คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6834/2560
#617211
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 จะเป็นการฟ้องตามสัญญาเช่าหรือสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งซึ่งมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญของสัญญา ทำให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้ไม่สามารถโต้แย้งในเรื่องราคาทรัพย์ที่เช่ากับค่าเช่าที่แท้จริงได้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมื่อสัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากัน ในสัญญาระบุว่าผู้ให้เช่าตกลงจะซื้อและหรือได้ซื้อทรัพย์สินตามคำขอร้องของผู้เช่าเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ผู้เช่าทรัพย์สินดังกล่าวตามกำหนดเวลาและตามข้อกำหนดเงื่อนไข โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันตามที่ระบุในสัญญาเช่า เมื่อคิดค่าเช่าทรัพย์สินที่เช่าเปรียบเทียบกับคำเสนอขอเช่าแบบลิสซิ่งมียอดค่าเช่าตรงกัน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันด้วยความสมัครใจ เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

เมื่อพิจารณาถึงสัญญาเช่าแล้วมีข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เช่าเรื่องการส่งมอบ ความชำรุดบกพร่อง การสูญหาย หรือความเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดนัด การสิ้นสุดสัญญาเช่า เงื่อนไขดังกล่าวล้วนเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 ถึงมาตรา 571 ข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่า และให้ถือเอาค่าเช่าที่ชำระเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่เช่า สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แบบหนึ่งไม่ใช่สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,757,877.76 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 30,075,127.45 บาท และค่าติดตามทวงถามในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของค่าเช่าที่ค้างชำระนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 1,813,708.85 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบเครื่องทำเกลียวจำนวน 37 เครื่อง ตามฟ้องคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 46,272,196.26 บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การในทำนองเดียวกันและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายภัทรสิน ผู้ร้อง ยื่นคำร้องว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้อง ผู้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,757,877.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ในค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 30,075,127.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 1,813,708.85 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบเครื่องทำเกลียวจำนวน 37 เครื่อง คืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 46,272,196.26 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 23,183,549.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าไป 37 เครื่อง คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 20,414,010 บาท กับให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ 1,695,055 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะส่งมอบเครื่องจักรที่เช่า 37 เครื่อง คืนโจทก์หรือชดใช้ราคา แต่ค่าเสียหายดังกล่าวกำหนดให้ไม่เกิน 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการให้เช่าเครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรม จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายและผลิตชิ้นส่วนวัสดุอุปกรณ์และอะไหล่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2551 จำเลยที่ 1 ทำคำเสนอขอเช่าแบบลิสซิ่งโดยการขายให้แล้วเช่าใช้เครื่องทำเกลียว 37 เครื่อง สภาพใช้แล้ว เสนอเงื่อนไขในการชำระค่าเช่า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ราคาทรัพย์ที่ขอเช่ารวมอุปกรณ์ 73,350,000 บาท ค่าเช่าเริ่มต้นสัญญา 22,080,000 บาท ยอดคงเหลือใช้คำนวณค่าเช่า 51,270,000 บาท ยอดเงินค่าเช่ารวม 61,021,980 บาท ค่าเช่าชำระเป็นรายเดือนทั้งหมด 36 เดือนเท่าๆ กัน เดือนละ 1,695,055 บาท ค่าเช่าเดือนแรกชำระวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 วันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่า และตารางต่อท้ายสัญญาเช่าระบุรายการทรัพย์สินที่เช่าเป็นเครื่องทำเกลียวเก่ารวม 37 เครื่อง ค่าเช่าเดือนที่ 1 ถึง 36 เดือนละ 1,695,055 บาท คิดเป็นค่าเช่าทรัพย์สินที่เช่า 61,021,980 บาท ระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาเช่าวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 ตามคำเสนอขอเช่าแบบลิสซิ่งโดยการขายให้แล้วเช่าใช้สัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์สินที่เช่าไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2551 และได้ชำระค่าเช่าเริ่มต้นสัญญาให้โจทก์จำนวน 22,080,000 บาท และวางเงินประกันการเช่าให้โจทก์จำนวน 1,695,055 บาท กับชำระค่าเช่างวดที่ 1 ให้โจทก์แล้ว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (สาขาสะพานใหม่) ลงวันที่ล่วงหน้าจำนวน 34 ฉบับ เพื่อชำระค่าเช่างวดที่ 2 ถึง 35 ให้แก่โจทก์ การทำสัญญาดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ปรากฏตามหนังสือส่งมอบเช็คชำระค่าเช่าลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 สัญญาค้ำประกัน

ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระเงินว่า จำเลยที่ 1 ชำระวันที่เท่าใดบ้าง จำนวนเงินเท่าใด และจำนวนเงินที่ชำระดังกล่าวโจทก์นำไปหักชำระค่าเช่าส่วนใดงวดใดบ้าง ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจข้อกล่าวหาของโจทก์ได้ แต่ในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 จะเป็นการฟ้อง ตามสัญญาเช่าหรือสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง ซึ่งมีความแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญของสัญญา สัญญาดังกล่าวโจทก์เป็นผู้กำหนดเนื้อหาในสัญญาเป็นสัญญาแบบสำเร็จรูป โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าทำให้จำเลยที่ 1 หลงต่อสู้ไม่สามารถที่จะโต้แย้งในเรื่องราคาทรัพย์ที่เช่ากับค่าเช่าที่แท้จริงกับโจทก์ได้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาโดยในสัญญาเรียกโจทก์ว่าผู้ให้เช่าฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้เช่า ในสัญญาระบุว่าผู้ให้เช่าตกลงจะซื้อและหรือได้ซื้อทรัพย์สินตามคำขอร้องของผู้เช่า เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ผู้เช่า เช่าทรัพย์สินดังกล่าวตามกำหนดเวลาและข้อกำหนดเงื่อนไขโดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำสัญญากันตามที่ระบุในสัญญาเช่าซึ่งตามตารางต่อท้ายสัญญาเช่ารายการที่ 7 ระบุค่าเช่าเดือนที่ 1 ถึงที่ 36 เดือนละ 1,695,055 บาท คิดเป็นค่าเช่าทรัพย์สินที่เช่า 61,021,980 บาท เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับคำเสนอขอเช่าแบบลิสซิ่งระบุจำเลยที่ 1 เสนอเงื่อนไขในการชำระค่าเช่าดังนี้ ยอดเงินค่าเช่ารวม 61,021,980 บาท ตรงกับที่ระบุไว้ตามตารางต่อท้ายสัญญาเช่า จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันด้วยความสมัครใจ และมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวใช้บังคับได้ คู่สัญญาจึงต้องผูกพันตามสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว มิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต่อไปว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า สัญญาเช่าดังกล่าวมีข้อตกลงที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ดังต่อไปนี้ ข้อ 1. มีกำหนดทรัพย์สินที่เช่าไว้ในตารางต่อท้ายสัญญาเช่า เอกสารแนบท้ายสัญญาเช่า ใบรับทรัพย์สินที่เช่า เอกสารแนบท้ายใบรับทรัพย์สินของสัญญาเช่า ข้อ 2. มีกำหนดเวลาเช่า ข้อ 3. มีการกำหนดค่าเช่าที่จะต้องชำระเป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนที่ 1 ถึงเดือนที่ 36 เดือนละ 1,695,055 บาท คิดเป็นค่าเช่าทรัพย์สินที่เช่า 61,021,980 บาท ตามตารางท้ายสัญญาเช่าข้อ 7. ข้อ 4. มีกำหนดในเรื่องการต่ออายุสัญญาเช่า ส่วนข้อ 5 ถึงข้อ 25 เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เช่าในเรื่องการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่า ความชำรุดบกพร่อง การดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่า การห้ามโอนและละเมิดกรรมสิทธิ์ การสูญหายและความเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดนัด เบี้ยปรับ การสิ้นสุดระยะเวลาเช่า การส่งมอบคืนทรัพย์สินที่เช่า ข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวล้วนเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าทรัพย์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ถึงมาตรา 571 ตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดตอนใดที่แสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่าและให้ถือเอาค่าเช่าที่ชำระเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์ที่เช่า สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แบบหนึ่ง หาใช่สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครหลวง ลีสซิ่ง - แฟ็กเตอริง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทอิคาซาวะ พรีซิสชั่น (2003) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางปิ่นวลี สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ฉันทวัธน์ วรทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6833/2560
#616680
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองบรรยายข้อเท็จจริงในคำร้องขอทำนองว่า ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตแนวของโฉนดที่ดินที่ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยผู้ร้องทั้งสองเข้าใจมาตลอดว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนเองหรือเป็นที่ดินที่ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองนำโฉนดที่ดินมาแสดงและอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน ผู้ร้องทั้งสองจึงร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ต่อผู้คัดค้านทั้งสอง ดังนี้ คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และสามารถอ่านเข้าใจเจตนาของผู้ร้องทั้งสองในการยื่นคำร้องขอในคดีนี้ได้ว่า ไม่ใช่การบรรยายข้อเท็จจริงที่เป็นการร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองหรือขัดกันเอง แต่เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนดของผู้คัดค้านทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งว่า ผู้ร้องทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 622 ตำบลบ้านจ่า อำเภอ (สิงห์) บางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 2 งาน 56 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 14437 ตำบลบ้านจ่า (โพธิ์ทะเล) อำเภอ (สิงห์) ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ประมาณ 3 งาน 62 ตารางวา

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง ให้ผู้ร้องทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่มที่ 1 หน้า 9 สารบบเล่ม หมู่ที่ 1 หน้า 43 ตำบลโพธิ์ทะเล อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ 48 ตารางวา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 นางพะเยาว์ มารดาของผู้ร้องทั้งสองจดทะเบียนยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการทำนาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบทอดต่อเนื่องจากนางพะเยาว์มาตลอดเกินกว่า 10 ปีแล้ว ส่วนผู้คัดค้านทั้งสอง เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2554 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 14437 ตำบลบ้านจ่า (โพธิ์ทะเล) อำเภอ (สิงห์) ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ตามที่ระบุในโฉนดที่ดิน 49 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา จากนางปริศนา และนางจินดา แล้วต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2554 ผู้คัดค้านทั้งสองซื้อที่ดินที่มีแนวเขตตามหลักฐานที่ปรากฏ ในโฉนดที่ดินติดต่อกันเพิ่มอีก 1 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 622 จากนางปริศนา ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านทั้งสองขอรังวัดสอบเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงที่ผู้คัดค้านทั้งสองซื้อมาดังกล่าว ผลการรังวัดปรากฏว่าที่ดินพิพาททับซ้อนรวมอยู่ในแนวเขตของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 622 และ 14437 ด้วย โดยโฉนดเลขที่ 622 เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 2 งาน 56 ตารางวา ทับซ้อนทั้งแปลง กับอยู่ในโฉนดเลขที่ 14437 เนื้อที่ประมาณ 3 งาน 62 ตารางวา

ปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยประการแรกว่า คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองในคดีนี้เป็นคำร้องขอที่มีเนื้อหาขัดกันเอง กล่าวคือ ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่า เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่ในขณะเดียวกันก็ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นคำร้องขอที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองบรรยายข้อเท็จจริงในคำร้องขอได้ความตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ยุติดังกล่าวแล้ว กล่าวคือ นางพะเยาว์ มารดาผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2553 นางพะเยาว์ส่งมอบการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวและจดทะเบียนยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการทำนา โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบทอดต่อเนื่องจากนางพะเยาว์มาตลอดเกินกว่า 10 ปีแล้ว จนต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2554 ผู้คัดค้านทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 14437 ตำบลบ้านจ่า (โพธิ์ทะเล) อำเภอ (สิงห์) ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ตามที่ระบุในโฉนดที่ดิน 49 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา จากนางปริศนา และนางจินดา แล้วต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2554 ผู้คัดค้านทั้งสองซื้อที่ดินเพิ่มอีก 1 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 622 จากนางปริศนา ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านทั้งสองขอรังวัดสอบเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงที่ผู้คัดค้านทั้งสองซื้อมาดังกล่าว ผลการรังวัดปรากฏว่าที่ดินพิพาททับซ้อนรวมอยู่ในแนวเขตของที่ดินโฉนดเลขที่ 622 และ 14437 ด้วย โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 622 เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 2 งาน 56 ตารางวา ทับซ้อนทั้งแปลง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 14437 ทับซ้อนเนื้อที่ประมาณ 3 งาน 62 ตารางวา เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองนำเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินไปขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 14437 และ 622 ผู้ร้องทั้งสองจึงทราบว่าที่ดินที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องจากนางพะเยาว์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวอยู่ในแนวเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองจึงคัดค้านการรังวัด และมายื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ว่า ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เห็นว่า คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงทำนองว่าผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตแนวของโฉนดที่ดินที่ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยผู้ร้องทั้งสองเข้าใจมาตลอดว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง หรือเป็นที่ดินที่ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองนำโฉนดที่ดินมาแสดงและอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน ผู้ร้องทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ต่อผู้คัดค้านทั้งสอง ดังนี้ คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และสามารถอ่านเข้าใจเจตนาของผู้ร้องทั้งสองในการยื่นคำร้องขอในคดีนี้ได้ว่า ไม่ใช่การบรรยายข้อเท็จจริงที่เป็นการร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินของตนเองหรือขัดกันเอง แต่เป็นการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนดของผู้คัดค้านทั้งสอง คดีจึงมีประเด็นที่จะให้ศาลวินิจฉัยได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนดของผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ จึงชอบแล้ว

เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาท โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจนเกินกำหนด 10 ปีแล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนดของผู้คัดค้านทั้งสอง ผู้คัดค้านทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติไปตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย

พิพากษากลับว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 622 ตำบลบ้านจ่า อำเภอ (สิงห์) บางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 2 งาน 56 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 14437 ตำบลบ้านจ่า (โพธิ์ทะเล) อำเภอ (สิงห์) ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เนื้อที่ประมาณ 3 งาน 62 ตารางวา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวเอื้อมพร อ่วมพิมพ์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายประจวบ ธีระพงศ์ไพบูลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายวชิรา วราวรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอมรรัตน์ กริยาผล
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อารยา วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6816/2560
#619392
เปิดฉบับเต็ม

แบบพิมพ์คำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์และแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ของโจทก์มีข้อความว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบ" ซึ่งคำร้องและอุทธรณ์ดังกล่าวศาลมีคำสั่งในวันที่โจทก์ยื่น คือ วันที่ 1 เมษายน 2559 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นแล้ว ส่วนที่ในคำร้องและอุทธรณ์มีข้อความเพิ่มเติมว่า "ให้มาทราบคำสั่งทุก 7 วัน ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว" นั้น มีความหมายว่า หากศาลมิได้มีคำสั่งในวันยื่นนั้นเลย ให้เป็นหน้าที่ของผู้ยื่นต้องมาทราบคำสั่งทุก 7 วัน กรณีของโจทก์จึงต้องถือว่าได้ทราบคำสั่งศาลในวันยื่นคำร้องและอุทธรณ์แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในวันที่ 20 เมษายน 2559 จึงเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187, 350, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ พร้อมยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ และไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เนื่องจากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงขอให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์พร้อมอุทธรณ์ของโจทก์ไปยังศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นพ้นกำหนด แต่ให้รวบรวมส่งศาลอุทธรณ์โดยเร็ว

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 และตามแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์มีข้อความว่า "รอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันนั้นเอง จึงถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นในวันนั้นแล้ว โจทก์จะต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งศาลชั้นต้น คือ ภายในวันที่ 16 เมษายน 2559 แต่เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ โจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันที่ 18 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรก เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันที่ 20 เมษายน 2559 จึงพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่งศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โจทก์จะอ้างว่าทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 เพื่อเป็นเหตุให้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วไม่ได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์โดยวินิจฉัยว่ายื่นเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 และยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในวันที่ 20 เมษายน 2559 จึงยังไม่พ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ตามแบบพิมพ์คำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์และแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ของโจทก์มีข้อความว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบ" ซึ่งคำร้องและอุทธรณ์ดังกล่าวศาลมีคำสั่งในวันที่โจทก์ยื่น คือ วันที่ 1 เมษายน 2559 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นแล้ว ส่วนที่ในคำร้องและอุทธรณ์มีข้อความเพิ่มเติมว่า "ให้มาทราบคำสั่งทุก 7 วัน ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว" นั้น มีความหมายว่า หากศาลมิได้มีคำสั่งในวันยื่นนั้นเลย ให้เป็นหน้าที่ของผู้ยื่นต้องมาทราบคำสั่งทุก 7 วัน กรณีของโจทก์จึงต้องถือว่าได้ทราบคำสั่งศาลในวันยื่นคำร้องและอุทธรณ์แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในวันที่ 20 เมษายน 2559 จึงเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและให้ยกคำร้องของโจทก์จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพล มาลาวาลย์
จำเลย — นางศิรินภา เลิศธนสาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายวรวัฒน์ กุสลางกูรวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2560
#615580
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 595,500 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมครบถ้วนแล้ว หลังจากทำสัญญาจำเลยไม่ชำระต้นเงิน คงชำระดอกเบี้ย 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 6,550 บาท การที่โจทก์ส่งข้อความทางเฟสบุ๊คถึงจำเลยมีใจความว่า เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืน ยกให้หมด ไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว การส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงต้องนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7 ถึง มาตรา 9 มาใช้บังคับด้วย แม้ข้อความนี้จะไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์ก็ตาม แต่การส่งข้อความทางเฟสบุ๊คจะปรากฏชื่อผู้ส่งด้วยและโจทก์ก็ยอมรับว่าได้ส่งข้อความถึงจำเลยจริง ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า เป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 แล้ว หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 731,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 595,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 595,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักดอกเบี้ย 6,550 บาท ออกจากดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2556 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 595,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมครบถ้วนแล้ว หลังจากทำสัญญาจำเลยไม่ชำระต้นเงิน คงชำระดอกเบี้ย 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 6,550 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อความที่โจทก์ส่งถึงจำเลยทางเฟสบุ๊ค มีใจความว่า เงินทั้งหมด 670,000 บาท ไม่ต้องส่งคืนให้แล้ว ยกให้หมดไม่ต้องส่งดอกอะไรมาให้ จะได้ไม่ต้องมีภาระหนี้สินติดตัว การส่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จึงต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาใช้บังคับด้วย ตามมาตรา 7 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และมาตรา 8 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว ดังนั้นข้อความดังกล่าวที่โจทก์ส่งถึงจำเลยทางเฟสบุ๊ค แม้จะไม่มีการลงลายมือชื่อโจทก์ก็ตามแต่การส่งข้อความของโจทก์ทางเฟสบุ๊คจะปรากฏชื่อผู้ส่งด้วยและโจทก์ก็ยอมรับว่าได้ส่งข้อความดังกล่าวทางเฟสบุ๊คถึงจำเลยจริง ข้อความการสนทนาดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ให้แก่จำเลยโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 แล้ว หนี้ตามสัญญากู้ยืมย่อมระงับ ที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะปลดหนี้ให้จำเลย แต่ทำไปเพราะความเครียดต้องการประชดประชันจำเลยนั้นโจทก์ไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อให้เจตนาที่แสดงออกไปนั้นตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้รู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ภายในของโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้รับการปลดหนี้จากการกู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 340
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 7 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองศักดิ์ อังคะฮาด
จำเลย — นางสาวศศิธร จันทร์ศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาวศุภัททิยะ ศุภางคเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
บุญมี ฐิตะศิริ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6747/2560
#615523
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 เป็นรองหัวหน้าพรรค ป. และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีโจทก์ที่ 2 เป็นภริยา ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรค พ. ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตรวจสอบพบว่า บริษัท ก. มีหลักเกณฑ์การปรับระดับชั้นที่นั่งโดยสารอยู่ 2 หลักเกณฑ์ คือ กรณีที่หนึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนดไว้ และอีกกรณีหนึ่งเป็นกรณีนอกหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษว่าพนักงานระดับใดมีอำนาจอนุมัติและจะอนุมัติได้ในกรณีใดบ้าง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตรวจสอบหลักฐานการเดินทางของโจทก์ทั้งสองและครอบครัวรวม 14 เที่ยวบิน มีการปรับระดับชั้นที่นั่งบัตรโดยสารของโจทก์ที่ 2 โดยใช้สิทธิบัตรทองอาร์โอพีคลับโกลด์ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่หนึ่งเพียงรายการเดียว รายการอื่นๆ นอกนั้นล้วนเป็นการปรับชั้นที่นั่งให้สูงขึ้นแบบนอกหลักเกณฑ์ โดยบางรายการมีการระบุผู้อนุมัติพร้อมเหตุผล แต่อีกหลายรายการระบุเพียงตัวผู้อนุมัติเท่านั้น แต่มิได้ระบุเหตุผล บางรายการอนุมัติด้วยวาจา บางรายการมิได้ระบุว่าอนุมัติด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่า การอนุมัติปรับชั้นที่นั่งให้สูงขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองและครอบครัวดำเนินการโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ หรือไม่ บริษัท ก. มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ การเลือกกรรมการบริษัทฯ กระทำโดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้ลงคะแนนเลือก โดยก่อนที่จะนำรายชื่อของคณะกรรมการให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงคะแนนนั้น จะต้องมีการเสนอรายชื่อดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงการคลังพิจารณาก่อน โดยสถานะและตำแหน่งกับอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบอัตราค่าโดยสารในแต่ละชั้นที่นั่ง เช่น สำหรับการเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ บัตรโดยสารชั้นประหยัดราคา 34,745 บาท ชั้นธุรกิจ ราคา 150,765 บาท และชั้นหนึ่ง ราคา 228,200 บาท ประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองกับครอบครัวได้รับจากการปรับระดับชั้นที่นั่งโดยสารให้สูงขึ้นรวม 14 เที่ยวบิน จึงอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้มิใช่จำนวนเล็กน้อย แม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ที่ 1 ใช้อภิสิทธิ์ใดๆ ในการเลื่อนชั้นบัตรที่นั่งโดยสารก็ตาม แต่โจทก์ที่ 1 ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีหน้าที่ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมที่จะต้องดูแลผลประโยชน์ของแผ่นดิน แม้พนักงานผู้มีอำนาจของบริษัทฯ จะพิจารณาอนุมัติเองโดยโจทก์ที่ 1 มิได้ร้องขอ โจทก์ที่ 1 เองก็ควรจะตระหนักรู้และอาจใช้วิจารณญาณได้ว่าสมควรที่โจทก์ที่ 1 จะรับหรือปฏิเสธประโยชน์ที่จะได้รับจากการอนุมัติปรับเลื่อนชั้นที่นั่งโดยสารรวม 14 เที่ยวบิน ซึ่งอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้มิใช่น้อยเช่นนั้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนใส่ความโจทก์ทั้งสองว่า ในการเลื่อนชั้นที่นั่งโดยสารของโจทก์ทั้งสองและครอบครัวอาจทำได้ในสองลักษณะ คือ 1 โจทก์ที่ 1 อาจใช้อำนาจและอภิสิทธิ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่งให้พนักงานที่มีอำนาจดำเนินการอนุมัติให้เลื่อนชั้นบัตรโดยสารเป็นชั้นหนึ่งโดยไม่มีการจ่ายค่าโดยสารเพิ่มทั้งอาจมีการสั่งให้เลื่อนชั้นการเดินทางของบุตรจากชั้นประหยัดเป็นชั้นธุรกิจด้วย และ 2 ผู้มีอำนาจในการอนุมัติทำการเลื่อนชั้นบัตรโดยสารให้โจทก์ที่ 1 กับครอบครัวเพื่อแลกผลประโยชน์หรือความก้าวหน้าของตน หรืออาจมีผู้มีอำนาจเหนือกว่าเป็นผู้สั่งการ จึงเป็นการตั้งข้อสังเกตที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทน พรรค พ. ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่ในขณะนั้น เมื่อตรวจสอบพบหลักฐานความไม่ชอบมาพากลของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย่อมชอบที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะแสดงความคิดเห็นเพื่อติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329 (3)

หลักการสำคัญของการดำเนินคดีอาญาว่า แม้เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติยกเว้นความผิดให้แก่จำเลยก็ตาม โจทก์ก็ยังคงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดเช่นนั้น หาใช่ว่าในกรณีที่จำเลยได้รับยกเว้นความผิดเช่นนั้นแล้วหน้าที่นำสืบจะตกอยู่แก่จำเลยไม่

สาระสำคัญของบทยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 329 (3) นั้น อยู่ที่ว่า เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ดังนั้น หากความเห็นหรือข้อความที่แสดงเพื่อใส่ความผู้อื่นนั้น ต้องด้วยสาระสำคัญของข้อยกเว้นความผิดดังกล่าวและไม่ว่าผู้ใส่ความจะแสดงความคิดเห็นหรือข้อความด้วยวิธีการอย่างไร ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะกระทำได้ แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่และมีสิทธิที่จะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดสิทธิการตรวจสอบเอาไว้คือ การยื่นกระทู้ถาม กระทู้สด เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือยื่นถอดถอนรัฐมนตรีได้ แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กลับใช้สิทธิการตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่กระทำได้ตามมาตรา 329 (3) ดังกล่าวข้างต้น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329 (3)
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกรณ์ จาติกวณิช กับพวก
จำเลย — พรรคเพื่อไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอรรถการ ฟูเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยยศ วรนันท์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6733/2560
#614403
เปิดฉบับเต็ม

ร้อยตำรวจเอก ท. และดาบตำรวจ บ. กับพวกตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากจำเลยที่อำเภอปากพนัง ซึ่งอยู่ในอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรปากพนัง การสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ คดีนี้กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กรณีจึงมิใช่ความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่งอันทำให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช มีอำนาจสอบสวนได้

แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่โจทก์มีคำขอให้ริบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จึงให้ริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบโดยอ้างว่าจำเลยใช้ในการติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อคำเบิกความของพยานโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัยว่าจะมีการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยหรือไม่ ทั้งโจทก์มิได้นำสืบถึงรายการการใช้โทรศัพท์ระหว่างโทรศัพท์ของสายลับกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สิน ที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดซึ่งหมายถึงความผิดตามฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตาม ป.อ. มาตรา 32

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 101/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอก เทวกฤต และดาบตำรวจ บุญเสริม กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช ร่วมกันตรวจค้นตัวจำเลยที่บริเวณหน้าร้านขายอาหารตามสั่งในอำเภอปากพนังห่างจากสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชประมาณ 30 กิโลเมตร แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงนำจำเลยเดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชเพื่อตรวจค้นให้ละเอียดอีกครั้ง ระหว่างทางร้อยตำรวจเอก เทวกฤต และดาบตำรวจ บุญเสริม กับพวก ยึดได้เมทแอมเฟตามีน 50 เม็ด น้ำหนัก 4.670 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.919 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บม 9697 นครศรีธรรมราช เป็นของกลาง และกล่าวหาจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วนำจำเลยพร้อมของกลางส่งร้อยตำรวจโท เอกวิทย์ พนักงานสอบสวน ดำเนินคดี

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอก เทวกฤต กับพวก วางแผนให้สายลับโทรศัพท์ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจนจำเลยตกลงขายเมทแอมเฟตามีนให้สายลับและนัดส่งมอบที่ร้านอาหารตามสั่งในอำเภอปากพนัง แต่ร้อยตำรวจเอก เทวกฤต กลับไม่ได้รายงานผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย และไม่ได้มีการเตรียมเงินเพื่อให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยตามที่สายลับตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยอันเป็นการผิดปกติวิสัยในการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดที่มีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทำให้มีข้อพิรุธน่าสงสัยว่าจะมีการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจริงดังที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความหรือไม่ เมื่อค้นตัวจำเลยที่หน้าร้านอาหารแล้วไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย การที่พยานโจทก์ทั้งสองประสงค์จะตรวจค้นตัวจำเลยอย่างละเอียดอีกครั้ง แสดงให้เห็นได้ว่าพยานโจทก์ทั้งสองต้องการตรวจค้นตัวจำเลยเพื่อหาเมทแอมเฟตามีนยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลย พยานโจทก์ทั้งสองจึงควรนำจำเลยไปที่สถานีตำรวจภูธรปากพนัง ซึ่งเป็นสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุและอยู่ใกล้กว่าสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช แทนที่จะนำจำเลยเดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งอยู่ห่างถึงประมาณ 30 กิโลเมตร นอกจากนี้การไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายที่ตัวจำเลย เท่ากับพยานโจทก์ทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานเอาผิดแก่จำเลยได้ ลำพังเพียงเจ้าพนักงานตำรวจสอบถามจำเลยเกี่ยวกับการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและแจ้งให้จำเลยทราบว่าเมื่อไปถึงสถานีตำรวจจะตรวจค้นจำเลยอย่างละเอียดเท่านั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้จำเลยยอมบอกเจ้าพนักงานตำรวจว่าได้นำเมทแอมเฟตามีนติดตัวมา 50 เม็ด ทั้งขณะที่พยานโจทก์ทั้งสองพาจำเลยเดินทางไปสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช ภายในรถมีเพียงพยานโจทก์ทั้งสองกับเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน เท่านั้น หากจำเลยซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่กางเกงชั้นในจริงแล้ว จำเลยซึ่งอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานตำรวจอย่างใกล้ชิดย่อมไม่มีโอกาสที่จะนำเมทแอมเฟตามีนออกมาจากกางเกงชั้นในเพื่อทำลายทิ้งได้ จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่ร้อยตำรวจเอก เทวกฤต ต้องรีบตรวจค้นตัวจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรย่อย บางจาก เพราะหากไปตรวจค้นตัวจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชก็ต้องพบเมทแอมเฟตามีนที่กางเกงชั้นในของจำเลยอยู่ดี ที่ร้อยตำรวจเอก เทวกฤต เบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า เหตุที่นำจำเลยแวะไปตรวจค้นที่สถานีตำรวจภูธรย่อย บางจาก เนื่องจากจำเลยบอกว่ามีเมทแอมเฟตามีน 50 เม็ด และพยานต้องการทราบโดยเร็ว จึงเป็นคำเบิกความที่ไม่สมเหตุสมผล การตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนที่กางเกงชั้นในของจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรย่อย บางจาก ก็อยู่ในความรู้เห็นของพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกเท่านั้น โดยไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรย่อย บางจาก ร่วมรู้เห็นเป็นพยานด้วย ดังนี้ พยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความอย่างไรก็ได้ แม้ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมก็ตาม แต่ถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยซึ่งเป็นผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองจึงไม่น่าเชื่อถือและรับฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่สถานีตำรวจภูธรย่อย บางจาก เมื่อชั้นสอบสวนจำเลยให้การตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า เจ้าพนักงานตำรวจพาจำเลยไปที่โอลิเวียรีสอร์ท ตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และตรวจค้นตัวพบเมทแอมเฟตามีน 50 เม็ด อยู่ที่กางเกงชั้นในของจำเลย ซึ่งร้อยตำรวจโท เอกวิทย์ เบิกความว่า ขณะสอบคำให้การมีทนายความซึ่งพนักงานสอบสวนเป็นผู้จัดให้ร่วมฟังการสอบสวนด้วย และจำเลยตอบโจทก์ถามค้านว่า ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนไม่ได้ขู่เข็ญหรือทำร้ายจำเลย เชื่อว่าจำเลยให้การตามความเป็นจริง สอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยที่ว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้พาจำเลยไปที่โอลิเวียรีสอร์ท ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ร้อยตำรวจเอก เทวกฤต และดาบตำรวจ บุญเสริม กับพวกตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากจำเลยที่โอลิเวียรีสอร์ท อำเภอปากพนัง ซึ่งอยู่ในอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากพนัง การสอบสวนโดยร้อยตำรวจโท เอกวิทย์ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่การที่จำเลยติดต่อกับสายลับในพื้นที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชจนนำไปสู่การติดตามจับกุมจำเลยได้ในอำเภอปากพนังในเวลาต่อเนื่องกัน ย่อมถือได้ว่าการกระทำของจำเลยส่วนหนึ่งได้กระทำความผิดในท้องที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และอีกส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่อำเภอปากพนัง เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกันในหลายท้องที่มากกว่าหนึ่งท้องที่ขึ้นไปเกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นท้องที่ที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 นั้น เห็นว่า คดีนี้กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น ไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กรณีจึงมิใช่ความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่งอันทำให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราชมีอำนาจสอบสวนได้ดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จึงให้ริบเสียตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางโดยอ้างว่าจำเลยใช้ในการติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัยว่าจะมีการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยหรือไม่ ทั้งโจทก์มิได้นำสืบถึงรายการการใช้โทรศัพท์ระหว่างโทรศัพท์ของสายลับกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดซึ่งหมายถึงความผิดตามฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง แต่ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 ม. 186 ม. 215
ป.อ. ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายยุทธนาหรือคุ่ยหรือเค จันทร์แก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสุทัต บินรามัน
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6673/2560
#662190
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกการจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจาก ห. ชาวเขาเผ่าลีซอ โดยไปซื้อที่บริเวณหมู่บ้านทับเดื่อก่อนที่จะเข้ามาพักที่โรงแรมในราคาถุงละ 8,700 บาท ในการไปซื้อและรับเมทแอมเฟตามีนครั้งนี้มีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นเจ้าของเงินทุนที่ใช้ซื้อเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ขับรถยนต์ แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติมิให้นำคำรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความอื่นซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งกฎหมายมิได้ห้ามนำมารับฟังเสียทีเดียว ที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า เหตุที่ลงชื่อในบันทึกการจับกุม เนื่องจากเจ้าพนักงานบอกให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ โดยไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 อ่าน และจำเลยที่ 2 เบิกความว่าเจ้าพนักงานตำรวจนำเอกสารมาให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกาย จึงเกิดความกลัว และลงชื่อในเอกสารดังกล่าว โดยเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ให้จำเลยที่ 2 อ่าน มิฉะนั้นแล้วคงไม่ต้องทำบันทึกการจับกุมก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ง่ายต่อการกล่าวอ้าง ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยโดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมในข้อหานี้ไว้ด้วย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มานำสืบในภายหลังเช่นนี้ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การชั้นจับกุมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ จึงนำไปรับฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เพิ่มโทษจำเลยทั้งสามตามกฎหมาย และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีก คงเพิ่มโทษได้แต่เฉพาะโทษปรับเป็น 1,500,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่สามารถเพิ่มโทษจำคุกได้ คงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษปรับ เป็นปรับคนละ 1,500,000 บาท ลดโทษคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 1,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา ร้อยตำรวจโท นิกร และดาบตำรวจ เอกณรงค์ กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ จับกุมจำเลยทั้งสามได้ที่ห้องพักของโรงแรมแม่แตง หมายเลข 207 ที่เกิดเหตุ พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 3,606 เม็ด น้ำหนัก 353.47 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 66.455 กรัม คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่มีการตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสามสืบเนื่องมาจากก่อนเกิดเหตุดาบตำรวจ เอกณรงค์สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันเช่ารถยนต์ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่อำเภอเชียงดาวและอำเภอแม่แตงมาจำหน่ายแก่ผู้ค้ารายย่อยในอำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยสายลับแจ้งว่า จำเลยที่ 1 เช่ารถยนต์เก๋งโตโยต้า สีขาว ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ดาบตำรวจ เอกณรงค์จึงเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเกี่ยวกับการสืบทราบและได้รับการบอกเล่าจากสายลับโดยตรง แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนสายลับเป็นพยานและโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความเป็นพยาน ก็ไม่มีผลทำให้คำเบิกความของดาบตำรวจ เอกณรงค์ เกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 กับพวกดังกล่าวรับฟังไม่ได้ เมื่อดาบตำรวจ เอกณรงค์ สืบทราบและรับแจ้งจากสายลับแล้วได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ หลังจากนั้นมีการวางแผนจับกุมโดยแบ่งกำลังเจ้าพนักงานตำรวจเป็น 2 ชุด ติดตามหารถยนต์ตามที่สายลับแจ้งให้ดาบตำรวจ เอกณรงค์ ทราบ จนกระทั่งได้รับแจ้งจากสายลับว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าจอดอยู่ที่ลานจอดรถโรงแรมแม่แตง พยานโจทก์ทั้งสองจึงไปยังบริเวณดังกล่าว ทั้งได้ความจากคำเบิกความของดาบตำรวจ เอกณรงค์ ว่า เมื่อพบรถยนต์ตามที่สายลับแจ้งจอดอยู่ที่บ้านทับเดื่อ ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เห็นชาย 2 คนยืนคุยกัน แต่ไม่ได้สังเกตเห็นหน้าของชายดังกล่าว และไม่สามารถที่จะเข้าตรวจค้นได้เนื่องจากเป็นระยะเวลาช่วงดึก จึงขับรถเลยไป แสดงให้เห็นว่าดาบตำรวจ เอกณรงค์ได้ติดตามหารถยนต์คันที่ได้รับแจ้งจากสายลับจริง เมื่อดาบตำรวจ เอกณรงค์ ไม่ได้ยืนยันว่าชาย 2 คนที่พบเห็นเป็นจำเลยที่ 1 การที่ดาบตำรวจ เอกณรงค์ ไม่ได้เบิกความว่าขณะนั้นเห็นจำเลยที่ 1 ถือสิ่งของอยู่ในมือหรือมีการส่งมอบสิ่งของแก่กันหรือรับยาเสพติดจากบุคคลที่จำเลยที่ 1 พูดคุยด้วย จึงมิใช่ข้อพิรุธ นอกจากนี้ดาบตำรวจ เอกณรงค์ ให้การชั้นสอบสวนว่า ครั้งสุดท้ายนายเอกกับพวกได้ไปจอดรถยนต์ที่โรงแรมแม่แตง แล้วพากันหายเข้าไปในโรงแรม การที่ดาบตำรวจ เอกณรงค์ เบิกความว่า ได้รับแจ้งจากสายลับว่ารถยนต์ที่ติดตามจอดอยู่ที่ลานจอดรถของโรงแรมแม่แตง จึงเป็นการเบิกความอธิบายให้ทราบว่าพยานรู้ได้อย่างไรว่ารถยนต์ที่ติดตามไปจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมแม่แตง กรณีจึงมิใช่เป็นการขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนของดาบตำรวจ เอกณรงค์ที่ว่า เห็นจำเลยที่ 1 กับพวกหายเข้าไปในโรงแรมแม่แตงแต่อย่างใด และพยานโจทก์ทั้งสองยังเบิกความตรงกันว่า ร้อยตำรวจโท นิกร ได้สอบถามพนักงานโรงแรมว่าคนขับรถยนต์เก๋งสีขาวพักอยู่ห้องใด ได้รับแจ้งว่าอยู่ห้องหมายเลข 207 ทำให้เชื่อได้ว่าสายลับได้แจ้งข้อมูลว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าจอดอยู่ที่ลานจอดรถโรงแรมแม่แตงแก่ดาบตำรวจ เอกณรงค์จริง มิฉะนั้นพยานโจทก์ทั้งสองคงไม่เดินทางไปยังลานจอดรถของโรงแรมแม่แตงจนสามารถตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ห้องพักที่เกิดเหตุได้ เมื่อก่อนตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสาม พยานโจทก์ทั้งสองได้ซุ่มดูอยู่หน้าห้องที่เกิดเหตุเป็นเวลานานถึง 30 นาที จนกระทั่งจำเลยที่ 1 เปิดประตูห้องพักที่เกิดเหตุออกมา พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงแสดงตัวและขอตรวจค้น แสดงให้เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองรอโอกาสที่จะเข้าตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่าหลังจากที่พยานโจทก์ทั้งสองแสดงตัวต่อจำเลยที่ 1 แล้ว พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกได้รีบเข้าไปตรวจค้นในห้องพักที่เกิดเหตุทันที โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุยังไม่ทันรู้ตัว ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ทันไหวตัวนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปซุกซ่อนเสียก่อน แม้พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความว่า พบจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งอยู่บนพื้นห้องในลักษณะกำลังนับเมทแอมเฟตามีน ขัดแย้งกับลักษณะของเมทแอมเฟตามีนที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความ และบันทึกการจับกุมกับบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองที่ไม่ได้ระบุถึงเรื่องดังกล่าวไว้ก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อสาระสำคัญจนทำให้รับฟังไม่ได้ว่าพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พื้นห้องพักที่เกิดเหตุ เพราะสาระสำคัญอยู่ที่ว่ามีการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พื้นห้องพักที่เกิดเหตุดังที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไว้หรือไม่ ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เบิกความรับว่า เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ห้องพักที่เกิดเหตุจริง เมื่อพยานโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วยตนเอง การที่พยานโจทก์ทั้งสองไม่ได้บันทึกภาพขณะตรวจค้นไว้เป็นหลักฐานย่อมไม่ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักลดน้อยลง และพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ร่วมกันในการตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสามมาตั้งแต่ต้น การที่พยานโจทก์ทั้งสองให้การในชั้นสอบสวนต่อพนักงานสอบสวนโดยมีรายละเอียดเหมือนกันจึงไม่ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองเสียไปเช่นกัน นอกจากนี้ตามบันทึกการจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายหวูหวินเสิบ ชาวเขาเผ่าลีซอ โดยไปซื้อที่บริเวณหมู่บ้านทับเดื่อก่อนที่จะเข้ามาพักที่โรงแรมในราคาถุงละ 8,700 บาท ในการไปซื้อและรับเมทแอมเฟตามีนครั้งนี้มีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นเจ้าของเงินทุนที่ใช้ซื้อเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ขับรถยนต์ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติมิให้นำคำรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความอื่นซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งกฎหมายมิได้ห้ามนำมารับฟังเสียทีเดียว ที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า เหตุที่ลงชื่อในบันทึกการจับกุม เนื่องจากเจ้าพนักงานบอกให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ โดยไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 อ่าน และจำเลยที่ 2 เบิกความว่า เจ้าพนักงานตำรวจนำเอกสารมาให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกาย จึงเกิดความกลัว และลงชื่อในเอกสารดังกล่าว โดยเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ให้จำเลยที่ 2 อ่าน มิฉะนั้นแล้วคงไม่ต้องทำบันทึกการจับกุมก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ง่ายต่อการกล่าวอ้าง ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยโดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมในข้อนี้ไว้ด้วย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มานำสืบในภายหลังเช่นนี้ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การชั้นจับกุมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ จึงนำไปรับฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้ออื่นนั้นไม่เป็นสาระแก่การวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสมภพ นันทโกวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยศ เอี่ยมทอง
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6670/2560
#626062
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น ต้องประกอบด้วยเหตุสองประการ คือ ผู้กระทำผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดามิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลสำคัญ ผู้ให้ข้อมูลหารับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีได้ความว่า หลังจากพันตำรวจตรี ธ. ค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนที่ห้องพักเลขที่ 203 และ 209 แล้ว ได้สอบปากคำจำเลยที่ 3 เพิ่มเติม โดยจำเลยที่ 3 ให้การว่า ที่ห้องพักเลขที่ 203 น่าจะมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนไว้อีก พันตำรวจตรี ธ. กับพวก จึงไปตรวจค้นที่ห้องพักดังกล่าวอีกครั้งโดยไม่ได้นำจำเลยที่ 3 ไปด้วย ชี้ให้เห็นว่าการค้นห้องพักเลขที่ 203 ครั้งที่ 2 เป็นการขยายผลการตรวจค้นเพื่อหาเมทแอมเฟตามีนเพิ่มเติมสืบเนื่องมาจากการตรวจค้นครั้งแรก อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของเจ้าพนักงานที่ต้องกระทำอยู่แล้ว ประกอบกับการตรวจค้นในครั้งหลัง จำเลยที่ 3 ก็มิได้ไปด้วย ทั้งคำให้การของจำเลยที่ 3 ก็ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเมทแอมเฟตามีนซ่อนอยู่ที่ใด เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในตู้ทีวี ตุ๊กตาผ้า ม้วนฟูกที่นอน และช่องลับใต้โต๊ะตั้งพระบูชา ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าสามารถตรวจค้นพบได้โดยไม่ยาก ดังนี้ กรณีดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันจะเป็นเหตุให้ได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวนริศรา วิเชียรสรรค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวกัลยกร กิจมานะวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชิน ต่างงาม
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6665/2560
#616168
เปิดฉบับเต็ม

การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษเป็นเรื่องความรับผิดทางอาญา เมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 มิได้บัญญัติความหมายพิเศษของคำว่า มีไว้ในครอบครองไว้ จึงต้องถือตามความหมายทั่วไปว่า การมียาเสพติดให้โทษอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของตนโดยรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษเป็นการมีไว้ในครอบครองแล้ว ขณะเกิดเหตุเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 2 ซอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.395 กรัม ของกลางวางอยู่ใกล้ตัวจำเลยที่ 3 และเมื่อจำเลยที่ 3 เห็นพันตำรวจโท ป. กับพวก ก็นำเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสดังกล่าวไปซ่อนไว้ในเสื้อชั้นในทันที ถือว่าเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส อยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยที่ 3 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 3 รู้ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ของกลางไว้ในครอบครอง และเมื่อของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.395 กรัม กรณีจึงต้องด้วยบทสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ถุงพลาสติก อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนบางส่วนไว้เพื่อเสพ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 9 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 3 จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 6 ปี และปรับ 333,333,34 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 เดือน รวมจำเลยที่ 1 จำคุก 3 ปี 7 เดือน และปรับ 266,666 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี 3 เดือน และปรับ 333,334 บาท ริบของกลางทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับคนละไม่เกิน 1 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท จำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน และปรับ 177,777.78 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 11 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 7 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย คืนรถจักรยานยนต์ ถุงพลาสติก และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา พันตำรวจโท ปรีชา ร้อยตำรวจโท วรรณชัย ดาบตำรวจ นันทวิทย์ กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าศาลาร่วมกันวางแผนให้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส จากจำเลยที่ 1 โดยแบ่งกำลังเจ้าพนักงานตำรวจซุ่มรอตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อจับกุมจำเลยที่ 1 ระหว่างที่ซุ่มรออยู่นั้นจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณที่พันตำรวจโท ปรีชากับพวกซุ่มรอ พันตำรวจโท ปรีชากับพวกจึงจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 2 ซอง น้ำหนัก 0.84 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.730 กรัม ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณที่ร้อยตำรวจโท วรรณชัย กับพวก ซุ่มรอ ร้อยตำรวจโท วรรณชัย กับพวกจึงควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ไว้ หลังจากนั้นพันตำรวจโท ปรีชา กับพวก นำจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปบ้านของจำเลยที่ 1 เมื่อไปถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 นั่งอยู่ที่พื้นแล้วจำเลยที่ 3 หยิบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 2 ซอง น้ำหนัก 0.49 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.395 กรัม ที่วางอยู่ใกล้ตัวจำเลยที่ 3 ไปซ่อนไว้ในเสื้อชั้นใน โดยจำเลยที่ 3 รู้ว่ามีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส อยู่ภายในซองดังกล่าว หลังจากนั้นพันตำรวจโท ปรีชา ตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 พบถุงพลาสติก 50 ใบ เครื่องชั่งดิจิทัลและอุปกรณ์การเสพยาเสพติดภายในห้องนอนของจำเลยที่ 1 จึงยึดเป็นของกลาง นอกจากนี้ยังยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายวีระ และรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 2 เป็นของกลางด้วย ต่อมาจำเลยทั้งสามไปที่สถานีตำรวจภูธรท่าศาลาเพื่อตรวจปัสสาวะ เบื้องต้นพบสารเสพติดในปัสสาวะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย แล้วนำจำเลยทั้งสามพร้อมของกลางส่งมอบให้พันตำรวจโท สมบัติ พนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย กับแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การมีไว้ในครอบครองยาเสพติดเพียงแต่ผู้ครอบครองรู้ว่าสิ่งที่ครอบครองเป็นยาเสพติดก็เป็นการครอบครองแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ไว้ในเสื้อชั้นใน ยิ่งแสดงว่าจำเลยที่ 3 รู้ถึงการกระทำผิด เมื่อยาเสพติดดังกล่าวมีปริมาณสารบริสุทธิ์มากกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วนั้น เห็นว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษเป็นเรื่องความรับผิดทางอาญา เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 มิได้บัญญัติความหมายพิเศษของคำว่า มีไว้ในครอบครองไว้ จึงต้องถือตามความหมายทั่วไปว่า การมียาเสพติดให้โทษอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของตนโดยรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษเป็นการมีไว้ในครอบครองแล้ว ขณะเกิดเหตุเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 2 ซอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.395 กรัม ของกลางวางอยู่ใกล้ตัวจำเลยที่ 3 และเมื่อจำเลยที่ 3 เห็นพันตำรวจโท ปรีชา กับพวก ก็นำเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ดังกล่าวไปซ่อนไว้ในเสื้อชั้นในทันที เช่นนี้ ถือว่าเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส อยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยที่ 3 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 3 รู้ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ของกลางไว้ในครอบครอง และเมื่อเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.395 กรัม กรณีจึงต้องด้วยบทสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ใช้บังคับ ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อฟังว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ด้วย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) โดยให้กักขังแทนค่าปรับคนละไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 83 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคสาม (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายเชาวลิต หาญกล้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสิรวดี สุขวัฒน์นิจกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6661/2560
#617980
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 4 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ดาบตำรวจ ส. กับสายลับ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าวก็สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนวันเกิดเหตุหนึ่งวันซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันเจรจากับดาบตำรวจ ส. และสายลับในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน โดยนัดหมายกันส่งมอบในวันเกิดเหตุ การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 4 ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน รวมทั้งไม่ได้อยู่ด้วยในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ก็ถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่เพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิตและปรับคนละ 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละกึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 25 ปี และปรับคนละ 1,500,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 2,000,000 บาท หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกินหนึ่งปี ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 53 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานสนับสนุนให้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 1,333,333.33 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 ปี 9 เดือน 23 วัน และปรับ 888,888.88 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 4 เดินทางไปที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว พบและพูดคุยกับดาบตำรวจ สุเทพกับสายลับ วันที่ 5 พฤษภาคม 2555 เวลา 11.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมเดินทางไปที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว พบและพูดคุยกับดาบตำรวจ สุเทพกับสายลับที่ร้านเคเอฟซีภายในศูนย์อาหารที่ชั้นใต้ดิน จำเลยที่ 1 ขอดูเงินที่จะซื้อเมทแอมเฟตามีน ดาบตำรวจ สุเทพส่งกระเป๋าซึ่งภายในบรรจุธนบัตรจำนวน 1,800,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ดู เมื่อดูแล้วจำเลยที่ 1 บอกว่าให้ออกไปรับของข้างนอก แล้วจำเลยที่ 1 เดินออกจากศูนย์การค้าไปพร้อมกับสายลับ ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งอยู่กับดาบตำรวจ สุเทพ จำเลยที่ 1 เดินออกไปทางด้านถนนพหลโยธินถึงป้ายรถโดยสารประจำทาง จำเลยที่ 3 เดินเข้ามาพูดคุยกับจำเลยที่ 1 และสายลับแล้วส่งมอบกระเป๋าเป้สะพายสีดำให้สายลับเปิดดูพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนจึงส่งสัญญาณให้ร้อยตำรวจโท ชูชีพ กับพวกร่วมกันจับกุม และเห็นจำเลยที่ 4 อยู่บริเวณสวนหย่อมอีกฝั่งของถนนจึงจับกุมจำเลยที่ 4 ไปด้วย ในการจับกุมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ กระเป๋าเป้สะพายสีดำ 1 ใบ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ส่งเมทแอมเฟตามีนไปตรวจพิสูจน์ผลเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 333.319 กรัม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 เพียงว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจโท ชูชีพ และดาบตำรวจ สุเทพ เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ร้อยตำรวจโท ชูชีพได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 สามารถจัดหาเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดมาจำหน่ายแก่สายลับได้ จำนวน 1 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,500,000 บาท วันที่ 4 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ติดต่อสายลับให้นำเงินไปให้ดูที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ในเวลา 11 นาฬิกา ร้อยตำรวจโท ชูชีพจึงวางแผนให้สายลับและดาบตำรวจ สุเทพเดินทางไปสถานที่นัดหมายตามกำหนดเพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ตรวจสอบดูเงิน จำเลยที่ 1 และที่ 4 แจ้งแก่สายลับและดาบตำรวจ สุเทพว่าเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดไม่มี แต่มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด จำนวน 10 มัด ประมาณ 20,000 เม็ด รวมเป็นเงิน 1,800,000 บาท นัดส่งมอบที่ร้านเคเอฟซี ชั้นใต้ดินของศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 เวลา 11.30 นาฬิกา ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 เวลา 8.30 นาฬิกา ร้อยตำรวจโท ชูชีพประชุมวางแผนล่อซื้อและจับกุม โดยนำธนบัตรที่จะใช้ล่อซื้อไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน แล้วมอบให้ดาบตำรวจ สุเทพไปดำเนินการพร้อมกับสายลับ ดาบตำรวจ สุเทพและสายลับเดินทางไปถึงร้านเคเอฟซี ในเวลาประมาณ 11 นาฬิกา โดยร้อยตำรวจโท ชูชีพซุ่มอยู่นอกร้านเคเอฟซี ต่อมาเวลา 11.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาถึงที่ร้านเคเอฟซี หลังจากได้พูดคุยกัน จำเลยที่ 1 ขอดูเงิน ดาบตำรวจ สุเทพจึงส่งกระเป๋าให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดูเงิน จากนั้นจำเลยที่ 1 และสายลับได้เดินทางออกจากร้านเคเอฟซีไป และมีการจับกุมจำเลยทั้งสี่ในเวลาต่อมา พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลาง และโจทก์ยังมีพันตำรวจโท ประเด็จ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ร้อยตำรวจโท ชูชีพกับพวกจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมเมทแอมเฟตามีน 20,000 เม็ด กระเป๋าเป้สะพายสีดำ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 เครื่อง พร้อมสำเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อมามอบให้พันตำรวจโท ประเด็จทำการสอบสวน ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาต่อจำเลยทั้งสี่ว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ เห็นว่า ดาบตำรวจ สุเทพปลอมตัวร่วมไปกับสายลับ จึงมีโอกาสพูดคุยและอยู่ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 4 นำสืบรับว่า ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 4 ได้ไปพบจำเลยที่ 1 ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ระหว่างนั่งรับประทานอาหาร มีเพื่อนของจำเลยที่ 1 เข้ามาพูดคุยกับจำเลยที่ 1 จึงเจือสมกับพยานโจทก์ทั้งสอง ทำให้มีน้ำหนักรับฟังได้มากยิ่งขึ้น ในระหว่างนั้นมีการขอดูเงินและพูดคุยรายละเอียดของเมทแอมเฟตามีนที่จะซื้อขาย ตลอดจนนัดหมายส่งมอบเงินและเมทแอมเฟตามีนกันที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ในวันรุ่งขึ้น จำเลยที่ 4 ซึ่งนั่งอยู่ด้วยย่อมต้องได้ยินและรู้เห็นว่าดาบตำรวจ สุเทพกับสายลับและจำเลยที่ 1 พูดคุยอะไรกัน นอกจากนี้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งเป็นคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน ก็ระบุไว้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ติดต่อจำเลยที่ 1 เพื่อสอบถามว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำหน่ายหรือไม่ และนัดหมายกันไปพบดาบตำรวจ สุเทพกับสายลับเพื่อขอดูเงิน พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ดาบตำรวจ สุเทพกับสายลับ ส่วนที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างในฎีกาว่า ตามรายงานประจำวันธุรการ ระบุเพียงว่า สายลับสามารถล่อซื้อยาเสพติดได้จากชาวเขาเผ่าม้ง ทางหมายเลขโทรศัพท์ 08 5107 XXXX ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ใช้โทรศัพท์หมายเลขดังกล่าวโทรศัพท์หาบุคคลอื่นหลายคนไม่เฉพาะจำเลยที่ 4 และไม่มีการนำสายลับเข้าเบิกความ รวมทั้งหลังจากมีการพูดคุยกันแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยที่ 1 ไปถึงที่พัก โดยมิได้ติดตามจำเลยที่ 4 แสดงว่าจำเลยที่ 4 มิได้เกี่ยวข้องด้วย เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย โดยสาระสำคัญอยู่ที่ว่า ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ดาบตำรวจ สุเทพกับสายลับหรือไม่ ซึ่งตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ก็มิได้โต้แย้งว่า ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 4 ไม่ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 พูดคุยกับดาบตำรวจ สุเทพและสายลับ และจำเลยที่ 4 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตรวจดูเงินในกระเป๋า ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในส่วนนี้ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการตรวจดูเงิน และเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีน ส่วนที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างในฎีกาว่า ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 4 ไม่ได้มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ดาบตำรวจ สุเทพกับสายลับ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด เห็นว่า แม้ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 4 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ดาบตำรวจ สุเทพกับสายลับ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าวก็สืบเนื่องจากเหตุการณ์ในวันที่ 4 ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันเจรจากับดาบตำรวจ สุเทพและสายลับ ในการซื้อขายยาเสพติด โดยนัดหมายกันส่งมอบในวันรุ่งขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 4 ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน รวมทั้งไม่ได้อยู่ด้วยในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีน ก็ถือได้ว่า เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปาธุวัฒน์หรือเซ็น แซ่เฉิง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายจรูญ นาคเสน
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
อารยา วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6647/2560
#618546
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 353 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลบริหารจัดการด้านการบริหาร การเงิน วางแผนการดำเนินการรวมถึงงบประมาณของโจทก์ และรับผิดชอบงานอื่นตามที่โจทก์มอบหมายแล้วจำเลยที่ 1 กระทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยรับจัดงาน จัดกิจกรรมของการกีฬาแห่งประเทศไทยอันเป็นงานที่มีลักษณะเดียวกับกิจการของโจทก์ โดยกระทำในนามของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ซึ่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 353 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองทรัพย์ของผู้ที่มอบหมาย การที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานต่าง ๆ ของโจทก์ตามฟ้องจึงมิใช่การได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 353 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 และที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 เห็นว่า การกระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำความผิดต่อนิติบุคคลที่บุคคลนั้นต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยรับจัดงาน จัดกิจกรรมของการกีฬาแห่งประเทศไทยอันเป็นงานที่มีลักษณะเดียวกันกับกิจการของโจทก์ โดยกระทำในนามของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้น เป็นการกระทำที่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่นคือ การกีฬาแห่งประเทศไทย มิใช่การกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์จากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบ แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะทำให้โจทก์ขาดประโยชน์หรือขาดรายได้ ก็มิได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายมากไปกว่าเดิมในลักษณะที่ต้องสูญเสียทรัพย์สิน หรือสูญเสียประโยชน์ที่เคยเป็นของโจทก์มาก่อน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 ปัญหาดังกล่าวแม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่โจทก์ฟ้องว่ากระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 353 พระราชบัญญัติกำหนดความรับผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง เฉพาะฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับการรับจัดงานจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ส่วนฟ้องข้อที่เกี่ยวกับการรับจัดกิจกรรมให้แก่บริษัทไอไนน์ จำกัด ไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 พระราชบัญญัติกำหนดความรับผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 พระราชบัญญัติกำหนดความรับผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นกระทำผิดหน้าที่และฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นกระทำผิดหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 กระทำผิด 6 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน จำเลยที่ 2 กระทำผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 คำขออื่นให้ยก (ที่ถูก ไม่มีคำขออื่นให้ยก)

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 พระราชบัญญัติกำหนดความรับผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 พระราชบัญญัติกำหนดความรับผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดหน้าที่และฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นกระทำผิดหน้าที่ ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นผู้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นกระทำผิดหน้าที่ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน ปรับจำเลยที่ 3 กระทงละ 4,000 บาท รวม 4 กระทง เป็นเงิน 16,000 บาท หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยก่อนว่าฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 หรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลบริหารจัดการด้านการบริหาร การเงิน วางแผนการดำเนินการรวมถึงงบประมาณของโจทก์ และรับผิดชอบงานอื่นตามที่โจทก์มอบหมายแล้วจำเลยที่ 1 กระทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยรับจัดงาน จัดกิจกรรมของการกีฬาแห่งประเทศไทยอันเป็นงานที่มีลักษณะเดียวกับกิจการของโจทก์ โดยกระทำในนามของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 บัญญัติว่า "ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำความผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองทรัพย์ของผู้ที่มอบหมาย การที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานต่าง ๆ ของโจทก์ตามฟ้องจึงมิใช่การได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158

ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่นิติบุคคลดังกล่าว ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท" เห็นว่า การกระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำความผิดต่อนิติบุคคลที่บุคคลนั้นต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น ของนิติบุคคลนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยรับจัดงาน จัดกิจกรรมของการกีฬาแห่งประเทศไทยอันเป็นงานที่มีลักษณะเดียวกันกับกิจการของโจทก์ โดยกระทำในนามของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้น เป็นการกระทำที่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่นคือ การกีฬาแห่งประเทศไทย มิใช่การกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์จากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบ แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะทำให้โจทก์ขาดประโยชน์หรือขาดรายได้ ก็มิได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายมากไปกว่าเดิมในลักษณะที่ต้องสูญเสียทรัพย์สิน หรือสูญเสียประโยชน์ที่เคยเป็นของโจทก์มาก่อน การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 41 ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ปัญหาดังกล่าวแม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่โจทก์ฟ้องว่ากระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลเพียงบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามทุกข้อหา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 353
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบลูเด็ค จำกัด
จำเลย — นายสุรเชษฐ์ พิชิตชลพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสาวชรยา จิตต์ธรรมวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
รัถยา สัตยาบัน
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2560
#616584
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตน ประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองจึงไม่มี เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของบุคคลอื่น ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองจึงเป็นฎีกาในข้อนอกประเด็น ไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 249 (เดิม)

จำเลยร่วมทั้งสองเป็นคู่ความที่ถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามใบจองของโจทก์ ก็ชอบที่จะบังคับห้ามมิให้จำเลยร่วมทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ตลอดจนรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม)

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองต่างยื่นฎีกามาแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน โดยต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเต็มตามทุนทรัพย์ เมื่อกรณีแห่งคดีมีลักษณะเป็นคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา กับห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ตามใบจองเลขที่ 191 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายประสิทธิ์ และนายธวัช เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนายประสิทธิ์ว่า จำเลยร่วมที่ 1 เรียกนายธวัชว่า จำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164 เลขที่ดิน 28 ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 35,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมในปี 2505 ทางราชการได้จัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยซึ่งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ให้ราษฎรเข้าจับจองที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหาเลี้ยงชีพ ปี 2508 โจทก์ยื่นเรื่องขอจับจองเข้าอยู่อาศัย และปี 2515 โจทก์ได้รับใบจองจากทางราชการให้เข้าครอบครองที่ดินที่รัฐจัดสรรให้เป็นเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164 ตำบลเกาะยาวใหญ่ กิ่งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 13 ตารางวา ที่ทางราชการออกให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 ในปี 2521 ก่อนที่จำเลยร่วมที่ 1 จะจดทะเบียนโอนให้จำเลยร่วมที่ 2 ในปี 2544 และจำเลยร่วมที่ 2 จดทะเบียนโอนขายให้จำเลยในปี 2549 ต่อมา ตามภาพถ่ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1164

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองว่า โจทก์สิ้นสิทธิฟ้องเรียกคืนการครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยร่วมทั้งสองให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองจึงไม่มี เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของบุคคลอื่น ไม่ใช่ในที่ดินของตนเอง ฎีกาจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองจึงเป็นฎีกาในข้อนอกประเด็น ไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง จำเลยร่วมทั้งสองเป็นคู่ความที่ถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ย่อมมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามใบจองของโจทก์ ก็ชอบที่จะบังคับห้ามมิให้จำเลยร่วมทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ตลอดจนรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาโดยมิได้บังคับจำเลยร่วมทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการฟ้องคดีนี้ นอกจากนี้จำเลยฝ่ายหนึ่งและจำเลยร่วมทั้งสองอีกฝ่ายหนึ่งต่างยื่นฎีกามาฝ่ายละฉบับแยกต่างหากจากกัน โดยต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเต็มตามทุนทรัพย์ เมื่อกรณีแห่งคดีมีลักษณะเป็นคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินแก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามมิให้จำเลย จำเลยร่วมทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยร่วมทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ร่วมกับจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียมาแก่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองฝ่ายละครึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 58 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 150 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 247 (เดิม) ม. 249 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหมาน เลขงู
จำเลย — บริษัทนาราชา จำกัด
จำเลยร่วม — นายประสิทธิ์ ตันติพิริยะกิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายอดล ไตรรงค์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายฐิตินนทน์ สุรดิฐนันท์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6616/2560
#615087
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานรับรองว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐอิตาลี เอกสารหมาย จ.1 ดังกล่าว เป็นหนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตามกฎหมายต่างประเทศ ทั้งตามคำให้การของจำเลยคงอ้างแต่เพียงว่าโจทก์มิได้แนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนเพื่อแสดงว่าโจทก์เป็นนิติบุคคล และมีผู้ใดมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์คงแนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจมาท้ายคำฟ้อง แต่เอกสารดังกล่าวก็มิใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ คำให้การดังกล่าวของจำเลย จึงมิใช่กรณีที่จำเลยแสดงเหตุอันสมควรสงสัยว่าหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นเอกสารอันแท้จริงหรือไม่ ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบปฏิเสธความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐอิตาลี

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 47 นั้น เป็นเรื่องอำนาจของศาลในการดำเนินกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับใบมอบอำนาจหรือใบสำคัญและเอกสารอื่น ๆ ในกรณีที่ศาลมีความสงสัย หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควรสงสัยว่าเป็นเอกสารอันแท้จริงหรือไม่ จึงให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความนั้นยื่นเอกสารตามวิธีการในวรรคสาม หาใช่ว่าหากเอกสารไม่มีการรับรองจากโนตารีปับลิกและตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 47 วรรคสามแล้ว จะถือว่าเป็นเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ดังนั้น การจัดทำหนังสือมอบอำนาจโดยมีการรับรองตามมาตรา 47 วรรคสาม ขึ้นในภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จึงเป็นการยืนยันถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ก. ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ในการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ ฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2553 เมื่อจำเลยมิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามข้อความที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจว่า ก. ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ และโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ด. กระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจ

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คำว่า "VALENTINO" เป็นชื่อของบุคคลธรรมดา ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าชื่อของ ว. เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาของประชาชนในประเทศไทย คำว่า "VALENTINO" จึงเป็นชื่อของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจโดยธรรมดา ย่อมมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองโดยไม่จำต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษอีก เนื่องจากข้อความว่า "ที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ" ที่ปรากฏใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) เป็นคำขยายของคำว่า "ชื่อทางการค้า" เท่านั้น มิได้รวมไปถึงชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา ทั้งคำดังกล่าว ก็มิได้เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง ดังนั้น คำว่า "VALENTINO" จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO" ตามคำขอเลขที่ 706344 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/31319 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 115/2555 ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO" ตามคำขอเลขที่ 706344 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 706344 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 115/2555 กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 706344 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า สบู่ สบู่อาบน้ำที่ไม่มีโอสถผสม สบู่ล้างหน้าที่ไม่มีโอสถผสม น้ำหอมโอเดอโคโลญจน์ น้ำหอม น้ำหอมโอเดอทอยเล็ต สเปรย์ระงับกลิ่นกาย โลชั่นบำรุงผิว เครื่องสำอางระงับกลิ่นกาย เจลอาบน้ำ โฟมอาบน้ำ แป้งทาตัว แป้งทาหน้า เครื่องสำอาง กล่าวคือ ลิปสติก รูจทาแก้ม เครื่องสำอางรองพื้นก่อนแต่งหน้า อายแชโดว์ เครื่องสำอางใช้เขียนขอบตา มาสคาร่า แชมพู โลชั่นใส่ผม ยาสีฟัน ครีมบำรุงผิวสำหรับกลางวันและกลางคืน ครีมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ครีมทาผิวให้เป็นสีแทน สารฟอกขาว สารที่ใช้ในการซักรีด สารขัดเงา สารขัดถูและลบรอย สบู่ หัวน้ำมันหอมระเหย โลชั่นใส่ผม ยาสีฟัน ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 706344 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าคำขอดังกล่าวมีข้อบกพร่องตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพราะไม่ระบุรายการที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชัดแจ้ง และเครื่องหมายดังกล่าวจะต้องจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 336365, 442163 และ 442168 ตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/6711 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2552 โจทก์แก้ไขรายการสินค้าจากเครื่องสำอาง กล่าวคือ ลิปสติก เป็นลิปสติก และขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อมา นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าขอยกเลิกการประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนของโจทก์ เนื่องจากพบว่าคำว่า "VALENTINO" เป็นชื่อสกุลของดาราดังและให้โจทก์ส่งหลักฐานพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/519048 ลงวันที่ 7 กันยายน 2552 โจทก์ส่งหลักฐานพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 เพราะคำที่ยื่นขอเป็นชื่อสกุลของนักแสดงที่มีชื่อเสียง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/519048 ลงวันที่ 7 กันยายน 2552 และที่ พณ 0704/31319 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2552 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำว่า "VALENTINO" นี้ โจทก์ยอมรับมาในคำอุทธรณ์ว่าเป็นคำที่มาจากชื่อของนายวาเลนติโน ชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าชื่อดังของโลก นับว่าเป็นชื่อตัวที่มิได้แสดงโดยลักษณะพิเศษ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่ง เห็นว่า หลักฐานดังกล่าวเป็นการใช้เครื่องหมายที่มีลักษณะและรายการสินค้าแตกต่างกันกับเครื่องหมายการค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ จึงไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่น ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามสำเนาคำอุทธรณ์และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 115/2555

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและได้มอบอำนาจฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐอิตาลี และโจทก์ได้มอบอำนาจให้มีการฟ้องคดีนี้ แม้โจทก์จะมิได้แนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนหรือหลักฐานอื่นใดที่แสดงความเป็นนิติบุคคลของโจทก์มาท้ายคำฟ้อง แต่เอกสารดังกล่าวก็มิใช่เอกสารในประเด็นหลักแห่งคดีตามที่กฎหมายต้องการที่ต้องแนบมาท้ายคำฟ้อง โจทก์จึงนำสืบถึงเอกสารดังกล่าวในชั้นพิจารณาได้ ซึ่งก็ปรากฏว่า โจทก์มีนางดารานีย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียน ณ ประเทศสาธารณรัฐอิตาลี ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "VALENTINO S.p.A." ในการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวมถึงการฟ้องร้องและดำเนินคดีเพื่อปกป้องสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในประเทศไทย โจทก์แต่งตั้งและมอบอำนาจให้บริษัทติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล /หรือนางดารานีย์ และ/หรือนายศรีลา และ/หรือนายณัฐพล เป็นผู้ฟ้องคดีและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจพร้อมคำแปลและหนังสือรับรองของโนตารีปับลิกเอกสารหมาย จ. 2 หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวลงนามโดยนายกาบริเอเล ซึ่งไปปรากฏตัวและสาบานต่อหน้าโนตารีปับลิก และแสดงหลักฐานในการมีอำนาจลงนามในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว และโนตารีปับลิกได้รับรองลายมือชื่อและประทับตราโนตารีปับลิกแล้ว นอกจากนี้ พยานได้เบิกความยืนยันว่า โจทก์ยังทำหนังสือมอบอำนาจอีกฉบับหนึ่ง โดยมอบอำนาจให้พยานและบริษัทติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ฟ้องคดี ซึ่งนายกาบริเอเล เป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ด้วย ตามหนังสือมอบอำนาจพร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย จ. 67 นายกาบริเอเล เป็นผู้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 2 ท้ายชื่อของนายกาบริเอเล มีคำว่า ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ (Authorized Representative) ส่วนตามเอกสารหมาย จ. 67 ท้ายชื่อนายกาบริเอเล มีคำว่า "Name of Representatives" และมีคำว่า "Proxy Holder" ซึ่งหมายความว่า เป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจให้กระทำการในนามของโจทก์ และมีถ้อยคำว่า "Title of Representative" ตามมา คำว่า "Authorized Representative" มีความหมายเท่ากับ "Proxy Holder" ซึ่งหมายความว่า ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียน พร้อมคำแปลมีข้อความระบุว่า วาเลนติโน เอส.พี.เอ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2546 ประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งทางนางดารานีย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และเป็นพยานของโจทก์ก็เบิกความรับรองว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐอิตาลี เป็นหนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตามกฎหมายต่างประเทศ ทั้งตามคำให้การของจำเลยคงอ้างแต่เพียงว่าโจทก์มิได้แนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนเพื่อแสดงว่าโจทก์เป็นนิติบุคคล และมีผู้ใดมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์คงแนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 2 มาท้ายคำฟ้อง แต่เอกสารดังกล่าวก็มิใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ คำให้การดังกล่าวของจำเลยจึงมิใช่กรณีที่จำเลยแสดงเหตุอันสมควรสงสัยว่าหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นเอกสารอันแท้จริงหรือไม่ ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบปฏิเสธความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐอิตาลีดังฟ้อง ส่วนปัญหาว่านายกาบริเอเล มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มอบอำนาจให้นางดารานีย์ฟ้องคดีแทนโจทก์หรือไม่ โจทก์มีหนังสือมอบอำนาจ (Power of Attorney) ฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2553 เอกสารหมาย จ. 2 ซึ่งมีนายกาบริเอเล ลงลายมือชื่อในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจและมีหนังสือรับรองของโนตารีปับลิกพร้อมคำแปลซึ่งมีเนื้อความรับรองว่า นายกาบริเอเล ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าโนตารีปับลิกแล้ว นอกจากนี้ โจทก์ยังมีหนังสือมอบอำนาจ (Master Power of Attorney) ฉบับลงวันที่ 16 เมษายน 2556 พร้อมคำแปลระบุว่า นายกาบริเอเล เป็นตัวแทน (Name of Representatives) ซึ่งมีตำแหน่ง (Title of Representative) เป็นผู้รับมอบอำนาจ (Proxy Holder) และยังมีหนังสือรับรองของสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมิลาน ประเทศสาธารณรัฐอิตาลี กับหนังสือรับรองของโนตารีปับลิกแนบท้ายหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ดังที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ. 67 แผ่นที่ 2 และ 3 พร้อมคำแปล โดยเฉพาะหนังสือรับรองของโนตารีปับลิก (NOTARIAL ACKNOWLEDGEMENT) ระบุยืนยันโดยสรุปว่า นายกาบริเอเล เป็นผู้รับมอบอำนาจ (Proxy Holder) ของวาเลนติโนเอส.พี.เอ. ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายแห่งประเทศสาธารณรัฐอิตาลี และบริษัทยังดำรงอยู่ ณ วันที่จัดทำหนังสือฉบับนี้ สำหรับหนังสือมอบอำนาจฉบับก่อน นายกาบริเอเล ก็ได้ลงลายมือชื่อในนามบริษัท โดยความยินยอมของบริษัท ซึ่งหนังสือรับรองของโนตารีปับลิกฉบับนี้ สถานทูตไทย / สถานกงสุลไทยได้รับรองความถูกต้องไว้ด้วย ครั้นเมื่อตรวจดูข้อความในหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ. 67 ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันว่า ให้ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทโจทก์มีอำนาจดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 นั้น เป็นเรื่องอำนาจของศาลในการดำเนินกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับใบมอบอำนาจหรือใบสำคัญและเอกสารอื่น ๆ ในกรณีที่ศาลมีความสงสัย หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควรสงสัยว่าเป็นเอกสารอันแท้จริงหรือไม่ จึงให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความนั้นยื่นเอกสารตามวิธีการในวรรคสาม หาใช่ว่าหากเอกสารไม่มีการรับรองจากโนตารีปับลิก และตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 47 วรรคสามแล้ว จะถือว่าเป็นเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ดังนั้นการจัดทำหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ. 67 โดยมีการรับรองตามมาตรา 47 วรรคสาม ขึ้นในภายหลังหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จึงเป็นการยืนยันถึงข้อเท็จจริงที่ว่า นายกาบริเอเล ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ในการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ ฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2553 เอกสารหมาย จ. 2 เมื่อจำเลยมิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามข้อความที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจว่า นายกาบริเอเล ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ และโจทก์ได้มอบอำนาจให้นางดารานีย์กระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 2 ส่วนข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่าข้อความในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 2 เป็นการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว มิใช่การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ. 2 มีข้อความระบุให้ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ายื่นคำอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพื่อป้องกันสิทธิในเครื่องหมายการค้า ให้มีอำนาจยื่นฟ้องดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง เมื่อข้อเรียกร้องของโจทก์ในคดีนี้ คือให้มีการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจตามที่โจทก์กำหนดไว้ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 2 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อไปว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO" ตามคำขอเลขที่ 706344 มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) หรือไม่ ในข้อนี้พยานโจทก์มีนางดารานีย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า คำว่า "VALENTINO" โจทก์นำมาจากชื่อส่วนหนึ่งของนายวาเลนติโน (Valentino Garavani) ซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าชาวอิตาลีชื่อดังของโลก นายวาเลนติโน ได้เริ่มใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2503 ส่วนจำเลยมีนางสาวศิริวรรณ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เบิกความว่า คำว่า "VALENTINO" เป็นชื่อสกุลของดาราดัง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า คำว่า "VALENTINO" เป็นชื่อตัวของนายวาเลนติโน (Valentino Garavani) บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าชาวอิตาลี เห็นว่า ตามมาตรา 7 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้ ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ (1) ชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจโดยธรรมดา ชื่อเต็มของนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น หรือชื่อในทางการค้าที่แสดงโดยลักษณะพิเศษและไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ..." เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คำว่า "VALENTINO" เป็นชื่อตัวของบุคคลธรรมดา ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าชื่อของนายวาเลนติโนเป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาของประชาชนในประเทศไทย คำว่า "VALENTINO" จึงเป็นชื่อของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจโดยธรรมดา ย่อมมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองโดยไม่จำต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษอีก เนื่องจากข้อความว่า "ที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ" ที่ปรากฏในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) เป็นคำขยายของคำว่า "ชื่อในทางการค้า" เท่านั้น มิได้รวมไปถึงชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา ทั้งคำดังกล่าวก็มิได้เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง ดังนั้น เครื่องหมายการค้า คำว่า "VALENTINO" ตามคำขอเลขที่ 706344 จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO" ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าจนแพร่หลายแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสามอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 706344 ของโจทก์ต่อไปนั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อเห็นว่าเมื่อคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไป ไม่อาจสั่งให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวทันทีได้ เพราะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนของโจทก์ตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีกหลายขั้นตอน ยังไม่อาจรับจดทะเบียนได้เลย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือแจ้งคำสั่งที่ พณ 0704/31319 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 115/2555 ที่ไม่รับทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO" ของโจทก์และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 706344 ต่อไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วาเลนติโน เอส.พี.เอ.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6607/2560
#616679
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ อ. ผู้ตายตามคำสั่งศาล จึงมีฐานะเป็นผู้แทนของทายาทตามกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ที่จะกระทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 โจทก์ย่อมอาศัยสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายมาฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์หลังจากวันฟ้องตลอดเวลาที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินพิพาทได้ แม้วันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องจะเป็นวันเดียวกับวันที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย อำนาจฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าที่ดินพิพาท ซึ่งบริบูรณ์อยู่แล้วก็ยังคงมีอยู่ต่อไปหาได้สิ้นสุดลงไม่ ส่วนโจทก์ร่วมผู้รับโอนที่ดินพิพาท เป็นบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบโดยคำพิพากษาในคดีนี้โดยตรง เพราะหากศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีย่อมกระทบต่อสิทธิของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ย่อมมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง

ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ.2529) หมวดที่ 3 ว่าด้วยลักษณะและระยะปลอดภัยของสถานีบรรจุก๊าซ ข้อ 15 (5) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2514 ข้อ 3 กำหนดว่า สถานีบริการต้องมีกำแพงกันไฟสูงไม่น้อยกว่า 1.8 เมตร โดยรอบยกเว้นด้านที่ใช้เป็นทางเข้าและทางออกของสถานีบริการ กำแพงกันไฟต้องมีระยะห่างจากตู้จ่ายก๊าซไม่น้อยกว่า 6 เมตร... ถ้ากำแพงกันไฟด้านใดห่างจากผนังถังเก็บและจ่ายก๊าซเกิน 20 เมตร จะทำประตูเหล็กทึบชนิดบานเลื่อนเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสถานที่ของเจ้าของที่ดินเดียวกันก็ได้ แต่ประตูดังกล่าวต้องกว้างไม่เกิน 3 เมตร และต้องปิดประตูตลอดเวลา จะเปิดได้เมื่อมีการเข้าออก และตามข้อ 6 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวกำหนดว่า ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงซึ่งออกตามข้อ 3 (2) (3) หรือ (5) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท เห็นได้ว่ากฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้สถานีบริการก๊าซรถยนต์ต้องมีกำแพงกันไฟโดยรอบสูงไม่น้อยกว่า 1.8 เมตร เพื่อป้องกันอัคคีภัยอันอาจเกิดจากก๊าซมิให้ลุกลามจากสถานีบริการ ไปก่ออันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบสถานีบริการ ผู้ฝ่าฝืนย่อมเป็นความผิดและมีโทษทางอาญา จึงเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทมีข้อตกลงให้จำเลยต้องเปิดแนวกำแพงกันไฟด้านหลังสถานีบริการก๊าซรถยนต์กว้าง 10 เมตร เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกของ อ. และบริวาร โดยไม่มีประตูเหล็กทึบชนิดบานเลื่อนสำหรับเปิดปิด อันเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นิติกรรมการเช่าที่ดินพิพาทจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โดยไม่อาจแยกข้อตกลงในส่วนที่เป็นโมฆะออกจากข้อตกลงอื่นที่ไม่เป็นโมฆะได้ และไม่ต้องคำนึงว่าคู่สัญญาจะรู้หรือไม่ก็ตามว่านิติกรรมนั้นมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันตกเป็นโมฆะ โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อาจยกความไม่รู้ของ อ. ขึ้นอ้างเพื่อให้มีผลลบล้างกฎหมายได้ เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาแต่แรก ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการเช่าที่ดินพิพาทเกิดขึ้นเลย โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยย่อมไม่มีสิทธิและหน้าที่ต่อกัน โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้ กรณีเช่นนี้ต้องบังคับตามมาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตามมาตรา 406 จำเลยจึงต้องรื้อถอนกำแพง สิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท แล้วส่งมอบคืนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมในสภาพเรียบร้อย นอกจากนี้การที่จำเลยเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ด้วยการเปิดสถานีบริการก๊าซรถยนต์ในที่ดินพิพาทมาแต่แรก ประโยชน์ที่จำเลยได้รับจากการใช้ที่ดินพิพาทตลอดมาย่อมสามารถคำนวณราคาเป็นเงินได้ เงินที่คำนวณได้นี้ถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้รับจากโจทก์และโจทก์ร่วม โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์และโจทก์ร่วมเสียเปรียบ จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมฐานลาภมิควรได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้รื้อถอนแนวกำแพงที่กั้นด้านข้างแนวถนนทางด้านทิศตะวันตกตลอดแนวที่ดินพิพาท ให้รื้อถอนเปิดแนวกำแพงด้านหลังทางทิศใต้ให้กว้าง 10 เมตร และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 70,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่า ให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์จากการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 63037 และ 63038 ซึ่งเป็นที่ดินนอกพื้นที่เช่าออกทำประโยชน์หรือให้บุคคลอื่นเช่าได้แปลงละ 70,000 บาท ต่อเดือน เป็นเงิน 140,000 บาท ต่อเดือน นับจากวันที่จำเลยผิดสัญญาวันที่ 14 เมษายน 2551 จนถึงวันฟ้องรวม 7 เดือน เป็นเงิน 980,000 บาท และนับแต่วันฟ้องอีกเดือนละ 140,000 บาท จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นางสาวรัชนี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินที่เช่าบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 63037 และ 63038 ตำบลสะพานสูง อำเภอสะพานสูง กรุงเทพมหานคร ให้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตที่กั้นทางด้านทิศตะวันตกตลอดแนวพื้นที่เช่าและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์และโจทก์ร่วมในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์และโจทก์ร่วมนับแต่วันผิดสัญญาถึงวันฟ้องรวม 70,000 บาท ให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 70,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ธันวาคม 2551) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์นับแต่วันผิดสัญญาถึงวันฟ้องรวม 70,000 บาท ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วม และให้ยกคำขอที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ธันวาคม 2551) จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,500 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นบุตรของนางอัญชลี เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 63037 และ 63038 ตำบลสะพานสูง อำเภอสะพานสูง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร จากนางอัญชลี เนื้อที่ 800 ตารางวา มีกำหนด 15 ปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ถึง 31 ตุลาคม 2564 เพื่อก่อสร้างสถานีบริการก๊าซรถยนต์ ตกลงชำระค่าเช่าปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 เดือนละ 70,000 บาท และยกเว้นไม่เก็บค่าเช่าเดือนที่ 1 ถึงเดือนที่ 6 ค่าเช่าปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 เดือนละ 84,000 บาท และปีที่ 11 ถึงปีที่ 15 เดือนละ 100,000 บาท ชำระค่าเช่าทุกวันที่ 5 ของเดือน โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยยอมให้นางอัญชลีและบริวารใช้ทางเข้าออกระหว่างถนนรามคำแหงกับที่ดินของนางอัญชลีกว้าง 10 เมตร ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินพิพาท นางอัญชลีให้จำเลยก่อสร้างแนวกำแพงคอนกรีตสูงไม่น้อยกว่า 2 เมตร เป็นบางส่วนรอบที่ดินโฉนดเลขที่ 63037 และ 63038 โดยจำเลยต้องเปิดแนวกำแพงด้านหลังทางทิศใต้ของสถานีบริการก๊าซรถยนต์กว้าง 10 เมตร เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกของนางอัญชลีและบริวารจากที่ดินของนางอัญชลีที่อยู่ด้านทิศใต้ติดที่ดินพิพาทออกสู่ถนนรามคำแหง โดยจำเลยทราบอยู่แล้วว่าการเปิดแนวกำแพงกว้าง 10 เมตร ดังกล่าวฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ภายหลังทำสัญญาจำเลยก่อสร้างสถานีบริการก๊าซรถยนต์ในที่ดินพิพาท ถมดินในที่ดินของนางอัญชลีซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกติดที่ดินพิพาท ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตกันไฟล้อมรอบที่ดินโฉนดเลขที่ 63037 และ 63038 เปิดกำแพงคอนกรีตกันไฟด้านหลังทางทิศใต้ของสถานีบริการก๊าซรถยนต์กว้าง 10 เมตร และก่อสร้างกำแพงคอนกรีตกันไฟในที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันตกยาวตลอดแนวตามสำเนาหนังสือสัญญาแบ่งเช่าที่ดิน สำเนาสัญญาแบ่งเช่าที่ดิน และสำเนารูปแผนที่ วันที่ 20 มีนาคม 2551 นางอัญชลีมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย วันที่ 10 เมษายน 2551 นางอัญชลีถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีนี้ โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ร่วมและนางสาวอินทิญา บุตรของผู้ตาย ก่อนฟ้องจำเลยชำระค่าเช่าที่ดินพิพาทนับแต่วันที่ 14 เมษายน 2551 จนถึงวันฟ้องเดือนละ 70,000 บาท รวม 7 เดือน เป็นเงิน 490,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลย โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางอัญชลีผู้ตายตามคำสั่งศาล จึงมีฐานะเป็นผู้แทนของทายาทตามกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย ย่อมมีสิทธิและหน้าที่ที่จะกระทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 โจทก์ย่อมอาศัยสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายมาฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์หลังจากวันฟ้องตลอดเวลาที่จำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินพิพาทได้ แม้วันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องจะเป็นวันเดียวกับวันที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย อำนาจฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าที่ดินพิพาท ซึ่งบริบูรณ์อยู่แล้วก็ยังคงมีอยู่ต่อไปหาได้สิ้นสุดลงไม่ ส่วนโจทก์ร่วมผู้รับโอนที่ดินพิพาท เป็นบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบโดยคำพิพากษาในคดีนี้โดยตรง เพราะหากศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีย่อมกระทบต่อสิทธิของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ย่อมมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ.2529) หมวดที่ 3 ว่าด้วยลักษณะและระยะปลอดภัยของสถานีบรรจุก๊าซ ข้อ 15 (5) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2514 ข้อ 3 กำหนดว่า สถานีบริการต้องมีกำแพงกันไฟสูงไม่น้อยกว่า 1.8 เมตร โดยรอบยกเว้นด้านที่ใช้เป็นทางเข้าและทางออกของสถานีบริการ กำแพงกันไฟต้องมีระยะห่างจากตู้จ่ายก๊าซไม่น้อยกว่า 6 เมตร... ถ้ากำแพงกันไฟด้านใดห่างจากผนังถังเก็บและจ่ายก๊าซเกิน 20 เมตร จะทำประตูเหล็กทึบชนิดบานเลื่อนเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสถานที่ของเจ้าของที่ดินเดียวกันก็ได้ แต่ประตูดังกล่าวต้องกว้างไม่เกิน 3 เมตร และต้องปิดประตูตลอดเวลา จะเปิดได้เมื่อมีการเข้าออก และตามข้อ 6 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวกำหนดว่า ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงซึ่งออกตามข้อ 3 (2) (3) หรือ (5) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท เห็นได้ว่ากฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้สถานีบริการก๊าซรถยนต์ต้องมีกำแพงกันไฟโดยรอบสูงไม่น้อยกว่า 1.8 เมตร เพื่อป้องกันอัคคีภัยอันอาจเกิดจากก๊าซมิให้ลุกลามจากสถานีบริการ ไปก่ออันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบสถานีบริการ ผู้ฝ่าฝืนย่อมเป็นความผิดและมีโทษทางอาญา จึงเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทมีข้อตกลงให้จำเลยต้องเปิดแนวกำแพงกันไฟด้านหลังสถานีบริการก๊าซรถยนต์กว้าง 10 เมตร เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกของนางอัญชลีและบริวาร โดยไม่มีประตูเหล็กทึบชนิดบานเลื่อนสำหรับเปิดปิด อันเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นิติกรรมการเช่าที่ดินพิพาทจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โดยไม่อาจแยกข้อตกลงในส่วนที่เป็นโมฆะออกจากข้อตกลงอื่นที่ไม่เป็นโมฆะได้ และไม่ต้องคำนึงว่าคู่สัญญาจะรู้หรือไม่ก็ตามว่านิติกรรมนั้นมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันตกเป็นโมฆะ โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อาจยกความไม่รู้ของนางอัญชลีขึ้นอ้างเพื่อให้มีผลลบล้างกฎหมายได้ เมื่อสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาแต่แรก ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการเช่าที่ดินพิพาทเกิดขึ้นเลย โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยย่อมไม่มีสิทธิและหน้าที่ต่อกัน โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์จากจำเลยได้ กรณีเช่นนี้ต้องบังคับตามมาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตามมาตรา 406 จำเลยจึงต้องรื้อถอนกำแพง สิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท แล้วส่งมอบคืนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมในสภาพเรียบร้อย นอกจากนี้การที่จำเลยเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ด้วยการเปิดสถานีบริการก๊าซรถยนต์ในที่ดินพิพาทมาแต่แรก ประโยชน์ที่จำเลยได้รับจากการใช้ที่ดินพิพาทตลอดมาย่อมสามารถคำนวณราคาเป็นเงินได้ เงินที่คำนวณได้นี้ถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้รับจากโจทก์และโจทก์ร่วม โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์และโจทก์ร่วมเสียเปรียบ จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมฐานลาภมิควรได้เช่นกัน ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เท่ากับค่าเช่าที่ดินพิพาทที่นางอัญชลีและจำเลยตกลงกันไว้แต่เดิม แต่ไม่เกินกว่าคำขอท้ายฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วม โดยให้จำเลยชำระเดือนละ 70,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นอัตราและระยะเวลาชำระค่าเช่าภายใน 5 ปีแรก และชำระต่อไปอีกเดือนละ 80,000 บาท จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนแนวกำแพงด้านทิศตะวันตก แนวกำแพงด้านทิศใต้ให้กว้าง 10 เมตร และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาท กับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท แล้วส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์และโจทก์ร่วมเดือนละ 70,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ธันวาคม 2551) จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2554 และชำระต่อไปอีกเดือนละ 80,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 จนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (2)
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคสอง ม. 406 ม. 1719
ชื่อคู่ความ
พันตำรวจเอกปราโมทย์ ไชยชิต
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอัญชลี ไชยชิต
โจทก์ร่วม — นางสาวรัชนี ไชยชิต
จำเลย — นายสุรเชษฐ์ จิรันดร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายปรีชา พรหมเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6549/2560
#617851
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องคดีนี้เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา และศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีเป็นศาลจังหวัด จึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น ฟ้องของโจทก์ยังคงมีคดีส่วนแพ่งที่ต้องพิจารณาสั่งต่อไปว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอย่างใดเกี่ยวกับคดีแพ่งดังกล่าว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 ไม่ต้องรับผิดในคดีส่วนแพ่งนั้น ก็เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก้าวล่วงไปวินิจฉัยโดยที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 ในคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา กรณีเป็นเรื่องปรากฏเหตุที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 (เดิม) และ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งต่อไป

การอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลมีปัญหาเฉพาะคดีส่วนอาญาว่ามีมูลที่ศาลจะประทับฟ้องไว้หรือไม่เท่านั้น โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาสำหรับคดีส่วนแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 268, 326, 328 ให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฟ้าหลวง อาณาจักรพายัพและหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับอื่น ๆ ทุกฉบับที่วางจำหน่ายในจังหวัดเชียงรายอย่างละ 1 ฉบับ โดยจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 4 เฉพาะข้อหาหมิ่นประมาทตามฟ้องข้อ 9 และให้รับฟ้องคดีส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 4 ไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉับว่า สำหรับคดีส่วนอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 4 เฉพาะข้อหาหมิ่นประมาทตามฟ้องข้อ 9 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับว่าคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 อีก 8 ข้อหา ตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 8 และฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์ ดังนั้นข้อหาทั้ง 8 ข้อหาดังกล่าวในส่วนของจำเลยที่ 4 และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 ทุกข้อหาจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ในคดีส่วนอาญาไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์หรือไม่ นั้น เห็นว่า ตามฟ้องคดีนี้เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องคดีอาญา และศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีเป็นศาลจังหวัด จึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น ฟ้องของโจทก์ยังคงมีคดีส่วนแพ่งที่ต้องพิจารณาสั่งต่อไปว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอย่างใดเกี่ยวกับคดีแพ่งดังกล่าว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 ไม่ต้องรับผิดในคดีส่วนแพ่งนั้น ก็เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก้าวล่วงไปวินิจฉัยโดยที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 ในคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา กรณีเป็นเรื่องปรากฏเหตุที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 (เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งต่อไป

อนึ่ง ในชั้นนี้คดีมีปัญหาเฉพาะคดีส่วนอาญาว่ามีมูลที่ศาลจะประทับฟ้องไว้หรือไม่เท่านั้น ไม่เป็นปัญหาต้องวินิจฉัยในส่วนคดีแพ่ง โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ชั้นฎีกาสำหรับคดีส่วนแพ่ง แต่โจทก์ยื่นฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาด้วย จึงให้คืนแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 11 ว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ แล้วดำเนินการตามรูปคดีต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในชั้นพิจารณาและมีคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 170 ม. 252 ม. 254
ป.วิ.พ. ม. 243 (2) ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายองอาจ ม่วงโกสัย
จำเลย — นายพัฒนพงษ์ โพธิ์เกตุ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางมะลิวรรณ วิภาดาพรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายยอดชาย วีระพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6528/2560
#613464
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษตามมาตรา 76 วรรคสอง และยาเสพติดทั้งสองชนิดซึ่งเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดดังกล่าว กฎหมายถือว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เช่นเดียวกัน โดยบัญญัติบทความผิดกับบทลงโทษในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 4 มีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็นความผิดแต่ละกรรมโดยชัดแจ้ง และขอให้ลงโทษทุกกรรม ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 57, 66, 76, 91, 92, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 93 (ที่ถูกคือ มาตรา 92) เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2534/2556 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและข้อหาเสพกัญชา ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91, 92 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และฐานเสพกัญชา จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 7 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 9 เดือน 10 วัน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน 20 วัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ให้โอกาสจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ปรับปรุงตนเป็นพลเมืองดีต่อไป จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้คนละ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้คนละ 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 4 ครั้ง และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร มีกำหนดคนละ 20 ชั่วโมง กับห้ามจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก มาตรา 56) หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง, 76 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก มาตรา 91) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 4 และนายบุญชิตร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและที่ได้จำหน่ายไปดังกล่าวเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 8 เดือน และปรับ 400,000 บาท บวกโทษจำคุก 10 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2534/2556 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 8 ปี 18 เดือน และปรับ 400,000 บาท หากจำเลยที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังจำเลยที่ 4 แทนค่าปรับ ให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี ฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยทั้งสี่ในข้อหาอื่นให้ยก (ที่ถูก ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อหาอื่นให้ยก)

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 4 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน เป็นจำคุก 6 ปี 2 เดือน บวกโทษจำคุกอีก 10 เดือนแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 6 ปี 12 เดือน และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษตามมาตรา 76 วรรคสอง และยาเสพติดให้โทษทั้งสองชนิดซึ่งเป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดดังกล่าว กฎหมายถือว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เช่นเดียวกัน โดยบัญญัติบทความผิดกับบทลงโทษในบทมาตราเดียวกัน เมื่อจำเลยที่ 4 มีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็นความผิดแต่ละกรรมโดยชัดแจ้ง และขอให้ลงโทษทุกกรรม ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 76 วรรคหนึ่ง ม. 76 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายวิเชียรหรือเชียร คงเพชร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเสกสรรค์ ศิลปวิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยพร สมบุญวงค์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6525/2560
#618529
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สิทธิในการฎีกาของคู่ความจึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยไม่ลงโทษปรับนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดฐานดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท โดยไม่ลงโทษจำคุก แม้กรณีเป็นการแก้ไขมาก แต่ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ในความผิดฐานนี้มาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 92, 93, 102 (3 ทวิ), 151 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 93 วรรคหนึ่ง, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ (ที่ถูก วรรคสอง), 151 (ที่ถูก วรรคหนึ่งและวรรคสอง) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 เพียงบทเดียว จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตไม่ลงโทษจำคุก แต่ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท สถานเดียว ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ให้ลงโทษปรับจำเลย 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 20,000 บาท รวมโทษทุกกระทงจำคุก 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีกกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สิทธิในการฎีกาของคู่ความจึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยไม่ลงโทษปรับนั้น เป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อความผิดฐานดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท โดยไม่ลงโทษจำคุก แม้กรณีเป็นการแก้ไขมาก แต่ต้องห้ามมิให้โจทก์ฏีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ในความผิดฐานนี้มาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทเอมเฟตามีนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อไปตามถนนสาธารณะ อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นที่ใช้เส้นทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะ เพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติ ไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็ไม่เพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลยพินิจรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทเอมเฟตามีน 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 93 ม. 102 (3 ทวิ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสิทธิ์ พิมพานุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายไพฑูรย์ หุ้มกระโทก
ศาลอุทธรณ์ — นายภีม ธงสันติ
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ลาชิต ไชยอนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6522/2560
#615339
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้อง โจทก์ขอให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย อันเป็นการขอให้เพิ่มโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 โดยมิได้ระบุอ้าง ป.อ. มาตรา 92 มาด้วย แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 910/2557 ของศาลชั้นต้น จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอให้เพิ่มโทษ ถือว่าโจทก์มีความประสงค์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบและได้กล่าวมาในคำฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง แล้ว แม้จะเพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามได้ตาม ป.อ. มาตรา 92 เพราะบทบัญญัติในเรื่องเพิ่มโทษผู้กระทำความผิดไม่ใช่เป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองไม่เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมาด้วยนั้น เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 910/2557 ของศาลชั้นต้น จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวมาแล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลางและเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 57, 66 วรรคสอง, 91, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 11 ปี 15 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 13 เดือน 15 วัน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า ศาลล่างทั้งสองไม่เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้อง โจทก์ขอให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย อันเป็นการขอให้เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 โดยมิได้ระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 มาด้วย แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 910/2557 ของศาลชั้นต้น จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอให้เพิ่มโทษ ถือว่าโจทก์มีความประสงค์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบและได้กล่าวมาในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 วรรคหนึ่งแล้ว แม้จะเพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เพราะบทบัญญัติในเรื่องเพิ่มโทษผู้กระทำความผิดไม่ใช่เป็นมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิด จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองไม่เพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมาด้วยนั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ในกระทงความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นอีก 2 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี 15 เดือน 15 วัน และปรับ 300,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 159 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายโชดก อะทะยศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายปวีณ ปิ่นประยงค์
ศาลอุทธรณ์ 5 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร อยู่ถนอม
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6521/2560
#616600
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับรถยนต์ของกลางว่า เป็นยานพาหนะที่จำเลยกับพวกใช้ขับมาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ โดยไม่ปรากฏว่ามีการใช้รถยนต์ของกลางซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือมีการใช้รถยนต์ของกลางในการร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางอย่างไร จำเลยเพียงแต่ขับรถยนต์ของกลางมายังสถานที่เกิดเหตุเพื่อมารับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยนำรถยนต์ของกลางมาใช้เป็นยานพาหนะสำหรับการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งให้แก่สายลับดังกล่าว หรือจำเลยมีเจตนาที่จะใช้รถยนต์ของกลางเป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดคดีนี้อย่างไร รถยนต์ของกลางจึงเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการเดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด จึงไม่อาจริบรถยนต์ของกลางตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ทั้งรถยนต์ของกลางก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตาม ป.อ. มาตรา 32

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เมื่อศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วย่อมไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีก แต่ความผิดที่จำเลยกระทำมีโทษจำคุกและปรับ ซึ่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 กำหนดให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ จึงเพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง แต่ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีน 3,984 เม็ด ที่ใส่อยู่ในรองเท้าวางไว้อยู่บริเวณข้างหลักกิโลเมตรที่ 722 ถนนสายมุกดาหาร - กุฉินารายณ์ และรถยนต์หมายเลขทะเบียน บจ 7415 มุกดาหาร ที่จำเลยขับมายังสถานที่เกิดเหตุ เป็นของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า รถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษซึ่งต้องริบหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับรถยนต์ของกลางว่า เป็นยานพาหนะที่จำเลยกับพวกใช้ขับมาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ โดยไม่ปรากฏว่ามีการใช้รถยนต์ของกลางซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือมีการใช้รถยนต์ของกลางในการร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางอย่างไร และจากทางนำสืบของโจทก์ก็ได้ความแต่เพียงว่า มีผู้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่อยู่ในรองเท้าไปวางไว้อยู่บริเวณข้างหลักกิโลเมตรที่ 722 ถนนสายมุกดาหาร - กุฉินารายณ์ โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาวางไว้ที่บริเวณดังกล่าว และจำเลยเพียงแต่ขับรถยนต์ของกลางมายังสถานที่เกิดเหตุเพื่อมารับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยนำรถยนต์ของกลางมาใช้เป็นยานพาหนะสำหรับการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งให้แก่สายลับดังกล่าว หรือจำเลยมีเจตนาที่จะใช้รถยนต์ของกลางเป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดคดีนี้อย่างไร รถยนต์ของกลางจึงเป็นเพียงยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการเดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด จึงไม่อาจริบรถยนต์ของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ทั้งรถยนต์ของกลางก็ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายศรีทอง คำปิตะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสาวธนวรรณ นราวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6506/2560
#615341
เปิดฉบับเต็ม

ความรับผิดตามสัญญาประกันเป็นความรับผิดทางแพ่ง และค่าปรับที่ศาลสั่งให้ผู้ประกันชำระกรณีผิดสัญญาประกันก็เข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ดังนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกัน และออกหมายแจ้งคำสั่งให้ผู้ประกันชำระค่าปรับภายใน 30 วัน การที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิบังคับคดีย่อมต้องอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งกำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง หาใช่ว่าจะมีสิทธิขอบังคับคดีเมื่อใดก็ได้โดยไม่มีเวลาจำกัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 ให้ปรับผู้ประกันฐานผิดสัญญาไม่นำตัวจำเลยมาส่งศาลในชั้นฝากขังตามสัญญาประกันลงวันที่ 27 มิถุนายน 2545 เต็มวงเงิน 30,000 บาท วันที่ 13 สิงหาคม 2545 ผู้ประกันนำตัวจำเลยมาส่งศาลชั้นต้น และของดหรือลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ลดค่าปรับให้คงปรับเป็นเงิน 5,000 บาท แต่ผู้ประกันไม่ชำระ วันที่ 23 สิงหาคม 2545 โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกันให้จำคุกจำเลย 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว

วันที่ 20 ธันวาคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 ศาลชั้นต้นตั้งคณะทำงานปลดทำลายสำนวนและเอกสาร เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตรวจพบว่า คดีนี้ยังไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ผู้ประกัน จึงส่งสำนวนให้งานบังคับคดีตรวจสอบ ปรากฏว่าล่วงเลยระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี แล้ว ผู้ร้องเห็นว่า มีพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัย จึงขอให้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปอีก 3 ปี นับแต่วันครบกำหนด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า เหตุที่ผู้ร้องไม่อาจบังคับคดีผู้ประกันได้ภายในเวลาที่กำหนด เกิดขึ้นในส่วนงานของผู้ร้องเอง กรณีจึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่า การบังคับคดีตามสัญญาประกันตามคำร้องเป็นกระบวนการพิจารณาทางอาญาโดยแท้ ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ประกันจึงมีสิทธิขอบังคับคดีเอาจากหลักประกันเมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องอยู่ในบังคับเวลาสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เห็นว่า ความรับผิดตามสัญญาประกันเป็นความรับผิดทางแพ่ง และค่าปรับที่ศาลสั่งให้ผู้ประกันชำระกรณีผิดสัญญาประกันก็เข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ดังนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกัน และออกหมายแจ้งคำสั่งให้ผู้ประกันชำระค่าปรับภายใน 30 วัน การที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิบังคับคดีย่อมต้องอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งกำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง หาใช่ว่าจะมีสิทธิขอบังคับคดีเมื่อใดก็ได้โดยไม่มีเวลาจำกัดดังที่ผู้ร้องฎีกา ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้ร้องฎีกา กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่ผู้ร้องจะขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีตามสัญญาประกันนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้โดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 119
ป.วิ.พ. ม. 271
ป.พ.พ. ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นางสาวอรพินทร์ เพ็ชรสันทัดหรือเพชรสันทัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายอายุกร บุญอากาศ
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา