คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4515/2560
#611872
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 62 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มี พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 หลังจากนั้นระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 แต่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 87 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าแสนบาท ส่วน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 141 ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โทษตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่า พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 ที่มีโทษจำคุกด้วย กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะศาลคงลงโทษจำเลยทั้งสองได้เพียงโทษปรับเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น โทษปรับตามมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมีระวางโทษขั้นต่ำให้ปรับตั้งแต่ห้าพันบาท เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 16, 20, 62 ทวิ, 69 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษจำคุก หรือเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 62 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 หลังจากนั้นระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 แต่พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 87 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าแสนบาท ส่วนพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 141 ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โทษตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก จึงเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่าพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 ที่มีโทษจำคุกด้วย กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะศาลคงลงโทษจำเลยทั้งสองได้เพียงโทษปรับเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น โทษปรับตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมีระวางโทษขั้นต่ำให้ปรับตั้งแต่ห้าพันบาท เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง, 87 และพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง, 141 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ปรับคนละ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับคนละ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ม. 20 ม. 62 ทวิ
พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 ม. 3 ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 87
พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ม. 3 ม. 60 วรรคหนึ่ง ม. 141
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายธนากร ตรีนิตย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาววรรณรัตน์ เจษฎาจินต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4514/2560
#612998
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 62 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มี พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 หลังจากนั้นระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 แต่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 87 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าแสนบาท ส่วน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 141 ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โทษตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 ที่มีโทษจำคุกด้วย กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยอีกต่อไป เพราะศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงโทษปรับเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาพิจารณาลงโทษจำเลยนั้น โทษปรับตามมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมีระวางโทษขั้นต่ำให้ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 20, 62 ทวิ, 69, 71 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 62 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 หลังจากนั้นระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 แต่พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 87 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าแสนบาท ส่วนพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 141 ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โทษตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 ที่มีโทษจำคุกด้วย กรณีจึงไม่อาจกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงโทษปรับเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น โทษปรับตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดมีระวางโทษขั้นต่ำให้ปรับตั้งแต่ห้าพันบาท เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง, 87 และพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง, 141 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 ปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ม. 20 ม. 62 ทวิ
พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 ม. 3 ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 87
พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ม. 3 ม. 60 วรรคหนึ่ง ม. 141
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสมนึก สุขประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายธิตินันต์ ธัญญศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางกาญจนา ชัยคงดี
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4503/2560
#613210
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้เนื่องจากทรัพย์สินที่ยึดมีภาระหนี้จำนองไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองอันเกิดจากการฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ให้ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อการใช้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและมีคำขอตอนท้าย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้ตกเป็นของบุตรทั้งสี่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4 ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะโจทก์ได้เลือกใช้สิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 9 แล้ว จึงไม่อาจย้อนกลับมาบังคับคดีให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4 ได้อีก แต่คำฟ้องและคำขอบังคับถือเป็นคนละส่วนกัน ไม่มีผลทำให้คำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ในตอนแรกที่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบต้องเสียไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7223, 55235 และ 55236 ตำบลช่องสะแก (น่าพะลาน) อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่บุตรทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอสละคำให้การและไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ก่อนคดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องหย่าโจทก์คดีนี้ต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลยแดงที่ 79/2554 โดยโจทก์ให้การต่อสู้และฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรส เรียกค่าเลี้ยงดูและค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีดังกล่าว และศาลพิพากษาตามยอมตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2556 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7223, 55235 และ 55236 ตำบลช่องสะแก อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ตามที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4 ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงจะยกให้แก่บุตรทั้งสี่โดยปลอดจำนองไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดิน ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6362 ตำบลท่าราบ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 7281 และ 13011 ตำบลท่าราบ (น่าพะลาน) อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 เพื่อนำออกขายทอดตลาด ตามสำเนารายงานการยึดทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 79/2554 ของศาลชั้นต้นและศาลพิพากษาตามยอม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ข้อ 4 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 โดยมีข้อตกลงใน ข้อ 9 ว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในข้อใดข้อหนึ่งยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีตามจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องแย้งจำนวน 15,000,000 บาท ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 จำเลยที่ 1 ตกลงยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้นางสาว ก. นางสาว ร. นาย อ. และเด็กชาย ว. ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2556 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาททั้งสามแปลงไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตและเป็นการฉ้อฉลโจทก์ ทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 9 และฟ้องคดีนี้ ซึ่งคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ เนื่องจากทรัพย์สินที่ยึดมีภาระหนี้จำนองไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตเป็นการฉ้อฉลโจทก์ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองอันเกิดจากการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 เพื่อการใช้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและมีคำขอตอนท้าย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้ตกเป็นของบุตรทั้งสี่ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4 ซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะโจทก์ได้เลือกใช้สิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 9 แล้ว จึงไม่อาจย้อนกลับมาบังคับคดีให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 4 ได้อีกตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยก็ตาม แต่คำฟ้องและคำขอบังคับดังกล่าวถือเป็นคนละส่วนกัน ไม่มีผลทำให้คำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ในตอนแรกที่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบต้องเสียไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกานดา เกียรติชูพิพัฒน์
จำเลย — นายเสรี ตันแขมรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี — นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4494/2560
#613459
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีบทบัญญัติให้จำเลยมีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้หรือจำหน่ายหนี้สูญ อันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด แม้จำเลยจะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนตามมาตรา 30 เพื่อเข้ามาดำเนินคดีต่อไป ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบังคับให้จำเลยต้องดำเนินการบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้โดยวิธีการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างเดียว แต่จำเลยมีอำนาจดำเนินการบังคับเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ตามมาตรา 75 ถึงมาตรา 82 อันเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้ยกเว้นการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามมาตรา 74 และมาตรา 76 ถูกต้องครบถ้วนแล้ว กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 82 ซึ่งบัญญัติห้ามเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 การโอนที่ดินพิพาทของจำเลยและจำเลยร่วมจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่36664, 57923, 57924, 57925, 57926, 57927, 58719, 58720 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 651, 1312 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ตามคำขอโอนฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นชื่อโจทก์ทั้งสองหรือผู้รับจำนองเดิมโดยมีภาระผูกพันเช่นเดิม และมีคำสั่งห้ามมิให้จำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวแก่บุคคลภายนอก หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายปราโมทย์หรือพีรศักดิ์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์ทั้งสอง และแต่งตั้งทนายโจทก์ทั้งสองให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และกระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยถูกยุบเลิกตามกฎหมายแล้ว อำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ได้โอนมายังกระทรวงการคลัง และโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 36664, 57923, 57924, 57925, 57926, 57927, 58719, 58720 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 651, 1312 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ตามคำขอฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 หากจำเลยและจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและจำเลยร่วม ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องนายปราโมทย์หรือพีรศักดิ์ (ผู้ตาย) ให้ชำระหนี้และบังคับจำนองที่ดินพิพาท 10 แปลง ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยเข้ารับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารฯ ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จำเลยจึงเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินพิพาทและขายทอดตลาด แต่ไม่มีผู้เข้าสู้ราคา จำเลยจึงรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไว้ หลังจากนั้นจำเลยโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีบทบัญญัติให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจำเลยมีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้หรือจำหน่ายหนี้สูญอันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดังกล่าว แม้จำเลยจะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนตามบทบัญญัติ มาตรา 30 เพื่อเข้ามาดำเนินคดีต่อไป กรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบังคับให้จำเลยต้องดำเนินการบังคับคดีเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้โดยวิธีการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างเดียว แต่จำเลยมีอำนาจดำเนินการบังคับเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ตามพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติไว้ในมาตรา 75 ถึงมาตรา 82 อันเป็นกฎหมายพิเศษที่ให้ยกเว้นการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 และมาตรา 76 ถูกต้องครบถ้วนแล้ว กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 82 ซึ่งบัญญัติห้ามเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 การโอนที่ดินพิพาทของจำเลยและจำเลยร่วมจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยร่วมอีกต่อไปเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 30 ม. 75 ม. 76 ม. 77 ม. 78 ม. 79 ม. 80 ม. 81 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจุฑาทิพย์ หลักบ้าน กับพวก
บริษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง
จำเลย — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลยร่วม — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิพัฒน์ กิจเสถียรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4487/2560
#613120
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลแขวง เป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม แต่ความผิดทั้งสองฐานได้กระทำลงโดยผู้กระทำผิดคนเดียวกันและเกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายพร้อมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อศาลจังหวัดได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 กรณีไม่ต้องด้วย มาตรา 3 และมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายพร้อมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยไม่ต้องขอผัดฟ้อง ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยถูกฟ้องในคดีของศาลชั้นต้นและถูกคุมขังอยู่ ต้องถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้ว แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้ขออำนาจศาลฝากขังจำเลยในคดีนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 87 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนเนื่องจากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องทำการสอบสวนหรือเพื่อการฟ้องคดีก็ตาม ก็หาเป็นเหตุทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1210/2557 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1211/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลแขวง เป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม แต่ความผิดทั้งสองฐานได้กระทำลงโดยผู้กระทำผิดคนเดียวกันและเกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายพร้อมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อศาลจังหวัดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายพร้อมกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยไม่ต้องขอผัดฟ้อง และแม้ก่อนหน้านั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อรับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด และต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดเพชรบูรณ์มีคำสั่งแจ้งส่งตัวจำเลยคืน เนื่องจากจำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นก็ตาม แต่ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ จำเลยถูกฟ้องในคดีดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นและถูกคุมขังอยู่ในคดีดังกล่าว ต้องถือว่าจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้ว แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้ขออำนาจศาลฝากขังจำเลยในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนเนื่องจากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องทำการสอบสวนหรือเพื่อการฟ้องคดีก็ตาม ก็หาเป็นเหตุทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในอายุความ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 24 ม. 87
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดวิเชียรบุรี
จำเลย — นายศราวุธ เชื้อตระกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี — นายประชา ฉายแม้น
ศาลอุทธรณ์ — นางบุญศริรัตน์ ศิริชัย
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4481/2560
#613211
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินของผู้ร้องเนื่องจากหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์มีต่อจำเลยระงับไปแล้ว เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิบังคับคดีต่อโจทก์อีกต่อไปและการบังคับคดีโดยการยึดที่ดินของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินที่ยึดเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้ร้องและโจทก์ก็ตาม แต่หากหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยเป็นหนี้ที่ระงับไปแล้ว การยึดที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายจากเหตุดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง กรณีไม่ใช่การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดโดยอ้างว่าทรัพย์สินที่ยึดไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานภาค 4 มีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 10,556,698 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องโจทก์ วันที่ 31 ตุลาคม 2555 ศาลแรงงานภาค 4 ได้ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันลดเหลือ 3,300,000 บาท และฝ่ายโจทก์ได้ชำระโดยโอนที่ดินตีชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 แล้ว หนี้ตามคำพิพากษาจึงเป็นอันระงับแต่จำเลยได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 28042 และเลขที่ 24815 ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ การบังคับคดีเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 4 มีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28042 และเลขที่ 24815 ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ของผู้ร้อง แจ้งให้พนักงานบังคับคดีทราบ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงที่จำเลยนำยึดเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และผู้ร้องได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส โดยเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และผู้ร้อง แม้โจทก์และผู้ร้องจะจดทะเบียนหย่าในภายหลังก็ตาม การยึดทรัพย์เป็นการยึดทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตาม คำพิพากษา ผู้ร้องหามีสิทธิที่จะร้องขอเพิกถอนการบังคับคดี แต่ชอบที่จะขอกันส่วนเงินที่ขายทอดตลาดเท่านั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินของผู้ร้องเนื่องจากหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์มีต่อจำเลยระงับไปแล้ว จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิบังคับคดีต่อโจทก์อีกต่อไปและการบังคับคดีโดยการยึดที่ดินของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินที่ยึดเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้ร้องและโจทก์ก็ตาม แต่หากหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยเป็นหนี้ที่ระงับไปแล้ว การยึดที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายจากเหตุดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง กรณีไม่ใช่การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดโดยอ้างว่าทรัพย์สินที่ยึดไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม มาตรา 288 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า การโอนที่ดินสองแปลงให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม2556 เป็นการชำระหนี้บางส่วนเท่านั้น ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า โจทก์ขอลดยอดหนี้ที่มีต่อจำเลยเหลือ 3,000,000 บาท โดยจะโอนทรัพย์สินตีใช้หนี้ทันที ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เรียกค่าเสียหายจากโจทก์ 3,300,000 บาท โดยวิธีการตีราคาทรัพย์สินเป็นที่ดิน 6 แปลง ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว และกำหนดให้สิทธิโจทก์ไถ่คืนภายใน 5 ปี ในราคา 3,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 จำเลยจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดินและบันทึกข้อตกลงเรื่องโอนชำระหนี้จำนอง หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันระงับไปแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 4 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 288 ม. 296 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสหพลหรือชนะพล ศรีบ้านโพน
ผู้ร้อง — นางปราณี ศรีบ้านโพน
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรกุฉินารายณ์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 4 — นายสมนึก เมืองคำสกุล
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419/2560
#611871
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วงหรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิบังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ และ ป.พ.พ. มาตรา 241 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นไซร้ ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้ชำระหนี้ก็ได้..." การที่ลูกหนี้นำโฉนดที่ดินซึ่งลูกหนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาเป็นทรัพย์หลักประกันในการขอปล่อยตัวจำเลยในคดีอาญานั้น เจ้าหนี้หรือศาลอาญาธนบุรี เพียงแต่ยึดถือโฉนดดังกล่าวไว้เท่านั้น หาได้เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินตามโฉนดอันเป็นหลักประกันดังกล่าวไม่ แม้ว่าศาลอาญาธนบุรีจะมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์มิให้ลูกหนี้โอนทรัพย์ต่อไปเท่านั้น หาทำให้เจ้าหนี้หรือศาลอาญาธนบุรีมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนการที่ลูกหนี้ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าหนี้ไว้นั้น ก็มีผลเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่จะให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดถือหนังสือกรรมสิทธิ์ดังกล่าวไว้จนกว่าจะมีการปฏิบัติตามสัญญาหรือสัญญาประกันสิ้นสุดลง เจ้าหนี้จึงไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ดังนั้น เจ้าหนี้จะขอบังคับหรือใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามที่บัญญัติไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 หาได้ไม่

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง โดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2558 ซึ่งบัญญัติว่า "เงินสดหรือหลักทรัพย์อื่นที่นำมาวางต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันตามมาตรา 114 ไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกยึดหรืออายัดเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อื่นจนกว่าความรับผิดตามสัญญาประกันจะระงับสิ้นไป เว้นแต่ศาลเห็นว่าหนี้ของเจ้าหนี้นั้นมิได้เกิดจากการฉ้อฉลและมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว" โดยมีผลใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่ 30 ธันวาคม 2558) เป็นต้นไป ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2558 มาตรา 2 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่คดีทั้งหมดรวมถึงคดีนี้ด้วย เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ลูกหนี้ในฐานะผู้ประกันนำมาวางเป็นหลักประกันต่อศาลในการร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในคดีอาญา และลูกหนี้ผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลจนศาลมีคำสั่งปรับตามสัญญาประกัน กรณีต้องด้วย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2558 ที่ดินที่ลูกหนี้นำมาวางเป็นประกันต่อศาลอาญาธนบุรีจึงไม่อาจถูกยึดหรืออายัดเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อื่นได้ เว้นแต่ศาลในคดีอาญาจะได้สั่งปล่อยทรัพย์นั้น ในชั้นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยได้ให้ดำเนินการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสองก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2555 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อใช้สิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 28194, 28199, 28206 และ 28207 ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยต้องการบังคับคดีเอากับหลักประกันตามคำสั่งและหมายบังคับคดีของศาลอาญาธนบุรี คดีหมายเลขดำที่ 2136/2548 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า แม้ลูกหนี้จะนำทรัพย์มาวางเป็นประกันในการทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา ก็มิได้ทำให้เจ้าหนี้อยู่ในฐานะเป็นผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำจึงไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกัน ตามมาตรา 6 ไม่อาจใช้สิทธิอย่างเจ้าหนี้มีประกัน ตามมาตรา 95 ได้ ยกคำร้อง

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 28194, 28199, 28206 และ 28207 ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมทั้งคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่เจ้าหนี้เพื่อที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิบังคับคดีกับที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งและหมายบังคับคดีของศาล หรือมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวและนำเงินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้โดยอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้มีประกันของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มิใช่เจ้าหนี้มีประกัน คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 14 มีนาคม 2548 ลูกหนี้ทำสัญญาเป็นผู้ประกันจำเลยในการร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ในคดีของศาลอาญาธนบุรี คดีหมายเลขดำที่ 2136/2548 โดยตีราคาหลักประกันเป็นเงิน 800,000 บาท และลูกหนี้ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 28194, 28199, 28206 และ 28207 ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี วางไว้เป็นหลักประกันต่อศาล ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2548 ลูกหนี้ผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลอาญาธนบุรีและศาลมีคำสั่งปรับลูกหนี้ตามสัญญาประกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการบังคับเอากับหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 28194, 28199, 28206 และ 28207 ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วงหรือเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิบังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นไซร้ ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้ชำระหนี้ก็ได้..." การที่ลูกหนี้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 28194, 28199, 28206 และ 28207 ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งลูกหนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มาเป็นทรัพย์หลักประกันในการขอปล่อยตัวจำเลยในคดีอาญานั้น เจ้าหนี้หรือศาลอาญาธนบุรี เพียงแต่ยึดถือโฉนดดังกล่าวไว้เท่านั้น หาได้เป็นผู้เข้าครอบครองที่ดินตามโฉนดอันเป็นหลักประกันดังกล่าวไม่ แม้ว่าศาลอาญาธนบุรีจะมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์มิให้ลูกหนี้โอนทรัพย์ต่อไปเท่านั้น หาทำให้เจ้าหนี้หรือศาลอาญาธนบุรีมีบุริมสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนการที่ลูกหนี้ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าหนี้ไว้นั้น ก็มีผลเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่จะให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดถือหนังสือกรรมสิทธิ์ดังกล่าวไว้จนกว่าจะมีการปฏิบัติตามสัญญาหรือสัญญาประกันสิ้นสุดลง เจ้าหนี้จึงไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน ดังนั้น เจ้าหนี้จะขอบังคับหรือใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 หาได้ไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2558 ซึ่งบัญญัติว่า "เงินสดหรือหลักทรัพย์อื่นที่นำมาวางต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันตามมาตรา 114 ไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกยึดหรืออายัดเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อื่นจนกว่าความรับผิดตามสัญญาประกันจะระงับสิ้นไป เว้นแต่ศาลเห็นว่าหนี้ของเจ้าหนี้นั้นมิได้เกิดจากการฉ้อฉลและมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว" โดยมีผลใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่ 30 ธันวาคม 2558) เป็นต้นไป ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2558 มาตรา 2 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่คดีทั้งหมดรวมถึงคดีนี้ด้วย เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 28194, 28199, 28206 และ 28207 ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นทรัพย์ที่ลูกหนี้ในฐานะผู้ประกันนำมาวางเป็นหลักประกันต่อศาลในการร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2136/2558 ของศาลอาญาธนบุรี และลูกหนี้ผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลจนศาลมีคำสั่งปรับตามสัญญาประกัน ที่ดินที่ลูกหนี้นำมาวางต่อศาลอาญาธนบุรีดังกล่าว กรณีต้องด้วยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2558 ที่ดินที่ลูกหนี้นำมาวางเป็นประกันต่อศาลอาญาธนบุรีจึงไม่อาจถูกยึดหรืออายัดเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อื่นได้ เว้นแต่ศาลในคดีอาญาจะได้สั่งปล่อยทรัพย์นั้น ในชั้นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังไม่อาจรวบรวมที่ดินดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินของจำเลยได้ กรณีจะต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ก่อน ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้ในส่วนที่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่เจ้าหนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 28194, 28199, 28206 และ 28207 ตำบลกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี คืนแก่เจ้าหนี้เพื่อเจ้าหนี้จะได้นำไปดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 119 ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 95
ป.พ.พ. ม. 241
ป.วิ.อ. ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญาธนบุรี
จำเลย — นางรัตติยา เพ็ญโฉมหรือดุลยมหากำธร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวนิภาพัฒน์ วงศ์วัฒนะเดช
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4399/2560
#613466
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความ แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพมิได้ต่อสู้คดี จึงต้องถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบแล้ว

ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้ว่าความ เงินค่าว่าความจึงเป็นสินจ้างตอบแทนแก่จำเลยที่ตกลงรับจะว่าความให้ การที่จำเลยไม่ยื่นฟ้องคดีให้ผู้เสียหายเป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาจ้างว่าความซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง จึงไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานยักยอกตามฟ้อง

จำเลยได้รับเงินค่าว่าความจากผู้เสียหายแล้วไม่ฟ้องคดีให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยจึงต้องคืนเงินแก่ผู้เสียหาย ซึ่งการพิพากษาคดีส่วนแพ่งนี้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 แม้โจทก์มิได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนเงิน จำนวน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว และโจทก์ไม่จำต้องบรรยายในฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความ แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพมิได้ต่อสู้คดี จึงต้องถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องนั้น เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฟ้องโจทก์เป็นความผิดอาญาฐานยักยอกหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11, 23 มกราคม 2548 และวันที่ 6 มิถุนายน 2548 จำเลยซึ่งประกอบอาชีพทนายความได้รับเงินค่าว่าความในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดพังงา เรื่อง แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำนวน 5,000 บาท 5,000 บาท และ 25,000 บาท ตามลำดับไปจากนางสาวศิริวรรณ ผู้เสียหาย ไว้ในความครอบครองของจำเลยแล้ว แต่จำเลยได้เบียดบังยักยอกเอาเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ไม่ได้ดำเนินการยื่นฟ้องคดีให้แก่ผู้เสียหายตามหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องได้ความว่า ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้ว่าความ เงินค่าว่าความจึงเป็นสินจ้างตอบแทนแก่จำเลยที่ตกลงรับจะว่าความให้ การที่จำเลยไม่ยื่นฟ้องคดีให้ผู้เสียหายเป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาจ้างว่าความซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง จึงไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานยักยอกตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล นอกจากนี้โจทก์มีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยคืนเงิน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ตามฟ้องแล้วว่า จำเลยได้รับเงินค่าว่าความจากผู้เสียหายแล้วไม่ฟ้องคดีให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยจึงต้องคืนเงิน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ซึ่งการพิพากษาคดีส่วนแพ่งนี้ต้องเป็นไปตามบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้โจทก์มิได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 47 ม. 158 ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายสักพุฒหรือกิตติเทพ ทองรักขาว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพฤฒิพงษ์ เลิศชัยมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจงศักดิ์ ผดุงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4362/2560
#615520
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท บ. ลงมติให้สัตยาบันสัญญาประนีประนอมยอมความในหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาฟ้องให้บริษัท บ. ใช้หนี้ดังกล่าวให้แก่ตน จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในมติข้อดังกล่าว เพราะแม้ไม่มีมติดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ก็ชอบที่จะได้รับชำระหนี้หรือเรียกร้องให้บริษัท บ. ชำระหนี้ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การออกเสียงลงมติของจำเลยที่ 1 ถือว่ากระทำได้โดยชอบ ไม่ขัดต่อบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1185

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนหรือใช้สิทธิใด ๆ ในหุ้น 850,995 หุ้น ของตนต่อไป และให้ถือว่าสิทธิออกเสียงลงคะแนนในหุ้นดังกล่าวตกเป็นของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2548 เป็นต้นมา ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2548 ของบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ในวาระที่ 1 ถึงที่ 5 ห้ามจำเลยทั้งสองและผู้แทนของจำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ ตามมติหรือโดยอาศัยมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2548 ของบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด วาระที่ 1 ถึงที่ 5 ดังกล่าวข้างต้น หากมีการกระทำใดที่ดำเนินการไปก่อนแล้วก็ให้เพิกถอนเสียทั้งสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำฟ้องและคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2548 ของบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ในวาระที่ 1 ถึงที่ 5 กับที่ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองและผู้แทนของจำเลยที่ 1 กระทำการใดๆ ตามมติหรือโดยอาศัยมติดังกล่าว และหากมีการกระทำใดๆ ไปแล้วให้เพิกถอนเสีย แล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2548 ของบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ในวาระที่ 1 ถึงที่ 5 กับห้ามจำเลยทั้งสองและผู้แทนของจำเลยที่ 1 กระทำการใดๆ ตามมติหรือโดยอาศัยมติดังกล่าว และหากมีการกระทำใดๆ ไปแล้วให้เพิกถอนเสียทั้งสิ้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า บริษัท บรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และมีข้อบังคับของบริษัท มีผู้ถือหุ้นรวม 7 ราย จำเลยที่ 1 ถือหุ้น 850,995 หุ้น หรือร้อยละ 73.99 ของหุ้นทั้งหมด โจทก์ถือหุ้น 299,000 หุ้น หรือร้อยละ 26 ของหุ้นทั้งหมด และผู้ถือหุ้นอีก 5 ราย ถือหุ้นรายละ 1 หุ้น ในการถือหุ้นของโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาผู้ถือหุ้น กับสัญญาเพื่อการจัดสรรหุ้นและการแก้ไขสัญญาผู้ถือหุ้น โดยมีสาระสำคัญว่า นับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 กับพวกจะถือหุ้นร้อยละ 74 ของหุ้นทั้งหมด รับผิดชอบเป็นผู้บริหารและดำเนินกิจการแต่ฝ่ายเดียว ตัวแทนของจำเลยที่ 1 จะเข้าเป็นกรรมการเสียงข้างมากและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ส่วนโจทก์ซึ่งถือหุ้นร้อยละ 26 ของหุ้นทั้งหมด สามารถส่งตัวแทนเข้ามาเป็นกรรมการเสียงข้างน้อยได้โดยไม่มีอำนาจในการกระทำการแทนบริษัท แต่สามารถตรวจสอบบัญชีและเอกสารได้ เมื่อพ้นวันที่ 31 ธันวาคม 2547 โจทก์และจำเลยที่ 1 จะถือหุ้นจำนวนเท่ากัน โดยโจทก์มีสิทธิเลือกซื้อหุ้นอีกร้อยละ 24 จากจำเลยที่ 1 ในราคาเท่ากับ 5.5 เท่าของผลตอบแทนต่อหุ้นโดยเฉลี่ยในระยะสามปีที่ผ่านมา คู่สัญญาสามารถบอกเลิกสัญญาได้โดยตกลงร่วมกัน หรือคู่สัญญาอีกฝ่ายผิดสัญญาและไม่สามารถแก้ไขเมื่อถูกทักท้วงแล้ว หรือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งล้มละลาย หรือเมื่อข้อพิพาทตามสัญญานี้คู่สัญญาไม่อาจตกลงแก้ไขได้ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ และเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาดังกล่าว คู่สัญญามีทางเลือกที่จะซื้อขายหุ้นหรือเลิกกิจการและชำระบัญชี สำหรับการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาที่เกิดขึ้นจากสัญญาดังกล่าวหรือข้อตกลงอื่นใดที่เกี่ยวข้องที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างส่งตัวแทนเข้าเป็นกรรมการของบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ตามข้อตกลงตามสัญญา แต่ในการดำเนินกิจการต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 มีปัญหาขัดแย้งพิพาทกันไม่สามารถตกลงแก้ไขข้อพิพาทได้ วันที่ 15 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์บอกเลิกสัญญาอ้างว่าเนื่องจากไม่อาจแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ วันที่ 19 กรกฎาคม 2547 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาอ้างว่ามีการผิดสัญญาและไม่อาจแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 โจทก์นำข้อพิพาทและข้อเรียกร้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการเป็นคดีหมายเลขดำที่ 118/2547 กล่าวหาจำเลยที่ 1 ว่าใช้สิทธิโดยไม่ชอบและผิดสัญญา ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ขอให้จำเลยที่ 1 ขายหุ้นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดให้แก่โจทก์กับชดใช้ค่าเสียหายและค่าธรรมเนียมในการพิจารณาคดีแก่โจทก์ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งให้โจทก์ขายหรือโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 กับชดใช้ค่าเสียหายและค่าธรรมเนียมในการพิจารณาคดีแก่จำเลยที่ 1 ระหว่างการพิจารณาข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการ วันที่ 6 มกราคม 2548 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิตามสัญญาที่ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ถือหุ้นเท่ากันเมื่อพ้นกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2547 โดยแสดงเจตนาซื้อหุ้นอีกร้อยละ 24 จากจำเลยที่ 1 สำหรับผลการประกอบกิจการของบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ในปี 2545 และปี 2546 มีผลขาดทุน ส่วนในปี 2547 มีผลกำไรปรากฏตามสำเนางบการเงินประจำปี 2545 ถึงปี 2547 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ชำระเงินที่กู้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 1,262,580.70 ยูโร พร้อมดอกเบี้ย ตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ กค.71/2548 คดีดังกล่าวในวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 คู่ความได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2548 บริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2548 ในการประชุมดังกล่าวมีผู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุมและจำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากประธานในที่ประชุมให้เป็นผู้ดำเนินการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้ประชุมเรื่องพิจารณาให้สัตยาบันการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ตามที่กำหนดไว้ในวาระการประชุมด้วย สำหรับคดีที่โจทก์นำเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการ คดีหมายเลขดำที่ 118/2547 นั้น คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 ให้ข้อเรียกร้องของโจทก์ตกไปโดยโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือการเยียวยาใดๆ จากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะเรียกให้โจทก์ขายหุ้นให้ได้ตามข้อเรียกร้องแย้งของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ คดีหมายเลขแดงที่ 87/2550

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การประชุมและลงมติในวาระเรื่องพิจารณาให้สัตยาบันการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2548 ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจในการลงคะแนนเสียงในวาระเรื่องพิจารณาให้สัตยาบันการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล เนื่องจากเป็นการพิจารณาให้สัตยาบันการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด กับจำเลยที่ 1 อันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ ต้องห้ามตามกฎหมายไม่ให้ใช้สิทธิออกเสียงในการประชุม ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้บริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด การทำสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังจากที่มีการยื่นฟ้องเพียง 1 วัน เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและสมยอมกัน หากบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นหนี้จำเลยที่ 1 จริงก็ไม่จำต้องให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมาพิจารณาลงมติให้สัตยาบันอีก และการพิจารณากระทำโดยรวบรัดเป็นการไม่ชอบ ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้นั้น เห็นว่า ปรากฏตามคำฟ้องและที่โจทก์นำสืบมาว่า ในการที่โจทก์ใช้สิทธิซื้อหุ้นอีกร้อยละ 24 จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาที่ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ถือหุ้นเท่ากันเมื่อพ้นกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2547 โจทก์กำหนดราคาหุ้นที่จะซื้อตามข้อสัญญาที่กำหนดไว้ โดยพิจารณาจากผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้นในระยะสามปีที่ผ่านมา จากงบการเงินของบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ประจำปี 2545 ปี 2546 และปี 2547 ซึ่งงบการเงินนี้มีรายละเอียดว่าผ่านการตรวจสอบจากผู้ชำระบัญชีและได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นแล้ว และโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าการจัดทำงบการเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ปรากฏตามงบดุลในงบการเงินปี 2547 ระบุว่า บริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด มีเจ้าหนี้และเงินกู้ยืมต่างประเทศ โดยมีเจ้าหนี้รายจำเลยที่ 1 ด้วย และได้ความตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบมาว่า เหตุที่บริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด โดยกรรมการผู้มีอำนาจ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ให้กู้ยืมเพื่อช่วยเหลือให้มีเงินทุนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการและค้างชำระมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ว่าช้าหรือเร็วต้องชำระคืน ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเคยมีมติให้นำเครื่องจักรไปชำระหนี้ แต่เครื่องจักรถูกยึดทรัพย์ชั่วคราวไม่อาจดำเนินการได้ และหากทิ้งไว้นานเครื่องจักรจะเสื่อมค่าไม่มีราคา หากนำเครื่องจักรออกขายทอดตลาดจะทำให้ได้ราคา จึงได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อให้จำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่ในการบังคับคดีนำเครื่องจักรออกขายทอดตลาด นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบโต้แย้งถึงการมีอยู่ของหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ดังกล่าวอีก การที่บริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องเพียง 1 วัน และนำมาให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้สัตยาบันอีกครั้ง ก็ยังไม่อาจแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า บริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นหนี้จำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้หรือเรียกร้องให้บริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ชำระหนี้ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นลงมติให้สัตยาบันสัญญาประนีประนอมยอมความในหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาฟ้องให้บริษัทบรูเนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ใช้หนี้ดังกล่าวให้แก่ตน จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในมติข้อดังกล่าว เพราะแม้ไม่มีมติดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ก็ชอบที่จะได้รับชำระหนี้หรือเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว การออกเสียงลงมติของจำเลยที่ 1 ถือว่ากระทำได้โดยชอบ ไม่ขัดต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1185 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงหรือใช้สิทธิในหุ้นของตน เนื่องจากหุ้นของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวตกเป็นของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2548 ก่อนการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2548 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะได้ใช้สิทธิซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 เพื่อให้หุ้นของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีจำนวนเท่ากันตามข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ยังโต้แย้งการใช้สิทธิของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อพิพาทขึ้นและยังไม่มีการโอนหุ้นของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ ซึ่งข้อพิพาทดังกล่าวโจทก์ได้นำเสนอให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา ซึ่งการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2548 ได้ประชุมขณะที่คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาข้อพิพาท ดังนั้น ขณะประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2548 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิในหุ้นของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงยังคงมีสิทธิลงคะแนนเสียงหรือใช้สิทธิในหุ้นของตนในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว การประชุมและลงมติในวาระเรื่องพิจารณาให้สัตยาบันการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2548 จึงเป็นการกระทำโดยชอบ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกการ์ จำกัด
บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล โปร -
จำเลย — อินเวสท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวกษมา ลอยเจิ่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4354/2560
#611277
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องหาที่มีสิทธิเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้นั้น จะต้องไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ฟังยุติว่า ขณะจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยอยู่ระหว่างปล่อยตัวชั่วคราวในคดีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นความผิดที่มีอัตราโทษจำคุก ดังนั้นจำเลยจึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและส่งตัวจำเลยพร้อมสำนวนไปยังพนักงานอัยการฟ้องคดีดังเช่นคดีอื่น จึงเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 3 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องหาที่มีสิทธิเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้นั้นจะต้องไม่ปรากฏว่า ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องขออนุญาตฝากขังครั้งที่ 1 ว่า ขณะกระทำผิดคดีนี้จำเลยอยู่ระหว่างปล่อยชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ ฝ.123/2558 ของศาลชั้นต้น ซึ่งตามสำเนาคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ ฝ. 123/2558 เอกสารแนบท้ายคำร้องดังกล่าวปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 จำเลยถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงต้องหาและอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกในวันที่กระทำผิดคดีนี้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง เมื่อขณะกระทำผิดคดีนี้จำเลยอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรภาพผู้ติดยาเสพติด กรณีจึงไม่อาจดำเนินการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ได้ การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยและส่งสำนวนให้พนักงานอัยการฟ้องคดีเหมือนอย่างคดีอื่น จึงเป็นการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควร หากศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติที่จำเลยไม่คัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยเสพยาเสพติดให้โทษตลอดมา จนกระทั่งจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในแหล่งชุมนุมชนอันเป็นการสร้างความเสียหายและเดือดร้อนแก่สังคมโดยรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำเลยนั้นชอบแล้ว

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายกิตติศักดิ์หรือศักดิ์ พวงจำปา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางฉันทนา วาพันสุ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชิน ต่างงาม
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4338/2560
#612822
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ร่วมเดินทางกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ และพาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพักค้างคืนอยู่ที่อำเภอฝางและอำเภอเชียงดาวรวมเป็นเวลาถึง 4 วัน และจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ไปรับยาเสพติดของกลางจากผู้ส่งยาเสพติดทางภาคเหนือดังกล่าว แสดงถึงข้อพิรุธที่จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดเวลา ทั้งยาเสพติดของกลางที่ตรวจพบในรถตู้ดังกล่าวนั้น มีจำนวนมาก จำเลยที่ 3 ย่อมสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายเมื่อจำเลยที่ 1 ไปรับยาเสพติดของกลางมาจากผู้ส่งยาเสพติด การที่ยาเสพติดดังกล่าวซุกซ่อนอยู่บริเวณหลังเบาะของคนขับซึ่งขณะจับกุมนั้นมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ จึงมีเหตุผลเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นและมีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการเดินทางไปรับยาเสพติดของกลางจากอำเภอฝางและอำเภอแม่อาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มียาเสพติดของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 มียาเสพติดของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แต่เห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 5, 7, 8, 14, 27, 30, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 84, 91 ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง และกระเป๋าเป้สะพายสีดำ 1 ใบ ของกลาง กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) และ (3), 66 วรรคสาม ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต ริบเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน กระเป๋าเป้สะพายสีดำ 1 ใบ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้ออิริกสันพร้อมซิมการ์ดของกลาง ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางอีก 2 เครื่อง ให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) และ (3), 66 วรรคสาม ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 52 (1) ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 3 นำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน คืนรถตู้ หมายเลขทะเบียน 30 - 0830 กระบี่ และธนบัตร 5,400 บาท ให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2553 เวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจตั้งด่านตรวจสิ่งผิดกฎหมายที่ถนนพหลโยธิน อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง พบจำเลยที่ 1 ขับรถตู้ หมายเลขทะเบียน 30-0830 กระบี่ มุ่งหน้าไปทางจังหวัดลำปางโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งอยู่ที่เบาะหน้า จำเลยที่ 3 นั่งอยู่ที่เบาะหลังคนขับ เมื่อเรียกให้หยุดและขอตรวจค้น พบเฮโรอีนอัดแท่ง 4 ห่อ น้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม เมทแอมเฟตามีน 14,000 เม็ด และชนิดเกล็ด 4 ถุง น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายสีดำวางอยู่บริเวณหลังเบาะที่จำเลยที่ 1 นั่งตามภาพถ่าย จึงยึดเป็นของกลางและจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ นอกจากนี้ยังยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง และสิ่งของอื่นไว้เป็นของกลาง ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อไปส่งให้ลูกค้าที่จังหวัดกระบี่ ต่อมาจับกุมจำเลยที่ 4 ได้ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ฎีกา คดีของจำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 นั่งรถตู้มากับจำเลยที่ 1 โดยไม่รู้ว่าจำเลยที่ 1 ซุกซ่อนยาเสพติดของกลางไว้บริเวณด้านหลังของเบาะ จำเลยที่ 3 มิได้มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ครอบครองยาเสพติดของกลาง และจำเลยที่ 3 มิได้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ได้ความว่า รถตู้ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้เป็นยานพาหนะและขับมาถึงที่เกิดเหตุแล้วเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมยึดยาเสพติดของกลางนั้น รถตู้ดังกล่าวเป็นของนางวัลลภา นายจ้างของจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 อ้างว่ารู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ครั้นวันที่ 24 ธันวาคม 2553 จำเลยที่ 1 จ้างเหมารถตู้ดังกล่าวโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นคนขับเพื่อเดินทางไปเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ในระหว่างทางจำเลยที่ 1 อ้างว่าเพื่อนจำเลยที่ 1 โทรศัพท์ชักชวนให้ไปหาที่จังหวัดเชียงใหม่จึงแจ้งให้จำเลยที่ 3 ขับรถเปลี่ยนเส้นทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อไปถึงอำเภอฝาง ได้พักค้างคืนที่โรงแรม 3 วัน ครั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2553 จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 ขับรถพาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพบเพื่อนที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ แล้วให้จำเลยที่ 3 ขับรถพาไปพักที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 1 คืน จนถึงวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 ขับรถตู้พาจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับไปยังจังหวัดกระบี่ แต่ระหว่างทางก่อนถูกจับกุม จำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนเป็นคนขับรถตู้เองและให้จำเลยที่ 3 ไปนั่งที่เบาะด้านหลังคนขับ จนขับมาถึงที่เกิดเหตุจึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม โดยจำเลยที่ 3 อ้างว่าไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 จะนำยาเสพติดของกลางซุกซ่อนไว้บริเวณด้านหลังเบาะของตน เมื่อพิจารณาถึงขณะเกิดเหตุที่พยานโจทก์ผู้จับกุมคือร้อยตำรวจเอกสงกรานต์ ดาบตำรวจสายันต์ และจ่าสิบตำรวจเกรียงศักดิ์ ผู้จับกุมต่างเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามนั่งรถตู้มาคันเดียวกันโดยจำเลยที่ 1 เป็นคนขับมีจำเลยที่ 2 นั่งที่เบาะด้านหน้า ส่วนจำเลยที่ 3 นั่งที่เบาะด้านหลัง โดยจำเลยทั้งสามมีพฤติการณ์ร่วมกันครอบครองยาเสพติดของกลาง แม้จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณาก็ตาม แต่เหตุผลที่จำเลยที่ 3 เดินทางมากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยกันตั้งแต่แรก คือออกเดินทางมาจากจังหวัดกระบี่โดยจำเลยที่ 3 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ว่าจ้างรถตู้ให้จำเลยที่ 3 ขับก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 เดินทางมากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเวลาหลายวันโดยเดินทางไปที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และพักอยู่ที่โรงแรมถึง 3 วัน จนถึงวันที่ 29 ธันวาคม 2553 จำเลยที่ 3 จึงขับรถพาจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับมาที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้จำเลยที่ 1 ไปพบเพื่อนของจำเลยที่ 1 แล้วได้ขับรถไปพักที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และพักอีก 1 คืน ในวันรุ่งขึ้นคือวันเกิดเหตุจึงขับรถเพื่อเดินทางกลับจังหวัดกระบี่ ซึ่งหากจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับจ้างขับรถจริง จำเลยที่ 3 ก็ควรเป็นผู้ขับรถตู้ดังกล่าวจนมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสาม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นผู้ขับรถ โดยอ้างว่าในระหว่างทางจำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนเป็นคนขับรถเองแล้วให้จำเลยที่ 3 มานั่งที่เบาะด้านหลังซึ่งเป็นการผิดปกติ เพราะหากจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับจ้างขับรถตู้จริง ก็ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าเป็นผู้ขับ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 เดินทางร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ และได้พาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพักค้างคืนอยู่ที่อำเภอฝางและอำเภอเชียงดาวรวมเป็นเวลาถึง 4 วัน และจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ไปรับยาเสพติดของกลางจากผู้ส่งยาเสพติดทางภาคเหนือดังกล่าว แสดงถึงข้อพิรุธที่จำเลยที่ 3 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดเวลา ทั้งยาเสพติดของกลางที่ตรวจพบในรถตู้ดังกล่าวนั้น มีจำนวนมาก จำเลยที่ 3 ย่อมสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายเมื่อจำเลยที่ 1 ไปรับยาเสพติดของกลางมาจากผู้ส่งยาเสพติด การที่ยาเสพติดดังกล่าวซุกซ่อนอยู่บริเวณหลังเบาะของคนขับซึ่งขณะจับกุมนั้นมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ จึงมีเหตุผลเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ร่วมรู้เห็นและมีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการเดินทางไปรับยาเสพติดของกลางจากอำเภอฝางและอำเภอแม่อาย พยานโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มียาเสพติดของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แต่เห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ให้ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 มียาเสพติดของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) และ (3), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ป.อ. ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายพรสวัสดิ์ บ้านนบ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายชกูล โตอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4333/2560
#614656
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ถือว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อหาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดดังกล่าวมาในคำฟ้อง เมื่อจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงในข้อที่ว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยไม่ได้คัดค้านว่าไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวได้ จึงนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 92 ริบของกลาง เพิ่มโทษตามกฎหมายและนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1741/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 12 ปี และปรับ 1,600,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 16 ปี และปรับ 1,600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 800,000 บาท นับโทษจำคุกต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้น หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 12 ปี และปรับ 650,000 บาท เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 16 ปี และปรับ 866,666.66 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 433,333.33 บาท ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ถือว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อหาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดดังกล่าวมาในคำฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ เมื่อจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงในข้อที่ว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยไม่ได้คัดค้านว่า ไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นไปโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำขอในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2556 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายณัฐพลหรือไก่ กระจาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสากล รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ — นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4316/2560
#611090
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม อ. ค. และ ธ. ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน อ. ค. และ ธ. ให้การว่า รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเช่าห้องพักอยู่ในรีสอร์ต ห้องเลขที่ 12 เจ้าพนักงานตำรวจประสานกับผู้ดูแลรีสอร์ต จนเป็นที่แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้จาก อ. ค. และ ธ. ถูกต้องแล้ว จึงเข้าตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ 1 ทันที เพราะน่าเชื่อว่าจะพบเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด ทั้งที่เกิดเหตุเป็นรีสอร์ตซึ่งจำเลยทั้งสองพักชั่วคราว หากเนิ่นช้าไปกว่าจะได้หมายค้น จำเลยทั้งสองอาจนำเมทแอมเฟตามีนออกไปจากรีสอร์ตเมื่อใดก็ได้ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (4) และมาตรา 96 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ที่จำเลยที่ 2 และค้นพบเมทแอมเฟตามีน 554 เม็ด ภายในห้องซึ่งจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นของตนอันเป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจจับจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (1), 80 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 100/2, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 557 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2)) วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง วรรคสาม, 91, 100/2 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 แม้ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 2 มีอายุ 19 ปี แต่จำเลยที่ 2 รู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 36 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 39 ปี 6 เดือน และปรับ 1,100,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เฉพาะฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นการให้ความรู้แก่ศาล อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งในฐานความผิดดังกล่าว และลดโทษให้จำเลยที่ 1 เฉพาะฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี 3 เดือน และปรับ 900,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 225,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 29 ปี 6 เดือน และปรับ 825,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้เถียงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2556 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา ร้อยตำรวจโทสามารถ และร้อยตำรวจตรีสมศักดิ์กับพวกจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 557 เม็ด โดยยึดจากตัวจำเลยที่ 2 จำนวน 3 เม็ด ที่เหลือ 554 เม็ด ยึดจากพื้นห้องและลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งในห้องที่เกิดเหตุ ตามบันทึกการจับกุม จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีน 554 เม็ด เป็นของจำเลยที่ 1 และให้การว่านายวิชญภาสหรือบอล มีเมทแอมเฟตามีน 800 เม็ด ไว้ในครอบครอง ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 16 นาฬิกา ร้อยตำรวจโทสามารถกับพวกจับกุมนายวิชญภาส พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 762 เม็ด ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามบันทึกการจับกุมท้ายฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายวิชญภาสแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 570/2556 โดยเมทแอมเฟตามีน 554 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงิน 3 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 9.30 กรัม เมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ที่ค้นพบในตัวจำเลยที่ 2 บรรจุในหลอดพลาสติกใสปิดหัวท้าย คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.05 กรัม เมทแอมเฟตามีน 762 เม็ด ที่ยึดจากนายวิชญภาสบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีน้ำเงิน 2 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 13.453 กรัม ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 รับว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพเมทแอมเฟตามีน เมื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยผิดกฎหมาย จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่า เสพเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 554 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ห้องพักเลขที่ 12 โรงแรมหนองกี่รีสอร์ต โดยไม่มีหมายค้นและหมายจับ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้จำเลยที่ 1 ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้ยกขึ้นวินิจฉัยไว้ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุ ช่วงเช้า ร้อยตำรวจโทสามารถ และร้อยตำรวจตรีสมศักดิ์ ร่วมกันจับกุมนายอุทัย นางสาวเครือฟ้า และนายธวัชชัย ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและผู้ต้องหาทั้งสามให้การว่า ได้รับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเช่าห้องพักอยู่ที่ห้องพักเลขที่ 12 ที่เกิดเหตุ หลังจากประสานกับทางผู้ดูแลรีสอร์ตจนเป็นที่แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้จากผู้เสพทั้งสามถูกต้องแล้ว จึงเข้าตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ 1 ทันที เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองไปตรวจค้นห้องพักดังกล่าวเพราะน่าเชื่อว่า จะพบเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด ทั้งที่เกิดเหตุเป็นรีสอร์ตซึ่งจำเลยทั้งสองพักชั่วคราว หากเนิ่นช้าไปกว่าได้หมายค้น จำเลยทั้งสองอาจจะนำเมทแอมเฟตามีนออกไปจากรีสอร์ตเมื่อใดก็ได้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง ทำให้พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (4) และมาตรา 96 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และเมื่อพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง 3 เม็ด ที่จำเลยที่ 2 และค้นพบเมทแอมเฟตามีน 554 เม็ด ภายในห้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นของตนอันเป็นความผิดซึ่งหน้า พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงมีอำนาจจับจำเลยทั้งสองได้ตามอำนาจหน้าที่โดยไม่ต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1), 80 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ดังนั้นการตรวจค้นและจับกุมในกรณีนี้จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91, 100/2 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี 6 เดือนและปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 3 เดือน และปรับ 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 (1) ม. 80 ม. 92 (4) ม. 96 (2)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 57 ม. 66 วรรคสอง ม. 66 วรรคสาม ม. 67 ม. 91 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นายณัฐพันธ์หรือณัฐพันธุ์หรือจ๋า ทองดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายสวัสดิ์ สมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
น้ำเพชร ปานะถึก
วาสนา หงส์เจริญ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4313/2560
#612623
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจภูธรแหลมฉบังเข้าจับกุมจำเลยที่อพาร์ตเมนต์ชื่อ ศ. เฮ้าส์ ท้องที่ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2554 เวลา 15.52 นาฬิกา ตามที่จำเลยต่อสู้ หาใช่จับกุมที่หน้าร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท บริเวณตลาดสี่มุมเมือง ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 เวลา 2.30 นาฬิกา ดังที่ผู้จับกุมกล่าวอ้างไม่ เหตุคดีนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคสาม การสอบสวนคดีนี้จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นผลให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 371 ริบ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลาง และให้คืนอาวุธปืนมีทะเบียนของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 666,666.66 บาท ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาต จำคุก 5 เดือน 10 วัน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 13 เดือน 10 วัน และปรับ 666,666.66 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ให้ยก ริบ 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนอาวุธปืนมีทะเบียนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย โดยยึด 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 54 เม็ด กับชนิดผง 1 ถุง รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 20.427 กรัม และอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด .380 เครื่องหมายทะเบียน กท 2603191 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 6 นัด เป็นของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 เวลา 2.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบังจับกุมจำเลยที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท ในท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยยึดได้ยาเสพติดและอาวุธปืนที่ตัวจำเลยเป็นของกลาง ฝ่ายจำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2554 เวลา 15.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจภูธรแหลมฉบังเข้าไปจับกุมจำเลยขณะจำเลยพักอาศัยอยู่ในห้องพักกับคนรักของจำเลยที่ศิริพรเฮ้าส์ อพาร์ตเมนต์ในท้องที่ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยเจ้าพนักงานตำรวจค้นห้องพักของจำเลยแล้วไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย เนื่องจากการจับกุมจำเลยตามข้ออ้างของโจทก์และตามข้อต่อสู้ของจำเลยมีข้อขัดแย้งแตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างสิ้นเชิงและอาจก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายตามมาหลายประการ กรณีจึงเห็นควรพิจารณาให้ได้ความกระจ่างเสียก่อนว่า การจับกุมจำเลยเกิดขึ้นในวันเวลาและสถานที่ใด ในปัญหานี้ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกบุญฑริกและดาบตำรวจทวีป ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ขณะพยานทั้งสองกับพวกรวม 8 คน ออกตรวจท้องที่ในเขตรับผิดชอบโดยใช้รถตู้เป็นยานพาหนะ ได้มีสายลับโทรศัพท์แจ้งแก่ผู้บังคับบัญชาของพยานทั้งสองว่าจำเลยจะนำยาเสพติดไปส่งมอบแก่ผู้อื่นที่บริเวณตลาดสี่มุมเมือง ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พยานทั้งสองกับพวกจึงพากันเดินทางไปตรวจสอบที่ตลาดและพบจำเลยที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท พยานทั้งสองกับพวกลงจากรถแสดงตัวแก่จำเลยว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วขอตรวจค้น จำเลยพยายามหลบหนี แต่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมจำเลยไว้ได้โดยเมื่อตรวจค้นตัวจำเลย พบ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 54 เม็ด และชนิดผง 1 ถุง บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างขวาของจำเลยกับพบอาวุธปืน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 6 นัด ที่เอวด้านหน้าของจำเลย จึงจับกุมจำเลยและยึด 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนกับอาวุธปืนเป็นของกลาง เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีเนื้อหาว่า พยานโจทก์ทั้งสองเพิ่งทราบพฤติการณ์ของจำเลยก่อนเกิดเหตุเพียงประมาณ 30 นาที โดยได้รับแจ้งว่าจำเลยจะนำยาเสพติดไปส่งมอบแก่ผู้อื่นที่บริเวณตลาดสี่มุมเมือง แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในบันทึกการจับกุมกลับได้ความไปอีกทางหนึ่งว่า ก่อนจับกุมจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจได้สืบทราบแน่ชัดว่า จำเลยลักลอบจำหน่าย 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ในเขตตำบลทุ่งสุขลาเป็นเวลานานแล้ว และในวันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่าที่บริเวณตลาดสี่มุมเมืองมีการมั่วสุมจำหน่ายและเสพยาเสพติด จึงเดินทางไปตรวจสอบจนพบจำเลย ซึ่งเมื่อพิจารณาพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์แล้ว เห็นได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์สองส่วนนี้ขัดแย้งกันสับสนเป็นพิรุธ อย่างไรก็ตามบันทึกการจับกุมมีพยานโจทก์ทั้งสองและเจ้าพนักงานตำรวจอื่นที่ร่วมจับกุมจำเลยลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องรวม 8 คน จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมมีข้อมูลเบาะแสที่จะจับกุมจำเลยมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ปัญหาต่อไปว่า เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้จับกุมจำเลยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2554 ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า แม้ร้อยตำรวจเอกบุญฑริกและดาบตำรวจทวีปพยานโจทก์ได้เบิกความตรงกันว่า พยานทั้งสองร่วมกันจับกุมจำเลยที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ทในท้องที่ตำบลทุ่งสุขลา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 เวลา 2.30 นาฬิกา โดยมีบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การเป็นหลักฐานอ้างอิงก็ตาม แต่เมื่อทนายจำเลยนำสำเนาภาพถ่ายจากกล้องวีดีโอวงจรปิดซึ่งบันทึกเหตุการณ์การจับกุมจำเลยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2554 เวลา 15.52 นาฬิกา ตามสำเนาภาพถ่ายเอกสาร มาถามค้านพยานทั้งสอง พยานทั้งสองได้ให้ถ้อยคำทำนองเดียวกันว่า สำเนาภาพถ่ายทั้งสองฉบับเป็นการบันทึกภาพที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งโดยบุคคลที่ถูกควบคุมตัวตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.1 ภาพที่ 3 คือ จำเลย ส่วนบุคคลตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.2 ภาพที่ 3 คือ ดาบตำรวจทวีป เนื่องจากพยานทั้งสองยืนยันว่า พยานทั้งสองร่วมกันจับกุมจำเลยในคดีนี้เพียงคดีเดียว ประกอบข้อที่จำเลยเบิกความว่า ในช่วงที่จำเลยถูกจับกุมจำเลยพักอาศัยอยู่กับคนรักของจำเลยที่ศิริพรเฮ้าส์อพาร์ตเมนต์นั้น นอกจากสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาแล้ว จำเลยยังมีนางสาววรารัตน์ คนรักของจำเลยและนางสมทรง แม่บ้านของศิริพรเฮ้าส์ อพาร์ตเมนต์ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนน่าเชื่อถือ อีกทั้งเมื่อพิจารณาสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.1 ภาพที่ 3 และ ล.4 ภาพที่ 6 เปรียบเทียบกับสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.5 ในส่วนที่เกี่ยวกับเสื้อของจำเลยแล้วเห็นได้ว่า เสื้อที่จำเลยสวมใส่ขณะถูกจับกุมตามที่ปรากฏในกล้องวีดีโอวงจรปิดของอพาร์ตเมนต์และเสื้อที่จำเลยสวมใส่ขณะชี้ของกลางที่สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง มีสีและลวดลายบนหน้าอกเสื้อเป็นอย่างเดียวกัน จึงทำให้เชื่อได้โดยสนิทใจว่าเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบังได้เข้าจับกุมจำเลยที่อพาร์ตเมนต์ชื่อศิริพรเฮ้าส์ ท้องที่ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2554 เวลา 15.52 นาฬิกา ตามที่จำเลยต่อสู้ โดยกรณีหาใช่เป็นการจับกุมที่หน้าร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท บริเวณตลาดสี่มุมเมืองเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 เวลา 2.30 นาฬิกา ดังที่ผู้ร่วมจับกุมกล่าวอ้างไม่ เหตุคดีนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสาม การสอบสวนคดีนี้จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นผลให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 กรณีไม่มีความจำเป็นที่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18 วรรคสาม ม. 120
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายอรุณศักดิ์ เจริญผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายวนวัชรี นิติวัชรภานนทน์
ศาลอุทธรณ์ — นายฐิตินนทน์ สุรดิฐนันท์
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2560
#612409
เปิดฉบับเต็ม

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่า "ศาลอาญา... มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี" และ ป.วิ.อ. มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้..." เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต่อศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในคดีนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับไว้ไต่สวนมูลฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งโดยลำพังไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 326, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14, 15 พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 4 กับเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เอเอสทีวีผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด แนวหน้า บางกอกโพสต์ และเนชั่น ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน และในเว็บไซต์ www.Thaipost.net, www.manager.co.th www.khaosod.co.th www.matichon.co.th www.thairath.co.th และ www.dailynews.co.th ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลให้ยกฟ้อง จึงขอคืนค่าธรรมเนียมศาลในส่วนแพ่งที่วางไว้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ด้วยเหตุการกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นความผิดทางอาญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนแพ่งจากจำเลยทั้งสี่ได้ อันเป็นการวินิจฉัยประเด็นคดีในส่วนแพ่งด้วยแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 ที่จะคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ จึงให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลต้องคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติให้การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลยกฟ้องคดีส่วนอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ศาลต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 เห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่า "ศาลอาญา... มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี" และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้..." เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 326, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14, 15 พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 4 กับเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต่อศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในคดีนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับไว้ไต่สวนมูลฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาอันมีผลเป็นการไม่รับคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งโดยลำพังไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยไม่แก้ไขในส่วนนี้ กระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ศาลล่างทั้งสองปฏิบัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์โดยวินิจฉัยทำนองเดียวกันว่า การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องเป็นการวินิจฉัยประเด็นคดีในส่วนแพ่งด้วยแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเห็นสมควรมีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่

พิพากษากลับเป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลจำนวน 200,100 บาท ให้แก่โจทก์ และไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคหนึ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 19 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรสนา โตสิตระกูล
จำเลย — นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเจริญวิทย์ เกื้อทิพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4275/2560
#613115
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท ล. แล้ว บริษัทดังกล่าวมีเงินได้จากค่าเช่า ค่าบริการและดอกเบี้ย ภาระภาษีของบริษัท ล. ดังกล่าว จำเลยไม่จำต้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้บริษัทที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและอยู่ระหว่างการจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่อย่างใด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต้องปฏิบัติตาม ป.รัษฎากร เช่นเดียวกับกรณีก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด ส่วนการปลดจากการล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอชำระได้ เว้นแต่หนี้ภาษีอากร จังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาลตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 77 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 นั้น เป็นคนละขั้นกรณีกับวิธีการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ หาใช่เป็นบทบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจแจ้งการประเมินและเรียกเก็บภาษีจากบริษัทที่ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และแม้โจทก์จะเอาอาคารของลูกหนี้ออกให้เช่าเพื่อรักษาสภาพทรัพย์สินระหว่างรอการขายทอดตลาด แต่บริษัท ล. ยังคงสภาพเป็นบริษัทอยู่ จึงต้องเสียภาษีจากการคำนวณรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.รัษฎากร ในกรณีที่บริษัท ล. ไม่ยื่นรายการที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 71 (1) แห่ง ป.รัษฎากร ได้ เมื่อบริษัท ล. เป็นผู้ประกอบการที่มีรายรับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 และมาตรา 91/2 แล้ว เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินให้บริษัทดังกล่าวต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภ.ง.ด.73.1-02016320-25550405-002-00007 ถึง 00021 ลงวันที่ 5 เมษายน 2555 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ.73.1-02016320-25550405-005-00458 ถึง 00537 ลงวันที่ 5 เมษายน 2555 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภ.ธ.73.1-02016320-25550405-005-00003 ถึง 00046 ลงวันที่ 5 เมษายน 2555 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.1-3.8/3/2557 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.9-3.15/3/2557 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.16-3.94/3/2557 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.95-3.138/3/2557 และให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภพ.73.1-02016320-25550405-005-00458 ถึง 00537 ลงวันที่ 5 เมษายน 2555 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ภ.ธ.73.1-02016320-25550405-005-00003 ถึง 00046 ลงวันที่ 5 เมษายน 2555 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.16-3.94/3/2557 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/3.95-3.138/3/2557 เฉพาะเบี้ยปรับคงให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด เดิมบริษัทดังกล่าวมีชื่อว่า บริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2535 บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2535 ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด และเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวล้มละลาย จำเลยเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานและควบคุมการจัดเก็บภาษีอากรฝ่ายสรรพากรตามประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบข้อมูลทางระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลย พบว่า ภายหลังจากที่บริษัทดังกล่าวถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาล้มละลายแล้ว บริษัทดังกล่าวมีเงินได้จากค่าเช่าค่าบริการและดอกเบี้ย ตามข้อมูลการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวมิได้นำรายได้ดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) นอกจากนี้จากข้อมูลการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เจ้าพนักงานของจำเลยยังตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวได้ยื่นแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง และในบางเดือนภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวยื่นเสียภาษีไม่ถูกต้อง จึงออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรแก่โจทก์ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวล้มละลาย และโจทก์เป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินบริษัทดังกล่าว ตามมาตรา 22 และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เพื่อให้โจทก์ไปพบเจ้าพนักงานประเมินเพื่อให้ถ้อยคำประกอบการตรวจสอบไต่สวนและนำส่งบัญชีรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องในวันที่กำหนดไว้ โจทก์ได้รับหมายเรียกไว้โดยชอบและมีการส่งหมายเรียกไปยังกรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าวด้วยโดยวิธีปิดหนังสือดังกล่าวไว้ เมื่อถึงวันนัดโจทก์มิได้ไปพบเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง รวมทั้งมิได้นำส่งเอกสารภายในกำหนดเวลาตามหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้มีหนังสือเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามหมายเรียก แต่โจทก์ก็มิได้ไปพบและส่งเอกสารตามกำหนด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงตรวจสอบรายได้และคำนวณภาษีที่บริษัทดังกล่าวจะต้องชำระ และจัดทำรายงานผลการตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ให้มารับทราบผลการตรวจสอบตามหนังสือ ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2554 และโจทก์รับทราบผลการตรวจสอบแล้วเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2554 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2555 โจทก์มีหนังสือเรื่องชี้แจงเกี่ยวกับรายได้ของบริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด และส่งเอกสารเพิ่มเติมไปยังจำเลย และเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์มีหนังสือนำส่งเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายได้ของบริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ทบทวนผลการตรวจสอบจากเอกสารข้อโต้แย้งของโจทก์ตามหนังสือโจทก์ดังกล่าว และทำการปรับปรุงรายได้และคำนวณภาษีใหม่ ตามรายงานการตรวจสอบภาษีอากรสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล รายงานการตรวจสอบภาษีอากรสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) รายงานการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม และรายงานการตรวจสอบภาษีธุรกิจเฉพาะ และทำการประเมินภาษีทุกประเภทดังกล่าว แล้วแจ้งการประเมินแก่โจทก์ โดยเป็นการแจ้งประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2544 จนกระทั่งรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2551 รวมแปดรอบระยะเวลาบัญชี ประเภทภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) เป็นเงินเพิ่ม 731,642 บาท และประเภทภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) เป็นค่าภาษี 13,361,155 บาท รวมเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มที่ต้องชำระ 14,092,797 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีระหว่างปี 2545 ถึงปี 2551 จำนวน 80 เดือนภาษี รวมเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่ต้องชำระ 14,853,444 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีระหว่างปี 2546 ถึง 2550 จำนวน 44 เดือนภาษี รวมเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ เงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่ต้องชำระ 2,259,596 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีทุกประเภทดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ทั้งนี้ ค่าเช่าและค่าบริการที่บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ได้รับระหว่างเดือนและปีภาษีพิพาทดังกล่าว เกิดจากการนำอาคารพรีเมียร์เพลซของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ออกให้เช่า ซึ่งสืบเนื่องมาจากก่อนบริษัทดังกล่าวถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ได้ว่าจ้างบริษัทเสรีเซ็นเตอร์ แมเนจเมนท์ จำกัด บริหารและดูแลพื้นที่ในอาคารพรีเมียร์เพลซ โดยตกลงให้บริษัทเสรีเซ็นเตอร์ แมเนจเมนท์ จำกัด นำส่งค่าเช่าทั้งหมดให้แก่บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ภายหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลรักษาอาคารและหักค่าตอบแทนให้กับบริษัทเสรีเซ็นเตอร์ แมเนจเมนท์ จำกัด ตามสัญญาในอัตราร้อยละ 15 ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย และบันทึกข้อตกลงของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ลงมติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาให้บริษัทดังกล่าวล้มละลาย และมีมติให้นำอาคารพรีเมียร์เพลซของบริษัทดังกล่าวออกให้เช่าต่อไปจนกว่าจะขายทอดตลาดอาคารดังกล่าวโดยให้มีการต่อสัญญาว่าจ้างบริษัทเสรีเซ็นเตอร์ แมเนจเมนท์ จำกัด ให้บริหารและดูแลพื้นที่ในอาคารดังกล่าวต่อไป ต่อมาโจทก์ขายทอดตลาดอาคารพรีเมียร์เพลซได้เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 เป็นเงิน 244,000,000 บาท และระหว่างเดือนภาษีพิพาทดังกล่าวบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ได้รับชำระดอกเบี้ยจากบริษัทหมู่บ้านเสรี จำกัด ตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2542 บริษัทหมู่บ้านเสรี จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 434,330,141.12 บาท สัญญาว่าจะจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ให้แก่บริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการบริษัทหมู่บ้านเสรี จำกัด และโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รายนี้ ซึ่งบริษัทเสรีพรีเมียร์ จำกัด ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวได้ส่งดอกเบี้ยให้บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีอำนาจแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้หนี้ภาษีอากรรายพิพาทเกิดภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด และจำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ก็ตาม เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ต้องการให้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้มีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ได้ รวมตลอดถึงหนี้ภาษีอากรด้วยโดยมีบทบัญญัติมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 บัญญัติคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ภาษีอากรไว้แล้วโดยเฉพาะ คือการปลดจากการล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ เว้นแต่ (1) หนี้ภาษีอากรหรือจังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาล ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรชอบจะใช้สิทธิภายหลังจากลูกหนี้ถูกปลดจากการล้มละลายแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด เป็นกรณีที่ศาลล้มละลายกลางพิจารณาได้ความจริงตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จากนั้นเริ่มกระบวนการเพื่อรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ลูกหนี้ เพื่อนำมาจัดสรรแบ่งแก่เจ้าหนี้ที่มีสิทธิได้รับตามหลักเกณฑ์ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 กำหนดไว้ หนี้ภาษีอากรรายพิพาทเกิดจากรายได้หลังจากบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ภาระภาษีของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ดังกล่าว จำเลยไม่จำต้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้บริษัทที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและอยู่ระหว่างการจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะแต่อย่างใด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทลิควิคเดชั่น 1 จำกัด ต้องปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกับกรณีก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างเรื่องการปลดจากการล้มละลายทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอชำระได้ เว้นแต่หนี้เกี่ยวกับภาษีอากร จังกอบของรัฐบาลหรือเทศบาล นั้น เป็นคนละขั้นกรณีกับวิธีการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ หาใช่เป็นบทกฎหมายบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรใช้สิทธิตามบัญญัติดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจแจ้งการประเมินและเรียกเก็บภาษีจากบริษัทที่ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เอาทรัพย์สินของลูกหนี้ออกให้เช่าเพื่อรักษาสภาพของทรัพย์สินไม่มีเจตนาประกอบกิจการของลูกหนี้อีกต่อไป จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล นั้น เห็นว่า โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นบริษัทอยู่ ต้องเสียภาษีจากการคำนวณรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ในกรณีที่บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ไม่ยื่นรายการที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากรได้ กรณีโจทก์อุทธรณ์ว่า มิได้มีเจตนาแสวงหาผลกำไรจากการกระทำที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ นั้น เห็นว่า เมื่อบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด เป็นผู้ประกอบการที่มีรายรับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 และมาตรา 91/2 แล้ว เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินให้บริษัทดังกล่าวต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนกรณีที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์นำส่งให้จำเลยในนามลูกหนี้หรือในนามกรมบังคับคดีต้องถือเป็นลาภมิควรได้นั้น เป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยต่อไปว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะแก่บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเหมาะสมหรือไม่ และมีเหตุให้งดหรือลดเงินเพิ่มแก่บริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด หรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 รายได้ค่าเช่า ค่าบริการ และดอกเบี้ย ที่พิพาทตามการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะได้มาหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ควรต้องรู้ถึงวิธีการจัดการทรัพย์สินและข้อกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าพนักงานประเมินมีหมายเรียกให้ไปพบ โจทก์เพิกเฉยไม่นำบัญชีเอกสารที่เกี่ยวข้องให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวน เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจคำนวณหากำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีเงินได้อัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวน กรณีของโจทก์นั้นมีการแจ้งการประเมินภาษีเงินได้หลายรอบระยะเวลาบัญชี ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะหลายเดือนภาษี เป็นเพราะการละเลยต่อกฎหมายซึ่งกำหนดให้บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ หาใช่เกิดจากความเห็นต่างทางกฎหมายระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์จึงไม่สมควรได้รับการลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ ทั้งยังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะงดหรือลดเงินเพิ่มให้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 77 ม. 91
ป.รัษฎากร ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 71 (1) ม. 77/2 ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ
บริษัทพรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น จำกัด
โจทก์ — หรือบริษัทลิควิเดชั่น ๑ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4261/2560
#612818
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แม้ขณะฟ้องจะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว กรณีมิใช่การกระทำละเมิด

ส่วนปัญหาจำเลยต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ว. โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2534 มีบุตรด้วยกัน 2 คน โจทก์กับนาย ว. จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 โจทก์เป็นผู้บริหารของโรงเรียน นาย ว. ประกอบอาชีพอาจารย์และวิทยากร จำเลยรับราชการเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทำละเมิด แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีพฤติกรรมทำนองชู้สาว แต่กระทำด้วยความสมัครใจ มิใช่การทำผิดกฎหมาย เป็นการวินิจฉัยนอกอุทธรณ์ เพราะจำเลยอุทธรณ์เพียงว่าจำเลยไม่ได้มีพฤติกรรมทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ทั้งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำละเมิดจากการที่จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาว ค่าทดแทนส่วนนี้เป็นค่าเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณด้วย จึงเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ได้ นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โดยตั้งข้อหามาในคำฟ้องว่าละเมิด ก็ไม่ผูกมัดว่าศาลจะต้องนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายในเรื่องละเมิดมาปรับแก่คดีดังที่โจทก์ตั้งข้อหา แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมายที่ถูกต้องเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยติดต่อและแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แต่เมื่อจดทะเบียนหย่าแล้ว โจทก์เสียสิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง แต่การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียนาย ว. สามีอันมีค่าของโจทก์ไป โจทก์ได้รับความชอกช้ำระกำใจ อับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ โจทก์จำใจต้องจดทะเบียนหย่ากับนาย ว. ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ หากฟ้องโจทก์เป็นความจริง ก็หาใช่เป็นเรื่องละเมิดไม่ เพราะกรณีที่สามีไปมีความสัมพันธ์ทำนองชู้สาวกับหญิงอื่นอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิของภริยานั้น มีบทบัญญัติไว้เป็นพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง กรณีต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเท่านั้น ภริยาจึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้แม้จะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้วก็ตาม จึงมิใช่เป็นเรื่องการทำละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทกฎหมายในเรื่องละเมิดและวินิจฉัยว่าจำเลยทำละเมิดหรือไม่ จึงไม่ถูกต้อง

ส่วนปัญหาที่จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว และต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ นั้น ปัญหานี้แม้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยแต่คู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า การที่ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวได้ ก็เฉพาะแต่หญิงนั้นต้องแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนอง ชู้สาว สำหรับบทสนทนาที่โจทก์อ้างว่าได้จากการดักฟังโทรศัพท์ของนาย ว. มิใช่จำเลยกระทำการใดๆ อันเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามีโจทก์ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์จ้างนักสืบติดตามพฤติกรรมของจำเลยกับนาย ว. และติดตั้งเครื่องติดตามรถยนต์(GPS) ที่รถยนต์ของนาย ว. และติดตั้งเครื่องดักฟังโทรศัพท์ของนาย ว. ทำให้ทราบว่านาย ว. ไปที่บ้านจำเลยบ่อยครั้งและออกจากบ้านจำเลยหลังเวลา 24 นาฬิกา นั้น โจทก์ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองและไม่มีผู้ใดเป็นพยานหรือภาพถ่ายเป็นหลักฐานให้เห็นเช่นนั้น ลำพังเพียงโจทก์มีนาย ร. หลานชายของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่าเคยเห็นจำเลยนั่งในรถของนาย ว. และต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 พบจำเลยและนาย ว. เดินออกจากห้างสรรพสินค้าด้วยกัน และที่โจทก์ นาง ส. และนาย ร. เบิกความว่า วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16 นาฬิกา นาย ว. ขับรถยนต์มาส่งจำเลยที่หน้าบ้านของจำเลย นั้น ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกามีเพียง 100,000 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาล 20,000 บาท เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 18,000 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 18,000 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวป่านแก้ว วัฒนเวชวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4224/2560
#613116
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสที่โจทก์ขอแบ่ง ได้แก่ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงว่าโจทก์จำเลยร่วมกันซื้อที่ดินดังกล่าว โดยให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มาศาลด้วยตนเองและยังมีทนายความโจทก์มาศาลและร่วมลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมด้วย โจทก์มีโอกาสที่จะคัดค้านข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความได้ในขณะที่ทำสัญญาหากไม่เป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ไม่คัดค้าน ย่อมแสดงว่าโจทก์พอใจในผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จึงได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้วคำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ในภายหลังโจทก์จะมาอ้างว่าทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ถูกเอาเปรียบและเสียหายจากการฉ้อฉลของจำเลยในวันทำสัญญาทั้ง ๆ ที่ในสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่ได้มีเหตุทุจริตผิดกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงกันอันจะเป็นเหตุที่จะขอเพิกถอนได้ ตามมาตรา 138 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ณ สำนักทะเบียนอำเภอ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส คิดเป็นเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่จะแบ่งทรัพย์สินกล่าวคือ

1. รถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 2ฮ 3887 ตรัง ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครอง ให้โจทก์ติดต่อช่างประจำอู่ที่ซ่อมรถคันดังกล่าว เพื่อประเมินราคา เมื่อได้ราคาแล้ว โจทก์จะชำระเงินครึ่งหนึ่งของราคาประเมินให้แก่จำเลย เพื่อโจทก์จะได้สิทธิในการเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

2. รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน บน 7698 ตรัง ซึ่งจำเลยเป็นผู้ครอบครองอยู่ระหว่างทำสัญญาเช่าซื้อ ให้จำเลยไปติดต่อกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อเพื่อประเมินราคารถตามท้องตลาด เมื่อได้ราคาประเมินจำเลยจะชำระเงินครึ่งหนึ่งของราคาให้แก่โจทก์ เพื่อจำเลยจะได้สิทธิเป็นเจ้าของรถยนต์แต่เพียงผู้เดียว

3. โจทก์จำเลยจะไปจดทะเบียนหย่า ณ ที่ว่าการอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10.00 นาฬิกา หากฝ่ายใดไม่ไปให้ใช้สัญญาประนีประนอมยอมความนี้แทนการแสดงเจตนาของอีกฝ่ายหนึ่ง

4. สินค้าเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ที่จำเลยครอบครองอยู่ในร้านที่อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้โจทก์เป็นผู้ไปรับพร้อมจานดาวเทียมสีส้มและดำ โดยโจทก์มีหน้าที่ขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ด้วยตนเอง

5. โจทก์ จำเลยพอใจตามสัญญาข้อ 1 ถึงข้อ 4 ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความให้อีกฝ่ายหนึ่งบังคับคดีได้

รายละเอียดปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 27 มกราคม 2559 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาล (ที่ถูก ค่าขึ้นศาล) ชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2559 อันเป็นวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ดินสองแปลงคือที่ดินโฉนดเลขที่ 55450 และ 55451 ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณท่าอากาศยานตรัง ไม่ได้นำมาตกลงแบ่งกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยอ้างกับโจทก์ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของนางหวลมารดาของจำเลยยกให้จึงไม่เป็นสินสมรสที่จะนำมาแบ่งกันได้ ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 โจทก์ไปขอตรวจสอบรายการจดทะเบียนที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง จึงทราบความจริงว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 55450 จดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2547 ปรากฏชื่อนางหวล มารดาจำเลยยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยจริง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 55451 จดทะเบียนวันเดียวกับที่ดินแปลงแรก แต่กลับมีชื่อของนางหีด ขายที่ดินแปลงนี้ให้แก่จำเลย แตกต่างจากที่จำเลยเคยแจ้งโจทก์ ดังนั้น ที่ดินแปลงหลังนี้จึงต้องเป็นสินสมรสที่จะต้องนำมาแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง จำเลยฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ในการทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2559 กรณีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2559 หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินทั้งสองแปลงจะเป็นสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาหรือไม่นั้น โจทก์ทราบดีมาตั้งแต่ตอนยื่นฟ้องจำเลยแล้ว โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสลำดับแรกที่โจทก์ขอแบ่ง ได้แก่ที่ดินที่พิพาททั้งสองแปลงโดยอ้างว่าโจทก์จำเลยร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ใกล้ท่าอากาศยานตรังเนื้อที่ 3 งานเศษ ให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฝ่ายโจทก์ นอกจากตัวโจทก์จะมาศาลด้วยตนเองด้วย ยังมีทนายโจทก์มาศาลและร่วมลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมด้วย โจทก์มีโอกาสที่จะคัดค้านข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความได้ในขณะที่ทำสัญญาหากไม่เป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ไม่คัดค้าน ย่อมแสดงว่าโจทก์พอใจในผลแห่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จึงได้ตกลงยินยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ในภายหลังโจทก์จะมาอ้างว่าทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะโจทก์ถูกเอาเปรียบและเสียหายจากการฉ้อฉลของจำเลยในวันทำสัญญา ทั้ง ๆ ที่ในสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่ได้มีเหตุทุจริตผิดกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันอันจะเป็นเหตุที่จะขอเพิกถอนได้ตามมาตรา 138 วรรคสองหาได้ไม่ ข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์โดยอ้างว่า ภายหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว โจทก์ไปขอตรวจสอบรายการจดทะเบียนที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง จึงพบความจริงว่าที่ดินแปลงหนึ่งไม่ได้เป็นไปดังที่จำเลยอ้างกับโจทก์ว่ามารดาจำเลยยกให้ เพราะมีชื่อนางหีดขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยก็ขัดกับที่โจทก์ระบุมาในฟ้องอ้างว่า โจทก์จำเลยร่วมกันซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมา สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่เรื่องกลฉ้อฉลดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์โดยไม่รับวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474
ป.วิ.พ. ม. 138 วรรคสอง ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชษฐ์ ศรีทองเพิง
จำเลย — นางสุคนธรส ศรีทองเพิงหรือบุญเพ็ชรแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสุจินต์ นกงาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4214/2560
#612243
เปิดฉบับเต็ม

พันตำรวจตรี ท. ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิตามข้อกำหนดพินัยกรรมแล้วแต่ไม่อาจจัดตั้งได้ เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1679 วรรคท้าย บัญญัติให้ข้อกำหนดพินัยกรรมในการจัดตั้งมูลนิธินั้นเป็นอันไร้ผลและหลังจากนั้นพันตำรวจตรี ท. ได้จัดการแบ่งปันที่ดิน 3 แปลง อันเป็นทรัพย์มรดกที่เจ้ามรดกระบุในพินัยกรรมยกให้แก่มูลนิธิที่จะจัดตั้งขึ้นโดยโอนไปเป็นของตนเองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2527 การจัดการมรดกรายพิพาทจึงเสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนข้อที่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า พันตำรวจตรี ท. ทำผิดหน้าที่ โอนที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวไปเป็นของตนเอง ไม่ได้นำมาแบ่งปันให้แก่ทายาท เป็นการไม่ชอบนั้น ก็ชอบที่จะต้องว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อการจัดการมรดกรายพิพาทเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องมีการตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 อีกต่อไป ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอจัดการมรดกเป็นคดีนี้ ปัญหานี้แม้ผู้คัดค้านทั้งสามจะไม่ได้กล่าวมาในคำคัดค้านอย่างชัดแจ้งถึงเรื่องอำนาจร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องทั้งสี่เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางเสาวลักษณ์ ผู้ร้องที่ 1 และพลเอกเกษมศักดิ์ ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางทองอยู่เจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1712 และมาตรา 1718 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 4

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นางทองอยู่ เจ้ามรดก มีบุตรชาย คือ นายทวีศักดิ์ นายทวีศักดิ์ มีบุตรกับนางพัวพัน ภริยาคนแรก 3 คน คือพันตำรวจตรีเทอดไชย นายเทอดศักดิ์ และผู้คัดค้านที่ 3 พันตำรวจตรีเทอดไชย มีบุตร 2 คน คือผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้นายทวีศักดิ์ยังมีบุตรกับนางวิไล ภริยาคนที่สองอีก 4 คน คือผู้ร้องทั้งสี่ ตามผังเครือญาติ นายทวีศักดิ์ถึงแก่ความตายในปี 2518 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2520 ตั้งพันตำรวจตรีเทอดไชย และผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดก เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2521 หลังจากนั้นพันตำรวจตรีเทอดไชย ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกเพียงลำพังคนเดียวเนื่องจากขณะนั้นผู้คัดค้านที่ 3 อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถติดต่อได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้พันตำรวจตรีเทอดไชย เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2522 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 700/2552 ของศาลชั้นต้น ตามพินัยกรรมนอกจากจะมีข้อกำหนดให้แบ่งทรัพย์สินแก่บุคคลใดบ้างแล้ว เจ้ามรดกยังกำหนดไว้ในข้อ 12 ให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการจดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิทองอยู่ ปลูกสวัสดิ์ และจัดผลประโยชน์ของมูลนิธิตามวัตถุประสงค์ โดยระบุให้ยกทรัพย์สินอันเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในข้อ 2 ฉ. ข้อ 3 และข้อ 8 แก่มูลนิธิที่จะจัดตั้งขึ้น ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 กับพันตำรวจตรีเทอดไชย และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ต่างมีชื่อเป็นผู้รับพินัยกรรมของเจ้ามรดก โดยเฉพาะในข้อ 11 ของพินัยกรรมระบุว่า ให้ที่ดินและทรัพย์สินของเจ้ามรดกนอกเหนือจากระบุไว้ในพินัยกรรมที่มีอยู่ขณะมีชีวิตหรือจะได้มาในภายหลังยกให้แก่พันตำรวจตรีเทอดไชย พันตำรวจตรีเทอดไชยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2552 โดยมีผู้คัดค้านที่ 1 กับนางนิสากร ซึ่งเป็นภริยาพันตำรวจตรีเทอดไชยและมารดาผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้กับข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียตามพินัยกรรมที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก และเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ยังไม่มีการจัดตั้งมูลนิธิตามข้อกำหนดพินัยกรรม พันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งทรัพย์สินตามข้อกำหนดอื่นในพินัยกรรมเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนที่ดิน 3 แปลง อันเป็นทรัพย์สินตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ฉ. ข้อ 3 และข้อ 8 ดังกล่าวมา พันตำรวจตรีเทอดไชยได้โอนไปเป็นของตนเองในเดือนสิงหาคม 2527

พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การจัดการมรดกรายพิพาทเสร็จสิ้นลงแล้วหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26715 เลขที่ดิน 758 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หรือที่ดินพร้อมตึกแถวห้องที่ 5 และ 6 อันเป็นทรัพย์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ข. จากพันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกในปี 2523 ผู้ร้องที่ 2 ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26716 เลขที่ดิน 757 และที่ดินโฉนดเลขที่ 26717 เลขที่ดิน 754 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หรือที่ดินพร้อมตึกแถวห้องที่ 1 ถึง 4 อันเป็นทรัพย์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ก. จากพันตำรวจตรีเทอดไชยฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกในปี 2524 และในปี 2523 ตามลำดับ ขณะที่ผู้ร้องที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้รับทรัพย์สินของเจ้ามรดกเลยทั้ง ๆ ที่ต่างเป็นหลานย่าของเจ้ามรดกด้วยกัน บ่งบอกว่าผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ต้องรู้ว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดพินัยกรรมของเจ้ามรดก ชี้ให้เห็นว่าผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 รู้ถึงข้อความในพินัยกรรมของเจ้ามรดกอันรวมถึงข้อกำหนดให้ผู้จัดการมรดกก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาตั้งแต่ปี 2523 แล้ว ทั้งที่อ้างว่าเคยสอบถามความคืบหน้าของการก่อตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรมกับพันตำรวจตรีเทอดไชย ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่ให้มายุ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการคัดค้านการจัดการมรดกของเจ้ามรดกโดยพันตำรวจตรีเทอดไชยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่งพันตำรวจตรีเทอดไชยถึงแก่ความตายในปี 2552 ก็ไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพิ่งจะมีการกล่าวอ้างโดยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกต่อศาลชั้นต้นในปี 2557 เมื่อนับจากที่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 รู้ถึงข้อกำหนดพินัยกรรมมา เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปถึง 34 ปี โดยไม่มีการคัดค้านมาก่อน กรณีกลับปรากฏว่า ในวันที่ 17 สิงหาคม 2527 พันตำรวจตรีเทอดไชยได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย ในการขอรับโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1850 ตำบลบ้านช่างหล่อ (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นทรัพย์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 2 ฉ. ที่เจ้ามรดกระบุยกให้แก่มูลนิธิทองอยู่ ปลูกสวัสดิ์ ที่จะจัดตั้งขึ้น ให้แก่ตนเองว่า พันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ไปยื่นขอจัดตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2520 โดยระบุวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่จัดตั้งไม่ได้ ซึ่งได้ไปขอจัดตั้งมา 2 ครั้งแล้ว เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ แจ้งว่าขัดต่อกฎหมาย ดำเนินการให้ไม่ได้ พันตำรวจตรีเทอดไชยประสงค์โอนที่ดินแปลงที่อ้างถึงข้างต้นให้แก่ตนเอง ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 11 ตามบันทึกถ้อยคำ และนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่จะก่อตั้งขึ้นในเรื่องให้ทุนการศึกษา การศาสนา การช่วยเหลือผู้ยากไร้ และเงินบำรุงแก่โรงพยาบาล ตามข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 12 แล้วยังมีข้อกำหนดพินัยกรรมในข้อ 3 ด้วยว่า ให้มูลนิธิแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการเก็บผลประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงนี้ (ที่ดินโฉนดเลขที่ 528 ตำบลสามยอด อำเภอสามเพ็ง กรุงเทพมหานคร ) ให้แก่นายเทอดศักดิ์ เด็กหญิงวรรณทิพย์ และเด็กหญิงวริศรา เดือนละ 2,000 บาท 1,000 บาท และ 1,000 บาท ตามลำดับ ใช้จ่ายตลอดชีวิต ที่ผู้คัดค้านทั้งสามระบุว่าเป็นข้อขัดข้องที่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าขัดต่อกฎหมายรับดำเนินการให้ไม่ได้ เพราะการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิต้องไม่ใช่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลใดนอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ว่าด้วยมูลนิธิ ตั้งแต่มาตรา 81 (เดิม) ถึงมาตรา 97 (เดิม) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ก็แตกต่างกับบรรพ 1 ว่าด้วยมูลนิธิตั้งแต่มาตรา 110 ถึงมาตรา 136 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ที่กำหนดให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำขอหรือข้อบังคับในการขอจดทะเบียนมูลนิธิ หรือผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ ดังนี้ รูปคดีจึงเชื่อว่าพันตำรวจตรีเทอดไชยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิตามข้อกำหนดพินัยกรรมแล้ว แต่ไม่อาจจัดตั้งได้ เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1679 วรรคท้าย บัญญัติให้ข้อกำหนดพินัยกรรมในการจัดตั้งมูลนิธินั้นเป็นอันไร้ผลและหลังจากนั้นพันตำรวจตรีเทอดไชยได้จัดการแบ่งปันที่ดิน 3 แปลง อันเป็นทรัพย์มรดกที่เจ้ามรดกระบุในพินัยกรรมยกให้แก่มูลนิธิที่จะจัดตั้งขึ้นโดยโอนไปเป็นของตนเองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2527 การจัดการมรดกรายพิพาทจึงเสร็จสิ้นลงแล้ว ส่วนข้อที่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า พันตำรวจตรีเทอดไชยทำผิดหน้าที่โอนที่ดิน 3 แปลง ดังกล่าวไปเป็นของตนเอง ไม่ได้นำมาแบ่งปันให้แก่ทายาท เป็นการไม่ชอบนั้น ก็ชอบที่จะต้องว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อการจัดการมรดกรายพิพาทเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องมีการตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 อีกต่อไป ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอจัดการมรดกเป็นคดีนี้ ปัญหานี้แม้ผู้คัดค้านทั้งสามจะไม่ได้กล่าวมาในคำคัดค้านอย่างชัดแจ้งถึงเรื่องอำนาจร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่มีการยื่นคำร้องขอคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
ป.พ.พ. ม. 1679 ม. 1712 ม. 1713 ม. 1718
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางเสาวลักษณ์ เตพละกุล กับพวก
ผู้คัดค้าน — ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ปลูกสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพัฒน์ กิจเสถียรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4159/2560
#622103
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์โดยอาศัยสิทธิในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานและโจทก์ได้จ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้แก่ผู้ร้องทั้งเก้าไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อไล่เบี้ยเงินที่ได้จ่ายไปแล้วดังกล่าวคืนจากจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 เมื่อคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าววินิจฉัยและมีคำสั่งว่าในช่วงเวลาพิพาทจำเลยมิใช่ลูกจ้างโจทก์ แต่จำเลยเป็นผู้รับเหมาช่วงและเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้า ให้โจทก์ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงและเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าในค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดแก่ผู้ร้องทั้งเก้า หากจำเลยไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คำสั่งนั้นย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามที่บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิไว้ คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานย่อมเป็นที่สุด จำเลยหามีสิทธิที่จะยกเรื่องการเป็นนายจ้างลูกจ้างกันและผู้รับเหมาช่วงที่ยุติไปแล้วในชั้นพนักงานตรวจแรงงานและมีผลผูกพันโจทก์จำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวมากล่าวอ้างในชั้นที่โจทก์มาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 2 เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ร้องทั้งเก้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปแล้วคืนจากจำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 วรรคสอง ได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 55,325.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 54,431.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจากที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า พนักงานตรวจแรงงาน มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 72/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ว่า โจทก์เป็นผู้รับเหมาชั้นต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 จำเลยมิใช่ลูกจ้างโจทก์ แต่เป็นผู้รับเหมาช่วงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นายวิฑูรย์ นางสาวเนียม นางสาวยุพิน นางนงค์นุช นางสาววันเพ็ญ นายบัวลา นายทวี นายอิ๊ด และนางสมศรี ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 9 ตามลำดับ เป็นลูกจ้างของจำเลย ผู้ร้องทั้งเก้ายังไม่ได้รับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดสำหรับการทำงานระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2556 จากจำเลย จึงมีคำสั่งให้โจทก์ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงและเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2556 แก่ผู้ร้องทั้งเก้า รวมเป็นเงิน 54,431.25 บาท โจทก์กับจำเลยและผู้ร้องทั้งเก้าไม่ได้ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและไม่ได้นำคดีไปสู่ศาล คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2556 โจทก์จ่ายเงินตามคำสั่งดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งเก้าแล้ว จำเลยเคยเป็นลูกจ้างรายวันของโจทก์ เริ่มทำงานกับโจทก์ที่โครงการที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โครงการที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา และโครงการที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2556 และวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2556 โจทก์จัดให้มีการทำงานปูกระเบื้องที่บ้านพักพนักงานของโครงการ ซึ่งบริษัทปิ่นทอง จำกัด ผู้รับเหมารายเดิมทิ้งงานไว้ โจทก์จึงตกลงจ้างจำเลยและผู้ร้องทั้งเก้าทำงานดังกล่าวคิดราคาโดยคำนวณตามพื้นที่ แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า เดิมจำเลยทำงานเป็นลูกจ้างรายวันของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว แม้ต่อมาโจทก์จะจ้างจำเลยกับพวกให้ทำงานรับเหมาในโรงไฟฟ้าและที่บ้านพักพนักงานของโครงการก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วกลายเป็นผู้รับเหมาช่วงไปได้ เพียงแต่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนจากการจ่ายค่าจ้างรายวันมาเป็นการคำนวณตามผลงานหรือตามปริมาณงานที่ทำได้ จำเลยจึงมิใช่นายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้า และมิใช่ผู้รับเหมาช่วงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 แม้โจทก์จ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งเก้าแล้วย่อมไม่มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยได้ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้สืบเนื่องจากจำเลยกับผู้ร้องอีกจำนวน 9 คน ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอ้างว่าจำเลยกับผู้ร้องดังกล่าวเป็นลูกจ้างของโจทก์ ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินตามคำร้องแก่จำเลยและผู้ร้องทั้งเก้า ต่อมาพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี มีคำสั่งที่ 72/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ว่าในช่วงเวลาพิพาทจำเลยมิใช่ลูกจ้างโจทก์แต่จำเลยเป็นผู้รับเหมาช่วงงานจากโจทก์และเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้า และให้โจทก์ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วง โดยจำเลยและผู้ร้องทั้งเก้ามิได้นำคดีมาสู่ศาลเพื่อให้ศาลแรงงานเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง จำเลยหาอาจยกเรื่องความเป็นนายจ้างลูกจ้างมาอ้างในคดีนี้ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากชั้นพนักงานตรวจแรงงานโดยศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยมิใช่ผู้รับเหมาช่วงและมิใช่นายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้า โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์โดยอาศัยสิทธิในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 72/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 และได้จ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปแล้ว เพื่อไล่เบี้ยเงินที่ได้จ่ายไปแล้วคืนจากจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 เมื่อคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าววินิจฉัยและมีคำสั่งว่าในช่วงเวลาพิพาทจำเลยมิใช่ลูกจ้างโจทก์ แต่จำเลยเป็นผู้รับเหมาช่วงและเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้า ให้โจทก์ในฐานะเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับจำเลยในค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดแก่ผู้ร้องทั้งเก้า หากจำเลยไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวคำสั่งนั้นย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามที่บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิไว้ คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด จำเลยหามีสิทธิที่จะยกเรื่องการเป็นนายจ้างลูกจ้างกันและผู้รับเหมาช่วงซึ่งยุติไปแล้วในชั้นพนักงานตรวจแรงงานและมีผลผูกพันตามบทบัญญัติดังกล่าวมากล่าวอ้างในชั้นที่โจทก์มาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 2 เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยเงินที่จ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปแล้วคืนจากจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 วรรคสอง ได้ไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยเรื่องดังกล่าวมาว่าจำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยมิใช่ผู้รับเหมาช่วงและมิใช่นายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าจึงไม่ชอบ ส่วนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังมาและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันแล้วดังกล่าวข้างต้นเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัย เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าโจทก์ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นได้จ่ายเงินที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในฐานะผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างของผู้ร้องทั้งเก้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปแล้ว จำนวน 54,431.25 บาท โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากจำเลย จำเลยต้องรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 12 วรรคสอง สำหรับดอกเบี้ยในหนี้เงินดังกล่าวแม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยรับผิดในส่วนดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2556 อันเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินดังกล่าวตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่เมื่อหนี้เงินดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลาให้ต้องจ่ายกันเมื่อใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง การนับเวลาผิดนัดจึงต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการทวงถามเมื่อใดเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ไม่อาจถือเอาวันที่ 2 สิงหาคม 2556 เป็นวันผิดนัดตามที่โจทก์ขอได้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทวงถามเมื่อใด ต้องถือว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อฟ้อง จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันฟ้องคือวันที่ 21 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงิน 54,431.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 12 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอ๊ดวานซ์เอเชียเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — นายดาวรุ่ง โจนประโคน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางตุลยา พันธุ์ขะวงศ์ ด่านพัฒนามงคล
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา