คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,180 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 194/2560
#617567
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นที่เอกชนยื่นฟ้องกรมป่าไม้เป็นจำเลย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์กล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปรื้อถอนผลอาสินที่ปลูกไว้บนที่ดินพิพาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติได้มีการเดินสำรวจและกันพื้นที่ที่ชาวบ้านได้ทำประโยชน์อยู่ก่อนออกจากพื้นที่ที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ โจทก์จึงได้เข้าครอบครองเป็นเวลากว่า ๔๐ ปี แต่จำเลยอ้างว่าการที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอเพื่อสงวนสิทธิการครอบครองและทำประโยชน์ จึงถือว่าเป็นการสละสิทธิหรือประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ กรณีจึงเป็นคดีที่โจทก์ขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ อันเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — นางอนงค์ ทองพนัง
จำเลย — กรมป่าไม้
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 193/2560
#616979
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงใหม่ ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือร้องเรียนว่ามีการนำที่ดินในแม่น้ำปิงไปออกโฉนดที่ดิน รวม ๘ แปลง จึงได้ร่วมตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ปรากฏว่า ที่ดินที่มีการร้องเรียนได้ออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินทั้ง ๘ แปลง กรณีจึงเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ละเลยต่อหน้าที่ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องปฏิบัติในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นเพื่อทำการสอบสวนและเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่แม่น้ำปิง มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน นอกจากนี้การเพิกถอนโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นกรณีที่ต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานเพื่อให้ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพิพาทออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ฟ้องคดี — ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงใหม่
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 192/2560
#616978
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองไว้ แต่หน่วยงานทางปกครองนั้นละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดี ข้อเท็จจริงในคดีนี้ เทศบาลเมืองควนลัง จำเลย เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๓ บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลเมืองมีอำนาจหน้าที่ต้องทำในเขตเทศบาลดังต่อไปนี้ (๑) กิจการตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๕๐... (๗) ให้มีและบำรุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอื่น... และมาตรา ๕๐ ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลตำบลมีหน้าที่ต้องทำในเขตเทศบาล ดังต่อไปนี้ (๒) ให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ (๓) รักษาความสะอาดของถนนหรือทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัดมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยละเลยไม่ตรวจสอบ ไม่ดูแล ไม่บำรุงรักษา และจัดให้มีไฟฟ้าหรือแสงสว่างอย่างเพียงพอบนถนน และจัดวางถังขยะในลักษณะที่ปลอดภัย ซึ่งการละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าวก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ถนนและไม่ปลอดภัยแก่ผู้สัญจรไปมา เป็นเหตุให้โจทก์ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนถังเก็บขยะมูลฝอย (แบบโครงสร้างเหล็ก) ซึ่งวางอยู่บนไหล่ทางล้ำเข้ามาบนพื้นที่ถนน ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสและรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสงขลา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองสงขลา
โจทก์ — นายนนทิพัฒน์ ทองปาน
จำเลย — เทศบาลเมืองควนลัง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 191/2560
#616977
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ข้าราชการ สังกัดกระทรวงสาธารณสุขยื่นฟ้องผู้บังคับบัญชาเป็นจำเลย โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับราชการตำแหน่งนิติกรชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง ช่วยปฏิบัติราชการที่กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานบริหารกลาง กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การรับผิดชอบควบคุมราชการของจำเลยทั้งสาม ระหว่างวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ เวลากลางวันและกลางคืน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามในฐานะเจ้าพนักงานเป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติได้ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยการกลั่นแกล้งประวิงเวลาและไม่มีการสั่งการให้ฝ่ายบุคคลดำเนินการตัดโอนตำแหน่งของโจทก์จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุงมาแต่งตั้งและเบิกจ่ายที่กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขตามที่มีหนังสือขอตัดโอนตำแหน่ง จนโจทก์ไม่อาจได้รับการตัดโอนย้าย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๕๗ จึงเป็นกรณีที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดกฎหมายอาญาและประสงค์จะให้ศาลลงโทษทางอาญาแก่จำเลยทั้งสาม มิได้มุ่งหมายให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของจำเลยทั้งสามและเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์ในทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.อ.
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายสุจินต์ สิริอภัย
จำเลย — นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 190/2560
#616976
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เทศบาลเมืองพิจิตร ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และถึงแม้ว่าการก่อสร้างถนน ค.ส.ล. พิพาทจะเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีตามมาตรา ๕๐, ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนที่ก่อสร้างรุกล้ำและชดใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ เหตุอันเป็นที่มาแห่งความเดือดร้อนเสียหายของผู้ฟ้องคดีจึงเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ข้อพิพาทตามคำฟ้องจึงมิใช่ข้อพิพาทจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนคอนกรีตของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันได้และไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิในที่ดินส่วนพิพาท คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและคดีพิพาทเกี่ยวกับการ กระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพิจิตร
ผู้ฟ้องคดี — นางอัญชณา ญานสว่าง
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองพิจิตร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 189/2560
#616975
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ กสท ยื่นฟ้องบริษัท อ. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า บริษัท อ. จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยติดตั้งและหรือเชื่อมต่อกับเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และมีไว้ใช้สำหรับให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า (โทรศัพท์เคลื่อนที่) ตามสัญญาให้ดำเนินการฯ ที่ กสท ผู้ฟ้องคดี อนุญาตให้บริษัท ด. จำกัด แต่เพียงผู้เดียว เข้าร่วมดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้ใช้สถานีฐานเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ของผู้ถูกฟ้องคดี โดยปราศจากความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมและชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ผู้ที่กระทำละเมิดต้องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและต้องเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลเอกชน กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และแม้ข้อพิพาทในคดีนี้จะเกี่ยวพันกับสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีอนุญาตให้บริษัท ด. จำกัด เข้าร่วมดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า ซึ่งผู้ฟ้องคดีและบริษัท ด. จำกัด ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่ข้อพิพาทดังกล่าวเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาระหว่างคู่สัญญา แต่ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีอันเป็นบุคคลภายนอกสัญญา ทั้งข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวยังไม่มีการฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น การวินิจฉัยเขตอำนาจศาลในคดี จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์เรื่องคดีเกี่ยวพันกันมาใช้บังคับได้ ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีไม่เป็นละเมิด เนื่องจากมีประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ และประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. ๒๕๕๖ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันได้ ซึ่งข้อต่อสู้ดังกล่าวไม่ใช่ข้อกำหนดในสัญญา แต่เป็นข้อต่อสู้ที่ผู้ถูกฟ้องคดียกขึ้นกล่าวอ้างว่าตนมีอำนาจกระทำได้ ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ.2549
ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 188/2560
#616974
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ กสท ยื่นฟ้องบริษัท อ. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า บริษัท อ. จำกัด ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยติดตั้งและหรือเชื่อมต่อกับเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และมีไว้ใช้สำหรับให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า (โทรศัพท์เคลื่อนที่) ตามสัญญาให้ดำเนินการฯ ที่ กสท ผู้ฟ้องคดี อนุญาตให้บริษัท ด. จำกัด แต่เพียงผู้เดียว เข้าร่วมดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้ใช้สถานีฐานเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ของผู้ถูกฟ้องคดี โดยปราศจากความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ขอให้พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมและชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ผู้ที่กระทำละเมิดต้องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและต้องเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลเอกชน กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และแม้ข้อพิพาทในคดีนี้จะเกี่ยวพันกับสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีอนุญาตให้บริษัท ด. จำกัด เข้าร่วมดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า ซึ่งผู้ฟ้องคดีและบริษัท ด. จำกัด ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่ข้อพิพาทดังกล่าวเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาระหว่างคู่สัญญา แต่ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีอันเป็นบุคคลภายนอกสัญญา ทั้งข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวยังไม่มีการฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น การวินิจฉัยเขตอำนาจศาลในคดี จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์เรื่องคดีเกี่ยวพันกันมาใช้บังคับได้ ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีไม่เป็นละเมิด เนื่องจากมีประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ และประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. ๒๕๕๖ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันได้ ซึ่งข้อต่อสู้ดังกล่าวไม่ใช่ข้อกำหนดในสัญญา แต่เป็นข้อต่อสู้ที่ผู้ถูกฟ้องคดียกขึ้นกล่าวอ้างว่าตนมีอำนาจกระทำได้ ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ.2549
ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 187/2560
#616973
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่อดีตครูโรงเรียนเอกชนยื่นฟ้องโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษาที่ตนสังกัดกรณีถูกถอดถอนจากหน้าที่ครู ต่อศาลแรงงานกลางอ้างว่า ถูกเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้ชดใช้เงินตามกฎหมาย และต่อมาได้นำคดีไปยื่นฟ้องโรงเรียนต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนหนังสือถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากหน้าที่ครู คืนสิทธิต่าง ๆ ที่ได้รับก่อนการถอดถอน เป็นกรณีที่นำคดีซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าข้อพิพาทตามคำฟ้องทั้งสองสำนวนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีกับจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีในการจัดทำสัญญาจ้างโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีเป็นครูผู้สอน มิได้เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ การกระทำของจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีในการทำสัญญาดังกล่าว จึงไม่ทำให้ตนมีฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง อันจะถือว่าเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างครูผู้สอนในคดีนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้างนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นนิติสัมพันธ์ที่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดีตกลงจะทำงานให้จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีและจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และคู่สัญญาจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีของศาลแรงงานกลางโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เงินสะสม เพื่อการเลี้ยงชีพครู เงินโบนัส ค่าสอนพิเศษ ส่วนคดีของศาลปกครองกลาง โจทก์หรือผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ได้รับสิทธิ เงินเดือน และเงินพิเศษ ตั้งแต่วันถอดถอนถึงปัจจุบัน ก็ล้วน เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ค่าชดเชย เงินเดือน อันเนื่องมาจากสัญญาจ้างพิพาท แม้ในคดีของศาลปกครองกลางผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือถอดถอนออกจากหน้าที่ครูด้วย ก็เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นว่าจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีเลิกจ้างโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) ซึ่งเป็นคดีแรงงานที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีทั้งสองสำนวนจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสุภาพร เวียนหาผล
จำเลย — โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 186/2560
#616972
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่อดีตครูโรงเรียนเอกชนยื่นฟ้องโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษาที่ตนสังกัดกรณีถูกถอดถอนจากหน้าที่ครู ต่อศาลแรงงานกลางอ้างว่า ถูกเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ขอให้ชดใช้เงินตามกฎหมาย และต่อมาได้นำคดีไปยื่นฟ้องโรงเรียนต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนหนังสือถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากหน้าที่ครู คืนสิทธิต่าง ๆ ที่ได้รับก่อนการถอดถอน เป็นกรณีที่นำคดีซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจแตกต่างกันตั้งแต่สองศาลขึ้นไป ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าข้อพิพาทตามคำฟ้องทั้งสองสำนวนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีกับจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีในการจัดทำสัญญาจ้างโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีเป็นครูผู้สอน มิได้เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ การกระทำของจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีในการทำสัญญาดังกล่าว จึงไม่ทำให้ตนมีฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง อันจะถือว่าเป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างครูผู้สอนในคดีนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้างนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นนิติสัมพันธ์ที่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดีตกลงจะทำงานให้จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีและจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ และคู่สัญญา จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีของศาลแรงงานกลางโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ไม่เป็นธรรม เงินสะสม เพื่อการเลี้ยงชีพครู เงินโบนัส ค่าสอนพิเศษ ส่วนคดีของศาลปกครองกลาง โจทก์หรือผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ได้รับสิทธิ เงินเดือน และเงินพิเศษ ตั้งแต่วันถอดถอนถึงปัจจุบัน ก็ล้วนเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ค่าชดเชย เงินเดือน อันเนื่องมาจากสัญญาจ้างพิพาท แม้ในคดีของศาลปกครองกลางผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือถอดถอนออกจากหน้าที่ครูด้วย ก็เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นว่าจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีเลิกจ้างโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) ซึ่งเป็นคดีแรงงานที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีทั้งสองสำนวนจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสุภาพร เวียนหาผล
จำเลย — โรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 185/2560
#616971
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญารับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศและระเบียบองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการไปศึกษาอบรมและดูงาน พ.ศ. ๒๕๔๓ เนื่องจากไม่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกตามกำหนดในสัญญารับทุนและภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลา เมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญา จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญารับทุนการศึกษาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ เป็นสัญญาทางปกครองหรือสัญญาทางแพ่ง เห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด จึงมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แม้เดิมโจทก์เคยมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๗ ต่อมาได้เปลี่ยนสถานะมาเป็นบริษัทมหาชน จำกัด โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่โดยที่มาตรา ๒๒ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า เมื่อมีการจดทะเบียนบริษัทตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้การดำเนินกิจการของบริษัทเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดแล้วแต่กรณี เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า ในวันจดทะเบียนบริษัทตามมาตรา ๒๒ ให้บรรดาพนักงานตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นลูกจ้างของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยการเปลี่ยนทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นหุ้นของบริษัทนั้น ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการแบ่งแยกความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานภายในองค์กรที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายเอกชนออกจากการจัดทำภารกิจในการบริการสาธารณะที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายมหาชน ดังนั้น โจทก์อาจเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองก็แต่เฉพาะกรณีที่โจทก์ได้กระทำการใดโดยใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดทำบริการสาธารณะตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ การดำเนินการของโจทก์ย่อมเป็นเรื่องของนิติบุคคลเอกชนที่อยู่ภายใต้กฎหมายเอกชนเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์รับผิดตามสัญญารับทุนการศึกษาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเรื่องการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในองค์กรของโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในการทำสัญญารับทุนการศึกษาดังกล่าวจึงมิใช่นิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน เพราะโจทก์มิได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง การกระทำของโจทก์ในการทำสัญญาดังกล่าว จึงไม่ทำให้โจทก์มีฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง อันจะถือว่าเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น สัญญารับทุนการศึกษาพิพาทในคดีนี้ จึงไม่ครบองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับสัญญารับทุนการศึกษานี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ นั้น เป็นสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาหลักอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายส่งเสริม ธนากรปิ่นทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 184/2560
#619132
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ข้อเท็จจริงคดีนี้ มหาวิทยาลัยนครพนม จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนครพนม พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยมาตรา ๖ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติให้จำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันทางวิชาการที่ให้ความรู้และความชำนาญในการปฏิบัติกับวิชาชีพและวิชาชีพขั้นสูง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาและส่งเสริมงานวิจัยเพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ และมีภาระหน้าที่ในการผลิตบัณฑิต จัดการศึกษาด้านวิชาชีพทั้งระดับต่ำกว่าปริญญาและระดับปริญญา จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาที่จำเลยที่ ๑ ว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานในตำแหน่งหัวหน้าการพาณิชย์ สังกัดวิทยาลัยการบินนานาชาติ ซึ่งเป็นส่วนราชการของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน มีหน้าที่จัดให้บริการการศึกษาเพื่อพัฒนาผลิตบุคลากรด้านการบินสู่อุตสาหกรรมการบินซึ่งเป็นภารกิจด้านการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาของจำเลยที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนครพนม พ.ศ. 2548
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานภาค 4
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — นายศรุช โภคากุลวัฒน์
จำเลย — มหาวิทยาลัยนครพนม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 183/2560
#616970
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ชำระค่าชดเชยและค่าขาดรายได้พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีความผิดและให้ผู้ฟ้องคดีลาออกโดยไม่สมัครใจ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการประชาสัมพันธ์ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ตกลงทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวในประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ในการตรวจสอบเนื้อหาข่าวของผู้สื่อข่าวที่ผลิตเสร็จ ตรวจบทข่าวที่ส่งมาจากภูมิภาค และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการประชาสัมพันธ์ตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นายสรวีย์ ศรีนา
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการส่วนสื่อข่าวและผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์
แห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 182/2560
#619131
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับมหาวิทยาลัยมหิดล จำเลย ชำระเงินค่าเสียหายกรณีผิดสัญญาจ้างบริการบำรุงรักษาและให้บริการงานระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่ายและสื่อการเรียน การสอน จึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า สัญญาพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า แม้จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์โดยสัญญามีสาระสำคัญว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาและให้บริการงานระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่าย และสื่อการเรียนการสอนแก่เจ้าหน้าที่ อาจารย์ และนักศึกษาที่หมุนเวียนเข้าใช้บริการระบบคอมพิวเตอร์และสื่อการเรียนการสอนของวิทยาลัยการจัดการซึ่งเป็นส่วนงานของจำเลย โดยการให้บริการงานระบบคอมพิวเตอร์และสื่อการเรียนการสอนของวิทยาลัยต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพไม่ติดขัด และสามารถสนองความต้องการของผู้ใช้บริการให้ได้มากที่สุด โจทก์ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบ วางแผน กำกับ ดูแลการปฏิบัติงาน โดยโจทก์ทำงานทั้งโครงการในลักษณะการทำงานแบบเบ็ดเสร็จและครบวงจร แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของข้อสัญญาที่โจทก์ต้องดำเนินการให้บริการดังกล่าวแล้ว เป็นเพียงการที่จำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์เข้ามาจัดการงานทางธุรการเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอนตามอำนาจหน้าที่ที่เป็นการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยเท่านั้น ไม่ใช่ให้โจทก์เข้ามาทำหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะ เพราะจำเลยสามารถจัดทำบริการสาธารณะอันเป็นภารกิจหลักได้ต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการจัดจ้างโจทก์เข้ามาให้บริการ และแม้ว่าตามข้อตกลงจะมีข้อสัญญาที่ทำให้เข้าใจไปได้ว่าเป็นการที่ฝ่ายปกครองมีอำนาจเหนือเอกชนก็ตาม แต่ลักษณะอำนาจเหนือกว่าคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นไปตามอำนาจต่อรองระหว่างคู่สัญญา ส่วนการที่จำเลยจ้างพนักงานของโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยให้ทำงานในตำแหน่งที่มีลักษณะงานเช่นเดียวกับขณะที่เป็นพนักงานของโจทก์ และโจทก์ยกข้อความในใบเสนอราคาในส่วน Remark ข้อ ๒ ที่ว่า "ผู้ว่าจ้างยินยอมที่จะไม่ทำการว่าจ้างพนักงานของทางบริษัทฯที่ลาออกยังไม่ครบ ๑ ปี นับแต่วันที่ลาออกจากทางบริษัทฯ" ซึ่งตามสัญญาจ้าง ข้อ ๘.๓ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานั้นมาฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญา ก็เป็นข้อสัญญาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับการให้บริการตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกเช่นกัน ทั้งเป็นข้อสัญญาที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในฐานะที่ต้องยอมรับเงื่อนไขของโจทก์ซึ่งเป็นเอกชน ไม่มีฐานะเหนือ เอกชน เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีลักษณะเป็นการว่าจ้างโจทก์เข้าร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงและไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทเอส. ดับบลิว เทค แอนด์ มีเดีย จำกัด
จำเลย — มหาวิทยาลัยมหิดล
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 181/2560
#616969
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมทางหลวง ที่ ๑ อธิบดีกรมทางหลวง ที่ ๒ จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดซึ่งซื้อมาจากสถาบันการเงินได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกจำเลยทั้งสองสร้างทางหลวงแผ่นดินทับทั้งแปลง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า มิได้กระทำละเมิด ที่ดินแปลงพิพาทแบ่งแยกมาจากโฉนดที่ดินของผู้มีชื่อ ซึ่งได้เวนคืนแล้วทั้งแปลง เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน โดยสร้างเสร็จตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ ผู้มีชื่อไม่เคยโต้แย้งเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินแปลงพิพาท ถือเป็นการแสดงเจตนาสละการใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนให้เป็นทางสาธารณะ ที่ดินแปลงพิพาทที่โจทก์ซื้อมาเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าที่ดิน หรือค่าเสียหาย เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ซึ่งการใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะก่อให้เกิดภาระสาธารณะที่ไม่เสมอภาคต่อเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนดังกล่าวทำให้ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ โดยรัฐจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ตามหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด เมื่อคดีนี้โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทภายหลังจากถูกเวนคืนแล้วมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเนื่องจากถูกจำเลยทั้งสองสร้างทางหลวงแผ่นดินทับที่ดินพิพาท มูลความแห่งคดีจึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนฟ้องเรียกค่าเวนคืนหรือไม่พอใจ ค่าเวนคืนจากการที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อจัดทำทางหลวงแผ่นดิน อันจะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่โจทก์มีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายไพโรจน์ แซ่จง
จำเลย — กรมทางหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 180/2560
#616932
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าออกทับที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นางสำอางค์ นิวาท
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 179/2560
#616931
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าออกทับที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นางบุญสอน คำจันทร์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 178/2560
#616930
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าออกทับที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นางบุญมี สาบาล
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 177/2560
#616929
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าออกทับที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นางเรียบ ฉิมนาม
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 176/2560
#616928
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าออกทับที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นางปราณี พรมลี
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 175/2560
#616927
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าออกทับที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและตามหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ศก ๑๔๑๒ เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นายดี โคศรี
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ