คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4527/2559
#601548
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุ ย. แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า รถจักรยานยนต์ของตนถูกคนร้ายลักไปซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้ว ย. เช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากผู้ให้เช่าซื้อ แล้วนำไปขายต่อให้แก่ผู้ใช้ชื่อว่า ข. เพื่อแลกกับเงินสด 13,000 บาท โดยจะมีชายไม่ทราบชื่อไปรับรถและมอบเงินให้ แต่ ย. ต้องไปแจ้งความว่ารถหายเพื่อให้ผู้รับประกันภัยรถคันดังกล่าวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนจับกุมโดยให้ ก. ติดต่อขอกู้ยืมเงิน 20,000 บาท จากผู้ใช้ชื่อว่า ข. และผู้ใช้ชื่อว่า ข. แจ้งให้ ก. ไปเช่าซื้อรถจักรยานยนต์แล้วนำมามอบให้แลกกับเงิน 20,000 บาท การที่ ก. นัดจะส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลย แล้วจำเลยจะมอบเงินให้ ก็เป็นเรื่องที่ ก. วางแผนจับกุมจำเลยโดยจะส่งมอบการครอบครองรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายให้แก่จำเลยเอง มิใช่จำเลยจะเอาไปซึ่งการครอบครองรถจักรยานยนต์จาก ก. โดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานพยายามลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 83, 80, 33 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2556 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลหนองจอก ร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่บริเวณลานจอดรถยนต์ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาหนองจอก จับกุมจำเลยที่ 4 ได้ที่บ้านเลขที่ 201/641 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบ้านของจำเลยที่ 1 และที่ 4 โดยกล่าวหาจำเลยทั้งสี่ว่า ร่วมกันพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการหลบหนีหรือพาทรัพย์นั้นไป จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 เป็นน้องชายจำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพื่อนจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นคนร้ายที่ร่วมกันกระทำผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกอำนาจ สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนา และสิบตำรวจเอก สมพงษ์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 ร้อยตำรวจเอก อำนาจ สิบตำรวจเอก สมพงษ์กับพวกจับกุมนายยุทธนา ในข้อหาแจ้งความเท็จจากการสืบสวนนายยุทธนาแจ้งความเท็จว่าตนถูกคนร้ายลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นอะไรจำไม่ได้ เหตุเกิดที่บริเวณตลาดท๊อป แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ภายหลังนายยุทธนาได้ให้การรับสารภาพต่อร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกว่า ความจริงแล้วรถจักรยานยนต์มิได้ถูกคนร้ายลักไป แต่นายยุทธนาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากร้านเจริญกิ่งแก้ว สาขาลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร แล้วนำไปส่งมอบให้แก่ผู้ที่ใช้ชื่อว่าข้าวตูเพื่อแลกกับเงิน 13,000 บาท โดยจะมีชายไม่ทราบชื่อเป็นผู้ไปรับรถจักรยานยนต์และจะมอบเงินให้แต่นายยุทธนาต้องไปแจ้งความว่ารถหาย เพื่อให้บริษัทผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2556 นายยุทธนามาพบร้อยตำรวจเอก อำนาจที่ห้องสืบสวนและเล่าว่า ผู้ที่ให้เงินค่าส่งมอบรถจักรยานยนต์ชื่อข้าวตู ซึ่งนายยุทธนาทราบหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อผู้ที่ใช้ชื่อข้าวตูจากเว็บไซต์โฆษณาในอินเตอร์เน็ต ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอก อำนาจให้สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนา ทดลองโทรศัพท์ไปหาผู้ที่ใช้ชื่อว่าข้าวตูตามหมายเลขที่นายยุทธนาให้ไว้ ปรากฏว่ามีผู้หญิงรับสายแจ้งว่าชื่อข้าวตู จากนั้นร้อยตำรวจเอก อำนาจให้สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาพูดขอกู้ยืมเงิน 20,000 บาท หญิงดังกล่าวบอกว่าให้สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาไปเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปี้ไอ แล้วนำมาแลกกับเงิน 20,000 บาท รุ่งขึ้นวันที่ 11 มิถุนายน 2556 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอก อำนาจให้สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาโทรศัพท์ติดต่อหญิงผู้ที่ใช้ชื่อข้าวตูอีกครั้ง ต่อมาสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาแจ้งต่อร้อยตำรวจเอก อำนาจ ว่า หญิงผู้ที่ใช้ชื่อข้าวตูโทรศัพท์มาหาตน และนัดหมายส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาหนองจอก เวลาประมาณเที่ยงวัน โดยจะให้นายเต้ไปรับรถจักรยานยนต์ ร้อยตำรวจเอก อำนาจจึงเรียกเจ้าพนักงานตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาประชุมวางแผนเพื่อล่อขายรถจักรยานยนต์และจับกุมคนร้าย โดยยืมรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปี้ ไอ จากดาบตำรวจ เสกสรรค์ ผู้เสียหายเพื่อใช้ในการล่อขายและให้สิบตำรวจเอก สมพงษ์เป็นผู้ขับโดยมีสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนานั่งซ้อนท้าย ทั้งสองจะแต่งกายนอกเครื่องแบบ ส่วนร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกจะใช้รถยนต์ราชการไม่ติดเครื่องหมายสัญลักษณ์ตำรวจกับเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 นาย ขับรถจักรยานยนต์ส่วนตัวติดตามไปที่จุดนัดหมาย เมื่อถึงเวลานัดหมาย สิบตำรวจเอก สมพงษ์ขับรถจักรยานยนต์มีสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนานั่งซ้อนท้ายไปจอดที่ลานจอดรถจักรยานยนต์ของห้างสรรพสินค้าเทสโลตัส สาขาหนองจอก ต่อมานายเต้โทรศัพท์มาหาสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาให้นำรถจักรยานยนต์คันที่ล่อขายไปจอดในตำแหน่งที่กำหนด ขณะนั้นร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกซุ่มดูอยู่ห่างประมาณ 50 เมตร สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจนเนื่องจากไม่มีต้นไม้หรือรถจอดบังเพราะระหว่างนั้นลูกค้าของห้างฯ ยังมีไม่มาก จากนั้นร้อยตำรวจเอก อำนาจเห็นรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่นยาริส จอดอยู่ใกล้กับที่สิบตำรวจเอก สมพงษ์จอดรถ แล้วจำเลยที่ 1 ลงจากรถยนต์ไปพูดคุยกับสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาและสิบตำรวจเอก สมพงษ์ แล้วยื่นธนบัตรให้แก่สิบตำรวจเอก สมพงษ์ ร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกจึงขับรถออกจากที่ซุ่มไปที่จำเลยที่ 1 ทันที เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นรถยนต์แล่นเข้ามาใกล้ จึงดึงธนบัตรกลับแล้ววิ่งหนีไปที่บริเวณลานจอดรถจักรยานยนต์หน้าห้างสรรพสินค้า ร้อยตำรวจเอก อำนาจวิ่งตามไปทัน ห่างจากจุดล่อขายประมาณ 50 เมตร พบจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งรออยู่ในรถยนต์ ร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกตรวจค้นตัวพวกจำเลย พบเงินเป็นธนบัตรรวม 23,000 บาท อยู่ในมือของจำเลยที่ 1 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ในกระเป๋ากางเกง เมื่อตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ พบว่ามีการโทรติดต่อกับสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาและสิบตำรวจเอก สมพงษ์ สอบถามแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งว่ามีหน้าที่รับจ้างขับรถจักรยานยนต์จากที่เกิดเหตุโดยจะได้ค่าจ้างครั้งละประมาณ 500 ถึง 1,000 บาท และทำมาแล้ว 4 ครั้ง ร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกพาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปที่ห้องสืบสวนแล้วให้จำเลยที่ 1 พาไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลยที่ 1 ที่เคหะร่มเกล้า เมื่อไปถึงพบจำเลยที่ 4 อยู่ในบ้านตามลำพัง จากการตรวจค้น พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในห้องนอนของจำเลยที่ 4 ซึ่งเมื่อตรวจดูการใช้ พบว่ามีการโทรติดต่อกับสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนา และพบสมุดบัญชีการซื้อขายรถจักรยานยนต์ ร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกจึงยึดสิ่งของที่ตรวจพบเป็นของกลางและจับกุมจำเลยที่ 4 แล้วนำไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจ เห็นว่า โจทก์มีพยานโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่มาเบิกความสอดคล้องต้องกันมีน้ำหนักน่าเชื่อ และแม้ตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมจะระบุว่ารถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปี้ ไอ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน แต่ในข้อนี้ผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหมายเลขทะเบียน อพพ กรุงเทพมหานคร 63 ก่อนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอก อำนาจได้ขอยืมรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปล่อขาย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้จากทางนำสืบของโจทก์ว่าสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนานัดจะส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 4 แล้วจำเลยที่ 4 จะมอบเงิน 20,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรับรถก็เป็นเรื่องที่สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนากับพวกร่วมกันวางแผนจับกุมพวกจำเลย โดยจะส่งมอบการครอบครองรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายให้แก่จำเลยที่ 4 เอง มิใช่จำเลยที่ 4 จะเอาไปซึ่งการครอบครองรถจักรยานยนต์จากสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาโดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอนุจิตรหรือเต้ วงศ์หุ่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายชุติเดช ศิริมงคล
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญชู ทัศนประพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4526/2559
#601155
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าองค์เทพเจ้ากิมอ้วงเอี๊ยะ องค์เทพเจ้าเตียงง่วยส่วย องค์เทพซำไซส่วยพร้อมอุปกรณ์เป็นวัตถุในทางศาสนาพุทธหรือศาสนาใด เพราะเหตุใด และมีความเกี่ยวข้องกับทางศาสนาพุทธหรือศาสนาใด เพราะเหตุใด อย่างไร จึงรับฟังไม่ได้ว่าองค์เทพเจ้าทั้งสามองค์พร้อมอุปกรณ์เป็นวัตถุในทางศาสนา แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานรับของโจรตามฟ้อง แต่ความผิดฐานรับของโจรโดยมีเหตุฉกรรจ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดจริงจึงจะลงโทษได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า องค์เทพเจ้าทั้งสามพร้อมอุปกรณ์เป็นวัตถุในทางศาสนาแล้ว ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรโดยมีเหตุฉกรรจ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 335 ทวิ, 336 ทวิ, 357 และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพฐานรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2035/2551 ของศาลชั้นต้น ข้อหาและคำขออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก จำคุก 3 ปี) ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานรับของโจรโดยมีเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า องค์เทพเจ้าทั้งสามองค์พร้อมอุปกรณ์ของกลางที่จำเลยที่ 1 รับของโจรไว้ เป็นวัตถุในทางศาสนาพุทธก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำพยานเข้าสืบ โจทก์มีเพียงนายไพชยนต์ ผู้เสียหาย เป็นพยานเบิกความว่า องค์เทพเจ้าทั้งสามองค์ดังกล่าวเป็นที่เคารพของประชาชนทั่วไป และประชาชนทั่วไปจะมากราบไหว้ขอพรเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนประสงค์ แต่โจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความโดยชัดแจ้งว่า องค์เทพเจ้าทั้งสามองค์พร้อมอุปกรณ์ของกลางเป็นวัตถุในทางศาสนาพุทธหรือศาสนาใด เพราะเหตุใด และมีความเกี่ยวข้องกับทางศาสนาพุทธหรือศาสนาใด เพราะเหตุใด อย่างไร คดีจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า องค์เทพเจ้าทั้งสามองค์พร้อมอุปกรณ์ของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุในทางศาสนา แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานรับของโจรตามฟ้องดังที่โจทก์ฎีกา แต่ความผิดฐานรับของโจรโดยมีเหตุฉกรรจ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสาม กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดจริงจึงจะลงโทษได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงตามทางพิจารณายังรับฟังไม่ได้ว่า องค์เทพเจ้าทั้งสามองค์พร้อมอุปกรณ์ของกลางเป็นวัตถุในทางศาสนาตามที่กล่าวแล้ว ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรโดยมีเหตุฉกรรจ์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคสาม ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 335 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 357 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายพิชัยหรือไฮ้ เงินโต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายรักกิจ วิริยะประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4505/2559
#600592
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ระบุตัวบุคคลที่จะถูกฟ้องในช่องชื่อคู่ความกับที่บรรยายว่าขอยื่นฟ้องผู้ใดขัดกันเอง ทั้งการที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องมาในอุทธรณ์โดยขอเพิ่มกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นจำเลยในคดีอีกคนหนึ่งไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย และเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหลังจากที่ศาลทรัพย์สินฯ มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องแล้ว ล่วงเลยเวลาที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามในคำสั่งให้ยกคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสามเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชาของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นผู้แทนของกรม และเป็นผู้ที่กฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจพิจารณาและออกคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับสิทธิบัตร จำเลยทั้งสามจึงไม่ใช่ผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการพิจารณายกคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 74 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 55 ซึ่งชอบที่ศาลทรัพย์สินฯ จะมีคำสั่งยกฟ้อง การที่ศาลทรัพย์สินฯ เพียงแต่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง อันเป็นการสั่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 18 จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้มีคำสั่งรับคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 0801001954 ไว้เพื่อดำเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ต่อไป

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 74 คณะกรรมการสิทธิบัตรได้มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของโจทก์ แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะลงชื่อในหนังสือที่แจ้งให้โจทก์ทราบ แต่ก็ไม่ใช่บุคคลที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้นไม่ชอบ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าธรรมเนียมทั้งหมด จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิขอแก้ฟ้องเพิ่มกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นจำเลยในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ระบุชื่อจำเลยในช่องคู่ความว่า "อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญากับพวกรวม 3 คน" แต่บรรยายฟ้องว่า ขอยื่นฟ้อง (1) นายเสกสันต์ ผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตร ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (2) นางสาวอุมากรณ์ หัวหน้ากลุ่มนักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตรชำนาญการพิเศษ (3) นางละออง นักวิชาการตรวจสอบชำนาญการ เป็นจำเลยรวม 3 คน จึงเป็นการระบุตัวบุคคลที่จะถูกฟ้องขัดกันเอง ทั้งการที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องมาในอุทธรณ์โดยขอเพิ่มจำเลยเข้ามาในคดีอีกหนึ่งคนนั้นไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย และเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเพิ่มกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ได้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมาว่า คำสั่งไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบแล้วหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์คือจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพราะเป็นผู้ที่ทำให้มีการออกคำสั่งยกคำร้องขอรับสิทธิบัตรของโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชาของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นผู้แทนของกรมทรัพย์สินทางปัญญาและเป็นผู้ที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจในการพิจารณาและออกคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับสิทธิบัตรนอกจากนี้พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้บัญญัติขั้นตอนในการใช้สิทธิทางศาลไว้ โดยในมาตรา 28 ว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่เสนอรายงานการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรต่ออธิบดีแล้ว (1) ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่าคำขอรับสิทธิบัตรไม่ถูกต้องตามมาตรา 17 หรือการประดิษฐ์นั้นไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 9 ให้อธิบดีสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรนั้น และในมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติว่า ในกรณีที่มีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีตามมาตรา 28 ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตราดังกล่าวมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดี และตามมาตรา 74 บัญญัติให้คู่กรณีที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรตามมาตรา 72 มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ลงนามในคำสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์แล้ว โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร และคณะกรรมการดังกล่าวมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว คดีนี้โจทก์จึงชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรต่อศาล โดยการนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการดังกล่าวตามบทบัญญัติในมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้เป็นคณะกรรมการสิทธิบัตร โดยจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ลงนามในคำสั่งให้ยกคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นผู้ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรของโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่ใช่ผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว ก็ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะต้องมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพียงแต่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์อันเป็นการมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนอุทธรณ์ในข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ไม่คืนค่าขึ้นศาลในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชิต ก้อนทรัพย์
จำเลย — นายเสกสันต์ บุญสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4488/2559
#600595
เปิดฉบับเต็ม

การทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำซ้ำจากบันทึกของงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ที่ผู้เสียหายอนุญาตให้ทำขึ้น หรือทำซ้ำจากบันทึกของงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ก็ล้วนเป็นการกระทำต่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ซึ่งถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) เพราะชุดคำสั่งที่เขียนด้วยภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (source code) หรือภาษาเครื่อง (object code) อันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ซึ่งบันทึกอยู่ในงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือบันทึกอยู่ในบันทึกของงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายนั้นเป็นตัวงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 และ 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 30, 61, 69, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 ริบเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 41 เครื่อง ของกลางและให้หน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 41 เครื่อง ของกลางที่บันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จำเลยจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เมื่อได้ตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของบริษัทไมโครซอฟท์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหาย โดยการนำเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่มีผู้ทำซ้ำดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายไปติดตั้งบันทึกลงในหน่วยความจำถาวรของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยจำนวน 41 เครื่อง ซึ่งจำเลยกระทำในลักษณะทำซ้ำดัดแปลง ทำให้ปรากฏเป็นคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ โดยวิธีบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของบริษัทดังกล่าวลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ และจำเลยได้ประโยชน์จากการใช้และให้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้เสียหาย ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวยังไม่แน่ชัดว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีการบรรจุลงในหน่วยความจำนั้นเป็นโปรแกรมที่มีลิขสิทธิ์หรือเป็นโปรแกรมที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และจำเลยหรือผู้อื่นนั้นกระทำการอันละเมิดลิขสิทธิ์แก่งานของบริษัทผู้เสียหายในลักษณะอย่างไรกันแน่ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ยังไม่ชัดเจนดังกล่าว จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษายกฟ้อง ให้คืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์เพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 (1) ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ "Microsoft Windows XP Professional" โปรแกรมคอมพิวเตอร์ "Microsoft Office Professional Edition 2003" และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ "Microsoft Office Enterprise 2007" ของบริษัทผู้เสียหายซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นภาคีในอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมอันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยและผู้เสียหายได้โฆษณางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั้งสามดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 วันที่ 21 ตุลาคม 2546 และวันที่ 31 มกราคม 2550 ตามลำดับ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ในระยะเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ 50 ปี นับแต่ที่ได้โฆษณางานนั้นครั้งแรก ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 19 วรรคสี่ โดยจำเลยทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั้งสามของผู้เสียหายที่มีผู้ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายด้วยการบันทึกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั้งสามดังกล่าวลงในหน่วยความจำถาวร (Hard Disk) ของเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 41 เครื่อง ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยและจำเลยได้ประโยชน์จากการใช้และให้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนทั้งสี่สิบเอ็ดเครื่องดังกล่าวซึ่งเป็นกระทำเพื่อการค้าหากำไรจากประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นลูกค้าจำเลยที่เข้ามาใช้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวภายในร้านอิสเทิร์นคอมอันเป็นสถานประกอบกิจการของจำเลยที่ถนนราษฎรดำริ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ดังนี้ การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ทั้งสามโปรแกรมดังกล่าวของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นเพื่อการค้า อันเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 (1) แล้ว การทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นไม่ว่าจะเป็นการทำซ้ำจากบันทึกของงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ที่ผู้เสียหายได้อนุญาตให้ทำขึ้นหรือทำซ้ำจากบันทึกของงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายก็ล้วนเป็นการกระทำต่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ซึ่งถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) เพราะชุดคำสั่งที่เขียนด้วยภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (source code) หรือภาษาเครื่อง (object code) อันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 ซึ่งบันทึกอยู่ในบันทึกของงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือบันทึกอยู่ในบันทึกของงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายนั้นเป็นตัวงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 และ 6 เช่นเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ได้บรรยายครบองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์อันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 (1) และเป็นคำฟ้องที่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานดังกล่าว พร้อมด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดฐานนั้นและบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาความผิดฐานดังกล่าวได้ดี ทั้งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 และ 69 แล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ยังไม่แน่ชัดว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีการบรรจุลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นโปรแกรมที่มีลิขสิทธิ์หรือเป็นโปรแกรมที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและจำเลยหรือผู้อื่นนั้นกระทำการอันละเมิดลิขสิทธิ์แก่งานของบริษัทผู้เสียหายอย่างไรกันแน่ จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 ม. 30 (1) ม. 69 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายคำรพ แก้วสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4484/2559
#615088
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้จะขายได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดและเฟอร์นิเจอร์เพื่อติดตั้งในห้องชุดกับโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายอาคารชุดทั้งหมดให้แก่ ว. ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 โดยสัญญาระบุว่า ว. ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องสำหรับคู่สัญญาที่เป็นลูกค้าทุกรายของจำเลยที่ 1 ในโครงการ และรับผิดชอบภาระตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับลูกค้าทุกรายแทนจำเลยที่ 1 ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ต่อมา ว. มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนคู่สัญญาเป็นจำเลยที่ 2 โดยแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่าข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ว. ยังมีสภาพบังคับและเงื่อนไขตามสัญญาซื้อขายเดิมที่ทำกันไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 โดยยังคงมีข้อสัญญาเช่นเดียวกับสัญญาฉบับลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 เพียงเปลี่ยนคู่สัญญาจาก ว. เป็นจำเลยที่ 2 เท่านั้น การที่ ว. กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่า ว. และจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้แก่ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นลูกหนี้ชำระหนี้โดยตรงแก่โจทก์ทั้งสองได้ การที่จำเลยที่ 1 ตกลงขายอาคารชุดทั้งโครงการแก่ ว. และจำเลยที่ 2 นั้น แม้จะมีข้อสัญญาให้ ว. และจำเลยที่ 2 รับผิดชอบในการชำระหนี้แก่ลูกค้าผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ก็ตาม สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ว. และจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็เป็นเพียงสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความผูกพันในฐานะลูกหนี้ต่อลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 เว้นแต่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้นั้นจะตกลงให้เปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยทำสัญญากับลูกหนี้คนใหม่อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามมาตรา 350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดเลขที่ 457/321 ชั้นที่ 13 อาคารเลขที่ 1 อาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 12/2540 พร้อมติดตั้งเครื่องเรือนที่มีคุณภาพให้โจทก์ทั้งสองและรับชำระเงินค่าห้องชุดส่วนที่เหลือจำนวน 651,441 บาท จากโจทก์ทั้งสอง หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์หรือส่งมอบห้องชุดได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 818,098 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์อัตราวันละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดดังกล่าวหรือชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จ

จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดเลขที่ 457/321 ชั้นที่ 13 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 12/2540 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 31483, 31485 ถึง 31487 และ 40158 พร้อมเฟอร์นิเจอร์ตามสัญญาให้โจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 นำเงินจำนวน 651,441 บาท ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เพื่อชำระหนี้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว หากจำเลยที่ 2 ไม่โอนกรรมสิทธิ์ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 372,559 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวนเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2533 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ - อาเขต ห้องชุดเลขที่ 12 เอ 05 ในราคา 905,000 บาท กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะก่อสร้างอาคารชุดให้เสร็จภายใน 2 ปี และโจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์กับจำเลยที่ 1 ในราคา 119,000 บาท เพื่อติดตั้งในห้องชุดเลขที่ 12 เอ 05 รวมเป็นราคาห้องชุดที่เสร็จสมบูรณ์ 1,024,000 บาท โจทก์ทั้งสองชำระเงินแล้วจำนวน 372,559 บาท ส่วนที่เหลือยังไม่ได้ชำระจำนวน 651,441 บาท จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารชุดไม่เสร็จภายในกำหนดเวลา วันที่ 18 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ดำเนินการออกหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นห้องชุดเลขที่ 457/321 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ - อาเขตเป็นอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพร้อมอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ให้แก่นายวิษณุ วันที่ 28 มิถุนายน 2548 นายวิษณุขอเปลี่ยนตัวผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายจากนายวิษณุเป็นจำเลยที่ 2 วันที่ 29 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายห้องชุดรวมจำนวน 695 ห้อง ในอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งรวมถึงห้องชุดที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 เปลี่ยนอาคารชุดจอมเทียนทาวเวอร์เป็นโรงแรม จำเลยที่ 2 ไม่เคยเปลี่ยนสัญญาจะซื้อจะขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับลูกค้าของจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 คู่ความไม่โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดและสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ทั้งสองไว้ก่อนได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้จะขายได้ทำสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดและสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์เพื่อติดตั้งในห้องชุดนั้นกับโจทก์ทั้งสองผู้จะซื้อ จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวโดยก่อสร้างอาคารชุดพร้อมทำเฟอร์นิเจอร์ติดตั้งให้แล้วเสร็จสมบูรณ์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กับส่งมอบห้องชุดดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนกรณีที่ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายโดยขายอาคารชุดทั้งหมดในโครงการให้แก่นายวิษณุซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ตามสัญญาซื้อขาย โดยสัญญาฉบับนี้มีข้อตกลงว่า ถ้านายวิษณุจะให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 ก็ตกลงยินยอม ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 กับนายวิษณุตกลงกันให้เปลี่ยนชื่อผู้ซื้อเป็นจำเลยที่ 2 แล้วทำสัญญาใหม่ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมดรวมทั้งห้องที่โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อไว้ก่อนแก่จำเลยที่ 2 ปรากฏว่าก่อนที่จะมีการทำสัญญากันใหม่ นายวิษณุมีหนังสือลงวันที่ 28 มิถุนายน 2548 ถึงจำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนคู่สัญญาฝ่ายผู้จะซื้อจากนายวิษณุเป็นจำเลยที่ 2 โดยแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ด้วยว่า ข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุยังให้มีสภาพบังคับและเงื่อนไขตามสัญญาซื้อขายเดิมที่ทำกันไว้ ซึ่งหมายถึงสัญญาซื้อขายอาคารชุดทั้งโครงการระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุ ในการพิจารณาข้อสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุและจำเลยที่ 2 จึงต้องพิจารณาสัญญา และสัญญาที่ทำกันใหม่ดังกล่าวที่ประกอบกัน ซึ่งโดยเฉพาะในส่วนข้อสัญญาที่กล่าวถึงลูกค้าที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนแล้วนั้น ปรากฏว่าตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุ ระบุว่า ผู้ซื้อ (นายวิษณุ) ตกลงรับโอนสิทธิเรียกร้องสำหรับคู่สัญญาที่เป็นลูกค้าทุกรายของผู้ขาย (จำเลยที่ 1) ในโครงการจอมเทียนทาวเวอร์ และเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อ (นายวิษณุ) ที่ต้องรับผิดชอบในภาระตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับลูกค้าทุกรายแทนผู้ขาย (จำเลยที่ 1) โดยผู้ซื้อจะต้องดำเนินการเปลี่ยนสัญญากับลูกค้าเป็นผู้ซื้อ (นายวิษณุ) เข้าทำสัญญาแทนผู้ขาย (จำเลยที่ 1) ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ส่วนสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เปลี่ยนเป็นจำเลยที่ 2 เป็นผู้จะซื้อแทนนายวิษณุก็ยังคงมีข้อสัญญาคงเดิมเช่นเดียวกับสัญญา คงเปลี่ยนคู่สัญญาจากนายวิษณุเป็นจำเลยที่ 2 เท่านั้น เห็นได้ว่านายวิษณุกับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่านายวิษณุและจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้แก่ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นลูกหนี้ชำระหนี้โดยตรงแก่โจทก์ทั้งสองได้ แต่ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามสัญญาข้อ 6 ดังกล่าวนี้มีเงื่อนไขบังคับก่อนว่า นายวิษณุต้องดำเนินการเปลี่ยนสัญญากับลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองเป็นนายวิษณุเข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 ตามข้อสัญญากันใหม่เป็นหนังสือก่อน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ที่นายวิษณุจะได้ตรวจสอบสัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำกับลูกค้าไว้ก่อน และปรากฏว่านายวิษณุกับจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้เปลี่ยนทำสัญญาใหม่กับโจทก์ทั้งสองเป็นหนังสือแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองย่อมยังไม่มีสิทธิถือเอาประโยชน์ตามข้อสัญญาข้อ 6 นี้ นั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ 2 ที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทออกให้ ระบุว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2545 มีนายวิษณุเป็นกรรมการบริษัทเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 มีทุนจดทะเบียนจำนวนสูงถึง 700,000,000 บาท เดิมจำเลยที่ 2 มีชื่อว่าบริษัทเคเอ็นจี กรุ๊ป บ้านและที่ดิน จำกัด ตามคำเบิกความของนายปรีชา พยานจำเลยที่ 2 ก็ได้ความว่านายปรีชาเป็นพนักงานบริษัทจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและนิติกรรมตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งนายปรีชาก็เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 มีความสามารถในการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และมีบุคลากรทางกฎหมายที่สามารถให้คำปรึกษาแนะนำเป็นอย่างดี ในการที่จำเลยที่ 2 ตกลงซื้ออาคารชุดทั้งโครงการจากจำเลยที่ 1 นั้นก็ปรากฏตามหนังสือสัญญาขายห้องชุดรวมจำนวน 695 ห้อง ว่าจำเลยที่ 2 ต้องชำระเงินตามสัญญานี้จำนวน 550,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ต้องใช้ในการลงทุนสูงมาก จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 จะต้องตรวจสอบมูลค่าทรัพย์สินอาคารชุดที่จะซื้อนี้โดยละเอียดก่อนจนทราบดีว่ามีห้องชุดที่ทำสัญญาจะขายแก่ลูกค้าแล้วและมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าห้องชุดที่เหลือจากลูกค้าเป็นจำนวนเท่าใด รวมทั้งมีภาระที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ลูกค้ากี่ห้อง และในสัญญาซื้อขาย ข้อ 10 ปรากฏว่านายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า ก่อนทำสัญญานายวิษณุได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพที่ดิน อาคาร ภาระหนี้ รวมตลอดถึงความรับผิดต่อลูกค้าในโครงการจอมเทียนทาวเวอร์ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว เห็นว่าตรงตามความต้องการแห่งตนทุกประการ โดยจำเลยที่ 1 ผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องสภาพหนี้ หรือลูกค้าภายหลังทำสัญญานี้ และตามสัญญาซื้อขาย ก็ยังมีรายงานการขายและลูกค้าแนบท้ายสัญญา แสดงรายละเอียดห้องชุดแต่ละชั้นที่ยังไม่ได้ขายและที่ขายแล้ว รวมทั้งจำนวนเงินแสดงราคาห้องชุด ราคาที่ขายไปจำนวนเงินที่ลูกค้าชำระไว้แล้ว และจำนวนเงินยังค้างต้องชำระในการโอนกรรมสิทธิ์โดยละเอียดดังนี้ย่อมแสดงว่าขณะทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวนี้นายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ทราบรายละเอียดรวมทั้งภาระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองดีอยู่แล้ว จึงสามารถคิดคำนวณราคาและตกลงราคาซื้อกับจำเลยที่ 1 ได้ ทั้งหากนายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 จะซื้อห้องชุดในอาคารชุดนี้ทั้งหมดจากจำเลยที่ 1 โดยนายวิษณุและจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองทั้ง ๆ ที่นายวิษณุและจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่ามีลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดบางส่วนไว้กับจำเลยที่ 1 กรณีก็เป็นการทำนิติกรรมสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 ในลักษณะที่ทำให้ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบและเป็นการที่นายวิษณุและจำเลยที่ 2 ได้รับโอนห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าวมาโดยไม่สุจริต อันจะเป็นเหตุให้ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาเพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุและจำเลยที่ 2 ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ซึ่งย่อมเป็นปัญหาแก่นายวิษณุและจำเลยที่ 2 ในการประกอบกิจการแสวงหาประโยชน์จากโครงการอาคารชุดที่ซื้อมานี้ด้วยเงินลงทุนสูง และมีแต่จะเกิดความเสียหายแก่นายวิษณุและจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่านายวิษณุและจำเลยที่ 2 ซึ่งมีที่ปรึกษากฎหมายอยู่แล้วจะทำสัญญาที่เสี่ยงต่อความเสียหายเช่นนี้ และตามเหตุผลดังกล่าวนี้ยังกลับแสดงให้เห็นว่านายวิษณุและจำเลยที่ 2 จำเป็นต้องเข้าทำสัญญาซื้อขายอาคารชุดกับจำเลยที่ 1 โดยต้องรับภาระชำระหนี้แก่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลยที่ 1 โดยนายวิษณุและจำเลยที่ 2 สามารถตรวจสอบภาระหนี้ที่จะต้องรับผิดชอบโดยชำระแก่ลูกค้าเดิมแล้วนำมาใช้ประกอบการคิดคำนวณราคาที่จะซื้ออาคารชุดทั้งโครงการจากจำเลยที่ 1 ได้ ดังที่มีรายละเอียดปรากฏในรายงานการขายและลูกค้าที่แนบท้ายสัญญาซื้อขายดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว ดังนี้ ย่อมไม่มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าข้อความในสัญญาซื้อขาย ข้อ 6 ที่ว่า นายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อต้องดำเนินการเปลี่ยนสัญญากับลูกค้าเป็นนายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 นั้น เป็นข้อสัญญาที่คู่สัญญามีเจตนาให้เป็นเงื่อนไขเพื่อประโยชน์แก่นายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ในอันที่จะเลือกว่าจะชำระหนี้แก่ลูกค้าเดิมหรือไม่ก็ได้ซึ่งจะทำให้ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้เดิมเสียเปรียบและมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมสัญญาที่นายวิษณุกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 1 ได้ ทั้งการตีความข้อสัญญาดังกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างเช่นนี้ก็จะเป็นการตีความเพื่อให้นายวิษณุและจำเลยที่ 2 ได้เอาเปรียบลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 อยู่เดิม และเป็นผู้บริโภคโดยไม่สุจริตอันไม่เป็นการตีความวัตถุประสงค์ในทางสุจริต จึงขัดต่อหลักกฎหมายในการตีความสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 นอกจากนี้ในการที่จำเลยที่ 1 ตกลงขายอาคารชุดทั้งโครงการแก่นายวิษณุและจำเลยที่ 2 นั้น แม้จะมีข้อสัญญาให้นายวิษณุและจำเลยที่ 2 รับผิดชอบในการชำระหนี้แก่ลูกค้าผู้ทำสัญญาจะซื้อห้องชุดซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ก็ตาม สัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายวิษณุและจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็เป็นเพียงสัญญาเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความผูกพันในฐานะลูกหนี้ต่อลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด เว้นแต่ลูกค้าผู้เป็นเจ้าหนี้นั้นจะตกลงให้เปลี่ยนตัวลูกหนี้โดยทำสัญญากับลูกหนี้คนใหม่ อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 จึงเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นได้ว่าข้อสัญญาที่ให้นายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 ดำเนินการเปลี่ยนสัญญากับลูกค้าของจำเลยที่ 1 เป็นนายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 1 นั้น ก็เพื่อให้มีการดำเนินการให้เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้หรือเป็นกรณีที่ลูกค้าเดิมยอมเลิกสัญญาเดิมที่ลูกค้าทำสัญญาไว้กับจำเลยที่ 1 แล้วทำสัญญาใหม่กับนายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 แทนที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อลูกค้าตามสัญญาเดิม อันเป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ใช่ข้อสัญญาอันเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนให้ลูกค้ารวมทั้งโจทก์ทั้งสองต้องเข้าทำสัญญาจะซื้อขายเป็นหนังสือใหม่กับนายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 ก่อนแล้วลูกค้าหรือโจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากนายวิษณุและจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่เป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกที่โจทก์ทั้งสองผู้เป็นลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามข้อสัญญาดังกล่าวมีสิทธิแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์ได้โดยไม่จำต้องทำสัญญาจะซื้อขายห้องชุดและสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์ใหม่กับนายวิษณุหรือจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 รับชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดและเฟอร์นิเจอร์ และโจทก์ทั้งสองแสดงเจตนารับเอาประโยชน์นั้นแล้ว โจทก์ทั้งสองก็มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์และรับชำระค่าห้องชุดที่เหลือให้จำเลยที่ 2 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ขาดอายุความแล้วนั้น ปรากฏว่าในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เนื่องจากข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงมิใช่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในข้อนี้อีกว่า จำเลยที่ 2 ได้ปรับปรุงอาคารชุดนี้เป็นโรงแรมแล้ว สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำขอบังคับของโจทก์ทั้งสองให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์ทั้งสองได้นั้น ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสองอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงวินิจฉัยให้โดยเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและอาคารชุดทั้งโครงการจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยที่ 2 ตกลงที่จะปฏิบัติการชำระหนี้แก่ลูกค้าที่ได้ทำสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสองด้วย อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก และโจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาโดยการทำอาคารชุดให้เสร็จสมบูรณ์แล้วจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ทั้งสองโดยจำเลยที่ 2 กลับนำอาคารชุดนี้ไปใช้ทำเป็นโรงแรม อันเป็นการปฏิบัติโดยไม่สุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองโดยปราศจากความรับผิดชอบเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองและลูกค้ารายอื่น จำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจอ้างหรือถือเอาประโยชน์ใด ๆ อันเกิดจากการกระทำโดยไม่สุจริตเช่นนี้ของตนเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองก็ต้องร่วมกันคืนเงินที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระราคาห้องชุดพร้อมเฟอร์นิเจอร์มาแล้วจำนวน 372,559 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาโดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ในส่วนค่าขาดประโยชน์จำนวนเดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2551 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติผิดสัญญาที่จำเลยที่ 2 รับจะชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดและสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์ทั้งสองแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสองแสดงเจตนารับเอาประโยชน์แล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติในการชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาดังกล่าว และเมื่อจำเลยที่ 2 ละเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิฟ้องต่อศาลให้พิพากษาบังคับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้รวมทั้งเรียกค่าเสียหายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และมาตรา 222 และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ที่ 1 ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้อันถือได้ว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับชำระหนี้ โดยการได้รับโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบห้องชุดตามคำฟ้องในสภาพสมบูรณ์พร้อมเฟอร์นิเจอร์จากจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 ยังเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในห้องชุดและเฟอร์นิเจอร์ตามสัญญาได้ ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 ขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ควรได้ใช้ประโยชน์หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติผิดสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่วิญญูชนทั่วไปพึงคาดเห็นได้อยู่แล้ว จึงเป็นความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้นซึ่งโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเป็นค่าสินไหมทดแทนได้ ตามประมวลฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง หาใช่ค่าเสียหายในพฤติการณ์พิเศษที่จำเลยที่ 2 ไม่อาจคาดเห็นหรือควรคาดเห็นได้ล่วงหน้าที่โจทก์ที่ 1 จะเรียกไม่ได้ตามมาตรา 222 วรรคสอง ไม่ แต่เมื่อได้ความว่าราคาห้องชุดและอาคารชุดดังกล่าวมีเป็นมูลค่าสูงขึ้นเกิดจากการปรับปรุงและพัฒนาของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระให้กับจำเลยที่ 1 มีจำนวนเพียง 375,559 บาท เมื่อเทียบกับราคาห้องชุดพร้อมเฟอร์นิเจอร์จำนวน 1,024,000 บาท ซึ่งโจทก์ยังไม่ได้ชำระอีกจำนวน 651,441 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ในอัตราเดือนละ 15,000 บาท นั้น สูงเกินไป เห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์รวมเป็นเงินจำนวน 279,420 บาท และคดีนี้โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามสัญญาอันเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 245 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 279,420 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวิสารินี เหมพิจิตร สนิทไชย
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุจิตรา พัฒนภักดี
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4483/2559
#600613
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองจำเลยที่ 2 น. และ น. จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่าที่ดินพิพาทใช้เป็นที่ตั้งกิจการโรงสีไฟของจำเลยที่ 1 และบ้านพักอาศัย จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวไม่มีหน้าที่จะต้องไถ่ถอนจำนองและแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน มิได้ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของห้างที่จะต้องนำมาเพื่อการชำระบัญชีหรือเป็นทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับเจ้าของรวมคนอื่นจึงเป็นการไม่ถูกต้อง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าที่ดินเป็นทรัพย์สินของ จ. นำมาลงทุนเป็นหุ้นในห้างจำเลยที่ 1 อันเท่ากับรับฟังว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่าจำเลยทั้งสองต้องไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทและแบ่งกรรมสิทธิ์รวมแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทมีที่มาจากสัญญาประนีประนอมยอมความ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยรวมเป็นการตกลงแบ่งมรดกในส่วนที่เป็นที่ดินรวม 8 แปลง และหุ้นในห้างจำเลยที่ 1 กับหุ้นในบริษัท ร. สำหรับที่ดินแปลงอื่นที่จดทะเบียนจำนองได้ระบุว่าให้นำเงินของจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนให้แก่ทายาทที่ระบุชื่อไว้ แต่ที่ดินพิพาทซึ่งขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีภาระจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารอยู่ก่อนแล้ว ไม่มีการกล่าวถึงการไถ่ถอนจำนอง เพียงแต่ระบุส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของรวมแต่ละคน เมื่อรับฟังประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งของโรงสีและสิ่งปลูกสร้างอื่นที่ใช้ร่วมกันมาตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการจนถึงปัจจุบัน และหนี้ที่ที่ดินพิพาทจำนองเป็นประกันก็เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้จากธนาคารมาใช้หมุนเวียนในการดำเนินกิจการ เมื่อเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทคือผู้ถือหุ้นในห้างจำเลยที่ 1 โดยมีส่วนเท่ากับส่วนของหุ้นที่ได้รับจึงเห็นได้ว่าผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินต่างมีเจตนาใช้ที่ดินพิพาทเป็นสถานที่ประกอบกิจการโรงสีและใช้เป็นหลักประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กันต่อไปเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 หากจะแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเสียในขณะนี้ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนาดังกล่าวทั้งยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของห้างให้ไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ ทั้งศาลวินิจฉัยไว้แล้วว่ายังไม่มีเหตุให้ต้องเลิกห้างอันจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งหมดทุกคน แม้เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนหนึ่งๆ จะมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ แต่จะเรียกให้แบ่งในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันสมควรไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 วรรคสาม พฤติการณ์ดังกล่าวมาถือได้ว่ายังไม่เป็นโอกาสอันสมควรที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทและเป็นหุ้นส่วนในห้างจำเลยที่ 1 จะเรียกให้แบ่งทรัพย์สิน

คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์อัตราค่าทนายความต้องกำหนดตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2551 มาตรา 21 ที่ให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีบังคับแก่คดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งตาราง 6 ระบุว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์ อัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลอุทธรณ์ 1,500 บาท ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท จึงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เลิกห้างจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองหยุดการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 โดยตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเอกสารและทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 1 เพื่อชำระบัญชี ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองขัดขวางโจทก์ที่ 1 ในการเข้าไปในที่ทำการของจำเลยที่ 1 เพื่อการชำระบัญชีกับให้จำเลยทั้งสองไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 ตำบลแควใหญ่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ (ปากน้ำโพ) จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งให้แก่เจ้าของรวมทุกคน หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 เพื่อบังคับคดี

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 นางสาวนิรมล และนายนิรันดร์ เป็นบุตรของนายจุ้ยคุง หรือสุริยา และนางเซาะเฮี้ย นางเซาะเฮี้ยมีน้องชายชื่อนายสุวิทย์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าข้าว ปัจจุบันมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ทั้งสอง นางสาวนิรมล และนายนิรันดร์เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด เดิมเมื่อปี 2523 นายจุ้ยคุงและนางเซาะเฮี้ยร่วมกันตั้งห้างจำเลยที่ 1 ขึ้น มีโจทก์ที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และนายจุ้ยคุงกับนายสุวิทย์เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2526 โจทก์ที่ 1 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและโอนหุ้นในห้างจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน แล้วโจทก์ที่ 1 มาทำหน้าที่พนักงานบัญชี ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 นางเซาะเฮี้ยถึงแก่ความตาย และวันที่ 5 พฤษภาคม 2546 นายจุ้ยคุงถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสอง นางสาวนิรมล และนายนิรันดร์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 และนายสุวิทย์ขอแบ่งมรดกในเงินลงหุ้นที่นายจุ้ยคุงมีอยู่ในห้างจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 ให้จำเลยที่ 2 แบ่งมรดกและนายสุวิทย์โอนหุ้นตามสัดส่วนที่กำหนดให้โจทก์ทั้งสอง นางสาวนิรมลและนายนิรันดร์ ตามสำเนาคำพิพากษาและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1269/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสอง นางสาวนิรมลและนายนิรันดร์จึงเข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างจำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำขอจดทะเบียน ก่อนหน้านี้โจทก์ทั้งสองพักอาศัยอยู่ที่โรงสีของจำเลยที่ 1 แต่หลังจากยื่นฟ้องคดีขอแบ่งมรดกแล้ว โจทก์ทั้งสองย้ายออกไปพักอาศัยที่อื่น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่ว่า จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการค้าข้าวอันเป็นการแข่งขันกับกิจการอันเป็นวัตถุประสงค์ของห้างจำเลยที่ 1 เป็นการล่วงละเมิดบทบังคับอันเป็นข้อสาระสำคัญของการเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องโดยอ้างถึงเหตุที่ขอให้ศาลสั่งให้ห้างจำเลยที่ 1 เลิกกันว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการไม่มีความสามารถในการบริหารกิจการ ไม่เคยแจ้งผลการประกอบกิจการของห้างจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ทั้งสองและผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสองและผู้เป็นหุ้นส่วนเข้าไปในที่ทำการของห้างจำเลยที่ 1 เพื่อตรวจสอบการดำเนินกิจการ กิจการของห้างจำเลยที่ 1 ทำไปก็มีแต่จะขาดทุนอย่างเดียว และผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดกับจำเลยที่ 2 ไม่ปรองดองกัน โดยไม่ปรากฏว่าได้อ้างถึงการที่จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการค้าขายอันเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ทั้งสองเพิ่งยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า มีเหตุต้องเลิกห้างจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่า มีเหตุที่ห้างจำเลยที่ 1 จะเลิกกันตามกฎหมายเนื่องจากจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการไม่มีความสามารถในการบริหารกิจการ ไม่แจ้งผลการประกอบกิจการของห้างจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ทั้งสองและผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสองและผู้เป็นหุ้นส่วนเข้าไปในที่ทำการของห้างจำเลยที่ 1 เพื่อตรวจสอบการดำเนินกิจการ กิจการของห้างจำเลยที่ 1 ทำไปก็มีแต่จะขาดทุนอย่างเดียว และผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดกับจำเลยที่ 2 ไม่ปรองดองกัน เช่นนี้ โจทก์ทั้งสองย่อมมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความตามนั้น แต่โจทก์ทั้งสองมีเพียงตัวโจทก์ทั้งสองเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ก่อนโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 และนายสุวิทย์ น้องชายนางเซาะเฮี้ยเพื่อขอแบ่งมรดกของบิดา โจทก์ทั้งสองพักอาศัยอยู่ภายในโรงสีของห้างจำเลยที่ 1 แต่หลังจากยื่นฟ้องแล้วจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทั้งสองออกจากโรงสีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ไม่เคยแจ้งผลการประกอบกิจการห้างจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งสองตลอดจนทายาทอื่นทราบ และโจทก์ทั้งสองไม่พูดคุยกับจำเลยที่ 2 การบริหารงานของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นที่ไว้วางใจ แต่โจทก์ทั้งสองไม่มีพยานบุคคลอื่นที่รู้เห็นเกี่ยวข้องรวมทั้งผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ตลอดจนพยานเอกสารใดๆ มาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ส่วนจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยที่ 2 นายสุวิทย์ซึ่งร่วมก่อตั้งห้างจำเลยที่ 1 และปัจจุบันทำหน้าที่หลงจู๊หรือผู้ซื้อขายและตรวจคุณภาพข้าวให้แก่จำเลยที่ 1 กับนายกิมตี้ น้องชายนายจุ้ยคุง เบิกความเป็นพยานเกี่ยวกับการประกอบกิจการโรงสีของจำเลยที่ 1 มาตามลำดับตั้งแต่ครั้งนายจุ้ยคุงยังมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงที่จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการว่า กิจการของจำเลยที่ 1 เป็นไปด้วยดี บางปีมีกำไรแต่บางปีก็ขาดทุนด้วยสาเหตุต่างๆ แต่ยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ รายได้ของจำเลยที่ 1 สามารถนำไปให้การอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ได้ทั้งตระกูล ทั้งจำเลยทั้งสองยังมีนายไพรสัณฑ์ เจ้าของบริษัทโรงสีเรืองไทย จำกัด เบิกความสนับสนุนในทำนองเดียวกัน นายไพรสัณฑ์นี้นอกจากจะประกอบกิจการค้าขายข้าวเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 แล้ว ยังเป็นรองประธานชมรมโรงสีจังหวัดนครสวรรค์ ดังนี้ย่อมเป็นผู้ที่รู้จักและรับทราบการดำเนินกิจการของโรงสีในพื้นที่เป็นอย่างดี ทั้งไม่มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี เมื่อนายไพรสัณฑ์เบิกความว่า กิจการของจำเลยที่ 1 ดำเนินการมาด้วยดีโดยตลอด สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ คำเบิกความของนายไพรสัณฑ์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเช่นนั้น และจำเลยทั้งสองยังมีนายวิชัย ผู้จัดทำบัญชีงบดุลให้ห้างจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานประกอบงบดุลปี 2545 ถึงปี 2548 ของจำเลยที่ 1 ยืนยันว่า ผลประกอบการของจำเลยที่ 1 มีเพียงปี 2548 เท่านั้นที่ขาดทุน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการประกอบธุรกิจเนื่องจากมีปัญหาข้าวเปลือกเสื่อมคุณภาพ การประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ยังสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี ซึ่งเมื่อพิจารณาผลการประกอบกิจการของห้างจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามงบดุลดังกล่าวแล้ว ก็เห็นได้ว่าในแต่ละปีมีผลกำไรมากกว่าขาดทุน ผลประกอบการจึงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แม้ปัจจุบันจะยังมีหนี้สินอยู่แต่ก็ลดจำนวนลงมากแล้ว อันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยังสามารถบริหารกิจการจำเลยที่ 1 ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้นางสาวนิรมลผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดคนหนึ่งในห้างจำเลยที่ 1 ทั้งยังเป็นพี่น้องกับโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ได้เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองว่า การบริหารงานของจำเลยที่ 2 ดำเนินไปด้วยดี ระหว่างที่พยานและนายนิรันดร์ น้องชายยังศึกษาอยู่ เงินที่ใช้ในการศึกษาเล่าเรียนก็ได้มาจากรายได้ของโรงสี จำเลยที่ 2 มีความรู้ความสามารถในการบริหารงาน พยานสามารถเข้าตรวจกิจการของโรงสีได้ พยานไว้วางใจให้จำเลยที่ 2 บริหารห้างจำเลยที่ 1 ต่อไป และไม่ประสงค์จะเลิกห้าง สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 นายสุวิทย์ และนายกิมตี้ดังกล่าวมาแล้ว ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่แจ้งผลการประกอบกิจการของห้างจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งสองทราบและไม่ให้โจทก์ทั้งสองเข้าไปในที่ทำการของห้างจำเลยที่ 1 เพื่อตรวจสอบกิจการก็เห็นว่า ในการประกอบกิจการห้างจำเลยที่ 1 ได้จัดทำงบดุล งบกำไรขาดทุน ตลอดจนรายการทางบัญชีของห้างจำเลยที่ 1 ส่งแก่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนครสวรรค์ตลอดมา โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหุ้นส่วนย่อมสามารถตรวจสอบเอกสารทางบัญชีดังกล่าวได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์กีดกันมิให้โจทก์ทั้งสองเข้าไปภายในโรงสีอย่างไร นางนิรมลก็เบิกความยืนยันว่า สามารถเข้าไปตรวจสอบกิจการได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ยังชวนให้กลับเข้าไปอยู่ที่โรงสีด้วย ส่วนการที่โจทก์ทั้งสองต้องออกไปจากโรงสีก็ได้ความว่าเป็นช่วงเวลาภายหลังโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อขอแบ่งมรดกของบิดา จึงน่าเชื่อว่าเป็นเพราะเกิดความไม่พึงพอใจที่มีการฟ้องร้องกันในระหว่างทายาท หาใช่เป็นการกีดกันผู้เป็นหุ้นส่วนมิให้รับรู้การประกอบกิจการของห้างจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กิจการห้างจำเลยที่ 1 เป็นกิจการที่บิดามารดาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมา ผู้เป็นหุ้นส่วนล้วนเป็นญาติพี่น้องกันทั้งสิ้น ผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 และเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการดำรงอยู่หรือเลิกห้างจึงมีแต่บรรดาพี่น้องของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ซึ่งต่างถือหุ้นในห้างจำเลยที่ 1 ซึ่งนอกจากตัวโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ที่มีกรณีพิพาทกันเป็นคดีนี้แล้วก็คือ นางสาวนิรมลและนายนิรันดร์ แต่นางสาวนิรมลเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองแสดงความประสงค์ให้ห้างดำรงอยู่ต่อไปและให้ความไว้วางใจจำเลยที่ 2 ในการบริหารงาน ส่วนนายนิรันดร์มิได้มาเบิกความเป็นพยานให้แก่ฝ่ายใด ญาติคนอื่นซึ่งเป็นน้องของบิดามารดาล้วนเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสอง เช่นนี้พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ายังไม่มีเหตุอันจะเลิกห้างจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุเลิกห้างจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ทุจริตถ่ายเทเงินจากบัญชีเงินฝากของห้างจำเลยที่ 1 มาเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ก็เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะหยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยก็เป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ทั้งสองที่จะฎีกาโต้แย้งแต่อย่างใด ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสองต้องไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5342 ตำบลแควใหญ่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ (ปากน้ำโพ) จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างและแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโดยระบุในคำฟ้องว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 นายนิรันดร์ และนางสาวนิรมล จำเลยทั้งสองให้การแต่เพียงว่าที่ดินพิพาทใช้เป็นที่ตั้งกิจการโรงสีไฟของจำเลยที่ 1 และบ้านพักอาศัย จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไถ่ถอนจำนองและแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน การแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยวิธีขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งในเวลาที่มิใช่โอกาสอันควร มีแต่จะเกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองและหุ้นส่วนคนอื่น ๆ โดยจำเลยทั้งสองมิได้ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของห้างที่จะต้องนำมาเพื่อการชำระบัญชี หรือเป็นทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับเจ้าของรวมคนอื่นจึงเป็นการไม่ถูกต้อง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของนายจุ้ยคุงนำมาลงทุนเป็นหุ้นในห้างจำเลยที่ 1 อันเท่ากับรับฟังว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า จำเลยทั้งสองต้องไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทและแบ่งกรรมสิทธิ์รวมแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองเรียกให้จำเลยทั้งสองไถ่ถอนจำนองและแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้ในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทมีที่มาจากสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1269/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ทั้งสอง นางสาวนิรมล และนายนิรันดร์ฟ้องจำเลยที่ 2 และนายสุวิทย์ขอแบ่งมรดกของนายจุ้ยคุง สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยรวมเป็นการตกลงแบ่งมรดกในส่วนที่เป็นที่ดินรวม 8 แปลง และหุ้นในห้างจำเลยที่ 1 กับหุ้นในบริษัทรัชตคำนูณ จำกัด สำหรับที่ดินแปลงอื่นที่จดทะเบียนจำนองไว้ได้ระบุข้อความโดยชัดเจนว่าให้นำเงินของจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนให้แก่ทายาทที่ระบุชื่อไว้ แต่ในส่วนของที่ดินพิพาทซึ่งขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีภาระจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)อยู่ก่อนแล้ว ไม่มีการกล่าวถึงการไถ่ถอนจำนองไว้แต่อย่างใด เพียงแต่ระบุส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของบรรดาเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่ละคนเท่านั้นดังปรากฏในสัญญา ข้อ 1. ซึ่งส่วนที่แต่ละคนได้รับดังกล่าวล้วนเท่ากับส่วนของหุ้นในห้างจำเลยที่ 1 ที่แต่ละคนได้รับดังที่ระบุในสัญญาข้อ 2. ดังนี้เมื่อรับฟังประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ตั้งของโรงสีและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่ใช้ร่วมกันมาตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการจนถึงปัจจุบัน และหนี้ที่ที่ดินพิพาทจำนองเป็นประกันก็เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้จากธนาคารมาเพื่อใช้หมุนเวียนในการดำเนินกิจการ เมื่อเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทก็คือผู้ถือหุ้นในห้างจำเลยที่ 1 โดยมีส่วนในที่ดินเท่ากับส่วนของหุ้นที่ได้รับ จึงเห็นได้ว่าผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินต่างมีเจตนาใช้ที่ดินพิพาทเป็นสถานที่ประกอบกิจการโรงสี และใช้เป็นหลักประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 กันต่อไปเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของห้างจำเลยที่ 1 หากจะแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเสียในขณะนี้ย่อมไม่เป็นไปตามเจตนาดังกล่าวทั้งยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของห้างให้ไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ ทั้งที่ศาลได้วินิจฉัยไว้แล้วว่ายังไม่มีเหตุให้ต้องเลิกห้าง อันจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งหมดทุกคน แม้เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนหนึ่งๆ จะมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ แต่จะเรียกให้แบ่งในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคสาม พฤติการณ์ดังกล่าวมาถือได้ว่ายังไม่เป็นโอกาสอันควรที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทและเป็นหุ้นส่วนในห้างจำเลยที่ 1 จะเรียกให้แบ่งทรัพย์สิน โจทก์ทั้งสองจึงยังไม่อาจเรียกให้แบ่งที่ดินพิพาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างตลอดจนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองอีก เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษา

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์อัตราค่าทนายความต้องกำหนดตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2551 มาตรา 21 ที่ให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีบังคับแก่คดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งตาราง 6 ระบุว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์ อัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลอุทธรณ์ 1,500 บาท ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท จึงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนิพร ควรรักษ์เจริญ กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีไฟนครสวรรค์รักษ์เจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายธีรพงศ์ ฟักเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
เกษม เกษมปัญญา
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4446/2559
#601153
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างโดยพลัดตกช่องลิฟต์ได้รับบาดเจ็บกระดูกกะโหลกศีรษะหลังหูขวาแตกมีเลือดออกในสมองแต่เลือดในสมองสลายไปเองได้แพทย์จึงไม่ได้ผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ ซึ่งไม่ใช่การบาดเจ็บอย่างรุนแรงของศีรษะและต้องได้รับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (3) กระดูกซี่โครงด้านขวาหักแต่กระดูกจะเชื่อมติดเองได้แพทย์จึงไม่ได้ผ่าตัด กระดูกนิ้วก้อยขวาหักแพทย์ให้การรักษาทายาโดยไม่ต้องผ่าตัด และกระดูกไหปลาร้าหักแพทย์ผ่าตัดรักษาตามโลหะให้ กรณีจึงเป็นการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (2) ส่วนอาการบาดเจ็บมีเลือดออกในปอดก็เป็นอวัยวะภายในเพียงส่วนเดียวซึ่งแพทย์รักษาโดยการเจาะใส่ท่อระบายลมและเลือดในปอด จึงไม่ใช่การบาดเจ็บอย่างรุนแรงของอวัยวะภายในหลายส่วนและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (1) ดังนี้อาการบาดเจ็บของโจทก์เป็นการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามข้อ 3 (2) เพียงรายการเดียว และเมื่อโจทก์พักรักษาตัวเป็นผู้ป่วย

ในโรงพยาบาลเป็นเวลา 20 วัน โดยพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนัก 5 วัน จึงไม่ใช่การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือต้องพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยหนักตั้งแต่ 20 วัน ขึ้นไป กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551

ข้อ 4 (1) และ (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ รง 0621/58202 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 207/2554 ลงวันที่ 23 กันยายน 2554 และให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าอาการบาดเจ็บของโจทก์เข้าลักษณะกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 4 (1) และ (2) อันจะเป็นเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เลือกให้แพทย์ใช้วิธีผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ จึงเป็นการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของศีรษะและต้องได้รับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ โจทก์พักรักษาตัวในโรงพยาบาล 20 วัน โดยพักรักษาตัวในห้องผู้ป่วยหนัก 5 วัน เป็นกรณีพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนักตั้งแต่ 20 วันขึ้นไป ทั้งเป็นการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข เข้ากรณีประสบอันตรายตั้งแต่ 2 รายการขึ้นไป และกรณีจำเป็นต้องพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยหนักตั้งแต่ 20 วันขึ้นไป ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 4 (1) และ (2) นั้น เห็นว่า กฎกระทรวงดังกล่าวข้อ 3 กำหนดว่า "ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 2 ไม่เพียงพอ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกินหกหมื่นห้าพันบาทสำหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างในลักษณะดังต่อไปนี้ (1) บาดเจ็บอย่างรุนแรงของอวัยวะภายในหลายส่วนและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข (2) บาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข (3) บาดเจ็บอย่างรุนแรงของศีรษะและต้องได้รับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ..." ข้อ 4 กำหนดว่า "ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 3 ไม่เพียงพอ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ เมื่อรวมค่ารักษาพยาบาลตามข้อ 2 และข้อ 3 แล้ว ต้องไม่เกินสองแสนบาท สำหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างในลักษณะดังต่อไปนี้ (1) ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามข้อ 3 (1) ถึง (6) ตั้งแต่สองรายการขึ้นไป (2) ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามข้อ 3 (1) ถึง (6) ที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือต้องพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยหนัก หอผู้ป่วยวิกฤต หรือหอผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก ตั้งแต่ยี่สิบวันขึ้นไป (3) บาดเจ็บอย่างรุนแรงของระบบสมองหรือไขสันหลังที่จำเป็นต้องรักษาตั้งแต่สามสิบวันติดต่อกัน (4) ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยซึ่งรุนแรงหรือเรื้อรังจนเป็นผลให้อวัยวะสำคัญล้มเหลว" เมื่อได้ความว่า โจทก์ได้รับบาดเจ็บกระดูกกะโหลกศีรษะหลังหูขวาแตกมีเลือดออกในสมอง แพทย์ไม่ได้ผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะเพราะเลือดในสมองจะสลายไปได้เอง กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (3) ส่วนอาการบาดเจ็บกระดูกซี่โครงด้านขวาหัก แพทย์ไม่ได้ผ่าตัดเพื่อรักษากระดูกซี่โครงเพราะกระดูกซี่โครงเชื่อมติดเองได้ กระดูกไหปลาร้าหักแพทย์รักษาโดยการผ่าตัดดามด้วยโลหะ และกระดูกนิ้วก้อยขวาหักแพทย์รักษาทางยาไม่ได้ผ่าตัด กรณีจึงเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (2) ส่วนอาการบาดเจ็บที่มีเลือดออกในปอดซึ่งเป็นอวัยวะภายในเพียงส่วนเดียวมิใช่หลายส่วน แพทย์เพียงเจาะเพื่อใส่ท่อระบายลมและเลือดในปอด กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 3 (1) สรุปคืออาการบาดเจ็บของโจทก์เข้าหลักเกณฑ์ข้อ 3 (2) เพียงรายการเดียว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ข้อ 4 (1) ที่ต้องเป็นการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามข้อ 3 (1) ถึง (6) ตั้งแต่สองรายการขึ้นไป และไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อ 4 (2) เพราะโจทก์ไม่ได้ใช้เครื่องช่วยหายใจและไม่ได้พักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยหนักตั้งแต่ 20 วันขึ้นไป โจทก์พักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยหนักเพียง 5 วัน เท่านั้น ดังนี้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 13 วรรคหนึ่ง
กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดิสรณ์ บำรุงชาติอุดม
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนิวัฒน์ โชติพงศ์สันติ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4443/2559
#601545
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยต้องชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่ ฐ. และนาวาอากาศเอก ฤ. ผู้โดยสารรถคันที่โจทก์รับประกันภัย แล้วรับช่วงสิทธิของ ฐ. และนาวาอากาศเอก ฤ. มาไล่เบี้ยเอาจากผู้ต้องรับผิดจากการที่รถเกิดเฉี่ยวชนกัน เมื่อเหตุที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัย และจำเลยที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ฐ. และนาวาอากาศเอก ฤ. ครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 367,388 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 349,642 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2552 จนกว่าคดีจะถึงที่สุดตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่เรืออากาศเอกชัยยศ เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวาจะเข้าซอยโรงเรียน ฤทธิยะวรรณาลัยโดยไม่ระวังเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถเรืออากาศเอกชัยยศซึ่งแล่นมาในทางตรงโดยมีสัญญาณจราจรไฟกระพริบติดตั้งอยู่ รถยนต์เรืออากาศเอกชัยยศได้รับความเสียหาย นางฐิมณพัณณ์ และนาวาอากาศเอกฤาชา ซึ่งโดยสารมาในรถได้รับบาดเจ็บ โจทก์จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนในการรักษาพยาบาลนางฐิมณพัณณ์และนาวาอากาศเอกฤาชา รวม 120,942 บาท ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเรืออากาศเอกชัยยศและจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์เฉี่ยวชนกันโดยประมาทเลินเล่อไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ครอบครองรถไม่ได้ทำละเมิดด้วย และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปใช้ในทางอันเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่จ่ายให้แก่นางฐิมณพัณณ์และนาวาอากาศเอกฤาชา รายละ 15,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาว่าเรืออากาศเอกชัยยศมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหานี้ว่า บริเวณสี่แยกมีสัญญาณจราจรไฟสีแดงกระพริบเปิดอยู่ เรืออากาศเอกชัยยศรับว่าขับรถผ่านทางร่วมทางแยกไปด้วยความเร็ว 80 ถึง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมิได้หยุดรถเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 22 (5) ที่ให้หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้วจึงให้ขับรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง ฟังได้ว่า เรืออากาศเอกชัยยศมีส่วนประมาทด้วย แต่อุทธรณ์ของโจทก์อ้างแต่เพียงข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์มาแสดงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเลินเล่ออย่างไรบ้าง โดยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยว่าเรืออากาศเอกชัยยศมีส่วนประมาทเลินเล่อว่าไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยมาดังนี้แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า เรืออากาศเอกชัยยศและจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ที่เกิดเหตุมีสัญญาณจราจรไฟกระพริบติดตั้งอยู่ เหตุเกิดในเวลากลางคืน หากจำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังให้แน่ใจว่าปลอดภัยก่อนที่จะขับรถเลี้ยวขวาตัดถนนทางตรง ย่อมต้องมองเห็นรถยนต์ที่เรืออากาศเอกชัยยศขับมาด้วยความเร็วสูง และต้องหยุดรถรอให้แน่ใจว่าปลอดภัยจึงขับรถแล่นผ่านไป ขณะเดียวกัน เรืออากาศเอกชัยยศซึ่งขับรถยนต์แล่นผ่านสัญญาณจราจรไฟกระพริบต้องหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว จึงให้ขับรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง แต่เรืออากาศเอกชัยยศกลับเปิดสัญญาณไฟหน้ารถขอทางและขับรถแล่นผ่านสัญญาณจราจรไฟกระพริบด้วยความเร็ว 80 ถึง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมิได้ลดความเร็วของรถลงและผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง ดังนี้ ทั้งจำเลยที่ 1 และเรืออากาศเอกชัยยศหาได้ใช้ความระมัดระวังไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และเรืออากาศเอกชัยยศขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิของเรืออากาศเอกชัยยศมาเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในความเสียหายต่อรถยนต์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลของนางฐิมณพัณณ์และนาวาอากาศเอกฤาชารวม 120,942 บาท หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยต้องชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่นางฐิมณพัณณ์และนาวาอากาศเอกฤาชา ผู้โดยสารรถคันที่โจทก์รับประกันภัย แล้วรับช่วงสิทธิของนางฐิมณพัณณ์และนาวาอากาศเอกฤาชามาไล่เบี้ยเอาจากผู้ต้องรับผิดจากการที่รถเกิดเฉี่ยวชนกัน เมื่อเหตุที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันและจำเลยที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางฐิมณพัณณ์และนาวาอากาศเอกฤาชาครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล 120,942 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของนางฐิมณพัณณ์และนาวาอากาศเอกฤาชามาเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 60,471 บาท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเพียงค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปในทางอันเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 2 อย่างไร อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้เป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 60,471 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2552 จนกว่าคดีจะถึงที่สุดตามที่โจทก์ขอท้ายฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 442 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศศิลป์ แสงจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายปกรณ์ ประเสริฐศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
เกษม เกษมปัญญา
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4437/2559
#605388
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเลิกกันหนี้ตามสัญญาย่อมระงับลง เงินที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดเพื่อชำระหนี้บางส่วน ย่อมกลับเป็นเงินอันจะต้องใช้คืนเพื่อให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์จำเลยทั้งเจ็ดมีข้อตกลงกันให้ริบเงินที่ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินเมื่อไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง ถ้าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วได้ตามข้อตกลงในสัญญา เมื่อศาลลดเบี้ยปรับลงโดยให้จำเลยทั้งเจ็ดคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ โจทก์หามีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2549 (วันที่โจทก์ยื่นคำขอบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน) นั้นไม่ เพราะการที่จำเลยทั้งเจ็ดริบเงินไว้เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาโดยชอบ แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 22,000,000 บาท จำเลยทั้งเจ็ดมีหนี้เงินจำนวนที่แน่นอนและเป็นยุติแล้วว่าต้องชำระ จึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 64,952,868.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 61,232,352.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 22,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งเจ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4511, 4381, 4382 และ 2982 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่บริษัทเซียร่า โปรเจ๊คส์ จำกัด แล้วถูกบริษัทเซียร่า โปรเจ๊คส์ จำกัด ฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คดีหมายเลขดำที่ 354/2549 ขอให้คืนเงินมัดจำ ครั้นวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4511, 4381, 4382, 2982, 4371, 4372 และ 48153 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวม 7 แปลง จากจำเลยทั้งเจ็ด ในราคา 106,026,600 บาท แบ่งชำระราคาที่ดินเป็นสองส่วน ส่วนแรกร้อยละ 30 ของราคาที่ดิน คิดเป็นเงิน 31,807,980 บาท โดยชำระเป็นเงินมัดจำในวันทำสัญญา 10,000,000 บาท และชำระในวันที่ 15 สิงหาคม 2549 อีก 21,807,980 บาท ส่วนที่สองร้อยละ 70 ของราคาที่ดิน คิดเป็นเงิน 74,218,620 บาท ชำระพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในวันที่ 14 ตุลาคม 2549 โจทก์ชำระเงินมัดจำ 10,000,000 บาท ในวันทำสัญญา และชำระราคาที่ดินส่วนแรกที่เหลือจำนวน 21,807,980 บาท ให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดในวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับสำเนาตั๋วแลกเงิน ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2549 โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกเลื่อนการชำระราคาส่วนที่สองและวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากวันที่ 14 ตุลาคม 2549 เป็นวันที่ 29 ธันวาคม 2549 โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์ต้องชำระราคาที่ดิน 3,000,000 บาท ให้จำเลยทั้งเจ็ดในวันที่ 13 ตุลาคม 2549 และต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของจำนวนเงิน 71,218,620 บาท ให้แก่จำเลยทั้งเจ็ด นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไป ตามสำเนาบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากนั้นวันที่ 13 ตุลาคม 2549 โจทก์ชำระราคาที่ดิน 3,000,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งเจ็ด และชำระดอกเบี้ยตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่จำเลยทั้งเจ็ด ครั้งละ 712,186.20 บาท รวม 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 และวันที่ 14 ธันวาคม 2549 ตามลำดับ ตามสำเนาแคชเชียร์เช็คและใบเสร็จรับเงินเมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 29 ธันวาคม 2549 โจทก์ยื่นคำขอบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แล้วมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยทั้งเจ็ดคืนเงินที่โจทก์ชำระไว้แล้วพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายอ้างว่าจำเลยทั้งเจ็ดปิดบังข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับที่ดิน เนื่องจากที่ดินดังกล่าวมีข้อพิพาทเป็นคดีความอยู่ที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และที่ดินดังกล่าวมีข้อจำกัดเกี่ยวกับสาธารณูปโภคโดยเฉพาะเรื่องน้ำประปา ไม่สามารถนำไปพัฒนาและทำธุรกิจตามเจตนาและวัตถุประสงค์ที่โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยทั้งเจ็ด แต่จำเลยทั้งเจ็ดปฏิเสธไม่ชำระอ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่มีเงินชำระราคาที่ดินตามกำหนดเวลาที่ขอเลื่อนนัด ภายหลังโจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยทั้งเจ็ดขายที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวให้บริษัทไวทอลเรสสิเดนซ์ จำกัด ใช้ประกอบธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม ตามสำเนาสัญญาซื้อขาย และแผ่นพับโฆษณา โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่อาจยกเหตุตามฟ้องขึ้นบอกเลิกสัญญา จำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงมีสิทธิริบเงินมัดจำ 10,000,000 บาท ที่โจทก์ชำระไว้ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์มิได้ฎีกาคัดค้าน จึงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยทั้งเจ็ดมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา มีสิทธิริบเงินมัดจำตามสัญญา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดข้อแรกว่า เงินจำนวน 26,232,352.40 บาท เป็นเบี้ยปรับที่ศาลมีอำนาจลดลงหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ..." ดังนั้น เบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดในสัญญาไว้ล่วงหน้าว่า หากมีความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประพฤติผิดสัญญาในภายหน้า เนื่องจากการไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ซึ่งเงินจำนวน 26,232,352,40 บาท ที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดแยกเป็นราคาที่ดินส่วนแรก 21,807,980 บาท ราคาที่ดินที่ต้องชำระเพิ่ม 3,000,000 บาทและค่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน 712,186.20 บาท จำนวน 2 ครั้ง เมื่อสัญญาเลิกกันหนี้ตามสัญญาย่อมระงับลง เงินที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดเพื่อชำระหนี้บางส่วนดังกล่าวย่อมกลับเป็นเงินอันจะต้องใช้คืนเพื่อให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์จำเลยทั้งเจ็ดมีข้อตกลงกันให้ริบเงินที่ได้ชำระไว้แล้วทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินเมื่อไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง ถ้าสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจที่จะลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของจำเลยทั้งเจ็ดว่ามีสิทธิริบเงินมัดจำ 10,000,000 บาท ประกอบกับสามารถขายที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นในราคาไม่ต่ำกว่าราคาที่ตกลงจะขายให้แก่โจทก์ จึงกำหนดให้จำเลยทั้งเจ็ดริบเบี้ยปรับไว้ 4,232,352.40 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนนี้ถือว่าเป็นจำนวนเงินสมควรแล้ว ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2549 (วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนนี้นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งเจ็ด จึงมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วได้ตามข้อตกลงในสัญญา เมื่อศาลลดเบี้ยปรับลงโดยให้จำเลยทั้งเจ็ดคืนเบี้ยปรับบางส่วนให้แก่โจทก์ โจทก์หามีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเบี้ยปรับที่ได้รับคืนนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2549 นั้นไม่ เพราะการที่จำเลยทั้งเจ็ดริบเงินดังกล่าวไว้เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาโดยชอบ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 22,000,000 บาท จำเลยทั้งเจ็ดมีหนี้เงินจำนวนที่แน่นอนและเป็นที่ยุติแล้วว่าต้องชำระ จึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 22,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 379 ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรพรรณ ผุยพรม
จำเลย — นายสมศักดิ์ สุวรรณรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนุรักษ์ บุญนิธี
ศาลอุทธรณ์ — นายตรีวุฒิ สาขากร
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4418/2559
#600626
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามคำร้องขอฝากขังอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงถือเป็นข้อยกเว้นที่พนักงานสอบสวนไม่ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91, 100/2 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพียงบทเดียวตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 2 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด..." เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ของพันตำรวจโทสุวิทย์ พนักงานสอบสวน ปรากฏว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามคำร้องขอฝากขังอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงถือเป็นข้อยกเว้นที่พนักงานสอบสวนไม่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนดำเนินการฝากขังตลอดมา และพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาล โดยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นการมิชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเห็นเป็นการจำเป็นให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ เพื่อให้การวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบ มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายภราดรหรือเล็ก สงวนเกียรติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายเสกสรรค์ ศิลปวิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4409/2559
#600623
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำเรือยอช์ท ซึ่งเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษีและมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องแล่นเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540 โดยแจ้งต่อนายด่านศุลกากรว่าเป็นการนำเข้าชั่วคราว ซึ่งมีเวลาอยู่ในราชอาณาจักร 6 เดือน คือภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2540 จากนั้น จำเลยทั้งสองกับพวกนำเรือของกลางจอดแล่นใช้งานตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2540 จนกระทั่งมีผู้แจ้งความนำจับและเจ้าพนักงานอายัดเรือไว้เป็นของกลางเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2541 ดังนี้ วันที่กระทำความผิดจึงเป็นวันที่ 20 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำเรือของกลางเข้ามา หาใช่วันที่ 21 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่เรือของกลางอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนด 6 เดือน ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำผิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540 นั้น จึงชอบแล้ว

เงินตามสัญญาประกันค่าเรือที่บริษัท ล. ซึ่งเป็นเจ้าของเรือทำสัญญาไว้กับกรมศุลกากรในการรับเรือของกลางไปเก็บรักษา หากเรือของกลางชำรุดเสียหายหรือไม่สามารถส่งมอบเรือคืนให้ในสภาพเดิมได้ จะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 133,821,659 บาท นั้น เงินจำนวนนี้มิใช่เงินที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบแทนเรือของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้กระทำความผิด เพราะหากปรากฏภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ริบเรือของกลางแล้ว บริษัท ล. ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ กรมศุลกากรก็มีสิทธิฟ้องบังคับเงินค่าเสียหายจากบริษัทดังกล่าวได้เป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในส่วนที่ให้ริบเงินตามสัญญาประกันเท่ากับขายเรือของกลาง และให้จ่ายสินบนนำจับและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดจากเงินตามสัญญาประกันจึงไม่ชอบ กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านในประเด็นดังกล่าวนี้ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย โจทก์มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลางหรือเงินตามสัญญาประกัน 133,821,659 บาท จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับและเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว ซึ่งมีจำนวน 54,745,225 บาท โดยให้ปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงิน 218,980,900 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โดยกำหนดเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับว่า หากจำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับแล้วเพียงใดให้นำมาหักออกจากค่าปรับของจำเลยที่ 2 ก่อนด้วย กรณีหากต้องกักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับก็ให้กักขังจำเลยที่ 2 ได้ไม่เกิน 1 ปี ริบเรือของกลางหรือเงินตามสัญญาประกันเท่ากับราคาเรือของกลางจำนวน 41,161,824 บาท ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดร้อยละสิบห้าของราคาของกลางหรือของเงินตามสัญญาประกันจำนวน 41,161,824 บาท หรือของค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 วรรคแรก คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิดร้อยละ 25 ของราคาของกลางหรือของเงินตามสัญญาประกันหรือของค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ยุติว่า บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บี.โอ.ไอ. ในการผลิตเรือพลาสติกเสริมใยแก้ว โดยได้รับสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีในการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรเพื่อนำมาผลิตเรือดังกล่าว หากส่งเรือที่ผลิตไปจำหน่ายยังต่างประเทศจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่ต้องนำใบขนสินค้าขาออกไปแสดงเพื่อตัดบัญชีวัตถุดิบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตทั้งต้องแสดงสูตรการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกด้วยว่าใช้วัตถุดิบชนิดและปริมาณอย่างไรต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนด้วย ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน แต่บริษัทดังกล่าวไม่ได้แสดงหลักฐานการส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ประกอบหรือผลิตเรือยอช์ทหรือเรือสำราญของกลาง ยี่ห้อลาเด้นสไตน์ รุ่นแอล 2000 มีขนาดความยาว 20.85 เมตร กว้าง 5.25 เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเครื่องละ 1,200 แรงม้า 2 เครื่อง และจดทะเบียนเรือสัญชาติเบลิซ โดยใช้ชื่อเรือว่า "บี.บี.พลัส." เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2540 บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ส่งเรือของกลางลำดังกล่าวไปจำหน่ายให้แก่บริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ที่ประเทศสิงคโปร์ ในราคา 2,500,000 เหรียญสหรัฐ คำนวณเป็นเงินไทย 44,462,500 บาท ตามใบขนสินค้าขาออกและใบกำกับราคาสินค้า (INVOICE) พร้อมคำแปล 16 โดยนายพอล เป็นนายเรือแล่นออกไปประเทศสิงคโปร์ และมีนายปิยพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไปและกรรมการผู้จัดการบริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด เดินทางไปด้วย ต่อมาวันที่ 13 เมษายน 2540 มีการนำเรือไปแสดงที่งานแสดงเรือนานาชาติที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อจำหน่ายต่อให้แก่ลูกค้า แต่เรือยังตกแต่งไม่แล้วเสร็จจึงยังจำหน่ายไม่ได้ นายพอลจึงแล่นเรือกลับประเทศไทย โดยแจ้งรายงานเรือเข้าต่อนายด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2540 วันที่ 21 เมษายน 2540 บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด มีหนังสือแจ้งต่อสรรพสามิตจังหวัดปทุมธานีว่า จะนำเรือเข้าซ่อมเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2540 บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด มีหนังสือแจ้งต่อสรรพสามิตจังหวัดปทุมธานีว่าในวันที่ 26 มิถุนายน 2540 จะส่งมอบเรือที่ซ่อมเสร็จให้แก่บริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด วันที่ 18 มิถุนายน 2540 บริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ทำสัญญากู้ยืมเงิน 1,000,000 เหรียญสหรัฐ จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสิงคโปร์ เพื่อชำระเงินค่าเรือของกลางให้แก่บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด และใช้เงินของบริษัทอีก 750,000 เหรียญสหรัฐ โดยมีจำเลยที่ 2 และนายจุตินันท์ ในฐานะผู้แทน บริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ลงนามในเอกสารขอรับเงินและเบิกเงินที่กู้ ตามคำขอกู้เงินและหนังสือสัญญากู้เงินพร้อมคำแปล แล้วมีการโอนเงิน 1,000,000 เหรียญสหรัฐ เข้าบัญชีของบริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางกระบือ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2540 วันที่ 7 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจ ทำหนังสือสัญญาเช่าเรือของกลางจากบริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด เพื่อใช้ในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 8 ปี มีกำหนดชำระค่าเช่าเป็นรายปี โดยได้ชำระเงินมัดจำค่าเช่า 500,000 เหรียญสหรัฐ แก่ผู้ให้เช่าแล้วตามหนังสือสัญญาเช่าพร้อมคำแปล วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 โดยนายวุฒา กรรมการผู้มีอำนาจทำหนังสือสัญญาเช่าที่จอดเรือและที่เก็บเรือของกลางจากบริษัทโอเชี่ยน มารีน่า จำกัด ที่ท่าเรือโอเชี่ยนมารีน่า พัทยา จังหวัดชลบุรี มีกำหนดเวลาจนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 ค่าเช่าเดือนละ 15,620 บาท ตามสัญญาเช่า วันที่ 29 เมษายน 2541 พันตำรวจโท (ยศในขณะนั้น) ชนสิษฎ์ กับพวกสืบทราบว่าเรือของกลางต้องสงสัยว่าเป็นเรือที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร จึงตรวจอายัดเรือของกลางไว้ ตามบันทึกการตรวจอายัด ต่อมานายปิยพันธุ์นำหลักฐานเกี่ยวกับเรือไปแสดงต่อพันตำรวจโทชนสิษฎ์ แต่ไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากรและชำระภาษีอากร พันตำรวจโทชนสิษฎ์กับพวกจึงร่วมกันยึดเรือดังกล่าวเป็นของกลาง ตามบันทึกการยึดเรือ บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด จำเลยที่ 1 และบริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ต่างจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามกฎหมายประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ ตามลำดับ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของบริษัททั้งสามแห่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ซื้อเรือของกลางจากบริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ดังกล่าว ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนางอรวร ผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ฝ่ายอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ว่า บริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ได้ขอกู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสิงคโปร์ ตามใบแสดงความจำนงขอสินเชื่อโดยแจ้งวัตถุประสงค์ว่าเพื่อนำเงินไปซื้อเรือสำราญ ราคา 1,750,000 เหรียญสหรัฐ แล้วนำไปให้จำเลยที่ 1 เช่า โดยขอกู้ 1,000,000 เหรียญสหรัฐ เงินที่เหลือเป็นของบริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) 750,000 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากหากซื้อเรือยอช์ทในประเทศไทยจะมีภาษีสูงกว่าร้อยละ 100 จึงให้บริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นผู้ซื้อและให้จำเลยที่ 1 เช่า ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การกู้ยืมเงินดังกล่าวนี้จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ไม่มีพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมให้ข้อมูลด้วย แต่เป็นเรื่องที่พนักงานธนาคารคาดเดาเอาเองนั้น แต่ปรากฏว่าขณะนั้นจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรรมการ ทั้งบริษัทจำเลยที่ 1 และบริษัท บี.บี.กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ในเวลาเดียวกัน และร่วมลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเงินกู้กับนายจุตินันท์ ในฐานะเป็นผู้กู้และเป็นกรรมการของบริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ด้วยกัน โดยระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาเงินกู้อีกด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องทราบถึงวัตถุประสงค์ในการขอกู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นอย่างดีว่าต้องการนำเงินไปใช้เพื่อการใด ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้หากผู้กู้ไม่ให้ไว้ต่อธนาคารด้วยตนเองแล้ว พนักงานธนาคารคงไม่สามารถระบุไว้ในเอกสารของธนาคารได้ และต่อมายังปรากฏว่าบริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าเรือดังกล่าวอันเป็นการสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้อีกด้วย จึงเชื่อว่าพนักงานของธนาคารบันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ตามที่ทราบจากผู้กู้นั่นเอง หาใช่คาดเดาเอาเองดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ และเมื่อพิจารณาต่อไปถึงหนังสือสัญญาเช่าเรือระหว่างบริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด กับจำเลยที่ 1 ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในสัญญาเช่ามีกำหนดระยะเวลาเช่านานถึง 8 ปี โดยมีการระบุสถานที่ให้ใช้เรือเป็นการถาวรในประเทศไทย และต่อมาจำเลยที่ 1 ยังได้ทำสัญญาเช่าที่จอดเรือและเก็บรักษาเรือของกลางกับบริษัทโอเชี่ยน มารีน่า จำกัด ที่ท่าเรือโอเชี่ยนมารีน่า พัทยา จังหวัดชลบุรี มีกำหนดเวลานับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 อีกด้วย ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีในการนำเรือของกลางกลับเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าเรือเพื่อใช้ประโยชน์เป็นเวลานานถึง 8 ปี โดยระบุให้ใช้เป็นการถาวรในประเทศไทยและมีการทำสัญญาเช่าที่จอดและเก็บรักษาเรือไว้เป็นกิจจะลักษณะเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาโดยแจ้งชัดว่าเป็นการนำเรือเข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์ในประเทศไทย เป็นการถาวรมิใช่เป็นการนำเข้ามาเป็นการชั่วคราวดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง นอกจากนี้ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าการนำเรือของกลางกลับเข้ามาดังกล่าวได้ปฏิบัติตามพิธีการศุลกากรครบถ้วนโดยมีการแจ้งเรือเข้าและทำใบขนสินค้ารวมทั้งทำสัญญาประกันให้ไว้ต่อนายด่านศุลกากรแล้ว แต่จำเลยทั้งสองก็ไม่มีใบขนสินค้าและสัญญาประกันดังกล่าวมาแสดง อีกทั้งไม่มีการส่งเอกสารดังกล่าวจากผู้ครอบครองมาเพื่อพิสูจน์ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองอีกด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่เคยได้รับมอบเรือของกลางมาครอบครองใช้สอยตามสัญญาเช่าเนื่องจากเรือของกลางมีสภาพไม่สมบูรณ์ต้องซ่อมแซมอยู่ตลอดเวลานับแต่นำกลับมาจากประเทศสิงคโปร์ นั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่า ระบุไว้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้เช่ายอมรับว่าได้รับเรือยอช์ทไว้ในสภาพที่ดี ปลอดภัย ใช้การได้และยอมรับว่าเป็นเรือที่สมประโยชน์แก่การใช้งาน ฯลฯ โดยที่ผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิเข้าควบคุมการจัดการเรือยอช์ทนี้อีกต่อไป ฯลฯ ซึ่งแม้จะปรากฏว่ามีการแจ้งนำเรือเข้าซ่อมในระหว่างอายุสัญญาเช่าจริงดังที่จำเลยทั้งสองอ้างก็ตาม ที่บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด มีไปถึงบริษัทพัฒนายนต์ชลบุรี จำกัด ผู้ซ่อมแซมเรือ ก็ระบุถึงการใช้เรือของกลางไว้ว่า ในวันที่ 20 กันยายน 2540 เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องของเรือถูกใช้งานไปเป็นเวลา 251 ชั่วโมง และ 252 ชั่วโมง ตามลำดับ และหลังจากวันที่ 26 มีนาคม 2541 เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องของเรือถูกใช้งานไปเป็นเวลา 381 ชั่วโมง และ 383 ชั่วโมง ตามลำดับ เมื่อได้ความจากคำเบิกความของนายปิยพันธ์ว่า ระยะเวลาเดินเรือจากประเทศไทยไปประเทศสิงคโปร์ใช้เวลาเพียงประมาณ 24 ชั่วโมงเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเรือของกลางถูกนำออกแล่นใช้งานมาโดยตลอด จึงมีการใช้เครื่องยนต์เรือตามจำนวนชั่วโมงดังกล่าวข้างต้นซึ่งสามารถแล่นไปกลับประเทศสิงคโปร์ได้หลายรอบ หรือหากมีการแล่นทดสอบเครื่องยนต์ในระหว่างซ่อมหรือหลังจากซ่อมเสร็จแล้วก็ไม่น่าจะต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงเช่นนั้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าเช่าเรือปีที่ 1 และปีที่ 2 ให้แก่บริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด รวมทั้งยังได้ทำสัญญาเช่าที่จอดเรือของกลางจากบริษัทโอเชี่ยมารีน่า จำกัด อีกด้วย ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ายังไม่ได้รับมอบเรือของกลางจากผู้ให้เช่าเพราะต้องซ่อมแซมเรืออยู่ตลอดจึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2541 นายบุญลือซึ่งเป็นนายเรือของกลางแจ้งต่อศุลกากรว่า เรือของกลางแล่นจากต่างประเทศกลับเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2541 โดยทำใบขนสินค้า และทำประกันไว้เช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าเรือของกลางได้แล่นออกจากประเทศไทยไปแล้วเพิ่งเดินทางกลับเข้ามาในวันดังกล่าวจริงนั้น ก็เป็นเรื่องที่นายบุญลือไปดำเนินการดังกล่าวภายหลังจากพลตำรวจตรีชนสิษฎ์กับพวกได้ทำการอายัดเรือของกลางแล้วในวันที่ 29 เมษายน 2541 ตามบันทึกการอายัด จึงนับเป็นข้อพิรุธไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้ และเชื่อว่าเป็นการดำเนินการเพื่อใช้เป็นข้ออ้างหรือต่อสู้คดีว่านำเรือของกลางเข้ามาโดยถูกต้อง และมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นายพอลนายเรือซึ่งเป็นผู้นำเรือของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรต้องรับผิดตามกฎหมายเพียงผู้เดียวนั้น เห็นว่า การที่นายพอลจะมีความผิดตามกฎหมายเพียงผู้เดียวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่า นายพอลกระทำความผิดเพียงผู้เดียวหรือมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลอื่นว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จำเลยทั้งสองมีส่วนร่วมกระทำความผิด จำเลยทั้งสองก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย จะรับฟังข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า เมื่อนายพอลเป็นผู้นำเรือของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรจึงต้องรับผิดตามกฎหมายเพียงผู้เดียวนั้นหาได้ไม่ ทั้งคดีนี้พนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีกับนายพอลด้วยและพนักงานอัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้อง รวมทั้งมีการออกหมายจับไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวมา ดังนี้ เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่า บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ผลิตเรือของกลางแล้วดำเนินการขายเรือให้แก่บริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด ที่ประเทศสิงคโปร์ จากนั้นนำกลับเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าเรือเพื่อใช้ประโยชน์เป็นการถาวรนานถึง 8 ปี มิใช่เป็นการนำเข้ามาเป็นการชั่วคราวและโดยไม่มีการนำเรือผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีอากรในการนำเรือเข้ามาในราชอาณาจักรให้ถูกต้อง ซึ่งเรือก็ถูกนำออกใช้งานมาโดยตลอดเช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าบริษัททั้งสามบริษัทที่ดำเนินการเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกันโดยมีกรรมการหลายคนเป็นชุดเดียวกัน โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการอยู่ในทั้งสามบริษัทและเป็นผู้ลงนามกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาเช่าเรือของกลางจากบริษัท บี.บี. กรุ๊ป (สิงคโปร์) จำกัด อีกด้วย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกดำเนินการลักลอบนำเรือของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการที่สองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการนำเรือของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2540 และมีการนำเรือออกใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นการถาวรเรื่อยมา โดยไม่มีการนำเรือผ่านพิธีการศุลกากรและเสียภาษีอากรในการนำเรือเข้ามาในราชอาณาจักรให้ถูกต้อง วันกระทำความผิดจึงเป็นวันที่นำเรือเข้ามาโดยไม่ถูกต้องคือวันที่ 20 เมษายน 2540 ฟ้องโจทก์ระบุว่าเหตุเกิดวันที่ 20 เมษายน 2540 จึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามว่า การตรวจค้นและการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การไปตรวจค้นเรือของกลางของพลตำรวจตรีชนสิษฎ์กับพวกที่ท่าเรือโอเชี่ยนมารีน่า มีหมายค้นจากศาลอาญา ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าบันทึกการอายัดและบันทึกยึดเรือของกลาง ทำขึ้นก่อนวันที่พันตำรวจโทสมศักดิ์ พนักงานสอบสวนเข้ารับหน้าที่ ไม่ใช่เอกสารที่ทำขึ้นโดยพนักงานสอบสวน จึงเป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้ ก็ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวทำขึ้นจากการสืบสวนของพลตำรวจตรีชนสิษฎ์กับพวก ซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่และเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรงส่วนความผิดพลาดในการเขียนหรือพิมพ์ ก็เป็นความผิดพลาดในการเขียนหรือพิมพ์หนังสือหรือจำนวนและรายชื่อ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ออกสืบสวนจับกุม แตกต่างจากจำนวนและรายชื่อเจ้าพนักงานตำรวจตามบันทึกการอายัด ก็ไม่ใช่ข้อพิรุธ หรือที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าบันทึกการตรวจยึดเรือของกลางพิมพ์ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้อง พลตำรวจตรีชนสิษฎ์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่าเป็นการพิมพ์ข้อความผิดหลงและยืนยันว่าเป็นบริษัทจำเลยที่ 1 ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงพลความไม่มีสาระสำคัญถึงกับเป็นเหตุให้การตรวจค้นและการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการที่สี่ว่า คดีนี้มีสายลับผู้นำจับหรือไม่ เห็นว่า พลตำรวจตรีชนสิษฎ์เบิกความว่า ก่อนวันที่ 28 เมษายน 2541พยานได้รับแจ้งจากสายลับซึ่งประสงค์จะรับสินบนนำจับว่ามีผู้ลักลอบนำเรือของกลางหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรมาจอดอยู่ที่ท่าเรือโอเชี่ยน มารีน่า พยานกับพวกจึงไปดำเนินการตรวจค้นจนกระทั่งมีการอายัดและยึดเรือของกลางดำเนินคดีในเวลาต่อมา โดยมีการระบุถึงการที่พยานได้รับแจ้งจากสายลับไว้ในบันทึกเรื่องขออนุมัติออกสืบสวนจับกุมที่เสนอต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งการสืบสวนจับกุมคดีทำนองนี้ หากไม่มีผู้ใดแจ้งเบาะแสให้ทราบ บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะทราบเองได้ ดังนี้การที่พลตำรวจตรีชนสิษฎ์อ้างว่า มีสายลับมาแจ้งเหตุให้ทราบ จึงไม่เป็นพิรุธแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าพลตำรวจตรีชนสิษฎ์มีเรือยอช์ทจอดอยู่ที่ท่าเรือดังกล่าวเช่นกันจึงเห็นเรือของกลางนั้น จำเลยทั้งสองเพียงกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานมาแสดงให้รับฟังได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริง ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คดีนี้มีสายลับผู้แจ้งความนำจับจริงตามที่โจทก์ระบุในฟ้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการที่ห้าว่า การประเมินราคาเรือของกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นายมเหสักข์เป็นเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ทั้งการประเมินราคาเรือของกลางก็มีหลักเกณฑ์อ้างอิง โดยมีคณะทำงานที่กรมศุลกากรตั้งขึ้นคอยกำกับดูแลอยู่ด้วยจึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าพยานจะประเมินราคาเรือให้สูงเกินความเป็นจริงเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสอง ดังนั้น การประเมินราคาเรือของกลาง จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การคำนวณค่าปรับได้รวมเอาค่าภาษีการค้าและภาษีเทศบาลเข้าไปรวมกับค่าเรือแล้วจึงนำไปคำนวณเป็นเงินค่าปรับ 4 เท่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 จึงไม่ชอบ นั้น เห็นว่า มีการประเมินราคาเรือของกลางหลังหักค่าเสื่อมราคาแล้วคิดเป็นเงิน 41,161,824 บาท ซึ่งต้องเสียค่าภาษีศุลกากรรวมเป็นเงิน 13,583,401 บาท รวมเป็นเงิน 54,745,225 บาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวนี้ศาลล่างทั้งสองนำมาเป็นเกณฑ์คิดคำนวณค่าปรับที่ลงโทษแก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาเท่านั้น หาได้รวมเอาค่าภาษีการค้าและภาษีเทศบาลเข้ามารวมเพื่อคิดคำนวณด้วยดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองนอกจากที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นล้วนไม่ใช่ข้อสาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนที่ให้ริบเงินตามสัญญาประกันเท่ากับราคาเรือของกลางและให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดจากเงินตามสัญญาประกันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เงินตามสัญญาประกันดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่บริษัทลาเด้นสไตน์ จำกัด ทำสัญญาไว้ต่อกรมศุลกากรในการขอรับเรือของกลางไปเก็บรักษาว่า หากเรือของกลางเสียหายหรือไม่สามารถส่งมอบเรือคืนให้ในสภาพเดิมได้ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กรมศุลกากรเป็นเงิน 133,821,659 บาท เงินจำนวนนี้จึงหาใช่เงินที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบแทนเรือของกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้กระทำความผิดคดีนี้โดยตรงได้ไม่ หากปรากฏว่าภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ริบเรือของกลางแล้ว บริษัทลาเด้นสไตน์จำกัด ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้อย่างไร กรมศุลกากรก็มีสิทธิฟ้องบังคับเงินค่าเสียหายจากบริษัทดังกล่าวได้เป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านในประเด็นดังกล่าวนี้ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย โจทก์มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ให้ริบเงินตามสัญญาประกันเท่ากับราคาเรือของกลางกับให้จ่ายสินบนและเงินรางวัลจากเงินตามสัญญาประกันนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 7 ม. 8 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ
โจทก์ — ฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 3
จำเลย — บริษัท บี.บี.กรูพ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายทรงพล อยู่สำราญ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4375/2559
#599877
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้ทำแผนจะนำหนี้ดังกล่าวไปจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (3) (ข) และมาตรา 90/42 ทวิ และกำหนดการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ ไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ย่อมเป็นไปตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในแผนทั้งแผนฟื้นฟูกิจการนั้นก็เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ในเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินและวิธีการในการจัดกิจการของลูกหนี้ต่อไป นอกจากนี้รายการในแผนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (6) ก็ให้กำหนดให้ในแผนมีรายการคือ วิธีปฏิบัติในกรณีที่มีการโอนสิทธิเรียกร้อง เช่นนี้สิทธิเรียกร้องในการที่จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการโดยสภาพแล้วย่อมเป็นสิทธิเรียกร้องที่สามารถโอนกันได้ดั่งเช่นสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวก็เป็นวิธีการในการดำเนินการของสถาบันการเงินเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องสิ้นเปลืองในการบริหารจัดการหนี้เสียและเป็นวิธีการที่จะนำรายได้มาใช้ในการบริหารธุรกิจต่อไป เมื่อปรากฏว่าในการโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้โอนสิทธิเรียกร้องตามแผนให้แก่ธนาคารสแตนดาร์ด แบงค์ เอเชีย จำกัด และมีการกำหนดรายละเอียดดังกล่าวไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย หลังจากนั้นเมื่อปรากฏว่าธนาคารสแตนดาร์ด แบงค์ เอเชีย จำกัด ได้โอนสิทธิเรียกร้องมายังธนาคารสแตนดาร์ด พีเอลซี จำกัด และธนาคารสแตนดาร์ด พีเอลซี จำกัด ได้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวพร้อมหลักประกันมายังโจทก์และได้มีการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนจึงรับมาซึ่งบรรดาสิทธิทั้งหลายที่เจ้าหนี้เดิมเคยมีอยู่และสามารถใช้ยันจำเลยได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่ค้างอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,118,762,894.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 898,001,222.49 บาท ในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดคือ เอ็มแอลอาร์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยให้ใช้อัตราเฉลี่ย ณ วันทำการแรกของแต่ละไตรมาสบวกร้อยละ3.75 ต่อปี และบวกร้อยละ 2 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า สิทธิในการได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการสามารถโอนสิทธิเรียกร้องกันได้หรือไม่ ปัญหานี้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับโอนหนี้ที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้แล้วซึ่งเจ้าหนี้เดิมได้เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลาย โจทก์ย่อมเล็งเห็นได้ว่าเมื่อรับโอนมาแล้วก็ต้องไปดำเนินการบริหารจัดการ รวมทั้งฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยอย่างแน่นอน จึงมีลักษณะเป็นการซื้อขายความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ของจำเลยไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ในการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้ทำแผนจะนำหนี้ดังกล่าวไปจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้ต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (3) (ข) และมาตรา 90/42 ทวิ และกำหนดการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มต่าง ๆ ไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ย่อมเป็นไปตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในแผนทั้งแผนฟื้นฟูกิจการนั้นก็เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ในเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินและวิธีการในการจัดกิจการของลูกหนี้ต่อไป นอกจากนี้รายการในแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 (6) ก็ให้กำหนดให้ในแผนมีรายการคือ วิธีปฏิบัติในกรณีที่มีการโอนสิทธิเรียกร้อง เช่นนี้สิทธิเรียกร้องในการที่จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการโดยสภาพแล้วย่อมเป็นสิทธิเรียกร้องที่สามารถโอนกันได้ดั่งเช่นสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวก็เป็นวิธีการในการดำเนินการของสถาบันการเงินเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องสิ้นเปลืองในการบริหารจัดการหนี้เสียและเป็นวิธีการที่จะนำรายได้มาใช้ในการบริหารธุรกิจต่อไป เมื่อปรากฏว่าในการโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้โอนสิทธิเรียกร้องตามแผนให้แก่ธนาคารสแตนดาร์ด แบงค์ เอเชีย จำกัด และมีการกำหนดรายละเอียดดังกล่าวไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย หลังจากนั้นเมื่อปรากฏว่า ธนาคารสแตนดาร์ด แบงค์ เอเชีย จำกัด ได้โอนสิทธิเรียกร้องมายังธนาคารสแตนดาร์ด พีเอลซี จำกัด และธนาคารสแตนดาร์ด พีเอลซี จำกัด ได้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวพร้อมหลักประกันมายังโจทก์และได้มีการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนจึงรับมาซึ่งบรรดาสิทธิทั้งหลายที่เจ้าหนี้เดิมเคยมีอยู่และสามารถใช้ยันจำเลยได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่ค้างอยู่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าค่าตอบแทนในการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นเป็นจำนวนต่ำ เห็นว่า ในการโอนสิทธิเรียกร้องจะมีค่าตอบแทนเท่าใด ย่อมเป็นเรื่องระหว่างผู้รับโอนกับผู้โอนอันเป็นไปตามกลไกในการดำเนินธุรกิจ หาได้กระทบถึงจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดในมูลหนี้ที่ได้โอนไปแต่อย่างใดไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา จำเลยจึงต้องรับผิดตามฟ้อง แต่เมื่อไม่มีกฎหมายให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเห็นสมควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงสุดไว้

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,118,762,894.86 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยของต้นเงิน 989,001,222.49 บาท ในอัตราดอกเบี้ยผิดนัด คือ อัตราเอ็มแอลอาร์ ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย ณ วันทำการแรกของแต่ละไตรมาสบวกร้อยละ 3.75 ต่อปี และบวกร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/42 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลด์ ซันไรส์ อินเวสต์เมนต์ส ลิมิเต็ด
จำเลย — บริษัทปัญจพล เปเปอร์ อินดัสตรี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวันชัย โสภาโชติ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4373/2559
#601547
เปิดฉบับเต็ม

อาการป่วยของโจทก์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน เพราะมีการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ว. อันเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิมาระยะหนึ่งแล้ว แต่อาการของโจทก์ไม่ดีขึ้นมีแต่จะทรุดลงจนเมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี จำเป็นต้องทำการเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องเอ็กซเรย์ของโรงพยาบาลตามสิทธิก็ชำรุด แพทย์ผู้ทำการรักษาต้องสั่งให้นำตัวโจทก์ไปเอ็กซเรย์ที่ศูนย์ประชาชื่นโดยกำหนดนัดไว้แล้ว ก็ไม่อาจดำเนินการได้เพราะติดขัดที่ขั้นตอนอนุมัติของผู้อำนวยการโรงพยาบาลตามสิทธิ และไม่มีการนัดไปทำการเอ็กซเรย์ที่ศูนย์ประชาชื่นอีก ในขณะที่โจทก์ยังคงมีอาการเจ็บปวดมากขึ้นไม่มีความหวังว่าจะได้รับการรักษาต่อไปอย่างไร เสี่ยงต่อความตายหรือไม่ จนไม่อาจรอรับการรักษาจากโรงพยาบาลตามสิทธิอีกต่อไป โดยแพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์ที่โรงพยาบาล ธ. ก็ให้ความเห็นว่า อาการป่วยของโจทก์มีความจำเป็นต้องรักษารีบด่วน หากมิได้รับการรักษาพยาบาลทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนี้ ถือได้แล้วว่าเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเป็นการด่วน และมีความจำเป็นเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาของโรงพยาบาลตามสิทธิชำรุด โจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถรับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลตามสิทธิได้ โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเจ็บป่วย ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 216/2553 และให้จำเลยใช้เงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลจำนวน 125,257 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 ถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 9,985 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 135,242 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 125,257 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาแก้ไขคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ รง 0623/(01)5143 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 216/2553เฉพาะส่วนที่ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นเงินจำนวน 125,155 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 39 มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน โรงพยาบาลตามสิทธิคือวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม 2552 ถึงต้นเดือนพฤษภาคม 2552 โจทก์ป่วยมีอาการไข้สูง ปวดท้องอ่อนเพลีย ท้องอืดและหนาวสั่น จึงไปพบแพทย์และตรวจรักษาที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล 4 ถึง 5 ครั้ง แพทย์ให้น้ำเกลือและยามารับประทาน แต่อาการป่วยไม่หาย จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีได้รับการเจาะเลือดตรวจหาสาเหตุของโรค พบว่าเกล็ดเลือดต่ำและติดเชื้อในกระแสโลหิต มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูง วันที่ 6 พฤษภาคม 2552 โจทก์จึงถูกส่งตัวไปรับการรักษาในห้องไอซียูที่โรงพยาบาล วชิรพยาบาลซึ่งแพทย์มีแนวทางการรักษาโดยส่งโจทก์เข้ารับการตรวจทางท่อน้ำดีเพื่อหาสาเหตุความผิดปกติด้วยวิธี PTBD หมายถึงใช้เข็มเจาะเข้าด้านหน้าท้องไปที่ท่อน้ำดี แต่โจทก์มีภาวะท้องอืดทำให้ได้ผลการตรวจไม่ชัดเจน จำเป็นต้องทำการเอ็กซเรย์ด้วยวิธี MRCP ซึ่งเป็นการเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และเนื่องจากเครื่องเอ็กซเรย์ดังกล่าวของโรงพยาบาลวชิรพยาบาลชำรุดมาหลายเดือนแล้ว แพทย์ผู้ทำการรักษาจึงนัดส่งโจทก์ไปทำ MRCP ที่ศูนย์ประชาชื่นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 ครั้นถึงวันนัดก็เกิดเหตุขัดข้องยังส่งโจทก์ไปตรวจไม่ได้เพราะยังไม่ได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาลโดยไม่มีการนัดหมายว่าจะส่งโจทก์ไปรับการทำ MRCP เมื่อใด ญาติของโจทก์เห็นว่าโจทก์มีอาการทรุดลง จึงตัดสินใจพาโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 ซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 โดยมีรถของโรงพยาบาลธนบุรี 1 มารับตัวโจทก์ ซึ่งแพทย์ได้ทำการเอ็กซเรย์ทันทีและนำตัวโจทก์เข้าตรวจรักษาเป็นผู้ป่วยในพักฟื้นเตรียมการผ่าตัดโดยส่องกล้องคล้องเอานิ่วในท่อน้ำดีออกและแพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 ได้ให้ความเห็นตามใบคำรับรองแพทย์ว่าอาการป่วยของโจทก์มีความจำเป็นต้องรักษารีบด่วน หากมิได้รับการรักษาพยาบาลทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 เวลา 12.46 นาฬิกา รับการผ่าตัดวันที่ 17 พฤษภาคม 2552 ระยะเวลาผ่าตัดประมาณ 25 นาที และกลับบ้านได้ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 โจทก์เสียค่ารักษาพยาบาลไปเป็นเงิน 125,155 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง ต่อมาโจทก์ขอรับเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลที่ทดรองจ่ายไปจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธไม่จ่ายให้อ้างว่าโจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่นตามความสมัครใจของโจทก์เองไม่ใช่การเจ็บป่วยฉุกเฉินและมีความจำเป็นทำให้ไม่สามารถรับบริการจากโรงพยาบาลตามสิทธิ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเจ็บป่วย โจทก์จึงมาฟ้องบังคับเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์ไปรับการรักษาผ่าตัดเอานิ่วในถุงน้ำดีออกที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 เป็นกรณีจำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์เนื่องจากเจ็บป่วยฉุกเฉินและมีความจำเป็นทำให้ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลตามสิทธิหรือไม่ เห็นว่า แม้อาการป่วยของโจทก์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน เพราะมีการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลอันเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิมาระยะหนึ่งแล้ว แต่อาการของโจทก์ไม่ดีขึ้นมีแต่จะทรุดลงจนเมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี จำเป็นต้องทำการเอ็กซเรย์ด้วยวิธี MRCP ซึ่งเป็นการเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องเอ็กซเรย์ของโรงพยาบาลตามสิทธิก็ชำรุด แพทย์ผู้ทำการรักษาต้องสั่งให้นำตัวโจทก์ไปเอ็กซเรย์ที่ศูนย์ประชาชื่นโดยกำหนดนัดไว้แล้ว ก็ไม่อาจดำเนินการได้เพราะติดขัดที่ขั้นตอนอนุมัติของผู้อำนวยการโรงพยาบาลตามสิทธิ และไม่มีการนัดไปทำการเอ็กซเรย์ที่ศูนย์ประชาชื่นอีก ในขณะที่โจทก์ยังคงมีอาการเจ็บปวดมากขึ้นไม่มีความหวังว่าจะได้รับการรักษาต่อไปอย่างไร เสี่ยงต่อความตายหรือไม่ จนไม่อาจรอรับการรักษาจากโรงพยาบาลตามสิทธิอีกต่อไป โดยแพทย์ผู้ทำการรักษาโจทก์ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 ก็ให้ความเห็นว่า อาการป่วยของโจทก์มีความจำเป็นต้องรักษารีบด่วน หากมิได้รับการรักษาพยาบาลทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนี้ ถือได้แล้วว่าเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเป็นการด่วน และมีความจำเป็นเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาของโรงพยาบาลตามสิทธิชำรุด โจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถรับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลตามสิทธิได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเจ็บป่วย ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนประโยชน์ทดแทนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 63 บัญญัติว่า ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ได้แก่ (1) ...ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ประกาศ ณ วันที่ 11เมษายน พ.ศ.2548 ข้อ 3 3.1.2 กรณีเข้ารับบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลเอกชน (2) ประเภทผู้ป่วยใน ให้ได้รับค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกินเจ็ดสิบสองชั่วโมง... ตามประเภทและอัตรา ดังนี้ (ก) ค่ารักษาพยาบาลกรณีไม่ได้รักษาในห้อง ICU ตามจำนวนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินวันละ 2,000 บาท (ข) ค่าห้องและค่าอาหาร ตามจำนวนเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินวันละ 700 บาท (ง) ค่าผ่าตัดไม่เกินหนึ่งชั่วโมง เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินครั้งละ 8,000 บาท (ฉ) ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการและ/หรือเอ็กซเรย์ ตามจำนวนเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1,000 บาท ต่อราย (ช) 1) ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตามจำนวนเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300 บาทต่อราย ข้อ 5. 5.1.1 ค่ารถพยาบาลตามจำนวนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500 บาท ซึ่งเมื่อนำไปเทียบกับรายการค่าใช้จ่ายในเอกสารหมาย ล.1 หน้า 113 และหน้า 114 ที่โจทก์ขอเบิกมานั้นได้ความว่าโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเจ็บป่วยเป็นค่าบริการทางการแพทย์ คือ (1) ค่ารักษาพยาบาล 3 วัน เป็นเงิน 6,000 บาท (2) ค่าห้องและค่าอาหาร 3 วัน เป็นเงิน 2,100 บาท (3) ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการและเอ็กซเรย์เป็นเงิน 1,000 บาท (4) ค่าตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นเงิน 300 บาท (5) ค่าผ่าตัด เป็นเงิน 8,000 บาท และ (6) ค่ารถพยาบาลเป็นเงิน 500 บาท รวมเป็นเงิน 17,900 บาท ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้โจทก์ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีเจ็บป่วยเป็นค่าบริการทางการแพทย์เป็นเงิน 125,155 บาท จึงเกินกว่าสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 216/2553 แต่ก็เป็นไปเพื่อให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์ เมื่อเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดคือ นับแต่วันที่โจทก์ทวงถาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งและมาตรา 204 วรรคหนึ่ง คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2552ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 17,900 บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวยุพา ธีรานนท์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุวรรณ์ นามตะ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4363/2559
#604344
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดจากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 คดีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษก่อนหน้าคดีนี้นั้น จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกำหนด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเพื่อนำไปบำบัดฟื้นฟูตามแผน แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีแล้วไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการดังกล่าว ดังนี้ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งว่า เป็นกรณีที่จำเลยอยู่ระหว่างต้องหาหรือถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอื่นซึ่งมีโทษจำคุก ต้องดำเนินการตามมาตรา 24 ให้ส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2556 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด แต่สำนักงานคุมประพฤติประจำศาลแขวงดุสิตมีหนังสือแจ้งมายังพนักงานสอบสวนให้รับตัวจำเลยไปดำเนินคดี เนื่องจากจำเลยเคยถูกคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 10 มีคำวินิจฉัย ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แบบควบคุมตัวไม่เข้มงวด เป็นเวลา 120 วัน จากนั้นเข้าโปรแกรมกลับคืนสู่สังคมของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 2 เดือน ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 10 จึงมีคำสั่งที่ 1727/2552 ให้ส่งตัวจำเลยไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีต่อไป และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 9 วินิจฉัยแล้ว เห็นว่า เป็นกรณีที่จำเลยอยู่ระหว่างต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งมีโทษจำคุกจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีคำสั่งที่ 724/2556 ให้ส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวน ตามเอกสารท้ายฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษก่อนหน้าคดีนี้นั้น จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 10 กำหนด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้วไม่ปรากฏว่า คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 10 ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด ดังนี้ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 9 มีคำสั่งที่ 724/2556 ว่า เป็นกรณีที่จำเลยอยู่ระหว่างต้องหาหรือถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอื่นซึ่งมีโทษจำคุก ต้องดำเนินการตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ให้ส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 24 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปฏิภาณ บุตรศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายธรัชต์ จีระตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายสาธุ เพ็ชรไชย
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4345/2559
#601866
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์และจำเลยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรีในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2555 โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์ในวันดังกล่าว โดยไม่จำต้องไปจดทะเบียนการหย่า เพียงแต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตไม่ได้เท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง

แม้ข้อตกลงจะระบุให้ไปจดทะเบียนหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรี แต่ในวันที่ศาลพิพากษาตามยอมโจทก์และจำเลยไม่ได้ไปจดทะเบียนการหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรี โจทก์และจำเลยคนใดคนหนึ่งย่อมนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่าได้ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2541 ข้อ 6 ระบุว่า ในการขอจดทะเบียนและบันทึกการหย่าจะร้องขอต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ และการจดทะเบียนหย่าโดยคำพิพากษาต้องนำสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้สามีภริยาหย่ากันและมีคำรับรองถูกต้องมาแสดงนั้นสามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ ดังจะเห็นได้ในข้อ 22 (4) ที่ระบุว่า สำหรับในกรณีที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องเพียงฝ่ายเดียวให้เก็บรักษาใบสำคัญการหย่าฉบับที่เหลือไว้และแจ้งให้อีกฝ่ายมารับไป การที่จำเลยนำสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความกับสำเนาคำพิพากษาตามยอมซึ่งมีคำรับรองถูกต้องไปจดทะเบียนการหย่าที่สำนักงานเขตลาดพร้าวจึงถูกต้องแล้ว การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีผลสมบูรณ์

สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมแล้ว มีข้อตกลงในการหย่าระหว่างโจทก์และจำเลย การแบ่งทรัพย์สินและความรับผิดเกี่ยวกับหนี้สินอันเป็นหนี้ร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ซึ่งมิได้มุ่งหมายให้เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยแท้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 ที่โจทก์จะมีสิทธิบอกล้างได้ เพราะหากให้โจทก์ใช้สิทธิบอกล้างได้ในกรณีนี้ก็เท่ากับยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงผลของสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมของศาล ย่อมเป็นการไม่ชอบและขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 145

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยแบ่งสินสมรสนั้นให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่แบ่งหรือแบ่งไม่ได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาสินสมรสเท่ากับครึ่งหนึ่งของมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 80,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันเมื่อปี 2538 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายศรเทพ เกิดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ตามสำเนาสูติบัตร วันที่ 7 มีนาคม 2543 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ตามสำเนาใบสำคัญการสมรส โจทก์และจำเลยประกอบอาชีพขายรถยนต์มือสอง มีทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสร่วมกันและเป็นหนี้ร่วมจากการกู้เงินธนาคารเพื่อใช้ประกอบกิจการร่วมกันด้วยที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องรวม 16 โฉนด เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ยกเว้นที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่มีโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม โดยที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสำเนาหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยและนางสาวหรือนางพัชมณฑ์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางให้จำเลย (ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1) ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู และให้ร่วมกับนางสาวพัชมณฑ์ (ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2) ชำระค่าทดแทนเนื่องจากมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 876/2551 จำเลยและนางสาวพัชมณฑ์ให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง วันที่ 18 กันยายน 2551 โจทก์ถอนฟ้องนางสาวพัชมณฑ์และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องและพิพากษาตามยอม ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณา และสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความกับสำเนาคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1847/2551 นอกจากนี้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 โจทก์ได้ฟ้องนายศุภโชคหรือศุภชัยหรือวรโชติหรือเฉลิมโชคหรือเฉลิมชัย กับพวกรวม 5 คน ให้คืนสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่จำเลยโอนให้แก่นายศุภโชคกับพวกรวม 5 คน โดยโจทก์ไม่ยินยอมต่อศาลจังหวัดนนทบุรีตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 768/2551 นายศุภโชคกับพวกรวม 5 คน ให้การต่อสู้คดี ตามสำเนาคำให้การ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 768/2551 ศาลจังหวัดนนทบุรีอนุญาตวันที่ 9 สิงหาคม 2553 จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องโจทก์ ตามสำเนาคำร้องขอให้เรียกจำเลยเข้าเป็นคู่ความร่วม และสำเนาคำให้การ ศาลจังหวัดนนทบุรีเรียกจำเลยเป็นจำเลยที่ 6 และส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 768/2551 อยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรีหรือของศาลชั้นต้น ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ระหว่างรอคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้โจทก์เป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ผู้เดียว ตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่458/2553 จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ตามสำเนาคำให้การ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางและสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดโดยคู่ความไม่ฎีกา วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาว่ายักยอกเงินฝากในธนาคารซึ่งเป็นสินสมรสต่อศาลแขวงนนทบุรี ตามสำเนาคำฟ้อง ศาลแขวงนนทบุรีไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลแขวงนนทบุรีพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาบันทึกคำพิพากษาด้วยวาจาลงวันที่ 22 มีนาคม 2554 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1229/2553 หมายเลขแดงที่ 546/2554 วันที่ 22 ตุลาคม 2553 ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 768/2551 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น และได้ส่งคำวินิจฉัยให้ศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ตามสำเนาคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาและรายงานการอ่านคำวินิจฉัยให้คู่ความฟัง ศาลจังหวัดนนทบุรีโอนคดีมายังศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 147/2554 วันที่ 26 มกราคม 2555 โจทก์และจำเลย (ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6) และนายศุภชัยกับพวกได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14/2555 กับสำเนารายงานกระบวนพิจารณา โดยสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า ข้อ 1. จำเลยที่ 6 (จำเลยคดีนี้) ตกลงชำระเงินจำนวน 10,400,000 บาท (สิบล้านสี่แสนบาทถ้วน) ให้แก่โจทก์ โดยจะชำระเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารพาณิชย์และเงินสดบางส่วนในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ซึ่งโจทก์ได้รับแคชเชียร์เช็คดังกล่าวและเงินสดจากจำเลยที่ 6 ครบถ้วนเรียบร้อยแล้วในวันนี้ ข้อ 2. จำเลยที่ 6 ตกลงยกกรรมสิทธิ์รถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ หมายเลขทะเบียน สส 7004 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 6 จะไปจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ข้อ 3. บ้านและที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 26628 เลขที่ดิน 136 ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี บ้านเลขที่ 199/10 หมู่ที่ 3 ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ 6 และโจทก์ได้นำไปจำนองไว้แก่ธนาคารแอล เอช แบงค์ ซึ่งมีหนี้ค้างอยู่ 3,941,794.74 บาท โจทก์ตกลงเป็นผู้รับผิดชอบผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ผู้เดียวนับแต่วันทำสัญญายอมฉบับนี้ หากโจทก์ไม่ผ่อนชำระหนี้ค่าบ้านจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 6 ต้องถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีจากธนาคารอันเนื่องมาจากหนี้ค่าบ้านดังกล่าว โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 6 ใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากโจทก์ได้ตามจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 6 ต้องรับผิดชอบเมื่อผ่อนชำระหนี้ครบถ้วนตามกำหนดชำระหนี้ของธนาคารเจ้าหนี้ภายในกำหนดเวลา 27 ปีแล้ว จำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนของตนแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 6 ไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 6 ข้อ 4. โจทก์และจำเลยที่ 6 ตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรีในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ข้อ 5. โจทก์ยินยอมส่งมอบโฉนดที่ดินซึ่งจำเลยที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของโจทก์จำนวน 5 โฉนด ได้แก่ 5.1 โฉนดเลขที่ 26326 เลขที่ 416 หน้าสำรวจ 801 ตำบลคลองข่อย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 5.2 โฉนดเลขที่ 21262 เลขที่ดิน 1395 หน้าสำรวจ 123 ตำบลคลองข่อย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 5.3 โฉนดเลขที่ 28802 เลขที่ 139 หน้าสำรวจ 2661 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 5.4 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1078 เลขที่ดิน 248 หน้าสำรวจ ตำบลดอยหล่อ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 5.5 โฉนดเลขที่ 104586 เลขที่ดิน 100 หน้าสำรวจ 17216 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่โจทก์ (ที่ถูกจำเลยที่ 6) และหากมีโฉนดที่ดินแปลงอื่น ๆ ที่มีชื่อจำเลยที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ในความครอบครองของโจทก์อีก โจทก์ตกลงคืนให้จำเลยที่ 6 ทั้งหมด ข้อ 6. โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องและดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินตามฟ้องในคดีนี้และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกอีกต่อไป ข้อ 7. ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนให้เป็นพับ ข้อ 8. โจทก์ จำเลยทั้งหกตกลงยินยอมตามข้อ 1. ถึงข้อ 7. หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที ในวันที่ศาลพิพากษาตามยอมจำเลยได้มอบแคชเชียร์เช็ค 7 ฉบับ เป็นเงิน 10,300,000 บาท กับเงินสด 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ ตามสำเนาแคชเชียร์เช็ค และหนังสือการรับเงินสด ปรากฏว่าโจทก์ไม่ไปจดทะเบียนหย่ากับจำเลยและโจทก์ผิดสัญญาไม่ยอมชำระหนี้ตามข้อ 3. จึงถูกธนาคารมีหนังสือทวงถามให้โจทก์และจำเลยชำระหนี้และบังคับจำนองตามหนังสือทวงถามลงวันที่ 19 กันยายน 2555 วันที่ 9 เมษายน 2556 จำเลยนำสำเนาคำพิพากษาตามยอมไปดำเนินการจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตลาดพร้าว ตามสำเนาใบสำคัญการหย่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 147/2554 หมายเลขแดงที่ 14/2555 ของศาลชั้นต้น คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้แบ่งที่ดินตามฟ้องเฉพาะที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน รวม 16 แปลง ส่วนทรัพย์สินอื่นโจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ดังนั้นในส่วนทรัพย์สินอื่นจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรก การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีผลสมบูรณ์หรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "การสมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายนั้น การหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีผลนับแต่เวลาจดทะเบียนการหย่าเป็นต้นไป" และวรรคสองบัญญัติว่า "การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว" ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14/2555 ปรากฏข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4. ว่า "โจทก์และจำเลยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรีในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมวันที่ 26 มกราคม 2555 โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม คดีย่อมถึงที่สุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 ดังนั้น การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 ตามมาตรา 1531 วรรคสอง โดยไม่จำต้องไปจดทะเบียนการหย่า เพียงแต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตไม่ได้เท่านั้น อนึ่ง แม้ตามข้อตกลงจะระบุว่าให้ไปจดทะเบียนหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรี แต่ก็ได้ความว่า ในวันที่ศาลพิพากษาตามยอมโจทก์และจำเลยไม่ได้ไปจดทะเบียนการหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรีเช่นนี้ โจทก์และจำเลยคนใดคนหนึ่งย่อมนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนการหย่าได้ ซึ่งการนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนการหย่านี้หาจำต้องไปจดทะเบียนการหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรีแต่เพียงแห่งเดียวไม่ เพราะตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2541 ข้อ 6 ระบุว่าในการขอจดทะเบียนและบันทึกการหย่าจะร้องขอต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ และการจดทะเบียนการหย่าโดยคำพิพากษาต้องนำสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้สามีภริยาหย่ากันและมีคำรับรองถูกต้องมาแสดงนั้นสามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ ดังจะเห็นได้ในข้อ 22 (4) ที่ระบุว่าสำหรับในกรณีที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องเพียงฝ่ายเดียวให้เก็บรักษาใบสำคัญการหย่าฉบับที่เหลือไว้และแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งมารับไป การที่จำเลยนำสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความกับสำเนาคำพิพากษาตามยอมซึ่งมีคำรับรองถูกต้องไปจดทะเบียนการหย่าที่สำนักงานเขตลาดพร้าวเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 จึงถูกต้องเช่นกัน การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีผลสมบูรณ์ ฎีกาของโจทก์ประการแรกฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14/2555 เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์สามารถบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 หรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลล่าง คู่ความก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมแล้วมีข้อตกลงในการหย่าระหว่างโจทก์และจำเลย (ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6 ในคดี) การแบ่งทรัพย์สินและความรับผิดเกี่ยวกับหนี้สินอันเป็นหนี้ร่วมระหว่างโจทก์และจำเลย จึงเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยตามมาตรา 850 ซึ่งมิได้มุ่งหมายให้เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยแท้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ที่โจทก์จะมีสิทธิบอกล้างได้เพราะหากให้โจทก์ใช้สิทธิบอกล้างได้ในกรณีนี้ก็เท่ากับยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงผลของสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมของศาล ย่อมเป็นการไม่ชอบและขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14/2555 ฎีกาของโจทก์ประการที่สองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1469 ม. 1531 ม. 1532
ป.วิ.พ. ม. 145
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศศิธร ราชปันดิ
จำเลย — นายบัณฑิต ไตรรัตนวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นายวันชัย โสภาโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิศล พิรุณ
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340/2559
#601149
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น" เมื่อพิจารณาข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้ผู้ให้เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่อาจส่งมอบคืนได้ ผู้เช่าซื้อต้องชดใช้ราคาแทนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของราคาเช่าซื้อ ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จึงย่อมหมายความรวมถึงผู้เช่าซื้อต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อที่จะต้องคืนหรือใช้ราคารถในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันด้วยเหตุที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายด้วย สัญญาข้อดังกล่าวกำหนดบังคับให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี โดยไม่ได้แบ่งแยกความรับผิดกรณีเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ และกรณีไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อไว้ต่างหากจากกัน จึงเป็นการได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แต่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ไม่ได้กำหนดให้ข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นโมฆะ เพียงแต่ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควร ข้อสัญญาดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ เพียงแต่ศาลมีอำนาจกำหนดให้ผู้เช่าซื้อชดใช้ราคาแทนเป็นจำนวนพอสมควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 480,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนสัญญาเลิกกัน 62,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 24,900 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 8,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องให้เรียกบริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 480,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2549 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้วหมายเลขทะเบียน วบ 3362 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 625,065.60 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 60 งวด งวดละเดือน เดือนละ 10,417.76 บาท ชำระงวดแรกวันที่ 5 ตุลาคม 2549 งวดต่อๆ ไปภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ตามสัญญาเช่าซื้อ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ได้เอาประกันรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้กับจำเลยร่วม ตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 1 รับมอบรถยนต์ไปจากโจทก์แล้วและต่อมาได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 10 งวด ชำระงวดสุดท้ายวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 รวมเป็นเงิน 104,177.60 บาท ตามรายละเอียดบัญชีลูกหนี้ วันที่ 23 กรกฎาคม 2550 รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อสูญหายเนื่องจากถูกลักไป ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์อีกโดยผิดนัดตั้งแต่งวดวันที่ 5 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไปติดต่อกัน 3 งวด โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันภายใน 30 วัน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาและใบตอบรับ ตามสัญญาเช่าซื้อ กำหนดว่า "เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้เช่าซื้อสัญญาว่า 14.1 ผู้เช่าซื้อจะต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่ยอมส่งมอบคืนหรือส่งมอบคืนไม่ได้ ให้ชดใช้ราคาแทนแก่เจ้าของเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของราคาเช่าซื้อ" คดีสำหรับจำเลยร่วมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและคดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 14.1 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และเป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงไม่ชอบและไม่สามารถบังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง สำหรับพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น" เมื่อพิจารณาข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 14.1 ดังกล่าว กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้ผู้ให้เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่อาจส่งมอบคืนได้ ผู้เช่าซื้อต้องชดใช้ราคาแทนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของราคาเช่าซื้อ ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ จึงย่อมหมายความรวมถึงผู้เช่าซื้อต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อที่จะต้องคืนหรือใช้ราคารถในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันด้วยเหตุที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายด้วย สัญญาข้อดังกล่าวกำหนดบังคับให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี โดยไม่ได้แบ่งแยกความรับผิดกรณีเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ และกรณีไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อไว้ต่างหากจากกัน จึงเป็นการได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แต่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ไม่ได้กำหนดให้ข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นโมฆะ เพียงแต่ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควร ข้อสัญญาดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ เพียงแต่ศาลมีอำนาจกำหนดให้ผู้เช่าซื้อชดใช้ราคาแทนเป็นจำนวนพอสมควรได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โดยให้ชดใช้ราคาแทนสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2550 รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อจากโจทก์ได้สูญหายเนื่องจากถูกคนร้ายลักไป สัญญาเช่าซื้อ จึงระงับ แต่ข้อสัญญาที่กำหนดไว้ตามข้อ 14.1 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ศาลมีอำนาจกำหนดให้ผู้เช่าซื้อชดใช้ราคาแทนเป็นจำนวนพอสมควรได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว และศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ความสูญหายของรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 ส่วนการที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายนั้น แม้กรมธรรม์ประกันภัย จะระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ก็ตาม แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอกที่มีสิทธิที่จะแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ก็ได้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์แล้ว 104,177.60 บาท ประกอบกับหากรถยนต์ที่เช่าซื้อไม่สูญหายและจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบ 60 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงิน 125,065.60 บาท คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 1 เพียง 10 งวด รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์เป็นเงิน 480,000 บาท จึงสูงเกินควร เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 104,000 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 104,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางสาววิภาพร ตันรุ่งเรือง กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกังวาฬ โป๊ะลำพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4328/2559
#601144
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 มาตรา 29 สัตตรส กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้แทนของกองทุน และมีอำนาจมอบอำนาจให้ตัวแทนหรือบุคคลใดกระทำกิจการเฉพาะอย่างแทนก็ได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการจัดการกองทุนกำหนด เมื่อมีข้อบังคับของกองทุนโจทก์ว่าด้วยการรักษาการแทนและการมอบอำนาจของผู้จัดการกองทุนที่กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนมีอำนาจมอบอำนาจให้บุคคลใดฟ้องคดีแทนตนได้แล้ว การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ จึงชอบด้วยกฎหมาย

สัญญาค้ำประกันเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันเข้าผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้จึงไม่ใช่สิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมที่ผู้ค้ำประกันจะถือเป็นเงื่อนไขว่าจะเข้าทำสัญญาค้ำประกันหรือไม่ การแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาของผู้ค้ำประกันโดยไม่รู้เรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ จึงไม่ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลอันเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง

ข้อความใดที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง บังคับให้จำเลยจะต้องอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธไว้โดยชัดแจ้ง ถ้าไม่ทราบว่ารับหรือปฏิเสธ ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ปฏิเสธ ซึ่งมีผลเท่ากับรับ ไม่เป็นประเด็นต้องวินิจฉัยอีกและไม่มีกรณีต้องรับฟังตราสารเป็นพยานหลักฐาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ทุกประเภทรวมเป็นเงิน 4,576,615,362.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,026,427,570.57 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,576,615,362.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,026,427,570.57 บาท นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันฟ้อง (ที่ถูก เป็นวันผิดนัด) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

ระหว่างกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 มาตรา 29 สัตตรส กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้แทนของกองทุนและมีอำนาจมอบอำนาจให้ตัวแทนหรือบุคคลใดกระทำกิจการเฉพาะอย่างแทนก็ได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการจัดการกองทุนกำหนด และตามข้อบังคับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินว่าด้วยการรักษาการแทนและการมอบอำนาจของผู้จัดการกองทุน พ.ศ.2543 ผู้จัดการกองทุนจะมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการอาวุโส หรือผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารอาวุโส หรือผู้ช่วยผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารทีม มอบให้ทนายความดำเนินคดีโดยเป็นโจทก์ฟ้องคดีก็ได้ แสดงให้เห็นว่าผู้จัดการกองทุนมีอำนาจมอบอำนาจให้บุคคลใดฟ้องคดีแทนตนได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายสาทรเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส หรือผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารอาวุโส หรือผู้ช่วยผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารทีม ตามข้อบังคับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินว่าด้วยการรักษาการแทนและการมอบอำนาจของผู้จัดการกองทุน พ.ศ.2543 นั้น จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ในประเด็นนี้ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเห็นว่าจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การที่นางสว่างจิตต์ ผู้จัดการกองทุนโจทก์ทำคำสั่งมอบอำนาจให้นายสาทรเป็นผู้ฟ้องคดีแทนโจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆียะหรือไม่ เห็นว่า สัญญาค้ำประกันเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันเข้าผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น การที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้จึงเป็นข้อที่คาดเห็นว่าอาจจะเกิดขึ้นได้และผู้ค้ำประกันยังคงเข้าผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้แทนลูกหนี้ การที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้เพราะเหตุใดไม่ใช่ข้อที่ผู้ค้ำประกันจะนำมาอ้างเพื่อไม่ชำระหนี้แทนลูกหนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้จึงไม่ใช่สิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญาค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันจะถือเป็นเงื่อนไขว่าจะทำสัญญาค้ำประกันหรือไม่หากผู้ค้ำประกันอ้างได้ว่าถ้ารู้ว่าลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็จะไม่เข้าทำสัญญาค้ำประกันความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันย่อมไม่อาจมีขึ้นได้ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์ของลักษณะสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันจึงไม่อาจอ้างว่าหากผู้ค้ำประกันรู้ว่าลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ผู้ค้ำประกันก็จะไม่เข้าทำสัญญาค้ำประกัน การแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาของผู้ค้ำประกันโดยไม่รู้เรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลอันเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 วรรคหนึ่ง สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่เป็นโมฆียะตามที่จำเลยฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า คำสั่งผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือคำสั่ง สกท. ที่ 8/2547 เรื่อง มอบหมายหน้าที่ให้นายวิชาญ หรือนายสาทร หรือนายโอภาส ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จึงเป็นตราสารที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ และจำเลยมิได้รับข้อเท็จจริงว่านางสว่างจิตต์ ผู้จัดการกองทุนโจทก์ทำคำสั่งดังกล่าว เพราะจำเลยให้การว่าคำฟ้องส่วนใดที่จำเลยมิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งให้ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธทั้งสิ้น เห็นว่า ข้อความใดที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บังคับให้จำเลยจะต้องอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธไว้โดยชัดแจ้ง ถ้าไม่ทราบว่ารับหรือปฏิเสธ ต้องถือว่าจำเลยไม่ได้ปฏิเสธ ซึ่งมีผลเท่ากับรับ เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การโดยชัดแจ้งว่านางสว่างจิตต์ไม่ได้ทำคำสั่งดังกล่าวเท่ากับจำเลยยอมรับ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ไม่จำต้องรับฟังตราสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอีก และไม่เป็นประเด็นต้องวินิจฉัย ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้อยู่ในฐานะเจ้าหนี้เงินกู้ยืมของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด แต่เป็นเครื่องมือของธนาคารแห่งประเทศไทยในการฟื้นฟูสถาบันการเงิน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด เป็นสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกจ่ายเงินสมทบ จึงมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ การช่วยเหลือยังไม่สามารถทำให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด มั่นคงมีเสถียรภาพโจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินที่ให้ความช่วยเหลือ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด ยังไม่ผิดนัด จำเลยจึงไม่ผูกพันต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยเข้าใจว่าสัญญาค้ำประกันเป็นเพียงการเร่งรัดให้จำเลยและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด หาหลักประกันมาวางต่อโจทก์ เป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ สัญญาค้ำประกันระบุเฉพาะหนี้เงินกู้เท่านั้น หนี้อื่น ๆ จำเลยไม่ต้องรับผิด และโจทก์ได้รับชำระหนี้ในกระบวนการชำระหนี้ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินและในกระบวนการของคดีล้มละลายของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด โดยสละประโยชน์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันแล้ว หนี้ย่อมระงับสิ้นไป จำเลยได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เพราะเห็นว่าจำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และที่จำเลยฎีกาว่า หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินในส่วนที่โจทก์เวนคืนให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด ถือว่ามีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว และหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินบางฉบับที่นางกุลวดีลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว กับหนี้การอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นหนี้ที่โจทก์ชำระให้แก่ผู้ฝากตามความต้องการและกระทำการแทนกระทรวงการคลัง โดยไม่ได้รับความยินยอมทั้งไม่ได้เกิดจากการแสดงเจตนาของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซีแอล สหวิริยา จำกัด ไม่ต้องชำระหนี้เงินลงทุนและหนี้เงินนำส่งกองทุนหลังจากถูกสั่งปิดกิจการไปแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษา จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ป.พ.พ. ม. 159
พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ม. 29 สัตตรส
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
นางประภา วิริยะประไพกิจหรือวิริยประไพกิจ
จำเลย — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้เข้าว่าคดีแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิเชฏฐ์ รื่นเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายอดุลย์ อุดมผล
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301/2559
#601864
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดระบุว่า กรณีใดมิได้ตราไว้ในข้อบังคับนี้ ให้นำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.อาคารชุด (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 รวมถึงกฎหมายอาคารชุดที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมในภายหน้า ตลอดจนบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับ เมื่อ พ.ร.บ.อาคารชุดมิได้มีบทบัญญัติให้มีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมอันผิดระเบียบไว้จึงต้องวินิจฉัยคดีโดยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ซึ่งกรณีนี้ได้แก่มาตรา 1176 และมาตรา 1195 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การมอบฉันทะให้ อ. ซึ่งเป็นบุคคลต้องห้ามที่จะรับมอบฉันทะให้ออกเสียงแทนเจ้าของร่วมเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 47 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นกรณีที่การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมเป็นการประชุมซึ่งมีบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของร่วมเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1176 การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมและการลงมติของที่ประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมย่อมเสียไปทั้งหมด หาใช่มีผลเพียงไม่นับการออกเสียงลงคะแนนของ อ. เป็นองค์ประชุมและคะแนนที่จะใช้ลงมติไม่

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ประกอบมาตรา 1195 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทำคำฟ้องมายื่นใหม่แทนคำร้องเดิม การนับกำหนดเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ประกอบมาตรา 1195 ต้องนับถึงวันยื่นคำร้องเดิม มิใช่วันยื่นคำฟ้องที่ทำมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาล คำฟ้องของโจทก์จึงอยู่ในกำหนดเวลาตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมอาคารชุดริเวอร์ เฮเว่น เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 เป็นการประชุมใหญ่ผิดกฎหมายและผิดข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดริเวอร์ เฮเว่น ให้มติใดที่เกิดขึ้นจากการประชุมใหญ่ไม่มีผลบังคับโจทก์และเจ้าของร่วมทั้งหลาย และขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองนำรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 ไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร กับขอให้สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครดำเนินการระงับการจดทะเบียนกรรมการตามมติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมอาคารชุดริเวอร์เฮเว่น ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2552

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องโจทก์ (ที่ถูก ยกฟ้องโจทก์)ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 เป็นการประชุมและลงมติที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดริเวอร์ ระบุว่า กรณีใดมิได้ตราไว้ในข้อบังคับนี้ ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 รวมถึงกฎหมายอาคารชุดที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมในภายหน้า ตลอดจนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับ ดังนี้ เมื่อพระราชบัญญัติอาคารชุดมิได้มีบทบัญญัติให้มีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมอันผิดระเบียบไว้ จึงต้องวินิจฉัยคดีโดยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ซึ่งกรณีนี้ได้แก่มาตรา 1176 และมาตรา 1195 เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การมอบฉันทะให้นายอภิชัยซึ่งเป็นบุคคลต้องห้ามที่จะรับมอบฉันทะให้ออกเสียงแทนเจ้าของร่วมเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 47 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นกรณีที่การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 เป็นการประชุมซึ่งมีบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของร่วมเข้าร่วมประชุมและออกเสียงลงคะแนนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1176 การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมและการลงมติของที่ประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 ย่อมเสียไปทั้งหมด หาใช่ไม่มีผลเพียงไม่นับการออกเสียงลงคะแนนของนายอภิชัยเป็นองค์ประชุมและคะแนนที่จะใช้ลงมติดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ประกอบมาตรา 1195 เพราะโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2552 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2552 ในวันดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่า "พระราชบัญญัติอาคารชุด พุทธศักราช 2522 มาตรา 59 ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 22 หุ้นส่วนและบริษัท หมวด 5 การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด มาใช้แก่การชำระบัญชีของนิติบุคคลอาคารชุดโดยอนุโลมเท่านั้น มิได้บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1195 มาใช้ และกรณีตามคำร้องฉบับนี้ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของผู้ร้องซึ่งจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาท จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องจัดทำคำฟ้องมายื่นต่อศาลภายใน 7 วัน" และเมื่อปรากฏว่าโจทก์ทำคำฟ้องมายื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2552 ภายในกำหนดเวลา 7 วัน ตามคำสั่งศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องว่า"โจทก์จัดทำคำฟ้องมาเสนอต่อศาลภายในกำหนด และมีคำสั่งรับคำฟ้อง" จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ทำคำฟ้องมายื่นใหม่แทนคำร้องเดิม การนับกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ประกอบมาตรา 1195 ต้องนับถึงวันยื่นคำร้องเดิม มิใช่วันยื่นคำฟ้องที่ทำมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาล คำฟ้องของโจทก์จึงอยู่ในกำหนดเวลาตามกฎหมายที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว แต่ที่โจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครระงับการจดทะเบียนกรรมการตามมติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมอาคารชุดริเวอร์ เฮเว่น ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 นั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินและสำนักงานที่ดินเป็นจำเลยด้วยจึงเป็นการบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่ความในคดีศาลไม่อาจบังคับให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญของเจ้าของร่วมอาคารชุดริเวอร์ เฮเว่น เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 ห้ามจำเลยทั้งสองนำรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมอาคารชุดริเวอร์ เฮเว่น ในวันดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ยกคำขอให้สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครระงับการจดทะเบียนกรรมการตามมติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมอาคารชุดริเวอร์ เฮเว่น เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2552 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 193/1 ม. 1176 ม. 1195
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 47 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนัยนา จันจิระสกุล
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดริเวอร์ เฮเว่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายณัฐชัย มาประณีต
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4280/2559
#600617
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20..." และมาตรา 24 บัญญัติว่า "การจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 หรือมาตรา 19 นายจ้างและลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี จะตกลงกันจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นก็ได้" จากบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมุ่งประสงค์ให้ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ได้รับค่าทดแทนเป็นรายเดือน เพื่อให้มีเงินช่วยเหลือในการดำรงชีวิตในระยะยาว การจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นนั้น จะทำได้ต้องเกิดจากการตกลงกันระหว่างนายจ้างหรือสำนักงานประกันสังคมกับลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พิจารณาตกลงอนุมัติให้จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองคราวเดียว แต่กลับปรากฏว่าจำเลยโดยสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 11 และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยให้จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายเดือน ตามมาตรา 18 (4) จึงเท่ากับว่าจำเลยไม่ประสงค์จะตกลงกับโจทก์ทั้งสองในการจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่สามารถขอให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนได้ตามมาตรา 24 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนคราวเดียวบางส่วนจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 10/2554 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ข้อ 4 และให้บังคับจำเลยจ่ายค่าทดแทนตามสิทธิแก่โจทก์ทั้งสองในคราวเดียวเต็มจำนวน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 10/2554 เป็นให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนคราวเดียวจำนวน 550,000 บาท ส่วนที่เหลือให้จ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 9,576 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกนั้นคงไว้ตามเดิม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ดำเนินคดีแทนและโจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย นายบุญกอง เป็นบุตรของโจทก์ทั้งสองและเป็นลูกจ้างของบริษัทร่วมถาวรขนส่ง (2002) จำกัด ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2554 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา ขณะนายบุญกองขับรถไปส่งสินค้าที่จังหวัดชุมพรตามคำสั่งของนายจ้าง รถเสียหลักตกถนนชนต้นไม้ข้างทางได้รับอันตรายสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โจทก์ทั้งสองและนางสาวจริยา บุตรของนายบุญกองยื่นขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 11 สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 11 มีคำวินิจฉัยว่าการเสียชีวิตของนายบุญกองลูกจ้างเกิดเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างมีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 (4) กรณีลูกจ้างถึงแก่ความตาย ร่วมกันเดือนละ 9,576 บาท เป็นเวลา 8 ปี โดยให้รับเงินดังกล่าวเป็นรายเดือนโจทก์ทั้งสองไม่พอใจจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ขอให้จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองคราวเดียวเต็มจำนวน เนื่องจากโจทก์ทั้งสองจะนำค่าทดแทนไปเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกบ้านซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จและนำไปซื้อเครื่องมือการเกษตรรถไถนา ซึ่งโจทก์ทั้งสองจำเป็นต้องใช้ในการประกอบอาชีพ คณะอนุกรรมการพิจารณาเงินทดแทน (กรณีทั่วไป) พิจารณาแล้วเห็นว่านางสาวจริยา ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนกรณีนายบุญกองเสียชีวิตไม่ได้ให้ความยินยอมในการจ่ายค่าทดแทนคราวเดียวเต็มจำนวน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนคราวเดียวเต็มจำนวนตามมติที่ประชุมครั้งที่ 12 ลงวันที่ 29 กันยายน 2554 ต่อมาคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองแล้วเห็นว่า นางสาวจริยามีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์และไม่ได้ศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรีก่อนที่จะมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ จึงพ้นจากการเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามมาตรา 20 (3) ไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนที่เหลือต่อไปและเห็นว่าการจ่ายค่าทดแทนคราวเดียวเต็มจำนวนไม่ปรากฏเหตุผลความจำเป็นที่จะจ่ายได้ แล้ววินิจฉัยว่า ปัจจุบันโจทก์ที่ 1 อายุ 69 ปี และโจทก์ที่ 2 อายุ 68 ปี ถือว่าทั้งสองคนมีอายุมากแล้วและยังต้องประกอบอาชีพทำนาเพื่อหาเลี้ยงชีพย่อมเป็นการยากที่จะใช้แรงงานเพื่อการดังกล่าวได้โดยตรง จำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการเกษตรหรือรถไถนาเพื่อช่วยทุ่นแรงในการทำนา ถือได้ว่ารถไถนาเป็นความจำเป็นแก่การประกอบอาชีพของโจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองยืนยันว่าบ้านที่มีอยู่เดิมทรุดโทรมไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยจำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งพิจารณาตามรูปถ่าย ซึ่งเป็นฉบับเดียวกับรูปถ่ายจะเห็นได้ว่าบ้านอยู่ระหว่างการก่อสร้างมีลักษณะชั้นเดียว เมื่อโจทก์แถลงยืนยันว่าเงินค่าก่อสร้างบ้านประมาณ 150,000 บาท และเครื่องมือทำกินซึ่งเป็นรถไถนา ราคาประมาณ 400,000 บาท โจทก์ทั้งสองจึงมีความจำเป็นในการขอรับค่าทดแทนเพื่อใช้ในการปลูกบ้านซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จและนำไปซื้อรถไถนาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำนาต่อไปรวมจำนวน 550,000 บาท จึงเห็นสมควรให้โจทก์ทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวคราวเดียวเต็มจำนวนได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนคราวเดียวจำนวน 550,000 บาท ส่วนที่เหลือให้จ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 9,576 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ทั้งสองชอบหรือไม่ นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้ ...(4) ร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายมีกำหนดแปดปี" มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหายให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง (1) บิดา มารดา ..." และมาตรา 24 บัญญัติว่า "การจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 หรือมาตรา 19 นายจ้างและลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี จะตกลงกันจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นก็ได้" จากบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมุ่งประสงค์ให้ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ได้รับค่าทดแทนเป็นรายเดือน เพื่อให้มีเงินช่วยเหลือในการดำรงชีวิตในระยะยาวการจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นนั้น จะทำได้ต้องเกิดจากการตกลงกันระหว่างนายจ้างหรือสำนักงานประกันสังคม กับลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 24 เมื่อคดีของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยได้พิจารณาตกลงอนุมัติให้จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองคราวเดียว แต่กลับปรากฏว่าจำเลยโดยสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 11 และคณะกรรมการกองทุนค่าทดแทนมีคำวินิจฉัยให้จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายเดือนตามมาตรา 18 (4) จึงเท่ากับว่า จำเลยไม่ประสงค์จะตกลงกับโจทก์ทั้งสองในการจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์จึงไม่สามารถขอให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนในคราวเดียวเต็มจำนวนได้ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 24 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนคราวเดียวบางส่วนจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประการอื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฝาน สีทา กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุวรรณ์ นามตะ
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4259/2559
#599064
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลย การใช้ดุลพินิจของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจรรถจักรยานยนต์เกือบ 20 คัน ในระยะเวลาต่อเนื่องติดต่อกัน พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสุจริตชนอันส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม เป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อพิเคราะห์ประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว เห็นว่า บิดามารดาผู้ปกครองจำเลย รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดจำเลย ไม่อยู่ในวิสัยที่จะอบรมดูแลสั่งสอนจำเลยให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่ใช้มาตรการสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาจึงเป็นการเหมาะสมแล้ว และเมื่อความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยถูกควบคุมตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดบุรีรัมย์ในระหว่างการสอบสวนตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นจึงต้องหักวันที่จำเลยถูกควบคุมตัวในระหว่างการสอบสวนออกจากระยะเวลาการฝึกอบรม ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 83 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่หักวันควบคุมออกจากระยะเวลาฝึกอบรมเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 357 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 49,500 บาท แก่ผู้เสียหาย กับให้นับโทษหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีนี้ต่อกับโทษหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 446/2557 และ 448/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันรับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้รถจักรยานยนต์เป็นเงิน 25,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การด้วยวาจาในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง แต่ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย 10,000 บาท โดยจะนำมาวางต่อศาลชั้นต้นภายในสิ้นเดือนเมษายน 2558 ตามรายงานการประชุมครั้งที่ 1 ของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 21 เมษายน 2558

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 3 จังหวัดนครราชสีมา มีกำหนดขั้นต่ำ 4 เดือน และขั้นสูง 8 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายภายในวันที่ 30 เมษายน 2558 กับให้นับระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีนี้ต่อกับระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 446/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 181/2558 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 448/2557 ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษหรือระยะเวลาการฝึกอบรมให้ได้ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ และเมื่อเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งไปฝึกอบรมแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ให้ยกคำขอให้นับโทษต่อ หากคดีถึงที่สุดจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ จำเลยยังไม่ถูกควบคุมตัวเพื่อฝึกอบรม ให้ส่งตัวไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนด 8 เดือน หรือถ้าจำเลยถูกควบคุมตัวฝึกอบรมแล้ว แต่ยังไม่ครบกำหนดขั้นสูง 8 เดือน ให้ส่งตัวไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนด 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์อนุญาตให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 181

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันรับของโจรและยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 446/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 181/2558 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 448/2557 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 183/2558 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ศาลฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยว่า เหตุกระทำผิดฐานรับของโจรเกิดระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2557 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง แต่ตามฎีกาของโจทก์ซึ่งจำเลยมิได้แก้ฎีกาคัดค้านเป็นอย่างอื่น โจทก์บรรยายฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 448/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 183/2558 ของศาลชั้นต้นในข้อหารับของโจรว่า เหตุเกิดเมื่อระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน 2557 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2557 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 446/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 181/2558 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหารับของโจรว่า เหตุเกิดเมื่อระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2557 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ซึ่งการรับของโจรในคดีนี้เป็นคนละช่วงเวลากับการรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 183/2558 ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 28 มิถุนายน 2557 เวลา 0.30 นาฬิกา หลังจากจำเลยกับพวกถูกจับกุมในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรในคดีนี้แล้ว จำเลยกับพวกได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดรถจักรยานยนต์ได้รวม 16 คัน และชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์อีกเป็นจำนวนมากรวมแล้ว 33 รายการ ซึ่งรวมทั้งรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้และรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 181/2558 และ 183/2558 ของศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจยึดของกลางทั้งสามจำนวนไว้ในคราวเดียวกัน และโจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยรับทรัพย์ของกลางทั้งสามคดีนั้นไว้มาคราวเดียวกันหรือรับมาเมื่อใดก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอ ที่จะรับฟังหรือเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยรับของโจรคดีนี้ไว้ในวันเดียวกันและในคราวเดียวกันกับการรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 181/2558 และ 183/2558 ของศาลชั้นต้น ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้วินิจฉัยมา การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาทั้งสองคดีดังกล่าวมาข้างต้น ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ยังไม่ระงับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจร และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกระทำความผิดฐานดังกล่าว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยอีก

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนในความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจรรถจักรยานยนต์ของกลางของนายพล ผู้เสียหาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันรับของโจร และจำเลยมิได้อุทธรณ์ในส่วนค่าสินไหมทดแทน จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า มีเหตุอันควรที่ศาลชั้นต้นจะสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 132 และมีเหตุอันควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 181/2558 และ 183/2558 ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจรรถจักรยานยนต์เป็นจำนวนเกือบ 20 คัน ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องติดต่อกัน ซึ่งพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสุจริตชนอันส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคมโดยรวม กรณีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจำเลยไม่คัดค้านว่า จำเลยออกจากโรงเรียนกลางคันขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน ก. ในภาคเรียนที่ 1 เนื่องจากไม่ตั้งใจเรียน ขาดเรียน หนีเรียน ทางโรงเรียนเชิญผู้ปกครองพบและตักเตือนหลายครั้ง สอบไม่ผ่านหลายวิชา ไม่ไปสอบซ่อม จึงต้องออกจากโรงเรียน หาใช่เป็นเรื่องที่ครอบครัวจำเลยมีฐานะยากจน ผู้ปกครองไม่อาจส่งเสียให้จำเลยได้รับการศึกษาและจำเลยต้องเสียสละให้น้องได้เรียนดังที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ไม่ นอกจากนี้ในการใช้เวลาว่างของจำเลยก็เป็นการออกไปนั่งจับกลุ่มพูดคุยและดื่มสุรากับเพื่อนเที่ยวเตร่ตามงานมหรสพต่าง ๆ กลับบ้านดึก ค้างคืนนอกบ้าน ทั้งลักษณะนิสัยของจำเลยดื้อรั้น ชอบโต้เถียงผู้ปกครอง เอาแต่ใจตนเอง ค่อนข้างเกียจคร้าน ขาดความรับผิดชอบและเห็นแก่ตัว เพื่อนที่จำเลยคบหามีนิสัยและความประพฤติที่ไม่เหมาะสมเช่นกัน ในส่วนบิดามารดาจำเลยก็ได้ตามดูแลพฤติกรรมของจำเลยบ้าง แต่บางครั้งติดตามได้ไม่ทั่วถึงเพราะต้องประกอบอาชีพและชราภาพมากแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมาข้างต้น จึงเห็นว่า บิดามารดาผู้ปกครองจำเลยรวมทั้งบุคคลใกล้ชิดจำเลยไม่อยู่ในวิสัยที่จะอบรมดูแลสั่งสอนจำเลยให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีได้ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่ใช้มาตรการการสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 132 และไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยจึงเป็นการเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นไม่หักวันควบคุมจำเลยในระหว่างสอบสวนออกจากระยะเวลาฝึกอบรม เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 83 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลพิพากษาลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ให้ศาลหักจำนวนวันที่เด็กหรือเยาวชนอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจหรือเรือนจำหรือสถานที่อื่นใดที่ได้รับการมอบหมายให้ควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชนระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาคดี" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบังคับให้ศาลต้องหักจำนวนวันที่จำเลยถูกควบคุมตัวในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาคดี เมื่อคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยถูกควบคุมตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดบุรีรัมย์ในระหว่างการสอบสวนตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2557 และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นจึงต้องหักวันที่จำเลยถูกควบคุมตัวในระหว่างสอบสวนออกจากระยะเวลาฝึกอบรม ที่ศาลชั้นต้นไม่หักวันควบคุมออกจากระยะเวลาฝึกอบรมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า หากคดีถึงที่สุดเมื่อจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้วซึ่งจำเลยไม่อาจถูกควบคุมตัวไว้เพื่อฝึกอบรมได้ก็ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนด 8 เดือน กรณีถ้าจำเลยถูกควบคุมตัวไว้เพื่อฝึกอบรมแล้ว แต่ยังไม่ครบกำหนด 8 เดือน ขั้นสูง ก็ให้ส่งไปจำคุกในเรือนจำมีกำหนด 6 เดือนนั้น เห็นว่า หนักเกินไปเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพการกระทำความผิดของจำเลย และการที่จำเลยบรรเทาผลร้ายโดยการชดใช้ค่าสินไหมดทดแทนเป็นเงิน 10,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายไปแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานรับของโจรทั้งส่วนอาญาและส่วนแพ่งให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรม มีกำหนดขั้นต่ำ 4 เดือน ขั้นสูง 8 เดือน โดยให้นับระยะเวลาฝึกอบรมคดีนี้ต่อจากระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 181/2558 ของศาลชั้นต้น แต่หากคดีถึงที่สุดเมื่อจำเลยอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แล้ว จำเลยยังมิได้ถูกควบคุมตัวเพื่อรับการฝึกอบรมเลย ก็ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนด 4 เดือน หรือถ้าจำเลยถูกควบคุมตัวไว้ฝึกอบรมแล้ว แต่ยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ 4 เดือน ก็ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำมีกำหนดระยะเวลาเท่าที่เหลือจากการฝึกอบรมขั้นต่ำโดยให้หักวันควบคุมระหว่างสอบสวน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 83 วรรคหนึ่ง ม. 132
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์
ผู้ร้อง — นาย พ.
จำเลย — นาย ง.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวศศิธร แสงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
พิศล พิรุณ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา