คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6099/2560
#615092
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ต้องให้ความสำคัญด้านบริการ ทั้งเรื่องสินค้า ความปลอดภัยและความสะดวกสบาย เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้าอันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลย โดยเฉพาะการบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถ ดังนั้นจำเลยย่อมมีหน้าที่ดูแลและรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดบริเวณลานจอดรถด้วย แต่จำเลยมิได้จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลทรัพย์สินของลูกค้าและไม่มีมาตรการในการระมัดระวังมิให้คนร้ายเข้ามาลักรถยนต์ของลูกค้า คงมีเพียงกล้องวงจรปิดที่ใช้บันทึกภาพรถยนต์ที่ผ่านเข้าออกเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกกับจำเลยร่วมไว้ โดยกรมธรรม์ดังกล่าวระบุความรับผิดในเรื่องความเสียหายของผู้มาเยือนในข้อ 4.8 ว่า ความเสียหายต่อทรัพย์สินจากผลกระทบส่วนบุคคล (รวมถึงยานพาหนะและส่วนที่เกี่ยวข้อง) ครอบครองโดยกรรมการ ผู้มาเยือนและลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย ซึ่งความเสียหายดังกล่าวหมายความรวมถึงความสูญหายด้วยตามนิยามศัพท์ข้อ 11.11 โดยจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าเงื่อนไขความรับผิดส่วนแรกที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยร่วมจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมเป็นเพียงผู้รับประกันภัยจากจำเลยมีความผูกผันที่จะร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์เท่านั้นไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยร่วมชำระหนี้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนโจทก์ฟ้องคดี โดยจำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อนึ่ง คดีนี้จำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้โดยจำเลยและจำเลยร่วมต่างยื่นอุทธรณ์และฎีกาแยกกัน ต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์และฎีการ่วมกัน กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคห้า ที่จะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยและจำเลยร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 476,630 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มกราคม 2557) ต้องไม่เกิน 26,630 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงิน 253,668 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 253,668 บาท นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บน 376 สุรินทร์ ไว้จากนางสาวเกนียง ผู้เอาประกันภัย จำเลยประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าแก่ลูกค้าทั่วไปใช้ชื่อ ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ในระหว่างระยะเวลารับประกันภัย ผู้เอาประกันภัยนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปจอดบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลย สาขาพระราม 2 เพื่อซื้อสินค้าและปิดล็อกประตูรถยนต์ไว้ ปรากฏว่ามีคนร้ายลักรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไป โดยบริเวณทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าของจำเลยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ คงมีเพียงกล้องวงจรปิดที่จะบันทึกภาพรถยนต์เข้าออกเท่านั้น ผู้เอาประกันภัยแจ้งเรื่องที่รถยนต์สูญหายให้โจทก์ทราบ โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450,000 บาท ให้แก่บริษัทตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง จำกัด ผู้รับประโยชน์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 ส่วนจำเลยร่วมรับประกันภัยจากจำเลยในกรณีประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่า จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยและจำเลยมิได้รับฝากรถยนต์ การที่จำเลยจัดสถานที่จอดรถให้ลูกค้านั้นเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เท่านั้น จำเลยมิได้มีหน้าที่ต้องจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันมิให้คนร้ายลักรถยนต์ของลูกค้ารวมทั้งรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย ดังนั้นจำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยและโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าและให้บริการแก่ลูกค้าจำเลยต้องให้ความสำคัญด้านบริการ ทั้งเรื่องสินค้า ความปลอดภัยและความสะดวกสบายเพื่อสร้างความพึงพอใจเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้า อันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลย โดยเฉพาะการบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถที่กว้างขวาง มีปริมาณเพียงพอสะดวกสบายย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าที่จะมาใช้บริการห้างสรรพสินค้า ดังนั้นจำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องดูแลและรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการซึ่งรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดบริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าด้วย จำเลยควรมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดรัดกุมโดยจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยไว้คอยตรวจสอบดูแลเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าสูญหาย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เอาประกันภัยได้ใช้ความระมัดระวังด้วยการล็อกรถยนต์เพื่อมิให้คนร้ายสามารถเข้าไปในรถยนต์ได้โดยสะดวกอันเป็นการป้องกันทรัพย์ของตนตามปกติแล้ว แต่การที่จำเลยมิได้จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลทรัพย์สินของลูกค้าและไม่มีมาตรการในการระมัดระวังมิให้คนร้ายเข้ามาลักรถยนต์ของลูกค้าคงมีเพียงกล้องวงจรปิดที่ใช้บันทึกภาพรถยนต์ที่ผ่านเข้าออกเท่านั้นซึ่งมาตรการดังกล่าวยังไม่พอเพียงต่อการรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง เมื่อคนร้ายลักรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยไปจึงถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน 450,000 บาท ให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้วโดยไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยไว้สูงเกินกว่าราคาและสภาพรถยนต์ในขณะที่ตกลงทำสัญญาประกันภัย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวจากจำเลยได้ โดยโจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์วันที่ 26 มีนาคม 2556 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากจำเลยนับแต่วันดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในส่วนของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยร่วมฎีกาว่า สัญญาประกันภัยที่จำเลยร่วมรับประกันภัยจากจำเลย มีวัตถุประสงค์คุ้มครองเฉพาะความเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการกระทำของกรรมการหรือลูกจ้างของจำเลย เนื่องจากการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยเท่านั้นไม่มีข้อความใดระบุให้จำเลยร่วมต้องรับผิดเนื่องจากบุคคลภายนอกลักรถยนต์ สัญญาดังกล่าวไม่ได้ระบุให้จำเลยร่วมต้องรับผิดในความสูญหายของทรัพย์สินของกรรมการหรือผู้มาเยือน นั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยระบุความรับผิดในเรื่องความเสียหายของผู้มาเยือนในข้อ 4.8 ว่า ความเสียหายต่อทรัพย์สินจากผลกระทบส่วนบุคคล (รวมถึงยานพาหนะและส่วนที่เกี่ยวข้อง) ครอบครองโดยกรรมการ ผู้มาเยือนหรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยซึ่งความเสียหายดังกล่าวหมายความรวมถึงความสูญหายด้วยตามนิยามศัพท์ ข้อ 11.11 เมื่อรถยนต์ของลูกค้าสูญหายในบริเวณพื้นที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยแม้จะเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอก แต่จำเลยในฐานะผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์เนื่องจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวระบุถึงความรับผิดส่วนแรกว่า ในความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจำเลยจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายส่วนแรกเป็นเงิน 196,332 บาท ของความเสียหายในแต่ละครั้งและจำเลยร่วมต้องรับผิดเฉพาะความเสียหายที่เกิน 196,332 บาทเท่านั้น โดยจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าเงื่อนไขความรับผิดส่วนแรกที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดเฉพาะในส่วนที่เกิน 196,332 บาทเท่านั้น ดังนั้นจำเลยร่วมจึงต้องร่วมกับจำเลยรับผิดต่อโจทก์จำนวน 253,668 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในส่วนของจำเลยร่วมมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยร่วมรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์นั้นยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยร่วมเป็นเพียงผู้รับประกันภัยจากจำเลยมีความผูกพันที่จะร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้นไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดเพียงวงเงินความเสียหายที่ต้องรับผิดไม่ได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด เมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยร่วมชำระหนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนที่โจทก์ฟ้องคดี จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เป็นต้นไป ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

อนึ่ง คดีนี้จำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้โดยจำเลยและจำเลยร่วมต่างได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาแยกกัน ต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา โดยจำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาชั้นศาลละ 9,532 บาท จำเลยร่วมเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาชั้นศาลละ 5,395 บาท เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์และยื่นฎีการ่วมกัน กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยและจำเลยร่วมตามส่วนของค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาตามที่แต่ละคนได้ชำระเกินไป เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนเกินแก่จำเลยและจำเลยร่วม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 253,668 บาท นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยชั้นศาลละ 2,687.50 บาท และแก่จำเลยร่วมชั้นศาลละ 2,687.50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 420 ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 142 (5) ม. 150 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย)
จำกัด (มหาชน)
บริษัทบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ
จำเลย — บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวอรรถนัดดา สุนทรศารทูล
ศาลอุทธรณ์ — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6095/2560
#614399
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามคำฟ้องที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นมูลหนี้ค่าเบี้ยปรับในหนี้ภาษีอากร ซึ่งตามประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับดังกล่าวได้ แม้ว่าการฟ้องคดีของโจทก์จะเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ร่วมในนามตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 แต่การใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ก็ห้ามมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้มากไปกว่าจำนวนที่ค้างชำระ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 235 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233 ม. 235 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
โจทก์ร่วม — บริษัทยูนิเวอร์แซล คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ จำกัด
จำเลย — นายเสนีย์ ตัณฑเสถียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวัชรพงษ์ วิลาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
เกษม เกษมปัญญา
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5724 -ที่ 5725/2560
#618525
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 จะต้องได้ความว่าผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนประสงค์ทำกิจการร่วมกัน หากผลประกอบการมีกำไรก็แบ่งกำไรกัน หากขาดทุนก็ขาดทุนร่วมกัน แต่ตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงแบ่งกำไรจากการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศคงมีแต่ข้อตกลงให้โจทก์แบ่งรายได้ค่าพูดโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้จำเลยที่ 1 เป็นรายนาที รายได้ดังกล่าวมิใช่กำไรจากการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้เป็นการร่วมกิจการโดยมุ่งประสงค์จะแบ่งกำไร จึงไม่มีลักษณะเป็นหุ้นส่วนกัน

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ซึ่งโจทก์ไม่อาจเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการได้ ด้วยเหตุจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหุ้นส่วน จำเลยที่ 2 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้มีการปลอมลายมือชื่อลูกค้าและเอกสารประกอบคำขอใช้บริการ อันเป็นการร่วมกันทำผิดหน้าที่ของหุ้นส่วนและตัวแทน เป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิดและปฏิบัติผิดสัญญา แม้ความรับผิดในมูลละเมิดจะขาดอายุความ แต่ความรับผิดตามสัญญาไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 จำเลยทั้งสองผิดสัญญาระหว่างปี 2544 ถึงปี 2547 นับถึงวันฟ้องทั้งสองสำนวนวันที่ 24 มิถุนายน 2553 และ 19 พฤศจิกายน 2553 ตามลำดับ ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ประกอบธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และได้ทำข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์เข้ากับชุมสายโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโจทก์แบบอัตโนมัติ โดยแบ่งรายได้จากค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้จำเลยที่ 1 เป็นรายนาที ต่อมาจำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ากับชุมสายโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 แบ่งรายได้จากค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้จำเลยที่ 2 เป็นรายนาทีเช่นกัน ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องเปิดให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากค่าใช้บริการให้จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานของผู้ใช้บริการ หากจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีการปลอมลายมือชื่อและเอกสารประกอบคำขอใช้บริการจนโจทก์ไม่อาจเรียกเก็บค่าบริการได้ ย่อมเป็นการละเมิดและผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ลูกค้าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโจทก์โดยอัตโนมัติ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยปฏิเสธไม่ให้ลูกค้าของจำเลยที่ 2 ใช้บริการ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโดยปริยายของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการขอใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ลักษณะการให้บริการของจำเลยทั้งสองยังถือได้ว่าร่วมกันให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ โดยผ่านชุมสายโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโจทก์ด้วย แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วน กับขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาตัวแทน แต่เนื้อหาของข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องสัญญาต่างตอบแทนและตัวแทนโดยปริยาย ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองไว้ครบถ้วนแล้ว เพียงแต่โจทก์ปรับบทกฎหมายแตกต่างไปเป็นสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนและตัวแทน ศาลก็มีอำนาจที่จะปรับบทกฎหมายให้ตรงกับคำบรรยายฟ้อง เนื้อหาของข้อตกลง และสัญญาดังกล่าวได้ การที่จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีการปลอมลายมือชื่อและเอกสารประกอบคำขอใช้บริการ อันเป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่อาจเรียกเก็บค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนในการทำสัญญากับผู้ใช้บริการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 812 จำเลยที่ 1 คู่สัญญาต่างตอบแทนกับโจทก์ และร่วมกับจำเลยที่ 2 ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 369 ม. 812 ม. 1012
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
เกษม เกษมปัญญา
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5707/2560
#615338
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 ให้นิยามคำว่า "ค่ารายปี" หมายความว่า "จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ" ค่าเช่าที่จะถือเป็นค่ารายปีนั้นต้องเป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ หากค่าเช่าที่เจ้าของทรัพย์สินตกลงไว้กับผู้เช่า มิใช่เป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้หรือมิใช่เป็นค่าเช่าอันแท้จริง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจประเมินค่ารายปีชอบที่จะกำหนดค่ารายปีตามค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ เมื่อคดีนี้ปรากฏอัตราค่าเช่าช่วงสูงกว่าอัตราค่าเช่าที่โจทก์ให้ผู้เช่าเช่า ค่าเช่าที่โจทก์ตกลงกับผู้เช่าจึงไม่ใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำค่าเช่าเฉลี่ยเป็นอัตราค่าเช่าช่วงปานกลางเดือนละ 13,500 บาท ของโรงเรือนชั้นที่หนึ่งไปคิดเป็นค่าเช่าในชั้นที่สองและชั้นที่สามด้วย รวมเป็นค่าเช่าทั้งสามชั้น ในอัตราเดือนละ 40,500 บาท ทั้งที่ไม่มีการเช่าช่วงในชั้นที่สองและชั้นที่สามย่อมไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้น การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและการจัดเก็บภาษีโรงเรือนเลขที่ 946/42 ถนนพระราม 4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร สำหรับประจำปีภาษี 2552 ถึงปี 2554 และให้กำหนดค่ารายปีและค่าภาษีใหม่ โดยกำหนดค่ารายปีจากค่าเช่าอัตราเดือนละ 4,000 บาท เป็นภาษีจำนวน 6,150 บาท สำหรับปีภาษี 2552 ถึง 2553 และจำนวน 6,285.71 บาท สำหรับปีภาษี 2554 ให้จำเลยคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ย 258,129.76 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 224,664.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (แบบ ภ.ร.ด.8) ประจำปีภาษี 2553 เลขประจำแขวงที่ 000733 (50040000-53/000733-2) และประจำปีภาษี 2554 เลขประจำแขวงที่ 000702 (50040000-54/000702-2) ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2554 และใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 (แบบภ.ร.ด.11) เล่มที่ 20 เลขที่ 19 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2556 โดยให้กำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2553 จำนวน 324,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 40,500 บาท กำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2554 จำนวน 297,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 37,125 บาท ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 82,225 บาท แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้รับผิดเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนเลขที่ 946/42 ถนนพระราม 4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ที่พิพาท โจทก์ให้นางรุจิกาญจน์ เช่าโรงเรือนพิพาทเพื่อประกอบการค้าและอยู่อาศัย โดยวิธีประมูล กำหนดเวลาเช่า 3 ปี (วันที่ 27 เมษายน 2548 ถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2551) ผู้เช่าตกลงชำระค่าธรรมเนียมการเช่าและค่าเช่าล่วงหน้าตลอดอายุสัญญาเช่าเป็นเงิน 2,000,000 บาท ตามสำเนาสัญญาเช่า เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าดังกล่าวแล้ว โจทก์ให้บริษัททุนลดาวัลย์ จำกัด พิจารณาศึกษาวางแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณริมถนนพระราม 4 และให้นางรุจิกาญจน์เช่าชั่วคราวรายเดือนจนถึงปัจจุบัน โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมและปรับลดอัตราค่าเช่าเป็นเดือนละ 4,000 บาท ในการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโรงเรือนพิพาท ประจำปีภาษี 2552 ถึงปี 2554 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าค่าเช่าที่โจทก์ปรับลดเหลืออัตราเดือนละ 4,000 บาท มิใช่จำนวนเงินที่สมควรให้เช่าได้ จึงได้นำเทียบเคียงกับโรงเรือนเลขที่ 269 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ซึ่งมีทำเลที่ตั้งในบริเวณเดียวกันกับโรงเรือนพิพาท สภาพเป็นตึกแถวสามชั้น พื้นที่ใช้ประโยชน์ 110.25 ตารางเมตร ค่ารายปีเฉลี่ยตารางเมตรละ 408.16 บาท ตามใบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2553 และปีภาษี 2554 (โรงเรือนเลขที่ 269) แต่ค่ารายปีโรงเรือนเลขที่ 269 มีจำนวนสูงกว่าค่ารายปีที่ล่วงมาแล้วของโรงเรือนพิพาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงกำหนดค่ารายปีโรงเรือนพิพาทของโจทก์โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณภาษีที่จะต้องเสียในปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 ในอัตราเฉลี่ยเดือนละ 55,600 บาท และแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ต่อมาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาค่ารายปีและค่าภาษีของโรงเรือนพิพาทใหม่ โดยโจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินแล้ว ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และพิจารณาอุทธรณ์ภาษีตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและพิจารณาคำร้องโดยให้แก้ไขค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับปีภาษี 2552 ถึงปี 2554 โดยนำข้อเท็จจริงที่นางรุจิกาญจน์ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมว่าได้ใช้ประโยชน์พื้นที่ชั้น 2 ถึง 3 เป็นที่อยู่อาศัย ส่วนพื้นที่ชั้นที่ 1 นำไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงเพื่อประกอบการค้าประกอบการพิจารณาประเมินค่ารายปีและกำหนดค่าภาษี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำชี้ขาดตามที่คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณา โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและการจัดเก็บภาษี จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยว่า โรงเรือนพิพาทควรมีค่ารายปีประจำปีภาษี 2552 ถึงปี 2554 จำนวนเท่าใด ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า ภายหลังครบอายุสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับผู้เช่า โจทก์คิดค่าเช่าจากผู้เช่าในอัตราเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม แม้ผู้เช่าจะนำสถานที่เช่าออกให้บุคคลภายนอกเช่าช่วง โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในค่าเช่าช่วงแต่อย่างใด คำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ชอบ ส่วนจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาเพียงสภาพและการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สินว่า สามารถนำออกให้เช่าในชั้นสองและชั้นสามได้ราคาน้อยกว่าชั้นหนึ่ง เป็นเพียงการคาดคะเนหรือความเข้าใจของศาลเท่านั้น แม้โรงเรือนมีหลายชั้นแต่ทุกชั้นมีทำเลที่ตั้งเดียวกันและได้รับบริการสาธารณะที่เท่าเทียมกัน หาใช่ว่าชั้นที่สองและชั้นที่สามได้รับบริการสาธารณะที่แตกต่างกัน ค่าเช่าที่จะนำมากำหนดค่ารายปีจึงควรต้องเท่ากัน นอกจากนี้โรงเรือนที่พิพาทโจทก์นำออกให้เช่าทั้งโรงเรือน มิได้ให้เช่าเป็นชั้น ๆ ดังที่ศาลนำมาเป็นเหตุผลในการวินิจฉัย การที่ศาลแยกเป็นชั้น ๆ มีค่าเช่าแต่ละชั้นต่างกันจึงไม่น่าจะถูกต้อง และก่อนปีภาษีที่พิพาทโจทก์นำโรงเรือนที่พิพาทออกให้ผู้เช่ารายเดียวกันเช่าในราคาค่าเช่าที่สูงกว่าคำชี้ขาดคดีนี้และชำระภาษีในจำนวนที่สูงกว่าคำชี้ขาดคดีนี้มาโดยตลอด เมื่อปรากฏว่าค่าเช่าของชั้นที่หนึ่งอาจให้เช่าได้เดือนละ 13,500 บาท ชั้นที่สองและชั้นที่สามจึงต้องให้เช่าเดือนละ 13,500 บาท เช่นกัน และการที่ศาลกำหนดค่าเช่าให้โรงเรือนที่พิพาทใหม่ไม่ได้ให้เหตุผลและที่มาของค่าเช่าอัตราดังกล่าวจึงไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้โจทก์จะได้รับค่าเช่าโรงเรือนและที่ดินพิพาทในอัตราค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท แต่ผู้เช่าได้นำโรงเรือนพิพาทบริเวณชั้นที่หนึ่งไปให้เช่าช่วง ซึ่งเฉลี่ยเป็นอัตราค่าเช่าช่วงปานกลางในอัตราเดือนละ 13,500 บาท เมื่อพิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 ที่ให้นิยามความหมายของคำว่า "ค่ารายปี" หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ แล้ว ค่าเช่าที่จะถือเป็นค่ารายปีนั้นต้องเป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ หากค่าเช่าที่เจ้าของทรัพย์สินตกลงไว้กับผู้เช่า มิใช่เป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้หรือมิใช่เป็นค่าเช่าอันแท้จริง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจประเมินค่ารายปีชอบที่จะกำหนดค่ารายปีตามค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ เมื่อคดีนี้ปรากฏอัตราค่าเช่าช่วงสูงกว่าอัตราค่าเช่าที่โจทก์ให้ผู้เช่าเช่า ดังนั้น ค่าเช่าที่โจทก์ตกลงกับผู้เช่าจึงไม่ใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 8 วรรคสาม แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำค่าเช่าเฉลี่ยเป็นอัตราค่าเช่าช่วงปานกลางเดือนละ 13,500 บาท ของโรงเรือนชั้นที่หนึ่งไปคิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 13,500 บาท ในชั้นที่สองและชั้นที่สามด้วย รวมเป็นค่าเช่าทั้งสามชั้นในอัตราเดือนละ 40,500 บาท ทั้งที่ไม่มีการเช่าช่วงในชั้นที่สองและชั้นที่สาม ย่อมไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ค่าเช่าที่โจทก์ได้รับจากผู้เช่าไม่ใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง และไม่มีการนำทรัพย์สินที่มีลักษณะของทรัพย์สินขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของจำเลยมาเทียบเคียง เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2552 ในระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนว่า โรงเรือนพิพาทสมควรให้เช่าได้ในอัตราเดือนละ 55,600 บาท ซึ่งเป็นค่าเช่าที่เรียกเก็บจากผู้เช่ารายเดียวกันอีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่า ทรัพย์สินพิพาทมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์เปลี่ยนแปลงไปจากปีภาษี 2551 ดังนั้น เมื่อพิจารณาลักษณะสภาพของทรัพย์สิน อัตราค่าเช่าช่วงทำเลที่ตั้ง ตลอดจนเงื่อนไขในการให้เช่าที่เปลี่ยนแปลงไปจากการให้เช่าที่มีกำหนดเวลาแน่นอนเป็นการให้เช่าในลักษณะชั่วคราวรายเดือนซึ่งไม่มีความแน่นอน อันส่งผลต่อการนำโรงเรือนนั้นออกให้บุคคลอื่นใช้ประโยชน์และได้รับค่าตอบแทนแล้ว และเมื่อสภาพโรงเรือนพิพาทเป็นอาคาร 3 ชั้น และเอาออกให้เช่าช่วงเพียงชั้นล่างชั้นเดียวประกอบกับเมื่อคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโจทก์ในการให้เช่าที่เป็นการช่วยเหลือประชาชนเป็นสำคัญ มิได้มุ่งหวังผลกำไร อย่างเช่นการเช่าทรัพย์สินของเอกชน จึงเห็นควรกำหนดให้โรงเรือนพิพาทสมควรให้เช่าได้ในอัตราเดือนละ 16,166 บาท สำหรับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2552 นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2551 มีการจ่ายค่าเช่าจริง 55,600 บาท เป็นค่ารายปีปีภาษี 2552 จำนวน 430,596 บาท ค่าภาษี 53,824.50 บาท ปีภาษี 2553 เป็นค่ารายปี 193,992 บาท ค่าภาษี 24,249 บาท ปีภาษี 2554 หักลดค่ารายปีตามการประเมินและคำชี้ขาด เป็นค่ารายปี 177,826 บาท ค่าภาษี 22,228.25 บาท รวมค่าภาษีปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 เป็นเงิน 100,301.75 บาท คำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่วินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2552 และปีภาษี 2553 เป็นเงินปีละ 83,400 บาท ปีภาษี 2554 เป็นเงิน 76,450 บาท รวม 243,250 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินแก่โจทก์ 142,948.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษากำหนดค่าเช่าโรงเรือนพิพาทใหม่เป็นเดือนละ 27,000 บาท มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดโรงเรือนพิพาทประจำปีภาษี 2552 กำหนดค่ารายปี 430,596 บาท ค่าภาษี 53,824.50 บาท ปีภาษี 2553 กำหนดค่ารายปี 193,992 บาท ค่าภาษี 24,249 บาท ปีภาษี 2554 กำหนดค่ารายปี 177,826 บาท ค่าภาษี 22,228.25 บาท ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 142,948.25 บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5704/2560
#614061
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อไปจากโจทก์ มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ประกอบมาตรา 193/34 (1) ซึ่งตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง ข้อ 5.3 การชำระเงินระบุว่า จำเลยต้องชำระค่าซื้อทองคำแท่งภายใน 5 วันทำการ และในข้อ 7 ระบุว่า หากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไข จำเลยยอมให้โจทก์มีสิทธิปิดสถานะการซื้อขายทองคำแท่งของจำเลยได้ทันที โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องแจ้งเตือนให้ทราบล่วงหน้า จำเลยต้องรับผิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขายขาดทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แสดงว่าการซื้อขายทองคำแท่งของจำเลยกับโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนโดยจำเลยต้องชำระเงินภายใน 5 วันทำการ หากครบกำหนด 5 วันทำการ จำเลยไม่ชำระเงินโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้นับแต่เวลานั้น ส่วนกรณีที่โจทก์นำทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อไว้ออกขายนำมาหักจากราคาที่จำเลยสั่งซื้อ เป็นเพียงการดำเนินการตามข้อตกลงที่ให้สิทธิโจทก์ทำได้เพื่อบรรเทาความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยเท่านั้น มิใช่สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ของโจทก์เพิ่งเกิดในวันที่โจทก์นำทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อออกขาย ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยสั่งซื้อทองคำแท่งจากโจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 วันที่ 17 ธันวาคม 2555 และวันที่ 11 เมษายน 2556 ตามลำดับ กำหนดชำระราคาภายใน 5 วันทำการนับแต่วันสั่งซื้อแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการสั่งซื้อทองคำแท่งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2556 นั้น ปรากฏว่าวันที่ 12 ถึง 16 เมษายน 2556 เป็นวันหยุดราชการ ต้องเริ่มนับวันทำการวันพุธที่ 17 เมษายน 2556 ถึงวันอังคารที่ 23 เมษายน 2556 ไม่รวมวันที่ 20 และ 21 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์หยุดราชการ ดังนั้น วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้คือวันที่ 23 เมษายน 2556 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 จึงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,055,845.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 903,900 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจจำหน่ายทองคำตามสำเนาหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2555 จำเลยทำสัญญาซื้อขายทองคำแท่งกับโจทก์ ตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง โดยจำเลยจะซื้อทองคำแท่งกับโจทก์ผ่านระบบโทรศัพท์เสร็จแล้วต้องชำระราคาภายใน 5 วันทำการ หากผิดนัดจะต้องเสียเบี้ยปรับรายวัน ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2555 จำเลยสั่งซื้อทองคำแท่งกับโจทก์ น้ำหนัก 30 บาท ราคาบาทละ 24,800 บาท คิดเป็นเงิน 744,000 บาท วันที่ 17 ธันวาคม 2555 จำเลยสั่งซื้อทองคำแท่งกับโจทก์น้ำหนัก 30 บาท ราคาบาทละ 24,600 บาท คิดเป็นเงิน 738,000 บาท และวันที่ 11 เมษายน 2556 จำเลยสั่งซื้อทองคำแท่งกับโจทก์น้ำหนัก 30 บาท ราคาบาทละ 21,500 บาท คิดเป็นเงิน 645,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,127,000 บาท เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามที่สั่งซื้อแต่ละครั้งจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อไว้ออกขายเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 ได้เงิน 1,593,000 บาท ยังขาดราคาอยู่อีก 534,000 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินส่วนที่ขาดพร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับแต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) เนื่องจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้นเมื่อโจทก์นำทองคำแท่งของจำเลยออกขาย แล้วมีส่วนต่างของราคาและเบี้ยปรับที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา อายุความจึงเริ่มนับจากวันดังกล่าวมิใช่นับแต่วันครบกำหนดชำระราคาทองคำแท่งที่สั่งซื้อนั้น เห็นว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าปลีก ค้าส่งทองคำแท่ง ตามสำเนาหนังสือรับรอง ถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อไปจากโจทก์ มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ประกอบมาตรา 193/34 (1) ซึ่งตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง การชำระเงินระบุว่า จำเลยต้องชำระค่าซื้อทองคำแท่งภายใน 5 วันทำการ และในข้อ 7 ระบุว่า หากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไข จำเลยยอมให้โจทก์มีสิทธิจะปิดสถานะการซื้อขายทองคำแท่งของจำเลยได้ทันที โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องแจ้งเตือนให้ทราบล่วงหน้า จำเลยต้องรับผิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขายขาดทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แสดงว่าการซื้อขายทองคำแท่งของจำเลยกับโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนโดยจำเลยต้องชำระเงินภายใน 5 วันทำการ หากครบกำหนด 5 วันทำการ จำเลยไม่ชำระเงินโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้นับแต่เวลานั้น ส่วนกรณีที่โจทก์นำทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อไว้ออกขายนำมาหักจากราคาที่จำเลยสั่งซื้อ เป็นเพียงการดำเนินการตามข้อตกลงที่ให้สิทธิโจทก์ทำได้เพื่อบรรเทาความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยเท่านั้น มิใช่สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ของโจทก์เพิ่งเกิดในวันที่โจทก์นำทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อออกขาย ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยสั่งซื้อทองคำแท่งจากโจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 วันที่ 17 ธันวาคม 2555 และวันที่ 11 เมษายน 2556 ตามลำดับ กำหนดชำระราคาภายใน 5 วันทำการนับแต่วันสั่งซื้อแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการสั่งซื้อทองคำแท่งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2556 นั้น ปรากฏว่าวันที่ 12 ถึง 16 เมษายน 2556 เป็นวันหยุดราชการ ต้องเริ่มนับวันทำการวันพุธที่ 17 เมษายน 2556 ถึงวันอังคารที่ 23 เมษายน 2556 ไม่รวมวันที่ 20 และ 21 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์หยุดราชการ ดังนั้น วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้คือวันที่ 23 เมษายน 2556 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 จึงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประเด็นอื่น เนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดอะ แคปพิทอล โกลด์ จำกัด
จำเลย — นางสาวพัชรินทร์ จตุรโกมล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายอภิสิทธิ์ ศิลาวิลาศภักดี
ศาลอุทธรณ์ ภาค 7 — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5701/2560
#616585
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง คดีถึงที่สุดและมูลกรณีที่โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องร้องจำเลยที่ 2 รับผิดทางแพ่งชดใช้ค่าเสียหายในคดีนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับในคดีอาญาคดีก่อนที่จำเลยที่ 2 รับสารภาพว่าได้กระทำความผิด และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มาด้วย จึงถือว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีอาญาคดีก่อน ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามที่ฟ้องจริง คงมีประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เพียงว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ทำนองว่า จำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ย ช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มีอาการเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ต่อมาบรรษัท ง. ฟ้องเรียกเงินกู้คืนจากบริษัท ฟ. และจำเลยร่วมแต่ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย และจำเลยที่ 2 มีส่วนช่วยติดตามยึดทรัพย์สินของบริษัท ฟ. เพื่อเยียวยาค่าเสียหายให้แก่บรรษัท ง. และมีเหตุส่วนตัวอื่น อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่งและรอการลงโทษจำคุกให้นั้น ถือเป็นเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ใช้ประกอบดุลพินิจในประเด็นที่ว่าพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ ไม่เป็นการลบล้างความผิดตามฟ้องที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่า ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ให้หมดสิ้นไป

เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การสารภาพยอมรับว่า จำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้สนับสนุนให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในขั้นตอนก่อนหรือขณะกระทำความผิด ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอาญาว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดจริง และในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่อุทธรณ์ยอมรับความผิดที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำลงไป มิได้อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโดยฟังว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิด แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยก้าวล่วงไปสู่พฤติการณ์แห่งคดีว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมรู้เห็นในการทุจริตกับจำเลยร่วม ก็ไม่มีผลเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงหักล้างเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาที่ฟังจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดในคดีอาญาที่ยุติเด็ดขาดไปแล้วแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด การรับฟังพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งในคดีนี้จึงไม่อาจรับฟังไปคนละทางกับข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติในคดีอาญาว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ในคดีนี้ด้วย

เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท ฟ. โดยต้องลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยร่วมและประทับตราสำคัญของบริษัท จำเลยที่ 2 จึงจำต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ให้โอกาสจำเลยที่ 2 ด้วยการรอการลงโทษจำคุกมาเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นความรับผิดหาได้ไม่

จำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับบริษัท ฟ. ทั้งสองครั้งโดยไม่ใช้แบบฟอร์มสัญญาของโจทก์ การตรวจรับสินค้าหรือปุ๋ยตามสัญญาก็กระทำเพียงลำพัง จำเลยที่ 1 ไม่เคยนำสัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าวเสนอคณะกรรมการโจทก์พิจารณาให้ความเห็นชอบ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการกระทำตามลำพังเฉพาะตัว เพียงแต่อาศัยตำแหน่งที่ตนเองเป็นผู้อำนวยการของโจทก์มาทำการทุจริตเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลที่สาม โดยโจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่อยู่ในวิสัยหรือโอกาสที่จะตรวจสอบได้ในสารบบงานที่เกี่ยวข้อง โจทก์จึงไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อ

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย แต่การกำหนดค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ไปก่อหนี้ผูกพันลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ยทั้งสองสัญญากับโจทก์ ไม่ได้ความเป็นที่ประจักษ์ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์หรือส่วนแบ่งโดยตรงจากเงินที่บริษัท ฟ. ได้รับจากบรรษัท ง. และพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยร่วมหรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จ อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาหรือคำพิพากษาของศาลว่าจำเลยที่ 2 กระทำการยักยอกเบียดบังเอาสินค้าหรือเงินของบริษัท ฟ. ไป ลำพังคำให้การซัดทอดของ ส. ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วยกับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมจึงไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังแต่อย่างใด ดังนั้น พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงมีความร้ายแรงน้อยกว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 จะต้องชดใช้แก่โจทก์ย่อมมีสัดส่วนน้อยกว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์จำนวนหนึ่งในสี่ของค่าเสียหาย ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเท่ากับสัดส่วนความประมาทเลินเล่อของบรรษัท ง. ที่มีส่วนต้องรับผิดชอบในความประมาทเลินเล่อหรือความผิดของฝ่ายตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 82,639,171.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 44,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางจินดารัตน์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 อาจฟ้องนางจินดารัตน์เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากศาลพิจารณาพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 44,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโจทก์ จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมเป็นกรรมการและกรรมการผู้จัดการ มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญกระทำการแทนบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ก่อนคดีนี้ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ สรุปใจความว่า เมื่อระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2544 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตตกลงทำสัญญาซื้อขายอาหารเสริมพืชชนิดเม็ด (ปุ๋ย) ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2544 กับบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด จำนวน 3,000 ตัน ราคาตันละ 6,600 บาท รวมเป็นเงิน 19,800,000 บาท และจำนวน 6,000 ตัน ราคาตันละ 6,500 บาท รวมเป็นเงิน 39,000,000 บาท สัญญาแรกกำหนดส่งมอบอาหารเสริมพืชชนิดเม็ด (ปุ๋ย) ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 10 เมษายน 2544 กำหนดชำระราคาแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ตุลาคม 2544 สัญญาที่สองกำหนดส่งมอบอาหารเสริมพืชชนิดเม็ด (ปุ๋ย) ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 กำหนดชำระราคาแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2545 แล้วจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมและบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด นำสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับไปยื่นขอสินเชื่อเครดิตทางการค้าจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม โดยนำเอกสารซึ่งประกอบด้วยสัญญาซื้อขายอาหารเสริมพืชชนิดเม็ด (ปุ๋ย) ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จรับเงิน ยื่นประกอบว่า มีการซื้อขายปุ๋ยและมีการส่งปุ๋ยให้แก่โจทก์โดยครบถ้วนถูกต้องแท้จริงและโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินที่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด จะได้รับตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวจากโจทก์ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม ทั้งนี้สัญญาซื้อขายดังกล่าวทำขึ้นเป็นความเท็จ ความจริงแล้วไม่มีการซื้อขายและส่งมอบอาหารเสริมพืชชนิดเม็ด (ปุ๋ย) ตามสัญญาโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับในการบริหารงบประมาณและงานพัสดุ โดยมีจำเลยที่ 2 จำเลยร่วมและบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดก่อนหรือขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมใช้หลักฐานดังกล่าวสร้างความน่าเชื่อถือประกอบการขอสินเชื่อ จนเป็นเหตุให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมอนุมัติวงเงินสินเชื่อเครดิตทางการค้าเป็นเงิน 16,000,000 บาท และ 32,000,000 บาท ตามลำดับ ให้แก่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด โดยบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมยอมรับโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์มูลค่า 19,800,000 บาท และ 39,000,000 บาท ที่จะต้องจ่ายให้แก่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ดังกล่าวไปเป็นของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม ในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ศาลอาญาพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 12,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 24,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษ ต่อมาบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ก.ย.พ.) คณะกรรมการดังกล่าวมีมติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 ให้โจทก์ชดใช้เงินจำนวนสามในสี่ของจำนวน 58,800,000 บาท เป็นเงิน 44,100,000 บาท ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมและได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ ต่อมาบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมได้โอนบรรดาทรัพย์สิน หนี้สิน ทุน กำไรสะสม มาเป็นของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย คณะกรรมการของโจทก์ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ชี้ขาดให้โจทก์ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการ ก.ย.พ. โดยตกลงให้แบ่งชำระเงินเป็นระยะเวลา 10 ปี โจทก์ได้ชำระงวดแรกและงวดที่สองให้แก่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยในวันที่ 31 มีนาคม 2554 และ 27 มีนาคม 2555 จำนวนปีละ 4,000,000 บาท และต้องผูกพันชำระต่อไปจนกว่าจะครบถ้วน

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง คดีถึงที่สุดและมูลกรณีที่โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องร้องจำเลยที่ 2 รับผิดทางแพ่งชดใช้ค่าเสียหายในคดีนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.606/2555 ที่จำเลยที่ 2 รับสารภาพว่าได้กระทำความผิด และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มาด้วย จึงถือว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 นำสืบเจือสมรับว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญา แต่จำเลยที่ 2 อ้างว่า คำวินิจฉัยในคดีอาญาของศาลอุทธรณ์ฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมรู้เห็นในการทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับโจทก์ จำเลยร่วมเป็นผู้ดำเนินการเอง จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับประโยชน์จากเงินที่กู้ยืมเงินจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม และศาลอุทธรณ์ยังได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมรู้เห็นในการทุจริตคดโกงกับจำเลยร่วม ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง คงมีประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เพียงว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ทำนองว่า จำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ย ช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มีอาการเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ต่อมาบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมฟ้องเรียกเงินกู้คืนจากบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด และจำเลยร่วมแต่ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย และจำเลยที่ 2 มีส่วนช่วยติดตามยึดทรัพย์สินของบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด เพื่อเยียวยาค่าเสียหายให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมและมีเหตุส่วนตัวอื่น อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่งและรอการลงโทษจำคุกให้นั้น ถือเป็นเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ใช้ประกอบดุลพินิจในประเด็นที่ว่า พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ ไม่เป็นการลบล้างความผิดตามฟ้องที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่า ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ให้หมดสิ้นไป เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพยอมรับว่า จำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้สนับสนุนให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในขั้นตอนก่อนหรือขณะกระทำความผิด แล้วจำเลยที่ 2 จำเลยร่วมและบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ได้นำสัญญาซื้อขายปุ๋ยทั้งสองฉบับและเอกสารประกอบอื่นไปใช้เป็นหลักฐานสร้างความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อเครดิตทางการค้ากับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม และโอนสิทธิเรียกร้องค่าซื้อปุ๋ยดังกล่าวให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม ทำให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมอนุมัติวงเงินสินเชื่อเครดิตทางการค้าเป็นเงิน 16,000,000 บาท และ 32,000,000 บาท ให้แก่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ซึ่งความจริงแล้วไม่มีการซื้อขาย และส่งมอบปุ๋ยกันตามสัญญาดังกล่าว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอาญาว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดจริง ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่อุทธรณ์ยอมรับความผิดที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำลงไป มิได้อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโดยฟังว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิด จริงอยู่แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยก้าวล่วงไปสู่พฤติการณ์แห่งคดีว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมรู้เห็นในการทุจริตคดโกงกับจำเลยร่วม ก็ไม่มีผลเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงหักล้างเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาที่ฟังจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดในคดีอาญาที่ยุติเด็ดขาดไปแล้วแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนในการกระทำความผิด การรับฟังพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งคดีนี้จึงไม่อาจรับฟังไปคนละทางกับข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติในคดีอาญาว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ในคดีนี้ด้วย แม้พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 จะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนร่วมในการติดต่อซื้อขายปุ๋ยในนามบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด กับโจทก์โดยตรง แต่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ยอมรับว่า จำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมและบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด นำสัญญาซื้อขายปุ๋ยทั้งสองฉบับ ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จรับเงิน ยื่นประกอบคำขอสินเชื่อเครดิตทางการค้ากับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม ซึ่งเอกสารทั้งหมดเป็นเอกสารเท็จที่มีการปลอมแปลงขึ้นและโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินที่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด จะได้รับตามสัญญาซื้อขายจากโจทก์ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมอันทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด โดยต้องลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยร่วมและประทับตราสำคัญของบริษัท จำเลยที่ 2 จึงจำต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ให้โอกาสจำเลยที่ 2 ด้วยการรอการลงโทษจำคุกมาเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นความรับผิดหาได้ไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 รับฟังได้ตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์นำเอาเหตุผลตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 606-607/2555 ของศาลอาญา มาเป็นโทษแก่โจทก์ในคดีนี้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยและมีส่วนประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในความเสียหายตามฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ทั้งสองคราวโดยไม่ใช่แบบฟอร์มสัญญาของโจทก์ การตรวจรับสินค้าหรือปุ๋ยตามสัญญาก็กระทำเพียงลำพัง จำเลยที่ 1 ไม่เคยนำสัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าวเสนอคณะกรรมการโจทก์พิจารณาให้ความเห็นชอบ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการกระทำตามลำพังเฉพาะตัว เพียงแต่อาศัยตำแหน่งที่ตนเองเป็นผู้อำนวยการของโจทก์มาทำการทุจริตเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลที่สาม โดยโจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่อยู่ในวิสัยหรือโอกาสที่จะตรวจสอบได้ในสารบบงานที่เกี่ยวข้อง โจทก์จึงไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีความประมาทด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เต็มตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เหตุที่โจทก์ต้องชดใช้เงินจำนวน 44,100,000 บาท ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม จำกัด จากความเสียหายที่แท้จริงจำนวน 58,800,000 บาท เนื่องจากในการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ก.ย.พ. พบพฤติการณ์ว่า บรรษัทเงินอุตสาหกรรมขนาดย่อมมีส่วนบกพร่องในการจ่ายเงินกู้ ให้กับบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด 2 ครั้ง เป็นเงิน 46,723,725.20 บาท จึงชี้ขาดให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมร่วมรับผิดชอบจำนวนหนึ่งในสี่ส่วน และกำหนดให้โจทก์ชดใช้เงินให้แก่บรรษัทเงินทุนดังกล่าวเพียงสามในสี่ส่วน จากผลการสอบสวนฟังได้ว่า โจทก์ต้องรับผิดชอบในการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แทนกระทำไปในนามนิติบุคคลต่อบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง มาตรา 821 ประกอบมาตรา 77 ไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย โจทก์จึงไม่จำต้องถูกเฉลี่ยความรับผิดเพราะเหตุมีส่วนกระทำโดยประมาทเลินเล่อในการทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด แต่สำหรับจำเลยที่ 2 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย แต่การกำหนดค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใด ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ไปก่อหนี้ผูกพัน ลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ยทั้งสองสัญญากับโจทก์ ไม่ได้ความเป็นที่ประจักษ์ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์หรือส่วนแบ่งโดยตรงจากเงินที่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ได้รับจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม และพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยร่วมหรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จ ได้แก่ สัญญาซื้อขายปุ๋ยทั้งสองสัญญา ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงิน เพื่อยื่นขอสินเชื่อเครดิตทางการเงินกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม แม้จากรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นายสมเกียรติจะให้ถ้อยคำว่า เหตุที่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ไม่สามารถจัดส่งปุ๋ยให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากปุ๋ยที่จัดเก็บไว้ในโกดังอำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี หายไป นายสมเกียรติเชื่อว่า จำเลยที่ 2 นำไปขายให้แก่บุคคลอื่น และนำเงินที่ได้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน และจากการตรวจสอบบัญชีของบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด พบว่าจำเลยที่ 2 เบิกเงินจากบัญชีบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ไปครั้งละ 5,000,000 บาท รวม 5 ครั้ง ซึ่งจำเลยร่วมได้ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อไว้ อันเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่โจทก์กล่าวไว้ในฎีกาด้วยนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำนายสมเกียรติมาเบิกความเป็นพยานเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวและเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 2 ได้ถามค้าน ข้อกล่าวหาที่ว่าจำเลยที่ 2 ลักลอบนำปุ๋ยของบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ไปขายและนำเงินมาเป็นประโยชน์ส่วนตนและจำเลยที่ 2 ถอนเงินออกจากบัญชีของบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด รวม 25,000,000 บาท ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาหรือคำพิพากษาของศาลว่าจำเลยที่ 2 กระทำการยักยอกเบียดบังเอาสินค้าหรือเงินของบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ไป ลำพังคำให้การซัดทอดของนายสมเกียรติที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วยกับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมจึงไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังแต่อย่างใด พฤติการณ์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการดังที่นายสมเกียรติให้ถ้อยคำไว้ตามรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง ดังนั้น พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงมีความร้ายแรงน้อยกว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 จะต้องชดใช้แก่โจทก์ย่อมมีสัดส่วนน้อยกว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์จำนวนหนึ่งในสี่ของต้นเงินจำนวน 44,100,000 บาท ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเท่ากับสัดส่วนความประมาทเลินเล่อของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่มีส่วนต้องรับผิดชอบในความประมาทเลินเล่อหรือความผิดของฝ่ายตน เมื่อคำนวณเงินจำนวนหนึ่งในสี่ของยอดเงิน 44,100,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 11,025,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 11,025,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 25,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 1168
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาด
จำเลย — นายธนิต คงสมศักดิ์ กับพวก
จำเลยร่วม — นางจินดารัตน์ ถวิลเติมทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายทาย พันธุ์ธิติรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2560
#614945
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมและจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ดังเดิม ครั้นโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หากเกิดหรือมีความเสียหายใดๆ ก่อนหรือขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสองขอสงวนสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งค่าเสียหายยังมิได้วินิจฉัยในคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม

ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ทำละเมิด จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะนายจ้างและตัวแทนของนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับจำเลยที่ 5 นั้น โจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองว่าไม่ชอบ หรือไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์ทั้งสองฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนด 1,000,000 บาท เป็นจำนวนต่ำมากนั้น โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเนื่องจากต้องขาดรายได้จากเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับจากการบริหารงานในตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 ในช่วงที่ไม่ได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีก่อนฟ้อง เห็นควรกำหนดให้ 2,000,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 106,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 199/2553 หมายเลขแดงที่ 70/2554 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 อ้างว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 ลงมติให้โจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีการบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและไม่มีการประชุมกันจริง ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมและจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ดังเดิม ครั้นโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยินยอมจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หากเกิดหรือมีความเสียหายใดๆ ก่อนหรือขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสองขอสงวนสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งเรื่องค่าเสียหายยังมิได้วินิจฉัยในคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม ส่วนกรณีจำเลยที่ 2 ที่ 5 ร่วมกันทำละเมิดโจทก์ทั้งสองหรือไม่ นายคริสโตเฟอร์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 เบิกความว่า พยานทราบจากจำเลยที่ 2 ว่าส่งจดหมายเชิญผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมวิสามัญทางไปรษณีย์โดยไม่มีหลักฐานมาแสดง นายเกรย์เรช ผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมเบิกความว่า พยานไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวหรือเชิญเข้าประชุมแต่ทราบจากจำเลยที่ 2 ทางโทรศัพท์ จึงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า ไม่มีการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์ซึ่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 หากมีการประชุมจริงและมีการจัดทำเอกสารก่อนการประชุมก็น่าจะต้องนำเอกสารดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 5 ใช้ประกอบการพิมพ์คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด จำเลยที่ 5 ก็จะไม่พิมพ์ข้อความผิดในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 3 มีฝ่ายจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ขณะเกิดเหตุมีนางสุปรียา เป็นหัวหน้า ไม่น่าเชื่อว่านางสุปรียาจะให้จำเลยที่ 5 พิมพ์คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด โดยไม่มีเอกสารประกอบ หากโจทก์ทั้งสองทราบว่าจะมีการประชุมกันจริง โจทก์ทั้งสองจะต้องเข้าร่วมประชุมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนมิใช่ปล่อยให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการประชุมโดยลำพัง ประกอบกับการทำรายงานการประชุมวิสามัญ ผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 มีข้อความไม่ตรงกับคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดในสาระสำคัญ เชื่อว่าเป็นการกระทำโดยจงใจของจำเลยที่ 5 และรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 2 เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2550 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้ประชุมกันจริง แต่จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 ไปแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่ามีการประชุมกันจริง และโจทก์ทั้งสองลาออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 5 เป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 และที่ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 70/2554 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหายนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 กระทำละเมิด จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 ในฐานะนายจ้างและตัวแทนของนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับจำเลยที่ 5 นั้น โจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองว่าไม่ชอบ หรือไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนด 1,000,000 บาท เป็นจำนวนต่ำมากนั้น โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเนื่องจากต้องขาดรายได้จากเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับจากการบริหารงานในตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 ในช่วงที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีก่อนฟ้อง เห็นควรกำหนดให้ 2,000,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ฎีกาว่า จำนวนค่าทนายความ 100,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดสูงมากเกินกว่าปริมาณงานที่โจทก์ทั้งสองและทนายความโจทก์ทั้งสองได้กระทำในชั้นอุทธรณ์ ทั้งเป็นจำนวนที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ดังนั้น ค่าทนายความดังกล่าวจึงเป็นค่าทนายความในศาลชั้นต้นรวมกับชั้นอุทธรณ์ จึงไม่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ที่ 5 ร่วมกันใช้เงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้คงไว้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 249 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฮนรี่ เบร็นแดน เจอราร์ด กับพวก
จำเลย — บริษัทมูทาร่า กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายจิรวัฒน์ เล่งน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5662/2560
#613670
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างส่งภาพถ่ายรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ทั้งศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายประมาทหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกภาพถ่ายดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยและมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุด้วยความประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อจะได้กำหนดค่าเสียหายได้ถูกต้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 จึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 23,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 23,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 317,885 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 317,885 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (15 มกราคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ที่ 1 จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม มีหน้าที่ก่อสร้างและดูแลรักษาทางหลวงแผ่นดิน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) สายอำเภอปากท่อ - อำเภอชะอำ ตอนที่ 2 (ทางเลี่ยงเมืองเพชรบุรี) ส่วนที่ 1 โดยขยายถนนทางเดินรถด้านขาออกนอกเมืองเพชรบุรี จากสองช่องเดินรถเป็นสามช่องเดินรถ ระหว่างก่อสร้าง เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552เวลาประมาณ 7 นาฬิกา โจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน วว 4064 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 จากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดภูเก็ต ตามถนนเลี่ยงเมืองเพชรบุรี ในช่องเดินรถด้านขวา เมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง มีการก่อสร้างผิวการจราจร แต่ช่องเดินรถด้านขวายังก่อสร้างไม่เสร็จ มีส่วนที่เป็นแอ่งพื้นต่างระดับลึกประมาณ 7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 เมตร ถนนส่วนก่อนถึงแอ่งลาดยางแล้ว ส่วนถนนที่ถัดจากแอ่งยังไม่ได้ลาดยาง ทำให้รถยนต์คันที่โจทก์ที่ 1 ขับพลิกคว่ำได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกฟ้องและนอกประเด็นแห่งคดีหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การว่า รถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถกระบะบรรทุกที่ดัดแปลงให้เป็นรถยนต์นั่งหรือที่เกิดอุบัติเหตุเพราะสมรรถนะของรถยนต์ไม่ดี ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยจำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ไม่ได้ และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายประมาทหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ประมาทหรือไม่จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างส่งภาพถ่ายรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ทั้งศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายประมาทหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกภาพถ่ายดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยและมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุด้วยความประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อจะได้กำหนดค่าเสียหายได้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น จึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็น ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปว่า โจทก์ที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าถนนที่เกิดเหตุอยู่ในระหว่างก่อสร้าง โจทก์ที่ 1 ก็ไม่ควรที่จะขับรถด้วยความเร็วสูงถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่ามีป้ายสัญญาณเตือนเบี่ยงซ้ายติดอยู่เกาะกลางถนนห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร และโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ช่วงถนนที่เกิดเหตุโจทก์ที่ 1 ขับรถในช่องเดินรถที่ 3 ตลอดมาจนถึงจุดที่เกิดเหตุ มีรถขับมาในช่องเดินรถที่ 2 โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เบี่ยงจากช่องเดินรถที่ 3 ไปช่องเดินรถที่ 2 จึงเป็นเหตุให้รถที่โจทก์ที่ 1 ขับประสบอุบัติเหตุ ส่วนรถในช่องเดินรถที่ 2 ไม่ประสบอุบัติเหตุ เมื่อขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 7 นาฬิกา มีแสงสว่างแล้ว ประกอบกับโจทก์ที่ 1 ขับรถในช่องเดินรถด้านขวาสุดโดยไม่สามารถเบี่ยงรถไปในช่องเดินรถที่ 2 ได้ เนื่องจากมีรถคันอื่นขับอยู่ในช่องเดินรถที่ 2 จึงเชื่อว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 เห็นป้ายเบี่ยงซ้ายที่เกาะกลางถนนแล้ว แต่ไม่สามารถเบี่ยงรถไปในช่องเดินรถที่ 2 ได้ ดังนี้ การที่รถยนต์พลิกคว่ำจึงมีสาเหตุมาจากโจทก์ที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงและเมื่อเห็นป้ายเบี่ยงซ้ายแล้วไม่ชะลอความเร็วเพื่อเข้าไปในช่องเดินรถที่ 2 แต่ยังคงขับรถด้วยความเร็วสูงตรงไปยังที่เกิดเหตุจึงทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถควบคุมรถได้ เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ความรับผิดระหว่างโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 จึงเป็นพับกันไป เมื่อโจทก์ที่ 2 ใช้ให้โจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปจังหวัดภูเก็ต โจทก์ที่ 2 ในฐานะตัวการจึงต้องรับผลในการกระทำของโจทก์ที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล ศริวัฒน์ กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจรรยา สีเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5654/2560
#615932
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2 คำว่า "ผู้นำของเข้า" หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครองนี้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร และคำว่า "ผู้ส่งของออก" ให้มีความหมายเป็นทำนองเดียวกันโดยอนุโลม และ ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (11) บัญญัติว่า "ผู้นำเข้า" หมายความว่า ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำเข้า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ฮ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 แต่ใบขนสินค้าพิพาททั้ง 3 ฉบับ ระบุว่าวันนำเข้าสินค้าซึ่งเป็นวันหลังจาก ฮ. ถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงชื่อในใบขนสินค้าพิพาททั้ง 3 ฉบับ ในฐานะผู้ผ่านบัตรพิธีศุลกากร ประกอบกับตามเหตุผลประกอบคำอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งจำเลยรับว่าเป็นผู้ดำเนินการพิธีการทางศุลกากรและตรวจปล่อย กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของที่นำเข้านับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้นำของเข้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่ม 1,642,678 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรที่ชำระขาดอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรที่ค้างชำระ 1,440,946 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระอากรที่ชำระขาดเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นชิปปิ้งรับจัดการธุรกิจออกของอำนวยความสะดวกในการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 6 มกราคม ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 นายฮกได้นำเข้าสินค้าน้ำมันเนย พร้อมยื่นใบขนสินค้าขาเข้าตามแบบแสดงรายการใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแสดงพิกัด 0405.901 อัตราอากรร้อยละ 5 พร้อมกับเสียอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มผู้นำเข้าได้รับของออกจากการอารักขาของเจ้าพนักงานศุลกากรแล้ว โดยจำเลยลงชื่อในใบขนสินค้าพิพาททั้งสามฉบับ ในฐานะผู้ผ่านบัตรพิธีศุลกากร ส่วนผู้ที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้นำเข้าและรับของคือนายฮก ต่อมาโจทก์ทราบว่านายฮกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 โจทก์ที่ 1 ตรวจสอบแล้วพบว่าสินค้าที่นายฮกนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้งสามฉบับเป็นของพิกัด 0405.909 อัตราอากรร้อยละ 30 รวมแล้วผู้นำเข้าชำระภาษีอากรขาดไป 1,642,678 บาท โจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยไม่พิจารณาคำอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินภาษีของจำเลย โดยมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยได้อุทธรณ์ในประเด็นว่า จำเลยมิได้เป็นผู้นำเข้า จำเลยเป็นเพียงตัวแทนผู้นำเข้าหรือชิปปิ้ง ทำหน้าที่ดำเนินการพิธีศุลกากรและตรวจปล่อยตามที่ผู้นำเข้ามอบอำนาจ จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะต้องรับผิดชอบตามแบบแจ้งการประเมิน จำเลยมิได้อุทธรณ์ในประเด็นการประเมินอากรของเจ้าพนักงานเพราะเหตุการนำเข้าสินค้าน้ำมันเนยของร้านฮกกำจันด์ มีการสำแดงประเภทพิกัดอัตราไม่ถูกต้อง จึงเห็นควรไม่พิจารณาวินิจฉัยคำอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินภาษีอากรของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรตามฟ้องต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ปัญหานี้ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2 เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวแก่ศุลกากร และในการแปลความแห่งพระราชบัญญัติหรือบทกฎหมายนั้น ๆ ถ้อยคำต่อไปนี้ ถ้าไม่แย้งกับความในบทหรือเนื้อเรื่องไซร้ให้มีความหมายและกินความรวมไปถึงวัตถุและสิ่งทั้งหลายดังกำหนดไว้ต่อไปนี้ คือ...คำว่า "ผู้นำของเข้า" หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครองหรือมีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากรและคำว่า "ผู้ส่งของออก" ให้มีความหมายเป็นทำนองเดียวกัน โดยอนุโลม และประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 บัญญัติว่า ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น... (11) "ผู้นำเข้า" หมายความว่า ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำเข้า ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า นายฮกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 แต่ปรากฏว่า ใบขนสินค้าพิพาททั้งสามฉบับระบุว่านำเข้าสินค้าเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2548 วันที่ 12 มีนาคม 2548 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2548 ซึ่งเป็นวันหลังจากนายฮกถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงชื่อในใบขนสินค้าพิพาททั้งสามฉบับในฐานะผู้ผ่านบัตรพิธีศุลกากร ประกอบกับตามเหตุผลประกอบคำอุทธรณ์ของจำเลย ข้อ 4 ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นผู้ดำเนินการพิธีการทางศุลกากรและตรวจปล่อย กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของที่นำเข้านับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงถือว่า จำเลยเป็นผู้นำของเข้า ดังนั้น สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้ว จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยต้องใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาตามมาตรา 30 (1) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 100,866 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 100,866 บาท จึงยุติตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว ส่วนภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 จำเลยได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมิใช่ผู้นำเข้า และมิใช่ตัวแทนของผู้นำเข้า จำเลยเป็นเพียงชิปปิ้งดำเนินการพิธีการศุลกากรและการตรวจปล่อยตามที่ผู้นำเข้ามอบอำนาจ จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะรับผิดชอบตามแบบแจ้งการประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเนื้อหาภาษี เนื่องจากจำเลยมิได้อุทธรณ์ว่ามีการสำแดงพิกัดอัตราศุลกากรถูกต้องแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้มิได้เพิกถอนการประเมินแต่อย่างใด เมื่อจำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามมาตรา 112 อัฏฐารส แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว หนังสือแจ้งการประเมินยังคงเป็นคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าภาษีอากรอยู่เช่นเดิม มิได้ถูกยกเลิกเพิกถอนไปแต่อย่างใด จำนวนภาษีศุลกากรตามใบขนสินค้าขาเข้ารวม 3 ใบ ขนสินค้าคำนวณอากรขาเข้ารวม 1,440,946 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าย่อมยุติตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยไม่ชำระค่าภาษีอากร โจทก์นำคดีมาฟ้อง จำเลยก็ไม่อาจต่อสู้คดีต่อศาลว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามจำนวนภาษีที่ยุติตามการประเมินแล้ว โดยอ้างมาตรา 106 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ว่าจำเลยเป็นเพียงชิปปิ้งดำเนินพิธีการศุลกากร แต่จำเลยมิได้ลงลายชื่อเป็นผู้นำเข้า และไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายฮกเป็นตัวแทนจัดการในเรื่องดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ในคดีนี้และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งสองและจำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 กรณีไม่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยเป็นตัวแทนเจ้าของสินค้าต้องรับผิดตามมาตรา 106 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระอากรขาเข้าที่ขาดจำนวน 1,440,946 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของอากรขาเข้าที่ขาด และภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มเป็นเงิน 201,732 บาท ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากร 1,642,678 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรที่ชำระขาดในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินอากรที่ชำระขาดจำนวน 1,440,946 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — นายสยาม โมฮีน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวรพจน์ อินทวดี
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5652/2560
#614401
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2569 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาด...ให้มีอายุความสิบปี... แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำเข้าหรือส่งของออก" บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดสิทธิเรียกร้องของกรมศุลกากรที่จะเรียกอากรขาดในกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรให้มีอายุความสิบปีนับจากวันนำของเข้าหรือส่งออก ส่วนกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความสิบปี และมาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" คือเริ่มนับตั้งแต่วันนำของเข้า ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นกรณีฟ้องเรียกอากรที่ขาดไปในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ซึ่งมีอายุความสองปี แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปี ไม่ว่าเป็นกรณีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม ดังนั้น ไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีกำหนดอายุความสิบปีตั้งแต่วันนำของเข้า

เมื่อใบขนสินค้า 16 ฉบับ ที่จำเลยนำเข้าเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2543 ซึ่งนับแต่วันนำสินค้าเข้าถึงวันที่จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 จึงเป็นการประเมินและฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความ 10 ปี สิทธิเรียกร้องค่าอากรของโจทก์ที่ 1 สำหรับการนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 16 ฉบับดังกล่าวจึงขาดอายุความ สำหรับสินค้าที่นำเข้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2544 รวม 5 ฉบับ โจทก์ที่ 1 ประเมินภาษีอากรที่ขาดแก่จำเลย และจำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 เป็นการประเมินภายใน 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำของเข้ามา แม้การประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินอากรขาเข้ารวมอยู่ด้วยแต่การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากร และหากผู้ถูกประเมินไม่อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่กำหนด หนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ภาษีอากรไปตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียว

กับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 16 กันยายน 2554 จึงยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์ที่ 1 สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฯ 5 ฉบับดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินภาษีอากรจำนวน 61,857,763.50 บาท และเงินเพิ่มอากรขาเข้าและเงินเพิ่มอากรพิเศษในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากต้นเงิน 20,462,312.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีอากรจำนวน 61,857,763.50 บาท และเงินเพิ่มอากรขาเข้ากับเงินเพิ่มอากรพิเศษในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน จากค่าอากรจำนวน 20,462,312.59 บาท นับแต่วันฟ้อง (16 กันยายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2544 จำเลยนำเข้าสินค้าประเภทรถพลังงานไฟฟ้าใช้เฉพาะที่ (รถกอล์ฟ) จากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาในราชอาณาจักร รวม 21 ครั้ง โดยสำแดงราคาของสินค้าที่เป็นราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัยหรือราคา ซี.ไอ.เอฟ. รายละเอียดปรากฏตามใบขนส่งสินค้า โดยจำเลยชำระอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 60 ของราคาสินค้าที่สำแดง อากรพิเศษและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเจ้าพนักงานตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 21 และ 25 กันยายน 2544 เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจค้นสำนักงาน และโกดัง 2 แห่งของจำเลยตามหมายค้น และตรวจยึดเอกสารจำนวน 42 แฟ้ม กับรถกอล์ฟยี่ห้อ CLUB CAR, EZ - GO และ TAYLOR - DUNN จำนวน 55 คัน และยี่ห้อ CLUB CAR และ EZ - GO จำนวน 8 คัน เมื่อตรวจสอบเอกสารที่จำเลยแสดงประกอบใบขนสินค้า คือใบกำกับราคาสินค้า (INVOICE) และเอกสารประกอบเปรียบเทียบกับใบกำกับราคาสินค้า เอกสารแสดงราคาซื้อขายสินค้า และเอกสารอื่นที่ตรวจยึดแล้ว เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 มีเหตุเชื่อได้ว่า จำเลยสำแดงราคาสินค้ารถกอล์ฟต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงเพื่อหลีกเลี่ยงอากร เป็นเหตุให้จำเลยชำระอากรขาเข้า อากรพิเศษและภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไป จึงประเมินราคาสินค้า อากรขาเข้า อากรพิเศษ และภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยชำระรวม 24,366,058.56 บาท รายละเอียดปรากฏตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ จำเลยไม่ชำระค่าภาษีแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า กรณีของจำเลยขาดอายุความแล้ว เนื่องจากจำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2544 แต่โจทก์ที่ 1 ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 จึงเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันนำของเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม และจำเลยนำสืบได้ว่าไม่มีเจตนาเลี่ยงค่าภาษีอากร ทั้งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สรุปคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาจำเลยแล้ว โดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้สำแดงภาษีนำเข้าเป็นเท็จ และมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรแต่อย่างใด แม้คดีไม่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลก็ตาม ถือว่าสรุปคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการเป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งของคดีนี้แล้ว แต่ศาลภาษีอากรกลางมิได้หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวเปรียบเทียบชั่งน้ำหนักพยานที่โจทก์เสนอแต่อย่างใด นั้น พิเคราะห์แล้ว มาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นั้น ให้มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้ นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" กรณีตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดสิทธิเรียกร้องของกรมศุลกากร กรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกอากรขาดให้มีอายุความสิบปีนับจากวันนำของเข้าหรือส่งของออกประการหนึ่ง และในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนอากรผิด ให้มีอายุความสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออกอีกประการหนึ่ง ส่วนกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความสิบปี ส่วนการนับอายุความกรณีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" ก็คือเริ่มนับ ตั้งแต่วันนำของเข้า ซึ่งกรมศุลกากรอาจบังคับเรียกเงินอากรที่ขาดได้เพราะกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร เห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นกรณีโจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกอากรที่ขาดไปในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ซึ่งมีอายุความสองปีนับแต่วันที่นำของเข้า แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปี ไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง แต่โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกอากรที่ขาดไปเพราะเหตุเกี่ยวกับราคาแห่งของใด ๆ นั้น ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น ไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีกำหนดอายุความสิบปีตั้งแต่วันนำของเข้า แตกต่างเฉพาะตัวบทกฎหมายที่อ้างอิงเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ใบขนสินค้าที่นำเข้าเมื่อวันที่ 14 มกราคม, 26 กุมภาพันธ์, 9 มีนาคม, 5 พฤษภาคม, 16 มิถุนายน, 4 และ 20 กรกฎาคม, 2 สิงหาคม, 28 กันยายน, 26 ตุลาคม, 2 และ 16 พฤศจิกายน และ 18 ธันวาคม 2539, 28 มกราคม, 12 ธันวาคม 2542 และ 25 มีนาคม 2543 ซึ่งนับแต่วันนำสินค้าเข้าถึงวันที่จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 จึงเป็นการประเมินและฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความ 10 ปี สิทธิเรียกร้องค่าอากรของโจทก์ที่ 1 สำหรับการนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฯ ทั้ง 16 ฉบับดังกล่าวจึงขาดอายุความ สำหรับสินค้าที่นำเข้าวันที่วันที่ 6 และ 17 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 4, 11 และ 18 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1 ประเมินภาษีอากรที่ขาดแก่จำเลย และจำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 เป็นการประเมินภายใน 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำของเข้ามา แม้การประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินอากรขาเข้าอยู่ด้วย แต่การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากร และหากผู้ถูกประเมินไม่อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่กำหนด หนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ภาษีอากรไปตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 16 กันยายน 2554 จึงยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์ที่ 1 สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฯ 5 ฉบับดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มจำเลยไม่ได้กล่าวอ้างให้ชัดแจ้งในคำอุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางมิได้หยิบยกข้อเท็จจริงใดจากการสรุปสำนวนสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการขึ้นวินิจฉัยเปรียบเทียบกับน้ำหนักพยานที่โจทก์ทั้งสองนำเสนอมา จึงไม่เป็นประโยชน์แก่การวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของอายุความเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0551 - 0014300156, 0581 - 00034306325, 0106 - 00192468,0106 - 00590305, 0110 - 00690373, 0106 - 00391626, 0110 - 00790523, 0110 - 00791840, 0110 - 00890296, 0110 - 01291498, 0110 - 01092438, 0110 - 01191546, 0110 - 01190864, 0302 - 00291571, 0114 - 00220002, 0110 - 01090233 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ กค 0521(6)/3 - 3 - 01452 ถึง 01472 ลงวันที่ 8 กันยายน 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอ 45/2554/ป3/2554(4.5) ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสอง 100,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (5) ม. 193/31
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ม. 10 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ไอ เอ็ม ซี ซี คอร์ป จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5628/2560
#618523
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคท้าย ย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าหากผู้ตายมีชีวิตจะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายกำลังใกล้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในระหว่างนั้นโจทก์ที่ 1 มีอายุ 53 ปี และโจทก์ที่ 2 มีอายุ 45 ปี หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายย่อมมีโอกาสจบการศึกษาและประกอบอาชีพมีรายได้พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามกฎหมายโดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี นับว่าเหมาะสมตามสมควรและตามฐานะของผู้ตายกับโจทก์ทั้งสองแล้ว

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์แท็กซี่และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือผู้ใช้ จ้างวาน หรือผู้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 กระทำการร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แท็กซี่ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์สามล้อเครื่องที่จำเลยที่ 5 ขับจนเป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด และโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่จากจำเลยที่ 2 ให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 4 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่สัญญา การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 4 ยอมใช้เงิน 300,000 บาท เป็นการระงับหนี้อันเกิดแต่สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามไว้ ส่วนจำนวนเงินที่ยังไม่เต็มตามความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นข้อโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดตามสัญญาประกันภัยตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. ย่อมไม่อาจให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเนื่องจากจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน

จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2558

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท และพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 ให้ถือสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 975,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งเก้ามิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า นางสาวมัศยา ผู้ตาย เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร และนำรถเข้าร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามสัญญารถร่วมกับสหกรณ์ โดยจำเลยที่ 2 นำรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร ไปประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 5 เป็นผู้ขับรถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร ที่ผู้ตายกับเพื่อนนั่งโดยสารมาในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 7 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ เป็นผู้ครอบครองรถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร และเป็นผู้เอาประกันภัยรถคันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 9 ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2556 ผู้ตายและนายวชิระ โดยสารรถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ขับไปตามถนนเพชรบุรีจากราชเทวีไปทางประตูนํ้าตามช่องเดินรถขวาสุดติดกับช่องเดินรถสวน เมื่อถึงบริเวณหน้าห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่าที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 5 ขับรถเลี้ยวขวาเพื่อกลับรถมุ่งหน้าไปทางราชเทวีซึ่งเป็นบริเวณห้ามเลี้ยวหรือกลับรถ ในระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร เฉี่ยวชนกันกับรถยนต์สามล้อเครื่องคันที่จำเลยที่ 5 ขับเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขณะผู้ตายถึงแก่ความตายอายุ 24 ปี กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีปีสุดท้ายใกล้จบการศึกษา ตามระเบียนประวัติ

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่สูงเกินไปเนื่องจากขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายมีอายุ 23 ถึง 24 ปี โจทก์ที่ 1 มีอายุ 53 ปี โจทก์ที่ 2 มีอายุ 45 ปี หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายจะประกอบอาชีพมีรายได้มากน้อยเพียงใดไม่อาจคาดหมายได้แน่นอนและยังมีภาระต้องใช้จ่ายในการดำรงชีพของตนเองจะมีเงินเหลือเพื่อแบ่งปันรายได้เดือนละ 5,000 บาท เพื่ออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองได้เพียงใดก็ไม่แน่นอนเช่นกัน อีกทั้งไม่มีเหตุผลรองรับได้ว่าโจทก์ทั้งสองจะมีอายุยืนยาวได้อีก 20 ปี ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ควรเกินจำนวน 200,000 บาท เห็นว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคท้าย ย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายกำลังใกล้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในระหว่างนั้นโจทก์ที่ 1 มีอายุ 53 ปี และโจทก์ที่ 2 มีอายุ 45 ปี หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายย่อมมีโอกาสจบการศึกษาและประกอบอาชีพมีรายได้พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามกฎหมายโดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี นับว่าเหมาะสมตามสมควรและตามฐานะของผู้ตายกับโจทก์ทั้งสองแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เนื่องจากรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร มีการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 4 ซึ่งให้ความคุ้มครองกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิตจำนวน 200,000 บาท ต่อคน และตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจสำหรับกรณีบุคคลภายนอกเสียชีวิตจำนวน 300,000 บาท ต่อคน จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดในวงเงิน 500,000 บาท จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในยอดเงินดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสองโดยตกลงชดใช้เงินจำนวน 300,000 บาท ย่อมไม่เต็มจำนวนความรับผิดตามความคุ้มครองที่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยมีต่อจำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือผู้ใช้ จ้างวาน หรือผู้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 กระทำการร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์สามล้อเครื่องคันที่จำเลยที่ 5 ขับจนเป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด และโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 ให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะผู้รับประกันภัย ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 4 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่สัญญา การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 4 ยินยอมใช้เงินจำนวน 300,000 บาท เป็นการระงับหนี้อันเกิดแต่สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามไว้ ส่วนจำนวนเงินที่ยังไม่เต็มตามความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับจำเลยที่ 4 และดอกเบี้ยตามกฎหมายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จที่จำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น เป็นข้อโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรับผิดตามสัญญาประกันภัยตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่ประการใด ย่อมไม่อาจให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกา เนื่องจากจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคท้าย
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจ่าศรี เริงชัยภูมิ กับพวก
จำเลย — นายสนธยา ชันวงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวุฒิธรรมรงค์ กลิ่นเฉย
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์พร วงศ์จันทร
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5624/2560
#615579
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนผู้ขอรับชำระหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลยที่ 2 แสดงว่า ผู้ร้องมีความประสงค์ที่จะเข้าสวมสิทธิแทนที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองในฐานะเดียวกัน เท่าเทียมกับสิทธิของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเดิมที่ศาลชั้นต้นเคยอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น โดยผู้ร้องไม่ได้มุ่งหมายที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่ของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองก่อน จึงจะมายื่นคำร้องในคดีนี้ได้ ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 6 และ 7 ประกอบกับ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง

แม้ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้โอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องหลังจากผู้ขอรับชำระหนี้จำนองถูกปิดกิจการและอยู่ระหว่างชำระบัญชี แต่ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 15 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติหมวด 5 ลักษณะ 22 ในบรรพ 3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชีโดยอนุโลม ซึ่งบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่สามารถอนุโลมบังคับใช้กับอำนาจหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีตาม พ.ร.ฎ. นี้ คือ มาตรา 1259 ที่บัญญัติว่า ผู้ชำระบัญชีทั้งหลายย่อมมีอำนาจดังจะกล่าวต่อไปนี้ (3) ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ซึ่งความข้อนี้สอดรับกับ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ว่า ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อ ให้บรรดาทรัพย์สิน หลักประกัน สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกแก่ผู้ซื้อด้วย ดังนั้น การที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้องในระหว่างดำเนินการชำระบัญชี จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี 6,768,399.83 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14995, 14996 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14995 ออกประกาศขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ ต่อมาผู้ขอรับชำระหนี้จำนองยื่นคำร้องขอว่า ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.6122/2545 ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คสองฉบับเป็นเงินฉบับละ 2,000,000 บาท และ 1,000,000 บาท ตามลำดับ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ให้แก่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 14995 และโฉนดเลขที่ 14996 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองจึงขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 14995 ซึ่งโจทก์ในคดีนี้ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดไว้ก่อนเจ้าหนี้สามัญ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้ทำสัญญาโอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 จึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม (ที่ถูกต้องเป็น ขอรับชำระหนี้แทนที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง)

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนอง โดยให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนโจทก์เดิม (ที่ถูก แทนผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง) ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2544 ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสอง ในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.6122/2545 เมื่อโจทก์ในคดีนี้ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14995 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองจึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในฐานะผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตในวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้โอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและโอนสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยทั้งสองให้แก่ผู้ร้อง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ขอรับชำระหนี้จำนองหรือไม่ เห็นว่า นายภาณุวัฒน์ ทนายความผู้ร้องเป็นพยานเบิกความในฐานะพยานผู้ร้องและตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ตรงกันว่า เนื่องจากคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เมื่อผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยให้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลยที่ 2 แสดงว่าผู้ร้องมีความประสงค์ที่จะเข้าสวมสิทธิแทนที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองในฐานะเดียวกัน เท่าเทียมกับสิทธิของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเดิมที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามคำสั่งลงวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ซึ่งตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวมิใช่เป็นกรณีที่อนุญาตให้ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในคดีนี้ และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏจากคำร้องว่าผู้ขอรับชำระหนี้จำนองมีความประสงค์จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ด้วย ดังนั้น เมื่อผู้ร้องมีความประสงค์เพียงมุ่งสืบสิทธิเดิมของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองมิให้ขาดตอนหรือต้องการสงวนรักษาสิทธิเดิมไว้เพื่อประโยชน์ของผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 2 มาจากผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโดยไม่ได้ต้องการที่จะมีสิทธิดีกว่าผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเดิมหรือมีความมุ่งหมายที่เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่จำเป็นต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.6122/2545 เพื่อขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวตามคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติว่า การที่ผู้ร้องจะเข้าสวมสิทธิแทนที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง ผู้ร้องจะต้องไปยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองก่อนจึงจะมายื่นคำร้องในคดีนี้ได้ แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดวิธีการพิเศษในการเข้าสวมสิทธิแทนที่ในกรณีที่สถาบันการเงิน เช่น ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้โอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งก็คือผู้ร้องไว้ว่า ให้โอนสิทธิแก่กันได้ตามกฎหมายดังกล่าวโดยไม่จำต้องไปยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองอีก นอกจากนี้ในมาตรา 6 ของกฎหมายดังกล่าวก็บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันก็ให้หลักประกันนั้นตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วย ซึ่งสิทธิจำนองถือเป็นทรัพยสิทธิที่มิใช่หลักประกันอย่างอื่นตามความหมายของบทบัญญัติมาตรานี้ สิทธิจำนองดังกล่าวย่อมตกติดไปกับทรัพย์นั้นโดยนิตินัยอยู่แล้ว นอกจากนี้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อ ให้บรรดาทรัพย์สิน สิทธิจำนองตกแก่ผู้ซื้อด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า สิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 2 ที่ผู้ร้องซื้อมาจากผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเป็นที่ดินที่มีโฉนดและติดภาระจำนอง ผู้ร้องในฐานะผู้ซื้อหรือผู้รับโอนจึงชอบที่จะรับโอนไปพร้อมทั้งสิทธิหน้าที่และภาระที่อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวยังมีอยู่ และสามารถเข้าสวมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้นในฐานะเจ้าหนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ กรณีหาใช่เป็นไปตามคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 ที่ว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ไม่เปิดช่องให้ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโอนสิทธิแก่ผู้ร้องแต่ประการใดไม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองทำสัญญาโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องภายหลังจากที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้เลิกประกอบกิจการไปแล้ว และอยู่ระหว่างการชำระบัญชีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ผู้ร้องจึงไม่สามารถสวมสิทธิในคดีนี้ ดังคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองถูกปิดกิจการเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2554 และอยู่ระหว่างดำเนินการชำระบัญชี วันที่ 1 สิงหาคม 2554 ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้โอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องในระหว่างนี้ก็ตาม แต่พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 15 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติหมวด 5 ลักษณะ 22 ในบรรพ 3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชีโดยอนุโลม เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่อ้างถึงดังกล่าว ปรากฏใจความเกี่ยวข้องที่สามารถนำมาอนุโลมบังคับใช้กับอำนาจหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีตามพระราชกฤษฎีกานี้ คือ มาตรา 1259 ที่บัญญัติว่า ผู้ชำระบัญชีทั้งหลายย่อมมีอำนาจดังจะกล่าวต่อไปนี้ (3) ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ซึ่งความในข้อนี้สอดรับกับพระราชกฤษฎีกาฯ มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ว่า ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อให้บรรดาทรัพย์สิน หลักประกัน สิทธิจำนอง หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแก่การค้ำประกันสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกแก่ผู้ซื้อด้วย เมื่อพิจารณาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติใดที่ห้ามผู้ขอรับชำระหนี้จำนองทำการโอนขายสินทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างชำระบัญชี ในทางกลับกัน กฎหมายกลับสนับสนุนให้สามารถกระทำได้เพื่อจะได้จำหน่ายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกลับมาเป็นตัวเงินเพื่อแบ่งปันคืนทุนอันเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นซึ่งจะเป็นหนทางที่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย ดังนั้น การที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้องในระหว่างที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองอยู่ระหว่างดำเนินการชำระบัญชี จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ปัญหาเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องของผู้ร้อง การเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องมิใช่ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีนี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1259
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 6 ม. 7
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชําระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ม. 15 ม. 16 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทอินทีเรีย รีไฟน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกนกรดา ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622 -ที่ 5623/2560
#614651
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้น แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ในคดีล้มละลายดังกล่าว มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 6 ราย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 ยื่นขอรับชำระหนี้มูลหนี้ตามคำพิพากษาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 (จำเลยที่ 1) แบบเจ้าหนี้ไม่มีประกัน จากนั้นจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย ที่ประชุมเจ้าหนี้รวมทั้งโจทก์ยอมรับ ไม่คัดค้านการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ และศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้ว ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 1 ทุจริตหรือกระทำความผิดอันมีโทษทางอาญาเกี่ยวกับกฎหมายล้มละลาย การประนอมหนี้มีข้อความลำดับการใช้หนี้ก่อนหลังถูกต้องตามกฎหมายล้มละลาย เจ้าหนี้มีมติยอมรับ คำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 การประนอมหนี้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้โดยทั่วไป ไม่ได้เปรียบแก่กัน จึงมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 ตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ให้ยกเลิกการล้มละลาย และให้ลูกหนี้ที่ 1 กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน ทั้งยังปรากฏว่าต่อมาโจทก์โดย ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากบุคคลภายนอกแทนลูกหนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อีกต่อไป จึงขอถอนคำขอรับชำระหนี้ ดังนี้โจทก์จึงผูกมัดโดยข้อตกลงในการประนอมหนี้ดังกล่าวในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้นต่อโจทก์อีกต่อไป นอกจากนี้ หากจะรับฟังว่าการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสามตกเป็นโมฆะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิพากษาให้เพิกถอนการโอนก็มิได้หมายความว่า การประนอมหนี้ที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบต้องถูกยกเลิกไปตามผลแห่งคำพิพากษา ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกองล้มละลายสามารถยื่นขอรับชำระหนี้จากที่ดินพิพาทได้ กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์หากนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทที่กล่าวอ้างในคดีนี้ว่าเป็นโมฆะเป็นผลหรือไม่เป็นหรือกลับกัน โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินพิพาท ที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11304, 26280, 26281, 6914, 6915 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2546 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 โดยให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนเพิกถอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากเพิกเฉยขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสาม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบิดาจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ปัจจุบันมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ได้ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ 32,867,457.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 30,563,914 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ วันที่ 14 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11304, 26280, 26281, 6914 และ 6915 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 10 กันยายน 2550 นายสุเทพ ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ล.911/2551 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2551 โจทก์นำหนี้ในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยื่นขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงดุสิต เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3062/2552 ในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลแขวงดุสิตมีการไกล่เกลี่ย โจทก์ตกลงรับเงินจากบุคคลภายนอกซึ่งจะชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และขอถอนฟ้อง ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งอนุญาต สำหรับคดีล้มละลายจำเลยที่ 1 ได้ขอประนอมหนี้หลังล้มละลาย ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้เพราะหากการโอนที่ดินพิพาททั้งหมดตกเป็นโมฆะ จะทำให้การโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2546 และการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 8 ธันวาคม 2552 ถูกเพิกถอน กลับเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอยู่ก่อนล้มละลาย นำมาชำระหนี้กองล้มละลายได้ และจะทำให้การประนอมหนี้ที่ศาลเห็นชอบต้องถูกยกเลิกเพราะมีการปกปิดทรัพย์สินโดยลูกหนี้ผู้ขอประนอมหนี้ (จำเลยที่ 1) ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกองล้มละลายยื่นรับชำระหนี้จากที่ดินพิพาทได้ ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ในคดีล้มละลายดังกล่าว มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 6 ราย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 ยื่นขอรับชำระหนี้มูลหนี้ตามคำพิพากษาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 (จำเลยที่ 1) แบบเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เป็นเงิน 52,797,105 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย ที่ประชุมเจ้าหนี้รวมทั้งโจทก์ยอมรับ ไม่คัดค้านการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ และศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้ว ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 1 ทุจริตหรือกระทำความผิดอันมีโทษทางอาญาเกี่ยวกับกฎหมายล้มละลาย การประนอมหนี้มีข้อความลำดับการใช้หนี้ก่อนหลังถูกต้องตามกฎหมายล้มละลาย เจ้าหนี้มีมติยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 การประนอมหนี้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้โดยทั่วไป ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบแก่กัน จึงมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 ตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ให้ยกเลิกการล้มละลาย และให้ลูกหนี้ที่ 1 กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 วรรคสอง ตามคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ทั้งยังปรากฏว่าในวันที่ 14 ตุลาคม 2552 โจทก์โดยนายเลิศ ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากบุคคลภายนอกแทนลูกหนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อีกต่อไป จึงขอถอนคำขอ รับชำระหนี้ ดังนี้ โจทก์จึงถูกผูกมัดโดยข้อตกลงในการประนอมหนี้ดังกล่าวในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้นต่อโจทก์อีกต่อไป นอกจากนี้ หากจะรับฟังว่าการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสามตกเป็นโมฆะ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนก็มิได้หมายความว่า การประนอมหนี้ที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบต้องถูกยกเลิกไปตามผลแห่งคำพิพากษา ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกองล้มละลายสามารถยื่นขอรับชำระหนี้จากที่ดินพิพาทได้ ทั้งยังปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ขอให้ยกเลิกการประนอมหนี้ เพราะการประนอมหนี้ไม่อาจดำเนินไปได้โดยปราศจากอยุติธรรมและศาลเห็นชอบด้วยเพราะถูกหลอกลวงทุจริต อ้างว่าจำเลยทั้งสามคดีนี้แสดงเจตนาลวงโอนขายที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ร้องบังคับคดีแก่ทรัพย์ดังกล่าวชำระหนี้ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้นัดไต่สวน อันเป็นมูลกรณีเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2557 แล้ว กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์หากนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทที่กล่าวอ้างในคดีนี้ว่าเป็นโมฆะ เป็นผลหรือไม่เป็นหรือกลับกัน ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินพิพาท ที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกข้อที่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามชอบหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัฒนะ อรรถพงศ์เมธีหรือสิทธิชัยธัญรัฐ
จำเลย — นายสุรศักดิ์ ศิริพจนากุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนันทศักดิ์ บัวงาม
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไล นภานุเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยงพาณิชย์
ทวีป ตันสวัสดิ์
โสรัตน์ เพียรอนุกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5616/2560
#613216
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่คำร้องของจำเลยเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หลังจากเพิ่มโทษหนึ่งในสามและลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่จำเลย ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางเป็นเวลา 388 วัน วันที่ 14 สิงหาคม 2552 ศาลชั้นต้นออกหมายปล่อยตัวจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวและไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่สามารถส่งหมายให้แก่จำเลยได้ ศาลชั้นต้นจึงปิดประกาศให้จำเลยทราบหน้าศาล เมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับ วันที่ 20 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลับหลังจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง หลังจากเพิ่มโทษหนึ่งในสามในความผิดดังกล่าวและรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุก 18 ปี 16 เดือน และปรับ 1,066,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อนำไปปลดชื่อออกจากบัญชีดำผู้ต้องหาค้ายาเสพติดและคำร้องขอแก้ไขชื่อจำเลยตามหนังสือเดินทาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง วันที่ 10 มกราคม 2557 จำเลยขอตรวจสำนวน ศาลชั้นต้นสอบจำเลยผ่านล่ามว่าเป็นจำเลยคดีนี้จริง จึงให้รับตัวไว้และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังแล้วให้เพิกถอนหมายจับและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ในวันที่ 23 มกราคม 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน วันที่ 4 มีนาคม 2559 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นส่งสำเนาให้โจทก์แก้แล้วมีคำสั่งส่งศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องของจำเลยเป็นการกล่าวอ้างว่าการนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องพิจารณาสั่งคำร้องนั้น จำเลยต้องยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จำเลยจะมายื่นคำร้องขอต่อศาลอุทธรณ์โดยตรงหาได้ไม่ ให้ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากระบวนพิจารณาการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่คำร้องของจำเลยเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยฎีกาโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 16 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายโจฟรีรี่ โฮเคย์ (GEOPHERY OKEY)
จำเลย — หรือนายโอเกจูกุ อจาโก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายสมาน ศิริเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ — นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5598/2560
#613673
เปิดฉบับเต็ม

การเบิกความเป็นพยานต่อศาลนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 113 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีอาญาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 บัญญัติว่า พยานทุกคนต้องเบิกความด้วยวาจาและห้ามมิให้พยานอ่านข้อความที่เขียนมา ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายประสงค์ให้ศาลและคู่ความฝ่ายอื่นได้มีโอกาสรับฟังคำเบิกความของพยานโดยตรง ให้พยานเล่าเหตุการณ์ที่ตนประสบมาด้วยตนเองและจากความทรงจำของพยานเอง มิให้มีโอกาสเสริมแต่งเรื่องราวให้ผิดเพี้ยนไปจากความจริง เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นตามบทบัญญัติของกฎหมายให้เสนอคำพยานด้วยวิธีอื่น ในคดีอาญาซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 230/2 บัญญัติข้อยกเว้นดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะแล้วว่า ศาลอาจอนุญาตให้เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศแทนการนำพยานบุคคลมาเบิกความต่อหน้าศาลได้ ในกรณีที่ไม่อาจสืบพยานตามวิธีการที่บัญญัติในมาตรา 230/1 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติ ป.วิ.พ.มาบังคับใช้โดยอนุโลมด้วยการให้พยานที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ.ดังกล่าวเบิกความด้วยวิธีส่งบันทึกถ้อยคำแทนการมาเบิกความด้วยวาจาได้ ดังนั้น การที่ทนายโจทก์ทั้งสองเสนอบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยแล้วแถลงขอให้ศาลใช้เป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ แม้ทนายจำเลยจะแถลงรับว่าให้ถือเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ก็ไม่อาจถือว่าบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ บันทึกดังกล่าวคงมีลักษณะเป็นคำแถลงของพยานที่ศาลรับไว้เท่านั้น ส่วนจะนำมารับฟังได้หรือไม่ เพียงใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะพยานหลักฐาน แต่อย่างไรก็ดี ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่ได้อ้างส่งบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเพียงลำพัง เพราะพยานดังกล่าวได้มาเบิกความต่อหน้าศาลโดยเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน และเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามติงด้วย แม้ถือไม่ได้ว่าบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง แต่ก็คงมีผลเพียงว่าทนายโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจซักถามพยานของตนก่อนเท่านั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177, 83 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ทั้งสองและพิจารณามีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า การกลับไปไต่สวนมูลฟ้องใหม่ย่อมเป็นผลเสียแก่จำเลยทั้งสองและฝ่ายจำเลยจะเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ศาลฎีกาควรรับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณาและสืบพยานของจำเลยทั้งสองประกอบคำฟ้องอุทธรณ์แล้วนำมาวินิจฉัยคดีนี้มากกว่าให้กลับไปไต่สวนมูลฟ้องนั้น เห็นว่า การเบิกความเป็นพยานต่อศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 113 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีอาญาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า พยานทุกคนต้องเบิกความด้วยวาจาและห้ามมิให้พยานอ่านข้อความที่เขียนมา ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายประสงค์ให้ศาลและคู่ความฝ่ายอื่นได้มีโอกาสรับฟังคำเบิกความของพยานโดยตรง ให้พยานเล่าเหตุการณ์ที่ตนประสบมาด้วยตนเองและจากความทรงจำของพยานเอง มิให้มีโอกาสเสริมแต่งเรื่องราวให้ผิดเพี้ยนไปจากความจริง เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นตามบทบัญญัติของกฎหมายให้เสนอคำพยานด้วยวิธีอื่น ในคดีอาญาซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 230/2 บัญญัติข้อยกเว้นดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะแล้วว่า ศาลอาจอนุญาตให้เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศแทนการนำพยานบุคคลมาเบิกความต่อหน้าศาลได้ ในกรณีที่ไม่อาจสืบพยานตามวิธีการที่บัญญัติในมาตรา 230/1 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาบังคับใช้โดยอนุโลมด้วยการให้พยานที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวเบิกความด้วยวิธีส่งบันทึกถ้อยคำแทนการมาเบิกความด้วยวาจาได้ ดังนั้น การที่ทนายโจทก์ทั้งสองเสนอบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยแล้วแถลงขอให้ศาลใช้เป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ แม้ทนายจำเลยจะแถลงรับว่าให้ถือเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ก็ไม่อาจถือว่าบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ บันทึกดังกล่าวคงมีลักษณะเป็นคำแถลงของพยานที่ศาลรับไว้เท่านั้น ส่วนจะนำมารับฟังได้หรือไม่ เพียงใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะพยานหลักฐาน แต่อย่างไรก็ดี ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่ได้อ้างส่งบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเพียงลำพัง เพราะพยานดังกล่าวได้มาเบิกความต่อหน้าศาลโดยเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน และเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามติงด้วย แม้ถือไม่ได้ว่าบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง แต่ก็คงมีผลเพียงว่าทนายโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจซักถามพยานของตนก่อนเท่านั้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า พยานโจทก์ทั้งสองไม่ได้ปฏิญาณหรือสาบานตนก่อนเบิกความต่อศาล ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้รับฟังได้เช่นนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 230/1 ม. 230/2
ป.วิ.พ. ม. 113
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีพร จีระสุนทราเดช กับพวก
จำเลย — นางอรมน วิมลพิทยารัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวธัญชนก คงเด่นฟ้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย ฉัตรเพิ่มพร
ชื่อองค์คณะ
โสรัตน์ เพียรอนุกูล
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5552/2560
#614946
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับจ้างก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้างก่อสร้างให้โจทก์เพียงบางส่วนคงเหลือค่าจ้างค้างชำระ 87,602,523.10 บาท ต่อมาโจทก์กับผู้ว่าจ้างทำบันทึกข้อตกลงลดหนี้เงินค่าก่อสร้างลงเหลือ 20,000,000 บาท การลดหนี้ของโจทก์แก่ผู้ว่าจ้างดังกล่าวมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ ป.รัษฎากร มาตรา 79 (1) โดยมิได้ลดให้ในขณะให้บริการ และได้หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวออกจากราคาค่าบริการโดยแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนในใบกำกับภาษีที่ออกให้ จึงถือว่าฐานภาษีคือ มูลค่าทั้งหมดที่โจทก์พึงได้รับจากการให้บริการตามมาตรา 79 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และเมื่อโจทก์ได้ตกลงกับผู้ว่าจ้างลดค่าบริการลงก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์นำรายการและเหตุการณ์ทางการเงินนี้มาบันทึกทางบัญชีแต่อย่างใด แต่ปรากฏตามการจัดทำบัญชีของโจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ว่า โจทก์บันทึกบัญชีว่า เดบิต หนี้สงสัยว่าจะสูญและเครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 67,602,523.10 บาท ซึ่งเข้าใจได้ว่าโจทก์คาดว่าจะเรียกเก็บเงินจากผู้ว่าจ้างไม่ได้ จึงบันทึกบัญชีปรับมูลค่าเพื่อแสดงรายการหักจากบัญชีลูกหนี้ในงบการเงินเพื่อให้คงเหลือเป็นมูลค่าสุทธิของลูกหนี้สุทธิที่คาดว่าจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์ยังไม่ได้จำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ทำบันทึกตกลงลดค่าบริการแต่อย่างใด น่าเชื่อว่า หนี้ของผู้ว่าจ้างยังไม่สูญในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ต่อมารอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 โจทก์ได้จำหน่ายบัญชีลูกหนี้ดังกล่าวออกเป็นหนี้สูญ ความรับผิดในการเสียภาษีก็เกิดในรอบระยะเวลาบัญชีของการจำหน่ายหนี้สูญด้วย ดังนั้นต้องถือว่าจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เกิดขึ้นแล้วในช่วงนี้ การที่จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนธันวาคม 2552 อันเป็นเดือนสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีย่อมเป็นคุณแก่โจทก์ในการต้องเสียเงินเพิ่มน้อย และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2552 โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มภายในวันที่ 15 มกราคม 2553 กำหนดระยะเวลาในการประเมินจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2553 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินวันที่ 11 มิถุนายน 2555 ยังอยู่ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 (1) (ค)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ. 73.1-03022042-25550607-005-00065 และ ภ.พ. 73.1-03022042-25550607-005-00066 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภ.ญ.(อธ.1)/267/2556 และเลขที่ ภ.ญ.(อธ.1)/268/2556 ฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2556 ให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากร โจทก์เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารสำนักงานแสงทองธานี จากบริษัทแสงทองธานี จำกัด ผู้ว่าจ้าง เป็นการก่อสร้างอาคารสูง 36 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 1 ชั้น พื้นที่ชั้นล่าง และระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น แยกเป็น 2 สัญญา ได้แก่ สัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารสำนักงานแสงทองธานี งานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม ตกลงค่าจ้างรวมทั้งสิ้น 507,821,944.36 บาท และสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารสำนักงานแสงทองธานี งานโครงสร้างชั้นใต้ดินและชั้นล่าง ตกลงค่าจ้างรวมทั้งสิ้น 71,500,000 บาท รวมสองสัญญาเป็นเงินค่าจ้าง 579,321,944.36 บาท ตกลงจ่ายค่าจ้างก่อสร้างเป็นงวด ๆ รายเดือน ตามผลงานการก่อสร้างที่ผู้รับจ้างได้ทำแล้วเสร็จในแต่ละงวดงานตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2536 และวันที่ 1 มกราคม 2537 ผู้ว่าจ้างได้ชำระค่าจ้างก่อสร้างให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนเป็นเงิน 453,819,854.90 บาท คงเหลือค่าจ้างค้างชำระเป็นเงินจำนวน 83,882,120.67 บาท และค่าบริการอื่น ๆ จำนวน 3,720,402.43 บาท รวมผู้ว่าจ้างค้างชำระ 87,602,523.10 บาท ปี 2540 ผู้ว่าจ้างเสนอจะชำระค่าก่อสร้างที่ค้างชำระให้แก่โจทก์เพียง 20,000,000 บาท โจทก์ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญในทางบัญชีของโจทก์ 67,602,523.10 บาท วันที่ 18 พฤษภาคม 2542 โจทก์และผู้ว่าจ้างทำบันทึกข้อตกลงลดหนี้เงินงานค่าก่อสร้าง 83,882,120 บาท ผู้ว่าจ้างตกลงชำระหนี้ค่าก่อสร้างให้ 20,000,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทั้งสองฝ่ายตกลงลดหนี้ให้แก่กัน จำนวน 63,882,120 บาท ถือเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ก่อสร้างล่าช้า โดยตกลงผ่อนชำระหนี้ค่าก่อสร้าง 20,000,000 บาท ผู้ว่าจ้างได้ผ่อนชำระเรื่อยมาคงเหลือหนี้ 1,308,411.20 บาท ต่อมารอบบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 โจทก์ได้ตัดหนี้สูญออกจากบัญชีของโจทก์ 67,602,523.10 บาท และหนี้ค้างชำระ 1,308,411.20 บาท รวมเป็น 68,910,934.30 บาท โจทก์มิได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในค่าบริการดังกล่าวมาก่อนเลย จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 เดือนภาษี ได้แก่เดือนภาษีธันวาคม 2552 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1-03022042-25550607-005-00065 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2555 เป็นเงินเบี้ยปรับ 4,823,765.40 บาท มีรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเหตุผลในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม สรุปได้ความว่า จากการตรวจสอบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 พบว่า โจทก์ได้ตัดบัญชีลูกหนี้รายบริษัทแสงทองธานี จำกัด จำนวน 68,910,934.30 บาท เป็นหนี้สูญ และมิได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในค่าบริการจำนวนดังกล่าวซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระค่าบริการตามส่วนของค่าบริการที่สิ้นสุดลง ตามมาตรา 78/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร และการตัดบัญชีลูกหนี้หรือลดหนี้มิได้กระทำในขณะที่ให้บริการ โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่างานทั้งหมดที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการ ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับการให้บริการได้เกิดขึ้นแล้ว การลดหนี้จึงไม่มีเหตุอันควรที่โจทก์จะได้รับยกเว้นที่จะไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม และการที่โจทก์ตัดลูกหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเกิดขึ้น ณ วันตัดบัญชีลูกหนี้ โดยถือเป็นวันที่พึงได้รับชำระค่าบริการ ในข้อกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม การลดหนี้มิได้กระทำในขณะที่มีการให้บริการ โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าทั้งหมดที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งสัญญาการให้บริการรับเหมาก่อสร้างที่เป็นการให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง ตามมาตรา 78/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีที่โจทก์ลดหนี้ค่าบริการให้แก่ลูกหนี้ และถึงแม้จะมิได้มีการชำระค่าบริการดังกล่าว แต่มีผลให้การชำระค่าบริการตามสัญญาสิ้นสุดลง ก่อให้เกิดภาระในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยถือวันที่ลดหนี้เป็นวันที่พึงได้รับชำระค่าบริการ และจำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เดือนภาษีมีนาคม 2553 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1-03022042-25550607-005-00066 เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระเพิ่มเติม 4,823,765.40 บาท เงินเพิ่ม 1,881,268.51 บาท (คำนวณถึง 15 มิถุนายน 2555) รวมเป็นเงิน 6,705,033.91 บาท มีรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเหตุผลในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม สรุปความได้ว่า ตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนธันวาคม 2552 มูลค่าบริการ 68,910,934.30 บาท และเนื่องจากเดือนภาษีธันวาคม 2552 โจทก์มีภาษีที่ชำระไว้เกินยกมา 11,949,956.89 บาท จึงทำให้ในเดือนภาษีธันวาคม 2552 ไม่มีภาษีที่ต้องชำระ แต่โจทก์ยังต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ 4,823,765.40 บาท และเมื่อปรับปรุงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 ถึงมีนาคม 2553 แล้วปรากฏว่าในเดือนภาษีมีนาคม 2553 มีภาษีต้องชำระ 16,358,127.54 บาท และมีภาษีที่ชำระเกินยกมาเปลี่ยนจากเดิม 11,256,011.68 บาท เป็นภาษีที่ชำระเกินยกมา 6,432,246.28 บาท ทำให้มีภาษีที่ต้องชำระในเดือนภาษีมีนาคม 2553 จำนวน 9,925,881.26 บาท และเมื่อหักภาษีที่ชำระไว้แล้ว ตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) (ฉบับยื่นปกติ) 5,102,115.86 บาท จึงทำให้มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 4,823,765.40 บาท และเงินเพิ่ม 1,881,268.51 บาท (คำนวณถึง 15 มิถุนายน 2555) ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร รวมภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมทั้งสิ้น 6,705,033.91 บาท วันที่ 15 มิถุนายน 2555 โจทก์ชำระภาษีตามการประเมินสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2553 เฉพาะจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,823,765.40 บาท ตามบันทึกข้อความของจำเลย และสำเนาใบเสร็จรับเงินเลขที่ 019679 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2552 พิจารณาให้ลดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บดังกล่าวลงเป็นจำนวน 2,411,882.70 บาท รวมเรียกเก็บทั้งสิ้น 2,411,882.70 บาท สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมีนาคม 2553 ให้ยกอุทธรณ์โจทก์ สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2553 ไม่มีการประเมินเรียกเบี้ยปรับ จึงไม่มีประเด็นพิจารณาลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ส่วนเงินเพิ่มไม่มีกฎหมายให้งดหรือลดได้ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เกิดเมื่อมีการหักกลบลบหนี้ตามที่โจทก์กับผู้ว่าจ้างได้ทำบันทึกข้อตกลงเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 โดยตกลงคิดค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 20,000,000 บาท และต้องถือว่า วันที่ทำบันทึกดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์ได้รับค่าบริการตามส่วนของการบริการที่สิ้นสุดลงนั้น พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีรายรับจากการก่อสร้างอาคารจากบริษัทแสงทองธานี จำกัด โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเป็นผู้ให้บริการที่ประกอบการในราชอาณาจักรตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ฐานภาษีในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่โจทก์ได้รับหรือพึงได้รับจากการให้บริการ โดยมูลค่าของฐานภาษีให้หมายความรวมถึงเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน แต่มูลค่าของฐานภาษีไม่รวมถึงส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะให้บริการ และได้หักส่วนลดดังกล่าวออกจากราคาค่าบริการโดยแสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีแต่ละครั้งที่ออกแล้ว ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มีนางสาวนิภาพรรณ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์รับจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัทแสงทองธานี จำกัด ในปี 2536 รวมค่าจ้าง 541,422,378 บาท โจทก์ทำงานรับจ้างตามสัญญาเรื่อยมา และผู้ว่าจ้างได้ชำระค่าก่อสร้างให้โจทก์ตลอดมา การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2538 ผู้ว่าจ้างได้ชำระค่าก่อสร้างให้โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 453,819,854.90 บาท ค่าจ้างส่วนที่เหลืออีก 83,882,120.67 บาท และค่าบริการอื่น ๆ 3,720,402.43 บาท รวมเป็นเงิน 87,602,523.10 บาท ผู้ว่าจ้างไม่ชำระ โจทก์ได้ติดตามทวงถามมาตลอด ผู้ว่าจ้างอ้างว่าโจทก์ส่งมอบงานล่าช้า ทำให้ผู้ว่าจ้างได้รับความเสียหาย จะใช้สิทธิปรับโจทก์ตามสัญญา โจทก์กับผู้ว่าจ้างจึงไม่สามารถตกลงส่วนที่ค้างชำระและค่าเสียหายจากการที่โจทก์ก่อสร้างล่าช้า ต่อมาปี 2540 โจทก์ติดตามทวงถามให้ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์ ผู้ว่าจ้างเสนอชำระค่าจ้างแก่โจทก์เพียง 20,000,000 บาท โจทก์เห็นว่าน้อยกว่าค่าจ้างค้างชำระเป็นจำนวนมาก โจทก์จึงไม่ยอมรับชำระหนี้จำนวนนี้ ฝ่ายบัญชีของโจทก์เห็นว่าโจทก์น่าจะได้รับชำระไม่เต็มจำนวน จึงตั้งสำรองเป็นค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทางบัญชีของโจทก์ 67,602,523.10 บาท การตั้งสำรองเป็นค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญนั้น โจทก์ได้นำมาบวกกลับเป็นรายได้ทางบัญชีของโจทก์เพื่อรวมคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ โจทก์ยังคงติดตามทวงถามให้ผู้ว่าจ้างชำระหนี้จำนวนดังกล่าวเรื่อยมา โจทก์เห็นว่า การฟ้องคดีกับผู้ว่าจ้างก็ไม่แน่นอนว่าจะชนะคดี หรือจะได้รับชำระหนี้หรือไม่ โจทก์จึงตกลงยอมรับชำระหนี้จากผู้ว่าจ้างเพียง 20,000,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยผู้ว่าจ้างตกลงชำระ 8 งวด ๆ ละ 2,500,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หากผิดนัดไม่ชำระภายในกำหนดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ผู้ว่าจ้างได้ชำระหนี้ตามบันทึกความตกลงนี้เพียงบางส่วน ยังคงค้างชำระ 1,896,158.81 บาท ตามรายการคำนวณการชำระหนี้ สำเนาหลักฐานการรับชำระเงินค่าก่อสร้าง สำเนาหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่ายและสำเนาใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีโจทก์ทวงถามหนี้จำนวนนี้ ต่อมาปี 2552 โจทก์เห็นว่าผู้ว่าจ้างไม่ชำระหนี้แก่โจทก์แน่นอนจึงตัดหนี้ค่าก่อสร้างจำนวน 67,602,523.10 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าบริการดังกล่าว 1,308,411.20 บาท (ที่ถูก และหนี้ค้างชำระ 1,308,411.20 บาท) ออกจากบัญชีลูกหนี้ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาจำนวนนี้ จึงไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับผู้ว่าจ้างเป็นการตกลงปลดหนี้หรือลดหนี้แก่ผู้ว่าจ้าง และถือว่าโจทก์ได้รับค่าบริการตามส่วนของค่าบริการที่สิ้นสุดลงตามมาตรา 78/1 (2) แห่งประมวลรัษฎากร แต่พยานปากนี้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าผู้ว่าจ้างได้พิสูจน์ค่าเสียหายจากการก่อสร้างล่าช้ากับโจทก์จริงหรือไม่ แต่รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 เป็นต้นมา โจทก์ไม่เคยบันทึกบัญชีค่าปรับกรณีการก่อสร้างล่าช้า พยานไม่เคยทราบในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 โจทก์กับผู้ว่าจ้างเคยพิสูจน์ค่าเสียหายกรณีก่อสร้างล่าช้าหรือไม่ ทั้งไม่มีการบันทึกบัญชีกรณีการปลดหนี้ให้แก่ผู้ว่าจ้าง เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการส่งมอบงานล่าช้าเพราะความผิดของโจทก์ และโจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่ผู้ว่าจ้างหรือไม่ เป็นจำนวนแน่นอนเท่าใด เข้าลักษณะโจทก์นำค่าเสียหายที่ยังไม่แน่นอนไปหักจากค่าจ้างที่โจทก์ควรได้รับ การตกลงดังกล่าวไม่เข้าลักษณะส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่โจทก์ลดให้แก่ผู้ว่าจ้างในขณะให้บริการโดยได้แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่ามีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว ซึ่งไม่ต้องรวมเป็นฐานภาษีตามมาตรา 79 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น มูลค่าของฐานภาษีที่โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณเป็นเงินจากค่าก่อสร้างทั้งหมด ได้แก่ ยอดเงินค้างชำระ 87,602,523.10 บาท ตามที่โจทก์บันทึกบัญชีเป็นลูกหนี้ค่าก่อสร้างพิพาทคดีนี้ จำเลยมีนางสาวณัฐรินทร์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบชำนาญการ ส่วนกำกับดูแลธุรกิจ 16 สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้วิเคราะห์แล้วตรวจภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2552 พบว่า โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามเกณฑ์เงินสด โจทก์ตัดบัญชีลูกหนี้การค้ารายบริษัทแสงทองธานี จำกัด ผู้ว่าจ้างเป็นหนี้สูญ 68,910,934.30 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้โจทก์ไม่นำมาชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม การตรวจสอบพบว่ารอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ผู้ว่าจ้างเป็นลูกหนี้ค่าก่อสร้างโจทก์ 87,602,523.10 บาท โจทก์ติดตามทวงถาม และคาดว่าจะเกิดหนี้สูญ จึงบันทึกบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 67,602,523.10 บาท เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 โจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับผู้ว่าจ้างลดเงินจากหนี้ค่าก่อสร้างเหลือเพียง 20,000,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โดยยอดลดหนี้จำนวน 63,882,120 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 โจทก์ได้จำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ 68,910,934.30 บาท โจทก์ได้รับรู้รายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวแล้ว พยานถือว่าโจทก์พึงได้รับชำระหนี้ค่าบริการโดยจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้แล้ว เห็นว่า การลดหนี้ของโจทก์แก่ผู้ว่าจ้างมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 79 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยมิได้ลดให้ในขณะให้บริการ และได้หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวออกจากราคาค่าบริการโดยแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนในใบกำกับภาษีที่ออกให้ จึงถือว่าฐานภาษีคือมูลค่าทั้งหมดที่โจทก์พึงได้รับจากการให้บริการตามมาตรา 79 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร การลงบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของโจทก์ เป็นการกันเอาไว้สำหรับหนี้ที่คาดว่าจะเรียกเก็บไม่ได้ และถือเป็นบัญชีปรับมูลค่าที่ตั้งขึ้นเพื่อแสดงรายการหักจากบัญชีลูกหนี้ในงบการเงินเพื่อให้คงเหลือเป็นมูลค่าสุทธิของลูกหนี้ที่คาดหมายว่าจะเก็บได้ เมื่อโจทก์ใช้เกณฑ์เงินสดในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนเมื่อมีการให้บริการเกิดขึ้น โจทก์ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้รับบริการ แล้วนำภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวหักออกจากภาษีซื้อเพื่อนำส่งแก่จำเลย เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ได้ตกลงกับผู้ว่าจ้างลดค่าบริการลงเหลือเพียง 20,000,000 บาท ตามบันทึกความตกลงระงับหนี้ ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์นำรายการและเหตุการณ์ทางการเงินนี้มาบันทึกทางบัญชีแต่อย่างใด แต่ปรากฏตามการจัดทำบัญชีของโจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ว่า โจทก์บันทึกบัญชีว่า เดบิต หนี้สงสัยว่าจะสูญและเครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 67,602,523.10 บาท ซึ่งเข้าใจได้ว่าโจทก์คาดว่าจะเรียกเก็บเงินจากผู้ว่าจ้างไม่ได้ จึงบันทึกบัญชีปรับมูลค่าเพื่อแสดงรายการหักจากบัญชีลูกหนี้ในงบการเงินเพื่อให้คงเหลือเป็นมูลค่าสุทธิของลูกหนี้สุทธิที่คาดว่าจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์ยังไม่ได้จำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ทำบันทึกตกลงลดค่าบริการแต่อย่างใด น่าเชื่อว่า หนี้ของผู้ว่าจ้างยังไม่สูญในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ยังไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ได้หรือไม่ และยังไม่ถือว่าโจทก์มีรายรับต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมารอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 โจทก์ได้จำหน่ายบัญชีลูกหนี้ดังกล่าวออกเป็นหนี้สูญ โดยจัดทำบัญชีเดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และเครดิต ลูกหนี้ 68,910,934.30 บาท เมื่อการจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ไม่เป็นไปตามมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ โจทก์ได้บวกกลับในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนี้แล้ว สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มการจำหน่ายหนี้สูญและการคำนวณส่วนของหนี้สูญเพื่อหักภาษีขาย ความรับผิดในการเสียภาษีก็เกิดในรอบระยะเวลาบัญชีของการจำหน่ายหนี้สูญด้วย ดังนั้น ต้องถือว่าจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เกิดขึ้นแล้วในช่วงนี้ การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนธันวาคม 2552 อันเป็นเดือนสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีย่อมเป็นคุณแก่โจทก์ในการต้องเสียเงินเพิ่มน้อย และเมื่อการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนธันวาคม 2552 เป็นผลให้ภาษีซื้อชำระเกินยกไปในเดือนถัดไปลดลงเป็นผลกระทบต่อภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ยื่นไว้ของเดือนมีนาคม 2553 จำเลยจึงมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มของเดือนภาษีมีนาคม 2553 ได้ ส่วนข้ออ้างข้ออื่นในปัญหานี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2552 โดยความรับผิดในการชำระภาษีเกิดขึ้นเมื่อโจทก์จำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มภายในวันที่ 15 มกราคม 2553 กำหนดระยะเวลาในการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2553 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินวันที่ 11 มิถุนายน 2555 ยังอยู่ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ตามมาตรา 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงยังไม่เกินกำหนดระยะเวลาสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 79 วรรคหนึ่ง ม. 79 วรรคสอง ม. 79 วรรคสาม (1) ม. 88/6 (1) (ค)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยทาเคนาคา สากล ก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวกชมน ทิพยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5508/2560
#615521
เปิดฉบับเต็ม

ได้ความว่าตลาดไทมีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ มีการแบ่งตลาดย่อยๆตามประเภทสินค้าหลายตลาดและมีลานซื้อขายสินค้า อาคารพาณิชย์และที่จอดรถหลายจุด ทั้งลักษณะกิจการของตลาดไทเป็นศูนย์กลางซื้อขายสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ เปิดบริการ 24 ชั่วโมง ทำให้มีรถยนต์เข้าออกเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ปรากฏว่าการเข้าออกตลาดไทซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่นั้น รถยนต์ของผู้ที่มาใช้บริการสามารถเข้าออกตลาดย่อยต่างๆและลานจอดรถได้ตามความสะดวก ไม่ต้องขออนุญาตหรือแลกบัตรในการผ่านเข้าออก เว้นแต่รถยนต์ที่นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายต้องเสียค่าธรรมเนียมที่ป้อมยาม ส่วนรถยนต์อื่นๆไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าจอดรถและไม่ได้มีบริการรับฝากรถ ผู้ที่มาใช้บริการสามารถเลือกที่จอดรถในบริเวณที่จำเลยที่ 1 จัดไว้เป็นพื้นที่จอดรถได้ตามอิสระ ไม่ได้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยดูแลเป็นการเฉพาะในการนำรถยนต์เข้าหรือออกจากลานจอดรถ ผู้ที่มาใช้บริการจะขับรถยนต์ออกไปก็สามารถกระทำได้ทันที ไม่มีการตรวจสอบของพนักงานรักษาความปลอดภัย ทั้งรถยนต์ที่เข้าออกส่วนใหญ่บรรทุกหรือขนส่งสินค้าเกษตรนำมาเสนอขายเพื่อให้ผู้ซื้อรับซื้อสินค้าไปในลักษณะการขายส่งเป็นหลัก การขับรถยนต์เข้ามาในตลาดไทเพื่อนำสินค้ามาขายหรือเพื่อมาซื้อสินค้ามุ่งในการซื้อขายกระจายสินค้าโดยมีรถยนต์เป็นพาหนะขนส่งซึ่งแตกต่างจากการที่บุคคลไปใช้บริการห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า โดยนำรถยนต์ไปจอดในลานจอดรถแล้วเข้าไปซื้อสินค้าหรือบริการในฐานะลูกค้าของของกิจการนั้น ส่วนสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยกำหนดให้จำเลยที่ 2 ดูแลรักษาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และบริวาร ผู้ค้าขาย ผู้ซื้อ ผู้มาติดต่อ หรือใช้บริการภายในตลาดไท เป็นเพียงการกำหนดขอบเขตการดำเนินงานทั่วไปของจำเลยที่ 2 โดยในสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยระบุเพียงว่า ตระเวนและตรวจตราดูแล จัดระบบและควบคุมดูแลจัดระเบียบการจราจรภายในบริเวณโครงการตลาดไท โดยไม่มีหน้าที่โดยเฉพาะว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยต้องทำการดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าทั่วไปที่มาใช้บริการ หรือต้องปฏิบัติหน้าที่ประจำลานจอดรถ พนักงานรักษาความปลอดภัยเพียงแต่มีหน้าที่ตรวจตราดูแลเพื่อจัดระเบียบการจราจรเท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ตามสัญญาหรือตามความสัมพันธ์ที่เคยปฏิบัติในการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่รถยนต์ของผู้ใช้บริการที่นำมาจอดในลานจอดรถของตลาดไท จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดในการที่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายในลานจอดรถ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 371,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บต 9332 ชุมพร จากนายสัญญา ระยะเวลาประกันภัย 1 ปี เริ่มแต่วันที่ 29 กันยายน 2550 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2551 มีเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีรถยนต์เสียหาย สูญหายในจำนวนเงินเอาประกันภัย 350,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการสถานที่ค้าปลีกค้าส่งสินค้าเกษตรใช้ชื่อทางการค้าว่าตลาดไท มีลานจอดรถให้ผู้ที่มาซื้อขายสินค้านำรถยนต์ไปจอด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรักษาความปลอดภัยโดยรับจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณโครงการตลาดไทของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2551 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นายสัญญา ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปจอดที่ลานจอดรถตลาดผลไม้ตามฤดูกาลในบริเวณตลาดไท แล้วนายสัญญาเดินเข้าไปภายในตลาด เมื่อกลับออกมาช่วงเวลา 21 นาฬิกา ปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวสูญหายจึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง โจทก์ได้รับแจ้งเหตุและไปทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งพนักงานโจทก์ถ่ายภาพการนำชี้จุดเกิดเหตุและบริเวณทางเข้าออกตลาดไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2551 โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขความคุ้มครองแก่ผู้รับประโยชน์เป็นเงิน 350,000 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีลานจอดรถไว้บริการผู้ที่เข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ และจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลประจำลานจอดรถ ทั้งรถยนต์ที่เข้าออกจะต้องผ่านป้อมยาม พฤติการณ์จึงเป็นการแสดงต่อบุคคลทั่วไปให้เข้าใจและเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของผู้ที่มาใช้บริการ นายสัญญา นำรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเข้ามาจอดในบริเวณลานจอดรถซึ่งจำเลยที่ 1 จัดไว้ และจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัย โดยตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยกำหนดให้จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ตรวจตราดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของผู้ค้าขาย ผู้ซื้อ ผู้มาติดต่อ หรือใช้บริการในโครงการตลาดไทด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้ความระมัดระวังตามหลักวิชาชีพในการให้บริการรักษาความปลอดภัย จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ที่เข้ามาจอด แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่ใช้ความระมัดระวังตามหน้าที่ จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ นั้น เห็นว่า โจทก์มีนายพุทธินัย พนักงานโจทก์ผู้รับเรื่องและสอบข้อเท็จจริงในกรณีรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหาย เบิกความเป็นพยานว่า บริเวณลานจอดรถที่นายสัญญานำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปจอด มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาความปลอดภัย และป้อมยามทางเข้าตลาดมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ อีกทั้งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ขี่รถจักรยานตรวจตราความเรียบร้อยภายในบริเวณตลาดไท จำเลยที่ 1 จัดลานจอดรถที่เกิดเหตุไว้สำหรับผู้มาใช้บริการภายในบริเวณตลาดไท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณตลาดไท เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์สูญหายแล้ว โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกเงินคืนจากจำเลยทั้งสอง เนื่องจากรถยนต์สูญหายขณะจอดในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยทั้งสอง ตามคำเบิกความดังกล่าว พยานโจทก์อ้างแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 จัดให้มีลานจอดรถ และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องดูแลรถยนต์ที่เข้ามาจอดในตลาดไท แต่ก็ได้ความว่า ตลาดไทมีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ตามที่ระบุในสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย ข้อ 1 มีการแบ่งเป็นตลาดย่อยๆ ตามประเภทสินค้าหลายตลาด และมีลานซื้อขายสินค้า อาคารพาณิชย์และที่จอดรถหลายจุด อีกทั้งตามลักษณะกิจการของตลาดไทซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ เปิดบริการ 24 ชั่วโมง ทำให้มีรถยนต์เข้าออก เป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ที่แสดงออกถึงการยอมรับดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของผู้ที่มาใช้บริการในตลาดไทนั้น โจทก์หาได้นำสืบข้อเท็จจริงสนับสนุนให้รับฟังได้ตามที่อ้างไม่ โดยความปรากฏว่าการเข้าออกตลาดไทซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่นั้น รถยนต์ของผู้ที่มาใช้บริการสามารถเข้าออกตลาดย่อยต่างๆ และลานจอดรถได้ตามความสะดวก ไม่ต้องขออนุญาตหรือแลกบัตรในการผ่านเข้าออก เว้นแต่รถยนต์ที่นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายต้องเสียค่าธรรมเนียมที่ป้อมยาม ส่วนรถยนต์อื่น ๆ ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าจอดรถ และไม่ได้มีบริการรับฝากรถ ผู้ที่มาใช้บริการสามารถเลือกที่จอดรถในบริเวณที่จำเลยที่ 1 จัดไว้เป็นพื้นที่จอดรถได้ตามอิสระ ไม่ได้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยดูแลเป็นการเฉพาะในการนำรถยนต์เข้าหรือออกจากลานจอดรถ เมื่อผู้ที่มาใช้บริการจะขับรถยนต์ออกไปก็สามารถกระทำได้ทันที ไม่มีการตรวจสอบของพนักงานรักษาความปลอดภัย ทั้งโดยสภาพกิจการของตลาดไทซึ่งเป็นศูนย์กลางซื้อขายสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ รถยนต์ที่เข้าออกส่วนใหญ่บรรทุกหรือขนส่งสินค้าเกษตร นำมาเสนอขายเพื่อให้ผู้ซื้อรับซื้อสินค้าไปในลักษณะการขายส่งเป็นหลัก ซึ่งนายสัญญา ผู้เอาประกันภัยก็ให้ถ้อยคำไว้ว่า ขับรถยนต์มาลงมะพร้าวที่จังหวัดราชบุรีแล้วมาตลาดไทเพื่อซื้อแอปเปิ้ลไปส่งจังหวัดระนอง การขับรถยนต์เข้ามาในตลาดไทเพื่อนำสินค้ามาขายหรือเพื่อมาซื้อสินค้า มุ่งในการซื้อขายกระจายสินค้าโดยมีรถยนต์เป็นพาหนะขนส่ง ซึ่งแตกต่างจากการที่บุคคลไปใช้บริการห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าโดยนำรถยนต์ไปจอดในลานจอดรถแล้วเข้าไปซื้อสินค้าหรือบริการในฐานะลูกค้าของกิจการนั้น ส่วนที่สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยกำหนดให้จำเลยที่ 2 ดูแลรักษาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และบริวาร ผู้ค้าขาย ผู้ซื้อ ผู้มาติดต่อ หรือใช้บริการภายในตลาดไท เป็นเพียงการกำหนดขอบเขตการดำเนินงานทั่วไปของจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องพิจารณาประกอบกับหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในส่วนที่ 3 ของสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยด้วย สำหรับการตรวจตราดูแลตามหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัย ข้อ 2 ที่กำหนดว่า ตระเวนและตรวจตราดูแล จัดระบบและควบคุมดูแลจัดระเบียบการจราจรภายในบริเวณโครงการตลาดไท ตามหน้าที่ในส่วนนี้ไม่มีการกำหนดไว้โดยเฉพาะว่า พนักงานรักษาความปลอดภัยต้องทำการดูแลรักษาความปลอดภัยรถยนต์ของลูกค้าทั่วไปที่มาใช้บริการ หรือต้องปฏิบัติหน้าที่ประจำลานจอดรถ พนักงานรักษาความปลอดภัยเพียงแต่มีหน้าที่ตรวจตราดูแลเพื่อจัดระเบียบการจราจรเท่านั้น ในการบริหารจัดการพื้นที่ลานจอดรถของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้กำหนดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยต้องทำการตรวจสอบหรือแจกบัตรจอดรถให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการโดยทั่วไป จำเลยที่ 1 คงให้พนักงานรักษาความปลอดภัยตรวจสอบและดูแลการเข้าออกเฉพาะพื้นที่ส่วนที่เป็นเขตอาคารสำนักงานของจำเลยที่ 1 และลานจอดรถที่มีรั้วรอบ การที่พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ต้องทำการตรวจตราดูแล จึงหาได้มีหน้าที่โดยเฉพาะในการรักษาความปลอดภัยแก่รถยนต์ที่ผู้ใช้บริการนำมาจอดในลานจอดรถซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนเปิดทั่วไปของตลาดไม่ ทั้งในการที่คนร้ายมาลักเอารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไป พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้ประสบเหตุ หรือมีข้อเท็จจริงที่ส่อแสดงว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยน่าจะช่วยเหลือป้องกันมิให้เกิดการลักรถยนต์ได้ ประกอบกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ก็มิได้ยอมรับดูแลรักษาความปลอดภัยแก่รถยนต์ของผู้มาใช้บริการที่นำมาจอดไว้ในลานจอดรถ หากแต่เพียงจัดให้มีการตรวจตราดูแลโดยทั่วไปเพื่อจัดระเบียบการจราจรเท่านั้น เช่นนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ตามสัญญาหรือตามความสัมพันธ์ที่เคยปฏิบัติในการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่รถยนต์ของผู้ใช้บริการที่นำมาจอดในลานจอดรถของตลาดไท รวมทั้งรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยที่นายสัญญาผู้เอาประกันภัยนำมาจอดในลานจอดรถที่เกิดเหตุ การที่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไปขณะจอดรถอยู่ในลานจอดรถที่เกิดเหตุจะถือว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 อันเป็นการละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยหาได้ไม่ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายดังกล่าว โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายประทักษ์ หัสดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5501/2560
#617853
เปิดฉบับเต็ม

ขณะศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยได้รับโทษจำคุก 14 ปี 12 เดือน ตามคดีหมายเลขแดงของศาลอาญา ในความผิดต่อ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร และได้พ้นโทษในเดือนสิงหาคม 2557 ก่อน โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุก ตาม ป.อ. มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 347

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 347 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยไม่คัดค้านว่าหลังเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุก 14 ปี 12 เดือน ตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.3137/2552 ของศาลอาญาในความผิดต่อพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร โดยพ้นโทษในเดือนสิงหาคม 2557 แล้วโจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เมื่อจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อนและพ้นโทษไปแล้วดังกล่าว ทั้งความผิดในคดีก่อนและคดีนี้ไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ก่อนคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 347 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่อัตราโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
นางสาวณัชพิมพ์ หรือดาวไสว ไทยราษฎร์
จำเลย — หรือเทียนแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5486/2560
#615094
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเห็นผู้ตายขณะมีเพศสัมพันธ์กับภริยาจำเลย จึงเข้าไปชกต่อยต่อสู้กับผู้ตาย เมื่อจำเลยเพลี่ยงพล้ำ ภริยาจำเลยและผู้ตายรีบสวมใส่กางเกง แล้วภริยาจำเลยไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์และเรียกผู้ตายขึ้นรถ ผู้ตายก็รีบวิ่งไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ภริยาจำเลยขับออกไป ดังนี้ ภยันอันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งตามไปทันทีแล้วใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนได้ แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวต่อเนื่องกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่จำเลยเห็นผู้ตายมีเพศสัมพันธ์กับภริยาจำเลย ถือได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายในขณะนั้น จึงเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288, 371 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธาณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่โดยต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ริบเหล็กแหลม ไม้สด ด้ามเสียม และใบเสียมโลหะของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวหยาดพิรุณ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยพาอาวุธเหล็กแหลมสองแฉกไปตามถนนสาธารณะภายในหมู่บ้านโนนสง่า แล้วจำเลยใช้ไม้ที่พบข้างทางและเสียมที่นำมาจากกระท่อมตีทำร้ายนายอุทิศ ผู้ตายหลายครั้งถูกที่ศีรษะใบหน้าและลำตัวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวหยาดพิรุณภริยาจำเลยพยานโจทก์ว่า จำเลยเห็นผู้ตายขณะมีเพศสัมพันธ์กับภริยาจำเลยจึงเข้าไปชกต่อยต่อสู้กับผู้ตาย เมื่อจำเลยเพลี่ยงพล้ำภริยาจำเลยและผู้ตายรีบสวมใส่กางเกง แล้วภริยาจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยมีผู้ตายนั่งซ้อนท้ายออกไปห่างจากกระท่อมประมาณ 50 เมตร ก็ได้ยินเสียงไม้ตีอยู่ด้านหลังทำให้ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ รถจักรยานยนต์จึงล้มลง ภริยาจำเลยวิ่งไปบริเวณป่ามันสำปะหลังแล้วมองกลับมาเห็นจำเลยกับผู้ตายต่อสู้กัน ผู้ตายล้มลงและพูดว่า "ยอมแล้ว ยอมแล้ว" แต่จำเลยยังใช้ไม้ตีลำตัวผู้ตายจนเสียงต่อสู้สงบลง เจือสมคำเบิกความของจำเลยที่ว่าจำเลยเห็นภริยาจำเลยกับผู้ตายมีเพศสัมพันธ์กัน จำเลยโกรธจึงเข้าไปดึงผู้ตายออกมาชกต่อย ส่วนภริยาจำเลยไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์และเรียกผู้ตายขึ้นรถ ผู้ตายก็รีบวิ่งไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ภริยาจำเลยขับออกไป จำเลยวิ่งตามโดยถือเสียมจากกระท่อมและไม้ที่หล่นอยู่ตามทางติดมือไปด้วย เมื่อตามไปทันจึงใช้ไม้ตีหลังผู้ตายจนรถจักรยานยนต์ล้มลง ภริยาจำเลยและผู้ตายตกจากรถแล้วภริยาจำเลยหนีเข้าไปในป่ามันสำปะหลัง จำเลยใช้ไม้ตีบริเวณศีรษะและลำตัวผู้ตายแล้วใช้เสียมตีศีรษะผู้ตายจนเหล็กแยกออกจากด้ามไม้ ผู้ตายนอนนิ่งอยู่กับพื้น จึงฟังได้ว่า จำเลยเห็นผู้ตายขณะมีเพศสัมพันธ์กับภริยาจำเลยจึงเข้าไปชกต่อยต่อสู้กับผู้ตาย เมื่อจำเลยเพลี่ยงพล้ำ ภริยาจำเลยและผู้ตายรีบสวมใส่กางเกง แล้วภริยาจำเลยไปติดเครื่องรถจักรยานยนต์และเรียกผู้ตายขึ้นรถ ผู้ตายก็รีบวิ่งไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ภริยาจำเลยขับออกไป ดังนี้ ภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยวิ่งตามไปทันทีแล้วใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันสิทธิของตนได้ แต่อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่จำเลยเห็นผู้ตายมีเพศสัมพันธ์กับภริยาจำเลย ถือได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยใช้ไม้และเสียมตีผู้ตายในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย หาใช่เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยฆ่าผู้ตายมีสาเหตุมาจากผู้ตายก่อเหตุไปมีเพศสัมพันธ์กับภริยาจำเลย อันเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีและกระทบกระเทือนจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยมานั้นหนักเกินไป สมควรกำหนดโทษฐานนี้เสียใหม่ให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี และปรับ 500 บาท ไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 69 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นายบุญมี บุญวัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นางสาวกลัยณัฏฐ์ ทิศภัคชญช์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชะรัตน์ สุวรรณมา
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5471/2560
#614397
เปิดฉบับเต็ม

ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเลิกกันด้วยเหตุที่กิจการแบ่งขายที่ดินดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วเมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยผลของกฎหมาย ศาลจึงไม่จำต้องมีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญตามคำร้องขอของผู้ร้องอีก

การชำระบัญชีเป็นกระบวนการตามที่กฎหมายบัญญัติให้จัดการทรัพย์สินกรณีห้างหุ้นส่วนเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะต้องขอบังคับภายในกำหนดอายุความ แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ชำระบัญชีเกินกว่า 10 ปี นับแต่ห้างเลิกกันแล้ว แต่เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชี ผู้ร้องก็ชอบที่จะขอให้จัดการชำระบัญชีตามบทบัญญัติว่าด้วยการเลิกและชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญได้ หาได้เป็นการบังคับสิทธิเรียกร้องที่ต้องอยู่ภายใต้กำหนดอายุความไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนและแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน ที่สมัครใจเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนซึ่งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ (ที่ถูก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2535 ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้ซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 640 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 24 ไร่ 76 ตารางวา จากนายผาด ผู้ขาย ในราคา 500,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้กับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด เป็นจำนวนเงิน 2,500,000 บาท ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สัญญาขายและสัญญาจำนอง จากนั้นมีการขอออกโฉนดที่ดิน ได้เป็นโฉนดเลขที่ 12468 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 20 ไร่ 68 ตารางวา ออกให้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2536 มีชื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน พร้อมจดแจ้งรายการจำนองเดิมไว้ ตามสำเนาโฉนดที่ดิน แล้วมีการขอแบ่งแยกที่ดินในนามเดิมเป็นที่ดินแปลงย่อย 9 แปลง โฉนดเลขที่ 12689 ถึง 12696 และ 12710 โดยยังครอบจำนองอยู่ ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2537 ผู้ร้องและผู้คัดค้านไถ่ถอนจำนองที่ดินรวมแปดโฉนดจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด ที่ดินโฉนดเลขที่ 12690 ถึง 12696 และ 12710 ถูกแบ่งแยกเป็นที่ดินแปลงย่อยเนื้อที่ประมาณ 40 ถึง 60 ตารางวา แล้วนำออกขายแก่บุคคลอื่น ตามสำเนาโฉนดที่ดิน สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 12689 ผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2537 ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสัญญาจำนอง ต่อมาธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องบังคับจำนอง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.1603/2553 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในชั้นบังคับคดีมีการขายทอดตลาดที่ดิน เพื่อบังคับจำนองเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2555

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งผู้คัดค้านฎีกาว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเลิกกันด้วยเหตุที่ทำการขายที่ดินที่แบ่งแยกมาเสร็จสิ้นแล้ว จึงต้องทำการชำระบัญชีโดยมีกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ ซึ่งต้องเป็นวันที่ขายที่ดินแปลงสุดท้ายเสร็จ มิใช่นับจากวันที่หุ้นส่วนไม่ปรองดองกันและมีการฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 414/2553 ต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย จึงเห็นควรพิจารณาก่อนว่า เหตุที่ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องเลิกกันเป็นกรณีใด ข้อนี้ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินซึ่งห้างสามารถนำมาแบ่งขายเป็นแปลงย่อยได้ ทำให้เกิดความเสียหายจึงเหลือวิสัยที่ห้างจะดำรงอยู่ต่อไปได้ ส่วนผู้คัดค้านโต้แย้งว่า การร้องขอในคดีนี้เกินกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่กิจการซื้อขายที่ดินเสร็จสิ้นเมื่อปี 2537 คดีจึงขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันซื้อที่ดินเพื่อนำมาแบ่งขายหากำไร ซึ่งมีการจดทะเบียนขายให้แก่ผู้มีชื่อเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2537 ถึง 2538 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเข้ามาเกี่ยวข้องหรือร่วมมีชื่อในเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินอีก ฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนที่จัดตั้งขึ้นมีวัตถุประสงค์นำที่ดินที่ซื้อมาแบ่งขายเอากำไรเท่านั้น เมื่อสัญญาทำไว้เฉพาะกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดแต่อย่างเดียว เมื่อเสร็จการนั้น การเลิกห้างเป็นไปโดยผลแห่งกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) ผู้ร้องไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งว่า เหตุเลิกห้างต้องเป็นไปตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง เพียงแต่แก้อุทธรณ์และแก้ฎีกาว่า การขายที่ดินแปลงย่อยเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2555 โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 12689 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงสุดท้ายของโครงการ เช่นนี้ จึงต้องรับฟังว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเลิกกันด้วยเหตุที่กิจการแบ่งขายที่ดินดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยผลของกฎหมาย ศาลจึงไม่จำต้องมีคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญตามคำร้องขอของผู้ร้องอีก ส่วนในปัญหาโต้เถียงว่า การขายที่ดินแปลงสุดท้ายของโครงการเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2537 ตามที่ผู้คัดค้านอ้างในฎีกา หรือเสร็จสิ้นในภายหลังเมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 12689 ที่ถูกบังคับจำนองนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของผู้คัดค้านสอดคล้องกับสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 12690 ถึง 12696 และ 12710 ซึ่งปรากฏรายการจดทะเบียนที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันโอนขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อโดยดำเนินการเสร็จสิ้นในปี 2537 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 12689 นำไปจำนองไว้ต่อธนาคารตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2537 แสดงว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่ประสงค์จะขายที่ดินส่วนนี้มาแต่ต้น การขายที่ดินแปลงย่อยตามความประสงค์ จึงดำเนินการเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2537 มิใช่ถือว่าเสร็จสิ้นเมื่อมีการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 12689 โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อปี 2555 แต่อย่างใด ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีขาดอายุความในการขอให้ชำระบัญชี เนื่องจากการขายที่ดินแปลงสุดท้ายดำเนินการเสร็จสิ้นเกินกว่า 10 ปี แล้วนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน หรือว่าห้างหุ้นส่วนนั้นศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย การชำระบัญชีเป็นการจัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนที่เลิกกัน หากยังไม่มีการชำระบัญชีก็ไม่อาจจะทราบได้ว่า กิจการมีกำไรหรือขาดทุน และหุ้นส่วนแต่ละคนมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหรือต้องชดใช้เงินให้เจ้าหนี้หรือไม่ อย่างไร การชำระบัญชีจึงเป็นกระบวนการตามที่กฎหมายบัญญัติให้จัดการทรัพย์สินกรณีห้างหุ้นส่วนเลิกกัน มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องที่จะต้องขอบังคับภายในกำหนดอายุความ แม้ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเลิกกันตั้งแต่ปี 2537 และผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้เมื่อปี 2555 ซึ่งเกินกว่า 10 ปี นับแต่ห้างเลิกกันแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญที่เลิกกัน ผู้ร้องชอบที่จะขอให้จัดการชำระบัญชีตามบทบัญญัติว่าด้วยการเลิกและชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญได้ หาได้เป็นการบังคับสิทธิเรียกร้องที่ต้องอยู่ภายใต้กำหนดอายุความไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีตามคำร้องขอนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1061 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสมมาทหรือธนวัฐ นาคนคร
นางสาวพเยาว์หรือณิชพเยาว์ พันธุ์อร่าม
ผู้คัดค้าน — หรือพันธุ์อร่ามรัต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหัวหิน — นายชัยรัตน์ ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอภิชาติ ภมรบุตร
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
เกษม เกษมปัญญา
เทพ อิงคสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา