คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2560
#612993
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและเป็นที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นทบวงการเมือง มีฐานะเทียบเท่ากรม ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินของรัฐ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพียงจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดให้เข้าทำกินได้เท่านั้น สิทธิการครอบครองและกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังคงเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์มีเพียงสิทธิทำกินหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนหรืออาศัยสิทธิจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ส่วนจำเลยซึ่งมิได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมไม่อาจยกอายุความการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองแทนและอาศัยสิทธิสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518

หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) มีข้อควรทราบและพึงปฏิบัติระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ผู้ได้รับสิทธิในที่ดินจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังบุคคลอื่นมิได้ และเมื่อผู้ได้รับอนุญาตสละสิทธิในที่ดินแล้ว ย่อมสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน การที่ ส. มารดาจำเลยและจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทระหว่างปี 2533 ถึง 2535 และโจทก์มอบ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่ ส. และจำเลยยึดถือไว้ตลอดมา พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ได้สละสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทให้แก่ ส. และจำเลยแล้ว ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 39 การที่โจทก์กลับมาอ้างสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ฟ้องขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจาก ส. ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ 22 อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 22 อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น นางสำลี มารดาจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จากนั้นจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทต่อจากนางสำลี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและเป็นที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นทบวงการเมือง มีฐานะเทียบเท่ากรม ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินของรัฐ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพียงจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดให้เข้าทำกินได้เท่านั้น สิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังคงเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์มีเพียงสิทธิทำกินหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนหรืออาศัยสิทธิจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ส่วนจำเลยซึ่งมิได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมไม่อาจยกอายุความการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองแทนและอาศัยสิทธิสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 แต่อย่างไรก็ตาม ที่จำเลยนำสืบทำนองว่า เหตุที่โจทก์มีชื่อในที่ดินพิพาทเนื่องจากในปี 2527 นางสำลีมารดาจำเลยได้รับสิทธิและครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ ขัดต่อข้อกำหนดการถือครองที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงขอให้โจทก์เป็นผู้ขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนนางสำลี ส่วนจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่ปี 2533 และปลูกบ้านในที่ดินพิพาทปี 2539 โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อน จำเลยมี ส.ป.ก. 4-01 มาแสดง ส่วนโจทก์และนางถนอมจิตร์ บุตรโจทก์เบิกความว่า โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2527 และในปี 2535 โจทก์อนุญาตให้นางสำลีและจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นางสำลีและจำเลยปลูกมันสำปะหลังในที่ดินพิพาทโดยแบ่งผลผลิตและให้เงินเป็นค่าตอบแทนแก่โจทก์ อันเป็นการเบิกความกล่าวอ้างข้อเท็จจริงลอย ๆ โดยไม่ปรากฏว่าตั้งแต่โจทก์ได้รับ ส.ป.ก. 4-01 ในปี 2527 โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างไรและได้ผลผลิตหรือเงินตอบแทนจากนางสำลีและจำเลยตามที่กล่าวอ้าง พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานโจทก์ เมื่อหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) มีข้อควรทราบและพึงปฏิบัติระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ผู้ได้รับสิทธิในที่ดินจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังบุคคลอื่นมิได้และเมื่อผู้ได้รับอนุญาตสละสิทธิในที่ดินแล้วย่อมสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน และทางนำสืบของโจทก์และจำเลยฟังได้ว่า นางสำลีและจำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาระหว่างปี 2533 ถึง 2535 และโจทก์มอบ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่นางสำลีและจำเลยยึดถือไว้ตลอดมา พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์ได้สละสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทและโอนสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทให้แก่นางสำลีและจำเลยแล้ว ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 การที่โจทก์กลับมาอ้างสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) และฟ้องขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจากนางสำลี ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ส่วนจำเลยจะได้สิทธิทำกินในที่ดินพิพาทหรือไม่ ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องไปดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อทราบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 420
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 37 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทอง อักษรกลาง
จำเลย — นางสิริพร แสงปัญญากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายธนาทิพย์ ปิยะพงศ์พิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายฐานันดร กิตติวงศากูล
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5172/2560
#615089
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินนั้น พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรหรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม...ฯลฯ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 นั้น จะโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่ตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม การที่โจทก์ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 ให้แก่จำเลย ถือว่าเป็นการโอนสิทธิในที่ดินเช่นเดียวกัน นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินจึงไม่มีผลบังคับ ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า หลังจากจำเลยซื้อที่ดินพิพาทโจทก์ จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง ซึ่งโจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์ถูกแย่งการครอบครองนั้น ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินเกษตรกรรม ฯลฯ ดังนี้ จะเห็นได้ว่า บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินได้ต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน และตามมาตรา 37 ก็ห้ามมิให้ยกอายุความครอบครองขึ้นต่อสู้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในเรื่องที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้มาตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 โดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าว เห็นว่า ในเขตปฏิรูปที่ดินนั้น บุคคลที่มิได้รับจัดสรรจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่มีสิทธิแย่งการครอบครองผู้ที่ได้รับจัดสรรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 ได้ เพราะเมื่อผู้ได้รับจัดสรรที่ดินละทิ้งการครอบครองไป การครอบครองที่ดินก็กลับตกมาเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมใหม่ ซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่ที่จะจัดให้เกษตรกรที่เหมาะสมได้รับต่อไป และไม่ปรากฏว่าได้มีการพิจารณาและอนุมัติให้จำเลยได้รับสิทธิในที่ดินพิพาทแต่ประการใด จึงไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปขึ้นมาได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์แบ่งขายที่ดินพิพาทให้จำเลยและได้ส่งมอบการครอบครองให้จำเลยแล้ว ทั้งจำเลยได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในนามตนเอง การที่โจทก์กลับมาอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) และมาฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แม้จำเลยไม่มีสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็เป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 5309 ตำบลหนองโสน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายปีละ 18,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกที่ดิน

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงิน 90,000 บาท

แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และ

ให้จำเลยได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

(ส.ป.ก. 4 - 01) เลขที่ 5309 ตำบลหนองโสน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทต่อไป และให้โจทก์คืนเงิน 90,000 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 13 สิงหาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมตามคำฟ้องและฟ้องแย้ง

ให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ได้รับสิทธิให้เข้าทำประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) เลขที่ 5309 ตำบลหนองโสน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร เนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน ตามสำเนาหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 โจทก์แบ่งขายที่ดินดังกล่าว เนื้อที่ 4 ไร่ ให้แก่จำเลยในราคา 90,000 บาท โดยทำหลักฐานกันไว้ในรูปของหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และระเบียบของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพิจิตรที่ห้ามมิให้โจทก์ขายที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เหตุที่โจทก์ต้องฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทนั้นเป็นการใช้สิทธิตามที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 บัญญัติไว้ให้โจทก์ต้องกระทำเพื่อรักษาสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ไม่ให้ถูกเพิกถอนจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การใช้สิทธิฟ้องขับไล่จำเลย จึงเป็นไปโดยผลของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งในปัญหานี้โจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 โจทก์ได้แบ่งขายที่ดินพิพาท เนื้อที่ 4 ไร่ ให้แก่จำเลย

ในราคา 90,000 บาท โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือสัญญากู้เงินกันไว้ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงิน

ตามกฎหมายใหม่ ต่อมาโจทก์มีความประสงค์จะเอาที่ดินพิพาทคืนแต่ตกลงกันไม่ได้ โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์ได้ขายที่ดินพิพาท เนื้อที่ 4 ไร่ ราคา 90,000 บาท และจำเลย

ได้ชำระเงินจำนวน 90,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว จากนั้นจำเลยได้เข้าไปปลูกสร้างบ้านพักเลี้ยงสัตว์

และทำนาอย่างเป็นเจ้าของโดยเสียภาษีบำรุงท้องที่ในชื่อของจำเลย ตามภาพถ่ายบ้านของจำเลยและสำเนา ภ.บ.ท 5 โดยจำเลยไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน เห็นว่า การซื้อขายที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินนั้น พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรหรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม...ฯลฯ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าที่ดินตาม ส.ป.ก. 4 - 01 นั้น จะโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่นมิได้เว้นแต่ตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม การที่โจทก์ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตาม ส.ป.ก 4 - 01 ให้แก่จำเลย ถือว่าเป็นการโอนสิทธิในที่ดินเช่นเดียวกัน นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างจึงไม่มีผลบังคับ ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า หลังจากที่จำเลยได้ซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง ซึ่งโจทก์ต้องฟ้องคดีภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาที่โจทก์ถูกแย่ง

การครอบครองนั้น ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดิน

เพื่อเกษตรกรรม ฯลฯ ดังนี้ จะเห็นได้ว่า บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินได้ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน และตามมาตรา 37 ก็ห้ามมิให้ยกอายุความครอบครองขึ้นต่อสู้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในเรื่องที่ดิน

หรืออสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 โดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า ในเขตปฏิรูปที่ดินนั้น บุคคล

ที่มิได้รับจัดสรรจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่มีสิทธิแย่งการครอบครองผู้ที่ได้รับจัดสรรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ได้ เพราะเมื่อผู้ได้รับจัดสรรที่ดินละทิ้งการครอบครองไป การครอบครองที่ดินก็กลับตกมาเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมใหม่ ซึ่งสำนักงาน

การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่ที่จะจัดให้เกษตรกรที่เหมาะสมได้รับต่อไป และไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้พิจารณาและอนุมัติให้จำเลยได้รับสิทธิในที่ดินพิพาท

แต่ประการใด จึงไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปขึ้นมาได้

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 โจทก์ได้แบ่งขายที่ดินพิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ ให้แก่จำเลย และได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ทั้งจำเลยได้เสียภาษี

บำรุงท้องที่ในนามของตนเองอีกด้วย การที่โจทก์กลับมาอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้า

ทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) และมาฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลย เช่นนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้จำเลยจะไม่มีสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็เป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1375
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7) ม. 37 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัวไข คำชะนะชัย
จำเลย — นางจุมพร สงคราม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายกิตติ อินนาคกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประสาร กีรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2560
#616987
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 62 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มี พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 หลังจากนั้นมี พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 แต่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 และ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 87 ให้ระวางโทษจำคุกหกเดือนถึงห้าปีและปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าแสนบาท ส่วน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 141 ให้ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โทษตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย กรณีไม่อาจกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไปเพราะศาลลงโทษจำเลยได้เพียงโทษปรับเท่านั้น อย่างไรก็ตามในส่วนของโทษปรับที่ศาลนำมาลงโทษจำเลยนั้น พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 มีระวางโทษขั้นต่ำให้ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าจะในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นกฎหมายเดียวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 4, 6, 20, 62 ทวิ, 69, 71 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง หรือรอการลงโทษจำคุกโดยให้มีการคุมความประพฤติของจำเลยไว้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 62 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 หลังจากนั้นมีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 แต่พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 และพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 87 ให้ระวางโทษจำคุกหกเดือนถึงห้าปีและปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าแสนบาท ส่วนพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 141 ให้ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาทหรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โทษตามพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย กรณีไม่อาจกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงโทษปรับเท่านั้น อย่างไรก็ตามในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาลงโทษจำเลยนั้น พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 มีระวางโทษขั้นต่ำให้ปรับตั้งแต่ห้าพันบาท เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าจะในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง, 87 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง, 141 ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 ปรับ 10,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ม. 20 ม. 62 ทวิ
พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 87
พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ม. 60 วรรคหนึ่ง ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายศรเพชร ภุกลิ่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสมบูรณ์ รัตนวงศ์พิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายฉกาจกิจ พัฒนานุพงษ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ณัฏฐ์ชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5112/2560
#615930
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" แม้โจทก์จะเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวตกแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และไม่ได้ให้การปฏิเสธในข้อที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นแล้ว และไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งถือว่าคู่ความรับกันแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 220,789.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 210,275.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ฒค 8102 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวินัย ผู้เอาประกันภัย ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 81-6096 ขอนแก่น เฉี่ยวชนกับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ฒค 8102 กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วลงความเห็นว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียวที่เปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถของรถกระบะอย่างกะทันหัน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย และยอมให้พนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบปรับแล้ว หลังเกิดเหตุโจทก์ดำเนินการซ่อมรถกระบะให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม โดยโจทก์จ่ายค่าซ่อมให้แก่บริษัทออโต้เทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้กระทำละเมิดและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 160,000 บาท นั้น ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" แม้โจทก์จะเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าว และภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตกแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และไม่ได้ให้การปฏิเสธในข้อที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นแล้ว และไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งถือว่าคู่ความรับกันแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างจึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (3) ม. 177 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประสาร สารวงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นางสาวยุวดี ศรีสัตยาชน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5111/2560
#614060
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่จัดเตรียมเช็คให้โจทก์เพื่อสั่งจ่ายเงินให้แก่คู่ค้าและลูกค้าของโจทก์ โดยเป็นผู้พิมพ์ข้อความในเช็ค เป็นผู้เก็บเช็คนำเช็คเข้าบัญชี และนำเช็คมามอบให้แก่คู่ค้าหรือลูกค้าของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความไว้วางใจและเชื่อใจจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้กระทำการดังกล่าวโดยมิได้มีระบบการตรวจสอบที่ดี เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ปลอมแปลงเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายให้แก่คู่ค้าและลูกค้า โดยวิธีลบชื่อผู้รับเงินเดิมในช่องจ่าย แล้วพิมพ์ชื่อของตนเองทั้งสองและจำเลยร่วมที่ 3 กับนำเช็คที่ปลอมดังกล่าวทั้ง 48 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินเสียเอง จึงเป็นกรณีที่โจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้สมุดคู่ฝากหรือเช็คไปและนำใบถอนเงินหรือเช็คมาขึ้นเงินกับธนาคารและธนาคารได้จ่ายเงินไปตามใบถอนเงินหรือเช็คนั้น ธนาคารไม่จำต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว ตามข้อ 3 ของคำขอเปิดบัญชีเงินฝาก ทั้งได้ความว่า ตัวอักษรที่พิมพ์เช็คพิพาทนั้นพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าเครื่องเดียวกัน ซึ่งเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าจะมีส่วนที่สามารถลบคำผิดได้อยู่ในตัว จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีโอกาสลบข้อความเดิมในเช็คและพิมพ์ข้อความได้อย่างแนบเนียนโดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าเดิม จึงเป็นการยากที่จะสามารถเห็นความแตกต่างของตัวอักษรที่ปรากฏใหม่กับตัวอักษรของข้อความอื่นที่มีอยู่เดิมได้ เมื่อพิเคราะห์ในช่องผู้รับเงินด้วยตาเปล่าจะเห็นได้ว่า ตัวอักษรพิมพ์ชื่อผู้รับเงินกับตัวอักษรจำนวนเงินเหมือนกันและไม่ปรากฏร่องรอยพิรุธที่ทำให้เห็นว่ามีการลบชื่อผู้รับเงินเดิมออกและพิมพ์ทับชื่อผู้รับเงินใหม่ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้รับเงินดังกล่าวจึงไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า อันเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ประจักษ์ในข้อสำคัญ การที่พนักงานของจำเลยที่ 2 จ่ายเงินตามเช็คทั้ง 48 ฉบับให้แก่ผู้นำเช็คมาเรียกเก็บเงิน จึงไม่เป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดใช้เงินตามเช็คคืนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,172,811.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,097,367.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวพิริยาภรณ์หรือนางสาวณปภัช นางสาวสุดารัตน์ และนายปิยะภัทร์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากจำเลยที่ 2 อาจฟ้องเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกบุคคลภายนอกดังกล่าวเป็นจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์แถลงว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยร่วมที่ 3 เนื่องจากได้รับชำระหนี้แล้ว จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยร่วมที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,172,811.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,097,367.50 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 สิงหาคม 2555) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 2 สาขาแฉล้มนิมิตร ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน โจทก์จ่ายเงินจากบัญชีดังกล่าวโดยใช้เช็คที่โจทก์ออกให้แก่ผู้อื่นแล้วผู้นั้นไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 2 เมื่อประมาณวันที่ 12 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 โจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายให้แก่คู่ค้าและลูกค้าของโจทก์รวม 55 ฉบับ โดยระบุชื่อคู่ค้าและลูกค้าเป็นผู้รับเงินและขีดคร่อมด้านหน้าเช็ค ระบุว่า "A/C PAYEE ONLY" ซึ่งมีความหมายว่า ห้ามเปลี่ยนมือ จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นพนักงานฝ่ายจดทะเบียนรถยนต์ของโจทก์ มีหน้าที่จัดเตรียมเช็คให้โจทก์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ แก้ไขชื่อผู้รับเงินในเช็ค โดยการลบและพิมพ์ชื่อของจำเลยร่วมทั้งสามลงในเช็คพิพาท แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 2 โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกร พนักงานสอบสวนส่งเช็คพิพาทตรวจพิสูจน์แล้ว ปรากฏร่องรอยขูดลบข้อความเดิมในช่องผู้รับเงิน แล้วพิมพ์ข้อความใหม่ทับแทน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทคืนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาททั้ง 48 ฉบับ จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายทะเบียนรถยนต์และมีหน้าที่จัดเตรียมเช็คให้แก่โจทก์เพื่อสั่งจ่ายเงินให้แก่คู่ค้าและลูกค้าของโจทก์ โดยปรากฏจากคำเบิกความของนายชนกาญจน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้พิมพ์ข้อความในเช็คไม่มีการเขียนเป็นลายมือ และเป็นผู้เก็บเช็คนำเช็คเข้าบัญชีและนำเช็คมอบให้แก่คู่ค้าหรือลูกค้าของโจทก์ การที่โจทก์ให้จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้พิมพ์ข้อความในเช็คและเป็นผู้เก็บเช็ค นำเช็คเข้าบัญชี และนำเช็คมอบให้แก่คู่ค้าหรือลูกค้าของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความไว้วางใจและเชื่อใจจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้กระทำการดังกล่าวโดยมิได้มีระบบตรวจสอบที่ดี เมื่อต่อมาข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 กระทำการปลอมแปลงเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายให้แก่คู่ค้าและลูกค้า โดยวิธีลบชื่อผู้รับเงินเดิมในช่องจ่าย แล้วพิมพ์ชื่อของตนเองทั้งสองและจำเลยร่วมที่ 3 กับนำเช็คที่ปลอมดังกล่าวทั้ง 48 ฉบับ ไปเข้าบัญชีของตนเองกับพวก เพื่อเรียกเก็บเงินจากบัญชีกระแสรายวันของโจทก์เสียเอง จึงเป็นกรณีที่โจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้สมุดคู่ฝากหรือเช็คไปและนำใบถอนเงินหรือเช็คมาขึ้นเงินกับธนาคารและธนาคารได้จ่ายเงินไปตามใบถอนเงินหรือเช็คนั้น ธนาคารไม่จำต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว ปรากฏตามข้อ 3 ของคำขอเปิดบัญชีเงินฝาก อีกทั้งได้ความจากนางสาวสุพรรณิกา ผู้จัดการแผนกการเงินของโจทก์ เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า เช็คตามเอกสาร ตัวอักษรที่พิมพ์นั้นพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าเครื่องเดียวกัน ซึ่งเครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าจะมีส่วนที่สามารถลบคำผิดได้อยู่ในตัว เห็นได้ว่าจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีโอกาสลบข้อความเดิมในเช็คและพิมพ์ข้อความได้อย่างแนบเนียนโดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้าเดิม จึงเป็นการยากที่จะสามารถเห็นความแตกต่างของตัวอักษรที่ปรากฏใหม่กับตัวอักษรของข้อความอื่นที่มีอยู่เดิมได้ ซึ่งในข้อนี้จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 รับว่า เมื่อผู้บริหารโจทก์ลงลายมือชื่อแล้วก็จะเปลี่ยนแปลงชื่อผู้รับเงินโดยการใช้เทปใสลบชื่อออก และพิมพ์ซ้ำใส่ลงไปเป็นชื่อของตนเองตามคำรับสารภาพ เมื่อพิเคราะห์เช็คพิพาทในช่องผู้รับเงินด้วยตาเปล่า จะเห็นได้ว่า ชื่อตัวอักษรพิมพ์ผู้รับเงินกับตัวอักษรจำนวนเงินเหมือนกันและไม่ปรากฏร่องรอยพิรุธที่ทำให้เห็นว่ามีการลบชื่อผู้รับเงินเดิมออกและพิมพ์ทับชื่อผู้รับเงินใหม่ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้รับเงินดังกล่าวจึงไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า อันเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ประจักษ์ในข้อสำคัญ การที่พนักงานของจำเลยที่ 2 จ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้ง 48 ฉบับ ให้แก่ผู้นำเช็คมาเรียกเก็บเงินจึงไม่เป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทคืนแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ ไม่เป็นสาระแห่งคดี ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้า บางกอก จำกัด
จำเลย — นายธนญชัย จันทราพิรัตน์ กับพวก
นางสาวพิริยาภรณ์หรือณปภัช กาบแก้วหรือ
จำเลยร่วม — กุลอัครพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสิทธิ์ ตั้งสุทธิพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5099/2560
#614396
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากแขวงการทางหนองคายที่ 2 (บึงกาฬ) ให้แก่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งค่าจ้างที่แขวงการทางดังกล่าวจะชำระให้โจทก์แทนจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาจ้างเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งไม่ปรากฏชัดว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างตามสัญญาจากแขวงการทางหนองคายที่ 2 เมื่อใด ทั้งแขวงการทางดังกล่าวก็ไม่เคยส่งเงินค่าจ้างดังกล่าวมาให้แก่โจทก์ แต่แขวงการทางหนองคายที่ 2 ส่งเงินจำนวน 2,403,558.82 บาท ไปยังศาลจังหวัดหนองคายตามคำสั่งอายัดเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องคดี จนถึงอายัดเงินดังกล่าวชั่วคราว การที่จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องจากบุคคลภายนอกให้โจทก์แทนการชำระหนี้ เมื่อค่าจ้างงานที่โอนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถูกเจ้าหนี้อื่นอายัดไว้ชั่วคราว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้จะต้องรับผิดเพื่อการรอนสิทธิทำนองเดียวกับผู้ขาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 322 และจำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดในการรอนสิทธิตามมาตรา 475 ทั้งจำเลยที่ 1 ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นความผิดของโจทก์ตามมาตรา 482 (1) แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องคดี เมื่อโจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้จากการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองซึ่งต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,043,323.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,686,503.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาหนองบัวลำภู เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 402 - 6 - 015XX - X เพื่อใช้สำหรับเป็นบัญชีเดินสะพัด เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์วงเงิน 2,500,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 และวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์อีก วงเงิน 2,500,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 349, 886 (ปัจจุบันเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18727) และ 887 (ปัจจุบันเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18726) ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมามีการจดทะเบียนเพิ่มวงเงินจำนองหลายครั้งรวมเป็นเงิน 11,500,000 บาท มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ยอมชำระส่วนที่ขาดจนครบ ตามหนังสือสัญญาจำนอง หนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนอง และบันทึกข้อตกลง เรื่อง ขึ้นเงินจำนองเป็นประกัน ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี คงเหลือวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีเพียง 2,000,000 บาท วันที่ 18 ธันวาคม 2549 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์และยอมรับว่า เพียงวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ทั้งหมดเป็นเงิน 9,092,773.40 บาท ซึ่งโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 1,530,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญา และวันที่ 25 เมษายน 2551 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์อีก โดยยอมรับว่ามียอดหนี้ค้างชำระตามสัญญากู้ โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเดิม เพียงวันที่ 10 มีนาคม 2551 เป็นต้นเงินรวมดอกเบี้ยเป็นเงิน 5,036,485.38 บาท ตามบันทึกต่อท้ายสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ ซึ่งโจทก์คิดถึงวันที่ 30 เมษายน 2551 จำเลยที่ 1 มียอดหนี้ค้างชำระสำหรับสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคดีนี้เป็นต้นเงินและดอกเบี้ยทบต้น 1,686,503.49 บาท ซึ่งโจทก์คิดดอกเบี้ยกรณีผิดนัดในอัตราสูงสุดร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2551 ถึงวันฟ้องคิดดอกเบี้ยเป็นเงิน 135,844.39 บาท กับคิดดอกเบี้ยพักเป็นดอกเบี้ยรับ ณ วันที่ 25 กันยายน 2551 อีกเป็นเงิน 220,975.45 บาท รวมเป็นเงิน 2,043,323.33 บาท ตามรายการบัญชีและรายการคำนวณยอดหนี้ ซึ่งจำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้แก่โจทก์ดังกล่าวและข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จากแขวงการทางหนองคายที่ 2 เป็นความผิดของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องตามมาเป็นหลักฐาน ซึ่งนายพฤหัส พยานโจทก์มิได้ปฏิเสธการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ทั้งนายช่างแขวงการทางหนองคายที่ 2 (บึงกาฬ) มีหนังสือตอบรับการอนุมัติการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบก็ตาม แต่การโอนสิทธิเรียกร้องแทนการชำระหนี้ดังกล่าวหาทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากการต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากแขวงการทางหนองคายที่ 2 (บึงกาฬ) ให้แก่โจทก์ มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งค่าจ้างที่แขวงการทางหนองคายที่ 2 จะชำระให้โจทก์แทนจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาจ้างเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งก็ไม่ปรากฏชัดว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างตามสัญญาจากแขวงการทางหนองคายที่ 2 เมื่อใด ทั้งแขวงการทางหนองคายที่ 2 ก็ไม่เคยส่งเงินค่าจ้างดังกล่าวมาให้ แก่โจทก์ แล้วโจทก์บอกปัดไม่รับชำระหนี้ อันจะถือว่า โจทก์ตกเป็นผู้ผิดนัด แต่แขวงการทางหนองคายที่ 2 ส่งเงินจำนวน 2,403,558.82 บาท ไปยังศาลจังหวัดหนองคายตามคำสั่งอายัด ก็เนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องคดี จนถูกอายัดเงินดังกล่าวชั่วคราว แม้ต่อมากรมทางหลวงได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหนองคายว่า สิทธิในการรับเงินค่างานตามสัญญาจ้าง เลขที่ บก.1/2548 และสัญญาจ้างเลขที่ บก.3/2548 ที่แขวงการทางหนองคายที่ 2 นำส่งต่อศาลจังหวัดหนองคายไม่ใช่สิทธิของจำเลยที่ 1 แล้ว เนื่องจากสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้โอนให้แก่โจทก์แล้วก่อนที่มีการออกหมายอายัดชั่วคราวดังกล่าว แต่ที่จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องจากบุคคลภายนอกให้โจทก์แทนการชำระหนี้ เมื่อค่าจ้างงานที่โอนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถูกเจ้าหนี้อื่นอายัดไว้ชั่วคราว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้จะต้องรับผิดเพื่อการรอนสิทธิทำนองเดียวกับผู้ขาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 322 และจำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดในการรอนสิทธิตามมาตรา 475 ทั้งจำเลยที่ 1 ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่า กรณีดังกล่าวเป็นความผิดของโจทก์ ตามมาตรา 482 (1) แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องคดี เมื่อโจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้จากการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองซึ่งต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,043,323.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,686,503.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 321 ม. 322 ม. 475 ม. 482 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
บริษัทหนองบัวลำภู อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต
จำเลย — จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายสิทธิโชค ตันติสุขสันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5095/2560
#615095
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง ให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เท่ากับศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43,160 ตรี ตามฟ้องโจทก์แล้ว และคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การขับรถในขณะเมาสุราของจำเลยเป็นเหตุให้ น. ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยให้การรับสารภาพ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ทั้งบทบัญญัติให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยเป็นมาตรการทำนองเดียวกันกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยในการที่จะคุ้มครองประชาชนทั่วไปมิให้ได้รับอันตรายที่อาจเกิดจากการกระทำของจำเลย และเป็นบทบัญญัติที่บังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งดังกล่าว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้องอุทธรณ์

การวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและมิได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลชั้นต้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามที่จำเลยยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยขับรถในขณะเมาสุรา เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ดาบตำรวจ ป. และ น. ผู้ซึ่งต้องช่วยเหลือเจ้าพนักงานตามกฎหมายกับพวก ตั้งจุดตรวจสกัดเพื่อป้องกันอาชญากรรม ดาบตำรวจ ป.ได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานเพื่อขอตรวจสอบ แต่จำเลยขับรถหลบหนีและพุ่งชนแผงกั้นถนนจนกระเด็นถูก น. ได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยเป็นการขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 138 วรรคสอง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 160 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายรวิน ไชยโย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางปัทมาพร นาคเรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2560
#613667
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นร้านอาหารของจำเลย จำเลยจะมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุและมีพนักงานในร้านของจำเลยดูแลร้านอาหารที่เกิดเหตุก็ตาม แต่จำเลยในฐานะเจ้าของร้านค้าก็มีหน้าที่ต้องตรวจตราดูแลและควบคุมการดำเนินกิจการของร้านให้เป็นไปโดยเรียบร้อยโดยไม่ผิดกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าพนักงานในร้านของจำเลยให้บริการลูกค้าภายในร้านโดยการเปิดเพลงซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งที่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิได้ครบกำหนดแล้ว แต่การกระทำดังกล่าวล้วนเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารโดยแท้ กรณีจึงเชื่อได้ว่าจำเลย รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำดังกล่าวของพนักงานและเป็นการกระทำภายใต้การสั่งการของจำเลย จำเลยจึงเป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2)

ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเปิดเพลงของโจทก์ร่วมที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้สาธารณชนทั่วไปที่ใช้บริการในร้านอาหารของจำเลยได้รับฟังและขับร้องเพลง อันเป็นความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการกระทำโดยตรงต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2) ที่กล่าวมาข้างต้น คำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นคำฟ้องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2) จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 27, 28, 30, 31, 69, 70, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และให้ริบหน่วยความจำ (ซีพียู) ของกลาง กับให้สั่งจ่ายค่าปรับที่จำเลยชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งของค่าปรับให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทจีเอ็มเอ็ม มิวสิค พับลิชชิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 โจทก์ร่วมรับโอนลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรม งานสิ่งบันทึกเสียง และงานโสตทัศนวัสดุเพลง "กรุณาฟังให้จบ" ซึ่งขับร้องโดยแช่ม จากบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ตามสำเนาสัญญาโอนสิทธิในลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุ ต่อมาโจทก์ร่วมได้มอบอำนาจให้บริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และบริษัทจี-พาเทนท์ จำกัด มอบอำนาจช่วงให้นางสาวณิชารีย์ เป็นผู้ร้องทุกข์ ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นางสาวณิชารีย์ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วมกับร้อยตำรวจตรีอาภร และพวกเดินทางไปที่ร้านอาหารชื่อ "น้องจ๋า" ของจำเลยและยึดซีพียู (คอมพิวเตอร์) 1 เครื่อง ไปจากร้านอาหารของจำเลย และเจ้าพนักงานตำรวจได้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์โดยการทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรม งานสิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาวณิชารีย์และร้อยตำรวจตรีอาภรเป็นพยานเบิกความเป็นขั้นเป็นตอนถึงเหตุการณ์ตั้งแต่นางสาวณิชารีย์สืบทราบว่าที่ร้านอาหารของจำเลยมีการเปิดเพลงอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม จึงได้ให้พนักงานคนหนึ่งในบริษัทโจทก์ร่วมมาใช้บริการที่ร้านอาหารดังกล่าว ซึ่งร้อยตำรวจตรีอาภรได้เบิกความยืนยันว่า ขณะพยานอยู่ที่บริเวณหน้าร้านอาหารที่เกิดเหตุก็ได้ยินเสียงเพลงซึ่งนางสาวณิชารีย์แจ้งพยานว่าเป็นเพลงของโจทก์ร่วม พยานจึงเข้าไปตรวจค้นภายในร้านและได้ถ่ายรูปร้านอาหารดังกล่าวไว้ดังที่ปรากฏในภาพถ่ายประกอบคดี ซึ่งเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากนี้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การตรวจค้นร้านอาหารที่เกิดเหตุเป็นการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมรายนี้รู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองอันใดกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง นอกจากนี้ เมื่อตรวจดูภาพถ่ายก็แสดงให้เห็นถึงสภาพร้านอาหารที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุว่ามีผู้คนอยู่ในร้านซึ่งเป็นลูกค้าจำเลย ภาพถ่ายดังกล่าวจึงทำให้คำเบิกความของนางสาวณิชารีย์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักยิ่งขึ้น ทั้งนายเจริญชัยซึ่งเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียในคดีนี้ก็เบิกความยืนยันว่า ตรวจพบเพลงตามฟ้องอันเป็นลิขสิทธิ์ในซีพียู (คอมพิวเตอร์) ของกลาง ประกอบกับปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยเองที่นำสืบรับเข้ามาว่า จำเลยเคยทำสัญญาขอใช้สิทธิทำซ้ำและเผยแพร่งานดนตรีกรรมต่อสาธารณชนกับนายมงคล ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยได้อ้างส่งสำเนาบัตรตัวแทนจำหน่ายลิขสิทธิ์เพลง ข้อนำสืบของจำเลยในส่วนนี้ จึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง จากพยานหลักฐานเท่าที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในคืนเกิดเหตุที่ร้านอาหารของจำเลยมีการเปิดเพลง "กรุณาฟังให้จบ" ซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฏจากข้อนำสืบของจำเลยว่า งานดนตรีกรรมดังกล่าวจำเลยได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ทำซ้ำจากเจ้าของลิขสิทธิ์โดยชอบแล้วก่อนเกิดเหตุคดีนี้ ดังนั้น แม้จะปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่ามีการตรวจพบเพลงชื่อ "กรุณาฟังให้จบ" ทั้งเนื้อร้องและทำนองในซีพียู (คอมพิวเตอร์) ของกลางก็ตาม การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยการทำซ้ำซึ่งงานดนตรีกรรมตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1)

ส่วนความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมนั้น เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นร้านอาหารของจำเลย จำเลยจะมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุและมีพนักงานในร้านของจำเลยดูแลร้านอาหารที่เกิดเหตุก็ตาม แต่จำเลยในฐานะเจ้าของร้านค้าก็มีหน้าที่ต้องตรวจตราดูแลและควบคุมการดำเนินกิจการของร้านให้เป็นไปโดยเรียบร้อยโดยไม่ผิดกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าพนักงานในร้านของจำเลยให้บริการลูกค้าภายในร้านโดยการเปิดเพลง "กรุณาฟังให้จบ" ซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งที่สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิได้ครบกำหนดแล้ว แต่การกระทำดังกล่าวล้วนเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารโดยแท้ กรณีจึงเชื่อได้ว่าจำเลยรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำดังกล่าวของพนักงานและเป็นการกระทำภายใต้การสั่งการของจำเลย จำเลยจึงเป็นตัวการในการกระทำความผิด ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2) แต่อย่างไรก็ตาม ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์เพลงของโจทก์ร่วมโดยการทำซ้ำและดัดแปลงเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาราโอเกะลงบรรจุไว้ในหน่วยความจำ (ซีพียู) ของชุดเครื่องคอมพิวเตอร์และได้เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ให้บรรเลงเพลงต่าง ๆ ของผู้เสียหายที่บันทึกและบรรจุไว้ในหน่วยความจำดังกล่าวเผยแพร่ต่อสาธารณชนที่ใช้บริการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในร้าน น้องจ๋าคาราโอเกะ ของจำเลย อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วม อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งข้อความในคำฟ้องตอนแรก โจทก์บรรยายฟ้องถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการกระทำโดยตรงต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยการทำซ้ำหรือดัดแปลง อันเป็นการกระทำตามมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) ซึ่งได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าการกระทำในส่วนนี้ของจำเลยไม่เป็นความผิด ส่วนข้อความต่อมาในตอนหลังเป็นการบรรยายฟ้องว่า จำเลยได้เปิดเพลงของโจทก์ร่วมที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้สาธารณชนทั่วไปที่ใช้บริการในร้านอาหารของจำเลยได้รับฟังและขับร้องเพลง อันเป็นความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการกระทำโดยตรงต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (2) ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นคำฟ้องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าโดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2) จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และไม่ริบของกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 31 ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
บริษัทจีเอ็มเอ็ม มิวสิค พับลิชชิ่ง
โจทก์ร่วม — อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — นายชัยญวัฒน์ นิ่มสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5066/2560
#614400
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้วโจทก์ย่อมได้รับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทจากผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยและโจทก์ยังเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อจำเลยทั้งสองในจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ใช้ให้แก่ผู้รับประโยชน์ไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง แม้ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์แล้ว ถือได้ว่ารถยนต์พิพาทที่โจทก์ได้รับคืนมาเป็นการบรรเทาความเสียหายที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนไป โจทก์ย่อมมีอำนาจที่จะจำหน่ายรถยนต์พิพาทไปได้ แต่เมื่อโจทก์ได้รับเงินจากการจำหน่ายน้อยกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์ไป จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ขาด ถือได้ว่าความเสียหายที่โจทก์ต้องจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนเกินจำนวนราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ประมูลขายไปเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยทั้งสองแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 445,116.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 434,579.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายรวิภาส และยึดรถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลางเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 และเจ้าพนักงานตำรวจคืนรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์ไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2554 โจทก์ได้ประมูลขายรถยนต์ดังกล่าวไปในราคา 2,065,420.56 บาท เมื่อหักยอดเงิน 2,500,000 บาท ที่โจทก์จ่ายแก่บริษัทภัทรลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ยังขาดเงินอยู่อีก 434,579.44 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 434,579.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ต้องจ่ายเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 โจทก์ประกอบธุรกิจประกันภัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างประกอบกิจการศูนย์บริการล้าง ทำความสะอาดรถยนต์ ขัดเคลือบสีและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์ ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ "โปลิ - เคม" จำเลยที่ 2 เช่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาปิ่นเกล้า เปิดเป็นศูนย์บริการโปลิ - เคม (ปิ่นเกล้า) จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรถยนต์จากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการ "โปลิ - เคม" เป็นชื่อทางการค้าของร้าน ให้ใช้แบบฟอร์มพนักงานและแบบฟอร์มเอกสาร โดยจำเลยที่ 2 ต้องใช้ระบบและรูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจตามรูปแบบที่จำเลยที่ 1 กำหนด บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ทำสัญญาเช่ารถยนต์พิพาทยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน ฎฐ xxxx กรุงเทพมหานคร จากบริษัทภัทรลิสซิ่งจำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2553 และบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์สเอบีเอเอส จำกัด ได้เอาประกันภัยรถยนต์พิพาทไว้กับโจทก์ เริ่มต้นคุ้มครองวันที่ 9 มกราคม 2554 สิ้นสุดวันที่ 9 มกราคม 2555 คุ้มครองรถยนต์สูญหาย 2,500,000 บาท มีบริษัทภัทรลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประโยชน์ ปรากฏตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2554 นายบุญเลิศ พนักงานของบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ผู้เอาประกันภัยนำรถยนต์พิพาทไปให้พนักงานของจำเลยที่ 2 ที่ศูนย์บริการโปลิ - เคม (ปิ่นเกล้า) ล้างรถ แต่ในวันเดียวกันพนักงานของจำเลยที่ 2 ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่บุคคลที่มีสิทธิรับรถยนต์พิพาท ทำให้รถยนต์พิพาทสูญหาย ผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหาย พนักงานของจำเลยที่ 2 จึงกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย และจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยและโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย ทั้งจำเลยที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตนเองแสดงว่าศูนย์บริการล้างรถของจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อผู้เอาประกันภัยในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 และมาตรา 821 ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2554 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย 2,500,000 บาท แก่ผู้รับประโยชน์ ปรากฏตามสำเนาเช็ค ลงวันที่ 24 มีนาคม 2554 สำเนาใบเสร็จรับเงิน ลงวันที่ 7 เมษายน 2554 และสำเนาหนังสือที่ผู้เอาประกันภัยปลดเปลื้องความรับผิดชอบเกี่ยวกับรถยนต์พิพาท และให้โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันชำระเงินแล้ว และวันที่ 4 ตุลาคม 2554 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายรวิภาส พร้อมกับยึดรถยนต์พิพาทเป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 7 ตุลาคม 2554 โจทก์ในฐานะผู้รับโอนรถยนต์พิพาทจากผู้รับประโยชน์ได้ขอรับรถยนต์พิพาทคืนมาจากเจ้าพนักงานตำรวจ และโจทก์มีหนังสือถึงนายบุญเลิศพนักงานของผู้เอาประกันภัยว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 2.1 และข้อ 2.1.1 ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิที่จะขอรับรถยนต์คืน แต่ผู้เอาประกันภัยจะต้องคืนจำนวนเงินเอาประกันที่โจทก์ได้ชดใช้ไปแล้วแก่โจทก์ และหากปรากฏว่ารถยนต์พิพาทได้รับความเสียหาย โจทก์มีหน้าที่ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยก่อนส่งมอบคืน ปรากฏตามสำเนาหนังสือ ซึ่งผู้เอาประกันภัยแจ้งขอสละสิทธิที่จะรับรถยนต์พิพาทคืน โจทก์จึงได้ดำเนินการประมูลขายรถยนต์พิพาท จำเลยทั้งสองได้รับแจ้งจากโจทก์แล้ว แต่มิได้เข้าร่วมการประมูลและห้างหุ้นส่วนจำกัด เด่น ออโต้เทรด ได้เสนอราคาซื้อสูงสุดเป็นเงิน 2,065,420.56 บาท โจทก์จึงได้ขายรถยนต์พิพาทไปปรากฏตามสำเนาใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ซึ่งจำนวนเงินที่โจทก์ขายได้เป็นจำนวนต่ำกว่าค่าสินไหมทดแทน 2,500,000 บาท ที่โจทก์ได้ชดใช้แก่ผู้รับประโยชน์อยู่จำนวน 434,579.44 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ขาดอยู่จำนวน 434,579.44 บาท แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยคือการคืนรถยนต์หากคืนไม่ได้ต้องใช้ราคาตามราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในเวลาที่สูญหายแทน ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเจ้าพนักงานตำรวจสามารถติดตามยึดรถยนต์กลับคืนมาได้โดยไม่ปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวเสียหายหรือชำรุดแต่อย่างใด และโจทก์ติดต่อขอรับรถยนต์คืนจากพนักงานสอบสวนแล้ว สิทธิเรียกร้องใด ๆ ที่มีต่อจำเลยทั้งสองในมูลละเมิดจึงระงับไป จำเลยทั้งสองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 441 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปย่อมเข้ารับช่วงสิทธิได้เพียงเท่าที่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์มีอยู่กับจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์มาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามมาตรา 880 ได้อีก และข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ผู้เอาประกันภัยใช้สิทธิเลือกว่าจะรับรถยนต์คืนหรือรับค่าสินไหมทดแทนที่รับไปแล้วไม่ผูกพันจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เมื่อผู้เอาประกันภัยเลือกไม่รับรถยนต์คืนถือว่าโจทก์ได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนกลับคืนมาเป็นรถยนต์โจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับประกันภัยซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไป ไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิตามกฎหมาย ทั้งเป็นข้อตกลงที่โจทก์ยอมเข้าเสี่ยงภัยเองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินค่าสินไหมทดแทนที่ขาดอยู่นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดในเหตุละเมิดที่ทำให้รถยนต์พิพาทที่อยู่ในความครอบครองของผู้เอาประกันภัยสูญหาย ผู้เอาประกันภัยจึงมีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ และโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,500,000 บาท แก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้เงินดังกล่าวแก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว โจทก์ย่อมได้รับโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทจากผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยและโจทก์ยังเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อจำเลยทั้งสองในจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ใช้ให้แก่ผู้รับประโยชน์ไป ตามมาตรา 880 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินจำนวนดังกล่าว เพราะเป็นจำนวนเงินที่โจทก์ได้จ่ายไปตามความรับผิดที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งในเวลาที่โจทก์รับประกันภัยย่อมต้องตรวจสอบแล้วว่ารถที่รับประกันภัยสมควรมีราคาเพียงใด เพื่อมิให้ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเกินความเสียหายที่แท้จริง โดยระยะเวลาที่มีการทำสัญญาประกันภัยจนถึงวันที่รถสูญหายมีระยะเวลาไม่ห่างกันมากนัก ทั้งไม่ปรากฏว่ารถคันดังกล่าวก่อนการสูญหายมีการแจ้งการเกิดอุบัติเหตุที่จะทำให้มูลค่าของรถลดลงจากที่มีการประเมินราคาไว้ในตอนที่โจทก์ตกลงรับประกันภัย จึงเห็นว่าจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์เหมาะสมกับสภาพรถแล้ว และเป็นจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการละเมิดของจำเลยทั้งสอง แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่ตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่ถือว่าในขณะนั้นรถยนต์พิพาทเป็นทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยต่อไปแล้ว เพราะการคุ้มครองรถยนต์พิพาทเป็นอันสิ้นสุดลงนับแต่โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยแล้ว ทั้งเมื่อผู้เอาประกันภัยสละสิทธิไม่ขอรับรถยนต์พิพาทคืนตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัย ถือได้ว่ารถยนต์พิพาทที่โจทก์ได้รับคืนมาเป็นการบรรเทาความเสียหายที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปแก่ผู้รับประโยชน์แล้ว และโจทก์ย่อมมีอำนาจที่จะจำหน่ายรถยนต์พิพาทไปได้ แต่เมื่อโจทก์ได้รับเงินจากการจำหน่ายไม่เท่ากับจำนวนเงิน 2,500,000 บาท ที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ผู้รับประโยชน์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระส่วนที่ขาด จำเลยทั้งสองจะอ้างว่า เมื่อรถยนต์พิพาทได้คืนมายังโจทก์แล้ว ความรับผิดในเหตุที่เกิดขึ้นย่อมระงับไปด้วยนั้น ไม่อาจรับฟังได้เพราะหากไม่มีเหตุละเมิดเกิดขึ้นจากลูกจ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,500,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่ผู้รับประโยชน์ และโจทก์ไม่จำต้องจำหน่ายรถยนต์พิพาทแต่อย่างใด ถือได้ว่าความเสียหายที่โจทก์ต้องจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนเกินจำนวนราคารถยนต์พิพาทที่โจทก์ประมูลขายไปเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แล้ว จากที่วินิจฉัยตามลำดับ จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ขาดอยู่จำนวน 434,579.44 บาท แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
โจทก์ — (มหาชน)
บริษัทโปลิ เคม อินเตอร์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายสุรพล เจริญผล
ศาลอุทธรณ์ — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
เกษม เกษมปัญญา
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5059/2560
#613674
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ มุ่งประสงค์จะให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลที่กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 นว หรือทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันมิให้บุคคลที่กระทำความผิดยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้แก่ผู้เสียหาย แม้ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ จะถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 แต่กฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลัง ยังคงมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ในทำนองเดียวกัน คำสั่งอายัดทรัพย์สินโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในคดีนี้จึงยังมีผลใช้บังคับได้ เมื่อพิจารณาจากคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งห้ามีฐานะเป็นภริยาและบุตรของจำเลย ประกอบกับทรัพย์สินที่ผู้ร้องทั้งห้าขอเพิกถอนการอายัดนั้น เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ยกให้โดยเสน่หา และยังมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท จึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าดังกล่าวภายหลังคดีอาญาที่เป็นคดีหลักมีคำพิพากษาถึงที่สุดเสียก่อน ซึ่งเป็นดุลพินิจโดยชอบของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ อ้างว่าคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ร้องทั้งห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ถูกอายัด และไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าว่า รับคำร้อง สำเนาให้ผู้คัดค้าน นัดไต่สวนคำร้องภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุด ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคำร้องชั่วคราว แจ้งผู้ร้องทั้งห้าทราบ ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2559 ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และสั่งให้มีการนัดไต่สวนต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นภริยาของจำเลย ผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรของผู้ร้องที่ 1 กับจำเลย จำเลยเคยเป็นกรรมการผู้จัดการ กรรมการบริหารและกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารของธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ส่วนนายมาโนช เคยเป็นประธานกรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานกรรมการ พิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารและกรรมการผู้จัดการ และนางภคินี เคยเป็นรองกรรมการผู้จัดการ และกรรมการพิจารณาให้สินเชื่อชุดบริหารของผู้เสียหาย นายสุเทพ กับพวก เคยเป็นลูกค้าของผู้เสียหาย ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบพบว่าเมื่อระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 จำเลย นายมาโนชและนางภคินีร่วมกันอนุมัติสินเชื่อของผู้เสียหายให้แก่นายสุเทพกับพวกคิดเป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 ธนาคารแห่งประเทศไทยร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีแก่บุคคลดังกล่าว และเห็นว่าหากปล่อยเนิ่นช้าไว้อาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ จึงมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าว และแจ้งคำสั่งอายัดไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้นัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าที่ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของธนาคารแห่งประเทศไทยภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 นว วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ในการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ กรรมการหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในธนาคารพาณิชย์ กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามบทบัญญัติในหมวด 1 หมวด 3 หมวด 4 หมวด 5 หรือหมวด 7 ของลักษณะ 12 แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือมาตรา 40 มาตรา 41 หรือมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 หรือมาตรา 243 หรือมาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2521 ... ให้ถือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในความผิดตามมาตรานี้ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ให้พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สิน หรือราคา หรือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแทนผู้ได้รับความเสียหายด้วย ในการนี้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 46 ทศ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 นว และธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าหากปล่อยเนิ่นช้าไว้อาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลนั้นหรือทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น แต่จะยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้เกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีมีการฟ้องคดีต่อศาลให้คำสั่งยึดหรืออายัดดังกล่าวยังคงมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีมีเหตุจำเป็นไม่สามารถฟ้องคดีได้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ศาลที่มีเขตอำนาจจะสั่งขยายระยะเวลาออกไปอีกตามคำขอของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ " จากบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 46 ทศ มุ่งประสงค์จะให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของบุคคลที่กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 นว หรือทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายอาจถือได้ว่าเป็นของบุคคลนั้น ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันมิให้บุคคลที่กระทำความผิดยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับยึดหรืออายัดทรัพย์สิน หรือขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้แก่ผู้เสียหาย แม้พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ จะถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 แต่กฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลัง ยังคงมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ในทำนองเดียวกัน คำสั่งอายัดทรัพย์สินโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในคดีนี้จึงยังมีผลใช้บังคับได้ เมื่อพิจารณาจากคำร้องของผู้ร้องทั้งห้า ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งห้ามีฐานะเป็นภริยาและบุตรของจำเลย ประกอบกับทรัพย์สินที่ผู้ร้องทั้งห้าขอเพิกถอนการอายัดนั้น เป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ยกให้โดยเสน่หา และยังมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท จึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าดังกล่าวภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาถึงที่สุดเสียก่อน ซึ่งเป็นดุลพินิจโดยชอบของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้นัดไต่สวนคำร้องดังกล่าวภายหลังคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4550/2549 ของศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 39
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 46 นว ม. 46 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นางศศิวรรณ อัครพัฒนากูล กับพวก
จำเลย — นายอุทัย อัครพัฒนากูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสุชาติ ทรัพย์กุลมงคล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ประณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2560
#613117
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะระบุวันนัดกระทำความผิด และไม้พะยูงจำนวนเดียวกันแต่คำฟ้องของโจทก์ข้อ 2 (ก) และข้อ 2 (ข) มิได้มีข้อความใดระบุยืนยันหรือทำให้เข้าใจได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานเป็นตัวการทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ หรือรับไว้ซึ่งไม้ของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ที่คนร้ายได้มาจากการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ทั้งสองฐานในคราวเดียวกัน และมิได้มีความขัดแย้งกัน แต่เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยและเลือกลงโทษจำเลยฐานใดฐานหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความ คำฟ้องของโจทก์ข้อ 2 (ก) และข้อ 2 (ข) ถือได้ว่าเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ดังนั้น ฟ้องโจทก์ข้อ 2 (ก) และ ข้อ 2 (ข) จึงไม่ขัดแย้งกันและไม่เคลือบคลุม

พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 70 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่บัญญัติให้ผู้ใดรับไว้ด้วยประการใด ซ่อนเร้น จำหน่ายหรือช่วยพาเอาไปเสียให้พ้น ซึ่งไม้หรือของป่าที่ตนรู้แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิดต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้มีความผิดฐานเป็นตัวการในการกระทำผิดนั้น แม้ผู้นั้นจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในภายหลังจากการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว หรือมิได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดโดยตรงมาตั้งแต่ต้นก็ตาม ก็ต้องรับผิดฐานเป็นตัวการในการกระทำความผิดนั้นด้วย คำรับสารภาพของจำเลยในข้อหารับไว้ด้วยประการใดซึ่งไม้ของกลางที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิด กับข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายชัดแจ้งและไม่เคลือบคลุมแต่อย่างใด ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามฟ้องของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2555 เวลากลางวัน ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ มีคนร้ายทำไม้และแปรรูปไม้พะยูง อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในเขตป่าดงภูพานซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ด้วยการตัด โค่น เลื่อย และทอนเป็นท่อนได้ 8 ท่อน รวมปริมาตร 0.33 ลูกบาศก์เมตร กับแปรรูปไม้ได้ 2 แผ่น ปริมาตร 0.03 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยคนร้ายไม่ได้รับสัมปทานให้ทำไม้และไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ต่อมาเจ้าพนักงานยึดไม้หวงห้ามดังกล่าวจากความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง ทั้งนี้จำเลยทำไม้หวงห้ามของกลางในเขตป่าสงวนแห่งชาติและแปรรูปไม้หวงห้ามของกลางภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมิฉะนั้นจำเลยรับไว้ด้วยประการใด ซ่อนเร้น จำหน่าย หรือช่วยพาเอาไปเสียซึ่งไม้พะยูงท่อนของกลางที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิดข้างต้น จากนั้นจำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป 7 ท่อน ปริมาตร 0.33 ลูกบาศก์เมตร ของกลางโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร คดีมีผู้แจ้งความนำจับและมีสิทธิได้รับเงินสินบนนำจับ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 11, 48, 69, 70, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31, 34, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหารับไว้ด้วยประการใดซึ่งไม้ของกลางที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิด กับข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 และ มาตรา 69 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 34 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานรับไว้ด้วยประการใดซึ่งไม้ของกลางที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ริบของกลาง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 2 (ก) และข้อ 2 (ข) เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องความว่า มีคนร้ายทำไม้โดยการตัด โค่นต้นไม้พะยูงอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ซึ่งขึ้นอยู่ในเขตป่าดงภูพาน อันเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้และเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติออกจากต้นแล้วทอนออกเป็นท่อนได้ไม้พะยูงจำนวน 8 ท่อน รวมปริมาตรไม้ 0.33 ลูกบาศก์เมตร และทำการแปรรูปไม้โดยเลื่อยออกเป็นแผ่น/เหลี่ยม ได้จำนวน 2 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.03 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยคนร้ายมิได้รับสัมปทานให้ทำไม้ และไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 21 ตุลาคม 2555 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานยึดได้ไม้พะยูงแปรรูปจำนวน 2 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.03 ลูกบาศก์เมตร และไม้พะยูงท่อนอีกจำนวน 7 ท่อน ปริมาตร 0.33 ลูกบาศก์เมตร จากความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง ทั้งนี้ จำเลยเป็นคนร้ายทำไม้และแปรรูปไม้พะยูงของกลางดังกล่าว อันเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยจำเลยมิได้รับสัมปทานให้ทำไม้และไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมิได้รับการยกเว้นตามกฎหมายหรือมิฉะนั้นจำเลยรับไว้ด้วยประการใด ๆ ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสียซึ่งไม้พะยูงท่อนจำนวน 7 ท่อน ปริมาตร 0.33 ลูกบาศก์เมตร และไม้พะยูงแปรรูปจำนวน 2 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.03 ลูกบาศก์เมตร จากคนร้าย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ที่คนร้ายได้มาจากการทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ และความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และวันเดียวกันเวลากลางวันจำเลยมีไม้พะยูงท่อนจำนวน 7 ท่อน ปริมาตร 0.33 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในความครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง รอยตรารัฐบาลขาย โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย คำฟ้องของโจทก์ข้อ 2 (ก) และข้อ 2 (ข) ดังกล่าวมิได้มีข้อความใดระบุยืนยันหรือทำให้เข้าใจได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานเป็นตัวการทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ หรือรับไว้ซึ่งไม้ของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ที่คนร้ายได้มาจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ และพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ทั้งสองฐานในคราวเดียวกัน และมิได้มีความขัดแย้งกัน แต่เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยและเลือกลงโทษจำเลยฐานใดฐานหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความ คำฟ้องของโจทก์ข้อ 2 (ก) และข้อ 2 (ข) ถือได้ว่าเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ดังนั้น ฟ้องโจทก์ข้อ 2 (ก) และ ข้อ 2 (ข) จึงไม่ขัดแย้งกันและไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า คำให้การรับสารภาพของจำเลยรับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 70 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่บัญญัติให้ผู้ใดรับไว้ด้วยประการใด ซ่อนเร้น จำหน่ายหรือช่วยพาเอาไปเสียให้พ้น ซึ่งไม้หรือของป่าที่ตนรู้แล้วว่าเป็นไม้หรือของป่าที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำผิดต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้มีความผิดฐานเป็นตัวการในการกระทำผิดนั้น แม้ผู้นั้นจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในภายหลังจากการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว หรือมิได้เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดโดยตรงมาตั้งแต่ต้นก็ตาม ก็ต้องรับผิดฐานเป็นตัวการในการกระทำความผิดนั้นด้วย คำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวชัดแจ้งและไม่เคลือบคลุมแต่อย่างใด ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามฟ้องของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับไว้ด้วยประการใดซึ่งไม้ของกลางที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นไม้ที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้ปรับลงโทษฐานเป็นตัวการทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเป็นตัวการแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตมาด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้องเช่นกัน เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยเกินกว่ากำหนดโทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 212, 215

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ข้อ 2 และข้อ 5 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 48 และวรรคสอง มาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ให้ยกเลิกความในมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นตัวการทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นตัวการแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นายทนงศักดิ์ จันมาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายนรเทพ สอนเผือก
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5035/2560
#612999
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางในขณะเมาสุรา และขับรถด้วยความเร็วสูงปาดหน้ารถคันอื่นไปมาบนถนนสาธารณะในลักษณะเปลี่ยนช่องทางเพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรง รถจักรยานยนต์ของกลางที่จำเลยใช้ขับในขณะเมาสุราและขับโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันพึงริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราและขับรถด้วยความเร็วสูงเปลี่ยนช่องทางไปมาโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ขณะที่จำเลยยังคงมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 131 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แสดงว่าจำเลยกระทำผิดทั้งสองฐานในขณะเดียวกันและต่อเนื่องกัน โดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน และลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดมานั้น เป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (8), 160 วรรคสาม, 160 ตรี วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 39 (3), 46, 91 ริบรถยนต์ของกลาง (ที่ถูก รถจักรยานยนต์ของกลาง) และสั่งให้จำเลยทำทัณฑ์บน โดยกำหนดจำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท โดยให้มีประกัน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (8), 160 วรรคสาม, 160 ตรี วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ปรับ 8,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 14,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานขับรถในขณะเมาสุรา คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น คงปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 1 เดือน และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ตามพฤติการณ์ยังไม่มีเหตุสมควรให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง คำขอส่วนนี้จึงให้ยก แต่ให้จำเลยทำทัณฑ์บนมีกำหนด 1 ปี โดยกำหนดจำนวนเงิน 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงประการเดียวว่า มีเหตุสมควรริบรถจักรยานยนต์ของกลางตามคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางในขณะเมาสุรา และขับรถด้วยความเร็วสูงปาดหน้ารถคันอื่นไปมาบนถนนสาธารณะในลักษณะเปลี่ยนช่องทางเพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจ อันเป็นการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นที่สัญจรไปมา นับเป็นการกระทำความผิดที่อุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนที่ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมา แม้ข้อเท็จจริงตามฟ้องจะไม่ปรากฏว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้ใดก็ตาม แต่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรง รถจักรยานยนต์ของกลางที่จำเลยใช้ขับในขณะเมาสุราและขับโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันเป็นทรัพย์ที่สมควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราและฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นนั้น ได้ความตามคำฟ้องว่า ในขณะจำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น จำเลยยังคงมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของจำเลย 131 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แสดงว่าจำเลยกระทำผิดทั้งสองฐานในขณะเดียวกันและต่อเนื่องกัน โดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดมานั้น เป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 46 ม. 91
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ม. 160 ม. 160 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายปิยะพล สำเริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ชาติชาย กริชชาญชัย
พิสุทธิ์ ศรีขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5032/2560
#614407
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 รับจ้างไปรับกุญแจบ้านเกิดเหตุ โดยรู้ว่าเป็นที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน แต่จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนที่บ้านดังกล่าว และไม่มีส่วนร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิด อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบเมทแอมเฟตามีนกับกระเป๋าเป้แบบสะพายสีดำ 10 ใบ ของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าเป้สะพายสีดำ 10 ใบ ของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละตลอดชีวิต

ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 576,000 เม็ด และชนิดเกล็ดใส 7 ห่อ รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 13,894.034 กรัม โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน

ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจเอก สมบูรณ์ และดาบตำรวจ เรวัต ผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความว่า จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าม้ง อยู่บ้านโปร่งนก ตำบลสันศรี

อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์หรือเต่ง เป็นหัวหน้าและมีจำเลยที่ 1 กับพวกอีก 5 ถึง 6 คน เป็นผู้ร่วมขบวนการจะลำเลียงยาเสพติดให้โทษจากภาคเหนือลงสู่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล พยานทั้งสองกับพวกสืบสวนและติดตามพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 กับพวกมาโดยตลอด เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และนายอภิสิทธิ์กับพวกอีก 2 คน ไปซื้อตั๋วโดยสารรถยนต์ประจำทางของบริษัทสมบัติทัวร์ จำกัด ที่สถานีขนส่งอาเขต 2 จังหวัดเชียงใหม่ โดยจำเลยที่ 1 จะเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพมหานครในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 เวลา 8 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยที่ 1 มาถึงกรุงเทพมหานคร แล้วจำเลยที่ 1 นั่งรถแท็กซี่ไปพักที่โรงแรมเวกัส ถนนประชาชื่น วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 เวลาเช้า จำเลยที่ 1 นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างตระเวนหาบ้านเช่า โดยทราบจากคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างว่า จำเลยที่ 1 ต้องการหาบ้านเช่าที่มีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว

มีรั้วรอบขอบชิด และสามารถจอดรถยนต์ได้สะดวก ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 1 ติดต่อขอเช่าบ้านเลขที่ 1314 ซอยดี 5 หมู่บ้านสินธร ตำบลบางพูน อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

แล้วจำเลยที่ 1 ไปพักค้างคืนที่โรงแรมบอสฺส์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟรังสิต วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 เข้าอยู่

ในบ้านดังกล่าว แต่ไปพักค้างคืนที่โรงแรมบอสส์เช่นเดิม ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2553 เวลาเที่ยงวัน จำเลยที่ 2 มาพบกับจำเลยที่ 1 หน้าโรงแรมมอสส์ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขึ้นรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาลนวนคร และนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างตระเวนออกหาบ้านเช่าหลายแห่ง หลังจากนั้นเข้าพักที่โรงแรมนวนครโกลเด้นวิวไม่นานก็ว่าจ้างรถแท็กซี่ไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างทางมีการเปลี่ยนรถแท็กซี่ครั้งหนึ่ง

แล้วรถแท็กซี่คันใหม่มุ่งหน้าไปที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขาบางปะอิน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปในห้างดังกล่าวซื้อกระเป๋าเป้หลายใบ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกรถแท็กซี่ไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาพระนครศรีอยุธยา และพบกับชาย 2 คน ชายคนหนึ่งส่งกุญแจให้แก่จำเลยที่ 2 พร้อมกับชี้มือไปที่รถกระบะยี่ห้อโตโยต้ารุ่นวีโก้ สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน ถพ 9275 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ที่

ลานจอดรถ แล้วจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะดังกล่าวโดยมีจำเลยที่ 1 นั่งคู่มาด้วย กลับมาถึงบ้านเลขที่ 1314 หมู่บ้านสินธร จำเลยที่ 2 ถอยท้ายกระบะเข้าบ้าน จากนั้นช่วยกันยกกระเป๋าหลายใบลงจากรถเข้าไปในบ้าน ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับรถกระบะไปจอดที่สถานีรถไฟรังสิต สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าแจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน ฎล 4304 กรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยที่ 4 นั่งมาในรถด้วย

เข้ามาจอดต่อท้ายรถกระบะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ลงจากรถเดินไปพูดคุยกับจำเลยที่ 4 ซึ่งนั่งอยู่ในรถ และได้ลดกระจกรถลง จากนั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปนั่งในรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าแจ๊ส และแล่นออกไปโดยจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะตามไป รถยนต์ทั้งสองคันแล่นไปจอดที่หน้าบ้านเลขที่ 1314 หมู่บ้านสินธร แล้วจำเลยทั้งสี่ลงจากรถเดินเข้าไปในบริเวณบ้านดังกล่าว ต่อมากลับมาขึ้นรถและขับรถทั้งสองคันออกมา เมื่อรถยนต์ทั้งสองคันแล่นออกมาถึงบริเวณถนนของหมู่บ้าน พยานทั้งสองกับพวกจึงเข้าจับกุมและ

ตรวจค้นรถยนต์ทั้งสองคัน พบกุญแจรั้วและกุญแจบ้านที่เกิดเหตุอยู่ในลิ้นชักรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าแจ๊ส

ดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 นำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4

มาบ้านที่เกิดเหตุเพื่อรับกุญแจบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งนายปัญญาหรือคม จ้างวานให้มารับ จำเลยที่ 3 จึงชักชวนจำเลยที่ 4 ให้เดินทางมาด้วยกันนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความเป็นพยานลอยๆ ทั้งขัดกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า หลังจากจำเลยที่ 2 ได้นำ

เมทแอมเฟตามีนของกลางไปไว้ที่บ้านที่เกิดเหตุแล้วได้ติดต่อกับนายอภิสิทธิ์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายอภิสิทธิ์แจ้งว่าจะมีคนชื่อนายคมมารับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บ้านเกิดเหตุ ต่อมานายอภิสิทธิ์ ได้โทรศัพท์มาแจ้งว่ามีปัญหาเกี่ยวกับคนมารับของ แต่จะให้คนมารับกุญแจ ต่อมาประมาณ 1 ชั่วโมง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถมาพบกับจำเลย ที่ 1 และที่ 2 ที่หน้าสถานีรถไฟรังสิต และแจ้งว่านายคม

ให้มารับกุญแจแทน นอกจากนั้นยังได้ความจากพันตำรวจโท ทักษิณ และสิบตำรวจเอก ชิณราช พยานโจทก์ว่า ได้ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 3 แล้ว ปรากฏว่าคืนเกิดเหตุก่อนจำเลยที่ 3 ถูกจับกุม นายอภิสิทธิ์ได้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 3 ด้วย 1 ครั้ง ตามรายการโทรศัพท์

และแผนภูมิ หากจำเลย ที่ 3 มิได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วยแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่นายอภิสิทธิ์จะต้องติดต่อกับจำเลยที่ 3 โดยตรง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 3 รับจ้างไปรับกุญแจบ้านเกิดเหตุ โดยรู้ว่าเป็นที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน แต่จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนในการนำเมทแอมเฟตามีนมาซุกซ่อนไว้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และไม่มีส่วนร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 3 กระทำการช่วยเหลือ

หรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำความผิด อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นความผิดส่วนหนึ่งตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนจำเลยที่ 4 แม้จำเลยที่ 4 นั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุที่ใช้เก็บเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ตาม แต่ในทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือนายอภิสิทธิ์ ทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยที่ 4 ก็ให้การปฏิเสธตลอดมา และจำเลย ที่ 4 นำสืบว่า

วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ชวนจำเลยที่ 4 ไปดูไก่ชน เมื่อนายปัญญาจ้างวานให้จำเลยที่ 3 ไปรับกุญแจ

จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงชวนจำเลยที่ 4 ไปด้วย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายวีระวัฒน์ สวาทชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางผ่องพรรณ ปิ่นพิลา
ศาลอุทธรณ์ — นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2560
#613119
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจนได้มีการสืบสวนขยายผลจนไปพบ ซ. ที่นำเมทแอมเฟตามีนมาส่ง แม้จับกุมตัว ซ. ผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งไม่ได้ แต่ก็นำไปสู่การยึดเมทแอมเฟตามีนได้ถึง 5,800 เม็ดเศษ มากกว่าของกลางในคดีนี้ และเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้มีโอกาสเห็นตัว ซ. อีกทั้งยังได้บันทึกรูปพรรณสัณฐานของ ซ. ไว้แล้วอันเป็นประโยชน์ในการสืบสวนติดตามจับกุมในโอกาสต่อไป ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2658/2555 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ในการรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสามคนละตลอดชีวิตและปรับคนละ 1,200,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 600,000 บาท บวกโทษจำคุก 12 เดือน ที่รอการลงโทษจำคุกไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2658/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 800,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ปรับจำเลยทั้งสามคนละ 1,000,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม เป็นปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 666,666.66 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นว่ากล่าวโดยแจ้งชัดในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัย สำหรับปัญหาดังกล่าว ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความตามคำเบิกความของพันตำรวจโท มงคล เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยว่า ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ โดยให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนายเซี้ยง คนลาว และจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในขบวนการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยระบุบุคคลที่เกี่ยวข้องและหมายเลขโทรศัพท์ไว้ตามแผนผังแสดงเครือข่ายยาเสพติดของจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นได้ทำการขยายผลเพื่อที่จะจับกุมนายเซี้ยงตามที่จำเลยที่ 2 ให้ข้อมูล ซึ่งต่อมาได้ติดตามไปที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย และตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนได้ 3 มัด จำนวน 5,800 เม็ดเศษ แต่นายเซี้ยงสามารถวิ่งหลบหนีเข้าป่า ไม่สามารถจับกุมได้ และมีดาบตำรวจสุนทรเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมอีกคนหนึ่งเบิกความว่า หลังจับกุมจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2556 พยานพร้อมชุดจับกุมเดินทางไปที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย พร้อมกับจำเลยที่ 2 ไปตรงจุดที่จำเลยที่ 2 ได้นัดหมายกับนายเซี้ยงให้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ แล้วมีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาและนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งตรงรถของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม ร้อยตำรวจเอกจารุพัฒน์ ซึ่งอยู่ตรงตำแหน่งคนขับได้คว้าตัวชายคนดังกล่าวไว้ แต่ไม่สามารถคว้าตัวไว้ได้ จากนั้นพยานได้ติดตามไปเพื่อคว้าตัวชายดังกล่าว จนพยานกับชายคนนั้นล้มลงและชายคนนั้นวิ่งหนีไปได้ จากการตรวจบริเวณดังกล่าวพบเมทแอมเฟตามีนประมาณ 6,000 เม็ด ชุดจับกุมได้จัดทำบันทึกการตรวจยึดไว้ตามบันทึกการตรวจยึด โดยบันทึกดังกล่าวระบุว่าชายที่นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งคือนายเซี้ยงและได้บันทึกถึงรูปพรรณสัณฐานของนายเซี้ยงไว้ด้วย ซึ่งเรื่องที่จำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนขยายผลไปจับกุมนายเซี้ยง ที่อำเภอสังคม และยึดได้เมทแอมเฟตามีน 5,800 เม็ดเศษ ดังกล่าว ศาลล่างทั้งสองก็ได้รับฟังข้อเท็จจริงยุติเป็นเบื้องต้นมาตามลำดับแล้ว เห็นว่า จากการที่จำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจนได้มีการสืบสวนขยายผลการจับกุมจนไปพบนายเซี้ยงที่นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งและยึดเมทแอมเฟตามีนได้อีก 5,800 เม็ดเศษนั้น แม้จับกุมตัวนายเซี้ยงผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งไม่ได้แต่ก็นำไปสู่การยึดเมทแอมเฟตามีนได้ถึง 5,800 เม็ดเศษมากกว่าของกลางในคดีนี้ แสดงว่าข้อมูลที่จำเลยที่ 2 ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจตามที่เจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งสิทธิให้จำเลยทราบนั้นเป็นความจริงไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย การจับกุมนายเซี้ยง ผู้นำเมทแอมเฟตามีนนั้นมาส่งไม่ได้ ถือเป็นเรื่องความสามารถในการจับกุมคนร้ายของเจ้าพนักงานตำรวจเองไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้มีโอกาสเห็นตัวนายเซี้ยงอีกทั้งยังได้บันทึกรูปพรรณสัณฐานของนายเซี้ยงไว้แล้ว อันเป็นประโยชน์ในการสืบสวนติดตามจับกุมนายเซี้ยงให้ได้ในโอกาสต่อไป ส่วนเมทแอมเฟตามีนที่นายเซี้ยงนำมาส่งนั้นก็นับว่าเป็นจำนวนมาก การที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้ได้ย่อมทำให้จำนวนเมทแอมเฟตามีนไหลเวียนในหมู่ของผู้เสพยาเสพติดลดลงและยังมีส่วนทำให้เมทแอมเฟตามีนจำนวนนั้นไม่แพร่กระจายไปเป็นอันตรายต่อเยาวชนของชาติที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนหรือคนทำงานทั่วไป การให้ข้อมูลของจำเลยที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจได้มีโอกาสเห็นตัวคนร้ายและนำไปสู่การยึดเมทแอมเฟตามีนได้อีกจำนวนหนึ่งดังกล่าว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจและสมควรให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์โดยลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบมาตรา 100/2 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 42 ปี และปรับ 840,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 28 ปี และปรับ 560,000 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายระนอง กองชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายจตุพล โลหะนำเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4974/2560
#615194
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ร้องขอให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ไม่ใช่คำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองครั้งจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่จะพิจารณาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6/60)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และมีเมทแอมเฟตามีนครึ่งเม็ดไว้ในครอบครอง แต่ในชั้นสอบสวนปรากฏว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด ให้แก่ผู้อื่นด้วย ผู้ร้องจึงแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาว่า เสพเมทแอมเฟตามีน มีเมทแอมเฟตามีนครึ่งเม็ดไว้ในครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 3 เม็ด หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาหลายครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาผู้ร้องเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาและได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการจังหวัดน่านเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาแล้ว แต่พนักงานอัยการจังหวัดน่านส่งสำนวนการสอบสวนคืนมายังผู้ร้องเนื่องจากกรณีของผู้ต้องหาเข้าเงื่อนไขที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ขอให้มีคำสั่งส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่ได้นำตัวผู้ต้องหามาพร้อมกับการยื่นคำร้อง ให้ยกคำร้อง

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องทำนองเดียวกับคำร้องดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องเกินระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดและไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหา ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองครั้งจึงมิใช่คำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้อง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2558 ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรภูเพียง
ผู้ต้องหา — นายพร พรมถานา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายปวีณ ปิ่นประยงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4952/2560
#613671
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง การบรรยายฟ้องจึงต้องให้ได้ความว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งพร้อมข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ หากจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายยื่นคำให้การต่อสู้คดีเห็นว่าคำฟ้องบกพร่องตรงไหน อย่างไร ก็จะต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่าคำฟ้องนั้นเคลือบคลุม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยรับประกันภัย และมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้ขับรถยนต์บรรทุก คำฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมนั่นเอง แต่ปัญหาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่ หากแต่จำเลยจะต้องยกขึ้นต่อสู้โดยชัดแจ้งเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนายปิยะรัตน์ จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 78 - 3855 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวิโรจน์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 9 ธันวาคม 2554 สิ้นสุดวันที่ 9 ธันวาคม 2555 จำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จำนวน 300,000 บาท ต่อคน ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย 10 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 เวลากลางวัน นายรุ่งศักดิ์ ขับรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยรับประกันภัยลากจูงรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 7129 สมุทรสาคร ทับนายปิยะรัตน์ถึงแก่ความตายที่บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลธรรมศาลา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมฟ้องนายรุ่งศักดิ์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ นายรุ่งศักดิ์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านายรุ่งศักดิ์มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4908/2556 วันที่ 9 มีนาคม 2556 โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากนายรุ่งศักดิ์กับพวกเป็นเงิน 120,000 บาท

คดีเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดโดยยกขึ้นวินิจฉัยด้วย เห็นว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจึงต้องให้ได้ความว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งพร้อมข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ หากจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายยื่นคำให้การต่อสู้คดียังเห็นว่าคำฟ้องบกพร่องตรงไหนอย่างไร ก็จะต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่าคำฟ้องนั้นเคลือบคลุม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยและมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้ขับรถยนต์บรรทุก คำฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมนั่นเอง แต่ปัญหาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่ หากแต่จำเลยจะต้องยกขึ้นต่อสู้โดยชัดแจ้งเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ซึ่งคดีนี้จำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่านายวิโรจน์ ผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกต้องร่วมรับผิดกับนายรุ่งศักดิ์ จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายอีกต่อไป และเมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภัทรานิษฐ์ กฤษณา
จำเลย — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางวาสนา พลูโภคา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กริชชาญชัย
เกษม เกษมปัญญา
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4924/2560
#613460
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในอีกคดีหนึ่งฟ้องแย้งให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวรับผิดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยร่วมกระทำผิดสัญญาโดยอ้างเหตุเช่นเดียวกับที่กล่าวอ้างในคำฟ้องคดีนี้ ประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้และคดีดังกล่าวจึงมีประเด็นอย่างเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยร่วมดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานให้แก่โจทก์ตามสัญญาแล้ว จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ในกรณีที่บริษัท ว. ไม่คืนหนังสือคํ้าประกันการปฏิบัติงานตามสัญญาและหนังสือคํ้าประกันการคืนเงินเบิกล่วงหน้าให้แก่กิจการร่วมค้า ส. และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยร่วมคู่ความในคดีนี้ต่างเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของโจทก์และจำเลยร่วมในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยร่วมในคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แต่สำหรับจำเลยนั้น เมื่อจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าในคดีดังกล่าวศาลจะพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่คดียังไม่ถึงที่สุดโดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา หากในชั้นที่สุดศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นประการใด ผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันทั้งโจทก์และจำเลยร่วมในคดีนี้ด้วย และคดีนี้ยังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำให้การของจำเลยต่อไปอีกว่า หนังสือค้ำประกันที่จำเลยออกให้แก่โจทก์เป็นการค้ำประกันครอบคลุมความรับผิดในความเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,903,343.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,886,240.65 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทอลูเมเยอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยร่วมยื่นคำร้องขอให้ชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 117/2557 ของศาลชั้นต้นหรือไม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 117/2557 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากจำเลยไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินตามหนังสือคํ้าประกันที่จำเลยออกให้ไว้แก่โจทก์ ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคนละประเด็นกับประเด็นข้อพิพาทในคดีดังกล่าว ทั้งคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ถ้าศาลพิพากษายกฟ้องคดีนี้แล้ว ภายหลังคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าจำเลยร่วมเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ แม้ศาลจะฟังว่ากรณีของโจทก์กับจำเลยร่วมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซํ้า แต่ศาลก็ยังต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยต่อไป ดังนั้น การวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายตามคำร้องของจำเลยร่วมจึงไม่มีผลทำให้ไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้จะดำเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว กรณีตามคำร้องของจำเลยร่วมจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า แม้คดีหมายเลขแดงที่ 117/2557 ของศาลชั้นต้น จะยังไม่ถึงที่สุดและจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่ประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นเดียวกันว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ในกรณีที่บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ไม่คืนหนังสือคํ้าประกันการปฏิบัติงานตามสัญญา (Performance Bond) และหนังสือคํ้าประกันการคืนเงินเบิกล่วงหน้า (Advance Bond) ให้แก่กิจการร่วมค้าสยามซินเท็ค - ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งหรือไม่ เมื่อคดีดังกล่าวศาลวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยร่วมจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 สำหรับในส่วนของจำเลยนั้น เมื่อโจทก์ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ว่า จำเลยร่วมไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยในฐานะผู้คํ้าประกันจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลย 5,000 บาท และค่าทนายความให้จำเลยร่วม 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ว่าจ้างกิจการร่วมค้าสยามซินเท็ค - ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งรับเหมาก่อสร้างอาคารศูนย์ควบคุมการบินในโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ต่อมากิจการร่วมค้าสยามซินเท็ค - ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งว่าจ้างให้บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้างช่วง แล้วบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้รับจ้างช่วงอีกทอดหนึ่ง และโจทก์ว่าจ้างให้จำเลยร่วมเป็นผู้รับจ้างช่วงต่อจากโจทก์ ก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยร่วมยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ในคดีหมายเลขแดงที่ 117/2557 เรียกให้โจทก์ชำระค่าจ้าง ค่าเสียหาย คืนเงินประกันผลงานและหนังสือค้ำประกันให้แก่จำเลยร่วม ซึ่งโจทก์ให้การและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากจำเลยร่วม โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นฝ่ายผิดสัญญา ให้โจทก์ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย กับให้ส่งมอบหนังสือคํ้าประกันที่ออกโดยจำเลยในคดีนี้คืนแก่จำเลยร่วมซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว และให้ยกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามคำพิพากษาของจำเลยและเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยร่วม คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยโจทก์ยังไม่ได้ส่งมอบหนังสือคํ้าประกันคืนให้แก่จำเลยร่วมตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว แต่นำหนังสือคํ้าประกันมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 117/2557 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยร่วมผิดสัญญาจ้างเพราะส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนด 2 ปีเศษ ทำให้กิจการร่วมค้าสยามซินเท็ค - ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งไม่สามารถส่งมอบงานภายในกำหนดเวลาที่ตกลง และงานที่จำเลยร่วมรับเหมาช่วงต่อจากโจทก์เกิดความชำรุดบกพร่อง แต่จำเลยร่วมไม่รีบดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลารับประกันผลงาน เป็นเหตุให้บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ใช้สิทธิยึดถือหนังสือคํ้าประกันการคืนเงินเบิกล่วงหน้า (Advance Bond) และหนังสือคํ้าประกันการปฏิบัติงานตามสัญญา (Performance Bond) ไว้ ทำให้กิจการร่วมค้าสยามซินเท็ค - ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งได้รับความเสียหาย กิจการร่วมค้าสยามซินเท็ค - ยูนิค เอ็นจิเนียริ่งจึงเรียกให้บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ชำระค่าเสียหาย บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จึงเรียกให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย โดยบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หักเงินค่าเสียหายจากค่าจ้างที่ต้องจ่ายให้โจทก์ 2,886,240.65 บาท จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยในฐานะผู้คํ้าประกันตามหนังสือคํ้าประกัน ฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2547 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 117/2557 ของศาลชั้นต้น ปรากฏตามคำพิพากษาเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยและเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยร่วมว่า โจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวฟ้องแย้งให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวรับผิดใช้ค่าเสียหายจากการที่จำเลยร่วมกระทำผิดสัญญาโดยอ้างเหตุเช่นเดียวกับที่กล่าวอ้างในคำฟ้องคดีนี้ ประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้และคดีดังกล่าวจึงมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า จำเลยร่วมเป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้างและต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยร่วมดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบงานให้แก่โจทก์ตามสัญญาแล้ว จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ในกรณีที่บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ไม่คืนหนังสือคํ้าประกันการปฏิบัติงานตามสัญญาและหนังสือคํ้าประกันการคืนเงินเบิกล่วงหน้าให้แก่กิจการร่วมค้าสยามซินเท็ค - ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยร่วมคู่ความในคดีนี้ต่างเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของโจทก์และจำเลยร่วมในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยร่วมในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แต่สำหรับจำเลยนั้น เมื่อจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำสำหรับจำเลย แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าในคดีดังกล่าวศาลจะพิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดโดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา หากในชั้นที่สุดศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นประการใด ผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันทั้งโจทก์และจำเลยร่วมในคดีนี้ด้วย และคดีนี้ยังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำให้การของจำเลยต่อไปอีกว่า หนังสือค้ำประกันที่จำเลยออกให้แก่โจทก์เป็นการค้ำประกันครอบคลุมความรับผิดในความเสียหายตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นต่อไป

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์และฎีกาเพียงแต่ขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่ มิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ชั้นละ 78,066 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลคดีหมายเลขแดงที่ 117/2557 ของศาลชั้นต้น จนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด แล้วพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งใหม่เมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 145
ชื่อคู่ความ
บริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง
โจทก์ — แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัทอลูเมเยอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเลิศชาย สุธรรมพร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวดุษฎี ห์ลีละเมียร
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4891/2560
#613461
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่ 2 และผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของ ช. การที่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้พยาบาลขณะที่ผู้ตายป่วย มิได้เป็นภริยาของผู้ตาย โดยได้ค่าจ้างจากผู้ตายเป็นรายเดือน ถือไม่ได้ว่าร่วมทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตาย ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิร้องขอจัดการมรดก เช่นนี้แล้ว ฎีกาของผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ที่ว่าผู้คัดค้านไม่อาจอ้างว่าอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายและทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตาย เพราะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ผู้ตายหย่าขาดจากผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นการอ้างเหตุที่ผู้คัดค้านไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิร้องขอจัดการมรดก นอกเหนือจากคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

นายเดชาและนายยุทธนา ยื่นคำร้องคัดค้านทำนองเดียวกันและแก้ไขคำคัดค้านว่า นายเดชาและนายยุทธนาเป็นบุตรของผู้ร้องกับผู้ตาย จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย นายเดชาและนายยุทธนาไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายไม่ให้เป็นผู้จัดการมรดก ประสงค์ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง ผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้พยาบาลขณะที่ผู้ตายป่วย ไม่ได้เป็นทายาทหรือภริยาผู้ตาย ผู้คัดค้านได้ค่าจ้างจากผู้ตายเป็นรายเดือน ถือไม่ได้ว่าร่วมทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตาย จึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิร้องขอจัดการมรดก และหากผู้คัดค้านมีการทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตาย ก็มีสิทธิเฉพาะส่วนที่ทำมาหาได้เท่านั้น ขอให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านกับตั้งนายเดชาและนายยุทธนา เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นให้เรียกผู้ร้อง นายเดชาและนายยุทธนา ว่าผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 3 ตามลำดับ และเรียกนางสาวรัชนิดา ว่าผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้ง นายเดชา ผู้ร้องที่ 2 และนางสาวรัชนิดา ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายชาลี ผู้ตาย ร่วมกันกับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ที่ว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายและช่วยกันทำมาหาได้ซึ่งทรัพย์สิน ไม่ชอบ เพราะคดีที่ผู้ตายได้ฟ้องหย่าขาดจากผู้ร้องที่ 1 ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ต้องถือว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้คัดค้านไม่อาจอ้างว่าอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายและทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตาย ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการขอจัดการมรดก จึงคงเหลือผู้ร้องที่ 3 ที่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องที่ 2 นั้น เห็นว่า ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้านเพียงว่าผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้พยาบาลขณะที่ผู้ตายป่วย ไม่ได้เป็นภริยาผู้ตาย ผู้คัดค้านได้ค่าจ้างจากผู้ตายเป็นรายเดือน ถือไม่ได้ว่าร่วมทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตาย จึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิร้องขอจัดการมรดก และผู้ร้องที่ 3 แก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านว่าหากผู้คัดค้านมีการทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตาย ก็มีสิทธิเฉพาะส่วนที่ทำมาหาได้เท่านั้น โดยผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 มิได้อ้างว่าผู้คัดค้านไม่อาจอ้างว่าอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายและทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตาย เพราะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ผู้ตายหย่าขาดจากผู้ร้องที่ 1 แต่อย่างใด ฎีกาของผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นการอ้างเหตุที่ผู้คัดค้านไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิร้องขอจัดการมรดกนอกเหนือจากคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางดุษณี จิตจรุงพร กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางสาวรัชนิดา จันทรศร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางวันเพ็ญ กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4888/2560
#612994
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ว่าเอกสารหมาย รค.2 เป็นเพียงสำเนา ผู้คัดค้านมิได้นำต้นฉบับมาแสดง ต้องห้ามมิให้รับฟัง ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)

เอกสารหมาย รค.2 นอกจากจะมีข้อความระบุในตอนเริ่มต้นว่า "พินัยกรรมนี้เขียนด้วยมือตนเอง..." แล้วยังมีข้อความว่า "ที่นาโฉนดเลขที่ 497 อีกโฉนดเลขที่ 3817 ทั้งสองโฉนดนี้เป็นชื่อ ช. คิดจะเอาไว้เลี้ยงชีวิตยามชรา บัดนี้เราชราลง ได้มีบุญช่วยให้ชีวิตพอดำรงได้โดยไม่ต้องขายที่นากิน จึงยกให้ลูก ๆ พี่น้อง 11 คน..." ถ้อยคำดังกล่าวแสดงว่าผู้ตายสำนึกถึงความชราและประสงค์จะกำหนดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนที่ยังมีอยู่ ทั้งเป็นข้อความที่ต่อเนื่องมาจากคำว่า พินัยกรรมนี้ แม้ในเอกสารดังกล่าวจะไม่มีคำว่าเผื่อตาย แต่บุคคลทั่วไปอ่านแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าผู้ตายมีเจตนายกที่ดินให้แก่บุคคลที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย หาใช่มีเจตนายกให้ในขณะยังมีชีวิตอยู่ไม่ ประกอบกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายคำว่า "พินัยกรรม" ไว้ว่า "คำสั่งของบุคคลที่กำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตน หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายแล้ว" จึงถือว่าผู้ตายได้กำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้ เอกสารหมาย รค.2 จึงเป็นพินัยกรรม ผู้คัดค้านย่อมเป็นทายาทตามพินัยกรรมของผู้ตายและมีสิทธิยื่นคำคัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางนวรัตน์ ผู้ร้อง และนายชยงค์ ผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางชุบ ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า ตามเอกสารหมาย รค.2 นอกจากจะมีข้อความระบุในตอนเริ่มต้นว่า "พินัยกรรมนี้ เขียนด้วยมือตนเอง..." แล้วยังมีข้อความว่า "ที่นาโฉนดเลขที่ 497 อีกโฉนดเลขที่ 3817 ทั้งสองโฉนดนี้เป็นชื่อชุบ คิดจะเอาไว้เลี้ยงชีวิตยามชรา บัดนี้เราชราลง ได้มีบุญช่วยให้ชีวิตพอดำรงได้โดยไม่ต้องขายที่นากิน จึงยกให้ลูก ๆ พี่น้อง 11 คน..." ถ้อยคำดังกล่าวแสดงว่าผู้ตายสำนึกถึงความชราและประสงค์จะกำหนดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนที่ยังมีอยู่ ทั้งเป็นข้อความที่ต่อเนื่องมาจากคำว่า พินัยกรรมนี้ แม้ในเอกสารดังกล่าวจะไม่มีคำว่าเผื่อตาย แต่บุคคลทั่วไปอ่านแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าผู้ตายมีเจตนายกที่ดินให้แก่บุคคลที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว หาใช่มีเจตนายกให้ในขณะยังมีชีวิตอยู่ไม่ ประกอบกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายคำว่า "พินัยกรรม" ไว้ว่า "คำสั่งของบุคคลที่กำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตน หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายแล้ว" จึงถือว่าผู้ตายได้กำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนไว้ เอกสารหมาย รค.2 จึงเป็นพินัยกรรม ผู้คัดค้านย่อมเป็นทายาทตามพินัยกรรมของผู้ตายและมีสิทธิยื่นคำคัดค้าน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของผู้ร้องที่ว่า เอกสารหมาย รค.2 เป็นเพียงสำเนา ผู้คัดค้านมิได้นำต้นฉบับมาแสดงต่อศาล ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยก่อนว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพินัยกรรมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ข้อความในเอกสารหมาย รค.2 เป็นเพียงคำปรารภของผู้ตาย ไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าเป็นการแสดงเจตนาของผู้ตายในการกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินอันจะให้เกิดผลบังคับเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จึงไม่ใช่พินัยกรรม และเอกสารดังกล่าวยังมีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายมีเจตนาที่จะยกที่ดินให้ทันทีตั้งแต่วันทำเอกสารหมาย รค.2 เมื่อการยกให้มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่สมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทตามพินัยกรรมและมิใช่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางนวรัตน์ ลิ้มสมมุติ
ผู้คัดค้าน — นายชยงค์ อมรธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายเทพรักษ์ ชำนาญกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
อารยา วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4881/2560
#614653
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 94 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดาทรัพย์สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่ยังคงเหลืออยู่ ให้จัดโอนแก่กระทรวงการคลังภายในเวลาหกสิบวันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" ซึ่งสอดคล้องกับ พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 19 ที่บัญญัติว่า "เมื่อเสร็จการชำระบัญชีแล้วให้คณะกรรมการชำระบัญชีดำเนินการ ดังต่อไปนี้... (2) ให้โอนทรัพย์สินที่คงเหลือให้แก่กระทรวงการคลังภายในหกสิบวันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ทำหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง กระทรวงการคลังจึงมีหน้าที่ในภารกิจที่ยังค้างอยู่ของจำเลยที่ 1 และย่อมเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจัดทำหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่งไม่ใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินที่ได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 547) พ.ศ.2555 ตามแบบแนบท้ายประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 ให้กับโจทก์ทั้งสองหากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสองต่อไป

จำเลยที่ 1 โดยกระทรวงการคลังยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 5 ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณและกฎหมายอื่นโดยมาตรา 95 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 บัญญัติให้จำเลยที่ 1 ยุบเลิกสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลเมื่อสิ้นปีที่สิบ คือ ภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2554 โดยต้องชำระบัญชีให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่ช้ากว่า 12 ปี นับแต่วันที่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ใช้บังคับ คือภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2556 ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงสิ้นสภาพบุคคลไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ขอให้ศาลยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสภาพบุคคลแล้วเป็นคดีนี้หรือไม่

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

วันนัดชี้สองสถาน ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า แม้พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 95 บัญญัติให้พระราชกำหนดดังกล่าวเป็นอันยกเลิกเมื่อครบกำหนด 12 ปี นับแต่วันที่พระราชกำหนดใช้บังคับ แต่ปรากฏจากคำแถลงของกระทรวงการคลังว่าคณะกรรมการชำระบัญชียังชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ดังนั้น บรรษัทบริหารสินทรัพย์จึงยังมีสภาพนิติบุคคลอยู่ตามมาตรา 94 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 โดยผู้ชำระบัญชีได้ กระทรวงการคลังไม่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นคนละบุคคลกัน การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทรวงการคลังยื่นไว้นั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ สมควรให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ให้สืบพยานโจทก์ทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว งดชี้สองสถาน ให้นัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลยที่ 2 ตามที่นัดไว้เดิม

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และให้เพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 พร้อมกับให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 94 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดาทรัพย์สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่ยังคงเหลืออยู่ ให้จัดโอนแก่กระทรวงการคลังภายในเวลาหกสิบวันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" ซึ่งสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 19 ที่บัญญัติว่า "เมื่อเสร็จการชำระบัญชีแล้วให้คณะกรรมการชำระบัญชีดำเนินการ ดังต่อไปนี้... (2) ให้โอนทรัพย์สินที่คงเหลือให้แก่กระทรวงการคลังภายในหกสิบวันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ทำหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง กระทรวงการคลังจึงมีหน้าที่ในภารกิจที่ยังค้างอยู่ของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนจำเลยที่ 1 ได้ เห็นควรให้รับคำให้การฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2557 เป็นคำให้การของกระทรวงการคลังในนามของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การที่กระทรวงการคลังยื่นในนามจำเลยที่ 1 และสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 อันจำเป็นต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา เพื่อให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้อง เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป

พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การและคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โดยให้สั่งรับคำให้การฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2557 เป็นคำให้การของกระทรวงการคลังในนามของจำเลยที่ 1 แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 94
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการชําระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ ภู่พิสิฐ กับพวก
จำเลย — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประมุข ทัศนปริชญานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา