คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6216/2560
#616692
เปิดฉบับเต็ม

แม้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่าแต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อม น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ เพราะจำเลยทั้งสองให้การในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น และในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ยังคงเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนโดยใช้รถกระบะของกลางเป็นยานพาหนะ และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อรับขนและรับส่งเมทแอมเฟตามีน โดยไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะให้การโดยไม่เป็นความจริง กรณีจึงมีเหตุผลอันหนักแน่นมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองใช้รถกระบะของกลางเป็นยานพาหนะไปรับขนเมทแอมเฟตามีนเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ผู้รับ โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการติดต่อกับ ส. และผู้มาส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถกระบะของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการขนส่งเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการติดต่อรับและส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถกระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ ที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีน รถกระบะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามกฎหมาย บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5225/2551 ของศาลอาญาธนบุรี เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 5,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 7,500,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 25 ปี และปรับ 2,500,000 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5225/2551 ของศาลอาญาธนบุรี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุก 25 ปี 6 เดือน และปรับ 2,500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีได้แต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีน รถกระบะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 4,002,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เป็นปรับ 6,003,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 4,002,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ปรับ 4,002,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 2,001,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดและบวกโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5225/2551 ของศาลอาญาธนบุรี จำคุก 6 เดือน แล้ว เป็นจำคุก 25 ปี 6 เดือน และปรับ 2,001,000 บาท คืนรถกระบะหมายเลขทะเบียน ศง 6367 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลางแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 42,000 เม็ด น้ำหนัก 3,783.870 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 714.520 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ศง 6367 กรุงเทพมหานคร และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง เป็นของกลาง โดยการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบรถกระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง ซึ่งให้การหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน ได้ความว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2553 นายสุนัน พี่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางคลองไผ่ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษได้โทรศัพท์ติดต่อว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองไปรับเมทแอมเฟตามีนจากคนลาวที่จังหวัดนครพนม เพื่อนำมาส่งให้แก่ผู้ที่จะมารับที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาพระราม 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยให้ใช้รถกระบะของจำเลยที่ 1 เป็นยานพาหนะในการไปรับเมทแอมเฟตามีนและนำมาส่ง จำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างขนเมทแอมเฟตามีนแล้ว 50,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จะได้รับค่าจ้าง 200,000 บาท ต่อเมื่อส่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ที่จะมารับแล้ว จำเลยทั้งสองเดินทางด้วยรถกระบะของจำเลยที่ 1 ไปที่จังหวัดนครพนม เมื่อไปถึงผู้ที่จะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งได้โทรศัพท์มาหาจำเลยที่ 2 ให้ขับรถไปจอดที่หน้าโรงแรมศรีเทพ จำเลยที่ 2 นำรถไปจอดแล้วกลับขึ้นมารอที่ห้องพักและได้โทรศัพท์ไปหาผู้ที่นำเมทแอมเฟตามีนมาส่ง จึงทราบว่าเมทแอมเฟตามีนถูกนำมาวางไว้ที่กระบะท้ายรถแล้ว จำเลยทั้งสองจึงนำเมทแอมเฟตามีนไปวางไว้ในรถบริเวณที่วางเท้าด้านหลังคนขับแล้วขับรถไปที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาพระราม 2 เพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีน โดยเมื่อไปถึงจะมีผู้ติดต่อมาให้นำไปให้บริเวณใด แม้คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมข้างต้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ เพราะจำเลยทั้งสองให้การในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น และในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ยังคงเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนโดยใช้รถกระบะของกลางเป็นยานพาหนะและใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อรับขนและรับส่งเมทแอมเฟตามีน โดยไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะให้การโดยไม่เป็นความจริง กรณีจึงมีเหตุผลอันหนักแน่นมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองใช้รถกระบะของกลางเป็นยานพาหนะไปรับขนเมทแอมเฟตามีนเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ผู้รับโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางในการติดต่อกับนายสุนันและผู้มาส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถกระบะของกลาง จึงเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการขนส่งเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการติดต่อรับและส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถกระบะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ ที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบรถกระบะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถกระบะ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายผดุงศักดิ์ ภูวิชิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุรเดช ยิ้มเกิด
ศาลอุทธรณ์ — นายทองเพียร มูลกาย
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิติ เอื้อจรัสพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6207/2560
#613465
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 6 ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความใหม่แทน คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งระวางโทษประหารชีวิตและความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต กรณีโทษจำคุกในความผิดฐานนี้ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยก ขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 65, 66, 91, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 62 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและถุงผ้าหิ้วสีขาวของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2376/2556 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ข้อหาเป็นบุคคลเดินทาง เข้ามาในและออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธแต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ข้อหาเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และข้อหาขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต เมื่อวางโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ในความผิดฐานนี้ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 9 เดือน ฐานเป็นคนไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท ฐานเป็นคนไทยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานเป็นคนไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นคนไทยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นคนไทยเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับ 1,000 บาท ฐานเป็นคนไทยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงปรับ 1,000 บาท และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 3 เดือน สำหรับฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ปรับ 500 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ คงปรับ 250 บาท สำหรับฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 250 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนและถุงผ้าหิ้วสีขาวของกลาง เมื่อลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจบวกโทษได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 เดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวทางชายแดนตำบลสีกาย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2557 เวลา 3.20 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขจม มหาสารคาม 520 ไปรอจำเลยที่ 1 ที่ท่าเรือบ้านสีกายใต้ ตำบลสีกาย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เมื่อไปถึงท่าเรือดังกล่าวจำเลยที่ 2 จอดรถจักรยานยนต์ไว้แล้วไปยืนอยู่ในแปลงข้าวโพด ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีน 5,124 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 486.620 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 70.184 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งแบ่งบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้าซุกซ่อนในกระเป๋าผ้าสีขาวนั่งเรือจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือบ้านสีกายใต้ เมื่อถึงท่าเรือบ้านสีกายใต้จำเลยที่ 1 นำกระเป๋าผ้าสีขาวไปแขวนไว้ที่คันบังคับข้างซ้ายของรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 นำมาจอดรอไว้ ร้อยตำรวจโทคมคน ว่าที่ร้อยตำรวจโทวิวัฒน์ และว่าที่ร้อยตำรวจโทอัมพรกับพวก ซึ่งแอบซุ่มอยู่ในบริเวณดังกล่าวจึงเข้าจับกุมจำเลยทั้งสอง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน และฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ อย่างไร และพยานโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมหรือเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปรอจำเลยที่ 1 บริเวณท่าเรือบ้านสีกายใต้ในยามวิกาลโดยลำพัง ซึ่งได้ความจาก คำเบิกความของพันตำรวจโทเทียมชัย พนักงานสอบสวนว่า บริเวณท่าเรือบ้านสีกายใต้ไม่ใช่ด่านเข้าเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นป่าละเมาะริมแม่น้ำโขงยากแก่การเข้ามา ทั้งเมื่อไปถึงท่าเรือบ้านสีกายใต้แล้ว จำเลยที่ 2 ได้จอดรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้ จากนั้นจำเลยที่ 2 เข้าไปยืนอยู่ในแปลงข้าวโพดแทนที่จะรออยู่ที่รถจักรยานยนต์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไปหลบซ่อนเพื่อไม่ให้มีผู้ใดพบเห็น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยที่บุคคลทั่วไปพึงกระทำอันส่อเป็นพิรุธ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 เดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักร การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มารอรับจำเลยที่ 1 จึงบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมสมคบในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น โดยมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้การกระทำความผิดสำเร็จลุล่วงไป จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 มาตรา 6 ยกเลิกความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 และให้ใช้ความใหม่แทน คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง เดิม ซึ่งมีระวางโทษประหารชีวิต และความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต กรณีโทษจำคุกในความผิดฐานนี้ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แต่เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายนั้นมีเป็นจำนวนมาก ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายเอกวิทย์หรือป๋อง อันทะรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นางสาวพิยานุช แป้นอ้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6204/2560
#614063
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 ต้องมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ และใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ได้เอาตัวทรัพย์ไป ไม่ใช่เพียงแต่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้นเท่านั้น

ตามฟ้องไม่ได้บรรยายโดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์อันเป็นวัตถุมีรูปร่างอันใด ทั้งไม่ได้ระบุหรืออ้างถึงองค์ประกอบของความผิดตามมาตรานี้อีกข้อหนึ่งที่ระบุว่า ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ จึงถือว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสาระสำคัญ และเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 151

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 90, 91, 151, 157, 161 และ 162

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ระหว่างนัดตรวจพยานหลักฐานจำเลยทั้งห้ายอมรับข้อเท็จจริงตามสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 23 กันยายน 2557 แต่ต่อสู้ว่าไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 162 (4) จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และ 83 (ที่ถูกประกอบมาตรา 86) การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำการปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 9,000 บาท รวม 10 กระทง จำคุก 60 เดือน และปรับ 90,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำการปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ละคนกระทงละ 4 เดือน และปรับแต่ละคนกระทงละ 6,000 บาท รวม 10 กระทง จำคุกคนละ 40 เดือน และปรับคนละ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยทั้งห้ามีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งห้าไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้จำเลยทั้งห้ากระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งห้าเห็นสมควรมีกำหนดคนละ 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวและการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.10 และ มาตรา 162 (4) ตามฟ้องข้อ 2.4 ถึงข้อ 2.10 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 86 ตามฟ้องข้อ 2.4 ถึงข้อ 2.10 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุกคนละ 30 ปี 40 เดือน ทางพิจารณาจำเลยทั้งห้ายอมรับข้อเท็จจริงตามสำนวนไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี 40 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทงละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน รวม 10 กระทง เป็นจำคุกคนละ 20 ปี 20 เดือน 200 วัน ไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติ ให้ยกฟ้องโจทก์ ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ และข้อหาเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และจำเลยที่ 4 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยที่ 4 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนพยานหลักฐานจากการพิจารณาและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ข้อเท็จจริงได้ความในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกรมชลประทาน ขณะเกิดเหตุมีตำแหน่งนายช่างชลประทาน 6 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย มีหน้าที่ควบคุม ดูแล ตรวจสอบพื้นที่ชลประทานในพื้นที่รับผิดชอบ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบการส่งน้ำและอาคารชลประทานตลอดจนการปรับปรุงงานต่าง ๆ รวมทั้งมีหน้าที่จัดการในการจัดหาลูกจ้างชั่วคราวเพื่อขุดลอกซ่อมแซมคลองส่งน้ำและปรับปรุงตกแต่งบริเวณหัวงานให้แก่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 ในโครงการที่จะต้องดำเนินการเองตามแผนงานประมาณการประจำปีงบประมาณ 2546 และมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำเอกสารเบิกเงินจากต้นสังกัดให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวรายวันทุกเดือนตลอดระยะเวลาการจ้าง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นลูกจ้างประจำ จำเลยที่ 2 ตำแหน่งช่างฝีมือสนามชั้น 3 มีหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านพัสดุ จำเลยที่ 3 ตำแหน่งผู้รักษาอาคารชลประทาน มีหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านช่างกล ไฟฟ้า ประปา ควบคุมการปฏิบัติงานของลูกจ้างชั่วคราว จำเลยที่ 4 ตำแหน่งคนงาน มีหน้าที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษาคลองส่งน้ำ ทำความสะอาดอาคารชลประทาน และจำเลยที่ 5 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการประจำ มีหน้าที่เกี่ยวกับงานด้านธุรการทั่วไป จัดทำใบสำคัญเบิกจ่ายเกี่ยวกับลูกจ้างชั่วคราวและดำเนินการอื่น ๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ในปีงบประมาณ 2546 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย สำนักงานชลประทานที่ 7 อนุมัติโครงการให้ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 จัดจ้างลูกจ้างชั่วคราวเพื่อขุดลอกซ่อมแซมคลองส่งน้ำและตกแต่งบริเวณหัวงานของฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 รวม 10 คำสั่ง ตามคำสั่งกรมชลประทานในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันรวบรวมจัดหาสำเนาบัตรประจำตัวประชนชนของชาวบ้านหลายคนตามฟ้องมาใช้ประกอบในการทำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราว แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อปลอมของเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนในใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวว่าเป็นผู้สมัครลูกจ้างชั่วคราว แล้วจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวรับรองว่าผู้สมัครเป็นผู้มีสุขภาพร่างกายเหมาะสมกับงาน จากนั้นจำเลยที่ 1 นำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวที่มีการปลอมลายมือชื่อและรับรองเอกสารอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าวมารวมกับใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวจริงของแต่ละคำสั่งเสนอนายประจักษ์ หัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อยอนุมัติและมีคำสั่งจ้างลูกจ้างชั่วคราว โดยแต่ละคำสั่งจ้างมีระยะเวลาเริ่มต้นทำงานแตกต่างกันไป แล้วจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 รวมถึงนายจันลา ซึ่งได้รับมอบหมายให้ควบคุมการปฏิบัติงานของลูกจ้างชั่วคราว ในแต่ละคำสั่ง ปลอมลายมือชื่อของลูกจ้างชั่วคราวตามฟ้องลงในใบแสดงเวลาทำงานของลูกจ้างชั่วคราวทุกวันจนครบกำหนดระยะเวลาทำงานตามคำสั่ง หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 รวบรวมเอกสารหลักฐานเสนอให้จำเลยที่ 1 รับรองว่าลูกจ้างชั่วคราวตามฟ้องมาปฏิบัติงานตามวันเวลาดังกล่าวในใบแสดงเวลาทำการ ทั้งที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าบุคคลดังกล่าวไม่ได้มาปฏิบัติงานจริง จากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการขออนุมัติการจ่ายเงินค่าจ้างแก่ลูกจ้างชั่วคราว จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหลงเชื่อและจ่ายเงินค่าจ้างแก่ลูกจ้างชั่วคราวโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของลูกจ้างชั่วคราวซึ่งมีรายชื่อตามฟ้องที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาโขงเจียม ทุกเดือนจนครบกำหนดระยะเวลาทำงานตามคำสั่ง จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันนำบัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) ของลูกจ้างชั่วคราวที่จำเลยที่ 1 เก็บและยึดถือไว้ไปเบิกถอนเงินค่าจ้างของลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าว ทั้งที่ไม่มีการจ้างจริง 30 คน เป็นเงิน 838,844.50 บาท คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานดังกล่าวจำเลยทั้งห้ามิได้อุทธรณ์ สำหรับความผิดตามฟ้องโจทก์ ข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และข้อ 2.3 ส่วนของจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) และส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติแล้วในชั้นนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ และจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐตามฟ้อง และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ประกอบมาตรา 86 ในฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดเพราะจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งจัดทำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวปลอมโดยเจตนาทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาทำให้เกิดความเสียหายและไม่มีเจตนาทุจริต เห็นว่า การกระทำจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ก็ต่อเมื่อเจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ และใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากตัวทรัพย์นั้นโดยมิได้เอาตัวทรัพย์ไป ไม่ใช่เพียงแต่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้นเท่านั้น ซึ่งคำว่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง แต่ตามฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายโดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์อันเป็นวัตถุมีรูปร่างอันใด ข้อที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสารแบบขออนุมัติจ้างลูกจ้างชั่วคราว แล้วร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อของเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนปลอมในใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวบางส่วน และได้ทำการรับรองโดยเขียนและลงลายมือชื่อในเอกสารใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวที่มีลายมือชื่อปลอมของเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนนั้น ว่าผู้สมัครมีสุขภาพร่างกายเหมาะสมกับงานที่จะมอบหมายให้ปฏิบัติ จึงรับไว้ปฏิบัติงาน ตลอดจนการรับรองการปฏิบัติงานในตอนต่อมา ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.10 นั้น ก็เป็นการเจาะจงว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารมุ่งจะพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และมาตรา 162 (4) ซึ่งยุติไปแล้ว นอกจากนี้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 นั้น ยังมีองค์ประกอบของความผิดอยู่ข้อหนึ่งระบุว่า ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้ระบุหรืออ้างถึงองค์ประกอบของความผิดข้อนี้ไว้ คำฟ้องจึงไม่ชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์จะเอาผิดและให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ได้เอาอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้นไปใช้หรือไม่ และในลักษณะใดแน่ ซึ่งความผิดข้อหานี้ตามฟ้องเป็นบทที่มีอัตราโทษสูงสุด ควรที่โจทก์ต้องกล่าวให้ชัดเจน กรณีถือว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสาระสำคัญ และถือว่าเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดังกล่าวไม่ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยทุจริตหรือไม่ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนนี้ฟังขึ้น ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีจึงให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 213

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานร่วมกับจำเลยที่ 5 จัดหาสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาใช้ประกอบในการทำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวบางส่วน และร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนปลอมในใบสมัครลูกจ้างชั่วคราว เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริงที่เจ้าของบัตรได้สมัครเป็นลูกจ้างชั่วคราว จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้รับรองเอกสารใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าวว่าผู้สมัครมีสุขภาพร่างกายเหมาะสมกับงานที่จะมอบหมายให้ปฏิบัติจึงรับไว้ปฏิบัติงาน แล้วจำเลยที่ 1 นำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวปลอมดังกล่าวมารวมกับใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้สมัครลูกจ้างชั่วคราวที่มาสมัครจริง เสนอหัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อยเพื่ออนุมัติและมีคำสั่งจ้างลูกจ้างชั่วคราวตามบัญชี โดยระหว่างการทำงานจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และนายจันลา ซึ่งได้รับมอบหมายให้ควบคุมการปฏิบัติงานของลูกจ้างชั่วคราวในแต่ละคำสั่ง ได้ปลอมลายมือชื่อของลูกจ้างชั่วคราวตามใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวปลอมนั้นทุกวันจนครบตามคำสั่ง จากนั้นจำเลยที่ 5 รวบรวมเอกสารหลักฐานเสนอจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ทำการรับรองว่าลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าวได้มาทำงานตามใบแสดงเวลาทำงาน ทั้งที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าลูกจ้างชั่วคราวกล่าวนั้นไม่ได้มาปฏิบัติงานจริง และได้ขออนุมัติจ่ายเงิน เมื่อเจ้าหน้าที่หลงเชื่อจ่ายเงินให้แล้ว จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันใช้บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) ของลูกจ้างชั่วคราวตามใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวปลอมที่จำเลยที่ 1 เก็บไว้ถอนเงินค่าจ้างจากบัญชีไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย มีหน้าที่จัดหาลูกจ้างชั่วคราว ได้นำชื่อและบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลผู้มีชื่อบางส่วนมาทำใบสมัครลูกจ้างชั่วคราวปลอม แล้วดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ต่อมาเป็นการสวมรอยรับเงินค่าจ้างไปดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นการปฏิบัติงานที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการของทางราชการโดยชัดเจน ซึ่งปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งโดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบอย่างไร จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวไป จำเลยที่ 1 รับราชการมานาน ย่อมทราบแล้วว่าการกระทำเป็นการละเมิดย่ำยีต่อกฎระเบียบของทางราชการบ้านเมือง อาจเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ เกิดความเสียหายแก่ทางราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามมา ยังกระทำไป การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเมื่อปรากฏว่าการกระทำทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวที่จำเลยที่ 1 สวมรอยรับไปโดยไม่มีการจ้างจริง จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 3 ก็เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดังกล่าว ข้อที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาอ้างว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดผลงานมากมาย ไม่ได้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด และจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายและไม่มีเจตนาทุจริตที่จะแสวงหาประโยชน์อื่นใดนอกจากเพื่อให้ราษฎรมีน้ำใช้ในฤดูทำนานั้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็อ้างเอามาแต่ข้อที่เป็นประโยชน์แก่ตนและยังขัดแย้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าไม่มีเจตนาพิเศษดังกล่าว ด้วยเหตุดังวินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นควรปรับบทความผิดและกำหนดโทษเสียใหม่ให้ถูกต้องเหมาะสม โดยให้มีผลตลอดถึงจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนนี้ฟังขึ้นบางส่วน

นอกจากนี้ ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 7 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 157 และให้ใช้อัตราโทษใหม่ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งห้า จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งห้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 เสียด้วย ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา 157 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 40 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 คงจำคุกกระทงละ 10 เดือน 20 วัน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 74 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายชื่น ภูแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาววาสินี พรรคทองสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6132/2560
#615522
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกทั้งสองฉบับ โดยอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 19 เนื่องจากเป็นกรณีโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ไม่ถูกต้อง และในกรณีที่มีการแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในการออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีได้ โดยมิได้มีข้อจำกัดว่าจะนำเอกสารที่ได้จากการตรวจค้นและยึดเอกสาร โดยเจ้าพนักงานตำรวจมาเป็นเหตุในการออกหมายเรียกไม่ได้

การออกหมายเรียก ป.รัษฎากร ตาม มาตรา 19 จะต้องกระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียก ลงวันที่ 26 มีนาคม 2547 เพื่อตรวจสอบภาษีอากรสำหรับปีภาษี 2544 และปีภาษี 2545 กรณีย่อมถือว่าวันที่มีการออกหมายเรียกคือวันที่ 26 มีนาคม 2547 เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2544 ในวันที่ 28 มีนาคม 2545 และสำหรับปีภาษี 2545 ในวันที่ 31 มีนาคม 2546 การออกหมายเรียกดังกล่าวจึงได้กระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ส่วนเมื่อมีการออกหมายเรียกแล้วจะส่งให้โจทก์ได้โดยวิธีใดและถือว่าโจทก์ได้รับหมายเรียกเมื่อใด ย่อมเป็นไปตามมาตรา 8 แห่ง ป.รัษฎากร การส่งหมายเรียกจึงเป็นคนละกรณีกับการออกหมายเรียก ย่อมไม่อาจนำเอาวันที่มีการส่งหมายเรียกได้โดยชอบตามมาตรา 8 มาถือว่าเป็นวันที่มีการออกหมายเรียกตามมาตรา 19

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 เบญจ ม. 8 ม. 19 ม. 61
ประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรชต์เขตต์ โรจนมณเฑียร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6114/2560
#615936
เปิดฉบับเต็ม

ศาลาทรงไทยกลางน้ำสร้างจากงบประมาณของเทศบาลตำบล ป. แม้ไม่มีเลขทะเบียนครุภัณฑ์หรือเป็นพัสดุที่ไม่มีทะเบียนคุม การดำเนินการใดๆ กับศาลาทรงไทยดังกล่าวต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าเป็นอำนาจสั่งการของจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกเทศมนตรีตำบล ป. ผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น การตรวจสอบและจำหน่ายพัสดุของจำเลยที่ 1 ภายใต้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติราชการในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ตาม ป.อ. จำเลยที่ 1 จำหน่ายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลให้แก่เอกชนในลักษณะที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบดังกล่าว อีกทั้งไม่นำเงินที่ขายได้ส่งเป็นรายได้เทศบาลในทันที จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่เทศบาลทักท้วง ทวงถาม และถูกตรวจสอบโดยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัด จึงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเลขานุการนำเงินมาคืนในภายหลัง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และมาตรา 151 ซึ่งเป็นบทเฉพาะของบททั่วไปตามมาตรา 157 ย่อมไม่จำต้องปรับบทความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีของจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุมวาระอนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำ ก็เป็นเวลาในภายหลังจากจำเลยที่ 1 ติดต่อขายศาลาทรงไทยดังกล่าวไปแล้ว ทั้งการที่จำเลยที่ 2 รับฝากเงินค่าขายศาลาดังกล่าวไว้จากผู้ซื้อแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่อยู่ที่สำนักงาน เป็นการกระทำตามคำสั่งของ จำเลยที่ 1 ผู้บังคับบัญชา ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 151 ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 ย่อมมิใช่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 90, 147, 51 และ 157

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงาน ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย รับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติ สั่งอนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาล จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีจำเลยที่ 1 แต่มิใช่เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 ติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่นายนิพล เจ้าของร้านพ่อหลวงอ้ายไม้เก่าในราคา 15,000 บาท จากนั้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 นายนิพลนำเงินค่าศาลากลางนํ้าจำนวน 15,000 บาท ไปมอบให้จำเลยที่ 1 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลป่างิ้ว แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 จึงฝากเงินไว้กับจำเลยที่ 2 แต่ภายหลัง นายอาทิตย์ ปลัดเทศบาลตำบลป่างิ้วแนะนำจำเลยที่ 1 ว่า ในการขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วต้องขออนุมัติสภาเทศบาลก่อน จำเลยที่ 1 ขอให้นายอาทิตย์บรรจุวาระขออนุมัติการรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วในการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้ว และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555 มีการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้วสมัยสามัญสมัยที่ 3 ครั้งที่ 1/2555 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมประชุมในวาระที่ 4.2 จำเลยที่ 1 เสนอต่อที่ประชุมขออนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำด้านหลังที่ทำการของเทศบาลตำบลป่างิ้ว ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ตามสำเนารายงานการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้วสมัยสามัญสมัยที่ 3 ครั้งที่ 1/2555 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ติดต่อนายนิพลให้เข้าไปรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้ว ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2555 นายนิพลนำลูกน้องเข้าไปรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำด้านหลังที่ทำการของเทศบาลตำบลป่างิ้วแล้วนำไม้ที่ได้จากการรื้อถอนกลับไปที่ร้านของตน จนกระทั่งรุ่งขึ้นวันที่ 14 สิงหาคม 2555 นางกัญญา เจ้าหน้าที่พัสดุ ทราบว่ามีการรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จึงสอบถามจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ทราบว่าร้านพ่อหลวงอ้ายไม้เก่ารื้อถอนศาลาดังกล่าวไปตามมติของสภาเทศบาล นางกัญญา นางอรวรรณ หัวหน้าส่วนการคลัง นายโชคดี นักบริหารการศึกษาและหัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา และนางพิตรพิชชา เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปแล้วมีความเห็นว่า การจำหน่ายพัสดุของเทศบาลต้องดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ข้อ 149, 150 และ 151 นางกัญญาและนางอรวรรณทำบันทึกข้อความลงวันที่ 15 สิงหาคม 2555 เสนอจำเลยที่ 1 ว่า การรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจำหน่ายพัสดุ ขอให้ดำเนินการส่งเงินรายได้จากการขายเป็นรายได้ของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จำเลยที่ 1 มีคำสั่งอนุมัติตามที่เสนอ จนกระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดเชียงรายเข้าไปแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วแล้ว จำเลยที่ 1 เรียกนางกัญญาไปพบและให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวน 15,000 บาท มอบให้นางกัญญานำส่งเป็นรายได้ของเทศบาลตำบลป่างิ้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีตำบลป่างิ้ว ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของเทศบาลตำบลป่างิ้ว มีอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติ และนโยบาย ตลอดจนสั่งอนุมัติและอนุญาตเกี่ยวกับงานราชการของเทศบาล ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 48 เตรส ทั้งมีหน้าที่บริหารงานของเทศบาลตำบลป่างิ้ว ในการจัดซื้อ จัดการ เก็บรักษา ดูแล และจำหน่ายพัสดุของสำนักงานเทศบาลตำบลป่างิ้ว ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ดังนั้นจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ในการซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาเงินงบประมาณและทรัพย์สินของเทศบาลตำบลป่างิ้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่นายนิพลในราคา 15,000 บาท โดยพลการ ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนการจำหน่ายพัสดุ และไม่นำเงินที่ได้จากการขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วส่งเป็นรายได้ของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จนกระทั่งมีการตรวจพบความผิดโดยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดเชียงราย จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปมอบให้เจ้าหน้าที่พัสดุของเทศบาลตำบลป่างิ้วในภายหลัง การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากนางกัญญา เจ้าหน้าที่พัสดุเทศบาลตำบลป่างิ้ว พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ศาลาทรงไทยกลางน้ำสร้างจากงบประมาณของเทศบาลตำบลป่างิ้ว แม้ไม่มีเลขทะเบียนครุภัณฑ์หรือเป็นพัสดุที่ไม่มีทะเบียนคุม การดำเนินการใด ๆ กับศาลาทรงไทยดังกล่าวก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 149 และ 150 ซึ่งกำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าเป็นอำนาจสั่งการของจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกเทศมนตรีตำบลป่างิ้วผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในการตรวจสอบสภาพของพัสดุและการใช้ดุลพินิจสั่งให้จำหน่ายพัสดุที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพของเทศบาลได้ ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและจำหน่ายพัสดุของเทศบางตำบลป่างิ้วภายใต้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุฉบับดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติราชการในฐานะเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา การที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่เอกชนในลักษณะที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบดังกล่าว อีกทั้งไม่นำเงินที่ขายได้ส่งเป็นรายได้ของเทศบาลในทันที จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่เทศบาลทักท้วงและทวงถาม ทั้งหลังจากกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดเชียงรายได้ไปตรวจสอบแล้ว จึงให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเลขานุการนำเงินมาคืนให้ในภายหลัง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องทั้งสองข้อหาดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 151 ซึ่งเป็นบทเฉพาะของบททั่วไปตามมาตรา 157 แล้ว ย่อมไม่จำต้องปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 นายนิพลนำเงินค่าศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วจำนวน 15,000 บาท ไปมอบให้จำเลยที่ 1 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลป่างิ้ว แต่ไม่พบจำเลยที่ 1 จึงฝากเงินไว้กับจำเลยที่ 2 ต่อมามีการประชุมสภาเทศบาลตำบลป่างิ้ว ซึ่งมีวาระอนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วที่ขายไปดังกล่าว โดยมีจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกเทศบาลตำบลป่างิ้ว และจำเลยที่ 2 ในฐานะเลขานุการนายกเทศมนตรีจำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุมด้วย หลังจากนั้นผู้ซื้อได้รื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วออกไปจนแล้วเสร็จ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนในการจำหน่ายพัสดุตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2553 ข้อ 149 ข้อ 150 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบฯ ข้อ 151 โดยไม่นำเงินที่ได้จากการขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จำนวน 15,000 บาท ส่งเป็นรายได้ของเทศบาลตำบลป่างิ้ว จนกระทั่งมีการตรวจพบความผิดดังกล่าวโดยกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัดเชียงราย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงนำเงินดังกล่าวไปมอบให้เจ้าหน้าที่พัสดุเทศบาลตำบลป่างิ้วในภายหลัง จำเลยที่ 2 แม้เป็นเพียงผู้รับฝากเงินค่าขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วไว้แทนจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการนายกเทศมนตรี จำเลย ที่ 1 ย่อมมีส่วนรู้เห็นกับกรณีที่จำเลยที่ 1 ขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วโดยผิดระเบียบและผิดกฎหมาย ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ช่วยเหลือหรือสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบโจทก์รับฟังเป็นยุติได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่นายนิพล โดยจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่ประการใด การที่จำเลยที่ 2 เข้าร่วมประชุมวาระอนุมัติรื้อถอนศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้ว ก็หลังจากที่จำเลยที่ 1 ติดต่อขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วให้แก่นายนิพลไปแล้ว และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับฝากเงินค่าขายศาลาทรงไทยกลางน้ำของเทศบาลตำบลป่างิ้วจำนวน 15,000 บาท ไว้จากนายนิพล เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่อยู่ที่สำนักงานเทศบาลตำบลป่างิ้ว หลังจากนั้น จำเลยที่ 2 เก็บเงินไว้ตลอดมาจนกระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 มอบเงินดังกล่าวแก่นางกัญญา อันเป็นการกระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 จากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอแก่การรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 ย่อมมิใช่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 151 ประกอบมาตรา 86 ดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 7 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 147 และมาตรา 151 และให้ใช้ อัตราโทษใหม่กฎหมายที่แก้ไขซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) และมาตรา 151 (เดิม) การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 147 (เดิม) เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 147 ม. 151 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสันทัสน์ ใจปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6099/2560
#615092
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ต้องให้ความสำคัญด้านบริการ ทั้งเรื่องสินค้า ความปลอดภัยและความสะดวกสบาย เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้าอันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลย โดยเฉพาะการบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถ ดังนั้นจำเลยย่อมมีหน้าที่ดูแลและรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดบริเวณลานจอดรถด้วย แต่จำเลยมิได้จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลทรัพย์สินของลูกค้าและไม่มีมาตรการในการระมัดระวังมิให้คนร้ายเข้ามาลักรถยนต์ของลูกค้า คงมีเพียงกล้องวงจรปิดที่ใช้บันทึกภาพรถยนต์ที่ผ่านเข้าออกเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกกับจำเลยร่วมไว้ โดยกรมธรรม์ดังกล่าวระบุความรับผิดในเรื่องความเสียหายของผู้มาเยือนในข้อ 4.8 ว่า ความเสียหายต่อทรัพย์สินจากผลกระทบส่วนบุคคล (รวมถึงยานพาหนะและส่วนที่เกี่ยวข้อง) ครอบครองโดยกรรมการ ผู้มาเยือนและลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย ซึ่งความเสียหายดังกล่าวหมายความรวมถึงความสูญหายด้วยตามนิยามศัพท์ข้อ 11.11 โดยจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าเงื่อนไขความรับผิดส่วนแรกที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยร่วมจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมเป็นเพียงผู้รับประกันภัยจากจำเลยมีความผูกผันที่จะร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์เท่านั้นไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยร่วมชำระหนี้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนโจทก์ฟ้องคดี โดยจำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อนึ่ง คดีนี้จำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้โดยจำเลยและจำเลยร่วมต่างยื่นอุทธรณ์และฎีกาแยกกัน ต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์และฎีการ่วมกัน กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคห้า ที่จะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยและจำเลยร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 476,630 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มกราคม 2557) ต้องไม่เกิน 26,630 บาท ตามที่โจทก์ขอ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดในเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงิน 253,668 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 253,668 บาท นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บน 376 สุรินทร์ ไว้จากนางสาวเกนียง ผู้เอาประกันภัย จำเลยประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าจำหน่ายสินค้าแก่ลูกค้าทั่วไปใช้ชื่อ ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ในระหว่างระยะเวลารับประกันภัย ผู้เอาประกันภัยนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปจอดบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลย สาขาพระราม 2 เพื่อซื้อสินค้าและปิดล็อกประตูรถยนต์ไว้ ปรากฏว่ามีคนร้ายลักรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไป โดยบริเวณทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าของจำเลยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ คงมีเพียงกล้องวงจรปิดที่จะบันทึกภาพรถยนต์เข้าออกเท่านั้น ผู้เอาประกันภัยแจ้งเรื่องที่รถยนต์สูญหายให้โจทก์ทราบ โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450,000 บาท ให้แก่บริษัทตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง จำกัด ผู้รับประโยชน์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 ส่วนจำเลยร่วมรับประกันภัยจากจำเลยในกรณีประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่า จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยและจำเลยมิได้รับฝากรถยนต์ การที่จำเลยจัดสถานที่จอดรถให้ลูกค้านั้นเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เท่านั้น จำเลยมิได้มีหน้าที่ต้องจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันมิให้คนร้ายลักรถยนต์ของลูกค้ารวมทั้งรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย ดังนั้นจำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยและโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จำหน่ายสินค้าและให้บริการแก่ลูกค้าจำเลยต้องให้ความสำคัญด้านบริการ ทั้งเรื่องสินค้า ความปลอดภัยและความสะดวกสบายเพื่อสร้างความพึงพอใจเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้า อันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลย โดยเฉพาะการบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถที่กว้างขวาง มีปริมาณเพียงพอสะดวกสบายย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าที่จะมาใช้บริการห้างสรรพสินค้า ดังนั้นจำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องดูแลและรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการซึ่งรวมถึงรถยนต์ของลูกค้าที่นำมาจอดบริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าด้วย จำเลยควรมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดรัดกุมโดยจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัยไว้คอยตรวจสอบดูแลเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าสูญหาย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เอาประกันภัยได้ใช้ความระมัดระวังด้วยการล็อกรถยนต์เพื่อมิให้คนร้ายสามารถเข้าไปในรถยนต์ได้โดยสะดวกอันเป็นการป้องกันทรัพย์ของตนตามปกติแล้ว แต่การที่จำเลยมิได้จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลทรัพย์สินของลูกค้าและไม่มีมาตรการในการระมัดระวังมิให้คนร้ายเข้ามาลักรถยนต์ของลูกค้าคงมีเพียงกล้องวงจรปิดที่ใช้บันทึกภาพรถยนต์ที่ผ่านเข้าออกเท่านั้นซึ่งมาตรการดังกล่าวยังไม่พอเพียงต่อการรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง เมื่อคนร้ายลักรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยไปจึงถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน 450,000 บาท ให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้วโดยไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยไว้สูงเกินกว่าราคาและสภาพรถยนต์ในขณะที่ตกลงทำสัญญาประกันภัย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวจากจำเลยได้ โดยโจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์วันที่ 26 มีนาคม 2556 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากจำเลยนับแต่วันดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในส่วนของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยร่วมฎีกาว่า สัญญาประกันภัยที่จำเลยร่วมรับประกันภัยจากจำเลย มีวัตถุประสงค์คุ้มครองเฉพาะความเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการกระทำของกรรมการหรือลูกจ้างของจำเลย เนื่องจากการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยเท่านั้นไม่มีข้อความใดระบุให้จำเลยร่วมต้องรับผิดเนื่องจากบุคคลภายนอกลักรถยนต์ สัญญาดังกล่าวไม่ได้ระบุให้จำเลยร่วมต้องรับผิดในความสูญหายของทรัพย์สินของกรรมการหรือผู้มาเยือน นั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยระบุความรับผิดในเรื่องความเสียหายของผู้มาเยือนในข้อ 4.8 ว่า ความเสียหายต่อทรัพย์สินจากผลกระทบส่วนบุคคล (รวมถึงยานพาหนะและส่วนที่เกี่ยวข้อง) ครอบครองโดยกรรมการ ผู้มาเยือนหรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยซึ่งความเสียหายดังกล่าวหมายความรวมถึงความสูญหายด้วยตามนิยามศัพท์ ข้อ 11.11 เมื่อรถยนต์ของลูกค้าสูญหายในบริเวณพื้นที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยแม้จะเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอก แต่จำเลยในฐานะผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์เนื่องจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวระบุถึงความรับผิดส่วนแรกว่า ในความเสียหายที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจำเลยจะต้องรับผิดชอบในความเสียหายส่วนแรกเป็นเงิน 196,332 บาท ของความเสียหายในแต่ละครั้งและจำเลยร่วมต้องรับผิดเฉพาะความเสียหายที่เกิน 196,332 บาทเท่านั้น โดยจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นว่าเงื่อนไขความรับผิดส่วนแรกที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดเฉพาะในส่วนที่เกิน 196,332 บาทเท่านั้น ดังนั้นจำเลยร่วมจึงต้องร่วมกับจำเลยรับผิดต่อโจทก์จำนวน 253,668 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในส่วนของจำเลยร่วมมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยร่วมรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์นั้นยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยร่วมเป็นเพียงผู้รับประกันภัยจากจำเลยมีความผูกพันที่จะร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้นไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดเพียงวงเงินความเสียหายที่ต้องรับผิดไม่ได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด เมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยร่วมชำระหนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนที่โจทก์ฟ้องคดี จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เป็นต้นไป ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

อนึ่ง คดีนี้จำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้โดยจำเลยและจำเลยร่วมต่างได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นฎีกาแยกกัน ต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา โดยจำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาชั้นศาลละ 9,532 บาท จำเลยร่วมเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาชั้นศาลละ 5,395 บาท เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยและจำเลยร่วมจะต้องชำระในกรณียื่นอุทธรณ์และยื่นฎีการ่วมกัน กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยและจำเลยร่วมตามส่วนของค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาตามที่แต่ละคนได้ชำระเกินไป เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนเกินแก่จำเลยและจำเลยร่วม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 253,668 บาท นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยชั้นศาลละ 2,687.50 บาท และแก่จำเลยร่วมชั้นศาลละ 2,687.50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 420 ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 142 (5) ม. 150 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย)
จำกัด (มหาชน)
บริษัทบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ
จำเลย — บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวอรรถนัดดา สุนทรศารทูล
ศาลอุทธรณ์ — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6095/2560
#614399
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามคำฟ้องที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้เป็นมูลหนี้ค่าเบี้ยปรับในหนี้ภาษีอากร ซึ่งตามประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับดังกล่าวได้ แม้ว่าการฟ้องคดีของโจทก์จะเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ร่วมในนามตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 แต่การใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ก็ห้ามมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้มากไปกว่าจำนวนที่ค้างชำระ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 235 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233 ม. 235 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
โจทก์ร่วม — บริษัทยูนิเวอร์แซล คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ จำกัด
จำเลย — นายเสนีย์ ตัณฑเสถียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวัชรพงษ์ วิลาวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
เกษม เกษมปัญญา
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5724 -ที่ 5725/2560
#618525
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 จะต้องได้ความว่าผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนประสงค์ทำกิจการร่วมกัน หากผลประกอบการมีกำไรก็แบ่งกำไรกัน หากขาดทุนก็ขาดทุนร่วมกัน แต่ตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงแบ่งกำไรจากการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศคงมีแต่ข้อตกลงให้โจทก์แบ่งรายได้ค่าพูดโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้จำเลยที่ 1 เป็นรายนาที รายได้ดังกล่าวมิใช่กำไรจากการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้เป็นการร่วมกิจการโดยมุ่งประสงค์จะแบ่งกำไร จึงไม่มีลักษณะเป็นหุ้นส่วนกัน

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ซึ่งโจทก์ไม่อาจเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการได้ ด้วยเหตุจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหุ้นส่วน จำเลยที่ 2 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้มีการปลอมลายมือชื่อลูกค้าและเอกสารประกอบคำขอใช้บริการ อันเป็นการร่วมกันทำผิดหน้าที่ของหุ้นส่วนและตัวแทน เป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิดและปฏิบัติผิดสัญญา แม้ความรับผิดในมูลละเมิดจะขาดอายุความ แต่ความรับผิดตามสัญญาไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 จำเลยทั้งสองผิดสัญญาระหว่างปี 2544 ถึงปี 2547 นับถึงวันฟ้องทั้งสองสำนวนวันที่ 24 มิถุนายน 2553 และ 19 พฤศจิกายน 2553 ตามลำดับ ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนจึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ประกอบธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และได้ทำข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์เข้ากับชุมสายโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโจทก์แบบอัตโนมัติ โดยแบ่งรายได้จากค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้จำเลยที่ 1 เป็นรายนาที ต่อมาจำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ากับชุมสายโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 แบ่งรายได้จากค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้จำเลยที่ 2 เป็นรายนาทีเช่นกัน ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องเปิดให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากค่าใช้บริการให้จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานของผู้ใช้บริการ หากจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีการปลอมลายมือชื่อและเอกสารประกอบคำขอใช้บริการจนโจทก์ไม่อาจเรียกเก็บค่าบริการได้ ย่อมเป็นการละเมิดและผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ลูกค้าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโจทก์โดยอัตโนมัติ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยปฏิเสธไม่ให้ลูกค้าของจำเลยที่ 2 ใช้บริการ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโดยปริยายของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการขอใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ลักษณะการให้บริการของจำเลยทั้งสองยังถือได้ว่าร่วมกันให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ โดยผ่านชุมสายโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโจทก์ด้วย แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วน กับขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาตัวแทน แต่เนื้อหาของข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และสัญญาระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องสัญญาต่างตอบแทนและตัวแทนโดยปริยาย ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองไว้ครบถ้วนแล้ว เพียงแต่โจทก์ปรับบทกฎหมายแตกต่างไปเป็นสัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนและตัวแทน ศาลก็มีอำนาจที่จะปรับบทกฎหมายให้ตรงกับคำบรรยายฟ้อง เนื้อหาของข้อตกลง และสัญญาดังกล่าวได้ การที่จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีการปลอมลายมือชื่อและเอกสารประกอบคำขอใช้บริการ อันเป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่อาจเรียกเก็บค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนในการทำสัญญากับผู้ใช้บริการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 812 จำเลยที่ 1 คู่สัญญาต่างตอบแทนกับโจทก์ และร่วมกับจำเลยที่ 2 ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของโจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 369 ม. 812 ม. 1012
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
เกษม เกษมปัญญา
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5707/2560
#615338
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 ให้นิยามคำว่า "ค่ารายปี" หมายความว่า "จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ" ค่าเช่าที่จะถือเป็นค่ารายปีนั้นต้องเป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ หากค่าเช่าที่เจ้าของทรัพย์สินตกลงไว้กับผู้เช่า มิใช่เป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้หรือมิใช่เป็นค่าเช่าอันแท้จริง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจประเมินค่ารายปีชอบที่จะกำหนดค่ารายปีตามค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ เมื่อคดีนี้ปรากฏอัตราค่าเช่าช่วงสูงกว่าอัตราค่าเช่าที่โจทก์ให้ผู้เช่าเช่า ค่าเช่าที่โจทก์ตกลงกับผู้เช่าจึงไม่ใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำค่าเช่าเฉลี่ยเป็นอัตราค่าเช่าช่วงปานกลางเดือนละ 13,500 บาท ของโรงเรือนชั้นที่หนึ่งไปคิดเป็นค่าเช่าในชั้นที่สองและชั้นที่สามด้วย รวมเป็นค่าเช่าทั้งสามชั้น ในอัตราเดือนละ 40,500 บาท ทั้งที่ไม่มีการเช่าช่วงในชั้นที่สองและชั้นที่สามย่อมไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้น การประเมินค่ารายปีและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและการจัดเก็บภาษีโรงเรือนเลขที่ 946/42 ถนนพระราม 4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร สำหรับประจำปีภาษี 2552 ถึงปี 2554 และให้กำหนดค่ารายปีและค่าภาษีใหม่ โดยกำหนดค่ารายปีจากค่าเช่าอัตราเดือนละ 4,000 บาท เป็นภาษีจำนวน 6,150 บาท สำหรับปีภาษี 2552 ถึง 2553 และจำนวน 6,285.71 บาท สำหรับปีภาษี 2554 ให้จำเลยคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ย 258,129.76 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 224,664.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (แบบ ภ.ร.ด.8) ประจำปีภาษี 2553 เลขประจำแขวงที่ 000733 (50040000-53/000733-2) และประจำปีภาษี 2554 เลขประจำแขวงที่ 000702 (50040000-54/000702-2) ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2554 และใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 (แบบภ.ร.ด.11) เล่มที่ 20 เลขที่ 19 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2556 โดยให้กำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2553 จำนวน 324,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 40,500 บาท กำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2554 จำนวน 297,000 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 37,125 บาท ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 82,225 บาท แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้รับผิดเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนเลขที่ 946/42 ถนนพระราม 4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ที่พิพาท โจทก์ให้นางรุจิกาญจน์ เช่าโรงเรือนพิพาทเพื่อประกอบการค้าและอยู่อาศัย โดยวิธีประมูล กำหนดเวลาเช่า 3 ปี (วันที่ 27 เมษายน 2548 ถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2551) ผู้เช่าตกลงชำระค่าธรรมเนียมการเช่าและค่าเช่าล่วงหน้าตลอดอายุสัญญาเช่าเป็นเงิน 2,000,000 บาท ตามสำเนาสัญญาเช่า เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่าดังกล่าวแล้ว โจทก์ให้บริษัททุนลดาวัลย์ จำกัด พิจารณาศึกษาวางแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณริมถนนพระราม 4 และให้นางรุจิกาญจน์เช่าชั่วคราวรายเดือนจนถึงปัจจุบัน โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมและปรับลดอัตราค่าเช่าเป็นเดือนละ 4,000 บาท ในการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโรงเรือนพิพาท ประจำปีภาษี 2552 ถึงปี 2554 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าค่าเช่าที่โจทก์ปรับลดเหลืออัตราเดือนละ 4,000 บาท มิใช่จำนวนเงินที่สมควรให้เช่าได้ จึงได้นำเทียบเคียงกับโรงเรือนเลขที่ 269 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ซึ่งมีทำเลที่ตั้งในบริเวณเดียวกันกับโรงเรือนพิพาท สภาพเป็นตึกแถวสามชั้น พื้นที่ใช้ประโยชน์ 110.25 ตารางเมตร ค่ารายปีเฉลี่ยตารางเมตรละ 408.16 บาท ตามใบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2553 และปีภาษี 2554 (โรงเรือนเลขที่ 269) แต่ค่ารายปีโรงเรือนเลขที่ 269 มีจำนวนสูงกว่าค่ารายปีที่ล่วงมาแล้วของโรงเรือนพิพาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงกำหนดค่ารายปีโรงเรือนพิพาทของโจทก์โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณภาษีที่จะต้องเสียในปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 ในอัตราเฉลี่ยเดือนละ 55,600 บาท และแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ต่อมาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาค่ารายปีและค่าภาษีของโรงเรือนพิพาทใหม่ โดยโจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินแล้ว ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่และพิจารณาอุทธรณ์ภาษีตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและพิจารณาคำร้องโดยให้แก้ไขค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับปีภาษี 2552 ถึงปี 2554 โดยนำข้อเท็จจริงที่นางรุจิกาญจน์ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมว่าได้ใช้ประโยชน์พื้นที่ชั้น 2 ถึง 3 เป็นที่อยู่อาศัย ส่วนพื้นที่ชั้นที่ 1 นำไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงเพื่อประกอบการค้าประกอบการพิจารณาประเมินค่ารายปีและกำหนดค่าภาษี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำชี้ขาดตามที่คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณา โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและการจัดเก็บภาษี จึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยว่า โรงเรือนพิพาทควรมีค่ารายปีประจำปีภาษี 2552 ถึงปี 2554 จำนวนเท่าใด ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า ภายหลังครบอายุสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับผู้เช่า โจทก์คิดค่าเช่าจากผู้เช่าในอัตราเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม แม้ผู้เช่าจะนำสถานที่เช่าออกให้บุคคลภายนอกเช่าช่วง โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในค่าเช่าช่วงแต่อย่างใด คำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ชอบ ส่วนจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาเพียงสภาพและการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สินว่า สามารถนำออกให้เช่าในชั้นสองและชั้นสามได้ราคาน้อยกว่าชั้นหนึ่ง เป็นเพียงการคาดคะเนหรือความเข้าใจของศาลเท่านั้น แม้โรงเรือนมีหลายชั้นแต่ทุกชั้นมีทำเลที่ตั้งเดียวกันและได้รับบริการสาธารณะที่เท่าเทียมกัน หาใช่ว่าชั้นที่สองและชั้นที่สามได้รับบริการสาธารณะที่แตกต่างกัน ค่าเช่าที่จะนำมากำหนดค่ารายปีจึงควรต้องเท่ากัน นอกจากนี้โรงเรือนที่พิพาทโจทก์นำออกให้เช่าทั้งโรงเรือน มิได้ให้เช่าเป็นชั้น ๆ ดังที่ศาลนำมาเป็นเหตุผลในการวินิจฉัย การที่ศาลแยกเป็นชั้น ๆ มีค่าเช่าแต่ละชั้นต่างกันจึงไม่น่าจะถูกต้อง และก่อนปีภาษีที่พิพาทโจทก์นำโรงเรือนที่พิพาทออกให้ผู้เช่ารายเดียวกันเช่าในราคาค่าเช่าที่สูงกว่าคำชี้ขาดคดีนี้และชำระภาษีในจำนวนที่สูงกว่าคำชี้ขาดคดีนี้มาโดยตลอด เมื่อปรากฏว่าค่าเช่าของชั้นที่หนึ่งอาจให้เช่าได้เดือนละ 13,500 บาท ชั้นที่สองและชั้นที่สามจึงต้องให้เช่าเดือนละ 13,500 บาท เช่นกัน และการที่ศาลกำหนดค่าเช่าให้โรงเรือนที่พิพาทใหม่ไม่ได้ให้เหตุผลและที่มาของค่าเช่าอัตราดังกล่าวจึงไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้โจทก์จะได้รับค่าเช่าโรงเรือนและที่ดินพิพาทในอัตราค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท แต่ผู้เช่าได้นำโรงเรือนพิพาทบริเวณชั้นที่หนึ่งไปให้เช่าช่วง ซึ่งเฉลี่ยเป็นอัตราค่าเช่าช่วงปานกลางในอัตราเดือนละ 13,500 บาท เมื่อพิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 ที่ให้นิยามความหมายของคำว่า "ค่ารายปี" หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ แล้ว ค่าเช่าที่จะถือเป็นค่ารายปีนั้นต้องเป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ หากค่าเช่าที่เจ้าของทรัพย์สินตกลงไว้กับผู้เช่า มิใช่เป็นค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้หรือมิใช่เป็นค่าเช่าอันแท้จริง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจประเมินค่ารายปีชอบที่จะกำหนดค่ารายปีตามค่าเช่าที่สมควรจะให้เช่าได้ เมื่อคดีนี้ปรากฏอัตราค่าเช่าช่วงสูงกว่าอัตราค่าเช่าที่โจทก์ให้ผู้เช่าเช่า ดังนั้น ค่าเช่าที่โจทก์ตกลงกับผู้เช่าจึงไม่ใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจประเมินค่ารายปีได้โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 8 วรรคสาม แต่การที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำค่าเช่าเฉลี่ยเป็นอัตราค่าเช่าช่วงปานกลางเดือนละ 13,500 บาท ของโรงเรือนชั้นที่หนึ่งไปคิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 13,500 บาท ในชั้นที่สองและชั้นที่สามด้วย รวมเป็นค่าเช่าทั้งสามชั้นในอัตราเดือนละ 40,500 บาท ทั้งที่ไม่มีการเช่าช่วงในชั้นที่สองและชั้นที่สาม ย่อมไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และไม่เป็นการคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ค่าเช่าที่โจทก์ได้รับจากผู้เช่าไม่ใช่จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง และไม่มีการนำทรัพย์สินที่มีลักษณะของทรัพย์สินขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของจำเลยมาเทียบเคียง เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2552 ในระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนว่า โรงเรือนพิพาทสมควรให้เช่าได้ในอัตราเดือนละ 55,600 บาท ซึ่งเป็นค่าเช่าที่เรียกเก็บจากผู้เช่ารายเดียวกันอีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่า ทรัพย์สินพิพาทมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์เปลี่ยนแปลงไปจากปีภาษี 2551 ดังนั้น เมื่อพิจารณาลักษณะสภาพของทรัพย์สิน อัตราค่าเช่าช่วงทำเลที่ตั้ง ตลอดจนเงื่อนไขในการให้เช่าที่เปลี่ยนแปลงไปจากการให้เช่าที่มีกำหนดเวลาแน่นอนเป็นการให้เช่าในลักษณะชั่วคราวรายเดือนซึ่งไม่มีความแน่นอน อันส่งผลต่อการนำโรงเรือนนั้นออกให้บุคคลอื่นใช้ประโยชน์และได้รับค่าตอบแทนแล้ว และเมื่อสภาพโรงเรือนพิพาทเป็นอาคาร 3 ชั้น และเอาออกให้เช่าช่วงเพียงชั้นล่างชั้นเดียวประกอบกับเมื่อคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโจทก์ในการให้เช่าที่เป็นการช่วยเหลือประชาชนเป็นสำคัญ มิได้มุ่งหวังผลกำไร อย่างเช่นการเช่าทรัพย์สินของเอกชน จึงเห็นควรกำหนดให้โรงเรือนพิพาทสมควรให้เช่าได้ในอัตราเดือนละ 16,166 บาท สำหรับภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2552 นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2551 มีการจ่ายค่าเช่าจริง 55,600 บาท เป็นค่ารายปีปีภาษี 2552 จำนวน 430,596 บาท ค่าภาษี 53,824.50 บาท ปีภาษี 2553 เป็นค่ารายปี 193,992 บาท ค่าภาษี 24,249 บาท ปีภาษี 2554 หักลดค่ารายปีตามการประเมินและคำชี้ขาด เป็นค่ารายปี 177,826 บาท ค่าภาษี 22,228.25 บาท รวมค่าภาษีปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 เป็นเงิน 100,301.75 บาท คำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่วินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยจึงต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2552 และปีภาษี 2553 เป็นเงินปีละ 83,400 บาท ปีภาษี 2554 เป็นเงิน 76,450 บาท รวม 243,250 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินแก่โจทก์ 142,948.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษากำหนดค่าเช่าโรงเรือนพิพาทใหม่เป็นเดือนละ 27,000 บาท มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดโรงเรือนพิพาทประจำปีภาษี 2552 กำหนดค่ารายปี 430,596 บาท ค่าภาษี 53,824.50 บาท ปีภาษี 2553 กำหนดค่ารายปี 193,992 บาท ค่าภาษี 24,249 บาท ปีภาษี 2554 กำหนดค่ารายปี 177,826 บาท ค่าภาษี 22,228.25 บาท ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 142,948.25 บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันครบกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5704/2560
#614061
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อไปจากโจทก์ มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ประกอบมาตรา 193/34 (1) ซึ่งตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง ข้อ 5.3 การชำระเงินระบุว่า จำเลยต้องชำระค่าซื้อทองคำแท่งภายใน 5 วันทำการ และในข้อ 7 ระบุว่า หากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไข จำเลยยอมให้โจทก์มีสิทธิปิดสถานะการซื้อขายทองคำแท่งของจำเลยได้ทันที โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องแจ้งเตือนให้ทราบล่วงหน้า จำเลยต้องรับผิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขายขาดทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แสดงว่าการซื้อขายทองคำแท่งของจำเลยกับโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนโดยจำเลยต้องชำระเงินภายใน 5 วันทำการ หากครบกำหนด 5 วันทำการ จำเลยไม่ชำระเงินโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้นับแต่เวลานั้น ส่วนกรณีที่โจทก์นำทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อไว้ออกขายนำมาหักจากราคาที่จำเลยสั่งซื้อ เป็นเพียงการดำเนินการตามข้อตกลงที่ให้สิทธิโจทก์ทำได้เพื่อบรรเทาความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยเท่านั้น มิใช่สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ของโจทก์เพิ่งเกิดในวันที่โจทก์นำทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อออกขาย ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยสั่งซื้อทองคำแท่งจากโจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 วันที่ 17 ธันวาคม 2555 และวันที่ 11 เมษายน 2556 ตามลำดับ กำหนดชำระราคาภายใน 5 วันทำการนับแต่วันสั่งซื้อแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการสั่งซื้อทองคำแท่งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2556 นั้น ปรากฏว่าวันที่ 12 ถึง 16 เมษายน 2556 เป็นวันหยุดราชการ ต้องเริ่มนับวันทำการวันพุธที่ 17 เมษายน 2556 ถึงวันอังคารที่ 23 เมษายน 2556 ไม่รวมวันที่ 20 และ 21 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์หยุดราชการ ดังนั้น วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้คือวันที่ 23 เมษายน 2556 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 จึงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,055,845.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 903,900 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจจำหน่ายทองคำตามสำเนาหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2555 จำเลยทำสัญญาซื้อขายทองคำแท่งกับโจทก์ ตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง โดยจำเลยจะซื้อทองคำแท่งกับโจทก์ผ่านระบบโทรศัพท์เสร็จแล้วต้องชำระราคาภายใน 5 วันทำการ หากผิดนัดจะต้องเสียเบี้ยปรับรายวัน ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2555 จำเลยสั่งซื้อทองคำแท่งกับโจทก์ น้ำหนัก 30 บาท ราคาบาทละ 24,800 บาท คิดเป็นเงิน 744,000 บาท วันที่ 17 ธันวาคม 2555 จำเลยสั่งซื้อทองคำแท่งกับโจทก์น้ำหนัก 30 บาท ราคาบาทละ 24,600 บาท คิดเป็นเงิน 738,000 บาท และวันที่ 11 เมษายน 2556 จำเลยสั่งซื้อทองคำแท่งกับโจทก์น้ำหนัก 30 บาท ราคาบาทละ 21,500 บาท คิดเป็นเงิน 645,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,127,000 บาท เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามที่สั่งซื้อแต่ละครั้งจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อไว้ออกขายเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 ได้เงิน 1,593,000 บาท ยังขาดราคาอยู่อีก 534,000 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินส่วนที่ขาดพร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับแต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) เนื่องจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้นเมื่อโจทก์นำทองคำแท่งของจำเลยออกขาย แล้วมีส่วนต่างของราคาและเบี้ยปรับที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา อายุความจึงเริ่มนับจากวันดังกล่าวมิใช่นับแต่วันครบกำหนดชำระราคาทองคำแท่งที่สั่งซื้อนั้น เห็นว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าปลีก ค้าส่งทองคำแท่ง ตามสำเนาหนังสือรับรอง ถือว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าร้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อไปจากโจทก์ มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ประกอบมาตรา 193/34 (1) ซึ่งตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง การชำระเงินระบุว่า จำเลยต้องชำระค่าซื้อทองคำแท่งภายใน 5 วันทำการ และในข้อ 7 ระบุว่า หากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไข จำเลยยอมให้โจทก์มีสิทธิจะปิดสถานะการซื้อขายทองคำแท่งของจำเลยได้ทันที โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องแจ้งเตือนให้ทราบล่วงหน้า จำเลยต้องรับผิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขายขาดทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แสดงว่าการซื้อขายทองคำแท่งของจำเลยกับโจทก์มีกำหนดเวลาชำระหนี้แน่นอนโดยจำเลยต้องชำระเงินภายใน 5 วันทำการ หากครบกำหนด 5 วันทำการ จำเลยไม่ชำระเงินโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้นับแต่เวลานั้น ส่วนกรณีที่โจทก์นำทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อไว้ออกขายนำมาหักจากราคาที่จำเลยสั่งซื้อ เป็นเพียงการดำเนินการตามข้อตกลงที่ให้สิทธิโจทก์ทำได้เพื่อบรรเทาความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาของจำเลยเท่านั้น มิใช่สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ของโจทก์เพิ่งเกิดในวันที่โจทก์นำทองคำแท่งที่จำเลยสั่งซื้อออกขาย ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยสั่งซื้อทองคำแท่งจากโจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2555 วันที่ 17 ธันวาคม 2555 และวันที่ 11 เมษายน 2556 ตามลำดับ กำหนดชำระราคาภายใน 5 วันทำการนับแต่วันสั่งซื้อแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการสั่งซื้อทองคำแท่งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2556 นั้น ปรากฏว่าวันที่ 12 ถึง 16 เมษายน 2556 เป็นวันหยุดราชการ ต้องเริ่มนับวันทำการวันพุธที่ 17 เมษายน 2556 ถึงวันอังคารที่ 23 เมษายน 2556 ไม่รวมวันที่ 20 และ 21 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์หยุดราชการ ดังนั้น วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้คือวันที่ 23 เมษายน 2556 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 จึงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ประเด็นอื่น เนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดอะ แคปพิทอล โกลด์ จำกัด
จำเลย — นางสาวพัชรินทร์ จตุรโกมล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายอภิสิทธิ์ ศิลาวิลาศภักดี
ศาลอุทธรณ์ ภาค 7 — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5701/2560
#616585
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง คดีถึงที่สุดและมูลกรณีที่โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องร้องจำเลยที่ 2 รับผิดทางแพ่งชดใช้ค่าเสียหายในคดีนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับในคดีอาญาคดีก่อนที่จำเลยที่ 2 รับสารภาพว่าได้กระทำความผิด และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มาด้วย จึงถือว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีอาญาคดีก่อน ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามที่ฟ้องจริง คงมีประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เพียงว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ทำนองว่า จำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ย ช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มีอาการเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ต่อมาบรรษัท ง. ฟ้องเรียกเงินกู้คืนจากบริษัท ฟ. และจำเลยร่วมแต่ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย และจำเลยที่ 2 มีส่วนช่วยติดตามยึดทรัพย์สินของบริษัท ฟ. เพื่อเยียวยาค่าเสียหายให้แก่บรรษัท ง. และมีเหตุส่วนตัวอื่น อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่งและรอการลงโทษจำคุกให้นั้น ถือเป็นเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ใช้ประกอบดุลพินิจในประเด็นที่ว่าพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ ไม่เป็นการลบล้างความผิดตามฟ้องที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่า ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ให้หมดสิ้นไป

เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การสารภาพยอมรับว่า จำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้สนับสนุนให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในขั้นตอนก่อนหรือขณะกระทำความผิด ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอาญาว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดจริง และในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่อุทธรณ์ยอมรับความผิดที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำลงไป มิได้อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโดยฟังว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิด แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยก้าวล่วงไปสู่พฤติการณ์แห่งคดีว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมรู้เห็นในการทุจริตกับจำเลยร่วม ก็ไม่มีผลเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงหักล้างเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาที่ฟังจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดในคดีอาญาที่ยุติเด็ดขาดไปแล้วแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด การรับฟังพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งในคดีนี้จึงไม่อาจรับฟังไปคนละทางกับข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติในคดีอาญาว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ในคดีนี้ด้วย

เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท ฟ. โดยต้องลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยร่วมและประทับตราสำคัญของบริษัท จำเลยที่ 2 จึงจำต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ให้โอกาสจำเลยที่ 2 ด้วยการรอการลงโทษจำคุกมาเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นความรับผิดหาได้ไม่

จำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับบริษัท ฟ. ทั้งสองครั้งโดยไม่ใช้แบบฟอร์มสัญญาของโจทก์ การตรวจรับสินค้าหรือปุ๋ยตามสัญญาก็กระทำเพียงลำพัง จำเลยที่ 1 ไม่เคยนำสัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าวเสนอคณะกรรมการโจทก์พิจารณาให้ความเห็นชอบ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการกระทำตามลำพังเฉพาะตัว เพียงแต่อาศัยตำแหน่งที่ตนเองเป็นผู้อำนวยการของโจทก์มาทำการทุจริตเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลที่สาม โดยโจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่อยู่ในวิสัยหรือโอกาสที่จะตรวจสอบได้ในสารบบงานที่เกี่ยวข้อง โจทก์จึงไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อ

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย แต่การกำหนดค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ไปก่อหนี้ผูกพันลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ยทั้งสองสัญญากับโจทก์ ไม่ได้ความเป็นที่ประจักษ์ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์หรือส่วนแบ่งโดยตรงจากเงินที่บริษัท ฟ. ได้รับจากบรรษัท ง. และพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยร่วมหรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จ อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาหรือคำพิพากษาของศาลว่าจำเลยที่ 2 กระทำการยักยอกเบียดบังเอาสินค้าหรือเงินของบริษัท ฟ. ไป ลำพังคำให้การซัดทอดของ ส. ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วยกับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมจึงไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังแต่อย่างใด ดังนั้น พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงมีความร้ายแรงน้อยกว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 จะต้องชดใช้แก่โจทก์ย่อมมีสัดส่วนน้อยกว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์จำนวนหนึ่งในสี่ของค่าเสียหาย ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเท่ากับสัดส่วนความประมาทเลินเล่อของบรรษัท ง. ที่มีส่วนต้องรับผิดชอบในความประมาทเลินเล่อหรือความผิดของฝ่ายตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 82,639,171.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 44,100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางจินดารัตน์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 อาจฟ้องนางจินดารัตน์เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากศาลพิจารณาพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 44,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโจทก์ จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมเป็นกรรมการและกรรมการผู้จัดการ มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญกระทำการแทนบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ก่อนคดีนี้ พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ สรุปใจความว่า เมื่อระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2544 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตตกลงทำสัญญาซื้อขายอาหารเสริมพืชชนิดเม็ด (ปุ๋ย) ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2544 กับบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด จำนวน 3,000 ตัน ราคาตันละ 6,600 บาท รวมเป็นเงิน 19,800,000 บาท และจำนวน 6,000 ตัน ราคาตันละ 6,500 บาท รวมเป็นเงิน 39,000,000 บาท สัญญาแรกกำหนดส่งมอบอาหารเสริมพืชชนิดเม็ด (ปุ๋ย) ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 10 เมษายน 2544 กำหนดชำระราคาแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ตุลาคม 2544 สัญญาที่สองกำหนดส่งมอบอาหารเสริมพืชชนิดเม็ด (ปุ๋ย) ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 กำหนดชำระราคาแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2545 แล้วจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมและบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด นำสัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับไปยื่นขอสินเชื่อเครดิตทางการค้าจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม โดยนำเอกสารซึ่งประกอบด้วยสัญญาซื้อขายอาหารเสริมพืชชนิดเม็ด (ปุ๋ย) ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จรับเงิน ยื่นประกอบว่า มีการซื้อขายปุ๋ยและมีการส่งปุ๋ยให้แก่โจทก์โดยครบถ้วนถูกต้องแท้จริงและโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินที่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด จะได้รับตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวจากโจทก์ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม ทั้งนี้สัญญาซื้อขายดังกล่าวทำขึ้นเป็นความเท็จ ความจริงแล้วไม่มีการซื้อขายและส่งมอบอาหารเสริมพืชชนิดเม็ด (ปุ๋ย) ตามสัญญาโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับในการบริหารงบประมาณและงานพัสดุ โดยมีจำเลยที่ 2 จำเลยร่วมและบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดก่อนหรือขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมใช้หลักฐานดังกล่าวสร้างความน่าเชื่อถือประกอบการขอสินเชื่อ จนเป็นเหตุให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมอนุมัติวงเงินสินเชื่อเครดิตทางการค้าเป็นเงิน 16,000,000 บาท และ 32,000,000 บาท ตามลำดับ ให้แก่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด โดยบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมยอมรับโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์มูลค่า 19,800,000 บาท และ 39,000,000 บาท ที่จะต้องจ่ายให้แก่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ดังกล่าวไปเป็นของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม ในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ศาลอาญาพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 12,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 24,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุด ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษ ต่อมาบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ก.ย.พ.) คณะกรรมการดังกล่าวมีมติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 ให้โจทก์ชดใช้เงินจำนวนสามในสี่ของจำนวน 58,800,000 บาท เป็นเงิน 44,100,000 บาท ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมและได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ ต่อมาบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมได้โอนบรรดาทรัพย์สิน หนี้สิน ทุน กำไรสะสม มาเป็นของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย คณะกรรมการของโจทก์ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ชี้ขาดให้โจทก์ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการ ก.ย.พ. โดยตกลงให้แบ่งชำระเงินเป็นระยะเวลา 10 ปี โจทก์ได้ชำระงวดแรกและงวดที่สองให้แก่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยในวันที่ 31 มีนาคม 2554 และ 27 มีนาคม 2555 จำนวนปีละ 4,000,000 บาท และต้องผูกพันชำระต่อไปจนกว่าจะครบถ้วน

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง คดีถึงที่สุดและมูลกรณีที่โจทก์นำมาเป็นเหตุฟ้องร้องจำเลยที่ 2 รับผิดทางแพ่งชดใช้ค่าเสียหายในคดีนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.606/2555 ที่จำเลยที่ 2 รับสารภาพว่าได้กระทำความผิด และศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มาด้วย จึงถือว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 นำสืบเจือสมรับว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญา แต่จำเลยที่ 2 อ้างว่า คำวินิจฉัยในคดีอาญาของศาลอุทธรณ์ฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมรู้เห็นในการทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับโจทก์ จำเลยร่วมเป็นผู้ดำเนินการเอง จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับประโยชน์จากเงินที่กู้ยืมเงินจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม และศาลอุทธรณ์ยังได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมรู้เห็นในการทุจริตคดโกงกับจำเลยร่วม ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องจริง คงมีประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เพียงว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ทำนองว่า จำเลยที่ 2 มิได้ลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ย ช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มีอาการเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ต่อมาบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมฟ้องเรียกเงินกู้คืนจากบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด และจำเลยร่วมแต่ไม่ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย และจำเลยที่ 2 มีส่วนช่วยติดตามยึดทรัพย์สินของบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด เพื่อเยียวยาค่าเสียหายให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมและมีเหตุส่วนตัวอื่น อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาชั้นต้นให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่งและรอการลงโทษจำคุกให้นั้น ถือเป็นเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ใช้ประกอบดุลพินิจในประเด็นที่ว่า พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ ไม่เป็นการลบล้างความผิดตามฟ้องที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่า ได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ให้หมดสิ้นไป เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพยอมรับว่า จำเลยที่ 2 กับพวกเป็นผู้สนับสนุนให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในขั้นตอนก่อนหรือขณะกระทำความผิด แล้วจำเลยที่ 2 จำเลยร่วมและบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ได้นำสัญญาซื้อขายปุ๋ยทั้งสองฉบับและเอกสารประกอบอื่นไปใช้เป็นหลักฐานสร้างความน่าเชื่อถือในการขอสินเชื่อเครดิตทางการค้ากับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม และโอนสิทธิเรียกร้องค่าซื้อปุ๋ยดังกล่าวให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม ทำให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมอนุมัติวงเงินสินเชื่อเครดิตทางการค้าเป็นเงิน 16,000,000 บาท และ 32,000,000 บาท ให้แก่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ซึ่งความจริงแล้วไม่มีการซื้อขาย และส่งมอบปุ๋ยกันตามสัญญาดังกล่าว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอาญาว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดจริง ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่อุทธรณ์ยอมรับความผิดที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำลงไป มิได้อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโดยฟังว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิด จริงอยู่แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยก้าวล่วงไปสู่พฤติการณ์แห่งคดีว่าจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมรู้เห็นในการทุจริตคดโกงกับจำเลยร่วม ก็ไม่มีผลเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงหักล้างเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาที่ฟังจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดในคดีอาญาที่ยุติเด็ดขาดไปแล้วแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนในการกระทำความผิด การรับฟังพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งคดีนี้จึงไม่อาจรับฟังไปคนละทางกับข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติในคดีอาญาว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ในคดีนี้ด้วย แม้พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 จะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนร่วมในการติดต่อซื้อขายปุ๋ยในนามบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด กับโจทก์โดยตรง แต่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ยอมรับว่า จำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมและบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด นำสัญญาซื้อขายปุ๋ยทั้งสองฉบับ ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จรับเงิน ยื่นประกอบคำขอสินเชื่อเครดิตทางการค้ากับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม ซึ่งเอกสารทั้งหมดเป็นเอกสารเท็จที่มีการปลอมแปลงขึ้นและโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินที่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด จะได้รับตามสัญญาซื้อขายจากโจทก์ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมอันทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด โดยต้องลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยร่วมและประทับตราสำคัญของบริษัท จำเลยที่ 2 จึงจำต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ไม่อาจอ้างเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ให้โอกาสจำเลยที่ 2 ด้วยการรอการลงโทษจำคุกมาเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นความรับผิดหาได้ไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 รับฟังได้ตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์นำเอาเหตุผลตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 606-607/2555 ของศาลอาญา มาเป็นโทษแก่โจทก์ในคดีนี้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยและมีส่วนประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในความเสียหายตามฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ทั้งสองคราวโดยไม่ใช่แบบฟอร์มสัญญาของโจทก์ การตรวจรับสินค้าหรือปุ๋ยตามสัญญาก็กระทำเพียงลำพัง จำเลยที่ 1 ไม่เคยนำสัญญาซื้อขายปุ๋ยดังกล่าวเสนอคณะกรรมการโจทก์พิจารณาให้ความเห็นชอบ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการกระทำตามลำพังเฉพาะตัว เพียงแต่อาศัยตำแหน่งที่ตนเองเป็นผู้อำนวยการของโจทก์มาทำการทุจริตเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลที่สาม โดยโจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่อยู่ในวิสัยหรือโอกาสที่จะตรวจสอบได้ในสารบบงานที่เกี่ยวข้อง โจทก์จึงไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีความประมาทด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เต็มตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เหตุที่โจทก์ต้องชดใช้เงินจำนวน 44,100,000 บาท ให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม จำกัด จากความเสียหายที่แท้จริงจำนวน 58,800,000 บาท เนื่องจากในการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ก.ย.พ. พบพฤติการณ์ว่า บรรษัทเงินอุตสาหกรรมขนาดย่อมมีส่วนบกพร่องในการจ่ายเงินกู้ ให้กับบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด 2 ครั้ง เป็นเงิน 46,723,725.20 บาท จึงชี้ขาดให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมร่วมรับผิดชอบจำนวนหนึ่งในสี่ส่วน และกำหนดให้โจทก์ชดใช้เงินให้แก่บรรษัทเงินทุนดังกล่าวเพียงสามในสี่ส่วน จากผลการสอบสวนฟังได้ว่า โจทก์ต้องรับผิดชอบในการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แทนกระทำไปในนามนิติบุคคลต่อบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง มาตรา 821 ประกอบมาตรา 77 ไม่ปรากฏพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย โจทก์จึงไม่จำต้องถูกเฉลี่ยความรับผิดเพราะเหตุมีส่วนกระทำโดยประมาทเลินเล่อในการทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด แต่สำหรับจำเลยที่ 2 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ด้วย แต่การกำหนดค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใด ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ไปก่อหนี้ผูกพัน ลงชื่อในสัญญาซื้อขายปุ๋ยทั้งสองสัญญากับโจทก์ ไม่ได้ความเป็นที่ประจักษ์ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์หรือส่วนแบ่งโดยตรงจากเงินที่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ได้รับจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม และพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยร่วมหรือบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จ ได้แก่ สัญญาซื้อขายปุ๋ยทั้งสองสัญญา ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงิน เพื่อยื่นขอสินเชื่อเครดิตทางการเงินกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม แม้จากรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นายสมเกียรติจะให้ถ้อยคำว่า เหตุที่บริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ไม่สามารถจัดส่งปุ๋ยให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากปุ๋ยที่จัดเก็บไว้ในโกดังอำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี หายไป นายสมเกียรติเชื่อว่า จำเลยที่ 2 นำไปขายให้แก่บุคคลอื่น และนำเงินที่ได้ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน และจากการตรวจสอบบัญชีของบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด พบว่าจำเลยที่ 2 เบิกเงินจากบัญชีบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ไปครั้งละ 5,000,000 บาท รวม 5 ครั้ง ซึ่งจำเลยร่วมได้ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อไว้ อันเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่โจทก์กล่าวไว้ในฎีกาด้วยนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำนายสมเกียรติมาเบิกความเป็นพยานเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวและเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 2 ได้ถามค้าน ข้อกล่าวหาที่ว่าจำเลยที่ 2 ลักลอบนำปุ๋ยของบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ไปขายและนำเงินมาเป็นประโยชน์ส่วนตนและจำเลยที่ 2 ถอนเงินออกจากบัญชีของบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด รวม 25,000,000 บาท ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาหรือคำพิพากษาของศาลว่าจำเลยที่ 2 กระทำการยักยอกเบียดบังเอาสินค้าหรือเงินของบริษัทฟื้นฟูดิน จำกัด ไป ลำพังคำให้การซัดทอดของนายสมเกียรติที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วยกับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมจึงไม่น่าเชื่อถือและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังแต่อย่างใด พฤติการณ์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการดังที่นายสมเกียรติให้ถ้อยคำไว้ตามรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง ดังนั้น พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงมีความร้ายแรงน้อยกว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 จะต้องชดใช้แก่โจทก์ย่อมมีสัดส่วนน้อยกว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์จำนวนหนึ่งในสี่ของต้นเงินจำนวน 44,100,000 บาท ที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเท่ากับสัดส่วนความประมาทเลินเล่อของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่มีส่วนต้องรับผิดชอบในความประมาทเลินเล่อหรือความผิดของฝ่ายตน เมื่อคำนวณเงินจำนวนหนึ่งในสี่ของยอดเงิน 44,100,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 11,025,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 11,025,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 25,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 1168
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาด
จำเลย — นายธนิต คงสมศักดิ์ กับพวก
จำเลยร่วม — นางจินดารัตน์ ถวิลเติมทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายทาย พันธุ์ธิติรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2560
#614945
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมและจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ดังเดิม ครั้นโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หากเกิดหรือมีความเสียหายใดๆ ก่อนหรือขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสองขอสงวนสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งค่าเสียหายยังมิได้วินิจฉัยในคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม

ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ทำละเมิด จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะนายจ้างและตัวแทนของนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับจำเลยที่ 5 นั้น โจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองว่าไม่ชอบ หรือไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์ทั้งสองฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนด 1,000,000 บาท เป็นจำนวนต่ำมากนั้น โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเนื่องจากต้องขาดรายได้จากเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับจากการบริหารงานในตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 ในช่วงที่ไม่ได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีก่อนฟ้อง เห็นควรกำหนดให้ 2,000,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 106,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 199/2553 หมายเลขแดงที่ 70/2554 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 อ้างว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 ลงมติให้โจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีการบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและไม่มีการประชุมกันจริง ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมและจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ดังเดิม ครั้นโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยินยอมจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หากเกิดหรือมีความเสียหายใดๆ ก่อนหรือขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสองขอสงวนสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งเรื่องค่าเสียหายยังมิได้วินิจฉัยในคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม ส่วนกรณีจำเลยที่ 2 ที่ 5 ร่วมกันทำละเมิดโจทก์ทั้งสองหรือไม่ นายคริสโตเฟอร์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 2 เบิกความว่า พยานทราบจากจำเลยที่ 2 ว่าส่งจดหมายเชิญผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมวิสามัญทางไปรษณีย์โดยไม่มีหลักฐานมาแสดง นายเกรย์เรช ผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมเบิกความว่า พยานไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวหรือเชิญเข้าประชุมแต่ทราบจากจำเลยที่ 2 ทางโทรศัพท์ จึงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า ไม่มีการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์ซึ่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 หากมีการประชุมจริงและมีการจัดทำเอกสารก่อนการประชุมก็น่าจะต้องนำเอกสารดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 5 ใช้ประกอบการพิมพ์คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด จำเลยที่ 5 ก็จะไม่พิมพ์ข้อความผิดในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 3 มีฝ่ายจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ขณะเกิดเหตุมีนางสุปรียา เป็นหัวหน้า ไม่น่าเชื่อว่านางสุปรียาจะให้จำเลยที่ 5 พิมพ์คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด โดยไม่มีเอกสารประกอบ หากโจทก์ทั้งสองทราบว่าจะมีการประชุมกันจริง โจทก์ทั้งสองจะต้องเข้าร่วมประชุมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนมิใช่ปล่อยให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการประชุมโดยลำพัง ประกอบกับการทำรายงานการประชุมวิสามัญ ผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 มีข้อความไม่ตรงกับคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัดในสาระสำคัญ เชื่อว่าเป็นการกระทำโดยจงใจของจำเลยที่ 5 และรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 2 เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ครั้งที่ 1/2550 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้ประชุมกันจริง แต่จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 ไปแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่ามีการประชุมกันจริง และโจทก์ทั้งสองลาออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 5 เป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 และที่ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 70/2554 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหายนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 กระทำละเมิด จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 ในฐานะนายจ้างและตัวแทนของนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับจำเลยที่ 5 นั้น โจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองว่าไม่ชอบ หรือไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนด 1,000,000 บาท เป็นจำนวนต่ำมากนั้น โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเนื่องจากต้องขาดรายได้จากเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับจากการบริหารงานในตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 ในช่วงที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีก่อนฟ้อง เห็นควรกำหนดให้ 2,000,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ฎีกาว่า จำนวนค่าทนายความ 100,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดสูงมากเกินกว่าปริมาณงานที่โจทก์ทั้งสองและทนายความโจทก์ทั้งสองได้กระทำในชั้นอุทธรณ์ ทั้งเป็นจำนวนที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ดังนั้น ค่าทนายความดังกล่าวจึงเป็นค่าทนายความในศาลชั้นต้นรวมกับชั้นอุทธรณ์ จึงไม่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ที่ 5 ร่วมกันใช้เงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้คงไว้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 249 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฮนรี่ เบร็นแดน เจอราร์ด กับพวก
จำเลย — บริษัทมูทาร่า กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายจิรวัฒน์ เล่งน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5662/2560
#613670
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างส่งภาพถ่ายรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ทั้งศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายประมาทหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกภาพถ่ายดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยและมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุด้วยความประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อจะได้กำหนดค่าเสียหายได้ถูกต้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 จึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 23,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 23,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 317,885 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 317,885 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (15 มกราคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ที่ 1 จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม มีหน้าที่ก่อสร้างและดูแลรักษาทางหลวงแผ่นดิน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) สายอำเภอปากท่อ - อำเภอชะอำ ตอนที่ 2 (ทางเลี่ยงเมืองเพชรบุรี) ส่วนที่ 1 โดยขยายถนนทางเดินรถด้านขาออกนอกเมืองเพชรบุรี จากสองช่องเดินรถเป็นสามช่องเดินรถ ระหว่างก่อสร้าง เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552เวลาประมาณ 7 นาฬิกา โจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน วว 4064 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 จากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดภูเก็ต ตามถนนเลี่ยงเมืองเพชรบุรี ในช่องเดินรถด้านขวา เมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง มีการก่อสร้างผิวการจราจร แต่ช่องเดินรถด้านขวายังก่อสร้างไม่เสร็จ มีส่วนที่เป็นแอ่งพื้นต่างระดับลึกประมาณ 7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 เมตร ถนนส่วนก่อนถึงแอ่งลาดยางแล้ว ส่วนถนนที่ถัดจากแอ่งยังไม่ได้ลาดยาง ทำให้รถยนต์คันที่โจทก์ที่ 1 ขับพลิกคว่ำได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกฟ้องและนอกประเด็นแห่งคดีหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การว่า รถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถกระบะบรรทุกที่ดัดแปลงให้เป็นรถยนต์นั่งหรือที่เกิดอุบัติเหตุเพราะสมรรถนะของรถยนต์ไม่ดี ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยจำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ไม่ได้ และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายประมาทหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ประมาทหรือไม่จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างส่งภาพถ่ายรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ทั้งศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายประมาทหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจหยิบยกภาพถ่ายดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยและมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุด้วยความประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อจะได้กำหนดค่าเสียหายได้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น จึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็น ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อต่อไปว่า โจทก์ที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าถนนที่เกิดเหตุอยู่ในระหว่างก่อสร้าง โจทก์ที่ 1 ก็ไม่ควรที่จะขับรถด้วยความเร็วสูงถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่ามีป้ายสัญญาณเตือนเบี่ยงซ้ายติดอยู่เกาะกลางถนนห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร และโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ช่วงถนนที่เกิดเหตุโจทก์ที่ 1 ขับรถในช่องเดินรถที่ 3 ตลอดมาจนถึงจุดที่เกิดเหตุ มีรถขับมาในช่องเดินรถที่ 2 โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เบี่ยงจากช่องเดินรถที่ 3 ไปช่องเดินรถที่ 2 จึงเป็นเหตุให้รถที่โจทก์ที่ 1 ขับประสบอุบัติเหตุ ส่วนรถในช่องเดินรถที่ 2 ไม่ประสบอุบัติเหตุ เมื่อขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 7 นาฬิกา มีแสงสว่างแล้ว ประกอบกับโจทก์ที่ 1 ขับรถในช่องเดินรถด้านขวาสุดโดยไม่สามารถเบี่ยงรถไปในช่องเดินรถที่ 2 ได้ เนื่องจากมีรถคันอื่นขับอยู่ในช่องเดินรถที่ 2 จึงเชื่อว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ที่ 1 เห็นป้ายเบี่ยงซ้ายที่เกาะกลางถนนแล้ว แต่ไม่สามารถเบี่ยงรถไปในช่องเดินรถที่ 2 ได้ ดังนี้ การที่รถยนต์พลิกคว่ำจึงมีสาเหตุมาจากโจทก์ที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงและเมื่อเห็นป้ายเบี่ยงซ้ายแล้วไม่ชะลอความเร็วเพื่อเข้าไปในช่องเดินรถที่ 2 แต่ยังคงขับรถด้วยความเร็วสูงตรงไปยังที่เกิดเหตุจึงทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถควบคุมรถได้ เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ความรับผิดระหว่างโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 จึงเป็นพับกันไป เมื่อโจทก์ที่ 2 ใช้ให้โจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปจังหวัดภูเก็ต โจทก์ที่ 2 ในฐานะตัวการจึงต้องรับผลในการกระทำของโจทก์ที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล ศริวัฒน์ กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวจรรยา สีเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5654/2560
#615932
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2 คำว่า "ผู้นำของเข้า" หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครองนี้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร และคำว่า "ผู้ส่งของออก" ให้มีความหมายเป็นทำนองเดียวกันโดยอนุโลม และ ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (11) บัญญัติว่า "ผู้นำเข้า" หมายความว่า ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำเข้า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ฮ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 แต่ใบขนสินค้าพิพาททั้ง 3 ฉบับ ระบุว่าวันนำเข้าสินค้าซึ่งเป็นวันหลังจาก ฮ. ถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงชื่อในใบขนสินค้าพิพาททั้ง 3 ฉบับ ในฐานะผู้ผ่านบัตรพิธีศุลกากร ประกอบกับตามเหตุผลประกอบคำอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งจำเลยรับว่าเป็นผู้ดำเนินการพิธีการทางศุลกากรและตรวจปล่อย กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของที่นำเข้านับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้นำของเข้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่ม 1,642,678 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรที่ชำระขาดอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรที่ค้างชำระ 1,440,946 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระอากรที่ชำระขาดเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นชิปปิ้งรับจัดการธุรกิจออกของอำนวยความสะดวกในการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 6 มกราคม ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 นายฮกได้นำเข้าสินค้าน้ำมันเนย พร้อมยื่นใบขนสินค้าขาเข้าตามแบบแสดงรายการใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแสดงพิกัด 0405.901 อัตราอากรร้อยละ 5 พร้อมกับเสียอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มผู้นำเข้าได้รับของออกจากการอารักขาของเจ้าพนักงานศุลกากรแล้ว โดยจำเลยลงชื่อในใบขนสินค้าพิพาททั้งสามฉบับ ในฐานะผู้ผ่านบัตรพิธีศุลกากร ส่วนผู้ที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้นำเข้าและรับของคือนายฮก ต่อมาโจทก์ทราบว่านายฮกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 โจทก์ที่ 1 ตรวจสอบแล้วพบว่าสินค้าที่นายฮกนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาททั้งสามฉบับเป็นของพิกัด 0405.909 อัตราอากรร้อยละ 30 รวมแล้วผู้นำเข้าชำระภาษีอากรขาดไป 1,642,678 บาท โจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยไม่พิจารณาคำอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินภาษีของจำเลย โดยมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยได้อุทธรณ์ในประเด็นว่า จำเลยมิได้เป็นผู้นำเข้า จำเลยเป็นเพียงตัวแทนผู้นำเข้าหรือชิปปิ้ง ทำหน้าที่ดำเนินการพิธีศุลกากรและตรวจปล่อยตามที่ผู้นำเข้ามอบอำนาจ จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะต้องรับผิดชอบตามแบบแจ้งการประเมิน จำเลยมิได้อุทธรณ์ในประเด็นการประเมินอากรของเจ้าพนักงานเพราะเหตุการนำเข้าสินค้าน้ำมันเนยของร้านฮกกำจันด์ มีการสำแดงประเภทพิกัดอัตราไม่ถูกต้อง จึงเห็นควรไม่พิจารณาวินิจฉัยคำอุทธรณ์และคัดค้านการประเมินภาษีอากรของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรตามฟ้องต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ปัญหานี้ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2 เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวแก่ศุลกากร และในการแปลความแห่งพระราชบัญญัติหรือบทกฎหมายนั้น ๆ ถ้อยคำต่อไปนี้ ถ้าไม่แย้งกับความในบทหรือเนื้อเรื่องไซร้ให้มีความหมายและกินความรวมไปถึงวัตถุและสิ่งทั้งหลายดังกำหนดไว้ต่อไปนี้ คือ...คำว่า "ผู้นำของเข้า" หมายความรวมทั้งและใช้ตลอดถึงเจ้าของหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้ครอบครองหรือมีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของใด ๆ นับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากรและคำว่า "ผู้ส่งของออก" ให้มีความหมายเป็นทำนองเดียวกัน โดยอนุโลม และประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 บัญญัติว่า ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น... (11) "ผู้นำเข้า" หมายความว่า ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำเข้า ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า นายฮกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2547 แต่ปรากฏว่า ใบขนสินค้าพิพาททั้งสามฉบับระบุว่านำเข้าสินค้าเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2548 วันที่ 12 มีนาคม 2548 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2548 ซึ่งเป็นวันหลังจากนายฮกถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงชื่อในใบขนสินค้าพิพาททั้งสามฉบับในฐานะผู้ผ่านบัตรพิธีศุลกากร ประกอบกับตามเหตุผลประกอบคำอุทธรณ์ของจำเลย ข้อ 4 ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นผู้ดำเนินการพิธีการทางศุลกากรและตรวจปล่อย กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนได้เสียชั่วขณะหนึ่งในของที่นำเข้านับแต่เวลาที่นำของนั้นเข้ามาจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบให้ไปโดยถูกต้องพ้นจากความรักษาของพนักงานศุลกากร ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงถือว่า จำเลยเป็นผู้นำของเข้า ดังนั้น สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร เมื่อจำเลยได้รับแจ้งการประเมินแล้ว จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยต้องใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาตามมาตรา 30 (1) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 100,866 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 100,866 บาท จึงยุติตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว ส่วนภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 จำเลยได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมิใช่ผู้นำเข้า และมิใช่ตัวแทนของผู้นำเข้า จำเลยเป็นเพียงชิปปิ้งดำเนินการพิธีการศุลกากรและการตรวจปล่อยตามที่ผู้นำเข้ามอบอำนาจ จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะรับผิดชอบตามแบบแจ้งการประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเนื้อหาภาษี เนื่องจากจำเลยมิได้อุทธรณ์ว่ามีการสำแดงพิกัดอัตราศุลกากรถูกต้องแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์นี้มิได้เพิกถอนการประเมินแต่อย่างใด เมื่อจำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามมาตรา 112 อัฏฐารส แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าว หนังสือแจ้งการประเมินยังคงเป็นคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าภาษีอากรอยู่เช่นเดิม มิได้ถูกยกเลิกเพิกถอนไปแต่อย่างใด จำนวนภาษีศุลกากรตามใบขนสินค้าขาเข้ารวม 3 ใบ ขนสินค้าคำนวณอากรขาเข้ารวม 1,440,946 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าย่อมยุติตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยไม่ชำระค่าภาษีอากร โจทก์นำคดีมาฟ้อง จำเลยก็ไม่อาจต่อสู้คดีต่อศาลว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามจำนวนภาษีที่ยุติตามการประเมินแล้ว โดยอ้างมาตรา 106 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ว่าจำเลยเป็นเพียงชิปปิ้งดำเนินพิธีการศุลกากร แต่จำเลยมิได้ลงลายชื่อเป็นผู้นำเข้า และไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจจากนายฮกเป็นตัวแทนจัดการในเรื่องดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ในคดีนี้และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งสองและจำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 กรณีไม่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่าจำเลยเป็นตัวแทนเจ้าของสินค้าต้องรับผิดตามมาตรา 106 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระอากรขาเข้าที่ขาดจำนวน 1,440,946 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของอากรขาเข้าที่ขาด และภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มเป็นเงิน 201,732 บาท ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากร 1,642,678 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรที่ชำระขาดในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากเงินอากรที่ชำระขาดจำนวน 1,440,946 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — นายสยาม โมฮีน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวรพจน์ อินทวดี
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5652/2560
#614401
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2569 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาด...ให้มีอายุความสิบปี... แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำเข้าหรือส่งของออก" บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดสิทธิเรียกร้องของกรมศุลกากรที่จะเรียกอากรขาดในกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรให้มีอายุความสิบปีนับจากวันนำของเข้าหรือส่งออก ส่วนกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความสิบปี และมาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" คือเริ่มนับตั้งแต่วันนำของเข้า ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นกรณีฟ้องเรียกอากรที่ขาดไปในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ซึ่งมีอายุความสองปี แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปี ไม่ว่าเป็นกรณีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม ดังนั้น ไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีกำหนดอายุความสิบปีตั้งแต่วันนำของเข้า

เมื่อใบขนสินค้า 16 ฉบับ ที่จำเลยนำเข้าเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 25 มีนาคม 2543 ซึ่งนับแต่วันนำสินค้าเข้าถึงวันที่จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 จึงเป็นการประเมินและฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความ 10 ปี สิทธิเรียกร้องค่าอากรของโจทก์ที่ 1 สำหรับการนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 16 ฉบับดังกล่าวจึงขาดอายุความ สำหรับสินค้าที่นำเข้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2544 รวม 5 ฉบับ โจทก์ที่ 1 ประเมินภาษีอากรที่ขาดแก่จำเลย และจำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 เป็นการประเมินภายใน 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำของเข้ามา แม้การประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินอากรขาเข้ารวมอยู่ด้วยแต่การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากร และหากผู้ถูกประเมินไม่อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่กำหนด หนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ภาษีอากรไปตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียว

กับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 16 กันยายน 2554 จึงยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์ที่ 1 สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฯ 5 ฉบับดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินภาษีอากรจำนวน 61,857,763.50 บาท และเงินเพิ่มอากรขาเข้าและเงินเพิ่มอากรพิเศษในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากต้นเงิน 20,462,312.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีอากรจำนวน 61,857,763.50 บาท และเงินเพิ่มอากรขาเข้ากับเงินเพิ่มอากรพิเศษในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน จากค่าอากรจำนวน 20,462,312.59 บาท นับแต่วันฟ้อง (16 กันยายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2544 จำเลยนำเข้าสินค้าประเภทรถพลังงานไฟฟ้าใช้เฉพาะที่ (รถกอล์ฟ) จากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาในราชอาณาจักร รวม 21 ครั้ง โดยสำแดงราคาของสินค้าที่เป็นราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัยหรือราคา ซี.ไอ.เอฟ. รายละเอียดปรากฏตามใบขนส่งสินค้า โดยจำเลยชำระอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 60 ของราคาสินค้าที่สำแดง อากรพิเศษและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเจ้าพนักงานตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 21 และ 25 กันยายน 2544 เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจค้นสำนักงาน และโกดัง 2 แห่งของจำเลยตามหมายค้น และตรวจยึดเอกสารจำนวน 42 แฟ้ม กับรถกอล์ฟยี่ห้อ CLUB CAR, EZ - GO และ TAYLOR - DUNN จำนวน 55 คัน และยี่ห้อ CLUB CAR และ EZ - GO จำนวน 8 คัน เมื่อตรวจสอบเอกสารที่จำเลยแสดงประกอบใบขนสินค้า คือใบกำกับราคาสินค้า (INVOICE) และเอกสารประกอบเปรียบเทียบกับใบกำกับราคาสินค้า เอกสารแสดงราคาซื้อขายสินค้า และเอกสารอื่นที่ตรวจยึดแล้ว เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 มีเหตุเชื่อได้ว่า จำเลยสำแดงราคาสินค้ารถกอล์ฟต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงเพื่อหลีกเลี่ยงอากร เป็นเหตุให้จำเลยชำระอากรขาเข้า อากรพิเศษและภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไป จึงประเมินราคาสินค้า อากรขาเข้า อากรพิเศษ และภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยชำระรวม 24,366,058.56 บาท รายละเอียดปรากฏตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ จำเลยไม่ชำระค่าภาษีแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์ที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า กรณีของจำเลยขาดอายุความแล้ว เนื่องจากจำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2544 แต่โจทก์ที่ 1 ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 จึงเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันนำของเข้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม และจำเลยนำสืบได้ว่าไม่มีเจตนาเลี่ยงค่าภาษีอากร ทั้งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สรุปคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาจำเลยแล้ว โดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้สำแดงภาษีนำเข้าเป็นเท็จ และมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรแต่อย่างใด แม้คดีไม่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลก็ตาม ถือว่าสรุปคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการเป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งของคดีนี้แล้ว แต่ศาลภาษีอากรกลางมิได้หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวเปรียบเทียบชั่งน้ำหนักพยานที่โจทก์เสนอแต่อย่างใด นั้น พิเคราะห์แล้ว มาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นั้น ให้มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้ นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" กรณีตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดสิทธิเรียกร้องของกรมศุลกากร กรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกอากรขาดให้มีอายุความสิบปีนับจากวันนำของเข้าหรือส่งของออกประการหนึ่ง และในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนอากรผิด ให้มีอายุความสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออกอีกประการหนึ่ง ส่วนกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความสิบปี ส่วนการนับอายุความกรณีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" ก็คือเริ่มนับ ตั้งแต่วันนำของเข้า ซึ่งกรมศุลกากรอาจบังคับเรียกเงินอากรที่ขาดได้เพราะกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร เห็นว่า ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นกรณีโจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกอากรที่ขาดไปในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิด ซึ่งมีอายุความสองปีนับแต่วันที่นำของเข้า แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปี ไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 หรือกรณีไม่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง แต่โจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกอากรที่ขาดไปเพราะเหตุเกี่ยวกับราคาแห่งของใด ๆ นั้น ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น ไม่ว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรหรือไม่ ก็มีกำหนดอายุความสิบปีตั้งแต่วันนำของเข้า แตกต่างเฉพาะตัวบทกฎหมายที่อ้างอิงเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ใบขนสินค้าที่นำเข้าเมื่อวันที่ 14 มกราคม, 26 กุมภาพันธ์, 9 มีนาคม, 5 พฤษภาคม, 16 มิถุนายน, 4 และ 20 กรกฎาคม, 2 สิงหาคม, 28 กันยายน, 26 ตุลาคม, 2 และ 16 พฤศจิกายน และ 18 ธันวาคม 2539, 28 มกราคม, 12 ธันวาคม 2542 และ 25 มีนาคม 2543 ซึ่งนับแต่วันนำสินค้าเข้าถึงวันที่จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2554 จึงเป็นการประเมินและฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความ 10 ปี สิทธิเรียกร้องค่าอากรของโจทก์ที่ 1 สำหรับการนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฯ ทั้ง 16 ฉบับดังกล่าวจึงขาดอายุความ สำหรับสินค้าที่นำเข้าวันที่วันที่ 6 และ 17 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 4, 11 และ 18 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1 ประเมินภาษีอากรที่ขาดแก่จำเลย และจำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 เป็นการประเมินภายใน 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำของเข้ามา แม้การประเมินดังกล่าวจะเป็นการประเมินอากรขาเข้าอยู่ด้วย แต่การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบังคับไว้เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องในทางหนี้ภาษีอากร และหากผู้ถูกประเมินไม่อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายในเวลาที่กำหนด หนี้ภาษีอากรเป็นอันยุติและจะมีการบังคับหนี้ภาษีอากรไปตามนั้น ถือเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิของเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกับการฟ้องคดี อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 16 กันยายน 2554 จึงยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์ที่ 1 สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฯ 5 ฉบับดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มจำเลยไม่ได้กล่าวอ้างให้ชัดแจ้งในคำอุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางมิได้หยิบยกข้อเท็จจริงใดจากการสรุปสำนวนสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการขึ้นวินิจฉัยเปรียบเทียบกับน้ำหนักพยานที่โจทก์ทั้งสองนำเสนอมา จึงไม่เป็นประโยชน์แก่การวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของอายุความเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0551 - 0014300156, 0581 - 00034306325, 0106 - 00192468,0106 - 00590305, 0110 - 00690373, 0106 - 00391626, 0110 - 00790523, 0110 - 00791840, 0110 - 00890296, 0110 - 01291498, 0110 - 01092438, 0110 - 01191546, 0110 - 01190864, 0302 - 00291571, 0114 - 00220002, 0110 - 01090233 ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ กค 0521(6)/3 - 3 - 01452 ถึง 01472 ลงวันที่ 8 กันยายน 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอ 45/2554/ป3/2554(4.5) ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสอง 100,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (5) ม. 193/31
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ม. 10 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ไอ เอ็ม ซี ซี คอร์ป จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5628/2560
#618523
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคท้าย ย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าหากผู้ตายมีชีวิตจะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายกำลังใกล้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในระหว่างนั้นโจทก์ที่ 1 มีอายุ 53 ปี และโจทก์ที่ 2 มีอายุ 45 ปี หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายย่อมมีโอกาสจบการศึกษาและประกอบอาชีพมีรายได้พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามกฎหมายโดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี นับว่าเหมาะสมตามสมควรและตามฐานะของผู้ตายกับโจทก์ทั้งสองแล้ว

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์แท็กซี่และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือผู้ใช้ จ้างวาน หรือผู้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 กระทำการร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แท็กซี่ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์สามล้อเครื่องที่จำเลยที่ 5 ขับจนเป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด และโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่จากจำเลยที่ 2 ให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 4 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่สัญญา การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 4 ยอมใช้เงิน 300,000 บาท เป็นการระงับหนี้อันเกิดแต่สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามไว้ ส่วนจำนวนเงินที่ยังไม่เต็มตามความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นข้อโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดตามสัญญาประกันภัยตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. ย่อมไม่อาจให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเนื่องจากจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน

จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2558

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท และพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ฉบับลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 ให้ถือสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 975,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งเก้ามิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า นางสาวมัศยา ผู้ตาย เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร และนำรถเข้าร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามสัญญารถร่วมกับสหกรณ์ โดยจำเลยที่ 2 นำรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร ไปประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 5 เป็นผู้ขับรถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร ที่ผู้ตายกับเพื่อนนั่งโดยสารมาในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 7 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ เป็นผู้ครอบครองรถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร และเป็นผู้เอาประกันภัยรถคันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 9 ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2556 ผู้ตายและนายวชิระ โดยสารรถยนต์สามล้อเครื่อง หมายเลขทะเบียน 1ส-2634 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ขับไปตามถนนเพชรบุรีจากราชเทวีไปทางประตูนํ้าตามช่องเดินรถขวาสุดติดกับช่องเดินรถสวน เมื่อถึงบริเวณหน้าห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่าที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 5 ขับรถเลี้ยวขวาเพื่อกลับรถมุ่งหน้าไปทางราชเทวีซึ่งเป็นบริเวณห้ามเลี้ยวหรือกลับรถ ในระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร เฉี่ยวชนกันกับรถยนต์สามล้อเครื่องคันที่จำเลยที่ 5 ขับเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขณะผู้ตายถึงแก่ความตายอายุ 24 ปี กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีปีสุดท้ายใกล้จบการศึกษา ตามระเบียนประวัติ

ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่สูงเกินไปเนื่องจากขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายมีอายุ 23 ถึง 24 ปี โจทก์ที่ 1 มีอายุ 53 ปี โจทก์ที่ 2 มีอายุ 45 ปี หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายจะประกอบอาชีพมีรายได้มากน้อยเพียงใดไม่อาจคาดหมายได้แน่นอนและยังมีภาระต้องใช้จ่ายในการดำรงชีพของตนเองจะมีเงินเหลือเพื่อแบ่งปันรายได้เดือนละ 5,000 บาท เพื่ออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ทั้งสองได้เพียงใดก็ไม่แน่นอนเช่นกัน อีกทั้งไม่มีเหตุผลรองรับได้ว่าโจทก์ทั้งสองจะมีอายุยืนยาวได้อีก 20 ปี ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ควรเกินจำนวน 200,000 บาท เห็นว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคท้าย ย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายกำลังใกล้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในระหว่างนั้นโจทก์ที่ 1 มีอายุ 53 ปี และโจทก์ที่ 2 มีอายุ 45 ปี หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายย่อมมีโอกาสจบการศึกษาและประกอบอาชีพมีรายได้พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการขาดไร้อุปการะตามกฎหมายโดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี นับว่าเหมาะสมตามสมควรและตามฐานะของผู้ตายกับโจทก์ทั้งสองแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เนื่องจากรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร มีการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 4 ซึ่งให้ความคุ้มครองกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิตจำนวน 200,000 บาท ต่อคน และตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจสำหรับกรณีบุคคลภายนอกเสียชีวิตจำนวน 300,000 บาท ต่อคน จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดในวงเงิน 500,000 บาท จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในยอดเงินดังกล่าวด้วย การที่จำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสองโดยตกลงชดใช้เงินจำนวน 300,000 บาท ย่อมไม่เต็มจำนวนความรับผิดตามความคุ้มครองที่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยมีต่อจำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือผู้ใช้ จ้างวาน หรือผู้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 กระทำการร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์สามล้อเครื่องคันที่จำเลยที่ 5 ขับจนเป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ทั้งสองถึงแก่ความตาย ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด และโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ทย-3898 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 ให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะผู้รับประกันภัย ฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 4 เป็นเรื่องหนี้อันเกิดแต่สัญญา การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 4 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 4 ยินยอมใช้เงินจำนวน 300,000 บาท เป็นการระงับหนี้อันเกิดแต่สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามไว้ ส่วนจำนวนเงินที่ยังไม่เต็มตามความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับจำเลยที่ 4 และดอกเบี้ยตามกฎหมายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จที่จำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น เป็นข้อโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากสัญญาประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรับผิดตามสัญญาประกันภัยตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่ประการใด ย่อมไม่อาจให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกา เนื่องจากจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคท้าย
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจ่าศรี เริงชัยภูมิ กับพวก
จำเลย — นายสนธยา ชันวงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวุฒิธรรมรงค์ กลิ่นเฉย
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์พร วงศ์จันทร
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5624/2560
#615579
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนผู้ขอรับชำระหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลยที่ 2 แสดงว่า ผู้ร้องมีความประสงค์ที่จะเข้าสวมสิทธิแทนที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองในฐานะเดียวกัน เท่าเทียมกับสิทธิของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเดิมที่ศาลชั้นต้นเคยอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น โดยผู้ร้องไม่ได้มุ่งหมายที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่ของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองก่อน จึงจะมายื่นคำร้องในคดีนี้ได้ ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 6 และ 7 ประกอบกับ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง

แม้ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้โอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องหลังจากผู้ขอรับชำระหนี้จำนองถูกปิดกิจการและอยู่ระหว่างชำระบัญชี แต่ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 15 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติหมวด 5 ลักษณะ 22 ในบรรพ 3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชีโดยอนุโลม ซึ่งบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่สามารถอนุโลมบังคับใช้กับอำนาจหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีตาม พ.ร.ฎ. นี้ คือ มาตรา 1259 ที่บัญญัติว่า ผู้ชำระบัญชีทั้งหลายย่อมมีอำนาจดังจะกล่าวต่อไปนี้ (3) ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ซึ่งความข้อนี้สอดรับกับ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ว่า ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อ ให้บรรดาทรัพย์สิน หลักประกัน สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกแก่ผู้ซื้อด้วย ดังนั้น การที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้องในระหว่างดำเนินการชำระบัญชี จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี 6,768,399.83 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14995, 14996 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14995 ออกประกาศขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ ต่อมาผู้ขอรับชำระหนี้จำนองยื่นคำร้องขอว่า ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.6122/2545 ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คสองฉบับเป็นเงินฉบับละ 2,000,000 บาท และ 1,000,000 บาท ตามลำดับ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ให้แก่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 14995 และโฉนดเลขที่ 14996 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองจึงขอรับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 14995 ซึ่งโจทก์ในคดีนี้ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดไว้ก่อนเจ้าหนี้สามัญ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้ทำสัญญาโอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสองให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 จึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม (ที่ถูกต้องเป็น ขอรับชำระหนี้แทนที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง)

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนอง โดยให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนโจทก์เดิม (ที่ถูก แทนผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง) ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2544 ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสอง ในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.6122/2545 เมื่อโจทก์ในคดีนี้ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14995 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองจึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในฐานะผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตในวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้โอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและโอนสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยทั้งสองให้แก่ผู้ร้อง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้มีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นแทนผู้ขอรับชำระหนี้จำนองหรือไม่ เห็นว่า นายภาณุวัฒน์ ทนายความผู้ร้องเป็นพยานเบิกความในฐานะพยานผู้ร้องและตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ตรงกันว่า เนื่องจากคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เมื่อผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยให้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลยที่ 2 แสดงว่าผู้ร้องมีความประสงค์ที่จะเข้าสวมสิทธิแทนที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองในฐานะเดียวกัน เท่าเทียมกับสิทธิของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเดิมที่ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามคำสั่งลงวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ซึ่งตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวมิใช่เป็นกรณีที่อนุญาตให้ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในคดีนี้ และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏจากคำร้องว่าผู้ขอรับชำระหนี้จำนองมีความประสงค์จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ด้วย ดังนั้น เมื่อผู้ร้องมีความประสงค์เพียงมุ่งสืบสิทธิเดิมของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองมิให้ขาดตอนหรือต้องการสงวนรักษาสิทธิเดิมไว้เพื่อประโยชน์ของผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 2 มาจากผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโดยไม่ได้ต้องการที่จะมีสิทธิดีกว่าผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเดิมหรือมีความมุ่งหมายที่เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่จำเป็นต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.6122/2545 เพื่อขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวตามคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติว่า การที่ผู้ร้องจะเข้าสวมสิทธิแทนที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง ผู้ร้องจะต้องไปยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองก่อนจึงจะมายื่นคำร้องในคดีนี้ได้ แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดวิธีการพิเศษในการเข้าสวมสิทธิแทนที่ในกรณีที่สถาบันการเงิน เช่น ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้โอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งก็คือผู้ร้องไว้ว่า ให้โอนสิทธิแก่กันได้ตามกฎหมายดังกล่าวโดยไม่จำต้องไปยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ขอรับชำระหนี้จำนองอีก นอกจากนี้ในมาตรา 6 ของกฎหมายดังกล่าวก็บัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้าเป็นสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันก็ให้หลักประกันนั้นตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วย ซึ่งสิทธิจำนองถือเป็นทรัพยสิทธิที่มิใช่หลักประกันอย่างอื่นตามความหมายของบทบัญญัติมาตรานี้ สิทธิจำนองดังกล่าวย่อมตกติดไปกับทรัพย์นั้นโดยนิตินัยอยู่แล้ว นอกจากนี้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อ ให้บรรดาทรัพย์สิน สิทธิจำนองตกแก่ผู้ซื้อด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า สิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 2 ที่ผู้ร้องซื้อมาจากผู้ขอรับชำระหนี้จำนองเป็นที่ดินที่มีโฉนดและติดภาระจำนอง ผู้ร้องในฐานะผู้ซื้อหรือผู้รับโอนจึงชอบที่จะรับโอนไปพร้อมทั้งสิทธิหน้าที่และภาระที่อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวยังมีอยู่ และสามารถเข้าสวมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้นในฐานะเจ้าหนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ กรณีหาใช่เป็นไปตามคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 ที่ว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ไม่เปิดช่องให้ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโอนสิทธิแก่ผู้ร้องแต่ประการใดไม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองทำสัญญาโอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องภายหลังจากที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้เลิกประกอบกิจการไปแล้ว และอยู่ระหว่างการชำระบัญชีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ผู้ร้องจึงไม่สามารถสวมสิทธิในคดีนี้ ดังคำคัดค้านของจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองถูกปิดกิจการเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2554 และอยู่ระหว่างดำเนินการชำระบัญชี วันที่ 1 สิงหาคม 2554 ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองได้โอนสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องในระหว่างนี้ก็ตาม แต่พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 15 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติหมวด 5 ลักษณะ 22 ในบรรพ 3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับกับอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชีโดยอนุโลม เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่อ้างถึงดังกล่าว ปรากฏใจความเกี่ยวข้องที่สามารถนำมาอนุโลมบังคับใช้กับอำนาจหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีตามพระราชกฤษฎีกานี้ คือ มาตรา 1259 ที่บัญญัติว่า ผู้ชำระบัญชีทั้งหลายย่อมมีอำนาจดังจะกล่าวต่อไปนี้ (3) ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ซึ่งความในข้อนี้สอดรับกับพระราชกฤษฎีกาฯ มาตรา 16 วรรคหนึ่ง ว่า ในการขายสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ซื้อให้บรรดาทรัพย์สิน หลักประกัน สิทธิจำนอง หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแก่การค้ำประกันสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตกแก่ผู้ซื้อด้วย เมื่อพิจารณาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติใดที่ห้ามผู้ขอรับชำระหนี้จำนองทำการโอนขายสินทรัพย์ที่อยู่ในระหว่างชำระบัญชี ในทางกลับกัน กฎหมายกลับสนับสนุนให้สามารถกระทำได้เพื่อจะได้จำหน่ายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกลับมาเป็นตัวเงินเพื่อแบ่งปันคืนทุนอันเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นซึ่งจะเป็นหนทางที่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย ดังนั้น การที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองโอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้องในระหว่างที่ผู้ขอรับชำระหนี้จำนองอยู่ระหว่างดำเนินการชำระบัญชี จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ปัญหาเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องของผู้ร้อง การเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องมิใช่ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีนี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1259
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 6 ม. 7
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชําระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ม. 15 ม. 16 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ขอรับชำระหนี้จำนอง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทอินทีเรีย รีไฟน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกนกรดา ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622 -ที่ 5623/2560
#614651
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้น แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ในคดีล้มละลายดังกล่าว มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 6 ราย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 ยื่นขอรับชำระหนี้มูลหนี้ตามคำพิพากษาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 (จำเลยที่ 1) แบบเจ้าหนี้ไม่มีประกัน จากนั้นจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย ที่ประชุมเจ้าหนี้รวมทั้งโจทก์ยอมรับ ไม่คัดค้านการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ และศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้ว ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 1 ทุจริตหรือกระทำความผิดอันมีโทษทางอาญาเกี่ยวกับกฎหมายล้มละลาย การประนอมหนี้มีข้อความลำดับการใช้หนี้ก่อนหลังถูกต้องตามกฎหมายล้มละลาย เจ้าหนี้มีมติยอมรับ คำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 การประนอมหนี้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้โดยทั่วไป ไม่ได้เปรียบแก่กัน จึงมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 ตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ให้ยกเลิกการล้มละลาย และให้ลูกหนี้ที่ 1 กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน ทั้งยังปรากฏว่าต่อมาโจทก์โดย ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากบุคคลภายนอกแทนลูกหนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อีกต่อไป จึงขอถอนคำขอรับชำระหนี้ ดังนี้โจทก์จึงผูกมัดโดยข้อตกลงในการประนอมหนี้ดังกล่าวในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้นต่อโจทก์อีกต่อไป นอกจากนี้ หากจะรับฟังว่าการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสามตกเป็นโมฆะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิพากษาให้เพิกถอนการโอนก็มิได้หมายความว่า การประนอมหนี้ที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบต้องถูกยกเลิกไปตามผลแห่งคำพิพากษา ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกองล้มละลายสามารถยื่นขอรับชำระหนี้จากที่ดินพิพาทได้ กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์หากนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทที่กล่าวอ้างในคดีนี้ว่าเป็นโมฆะเป็นผลหรือไม่เป็นหรือกลับกัน โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินพิพาท ที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11304, 26280, 26281, 6914, 6915 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2546 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 โดยให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนเพิกถอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากเพิกเฉยขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสาม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบิดาจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ปัจจุบันมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ได้ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ 32,867,457.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 30,563,914 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ วันที่ 14 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11304, 26280, 26281, 6914 และ 6915 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 10 กันยายน 2550 นายสุเทพ ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ล.911/2551 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2551 โจทก์นำหนี้ในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยื่นขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงดุสิต เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3062/2552 ในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลแขวงดุสิตมีการไกล่เกลี่ย โจทก์ตกลงรับเงินจากบุคคลภายนอกซึ่งจะชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และขอถอนฟ้อง ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งอนุญาต สำหรับคดีล้มละลายจำเลยที่ 1 ได้ขอประนอมหนี้หลังล้มละลาย ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้เพราะหากการโอนที่ดินพิพาททั้งหมดตกเป็นโมฆะ จะทำให้การโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2546 และการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 8 ธันวาคม 2552 ถูกเพิกถอน กลับเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอยู่ก่อนล้มละลาย นำมาชำระหนี้กองล้มละลายได้ และจะทำให้การประนอมหนี้ที่ศาลเห็นชอบต้องถูกยกเลิกเพราะมีการปกปิดทรัพย์สินโดยลูกหนี้ผู้ขอประนอมหนี้ (จำเลยที่ 1) ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกองล้มละลายยื่นรับชำระหนี้จากที่ดินพิพาทได้ ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ในคดีล้มละลายดังกล่าว มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 6 ราย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 ยื่นขอรับชำระหนี้มูลหนี้ตามคำพิพากษาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 (จำเลยที่ 1) แบบเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เป็นเงิน 52,797,105 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย ที่ประชุมเจ้าหนี้รวมทั้งโจทก์ยอมรับ ไม่คัดค้านการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ และศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้ว ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 1 ทุจริตหรือกระทำความผิดอันมีโทษทางอาญาเกี่ยวกับกฎหมายล้มละลาย การประนอมหนี้มีข้อความลำดับการใช้หนี้ก่อนหลังถูกต้องตามกฎหมายล้มละลาย เจ้าหนี้มีมติยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 การประนอมหนี้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้โดยทั่วไป ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบแก่กัน จึงมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 ตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ให้ยกเลิกการล้มละลาย และให้ลูกหนี้ที่ 1 กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 วรรคสอง ตามคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ทั้งยังปรากฏว่าในวันที่ 14 ตุลาคม 2552 โจทก์โดยนายเลิศ ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากบุคคลภายนอกแทนลูกหนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อีกต่อไป จึงขอถอนคำขอ รับชำระหนี้ ดังนี้ โจทก์จึงถูกผูกมัดโดยข้อตกลงในการประนอมหนี้ดังกล่าวในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้นต่อโจทก์อีกต่อไป นอกจากนี้ หากจะรับฟังว่าการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสามตกเป็นโมฆะ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนก็มิได้หมายความว่า การประนอมหนี้ที่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบต้องถูกยกเลิกไปตามผลแห่งคำพิพากษา ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกองล้มละลายสามารถยื่นขอรับชำระหนี้จากที่ดินพิพาทได้ ทั้งยังปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ขอให้ยกเลิกการประนอมหนี้ เพราะการประนอมหนี้ไม่อาจดำเนินไปได้โดยปราศจากอยุติธรรมและศาลเห็นชอบด้วยเพราะถูกหลอกลวงทุจริต อ้างว่าจำเลยทั้งสามคดีนี้แสดงเจตนาลวงโอนขายที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ร้องบังคับคดีแก่ทรัพย์ดังกล่าวชำระหนี้ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้นัดไต่สวน อันเป็นมูลกรณีเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2557 แล้ว กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์หากนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทที่กล่าวอ้างในคดีนี้ว่าเป็นโมฆะ เป็นผลหรือไม่เป็นหรือกลับกัน ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินพิพาท ที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกข้อที่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามชอบหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัฒนะ อรรถพงศ์เมธีหรือสิทธิชัยธัญรัฐ
จำเลย — นายสุรศักดิ์ ศิริพจนากุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนันทศักดิ์ บัวงาม
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไล นภานุเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยงพาณิชย์
ทวีป ตันสวัสดิ์
โสรัตน์ เพียรอนุกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5616/2560
#613216
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่คำร้องของจำเลยเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หลังจากเพิ่มโทษหนึ่งในสามและลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่จำเลย ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางเป็นเวลา 388 วัน วันที่ 14 สิงหาคม 2552 ศาลชั้นต้นออกหมายปล่อยตัวจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวและไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่สามารถส่งหมายให้แก่จำเลยได้ ศาลชั้นต้นจึงปิดประกาศให้จำเลยทราบหน้าศาล เมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับ วันที่ 20 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลับหลังจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง หลังจากเพิ่มโทษหนึ่งในสามในความผิดดังกล่าวและรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุก 18 ปี 16 เดือน และปรับ 1,066,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อนำไปปลดชื่อออกจากบัญชีดำผู้ต้องหาค้ายาเสพติดและคำร้องขอแก้ไขชื่อจำเลยตามหนังสือเดินทาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง วันที่ 10 มกราคม 2557 จำเลยขอตรวจสำนวน ศาลชั้นต้นสอบจำเลยผ่านล่ามว่าเป็นจำเลยคดีนี้จริง จึงให้รับตัวไว้และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังแล้วให้เพิกถอนหมายจับและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ในวันที่ 23 มกราคม 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน วันที่ 4 มีนาคม 2559 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นส่งสำเนาให้โจทก์แก้แล้วมีคำสั่งส่งศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องของจำเลยเป็นการกล่าวอ้างว่าการนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องพิจารณาสั่งคำร้องนั้น จำเลยต้องยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จำเลยจะมายื่นคำร้องขอต่อศาลอุทธรณ์โดยตรงหาได้ไม่ ให้ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากระบวนพิจารณาการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่คำร้องของจำเลยเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยฎีกาโดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 16 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายโจฟรีรี่ โฮเคย์ (GEOPHERY OKEY)
จำเลย — หรือนายโอเกจูกุ อจาโก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายสมาน ศิริเจริญสุข
ศาลอุทธรณ์ — นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5598/2560
#613673
เปิดฉบับเต็ม

การเบิกความเป็นพยานต่อศาลนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 113 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีอาญาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 บัญญัติว่า พยานทุกคนต้องเบิกความด้วยวาจาและห้ามมิให้พยานอ่านข้อความที่เขียนมา ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายประสงค์ให้ศาลและคู่ความฝ่ายอื่นได้มีโอกาสรับฟังคำเบิกความของพยานโดยตรง ให้พยานเล่าเหตุการณ์ที่ตนประสบมาด้วยตนเองและจากความทรงจำของพยานเอง มิให้มีโอกาสเสริมแต่งเรื่องราวให้ผิดเพี้ยนไปจากความจริง เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นตามบทบัญญัติของกฎหมายให้เสนอคำพยานด้วยวิธีอื่น ในคดีอาญาซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 230/2 บัญญัติข้อยกเว้นดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะแล้วว่า ศาลอาจอนุญาตให้เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศแทนการนำพยานบุคคลมาเบิกความต่อหน้าศาลได้ ในกรณีที่ไม่อาจสืบพยานตามวิธีการที่บัญญัติในมาตรา 230/1 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติ ป.วิ.พ.มาบังคับใช้โดยอนุโลมด้วยการให้พยานที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ.ดังกล่าวเบิกความด้วยวิธีส่งบันทึกถ้อยคำแทนการมาเบิกความด้วยวาจาได้ ดังนั้น การที่ทนายโจทก์ทั้งสองเสนอบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยแล้วแถลงขอให้ศาลใช้เป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ แม้ทนายจำเลยจะแถลงรับว่าให้ถือเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ก็ไม่อาจถือว่าบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ บันทึกดังกล่าวคงมีลักษณะเป็นคำแถลงของพยานที่ศาลรับไว้เท่านั้น ส่วนจะนำมารับฟังได้หรือไม่ เพียงใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะพยานหลักฐาน แต่อย่างไรก็ดี ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่ได้อ้างส่งบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเพียงลำพัง เพราะพยานดังกล่าวได้มาเบิกความต่อหน้าศาลโดยเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน และเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามติงด้วย แม้ถือไม่ได้ว่าบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง แต่ก็คงมีผลเพียงว่าทนายโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจซักถามพยานของตนก่อนเท่านั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177, 83 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ทั้งสองและพิจารณามีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า การกลับไปไต่สวนมูลฟ้องใหม่ย่อมเป็นผลเสียแก่จำเลยทั้งสองและฝ่ายจำเลยจะเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ศาลฎีกาควรรับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นพิจารณาและสืบพยานของจำเลยทั้งสองประกอบคำฟ้องอุทธรณ์แล้วนำมาวินิจฉัยคดีนี้มากกว่าให้กลับไปไต่สวนมูลฟ้องนั้น เห็นว่า การเบิกความเป็นพยานต่อศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 113 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีอาญาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า พยานทุกคนต้องเบิกความด้วยวาจาและห้ามมิให้พยานอ่านข้อความที่เขียนมา ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายประสงค์ให้ศาลและคู่ความฝ่ายอื่นได้มีโอกาสรับฟังคำเบิกความของพยานโดยตรง ให้พยานเล่าเหตุการณ์ที่ตนประสบมาด้วยตนเองและจากความทรงจำของพยานเอง มิให้มีโอกาสเสริมแต่งเรื่องราวให้ผิดเพี้ยนไปจากความจริง เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นตามบทบัญญัติของกฎหมายให้เสนอคำพยานด้วยวิธีอื่น ในคดีอาญาซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 230/2 บัญญัติข้อยกเว้นดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะแล้วว่า ศาลอาจอนุญาตให้เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศแทนการนำพยานบุคคลมาเบิกความต่อหน้าศาลได้ ในกรณีที่ไม่อาจสืบพยานตามวิธีการที่บัญญัติในมาตรา 230/1 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาบังคับใช้โดยอนุโลมด้วยการให้พยานที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวเบิกความด้วยวิธีส่งบันทึกถ้อยคำแทนการมาเบิกความด้วยวาจาได้ ดังนั้น การที่ทนายโจทก์ทั้งสองเสนอบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยแล้วแถลงขอให้ศาลใช้เป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ แม้ทนายจำเลยจะแถลงรับว่าให้ถือเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง ก็ไม่อาจถือว่าบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ บันทึกดังกล่าวคงมีลักษณะเป็นคำแถลงของพยานที่ศาลรับไว้เท่านั้น ส่วนจะนำมารับฟังได้หรือไม่ เพียงใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะพยานหลักฐาน แต่อย่างไรก็ดี ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่ได้อ้างส่งบันทึกถ้อยคำของพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเพียงลำพัง เพราะพยานดังกล่าวได้มาเบิกความต่อหน้าศาลโดยเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน และเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามติงด้วย แม้ถือไม่ได้ว่าบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสอง แต่ก็คงมีผลเพียงว่าทนายโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจซักถามพยานของตนก่อนเท่านั้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า พยานโจทก์ทั้งสองไม่ได้ปฏิญาณหรือสาบานตนก่อนเบิกความต่อศาล ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้รับฟังได้เช่นนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 230/1 ม. 230/2
ป.วิ.พ. ม. 113
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีพร จีระสุนทราเดช กับพวก
จำเลย — นางอรมน วิมลพิทยารัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวธัญชนก คงเด่นฟ้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย ฉัตรเพิ่มพร
ชื่อองค์คณะ
โสรัตน์ เพียรอนุกูล
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา