพลาดในการทำงานให้น้อยลง และกระตุ้นให้พนักงานตั้งใจทำงานเป็นสำคัญ ไม่ได้มีลักษณะเป็นการตอบแทนในการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติตามความหมายของคำว่าค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ของพนักงานแคชเชียร์จึงไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์ไม่ต้องนำค่านั่งเครื่องดังกล่าวมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1820/2555 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ให้จำเลยคืนเงินสมทบเพิ่มเติม 34,814 บาท และคืนเงินสมทบจากการหักเงินค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 ไปจนคดีถึงที่สุดแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันและตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า โจทก์เป็นศูนย์การค้า มีสาขา 9 แห่ง ให้ลูกจ้างทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน มีวันหยุด 1 วัน ต่อสัปดาห์ หมุนเวียนกันไป แบ่งเวลาทำงานเป็นสองช่วง คือเวลา 9 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา และเวลา 10 นาฬิกา ถึง 19 นาฬิกา พนักงานแคชเชียร์เป็นพนักงานที่มีกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน เมื่อปี 2552 โจทก์นำระบบการจ่ายค่านั่งเครื่องแคชเชียร์มาใช้กับพนักงานแคชเชียร์จนถึงเดือนกรกฎาคม 2552 จึงเปลี่ยนมาใช้ระบบจ่ายเงินรางวัลดีเด่นแก่พนักงานแคชเชียร์สาขาละ 3 รางวัล ลดหลั่นกันลงไปแทน จนกระทั่งปลายปี 2553 โจทก์เปลี่ยนกลับมาใช้ระบบการจ่ายค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ให้แก่พนักงานแคชเชียร์เช่นเดิม โจทก์มีหลักเกณฑ์การจ่ายค่านั่งเครื่องให้แก่พนักงานแคชเชียร์โดยกำหนดอัตราค่านั่งเครื่องเดือนละ 500 บาท ให้แก่พนักงานแคชเชียร์ทุกคนในอัตราเท่า ๆ กันเป็นประจำทุกเดือนก่อน จากนั้นโจทก์จะประเมินผลจากความประพฤติในการทำงานและการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดของพนักงานแคชเชียร์โดยกำหนดเป็นคะแนนที่ถูกหักแล้วนำมาคำนวณเป็นเงินเพื่อหักออกจากค่านั่งเครื่องที่กำหนดไว้ตามตารางการจ่ายค่านั่งเครื่อง พนักงานแคชเชียร์บางคนเคยไม่ได้รับค่านั่งเครื่องในบางเดือน การจ่ายค่านั่งเครื่องของพนักงานแคชเชียร์เกิดขึ้นจากกรณีที่พนักงานแคชเชียร์มีความประพฤติไม่อยู่ในกฎระเบียบข้อบังคับปฏิบัติงานผิดพลาด ส่งผลเสียต่อหน่วยงานและนำไปสู่การลงโทษพนักงาน โจทก์ชำระเงินสมทบโดยคำนวณจากการจ่ายค่านั่งเครื่องเพิ่มเติมของเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 เป็นเงิน 34,814 บาท ให้แก่จำเลยแล้ว นอกจากนี้โจทก์นำเงินสมทบโดยคำนวณจากการจ่ายค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 เป็นต้นไปให้แก่จำเลยด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ค่านั่งเครื่องของพนักงานแคชเชียร์เป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคมหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินสมทบที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ให้ความหมายของค่าว่า ค่าจ้าง หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนในการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณ หรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใดและไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์กำหนดอัตราค่านั่งเครื่องของพนักงานแคชเชียร์ในอัตราเดือนละ 500 บาทต่อคน เท่ากันทุกเดือน โดยมีหลักเกณฑ์ว่าหากพนักงานแคชเชียร์มีความประพฤติไม่ดี ทำความผิดหรือทำงานมีข้อผิดพลาดก็จะหักคะแนนและนำไปปรับลดเงินค่านั่งเครื่อง ซึ่งหลักเกณฑ์การหักคะแนนเป็นไปตามตารางการจ่ายค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ ในบางเดือนอาจมีพนักงานแคชเชียร์บางคนไม่ได้รับค่านั่งเครื่องเลย สาเหตุที่มีระบบการจ่ายค่านั่งเครื่องเกิดจากกรณีพนักงานแคชเชียร์ทำงานผิดพลาดและมีความประพฤติไม่ถูกต้องตามระเบียบ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการจ่ายค่านั่งเครื่องให้แก่พนักงานแคชเชียร์ของโจทก์นั้นแม้ในเบื้องต้นจะกำหนดอัตราค่านั่งเครื่องในอัตราเท่ากันทุกเดือน แต่การจ่ายค่านั่งเครื่องให้จริงเป็นจำนวนมากน้อยหรือไม่จ่ายค่านั่งเครื่องเลยย่อมขึ้นอยู่กับการประเมินผลในเรื่องความประพฤติปฏิบัติตนและความตั้งใจในการทำงาน การจ่ายค่านั่งเครื่องดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายให้เพื่อส่งเสริมให้พนักงานแคชเชียร์ตั้งใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความประพฤติที่ดี ลดข้อผิดพลาดในการทำงานให้น้อยลง และกระตุ้นให้พนักงานตั้งใจทำงานเป็นสำคัญ ไม่ได้มีลักษณะเป็นการตอบแทนในการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติตามความหมายของคำว่าค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์ของพนักงานแคชเชียร์จึงไม่ใช่ค่าจ้าง โจทก์ไม่ต้องนำค่านั่งเครื่องดังกล่าวมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ที่คณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มีคำวินิจฉัยที่ 1820/2555 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ให้โจทก์ชำระเงินสมทบในส่วนของค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อค่านั่งเครื่องไม่ใช่ค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคมดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้และคดีได้ความว่าโจทก์นำส่งเงินสมทบที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องสำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2552 จำนวน 34,814 บาท และนำส่งเงินสมทบที่คำนวณจากค่านั่งเครื่องตั้งเดือนเดือนเมษายน 2556 ให้แก่จำเลย จำเลยจึงต้องคืนเงินสมทบที่โจทก์คำนวณจากค่านั่งเครื่องแล้วนำส่งให้แก่จำเลยดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 1820/2555 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ให้จำเลยคืนเงินสมทบ 34,814 บาท และคืนเงินสมทบในส่วนที่โจทก์คำนวณจากค่านั่งเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 แล้วนำมาส่งจำเลย แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอาท์เล็ท มอลล์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไกรฤทธิ์ กอแสงเรือง
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
วิชัย เอื้ออังคณากุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8089/2560
#616588
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ความว่า ตามที่จำเลยที่ 1 รับจ้างปรับปรุงตกแต่งอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และได้ตกลงสั่งซื้อสินค้าและว่าจ้างโจทก์ติดตั้งม่านม้วนระบบมอเตอร์พร้อมผ้าตามใบสั่งซื้อเลขที่ PO.550523004 และ PO.550526001 ลงวันที่ 23 และ 26 พฤษภาคม 2555 แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระเงินค่าสินค้าและค่าติดตั้งงานดังกล่าวแก่โจทก์ได้ตามกำหนดเป็นเหตุให้งานสะดุดหยุดลง เพื่อให้งานสั่งสินค้าและติดตั้งสินค้าดังกล่าวสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จำเลยที่ 3 ตกลงเข้าค้ำประกันการชำระหนี้และความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามใบสั่งซื้อดังกล่าวในวงเงิน 3,474,995.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายโดยไม่จำกัดเวลาจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้รวมทั้งดอกเบี้ยจนครบถ้วนเสมือนหนึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารได้ขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในโครงการปรับปรุงและตกแต่งอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง โดยขอโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งหมดที่พึงจะได้รับตามสัญญาจ้างเหมาทุกจำนวนและทุกงวดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่างานจำนวน 205,529,194.72 บาท โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเงินทุกงวดทุกจำนวนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์โดยตรงตามข้อสัญญา จะเห็นว่า มูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมูลหนี้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 มีที่มาแห่งมูลหนี้ต่างกัน การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องสำหรับเงินทุกงวดทุกจำนวนที่มีมูลค่างานของโครงการเป็นเงิน 205,529,194.72 บาท ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ตามสัญญาว่าจ้างรับเหมาช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และไม่อาจถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ เพราะเป็นหนี้คนละส่วน ต่างข้อตกลงและต่างสัญญากัน เมื่อหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหนี้เดิมและเป็นหนี้ประธานไม่ระงับสิ้นไป โดยไม่ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นความรับผิดตามสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,547,827.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,474,995.80 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 52,601.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 52,601.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,474,995.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 4 กันยายน 2557) ต้องไม่เกิน 72,832 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยที่ 1 ตกลงรับเหมาปรับปรุงอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตามสำเนาสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงอาคาร (ตกแต่งภายใน) โครงการปรับปรุงและตกแต่งอาคารที่ทำการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 เพื่อสนับสนุนโครงการปรับปรุง และตกแต่งอาคารที่ทำการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยขอสินเชื่อประเภทวงเงินกู้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N - Pre Finance) จำนวนเงิน 60,000,000 บาท และสินเชื่อประเภทวงเงินกู้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N - Post Finance) จำนวนเงิน 60,000,000 บาท ในการขอสินเชื่อดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้อง ที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับค่าจ้างเหมาปรับปรุงอาคาร ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงินจำนวน 205,529,194.72 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและจำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงงานและเป็นเจ้าหนี้การค้าจำเลยที่ 1 ในงานโครงการปรับปรุงและตกแต่งอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามสำเนาใบสั่งซื้อ แต่มีปัญหาในการดำเนินการก่อสร้างกับโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ประชุมร่วมกัน เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2556 ได้ข้อยุติว่าจำเลยที่ 1 จะให้จำเลยที่ 2 หักเงินค่าจ้างที่จะพึงได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในงานงวดที่ 16 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,474,995.80 บาท ในการนี้มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้และความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์จัดส่งสินค้าและติดตั้งสินค้าทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว และจำเลยที่ 1 ส่งมอบงานงวดที่ 16 แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 หักเงินค่าจ้างงานงวดที่ 16 ที่จะพึงได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,474,995.80 บาท จำเลยที่ 2 มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์สอบถามไปยังนายชานนท์ ตัวแทนของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นที่ปรึกษาควบคุมงานโครงการดังกล่าวเพื่อขอรับคำยืนยันที่จะจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้การค้าต่างๆ ของจำเลยที่ 1 รวมถึงโจทก์ นายชานนท์มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ตอบยืนยันยอดรายการกลับไปยังจำเลยที่ 2 โจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 ให้ชำระเงิน แต่จำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ว่า ไม่สามารถหักเงินชำระให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 แจ้งขอยกเลิกหนังสือขอให้หักจ่ายชำระหนี้แก่โจทก์และเจ้าหนี้การค้ารายอื่นๆ แล้ว คดีในส่วนจำเลยที่ 1 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์และคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์ไม่ฎีกา

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าจ้างงวดที่ 16 โครงการปรับปรุงและตกแต่งอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้เป็นผลให้หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับสิ้นไปและทำให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือค้ำประกันให้ไว้แก่โจทก์ตามหนังสือค้ำประกัน ความว่า ตามที่จำเลยที่ 1 รับจ้างปรับปรุงตกแต่งอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และได้ตกลงสั่งซื้อสินค้าและว่าจ้างโจทก์ติดตั้งม่านม้วนระบบมอเตอร์พร้อมผ้าตามใบสั่งซื้อเลขที่ PO. 550523004 และ PO. 550526001 ลงวันที่ 23 และ 26 พฤษภาคม 2555 แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระเงินค่าสินค้าและค่าติดตั้งงานดังกล่าวแก่โจทก์ได้ตามกำหนดเป็นเหตุให้งานสะดุดหยุดลง เพื่อให้งานสั่งสินค้าและติดตั้งสินค้าดังกล่าวสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จำเลยที่ 3 ตกลงเข้าค้ำประกันการชำระหนี้และความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามใบสั่งซื้อดังกล่าวในวงเงิน 3,474,995.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายโดยไม่จำกัดเวลาจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้รวมทั้งดอกเบี้ยจนครบถ้วนเสมือนหนึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารได้ขอสินเชื่อจำเลยที่ 2 เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในโครงการปรับปรุงและตกแต่งอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามสำเนาคำขอสินเชื่อธุรกิจ และจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง โดยขอโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงอาคารสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งหมดที่พึงจะได้รับตามสัญญาจ้างเหมาทุกจำนวน และทุกงวดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องเงินค่างานจำนวน 205,529,194.72 บาท โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเงินทุกงวดทุกจำนวนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์โดยตรงตามข้อสัญญา จะเห็นว่า มูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมูลหนี้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 มีที่มาแห่งมูลหนี้ต่างกัน การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องสำหรับเงินทุกงวดทุกจำนวนที่มีมูลค่างานของโครงการเป็นเงิน 205,529,194.72 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ตามสัญญาว่าจ้างรับเหมาช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสำเนาใบสั่งซื้อสินค้า และไม่อาจถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ เพราะเป็นหนี้คนละส่วน ต่างข้อตกลงและต่างสัญญากัน เมื่อหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหนี้เดิมและเป็นหนี้ประธานไม่ระงับสิ้นไป โดยไม่ถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นความรับผิดตามสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาประการอื่นของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นสาระอันควรวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้ ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 349 ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอเชี่ยน นิวไลน์ จำกัด
จำเลย — บริษัทธวัชชัยดีไซน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอุทัย พิศวง
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8088/2560
#618527
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำละเมิดเป็นเหตุให้มารดาโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย มารดาโจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลย โจทก์ที่ 1 ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง การที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกค่าขาดแรงงานในครัวเรือนจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 445

แม้ก่อนถึงแก่ความตายมารดาโจทก์ทั้งสองรับผิดชอบดูแลบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ที่ 1 แต่เมื่อมารดาโจทก์ทั้งสองไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่ต้องทำการงานให้เป็นคุณในครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมแก่โจทก์ที่ 1 กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 445 โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การโต้แย้งฟังได้ว่า วันเกิดเหตุเป็นวันขึ้นปีใหม่ 2556 จำเลยขับรถกระบะด้วยความเร็วสูง และตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นที่สัญจรร่วมทาง การกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งผลเกิดเป็นความตายของมารดาโจทก์ทั้งสองและความเสียหายแก่ทรัพย์สินจึงเป็นเรื่องร้ายแรง สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ที่ 2 เรียกร้องเป็นค่าซ่อมรถจักรยานยนต์นั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้รับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งตามข้อ 2 ได้รวมถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินแล้ว อีกทั้งจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1402/2556 ของศาลชั้นต้น ตามใบเสร็จรับเงินไปแล้วเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท จึงไม่จำต้องกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้อีกแต่ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องนั้น โจทก์ทั้งสองมีรายการและรายละเอียดของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาแสดง โดยเมื่อหักค่ารักษาพยาบาลจำนวน 30,000 บาท ที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องเรียกร้องออกแล้ว คงเป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกร้องในส่วนนี้ 269,000 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นนั้นเหมาะสมแก่ประเพณีและฐานะของมารดาโจทก์ทั้งสองแล้ว และแม้โจทก์ทั้งสองจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ไปแล้ว แต่ค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวก็เป็นเพียงค่าสินไหมทดแทนส่วนหนึ่งเท่านั้น โจทก์ทั้งสองยังมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้เพิ่มเติมได้ โดยเมื่อพิจารณาว่าค่าเสียหายเบื้องต้นนั้นตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวย่อมชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลมารดาโจทก์ทั้งสองก่อนถึงแก่ความตาย รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของโจทก์ทั้งสองในเบื้องต้นไปส่วนหนึ่งแล้ว ส่วนที่เหลือจึงเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพในเบื้องต้น ซึ่งแม้จะนำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนในค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องแล้ว ยังเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้แก่โจทก์ทั้งสองเพิ่มอีกเป็นเงิน 200,000 บาท สำหรับที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลมารดาโจทก์ทั้งสองก่อนที่จะถึงแก่ความตายนั้น โจทก์ทั้งสองไม่ได้เรียกร้องมาในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนค่าขาดแรงงานในครัวเรือนที่โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในข้อกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อมารดาโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้มารดาโจทก์ทั้งสองได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จึงเป็นกรณีที่มารดาโจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลย โจทก์ที่ 1 หาใช่ผู้เสียหายโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลยในกรณีนี้ไม่ ที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกค่าขาดแรงงานในครัวเรือน จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 445 แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งได้ความว่า ก่อนมารดาโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตายได้รับผิดชอบดูแลบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ที่ 1 เป็นการงานที่มารดาโจทก์ทั้งสองกระทำในครัวเรือนเป็นประโยชน์แก่โจทก์ที่ 1 แต่มารดาโจทก์ทั้งสองหามีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องทำการงานให้เป็นคุณในครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมแก่โจทก์ที่ 1 กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 445 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดแรงงานตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 ชอบแล้ว และเมื่อเป็นค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิด ซึ่งถือว่าจำเลยผิดนัดมานับแต่เวลาที่ทำละเมิด แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยเกินไปจากที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 25 มีนาคม 2557) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 445
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนพพร คงธนขันติธรหรือรามมะมะ กับพวก
จำเลย — นายสายัญ สุทิพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสาวนภสสร มงคลศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยวัฒน์ วิสานนท์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ทวี ประจวบลาภ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8063/2560
#616690
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมาหาผู้ตายที่บ้าน พ. เชื่อว่าเพื่อมาพูดคุยเรื่องที่ผู้ตายโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กตำหนิจำเลย มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยอ้างว่า เหตุที่มาหาผู้ตายที่บ้าน พ. เพราะถูกผู้ตายถีบรถจักรยานยนต์ของจำเลย เพราะเมื่อจำเลยมาถึงบ้าน พ. พ. ได้ยินจำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันเกี่ยวกับการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กที่ผู้ตายด่าทอจำเลย ไม่ใช่โต้เถียงเรื่องที่ผู้ตายถีบรถจักรยานยนต์ของจำเลยแต่อย่างใด กรณีจึงมิใช่ผู้ตายเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อเหตุวิวาททำร้ายจำเลยก่อน แต่พฤติการณ์ที่ผู้ตายบอกจำเลยให้นำกระเป๋าสะพายไปเก็บที่รถจักรยานยนต์ เมื่อจำเลยหันหลังกลับมาผู้ตายหยิบท่อพลาสติกพีวีซีขนาดยาว 3.50 เมตร ด้วยมือทั้งสองข้างตีที่แขนซ้ายและลำคอของจำเลยจนปรากฏรอยเขียวช้ำ แสดงว่าผู้ตายใช้ท่อพลาสติกพีวีซีตีจำเลยโดยแรงและเป็นฝ่ายเริ่มทำร้ายจำเลยก่อน แต่เมื่อพิจารณาอาวุธที่ผู้ตายใช้เป็นท่อพลาสติกกลวง น้ำหนักไม่มาก ไม่สามารถใช้ทำอันตรายแก่ชีวิตได้ในทันทีทันใด และตีเพียง 1 ครั้ง แม้จำเลยจะมีสิทธิป้องกันตนให้พ้นจากภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายของผู้ตายและเป็นภัยที่ถึงตัวแล้ว แต่จำเลยก็สามารถหาวิธีป้องกันภยันตรายให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี การที่จำเลยใช้ปืนพกจ้องเล็งไปที่ลำตัวในระดับหน้าอกของผู้ตายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญแล้วยิงไป 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณราวนมด้านซ้าย หัวกระสุนปืนทะลุเข้าหัวใจ ทะลุออกบริเวณใต้ชายโครงด้านซ้ายจึงเป็นกรณีที่จำเลยป้องกันตนเองเกินกว่ากรณีจำเป็นต้องป้องกัน และไม่ใช่เป็นเรื่องที่กระทำไปด้วยความตื่นเต้นตกใจกลัว ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่เป็นการกระทำอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่นจำเลยให้การปฏิเสธโดยอ้างเหตุป้องกัน แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธทุกข้อหา

ระหว่างพิจารณา นางอารี มารดาของนางสาวนงค์ลักษณ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้รอการกำหนดโทษ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 9 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) วรรคหนึ่ง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายเข้าที่หัวใจ ทะลุออกใต้ชายโครงซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย สำหรับข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร โจทก์และจำเลยต่างไม่ได้อุทธรณ์คดีในข้อหาดังกล่าว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคือ การที่ผู้ตายใช้ท่อพลาสติกพีวีซีตีจำเลย แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายจะเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นายพันธ์ณรงค์เบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้ตายอยู่บ้านพยานตั้งแต่เช้าไม่ได้ออกจากบ้านไปที่ใดจนถึงเวลาใกล้ค่ำ จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีนายพันแสงนั่งซ้อนท้ายมาที่บ้านพยานถามหาผู้ตาย พยานไปตามผู้ตายออกมาพบกับจำเลย นายวุฒิพงศ์เบิกความว่า ขณะที่จำเลยมาหาผู้ตายที่บ้านนายพันธ์ณรงค์ ผู้ตายอยู่ที่บ้านนายพันธ์ณรงค์ ส่วนนายพันแสงเบิกความเจือสมทางนำสืบจำเลยว่า วันเกิดเหตุเวลาเย็น พยานกับจำเลยขับรถจักรยานยนต์นั่งซ้อนท้ายไปด้วยกัน ระหว่างทางพบผู้ตายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มากับผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อพบกันผู้ตายใช้เท้าซ้ายถีบรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับ จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้ตายไปถึงบ้านนายพันธ์ณรงค์เพื่อจะถามว่าถีบรถจักรยานยนต์ของจำเลยทำไม ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวเพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อเหตุข่มเหงรังแกจำเลยก่อน จำเลยจึงมาหาผู้ตายเพื่อปรับความเข้าใจกัน ในเรื่องนี้เห็นว่านายพันธ์ณรงค์กับนายวุฒิพงศ์เบิกความสอดคลองต้องกันว่า ก่อนที่จำเลยจะมาหาผู้ตายที่บ้านนายพันธ์ณรงค์นั้น ผู้ตายอยู่ที่บ้านนายพันธ์ณรงค์โดยไม่ได้ออกไปที่ใด พยานทั้งสองนั่งซ่อมรถจักรยานยนต์อยู่ในที่เกิดเหตุเป็นเวลานาน ไม่เห็นผู้ตายเข้าหรือออกจากบ้านก่อนเกิดเหตุ ถ้อยคำของพยานทั้งสองที่เป็นประจักษ์พยานคนกลางจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนนายพันแสงเกี่ยวพันเป็นญาติกับจำเลย คำเบิกความอื่นเลยมีข้อตำหนิไม่น่าเชื่อถือย่อมทำให้คำเบิกความในส่วนนี้ถูกลิดรอนทอนน้ำหนักไปด้วย ข้อสำคัญคือ หากจำเลยถูกผู้ตายถีบรถจักรยานยนต์แล้วจำเลยกับนายพันแสงขับรถจักรยานยนต์ติดตามจำเลยไม่คลาดกันจนมาถึงบ้านนายพันธ์ณรงค์ จากนั้นจำเลยกับผู้ตายได้โต้เถียงเจรจากันจริงเชื่อว่า ประเด็นอันดับแรกที่จำเลยควรทวงถามเหตุผลจากผู้ตายคือ เหตุใดผู้ตายจึงใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของจำเลยบนถนนสาธารณะเพราะอาจทำให้รถจักรยานยนต์ของจำเลยเสียหลักประสบอุบัติเหตุได้รับอันตรายแก่กายได้ แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากคำเบิกความนายพันธ์ณรงค์กับนายวุฒิพงศ์ว่า เมื่อผู้ตายออกจากบ้านนายพันธ์ณรงค์มาพบจำเลยได้ยินจำเลยกับผู้ตายโต้เถียงกันเกี่ยวกับการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กผู้ตายด่าทอจำเลย อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุและในวันเกิดเหตุ ไม่ใช่โต้เถียงเรื่องที่ผู้ตายถีบรถจักรยานยนต์ของจำเลยแต่อย่างใด เมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยได้ตำหนิติเตียนหรือโต้เถียงกับผู้ตายด้วยเรื่องดังกล่าว จึงเชื่อว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายอยู่บ้านนายพันธ์ณรงค์ไม่ได้ออกไปก่อเหตุวิวาทกับจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยมาหาผู้ตายที่บ้านนายพันธ์ณรงค์เชื่อว่า เพื่อที่จะมาพูดคุยเรื่องผู้ตายโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กตำหนิจำเลยนั่นเอง กรณีจึงมิใช่ผู้ตายเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อเหตุวิวาทระรานทำร้ายจำเลยก่อนดังที่จำเลยนำสืบ อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยมาหาผู้ตายที่บ้านนายพันธ์ณรงค์แล้วมีการเจรจาโต้เถียงด้วยเสียงดังบ้างในบางครั้งก็ยังไม่อาจแปลความว่า จำเลยได้เริ่มต้นก่อเหตุระรานก่อภัยขึ้นก่อน แต่พฤติการณ์ที่ผู้ตายบอกจำเลยให้นำกระเป๋าสะพายไปเก็บที่รถจักรยานยนต์บริเวณใกล้เคียง เมื่อจำเลยหันหลังกลับมา ผู้ตายหยิบท่อพลาสติกพีวีซีขนาดยาว 1.50 เมตร นายพันธ์ณรงค์เบิกความว่า มีความกว้างรอบวงไม่ถึง 1 นิ้ว ด้วยมือทั้งสองข้างตีที่แขนซ้ายและลำคอของจำเลยจนปรากฏรอยเขียวซ้ำนั้น แสดงว่าผู้ตายใช้ท่อพลาสติกพีวีซีตีจำเลยโดยแรง และเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำร้ายจำเลยก่อน แต่เมื่อพิจารณาจากอาวุธที่ผู้ตายใช้ตีทำร้ายจำเลยเป็นท่อพลาสติกกลวง น้ำหนักไม่มาก ไม่สามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในทันทีทันใด และตีถูกแขนจำเลยเพียง 1 ครั้ง นายพันธ์ณรงค์เบิกความว่า ท่อพลาสติกพีวีซีของกลางไม่สามารถทำอันตรายให้ถึงแก่ความตายได้ ดังนั้น แม้จำเลยจะมีสิทธิป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายของผู้ตายและเป็นภัยที่ถึงตัวแล้ว แต่จำเลยก็สามารถหาวิธีป้องกันภัยอันตรายให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี เนื่องจากนายพันแสงเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายยืนห่างกันประมาณ 2 ถึง 3 เมตร หากจำเลยจะใช้อาวุธปืนยับยั้งมิให้ผู้ตายกระทำการซ้ำ จำเลยก็สามารถหันกระบอกปืนไปในทิศทางอื่นที่ไม่ใช่จ้องเล็งไปที่ลำตัวของผู้ตายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญเป็นอันดับแรก การที่จำเลยตัดสินใจใช้ปืนพกเป็นอาวุธที่ร้ายแรงสามารถประหัตประหารทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จ้องปืนในระดับหน้าอกผู้ตายแล้วยิงไป 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณราวนมด้านซ้าย หัวกระสุนปืนทะลุเข้าตำแหน่งหัวใจ ทะลุออกบริเวณใต้ชายโครงด้านซ้ายเป็นตำแหน่งที่เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายที่สามารถทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ทันที จึงเป็นกรณีที่จำเลยป้องกันตนเองเกินกว่ากรณีจำเป็นต้องป้องกัน และไม่ใช่เป็นเรื่องที่กระทำไปด้วยความตื่นเต้นตกใจกลัว เพราะขณะเกิดเหตุจำเลยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์สามารถชักอาวุธปืนออกจากเอวและจ้องเล็งยิงผู้ตายได้ จึงต้องฟังว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแต่เป็นการกระทำอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 68 และ 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) วรรคหนึ่ง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 69 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — นางอารี ช่วยเกลี้ยง
จำเลย — นางสาวกชมนตร์หรือโดม ณ พัทลุง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรัง — ประเสริฐ บิลมาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
พิศล พิรุณ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8001 -ที่ 8002/2560
#619390
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ที่จะช่วยผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะได้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญา การที่ผู้ตายถูกจำเลยทั้งหกร่วมกันทำร้ายจนถึงแก่ความตาย เป็นความเสียหายเพราะเหตุที่ผู้ตายได้รับอันตรายแก่ชีวิต อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกดังกล่าว พ. มารดาของผู้ตายจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้ แม้จะได้ความว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยโดยสมัครใจวิวาททำร้ายกับฝ่ายจำเลย ก็เป็นข้อเท็จจริงที่จะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิของผู้เสียหายที่จะขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหมดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 6

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91, 288, 371 ริบของกลาง กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 6 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ และจำเลยที่ 6 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นางแพงมารดาของนายศราวุฒิ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าขาดรายได้หรือค่าขาดไร้อุปการะรวมเป็นเงิน 2,980,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ปรับคนละ 90 บาท คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ให้จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 60 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเกิดเหตุ (วันที่ 3 กรกฎาคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6

โจทก์ โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ให้จำคุกคนละ 6 ปี ฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 ปี ลดโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 60 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี และปรับ 60 บาท จำเลยที่ 2 กระทำความผิดนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ดรอการกำหนดโทษ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 21/2556 จึงกำหนดโทษในคดีอาญาดังกล่าวบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ ขณะกระทำความผิดคดีดังกล่าวจำเลยที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ ให้ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 40 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 20 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน และปรับ 80 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (11) เป็นจำคุก จำเลยที่ 6 มีกำหนด 9 ปี ริบอาวุธมีดของกลาง ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

คดีอยู่ระหว่างฎีกา นางสาวน้ำฝนน้องสาวจำเลยที่ 1 และเป็นบุตรสาวของนายประกันยื่นคำร้องว่า นายสาคร นายประกันและเป็นบิดาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2557 และจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายจริง เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ในส่วนคดีอาญาเสียจากสารบบความ

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้โดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงในชั้นฎีกาว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ นายศราวุฒิ ผู้ตายกับพวกไปชมหมอลำที่บ้านหัวดงกำแพง แล้วเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับกลุ่มจำเลยทั้งหกที่หน้าเวทีหมอลำ นายไพฑูรย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเข้ามาห้ามและให้ทั้งสองกลุ่มแยกย้ายกัน กับให้หมอลำยุติการแสดง จากนั้นกลุ่มผู้ตายไปรออยู่ที่บริเวณสามแยกเข้าบ้านหัวดงกำแพง เมื่อรถกระบะที่จำเลยทั้งหกนั่งผ่านมา กลุ่มผู้ตายใช้ท่อนไม้ ก้อนหินขว้าง เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันอีก กลุ่มผู้ตายอ้างว่าจำเลยทั้งหกได้ปาระเบิดปิงปองและใช้อาวุธปืนยิงด้วยแต่ไม่ถูกผู้ใด ส่วนผู้ตายถูกทำร้ายในซอยแยกเข้าบ้านหัวดงกำแพง โดยมีบาดแผลถูกฟันที่บริเวณหูขวาลึกเห็นชิ้นส่วนของกระดูกศีรษะและล้มลง มีบาดแผลบริเวณท้ายทอยลึกถึงกระดูกและบาดแผลที่ข้อศอกขวา ผู้ตายถึงแก่ความตายในซอยที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานไปยึดอาวุธมีดที่ใช้ในการกระทำผิดเป็นของกลาง จำเลยที่ 2 รับว่าใช้มีดของกลางเป็นอาวุธกวัดแกว่งเพื่อป้องกันไม่ให้พวกผู้ตายเข้ามาทำร้าย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุทั้งสองกลุ่มมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันในงาน เมื่อมีคนห้ามก็แยกย้ายกันกลับ กลุ่มผู้ตายกลับมาดักรอบริเวณที่จำเลยทั้งหกจะต้องขับรถผ่านเพื่อกลับบ้าน ได้ความจากคำเบิกความของนายพงษ์สิทธิ์และนายอำนาจพยานโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ถามค้านรับว่า ขณะที่รถของจำเลยทั้งหกวิ่งผ่านมา คนในกลุ่มร้องบอกว่ามาแล้ว แล้วมีการขว้างปาทำร้ายกัน ฟังได้ว่ากลุ่มผู้ตายมาดักรอจำเลยทั้งหกเพื่อจะทำร้ายทะเลาะวิวาทกัน เมื่อจำเลยทั้งหกขับรถผ่านมีการขว้างปาระเบิดปิงปองและท่อนไม้ ก้อนหินใส่กันแล้ว จำเลยทั้งหกกลับขับรถย้อนกลับมาที่กลุ่มผู้ตายรออยู่ แล้วมีการลงจากรถวิ่งไล่ทำร้ายร่างกายกันอีก พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่ากลุ่มผู้ตายและกลุ่มจำเลยทั้งหกมีเจตนาร่วมวิวาททำร้ายกันมาแต่แรกและเป็นการสมัครใจวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า ขณะเกิดเหตุได้หยิบมีดของกลางจากในรถของจำเลยที่ 1 ไล่ฟันกลุ่มผู้ตาย ได้กวัดแกว่งมีดไม่ทราบว่าถูกผู้ใดนั้น ไม่อาจรับฟังได้เพราะตามสภาพศพผู้ตายมีบาดแผลถูกฟันที่บริเวณหูขวา ท้ายทอยและข้อศอกขวาบาดแผลทั้งลึกทั้งยาวจนเห็นชิ้นส่วนของกระดูกศีรษะและสมอง ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยเหตุบาดเจ็บอย่างรุนแรงและเสียเลือดมาก บาดแผลดังกล่าวเกิดจากการเจตนาฟันโดยเลือกฟันในส่วนที่เป็นอวัยวะสำคัญ และฟันอย่างรุนแรงหลายครั้ง เป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า มิใช่บาดแผลที่เกิดจากการกวัดแกว่งมีดตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง และเมื่อฟังได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากทั้งสองฝ่ายสมัครใจวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน จำเลยที่ 2 จะอ้างว่าการกระทำของตนเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งนั่งรถไปด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 และเมื่อเกิดเหตุแล้วได้หลบหนีไปด้วยกัน มีเจตนาร่วมวิวาททำร้ายผู้ตายกับพวกมาแต่แรก แม้จะฟังไม่ได้ว่าเป็นตัวการร่วมในการที่จำเลยที่ 2 ใช้มีดของกลางฟันผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่การร่วมทำร้ายดังกล่าวมีผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งความตายที่เกิดขึ้นด้วย จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของโจทก์ร่วมที่ว่า ผู้ตายเป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมเป็นมารดาของผู้ตายมีอำนาจจัดการแทน มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กับจำเลยทั้งหก ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย นางแพงมารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย นางแพงผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีส่วนอาญาและไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางแพงผู้ร้องและยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญา ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญาที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 เสียด้วย ส่วนฎีกาของนางแพงมารดาของผู้ตายที่ว่า มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ที่จะช่วยผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะได้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญา การที่ผู้ตายถูกจำเลยทั้งหกร่วมกันทำร้ายจนถึงแก่ความตาย เป็นความเสียหายเพราะเหตุที่ผู้ตายได้รับอันตรายแก่ชีวิต อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกดังกล่าว ถือเป็นผู้เสียหายมีสิทธิจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้ แม้จะได้ความว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยโดยสมัครใจวิวาททำร้ายกับฝ่ายจำเลย ก็เป็นข้อเท็จจริงที่จะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิของผู้เสียหายที่จะขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหมดไป นางแพงเป็นมารดาของผู้ตายและเป็นทายาทของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถูกทำร้ายถึงตายต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายและต้องจัดงานศพจึงมีสิทธิเรียกค่าปลงศพและเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนางแพงผู้ร้องและยกอุทธรณ์ของนางแพงในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาว่าจำเลยทั้งหกต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางแพงผู้ร้องเพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยโดยสมัครใจวิวาททำร้ายกับจำเลยทั้งหก และเห็นว่าจำเลยทั้งหกมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าผู้ตาย เห็นควรกำหนดค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ให้แก่นางแพงผู้ร้องเป็นเงิน 1,300,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญา ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 1,300,000 บาท แก่นางแพงผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเกิดเหตุ (วันที่ 3 กรกฎาคม 2556) จนกว่าชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
โจทก์ร่วม — นางแพง กองพิธี
จำเลย — นายพีระพงษ์หรือเดี่ยว ดวงแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายกิตติ กิตติวรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมพงษ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7942 -ที่ 7988/2560
#616691
เปิดฉบับเต็ม

เงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด นายจ้างจะจ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้างหรือไม่ และถ้าจ่ายจะจ่ายด้วยวิธีการและหลักเกณฑ์อย่างใดก็ต้องแล้วแต่นายจ้างจะกำหนด หรือตามสัญญาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้วแต่กรณี เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ศาลแรงงานภาค 5 จึงไม่อาจกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสแทนจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง หรือนอกเหนือจากสัญญาระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด หรือนอกเหนือจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างได้ เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกำหนดเงื่อนไขการจ่ายโบนัสประจำปี 2556 ไว้เพียงให้จำเลยประเมินผลงานของลูกจ้างก่อนสิ้นปี 2 สัปดาห์ และให้จำเลยจ่ายตั้งแต่ 0 ถึง 3 เท่าของรายได้แสดงได้ว่าหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสดังกล่าวขึ้นอยู่กับผลการประเมินผลงานที่จำเลยได้จัดทำไว้ และเป็นอำนาจของจำเลยในการใช้ดุลพินิจพิจารณาจ่ายโบนัส โดยคำนึงถึงผลการปฏิบัติงานของลูกจ้าง เมื่อแบบประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์แต่ละคนและหนังสือเตือนที่จำเลยใช้เป็นเหตุสำคัญในการไม่จ่ายโบนัสประจำปี 2556 โจทก์แต่ละคนต่างมีวันลา วันขาดงาน วันมาทำงานสายและถูกจำเลยตักเตือนเป็นหนังสือซึ่งเป็นโทษทางวินัยตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ดังกล่าวปฏิบัติงานไม่เต็มกำลังความสามารถหรือบกพร่องไม่สมดังที่จำเลยคาดหวังไว้ จำเลยย่อมมีอำนาจตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จะใช้ดุลพินิจไม่จ่ายโบนัสประจำปี 2556 แก่โจทก์ดังกล่าวได้ การที่ศาลแรงงานภาค 5 เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสประจำปี 2556 และให้จำเลยจ่ายโบนัสแก่โจทก์แต่ละคนนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสิบเจ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 97 แต่คดีของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 11 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 21 ที่ 23 ถึงที่ 25 ที่ 29 ที่ 31 ถึงที่ 37 ที่ 40 ถึงที่ 43 ที่ 45 ที่ 47 ที่ 49 ที่ 51 ที่ 54 ที่ 55 ที่ 58 ที่ 59 ที่ 62 ที่ 63 ที่ 67 ที่ 68 ที่ 70 ที่ 72 ที่ 74 ถึงที่ 77 ที่ 81 ที่ 83 ที่ 85 ที่ 88 ที่ 90 ที่ 91 และที่ 97 รวม 50 คน ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 5 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งสี่สิบเจ็ดสำนวนนี้

โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายโบนัสประจำปี 2556 พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 86 และที่ 92 เป็นเงินรายละ 10,000 บาท โจทก์ที่ 5 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 13 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 26 ถึงที่ 28 ที่ 30 ที่ 38 ที่ 44 ที่ 46 ที่ 48 ที่ 57 ที่ 60 ที่ 69 ที่ 71 ที่ 73 ที่ 78 ที่ 82 และที่ 93 เป็นเงินรายละ 9,210 บาท โจทก์ที่ 53 ที่ 64 ที่ 66 ที่ 79 และที่ 80 เป็นเงินรายละ 8,000 บาท โจทก์ที่ 87 เป็นเงิน 9,500 บาท โจทก์ที่ 95 เป็นเงิน 8,500 บาท โจทก์ที่ 8 ที่ 12 ที่ 20 ที่ 22 ที่ 39 ที่ 50 ที่ 56 ที่ 61 ที่ 84 ที่ 89 และที่ 94 เป็นเงินรายละ 4,605 บาท โจทก์ที่ 52 เป็นเงิน 5,250 บาท โจทก์ที่ 65 เป็นเงิน 4,050 บาท และโจทก์ที่ 96 เป็นเงิน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินของโจทก์แต่ละรายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับคำขอของโจทก์ที่เหลือให้ยกฟ้องทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 1 ธันวาคม 2556 โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดและจำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่า จำเลยตกลงจ่ายโบนัสประจำปี 2556 ให้แก่ลูกจ้างตามการประเมินผลงานก่อนสิ้นปีล่วงหน้า 2 สัปดาห์ จำเลยตกลงจ่ายให้ตั้งแต่ 0 ถึง 3 เท่าของรายได้ โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดมาทำงานสาย หยุดงาน และถูกจำเลยตักเตือนเป็นหนังสือ จำเลยจะหักเงินทุกครั้งที่ลูกจ้างมาทำงานสาย จำเลยมีระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แล้ววินิจฉัยว่า แม้เงินโบนัสจะเป็นเงินตอบแทนพิเศษที่นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างโดยคำนึงถึงผลการทำงาน ความขยันทำงานของลูกจ้างก็ตาม แต่จำเลยไม่ได้มีเงื่อนไขที่ชัดเจนในข้อตกลงเกี่ยวกับการมาทำงานสายของลูกจ้างมาเป็นเหตุไม่จ่ายโบนัสประจำปี 2556 แล้วจำเลยนำสาเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุงดจ่ายโบนัสแก่ลูกจ้างโดยสิ้นเชิงทั้งที่จำเลยมีวิธีการลงโทษพนักงานที่มาทำงานสายอยู่แล้ว ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด หนังสือเตือนส่วนใหญ่เป็นการเตือนกรณีที่โจทก์บางคนหยุดงานโดยไม่ได้รับอนุมัติและเป็นการเตือนเกี่ยวกับการกระทำผิดที่ไม่ร้ายแรง การที่จำเลยนำเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุไม่จ่ายโบนัสแก่โจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดจึงไม่มีเหตุผลเพียงพอ เมื่อเงินโบนัสเป็นเงินค่าตอบแทนพิเศษที่จำเลยจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นปีโดยพิจารณาจากผลของการปฏิบัติงานของลูกจ้างในปีที่ผ่านมาประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 48 ที่กำหนดให้ศาลแรงงานมีอำนาจทั่วไปในการพิจารณาคดีแรงงาน โดยคำนึงถึงสภาพการทำงาน ภาวะค่าครองชีพ สิทธิประโยชน์อื่นใดของลูกจ้าง รวมทั้งฐานะแห่งกิจการของนายจ้าง ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไป โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมแก่ลูกจ้างและนายจ้างทั้งสองฝ่ายแล้ว ศาลแรงงานภาค 5 จึงเห็นสมควรกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสปี 2556 โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายเพื่อให้เป็นไปตามหลักการและเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติกฎหมายข้างต้นว่า หากโจทก์รายใดมาทำงานสายเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือนหรือมาทำงานสายรวมแล้วไม่เกิน 24 ครั้งในปี 2556 ให้มีสิทธิได้รับโบนัส 1 เท่าของรายได้ต่อเดือน หากมาทำงานสายเฉลี่ยแล้วเกิน 2 ครั้งต่อเดือนแต่ไม่เกิน 4 ครั้งต่อเดือน หรือมาทำงานสายรวมแล้วไม่เกิน 48 ครั้งในปี 2556 ให้มีสิทธิได้รับโบนัสครึ่งหนึ่งของรายได้ต่อเดือน แต่หากมาทำงานสายรวมแล้วเกินกว่า 48 ครั้งในปี 2556 จะไม่มีสิทธิได้รับโบนัส

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยต้องจ่ายโบนัสประจำปี 2556 ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 16 ที่ 18 ถึงที่ 20 ที่ 22 ที่ 26 ถึงที่ 28 ที่ 30 ที่ 38 ที่ 39 ที่ 44 ที่ 46 ที่ 48 ที่ 50 ที่ 52 ที่ 53 ที่ 56 ที่ 57 ที่ 60 ที่ 61 ที่ 64 ถึงที่ 66 ที่ 69 ที่ 71 ที่ 73 ที่ 78 ถึงที่ 80 ที่ 82 ที่ 84 ที่ 86 ที่ 87 ที่ 89 และที่ 92 ถึงที่ 96 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานภาค 5 เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสของจำเลยให้แก่ลูกจ้างโดยใช้อำนาจตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เป็นการก้าวล่วงไปกำหนดอำนาจจัดการทางธุรกิจของจำเลย เมื่อจำเลยจัดทำแบบประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์แต่ละคน โดยพิจารณาฝีมือ คุณภาพงาน ความประพฤติ ความคิดริเริ่ม การขาด ลา มาสาย ใบเตือนของลูกจ้าง แล้วพิจารณาว่ามีสิทธิได้รับโบนัสหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ที่จำเลยต้องประเมินผลงานก่อนสิ้นปีล่วงหน้า 2 สัปดาห์ การที่ศาลแรงงานภาค 5 วางหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสโดยพิจารณาเพียงการมาทำงานสายของลูกจ้างเพียงอย่างเดียวโดยไม่พิจารณาว่าการประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นธรรมโดยชอบหรือไม่ จึงขัดต่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ดและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด นายจ้างจะจ่ายโบนัสให้แก่ลูกจ้างหรือไม่ และถ้าจ่ายจะจ่ายด้วยวิธีการและหลักเกณฑ์อย่างใดก็ต้องแล้วแต่นายจ้างจะกำหนด หรือตามสัญญาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้วแต่กรณี เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ศาลแรงงานภาค 5 จึงไม่อาจกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสแทนจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง หรือนอกเหนือจากสัญญาระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งเก้าสิบเจ็ด หรือนอกเหนือจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างได้ เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกำหนดเงื่อนไขการจ่ายโบนัสประจำปี 2556 ไว้เพียงให้จำเลยประเมินผลงานของลูกจ้างก่อนสิ้นปี 2 สัปดาห์ และให้จำเลยจ่ายตั้งแต่ 0 ถึง 3 เท่าของรายได้แสดงได้ว่าหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสดังกล่าวขึ้นอยู่กับผลการประเมินผลงานที่จำเลยได้จัดทำไว้ และเป็นอำนาจของจำเลยในการใช้ดุลพินิจพิจารณาจ่ายโบนัสในอัตราต่าง ๆ โดยคำนึงถึงผลการปฏิบัติงานของลูกจ้างนั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากแบบประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์แต่ละคน และหนังสือเตือนที่จำเลยใช้เป็นเหตุสำคัญในการไม่จ่ายโบนัสประจำปี 2556 ว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 5 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 16 ที่ 18 ถึงที่ 20 ที่ 22 ที่ 26 ถึงที่ 28 ที่ 30 ที่ 38 ที่ 39 ที่ 44 ที่ 46 ที่ 48 ที่ 50 ที่ 52 ที่ 53 ที่ 56 ที่ 57 ที่ 60 ที่ 61 ที่ 64 ถึงที่ 66 ที่ 69 ที่ 71 ที่ 73 ที่ 78 ถึงที่ 80 ที่ 82 ที่ 84 ที่ 86 ที่ 87 ที่ 89 และที่ 92 ถึงที่ 96 ต่างมีวันลา วันขาดงาน มาทำงานสายและถูกจำเลยตักเตือนเป็นหนังสือซึ่งเป็นโทษทางวินัยตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ดังกล่าวปฏิบัติงานไม่เต็มกำลังความสามารถหรือบกพร่องไม่สมดังที่จำเลยคาดหวังไว้ จำเลยย่อมมีอำนาจตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ที่จะใช้ดุลพินิจไม่จ่ายโบนัสประจำปี 2556 แก่โจทก์ดังกล่าวได้ ที่ศาลแรงงานภาค 5 เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสประจำปี 2556 และให้จำเลยจ่ายโบนัสแก่โจทก์ดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์อื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับโจทก์ที่เหลือทั้งสี่สิบเจ็ดเสียทั้งหมด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัชรพงษ์ หิรัญรัตน์ กับพวก
จำเลย — บริษัทจอร์จี้แอนด์ลู จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายโอภาส อนันตสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7915/2560
#633036
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดคดีนี้ตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อคดีนี้ไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีไม้กันเกราแปรรูป 397 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 8.95 ลูกบาศก์เมตร และมีไม้นนทรีแปรรูป 568 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 19.79 ลูกบาศก์เมตร รวม 965 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 28.74 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ในชั้นอุทธรณ์จำเลยเพียงอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ โดยไม่ได้โต้แย้งว่าไม้ของกลางคดีนี้กับไม้ของกลางในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 76/2559, 78/2559 และ 79/2559 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อเป็นไม้ที่จำเลยมีเจตนาครอบครองในคราวเดียวกันอันจะทำให้เป็นความผิดกรรมเดียว ซึ่งเมื่อไม้ของกลางในคดีนี้เป็นไม้กันเกราแปรรูปและไม้นนทรีแปรรูป รวม 965 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 28.74 ลูกบาศก์เมตร ส่วนไม้ของกลางในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 76/2559 ของศาลชั้นต้นเป็นไม้กันเกราแปรรูป ไม้นนทรีแปรรูป ไม้ประดู่แปรรูป และไม้มะค่าโมงแปรรูป รวม 1,706 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 59.44 ลูกบาศก์เมตร ไม้ของกลางทั้ง 2 คดี เป็นไม้คนละจำนวนกัน จำเลยมีเจตนาครอบครองไม้ในแต่ละจำนวนคนละคราวต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรม เมื่อศาลมีคำพิพากษาในความผิดกรรมหนึ่ง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับกรรมอื่นหาได้ระงับลงไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ไม้ของกลางในคดีนี้และในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 76/2559, 78/2559 และ 79/2559 ของศาลชั้นต้นเป็นไม้แปรรูปที่จำเลยมีเจตนาครอบครองในคราวเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยในทั้ง 4 คดี จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาหมายเลขดำที่ 76/2559 ของศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) และพิพากษายกฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 47, 48, 73, 74 ริบไม้แปรรูปของกลาง และนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 76/2559, 78/2559 และ 79/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48, 73 วรรคสอง ฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี ริบไม้แปรรูปของกลาง ให้นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 76/2559 (ที่ถูก คดีอาญาหมายเลขดำที่ 76/2559 หมายเลขแดงที่ 84/2559) ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบไม้แปรรูปของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยมีไม้แปรรูปของกลางซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 965 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 28.74 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดคดีนี้ตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อคดีนี้ไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีไม้กันเกราแปรรูป 397 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 8.95 ลูกบาศก์เมตร และมีไม้นนทรีแปรรูป 568 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 19.79 ลูกบาศก์เมตร รวม 965 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 28.74 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ในชั้นอุทธรณ์จำเลยเพียงอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ โดยไม่ได้โต้แย้งว่าไม้ของกลางคดีนี้กับไม้ของกลางในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 76/2559, 78/2559 และ 79/2559 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อเป็นไม้ที่จำเลยมีเจตนาครอบครองในคราวเดียวกันอันจะทำให้เป็นความผิดกรรมเดียว ซึ่งเมื่อไม้ของกลางในคดีนี้เป็นไม้กันเกราแปรรูปและไม้นนทรีแปรรูป รวม 965 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 28.74 ลูกบาศก์เมตร ส่วนไม้ของกลางในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 76/2559 ของศาลชั้นต้นเป็นไม้กันเกราแปรรูป ไม้นนทรีแปรรูป ไม้ประดู่แปรรูป และไม้มะค่าโมงแปรรูปรวม 1,706 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตรรวม 59.44 ลูกบาศก์เมตร ไม้ของกลางทั้ง 2 คดี เป็นไม้คนละจำนวนกัน จำเลยมีเจตนาครอบครองไม้ในแต่ละจำนวนคนละคราวต่างกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรม เมื่อศาลมีคำพิพากษาในความผิดกรรมหนึ่ง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับกรรมอื่นหาได้ระงับลงไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ไม้ของกลางในคดีนี้และในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 76/2559, 78/2559 และ 79/2559 ของศาลชั้นต้นเป็นไม้แปรรูปที่จำเลยมีเจตนาครอบครองในคราวเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยในทั้ง 4 คดี จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว เมื่อคดีอาญาหมายเลขดำที่ 76/2559 ของศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) และพิพากษายกฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษโดยอ้างเหตุ เช่น จำเลยอายุ 63 ปี มีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ตลอดเวลา ได้รับโทษอยู่ในเรือนจำพอสมควรและเข็ดหลาบแล้วนั้น เห็นว่า ไม้แปรรูปของกลางมีจำนวนมากและจำเลยกระทำความผิดหลายคดี ยังไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลย แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยมานั้นหนักเกินไปและปรับบทกฎหมายโดยไม่ระบุให้ชัดเจน สมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำความผิดคดีนี้และปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ลงโทษจำคุก 7 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายณัฏฐชัย มาประณีต
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปัญญา ด่านพัฒนามงคล
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7901/2560
#618272
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน แต่ยังคงพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กรรมหนึ่ง และฐานทำให้เสียทรัพย์ อีกกรรมหนึ่งด้วย ดังนี้ สำหรับอาวุธปืนของกลางแม้เป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงขึ้นฟ้าเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เกิดความกลัวหรือความตกใจและกระสุนปืนถูกบ้านของผู้เสียหายที่ 3 ได้รับความเสียหาย กรณีย่อมถือได้ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 358 อันพึงต้องริบตามมาตรา 33 (1) มิใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ริบอาวุธปืนของกลางเพราะจำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 91 ม. 358 ม. 371 ม. 376 ม. 392
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสุรพงษ์ จำลองกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายบุญชัย ภูรีเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7868/2560
#619424
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งเป็นมารดาของ ช. เจ้าบ่าว หยิบสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำทรัพย์ตามฟ้องที่วางอยู่บนโต๊ะของร้านทองไป ไม่ว่าทรัพย์ตามฟ้องจะถือเป็นสินสอดหรือของหมั้นหรือไม่ก็ตาม แต่ฝ่ายจำเลยก็ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของ น. เจ้าสาว ยึดถือครอบครองอันเป็นการยกให้ในวันพิธีมงคลสมรสแล้ว จำเลยจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ดังกล่าว หากจำเลยเห็นว่าฝ่ายโจทก์ร่วมไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างไร จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกทรัพย์คืน หามีสิทธิฉกฉวยเอาทรัพย์มาโดยพลการไม่ การกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาเป็นเงิน 193,875 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอรรถปรีชา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และปรับ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 193,875 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า นางสาวนัยนาฏ บุตรโจทก์ร่วมรักใคร่ชอบพอกับนายชยา บุตรชายจำเลยจนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ โจทก์ร่วมและจำเลยได้จัดพิธีมงคลสมรสให้แก่นางสาวนัยนาฏและนายชยาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 ที่บ้านของโจทก์ร่วมที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยฝ่ายจำเลยมอบเงินสด 200,000 บาท สร้อยคอทองคำ 5 เส้น สร้อยข้อมือทองคำ 4 เส้น ที่ฝ่ายจำเลยอ้างว่า มีน้ำหนัก 9 บาท ให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วม ต่อมาวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ โจทก์ร่วมนำสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์ตามฟ้องไปตรวจสอบพร้อมกับฝ่ายจำเลยที่ร้านทองเยาวราช ผลการตรวจสอบได้น้ำหนักเพียง 8.25 บาท จึงเกิดการโต้เถียงกัน ระหว่างนั้น จำเลยหยิบเอาสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำ รวม 9 เส้น ราคา 193,875 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ตามฟ้องที่วางอยู่บนโต๊ะของร้านทองไป ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า พิธีสมรสระหว่างบุตรสาวโจทก์ร่วมกับบุตรชายจำเลยไม่มีของหมั้น มีแต่สินสอดเป็นเงินสด 200,000 บาท และทรัพย์ตามฟ้องคือ สร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำ ส่วนจำเลยนำสืบว่า ทรัพย์ตามฟ้องไม่ใช่สินสอดแต่เป็นของหมั้น เห็นว่า สร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำอันเป็นทรัพย์ตามฟ้องจะเป็นสินสอดหรือของหมั้นหรือไม่ก็ตาม แต่ฝ่ายจำเลยก็ส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมยึดถือครอบครองอันเป็นการยกให้ในวันพิธีมงคลสมรสแล้ว จำเลยจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ตามฟ้อง ดังนี้ หากจำเลยเห็นว่าฝ่ายโจทก์ร่วมไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างไร จำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อเรียกทรัพย์คืน หามีสิทธิฉกฉวยเอาทรัพย์มาโดยพลการไม่ การกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 336 วรรคแรก และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน ปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายอรรถปรีชา ทรงบัณฑิตย์
จำเลย — นางพิมพา วงษ์สวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายศักรินทร์ กิตติสารพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7851/2560
#619406
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ข้อ 2.2 - 2.5 บรรยายบัญชีเงินฝากในธนาคาร ก. ธนาคาร ท. ธนาคาร อ. และธนาคาร พ. รวม 4 ธนาคาร แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และบรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า ขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะทรัพย์สินดังต่อไปนี้ว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ล. โดยไม่ได้อุทธรณ์ถึงบัญชีเงินฝากธนาคาร พ. แต่อย่างใด ทั้งในตอนท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ยังมีคำขอในข้อ 2 ให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสในส่วนที่เป็นเงินฝากธนาคารแก่โจทก์เพียง 35,872.73 บาท เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เงินฝากในธนาคาร พ. มีจำนวน 800,000 บาท เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ล. โจทก์จึงมีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 435,872.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้นจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์อุทธรณ์ ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน โดยให้ขายประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวนำเงินมาชำระให้โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หากเป็นการพ้นวิสัยที่ทำได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 40,591,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 2,535,872.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองแบ่งหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และหุ้นอื่น ๆ ที่มีชื่อนายเล็กให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากเป็นการพ้นวิสัยที่จะทำได้ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 435,872.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันแบ่งหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และหุ้นในบริษัทอื่นๆ ที่มีชื่อนายเล็กให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากเป็นการพ้นวิสัยที่จะทำได้ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วนนั้น หากแบ่งไม่ได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งแก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หากเป็นการพ้นวิสัยที่ทำได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 40,591,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถ มีนางเจียมใจ เป็นผู้อนุบาล โจทก์กับนายเล็ก เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย นายเล็กและจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและเป็นบุตรของนายชม กับนางผิว เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2515 นายเล็กกับจำเลยที่ 2 ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8928 มาจากนางเจือ ในราคา 73,640 บาท ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้แบ่งแยกเพิ่มเป็นอีก 2 โฉนด คือที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 เนื้อที่รวม 11 ไร่ 2 งาน 39 ตารางวา ซึ่งมีชื่อนายเล็กและจำเลยที่ 2 ในโฉนดที่ดิน ต่อมาเฉพาะส่วนของนายเล็กได้โอนให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเล็ก สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 8928 ได้ขายให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 ตารางวาละ 11,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 138215 ตารางวาละ 16,500 บาท นายเล็กมีทรัพย์สินที่ซื้อมาก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 24052 เนื้อที่ 1 งาน ซึ่งเป็นสินเดิมของนายเล็ก ต่อมานายเล็กขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายสมควร ในราคา 6,800,000 บาท ระหว่างสมรสโจทก์กับนายเล็กต่างทำงานและมีรายได้ที่แน่นอน โจทก์รับราชการตำแหน่งอาจารย์ระดับ 7 เกษียณอายุเมื่อปี 2542 นายเล็กรับราชการที่กรมชลประทาน ต่อมาย้ายไปทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นลาออกจากราชการไปทำงานที่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จนกระทั่งปี 2530 จึงลาออกมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและค้ากำไรจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายเล็กถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2555 จำเลยทั้งสองเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายเล็ก และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และเลขที่ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน ... หากเป็นการพ้นวิสัยที่ทำได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 40,519,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีราคาตารางวาละ 35,000 บาท รวมราคาที่ดินทั้งสองแปลงเป็นเงิน 162,365,000 บาท โจทก์มีสิทธิ 1 ใน 4 ส่วน เป็นเงิน 40,591,250 บาท ที่ดินดังกล่าวเมื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าสายบางซื่อ - บางใหญ่เสร็จ ที่ดินจะอยู่ใกล้สถานีท่าอิฐ ประมาณ 200 เมตร ซึ่งจะทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้นอีกมาก จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่า ส่งหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 ราคาประเมินตารางวาละ 11,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 138215 ราคาประเมินตารางวาละ 16,500 บาท พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบจึงชัดเจนมีน้ำหนักรับฟังได้เพราะจำเลยทั้งสองมิได้ต่อสู้ว่าราคาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีราคาเท่าใดและที่โจทก์อ้างว่าราคาตารางวาละ 35,000 บาท ไม่ถูกต้องอย่างไร ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างราคาประเมินของสำนักงานที่ดินนั้นเป็นราคาที่ใช้สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมิใช่ราคาซื้อขายที่ดินที่แท้จริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ราคาที่ดินพิพาททั้งสองแปลง 1 ใน 4 ส่วนเป็นเงิน 40,591,250 บาท แต่เนื่องจากยังไม่ปรากฏว่าได้มีการขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว ซึ่งหากมีการขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอาจจะได้ราคามากกว่าหรือน้อยกว่าจำนวนเงิน 40,591,250 บาท ดังนั้น จึงเห็นว่าสำหรับการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน นั้น หากแบ่งไม่ได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใด ให้แบ่งโจทก์ 1 ใน 4 ส่วน แต่ไม่เกิน 40,591,250 บาท ตามที่โจทก์ตีราคามา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินโดยระบุจำนวนที่แน่นอนเป็นเงิน 40,591,250 บาท พร้อมดอกเบี้ย ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 435,872.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น เฉพาะยอดเงินต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคำฟ้องของโจทก์ข้อ 2.2 - 2.5 บรรยายบัญชีเงินฝากในธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวม 4 ธนาคาร แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคำขอนี้ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และบรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า ขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะทรัพย์สินดังที่จะกราบเรียนต่อไปนี้ว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายเล็ก คือ (1) บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (2) บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ (3) บัญชีเงินฝากธนาคารออมสิน โดยไม่ได้อุทธรณ์ถึงบัญชีเงินฝากในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแต่อย่างใด ทั้งในตอนท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ยังมีคำขอในข้อ 2 ให้จำเลยทั้งสองแบ่งสินสมรสในส่วนที่เป็นเงินฝากธนาคารแก่โจทก์เพียง 35,872.73 บาท เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าเงินฝากในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีจำนวน 800,000 บาท เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายเล็ก โจทก์จึงมีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 435,872.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์อุทธรณ์ ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และหุ้นในบริษัทอื่น ๆ ที่มีชื่อนายเล็ก จากจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ขณะที่นายเล็กถึงแก่ความตายนั้น หุ้นดังกล่าวไม่มีอยู่แล้ว ดังที่นางเจียมใจผู้อนุบาลโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่ามีเงินฝากในบัญชีดังกล่าว 12,134.67 บาท ซึ่งบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นบัญชีพอร์ทซื้อขายหุ้นของนายเล็ก แสดงให้เห็นว่าหุ้นต่าง ๆ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างไม่มีอยู่แล้วขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งหุ้นดังกล่าวจากจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การของจำเลยทั้งสองมาแต่ต้น จำเลยทั้งสองเพิ่งจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 138214 และ 138215 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 4 ส่วน หากแบ่งไม่ได้ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งโจทก์ 1 ใน 4 ส่วน แต่ไม่เกิน 40,591,250 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งสินสมรสในส่วนเงินฝากธนาคารแก่โจทก์ 35,872.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
นางจำนวน ถนอมกุลบุตร
โจทก์ — โดยนางเจียมใจ แจ้งจำรัส ผู้อนุบาล
จำเลย — นางสาวถนอมวงศ์ ถนอมกุลบุตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางมาริษษา ผดุงพจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
พิศล พิรุณ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7850/2560
#616689
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า แต่เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่อจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าที่โจทก์แนบมาท้ายคำฟ้อง ถือว่าจำเลยยอมรับว่ามีข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวเกี่ยวกับบ้านพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยให้การและนำสืบว่าปัจจุบันบ้านพิพาทมิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้เพราะโจทก์และจำเลยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าไว้ว่าให้ตกเป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทจึงมีอยู่ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามข้อนำสืบของจำเลย แล้ววินิจฉัยไว้ในคำพิพากษา ในส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวด้วย เพราะเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามประเด็นข้อพิพาทและข้อนำสืบในส่วนนี้ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคู่ความสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเพื่อมิให้คดีล่าช้า จึงเห็นสมควรวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ โดยไม่ย้อนสำนวน เมื่อโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงแบ่งบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสแล้วโดยให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลย ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้บ้านพิพาทจึงมิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้อีก

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่ให้นำหนี้ร่วมจำนวน 1,700,000 บาท มาหักออกจากราคาบ้านพิพาทก่อนแล้วจึงนำบ้านพิพาทมาแบ่งกัน โจทก์ฎีกาว่าไม่ต้องร่วมรับผิดในเงินจำนวน 1,700,000 บาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของโจทก์จึงมีเพียง 1,700,000 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 34,000 บาท ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาของทุนทรัพย์ 8,500,000 บาท เป็นเงิน 170,000 บาท จึงเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 34,000 บาท แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรสคือบ้านเลขที่ 83/2 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งหรือให้ใช้ราคาเป็นเงิน 8,500,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า บ้านเดี่ยวสองชั้น เลขที่ 83/2 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลย ให้แบ่งบ้านพิพาทให้โจทก์และจำเลยได้ส่วนเท่ากัน โดยให้แบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลย ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ก็ให้ขายบ้านพิพาทโดยวิธีประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลย ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้นำบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำหนี้ร่วมจำนวน 1,700,000 บาท มาหักออกจากราคาบ้านพิพาทก่อนแล้วจึงนำบ้านพิพาทมาแบ่งกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2547 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงสุชญา ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 ปรากฏตามสำเนา เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 นายคารวุฒิ บิดาของจำเลย ได้ให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม โดยไม่มีค่าตอบแทนในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 17462 และ 17463 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ 192 ส่วนในจำนวน 320 ส่วน และ 168 ส่วนในจำนวน 280 ส่วน ตามลำดับ วันที่ 5 กรกฎาคม 2550 โจทก์และจำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพิษณุโลก จำนวน 2,006,000 บาท ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2551 จำเลยได้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสุโขทัย จำนวน 1,000,000 บาท โดยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นของจำเลยและนายคารวุฒิ เป็นหลักประกันโดยมีข้อตกลงว่า จำเลยยินยอมให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อชำระหนี้ธนาคาร ปรากฏตามต้นฉบับสัญญากู้เงิน ข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้เงิน หนังสือยินยอมให้หักบัญชีเงินฝาก สัญญากู้เงินสัญญาค้ำประกัน และสำเนาโฉนดที่ดิน วันที่ 4 กรกฎาคม 2550 จำเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างบ้านเลขที่ 83/2 ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2554 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ ทรัพย์สินและหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลย วันที่ 6 กันยายน 2555 จำเลยกู้ยืมเงินธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสิงหวัฒน์ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวนเงิน 2,100,000 บาท และครั้งที่ 2 จำนวนเงิน 1,300,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักประกัน วันที่ 7 กันยายน 2555 จำเลยได้นำเงินไปชำระหนี้ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพิษณุโลก รวม 2 ครั้ง จำนวนเงิน 1,588,047.22 บาท และจำนวน 479,937.77 บาท ตามลำดับ วันที่ 23 มกราคม 2557 โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันมีข้อความว่า ข้อ 1 จำเลยตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 เฉพาะส่วนของจำเลย พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 83/3 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่เด็กหญิงสุชญา... ข้อ 2 จำเลยยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,360,000 บาท โดยผ่อนชำระเดือนละ 10,000 บาท... ข้อ 3 จำเลยตกลงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงสุชญา ผู้เยาว์ เดือนละ 5,000... บาท ข้อ 4 จำเลยยินยอมและตกลงจ่ายค่าเทอมการศึกษาให้แก่เด็กหญิงสุชญา... ข้อ 5 หากจำเลยผิดนัดชำระหนี้หรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้บังคับคดีได้ทันที... และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมไปแล้ว คดีถึงที่สุด

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บ้านเลขที่ 83/2 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นสินสมรสที่จำเลยต้องแบ่งให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ในข้อนี้คู่ความต่างนำสืบรับกันว่า ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยสมรสกันได้มีการปลูกสร้างบ้านเลขที่ 83/2 ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 ซึ่งปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า บ้านเลขที่ 83/2 ดังกล่าวตั้งคร่อมอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลงข้างต้น ซึ่งจำเลยก็มิได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามข้อนำสืบในส่วนนี้ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า บ้านเลขที่ 83/2 ที่พิพาทกันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่จำเลยต้องแบ่งให้แก่โจทก์เมื่อหย่าขาดจากกันหากไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาโดยเห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอแบ่งบ้านพิพาทกึ่งหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นสินสมรส แต่จำเลยให้การแต่เพียงว่าบ้านพิพาทมิใช่เป็นสินสมรส โดยไม่ได้ให้การถึงว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสไว้ต่อกัน ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีเพียงว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นดังกล่าวไว้แล้วในชั้นชี้สองสถาน แต่คู่ความก็มิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลไว้แต่อย่างใด ดังนั้นการที่จำเลยนำสืบว่าก่อนโจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน โจทก์ยินยอมยกบ้านพิพาทให้แก่จำเลยโดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดและจำเลยยินยอมให้โจทก์อยู่อาศัยในบ้านพิพาทต่อไปไม่เกิน 18 เดือน ข้อนำสืบของจำเลยจึงเป็นการนำสืบนอกประเด็น ศาลชั้นต้นจึงไม่รับวินิจฉัยและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็เห็นว่า ข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าบ้านพิพาทมิใช่สินสมรส เนื่องจากโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงกันว่าให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลยนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงเป็นเรื่องนอกประเด็นซึ่งศาลชั้นต้นก็มิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไว้ ดังนั้น จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จึงไม่รับวินิจฉัย จากข้อวินิจฉัยดังกล่าวของศาลล่างทั้งสองนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2547 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ระหว่างสมรสมีสินสมรสคือบ้านเลขที่ 83/2 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2554 โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่า ขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสบ้านหลังดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หรือให้ใช้เงินแทนจำนวน 8,500,000 บาท ส่วนจำเลยให้การว่า หลังจากโจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันแล้ว จำเลยได้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ไปชำระหนี้ให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สินแต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบันบ้านพิพาทมิใช่สินสมรส ซึ่งเมื่อตรวจดูบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า มีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ การจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลย โดยเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 83/2 ซึ่งเป็นบ้านพิพาทในคดีนี้ ซึ่งแม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวไว้ในคำฟ้องของโจทก์ แต่เอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องโจทก์ เมื่อจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยยอมรับว่ามีข้อตกลงตามบันทึกนั้นเกี่ยวกับบ้านพิพาทเลขที่ 83/2 ระหว่างโจทก์และจำเลยแล้วตามที่ปรากฏในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ดังนั้นการที่จำเลยให้การว่าปัจจุบันบ้านพิพาทมิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้ แล้วนำสืบโดยจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ในวันที่ 5 สิงหาคม 2554 โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมจดทะเบียนหย่ากัน โดยได้ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าแนบไว้ด้วย ซึ่งในบันทึกดังกล่าวมีการแสดงเจตนาที่จะแบ่งสินสมรสกันในขณะทำบันทึกข้อตกลงท้ายการหย่าเอาไว้และทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดนอกเหนือจากที่บันทึกไว้อีก สำหรับบ้านพิพาท โจทก์และจำเลยตกลงกันมาก่อนแล้วว่าให้ตกเป็นของจำเลย โดยจำเลยจะเป็นผู้รับผิดชอบในหนี้สินทั้งหมดที่โจทก์และจำเลยร่วมกันกู้ยืมจากธนาคารแต่เพียงผู้เดียวซึ่งก็ได้มีการแสดงเจตนากันในบันทึกว่า จำเลยยินยอมให้โจทก์อยู่อาศัยในบ้านพิพาทได้อีกเพียง 18 เดือน หลังจากนั้นโจทก์ต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาท ซึ่งต่อมาจำเลยก็ได้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แล้วนำเงินไปชำระหนี้ทั้งหมดที่มีต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการนำสืบถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในคำให้การของจำเลยแล้วโดยเป็นการนำสืบรับว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับบ้าน ตามคำฟ้องโจทก์แล้ว และเมื่อโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงกันมาแล้วเช่นนี้ บ้านพิพาทจึงไม่มีสภาพเป็นสินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้อีก ข้อนำสืบของจำเลยจึงอยู่ในประเด็นข้อพิพาทที่ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามข้อนำสืบของจำเลย แล้ววินิจฉัยไว้ในคำพิพากษา ในส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็เช่นกัน ก็จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า บ้านพิพาทมิใช่สินสมรสเพราะโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงให้บ้านพิพาทตกเป็นของจำเลยแล้ว เพราะเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามข้อนำสืบในส่วนนี้ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคู่ความสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเพื่อมิให้คดีล่าช้า จึงเห็นสมควรวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ โดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า มีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินว่า โจทก์และจำเลยมีทรัพย์สินได้แก่ รถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 9483 พิษณุโลก จำเลยจะจ่ายค่าเช่าซื้อจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น เครื่องประดับ ทองเพชร ที่มียกให้เป็นของโจทก์ทั้งหมด มีหนี้สิน จำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ จำนวน 1,500,000 บาท โดยจะผ่อนชำระให้เดือนละ 10,000 บาท เริ่มตั้งแต่ 30 กันยายน 2555 เป็นต้นไป และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในปี 2565 ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 17462 และ 17463 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก บางส่วน ตามแนวรั้วบ้านด้านทิศใต้ จำเลยแสดงเจตนายกให้เด็กหญิงสุชญา โจทก์และบุตรยังคงอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 83/2 หมู่ 3 ตำบลท่าทอง ต่อไปได้ไม่เกิน 18 เดือน นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนหย่าเป็นต้นไป เมื่อโจทก์ออกไปแล้วจะต้องนำทรัพย์สินออกไปให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือน นับแต่วันย้ายออก หากพ้นกำหนดให้ถือว่าทรัพย์สินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ร้านกาแฟ บ้านเลขที่ 83, 83/1 โจทก์ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ไม่เกิน 18 เดือน นับแต่วันหย่า นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ด้วย ซึ่งก็ปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ต่อมาในปี 2556 โจทก์ได้ฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ซึ่งโจทก์และจำเลยได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ทั้งในเรื่องอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หนี้สินที่จำเลยต้องผ่อนชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนรวมทั้งการยกที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 บางส่วน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 83/3 อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่ เด็กหญิงสุชญา บุตรผู้เยาว์ ดังที่ปรากฏในสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 23 มกราคม 2557 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดไปแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรส และอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ รวมทั้งการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับแต่วันที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน การฟ้องคดีของโจทก์ในครั้งแรกก็เพื่อบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงทุกเรื่องที่ตกลงกันไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ซึ่งก็ปรากฏว่าในการฟ้องคดีครั้งนั้น โจทก์มิได้ฟ้องขอแบ่งสินสมรสบ้านพิพาทจากจำเลยแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อความที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ที่ระบุให้โจทก์และบุตรย้ายออกไปจากบ้านพิพาทภายใน 18 เดือน ประกอบกับข้อตกลงที่จำเลยให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 17462 และ 17463 เฉพาะส่วนที่เป็นของจำเลยพร้อมบ้านเลขที่ 83/3 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินส่วนของจำเลย บ่งชี้ให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสในส่วนเกี่ยวกับบ้านพิพาทเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า บ้านหลังดังกล่าวให้ตกเป็นของจำเลย โดยบ้านหลังนี้ตั้งอยู่บนที่ดินในส่วนของบิดาจำเลย ส่วนที่ดินในส่วนของจำเลยและบ้านที่ตั้งอยู่บนที่ดิน จำเลยก็ได้ยกให้แก่บุตรผู้เยาว์ไปตามข้อตกลง ด้วยเหตุนี้โจทก์และบุตรผู้เยาว์จึงต้องย้ายออกไปจากบ้านพิพาทเพราะบ้านพิพาทหลังนี้ตั้งอยู่บนที่ดินส่วนของบิดาจำเลย มิใช่ส่วนของจำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 176/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 11/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงมิได้ฟ้องขอแบ่งบ้านพิพาทจากจำเลยเพราะโจทก์ทราบดีว่า ได้มีข้อตกลงแบ่งบ้านพิพาทเรียบร้อยแล้วว่าเป็นของจำเลย โจทก์และบุตรผู้เยาว์จึงต้องออกไปจากบ้านพิพาท และไปอยู่ที่อื่นหลังจากโจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ด้วยเหตุนี้จำเลยจึงได้ไปกู้ยืมจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยยินยอมเป็นลูกหนี้ธนาคารดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว และได้นำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์และจำเลยเป็นหนี้ธนาคารดังกล่าว อันเป็นการปลดเปลื้องหนี้สินให้แก่โจทก์ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงแบ่งบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสแล้วโดยให้บ้านพิพาทเป็นของจำเลย ดังที่ปรากฏในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ดังนั้นในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้บ้านพิพาทจึงมิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยได้อีกต่อไปตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนี้ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ต้องรับผิดในหนี้จำนวน 1,700,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ อีกต่อไป เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย แต่ให้นำหนี้ร่วมจำนวน 1,700,000 บาท มาหักออกจากราคาบ้านพิพาทก่อน แล้วจึงนำบ้านพิพาทมาแบ่งกัน โจทก์ฎีกาว่าไม่ต้องร่วมรับผิดในเงินจำนวน 1,700,000 บาท เพราะจำเลยกู้ยืมเงินดังกล่าว หลังจากจดทะเบียนหย่ากับโจทก์แล้ว ดังนี้ ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของโจทก์จึงมีเพียง 1,700,000 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 34,000 บาท ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาของทุนทรัพย์ 8,500,000 บาท เป็นเงิน 170,000 บาท จึงเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินมา เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 34,000 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 34,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล และค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิษณุโลก — นายบรรเจิด เกิดมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประสาร กีรานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7847/2560
#616697
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทโจทก์ บริษัท อ. และบริษัท ฮ. ต่างเป็นบริษัทลูกของบริษัทแม่ด้วยกันย่อมรู้ข้อมูลทางการเงินซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี วันที่ 9 กันยายน 2549 โจทก์ให้บริษัท ฮ. กู้ยืมเงินเพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่บริษัท อ. ตามความต้องการของบริษัทแม่ วันที่ 6 ตุลาคม 2549 บริษัท ฮ. ออกหุ้นเพิ่มทุน 252,500,000 บาท ขายให้โจทก์แต่ผู้เดียว โดยโจทก์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้น แล้ว บริษัท ฮ. สลักตั๋วให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 บริษัท ฮ. จดทะเบียนเลิกบริษัท และวันที่ 26 ธันวาคม 2549 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ขณะโจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ฮ. ปรากฏว่าผลการดำเนินงานของบริษัท ฮ. มีผลขาดทุนสะสมมาตลอด และได้หยุดการดำเนินกิจการชั่วคราวบริษัท ฮ. ไม่ได้นำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการแปลงหนี้เป็นทุนตามที่โจทก์อ้างว่าซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพื่อหวังเงินปันผลจากการดำเนินกิจการของบริษัท ฮ. รายจ่ายผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุน 252,500,000 บาท จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ต้องห้ามนำเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ภงด.73.1 - 01003071 - 25550822 - 022 - 00003 ถึง 00005 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค 0707.03 (ก12.2)/010807 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/365 - 368/2557 ลงวันที่ 23 กันยายน 2557 งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นบริษัทในเครือของบริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด และโจทก์เป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกัน โดยมีบริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปี 2548 บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ตกลงขายทรัพย์สินและเงินลงทุนในกิจการต่าง ๆ ให้แก่บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด แต่บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด ไม่ต้องการหุ้นที่บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ถืออยู่ในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) จึงให้บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ให้แก่โจทก์ 4,999,994 หุ้น ในราคา 1 บาท และมีการโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นเจ้าหนี้ต่อบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด 281,289,649.06 บาท ให้แก่บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) วันที่ 1 กันยายน 2549 บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด กู้ยืมเงินโจทก์ 289,890,000 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อรวมกับหนี้เดิม โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด 290,260,000 บาท หลังจากนั้นบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด มีมติให้เพิ่มทุนจากเดิม 50,000,000 บาท เป็น 302,500,000 บาท โดยออกหุ้นเพิ่มทุน 290,000,000 บาท และโจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมด โดยชำระค่าหุ้น 252,500,000 บาท ด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด สลักหลังตั๋วคืนให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์ จากนั้นบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชี โจทก์จึงอ้างผลขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด จำนวน 290,000,000 บาท มาถือเป็นรายจ่ายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 แต่เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าผลขาดทุนจากการลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด 252,500,000 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) และโจทก์บันทึกรายจ่ายสูงเกินไป 45 บาท จึงปรับปรุงการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ และมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 กับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล รอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 ถึงปี 2553 แก่โจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ขายทรัพย์สินและเงินลงทุนให้แก่บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด โดยให้บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ขายเงินลงทุนที่มีในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ให้แก่โจทก์ 4,999,994 หุ้น ในราคา 1 บาท และโจทก์ต้องรับภาระที่บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ค้างชำระ 37,499,955 บาท ส่วนลูกหนี้ค้างรับและดอกเบี้ยค้างรับ 281,289,649.06 บาท ได้โอนสิทธิเรียกร้องกลับไปให้บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2549 บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด กู้เงินโจทก์ 290,260,000 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้แก่บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ทำให้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด แทนที่บริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ครั้นวันที่ 6 ตุลาคม 2549 บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ออกหุ้นเพิ่มทุน 25,250,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท รวมมูลค่าหุ้น 252,500,000 บาท ขายให้แก่โจทก์ โดยชำระค่าหุ้นเดิมที่ค้างชำระ 37,499,955 บาทด้วย รวม 289,999,955 บาท จากนั้นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัท และวันที่ 26 ธันวาคม 2549 ก็ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โจทก์จะนำรายจ่ายจำนวน 252,500,000 บาท เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิได้หรือไม่ และโจทก์สามารถอ้างผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทต่อมาได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อนำสืบของโจทก์นั้นขัดแย้งกับลักษณะการดำเนินธุรกิจของความมุ่งหมาย ที่จะหากำไรจากกิจการซื้อหุ้นเพิ่มทุนและกรณีโจทก์ บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ต่างเป็นบริษัทลูกของบริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ย่อมมีความสัมพันธ์กันในลักษณะผู้ถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งหรือนิติบุคคลหนึ่งมีอำนาจจัดการอีกนิติบุคคลหนึ่ง บริษัทเหล่านี้ย่อมรู้ข้อมูลการประกอบธุรกิจซึ่งกันและกันดี พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าโจทก์ลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ในลักษณะการลงทุนมุ่งได้เงินปันผลตอบแทนจากการลงทุน ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยมีนางสาวจินตนา นิติกรผู้ทำหน้าที่พิจารณาสำนวนอุทธรณ์ นางสาวธิติยา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีเบิกความทำนองเดียวกันว่า การที่โจทก์เข้าซื้อหุ้นของบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2548 ทำไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ประสงค์จะขายทรัพย์สินและเงินลงทุนในบริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด แก่บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด แต่ผู้ซื้อไม่ต้องการเงินลงทุน ลูกหนี้ และดอกเบี้ยค้างชำระในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ที่บริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ถือหุ้นอยู่ โจทก์จึงต้องรับซื้อเงินลงทุนตามความประสงค์ของบริษัทแม่ โดยขณะนั้นบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด มีผลขาดทุนสะสมมาตลอดและได้หยุดดำเนินกิจการชั่วคราว หลังจากโจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจากบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 จำนวน 252,500,000 หุ้น ไม่ปรากฏว่าบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ได้นำเงินลงทุนไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการแปลงหนี้สินเป็นทุนแต่อย่างใด แต่กลับมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้เลิกบริษัท ซึ่งต่อมาจดทะเบียนเลิกกิจการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 และจดทะเบียนเสร็จการเสร็จสิ้นการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2549 ตามลำดับ การที่โจทก์ดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อให้บริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด เลิกกิจการและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเท่านั้น เห็นว่า คำเบิกความของพยานจำเลยมีเอกสารมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นให้เพิ่มทุน 252,500,000 บาท มีเหตุมีผลให้เชื่อว่า การที่โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด เป็นการกระทำไปตามความต้องการของบริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของโจทก์เพื่อให้สามารถขายสินทรัพย์ในบริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ให้แก่บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประโยชน์จากเงินปันผลหรือจากการดำเนินการของบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด ที่โจทก์เข้าลงทุน ผลขาดทุน 252,500,000 บาท ดังกล่าว จึงไม่ใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ต้องห้ามถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อเป็นรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปโดยไม่ใช่เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะแล้ว แม้รายจ่ายดังกล่าวก่อให้เกิดผลขาดทุนจากรายจ่ายดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่สามารถนำผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด มาถือเป็นผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปีที่ถูกประเมินได้ตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.135/2551 เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีการตัดมูลค่าหุ้นเพิ่มทุนที่ไม่ได้รับคืนจากการเลิกกิจการของบริษัทลูกหนี้มาถือเป็นรายจ่ายของบริษัท ซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากรเป็นเพียงหลักเกณฑ์เพื่อให้เจ้าพนักงานประเมินถือปฏิบัติเป็นแนวทางในการตรวจสอบและแนะนำผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล มิใช่เป็นกฎหมาย และกรณีดังกล่าวนั้นไม่สามารถใช้แก่ข้อเท็จจริงตามกรณีของโจทก์ในคดีนี้ได้ ทั้งหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรที่โจทก์อ้างก็มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า มีเหตุลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กรณีโจทก์ซื้อหุ้นของบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด เพื่อประโยชน์ของบริษัทแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) อันเป็นบริษัทแม่ต้องการขายสินทรัพย์ในบริษัทแปซิฟิค เอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด อันเป็นบริษัทในเครือเดียวกันให้แก่บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด รายจ่ายดังกล่าวเป็นรายจ่ายผลขาดทุนจากการลงทุนในบริษัทแปซิฟิค โฮม ออฟฟิส จำกัด สูงถึง 252,500,000 บาท โดยเป็นการซื้อหุ้นจากบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทแม่ ทั้งด้านผู้ถือหุ้นและลักษณะอำนาจจัดการในบริษัทลูก มิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ ผลเสียหายจากรายจ่ายดังกล่าวนี้แม้เป็นผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ ไม่เกินห้าปี ก่อนรอบระยะเวลาบัญชีที่ถูกประเมินภาษีก็ยังคงเป็นรายจ่ายต้องห้ามดังได้วินิจฉัยมาแล้ว การกระทำของโจทก์ดังกล่าวยังไม่มีเหตุสมควรให้ลดหรืองดเบี้ยปรับ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย สำหรับเงินเพิ่มนั้นศาลภาษีอากรกลางยังไม่วินิจฉัยให้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน โดยเห็นว่ายังไม่มีเหตุสมควรให้งดหรือลดเงินเพิ่มแก่โจทก์ด้วย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (13)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแปซิฟิค เมอร์ริเดียน รีสอร์ท จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2560
#616589
เปิดฉบับเต็ม

ในการเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล การคำนวณรายได้และรายจ่ายให้ใช้เกณฑ์สิทธิเป็นหลักสำคัญการรับรู้รายได้และรายจ่ายคือ การนำรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นมาบันทึก หากยังไม่ได้รับหรือจ่ายเงินจริงก็ต้องบันทึกเป็นรายได้ค้างรับหรือรายจ่ายค้างจ่าย โดยต้องนำไปรวมคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นด้วย ดอกเบี้ยค้างรับเกิดขึ้นตามระยะเวลาที่ผู้กู้ได้รับเงินกู้ไป โจทก์ต้องบันทึกรับรู้รายได้แม้ยังไม่ได้ดอกเบี้ย จะอ้างบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 193/33 ว่า เป็นดอกเบี้ยค้างรับเกินห้าปีย่อมขาดอายุความแล้วไม่ได้ โจทก์ต้องบันทึกรับรู้รายได้ หากโจทก์ไม่อาจได้รับชำระหนี้อย่างแน่นอนก็ชอบที่จะจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ (9) ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534)

เนื่องจากธุรกิจบางประเภทอาจไม่เหมาะสมที่จะคำนวณรายได้และรายจ่ายตามมาตรา 65 วรรคสอง อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นธุรกิจเฉพาะ แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 เรื่องการใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล วางแนวทางปฏิบัติในการคำนวณรายได้และรายจ่ายแตกต่างออกไปในรายละเอียด โดยข้อ 3.1 วรรคแรก "การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการธนาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ กิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และกิจการธุรกิจหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ... เว้นแต่รายได้ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยสำหรับระยะเวลาหลังจากที่ได้ผิดนัดชำระติดต่อกันเป็นเวลาเกินสามเดือนแล้ว บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะนำดอกเบี้ยส่วนนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับชำระก็ได้" กรณีดังกล่าวใช้เฉพาะกิจการที่ระบุไว้ในข้อ 3.1 ข้างต้น แต่โจทก์เป็นเพียงผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ การค้าอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหากำไรและประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ย่อมไม่อาจรับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

มาตรา 65 ทวิ "การคำนวณกำไรและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้... (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอนให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน" โจทก์จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ให้แก่บริษัท ช. โดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งมิใช่การประกอบธุรกิจตามปกติทั่วไปของผู้ทำการค้า เนื่องจากการจัดตั้งบริษัทโจทก์ก็มุ่งหมายหาผลประโยชน์จากการประกอบการ กรณียังไม่มีเหตุที่โจทก์ต้องผูกพันตนเข้าค้ำประกันหนี้ของบริษัทอื่นโดยไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด เข้าลักษณะเป็นการให้บริการโดยไม่คิดค่าบริการ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่ให้บริการ เมื่อไม่มีข้อตกลงเป็นอื่น การจำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินที่จำนอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 718 โรงเรือนที่โจทก์ปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณค่าตอบแทนจากการค้ำประกันหนี้ดังกล่าวจากราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างย่อมถูกต้องแล้ว ทั้งการอ้างอิงค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์อัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ก็เป็นตามราคาตลาดของการให้บริการดังกล่าว ชอบแล้ว

มาตรา 91/8 วรรคสอง "การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามวิธีการหลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับ เมื่อได้เลือกปฏิบัติอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้" กรณีการปฏิบัติของโจทก์เพื่อยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเป็นคนละกรณีกับอำนาจเจ้าพนักงานประเมินในการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับรายรับที่โจทก์ไม่ได้บันทึกบัญชีเป็นรายได้ไว้หรือบันทึกเป็นรายได้ไว้ต่ำไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยสภาพโจทก์ไม่ได้เรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากคู่สัญญาอยู่แล้ว จึงอ้างเกณฑ์เงินสดในกรณีเจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 51/16 (6) ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค 0705.03 (ก 12.2)/000208 ลงวันที่ 9 มกราคม 2555 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ ภธ 73.1 - 01003071 - 25550109 - 006 - 00001 ลงวันที่ 9 มกราคม 2555 สำหรับเดือนธันวาคม 2552 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ สภ.1 (อธ.1)/103 ถึง 104/2557 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 และลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันสมควรอุทธรณ์ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีธุรกิจเฉพาะ ประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์ และประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ โจทก์ให้บริษัท เจ.เจ.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2546 ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ และครบกำหนดวันที่ 12 สิงหาคม 2546 บริษัท เจ.เจ.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ไม่ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โจทก์บันทึกบัญชีดอกเบี้ยค้างรับมาตลอด จนกระทั่งรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2552 โจทก์ไม่บันทึกบัญชีดอกเบี้ยรับ และบันทึกตัดยอดบัญชีดอกเบี้ยค้างรับส่วนเกินห้าปีออกจากบัญชีลูกหนี้ โจทก์นำโฉนดที่ดินของโจทก์ราคาประเมิน 351,000 บาท ไปจดจำนองไว้กับบริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 เพื่อค้ำประกันหนี้ให้แก่บริษัทชลภูมิคอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งได้จดจำนองที่ดินของตนเป็นประกันไว้ด้วย เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิแก่โจทก์ให้นำรายได้ดอกเบี้ยค้างรับ 150,000 บาท มารวมคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ นำเงินดอกเบี้ย 150,000 บาท ที่โจทก์ตัดหนี้สูญไม่ถูกต้องมารวมคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ และประเมินค่าบริการ ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 11,055 บาท คำนวณกำไรขาดทุนสุทธิด้วย กับมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะรายรับดอกเบี้ย 150,000 บาท กับค่าธรรมเนียมค้ำประกันหนี้ 11,055 บาท รวม 161,055 บาท ให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่โจทก์ไม่นำรายได้ดอกเบี้ยค้างรับมารวมคำนวณภาษีเงินได้นั้น ถูกต้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณภาษีเงินได้ กรณีดอกเบี้ยค้างรับพิพาทไม่สามารถเรียกเก็บได้ก็ถือเป็นสิทธิที่ไม่ได้รับอย่างแน่นอน โจทก์ย่อมไม่ต้องถือเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท เพราะโจทก์ต้องใช้ความระมัดระวังในการลงบัญชีเพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถือหุ้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลการคำนวณรายได้และรายจ่ายให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หลักสำคัญของการรับรู้รายได้และรายจ่ายคือ การนำรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นมาบันทึก หากยังไม่ได้รับหรือจ่ายเงินจริงก็ต้องบันทึกเป็นรายได้ค้างรับหรือรายจ่ายค้างจ่าย โดยต้องนำไปรวมคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นด้วย ดอกเบี้ยค้างรับเกิดขึ้นตามระยะเวลาที่ผู้กู้ได้รับเงินกู้ไป ดังนั้น โจทก์ต้องบันทึกรับรู้รายได้แม้ยังไม่ได้รับดอกเบี้ยมาแล้ว จะอ้างบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 ว่า เป็นดอกเบี้ยค้างรับเกินห้าปีย่อมขาดอายุความแล้วไม่ได้ โจทก์ต้องบันทึกรับรู้รายได้ หากโจทก์ไม่อาจได้รับชำระหนี้อย่างแน่นอนก็ชอบที่จะจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ (9) ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 เรื่องการใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ข้อ 3.1 นั้น เห็นว่า ธุรกิจบางประเภทอาจไม่เหมาะสมที่จะคำนวณรายได้และรายจ่ายตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นธุรกิจเฉพาะ แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งที่ ท.ป.1/2528 วางแนวทางปฏิบัติในการคำนวณรายได้และรายจ่ายแตกต่างออกไปในรายละเอียด โดยข้อ 3.1 วรรคแรก กำหนดว่า "การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการธนาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ กิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และกิจการธุรกิจหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ... เว้นแต่รายได้ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยสำหรับระยะเวลาหลังจากที่ได้ผิดนัดชำระติดต่อกันเป็นเวลาเกินสามเดือนแล้ว บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะนำดอกเบี้ยส่วนนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับชำระก็ได้" กรณีดังกล่าวใช้เฉพาะกิจการที่ระบุไว้ในข้อ 3.1 ข้างต้น แต่โจทก์เป็นเพียงผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ การค้าอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหากำไรและประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 ข้อ 3.1 ย่อมไม่อาจรับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ทำสัญญาจำนองค้ำประกันแก่บริษัทชลภูมิคอนสตรัคชั่น จำกัด โดยไม่มีค่าตอบแทน โจทก์มิได้เป็นผู้ประกอบกิจการค้ำประกัน หนี้จำนองเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว มิใช่การค้าปกติของโจทก์ โจทก์ไม่อาจคิดค่าตอบแทนจากการจดจำนองค้ำประกันดังกล่าวได้ จึงไม่มีรายได้ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้และเป็นการจดจำนองเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมสิ่งปลูกสร้างด้วย การที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดค่าตอบแทนร้อยละ 2.5 ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยใช้อัตราค่าธรรมเนียมค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์ประเมินแก่โจทก์ย่อมไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร "การคำนวณกำไรและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้... (4) ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน" ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ให้แก่บริษัทชลภูมิคอนสตรัคชั่น จำกัดโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งมิใช่การประกอบธุรกิจตามปกติทั่วไปของผู้ทำการค้า เนื่องจากการจัดตั้งบริษัทโจทก์ก็มุ่งหมายหาผลประโยชน์จากการประกอบการ ทั้งขณะโจทก์ทำสัญญาก็ยังไม่ปรากฏข้อตกลงจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บริษัทชลภูมิคอนสตรัคชั่น จำกัด แต่อย่างใด กรณียังไม่มีเหตุที่โจทก์ต้องผูกพันตนเข้าค้ำประกันหนี้ของบริษัทอื่นโดยไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด เข้าลักษณะเป็นการให้บริการโดยไม่คิดค่าบริการ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่ให้บริการตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร และการกำหนดค่าตอบแทนรวมสิ่งปลูกสร้างด้วยนั้น เมื่อไม่มีข้อตกลงเป็นอื่น การจำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินที่จำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 718 โรงเรือนที่โจทก์ปลูกสร้างบนที่ดินที่จำนองย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณค่าตอบแทนจากการค้ำประกันหนี้ดังกล่าวจากราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างย่อมถูกต้องแล้ว ทั้งการอ้างอิงค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์อัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ก็เป็นตามราคาตลาดของการให้บริการดังกล่าว การประเมินกรณีนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การที่โจทก์ไม่นำรายได้ดอกเบี้ยค้างรับในเดือนภาษีธันวาคม 2552 และรายรับค่าธรรมเนียมการนำทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้บุคคลอื่นมายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น ถูกต้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ใช้เกณฑ์เงินสดในการคำนวณรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าดอกเบี้ยและค่าบริการแล้วเท่านั้น แต่จำเลยกลับใช้เกณฑ์สิทธิมาประเมินให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ นั้น เห็นว่า มาตรา 91/8 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติว่า "การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์และการปฏิบัติทางบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับ เมื่อได้เลือกปฏิบัติอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติอย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้" กรณีการปฏิบัติของโจทก์เพื่อยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเป็นคนละกรณีกับอำนาจเจ้าพนักงานประเมินในการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับรายรับที่โจทก์ไม่ได้บันทึกบัญชีเป็นรายได้ไว้หรือบันทึกเป็นรายได้ไว้ทั่วไปโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งโดยสภาพโจทก์ไม่ได้เรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากคู่สัญญาอยู่แล้ว จึงอ้างเกณฑ์เงินสดในกรณีเจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 51/16 (6) ไม่ได้ เมื่อปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การประเมินจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้แสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่า กรณีมีเหตุอย่างไรที่จะให้ศาลพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทั้งไม่มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น คงมีเพียงคำขอบังคับ ขอให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จึงไม่เป็นประเด็นพิจารณาเรื่องสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงไม่มีกรณีต้องวินิจฉัยให้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาไม่งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 51/16 (6) ม. 65 ม. 65 ทวิ (4) ม. 91/8
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิมาน เอสเตท จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7843/2560
#619403
เปิดฉบับเต็ม

หลักการเสียภาษีอากรสำหรับบุคคลธรรมดานั้น เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับเป็นเงินได้อันจะนำมาคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้วเท่านั้น มิใช่เป็นเพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาภายหน้า กรณียังไม่มีความแน่นอนว่าโจทก์จะได้รับทรัพย์สินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เพราะในคดีดังกล่าวมีประเด็นข้อพิพาทว่า บริษัท อ. ผู้เช่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ อันจะเป็นเหตุให้สิ่งปลูกสร้างที่ปลูกบนที่ดินที่เช่าตกเป็นของโจทก์ เนื่องจากคู่ความยังอุทธรณ์หรือฎีกาคดีนั้นและศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาอาจพิพากษาแก้หรือกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยคำพิพากษาศาลสูงมีผลเปลี่ยนแปลงเงินได้ที่ได้รับมาแล้วย่อมมิใช่เจตนารมณ์ของการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้พึงประเมินต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว และมีความแน่นอนในระดับรับรู้รายได้ ได้แล้วด้วย จำเลยประเมินภาษีเงินได้แก่โจทก์ว่ามีเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (5) (ก) สำหรับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่สอดคล้องกับมาตรา 39 ที่ให้เสียภาษีจากเงินได้ที่เป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39 ม. 40 (5) ม. 40 (ก) ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุดม รุ่งสว่าง
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวกชมน ทิพยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา