คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5467/2560
#617189
เปิดฉบับเต็ม

ความเสียหายของโจทก์เกิดขึ้นจากการที่ลูกค้าของโจทก์แต่ละรายไม่ชำระหนี้ หนี้ของลูกค้าแต่ละรายเป็นหนี้ที่จำเลยแต่ละคนมีหน้าที่สรุปวิเคราะห์ มีหน้าที่ตรวจผ่านงานและกลั่นกรองงานและมีหน้าที่อนุมัติ ซึ่งต้องร่วมรับผิดชอบด้วยกันมิอาจแบ่งแยกจากกันได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยทุกคนที่มีหน้าที่อำนวยสินเชื่อแก่ลูกค้าในรายเดียวกันนั้นย่อมเป็นสิทธิอันเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 15 และที่ 17 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 16 ยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วเช่นกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

แม้โจทก์มีระเบียบให้กันเงินโบนัสของพนักงานไว้เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิด แต่เมื่อค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 7 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ขาดอายุความ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิกันเงินโบนัสของจำเลยที่ 7 ไว้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเจ็ดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำฟ้องแก่โจทก์นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 และที่ 11 ไม่ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ 9 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 15 และที่ 17 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 7 ฟ้องแย้งว่า โจทก์หักเงินโบนัสประจำปี 2554 ของจำเลยที่ 7 ไว้โดยไม่ชอบ เนื่องจากเงินที่โจทก์สั่งให้ชดใช้นั้นเกินกว่า 10 ปี ขาดอายุความแล้ว ขอให้บังคับโจทก์คืนเงินโบนัสที่หักไว้ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 7

จำเลยที่ 16 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 7 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 11 ขาดนัด

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ กับให้โจทก์จ่ายเงินโบนัสแก่จำเลยที่ 7 จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 17 สิงหาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ระหว่างวันที่ 15-23 มีนาคม 2542 พนักงานตรวจสอบสำนักตรวจสอบของโจทก์ได้ตรวจสอบการปฏิบัติงานสาขาฉะเชิงเทรา และพบว่ามีการอำนวยสินเชื่อช่วยเหลือให้ลูกค้ารายย่อยซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีนี้ โดยการอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการขอกู้เงินเกิดขึ้นก่อนวันสุดท้ายที่พนักงานตรวจสอบ สำนักงานตรวจสอบของโจทก์ไปทำการตรวจสอบ คือก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2542 ซึ่งในวันดังกล่าวนี้หากนับถึงวันฟ้องคดีคือวันที่ 15 มิถุนายน 2555 เกินกำหนดสิบปี แล้ววินิจฉัยว่า กรณีการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 บัญญัติให้ขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 นายชัยธวัช และจำเลยที่ 17 ทำละเมิดต่อโจทก์และทำผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งกรณีผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยนับจากวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง ซึ่งก็คือวันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 นายชัยธวัช และจำเลยที่ 17 ทำละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้นวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องกรณีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นผู้สรุปวิเคราะห์สินเชื่อก็คือวันที่สรุปวิเคราะห์สินเชื่อ ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 14 เป็นผู้ตรวจผ่านงานและกลั่นกรองงานของผู้สรุปวิเคราะห์สินเชื่อ วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องก็คือ วันที่ตรวจผ่านงานและกลั่นกรองงาน ส่วนจำเลยที่ 15 นายชัยธวัช และจำเลยที่ 17 ทำหน้าที่อนุมัติเงินกู้ วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องก็คือวันที่อนุมัติซึ่งก็ปรากฏว่าขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการขอกู้เงินโจทก์คือการอนุมัติ ซึ่งหากนับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 15 นายชัยธวัช และจำเลยที่ 17 อนุมัติเงินกู้ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีนี้เกินสิบปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ แม้เรื่องอายุความจะเป็นเหตุส่วนตัว มิใช่เหตุในลักษณะคดี และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 16 มิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้คดีก็ตาม แต่มูลหนี้ในคดีนี้เป็นหนี้ร่วมซึ่งไม่อาจแบ่งแยกกันได้ จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 16 ด้วย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้อต่อสู้อื่นของจำเลยอีกต่อไป สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 7 ที่ขอให้โจทก์คืนเงินโบนัสประจำปี 2554 ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์อาศัยอำนาจตามระเบียบโจทก์ ฉบับที่ 29 ว่าด้วยการหักและหรือกันเงินโบนัสพนักงานเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิด พ.ศ.2552 เงินโบนัสเป็นเงินพิเศษที่นายจ้างมอบให้ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับ และที่นายจ้างหักเงินโบนัสของลูกจ้างมิใช่เป็นเรื่องลูกจ้างยอมรับสภาพหนี้ที่มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงด้วย เมื่อจำเลยที่ 7 มีสิทธิได้รับเงินโบนัสแล้ว ขณะที่โจทก์หักเงินโบนัสนั้นกรณีไม่แน่ว่าจำเลยที่ 7 จะได้กระทำผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ โจทก์หักและหรือกันเงินโบนัสของจำเลยที่ 7 อ้างว่าเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิด เมื่อฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 7 ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิด โจทก์จึงไม่มีเหตุหักและหรือกันเงินโบนัสของจำเลยที่ 7 ได้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินโบนัส 100,000 บาท แก่จำเลยที่ 7 ส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้นชอบแล้วจึงกำหนดให้ตามที่ขอ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การเริ่มนับอายุความสิบปีต้องนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 มาปรับใช้ด้วย ซึ่งวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้คือวันที่กรรมการผู้จัดการโจทก์ทราบถึงการกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 15 นายชัยธวัช และจำเลยที่ 17 และจำนวนค่าเสียหายที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อกรรมการผู้จัดการโจทก์ทราบในวันที่ 17 ตุลาคม 2554 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และจำเลยแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบตามหน้าที่ของตนเท่านั้น จึงรับผิดต่อโจทก์เฉพาะส่วนของตนมิใช่ลูกหนี้ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 16 มิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ศาลแรงงานภาค 2 จะยกขึ้นเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลแรงงานภาค 2 ยกอายุความกรณีผิดสัญญาจ้างแรงงานมาบังคับใช้ในคดีนี้ โดยวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยแต่ละคนปฏิบัติผิดระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งของโจทก์ตามตำแหน่งหน้าที่ของตน สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คือวันที่สรุปวิเคราะห์สินเชื่อลูกค้าแต่ละราย และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 14 คือวันที่ตรวจผ่านงานและกลั่นกรองงานในลูกค้าแต่ละรายที่ผ่านการสรุปวิเคราะห์มาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 15 นายชัยธวัช และจำเลยที่ 17 คือวันที่อนุมัติเงินกู้ให้ลูกค้าแต่ละรายที่ผ่านขั้นตอนสรุปวิเคราะห์สินเชื่อและผ่านงานและกลั่นกรองงานผ่านจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 มาแล้ว ซึ่งเป็นการวินิจฉัยถึงวันที่เริ่มต้นสามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 มิใช่วันที่กรรมการผู้จัดการโจทก์ทราบถึงการกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานของจำเลยแต่ละคน และทราบจำนวนความเสียหายที่จำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์อุทธรณ์ นอกจากนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความเสียหายที่ลูกค้าของโจทก์แต่ละรายไม่ชำระหนี้ ดังนั้นหนี้ของลูกค้าแต่ละรายจึงเป็นหนี้ที่จำเลยแต่ละคนที่มีหน้าที่สรุปวิเคราะห์ มีหน้าที่ตรวจผ่านงานและกลั่นกรองงานและมีหน้าที่อนุมัติต้องร่วมรับผิดชอบด้วยกันมิอาจแบ่งแยกจากกันได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยทุกคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการอำนวยสินเชื่อแก่ลูกค้าในรายเดียวกันนั้นย่อมเป็นสิทธิอันเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ 9 ถึงที่ 10 ที่ 12 ถึงที่ 15 และที่ 17 ยกอายุความขึ้นต่อสู้ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 16 ยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วเช่นกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจาณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยมาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้นชอบด้วยเหตุผลและกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ข้อ 3 ของโจทก์ที่ว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนชัดเจนตามฟ้องและอุทธรณ์หรือไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 4 ว่าโจทก์ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2554 ให้จำเลยที่ 7 ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 7 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ออกคำสั่งที่ ว.33/2555 กันเงินโบนัสประจำปี 2554 ของจำเลยที่ 7 เป็นเงิน 100,000 บาท ไว้โดยชอบตามระเบียบโจทก์ฉบับที่ 29 ว่าด้วยการหักและหรือกันเงินโบนัสพนักงานเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิด พ.ศ.2552 คำสั่งดังกล่าวของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแล้วนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าโจทก์มีระเบียบให้กันเงินโบนัสของพนักงานไว้เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางละเมิด และโจทก์ออกคำสั่งที่ ว.33/2555 ถูกต้องชอบด้วยระเบียบแล้วก็ตาม แต่เมื่อค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 7 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์นั้นขาดอายุความตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 7 และคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 แล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะกันเงินโบนัสของจำเลยที่ 7 ไว้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกต่อไป ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายเงินโบนัสคืนแก่จำเลยที่ 7 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 (1)
ป.พ.พ. ม. 193/9
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาวณปภัชหรือธีรภัทร รุ่งโรจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5457/2560
#615091
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองต่างให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์และยกข้อต่อสู้ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางการซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้จำเลยที่ 1 ถูกจำกัดสิทธิบางประการตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 ดังนี้ คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวด้วยการให้ผู้มีสัญชาติไทยมีชื่อถือหุ้นแต่เพียงในนาม สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 กรณีเป็นเรื่องโจทก์รู้อยู่ว่า การที่โจทก์ซื้อกิจการจำเลยที่ 1 ทั้งหมดและให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นแต่เพียงในนามแทนโจทก์ที่เป็นคนต่างด้าว อันเป็นการจงใจกระทำการฝ่าฝืนและต้องห้ามตามกฎหมายมาแต่ต้น เมื่อได้ความดังนี้ เงินที่โจทก์อ้างว่าให้กู้ยืมแต่แท้ที่จริงเป็นเงินที่โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อกิจการจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายและไม่อาจเรียกคืนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 19,500,000 บาท และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 1,041,859.80 บาท แก่โจทก์ กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 19,500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2556 ไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และนางศุภวรรณ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนตามหนังสือรับรอง นายมาซายูกิ เป็นบุตรโจทก์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 19,500,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ได้รับเงินแล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2556

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า สัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่า คดีต้องบังคับตามสัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 ที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง พยานหลักฐานในคดีไม่เพียงพอวินิจฉัยประเด็นว่าสัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าซื้อขายกิจการแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอให้วินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายแล้วนั้น พิเคราะห์แล้ว จำเลยทั้งสองต่างให้การรับว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์และยกข้อต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขายกิจการของจำเลยที่ 1 เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้จำเลยที่ 1 ถูกจำกัดสิทธิบางประการตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาซื้อขายกิจการของจำเลยที่ 1 คดีย่อมมีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ และเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายกล่าวอ้างยกข้อต่อสู้ในปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว หากนำสืบพิสูจน์ไม่ได้หรือนำสืบพยานหลักฐานไม่เพียงพอให้วินิจฉัยก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่วินิจฉัยปัญหานี้โดยตำหนิว่าคดียังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยจึงไม่ชอบ ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อนี้ไปเสียทีเดียว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของนายโยชิกิ พยานจำเลยที่ 1 ดังวินิจฉัยแล้วว่า ความตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องการซื้อขายกิจการของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้รับทราบความเรื่องการซื้อหุ้นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยที่คนญี่ปุ่นไม่สามารถซื้อหุ้นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องทำสัญญาในรูปการกู้ยืมเงิน แม้ได้ความตามคำเบิกความของนายรุ่งวิกรัย พยานจำเลยทั้งสองซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2556 โจทก์ส่งมอบรายชื่อผู้จะเข้าเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ไปให้จำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้พยานดำเนินการเพื่อแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและเตรียมการเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์แจ้ง โดยโจทก์ถือหุ้น 10,600 หุ้น นายมาซายูกิ ถือหุ้น 9,000 หุ้น นอกจากโจทก์กับบุตรโจทก์แล้ว ยังมีผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นอีก 6 ราย ถือหุ้นรวมกัน 20,400 หุ้น รวมหุ้นทั้งหมด 40,000 หุ้น ซึ่งคำนวณได้เท่ากับโจทก์กับบุตรถือหุ้นรวมกันเป็นร้อยละ 49 ส่วนผู้มีสัญชาติไทยอีก 6 ราย ถือหุ้นรวมกันเป็นร้อยละ 51 ของหุ้นทั้งหมดของจำเลยที่ 1 แต่ปรากฏตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์พร้อมคำแปล ที่โจทก์เบิกความตอบคำถามติงรับว่าเป็นจดหมายติดต่อกับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2555 ที่นายมาซายูกิ บุตรโจทก์มีถึงจำเลยที่ 2 ระบุว่า "...ในเรื่องของตัวบทกฎหมายของประเทศไทยนั้น เท่าที่ได้ยินมาว่ามีการหลบหลีกให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ในเรื่องของการซื้อขายหุ้นนั้น ถ้าเป็นไปได้ อยากจะให้ท่านประธานคุมาซาว่าทำการซื้อหุ้นทั้งหมดมาไว้กับตัว หลังจากนั้นจึงทำการซื้อขายหุ้นทั้งหมดจากท่านประธานคุมาซาว่าได้หรือไม่..." ข้อความตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฉบับนี้ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า กรณีเป็นการซื้อขายกิจการของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดโดยโจทก์ดังวินิจฉัยแล้ว ตามพฤติการณ์เห็นได้ว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อกิจการของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับโอนหุ้นทั้งหมดตามความเป็นจริง ส่วนผู้มีสัญชาติไทยอีก 6 ราย เป็นเพียงผู้มีชื่อถือสิทธิในหุ้นแทนโจทก์เท่านั้น มีลักษณะเป็นการให้ผู้มีสัญชาติไทยถือสิทธิในหุ้นแต่เพียงในนาม เมื่อโจทก์กับบุตรเป็นเจ้าของกิจการและเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่แท้จริงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของหุ้นจำเลยที่ 1 มีผลให้จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 4 (3) (ก) (4) และถูกจำกัดสิทธิในการประกอบธุรกิจบางประเภทดังบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าวและตามที่กำหนดไว้ในบัญชีหนึ่ง บัญชีสองและบัญชีสามท้ายพระราชบัญญัติ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุก ดังนี้ สัญญาซื้อขายกิจการจำเลยที่ 1 ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวด้วยการให้ผู้มีสัญชาติไทยมีชื่อถือหุ้นแทนแต่เพียงในนาม สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 กรณีเป็นเรื่องโจทก์รู้อยู่ว่าการที่โจทก์ซื้อกิจการจำเลยที่ 1 ทั้งหมดและให้มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยถือหุ้นแต่เพียงในนามแทนโจทก์ที่เป็นคนต่างด้าวอันเป็นการจงใจกระทำการฝ่าฝืนและต้องห้ามตามกฎหมายมาแต่ต้น หาใช่เป็นกรณีนิติบุคคลต่างด้าวอาจขออนุญาตประกอบกิจการที่กฎหมายห้ามได้ดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ เพราะกรณีเช่นนั้นต้องเป็นนิติบุคคลต่างด้าวที่สุจริตเท่านั้น ได้ความดังนี้ เงินที่โจทก์อ้างว่าให้กู้ยืมแต่แท้ที่จริงเป็นเงินที่โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อกิจการจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการชำระหนี้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย และไม่อาจเรียกคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 155 วรรคสอง ม. 411 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาซารุ ฮาตานากะ
จำเลย — บริษัทวี.เอ.เอส.เทค จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพัลลอง มั่นดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฎฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5449/2560
#614059
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินเป็นกรณีที่โจทก์เป็นคนต่างด้าวร่วมกับจำเลยซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้จำเลยตั้งบริษัทจำกัดที่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยถือครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ลักษณะเป็นการให้นิติบุคคลถือสิทธิในที่ดินแต่เพียงในนามเท่านั้น โดยแท้จริงแล้วโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดิน อันเป็นการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ข้อยกเว้นการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าว สัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตาม ป.ที่ดิน มาตรา 86 ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย สัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 การที่โจทก์และจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยใช้ชื่อจำเลยเป็นผู้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์แทนเป็นการกระทำที่ขัดต่อ ป.ที่ดิน มาตรา 86 และมาตรา 96 โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวต้องจัดการจำหน่ายที่ดินในส่วนของโจทก์ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ออกเป็นค่าซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยอาศัยสัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินที่ตกเป็นโมฆะหาได้ไม่ เพราะจะเป็นการบังคับให้จำเลยชดใช้เงินและรับเอาที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์อันเป็นการขัดต่อ ป.ที่ดิน เมื่อคำฟ้องโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ออกเงินซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นการหลีกเลี่ยงการถือครองที่ดินตามกฎหมาย การที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ออกไปในการซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยอาศัยสัญญาดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,194,700 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย 13,894 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติออสเตรเลียและมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นคนสัญชาติเดียวกัน จำเลยมีสัญชาติไทย จำเลยกับนางนิภาพร มารดาจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเดียวกันที่อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเดือนมกราคม 2554 โจทก์ซึ่งมีอายุ 68 ปี กับจำเลยซึ่งมีอายุ 31 ปี รู้จักกันที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการติดต่อกันเรื่อยมาและมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา โจทก์เดินทางมาประเทศไทยหลายครั้ง รวมทั้งครั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 มิถุนายน 2554 และกรกฎาคม 2554 ด้วย นางนิภาพรได้จัดพิธีหมั้นและพิธีแต่งงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่บ้านนางนิภาพรประมาณเดือนมิถุนายน 2554 และกรกฎาคม 2554 หลังจากจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดกับสามีคนไทยไม่ถึงหนึ่งเดือน จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินสองแปลงพร้อมบ้านในโครงการหมู่บ้านลัดดาแลนด์ อำเภอห้วยแถลงคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 12794 และ 12795 ตำบลห้วยแถลง อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 76 ตารางวา และ 91 ตารางวา ตามลำดับ พร้อมบ้านเดี่ยวหนึ่งหลังบนที่ดินดังกล่าว โดยสัญญาซื้อขายมีใจความว่า จำเลยผู้จะซื้อตกลงซื้อทรัพย์สินดังกล่าวจากผู้จะขายในราคา 2,000,000 บาท ได้ชำระเงินดาวน์ 500,000 บาท ตกลงชำระส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท 7 งวด งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 6 ชำระงวดละ 200,000 บาท และงวดที่ 7 ชำระ 300,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายลงวันที่ 4 มิถุนายน 2554 ต่อมาประมาณเดือนสิงหาคม 2554 เพื่อนโจทก์ชื่อนายคีต ซึ่งมีภริยาเป็นคนไทยชื่อนางสมจิตร ติดต่อโจทก์เพื่อขายที่ดินสองแปลงพร้อมบ้านที่จังหวัดภูเก็ตคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 24848 และ 24849 ตำบลสาคู อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีชื่อนางสมจิตรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารซึ่งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งฝ่ายโจทก์แปลข้อความเป็นภาษาไทยภายหลังว่า สัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินมีข้อความสรุปเป็นใจความได้ว่า เป็นข้อตกลงซื้อที่ดินสองแปลงพร้อมบ้านที่อำเภอห้วยแถลงระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะร่วมกันซื้อเป็นเงิน 2,000,000 บาท จะออกเงินฝ่ายละ 1,000,000 บาท และเป็นเจ้าของเท่ากับร้อยละ 50 ของหุ้นในทรัพย์สิน ณ เวลานี้ จำเลยออกเงินมาแล้ว1,000,000 บาท ส่วนโจทก์ออกเงินมาแล้ว 600,000 บาท เงินส่วนที่เหลือ 400,000 บาท โจทก์จะชำระภายใน 60 วัน ต่อจากนี้ การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินจะโอนไปบริษัทไทยที่เป็นเจ้าของร่วมโดยจำเลยและโจทก์ และมีการลงลายมือชื่อจำเลยและโจทก์เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2555 ตามสัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินและคำแปล ต่อมาโจทก์ให้ที่ปรึกษากฎหมายมีหนังสือลงวันที่ 1 มีนาคม 2555 ส่งเอกสารสำหรับการตั้งบริษัทจำกัดไปให้จำเลยลงลายมือชื่อเพื่อตั้งบริษัทจำกัดโดยใช้ชื่อว่าบริษัทเซเรนิตี้ จำกัด นอกจากนี้จำเลยยังลงลายมือชื่อในเอกสารที่มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งฝ่ายโจทก์แปลเป็นภาษาไทยภายหลังว่า สัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินมีข้อความสรุปเป็นใจความว่า เป็นข้อตกลงซื้อที่ดินสองแปลงพร้อมบ้านที่จังหวัดภูเก็ตระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะร่วมกันซื้อเป็นเงิน 3,000,000 บาท กับค่าใช้จ่ายการสิ้นสุด 300,000 บาท ราคาซื้อรวม 3,300,000 บาท จะออกเงินฝ่ายละ 1,500,000 บาท และเป็นเจ้าของเท่ากับร้อยละ 50 ของหุ้นในทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายการสิ้นสุด 300,000 บาท จ่ายโดยโจทก์ โจทก์ออกเงินมาแล้ว 1,000,000 บาท และจ่ายเงินอีก 800,000 บาท ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 จำเลยจะออกเงิน 1,500,000 บาท ด้วยการกู้เงินจากธนาคาร ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ขายทรัพย์สินไปในจำนวนที่น้อยกว่าราคาที่ซื้อมาจำนวน 3,300,000 บาท และมีการลงลายมือชื่อจำเลยและโจทก์เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ตามสัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินและคำแปล ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 จำเลยทำสัญญากู้เงิน 1,562,506 บาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถลาง โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน และเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 มีการทำหนังสือสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียน โดยนางสมจิตรผู้ขายตกลงขายที่ดินสองแปลงพร้อมบ้านที่จังหวัดภูเก็ตดังกล่าวแก่จำเลยผู้ซื้อในราคา 3,000,000 บาท และจำเลยนำที่ดินและบ้านดังกล่าวจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารในวันเดียวกันเป็นเงิน 1,562,506 บาท เท่ากับจำนวนเงินที่ทำสัญญากู้ ส่วนที่ดินสองแปลงที่อำเภอห้วยแถลง โครงการหมู่บ้านลัดดาแลนด์ได้จดทะเบียนขายแก่จำเลยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 โดยไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง ส่วนบริษัทจำกัดไม่ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งขึ้น ที่ดินพร้อมบ้านที่อำเภอห้วยแถลงและที่ดินที่จังหวัดภูเก็ตจึงมิได้โอนเป็นของบริษัทจำกัดที่จะจัดตั้งขึ้น ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 โจทก์กับจำเลยพบกันครั้งสุดท้ายและแยกทางกัน โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกข้อตกลงในการซื้อทรัพย์สินดังกล่าวและให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ออกไปภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 จำเลยไม่ชำระ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวอ้างว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา และที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อให้จำเลยจัดตั้งบริษัทจำกัดที่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยเข้ามาถือครองสิทธิที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ลักษณะเป็นการให้นิติบุคคลถือสิทธิในที่ดินแต่เพียงในนาม โดยแท้จริงแล้วโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวเป็นผู้ที่ครอบครองที่ดินอันเป็นการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ข้อยกเว้นการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าว สัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย สัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และการที่โจทก์และจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา และที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยใช้ชื่อจำเลยเป็นผู้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์แทนเป็นการกระทำที่ขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 และมาตรา 96 โจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวจะต้องจัดการจำหน่ายที่ดินในส่วนของตนภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ออกเป็นค่าซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา และที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยอาศัยสัญญาข้อตกลงการซื้อทรัพย์สินที่ตกเป็นโมฆะหาได้ไม่ เพราะจะเป็นการบังคับให้จำเลยชดใช้เงินและรับเอาที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ไว้อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อคำฟ้องโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ออกเงินซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นการหลีกเลี่ยงการถือครองที่ดินตามกฎหมาย การที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ได้ออกไปในการซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยอาศัยสัญญาดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของจำเลยต่อไป เนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.ที่ดิน ม. 86 ม. 94 ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจอห์น เดสมอนด์ ฟิลด์
จำเลย — นางสาวพรรณทิภา สุนทรเสนาะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวพินัดดา รัฐปัตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5418/2560
#613669
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 39466 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ติดจำนองธนาคาร ก. ยังไม่มีลู่ทางว่าจำเลยซึ่งยังเรียนหนังสืออยู่ ไม่ได้ประกอบอาชีพอันใดจะสามารถหารายได้มาช่วยเหลือครอบครัวหรือชำระหนี้สินได้อย่างไรเจ้ามรดกถึงจะได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเพียงคนเดียว ทั้ง ๆ ที่เจ้ามรดกยังมีบุตรคนอื่นอีกเก้าคน คือโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วม ที่ ส. เจ้ามรดกยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 30977 และ 30974 จะเห็นได้ว่ามีการจดทะเบียนการให้เป็นหลักฐานยืนยันได้ทั้งสิ้น อีกทั้ง ป.พ.พ. มาตรา 525 บัญญัติว่า "การให้ทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีเช่นนี้ การให้ย่อมเป็นอันสมบูรณ์โดยมิพักต้องส่งมอบ" แต่ไม่ปรากฏว่าว่าเจ้ามรดกได้ทำหลักฐานหรือได้จดทะเบียนการให้ที่ดินพิพาทแก่ผู้ใด จนกระทั่งเจ้ามรดกได้ถึงแก่ความตาย และมีจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยจึงมารับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกแล้วลงชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในเวลาต่อมา นอกจากนี้โจทก์ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตั้งโรงงานบนที่ดินพิพาท ที่จำเลยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ให้บริษัท อ. เช่าที่ดิน ก็ผิดวิสัยว่าเหตุใดจำเลยจึงเอาที่ดินส่วนที่ตนเองปลูกบ้านพักไปให้บริษัท อ. เช่าด้วย การทำสัญญาเช่าดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่าไว้หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท อ. เพื่อประโยชน์ในทางภาษีของบริษัท อ. จึงฟังว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วม

จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วม กรณีจึงเข้าเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ที่ทำให้โจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความมรดกตามมาตรา 1754 แล้ว ทั้งนี้ตามมาตรา 1748 คดีของโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมจึงไม่ขาดอายุความ

บริษัท อ. เป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคารโรงงานที่เป็นกิจการของบริษัท อ. กิจการดังกล่าวเป็นของครอบครัวโจทก์ทั้งแปด โจทก์ร่วมและจำเลย โรงงานจึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ส่วนบ้านพักอาศัยที่ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทใช้เงินจากการขายบ้านหลังอื่นที่บิดายกให้จำเลยมาใช้ก่อสร้าง นอกจากนี้จำเลยและครอบครัวก็พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้โดยโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมไม่เคยโต้แย้งหรือเรียกร้องสิทธิในบ้านหลังนี้ บ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นของจำเลยและไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท

คดีนี้โจทก์ทั้งแปดฟ้องและโจทก์ร่วมร้องสอดขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งมรดกที่ดินพิพาท โดยบรรยายฟ้องว่า ทายาทของเจ้ามรดกตกลงใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นที่ตั้งของบริษัท อ. ที่เป็นกิจการของครอบครัว โดยให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน และขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ทั้งแปด 8 ใน 10 ส่วน และแก่โจทก์ร่วม 1 ใน 10 ส่วน จำเลยให้การต่อสู้ว่า บิดามารดายกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทเป็นที่พักอาศัย และต่อมาโจทก์ที่ 2 และที่ 4 ขอเช่าที่ดินพิพาทบริเวณด้านหน้าเพื่อก่อสร้างโรงงานของบริษัท อ. ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนและจำเลยต้องโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมหรือไม่เพียงใด ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โรงงานของบริษัท อ. ที่ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทเป็นของบริษัทดังกล่าว แต่บ้านพักอาศัยเป็นของจำเลย ไม่เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทที่จะต้องแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วม จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นข้อพิพาทและไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 39466 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ทั้งแปดจำนวน 8 ใน 10 ส่วน ของเนื้อที่ทั้งหมด หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากเป็นการพ้นวิสัยไม่สามารถดำเนินการได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งแปด จำนวน 8 ใน 10 ส่วน ของเงินทั้งหมด

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายสมศักดิ์หรือชัยวัฒน์ ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความโดยมีใจความทำนองเดียวกับคำฟ้องโจทก์ทั้งแปด ศาลชั้นต้นอนุญาต ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และให้เรียกผู้ร้องสอดว่าโจทก์ร่วม

จำเลยขอใช้คำให้การเดิมเป็นคำให้การแก้คำร้องสอด ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 39466 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมคนละ 1 ใน 10 ส่วน โดยให้โจทก์ทั้งแปด โจทก์ร่วมและจำเลยแบ่งที่ดินดังกล่าวกันเอง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งแก่โจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมคนละ 1 ใน 10 ส่วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งแปด 60,000 บาท และโจทก์ร่วม 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งแปด โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 39466 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร คนละ 1 ใน 10 ส่วน หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนได้ จึงให้นำออกแบ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งแปด โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งแปด โจทก์ร่วมและจำเลยเป็นบุตรของนางสุวิมลกับนายอี๊ด หรือนายอิทธิชัย เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2531 นางสุวิมลเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม มีจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามสำเนาคำสั่งศาล วันที่ 2 พฤศจิกายน 2532 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 39466 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เป็นของจำเลย ตามสำเนาคำขอโอนมรดกที่ดิน วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ทั้งแปด โจทก์ร่วมและจำเลย จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 55188 55190 และ 142612 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกให้แก่นายกมล แล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งปันกัน ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินและบัญชีขายที่ดิน และสำเนาโฉนดที่ดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 39466 เดิมมีเจ้ามรดกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกที่จะต้องนำมาแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก จำเลยอ้างว่าเจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตั้งแต่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2526 แต่นางจิริณ ภริยาจำเลยกลับเบิกความว่าเจ้ามรดกพาจำเลยและนางจิริณไปดูที่ดินพิพาทและบอกว่าตั้งใจจะยกที่ดินพิพาทให้จำเลยซึ่งได้ความว่า ขณะนั้นจำเลยมีอายุเพียง 22 ปี ยังเรียนหนังสือไม่จบ ขณะเดียวกันที่ดินพิพาทก็ยังติดจำนองธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อยู่ ยังไม่มีลู่ทางว่าจำเลยซึ่งยังเรียนหนังสืออยู่ ไม่ได้ประกอบอาชีพอันใดจะสามารถหารายได้มาช่วยเหลือครอบครัวหรือชำระหนี้สินได้อย่างไรเจ้ามรดกถึงจะได้ยกที่ดินพิพาทให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเพียงคนเดียวทั้ง ๆ ที่เจ้ามรดกยังมีบุตรคนอื่นอีกเก้าคน คือโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วม นอกจากนี้เมื่อพิเคราะห์จากสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดิน ที่เจ้ามรดกยกที่ดินโฉนดเลขที่ 30977 และ 30994 ตำบลแสมดำ อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 7 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2519 และบันทึกการให้ทรัพย์สิน ระหว่างนายอิทธิชัย กับโจทก์ร่วมที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2533 ตามสำเนาสัญญาให้ที่ดินและบันทึกการให้ทรัพย์สินดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามีการทำบันทึกหรือจดทะเบียนการให้เป็นหลักฐานยืนยันได้ทั้งสิ้น อีกทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 บัญญัติว่า "การให้ทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีเช่นนี้ การให้ย่อมเป็นอันสมบูรณ์โดยมิพักต้องส่งมอบ" แต่ไม่ปรากฏว่าเจ้ามรดกได้ทำหลักฐานหรือได้จดทะเบียนการให้ที่ดินพิพาทแก่ผู้ใด จนกระทั่งเจ้ามรดกได้ถึงแก่ความตาย และมีจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยจึงมารับโอนที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกแล้วลงชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในเวลาต่อมา นอกจากนี้แล้วตามสำเนาคำขอรับใบอนุญาตตั้งโรงงานของบริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด ที่ปลูกสร้างขึ้นบนที่ดินพิพาท ระบุว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตั้งโรงงานบนที่ดินพิพาท ที่จำเลยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ให้บริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด เช่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2533 ตามสำเนาสัญญาเช่าที่ดิน ระบุว่า เนื้อที่ดินที่ให้เช่า 1 ไร่ 2 งาน แต่สำเนาหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาทที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2533 ระหว่างจำเลย ผู้ให้เช่า กับบริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด ผู้เช่า กลับระบุเนื้อที่ที่ดินที่ให้เช่าเต็มโฉนดที่ดินคือเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 41 ตารางวา ขณะที่จำเลยอ้างว่า ได้ปลูกบ้านพักอาศัยอยู่บนที่ดินพิพาทด้วย ผิดวิสัยว่าเหตุใดจำเลยจึงเอาที่ดินส่วนที่ตนเองปลูกบ้านพักอาศัยไปให้บริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด เช่า ทั้งจำเลยก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ร่วมรับว่า เงินค่าเช่าที่ได้จากบริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด ได้นำไปเข้าบัญชีที่เปิดไว้ในนามของจำเลยกับโจทก์ที่ 4 แล้วนำเงินดังกล่าวมาใช้หมุนเวียนในกิจการของบริษัท การทำสัญญาเช่าและเรียกเก็บเงินค่าเช่าในลักษณะดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่าเป็นการทำขึ้นเพื่อไว้หักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด เพื่อประโยชน์ในทางภาษีของบริษัทมากยิ่งกว่าที่จะเป็นการคิดค่าเช่าเพื่อเป็นรายได้ส่วนตัวของจำเลย เมื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของจำเลย จึงฟังว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 39466 แทนโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมว่า โรงงานของบริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด และบ้านพักอาศัยที่ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 39466 เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอรับใบอนุญาตตั้งโรงงาน ระบุว่า บริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด เป็นผู้ยื่นคำขอ โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะกรรมการร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตรากระทำการแทนอันแสดงว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคารโรงงานที่เป็นกิจการของบริษัทและทางนำสืบของคู่ความได้ความตรงกันว่า กิจการดังกล่าวเป็นของครอบครัว ประกอบกับบริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่สามารถเป็นเจ้าของโรงงานได้โรงงานของบริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด จึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ส่วนบ้านพักอาศัยที่ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทนั้น โจทก์ที่ 4 เบิกความว่า ทายาทเจ้ามรดกทุกคนให้จำเลยเป็นตัวแทนในการขอใบอนุญาตก่อสร้างบ้าน ตามสำเนาใบอนุญาตก่อสร้าง แต่โจทก์ทั้งแปดไม่มีหลักฐานมานำสืบสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ที่ 4 ทั้งได้ความจากที่จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ร่วมว่า การก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวใช้เงินจากการขายบ้านหลังอื่นที่บิดายกให้มาใช้ก่อสร้างและเงินส่วนที่เหลือได้คืนแก่บิดาไปแล้ว นอกจากนี้จำเลยและครอบครัวก็พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ตลอดมาโดยที่โจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมไม่เคยโต้แย้งหรือเรียกร้องสิทธิในบ้านหลังนี้ จึงฟังว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของจำเลยและไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 39466 ฎีกาของโจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งแปดประการสุดท้ายว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า สิ่งปลูกสร้างในที่ดินไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 39466 ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งแปดฎีกาว่า คำให้การของจำเลยและทางนำสืบของจำเลยไม่ได้โต้แย้งหรือกล่าวอ้างว่าสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินพิพาท และศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ การที่ศาลอุทธรณ์นำมาวินิจฉัยและพิพากษาว่า สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งแปดฟ้องและโจทก์ร่วมร้องสอดขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งมรดกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 39466 โดยบรรยายฟ้องว่า ทายาทของเจ้ามรดกตกลงใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นที่ตั้งของบริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด ที่เป็นกิจการของครอบครัวโดยให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน และขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 39466 และสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ทั้งแปด 8 ใน 10 ส่วน ส่วนโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 39466 และสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ร่วม 1 ใน 10 ส่วน จำเลยให้การต่อสู้ว่าบิดามารดายกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 39466 ให้แก่จำเลย จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทเป็นที่พักอาศัย และต่อมาโจทก์ที่ 2 และที่ 4 ขอเช่าที่ดินพิพาทบริเวณด้านหน้าเพื่อก่อสร้างโรงงานของบริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ในข้อ 2 ว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งแปดกับโจทก์ร่วมหรือไม่และจำเลยต้องโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โรงงานของบริษัทแอดว๊านส์ คอสเมติคส์ จำกัด ที่ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทเป็นของบริษัทดังกล่าว แต่บ้านพักอาศัยเป็นของจำเลยไม่เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทที่จะต้องแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งแปดและโจทก์ร่วม จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นข้อพิพาทและไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่โจทก์ทั้งแปดฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งแปด โจทก์ร่วมและจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146 ม. 525 ม. 1748 วรรคหนึ่ง ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกศรี ธนทิตย์ กับพวก
โจทก์ร่วม — นายสมศักดิ์หรือชัยวัฒน์ ตันติวิไลศิลป์
จำเลย — นายสมพงษ์ ตันติวิไลศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายบริพัตร์ โรจน์บัวทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2560
#618521
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยไทยและให้อนุญาโตตุลาการจำหน่ายคดีออกจากสารบบความหรือยกคำเสนอข้อพิพาท จึงเป็นคำร้องขอให้บังคับตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วเป็นกรณีอยู่ในบังคับต้องอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาตามที่ มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติไว้ การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ฉบับแรกต่อศาลอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ฉบับแรกและส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวไว้วินิจฉัยแล้วจำหน่ายอุทธรณ์ฉบับแรกของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ฉบับแรกให้ศาลฎีกาวินิจฉัยนั้นยังไม่ถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วการที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นใหม่เป็นฉบับที่สองและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ฉบับที่สองของผู้ร้องที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์นับแต่อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ไม่ชอบเช่นกัน กรณีจึงต้องยกอุทธรณ์ฉบับที่สองของผู้ร้อง เมื่อสำนวนคดีนี้มาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับแรกของผู้ร้องไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ดังกล่าวของผู้ร้องมายังศาลฎีกาอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยไทย และให้อนุญาโตตุลาการจำหน่ายคดีออกจากสารบบความหรือยกคำเสนอข้อพิพาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้วินิจฉัย ให้จำหน่ายอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ฉบับที่สอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสมาคมประกันวินาศภัยไทย และให้อนุญาโตตุลาการจำหน่ายคดีออกจากสารบบความหรือยกคำเสนอข้อพิพาท จึงเป็นคำร้องขอให้บังคับตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว เป็นกรณีอยู่ในบังคับต้องอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาตามที่มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติไว้ การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ฉบับแรกต่อศาลอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ฉบับแรกและส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวไว้วินิจฉัยแล้วจำหน่ายอุทธรณ์ฉบับแรกของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ฉบับแรกให้ศาลฎีกาวินิจฉัยนั้นยังไม่ถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นใหม่เป็นฉบับที่สองและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ฉบับที่สองของผู้ร้องที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์นับแต่อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ไม่ชอบเช่นกัน กรณีจึงต้องยกอุทธรณ์ฉบับที่สองของผู้ร้อง เมื่อสำนวนคดีนี้มาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับแรกของผู้ร้องไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ดังกล่าวของผู้ร้องมายังศาลฎีกาอีก

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ฉบับแรกของผู้ร้องนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 พิเคราะห์แล้ว คดีนี้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยรับฟังตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่นายอัมพรแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าขณะเกิดเหตุได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 1923 สระบุรี ถอยหลังเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่ขับโดยนายแหนง โดยรับฟังประกอบข้อมูลประกันภัยรถยนต์ที่ระบุตรงกันว่ารถยนต์คันที่นายอัมพรแจ้งดังกล่าวเอาประกันภัยไว้กับผู้ร้อง และอนุญาโตตุลาการฟังว่าบันทึกถ้อยคำที่นายอัมพรให้ไว้แก่พนักงานของผู้ร้องเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2556 อ้างว่ารถที่เกิดเหตุหมายเลขทะเบียน บธ 1923 ลพบุรี นั้นเป็นการให้ถ้อยคำหลังเกิดเหตุเกือบ 2 ปี ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเพราะอาจปรุงแต่งขึ้นได้ ส่วนศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาและคำชี้ขาดดังกล่าวของอนุญาโตตุลาการไม่ปรากฏว่าผิดพลาดไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้ การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอ้างข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านละเลยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อได้รับแจ้งข้อมูลจากผู้ร้องก็ดี ผู้คัดค้านไม่สุจริตโดยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากบริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด เพราะเป็นผู้อยู่ระหว่างถูกระงับการทำธุรกรรมก็ดี ผู้ร้องมีหลักฐานเป็นบันทึกถ้อยคำของนายอัมพรที่ให้ข้อเท็จจริงใหม่ก็ดี ผู้ร้องไม่ได้ละเลยการขอแก้ไขรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีกรณีชื่อจังหวัดของทะเบียนรถก็ดี อนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้นไม่รับฟังพยานหลักฐานของผู้ร้องเป็นการไม่ชอบก็ดีนั้น ล้วนเป็นการโต้แย้งการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของอนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้น โดยคดีไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยคดีผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่อย่างใด อุทธรณ์ฉบับแรกของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ฉบับแรกของผู้ร้องไว้วินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ทั้งสองฉบับของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งสองฉบับทั้งหมดแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 45 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายบวรวิทย์ เปรื่องวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5416/2560
#618520
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบุตรที่ผู้ตายรับรองจึงเป็นทายาทโดยธรรม ส่วนจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ที่จำเลยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยนั้น ตามสภาพปกติธรรมดาของสังคมไทยย่อมต้องการให้ทรัพย์มรดกตกได้แก่บุตรหลาน และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ประกอบมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้สืบสันดานซึ่งหมายถึงบุตรหลานเป็นทายาทลำดับที่ 1 โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมจะมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะผู้สืบสันดาน ส่วนจำเลยจะไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย และจำเลยยังให้การว่า ขณะผู้ตายทำพินัยกรรมผู้ตายยังอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่โรงพยาบาล พ. การทำพินัยกรรมจึงอยู่ในความรู้เห็นของจำเลย โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่โจทก์ โจทก์ต้องพิสูจน์เพียงว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่โจทก์จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 คือโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมในฐานะผู้สืบสันดานมีสิทธิได้รับมรดกก่อนผู้ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม และพินัยกรรมที่อ้างว่าผู้ตายทำขึ้นที่โรงพยาบาลภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่เรือนจำ แต่ไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่เรือนจำรวมทั้งแพทย์และพยาบาลเข้ามาเกี่ยวข้องอันเป็นกรณีผิดปกติวิสัย ดังนี้ จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์ว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทไม่ใช่เอกสารปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2554 ของนายพนม เป็นพินัยกรรมปลอมเป็นโมฆะ และมีคำสั่งให้ทำลายพินัยกรรมฉบับดังกล่าว ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินเลขที่ 30362, 88182, 95353, 95356 และ 95357 ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จากชื่อนางสางสุนทรี (ผู้จัดการมรดกนายพนม) กลับมาเป็นชื่อของนายพนม และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พินัยกรรมฉบับวันที่ 16 มกราคม 2554 ของนายพนม ไม่มีผลใช้บังคับและให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินเลขที่ 95356, 95357 และ 88182 ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จากชื่อนางสาวสุนทรี (ผู้จัดการมรดกนายพนม) กลับมาเป็นชื่อของนายพนม และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 5,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้เสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์หนึ่งในสี่ของค่าธรรมเนียมทั้งหมด

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้เสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาหนึ่งในห้าของค่าธรรมเนียมทั้งหมด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์เป็นบุตรของนายพนม กับนางศรีนวล โดยบิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน นายพนมได้รับรองแล้วว่าโจทก์เป็นบุตร และโจทก์มีน้องสาวร่วมบิดาเดียวกันแต่ต่างมารดาอีก 1 คน ชื่อ นางสาวนรินทร ก่อนที่จะถึงแก่ความตายนายพนมต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลในความผิดฐานปล้นทรัพย์และถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2554 นายพนมถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุภูมิคุ้มกันบกพร่องขณะที่ยังต้องขังอยู่ นายพนมผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 5 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 95353 เนื้อที่ 71 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 95356 เนื้อที่ 71 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 95357 เนื้อที่ 72 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 88182 เนื้อที่ 59 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 30362 เนื้อที่ 13 ไร่ 44 ตารางวา นายพนมมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 8 คน โดยนายพนมเป็นพี่คนโต จำเลยเป็นน้องสาวของนายพนมและเป็นอาของโจทก์ หลังจากนายพนมถึงแก่ความตาย จำเลยนำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2554 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยอ้างว่าเป็นพินัยกรรมของนายพนมเพื่อให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินทั้งห้าแปลงข้างต้น จากชื่อของนายพนมเป็นชื่อของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพนม ในพินัยกรรมดังกล่าวจัดพิมพ์ข้อความเป็นตัวอักษรมีใจความว่า ทำที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา นายพนมขอทำพินัยกรรมไว้ว่าเมื่อนายพนมถึงแก่ความตายแล้ว ให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกดำเนินการทรัพย์สินดังกล่าวแทนดังต่อไปนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 95356 ยกให้นายนพรัตน์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 95353 ยกให้นางสาวอรพรรณ ที่ดินโฉนดเลขที่ 95357 และ 88182 ยกให้จำเลย นางสาวสินธิ์ นางสาวอรพรรณ นายเสน่ห์ นายจิรพงศ์ และนายนพรัตน์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 30362 ยกให้โจทก์ 2 ไร่ ยกให้นางสาวนรินทร 2 ไร่ คงเหลือเนื้อที่ 9 ไร่ 44 ตารางวา ยกให้จำเลย นางสาวสินธิ์ นางสาวอรพรรณ นายเสน่ห์ นายจิรพงศ์ และนายนพรัตน์ ตอนท้ายของพินัยกรรมมีลายมือชื่อที่ระบุว่า พนม ผู้ทำพินัยกรรม มีลายมือชื่อที่ระบุว่า แตง พยาน และมีลายมือชื่อระบุว่า นายอุทัย พยานและพิมพ์และเขียน ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2555 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 95353 ให้แก่นางสาวอรพรรณ และวันที่ 29 มีนาคม 2556 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 30362 ให้แก่นางสาวนรินทร

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า ภาระพิสูจน์ว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทปลอมตามข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องของโจทก์ตกอยู่กับโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามฟ้องและคำให้การจำเลยว่า โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายพนมรับรองว่าเป็นบุตร และมีนางสาวนรินทรน้องสาวร่วมบิดาเดียวกันอีกหนึ่งคน ส่วนจำเลยและทายาทอื่นที่จำเลยอ้างว่านายพนมยกทรัพย์ให้โดยพินัยกรรมนั้นมีฐานะเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาของนายพนมซึ่งสภาพปกติธรรมดาของสังคมไทยย่อมต้องการให้ทรัพย์มรดกตกได้แก่บุตรหลาน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ประกอบมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้สืบสันดานซึ่งหมายถึงบุตรเป็นทายาทลำดับที่ 1 โจทก์และนางสาวนรินทรในฐานะทายาทโดยธรรมจะมีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายพนมในฐานะผู้สืบสันดาน ส่วนจำเลยและผู้ที่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมจะไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย จำเลยยังให้การว่าขณะที่จำเลยอ้างว่านายพนมทำพินัยกรรมฉบับที่พิพาท นายพนมอยู่ในความควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่เรือนจำหรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่จำเลยอ้างว่านายพนมทำพินัยกรรมที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยารับรองเป็นหลักฐานตามที่จำเลยอ้าง การทำพินัยกรรมอยู่ในความรู้เห็นของฝ่ายจำเลย โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่โจทก์ โจทก์ต้องพิสูจน์เพียงว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข แห่งการที่โจทก์จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้นครบถ้วนแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 คือโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมในฐานะผู้สืบสันดานมีสิทธิได้รับมรดกก่อนผู้ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรม และพินัยกรรมที่อ้างว่านายพนมทำขึ้นที่โรงพยาบาลภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่เรือนจำ แต่ไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของบุคคลดังกล่าวรวมทั้งแพทย์และพยาบาลเข้ามาเกี่ยวข้องอันเป็นกรณีผิดปกติวิสัย ดังนี้ จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์ว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทไม่ใช่เอกสารปลอม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองว่า พินัยกรรมฉบับพิพาทปลอมหรือไม่ เห็นว่า ตามประเด็นข้อแรกโจทก์นำสืบว่า ก่อนนายพนมถึงแก่ความตายโจทก์ไปเยี่ยมนายพนมที่เรือนจำพระนครศรีอยุธยา นายพนมแจ้งว่าโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลงสูญหายไป หากพ้นโทษจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ และพินัยกรรมที่จำเลยอ้างไม่มีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรับรอง ซึ่งเป็นเอกสารปลอม ส่วนจำเลยซึ่งมีภาระพิสูจน์นำสืบว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่านายพนมทำพินัยกรรม ภายหลังนายพนมถึงแก่ความตาย 1 วัน นายอุทัย ญาติของจำเลยนำพินัยกรรมฉบับพิพาทมามอบให้จำเลย จำเลยจำได้ว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมเป็นของนายพนมแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายพนม โดยจำเลยไม่นำนายอุทัยและพยานในพินัยกรรมมาเบิกความยืนยันว่า นายพนมทำพินัยกรรมฉบับพิพาทจริงตามภาระพิสูจน์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทนายพนมไม่ได้ทำขึ้นและเป็นพินัยกรรมปลอม และที่จำเลยขอให้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปากนายอุทัยและนางแตงพยาน ผู้พิมพ์และเขียนพินัยกรรมพิพาทนั้น เห็นว่า จำเลยไม่นำพยานดังกล่าวเข้าสืบตามที่ตนมีภาระการพิสูจน์ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะสั่งให้สืบพยานดังกล่าวอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สามว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าพินัยกรรมที่จำเลยอ้างว่านายพนมทำขึ้นเป็นพินัยกรรมปลอมแล้วจำเลยไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินโอนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพนมไปให้บุคคลอื่นเป็นการกระทบและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นผู้สืบสันดานของนายพนม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามข้อต่อสู้ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 ม. 1630 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมปอง ใจอ่อน
จำเลย — นางสาวสุนทรี ใจอ่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธัญญวรรตร์ วงศ์รัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายฉกาจกิต พัฒนานุพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5415/2560
#614650
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล การดำเนินการใดๆ ย่อมต้องทำผ่านทางผู้แทนคือ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และการสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับของจำเลยที่ 2 ถือเป็นการกระทำตามหน้าที่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ขณะออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากหนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นไปตามเงื่อนไขระหว่างจำเลยที่ 1 เจ้าของเช็ค กับธนาคารตามเช็ค ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และตราสารจัดตั้งที่ได้จดทะเบียนไว้ ประกอบกับในเรื่องตั๋วเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คต้องรับผิด ตามเนื้อความในเช็ค และมาตรา 901 บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คปฏิเสธความรับผิดตามเนื้อความในเช็คได้ก็ต่อเมื่อกระทำแทนบุคคลอื่นและเขียนแถลงว่ากระทำการแทนบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้น การที่เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย โดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และไม่ได้เขียนข้อความให้เห็นว่ากระทำแทนจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำในนามส่วนตัวด้วย และต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดตามเนื้อความในเช็คชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 17,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับถึงวันฟ้องรวมเป็นดอกเบี้ย 1,271,458 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 18,271,458 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 ธันวาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้เป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมมีกรรมการ 2 คน จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทน โดยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเหลือเพียงจำเลยที่ 2 คนเดียว โดยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เมื่อเดือนตุลาคม 2553 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตลาดสี่มุมเมือง - รังสิต ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2553 จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกสั่งจ่ายเงิน 10,000,000 บาท และฉบับที่สองสั่งจ่ายเงิน 7,000,000 บาท อันเป็นเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินยืม โดยในการสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขระหว่างจำเลยที่ 1 เจ้าของเช็คและบัญชีกระแสรายวันที่ใช้เช็ค กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตลาดสี่มุมเมือง - รังสิต ครั้นเมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาเจ-อเวนิว ทองหล่อ เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553 โดยให้เหตุผลเหมือนกันว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" ในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ตามฟ้อง เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล การดำเนินการใดๆ ย่อมต้องทำผ่านทางผู้แทนคือ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและการสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับของจำเลยที่ 2 ถือเป็นการกระทำตามหน้าที่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างไรก็ตามขณะที่ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับจำเลยที่ 1 มีกรรมการ 2 คน จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งที่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เหลือเพียงจำเลยที่ 2 คนเดียว โดยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เช่นกัน การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ โดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากหนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทยและเป็นไปตามเงื่อนไขระหว่างจำเลยที่ 1 เจ้าของเช็คและบัญชีกระแสรายวันที่ใช้เช็ค กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตลาดสี่มุมเมือง - รังสิต ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และตราสารจัดตั้งที่ได้จดทะเบียนไว้ ประกอบกับในเรื่องตั๋วเงินประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในเช็คต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค และมาตรา 901 บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คปฏิเสธความรับผิดตามเนื้อความในเช็คได้ก็ต่อเมื่อกระทำแทนบุคคลอื่นและเขียนแถลงว่ากระทำการแทนบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้น การที่เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และไม่ได้เขียนข้อความให้เห็นว่ากระทำแทนจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำในนามส่วนตัวด้วยและต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดตามเนื้อความในเช็คชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในคำแก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ แต่เป็นเรื่องที่โจทก์กับนายวินเดอร์ร่วมกับจำเลยที่ 1 จัดตั้งห้างหุ้นส่วนไม่จดทะเบียนเพื่อประกอบกิจการค้าแร่และแบ่งผลกำไรกัน โดยโจทก์ตกลงร่วมหุ้น 17,000,000 บาท แต่ชำระค่าหุ้นเพียง 13,000,000 บาท อีก 3,000,000 บาท เป็นเงินที่โจทก์ตกลงรับจำนองที่ดินของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับเงิน 1,000,000 บาท นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยทั้งหมด ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 18,271,458 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 ธันวาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 901
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปภาดาแลนด์ จำกัด
จำเลย — บริษัทอาร์อาร์.แอล.พี. จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิสูตร เจนสุทธิประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยยศ วรนันท์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5400/2560
#615344
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจหรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะได้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็วดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2548 นั้น แม้ตาม ป.วิ.อ. ได้มีคำอธิบายคำว่าผู้เสียหายไว้ในมาตรา 2 (4) ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้เสียหาย หมายถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6" แต่ข้อความตามมาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้นั้น ย่อมมีความหมายในตัวว่า หมายถึง ผู้ที่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงมีความหมายที่แตกต่างขัดกับความหมายของผู้เสียหาย ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 (4) การตีความคำว่าผู้เสียหายตามมาตรา 44/1 จึงไม่ต้องถือตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 2 (4) ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 1 ที่บัญญัติว่า "ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าคำใดมีคำอธิบายไว้แล้วให้ถือตามความหมายดังได้อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับคำอธิบายนั้น" ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้องต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีที่จะนำความหมายของคำว่า ผู้เสียหายในทางอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) มาบังคับใช้ สำหรับคดีนี้ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนมา 2 ส่วน คือ ค่าเสียหายของรถยนต์ของ ผ. และค่าขาดไร้อุปการะ สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์ ผ. เป็นผู้เสียหายในฐานะเจ้าของรถ เมื่อ ผ. ถึงแก่ความตายไปแล้ว สิทธิในการเรียกค่าเสียหายเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ผ. จึงใช้สิทธิในฐานะทายาทเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้ และค่าขาดไร้อุปการะนั้น ผู้ร้องในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ผ. เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตัวของผู้ร้องเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสาม และมาตรา 1461 วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้เช่นกัน ส่วนความประมาทของ ผ. นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องที่จะขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหมดไป

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2560)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 300, 390

จำเลยให้การรับสารภาพฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางลักษมี ภริยาของนายผจญ ผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายของรถกระบะที่นายผจญขับ กับค่าสินไหมทดแทนที่นายผจญเสียชีวิตรวมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 600,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2556 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อตัวลากจูง หมายเลขทะเบียน 70 - 2024 อุดรธานี และตัวพ่วงบรรทุก หมายเลขทะเบียน 70 - 2025 อุดรธานี ของบริษัทพรของแม่ขนส่ง จำกัด ไปจอดไว้ที่ริมถนนสายสกลนคร - อุดรธานี ฝั่งมุ่งหน้าไปจังหวัดอุดรธานี ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 142 ถึง 143 บริเวณบ้านดงมะไฟ ตำบลขมิ้น อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ถนนสายสกลนคร - อุดรธานีแบ่งเป็น 4 ช่องเดินรถ โดย 2 ช่องเดินรถมุ่งหน้าไปจังหวัดอุดรธานี และ 2 ช่องเดินรถมุ่งหน้าไปจังหวัดสกลนคร ต่อมาเวลาประมาณ 19.40 นาฬิกา ผู้เสียหายขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กค 2424 สกลนคร เฉี่ยวชนกับตัวพ่วงบรรทุก หมายเลขทะเบียน 70 - 2025 อุดรธานี เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ปรากฏตามสำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลพร้อมบันทึกคำให้การเพิ่มเติม หลังเกิดเหตุจำเลยได้ขนย้ายรถบรรทุกออกไปจอดไว้ที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้าม แต่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตัวพ่วงบรรทุกได้เนื่องจากล้อรถด้านหลังฝั่งขวาได้รับความเสียหาย จำเลยจึงจอดตัวพ่วงบรรทุกไว้ที่จุดเกิดเหตุ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2556 เวลา 1.30 นาฬิกา เกิดเหตุรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บต 5590 สกลนคร มีนายผจญ เป็นคนขับ และนางน้อม นั่งโดยสารขับมาด้วยความเร็วในช่องเดินรถช่องที่ 1 ด้านซ้ายมุ่งหน้าไปทางจังหวัดอุดรธานีเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 878 สกลนคร มีสิบตำรวจโทกิตติ์ธเนศ เป็นคนขับ ด้วยความเร็วอยู่ในช่องเดินรถช่องที่ 2 ฝั่งขวามุ่งหน้าจังหวัดอุดรธานีเช่นกัน ทำให้รถกระบะของนายผจญเสียหลักเหวี่ยงไปชนกับตัวพ่วงบรรทุกที่จำเลยจอดไว้ที่จุดเกิดเหตุ ส่วนรถยนต์ของสิบตำรวจโทกิตติ์ธเนศพุ่งตกลงไปในร่องกลาง เป็นเหตุให้นายผจญและนางน้อมถึงแก่ความตาย สิบตำรวจโทกิตติ์ธเนศได้รับอันตรายแก่กาย ตามสำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผล สภาพสถานที่เกิดเหตุ และสภาพความเสียหายของตัวพ่วงบรรทุก และรถยนต์ของนายพิทักษ์ และสิบตำรวจโทกิตติ์ธเนศ ปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์คดีเฉี่ยวชนและภาพถ่าย หลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้วตามสำเนาบันทึกตกลงชดใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนไม่เกี่ยวกับคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายเพราะนายผจญผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย นายผจญไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ผู้ร้องจึงเข้ามาจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ไม่ได้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจหรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายในทางแพ่งได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะได้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 24) พ.ศ 2548 ความว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากการดำเนินคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้พนักงานอัยการมีเพียงอำนาจในการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางประเภทเท่านั้น ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยต้องไปดำเนินคดีส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนอื่นด้วยตนเอง และต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเป็นภาระยิ่งขึ้นให้แก่ผู้เสียหาย ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว รวมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการดำเนินคดีดังกล่าวเพื่อลดภาระให้แก่ผู้เสียหาย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้มีคำอธิบายคำว่าผู้เสียหายไว้ในมาตรา 2 (4) ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้เสียหาย หมายถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6" แต่ข้อความตามมาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้นั้น ย่อมมีความหมายในตัวว่า หมายถึงผู้ที่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงมีความหมายที่แตกต่างขัดกับความหมายของผู้เสียหายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 (4) การตีความคำว่าผู้เสียหายตามมาตรา 44/1 จึงไม่ต้องถือตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 2 (4) ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 1 ที่บัญญัติว่า "ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าคำใดมีคำอธิบายไว้แล้วให้ถือตามความหมายดังได้อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับคำอธิบายนั้น" ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้อง ต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีที่จะนำความหมายของคำว่า ผู้เสียหายในทางคดีอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) มาบังคับใช้ สำหรับคดีนี้ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนมา 2 ส่วน คือ ค่าเสียหายของรถยนต์ของนายผจญและค่าที่ผู้ร้องขาดไร้อุปการะ สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์ นายผจญเป็นผู้เสียหายในฐานะเจ้าของรถ เมื่อนายผจญถึงแก่ความตายไปแล้ว สิทธิในการเรียกค่าเสียหายเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผจญ จึงใช้สิทธิในฐานะทายาทเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้ และค่าขาดไร้อุปการะนั้นผู้ร้องในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผจญ เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตัวของผู้ร้องเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม และมาตรา 1461 วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้เช่นกัน ส่วนความประมาทของนายผจญนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่จะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องที่จะขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหมดไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 6 เดือน และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน รวมคงจำคุก 2 ปี 3 เดือน กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 1 ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 44/1
ป.อ. ม. 291 ม. 300
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคสาม ม. 1461 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
ผู้ร้อง — นางลักษมี พงษ์พันธ์
จำเลย — นายสมเด็จ ไกยแจ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นางสุพิชฌาย์ ศิริวัฒนา สีตะสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางสาวอรุณี วีระรัศมี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2560
#618524
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 หน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ แต่เป็นกรณีที่กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงย่อมมีกำหนดอายุความสิบปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อเหตุละเมิดในคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2545 อันเป็นวันที่มีการขายทอดตลาดโดยมิชอบ แต่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีนับแต่วันที่ละเมิดแล้ว คดีโจทก์ย่อมขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาและเป็นวันคดีถึงที่สุดมิใช่วันทำละเมิด แต่เป็นผลของการทำละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ เป็นเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และคดีของโจทก์ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 ประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 33423 และ 33424 ตำบลสามเสนใน (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล. 66/2539 ของศาลแพ่ง ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2545 โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวจากการขายทอดตลาดในราคา 9,500,000 บาท และชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 กับเสียค่าภาษีและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเงิน 1,254,251 บาท หลังจากนั้นโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับนางปริยษิฏฐา ต่อมานายวสันต์จำเลยในคดีล้มละลายดังกล่าวได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์เป็นผู้ซื้อ ศาลแพ่งพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และให้ดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ประเด็นเรื่องโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 หน่วยงานของรัฐรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ แต่เป็นกรณีความรับผิดที่กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงย่อมมีกำหนดอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อเหตุละเมิดในคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2545 อันเป็นวันที่มีการขายทอดตลาดโดยมิชอบ แต่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีนับแต่วันละเมิดแล้ว คดีโจทก์ย่อมขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 วรรคหนึ่ง วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาและเป็นวันคดีถึงที่สุดมิใช่วันทำละเมิด แต่เป็นผลของการทำละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอเชี่ยนคลาสสิคแลนด์ จำกัด
จำเลย — กรมบังคับคดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายธนวิทย์ ขำศรี
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวดุษฎี ห์ลีละเมียร
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560
#615578
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยอมชำระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 จำเลยหาอาจเรียกร้องให้คืนเงินดอกเบี้ยที่ชำระได้ไม่ แต่ในข้อนี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้เป็นฝ่ายเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้จากจำเลย เมื่อข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะแล้วและจำเลยไม่อาจเรียกร้องให้คืนเงินดอกเบี้ยที่ชำระฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายได้ โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย ต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ 7,500 บาท ไปหักเงินต้นตามหนังสือสัญญากู้เงินฉบับที่หนึ่ง คงเหลือหนี้เงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินฉบับนี้ 42,500 บาท เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันผิดนัดคือวันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2560)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 466,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 395,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 395,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 จำเลยกู้เงินจากโจทก์ 50,000 บาท มีกำหนดชำระหนี้ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2556 โดยระบุว่านำรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1442 ชัยนาท ให้โจทก์ถือไว้เป็นประกัน ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2556 จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ ระบุจำนวนเงินที่กู้ 400,000 บาท มีกำหนดชำระหนี้ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2556 โดยหนังสือสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงิน หรือไม่ เพียงใด ปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า จำเลยยังมิได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว จำเลยก็ไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวแล้ว ย่อมถือได้ว่าจำเลยยอมรับตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยผ่อนชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวจนครบแล้ว จึงเป็นการนำสืบนอกเหนือจากที่ให้การต่อสู้ไว้ไม่อาจให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียงใด ในข้อนี้โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน และโจทก์ยังเบิกความด้วยว่า หลังจากทำหนังสือสัญญากู้เงินฉบับที่หนึ่งแล้ว จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนละ 2,500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รวมเป็นเงิน 7,500 บาท ดอกเบี้ยที่จำเลยชำระไปดังกล่าวจึงเกิดจากการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยย่อมตกเป็นโมฆะ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) การที่จำเลยยอมชำระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 จำเลยหาอาจจะเรียกร้องให้คืนเงินดอกเบี้ยที่ชำระได้ไม่ แต่ในข้อนี้ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้เป็นฝ่ายเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้จากจำเลย เมื่อข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะแล้ว และจำเลยไม่อาจเรียกร้องให้คืนเงินดอกเบี้ยที่ชำระฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายได้ โจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย ต้องนำดอกเบี้ยที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ 7,500 บาท ไปหักเงินต้นตามหนังสือสัญญากู้เงินฉบับที่หนึ่ง คงเหลือหนี้เงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินฉบับนี้ 42,500 บาท เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและจำเลยมิได้ชำระหนี้ตามกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันผิดนัด คือวันถัดจากวันครบกำหนดชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 442,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 42,500 บาท นับถัดจากวันที่ 20 มิถุนายน 2556 และของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันที่ 28 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 411 ม. 654
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรฐนนฐ์ สังข์ธูป
จำเลย — นางสมจิตต์ ฤทธิ์นรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายอธิคม ถนัดกตัญญู
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5335/2560
#613220
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังได้ตามคำฟ้องว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายฝ่ายเดียว ที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์ว่าผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกับจำเลย ไม่อาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างใหม่ซึ่งไม่ได้ปรากฏในชั้นพิจารณา ถือเป็นการยกขึ้นอ้างในข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะอ้างในฎีกาว่า ปัญหาว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่การวินิจฉัยก็ไม่ได้ทำให้ผลทางคดีอาญาเปลี่ยนแปลงไปเพราะไม่ได้กระทบต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ ส่วนผู้เสียหายจะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยดังที่อ้างในฎีกาได้หรือไม่ เป็นประเด็นเรื่องของความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งที่ต้องไปว่ากล่าวกันในส่วนแพ่ง ปัญหานี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

ระหว่างพิจารณา นายวิจิตร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (1) (8) จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับจำเลยได้วางเงินต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า อุทธรณ์ในข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยเพราะโจทก์ร่วมสมัครใจวิวาทกับจำเลย เป็นกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้กำปั้นชกต่อยทำร้ายร่างกายนายวิจิตร ผู้เสียหาย ที่บริเวณใบหน้า แล้วใช้มือทั้งสองข้างควักลูกตาทั้งสองข้างของผู้เสียหาย และจับศีรษะผู้เสียหายโขกลงกับพื้น เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสเนื่องจากตาข้างขวาไม่สามารถมองเห็นภาพได้อีก เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังได้ตามคำฟ้องว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายฝ่ายเดียว ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์ว่าผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกับจำเลย ไม่อาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างใหม่ซึ่งไม่ได้ปรากฏในชั้นพิจารณา ถือเป็นการยกขึ้นอ้างในข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้จำเลยจะอ้างในฎีกาว่าปัญหาว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่การวินิจฉัยก็ไม่ได้ทำให้ผลทางคดีอาญาเปลี่ยนแปลงไปเพราะไม่ได้กระทบต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ ส่วนผู้เสียหายจะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยดังที่อ้างในฎีกาได้หรือไม่ เป็นประเด็นเรื่องของความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งที่ต้องไปว่ากล่าวกันในส่วนแพ่ง ปัญหานี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 โดยให้ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ซึ่งไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่กระทำความผิดขณะใช้บังคับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 เดิม ซึ่งระวางโทษเพียงโทษจำคุกในอัตราดังกล่าวเพียงสถานเดียว จึงคงใช้บังคับตามมาตรา 297 เดิม แก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ตลอดระยะเวลารอการลงโทษ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นระยะเวลา 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 28 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
โจทก์ร่วม — นายวิจิตร แนวสุข
จำเลย — นายชัชวาล ตั้งทรงเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายสราวุฒิ บุญญกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
จินดา ปัณฑะโชติ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5312/2560
#611278
เปิดฉบับเต็ม

แม้เรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี เป็นภูมิลำเนาของจำเลยในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 47 ถือได้ว่าจำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22 (1) แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นบทบังคับให้ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงใช้ดุลพินิจที่จะรับชำระคดีเช่นว่านั้นหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความสะดวกในการพิจารณาคดี ได้ความตามฟ้องโจทก์ว่า ขณะจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำกลางสงขลา เจ้าพนักงานตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 30 เม็ด ชนิดเกล็ดใสบรรจุถุงพลาสติก 1 ถุง โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ซิมการ์ด 3 อัน และเมมโมรี่การ์ด 1 อัน ซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้ามที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและนำเข้ามาภายในเรือนจำกลางสงขลา อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี เมื่อเหตุคดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสงขลา และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสงขลาเป็นผู้สอบสวนคดี แม้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่าหากมีการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นแล้วจะสะดวกยิ่งกว่าการชำระคดีที่ศาลจังหวัดสงขลา แต่จำเลยก็โต้แย้งมาในฎีกาว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตรวจยึดได้ไม่ใช่ของจำเลยเพราะตรวจยึดได้จากห้องนอนรวม โดยจำเลยประสงค์อ้างนักโทษชาย ส. นักโทษชาย ว. และนักโทษชาย ธ. ที่ร่วมรู้เห็นในการตรวจยึด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ประจำเรือนจำกลางสงขลาอีกหลายคนที่ร่วมสอบข้อเท็จจริงเป็นพยานจำเลย แม้พยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจค้น จับกุมและสอบสวนต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐสามารถเดินทางจากจังหวัดสงขลามาเบิกความที่ศาลชั้นต้นได้โดยสะดวก แต่เมื่อพิจารณาถึงพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งเป็นนักโทษถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางสงขลา ย่อมไม่สะดวกที่จะเคลื่อนย้ายนักโทษเหล่านั้นมาเบิกความที่ศาลชั้นต้น ทั้งคดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษมีอัตราโทษสูง สมควรให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 4, 45 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92 นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2882/2549 ของศาลจังหวัดสงขลา เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่และเมมโมรี่การ์ดของกลาง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า ความผิดเกิดขึ้นนอกเขตอำนาจของศาลชั้นต้น แม้ถือว่าจำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลนี้เนื่องจากถูกย้ายมารับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดในเขตศาลนี้ แต่การพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลความผิดเกิดขึ้นตามลักษณะและสภาพความผิดจะมีความสะดวกยิ่งกว่า จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในเขตจังหวัดสงขลา ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดตามคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 2882/2549 ของศาลจังหวัดสงขลา ให้จำคุกตลอดชีวิต โดยถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้เรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี เป็นภูมิลำเนาของจำเลยในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 ถือได้ว่าจำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นบทบังคับให้ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงใช้ดุลยพินิจที่จะรับชำระคดีเช่นว่านั้นหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความสะดวกในการพิจารณาคดี ได้ความตามฟ้องโจทก์ว่า ขณะจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำกลางสงขลา เจ้าพนักงานตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 30 เม็ด ชนิดเกล็ดใสบรรจุถุงพลาสติก 1 ถุง โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ซิมการ์ด 3 อัน และเมมโมรี่การ์ด 1 อัน ซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้ามที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและนำเข้ามาเก็บไว้ภายในเรือนจำกลางสงขลา อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 และพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 45 เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี เมื่อเหตุคดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสงขลา และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสงขลาเป็นผู้สอบสวนคดี แม้โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่าหากมีการชำระคดีที่ศาลชั้นต้นแล้วจะสะดวกยิ่งกว่าการชำระคดีที่ศาลจังหวัดสงขลาแต่จำเลยก็โต้แย้งมาในฎีกาว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตรวจยึดได้ไม่ใช่ของจำเลยเพราะตรวจยึดได้จากห้องนอนรวม โดยจำเลยประสงค์อ้างนักโทษชายสมพร นักโทษชายวีนัส และนักโทษชายธนวัตร ที่ร่วมรู้เห็นในการตรวจยึด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ประจำเรือนจำกลางสงขลาอีกหลายคนที่ร่วมสอบข้อเท็จจริงเป็นพยานของจำเลย ดังนี้ แม้พยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจค้น จับกุมและสอบสวนต่างเป็นเจ้าพนักงานของรัฐสามารถเดินทางจากจังหวัดสงขลามาเบิกความที่ศาลชั้นต้นได้โดยสะดวก แต่เมื่อพิจารณาถึงพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งเป็นนักโทษถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางสงขลาย่อมไม่สะดวกที่จะเคลื่อนย้ายนักโทษเหล่านั้นมาเบิกความที่ศาลชั้นต้น ทั้งคดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษมีอัตราโทษสูง สมควรให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดีนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 22 (1)
ป.พ.พ. ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายอำพล หัดชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร
ศาลอุทธรณ์ — นายพรเทพ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไมตรี สุเทพากุล
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5309/2560
#611873
เปิดฉบับเต็ม

โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นโทรศัพท์เครื่องเดียวกันกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สายลับใช้โทรศัพท์ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันพึงริบเสีย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 900,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 600,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันพึงริบหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้พันตำรวจโทสวัสดิ์ ร้อยตำรวจโทเทพพิภพกับพวก วางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด ราคา 400,000 บาท จากนายสราวุธหรือเบียร์ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยและพักอาศัยอยู่ที่อาคารพาณิชย์ที่เกิดเหตุด้วยกัน โดยให้สายลับใช้โทรศัพท์ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว นายสราวุธแจ้งสายลับให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยและจะให้จำเลยไปรอตรวจสอบที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคาร หากพบว่ามีการโอนเงินแล้วจึงจะมอบเมทแอมเฟตามีนให้ พันตำรวจโทสวัสดิ์ขอยืมเงินจากทางราชการได้ไม่ทัน จึงให้สายลับไปพบนายสราวุธที่อาคารพาณิชย์เพื่อขอดูเมทแอมเฟตามีนก่อน หากเห็นว่ามีอยู่จริงให้โทรศัพท์แจ้งพันตำรวจโทสวัสดิ์ทราบ โดยระบุว่าให้โอนเงินเข้าบัญชีได้ เพื่อพันตำรวจโทสวัสดิ์กับพวกจะได้เข้าจับกุม ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุพันตำรวจโทสวัสดิ์กับพวกพร้อมสายลับเดินทางไปที่อาคารพาณิชย์ที่เกิดเหตุ สายลับเข้าไปพบนายสราวุธแล้วขอดูเมทแอมเฟตามีนตามแผนการ นายสราวุธให้นายณัฐพลหรือแป๊บนำเมทแอมเฟตามีนมาให้สายลับตรวจสอบ เมื่อสายลับเห็นว่ามีเมทแอมเฟตามีนอยู่จริง จึงโทรศัพท์แจ้งพันตำรวจโทสวัสดิ์กับพวกทราบ เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าจับกุมนายณัฐพล และยึดเมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด จากสายลับ กับยึดสมุดบัญชีเงินฝากในธนาคารมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ 6 เล่ม สมุดบัญชีรับจ่าย 1 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 1 ใบ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และภาพถ่ายของจำเลยกับนายสราวุธ 1 ใบ เป็นของกลาง ซึ่งปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เป็นโทรศัพท์เครื่องเดียวกันกับโทรศัพท์ที่สายลับใช้โทรติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีน เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้ความในทางพิจารณาดังกล่าวข้างต้นว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางดังกล่าว จำเลยกับพวกได้นำมาใช้ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันพึงริบเสียทั้งสิ้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสุพัชราหรือไอซ์ ศรีวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายปัณญวัฒน์ จันทร์ตรีกิติกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
วิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2560
#613118
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง และขอให้บวกโทษจำคุกที่เปลี่ยนเป็นคุมความประพฤติของจำเลยไว้ในคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวคดีก่อน เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 14 ปี 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ หากแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมในศูนย์ฝึกอบรมตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน มีกำหนด 5 ปี หลังจากนั้นภายในกำหนดเวลาที่ถูกคุมความประพฤติซึ่งเป็นเงื่อนไขในการปล่อยตัวจำเลยในคดีก่อน จำเลยกลับมากระทำผิดในคดีนี้อีกหลังมีอายุพ้นเกณฑ์การเป็นเยาวชน ซึ่งชอบที่จะว่ากล่าวไปตามวิธีการที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะใน พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ไม่อาจนำมาเทียบเคียงว่ากรณีเช่นนี้ของจำเลยเป็นการกลับมากระทำความผิดภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 58 ฉะนั้น แม้คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้ลงโทษจำคุกก็ไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่เปลี่ยนเป็นคุมประพฤติของจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปีและปรับ 200,000 บาท บวกโทษจำคุก 14 ปี 6 เดือน ที่ศาลเปลี่ยนเป็นคุมความประพฤติจำเลยไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 17 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกินหนึ่งปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 4 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปีนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอให้บวกโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่มีกำหนด 14 ปี 6 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 208/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชร เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ดังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ในคดีก่อนศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกำแพงเพชรกำหนดโทษจำคุกจำเลยไว้โดยไม่ได้รอการลงโทษ หากแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมในสถานพินิจ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) กรณีจึงมิใช่จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้ภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ดังที่โจทก์กล่าวและมีคำขอมาในฟ้อง ส่วนที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในกำหนดเวลาที่ถูกคุมความประพฤติซึ่งเป็นเงื่อนไขในการปล่อยตัวในคดีก่อนนั้นก็ชอบที่จะว่ากล่าวตามวิธีการที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ไม่อาจนำมาเทียบเคียงว่ากรณีเช่นนี้ของจำเลยเป็นการกลับมากระทำความผิดภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ฉะนั้น แม้คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้ลงโทษจำคุกก็ไม่อาจนำโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติจำเลยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 56 ม. 58
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 142 (1) ม. 143 ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายเจษฏากร พวงรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวศิริวรรณ นำสุขตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายภีม ธงสันติ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5305/2560
#613463
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2558 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ฎ. ดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษดังต่อไปนี้ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของกักขังแทนค่าปรับแล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ฎ. ดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยยังไม่ชำระค่าปรับ พ.ร.ฎ. ดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ถึงที่สุด โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 10 เดือน และปรับ 200,000 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4634/2557 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 2 ปี 14 เดือน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ริบของกลาง ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 14 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี วันที่ 18 มีนาคม 2558 ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกและกักขังเมื่อคดีถึงที่สุด ระบุในหมายว่าจำเลยถูกจำคุกตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2557 เป็นต้นมา และคดีถึงที่สุดวันที่ 13 มีนาคม 2558 ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2558 ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้ใหม่และให้ปล่อยตัวจำเลยเฉพาะโทษกักขังแทนค่าปรับ เนื่องจากจำเลยได้รับอภัยโทษในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2558

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเพราะไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2558 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับก่อนที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ผู้ต้องโทษ ดังต่อไปนี้ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป (1) ผู้ต้องกักขัง..." และมาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีผู้ต้องกักขังตามวรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาดและยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องกักขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับแล้วแต่กรณี" ดังนั้น จำเลยจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เฉพาะในส่วนที่ไม่ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับหากจำเลยยังไม่ชำระค่าปรับพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่ได้ให้จำเลยพ้นจากโทษปรับด้วย โทษปรับตามคำพิพากษาของจำเลยยังคงมีอยู่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ถึงที่สุด โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2558 ม. 5 วรรคหนึ่ง ม. 5 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายสถิตย์ หล้าคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายวรเกียรติ นวลสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายครรชิต วงศ์ไทย
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5270/2560
#611283
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าคอยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้า แม้เมทแอมเฟตามีนไม่ได้อยู่กับจำเลยที่ 2 ก็เป็นเรื่องข้อจำกัดทางกายภาพที่ต้องแบ่งหน้าที่กัน เมื่อจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งแล้วร่วมมือช่วยเหลือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งลูกค้าให้สำเร็จและได้รับผลประโยชน์ตอบแทน จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2065/2557 ของศาลชั้นต้น และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 805/2557 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 2,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 805/2557 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 25 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินคนละ 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2065/2557 ของศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวหรือไม่ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,333,333.33 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท บวกโทษจำคุก 4 เดือน ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 805/2557 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 16 ปี 12 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ตำบลขามป้อม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และได้ความจากทางนำสืบโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 รับจ้างจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,000 บาท ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถกระบะลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางส่งลูกค้า แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมเรียกตรวจที่ด่านสกัดบ้านพนมดี ถนนอรุณประเสริฐ ตำบลหนองผือ อำเภอเขมราฐ โดยไม่ทันได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาที่ด่านดังกล่าวจึงถูกจับกุมได้พร้อมกัน

สำหรับปัญหาว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์นำหน้าคอยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1 กับพวกขับรถกระบะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งลูกค้านั้น แสดงว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับรู้และร่วมวางแผนกำหนดเส้นทางลำเลียงเมทแอมเฟตามีนด้วย แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ได้อยู่กับจำเลยที่ 2 เพราะอยู่ในรถที่จำเลยที่ 1 ขับ ก็เป็นเรื่องของข้อจำกัดทางกายภาพที่ต้องแบ่งหน้าที่กัน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเจตนา เมื่อจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้แก่ลูกค้าแล้วร่วมมือช่วยเหลือด้วยการขับรถจักรยานยนต์นำหน้าดูต้นทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลำเลียงเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ให้สำเร็จ และจำเลยที่ 2 ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการช่วยดูต้นทางดังกล่าว ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ร่วมมีและลำเลียงเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายวิษณุ พงษ์ธนู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวสุพัตรา ชาญชิตโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นางมนสิการ ดิษเณร วัชชวัลคุ
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2560
#615093
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (2) เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในปัญหาว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 อยู่ในอำนาจศาลภาษีอาการกลางหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง (เดิม) กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่ผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัย ศาลภาษีอากรกลางหามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับคู่ความไม่ได้โต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลไว้ จึงไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าภาษีอากรค้าง 668,705.90 บาท และจำเลยที่ 2 ส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบ 187,500 บาท จำเลยที่ 3 ส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบ 172,500 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 5 ส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบคนละ 150,000 บาท จำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบคนละ 30,000 บาท แต่รวมแล้วไม่เกินภาษีที่ค้างชำระ 668,705.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าหุ้นที่จำเลยแต่ละคนยังชำระค่าหุ้นไม่ครบ นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องจำนวน 157,370.34 บาท และนับวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งแปดขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรค้างจำนวน 668,705.90 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสงขลาได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียน โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนและต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2557 นายทะเบียนได้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบมูลค่าหุ้น เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้าง 668,705.90 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต้องส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในปัญหาว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรกลางหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่ผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัย ศาลภาษีอากรกลางหามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับคู่ความไม่ได้โต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลไว้ จึงไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ชำระหนี้ค่าหุ้นที่ยังส่งใช้จำเลยที่ 1 ไม่ครบ รวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่ครบกำหนดตามหนังสือทวงถามของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ถือหุ้น 2,500 หุ้น ชำระค่าหุ้นแล้วร้อยละ 25 เป็นเงิน 62,500 บาท ค้างชำระ 187,500 บาท จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 2,300 หุ้น ชำระค่าหุ้นแล้วร้อยละ 25 เป็นเงิน 87,500 บาท ค้างชำระ 172,500 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 5 ถือหุ้นคนละ 2,000 หุ้น ชำระค่าหุ้นแล้วร้อยละ 25 เป็นเงินคนละ 50,000 บาท ค้างชำระคนละ 150,000 บาท และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ถือหุ้นคนละ 400 หุ้น ชำระค่าหุ้นแล้วร้อยละ 25 เป็นเงินคนละ 10,000 บาท ค้างชำระคนละ 30,000 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 นำเงินค้างชำระค่าหุ้นมาชำระหนี้ โดยได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ให้ใช้สิทธิดังกล่าวแล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย เป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และ 235 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดจึงต้องรับผิดชำระค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบของแต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่พ้นกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าหุ้นที่ยังใช้ไม่ครบ 187,500 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงินค่าหุ้นที่ยังใช้ไม่ครบ 172,500 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 5 ชำระเงินค่าหุ้นที่ยังใช้ไม่ครบคนละ 150,000 บาท และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ชำระเงินค่าหุ้นที่ยังใช้ไม่ครบคนละ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 21 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับหนังสือขอให้นำเงินมูลค่าหุ้นไปชำระแต่รวมแล้วต้องไม่เกินภาษีค้าง 668,705.90 บาท ให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มกราคม 2558) ต้องไม่เกิน 157,370.34 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 10 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทยูไนเต็ด ทีม โซลูชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายยงยศ คุปตะวาทิน
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5255/2560
#614652
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 81 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้... (ฐ) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน" โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดเป็นคนกลางระหว่างผู้ว่าจ้างกับคนงาน โดยติดต่อประสาน เป็นตัวแทนรับค่าจ้างมาจ่ายให้กับคนงาน ประสานงานกับเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางาน และดูแลผลประโยชน์คนงานกับผู้ว่าจ้าง โดยโจทก์ไม่มีหน้าที่เป็นลูกจ้างที่ใช้แรงงานทำงานให้ผู้ว่าจ้างและโจทก์ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าจ้าง การให้บริการดังกล่าวของโจทก์จึงมิใช่การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงานที่จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ฐ)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 7 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ฉบับที่ สภ.4ปท./0001/2557

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับเหมามีรายได้จากสัญญาให้บริการที่สนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกแก่การทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานโดยโจทก์เป็นผู้อำนวยความสะดวกตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างผู้ว่าจ้างกับคนงาน เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ภพ.73.1-04131020-25560109-005-0009 ถึง ภพ.73.1-04131020-25560109-005-0015 ลงวันที่ 9 มกราคม 2556 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามคำฟ้องโจทก์และนางสาวลัลน์ณภัทร์ กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์มาเบิกความว่า โจทก์ประกอบกิจการรับเหมาโดยมีรายได้จากสัญญาให้บริการที่สนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกแก่การทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานอีกทีหนึ่ง โจทก์เป็นคนกลางระหว่างผู้ว่าจ้างกับคนงาน คอยติดต่อประสานงานเช่นการตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับเวลาทำงาน การทำงาน ค่าแรง ค่าล่วงเวลา สิทธิแรงงานตามกฎหมาย เป็นตัวแทนแรงงานเพื่อรับค่าจ้างจากผู้ว่าจ้างมาจ่ายให้กับแรงงาน ประสานงานให้กับเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางาน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท้องที่ ดูแลผลประโยชน์ของแรงงานและผู้ว่าจ้าง จึงถือเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ฐ) แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยมีนางสาวสุกาญดา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี มาเบิกความว่า การประกอบกิจการของโจทก์ไม่ใช่การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงานอันจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการของโจทก์ปี 2554 มีรายรับจำนวน 11,090,246.13 บาท โจทก์จึงอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่โจทก์ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่ยื่นแบบ ภ.พ.30 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ จำนวนเงิน 2,061,341.12 บาท โจทก์ทราบการประเมินโดยชอบแล้ว เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้ (1) (ฐ) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน มาตรา 575 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" ในกรณีที่ลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณ ละทิ้งการงานไป กระทำความผิดอย่างร้ายแรงหรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต นายจ้างก็มีสิทธิที่จะไล่ออกโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้ค่าสินไหมทดแทนก็ได้ ตามมาตรา 583 นอกจากนี้ ถ้าลูกจ้างเป็นผู้ซึ่งนายจ้างได้จ้างเอามาแต่ต่างถิ่นโดยนายจ้างออกเงินค่าเดินทางให้ เมื่อการจ้างแรงงานสุดสิ้นลง และถ้ามิได้กำหนดกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา มาตรา 586 ก็บัญญัติให้นายจ้างจำต้องใช้เงินค่าเดินทางขากลับให้ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานนั้น นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาลูกจ้างโดยตรง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวลัลน์ณภัทร์ กรรมการโจทก์ว่าโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดเป็นคนกลางระหว่างผู้ว่าจ้างกับคนงาน โดยติดต่อประสานงาน เป็นตัวแทนรับค่าจ้างมาจ่ายให้กับคนงาน ประสานงานกับเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางาน และดูแลผลประโยชน์คนงานกับผู้ว่าจ้าง โดยโจทก์มิได้มีหน้าที่เป็นลูกจ้างที่ใช้แรงงานทำงานให้ผู้ว่าจ้างและต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าจ้าง การให้บริการดังกล่าวของโจทก์จึงมิใช่การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงานที่จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ฐ) ดังนี้ ที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประกอบกิจการของโจทก์เป็นการให้บริการซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 (1) (ฐ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจัดหางาน สรรค โซลูชั่น จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายพฤฒวรรธ รินทร์ธราศรี
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5253/2560
#614293
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 19 ทวิ บัญญัติว่า "ของที่ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศ... ถ้าพิสูจน์เป็นที่พอใจอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายว่าได้ผลิตหรือผสมหรือประกอบหรือบรรจุด้วยของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ให้คืนเงินอากรขาเข้าสำหรับของดังกล่าวที่ได้เรียกเก็บไว้แล้วให้แก่ผู้นำของเข้า ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้...(ง) ของนั้นได้ส่งออกไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำของซึ่งใช้ในการผลิต ผสม หรือประกอบเป็นของที่ส่งออก หรือใช้บรรจุของที่ส่งออก เข้ามาในราชอาณาจักร เว้นแต่ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่อาจส่งออกภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ อธิบดีอาจขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินหกเดือน..." และมาตรา 19 ตรี บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าแสดงความจำนงว่าของที่นำเข้าจะใช้เฉพาะในการผลิต... เพื่อการส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศ... อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายจะอนุญาตให้รับการค้ำประกัน... แทนการชำระอากรขาเข้าที่ต้องเสีย...เมื่อมีการส่งออกซึ่งของที่จะได้คืนเงินอากรตามมาตรา 19 ทวิ ก็ให้คืนหลักประกันโดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินอากร"

การคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระแล้วหรือการคืนเงินประกันโดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินอากรตามมาตรา 19 ทวิ กำหนดไว้เพียงกรณีเดียว คือ เมื่อผู้นำเข้าได้พิสูจน์ให้เป็นที่พอใจอธิบดีว่าของที่ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศนั้น ได้ผลิตหรือผสมหรือประกอบหรือบรรจุด้วยของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตรา 19 ทวิ (ก) ถึง (จ)

แม้กากถั่วเหลืองที่โจทก์นำเข้าได้ใช้ผสมอาหารสัตว์เลี้ยงไก่เพื่อส่งไก่สดแช่แข็งไปจำหน่ายในต่างประเทศ และเหตุที่โจทก์ไม่สามารถส่งออกไก่สดแช่แข็งดังกล่าวได้ภายในกำหนดเวลาของกฎหมายนั้นจะเกิดจากการที่ต่างประเทศห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากกรณีภัยพิบัติไข้หวัดนก อันมิใช่ความผิดของโจทก์ก็ตาม ก็หาใช่เหตุตามมาตรา 19 ทวิ ที่โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระอากรขาเข้าแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินอากรขาเข้าแก่โจทก์

การที่โจทก์ไม่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้เพราะ รัฐบาลห้ามส่งออก คู่ค้าต่างประเทศประกาศห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากประเทศไทย อันเป็นเหตุจากไข้หวัดนกระบาด รัฐบาลประกาศภัยพิบัติไข้หวัดนกให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหาแนวทางให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยโดยออกประกาศกรมศุลกากรที่ 28/2547 ขยายเวลาการส่งออกไก่สดเป็ดสดแช่เย็นแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์อาหารที่ปรุงจากเนื้อไก่เป็ด ออกไปอีกหกเดือนสำหรับการนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2547 โจทก์ก็ยังไม่สามารถส่งออกไก่สดแช่แข็งได้จากเหตุภัยพิบัติดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ กรณีจึงมีเหตุงดเงินเพิ่มแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 1,426,707.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ของต้นเงิน 952,350.76 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2546 โจทก์นำเข้าสินค้าประเภทกากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์จากสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเพื่อใช้ในการผลิต ผสม ประกอบหรือบรรจุเป็นอาหารสัตว์ใช้เลี้ยงไก่เพื่อส่งออกไก่สดแช่แข็งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-00646-80554 พร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่อจำเลยว่า เป็นสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า และแสดงความจำนงขอคืนเงินอากรขาเข้า 1,008,928 บาท ตามมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 โดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารซิตี้แบงก์ เลขที่ 5023167009 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 วงเงินค้ำประกัน 1,009,000 บาท วางประกันค่าอากรขาเข้าต่อจำเลย พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงได้ตรวจปล่อยสินค้าให้โจทก์รับไป ต่อมาเกิดเหตุการณ์ไข้หวัดนกระบาด รัฐบาลประกาศภัยพิบัติไข้หวัดนก ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหาแนวทางให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยออกประกาศกรมศุลกากรที่ 28/2547 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2547 เรื่องการขยายเวลาการส่งออกไก่สดเป็ดสด แช่เย็นแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์อาหารที่ปรุงจากเนื้อไก่เป็ด ขยายเวลาการส่งออกไปอีกหกเดือนสำหรับการนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2547 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2547 โจทก์ยื่นคำขอคืนหลักประกันที่โจทก์ใช้ค้ำประกันแทนการชำระอากรขาเข้าที่ต้องเสียสำหรับกากถั่วเหลืองปริมาณ 719,303.137 กิโลกรัม ที่โจทก์นำเข้าและได้ใช้ทำการผลิตสินค้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า รวมทั้งภายในระยะเวลาอีก 6 เดือน ที่ได้รับการขยายระยะเวลาการส่งออกตามประกาศของจำเลย ซึ่งกากถั่วเหลืองจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงบางส่วนของกากถั่วเหลืองปริมาณ 2,088,000 กิโลกรัม ที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-00646-80554 และตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับอื่น ๆ รวม 10 ฉบับ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจสอบและพิจารณาอนุมัติคืนเงินอากรและอนุมัติคืนค่าประกันตามส่วนที่ส่งออกให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามที่ยื่นคำขอ คงเหลือยอดกากถั่วเหลืองที่โจทก์ยังไม่ได้ผลิตสินค้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า และพ้นกำหนดระยะเวลาหกเดือนตามที่จำเลยได้ขยายระยะเวลาส่งออก เป็นจำนวน 1,368,696.863 กิโลกรัม พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยคิดคำนวณอากรขาเข้าและเงินเพิ่มที่โจทก์ต้องรับผิดเป็นอากรขาเข้า 661,354 บาท เงินเพิ่มถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 จำนวน 290,996.76 บาท โจทก์ชำระอากรขาเข้าและเงินเพิ่มแล้ว วันที่ 8 สิงหาคม 2549 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับเรื่องการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไข้หวัดนกไปเสนอคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เพื่อพิจารณา ต่อมาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง จัดการประชุมร่วมกับกรมปศุสัตว์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เห็นควรให้ความช่วยเหลือโจทก์สำหรับผลความเสียหายในส่วนของภาระอากรขาเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เกิดจากการเลี้ยงไก่เพื่อส่งออกกรณีของตู้ตีกลับ กรณีการยกเลิกคำสั่งซื้อล่วงหน้าและเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือน สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2547 โดยมอบหมายให้จำเลยคำนวณภาระอากรขาเข้าและเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นเพื่อเสนอพิจารณาจ่ายเงินชดเชยเพื่อเยียวยาผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าวตามหนังสือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่ กค. 1005/1341 ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2544 จำเลยคำนวณภาระอากรขาเข้าและเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาดังกล่าวตามที่ได้รับมอบหมายแล้ว พบว่า มีใบขนสินค้าขาเข้า 12 ฉบับ ที่เป็นการวางประกันและเป็นกรณีที่ตู้ตีกลับ หรือยกเลิกคำสั่งซื้อ ทำให้จำเลยสามารถคิดเงินเพิ่มได้เพียง 12 ใบ ขนสินค้าขาเข้าเท่านั้น คิดเป็นเงิน 4,877,872.39 บาท จากเดิมที่คิดเงินเพิ่มจากใบขนสินค้าขาเข้า 16 ฉบับ เป็นเงิน 9,531,987.67 บาท จำเลยมีหนังสือที่ กค. 0520/16505 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2555 แจ้งผลการพิจารณาทบทวนผลกระทบความเสียหายให้โจทก์ทราบ วันที่ 28 ธันวาคม 2555 จำเลยมีบันทึกข้อความ เรื่อง การพิจารณากรณีบริษัทซันฟีด จำกัด ได้รับความเสียหายเพราะเหตุแห่งภัยพิบัติไข้หวัดนก แจ้งกรณีเงินเพิ่มที่ได้ทบทวนใหม่ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบ ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2556 กระทรวงการคลังมีหนังสือ ที่ กค. 0520/2440 แจ้งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีทราบเนื่องจากโจทก์ร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรี วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 กระทรวงการคลังมีหนังสือ ที่ กค. 0520/2439 แจ้งไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อดำเนินการช่วยเหลือโจทก์ตามมติคณะรัฐมนตรี หลังจากนั้นโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินอากรขาเข้าและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า มาตรา 19 ทวิ และมาตรา 19 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มีวัตถุประสงค์ให้ผู้นำเข้าที่ประกอบกิจการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในต่างประเทศได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าขณะนำเข้าตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เสมือนว่าไม่ได้นำวัตถุดิบเข้ามาในประเทศ เมื่อขณะนำเข้าโจทก์ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 19 ทวิ โดยชอบแล้ว แต่ต่อมาโจทก์ไม่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้เพราะรัฐบาลห้ามส่งออก คู่ค้าต่างประเทศประกาศห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากประเทศไทย อันเป็นเหตุจากไข้หวัดนกระบาดซึ่งเป็นสาธารณภัยตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 มาตรา 4 เป็นเหตุให้ต้องบังคับใช้กฎหมายในทางคุ้มครองโจทก์ โดยต้องยกเว้นอากรขาเข้าและเงินเพิ่มที่เรียกเก็บจากโจทก์ และโจทก์ได้พิสูจน์ว่าไก่สดแช่แข็งที่เลี้ยงจากอาหารสัตว์ที่ผลิตจากกากถั่วเหลืองที่นำเข้าตามใบขนสินค้าพิพาทได้เตรียมส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศแล้ว แต่ต่อมาถูกยกเลิกคำสั่งซื้อเพราะรัฐบาลมีคำสั่งห้ามการส่งออก และรัฐบาลต่างประเทศห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็ง ถือว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนมีสิทธิได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 19 ทวิ นั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 19 ทวิ บัญญัติว่า "ของที่ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศหรือส่งไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือเดินทางไปเมืองต่างประเทศ ถ้าพิสูจน์เป็นที่พอใจอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายว่าได้ผลิตหรือผสมหรือประกอบหรือบรรจุด้วยของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ให้คืนเงินอากรขาเข้าสำหรับของดังกล่าวที่ได้เรียกเก็บไว้แล้วให้แก่ผู้นำของเข้า ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้... (ง) ของนั้นได้ส่งออกไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำของซึ่งใช้ในการผลิต ผสม หรือประกอบเป็นของที่ส่งออก หรือใช้บรรจุของที่ส่งออก เข้ามาในราชอาณาจักร เว้นแต่ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่อาจส่งออกภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ อธิบดีขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินหกเดือน และ (จ) ต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป แต่อธิบดีจะขยายเวลาออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้" และมาตรา 19 ตรี บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าแสดงความจำนงว่าของที่นำเข้าจะใช้เฉพาะในการผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุ เพื่อการส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศ หรือส่งไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือเดินทางไปเมืองต่างประเทศ อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายจะอนุญาตให้รับการค้ำประกันของกระทรวงการคลังหรือธนาคาร หรือหลักประกันอื่น แทนการชำระอากรขาเข้าที่ต้องเสีย โดยอาจกำหนดเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ เมื่อมีการส่งออกซึ่งของที่จะได้คืนเงินอากรตามมาตรา 19 ทวิ ก็ให้คืนหลักประกันโดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินอากร" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ได้ใช้กากถั่วเหลืองในการผลิตสินค้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้นำกากถั่วเหลืองดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรและภายในกำหนดระยะเวลาหกเดือนที่ขยายออกไปตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 28/2547 เพียงบางส่วน ยังคงเหลือสินค้ากากถั่วเหลืองอีก 1,368,696.863 กิโลกรัม ที่โจทก์ใช้ในการผลิตสินค้า แต่สินค้ามิได้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แม้จะได้ความจากนายจำลอง กรรมการของโจทก์ว่า กากถั่วเหลืองตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-00646-80554 ที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้า สินค้าดังกล่าวถูกยกเลิกคำสั่งซื้อจากต่างประเทศจากเหตุการณ์ภัยพิบัติไข้หวัดนก ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งออกสินค้าได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่การคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระแล้วหรือการคืนประกันโดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินอากรตามมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 กำหนดไว้เพียงกรณีเดียว คือ เมื่อผู้นำเข้าได้พิสูจน์ให้เป็นที่พอใจอธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมศุลกากรมอบหมายว่าของที่ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศนั้น ได้ผลิตหรือผสมหรือประกอบหรือบรรจุด้วยของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตรา 19 ทวิ (ก) ถึง (จ) ด้วย เมื่อสินค้ากากถั่วเหลืองที่โจทก์นำเข้ามา 1,368,696.863 กิโลกรัม ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 2801-00646-80554 เป็นสินค้าที่ใช้ในการผลิต ผสม หรือประกอบเป็นของส่งออก แต่โจทก์ไม่สามารถส่งออกไปเมืองต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันนำของเข้า และภายในกำหนดเวลาหกเดือนตามที่จำเลยได้ขยายระยะเวลาส่งออกให้ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 28/2547 ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 โจทก์จึงไม่อาจขอคืนเงินอากรขาเข้าจากจำเลยได้ แม้เหตุที่โจทก์ไม่สามารถส่งออกสินค้าที่นำเข้ามาได้ภายในกำหนดเวลาของกฎหมายนั้นจะเกิดจากการที่ต่างประเทศห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากกรณีภัยพิบัติไข้หวัดนก อันมิใช่ความผิดของโจทก์ก็ตาม ก็หาใช่เหตุตามมาตรา 19 ทวิ ที่โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระอากรขาเข้าแก่จำเลยแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินอากรขาเข้าที่โจทก์ได้ชำระไปแล้วแก่โจทก์ ส่วนประเด็นว่า จำเลยต้องคืนเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ไม่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้เพราะรัฐบาลห้ามส่งออก คู่ค้าต่างประเทศประกาศห้ามนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากประเทศไทย อันเป็นเหตุจากไข้หวัดนกระบาด รัฐบาลประกาศภัยพิบัติไข้หวัดนก ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อหาแนวทางให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยโดยออกประกาศกรมศุลกากรที่ 28/2547 เรื่อง การขยายเวลาการส่งออกไก่สดเป็ดสดแช่เย็นแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์อาหารที่ปรุงจากเนื้อไก่เป็ด ออกไปอีกหกเดือนสำหรับการนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2547 โจทก์ก็ยังไม่สามารถส่งออกไก่สดแช่แข็งได้จากเหตุภัยพิบัติดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ กรณีจึงมีเหตุงดเงินเพิ่มแก่โจทก์ ดังนั้นจำเลยต้องคืนเงินเพิ่มที่โจทก์ชำระไว้แล้ว 290,996.76 บาท ส่วนดอกเบี้ยที่ขอมานั้นตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ควรกำหนดให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินเพิ่มที่โจทก์ชำระไว้แล้ว 290,996.76 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 19 ทวิ ม. 19 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซันฟีด จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวีรยุทธ แสงดี
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5252/2560
#614294
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 89 (4) บัญญัติว่า "...ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป" ไม่ได้บัญญัติว่าต้องเสียเบี้ยปรับเพียง 1 เท่า ของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ประกอบกับจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไป และจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินถือเป็นความรับผิดคนละส่วนแยกจากกัน เดือนกันยายน 2549 ถึงเดือนกรกฎาคม 2551 โจทก์แสดงภาษีขายขาดจำนวน 915,570.63 บาท และแสดงภาษีซื้อไว้เกินจำนวน 7,185.82 บาท โจทก์จึงต้องเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า ของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดและเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า ของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปทั้งสองส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ลดหรืองดเบี้ยปรับ และให้จำเลยคืนเงิน 2,769,482.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมิน และการสั่งคืนเงินตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีขอรับเงินคืน (ภ.พ.72.1) เลขที่ ภพ. 72.1 - 01003071 - 25530120 - 005 - 00025 ลงวันที่ 20 มกราคม 2553 พร้อมใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) รายนางปราณี สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/136/2555 ฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 เฉพาะเบี้ยปรับ โดยให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 461,378.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนนับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 มีนาคม 2556) เป็นเวลา 52 เดือน และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 461,378.22 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่ดอกเบี้ยต้องมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงการคลังมีหน้าที่จัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากร โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าห้องพักลักษณะเป็นอพาร์ทเม้นท์ที่พักอาศัย ชื่อ "แอมบาสซี่เพลส อพาร์ทเม้นท์" จำนวน 3 อาคาร มีสถานประกอบการตั้งอยู่เลขที่ 548 อาคารแอมบาสซี่เพลส อพาร์ทเม้นท์ ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2549 ประเภทกิจการให้เช่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบริการอื่นๆ ตามแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) โจทก์ทำสัญญาเช่าอาคารแอมบาสซี่เพลสจากห้างหุ้นส่วนจำกัดภัทรา มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 เพื่อวัตถุประสงค์ดำเนินธุรกิจให้เช่าสถานที่เป็นที่พักอาศัย อัตราค่าเช่าเดือนละ 1,000,000 บาท ตามสัญญาเช่าแอมบาสซี่เพลส โจทก์ทำสัญญาซื้อทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้ติดตั้งไว้กับอาคารที่เช่าจากห้างหุ้นสวนจำกัดภัทรา ซึ่งเป็นเครื่องเฟอร์นิเจอร์ และระบบงานอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้แก่ ระบบลิฟท์โดยสาร ระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบโทรศัพท์ ระบบประปา นอกจากนี้ยังมีเครื่องเด็กเล่น เครื่องออกกำลังกาย เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเครื่องใช้สำนักงาน 40,000,000 บาท โดยผู้ขายได้ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2550 ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สิน ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2549 และรายละเอียดทรัพย์สิน ห้างหุ้นส่วนจำกัดภัทรา ผู้ขายได้ออกใบกำกับภาษีเลขที่ S 4910 - 044 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2549 จำนวน 40,000,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,800,000 บาท รวม 42,800,000 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ให้บริการเช่าห้องพักอาศัยมีลักษณะเป็นอพาร์ทเม้นท์เป็นรายเดือน พร้อมทั้งมีเฟอร์นิเจอร์และบริการอื่นๆ จำนวน 3 อาคาร คือ อาคารเอ 26 ห้อง อาคารบี จำนวน 26 ห้อง และอาคารซี 9 ห้อง รวม 61 ห้อง ขนาดของห้องพักอาศัยแบ่งเป็นแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 84 ตารางเมตร แบบ 2 ห้องนอนขนาด 90 ถึง 100 ตารางเมตร แบบ 3 ห้องนอน ขนาด 200 ตารางเมตร และมีแบบห้องเพ็นท์เฮาส์ 2 ห้องนอน ขนาด 110 ตารางเมตร และแบบห้องเพ็นท์เฮาส์ 3 ห้องนอน ขนาด 160 ตารางเมตร พร้อมทรัพย์สินตกแต่งและติดตั้ง โจทก์แบ่งอัตราส่วนสำหรับรายรับที่โจทก์ได้รับจากลูกค้าผู้เข้าพักอาศัย เป็นรายรับค่าเช่าห้องพักอัตราส่วนร้อยละ 80 รายรับจากการให้เช่าเฟอร์นิเจอร์และระบบสาธารณูปโภคเป็นการให้บริการอัตราส่วนร้อยละ 10 และค่าธรรมเนียมการบริการอัตราส่วนร้อยละ 10 โจทก์เฉลี่ยภาษีซื้อรายรับค่าเช่าห้องพักและรายรับค่าบริการในอัตราส่วน 80 ต่อ 20 ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ยื่นแบบปรับปรุงภาษีซื้อเป็นอัตราส่วนประมาณ 70 ต่อ 30 ตามสำเนาแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีปรับปรุงภาษีซื้อที่เฉลี่ยตามส่วนของรายได้ ภ.พ.30.2 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 พร้อมเอกสารประกอบแนบเดือนภาษีกันยายน 2549 และเดือนภาษีมกราคม 2550 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2551 สำหรับเดือนมิถุนายน 2551 มีภาษีซื้อที่ชำระไว้เกินขอคืน 2,773,075.34 บาท ตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 พร้อมรายงานภาษีซื้อ และรายงานภาษีขาย เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2551 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 สำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 แสดงภาษีที่ต้องชำระ 3,184.02 บาท และมีเครดิตภาษีชำระเกินยกมา 2,773,075.34 บาท จึงคงเหลือภาษีที่ชำระเกินจำนวน 2,769,891.32 บาท โจทก์ขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกินเป็นเงินสด ตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 และเอกสารแนบ เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่า โจทก์กำหนดรายรับค่าเช่าห้องพักกับรายรับค่าบริการไว้ในอัตราส่วน 80 ต่อ 20 โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริง จึงไม่ถูกต้อง เป็นผลให้การเฉลี่ยภาษีซื้อไม่ถูกต้องตามกันไป กรณีดังกล่าวถือเป็นการยื่นแบบแสดงรายการหรือแบบนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายหรือจำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อน เป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับผิดเบี้ยปรับ จึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับ โดยทำการปรับปรุงรายรับในส่วนของการให้เช่าห้องพัก กับรายรับในส่วนของการให้บริการ และปรับปรุงภาษีซื้อโดยทำการเฉลี่ยภาษีซื้อใหม่ในอัตราส่วน 50 : 50 ตั้งแต่เดือนภาษีกันยายน 2549 ถึงเดือนกรกฎาคม 2551 ตามการตรวจสอบสรุปและตารางแนบการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นผลให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 แสดงภาษีขายไว้ขาด 915,570.63 บาท แสดงภาษีซื้อไว้เกิน 7,185.82 บาท และแสดงภาษีซื้อแจ้งไว้ขาด 23,484.64 บาท โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม ตั้งแต่เดือนภาษีตุลาคม 2549 ถึงเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 จำนวน 922,756.45 บาท ทำให้โจทก์มีสิทธินำภาษีที่ชำระเกินยกมาใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 ลดลงเหลือ 1,070,128.12 บาท จึงมีสิทธิได้รับคืนภาษีทั้งสิ้น 947,862.99 บาท ตามสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีขอรับเงินคืน (ภ.พ.72.1) เลขที่ ภพ.72.1 - 01003071 - 25530120 - 005 - 00025 ลงวันที่ 20 มกราคม 2553 พร้อมใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ได้รับเช็คคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกรกฎาคม 2551 จำนวน 947,862.99 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินโดยใช้แบบพิมพ์คำอุทธรณ์ตามแบบที่จำเลยกำหนดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 ต่อมาโจทก์ยื่นหนังสือ เรื่อง การขอให้คำชี้แจงเพิ่มเติม กรณีอุทธรณ์การประเมินภาษี กรณีขอรับเงินคืน ฉบับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2553 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และเห็นว่าประเด็นข้อโต้แย้งคำชี้แจงเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2553 เป็นการเพิ่มเติมประเด็นใหม่ที่มิได้ยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านในคำอุทธรณ์ที่ยื่นครั้งแรก ถือว่าประเด็นข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์เกินกำหนดเวลา จึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณา ส่วนเบี้ยปรับไม่มีเหตุผ่อนผันให้งดหรือลดเบี้ยปรับแต่อย่างใด ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า การประเมินเบี้ยปรับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) เจ้าพนักงานให้โจทก์เสียเบี้ยปรับได้เพียง 1 เท่า ของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาด หรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจทำให้เสียเบี้ยปรับทั้งสองจำนวนได้ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) บัญญัติว่า "...ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป" ไม่ได้บัญญัติว่าต้องเสียเบี้ยปรับเพียง 1 เท่า ของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ ประกอบกับจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไป และจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินถือเป็นความรับผิดคนละส่วนแยกจากกัน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินว่า ตั้งแต่เดือนภาษีกันยายน 2549 ถึงเดือนกรกฎาคม 2551 โจทก์ผู้ประกอบการแสดงภาษีขายขาดจำนวน 915,570.63 บาท และแสดงภาษีซื้อไว้เกินจำนวน 7,185.82 บาท ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งในส่วนของจำนวนเงินต่างๆ ในการประเมิน โจทก์จึงต้องเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า ของจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดและเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า ของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปทั้งสองส่วน การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 89 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปราณี เพชรบูชา
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวกชมน ทิพยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา