คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2560
#607381
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ซึ่งมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 โดยลำพังไม่ใช่บทความผิดในตัวเองและมีระวางโทษของตัวเอง แต่บัญญัติให้ผู้พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ การกระทำของจำเลยซึ่งต้องด้วยความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา 80, 83 จึงเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียว ไม่ใช่ความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 100, 100/1 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7, 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 และวางโทษจำเลยสามเท่าของความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่าย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 86 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้วางโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ซึ่งได้กำหนดให้วางโทษเช่นเดียวกับกระทำความผิดสำเร็จ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายต้องระวางโทษ (ฐานเป็นผู้สนับสนุน) เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 9 ปี 12 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตำแหน่งพนักงานกั้นถนน สถานีแควน้อย ตำบลมะขามสูง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 6 เข้าทำการจับกุมจำเลยในป้อมกั้นทางรถไฟแควน้อย หมู่ที่ 6 ตำบลมะขามสูง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พร้อมกับยึดเงินที่ใช้ล่อซื้อได้จากจำเลยซึ่งเป็นธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 3 ฉบับ ฉบับละ 500 บาท 1 ฉบับ และฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ รวม 4,000 บาท เป็นของกลาง แล้วหลังจากนั้นในเวลาใกล้เคียงกันเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมดังกล่าวยังจับกุมนายพัชระ ซึ่งขับรถจักรยานยนต์มาที่ป้อมดังกล่าวพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.266 กรัม ได้จากนายพัชระเป็นของกลาง คดีในส่วนของนายพัชระ ซึ่งให้การรับสารภาพนั้น ศาลพิพากษาลงโทษแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เหตุที่สิบตำรวจเอกนราธิป กับร้อยตำรวจตรีพนาดร พยานโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจากกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 6 มาที่ศาลาคอยรถโดยสารใกล้กับป้อมเกิดเหตุในชุดนอกเครื่องแบบพร้อมเงินที่ใช้ล่อซื้อของกลางเนื่องจากนางสาวชัญญากรหรือโก้ ที่สิบตำรวจเอกนราธิปโทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ในราคา 4,000 บาท ก่อนหน้านั้นบอกให้ไปรอยังจุดดังกล่าว สิบตำรวจเอกนราธิปไม่รู้จักจำเลยดังฎีกาของจำเลยและไม่รู้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาก่อน หากมิใช่เป็นเพราะจำเลยออกมาเรียกให้เข้าไปในป้อมเกิดเหตุ ไม่มีเหตุที่สิบตำรวจเอกนราธิปจะเข้าไปข้างใน และหากมิใช่เป็นเพราะจำเลยสอบถามว่ามีเงินมาครบหรือไม่ ไม่มีเหตุที่สิบตำรวจเอกนราธิปจะมอบเงินที่ใช้ล่อซื้อของกลางให้จำเลยไป ยากที่จะเป็นไปได้ว่าอยู่ดี ๆ สิบตำรวจเอกนราธิปจะยัดเงินที่ใช้ล่อซื้อใส่มือจำเลยเพื่อให้นำไปให้นางสาวชัญญากรอดีตภริยาดังที่จำเลยเบิกความต่อสู้ และหากมิใช่เป็นเพราะจำเลยเป็นผู้บอกว่าเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่ชายวัยรุ่นหรือนายพัชระที่กำลังขับรถจักรยานยนต์มาจอดที่ป้อมเกิดเหตุในเวลาใกล้เคียงกันหลังจากสิบตำรวจเอกนราธิปสอบถามถึงเมทแอมเฟตามีนแล้วก็ยากที่พยานโจทก์กับพวกจะรู้ได้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ติดต่อล่อซื้อจากนางสาวชัญญากรอยู่กับนายพัชระและสามารถจับกุมนายพัชระได้ทันทีที่มาถึงพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่อยู่ในมือข้างซ้าย ทั้งหลังจากมีการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยกับนายพัชระก็ปรากฏว่าในช่วงก่อนมีการจับกุมมีการติดต่อกันระหว่างจำเลยกับนางสาวชัญญากรและระหว่างนายพัชระกับนางสาวชัญญากรตามหมายเลขโทรศัพท์ของนางสาวชัญญากรที่สิบตำรวจเอกนราธิปโทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนตามบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ซึ่งจำเลยเบิกความยอมรับว่าก่อนมีการจับกุมมีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยกับนางสาวชัญญากรจริง แม้โจทก์จะไม่มีร้อยตำรวจโทวุฒิไกร เจ้าพนักงานตำรวจในชุดจับกุมคดีนี้อีกคนหนึ่งมาเบิกความดังฎีกาของจำเลยก็ตาม พยานหลักฐานโจทก์ก็มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางรายนี้ ปรากฏชัดเจนว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เริ่มแต่นางสาวชัญญากรทำหน้าที่ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับสิบตำรวจเอกนราธิปทางโทรศัพท์ จำเลยทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจนับและรับเงินจากสิบตำรวจเอกนราธิป และมีนายพัชระทำหน้าที่นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งยังป้อมเกิดเหตุที่จำเลยกับสิบตำรวจเอกนราธิปคอยอยู่ แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะไม่ได้อยู่ที่จำเลย หากแต่อยู่ที่นายพัชระขณะนำมาที่ป้อมเกิดเหตุแล้วถูกจับกุมทันทีเมื่อมาถึง โดยยังไม่ทันมีการส่งมอบ ก็ต้องถือว่าจำเลยร่วมเป็นตัวการในการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางรายนี้ มิใช่เพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดในการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา รวมตลอดทั้งมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 โดยลำพังไม่ใช่บทความผิดในตัวเองและมีระวางโทษเป็นของตัวเอง เป็นแต่บัญญัติให้ผู้พยายามกระทำความเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ การกระทำของจำเลยซึ่งต้องด้วยความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 จึงเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวไม่ใช่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ปัญหาดังกล่าวมานี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขและปรับบทที่ถูกต้องลงโทษจำเลยได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 212 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7, 10 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียว ไม่ใช่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายสมหวัง เกษนิล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายสมภพ พูลเพียร
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2560
#609292
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ก. ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 240,000 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และในฟ้องข้อ ค. โจทก์บรรยายว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึกอีก 2 ซอง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แสดงว่า สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ขอให้ลงโทษ 2 กระทง กระทงแรกในความผิดที่เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2,200 เม็ด กระทงหลังในส่วนที่เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายให้แก่สายลับจำนวน 2,200 เม็ด จากนั้นในวันเดียวกันและทันทีต่อเนื่องกัน เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 ยึดได้เมทแอมเฟตามีนอีก 262 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง ถือว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาครอบครองเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนรวม 2,462 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกันอันเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวกัน จึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากได้เพราะเกินคำขอและต้องห้ามนั้น จึงไม่ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 2,200 เม็ด และจำหน่ายให้แก่สายลับไปหมดแล้ว ต่อมาในวันเดียวกัน เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 ยึดได้เมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึกอีก 2 ซอง โดยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองและจำหน่ายไปในตอนแรกจำนวน 2,200 เม็ด กับที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในตอนหลังจำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง เป็นคนละจำนวนกัน แม้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายไปในตอนแรก เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเป็นความผิดที่มีเจตนาในการกระทำผิดแยกจากกันได้ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำหน่ายให้สายลับไปจำนวน 2,200 เม็ด และยังร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านอีกจำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง อีกส่วนหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 358 ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและทำให้เสียทรัพย์

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท และฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 29 ปี และปรับ 700,000 บาท ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง) และวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินคนละ 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,462 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกระทงเดียว ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้วคงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงปรับ 266,666.66 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 พร้อมเมทแอมเฟตามีน 2,200 เม็ด แจ้งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว เมื่อพาจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 อยู่ในบ้าน เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 262 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง จึงยึดไว้เป็นของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 2 แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 262 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 รวม 2 กระทง กระทงแรกฐานมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท กระทงหลังฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึกอีก 2 ซอง จำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงแรก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท กระทงหลังจำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท เมื่อรวมทุกกระทงความผิดแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 29 ปี และปรับ 700,000 บาท ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึกอีก 2 ซองให้จำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,462 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่เพียงกระทงเดียว ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 266,666.66 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดแยกจากกันเป็นสองกรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อ ก. ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2,200 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 196.679 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 33.726 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 240,000 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และในฟ้องข้อ ค. โจทก์บรรยายว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึกอีก 2 ซอง น้ำหนักสุทธิ 24.348 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 4.825 กรัม ไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6 ) พ.ศ.2526 มาตรา 4 ซึ่งเป็นการกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แสดงว่า สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ขอให้ลงโทษ 2 กระทง กระทงแรกในความผิดที่เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 2,200 เม็ด กระทงหลังในส่วนที่เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนรวม 2,462 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,200 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวกัน จึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากได้เพราะเกินคำขอและต้องห้ามนั้น จึงไม่ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 2,200 เม็ด และจำหน่ายให้แก่สายลับไปหมดแล้ว ต่อมาในวันเดียวกัน เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 ยึดได้เมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึกอีก 2 ซอง โดยเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองและจำหน่ายไปในตอนแรกจำนวน 2,200 เม็ด กับที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในตอนหลังจำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง เป็นคนละจำนวนกัน แม้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายไปในตอนแรก เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และการจำหน่ายเป็นความผิดที่มีเจตนาในการกระทำผิดแยกจากกันได้ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำหน่ายให้สายลับไปจำนวน 2,200 เม็ด และยังร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านอีกจำนวน 262 เม็ด กับชนิดผลึก 2 ซอง อีกส่วนหนึ่งต่างหากการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดสองกรรมดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 102
ป.อ. ม. 83 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอรรถพลหรืออาร์ท ศิริพรรณาภิรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมเกียรติ แก้วมาลี
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 589/2560
#607987
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ส. บิดาของจำเลยที่ 1 แจ้งต่อร้อยตำรวจโท ร. ว่า ได้ไปเยี่ยมจำเลยที่ 1 ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางแล้วจำเลยที่ 1 แจ้งต่อ ส. ว่า อ. เครือข่ายของจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้แก่ลูกค้าในเขตจังหวัดนครราชสีมา และให้ ส. แจ้งข้อมูลดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ร้อยตำรวจโท ร. จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และได้รับคำสั่งให้สืบสวนสอบสวน ต่อมาร้อยตำรวจโท ร. จับกุม อ. ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด เป็นของกลาง เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจโดยตรง แต่การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งข้อมูลให้แก่ ส. บิดาของจำเลยที่ 1 เพื่อให้นำข้อมูลดังกล่าวไปแจ้งต่อร้อยตำรวจโท ร. จนสามารถจับกุม อ. ได้ตามข้อมูลที่จำเลยที่ 1 แจ้ง พอถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าสะพายสีเทาของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าสะพายสีเทาของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ด้วย ให้ลงโทษจำคุก 45 ปี และปรับ 800,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 6 เดือน และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 นายสังวาล บิดาของจำเลยที่ 1 แจ้งต่อร้อยตำรวจโทรัฐพล เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองกำกับการ 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 ว่า นายสังวาลได้ไปเยี่ยมจำเลยที่ 1 ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง จำเลยที่ 1 แจ้งต่อนายสังวาลว่า นายอาร์ท ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง เครือข่ายของจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้แก่ลูกค้าในเขตจังหวัดนครราชสีมา และให้นายสังวาลแจ้งข้อมูลดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ร้อยตำรวจโทรัฐพลจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วได้รับคำสั่งให้สืบสวนสอบสวนจนทราบว่านายอาร์ทมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษที่ซอยหอพัก 30 กันยา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาร้อยตำรวจโทรัฐพล จับกุมนายอาร์ทได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด เป็นของกลาง ตามบันทึกการจับกุม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ อันเป็นเหตุให้ลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ต้องเป็นกรณีที่ผู้กระทำความผิดโดยตรงเป็นผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งต้องตีความอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นหากมีผู้ใดซึ่งมิใช่ผู้กระทำความผิดให้ข้อมูลสำคัญต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ผู้กระทำความผิดก็ง่ายที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อขอรับประโยชน์ในการขอลดโทษได้ คดีนี้บิดาของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แม้บิดาจำเลยที่ 1 รับข้อมูลมาจากจำเลยที่ 1 ก็ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจโดยตรง แต่การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งข้อมูลให้แก่นายสังวาลบิดาของจำเลยที่ 1 เพื่อให้นำข้อมูลดังกล่าวไปแจ้งต่อร้อยตำรวจโทรัฐพล จนสามารถจับกุมนายอาร์ทได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ตามข้อมูลที่จำเลยที่ 1 แจ้งต่อนายสังวาล พอถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมาตรา 30 ที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองไม่ว่าทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายภาณุพงศ์หรือนัด ปานกลาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวนภัสพร ศักดิ์เดชานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2560
#608722
เปิดฉบับเต็ม

ชั้นพิจารณาในศาลชั้นต้นจำเลยต่อสู้คดีด้วยตนเอง ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจำเลยมิได้แต่งตั้งทนายให้เข้าว่าความ แต่ได้มอบอำนาจให้องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐแห่งราชอาณาจักรไทย โดย ส. ประธานองค์การฯ เป็นผู้อุทธรณ์และผู้ฎีกา แต่องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐแห่งราชอาณาจักรไทยไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยได้ การที่องค์การฯ ดังกล่าวยื่นอุทธรณ์แทนจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาเพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 11, 54, 55, 69, 72 ตรี พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4, 38, 54 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลาง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเอง ทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และทำลายต้นไม้หรือพฤกษชาติอื่น ๆ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท ฐานทำไม้หวงห้ามประเภท ก. โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท และฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรจำนวน 20 ชั่วโมง (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 และ 31 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2) และ 73 วรรคสอง (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง และ 73 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท และฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ส่วนการรอการลงโทษ การคุมความประพฤติจำเลยและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ยึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเอง และยกคำขอที่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ในชั้นพิจารณาในศาลชั้นต้นจำเลยต่อสู้คดีด้วยตนเอง ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจำเลยมิได้แต่งตั้งทนายให้เข้าว่าความ แต่ได้มอบอำนาจให้องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐแห่งราชอาณาจักรไทย โดยนายสุขสันติ์ ประธานองค์การฯ เป็นผู้อุทธรณ์และผู้ฎีกา แต่องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยได้ การที่องค์การฯ ดังกล่าวยื่นอุทธรณ์แทนจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาเพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของจำเลย ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสอาด หลีหมาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายจุมพล รัตธนภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายไพจิตร สวัสดิสาร
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 578/2560
#607362
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 14 บัญญัติว่า "ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็นภาษีอากรประเมิน" และมาตรา 15 บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท" แต่ในหมวด 6 มิได้ระบุว่า อากรแสตมป์เป็นภาษีอากรประเมินและไม่มีบทบัญญัติว่าไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น อากรแสตมป์จึงไม่ใช่ภาษีอากรประเมินจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 19 ประกอบกับมาตรา 123 กำหนดเพียงว่า เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจเข้าทำการตรวจค้นสถานที่เพื่อทำการตรวจสอบ กับมีอำนาจเรียกและยึดเอกสาร และออกหมายเรียกตัวผู้มีหน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือ เอาประโยชน์แห่งตราสารและพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้ บทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ใช่บทบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจต้องใช้อำนาจออกหมายเรียกเสมอไป แต่เป็นดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจว่ามีเหตุสมควรที่จะใช้อำนาจในการออกหมายเรียกตามมาตราดังกล่าวหรือไม่ พนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์จึงมีอำนาจเรียกเก็บอากรแสตมป์ได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนก่อน

เมื่ออากรแสตมป์ไม่ใช่ภาษีอากรประเมินจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 18 ตรี ที่กำหนดให้เวลาในการชำระเงินไม่น้อยกว่า 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง ประกอบกับการเรียกเก็บอากรแสตมป์ดังกล่าวสืบเนื่องจากการกล่าวหาของกรมที่ดิน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 114 และ 115 และตามมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติระยะเวลาชำระอากรไว้ดังเช่นมาตรา 18 ตรี การที่หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรให้เวลาชำระเงินภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงชอบแล้ว และเป็นคนละกรณีกับระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งให้เรียกเก็บอากรแสตมป์ ซึ่งมาตรา 115 วรรคสอง กำหนดให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โจทก์จึงยังคงมีระยะเวลาในการอุทธรณ์คำสั่งได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรตามมาตรา 30 ประกอบมาตรา 115 วรรคสอง

โจทก์มุ่งประสงค์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านให้แก่ ก. และ ก.ชำระราคาให้แก่โจทก์ อันเป็นเจตนาของคู่สัญญาในการตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน ต่อมา ก. ได้นำหนังสือมอบอำนาจของโจทก์พร้อมหนังสือยินยอมของ ว. ไปดำเนินการจดทะเบียนให้ที่ดินพร้อมบ้านแก่ ก. โดยความรู้เห็นของโจทก์ และโจทก์ก็ได้รับชำระราคาจาก ก. หนังสือสัญญาให้ที่ดินพร้อมบ้านจึงเป็นหลักฐานแสดงว่า ก. ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้าน และโจทก์จะได้รับชำระราคาจาก ก. หนังสือสัญญาให้ที่ดินดังกล่าวซึ่งได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจึงเป็นตราสารใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้าย ป.รัษฎากร ข้อ 28 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย (ที่ถูก จำเลยทั้งสี่) โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

ระหว่างระยะเวลายื่นอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นายสิทธิภัทท์ บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลภาษีอากรกลางอนุญาต

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ขอโจทก์ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์เรียกเก็บอากรแสตมป์โดยมิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 14 บัญญัติว่า "ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็นภาษีอากรประเมิน" และมาตรา 15 บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท" แต่ในหมวด 6 มิได้ระบุว่า อากรแสตมป์เป็นภาษีอากรประเมินและไม่มีบทบัญญัติว่าไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น อากรแสตมป์จึงไม่ใช่ภาษีอากรประเมินจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 19 ประกอบกับประมวลรัษฎากร มาตรา 123 กำหนดเพียงว่า เมื่อมีเหตุสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจเข้าทำการตรวจค้นสถานที่เพื่อทำการตรวจสอบ กับมีอำนาจเรียกและยึดเอกสาร และออกหมายเรียกตัวผู้มีหน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารและพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้ บทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ใช่บทบังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจต้องใช้อำนาจออกหมายเรียกเสมอไป แต่เป็นดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจว่ามีเหตุสมควรที่จะใช้อำนาจในการออกหมายเรียกตามมาตราดังกล่าวหรือไม่ พนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์จึงมีอำนาจเรียกเก็บอากรแสตมป์ได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนก่อน การที่พนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์เรียกเก็บอากรแสตมป์จากโจทก์โดยมิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนก่อนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการที่สองว่า พนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์มีหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรระบุให้เวลาชำระเงินภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่ออากรแสตมป์ไม่ใช่ภาษีอากรประเมินจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 18 ตรี ประกอบกับกรณีการเรียกเก็บอากรแสตมป์ดังกล่าวสืบเนื่องจากการกล่าวหาของกรมที่ดินตามสำเนาหนังสือกรมที่ดิน ซึ่งเป็นไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 114 และ 115 และตามมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติระยะเวลาชำระอากรไว้ดังเช่นมาตรา 18 ตรี การที่หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรให้เวลาชำระเงินภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จึงชอบแล้ว และเป็นคนละกรณีกับระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งให้เรียกเก็บอากรแสตมป์ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 115 วรรคสอง กำหนดให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โจทก์จึงยังคงมีระยะเวลาในการอุทธรณ์คำสั่งได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 ประกอบมาตรา 115 วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการสุดท้ายว่า พนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์เรียกเก็บอากรแสตมป์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มุ่งประสงค์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6318 ให้แก่นางเกศกัญญา และนางเกศกัญญามุ่งชำระราคาให้แก่โจทก์ อันเป็นเจตนาของคู่สัญญาในการตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน แต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2537 นางเกศกัญญาได้นำหนังสือมอบอำนาจของโจทก์พร้อมหนังสือยินยอมของพลเอกวันชัยไปดำเนินการจดทะเบียนให้ที่ดินพร้อมบ้านตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6318 แก่นางเกศกัญญาโดยความรู้เห็นของโจทก์ และในวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 โจทก์ก็ได้รับชำระราคาจากนางเกศกัญญา หนังสือสัญญาให้ที่ดินพร้อมบ้านตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6318 จึงเป็นหลักฐานแสดงว่านางเกศกัญญาได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6318 และโจทก์จะได้รับชำระราคาจากนางเกศกัญญา หนังสือสัญญาให้ที่ดินดังกล่าวซึ่งได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามกฎหมายจึงเป็นตราสารใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 28 (ข) โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายและมีสิทธิได้รับชำระราคาจากการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายจึงมีหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ในตราสารใบรับนั้น เมื่อมิได้ปิดแสตมป์เลย และข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏขึ้นเนื่องจากกรมที่ดินตรวจสอบพบและมีหนังสือไปถึงจำเลยที่ 2 เรื่องเรียกค่าภาษีอากรเพิ่ม ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 พนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์จึงมีอำนาจเรียกเก็บอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 114 (2) (ก) การที่พนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์มีหนังสือแจ้งให้โจทก์เสียอากรแสตมป์เป็นเงิน 56,213 บาท และเงินเพิ่มอากรอีก 6 เท่า เป็นเงิน 337,278 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 393,491 บาท จึงไม่เกินจากอัตราตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 28 (ข) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 114 ม. 115 ม. 123
บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
คุณหญิงสุวิมล จิตต์จำนงค์ โดยนายสิทธิภัทท์
โจทก์ — จิตต์จำนงค์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2560
#607972
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ พ. เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดเป็นผู้ทำสัญญาให้บริษัท บ. เช่า เป็นเวลา 30 ปี บริษัท บ. ตกลงชำระค่าหน้าดิน 87,500,000 บาท ในวันเดียวกัน พ. ทำหนังสือสัญญาให้สิทธิเก็บกินบนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นหลาน และบริษัท บ. ตกลงจ่ายค่าหน้าดินและค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ทรงสิทธิเก็บกิน แต่เพิ่งไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายหลังจากที่มีการทำสัญญาเช่าแล้ว ดังนั้น ผู้มีเงินได้ตามสัญญาเช่า คือ พ. ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาเช่า โจทก์ทั้งสามเป็นเพียงผู้รับเงินค่าเช่าแทน พ. เท่านั้น

การที่บริษัท บ. ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่โจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการออกหนังสือรับรองผิดหน่วยภาษี โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0706.04/06385 ที่ กค 0706.04/06384 และที่ กค 0706.04/06386 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ที่ กค 0706/ก5/11667 ที่ กค 0706/ก5/ 11534 และที่ กค. 0706/ก5/11665 ให้จำเลยคืนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย ปีภาษี 2554 ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 828,750 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 804,375 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 804,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงินที่ขอคืนของโจทก์แต่ละคนนับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์ทั้งสามและจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้เยาว์ มีนางสาวปฐมา มารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม วันที่ 7 กรกฎาคม 2554 นางประไพ ทำสัญญาให้บริษัทบางนา ชอปปิ้งคอมเพล็กซ์ จำกัด เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1561 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2586 ตามสัญญาเช่าที่ดิน บริษัทบางนา ชอปปิ้งคอมเพล็กซ์ จำกัด ตกลงชำระค่าหน้าดิน 87,500,000 บาท โดยแบ่งชำระรวม 5 งวด งวดที่ 1 จำนวนเงิน 10,000,000 บาท เป็นเงินมัดจำที่ผู้เช่าได้มอบชำระไว้แล้ว งวดที่ 2 จำนวน 19,375,000 บาท ชำระภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 งวดที่ 3 จำนวน 19,375,000 บาท ชำระภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2554 งวดที่ 4 จำนวน 19,375,000 บาท ชำระภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 งวดที่ 5 จำนวน 19,375,000 บาท ชำระภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ในวันเดียวกันนางประไพ ทำหนังสือสัญญาให้สิทธิเก็บกินในที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม ซึ่งมีฐานะเป็นหลานโดยเป็นบุตรของนางสาวปฐมา บุตรของนางประไพ ตามหนังสือสัญญาให้สิทธิเก็บกินและในวันทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าว บริษัทบางนา ชอปปิ้งคอมเพล็กซ์ จำกัด ตกลงจ่ายค่าหน้าดินและค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ทรงสิทธิเก็บกิน และมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย ตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกันตามข้อตกลงเพิ่มเติม หลังจากนั้นบริษัทได้จ่ายเงินค่าหน้าดินให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ทรงสิทธิเก็บกิน พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งจำเลยแล้ว คนละ 3 ครั้ง โดยจ่ายให้โจทก์ที่ 1 วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 จำนวน 3,400,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 170,000 บาท วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 จำนวน 6,587,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 329,375 บาท วันที่ 31 ธันวาคม 2554 จำนวน 6,587,500 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 329,375 บาท รวมเงินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ปีภาษี 2554 ของโจทก์ที่ 1 จำนวน 828,750 บาท จ่ายให้โจทก์ที่ 2 วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 จำนวน 3,300,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 165,000 บาท วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 จำนวน 6,393,750 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 319,687.50 บาท วันที่ 31 ธันวาคม 2554 จำนวน 6,393,750 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 319,687.50 บาท รวมเงินภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย ปีภาษี 2554 ของโจทก์ที่ 2 จำนวน 804,375 บาท และจ่ายให้โจทก์ที่ 3 วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 จำนวน 3,300,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 165,000 บาท วันที่ 31 กรกฎาคม 2554 จำนวน 6,393,750 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 319,687.50 บาท วันที่ 31 ธันวาคม 2554 จำนวน 6,393,750 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 319,687.50 บาท รวมเงินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ปีภาษี 2554 ของโจทก์ที่ 3 จำนวน 804,375 บาท หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามนำเงินค่าหน้าดินที่ได้รับมาคิดเฉลี่ยเพื่อยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ผู้มีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินไม่ยื่นรายการเงินได้ให้ครบถ้วน ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 โดยโจทก์ที่ 1 นำเงินค่าหน้าดินที่ได้รับ 16,575,000 บาท มาเฉลี่ยตามจำนวนปีแห่งอายุการเช่า 30 ปี โจทก์ที่ 1 มีเงินได้ปีละ 552,500 บาท และในวันที่ 27 มีนาคม 2555 โจทก์ที่ 1 ยื่นรายการตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับใช้ยื่นก่อนถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ หรือแบบ ภ.ง.ด. 93 รวม 30 ฉบับ และได้ชำระภาษีเป็นการล่วงหน้าปีละ 28,962.50 บาท รวม 30 ปี เป็นเงิน 868,875 บาท ให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 แต่ละคนต่างนำเงินค่าหน้าดินที่ได้รับ 16,087,500 บาท มาเฉลี่ยตามจำนวนปีแห่งอายุการเช่า 30 ปี โจทก์ที่ 2 และที่ 3 แต่ละคนจะมีเงินได้ปีละ 536,250 บาท และในวันที่ 27 มีนาคม 2555 โจทก์ที่ 2 ยื่นรายการตามแบบ ภ.ง.ด. 93 รวม 30 ฉบับ และได้ชำระภาษีเป็นการล่วงหน้าปีละ 27,581.25 บาท รวม 30 ปี เป็นเงิน 827,437.50 บาท ให้แก่จำเลย วันที่ 30 มีนาคม 2555 โจทก์ทั้งสามยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป หรือ ภ.ง.ด. 90 เพื่อขอคืนเงินภาษีอากรประเภทเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2554 ที่บริษัทบางนา ชอปปิ้งคอมเพล็กซ์ จำกัด หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ และนำส่งจำเลยแล้วตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยโจทก์ที่ 1 ขอคืนเงินภาษีอากรที่ชำระไว้เกินจำนวน 828,750 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 แต่ละคนขอคืนเงินภาษีอากรที่ชำระไว้เกิน 804,375 บาท วันที่ 21 มิถุนายน 2555 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสามแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรให้ โดยจำเลยเห็นว่าตามหลักฐานการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้แก่โจทก์ทั้งสามนั้น สิทธิเก็บกินดังกล่าวมีผลตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2555 เงินค่าเช่าจึงเป็นเงินได้พึงประเมินของนางประไพ ซึ่งมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีในนามของตนเองตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากร และจำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 4 ตุลาคม 2555 ถึงโจทก์ทั้งสามแจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า จำเลยเห็นว่านางประไพ ทำสัญญาให้บริษัทบางนา ชอปปิ้งคอมเพล็กซ์ จำกัด เช่าที่ดินในนามของตนเอง ตามสัญญาลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 เงินได้ที่เกิดจากการให้เช่าจึงต้องถือเป็นของผู้ให้เช่า แม้จะมีข้อตกลงเพิ่มเติมท้ายสัญญาให้ผู้เช่าจ่ายเงินค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยตรง ก็เป็นเพียงการแบ่งเงินที่นางประไพ จะได้รับตามสัญญาเช่าดังกล่าวเท่านั้น เงินได้ค่าเช่าที่ดินได้รับในปีภาษี 2554 จึงเป็นเงินได้พึงประเมินของนางประไพ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบริษัทจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายให้แก่นางประไพ เพื่อนำไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของตนเอง การแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรตามหนังสือเลขที่ กค 0706.04/06385 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2555 ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 13 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่โจทก์ทั้งสามยังไม่เห็นพ้องด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิขอคืนภาษีหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยเสียก่อนว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีเงินได้หรือไม่ ประเด็นนี้จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษี เนื่องจากนางประไพ เจ้าของที่ดินผู้ให้เช่าเป็นผู้ทำสัญญาให้บริษัทบางนา ชอปปิ้ง คอมเพล็กซ์ จำกัด เช่า ทั้งนี้คู่สัญญาได้ทำข้อตกลงเพิ่มเติมในวันทำสัญญาว่า ผู้เช่าตกลงยินยอมให้ผู้ให้เช่าจดทะเบียนสิทธิเก็บกินบนที่ดินที่เช่าแก่โจทก์ทั้งสามให้เป็นผู้ทรงสิทธิเก็บกิน แต่เมื่อสิทธิเก็บกินยังมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาซึ่งสิทธิเก็บกินอันเป็นทรัพยสิทธิของโจทก์ทั้งสาม จึงยังไม่บริบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามยังไม่อาจถือเอาประโยชน์จากทรัพย์นั้นได้ การที่ผู้เช่าจ่ายค่าหน้าดินให้แก่โจทก์ทั้งสามในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ถือได้แต่เพียงว่าเป็นการรับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าแทนนางประไพเท่านั้น ค่าหน้าดินจึงเป็นเงินได้ของนางประไพซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นั้น ปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1417 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในบังคับสิทธิเก็บกินอันเป็นเหตุให้ผู้ทรงสิทธินั้นมีสิทธิครอบครอง ใช้ และถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งทรัพย์สินนั้น" และประมวลรัษฎากร มาตรา 61 บัญญัติว่า "บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆ แสดงว่า... (2) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า วันที่ 7 กรกฎาคม 2554 นางประไพ เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดเลขที่ 1561 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ทำสัญญาให้บริษัทบางนา ชอปปิ้งคอมเพล็กซ์ จำกัด เช่าที่ดินดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 30 ปี ระยะเวลาการเช่าตามสัญญาเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2586 และบริษัทตกลงชำระค่าหน้าดิน 87,500,000 บาท ให้แก่นางประไพ ในวันเดียวกันนางประไพทำหนังสือสัญญาให้สิทธิเก็บกินบนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม ซึ่งมีฐานะเป็นหลานโดยเป็นบุตรของนางสาวปฐมา บุตรของนางประไพ และในวันทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าว บริษัทตกลงจ่ายค่าหน้าดินและค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ทรงสิทธิเก็บกิน ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2555 นางประไพและโจทก์ทั้งสามไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พฤติการณ์ของนางประไพดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่านางประไพ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้ทำสัญญาให้เช่าที่ดินแก่ผู้เช่าเพื่อหวังค่าเช่าจากผู้เช่า โดยต้องการที่จะให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้ดอกผลนิตินัยคือค่าเช่าที่นางประไพทำไว้กับผู้เช่า เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ทรงสิทธิเก็บกินบนที่ดินดังกล่าวอันเป็นวัตถุแห่งสิทธิเก็บกินนั้น ซึ่งโจทก์ทั้งสามได้สิทธิเก็บกินมาโดยทางนิติกรรมภายหลังจากที่นางประไพทำสัญญาเช่ากับผู้เช่า ดังนั้น ผู้มีเงินได้ตามสัญญาเช่าพิพาทระหว่างนางประไพ กับบริษัทบางนา ชอบปิ้งคอมเพล็กซ์ จำกัด คือนางประไพซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาเช่า หาใช่โจทก์ทั้งสามซึ่งไม่ใช่คู่สัญญาตามสัญญาเช่าไม่ โจทก์ทั้งสามเป็นเพียงผู้รับเงินค่าเช่าแทนนางประไพ ผู้ให้เช่า เท่านั้น โจทก์ทั้งสามหาใช่ผู้ให้เช่าที่ดินดังกล่าวไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมาตรา 40 (5) และโจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิขอคืนภาษีหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์โต้แย้งว่า นางประไพ ทำหนังสือสัญญาให้สิทธิเก็บกินแก่โจทก์ทั้งสามบนที่ดินที่ให้บริษัทบางนา ชอบปิ้งคอมเพล็กซ์ จำกัด เช่า ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ตกลงจ่ายค่าหน้าดินและค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ทรงสิทธิเก็บกิน แม้นางประไพและโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้ไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินกับพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวหรือผู้เช่าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยินยอมรับรู้ถึงสิทธิเก็บกินของโจทก์ทั้งสามในที่ดินที่เช่าแล้ว สิทธิเก็บกินเป็นทรัพยสิทธิชนิดที่ตัดทอนอำนาจกรรมสิทธิ์ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โอนไปเป็นของโจทก์ทั้งสามผู้ทรงสิทธิเก็บกินเกือบทั้งหมดแล้ว คงเหลือเพียงสิทธิที่จะจำหน่ายทรัพย์สินเท่านั้นที่ยังคงอยู่กับนางประไพ เจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1417 โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ทรงสิทธิเก็บกินมีสิทธิครอบครอง ใช้ และถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งทรัพย์สินในที่ดินนั้นตลอดจนมีอำนาจจัดการทรัพย์สินได้ตลอดอายุสัญญาเช่า เมื่อโจทก์ทั้งสามนำเงินค่าหน้าดินที่ได้รับทั้งหมดมาเฉลี่ยตามปีแห่งอายุการเช่า 30 ปี โจทก์ที่ 1 จะมีเงินได้ปีละ 552,500 บาท โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 จะมีเงินได้ปีละ 536,250 บาท โดยโจทก์ทั้งสามยื่นรายการตามแบบ ภ.ง.ด. 93 รวม 30 ฉบับ และได้ชำระภาษีเป็นการล่วงหน้า 30 ปี ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินภาษีอากรประเภทเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2554 ที่บริษัทบางนา ชอบปิ้งคอมเพล็กซ์ จำกัด ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ และได้นำส่งจำเลยแล้ว ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 828,750 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนละ 804,375 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2555 เป็นต้นไป และตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ผู้มีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินไม่ยื่นรายการเงินได้ให้ครบถ้วน ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2528 กำหนดให้สิทธิแก่ผู้มีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินมีสิทธินำเงินกินเปล่าที่ได้รับล่วงหน้ามาเฉลี่ยตามส่วนแบ่งตามจำนวนปีของอายุการเช่า แล้วชำระภาษีเงินได้จากเงินกินเปล่าที่เฉลี่ยเป็นรายปีตามจำนวนปีของอายุการเช่าเป็นการล่วงหน้าได้ จึงมิได้หมายความเฉพาะผู้ให้เช่าเท่านั้น โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินโดยผลของกฎหมายจากการที่นางประไพ เจ้าของที่ดินและผู้ให้เช่าได้ให้สิทธิเก็บกินในที่ดินที่ให้เช่านี้ โจทก์ทั้งสามมีสิทธิใช้สิทธิประโยชน์จากประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า การที่นางประไพทำหนังสือสัญญาให้สิทธิเก็บกินแก่โจทก์ทั้งสามในวันทำสัญญาเช่าโดยผู้ให้เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดเลขที่ 1561 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตกลงให้ผู้รับมีสิทธิเก็บกินในที่ดินดังกล่าวตลอดชีวิตของผู้รับ แต่นางประไพ และโจทก์ทั้งสามเพิ่งไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายหลังจากที่มีการทำสัญญาเช่าระหว่างนางประไพกับบริษัทบางนา ชอปปิ้ง คอมเพล็กซ์ จำกัด เงินค่าหน้าดินที่ผู้เช่าตกลงชำระให้แก่โจทก์ทั้งสามในปีภาษี 2554 จึงเป็นเงินได้ของนางประไพ หาใช่ของโจทก์ทั้งสามดังที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ไม่ ซึ่งบริษัทจะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่นางประไพ โจทก์ทั้งสามไม่ใช่คู่สัญญากับบริษัทบางนา ชอปปิ้ง คอมเพล็กซ์ จำกัด โจทก์ทั้งสามจึงไม่ถือเป็นผู้มีเงินได้ที่เป็นเงินค่าหน้าดินจากบริษัทดังกล่าวโดยตรง โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษี ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามไม่ใช่ผู้ให้เช่าที่ดินที่จะใช้สิทธิประโยชน์ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ผู้มีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินไม่ยื่นรายการเงินได้ให้ครบถ้วน ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2528 มา นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กหญิง ป. กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 564/2560
#609285
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2552 ที่ประชุมใหญ่สหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด มีมติเลือกจำเลยเป็นกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ดังกล่าว ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ได้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้แทนของสหกรณ์เพื่อเข้าร่วมประชุมใหญ่ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด โจทก์และที่ประชุมใหญ่ของโจทก์มีมติเลือกจำเลยเป็นกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยเป็นไปตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายหรือมติคณะกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ การที่โจทก์จ่ายเงินค่าเบี้ยประชุมและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นให้แก่จำเลยเป็นการปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของจำเลยที่จะได้รับจากการทำงานของตน ขณะเดียวกันโจทก์ก็ได้ผลแห่งการงานที่จำเลยได้กระทำในระหว่างที่เป็นกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์เป็นการตอบแทนด้วย แม้ภายหลังรองนายทะเบียนสหกรณ์ซึ่งควบคุมและกำกับการดำเนินกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด มีหนังสือแจ้งเพิกถอนมติการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2552 ของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด เรื่องการสรรหากรรมการดำเนินการ ก็เป็นเพียงเรื่องที่จำเลยขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด เป็นเหตุให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด และกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์เท่านั้น หาเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่จำเลยมีสิทธิได้รับโดยชอบด้วยกฎหมายในระหว่างที่ยังเป็นกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์คืนจากจำเลยไม่ เงินค่าเบี้ยประชุมและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่จำเลยได้รับ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยได้รับมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และต้องคืนเงินนั้นให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ ส่วนเงินโบนัสประจำปี 2553 ซึ่งเป็นบำเหน็จรางวัลแก่กรรมการดำเนินการและไม่ถือเป็นผลประโยชน์ตอบแทนการทำงานโดยตรง เมื่อที่ประชุมชุมนุมสหกรณ์โจทก์มีมติให้จ่ายโบนัสดังกล่าวแก่กรรมการดำเนินการรวมทั้งจำเลย หลังจากที่รองนายทะเบียนสหกรณ์มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552 ของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด การที่จำเลยได้รับเงินโบนัสดังกล่าวไปจากโจทก์จึงเป็นการได้รับไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ซึ่งเป็นลาภมิควรได้ การที่โจทก์จ่ายเงินโบนัสดังกล่าวให้แก่จำเลยไปย่อมเป็นกรณีที่โจทก์ได้กระทำการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินโบนัสดังกล่าวคืนจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,406,148.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 411,093.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2555 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า สหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด เป็นสมาชิกชุมนุมสหกรณ์โจทก์ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2552 ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552 ของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด เลือกจำเลยเป็นกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2553 สหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ได้ออกหนังสือตั้งจำเลยเป็นผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ให้มีอำนาจเข้าประชุมใหญ่และใช้สิทธิต่าง ๆ ตามที่กำหนดในข้อบังคับของโจทก์ และเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2553 จำเลยได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกของโจทก์ให้เป็นกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ ตามรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 แต่ต่อมา รองนายทะเบียนสหกรณ์อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 20 มีคำสั่งที่ กษ 1106/2666 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2552 ของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ในวาระเกี่ยวกับการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการ เพราะการประชุมในวาระดังกล่าวมีสมาชิกมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ได้อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ ตามข้อบังคับของโจทก์ข้อที่ 30 ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์สมาชิกแต่ละสหกรณ์เลือกผู้แทนจากกรรมการดำเนินการของตนสหกรณ์ละ 1 คน เป็นผู้แทนเพื่อเข้าประชุมใหญ่และใช้สิทธิต่าง ๆ ในชุมนุมสหกรณ์ และข้อที่ 38 กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ของโจทก์เลือกคณะกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์จากผู้แทนสหกรณ์สมาชิกตามข้อบังคับของโจทก์ ผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งรองนายทะเบียนสหกรณ์ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องข้ออุทธรณ์ฯ ของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เห็นว่า คำสั่งของรองนายทะเบียนสหกรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประกอบกับสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด รับโดยปริยายว่าคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิระงับสิ้นไป จึงเห็นควรจำหน่ายอุทธรณ์ของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติเห็นชอบด้วย ตามระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ และหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียสามารถโต้แย้งได้โดยฟ้องต่อศาลปกครองกลาง นายทะเบียนสหกรณ์ได้เคยแจ้งโจทก์ว่า จำเลยต้องพ้นจากตำแหน่งการเป็นกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ตามคำสั่งของรองนายทะเบียนสหกรณ์ จึงไม่มีคุณสมบัติในการเป็นผู้แทนสหกรณ์สมาชิก ตามข้อบังคับของโจทก์ข้อที่ 30 มาตั้งแต่แรกและไม่สามารถรับเลือกตั้งเป็นกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ตามข้อบังคับข้อที่ 38 ระหว่างที่จำเลยทำหน้าที่กรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2553 ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2555 ได้รับเงินและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของโจทก์ เช่น ค่าเบี้ยประชุม ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ ค่าวิทยากร ค่าลงทะเบียน ค่าทัวร์ และอื่น ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,358,638.07 บาท ตามเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายเงิน ซึ่งได้เบิกจ่ายตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานภายในประเทศ พ.ศ.2553 และว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ พ.ศ.2553 จำเลยปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการดำเนินการและเลขานุการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ตามที่โจทก์มอบหมายและไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธที่จะคืนเงินให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินและผลประโยชน์อื่นที่จำเลยได้รับให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยได้รับเงินค่าเบี้ยประชุมและเงินอื่น ๆ จากโจทก์ในขณะที่ทำงานเป็นกรรมการดำเนินการและเลขานุการชุมนุมสหกรณ์โจทก์นั้น มิใช่เรื่องลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 เพราะว่าเงินค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยก็เนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ปรากฏว่ามีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่หรือนอกขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ หรือปฏิบัติหน้าที่ส่อไปในทางทุจริตหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงมิใช่กรณีที่ปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2552 มีการประชุมใหญ่สหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ซึ่งที่ประชุมใหญ่ได้มีมติเลือกจำเลยเป็นกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ดังกล่าว ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ได้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด เพื่อเข้าร่วมประชุมใหญ่ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด โจทก์ ในวันที่ 12 มิถุนายน 2553 โดยให้ผู้แทนสหกรณ์มีอำนาจเข้าประชุมใหญ่และใช้สิทธิต่าง ๆ ตามที่กำหนดในข้อบังคับของโจทก์ซึ่งรวมถึงการเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ และในวันประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2553 ของโจทก์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2553 เพื่อเลือกตั้งกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ชุดใหม่ ปรากฏว่าที่ประชุมใหญ่ของโจทก์มีมติเลือกจำเลยเป็นกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ กรณีไม่ใช่ความผูกพันกันตามกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมสัญญา จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลิกสัญญาและกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลย ก็เป็นไปตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายหรือมติคณะกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ การที่โจทก์จ่ายเงินค่าเบี้ยประชุมและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นให้แก่จำเลย เป็นการปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ ซึ่งจ่ายให้แก่กรรมการดำเนินการหรือบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ให้แก่โจทก์ตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงานภายในประเทศ พ.ศ.2553 ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของจำเลยที่จะได้รับจากการทำงานของตน ขณะเดียวกันโจทก์ก็ได้ผลแห่งการงานที่จำเลยได้กระทำในระหว่างที่เป็นกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์เป็นการตอบแทนด้วย แม้ภายหลังรองนายทะเบียนสหกรณ์ซึ่งควบคุมและกำกับการดำเนินกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด มีหนังสือลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 แจ้งเพิกถอนมติการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552 ของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2552 เรื่องการสรรหากรรมการดำเนินการ ก็เป็นเพียงเรื่องที่จำเลยขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด ไม่สามารถเป็นผู้แทนสมาชิกสหกรณ์และรับเลือกตั้งเป็นกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์ได้ เป็นเหตุให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด และกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์เท่านั้น หาเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่จำเลยมีสิทธิได้รับโดยชอบด้วยกฎหมายในระหว่างที่ยังเป็นกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์โจทก์คืนจากจำเลยไม่ เงินค่าเบี้ยประชุมและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นที่จำเลยได้รับ จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยได้รับมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และต้องคืนเงินนั้นให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ ส่วนเงินโบนัสประจำปี 2553 จำนวน 342,693.07 บาท ซึ่งเป็นบำเหน็จรางวัลแก่กรรมการดำเนินการและไม่ถือว่าเป็นผลประโยชน์ตอบแทนการทำงานโดยตรง เมื่อที่ประชุมชุมนุมสหกรณ์โจทก์มีมติให้จ่ายโบนัสดังกล่าวแก่กรรมการดำเนินการรวมทั้งจำเลย หลังจากที่รองนายทะเบียนสหกรณ์ได้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2552 ของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมชลประทาน จำกัด การที่จำเลยได้รับเงินโบนัสจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์จึงเป็นการได้รับไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ซึ่งเป็นลาภมิควรได้ การที่โจทก์จ่ายเงินโบนัสจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยไปย่อมเป็นกรณีที่โจทก์ได้กระทำการชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินโบนัสจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 407
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — นางชวลี สวัสดิบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายณัฎฐ์พงษ์ สมศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอมรรัตน์ กริยาผล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 563/2560
#608709
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของโจทก์และสมาชิกจากการบริหารจัดการของจำเลยทั้งยี่สิบสามจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ที่ฝ่ายจำเลยยกปัญหาว่าการเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการชุดปัจจุบันไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์เพื่อตัดอำนาจฟ้องโจทก์มิให้ฟ้องร้องบังคับคดีแก่ตน ฝ่ายจำเลยชอบที่จะขอให้นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ยับยั้งหรือเพิกถอนได้ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 20 ขอให้นายทะเบียนสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะแล้วตั้งคณะกรรมการดำเนินการชั่วคราวเข้าดำเนินการแทนตามมาตรา 21 หรือขอให้นายทะเบียนสหกรณ์ตีความข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่ององค์ประชุมตามมาตรา 58 ได้ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 45 เมื่อไม่ปรากฏว่านายทะเบียนมีคำชี้ขาดเกี่ยวกับการตีความข้อบังคับของโจทก์ตามที่จำเลยกล่าวหาว่ามีการจัดให้มีการเลือกตั้งโดยไม่ชอบ ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงไม่อาจรับฟัง โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งยี่สิบสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 330,649,052.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 299,509,054.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1, ที่ 3 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 16, ที่ 18 ถึงที่ 22 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2, ที่ 23 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 9, ที่ 17 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางวารินทร์ทิพย์ ทายาทของจำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 9 และที่ 19 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 9 และที่ 19 ไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังเป็นยุติ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 19 ฎีกาของจำเลยที่ 4 และฎีกาของจำเลยที่ 9 มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการรักษาผลประโยชน์ของโจทก์และสมาชิกจากการบริหารจัดการของจำเลยทั้งยี่สิบสาม จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ปัญหาว่าการเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการชุดปัจจุบันไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ ที่ฝ่ายจำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างนั้นเป็นไปเพื่อตัดอำนาจฟ้องของโจทก์มิให้ฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่ตน มิใช่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของโจทก์หรือสมาชิกคณะกรรมการดำเนินการโจทก์ชุดที่ 39 ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ถึง 22 ส่วนใหญ่เป็นกรรมการดำเนินการ เป็นผู้จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการดำเนินการแทนชุดของตนที่บางส่วนหมดวาระ บางส่วนลาออกจนไม่มีกรรมการดำเนินการเหลืออยู่ เป็นการดำเนินการเลือกตั้งภายใต้การควบคุมบริหารจัดการของกรรมการดำเนินการชุดที่ 39 ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้กับนายทะเบียนสหกรณ์ หากมีการดำเนินการเลือกตั้งหรือลงมติไม่ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของโจทก์ ฝ่ายจำเลยหรือสมาชิกชอบที่จะขอให้นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนยับยั้งหรือเพิกถอนได้ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 20 ขอให้นายทะเบียนสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะแล้วตั้งคณะกรรมการดำเนินการชั่วคราวเข้าดำเนินการแทนตามมาตรา 21 หรือขอให้นายทะเบียนสหกรณ์ตีความข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่ององค์ประชุมตามมาตรา 58 ได้ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 45 เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายทะเบียนได้มีคำชี้ขาดเกี่ยวกับการตีความข้อบังคับของโจทก์ที่จำเลยกล่าวหาว่าตนเองดำเนินการจัดให้มีเลือกตั้งโดยไม่ชอบ ยังไม่มีการขอให้นายทะเบียนยับยั้งหรือเพิกถอนการประชุมใหญ่ที่จำเลยกล่าวหาว่าเป็นการลงมติฝ่าฝืนข้อบังคับของโจทก์ และนายทะเบียนได้มีคำสั่งให้ยับยั้งหรือเพิกถอนมติดังกล่าวแล้ว ไม่มีการฟ้องร้องต่อศาลและศาลมีคำพิพากษาให้การเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการชุดที่จำเลยดำเนินการให้มีการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงไม่อาจรับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งยี่สิบสามนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 9 และที่ 19 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการตำรวจนครราชสีมา จำกัด
จำเลย — พลตำรวจโทหรือนายกฤษฎา พันธุ์คงชื่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางรัศมี เนตรภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 553/2560
#609295
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกันที่ 1 ฎีกาว่า การบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาประกันต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ขอให้ศาลฎีกาคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันที่ 1 นั้น เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ประกันมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลไปจนกว่าจะครบกำหนดอายุความทางอาญา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกันและออกหมายจับจำเลยที่ 2 โดยระบุให้จับตัวส่งศาลชั้นต้นภายในอายุความ 15 ปี นับจากวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับและปรับผู้ประกัน จนถึงวันที่ผู้ประกันที่ 1 ยื่นคำร้องนี้มาจึงยังอยู่ภายในอายุความทางอาญาดังกล่าว ดังนั้น ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้น ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันตามคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกันที่ 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันทั้งสองประกันตัวจำเลยที่ 2 ไปในระหว่างพิจารณา โดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลในวงเงิน 3,500,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2546 ผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองตามสัญญาและออกหมายจับจำเลยที่ 2 วันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ผู้ประกันที่ 1 ยื่นคำร้องว่า นับจากวันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองจนถึงวันยื่นคำร้อง หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามิได้ดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกันภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง จึงหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่หลักประกันของผู้ประกันทั้งสองแล้ว ขอให้คืนหลักประกันโฉนดที่ดินเลขที่ 15937 ตำบลทับยาว อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้ประกันทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันจำเลยที่ 2 เนื่องจากไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลตามกำหนดนัด เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 จนถึงปัจจุบันผู้ประกันจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำตัวจำเลยที่ 2 มาส่งต่อศาล ต้องถือว่าผู้ประกันจำเลยที่ 2 ยังคงผิดสัญญาประกัน ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญาในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งศาลได้ แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันจำเลยที่ 2 เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263-1264/2558 กรณีจึงไม่มีเหตุให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ให้ยกคำร้อง

ผู้ประกันที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ประกันที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ประกันที่ 1 ฎีกาว่า การบังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาประกันต้องกระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ขอให้ศาลฎีกาคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ประกันมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลไปจนกว่าจะครบกำหนดอายุความทางอาญา การที่ศาลชั้นต้นคดีนี้มีคำสั่งปรับผู้ประกันและออกหมายจับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 โดยระบุให้จับจำเลยที่ 2 ไปส่งศาลชั้นต้นภายในอายุความ 15 ปี นับจากวันที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 และสั่งปรับผู้ประกัน จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ที่ผู้ประกันที่ 1 ยื่นคำร้องนี้มา จึงยังอยู่ภายในอายุความทางอาญาดังกล่าว ดังนั้น ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้น ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้ประกันตามคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ประกันที่ 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ประกันที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ประกัน — นายสมพงษ์ หวังเจริญ กับพวก
นางสาวสมศรี จันทร์หอม
จำเลย — หรือจันทรหอม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 523 -ที่ 530/2560
#608713
เปิดฉบับเต็ม

เงินรางวัลประจำปี ประจำปีงบประมาณ 2551 ที่โจทก์ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายแก่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานเทศบาลในสังกัดของโจทก์ ไม่ใช่เงินตอบแทนอื่น ๆ อันเป็นรายจ่ายตาม พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 67 (3) จึงเป็นการจ่ายนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด ไม่อาจกระทำได้ จำเลยไม่อาจอ้างสิทธิในเงินนั้นและต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์

การที่มีการออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีแก่พนักงานส่วนท้องถิ่นให้เป็นรายจ่ายอื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2557 ภายหลังจากที่โจทก์จ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษแก่จำเลยไปแล้ว แสดงว่ากระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลโจทก์ยอมรับว่าการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษได้ต้องออกเป็นระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษเป็นรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นรายจ่ายตามมาตรา 67 (9) มิใช่รายจ่ายตามมาตรา 67 (3)

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีแก่พนักงานส่วนท้องถิ่นให้เป็นรายจ่ายอื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2557 ข้อ 7 กำหนดให้การจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ประกาศคณะกรรมการกลาง ประกาศคณะกรรมการจังหวัด หรือหนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทย และหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณีก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นรายจ่ายที่จ่ายได้ตามระเบียบนี้ ไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีผลเป็นการรับรองว่าการจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษที่ได้กระทำไปก่อนระเบียบดังกล่าวใช้บังคับเป็นไปโดยชอบ

ประกาศคณะกรรมการต่าง ๆ และหนังสือสั่งการอื่น ๆ ไม่ใช่กฎหมายที่กำหนดให้เงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษเป็นรายจ่ายที่โจทก์สามารถจ่ายได้ จำเลยจึงนำมาอ้างเพื่อแสดงว่าการจ่ายเงินดังกล่าวเป็นไปโดยชอบหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งแปดสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 672/2557 และ 673/2557 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งแปดสำนวนนี้ โดยศาลชั้นต้นเรียกโจทก์ทั้งแปดสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งแปดสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดสำนวนและแก้ไขคำฟ้องสำนวนที่สามขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ชำระเงิน 78,067.86 บาท 62,226.06 บาท 43,610.70 บาท 66,806.86 บาท 101,922.78 บาท 66,787.99 บาท 35,091.89 บาท และ 15,922.46 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ชำระเงิน 74,501 บาท 59,383 บาท 41,610 บาท 63,742 บาท 97,266 บาท 63,740 บาท 33,482 บาท และ 15,192 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2556 สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ถึงที่ 10 นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2556 สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าจำเลยที่ 3 ที่ 9 และที่ 10 มีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทั้งแปดสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาทั้งแปดสำนวน โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อปี 2551 โจทก์ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ (เงินรางวัลประจำปี 2551) ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ซึ่งเป็นพนักงานเทศบาลในสังกัดของโจทก์ไปเป็นจำนวนเงินตามฟ้องทั้งแปดสำนวน ต่อมาสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดขอนแก่นแจ้งให้โจทก์นำเงินดังกล่าวส่งคืนคลังของโจทก์ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบข้อหารือของกระทรวงมหาดไทยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่อาจจ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ให้คืนเงินที่ได้รับไปภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2556 จำเลยที่ 8 ถึงที่ 10 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 เพิกเฉย หลังจากนั้นได้มีการออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีแก่พนักงานส่วนท้องถิ่นให้เป็นรายจ่ายอื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2557 มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ต้องคืนเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษที่ได้รับไปแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นเทศบาลมีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 67 บัญญัติว่า เทศบาลอาจมีรายจ่ายดังต่อไปนี้ (1) เงินเดือน (2) ค่าจ้าง (3) เงินตอบแทนอื่น ๆ (4) ค่าใช้สอย (5) ค่าวัสดุ (6) ค่าครุภัณฑ์ (7) ค่าที่ดิน สิ่งก่อสร้าง และทรัพย์สินอื่น ๆ (8) เงินอุดหนุน (9) รายจ่ายอื่นใดตามข้อผูกพันหรือตามที่มีกฎหมายหรือระเบียบของกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ปรากฏรายจ่ายที่เป็นเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ การจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษจึงเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดซึ่งไม่อาจกระทำได้ เมื่อการจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษเป็นไปโดยไม่ชอบ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 จึงไม่อาจอ้างสิทธิในเงินนั้นและต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 แก้ฎีกาว่า พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 67 (3) บัญญัติให้เทศบาลอาจมีรายจ่ายเป็นเงินตอบแทนอื่น ๆ ได้ อันมีความหมายรวมถึงเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ไม่ได้นำสืบว่าเหตุใดรายจ่ายที่เป็นเงินตอบแทนอื่น ๆ ตามมาตรา 67 (3) จึงครอบคลุมถึงเงินประโยชน์ตอบแทนเป็นกรณีพิเศษด้วย ทั้งการที่มีการออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีแก่พนักงานส่วนท้องถิ่นให้เป็นรายจ่ายอื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2557 ภายหลังจากที่โจทก์จ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ไปแล้ว แสดงว่ากระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลโจทก์ยอมรับว่าการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษได้ ต้องออกเป็นระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษเป็นรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งกรณีของโจทก์ก็จะเป็นรายจ่ายที่ชอบด้วยมาตรา 67 (9) ข้ออ้างว่าเงินตอบแทนอื่น ๆ ตามมาตรา 67 (3) รวมถึงเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 แก้ฎีกาว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกำหนดเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีแก่พนักงานส่วนท้องถิ่นให้เป็นรายจ่ายอื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2557 ข้อ 7 กำหนดให้การจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจำปีตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ประกาศคณะกรรมการกลาง ประกาศคณะกรรมการจังหวัด หรือหนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทย และหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณีก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นรายจ่ายที่จ่ายได้ตามระเบียบนี้ จึงไม่ต้องมีการคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีผลเป็นการรับรองว่าการจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษที่ได้กระทำไปก่อนระเบียบดังกล่าวใช้บังคับเป็นไปโดยชอบ ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 แก้ฎีกาว่า การจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่ออกในปี 2547 ประกาศคณะกรรมการต่าง ๆ และหนังสือสั่งการอื่น ๆ ด้วยนั้น เห็นว่า ระเบียบ ประกาศ และหนังสือสั่งการดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายที่กำหนดให้เงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษเป็นรายจ่ายที่โจทก์สามารถจ่ายได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 จึงนำมาอ้างเพื่อแสดงว่าการจ่ายเงินดังกล่าวเป็นไปโดยชอบหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ในส่วนของดอกเบี้ย ได้ความดังกล่าวข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2556 จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ถึงที่ 10 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 จึงครบกำหนดชำระตามหนังสือทวงถามสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 วันที่ 25 เมษายน 2556 สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ถึงที่ 10 วันที่ 24 เมษายน 2556 เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ไม่ชำระ วันผิดนัดย่อมเริ่มนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระเงิน จึงต้องคิดดอกเบี้ยสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2556 สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ถึงที่ 10 นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2556

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ชำระเงิน 74,501 บาท 59,383 บาท 41,610 บาท 63,742 บาท 97,266 บาท 63,724 บาท 33,482 บาท และ 15,192 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2556 สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ถึงที่ 10 นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2556 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ธันวาคม 2556) ต้องไม่เกินกว่าที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลดอนโมง
จำเลย — นายณฐกร ศรีสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายสัณพัชญ รัตนเมกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2560
#610609
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก เพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาท การฟ้องคดีของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 แต่เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ห้ามมิให้ฟ้องร้องเกินห้าปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง การที่จะวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง หรือไม่นั้น จำต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติก่อนว่า การจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยให้การต่อสู้ว่า มีข้อตกลงในการแบ่งปันทรัพย์มรดกกัน ศาลจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า มีข้อตกลงกันจริงหรือไม่ เมื่อฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยได้มีข้อตกลงขายที่ดินทรัพย์มรดกในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยจริง และไม่มีทรัพย์มรดกในส่วนอื่นที่จะต้องแบ่งปันอีก จึงถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีการจัดการทรัพย์มรดกครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2557 เกินกว่าห้าปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 25153 อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ แล้วให้จำเลยนำที่ดินดังกล่าวมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง เนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 92.5 ตารางวา โดยให้ด้านหน้าติดถนนชยางกูรมีระยะกว้างเท่ากัน หากจำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์ไถ่ถอนเองโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยชดใช้เงินที่ไถ่ถอนพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและกำจัดมิให้จำเลยรับมรดกของนางค่ำหรือค้ำ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นบุตรต่างสามีของนางค่ำหรือค้ำ เจ้ามรดก โดยโจทก์มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันอีกสองคน คือนายบุญธรรม กับนายบรรเทิง ส่วนจำเลยเป็นบุตรคนเดียวของบิดามารดา นอกจากนี้เจ้ามรดกยังมีบุตรต่างสามีอีกหนึ่งคน คือ นายคำ เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2531 มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวน 2 แปลง คือที่ดินส่วนที่ปลูกบ้านอยู่อาศัย ซึ่งเจ้ามรดกยกให้แก่จำเลยกับนายบุญธรรมคนละครึ่ง และส่วนที่ดินที่ทำนาซึ่งพิพาทกันในคดีนี้ จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้ขอออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 25153 อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ และแบ่งเป็นโฉนดย่อยให้แก่ทายาทอื่นทุกคนแล้วยกเว้นโจทก์ โดยยังเหลือที่ดินที่ยังไม่ได้แบ่งเนื้อที่ประมาณ 21 ไร่เศษ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ฟ้องในฐานะบุคคลที่จะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก จึงให้ยกคดีกลับไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายในอันที่จะรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดพิพาทมาก่อน เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างเป็นทายาท การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นเรื่องของการขอแบ่งมรดกที่มีจำเลยเป็นผู้จัดการไม่เข้าลักษณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ตามความเห็นของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แต่เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอีก คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติห้ามมิให้มีการฟ้องร้องเกินห้าปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีนี้เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 2 แปลง สำหรับแปลงพิพาท คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 25153 จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นที่นา ซึ่งจำเลยได้จัดการแบ่งเป็นแปลงย่อยและโอนให้แก่ทายาททุกคนตามสัดส่วนแล้ว ยกเว้นโจทก์เพียงคนเดียว โดยยังเหลือส่วนที่ยังไม่ได้แบ่งให้โจทก์และส่วนที่เป็นของจำเลยเนื้อที่รวมกันประมาณ 21 ไร่เศษ ในชื่อของจำเลย โดยจำเลยยืนยันว่าโจทก์ได้ขายที่พิพาทส่วนของตนให้แก่จำเลยแล้ว ซึ่งโจทก์แย้งว่าไม่เคยขายที่พิพาทและรับเงินจากจำเลย คดีจึงต้องพิจารณาว่า โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันจริงหรือไม่ แม้โจทก์จะมีพยานปากนายบุญธรรมและนางทองสูน มาเบิกความสนับสนุนว่า เจ้ามรดกได้แบ่งที่ดินพิพาทให้แก่บุตรทั้งห้าคน ตามสัดส่วนที่ปรากฏในโฉนดที่ดิน และโจทก์ยังไม่ได้รับส่วนแบ่ง แต่นายบุญธรรมรับว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้แบ่งที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนหมดแล้ว ตั้งแต่ปี 2537 โดยรวมถึงผู้รับมรดกแทนที่และผู้ที่ไปมีภูมิลำเนาอยู่ที่อื่น ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งเป็นอื่น นอกจากกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าตนไม่ทราบการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่โจทก์อาศัยและประกอบอาชีพขับรถรับจ้างในเขตที่ดินพิพาทตั้งอยู่ จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะไม่รับรู้ ทั้งโจทก์ก็รับว่าไม่เคยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทคงมีแต่จำเลยทำประโยชน์มาโดยตลอดตั้งแต่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ และโจทก์ไม่เคยได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการใช้ที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์จากจำเลย แต่กลับปล่อยปละละเลยให้เวลาล่วงเลยมานาน เพิ่งมาฟ้องเป็นคดีนี้หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลานานถึง 27 ปี และหลังจากมีการแบ่งปันที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทอื่นเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เคยทวงถามหรือคัดค้านการจัดการมรดกของจำเลย กลับได้ความจากโจทก์ว่าหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โจทก์ได้เข้าไปถมดินในที่ดินพิพาทเพื่อจะปลูกบ้าน แต่จำเลยไม่ยินยอม ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยปฏิเสธความชอบธรรมในที่ดินพิพาทของโจทก์ตลอดมา หากที่ดินเป็นของโจทก์จริงโจทก์ก็ควรใช้สิทธิเรียกร้องเอาคืนมาเสียโดยเร็ว การปล่อยปละละเลยมานานเช่นนี้ ประกอบพฤติการณ์ในการจัดการมรดกของจำเลยที่ได้แบ่งให้แก่ทายาทรวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่ทุกคนต่างพอใจ ไม่มีใครโต้แย้ง ทำให้คำเบิกความของจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อถือแม้จำเลยจะไม่มีบันทึกการตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทมาแสดงเนื่องจากหาไม่พบ ก็ไม่เป็นพิรุธ เพราะเวลาผ่านมาเนิ่นนานเช่นนี้หลักฐานต่าง ๆ อาจสูญหายไปได้ อนึ่งจำเลยยังมีนางถาวร ผู้รู้เห็นในการทำบันทึกข้อตกลงมาเบิกความยืนยันว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงขายที่ดินกันจริง ดังนี้พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงกว่าพยานหลักฐานโจทก์ กรณีจึงถือว่าการจัดการมรดกของจำเลยได้เสร็จสิ้นแล้วโดยชอบ โดยครั้งหลังสุดเมื่อโอนขายส่วนของนายบุญธรรมให้แก่นางทองสูนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 เกินกว่าห้าปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1733 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจันทร์เริง สายเพชร
นายแสนทวี ดอกบัว ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนางค่ำหรือค้ำ ดอกบัวหรือสายเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นางลลิตา สวัสดิ์กิตติกำจร คทวณิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุพจน์ ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 519/2560
#607357
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์สระแก้ว อันเป็นที่ดินของรัฐที่เพียงแต่อนุญาตให้สมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้วที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการของการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ให้ได้เข้าทำประโยชน์เท่านั้น แม้ผู้ที่ได้รับอนุญาตสามารถนำที่ดินของรัฐที่ทำประโยชน์อยู่ไปขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามมาตรา 11 วรรคสองก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังมิได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นที่ดินของรัฐที่เพียงอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ได้เท่านั้น มิได้มอบสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์เด็ดขาดให้แก่ผู้ใด จำเลยเพิ่งจะยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้ว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตจากนิคมสหกรณ์สระแก้วให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์สระแก้ว ดังนั้น แม้จำเลยจะซื้อที่ดินพิพาทมาจาก ม. และทำประโยชน์โดยปลูกต้นยูคาลิปตัสบนที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2550 ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนิคมสหกรณ์สระแก้วได้ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้วที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2550 แต่ที่ดินพิพาทก็มิใช่ที่ดินที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน โจทก์ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาทและมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย เดิมโจทก์มีภูมิลำเนาที่บ้านเลขที่ 600 หมู่ที่ 4 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 โจทก์ย้ายภูมิลำเนาไปบ้านเลขที่ 600/1 หมู่ที่ 4 ตำบล อำเภอ และจังหวัดเดียวกัน ก่อนจะย้ายภูมิลำเนาไปบ้านเลขที่ 130 หมู่ที่ 15 ตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ดังนั้น ก่อนออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 164 ให้แก่โจทก์ในวันที่ 11 มกราคม 2551 โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสมุทรปราการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2549 กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ไปจากนิคมสหกรณ์สระแก้วเกินหกเดือน ซึ่งเป็นผลให้โจทก์ขาดจากการเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้วและหมดสิทธิในที่ดินพิพาท ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 13 แม้โจทก์จะอ้างว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2547 ไม่ได้สละสิทธิในที่ดินพิพาท เนื่องจากถูก ส. พี่สาวโจทก์หลอกก็ตาม แต่การที่โจทก์ขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่กับหัวหน้านิคมสหกรณ์สระแก้วนั้น เท่ากับโจทก์รู้แล้วว่าโจทก์พ้นจากการเป็นสมาชิกเพราะไปจากนิคมสหกรณ์สระแก้วเกินหกเดือนจึงเป็นเหตุให้โจทก์ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่ และการที่หัวหน้านิคมสหกรณ์สระแก้วเรียกโจทก์ไปพบเพื่อสอบถามเรื่องการสละสิทธิในที่ดินพิพาทนั้นยังถือได้ว่านิคมสหกรณ์สระแก้วทราบถึงการแสดงเจตนาสละสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์แล้ว พฤติการณ์ของโจทก์ที่สละสิทธิไม่ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและย้ายไปที่อยู่อื่นแล้ว ภายหลังย้ายชื่อในทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในเขตนิคมสหกรณ์สระแก้วทั้งที่ไม่ได้มาอยู่จริงจึงเป็นเพียงเพื่อให้ได้สิทธิในการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทกลับคืนมาเท่านั้น แต่เมื่อโจทก์หมดสิทธิในการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของนิคมสหกรณ์สระแก้วไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์สระแก้วตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 164 แปลงเลขที่ 17 ที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 11 ตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว เนื้อที่ 50 ไร่ กับให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดิน และห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางนงค์เยาว์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2550 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้อนุญาตให้โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้วเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์สระแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ตามหนังสืออนุญาต ต่อมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 164 แปลงเลขที่ 17 หมู่ที่ 11 ตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว เนื้อที่ 50 ไร่ ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2551 ครั้นวันที่ 30 มีนาคม 2555 โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดิน จำเลยคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยซึ่งทำประโยชน์โดยปลูกต้นยูคาลิปตัสมาประมาณ 5 ปี โดยซื้อมาจากนางมาลี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์สระแก้ว อันเป็นที่ดินของรัฐที่เพียงแต่อนุญาตให้สมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้วที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการของการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ให้ได้เข้าทำประโยชน์เท่านั้น แม้ผู้ที่ได้รับอนุญาตสามารถนำที่ดินของรัฐที่ทำประโยชน์อยู่ไปขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามมาตรา 11 วรรคสองก็ตาม แต่ตราบใดที่ยังมิได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นที่ดินของรัฐที่เพียงอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ได้เท่านั้น มิได้มอบสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์เด็ดขาดให้แก่ผู้ใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยเพิ่งจะยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้ว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 ตามสำเนาใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้ว และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตจากนิคมสหกรณ์สระแก้วให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์สระแก้ว ดังนั้น แม้จำเลยจะซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางมาลี และทำประโยชน์โดยปลูกต้นยูคาลิปตัสบนที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2550 ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนิคมสหกรณ์สระแก้วได้ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้วที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2550 ตามหนังสืออนุญาต แต่ที่ดินพิพาทก็มิใช่ที่ดินที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน โจทก์ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาทและมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย แต่เมื่อได้ความจากนางนงค์เยาว์ ภริยาของโจทก์เบิกความว่า เมื่อประมาณปี 2538 โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 17 ต่อมาปี 2539 โจทก์ย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 600/1 หมู่ที่ 4 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ไปอยู่บ้านเลขที่ 130 หมู่ที่ 5 ตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว วันที่ 8 เมษายน 2547 นางสมหมาย พี่สาวโจทก์หลอกพาโจทก์ไปนิคมสหกรณ์สระแก้วให้ลงลายมือชื่อในบันทึกแสดงเจตนาสละสิทธิในที่ดินพิพาท ครั้นหัวหน้านิคมสหกรณ์สระแก้วเรียกโจทก์ไปสอบถามเรื่องการสละสิทธิดังกล่าว โจทก์แจ้งว่าไม่ได้สละสิทธิในที่ดินพิพาท แต่มายื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกของนิคมสหกรณ์สระแก้ว หัวหน้านิคมสหกรณ์สระแก้วแจ้งว่าขณะนี้ยังไม่รับสมัครสมาชิก จากนั้นวันที่ 6 ตุลาคม 2548 โจทก์ทำบันทึกยินยอมให้นางมาลีกับนายวิวัฒน์ เข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ภายหลังโจทก์ไปพบเจ้าหน้าที่นิคมสหกรณ์สระแก้วแจ้งว่าไม่เคยรู้จักบุคคลดังกล่าวและไม่เคยขายที่ดินพิพาท และเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2550 จำเลยเคยคัดค้านการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ วันที่ 21 มิถุนายน 2550 นิคมสหกรณ์สระแก้วตรวจสอบแล้วแจ้งจำเลยว่า โจทก์ยังคงครอบครองที่ดินพิพาทและมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 130 หมู่ที่ 15 ตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 164 ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2551 และนายธนู เจ้าพนักงานส่งเสริมสหกรณ์ 6 รักษาราชการแทนหัวหน้านิคมสหกรณ์สระแก้วเบิกความว่า มีการสำรวจการทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์สระแก้วตามระวางแผนที่ เริ่มจัดทำวันที่ 16 มกราคม 2538 เสร็จวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 ดังนั้น โจทก์น่าจะครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 17 ก่อนปี 2538 เห็นว่า การรังวัดสำรวจการทำประโยชน์ตามระวางแผนที่ ระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 มีชื่อโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแปลงเลขที่ 17 และระหว่างวันที่ 11 ถึง 19 ธันวาคม 2538 นิคมสหกรณ์สระแก้วทำการคัดเลือกโจทก์เข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้วในลำดับที่ 356 ซึ่งน่าเชื่อว่าโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในช่วงเวลาดังกล่าวจริง แต่ตามสำเนารายการเกี่ยวบ้านพบว่า เดิมโจทก์มีภูมิลำเนาที่บ้านเลขที่ 600 หมู่ที่ 4 ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 โจทก์ย้ายภูมิลำเนาไปบ้านเลขที่ 600/1 หมู่ที่ 4 ตำบล อำเภอ และจังหวัดเดียวกัน ก่อนจะย้ายภูมิลำเนาไปบ้านเลขที่ 130 หมู่ที่ 15 ตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตนิคมสหกรณ์สระแก้วมาตั้งแต่ปี 2539 ดังที่นางนงค์เยาว์พยานโจทก์เบิกความ และนางนงค์เยาว์ยังเบิกความว่า โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนถึงปี 2554 จึงเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมุทรปราการเนื่องจากเป็นโรคเบาหวาน แต่ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์จะตัดต้นยูคาลิปตัสไปขายอย่างไร พยานไม่ทราบ เนื่องจากโจทก์ให้นางสมหมายพี่สาวโจทก์ดำเนินการแทน ตั้งแต่ปี 2550 จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาท โจทก์ก็ไม่ได้เข้าไปทำประโยชน์อีกเลย คำเบิกความของนางนงค์เยาว์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนับตั้งแต่ปี 2538 อย่างไร ทั้งยังขัดกันไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทถึงเมื่อใด เมื่อได้ความจากนายนิพนธ์ พยานโจทก์ว่า พยานเห็นโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทประมาณปี 2538 ถึงปี 2539 ทั้งที่นายนิพนธ์ก็มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ แต่ก็มิได้ยืนยันว่าโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลังจากนั้น จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเพียงช่วงปี 2538 ถึงปี 2539 เท่านั้น ประกอบกับโจทก์เคยเบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1473/2555 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 ว่า โจทก์ไปอยู่จังหวัดสมุทรปราการประมาณ 4 ปี แล้ว โจทก์ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ภายหลังจากทำบันทึกแสดงเจตนาสละสิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว ตามบันทึกคำให้การโจทก์ แสดงให้เห็นว่า หลังจากโจทก์ย้ายชื่อในทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในเขตนิคมสหกรณ์สระแก้วในปี 2549 โจทก์ยังคงอยู่หรือมีภูมิลำเนาในจังหวัดสมุทรปราการตลอดมา ดังนั้น ก่อนออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 164 ให้แก่โจทก์ในวันที่ 11 มกราคม 2551 โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสมุทรปราการตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ตามรายการเกี่ยวกับบ้าน กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ไปจากนิคมสหกรณ์สระแก้วเกินหกเดือน ซึ่งเป็นผลให้โจทก์ขาดจากการเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์สระแก้วและหมดสิทธิในที่ดินพิพาท ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 13 แม้โจทก์จะอ้างว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2547 ไม่ได้สละสิทธิในที่ดินพิพาท เนื่องจากถูกนางสมหมายพี่สาวโจทก์หลอกก็ตาม แต่การที่โจทก์ขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่กับหัวหน้านิคมสหกรณ์สระแก้วนั้น เท่ากับโจทก์รู้แล้วว่าโจทก์พ้นจากการเป็นสมาชิกเพราะไปจากนิคมสหกรณ์สระแก้วเกินหกเดือนจึงเป็นเหตุให้โจทก์ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกใหม่ และการที่หัวหน้านิคมสหกรณ์สระแก้วเรียกโจทก์ไปพบเพื่อสอบถามเรื่องการสละสิทธิในที่ดินพิพาทนั้นยังถือได้ว่านิคมสหกรณ์สระแก้วทราบถึงการแสดงเจตนาสละสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์แล้ว แม้โจทก์จะอ้างว่าถูกนางสมหมายพี่สาวโจทก์หลอกก็ตาม แต่โจทก์ก็มีเพียงนางนงค์เยาว์เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2548 นางมาลีกับนายวิวัฒน์ต่างอ้างสิทธิในที่ดินพิพาท และมีโจทก์ลงลายมือชื่อในบันทึกไกล่เกลี่ย แม้วันที่ 11 กรกฎาคม 2550 โจทก์จะทำบันทึกถ้อยคำว่าไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้นางมาลีตามบันทึกถ้อยคำก็ตาม แต่บันทึกถ้อยคำดังกล่าวก็เป็นเพียงเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นเองโดยมีนางนงค์เยาว์ภริยาโจทก์และบุคคลชื่อสกุลเดียวกันกับโจทก์อีก 2 คน ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นญาติกับโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน มิได้จัดทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่นิคมสหกรณ์สระแก้ว ทั้งเป็นการยืนยันว่าไม่ได้ขายที่ดินพิพาทเท่านั้น จึงไม่อาจหักล้างการแสดงเจตนาสละสิทธิของโจทก์ แม้ต่อมานิคมสหกรณ์สระแก้วโดยนายธนู เจ้าหน้าที่บริหารงานส่งเสริมสหกรณ์ 6 รักษาราชการแทนหัวหน้านิคมสหกรณ์สระแก้วจะมีหนังสือถึงจำเลย ในกรณีที่จำเลยขอคัดค้านการออกเอกสารสิทธิให้แก่โจทก์ว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2539 และยังครอบครองโดยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 130 หมู่ที่ 15 ตำบลศาลาลำดวน อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ติดต่อกับนิคมสหกรณ์สระแก้วโดยสมัครเป็นสมาชิกวันที่ 30 ตุลาคม 2549 คัดเลือกสมาชิกวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 แจ้งผู้บุกรุกที่ดินวันที่ 7 มิถุนายน 2550 ขอออกเอกสารสิทธิวันที่ 8 มิถุนายน 2550 มิได้ขอสละสิทธิหรือยกเลิกการครอบครอง แต่นายธนูตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ตามระวางแผนที่ โดยไม่ได้ออกไปตรวจพื้นที่จริง ดังนั้น นายธนูพยานโจทก์จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าโจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ทั้งยังขัดกับข้อเท็จจริงที่พบว่า โจทก์เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกและติดต่อกับนิคมสหกรณ์สระแก้วภายหลังจากโจทก์ย้ายชื่อเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านภายในเขตนิคมสหกรณ์สระแก้ววันที่ 30 ตุลาคม 2549 ตามรายการเกี่ยวกับบ้านแล้วทั้งสิ้น พฤติการณ์ของโจทก์ที่สละสิทธิไม่ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและย้ายไปที่อยู่อื่นแล้ว ภายหลังย้ายชื่อในทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในเขตนิคมสหกรณ์สระแก้วทั้งที่ไม่ได้มาอยู่จริงจึงเป็นเพียงเพื่อให้ได้สิทธิในการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทกลับคืนมาเท่านั้น แต่เมื่อโจทก์หมดสิทธิในการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของนิคมสหกรณ์สระแก้วไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 11 วรรคสอง ม. 13
ชื่อคู่ความ
นายสมจิตต์ กล่อมเกลี้ยง
โดยนางนงค์เยาว์ กล่อมเกลี้ยง
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางโชชิตา เฮียร์เคนส์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายไพโรจน์ แบนมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางปวีณณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2560
#612992
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ไม่ได้กำหนดให้รองเลขาธิการเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการโจทก์ในอันที่จะเป็นผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วว่า ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์คือเลขาธิการซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์เท่านั้น แต่ในบทเฉพาะกาลมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันกำหนดไว้ว่า บรรดาระเบียบ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับให้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือมติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น เมื่อยังไม่มีระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องนำระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการบริหารของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2544 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาใช้บังคับ

แม้ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 และที่ 26 กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง แต่ก็ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับต่อไป ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการบริหารของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2544 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงยังคงมีผลใช้บังคับได้

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 36 มิใช่บทเฉพาะในอันที่จะไม่สามารถนำระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการบริหารของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2544 มาใช้บังคับ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติแต่งตั้งให้ ส. รองเลขาธิการที่มีอาวุโสสูงสุดตามลำดับเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการโจทก์ตามระเบียบดังกล่าวข้อ 10 วรรคหนึ่ง และข้อ 11 วรรคหนึ่ง ชอบแล้ว และ ส. ย่อมมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทนโดยเป็นผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง

โจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับแล้วว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายด้วยการที่จำเลยกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยโจทก์ต้องมาออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามหน้าที่ รายละเอียดความเสียหายในค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ที่โจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไปปรากฏตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไป โจทก์จ่ายเมื่อวันที่เท่าใดและบางรายการโจทก์จ่ายให้ผู้ใดเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

วันที่ 26 สิงหาคม 2552 อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือส่งคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ยังไม่ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะขณะนั้นศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยและยังไม่มีการเลือกตั้งใหม่ที่โจทก์ต้องมาออกค่าใช้จ่าย เหตุละเมิดยังไม่เกิดขึ้นในอันที่จะถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าคือจำเลยในวันดังกล่าว อายุความจึงยังไม่เริ่มนับในวันที่ 26 สิงหาคม 2552 แต่เหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อโจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามหน้าที่ในวันที่ 12 ธันวาคม 2553 เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในวันที่ 30 ธันวาคม 2553 ถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าคือจำเลยนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 จึงอยู่ภายในกำหนดเวลา 1 ปี สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 113 มาตรา 158 กำหนดให้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่มีเฉพาะกรณีที่สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงโดยเหตุที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 103 วรรคหนึ่ง และมาตรา 111 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (9) และเฉพาะในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ใดที่กระทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้นก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ลบล้างหลักทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ดังนั้น หากเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) เนื่องจากกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาตรา 265 (2) ดังที่โจทก์ฟ้อง ก็ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายเช่นกัน และจะอ้างว่าไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าว ห้ามมิให้จำเลยเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐนั้นไม่ได้ เนื่องจากบุคคลทุกคนจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดนั้นไม่ได้ ทั้งการที่ต่อมามีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติกำหนดให้รัฐธรรมนูญดังกล่าวสิ้นสุดลง ก็ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายกำหนดให้กระทำเช่นนั้นได้ จึงไม่มีผลลบล้างให้การกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงไปแล้วก่อนที่จะมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติกลายเป็นการกระทำที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายอันมีผลให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไร้ผล ถือว่าจำเลยยังกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยไปแล้วยังมีผลอยู่ การที่โจทก์ได้รับความเสียหายต้องออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามหน้าที่และมาฟ้องจำเลยก่อนที่จะมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติเช่นกัน จึงถือว่าจำเลยยังคงกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายเช่นเดิม

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับต่อไป โจทก์จึงยังคงเป็นนิติบุคคล มีอำนาจฟ้องและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 11,967,892.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,216,537.64 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ในขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังมีผลใช้บังคับ จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 265 (2) เนื่องจากภายหลังที่จำเลยเริ่มมีสมาชิกภาพเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ตั้งแต่วันเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จำเลยเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) และในบริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน เป็นผลให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) โดยเหตุที่มีผู้ร้องเรียน คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงซึ่งก็ได้ความจริงตามที่ร้องเรียนตามรายงานการไต่สวน วันที่ 16 กรกฎาคม 2552 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติวินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ตามคำวินิจฉัย วันที่ 26 สิงหาคม 2552 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีหนังสือส่งคำวินิจฉัยชี้ขาดไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 91 วรรคสาม และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 10 (10) (11) มาตรา 14 วรรคหนึ่ง วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของจำเลยสิ้นสุดลงเนื่องจากจำเลยกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว เมื่อเป็นดังนี้ จึงเป็นผลให้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 2 ที่จำเลยได้รับการเลือกตั้งมาต้องว่างลง โดยเหตุที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรเหลืออยู่เกินกว่า 180 วัน คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่แบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 2 แทนตำแหน่งที่ว่างตามหน้าที่ในวันที่ 12 ธันวาคม 2553 โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 109 (1) มาตรา 187 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 10 (1) ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากเขตเลือกตั้งที่ 2 จะมีอยู่จำนวน 546 หน่วยเลือกตั้ง โดยเหตุที่ประกอบด้วยเขตปกครอง 5 เขต คือเขตยานนาวามีจำนวน 97 หน่วยเลือกตั้ง เขตคลองเตยมีจำนวน 132 หน่วยเลือกตั้ง เขตวัฒนามีจำนวน 93 หน่วยเลือกตั้ง เขตสาทรมีจำนวน 106 หน่วยเลือกตั้ง และเขตบางคอแหลมมีจำนวน 118 หน่วยเลือกตั้ง มีประชากรจำนวน 470,445 คน ซึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึงจำนวน 333,559 คน ดังนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ดำเนินการการเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ควบคุมดูแลการเลือกตั้งในภาพรวม ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตกรุงเทพมหานครได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตปกครองทั้ง 5 เขต และแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการเลือกตั้งในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำกับดูแลการเลือกตั้งซึ่งต้องใช้บุคลากรถึงจำนวน 6,552 คน ยังไม่รวมบุคลากรในคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังต้องขอรับการสนับสนุนการเลือกตั้งจากหน่วยงานอื่นอีกด้วย คือ กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด การไฟฟ้านครหลวง และบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้การจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีค่าใช้จ่ายซึ่งผลการเลือกตั้งใหม่ปรากฏว่านายอภิรักษ์ เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครแทนตำแหน่งที่ว่างแทนจำเลยตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง จากการที่โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำให้โจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในกิจการทั่วไปและในงานธุรการของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามที่มอบหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง มาตรา 31 (1) ดังนั้นโจทก์จึงต้องออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ในครั้งนี้ตามหน้าที่ ซึ่งโจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นเงิน 11,216,537.64 บาท โดยแยกเป็นค่าใช้จ่ายคณะกรรมการการเลือกตั้งส่วนแรกจำนวน 3,710,077.28 บาท ค่าใช้จ่ายคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตกรุงเทพมหานครส่วนหลังจำนวน 7,506,460.36 บาท รายละเอียดปรากฏตามสรุปรายการค่าใช้จ่าย โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ต่อไปว่า ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ที่โจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไปเป็นเงินรายได้ของโจทก์ประเภทเงินอุดหนุนที่โจทก์ได้มาโดยหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งอนุมัติแล้ว วันที่ 2 ธันวาคม 2553 โจทก์ทำหนังสือของบประมาณรายจ่ายจากรัฐบาล ซึ่งวันที่ 7 ธันวาคม 2553 คณะรัฐมนตรีอนุมัติโดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำนักงบประมาณจึงจัดสรรเงินให้มาโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 39 (1) ประกอบมาตรา 38 เนื่องจากการที่โจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ ถือว่าเป็นผลโดยตรงมาจากการที่จำเลยกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญด้วยการที่จำเลยเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลจากการกระทำของจำเลยเช่นนั้นได้ จากการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลง และตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครที่จำเลยได้รับการเลือกตั้งมาต้องว่างลง คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 12 ธันวาคม 2553 ทำให้โจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามหน้าที่ดังกล่าว เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ จึงถือว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยโจทก์ต้องมาออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามหน้าที่ ดังนั้นจำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายในค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ที่โจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไปแก่โจทก์ วันที่ 30 ธันวาคม 2553 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติให้โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีนี้ตามหนังสือ แต่เนื่องจากในช่วงก่อนฟ้องนายสุทธิพล เลขาธิการซึ่งเป็นผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 36 ลาออกจากตำแหน่ง จึงทำให้ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการโจทก์ วันที่ 15 กันยายน 2554 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติแต่งตั้งให้นายสมชาติ รองเลขาธิการที่มีอาวุโสตามลำดับเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการโจทก์ นายสมชาติรองเลขาธิการโจทก์ผู้รักษาการแทนจึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 หลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่ 24 และที่ 57/2557 กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง แต่ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับต่อไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ไม่ได้กำหนดในเรื่องนี้ไว้อย่างที่จำเลยฎีกา แต่เนื่องจากในบทเฉพาะกาล มาตรา 47 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ว่า บรรดาระเบียบ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือมติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ เมื่อในเรื่องนี้ยังไม่มีระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาใช้บังคับอย่างที่จำเลยฎีกาอีก กรณีจึงต้องนำระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาใช้บังคับ คือระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการบริหารของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2544 และแม้วันที่ 19 กันยายน 2549 ได้มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 และที่ 26 กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง แต่ก็ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับต่อไป ดังนั้นระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการบริหารของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2544 ซึ่งเป็นระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 จึงยังคงมีผลใช้บังคับได้อยู่ จึงต้องนำมาบังคับใช้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 36 จึงไม่ใช่บทเฉพาะในอันที่จะไม่สามารถนำระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการบริหารของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2544 มาใช้บังคับเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างที่จำเลยฎีกา เมื่อตามระเบียบดังกล่าวข้อ 10 วรรคหนึ่ง และข้อ 11 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ให้รองเลขาธิการที่มีอาวุโสตามลำดับเป็นผู้รักษาการแทน และให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน เมื่อเป็นดังนี้การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติแต่งตั้งให้นายสมชาติรองเลขาธิการที่มีอาวุโสตามลำดับเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการโจทก์จึงชอบแล้ว โดยเหตุที่เป็นการสอดคล้องกับระเบียบดังกล่าว นายสมชาติรองเลขาธิการผู้รักษาการแทนจึงมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน ดังนั้นแม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ไม่ได้กำหนดในเรื่องนี้ไว้ นายสมชาติรองเลขาธิการผู้รักษาการแทนก็เป็นผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังไม่วินิจฉัยตามประเด็นที่จำเลยต่อสู้ตามคำให้การ แต่เมื่อโจทก์และจำเลยสืบพยานกันจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับแล้วว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายด้วยการที่จำเลยกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยโจทก์ต้องมาออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามหน้าที่ตามที่กล่าวมาแล้ว รายละเอียดความเสียหายในค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ที่โจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไปปรากฏตามเอกสารท้ายคำฟ้อง ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไป โจทก์จ่ายเมื่อวันที่เท่าใดและบางรายการโจทก์จ่ายให้ผู้ใดเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มาฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายคือจำเลยกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ต้องมาออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามหน้าที่ เมื่อในวันที่ 26 สิงหาคม 2552 ขณะนั้นยังไม่มีการเลือกตั้งใหม่ที่โจทก์ต้องมาออกค่าใช้จ่ายเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัย จึงยังไม่ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุละเมิดจึงยังไม่เกิดขึ้นในอันที่จะถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าคือจำเลย อายุความจึงยังไม่เริ่มนับในวันที่ 26 สิงหาคม 2552 เหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อโจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามหน้าที่แล้วในวันที่ 12 ธันวาคม 2553 เมื่อต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2553 คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีนี้ จึงถือว่าโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าคือจำเลยนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2553 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 จึงอยู่ภายในกำหนดเวลา 1 ปี สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ย่อมไม่ขาดอายุความ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ที่โจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไปจากจำเลยหรือไม่ ที่จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายดังกล่าวเนื่องจากตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 113 มาตรา 158 กำหนดให้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่ที่โจทก์จะเรียกได้นั้นมีเฉพาะกรณีที่สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงโดยเหตุที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 103 วรรคหนึ่ง และมาตรา 111 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (9) และเฉพาะในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ใดที่กระทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น ส่วนในกรณีนี้เป็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) เนื่องจากจำเลยกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาตรา 265 (2) จึงไม่ใช่กรณีดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่จากจำเลย เห็นว่า แม้จะมีกฎหมายกำหนดไว้ดังที่จำเลยฎีกา แต่ก็ไม่ได้ลบล้างหลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ดังนั้น ถ้าเป็นกรณีตามที่โจทก์ฟ้อง ก็ถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ที่จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายดังกล่าวเนื่องจากการกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิด โดยเหตุที่จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่ามีสิทธิทำได้ เห็นว่า หุ้นในบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) และในบริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นอยู่เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าเป็นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ยังไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าจำเลยซึ่งจบการศึกษาในชั้นปริญญาตรีมีอาชีพนักการเมืองและมีภูมิลำเนาเป็นคนกรุงเทพมหานครมาตั้งแต่เกิดจะไม่รู้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และจำเลยจะมาอ้างว่าไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดห้ามไว้มิให้จำเลยเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐนั้นไม่ได้ เนื่องจากบุคคลทุกคนจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดนั้นไม่ได้ กรณีไม่ใช่ความไม่ชัดเจนในข้อกฎหมายที่ยังไม่มีการตีความยุติเป็นบรรทัดฐานว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถกระทำตามคำฟ้องได้หรือไม่อย่างที่จำเลยเบิกความเนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนแล้ว เมื่อจำเลยกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวด้วยการที่จำเลยเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามหน้าที่ ถือว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากจำเลยเนื่องจากเมื่อภายหลังมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง จึงไม่ถือว่าจำเลยกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ภายหลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายกำหนดว่าจำเลยกระทำเช่นนั้นได้ ดังนั้นจึงไม่มีผลลบล้างให้การกระทำของจำเลยที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยสิ้นสุดลงไปแล้วก่อนที่จะมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติกลายเป็นการกระทำของจำเลยไม่ต้องห้ามตามกฎหมายอันมีผลให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไร้ผลขึ้นมาได้ ถือว่าจำเลยยังกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยไปแล้วยังมีผลอยู่ เมื่อการที่โจทก์ได้รับความเสียหายโดยโจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามหน้าที่และโจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ก่อนที่จะมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติเช่นกัน จึงถือว่าจำเลยยังคงกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายเช่นเดิม ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลงโจทก์จึงไม่เป็นนิติบุคคลอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับต่อไป ดังนั้นโจทก์จึงยังคงเป็นนิติบุคคลจากเหตุดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน 11,216,537.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด คือวันที่ 12 ธันวาคม 2553 จนกว่าชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 751,355.02 บาท ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 80,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 64
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 106 (6) ม. 106 (9) ม. 265 (2)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ม. 36 ม. 47
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 103 วรรคหนึ่ง ม. 111 วรรคหนึ่ง ม. 113 ม. 158
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 26
ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการบริหารของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายสมเกียรติ ฉันทวานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุพจน์ กู้มานะชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 517/2560
#609279
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ประสงค์จะอยู่กินกันต่อไป จึงได้ตกลงดังนี้ ในเรื่องการหย่านั้น ฝ่ายหญิงจะดำเนินการฟ้องหย่าตามกฎหมายต่อไป โดยมีโจทก์ จำเลย พนักงานสอบสวน และเจ้าพนักงานตำรวจอีกนายหนึ่งลงลายมือชื่อไว้ บันทึกดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยโดยตรง มีข้อความชัดเจนว่า ทั้งสองไม่ประสงค์จะอยู่กินกันต่อไป คือต้องการแยกทางกันหรือหย่ากันนั่นเอง แม้มีข้อความในข้อ 2 ว่า ฝ่ายหญิง คือโจทก์จะไปดำเนินการฟ้องหย่าตามกฎหมายต่อไปก็เป็นความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายว่าจะต้องไปดำเนินการฟ้องหย่าต่อกันเท่านั้น ข้อความดังกล่าวมิได้ลบล้างเจตนาที่แท้จริงของทั้งโจทก์และจำเลยที่ไม่ประสงค์จะอยู่กินกันต่อไปแต่อย่างใด บันทึกดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่โจทก์จำเลยประสงค์จะหย่ากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1514 พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานตำรวจที่ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้เขียนบันทึก เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ ได้รับรู้ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยตามข้อความในบันทึกดังกล่าว ถือได้ว่าคนทั้งสองได้ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะพยานผู้ทำบันทึกแล้ว จึงถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยคืนรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ชต 6512 กรุงเทพมหานคร แหวนเพชร และอาวุธปืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยแบ่งสินสมรส จำนวน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้จำเลยใช้ค่ารถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ชต 6512 กรุงเทพมหานคร ราคา 150,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาแหวนเพชร 40,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายเงินค่าอาวุธปืน 43,262 บาท และค่ารถยนต์จิ๊ป 125,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยของค่ารถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชต 6512 ค่าแหวนเพชร ค่าอาวุธปืน และค่ารถยนต์จิ๊ป นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 5,135 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ตามทะเบียนสมรส อาวุธปืนสั้น ขนาด .45 เครื่องหมายทะเบียน กท 54241039 เจ้าพนักงานออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแก่โจทก์ตามสำเนาใบอนุญาต รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ชต 6512 กรุงเทพมหานคร มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ตามสำเนารายการจดทะเบียน โจทก์กับจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลง ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บันทึกข้อตกลงเป็นบันทึกข้อตกลงการหย่าโดยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีข้อความว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ประสงค์อยู่กินกันต่อไปจึงได้ตกลงดังนี้ 2. ในเรื่องการหย่านั้น ฝ่ายหญิงจะดำเนินการฟ้องหย่าตามกฎหมายต่อไปโดยมีโจทก์ จำเลย พนักงานสอบสวน และเจ้าพนักงานตำรวจอีกนายหนึ่งลงลายมือชื่อไว้ บันทึกดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยโดยตรง มีข้อความชัดเจนว่า ทั้งสองไม่ประสงค์อยู่กินกันต่อไป คือต้องการแยกทางกันหรือหย่ากันนั่นเอง แม้มีข้อความในข้อ 2 ว่า ฝ่ายหญิง คือโจทก์จะไปดำเนินการฟ้องหย่าตามกฎหมายต่อไปก็เป็นความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายว่าจะต้องไปดำเนินการฟ้องหย่าต่อกันเท่านั้น ข้อความดังกล่าวมิได้ลบล้างเจตนาที่แท้จริงของทั้งโจทก์และจำเลยที่ไม่ประสงค์จะอยู่กินกันต่อไปแต่อย่างใด ดังนั้น บันทึกดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่โจทก์จำเลยประสงค์จะหย่ากัน ตาม มาตรา 1514 ส่วนที่จำเลยอ้างว่าบันทึกดังกล่าวมีพยานลงชื่อไม่ครบสองคนนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานตำรวจที่ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้เขียนบันทึก เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ ได้รับรู้ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยตามข้อความในบันทึกดังกล่าว ถือได้ว่าคนทั้งสองได้ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะพยานผู้ทำบันทึกแล้วจึงถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1514
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชนาธิป ฉ้วนกลิ่น
จำเลย — นายนวพันธ์ ต้องตะวัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) — นางสาวภคภัค วัณนาวิบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2560
#608719
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลง เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย โดยได้มาระหว่างสมรส จำเลยไม่ปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว แต่ต่อสู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีการนำเงินของบริษัท อ. ซื้อไว้โดยใส่ชื่อจำเลยแทน เมื่อที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลง เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์และจำเลยได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474

หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว การที่จำเลยจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่บุตรก็ถือเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่น ซึ่งแม้จะเป็นบุตรของทั้งโจทก์และจำเลยเองก็เป็นเหตุที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ทำให้เห็นได้ว่าเป็นการโอนทรัพย์สินโดยทุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี

คดีนี้ โจทก์ฟ้องและมีคำขอเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินจากจำเลยมาเป็นของโจทก์ จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลย แต่จำเลยให้การเพียงว่า เป็นทรัพย์สินของบริษัท อ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลอื่น จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินเลขที่ 69534, 88758 และ 88759 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 97009 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 50661 และ 50663 ตำบลสันกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และโฉนดที่ดินเลขที่ 2089, 2098 และ 2107 ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการต่อนายทะเบียนที่ดิน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินเลขที่ 97009 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โฉนดที่ดินเลขที่ 50661 และ 50663 ตำบลสันกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และโฉนดที่ดินเลขที่ 2089, 2098 และ 2107 ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการต่อนายทะเบียนที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2529 หลังจากนั้นในปี 2534 ถึงปี 2537 จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดิน 9 แปลง ตามฟ้อง ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2557 ในระหว่างพิจารณาคดีนี้จำเลยจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 69534 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้นายภูรินทร์ ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 88758 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้นางสาวอารยา และในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 88759 ตำบลแสมดำ (บางบอน) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้นายภูรินทร์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาท 9 แปลง เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่าที่ดินพิพาท 9 แปลง เป็นสินสมรส ระหว่างโจทก์จำเลย โดยได้มาระหว่างสมรส จำเลยไม่ได้ปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว แต่ต่อสู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีการนำเงินของบริษัทเอ็น.ซี.วู๊ด เฟอร์นิเจอร์ จำกัด ซื้อไว้โดยใส่ชื่อจำเลยแทน เมื่อที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลง เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ จำเลยได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรสตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยถือไว้แทนบริษัทเอ็น.ซี.วู๊ด เฟอร์นิเจอร์ จำกัด ก็เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ปราศจากข้อเท็จจริงและเหตุผลที่จะสนับสนุนให้เห็นว่าเป็นความจริงตามที่จำเลยต่อสู้ นอกจากนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยแล้ว ในวันที่ 27 มกราคม 2557 จำเลยจดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 69534 ให้แก่ นายภูรินทร์ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 88758 ให้แก่นางสาวอารยา วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 88759 ให้แก่นายภูรินทร์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่ส่อแสดงว่าจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์พิพาทไปให้แก่บุคคลอื่น แม้จะเป็นบุตรของโจทก์และจำเลยเองก็เป็นเหตุที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ทำให้เห็นได้ว่าเป็นการโอนทรัพย์สินโดยทุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี นอกจากนั้นที่จำเลยต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลง จำเลยถือไว้แทนบริษัทเอ็น.ซี.วู๊ด เฟอร์นิเจอร์ จำกัด ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้น่าเชื่อถือ เช่น หลักฐานการประชุมหรือมติที่ประชุมบริษัทว่าเป็นความจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ทั้งเป็นการง่ายที่จะอ้างเช่นนั้นด้วย จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลง เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลย

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์นั้น เห็นว่า คดีมีทุนทรัพย์ ได้แก่ คดีที่โจทก์มีคำขอเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินจากจำเลยมาเป็นของโจทก์ โดยจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลย แต่จำเลยให้การในคดีนี้เพียงว่าเป็นทรัพย์สินของบริษัทเอ็น.ซี.วู๊ด เฟอร์นิเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลอื่น จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชฎาพัณณ์ แก้วโมราเจริญ
จำเลย — นายมนตรี แก้วโมราเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสาวดนยา ตังธนกานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พิศล พิรุณ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2560
#610626
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสองไม่มาดูแลเอาใจใส่ผู้เยาว์ ไม่ช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดู และไม่มาเยี่ยมผู้เยาว์ตามสมควร ทำให้ผู้เยาว์แม้รู้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดาแต่ไม่รู้สึกว่ามีความสัมพันธ์อบอุ่นใกล้ชิด ตรงกันข้ามกลับหวาดกลัวที่จะต้องไปอาศัยอยู่กับโจทก์ทั้งสอง ยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ที่ 2 ใช้กำลังหักหาญแย่งชิงตัวผู้เยาว์ ทำให้ผู้เยาว์ตกใจหวาดกลัว เครียดและวิตกหากจะต้องไปอยู่กับโจทก์ทั้งสอง อาการผิดปกติทางจิตใจแสดงออกให้เห็นได้ทางพฤติกรรม มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่โรคทางจิตเวช จำเป็นต้องจัดการแก้ไขให้สภาพการใช้ชีวิตของผู้เยาว์กลับสู่สภาวะปกติ โดยให้ผู้เยาว์ได้อยู่อาศัยในที่ที่เหมาะสมการกระทำดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ แม้ญาติของผู้เยาว์หรืออัยการไม่ได้ร้องขอ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนของโจทก์ทั้งสองได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงความผาสุกของผู้เยาว์แล้ว จึงเห็นสมควรให้ถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองเฉพาะที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1567 (1) และตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ยอมส่งมอบผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ทั้งสอง ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองแทน ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องใด ๆ กับผู้เยาว์นับแต่ส่งมอบผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ทั้งสองหรือโจทก์ทั้งสองได้รับผู้เยาว์คืน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ทั้งสอง คู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยขอทดลองปฏิบัติต่อกันเป็นเวลา 2 ปี ตามรายละเอียดในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ที่เสนอต่อศาลชั้นต้น แล้วขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด หากคู่ความปฏิบัติผิดเงื่อนไข ก็จะได้ขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ และนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งคืนเด็กหญิง ป. ผู้เยาว์แก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้ถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองที่มีต่อเด็กหญิง ป. ผู้เยาว์ และให้ตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 เป็นอาของโจทก์ที่ 2 โดยเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนาย ศ. บิดาของโจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 และไม่มีบุตรด้วยกัน โจทก์ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ เด็กหญิง ภ. เด็กหญิง ป. และเด็กหญิง จ. หลังจากโจทก์ที่ 2 คลอดผู้เยาว์ประมาณ 45 วัน ได้มอบผู้เยาว์ให้นาง ศ. ย่าของโจทก์ที่ 2 เป็น ผู้เลี้ยงดู จำเลยทั้งสองรับนาง ศ. และผู้เยาว์ไปอยู่ด้วยที่จังหวัดชลบุรีตั้งแต่ผู้เยาว์อายุ 2 ถึง 3 เดือน แล้วจำเลยทั้งสองเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า สมควรถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองและตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้เยาว์เกิดยังเป็นทารก อายุ 45 วัน โจทก์ทั้งสองมีปัญหาไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูต้องนำผู้เยาว์ไปมอบให้ย่าอุปการะเลี้ยงดูแทน แต่ย่าอายุมากไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เอง จำเลยทั้งสองมารับตัวผู้เยาว์พร้อมย่าไปอุปการะเลี้ยงดูในวันที่โจทก์ทั้งสองนำผู้เยาว์มามอบให้ย่านั้นเอง แสดงว่าโจทก์ทั้งสองยินยอมให้จำเลยทั้งสองอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์อย่างดี มีพัฒนาการสุขภาพร่างกายและจิตใจสมควรตามวัย โจทก์ทั้งสองไม่ใคร่ได้ไปเยี่ยมผู้เยาว์และไม่ได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายแก่จำเลยทั้งสอง ครั้นผู้เยาว์ใกล้จะต้องเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โจทก์ทั้งสองไปขอรับผู้เยาว์มาอุปการะเลี้ยงดูเอง แต่ผู้เยาว์ก็โตพอที่จะรู้ความและเคยชินกับสภาพแวดล้อมและความรัก ความเอาใจใส่ของจำเลยทั้งสองเสียแล้ว ทั้งไม่แน่ใจในความรักของโจทก์ทั้งสอง ปรากฏตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับครอบครัวที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียของพนักงานคุมประพฤติ ฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2555 โจทก์ที่ 2 แสดงอาการแย่งชิงตัวผู้เยาว์ ทำให้ผู้เยาว์มีอาการผิดปกติทางจิตใจ ซึ่งจิตแพทย์ตรวจ 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 10 มีนาคม 2555 จิตแพทย์รายงานว่า ผู้เยาว์มีความหวาดกลัว อารมณ์สับสน และกังวลเรื่องความปลอดภัยและพลัดพรากจากครอบครัวที่เลี้ยงดู ครั้งที่ 2 วันที่ 22 เมษายน 2555 จิตแพทย์รายงานว่า ผู้เยาว์ถูกกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ที่มารดาผู้ให้กำเนิดใช้ความรุนแรงกับผู้เยาว์ อาจมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นโรคทางจิตเวช ทั้งสองครั้งจิตแพทย์แนะนำว่าควรดำเนินการเรื่องความปลอดภัยในการใช้ชีวิตและจัดการใช้ชีวิตให้เข้าสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ตามใบรับรองแพทย์ จิตแพทย์ที่ตรวจผู้เยาว์และจัดทำใบรับรองแพทย์มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเลขที่ 27240 ตามจรรยาบรรณวิชาชีพหากไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางย่อมไม่อาจจัดทำใบรับรองแพทย์ลักษณะดังกล่าวนี้ได้ นอกจากนั้นเมื่อโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประยอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ให้ผู้เยาว์ทดลองไปอยู่กับโจทก์ทั้งสองในวันหยุด กลับปรากฏว่าก่อนถึงวันหยุดผู้เยาว์มีอาการนอนร้องไห้และนอนกัดฟัน ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้มาดูแลเอาใจใส่ผู้เยาว์ ไม่ช่วยค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ และไม่มาเยี่ยมผู้เยาว์ตามสมควร ทำให้ผู้เยาว์แม้รู้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดา แต่ไม่รู้สึกว่ามีความสัมพันธ์อบอุ่นใกล้ชิด ตรงกันข้ามกลับหวาดกลัวที่จะต้องไปอาศัยอยู่กับโจทก์ทั้งสอง ยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ที่ 2 ใช้กำลังหักหาญแย่งชิงตัวผู้เยาว์ ทำให้ผู้เยาว์ตกใจหวาดกลัว เครียดและวิตกหากจะต้องไปอยู่กับโจทก์ทั้งสอง อาการผิดปกติทางจิตใจแสดงออกให้เห็นได้ทางพฤติกรรม มีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่โรคทางจิตเวช จำเป็นต้องจัดการแก้ไขให้สภาพการใช้ชีวิตของผู้เยาว์กลับสู่สภาวะปกติ โดยให้ผู้เยาว์ได้อยู่อาศัยในที่ที่เหมาะสม การกระทำดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ แม้ญาติของผู้เยาว์หรืออัยการไม่ได้ร้องขอ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองบางส่วนของโจทก์ทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1582 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงความผาสุกของผู้เยาว์แล้ว จึงเห็นสมควรให้ถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองเฉพาะที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (1) และตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1585 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสองเฉพาะที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ และตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1567 (1) ม. 1582 ม. 1585
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — นาง ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางกนกพร ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศล พิรุณ
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2560
#609571
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนจับกุมจำเลยในคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด พบการกระทำความผิดของ ม. และ บ. ก่อน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนให้ ม. และ บ. โทรศัพท์ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ายาเสพติดชาวลาว โดยมีการตกลงซื้อขายและนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่สถานีขนส่งอำเภอเมืองร้อยเอ็ด แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมนำกำลังไปดักซุ่มรอแล้วมีการนัดหมายเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบเป็นสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไปจนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน 3,885 เม็ด ของกลาง ได้ที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นท้องที่ที่ บ. โทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและสถานีตำรวจภูธรโพนทองซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยได้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) การสอบสวนย่อมเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 53 (ที่ถูก มาตรา 18 วรรคหนึ่ง) คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1), 145 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากไม่ชำระค่าปรับให้จำเลยฝึกอบรมต่อ 6 เดือน โดยให้หักระยะเวลาที่จำเลยถูกควบคุมก่อนศาลมีคำพิพากษาด้วยริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์ เจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดกับพวกร่วมกันจับกุมตัวนายมานิต และนายบัญญัติ ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากการสืบสวนขยายผลการจับกุม นายมานิตและนายบัญญัติให้การว่าสามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากเจ้าของเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นคนสัญชาติลาวและสามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้ จำนวน 2 มัด หรือ 4,000 เม็ด โดยนัดหมายจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนในวันที่ 18 มีนาคม 2558 ต่อมาเมื่อถึงวันนัด เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาหานายบัญญัติบอกว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้ที่สถานีขนส่งอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกซึ่งเป็นชุดจับกุมไปดักซุ่มรอ แต่จำเลยไม่มาตามนัด สักครู่หนึ่งจำเลยโทรศัพท์มาบอกนายบัญญัติว่าให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงเดินทางไปสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง ไปถึงเวลาประมาณ 17.20 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาบอกนายบัญญัติว่าถึงแล้ว ยืนอยู่ด้านหลังสถานีขนส่งอำเภอโพนทองด้านทิศตะวันตก ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงเข้าแสดงตนและขอตรวจค้นจำเลย พบเมทแอมเฟตามีน 2 มัด จำนวน 3,885 เม็ด ซุกซ่อนไว้ที่กระเป๋าสีชมพูของจำเลย และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง จำเลยรับว่าเดินทางมาส่งเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 มัด ดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงร่วมกันจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 3,885 เม็ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง ของกลาง ส่งมอบให้ร้อยตำรวจโทชัยสิงห์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดดำเนินการสอบสวน เมื่อร้อยตำรวจโทชัยสิงห์ดำเนินการสอบสวนเสร็จแล้ว จึงสรุปสำนวนการสอบสวนโดยมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาส่งให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาล

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจับกุมในอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้จึงเป็นพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโพนทอง การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดเป็นผู้สอบสวนรวมทั้งสรุปสำนวนการสอบสวน พร้อมทั้งเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยต่อพนักงานอัยการ เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ก่อนจับกุมจำเลยในคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด พบการกระทำความผิดของนายมานิตและนายบัญญัติก่อน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนให้นายมานิตและนายบัญญัติโทรศัพท์ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ายาเสพติดชาวลาว โดยมีการตกลงซื้อขายและนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่สถานีขนส่งอำเภอเมืองร้อยเอ็ด แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมนำกำลังไปดักซุ่มรอแล้วมีการนัดหมายเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบเป็นสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไป จนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน 3,885 เม็ด ของกลาง ได้ที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นท้องที่ที่นายบัญญัติโทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและสถานีตำรวจภูธรโพนทอง ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยได้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) การสอบสวนย่อมเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วฎีกาข้ออื่นของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 19 (3)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด
นางสาวดาวอนหรือกิ๊ปหรือ
จำเลย — จิ๊ป สีบุนเฮียงหรือสีบุนเฮือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเลอภพอักขรา พรชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พิศล พิรุณ
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2560
#607366
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ โดยเป็นการเรียกบุตรคืนโดยอาศัยอำนาจปกครองบุตรตามที่โจทก์กับจำเลยทำบันทึกไว้ท้ายทะเบียนหย่า จำเลยฟ้องแย้งโดยขอให้ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยต้องจ่ายไป ทั้งนี้หลังจากที่มีการทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดีโดยเป็นการบังคับแก่โจทก์ให้ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรคืนให้แก่โจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับเด็กหญิง จ. เป็นบุตรของจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของโจทก์ ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง จ. ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 240,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2554 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ประมาณปลายเดือนเมษายน 2555 โจทก์มีเพศสัมพันธ์กับนาย ช. ต่อมาโจทก์ตั้งครรภ์และคลอดบุตรเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 ชื่อเด็กหญิง จ. ภายหลังคลอดบุตร โจทก์จำเลยนำเด็กหญิง จ. มาให้บิดามารดาจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 โจทก์กับจำเลยตกลงจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน มีข้อบันทึกท้ายทะเบียนหย่าว่าโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แต่บิดามารดาจำเลยยังคงอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง จ. มาโดยตลอด ในระหว่างการพิจารณาคดีคู่ความตกลงกันว่าให้ตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม (DNA) ระหว่างโจทก์ จำเลย เด็กหญิง จ. และนาย ช. เพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา มารดา และบุตร ผลการตรวจปรากฏว่านาย ช. มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ส่วนจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยควรเป็นผู้มีสิทธิเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. คดีนี้โจทก์ฟ้องมีคำขอบังคับให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง จ. บุตรผู้เยาว์คืนแก่โจทก์โดยโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. ผู้เยาว์ตามข้อตกลงที่บันทึกไว้ตามทะเบียนการหย่าที่ระบุให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 ตามใบสำคัญการหย่าในการหย่าดังกล่าวมีข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าด้วยว่า โจทก์กับจำเลยได้แต่งงานกันมา 10 ปี มีบุตร 1 คน ให้บุตรคือเด็กหญิง จ. อยู่ในความปกครองของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ปรากฏตามทะเบียนการหย่า โจทก์ยื่นฟ้องในคดีนี้โดยอาศัยข้อตกลงปรากฏตามทะเบียนการหย่า เพื่อให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง จ. ผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ในฐานะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ไม่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยฎีกา ทั้งการที่จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับข้อตกลงนี้ว่าเหตุผลที่มีข้อตกลงในท้ายทะเบียนหย่าให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์นั้นเพราะโจทก์เป็นผู้กรอกเอกสารดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยไม่อาจฟังลบล้างบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า อันเป็นข้อความที่ปรากฏโดยมิใช่เป็นข้อความเขียน รวมถึงในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์กับจำเลยตกลงให้ตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม ซึ่งปรากฏว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. โจทก์เป็นมารดาของเด็กหญิง จ. ทั้งปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ว่าปัจจุบันโจทก์ทำงานที่บริษัทพีอีเอ จำกัด กรุงเทพมหานคร มีรายได้เดือนละ 12,000 บาท โจทก์มีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และให้การศึกษาได้ โจทก์ประกอบอาชีพสัมมาอาชีวะและมีรายได้ที่แน่นอนย่อมส่งผลดีที่จะได้รับความอบอุ่นจากมารดาและความเป็นอยู่ต่อไปในอนาคตอันเป็นประโยชน์ของเด็กหญิง จ. ผู้เยาว์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวและให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง จ. คืนแก่โจทก์จึงชอบแล้ว ในส่วนฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องแย้งนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ โดยเป็นการเรียกบุตรคืนโดยอาศัยอำนาจปกครองบุตรตามที่โจทก์กับจำเลยทำบันทึกไว้ท้ายทะเบียนหย่า จำเลยฟ้องแย้งโดยขอให้ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยต้องจ่ายไป ทั้งนี้หลังจากที่มีการทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดีโดยเป็นการบังคับแก่โจทก์ให้ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 วรรคสาม มาตรา 6 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อฟ้องแย้งส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ชอบที่จะไม่รับฟ้องแย้ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องแย้งในส่วนนี้มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รับฟ้องแย้งในส่วนที่ขอค่าอุปการะเลี้ยงดู คืนค่าขึ้นศาลในส่วนนี้แก่จำเลย ทั้งสามศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ช.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายณัฏฐวุฒิ ไชยะพันโท
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 446 -ที่ 449/2560
#609283
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินฝากในบัญชีธนาคารตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติให้ศาลไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการ หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น แม้ทรัพย์สินรายการนี้ ศาลจะได้วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้าน แต่ศาลก็ยังต้องไต่สวนคำร้องของผู้ร้องว่าทรัพย์สินรายการนี้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสี่สำนวนว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านทั้งหกในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ เรียกผู้คัดค้านทั้งสามในสำนวนที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4 ตามลำดับ และเรียกผู้คัดค้านในสำนวนที่ 3 และสำนวนที่ 4 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้ร้องทั้งสี่สำนวนยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 55 รายการดังกล่าว พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 และ 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศโฆษณาแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านทั้งหก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนเงิน 717,420.47 บาท ในบัญชีเงินฝากธนาคารศรีนคร จำกัด สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X และดอกผลนับแต่วันอายัดให้แก่เด็กชายโยธิน คืนสร้อยข้อมือทองคำ 2 เส้น น้ำหนัก 3 บาทและกำไลข้อมือทองคำ 5 วง น้ำหนักวงละ 1 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ ให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงิน 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X และดอกผลนับแต่วันอายัดให้แก่เด็กชายโยธิน ให้สร้อยข้อมือทองคำ 2 เส้น น้ำหนัก 3 บาทและกำไลข้อมือทองคำ 5 วง น้ำหนักวงละ 1 บาท ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลทุกสำนวนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ทรัพย์สินตามคำร้องที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าของนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า นางสมส่วน เป็นภริยานายไพโรจน์ ซึ่งเป็นพี่ชายผู้คัดค้านที่ 1 นางสมส่วนถูกฟ้องคดีอาญา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟย.4/2549 ของศาลอาญา ในความผิดฐานฟอกเงิน นางสมส่วนให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นางสมส่วนจึงเป็นผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนางสมส่วนนั้น เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนางสมส่วนตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา แต่นางสมส่วนก็มีความสัมพันธ์เป็นพี่สะใภ้ของผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องมีนางชลธิชา เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2546 พยานสืบสวนสอบสวนคดีที่นางสมส่วนถูกดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และนางสมส่วนให้การตามบันทึกคำให้การว่า ปี 2539 นางสมส่วนได้รับยาเสพติดจากผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นน้องของสามี ในราคาถุงละ 8,500 บาท แล้วนำไปขายต่อให้แก่เพื่อนบ้านและเด็กๆ ในชุมชน ได้กำไรถุงละ 1,000 บาท และนางสาวไพรินทร์ บุตรนางสมส่วนให้การตามบันทึกคำให้การว่า นางสาวไพรินทร์ เป็นผู้รับยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีน และเฮโรอีน จากผู้คัดค้านที่ 1 โดยรับเมทแอมเฟตามีน มาในราคา 90,000 บาท แล้วขายไปในราคา 110,000 บาท ได้กำไรมัดละ 20,000 บาท รับมาครั้งละ 4 มัด ส่วนผงขาวนางไพรินทร์ก็รับจากผู้คัดค้านที่ 1 เช่นกัน บรรจุเป็นห่อแต่ละห่อมี 4 หลอด ขนาดของหลอดจะเปลี่ยนไปตามความต้องการของตลาด ผู้คัดค้านที่ 1 จะมีของกักตุนไว้ขายแก่ลูกค้าโดยตลอด แม้เหตุการณ์ตามที่นางชลธิชาเบิกความเป็นเรื่องที่รับฟังการบอกเล่ามาจากนางสมส่วนและนางสาวไพรินทร์ แต่ก็ไม่มีข้อให้ระแวงว่านางสมส่วนและนางสาวไพรินทร์ให้การเพื่อกลั่นแกล้งผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนพยานผู้คัดค้านที่ 1 คงอ้างตนเองเป็นพยานเพียงปากเดียว เบิกความเกี่ยวกับรายได้และการประกอบอาชีพ แต่ไม่นำพยานอื่นที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะนางสมส่วนและนางสาวไพรินทร์มาเบิกความโต้แย้งเกี่ยวกับคำให้การของนางสมส่วนและนางสาวไพรินทร์ พยานของผู้ร้องจึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานผู้คัดค้านที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนางสมส่วน ผู้กระทำความผิดมูลฐานฐานฟอกเงิน จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า บรรดาทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าของนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสาม ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีภาระในการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำร้องมีที่ดินรวม 11 แปลง คือ (1) ที่ดินโฉนดเลขที่ 44833 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ราคา 2,000,750 บาท (2) ที่ดินโฉนดเลขที่ 236832 อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคา 700,000 บาท (3) ที่ดินโฉนดเลขที่ 27850 อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ราคา 400,000 บาท (4) ที่ดินโฉนดเลขที่ 222145 อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคา 800,000 บาท (5) ห้องชุดเลขที่ 17/941 อาคารชุดวังหินคอนโดมิเนียม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ราคา 606,900 บาท (6) ที่ดินโฉนดเลขที่ 93274 อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคา 2,944,000 บาท (7) ที่ดินโฉนดเลขที่ 41832 อำเภอลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ราคา 480,000 บาท (8) ที่ดินโฉนดเลขที่ 23260 อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคา 2,000,000 บาท (9) ที่ดินโฉนดเลขที่ 35356 อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราคา 1,500,000 บาท (10) ที่ดินโฉนดเลขที่ 35357 อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราคา 1,500,000 บาท (11) ที่ดินโฉนดเลขที่ 35358 อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราคา 1,500,000 บาท ทรัพย์สินที่เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารต่างๆ รวม 12 บัญชี ทรัพย์สินที่เป็นสร้อยคอทองคำ นาฬิกาข้อมือทองคำ และแหวนทองคำ สลากออมสินและพันธบัตรรัฐบาล รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 30 ล้านบาทเศษซึ่งเป็นทรัพย์สินจำนวนมาก

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งหกว่า ทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องที่ผู้คัดค้านทั้งหกได้มาก่อนที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับ ไม่สามารถใช้บังคับกับทรัพย์สินดังกล่าวได้ ในทำนองว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่มีผลย้อนหลังถึงการกระทำก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ เห็นว่า การให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นมาตรการทางแพ่งเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมมิใช่โทษทางอาญา บทบัญญัติในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงสามารถใช้บังคับกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดก่อนวันที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งหกฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับทรัพย์สิน เงินฝาก 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X และดอกผลที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนแก่เด็กชายโยธินนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและนำสืบว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมปองแล้ว ได้จัดการทรัพย์มรดกของนายสมปองโดยการปิดบัญชีเงินฝากของนายสมปองที่ธนาคารศรีนคร จำกัด และธนาคารออมสินแล้วนำเงินดังกล่าวซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากการรับจำนองที่ดิน 1 แปลง รวมไปเปิดบัญชีให้แก่เด็กชายโยธิน แต่ปรากฏว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวมีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชี เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 บัญญัติให้ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเองเป็นเจ้าของ จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้อำนาจแก่เจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นที่มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้าน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานผู้คัดค้านที่ 2 เองว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เป็นบัญชีเงินฝาก และทรัพย์ดังกล่าวก็มิใช่ทรัพย์มรดกของนายสมปองแล้ว เพราะอ้างว่าได้จัดการทรัพย์มรดกให้แก่เด็กชายโยธินแล้ว เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมปอง ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินเงินฝาก 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X และไม่มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของบุคคลอื่นได้ ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการยื่นคำร้องคัดค้านเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ผู้ร้องไม่ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้าน ที่ศาลล่างทั้งสองรับวินิจฉัยให้และพิพากษาให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่เด็กชายโยธินจึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินฝาก 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติให้ศาลไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการ หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น แม้ทรัพย์สินรายการนี้ ศาลจะได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้าน แต่ศาลก็ยังคงต้องไต่สวนคำร้องของผู้ร้องว่าทรัพย์สินรายการนี้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ เมื่อสำนวนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยอีก สำหรับทรัพย์สินรายการนี้ คือ เงินฝาก 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง เลขที่ 00-0029-20-109XXX-X ชื่อบัญชี นางไพรัช เพื่อเด็กชายโยธิน นั้น ผู้คัดค้านที่ 2 นำสืบว่าเงินในบัญชีดังกล่าวเป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมปอง บิดาเด็กชายโยธินถอนจากบัญชีของนายสมปองที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) และธนาคารออมสิน มาฝากไว้ให้แก่เด็กชายโยธิน รวมกับเงินที่ได้รับจากการจำนองที่ดิน 1 แปลง เมื่อศาลฎีกาตรวจสอบบัญชีธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 017-2-25XXX-X และบัญชีธนาคารออมสิน เลขที่ 00-0029-063XXX-X ชื่อบัญชีนายสมปอง ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างส่ง นั้น ระบุว่า ณ วันที่ 15 กันยายน 2542 นายสมปองมีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จำนวน 584,867.73 บาท โดยไม่ปรากฏว่ามีรายการถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าว เช่นเดียวกับบัญชีธนาคารออมสินของนายสมปอง ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2542 มีเงินอยู่ในบัญชี จำนวน 74,917.93 บาท โดยไม่ปรากฏว่ามีรายการถอนเงินจากบัญชีตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างแต่อย่างใด ทั้งผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 หากจะจัดการทรัพย์มรดกให้แก่เด็กชายโยธิน ไม่น่าจะต้องรอเวลานานถึง 2 ปี จึงถอนเงินมาเปิดบัญชีให้แก่เด็กชายโยธิน เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 ซึ่งเป็นช่วงที่เครือญาติของผู้คัดค้านที่ 2 ถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดและกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรณีจึงเชื่อได้ว่าเงินจำนวน 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X ชื่อบัญชี นางไพรัช เพื่อเด็กชายโยธิน เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เงิน 717,123.20 บาท ในบัญชีธนาคารออมสิน สาขาห้วยขวาง บัญชีเลขที่ 00-0029-20-109XXX-X ลำดับที่ 21 และดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทุกสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 51
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางสาวไพรัช กองกุหลาบ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบรรหาร มูลทวี
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 444/2560
#606714
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยทั้งสองแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้น ดังนั้น นอกจากจำเลยทั้งสองจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งสองต้องให้การโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า มารดาจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2510 เป็นต้นมา เมื่อมารดาถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ถึงปัจจุบันโจทก์ไม่เคยโต้แย้งและคัดค้าน โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่านับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกอะไรบ้างรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความและเป็นการไม่ชอบ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายพิมพ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 534/2553 ของศาลชั้นต้น และเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 15030 ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิมพ์ และเพิกถอนการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิมพ์กับจำเลยที่ 2 และให้ใส่ชื่อนายพิมพ์ในฐานะเจ้ามรดกในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 15030 ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 15030 ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์และนายหวางเป็นบุตรของนายพิมพ์กับนางบาง นายพิมพ์กับนางบางถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2556 นายหวางซึ่งไม่มีคู่สมรสถึงแก่ความตาย ก่อนที่นายพิมพ์จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับนางบาง นายพิมพ์กับนางจันทร์มีบุตรด้วยกัน คือ นายสันต์ นายแก้ว จำเลยที่ 1 และนางคำ โดยนางจันทร์ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนที่นายพิมพ์จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับนางบาง นายสันต์ นายแก้ว และนางคำ ถึงแก่ความตายแล้ว โดยนางคำถึงแก่ความตายหลังจากนายพิมพ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางคำ ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 15030 ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มีชื่อนายพิมพ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ วันที่ 26 มีนาคม 2553 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายพิมพ์ วันที่ 7 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแก่ตนเองในฐานะผู้จัดการมรดก และในวันเดียวกันได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ระบุว่าขายเพื่อชำระหนี้กองมรดกในราคา 500,000 บาท

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนางจันทร์มารดาจำเลยที่ 1 โดยได้รับยกให้จากบิดามารดาของนางจันทร์ จึงมิใช่ทรัพย์มรดกของนายพิมพ์ นายพิมพ์สละการครอบครองที่ดินพิพาทโดยมอบการครอบครองแก่นางคำ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดก นางคำและจำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางจันทร์มารดาจำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางจันทร์ตามที่ให้การ โดยนำสืบว่าเป็นของนายพิมพ์ ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาต่อมาว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางจันทร์ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 และจำเลยทั้งสองมิได้ให้การอ้างว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายพิมพ์ด้วยเหตุนายพิมพ์สละการครอบครองที่ดินพิพาท และมิได้ให้การว่านางคำและจำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการครอบครองปรปักษ์ตามที่ฎีกาแต่อย่างใด จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เช่นกัน ทั้งฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความมรดก ด้วยเหตุโจทก์ไม่ได้ฟ้องแบ่งทรัพย์มรดก ภายในหนึ่งปี นับแต่นายพิมพ์ถึงแก่ความตาย นางคำและจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องกันมากว่า 10 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยทั้งสองแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยทั้งสองยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ดังนั้น นอกจากจำเลยทั้งสองจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วจำเลยทั้งสองต้องให้การโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า นางคำมารดาจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2510 เป็นต้นมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 50 ปีมาแล้ว และเมื่อนางคำถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ถึงปัจจุบันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปีมาแล้ว โจทก์ไม่เคยโต้แย้งและคัดค้าน โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่านับแต่นายพิมพ์ถึงแก่ความตายมีทรัพย์มรดกอะไรบ้างรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ซึ่งคำให้การของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ชัดแจ้งว่า คดีขาดอายุความเรื่องฟ้องคดีมรดก และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีจึงขาดอายุความไปแล้ว คำให้การของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความและเป็นการไม่ชอบ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ฎีกาของจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้นางคำตามคำสั่งนายพิมพ์ และขอเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อให้ถูกต้องตามวิธีโอนสิทธิเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 โอนที่ดินแก่จำเลยที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน ชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายพิมพ์เจ้ามรดกมิได้ทำพินัยกรรม เมื่อนายพิมพ์ถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกจึงตกแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งรวมทั้งโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายพิมพ์และในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิมพ์โอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายพิมพ์ให้แก่ตนเองในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนโอนขายต่อไปให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางคำทายาทของนายพิมพ์ มิได้โอนเป็นมรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาท ย่อมเป็นการโอนหรือการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ ทำให้โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้อยู่ก่อนแล้วเสียเปรียบ อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงว่าแม้จดทะเบียนระบุว่าขายเพื่อชำระหนี้กองมรดกในราคา 500,000 บาท แต่ไม่มีการชำระเงิน จึงมิใช่การกระทำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ที่ศาลล่างพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ป.พ.พ. ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญชื่น พลเดช
จำเลย — นางเรียมจิต เล่ห์กล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธนกฤต กมลวัทน์
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธราธร ศิลปโอสถ
ลาชิต ไชยอนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา