คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4877/2560
#612995
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้...(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดย พ.ร.ฎ." และ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังต่อไปนี้ เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป.รัษฎากร... (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่...(ค) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น..." คดีนี้ ทางพิจารณาได้ความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9184 ที่โจทก์ทั้งสองขายให้แก่ ว. เป็นอพาร์ตเมนต์ ขนาด 2 ชั้น 28 ห้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญรวมถึงเก็บเกี่ยวหาประโยชน์จากค่าเช่าบนที่ดินของตนเองโดยการประกอบกิจการหอพัก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ทั้งสองแต่แรกว่า โจทก์ทั้งสองประสงค์จะลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าของที่ดินโดยการสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แล้ว หาใช่เพียงใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 (6) (ค) ไม่ กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตาม พ.ร.ฎ. ฉบับดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทไปภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 (6) อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคนหนึ่งคนใดหรือร่วมกันชดใช้เงิน 266,057 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์เฉพาะสำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันที่ 22 เมษายน 2552 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9184 ตั้งอยู่ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และได้ให้โจทก์ที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 โจทก์ที่ 1 ได้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร 3 ชั้น จำนวน 1 หลัง 39 ห้อง พื้นที่ก่อสร้าง 1,095 ตารางเมตร และได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 แต่ในที่สุดมีการก่อสร้างเสร็จเป็นเพียงอาคาร 2 ชั้น จำนวน 28 ห้อง โจทก์ทั้งสองนำที่ดินดังกล่าวจำนองธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาไถ่ถอนจำนองและขายฝากกับนายวิชัย ผู้รับซื้อฝาก เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 กำหนดไถ่ถอนภายใน 1 ปี ในวันทำสัญญาขายฝากเจ้าพนักงานที่ดินได้เรียกเก็บภาษีอากรเพื่อกรมสรรพากรจากโจทก์ผู้ขายฝาก โดยโจทก์ทั้งสองได้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีส่วนท้องถิ่นในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีธุรกิจเฉพาะรวมเป็นเงิน 140,440 บาท ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ไถ่ถอนที่ดินที่ขายฝากภายในกำหนด เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี (แบบ ค. 10) จำนวนดังกล่าวโดยอ้างว่าได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่มีสิทธิขอคืนจึงได้มีหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ขอให้คืนภาษีธุรกิจเฉพาะ สรรพากรภาค 9 ผู้พิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงแจ้งผลการพิจารณาให้โจทก์ทั้งสองทราบ บ้านที่โจทก์ที่ 1 อาศัยอยู่ในปัจจุบันคือบ้านเลขที่ 144 ที่ปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 9184 ส่วนโจทก์ที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 171 หมู่ที่ 3 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้าน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า โจทก์ทั้งสองได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีที่โจทก์ทั้งสองขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9184 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างหอพักเลขที่ 144 ให้แก่นายวิชัย หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้...(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังต่อไปนี้ เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรกร (1) การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดิน (2) การขายห้องชุดของผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด (3) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อขาย รวมถึงการขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าว (4) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) หรือ (3) เฉพาะกรณีที่มีการแบ่งขายหรือมีการแบ่งแยกไว้เพื่อขาย โดยได้จัดทำถนนหรือสิ่งสาธารณูปโภคอื่น หรือให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีสิ่งดังกล่าว (5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเฉพาะของนิติบุคคลตามมาตรา 77/1 แห่งประมวลรัษฎากร (6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่...(ค) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น..." คดีนี้ ทางพิจารณาได้ความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9184 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างหอพักที่โจทก์ทั้งสองขายให้แก่นายวิชัย เป็นอพาร์ตเมนต์ ขนาดตามใบอนุญาตให้ก่อสร้าง สูง 3 ชั้น จำนวน 39 ห้อง แต่ในที่สุดมีการก่อสร้างจริงเพียง 2 ชั้น 28 ห้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า การขายอพาร์ตเม้นต์ของโจทก์ทั้งสองเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญรวมถึงเก็บเกี่ยวหาประโยชน์จากค่าเช่าบนที่ดินของตนเองโดยการประกอบกิจการหอพัก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ทั้งสองแต่แรกว่า โจทก์ทั้งสองประสงค์จะลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าของที่ดินโดยการสร้างอพาร์ตเม้นต์แล้วนำออกให้เช่า ต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แล้ว หาใช่เพียงใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญตามที่โจทก์ทั้งสองอ้างตามมาตรา 4 (6) (ค) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ไม่ กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทไปภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 (6) อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพงศ์ภรณ์ ฐิติโชติชาญกล้า กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4841/2560
#615335
เปิดฉบับเต็ม

แม้ต้นปาล์มและต้นมะพร้าว โจทก์ทั้งสองจะปลูกไว้ แต่เมื่อเป็นไม้ยืนต้น จึงเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ผลปาล์มและต้นมะพร้าวจึงเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสองตาม ป.พ.พ. มาตรา 145 ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสองเข้าไปเอาผลปาล์ม แล้วเข้าไปตัดโค่นทำลายต้นมะพร้าว จะถือว่าทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่ได้ โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยทั้งสอง ส่วนต้นกล้วยเป็นไม้ล้มลุก ไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ปลูกจึงเป็นเจ้าของต้นกล้วย จำเลยทั้งสองเข้าไปโค่นทำลาย ทั้งๆ ที่รู้แล้วว่าแม้จะปลูกอยู่ในที่พิพาทแต่ต้นกล้วยเหล่านั้นเป็นของโจทก์ทั้งสอง ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและเป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องและจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในมูลละเมิดที่เกิดจากการกระทำของตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. 4-01 ก เลขที่ 1222 และ เลขที่ 10094 แปลงที่ 9 และที่ 20 กลุ่มที่ 135 อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ตามลำดับ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับต้นผลอาสินของโจทก์ทั้งสองบนที่ดินดังกล่าว ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินในสัญญากู้ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2532 ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกันกับที่ดินทั้งสองแปลง ห้ามกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสองบนที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 430,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ก เลขที่ 1222 แปลงที่ 9 กลุ่มที่ 135 อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร และหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ก เลขที่ 10094 แปลงที่ 20 กลุ่มที่ 135 อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร กับห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามฟ้องทั้งสองแปลงอันเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 25,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องสองแปลงเดิมอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ-สลุย โดยจำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาทางราชการอาศัยมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นผลให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอท่าแซะ และอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2531 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2531 จากนั้นโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า วันที่ 11 ตุลาคม 2532 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทมาขายด้วยการสละการครอบครองให้โจทก์ที่ 1 ในราคา 52,900 บาท โดยทำในรูปสัญญากู้เงินมอบที่ดินยึดถือเป็นประกัน ต่อมาจำเลยทั้งสองไปยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว โดยที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 ได้ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก) เลขที่ 1222 แปลงที่ 9 กลุ่มที่ 135 อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2533 ที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 ได้ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก) เลขที่ 10094 แปลงที่ 20 กลุ่มที่ 135 อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2549 โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปออก ส.ป.ก. 4-01 ก ได้ นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองยังได้เข้าไปลักผลปาล์ม แล้วเข้าไปตัดโค่นทำลายต้นมะพร้าวและต้นกล้วย ที่โจทก์ทั้งสองปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกามีว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา 25 ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินนั้น เมื่อไม่ได้มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การห้ามมิให้จำหน่ายที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจึงมีผลบังคับทันทีที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ โดยไม่ต้องมาพิจารณาขั้นตอนการได้กรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างที่โจทก์ทั้งสองฎีกา และแม้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้อนุญาตให้บุคคลใดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างที่โจทก์ทั้งสองฎีกาก็ไม่เกี่ยวข้องกัน ข้อกำหนดห้ามโอนมีผลบังคับทันทีเมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2531 การที่วันที่ 11 ตุลาคม 2532 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทมาขายให้โจทก์ที่ 1 จึงอยู่ภายในระยะเวลาสามปี การขายที่ดินพิพาทจึงเป็นโมฆะ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 กรณีไม่ใช่มีผลเพียงให้อำนาจคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเข้าไปรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินห้ามโอนเท่านั้นอย่างที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทในอันที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ การที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินจึงเป็นการชอบแล้ว อีกทั้งเมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามมาตรา 36 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้ามาด้วย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอน ส.ป.ก. 4-01 ก ของจำเลยทั้งสอง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ส่วนพืชผลบนที่ดินพิพาท แม้ต้นปาล์มและต้นมะพร้าว โจทก์ทั้งสองจะปลูกไว้ แต่เมื่อเป็นไม้ยืนต้น จึงเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ผลปาล์มและต้นมะพร้าวจึงเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145 ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสองเข้าไปเอาผลปาล์ม แล้วเข้าไปตัดโค่นทำลายต้นมะพร้าว จะถือว่าทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่ได้ โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยทั้งสอง ส่วนต้นกล้วยเป็นไม้ล้มลุก ไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ปลูกจึงเป็นเจ้าของต้นกล้วย จำเลยทั้งสองเข้าไปโค่นทำลาย ทั้งๆ ที่รู้แล้วว่าแม้จะปลูกอยู่ในที่พิพาทแต่ต้นกล้วยเหล่านั้นเป็นของโจทก์ทั้งสอง ตามพฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและเป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องและจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในมูลละเมิดที่เกิดจากการกระทำของตน มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายสำหรับต้นกล้วยที่ถูกโค่นทำลายให้แก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความลอยๆ ไม่มีพยานอื่นที่น่าเชื่อถือมาเบิกความยืนยันความเสียหาย ทั้งตามภาพถ่ายก็ไม่ปรากฏรายละเอียดที่ชัดเจนว่าต้นกล้วยถูกทำลายทั้งหมดกี่กอ จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ 50,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 145 ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลา เพชรคีรี กับพวก
จำเลย — นายเสรี อู่มาลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอาทิตย์ สวาวสุ
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4798/2560
#613218
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นตัวแทนของ ข. โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ดำเนินการทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่ปรากฏชื่อโจทก์อยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 264, 265, 266, 268, 352, 353, 354 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42, 46

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องไว้เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ฯ มาตรา 42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 3 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันยักยอกยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันลงข้อความอันเป็นเท็จในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือไม่ โดยจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อที่ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ก่อน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นตัวแทนของนายขวัญชัย ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ดังนี้ เมื่อโจทก์ถือหุ้นแทนนายขวัญชัย โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ดำเนินการทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่ปรากฏชื่อโจทก์อยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นดังกล่าวตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 อีก เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวราทิพย์ หมื่นเอมหรือถาวรเรืองรัตน์
จำเลย — บริษัทพี.ซี.ลีกัล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทรงเดช บุญธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4781/2560
#613462
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะอ้างว่ารถยนต์กระบะบรรทุกเป็นของ บ. เอง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ บ. เป็นผู้จ่าย ทั้ง บ. ก็ไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชาของจำเลย แต่เมื่อรถยนต์กระบะบรรทุกคันเกิดเหตุ ปรากฏชื่อบริษัทของจำเลยอยู่ข้างตัวรถ การที่จำเลยสั่งให้ บ. เข้าไปรับสินค้าโดยใช้รถยนต์กระบะบรรทุกคันดังกล่าว จำเลยจึงเป็นนายจ้างของ บ. ต้องรับผิดกับ บ. ในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 540,285.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 570,676.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 540,285.47 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ภายในบทบัญญัติว่าด้วยอายุความ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจรับประกันภัย โจทก์รับประกันภัยการขนส่งสินค้าภายในประเทศของบริษัทนิเด็ค ค็อมโปเน็นท์ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2555 บริษัทดังกล่าวว่าจ้างจำเลยขนส่งสินค้าประเภทอุปกรณ์ชิ้นส่วนไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 10,300 ชิ้น จากโรงงานที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ไปส่งให้แก่ลูกค้าที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง จำเลยสั่งให้นายบรรเจิด ขับรถยนต์กระบะบรรทุก หมายเลขทะเบียน ตห 7127 กรุงเทพมหานคร นำสินค้าดังกล่าวของบริษัทไปส่งให้แก่ลูกค้า แต่ระหว่างทางนายบรรเจิดขับรถยนต์กระบะบรรทุกดังกล่าวโดยใช้ความเร็วสูงในขณะฝนตกถนนลื่น นายบรรเจิดไม่สามารถควบคุมรถได้และรถยนต์กระบะบรรทุกเสียการทรงตัวจึงแล่นชนเสาไฟฟ้าข้างทางที่บริเวณแยกบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ทำให้สินค้าที่บรรทุกในรถกระแทกกับตัวรถอย่างรุนแรงได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้การได้ทั้งหมด โจทก์ประเมินค่าเสียหายเป็นเงิน 540,285.47 บาท เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทนิเด็ค ค็อมโปเน็นท์ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกค่าเสียหายจากจำเลยให้รับผิดค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงิน 540,285.47 บาท แต่จำเลยปฏิเสธความรับผิด โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้ที่ศาลจังหวัดชลบุรี โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญารับขนที่จำเลยทำสัญญาขนส่งสินค้ากับบริษัทผู้เอาประกันภัยโดยโจทก์มิได้ฟ้องนายบรรเจิดผู้ขับรถกระบะบรรทุกที่ทำให้สินค้าของผู้เอาประกันภัยเสียหายด้วย ดังนั้นโจทก์ต้องฟ้องจำเลยให้รับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่ศาลจังหวัดสระบุรีหรือศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นภูมิลำเนาจำเลย แต่เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดชลบุรี เป็นการเสนอคำฟ้องผิดเขตอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) หรือมาตรา 5 จึงพิพากษายกฟ้อง

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้แล้วว่า จำเลยเข้าทำสัญญารับจ้างขนสินค้าให้แก่บริษัทนิเด็ค ค็อมโปเน็นท์ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด ทั้งโจทก์มีนายกรวิก มาเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2555 บริษัทนิเด็ค ค็อมโปเน็นท์ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด ว่าจ้างให้จำเลยขนส่งสินค้าประเภทอุปกรณ์ชิ้นส่วนไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 10,300 ชิ้น ไปส่งให้ลูกค้าที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง จำเลยจึงได้สั่งการให้นายบรรเจิดนำรถยนต์กระบะบรรทุก หมายเลขทะเบียน ตห 7127 กรุงเทพมหานคร มารับสินค้า มีนายบรรเจิดลงลายมือชื่อรับสินค้า โดยจำเลยก็ไม่ได้นำสืบหักล้างในเรื่องนี้ พยานโจทก์ปากนี้แม้เป็นพนักงานของโจทก์แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียในคดีโดยตรง เชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริง และเมื่อพิจารณารถยนต์กระบะบรรทุกคันเกิดเหตุ ตามภาพถ่ายก็ปรากฏมีชื่อบริษัทของจำเลยอยู่ข้างตัวรถ ดังนั้นการดำเนินการของจำเลยที่สั่งให้นายบรรเจิดเข้าไปรับสินค้าโดยใช้รถยนต์กระบะบรรทุกซึ่งมีชื่อบริษัทของจำเลยติดอยู่ข้างตัวรถจึงมีลักษณะเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน ที่จำเลยอ้างว่ารถยนต์กระบะบรรทุกเป็นของนายบรรเจิดเอง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นายบรรเจิดเป็นผู้จ่ายนั้น จำเลยก็มิได้มีหลักฐานมาแสดงให้ปรากฏดังข้อกล่าวอ้าง พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เชื่อว่าจำเลยเป็นนายจ้างของนายบรรเจิด จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ชื่อคู่ความ
บริษัทสมโพธิ์ เจแปน นิปปอนโคอะ ประกันภัย
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
บริษัทออลเวย์ เอ็กซ์เพรส ทรานสปอร์ต
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายวิสิษฐ์ พุ่มกำพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4732/2560
#614948
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมรับรู้ถึงการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ บ. และ ม. ตลอดมา อีกทั้งจำเลยยังเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เช่าที่ทำการของ บ. และเช่าหมายเลขโทรศัพท์จากบริษัท ซ. เพื่อดำเนินการติดต่อธุรกิจของ บ. ซึ่งก็คือการติดต่อซื้อขายหลักทรัพย์ ทั้งยังสามารถทำการแทน บ. ตั้งแต่การเช่าสถานที่ตั้งที่ทำการ และซื้อหลักทรัพย์จากบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และกลุ่มของ บ. แล้วนำมาจำหน่ายต่อให้แก่นักลงทุน รวมทั้งออกใบหุ้นให้แก่ลูกค้าทั่วไป พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับบุคคลที่ยังไม่ปรากฏชัดเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และค้าหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90, 289 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83

การกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ตั้งแต่โทรศัพท์หลองลวงผู้เสียหายทั้งสี่ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสี่อยู่ที่ประเทศออสเตรเลียจนกระทั่งผู้เสียหายทั้งสี่โอนเงินเข้าบัญชีที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงเป็นความผิดที่กระทำนอกราชอาณาจักรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 20 เมื่อพันตำรวจโท อ. เสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อขอให้อัยการสูงสุดมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ต่อมาอัยการสูงสุดมีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ ถือว่าคณะพนักงานสอบสวนดังกล่าวมีอำนาจทำการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 20 วรรคหนึ่ง การสอบสวนในคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 343 พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90, 289 และให้จำเลยร่วมกันใช้เงินแก่นายไมเคิล ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 38,006.67 ดอลลาร์สหรัฐ นายพอล ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 32,778.60 ดอลลาร์สหรัฐ นายรัสเชล ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 15,469.50 ดอลลาร์สหรัฐ และนายเอเดรียน ผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 24,019.88 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 110,274.67 ดอลลาร์สหรัฐ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90 วรรคหนึ่ง, 289 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ สมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 2 ปี คืนของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นพนักงานของเมสัน ทอมป์สัน ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายธุรการและจำเลยลงลายมือชื่อในแบบฟอร์ม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบกล่าวหาว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ในนาม เบนสัน ดูปองท์ มอร์แกน แปซิฟิค และบริษัทอีก 6 แห่ง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามมาตรา 90 ประกอบมาตรา 289 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 นั้น ไม่เป็นความผิด เพราะจำเลยเป็นเพียงพนักงานลูกจ้างในฝ่ายธุรการ กระทำการตามหน้าที่ของฝ่ายธุรการและตามคำสั่งของนายจ้าง โดยรับเพียงเงินเดือนตามที่ลูกจ้างพึงได้รับ จำเลยไม่เคยได้รับค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทนอื่นจากการประกอบธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ และไม่เคยได้รับส่วนแบ่งหรือประโยชน์อย่างอื่นจากการประกอบธุรกิจ หลักทรัพย์และไม่ปรากฏว่าจำเลยเข้าไปตกลงทำสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์ใด ๆ กับนักลงทุนชาวต่างชาติรวมถึงผู้เสียหายทั้งสี่ จำเลยไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นกรรมการหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือมีอำนาจในการออกกฎระเบียบหรือข้อบังคับใน เบนสัน ดูปองท์ มอร์แกน แปซิฟิคและบริษัททั้งหมด การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เข้าลักษณะของการกระทำความผิดหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จะได้ความว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ทั้งห้าหลักทรัพย์ตามฟ้องและกลุ่มบรินตั้นก็ตาม แต่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวในขั้นตอนการส่งเอกสารสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์และการยืนยันการซื้อหลักทรัพย์รวมทั้งการแจ้งการชำระราคาค่าหลักทรัพย์แก่บริษัทที่ออกหลักทรัพย์และกลุ่มบรินตั้น โดยจำเลยเป็นผู้ประสานงานกับบริษัท Net Commerce Inc. และบริษัทดังกล่าวได้ส่งสัญญาซื้อหลักทรัพย์และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระมายังจำเลย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเบนสัน ดูปองท์ ได้มีการโอนเงินชำระให้แก่บริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือกลุ่มบรินตั้นแล้ว จำเลยก็จะเป็นผู้แจ้งการชำระเงินดังกล่าวไปยังบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และกลุ่มบรินตั้น นอกจากนี้ในขั้นตอนการออกใบหุ้น จำเลยยังเป็นผู้แจ้งให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ ออกใบหุ้นในชื่อเบนสัน ดูปองท์ และจำเลยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับกลุ่มบรินตั้นในการออกใบหุ้น สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวศุภญาพยานโจทก์ว่า พยานมีหน้าที่ในการติดต่อให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ออกใบหุ้นให้แก่ลูกค้าของเบนสัน ดูปองท์ และมอร์แกน แปซิฟิค จำเลยเป็นหัวหน้าของพยานและจะเป็นผู้สั่งพยานว่าจะต้องติดต่อไปยังบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ใดเพื่อให้ออกใบหุ้น ในบางครั้งจำเลยจะเป็นผู้ร่างข้อความแล้วนำมาให้พยานพิมพ์ข้อความนั้นแล้วส่งไป โดยที่หัวกระดาษที่ใช้ในการทำงานและอีเมลแอดเดรสที่ใช้ในการติดต่อบริษัทที่ออกหลักทรัพย์กลุ่มบรินตั้น และลูกค้านั้นระบุชื่อเบนสัน ดูปองท์ ไม่ใช่ชื่อเมสัน ทอมป์สัน หรือบริษัททักษิณ เอ็กซ์เพรส จำกัด ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ความจากนางสาวศุภญาตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับงาน พยานจะสอบถามจำเลย หากจำเลยไม่รู้ก็จะสอบถามนายไทเลอร์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้บริหารระดับสูงและมีอำนาจตัดสินใจรองลงมาจากนายไทเลอร์ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวสราญจิตว่า ก่อนที่พยานจะเข้าทำงาน จำเลยเป็นผู้ดูแลบัญชีค่าใช้จ่ายของเมสัน ทอมป์สัน แม้ในภายหลังจำเลยได้มอบหมายให้พยานเป็นผู้ดูแลบัญชีรายรับรายจ่ายแทนตน แต่จำเลยก็ยังคงเป็นผู้ตรวจบัญชีค่าใช้จ่ายที่พยานจัดทำเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้น ประกอบกับข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยจบการศึกษาระดับปริญญาโท มีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ย่อมชี้ให้เห็นว่า จำเลยร่วมรับรู้ถึงการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และค้าหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเบนสันดูปองท์ และมอร์แกน แปซิฟิค ตลอดมา พิจารณาจากที่จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เช่าที่ทำการของเบนสัน ดูปองท์ ที่ชั้น 23 อาคารซีพีทาวเวอร์ ถนนสีลม แขวงสีลมเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร อันเป็นสถานประกอบการของบริษัทเซอร์ฟคอร์ป จำกัด โดยจำเลยเช่าที่อยู่ดังกล่าวและหมายเลขโทรศัพท์จากบริษัทเซอร์ฟคอร์ป จำกัด แสดงให้เห็นว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการทั่วไปย่อมต้องรู้ว่าเบนสัน ดูปองท์ เช่าอาคารและหมายเลขโทรศัพท์เพื่อดำเนินงานติดต่อธุรกิจของเบนสัน ดูปองท์ ซึ่งก็คือการติดต่อซื้อขายหลักทรัพย์นั้นเอง แสดงว่าจำเลยมิใช่พนักงานธุรการของเบนสัน ดูปองท์ แต่จำเลยเป็นตัวแทนเบนสัน ดูปองท์ สามารถทำการแทนเบนสัน ดูปองท์ ตั้งแต่การเช่าสถานที่ตั้งที่ทำการของเบนสัน ดูปองท์ รวมทั้งการซื้อหลักทรัพย์จากบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และกลุ่มบรินตั้นแล้วนำมาจำหน่ายต่อให้แก่นักลงทุน รวมทั้งการออกใบหุ้นให้แก่ลูกค้าด้วย ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิใช่ผู้ติดต่อซื้อหุ้น ตกลงราคาค่าหุ้น และกำหนดจำนวนหุ้นที่จะซื้อจากบริษัท Net Commerce Inc. มาแต่ต้นจริง จำเลยมีหน้าที่เพียงแต่การรับส่งเอกสารเท่านั้น ในข้อนี้เห็นว่า นางสาวดวงพร พยานโจทก์ได้เบิกความไว้ชัดเจนแล้วว่า ในการดำเนินการของเบนสัน ดูปองท์ และมอร์แกน แปซิฟิค ได้แบ่งแยกหน้าที่ของพนักงานออกจากกันอย่างชัดเจน แบ่งแยกกันทำเป็นขั้นตอนและขบวนการ กล่าวคือ พนักงานที่เรียกว่า TQ มีหน้าที่โทรศัพท์ชักชวนนักลงทุนให้ซื้อหลักทรัพย์ เมื่อนักลงทุนรายใดสนใจที่จะลงทุนซื้อหลักทรัพย์พนักงานที่เรียกว่า OPENER จะเป็นผู้ติดต่อกับนักลงทุนเหล่านั้น พนักงานที่เรียกว่า COOLER จะเป็นผู้ให้คำแนะนำหรือตอบปัญหาในเชิงลึกแก่นักลงทุน ส่วนจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ในขั้นตอนการส่งเอกสารสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์และการยืนยันการซื้อหลักทรัพย์รวมทั้งการแจ้งการชำระราคาค่าหลักทรัพย์แก่บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ แม้จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ แต่จำเลยก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อหลักทรัพย์ในขั้นตอนการส่งเอกสารสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์และการยืนยันซื้อหลักทรัพย์รวมทั้งการแจ้งชำระราคาค่าหลักทรัพย์แก่บริษัทที่ออกหลักทรัพย์และกลุ่มบรินตั้น โดยจำเลยเป็นผู้ประสานงานกับบริษัท Net Commerce Inc. เมื่อเบนสัน ดูปองท์ โอนเงินชำระให้แก่ บริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือกลุ่มบรินตั้นแล้ว จำเลยก็เป็นผู้แจ้งการชำระเงินดังกล่าวไปยังบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และกลุ่มบรินตั้น พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยแสดงให้เห็นว่า จำเลยกับบุคคลที่ยังไม่ปรากฏชัดเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และค้าหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90, 289 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะดำเนินการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยอ้างว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และค้าหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90, 289 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นั้น เป็นการกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและที่โจทก์นำสืบในการพิจารณาเป็นการกระทำความผิดซึ่งเหตุเกิดที่แขวงสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร และตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวพันกัน จึงเป็นความผิดที่กระทำลงในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การสอบสวนจึงต้องดำเนินการโดยคณะพนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 597/2544 เรื่อง แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยมีพลตำรวจโทชัชจ์ เป็นหัวหน้างานสืบสวนสอบสวน ดังนั้น พลตำรวจโทชัชจ์จึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในข้อหานี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 แต่ในคดีนี้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจัดการอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 140 ทั้งในความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และค้าหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นความผิดที่กระทำในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 ส่วนความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดที่การกระทำส่วนหนึ่งส่วนใดได้กระทำในราชอาณาจักร ซึ่งกฎหมายให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วรรคหนึ่ง อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในอันที่จะทำหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบการสอบสวนคดีนี้ทั้งสองฐานความผิดได้ เมื่อการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (6), 18, 140 และมาตรา 120 เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และค้าหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 นางสาวดวงพรกับนางสาวปฐมาภรณ์ และ พันตำรวจโทชัดชัย กับพวกได้นำหมายค้นของศาลไปตรวจค้นที่บริษัทอัศวินเอ็กซ์เพรส จำกัด ตั้งอยู่ที่อาคารเศรษฐีวรรณ เลขที่ 139 ชั้น 19 ถนนปั้น แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร พบพนักงานของบริษัทและเอกสารแนะนำที่มีชื่อของเบนสัน ดูปองท์ และมอร์แกน แปซิฟิคและใบเรียกเก็บเงินค่าโทรศัพท์ ในวันเดียวกันนั้น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งแต่งตั้งพันตำรวจโทอดุลย์ กับพันตำรวจโทชัดชัยและเจ้าพนักงานตำรวจอีกหลายคนให้เป็นคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 597/2544 เรื่อง แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน และในวันดังกล่าวนางสาวดวงพรในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษเบนสัน ดูปองท์ และมอร์แกน แปซิฟิค หลังจากนั้นนางสาวดวงพรและพันตำรวจโทอดุลย์กับพวกได้เข้าตรวจค้นที่โกดังของบริษัทคลังสินค้าเอเชียธนะวัฒน์ จำกัด พบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเบนสันดูปองท์ และมอร์แกน แปซิฟิค จำนวนมากแล้วตรวจสอบข้อเท็จจริงจากข้อมูลและเอกสารจึงทราบว่า เบนสัน ดูปองท์ หรือเบนสัน ดูปองท์ แคปปิตอล เมเนจเม้นท์ อิงค์ เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของหมู่เกาะบริติช เวอร์จิน นางสาวเจนิเฟอร์ ภริยานายไทเลอร์ เจ้าของเบนสัน ดูปองท์ และมอร์แกน แปซิฟิค ได้ขอจดทะเบียนจัดตั้ง เมสัน ทอมป์สัน เป็นสำนักงานผู้แทนในประเทศไทยโดยมีจำเลยเป็นผู้เช่าอาคารสำนักงานเพื่อเป็นสำนักงานของเบนสัน ดูปองท์และเช่าบริการหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่กับบริษัทเซอร์ฟคอร์ป จำกัด บริษัทไอยราธุรกิจ จำกัด บริษัทเวียงฟ้าธุรกิจ จำกัด เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการดำเนินงานในนามของเบนสัน ดูปองท์ และมอร์แกน แปซิฟิค บริษัททั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกันโดยมีพนักงานส่วนใหญ่ของบริษัทเหล่านั้นเป็นพนักงานชุดเดียวกัน ทั้งยังมีการใช้บริษัทเหล่านี้ในการจัดส่งเอกสารแนะนำบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ตามฟ้อง จึงเท่ากับยืนยันว่าจำเลยร่วมกันกระทำผิดฐานประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และค้าหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในราชอาณาจักร เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่เพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด เมื่อพบเอกสารและความเชื่อมโยงบริษัทดังกล่าวในข้างต้นในการดำเนินการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจนในที่สุดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งแต่งตั้งพันตำรวจโทอดุลย์กับพันตำรวจโทชัดชัยและเจ้าพนักงานอีกหลายคนให้เป็นคณะพนักงานสืบสวน ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 597/2544 เรื่อง แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งได้ความจากพยานโจทก์ต่อไปอีกว่าพันตำรวจโทอดุลย์กับพวกได้สอบคำให้การพยานที่เกี่ยวข้องและได้รวบรวมข้อเท็จจริงคดีนี้โดยสอบคำให้การผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 และพยานอีก 4 ปาก ที่ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างทำการสอบสวนพันตำรวจโทอดุลย์เห็นว่า คดีนี้เป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83 แต่ได้กระทำนอกราชอาณาจักรไทย จึงเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาให้อัยการสูงสุดมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2546 อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 597/2544 เป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบในคดีนี้ และต่อมาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 อัยการสูงสุดมีคำสั่งมอบหมายพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้เพิ่มเติม เห็นว่า เฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบยืนยันว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชนกล่าวคือ ชักชวนให้นักลงทุนซื้อหลักทรัพย์โดยในระหว่างผู้เสียหายทั้งสี่อยู่ที่ประเทศออสเตรเลียได้มีโทรศัพท์ทางไกลจากชาวต่างชาติซึ่งอ้างว่า เป็นที่ปรึกษาการลงทุนโทรศัพท์จากเบนสัน ดูปองท์ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ตามฟ้องโดยอ้างว่าเป็นหลักทรัพย์ที่ดีมากและจะทำกำไรได้มาก โดยไม่ได้แจ้งว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ที่มีข้อจำกัดตามกฎหมายหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสี่หลงเชื่อสั่งซื้อหลักทรัพย์ตามฟ้องจำนวนหลายครั้งโดยได้โอนเงินชำระราคาหลักทรัพย์ดังกล่าวและค่าธรรมเนียมในการซื้อขายเข้าบัญชีธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดของเบนสัน ดูปองท์ แคปปิตอล เมเนจเม้นท์ อิงค์ ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง การกระทำดังกล่าวทั้งหมดตั้งแต่โทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหายทั้งสี่ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสี่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย จนกระทั่งผู้เสียหายทั้งสี่โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดของเบนสัน ดูปองท์ แคปปิตอล เมเนจเม้นท์ อิงค์ ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง จึงเป็นความผิดที่กระทำนอกราชอาณาจักร ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 บัญญัติว่า ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ เมื่อคดีนี้พันตำรวจโทอดุลย์เสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อขอให้อัยการสูงสุดมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2546 อัยการสูงสุดมีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 597/2544 เป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบในคดีนี้ ถือว่าคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้มีอำนาจทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 วรรคหนึ่ง การสอบสวนในคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดี ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 20
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 90 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรวิ ปาตียาหรือปาตียาวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสิริกุล จงจิตเกษม เจริญกิจราษฎร์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4703/2560
#612406
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นการถือครองที่ดินแทนทายาทคือโจทก์ทั้งสองในฐานะที่เป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย หาใช่เป็นการยึดถือครอบครองไว้ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวไม่ แม้จำเลยจะครอบครองนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ และการที่โจทก์ทั้งสองขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเป็นการขอแบ่งทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 โดยไม่มีอายุความ มิใช่เป็นการฟ้องเรียกให้แบ่งมรดก จำเลยจึงไม่อาจยกเอาเรื่องอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 มาปรับแก่คดีได้

การขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม แม้ศาลจะพิพากษาให้แบ่งปันทรัพย์สินกัน แต่ยังต้องดำเนินการอีกหลายขั้นตอนในการแบ่งทรัพย์สินกันตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1364 คำขอของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับมูลหนี้ที่ไม่อาจคาดการณ์หรือกล่าวอ้างได้ในอนาคต จึงไม่ใช่มูลหนี้ที่ให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองจะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องในการเรียกร้องค่าเสียหาย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2560)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งนำที่ดินทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละส่วนเท่า ๆ กัน และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 6,640,000 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งที่ดินแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย นายประพัฒน์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายลิ่มกัวจ๋ายหรือกั่วจ๋าย กับนางส่อหลักหรือสอหลัก มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือนายลิ่มซิวฮือหรือฉิ่วหู่หรือเฉียวหู้หรือเฉียวหู่หรืออิวหู นายลิมอับจุยหรืออับจุยหรือหลิมอาจุ้ย นายเซ่งจ๋วนหรือเฉ่งจ๋วน และนายจ่วนฮกหรือวิทูร์ ตามบัญชีเครือญาติ นายลิ่วซิวฮือกับนางขิ่มหรือขิมหรืออ่องขิม มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 จำเลย (จำเลยเกิดปี 2474 ตามสำเนาทะเบียนบ้าน) และนายรวม ตามบัญชีเครือญาติ แต่นายรวมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2542 ตามมรณบัตร เมื่อปี 2473 นายลิ่มกัวจ๋าย (ปู่) ซื้อที่ดินตั้งอยู่ตำบลลิพอน อำเภอเมืองถลาง จังหวัดภูเก็ต 1 แปลง เนื้อที่ 452 ไร่ 2 งาน 99 ตารางวา ใส่ชื่อปู่ บิดาโจทก์จำเลยและนายลิมอับจุยเป็นผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายที่ดิน บิดาโจทก์จำเลยถึงแก่ความตายเมื่อปี 2477 ต่อมาปี 2481 ปู่ถึงแก่ความตาย ตามคำแปลจากป้ายหลุมฝังศพและภาพถ่าย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2491 นายลิมอับจุย นายเซ่งจ๋วน นายจ่วนฮก และจำเลยร่วมกันยื่นคำขอรังวัดที่ดินดังกล่าวตามใบไต่สวนในการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนด คำขอรังวัดตกค้าง และเรื่องขอรับโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2492 มีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยมีบุคคลผู้ยื่นคำขอทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกันตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1383 ตำบลศรีสุนทร (ลิพอน) อำเภอถลาง (เมืองถลาง) จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ดินคงเหลือ 423 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2515 นายลิมอับจุยถึงแก่ความตาย วันที่ 10 มกราคม 2511 นายเซ่งจ๋วนถึงแก่ความตาย และวันที่ 9 กรกฎาคม 2515 นายจ่วนฮกถึงแก่ความตาย โดยศาลมีคำสั่งตั้งนายเบญญกร นายสมชาย และนางสาวเรณู เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสามในเดือนตุลาคม 2542 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้แบ่งปันที่ดินดังกล่าวออกเป็น 4 ส่วน เพื่อแบ่งปันกันระหว่างเจ้าของรวมตามคำพิพากษาตามยอม คงเหลือที่ดินในส่วนที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์ 2 แปลง คือที่ดินแปลงคงโฉนดเลขที่ 1383 เนื้อที่ 97 ไร่ 2 งาน 37.5 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 35943 ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 97.3 ตารางวา ตามโฉนดที่ดิน

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองในประการแรกว่า จำเลยมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาท เป็นการถือครองที่ดินแทนทายาทคือโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ปัญหานี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยหรือไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏอยู่แล้วในสำนวน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียเอง โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอีก ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ข้างต้นเกี่ยวกับความเป็นมาแห่งการได้ที่ดิน วันเวลาที่ยาวนานและบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกันจะเห็นได้ว่า นายลิ่มกัวจ๋ายหรือกั่วจ๋ายซึ่งเป็นปู่เป็นผู้ซื้อที่ดินเมื่อปี 2473 โดยใส่ชื่อตนเอง บิดาโจทก์ทั้งสองและจำเลย และนายลิมอับจุยหรืออับจุยหรือหลิมอาจุ้ยเป็นผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายที่ดิน ขณะนั้นจำเลยยังไม่เกิด แต่จำเลยนำสืบว่า ตามธรรมเนียมประเพณีจีน บุคคลซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่สุดจะเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน ปู่จึงเป็นหัวหน้าครอบครัวในการจัดการทรัพย์สินในครอบครัว แต่เมื่อปี 2477 บิดาโจทก์ทั้งสองและจำเลยถึงแก่ความตาย และปี 2481 ปู่ถึงแก่ความตาย นายลิมอับจุยซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่สุดของครอบครัวจึงเป็นผู้จัดการทรัพย์สินต่อจากปู่ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2491 นายลิมอับจุยดำเนินการขอรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดิน และเปลี่ยนแปลงผู้มีสิทธิในที่ดินแตกต่างจากผู้มีสิทธิในที่ดินตามสัญญาซื้อขายที่ดิน โดยเพิ่มบุตรอีก 2 คน ของปู่คือนายเซ่งจ๋วนหรือเฉ่งจ๋วนและนายจ่วนฮกหรือวิทูร์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ส่วนของบิดาโจทก์ทั้งสองและจำเลยใส่เป็นชื่อของจำเลย ซึ่งการดำเนินการไม่เคยแจ้งเรื่องแก่มารดาโจทก์ทั้งสองและจำเลยทราบตามใบไต่สวนในการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนด คำขอรังวัดตกค้าง และเรื่องขอรับโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2492 มีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว โดยมีบุคคลผู้ยื่นคำขอทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกันตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1383 พิเคราะห์แล้ว บิดาโจทก์ทั้งสองและจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อปี 2477 เมื่อบิดามารดาโจทก์ทั้งสองและจำเลยมีบุตรด้วยกัน 4 คน แสดงว่าบิดาและมารดาโจทก์ทั้งสองและจำเลยอยู่กินกันก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2478 ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 ประกาศใช้บังคับ มารดาโจทก์ทั้งสองและจำเลยย่อมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ทั้งสองและจำเลย ทั้งมีสิทธิได้รับมรดกของสามี การที่มารดาโจทก์ทั้งสองและจำเลยกับโจทก์ทั้งสองไม่โต้แย้งคัดค้านการเปลี่ยนแปลงผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ทั้งที่เป็นการดำเนินการตามอำเภอใจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมแสดงให้เห็นว่าแต่ละฝ่ายยอมรับการจัดการทรัพย์สินดังกล่าวของครอบครัว เพราะถือหลักตามความเป็นจริงและความเป็นธรรมโดยยอมรับว่าเป็นมรดกของปู่ ก็ต้องแบ่งแก่สายของบุตรปู่ทั้งหมดและตรงตามธรรมเนียมประเพณีจีนด้วย จึงไม่เกิดข้อโต้แย้งหรือความขัดแย้งกันในครอบครัวแม้การแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจะกระทำภายหลังปู่ถึงแก่ความตายถึง 10 ปี แล้ว ทั้งเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ภายหลังบุตรของปู่ทั้งหมดถึงแก่ความตายไปแล้ว จำเลยและทายาทแต่ละสายของบุตรปู่ก็ยินยอมแบ่งที่ดินออกเป็น 4 ส่วน เพื่อแบ่งปันกันระหว่างเจ้าของรวมตามคำพิพากษาตามยอม ปัญหาแห่งคดีดังกล่าวเกิดเพราะบุตรของปู่ที่เหลือคือนายลิมอับจุย นายเซ่งจ๋วน และนายจ่วนฮกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2515 วันที่ 10 มกราคม 2511 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2515 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ซึ่งตามธรรมเนียมประเพณีจีนจะต้องหาผู้เป็นผู้ใหญ่ที่สุดของครอบครัวเพื่อเป็นผู้จัดการทรัพย์สินต่อเป็นรุ่นที่ 3 เนื่องเพราะสังคมเปลี่ยนแปลงและครอบครัวขยายใหญ่เกินขนาดที่จะรวมกันเป็นหนึ่งได้อีกต่อไป จนมีการฟ้องขอแบ่งที่ดินกันและเป็นการสิ้นสุดที่จะปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีจีนได้ต่อไปส่วนว่าบุตรของปู่แต่ละสายที่แบ่งแยกกันจะยังคงขนบธรรมเนียมประเพณีจีนไว้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของครอบครัวแต่ละสายไป สำหรับครอบครัวสายโจทก์ทั้งสองและจำเลยนั้น ก็ได้ความจากจำเลยเพิ่มเติมว่า ก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ไม่ถึงปี (ฟ้องวันที่ 28 พฤษภาคม 2552) จำเลยเคยเชิญโจทก์ทั้งสองไปที่บ้าน เนื่องจากจำเลยประสงค์จะแบ่งที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองบางส่วนคนละ 16 ไร่ แต่โจทก์ทั้งสองไม่รับข้อเสนอ เมื่ออาศัยพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลดังที่วินิจฉัยข้างต้นย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยยอมรับตามธรรมเนียมประเพณีจีนโดยไม่ถือการมีชื่อในที่ดินเพื่ออ้างเป็นสิทธิส่วนตน เจือสมกับข้อเท็จจริงที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า จำเลยไม่ทราบเหตุที่ใส่ชื่อจำเลยในโฉนดที่ดิน เนื่องจากบุตรคนอื่นของปู่ต่างเป็นผู้ชาย ส่วนบิดาจำเลยถึงแก่ความตาย จึงเหลือจำเลยเป็นผู้ชายคนเดียว จึงใส่ชื่อจำเลยไว้แทนหรือไม่ และที่จำเลยเสนอแบ่งที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง เพียงแต่ตกลงกันไม่ได้เพราะไม่เป็นการแบ่งส่วนให้ได้เท่าเทียมกัน ดังนี้ พยานหลักฐานตามทางพิจารณาโจทก์ทั้งสองนำสืบจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยมีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นการถือครองที่ดินแทนทายาทคือโจทก์ทั้งสองในฐานะที่เป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย หาใช่เป็นการยึดถือครอบครองไว้ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวไม่ แม้จำเลยจะครอบครองนานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ และการที่โจทก์ทั้งสองขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเป็นการขอแบ่งทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 โดยไม่มีอายุความ มิใช่เป็นการฟ้องเรียกให้แบ่งมรดกจำเลยจึงไม่อาจยกเอาเรื่องอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 มาปรับแก่คดีได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสองนั้น แม้ศาลจะพิพากษาให้แบ่งปันทรัพย์สินกัน แต่ยังต้องดำเนินการอีกหลายขั้นตอนในการแบ่งทรัพย์สินกันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ว่า การแบ่งทรัพย์สินพึงกระทำโดยแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมหรือโดยขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ถ้าเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไรไซร้ เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่งคนใดขอ ศาลอาจสั่งให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่ง ถ้าส่วนที่แบ่งให้ไม่เท่ากันไซร้ จะสั่งให้ทดแทนกันเป็นเงินก็ได้ ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนักก็ดี ศาลจะสั่งให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดก็ได้ เช่นนี้ คำขอของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับมูลหนี้ที่ไม่อาจคาดการณ์หรือกล่าวอ้างได้ในอนาคต จึงไม่ใช่มูลหนี้ที่ให้สิทธิแก่โจทก์ทั้งสองจะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องในการเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยได้ ฎีกาโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1383 และ 35943 ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ใน 3 ส่วน โดยให้เสียภาษีอากร ค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการโอนฝ่ายละเท่า ๆ กัน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าแบ่งแยกไม่ได้ให้ขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสองตามส่วนดังกล่าว คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1363 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกิมฮั้ว แซ่หลิม กับพวก
นายเทียน หลิมสมบูรณ์ โดยนายประพัฒน์ หลิมสมบูรณ์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวคุลิกา สังข์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4688/2560
#621039
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ที่จำเลยอ้างว่าคดีนี้ย่อมระงับไปด้วยผลข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญาเพราะโจทก์ได้รับเงินครบถ้วนแล้วนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ และคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินตามเช็คพิพาทจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ การที่จำเลยชำระเงินให้โจทก์ในคดีอาญาดังกล่าวคงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์แล้วเท่านั้น จำเลยยังมีหนี้ต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองอยู่ ไม่อาจจำหน่ายคดีตามคำร้องของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,857,546.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,750,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,857,546.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,750,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คทั้งสองฉบับตามฟ้องโจทก์ แล้วเมื่อถึงกำหนดชำระเงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการสั่งจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ว่าคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 จำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์ 1,750,000 บาท และโจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า เมื่อโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยก่อนคดีถึงที่สุด จึงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง ประกอบมาตรา 39 (2) จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยจำเลยขอให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีอาญาดังกล่าวมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ที่จำเลยอ้างว่าคดีนี้ย่อมระงับไปด้วยผลข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญาเพราะโจทก์ได้รับเงินครบถ้วนแล้วนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ และคดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินตามเช็คพิพาทจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ การที่จำเลยชำระเงินให้โจทก์ในคดีอาญาดังกล่าวคงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์แล้วเท่านั้น จำเลยยังมีหนี้ต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองอยู่ ไม่อาจจำหน่ายคดีตามคำร้องของจำเลยได้ และฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ มิใช่ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาว่ามิได้ส่งมอบเช็คพิพาทแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้แต่มอบเช็คพิพาทแก่ผู้อื่นเพื่อค้ำประกัน เมื่อจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยวางเงินต่อศาลชั้นต้นวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 จำนวน 1,000,000 บาท วันที่ 5 มิถุนายน 2560 จำนวน 750,000 บาท โจทก์รับเช็คจากศาลชั้นต้นวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 และวันที่ 7 มิถุนายน 2560 ตามลำดับ จึงให้นำเงิน 1,000,000 บาท และ 750,000 บาท หักชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาและยื่นคำร้องมานั้น ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงิน 1,000,000 บาท และ 750,000 บาท หักชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 และวันที่ 7 มิถุนายน 2560 ตามลำดับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 329 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 35 วรรคสอง ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรุณรัศมี สิริคุณากร
จำเลย — นายชัยวุฒิ ประภัยภักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายสุรเดช ยิ้มเกิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฉัตรชัย ไทรโชต
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
รังสรรค์ วิจิตรไกรสร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2560
#614291
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อที่ดินมือเปล่าจากมารดาโจทก์แล้วเข้าครอบครองอยู่อาศัย จึงเป็นการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ ต่อมามารดาโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินรวมไปถึงที่ดินที่จำเลยซื้อ เมื่อจำเลยยังคงครอบครองที่ดินที่ซื้อโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ระยะเวลาแห่งการครอบครองปรปักษ์ที่ดินจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป และจำเลยไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ยึดถือแทนจึงไม่ต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการครอบครองไปยังผู้ขาย เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนโรงเรือนไม่มีเลขที่และขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 33842 ตำบลตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 200 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 33842 ตำบลตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เฉพาะส่วนพิพาทเนื้อที่ 100 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และให้ศาลมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาบรรพตพิสัย แก้ชื่อตามทะเบียนโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งโดยยืนยันตามคำฟ้อง และปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากมารดาโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 33942 ตำบลตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เฉพาะภายในกรอบที่ระบายด้วยสีเหลืองในแผนที่พิพาท เนื้อที่ 1 งาน 9 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 33842 ตำบลตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เฉพาะในกรอบที่ระบายด้วยสีเหลืองในแผนที่พิพาท เนื้อที่ 1 งาน 9 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา แต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับรองให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์เฉพาะข้อ 2.2 ไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นฎีกาในข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 33842 ตำบลตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน เดิมเป็นที่ดินของนางใย มารดาโจทก์ โดยมีการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเมื่อปี 2541 และต่อมาปี 2542 นางใยยกที่ดินให้แก่โจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดิน แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2536 นางใยโดยนายพล บุตรของนางใยได้ขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 9 ตารางวา ตามกรอบที่ระบายด้วยสีเหลืองในแผนที่พิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 33842 ให้แก่จำเลยตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย โดยจำเลยชำระเงินค่าซื้อที่ดินให้แก่ผู้ขายครบถ้วนและรับมอบการครอบครองที่ดินพิพาทจากผู้ขายแล้ว หลังจากนั้นปี 2538 จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 87 ลงบนที่ดินพิพาทและอยู่อาศัยในบ้านหลังดังกล่าวในฐานะเจ้าของตลอดมา

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทของจำเลยเริ่มตั้งแต่เมื่อใดและจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 33842 จากนางใยเมื่อปี 2536 และเข้าครอบครองอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2538 ก็ตาม แต่เนื่องจากขณะนั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 33842 ยังเป็นที่ดินมือเปล่าที่บุคคลมีสิทธิครอบครอง จึงย่อมโอนกันได้โดยเพียงส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378 การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของตามที่จำเลยได้ซื้อที่ดินพิพาทมา แต่เป็นผลให้จำเลยมีได้เพียงสิทธิครอบครองและไม่อาจอ้างว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้อื่นซึ่งมีกรรมสิทธิ์ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อปี 2541 ที่ดินโฉนดเลขที่ 33842 ได้มีการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน โดยข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลาแห่งการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทของจำเลยจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2541 อันเป็นวันออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป และเมื่อจำเลยไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ยึดถือแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 จึงไม่ต้องบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการครอบครองไปยังผู้ขายที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2557 เป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้วจำเลยจึงได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1378 ม. 1381 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประจักษ์ ฉินชัย
จำเลย — นางอำไพ ทองดอนใหม่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายชัชวาลย์ กันฉาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางอภิญญา จันทรเศรษฐ
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4668/2560
#613273
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วลีพร ทิมา
จำเลย — นาย วิษณุ จรูญศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี -
ชื่อองค์คณะ
นายวิชิต ลีธรรมชโย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4632/2560
#613212
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีคำสั่งให้เรือขุดที่ผู้ตายเป็นพนักงานประจำเรือไปปฏิบัติงานขุดลอกบริเวณหลักผูกเรือกลางน้ำบางหัวเสือตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นต้นไป จึงถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งให้ผู้ตายไปปฏิบัติงานตามหน้าที่การงานปกติ การที่ผู้ตายไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานตามปกติ หลังเลิกงานแล้วเดินทางกลับบ้านพักระหว่างทางประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตาย ซึ่งช่วงเวลาเดินทางกลับบ้านเช่นนี้ไม่อาจถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของนายจ้าง จึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์แก่นายจ้าง หรือการปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างอันจะถือเป็นการประสบอันตรายตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549 ข้อ 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทดแทน 2,230,272 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 นายธนัท เป็นสามีโจทก์ที่ 1 และเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 วันที่ 8 กันยายน 2529 จำเลยจ้างนายธนัทเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายพนักงานปากเรือ 5 (นายท้ายอาวุโส) เรือขุด 3 แผนกเรือขุด กองการขุดลอกฝ่ายการร่องน้ำ วันที่ 14 มกราคม 2556 จำเลยมีคำสั่งให้นายธนัทไปปฏิบัติงานขุดลอกบริเวณหลักผูกเรือกลางน้ำบางหัวเสือ ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายธนัทขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพักแล้วถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตาย แล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้นายธนัทผู้ตายซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยไปทำงานในสถานที่ทำงานปกติของลูกจ้างมิใช่เป็นการสั่งให้ไปทำงานนอกสถานที่ทำงานตามปกติ การที่ผู้ตายไปปฏิบัติงานในหน้าที่ ณ สำนักงานตามปกติแล้วเดินทางกลับบ้านอันเป็นการเดินทางจากที่ทำงานกลับบ้านพักตามปกติ การที่ผู้ตายประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตายเมื่อเวลา 17 นาฬิกา จึงมิใช่เป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้างตามคำนิยาม "ประสบอันตราย" ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าคำสั่งกองการขุดลอกที่ 02/2556 มิใช่คำสั่งให้ผู้ตายไปทำงานในสถานที่ตามปกติของจำเลย แต่เป็นคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากปฏิบัติงานในช่วงวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 เสร็จแล้วประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางกลับที่พักถือว่าเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้แก่คดีนี้ จึงเป็นการปรับบทกฎหมายที่คลาดเคลื่อน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายใหม่เสียให้ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่าจำเลยจ้างผู้ตายเข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายพนักงานปากเรือ 5 (นายท้ายอาวุโส) เรือขุด 3 แผนกเรือขุด กองการขุดลอก ฝ่ายการร่องน้ำ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2556 จำเลยมีคำสั่งให้เรือขุด 3 ที่ผู้ตายเป็นพนักงานประจำเรือ (นายท้ายอาวุโส) ไปปฏิบัติงานขุดลอกบริเวณหลักผูกเรือกลางน้ำบางหัวเสือตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2556 เป็นต้นไป จึงถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งให้ผู้ตายไปปฏิบัติงานตามหน้าที่การงานปกติ การที่ผู้ตายไปปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานตามปกติ หลังเลิกงานแล้วเดินทางกลับบ้านพักระหว่างทางประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกลากพ่วงตู้สินค้าเฉี่ยวชนถึงแก่ความตาย ซึ่งช่วงเวลาเดินทางกลับบ้านพักเช่นนี้ไม่อาจถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของนายจ้าง จึงมิใช่เป็นกรณีที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือการปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างอันจะถือเป็นการประสบอันตรายตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549 ข้อ 4 ที่โจทก์ทั้งสองจะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรณุกา แก้วผลึก กับพวก
จำเลย — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4631/2560
#614290
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้ความว่า บทความของโจทก์ที่ได้เผยแพร่ทางเว็บไซต์นั้น มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข่าวเศรษฐกิจและบทสัมภาษณ์บุคคล ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2558 ทั้งสิ้น แม้ฟ้องไม่ได้ระบุว่าบทความนั้นทำขึ้นเมื่อใด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าบทความดังกล่าวทำขึ้นในปี 2558 ดังนั้น ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2558 ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งเจ็ดกระทำความผิดจึงยังอยู่ในอายุแห่งความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอันเป็นองค์ประกอบของความผิดข้อหนึ่งแล้ว ในกรณีนี้ ฟ้องของโจทก์ไม่จำต้องบรรยายวันที่โจทก์โฆษณางานครั้งแรกแต่อย่างใด เพราะโจทก์ได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างสรรค์งานวรรณกรรมบทความดังกล่าวเสร็จตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1)

ตามฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดที่โจทก์อ้างว่าเป็นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และวันเวลาที่เกิดการกระทำละเมิดดังกล่าวอันเป็นการบรรยายฟ้องเพียงพอที่จะทำให้จำเลยทั้งเจ็ดเข้าใจได้ว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งเจ็ดกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันอย่างไรแล้ว ถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องถึงการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันโดยชอบ ส่วนการที่คำบรรยายฟ้องอาจไม่มีความชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดเป็นจำนวนกี่กรรมนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดจะเป็นความผิดหลายกรรมตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดจากพยานหลักฐานในสำนวน

แม้คดีนี้จะเป็นความผิดอันยอมความได้ซึ่งหากโจทก์มิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดจะเป็นอันขาดอายุความตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 และ ป.อ. มาตรา 96 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในสามเดือนแล้ว แม้โจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ก็ไม่เป็นเหตุให้คดีนี้ขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 27, 69, 74, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 และให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระค่าปรับให้แก่โจทก์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง และให้จำเลยทั้งเจ็ดระงับการเผยแพร่ทำซ้ำ ดัดแปลง งานลิขสิทธิ์ของโจทก์ทางโปรแกรมหรือแอปพลิเคชัน "บิสนิวส์ โปรเฟสชันแนล" (BISNEWS Professional) ของจำเลยทั้งเจ็ด

ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประเด็นเดียวเกี่ยวกับฟ้องของโจทก์ว่าเป็นฟ้องที่ไม่ได้บรรยายให้ปรากฏว่างานสร้างสรรค์นั้นมีการโฆษณาครั้งแรกเมื่อใด อันเป็นฟ้องที่บรรยายการกระทำความทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งเจ็ดกระทำความผิดไม่ครบถ้วน เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้พิจารณาคำร้องขอชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นของจำเลยทั้งเจ็ด แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่าโจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมผู้สร้างสรรค์ย่อมได้มาทันทีเมื่อได้สร้างสรรค์งานนั้นเสร็จหากว่าผู้สร้างสรรค์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรืออยู่ในประเทศไทยหรือเป็นผู้มีสัญชาติหรืออยู่ในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ตลอดระยะเวลาหรือเป็นส่วนใหญ่ในการสร้างสรรค์งานนั้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) แม้จะยังมิได้มีการโฆษณางานนั้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (2) ก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผู้สร้างสรรค์จะได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนั้นต่อเมื่อได้โฆษณางานครั้งแรกตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมา ส่วนการโฆษณางานครั้งแรกจะมีผลเกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานไม่ได้เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือไม่ได้อยู่ในประเทศไทย หรือไม่เป็นผู้มีสัญชาติหรือไม่อยู่ในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยตลอดระยะเวลาหรือเป็นส่วนใหญ่ในการสร้างสรรค์งานนั้น แต่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำการโฆษณางานนั้นครั้งแรกในประเทศไทยหรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ผู้สร้างสรรค์จะได้มาซึ่งลิขสิทธิ์เพราะการโฆษณางานนั้นครั้งแรกตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (2) เมื่อพิจารณาจากฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องได้ความว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สรุปใจความได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมบทความ ซึ่งประกอบไปด้วยข่าว ข้อมูล บทสัมภาษณ์ และบทวิเคราะห์ ที่พนักงานลูกจ้างบริษัทโจทก์เป็นผู้จัดทำสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้การจ้างงานโดยมีข้อตกลงให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และโจทก์ได้นำบทความที่เสร็จสมบูรณ์แล้วไปเผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์ผ่านผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ "แอสเพน" (Aspen) ในการประมวลผลรวม เชื่อมต่อและติดต่อระหว่างโจทก์กับลูกค้าของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกบอกรับบริการของโจทก์ ลูกค้าโจทก์สามารถอ่านงานวรรณกรรมบทความของโจทก์ได้ทางระบบคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต และโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงงานวรรณกรรมบทความอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 5 บทความ และข้อมูลหรือบทความที่จำเลยทั้งเจ็ดนำไปเผยแพร่ทางระบบคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ตผ่านโปรแกรม "BISNEWS Professional" ดังนี้ หากงานบทความที่บริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลกล่าวอ้างนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานวรรณกรรม ก็ย่อมมีอายุแห่งการคุ้มครองห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น ตามมาตรา 19 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้ความว่า บทความของโจทก์ที่ได้เผยแพร่ทางเว็บไซต์นั้น มีเนื้อหาใจความเกี่ยวข้องกับข่าวเศรษฐกิจและบทสัมภาษณ์บุคคล ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม 2558 ทั้งสิ้น แม้คำฟ้องไม่ได้ระบุว่าบทความนั้นทำขึ้นเมื่อใด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าบทความที่โจทก์อ้างว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้นได้ทำขึ้นในปี 2558 ทั้งสิ้น ดังนั้นในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2558 ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดกระทำความผิดจึงยังอยู่ในอายุแห่งความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ถือได้ว่า ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบของความผิดข้อหนึ่งแล้ว ในกรณีนี้คำฟ้องของโจทก์ไม่จำต้องบรรยายวันที่โจทก์โฆษณางานครั้งแรกแต่อย่างใดเพราะโจทก์ได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างสรรค์งานวรรณกรรมบทความดังกล่าวเสร็จตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (1) ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่บรรยายว่าการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่บรรยายว่าการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันอย่างไร แม้จะระบุว่าจำเลยทั้งเจ็ดกระทำความผิดหลายกรรมระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2558 แต่ก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าโจทก์ประสงค์จะกล่าวหาจำเลยทั้งเจ็ดว่ากระทำความผิด 5 กรรม หรือ 80 กรรม ตามที่ทนายโจทก์แถลงต่อศาล ส่วนโจทก์อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายอย่างชัดแล้วระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2558 จำเลยทั้งเจ็ดกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดที่โจทก์อ้างว่าเป็นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และวันเวลาที่เกิดการกระทำละเมิดดังกล่าวอันเป็นการบรรยายฟ้องเพียงพอ ที่จะให้จำเลยทั้งเจ็ดเข้าใจได้ว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งเจ็ดกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันอย่างไรแล้ว ถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องถึงการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันโดยชอบ ส่วนการที่คำบรรยายฟ้องของโจทก์อาจไม่มีความชัดเจนว่า โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดเป็นจำนวนกี่กรรมนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะปัญหาว่า การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดจะเป็นความผิดหลายกรรมตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดจากพยานหลักฐานในสำนวนภายหลังที่ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดเสร็จสิ้นแล้วโดยศาลต้องไม่พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่บรรยายว่าการกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันอย่างไรนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อต่อไปว่า คดีตามฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งเจ็ดกระทำความผิดระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2558 และโจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 18 มีนาคม 2558 โดยโจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีจึงขาดอายุความ 3 เดือน ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้จึงมีอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) แม้คดีนี้จะเป็นความผิดอันยอมความได้ซึ่งหากโจทก์มิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด จะเป็นอันขาดอายุความ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 66 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก็ตาม แต่เมื่อตามฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เมื่อระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2558 และโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เองในวันที่ 18 มีนาคม 2558 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในสามเดือนแล้ว แม้โจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ก็ไม่เป็นเหตุให้คดีนี้ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นของจำเลยทั้งเจ็ดไว้พิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 เป็นการไม่ชอบนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องต่อไป และมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 66 ม. 96
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด
จำเลย — บริษัท บิสนิวส์ เอเอฟอี (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ปริญญา ดีผดุง
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4615/2560
#613208
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 196/2550 ของศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ศาลพิพากษาว่าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-0148-70129 จัดเข้าพิกัดศุลกากร 8471.90 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ย ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสิบสองเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบขนสินค้าเลขที่เดียวกันอีก จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 แม้ต่อมาจะได้ความจากอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์และศาลฎีกาอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ได้ก่อนคดีถึงที่สุดก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ต้นกลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

กรณีคำสั่งทางปกครองที่เข้าข้อยกเว้นว่าเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้ว ไม่จำต้องระบุแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ก่อนมีการออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า โจทก์เคยมีข้อโต้แย้งการจัดประเภทพิกัดสินค้าพิพาทในคดีนี้ โดยส่งหนังสือสอบถามไปยังกลุ่มงานพิกัดอัตราศุลกากร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เคยเข้าพบเจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและปราบปรามเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าพิพาท เจ้าพนักงานประเมินเคยมีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปชี้แจงและยื่นเอกสาร และโจทก์ยังมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักกฎหมายโต้แย้งการจัดพิกัดสินค้าพิพาทของผู้จับกุม ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีแบบแจ้งการประเมินอ้างถึงเลขที่ใบขนสินค้าพิพาทที่ตรวจพบว่าสำแดงพิกัดอัตราศุลกากรไม่ถูกต้อง ซึ่งโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวได้ตรงตามการประเมิน จึงเป็นกรณีที่เหตุผลที่ต้องแสดงนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ไม่จำต้องระบุแสดงเหตุผลอีก

พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติให้การตีความในพิกัดอัตราศุลกากร ให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรฯ ซึ่งหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 ระบุว่า "ชื่อของหมวด ตอน และตอนย่อย ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้สะดวกแก่การอ้างอิงเท่านั้น ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทให้จำแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น" หลักเกณฑ์ข้อ 6 ระบุว่า "ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้หมายเหตุของหมวดและของตอนที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ซึ่งหมายเหตุของหมวด 16 ข้อ 4 ระบุว่า "ในกรณีเครื่องจักร (รวมถึงกลุ่มเครื่องจักร) ที่มีองค์ประกอบแยกเป็นแต่ละส่วน (ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะแยกกันหรือต่อเชื่อมกันด้วยท่อ อุปกรณ์ส่งกำลัง เคเบิลไฟฟ้าหรือด้วยอุปกรณ์อื่น ๆ ) โดยเจตนาที่จะให้ร่วมกันทำหน้าที่อย่างหนึ่งที่ระบุได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งคลุมถึงโดยประเภทใดประเภทหนึ่งในตอนที่ 84 หรือตอนที่ 85 ให้จำแนกของทั้งหมดเข้าประเภทที่เหมาะสมตามหน้าที่นั้น" ส่วนหมายเหตุของหมวด 18 ตอนที่ 90 ข้อ 3 ระบุว่า "ข้อกำหนดของหมายเหตุ ข้อ 4 ในหมวด 16 ให้ใช้กับตอนนี้ด้วย" และหมายเหตุของตอนที่ 84 ข้อ 5 จ. ระบุว่า "เครื่องจักรที่ประกอบร่วมกันหรือทำงานเชื่อมกันกับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และทำงานเฉพาะอย่างนอกจากการประมวลผลข้อมูลให้จำแนกเข้าประเภทที่เหมาะสมตามหน้าที่การทำงานของเครื่องจักรนั้นหรือจำแนกเข้าประเภทอื่นที่เหลือ" เมื่อสินค้าเครื่องสแกนเนอร์พิพาทที่โจทก์นำเข้ามาพร้อมกับเครื่องเลเซอร์ปริ้นเตอร์และใช้งานร่วมกันเป็นเครื่องอุปกรณ์ที่ออกแบบเพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่างเป็นเครื่อง DIGITAL MINILAB นำมาใช้งานเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการภาพถ่ายออกแบบเพื่อทำงานร่วมกันตรงตามความในหมายเหตุข้อ 4 หมวด 16 หมายเหตุข้อ 3 ตอน 90 และหมายเหตุของตอนที่ 84 ข้อ 5 (จ) จึงจัดเป็นของตามพิกัดประเภทที่ 9010.50 ในฐานะเป็นเครื่องอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ตามห้องปฏิบัติการภาพถ่าย (รวมถึงภาพยนตร์) และเครื่องเนกาโตสโกป ตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 และข้อ 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าฯ (กศก.115) ที่ กค.0517(6)/3-3-00571 ถึง 3-3-00586, ที่ กค.0517(6)/3-3-00588 ถึง 3-3-00604, ที่ กค.0517(6)/3-3-00606 ถึง 3-3-00640 และ (กศก.114) ที่ 9-2-00778 ถึง 9-2-00779 กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอ.81/2554/ป2/2554 (3.14) ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 และให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยทั้งสิบสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า (กศก.115) ที่ กค.0517(6)/3-3-00571 ถึง 3-3-00586, ที่ กค.0517(6)/3-3-00588 ถึง 3-3-00604, ที่ กค.0517(6)/3-3-00606 ถึง 3-3-00640 และ (กศก.114) ที่ 9-2-00779 กับให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึง 12 ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ กค.81/2554/ป.2/2554 (3.14) ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2554 เป็นว่าให้โจทก์รับผิดชำระภาษีศุลกากรตามการประเมิน พร้อมเงินเพิ่ม ส่วนเบี้ยปรับให้งดทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ประกอบกิจการนำเข้าอุปกรณ์ถ่ายภาพ ฟิล์มถ่ายภาพ เครื่องล้าง อัด ขยายภาพ และอื่น ๆ โจทก์เป็นผู้นำเข้าสินค้า DIGITAL MINI LAB FRONTIER SYSTEM (เครื่องอัดรูประบบดิจิตอล) ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ เครื่อง LASER PRINTER AND PAPER PROCESSOR (LP) และเครื่อง SCANNER AND IMAGE PROCESSOR (SP) จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในราชอาณาจักร ก่อนพิพาทคดีนี้โจทก์นำเข้าเครื่อง LP และ SP ควบคู่กันและสำแดงใบขนสินค้าฉบับเดียวกันตลอด ต่อมาระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2544 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 1500 คู่กับ SP 2000 รุ่นฟรอนเทียร์ 350 จากประเทศญี่ปุ่น จำนวนเท่ากัน แต่แยกใบกำกับสินค้า (INVOICE) และแยกสำแดงใบขนสินค้าเป็นสองฉบับ สำแดง LP ประเภทพิกัด 9010.10 ส่วน SP สำแดงประเภทพิกัด 8471.90 รวม 18 ใบขนสินค้า ระหว่างวันที่ 2 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2547 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 1500 คู่กับ SP 2000 รุ่นฟรอนเทียร์ 350 LP 2000 คู่กับ SP 2000 รุ่นฟรอนเทียร์ 370 LP 2500 คู่กับ SP 2500 รุ่นฟรอนเทียร์ 390 LP 1500 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 355 LP 2000 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 375 จากประเทศญี่ปุ่น จำนวนเท่ากันมาในเรือลำเดียวกัน แต่แยกใบกำกับสินค้า (INVOICE) และแยกสำแดงใบขนสินค้าเป็นสองฉบับ สำแดง LP ประเภทพิกัด 9010.10 ส่วน SP สำแดงประเภทพิกัด 8471.90 รวม 45 ใบขนสินค้า ระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 1500 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 355 LP 5700 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 570 จากประเทศญี่ปุ่น จำนวนเท่ากัน แต่แยกใบกำกับสินค้า (INVOICE) และแยกสำแดงใบขนสินค้าเป็นสองฉบับ สำแดง LP ประเภทพิกัด 9010.10 ส่วน SP สำแดงประเภทพิกัด 8471.90 รวม 4 ใบขนสินค้า และวันที่ 10 มีนาคม 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 5700 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 570 จากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 3 ชุด (SET) เข้ามาในเรือลำเดียวกัน จัดทำใบขนสินค้าแยกเป็นสองฉบับ โดยสินค้า SP จำนวน 3 ชุด สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-00348-20614 ชำระอากรประเภทพิกัด 8471.90 อัตราร้อยละ 0 และโจทก์ขอวางประกันไว้ในประเภทพิกัดอัตรา 9010.50 อัตราร้อยละ 10 ส่วนสินค้า LP จำนวน 3 ชุด สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-00348-30164 ชำระอากรพิกัดอัตรา 9010.50 อัตราร้อยละ 10 วันที่ 7 กรกฎาคม 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 5700 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 570 จากประเทศญี่ปุ่น จำนวนเท่ากัน แต่แยกนำเข้ามาคนละวัน โดยวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า LP จำนวน 10 ชุด ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-00648-71679 ชำระอากรพิกัดอัตราที่ 9010.50 อัตราร้อยละ 10 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 นำเข้าสินค้า SP จำนวน 10 ชุด ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-00748-71468 ชำระค่าอากรประเภทพิกัดอัตราที่ 8471.90 อัตราร้อยละ 0 วันที่ 6 ตุลาคม 2548 โจทก์นำเข้าสินค้า LP 5500 คู่กับ SP 3000 รุ่นฟรอนเทียร์ 550 จำนวน 4 ชุด เท่ากัน แต่แยกใบกำกับสินค้าและแยกสำแดงใบขนสินค้าเป็น 2 ฉบับ สำแดง LP ประเภทพิกัด 9010.10 อัตราร้อยละ 10 ส่วน SP สำแดงประเภทพิกัด 8471.90 อัตราร้อยละ 0 รวม 70 ฉบับ โจทก์ทำแบบยื่นเรื่องราวและร้องขอต่อผู้อำนวยการสำนักกฎหมายขอนำสินค้าออกไปก่อนโดยขอวางประกัน และโต้แย้งพิกัดในภายหลัง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า การที่โจทก์แยกสำแดงรายการสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 70 ฉบับ ไม่ถูกต้อง สินค้าที่โจทก์นำเข้ามาพร้อมกันในจำนวนเท่ากัน และจากคู่มือการใช้งานระบุว่าใช้งานร่วมกัน ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีหน้าที่ทำงานร่วมกันเป็นหน่วยเดียวกัน (FUNCTIONAL UNIT) จัดเป็นสินค้าประเภทพิกัดที่ 9010.50 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 10 ในฐานะเป็นเครื่องอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ตามห้องปฏิบัติการภาพถ่าย เป็นเหตุให้โจทก์ชำระอากรขาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงออกแบบแจ้งการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 70 ฉบับ คิดเป็นเงินอากรรวม 48,465,428 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มขาด 3,342,505 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,342,505 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,342,505 บาท รวมเป็นเงิน 58,492,943 บาท โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่มและใบแนบแจ้งการประเมินแล้ว โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-0148-70129 เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ถอนฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ 196/2550 ของศาลภาษีอากรกลาง สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-0148-70129 แล้วย่อมมีผลทำให้คู่ความกลับสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 จึงไม่มีคดีที่จะเป็นเหตุฟ้องซ้อนกับคดีนี้ นั้น เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 196/2550 ของศาลภาษีอากรกลาง ขอให้ศาลพิพากษาว่าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-0148-70129 จัดเข้าพิกัดที่ 8471.90 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ย ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2554 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสิบสองเป็นคดีนี้ ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบขนสินค้าเลขที่ 0109-0148-70129 ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 แม้ต่อมาจะได้ความจากอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ได้ก่อนคดีถึงที่สุดก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ต้นกลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 0109-0148-70129 เป็นฟ้องซ้อนจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า แบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม มิได้ระบุเหตุผลแห่งการประเมินตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แต่ภายหลังจากโจทก์อุทธรณ์การประเมิน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ออกใบแนบประกอบการประเมิน ระบุเหตุผลเพิ่มเติมภายหลัง ทำให้โจทก์ไม่ทราบเหตุผลของการประเมิน ต้องยื่นอุทธรณ์การประเมินไปอย่างเสียเปรียบ การแจ้งการประเมินจึงไม่ชอบ นั้น เห็นว่า แบบแจ้งการประเมินดังกล่าวข้างต้นเป็นคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ให้โจทก์ชำระอากรที่ขาด เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งมีผลอันที่จะก่อนิติสัมพันธ์และมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือ ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" และวรรคสามบัญญัติว่า "บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้...(2) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก" ดังนั้น กรณีคำสั่งทางปกครองที่เข้าข้อยกเว้นว่าเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้ว จึงไม่จำต้องระบุแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยเฉพาะคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนมีการออกแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า โจทก์เคยมีข้อโต้แย้งการจัดประเภทพิกัดสินค้าที่ประกอบด้วย LP และ SP โดยส่งหนังสือสอบถามไปยังกลุ่มงานพิกัดอัตราศุลกากรเกี่ยวกับอัตราพิกัดศุลกากรของสินค้าพิพาท และระหว่างที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยของกลุ่มงานพิกัดอัตราศุลกากร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและปราบปรามเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าพิพาทที่ถูกตรวจพบว่าเป็นความผิด และเนื่องจากมีปัญหาข้อทักท้วงสินค้าที่โจทก์นำเข้า เจ้าพนักงานประเมินอากรด้านมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรเคยมีหนังสือถึงโจทก์เรื่องขอให้ไปชี้แจงและยื่นเอกสาร โดยให้นำแค็ตตาล็อก เอกสารหรือหลักฐานอื่นใด ที่แสดงลักษณะ คุณสมบัติ สูตร ส่วนประกอบ ส่วนผสม ขนาด น้ำหนัก ประโยชน์ วิธีการใช้หรือรายละเอียดอื่น ๆ ของสินค้าไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถึง 2 ครั้ง และโจทก์ยังมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักกฎหมายโต้แย้งการจัดพิกัดสินค้าพิพาทของผู้จับกุม ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม อ้างถึงเลขที่ใบขนสินค้าที่พิพาทที่ตรวจพบว่าสำแดงพิกัดอัตราศุลกากรไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้ค่าภาษีอากรขาดมีรายการและจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ภาษีอากรที่ชำระไว้แล้ว ภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม พร้อมทั้งแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิในการอุทธรณ์การประเมิน ซึ่งโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวได้ตรงตามการประเมิน จึงเป็นกรณีที่เหตุผลที่ต้องแสดงนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ไม่จำต้องระบุแสดงเหตุผลอีก ดังนั้น แบบแจ้งการประเมินดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ขัดต่อมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การขอเพิ่มเติมเหตุผลตามใบแนบแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทำให้โจทก์ไม่ทราบเหตุผลและยื่นอุทธรณ์การประเมินไปอย่างเสียเปรียบ เพราะมิทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าชอบด้วยกฎหมาย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจัดเป็นสินค้าประเภทพิกัดใด โจทก์อุทธรณ์ว่า การจัดทำคู่มือการใช้งานของโจทก์ที่จัดให้สินค้า SP และ LP เมื่อนำมาใช้งานร่วมกันและเรียกชื่อเป็นรุ่น ๆ มิใช่เป็นการที่โจทก์ออกแบบเครื่องให้ต้องมาทำงานร่วมกันในฐานะของครบชุดสมบูรณ์ เครื่องสแกนเนอร์ที่โจทก์นำเข้ามาเป็นเครื่องประมวลผลที่สามารถทำหน้าที่อ่านสแกนฟิล์มแล้วประมวลผลข้อมูลได้ด้วยตัวเครื่องประมวลผลเอง (stand alone) เป็นเครื่องประมวลผลที่ประกอบสำเร็จครบชุดสมบูรณ์ในหน้าที่ของเครื่องประมวลผลอัตโนมัติโดยเครื่องสามารถสแกนอ่านฟิล์ม มีตัวอิมเมจโปรเซสเซอร์ช่วยเก็บความจำไว้ การนำเครื่องเลเซอร์ปริ้นเตอร์มาเชื่อมต่อเป็นเพียงการพิมพ์อย่างเครื่องพิมพ์ มิได้ช่วยประมวลผล ถือไม่ได้ว่าการนำเข้าเครื่องสแกนเนอร์เป็นการนำเข้าเพื่อมาประกอบครบชุดสมบูรณ์กับเครื่องปริ้นเตอร์ ทั้งเครื่องสแกนเนอร์ที่โจทก์นำเข้าสามารถต่อเข้ากับเครื่องเลเซอร์ปริ้นเตอร์ยี่ห้ออื่นได้ โดยโจทก์เห็นว่าเครื่อง SP และ LP ต่างแยกเป็นเอกเทศและมีพิกัดของตัวเองโดยเฉพาะ สินค้า SP จัดอยู่ในพิกัด 8471.90 ส่วน LP จัดอยู่ในพิกัด 9010.10 แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า การนำเข้าเครื่องสแกนเนอร์มาพร้อมกับเครื่องเลเซอร์ปริ้นเตอร์ในจำนวนที่เท่ากันจัดเป็นของตามพิกัดประเภทที่ 9010.50 เนื่องจากเป็นของที่ต้องนำมาประกอบใช้ร่วมกันเป็น set สินค้าทั้งสองจึงเป็นเครื่องจักรกลุ่มที่มีลักษณะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ร่วมกันเป็นหน่วยเดียวกัน (Functional Unit) นั้น เห็นว่า พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ของที่นำเข้าหรือพาเข้ามาในหรือส่งหรือพาออกไปนอกราชอาณาจักรนั้น ให้เรียกเก็บและเสียอากรตามที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราอากรท้ายพระราชกำหนดนี้..." และมาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร..." ซึ่งหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 ระบุว่า "ชื่อของหมวด ตอน และตอนย่อย ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้สะดวกแก่การอ้างอิงเท่านั้น ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทให้จำแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น" หลักเกณฑ์ข้อ 6 ระบุว่า "ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้หมายเหตุของหมวดและของตอนที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น" และหมายเหตุของหมวด 16 เครื่องจักรและเครื่องใช้กล เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว เครื่องบันทึกเสียงและเครื่องถอดเสียง เครื่องบันทึกและเครื่องถอดภาพและเสียงทางโทรทัศน์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องดังกล่าว ข้อ 4 ระบุว่า "ในกรณีเครื่องจักร (รวมถึงกลุ่มเครื่องจักร) ที่มีองค์ประกอบแยกเป็นแต่ละส่วน (ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะแยกกันหรือต่อเชื่อมกันด้วยท่อ อุปกรณ์ส่งกำลัง เคเบิลไฟฟ้าหรือด้วยอุปกรณ์อื่น ๆ) โดยเจตนาที่จะให้ร่วมกันทำหน้าที่อย่างหนึ่งที่ระบุได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งคลุมถึงโดยประเภทใดประเภทหนึ่งในตอนที่ 84 หรือตอนที่ 85 ให้จำแนกของทั้งหมดเข้าประเภทที่เหมาะสมตามหน้าที่นั้น" ส่วนหมายเหตุของหมวด 18 อุปกรณ์และเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในทางทัศนศาสตร์ การถ่ายรูป การถ่ายทำภาพยนตร์ การวัด การตรวจสอบ การวัดความเที่ยง การแพทย์หรือศัลยกรรม นาฬิกาชนิดคล็อกและชนิดวอตซ์ เครื่องดนตรี รวมทั้งส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องดังกล่าว ตอนที่ 90 อุปกรณ์และเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในทางทัศนศาสตร์ การถ่ายรูป การถ่ายทำภาพยนตร์ การวัด การตรวจสอบ การวัดความเที่ยง การแพทย์หรือศัลยกรรม รวมทั้งส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของเครื่องดังกล่าว ข้อ 3 ระบุว่า "ข้อกำหนดของหมายเหตุ ข้อ 4 ในหมวด 16 ให้ใช้กับตอนนี้ด้วย" และหมายเหตุของตอนที่ 84 เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ข้อ 5 จ. ระบุว่า "เครื่องจักรที่ประกอบร่วมกันหรือทำงานเชื่อมกันกับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และทำงานเฉพาะอย่างนอกจากการประมวลผลข้อมูล ให้จำแนกเข้าประเภทที่เหมาะสมตามหน้าที่การทำงานของเครื่องจักรนั้นหรือจำแนกเข้าประเภทอื่นที่เหลือ" ที่นายดิเรก ทนายโจทก์ และนายพงษ์พันธ์ หัวหน้าฝ่ายขายของโจทก์ เบิกความว่า โจทก์นำเข้าเครื่องสแกนเนอร์ที่พิพาทมาตั้งแต่ปี 2543 ทำหน้าที่สแกนฟิล์ม แล้วเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำชั่วคราวของเครื่องและประมวลผลเอง ประกอบมาครบชุดสมบูรณ์และทำงานได้ตามลำพังเป็นหน่วยเดียว (Stand Alone) โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องอื่นมาช่วยในการประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติอีก ส่วนเครื่องเลเซอร์ปริ้นเตอร์เป็นเครื่องที่สามารถรับข้อมูลจากหน่วยความจำต่าง ๆ อาทิเช่น เครื่องสแกนเนอร์ของโจทก์ หรือของลำพังเป็นหน่วยเดียว โดยไม่ต้องบริษัทอื่น ๆ และคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ โดยประกอบมาครบถ้วนสมบูรณ์และทำงานได้ตามอาศัยเครื่องอื่นมาช่วยในการล้างอัดภาพ เครื่องสแกนเนอร์แลเครื่อง เลเซอร์ปริ้นเตอร์ที่พิพาทไม่ใช่กลุ่มเครื่องจักรหรือเครื่องที่ออกแบบมาโดยเจตนาให้ต้องนำมาใช้งานร่วมกันเป็นหน่วยเดียว (functional Unit) ในลักษณะเครื่องอัดรูปดิจิตอล เครื่องสแกนเนอร์พิพาทจึงมีพิกัด 8471.90 ในฐานะเป็นเครื่องประมวลผลอัตโนมัติที่สามารถสแกนฟิล์มสีได้ เป็นสินค้าในหมวด 16 ตอนที่ 84 จึงได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ในข้อนี้ได้ความจากนายสมศักดิ์ เจ้าหน้าที่พิจารณาพิกัดของจำเลยว่า สินค้า LP และ SP ที่โจทก์นำเข้า ทั้ง 2 ส่วน ประกอบเข้าด้วยกัน ทำงานร่วมกันโดยอาศัยสายสัญญาณเชื่อมต่อ เพื่อให้เป็นเครื่องอัดรูปที่มีประสิทธิภาพ สามารถผลิตภาพได้จำนวนมาก ต้นทุนต่ำและได้ภาพที่มีคุณภาพดี คมชัด สวยงาม เรียกว่า DIGITAL MINILAB FRONTIER SYSTEM มีรุ่นต่าง ๆ คือ รุ่นฟรอนเทียร์ 350 รุ่นฟรอนเทียร์ 370 รุ่นฟรอนเทียร์ 355 รุ่นฟรอนเทียร์ 375 รุ่นฟรอนเทียร์ 390 รุ่นฟรอนเทียร์ 550 รุ่นฟรอนเทียร์ 570 ตามคู่มือการใช้งาน และยังได้ความต่อไปจากพันตำรวจโทเฉลิม กับนางวาสนา ว่า โจทก์นำเข้าสินค้าทั้งสองชนิดเข้ามาพร้อมกัน โดยผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงซื้อขายสินค้า DIGITAL MINILAB ประกอบด้วย 2 ส่วน นำเข้ามาพร้อมกันในเรือลำเดียวกัน จำนวนเท่ากัน แต่แยกทำใบขนสินค้าขาเข้าคนละฉบับตามชนิดของสินค้าและสำแดงคนละพิกัด แต่จากการค้นหาข้อมูลเว็บไซต์ ของ Fuji Photo (Thailand) และ Fuji ทั่วโลก และหนังสือคู่มือติดตั้งและใช้งานที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบพร้อมสินค้า ระบุว่าเป็นของที่ต้องนำมาประกอบใช้งานร่วมกัน ทั้งพันตำรวจโทเฉลิม ยังเบิกความยืนยันว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานพบว่า ในช่วงแรกโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าทั้งสองชนิดรวมกันในใบสั่งซื้อใบเดียวกัน ต่อมาแยกทำใบสั่งซื้ออย่างละฉบับตามแต่ละชนิดของสินค้า หลังจากนั้น โจทก์ได้ขายสินค้าดังกล่าวรวมกันเป็นชุดเพื่อให้ลูกค้าได้ซื้อหรือเช่าซื้อรวมชุด เพื่อใช้งานร่วมกัน และสินค้าดังกล่าวมีโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อใช้ทำงานร่วมกัน ซึ่งนอกจากพันตำรวจโทเฉลิมแล้วนายวันชัย เจ้าหน้าที่ผู้จับกุมเบิกความว่า จากการสืบค้นหาข้อเท็จจริงของสินค้าตามรายชื่อลูกค้าของโจทก์พบว่า สินค้าทั้งสองชนิดได้นำไปประกอบติดตั้งร่วมกันเป็น DIGITAL MINILAB SYSTEM อยู่ภายในร้านค้าเดียวกันที่เป็นร้านค้าลูกค้าของโจทก์ ประกอบกับบัญชีรายชื่อลูกค้าของโจทก์ที่โจทก์ได้จำหน่ายสินค้า LP และ SP ไปพร้อมกัน ปรากฏว่า ได้นำไปใช้งานพร้อมกัน แสดงให้เห็นว่าสินค้าพิพาท LP และ SP มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานร่วมกัน โดยโจทก์มิได้ถามค้านพยานจำเลยทั้งสิบสองให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสองจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำสินค้าพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นอุปกรณ์ที่นำมาใช้งานเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการภาพถ่ายเพื่อทำงานร่วมกันอันเป็นการทำหน้าที่เฉพาะอย่าง จึงไม่อาจจัดสินค้าที่มีสภาพขณะนำเข้าเป็นของที่จัดทำมาเฉพาะให้มีคุณสมบัติพิเศษเพื่อใช้ในห้องปฏิบัติการถ่ายรูป เป็นของในตอนที่ 84 หรือจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8471.50 หน่วยประมวลผลแบบดิจิตัล (นอกจากของตามประเภทย่อยที่ 8471.41 หรือ 8471.49) จะมีหน่วยดังต่อไปนี้หนึ่งหรือสองหน่วยอยู่ในเรือนเดียวกันหรือไม่ก็ตาม คือ หน่วยเก็บ หน่วยรับเข้า หน่วยส่งออก หรือประเภทพิกัดที่ 8471.70 หน่วยเก็บ หรือประเภทพิกัดที่ 8471.90 อื่นๆ ตามที่โจทก์สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 69 ฉบับ ได้ ดังนั้น สินค้าพิพาทจึงต้องจัดเข้าประเภทที่เหมาะสมตามหน้าที่การทำงานของเครื่องจักรนั้น สินค้าเครื่องสแกนเนอร์พิพาทที่โจทก์นำเข้ามาพร้อมกับเครื่องเลเซอร์ปริ้นเตอร์และใช้งานร่วมกันเป็นเครื่องอุปกรณ์ที่ออกแบบเพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่างเป็นเครื่อง DIGITAL MINILAB นำมาใช้งานเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการภาพถ่ายออกแบบเพื่อทำงานร่วมกันตรงตามความหมายเหตุข้อ 4 หมวด 16 หมายเหตุข้อ 3 ตอน 90 และหมายเหตุของตอนที่ 84 ข้อ 5 (จ) จึงจัดเป็นของตามพิกัดประเภทที่ 9010.50 ในฐานะเป็นเครื่องอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ตามห้องปฏิบัติการภาพถ่าย (รวมถึงภาพยนตร์) และเครื่องเนกาโตสโกป ตามหลักเกณฑ์การตีความข้อ 1 และข้อ 6 ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จัดให้สินค้าพิพาทที่นำเข้ามาพร้อมกันและมีจำนวนเท่ากันเป็นของตามพิกัดประเภทที่ 9010.50 อัตราอากรร้อยละ 10 หรืออัตราร้อยละ 20 ตามระยะเวลาการนำเข้าจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสองมีว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษางดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสิบสองอุทธรณ์ว่า คำอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 ข้อ 3 โจทก์ขออุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เท่านั้น คำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ไม่มีคำขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เนื่องจากเป็นการตีความพิกัดศุลกากรสินค้าพิพาทไม่เป็นไปตามกฎหมาย คำสั่งแบบแจ้งการประเมินอากรไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ โดยไม่ได้ฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลยและไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งรวมถึงเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มในคดีนี้ การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษางดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ จึงไม่ชอบเพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสองฟังขึ้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสองข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้คืนเงินค่าขึ้นศาลในส่วนของค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบแจ้งการประเมินขาเข้า 200,362 บาท เนื่องจากโจทก์ฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 26/2556 ของศาลภาษีอากรกลาง การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มในคดีนี้จึงซ้ำซ้อนกันนั้น เมื่อได้วินิจฉัยในข้างต้นแล้วว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีประเด็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งยังปรากฏจากอุทธรณ์ของโจทก์ที่จำเลยมิได้โต้แย้งว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่พิพาทในคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 26/2556 ของศาลภาษีอากรกลาง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีนี้จึงมีเฉพาะในส่วนของค่าอากรขาเข้าขาดตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าพิพาทในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มมาด้วยจึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินไป จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลภาษีอากรกลาง 200,365 บาท และชั้นอุทธรณ์ 115,696 บาท ให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาล 316,061 บาท ที่เสียเกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4612/2560
#614062
เปิดฉบับเต็ม

การชำระหนี้แก่ผู้ครองทรัพย์ในขณะเกิดเหตุตาม ป.พ.พ. มาตรา 441 จะถือว่าเป็นการชำระหนี้แก่ผู้มีอำนาจรับชำระหนี้โดยชอบก็ต่อเมื่อผู้ชำระหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นไม่รู้ว่าผู้ที่รับชำระหนี้นั้นไม่ใช่เจ้าของทรัพย์และความไม่รู้นั้นมิใช่เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน เมื่อฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และ ส. พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของจำเลยที่ 2 รู้หรือควรรู้ได้แล้วว่า น. ผู้ขับขี่ควบคุมรถของโจทก์อันถือว่าเป็นผู้ครองทรัพย์นั้นอยู่ในขณะเกิดเหตุ ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์กระบะนั้น ซึ่งแม้จะอ้างว่าไม่รู้ แต่การไม่รู้นั้นก็เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของคนทั้งสองเอง การชำระหนี้รวมตลอดถึงการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ น. จึงถือว่าเป็นการชำระหนี้หรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบุคคลที่ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้หรือไม่มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยทั้งกรณีก็ฟังไม่ได้ว่า น. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ดังนี้ สัญญายอมรับในความประมาทของผู้ขับรถทั้งสองฝ่ายจึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะมีผลผูกพันโจทก์ได้

แม้ น. จะขับรถไปถึงทางสี่แยกก่อน แต่ก่อนที่จะขับรถผ่านทางแยกนั้นไปก็ควรจะดูให้เห็นถึงความปลอดภัยก่อน การที่รถยนต์กระบะที่ น. ขับไปถูกรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับชนทางด้านท้ายขณะกำลังจะผ่านสี่แยกไป เหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ถูกชนก็เพราะ น. ได้ขับรถผ่านสี่แยกไปโดยไม่ดูให้เห็นถึงความปลอดภัยอย่างชัดเจนก่อน จึงมีส่วนประมาทด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 482,390 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2557 นายนิกร ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บบ 9663 นครปฐม ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของไปตามถนนไผ่งาม - ดอนยอ มุ่งหน้าไปทางตำบลดอนยอ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บล 8582 นครปฐม ซึ่งประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ 2 ตามถนนเลียบคลองท่าสารมุ่งหน้าไปทางตำบลลำลูกบัว เมื่อไปถึงบริเวณสี่แยกคลองท่าสาร รถยนต์กระบะทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหายภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่า ขับรถด้วยความเร็วและห้ามล้อไม่ทัน จึงเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะที่นายนิกรขับ ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ พนักงานสอบสวนจึงเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400 บาท นอกจากนั้น จำเลยที่ 1 กับนายนิกรได้ทำสัญญายอมรับในความประมาทของผู้ขับรถทั้งสองฝ่ายไว้โดยตกลงกันว่าไม่เรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ต่อกันและกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญายอมรับในความประมาทของผู้ขับรถทั้งสองฝ่ายระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายนิกรเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผลใช้บังคับได้หรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุนายนิกรขับรถยนต์กระบะคันที่โจทก์เป็นเจ้าของไปเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 เป็นคนขับและมีจำเลยที่ 2 รับประกันภัยค้ำจุน นายนิกรจึงเป็นผู้ครองรถยนต์กระบะของโจทก์ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ในขณะเกิดเหตุ แม้ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ก็มีสิทธิที่จะรับชำระหนี้รวมถึงมีสิทธิที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทนได้เช่นกัน ดังนี้ สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างนายนิกรกับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 และทำให้สิทธิเรียกร้องของแต่ละฝ่ายระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะจะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้อีก เห็นว่า การชำระหนี้แก่ผู้ครองทรัพย์ในขณะเกิดเหตุ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 441 จะถือว่าเป็นการชำระหนี้แก่ผู้มีอำนาจรับชำระหนี้โดยชอบก็ต่อเมื่อผู้ชำระหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนั้นไม่รู้ว่าผู้ที่รับชำระหนี้นั้นไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ และความไม่รู้นั้นมิใช่เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน คดีนี้ได้ความว่า ขณะเกิดเหตุนายนิกรเป็นพนักงานของบริษัทโรงงานเชอร์รี ไอศกรีม จำกัด มีหน้าที่ขับรถยนต์กระบะขายไอศกรีม รถยนต์กระบะมีสติ๊กเกอร์ติดอยู่ที่ตู้เย็นใบใหญ่ว่าบริษัทโรงงานเชอร์รี ไอศกรีม จำกัด และมีโลโก้หรือตราสัญลักษณ์เป็นรูปไอศกรีมและลูกเชอรี่ วันเกิดเหตุนายนิกรสวมชุดเครื่องแบบของบริษัท มีโลโก้เป็นรูปไอศกรีมติดอยู่ที่กระเป๋าเสื้อ นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังเบิกความด้วยว่า เมื่อเกิดเหตุแล้วพยานเห็นคนขับรถซึ่งหมายถึงนายนิกรโทรศัพท์ตามพนักงานของบริษัทโรงงานเชอร์รี ไอศกรีม จำกัด และมีพนักงานเช่นเดียวกับนายนิกรมาที่ที่เกิดเหตุ 4 ถึง 5 คน ส่วนรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับและเกิดเหตุชนกันนั้น จำเลยที่ 1 เบิกความว่า หลังเกิดเหตุ พยานโทรศัพท์แจ้งผู้รับประกันภัย ไม่นานประมาณครึ่งชั่วโมง พนักงานของบริษัทประกันภัยจำเลยที่ 2 ก็มายังที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจมาถึงก่อนพนักงานของบริษัทประกันภัย เจ้าพนักงานตำรวจบอกให้พยานไปสถานีตำรวจ พยานบอกว่ารอพนักงานของบริษัทประกันภัยมาก่อน และนายสุนันท์ พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของจำเลยที่ 2 พยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อพยานไปถึงที่เกิดเหตุ พยานพบรถยนต์กระบะทั้งสองฝ่ายจอดอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ พยานได้ถ่ายรูปรถยนต์กระบะทั้งสองฝ่ายไว้ เห็นได้ว่า หลังเกิดเหตุ ทั้งจำเลยที่ 1 คนขับรถคู่กรณีและนายสุนันท์ พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของจำเลยที่ 2 ซึ่งไปถึงที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุไม่นาน คนทั้งสองย่อมมีโอกาสเห็นรถยนต์กระบะของโจทก์ ซึ่งที่ตู้เย็นใบใหญ่มีสติ๊กเกอร์มีข้อความว่าบริษัทโรงงานเชอร์รี ไอศกรีม จำกัด ติดอยู่และมีโลโก้เป็นรูปไอศกรีมและลูกเชอรี่ติดอยู่ด้วย ตามวิสัยของวิญญูชนทั่วไป คนทั้งสองก็ย่อมรู้หรือควรรู้ได้ว่ารถยนต์กระบะของโจทก์ที่ถูกชนนั้นเป็นรถของบริษัทโรงงานเชอร์รี ไอศกรีม จำกัด หรือใช้ในกิจการของบริษัทโรงงานเชอร์รี ไอศกรีม จำกัด ส่วนนายนิกรที่แต่งกายสวมชุดเครื่องแบบของบริษัทโรงงานเชอร์รี ไอศกรีม จำกัด มีโลโก้เป็นรูปไอศกรีมติดอยู่ที่กระเป๋าเสื้อ คนทั้งสองก็ควรรู้ได้ว่านายนิกรเป็นพนักงานขับรถ ยิ่งต่อมามีพนักงานของบริษัทโรงงานเชอร์รี ไอศกรีม จำกัด ซึ่งแต่งกายเช่นเดียวกับนายนิกรมายังที่เกิดเหตุอีก 4 ถึง 5 คน มาช่วยขนไอศกรีมและสิ่งของที่ตกหล่นอยู่ในที่เกิดเหตุ คนทั้งสองก็คงจะยิ่งแน่ใจรู้แก่ตนได้ว่านายนิกรก็คงเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งของบริษัทโรงงานเชอร์รี ไอศกรีม จำกัด นั้นเอง ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกไอศกรีมนั้นแต่อย่างใด ซึ่งความข้อนี้นายสุนันท์ยังเบิกความตอนหนึ่งได้ความว่า พยานได้บอกนายนิกรซึ่งเป็นเพียงคนขับรถไม่สามารถพูดคุยกันได้ให้โทรศัพท์ไปสอบถามนายจ้างว่าจะเอาอย่างไร การบอกไปเช่นนั้นก็แสดงว่าได้เห็นแล้วว่านายนิกรไม่ใช่เจ้าของรถนั้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุนั้นทั้งจำเลยที่ 1 และนายสุนันท์ได้รู้อยู่แก่ตนแล้วว่า นายนิกรไม่ใช่เจ้าของรถยนต์กระบะบรรทุกไอศกรีมที่ถูกชน ถึงแม้คนทั้งสองจะอ้างว่าไม่รู้ว่านายนิกรไม่ใช่เจ้าของรถ แต่เหตุที่ไม่รู้ก็เป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของคนทั้งสองเอง และกรณีก็ไม่ปรากฏว่านอกจากนายนิกรจะได้รับมอบหมายให้ขับรถของโจทก์แล้ว นายนิกรยังมีอำนาจไปทำการตกลงเกี่ยวกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการขับรถนั้นด้วยหรือไม่ อย่างไร และเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจะเคยมีทางปฏิบัติกันมาอย่างไรก็ไม่ชัดเจน ซึ่งคดีนี้เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วได้ความเพียงว่า ทางฝ่ายโจทก์ไม่มีพนักงานของบริษัทประกันภัยเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ ทั้งนายนิกร จำเลยที่ 1 และนายสุนันท์รออยู่ในที่เกิดเหตุเป็นเวลานาน เป็นเวลาจวนค่ำ ได้มีบุคคลที่อ้างว่าเป็นตัวแทนนายหน้าบริษัทประกันภัยของฝ่ายโจทก์โทรศัพท์ไปถึงนายนิกร นายนิกรได้ส่งโทรศัพท์ให้พูดคุยกันเองกับนายสุนันท์ จากนั้นนายสุนันท์แจ้งนายนิกรว่าเขาตกลงกันได้แล้ว เป็นกรณีต่างฝ่ายต่างประมาท แล้วนายสุนันท์นำสัญญายอมรับในความประมาทของผู้ขับรถทั้งสองฝ่ายมาให้นายนิกรลงชื่อ นายนิกรก็ลงชื่อไป เห็นว่า บุคคลที่อ้างว่าโทรศัพท์ไปหานายนิกรในที่เกิดเหตุจะเป็นใครก็ยังไม่มีการระบุตัวตนได้แน่นอน ข้อที่อ้างว่าเป็นกรณีต่างฝ่ายต่างประมาทนั้น เมื่อพิจารณาแล้วอย่างน้อยก็ยังขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ทางฝ่ายจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว เหตุเพราะจำเลยที่ 1 ขับรถเร็วเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะของโจทก์ จำเลยที่ 1 รับสารภาพ เจ้าพนักงานตำรวจเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 ไป ส่วนสัญญายอมรับในความประมาทของผู้ขับรถทั้งสองฝ่าย ที่อ้างว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ก็เป็นแบบฟอร์มที่นายสุนันท์พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของจำเลยที่ 2 มีพกติดตัวไว้อยู่แล้ว และนำมาบอกให้นายนิกรลงชื่อ กรณียังไม่ชัดเจนว่ามีการที่โจทก์เชิดให้นายนิกรลงชื่อในสัญญาแต่อย่างใด แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีกลับมีความน่าสงสัยตามสมควรว่าอาจมีการอาศัยโอกาสที่ฝ่ายโจทก์ยังไม่มีพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุไปยังที่เกิดเหตุ รออยู่เป็นเวลานานก็ยังไม่มีใครไป และโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่แตกต่างกัน รวบรัดเอาเปรียบกันก็เป็นได้ ดังนี้ เมื่อฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และนายสุนันท์พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของจำเลยที่ 2 รู้หรือควรรู้ได้แล้วว่า นายนิกรผู้ขับขี่ควบคุมรถของโจทก์อันถือว่าเป็นผู้ครองทรัพย์นั้นอยู่ในขณะเกิดเหตุ ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์กระบะนั้น ซึ่งแม้จะอ้างว่าไม่รู้ แต่การไม่รู้นั้นก็เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของคนทั้งสองเอง การชำระหนี้รวมตลอดถึงการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายนิกรจึงถือว่าเป็นการชำระหนี้หรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบุคคลที่ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้หรือไม่มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย ทั้งกรณีก็ฟังไม่ได้ว่านายนิกรเป็นตัวแทนของโจทก์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ดังนี้ สัญญายอมรับในความประมาทของผู้ขับรถทั้งสองฝ่าย จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะมีผลผูกพันโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลบังคับได้ และโจทก์ไม่อยู่ในฐานะจะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาท และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้นายนิกรจะขับรถไปถึงทางสี่แยกนั้นก่อน แต่ก่อนที่จะขับรถผ่านทางแยกนั้นไปก็ควรจะดูให้เห็นถึงความปลอดภัยก่อน การที่รถยนต์กระบะที่นายนิกรขับไปถูกรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับชนทางด้านท้ายขณะกำลังจะผ่านสี่แยกไปนั้น น่าเชื่อว่านายนิกรคงจะขับรถไปถึงสี่แยกก่อนจำเลยที่ 1 ไม่นานมากนัก และเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ถูกชนก็เพราะนายนิกรได้ขับรถผ่านสี่แยกไปโดยไม่ดูให้เห็นถึงความปลอดภัยอย่างชัดเจนก่อน จึงมีส่วนประมาทด้วย แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว จำเลยที่ 1 ประมาทมากกว่า เห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 รับผิด 3 ใน 5 ส่วน คิดเป็นเงิน 115,200 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิใช่ผู้ทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 115,200 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 23 เมษายน 2557 และจำเลยที่ 2 นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 441 ม. 438 วรรคหนึ่ง ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญชัย พัฒนกิตติพงศ์
จำเลย — นายอนุวัต กลิ่นลำดวน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวชนาธิป เศรษฐสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอรุณ เรืองเพชร
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4603/2560
#612823
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติขององค์การคลังสินค้าผู้เสียหายจะกำหนดให้มีผู้ประสานงานในจังหวัดเป็นผู้แทนของผู้เสียหายในจังหวัดพื้นที่รับผิดชอบ และรายงานการตรวจสอบข้าวที่หน่วยรับฝากไว้แก่ผู้เสียหายอย่างช้าไม่เกิน 10 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น แต่ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรของรัฐบาล พ.ศ.2496 มาตรา 4 และ พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นตัวแทนองค์การ และเพื่อการนี้ผู้อำนวยการอาจมอบให้บุคคลใด ๆ ปฏิบัติกิจการบางอย่างแทนในเมื่อคณะกรรมการกำหนด และตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ดังนั้นการแสดงออกของผู้เสียหายย่อมต้องแสดงออกโดยผู้อำนวยการ แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่า พ. ทราบเหตุที่ข้าวสารในหน่วยที่รับฝากไว้สูญหายไปตามฟ้องก่อนแล้ว แต่ พ. เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานของผู้เสียหายซึ่งมีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชารับทราบตามลำดับชั้นเท่านั้น ไม่มีอำนาจที่จะร้องทุกข์หรือดำเนินคดี จึงถือไม่ได้ว่า พ. เป็นผู้แทนของผู้เสียหายในการรับรู้เรื่องอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีหนังสือแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าไม่มีข้าวสารในโรงสีของจำเลยที่ 1 ให้ตรวจรับ ตามหนังสือลงวันที่ 15 สิงหาคม 2557 จึงต้องถือว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดเมื่อได้รับแจ้งจากผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2557 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนข้าวสาร 10 เปอร์เซ็นต์ และปลายข้าวเอวันเลิศหรือใช้ราคา 5,188,918.52 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองคืนข้าวสาร 10 เปอร์เซ็นต์ และปลายข้าวเอวันเลิศตามฟ้องหรือใช้ราคา 5,188,918.52 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยอธิบดีอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลสูงภาค 9 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติขององค์การคลังสินค้าผู้เสียหาย กำหนดให้ผู้ประสานงานจังหวัดเป็นผู้แทนของผู้เสียหายในจังหวัดพื้นที่รับผิดชอบและรายงานผู้เสียหายอย่างช้าไม่เกิน 10 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น ต้องตรวจสอบข้าวที่หน่วยรับฝากไว้ให้มีปริมาณครบถ้วน หากพบสินค้าสูญหายต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น เมื่อบันทึกการตรวจโรงสีฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 มีนายพงษ์พัฒน์ เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายประจำโรงสีลงชื่อ ย่อมร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ที่ข้าวสารตามฟ้องหายไปจากโรงสี เป็นเรื่องเร่งด่วนอันจำเป็นต้องรายงานให้ผู้เสียหายทราบทันที ผู้เสียหายจึงรู้เรื่องความผิดก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีหนังสือแจ้งผู้เสียหายทราบเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 ในทำนองให้เข้าใจว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดในวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2557 เกินสามเดือนจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย แต่ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรของรัฐบาล พ.ศ.2496 มาตรา 4 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอกให้ผู้อำนวยการเป็นตัวแทนองค์การ และเพื่อการนี้ผู้อำนวยการอาจมอบให้บุคคลใด ๆ ปฏิบัติกิจการบางอย่างแทนในเมื่อคณะกรรมการกำหนด และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ดังนั้น ผู้เสียหายย่อมต้องแสดงออกโดยผู้แทนของผู้เสียหายคือผู้อำนวยการ ส่วนนายพงษ์พัฒน์เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ประสานงานของผู้เสียหาย แม้จะฟังว่านายพงษ์พัฒน์ทราบเหตุที่ข้าวสารตามฟ้องสูญหาย ก็มีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นเท่านั้น นายพงษ์พัฒน์ไม่มีอำนาจที่จะร้องทุกข์หรือฟ้องคดี จึงไม่อาจถือได้ว่านายพงษ์พัฒน์เป็นผู้แทนของผู้เสียหายในการรับรู้เรื่องอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีหนังสือแจ้งผู้เสียหายทราบว่าไม่มีข้าวสารในโรงสีของจำเลยที่ 1 ให้ตรวจรับ ตามหนังสือลงวันที่ 15 สิงหาคม 2557 จึงต้องถือว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดเมื่อได้รับแจ้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2557 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดียังมีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาพิพากษาตามประเด็นที่คู่ความอุทธรณ์ตามลำดับชั้นศาลให้ครบถ้วนต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 352
ป.พ.พ. ม. 70
พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรของรัฐบาล พ.ศ.2496 ม. 4
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.เอส.เอส. อินเตอร์ไรซ์หรือ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โกศลธัญกิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นางสาวช่อฟ้า ภูมิรุ่งเรืองสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4600/2560
#613213
เปิดฉบับเต็ม

ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ โดยการคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานจึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หากเดือนใดโจทก์ไม่สามารถขายสินค้าได้จำเลยไม่จำต้องจ่ายค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าให้แก่โจทก์ ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้รับค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นประจำทุกเดือนก็หาทำให้เงินดังกล่าวมิใช่ค่าจ้างไม่ เมื่อค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าที่จำเลยค้างชำระนั้นเป็นค่าจ้างที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี และแม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 4 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความก็อาจจะพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าโจทก์จะได้รับทุกสิ้นเดือนของเดือนถัดไป โดยไม่ต้องรอว่าจะเก็บเงินจากลูกค้าได้หรือไม่ แม้โจทก์ไม่ทวงถามค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าของเดือนสิงหาคม 2556 แต่ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าก็จะถึงกำหนดชำระให้แก่โจทก์ในสิ้นเดือนกันยายน 2556 จึงไม่จำต้องมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 357,930 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 357,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขายสินค้าในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,000 บาท และตกลงจะจ่ายค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าทุกวันสิ้นเดือนของเดือนถัดไปโดยไม่ต้องรอว่าจะเก็บเงินจากลูกค้าได้หรือไม่ โจทก์ลาออกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 ระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2556 โจทก์ขายสินค้าให้จำเลยรวมหลายรายการ มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินจำนวน 357,930 บาท ในวันสิ้นเดือนของเดือนถัดไป ซึ่งจำเลยยังไม่ได้จ่ายให้แก่โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า ค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าดังกล่าวเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยค่าจ้างค้างจ่ายระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กรณีนี้ค่าจ้างถึงกำหนดที่จะจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2556 ถือว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เพื่อความเป็นธรรมแก่โจทก์ เห็นสมควรกำหนดให้แม้ว่าโจทก์ไม่มีคำขอในส่วนนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ค่าตอบแทนการขายหรือค่านายหน้าโจทก์จะได้รับต่อเมื่อขายสินค้าได้ มิใช่เป็นเงินที่โจทก์จะได้รับทุกเดือนจึงมิใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานขายสินค้าเคมีเกษตร โดยมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในการขายจากยอดขายจึงถือได้ว่าค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์โดยการคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานจึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และเมื่อค่าตอบแทนในการขายเป็นเงินที่จ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่โจทก์ทำย่อมมีความหมายอยู่แล้วว่าหากเดือนใดโจทก์ไม่สามารถขายสินค้าเคมีเกษตร จำเลยก็ไม่จำต้องจ่ายค่าตอบแทนการขายหรือค่านายหน้าให้แก่โจทก์ ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้รับค่าตอบแทนในการขายเป็นประจำทุกเดือน ก็หาทำให้เงินดังกล่าวมิใช่ค่าจ้างไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่าโจทก์ลาออกเมื่อเดือนสิงหาคม 2556 จึงไม่มีค่าจ้างที่ถึงกำหนดในเดือนกันยายน 2556 จำเลยจึงไม่ผิดนัดนั้น คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าค่าตอบแทนในการขายเป็นค่าจ้าง และข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ว่าเงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระเมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2556 อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังเป็นยุติ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า เมื่อค่าตอบแทนในการขายหรือค่านายหน้าที่จำเลยค้างชำระนั้นเป็นค่าจ้างที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และแม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มาด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลแรงงานภาค 4 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ก็อาจจะพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ที่ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ด้วยนั้น จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 9
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุทุมพร ชูศรีพัฒน์
จำเลย — บริษัทเคที โพรเทค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 4 — นายสุรเชนทร์ วงค์พิพันธ์
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2560
#611865
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของบริษัทจำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่ฟ้องหรือไม่ มิได้พิจารณาแต่เพียงว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทจำเลยร่วมซึ่งเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องที่ตนมีอยู่หรือไม่เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัทจำเลยร่วมหรือไม่ เพียงใด นอกจากนี้ศาลยังต้องพิจารณาให้ได้ความว่า บริษัทจำเลยร่วมขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียประโยชน์หรือไม่อีกด้วย จำเลยให้การว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในบริษัทจำเลยร่วม และไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมโดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธ คำให้การของจำเลยจึงเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 749,850 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,027.22 บาท และนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทรวมทรัพย์ รีไซเคิล จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 749,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันผิดนัด (วันที่ 26 ธันวาคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องมิให้คำนวณเกิน 18,027.22 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า บริษัทรวมทรัพย์ รีไซเคิล จำกัด จำเลยร่วมมีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญทั้งสิ้น 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้นสามัญ 3 คน ซึ่งชำระค่าหุ้นไว้เพียงหุ้นละ 25 บาท ต่อมามีการจดทะเบียนเลิกบริษัท และผู้ชำระบัญชีได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555 หลังจากนั้นโจทก์ตรวจสอบพบว่าบริษัทจำเลยร่วมชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้องจึงออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังผู้ชำระบัญชีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,505,377 บาท และไม่มีการอุทธรณ์การประเมินภาษีดังกล่าว โจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าวได้ และตรวจสอบแล้วเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมจำนวน 9,998 หุ้น และยังค้างชำระมูลค่าหุ้นอยู่ก่อนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเป็นเงิน 749,850 บาท โจทก์จึงใช้สิทธิของเจ้าหนี้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระมูลค่าหุ้นดังกล่าวแต่จำเลยไม่ชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมและยังค้างชำระมูลค่าหุ้นจำนวน 749,850 บาท โดยวินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งพร้อมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธในประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยยอมรับตามคำฟ้องโจทก์แล้วว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมซึ่งยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่เต็มมูลค่าหุ้น นั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่ฟ้องหรือไม่ มิได้พิจารณาแต่เพียงว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทจำเลยร่วมซึ่งเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องที่ตนมีอยู่หรือไม่เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัทจำเลยร่วมหรือไม่ เพียงใด นอกจากนี้ศาลยังต้องพิจารณาให้ได้ความว่า บริษัทจำเลยร่วมขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียประโยชน์หรือไม่อีกด้วย ตามคำให้การจำเลยแม้จะไม่ได้ต่อสู้ว่าบริษัทจำเลยร่วมเป็นลูกหนี้ค่าภาษีอากรต่อโจทก์จริงหรือไม่ อันมีผลเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงว่าบริษัทจำเลยร่วมค้างชำระหนี้ภาษีอากรต่อโจทก์จริงตามคำฟ้อง แต่จำเลยยังคงต่อสู้ว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในบริษัทจำเลยร่วม และไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมโดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่า มีผู้นำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยไปใช้โดยมิชอบ และลงลายมือชื่อปลอมของจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยร่วม ตลอดจนจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีคำให้การของจำเลยจึงเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว หาใช่จำเลยยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยร่วมและค้างชำระมูลค่าหุ้นอยู่ตามที่โจทก์ฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นางสาวภวิษย์พร เพ็ชรใจแสงหรือพูลศิริปัญญา
จำเลยร่วม — บริษัทรวมทรัพย์ รีไซเคิล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางมาริสา รัฐปัตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบัณฑิต รชตะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4579/2560
#611866
เปิดฉบับเต็ม

การยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 89431 ขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี มีผู้แทนจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้นำยึด ซึ่งได้ความว่าก่อนนำยึดที่ดินดังกล่าวผู้แทนจำเลยได้สืบหาและตรวจสอบทรัพย์สิน บ. ลูกหนี้ตามคำพิพากษา พบว่า บ. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว จึงแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวโดยผู้แทนจำเลยถ่ายรูปที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและจัดทำแผนที่การไปนำส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีแนบท้ายรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ และเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยมีสถานที่ตั้งที่ดินตามแผนที่การไปที่ผู้แทนจำเลยจัดทำแนบท้ายประกาศขายทอดตลาด การที่จำเลยหรือผู้แทนจำเลยต้องนำส่งภาพถ่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและจัดทำแผนที่การไปหรือที่ตั้งทรัพย์ประกอบการยึด ก็เพื่อประโยชน์ในการปิดประกาศการยึดและการทำแผนที่ในการประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์มีแนวทางในการตรวจสอบสถานที่ตั้งและสภาพทรัพย์ก่อนตัดสินใจเข้าประมูลซื้อ ทั้งนี้จำเลยหรือผู้แทนต้องทำข้อตกลงหรือสัญญาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีรับรองว่าทรัพย์ที่นำยึดและจะขายทอดตลาดถูกต้องตามสภาพและทำเลที่ตั้งของทรัพย์ตามภาพถ่ายและแผนที่การไปที่นำส่งตามประกาศขายทอดตลาด และความถูกต้องตามกฎหมายของทะเบียนหรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองและภาระติดพันของทรัพย์ที่จะขายทอดตลาด หากเกิดความผิดพลาดหรือเสียหายประการใดจำเลยยินยอมเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งสิ้น ดังนั้น จำเลยต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบสถานที่ตั้งและสภาพทรัพย์ที่ยึดให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาด การที่ผู้แทนจำเลยแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวโดยนำส่งภาพถ่ายและแผนที่การไปแสดงสถานที่ตั้งและสภาพทรัพย์ผิดไปจากความเป็นจริงจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยในการตรวจสอบสถานที่ตั้งและสภาพทรัพย์ที่ยึด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการประมูลซื้อทรัพย์ในราคาสูงกว่าความเป็นจริง จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ แม้ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีคำเตือนผู้ซื้อว่าก่อนเข้าสู้ราคาผู้ซื้อมีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อตามสถานที่และแผนที่การไปที่ปรากฏในประกาศและถือว่าผู้ซื้อทราบถึงสภาพทรัพย์นั้นโดยละเอียดครบถ้วนแล้ว ก็ได้ความว่า โจทก์ได้ไปตรวจสอบที่ดินตามสถานที่และแผนที่การไปตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ที่ดินมีสถานที่ตั้งและสภาพตรงตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์จึงเข้าสู้ราคา ซึ่งถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณีแล้ว ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 503,287 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 220,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ของต้นเงิน 280,397 บาท นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2557 และของต้นเงิน 2,890 บาท นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2557 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 183,866.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 275,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินมา 4,252 บาท แก่โจทก์ และ 6,141 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2557 โจทก์ประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 89431 ตำบลบางพระหลวง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา มีชื่อนายแบน เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครสวรรค์ ได้ในราคา 380,000 บาท ซึ่งจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1072/2553 ของศาลแขวงนครสวรรค์ นำยึดออกขายทอดตลาดตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งระบุว่า ที่ดินมีสิ่งปลูกสร้างที่จะขายด้วย คือ บ้านเดี่ยวไม่ปรากฏเลขทะเบียน ตามสถานที่และแผนที่การไปที่ปรากฏในประกาศ ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2557 โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 89431 ปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ได้มีที่ตั้งที่ดินตามสถานที่และแผนที่การไปที่ปรากฏในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเป็นที่ดินคนละแปลงอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นที่ดินรกทึบและไม่มีสิ่งปลูกสร้าง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบสถานที่ตั้งและสภาพทรัพย์ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อนประมูลซื้อทรัพย์ ความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า การยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 89431 ออกขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี มีผู้แทนจำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้นำยึด ซึ่งได้ความว่า ก่อนนำยึดที่ดินดังกล่าวผู้แทนจำเลยได้สืบหาและตรวจสอบทรัพย์สินของนายแบน ลูกหนี้ตามคำพิพากษา พบว่านายแบนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว จึงแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวโดยผู้แทนจำเลยถ่ายรูปที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและจัดทำแผนที่การไปนำส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีแนบท้ายรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ และเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยมีสถานที่ตั้งที่ดินตามแผนที่การไปที่ผู้แทนจำเลยจัดทำแนบท้ายประกาศขายทอดตลาด การที่จำเลยหรือผู้แทนจำเลยต้องนำส่งภาพถ่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและจัดทำแผนที่การไปหรือที่ตั้งทรัพย์ประกอบการยึด ก็เพื่อประโยชน์ในการปิดประกาศการยึดและการทำแผนที่ในการประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์มีแนวทางในการตรวจสอบสถานที่ตั้งและสภาพทรัพย์ก่อนตัดสินใจเข้าประมูลซื้อ ทั้งนี้จำเลยหรือผู้แทนต้องทำข้อตกลงหรือสัญญาต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีรับรองว่าทรัพย์ที่นำยึดและจะขายทอดตลาดถูกต้องตามสภาพและทำเลที่ตั้งของทรัพย์ตามภาพถ่ายและแผนที่การไปที่นำส่งตามประกาศขายทอดตลาด และความถูกต้องตามกฎหมายของทะเบียนหรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองและภาระติดพันของทรัพย์ที่จะขายทอดตลาด หากเกิดความผิดพลาดหรือเสียหายประการใด จำเลยยินยอมเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งสิ้น ดังนั้น จำเลยต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบสถานที่ตั้งและสภาพทรัพย์ที่ยึดให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาด การที่ผู้แทนจำเลยแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าว โดยนำส่งภาพถ่ายและแผนที่การไปแสดงสถานที่ตั้งและสภาพทรัพย์ผิดไปจากความเป็นจริง จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยในการตรวจสอบสถานที่ตั้งและสภาพทรัพย์ที่ยึด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการประมูลซื้อทรัพย์ในราคาสูงกว่าความเป็นจริง จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ แม้ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีคำเตือนผู้ซื้อว่าก่อนเข้าสู้ราคาผู้ซื้อมีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อตามสถานที่และแผนที่การไปที่ปรากฏในประกาศและถือว่าผู้ซื้อทราบถึงสภาพทรัพย์นั้นโดยละเอียดครบถ้วนแล้ว ก็ได้ความว่า โจทก์ได้ไปตรวจสอบที่ดินตามสถานที่และแผนที่การไปตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ที่ดินมีสถานที่ตั้งและสภาพตรงตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์จึงเข้าสู้ราคา ซึ่งถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณีแล้ว ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแก้ว จันทร์คำ
จำเลย — บริษัทนครสวรรค์ไทยจักรยานยนต์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวศิรินทิพย์ ไทพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสบเกียรติ วัฒนถาวร
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4576/2560
#622105
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีจะต้องกระทำโดยคู่ความ ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (15) คู่ความ หมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง และตามมาตรา 2 (14) โจทก์หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน แม้ผู้ร้องอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม แต่เมื่อผู้ร้องไม่ใช่คู่ความตามบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเข้ามาในคดีเพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31, 65 วรรคหนึ่ง, 70 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเพื่อให้โจทก์ดำเนินคดีในข้อหาอื่นที่ยังไม่ขาดอายุความ ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันและขอให้ไต่สวนกับมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณา เพราะคดีนี้ไม่มีเหตุรอการลงโทษให้จำเลยทั้งสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณา และผู้ร้องไม่ใช่คู่ความในคดีนี้ จึงให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีจะต้องกระทำโดยคู่ความ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (15) คู่ความ หมายความถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง และมาตรา 2 (14) บัญญัติว่า โจทก์หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน แม้คดีนี้ผู้ร้องจะฎีกาอ้างว่า ผู้ร้องได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม แต่เมื่อผู้ร้องไม่ใช่คู่ความตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้เพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าเป็นการผิดระเบียบดังทำนองที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (14) ม. 2 (15)
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นายสุนทร ธรรมเสนอ
จำเลย — นายพิศาล พลอาวุธ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายวิเชียร พัฒนาไพศาล
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4567/2560
#612821
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลในคดีแพ่งจะมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้กับพวกชำระหนี้ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินรวม 12 แปลง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามสัญญาจำนองก็ตาม แต่ตามสารบัญจดทะเบียนที่ดินดังกล่าวจำนวน 4 แปลง ระบุว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวอยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินและเป็นพื้นที่ส่วนที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะประเภทถนน สวนหย่อมและบ่อบำบัดน้ำเสีย ตามใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ซึ่งตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มีบทบัญญัติตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง และมาตรา 43 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะให้คงสภาพเดิม รวมทั้งจำกัดการใช้สิทธิในการทำนิติกรรมของผู้จัดสรรที่ดินในลักษณะที่จะก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค และที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะในโครงการจัดสรรที่ดินในอันที่จะได้ใช้บริการจากที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคตามที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้มาตรา 30 วรรคสอง ยังบัญญัติให้ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะปลอดจากบุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และภาระการจำนอง ดังนั้น การขอรับชำระหนี้เพื่อบังคับแก่ที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคซึ่งต้องมีการนำที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ และในที่สุดก็ต้องมีการทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ประมูลได้ การบังคับแก่ที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคดังกล่าวถือว่าเป็นการก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าการบังคับชำระหนี้เอากับที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวเจ้าหนี้ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง การบังคับชำระหนี้เอากับที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวจึงต้องห้ามตามกฎหมาย ทั้งกรณีนี้ไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 41 วรรคท้าย ที่เป็นการขอบังคับเอากับที่ดินจัดสรรทั้งโครงการ ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินรวมทั้งรับโอนสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรร เจ้าหนี้จึงไม่อาจบังคับชำระหนี้เอากับที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 44,939,580.64 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 18932,18946, 45739, 45741 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินและเป็นพื้นที่สาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะของโครงการจัดสรรที่ไม่สามารถจดทะเบียนจำหน่ายได้ อันเป็นทรัพย์ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีเจ้าหนี้จึงไม่เป็นเจ้าหนี้มีประกันที่มีสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 จึงเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 44,939,580.64 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) โดยให้ได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 45740, 45743 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ (แยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18932 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่) ที่ดินโฉนดเลขที่ 18952, 19505 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ภายในวงเงินจำนองไม่เกิน 35,063,527.40 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 34617 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ภายในวงเงินจำนองไม่เกิน 7,212,602.74 บาท หากยังขาดอยู่จำนวนเท่าใดให้ได้รับชำระหนี้โดยส่วนเฉลี่ยอย่างเจ้าหนี้สามัญจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) เต็มตามขอ โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากนายอำนาจ จำเลยร่วมในคดีของศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6305/2541 ไปแล้วเพียงใด ก็ให้สิทธิเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมลูกหนี้เป็นหนี้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6305/2541 ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ให้ลูกหนี้กับพวกร่วมกันชำระเงิน 8,372,084.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มีนาคม 2541) มิให้เกิน 434,728.14 บาท ให้ลูกหนี้กับพวกร่วมกันชำระเงิน 3,499,367.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 493,649.51 บาท โดยให้นำเงินจำนวน 100,000 บาท ที่ลูกหนี้ชำระเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 มาหักออกด้วยเหลือเท่าใดจึงเป็นดอกเบี้ยค้างชำระและให้ลูกหนี้กับพวกร่วมกันชำระเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 238,218.56 บาท หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 18932, 18946, 18952, 19505 และ 34617 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และที่ดินโฉนดเลขที่ 45739 ถึง 45750 รวม 12 โฉนด ที่แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเดิมออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามสัญญาจำนอง หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้กับพวกชำระหนี้จนครบ ต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนเจ้าหนี้เดิม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) เหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 18932, 18946, 45739, 45741 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ หรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6305/2541 จะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ให้ลูกหนี้กับพวกชำระหนี้ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18932, 18946, 18952, 19505 และ 34617 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และที่ดินโฉนดเลขที่ 45739 ถึง 45750 รวม 12 โฉนด ที่แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเดิมออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองก็ตาม แต่ตามสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 18932, 18946, 45739, 45741 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวอยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินและเป็นพื้นที่ส่วนที่กันไว้เป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะประเภทถนน สวนหย่อม และบ่อบำบัดน้ำเสีย ตามใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเลขที่ 16/2546 ออกให้ ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ซึ่งตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ และวรรคสอง บัญญัติว่า ให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดหาธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้น และยังอยู่ในความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาของผู้จัดสรรที่ดินตามวรรคหนึ่งกับคณะกรรมการ... และมาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะให้คงสภาพเดิมรวมทั้งจำกัดการใช้สิทธิในการทำนิติกรรมของผู้จัดสรรที่ดินในลักษณะที่จะก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะในโครงการจัดสรรที่ดินในอันที่จะได้ใช้บริการจากที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคตามที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้มาตรา 30 วรรคสอง ยังบัญญัติว่า ให้ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะปลอดจากบุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และภาระการจำนอง ดังนั้น การขอรับชำระหนี้เพื่อบังคับแก่ที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคซึ่งต้องมีการนำที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้และในที่สุดก็ต้องมีการทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ประมูลได้ การบังคับแก่ที่ดินส่วนที่เป็นสาธารณูปโภคดังกล่าวถือว่าเป็นการก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินต้องปฏิบัติตามบทกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้วด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าการบังคับชำระหนี้เอากับที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวเจ้าหนี้ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง การบังคับชำระหนี้เอากับที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวจึงต้องห้ามตามกฎหมาย ทั้งกรณีนี้ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 41 วรรคท้าย ที่เป็นการขอบังคับเอากับที่ดินจัดสรรทั้งโครงการซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากการขายทอดตลาดต้องรับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินรวมทั้งรับโอนสิทธิและหน้าที่ที่ผู้จัดสรรที่ดินมีต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรร เจ้าหนี้จึงไม่อาจบังคับชำระหนี้เอากับที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เหนือที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 96 (3)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 33 วรรคหนึ่ง ม. 41 วรรคท้าย ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบี.เอ็น.เค.เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก
เจ้าหนี้ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ ซี ซี เรียลเอสเตท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาววริษฐา ปภังกร
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4524/2560
#611094
เปิดฉบับเต็ม

ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ผู้ที่ให้ข้อมูลในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจะต้องเป็นผู้กระทำความผิดและให้ข้อมูลต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจที่จับกุมผู้กระทำความผิด หรือพนักงานสอบสวนในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกดำเนินคดี และข้อมูลดังกล่าวต้องเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ

การที่จำเลยบอกข้อมูลว่าเคยซื้อยาเสพติดให้โทษมาจาก ต. อายุประมาณ 45 ปี รูปร่างอ้วน ให้แก่ ว. ภริยาจำเลย พร้อมทั้งให้หมายเลขโทรศัพท์ของ ต. โดยแจ้งให้ ว. นำข้อมูลไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจ แต่กลับได้ความจาก ว. ว่ารับข้อมูลจากจำเลยว่าเคยซื้อยาเสพติดให้โทษจากผู้หญิงชื่อ ต. มีภูมิลำเนาอยู่แถวพระราม 2 จะส่งยาเสพติดให้โทษที่ตลาดรังสิต จึงนำข้อมูลไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจคนละชุดกับเจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลย พันตำรวจตรี ป. ได้รับข้อมูลเบื้องต้นของ ต. แล้วจึงสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนวางแผนจับกุม ต. ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 1,600 เม็ด จำเลยให้ข้อมูลของ ต. โดยไม่มีรายละเอียดหรือลักษณะรูปพรรณของ ต.ว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะจำเลยอ้างว่าบอกข้อมูลให้ ว. ขณะจำเลยต้องขังในเรือนจำ แต่กลับปรากฏในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอปล่อยชั่วคราวของจำเลย จำเลยให้การปฏิเสธและไม่ได้อ้างเหตุดังกล่าว เมื่อการจับกุม ต. ได้โดยไม่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงจากข้อมูลของจำเลยซึ่งให้ข้อมูลที่อ้างอย่างคร่าว ๆ จึงไม่เชื่อว่าจำเลยให้ข้อมูลแก่ ว. ไปแจ้งต่อพันตำรวจตรี ป. ให้ไปจับกุม ต. จริง ทั้งพันตำรวจตรี ป. มิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดในคดีนี้แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์ตาม มาตรา 100/2 การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยแจ้งข้อมูลผ่าน ว. ให้ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับข้อมูลของ ต. ผู้เคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยจนจับกุม ต. ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 1,600 เม็ด จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาตรา 15, 18, 24 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาตรา 15, 18 (4), 24 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 375,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูก โดยไม่มีเหตุสมควร โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยฝ่าฝืนข้อกำหนด) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 187,500 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 12 เดือน และปรับ 187,500 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน และอาวุธปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 เพราะภริยาจำเลยเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวผู้ให้ข้อมูลในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจะต้องเป็นผู้กระทำความผิดและให้ข้อมูลต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่จับกุมผู้กระทำความผิด หรือพนักงานสอบสวนในคดีที่ผู้กระทำความผิดถูกดำเนินคดี และข้อมูลดังกล่าวต้องเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยเพียงว่า ก่อนจำเลยถูกจับกุม จำเลยเคยซื้อยาเสพติดให้โทษมาจากนางตุ๋ม อายุประมาณ 45 ปี รูปร่างอ้วน จำเลยจึงบอกข้อมูลดังกล่าวแก่นางสาววัลภา ภริยาจำเลย พร้อมทั้งให้หมายเลขโทรศัพท์ของนางตุ๋ม โดยแจ้งให้นางสาววัลภานำข้อมูลดังกล่าวไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจ แต่กลับได้ความจากนางสาววัลภาว่า ตนรับข้อมูลจากจำเลยว่า เคยซื้อยาเสพติดให้โทษจากผู้หญิงชื่อ ตุ๋ม มีภูมิลำเนาอยู่แถวพระราม 2 จะส่งยาเสพติดให้โทษให้ที่ตลาดรังสิต จึงนำข้อมูลไปแจ้งต่อชุดจับกุมและผู้กองหวีด และไปแจ้งข้อมูลต่อพันตำรวจตรีประทีป เจ้าพนักงานตำรวจคนละชุดกับเจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลย เห็นว่า จำเลยให้ข้อมูลของนางตุ๋มโดยไม่มีรายละเอียดหรือลักษณะรูปพรรณของนางตุ๋มเป็นอย่างไร โดยเฉพาะจำเลยอ้างว่าบอกข้อมูลให้นางสาววัลภาในเดือนมกราคม 2557 ขณะจำเลยต้องขังในเรือนจำ แต่กลับปรากฏในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอปล่อยชั่วคราวของจำเลยลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยให้การปฏิเสธและไม่ได้อ้างเหตุดังกล่าวไว้แต่อย่างใด นับว่ามีข้อพิรุธ ทั้งตามข้อมูลที่จำเลยแจ้งต่อนางสาววัลภาไม่ได้ระบุว่านางตุ๋ม มีภูมิลำเนาอยู่แถวถนนพระราม 2 แต่ได้ความจากนางสาววัลภากับพันตำรวจตรีประทีป เจ้าพนักงานตำรวจผู้รับแจ้งข้อมูลจากนางสาววัลภาว่านางตุ๋มมีภูมิลำเนาอยู่ถนนพระราม 2 ดาวคะนอง ทั้งที่จำเลยมิได้ให้ข้อมูลส่วนนี้แก่นางสาววัลภาแต่อย่างใด แต่ตามบันทึกข้อความที่ดาบตำรวจศุภชัย เป็นผู้จัดทำ กลับระบุรายละเอียดของนางตุ๋มหรือนางสาวนาตยา และรายละเอียดต่างๆ ไว้ โดยได้ความจาก พันตำรวจตรีประทีป ว่า เมื่อได้รับข้อมูลเบื้องต้นของนางตุ๋มจากนางสาววัลภา พยานไม่ได้วางแผนจับกุมทันที แต่ให้ดาบตำรวจศุภชัยสืบสวนหาข้อมูลของนางตุ๋มเพิ่มเติมก่อนวางแผนจับกุม โดยจำเลยมิได้นำดาบตำรวจศุภชัยมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า เป็นผู้สืบสวนหรือรับข้อมูลดังกล่าวมาจากผู้ใดที่ทำให้ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงของนางตุ๋ม ทั้งได้ความจากพันตำรวจตรีประทีป ว่าได้ข้อมูลจากนางสาววัลภาเกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ของนางตุ๋มว่า ในการสั่งซื้อยาเสพติดให้โทษต้องแจ้งว่าเป็นเพื่อนของจำเลย นางตุ๋มจึงจะขายยาเสพติดให้โทษให้ แต่ในการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนกลับให้สายลับล่อซื้อจากนางตุ๋ม และจับกุมนางตุ๋มได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 1,600 เม็ด ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษจำนวนมากโดยไม่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงจากข้อมูลของจำเลยซึ่งให้ข้อมูลที่อ้างอย่างคร่าวๆ แต่ต่อมากลับมีรายละเอียดของนางตุ๋มโดยละเอียด โดยมิได้มีหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ทั้งมิได้มีหลักฐานของผู้บังคับบัญชาของพันตำรวจตรีประทีป ที่รับรายงานข้อมูลที่อ้างว่าได้จากจำเลยมาสนับสนุนด้วย กรณีไม่เชื่อว่าจำเลยให้ข้อมูลแก่นางสาววัลภาไปแจ้งต่อพันตำรวจตรีประทีป ให้ไปจับกุมนางตุ๋มจริง ทั้งพันตำรวจตรีประทีป ผู้จับกุมนางตุ๋มมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดในคดีนี้แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์ตาม มาตรา 100/2 ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ภายหลังจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและคุมขังอยู่ในเรือนจำ จำเลยแจ้งข้อมูลผ่านนางสาววัลภาให้ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกี่ยวกับข้อมูลของนางตุ๋ม ผู้เคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลย จนจับกุมนางตุ๋มได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 1,600 เม็ด เป็นของกลาง ตามสำเนาบันทึกการจับกุมเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับโดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งตามมาตรา 30 ที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ปรับบทความผิดจำเลยประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จำคุกจำเลย 20 ปี และปรับ 500,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก 10 ปี และปรับ 250,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก 11 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปฏิภาณหรือปฎิภาณ นิลพฤกษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวลดาวัลย์ อริยสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา