คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ โดยไม่มีข้อความใดแสดงว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง กรณีถือไม่ได้ว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่มีผลตามกฎหมายให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 0.02 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ความผิดดังกล่าวไม่ใช่เป็นความผิดร้ายแรง ไม่สามารถนำไปสู่การยึด อายัด และริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ได้ อีกทั้งหากกรณีจำเลยเป็นข้าราชการหรือเจ้าพนักงานของรัฐ ก็ไม่อาจลงโทษหนักเป็นสามเท่าตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้ จึงเห็นได้ชัดว่าความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิมอยู่ในกลุ่มเดียวกับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อเสพตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 107, 164 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แม้กฎหมายใหม่บัญญัติให้ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดร้ายแรงทำนองเดียวกับฐานผลิต นำเข้า ส่งออก และจำหน่ายตามมาตรา 90 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 ก็ตาม แต่ไม่มีผลย้อนหลังทำให้ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเดิมกลายเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายใหม่ไปได้ ตามนัย ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางมีเพียง 1 ซอง น้ำหนักสุทธิ 0.02 กรัม ต้องด้วยข้อนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ตามกฎกระทรวง กำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ข้อ 2 (จ) การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 107 วรรคสอง ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 164 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เบากว่าบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเบากว่าโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท ดังนั้น จึงต้องลงโทษจำเลยตาม ป. ยาเสพติดมาตรา 107 วรรคสอง, 164 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับ ก. แล้ว และอำนาจปกครองของผู้เสียหายตามกฎหมายเป็นของ ก. ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุ ก. พาผู้เสียหายไปฝากให้พักอาศัยอยู่กับจำเลยซึ่งก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเคยพักอาศัยอยู่กับจําเลยหลายปี โดยจำเลยอุปการะเลี้ยงผู้เสียหายเสมือนเป็นบิดา เช่นนี้ พฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายจึงมีลักษณะเป็นการกระทำที่จำเลยมีอำนาจบังคับเหนือผู้เสียหาย ซึ่งก่อนเกิดเหตุเคยอยู่ในความอุปการะของจำเลย และขณะเกิดเหตุ ก. ได้ฝากให้ผู้เสียหายอยู่ในความดูแลของจำเลย ทำให้ผู้เสียหายต้องมีความเคารพยำเกรงและเชื่อฟังจำเลย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดของจำเลยตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 285 แล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายในระหว่างที่ผู้เสียหายอยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดของจำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องรับโทษหนักขึ้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับ ก. แล้ว และอำนาจปกครองของผู้เสียหายตามกฎหมายเป็นของ ก. ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุ ก. พาผู้เสียหายไปฝากให้พักอาศัยอยู่กับจำเลยซึ่งก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเคยพักอาศัยอยู่กับจําเลยหลายปี โดยจำเลยอุปการะเลี้ยงผู้เสียหายเสมือนเป็นบิดา เช่นนี้ พฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายจึงมีลักษณะเป็นการกระทำที่จำเลยมีอำนาจบังคับเหนือผู้เสียหาย ซึ่งก่อนเกิดเหตุเคยอยู่ในความอุปการะของจำเลย และขณะเกิดเหตุ ก. ได้ฝากให้ผู้เสียหายอยู่ในความดูแลของจำเลย ทำให้ผู้เสียหายต้องมีความเคารพยำเกรงและเชื่อฟังจำเลย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดของจำเลยตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 285 แล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายในระหว่างที่ผู้เสียหายอยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดของจำเลยแล้ว จำเลยจึงต้องรับโทษหนักขึ้น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย จำเลยไม่อุทธรณ์ ดังนั้นฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงซึ่งยุติในศาลชั้นต้นขึ้นมาโต้เถียงใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ปัญหาที่ว่าการที่กระสุนปืนไม่ลั่นเป็นเพราะกระสุนปืนด้านหรืออาวุธปืนมีสภาพชำรุดใช้การไม่ได้ เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน
ประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ระบุเงื่อนไขการเข้าเสนอราคาให้ชัดแจ้งว่า ผู้เข้าเสนอราคาที่เป็นผู้มีสิทธิขอหักส่วนได้ใช้แทนนั้นต้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเหนือที่ดินที่ขายตามคำชี้ขาดของศาลดังเช่นที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 ข้อ 79 ทั้งในประกาศขายทอดตลาดมีข้อความระบุไว้ว่า "ที่ดินที่จะขายติดจำนองบริษัทบริหารสินทรัพย์ อ. เจ้าหนี้ตามมาตรา 95" เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองและเป็นผู้มีสิทธิขอหักส่วนได้ใช้แทนตามประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว ที่ผู้ร้องมิได้วางหลักประกันก่อนเข้าเสนอราคาเนื่องจากเห็นว่าตนเป็นผู้มีสิทธิขอหักส่วนได้ใช้แทนจึงชอบแล้ว การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเข้าสู้ราคาโดยอ้างว่าผู้ร้องมิใช่ผู้สิทธิหักส่วนได้ใช้แทน ย่อมทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่มีสิทธิเต็มที่ในการเข้าสู้ราคาไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 331 วรรคสาม การขายทอดตลาดของผู้คัดค้านที่ 1 จึงฝ่าฝืนกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ระบุเงื่อนไขการเข้าเสนอราคาให้ชัดแจ้งว่า ผู้เข้าเสนอราคาที่เป็นผู้มีสิทธิขอหักส่วนได้ใช้แทนนั้นต้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเหนือที่ดินที่ขายตามคำชี้ขาดของศาลดังเช่นที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 ข้อ 79 ทั้งในประกาศขายทอดตลาดมีข้อความระบุไว้ว่า "ที่ดินที่จะขายติดจำนองบริษัทบริหารสินทรัพย์ อ. เจ้าหนี้ตามมาตรา 95" เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองและเป็นผู้มีสิทธิขอหักส่วนได้ใช้แทนตามประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว ที่ผู้ร้องมิได้วางหลักประกันก่อนเข้าเสนอราคาเนื่องจากเห็นว่าตนเป็นผู้มีสิทธิขอหักส่วนได้ใช้แทนจึงชอบแล้ว การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองเข้าสู้ราคาโดยอ้างว่าผู้ร้องมิใช่ผู้มีสิทธิหักส่วนได้ใช้แทน ย่อมทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีไม่มีสิทธิเต็มที่ในการเข้าสู้ราคาไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 331 วรรคสาม การขายทอดตลาดของผู้คัดค้านที่ 1 จึงฝ่าฝืนกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องที่ 1 มีหนังสือขอยกเลิกการเช่าพันธบัตรและขอคืนโฉนดที่ดินไปยังจำเลย อันเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 เท่ากับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่เคยตกเป็นของจำเลยมาก่อน พยานหลักฐานของผู้ร้องที่ 1 ย่อมรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้องที่ 1
โจทก์ถูกจำเลยหลอกลวงและทราบมาก่อนว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการฉ้อโกงรายใหญ่ โจทก์ย่อมต้องตรวจสอบก่อนการนำยึดและทราบว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยในทำนองเดียวกับโจทก์ การที่โจทก์ทราบเรื่องราวดังกล่าวแต่ยังคงนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ร้องที่ 1 ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 160 กรณีมีเหตุให้ต้องปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323
จำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องที่ 1 มีหนังสือขอยกเลิกการเช่าพันธบัตรและขอคืนโฉนดที่ดินไปยังจำเลย อันเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 เท่ากับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่เคยตกเป็นของจำเลยมาก่อน พยานหลักฐานของผู้ร้องที่ 1 ย่อมรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้องที่ 1
โจทก์ถูกจำเลยหลอกลวงและทราบมาก่อนว่าจำเลยร่วมอยู่ในขบวนการฉ้อโกงรายใหญ่ โจทก์ย่อมต้องตรวจสอบก่อนการนำยึดและทราบว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยในทำนองเดียวกับโจทก์ การที่โจทก์ทราบเรื่องราวดังกล่าวแต่ยังคงนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ร้องที่ 1 ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 160 กรณีมีเหตุให้ต้องปล่อยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323
ผู้ร้องซื้ออุปกรณ์ภายในร้านค้าของจำเลยแล้วเข้าดำเนินกิจการร้านค้าแทน เป็นการอาศัยสิทธิของจำเลยที่เป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในอาคารพิพาทแทนจำเลย ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย
การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องขับไล่โจทก์จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว โจทก์เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวและมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย การที่ผู้ร้องยังไม่ออกไปจากที่ดินทำให้โจทก์ไม่อาจส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ ผู้ร้องจึงเป็นภาระของโจทก์ในการปฏิบัติตามคำบังคับ หาใช่อำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาทไม่
ผู้ร้องเป็นเพื่อนจำเลย จำเลยขอให้ผู้ร้องเข้าไปดูแลความปลอดภัยที่ร้านขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยในอาคารพิพาท ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องซื้ออุปกรณ์ภายในร้านค้าของจำเลย จำเลยมอบกุญแจร้านค้าให้ผู้ร้อง แล้วผู้ร้องเข้าดำเนินกิจการร้านค้าแทนจำเลย เช่นนี้ คือการที่ผู้ร้องอาศัยสิทธิของจำเลยที่เป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์เข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาทระหว่างคดีแทนจำเลย ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย ตราบใดที่ผู้ร้องยังไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่อาคารพิพาทตั้งอยู่ ผู้ร้องก็ยังไม่มีอำนาจพิเศษในการครอบครองที่ดินและอาคารพิพาท ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 353 (2) แต่อย่างใด
แม้การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องขับไล่โจทก์จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์จึงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องยังไม่ออกไปจากที่ดินย่อมทำให้โจทก์ไม่อาจส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ ผู้ร้องจึงเป็นภาระของโจทก์ในการปฏิบัติตามคำบังคับ หาใช่อำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาทไม่
ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า โจทก์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้จำเลยเป็นตัวแทนทำการออกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์จึงหาอาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลย และขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนนั้น ข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้อง จึงต้องห้ามพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252
โจทก์เป็นพนักงานขับรถบรรทุกมีหน้าที่ขับรถบรรทุกไปรับแร่ทองแดงที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวแล้วกลับมายังประเทศไทยผ่านด่านชายแดนจังหวัดหนองคาย โจทก์จึงเป็นลูกจ้างในงานขนส่งทางบก ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อ 2 กำหนดว่า "ให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง" ข้อ 3 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะทำงานล่วงเวลาเว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง" และวรรคสอง กำหนดว่า "ในกรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามวรรคหนึ่งแล้ว นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้วันหนึ่งไม่เกินสองชั่วโมง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุหรือปัญหาการจราจร" และข้อ 6 กำหนดว่า "ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างในงานขนส่งทางบกทำงานล่วงเวลา ในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างดังกล่าว" ดังนั้น งานขนส่งทางบกจึงมีข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาการทำงาน โดยลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะในงานขนส่งทางบกมีเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และนายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างได้ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง ในกรณีนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง แม้จะไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อ 3 วรรคสอง แต่เมื่อลูกจ้างยินยอมทำงานล่วงเวลาเกินวันละ 2 ชั่วโมง ลูกจ้างก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำทุกชั่วโมง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่างานที่โจทก์ต้องปฏิบัติให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างแรงงานคือการขับรถบรรทุกสินค้า โดยจำเลยจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนและค่าเที่ยวให้แก่โจทก์ ในส่วนของเงินค่าเที่ยวเป็นการจ่ายตามผลงานที่โจทก์ทำได้ และจ่ายให้เป็นรายเที่ยวในลักษณะเป็นหน่วยการทำงานในแต่ละหน่วย ในการปฏิบัติหน้าที่งานขนส่ง โจทก์จะเดินทางไปและกลับพร้อมกับพนักงานขับรถคู่กะ พนักงานขับรถคนใดเป็นผู้ทำหน้าที่ขับรถบรรทุกจะต้องนำใบขับขี่ของตนไปรูดที่เครื่องรูดบัตรประจำรถก่อน เพื่อบันทึกเป็นข้อมูลประจำรถ การทำงานของโจทก์มีเวลาสิ้นสุดที่ไม่แน่นอน จำเลยจึงจัดให้มีระเบียบว่าด้วยการทำงานของพนักงานขับรถบรรทุกหรือนโยบายความเหนื่อยล้าจากการขับรถ ที่กล่าวถึงการนำกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังกล่าว มาใช้ในการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์กับพนักงานขับรถคู่กะจะสลับกันขับรถบรรทุกตลอดเส้นทาง แสดงให้เห็นว่าจำเลยกำหนดให้มีพนักงานขับรถบรรทุกสองคนประจำรถบรรทุกแต่ละคันเพื่อมิให้การทำงานขับรถขนส่งสินค้าทางไกลของลูกจ้างแต่ละคนเกินระยะเวลาการทำงานตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อคำนึงถึงการจ่ายค่าจ้างประเภทค่าเที่ยว การบันทึกข้อมูลของพนักงานขับรถก่อนปฏิบัติหน้าที่ ประกอบข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาทำงานของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกแล้ว งานขับรถของโจทก์ย่อมเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกในช่วงเวลาที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น เพราะหากนับระยะเวลาที่โจทก์อยู่ในรถบรรทุกตลอดเวลารวมกันโดยไม่พิจารณาว่าโจทก์ขับรถบรรทุกจริงในช่วงเวลาใดแล้ว จะทำให้การนับระยะเวลาการทำงานของโจทก์หรือพนักงานขับรถทุกคนเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดทั้งที่ไม่มีการปฏิบัติงานจริงแต่อย่างใด แม้โจทก์ต้องพักอยู่ในรถบรรทุกในระหว่างที่พนักงานขับรถคู่กะกำลังปฏิบัติหน้าที่ขับรถอาจทำให้โจทก์ขาดความสะดวกสบายหรือไม่มีอิสระไปบ้าง แต่ก็เป็นเพราะลักษณะหรือสภาพของงานขนส่งทางบกซึ่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากการจ้างแรงงานในประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อมิให้ลูกจ้างต้องขับรถทางไกลเป็นระยะเวลานานติดต่อกันจนกระทบต่อสวัสดิภาพของลูกจ้างเอง ตลอดจนเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่พนักงานขับรถคู่กะของโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้และโจทก์ต้องขับรถบรรทุกแทนจนเกิน 8 ชั่วโมง โจทก์ก็ชอบที่จะได้รับค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติได้ตามความจริง ดังนั้น เวลาที่โจทก์พักในรถบรรทุกโดยไม่ได้ทำหน้าที่ขับรถบรรทุกจึงไม่เป็นการทำงานให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงไม่สามารถนำเวลาที่โจทก์มิได้ขับรถบรรทุกมาเป็นฐานในการคำนวณค่าตอบแทนการทำงานเกินเวลาทำงานปกติได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้นและในกรณีเป็นการจำนองเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ แต่การไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้จำนองภายในกำหนดเวลาตามวรรคสองนี้ส่งผลเพียงทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวัน ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทำให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาจำนองหรือผู้รับจำนองไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อลูกหนี้และหรือผู้จำนอง แสดงว่ากฎหมายมุ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขที่ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้เป็นสำคัญ เช่นเดียวกับที่บัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 728 เดิม โดยมาตรา 728 เดิม มิได้บัญญัติถึงการต้องบอกกล่าวผู้จำนองเป็นประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ แต่หากพิจารณาควบคู่กับมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้รับจำนองคนใดจะบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้า... จึงจะบังคับจำนองได้" ก็จะเห็นว่าบทบัญญัติทั้งสองมาตราใช้ถ้อยคำเช่นเดียวกันว่า "บังคับจำนอง" และเมื่อพิจารณา ป.พ.พ. มาตรา 229 (2) ที่ได้บัญญัติถึงการรับช่วงสิทธิของผู้รับจำนองว่า หากผู้ได้ไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์ใด ให้เอาเงินราคาค่าซื้อใช้ให้แก่ผู้รับจำนองทรัพย์นั้นเสร็จไป กับมาตรา 489 ที่กำหนดให้สิทธิผู้ซื้อทรัพย์สินที่ติดจำนองยึดหน่วงราคาค่าซื้อไว้ได้หากว่าตนถูกขู่หรือเชื่อว่าจะถูกขู่ว่าจะฟ้องคดีโดยผู้รับจำนองหรือผู้เรียกร้องเอาทรัพย์สินนั้น ก็จะเห็นว่าบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจะมีผลเกี่ยวพันถึงลูกหนี้ด้วยในที่สุดนั่นเอง เมื่อคดีนี้ทรัพย์สินซึ่งจำนองถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกสัญญาจำนอง คือ ภ. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ยิ่งแสดงให้เห็นว่าผู้รับจำนองยิ่งต้องมีหน้าที่บอกกล่าวลูกหนี้ คือ บริษัท บ. ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เพราะหากลูกหนี้และหรือผู้รับจำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับหนี้กู้ยืมซึ่งเป็นสัญญาประธาน ผลของการนั้น ๆ ย่อมกระทบภาระการจำนองซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ที่ยังมีอยู่เหนือทรัพย์สินซึ่งจำนองของผู้รับโอนด้วยไม่มากก็น้อย และแม้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ไม่ใช่ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันหรือทายาทของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันประสงค์จะใช้สิทธิไถ่ถอนจำนอง ป.พ.พ. มาตรา 738 ก็ยังบัญญัติให้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองต้องบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่ผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นด้วย ดังนั้น เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วย เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท บ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินได้ ส่วนจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและทายาทโดยธรรมของ อ. จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งโจทก์ฟ้องในฐานะผู้รับโอนที่ดิน แม้โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการบังคับจำนองแก่จำเลยดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองต่อจำเลยดังกล่าวเช่นกัน นอกจากนี้ การไถ่ถอนจำนองโดยผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นสิทธิที่ผู้รับโอนจะใช้ตามความประสงค์ของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 736 และ 737 ไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาสั่งบังคับให้ไถ่ถอนได้เพราะหากผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไม่ประสงค์จะไถ่ถอนจำนอง ผู้รับจำนองก็ได้แต่จะดำเนินการบังคับจำนองเท่านั้น สภาพแห่งหนี้ในกรณีนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ขอบังคับเช่นนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยดังกล่าวต้องไถ่ถอนจำนองมิฉะนั้นให้โจทก์บังคับจำนองด้วยการขายทอดตลาดได้ต่อไปจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์มิได้ฟ้องบริษัท อ. ลูกหนี้ผู้กู้ยืมเงินเป็นจำเลย และแม้โจทก์จะฟ้อง ช. เป็นจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ฟ้องในฐานะที่ ช. เป็นทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ฟ้อง ช. เป็นจำเลยในฐานะผู้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 เมื่อผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนด้วยตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังบริษัท อ. ลูกหนี้ก่อนด้วยว่าให้ชำระหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82147 ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง กรณีดังกล่าว จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ แต่เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาว่า ศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือมิได้อยู่ในสำนวนความขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์
ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) บัญญัติว่า ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐาน ที่ปรากฏในสำนวน ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 238 และเฉพาะในปัญหาที่อุทธรณ์ ให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดประเด็นทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นสมควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้สำหรับการพิจารณาในศาลชั้นต้นและให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาในศาลชั้นต้น มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้อุทธรณ์ อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานโจทก์เบิกความหรือข้อความในเอกสารมีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อใด อย่างไร หรือศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาแต่อย่างใด แต่กลับยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้จำเลยนำพยานหลักฐานที่อ้างหรือนำมาแสดงเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปาก ห. ประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับให้สิทธิจำเลยนำพยานเข้าสืบโดยจำเลยไม่มีสิทธินั้น จึงไม่ชอบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง และมาตรา 240 (2)
ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 กรณีที่จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การต่อเมื่อปรากฏว่า ในวันนัดพิจารณาเมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้วถ้าไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ เป็นหน้าที่ศาลที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย ถ้าจำเลยไม่ให้การ และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 แม้จะมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคแต่ไม่มีบทบัญญัติให้ใช้บังคับบทมาตราดังกล่าวเฉพาะแก่คู่ความซึ่งเป็นผู้บริโภคเท่านั้น จึงต้องใช้บทบัญญัติมาตราดังกล่าวแก่คู่ความซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจด้วย เมื่อทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การภายใน 7 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จึงเป็นกรณีที่จำเลยยังไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย หากทนายจำเลยไม่ประสงค์ที่จะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาจึงจะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การจำเลยและมีคำสั่งถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การกับให้โจทก์นำพยานเข้าไต่สวนในวันนัดฝ่ายเดียว และมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบสมควรต้องเพิกถอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ปัญหาดังกล่าวจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ตั้งประเด็นเรื่องกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้โดยไม่ต้องทำเป็นอุทธรณ์เพราะจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าต้องทำเป็นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง กรณีจะถือว่าเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดไปแล้วและเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์หาได้ไม่ ทั้งปัญหาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญา สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..." แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้
เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แต่กรณีเช่นว่านี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงผลของการเลิกสัญญาที่จะยกมาปรับคดีได้ จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียง ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญา อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์นั้น เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน การกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในกรณีเช่นนี้เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่อาจทำให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้เหมือนดังเช่นขณะทำสัญญา ดังนั้น เพื่อให้โจทก็ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์
โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญา สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..." แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม*โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญาสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..." แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้
เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แต่กรณีเช่นว่านี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงผลของการเลิกสัญญาที่จะยกมาปรับคดีได้ จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียง ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญา อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์นั้น เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน การกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในกรณีเช่นนี้เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่อาจทำให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้เหมือนดังเช่นขณะทำสัญญา ดังนั้น เพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์
* ประเด็นนี้วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามมาตรา 45 แล้ว ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาตรา 49 กำหนดให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยในโครงการจัดสรรที่ดินทุกแปลง และให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคสำหรับที่ดินจัดสรรที่ตนซื้อ ซึ่ง "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" ตามมาตรา 4 ให้ความหมายว่าผู้ทำสัญญากับผู้จัดสรรที่ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินจัดสรร และให้หมายความรวมถึงผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปด้วย ทั้งข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ก็กำหนดให้สมาชิกออกค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภครวมถึงบริการสาธารณะและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือน สอดคล้องทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ส่วน "สมาชิก" ข้อบังคับดังกล่าวหมายถึงสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรประกอบไปด้วยผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายที่ได้ซื้อที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินและผู้รับโอนกรรมสิทธิ์รายต่อ ๆ ไป โดยที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านโจทก์ หาได้กำหนดยกเว้นคำว่า ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและสมาชิกไว้โดยชัดแจ้งว่า ไม่รวมถึงผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจัดสรรโดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินหรือจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนก่อนแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องทั้งสามสำนวนตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจำเลยตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ก็ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินคนต่อไปตามนิยาม "ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร" และ "สมาชิก" จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์
จำเลยให้การว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนและชำระทุกสิ้นเดือนของแต่ละเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 โจทก์จึงต้องใช้สิทธิในการฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องเกิด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 หนี้เงินที่เกิดขึ้นหลังวันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง จะมีหนี้เงินตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2557 ที่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกิดขึ้น หนี้เงินดังกล่าวจึงขาดอายุความ อันเป็นการบรรยายแล้วว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความเมื่อใด โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องขาดอายุความไปแล้ว กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยกอายุความเรื่องเงินค้างจ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปีขึ้นต่อสู้แล้ว แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าหนี้ตามฟ้องเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเป็นงวด ๆ โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายใน 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ซึ่งเป็นการให้การไปตามความเข้าใจของจำเลยมาด้วยก็ตาม เพราะจำเลยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ศาลที่จะปรับบทกฎหมายว่ากรณีต้องด้วยบทกฎหมายมาตราใด เมื่อโจทก์ฟ้องคดีทั้งสามสำนวนวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาการจัดการสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของเดือนกรกฎาคม 2557 ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2557 ย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเดือนมกราคม 2556 จึงล่วงพ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ
เมื่อจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อจาก จ. ที่รับซื้อฝากมาจาก ส. ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร กรณีจึงถือว่าจำเลยเป็นผู้บริโภค จึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา และค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลย