คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,180 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 446 -ที่ 449/2560
#609283
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินฝากในบัญชีธนาคารตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติให้ศาลไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการ หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น แม้ทรัพย์สินรายการนี้ ศาลจะได้วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้าน แต่ศาลก็ยังต้องไต่สวนคำร้องของผู้ร้องว่าทรัพย์สินรายการนี้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสี่สำนวนว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านทั้งหกในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ เรียกผู้คัดค้านทั้งสามในสำนวนที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4 ตามลำดับ และเรียกผู้คัดค้านในสำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้ร้องทั้งสี่สำนวนยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 55 รายการดังกล่าว พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 และ 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศโฆษณาแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านทั้งหก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนเงิน 717,420.47 บาท ในบัญชีเงินฝากธนาคารศรีนคร จำกัด สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X และดอกผลนับแต่วันอายัดให้แก่เด็กชายโยธิน คืนสร้อยข้อมือทองคำ 2 เส้น น้ำหนัก 3 บาทและกำไลข้อมือทองคำ 5 วง น้ำหนักวงละ 1 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ ให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงิน 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X และดอกผลนับแต่วันอายัดให้แก่เด็กชายโยธิน ให้สร้อยข้อมือทองคำ 2 เส้น น้ำหนัก 3 บาทและกำไลข้อมือทองคำ 5 วง น้ำหนักวงละ 1 บาท ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทุกสำนวนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ทรัพย์สินตามคำร้องที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าของนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า นางสมส่วน เป็นภริยานายไพโรจน์ ซึ่งเป็นพี่ชายผู้คัดค้านที่ 1 นางสมส่วนถูกฟ้องคดีอาญา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟย.4/2549 ของศาลอาญา ในความผิดฐานฟอกเงิน นางสมส่วนให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นางสมส่วนจึงเป็นผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนางสมส่วนนั้น เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนางสมส่วนตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา แต่นางสมส่วนก็มีความสัมพันธ์เป็นพี่สะใภ้ของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องมีนางชลธิชา เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2546 พยานสืบสวนสอบสวนคดีที่นางสมส่วนถูกดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และนางสมส่วนให้การตามบันทึกคำให้การว่า ปี 2539 นางสมส่วนได้รับยาเสพติดจากผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นน้องของสามี ในราคาถุงละ 8,500 บาท แล้วนำไปขายต่อให้แก่เพื่อนบ้านและเด็กๆ ในชุมชน ได้กำไรถุงละ 1,000 บาท และนางสาวไพรินทร์ บุตรนางสมส่วนให้การตามบันทึกคำให้การว่า นางสาวไพรินทร์ เป็นผู้รับยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีน และเฮโรอีน จากผู้คัดค้านที่ 1 โดยรับเมทแอมเฟตามีน มาในราคา 90,000 บาท แล้วขายไปในราคา 110,000 บาท ได้กำไรมัดละ 20,000 บาท รับมาครั้งละ 4 มัด ส่วนผงขาวนางไพรินทร์ก็รับจากผู้คัดค้านที่ 1 เช่นกัน บรรจุเป็นห่อแต่ละห่อมี 4 หลอด ขนาดของหลอดจะเปลี่ยนไปตามความต้องการของตลาด ผู้คัดค้านที่ 1 จะมีของกักตุนไว้ขายแก่ลูกค้าโดยตลอด แม้เหตุการณ์ตามที่นางชลธิชาเบิกความเป็นเรื่องที่รับฟังการบอกเล่ามาจากนางสมส่วนและนางสาวไพรินทร์ แต่ก็ไม่มีข้อให้ระแวงว่านางสมส่วนและนางสาวไพรินทร์ให้การเพื่อกลั่นแกล้งผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนพยานผู้คัดค้านที่ 1 คงอ้างตนเองเป็นพยานเพียงปากเดียว เบิกความเกี่ยวกับรายได้และการประกอบอาชีพ แต่ไม่นำพยานอื่นที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะนางสมส่วนและนางสาวไพรินทร์มาเบิกความโต้แย้งเกี่ยวกับคำให้การของนางสมส่วนและนางสาวไพรินทร์ พยานของผู้ร้องจึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานผู้คัดค้านที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนางสมส่วน ผู้กระทำความผิดมูลฐานฐานฟอกเงิน จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า บรรดาทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าของนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสาม ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีภาระในการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำร้องมีที่ดินรวม 11 แปลง คือ (1) ที่ดินโฉนดเลขที่ 44833 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ราคา 2,000,750 บาท (2) ที่ดินโฉนดเลขที่ 236832 อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคา 700,000 บาท (3) ที่ดินโฉนดเลขที่ 27850 อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ราคา 400,000 บาท (4) ที่ดินโฉนดเลขที่ 222145 อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคา 800,000 บาท (5) ห้องชุดเลขที่ 17/941 อาคารชุดวังหินคอนโดมิเนียม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ราคา 606,900 บาท (6) ที่ดินโฉนดเลขที่ 93274 อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคา 2,944,000 บาท (7) ที่ดินโฉนดเลขที่ 41832 อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ราคา 480,000 บาท (8) ที่ดินโฉนดเลขที่ 23260 อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคา 2,000,000 บาท (9) ที่ดินโฉนดเลขที่ 35356 อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราคา 1,500,000 บาท (10) ที่ดินโฉนดเลขที่ 35357 อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราคา 1,500,000 บาท (11) ที่ดินโฉนดเลขที่ 35358 อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราคา 1,500,000 บาท ทรัพย์สินที่เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารต่างๆ รวม 12 บัญชี ทรัพย์สินที่เป็นสร้อยคอทองคำ นาฬิกาข้อมือทองคำ และแหวนทองคำ สลากออมสินและพันธบัตรรัฐบาล รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 30 ล้านบาทเศษซึ่งเป็นทรัพย์สินจำนวนมาก

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งหกว่า ทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องที่ผู้คัดค้านทั้งหกได้มาก่อนที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับ ไม่สามารถใช้บังคับกับทรัพย์สินดังกล่าวได้ ในทำนองว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่มีผลย้อนหลังถึงการกระทำก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ เห็นว่า การให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นมาตรการทางแพ่งเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมมิใช่โทษทางอาญา บทบัญญัติในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงสามารถใช้บังคับกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดก่อนวันที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งหกฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับทรัพย์สิน เงินฝาก 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X และดอกผลที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนแก่เด็กชายโยธินนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและนำสืบว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมปองแล้ว ได้จัดการทรัพย์มรดกของนายสมปองโดยการปิดบัญชีเงินฝากของนายสมปองที่ธนาคารศรีนคร จำกัด และธนาคารออมสินแล้วนำเงินดังกล่าวซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากการรับจำนองที่ดิน 1 แปลง รวมไปเปิดบัญชีให้แก่เด็กชายโยธิน แต่ปรากฏว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวมีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชี เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 บัญญัติให้ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเองเป็นเจ้าของ จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้อำนาจแก่เจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นที่มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้าน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานผู้คัดค้านที่ 2 เองว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เป็นบัญชีเงินฝาก และทรัพย์ดังกล่าวก็มิใช่ทรัพย์มรดกของนายสมปองแล้ว เพราะอ้างว่าได้จัดการทรัพย์มรดกให้แก่เด็กชายโยธินแล้ว เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมปอง ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินเงินฝาก 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X และไม่มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของบุคคลอื่นได้ ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการยื่นคำร้องคัดค้านเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ผู้ร้องไม่ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้าน ที่ศาลล่างทั้งสองรับวินิจฉัยให้และพิพากษาให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่เด็กชายโยธินจึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินฝาก 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติให้ศาลไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการ หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น แม้ทรัพย์สินรายการนี้ ศาลจะได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้าน แต่ศาลก็ยังคงต้องไต่สวนคำร้องของผู้ร้องว่าทรัพย์สินรายการนี้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ เมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอีก สำหรับทรัพย์สินรายการนี้ คือ เงินฝาก 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง เลขที่ 00-0029-20-109XXX-X ชื่อบัญชี นางไพรัช เพื่อเด็กชายโยธิน นั้น ผู้คัดค้านที่ 2 นำสืบว่าเงินในบัญชีดังกล่าวเป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมปอง บิดาเด็กชายโยธินถอนจากบัญชีของนายสมปองที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) และธนาคารออมสิน มาฝากไว้ให้แก่เด็กชายโยธิน รวมกับเงินที่ได้รับจากการจำนองที่ดิน 1 แปลง เมื่อศาลฎีกาตรวจสอบบัญชีธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 017-2-25XXX-X และบัญชีธนาคารออมสิน เลขที่ 00-0029-063XXX-X ชื่อบัญชีนายสมปอง ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างส่ง นั้น ระบุว่า ณ วันที่ 15 กันยายน 2542 นายสมปองมีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จำนวน 584,867.73 บาท โดยไม่ปรากฏว่ามีรายการถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าว เช่นเดียวกับบัญชีธนาคารออมสินของนายสมปอง ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2542 มีเงินอยู่ในบัญชี จำนวน 74,917.93 บาท โดยไม่ปรากฏว่ามีรายการถอนเงินจากบัญชีตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างแต่อย่างใด ทั้งผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 หากจะจัดการทรัพย์มรดกให้แก่เด็กชายโยธิน ไม่น่าจะต้องรอเวลานานถึง 2 ปี จึงถอนเงินมาเปิดบัญชีให้แก่เด็กชายโยธิน เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 ซึ่งเป็นช่วงที่เครือญาติของผู้คัดค้านที่ 2 ถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดและกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรณีจึงเชื่อได้ว่าเงินจำนวน 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X ชื่อบัญชี นางไพรัช เพื่อเด็กชายโยธิน เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เงิน 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X ลำดับที่ 21 และดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทุกสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาวไพรัช กองกุหลาบ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบรรหาร มูลทวี
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2560
#606714
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยทั้งสองแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้น ดังนั้น นอกจากจำเลยทั้งสองจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งสองต้องให้การโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า มารดาจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2510 เป็นต้นมา เมื่อมารดาถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ถึงปัจจุบันโจทก์ไม่เคยโต้แย้งและคัดค้าน โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่านับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกอะไรบ้างรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความและเป็นการไม่ชอบ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายพิมพ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 534/2553 ของศาลชั้นต้น และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 15030 ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิมพ์ และเพิกถอนการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิมพ์กับจำเลยที่ 2 และให้ใส่ชื่อนายพิมพ์ในฐานะเจ้ามรดกในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 15030 ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 15030 ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์และนายหวางเป็นบุตรของนายพิมพ์กับนางบาง นายพิมพ์กับนางบางถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2556 นายหวางซึ่งไม่มีคู่สมรสถึงแก่ความตาย ก่อนที่นายพิมพ์จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับนางบาง นายพิมพ์กับนางจันทร์มีบุตรด้วยกัน คือ นายสันต์ นายแก้ว จำเลยที่ 1 และนางคำ โดยนางจันทร์ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนที่นายพิมพ์จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับนางบาง นายสันต์ นายแก้ว และนางคำ ถึงแก่ความตายแล้ว โดยนางคำถึงแก่ความตายหลังจากนายพิมพ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางคำ ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 15030 ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มีชื่อนายพิมพ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ วันที่ 26 มีนาคม 2553 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายพิมพ์ วันที่ 7 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่ตนเองในฐานะผู้จัดการมรดก และในวันเดียวกันได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ระบุว่าขายเพื่อชำระหนี้กองมรดกในราคา 500,000 บาท

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางจันทร์มารดาจำเลยที่ 1 โดยได้รับยกให้จากบิดามารดาของนางจันทร์ จึงมิใช่ทรัพย์มรดกของนายพิมพ์ นายพิมพ์สละการครอบครองที่ดินพิพาทโดยมอบการครอบครองแก่นางคำ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดก นางคำและจำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางจันทร์มารดาจำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางจันทร์ตามที่ให้การ โดยนำสืบว่าเป็นของนายพิมพ์ ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาต่อมาว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางจันทร์ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 และจำเลยทั้งสองมิได้ให้การอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายพิมพ์ด้วยเหตุนายพิมพ์สละการครอบครองที่ดินพิพาท และมิได้ให้การว่านางคำและจำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการครอบครองปรปักษ์ตามที่ฎีกาแต่อย่างใด จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เช่นกัน ทั้งฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความมรดก ด้วยเหตุโจทก์ไม่ได้ฟ้องแบ่งทรัพย์มรดก ภายในหนึ่งปี นับแต่นายพิมพ์ถึงแก่ความตาย นางคำและจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องกันมากว่า 10 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยทั้งสองแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ดังนั้น นอกจากจำเลยทั้งสองจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วจำเลยทั้งสองต้องให้การโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า นางคำมารดาจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2510 เป็นต้นมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 50 ปีมาแล้ว และเมื่อนางคำถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ถึงปัจจุบันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปีมาแล้ว โจทก์ไม่เคยโต้แย้งและคัดค้าน โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่านับแต่นายพิมพ์ถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกอะไรบ้างรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ซึ่งคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่า คดีขาดอายุความเรื่องฟ้องคดีมรดก และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีจึงขาดอายุความไปแล้ว คำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความและเป็นการไม่ชอบ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ฎีกาของจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้นางคำตามคำสั่งนายพิมพ์ และขอเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อให้ถูกต้องตามวิธีโอนสิทธิเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 โอนที่ดินแก่จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน ชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายพิมพ์เจ้ามรดกมิได้ทำพินัยกรรม เมื่อนายพิมพ์ถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกจึงตกแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายพิมพ์และในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิมพ์โอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายพิมพ์ให้แก่ตนเองในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนโอนขายต่อไปให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางคำทายาทของนายพิมพ์ มิได้โอนเป็นมรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาท ย่อมเป็นการโอนหรือการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบ อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงว่าแม้จดทะเบียนระบุว่าขายเพื่อชำระหนี้กองมรดกในราคา 500,000 บาท แต่ไม่มีการชำระเงิน จึงมิใช่การกระทำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ที่ศาลล่างพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ป.พ.พ. ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญชื่น พลเดช
จำเลย — นางเรียมจิต เล่ห์กล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธนกฤต กมลวัทน์
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ลาชิต ไชยอนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2560
#606705
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญายกให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามที่ปรากฏเป็นหลักฐานในการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน มีข้อความปรากฏเฉพาะการที่ พ. มารดาของจำเลยยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงหรือเงื่อนไขให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่ พ. ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง สัญญาให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับว่าถูกต้องสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องกับการที่จำเลยนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปจำนองเป็นหลักประกันการกู้เงินกับธนาคาร เช่นนี้ สัญญายกที่ดินพิพาทให้ตามฟ้องจึงไม่ใช่สัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยที่จะต้องตกเป็นโมฆะ สำหรับที่ดินพิพาทแปลงโฉนดเลขที่ 1876 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยรับกันว่า มีการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2547 ก่อนที่ พ. จะถึงแก่ความตายประมาณเกือบ 10 ปี แต่ไม่ปรากฏว่า พ. จะได้ดำเนินการในลักษณะที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น การมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือดำเนินคดี อีกทั้งโจทก์ทั้งสองนำสืบว่า รู้เรื่องราวดังกล่าวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ไม่ได้มีการจัดการหรือช่วยเหลือ พ. เพื่อให้จำเลยคืนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ พ. จำเลยให้การและนำสืบยืนยันข้อเท็จจริงตลอดมาว่า จำเลยไม่ได้เคยตกลงกับ พ. ที่จะโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองยังไม่มีน้ำหนักมากถึงขนาดที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์มรดก พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1876 และ 1877 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เป็นโมฆะ ให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทดังกล่าว หากสภาพแห่งนี้ไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1876 และเลขที่ 1877 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยกเว้นอาคาร ชนิด คสล. 2 ชั้น จำนวน 1 หลัง พื้นที่ 167 ตารางเมตร ตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคารหรือรื้อถอนอาคาร ให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยคนละหนึ่งในสามส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง หรือไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 สิงหาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ถือเอาใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือรื้อถอนอาคาร เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยเป็นบุตรของนางเพ็ญแก้ว กับนายประชิต เมื่อปี 2511 และปี 2516 ตามลำดับ นางเพ็ญแก้วแต่ผู้เดียวซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1876 และ 1877 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2540 นางเพ็ญแก้วจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1876 ให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวเป็นหลักประกันหนี้กู้ยืมเงินของจำเลยแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 นางเพ็ญแก้วจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1877 ให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2547 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวเป็นหลักประกันหนี้กู้ยืมเงินของจำเลยแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2556 นางเพ็ญแก้วถึงแก่ความตาย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนางเพ็ญแก้วหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญายกให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามที่ปรากฏเป็นหลักฐานในการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน มีข้อความปรากฏเฉพาะการที่นางเพ็ญแก้วมารดาของจำเลยยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงหรือเงื่อนไขให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่นางเพ็ญแก้ว ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างแต่อย่างใด สัญญาให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับว่าถูกต้องสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย และข้อเท็จจริงดังกล่าวก็สอดคล้องกันกับการที่จำเลยนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปจำนองเป็นหลักประกันการกู้เงินกับธนาคาร เช่นนี้ สัญญายกที่ดินพิพาทให้ตามฟ้องจึงไม่ใช่สัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและต้องตกเป็นโมฆะ ส่วนข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า นอกจากสัญญายกให้ดังกล่าวแล้วนางเพ็ญแก้วกับจำเลยยังตกลงสัญญากันด้วยวาจาว่า หากสามารถชำระหนี้เงินกู้จากธนาคารได้เสร็จสิ้นหมดแล้ว จำเลยจะโอนที่ดินคืนให้แก่นางเพ็ญแก้วนั้น เห็นว่า สำหรับที่ดินพิพาทแปลงโฉนดเลขที่ 1876 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยรับกันว่า มีการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2547 ก่อนที่นางเพ็ญแก้วจะถึงแก่ความตายประมาณเกือบ 10 ปี แต่ก็ไม่ปรากฏว่านางเพ็ญแก้วจะได้ดำเนินการในลักษณะที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น การมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือการดำเนินคดี และโจทก์ทั้งสองที่นำสืบเบิกความว่าก็รู้เรื่องราวดังกล่าวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ก็ไม่ได้มีการจัดการหรือช่วยเหลือนางเพ็ญแก้ว เพื่อให้จำเลยคืนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นางเพ็ญแก้ว โดยการให้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือดำเนินคดีกับจำเลยแต่อย่างใด เช่นนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีแต่พยานบุคคลที่ล้วนแต่มีส่วนได้เสียในทางคดีจึงมีน้ำหนักรับฟังได้น้อย จำเลยให้การและนำสืบยืนยันข้อเท็จจริงตลอดมาว่า จำเลยไม่ได้เคยตกลงกับนางเพ็ญแก้วที่จะโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสองยังไม่มีน้ำหนักมากถึงขนาดที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเพ็ญแก้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยและพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิราภรณ์ ทะคะสะคิ กับพวก
จำเลย — นางศศิธร อินทรายุทธหรือวรแสน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายนรเทพ สอนเผือก
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 432/2560
#607349
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ร้องสอดทั้งสามที่ได้รับการยกให้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ฉะนั้น เมื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองแล้วโอนขายต่อไปยัง อ. ตั้งแต่ปี 2544 ที่ดินพิพาทจึงไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกอีกต่อไป ผู้ร้องสอดทั้งสามแม้จะเป็นทายาทของเจ้ามรดกก็ไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาทแล้ว เพราะย่อมต้องมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1724 วรรคหนึ่ง และการที่ในปี 2550 จำเลยยังใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ฉบับเจ้าของที่ดิน ที่เคยแจ้งสูญหายไปนำเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทในนามของเจ้ามรดก ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดๆ แก่ทายาทของเจ้ามรดก การออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทในการนำเดินสำรวจของจำเลยในฐานะทายาทของเจ้ามรดกจึงเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์เป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทคนล่าสุดก็ย่อมเป็นเจ้าของมีสิทธิในที่ดินพิพาท

อนึ่ง ผู้ร้องสอดทั้งสามได้เข้ามาในคดีเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเป็นปฏิปักษ์ต่อโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แม้โจทก์จะได้ถอนฟ้องจำเลยไปหลังจากนั้น แต่ศาลชั้นต้นก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาในฐานที่โจทก์กับผู้ร้องสอดทั้งสามพิพาทกันในที่ดินพิพาท ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีและคำขอของโจทก์ที่เดิมขอให้บังคับจำเลยโดยขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทนั้นอยู่ในสภาพที่เปิดช่องให้บังคับแก่ผู้ร้องสอดทั้งสามผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทได้ จึงชอบที่จะบังคับให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ มิใช่แต่เพียงยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสามเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการขอเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 27459, 27460 และ 27461 ตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องสอดทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความว่า ผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นบุตรของเจ้ามรดกกับนางตีเส๊าะหรือติเสาะ ส่วนจำเลยเป็นบุตรของเจ้ามรดกกับนางเส๊าะก่อนเจ้ามรดกจะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสาม ผู้ร้องสอดทั้งสามแบ่งแยกกันครอบครองเป็นส่วนสัดและทำประโยชน์ตลอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 30 ปี โดยจำเลยไม่เคยเกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2531 เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยทราบดีว่าไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทแต่มีเจตนาทุจริตไปร้องขอให้ศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก โดยที่ผู้ร้องสอดทั้งสามไม่ทราบ หลังจากนั้นจำเลยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาท ฉบับเจ้าของที่ดินสูญหายซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องสอดที่ 1เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงออกใบแทน (น.ส. 3 ก.) ให้ ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 จำเลยจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกและโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเอง จากนั้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่นายอนันต์ และมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในเวลาต่อมาอีกหลายรายการ โจทก์เป็นผู้รับโอนการขายฝากจากนางจริยา เป็นรายสุดท้าย โดยโจทก์ไม่ได้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่ามีผู้ใดครอบครองทำประโยชน์อยู่หรือไม่ ทั้งโจทก์ไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์แต่ประการใด โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนเมื่อปี 2550 จำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทฉบับเจ้าของที่ดิน ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องสอดทั้งสามไปเป็นหลักฐานในการขอรังวัดออกโฉนดที่ดินรวม 3 แปลง โดยแต่ละแปลงมีเนื้อที่เท่ากับส่วนที่ผู้ร้องสอดแต่ละคนครอบครอง ในปี 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก แต่ผู้ร้องสอดที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทและจดทะเบียนแบ่งแยกให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 2 และที่ 3 ได้ เนื่องจากจำเลยขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาท หากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอของโจทก์หรือพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินตามฟ้องจะกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องสอดทั้งสาม จึงจำเป็นที่ผู้ร้องสอดทั้งสามจะร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมาย ขอให้รับคำร้องสอดและพิพากษายกฟ้องโจทก์ กับให้เพิกถอนใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาท และรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ได้กระทำภายหลังการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ฉบับดังกล่าว และพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 27459, 27460 และ 27461 ตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เป็นโฉนดที่ดินที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสามเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสาม

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสาม กับให้ผู้ร้องสอดทั้งสามชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

ผู้ร้องสอดทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 685 ตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา และให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ดังกล่าวทุกรายการที่ได้กระทำภายหลังจากการออกใบแทนดังกล่าว และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้องสอดทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงินรวม 20,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 685 ตำบลนาทวีอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา มีชื่อนายมะเซ็นหรือหมะเซ็น เจ้ามรดก เป็นเจ้าของ ผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นบุตรของเจ้ามรดกกับนางตีเส๊าะหรือติเสาะ ภริยาคนแรก จำเลยเป็นบุตรของเจ้ามรดกกับนางเส๊าะ ภริยาคนที่สอง เจ้ามรดกถึงแก่ความตายในปี 2531 มีจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลจังหวัดสงขลา ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2541 (ขณะนั้นศาลจังหวัดนาทวีซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในคดียังไม่เปิดทำการ) ต่อมาจำเลยแจ้งว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทสูญหาย ทางราชการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้ หลังจากนั้นวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทไปเป็นของตนเองแล้วในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยโอนขายต่อไปยังนายอนันต์ จากนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อ ๆ กันมาจนในวันที่ 17 ตุลาคม 2556 นางสาวจริยา ในฐานะเจ้าของได้จดทะเบียนขายฝากแก่โจทก์มีกำหนด 6 เดือน ในราคา 2,500,000 บาท และครบกำหนดเวลาไถ่แล้ว ทั้งนี้ การจดทะเบียนแต่ละครั้งดังกล่าวได้ดำเนินการโดยอาศัยใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ตลอดมา ขณะเดียวกันในปี 2550 ทางราชการได้ดำเนินการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในท้องที่ที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ สำหรับที่ดินพิพาทมีการออกโฉนดที่ดินในนามของเจ้ามรดกโดยแบ่งแยกเป็น 3 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27459, 27460 และ 27461 ในปี 2552 ผู้ร้องสอดที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกเพื่อจัดการกับที่ดินทั้งสามแปลงศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก แต่ผู้ร้องสอดที่ 1 ไม่อาจจัดการมรดกเกี่ยวกับที่ดินทั้งสามแปลงได้ เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้ หลังจากนั้นในปี 2553 ผู้ร้องสอดทั้งสามร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรนาทวี ให้ดำเนินคดีจำเลย พนักงานอัยการจังหวัดนาทวีฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหาว่า จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามคำสั่งศาลกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของเจ้ามรดกและผู้ร้องสอดทั้งสามซึ่งเป็นทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบมาตรา 353 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษแล้วกับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,500,000 บาท แก่ผู้ร้องสอดทั้งสาม คดีถึงที่สุด ผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นฝ่ายเก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกเป็น 3 แปลง อยู่ในปัจจุบัน

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์หรือผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า หากที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่เจ้ามรดกยกให้ผู้ร้องสอดทั้งสามตั้งแต่เมื่อครั้งเจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ โดยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 685 สำหรับที่ดินพิพาท ให้ไว้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 ดังที่อ้างมาในคำร้องสอดแล้ว เหตุใดในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในท้องที่ ที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ จำเลยจึงมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 685 สำหรับที่ดินพิพาท ฉบับเจ้าของที่ดิน ไปแสดงในการนำเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานผู้ทำการเดินสำรวจ ข้อที่ผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 3 เบิกความว่า ผู้ร้องสอดทั้งสามเป็นฝ่ายนำเดินสำรวจที่ดินพิพาท จำเลยนำเดินสำรวจที่ดินแปลงอื่นนั้น ก็ขัดแย้งกับที่ปรากฏในใบไต่สวน อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นฝ่ายนำเดินสำรวจที่ดินพิพาทในฐานะที่เป็นทายาทของเจ้ามรดก โดยแสดงบัญชีเครือญาติไว้ที่ด้านหลังบันทึกถ้อยคำ (ทายาทนำเดิน) ระบุเฉพาะพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยเท่านั้น ไม่ได้มีผู้ร้องสอดทั้งสามเข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใดดังที่ผู้ร้องสอดทั้งสามรับมาในคำแก้ฎีกา ผู้ร้องสอดที่ 3 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์รับว่า ลายมือชื่อที่ปรากฏในใบไต่สวนและบันทึกถ้อยคำประกอบเป็นของจำเลย ข้ออ้างของผู้ร้องสอดทั้งสามจึงเลื่อนลอย ขัดต่อพยานหลักฐาน รับฟังเป็นจริงไม่ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ร้องสอดทั้งสามที่ได้รับการยกให้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ฉะนั้น เมื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองแล้วโอนขายต่อไปยังนายอนันต์ ตั้งแต่ปี 2544 ที่ดินพิพาทจึงไม่ได้เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกอีกต่อไป ผู้ร้องสอดทั้งสามแม้จะเป็นทายาทของเจ้ามรดกก็ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทแล้ว เพราะย่อมต้องมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1724 วรรคหนึ่ง และการที่ในปี 2550 จำเลยยังใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ฉบับเจ้าของที่ดิน ที่เคยแจ้งสูญหายไปนำเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทในนามของเจ้ามรดก ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่ทายาทของเจ้ามรดก การออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทในการนำเดินสำรวจของจำเลยในฐานะทายาทของเจ้ามรดกจึงเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์เป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทคนล่าสุดก็ย่อมเป็นเจ้าของมีสิทธิในที่ดินพิพาท

อนึ่ง ผู้ร้องสอดทั้งสามได้เข้ามาในคดีเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเป็นปฏิปักษ์ต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แม้โจทก์จะได้ถอนฟ้องจำเลยไปหลังจากนั้น แต่ศาลชั้นต้นก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาในฐานที่โจทก์กับผู้ร้องสอดทั้งสามพิพาทกันในที่ดินพิพาท ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีและคำขอของโจทก์ที่เดิมขอให้บังคับจำเลยโดยขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทนั้นอยู่ในสภาพที่เปิดช่องให้บังคับแก่ผู้ร้องสอดทั้งสามผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาทได้ จึงชอบที่จะบังคับให้เป็นไปตามคำขอของโจทก์ มิใช่แต่เพียงยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสามเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ผู้ร้องสอดทั้งสามชนะคดีมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทที่แบ่งแยกออกเป็น 3 แปลงตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27459, 27460 และ 27461 ตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา และยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสาม ให้ผู้ร้องสอดทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1724
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 249 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สิบเอกโกเมศ จิปิภพ
ผู้ร้องสอด — นายยาเบด หลีสหัด กับพวก
จำเลย — นายหะซัน หลีสหัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายศรจิตร สอนศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2560
#620188
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โจทก์จึงมีหน้าที่และอำนาจในการจัดการมรดกตามที่ ป.พ.พ. บรรพ 6 ลักษณะ 4 บัญญัติไว้ การที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าโจทก์ไม่สามารถจัดการมรดกในส่วนที่ดินมีโฉนดได้เพราะทายาทไม่ให้ความร่วมมือ ไม่เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นร่วมกันในการจัดการและปันทรัพย์มรดก แม้จะเป็นจริงดังโจทก์กล่าวอ้างโจทก์ก็มีอำนาจดำเนินการจัดการและปันทรัพย์มรดกไปได้โดยไม่ต้องจัดประชุม เพราะอาจมีทายาทที่ไม่เห็นด้วยไม่เข้าร่วมประชุมอันจะทำให้การจัดการมรดกติดขัดหรือหยุดชะงักลง ทำให้เกิดความเสียหายกับการจัดการและปันทรัพย์มรดกได้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างว่า ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขนาดว่าจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกร่วมกับโจทก์ ขัดขวางหรือโต้แย้งสิทธิในการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์จนไม่สามารถจัดการมรดกได้ โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1184, 1186, 1203 และ 1206 ตำบลหนองหม้อ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ออกขายนำเงินมาแบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1184, 1186, 1203 และ 1206 ตำบลหนองหม้อ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งเท่า ๆ กันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 และทายาทของจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย และคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบตำรวจวิภรณ์ ผู้ตาย กับนางทุเรียน ผู้ตาย ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2521 ศาลมีคำสั่งตั้งนางทุเรียนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่นางทุเรียนจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นก็ถึงแก่ความตายก่อน ศาลจึงมีคำสั่งตั้งโจทก์และจำเลยที่ 5 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ต่อมาศาลมีคำสั่งถอนจำเลยที่ 5 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว โจทก์รวบรวมทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งมีอยู่หลายรายการและโจทก์เห็นว่าทรัพย์มรดกส่วนที่เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1176, 1184, 1186, 1203 และ 1206 ตำบลหนองหม้อ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นทรัพย์มรดกที่ทายาทควรเจรจาตกลงกันและแบ่งปันกันได้โจทก์จึงขอนัดประชุม แต่ไม่อาจประชุมและเจรจากันได้ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้องทายาททั้งห้าเป็นจำเลย ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งห้านำที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวออกขาย แล้วนำเงินมาแบ่งปันกันตามสัดส่วนเท่า ๆ กันระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้า

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์แต่ผู้เดียวเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกตามคำสั่งศาล โจทก์จึงมีหน้าที่และมีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 ว่าด้วยวิธีการจัดการและปันทรัพย์มรดกได้บัญญัติไว้ โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความแต่เพียงว่าโจทก์ไม่สามารถจัดการทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นที่ดินมีโฉนดดังกล่าวได้ เพราะทายาทไม่ให้ความร่วมมือไม่มาเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังความเห็นร่วมกันในการจัดการและปันทรัพย์มรดก ถึงแม้หากข้อเท็จจริงจะเป็นดังเช่นที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการและปันทรัพย์มรดกก็มีอำนาจที่จะดำเนินการจัดการและปันทรัพย์มรดกไปได้โดยไม่จำต้องจัดประชุม เพราะหากถือเป็นหลักว่าโจทก์ต้องจัดประชุมก่อนให้ได้ เช่นนี้ ทายาทที่ไม่เห็นด้วยกับการที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกก็จะไม่เข้าร่วมประชุมและทำให้การจัดการมรดกที่ควรจะดำเนินการต่อไปให้เสร็จเรียบร้อยไปได้โดยรวดเร็วต้องติดขัดหรือหยุดชะงักลง ความเสียหายก็จะเกิดขึ้น กับการจัดการและปันทรัพย์มรดก ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างว่าทายาทไม่เข้าร่วมประชุม ยังไม่อาจรับฟังได้ถึงขนาดว่าจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกร่วมกับโจทก์ ขัดขวางหรือโต้แย้งสิทธิในการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์จนไม่สามารถจัดการมรดกได้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นางสาวสุจิตร พัวพรพงศ์ ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของจ่าสิบตำรวจวิภรณ์ พัวพรพงศ์
จำเลย — นายสมชาย พัวพรพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายชัชวาล กันฉาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 420/2560
#607370
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290, 297 (8) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 จำคุกคนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่นมีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้ยกฟ้อง เป็นฎีกาดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 290, 297

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 297 (8) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองมีอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกคนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันพิพากษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 297 (8) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองมีอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกคนละ 4 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่นมีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันพิพากษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก การที่ศาลชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน เท่ากับศาลอุทธรณ์ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองมิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้พิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการฎีกาดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี — นายพงษธร เศรษฐถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางอลิศรา มานะจิตต์
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
พิศล พิรุณ
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2560
#607369
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยชกต่อยผู้ตายโดยใช้มือขวาข้างเดียว ชกประมาณ 5 ถึง 6 หมัด ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาที อ. พยานโจทก์อยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 5 เมตร ย่อมสามารถเห็นจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายได้ชัดเจน หากจำเลยมีอาวุธอยู่ในมือผู้ตายต้องได้รับบาดแผลหลายแผล แต่ปรากฏว่าผู้ตายถูกแทงเพียงแห่งเดียวที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้าย คำเบิกความพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ กรณีมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงผู้ตายหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 289, 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอำไพ มารดาของนายณัฐภัทร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงนายณัฐภัทรหรือแบงค์ ผู้ตาย ที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และมีคนร้ายใช้เหล็กแหลมแทงนายเจนณรงค์หรือบ่าว ผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณสะเอวด้านหลังทะลุหน้าท้อง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ให้รับอันตรายสาหัส และมีคนร้ายใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงนายณัฐพงษ์หรือณัฐ ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้ายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่าเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ขับรถจักรยานยนต์ผ่านวิทยาลัยเทคนิคพัทลุง นายสิทธิโชคหรือกลั้ว และจำเลยกับพวกรวมประมาณ 8 คน ขับรถจักรยานยนต์มาประกบ นายสิทธิโชคและจำเลยพูดกับพวกว่าลงไปต่อยดีกว่าแล้วขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าผู้เสียหายที่ 1 กับพวกไป วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 20 นาฬิกา นายณัฐภัทร ผู้ตาย ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 นายอนุศักดิ์หรืออี๊ด และนายสุธรรมหรือสอง เดินทางไปดูหนังตะลุงที่โรงเรียนวัดนาท่อม ผู้เสียหายที่ 1 พบเพื่อนอีก 2 คน จึงเดินไปด้วยกัน ขณะเดินไปโรงหนังตะลุงพบ

นายสิทธิโชคกับพวกอีก 3 ถึง 4 คน เดินสวนทางมา นายสิทธิโชคเดินเข้ามาหา ผู้เสียหายที่ 1 จึงชกนายสิทธิโชคแล้วชกต่อยกัน พวกของนายสิทธิโชคเข้ามาช่วยนายสิทธิโชค เมื่อพวกของผู้เสียหายที่ 1 เดินเข้ามา นายสิทธิโชคจึงวิ่งหนีไปทางเสาธง แล้วถูกนายอนุศักดิ์จับตัวไว้ พวกของนายสิทธิโชคซึ่งนั่งอยู่บริเวณเสาธงจึงวิ่งเข้ามา นายอนุศักดิ์ปล่อยตัวนายสิทธิโชค ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเข้าไปล็อกคอนายสิทธิโชคไว้ นายโกศลหรือหนวด กับพวกอีก 3 คน เข้ามาทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ผู้ตายเข้ามาช่วยกระชากมือดึงผู้เสียหายที่ 1 จนล้ม พวกของนายสิทธิโชคเข้ารุมทำร้ายผู้ตาย โดยนายโกศลยืนทางด้านหลังล็อกคอผู้ตายไว้ จำเลยใช้เหล็กแหลมยาวประมาณ 5 นิ้ว แทงผู้ตายที่บริเวณอกด้านซ้าย แล้วต่างฝ่ายต่างวิ่งหนีเพราะมีคนตะโกนว่าตำรวจมา ผู้ตายบอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าถูกผู้ชายรูปร่างสูงผิวขาวแทงด้วยขณะเข้าไป

ล็อกคอนายสิทธิโชค ร้อยตำรวจตรีอนูญหรืออนุญ รองสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธรโคกชะงายซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในที่เกิดเหตุพบผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสองจึงนำส่งโรงพยาบาลพัทลุง ร้อยตำรวจเอกนพรัตน์ พนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วเดินทางไปที่โรงพยาบาลพัทลุง ปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โดยแพทย์ตรวจพบบาดแผลถูกแทงด้วยวัตถุมีคมที่ใต้ราวนมด้านซ้ายถึงแก่ความตายเพราะเสียเลือดมากจากบาดแผลถูกแทง ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดขอบไม่เรียบลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง และบาดแผลถูกแทงที่บริเวณหน้าท้องด้านขวาส่วนล่าง พบบาดแผลทะลุบริเวณเอวขวาด้านหลัง ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลถูกของมีคมลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้าย วันที่ 29 มีนาคม 2556 พันตำรวจโทพีรสินธุ์ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยในชั้นแจ้งข้อกล่าวหาและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยนำสืบว่า คืนเกิดเหตุจำเลยไปดูการแสดงหนังตะลุงกับนายสิทธิโชค และพวกอีก 3 คน ขณะนั่งดูหนังตะลุงนายสิทธิโชคเดินออกไป ต่อมามีคนพูดว่า

นายสิทธิโชคถูกทำร้าย จำเลยจึงไปบอกมารดานายสิทธิโชค แล้วไม่ได้กลับไปที่เกิดเหตุอีก หลังเกิดเหตุ 2 วัน ร้อยตำรวจตรีสำเร็จมาตามจำเลยไปให้การในฐานะพยาน แต่ไม่พบพนักงานสอบสวน จำเลยจึงเดินทางกลับ ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า นายสุธรรมและนายอนุศักดิ์ประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เห็น

นายโกศลล็อกคอผู้ตายแล้วจำเลยชกต่อยผู้ตายลักษณะเหมือนจ้วงแทงที่บริเวณหน้าอกผู้ตาย เชื่อว่าจำเลยเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตายจริงนั้น ได้ความตามที่นายสุธรรมเบิกความว่า นายโกศลเป็นคนล็อกผู้ตายและจำเลยเป็นคนใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตาย แต่ตอบคำถามที่ปรึกษากฎหมายจำเลยถามค้านว่า

ขณะผู้ตายถูกแทงนายสุธรรมอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร ตอนที่ผู้ตายถูกรุมทำร้าย นายสุธรรมมองจากข้างนอกไม่ค่อยเห็นว่าใครทำอะไร เมื่อพบพนักงานตำรวจที่โรงพยาบาลนายสุธรรมไม่ได้บอกว่าคนร้ายเป็นใคร ในชั้นสอบสวนนายสุธรรมให้การครั้งแรกว่า ตอนที่เห็นจำเลยเข้าไปชกผู้ตาย นายสุธรรมเห็นทางด้านข้าง ตอนนั้นผู้ตายหันหน้าไปทางวัด ส่วนจำเลยหันหน้าเข้าหาผู้ตาย ต่อมามีการให้การต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าสหวิชาชีพ นายสุธรรมได้ให้การใหม่ต่างจากคำให้การเดิม นายสุธรรมให้การวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 แต่บันทึกคำให้การ นายสุธรรมให้การในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 หลังจากเกิดเหตุ 6 เดือนเศษ นายสุธรรมมีเวลาคิดไตร่ตรองที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะเมื่อเกิดเหตุแล้วนายสุธรรมตามไปดูผู้ตายและผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ที่โรงพยาบาลได้พบกับเจ้าพนักงานตำรวจแต่ก็ไม่บอกเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยเป็นคนร้ายใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตาย ต่อมาอีก 7 วัน เมื่อนายสุธรรมมาให้การกับพนักงานสอบสวน นายสุธรรมก็ยังไม่ให้การว่าจำเลยเป็นผู้แทงผู้ตาย ส่วนนายอนุศักดิ์เบิกความตอบโจทก์ว่าขณะที่นายโกศลล็อกตัวผู้ตาย เห็นจำเลยชกต่อยผู้ตายบริเวณหน้าอกจึงเชื่อว่าจำเลยน่าจะเป็นคนแทงผู้ตาย นายอนุศักดิ์ไม่เห็นมีดที่จำเลยถืออยู่แต่อย่างใด ขณะนั้นอยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 5 เมตร แต่นายอนุศักดิ์เบิกความตอบที่ปรึกษากฎหมายจำเลยถามค้านว่าเห็นผู้ตายและจำเลยตอนชกต่อยกันด้านข้าง เห็นว่า จำเลยชกต่อยผู้ตายโดยใช้มือขวาข้างเดียว จำเลยชกผู้ตายประมาณ 5 ถึง 6 หมัด ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาที เห็นว่าคำเบิกความของนายอนุศักดิ์ไม่น่าเชื่อถือ เพราะนายอนุศักดิ์อยู่ห่างจากผู้ตายประมาณ 5 เมตร ย่อมสามารถเห็นจำเลยใช้อาวุธแทงผู้ตายได้ชัดเจน

นายอนุศักดิ์เบิกความตอบคำถามค้านว่า จำเลยต่อยผู้ตายประมาณ 5 ถึง 6 หมัด หากจำเลยมีอาวุธอยู่ในมือผู้ตายต้องได้รับบาดแผลหลายแผลแต่ปรากฏว่าผู้ตายถูกแทงเพียงแห่งเดียวที่บริเวณใต้ราวนมด้านซ้าย คำเบิกความของนายสุธรรมและนายอนุศักดิ์มีน้ำหนักไม่น่าเชื่อถือ กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนใช้เหล็กแหลมเป็นอาวุธแทงผู้ตายหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพัทลุง
โจทก์ร่วม — นางอำไพ น้อยฤทธิ์
จำเลย — นายจักราวุธหรือป๊อบ เหมือนเนียม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพัทลุง — นายวันชัย รัตนสุรการย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมศักดิ์ เนตรมัย
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พิศล พิรุณ
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 415/2560
#607975
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี และมาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นอันเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลยซึ่งไม่เป็นการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 และมาตรา 183 ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17/2559)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 340, 340 ตรี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 9,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบลูกตุ้มเหล็ก 1 อัน ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสถิตย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุสิบเจ็ดปีเศษ พิจารณาถึงความรู้ผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลยทั้งสองแล้ว สมควรพิพากษาลงโทษโดยลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คืนลูกตุ้มเหล็ก 1 อัน ของกลางแก่เจ้าของให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี และมาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นอันเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลยซึ่งไม่เป็นการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 และมาตรา 183 ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 83 ม. 340 วรรคแรก ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 142 (1) ม. 183
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดหนองบัวลำภู
ผู้ร้อง — นาย ส.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภู — นางสาวดวงพร ภู่เกิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พิศล พิรุณ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 413/2560
#607648
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ผู้พิพากษาลงลายมือชื่อรับรองตามกฎหมายแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมมีกำหนดโทษขั้นต่ำ 3 เดือน อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 บัญญัติว่า "คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว ให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใด..." ดังนั้น การพิจารณาว่าจำเลยจะอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงว่าไม่ได้กระทำความผิดได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอย่างคดีธรรมดา คือ พิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดี ซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุก 6 เดือน อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปรับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 3 เดือน นับแต่วันพิพากษา อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย ไม่เป็นการลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 18 อันจะเข้ากรณียกเว้นที่จะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้ให้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผู้อนุญาต จึงเป็นการไม่ชอบ ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 193 ตรี

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17/2559)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายไพรัตน์ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ก่อนเริ่มสืบพยาน โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 5,510 บาท ค่าขาดประโยชน์ในการประกอบอาชีพ 50,000 บาท ค่าทำขวัญ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 105,510 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 3 เดือน นับแต่วันพิพากษา โดยหักวันควบคุมให้ด้วย ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 25,510 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมมีกำหนด 3 เดือน นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ผู้พิพากษาลงลายมือชื่อรับรองตามกฎหมายแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิดแต่ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 3 เดือน อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 บัญญัติว่า "คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว ให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใด..." ดังนั้น การพิจารณาว่าจำเลยจะอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงว่าไม่ได้กระทำความผิดได้หรือไม่นั้นต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอย่างคดีธรรมดาคือพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุก 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปรับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 3 เดือน นับแต่วันพิพากษา อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย ไม่เป็นการลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 อันจะเข้ากรณียกเว้นที่จะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้ให้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผู้อนุญาต จึงเป็นการไม่ชอบ ขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว

อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงหนัก บาดแผลของโจทก์ร่วมใช้เวลารักษาประมาณ 7 วัน ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นผู้เยาว์กระทำในขณะมึนเมาด้วยความคึกคะนอง หลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วนแล้ว โจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาอีกต่อไป นับว่าจำเลยรู้สึกสำนึกในความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควรแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกาจึงเปลี่ยนแปลงไป เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดและต้องโทษจำคุกมาก่อน การส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมในระยะสั้นไม่น่าจะเหมาะสม ควรให้บิดามารดาอบรมดูแลจักเป็นประโยชน์แก่จำเลยมากกว่า กรณีมีเหตุสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี เห็นควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยมีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 193 ตรี
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 180
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นายไพรัตน์ นิสราช
จำเลย — นายนพคุณหรือนพ ห้วยใหญ่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นายนิวัฒ ทั่งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
พิศล พิรุณ
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 381/2560
#607969
เปิดฉบับเต็ม

ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นกรมธรรม์ที่ออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งบังคับให้เจ้าของรถจะต้องจัดให้มีการประกันตามมาตรา 7 ดังนั้น เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายเบื้องต้น 13,883 บาท ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจาก ส. ผู้ขับรถโดยสารประจำทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะประมาทเลินเล่อได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 อันเป็นสิทธิไล่เบี้ยที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายเฉพาะ ทั้งจำเลยเป็นนายจ้างของ ส. ผู้ซึ่งได้กระทำละเมิดไปในทางการที่จ้าง แม้จำเลยจะมิใช่บุคคลตามมาตรา 31 ก็ตาม แต่นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวจากจำเลยได้ด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 14,777 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,883 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 13,883 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 พฤษภาคม 2551) ต้องไม่เกิน 894 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายของศาลฎีกา จำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขนว ขอนแก่น 953 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ไว้จากนายสร้อย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 เวลา 22.05 นาฬิกา นายสมจิตร ลูกจ้างของจำเลยขับรถโดยสารประจำทางสาย 40 หมายเลขทะเบียน 13 - 9834 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างของจำเลยโดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์เป็นผู้รับประกันภัย เป็นเหตุให้นายสันติ ผู้ขับรถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บ โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลของนายสันติ ผู้ประสบภัยจากรถให้บริษัทโรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2550 เป็นเงิน 13,883 บาท ตามใบแจ้งเรียกเก็บเงินและใบอนุมัติค่าสินไหมผู้ประสบภัย

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงผู้ประกอบการ จำเลยไม่ใช่เจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถ ผู้ซึ่งอยู่ในรถหรือผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เป็นกรมธรรม์ที่ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งบังคับให้เจ้าของรถจะต้องจัดให้มีการประกันตามมาตรา 7 ดังนั้น เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายเบื้องต้น 13,883 บาท ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 3 แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากนายสมจิตร ผู้ขับรถโดยสารประจำทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะประมาทเลินเล่อได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 อันเป็นสิทธิไล่เบี้ยที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายเฉพาะ ทั้งจำเลยเป็นนายจ้างของนายสมจิตรซึ่งได้กระทำละเมิดไปในทางการที่จ้าง แม้จำเลยจะมิใช่บุคคลตามมาตรา 31 ก็ตาม แต่นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวจากจำเลยได้ด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสมอาจ พิมพ์โพธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
เกษม เกษมปัญญา
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2560
#607988
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ตามบทนิยามของ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 4 มิได้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบในการผลิตข่าวแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้นำสืบพยานให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับข่าวตามที่โจทก์นำมาฟ้องอย่างไร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทได้

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสื่ออิเล็กทรอนิกส์เว็บไซต์มติชนออนไลน์ เป็นผู้นำเสนอข่าวสารทางระบบคอมพิวเตอร์ในนามของตนเอง คือเว็บไซต์มติชนออนไลน์ จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้ให้บริการตามบทนิยามของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 และการที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์เสนอข่าวใด ๆ ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของและเป็นผู้ให้บริการ ยินยอมให้มีการนำเสนอข่าวดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าได้มอบให้บุคคลอื่นควบคุมดูแลบริหารจัดการเว็บไซต์โดยจำเลยที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องกับข่าวดังกล่าวเลยหาได้ไม่ เพราะบทกฎหมายข้างต้นมีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์จะควบคุมการทำหน้าที่ของผู้ให้บริการโดยเฉพาะ

โจทก์มิได้เป็นแกนนำหรือเข้าร่วมการชุมนุมตามข่าวที่ปรากฏ ถือได้ว่าข่าวหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวโจทก์เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ เมื่อข่าวดังกล่าวระบุว่าการชุมนุมมีการนำรถบรรทุกสิบล้อมาปิดถนน อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้รถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งตามข่าวระบุว่าเป็นแกนนำการชุมนุมได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงได้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้บริการยินยอมให้มีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชน จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1)

หนังสือพิมพ์รายวันมติชนของจำเลยที่ 1 เผยแพร่และวางจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร ส่วนเว็บไซต์มติชนออนไลน์ก็เผยแพร่โดยระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวได้ทั่วราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าการกระทำตามฟ้องเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 83 ให้จำเลยทั้งสองโฆษณาคำพิพากษาของศาลในระบบคอมพิวเตอร์ เว็บไซต์มติชนออนไลน์และหนังสือพิมพ์มติชน (รายวัน) ในหน้าแรกสุดเป็นเวลา 7 วัน

ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ให้บริการ จงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนกับฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาตามฟ้อง ข้อ 2.1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 30,000 บาท ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาตามฟ้อง ข้อ 2.2 ปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 40,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อให้ได้ใจความในระบบคอมพิวเตอร์เว็บไซต์มติชนออนไลน์และในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันในหน้าแรกสุดเป็นเวลา 7 วัน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เคยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ได้รับพระราชทานยศพันตำรวจเอก ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหลายแห่งจนเกษียณอายุราชการ ต่อมาโจทก์ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านตูล อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และประกอบอาชีพทนายความ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ ออกหนังสือพิมพ์รายวัน และประกอบกิจการสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันมติชนและสื่ออิเล็กทรอนิกส์เว็บไซต์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2556 มีการเสนอข่าวในเว็บไซต์มติชนออนไลน์ว่า มีกลุ่มชาวสวนยางจากหลายอำเภอในจังหวัดนครศรีธรรมราช และจากจังหวัดพัทลุงกว่า 1,000 คน สมทบกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มในพื้นที่ได้เดินทางมารวมตัวที่บริเวณสี่แยกตำบลควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อประท้วงให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางพารา โดยมีพันตำรวจเอกพิทักษ์ ร่วมเป็นแกนนำ รายละเอียดตามข่าวในเว็บไซต์มติชนออนไลน์ หลังจากนั้นมีการเสนอข่าวการประท้วงโดยมีรายละเอียดทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นแกนนำการประท้วงในหนังสือพิมพ์รายวันมติชน ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม 2556 ตามข่าวหนังสือพิมพ์มติชน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันมติชนและสื่ออิเล็กทรอนิกส์เว็บไซต์มติชนออนไลน์ เมื่อมีการเสนอข่าวเกษตรกรชุมนุมประท้วงในหนังสือพิมพ์มติชน และในเว็บไซต์มติชนออนไลน์มีข้อความทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามฟ้อง เห็นว่า สำหรับข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์รายวันมติชน นั้น ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นบทกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ ได้กำหนดบทนิยามไว้ในมาตรา 4 ว่า ผู้พิมพ์ หมายความว่า บุคคลซึ่งจัดการและรับผิดชอบในการพิมพ์ ผู้โฆษณา หมายความว่า บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการจัดให้สิ่งพิมพ์แพร่หลายด้วยประการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการขายหรือให้เปล่า บรรณาธิการ หมายความว่า บุคคลผู้รับผิดชอบในการจัดทำและควบคุมเนื้อหา ข้อความหรือภาพที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ รวมทั้งวัสดุหรือเอกสารที่แทรกในหนังสือพิมพ์โดยความเห็นชอบของบรรณาธิการด้วย เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ตามบทนิยามดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคคลข้างต้นเหล่านี้ในกิจการหนังสือพิมพ์ไว้โดยชัดเจน โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกิจการหนังสือ พิมพ์มิได้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบในการผลิตข่าวแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้นำสืบพยานให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับข่าวอย่างไร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับข่าวที่ลงในเว็บไซต์มติชนออนไลน์ ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้บริการตามกฎหมาย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้บทนิยามผู้ให้บริการว่า หมายความว่า (1) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่นโดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเองหรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น (2) ฯลฯ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสื่ออิเล็กทรอนิกส์เว็บไซต์มติชนออนไลน์ เป็นผู้นำเสนอข่าวสารทางระบบคอมพิวเตอร์ในนามของตนเองคือ เว็บไซต์มติชนออนไลน์ จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้ให้บริการตามบทนิยามของบทกฎหมายดังกล่าว และการที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์เสนอข่าวใดๆ ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของและเป็นผู้ให้บริการยินยอมให้มีการนำเสนอข่าวดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าได้มอบให้บุคคลอื่นควบคุมดูแลบริหารจัดการเว็บไซต์ โดยจำเลยที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องกับข่าวดังกล่าวเลยหาได้ไม่ เพราะบทกฎหมายข้างต้นมีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์จะควบคุมการทำหน้าที่ของผู้ให้บริการโดยเฉพาะ นอกจากนี้ที่เว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 เสนอข่าวระบุว่าโจทก์เป็นแกนนำในการที่เกษตรกรชาวสวนยางพาราและชาวสวนปาล์มชุมนุมปิดถนนให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางพารา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงมีการนำรถบรรทุกสิบล้อมาปิดถนน จนรถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรไปมาได้ เป็นเหตุให้เส้นทางทั้งขาขึ้นและขาล่องมีรถติดยาวไม่ต่ำกว่า 2 กิโลเมตรนั้น โจทก์และนายก้องเกียรติ พยานโจทก์ซึ่งเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวด้วยเบิกความยืนยันว่า โจทก์มิได้เข้าร่วมการชุมนุมแต่อย่างใด และนายฐากูร กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 รับว่า การลงข่าวโจทก์เป็นแกนนำการชุมนุมเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นแกนนำหรือเข้าร่วมการชุมนุมตามข่าวที่ปรากฏ ถือได้ว่าข่าวหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวโจทก์เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ เมื่อข่าวดังกล่าวระบุว่าการชุมนุมมีการนำรถบรรทุกสิบล้อมาปิดถนน อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้รถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งตามข่าวระบุว่าเป็นแกนนำการชุมนุมได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงได้ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ข่าวระบุแต่เพียงว่าโจทก์เป็นแกนนำ ซึ่งมีความหมายว่า โจทก์เป็นแกนนำกลุ่มเกษตรกร ไม่ใช่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงปิดถนนแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ตามข่าวมิได้มีการแยกการกระทำของแกนนำดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงย่อมฟังได้ว่าโจทก์เป็นแกนนำทั้งการชุมนุมประท้วงและการปิดถนนด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น พยานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้บริการยินยอมให้มีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชนอันเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนในปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า มูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้น เพราะผู้ใดจะนำหนังสือพิมพ์มติชนตามฟ้องไปให้โจทก์อ่านที่ใด หรือโจทก์จะอ่านข่าวเว็บไซต์มติชนออนไลน์ตามฟ้องที่ใด จำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบและเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ให้ต้องเดือดร้อน เห็นว่า หนังสือพิมพ์รายวันมติชนของจำเลยที่ 1 เผยแพร่และวางจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร ส่วนเว็บไซต์มติชนออนไลน์ก็เผยแพร่โดยระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวได้ทั่วราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าการกระทำตามฟ้องเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1) วางโทษปรับ 30,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงปรับ 20,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 14 (1) ม. 15
พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจเอกพิทักษ์ คลังจันทร์
จำเลย — บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายธวัฒชัย พลายด้วง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 294/2560
#607957
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 10 กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งหรือสนับสนุนการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั้งอำนาจหน้าที่อื่นอีกหลายกรณี มาตรา 30 กำหนดให้มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด มาตรา 38 กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนองบประมาณรายจ่าย เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่างบประมาณรายจ่ายที่ได้รับการจัดสรรให้ไม่เพียงพอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอคำขอแปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการกิจการพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรได้โดยตรง ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาหรือการจัดทำประชามติมากกว่างบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับ ให้รัฐอุดหนุนค่าใช้จ่ายให้เพียงพอกับการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้รัฐสนับสนุนงบประมาณเพื่ออุดหนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เพียงพอกับการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ แต่การนำเงินงบประมาณไปใช้ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของระเบียบข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มิได้หมายความว่าโจทก์สามารถจะนำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ โดยเฉพาะแล้วการนำเงินงบประมาณที่ได้จากการจัดสรรมาก็ต้องเพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่รัฐอย่างสูงสุด ขณะเดียวกันจำเลยซึ่งสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและส่วนรวม รวมทั้งต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้เงินงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเงินงบประมาณก็คือเงินภาษีของประชาชน ดังนี้ การที่จำเลยสมัครรับเลือกตั้งและได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ทั้งเมื่อเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว จำเลยยังมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ผู้เข้ารับตำแหน่งดังกล่าวจะต้องปฏิบัติด้วยความถูกต้องเช่นนั้นทุกคน เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยที่จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบจนเป็นเหตุให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยชี้ขาดจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้โจทก์ต้องจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยต้องใช้งบประมาณหรือเงินอุดหนุนที่ได้รับจากการจัดสรรจากรัฐบาลที่มาจากภาษีของประชาชน จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 เท่ากับโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในหนี้มูลละเมิด โดยโจทก์เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดของจำเลย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

เมื่อคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยมีความผิด ศาลชั้นต้นย่อมนำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมารับฟังประกอบการพิจารณาคดีนี้ได้ เพราะเป็นกรณีที่เกี่ยวพันกับจำเลยที่เป็นคู่ความและเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันต่อเนื่องกัน การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารของผู้ที่จะเข้าทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน้าที่สำคัญ จำเลยย่อมรู้ดีว่าหากจำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ย่อมมีผลทำให้จำเลยต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อจำเลยพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยไม่อาจว่างเว้นการเลือกตั้งไว้ได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยจงใจโดยจำเลยรู้สึกถึงผลหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จำเลยจึงอ้างความผิดหลงหรือเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ และการที่จำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินหรือเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจนเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วจำเลยกลับมาสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 2 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็นการสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่ 2 หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 และกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ จำเลยก็ย่อมจะทราบดีว่าการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวอาจทำให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการรับเลือกตั้งและเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหายโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายใช้งบประมาณแผ่นดินในการจัดการเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างนับได้ว่าการกระทำของจำเลยล้วนเป็นผลทำให้เกิดความเสียหายที่ต่อเนื่องกันอันเป็นผลโดยตรง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 9,295,745.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,742,455.89 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 8,742,455.89 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,742,455.89 บาท นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างจนถึงวันฟ้องรวมระยะเวลา 308 วัน เป็นเงิน 553,289.67 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,295,745.56 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,742,455.89 บาท นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้งขณะยื่นฟ้องมีนายอภิชาต เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายภุชงค์ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2550 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2550 ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชาชนและได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนด แต่จำเลยไม่ได้ยื่นแสดงรายการหนี้สินเงินกู้ยืมจากนายบรรณพจน์ จำนวน 100,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2551 จำเลยยื่นหนังสือขอแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินโดยแสดงรายการกู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมชี้แจงถึงสาเหตุที่ไม่ได้แสดงรายการหนี้สินกู้ยืมเงินนั้นเพราะความหลงผิดและความเข้าใจคลาดเคลื่อนโดยสุจริตไม่ได้จงใจปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องหนี้สินดังกล่าว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินที่จำเลยยื่น และพิจารณาผลการตรวจสอบแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ แล้วปกปิดข้อความจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่าจำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่ง กับห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 263 และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ในขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 และกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 จำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทยและได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 3 ครั้นวันที่ 19 เมษายน 2555 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 259 และ 263 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 34 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกเห็นสมควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ อม.1/2555 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง นางสาวชินณิชา ผู้คัดค้าน ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ.2555 ในวันที่ 2 มิถุนายน 2555 ปรากฏว่านายเกษม ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนจำเลย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 10 กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งหรือสนับสนุนการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั้งอำนาจหน้าที่อื่นอีกหลายกรณี มาตรา 30 กำหนดให้มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด มาตรา 38 กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนองบประมาณรายจ่าย เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่างบประมาณรายจ่ายที่ได้รับการจัดสรรให้ไม่เพียงพอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอคำขอแปรบัญญัติต่อคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรได้โดยตรง ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาหรือการจัดทำประชามติมากกว่างบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับ ให้รัฐอุดหนุนค่าใช้จ่ายให้เพียงพอกับการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้รัฐสนับสนุนงบประมาณเพื่ออุดหนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เพียงพอกับการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ แต่การนำเงินงบประมาณไปใช้ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของระเบียบข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มิได้หมายความว่าโจทก์สามารถจะนำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ โดยเฉพาะแล้วการนำเงินงบประมาณที่ได้จากการจัดสรรมาก็ต้องเพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่รัฐอย่างสูงสุด ขณะเดียวกันจำเลยซึ่งสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและส่วนรวม รวมทั้งต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้เงินงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเงินงบประมาณก็คือเงินภาษีของประชาชน ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกชนินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดีของโจทก์ได้ความว่า การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ.2555 ในวันที่ 2 มิถุนายน 2555 ไม่ใช่การจัดการเลือกตั้งในกรณีปกติเมื่อครบวาระสี่ปีตามอายุของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 104 แต่เป็นผลโดยตรงมาจากเหตุอันเกิดจากการกระทำของจำเลย ซึ่งโจทก์ไม่อาจทราบล่วงหน้าว่าจะต้องจัดการเลือกตั้ง จึงไม่มีการของบประมาณหรือรายการค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับการจัดการเลือกตั้งดังกล่าวในแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2555 โจทก์จึงต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลโดยเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้จำนวน 10,243,000 บาท ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งอนุมัติค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยให้โจทก์มีหนังสือขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ซึ่งเป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจากรัฐบาล และเพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงให้นำเงินเหลือจ่ายสะสมของโจทก์มาสำรองจ่ายไปพลางก่อน ตามมติคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ 55/2555 โจทก์ได้แจ้งการโอนเงินสนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ และมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้ตามมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีให้โจทก์พิจารณาใช้จ่ายจากเงินรายได้ของโจทก์ โดยปรับแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณหรือเงินอุดหนุนที่ได้รับจัดสรรจากรัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้โจทก์ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โจทก์จึงต้องปรับแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่มีอยู่ของโจทก์โดยปรับลดการใช้จ่ายงบประมาณในด้านอื่นลงเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นเหตุให้ต้องชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานของโจทก์ ตลอดจนต้องชะลอการจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ของโจทก์ในปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ออกไป ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานของโจทก์ตามแผนหรือเป้าหมายที่วางไว้ หากจำเลยไม่กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ย่อมไม่มีกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว โจทก์ก็ไม่ต้องเสียงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งใหม่ และสามารถนำงบประมาณไปใช้ในการอื่นให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงานของโจทก์ตามแผนหรือเป้าหมายที่วางไว้ได้ และเงินค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นงบประมาณหรือเงินอุดหนุนที่ได้รับจากการจัดสรรจากรัฐบาลถือเป็นรายได้ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 38 และ 39 (1) ดังนี้ การที่จำเลยสมัครรับเลือกตั้งและได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ทั้งเมื่อเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว จำเลยยังมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ผู้เข้ารับตำแหน่งดังกล่าวจะต้องปฏิบัติด้วยความถูกต้องเช่นนั้นทุกคน เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยที่จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบจนเป็นเหตุให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยชี้ขาดจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ต้องจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่แทนตำแหน่งของจำเลย โดยต้องใช้งบประมาณหรือเงินอุดหนุนที่ได้รับจากการจัดสรรจากรัฐบาลที่มาจากภาษีของประชาชน จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เท่ากับโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในหนี้มูลละเมิด โดยโจทก์เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดของจำเลย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการหนี้สินเงินกู้ยืมจากนายบรรณพจน์จำนวน 100,000,000 บาท จำเลยได้ปรึกษากับนายสมชายบิดาจำเลยมาก่อน แสดงว่าจำเลยรู้ถึงความมีอยู่ในเรื่องหนี้สินจำนวนดังกล่าว แม้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จะมีมติว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมจริง ไม่ได้เป็นหนี้จริงดังที่จำเลยอ้าง แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยยืนยันว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินจากนายบรรณพจน์ เพื่อทำธุรกิจโดยเปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมายโดยมีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 01/2550 ฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2550 เพื่อเป็นหลักฐานในการปฏิบัติการชำระหนี้คืน และการกู้ยืมเงินมีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงิน ฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2550 ตามคำเบิกความของนายศราวุธซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พยานจำเลยได้ความว่า ในทางปฏิบัติหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลงลืมในการยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือว่ายังแสดงบัญชีทรัพย์สินไม่หมด ก็สามารถยื่นเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจะตรวจสอบว่ามีเจตนาในการไม่ยื่นเพราะอะไร ซึ่งจำเลยเองก็มิได้มาเบิกความยืนยันถึงเจตนาแท้จริงของจำเลยในเรื่องนี้ ลำพังแต่เพียงความเห็นของนายสมชายจึงไม่ใช่ข้อยืนยันว่าจำเลยไม่มีเจตนาปกปิดหนี้สินดังกล่าว ยิ่งกว่านั้นข้อเท็จจริงยังได้ความว่า เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า จำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า จำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า จำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 259 และ 263 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 34 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ดังปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ อม.1/2555 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง นางสาวชินณิชา ผู้คัดค้าน เมื่อคดีดังกล่าวรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมนำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาข้างต้นมารับฟังประกอบการพิจารณาคดีนี้ได้ เพราะเป็นกรณีที่เกี่ยวพันกับจำเลยที่เป็นคู่ความและเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันต่อเนื่องกัน ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เหตุที่ไม่ได้ระบุหนี้เงินกู้ยืมเพราะมีสถานะทางกฎหมายไม่แน่นอนเพราะมีกรณีพิพาทที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อายัดบัญชีเงินฝากของจำเลยจำนวน 100,000,000 บาท ที่โอนมาจากบัญชีเงินฝากของนายบรรณพจน์โดยสงสัยว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการขายหลักทรัพย์ของพันตำรวจโททักษิณมิใช่หนี้การกู้ยืมเงินกันจริง จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ทั้งเห็นว่าการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารของผู้ที่จะเข้าทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นหน้าที่สำคัญ จำเลยย่อมรู้ดีว่าหากจำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ย่อมมีผลทำให้จำเลยต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อจำเลยพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยไม่อาจว่างเว้นการเลือกตั้งไว้ได้ การกระทำของจำเลยดังที่กล่าวมาจึงเป็นการกระทำโดยจงใจโดยจำเลยรู้สึกถึงผลหรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จำเลยจึงอ้างความผิดหลงหรือเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ และการที่จำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินหรือเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจนเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วจำเลยกลับมาสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 2 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็นการสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่ 2 หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 และกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ จำเลยก็ย่อมจะทราบดีว่าการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวอาจทำให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการรับเลือกตั้งและเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหายโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายใช้งบประมาณแผ่นดินในการจัดการเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง นับได้ว่าการกระทำของจำเลยล้วนเป็นผลทำให้เกิดความเสียหายที่ต่อเนื่องกันอันเป็นผลโดยตรง ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด ในข้อนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกชนินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดีของโจทก์มาเบิกความเป็นพยานยืนยันรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ส่วนกลางจำนวน 456,749.99 บาท ค่าใช้จ่ายของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่ร่วมดำเนินการจำนวน 1,325,689.28 บาท รวมเป็นเงิน 1,782,439.27 บาท และค่าใช้จ่ายของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 6,960,016.62 บาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นจำนวน 8,742,455.89 บาท ค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเงินงบประมาณหรือเงินอุดหนุนที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลถือเป็นรายได้ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 38 และ 39 (1) การจัดการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างไม่ใช่การเลือกตั้งปกติ โจทก์ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ และการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้โจทก์ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาล ทำให้โจทก์ต้องปรับลดงบประมาณในส่วนอื่นลงเพื่อนำเงินมาใช้ในการจัดการเลือกตั้ง โจทก์ได้ใช้จ่ายเงินในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งทุกประการ ค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งของหน่วยงานสนับสนุนประกอบด้วย 6 หน่วยงาน คือ กรมการปกครอง กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงใหม่ และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ส่วนค่าใช้จ่ายของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่มีหลักฐานการเบิกจ่ายที่เป็นจริงและเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นไม่ซ้ำซ้อนกัน และค่าใช้จ่ายดังกล่าวข้างต้นได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว และโจทก์มีนางดวงกมล พนักงานการเงินและบัญชี สำนักการคลังของโจทก์ มีหน้าที่รับผิดชอบบันทึกบัญชี ตรวจสอบหลักฐานการเบิกจ่ายและจัดเก็บเอกสารการรับจ่ายเงินของโจทก์ในส่วนกลาง นางสาวกัญญ์วดี เจ้าหน้าที่ปกครองชำนาญงาน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่รับผิดชอบในการเบิกจ่ายเงินนอกงบประมาณของกรมการปกครอง พันตำรวจโทหญิงจิโรศินี สารวัตรฝ่ายการเงิน 3 กองการเงิน สำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่รับผิดชอบกำกับดูแลงานเงินนอกงบประมาณและเงินรายได้แผ่นดิน ร้อยตำรวจเอกหญิงนงนุช รองสารวัตรฝ่ายอำนวยการ งานงบประมาณและการเงินตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมและเบิกจ่ายของตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ พันตำรวจโทหญิงมยุรี สารวัตรฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการกองปราบปราม มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลการเงินงบประมาณและบัญชีของกองบังคับการปราบปราม นางวนิตย์ พนักงานการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายแผนงานและงบประมาณ สำนักนโยบายและแผนของโจทก์ มีหน้าที่จัดทำแผนใช้จ่ายงบประมาณ จัดทำคำของบประมาณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งจัดทำกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายให้โจทก์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุน อีกทั้งโจทก์ยังมีนางสาวอุไร นักวิชาการการเงินและบัญชีชำนาญการ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานการเงินและบัญชี สำนักงานประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ มีหน้าที่รับผิดชอบในการเบิกจ่ายเงินของสำนักงานประชาสัมพันธ์เขต 3 นางวรมน เจ้าหน้าที่บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่รับผิดชอบในการให้บริการระบบโทรศัพท์และโทรสาร นายสุทัน ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกแผนกปฏิบัติการและบำรุงรักษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงใหม่ มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมดูแล ประสานงานในการติดตั้งรื้อถอนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า นายมนตรี หัวหน้าส่วนระดับ 9 ส่วนบริการลูกค้าพิเศษฝ่ายบริการลูกค้าธุรกิจ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด มีหน้าที่ศึกษา พัฒนา วางแผน จัดระบบการให้บริการไปรษณีย์โลจิสติก และวางแผนกำหนดวิธีปฏิบัติในการดำเนินงานตามโครงการหรือกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ และนายยอด พนักงานการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ มีหน้าที่รับผิดชอบในการเบิกจ่ายตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุน แจกแจง แยกแยะรายการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แต่ละส่วนงานในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อจำเลยมิได้นำสืบให้รับฟังข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างอื่น ทั้งจำเลยมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงรายการค่าใช้จ่ายเหล่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ใช้จ่ายเงินในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจำนวนตามที่โจทก์นำสืบมาจริง ข้อที่จำเลยอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายหลายรายการที่อัตราสูงเกินสมควรก็ดี หรือหลายรายการไม่ใช่ค่าใช้จ่ายอันจำเป็น จำเลยก็ไม่ได้แสดงให้ชัดแจ้งว่าเป็นรายการใดบ้าง ที่จำเลยอ้างว่าค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้สูงกว่าการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเขตเลือกตั้งเดียวกัน จำเลยก็ไม่ได้แสดงว่ามีจำนวนสูงกว่าเพียงใด แต่กลับได้ความจากที่ร้อยตำรวจเอกชนินทร์พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งซ่อมมีจำนวนสูงกว่าการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อได้ความว่า ในการที่โจทก์จัดการเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่างต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงิน 8,742,455.89 บาท ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่ควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง จำเลยในฐานะผู้ทำละเมิดให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาปลีกย่อยอื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้ ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 104
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 119
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ม. 10 ม. 30 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนพคุณ ไชยเทพ
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 289/2560
#607652
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ณ. ตาม ป.อ. มาตรา 83, 295 และข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกาย ณ. ในเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม ซึ่งวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตลอดจนสาระแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงเป็นเรื่องการกระทำกรรมเดียวกันแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 แม้คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ณ. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสองของโจทก์ในคดีนี้ย่อมเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 พาไม้ขนาดเท่าใดไม่ปรากฏชัด เป็นอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ และใช้ไม้เป็นอาวุธตีทำร้าย ณ. แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดในข้อหาดังกล่าวว่า เป็นการพาอาวุธโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรมาด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่และปัญหาเรื่องฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด ล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 364, 365, 371 และนับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1222/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางวิมลรัตน์ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยข้อกฎหมายก่อนว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นอันระงับไปหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1695/2557 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 364, 365 โดยโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบพยานสรุปใจความสำคัญได้ว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2557 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมแล้วร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายร่างกายนายณัฐพงษ์ บุตรเขยของโจทก์ร่วมซึ่งอยู่ในเคหสถานดังกล่าวและข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1222/2557 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายนายณัฐพงษ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295 และข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกายนายณัฐพงษ์ในเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมซึ่งวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตลอดจนสาระแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกันแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แม้คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายนายณัฐพงษ์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสองของโจทก์ในคดีนี้ ย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ว่า จำเลยที่ 2 พาไม้ขนาดเท่าใดไม่ปรากฏชัด 1 อัน เป็นอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ บริเวณหมู่ที่ 11 ตำบลป่าแงะ อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย และใช้ไม้เป็นอาวุธตีทำร้ายนายณัฐพงษ์ แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดในข้อหาดังกล่าวว่าเป็นการพาอาวุธโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรมาด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่และปัญหาเรื่องฟ้องขาดองค์ประกอบความผิด ล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
โจทก์ร่วม — นางวิมลรัตน์ มงคล
จำเลย — นายสมบูรณ์ ธรรมลังกา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายบัณฑิต ถึงลาภ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2560
#607965
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งเก้าฟ้องจำเลยทั้งสองว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเก้าโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองจัดหาคณาจารย์ผู้สอนที่ไม่มีความรู้ความสามารถมาสอนในหลักสูตรที่โจทก์ทั้งเก้าศึกษาเป็นเหตุให้หลักสูตรดังกล่าวไม่ผ่านการประเมินของคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งเก้าได้รับความเสียหายและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์ทั้งเก้าจึงมีภาระการพิสูจน์ แต่จากที่โจทก์ทั้งเก้านำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จงใจเอาคณาจารย์ที่ไม่มีความรู้ความสามารถหรือประมาทเลินเล่อในการสรรหาคณาจารย์ผู้สอนแต่อย่างไร โดยได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้สรรหาคณาจารย์ผู้สอนที่สามารถถ่ายทอดความรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอนได้ระดับหนึ่งแล้ว และได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า หลักสูตรของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจะผ่านการรับรองของคณะกรรมการการอุดมศึกษาหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการเท่านั้น แม้จะไม่สอดคล้องกับการสรรหาคณาจารย์ของจำเลยทั้งสอง จึงไม่ใช่ข้อชี้ขาดว่าจำเลยทั้งสองกระทำการบกพร่องไม่รอบคอบในการสรรหาคณาจารย์มาประจำหลักสูตรนี้ นอกจากนี้ตามหนังสือของคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่มีถึงจำเลยที่ 1 แจ้งเพียงว่า คณะอนุกรรมการเห็นควรให้ชะลอการรับรองมาตรฐานการศึกษาไว้ก่อน โดยให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการปรับปรุงตามคำแนะนำของคณะอนุกรรมการโดยเชิญโจทก์ทั้งเก้ารวมทั้งนักศึกษาอื่นที่ถูกชะลอการประสาทปริญญาบัตรทุกคนเข้าร่วมโครงการ แต่โจทก์ทั้งเก้าไม่ยอมเข้าร่วม ทั้งปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ดำเนินการดังกล่าวแล้วทำให้มีนักศึกษาที่ถูกชะลอการรับรองมาตรฐานการศึกษาและได้เข้ากระบวนการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะดังกล่าวได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาและรับการประสาทปริญญาบัตรจากจำเลยที่ 1 แล้ว แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้สรรหาคณาจารย์ผู้สอนซึ่งมีคุณวุฒิตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งเก้าจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเก้าตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเก้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งเก้าจำนวนคนละ 993,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 6 ถึงแก่ความตาย นางวรรณดี มารดายื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเก้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเก้าหรือไม่ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์ทั้งเก้าย่อมมีภาระการพิสูจน์โดยนำพยานหลักฐานมาสืบแสดงให้ได้ความว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งเก้าได้รับความเสียหายอย่างไร โจทก์ทั้งเก้าฎีกาว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งเก้า เนื่องจากจำเลยทั้งสองจัดหาอาจารย์ผู้สอนที่ไม่มีความรู้ความสามารถเป็นเหตุให้ระบบการศึกษาไม่ได้มาตรฐานและคณะกรรมการการอุดมศึกษาชะลอการรับรองมาตรฐานการศึกษา สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ (หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี) ที่โจทก์ทั้งเก้าสมัครเข้าศึกษา ซึ่งโจทก์ทั้งเก้านำสืบโดยมีตัวโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 เบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งเก้าสมัครเข้าศึกษาหลักสูตรคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ (หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี) และได้ศึกษาครบทุกวิชา จำเลยที่ 2 ได้ออกหนังสือรับรองเพื่อแสดงว่าโจทก์ทั้งเก้าสอบผ่านหลักสูตร แต่โจทก์ทั้งเก้าไม่ได้เข้ารับการประสาทปริญญาบัตร เนื่องจากมาตรฐานการศึกษาคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ (หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี) ไม่ผ่านการประเมินของคณะกรรมการการอุดมศึกษา ด้วยเหตุผลว่าอาจารย์ประจำหลักสูตรยังมีความรู้ในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจไม่เพียงพอและในการจัดการเรียนการสอนอาจารย์ไม่สามารถยกตัวอย่างหรือประยุกต์การสอนให้เอื้อต่อการใช้งานในธุรกิจได้เนื่องจากไม่มีความเข้าใจในปรัชญาและหลักการของการจัดการเรียนการศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจและจากการสัมภาษณ์นักศึกษาพบว่ายังขาดความรู้ในสาขาวิชาไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานได้ โครงงานของนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่มีคุณภาพ ไม่แสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถของนักศึกษาระบบการวัดและประเมินผลไม่เหมาะสมและไม่สะท้อนความรู้ของนักศึกษา เห็นว่า โจทก์ทั้งเก้ามีเพียงโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 เบิกความเป็นพยานอ้างเอาผลการประเมินของคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่ชะลอการรับรองมาตรฐานการศึกษาเป็นเหตุผลในการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดแก่โจทก์ทั้งเก้า แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จงใจเลือกเอาคณาจารย์ที่ไม่มีความรู้ความสามารถหรือประมาทเลินเล่อในการสรรหาอาจารย์ผู้สอนจนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งเก้าต้องเสียหาย จากการศึกษาในวิทยาลัยจำเลยที่ 1 หรือไม่อย่างไร โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านสรุปรวมได้ว่า คณาจารย์ที่สอนมีความรู้ความสามารถ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านคอมพิวเตอร์ ระหว่างการศึกษาโจทก์ทั้งเก้ามีความรู้ความเข้าใจสามารถนำไปใช้งานได้ และได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่าอาจารย์ผู้สอนในแต่ละวิชาเป็นผู้มีคุณวุฒิครบถ้วนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ซึ่งพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านดังกล่าวแล้ว เห็นได้ว่าคณาจารย์ผู้สอนสามารถถ่ายทอดความรู้ให้นักศึกษาได้รับความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาที่สอนได้ระดับหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 สรรหาคณาจารย์ประจำหลักสูตรคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ระดับปริญญาตรี (หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี) โดยยึดหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการ ย่อมมีมูลเหตุให้จำเลยทั้งสองเชื่อว่าคณาจารย์แต่ละคนที่จัดให้มาประจำวิชามีความรู้ความสามารถที่ในการสอนนักศึกษาได้ การประเมินของคณะกรรมการการอุดมศึกษานั้น ได้ความจากจำเลยที่ 2 เบิกความประกอบเอกสารว่าหลังเปิดการเรียนการสอนแล้วจำเลยที่ 1 ได้แจ้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้ดำเนินการรับรองมาตรฐานคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ (หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 แสดงว่าการรับรองมาตรฐานการศึกษาของคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะมีขึ้นหลังจากนักศึกษาได้ศึกษาในหลักสูตรที่เปิดสอนแล้ว มาตรฐานการศึกษาคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ระดับปริญญาตรี (หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี) ของจำเลยที่ 1 จะผ่านการรับรองของคณะกรรมการดังกล่าวหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการเท่านั้นแม้จะไม่สอดคล้องกับการสรรหาคณาจารย์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่ข้อชี้ขาดว่าจำเลยทั้งสองกระทำการโดยบกพร่องไม่รอบคอบในการสรรหาคณาจารย์มาประจำหลักสูตร นอกจากนี้ตามหนังสือของคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่มีถึงจำเลยที่ 1 เรื่องการรับรองมาตรฐานการศึกษา แจ้งว่า คณะอนุกรรมการเห็นควรให้ชะลอการรับรองมาตรฐานการศึกษาไว้ก่อน โดยให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการ ดังนี้ 1. แจ้งรายชื่อพร้อมคุณวุฒิของอาจารย์ประจำหลักสูตรที่มีอยู่ให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาทราบเพื่อประกอบการพิจารณา 2. จัดให้อาจารย์ประจำหลักสูตรได้รับความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนในการจัดทำโครงงานเพื่อให้มีความเข้าใจและสามารถดูแลการจัดทำโครงงานของนักศึกษาอย่างมีคุณภาพ 3. ให้สอนเพิ่มแก่นักศึกษารุ่นที่ขอรับรองมาตรฐานการศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจในวิชาเอกของสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจทุกรายวิชา และ 4. ให้ปรับปรุงแก้ไขโครงงานของนักศึกษาทุกคนใหม่ จำเลยที่ 1 จึงได้ทำโครงการปรับปรุงตามคำแนะนำของคณะกรรมการการอุดมศึกษาทันทีโดยเชิญโจทก์ทั้งเก้ารวมทั้งนักศึกษาอื่นที่ถูกชะลอการประสาทปริญญาบัตรทุกคนเข้าร่วมโครงการ แต่โจทก์ทั้งเก้าไม่ยอมเข้าร่วม ปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการดังกล่าวแล้วทำให้มีนักศึกษาที่ถูกชะลอการรับรองมาตรฐานการศึกษาและได้เข้ากระบวนการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาและรับการประสาทปริญญาบัตรจากจำเลยที่ 1 แล้วแสดงให้เห็นว่ากระบวนการรับรองมาตรฐานการศึกษาของคณะกรรมการการอุดมศึกษายังไม่เสร็จสิ้นเด็ดขาดเพียงแค่ชะลอการรับรองมาตรฐานการศึกษาไว้ ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 จะมีความละเอียดรอบคอบในสรรหาคณาจารย์ตามที่เห็นสมควรแล้ว หากต่อมาเมื่อคณะกรรมการการอุดมศึกษาประเมินแล้วยังไม่พึงพอใจในมาตรฐานการศึกษา ก็อาจยังไม่ให้การรับรองจนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขให้ครบถ้วนตามที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาแนะนำ เมื่อโจทก์ทั้งเก้าไม่นำสืบพยานหลักฐานที่บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อในข้อที่กล่าวอ้างนี้ประการอื่นใด แต่กลับได้ความว่าจำเลยทั้งสองได้สรรหาคณาจารย์ผู้ทำการสอนซึ่งมีคุณวุฒิตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งเก้าจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดแก่โจทก์ทั้งเก้าตามคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนุชรี พักตร์จันทร์ กับพวก
จำเลย — วิทยาลัยศรีโสภณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสิรวดี สุขวัฒน์นิจกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
วัฒนา วิทยกุล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2560
#607991
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 288 แม้ศาลชั้นต้นฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) โดยไตร่ตรองไว้ก่อนก็ไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 298 ได้ เพราะตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยกับพวกกระทำโดยไตร่ตรอง ทั้งไม่มีบทขอให้ลงโทษในคำขอท้ายฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 298 เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายฉัตรชัย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 400,000 บาท ค่าเสียความสามารถประกอบการงาน 500,000 บาท ค่าผ่าตัด 2 ครั้ง เป็นเงิน 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,030,000 บาท

จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีในส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำผิดต่อโจทก์ร่วมขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 298 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 4 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 378,410 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ มีกลุ่มคนร้ายร่วมกันรุมเตะต่อยโจทก์ร่วมและใช้มีดแทงเข้าที่ด้านหลัง เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส ตามรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้ายตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษมาจริงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีทั้งประจักษ์พยานและพยานพฤติเหตุแวดล้อมประกอบ เริ่มแต่ตัวโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าก่อนเกิดเหตุพยานได้ชกต่อยทำร้ายจำเลย เนื่องจากจำเลยทำท่าจะเอาบุหรี่มาจี้ที่แก้ม ซึ่งข้อนี้จำเลยก็รับเจือสมโดยอ้างว่าตนเป็นเพียงแกล้งหยอกล้อโจทก์ร่วมเท่านั้น เมื่อถูกชกต่อยก็มิได้ตอบโต้โดยต่างแยกย้ายกันกลับ โดยมีนายศรายุทธ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความสนับสนุนว่า ภายหลังมีเรื่องชกต่อยกันดังกล่าว พยานบอกให้จำเลยกลับไป ต่อมาก่อนเกิดเหตุพยานกับพวกไปดูการแข่งรถ จำเลยได้โทรศัพท์มาบอกพยานว่าจะดักทำร้ายโจทก์ร่วม ให้พยานขับรถหลบไปทางอื่น พยานนำความไปบอกให้โจทก์ร่วมทราบ แต่โจทก์ร่วมไม่เชื่อ เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุปรากฏว่ามีการดักทำร้ายกันจริง โดยเห็นจำเลยยืนอยู่ข้างรถยนต์ของตนซึ่งจอดดักรออยู่บริเวณนั้น และเหตุการณ์ในตอนนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมมีประจักษ์พยานอีกสองปาก คือนายธนัท กับนายอนุวัฒร์ ซึ่งเป็นผู้ประสบเหตุด้วยตนเอง ต่างเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่ามีคนร้ายถือไม้มาดักทำร้ายและขณะคนร้ายกำลังเงื้อไม้จะตีพยานซึ่งขับไปถึงก่อน ได้ยินจำเลยร้องบอกว่าไม่ใช่ พวกพยานจึงรอดพ้น แต่เมื่อโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ตามหลังมาถึงได้ยินจำเลยร้องบอกว่าใช่คนนี้ พวกของจำเลยจึงกระโดดถีบรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจนล้ม แล้วเข้ารุมทำร้ายทันที เมื่อโจทก์ร่วมลุกขึ้นวิ่งหนี จำเลยก็บอกให้พรรคพวกวิ่งไล่ ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงนี้ตัวโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าตนต้องทำแกล้งล้มไปนอนแน่นิ่ง จนพวกคนร้ายเข้าใจว่าตายแล้ว จึงต่างแยกย้ายกันไป พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวมาต่างเบิกความเป็นลำดับขั้นตอนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีเหตุผลเชื่อมโยงกันตั้งแต่เริ่มต้นที่โจทก์ร่วมชกต่อยจำเลยก่อน จึงเชื่อว่าจำเลยยังผูกใจเจ็บจึงไปดักทำร้ายเอาคืน ไม่มีข้อให้น่าเคลือบแคลงเป็นอื่น เพราะพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่มาเบิกความแต่ละปาก ต่างเป็นเพื่อนรู้จักและไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยเป็นส่วนตัว จึงไม่มีเหตุที่จะมาบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำให้ร้ายจำเลยอย่างไร้เหตุผล คำประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวมา มีน้ำหนักรับฟังเป็นจริง ไม่มีข้อให้น่าระแวงสงสัยเป็นอื่น พยานจำเลยไม่พอหักล้าง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นให้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม จึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 นั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยกับพวกกระทำโดยไตร่ตรอง ทั้งไม่มีบทขอให้ลงโทษในคำขอท้ายฟ้อง จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 297 (8)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นายฉัตรชัย หงษ์เจริญ
จำเลย — นายอนุพงษ์ นี้ละไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายประสิทธิ์ ดีกระโทก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 199/2560
#616983
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดินที่ ๑ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาอ็อง ที่ ๓ ผู้ปกครองท้องที่ หมู่ที่ ๑ ตำบลตาอ็อง ที่ ๔ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๒ ของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ อ้างว่า ผลการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีปรากฏว่าได้เนื้อที่มากกว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๒๗๒ ซึ่งเนื้อที่ดินที่เกินมานั้นเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ จึงได้คัดค้านการรังวัดของผู้ฟ้องคดี ทั้งมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๕๒/๒๕๔๓ วินิจฉัยว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีตามคำฟ้องและคำให้การจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๒ หรือเป็นที่ดินในเขตที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ "ป่าคล็อง" ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ประกอบกับคดีนี้เป็นกลุ่มคดีเดียวกันกับคดีที่คณะกรรมการได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๕๐/๒๕๖๐ และคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๓๕/๒๕๖๐ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุรินทร์
ผู้ฟ้องคดี — นางอุ่น อัมมินทร
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดินที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 198/2560
#616982
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินต่อเนื่องกันมาจากบิดามารดาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินจึงไม่เป็นที่ดินของรัฐ ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทํานองเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการ ครอบครอง ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานอื่นใดที่เชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และบริเวณที่ดินที่ขอออกโฉนดเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแล้ว ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาเป็นที่ดินที่รัฐสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๓๐๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน ระเบียบและข้อกฎหมายโดยชอบแล้ว ผู้ฟ้องคดีเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำสั่งไม่รับคำขอออกโฉนดที่ดินจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า เมื่อพิจารณาความ มุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ข้อพิพาทคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินจึงอยู่ ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นายภาณุพงศ์ ขจรเดชเดชา
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 197/2560
#616981
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน อ้างว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๕๒ เนื้อที่ ๑ งาน ๑๕ ตารางวา ต่อมาจำเลยที่ ๒ เจ้าของที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๕๓ ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน และนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ ๒๐.๙ ตารางวา โจทก์คัดค้านการชี้แนวเขตแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ซึ่งรักษาราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ มีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน จึงออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ที่ดิน ๒๐.๙ ตารางวา เป็นที่ดินของโจทก์ เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และให้ออกโฉนดที่ดิน น.ส.๓ ก เลขที่ ๑๓๕๒ เนื้อที่ ๑ งาน ๑๕ ตารางวา ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทจำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จึงเห็นควรออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒๐.๙ ตารางวา เป็นที่ดินของจำเลยที่ ๒ และให้โจทก์รื้อถอนลวดหนามออกไปจากที่ดินของจำเลยที่ ๒ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ซึ่งโจทก์อ้างว่าออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความ เสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๒๐.๙ ตารางวา เป็นที่ดินที่โจทก์หรือจำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นสําคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกระบี่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — นางสาวอรยา สิงห์พลับ
จำเลย — นายประดิษฐ์ ขุนจันทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 196/2560
#617568
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐาน ส.ค. ๑ มาขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่า ที่ดินอยู่ในเขตทางหลวงซึ่งได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบและไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่ง การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกถอนการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินและให้ถอดป้ายแสดงแนวเขตที่ดินสงวนกรมทางหลวงออกไปจากที่ดินแล้วนำไปปักในเขตที่แท้จริง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สั่งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า หลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีนำมาขอออกโฉนดไม่ถูกต้องตรงกับตำแหน่งที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะออกโฉนดที่ดินให้ได้ คำสั่งยกเลิกการออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงทับซ้อนกับที่ดินสงวนของกรมทางหลวง เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เพิกถอนการคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นการฟ้องขอให้คุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีมุ่งหมายใช้สิทธิทางศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นสำคัญ ซึ่งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการออกโฉนดที่ดิน ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ตาม ส.ค. ๑ ของผู้ถูกฟ้องคดี ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นายวิเชียร อาการ
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ
สาขากันทรลักษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 195/2560
#616980
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดโดยได้รับมรดกมาจากมารดา ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าเพื่อการค้าเนื่องจากได้ขายต้นไม้สักในที่ดินให้กับผู้ซื้อโดยได้รับเงินบางส่วนแล้ว แต่ถูกอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดอ้างว่า ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ ที่ออกมาจากใบจองซึ่งออกให้แก่มารดาผู้ฟ้องคดีมีตำแหน่งอยู่ในเขต "ป่าแม่ปายฝั่งซ้าย" ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะนำมาจัดให้กับประชาชน ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินกับพวกต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าต้นไม้สักที่เหลือ พร้อมดอกเบี้ย แต่หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขายต้นไม้สักที่ต้องคืนให้แก่ผู้ซื้อพร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายจากการไม่อาจขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่บุคคลภายนอก ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า โฉนดที่ดินพิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากได้ออกจาก น.ส. ๓ ที่ออกสืบเนื่องจากใบจองซึ่งออกให้แก่มารดาผู้ฟ้องคดีเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าแม่ปายฝั่งซ้าย" ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะนำมาจัดให้ประชาชน ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน การเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีในการเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีอันมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นสำคัญ อันเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินกับพวกต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำมาฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ และศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาแล้ว เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ๒๘๓/๒๕๖๐ ข้อพิพาทคดีนี้จึงชอบที่จะพิจารณาพิพากษาโดยศาลในระบบเดียวกัน คือศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ผู้ฟ้องคดี — นางทองใส ญานวุฒิ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ