คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10289/2559
#610625
เปิดฉบับเต็ม

หน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นให้กระทำขณะเป็นผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 แสดงว่าการอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกระทำจนถึงบุตรบรรลุนิติภาวะ ซึ่งอาจบรรลุนิติภาวะได้โดยการสมรสเมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์ หรือมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ การที่ศาลล่างกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นช่วงระยะเวลาจนบุตรผู้เยาว์อายุ 20 ปีนั้น ไม่ถูกต้อง เห็นควรแก้ไขให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม จึงได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลและคดีไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับไม่ชอบ และที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามานั้นจึงไม่ชอบเช่นกัน เห็นควรให้ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงิน 3,780,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงอายุ 60 ปี นางสาว ว. เดือนละ 30,000 บาท เด็กชาย ภ. เดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ที่ 1 เดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 จนผู้เยาว์ที่ 1 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ และเดือนละ 15,000 บาท นับตั้งแต่ผู้เยาว์ที่ 1 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ ถึง 20 ปี บริบูรณ์ และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ที่ 2 เดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 จนผู้เยาว์ที่ 2 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ และเดือนละ 15,000 บาท นับตั้งแต่ผู้เยาว์ที่ 2 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ถึง 20 ปี บริบูรณ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ และให้คำสั่งอายัดแคชเชียร์เช็คธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เลขที่ 0212601 ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม2556 จำนวน 2,708,437 บาท ยังมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา และให้ยกเลิกคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) สาขาตลิ่งชัน บัญชีเลขที่ 134-2-18xxx-x บัญชีเลขที่134-2-24xxx-x และบัญชีเลขที่ 134-3-31xxx-x และบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเดอะมอลล์ บางแค บัญชีเลขที่ 238-4-41xxx-x

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ที่ 1 เดือนละ 8,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 จนผู้เยาว์ที่ 1 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ และเดือนละ 10,000 บาท หลังจากผู้เยาว์ที่ 1 อายุ 15 ปี บริบูรณ์ถึง 20 ปี บริบูรณ์ และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ที่ 2 เดือนละ 8,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 จนผู้เยาว์ที่ 2 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ และเดือนละ 10,000 บาท หลังจากผู้เยาว์ที่ 2 อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ ถึง 20 ปี บริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้พร้อมกับยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ขอให้อายัดเงินของจำเลยที่ได้รับจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9768 จำนวน 2,708,437 บาท ซึ่งเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารเกียรตินาคิน และยื่นคำร้องขอขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินขอให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ฝากไว้ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตลิ่งชัน 3 บัญชี และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเดอะมอลล์บางแค 1 บัญชี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดแคชเชียร์เช็คธนาคารเกียรตินาคิน เช็คเลขที่ 0212601 ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 จำนวน 2,708,437 บาท จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กับให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหาย 30,000 บาท และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดเงินให้บัญชีเงินฝาก ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)สาขาตลิ่งชัน บัญชีเลขที่ 134-2-18xxx-x บัญชีเลขที่ 134-2-24xxx-x และบัญชีเลขที่ 134-3-31xxx-x และบัญชีเงินฝาก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเดอะมอลล์บางแค บัญชีเลขที่ 238-4-41xxx-x บัญชีละกึ่งหนึ่ง จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กับให้โจทก์วางเงินประกันความเสียหายเพิ่มอีก 10,000 บาทต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองและให้คำสั่งอายัดและแคชเชียร์เช็ค ธนาคารเกียรตินาคิน เช็คเลขที่ 0212601 ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 จำนวน 2,708,437 บาท ยังมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา และให้ยกเลิกคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตลิ่งชัน ทั้งสามบัญชี และในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเดอะมอลล์บางแค คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ฎีกา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ประสงค์จะแยกกันอยู่กับโจทก์ แต่ที่ต้องออกจากบ้านไปเพราะเหตุที่โจทก์ประพฤติผิดกฎหมายและศีลธรรม ทำให้โจทก์ถูกกล่าวหาในคดีอาญากรณีทุจริตต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จำเลยจะมีอันตรายจากการที่เข้าให้ถ้อยคำเป็นพยานในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรมจึงจัดให้มีการคุ้มครองพยานแก่จำเลย ทำให้จำเลยไม่สามารถกลับเข้ามาพักอาศัยกับโจทก์ ทั้งโจทก์มีความสามารถและมีฐานะดีเพียงพอที่จะให้การอุปการะบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้เพราะโจทก์มีรายได้จากการประกอบกิจการ ร้านออลสตาร์คาร์เซอร์วิส ซึ่งบางเดือนรายได้เกือบถึง 1,000,000 บาท และมีบ้าน 2 หลัง ส่วนจำเลยมีรายได้จากเงินบำนาญเดือนละ 16,500 บาทเพียงทางเดียว จำเลยมีอาการเจ็บป่วยและพิการทุพพลภาพตาบอดและตาเลือนรางอยู่ในสภาพที่ไม่มีความสามารถที่จะประกอบการงานตามปกติได้ จำเลยมิได้ปฏิเสธที่จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง แต่จำเลยได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วยเงินสินสมรสที่หามาได้จากกิจการร้านออลสตาร์คาร์เซอร์วิส ที่จำเลยสร้างมาระหว่างสมรสและโจทก์เป็นผู้ดูแลกิจการแทนจำเลย ถือได้ว่าจำเลยในฐานะบิดาได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วยเช่นกัน หากเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยจะไม่มีเงินเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตเลย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่ โดยไม่ได้จดทะเบียนหย่า ผู้เยาว์ทั้งสองพักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ โจทก์จำเลยซึ่งเป็นบิดามารดามีหน้าที่ต้องร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรทั้งสองในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์อยู่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มีทรัพย์สินมากกว่าและมีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้ จำเลยฎีกาว่าร้านออลสตาร์คาร์เซอร์วิส ที่จำเลยสร้างมาระหว่างสมรสและโจทก์เป็นผู้ดูแลกิจการแทนจำเลย ถือได้ว่าจำเลยในฐานะบิดาได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วยเช่นกันนั้น จำเลยไม่สามารถอ้างได้เพราะกิจการดังกล่าวเป็นสินสมรส กรณีการแบ่งสินสมรสเป็นคนละส่วนกับความสามารถของจำเลยในการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง และที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยต้องออกจากบ้านไปเพราะความผิดของโจทก์นั้น ก็เป็นเพียงเหตุแห่งการหย่า จำเลยยังคงต้องมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์อยู่ ปัญหาว่าจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเพียงใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีรายได้จากเงินบำนาญเดือนละ 16,500 บาท ไม่มีรายได้อื่น จำเลยมีหนี้หลายจำนวนที่ต้องผ่อนชำระ ประกอบกับจำเลยพิการทางสายตา ตาบอดและตาเลือนราง ไม่มีความสามารถที่จะประกอบการงานตามปกติได้ ส่วนโจทก์ประกอบกิจการร้านออลสตาร์คาร์เซอร์วิส มีรายได้จากสินสมรสเดือนละ 300,000 บาท และเป็นผู้ดูแลบุตรทั้งสอง โดยบุตรคนแรกเรียนที่โรงเรียนนานาชาติซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และป่วยเป็นโรคซึมเศร้าต้องพักการเรียนเป็นระยะ ต้องรับการรักษาและพบแพทย์อย่างต่อเนื่อง บุตรคนที่สองเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการจังหวัดนนทบุรี เมื่อพิจารณาสภาวะเศรษฐกิจในขณะฟ้อง ระดับการศึกษา วัย และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นของผู้เยาว์ทั้งสองแล้ว ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองน้อยกว่าโจทก์ แต่มิได้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัดส่วนของรายได้ของโจทก์และจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

อนึ่ง หน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นให้กระทำขณะเป็นผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 แสดงว่าการอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกระทำจนถึงบุตรบรรลุนิติภาวะ ซึ่งอาจบรรลุนิติภาวะได้โดยการสมรสเมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์ หรือมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ การที่ศาลล่างกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นช่วงระยะเวลาจนบุตรผู้เยาว์อายุ 20 ปีนั้น ไม่ถูกต้อง เห็นควรแก้ไขให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าบุตรผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า "ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม" จึงได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลและคดีไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับไม่ชอบ และที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามานั้นจึงไม่ชอบเช่นกัน เห็นควรให้ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ผู้เยาว์ทั้งสอง เดือนละ4,000 บาทต่อคน นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2552 จนผู้เยาว์ทั้งสองอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ และเดือนละ 5,000 บาทต่อคน หลังจากผู้เยาว์ทั้งสองอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์จนผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1564
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 155
ชื่อคู่ความ
นางสาว อ. ในฐานะส่วนตัวและ
ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม
โจทก์ — ของนางสาว ว. และเด็กชาย ภ.
จำเลย — พันเอก พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายทัดชัย บัวสอน
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10288/2559
#607355
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดในกรณีสินค้าที่จำเลยรับขนส่งสูญหายในขณะที่จำเลยขับรถประสบอุบัติเหตุตามข้อสันนิษฐานของ ป.พ.พ. มาตรา 616 เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่ามีสินค้าที่จำเลยรับขนสูญหายจริง ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน สองแสนบาท และไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีความเห็นแย้ง หรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเข้าร่วมรับจ้างขนสินค้ากับโจทก์และต้องรับผิดในการสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าที่จำเลยรับขนเนื่องจากการขับรถโดยประมาทเลินเล่อ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ ความรับผิดในฐานะผู้ขนสินค้า มิใช่ขอให้รับผิดในฐานะเป็นผู้กระทำละเมิด แม้ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิด ก็เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยโดยชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 109,850.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 105,911.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าโดยว่าจ้างบุคคลภายนอกนำยานพาหนะเข้าร่วมขนส่งสินค้า จำเลยนำรถบรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 82 - 3200 กาฬสินธุ์ เข้าร่วมและทำสัญญารับขนสินค้ากับโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าในการขนส่งสินค้าจำเลยต้องรับผิดชอบในการสูญหาย บุบสลาย หรือส่งสินค้าล่าช้า และการสูญหายบุบสลายอันเกิดจากอุบัติเหตุ ตามใบสมัครรถร่วมและหนังสือสัญญารับขนสินค้า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าของบริษัทไบโอคอนซูเมอร์ จำกัด จากอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ไปส่งให้แก่ผู้รับสินค้าปลายทางที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยจำเลยรับสินค้าไปครบถ้วนแล้ว ตามใบรับสินค้า ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 ระหว่างทางในการขนสินค้าดังกล่าวเมื่อจำเลยขับรถบรรทุกแล่นไปถึงถนนมิตรภาพสาย 24 อำเภอประโค่นชัย จังหวัดบุรีรัมย์ รถบรรทุกเกิดเหตุพลิกคว่ำทำให้สินค้าของบริษัทไบโอคอนซูเมอร์ จำกัด ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยได้รับบาดเจ็บ หลังเกิดเหตุโจทก์ชำระค่าสินค้าให้แก่บริษัทไบโอคอนซูเมอร์ จำกัด แล้ว และวันที่ 2 สิงหาคม 2557 โจทก์นำสินค้าที่ได้รับความเสียหายออกประมูลขายได้เงิน 150,000 บาท ตามใบสำคัญรับและใบค่าเสียหาย ที่โจทก์ฎีกาว่าสินค้าที่จำเลยรับขนส่งสูญหายในขณะที่จำเลยขับรถบรรทุกประสบอุบัติเหตุ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 บัญญัติว่า ผู้ขนส่งจะต้องรับผิดในการที่ของอันเขามอบหมายแก่ตนนั้นสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้า เว้นแต่จะพิสูจน์ว่าการสูญหายหรือบุบสลายหรือส่งมอบชักช้านั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเกิดแต่สภาพแห่งของนั้นเองหรือเกิดเพราะความผิดของผู้ส่งหรือผู้รับตราส่ง จำเลยต้องรับผิดตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่ามีสินค้าที่จำเลยรับขนสูญหายจริง โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้ พิพากษายกฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 109,547.97 บาท ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ข้อนี้มาโดยไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีความเห็นแย้ง หรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้รับรองไว้ หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องในกรณีจำเลยขับรถบรรทุกประมาทเลินเล่อจนเกิดอุบัติเหตุทำให้สินค้าของบริษัทไบโอคอนซูเมอร์ จำกัด ได้รับความเสียหายและสูญหาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยกระทำละเมิด ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยกระทำละเมิดเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้เป็นไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเข้าร่วมรับจ้างขนสินค้ากับโจทก์โดยนำรถของจำเลยร่วมขนส่งสินค้า และตกลงรับผิดในการสูญหายบุบสลาย ล่าช้าและการสูญหายหรือบุบสลายเกิดจากอุบัติเหตุ ต่อมาโจทก์ว่าจ้างจำเลยขนสินค้าของบริษัทไบโอคอนซูเมอร์ จำกัด ไปส่งให้แก่ผู้รับสินค้าที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่ระหว่างทางจำเลยขับรถประมาทเลินเล่อเกิดอุบัติเหตุ ทำให้สินค้าได้รับความเสียหายและสูญหาย ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ ให้จำเลยในฐานะผู้ขนส่งรับผิดในความเสียหายและสูญหายอันเนื่องมาจากการขนสินค้า การที่โจทก์อ้างถึงความประมาทเลินเล่อของจำเลยมาด้วยก็เพื่อให้จำเลยรับผิดตามสัญญารับขนส่ง มิใช่ให้รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด ดังนั้น คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยกระทำละเมิดโจทก์หรือไม่ และหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ก็เป็นการวินิจฉัยนอกคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในข้อนี้ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 แล้ว ฎีกาของโจทก์ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็กซ์เพรส ทรานสปอร์ต จำกัด
จำเลย — นายนัฐพล อนุสนธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสาวฉายลักษณ์ ผิรังคะเปาระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10287/2559
#606702
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ ผู้คัดค้านมีข้อบังคับกำหนดเวลาให้สมาชิกต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือข้อบังคับต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลงมติดังกล่าว เมื่อตามคำร้องขอของผู้ร้องมีการกล่าวอ้างว่าการลงมติที่ประชุมใหญ่สมาชิกสามัญของผู้คัดค้านได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของผู้คัดค้านโดยมีคำขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าว ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันลงมตินั้น เมื่อมติที่ประชุมใหญ่ที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนนั้นมีการลงมติเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2555 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2557 จึงพ้นกำหนดเวลาที่จะร้องขอต่อศาลตามข้อบังคับดังกล่าว ผู้ร้องจึงหมดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวและปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2555 ที่ใช้ถนนสายหลักทำที่จอดรถดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ที่ประชุมใหญ่ของผู้คัดค้านมีมติให้ใช้ประโยชน์จากถนนของโครงการหมู่บ้านแตกต่างไปจากผังของโครงการ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 450/65 ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโกลเด้น เลเจ้นด์ ผู้คัดค้านซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 โดยผู้คัดค้านมีอำนาจหน้าที่บริหารจัดการดูแลทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภค และกระทำการเพื่อประโยชน์สูงสุดในการอยู่อาศัยของสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรตลอดจนมีอำนาจออกข้อบังคับกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้สาธารณูปโภค การอยู่อาศัยและการจราจรภายในที่จัดสรรเพื่อใช้บังคับแก่สมาชิกของผู้คัดค้าน ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2555 ผู้คัดค้านได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 ครั้งที่ 1/2555 ที่ประชุมได้ลงมติเรื่องการตีเส้นจอดรถบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง ตามรายงานการประชุม

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับของผู้คัดค้าน เกี่ยวกับการประชุมใหญ่ ข้อ 45 ระบุว่า "ในการประชุมใหญ่ครั้งใด ถ้าได้มีการประชุมหรือการลงมติโดยไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ สมาชิกอาจร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติในการประชุมครั้งนั้นได้ แต่ต้องร้องขอต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ" แสดงว่า ในการร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ได้มีข้อบังคับของผู้คัดค้านกำหนดเวลาให้สมาชิกต้องรีบดำเนินการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนมติที่ประชุมที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือข้อบังคับต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลงมติดังกล่าว ดังนั้น เมื่อตามคำร้องขอของผู้ร้องมีการกล่าวอ้างว่าการลงมติที่ประชุมใหญ่สมาชิกสามัญของผู้คัดค้านได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของผู้คัดค้าน โดยมีคำขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าว กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ลงมติฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับตามความหมายแห่งข้อบังคับของผู้คัดค้านดังกล่าว ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันลงมตินั้น เมื่อปรากฏว่ามติที่ประชุมใหญ่ที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนนั้น ได้มีการลงมติเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2555 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2557 จึงพ้นกำหนดเวลาที่จะร้องขอต่อศาลตามข้อบังคับดังกล่าว ผู้ร้องจึงหมดสิทธิที่จะยื่นคำร้องดังกล่าวและปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามฎีกาของผู้ร้องอีก

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 48
กฎกระทรวง ว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบและการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางนันทรัตน์ ชัยชาญกุล
ผู้คัดค้าน — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโกลเด้น เลเจ้นด์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุภิชัย สิริชัยรังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ — นายประคอง เตกฉัตร
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10272/2559
#606132
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยเป็นฝ่ายโทรศัพท์นัดหมายผู้เสียหายที่ 1 แล้วขับรถจักรยานยนต์พา อ. นั่งซ้อนท้ายไปรับผู้เสียหายที่ 1 หน้าโรงเรียนและพาออกนอกเส้นทางไปที่ร้านถ่ายรูป และไปขายบริการที่โรงแรมก็ดี และมีการรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้าน ด. ก็ดี แล้วผู้เสียหายที่ 1 ถูก อ. กระทำชำเราล้วนบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยกับ อ. ได้นัดกันไว้แล้วล่วงหน้า แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมสมัครใจเดินทางไปทุกหนแห่งกับจำเลยและ อ. รวมทั้งยินยอมให้ อ. กระทำชำเราก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 1 มิได้ตกลงยินยอมด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการก้าวล่วง กระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุเพียง 14 ปีเศษ ความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 หาได้มีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ พฤติการณ์ของจำเลยมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารและร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่

ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษ ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี แต่ไม่เกินกว่าจำเลยมีอายุสิบแปดปี ตาม ปอ. มาตรา 74 (5) โดยมีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของจำเลยให้กลับตนเป็นคนดี แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยมีอายุครบสิบแปดปี ศาลจึงไม่อาจส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมได้ จึงสมควรที่จะดำเนินการแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 74 ประการอื่นที่เหมาะสมแก่จำเลย โดยเห็นว่าควรมอบตัวจำเลยให้มารดา หรือผู้ปกครองซึ่งยังสามารถดูแลจำเลยได้ไป โดยวางข้อกำหนดให้มารดาหรือผู้ปกครองปฏิบัติตามและเพื่อให้จำเลยหลาบจำตามมาตรา 74 (2) เห็นสมควรกำหนดวิธีการและเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติจำเลยตามมาตรา 74 (3) ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนเริ่มสืบพยาน นางสาว ว. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง พ. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ต่อมาผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีส่วนแพ่งออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) ให้ส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) ขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี นับแต่วันพิพากษา แต่อย่าให้เกินกว่าจำเลยมีอายุครบสิบแปดปี โดยคิดหักวันที่ควบคุมตัวให้ด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปีเศษอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา วันเกิดเหตุนาย ธ. ซึ่งเป็นหลานของผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่โรงเรียนเพื่อไปสอบประจำภาคแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้เข้าสอบและไม่กลับบ้าน รวมทั้งผู้เสียหายที่ 2 ไม่สามารถติดต่อได้ จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรว่าผู้เสียหายที่ 1 หายไป หลังจากนั้นประมาณ 10 วัน ผู้เสียหายที่ 2 กับพวกติดตามพบผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านนาย ด. จึงพากันไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวน มีการส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกาย พันตำรวจโท ช. ทำการสอบสวนได้ความว่า จำเลยและนาย อ. ร่วมกันพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร จึงขอออกหมายจับนาย อ. ต่อมาจำเลยเข้ามอบตัว มีการแจ้งข้อกล่าวหา จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้หรือไม่ว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวที่เบิกความยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยซึ่งจำต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังยิ่งก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเพียง 14 ปีเศษ และยังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่โรงเรียน ห. แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความเป็นขั้นเป็นตอนถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เสียหายที่ 1 ในวันเกิดเหตุ เริ่มตั้งแต่มีการโทรศัพท์นัดหมายกันระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 แล้ว จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณหน้าโรงเรียน ห.ที่ผู้เสียหายที่ 1 ศึกษาอยู่ โดยมีนาย อ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาด้วย หลังจากนั้นนาย อ. ก็เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยและผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ระหว่างทางนาย อ. ก็แยกตัวไป จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงแรม ซึ่งที่โรงแรมแห่งนี้ผู้เสียหายที่ 1 ถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศ หลังจากนั้นจำเลยก็มารับผู้เสียหายที่ 1 แล้วส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ให้นาย อ. รับไป หลังจากนั้นนาย อ. ก็พาผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้านนาย ด. ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2555 จนถึงวันที่ 28 มีนาคม 2555 ที่ผู้เสียหายที่ 2 ตามไปพบและนำตัวผู้เสียหายที่ 1 กลับมาได้ แต่ในระหว่างที่ผู้เสียหายที่ 1 พักอยู่ที่บ้านนาย ด. นาย อ. ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ข้อความต่าง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่สมควรในทางเพศ และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตัวผู้เสียหายที่ 1 และครอบครัว รวมทั้งยังมีผลกระทบต่อชีวิตและอนาคตของผู้เสียหายที่ 1 ในภายภาคหน้า ทั้งยังมีผลต่อการมีคู่ครองของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เติบโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังคงเบิกความยืนยันถึงข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ทั้งยังนำเจ้าพนักงานตำรวจไปชี้สถานที่ต่าง ๆ ตามคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง สำหรับพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปในสถานที่ต่าง ๆ โดยมีนาย อ. ร่วมเดินทางไปด้วย รวมทั้งการที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศ หลังจากนั้นนาย อ. ก็พาผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้านนาย ด. และได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 มีโอกาสที่จะแยกตัวไปจากจำเลยและนาย อ. หรือหลบหนีออกไปจากบ้านนาย ด. ได้ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่กระทำซึ่งดูประการหนึ่งจะทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีข้อพิรุธ ไม่มีน้ำหนักรับฟังไม่ได้ดังข้อที่จำเลยฎีกา นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ทั้งผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยต่างมีอายุ 14 ปีเศษ อยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยคะนอง มีความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องเพศ พฤติการณ์ที่จำเลยพานาย อ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียหายที่ 1 และพาออกนอกเส้นทางที่จะไปร้านถ่ายรูปและพากันไปจนไปถึงโรงแรมก็ดีและมีการรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปพักที่บ้านนาย ด. ก็ดี ล้วนบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยกับนาย อ. ได้ตกลงนัดหมายกันไว้แล้วล่วงหน้า ในส่วนผู้เสียหายที่ 1 แม้จะเบิกความว่า จำเลยชักชวนให้พาไปร้านถ่ายรูป แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังร่วมเดินทางไปกับจำเลยและนาย อ. แม้เป็นการเดินทางออกนอกเส้นทางที่ตกลงกันไว้ ชี้ให้เห็นว่าตัวผู้เสียหายที่ 1 เองก็ยินยอมสมัครใจเดินทางไปทุกหนแห่งกับจำเลยและนาย อ. รวมทั้งยินยอมให้นาย อ. กระทำชำเราด้วย ด้วยเหตุนี้การที่ผู้เสียหายที่ 1 ละโอกาสที่จะปกป้องตนเองจึงหาทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีพิรุธไม่ ส่วนการที่บันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งเป็นคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีข้อความระบุถึงการที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศ ที่โรงแรมนั้น ก็ปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวนว่า เหตุที่พยานไม่ระบุข้อความที่ผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปขายบริการบนห้องพัก เพราะไม่มีพยานหลักฐานในส่วนนี้ แต่อย่างไรก็ตาม พยานโจทก์ปากนี้ก็เบิกความรับรองว่าในชั้นสอบสวน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 นำชี้ที่เกิดเหตุบริเวณหลังโรงแรม ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 มาขายบริการที่โรงแรม ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ได้รับเงินประมาณ 2,000 บาท แต่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นมีการให้เงินกัน 10,000 บาทเศษ ในวันนั้นพยานโจทก์ขอความร่วมมือจากทางโรงแรมโดยขอดูโทรทัศน์วงจรปิด แต่โรงแรมไม่ให้ความร่วมมือ คำเบิกความของพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวนจึงทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ได้ให้การถึงเหตุการณ์ที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศที่โรงแรมแล้ว มีน้ำหนักควรแก่การรับฟังและเอกสารมิได้ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงแรมเพื่อค้าประเวณี หลังจากนั้นนาย อ. มารับผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่ที่บ้านนาย ด. นานหลายวัน ซึ่งในระหว่างนั้นนาย อ. ได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง แม้ผู้เสียหายที่ 1 เต็มใจไปด้วยกับจำเลยและยินยอมให้นาย อ. กระทำชำเราก็ตาม แต่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาผู้เสียหายที่ 1 มิได้ตกลงยินยอมด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการก้าวล่วง กระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และขณะเกิดเหตุคดีนี้ ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเพียง 14 ปีเศษ ความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 หาได้มีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารและร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่อการอนาจาร ข้อที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีพิรุธ ไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ก็ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วข้างต้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุน มิใช่ตัวการนั้นเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยเป็นฝ่ายโทรศัพท์นัดหมายผู้เสียหายที่ 1 แล้วขับรถจักรยานยนต์โดยมีนาย อ. นั่งซ้อนท้ายไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณหน้าโรงเรียนแล้ว นาย อ. เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปโดยมีจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้าย ระหว่างทางนาย อ. จอดรถแล้วแยกตัวไป จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่โรงแรม หลังจากนั้นจำเลยก็โทรศัพท์นัดหมายให้นาย อ. มารับผู้เสียหายที่ 1 ที่โรงแรม แล้วพาผู้เสียหายที่ 1 ไปพักค้างคืนที่บ้านนาย ด. ส่วนจำเลยแยกกลับบ้านไป จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำระหว่างจำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดแล้ว หาใช่เป็นเพียงผู้สนับสนุนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า กรณีมีเหตุอันควรงดส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี แต่อย่าให้เกินกว่าจำเลยมีอายุครบสิบแปดปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) โดยมีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของจำเลยให้กลับตนเป็นคนดีนั้นย่อมเหมาะสมกันแล้ว แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยมีอายุครบสิบแปดปีแล้ว ศาลจึงไม่อาจส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 (จังหวัดราชบุรี) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) ได้ จึงสมควรที่จะดำเนินการแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ประการอื่น ที่เหมาะสมแก่จำเลย โดยเห็นว่าควรมอบตัวจำเลยให้มารดาหรือผู้ปกครองซึ่งยังสามารถดูแลจำเลยได้ไป โดยวางข้อกำหนดให้มารดาหรือผู้ปกครองปฏิบัติตามและเพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรกำหนดวิธีดำเนินการและเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้มารดาหรือผู้ปกครองจำเลยรับตัวจำเลยไปอบรมสั่งสอนและดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้าย หรือกระทำความผิดอาญาใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง หากจำเลยก่อเหตุร้าย หรือกระทำผิดอาญาอีก มารดาหรือผู้ปกครองจำเลยจะต้องชำระเงินต่อศาลครั้งละ 10,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (2) และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 3 ปี ทุกครั้ง ที่ไปรายงานตัว ให้ตรวจปัสสาวะจำเลยเพื่อหาสารเสพติด ให้จำเลยนำผลการศึกษาทุกภาคการศึกษาแสดงต่อศาลชั้นต้น ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับเพื่อนที่ไม่ดี ห้ามออกนอกบ้านในเวลากลางคืน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง ห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน ห้ามเล่นการพนัน กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 36 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 74 (2) ม. 74 (3) ม. 74 (5) ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดเพชรบุรี
นางสาว ว. หรือ ฝ. โดยนาง พ.
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — เด็กหญิง ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรี — นายพิสิทธิ์ ฉายะไพสิฐพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
พิศล พิรุณ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10254/2559
#622112
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาลจึงอยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นมอบหมายให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งรายงานการกระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลทำการไต่สวนพยานและพิพากษาคดีละเมิดอำนาจศาลนั้น ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผู้กล่าวหาและพิพากษาคดีนี้เองจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเห็นข้อความในเอกสารซึ่งมีข้อความที่แสดงการดูหมิ่น เสียดสี ใส่ร้าย ข่มขู่ผู้พิพากษา น่าจะแจ้งต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบที่มาของเอกสาร แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับใช้วิธีนำข้อความดังกล่าวมาเรียงเป็นคำฟ้องและแนบเอกสารดังกล่าวมาท้ายฟ้องของผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับคดีที่ฟ้อง อันเป็นการจงใจทำให้เอกสารดังกล่าวปรากฏต่อศาลและบุคคลอื่นและถูกเผยแพร่ออกไปโดยไม่จำเป็น การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการจงใจดูหมิ่น เสียดสี ใส่ร้าย หรือข่มขู่ผู้พิพากษาด้วยการแนบเอกสารที่มีข้อความดังกล่าวมาท้ายฟ้อง มีเจตนาประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาลเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสว่าง มากสุข
ผู้ถูกกล่าวหา — นายสว่าง มากสุข
จำเลย — นายชุมพล คำปา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายสมชนก ปิยะสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสุรีพร อัชฌานนท์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10159/2559
#607367
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกข้อตกลงการหย่าและแบ่งสินสมรส ฝ่ายชายให้บุตรทั้งสองอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของฝ่ายหญิงเพียงผู้เดียว ฝ่ายชายจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสินสมรสทั้งหมดที่ได้ยกให้แก่บุตรทั้งสอง สินสมรสที่มีชื่อฝ่ายชายถือกรรมสิทธิ์ผู้เดียว ฝ่ายชายก็จะโอนเปลี่ยนชื่อให้เป็นชื่อฝ่ายหญิงเป็นผู้ครอบครองแทนบุตรทั้งสอง ในส่วนสินสมรสใดซึ่งหากตรวจสอบพบในภายหลังจากทำบันทึกข้อตกลงฉบับนี้แล้ว ฝ่ายชายตกลงจะนำมายกให้แก่บุตรทั้งสองคนต่อไปในทันที ก็หมายถึง สินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายชายเท่านั้น หาได้มีข้อความระบุถึงสินสมรสที่ตรวจสอบพบในภายหลังแล้วฝ่ายหญิงตกลงจะนำมายกให้แก่บุตรทั้งสองแต่อย่างใดไม่ และไม่ได้หมายถึงสินสมรสของทั้งสองฝ่ายดังเช่นที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงที่มีรายละเอียดของสินสมรสที่คู่สัญญาทั้งสองตกลงยกให้แก่บุตรทั้งสอง เมื่อปรากฏว่าสินสมรสที่ตรวจสอบพบในภายหลังจากทำบันทึกข้อตกลงในส่วนที่เป็นสินสมรสของฝ่ายชายคือจำเลยที่ 1 ได้นำไปให้จำเลยที่ 2 แล้ว คงเหลือสินสมรสส่วนที่เป็นของโจทก์ซึ่งไม่ได้ตกอยู่ในบังคับข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิติดตามเอาสินสมรสส่วนนี้มาเป็นของตนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 6,840,278.03 บาท คืนแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการให้โดยเสน่หาซึ่งเงิน 6,840,278.03 บาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินดังกล่าวคืนกลับเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามเดิม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระคืนเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ร่วมชำระเงิน 3,420,139 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,420,139 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2558) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายพีรณัฐ และเด็กหญิงอภิชญา บุตรทั้งสอง ทั้งนี้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินในส่วนของต้นเงินดังกล่าว รวมกันแล้วทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 6,840,278.03 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการให้โดยเสน่หาเงินจำนวน 3,420,139 บาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 3,420,139 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่นายพีรณัฐ และเด็กหญิงอภิชญา เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายพีรณัฐ ปัจจุบันอายุ 16 ปีเศษ และเด็กหญิงอภิชญา ปัจจุบันอายุ 13 ปีเศษ ต่อมาในวันที่ 30 ธันวาคม 2557 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนหย่ากัน และทำบันทึกข้อตกลงของการหย่าและแบ่งสินสมรสกันว่า ในส่วนสินสมรสใดซึ่งหากตรวจสอบพบในภายหลังจากทำบันทึกข้อตกลงฉบับนี้แล้วนั้น ฝ่ายชายตกลงว่านำมายกให้แก่บุตรทั้งสองต่อไปในทันที ในระหว่างสมรสจำเลยที่ 1 ได้ถอนเงินอันเป็นสินสมรสจากบัญชีเงินฝากธนาคารซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชี จำนวน 3 บัญชี และจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินดังกล่าวไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เพื่ออุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ฉันภริยาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จำนวนหลายครั้งรวมเป็นเงิน 6,840,678.03 บาท โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินดังกล่าวคืนโจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นสินสมรสที่โจทก์และจำเลยที่ 1 มีสิทธิคนละครึ่งหนึ่งของเงินดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนได้ จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิในเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 จากเงินจำนวนดังกล่าวครึ่งหนึ่ง คือ 3,420,139 บาท โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งแต่อย่างใด ดังนั้น เงินจำนวน 3,420,139 บาท ในส่วนที่จำเลยที่ 1 โอนให้จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องคืนให้โจทก์ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จำต้องคืนเงินส่วนที่เป็นสินสมรสครึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะเงินจำนวน 3,420,139 บาท อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นสินสมรสในส่วนที่เป็นสิทธิของโจทก์นั้นถือเป็นสินสมรสที่พบในภายหลังจากการทำบันทึกข้อตกลง จึงต้องยกให้แก่บุตรทั้งสอง เห็นว่า เมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงของการหย่าและแบ่งสินสมรสทั้งฉบับแล้ว ฝ่ายชายให้บุตรทั้งสองอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของฝ่ายหญิงเพียงผู้เดียว ฝ่ายชายจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสินสมรสทั้งหมดที่ได้ยกให้แก่บุตรทั้งสอง ซึ่งสินสมรสตามข้อ 3 ทั้งหมด คู่สมรสทั้งสองฝ่ายตกลงยกให้แก่บุตรทั้งสอง ในระหว่างที่บุตรทั้งสองยังไม่บรรลุนิติภาวะ ฝ่ายชายตกลงยินยอมให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้มีอำนาจดูแลในสินสมรสตามข้อ 3 ทั้งหมด สินสมรสที่มีชื่อฝ่ายชายถือกรรมสิทธิ์ผู้เดียว ฝ่ายชายก็จะโอนเปลี่ยนชื่อให้เป็นชื่อฝ่ายหญิงเป็นผู้ครอบครองแทนบุตรทั้งสอง ส่วนบันทึกข้อตกลง ข้อที่ 9 ที่ระบุว่า ในส่วนสินสมรสใดซึ่งหากตรวจสอบพบในภายหลังจากทำบันทึกข้อตกลงฉบับนี้แล้วนั้น ฝ่ายชายตกลงว่าจะนำมายกให้แก่บุตรทั้งสองคนต่อไปในทันทีนั้น ก็หมายถึง สินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายชายเท่านั้น ถ้าตรวจสอบพบในภายหลังฝ่ายชายก็จะนำมายกให้แก่บุตรทั้งสองทันที หาได้มีข้อความระบุถึงสินสมรสที่ตรวจสอบพบในภายหลังแล้วฝ่ายหญิงตกลงจะนำมายกให้แก่บุตรทั้งสองแต่อย่างใดไม่ และไม่ได้หมายถึงสินสมรสของทั้งสองฝ่าย ดังเช่นที่ได้ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลง ข้อที่ 4 ที่มีรายละเอียดของสินสมรสใดบ้างที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างตกลงยกให้แก่บุตรทั้งสอง ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าสินสมรสที่ตรวจสอบพบในภายหลังจากทำบันทึกข้อตกลงในส่วนที่เป็นสินสมรสของฝ่ายชายคือจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้นำไปให้จำเลยที่ 2 แล้ว คงเหลือสินสมรสส่วนที่เป็นของโจทก์ซึ่งไม่ได้ตกอยู่ในบังคับข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิติดตามเอาสินสมรสส่วนนี้มาเป็นของตนได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกเงินอันเป็นสินสมรสส่วนของตนคืนจากจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 3,420,139 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงเป็น 3,420,139 บาท ที่จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกามาเป็นเงิน 136,805 บาท จึงเสียเกินมา 68,402 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่จำเลยที่ 2

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยที่ 2 เสียเกินมา 68,402 บาท แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1471 ม. 1474 ม. 1532
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหรือนางมัลลิกา ทินวงศ์หรือกาญจนรัตน์
จำเลย — นายวีรวัฒน์ กาญจนรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายธนายุต ศิวายพราหมณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทร์แดง
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10157/2559
#607647
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่าโจทก์มีพฤติกรรมในทางชู้สาวกับหญิงอื่น ต่อมาเดือนสิงหาคม 2557 จำเลยถอนเรื่องร้องเรียนดังกล่าว แล้วโจทก์ยอมกลับมาอยู่กับจำเลยที่บ้าน จึงเห็นได้ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีการบรรยายระบุถึงพฤติการณ์ที่แสดงถึงการให้อภัยจำเลยโดยยอมกลับมาอยู่กับจำเลยภายหลังเกิดเหตุการณ์ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) อีกทั้งจำเลยได้ยื่นถอนเรื่องร้องเรียนความประพฤติด้านชู้สาวของโจทก์ต่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ว่า จำเลยตกลงใจถอนเรื่องร้องเรียนโดยมีเงื่อนไข 3 ประการ คือให้โจทก์กลับเข้าบ้านและปฏิบัติตนเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีดูแลบุตรภริยาตามเดิม ให้โจทก์ปฏิบัติตนในทางที่ดี ไม่ให้เป็นที่ดูถูก ดูหมิ่นเหยียดหยาม ซุบซิบนินทาของบุคคลทั่วไปในสังคมและให้โจทก์ให้เกียรติยกย่องบุคคลในครอบครัวอันได้แก่ บุตร ภริยา ตามกาลเทศะที่เหมาะสม โดยโจทก์ก็ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะกลับเข้าพักในบ้านเดิมกับครอบครัวซึ่งมีบุตรและภริยาเช่นเดิม แม้ข้อตกลงจะไม่ได้ระบุว่าโจทก์ให้อภัยการกระทำของจำเลย แต่พฤติการณ์ที่โจทก์แสดงออกโดยกลับมาอยู่บ้านเดิมกับครอบครัวซึ่งมีบุตรและภริยาเช่นเดิมเพื่ออยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไปภายหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการแสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยต่อการกระทำของจำเลยที่ส่งข้อความหมิ่นประมาทบิดาของโจทก์ สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ในเรื่องนี้จึงหมดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนพฤติกรรมชู้สาวของโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาโจทก์ก็ดี หรือการที่จำเลยว่าจ้างนักสืบเอกชนให้คอยติดตามความเคลื่อนไหวของโจทก์ยังไม่ถึงขนาดให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินควรจึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ ส่วนการที่จำเลยให้คนขนทรัพย์สินของโจทก์ออกไปจากบ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 1 ตำบลเสาไห้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี มาวางไว้ที่หน้าบ้านพักประจำตำแหน่งของโจทก์ภายในโรงเรียนอนุบาลสระบุรียังไม่ถือเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้ คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงยุติว่าเหตุดังกล่าวไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงยุติว่าเหตุดังกล่าวไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อความที่จำเลยส่งเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ ซึ่งตรงกับสำเนาข้อความในส่วนที่พาดพิงบุพการีโจทก์เป็นการเหยียดหยามบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงซึ่งถือว่าเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ และการที่มีการพูดคุยเจรจากันระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยยื่นถอนเรื่องร้องเรียนโจทก์แล้วโจทก์กลับไปพักอาศัยอยู่กับจำเลยอีกครั้ง เมื่อเดือนกันยายน 2557 การกระทำดังกล่าว ถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ผ่านมาแล้ว สิทธิฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 หมดไปหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นชี้สองสถานว่ากรณีมีเหตุฟ้องหย่าจำเลยเนื่องจากจำเลยประพฤติชั่วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ก) - (ค) หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของโจทก์ตามมาตรา 1516 (3) หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6) หรือไม่ แม้จะไม่ได้กำหนดประเด็นเรื่องการให้อภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 ไว้ก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยให้หย่ากันได้หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นจำต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการหย่าว่ายังคงมีอยู่จนถึงขณะฟ้องคดีหรือไม่ หากเหตุหย่านั้นหมดไปเพราะคู่กรณีให้อภัยซึ่งกันและกันแล้วศาลชั้นต้นก็ไม่อาจพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 ดังนั้น แม้คู่ความจะมิได้ให้การโต้แย้งไว้ ศาลชั้นต้นสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด ส่วนเรื่องที่ถือว่าโจทก์ให้อภัยจำเลยแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยทำหนังสือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ ว่าโจทก์มีพฤติกรรมในทางชู้สาวกับหญิงอื่น ต่อมาเดือนสิงหาคม 2557 จำเลยถอนเรื่องร้องเรียนดังกล่าว แล้วโจทก์ยอมกลับมาอยู่กับจำเลยที่บ้านจึงเห็นได้ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีการบรรยายระบุถึงพฤติการณ์ที่แสดงถึงการให้อภัยจำเลยโดยยอมกลับมาอยู่กับจำเลยภายหลังเกิดเหตุการณ์ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) อีกทั้งเมื่อตรวจดูเอกสาร จำเลยได้ยื่นถอนเรื่องร้องเรียนความประพฤติด้านชู้สาวของโจทก์ต่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 1 ว่า จำเลยตกลงใจถอนเรื่องร้องเรียนโดยมีเงื่อนไข 3 ประการ คือให้โจทก์กลับเข้าบ้านและปฏิบัติตนเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีดูแลบุตรภริยาตามเดิม ให้โจทก์ปฏิบัติตนในทางที่ดี ไม่ให้เป็นที่ดูถูก ดูหมิ่นเหยียดหยามซุบซิบนินทาของบุคคลทั่วไปในสังคมและให้โจทก์ให้เกียรติยกย่องบุคคลในครอบครัวอันได้แก่ บุตร ภริยา ตามกาลเทศะที่เหมาะสม โดยโจทก์ก็ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะกลับเข้าพักในบ้านเดิมกับครอบครัวซึ่งมีบุตรและภริยาเช่นเดิม แม้ข้อตกลงตามเอกสารจะไม่ได้ระบุว่าโจทก์ให้อภัยการกระทำของจำเลย แต่พฤติการณ์ที่โจทก์แสดงออกโดยกลับมาอยู่บ้านเดิมกับครอบครัวซึ่งมีบุตรและภริยาเช่นเดิมเพื่ออยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยต่อไปภายหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการแสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยต่อการกระทำของจำเลยที่ส่งข้อความหมิ่นประมาทบิดาของโจทก์ สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ในเรื่องนี้จึงหมดไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1518
ป.วิ.พ. ม. 84 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสระบุรี — นายณัฐพงศ์ สมประสงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พิศล พิรุณ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10129/2559
#607649
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 91 รวมจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 25 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 จำคุก 7 วัน โทษจำคุกให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี ยกฟ้องข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น และร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งเป็นการแก้ทั้งบทลงโทษและกำหนดโทษอันเป็นการแก้ไขมาก แต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามไม่ให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพรับฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควรอันเป็นความผิดตามฟ้อง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 371 และริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางศรีพลอย มารดาผู้ตายยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 150,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายที่ผู้ร้องเรียกร้องมาสูงเกินไป ขอให้ศาลปรับลดลง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 7 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 25 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 2 ปี นับแต่วันพิพากษา หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งจำเลยไปควบคุมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานีอีก 1 วัน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 โดยหักวันควบคุมด้วย ริบอาวุธมีดของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 เมษายน 2557 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่หากผู้ร้องได้รับชำระเงินจากจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1868/2557 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานีจำนวนเท่าใดให้นำมาหักจากยอดหนี้ในคดีนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษหรือลงโทษสถานเบา โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีอนุญาตให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 181

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ (ที่ถูกคือ พิพากษาแก้)ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 14 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 วัน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 138 ดังนี้

1. ห้ามมิให้เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน หรือในสถานที่เริงรมย์ทุกแห่ง

2. ห้ามมิให้คบหาสมาคมกับบุคคลที่อาจชักนำไปสู่การกระทำผิด

3. ห้ามมิให้สูบบุหรี่ หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดให้โทษและสิ่งมึนเมาทุกชนิด

4. ให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง

5. ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง

6. ให้ศึกษาปฏิบัติธรรมที่วัดตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง

ริบอาวุธมีดของกลาง ข้อหาร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร และร่วมกันฆ่าผู้อื่นให้ยก และยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 3 ปี 9 เดือน และปรับ 25 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 7 วัน โทษจำคุกให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี ยกฟ้องข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น และร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งเป็นการแก้ทั้งบทลงโทษและกำหนดโทษอันเป็นการแก้ไขมาก แต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามไม่ให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพรับฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควรอันเป็นความผิดตามฟ้อง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ร้อง — นาง ศ.
จำเลย — นาย ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นายประดิษฐ์ พงษ์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศล พิรุณ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10127/2559
#607368
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในคดีหมายเลขแดงที่ 95/2556 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 กระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ถือว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดคดีนี้ก่อนคดีหมายเลขแดงที่ 95/2556 ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำข้อมูลการแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดฉะเชิงเทรามาใช้ประกอบดุลพินิจกำหนดโทษและวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลยที่ 3 ว่ากระทำความผิดคดีนี้เป็นครั้งที่ 2 นั้น เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวน เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (3) (ก), 247 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

แม้ฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาที่ขอให้รอการลงโทษ หรือ รอการกำหนดโทษ หรือ คุมประพฤติ อันเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180, 183 และไม่อาจฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ เพราะ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 3 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายมา ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยเกี่ยวกับโทษและวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ใช้บังคับแก่จำเลยที่ 3 ให้เหมาะสมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 14,884 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3939/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 2 มีอายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 3 มีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 10 มีกำหนดคนละ 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันพิพากษาโดยให้หักวันควบคุม ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3939/2556 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 14,884 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทราอนุญาตให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 181

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำข้อมูลตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดฉะเชิงเทรามาใช้ประกอบดุลพินิจพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 3 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยผิดไปว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในคดีนี้เป็นครั้งที่ 2 เพราะเคยกระทำความผิดในคดีหมายเลขแดงที่ 95/2556 เป็นคดีแรกนั้นเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ตามคำร้องผัดฟ้องเอกสารท้ายฎีกาจำเลยที่ 3 หมายเลข 4 ระบุว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 คดีนี้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 จึงถือว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดคดีนี้ก่อนคดีหมายเลขแดงที่ 95/2556 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวน แล้วนำมาประกอบดุลพินิจกำหนดโทษและวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนบังคับแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ก), 247 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

ส่วนฎีกาประการต่อไปของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษหรือคุมประพฤติ อันเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้น แม้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 183 ประกอบมาตรา 180 และไม่อาจฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้เพราะเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 3 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายมา ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยเกี่ยวกับโทษและวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ใช้บังคับแก่จำเลยที่ 3 ให้เหมาะสมได้ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า รายงานแสดงข้อเท็จจริงของสถานพินิจมีข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบันเพราะจำเลยที่ 3 ปรับปรุงตัวแล้ว และเข้าศึกษาที่ศูนย์การศึกษานอกระบบ จำเลยที่ 3 ไม่เห็นด้วยกับดุลพินิจของศาลนั้น เห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ศาลได้แจ้งรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดฉะเชิงเทราให้จำเลยที่ 3 และผู้เกี่ยวข้องทราบแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2556 ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำข้อมูลจากรายงานดังกล่าวมาฟังประกอบดุลพินิจเกี่ยวกับการกำหนดลงโทษหรือการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลยที่ 3 จึงชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรายงานดังกล่าวแล้ว ความประพฤติโดยทั่วไปของจำเลยที่ 3 เสียหายโดยไม่สนใจต่อการศึกษาเล่าเรียน ใช้ชีวิตอิสระเสเพล คบหาเพื่อนที่มีพฤติกรรมเสียหาย มั่วสุมชักชวนกันเที่ยวเตร่ เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้เข้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพที่วิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์ แทนที่จะศึกษาเล่าเรียนให้จบ ก็เรียนได้เพียง 2 เดือน เนื่องจากคบเพื่อนชักชวนกันเที่ยวเตร่ มีเรื่องชกต่อยหลายครั้ง ไม่เข้าเรียน หนีเรียนบ่อย แต่งกายผิดระเบียบ สูบบุหรี่ในโรงเรียน เสพยาเสพติดให้โทษ ถูกลงโทษว่ากล่าวตักเตือนและต้องออกจากโรงเรียน ชอบเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนและมีเรื่องทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและยังกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ถึง 2 คดี แม้คดีนี้จะเป็นการกระทำความผิดเป็นครั้งแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่หลังจากกระทำความผิดคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 3 ก็ยังกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อีก แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่รู้สำนึกในการกระทำความผิด และไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 3 จะอ้างในฎีกาว่าเข้าศึกษาต่อก็เป็นการศึกษานอกระบบ หาได้แน่นอนว่าจำเลยที่ 3 จะศึกษาต่อไปจนจบไม่ อนาคตของจำเลยที่ 3 จึงน่าห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (3) ม. 243 (ก) ม. 247
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 221
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 180 ม. 183
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวสรัณยา เปรื่องวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวจันทิมา ยิ่งชล
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10126/2559
#606729
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย แต่โทษจำคุกให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยวางเงื่อนไขคุมความประพฤติ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรม อันเป็นการกำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) การที่จำเลยฎีกาขอให้จำเลยปรับปรุงตัวเองอยู่กับครอบครัวแทนการส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรม เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม มาตรา 180 ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 183 ประกอบมาตรา 180 และไม่มีบทบัญญัติใดให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โทษจำคุกให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยวางเงื่อนไขคุมประพฤติภายใน 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 24 ชั่วโมง ให้ตรวจปัสสาวะทุกครั้งที่มารายงานตัว ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและสิ่งมึนเมาทุกชนิด ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี ห้ามเที่ยวเตร่ยามวิกาลและสถานเริงรมย์ ห้ามเล่นการพนัน ให้เข้าศึกษาเล่าเรียนโดยตั้งใจศึกษาและให้นำหลักฐานการศึกษาและผลการศึกษามาแสดงทุกครั้งที่มารายงานตัว ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาแต่เพียงว่าขอให้จำเลยปรับปรุงตัวเองอยู่กับครอบครัวแทนการส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย แต่ยังคงเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรม อันเป็นการกำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญา ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) การที่จำเลยฎีกาดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 180 ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามมาตรา 183 ประกอบมาตรา 180 และไม่มีบทบัญญัติใดให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ และแม้ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง แต่พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 เป็นกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โดยอาศัยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ ดังนี้ แม้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ จะเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 142 (1) ม. 144 ม. 180 ม. 183
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นางสาวสุรีรัตน์หรือแพม วรรณสัมผัส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางพนิดา อรรคเศรษฐัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางอลิศรา มานะจิตต์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พิศล พิรุณ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10100/2559
#607971
เปิดฉบับเต็ม

แม้เดิมบริษัท ท. จะถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1246 (เดิม) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งจดชื่อบริษัทดังกล่าวกลับคืนสู่ทะเบียนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 อันเป็นเวลาภายหลังจากมาตรา 1273/4 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวบังคับใช้แก่คดีนี้ ซึ่งมาตรา 1273/4 วรรคสอง กำหนดว่าการร้องขอให้ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน ห้ามมิให้ร้องขอเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกจากทะเบียน อันเป็นบทบัญญัติจำกัดสิทธิของผู้ร้องซึ่งเคยมีอยู่แต่เดิมก่อนกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ การนับระยะเวลาจำกัดสิทธิของผู้ร้องจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด การนับกำหนดระยะเวลาร้องขอให้บริษัทดังกล่าวกลับคืนสู่ทะเบียนตามมาตรา 1273/4 วรรคสอง จึงให้เริ่มนับแต่วันที่บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ คือวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 หาใช่เริ่มนับแต่วันที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียน เมื่อนับแต่วันที่มาตรา 1273/4 วรรคสอง มีผลใช้บังคับจนถึงวันยื่นคำร้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนนทบุรี (ที่ถูกคือ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร) จดชื่อบริษัททิพธิดา แมนชั่น จำกัด กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน

ศาลชั้นต้นประกาศตามระเบียบและส่งสำเนาให้นายทะเบียนแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนได้ความจากพยานหลักฐานของ ผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ทุกประเภทของสถาบันการเงินตามหนังสือรับรอง บริษัททิพธิดา แมนชั่น จำกัด ได้ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินรวม 8 โฉนด เพื่อเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของบริษัททิพธิดา จำกัด ไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 120,000,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2542 คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เห็นว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน) ไม่อาจฟื้นฐานะและไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ จึงมีคำสั่งให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน) ระงับการดำเนินกิจการ และให้องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) นำทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวออกประมูลขายเพื่อดำเนินการชำระบัญชีตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) เป็นผู้ชนะการประมูลจึงได้รับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหลักประกันแห่งหนี้ทั้งหมดของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน) มาบริหารจัดการ ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2545 บริษัททิพธิดา จำกัด และบริษัท ที.ที.ดี. (1993) จำกัด ในฐานะลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) ยอมรับว่ามีหนี้ค้างชำระทั้งสิ้น 378,754,419.54 บาท ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยบริษัททิพธิดา แมนชั่น จำกัด ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองได้ลงชื่อรับทราบและยินยอมปฏิบัติตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว หลังจากทำสัญญา ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันทั้งหมดผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา มีหนี้ค้างชำระเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2548 บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) ได้โอนขายสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้และผู้ค้ำประกันทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องตามมติคณะรัฐมนตรี ผู้ร้องจึงได้รับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) มีต่อลูกหนี้รวมทั้งบริษัททิพธิดา แมนชั่น จำกัด ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองตามสำเนาหนังสือซื้อขายสินทรัพย์ บริษัททิพธิดา แมนชั่น จำกัด มีภาระหนี้ตามคำพิพากษาต่อผู้ร้อง คำนวณถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2554 มีหนี้ค้างชำระเป็นต้นเงิน 116,776,436.58 บาท ดอกเบี้ย 212,751,510.87 บาท รวมเป็นเงิน 329,527,947.45 บาท ตามรายการคำนวณภาระหนี้ นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้ขีดชื่อบริษัททิพธิดา แมนชั่น จำกัด ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ตามหนังสือรับรอง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องของผู้ร้องเพราะเหตุที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทขีดชื่อออกจากทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 วรรคสอง (ที่มีผลใช้บังคับในขณะยื่นคำร้อง) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทขีดชื่อบริษัททิพธิดา แมนชั่น จำกัด ออกจากทะเบียน โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (เดิม) การร้องขอให้ศาลสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้องขอให้จดชื่อกลับคืนสู่ทะเบียนไว้ กรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังมาใช้บังคับได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้ได้ นั้น เห็นว่า แม้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้ขีดชื่อบริษัททิพธิดา แมนชั่น จำกัด ออกจากทะเบียน เป็นบริษัทร้าง ตามความในมาตรา 1246 (เดิม) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ก็ตาม แต่ต่อมาบทบัญญัติดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปโดยมีมาตรา 1273/4 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เกี่ยวกับการร้องขอให้ศาลสั่งจดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งจดชื่อบริษัทดังกล่าวกลับคืนสู่ทะเบียนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 อันเป็นเวลาภายหลังมาตรา 1273/4 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ ซึ่งมาตรา 1273/4 วรรคสอง กำหนดว่าการร้องขอให้ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทกลับคืนสู่ทะเบียน ห้ามมิให้ร้องขอเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกจากทะเบียน อันเป็นบทบัญญัติจำกัดสิทธิของผู้ร้อง ซึ่งเคยมีอยู่แต่เดิมก่อนกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ การนับระยะเวลาจำกัดสิทธิของผู้ร้องจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด กรณีของบริษัททิพธิดา แมนชั่น จำกัด นายทะเบียนได้ขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2544 เป็นระยะเวลาก่อนที่มาตรา 1273/4 วรรคสอง จะใช้บังคับ การนับกำหนดระยะเวลาร้องขอให้บริษัทดังกล่าวกลับคืนสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 วรรคสอง จึงให้เริ่มนับแต่วันที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ คือวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 หาใช่เริ่มนับแต่วันที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย เมื่อนับแต่วันที่มาตรา 1273/4 วรรคสอง มีผลใช้บังคับจนถึงวันยื่นคำร้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนดสิบปี ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องของผู้ร้องเพราะเหตุดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดชื่อ บริษัททิพธิดา แมนชั่น จำกัด กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/4 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1273/4 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารสินทรัพย์
ผู้ร้อง — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวแก้วตา จิตตวิสุทธิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10099/2559
#606720
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้การว่ามีกลุ่มบุคคลใช้กลอุบายกับจำเลยที่ 1 ขอเช่ารถยนต์คันพิพาทแล้วไม่ส่งมอบรถคืน จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ อ. กับพวก ในข้อหาร่วมกันยักยอก พนักงานอัยการมีความเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการร่วมกันใช้กลอุบายในการที่จะร่วมกันลักเอารถยนต์ของผู้เสียหายไป โดยแนบสัญญาเช่ารถยนต์และสำเนาหนังสือสำนักงานอัยการมาท้ายคำให้การ แต่จำเลยทั้งสองไม่สืบพยานให้เห็นว่า อ. กับพวก มีพฤติการณ์ใช้กลอุบายในการร่วมกันลักเอารถยนต์ไปอย่างไร ทั้ง ๆ ที่การนำรถยนต์ออกให้เช่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 หากแต่เพียงอ้างส่งสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาและสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยประกอบคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่ามีผู้มาขอเช่าแล้วไม่นำรถยนต์มาคืน มีการดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งสำเนาคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า อ. กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า อ. กับพวก ร่วมกันลักรถยนต์ทั้งสามคันดังกล่าวไปอย่างไร คดีอาญาเรื่องอื่นที่มีคำขอให้นับโทษจำคุกต่อเป็นความผิดฐานใด ส่วนจำเลยร่วมมี น. เบิกความว่าพยานสอบปากคำจำเลยที่ 1 ไว้ ตามบันทึกถ้อยคำผู้เกี่ยวข้อง เมื่อพิจารณาประกอบสำเนาสัญญาเช่ารถยนต์เอกสารท้ายคำให้การแสดงให้เห็นว่า อ. ที่มาทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 มีตัวตนจริงไม่ได้มีการแอบอ้างหรือมีบุคคลอื่นแสดงตนเป็น อ. มาติดต่อขอเช่ารถยนต์ ข้อเท็จจริงคงฟังได้เพียงว่า อ. เช่ารถยนต์ไปจากจำเลยที่ 1 ตามสำเนาสัญญาเช่าแล้วร่วมกับพวกลักเอารถยนต์ไปจึงเป็นกรณีที่กรมธรรม์ประกันภัยไม่คุ้มครองเพราะเหตุความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์ดังกล่าวต่อจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยและต่อโจทก์ผู้รับประโยชน์ ส่วนที่จำเลยร่วมฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์นั้น คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในตอนแรกว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ตอนหลังกลับวินิจฉัยว่าจำเลยร่วมต้องรับผิดแทนจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยร่วมต้องรับผิดแทนจำเลยทั้งสองเต็มจำนวนแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป พิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิด ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง หากโจทก์ยังต้องการให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามฟ้อง โจทก์ต้องอุทธรณ์ ไม่ใช่เรื่องของจำเลยร่วมที่จะต้องอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองย่อมยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 464,098.60 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 128,000 บาท กับอีกเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 592,098.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงิน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกคำขอโจทก์ในส่วนของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน กฉ 9478 อุดรธานี ไปจากโจทก์ในราคา 532,057.50 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เป็นรถเก๋งใช้แล้ว เดิมหมายเลขทะเบียน ศง 3493 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อเอาประกันภัยไว้ต่อจำเลยร่วม ระบุในตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ว่า โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 27 ตุลาคม 2549 สิ้นสุดวันที่ 27 ตุลาคม 2550 คุ้มครองรถยนต์สูญหาย 390,000 บาท และระบุเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ว่า ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า โดยทำสัญญาประกันภัยวันที่ 27 ตุลาคม 2549 ทำกรมธรรม์วันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ มีเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยที่เกี่ยวกับคดีนี้ดังนี้ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 3 การจัดการเรียกร้องเมื่อเกิดความเสียหาย เมื่อมีความเสียหาย หรือความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่จะต้องแจ้งให้บริษัท (จำเลยร่วม) ทราบโดยไม่ชักช้า และดำเนินการอันจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมาย ข้อ 10 การตีความกรมธรรม์ประกันภัย ข้อความที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยนี้ รวมทั้งเอกสารแนบท้ายและเอกสารประกอบ ให้ตีความตามคู่มือการตีความที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้ หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 1 ข้อตกลงคุ้มครอง รถยนต์สูญหาย บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อรถยนต์สูญหายไป ความสูญหายในที่นี้ให้หมายความรวมถึงความเสียหายต่อรถยนต์ที่เป็นผลมาจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ หรือเป็นผลมาจากการพยายามกระทำเช่นว่านั้น ข้อ 5 การยกเว้นรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายหรือไฟไหม้อันเกิดจาก 5.1 ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 แนบท้ายตารางกรมธรรม์ประกันภัย หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อและรับรถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 4 งวด คืองวดที่ 1 ถึงงวดที่ 4 โดยงวดที่ 4 ถึงกำหนดชำระวันที่ 5 มีนาคม 2550 ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปให้เช่า ระบุในสัญญาเช่ารถยนต์ลงวันที่ 29 มีนาคม 2550 ว่านางอารีรัตน์ เป็นผู้เช่า นางสาวอนุรักษ์ เป็นผู้ค้ำประกัน อัตราค่าเช่าวันละ 1,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2550 ถึงวันที่ 13 เมษายน 2550 รวมวันเช่า 15 วัน รวมเป็นเงินค่าเช่า 15,000 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 ซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ 5 เมษายน 2550 เป็นต้นมา และเมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้วผู้เช่าไม่นำรถมาส่งคืนจำเลยที่ 1 ดังนั้นวันที่ 28 เดือนเดียวกันจำเลยที่ 1 ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานีให้ดำเนินคดีแก่นางอารีรัตน์ในข้อหายักยอกทรัพย์ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์แจ้งจำเลยร่วมสำนักงานใหญ่ว่า นางอารีรัตน์มาติดต่อขอเช่ารถยนต์ที่เช่าซื้อไปแล้วไม่ส่งคืน ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 1 แจ้งเหตุรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายต่อจำเลยร่วมสำนักงานสาขาอุดรธานี นายนันท์ พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุประจำสำนักงานสาขาดังกล่าว บันทึกถ้อยคำจำเลยที่ 1 ไว้ในวันเดียวกันความว่า จำเลยที่ 1 อายุ 44 ปี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว ไม่มีใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์คันนี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้ส่วนตัวและทำธุรกิจเกี่ยวกับการประกอบรถเช่า จำเลยที่ 1 มีรถยนต์สำหรับให้บุคคลทั่วไปเช่า 4 คัน เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 นางสาวอนุรักษ์มาติดต่อจำเลยที่ 1 บอกว่าจะนำรถยนต์ไปให้ลูกค้าประจำเช่า ให้เหตุผลว่ารถยนต์ทางร้านนางสาวอนุรักษ์หมด จำเลยที่ 1 จึงให้รถยนต์ที่เช่าซื้อไปให้ลูกค้าดู แล้วนางสาวอนุรักษ์โทรศัพท์แจ้งว่าลูกค้าตกลงเช่า 15 วัน วันละ 1,000 บาท ก็ได้ทำสัญญาเช่ารถยนต์กัน ทราบว่าลูกค้าชื่อนางอารีรัตน์เป็นผู้เช่า จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 15,000 บาท ทางลูกค้าแจ้งว่าจะนำไปให้ลูกค้าต่างชาติเช่าในเชิงนำเที่ยว มีนางสาวอนุรักษ์เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยร่วมมีหนังสือลงวันที่ 30 เมษายน 2551 เรื่อง แจ้งผลกรมธรรม์ไม่คุ้มครอง ว่า ความสูญหายของรถยนต์ครั้งนี้เข้าข้อยกเว้น ซึ่งกรมธรรม์ไม่คุ้มครอง ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 ส่วนโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 ขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาว่าไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 15 งวดติดต่อกันแล้ว ให้ชำระใน 30 วัน ถ้าไม่ชำระ ให้ถือว่าหนังสือนี้เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยทั้งสองไม่ได้ชำระ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ต่อมาก่อนสืบพยานคดีนี้เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีอาญาที่พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานีฟ้องนางอารีรัตน์ว่าลักรถยนต์ที่เช่าซื้อ นางอารีรัตน์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงตามฟ้อง พิพากษาว่านางอารีรัตน์มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกนางอารีรัตน์และให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแก่จำเลยที่ 1 (คดีนี้) เป็นเงิน 532,057.50 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว ครั้นถึงวันนัดสืบพยานคดีนี้วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 คู่ความทั้งสามฝ่ายรับกัน พร้อมเงื่อนไขกรมธรรม์ กับรับด้วยว่า กรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ จัดให้มีคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไว้ ซึ่งมีข้อ 5 ดังกล่าวตามที่จำเลยทั้งสองให้ดูด้วยจริง ตามสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และรับว่าระหว่างระยะเวลาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เนื่องจากมีผู้มาขอเช่าแล้วไม่นำมาคืน มีการดำเนินคดี คดีถึงที่สุดแล้ว โดยจำเลยที่ 1 แจ้งเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายให้จำเลยร่วมทราบเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2551 จำเลยร่วมขอสละข้อต่อสู้ตามคำให้การ คงเหลือเพียงสองประเด็น คือ ประเด็นแรก การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปให้ผู้อื่นเช่าจนสูญหาย เป็นเหตุให้จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย เนื่องจากเป็นข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ ประเด็นที่สอง จำเลยที่ 1 แจ้งเรื่องรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายให้จำเลยร่วมทราบโดยไม่ชักช้า และดำเนินการอันจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมายหรือไม่ โจทก์นำพยานเข้าสืบ 1 ปาก จำเลยทั้งสองไม่สืบพยานบุคคล จำเลยร่วมนำนายนันท์ เข้าสืบ 1 ปาก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อจนโจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์เป็นเงินที่โจทก์ลงทุน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ การที่นางอารีรัตน์ลักรถยนต์ไปในช่วงเวลาเดียวกันหลายคัน แม้มีการทำสัญญาเช่ารถยนต์ ที่เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 แต่เห็นได้ว่ามีเจตนาลักเอาไปโดยไม่มีเจตนาจะเช่ารถยนต์ที่เช่าซื้อจริง จึงไม่เข้าข้อยกเว้นข้อ 5 หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ทั้งจำเลยร่วมไม่อาจอ้างข้อ 3 หมวดเงื่อนไขทั่วไป เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ จำเลยร่วมต้องรับผิดแทนจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยร่วมต้องรับผิดแทนจำเลยทั้งสองเต็มจำนวนแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป พิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิด ยกคำขอโจทก์ในส่วนของจำเลยทั้งสอง ซึ่งก็คือยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันที่จำเลยร่วมรับประกันภัยไว้ไปให้ผู้อื่นเช่าแล้วสูญหายเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5 การยกเว้นรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การว่ามีกลุ่มบุคคลใช้กลอุบายกับจำเลยที่ 1 ขอเช่ารถยนต์คันพิพาทแล้วไม่ส่งมอบรถคืน จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นางอารีรัตน์กับพวกในข้อหาร่วมกันยักยอก พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานีมีความเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการร่วมกันใช้กลอุบายในการที่จะร่วมกันลักเอารถยนต์ของผู้เสียหายไป โดยแนบสำเนาสัญญาเช่ารถยนต์และสำเนาหนังสือสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานีมาท้ายคำให้การ แต่จำเลยทั้งสองไม่สืบพยานให้เห็นว่านางอารีรัตน์กับพวกมีพฤติการณ์ใช้กลอุบายในการร่วมกันลักเอารถยนต์ไปอย่างไร ทั้งๆที่การนำรถยนต์ออกให้เช่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 หากแต่เพียงอ้างส่งสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2256/2551 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ประกอบคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า มีผู้มาขอเช่าแล้วไม่นำรถยนต์มาคืน มีการดำเนินคดีบุคคลดังกล่าวจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งสำเนาคำพิพากษาดังกล่าวก็ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่า พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนางอารีรัตน์ว่า วันที่ 26 มีนาคม 2550 วันที่ 29 มีนาคม 2550 และวันที่ 5 เมษายน 2550 จำเลยกับพวกร่วมกันลักรถยนต์ของจำเลยที่ 1 และของนางอภิญญา รวม 3 คัน นางอารีรัตน์ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาเรื่องอื่นที่มีการขอให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวอีกหลายคดี และศาลชั้นต้นพิพากษาว่านางอารีรัตน์กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านางอารีรัตน์กับพวกร่วมกันลักรถยนต์ทั้งสามคันดังกล่าวไปอย่างไร คดีอาญาเรื่องอื่นที่มีคำขอให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวเป็นความผิดฐานใด เรื่องใด ส่วนจำเลยร่วมซึ่งให้การว่า การใช้รถยนต์ของนางอารีรัตน์เป็นการนำรถยนต์ไปใช้ตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 นางอารีรัตน์ไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโดยมีเจตนายักยอกไปเป็นของตนเอง เป็นการยักยอกขณะครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า โดยมีนายนันท์ เบิกความว่า พยานเป็นลูกจ้างจำเลยร่วม ตำแหน่งพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุ มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแจ้งเหตุของลูกค้า พยานได้สอบปากคำจำเลยที่ 1 ไว้ ตามบันทึกถ้อยคำผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งบันทึกถ้อยคำดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำว่า นางสาวอนุรักษ์ มาติดต่อว่าจะนำรถยนต์ไปให้ลูกค้าประจำเช่าซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าเป็นใคร โดยให้เหตุผลว่ารถยนต์ของทางร้านนางสาวอนุรักษ์หมด จำเลยที่ 1 จึงนำรถยนต์ให้นางสาวอนุรักษ์ไปให้ลูกค้าดู จากนั้นจึงได้โทรศัพท์มาแจ้งจำเลยที่ 1 ว่าลูกค้าตกลงเช่ารถยนต์คันดังกล่าว 15 วัน วันละ 1,000 บาท จากนั้นก็ได้ทำสัญญาเช่ารถ ทราบว่าลูกค้าชื่อนางอารีรัตน์ เป็นผู้เช่า ลูกค้าแจ้งว่านำรถยนต์ไปให้ลูกค้าต่างชาติเช่าในเชิงนำเที่ยว และในตอนท้ายให้ถ้อยคำว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ลูกค้าไม่นำรถยนต์มาคืน จึงได้โทรศัพท์ติดต่อ ปรากฏทางลูกค้า ใช้รถอยู่ไม่สามารถนำมาให้ได้จึงสงสัย ประมาณ 20 วัน จึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และก่อนหน้านี้จำเลยที่ 1 ได้ติดตามเอง เบื้องต้นพบตัวผู้เช่าและผู้ค้ำประกันที่คอนโดมิเนียมสินธานี ถนนรามอินทรา กรุงเทพมหานคร แต่ไม่สามารถทำอะไร จึงมาแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อพิจารณาประกอบสำเนาสัญญาเช่ารถยนต์เอกสารท้ายคำให้การของจำเลยทั้งสองซึ่งมีการกรอกชื่อผู้เช่า ผู้ค้ำประกัน ที่อยู่ปัจจุบัน หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนไว้ โดยผู้เช่าชื่อนางอารีรัตน์ ก็ตรงกับชื่อจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2256/2551 แสดงให้เห็นว่านางอารีรัตน์ที่มาทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 มีตัวตนจริง ไม่ได้มีการแอบอ้างหรือมีบุคคลอื่นแสดงตนเป็นนางอารีรัตน์มาติดต่อขอเช่ารถยนต์ มีการระบุสถานที่ทำงานของนางสาวอนุรักษ์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันว่า เลิศชัยคาร์เร็นท์ อุดรธานี สอดรับกับที่จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำเกี่ยวกับนางสาวอนุรักษ์ไว้ในบันทึกถ้อยคำผู้เกี่ยวข้อง ทั้งยังมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ระบุชื่อนางสาวอนุรักษ์แนบท้ายสัญญาเช่ารถยนต์ด้วยโดยไม่ปรากฏว่าเป็นสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนปลอม ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองอ้างส่งประกอบคำแถลงแต่ไม่นำพยานเข้าสืบและพยานหลักฐานที่จำเลยร่วมนำสืบมาคงฟังได้เพียงว่านางอารีรัตน์เช่ารถยนต์ไปจากจำเลยที่ 1 ตามสำเนาสัญญาเช่ารถยนต์เอกสารท้ายคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้วร่วมกับพวกลักเอารถยนต์คันดังกล่าวไป จึงเป็นกรณีที่กรมธรรม์ประกันภัยไม่คุ้มครองเพราะเหตุความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่าตามกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์คันดังกล่าวต่อจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยและต่อโจทก์ผู้รับประโยชน์ ส่วนที่จำเลยร่วมฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้รับผิดต่อโจทก์นั้น คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในตอนแรกว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ตอนหลังกลับวินิจฉัยว่าจำเลยร่วมต้องรับผิดแทนจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยร่วมต้องรับผิดแทนจำเลยทั้งสองเต็มจำนวนแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป พิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิด ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง เช่นนี้ หากโจทก์ยังคงต้องการให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามฟ้อง โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามฟ้อง ไม่ใช่เรื่องของจำเลยร่วมที่จะต้องอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองย่อมยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ได้ ส่วนฎีกาของจำเลยร่วมประการอื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมในประเด็นที่ว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — สิบเอกอภิญญา โยธาวงศ์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายพลวัฒน์ อมราสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประเวศ สุธรรมชัย
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
เกษม เกษมปัญญา
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10098/2559
#607967
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2554 และนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นใหม่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา และต่อมาจำเลยได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว เป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยเลือกที่จะใช้สิทธิฎีกาเพื่อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นต้องงดการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือ การทำคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับใหม่เพื่อรอให้คู่ความดำเนินการใช้สิทธิโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

จำเลยฎีกาว่า โจทก์อ้างส่งรายงานกระบวนพิจารณาคดีของศาลแพ่ง ฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2551 ตามท้ายอุทธรณ์โดยมิได้นำสืบในศาลชั้นต้น และส่งสำเนาให้จำเลย ศาลอุทธรณ์รับฟังเอกสารดังกล่าวไม่ชอบนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทำคำฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคมิใช่คำฟ้องคดีแพ่งสามัญ ถือว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับไว้ กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นศาลแพ่งต้องมีคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องนั้นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ซึ่งศาลแพ่งได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าว กรณีจึงถือได้ว่าคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุศาลแพ่งไม่รับฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคมิใช่เพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นกรณีศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โดยรับฟังคำเบิกความของ ส. ซึ่งเบิกความว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยศาลอุทธรณ์เพียงนำเอาสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่ง ฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2551 ท้ายอุทธรณ์มาประกอบเพื่อยืนยันว่าคำเบิกความของ ส. ซึ่งเบิกความว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยศาลอุทธรณ์เพียงนำเอาสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่ง ฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2551 ท้ายอุทธรณ์มาประกอบเพื่อยืนยันว่ามีน้ำหนักเนื่องจากเบิกความสอดคล้องกับเอกสารดังกล่าว ศาลอุทธรณ์มิได้นำเอกสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานดังที่จำเลยฎีกา

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยต่อมาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิดค่าสินไหมทดแทน บทกฎหมายห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันเกิดวินาศภัย โจทก์จึงต้องยื่นฟ้องคดีภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2551 โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2551 คดีจึงยังไม่ขาดอายุความสองปี แต่อายุความครบกำหนดในระหว่างการส่งคำฟ้องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีใหม่ต่อศาลชั้นต้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง เมื่อศาลแพ่งอ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ซึ่งถือว่าเป็นคำสั่งถึงที่สุด ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 8 พร้อมกับคำสั่งไม่รับฟ้องให้จำหน่ายคดีในวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 22 ตุลาคม 2551 ยังไม่เกินหกสิบวัน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 293,647 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 252,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ในระหว่างระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ให้จำเลยชำระเงิน 247,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2549 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ ในระหว่างที่จำเลยยื่นขยายระยะเวลาฎีกาเพื่อใช้สิทธิโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2554 และนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นใหม่ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 แต่ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้นใหม่ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและต่อมาจำเลยได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว เป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยเลือกที่จะใช้สิทธิฎีกาเพื่อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแล้ว ศาลชั้นต้นต้องงดการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือ การทำคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับใหม่เพื่อรอให้คู่ความดำเนินการใช้สิทธิฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์อ้างส่งรายงานกระบวนพิจารณาคดีของศาลแพ่ง ฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2551 ท้ายอุทธรณ์ โดยมิได้นำสืบในศาลชั้นต้นและส่งสำเนาให้จำเลย ศาลอุทธรณ์รับฟังเอกสารดังกล่าวไม่ชอบนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทำคำฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคมิใช่คำฟ้องคดีแพ่งสามัญถือว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับไว้ กระบวนพิจารณาต่อจากนั้นศาลแพ่งต้องมีคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องนั้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ซึ่งศาลแพ่งได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าว กรณีจึงถือได้ว่าคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุศาลแพ่งไม่รับฟ้องเป็นคดีผู้บริโภค มิใช่เพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นกรณีศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โดยรับฟังคำเบิกความของนายสิทธา ซึ่งเบิกความว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยศาลอุทธรณ์เพียงนำเอาสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่ง ฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2551 ท้ายอุทธรณ์มาประกอบเพื่อยืนยันว่าคำเบิกความของนายสิทธามีน้ำหนักเนื่องจากเบิกความสอดคล้องกับเอกสารดังกล่าว ศาลอุทธรณ์มิได้นำเอกสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยต่อมาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิดค่าสินไหมทดแทน บทกฎหมายห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันเกิดวินาศภัย โจทก์จึงต้องยื่นฟ้องคดีภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2551 โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2551 คดีจึงยังไม่ขาดอายุความสองปี แต่อายุความได้ครบกำหนดไปในระหว่างการส่งคำฟ้องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีใหม่ต่อศาลชั้นต้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง เมื่อศาลแพ่งอ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ซึ่งถือว่าเป็นคำสั่งถึงที่สุด ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 8 พร้อมกับมีคำสั่งไม่รับฟ้องให้จำหน่ายคดีในวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 22 ตุลาคม 2551 ยังไม่เกินหกสิบวัน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่ว่า เหตุชนกันเกิดจากความประมาทของฝ่ายใด และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยไม่นำพยานมาสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เสียค่าซ่อมรถไป 192,600 บาท สำหรับค่าขาดประโยชน์กำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ส่วนค่าเสื่อมราคาเห็นสมควรกำหนดให้ 5,000 บาท รวมจำเลยต้องรับผิดเป็นเงิน 247,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถพ่วงและรถบรรทุกหัวลากที่ทำละเมิดต่อโจทก์รับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด จำเลยเป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน ซึ่งมีความผูกพันที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์เพียงกำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้มาก่อนที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 และให้จำเลยชำระเงิน 247,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 ตุลาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสาม ม. 142 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติก จำกัด
จำเลย — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทิน นาคพงศ์
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
เกษม เกษมปัญญา
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10072/2559
#606739
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 ร้อยเอก ธ. กับพวก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตรวจสอบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงที่จำเลยขับโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งมาตรา 15 ทวิ บัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดจะเป็นราชศัตรูหรือได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจกักตัวบุคคลนั้นไว้เพื่อการสอบถามหรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารได้ แต่ต้องกักไว้ไม่เกินกว่า 7 วัน" การที่ร้อยเอก ธ. กับพวกกักตัวจำเลยไว้ก่อนที่จำเลยจะหลบหนีจึงเป็นการกักตัวตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจหน้าที่ฝ่ายทหารไว้เฉพาะ มิใช่การจับตาม ป.วิ.อ.มาตรา 78 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แม้ขณะกักตัวจำเลยจะมีเจ้าพนักงานตำรวจอยู่ด้วยก็ตาม ทั้งนี้การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อยังไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จะมี เจ้าพนักงานตำรวจร่วมอยู่ด้วยในการกักตัวจำเลยก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ ดังนี้ วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 จำเลยจึงยังไม่ถูกจับ กรณีไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการฝากขังจำเลยในคดีนี้ จึงชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 4, 6, 61, 73/2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบรถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 70-1957 มหาสารคาม และรถพ่วง หมายเลขทะเบียน 70-1881 มหาสารคาม ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 จำคุก 2 เดือน และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ร้อยเอกธนกฤต กับพวก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวง สถานีตำรวจทางหลวง 4 เจ้าหน้าที่หมวดการทางเขมราฐ เจ้าหน้าที่หมวดการทางหลวงนาตาล เจ้าหน้าที่ทางหลวงชนบท และเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเขมราฐ ตรวจสอบรถบรรทุกที่แล่นไปตามถนนสายอุบลราชธานี-เขมราฐ (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2050) และถนนสายเขมราฐ-ปากแซง (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2112) ที่เกิดเหตุ ซึ่งรวมทั้งรถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 70-1957 มหาสารคาม และรถพ่วง หมายเลขทะเบียน 70-1881 มหาสารคาม ที่จำเลยเป็นผู้ขับด้วย โดยสงสัยว่าจะบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แล้วให้จำเลยขับรถไปที่ท่าทรายของเอกชนเพื่อชั่งน้ำหนัก แต่จำเลยหลบหนีไปโดยจอดรถบรรทุกคันดังกล่าวไว้ในที่เกิดเหตุ วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่แขวงการทางได้ตรวจสอบน้ำหนักรถบรรทุกที่จำเลยขับพบว่าน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 จำเลยมาพบร้อยเอกธนกฤต ครั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 ร้อยเอกธนกฤตกับพวกนำจำเลยพร้อมรถบรรทุกของกลางส่งมอบให้พนักงานสอบสวน มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ร้อยเอกธนกฤตกับพวก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตรวจสอบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงที่จำเลยขับโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 8 ซึ่งมาตรา 15 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดจะเป็นราชศัตรูหรือได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจกักตัวบุคคลนั้นไว้เพื่อการสอบถามหรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารได้ แต่ต้องกักไว้ไม่เกินกว่า 7 วัน" ดังนี้ การที่ร้อยเอกธนกฤตกับพวกกักตัวจำเลยไว้ก่อนที่จำเลยจะหลบหนีจึงเป็นการกักตัวตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไว้เฉพาะ มิใช่การจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แม้ขณะกักตัวจำเลยจะมีเจ้าพนักงานตำรวจอยู่ด้วยก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 บัญญัติว่า "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราว ตามมาตรา 117" ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อยังไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จะมีเจ้าพนักงานตำรวจร่วมอยู่ด้วยในการกักตัวจำเลยก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับ ดังนี้ วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 จำเลยจึงยังไม่ถูกจับ กรณีไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2558 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยนั้น คัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์และเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 เดือนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาเห็นสมควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน เป็นกักขังแทน 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 6 ม. 61 วรรคหนึ่ง ม. 73/2
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 7 ม. 9
พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ม. 8 ม. 15 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นายพิเชษฐ์ บุญคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นางสาวพิมสิริ อึงขจรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10061/2559
#605748
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยหลบหนีจากสถานฟื้นฟูและได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยยังปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูดังกล่าวไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำปาง อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลได้มีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 24 และพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องจำเลยก็ตาม โจทก์ก็ยังไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7757/2554 ของศาลอาญา เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกคำขอบวกโทษ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยได้ครบกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ จึงไม่จำต้องจับตัวจำเลยมารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 31 อีก และคดีนี้ศาลได้มีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 24 พนักงานสอบสวนจึงได้ส่งตัวจำเลยมายังพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อันเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือการติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไข หรือข้อบังคับที่กำหนด หรือหลบหนีจากการควบคุมหรือหลบหนีออกนอกเขตศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัว พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวให้ครบถ้วนก่อนแล้ว คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำปาง มีคำวินิจฉัยที่ 1559/2556 ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบผู้ป่วยนอก แต่ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำสั่งของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำปาง ที่ 2414/2557 เอกสารท้ายฟ้องว่า ระหว่างการฟื้นฟู จำเลยหลบหนีศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพรัตนานุรักษ์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาหลบหนีสถานฟื้นฟูไว้แล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยยังไม่ได้ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำปางกำหนดไว้ แม้จะครบกำหนดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ทั้งการที่จำเลยหลบหนีจากสถานฟื้นฟู ซึ่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบทันที และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมจำเลยกลับเข้าสถานฟื้นฟูได้ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงต้องติดตามจับกุมจำเลยมาเพื่อเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก่อน กรณียังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดนั้นต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก เมื่อมาตรา 33 บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยยังปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูดังกล่าวไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำปาง อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลได้มีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 24 และพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องจำเลยก็ตาม โจทก์ก็ยังไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นายบุญยังหรือยัง ยืนยั่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางปนัดดา เนาวรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายฐิตินนทน์ สุรดิฐนันท์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10005/2559
#606342
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม หากคู่ความฝ่ายใดฝายหนึ่งเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย คู่ความจะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวหากเข้าเหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า ใบแต่งทนายความจำเลยระบุข้อความเกี่ยวกับอำนาจของทนายความให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิของจำเลย เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ โดยมีลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยพร้อมตราประทับของจำเลยถูกต้องตามหนังสือรับรองของจำเลย ทนายความจำเลยย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจเต็มที่ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลว่าข้อความที่ตกลงกับโจทก์นั้นเหมาะสม ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทนายความจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นแม้จำเลยไม่ต้องการตกลงกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องทนายความจำเลยกระทำการฝ่าฝืนความประสงค์ของจำเลย หากจำเลยเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 โจทก์และทนายจำเลยแถลงร่วมกันว่า คดีตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแรงงานภาค 1 จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความอ้างว่าการที่ทนายจำเลยคนเดิมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปนั้น ไม่ได้เป็นไปโดยความยินยอมหรือความตั้งใจของจำเลย ทำให้จำเลยเสียหาย จึงไม่ผูกพันจำเลยประกอบกับโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วและคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ศาลจึงไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้

ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งว่า จำเลยแต่งตั้งนางสาวอานันท์ดา ให้เป็นทนายความโดยมีอำนาจดำเนินการใดไปในทางจำหน่ายสิทธิ รวมทั้งประนีประนอมยอมความด้วย นางสาวอานันท์ดาจึงมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลย กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรก โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทนายจำเลยทำกับโจทก์และศาลมีคำพิพากษาตามยอมนั้นไม่ผูกพันจำเลย เนื่องจากทนายจำเลยกระทำไปคลาดเคลื่อนจากเจตนาที่แท้จริงของจำเลย ซึ่งจำเลยหามีเจตนาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ไม่ ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม เห็นว่า ในกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากคู่ความฝ่ายใดฝายหนึ่งเห็นว่า คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย คู่ความจะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม หากเข้าเหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า ใบแต่งทนายความจำเลยฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2552 ระบุข้อความเกี่ยวกับอำนาจของทนายความให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิของจำเลย เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ โดยมีลายมือชื่อของนายนอร์แมน กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยพร้อมตราประทับของจำเลยถูกต้องตามหนังสือรับรองของบริษัทจำเลย ทนายความจำเลยย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจเต็มที่ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลว่าข้อความที่ตกลงกับโจทก์นั้นเหมาะสม ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ซึ่งทนายความจำเลยมีอำนาจต่อรองและจะไม่ยอมตกลงก็ได้หากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทนายความจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น แม้จำเลยไม่ต้องการตกลงกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องทนายความจำเลยกระทำการฝ่าฝืนความประสงค์ของจำเลย หากจำเลยเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า ทนายความจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นไปตามเจตนาของจำเลยจึงไม่ใช่เหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่จะทำให้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลแรงงานภาค 1 ทั้งไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ที่ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาซาฮิโร่ โอคูมูระ
จำเลย — บริษัทเอ็ม เอ็น ซี พลาสติโค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นางมณฑนา วิจิตรทัศนา
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9999/2559
#607380
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า ตัวรถลากจูงบรรทุกน้ำหนักเกินไปเท่าใด และตัวพ่วงบรรทุกน้ำหนักเกินไปเท่าใด น้ำหนักบรรทุกที่กดทับลงสู่พื้นถนนผ่านล้อแต่ละล้อจึงไม่เป็นการทำลายพื้นถนนมากนัก คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมแสดงถึงเหตุผลในการตัดสินคดีเพื่อประกอบดุลพินิจในการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (6) ประกอบมาตรา 215 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โดยมิใช่เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่จำเลยให้การรับสารภาพ หรือเป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย

การที่จำเลยใช้รถบรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกทรายมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ถึง 20,750 กิโลกรัม แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าน้ำหนักบรรทุกของรถบรรทุกคันเกิดเหตุที่กดทับลงสู่พื้นถนนผ่านล้อแต่ละล้อจะมีน้ำหนักเท่าใดก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยไม่นำพาว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสภาพทางหลวงแผ่นดินซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวม และมีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสาธารณชน ทั้งทำให้ผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาต้องเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดจากสภาพของยานพาหนะที่บรรทุกน้ำหนักเป็นจำนวนมากจนเกินกว่าที่ผู้ขับจะควบคุมให้แล่นไปได้อย่างปลอดภัย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรงไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ แต่เห็นสมควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตาม ป.อ. มาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73/2

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในระหว่างรอการลงโทษรวม 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่า เมื่อฟ้องโจทก์ไม่บรรยายว่าตัวรถลากจูงบรรทุกน้ำหนักเกินไปเท่าใด และตัวพ่วงบรรทุกน้ำหนักเกินไปเท่าใด น้ำหนักบรรทุกที่กดทับลงสู่พื้นถนนผ่านล้อแต่ละล้อจึงอาจไม่เป็นการทำลายพื้นถนนมากนัก เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่จำเลยให้การรับสารภาพ และจำเลยอุทธรณ์ในประเด็นขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย โดยอ้างว่า ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและจำเลยเป็นหัวหน้าครอบครัวจำต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูภริยาและบุตร แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยหยิบยกเรื่องน้ำหนักบรรทุกที่กดทับลงสู่พื้นถนนผ่านล้อแต่ละล้อไม่เป็นการทำลายพื้นถนนมากนัก จึงเป็นประเด็นที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องมาว่า ตัวรถลากจูงบรรทุกน้ำหนักเกินไปเท่าใด และตัวพ่วงบรรทุกน้ำหนักเกินไปเท่าใด ดังนั้น น้ำหนักบรรทุกที่กดทับลงสู่พื้นถนนผ่านล้อแต่ละล้อจึงอาจไม่เป็นการทำลายพื้นถนนมากนัก เป็นการแสดงถึงเหตุผลในการตัดสินเพื่อประกอบดุลพินิจในการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 มิใช่เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่จำเลยให้การรับสารภาพหรือเป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้รถบรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกทรายมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ถึง 20,750 กิโลกรัม แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าน้ำหนักบรรทุกของรถบรรทุกคันเกิดเหตุที่กดทับลงสู่พื้นถนนผ่านล้อแต่ละล้อจะมีน้ำหนักเท่าใดก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการไม่นำพาว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสภาพทางหลวงแผ่นดินซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวมและมีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสาธารณชน ทั้งยังทำให้ผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาต้องเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดจากสภาพของยานพาหนะที่บรรทุกน้ำหนักเป็นจำนวนมาก จนเกินกว่าที่ผู้ขับจะควบคุมให้แล่นไปได้อย่างปลอดภัย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นสมควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน เป็นกักขังแทน 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (6) ม. 215
ป.อ. ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 61 ม. 73/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นายรัตนพลหรือรัตนะพล มานะชีพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายวินัย เลิศประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9961/2559
#606723
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 9 ระบุว่า "ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดก็ดี ฯลฯ ยอมให้ถือว่าสัญญานี้เลิกกันโดยผู้ให้เช่าซื้อไม่ต้องบอกกล่าวก่อน" และข้อ 11 ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดผิดสัญญาหลายครั้ง หากผู้ให้เช่าซื้อยอมผ่อนผันการผิดนัดหรือผิดสัญญาครั้งใด ก็ไม่ถือว่าเป็นการผ่อนผันการผิดนัดหรือผิดสัญญาครั้งอื่น ๆ" เมื่อพิจารณาข้อสัญญาทั้งสองข้อประกอบกันด้วยแล้ว เห็นได้ว่า แม้ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งก็ไม่อาจถือเป็นเด็ดขาดว่า สัญญาเช่าซื้อจะต้องเลิกกันทันทีตามสัญญา ข้อ 9 เพราะอาจมีกรณีผู้ให้เช่าซื้อผ่อนผันการผิดนัดหรือผิดสัญญาให้ผู้เช่าซื้อ ดังที่ระบุไว้ในสัญญา ข้อ 11 โดยยินยอมให้เวลาผู้เช่าซื้อนำเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระมาชำระภายหลังจากครบกำหนดเวลาชำระค่างวดตามสัญญาได้ และถือว่าสัญญายังคงมีความผูกพันกันต่อไป คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์แล้ว 13 งวด โดยตั้งแต่การชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 2 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 ชำระไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา โดยโจทก์เองก็ยอมรับค่าเช่าซื้อดังกล่าวไว้ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ยอมผ่อนผันการผิดนัดให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัด และยังคงประสงค์ให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันกันต่อไป สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดในคราวการชำระงวดที่ 2 ถึงงวดที่ 13 แม้จะครบกำหนดระยะเวลาชำระแล้วก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี การที่โจทก์ผ่อนผันการผิดนัดการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 2 ถึงงวดที่ 13 ให้จำเลยที่ 1 ดังกล่าว ก็ไม่ถือว่าโจทก์ผ่อนผันการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อในงวดอื่นด้วย ดังระบุไว้ในสัญญา ข้อ 11 ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 14 และงวดต่อไปอีกเลยจนถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า 2 ปี และไม่มีพฤติการณ์อื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์ผ่อนผันการผิดนัดให้จำเลยอีก หรือมีพฤติการณ์อื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า คู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสำคัญ กรณีจึงต้องถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไปตามสัญญา ข้อ 9 แล้ว ดังนั้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 387

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,114,500 บาท ให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ 489,658.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 359,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระค่าเสียหาย 435,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 145,000 บาท และอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 6 เดือน และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2549 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อเครื่องจักร 9 เครื่อง ไปจากโจทก์ในราคา 1,220,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าเช่าซื้อเป็น 82 งวด งวดละ 15,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 และงวดต่อไปภายในวันที่ 25 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบตามสัญญาเช่าซื้อเครื่องจักร ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียงบางส่วนให้แก่โจทก์ ตามบัญชีภาระหนี้และใบรับเงินฝาก โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้วตามหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อระบุว่า "ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดก็ดี ฯลฯ ยอมให้ถือว่าสัญญานี้เลิกกันโดยผู้ให้เช่าซื้อไม่ต้องบอกกล่าวก่อน" และสัญญา ข้อ 11 ที่ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดผิดสัญญาหลายครั้ง หากผู้ให้เช่าซื้อยอมผ่อนผันการผิดนัดหรือผิดสัญญาครั้งใด ก็ไม่ถือว่าเป็นการผ่อนผันการผิดนัดหรือผิดสัญญาครั้งอื่น ๆ" เมื่อพิจารณาข้อสัญญาทั้งสองข้อประกอบกันด้วยแล้ว เห็นได้ว่า แม้ผู้เช่าซื้อจะผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งก็ไม่อาจถือเป็นเด็ดขาดว่า สัญญาเช่าซื้อจะต้องเลิกกันทันทีตามสัญญา ข้อ 9 เพราะอาจมีกรณีผู้ให้เช่าซื้อผ่อนผันการผิดนัดหรือผิดสัญญาให้ผู้เช่าซื้อ ดังที่ระบุไว้ในสัญญา ข้อ 11 โดยยินยอมให้เวลาผู้เช่าซื้อนำเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระมาชำระภายหลังจากครบกำหนดเวลาชำระค่างวดตามสัญญาได้ และถือว่าสัญญายังคงมีความผูกพันกันต่อไป คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์แล้ว 13 งวด โดยตั้งแต่การชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 2 เป็นต้นมาจำเลยที่ 1 ชำระไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาตามบัญชีภาระหนี้และใบรับเงินฝาก โดยโจทก์เองก็ยอมรับค่าเช่าซื้อดังกล่าวไว้ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ยอมผ่อนผันการผิดนัดให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัด และยังคงประสงค์ให้สัญญาเช่าซื้อมีผลผูกพันกันต่อไป สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดในคราวการชำระงวดที่ 2 ถึงงวดที่ 13 แม้จะครบกำหนดระยะเวลาชำระแล้วก็ตาม แต่อย่างไรก็ดีการที่โจทก์ผ่อนผันการผิดนัดการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 2 ถึงงวดที่ 13 ให้จำเลยที่ 1 ดังกล่าว ก็ไม่ถือว่าโจทก์ผ่อนผันการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อในงวดอื่นด้วย ดังระบุไว้ในสัญญา ข้อ 11 ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 14 และงวดต่อไปอีกเลยจนถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า 2 ปี และไม่มีพฤติการณ์อื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์ผ่อนผันการผิดนัดให้จำเลยอีก หรือมีพฤติการณ์อื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า คู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสำคัญ กรณีจึงต้องถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไปตามสัญญา ข้อ 9 แล้ว ดังนั้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนราคาใช้แทนในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและค่าเสียหายอื่นที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้น เห็นว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยกำหนดค่าเสียหายไว้ชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวระวิน จาวลา
จำเลย — นายปกรณ์ วรกิตติวณิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนิน ชินตาปัญญากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9960/2559
#607953
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์งานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมของผู้อื่นด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 ประกอบมาตรา 27 (1) และการกระทำอันเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นด้วยการนำออกขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานนั้นเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 (1) และ (2) บุคคลผู้กระทำการเช่นว่านั้นจะต้องรับผิดทางอาญาในความผิดดังกล่าวต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนากระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ โดยผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดด้วย ตาม ป.อ. มาตรา 17 และมาตรา 59 ผู้ที่จะต้องรับโทษทางอาญาในความผิดดังกล่าวในกรณีการทำซ้ำหรือดัดแปลงนั้นนอกจากผู้กระทำจะต้องรู้ว่างานที่ตนทำซ้ำหรือดัดแปลงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นแล้ว ผู้กระทำยังต้องรู้ด้วยว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงซึ่งงานนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนกรณีการนำออกขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้น ผู้กระทำต้องรู้ว่างานดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นองค์ประกอบกรณีเจตนาแล้ว ยังเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 (1) และ (2) ด้วย โดยผู้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์อาจเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดนั้นโดยการกระทำทางกายภาพด้วยตนเองโดยมีเจตนากระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือได้ใช้หรือหลอกให้บุคคลอื่นซึ่งไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบแห่งการกระทำความผิดซึ่งไม่มีความรับผิดในทางอาญาดังกล่าวเป็นผู้กระทำการแทนโดยมีเจตนาให้บุคคลอื่นนั้นมีสภาพดังเช่นเครื่องมือในการกระทำความผิดของผู้นั้นเองก็ได้ เมื่อได้ความตามเอกสารว่าจำเลยที่ 1 รับรองว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสิทธิคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนทั้งปวงในทุกอาณาเขตทั่วโลกยกเว้นประเทศญี่ปุ่นแต่เพียงผู้เดียว และรับรองว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับสิทธิผลิตและจำหน่ายตุ๊กตาที่มีสัญลักษณ์รูปอุลตร้าแมนโดยถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ในนามบริษัท บ. จึงทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตุ๊กตาอุลตร้าแมน ตามฟ้องรวมห้าแบบจำนวน 425,000 ชิ้น ในเขตประเทศไทย โดยจำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิอุลตร้าแมนดังกล่าวจำนวน 818,584 บาท นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังปรากฏตามสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนพลังถีบสามล้อประกอบเอกสารอธิบายฉลากสินค้าดังกล่าวว่าฉลากสินค้าที่อยู่ในซองบรรจุสินค้านั้นมีข้อความภาษาอังกฤษระบุไว้ว่า "Ultraman Characters (c) Sompote Saengduenchai All rights reserved Products by KFC" อันแปลความได้ว่าคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 สงวนสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและผลิตภัณฑ์นี้ทำโดยเคเอฟซี แสดงว่าจำเลยที่ 1 แสดงตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับอุลตร้าแมนในขณะนั้นรวมถึงอุลตร้าแมนตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ด้วยว่า จำเลยที่ 1 ลงโฆษณาประกาศในหนังสือพิมพ์ว่าโจทก์กับตัวแทนของโจทก์แอบอ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนคอสมอส และประกาศจะเผยแพร่สิทธิทางการค้าในผลงานดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยังประกาศโฆษณาว่าขอให้โจทก์และตัวแทนของโจทก์ยุติการดำเนินการดังกล่าว มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดี และพยานเคยถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องเป็นจำเลยโดยกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 แสดงตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับอุลตร้าแมนมาโดยตลอด รวมตลอดถึงลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมลักษณะงานในอุลตร้าแมนที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ด้วย แม้ในขณะที่โจทก์ตรวจพบสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนนั่งปั่นรถสามล้อทั้งห้าแบบตามฟ้อง และยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.459/2543 โดยวินิจฉัยสรุปใจความสำคัญเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้สร้างสรรค์ร่วม สัญญาให้ใช้สิทธิ ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2519 ในคดีดังกล่าวไม่ใช่เอกสารปลอมจึงมีผลผูกพันโจทก์ เฉพาะลิขสิทธิ์ในผลงานภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวโอนไปยังจำเลยที่ 1 ส่วนภาพยนตร์อุลตร้าแมนตอนใหม่ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นย่อมเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในปัญหาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับและเกี่ยวเนื่องกับอุลตร้าแมนทั้งหลายในฐานะผู้สร้างสรรค์ร่วมกับโจทก์หรือนายเอยิหรือไม่ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับและเกี่ยวเนื่องกับอุลตร้าแมนทั้งหลาย โดยมีสาระสำคัญว่าสัญญาให้ใช้สิทธิระหว่างบริษัท ซ. กับจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ และขอบเขตการมีผลบังคับใช้ของสัญญาให้ใช้สิทธิ ในคดีดังกล่าวมีผลครอบคลุมให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ที่โจทก์ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับและเกี่ยวเนื่องกับอุลตร้าแมนทั้งหลายภายหลังจากที่มีการทำสัญญาให้ใช้สิทธิ ในคดีดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อขณะเกิดเหตุคดีนี้ยังไม่มีผลคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันตามผลคำพิพากษาในคดีดังกล่าว และรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าตามผลคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 อ้างถึงมาโดยตลอดนั้นได้วินิจฉัยถึงสิทธิในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนว่าเป็นของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ในผลงานดังกล่าวในฐานะผู้สร้างสรรค์ร่วมแต่อย่างใด รวมทั้งโดยผลคำพิพากษาของศาลดังกล่าวจำเลยที่ 1 มีลิขสิทธิ์เฉพาะภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาให้ใช้สิทธิโดยไม่รวมถึงลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนหรือภาพยนตร์เกี่ยวกับอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่นหลังจากมีข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนดังกล่าว ทั้งภายหลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ลงประกาศในหนังสือพิมพ์หลายฉบับทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น มีข้อความตอนต้นว่า บริษัท ซ. ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ทั้งปวงแต่เพียงผู้เดียวทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ โดยได้รับโอนสิทธิจากโจทก์ และบริษัทดังกล่าวได้อนุญาตให้บริษัทต่างๆ จำนวนมากใช้สิทธิซึ่งบริษัทดังกล่าวมีอยู่ แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์อันเป็นเหตุที่คนทั่วไปย่อมต้องเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับและเกี่ยวเนื่องกับอุลตร้าแมนทั้งหลายทั้งที่ในขณะนั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาว่าสัญญาให้ใช้สิทธิมีผลใช้บังคับได้จริง และจำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ตามที่ระบุชื่อไว้ในสัญญาดังกล่าวเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่แสดงตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนรวมทั้งสิ้นห้าแบบตามฟ้อง ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 มิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมในผลงานเกี่ยวกับอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยมิได้รวมอยู่ในข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก่อนหน้านั้น แล้วจำเลยที่ 1 อนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบดังกล่าวโดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงผลิตเป็นตุ๊กตาออกจำหน่ายจ่ายแจกและโฆษณาเผยแพร่โดยจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการกระทำดังกล่าว จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เองต่อผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ที่แสดงออกในรูปของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม โดยอาศัยผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากจำเลยที่ 1 ดังเช่นจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่อยู่ในฐานะผู้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์แต่อยู่ในฐานะตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) ของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด เนื่องจากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากจำเลยที่ 1 เข้าใจโดยสุจริตตามข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบตามฟ้องได้ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม เมื่อพิจารณาสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนพลังถีบสามล้อรวมห้าแบบซึ่งดัดแปลงขึ้นโดยอาศัยหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้วพบว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับอุลตร้าแมนรวมทั้งสิ้นห้าแบบตามฟ้องที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นความคล้ายคลึงกันในส่วนที่เป็นสาระสำคัญเพราะคนทั่วไปเข้าใจได้ว่าสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนนั่งปั่นรถสามล้อทั้งห้าแบบตามฟ้องนั้นเป็นอุลตร้าแมนลักษณะเดียวกันกับอุลตร้าแมนรวมทั้งสิ้นห้าแบบที่โจทก์สร้างสรรค์เป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมแล้วดัดแปลงเป็นงานภาพยนตร์ พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ในงานอุลตร้าแมนรวมทั้งสิ้นห้าแบบตามที่โจทก์ฟ้อง และสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนนั่งปั่นรถสามล้อทั้งห้าแบบตามฟ้องนั้นเป็นการดัดแปลงงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

เมื่อจำเลยที่ 1 อาศัยจำเลยที่ 2 ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อการค้าอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนทั้งห้าแบบดังกล่าวและมีการผลิตสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนนั่งปั่นรถสามล้อทั้งห้าแบบตามฟ้องออกจำหน่ายและเพื่อการส่งเสริมการขาย และนำสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนนั่งปั่นรถสามล้อทั้งห้าแบบตามฟ้องเผยแพร่โฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายทางโทรทัศน์โดยจำเลยที่ 1 รู้ว่าเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้วยการขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และ (2)

เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเพียงครั้งเดียวโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลคือการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบตามฟ้องของโจทก์ และมีเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิซึ่งเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบตามฟ้องนั้นจะทำซ้ำหรือดัดแปลงแล้วนำออกขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย และโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนอันเป็นงานจิตรกรรมทั้งห้าแบบตามฟ้องดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันในการละเมิดลิขสิทธิ์งานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามฟ้อง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 31 (1) และ (2), 69 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 70 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 74 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 หยุดการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามฟ้อง กับให้จ่ายค่าปรับซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 ได้ชำระตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายญี่ปุ่น ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายภาพยนตร์สำหรับโรงภาพยนตร์และโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2540 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2553 ในข้อหาร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทภาพยนตร์และศิลปประยุกต์ซึ่งผลงานอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์แบบต่าง ๆ และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 กับพวกให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องในส่วนแพ่ง โดยจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วมกันกับนายเอยิ ผู้เริ่มก่อตั้งบริษัทโจทก์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ตั้งแต่แรกเริ่มในปี 2509 ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2519 บริษัทซึบูราญ่า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด โดยนายโนโบรุ ประธานกรรมการบริษัทในขณะนั้น ซึ่งเป็นตัวแทนทางการค้าของโจทก์ทำสัญญาโอนให้สิทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์แบบต่าง ๆ ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ทั้งหมดโดยไม่จำกัดระยะเวลาสิ้นสุด และมีขอบเขตครอบคลุมอาณาเขตทั้งหมดทั่วโลก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โจทก์ให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องแย้งดังกล่าว ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2543 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่ง กับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 1 โดยวินิจฉัยสรุปใจความสำคัญเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้สร้างสรรค์ร่วม สัญญาให้ใช้สิทธิ (License Granting Agreement) ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2519 ในคดีดังกล่าว ที่นายโนโบรุทำกับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เอกสารปลอม เพราะไม่อาจรับฟังได้ว่าลายมือชื่อของนายโนโบรุในสัญญาดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม สัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ เฉพาะลิขสิทธิ์ในผลงานภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวเท่านั้นที่มีการโอนไปยังจำเลยที่ 1 ได้แก่ (1) ไจแอนต์กับจัมโบ้เอ (GIANT VS. JAMBO 'A') (2) หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ (HANUMAN AND THE SEVEN ULTRAMAN) (3) อุลตร้าแมน 1 "อุลตร้าแมนคิว" (ULTRAMAN 1 "ULTRAMAN Q") (4) อุลตร้าแมน 2 (ULTRAMAN 2) (5) อุลตร้าแมนเซเว่น (ULTRAMAN SEVEN) (6) รีเทิร์นอุลตร้าแมน (RETURN ULTRAMAN) (7) อุลตร้าแมนเอซ (ULTRAMAN ACE) (8) อุลตร้าแมนทาโร่ (ULTRAMAN TARO) และ (9) จัมบอร์กเอซ (JAMBORG ACE) ส่วนภาพยนตร์อุลตร้าแมนตอนใหม่ ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นย่อมเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 3 ระบุให้เป็นสัญญาโอนสิทธิ โดยให้รวมไปถึงสิทธิในการจำหน่าย สิทธิในการทำขึ้นหรือทำซ้ำ (Reproduction) ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิทธิในการเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ และสิทธิในการผลิตรูปหุ่นและคาแรกเตอร์ที่ใช้ในการสร้างภาพยนตร์โดยใช้วัสดุใด ในรูปแบบใด ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า และรวมถึงสิทธิในการโอนสิทธิต่าง ๆ ให้แก่บุคคลที่ 3 อีกด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิในผลงานอุลตร้าแมนโดยได้รับโอนมาจากโจทก์และมีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนดังกล่าวได้ด้วย สัญญาโอนสิทธิในผลงานอุลตร้าแมนดังกล่าวไม่รวมถึงสิทธิในผลงานในอนาคตที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ และไม่ได้มีผลเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดในการที่จะสร้างผลงานอุลตร้าแมนชุดใหม่ ๆ ขึ้นมา หรือพัฒนาปรับปรุงคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนตัวใหม่ ๆ ขึ้นอีก ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิในผลงานที่โจทก์สร้างขึ้นใหม่ดังกล่าว โจทก์และจำเลยที่ 1 กับพวกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แต่ก่อนที่ ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวโจทก์ได้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ตัวละครอุลตร้าแมนภายใต้ชื่อต่าง ๆ กัน ดังนี้ (1) อุลตร้าแมนทิก้า (มัลติ ไทป์) (2) อุลตร้าแมนทิก้า (เพาว์เวอร์ ไทป์) และ (3) อุลตร้าแมนทิก้า (สกาย ไทป์) โดยนำออกฉายหรือเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในรูปแบบภาพยนตร์และแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2539 ต่อมาโจทก์ได้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ตัวละครอุลตร้าแมนภายใต้ชื่อ (4) อุลตร้าแมนไดน่า (แฟลช ไทป์) (5) อุลตร้าแมนไดน่า (มิราเคิล ไทป์) และ (6) อุลตร้าแมนไดน่า (สตรอง ไทป์) โดยนำออกฉายหรือเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในรูปแบบภาพยนตร์และแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2540 วันที่ 13 กันยายน 2540 และวันที่ 27 กันยายน 2540 ตามลำดับ และโจทก์ยังสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ตัวละครอุลตร้าแมนภายใต้ชื่อ (7) อุลตร้าแมนไกญ่า (วี 1) (8) อุลตร้าแมนไกญ่า (วี 2) และ (9) อุลตร้าแมนไกญ่า (สุพรีม เวอร์ชั่น) โดยนำออกฉายหรือเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในรูปแบบภาพยนตร์และแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2541 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2542 และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2542 ตามลำดับ ทั้งโจทก์ยังสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ตัวละครอุลตร้าแมนภายใต้ชื่อ (10) อุลตร้าแมนคอสมอส (ลูน่า โหมด) และ (11) อุลตร้าแมนคอสมอส (โคโรน่า โหมด) โดยนำออกฉายหรือเปิดตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในรูปแบบภาพยนตร์และแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2544 และวันที่ 14 กรกฎาคม 2544 ตามลำดับ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมซึ่งเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2547 ระหว่างที่คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ในนามบริษัทซึบูราญ่า ไชโย จำกัด ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตุ๊กตา รวม 5 แบบ จำนวน 425,000 ชิ้น ในเขตประเทศไทย มีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2548 และมีการผลิตสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนพลังถีบสามล้อ โดยใช้คาแรกเตอร์ตัวละครอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส รวม 5 แบบ จำหน่ายที่ร้านเคเอฟซี และใบปลิวโฆษณาต่อมาปี 2550 ศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีดังกล่าวเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7457/2550 โดยวินิจฉัยตอนหนึ่งว่า จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้สร้างสรรค์ร่วมในผลงานอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์แบบต่าง ๆ ตามฟ้องคดีดังกล่าว และสัญญาให้ใช้สิทธิ (License Granting Agreement) ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2519 ในคดีดังกล่าวที่นายโนโบรุทำกับจำเลยที่ 1 เป็นเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิแสวงหาประโยชน์ใด ๆ จากผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนตามสัญญาดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 แต่ในปี 2545 ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาคดีดังกล่าว โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งโตเกียวในประเทศญี่ปุ่น กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ของโจทก์ ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 ศาลแพ่งโตเกียวซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในประเทศญี่ปุ่นมีคำพิพากษาว่า สัญญาให้ใช้สิทธิ (License Granting Agreement) ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2519 ที่นายโนโบรุทำกับจำเลยที่ 1 เป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 10 ธันวาคม 2546 ศาลอุทธรณ์แห่งประเทศญี่ปุ่นพิพากษายืน โจทก์ฎีกา และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 ศาลฎีกาแห่งประเทศญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอสของโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์งานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมของผู้อื่นด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 ประกอบมาตรา 27 (1) และการกระทำอันเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นด้วยการนำออกขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานนั้นเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 (1) และ (2) บุคคลผู้กระทำการเช่นว่านั้นจะต้องรับผิดทางอาญาในความผิดดังกล่าวต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนากระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งนี้โดยผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 และมาตรา 59 ดังนี้ ผู้ที่จะต้องรับโทษทางอาญาในความผิดดังกล่าวข้างต้นในกรณีการทำซ้ำหรือดัดแปลงนั้นนอกจากผู้กระทำจะต้องรู้ว่างานที่ตนทำซ้ำหรือดัดแปลงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นแล้ว ผู้กระทำยังต้องรู้ด้วยว่าเป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลงซึ่งงานนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนกรณีการนำออกขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้น ผู้กระทำต้องรู้ว่างานดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นองค์ประกอบกรณีเจตนาแล้ว ยังเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 (1) และ (2) ด้วย โดยผู้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์อาจเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดนั้นโดยการกระทำทางกายภาพด้วยตนเองโดยมีเจตนากระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือได้ใช้หรือหลอกให้บุคคลอื่นซึ่งไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบแห่งการกระทำความผิดซึ่งไม่มีความรับผิดในทางอาญาดังกล่าวเป็นผู้กระทำการแทนโดยมีเจตนาให้บุคคลอื่นนั้นมีสภาพดังเช่นเครื่องมือในการกระทำความผิดของผู้นั้นเองก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือรับรองสิทธิ ที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และโจทก์กับจำเลยที่ 1 แถลงร่วมกันให้ใช้คำเบิกความพยานโจทก์ปากนายสัมโพธิ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาคดีด้วย ได้ความตามเอกสารว่า จำเลยที่ 1 รับรองว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสิทธิคาแรกเตอร์อุลตร้าแมน (ULTRAMAN) ทั้งปวง ในทุกอาณาเขตทั่วโลกยกเว้นประเทศญี่ปุ่นแต่เพียงผู้เดียว และรับรองว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ได้รับสิทธิผลิตและจำหน่ายตุ๊กตาที่มีสัญลักษณ์รูปอุลตร้าแมนโดยถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ในนามบริษัทซึบูราญ่า ไชโย จำกัด จึงทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตุ๊กตาอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส รวม 5 แบบ จำนวน 425,000 ชิ้น ในเขตประเทศไทย โดยจำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส ดังกล่าวจำนวน 818,584 บาท ตามหนังสืออนุญาตให้ใช้สิทธิ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏตามสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนพลังถีบสามล้อประกอบเอกสารอธิบายฉลากสินค้าดังกล่าวว่า ฉลากสินค้าที่อยู่ในซองบรรจุสินค้าวัตถุ นั้น มีข้อความภาษาอังกฤษระบุไว้ว่า "Ultraman Characters (c) Sompote Saengduenchai All rights reserved Products by KFC" อันแปลความได้ว่า คาแรกเตอร์อุลตร้าแมนเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของนายสมโพธิ (จำเลยที่ 1) สงวนสิทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และผลิตภัณฑ์นี้ทำโดยเคเอฟซี แสดงว่าจำเลยที่ 1 แสดงตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับอุลตร้าแมนในขณะนั้น อันรวมถึงอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอสที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องของนายสัมโพธิ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วยว่า จำเลยที่ 1 ลงโฆษณาประกาศในหนังสือพิมพ์ว่า โจทก์กับตัวแทนของโจทก์แอบอ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนคอสมอส และประกาศจะเผยแพร่สิทธิทางการค้าในผลงานดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยังประกาศโฆษณาว่าขอให้โจทก์และตัวแทนของโจทก์ยุติการดำเนินการดังกล่าว มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดี และพยานเคยถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องเป็นจำเลยโดยกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 แสดงตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับอุลตร้าแมนมาโดยตลอด รวมตลอดถึงลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมในอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอสที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ด้วย แม้ในขณะที่โจทก์ตรวจพบสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนนั่งปั่นรถสามล้อทั้งห้าแบบและยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 โดยวินิจฉัยสรุปใจความสำคัญเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้สร้างสรรค์ร่วม สัญญาให้ใช้สิทธิ (License Granting Agreement) ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2519 ในคดีดังกล่าวที่นายโนโบรุทำกับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เอกสารปลอม จึงมีผลผูกพันโจทก์ เฉพาะลิขสิทธิ์ในผลงานภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวโอนไปยังจำเลยที่ 1 ได้แก่ (1) ไจแอนต์กับจัมโบ้เอ (GIANT VS. JAMBO 'A') (2) หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ (HANUMAN AND THE SEVEN ULTRAMAN) (3) อุลตร้าแมน 1 "อุลตร้าแมนคิว" (ULTRAMAN 1 "ULTRAMAN Q") (4) อุลตร้าแมน 2 (ULTRAMAN 2) (5) อุลตร้าแมนเซเว่น (ULTRAMAN SEVEN) (6) รีเทิร์นอุลตร้าแมน (RETURN ULTRAMAN) (7) อุลตร้าแมนเอซ (ULTRAMAN ACE) (8) อุลตร้าแมนทาโร่ (ULTRAMAN TARO) และ (9) จัมบอร์กเอซ (JAMBORG ACE) ส่วนภาพยนตร์อุลตร้าแมนตอนใหม่ ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นย่อมเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น และทั้งโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในปัญหาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับและเกี่ยวเนื่องกับอุลตร้าแมนทั้งหลายในฐานะผู้สร้างสรรค์ร่วมกับโจทก์หรือนายเอยิหรือไม่ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับและเกี่ยวเนื่องกับอุลตร้าแมนทั้งหลาย โดยมีสาระสำคัญว่าสัญญาให้ใช้สิทธิระหว่างบริษัทซึบูราญ่า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด กับจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ และขอบเขตการมีผลบังคับใช้ของสัญญาให้ใช้สิทธิตามในคดีดังกล่าวมีผลครอบคลุมให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ที่โจทก์ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับและเกี่ยวเนื่องกับอุลตร้าแมนทั้งหลายภายหลังจากที่มีการทำสัญญาให้ใช้สิทธิ ในคดีดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อขณะเกิดเหตุคดีนี้ยังไม่มีผลคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมต้องผูกพันตามผลคำพิพากษาในคดีดังกล่าว และรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยที่ 1 ทราบดีว่า ตามผลคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 อ้างถึงมาโดยตลอดนั้นได้วินิจฉัยถึงสิทธิในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนว่าเป็นของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ในผลงานดังกล่าวในฐานะผู้สร้างสรรค์ร่วมแต่อย่างใด รวมทั้งโดยผลคำพิพากษาของศาลดังกล่าวจำเลยที่ 1 มีลิขสิทธิ์เฉพาะภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาให้ใช้สิทธิในคดีดังกล่าว โดยไม่รวมถึงลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนหรือภาพยนตร์เกี่ยวกับอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่นหลังจากมีข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนดังกล่าว ทั้งภายหลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ลงประกาศในหนังสือพิมพ์หลายฉบับทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น ระหว่างเดือนมิถุนายน 2543 ถึงเดือนกรกฎาคม 2543 มีข้อความตอนต้นว่า บริษัทซึบูราญ่า ไชโย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ทั้งปวงแต่เพียงผู้เดียวทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ โดยได้รับโอนสิทธิจากโจทก์ และบริษัทดังกล่าวได้อนุญาตให้บริษัทต่าง ๆ จำนวนมากดังระบุในประกาศดังกล่าวใช้สิทธิซึ่งบริษัทดังกล่าวมีอยู่ ตามข้อเท็จจริงที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์อันเป็นเหตุที่คนทั่วไปย่อมต้องเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์เกี่ยวกับและเกี่ยวเนื่องกับอุลตร้าแมนทั้งหลายทั้งที่ในขณะนั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาว่าสัญญาให้ใช้สิทธิ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทที่ระบุในสัญญาดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้จริง และจำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ตามที่ระบุชื่อไว้ในสัญญาดังกล่าวเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่แสดงตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส รวมทั้งสิ้นห้าแบบตามฟ้อง ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 มิได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมในผลงานเกี่ยวกับอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยมิได้รวมอยู่ในข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก่อนหน้านั้น แล้วจำเลยที่ 1 อนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบดังกล่าวโดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบดังกล่าว ผลิตเป็นสินค้าตุ๊กตาออกจำหน่ายจ่ายแจกและโฆษณาเผยแพร่โดยจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการกระทำดังกล่าว จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เองต่อผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ที่แสดงออกในรูปของงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม โดยอาศัยผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากจำเลยที่ 1 ดังเช่นจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่อยู่ในฐานะผู้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์แต่อยู่ในฐานะตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent) ของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด เนื่องจากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากจำเลยที่ 1 เข้าใจโดยสุจริตตามข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบตามฟ้องได้ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม และเมื่อพิจารณาสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนพลังถีบสามล้อรวม 5 แบบ ซึ่งดัดแปลงขึ้นโดยอาศัยหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างจำเลยที่ 1 ในนามบริษัทซึบูราญ่า ไชโย จำกัด กับจำเลยที่ 2 ภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้วพบว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอสรวมทั้งสิ้นห้าแบบที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นความคล้ายคลึงกันในส่วนที่เป็นสาระสำคัญเพราะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนนั่งปั่นรถสามล้อทั้งห้าแบบตามฟ้อง นั้นเป็นอุลตร้าแมนลักษณะเดียวกันกับอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอสรวมทั้งสิ้นห้าแบบที่โจทก์สร้างสรรค์เป็นงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมแล้วดัดแปลงเป็นงานภาพยนตร์ พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อควรสงสัยว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในงานอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส รวมทั้งสิ้นห้าแบบตามที่โจทก์ฟ้อง และสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนนั่งปั่นรถสามล้อทั้งห้าแบบ นั้นเป็นการดัดแปลงงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 อาศัยจำเลยที่ 2 ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อการค้า อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนทั้งห้าแบบดังกล่าวและมีการผลิตสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนนั่งปั่นรถสามล้อทั้งห้าแบบตามฟ้อง ออกจำหน่ายและเพื่อการส่งเสริมการขายไก่ทอดเคเอฟซีและชิกกี้มิล และนำสินค้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนนั่งปั่นรถสามล้อทั้งห้าแบบตามฟ้อง เผยแพร่โฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายทางโทรทัศน์ โดยจำเลยที่ 1 รู้ว่าเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ข้างต้น จึงเป็นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้วยการขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย และเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และ (2) แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเพียงครั้งเดียว โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลคือการทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบตามฟ้องของโจทก์ และมีเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่าผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิซึ่งเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนทั้งห้าแบบตามฟ้องนั้นจะทำซ้ำหรือดัดแปลงแล้วนำออกขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขาย หรือโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานที่ได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนอันเป็นงานจิตรกรรมทั้งห้าแบบตามฟ้องดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันในการละเมิดลิขสิทธิ์งานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามฟ้อง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และ (2) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษปรับ 300,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 (ที่แก้ไขใหม่) โดยหากต้องกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี ให้จ่ายค่าปรับที่จำเลยที่ 1 ชำระตามคำพิพากษาแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 17 ม. 59 ม. 90
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 (1) ม. 31 (1) ม. 31 (2) ม. 69 วรรคสอง ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด
จำเลย — นายสมโพธิ แสงเดือนฉาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9958/2559
#605743
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการขายสินค้าอาหารทะเลสำเร็จรูปรายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองท้ายฟ้องเท่านั้น โดยไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่ 5 เป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นต่อประชาชนหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่มีหุ้นเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ ตามความหมายของคำว่า "บริษัท" ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 89/1 อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 89/2 (1) ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิด เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 89/2, 281/1 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน มีวัตถุประสงค์ในการขายสินค้าอาหารทะเลสำเร็จรูป รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองท้ายฟ้องเท่านั้น โดยไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่ 5 เป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นต่อประชาชน หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่มีหุ้นเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ ตามความหมายของคำว่า "บริษัท" ในหมวด 3/1 การบริหารกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ มาตรา 89/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เมื่อการกระทำความผิดตามมาตรา 89/2 (1) ต้องเป็นกรณีการกระทำของบริษัทตามความหมายในมาตรา 89/1 แล้ว ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 89/2 (1) ที่โจทก์มีคำขอให้ลงโทษ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และไม่มีทางลงโทษจำเลยทั้งห้าตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 167
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 89/1 ม. 89/2 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไกรเสริม โตทับเที่ยง
จำเลย — นายสุรินทร์ โตทับเที่ยง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสมศักดิ์ เลิศนิมิตกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา