คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5342/2559
#604935
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ตามอุทธรณ์ของโจทก์กับความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษไปแล้วนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งสองฐานนี้หรือไม่จึงต้องพิจารณาพิพากษาไปพร้อมกัน ดังนั้น แม้ว่าโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ในความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็เห็นควรวินิจฉัยความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายไปพร้อมกับความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตามอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยหรือยกฟ้องในข้อหาความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย แม้จะแปลความหมายตอนท้ายของคำพิพากษาที่ระบุว่า "คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก" ได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานนี้ด้วย แต่คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงต้องระบุถึงเหตุผลในการพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานดังกล่าวด้วย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (6) (8) การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้พิพากษาให้ครบถ้วนตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่ต้องย้อนสำนวนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และมาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1)

การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ผู้กระทำความผิดต้องมีหน้าที่นำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก่อน แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ดังกล่าว คงบรรยายแต่เพียงว่า จำเลยมีแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ต้องนำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังกล่าวไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องย่อมไม่อาจเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 47 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 78 และมาตรา 81 ได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษในความผิดทั้งสองฐานนี้ได้

โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 (1) ว่า จำเลยเพื่อประสงค์แห่งการค้าได้บังอาจมีแผ่นวีซีดีและดีวีดีอันเป็นภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง และภาพอันลามกที่แสดงการร่วมประเวณีระหว่างชายกับหญิงในลักษณะยั่วยุกามารมณ์จำนวน 30 แผ่น ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และบรรยายฟ้องข้อ 3 ว่า เจ้าพนักงานยึดได้แผ่นวีซีดีและดีวีดีอันเป็นภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง และภาพอันลามกจำนวน 30 แผ่น อันมีไว้เป็นความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามกฎหมายกับขอให้ริบของกลางดังกล่าว แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาในส่วนคำขอให้ริบของกลางดังกล่าวว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โดยไม่ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการริบของกลาง จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (6) (9) เมื่อคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยมีแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์อันลามกจำนวน 30 แผ่น ไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

ความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ลามกตาม ป.อ. มาตรา 287 (1) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาปรับจำเลย 2,000 บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โทษปรับในข้อหาความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ลามกที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดมานั้นสูงเกินไป จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 (4) (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 31, 38, 47, 54, 78, 79, 81 และ 82 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 70, 75, 76 และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และ 287 ริบแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์จำนวน 1,100 แผ่น ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์จำนวน 30 แผ่น อันเป็นภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียงและภาพอันลามกของกลาง ให้แผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์รวมจำนวน 33 แผ่น ของกลาง ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 31, 38, 47, 78, 79, 54 และ 81 (ที่ถูก มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง มาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำแผ่นภาพยนตร์ซึ่งมีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นออกเสนอขายหรือเสนอให้เช่าเพื่อการค้า ลงโทษปรับ 50,000 บาท ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ลงโทษปรับ 20,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษปรับ 200,000 บาท และฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์อันลามก ลงโทษปรับ 2,000 บาท รวมปรับ 272,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 136,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้รับชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ด้วยนั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ตามอุทธรณ์ของโจทก์กับความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษไปแล้วนั้น ความผิดทั้งสองฐานนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกันอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้งสองฐานนี้หรือไม่จึงต้องพิจารณาพิพากษาไปพร้อมกัน ดังนั้น แม้ว่าโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ในความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็เห็นควรวินิจฉัยความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายไปพร้อมกับความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตามอุทธรณ์ของโจทก์ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยหรือยกฟ้องในข้อหาความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย แม้จะแปลความหมายตอนท้ายของคำพิพากษาที่ระบุว่า "คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก" ได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานนี้ด้วย แต่คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงต้องระบุถึงเหตุผลในการพิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานดังกล่าวด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) (8) การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้พิพากษาให้ครบถ้วนตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่ต้องย้อนสำนวนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และมาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1)

เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์ในฟ้องข้อ 2 (ค) โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยได้บังอาจมีแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์และไม่ปรากฏหมายเลขรหัสและประทับตราเครื่องหมายการอนุญาต ประเภทของภาพยนตร์ และหมายเลขรหัสลงบนภาพยนตร์จำนวน 1,100 แผ่น อันเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นวีซีดีและดีวีดีดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 (ข) ไว้ในความครอบครองเพื่อที่จะใช้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย" แล้วเห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และความผิดฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ผู้กระทำความผิดต้องมีหน้าที่นำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก่อน แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ดังกล่าว คงบรรยายแต่เพียงว่า จำเลยมีแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ต้องนำภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังกล่าวไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องย่อมไม่อาจเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 47 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 78 และมาตรา 81 ได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์และแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และมาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษในความผิดทั้งสองฐานนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์อันลามกจำนวน 30 แผ่น ของกลางนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 (1) ว่า จำเลยเพื่อประสงค์แห่งการค้าได้บังอาจมีแผ่นวีซีดีและดีวีดีอันเป็นภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง และภาพอันลามกที่แสดงการร่วมประเวณีระหว่างชายกับหญิงในลักษณะยั่วยุกามารมณ์จำนวน 30 แผ่น ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และบรรยายฟ้องข้อ 3 ว่า เจ้าพนักงานยึดได้แผ่นวีซีดีและดีวีดีอันเป็นภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง และภาพอันลามกจำนวน 30 แผ่น อันมีไว้เป็นความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามกฎหมายกับขอให้ริบของกลางดังกล่าว แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาในส่วนคำขอให้ริบของกลางดังกล่าวว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโดยไม่ได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการริบของกลาง จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) (9) เมื่อคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยมีแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์อันลามกจำนวน 30 แผ่น ไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ริบของกลางในส่วนนี้โดยไม่ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการริบของกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โทษปรับในข้อหาความผิดฐานเสนอขายงานภาพยนตร์ที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่ ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ลามก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดมานั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ลามกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (1) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาปรับจำเลย 2,000 บาท อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 (4) (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานเสนอขายงานภาพยนตร์ที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์และฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งปรับ 50,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ นั้น เป็นโทษขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจแก้ไขโทษดังกล่าวที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้เบาลง อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งในข้อหาความผิดฐานมีแผ่นภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และฐานมีแผ่นวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 47 วรรคหนึ่ง รวมปรับ 252,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 126,000 บาท ริบแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์อันลามกจำนวน 30 แผ่น ของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 47 วรรคหนึ่ง ม. 78 ม. 81
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 39 (4) ม. 45
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 (5) ม. 186 (6) ม. 186 (8) ม. 195 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายนิยม นาเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5316/2559
#602808
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กับบริษัทต่างประเทศ คือบริษัท พ. และบริษัท ล. ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยใช้ชื่อประกอบการว่า "กิจการร่วมค้า พ. และบริษัท พ. /บริษัท ล." และเข้าทำสัญญากับกรุงเทพมหานคร จากข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่า "กิจการร่วมค้า พ. และบริษัท พ. /บริษัท ล." ก็คือห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลซึ่งจำเลยที่ 1 กับบริษัทต่างประเทศอีกสองบริษัทดังกล่าวร่วมกันกระทำในประเทศไทยนั่นเอง แม้หลังจากกิจการร่วมค้าฯ ดำเนินการไปได้ระยะหนึ่ง จำเลยที่ 1 จะโอนสัดส่วนการลงทุนทั้งหมดในกิจการร่วมค้าฯ ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่กิจการร่วมค้าฯ ทำสัญญากับกรุงเทพมหานครและยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจนกระทั่งเลิกกิจการ มีการใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นชื่อกิจการร่วมค้าฯ มาโดยตลอด โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกิจการร่วมค้าฯ ย่อมต้องทราบเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นการไม่ยินยอมหรือคัดค้านการใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นชื่อกิจการร่วมค้าฯ และเหตุในการประเมินภาษีคดีนี้เนื่องจากการกิจการร่วมค้าฯ มิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงระยะเวลาที่มีการใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นชื่อกิจการร่วมค้าฯ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของกิจการร่วมค้าฯ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1054

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างให้แก่โจทก์ 251,699,348.81 บาท

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ภาษีอากรค้างรวม 251,699,348.81 บาท แก่โจทก์และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด บริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์ และบริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ เป็นบริษัทตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ที่เมืองฮุสตัน มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 บริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์ และบริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร โดยใช้ชื่อประกอบการว่า กิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ มีการถือหุ้นระหว่าง จำเลยที่ 1 บริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์ และบริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ในสัดส่วนร้อยละ 99 : 0.5 : 0.5 ตามลำดับ และมีนายมานะ เป็นผู้จัดการของกิจการร่วมค้า กิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ทำสัญญากับกรุงเทพมหานคร โดยมีหน้าที่ออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ ก่อสร้าง ทดสอบแก้ไขความชำรุดบกพร่องของงาน ฝึกอบรม และบำรุงรักษาโครงการบำบัดน้ำเสียกรุงเทพมหานครแบบเหมารวมเบ็ดเสร็จช่วงหนองแขม ภาษีเจริญ และราษฎร์บูรณะ มูลค่าสัญญา 4,799,999,105 บาท หลังจากกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ดำเนินการไปได้ระยะหนึ่ง จำเลยที่ 1 โอนสัดส่วนการลงทุนทั้งหมดในกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโอนในวันที่ 4 เมษายน 2540 จำนวนร้อยละ 89 และในวันที่ 2 มกราคม 2543 จำนวนร้อยละ 10 กิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ มิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 และ 2545 และมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 30 ตั้งแต่เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2545 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2547 ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 15 ฉบับ ฉบับแรก ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับปี 2544 และ 2545 เป็นเงิน 65,178,449.21 บาท ฉบับที่สอง ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 เป็นเงิน 5,508,486 บาท ฉบับที่สาม ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 เป็นเงิน 69,864,135 บาท ฉบับที่สี่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นเงิน 2,419,773 บาท ฉบับที่ห้า ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นเงิน 29,642,934 บาท ฉบับที่หก ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2545 เป็นเงิน 1,785 บาท ฉบับที่เจ็ด ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมีนาคม 2545 เป็นเงิน 21,106,857 บาท ฉบับที่แปด ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีพฤษภาคม 2545 เป็นเงิน 30,004 บาท ฉบับที่เก้า ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมิถุนายน 2545 เป็นเงิน 9,433 บาท ฉบับที่สิบ ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกรกฎาคม 2545 เป็นเงิน 110,933 บาท ฉบับที่สิบเอ็ด ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีสิงหาคม 2545 เป็นเงิน 110,750 บาท ฉบับที่สิบสอง ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกันยายน 2545 เป็นเงิน 57,557 บาท ฉบับที่สิบสาม ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีตุลาคม 2545 เป็นเงิน 51,915 บาท ฉบับที่สิบสี่ ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีพฤศจิกายน 2545 เป็นเงิน 27,728 บาท ฉบับที่สิบห้า ภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีธันวาคม 2545 เป็นเงิน 21,704 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ อุทธรณ์การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 15 ฉบับ ครั้งแรกคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2545 ไม่ถูกต้องและคืนเรื่องไปยังเจ้าพนักงานประเมินเพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือแจ้งยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนกุมภาพันธ์ 2545 และทำการประเมินใหม่ให้ถูกต้องกับแจ้งการประเมินครั้งใหม่ไปยังจำเลยที่ 2 โดยชอบแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2545 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงพิจารณาอุทธรณ์ของกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ในส่วนที่เหลือโดยเห็นว่า สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีมีนาคม เดือนภาษีพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม 2545 มีมติให้ยกอุทธรณ์ทั้งสิ้น กิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ เลิกกิจการในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการชำระบัญชีโดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพทเอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ แทนจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชี สำหรับคดีของจำเลยที่ 2 คู่ความไม่ได้อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ภาษีอากรค้างแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า แม้จำเลยที่ 1 จะโอนสัดส่วนการลงทุนให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับผิดตามมาตรา 1054 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1054 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนด้วยวาจาก็ดี ด้วยลายลักษณ์อักษรก็ดี ด้วยกิริยาก็ดี ด้วยยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือรู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้เขาแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนเสมือนเป็นหุ้นส่วน" ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่า กิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ทำสัญญากับกรุงเทพมหานคร โดยมีหน้าที่ออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ ก่อสร้าง ทดสอบ แก้ไขความชำรุดบกพร่องของงาน ฝึกอบรม และบำรุงรักษาโครงการบำบัดน้ำเสียกรุงเทพมหานคร แบบเหมารวมเบ็ดเสร็จช่วงหนองแขม ภาษีเจริญ และราษฎร์บูรณะ มูลค่าสัญญา 4,799,999,105 บาท จากข้อเท็จจริงย่อมเห็นได้ว่า กิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ คือห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งจำเลยที่ 1 กับบริษัทในต่างประเทศอีกสองบริษัทร่วมกันกระทำในประเทศไทย ทางพิจารณายังได้ความต่อไปว่า กรณีมีชื่อของจำเลยที่ 1 อยู่ในงบการเงินและรายงานผู้สอบบัญชีของกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2543 วันที่ 6 ตุลาคม 2546 มีการมอบอำนาจโดยผู้บริหารแผนของจำเลยที่ 1 ให้ไปพบเจ้าพนักงานของโจทก์เกี่ยวกับภาษีของกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ต่อมามีการฟ้องและต่อสู้คดีที่เกี่ยวข้องกับกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ในคดีสาขาหมายเลขแดงที่ 1876/2546 ของศาลล้มละลายกลาง และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 จำเลยทั้งสองร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ในคดีหมายเลขแดงที่ 8690/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่กิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ทำสัญญากับกรุงเทพมหานครในวันที่ 19 กันยายน 2539 และยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรในวันที่ 29 ตุลาคม 2539 จนกระทั่งเลิกกิจการในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 กรณีมีการใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นชื่อกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ มาโดยตลอด โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เริ่มก่อตั้งกิจการร่วมค้าย่อมต้องทราบเรื่องดังกล่าวมาแต่ต้น กลับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นการไม่ยินยอมหรือคัดค้านการใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นชื่อกิจการร่วมค้าและคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เหตุที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ประเมินภาษีคดีนี้ เนื่องจากกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ มิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด. 50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2544 และปี 2545 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) และมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 30 ตั้งแต่เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2545 ถึงเดือนมีนาคม 2547 ตามมาตรา 78/1 มูลหนี้ภาษีคดีนี้จึงเกิดขึ้นเมื่อปี 2544 ถึงเดือนมีนาคม 2547 อันเป็นช่วงระยะเวลาที่มีการใช้ชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นชื่อกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของกิจการร่วมค้า พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์/บริษัทล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1054 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นและเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ภาษีอากรค้างรวม 251,699,348.81 บาท แก่โจทก์และร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ในชั้นศาลภาษีอากรกลางและให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ในชั้นอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1054
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
บริษัทพรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5299/2559
#604326
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 และข้อ 3 ระบุว่า หากจำเลยขายที่ดินทั้งสองแปลงได้ภายใน 2 ปี จำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ 1,500,000 บาท โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ย หากจำเลยผิดนัด ให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีก็ตาม แต่สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมิได้กำหนดไว้ว่า หากจำเลยผิดนัดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แสดงว่าคู่สัญญามิได้ประสงค์ที่จะให้มีการคิดดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัด จะตีความสัญญาประนีประนอมยอมความว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ภายใน 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาแล้ว จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดด้วยนั้น เป็นการตีความเพื่อให้จำเลยรับผิดเพิ่มขึ้นซึ่งตามสัญญามิได้กำหนดความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยไว้ ย่อมไม่ชอบด้วยหลักของการตีความ ทั้งตามสัญญาข้อ 5 มีข้อความระบุด้วยว่า โจทก์และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีก ยิ่งแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากจำนวนเงิน 1,500,000 บาท ตามที่ตกลงกันเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท แก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับแต่วันผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่าไม่ปรากฏเรื่องการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้ยกคำร้อง โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดได้หรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คู่ความไม่ได้มีข้อตกลงใด ๆ เรื่องดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้องชอบด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยตกลงชำระเงิน 1,500,000 บาท แก่โจทก์ โดยโจทก์ยอมผ่อนผันให้จำเลยขายที่ดินสองแปลงเป็นระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อให้จำเลยหาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยขายที่ดินทั้งสองแปลงได้ภายใน 2 ปี จำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ 1,500,000 บาท โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลย หากจำเลยผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญา ให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ทันที โจทก์และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีก และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เห็นว่า แม้สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 2 และข้อ 3 มีข้อความระบุว่า หากจำเลยขายที่ดินทั้งสองแปลงได้ภายในระยะเวลา 2 ปี จำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ 1,500,000 บาท โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยจากจำเลย หากจำเลยผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญา ให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ทันทีก็ตาม แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมิได้กำหนดไว้ว่า หากจำเลยผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แสดงว่าคู่สัญญามิได้ประสงค์ที่จะให้มีการคิดดอกเบี้ยเมื่อมีการผิดนัด จะตีความสัญญาประนีประนอมยอมความว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาแล้ว จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดด้วยนั้น เป็นการตีความเพื่อให้จำเลยรับผิดเพิ่มขึ้นซึ่งตามสัญญามิได้กำหนดความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยไว้ ย่อมไม่ชอบด้วยหลักของการตีความ ทั้งตามสัญญาข้อ 5 มีข้อความระบุด้วยว่า โจทก์และจำเลยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดอีก ยิ่งแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งอื่นใดนอกเหนือไปจากจำนวนเงิน 1,500,000 บาท ตามที่ตกลงกันเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลเอกดำรง วงษ์ไทย
จำเลย — นายละออง ทวี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายอัษฎาวุธ สรหงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ฉันทวัธน์ วรทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5286/2559
#602545
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเช็คพิพาททั้งสิบหกฉบับมีการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย แต่จำเลยที่ 14 ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินจากธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลยที่ 14 ย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คว่าเป็นลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายหรือไม่ยิ่งไปกว่าบุคคลธรรมดา ทั้งต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป การที่จำเลยที่ 14 จ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสิบหกฉบับซึ่งเป็นเช็คที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย ทั้งที่มีตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ 14 กับมีเช็คอีกหลายฉบับที่โจทก์เคยสั่งจ่ายไว้อยู่ที่จำเลยที่ 14 จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยที่ 14 ผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ 14 เอง จำเลยที่ 14 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง

ค. กรรมการโจทก์เก็บสมุดเช็คไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของตนบริเวณชั้นสองของอาคารที่ทำการ ซึ่ง ค. ทำงานที่อาคารชั้นสองเพียงคนเดียว ส่วนพนักงานคนอื่น ๆ ทำงานชั้นล่างของอาคาร พนักงานจะขึ้นไปต่อเมื่อ ค. เรียกเข้าพบเท่านั้น โต๊ะทำงานและลิ้นชักดังกล่าวล็อกกุญแจไว้ทุกครั้ง กุญแจจะอยู่ที่ ค. เพียงคนเดียว ดังนี้ ฟังได้ว่าโจทก์ได้เก็บรักษาเช็คพิพาทดังเช่นวิญญูชนพึงกระทำแล้ว ถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำโดยประมาทอันจะถือว่าโจทก์เป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นต่อสู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง และแม้โจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 14 ทราบเมื่อเช็คพิพาททั้งสิบหกฉบับเกิดการสูญหายและมีผู้ไม่สุจริตนำไปปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายก็ตาม เมื่อโจทก์มิได้กระทำโดยประมาท จำเลยที่ 14 จะหยิบยกข้อสัญญาที่ยกเว้นความรับผิดของตนมาปัดความรับผิดไม่ได้

ในคดีอาญา เป็นกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีนี้เป็นจำเลย ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ลักทรัพย์ ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเลคทรอนิกส์ ส่วนคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 14 เป็นจำเลย ในข้อหาละเมิด ฝากทรัพย์ คดีนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 14 จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ทั้งจำเลยที่ 14 ในคดีนี้ก็ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 14 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1008 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็มเมอร์รัลด์ ไอล (ภูเก็ต) จำกัด
นายธนพรหรือนางธนพร อึงอำนวยพร
จำเลย — หรือนางธัญญพัทธ์ สินประเสริฐนารา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพรเทพ สุทิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
วัฒนา วิทยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5267/2559
#603275
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์กับจำเลยซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต จัดซื้อ และจัดหารายการโทรทัศน์ ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะนำรายการโทรทัศน์จากจำเลยมาแพร่เสียงแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของโจทก์ โดยจำเลยรับรองต่อโจทก์ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสิทธิในรายการโทรทัศน์นั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อสัญญาดังกล่าวจึงถือเป็นสาระสำคัญ เพราะหากจำเลยไม่ใช่ผู้มีสิทธิในภาพยนตร์ที่อนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิ โจทก์ย่อมไม่ทำสัญญากับจำเลยอย่างแน่แท้ เมื่อบริษัท ส. แจ้งแก่โจทก์ว่าพบการเผยแพร่ภาพยนตร์ที่ตนมีสิทธิจัดจำหน่ายและหรือเผยแพร่แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยถือเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่เสียงแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์และจำเลยจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์จากการแพร่เสียงแพร่ภาพภาพยนตร์ที่จำเลยยืนยันว่ามีสิทธิในภาพยนตร์นั้นแล้วอนุญาตให้โจทก์แพร่เสียงแพร่ภาพตามสัญญาดังกล่าว ทั้งที่จำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ จึงทำให้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจแพร่เสียงแพร่ภาพได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณ เพราะบุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจว่าโจทก์กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ รวมทั้งมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ความน่าเชื่อถือในวงการธุรกิจโทรคมนาคม และความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้าของโจทก์ นอกจากนี้การที่โจทก์ต้องชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายให้แก่สำนักงานกฎหมาย ก็เป็นผลโดยตรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยดังกล่าวจนทำให้โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญา จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณเนื่องจากการถูกดำเนินคดีอาญา และค่าเสียหายที่เป็นค่าทนายความและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์จำนวน 10,000,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายจำนวน 17,803,859 บาท ค่าสิทธิตามสัญญาที่โจทก์ได้เสียไปแล้วจากการต้องหาคู่สัญญารายใหม่แทนจำเลยจำนวน 33,053,182.49 บาท ค่าทนายความและที่ปรึกษากฎหมายและค่าใช้จ่ายจากกรณีที่โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาจำนวน 233,325.81 บาท รวมเป็นค่าเสียหายจำนวนทั้งสิ้น 61,090,367.30 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมและธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกันกับกิจการโทรคมนาคม เช่น การให้บริการรับ-ส่งสัญญาณโทรทัศน์และสัญญาณบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม โจทก์โดยนางศุภจีและนายวุฒิ กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์มอบอำนาจให้นายปราโมทย์ ดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์เป็นเจ้าของและเป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในนาม "DTV" จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการซื้อและจัดจำหน่ายซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ จัดจำหน่ายภาพยนตร์ผ่านทางระบบการตอบรับสมาชิกทางสื่อโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 จำเลยอนุญาตให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิในการแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์ผ่านช่องทางการแพร่ภาพแพร่เสียงของ "DTV" เฉพาะในช่องรายการ "HDTV-2" หรือ ช่อง "D-movie HD" หรือช่อง "HD-TV1" มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์ เลขที่ "DTV-HD-1201" และบันทึกความร่วมมือการหาผลประโยชน์จากสื่อของ "DTV" เลขที่ "DTV-HD 1201A" โจทก์นำภาพยนตร์ออกเผยแพร่สู่สาธารณชนโดยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของโจทก์ในช่องรายการ "HDTV-2" เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 บริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า พบการเผยแพร่ภาพยนตร์ที่บริษัทมีสิทธิจัดจำหน่ายหรือเผยแพร่แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยทางช่องรายการ "HDTV2" ของโจทก์ โดยโจทก์มิได้รับอนุญาตจากบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตามหนังสือเรื่องขอให้ชี้แจงเรื่องสิทธิการเผยแพร่ภาพยนตร์ โจทก์สอบถามไปยังจำเลย ต่อมาจำเลยแจ้งว่ารายชื่อภาพยนตร์ตามเอกสารแนบท้ายนั้นมีรายชื่อบางส่วนที่ยังไม่เสร็จกระบวนการซื้อลิขสิทธิ์ พร้อมกันนี้จำเลยแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ที่ไม่ได้รับสิทธิในการออกอากาศ และขอให้โจทก์ส่งรายชื่อภาพยนตร์ก่อนออกอากาศผ่านช่องดีทีวีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ให้แก่จำเลยเพื่อตรวจสอบสิทธิในการเผยแพร่ต่อสาธารณชนก่อนการออกอากาศอีกครั้ง ตามหนังสือเรื่องขอแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ที่ไม่ได้รับสิทธิในการแพร่ภาพแพร่เสียงผ่านช่องทางดีทีวี ลงวันที่ 1 มีนาคม 2556 ในวันที่ 1 มีนาคม 2556 นายนรุตม์ ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินคดีแก่โจทก์และกรรมการบริษัทโจทก์ทุกคนในความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานภาพยนตร์ ตามหนังสือเรื่องแจ้งให้กรรมการบริษัทโจทก์ทุกคนเพื่อรับทราบข้อหากรณีถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา ลงวันที่ 8 มีนาคม 2556 และหมายเรียกผู้ต้องหาบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยืนยันว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากเจ้าของลิขสิทธิ์ให้เป็นผู้มีสิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งภาพยนตร์จำนวน 25 เรื่อง ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว และจำเลยมิได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือมีสิทธิให้ผู้อื่นเผยแพร่ต่อสาธารณชน ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต จัดซื้อ และจัดหารายการโทรทัศน์ โจทก์ทำสัญญากับจำเลยด้วยวัตถุประสงค์ที่จะนำรายการโทรทัศน์จากจำเลยมาแพร่เสียงแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมชื่อ "DTV" (ดีทีวี) ของโจทก์ โดยจำเลยรับรองต่อโจทก์ว่าจำเลยเป็นเจ้าของสิทธิในรายการโทรทัศน์นั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังปรากฏตามข้อ 5.3 ของสัญญาที่ว่า "เอ็มไอซี (จำเลย) ขอรับรองว่าเอ็มไอซี (จำเลย) เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเนื้อหา ภาพและเสียงทุกชนิดในรายการโทรทัศน์ตามรายชื่อที่ปรากฏในเอกสารแนบท้ายสัญญา ข. และ/หรือเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในเนื้อหา ภาพและเสียงทุกชนิดในรายการโทรทัศน์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเอ็มไอซี (จำเลย) จะเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์ เทปโทรทัศน์ บทเพลง หรือบทประพันธ์ สิทธินักแสดงและสิ่งอื่น ๆ ที่นำออกแสดงเพื่อออกอากาศในรายการโทรทัศน์ตลอดจนความรับผิดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอกหรือบุคคลใด ๆ เนื่องจากการออกอากาศรายการโทรทัศน์ดังกล่าวของเอ็มไอซี (จำเลย) ในกรณีที่มีการเรียกร้องค่าลิขสิทธิ์หรือค่าเสียหายใด ๆ เอ็มไอซี (จำเลย) จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้แต่เพียงผู้เดียว และไม่ว่ากรณีใด ๆ หากดีทีวี (โจทก์) ต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายใดๆ เพราะเหตุดังกล่าว เอ็มไอซี (จำเลย) จะต้องชดใช้ให้แก่ดีทีวี (โจทก์) ทั้งสิ้น" ข้อสัญญาดังกล่าวถือเป็นสาระสำคัญ เพราะหากจำเลยไม่ใช่ผู้มีสิทธิในภาพยนตร์ที่อนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิ โจทก์ย่อมไม่ทำสัญญากับจำเลยอย่างแน่แท้ เมื่อบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แจ้งแก่โจทก์ว่าบริษัทพบการเผยแพร่ภาพยนตร์ที่บริษัทมีสิทธิจัดจำหน่ายและหรือเผยแพร่แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม "DTV" ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต และโจทก์แจ้งแก่จำเลยแล้วแทนที่จำเลยจะยืนยันแก่โจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิในภาพยนตร์ตามที่รับรองไว้ในสัญญา จำเลยกลับมีหนังสือแจ้งว่ารายชื่อภาพยนตร์ตามเอกสารแนบท้ายหนังสือมีรายชื่อบางส่วนที่ยังไม่เสร็จกระบวนการซื้อลิขสิทธิ์ ข้อเท็จจริงได้ความจากนายนรุตม์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานสรุปได้ว่า บริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยในการเผยแพร่เนื้อหาภาพยนตร์จำนวน 25 เรื่อง โจทก์แพร่ภาพแพร่เสียงภาพยนตร์หลายเรื่องโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต่อมาบริษัทดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าเนื่องจากโจทก์แพร่เสียงแพร่ภาพภาพยนตร์ที่จำเลยจัดหาให้แก่โจทก์ ตามพฤติการณ์แห่งคดีแสดงว่าจำเลยหาได้มีสิทธิในภาพยนตร์ตามที่จำเลยรับรองต่อโจทก์ตามสัญญาไม่ ส่วนที่นายกันต์พจน์ ผู้จัดการบริษัทจำเลยซึ่งมีหน้าที่ในการติดต่อเจรจาทางธุรกิจกับบริษัทคู่ค้าทั้งหมดเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำ ยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานซึ่งสรุปได้ว่า ระหว่างปี 2549 ถึงปี 2554 นายสุวิช ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์ของบริษัทมงคลภาพยนตร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำนวน 4 ครั้ง รวมภาพยนตร์จำนวนกว่า 1,000 เรื่อง สัญญามิได้ห้ามนายสุวิชอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิช่วง นายสุวิช จึงนำสิทธิที่ได้รับตามสัญญาไปอนุญาตให้บริษัทดี.เอ.ไอ ฟิล์ม จำกัด ใช้สิทธิในภาพยนตร์ดังกล่าว ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ต่อมาบริษัทดี.เอ.ไอ ฟิล์ม จำกัด อนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในภาพยนตร์ที่ได้รับมาทั้งหมด นั้น เห็นว่า เมื่อตรวจสอบสำเนาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์ระหว่างบริษัทมงคลภาพยนตร์ จำกัด ผู้อนุญาต กับนายสุวิชผู้รับอนุญาตเอกสารฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ฉบับลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 และฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2552 สัญญาทั้งสามฉบับบริษัทมงคลภาพยนตร์ จำกัด อนุญาตให้นายสุวิชนำภาพยนตร์ไปแพร่เสียงแพร่ภาพในระบบเคเบิลทีวีเท่านั้น ต่อมาหลังจากทำสัญญาสองฉบับแรกลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 และลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 บริษัทมงคลภาพยนตร์ จำกัด อนุญาตให้นายสุวิชแพร่เสียงแพร่ภาพในระบบวีดิทัศน์ตามสั่ง (Video On Demand) ได้ ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2551 จำนวน 2 ฉบับ สิทธิของนายสุวิชตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์ทั้งสามฉบับจึงไม่รวมถึงสิทธิในการนำภาพยนตร์ไปแพร่เสียงแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมด้วย แม้บริษัทมงคลภาพยนตร์ จำกัด กับนายสุวิชจะทำสัญญาอีกสองฉบับอนุญาตให้นายสุวิชนำภาพยนตร์ไปแพร่เสียงแพร่ภาพในระบบดาวเทียมได้คือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์ ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 และฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2554 แต่สัญญาฉบับแรกมีภาพยนตร์จำนวนเพียง 252 เรื่อง และไม่มีภาพยนตร์จำนวน 25 เรื่อง ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ อยู่ในรายชื่อภาพยนตร์ตามเอกสารแนบท้ายสัญญาที่จำเลยอ้างส่ง ส่วนสัญญาฉบับที่สองลงวันที่ 21 ธันวาคม 2554 อนุญาตให้แพร่เสียงแพร่ภาพเฉพาะระบบโทรทัศน์ดาวเทียมช่องดี-เอเชียน (D-Asian), ช่องดี-มูฟวีย์ (D-Movie), ช่องฟิล์มแมกซ์ (Film Max) และ ช่องเวิลด์มูฟวีย์ (World Movie) เท่านั้น ดังนั้น ที่มาแห่งสิทธิในภาพยนตร์ของจำเลยตามคำเบิกความของนายกันต์พจน์พยานจำเลยจึงยังไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าจำเลยได้สิทธิที่จะใช้งานภาพยนตร์จำนวน 25 เรื่อง ดังกล่าว ประกอบกับหนังสือเรื่องขอแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ที่ไม่ได้รับสิทธิในการแพร่ภาพแพร่เสียงผ่านช่องทางดีทีวี มีภาพยนตร์ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจำนวน 16 เรื่อง อยู่ในรายชื่อภาพยนตร์ที่จำเลยแจ้งว่าไม่ได้รับสิทธิในการออกอากาศ ซึ่งเท่ากับเป็นการที่จำเลยยอมรับว่าจำเลยยังไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์จำนวน 16 เรื่อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่มีสิทธิที่จะอนุญาตให้โจทก์แพร่เสียงแพร่ภาพภาพยนตร์ จำนวน 25 เรื่อง นั้น การกระทำของจำเลยถือเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์ ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ข้อ 6.1 ในส่วนของเอกสารแนบท้ายสัญญานั้น ข้อสัญญาหลายข้อในสัญญาระบุถึงเอกสารแนบท้าย โดยแบ่งเอกสารแนบท้ายเป็นจำนวน 2 ชุด คือ เอกสารแนบท้ายสัญญา ก. ซึ่งเกี่ยวกับรายละเอียดการคิดค่าตอบแทนการอนุญาตให้ใช้สิทธิ และเอกสารแนบท้ายสัญญา ข. ซึ่งเป็นรายชื่อรายการโทรทัศน์ที่จำเลยอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิ เอกสารแนบท้ายทั้ง 2 ชุด มีความสำคัญต่อการปฏิบัติตามสัญญา เพราะเกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยและรายชื่อภาพยนตร์ที่โจทก์ได้รับสิทธิจากจำเลยให้นำไปแพร่เสียงแพร่ภาพได้ จากความสำคัญดังกล่าวย่อมมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์และจำเลยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้พิจารณาเอกสารแนบท้ายสัญญา ในขณะทำสัญญาแล้ว เอกสารแนบท้ายสัญญาจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย ซึ่งกรณีของเอกสารแนบท้ายสัญญา ข. ได้แก่ เอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 4 ถึงแผ่นที่ 14 ที่นายกันต์พจน์พยานจำเลยเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า รายชื่อภาพยนตร์ในเอกสารแนบท้ายสัญญา ข. ไม่ใช่รายชื่อภาพยนตร์ที่จำเลยเป็นผู้จัดทำและจำเลยไม่ได้เป็นผู้จัดส่งให้แก่โจทก์ รายชื่อภาพยนตร์ทั้งหมดเป็นรายชื่อภาพยนตร์ที่โจทก์เป็นผู้จัดหาและจัดทำขึ้นเองทั้งสิ้น เห็นว่า เอกสารแนบท้ายสัญญา ข. ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 4 ถึงแผ่นที่ 14 แม้โจทก์เป็นผู้จัดทำโดยปรากฏที่หัวกระดาษมีชื่อและที่อยู่ของบริษัทโจทก์ก็มิใช่ข้อที่ทำให้สงสัยว่าเป็นรายชื่อภาพยนตร์ที่โจทก์เป็นผู้จัดหาและจัดทำขึ้นเองโดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเพราะสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์เอกสารหมาย จ.4 และบันทึกความร่วมมือการหาผลประโยชน์จากสื่อของดีทีวี (DTV) เอกสารหมาย จ.5 ล้วนแต่มีหัวกระดาษที่มีชื่อและที่อยู่ของบริษัทโจทก์แบบเดียวกัน และจำเลยมิได้โต้แย้งความถูกต้องของเนื้อความในเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 4 ถึงแผ่นที่ 14 แต่อย่างใด ส่วนรายชื่อภาพยนตร์ที่ปรากฏในเอกสารแนบท้ายสัญญา ข. มีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้แจ้งให้โจทก์ทราบเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถรู้ได้เองว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิในภาพยนตร์เรื่องใดบ้างเพราะข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยซึ่งประกอบธุรกิจซื้อและจำหน่ายซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้เอกสารยังระบุเรื่องวันเข้าฉาย ชื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ ชื่อภาพยนตร์ภาษาไทย หรือประเภทของภาพยนตร์ซึ่งเป็นรายละเอียดที่โจทก์ไม่อาจล่วงรู้ได้ ประกอบกับก่อนที่โจทก์จะแพร่เสียงแพร่ภาพซึ่งภาพยนตร์เรื่องใด โจทก์ต้องมั่นใจว่าจำเลยในฐานะผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิในภาพยนตร์แก่โจทก์ได้ตรวจสอบรายชื่อภาพยนตร์แล้ว มิฉะนั้นโจทก์ต้องเสี่ยงต่อการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์นั้นและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้ ทั้งปรากฏว่าช่วงระยะเวลาหลังจากการทำสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 จนถึงวันที่จำเลยมีหนังสือขอแจ้งรายชื่อภาพยนตร์ที่ไม่ได้รับสิทธิในการแพร่ภาพแพร่เสียงผ่านช่องทางดีทีวี ลงวันที่ 1 มีนาคม 2556 เอกสารหมาย จ.9 จำเลยไม่เคยโต้แย้งหรือทักท้วงว่าเอกสารแนบท้ายสัญญา ข. เอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 4 ถึงแผ่นที่ 14 ไม่ถูกต้อง จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าเอกสารแนบท้ายสัญญา ข. ดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยถูกต้องและมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย ที่นายกันต์พจน์พยานจำเลยเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า ภาพยนตร์ที่จำเลยอนุญาตให้โจทก์นำออกเผยแพร่ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์เอกสารหมาย จ.4 เป็นภาพยนตร์ที่จำเลยมีสิทธินำออกเผยแพร่ทั้งสิ้น ในทางปฏิบัติโจทก์จะต้องส่งภาพยนตร์ที่โจทก์คัดเลือกให้จำเลยทราบก่อนออกอากาศไม่น้อยกว่า 30 วัน การที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นเพราะโจทก์ไม่ได้ส่งรายชื่อภาพยนตร์ที่โจทก์คัดเลือกให้จำเลยทราบก่อนออกอากาศ นั้น เห็นว่า กรณีที่โจทก์ต้องคัดเลือกรายการโทรทัศน์และแจ้งให้จำเลยทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันออกอากาศเป็นกรณีที่จำเลยจัดส่งรายชื่อรายการโทรทัศน์ใหม่ให้แก่โจทก์ทุกๆ 6 เดือน หรือเมื่อจำเลยมีรายชื่อรายการใหม่เพื่อให้โจทก์พิจารณาคัดเลือกนำมาออกอากาศเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุในเอกสารแนบท้ายสัญญา ก. ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 5.2 แต่กรณีของภาพยนตร์ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.48 จำนวน 25 เรื่อง เป็นภาพยนตร์ที่อยู่ในเอกสารแนบท้ายสัญญา ข. ถึงจำนวน 24 เรื่อง (ยกเว้นภาพยนตร์เรื่อง "The Twilight Saga: Breaking Dawn Part II" ไม่ใช่กรณีตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 5.2) จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องส่งรายชื่อภาพยนตร์ให้แก่จำเลย และจำเลยทราบชื่อภาพยนตร์จากเอกสารแนบท้ายสัญญา ข. อยู่แล้ว คำเบิกความของนายกันต์พจน์พยานจำเลยจึงขัดแย้งกับข้อสัญญาในข้อ 5.2 ของสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ดังที่นายกันต์พจน์เบิกความ ส่วนที่นายสุวิช กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า นายสุวิชและนางสาวเสาวณีย์ ลงนามไปเฉพาะสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารหมาย จ.4 ยังไม่ได้ลงนามในเอกสารแนบท้ายสัญญา ก. และ ข. เพราะนายกันต์พจน์ตรวจพบและทักท้วงว่ามีรายชื่อภาพยนตร์ที่ไม่ถูกต้องตรงตามสิทธิที่จำเลยได้รับ และแจ้งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขตารางในเอกสารแนบท้ายสัญญาให้ถูกต้องเพื่อลงนามต่อไป แต่โจทก์ไม่ได้ส่งตารางรายชื่อภาพยนตร์ใด ๆ มาให้นายสุวิชลงนาม และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า เป็นข้อพิรุธเกี่ยวกับรายชื่อภาพยนตร์แนบท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ที่รับฟังไม่ได้ว่าเป็นลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยให้การรับรองนั้น เห็นว่า จำเลยให้การแต่เพียงว่ารายชื่อภาพยนตร์ในเอกสารแนบท้ายสัญญา ข. ไม่ใช่รายชื่อภาพยนตร์ที่จำเลยเป็นผู้จัดทำและจำเลยไม่ได้เป็นผู้จัดส่งให้แก่โจทก์ รายชื่อภาพยนตร์ดังกล่าวทั้งหมดเป็นรายชื่อภาพยนตร์ที่โจทก์เป็นผู้จัดหาและจัดทำขึ้นทั้งสิ้น การที่โจทก์นำภาพยนตร์บางส่วนออกเผยแพร่และเกิดเหตุละเมิดสิทธิของบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น เท่ากับว่าจำเลยไม่ได้ให้การในเรื่องการลงลายมือชื่อในเอกสารแนบท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ในข้อสาระสำคัญที่โจทก์จะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า จำเลยไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะอนุญาตให้โจทก์แพร่เสียงแพร่ภาพภาพยนตร์จำนวน 25 เรื่อง ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารหมาย จ.25 ถึง จ.48 อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญตามสัญญาข้อ 6.1 เอกสารหมาย จ.4 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายฐานผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์เอกสารหมาย จ.4 แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า โจทก์และจำเลยได้นำสืบข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยปัญหานี้แล้ว จึงเห็นสมควรไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อน ในปัญหานี้โจทก์มีนายปราโมทย์ กรรมการบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำ ยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานสรุปได้ว่า การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายดังนี้ (1) ค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียง และเกียรติคุณเนื่องจากการถูกบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำเนินคดีอาญาจำนวน 10,000,000 บาท (2) ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ทางการค้าจากรายได้ที่โจทก์ควรได้รับแต่ต้องสูญเสียไปจากการเปลี่ยนแปลงเนื้อหารายการออกอากาศ โดยแบ่งเป็น (2.1) ลูกค้าขอลดค่าบริการในการเข้าใช้เครือข่ายของโจทก์ (DTV Platform Access) ลงร้อยละ 50 จากอัตราค่าบริการปกติและบางส่วนยกเลิกข้อตกลงในภายหลังรวมจำนวน 6 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 284,750 บาท (2.2) ลูกค้าขอระงับบริการในการเข้าใช้เครือข่ายของโจทก์ชั่วคราวตามข้อตกลงรายปีจำนวน 1 ราย คิดเป็นรายได้ที่ขาดไปจำนวน 9 เดือน จำนวนเดือนละ 200,000 บาท รวมจำนวน 1,800,000 บาท (2.3) ลูกค้าขอยกเลิกบริการในการใช้โครงข่ายของโจทก์ รวมจำนวน 5 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 492,000 บาท (2.4) ตัวแทนจำหน่ายกล่องรับสัญญาณและจานดาวเทียม ขอคืนสินค้าและระงับการซื้อสินค้า ทำให้โจทก์สูญเสียรายได้และโอกาสทางธุรกิจในการจำหน่ายกล่องและอุปกรณ์รับสัญญาณและจานดาวเทียมประเภทความคมชัดสูง (หรือกล่อง "DTV-HD 1") ซึ่งใช้กับช่องรายการ "HDTV 2" หรือช่องรายการ "D-Movie HD" โดยเฉพาะ คิดคำนวณเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันคือ ช่วงก่อนและหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหารายการ คิดเป็นรายได้ที่ลดลงซึ่งโจทก์ขอคิดจำนวนเพียง 2 ไตรมาส เป็นเงินจำนวน 14,202,541.22 บาท (2.5) ค่าเสียหายจากการผลิตสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ทำขึ้นแล้วแต่ไม่ได้ใช้เพราะข้อมูลรายการมีการเปลี่ยนแปลงจากกรณีที่ต้องยุติการออกอากาศรายการภาพยนตร์จำนวน 25 เรื่อง ทางช่อง "HDTV 2" หรือช่อง "D-Movie HD" คิดเป็นเงินจำนวน 51,250 บาท (3) เงินค่าสิทธิและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ชำระแก่เจ้าของสิทธิรายใหม่รวมจำนวน 2 ราย ดังนี้ (3.1) ค่าลิขสิทธิ์ที่โจทก์ชำระให้แก่บริษัทเอส.ที.จี. มัลติมีเดีย จำกัด จำนวน 1,000,000 บาท (3.2) ค่าลิขสิทธิ์ที่โจทก์ต้องชำระให้แก่บริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำนวนปีละ 5,000,000 บาท โจทก์คำนวณค่าสิทธิในส่วนนี้ตามสัดส่วนเท่ากับระยะเวลาที่เหลือของสัญญาเดิมที่เคยทำไว้กับจำเลย เป็นระยะเวลา 2 ปี 1 เดือน 14 วัน คิดเป็นเงินจำนวน 10,602,739.73 บาท (3.3) ค่าเวลาออกอากาศ (Barter Air Time) หรือนาทีสำหรับโฆษณาประชาสัมพันธ์ (Advertising Minute) ตลอดอายุสัญญาที่โจทก์ต้องชำระให้บริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แทนตัวเงินจำนวน 10,000,000 บาท โจทก์ขอนำมาคิดเป็นฐานในการเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จำนวนเพียง 5,000,000 บาท โจทก์คำนวณค่าสิทธิในส่วนนี้ตามสัดส่วนเท่ากับระยะเวลาที่เหลือของสัญญาเดิมที่เคยทำไว้กับจำเลยเป็นระยะเวลา 2 ปี 1 เดือน 14 วัน คิดเป็นเงินจำนวน 10,602,739.73 บาท (4) ค่าทนายความและที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่โจทก์ชำระให้แก่บริษัทสำนักงานกฎหมายดำเนิน สมเกียรติและบุญมา จำกัด จากกรณีที่โจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาและการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจำนวน 233,325.81 บาท รวมค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ตามข้อ (1) ถึง (5) จำนวนทั้งสิ้น 49,269,346.49 บาท เห็นว่า เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.4 แล้ว โจทก์และจำเลยจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ไม่ สำหรับค่าเสียหายจากความเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณเนื่องจากการถูกบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำเนินคดีอาญา และค่าเสียหายที่เป็นค่าทนายความและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่ชำระให้แก่บริษัทดำเนิน สมเกียรติและบุญมา จำกัด นั้น เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมชื่อ ดีทีวี (DTV) โดยมีช่องรายการ "HDTV-2" หรือ "D-Movie HD" เป็นช่องรายการหลัก ซึ่งช่องรายการดังกล่าวทำการแพร่เสียงแพร่ภาพภาพยนตร์ต่อสาธารณชน กลุ่มลูกค้าของโจทก์ได้แก่ โครงการหรือองค์กรที่เชื่อมหรือเช่าใช้โครงข่าย (DTV Platform Access) ของโจทก์ และตัวแทนจำหน่ายสินค้าซึ่งเป็นผู้จำหน่ายและให้บริการติดตั้งกล่องรับสัญญาณ อุปกรณ์รับสัญญาณ และจานดาวเทียมแก่ผู้พักอาศัยตามบ้านเรือน ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการซื้อและจัดจำหน่ายซึ่งลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้นายสุวิช กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยมาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า พยานเคยขออนุญาตใช้สิทธิในงานภาพยนตร์ของบริษัทมงคลภาพยนตร์ จำกัด แล้วพยานอนุญาตให้บริษัทดี.เอ.ไอ. ฟิล์ม จำกัด ซึ่งพยานร่วมบริหารอยู่ด้วยและเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทจำเลยใช้สิทธิช่วง จากนั้นบริษัทดี.เอ.ไอ. ฟิล์ม จำกัด ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยใช้สิทธิในภาพยนตร์ที่ได้รับมาทั้งหมด ดังนั้นการประกอบธุรกิจของจำเลยตลอดจนกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยล้วนเกี่ยวข้องกับการขออนุญาตใช้สิทธิในงานภาพยนตร์ทั้งสิ้น อีกทั้งในการทำสัญญากับโจทก์ จำเลยยังให้คำรับรองว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในเนื้อหา ภาพ และเสียงทุกชนิดในรายการโทรทัศน์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจะรับผิดชอบเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ เทปโทรทัศน์ บทเพลงหรือบทประพันธ์ สิทธิของนักแสดง และสิ่งอื่นๆ ที่นำออกอากาศในรายการโทรทัศน์ตลอดจนความรับผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอกหรือบุคคลใดๆ เนื่องจากการออกอากาศรายการโทรทัศน์ของจำเลย จากการที่จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจซื้อและจัดจำหน่ายซึ่งลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศและได้ให้คำรับรองต่อโจทก์ จึงมีเหตุผลให้โจทก์เชื่อว่าโจทก์มีสิทธิแพร่เสียงแพร่ภาพภาพยนตร์โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์โดยชอบแล้ว เมื่อโจทก์ถูกบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำเนินคดีอาญาในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์จากการแพร่เสียแพร่ภาพภาพยนตร์จำนวน 25 เรื่อง ที่จำเลยยืนยันว่ามีสิทธิในภาพยนตร์นั้นแล้วอนุญาตให้โจทก์แพร่เสียงแพร่ภาพ ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์เอกสารหมาย จ.4 ทั้งๆ ที่จำเลยไม่มีสิทธิใดๆ ในภาพยนตร์จำนวน 25 เรื่อง ดังกล่าวนั้น ทำให้โจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจแพร่เสียงแพร่ภาพได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณ เพราะบุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจว่าโจทก์กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และละเมิดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ รวมทั้งมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ความน่าเชื่อถือในวงการธุรกิจโทรคมนาคม และความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้าของโจทก์ นอกจากนี้การที่โจทก์ต้องชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทสำนักงานกฎหมายดำเนิน สมเกียรติและบุญมา จำกัด ก็เป็นผลโดยตรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยจนทำให้โจทก์ถูกบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำเนินคดีอาญา จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณและค่าเสียหายที่เป็นค่าทนายความและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายรวมกันเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท ค่าเสียหายประการต่อมาเป็นค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ทางการค้าจากรายได้ที่โจทก์อ้างว่าควรได้รับ แต่ต้องสูญเสียไปจากการเปลี่ยนแปลงเนื้อหารายการออกอากาศ ค่าเสียหายส่วนนี้ปรากฏจากคำเบิกความของนายปราโมทย์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานและสรุปรายการค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับจากกรณีจำเลยทำผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารหมาย จ.14 ว่า ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์จากรายได้ที่โจทก์ควรจะได้รับแต่ต้องสูญเสียไปจากการต้องยุติการออกอากาศภาพยนตร์ทางช่อง "HDTV 2" หรือ "D-Movie HD" ได้แก่ (1) ค่าขาดประโยชน์รายได้ที่โจทก์ควรจะได้รับจากลูกค้าในกลุ่มบริการเข้าใช้โครงข่ายของโจทก์ (DTV Platform Access) ต่อปี โดยมีลูกค้าที่ขอลดค่าบริการร้อยละ 50 และบางส่วนยกเลิกข้อตกลงในภายหลังจำนวน 6 ราย ได้แก่บริษัทเปียร์นนท์ เคเบิลเนต จำกัด จำนวน 30,000 บาท นครเคเบิ้ลจำนวน 48,000 บาท บริษัทเคพีทีดิจิตอลเทเลวิชันเคเบิลทีวี จำกัด จำนวน 144,000 บาท บริษัทเคเบิ้ลพีพีเน็ทเวิร์ค จำกัด จำนวน 12,000 บาท ชุมพรวิชั่นจำนวน 2,750 บาท และบริษัทหาดใหญ่เคเบิลจำนวน 48,000 บาท รวมจำนวน 284,750 บาท ลูกค้าที่ระงับบริการชั่วคราว 1 ราย คือ เอ็นเวสจำนวน 1,800,000 บาท ลูกค้าที่ยกเลิกบริการจำนวน 5 ราย ได้แก่ บริษัทเอ็มเอสเอสเคเบิลเน็ตเวิร์ค ปทุมธานี จำกัด จำนวน 120,000 บาท บริษัทเอ็มเอสเอสพิษณุโลกเคเบิลทีวี จำกัด จำนวน 120,000 บาท บริษัทเอ็มเอสเอส ฉะเชิงเทรา จำกัด จำนวน 72,000 บาท บริษัทเวิร์ลเน็ตเวิร์ค จำกัด จำนวน 60,000 บาท และบริษัทปราการเคเบิ้ลทีวี จำกัด จำนวน 120,000 บาท รวมจำนวน 492,000 บาท (2) ค่าเสียหายจากตัวแทนจำหน่ายบางส่วนขอคืนสินค้าและระงับการซื้อสินค้ากล่อง "DTV-HD 1" ทำให้โจทก์สูญเสียรายได้และโอกาสทางธุรกิจโดยเป็นความเสียหายในไตรมาสที่ 2 ปี 2556 หลังปรับผังรายการจำนวน 6,986,252.58 บาท และในไตรมาส์ที่ 3 ปี 2556 หลังปรับผังรายการจำนวน 7,216,288.64 บาท รวมเป็นค่าเสียหายจำนวนทั้งสิ้น 14,202,541.22 บาท (3) ค่าเสียหายจากการผลิตสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์แต่ไม่สามารถนำไปใช้งานได้เพราะข้อมูลรายการมีการเปลี่ยนแปลงจากกรณีที่ต้องยุติออกอากาศรายการภาพยนตร์จำนวน 25 เรื่อง ทางช่อง "HDTV 2" หรือช่อง "D-Movie HD" รวมเป็นค่าเสียหายจากการผลิตสื่อโฆษณาจำนวนทั้งสิ้น 51,250 บาท จากพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์ยุติการออกอากาศรายการภาพยนตร์ทางช่อง "D Movie HD" หรือช่อง "HDTV 2" ในวันที่ 30 มีนาคม 2556 มีภาพยนตร์ตามตารางที่ 1 รายชื่อภาพยนตร์ท้ายสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์ที่บริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด อ้างว่าโจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์จำนวน 24 เรื่อง ในจำนวน 25 เรื่อง ที่บริษัทดังกล่าวแจ้งต่อโจทก์ (ยกเว้นภาพยนตร์เรื่อง "The Twilight Saga: Breaking Dawn Part II) ซึ่งโจทก์ก็ควรยุติออกอากาศรายการภาพยนตร์ทางช่อง "D Movie HD" หรือช่อง "HDTV 2" จำนวนเพียง 24 เรื่อง จากรายการภาพยนตร์ทั้งหมดตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์จำนวน 582 เรื่อง แต่โจทก์กลับยุติการออกอากาศรายการภาพยนตร์ทั้ง 582 เรื่อง แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อ้างลอยๆ ว่ามีลูกค้าขอลดค่าบริการร้อยละ 50 และบางส่วนยกเลิกข้อตกลงในภายหลังจำนวน 6 ราย มีลูกค้าที่ระงับการบริการชั่วคราว 1 ราย และลูกค้าที่ยกเลิกบริการจำนวน 5 ราย มีตัวแทนจำหน่ายบางส่วนขอคืนสินค้าและระงับการซื้อสินค้ากล่อง "DTV-HD 1" และมีการผลิตสื่อโฆษณาที่ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ก็ตาม ก็ยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ว่าความเสียหายดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่โจทก์หยุดออกอากาศรายการภาพยนตร์ที่มีปัญหาไม่เป็นไปตามที่จำเลยให้การรับรองต่อโจทก์ว่าโจทก์สามารถนำไปออกอากาศได้โดยชอบจำนวน 24 เรื่อง ดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจเรียกเอาค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ทางการค้าจากจำเลยได้ สำหรับค่าเสียหายประการสุดท้ายได้แก่ ค่าสิทธิและประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์อ้างว่าต้องชำระไปเพื่อจัดหารายการภาพยนตร์มาทดแทนรายการภาพยนตร์ของจำเลยปรากฏตามคำเบิกความของนายปราโมทย์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ประกอบสรุปรายการค่าเสียหายว่า ค่าสิทธิและค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องชำระให้แก่บุคคลภายนอกในการจัดหารายการภาพยนตร์มาทดแทนจากการที่จำเลยผิดสัญญา คำนวณตามสัดส่วนเท่ากับระยะเวลาที่เหลือของสัญญาเดิมที่ทำไว้กับจำเลยรวมเป็นระยะเวลา 2 ปี 1 เดือน 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ประกอบด้วยค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ที่ซื้อจากบริษัทเอสทีจี จำกัด จำนวน 10 เรื่อง เรื่องละ 100,000 บาท รวมจำนวน 1,000,000 บาท ค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์จากบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปีละ 5,000,000 บาท รวม 2 ปี 1 เดือน 14 วัน เป็นเงินจำนวน 10,602,739.73 บาท และค่าเวลาออกอากาศที่มอบให้แก่บริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปีละ 5,000,000 บาท รวม 2 ปี 1 เดือน 14 วัน รวมเป็นเงินจำนวน 10,602,739.73 บาท เห็นว่า ภาพยนตร์ที่จำเลยไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะให้โจทก์นำไปออกอากาศทางช่อง "D Movie HD" หรือช่อง "HDTV 2" ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแพร่ภาพแพร่เสียงรายการโทรทัศน์เอกสารหมาย จ.4 มีจำนวนเพียง 24 เรื่อง จากภาพยนตร์ทั้งหมดจำนวน 582 เรื่อง โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเหตุใดโจทก์ไม่นำภาพยนตร์อีกจำนวน 558 เรื่อง ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์มาออกอากาศแทน ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า เหตุใดโจทก์จำเป็นต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์แก่บริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์จากบริษัทเอสทีจี จำกัด รวมเป็นเงินจำนวนถึง 22,205,479.46 บาท ตามสรุปรายการค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.14 และภาพยนตร์ที่โจทก์ซื้อลิขสิทธิ์และจ่ายค่าลิขสิทธิ์ดังกล่าวเป็นภาพยนตร์จำนวน 24 เรื่อง ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ที่จำเลยไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะให้โจทก์นำไปออกอากาศทางช่อง "D Movie HD" หรือช่อง "HDTV 2" หรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า ค่าสิทธิและประโยชน์ตอบแทนจำนวน 22,205,479.46 บาท ดังกล่าวเป็นความเสียหายที่โจทก์ได้รับอันเป็นผลมาจากการที่จำเลยไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะให้โจทก์นำภาพยนตร์จำนวน 24 เรื่อง ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 ไปออกอากาศทางช่อง "D Movie HD" หรือช่อง "HDTV 2" โจทก์จึงไม่อาจเรียกเอาค่าเสียหายจำนวน 22,205,479.46 บาท ดังกล่าวจากจำเลยได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2556 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ดีทีวี เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — บริษัท เอ็มไอซี บรอดแคส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5264/2559
#604504
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคแรก บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้" เมื่อสิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ตกลงโอนให้แก่กันดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ง.509/2545 ซึ่งบุคคลที่มีสิทธิขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ลูกหนี้ที่ 2 ซึ่งต้องร่วมกับลูกหนี้ที่ 1 และพวกชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โจทก์เดิมและเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงมิใช่คู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 271 และไม่อยู่ในฐานะที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ที่ 2 และเจ้าหนี้ซึ่งมิใช่คู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแทนโจทก์เดิมได้ ดังเช่นที่

พระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ให้สิทธิแก่สถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์หรือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมได้ ดังนั้น โดยสภาพแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่เปิดช่องให้โอนแก่ลูกหนี้ที่ 2 และเจ้าหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคแรก นอกจากนี้นิติสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 และลูกหนี้ที่ 2 ในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวก็มีที่มาจากการที่ลูกหนี้ที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโจทก์เดิม โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม การที่ลูกหนี้ที่ 2 ชำระเงินให้แก่ธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิแทนบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโจทก์เดิมในคดีแพ่งดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงิน 3,000,000 บาท แล้วธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่ลูกหนี้ที่ 2 โดยให้ลูกหนี้ที่ 2 เป็นผู้ทรงสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 1 ผู้ค้ำประกันรายอื่น และผู้จำนำ จำนอง ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ย่อมมีผลทำให้สิทธิและความรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวตกอยู่แก่บุคคลคนเดียวกันคือ ลูกหนี้ที่ 2 และทำให้หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเป็นอันระงับสิ้นไปสำหรับลูกหนี้ที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 295 วรรคสอง, 353 ซึ่งมีผลให้ลูกหนี้ที่ 2 ไล่เบี้ยเงินจำนวนเฉพาะที่ได้ชำระหนี้ไปตามคำพิพากษาดังกล่าวคืนจากลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 เท่านั้น การที่ลูกหนี้ที่ 2 และธนาคาร ท. จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โดยตกลงให้ลูกหนี้ที่ 2 เป็นผู้ทรงสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 1 ผู้ค้ำประกันรายอื่นและผู้จำนำ จำนอง ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเต็มจำนวนเป็นเงินรวม 71,728,342.42 บาท แทนแต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นการทำนิติกรรมที่มีลักษณะเป็นการซื้อขายความ มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 150 ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 8 ในมูลหนี้โอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงินรวม 74,326,899.46 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ลูกหนี้ที่ 1 และลูกหนี้ที่ 3 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ว่า การที่ลูกหนี้ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ที่ 1 และพวกตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ง.509/2545 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องและชำระหนี้ให้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าวมาจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิม ไม่ทำให้ลูกหนี้ที่ 2 เป็นผู้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมาย ลูกหนี้ที่ 2 จึงไม่อาจโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวยังเป็นการทำนิติกรรมที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ที่ 2 รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้อื่นของลูกหนี้ที่ 1 เสียเปรียบ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ ขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้สอบสวนแล้วเห็นว่า ลูกหนี้ที่ 2 มิใช่บุคคลที่จะเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ง.509/2545 ได้ การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวระหว่างธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กับลูกหนี้ที่ 2 จึงตกเป็นโมฆะ ลูกหนี้ที่ 2 จึงไม่อาจโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ ทั้งการโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ยังมีลักษณะเป็นการซื้อขายความ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ จึงเห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า การโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ง.509/2545 ระหว่างธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) กับลูกหนี้ที่ 2 และระหว่างลูกหนี้ที่ 2 กับเจ้าหนี้เป็นการดำเนินการไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 ถึงมาตรา 313 อันเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องที่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจากลูกหนี้ที่ 2 จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคแรก บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้" เมื่อสิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ตกลงโอนให้แก่กันดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ง.509/2545 ซึ่งบุคคลที่มีสิทธิขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเป็นคู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ลูกหนี้ที่ 2 ซึ่งต้องร่วมกับลูกหนี้ที่ 1 และพวกชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โจทก์เดิมและเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงมิใช่คู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 และไม่อยู่ในฐานะที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้สิทธิแก่ลูกหนี้ที่ 2 และเจ้าหนี้ซึ่งมิใช่คู่ความหรือบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดีเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแทนโจทก์เดิมได้ ดังเช่นที่พระราชกำหนดปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ให้สิทธิแก่สถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์หรือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมได้ ดังนั้น โดยสภาพแห่งสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว จึงไม่เปิดช่องให้โอนแก่ลูกหนี้ที่ 2 และเจ้าหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคแรก นอกจากนี้นิติสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 และลูกหนี้ที่ 2 ในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวก็มีที่มาจากการที่ลูกหนี้ที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโจทก์เดิม โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม การที่ลูกหนี้ที่ 2 ชำระเงินให้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิแทนบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโจทก์เดิมในคดีแพ่งดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงิน 3,000,000 บาท แล้วธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่ลูกหนี้ที่ 2 โดยให้ลูกหนี้ที่ 2 เป็นผู้ทรงสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 1 ผู้ค้ำประกันรายอื่น และผู้จำนำ จำนอง ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ย่อมมีผลทำให้สิทธิและความรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวตกอยู่แก่บุคคลคนเดียวกันคือ ลูกหนี้ที่ 2 และทำให้หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเป็นอันระงับสิ้นไปสำหรับลูกหนี้ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 วรรคสอง, 353 ซึ่งมีผลให้ลูกหนี้ที่ 2 ไล่เบี้ยเงินจำนวนเฉพาะที่ได้ชำระหนี้ไปตามคำพิพากษาดังกล่าวคืนจากลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 เท่านั้น การที่ลูกหนี้ที่ 2 และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โดยตกลงให้ลูกหนี้ที่ 2 เป็นผู้ทรงสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ที่ 1 ผู้ค้ำประกันรายอื่นและผู้จำนำ จำนอง ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวเต็มจำนวนเป็นเงินรวม 71,728,342.42 บาท แทนแต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นการทำนิติกรรมที่มีลักษณะเป็นการซื้อขายความ มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่อยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 295 ม. 303 วรรคแรก ม. 353 ม. 693
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
เจ้าหนี้ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เนวาด้าอินน์ อุบลราชธานี
ลูกหนี้ — บริษัทเนวาด้า จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายฉัตรชัย โชคธีรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5263/2559
#602813
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 สถานะของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองคือ ได้จดทะเบียนเลิกห้าง ซึ่งนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้แล้วเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2545 และขณะนี้ยังไม่ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี ดังนั้น ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 จึงมีสภาพนิติบุคคล โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลล้มละลายกลางก็มีอำนาจที่จะพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ได้ แม้ต่อมานายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนร้าง ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลางก็ตาม แต่เมื่อฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมาย การที่นายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนร้าง ก็ไม่มีผลกระทบแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายที่มุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามกฎหมายล้มละลายเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายได้แม้จำเลยจะสิ้นสภาพนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. ก็ตาม การดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดของศาลล้มละลายกลางจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ให้การ

ระหว่างการพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.3489/2545 แต่จำเลยที่ 1 และจำเลยอื่นในคดีดังกล่าวไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อคำนวณภาระหนี้ตามคำพิพากษาจนถึงวันฟ้องคดีนี้หักราคาทรัพย์หลักประกันของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดและประเมินราคาไว้แล้ว จำเลยที่ 1 คงเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 37,462,668.62 บาท ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แล้วไม่พบว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ที่ดินแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เพียงว่า จำเลยที่ 1 อาจถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 ที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้พบว่า ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 สถานะของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองคือ ได้จดทะเบียนเลิกห้าง ซึ่งนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้แล้วเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2545 และขณะนี้ยังไม่ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีดังนั้น ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 จึงมีสภาพนิติบุคคล โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และศาลล้มละลายกลางก็มีอำนาจที่จะพิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ได้แม้ต่อมานายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนร้าง ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลางก็ตาม แต่เมื่อฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมาย การที่นายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนร้าง ก็ไม่มีผลกระทบแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายที่มุ่งประสงค์ที่จะให้มีการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามกฎหมายล้มละลายเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายได้แม้จำเลยจะสิ้นสภาพนิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม การดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดของศาลล้มละลายกลางจึงชอบ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1273/3
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นวเอก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสรายุทธ์ เตชะวุฒิพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5256/2559
#600621
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาในความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 อันทำให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2499 และ ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 83 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และ ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 83 แล้วพิพากษาแก้ให้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 25 ปี ถือว่าจำเลยที่ 2 ฎีกาคดีนี้และศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ระบุในหมายว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 7 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง

วันที่ 3 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ร่วมกันพาอาวุธปืน ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธ และร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเท่านั้น ยกฟ้องความผิดฐานอื่น โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดทุกข้อหาตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 คงมีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ความผิดที่จำเลยที่ 2 ถูกลงโทษ คือ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแล้วไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาเกี่ยวกับความผิดนี้อีก จึงควรต้องถือว่าความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของจำเลยที่ 2 ได้ถึงที่สุดไปตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 2 ฟังแล้ว ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 7 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังนั้น จึงไม่ถูกต้อง ขอให้แก้ไขวันคดีถึงที่สุดเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 2 ฟัง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว เห็นว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอน ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดเมื่อใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งนำมาใช้แก่คดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 132 คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ" คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 อันทำให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 83 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 83 แล้ว พิพากษาแก้ให้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 25 ปี ถือว่าจำเลยที่ 2 ฎีกาคดีนี้และศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายอาฉ่าหรือสมชาย กระสานติ์ธารา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสมคิด ใจกระเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอาทิตย์ ออกเวหา
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5252/2559
#604508
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับโทษปรับเป็นการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวกับการลงโทษทางอาญาแก่จำเลยที่ 1 เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วเป็นอำนาจของศาลที่จะบังคับโทษปรับแก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องในฐานะพนักงานอัยการมีอำนาจบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับเต็มจำนวนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา

การที่จำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และบรรดาเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 จะต้องขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ต่อผู้คัดค้านตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2583 มาตรา 27, 91 วรรคหนึ่ง และมาตรา 94 แต่คดีนี้ศาลและผู้ร้องมิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 อีกทั้งค่าปรับก็มิใช่หนี้ตามที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย แต่การชำระเงินค่าปรับหรือการบังคับโทษปรับเป็นการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยศาลและพนักงานอัยการเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 29 โดยไม่จำต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านเช่นเดียวกับหนี้เงินในคดีแพ่ง มิฉะนั้นแล้วการลงโทษทางอาญาจะไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะกฎหมายอาญาจัดเป็นกฎหมายมหาชนว่าด้วยความผิดและโทษทางอาญาเป็นบทบัญญัติถึงความเกี่ยวพันระหว่างเอกชนกับรัฐ ทั้งการกระทำความผิดนั้นยังได้ชื่อว่ากระทบกระเทือนต่อมหาชนเป็นส่วนรวม จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติล้มละลายซึ่งผู้ร้องจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก (1) (2) (4)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 10 เดือน รวม 7 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 210,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 70 เดือน จำเลยทั้งสองนำสืบรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์บางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 140,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 46 เดือน 20 วัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน

วันที่ 20 สิงหาคม 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เรียกเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ของจำเลยที่ 1 (ผู้คัดค้าน) และผู้แทนของจำเลยที่ 1 มาดำเนินการไต่สวน และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับดำเนินการตามคำร้องขออายัดบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้วส่งเงินชำระค่าปรับตามคำพิพากษาต่อศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28, 29 ต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตกแก่ผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 หากผู้ร้องประสงค์ที่จะดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อผู้คัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ โดยไม่ต้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านก่อน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ผู้ร้องจะดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อผู้คัดค้านหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาอ้างว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเป็นการตีความต้องตรงตามตัวบทโดยเคร่งครัดเท่านั้น แต่มิได้วินิจฉัยว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องดำเนินการบังคับคดีจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขัดต่อมาตรา 22, 109 และ 110 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เพราะแม้ค่าปรับคดีอาญาเป็นโทษทางอาญา และการบังคับคดีเป็นการบังคับโทษตามประมวลกฎหมายอาญาก็ตาม แต่เป็นการบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลาย ต้องอยู่ภายใต้บังคับตามมาตรา 109 จึงไม่อาจนำเงินที่รวบรวมได้ในคดีล้มละลายไปชำระค่าปรับในคดีอาญาได้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย คำพิพากษาของศาลที่ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 140,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จึงต้องบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาดังกล่าว การบังคับโทษปรับเป็นการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวกับการลงโทษทางอาญาแก่จำเลยที่ 1 ที่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (4) เป็นโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้ลงแก่ผู้กระทำความผิดที่ระบุไว้โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (4) การบังคับคดีลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นอำนาจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 246, 247 และ 248 เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า" แต่ในการยึดทรัพย์อาจต้องมีผู้นำชี้และนำยึด อีกส่วนหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องในฐานะพนักงานอัยการที่มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 14 (7) จึงเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอาญาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับเต็มตามจำนวนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องจะต้องขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จำเลยที่ 1 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วนั้น ปรากฏว่าตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัตินี้ แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือเจ้าหนี้ที่ได้ฟ้องคดีแพ่งไว้แล้ว แต่คดียังอยู่ระหว่างพิจารณาก็ตาม" มาตรา 91 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์..." และมาตรา 94 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้ถ้ามูลหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวผู้ที่ต้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายคงมีเฉพาะเจ้าหนี้ซึ่งมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนลูกหนี้ผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้นแต่คดีนี้ศาลและผู้ร้องมิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 อีกทั้งค่าปรับก็มิใช่หนี้ตามที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายดังกล่าว หากจะตีความตามที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้าน ก็ไม่มีกฎหมายใดมาสนับสนุน ทั้งพระราชบัญญัติล้มละลายก็มีเจตนารมณ์ที่บัญญัติขึ้นเพื่อจัดการชำระสะสางหนี้สินของบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวเท่านั้น แม้ได้ความว่าค่าปรับเป็นเงินก็ตาม แต่การชำระเงินค่าปรับหรือการบังคับโทษปรับเป็นการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยศาลและพนักงานอัยการเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอาญาที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับเต็มจำนวนตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 โดยไม่จำต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านเช่นเดียวกับหนี้เงินในทางแพ่ง มิฉะนั้นแล้วการลงโทษทางอาญาจะไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะกฎหมายอาญาจัดเป็นกฎหมายมหาชนว่าด้วยความผิดและโทษอาญาเป็นบทบัญญัติถึงความเกี่ยวพันระหว่างเอกชนกับรัฐ ทั้งการกระทำความผิดนั้นยังได้ชื่อว่ากระทบกระเทือนต่อมหาชนเป็นส่วนรวม จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติล้มละลายซึ่งผู้ร้องจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 วรรคหนึ่ง ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญ ภู่ศิริ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ย่งง่วนฮวดอุตสาหกรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายชัยยุทธ เตชะกุลปราณี
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5248/2559
#601146
เปิดฉบับเต็ม

ถนนที่จำเลยขับรถมาเป็นทางเดินรถทางโท มีสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดงและป้ายเตือนให้หยุด ติดไว้ก่อนเข้าทางร่วมทางแยก จำเลยต้องหยุดรถก่อนถึงทางร่วมทางแยก หลังเส้นให้หยุดรถและให้ผู้ขับรถในทางเอกขับผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้วจึงจะขับรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง ส่วนโจทก์ขับรถมาในทางเอกแม้จะมีสิทธิขับรถผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน แต่ก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70 โดยต้องลดความเร็วของรถ เมื่อขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก สภาพความเสียหายของรถโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างมากอันเกิดจากการชนโดยแรง และตามแผนที่แสดงสถานที่เกิดเหตุ รถยนต์โจทก์อยู่ห่างจากจุดชนประมาณ 35 เมตร แสดงว่าโจทก์ขับรถมาด้วยความเร็วและไม่ได้ชะลอความเร็วของรถ เมื่อเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดเหตุรถชนกันโจทก์จึงมีส่วนประมาทอยู่ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,046,132.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถวันละ 300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่ารถจะใช้งานได้ตามปกติ และชำระค่าจ้างรถรับส่งภริยาโจทก์ไปกลับที่ทำงานเดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2556 ไปจนกว่ารถจะใช้งานได้ตามปกติ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 419,276 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่14 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ชำระเงินวันละ 300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 90 วัน ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางพิมพ์อุมา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 419,276 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขอค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะส่วนที่เป็นค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 15,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2555 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บพ 3456 ลำปาง ไปตามถนนด้านสระน้ำสาธารณะหลังปั้มน้ำมัน ปตท. แม่เมาะ ซึ่งเป็นทางเดินรถทางโท มุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจภูธรแม่เมาะผ่านทางร่วมทางแยกที่เกิดเหตุ โดยทางแยกด้านที่จำเลยขับรถมีป้ายเตือนให้หยุดและสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดงติดตั้งไว้ก่อนถึงทางร่วมทางแยก ส่วนโจทก์ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ฆค 7706 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนข้างที่ว่าการอำเภอแม่เมาะซึ่งเป็นทางเดินรถทางเอก มุ่งหน้าไปศาลหลักเมืองอำเภอแม่เมาะ เมื่อถึงทางร่วมทางแยกที่เกิดเหตุซึ่งถนนทั้งสองสายตัดผ่านกัน จำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยไม่ชะลอความเร็วหรือหยุดรถให้รถที่โจทก์ขับแล่นผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงลำปางในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลแขวงลำปางพิพากษาลงโทษจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1218/2556 โดยจำเลยวางเงินชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นเงิน 120,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีส่วนขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ เห็นว่า ถนนทางแยกด้านที่จำเลยขับรถมาเป็นทางเดินรถทางโท มีสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดงและป้ายเตือนให้หยุดติดตั้งไว้ก่อนเข้าทางร่วมทางแยก จำเลยต้องหยุดรถก่อนถึงทางร่วมทางแยกหลังเส้นให้หยุดรถและให้ผู้ขับรถในทางเอกขับผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้วจึงจะขับรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง แต่จำเลยขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรดังกล่าวโดยไม่หยุดรถและให้รถในทางเอกขับผ่านไปก่อน ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของนางลำไพ พยานโจทก์ว่า จำเลยขับรถมาด้วยความเร็ว เป็นเหตุให้รถชนกัน ส่วนโจทก์ขับรถมาในทางเอกแม้จะมีสิทธิขับรถผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน แต่ก็ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70 โดยต้องลดความเร็วของรถเมื่อขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก เมื่อพิจารณาถึงสภาพความเสียหายของรถยนต์ที่โจทก์ขับ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างมากอันเกิดจากการชนกันโดยแรง และตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ แสดงจุดชนและรถยนต์ที่โจทก์ขับไถลไปหยุด อยู่ห่างจุดชนประมาณ 35 เมตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ขับรถมาด้วยความเร็วและไม่ได้ชะลอความเร็วของรถเมื่อเข้าใกล้ทางร่วมทางแยกเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุรถชนกัน โจทก์จึงมีส่วนขับรถโดยประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย แต่ตามพฤติการณ์เกิดเหตุถือได้ว่าจำเลยมีส่วนประมาทมากกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยขับรถโดยประมาทเลินเล่อเพียงฝ่ายเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 247,420.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 70
ชื่อคู่ความ
นายศักดิ์สวาท อุตมาศักดิ์ โดยนางพิมพ์อุมา
โจทก์ — อุตมาศักดิ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — ร้อยตำรวจตรีสุทิน แลกันทะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางสาวจุฑาภรณ์ อาขารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายมีชัย เตชาชาญ
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5238/2559
#601863
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะคันที่ชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในรถยนต์ต้องรับผิดต่อผู้ถูกกระทำละเมิด จำเลยทั้งสองไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ หรือยกขึ้นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (5) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 85,056.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 85,056.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัย ตามสำเนาหนังสือรับรอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดพัทลุง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ประเภทชดใช้โดยสิ้นเชิงในรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน ป้ายแดง แบบตัวถังดับเบิ้ลแคปของนางสาวศิริวรรณ มีอายุประกันภัย 1 ปี เริ่มต้นวันที่ 22 มีนาคม 2556 สิ้นสุดวันที่ 22 มีนาคม 2557 ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บน 2039 ตรัง ตามสำเนารายการจดทะเบียน กรมการขนส่งทางบก ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกขึ้นวินิจฉัยมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้คดีหรือยกขึ้นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บน 2039 ตรัง ซึ่งรถกระบะดังกล่าวกระทำละเมิดชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับผิดในเหตุละเมิด จึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 5 ละเมิด หมวด 1 ความรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติใดที่บัญญัติให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์หรือผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในรถยนต์ต้องรับผิดต่อผู้ถูกกระทำละเมิด ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะจึงไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นสมควรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ หรือยกขึ้นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของโจทก์ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
บริษัทโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย)
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เดชอุดมการก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายวิสุทธิ์ บุญโญภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเจษฎา สรณวิช
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
ธีรพงศ์ จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5236/2559
#601861
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้รถยนต์ของโจทก์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายทั้งคันจนไม่สามารถซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิมได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากราคารถยนต์ที่เช่าซื้อมาตามสภาพและราคาขณะเกิดเหตุ ไม่อาจเรียกจากราคาเช่าซื้อรวมถึงเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,532,584 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระค่าขาดประโยชน์วันละ 2,500 บาท นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2553 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 290,000 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 977,084 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2553 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,157,617.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า รถยนต์ของโจทก์มีราคาขณะเกิดเหตุเพียง 760,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อรถยนต์ หลักฐานการชำระเงินค่าติดตั้งเครื่องเสียงและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ของโจทก์รับฟังไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์สูงเกินความเป็นจริง และโจทก์ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมาเพียงพอแก่ความเสียหายแล้ว เห็นว่า การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้รถยนต์ของโจทก์ที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายทั้งคันจนไม่สามารถซ่อมให้คืนสู่สภาพเดิมได้โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายราคารถยนต์ของโจทก์ที่เช่าซื้อมาตามสภาพและราคาขณะเกิดเหตุ โจทก์ไม่อาจเรียกจากราคาเช่าซื้อรวมถึงเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระไปแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญาเช่าซื้อว่าขณะเช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์มีราคาเงินสด 1,252,336.45 บาท หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์ใช้ประโยชน์รถยนต์มาเป็นเวลา 2 ปี 7 เดือน รถยนต์ของโจทก์ย่อมเสื่อมสภาพและราคาไปตามอายุการใช้งาน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสื่อมราคา 200,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้วส่วนค่าสินไหมทดแทนราคารถยนต์จำนวน 760,000 บาท ที่บริษัทสินมั่นคงประกันภัยจำกัด (มหาชน) ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ชำระมานั้น เป็นค่าสินไหมทดแทนตามความรับผิดแห่งกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ได้เป็นการชดใช้ตามราคารถยนต์ที่แท้จริงหรือราคารถยนต์ขณะเกิดเหตุตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้าง แม้เงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะเป็นเงินชดใช้ราคารถยนต์ก็ตาม แต่ก็เป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องนำไปชำระให้แก่บริษัทสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อ อันเป็นการชำระค่าเสียหายตามราคาค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ ซึ่งค่าเช่าซื้อนั้นมีค่าเช่าหรือผลประโยชน์รวมอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ไม่ใช่มีแต่ราคารถเพียงอย่างเดียว จึงเป็นการชำระราคารถเพียงบางส่วน ทั้งได้ความว่าภายหลังนำเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวไปชำระค่าเช่าซื้อแล้วโจทก์ยังต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่อีกบางส่วนจนครบ โดยโจทก์ไม่ได้รับกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อเนื่องจากรถยนต์เสียหายทั้งคันจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เมื่อคำนึงถึงค่าเสียหายของราคารถยนต์ที่ได้รับชำระจาก ค่าสินไหมทดแทนตามส่วนที่เหมาะสมประกอบค่าเสื่อมราคารถยนต์ดังกล่าวแล้วเห็นควรกำหนด ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท สำหรับค่าติดตั้งเครื่องเสียงและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ของโจทก์ โจทก์มีหลักฐานค่าใช้จ่ายเป็นบิลเงินสดมาแสดงยืนยัน ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นำสืบหักล้าง จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ติดตั้งเครื่องเสียงและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ดังกล่าวจริง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายตามบิลเงินสดเป็นเงิน 274,480 บาท ส่วนบิลเงินสดแผ่นที่ 4 เป็นค่าตรวจสภาพรถยนต์จึงไม่นำมารวมคำนวณให้ แต่ถึงอย่างไรเครื่องเสียงและอุปกรณ์ที่โจทก์ติดตั้งก็ย่อมมีการเสื่อมราคาจากการใช้เช่นเดียวกัน จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 230,000 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถประกอบกิจการของโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้กำหนดค่าเสียหายโดยพิเคราะห์ถึงรายได้ที่ควรจะเป็นและค่าใช้จ่ายในการใช้รถของโจทก์ประกอบด้วยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์วันละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด จนถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับเงินค่าซากรถ เป็นเวลา 172 วัน เป็นเงิน 172,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว รวมค่าเสียหายของโจทก์เป็นเงิน 802,000 บาท เมื่อนำเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 3 จำนวน 290,000 บาท มาหักออกแล้ว จึงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 512,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 512,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวาสนา มะณีเรือง
จำเลย — นายชาติชาย เปาเล้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายปิยะพงษ์ ทองดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนันทชัย เพียรสนอง
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5234/2559
#604476
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 อ้างว่าอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิมาจากการที่ ม. เช่าที่พิพาทจากโจทก์ที่ 1 แล้วสืบสิทธิต่อเนื่องกันมา แต่มิได้มีหลักฐานเกี่ยวกับสัญญาเช่าหรือหลักฐานการชำระเงินค่าเช่ามาแสดง ทั้งยังได้ความว่า ม. ถึงแก่ความตายไปแล้ว สิทธิการเช่าที่พิพาทย่อมสิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 จึงไม่อาจที่จะอ้างการสืบสิทธิของ ม. เพื่ออยู่ในที่พิพาทต่อไปได้ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้ใช้สิทธิแห่งตนในการฟ้องคดี โดยมีโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทร่วมฟ้องขับไล่มาด้วย จึงเป็นการใช้สิทธิแห่งตนที่มีอยู่เพื่อขับไล่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 ผู้กระทำละเมิดได้

โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ที่ 1 หนังสือมอบอำนาจ ย. ผู้ว่าการของโจทก์ที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีนี้แทน โจทก์ที่ 2 ย่อมมีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 13 กล่าวอ้างว่าอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ม. อันเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิ จึงถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเช่าจากโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 มีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในที่พิพาท จึงอยู่ในฐานะผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำละเมิด เมื่อโจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีร่วมกับโจทก์ที่ 1 อันเป็นการใช้สิทธิในกรณีที่ผู้เช่าไม่สามารถเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่านั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 และมาตรา 549 จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 13 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในผลแห่งละเมิดตามพฤติการณ์ความร้ายแรงให้แก่โจทก์ที่ 2

เมื่อพิจารณาการทำละเมิดของจำเลยทั้งสิบห้าแล้ว เห็นว่า จำเลยแต่ละกลุ่มแต่ละรายได้เข้าไปอยู่อาศัยหรือก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่พิพาทตามจำนวนเนื้อที่มากน้อยแตกต่างกันคนละเวลา จึงเป็นความรับผิดเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ไม่ได้ร่วมกันทำละเมิด จึงต้องกระจายความรับผิดของจำเลยแต่ละกลุ่มแต่ละรายโดยอาศัยพฤติการณ์แห่งคดีในการกำหนดค่าเสียหายทางละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าและบริวารออกไปจากที่พิพาทกับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและแท่งปูนออกไปจากที่พิพาทและส่งมอบพื้นที่ให้โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสิบห้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไปและให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 733,534.71 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 815,038.58 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบห้าและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาท

จำเลยทั้งสิบห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าและบริวารออกไปจากที่พิพาท ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งแท่งปูนออกจากที่พิพาท กับส่งมอบพื้นที่พิพาทให้โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ในอัตราเดือนละ 60,038.58 บาท นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบห้าและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งแท่งปูนออกไปจากที่พิพาทเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงินวันละ 5,000 บาท หรือเดือนละ 150,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ร่วมกันชำระเงินวันละ 3,000 บาท หรือเดือนละ 90,000 บาท ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงินวันละ 1,500 บาท หรือเดือนละ 45,000 บาท และให้จำเลยที่ 6 ถึงที่ 14 แต่ละคนชำระเงินวันละ 500 บาท หรือเดือนละ 15,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 นับตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยแต่ละรายจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกไปจากที่พิพาท กับให้จำเลยทั้งสิบห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 15 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่านพหลโยธิน ถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาเช่าที่ดินเนื้อที่ 5,068.08 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ที่ 1 ตามสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาโจทก์ที่ 2 ทำสัญญาเช่าที่ดินเพิ่มเติมจากโจทก์ที่ 1 อีกแปลงหนึ่งซึ่งเป็นที่พิพาทในคดีนี้มีเนื้อที่ 3,032.25 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกและเป็นที่จอดรถยนต์สำหรับที่ดินที่เช่าแปลงแรก โจทก์ที่ 2 ไม่สามารถเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในที่พิพาทได้ เนื่องจากมีจำเลยทั้งสิบห้าเข้าไปอยู่อาศัยรวมทั้งก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่พิพาท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าและบริวารออกจากที่พิพาท ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาทและส่งมอบพื้นที่ให้โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไปและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 นั้น โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 6 ที่ 8 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 ไม่ฎีกา คดีสำหรับโจทก์ที่ 1 และจำเลยจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 13 และที่ 15

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 ฎีกาประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จึงไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ โจทก์ที่ 2 ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 15 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 กับนายมนัส จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 อ้างข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิมาจากการที่นายมนัสเช่าที่พิพาทจากโจทก์ที่ 1 แล้วสืบสิทธิต่อเนื่องกันมา แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 มิได้มีหลักฐานเกี่ยวกับสัญญาเช่าหรือหลักฐานการชำระเงินค่าเช่ามาแสดง ทั้งยังได้ความว่านายมนัสถึงแก่ความตายแล้ว สิทธิการเช่าที่พิพาทย่อมสิ้นสุดลง การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 ไม่มีหลักฐานการเช่าของนายมนัสประกอบกับนายมนัสถึงความตายไปแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 จึงไม่อาจที่จะอ้างการสืบสิทธิของนายมนัสเพื่ออยู่ในที่พิพาทต่อไปได้ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 2 ได้ใช้สิทธิแห่งตนโดยการฟ้องคดีนี้ โดยมีโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทร่วมฟ้องขับไล่มาด้วย จึงเป็นการใช้สิทธิแห่งตนที่มีอยู่เพื่อขับไล่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 ผู้กระทำละเมิดจะฟังว่าการใช้สิทธิดังกล่าวเป็นไปโดยไม่สุจริตหาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 13 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ไม่เป็นผู้เสียหายและไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ยอมเสี่ยงภัยเข้าทำสัญญาเช่าจากโจทก์ที่ 1 โดยทราบข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า ไม่สามารถเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทได้ โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นสามีภริยากันยอมรับว่า ได้เช่าช่วงที่ดินมาจากนายมนัส เพื่อประกอบกิจการล้างรถ ส่วนจำเลยที่ 5 ประกอบกิจการติดฟิล์มกรองแสง โดยมีจำเลยที่ 7 ที่ 9 และที่ 13 เป็นลูกจ้างทำงานในร้าน เมื่อนายมนัสผู้ให้เช่าเป็นผู้เช่าที่พิพาทจากโจทก์ที่ 1 แต่ไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเช่าหรือหลักฐานการชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่ามาแสดงเพื่อยืนยันสิทธิการเช่าที่นายมนัสมีอยู่ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว การเช่าของนายมนัสตามที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 13 กล่าวอ้าง จึงเป็นกรณีอาศัยสิทธิของนายมนัสที่มีอยู่ในที่พิพาทโดยไม่มีสิทธิ จึงถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเช่าจากโจทก์ที่ 1 โดยชอบ โจทก์ที่ 2 มีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ในที่พิพาท จึงอยู่ในฐานะผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำละเมิดนั้น เมื่อโจทก์ที่ 2 ฟ้องคดีนี้ร่วมกับโจทก์ที่ 1 อันเป็นการใช้สิทธิในกรณีที่ผู้เช่าไม่สามารถเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 และมาตรา 549 จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 13 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในผลแห่งละเมิดตามพฤติการณ์ความร้ายแรงให้แก่โจทก์ที่ 2 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 13 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยให้เหตุผลมาอย่างละเอียดแล้ว ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 ประการแรกที่ว่า ศาลอุทธรณ์คิดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยคำนวณตามที่จำเลยแต่ละรายกระทำละเมิดในแต่ละพื้นที่นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากจำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิในที่พิพาทตามสัญญาเช่าจากโจทก์ที่ 1 แต่โจทก์ที่ 2 ไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่พิพาทได้โดยต้องเสียค่าเช่า 60,038.58 บาทต่อเดือน หรือปีละ 720,463 บาท โจทก์ที่ 2 ย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสิบห้า แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยแต่ละรายจะเห็นได้ว่าเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 15 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 กับนายมนัส จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 15 ได้ร่วมกันเข้าไปครอบครองทำประโยชน์และแสวงหาประโยชน์ในที่พิพาทโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นสามีภริยากัน ส่วนจำเลยอื่นนอกจากนี้เพียงแต่เข้าไปอยู่อาศัยหรือก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่พิพาทตามจำนวนเนื้อที่มากน้อยแตกต่างกันคนละวันเวลาจึงต่างเป็นความรับผิดเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ไม่ได้ร่วมกันทำละเมิด จึงต้องกระจายความรับผิดของจำเลยแต่ละกลุ่มแต่ละรายซึ่งจำต้องอาศัยพฤติการณ์แห่งคดีในแต่ละกลุ่มแต่ละรายเป็นหลักสำหรับกำหนดค่าเสียหายทางละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยอาศัยหลักกระจายความรับผิดของผู้ทำละเมิดตามพฤติการณ์ที่แต่ละกลุ่มแต่ละรายกระทำนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 477 ม. 549
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย กับพวก
จำเลย — นางสาววิเรขา อุดมศิลป์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวรสวันต์ ทับสุพรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5230/2559
#601546
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 81 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้... (ฐ) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน" สัญญาจ้างดูแลสวนยางระหว่างโจทก์กับบริษัท พ. ข้อ 3 กำหนดว่า ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง ดังรายละเอียดอัตราค่าจ้างและงวดชำระเงินปรากฏตามเอกสารแนบท้ายสัญญานี้ และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาฉบับนี้ ซึ่งตามบัญชีการทำงานแนบท้ายสัญญามีข้อความว่า ระยะปลูก 76 ต้นต่อไร่ พื้นที่ 1,000 ไร่ และมีหมายเหตุต่อท้ายด้วยว่า หากผู้ว่าจ้างจัดทำพันธุ์ยางได้ไม่ครบจำนวนทันเวลา ผู้รับจ้างสงวนสิทธิในการจัดหาพันธุ์ยางเองในราคาต้นละ 15 บาท แสดงว่าสัญญาดังกล่าวมุ่งถึงผลสำเร็จของการปลูกต้นยางตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาตามช่วงเวลาจนเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ ทั้ง ข้อ 2 ยังกำหนดให้โจทก์ดำเนินการปลูกยางพารา ปราบวัชพืช... โดยโจทก์ตกลงจะเป็นผู้จัดหาสัมภาระ เครื่องมือ ปุ๋ยบำรุง ยาปราบศัตรูพืช และวัสดุอื่นๆ ที่ใช้ในการบำรุงดูแลรักษาสวนยาง รวมถึงจะเป็นผู้จัดหาคนงาน โจทก์บริหารจัดการของโจทก์เอง โดยไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบริษัท พ. ซึ่งอำนาจควบคุมบังคับบัญชาลูกจ้างเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัท พ. จึงหาใช่เป็นสัญญาจ้างแรงงานไม่ แต่เป็นการให้บริการซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษี ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 05220010-25520930-001-00022 ถึง 00023 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ 05220010-005-00033 ถึง 00035 ลงวันที่ 30 กันยายน 2552 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.5 จบ./ 1-5/2555 ลงวันที่ 24 มกราคม 2555 งดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มให้โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์มีอาชีพเป็นพนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ในปี 2548 โจทก์มีรายได้จากเงินเดือน 594,190 บาท และจากการขายปาล์ม 191,984 บาท โจทก์ยังมีรายได้จากการทำสัญญารับจ้างปลูกและดูแลการทำสวนยางให้แก่บริษัทแพนไบโอเทค จำกัด โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยแสดงเงินได้จากเงินเดือนและแสดงเงินได้จากการขายผลปาล์มสดและชำระภาษีไว้ 2,385 บาท แต่โจทก์ไม่ได้นำเงินได้จากการรับจ้างปลูกและดูแลสวนยางมารวมคำนวณภาษี โจทก์ไม่ได้ดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ได้ปรับปรุงการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเพื่อตรวจภาษีอากรและเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านขอให้ยกเลิกการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับนั้น สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โจทก์ให้ความร่วมมือด้วยดีจนทำให้การตรวจสอบเสร็จสิ้นจึงมีเหตุอันควรลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเรียกเก็บเพียง 1 ใน 3 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีประกอบกับให้ความร่วมมือไปพบเจ้าพนักงานประเมินนำส่งเอกสารเพียงพอแก่การตรวจสอบจนทำให้การตรวจสอบเสร็จสิ้น จึงงดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีโดยเรียกเก็บจากเงินได้เต็มจำนวนก่อนหักค่าใช้จ่าย จึงมิใช่เงินได้สุทธิ เป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้โจทก์ถูกเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2548 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2548 ซึ่งในส่วนการหักค่าใช้จ่ายตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินได้ความว่า สำหรับปีภาษี 2548 (ครึ่งปี) โจทก์มีเงินได้พึงประเมิน 1,501,729.08 บาท เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรตามมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 และค่าลดหย่อนตามมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร คงเป็นเงินได้สุทธิ 809,337.08 บาท และสำหรับปีภาษี 2548 โจทก์มีเงินได้พึงประเมิน 5,208,313.62 บาท เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรตามมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 และค่าลดหย่อนตามมาตรา 47 แห่งประมวลรัษฎากร คงเป็นเงินได้สุทธิ 2,683,358.98 บาท โจทก์อ้างเพียงลอยๆ ว่า เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีโดยเรียกเก็บจากรายได้เต็มจำนวนก่อนหักค่าใช้จ่ายจึงมิใช่เงินได้สุทธิ โดยไม่ปรากฏตามข้ออ้างของโจทก์ว่า การหักค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องอย่างไร กรณีจึงไม่อาจฟังได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีโดยเรียกเก็บจากเงินได้เต็มจำนวนก่อนหักค่าใช้จ่าย จึงมิใช่เงินได้สุทธิดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทแพนไบโอเทค จำกัด เป็นสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้ (1) (ฐ) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน " ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" และมาตรา 587 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า สัญญาจ้างดูแลสวนยางระหว่างโจทก์กับบริษัทแพนไบโอเทค จำกัด ข้อ 3 กำหนดว่า ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง ดังรายละเอียดอัตราค่าจ้างและงวดชำระเงินปรากฏตามเอกสารแนบท้ายสัญญานี้ และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาฉบับนี้ ซึ่งตามบัญชีการทำงานแนบท้ายสัญญามีข้อความว่า ระยะปลูก 76 ต้นต่อไร่ พื้นที่ 1,000 ไร่ และมีหมายเหตุต่อท้ายด้วยว่า หากผู้ว่าจ้างจัดทำพันธุ์ยางได้ไม่ครบจำนวนทันเวลา ผู้รับจ้างสงวนสิทธิในการจัดหาพันธุ์ยางเองในราคาต้นละ 15 บาท แสดงว่าสัญญาจ้างดูแลสวนยางระหว่างโจทก์กับบริษัทแพนไบโอเทค จำกัด มีรายละเอียดมุ่งถึงผลสำเร็จของการปลูกต้นยางตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาตามช่วงเวลาจนเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ ทั้งตามสัญญาฉบับดังกล่าว ข้อ 2 ยังกำหนดให้โจทก์ดำเนินการปลูกยางพารา ปราบวัชพืช ใส่ปุ๋ยบำรุงดิน ตัดแต่งกิ่งต้นยาง ทาปูนขาวต้นยางป้องกันแดดเผา ทำการป้องกันไฟฤดูแล้ง โดยโจทก์ตกลงจะเป็นผู้จัดหาสัมภาระ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องจักร ปุ๋ยบำรุง ยาปราบศัตรูพืชและวัสดุอื่นๆ ที่ใช้ในการบำรุงดูแลรักษาสวนยาง รวมถึงจะเป็นผู้จัดหาคนงานและจะดูแลรักษาสวนยางตามคำแนะนำของสถาบันวิจัยยางและตามหลักวิชาการเกษตร โดยสัญญามีกำหนดระยะเวลา 3 ปี เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 จะเห็นได้ว่า การดำเนินการตามสัญญาของโจทก์เป็นการดำเนินการโดยการบริหารจัดการของโจทก์เอง โดยไม่มีสัญญาข้อใดระบุว่า โจทก์ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของบริษัทแพนไบโอเทค จำกัด ซึ่งอำนาจควบคุมบังคับบัญชาลูกจ้างเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับบริษัทแพนไบโอเทค จำกัด จึงหาใช่เป็นสัญญาจ้างแรงงานไม่ ดังนี้ ที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทแพนไบโอเทค จำกัด เป็นการให้บริการซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 81 (ฐ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกอบ มังกร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสิริชัย สุวรรณรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2559
#603287
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท ส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และมาตรา 390 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 90 พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษเบากว่าความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 390 เพื่อให้ความผิดทั้งหมดรวมทั้งความผิดที่มีโทษหนักกว่าเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 ได้ แม้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยไปแล้วก็ตาม การเปรียบเทียบปรับย่อมไม่ชอบ คดีอาญาไม่เลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา 390 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157, 162 และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางบังอร มารดาของเด็กชายฉัตรมงคล ผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 135,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ผู้ร้องได้เสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพไปจริง แต่ผู้ร้องได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยไปจำนวนหนึ่งแล้วและรับเงินจากบริษัทผู้รับประกันภัยอีกจำนวนหนึ่งแล้วด้วย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลยและให้จำเลยชำระเงิน 85,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า เนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลในข้อหาความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157, 162 มาด้วย ซึ่งข้อหาดังกล่าวมีส่วนที่เป็นลหุโทษ เมื่อจำเลยเสียค่าปรับและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยอีกต่อไปแล้วทำให้คดีอาญาระงับ เมื่อข้อหาดังกล่าวเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 จึงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ไม่ชอบนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และมาตรา 390 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจเปรียบเทียบจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษเบากว่าความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 เพื่อให้ความผิดทั้งหมดรวมทั้งความผิดที่มีโทษหนักกว่าเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 ได้ แม้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยไปแล้วก็ตาม การเปรียบเทียบปรับย่อมไม่ชอบ คดีอาญาไม่เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 37
ป.อ. ม. 291 ม. 390
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
ผู้ร้อง — นางบังอร สีหาบุตร
จำเลย — นายจิตตวัฒน์ จิตปสาทกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายกิตติพันธุ์ เกียรติสุนทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวกรวรรณ อาธารมาศ
ชื่อองค์คณะ
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5206/2559
#604505
เปิดฉบับเต็ม

ร. เป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญอันเป็นพยานหลักฐานประเภทหนึ่งที่ ป.วิ.อ. บัญญัติรับรองไว้และยังเบิกความเป็นพยานต่อศาลโดยชอบด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 243 รายงานผลการอ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศ ที่ ร. จัดทำขึ้นผ่านขั้นตอนการจัดทำทั้งการถ่ายรูป สำรวจ และทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีวิชาชีพในแต่ละสาขานั้นโดยตรง และเป็นไปตามหลักวิชาการ มีมาตรฐาน แม้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้แต่ก็ผ่านกระบวนการตรวจสอบผลโดยคณะกรรมการตรวจสอบผลการวิเคราะห์ อ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศ อันเป็นกระบวนการตรวจสอบโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอื่นอย่างเป็นระบบ ประกอบกับมีการซักถามและอธิบายโดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์ฉายภาพประกอบ อันถือว่าผ่านกระบวนการตรวจสอบพิสูจน์ในศาลจนเป็นที่ยอมรับและสิ้นสงสัย พยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบและพิสูจน์ถึงความถูกต้องเป็นจริงได้ จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

ในปี 2510 ที่ดินเกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นพื้นที่หาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นถึง ส่วนน้อยที่อยู่ทางทิศตะวันออกเป็นป่าชายหาดและหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นไม่ถึง ที่ดินส่วนใหญ่ที่เป็นหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นถึงนั้นเป็นที่ชายทะเลอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) แม้ที่ดินเกิดเหตุส่วนใหญ่ที่เป็นหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นถึงนี้ในภายหลังน้ำทะเลร่นหรือเขินไปทางทิศตะวันตกทำให้กลายเป็นที่ดินที่น้ำทะเลขึ้นไม่ถึงก็ตาม ก็ยังคงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1309 ตราบใดที่ยังไม่มี พ.ร.ฎ.ถอนสภาพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 ประกอบ ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอยู่เช่นเดิม ส่วนที่ดินเกิดเหตุส่วนน้อยที่อยู่ทางทิศตะวันออกที่เป็นป่าชายหาดและหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นไม่ถึงและไม่ปรากฏมีผู้ครอบครองทำประโยชน์นั้น เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) แม้จะมีบทบัญญัติว่าบุคคลอาจได้มาตามกฎหมายที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1334 ซึ่ง ป.ที่ดิน มาตรา 4 ก็บัญญัติรับรองให้เฉพาะที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่มีการครอบครองและทำประโยชน์ก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับเท่านั้น แต่การเข้ายึดถือครอบครองที่ดินเกิดเหตุของจำเลยเป็นเวลาภายหลังปี 2519 และเป็นการเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย ป.ที่ดิน และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1, 2, 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 4, 43, 99 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากป่าหรือที่ดินที่บุกรุก

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งหรือ นำสืบรับกันว่า จำเลยครอบครองและปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินเกิดเหตุเป็นเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ และเป็นที่ดินตรงบริเวณระบายด้วยหมึกสีเขียวตามแผนที่สังเขปแสดงตำแหน่งที่ดินที่บุกรุกคัดค้าน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 องค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเลมอบอำนาจให้นายกรีฑายุทธ์ ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวกรวม 9 คน โดยกล่าวหาว่า บุกรุกเข้าไปถือครองและก่อสร้างอาคารในที่ดินสาธารณประโยชน์ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งอำเภอถลางประกาศเป็นที่ดินเพื่อจะสงวนหรือหวงห้ามเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน อันเนื่องมาจากในปี 2544 องค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเลมีหนังสือแจ้งความประสงค์ต่อนายอำเภอถลางขอสงวนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า บริเวณชายหาดเลพัง ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งบางส่วนได้จัดทำเป็นสวนสาธารณประโยชน์ เพื่อใช้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แล้วมีการดำเนินการตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2529) จนกระทั่งมีประกาศอำเภอถลาง ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 ว่า ทางราชการเห็นสมควรจะสงวนหรือหวงห้ามที่ดินของรัฐในหมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 6 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามความในมาตรา 20 (4) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 178 ไร่ ตามแผนที่แนบท้ายประกาศ จึงประกาศให้ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองหรือได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ที่ประสงค์จะคัดค้านการสงวนหรือหวงห้ามที่ดินนี้ให้ยื่นคำคัดค้านต่อนายอำเภอภายใน 60 วัน นับแต่วันประกาศนี้ เมื่อครบกำหนดเวลาประกาศมีผู้คัดค้านรวม 9 คน ซึ่งรวมถึงจำเลยด้วย หลังจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตมีหนังสือลงวันที่ 7 ธันวาคม 2547 ถึงพวกจำเลยว่า ทางจังหวัดภูเก็ตพิจารณาคำคัดค้านของพวกจำเลยแล้วได้แจ้งว่า จังหวัดภูเก็ตเห็นชอบให้ดำเนินการสงวนที่ดินเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเฉพาะส่วนที่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าต่อไป หากไม่พอใจคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตก็ให้ดำเนินการฟ้องหรือร้องต่อศาลภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว หากพ้นกำหนดถือว่ายินยอมให้สงวนหวงห้ามได้ สำหรับจำเลยได้นำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช แต่ศาลปกครองนครศรีธรรมราชมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาโดยเห็นว่า อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินเป็นของศาลยุติธรรม ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ 61/2547 และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืน ซึ่งมีพวกจำเลยนำคดีมาฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ต่อมาชั้นรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหากับชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ โดยชั้นสอบสวนให้การว่า เดิมที่ดินเกิดเหตุเป็นของนายโต๊ะยีเหม ปู่ของจำเลยได้ครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับ โดยปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินเกิดเหตุ จำนวน 2 หลัง เมื่อปู่ของจำเลยตาย นายกีกับนางมิน่า บิดามารดาของจำเลยเข้าครอบครองเรื่อยมาจนตกทอดถึงจำเลยได้ครอบครองและทำประโยชน์ ในปี 2530 จำเลยให้ลูกจ้างคอยดูแล และมีการต่อเติมบ้านหลังเก่าอีกห้องหนึ่ง มีการปลูกต้นมะพร้าว มะม่วงหิมพานต์กระจายเต็มพื้นที่ ตามบันทึกรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหากับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 นั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี หรือไม่ โจทก์มีนางสาวรุจิรา นักวิชาการแผนที่ภาพถ่ายระดับผู้ชำนาญการ สำนักเทคโนโลยีทำแผนที่ กรมที่ดินซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ เป็นพยานเบิกความได้ความทั้งหมดว่า ทางสำนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ตมีหนังสือถึงกรมที่ดินให้จัดเจ้าหน้าที่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมมาเบิกความเพื่อให้อ่านภาพถ่ายทางอากาศของสภาพพื้นที่เกิดเหตุคดีนี้ พยานได้รับมอบหมายจากกรมที่ดินแล้ว ตรวจสอบพบว่าบริเวณพื้นที่เกิดเหตุยังไม่ได้มีการอ่าน แปล และตีความภาพถ่ายทางอากาศ จึงขออนุมัติจากอธิบดีกรมที่ดินจัดทำรายงานผลการอ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศขึ้นมา และผ่านการตรวจสอบและวิเคราะห์ผลของคณะกรรมการตรวจสอบผลการวิเคราะห์อ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศแล้ว พยานวิเคราะห์แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ เป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงปี 2510 ซึ่งเป็นแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหาร ช่วงปี 2518 และ 2519 ซึ่งเป็นแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่ใช้ในราชการของกรมที่ดิน และช่วงปี 2538 ซึ่งเป็นแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่ใช้ในราชการของกรมที่ดินเช่นกัน โดยเป็นภาพขนาด 9 คูณ 9 นิ้ว ที่ถ่ายซ้อนๆ กันในพื้นที่เดียวกัน การอ่านจะใช้ภาพถ่ายทางอากาศ 2 ภาพ มองผ่านเครื่องมองภาพสามมิติให้มีตำแหน่งเดียวกันทั้งสองภาพวางซ้อนกัน จัดภาพด้านซ้ายให้อยู่ในช่องซ้าย ภาพด้านขวาให้อยู่ในช่องขวา จะทำให้มองเห็นในลักษณะเดียวกับการมองจากเครื่องบินลงมายังสถานที่จริง ต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับการสำรวจภาพถ่ายทางอากาศประกอบและดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการอ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศ ผลปรากฏว่าในปี 2510 ปรากฏตามระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศว่า พื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นพื้นที่หาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นถึง (M402(2)) ทางทิศตะวันออกเป็นป่าชายหาด (F107) หาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นไม่ถึง (M402(1)) ทางทิศตะวันตกเป็นทะเล (W1) แสดงว่าในปี 2510 ยังไม่มีผู้ใดบุกรุกที่ดินเกิดเหตุ ป่าชายหาดก็ไม่ใช่ต้นไม้ที่เป็นลักษณะพืชผล ซึ่งสภาพป่าชายหาดนั้นน่าจะมีมาก่อนปี 2510 และไม่ปรากฏเส้นทางลงสู่ทะเลและทางสาธารณะในพื้นที่เกิดเหตุ ในช่วงปี 2518 และ 2519 ปรากฏตามระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศว่า พื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นป่าชาดหาด (F107) ถัดไปทางด้านทิศตะวันตกเป็นหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นไม่ถึง (M402(1)) หาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นถึง (M402(2)) และทะเล (W1) แสดงว่า พื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่กลายเป็นป่าชายหาดที่ไม่ใช่พืชผลลักษณะที่มีคนมาปลูกไว้ และยังไม่มีคนบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ตรงบริเวณป่าชายหาด (F107) ที่เห็นเป็นจุดขาว ๆ ประปรายนั้นเป็นลักษณะของป่าชายหาดไม่ได้แสดงว่ามีการทำประโยชน์ในบริเวณนั้น และช่วงปี 2538 ปรากฏตามระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศว่า พื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นป่าชายหาดที่มีการเพาะปลูกไม้ผลปะปน (F107(1)) บางส่วนเป็นพื้นที่อยู่อาศัย (U2) และปรากฏเส้นทางทางทิศเหนือ ทิศใต้ และบริเวณตอนกลางของพื้นที่ อยู่ตรงบริเวณที่ทำเครื่องหมายด้วยเส้นประสีดำไว้ในพื้นที่ล้อมกรอบด้วยหมึกสีแดง พยานเบิกความประกอบการใช้เครื่องมืออุปกรณ์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ฉายภาพสไลด์ให้คู่ความดูในห้องพิจารณาแล้วอธิบายถึงพัฒนาการของการบุกรุกพื้นที่เกิดเหตุของประชาชนว่า ในช่วงปี 2519 มีการพัฒนาของป่าชายหาดเพิ่มมากขึ้น อันเป็นต้นไม้ขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมีแนวทะเลยังใกล้เคียงกับช่วงปี 2510 ตรงบริเวณดังกล่าวเป็นหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นถึง (M402(2)) พอถึงปี 2538 ปรากฏว่า พื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่ที่เดิมในปี 2518 และ 2519 เป็นป่าชายหาด (F107) หาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นถึง (M402(2)) และทะเล (W1) นั้น กลายเป็นป่าชายหาดที่มีการเพาะปลูกไม้ผลปะปน (F107(1)) ที่พยานตรวจภาคสนามแล้วเป็นการปลูกต้นมะพร้าวปะปนอยู่ในป่าชายหาด และเป็นพื้นที่อยู่อาศัย (U1) แสดงว่า บริเวณที่เกิดเหตุเริ่มมีกิจกรรมของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องต้องเป็นเวลาภายหลังปี 2519 แล้ว และภาพบ้านของจำเลยตามภาพถ่ายรวมถึงมีการปลูกพืชผลปะปนอยู่ในป่าชายหาดและเส้นทางนั้นเห็นได้ในระวางภาพถ่ายทางอากาศปี 2538 เท่านั้น นางสาวรุจิราถือเป็นผู้เชี่ยวชาญอันเป็นพยานหลักฐานประเภทหนึ่งที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติรับรองไว้ ยังมีการเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นเป็นไปโดยชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 243 พยานหลักฐานที่ใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงข้างต้นที่ถือเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็ผ่านขั้นตอนการจัดทำทั้งการถ่ายรูป สำรวจ และทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ โดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีวิชาชีพในแต่ละสาขานั้นโดยตรง รายงานผลการอ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศของนางสาวรุจิราตามที่มีการนำสืบต่อศาลก็เห็นได้ว่า เป็นไปตามหลักวิชาการและมีมาตรฐาน แม้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้แต่ก็ผ่านกระบวนการตรวจสอบผลโดยคณะกรรมการตรวจสอบผลการวิเคราะห์ อ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศ อันเป็นกระบวนการตรวจสอบโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอื่นอย่างเป็นระบบ ทำให้ปราศจากสงสัยในกระบวนการจัดทำเอกสารของนางสาวรุจิรา ประกอบกับมีการซักถามและอธิบายโดยนางสาวรุจิราก็ได้ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ฉายภาพประกอบการตอบข้อโต้แย้งสงสัยทุกขั้นตอนอย่างละเอียด อันถือว่าผ่านกระบวนการตรวจสอบพิสูจน์ในศาลจนเป็นที่ยอมรับและสิ้นสงสัย รวมทั้งจำเลยเองก็โต้แย้งหักล้างไม่ได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวไม่มีความน่าเชื่อถือเช่นใด พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่ตรวจสอบและพิสูจน์ถึงความถูกต้องเป็นจริงได้ จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานบุคคลที่อาจมีอคติหาความเป็นกลางได้ค่อนข้างยากอีกด้วย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในปัญหานี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของนายสิทธิชัยประกอบภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งให้ข้อเท็จจริงสอดคล้องกันกับพยานหลักฐานที่ได้จากนางสาวรุจิรารับฟังได้ว่า เดิมในปี 2510 ที่ดินเกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นพื้นที่หาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นถึง (M402(2)) ส่วนน้อยที่อยู่ทางทิศตะวันออกเป็นป่าชายหาด (F107) และหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นไม่ถึง (M402(1)) ซึ่งที่ดินส่วนใหญ่ที่เป็นหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นถึงนั้นเป็นที่ชายทะเลอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) แม้ปรากฏว่า ที่ดินเกิดเหตุส่วนใหญ่ที่เป็นหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นถึงนี้ ในภายหลังน้ำทะเลร่นหรือเขินไปทางทิศตะวันตกทำให้ที่ดินส่วนนี้กลายเป็นที่ดินที่น้ำทะเลขึ้นไม่ถึงก็ตาม ก็ยังคงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1309 และตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 ประกอบประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) แล้ว ก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอยู่เช่นเดิม ที่ดินเกิดเหตุส่วนน้อยที่อยู่ทางทิศตะวันออกที่เป็นป่าชายหาดและหาดทรายที่น้ำทะเลขึ้นไม่ถึงและไม่ปรากฏมีผู้ใดครอบครองและทำประโยชน์นั้น เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกประเภทหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) แม้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะมีบทบัญญัติว่าบุคคลอาจได้มาตามกฎหมายที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1334 ก็ตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า "...บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย" นั้น บัญญัติรับรองให้เฉพาะที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่มีการครอบครองและทำประโยชน์ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับคือวันที่ 1 ธันวาคม 2597 เท่านั้น แต่การเข้ายึดถือครอบครองที่ดินเกิดเหตุของจำเลยคดีนี้เป็นไปในเวลาภายหลังปี 2519 และเป็นการเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินเกิดเหตุเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดินจึงเป็นป่าตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) ที่บัญญัติให้ "ป่า" หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฎีกา สำหรับพยานหลักฐานของจำเลยนั้นนอกจากไม่ได้นำสืบว่าได้ที่ดินเกิดเหตุมาก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ดังจำเลยอ้างในชั้นสอบสวน ส่อถึงความจำนนด้วยพยานหลักฐานของโจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ถามค้านจำเลยว่า มีพยานหลักฐานที่ยืนยันว่าบิดาของจำเลยครอบครองที่ดินเกิดเหตุมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ จำเลยตอบว่าไม่ทราบ อันเป็นการเลี่ยงที่จะยืนยันตามคำถามนี้ เท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินเกิดเหตุภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ที่ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินเกิดเหตุภายหลังปี 2519 ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ว่า ที่ดินเกิดเหตุอยู่ติดกับที่ดินที่มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) หรือโฉนดที่ดินก็ดี มีมติของคณะกรรมการสภาตำบลเชิงทะเล ในปี 2528 ยกที่ดินบริเวณที่เกิดเหตุให้ราษฎรถือกรรมสิทธิ์ทำประโยชน์ในที่ดินได้ถือสิทธิทำกินต่อไปก็ดี มีความเห็นของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าที่ดินเกิดเหตุไม่อยู่ในเขตป่าก็ดี หาได้มีผลผูกพันในทางกฎหมายหรือลบล้างผลการใช้บังคับกฎหมายข้างต้นไม่ รวมถึงที่จำเลยมีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่นั้นก็ไม่ใช่เอกสารสิทธิในที่ดิน จึงไม่ได้มีผลให้จำเลยได้มาตามกฎหมายที่ดินซึ่งที่ดินเกิดเหตุแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์แต่ประการใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินเกิดเหตุมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ถือว่าเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ซึ่งมีบางส่วนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน บางส่วนเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกประเภทหนึ่งและข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยรู้ดีอยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินยังเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินเกิดเหตุ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายแล้วยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินเกิดเหตุ แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า จำเลยมีเจตนาเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินเกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และเป็นป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในข้อนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้างผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินเกิดเหตุ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (1) (2) ม. 1305 ม. 1309 ม. 1334
ป.ที่ดิน ม. 4 ม. 8 วรรคสอง (1) ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 108 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (1) ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 72 ตรี วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายจูเหล คหาปนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวกัญญา นะรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5182/2559
#607990
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 และต่อมาได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการใหม่โดยจำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวกลับเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ดังนั้นระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2553 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานตำรวจ จึงไม่มีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17 รวมทั้งไม่มีหน้าที่จับกุม ป. กับพวก ซึ่งกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.การพนัน พุทธศักราช 2478 ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 95 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการหรือได้รับคำสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตุใด ๆ ที่มิใช่เป็นการลงโทษ ให้ผู้นั้นมีสถานภาพเป็นข้าราชการตำรวจตลอดระยะเวลาระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน" นั้น เป็นบทบัญญัติให้ข้าราชการตำรวจผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนที่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการใหม่มีสถานภาพเป็นข้าราชการตำรวจตลอดระยะเวลาระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อสิทธิในการรับเงินเดือน และเงินอื่น ๆ ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 95 วรรคสี่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการใหม่ จึงไม่อาจถือว่าระหว่างเวลาที่ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานตำรวจ การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เรียกรับเงินจาก ป. กับพวก เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 และวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 จึงเป็นการกระทำในขณะจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17 ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดซึ่งผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ ตาม ป.อ. มาตรา 149 จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามกฎหมายมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 149 และ 157

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 86 มาตรา 149 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ กระทงละ 5 ปี รวม 6 กระทง จำคุก 30 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 5 ปี รวม 8 กระทง จำคุก 40 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 8 กระทง จำคุก 24 ปี 32 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 27 ปี 6 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 รวม 8 กระทง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาศาลฎีกาจำเลยที่ 3 ขอถอนฎีกาศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็ก เยาวชน และสตรี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็ก เยาวชน และสตรี มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ต่อมาปรากฏผลการสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำผิดวินัย และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการ จึงได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการ จำเลยที่ 1 ได้รายงานตัวขอกลับเข้ารับราชการที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 นางสาววิจิตรา กับพวก ได้จัดให้มีการเล่นพนันโดยนำสุราและสินค้าอื่น ๆ มาทำแผงสลากและออกสลากนำไปวางจำหน่ายตามร้านค้าในจังหวัดชลบุรีเพื่อให้ลูกค้าผู้ซื้อสลากจับสลาก หากได้หมายเลขตรงกับหมายเลขที่ติดไว้ที่สุราหรือสินค้าใด ลูกค้าก็จะได้รับสุราหรือสินค้านั้นไป อันเป็นการพนันตามบัญชี ข. อันดับที่ 9 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 คดีในส่วนจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 9 จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 9 หรือไม่ คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 9 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 โดยบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 9 หรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และโจทก์ไปในคราวเดียวกัน เห็นว่า คดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 พยานโจทก์มีนางปาริชาติ นางสาววิจิตรา นางสาวรุ่งนภา และนางสาวอารียา รวมจำนวน 4 ปาก เป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 แสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอให้นางปาริชาติกับพวกจ่ายเงินเพื่อที่จะได้ไม่ต้องยกแผงสลากของนางปาริชาติกับพวกไป และเดือนมิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 กับพวกไปยึดแผงสลากของนางปาริชาติกับพวกที่ร้านซักอบรีดในเมืองพัทยากลางและจำเลยที่ 1 ได้นำนางสาววิจิตราไปพบชายที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นผู้หมวดและเป็นเจ้านายจำเลยที่ 1 ที่ด้านหลังอาคารสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา เพื่อให้นางสาววิจิตราเจรจาต่อรองกับผู้หมวดในเรื่องจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้เพื่อไม่ต้องถูกดำเนินคดี แล้วนางสาววิจิตรามอบเงินจำนวน 4,000 บาท ให้ชายที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นผู้หมวด โดยนางปาริชาติได้พบตัวจำเลยที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 นางสาววิจิตราพบจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 และเดือนมิถุนายน 2553 นางสาวรุ่งนภาและนางสาวอารียาพบจำเลยที่ 1 คนละ 1 ครั้ง ในเดือนมิถุนายน 2553 โดยนางสาวรุ่งนภายังได้นั่งรถยนต์คันเดียวกับจำเลยที่ 1 เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา พยานโจทก์ทั้งสี่ปากมีโอกาสและเวลาพูดกับจำเลยที่ 1 เป็นเวลานาน ทั้งยังยืนยันตรงกันถึงพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุให้ควรระแวงสงสัยว่าจะจำตัวจำเลยที่ 1 ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เหตุที่มีการสอบสวนคดีนี้สืบเนื่องจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการและพบมีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวอารียาไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 จึงเรียกพยานโจทก์ทั้งสี่ไปสอบถาม พฤติการณ์จึงไม่มีเหตุให้ควรระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสี่จะกลั่นแกล้งกล่าวหาปรักปรำจำเลยที่ 1 ประกอบกับนางสาวรุ่งนภาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ขอหมายเลขโทรศัพท์ของนางสาวรุ่งนภาไว้และต่อมาได้โทรศัพท์แจ้งหมายเลขบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 3 ให้นางปาริชาติกับพวกโอนเงินเข้า ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไปเชื่อมโยงกับการที่ปรากฏภาพจำเลยที่ 1 ถอนเงินจากเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าตนไปทำธุรกรรมที่หน้าเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติจริง และตามคำเบิกความของนางสาวอารียาและนางสาวรุ่งนภาประกอบรายการบัญชีเงินฝากของนางสาวอารียาได้ความว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของจำเลยที่ 3 บัญชีเลขที่ 7662092163 รวมจำนวน 7 ครั้ง ดังนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 จำนวน 2,000 บาท วันที่ 6 สิงหาคม 2553 จำนวน 2,000 บาท วันที่ 7 กันยายน 2553 จำนวน 3,000 บาท วันที่ 4 ตุลาคม 2553 จำนวน 3,000 บาท วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 3,000 บาท วันที่ 3 ธันวาคม 2553 จำนวน 3,000 บาท และวันที่ 5 มกราคม 2554 จำนวน 3,000 บาท พยานโจทก์มีทั้งพยานบุคคลยืนยันและหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 ที่ปรากฏภาพจำเลยที่ 1 ไปเบิกถอนเงินที่เครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ จึงมีน้ำหนักและเหตุผลมั่นคงรับฟังเชื่อถือได้ ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า วันที่ 3 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปเรียกเงินจากนางสาววิจิตรากับพวกที่ร้านซักอบรีดที่เมืองพัทยากลางเพราะจำเลยที่ 1 เดินทางไปอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี แล้วรถยนต์ถูกคนร้ายขีดเป็นรอย จึงไปแจ้งความไว้นั้น เห็นว่านางสาววิจิตราเบิกความถึงวันเกิดเหตุที่ร้านซักอบรีดที่เมืองพัทยากลางว่าเกิดเหตุในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2553 และตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า เป็นวันที่ 3 มิถุนายน 2553 หรือไม่จำไม่ได้ ดังนี้ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าวันที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าได้เดินทางไปจังหวัดปทุมธานีนั้นเป็นวันเดียวกันกับวันเกิดเหตุที่ร้านซักอบรีดที่เมืองพัทยากลาง ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีนางสุนิษา เจ้าของร้านซักอบรีดที่เมืองพัทยากลางมาเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อประมาณกลางปี 2553 มีเจ้าพนักงานตำรวจแต่งกายนอกเครื่องแบบจำนวน 4 ถึง 5 คน มายึดแผงสลากของนายแบงค์ที่นำมาวางจำหน่ายในร้านของนางสุนิษา นางสุนิษาได้โทรศัพท์เรียกนายแบงค์มาที่ร้านแล้วนายแบงค์ได้ไปกับเจ้าพนักงานตำรวจ แต่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งนางสุนิษายังได้ให้ปากคำดังกล่าวไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจด้วย เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 และเบิกความต่อศาล ในคดีนี้เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2556 อันเป็นเวลาภายหลังวันเกิดเหตุนานประมาณ 2 ปี และเกือบ 3 ปี ตามลำดับ แล้ว อีกทั้งไม่ปรากฏว่านางสุนิษารู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อนเกิดเหตุไม่น่าเชื่อว่านางสุนิษาจะจำเจ้าพนักงานตำรวจที่มายึดแผงสลากได้ ที่นางสุนิษาเบิกความยืนยันว่าเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวไม่ใช่จำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักทำให้คำเบิกความของนางสาววิจิตรา นางสาวรุ่งนภา และนางอารียาพยานโจทก์ที่เดินทางไปร้านซักอบรีดที่เมืองพัทยากลางขาดความน่าเชื่อถือไปได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า นางปาริชาติเคยกู้ยืมเงินนอกระบบจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วไม่พอใจที่ถูกทวงถาม นางปาริชาติจึงเก็บหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 เพื่อชำระหนี้เงินกู้มาปรักปรำจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่นำเจ้าของร้านค้าในตลาดปอยเปตมาเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจไปยกแผงสลากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 นางสาววิจิตรา นางสาวรุ่งนภา และนางสาวอารียาเบิกความแตกต่างกันในเหตุการณ์ที่ร้านซักอบรีดที่เมืองพัทยากลางและที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาและอ้างข้อเท็จจริงอื่นอีกหลายประการนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาดังกล่าวเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียกรับเงินจากนางปาริชาติกับพวกและเป็นเรื่องในรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงได้ จึงไม่รับวินิจฉัย เหตุผลและพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับชายที่จำเลยที่ 1 เรียกว่าผู้หมวดเรียกและรับเงินจากนางปาริชาติกับพวกเพื่อแลกกับการไม่จับกุมนางปาริชาติกับพวกไปดำเนินคดีในความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 โดยเรียกและรับเงินไปในเดือนมิถุนายน 2553 จำนวน 1 ครั้ง และระหว่างเดือนกรกฎาคม 2553 ถึงเดือนมกราคม 2553 จำนวน 7 ครั้ง สำหรับคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เห็นว่า โจทก์คงมีนางสาววิจิตราเป็นพยานเพียงปากเดียวที่เบิกความยืนยันว่า ชายที่จำเลยที่ 1 เรียกว่าผู้หมวดและนำนางสาววิจิตราไปเจรจาต่อรองที่ด้านหลังอาคารสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาคือจำเลยที่ 2 แม้นางสาววิจิตราเจรจาต่อรองจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายกับผู้หมวดนานประมาณ 10 นาที แต่นางสาววิจิตราไม่รู้จักผู้หมวดมาก่อน หลังเกิดเหตุไม่เคยพบหน้ากันอีก ที่นางสาววิจิตราดูภาพถ่ายจำเลยที่ 2 จากฐานข้อมูลทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน แล้วรับรองว่าจำเลยที่ 2 คือผู้หมวดนั้น เป็นการดูเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 หลังจากวันเกิดเหตุที่พบผู้หมวดเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 นานถึง 9 เดือน และเบิกความต่อศาลยืนยันว่าจำเลยที่ 2 คือผู้หมวดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 หลังวันเกิดเหตุ 2 ปีเศษ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้หมวดมีลักษณะหรือตำหนิรูปพรรณพิเศษอย่างไรที่จะช่วยให้สังเกตจดจำได้ง่าย ประกอบกับในชั้นสอบสวนนางสาววิจิตราให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ผู้หมวดฟันเหยิน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เบิกความได้ยิงฟันให้ศาลชั้นต้นดูว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ฟันเหยิน ดังนี้ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวนางสาววิจิตราอาจจำหน้าผู้หมวดผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์เช่นเดียวกันกับจำเลยที่ 1 แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าทั้งสองออกปฏิบัติหน้าที่ในขณะเกิดเหตุร่วมกันหรือไม่ ลำพังแต่คำเบิกความของนางสาววิจิตรา พยานโจทก์ดังกล่าวเพียงปากเดียวยังไม่หนักแน่นพอให้รับฟังได้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 คือ ผู้หมวดที่เรียกและรับเงินจากนางสาววิจิตรา กรณีมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ร่วมกับชายที่จำเลยที่ 1 เรียกว่าผู้หมวดเรียกและรับเงินจากนางปาริชาติกับพวกเพื่อแลกกับการที่ไม่จับกุมนางปาริชาติกับพวกไปดำเนินคดีในความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 หรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 1 ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2551 และต่อมาได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการใหม่โดยจำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวกลับเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ดังนั้นระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2553 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานตำรวจ จึงไม่มีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 17 รวมทั้งไม่มีหน้าที่จับกุมนางปาริชาติกับพวกซึ่งกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 95 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการหรือได้รับคำสั่งให้ออกจากราชการด้วยเหตุใด ๆ ที่มิใช่เป็นการลงโทษ ให้ผู้นั้นมีสถานภาพเป็นข้าราชการตำรวจตลอดระยะเวลาระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน" นั้น เป็นบทบัญญัติให้ข้าราชการตำรวจผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนที่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการใหม่มีสถานภาพเป็นข้าราชการตำรวจตลอดระยะเวลาระหว่างที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อสิทธิในการรับเงินเดือน และเงินอื่น ๆ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 95 วรรคสี่ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการใหม่ จึงไม่อาจถือว่าระหว่างเวลาที่ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานตำรวจ การเรียกรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ผู้กระทำความผิดต้องมีหน้าที่ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ต้องมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 17 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เรียกรับเงินจากนางปาริชาติกับพวกเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 จำนวน 4,000 บาท และวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 จำนวน 2,000 บาท จึงเป็นการกระทำในขณะจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 17 ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดซึ่งผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามกฎหมายมาตราดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดในการกระทำตามข้อกล่าวหา ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่การที่นางปาริชาติกับพวกโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 จำนวน 2,000 บาท วันที่ 7 กันยายน 2553 จำนวน 3,000 บาท วันที่ 4 ตุลาคม 2553 จำนวน 3,000 บาท วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 3,000 บาท วันที่ 3 ธันวาคม 2553 จำนวน 3,000 บาท และวันที่ 5 มกราคม 2554 จำนวน 3,000 บาท นั้น เป็นช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการโดยปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว แม้ช่วงเวลาที่โอนเงินดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้เรียกเงินจากนางปาริชาติกับพวก แต่ก็สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับชายที่จำเลยที่ 1 เรียกว่าผู้หมวดเรียกให้นางปาริชาติกับพวกจ่ายเงินเป็นรายเดือนเพื่อจะได้ไม่ต้องถูกจับกุมโดยจำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์แจ้งหมายเลขบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 ให้นางปาริชาติกับพวกโอนเงินไปเข้าบัญชีดังกล่าว กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมรับเงินที่โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 แต่ละเดือนในระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม 2553 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2554 ไว้เพื่อแลกกับการไม่จับกุมนางปาริชาติกับพวกในความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 ในช่วงเวลาที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าว การร่วมรับเงินแต่ละเดือนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 รวม 6 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาครั้งที่ 4 ถึงครั้งที่ 9 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดในการกระทำตามข้อกล่าวหาครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าชายที่จำเลยที่ 1 เรียกว่าผู้หมวดนั้นเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหรือไม่ จำเลยที่ 3 ที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

เจ้าพนักงานเรียกทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบในการกระทำตามข้อกล่าวหาครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ด้วย กรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 213

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 รวม 6 กระทง จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 86 รวม 6 กระทง จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวม 6 กระทง จำคุก 30 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 6 กระทง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 20 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 149
ป.วิ.อ. ม. 17
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ม. 95
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — ดาบตำรวจปฏิภาณหรือดาบไวท์ สมะพันธุ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปิยะพล สำเริง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5148/2559
#602549
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร บัญญัติให้เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานสามารถเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 45) ได้แบ่งประเภทเงินได้ดังกล่าวออกเป็น 4 ประเภท สำหรับข้อ 1 (ค) มีข้อความกำหนดไว้เพียงว่าให้หมายถึงเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานเท่านั้น เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุครบเกษียณอายุ และได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเมื่อออกจากงานรวม 3,118,040 บาท โดยหนังสือแจ้งการจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานและเงินบำเหน็จของบริษัทฯ แยกเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 1,792,000 บาท และเงินบำเหน็จ 1,326,040 บาท เงิน 1,792,000 บาท เป็นการจ่ายตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทฯ กรณีพนักงานที่ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี และนายจ้างคำนวณจ่ายให้แก่โจทก์จากเงินเดือนอัตราสุดท้ายเป็นระยะเวลา 300 วัน ซึ่งวิธีการจ่ายเงินดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 118 (5) แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อีกทั้งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อเกษียณอายุอันเป็นการเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้กระทำความผิดตามความหมายของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ถือได้ว่าเข้าลักษณะเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ ภ.ง.ด. 12-02012340-25520921-001-00308 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/1/25/2553 ของจำเลย และบังคับให้จำเลยคืนเงิน 159,167.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,707.86 บาท และ 117,355.48 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ ภ.ง.ด. 12-02012340-25520921-001-00308 ลงวันที่ 21 กันยายน 2552 ของจำเลยที่ให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่ม (เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 30 กันยายน 2552) รวมเป็นเงิน 30,291 บาท และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/1/25/2553 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยชำระเงิน 30,707.86 บาท และ 117,355.48 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2552 จนถึงวันที่มีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์ ดอกเบี้ยของแต่ละต้นเงินคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2553) ไม่เกิน 2,303 บาท และ 8,801 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ดอกเบี้ยของเงินภาษีอากรแต่ละจำนวนที่ได้รับ คำนวณแล้วต้องไม่เกินเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนจำนวน 30,707.86 บาท และ 117,355.48 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นพนักงานของบริษัทนานดีอินเตอร์เทรด จำกัด ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2539 โดยบริษัทดังกล่าวมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวดที่ 11 ข้อ 31.7 เมื่อปี 2551 โจทก์มีอายุครบ 60 ปี บริษัทจึงเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุเกษียณอายุ รวมระยะเวลาทำงาน 12 ปี 4 เดือน มีเงินเดือนเดือนสุดท้าย 179,200 บาท โจทก์ได้รับเงินชดเชยจากการเลิกจ้างตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัท 2 จำนวน ได้แก่ เงินชดเชย 1,792,000 บาท และเงินบำเหน็จ 1,326,040 บาท รวมเป็นเงิน 3,118,040 บาท โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) ประจำปีภาษี 2551 ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยใช้สิทธินำเงินได้จำนวน 3,118,040 บาท แยกคำนวณภาษีจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร และแสดงการคำนวณภาษีตามใบแนบระบุเงินได้ 1,792,000 บาท เป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานตามข้อ ก.3 และนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นฐานเพื่อคำนวณหักค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน ส่วนเงินจำนวน 1,326,040 บาท ระบุเป็นเงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวที่มีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญราชการ ตามข้อ ก.5 ซึ่งมีจำนวนไม่เกินกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงาน โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นฐานเพื่อคำนวณหักค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนเช่นกัน ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 3 ดังนั้น จำนวนเงินได้ที่โจทก์ใช้เป็นฐานเพื่อคำนวณหาค่าใช้จ่ายคือ 3,118,040 บาท เมื่อคำนวณภาษีแล้วมีเงินภาษีที่โจทก์ชำระเกินไปและขอคืนจำนวน 117,355.48 บาท เจ้าพนักงานประเมินภาษีของจำเลยเห็นว่า โจทก์คำนวณใบแนบออกจากงานไม่ถูกต้องเนื่องจากเงินชดเชย 1,792,000 บาท ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะนำมาคำนวณเป็นเงินได้ข้อ ก.3 แต่ถือเป็นเงินได้ตามข้อ ก.5 ของใบแนบ เมื่อคำนวณภาษีใหม่จึงไม่มีเงินภาษีที่โจทก์ชำระเกินแต่มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 27,790.52 บาท เจ้าพนักงานจำเลยมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) ให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่มเป็นเงิน 30,291 บาท โจทก์ชำระเงินภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่มให้แก่จำเลยแล้ว ตามใบเสร็จรับเงิน โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินขอให้ยกเลิกการประเมินและคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์โจทก์โดยเห็นว่า การที่โจทก์ถูกให้ออกจากงานเพราะเหตุเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน เงินชดเชย 1,792,000 บาท ที่โจทก์ได้รับกรณีเกษียณอายุเป็นเงินชดเชยที่ได้รับจากการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน แต่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่กฎหมายให้สิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปคำนวณรวมกับเงินได้อื่นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และนำมาคำนวณในใบแนบข้อ ก.3 ได้จะต้องเป็นเงินชดเชยกรณีถูกเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ไม่ใช่กรณีเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง เงินชดเชยที่โจทก์ได้รับดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานตามใบแนบ ข้อ ก.3 และไม่ถือเป็นเงินได้ตามข้อ 1 (ค) ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) แต่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญราชการตามใบแนบข้อ ก.5 และถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ข้อ 1 (ง) ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) และต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเป็นฐานเพื่อคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้เพียงไม่เกินกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงาน บวกด้วยร้อยละ 10 ของเงินเดือนถัวเฉลี่ยนั้น กรณีโจทก์คือ 2,150,400 บาท การที่เจ้าพนักงานประเมินให้เงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานรวม 3,118,040 บาท ถือเป็นเงินได้ตามข้อ 1 (ง) และนำไปเป็นฐานเพื่อคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้เพียงไม่เกิน 2,150,400 บาท จึงชอบแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมาฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับเงินจำนวน 1,792,000 บาทที่โจทก์ได้รับจากบริษัทนานดีอินเตอร์เทรด จำกัด เนื่องจากเกษียณอายุชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ประมวลรัษฎากรบัญญัติให้ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานสามารถเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 45) ได้แบ่งประเภทเงินได้ดังกล่าวออกเป็น 4 ประเภท สำหรับข้อ 1 (ค) มีข้อความกำหนดไว้เพียงว่าให้หมายถึงเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุครบเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทนานดีอินเตอร์เทรด จำกัด ข้อ 31.7 และได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเมื่อออกจากงานรวมทั้งสิ้น 3,118,040 บาท ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย3 โดยหนังสือแจ้งการจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานและเงินบำเหน็จของบริษัทนานดีอินเตอร์เทรด จำกัด ระบุว่า เงินได้ดังกล่าวแยกเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 1,792,000 บาท และเงินบำเหน็จ 1,326,040 บาท เงินจำนวน 1,792,000 บาท เป็นการจ่ายตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัท ข้อที่ 32.2.5 กรณีพนักงานที่ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป และนายจ้างคำนวณจ่ายให้แก่โจทก์จากอัตราเงินเดือนสุดท้ายเป็นระยะเวลา 300 วัน ซึ่งวิธีการจ่ายเงินดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 118 (5) แห่งพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อีกทั้งเงินจำนวน 1,792,000 บาท ที่โจทก์ได้รับเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อเกษียณอายุอันเป็นการเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้กระทำความผิดตามความหมายของมาตรา 118 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541 ดังนี้จึงถือได้ว่าเงินจำนวน 1,792,000 บาท เข้าลักษณะเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 45) ข้อ 1 (ค) แล้วการที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมใบแนบ โดยนำเงินได้จำนวนดังกล่าวทั้งจำนวนมาลงรายการในข้อ ก. 3 และนำมาคำนวณค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 45) จึงชอบด้วยมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบและให้จำเลยคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 48 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสงวน รัตตวิศิษฐ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5091/2559
#602804
เปิดฉบับเต็ม

ส. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับจำเลย โดย ส. ชำระราคารวมมัดจำให้แก่จำเลยแล้ว 1,691,272 บาท คงมีหนี้ค้างชำระ 22,828 บาท ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. กับจำเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายแสดงความประสงค์จะเลิกสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายยังมีความประสงค์ที่จะให้มีการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ต่อกัน ดังนี้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ต่อกัน หากบังคับฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ก็ต้องบังคับให้อีกฝ่ายชำระหนี้ตอบแทนได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยมิได้มีคำขอท้ายฟ้องเสนอขอชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เหลือให้แก่จำเลยตามสัญญาก็ตาม เนื่องจากโจทก์ทั้งสี่เข้าใจว่า ส. ได้ชำระราคาให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วเช่นนี้ ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้อง และศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา โดยบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ และกำหนดให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันชำระราคาบ้านและที่ดินให้แก่จำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทน กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอของโจทก์ทั้งสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นทายาทโดยธรรมของนายสนั่น ผู้ตาย จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ก่อสร้างบ้านจัดสรรขาย เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2539 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายสนั่น ปัจจุบันคือ บ้านเลขที่ 70/4 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 81865 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในราคา 1,714,100 บาท นายสนั่นวางเงินมัดจำในวันทำสัญญา 100,000 บาท ที่เหลือตกลงกันให้นำค่าวัสดุก่อสร้างประเภทไม้ที่จำเลยจะสั่งซื้อจากนายสนั่นหักชำระราคาจนครบและจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายต่อไป ต่อมาในปี 2540 ถึงปี 2542 จำเลยสั่งซื้อไม้จากนายสนั่นจนครบ 1,614,100 บาท หลังจากนั้นนายสนั่นถึงแก่ความตาย จำเลยไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ทวงถามหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 81865 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย หากไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ให้คืนเงิน 1,714,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 70/4 หมู่ที่ 4 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ที่ดินโฉนดเลขที่ 81865 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ค้างชำระจำนวน 22,828 บาท แก่จำเลย หากโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ให้จำเลยใช้เงิน 1,691,272 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ธันวาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายสนั่น ผู้ตาย ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยราคา 1,714,100 บาท ชำระมัดจำในวันทำสัญญา 100,000 บาท คงค้างชำระอยู่ 1,614,100 บาท โดยจำเลยตกลงจะสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างประเภทไม้จากนายสนั่นนำเงินมาหักชำระเป็นค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจนครบตามสัญญา ตามสัญญาจะซื้อจะขายและบันทึกแนบท้ายสัญญา โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่านายสนั่นชำระเงินจำนวน 1,614,100 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วโดยการที่จำเลยซื้อวัสดุก่อสร้างไปจากนายสนั่นดังกล่าว จำเลยต่อสู้คดีโดยอ้างว่านายสนั่นยังชำระราคาให้แก่จำเลยไม่ครบ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จากพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่คงฟังได้อย่างมากเพียงว่า นายสนั่นได้ชำระราคาให้แก่จำเลยแล้วเป็นเงิน 1,591,272 บาท ไม่ครบจำนวนที่ค้างชำระ และเห็นว่าเมื่อโจทก์ทั้งสี่มิได้นำสืบว่าได้เสนอขอชำระค่าบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยจนครบถ้วนเสียก่อน แสดงว่าโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกแนบท้ายสัญญา กรณียังไม่ก่อให้โจทก์ทั้งสี่เกิดสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยตามฟ้องได้ โจทก์ทั้งสี่จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยฟังว่า นายสนั่นชำระราคารวมเงินมัดจำให้แก่จำเลยแล้ว 1,691,272 บาท คงมีหนี้ค้างชำระอีก 22,828 บาท เช่นเดียวกับศาลชั้นต้น แต่วินิจฉัยต่อไปว่า สัญญาระหว่างนายสนั่นกับจำเลยยังคงใช้บังคับได้เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดกระทำการเลิกสัญญา เมื่อนายสนั่นถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงมีสิทธิรับมรดกของนายสนั่นจึงชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ทั้งสี่ตามฟ้อง ศาลย่อมที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่และกำหนดให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันชำระราคาบ้านและที่ดินให้แก่จำเลยได้ แม้คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสี่มิได้ขอชำระราคาบ้านและที่ดินแก่จำเลย แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นการเกินกว่าคำขอของโจทก์ทั้งสี่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ทั้งสี่จะต้องเสนอขอชำระราคาบ้านและที่ดินพิพาทที่เหลือให้แก่จำเลยเสียก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสนั่น ซึ่งทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายและบันทึกแนบท้ายสัญญา โดยอ้างว่านายสนั่นได้ชำระราคาให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยให้การต่อสู้ว่า นายสนั่นยังชำระราคาไม่ครบถ้วน คดีจึงคงมีประเด็นโต้เถียงกันเฉพาะว่า มีการชำระราคากันครบถ้วนแล้วหรือไม่เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาว่า นายสนั่นชำระราคารวมเงินมัดจำให้แก่จำเลยแล้ว 1,691,272 บาท คงมีหนี้ค้างชำระอีกเพียง 22,828 บาท เท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายแสดงความประสงค์จะเลิกสัญญาดังกล่าวต่อกันแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายยังมีความประสงค์ที่จะให้มีการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ต่อกัน ดังนี้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ต่อกัน หากบังคับฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ก็ต้องบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ตอบแทนได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องเสนอขอชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เหลือให้แก่จำเลยตามสัญญาก็ตาม เนื่องจากโจทก์ทั้งสี่เข้าใจว่านายสนั่นได้ชำระราคาให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วเช่นนี้ ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้อง และศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา โดยบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ และกำหนดให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันชำระราคาบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทน กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอของโจทก์ทั้งสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทธินันท์ พ่วงภิญโญ กับพวก
จำเลย — บริษัทบ้านริมธาร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายปกครอง เปรมดิษฐกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2559
#600620
เปิดฉบับเต็ม

เหตุคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์แล่นแซงรถกระบะที่อยู่ด้านหน้าล้ำเข้าไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายที่แล่นสวนทางมาในช่องเดินรถของผู้ตาย ซึ่งหากจำเลยไม่ขับรถจักรยานยนต์แล่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตายเหตุครั้งนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ตายขับรถโดยไม่ชิดขอบทางด้านซ้ายและขับรถมาด้วยความเร็ว ก็อาจเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการกระทำความผิดของจำเลย ประการสำคัญขณะเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แล่นอยู่ในช่องเดินรถของตน การที่ผู้ตายขับรถโดยไม่ชิดขอบทางด้านซ้ายและขับรถมาด้วยความเร็วดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกรถจักรยานยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชน แต่การที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกรถจักรยานยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชน และผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย ผู้ตายหามีส่วนประมาทด้วยไม่ ผู้ตายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของผู้ตายย่อมมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเปิมและนางทิพวัลย์ บิดาและมารดาของนางสาวยุพาพร ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้เรียกนายเปิมว่า โจทก์ร่วมที่ 1 กับเรียกนางทิพวัลย์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 2 ปี และปรับ 12,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ภายในกำหนด 1 ปีแรก ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ภายในกำหนดเวลาคุมประพฤติ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้นายเปิมและนางทิพวัลย์ บิดาและมารดาของผู้ตายเข้าร่วมเป็นโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์แล่นแซงรถกระบะที่อยู่ด้านหน้าล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แล่นสวนมาแล้วเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายด้วยความประมาทของจำเลย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยอันจะทำให้ผู้ตายไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของผู้ตายไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดจากการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์แล่นแซงรถกระบะที่อยู่ด้านหน้าล้ำเข้าไปเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายที่แล่นสวนทางมาในช่องเดินรถของผู้ตาย ซึ่งหากจำเลยไม่ขับรถจักรยานยนต์แล่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตายเหตุครั้งนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ตายขับรถโดยไม่ชิดขอบทางด้านซ้ายและขับรถมาด้วยความเร็ว ก็อาจเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการกระทำความผิดของจำเลยดังทำนองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ประการสำคัญขณะเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์แล่นอยู่ในช่องเดินรถของตน การที่ผู้ตายขับรถโดยไม่ชิดขอบทางด้านซ้ายและขับรถมาด้วยความเร็วดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกรถจักรยานยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชน แต่การที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกรถจักรยานยนต์ของจำเลยเฉี่ยวชน และผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย ผู้ตายหามีส่วนประมาทด้วยไม่ ผู้ตายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของผู้ตายย่อมมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นายเปิม ลูนละวัน กับพวก
จำเลย — นางมาลี หน่อแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสรสิริ จันทรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาศ
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา