คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7150/2560
#617367
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 22 วรรคห้า ให้ถือระยะเวลาสิบปีก่อนมีคำสั่งยึดหรืออายัดและภายหลังนั้นเป็นหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบทรัพย์สินว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้ถูกตรวจสอบหรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือไม่ ดังนั้น ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองที่ได้มาหลังวันเกิดเหตุ แต่อยู่ในระยะเวลาสิบปีก่อนมีคำสั่งยึดหรืออายัดและภายหลังนั้น ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ที่จะถูกตรวจสอบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ หากทรัพย์สินที่ได้มาหลังวันเกิดเหตุไม่เข้าหลักเกณฑ์ถูกตรวจสอบตามที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาแล้วย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ในการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติที่ว่าต้องการให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองชั่วคราว ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2548 และมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราวเพิ่มเติมอีกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2548 วันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 และวันที่ 9 พฤษภาคม. 2550 ผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบว่าได้รับทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดมาในระหว่างปี 2540 ถึงปี 2550 จึงอยู่ในระหว่างระยะเวลาสิบปีก่อนมีคำสั่งยึดหรืออายัด ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเข้าหลักเกณฑ์ที่จะถูกตรวจสอบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้งยี่สิบรายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องหรือมีคำสั่งให้งดการไต่สวนไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรวม 20 รายการ ได้แก่ 1. สร้อยคอทองลายสี่เหลี่ยมโซ่ 1 เส้น 2. สร้อยคอทอง 3 ตุ่ม ลายสี่เสา 1 เส้น 3. สร้อยข้อมือทองลายหัวมังกร 1 เส้น 4. พระสมเด็จพิมพ์วัดปากน้ำพร้อมกรอบทอง 1 องค์ 5. รูปหล่อสมเด็จโตพร้อมกรอบทอง 1 องค์ 6. พระนางพญาพร้อมกรอบทอง 1 องค์ 7. พระรูปหยดน้ำเนื้อผงพร้อมกรอบทอง 1 องค์ 8. เหรียญรัชกาลที่ 5 พร้อมกรอบทอง 1 องค์ 9. โทรทัศน์สียี่ห้อซันโย ขนาด 21 นิ้ว 1 เครื่อง 10. โทรทัศน์สียี่ห้อซัมซุง ขนาด 21 นิ้ว 1 เครื่อง 11. โทรทัศน์สียี่ห้อฮิตาชิ ขนาด 21 นิ้ว 1 เครื่อง 12. เครื่องเสียงยี่ห้อไพโอเนียร์ รุ่น A 880 จำนวน 1 เครื่อง 13. คอมพิวเตอร์ 14. รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน บจ 565 สิงห์บุรี 15. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 16. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) 17. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 18. ที่ดินโฉนดเลขที่ 57056 เลขที่ดิน 514 ตำบลโพธิ์เก้าต้น อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง 19. ที่ดินโฉนดเลขที่ 5052 เลขที่ดิน 77 ตำบลโพสังโฆ อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี 20. ที่ดินโฉนดเลขที่ 3661 เลขที่ดิน 54 ตำบลโพสังโฆ อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 15 และที่ 16 ตามสำเนาคำสั่งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า ผู้คัดค้านทั้งสองอยู่กินเป็นสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่ปี 2544 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 ข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตพร้อมกับยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองหลายรายการ ตามสำเนาหมายจับและสำเนาบันทึกการจับกุม - ตรวจค้น ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยว่าทรัพย์สินบางรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัด 20 รายการ วันที่ 26 กันยายน 2555 ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกผู้คัดค้านที่ 1 ตลอดชีวิต

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า ทรัพย์สินที่จะถูกตรวจสอบว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นหมายถึงเฉพาะทรัพย์สินที่ได้มาก่อนวันเกิดเหตุหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการตรวจสอบทรัพย์สิน ถ้าผู้ถูกตรวจสอบหรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด... ให้คณะกรรมการสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น..." และวรรคห้า บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ตามมาตรานี้ คำว่า "ทรัพย์สิน" ให้หมายความรวมถึง (3) ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้ต้องหาที่ได้รับ ขาย จำหน่าย โอนหรือยักย้ายไปเสียในระหว่างระยะเวลาสิบปีก่อนมีคำสั่งยึดหรืออายัดและภายหลังนั้น เว้นแต่ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์จะพิสูจน์ต่อคณะกรรมการได้ว่าการโอนหรือการกระทำนั้นได้กระทำไปโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน" ดังนี้ แสดงว่ากฎหมายให้ถือระยะเวลาสิบปีก่อนมีคำสั่งยึดหรืออายัดและภายหลังนั้นเป็นหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบทรัพย์สินว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้ถูกตรวจสอบหรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือไม่ ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองที่ได้มาหลังวันเกิดเหตุแต่อยู่ในระหว่างระยะเวลาสิบปีก่อนมีคำสั่งยึดหรืออายัดและภายหลังนั้นย่อมเข้าหลักเกณฑ์ที่จะถูกตรวจสอบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ หากทรัพย์สินที่ได้มาหลังวันเกิดเหตุไม่เข้าหลักเกณฑ์ถูกตรวจสอบอย่างที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาแล้วย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ในการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติที่ว่าต้องการให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองชั่วคราว ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2548 และมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองชั่วคราวเพิ่มเติมอีกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2548 วันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 ผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบว่าได้รับทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดมาในระหว่างปี 2540 ถึงปี 2548 จึงอยู่ในระหว่างระยะเวลาสิบปีก่อนมีคำสั่งยึดหรืออายัด ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเข้าหลักเกณฑ์ที่จะถูกตรวจสอบว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 22 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
นางสาวพจนีย์หรือกาญศิริ พิทักษ์ปัญญารักษ์
ผู้คัดค้าน — หรือลิ้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวอรนภา เรืองกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางกาญจนา ชัยคงดี
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7123/2560
#617857
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เชี่ยวชาญการตรวจพิสูจน์ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสุ่มตรวจเมทแอมเฟตามีนที่บรรจุหีบห่อในอัตราร้อยละ 10 กระจายไปตามซองที่บรรจุอยู่ในมัด โดยไม่ได้นำปะปนกันเป็นวิธีการสุ่มตัวอย่าง ย่อมทำให้ตัวอย่างเม็ดวัตถุที่เก็บมาจากแต่ละซองสามารถเฉลี่ยเป็นตัวแทนของเม็ดวัตถุที่อยู่ในซองแต่ละซองในมัดดังกล่าวได้ทั้งหมด ตามหลักวิชาการวิจัยและสถิติ ดังนั้น ปริมาณสารเมทแอมเฟตามีนที่คำนวณได้ตามผลรายงานการตรวจพิสูจน์ด้วยวิธีดังกล่าว จึงเป็นไปตามหลักวิชาการวิจัยและสถิติที่รับฟังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 6 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าเป้ของกลาง ส่วนรถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 100,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การตรวจเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วยการสุ่มตรวจจากตัวอย่างร้อยละ 10 ของวัตถุของกลาง 2,000 เม็ด พบสารเมทแอมเฟตามีนในวัตถุตัวอย่างที่ตรวจ จึงนำมาคำนวณหาสารเสพติดทั้ง 2,000 เม็ด ได้สารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 28.236 กรัม ของผู้เชี่ยวชาญจะรับฟังได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกการจับกุม เอกสารการส่งและรับวัตถุของกลางระหว่างพนักงานสอบสวนกับเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางว่า วัตถุของกลาง 20,000 เม็ด นั้น มีการแบ่งแยกบรรจุตามสีของเม็ดวัตถุและสีของถุงพลาสติกที่บรรจุมาก่อน โดยวัตถุเม็ดสีส้มจำนวน 1,980 เม็ด และสีเขียว 20 เม็ด ของกลางในคดีนี้บรรจุซองพลาสติกสีน้ำเงิน 10 ซอง มัดรวมกันเป็น 1 มัด รัดด้วยหนังยาง ส่วนวัตถุเม็ดสีส้มอ่อนจำนวน 8,000 เม็ด บรรจุอยู่ในซองพลาสติกสีฟ้า แบ่งเป็น 4 มัด มัดละ 10 ซอง กับวัตถุเม็ดสีส้มออกน้ำตาลจำนวน 10,000 เม็ด บรรจุซองพลาสติกสีน้ำเงินแบ่งเป็น 5 มัด มัดละ 10 ซอง และนางสาวกัญญนันทน์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการตรวจพิสูจน์ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้สุ่มตรวจตามมัดที่บรรจุหีบห่อ ไม่ได้นำออกมาผสมปะปนกัน เมื่อได้ความดังนี้ การตรวจหาสารเมทแอมเฟตามีนจากมัดวัตถุเม็ดสีส้ม 1,980 เม็ด และเม็ดสีเขียว 20 เม็ด ซึ่งบรรจุรวมกันเป็น 1 มัด โดยนำเม็ดวัตถุออกจากมัดดังกล่าวร้อยละ 10 หรือ 200 เม็ด จาก 2,000 เม็ด ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างกระจายไปตามซองที่บรรจุอยู่ในมัดซองละ 20 เม็ด ย่อมทำให้ตัวอย่างเม็ดวัตถุที่เก็บมาจากแต่ละซองสามารถเฉลี่ยเป็นตัวแทนของเม็ดวัตถุที่อยู่ในซองแต่ละซองในมัดดังกล่าวได้ทั้งหมดตามหลักวิชาการวิจัยและสถิติ ที่เรียกตัวอย่างที่สุ่มออกมานั้นว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรที่วิจัย และข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางสาวกัญญนันท์ ผู้ตรวจพิสูจน์ว่า พยานได้นำตัวอย่างเม็ดวัตถุออกมาซองละประมาณ 20 เม็ดทุกซอง ทุกรายการ นำมาทำการตรวจสอบ มิได้กระจุกอยู่ที่ซองใดซองหนึ่งหรือมัดใดมัดหนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้น ปริมาณสารเมทแอมเฟตามีนที่คำนวณได้ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ จึงเป็นไปตามหลักวิชาการวิจัยและสถิติที่รับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) มาตรา 66 วรรคสาม นั้น ชอบด้วยผลแล้ว ฎีกาและฎีกาเพิ่มเติมในภายหลังของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอกวิทย์ แสนหาญชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพัชรพงศ์ สอนใจ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7078/2560
#616683
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จัดให้มีบริการที่จอดรถ นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 อันมีผลโดยตรงต่อยอดการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ย. เป็นลูกจ้างของห้าง ฮ. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการและผู้เช่าพื้นที่จากจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการค้าหากำไร วันเกิดเหตุการที่ ย. นำรถยนต์เข้ามาจอดไว้ในที่จอดรถของจำเลยที่ 1 เพื่อเข้าไปทำงานประจำในห้าง ฮ. โดยไม่ปรากฏว่า ย. ได้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่อาจถือได้ว่า ย. เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 แม้จะฟังว่าห้าง ฮ. เช่าพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อสัญญาระหว่างห้าง ฮ. กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความรับผิดกรณีที่รถยนต์ของลูกจ้างห้าง ฮ. สูญหายเพราะถูกคนร้ายลักไป การที่คนร้ายลักรถยนต์ของ ย. คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป มิได้เกิดจากการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสอง อันจะถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 574,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 560,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยศรีประกันภัยจำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 574,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 560,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กันยายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฎร 9277 กรุงเทพมหานคร จากนางสาวยุพยงค์ ในประเภทรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสิ้นเชิง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคและให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไป จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้จัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลบริเวณร้านค้าและที่จอดรถของจำเลยที่ 1 โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราบริเวณที่จอดรถ 4 - 5 คน จำเลยร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันภัยและเป็นผู้รับประกันภัยกับจำเลยที่ 1 นางสาวยุพยงค์เป็นลูกจ้างของบริษัทโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) มีชื่อทางการค้าว่า ห้างสรรพสินค้าโฮมโปร ซึ่งเช่าพื้นที่บางส่วนจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ในระหว่างระยะเวลารับประกันภัย นางสาวยุพยงค์ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปจอดไว้บริเวณลานจอดรถภายในอาคารของจำเลยที่ 1 และเข้าไปทำงานที่ห้างสรรพสินค้าโฮมโปร ต่อมารถยนต์ของนางสาวยุพยงค์สูญหายเนื่องจากถูกคนร้ายลักไป โจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์แก่นางสาวยุพยงค์ไปแล้วเป็นเงิน 560,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมว่า จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน โดยจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่รับฝากรถยนต์และไม่มีนิติสัมพันธ์กับนางสาวยุพยงค์ ผู้เอาประกันภัย นางสาวยุพยงค์เป็นลูกจ้างของห้างสรรพสินค้าโฮมโปร ซึ่งเช่าพื้นที่ภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 จำหน่ายสินค้า วันเกิดเหตุนางสาวยุพยงค์ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปจอดที่ลานจอดรถของจำเลยที่ 1 แล้วเข้าไปทำงานที่ห้างสรรพสินค้าโฮมโปร นางสาวยุพยงค์ไม่ได้เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยสำหรับรถยนต์ของนางสาวยุพยงค์ รถยนต์ของนางสาวยุพยงค์คันที่โจทก์รับประกันภัยถูกคนร้ายลักไป จึงไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิด จำเลยร่วมผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จัดให้มีบริการที่จอดรถ นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 อันมีผลโดยตรงต่อยอดการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของจำเลยที่ 1 และร้านค้าภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 เพราะการมีบริการที่จอดรถนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้าที่จะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังว่าจ้างจำเลยที่ 2 จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราบริเวณที่จอดรถอีกด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับลูกค้า และการกระทำที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติในลักษณะเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยที่ 1 ต้องดูแลความปลอดภัยสำหรับรถยนต์ของลูกค้าที่นำไปจอดในที่จอดรถ แต่จำเลยที่ 1 หาได้มีหน้าที่ดังกล่าวสำหรับรถยนต์ของบุคคลที่มิใช่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกับบุคคลนั้น การจะถือว่าผู้ใดเป็นลูกค้า ต้องพิจารณาถึงว่าบุคคลนั้น ต้องเป็นผู้เข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 หรือเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการของผู้เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 มิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ก็จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลที่นำรถยนต์เข้าไปจอดในที่จอดรถของจำเลยที่ 1 แล้วรถยนต์สูญหายไปเสียทั้งหมด ทั้งที่บุคคลนั้นมิได้เป็นลูกค้าเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นางสาวยุพยงค์เป็นลูกจ้างของห้างสรรพสินค้าโฮมโปรซึ่งเป็นผู้ประกอบการและผู้เช่าพื้นที่จากจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการค้าหากำไร ในวันเกิดเหตุ การที่นางสาวยุพยงค์นำรถยนต์เข้ามาจอดไว้ในที่จอดรถของจำเลยที่ 1 เพื่อเข้าไปทำงานประจำในห้างสรรพสินค้าโฮมโปร โดยไม่ปรากฏว่าได้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่อาจถือได้ว่านางสาวยุพยงค์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 แม้จะฟังว่าห้างสรรพสินค้าโฮมโปรเช่าพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อสัญญาระหว่างห้างสรรพสินค้าโฮมโปรกับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความรับผิดกรณีที่รถยนต์ของลูกจ้างห้างสรรพสินค้าโฮมโปรถูกคนร้ายลักไป จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยสำหรับรถยนต์ของนางสาวยุพยงค์ การที่คนร้ายฉวยโอกาสลักรถยนต์ของนางสาวยุพยงค์คันที่โจทก์รับประกันภัยไป มิได้เกิดจากการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสอง อันจะถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิด จำเลยร่วมผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์แทนจำเลยที่ 1 หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์
จำเลย — จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวตริตาเวสน์ โสธนะเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7073/2560
#617848
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ป. ที่ค้างชำระจำนวน 10,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท ทุกวันที่ 30 ของเดือน ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยมีภาระหนี้สินมากและมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดาและครอบครัว เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอลดเงิน ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดู ต่อมาจำเลยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยื่นภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2559 จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 จึงถือได้ว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด ส่วนคำร้องของจำเลยที่ขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น จำเลยอ้างว่า จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งเกิดจากโจทก์และบุตรกับภริยาคนใหม่ ทั้งจำเลยยังกู้ยืมเงินจากธนาคาร ก. จำนวน 1,500,000 บาท พฤติการณ์รายได้หรือฐานะของจำเลยเปลี่ยนแปลงไปซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นภายหลัง แม้หนี้เงินกู้ดังกล่าวจำเลยอ้างว่าเพื่อสร้างบ้านให้แก่บิดาที่จังหวัดเชียงรายและต่อเติมตกแต่งบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ ทั้ง ๆ ที่จำเลยรู้ว่ามีภาระต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท แต่จำเลยกลับไปสร้างภาระหนี้สินจำนวนมากมายดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจนำมาอ้างเป็นเหตุผลให้กระทบเสียหายต่อค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายอื่นแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. บุตรผู้เยาว์ ที่ค้างชำระจำนวน 10,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท ทุกวันที่ 30 ของทุกเดือน นับแต่เดือนกรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะกับให้จำเลยร่วมกับโจทก์ชำระค่ารักษาพยาบาลและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์คนละครึ่งจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีเพียงเดือนละ 500 บาท

ในวันนัดพร้อมเพื่อสอบถามและไกล่เกลี่ย โจทก์ไม่ยินยอมลดการบังคับคดี ยืนยันบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีไม่สามารถสั่งให้ปฏิบัติตามคำร้องของจำเลยได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท จนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ทุกวันที่ 30 ของทุกเดือน เว้นแต่เดือนกุมภาพันธ์ ให้ชำระในวันสุดท้ายของเดือน นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป หลังจากนั้นให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่าโดยมีบันทึกข้อตกลงว่า จำเลยยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ ส่วนค่าการศึกษาและรักษาพยาบาลให้ออกคนละครึ่ง ต่อมาจำเลยผิดสัญญา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้วินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีโดยไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอลดเงินซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ต่อมาจำเลยขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยื่นภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2559 จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2559 กรณีจึงเป็นการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด หาได้ล่วงพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ดังที่โจทก์อ้างไม่ ส่วนคำร้องของจำเลยที่ขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น ปรากฏว่าในวันที่ศาลชั้นต้นนัดสอบถาม โจทก์ ทนายโจทก์ และจำเลยประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ย ต่อมามีการไกล่เกลี่ยแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ โจทก์ยืนยันขอให้อายัดเงินเท่าเดิม แต่จำเลยขอให้ลดลง ศาลชั้นต้นเห็นว่ากรณีไม่สามารถสั่งให้ตามคำร้องของจำเลยและให้ยกคำร้อง เท่ากับศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะสั่งแก้ไขให้ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ต่อมาเมื่อจำเลยอุทธรณ์ โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า จำเลยมีรายได้เพียงพอ ส่วนการที่จำเลยกู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท เป็นการก่อหนี้หลังจากที่รู้อยู่แล้วว่าต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้แก่โจทก์จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ทั้งนี้โจทก์หาได้แก้อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่มีหนี้กู้ยืมเงินตามที่อ้างไม่ เช่นนี้ จึงมีข้อเท็จจริงที่เพียงพอในการวินิจฉัยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งเกิดจากโจทก์และบุตรกับภริยาคนใหม่ รายได้และฐานะของจำเลยอยู่อย่างลำบากข้นแค้นลง ทั้งเพื่อให้จำเลยสามารถจะให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแก่โจทก์ได้โดยไม่เป็นภัยแก่ตนเองตามสมควรแก่ฐานะ จึงได้ปรับลดกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเสียใหม่ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับอุทธรณ์และวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 1,500,000 บาท ถูกหักเงินเดือนชำระหนี้เดือนละ 13,300 บาท เงินเดือนคงเหลือ 5,227 บาท จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งเกิดจากภริยาคนใหม่ด้วย เห็นว่า พฤติการณ์รายได้หรือฐานะของจำเลยได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่หนี้เงินกู้ดังกล่าว จำเลยอ้างว่าเพื่อสร้างบ้านให้แก่บิดาที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และต่อเติมตกแต่งบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ ทั้ง ๆ ที่จำเลยก็รู้อยู่ว่ามีภาระต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท รวมทั้งค่าการศึกษาและค่ารักษาพยาบาล แต่จำเลยกลับไปสร้างภาระหนี้สินจำนวนมากมายดังกล่าว กรณีจึงหาอาจนำมาอ้างเป็นเหตุผลให้กระทบเสียหายต่อค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายอื่นแก่โจทก์ไม่ จึงไม่สมควรสั่งแก้ไขลดค่าอุปการะเลี้ยงดู ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกคำร้อง แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาซึ่งได้รับยกเว้นแก่โจทก์ 200 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1522 ม. 1525
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — นายวีรยุทธ แสงดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
พิศล พิรุณ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7071/2560
#616688
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาหรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการเลี้ยงดูหรือได้รับการเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี" เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายประพฤติตัวไม่เหมาะสมเที่ยวเตร่เวลากลางคืนแล้วแยกตัวไปอยู่ที่อื่นไม่กลับไปหาโจทก์ ไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ซึ่งเคยให้เดือนละ 70,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินควร เมื่อโจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีเดือนละ 9,000 บาท ส่วนจำเลยมีอาชีพเป็นทนายความย่อมมีรายได้จากการว่าความและเป็นที่ปรึกษากฎหมายและจำเลยยังเปิดบริษัท บ. และยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ส. โดยได้รับเงินเดือนจากทั้งสองบริษัทเดือนละ 45,000 บาท แม้ว่าระหว่างพิจารณา จำเลยจะยกทรัพย์สินเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน 1 หลัง ราคาประมาน 5,000,000 บาท และที่ดินอีก 1 แปลง ราคาประมาณ 3,000,000 บาท กับรถยนต์ 2 คัน ให้แก่โจทก์และโอนสลากออมสินมูลค่า 3,000,000 บาท แก่บุตร โดยจำเลยตกลงจ่ายค่าอุปการะให้บุตรเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะจบปริญญาตรีก็ตาม แต่ทรัพย์สินดังกล่าวก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ และภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว เช่นนี้ จึงเห็นควรให้โจทก์ได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย เมื่อพิจารณาถึงความเพียงพอแก่อัตภาพของโจทก์และภาระค่าครองชีพแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยจะสิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ 560,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 70,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะถึงแก่ความตาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน มีบุตร 1 คน คือ นางสาว จ. เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 ระหว่างพิจารณาจำเลยยอมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 36369 เลขที่ 382 อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมบ้าน ราคาประมาณ 5,000,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 29805 เลขที่ดิน 619 อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 42 ตารางวา ราคาประเมินที่ดินเป็นเงิน 3,000,000 บาทเศษ รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า 2 คัน ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และโอนสลากออมสินมูลค่า 3,000,000 บาท ให้แก่บุตรสาวกับตกลงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 50,000 บาท นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี โจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีให้ 3 บริษัท รวมเป็นเงินเดือนละ 9,000 บาท จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทบีแอนด์พีลอว์ จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท โดยได้รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท และยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 25,000,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นเป็นเงิน 5,000,000 บาท และจำเลยได้รับเงินค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท จำเลยมีอาชีพเป็นทนายความ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า การที่บุคคลสองคนตกลงอยู่กินร่วมกันเป็นสามีภริยาจึงต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน ส่วนการที่จะฟ้องร้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้ ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี" ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อประมาณกลางปี 2556 จำเลยประพฤติตัวไม่เหมาะสมเที่ยวเตร่เวลากลางคืน ทำให้มีปากเสียงทะเลาะกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2556 จำเลยแยกออกไปอยู่ที่อื่นแล้วไม่กลับมา กับไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งเคยให้เดือนละ 70,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร ซึ่งในข้อนี้จำเลยยอมรับว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านในวันดังกล่าวโดยไปพักอาศัยอยู่คอนโดมิเนียมเนื่องจากโจทก์และจำเลยมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรงและสมัครใจแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดูเสมือนหนึ่งว่าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถที่จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุขได้ เมื่อคดีได้ความว่า โจทก์มีรายได้จากการรับทำบัญชีเดือนละ 9,000 บาท ส่วนจำเลยมีอาชีพเป็นทนายความย่อมมีรายได้จากการรับจ้างว่าความและเป็นที่ปรึกษากฎหมาย จำเลยยังเปิดบริษัทบีแอนด์พีลอว์ จำกัด และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์โปรเฟสชั่นแนล จำกัด จำเลยได้รับเงินเดือนจากทั้งสองบริษัทเดือนละ 45,000 บาท จำเลยพักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมของบุคคลอื่นโดยไม่ปรากฏว่าต้องจ่ายค่าเช่าแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าจำเลยสามารถแสวงหารายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนจบปริญญาตรีนั้นก็เกือบสิ้นสุดลงแล้ว ส่วนที่จำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ได้รับยกให้ทรัพย์สินมีมูลค่ามากแล้วนั้น ก็มิใช่ทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ โจทก์ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 29805 ให้แก่บุตรแล้ว เช่นนี้ จึงเห็นว่าโจทก์ควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย เมื่อพิจารณาถึงความเพียงพอแก่อัตภาพของโจทก์และภาระค่าครองชีพแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท ก่อนฟ้องเป็นเวลา 8 เดือน เป็นเงิน 80,000 บาท

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2558 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจึงไม่ชอบ และกรณีต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์ด้วย

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ 80,000 บาท และต่อไปเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยจะสิ้นสุดลง ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1598/38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสุปรียา อภิวัฒนากร สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
จิรนิติ หะวานนท์
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7070/2560
#619405
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อศาลชั้นต้น ในข้อ 2 ว่า "ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามร่วมกัน" ข้อ 3 วรรคสองของสัญญาระบุว่า "สำหรับค่าอุปกรณ์เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ" จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้วว่า หากบุตรผู้เยาว์ทั้งสามพักอาศัยอยู่กับใครคนนั้นจะเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์พาบุตรผู้เยาว์ทั้งสามไปดูแลในช่วงที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอาญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามนั้น เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับสัญญาประนีประนอมที่ทำไว้ด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายต่อหน้าศาล ไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จะจ่ายเมื่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสามอยู่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงมีสิทธิขอบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่า โจทก์ไม่ชำระค่าใช้จ่ายของบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม อันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 จนถึงเดือนสิงหาคม 2556 โดยจำเลยที่ 1 ชำระแต่ผู้เดียว จำนวน 193,804 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมนำเงินมาชำระแก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง หลังจากนั้นโจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อเดียวกัน ขอให้ชำระเงินค่าการศึกษาและค่าอุปการะบุตร จำนวน 518,761.75 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำขอของโจทก์และกำหนดเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระเงินแก่โจทก์ 243,877.50 บาท แต่ไม่ชำระ จึงออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา โดยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 26 กันยายน 2554 สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีอยู่ 11 ข้อ คงมีปัญหาโต้แย้งกันในคดีนี้เฉพาะข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 8 สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 กำหนดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามร่วมกัน ข้อ 3 กำหนดให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันรับผิดชอบในค่ารักษาพยาบาลกับค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ทั้งสามที่จ่ายจริงตามใบเสร็จรับเงิน ในวรรคสองของสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนข้อ 8 เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงยินยอมเป็นนายประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2834/2552 ของศาลอาญา จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 243,877.50 บาท แก่โจทก์ และออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่า ในวันที่ 26 กันยายน 2554 ที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หากบุตรผู้เยาว์ทั้งสามพักอาศัยอยู่กับใคร คนนั้นจะเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์พาบุตรผู้เยาว์ทั้งสามไปดูแลในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอาญา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 วรรคสอง ระบุไว้ชัดเจนว่า "สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบ" ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไว้ด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายต่อหน้าศาล ไม่อาจที่จะรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกามาว่า จำเลยที่ 1 จะจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อเมื่อบุตรผู้เยาว์อยู่กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์มีสิทธิขอบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการต่อมาว่า โจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 8 ที่จะรับเป็นนายประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ในคดีอาญา แต่โจทก์กลับถอนหลักประกันทำให้จำเลยที่ 1 ต้องถูกคุมขัง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ในระหว่างนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีรายได้ทางอื่นอีก อันแสดงได้ว่ารายได้หรือฐานะของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น เห็นว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขัง เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ไปกระทำความผิดอาญาเองจนต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก หาใช่ข้ออ้างว่าเพราะโจทก์ไม่เป็นนายประกัน ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องถูกคุมขัง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามจำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ แต่การที่ถูกคุมขังดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงรายได้และฐานะของจำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งศาลล่างทั้งสองก็ได้พิจารณาและมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามให้น้อยลงแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งพ้นโทษในคดีอาญา ปัจจุบันเพิ่งได้งานทำ รายได้มีเพียงแต่ประทังเลี้ยงชีพตนเอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 243,877.50 บาท สูงเกินไป จำเลยที่ 1 ไม่มีความสามารถที่จะชำระให้ได้นั้น เห็นว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นลดลงจากเดิม เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางศิริกาญน์ เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7069/2560
#616165
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ที่ ป. ซึ่งถูกถอนออกจากการเป็นทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์และผู้เรียง/พิมพ์ โดยไม่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์นั้น ถือเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ลงชื่อในอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ได้ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเท่ากับศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 แก้ไขข้อบกพร่องนั้นแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 นั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับชั้นศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางแจ่มหรือปิ่นอนงค์ ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายกันตภณ เจ้ามรดก

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก

ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนนางแจ่มหรือปิ่นอนงค์ ผู้ร้องที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายกันตภณ และตั้งนางสาวพิชชาภา ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายกันตภณแทน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องที่ 2 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ถอนนายประชา จากการเป็นทนายความของผู้ร้องที่ 2 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2556 ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2558 นายประชายื่นคำคัดค้านคำร้องขอถอนผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านทั้งสามโดยระบุว่าเป็นทนายความของผู้ร้องที่ 2 และว่าความให้ผู้ร้องที่ 2 ตลอดมาจนยื่นอุทธรณ์ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องที่ 2 แต่งตั้งให้นายประชาเป็นทนายความของตน จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้ผู้ร้องที่ 2 ทำใบแต่งทนายความให้ถูกต้องก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ส่งสำนวนพร้อมซองคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยแจ้งให้ผู้ร้องที่ 2 ทำใบแต่งนายประชาเป็นทนายความให้ถูกต้องก่อนหรือภายในวันเวลานัด ผู้ร้องที่ 2 ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว ครั้นถึงวันนัดผู้ร้องที่ 2 ไม่มาศาลและไม่ได้ทำใบแต่งทนายความให้ถูกต้อง ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนพร้อมซองคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์

ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่าไม่สามารถติดต่อนายประชาทนายความคนเดิมได้เนื่องจากการจ้างว่าความสิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่อาจทำใบแต่งทนายความส่งศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องที่ 2 ประสงค์ต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ขอถือเอาอุทธรณ์ฉบับที่นายประชาลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์และผู้เรียง/พิมพ์ เป็นอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 พร้อมกับแต่งตั้งนายสุพจน์ เป็นทนายความคนใหม่ของผู้ร้องที่ 2 และวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ โดยแนบท้ายอุทธรณ์ฉบับใหม่ที่ลงชื่อผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้อุทธรณ์และผู้เรียง/พิมพ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ลงชื่อในอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ได้ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง วันที่ 5 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2559 ให้คู่ความฟังโดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องโดยให้ศาลชั้นต้นสั่งผู้ร้องที่ 2 ทำใบแต่งทนายความให้ถูกต้องก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังแต่ผู้ร้องที่ 2 ไม่ดำเนินการ อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ที่นายประชาลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์เป็นการลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ชอบหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ที่นายประชาซึ่งถูกถอนออกจากการเป็นทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์และผู้เรียง/พิมพ์ โดยไม่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์นั้น ถือว่าเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ลงชื่อในอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ได้ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง เท่ากับศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 แก้ไขข้อบกพร่องนั้นแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 นั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับชั้นศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 (เดิม) ฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 2 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 242 ม. 243 (1) ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายชิด บุญภักดี กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางสาวพิชชาภา ทองดียิ่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิสูตร เจนสุทธิประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7055/2560
#617188
เปิดฉบับเต็ม

การตั้งบริษัทจำกัดเกิดขึ้นโดยอาศัย ป.พ.พ. บรรพ 3 หมวด 4 ผลการควบบริษัทจำกัดเข้ากันจึงต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. เช่นเดียวกัน ซึ่งมาตรา 1243 บัญญัติว่า บริษัทใหม่นี้ย่อมได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันนั้นทั้งสิ้น การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้เป็นนายจ้างและลูกจ้าง จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาใช้บังคับด้วย จะใช้บังคับเพียง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 และประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2537 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติการจัดตั้งบริษัทจำกัดและการควบบริษัทจำกัดเข้ากันหาได้ไม่ และการที่ไม่นำ ป.พ.พ. มาใช้บังคับจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม และเนื่องจากโจทก์เกิดจากการควบบริษัทจำกัดเข้ากันโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเภทกิจการและจำเลยทั้งสองยังคงกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์ตามรหัสเดิมก่อนการควบเข้ากัน ทั้งไม่ปรากฏว่าการควบบริษัทและการเพิ่มจำนวนลูกจ้างกรณีนี้ทำให้มีความเสี่ยงภัยสูงขึ้น หรือโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย โจทก์จึงสามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมก่อนการควบรวมบริษัทมาคำนวณระยะเวลาต่อเนื่องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ให้จำเลยทั้งสองนำระยะเวลาที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนก่อนควบเข้ากันมารวมคำนวณนับระยะเวลาให้แก่โจทก์ และให้โจทก์ได้รับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ที่มีอยู่แก่บริษัทเดิมทั้งสองทุกประการ ให้จำเลยทั้งสองนำเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่บริษัทเดิมทั้งสองได้ชำระแก่กองทุนเงินทดแทนก่อนควบเข้ากันมาเป็นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของโจทก์ และให้โจทก์ได้รับการประเมินอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์จากบริษัทเดิมทั้งสองในการคำนวณเงินสมทบต่อเนื่องไปในอนาคต

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประเมินเงินสมทบของจำเลยทั้งสองตามหนังสือการขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนและใบประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี ฉบับเลขที่ 740156100003293 (ที่ถูก เป็นฉบับเลขที่ 740156100003292) ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 ให้จำเลยที่ 1 นำระยะเวลาทั้งหมดที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนก่อนควบบริษัทมารวมคำนวณนับระยะเวลาให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถือว่าข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ที่ลดหรือเพิ่มตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างของบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ก่อนควบบริษัทเป็นข้อมูลของโจทก์ด้วย และให้จำเลยที่ 1 ถือว่าเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายครบถ้วนประจำปี พ.ศ.2556 เป็นเงินสมทบที่โจทก์ได้จ่ายครบถ้วนประจำปี พ.ศ.2556 แล้ว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งเกิดจากการควบบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด เข้ากับบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด กรรมการโจทก์เป็นบุคคลชุดเดียวกับกรรมการบริษัทเดิมทั้งสอง ตามสำเนาหนังสือรับรอง ผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นชุดเดียวกับบริษัทเดิมทั้งสอง และรวมจำนวนทุนเรือนหุ้นของบริษัทเดิมทั้งสองเข้ากันเป็นจำนวนทุนเรือนหุ้นของโจทก์ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เดิมก่อนการควบเข้ากันนั้นบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด ประกอบกิจการรวมสามประเภท จำเลยทั้งสองได้กำหนดรหัสกิจการและประเมินเงินสมทบในกิจการแต่ละประเภทคือกิจการประเภทที่หนึ่ง ผลิตยางนอก ยางในรถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รหัสกิจการคือ 0613 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.14 กิจการประเภทที่สอง ผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า รหัสกิจการคือ 0615 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.14 กิจการประเภทที่สาม ผลิตส่วนประกอบรถจำพวกดวงไฟ รหัสกิจการคือ 1008 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.50 และบริษัทนี้มีลูกจ้าง รวม 941 คน ส่วนบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ประกอบกิจการหนึ่งประเภทคือ ผลิตขายชิ้นส่วนยานพาหนะที่เป็นพลาสติก จำเลยทั้งสองกำหนดรหัสกิจการและประเมินเงินสมทบเช่นเดียวกับกิจการประเภทที่สองของบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด คือรหัสกิจการ 0615 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.14 บริษัทนี้มีลูกจ้าง 1 คน ในเดือนมกราคม 2556 บริษัททั้งสองได้จ่ายเงินสมทบประจำปี 2556 เรียบร้อยแล้ว ตามสำเนาใบแจ้งการประเมินเงินสมทบ เมื่อบริษัททั้งสองควบเข้ากันเป็นโจทก์ โจทก์ก็ยังคงประกอบกิจการเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทกิจการ และใช้สถานที่ของบริษัทเดิมทั้งสองประกอบกิจการ ตามสำเนาหนังสือรับรอง และจำเลยทั้งสองกำหนดรหัสประเภทกิจการโจทก์รวมสามประเภทตามรหัสเดิมทุกประการ แต่จำเลยทั้งสองประเมินและเรียกเก็บเงินสมทบประจำปี พ.ศ.2556 จากโจทก์เพราะโจทก์ตั้งนิติบุคคลใหม่ในอัตราเสมือนโจทก์เพิ่งเริ่มต้นประกอบกิจการ โดยไม่ได้ลดอัตราเงินสมทบตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างตามที่บริษัทเดิมทั้งสองได้รับ โดยจำเลยที่ 2 ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน เป็นผู้ออกคำสั่งประเมินเงินสมทบดังกล่าว ตามสำเนาหนังสือขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนและใบแจ้งการประเมินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามสำเนาหนังสืออุทธรณ์ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเห็นว่า การประเมินและคำสั่งดังกล่าวถูกต้องแล้วให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โจทก์จำต้องควบบริษัทเข้ากันเป็นการปรับโครงสร้างบริษัทเพื่อลดต้นทุนการบริหารจัดการและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามสำเนาหนังสืออุทธรณ์ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ในการออกคำสั่งประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนให้โจทก์จ่าย เมื่อโจทก์ไม่พอใจและอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เป็นกรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดทางละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 กระทำการภายในขอบอำนาจแห่งตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันต่อโจทก์ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ไม่ได้บัญญัติผลของการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกัน ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มาใช้บังคับ โจทก์จึงได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันนั้นทั้งสิ้น และโจทก์ยังคงประกอบกิจการเดิมเช่นเดียวกับบริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากัน โจทก์จึงรับไปซึ่งสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการจากบริษัทเดิมนั้น ซึ่งรวมทั้งข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ที่ลดหรือเพิ่มตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างและระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบติดต่อกัน ตลอดจนสิทธิการลดอัตราเงินสมทบตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างของบริษัทเดิมด้วย เมื่อบริษัทเดิมจ่ายเงินสมทบประจำปี 2556 แล้วจึงถือว่าโจทก์จ่ายเงินสมทบประจำปี 2556 แล้วด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์สามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมก่อนการควบเข้ากันมาคำนวณระยะเวลาต่อเนื่องได้หรือไม่ เห็นว่า การตั้งบริษัทจำกัดเกิดขึ้นโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา หมวดบริษัทจำกัด ดังนั้นผลการควบบริษัทจำกัดเข้ากันจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เช่นเดียวกัน ซึ่งมาตรา 1243 บัญญัติว่า บริษัทใหม่นี้ย่อมได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันนั้นทั้งสิ้น การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้เป็นนายจ้างและลูกจ้าง จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับด้วย จะใช้บังคับเพียงพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2537 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติการจัดตั้งบริษัทจำกัดและการควบบริษัทจำกัดเข้ากันหาได้ไม่ การที่ไม่นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มาใช้บังคับจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม และเนื่องจากโจทก์เกิดจากการควบบริษัทจำกัดเข้ากันโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเภทกิจการที่จะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงภัยและความสูญเสียของประเภทกิจการและจำเลยทั้งสองยังคงกำหนดประเภทกิจการของโจทก์ตามรหัสเดิมก่อนการควบเข้ากัน ทั้งยังไม่ปรากฏว่าการควบเข้ากันและการเพิ่มจำนวนลูกจ้างจากจำนวน 942 คน เป็น 1050 คน ทำให้มีความเสี่ยงภัยสูงขึ้น หรือโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย โจทก์จึงสามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมก่อนการควบเข้ากันมาคำนวณระยะเวลาต่อเนื่องได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1243
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 45
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2537
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธนิต ภูริเวทย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6960/2560
#615342
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 4 ห่อ แต่ละห่อมีขนาดใกล้เคียงกัน เมื่อนับเมทแอมเฟตามีนรวมกันทั้งสี่ห่อได้จำนวน 23,533 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 337.602 กรัม กับได้ความตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพันตำรวจโท ธ. ร้อยตำรวจตรี ด. และร้อยตำรวจตรี ส. เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม ประกอบบันทึกการจับกุมว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 ห่อดังกล่าว แต่ละห่อ ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล ภายในมีห่อกระดาษสีขาวจำนวน 3 ห่อ ภายในห่อกระดาษสีขาวมีถุงพลาสติกแบบรูดปิดเปิดสีฟ้าหลายถุงซึ่งภายในถุงพลาสติกมีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่จำนวนมากเช่นเดียวกัน จากลักษณะการบรรจุที่แต่ละห่อไม่แตกต่างกัน ขนาดห่อใกล้เคียงกัน จึงเชื่อได้ว่าเมทแอมเฟตามีนแต่ละห่อมีจำนวนใกล้เคียงกัน หากเฉลี่ยแต่ละห่อเท่ากัน จะมีเมทแอมเฟตามีนประมาณห่อละ 5,000 เม็ด เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 2 ห่อ ย่อมมีเมทแอมเฟตามีนไม่น้อยกว่า 10,000 เม็ด เมื่อคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ แล้วย่อมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปอย่างแน่นอน การกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบมาตรา 100/2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง (ที่ถูก การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าฐานสมคบกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับจำเลยที่ 1 ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี และปรับ 800,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตลอดชีวิตและปรับคนละ 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี และปรับ 400,000 บาท หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินคนละ 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 15 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 4 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 สมคบกันกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ เพราะเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 ห่อ ที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีไว้ในครอบครองนั้น มีลักษณะเหมือนและขนาดเท่ากันกับเมทแอมเฟตามีนทั้งหมด จำนวนของเมทแอมเฟตามีนแต่ละห่อย่อมเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน เมื่อเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดนับรวมกันได้จำนวน 23,533 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 2,195.550 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 337.602 กรัม ดังนั้น ในส่วนที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีไว้ในครอบครอง 2 ห่อ ดังกล่าว ย่อมต้องลดหย่อนลงเพียงครึ่งหนึ่ง ทั้งน้ำหนักสุทธิและการคำนวณสารบริสุทธิ์ จึงต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 66 วรรคสาม นั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลาง มีจำนวน 4 ห่อ แต่ละห่อมีขนาดใกล้เคียงกัน เมื่อนับเมทแอมเฟตามีนรวมกันทั้งสี่ห่อ ได้จำนวน 23,533 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 337.602 กรัม กับได้ความตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพันตำรวจโทธีรพล ร้อยตำรวจตรีแดนทอง และร้อยตำรวจตรีสุริยันต์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม ประกอบบันทึกการจับกุมว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 ห่อดังกล่าว แต่ละห่อ ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล ภายในมีห่อกระดาษสีขาว จำนวน 3 ห่อ ภายในห่อกระดาษสีขาวมีถุงพลาสติกแบบรูดปิดเปิดสีฟ้าหลายถุงซึ่งภายในถุงพลาสติกมีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่จำนวนมากเช่นเดียวกัน จากลักษณะการบรรจุที่แต่ละห่อไม่แตกต่างกัน ขนาดห่อใกล้เคียงกัน จึงเชื่อได้ว่าเมทแอมเฟตามีนแต่ละห่อมีจำนวนใกล้เคียงกัน หากเฉลี่ยแต่ละห่อเท่ากัน จะมีเมทแอมเฟตามีนประมาณห่อละ 5,000 เม็ด เมื่อฟังว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 2 ห่อ ย่อมมีเมทแอมเฟตามีนไม่น้อยกว่า 10,000 เม็ด เมื่อคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ แล้วย่อมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปอย่างแน่นอน การกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นความผิดตามมาตรา 66 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 2,000,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 37 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 1,500,000 บาท หากจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นายพรณรงค์ พิมมรินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายสุภาพ เขียวขำ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชิน ต่างงาม
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6950/2560
#616698
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยขุดน้ำบาดาลไปใช้ในกิจการของจำเลย และจำเลยต้องชำระค่าอนุรักษ์น้ำบาดาลตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นโดยกฎหมาย หาใช่สัญญาซื้อขายดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 มิได้กำหนดอายุความไว้ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 หาใช่อายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,645,231.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,645,231.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 2,380,034.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นข้อยุติว่า จำเลยได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลต่อโจทก์และได้รับอนุญาต โดยขอต่อใบอนุญาตเรื่อยมาจนถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2547 หลังจากนั้นจำเลยค้างชำระค่าอนุรักษ์น้ำบาดาลและค่าปรับตลอดมา โจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยให้รีบนำค่าอนุรักษ์น้ำบาดาลมาชำระโจทก์หลายครั้ง จำเลยรับหนังสือแจ้งแต่กลับเพิกเฉย เป็นเหตุให้ต้นเงินที่ค้างชำระค่าอนุรักษ์น้ำบาดาลและค่าปรับรวมเป็นเงินตามฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายมีฐานะเป็นกรม มีอำนาจรับผิดชอบดูแลเรื่องน้ำบาดาลโดยตรงตามพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 เจ้าหน้าที่ควบคุมการดูแลบริหารการอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลด้วยการขุดเจาะตลอดจนถึงการบำรุงรักษาควบคุมการใช้น้ำบาดาล บุคคลใดก็ตามจะกระทำการขุดเจาะใช้น้ำบาดาลโดยพลการไม่ได้ การใช้น้ำบาดาลในท้องที่ใดต้องขออนุญาตใช้น้ำบาดาลต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ตรวจสอบแล้วเห็นควรอนุญาตก็จะมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินการได้โดยออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอใช้น้ำบาดาลเป็นกรณีและมีระยะเวลาจำกัด เมื่อครบกำหนดผู้ขอใช้น้ำบาดาลต้องยื่นคำขอต่อใบอนุญาตขุดเจาะน้ำบาดาลเป็นรายปี โดยต้องปฏิบัติตามหลักการ กฎระเบียบ ข้อบังคับของโจทก์ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ผู้ขอต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดและต้องชำระค่าอนุรักษ์น้ำบาดาลแก่โจทก์ตามเงื่อนไขและกฎระเบียบที่โจทก์วางไว้หรือแก้ไขเพิ่มเติมทุกประการ การที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยขุดน้ำบาดาลไปใช้ในกิจการของจำเลยและจำเลยต้องชำระค่าอนุรักษ์น้ำบาดาลตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นโดยกฎหมาย หาใช่สัญญาซื้อขายดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 มิได้กำหนดอายุความไว้ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่อายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
จำเลย — บริษัทบ้านแพน เอนจิเนียริ่ง แอนด์ โฮลดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวสุนทรี กลึงกระจ่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบัณฑิต รชตะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6948/2560
#615931
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน และขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แบ่งแยกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งที่ดินแต่ละแปลงจากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลโดยลำพังเป็นรายแปลง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกเป็นรายแปลง เมื่อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 มีราคา 955,960 บาท ที่ดินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน จึงเป็นเงินคนละ 136,565.71 บาท ส่วนที่ดินหนังสือรับรองการกระทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 มีราคา 925,000 บาท ที่ดินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน จึงเป็นเงินคนละ 132,142.86 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนแยกเป็นรายแปลงจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำไม่ขอรับมรดก เอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 หรือเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 ว่า ไม่มีความประสงค์ขอรับโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลงนั้น เพื่อให้ใส่ชื่อ ส. บิดาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ถือแทนส่วนของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ด้วยนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน และให้จำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ดังกล่าว ไปยื่นขอแบ่งแยกแก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ถ้าแบ่งแยกไม่ได้ ให้ประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่หรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จดทะเบียนแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองถือสิทธิรวมในที่ดินดังกล่าวคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน และให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามส่วนดังกล่าว โดยให้ตกลงแบ่งกันเองระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ หากตกลงประมูลราคากันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน และขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แบ่งแยกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งที่ดินแต่ละแปลงจากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลโดยลำพังเป็นรายแปลง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกเป็นรายแปลง เมื่อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 มีราคา 955,960 บาท ที่ดินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน จึงเป็นเงินคนละ 136,565.71 บาท ส่วนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 มีราคา 925,000 บาท ที่ดินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน จึงเป็นเงินคนละ 132,142.86 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนแยกเป็นรายแปลงจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำไม่ขอรับมรดกเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 หรือเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 ว่า ไม่มีความประสงค์ขอรับโอนมรดกที่ดินทั้งสองแปลงนั้น เพื่อให้ใส่ชื่อนายสมปองบิดาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ถือแทนส่วนของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ด้วยนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมื่อคดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 (เดิม) ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายสมปองกับนางสารภี เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่เป็นบุตรของนายสมปองกับนางสารภี ต่อมานางสารภีถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 2 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 และเลขที่ 1425 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร วันที่ 30 ธันวาคม 2552 โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นบุตรของนางสารภีไม่ประสงค์ขอรับมรดกที่ดินทั้ง 2 แปลง โดยให้นายสมปองเป็นผู้รับโอนมรดกดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ตามบันทึกถ้อยคำไม่ขอรับมรดก วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 นายสมปองโอนที่ดินทั้ง 2 แปลง เป็นชื่อของตนเอง ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2555 นายสมปองไปขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้ง 2 ฉบับ ตามคำขอออกใบแทน จากนั้นวันที่ 16 สิงหาคม 2555 และวันที่ 20 มีนาคม 2558 นายสมปองจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามลำดับ ตามรายการสารบัญจดทะเบียน

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเพียงว่า การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นบุตรของนางสารภีไม่ประสงค์ขอรับมรดกที่ดินทั้ง 2 แปลง โดยให้นายสมปองเป็นผู้รับโอนมรดกดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ตามบันทึกถ้อยคำไม่ขอรับมรดก เป็นการสละมรดกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกถ้อยคำไม่ขอรับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพรว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่บุตรของเจ้ามรดกมีสิทธิรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวด้วยในฐานะทายาทโดยธรรม ได้ทราบการขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทตามประกาศของสำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2552 แล้ว ไม่มีความประสงค์ขอรับโอนมรดกดังกล่าวยินยอมให้นายสมปอง เป็นผู้รับโอนมรดกดังกล่าว ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินสั่งการโอนมรดกให้ผู้ขอได้บันทึกถ้อยคำดังกล่าวมิใช่เป็นการสละมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 และ 1613 เพราะการสละมรดกต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใดและยังมีทรัพย์มรดกส่วนอื่นอีกที่มิได้มีการสละด้วย แต่เป็นกรณีที่ทายาทได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันโดยสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง ประกอบมาตรา 850 ซึ่งมีผลบังคับได้ตามมาตรา 852 โจทก์ทั้งสองเรียกร้องทรัพย์มรดกส่วนนี้ไม่ได้ จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนพพร พลนาการ กับพวก
จำเลย — นายปิติ พลนาการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายชัยชาญ อยู่ชุ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6947/2560
#616325
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 พิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยข้อเท็จจริงในคำพิพากษาอาญาคดีหมายเลขแดงที่ 8368/2555 ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีแพ่งถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 8938/2558 คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่อาจฎีกาว่าโต้แย้งคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุดแล้วและมีผลผูกพันตนเองได้อีก

คดีมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยเป็นลำดับแรกว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่เมื่อที่ดินพิพาทเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวมารื้อร้องฟ้องกันอีกภายหลังจากคดีดังกล่าวถึงที่สุด จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 ของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท พร้อมส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเดิม ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ตลาดนัดม่วงเฒ่า หมู่ที่ 8 ตำบลองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์จำเลยเคยพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาฐานบุกรุกต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี โดยโจทก์บรรยายฟ้องในคดีดังกล่าวว่า โจทก์และนายสมบัติสามีจำเลยร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) หมู่ที่ 4 ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา โดยก่อสร้างห้องแถวให้เช่าและจัดทำตลาดนัดเก็บค่าเช่าพื้นที่ โดยมีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนคนละครึ่ง ต่อมานายสมบัติถึงแก่ความตาย จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อจากนายสมบัติ จำเลยก่อสร้างห้องแถวรุกลํ้าเข้าไปในที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครอง อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ศาลจังหวัดกาญจนบุรีไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 โจทก์จำเลยมีการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาท โดยมีการนำเจ้าพนักงานที่ดินมารังวัดและแบ่งแนวเขตที่ดินที่โจทก์จำเลยครอบครองอยู่ และในวันที่ 22 สิงหาคม 2557 จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ โดยทำที่สถานีตำรวจภูธรองค์พระ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี สัญญามีกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2557 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ต่อมาคดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และยกฎีกาของโจทก์ ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 11088/2557 และโจทก์ยังได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งขอให้ขับไล่ต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 15/2556 หมายเลขแดงที่ 755/2556 ของศาลชั้นต้น โดยบรรยายฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับที่บรรยายฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8368/2555 ที่ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามกฎหมาย และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน คู่ความเดียวกัน การพิจารณาคดีเรื่องขับไล่ในส่วนแพ่งจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8368/2555 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 ซึ่งถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เมื่อคดีส่วนอาญาวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาว่า โจทก์มิได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 8938/2558 ครั้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2558 โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลยสอบถามว่าจำเลยประสงค์จะทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ต่อหรือไม่ โดยขอให้จำเลยแจ้งมายังโจทก์ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2558 หากพ้นกำหนดโจทก์จะนำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่า ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จำเลยทำหนังสือถึงโจทก์ปฏิเสธการต่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาท โดยจำเลยอ้างผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุก ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า โจทก์มิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

สำหรับที่โจทก์ฎีกาว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 ของศาลชั้นต้นไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การที่ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 วินิจฉัยว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8368/2555 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 ของศาลชั้นต้น โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวด้วยได้อุทธรณ์และฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตามลำดับ ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 8938/2558 โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีนี้มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ปรากฏว่า คดีส่วนอาญาวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอให้รับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยข้อเท็จจริงในส่วนอาญาว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงชอบแล้ว..." คำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลย่อมผูกพันโจทก์จำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งถึงที่สุดและมีผลผูกพันตนเองได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 ของศาลชั้นต้นเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ส่วนฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทไปจากโจทก์ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าจำเลยไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาท ประเด็นในคดีนี้จึงเป็นเรื่องฟ้องขับไล่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ ประเด็นในคดีนี้กับในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 จึงเป็นคนละประเด็น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ได้ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเพื่อเปิดตลาดนัดมีกำหนด 1 ปี ครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท ขอให้ขับไล่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทกับเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอยู่ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ไม่มีสิทธิแบ่งและให้เช่าที่ดินพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ การแบ่งที่ดินพิพาทและทำสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการทำเพื่อระงับข้อพิพาทไว้ชั่วคราวระหว่างรอคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8368/2555 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยเป็นลำดับแรกว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ เนื่องจากโจทก์อ้างความเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงมีอำนาจนำที่ดินพิพาทออกให้เช่าได้ โดยไม่ได้อ้างสิทธิอย่างอื่น เมื่อประเด็นที่ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาในคดีแพ่งดังกล่าวได้มีคำพิพากษาแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 8938/2558 โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การที่โจทก์จำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวมารื้อร้องฟ้องกันอีกภายหลังจากคดีดังกล่าวถึงที่สุด จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 755/2556 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทัศนีย์ ธรรมพัฒนกิจ
จำเลย — นางอรสา พารุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายเมธี เลขานุกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วุฒินัย วงศ์ฟัก
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6941/2560
#615334
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นจำเลยในคดีอาญาในความผิดฐานบุกรุก ลักทรัพย์และ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 มีโจทก์เป็นผู้เสียหาย และมีคำขอให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 คืนหรือใช้ราคาดินแก่ผู้เสียหายรวมอยู่ด้วย เป็นคำฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ลักษณะ 3 การฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมวดที่ 2 คดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ลงโทษจำเลยที่ 5 เพียงคนเดียว ส่วนคำขอให้คืนหรือใช้ราคาดินที่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ขุดไปนั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ไม่แน่ชัดว่ามีเพียงใด จึงให้ยกคำขอของโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ให้คืนหรือใช้ราคาดินในคดีนี้ จึงเป็นการฟ้องตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีอาญานั้นเอง มิใช่การฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ยังไม่เคยถูกฟ้องให้คืนหรือใช้ราคาดินที่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ขุดไปจากที่ดินโจทก์มาก่อน จึงไม่มีกรณีต้องพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันขุดเอาหน้าดินของโจทก์ซึ่งมีสภาพเป็นดินลูกรังไปเพื่อใช้ในการถมก่อสร้างคันกั้นน้ำชื่อโครงการกระแสสินธุ์ในเขตโครงการชลประทาน และมีคำขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันคืนดินหากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์ที่จะเรียกร้องจากผู้เอาทรัพย์ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและติดตามเอาทรัพย์คืน และหากคืนไม่ได้ผู้ที่เอาทรัพย์นั้นไปก็ต้องชดใช้ราคา จึงเป็นการใช้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาคืนทรัพย์สินจากผู้ยึดถือโดยไม่มีสิทธิยึดถือ มิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันคืนดินลูกรังคิดเป็นปริมาตร 108,976 ลูกบาศก์เมตร หรือใช้ราคาเป็นเงิน 9,660,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 9,153,984 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 1,634,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างคันกั้นน้ำโครงการกระแสสินธุ์ ในเขตโครงการชลประทานสงขลา จังหวัดสงขลา กับกรมชลประทาน ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ขอให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปขุดตักดินลูกรังในเขตปฏิรูปที่ดินของโจทก์ และลักดินลูกรังของโจทก์ไป ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 461/2549 หมายเลขแดงที่ 1693/2550 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 และที่ 7 และต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 461/2549 หมายเลขแดงที่ 1693/2550 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 นั้น เห็นว่า พนักงานอัยการจังหวัดสงขลาฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 เป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวในความผิดฐานบุกรุก ลักทรัพย์ และพระราชบัญญัติโรงงานฯ มีโจทก์เป็นผู้เสียหาย และมีคำขอให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 คืนหรือใช้ราคาดินแก่ผู้เสียหายอยู่ด้วย เป็นคำฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ลักษณะ 3 การฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมวดที่ 2 คดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ลงโทษจำเลยที่ 5 เพียงคนเดียว ส่วนคำขอให้คืนหรือใช้ราคาดินที่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ขุดไปนั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ไม่แน่ชัดว่ามีเพียงใด จึงให้ยกคำขอของโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ให้คืนหรือใช้ราคาดินในคดีนี้จึงเป็นการฟ้องตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีอาญานั้นเอง มิใช่การฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ยังไม่เคยถูกฟ้องให้คืนหรือชดใช้ราคาดินที่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ขุดไปจากที่ดินโจทก์มาก่อน จึงไม่มีกรณีต้องพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไปมีตามที่จำเลยทั้งเจ็ดฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันขุดเอาหน้าดินของโจทก์ซึ่งมีสภาพเป็นดินลูกรังไปเพื่อใช้ในการถมก่อสร้างคันกั้นน้ำชื่อโครงการกระแสสินธุ์ในเขตโครงการชลประทานสงขลาของกรมชลประทาน และมีคำขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันคืนดินหากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์ที่จะเรียกร้องจากผู้เอาทรัพย์ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและติดตามเอาทรัพย์คืน และหากคืนไม่ได้ผู้ที่เอาทรัพย์นั้นไปก็ต้องชดใช้ราคาจึงเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาคืนทรัพย์สินจากผู้ยึดถือโดยไม่มีสิทธิยึดถือ มิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ โดยใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์ของตนคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่มีกำหนดอายุความชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด หาดใหญ่เรืองชัยการโยธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางธารทิพย์ จงจักรพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6926/2560
#617214
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตร รวมทั้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาหย่าไว้ต่อกันโดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท และค่าการศึกษาบุตรด้วย และยังมีข้อตกลงแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่า บ้านพร้อมที่ดินพิพาทให้เป็นของโจทก์และจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ตายไปให้ส่วนของจำเลยที่ 1 ตกเป็นมรดกแก่บุตร คือ จ. แม้คดีนี้เป็นคดีครอบครัว แต่สิทธิในการฎีกาต้องพิจารณาทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาว่าต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นคดีสิทธิในครอบครัว เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการขอให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในวันที่ 13 มกราคม 2557 อันเป็นเวลาภายหลังที่ จ. บรรลุนิติภาวะแล้ว กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ตามสัญญา ไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ทั้งข้อหาแต่ละข้อตามคำฟ้องของโจทก์ก็แยกจากกันได้เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาให้ จ. เนื่องจาก จ. มีพฤติกรรมก้าวร้าวไม่เคารพจำเลยที่ 1 โจทก์และ จ. ร่วมกันขัดขวางมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต และยังร่วมกันไปรับเงินจากอีกกรมธรรม์หนึ่งที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันขอให้หักกลบลบหนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 81,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้จึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

ข้อความในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่จำเลยที่ 1 ระบุว่า สินสมรสในส่วนของจำเลยที่ 1 ในบ้านพร้อมที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ตายให้ตกเป็นมรดกของบุตร คือ จ. นั้นเป็นสัญญาที่มีเงื่อนเวลาที่ก่อให้เกิดหนี้แก่จำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระแก่บุคคลภายนอก คือ จ. ผู้เป็นบุตร เพื่อเป็นการระงับข้อพิพาท จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 มิใช่พินัยกรรม ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาท เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาแม้ไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในบ้านและที่ดินพิพาทก็ตาม แต่โจทก์ก็เป็นคู่สัญญาในหนังสือสัญญาหย่าโดยตรงกับจำเลยที่ 1 ในการยกทรัพย์สินให้แก่บุตร โจทก์ในฐานะคู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรม การโอนทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้เพราะเป็นทางให้บุตรเสียเปรียบ อันเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาหย่า การที่จำเลยที่ 1 โอนบ้านพร้อมที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยงที่จะชำระหนี้ให้แก่บุตรตามข้อตกลงในสัญญา กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและเล่าเรียนบุตรเป็นเงิน 81,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 81,415 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่านายจิตติ จะเรียนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีในเดือนกันยายน 2559 คิดเป็นเงิน 180,000 บาท ชำระค่าเล่าเรียนชั้นปริญญาตรีภาคการศึกษาละ 70,415 บาท นับแต่ภาคการศึกษาที่ 2/2557 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรจะจบการศึกษารวม 5 ภาคการศึกษาคิดเป็นเงิน 352,075 บาท โดยขอให้จำเลยที่ 1 ชำระให้เสร็จสิ้นภายในครั้งเดียว รวมเป็นเงิน 532,075 บาท กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 99889 เลขที่ดิน 29 (1694) เนื้อที่ 68 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 31/70 ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวกลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและห้ามจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้ผู้ใดอีก ยกเว้นโอนให้นายจิตติ บุตรชาย ให้จำเลยที่ 1 โอนทะเบียนรถยนต์ยี่ห้อ FORD ESCAPE หมายเลขทะเบียน กค 5050 นนทบุรี ให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบกุญแจที่เปิดเข้าบ้านเลขที่ 31/70 ดังกล่าว และกุญแจห้องที่โจทก์และบุตรเคยใช้พักอาศัย ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางไม่ให้โจทก์และบุตรเข้าไปใช้ประโยชน์ในบ้านดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นส่งเรื่องปัญหาเขตอำนาจศาลให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 81,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 81,415 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่านายจิตติ บุตร จะเรียนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรี และชำระค่าการศึกษาชั้นปริญญาตรีเป็นเงินภาคเรียนละ 70,415 บาท นับแต่ภาคเรียนที่ 2/2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะเรียนจบการศึกษาในภาคเรียนที่ 2/2559 รวม 5 ภาคเรียน และให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 99889 เลขที่ดิน 29 (1694) เนื้อที่ 68 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 31/70 ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมบ้านนั้นกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่ผู้ใดอีก เว้นแต่จดทะเบียนโอนให้นายจิตติ บุตรชาย ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ยี่ห้อ FORD ESCAPE สีบรอนด์เงิน ทะเบียนเลขที่ กค 5050 นนทบุรี ให้แก่โจทก์ หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกุญแจบ้านเลขที่ 31/70 พร้อมกุญแจห้องที่โจทก์และบุตรเคยใช้ประโยชน์พักอาศัยให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางไม่ให้โจทก์และบุตรเข้าไปใช้ประโยชน์ในบ้านดังกล่าวกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 1,533 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2535 โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนายจิตติ ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2537 วันที่ 17 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรสที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2557 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน โดยได้ทำหนังสือสัญญาหย่าลงวันที่ 13 มกราคม 2557 ไว้ต่อกันโดยมีข้อตกลงว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนหย่า ในวันที่ 13 มกราคม 2557 และให้นายจิตติ บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองของโจทก์และจำเลยที่ 1 นอกจากนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ รวมทั้งการแบ่งสินสมรสดังนี้ "...ข้อ 4 คู่สัญญาฝ่ายชายมีหน้าที่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและจ่ายค่าการศึกษาเล่าเรียนของบุตรผู้เยาว์เป็นเงินเดือน เดือนละ 5,000 บาท (ห้าพันบาท) รวมถึงค่าการศึกษาเล่าเรียนในชั้นปริญญาตรีตามปกติและได้รับความยินยอมจากฝ่ายชายจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะจบการศึกษาชั้นปริญญาตรี โดยฝ่ายชายจะจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ให้แก่บุตรผู้เยาว์ภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน ข้อ 5 คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งสินสมรสและหนี้สินกันดังนี้ 5.1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 99889 เลขที่ดิน 29 (1694) เนื้อที่ 68 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 31/70 (ปลอดภาระจำนอง) ราคาประมาณ 13,000,000 บาท (สิบสามล้านบาท) ตกลงแบ่งให้กับฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย และเมื่อฝ่ายชายตายไปแล้วส่วนของฝ่ายชายให้ตกเป็นมรดกของบุตรคือนายจิตติ ..." ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 99889 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งปลูกบนที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาให้เฉพาะส่วน บันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากร บันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินและโฉนดที่ดิน สำหรับประเด็นที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนรถยนต์ยี่ห้อ FORD ESCAPE คันหมายเลขทะเบียน กค 5050 นนทบุรี ให้แก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองส่งมอบกุญแจบ้าน และกุญแจห้องในบ้านหลังดังกล่าวให้แก่โจทก์ กับห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางโจทก์และบุตรในการที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ในบ้านหลังดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา คดีโจทก์ในประเด็นดังกล่าวจึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการแรกที่ว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตร รวมทั้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่า ในการจดทะเบียนหย่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาหย่าไว้ต่อกันโดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 5,000 บาท และค่าการศึกษาของบุตรด้วยทั้งยังมีข้อตกลงแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่า บ้านพร้อมที่ดินพิพาทให้เป็นของโจทก์และจำเลยที่ 1 และเมื่อจำเลยที่ 1 ตายไป ให้ส่วนของจำเลยที่ 1 ตกเป็นมรดกแก่บุตรคือนายจิตติ แม้คดีนี้เป็นคดีครอบครัว แต่สิทธิในการฎีกาต้องพิจารณาทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาว่าต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นคดีสิทธิในครอบครัว เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการขอให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในวันที่ 13 มกราคม 2557 อันเป็นเวลาภายหลังที่นายจิตติบรรลุนิติภาวะแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ทั้งข้อหาแต่ละข้อตามคำฟ้องของโจทก์ก็แยกจากกันได้เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน จึงต้องพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินเป็นรายข้อหาไป ซึ่งเมื่อพิจารณาประเด็นในฎีกาข้อแรกของจำเลยที่ 1 ซึ่งเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าการศึกษาของบุตรแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 81,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุนทรัพย์ที่พิพาทตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้จึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะได้ทำหนังสือสัญญาหย่าไว้ต่อกันก็ตาม แต่การที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาตามสัญญาดังกล่าว จำต้องคำนึงถึงว่าบุตรเองก็มีหน้าที่ต่อบิดามารดาเช่นกัน ซึ่งก็ปรากฏว่าหลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โจทก์มิได้อบรมดูแลสั่งสอนบุตรให้มีความประพฤติที่ดี นายจิตติ บุตรชายของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมก้าวร้าวไม่เคารพจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดา นอกจากนี้ทั้งโจทก์และนายจิตติได้ร่วมกันขัดขวางมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเงินเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตจนทำให้จำเลยต้องฟ้องร้องบริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิตจำกัด (มหาชน) ผู้รับประกันภัยรวมทั้งโจทก์และบุตรซึ่งร่วมกันขัดขวางเป็นจำเลยที่ศาลแพ่งตามคดีหมายเลขแดงที่ พ.5096/2558 นอกจากนี้โจทก์และบุตรยังร่วมกันไปรับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์อีกฉบับหนึ่ง จากบริษัทผู้รับประกันภัยเป็นจำนวนเงิน 659,752 บาท ทั้งที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 จึงควรเป็นผู้ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ 1 อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับฝ่ายโจทก์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เมื่อศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องโจทก์และนายจิตติในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5096/2558 แล้ว นายจิตติจึงไม่มีหนี้สินใด ๆ ต่อจำเลยที่ 1 อันจะทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิหักกลบลบหนี้กับค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตรได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาหย่าจึงเป็นการตีความข้อความในสัญญา โดยไม่คำนึงถึงสถาบันครอบครัวเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะดูความประพฤติของบุตรเสียก่อนที่จะจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาของบุตร กรณียังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัด เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในข้อนี้ของจำเลยที่ 1 มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อไปว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ในที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ในข้อนี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ข้อตกลงตามหนังสือสัญญาหย่าในข้อ 5.1 เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 แต่เพียงฝ่ายเดียวในการจัดการทรัพย์สินในส่วนของจำเลยที่ 1 ในลักษณะของพินัยกรรม ซึ่งจำต้องตีความตามเจตนาอันแท้จริงของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบของพินัยกรรมก็ตาม หนังสือสัญญาหย่าและข้อตกลงในข้อ 5.1 ดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกทั้งไม่มีผลกระทบต่อทรัพย์สินในส่วนของโจทก์จึงไม่ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 แสดงเจตนาให้ที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1 ตกเป็นมรดกแก่นายจิตติผู้เป็นบุตร เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปแล้ว นายจิตติจึงไม่อาจแสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ว่าจะถือ เอาประโยชน์จากข้อสัญญาดังกล่าวในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังมีชีวิตอยู่ได้ เมื่อตีความว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นพินัยกรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทอยู่กึ่งหนึ่ง ย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์พิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ โจทก์และนายจิตติจึงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ในที่ดินและบ้านพิพาท ตามข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อนี้ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องหย่าโจทก์และขอแบ่งสินสมรสต่อศาลชั้นต้นปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 463/2556 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวและได้จดทะเบียนหย่ากับโจทก์เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2557 และได้มีการทำหนังสือสัญญาหย่า ลงวันที่ 13 มกราคม 2557 ไว้ต่อกัน ซึ่งเมื่อตรวจดูรายการทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นสินสมรสและฟ้องขอแบ่งจากโจทก์ ในคดีหมายเลขดำที่ 463/2556 ของศาลชั้นต้นแล้วปรากฏว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดตามฟ้อง ข้อ 3.1.1 ถึงข้อ 3.1.6 คือทรัพย์สินรายการเดียวกับที่ปรากฏในหนังสือสัญญาหย่า ข้อ 5.1 และ 5.3 ถึง 5.7 ซึ่งรวมถึงบ้านพร้อมที่ดินพิพาทในคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีรายการทรัพย์สินในส่วนที่เกี่ยวกับรถยนต์รวม 3 คัน ซึ่งซ้ำกันด้วย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า ก่อนมีการทำหนังสือสัญญาหย่า และจดทะเบียนหย่าขาดจากกันนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 มีเหตุที่ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไปจำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายฟ้องขอหย่าขาดจากโจทก์ก่อนแต่ในที่สุดโจทก์และจำเลยที่ 1 ก็สามารถตกลงกันได้โดยตกลงยินยอมหย่าขาดจากกัน และได้แนบหนังสือสัญญาหย่าไว้ท้ายบันทึกทะเบียนการหย่า ซึ่งหนังสือสัญญาหย่านี้เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ การชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าการศึกษาของบุตร รวมทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ข้อตกลงต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญาหย่านี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ และสินสมรสซึ่งมีอยู่หรือที่จะมีต่อไปในภายภาคหน้าให้เสร็จไป ด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน โดยโจทก์ตกลงให้สินสมรสที่เป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดตามข้อ 5.3 ถึง 5.7 ในหนังสือสัญญาหย่าตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด แต่จำเลยที่ 1 ต้องรับภาระหนี้สินที่เกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว โจทก์คงติดใจที่จะแบ่งสินสมรสในส่วนที่เกี่ยวกับบ้านพร้อมที่ดินพิพาทและรถยนต์ยี่ห้อ FORD ESCAPE ตามข้อ 5.1 และ 5.2 เท่านั้น ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 สำหรับข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสตามหนังสือสัญญาหย่า ข้อ 5.1 ซึ่งจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นพินัยกรรมนั้น เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 ระบุว่าสินสมรสในส่วนของจำเลยที่ 1 ในบ้านพร้อมที่ดินพิพาทเมื่อจำเลยที่ 1 ตายไปให้ตกเป็นมรดกของบุตรคือ นายจิตติ นั้น เป็นสัญญาที่มีเงื่อนเวลาที่ก่อให้เกิดหนี้แก่จำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระให้แก่บุคคลภายนอกคือนายจิตติผู้เป็นบุตรเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาท จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 มิใช่เรื่องพินัยกรรม ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาท เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา แม้ไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในบ้านพร้อมที่ดินพิพาทก็ตาม แต่โจทก์ก็เป็นคู่สัญญาในหนังสือสัญญาหย่าโดยตรงกับจำเลยที่ 1 ในการยกทรัพย์สินให้แก่บุตร โจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้เพราะเป็นทางให้บุตรเสียเปรียบ อันเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาหย่านั่นเอง การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนบ้านพร้อมที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาจึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยงที่จะชำระหนี้ให้แก่บุตร ตามข้อตกลงในสัญญา กรณีจึงมีเหตุที่จะเพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นายวันชัย โสภาโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปิติ นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
พิศล พิรุณ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6925/2560
#617849
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 286 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี... (3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (2) ที่นายจ้างจ่ายให้...เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท หรือตามที่ศาลเห็นสมควร..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี มี 4 กรณี คือตาม (1) ถึง (4) แห่งมาตรา 286 ดังนั้น หากเงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงิน มิใช่เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นตามมาตรา 286 (3) แล้ว แม้ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทก็ย่อมอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีการที่โจทก์ทำงานที่โรงพยาบาล ส. ของบริษัท ป.

โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เก็บค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์กำหนดเอง เมื่อหักค่าใช้จ่ายไว้ส่วนหนึ่งจึงจะจ่ายเงินให้โจทก์ตามสัญญาการใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพอิสระ เงินจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ได้รับจากบริษัท ป. แม้ไม่ใช่ค่าจ้างเนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างก็ตาม แต่เงินจำนวนดังกล่าวก็อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีเนื่องจากไม่ใช่เงินที่อยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 286 (3) เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีสิทธิอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อบริษัท ป. ได้ กรณีไม่มีเหตุต้องเพิกถอนการอายัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ตกลงจ่ายค่าการศึกษาทั้งหมดของบุตรของโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นผู้เยาว์ทั้งสามคนไปจนบรรลุนิติภาวะ โดยโจทก์จะเป็นฝ่ายจ่ายให้แก่โรงเรียนที่บุตรผู้เยาว์ทั้งสามศึกษาอยู่ตามใบเสร็จที่จ่ายจริง หากจำเลยทดรองจ่ายไปก่อนให้นำใบเสร็จมาเบิกคืนจากโจทก์ได้ หากโจทก์ผิดข้อตกลงตามสัญญา โจทก์ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีได้ทันที ต่อมาจำเลยร้องขอให้บังคับคดีเนื่องจากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ วันที่ 21 กรกฎาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อบริษัทปิยะศิริ จำกัด

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์

จำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในวันดังกล่าว เมื่อปลายปี 2556 และปี 2557 จำเลยได้จ่ายเงินค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าเรียนพิเศษค่ารถนักเรียน ค่าชุดการแสดง ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ารองเท้านักเรียน ค่ามัดจำหนังสือ ค่าหนังสือเรียน ค่าประกันอุบัติเหตุ ค่าเรียนชมรมดนตรี ค่าเปียโน และค่ารักษาพยาบาลของบุตรทั้งสาม รวมเป็นเงิน 249,967 บาท ไปก่อนโดยอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้น โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากบริษัท ปิยะศิริ จำกัด (โรงพยาบาลสุขุมวิท) แต่โจทก์ไม่ชำระเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยอันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 แจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องในการรับเงินของโจทก์ไปยังบริษัทปิยะศิริ จำกัด ที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ซึ่งบริษัท ปิยะศิริ จำกัด ได้รับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2557 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งเตือนบริษัท ปิยะศิริ จำกัด ให้ส่งเงินตามที่อายัดอีกโดยมีการปิดหนังสือที่อาคารอันเป็นภูมิลำเนาของบริษัทเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยมีสิทธิอายัดสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากบริษัท ปิยะศิริ จำกัด หรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายอื่นเงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี... (3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (2) ที่นายจ้างจ่ายให้...เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท หรือตามที่ศาลเห็นสมควร..." เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี มี 4 กรณี คือ ตาม (1) ถึง (4) แห่งมาตรา 286 ดังนั้น หากเงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงิน มิใช่เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์หรือรายได้อื่นตามมาตรา 286 (3) แล้ว แม้ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทก็ย่อมอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี การที่โจทก์อ้างว่า เงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากบริษัท ปิยะศิริ จำกัด เป็นการได้รับตามสัญญาการใช้สถานที่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอิสระ ไม่ใช่ค่าจ้าง เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้าง ซึ่งหากเป็นจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างแล้ว เงินจำนวนดังกล่าวก็อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เนื่องจากไม่ใช่เงินที่อยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 286 (3) ฎีกาของโจทก์ประการแรกฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า เงินค่าการศึกษาของบุตรทั้งสามต้องเป็นการศึกษาของโรงเรียนรัฐบาลหรือไม่ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุเพียงว่า โจทก์จะเป็นฝ่ายจ่ายกับโรงเรียนที่บุตรผู้เยาว์ทั้งสามศึกษาอยู่ หามีข้อความใดระบุว่าต้องเป็นโรงเรียนรัฐบาลไม่ ทั้งขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น บุตรผู้เยาว์คนโตศึกษาอยู่ที่โรงเรียน ส. ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน นอกจากนี้ ตามเอกสารใบเสร็จรับเงินและสำเนาการส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์โต้ตอบระหว่างโจทก์และครูประจำชั้นของบุตรผู้เยาว์ ก็ปรากฏว่าเป็นใบเสร็จรับเงินของโรงเรียนดังกล่าวเมื่อปี 2556 และเป็นการโต้ตอบกันในเรื่องการชำระค่าเล่าเรียนของบุตรผู้เยาว์ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงพฤศจิกายน 2556 ยิ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่า ค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ไม่จำต้องเป็นการศึกษาของโรงเรียนรัฐบาล ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าได้ชำระค่าให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสามแล้วตามเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์นั้นก็เป็นคนละส่วนกับที่จำเลยชำระภายหลัง สำหรับสลากออมสินที่โจทก์ฎีกาว่าได้มอบให้แก่จำเลยแล้วนั้น ก็ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยได้รับหรือเป็นการรับว่าเป็นการชดใช้เงินที่จำเลยชำระไปก่อน ทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ประการที่สองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยผิดสัญญาโดยไม่ยอมให้โจทก์ติดต่อบุตรผู้เยาว์อันเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีสิทธิอายัดสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากบริษัทปิยะศิริ จำกัด หรือไม่ และฐานะของโจทก์ผู้ให้เปลี่ยนไปจึงไม่จำต้องชำระค่าการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ทั้งสามต่อไปหรือไม่ แม้จำเลยจะผิดสัญญาไม่ยอมให้โจทก์ติดต่อกับบุตรผู้เยาว์ทั้งสามก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหาก หากระทบถึงสิทธิที่บุตรผู้เยาว์ทั้งสามจะต้องได้รับค่าใช้จ่ายในการศึกษาจากโจทก์ซึ่งจำเลยได้ชำระไปแทนก่อนไม่ ส่วนที่ว่าฐานะของโจทก์เปลี่ยนไปนั้น โจทก์ไม่ได้ตั้งประเด็นไว้ในคำร้องจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แม้โจทก์จะฎีกาต่อมาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง เมื่อวินิจฉัยปัญหาทั้งสามประการดังกล่าวมาแล้ว จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนการอายัดตามคำร้องขอของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ทุกประการฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 (5) ม. 74 (3)
ป.วิ.พ. ม. 286
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสุพิชฌาย์ รีรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิศล พิรุณ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2560
#616592
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การและกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย มิใช่พิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น แม้จำเลยจะให้การตั้งประเด็นต่อสู้ว่าผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าเป็นโสด ยังไม่ได้แต่งงาน จำเลยจึงตกลงจดทะเบียนสมรสแต่งงานอยู่กินกับผู้ตายมาถึง 35 ปี โดยเข้าใจว่าผู้ตายมิได้มีภริยามาก่อนก็ตาม แต่ ป.พ.พ. มาตรา 1452 บัญญัติเงื่อนไขการสมรสว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ และมาตรา 1496 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจดทะเบียนสมรสบัญญัติว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะ โดยมิได้บัญญัติว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 จะต้องกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น หากชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ว่าจะกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะ

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนการสมรสที่ตกเป็นโมฆะ เพราะผู้ตายจดทะเบียนกับจำเลยในขณะที่ผู้ตายมี บ. เป็นคู่สมรส การจดทะเบียนสมรสดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยไม่จำต้องคำนึงถึงว่าจำเลยได้จดทะเบียนสมรสโดยสุจริตหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมิได้นำถ้อยคำที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายโดยสุจริตไปกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่าง อ. กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสของจำเลยกับพลตรี อ. และแจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสของจำเลยกับพลตรี อ.

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายตามทะเบียนสมรส สำนักทะเบียนอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เลขทะเบียนที่ 50/4503 ลงวันที่ 23 มกราคม 2522 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้แจ้งความเป็นโมฆะแก่นายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497/1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตรี อ. และนาง บ. พลตรี อ.และนาง บ. ได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2509 ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2522 พลตรี อ.ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลย ที่สำนักทะเบียนอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และในวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 พลตรี อ.และนาง บ. มารดาของโจทก์ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน ณ สำนักทะเบียนเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เดิมจำเลยชื่อนาง ก. และในวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 เปลี่ยนชื่อตัวเป็น พ. ตามสำเนาหนังสือสำคัญเล่มที่ 158 ฉบับที่ 12618/2543 และสำเนาหนังสือสำคัญเล่มที่ 252 ฉบับที่ 21799/2549 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2557 พลตรี อ.ได้ถึงแก่ความตาย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตาย (หมายถึงพลตรี อ.) กับจำเลย เป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ให้การต่อสู้ว่า ก่อนจดทะเบียนสมรสผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับผู้ใดมาก่อนและยืนยันต่อนายทะเบียนเช่นนั้น ทำให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าผู้ตายไม่เคยจดทะเบียนสมรสกับใครมาก่อน ขณะจำเลยอยู่กินกับผู้ตาย จำเลยก็ไม่ทราบว่าผู้ตายมีภริยาหรือจดทะเบียนสมรสมาก่อน ศาลชั้นต้นจึงต้องกำหนดประเด็นข้อพิพาทในประเด็นนี้ว่า "การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยสุจริตหรือไม่" เห็นว่า การกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย มิใช่พิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น ดังนั้น แม้ในคำให้การของจำเลยจะให้การตั้งประเด็นต่อสู้มาแต่ต้นว่าผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าเป็นโสดยังไม่ได้แต่งงาน จำเลยจึงตกลงจดทะเบียนสมรสแต่งงานอยู่กินกับผู้ตายมานานถึง 35 ปี โดยเข้าใจว่าผู้ตายมิได้มีภริยามาก่อนก็ตาม แต่เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 บัญญัติถึงเงื่อนไขการสมรสว่า ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ และในมาตรา 1496 (เดิม) บัญญัติว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะ โดยกฎหมายมิได้บัญญัติว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 จะต้องกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น หากชายหรือหญิงทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ว่าจะกระทำโดยสุจริตหรือไม่ ย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนการสมรสที่ตกเป็นโมฆะ เพราะผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยในขณะที่ผู้ตายมีนาง บ. เป็นคู่สมรสอยู่แล้ว การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยไม่จำต้องคำนึงถึงจำเลยว่าได้จดทะเบียนสมรสโดยสุจริตหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมิได้นำถ้อยคำที่จำเลยต่อสู้ในคำให้การว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยสุจริตไปกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างพลตรี อ.กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ตกเป็นโมฆะตามฟ้องหรือไม่ จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1495 ม. 1496 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นายธวัชชัย รังสิตโยธิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6911/2560
#616583
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันทรัพย์มรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 และข้อ 6 มีเงื่อนไขบังคับก่อนให้ทายาททุกคนที่เป็นคู่สัญญาประนีประนอมยอมความและผู้ที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาต้องเฉลี่ยออกค่าใช้จ่ายร่วมกับทายาทอื่นในการจดทะเบียนโอนที่ดิน และตามข้อ 6 ศ. ต้องออกค่าใช้จ่ายในการรับโอนที่ดินและทาวน์เฮาส์ แต่ทายาททุกคนรวมทั้ง ศ. ไม่ออกค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดิน ผู้ร้องจึงไม่อาจทำหน้าที่แบ่งมรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 ถึงข้อ 6 ได้ ทั้งผู้คัดค้านไม่ยอมรับโอนที่ดินส่วนของตนและได้อายัดที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นเวลา 30 วัน แต่ไม่ใช้สิทธิทางศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินจึงเพิกถอนการอายัด ทนายผู้ร้องมีหนังสือลงวันที่ 3 ธันวาคม 2557 แล้วให้ผู้คัดค้านไปรับโอนที่ดิน แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องได้พยายามดำเนินการแบ่งปันมรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกแล้ว กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่จะถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แม้ผู้คัดค้านจะเป็นทายาท ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งของกองมรดก แต่การมอบหน้าที่ให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียวอาจกระทบถึงสิทธิของทายาทคนอื่นของกองมรดกได้ ดังนั้น หากผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่อาจร่วมกันจัดการมรดกของผู้ตายได้ ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดได้ หรือหากฝ่ายใดกระทำผิดหน้าที่หรือละเลยไม่กระทำตามหน้าที่ อีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้เช่นกัน รวมทั้งทายาทคนอื่นก็สามารถยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไปได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727 ม. 1728 ม. 1729 ม. 1730 ม. 1731 ม. 1732 ม. 1733
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางดารา ใจเกื้อ
ผู้คัดค้าน — นางสุรางค์ ใจเกื้อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายปัญจพล เสน่ห์สังคม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6905/2560
#619400
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท แสดงว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ได้ความว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกพยายามแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้งเจ็ดแปลงให้แก่ทายาท แต่ตกลงกันไม่ได้ว่าทายาทคนใดจะได้รับที่ดินแปลงใด จึงแจ้งให้ทายาทไปรับมรดกที่ดินทั้งเจ็ดแปลงตามสัดส่วน โดยการใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินตามสัดส่วนที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิได้รับตามพินัยกรรม แสดงว่าผู้ร้องยังสามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้งเจ็ดแปลงโดยการให้ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 และทายาทอื่นเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นสัดส่วนโดยการใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินตามสัดส่วนตามสิทธิที่แต่ละคนจะได้รับได้ โดยอาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้ใส่ชื่อผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 และทายาททุกคนถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทรัพย์มรดก หากผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 หรือทายาทอื่นไม่ไป ให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาได้ กรณีจึงยังไม่เป็นเหตุให้ต้องขายทอดตลาดที่ดินทั้งเจ็ดแปลงเพื่อนำเงินมาแบ่งปันกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจษฎ์ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากผู้จัดการมรดก คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาแบ่งปันกันในระหว่างทายาท

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวอุบลวรรณ ยื่นคำคัดค้านว่า นางสาวอุบลวรรณ เคยอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างอยู่กินด้วยกันผู้ตายซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 166 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 6 ห้อง และที่ดินโฉนดเลขที่ 326, 348 และ 349 นางสาวอุบลวรรณจึงมีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งนางสาวอุบลวรรณได้ฟ้องร้องเรียกคืนเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.5430/2558 ของศาลชั้นต้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ขอให้งดการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำที่ดินโฉนดเลขที่ 343, 351 และ 355 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ส่วนที่ดินที่เหลืออีกสี่แปลง ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.5430/2558 ของศาลชั้นต้นจะถึงที่สุด

ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดโดยไม่ได้ไต่สวนก่อนเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 คัดค้านการขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์มรดก โดยผู้คัดค้านที่ 1 ให้เหตุผลว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกยังสามารถทำได้โดยวิธีอื่น เช่น การประเมินราคาทรัพย์แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันในระหว่างทายาท การขายทอดตลาดทรัพย์มรดกจะทำให้กองมรดกได้รับความเสียหาย ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ให้เหตุผลว่า ทายาททุกคนเคยประชุมตกลงกันว่าจะแลกเปลี่ยนการถือครองที่ดินตามพินัยกรรมที่ได้รับระหว่างที่ดินที่ถนนข้าวสารกับที่ดินที่จังหวัดปทุมธานีและมูลค่าหุ้นของบริษัทเจษฎ์พัฒนา จำกัด แต่ไม่ได้ข้อยุติเนื่องจากผู้ร้องประเมินราคาที่ดินไม่เป็นธรรมและเอาเปรียบทายาท ที่ประชุมจึงตกลงให้ประเมินราคาที่ดินใหม่แล้วมาประชุมกันอีกครั้ง แต่ผู้ร้องเรียกประชุมทายาทโดยไม่ได้ประเมินราคาที่ดินใหม่และขอนำที่ดินออกขายทอดตลาด ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่เห็นด้วย ซึ่งข้อโต้แย้งของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ดังกล่าว ผู้ร้องและผู้คัดค้านได้นำพยานเข้าเบิกความในชั้นขอถอนผู้ร้องจากผู้จัดการมรดกจนสามารถรับฟังได้ว่า ผู้ร้องและทายาทตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไม่ได้เพราะแต่ละฝ่ายไม่เห็นพ้องกับราคาประเมินที่อีกฝ่ายจัดหามา เมื่อเป็นเช่นนี้ศาลชั้นต้นย่อมรับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบในชั้นขอถอนผู้จัดการมรดกได้อยู่แล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งได้โดยไม่ต้องไต่สวนพยานหลักฐานซ้ำอีก ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ประการต่อไปว่า คำสั่งให้ขายทอดตลาดทรัพย์มรดกชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท แสดงว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ได้ความว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกพยายามแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้งเจ็ดแปลงให้แก่ทายาท แต่ตกลงกันไม่ได้ว่าทายาทคนใดจะได้รับที่ดินแปลงใด จึงแจ้งให้ทายาทไปรับมรดกที่ดินทั้งเจ็ดแปลงตามสัดส่วน โดยการใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินตามสัดส่วนที่ทายาทแต่ละคนมีสิทธิได้รับตามพินัยกรรม แสดงว่าผู้ร้องยังสามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้งเจ็ดแปลงโดยการให้ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 และทายาทอื่นเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นสัดส่วนโดยการใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินตามสัดส่วนตามสิทธิที่แต่ละคนจะได้รับได้ โดยอาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้ใส่ชื่อผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 และทายาททุกคนถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทรัพย์มรดก หากผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 หรือทายาทอื่นไม่ไป ให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาได้ กรณีจึงยังไม่เป็นเหตุให้ต้องขายทอดตลาดที่ดินทั้งเจ็ดแปลงเพื่อนำเงินมาแบ่งปันกัน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำที่ดินโฉนดเลขที่ 343, 351 และ 355 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ส่วนที่ดินที่เหลืออีกสี่แปลงให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.5430/2558 ของศาลชั้นต้นจะถึงที่สุด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1750 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสุปราณี บุญพจนสุนทร
ผู้คัดค้าน — นางสาวพรพิมล บุญพจนสุนทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางปุณณ์ลลิตา บุณยรัตพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6898/2560
#622126
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายแล้วขับรถยนต์ในขณะเมาสุรา อันเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยมีเจตนาเดียวกัน คือ ขับรถยนต์ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและขับรถในขณะเมาสุรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์บรรยายฟ้องแต่ละข้อหาต่างกรรมกัน ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง, 160 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่หรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ดังกล่าวไม่น้อยกว่าหกเดือน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง, 160 ตรี (ที่ถูก มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 16,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดหกเดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและขับรถในขณะเมาสุราเป็นกรรมเดียวกัน ลงโทษฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องความผิดของจำเลยแต่ละข้อหาแยกกระทงต่างหากจากกัน ซึ่งการกระทำของจำเลยแม้จะเป็นการกระทำครั้งเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของความผิด เห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาในการกระทำความผิดต่างขั้นตอนและแตกต่างฐานความผิดสามารถแยกการกระทำแต่ละข้อหาต่างหากจากกันได้ จึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายแล้วมาขับรถยนต์ในขณะเมาสุรา เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือขับรถยนต์ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดในแต่ละข้อหาตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องต่างกรรมกัน ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง ม. 160 ตรี วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายธนพงศ์หรือไกรวี เชื้อชาติสิงขร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายอุชาติ เธียรพรานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงพล สงวนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6874/2560
#616169
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยร่วมแข่งรถตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไปร่วมดูการแข่งรถ ไม่ได้เป็นผู้ร่วมแข่งรถหรือดำเนินการจัดให้มีการแข่งรถในทางหลวง จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อประเด็นที่จำเลยฎีกายังไม่เคยหยิบยกโต้แย้งมาก่อน จึงไม่มีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนที่จำเลยประสงค์จะโต้แย้ง มีผลเท่ากับว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้ มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2522 (ที่ถูก พ.ศ.2535) มาตรา 4, 6, 39, 72 (ที่ถูก มาตรา 71) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบรถยนต์ของกลาง และสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 39, 71 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นและฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันปิดกั้นทางหลวงหรือนำสิ่งใดมาขวางหรือวางบนทางหลวง จำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง รวม 2 กระทง คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง และให้จำเลยทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์ของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ 6 เดือน

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 และไม่คุมความประพฤติ ตลอดจนไม่กำหนดเงื่อนไขให้จำเลยทำงานบริการสังคม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไปร่วมดูการแข่งรถไม่ได้ไปเป็นผู้ร่วมแข่งรถหรือดำเนินการจัดให้เกิดการแข่งรถในทางหลวงแต่อย่างไรนั้น เห็นว่า คดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยร่วมแข่งรถตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อประเด็นที่จำเลยฎีกายังไม่เคยหยิบยกขึ้นโต้แย้งมาก่อน จึงยังไม่มีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนที่จำเลยประสงค์จะโต้แย้ง มีผลเท่ากับว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายณัฐพงศ์ โชติช่วง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางสาวรัตตัญญา ไชยโคตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา