คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3999/2559
#599857
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนมีการตกลงว่าจ้างจำเลยขนส่งสินค้ากังหันไอน้ำความดันต่ำ โจทก์แจ้งกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าว่า ประมาณวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ให้จำเลยทราบแล้วในหนังสือขอให้จำเลยเสนอราคาค่าจ้างบริการขนส่งสินค้าทางเรือ ดังนั้น ก่อนเสนอราคาจำเลยย่อมต้องตรวจสอบตารางการเดินเรือว่าสามารถดำเนินการรับขนสินค้าจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้ทันวันดังกล่าวหรือไม่ แต่จำเลยกลับนำสืบว่าได้จองเรือที่เดินทางออกจากท่าเรือในวันที่ 23 มิถุนายน 2552 นอกจากนี้เมื่อโจทก์สนองรับราคาของจำเลย โจทก์ยังแนบสัญญาซื้อขายกังหันไอน้ำความดันต่ำซึ่งมีกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ไปพร้อมกับหนังสือจ้างขนส่งสินค้าทางเรือให้จำเลยทราบอีกด้วย จำเลยจึงย่อมต้องทราบดีว่าหากจำเลยไม่สามารถจัดหาเรือที่จะออกจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามาอย่างช้าที่สุดวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ได้ จำเลยยังมีทางเลือกที่จะจัดหาเรือซึ่งออกจากท่าเรือต้นทางอย่างช้าที่สุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ได้อีกด้วย แม้หนังสือจ้างจะไม่มีข้อตกลงให้จำเลยไปรับสินค้าในวันที่ 25 มิถุนายน 2552 โดยมีเพียงข้อกำหนดให้จำเลยส่งมอบงานภายใน 22 วัน นับจากวันที่จำเลยรับสินค้าจากผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นก็ตาม แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยทราบกำหนดวันที่ผู้ขายจะส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ หนังสือจ้างขนส่งสินค้าทางเรือจึงเป็นสัญญาที่มีกำหนดเวลาที่จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาไว้แน่นอน การที่จำเลยจองระวางเรือซึ่งมีกำหนดการเดินทางออกจากท่าเรือเมืองโยโกฮามาวันที่ 23 มิถุนายน 2552 จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการจองระวางเรือที่เหมาะสมกับกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าจากผู้ขาย

แม้จำเลยนำสืบว่าเรือเดินทะเลอาจเทียบท่าก่อนตารางการเดินเรือได้เนื่องจากภัยธรรมชาติตามสัญญาเลย์แคน (Laycan) และเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่อาจควบคุมได้ แต่เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบว่าเหตุที่เรือที่จำเลยว่าจ้างเข้าเทียบท่าเรือและออกจากท่าเรือก่อนกำหนดเกิดจากภัยธรรมชาติอย่างไร ทั้งกรณีจะเป็นเหตุสุดวิสัยจะต้องได้ความว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 เมื่อจำเลยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการรับขนสินค้าทางทะเลย่อมต้องทราบดีว่าระยะเวลาการเดินเรือและเข้าเทียบท่าอาจคลาดเคลื่อนได้ หากจำเลยใช้ความระมัดระวังตามสมควรในฐานะผู้ประกอบการก็ไม่ควรจองระวางเรือที่จะออกจากท่าเรือต้นทางก่อนถึงกำหนดส่งมอบสินค้าตามที่โจทก์แจ้งไว้ล่วงหน้า จึงหาใช่เหตุสุดวิสัยดังข้อต่อสู้ของจำเลยไม่

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างไม่ไปรับสินค้าตามกำหนดที่ตกลงไว้กับโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย หาใช่เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในกรณีที่สินค้าสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบสินค้าชักช้า จึงไม่สามารถนำ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 และ 58 มาปรับใช้แก่คดีดังที่จำเลยต่อสู้ได้

เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบกำหนดรับมอบสินค้าว่าประมาณวันที่ 25 มิถุนายน 2552 แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดหาเรือไปรับสินค้าให้ทันวันดังกล่าว โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์จะใช้สินค้าเมื่อใด เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแก่พฤติการณ์พิเศษตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ต้นเงินจำนวน 996,635.43 บาท แก่โจทก์ เมื่อรวมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2552 อันเป็นวันที่จำเลยผิดนัดจนถึงวันที่ 3 กันยายน 2556 อันเป็นวันฟ้องจำนวน 293,051.77 บาท แล้ว เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,289,687.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 996,635.43 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์ซื้อกังหันไอน้ำความดันต่ำจำนวน 3 ชุด เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 8 ที่ 10 ที่ 11 จากบริษัทฟูจิอิเล็กทริกซิสเต็ม จำกัด ผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่น โดยโจทก์และผู้ขายตกลงให้มีการส่งมอบกังหันไอน้ำความดันต่ำชุดที่ 3 เพื่อใช้สำหรับโรงงานไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 11 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ต่อมาโจทก์ส่งหนังสือขอให้จำเลยและบริษัทที่ประกอบการรับขนของทางทะเลหลายรายเสนอราคาค่าขนส่งกังหันไอน้ำความดันต่ำชุดที่ 3 น้ำหนักรวมจำนวน 135,600 กิโลกรัม จากท่าเรือเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น มายังท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย โดยระบุในหนังสือว่ากำหนดส่งของประมาณวันที่ 25 มิถุนายน 2552 และให้มีเงื่อนไขการจ้างตามหนังสือของโจทก์ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จำเลยเสนอราคาค่าขนส่งจำนวน 710,909.57 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำสุด โจทก์จึงสนองรับราคาและทำหนังสือจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าดังกล่าว โดยกำหนดให้จำเลยส่งมอบสินค้าแก่โจทก์ภายในกำหนด 22 วัน นับถัดจากวันที่จำเลยได้รับสินค้าจากผู้ขาย ตามหนังสือจ้างดำเนินการขนส่งสินค้าทางเรือ ต่อมาจำเลยได้วางหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเป็นเงินจำนวน 71,090.95 บาท แก่โจทก์ ตามเงื่อนไขการจ้างและติดต่อเรือประเภทคอนเวนชันนอล (Conventional) ชื่อเคฟโฮว์ ให้ไปรับสินค้าจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น มายังท่าเรือปลายทางแหลมฉบัง ประเทศไทย แต่เรือดังกล่าวเดินทางถึงท่าเรือเมืองโยโกฮามา วันที่ 17 มิถุนายน 2552 และออกจากท่าเรือในวันที่ 21 มิถุนายน 2552 ทำให้ผู้ขายซึ่งมีหน้าที่ส่งสินค้าภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ตามสัญญาซื้อขายกังหันไอน้ำความดันต่ำของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ไม่สามารถส่งสินค้าไปยังท่าเรือได้ทัน โดยก่อนหน้านั้นผู้ขายได้แจ้งมายังโจทก์แล้วว่า สามารถส่งสินค้าไปยังท่าเรือเมืองโยโกฮามาได้เร็วที่สุดในวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ตามหนังสือบอกเลิกใบสั่งจ้างลงวันที่ 19 มิถุนายน 2552 และว่าจ้างบริษัทยูไนเต็ดไทยชิปปิ้ง จำกัด ให้ขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าจ้างที่โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขงานจ้างบริการรับขนส่งสินค้าทางเรือ ข้อ 10.2 จำนวน 996,663.43 บาท รวมกับค่าปรับอีกจำนวน 71,090.95 บาท เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,067,726.38 บาท ตามหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ลงวันที่ 16 กันยายน 2552 จำเลยทำหนังสือชี้แจงเหตุผลของการไม่สามารถรับสินค้าจากผู้ขายได้ทันกำหนดต่อโจทก์ ตามหนังสือชี้แจงเหตุผลต่อหนังสือให้ชำระหนี้ของโจทก์ ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2552 โจทก์พิจารณาแล้วมีหนังสือยืนยันให้จำเลยชำระค่าเสียหาย จำเลยได้รับแล้วแต่เพิกเฉย โจทก์จึงริบหลักประกันที่จำเลยวางไว้จำนวน 71,090.95 บาท เพื่อหักชำระค่าปรับและค่าเสียหายและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบ ตามหนังสือแจ้งการหักเงินประกันชำระหนี้ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือจ้างดำเนินการขนส่งสินค้าทางเรือลงวันที่ 3 มิถุนายน 2552 หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนมีการตกลงว่าจ้างจำเลยให้ทำการขนส่งสินค้ากังหันไอน้ำความดันต่ำตามคำฟ้อง โจทก์ได้แจ้งกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าว่าประมาณวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ให้จำเลยทราบแล้วในหนังสือขอให้จำเลยเสนอราคาค่าจ้างบริการขนส่งสินค้าทางเรือพร้อมแนบเงื่อนไขงานจ้างบริการรับขนส่งสินค้าทางเรือให้จำเลยทราบด้วย ตามหนังสือของโจทก์ขอให้เสนอราคาค่าจ้างบริการขนส่งสินค้าทางเรือเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 ดังนั้น ก่อนที่จำเลยเสนอราคาค่าจ้างแก่โจทก์นั้น จำเลยย่อมต้องตรวจสอบตารางการเดินเรือว่าสามารถดำเนินการรับขนสินค้าจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้ทันในวันที่ 25 มิถุนายน 2552 หรือไม่ โดยต้องตรวจสอบตารางการเดินเรือว่า มีเรือลำใดที่ออกจากท่าเรือดังกล่าวอย่างช้าที่สุดในวันที่ 25 มิถุนายน 2552 แต่จำเลยกลับนำสืบว่า จำเลยได้จองเรือที่เดินทางออกจากท่าเรือต้นทางดังกล่าวในวันที่ 23 มิถุนายน 2552 นอกจากนี้ เมื่อโจทก์สนองรับราคาของจำเลย ตามหนังสือจ้างดำเนินการขนส่งทางเรือลงวันที่ 3 มิถุนายน 2552 แล้ว โจทก์ยังได้แนบสัญญาซื้อขายกังหันไอน้ำความดันต่ำซึ่งมีกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ตามสัญญาซื้อขายกังหันไอน้ำความดันต่ำลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 ไปพร้อมหนังสือจ้างให้จำเลยทราบอีกด้วย ดังนั้น จำเลยจึงย่อมต้องทราบดีว่าหากจำเลยไม่สามารถจัดหาเรือที่จะออกจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามาอย่างช้าที่สุดวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ได้ จำเลยยังมีทางเลือกที่จะจัดหาเรือซึ่งออกจากท่าเรือต้นทางอย่างช้าที่สุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ได้อีกด้วย แม้หนังสือจ้างดำเนินการขนส่งสินค้าทางเรือ จะไม่มีข้อตกลงให้จำเลยไปรับสินค้าในวันที่ 25 มิถุนายน 2552 โดยมีเพียงข้อกำหนดให้จำเลยส่งมอบงานภายใน 22 วัน นับถัดจากวันที่จำเลยรับสินค้าจากผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นก็ตาม แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า จำเลยทราบกำหนดวันที่ผู้ขายจะส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์อยู่ระหว่างวันที่ 25 ถึง 30 มิถุนายน 2552 และจำเลยจะต้องส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ภายใน 22 วัน นับถัดจากวันรับสินค้าจากผู้ขายแล้ว หนังสือจ้างขนส่งสินค้าทางเรือจึงเป็นสัญญาที่มีกำหนดเวลาที่จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาไว้แน่นอนโดยการไปรับสินค้าจากผู้ขายตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2552 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2552 การที่จำเลยจองระวางเรือชื่อเคฟโฮว์ ซึ่งมีกำหนดการเดินทางออกจากท่าเรือเมืองโยโกฮามา วันที่ 23 มิถุนายน 2552 ตามตารางการเดินเรือ จึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการจองระวางเรือที่เหมาะสมกับกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าจากผู้ขาย ซึ่งเป็นประมาณวันที่ 25 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ตามที่ระบุไว้ในหนังสือขอให้เสนอราคาและสัญญาซื้อขายและแม้เรือดังกล่าวไปถึงท่าเรือต้นทางและออกจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามาก่อนกำหนดตารางเดินเรือที่ระบุว่า จะออกจากท่าเรือดังกล่าวในวันที่ 23 มิถุนายน 2552 เป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุมของจำเลย เนื่องจากเรือดังกล่าวไม่ใช่เรือของจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงจะถือเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องรับผิดตามข้อ 10 ของเงื่อนไขงานจ้างบริการรับขนส่งสินค้าทางเรือท้ายเอกสารที่ระบุว่า "ถ้าผู้รับจ้างผิดนัดไม่ส่งมอบงานตามใบสั่งจ้างหรือส่งมอบไม่ครบถ้วนหรือล่วงเลยกำหนด หรือไม่ดำเนินการตามขอบเขตของงานโดยมีสาเหตุจากตัวแทนของผู้รับจ้างหรือเหตุอื่นใดที่ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบเอง หรือให้ผู้อื่นรับช่วงงาน กฟผ. (โจทก์) มีสิทธิบอกเลิกการสั่งจ้างทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี และเมื่อ กฟผ. (โจทก์) ใช้สิทธิบอกเลิกแล้ว ผู้รับจ้างต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับหรือค่าเสียหายแก่ กฟผ. (โจทก์)" ไม่ได้ เนื่องจากเหตุที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบสินค้าตามใบสั่งจ้างมีสาเหตุมาจากสายการเดินเรือซึ่งถือเป็นตัวแทนของจำเลยหรือรับช่วงงานจากจำเลยที่เดินทางไปถึงท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามาและออกจากท่าเรือก่อนเวลาที่กำหนดไว้ในตารางการเดินเรือ แม้จำเลยนำสืบว่า เรือเดินทะเลอาจเทียบท่าก่อนตารางการเดินเรือได้เนื่องจากภัยธรรมชาติตามสัญญาเลย์แคน (Laycan) และเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่อาจควบคุมได้ แต่เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบว่า เหตุที่เรือที่จำเลยว่าจ้างเข้าเทียบท่าเรือและออกจากท่าเรือก่อนกำหนดเกิดจากภัยธรรมชาติอย่างไร ทั้งกรณีจะเป็นเหตุสุดวิสัยตามที่จำเลยนำสืบมานั้นจะต้องได้ความว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ตามที่มาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ เมื่อจำเลยเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการรับขนสินค้าทางทะเลซึ่งย่อมต้องทราบดีว่าระยะเวลาของการเดินเรือและการเข้าเทียบท่าอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้น หากจำเลยใช้ความระมัดระวังตามสมควรในฐานะที่เป็นผู้ประกอบกิจการรับขนสินค้าทางทะเล ก็ไม่ควรที่จะจองระวางเรือที่จะออกจากท่าเรือต้นทางก่อนถึงกำหนดส่งมอบสินค้าตามที่โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าก่อนแล้ว การที่เรือรับสินค้าที่จำเลยว่าจ้างมาถึงท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามาและออกจากท่าเรือก่อนกำหนดส่งมอบสินค้า จึงหาใช่เหตุสุดวิสัยที่จะทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ดังข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ ส่วนข้อที่จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (13) เนื่องจากเหตุที่จำเลยไม่สามารถรับสินค้าได้ทันตามสัญญาไม่ได้เกิดจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อ หรืออยู่ในความรู้เห็นของจำเลยและจำเลยสามารถจำกัดความรับผิดได้ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้นั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาจ้างโดยไม่ไปรับสินค้าตามกำหนดที่ตกลงไว้กับโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หาใช่เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในกรณีที่สินค้าสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบสินค้าชักช้าอันจะนำมาตรา 52 และมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยไม่ทราบว่าโจทก์ต้องการใช้สินค้ากังหันไอน้ำแรงดันต่ำภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2552 และจำเลยพยายามปฏิบัติตามสัญญาโดยจัดหาเรือเพื่อไปรับสินค้าแทนแล้ว แต่โจทก์กลับบอกเลิกสัญญาก่อนนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบก่อนที่จำเลยจะเสนอราคาค่าจ้างขนส่งสินค้าทางเรือ ตามหนังสือของโจทก์ขอให้เสนอราคาค่าจ้างบริการขนส่งสินค้าทางเรือลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 แล้วว่ากำหนดส่งมอบสินค้าคือ ประมาณวันที่ 25 มิถุนายน 2552 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดหาเรือไปรับสินค้าให้ทันวันดังกล่าว ส่วนการที่โจทก์จะแจ้งหรือไม่แจ้งว่าจะใช้สินค้าเมื่อใดนั้น โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบแต่อย่างใด เว้นแต่กรณีที่โจทก์จะเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตามมาตรา 222 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนเพื่อให้จำเลยได้คาดเห็นถึงความเสียหายพิเศษที่อาจเกิดขึ้นหากมีการส่งมอบสินค้าให้โจทก์ชักช้า แต่คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบถึงกำหนดการใช้กังหันไอน้ำความดันต่ำแต่อย่างใด

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 996,635.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2552 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 3 กันยายน 2556 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 293,051.77 บาท ค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 222 วรรคสอง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 52 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท เอ็มบาสซี เฟรท (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวนิโลบล หิรัญรัศ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3988/2559
#599032
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ส่วนที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาให้ครบองค์คณะ ซึ่งเป็นการมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) นั้น ก็มีผลเพียงให้คำพิพากษาและกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นภายหลังไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หามีผลให้ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาก่อนมีคำพิพากษาด้วยไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย แต่กลับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา โดยให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่การสืบพยานโจทก์เป็นต้นมาจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 481,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มิถุนายน 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยจงใจขาดนัดพิจารณา กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะให้มีการพิจารณาคดีใหม่ อย่างไรก็ตามศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วพบว่าองค์คณะผู้พิพากษาในการพิจารณาและพิพากษาคดีมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษา ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณาการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ส่วนที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาให้ครบองค์คณะ ซึ่งเป็นการมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) นั้น ก็มีผลเพียงให้คำพิพากษาและกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นภายหลังไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หามีผลให้ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาก่อนมีคำพิพากษาด้วยไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย แต่กลับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาโดยให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่การสืบพยานโจทก์เป็นต้นมาจึงเป็นการไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ และมีคำสั่งให้ยกคดีขึ้นพิจารณา มีผลทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เป็นที่สุด และคดีนี้ทุนทรัพย์เกินสามแสนบาท การพิจารณาพิพากษาต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน แม้จะพิจารณาโดยขาดนัดก็ตาม เมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาไม่ครบองค์คณะตามกฎหมายก็ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นพิจารณานั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 204
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พระภิกษุจอม บุญลือพันธุ์
นางทองสา พิมพ์วิจิตร หรือนางประไพ
จำเลย — พิมพ์วิจิตร หรือป้าไพลาบเป็ด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายพงศ์พัฒน์ ตาชูชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางจันทนา ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เมทินี ชโลธร
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3901/2559
#600610
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับคดีที่โจทก์ฟ้อง ธ. นั้น ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) วินิจฉัยว่า ธ. ทำสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัท พ. มิได้ทำสัญญากับโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีนิติสัมพันธ์กับ ธ. จึงฟังไม่ได้ว่า ธ. เป็นลูกจ้างโจทก์ และโจทก์ไม่อาจนำข้อห้ามต่าง ๆ ตามสัญญาจ้างมากล่าวอ้างว่า ธ. ปฏิบัติผิดสัญญาจนโจทก์ได้รับความเสียหายได้ พิพากษายกฟ้อง คดีดังกล่าวถึงที่สุดและผูกพันคู่ความทั้งในส่วนของผลคดีและข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัย ส่วนคดีนี้ แม้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นคนละบุคคลกับ ธ. แต่ตามคำฟ้องคดีนี้กล่าวอ้างว่า ธ. เป็นลูกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานที่ ธ. ทำกับบริษัท พ. และ ธ. ปฏิบัติผิดข้อตกลงในสัญญา นำความลับทางการค้าของโจทก์ไปใช้ในกิจการของบริษัทที่ ธ. กับภริยาตนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ สัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวเป็นสัญญาเดียวกับที่โจทก์นำมากล่าวอ้างในคดีก่อน ประเด็นในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์และ ธ. ทั้งสองคดีจึงเป็นประเด็นเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์คดีนี้ว่า ธ. ไม่ใช่ลูกจ้างโจทก์ และโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่อาจนำข้อห้ามต่าง ๆ ในสัญญาจ้างแรงงานมากล่าวอ้างว่า ธ. ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานได้ ปัญหาการรับฟังพยานหลักฐานผูกพันคู่ความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบด้วย มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

ธ. ทำสัญญาขายหุ้นของบริษัทโจทก์ให้แก่บริษัท อ. ก่อนที่ ธ. จะทำสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัท พ. แม้บริษัท อ. จะควบรวมกิจการกับบริษัท จ. กลายเป็นบริษัท พ. และถือว่าบริษัท พ. สวมสิทธิเป็นผู้ถือหุ้นที่ซื้อจาก ธ. แทนบริษัท อ. ก็ตาม แต่บริษัท พ. เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นคู่สัญญาที่มีสิทธิยกเอาข้อตกลงตามสัญญาขายหุ้นดังกล่าวที่ห้าม ธ. ประกอบธุรกิจหรือให้ข้อมูลแก่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นที่เป็นการแข่งขันทางธุรกิจกับโจทก์มากล่าวอ้างฟ้องร้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 150,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนคดีนี้ โจทก์ฟ้องนายธีรวัฒน์และจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) อ้างว่า นายธีรวัฒน์เป็นลูกจ้างโจทก์โดยทำสัญญาจ้างแรงงานผ่านบริษัทโพลีวัน จำกัด (ที่ถูก บริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ตัวแทนของโจทก์ มีข้อตกลงตามสัญญาจ้างว่า นายธีรวัฒน์จะไม่ทำการค้าแข่งขันกับโจทก์หรือเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ การเปิดเผยข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับโจทก์ บริษัทโพลีวัน จำกัด หรือบริษัทอื่นใดที่เป็นคู่ค้ากับโจทก์ถือว่าทำผิดกฎหมายและละเมิดนโยบายโจทก์ ระหว่างที่ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ นายธีรวัฒน์ได้กระทำการทุจริตโดยมอบหมายให้นางพัชรา ภริยาของตนจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลย มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ และนำความลับทางการค้าของโจทก์ไปใช้ในกิจการของบริษัทจำเลยที่ตั้งขึ้น เป็นเหตุให้ธุรกิจของโจทก์ได้รับความเสียหายตามสำเนาคำฟ้อง แต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางชี้ขาดว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง จึงให้จำหน่ายคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยออกจากสารบบความ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับคดีที่โจทก์ฟ้องนายธีรวัฒน์นั้น ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า นายธีรวัฒน์ทำสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด มิได้ทำสัญญากับโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับนายธีรวัฒน์ จึงฟังไม่ได้ว่า นายธีรวัฒน์เป็นลูกจ้างโจทก์ และโจทก์ไม่อาจนำข้อห้ามต่าง ๆ ตามสัญญาจ้างมากล่าวอ้างว่านายธีรวัฒน์ประพฤติผิดสัญญาจนโจทก์ได้รับความเสียหายได้ พิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ สป. 137/2555 เอกสารท้ายคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมได้รับรองความถูกต้องแล้ว โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง ตามสำเนาคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท. 1397/2555 เอกสารท้ายคำร้องของจำเลย ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมได้รับรองความถูกต้องแล้ว คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดและผูกพันคู่ความทั้งในส่วนของผลคดีและข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัย สำหรับคดีนี้ แม้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นคนละบุคคลกับนายธีรวัฒน์ แต่ตามคำฟ้องคดีนี้กล่าวอ้างว่า นายธีรวัฒน์เป็นลูกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานที่นายธีรวัฒน์ทำกับบริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนายธีรวัฒน์ประพฤติผิดข้อตกลงในสัญญานำความลับทางการค้าของโจทก์ไปใช้ในกิจการของบริษัทที่นายธีรวัฒน์ร่วมกับนางพัชรา ภริยาของตนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ สัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวเป็นสัญญาเดียวกับที่โจทก์นำมากล่าวอ้างในคดีก่อน ประเด็นในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์และนายธีรวัฒน์ทั้งสองคดีจึงเป็นประเด็นเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์คดีนี้ว่า นายธีรวัฒน์ไม่ใช่ลูกจ้างโจทก์ และโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่อาจนำข้อห้ามต่าง ๆ ในสัญญาจ้างแรงงานมากล่าวอ้างว่านายธีรวัฒน์กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานได้ ปัญหาการรับฟังพยานหลักฐานผูกพันคู่ความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วย มาตรา 246 และมาตรา 247

ส่วนที่โจทก์อ้างในฟ้องคดีนี้ด้วยว่า นายธีรวัฒน์ทำสัญญาขายหุ้นบริษัทโจทก์ โดยมีข้อตกลงห้ามนายธีรวัฒน์ประกอบธุรกิจหรือให้ข้อมูลแก่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นที่เป็นการแข่งขันทางธุรกิจกับโจทก์ และห้ามชักจูงหรือโน้มน้าวพนักงานของโจทก์ให้ออกจากงานเพื่อไปทำงานให้แก่บุคคลอื่น และนายธีรวัฒน์ประพฤติผิดข้อตกลงในสัญญาซื้อขายหุ้นด้วย นั้น เห็นว่า นายธีรวัฒน์ทำสัญญาขายหุ้นบริษัทโจทก์ ให้แก่บริษัทเอ็ม. เอ. ฮานนา เอเชีย โฮลดิ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2547 ก่อนที่นายธีรวัฒน์จะทำสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเดือนมิถุนายน 2548 แม้บริษัทเอ็ม. เอ. ฮานนา เอเชีย โฮลดิ้ง จำกัด จะควบรวมกิจการกับบริษัทจีออน จำกัด กลายเป็นบริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และถือว่าบริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด สวมสิทธิเป็นผู้ถือหุ้นที่ซื้อจากนายธีรวัฒน์ แทนบริษัทเอ็ม. เอ. ฮานนา เอเชีย โฮลดิ้ง จำกัด ก็ตาม แต่บริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นคู่สัญญาที่มีสิทธิยกเอาข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวมากล่าวอ้างฟ้องร้องคดีนี้

สำหรับจำเลยนั้น โจทก์ฟ้องให้รับผิดฐานละเมิด อ้างถึงการกระทำของนายธีรวัฒน์ว่าผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาซื้อขายหุ้น กับจำเลยร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำของนายธีรวัฒน์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นว่า แม้จำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีของศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) แต่ผลของคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวที่ผูกพันโจทก์ ย่อมมีผลต่อการพิจารณารับฟังพยานหลักฐานในคดีนี้ด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นคู่สัญญาจ้างแรงงานและสัญญาซื้อขายหุ้นกับนายธีรวัฒน์ โจทก์ไม่อาจอ้างข้อตกลงตามสัญญาทั้งสองดังกล่าวมาอ้างเพื่อให้นายธีรวัฒน์รับผิด และไม่อาจกล่าวอ้างสัญญาทั้งสองเพื่อเรียกร้องให้จำเลยรับผิดได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 67
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสตาร์ คัลเล่อร์ จำกัด
จำเลย — บริษัททีเอช คัลเล่อร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายจิรายุ มกราพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3894/2559
#599758
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยตกลงให้นำสัญญาหลักระหว่างจำเลยกับบริษัท อ. เจ้าของงานมาใช้บังคับ สัญญาหลักมีข้อตกลงว่าหากมีกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัญญา คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัย จึงถือว่าสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยมีสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้วตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 วรรคท้าย แม้ต่อมาโจทก์กับจำเลยตกลงเลิกสัญญาต่อกัน แต่ก็มิใช่กรณีมีเหตุที่ทำให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น หรือมีเหตุทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง โจทก์และจำเลยยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้น

ส่วนกรณีสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงที่มีข้อกำหนดให้จำเลยเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อมีข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงนั้น หาได้ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ เพราะข้อวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย หากโจทก์ไม่ยินยอมปฏิบัติตาม ข้อพิพาทดังกล่าวย่อมต้องใช้กระบวนการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาหลักอยู่ดี ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการให้ระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการดังกล่าวในคดีนี้ก่อนจึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน17,494,601.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน16,059,301.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดี เนื่องจากข้อพิพาทตามฟ้องมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนตามสัญญา จึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการพ.ศ.2545 มาตรา 14

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 11,012,060.81 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ100,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์และจำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับกันว่า สัญญาว่าจ้างก่อสร้างหลักระหว่างบริษัทเอ็มทะเล จำกัด กับจำเลยฉบับลงวันที่ 8 เมษายน 2551 มีข้อตกลงกันว่า หากมีข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างแล้ว คู่สัญญาต้องเสนอข้อพิพาทดังกล่าวให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อน ส่วนสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับลงวันที่ 9 มิถุนายน 2551 ในหน้าแรก ย่อหน้าที่ 4 โจทก์และจำเลยตกลงให้นำสัญญาหลักระหว่างจำเลยกับบริษัทเอ็มทะเล จำกัด (เจ้าของงาน) มาใช้บังคับเสมือนหนึ่งว่า จำเลยเป็นเจ้าของงาน และโจทก์เป็นผู้รับจ้างในสัญญาหลักดังกล่าวด้วยทุกประการ และตามข้อ 1.1 ของสัญญายังกำหนดว่า "สัญญาว่าจ้างก่อสร้าง งานโครงสร้าง และสถาปัตยกรรม โครงการมาลิบู เขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างบริษัทเอ็มทะเล จำกัด กับบริษัทสหการวิศวกร จำกัด ฉบับลงนามวันที่ 8 เมษายน 2551 และเอกสารที่เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างดังกล่าวด้วย" โดยให้ถือว่าสัญญาว่าจ้างก่อสร้างหลักเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลย นอกจากนี้ตามข้อ 40 ยังกำหนดไว้ว่า"หากมีข้อกำหนดใดไม่สอดคล้องหรือขัดแย้งกัน ให้ถือลำดับความสำคัญดังนี้ 1. สัญญา,สัญญาหลัก สัญญาว่าจ้างก่อสร้าง งานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโครงการมาลิบู เขาเต่าอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างบริษัทเอ็มทะเล จำกัด กับบริษัทสหการวิศวกร จำกัด ฉบับลงนามวันที่ 8 เมษายน 2551 และเอกสารที่เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างดังกล่าวด้วย..." จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงให้นำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างหลักมาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 วรรคท้าย บัญญัติว่า "สัญญาที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออันได้กล่าวถึงเอกสารใดที่มีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการโดยมีวัตถุประสงค์ให้ข้อตกลงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก ให้ถือว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว" ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างหลักมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ จึงต้องถือว่าสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยมีสัญญาอนุญาโตตุลาการแล้ว ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ว่าต่อมาโจทก์กับจำเลยจะตกลงยกเลิกสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่กรณีมีเหตุที่ทำให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ด้วยเหตุประการอื่น หรือมีเหตุทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อสัญญานั้นได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง โจทก์และจำเลยก็ยังมีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วง ส่วนกรณีที่ตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงที่มีข้อกำหนดให้จำเลยเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อมีกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างช่วงนั้น หาได้ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ เพราะข้อวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยไม่มีผลบังคับตามกฎหมายหากโจทก์ไม่ยินยอมปฏิบัติตาม ข้อพิพาทดังกล่าวย่อมต้องใช้กระบวนการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาหลักอยู่ดี ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการให้ระงับพิพาทโดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการดังกล่าวในคดีนี้ก่อนจึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 วรรคท้าย ม. 14 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพีพีวี แอนด์ ซีเอส จำกัด
จำเลย — บริษัทสหการวิศวกร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมนัส รัตนไตรศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญชู ทัศนประพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3892/2559
#601538
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของฟ้องว่า โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทเลขที่ 30/540 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้โจทก์ โดยบรรยายสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนระงับการจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การว่า กรณีห้องชุดเลขที่ 30/540 นั้น จำเลยตรวจสอบพบว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 ส. พนักงานของจำเลยเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบัน กรรมสิทธิ์จึงตกเป็นของ ส. แล้ว จึงเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ ประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีว่าห้องชุดเลขที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่จำเลยจะต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้หรือไม่เท่านั้น ไม่มีปัญหาว่าจำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยหรือไม่ การที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นเหตุให้จำเลยไม่ยอมออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ เป็นการนำสืบนอกประเด็นคำให้การ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงว่าโจทก์ได้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับห้องชุดดังกล่าวแก่จำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

ส่วนคำให้การที่ต่อสู้เรื่องการครอบครองปรปักษ์นั้น จำเลยไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ห้องพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ แต่กลับอ้างว่ามีบุคคลภายนอกครอบครองจนได้กรรมสิทธิ์โดยไม่มีหลักฐานคำพิพากษาของศาลแสดงกรรมสิทธิ์ของบุคคลดังกล่าวหรือมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เป็นของบุคคลอื่นแล้ว จึงเป็นคำให้การที่ไม่อาจทำให้ศาลวินิจฉัยให้จำเลยชนะคดีในประเด็นนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดเลขที่ 30/540 ชั้นที่ 10 อาคารเลขที่ 1 ของอาคารชุดดอนเจดีย์แมนชั่น โครงการ 2 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2435 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 27853, 27854, 27856 และ 27861 ตำบลบางเขน (ลาดโตนด) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี แก่โจทก์ ให้จำเลยดำเนินการให้บริการสิ่งสาธารณูปโภคในห้องชุดและการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการขาดรายได้ 5,000 บาท ต่อเดือน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่กระทำหรือกระทำการไม่ครบถ้วน ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยชำระหนี้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ (ที่ถูกค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังเป็นยุติ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกมีว่าจำเลยต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้เพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของฟ้องว่าโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทเลขที่ 30/540 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้โจทก์ โดยบรรยายสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนระงับการจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการให้โจทก์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้โจทก์จดทะเบียนระงับจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ จำเลยให้การว่า กรณีห้องชุดเลขที่ 30/540 นั้น จำเลยตรวจสอบพบว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 นางสาวสุภาพ พนักงานของจำเลยเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบัน กรรมสิทธิ์จึงตกเป็นของนางสาวสุภาพแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382, 1299 และ1300 โจทก์และพนักงานของโจทก์ทราบดี ไม่มีใครโต้แย้ง จึงเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ เพราะกรรมสิทธิ์ไม่ได้เป็นของโจทก์ ประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การจึงมีว่าห้องชุดเลขที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่จำเลยจะต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้หรือไม่เท่านั้น ไม่มีปัญหาว่าจำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยหรือไม่ การที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยไม่ยอมออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ เป็นการนำสืบนอกประเด็นคำให้การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงว่าโจทก์ได้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางพร้อมเบี้ยปรับห้องชุดดังกล่าวแก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และเมื่อจำเลยไม่ได้ให้การว่าโจทก์ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับห้องชุดพิพาทดังกล่าวคงให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ห้องชุดว่ามิใช่เป็นของโจทก์ และคำให้การที่ต่อสู้เรื่องการครอบครองปรปักษ์ กรรมสิทธิ์ไม่ได้เป็นของโจทก์นั้น จำเลยไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ห้องพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ แต่กลับอ้างว่ามีบุคคลภายนอกครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์โดยไม่มีหลักฐานคำพิพากษาของศาลแสดงกรรมสิทธิ์ของบุคคลดังกล่าวหรือมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เป็นของบุคคลอื่นแล้ว จึงเป็นคำให้การที่ไม่อาจทำให้ศาลวินิจฉัยให้จำเลยชนะคดีในประเด็นนี้ได้ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง และเพื่อความรวดเร็วแห่งคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาคดีนี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษากลับ ให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดเลขที่ 30/540 ชั้น 10 อาคารเลขที่ 1 ของอาคารชุดดอนเจดีย์แมนชั่น โครงการ 2 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2535 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 27853, 27854, 27856 และ 27861 ตำบลบางเขน (ลาดโตนด) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และให้บริการสาธารณูปโภคแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนถึงวันที่จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามในส่วนของการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ส่วนค่าเสียหายให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยให้ออกขายทอดตลาดชำระจนครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดดอนเจดีย์แมนชั่น โครงการ 2
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวอรนิตย์ บุณยรัตพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3883 -ที่ 3884/2559
#600599
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งหกได้เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทที่ได้ร่วมกันเช่าจากผู้คัดค้านที่ 2 ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันเข้าไปในที่ดินและบ้านพิพาทที่อยู่ในความครอบครองของผู้ร้องทั้งหก เพื่อถือการครอบครองทั้งหมดหรือแต่บางส่วนอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องทั้งหกโดยปกติสุข และได้เปลี่ยนกุญแจบ้าน ประตูห้องนอน ประตูรั้วบ้าน ตัดน้ำ ตัดไฟ ขับไล่บริวารของผู้ร้องทั้งหกออกจากบ้าน ซึ่งไม่มีสิทธิกระทำได้โดยขอให้อนุญาโตตุลาการมีคำสั่งขับไล่ผู้คัดค้านทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท ให้ส่งมอบที่ดินและบ้านในสภาพคงเดิมและให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายและผู้ร้องทั้งหกได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลก่อนที่อนุญาโตตุลาการจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด โดยขอให้มีคำสั่งห้ามผู้คัดค้านทั้งสองเข้าไปในที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของผู้ร้องทั้งหก ให้ดำเนินการแก้ไข เพื่อให้ผู้ร้องทั้งหกสามารถเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทได้เป็นการชั่วคราวก่อนที่อนุญาโตตุลาการจะมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ร้องทั้งหกอาจได้รับต่อไป เนื่องจากการกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) เมื่อข้อเรียกร้องของผู้ร้องทั้งหกมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอ ผู้ร้องทั้งหกจึงร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้

ปัญหาว่าการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทชอบหรือไม่ เป็นกรณีมีข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างผู้คัดค้านทั้งสองกับผู้ร้องทั้งหก ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 15.5 ระบุว่าในกรณีมีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาหรือเกิดขึ้นจากสัญญานี้ ไม่สามารถตกลงกันได้โดยคู่สัญญาด้วยกัน คู่สัญญาตกลงเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้คัดค้านทั้งสองชอบที่จะเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการสำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรมตามข้อสัญญา ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาแต่อย่างใด

ปัญหาว่ามีเหตุสมควรให้เพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อน มีคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้คัดค้านที่ 2 หรือไม่ คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นการขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (3) ในการพิจารณาตามคำร้องขอต้องเป็นที่พอใจของศาลว่า ผู้ร้องทั้งหกจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนการจดทะเบียน ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (3) (ก) แต่ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้คัดค้านที่ 2 อ้างเหตุในคำร้องขอแต่เพียงว่า การจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทไม่ชอบ โดยไม่ปรากฏเหตุว่าผู้ร้องทั้งหกจะไปดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนหรือเพิกถอนการจดทะเบียนในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ไม่มีเหตุสมควรที่จะใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมการพิจารณา โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งหก ซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนแรกและเป็นผู้คัดค้านทั้งหกในสำนวนหลังว่า ผู้ร้องทั้งหก เรียกผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกและเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และเรียกผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1

สำนวนแรก ผู้ร้องทั้งหกขอให้ศาลมีคำสั่งใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องทั้งหก ดังนี้ (1) ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราว มิให้ผู้คัดค้านทั้งสองและบริวารของผู้คัดค้านทั้งสองกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดและการผิดสัญญา โดยห้ามมิให้ผู้คัดค้านทั้งสองและบริวารของผู้คัดค้านทั้งสองเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 68186 เลขที่ดิน 325 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินภายในโครงการ "Banyan Estate" อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องทั้งหกเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครองครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องทั้งหกและบริวารโดยปกติสุข ให้ดำเนินการแก้ไขหรือเปลี่ยนกุญแจบ้าน ประตูห้องทุกห้อง ประตูรั้วบ้าน ปล่อยน้ำและไฟฟ้าตามปกติ และดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ผู้ร้องทั้งหกสามารถเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของตนภายในโครงการ "Banyan Estate" ของผู้คัดค้านที่ 2 ได้โดยปกติสุขและห้ามมิให้ขัดขวางหรือกีดขวางเส้นทางสำหรับการเดินทางเข้าออกในโครงการ "Banyan Estate" แก่ผู้ร้องทั้งหก หรือขอให้ศาลมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองคืนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องทั้งหกก่อน เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนเสียหายที่ผู้ร้องทั้งหกอาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น (2) ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ผู้คัดค้านทั้งสองโอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายหรือนำไปหาประโยชน์ซึ่งที่ดินและบ้านอันเป็นทรัพย์สินที่พิพาท จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น (3) ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับที่ดินและบ้านเป็นทรัพย์สินที่พิพาทไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งหก

สำนวนที่สอง ผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้คัดค้านที่ 2 ในระหว่างกระบวนการอนุญาโตตุลาการไว้ชั่วคราวโดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน สำนักงานที่ดิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าในทรัพย์สินอันมิชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องทั้งหก จนกว่ากระบวนการอนุญาตโตตุลาการจนถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2

ศาลแพ่งมีคำสั่ง 1) ห้ามมิให้ผู้คัดค้านทั้งสองและบริวารของผู้คัดค้านทั้งสองกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดและการผิดสัญญา โดยห้ามมิให้ผู้คัดค้านทั้งสองและบริวารของผู้คัดค้านทั้งสองเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 68186 เลขที่ 325 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินในโครงการ Banyan Estate ซึ่งผู้ร้องทั้งหกมีสิทธิครอบครอง เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผู้ร้องทั้งหกมีสิทธิครอบครอง ให้ดำเนินการแก้ไขหรือเปลี่ยนกุญแจบ้าน ประตูห้องทุกห้อง ประตูรั้วบ้าน ปล่อยน้ำและไฟฟ้าตามปกติ เพื่อให้ผู้ร้องทั้งหกสามารถเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาท ซึ่งผู้ร้องทั้งหกมีสิทธิครอบครองโดยปกติสุข หากผู้คัดค้านทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ผู้ร้องทั้งหกดำเนินการได้เอง โดยเรียกค่าใช้จ่ายจากผู้คัดค้านทั้งสอง และห้ามมิให้ผู้คัดค้านทั้งสองและบริวารของผู้คัดค้านทั้งสองขัดขวางหรือกีดขวางเส้นทางสำหรับการเดินทางเข้าออกภายในโครงการ Banya Estate แก่ผู้ร้องทั้งหกจนกว่าอนุญาโตตุลาการจะมีคำวินิจฉัยหรือชี้ขาดหรือศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น 2) ห้ามชั่วคราวมิให้ผู้คัดค้านทั้งสอง โอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายหรือนำไปหาประโยชน์ซึ่งที่ดินและบ้านพิพาทจนกว่าอนุญาโตตุลาการจะมีคำวินิจฉัยหรือชี้ขาดหรือศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น 3) ให้นายทะเบียนสำนักงานที่ดิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับที่ดินและบ้านพิพาทไว้ชั่วคราว จนกว่าอนุญาโตตุลาการจะมีคำวินิจฉัยหรือชี้ขาดหรือศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นและให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่พักอาศัยและสนามกอล์ฟในชื่อ "หมู่บ้านบันยัน รีสอร์ทแอนด์กอล์ฟ" "เดอะบันยันเอสเตทแอนด์กอล์ฟคลับหัวหิน" หรือ "บันยันประเทศไทย หัวหิน" ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบริษัทย่อยของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 68186 เลขที่ 325 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท มีการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องที่ 1 ฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องทั้งหก ผู้เช่าและผู้คัดค้านที่ 2 โดยนายณัฐวุฒิ กรรมการบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ให้เช่า มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป โดยผู้เช่ายอมเสียค่าเช่าให้ผู้ให้เช่าเป็นเงิน 12,111,162.50 บาท และมีเงื่อนไขว่าชำระค่าเช่าเป็นรายปี การชำระให้เป็นไปตามสัญญาแนบท้าย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ขณะที่ผู้ร้องทั้งหกอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ขณะเวลาดังกล่าวผู้ร้องทั้งหกได้เข้าครอบครองบ้านที่ก่อสร้างลงบนที่ดินที่พิพาทแล้ว หลังจากที่ได้มีการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาท โดยมอบหมายให้นางสาวศศิมา แม่บ้านของผู้ร้องทั้งหกครอบครองและดูแลบ้านแทนผู้ร้องทั้งหก มีคนงานของผู้คัดค้านทั้งสองเข้ามาไล่นางสาวศศิมา ออกจากบ้าน ยึดการครอบครองบ้านคืนจากผู้ร้องทั้งหก เปลี่ยนกุญแจบ้านของผู้ร้องทั้งหกและไม่อนุญาตให้ผู้ร้องทั้งหกเข้าไปในโครงการและบ้านอีก

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานผู้ร้องทั้งหกและผู้คัดค้านทั้งสองชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลจะสั่งงดสืบพยานของคู่ความเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และ 104 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว ศาลชั้นต้นย่อมสั่งให้งดสืบพยานผู้ร้องทั้งหกและผู้คัดค้านทั้งสองเสียได้ เพราะแม้จะสืบพยานต่อไปก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานผู้ร้องทั้งหกและผู้คัดค้าน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองต่อไปว่า กรณีมีเหตุสมควรใช้วิธีการชั่วคราวก่อนอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้ร้องทั้งหกหรือตามคำร้องขอของผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์อ้างว่า หนังสือเช่าที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้านทั้งสอง และผู้คัดค้านทั้งสองได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินพิพาทไปยังผู้ร้องทั้งหกแล้ว ก่อนที่จะยึดบ้านคืนจากผู้ร้องทั้งหกและกลับเข้าครอบครองบ้าน โดยผู้ร้องทั้งหกเข้าครอบครองบ้านที่ก่อสร้างในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้คัดค้านทั้งสอง เห็นว่า ผู้ร้องทั้งหกได้เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทที่ได้ร่วมกันเช่าจากผู้คัดค้านที่ 2 ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันเข้าไปในที่ดินและบ้านพิพาทที่อยู่ในความครอบครองของผู้ร้องทั้งหกเพื่อถือการครอบครองทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องทั้งหกโดยปกติสุขและได้เปลี่ยนกุญแจบ้านประตูห้องนอน ประตูรั้วบ้าน ตัดน้ำ ตัดไฟ ขับไล่บริวารของผู้ร้องทั้งหกออกจากบ้าน ซึ่งไม่มีสิทธิกระทำได้โดยขอให้อนุญาโตตุลาการมีคำสั่งขับไล่ผู้คัดค้านทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท โดยให้ส่งมอบที่ดินและบ้านในสภาพคงเดิมและให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายและผู้ร้องทั้งหกได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลก่อนที่อนุญาโตตุลาการจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด โดยขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามผู้คัดค้านทั้งสองเข้าไปในที่ดินและบ้านพิพาท อันเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุขของผู้ร้องทั้งหก ให้ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนกุญแจบ้าน ประตูห้องนอน ประตูรั้วบ้าน ปล่อยน้ำและไฟตามปกติ เพื่อให้ผู้ร้องทั้งหกสามารถเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทได้เป็นการชั่วคราวก่อนที่อนุญาโตตุลาการจะมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ร้องทั้งหกอาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของผู้คัดค้านทั้งสองจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ข้อเรียกร้องของผู้ร้องทั้งหกมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่ผู้ร้องทั้งหกจะร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ ที่ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้ร้องทั้งหกอ้างว่า การจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทไม่ชอบ ผู้ร้องทั้งหกจึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านพิพาทจึงยังไม่มีเหตุสมควรใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราว ตามคำร้องขอของผู้ร้องทั้งหกนั้น เห็นว่า ปัญหาว่าการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทชอบหรือไม่ เป็นกรณีมีข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างผู้คัดค้านทั้งสองกับผู้ร้องทั้งหก ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญาเช่าที่ดิน ซึ่งสัญญาข้อ 15.5 ระบุว่า ในกรณีมีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาหรือเกิดขึ้นจากสัญญานี้ ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้โดยคู่สัญญาด้วยกัน คู่สัญญาตกลงเสนอข้อพิพาทนั้นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้คัดค้านทั้งสองชอบที่จะเสนอข้อพิพาทนั้นต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ตามข้อสัญญา ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาแต่อย่างใด คำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่ามีเหตุสมควรให้เพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อน มีคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้คัดค้านที่ 2 หรือไม่ นั้น เห็นว่า คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นการขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) ซึ่งในการพิจารณาตามคำร้องขอต้องเป็นที่พอใจของศาลว่า ผู้ร้องทั้งหกจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนการจดทะเบียน ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) (ก)แต่ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้คัดค้านที่ 2 อ้างเหตุในคำร้องขอแต่เพียงว่า การจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทไม่ชอบ โดยไม่ปรากฏเหตุว่าผู้ร้องทั้งหกจะไปดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนหรือเพิกถอนการจดทะเบียนในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด จึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีมีเหตุสมควรใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาด ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้ร้องทั้งหกและยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้คัดค้านทั้งสองมานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง แต่ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องทั้งหกกับผู้คัดค้านที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างผู้ร้องทั้งหกและผู้คัดค้านที่ 2 กับในชั้นฎีการะหว่างผู้ร้องทั้งหกและผู้คัดค้านทั้งสองให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (2) ม. 254 (3)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 16
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอันโตนิอุส โยฮาน มาเรีย บีคแมน กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัทบูลล์ โลตัส คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางกนกรดา ไกรวิชยพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไพจิตร สวัสดิสาร
ทวี ประจวบลาภ
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3879/2559
#599860
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาในเรื่องความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าว่าอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งลักษณะของคำ ตัวอักษร และเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า ของโจทก์และเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSS" และคำว่า "ROSS" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ปรากฏว่าลักษณะของคำประกอบด้วยพยัญชนะที่เป็นอักษรโรมัน 4 ตัว เหมือนกัน แม้พยัญชนะสามตัวหลังเหมือนกันแต่พยัญชนะตัวหน้าแตกต่างกันโดยสามารถสังเกตเห็นอย่างเด่นชัด ส่วนลักษณะตัวอักษรแม้ทั้งสามเครื่องหมายต่างใช้อักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่เหมือนกันแต่มีลักษณะของแบบอักษร (font) แตกต่างกัน ข้อแตกต่างประการสำคัญคือเครื่องหมายการค้าของโจทก์ยังประกอบด้วยรูปหูฟัง ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้รูปหูฟัง แต่ก็มีผลเพียงว่าไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิใช้รูปประดิษฐ์นั้นแต่เพียงผู้เดียวหรือหวงกันไม่ให้ผู้อื่นใช้รูปประดิษฐ์ดังกล่าวได้เท่านั้น แต่ในการพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็ยังต้องพิจารณาทั้งเครื่องหมายโดยถือว่ารูปประดิษฐ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า มิใช่ตัดส่วนที่เป็นรูปประดิษฐ์ดังกล่าวออกจากการพิจารณา ดังนั้นเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีรูปประดิษฐ์รูปหูฟังประกอบอักษรโรมันคำว่า "KOSS" ซึ่งมีรูปลักษณะแตกต่างโดยชัดแจ้งจากเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSS" และคำว่า "ROSS" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วที่ไม่มีรูปประดิษฐ์ใด ๆ มาประกอบ ในส่วนของเสียงเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า คอส แตกต่างจากเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วซึ่งเรียกขานว่า บอส และ รอส อย่างชัดเจน แม้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 และรายการสินค้าจะเป็นสินค้าจำพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และมีรายการสินค้าบางรายการตรงกับรายการสินค้าของผู้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อน เช่น เครื่องขยายเสียง แต่เมื่อองค์ประกอบโดยรวมของเครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สาธารณชนย่อมสามารถแยกแยะได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเป็นไปได้ยาก เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSS" และคำว่า "ROSS" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า "KOSS" และรูปประดิษฐ์ตามคำขอเลขที่ 721687 ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่ พณ 0704/3435 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 481/2556 และให้จำเลยดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 721687 ของโจทก์ตามขั้นตอนต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/3435 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 481/2556 ที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 721687 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า โทรศัพท์ระบบสเตอริโอ หูฟังโทรศัพท์และอื่นๆ ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 721687 โจทก์ไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้รูปหูฟัง นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เนื่องจากเครื่องหมายการค้าเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้ว คือ เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 276251 ทะเบียนเลขที่ ค79180 และคำขอเลขที่ 661904 ทะเบียนเลขที่ ค281999 เครื่องหมายของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วได้แก่เครื่องหมายการค้าคำว่า "" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "" โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาโดยเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วทั้งสองเครื่องหมายแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาคส่วนคำว่า "KOSS" อันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย ซึ่งเป็นคำหนึ่งพยางค์ประกอบด้วยอักษรโรมัน 4 ตัว และเป็นอักษรโรมันตัวเดียวกันวางอยู่ในตำแหน่งเดียวกันถึง 3 ตัว เช่นเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วคำว่า "BOSS" ทะเบียนเลขที่ ค79180 และคำว่า "ROSS" ทะเบียนเลขที่ ค281999 แตกต่างกันเพียงอักษรโรมันตัวแรกระหว่างตัวอักษร "K" กับตัวอักษร "B" และตัวอักษร "R" เท่านั้น รูปลักษณะเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายจึงคล้ายกัน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีภาคส่วนรูปหูฟังประกอบอยู่ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตน แต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้รูปหูฟังไว้แล้ว ภาคส่วนรูปดังกล่าวจึงมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมาย เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า คอส ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วตามทะเบียนเลขที่ ค79180 เรียกขานว่า บอส และตามทะเบียนเลขที่ ค281999 เรียกขานว่า รอส นับว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายมีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้า เมื่อยื่นขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 สำหรับหลักฐานนำสืบการใช้เครื่องหมายการค้าในกรณีมีพฤติการณ์พิเศษ หรือการใช้เครื่องหมายการค้าโดยสุจริตเป็นเวลานานที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น เห็นว่า หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแสดงได้ว่า โจทก์ได้มีการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้น มีปริมาณการจำหน่ายเป็นจำนวนมากหรือเครื่องหมายการค้านั้น มีการใช้หรือการโฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดีหรือเป็นหลักฐานที่แสดงว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้น มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภค นอกจากนี้ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงได้ว่า ผู้อุทธรณ์ได้มีการใช้เครื่องหมายการค้าในประเทศไทยกับสินค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียนอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานพอสมควร คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSS" และคำว่า "ROSS" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาในเรื่องความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าว่าอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งลักษณะของคำ ตัวอักษร และเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้า ดังกล่าว เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า ของโจทก์และเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSS" และคำว่า "ROSS" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค79180 และทะเบียนเลขที่ ค281999 แล้ว ปรากฏว่าลักษณะของคำประกอบด้วยพยัญชนะที่เป็นอักษรโรมัน 4 ตัวเหมือนกัน แม้พยัญชนะสามตัวหลังเหมือนกันแต่พยัญชนะตัวหน้าแตกต่างกันโดยสามารถสังเกตเห็นอย่างเด่นชัด ส่วนลักษณะตัวอักษรแม้ทั้งสามเครื่องหมายต่างใช้อักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่เหมือนกันแต่มีลักษณะของแบบอักษร (font) แตกต่างกัน ข้อแตกต่างประการสำคัญคือ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ยังประกอบด้วยรูปหูฟัง ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้รูปหูฟัง แต่ก็มีผลเพียงว่าไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิใช้รูปประดิษฐ์นั้นแต่เพียงผู้เดียวหรือหวงกันไม่ให้ผู้อื่นใช้รูปประดิษฐ์ได้เท่านั้น แต่ในการพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าก็ยังต้องพิจารณาทั้งเครื่องหมายโดยถือว่ารูปประดิษฐ์เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า มิใช่ตัดส่วนที่เป็นรูปประดิษฐ์ออกจากการพิจารณา ดังนั้นเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีรูปประดิษฐ์รูปหูฟังประกอบอักษรโรมันคำว่า "KOSS" ซึ่งมีรูปลักษณะแตกต่างโดยชัดแจ้งจากเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSS" และคำว่า "ROSS" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วที่ไม่มีรูปประดิษฐ์ใดๆ มาประกอบ ในส่วนของเสียงเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า คอส แตกต่างจากเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วซึ่งเรียกขานว่า บอส และ รอส อย่างชัดเจน นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกัน ปรากฏว่านายสุรเชษฐ์ ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค281999 ที่มีเสียงเรียกขานว่า รอส เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ภายหลังจากที่เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค79180 ของโรแลนด์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีเสียงเรียกขานว่า บอส ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไปแล้วและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค281999 โดยไม่มีข้อทักท้วงในเรื่องความสับสนของผู้บริโภคที่เป็นสาธารณชนคนไทยทั่วไปในการออกเสียงเรียกขานและการออกเสียงคำที่เป็นภาษาอังกฤษระหว่างคำว่า บอส กับ รอส แต่อย่างใด ดังนั้นในกรณีเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSS" และคำว่า "ROSS" ที่ไม่มีรูปประดิษฐ์ใดประกอบ จึงไม่น่าจะก่อให้เกิดความสับสนเช่นเดียวกัน แม้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 และรายการสินค้าตามสำเนาคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียน จะเป็นสินค้าจำพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และมีรายการสินค้าบางรายการตรงกับรายการสินค้าของผู้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อน เช่น การค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว สาธารณชนย่อมสามารถแยกแยะได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องขยายเสียง แต่เมื่อองค์ประกอบโดยรวมของเครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างจากเครื่องหมายเครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเป็นไปได้ยาก เครื่องหมายการค้า ของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "BOSS" และคำว่า "ROSS" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/ 3435 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 481/2556 ที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 721687 ของโจทก์ต่อไปนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คอส คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายรัชชา สุทธิมา
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2559
#600591
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ประดิษฐ์การประดิษฐ์ตู้บรรทุกขยะแบบอัด ซึ่งได้ยื่นขอรับสิทธิบัตรแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองอ้างในคำฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ที่ 2 ได้โอนสิทธิบัตรดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว ซึ่งการโอนสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ปรากฏตามสิทธิบัตรดังกล่าวว่ามีรายการที่โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนโอนสิทธิบัตรดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 แล้ว ทั้งไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ที่ 2 โอนสิทธิบัตรให้แก่โจทก์ที่ 1 เมื่อใด จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ที่ 2 โอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ตู้บรรทุกขยะแบบอัดดังกล่าวแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงยังคงเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าว ซึ่งมีอำนาจฟ้องว่าจำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ที่ 2 แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ใช่ผู้ทรงสสิทธิบัตรที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิบัตรดังกล่าว

คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผลิตตู้บรรทุกขยะแบบอัดท้ายชนิดสามารเปิด-ปิด และปรับระดับที่รองรับขยะได้ โดยลอกเลียนหรือใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองและร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตู้บรรทุกขยะดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ผลิตตู้บรรทุกขยะโดยใช้ความคิดในการประดิษฐ์ที่อยู่ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสองร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตู้บรรทุกขยะตามสิทธิบัตรดังกล่าวให้รับฟังได้ตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้อง แต่โจทก์ที่ 2 เบิกความว่า คำกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองผลิตตามแบบของตนเองไม่ได้ลอกเลียนแบบการประดิษฐ์ของผู้ใดเป็นเท็จ เพราะถ้าเป็นแบบของตนเอง รูปแบบสินค้าที่นำมาเสนอขายควรเป็นแบบหรือภาพถ่ายสินค้าของตนเอง ไม่ควรนำผลงานของผู้อื่นมาแอบอ้างเป็นของตนเอง โจทก์ทั้งสองจึงมั่นใจว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองโดยการคัดลอกแบบแปลนและผลิตออกจำหน่ายให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล ค. โดยมิได้นำสืบว่า รถยนต์บรรทุกที่อ้างว่า จำเลยทั้งสองผลิตและขายให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล ค. นั้นมีลักษณะอย่างไร มีกระบวนการการทำงานอย่างไร ตรงกับข้อถือสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองในสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองผลิตตู้บรรทุกขยะแบบอัดท้ายชนิดสามารถเปิด-ปิด และปรับระดับที่รองรับขยะได้โดยใช้ความคิดในการประดิษฐ์ที่มีรายละเอียดตรงหรือสอดคล้องกับข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ตู้บรรทุกขยะดังกล่าวของโจทก์ที่ 2 แม้ผู้รับมอบอำนาจจำเลยทั้งสองจะตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ได้ผลิตรถขนขยะตามแบบที่เสนอตามสเป็กที่กำหนดต่อองค์การบริหารส่วนตำบล ค. และส่งมอบเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ว่ารถยนต์บรรทุกขยะที่จำเลยทั้งสองผลิตและส่งมอบดังกล่าวนั้นมีส่วนใดบ้างที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ความคิดในการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ที่ 2 อันเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 2 พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบบ่งชี้ไปในทางที่ว่า จำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายรถต้นแบบและแค็ตตาล็อกของโจทก์ทั้งสองไปใช้ในการเสนอราคาต่อองค์การบริหารส่วนตำบล ค. ซึ่งไม่ใช่การที่จำเลยทั้งสองผลิตออกขายซึ่งตู้บรรทุกขยะโดยใช้การประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 2 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองรับผลิตออกขายซึ่งตู้บรรทุกขยะโดยใช้การประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ที่ 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ที่ 2 ผู้ทรงสิทธิบัตร ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่ได้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 ได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 21790 การประดิษฐ์ ตู้บรรทุกขยะแบบอัดท้าย ชนิดสามารถเปิด-ปิด และปรับระดับที่รองรับขยะได้ ซึ่งโจทก์ที่ 2 ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 และอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกสิทธิบัตรให้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2550 ตามสิทธิบัตร จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการซ่อม ต่อเติม ประกอบตัวถังรถยนต์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นใบเสนอราคารถยนต์บรรทุกขยะแบบอัดท้ายขนาด 6 ล้อ 1 คันต่อองค์การบริหารส่วนตำบลโคกขาม ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตามใบเสนอราคาและชนะการประกวดราคา โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลโคกขามตามสัญญาซื้อขาย ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์บรรทุกขยะแก่องค์การบริหารส่วนตำบลโคกขามตามใบตรวจรับพัสดุ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองผลิตตู้บรรทุกขยะแบบอัดท้ายชนิดสามารถเปิด-ปิดและปรับระดับที่รองรับขยะได้ โดยลอกเลียนหรือใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสองและร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตู้บรรทุกขยะดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์ทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ผลิตตู้บรรทุกขยะโดยใช้ความคิดในการประดิษฐ์ที่อยู่ในข้อถือสิทธิตามบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 21790 ของโจทก์ที่ 2 และจำเลยทั้งสองร่วมกันขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตู้บรรทุกขยะตามสิทธิบัตรดังกล่าวให้รับฟังได้ตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้องแต่โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของโจทก์ที่ 2 เพียงว่า คำกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองผลิตตามแบบของตนเองไม่ได้ลอกเลียนแบบการประดิษฐ์ของผู้ใดเป็นความเท็จ เพราะถ้าเป็นแบบของตนเองรูปแบบสินค้าที่นำมาเสนอขายก็ควรเป็นแบบหรือภาพถ่ายสินค้าของตนเอง ไม่ควรนำผลงานของผู้อื่นมาแอบอ้างเป็นของตนเอง โจทก์ทั้งสองจึงมั่นใจว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ทั้งสอง โดยการคัดลอกแบบแปลนและผลิตออกจำหน่ายให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลโคกขาม ตามหนังสือขอส่งข้อมูลซื้อขายรถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย ลงวันที่ 26 มกราคม 2555 ใบเสนอราคาลงวันที่ 24 สิงหาคม 2547 พร้อมแค็ตตาล็อก สัญญาซื้อขายรถยนต์บรรทุกระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลโคกขามกับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 13 กันยายน 2547 สำเนาใบตรวจรับพัสดุลงวันที่ 15 ธันวาคม 2547 และภาพถ่ายรถยนต์บรรทุกขยะ แต่โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบว่ารถยนต์บรรทุกที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองผลิตและขายให้องค์การบริหารส่วนตำบลโคกขามนั้นมีลักษณะอย่างไร มีกระบวนการทำงานอย่างไร ตรงกับข้อถือสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองในสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 2 หรือไม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองผลิตตู้บรรทุกขยะแบบอัดท้าย ชนิดสามารถเปิด - ปิด และปรับระดับที่รองรับขยะได้ โดยใช้ความคิดในการประดิษฐ์ที่มีรายละเอียดตรงหรือสอดคล้องกับข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ตู้บรรทุกขยะเลขที่ 21790 ของโจทก์ที่ 2 แม้นางมาลัย ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยทั้งสองพยานจำเลยทั้งสองจะตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ได้ผลิตรถขนขยะตามแบบที่เสนอตามสเป็กที่กำหนดต่อองค์การบริหารส่วนตำบลโคกขาม และส่งมอบเรียบร้อยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ยังไม่อาจรับฟังได้ว่ารถยนต์บรรทุกขยะที่จำเลยทั้งสองผลิตและส่งมอบดังกล่าวนั้นมีส่วนใดบ้างที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ความคิดในการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 21790 ของโจทก์ที่ 2 อันจะเป็นการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 2 พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบบ่งชี้ไปในทางที่ว่าจำเลยทั้งสองนำภาพถ่ายรถต้นแบบและแค็ตตาล็อกของโจทก์ทั้งสองไปใช้ในการเสนอราคาต่อองค์การบริหารส่วนตำบลโคกขาม ซึ่งไม่ใช่การที่จำเลยทั้งสองผลิตออกขายซึ่งตู้บรรทุกขยะโดยใช้การประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 21790 ของโจทก์ที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองรับผลิตออกขายซึ่งตู้บรรทุกขยะแบบอัดท้ายชนิดสามารถเปิด-ปิดระดับที่รองรับขยะได้โดยใช้การประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 21790 ของโจทก์ที่ 2 อันเป็นการผลิต ขาย หรือไว้เพื่อขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวของโจทก์ที่ 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ที่ 2 ผู้ทรงสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ตู้บรรทุกขยะตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 21790 ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาแผนคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 วรรคหนึ่ง (1) ม. 41 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโมเดิร์น เทคโนโลยี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พรเลิศการช่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายคมน์ทนงชัย ฉายไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2559
#604323
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายในงานภาพยนตร์ งานวรรณกรรม และงานศิลปกรรมอันมีลักษณะเป็นงานจิตรกรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย ศิลปประยุกต์ ที่เป็นตัวงานเรียกว่า อุลตร้าแมน หรือยอดมนุษย์ ในลักษณะเป็นรูปคนที่เป็นตัวละครต่างๆ ในตระกูลเดียวกันกับอุลตร้าแมน งานภาพยนตร์อุลตร้าแมนทั้งปวง สัตว์ประหลาดที่เป็นตัวละครในภาพยนตร์ดังกล่าว ภาพเหมือน ภาพวาด และภาพถ่ายในลักษณะต่างๆ ของตัวละครตระกูลอุลตร้าแมน และสัตว์ประหลาดในภาพยนตร์ดังกล่าว และจำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ รวมทั้ง ชื่อ รูปรอยประดิษฐ์ หรือข้อความในการประกอบการค้าประเภทลักษณะตัวละครอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ในลักษณะต่างๆ และสัตว์ประหลาดต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งชื่อและข้อความว่า อุลตร้าแมน หรือยอดมนุษย์ซึ่งได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วนอกราชอาณาจักร โดยได้รับโอนสิทธิจากบริษัท ซ. ในประเทศญี่ปุ่น แต่จำเลยไม่ได้อ้างว่า จำเลยเป็นผู้สร้างสรรค์ในงานเกี่ยวกับอุลตร้าแมน คดีจึงไม่มีประเด็นว่า จำเลยมีลิขสิทธิ์โดยการสร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับอุลตร้าแมนต่างๆ ตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยทำนองว่า จำเลยได้พัฒนาหรือสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตัวต่างๆ ที่จำเลยอนุญาตให้ใช้สิทธิตามฟ้องตามสิทธิของจำเลยในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธินั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,577,523.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 714,444,45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2547 จำเลยทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนทีก้า (ULTRAMAN TIGA) อุลตร้าแมนไดน่า (ULTRAMAN DYNA) อุลตร้าแมน ไกญ่า (ULTRAMAN GAIA) และอุลตร้าแมนคอสมอส (ULTRAMAN COSMOS) เพื่อผลิตเป็นเสื้อกางเกงสำหรับผู้ใหญ่ออกจำหน่ายโดยไม่จำกัดแบบและจำนวนในเขตประเทศไทย มีกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550 ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ และจำเลยได้รับเงินค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวจำนวน 1,200,000 บาท จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2547 ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด ได้นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมพนักงานของโจทก์และยึดเสื้อที่มีรูปอุลตร้าแมนที่อยู่ภายในร้านของโจทก์ไป โดยกล่าวหาว่าโจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปอุลตร้าแมน โจทก์จึงติดต่อจำเลยเพื่อสอบถามปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์และได้ตกลงแก้ไขสัญญาเดิมโดยเปลี่ยนการอนุญาตให้ใช้สิทธิในอุลตร้าแมนเดิมตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นอุลตร้าแมน ลีโอ (ULTRAMAN LEO) อุลต้าแมน แอสตร้า (ULTRAMAN ASTRA) อุลตร้าเซเว่น 21 (ULTRA SEVEN 21) และอุลตร้าแมนนีออส (ULTRAMAN NEOS) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550 ตามสัญญาแนบท้ายสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2548 จำเลยมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ และริบเงินค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิ หลังจากนั้นวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7457/2550 ระหว่างบริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด โจทก์ บริษัทซึบูราญ่า ไชโย จำกัด จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 4 คน โดยมีจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนั้นโดยศาลฎีกาในคดีดังกล่าวมีคำวินิจฉัยว่า บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานอุลตร้าแมน และหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 ในคดีนี้ที่จำเลยอ้างว่าได้รับอนุญาตจากบริษัทซึบูราญ่า โปรด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เป็นเอกสารปลอมทั้งฉบับ จำเลยไม่มีสิทธิจะแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาฉบับดังกล่าวได้ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาอนึ่งคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายในงานภาพยนตร์ งานวรรณกรรม และงานศิลปกรรมอันมีลักษณะเป็นงานประเภทจิตรกรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย ศิลปประยุกต์ ที่เป็นตัวงานเรียกว่า "อุลตร้าแมน (ULTRAMAN) หรือยอดมนุษย์ อาทิ เช่น ในลักษณะเป็นรูปคนที่เป็นตัวละครประเภทต่างๆ ในตระกูลเดียวกันกับอุลตร้าแมน คือ อุลตร้าคิว อุลต้าแมน อุลตร้าเซเว่น อุลตร้าแมนซอฟฟี่ อุลตร้าแมนแจ็ค อุลตร้าแมนเอซ อุลตร้าแมนทาโร่มาเธอร์ออฟอุลตร้า และฟาเธอร์ออฟอุลตร้า รวมตลอดถึงงานภาพยนตร์ชุดอุลตร้าแมนทั้งปวง และสัตว์ประหลาดที่เป็นตัวละครในภาพยนตร์ดังกล่าว อาทิเช่น การาม่อน คาเนกอน เรคคิง โกโรร่า บัลตัน ฯลฯ รวมทั้งภาพเหมือน ภาพวาด และภาพถ่ายในลักษณะต่างๆ ของตัวละครตระกูลอุลตร้าแมน และสัตว์ประหลาดในภาพยนตร์ดังกล่าวทั้งปวง และจำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ รวมทั้งชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความในการประกอบการค้าประเภทลักษณะตัวละครอุลตร้าแมน หรือยอดมนุษย์ในลักษณะต่างๆ ทั้งปวง และสัตว์ประหลาดต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งชื่อ คำและข้อความว่า อุลตร้าแมน (ULTRAMAN) หรือยอดมนุษย์ซึ่งได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วนอกราชอาณาจักร โดยได้รับโอนสิทธิจากบริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด ในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา ซึ่งจำเลยได้รับสิทธิดังกล่าวในอาณาเขตทั่วโลก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นโดยไม่จำกัดเวลา แต่จำเลยไม่ได้อ้างว่า จำเลยเป็นผู้สร้างสรรค์ในงานเกี่ยวกับอุลตร้าแมน คดีจึงไม่มีประเด็นว่า จำเลยมีลิขสิทธิ์โดยการสร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับอุลตร้าแมนต่างๆ ตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยทำนองว่า จำเลยได้พัฒนาหรือสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตัวต่างๆ ที่จำเลยอนุญาตให้ใช้สิทธิตามฟ้องตามสิทธิของจำเลยในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวนกลับให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาใหม่ในประเด็นว่า จำเลยมีลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนทั้งแปดตัวที่สัญญาให้โจทก์ใช้ลิขสิทธิ์ตามสัญญาทั้งสองฉบับหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่า ตามสัญญาลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด ได้โอนลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนให้แก่จำเลย แต่เมื่อพิจารณาข้อความตามสัญญาดังกล่าวที่ใช้ข้อความ "This Agreement... to grant licenses concerning the following, articles terms and conditions to Mr. Sompote..." ซึ่งแปลได้ความว่า "ข้อตกลงฉบับนี้...เพื่ออนุญาตให้ใช้สิทธิตามหัวข้อ ระยะเวลา และเงื่อนไขให้แก่นายสมโพธิ..." โดย ใน Article 3 Scope of License ซึ่งแปลว่า "ข้อ 3 ขอบเขตของสิทธิ" ระบุว่า "All rights expendered by this License Granting Agreement shall define and include : .... 3.4 Copyright..." ซึ่งแปลได้ความว่า "สิทธิทั้งปวงตามข้อตกลงมอบสิทธิฉบับนี้ให้หมายถึงและรวมถึง : ... 3.4 ลิขสิทธิ์" อันเป็นเพียงอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เท่านั้นไม่ใช่สัญญาโอนลิขสิทธิ์ทั้งยังจำกัดเฉพาะผลงานอุลตร้าแมนในภาพยนตร์ทั้งเก้าเรื่อง ซึ่งจำกัดเฉพาะอุลตร้าแมน 8 ตัว คือ อุลตร้าแมน อุลตร้าแมนซอฟฟี่ อุลตร้าเซเว่น อุลตร้าแมนแจ็ค อุลตร้าแมนเอซ ฟาเธอร์ออฟอุลตร้า อุลตร้าแมนทาโร่ มาเธอร์ออฟอุลตร้า ดังนี้ แม้หากฟังว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ตามสัญญาดังกล่าวไม่ใช่สัญญาปลอม ก็ไม่ทำให้จำเลยได้ลิขสิทธิ์ในผลงานนอกเหนือจากผลงานอุลตร้าแมนในภาพยนตร์ทั้งเก้าเรื่องตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ดังกล่าว ส่วนผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ทั้งสองฉบับตามที่จำเลยอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธินั้นคือ อุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า อุลตร้าแมนคอสมอส อุลตร้าแมนลีโอ อุลตร้าแมนแอสตร้า อุลต้าเซเว่น 21 และอุลตร้าแมนนีออส ซึ่งสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 ไม่ครอบคลุมถึงอุลตร้าแมนใหม่ทั้งแปดตัว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีลิขสิทธิ์ในงานอุลตร้าแมนใหม่ทั้งแปดตัวตามที่จำเลยทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ทั้งสองฉบับกับโจทก์ตามฟ้อง เมื่อจำเลยไม่มีลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนทั้งแปดตัวตามฟ้องดังกล่าว สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ที่โจทก์ทำกับจำเลยทั้งสองฉบับ จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยมาแต่แรก ดังนั้นเงินที่โจทก์ได้จ่ายเป็นค่าตอบแทนค่าใช้ลิขสิทธิ์ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ทั้งสองฉบับ จำนวน 1,200,000 บาท นั้น จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งหมด แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ จำนวน 714,444.45 บาท และโจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าลิขสิทธิ์ที่ได้รับจากโจทก์อีกจำนวน 485,555.55 บาท ให้แก่โจทก์ได้ เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์อื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอิทธิพงศ์ เลิศพิสิฐกุล
จำเลย — นายสมโพธิ แสงเดือนฉาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3860/2559
#600594
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน" และ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ร้านวีดิทัศน์" หมายความว่าสถานที่ที่จัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการฉาย เล่น หรือดูวีดิทัศน์ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันประกอบกิจการให้บริการร้านเพลงคาราโอเกะอันเป็นร้านวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจอยู่ที่ร้าน ค. และได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการให้บริการเพลงคาราโอเกะดังกล่าว โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และไม่ใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 และ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ส่วนบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคสี่ ที่ว่า ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับแก่การประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ที่ตั้งอยู่ในสถานบริการที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการนั้น ไม่นำมาใช้กับคดีนี้เพราะไม่ปรากฏในคำบรรยายฟ้องส่วนใดที่ระบุว่าร้านอาหาร ค. ของจำเลยกับพวกเป็นร้านวีดิทัศน์ที่ตั้งอยู่ในสถานบริการที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 3, 4, 53, 82 และ 91 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ให้ริบของกลางทั้งหมด และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ส่วนความผิดฐานประกอบกิจการให้บริการร้านเพลงคาราโอเกะนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำการค้าร้านอาหารเคียงตะวันให้ลูกค้ามาใช้บริการอาหารและเครื่องดื่มในร้านค้าของจำเลย ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนซีพียูจำนวน 1 เครื่อง แป้นคอมพิวเตอร์จำนวน 1 อัน และไมโครโฟนจำนวน 1 อัน อันเป็นสิ่งที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องให้ริบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้รับใบอนุญาตให้เปิดร้านอาหารเคียงตะวันเป็นสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ เพราะในสำนวนการสอบสวนไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้เปิดร้านอาหารเคียงตะวันเป็นสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ ร้านค้าของจำเลยจึงไม่เข้าเงื่อนไขของการยกเว้นตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคสี่ ที่ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตจากนายทะเบียนตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดโดยไม่มีเหตุใด ๆ ตามกฎหมายที่ยกเว้นความผิดของจำเลย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามผู้ใดจัดตั้งหรือประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน" และพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ร้านวีดิทัศน์" หมายความว่า สถานที่ที่จัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการฉาย เล่น หรือดูวีดิทัศน์ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันประกอบกิจการให้บริการร้านเพลงคาราโอเกะอันเป็นร้านวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจอยู่ที่ร้านเคียงตะวัน ตั้งอยู่ที่เลขที่ 57/3 หมู่ที่ 1 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการให้บริการเพลงคาราโอเกะดังกล่าว โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และไม่ใช่กรณีที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 และพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ส่วนบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 53 วรรคสี่ ที่ว่า ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับแก่การประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ที่ตั้งอยู่ในสถานบริการที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ นั้น ไม่นำมาใช้กับคดีนี้เพราะไม่ปรากฏในคำบรรยายฟ้องส่วนใดที่ระบุว่า ร้านอาหารเคียงตะวันของจำเลยกับพวกเป็นร้านวีดิทัศน์ที่ตั้งอยู่ในสถานบริการที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 4 ม. 53 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นายสายันต์ ยมภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3836/2559
#600614
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของสนามบิน โจทก์ทำสัญญาให้เช่าสนามบินระยะยาวกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์พร้อมกับสัญญาอื่น ๆ อีก 4 ฉบับ คือ สัญญาเช่าช่วงที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สัญญาให้บริการระบบ สัญญาตกลงกระทำการ หนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองในวันเดียวกัน เพื่อระดมเงินผ่านกองทุนรวมฯ เมื่อพิจารณาหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนที่ระบุว่ามีวัตถุประสงค์หลักในการนำเงินที่ได้จากการระดมเงินทุนจากผู้ลงทุนไปซื้อ เช่าและหรือ เช่าช่วงอสังหาริมทรัพย์ และจัดหาผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวโดยการให้เช่า ให้เช่าช่วง โอน และ/หรือจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ที่กองทุนรวมฯ ได้ลงทุน โดยกองทุนรวมฯ จะทำการลงทุนในสิทธิการเช่าระยะยาวในทรัพย์สินที่เช่าจากโจทก์ ได้แก่ ที่ดิน ทางวิ่ง และลานจอดเครื่องบิน และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่เช่า ซึ่งปัจจุบันใช้ดำเนินการสนามบินสมุย โดยเข้าทำสัญญาเช่าระยะยาวและสัญญาตกลงกระทำการกับบางกอกแอร์เวย์ส ในขณะเดียวกันกองทุนรวมฯ ประสงค์ที่จะจัดหาผลประโยชน์โดยนำทรัพย์สินที่เช่านั้นออกให้โจทก์เช่าช่วงกลับไป และนโยบายการลงทุนครั้งแรกที่กองทุนรวมฯ ประกาศชี้ชวนผู้ลงทุนทั่วไปนั้นปรากฏข้อความชัดเจนว่า กองทุนรวมฯ จะทำการลงทุนในสิทธิการเช่าระยะยาวในทรัพย์สินที่เช่าจากโจทก์ อีกทั้งเป็นกองทุนรวมฯ ประเภทไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่มุ่งลงทุนโดยการเช่าอสังหาริมทรัพย์ จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุน คงมีเพียงสิทธิในการนำอสังหาริมทรัพย์นั้นไปหาผลตอบแทนในช่วงระยะเวลาของสัญญาเช่าที่กองทุนรวมฯ ได้ตกลงไว้กับโจทก์ การที่กองทุนรวมฯ ทำสัญญาทั้งห้าฉบับกับโจทก์ จึงเป็นไปเพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุนที่ซื้อหน่วยลงทุนว่า กองทุนรวมฯ จะนำเงินไปลงทุนในสิทธิการเช่าสนามบินสมุย โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการที่กองทุนรวมฯ นำทรัพย์สินที่เช่านั้นออกให้โจทก์เช่าช่วงกลับไป รวมทั้งได้รับประโยชน์ตอบแทนจากสัญญาให้บริการระบบรวมกันมีจำนวนเท่ากับร้อยละ 6 ของจำนวนเงินทุนของโครงการ ณ วันที่จดทะเบียนจัดตั้งกองทุนรวมฯ ดังที่ปรากฏในหนังสือชี้ชวน นอกจากนี้ตามสัญญาเช่าระยะยาว ยังระบุความประสงค์ของโจทก์ไว้ชัดเจน อันมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ที่ผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้นตาม ป.พ.พ.มาตรา 537 ไม่อาจแปลความสัญญาเช่าระยะยาวดังกล่าวเป็นการกู้เงิน หรือเป็นสัญญาเช่าที่มิใช่สัญญาเช่าปกติทั่วไปได้

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสนามบินสมุยได้นำสนามบินสมุยออกให้กองทุนรวมฯ เช่าตามสัญญาเช่าระยะยาว เป็นกรณีที่ทรัพย์สินนั้นมีการนำออกให้เช่า พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 8 วรรคสาม บัญญัติให้ถือว่าค่าเช่านั้นเป็นค่ารายปี จำเลยนำค่าเช่าตามสัญญาเช่าระยะยาวมาคำนวณเป็นค่ารายปีและคิดเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินสำหรับปีภาษี 2550 (เพิ่มเติม) เล่มที่ 4/54 เลขที่ 3 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ปีภาษี 2551 (เพิ่มเติม) เล่มที่ 4/54 เลขที่ 4 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 และใบแนบหนังสือใบแจ้งรายการประเมิน โดยให้ลดค่ารายปีและค่าภาษีส่วนที่ประเมินเพิ่มเติมลงทั้งหมด ให้เพิกถอนการประเมินบางส่วนตามใบแจ้งรายการประเมินสำหรับปีภาษี 2552 เล่มที่ 4/54 เลขที่ 5 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 และใบแนบหนังสือใบแจ้งรายการประเมิน โดยให้ลดค่ารายปีลง 300,048,640 บาท คงเหลือค่ารายปี 9,951,360 บาท และให้ลดค่าภาษีลงเหลือ 1,243,920 บาท ให้เพิกถอนการประเมินบางส่วนตามใบแจ้งรายการประเมินสำหรับปีภาษี 2553 เล่มที่ 4/54 เลขที่ 6 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 และใบแนบหนังสือใบแจ้งรายการประเมิน โดยให้ลดค่ารายปีลง 299,053,504 บาท คงเหลือค่ารายปี 10,946,496 บาท และให้ลดค่าภาษีลงเหลือ 1,368,312 บาท ให้เพิกถอนคำชี้ขาดทั้งหมดตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1/54 เลขที่ 4 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2554 และใบแนบใบแจ้งคำชี้ขาดสำหรับปีภาษี 2550 โดยให้ลดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่ประเมินเพิ่มเติมลงทั้งหมด ให้เพิกถอนคำชี้ขาดทั้งหมดตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1/54 เลขที่ 5 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2554 และใบแนบใบแจ้งคำชี้ขาดสำหรับปีภาษี 2551 โดยลดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่ประเมินเพิ่มเติมลงทั้งหมด ให้เพิกถอนคำชี้ขาดบางส่วนตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1/54 เลขที่ 6 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2554 และใบแนบใบแจ้งคำชี้ขาดสำหรับปีภาษี 2552 โดยลดค่ารายปีลงคงเหลือ 9,951,360 บาท ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินลงคงเหลือ 1,243,920 บาท ให้เพิกถอนคำชี้ขาดบางส่วนตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1/54 เลขที่ 8 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2554 และใบแนบใบแจ้งคำชี้ขาดสำหรับปีภาษี 2553 โดยลดค่ารายปีลงคงเหลือ 10,946,496 บาท ให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินลงคงเหลือ 1,368,312 บาท ให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษี 2550 จำนวน 3,954,954.12 บาท ปีภาษี 2551 จำนวน 37,619,158 บาท ปีภาษี 2552 จำนวน 37,506,080 บาท ปีภาษี 2553 จำนวน 37,381,688 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระค่าภาษีตามการประเมินจนถึงวันที่จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินทั้งหมดตามใบแจ้งรายการประเมินสำหรับปีภาษี 2550 (เพิ่มเติม) เล่มที่ 4/54 เลขที่ 3 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ใบแนบหนังสือใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยให้ลดค่ารายปีส่วนที่ประเมินเพิ่มเติม 31,639,632.96 บาท ทั้งหมด และลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่ประเมินเพิ่มเติมลงทั้งหมด คิดเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินลดลงทั้งสิ้น 3,954,954.12 บาท เพิกถอนการประเมินทั้งหมดตามใบแจ้งรายการประเมินปีภาษี 2551 (เพิ่มเติม) เล่ม 4/54 เลขที่ 4 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ใบแนบหนังสือใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยให้ลดค่ารายปีส่วนที่ประเมินเพิ่มเติม 300,953,264 บาท ลงทั้งหมด และให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่ประเมินเพิ่มเติมลงทั้งหมด คิดเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินลดลงทั้งสิ้น 37,619,158 บาท เพิกถอนการประเมินบางส่วนตามใบแจ้งรายการประเมินสำหรับปีภาษี 2552 เล่มที่ 4/54 เลขที่ 5 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ใบแนบหนังสือใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยให้ลดค่ารายปีลง 300,048,640 บาท คงเหลือค่ารายปี 9,951,360 บาท และให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินลง 37,506,080 บาท คงเหลือภาษีโรงเรือนและที่ดิน 1,243,920 บาท เพิกถอนการประเมินบางส่วนตามใบแจ้งรายการประเมินสำหรับปีภาษี 2553 เล่มที่ 4/54 เลขที่ 6 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ใบแนบหนังสือใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยให้ลดค่ารายปีลง 299,053,504 บาท คงเหลือค่ารายปี 10,946,496 บาท และให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 37,381,688 บาท คงเหลือภาษีโรงเรือนและที่ดิน 1,368,312 บาท เพิกถอนคำชี้ขาดทั้งหมดตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1/54 เลขที่ 4 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2554 และใบแนบใบแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษี 2550 โดยให้ลดค่ารายปีส่วนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินเพิ่มเติม 31,639,632.96 บาท ลงทั้งหมด และให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่ประเมินเพิ่มเติมลงทั้งหมด คิดเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ลดลงทั้งสิ้น 3,954,954.12 บาท เพิกถอนคำชี้ขาดทั้งหมดตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1/54 เลขที่ 5 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2554 และใบแนบใบแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษี 2551 โดยให้ลดค่ารายปีส่วนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินเพิ่มเติม 300,953,264 บาท ลงทั้งหมด และให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่ประเมินเพิ่มเติมลงทั้งสิ้น 37,619,158 บาท เพิกถอนคำชี้ขาดบางส่วนตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1/54 เลขที่ 6 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2554 และใบแนบใบแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษี 2552 โดยให้ลดค่ารายปี 300,048,640 บาท คงเหลือค่ารายปี 9,951,360 บาท และให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินลงคงเหลือ 1,243,920 บาท เพิกถอนคำชี้ขาดบางส่วนตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1/54 เลขที่ 8 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2554 และใบแนบใบแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษี 2553 โดยให้ลดค่ารายปีลง 299,053,504 บาท คงเหลือค่ารายปี 10,946,496 บาท และให้ลดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินลงคงเหลือ 1,368,312 บาท ให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษี 2550 เป็นเงิน 3,954,954.12 บาท สำหรับปีภาษี 2551 เป็นเงิน 37,619,158 บาท สำหรับปีภาษี 2552 เป็นเงิน 37,506,080 บาท สำหรับปีภาษี 2553 เป็นเงิน 37,381,688 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจนถึงวันที่จำเลยได้คืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์ครบถ้วนถูกต้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ประกอบกิจการตั้งสนามบินพาณิชย์ บริหารสนามบิน ให้เช่าพื้นที่ รวมทั้งกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และโจทก์เป็นเจ้าของสนามบินพาณิชย์ซึ่งตั้งอยู่ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549 กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ประเภทไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนและเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ระบุเฉพาะเจาะจงตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กำหนดให้สนามบินสมุยเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่จะลงทุนไว้เป็นการแน่นอน โดยมีมูลค่าโครงการลงทุนไม่เกิน 10,500,000,000 บาท ซึ่งมูลค่าของโครงการอยู่บนฐานมูลค่าประมาณการรายได้ของสนามบินสมุยในช่วงระยะเวลา 30 ปี ซึ่งบริษัทซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทบรูคเรียลเอสเตท จำกัด ผู้ประเมินราคาอิสระได้ประเมินขึ้น โดยกองทุนได้ทำการออกหน่วยลงทุนและขายหน่วยลงทุนจำนวน 950,000,000 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท ให้แก่นักลงทุนทั่วไป โจทก์สามารถถือครองหน่วยลงทุนดังกล่าวไม่เกินหนึ่งในสามของหน่วยลงทุนทั้งหมด ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 โจทก์กับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยทำสัญญากัน 5 ฉบับ ฉบับแรก สัญญาเช่าระยะยาว โจทก์ตกลงให้กองทุนเช่าที่ดินเนื้อที่ 449 ไร่ 3 งาน 83.8 ตารางวา ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทางวิ่งสำหรับเครื่องบิน รวมถึงส่วนควบที่ติดตั้งตรึงตราอยู่บนทางวิ่งของเครื่องบิน ลานจอดเครื่องบินซึ่งใช้สำหรับจอดเครื่องบินเพื่อการขนถ่ายผู้โดยสารและสัมภาระ สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่ติดตรึงตราอยู่บนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอื่นตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าเพื่อนำไปใช้จัดหาผลประโยชน์เป็นเวลา 30 ปี และกองทุนตกลงจ่ายค่าตอบแทน 9,300,000,000 บาท ครั้งเดียวในวันทำสัญญา สัญญาฉบับที่สอง สัญญาเช่าช่วงที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กองทุนตกลงให้โจทก์ได้สิทธิในทรัพย์สินที่กองทุนเช่ามาจากโจทก์เพื่อให้โจทก์นำทรัพย์สินดังกล่าวไปดำเนินกิจการสนามบินสมุยมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี โจทก์จ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือน เดือนละ 26,125,000 บาท โดยกองทุนให้คำมั่นในการต่ออายุสัญญาเช่าช่วงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไปภายหลังสิ้นสุดสัญญาไม่เกิน 9 ครั้ง ครั้งละ 3 ปี สัญญาฉบับที่สาม สัญญาให้บริการระบบ กองทุนให้บริการระบบสาธารณูปโภคในทรัพย์สินที่เช่า และระบบต่าง ๆ ในอาคารผู้โดยสารปัจจุบันและอาคารผู้โดยสารใหม่ระยะเวลาให้บริการ 30 ปี โดยโจทก์จ่ายค่าตอบแทนรายเดือน เดือนละ 21,375,000 บาท และชำระเงินประกันการใช้บริการในวันทำสัญญา 21,375,000 บาท สัญญาฉบับที่สี่ สัญญาตกลงกระทำการ มีเนื้อหาสำคัญว่าภายในระยะเวลา 17 ปี นับแต่วันที่มีการจดทะเบียนการเช่าทรัพย์สินตามสัญญาเช่าระยะยาว หากโจทก์ประสงค์จะจำหน่ายจ่ายโอนหรือให้เช่าสนามบินสมุย โจทก์จะต้องแจ้งให้กองทุนทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้กองทุนพิจารณาก่อน และตลอดระยะเวลา 20 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนการเช่าทรัพย์สินตามสัญญาเช่าระยะยาว โจทก์ต้องดำรงสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนในกองทุนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหน่วยลงทุนที่ออกและเสนอขายทั้งหมดในวันที่ทำสัญญาเช่าระยะยาว สัญญาฉบับที่ห้า หนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง โดยโจทก์ตกลงจำนองทรัพย์สินในวงเงิน 20,900,000,000 บาท เพื่อประกันหนี้ที่โจทก์ต้องชำระตามสัญญาเช่าระยะยาว สัญญาเช่าช่วงและสัญญากระทำการ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 และวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2549 ถึงปีภาษี 2553 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลย เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 วันที่ 19 มีนาคม 2550 วันที่ 22 สิงหาคม 2551 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสนามบินสมุยประจำปีภาษี 2549 ถึงปีภาษี 2551 ตามลำดับแก่โจทก์ และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสนามบินสมุย สำหรับปีภาษี 2550 (เพิ่มเติม) ปีภาษี 2551 (เพิ่มเติม) ปีภาษี 2552 และปีภาษี 2553 แก่โจทก์ วันที่ 15 ธันวาคม 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่สำหรับปีภาษี 2550 (เพิ่มเติม) ปีภาษี 2551 (เพิ่มเติม) ปีภาษี 2552 และปีภาษี ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2554 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่านายกเทศมนตรีของจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีของจำเลยสำหรับปีภาษี 2550 (เพิ่มเติม) ปีภาษี 2551 (เพิ่มเติม) ปีภาษี 2552 และปีภาษี 2553 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินครบถ้วนแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องใบแจ้งรายการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยและคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีของจำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีของจำเลยสำหรับปีภาษี 2550 (เพิ่มเติม) ปีภาษี 2551 (เพิ่มเติม) ปีภาษี 2552 และปีภาษี 2553 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า สัญญาเช่าระยะยาวที่โจทก์ทำกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ โจทก์มีนายธวัชวงศ์ กรรมการบริษัทโจทก์มาเบิกความว่า เมื่อปี 2540 โจทก์ประสบปัญหาด้านการเงินจึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนเพื่อนำมาชำระหนี้และไปใช้ขยายธุรกิจของโจทก์ จึงได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระทำการศึกษาแนวทางจัดหาเงินทุนในหลายรูปแบบ ซึ่งที่ปรึกษาทางการเงินพบว่า การจัดหาแหล่งเงินทุนโดยการจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เป็นแนวทางที่สามารถทำได้เร็วและเป็นไปได้มากที่สุด จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยขึ้นภายใต้เจตนารมณ์ที่จะนำสนามบินสมุยของโจทก์ไปใช้จัดหาเงินทุนจากกองทุน โดยโจทก์เข้าทำสัญญาเช่าระยะยาวกับกองทุนพร้อมกับสัญญาอื่น ๆ อีก 4 ฉบับ คือ สัญญาเช่าช่วงที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สัญญาให้บริการระบบ สัญญาตกลงกระทำการ หนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองในวันเดียวกัน เพื่อระดมเงินของโจทก์ผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ สัญญาเช่าระยะยาวจึงมิใช่สัญญาเช่าทรัพย์ปกติ แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งเท่านั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงไม่อาจนำค่าตอบแทนตามสัญญาเช่าระยะยาวมาถือเป็นค่ารายปีได้ และโจทก์มีนางสาวอัจฉรา กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนนครหลวงไทย จำกัด ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินโครงการจัดการกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย มาเบิกความว่า การจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยเป็นเพียงกลไกหรือตัวเชื่อมระหว่างนักลงทุนซึ่งต้องการนำเงินมาลงทุนหาผลประโยชน์กับโจทก์ที่นำสนามบินสมุยมาใช้เป็นหลักประกัน โดยโจทก์จ่ายผลตอบแทนกลับคืนให้นักลงทุนผ่านกองทุนบนพื้นฐานของผลประกอบการสนามบินสมุย ความสัมพันธ์ระหว่างกองทุนกับโจทก์จึงเป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินและผู้รับการสนับสนุนทางการเงินภายใต้รูปแบบสัญญาห้าฉบับ แต่เมื่อพิจารณาหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนส่วนข้อมูลโครงการ วัตถุประสงค์ของโครงการ ระบุว่ามีวัตถุประสงค์หลักในการนำเงินที่ได้จากการระดมเงินทุนจากผู้ลงทุนไปซื้อ เช่าและหรือ เช่าช่วงอสังหาริมทรัพย์ และจัดหาผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวโดยการให้เช่า ให้เช่าช่วง โอน และ/หรือจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ที่กองทุนรวมได้ลงทุน ข้อ 3.2 รายละเอียดนโยบายการลงทุนครั้งแรก กองทุนรวมจะทำการลงทุนในสิทธิการเช่าระยะยาวในทรัพย์สินที่เช่า ได้แก่ ที่ดิน ทางวิ่ง และลานจอดเครื่องบิน และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่เช่า ซึ่งปัจจุบันใช้ดำเนินการสนามบินสมุย โดยเข้าทำสัญญาเช่าระยะยาวและสัญญาตกลงกระทำการกับบางกอกแอร์เวย์สในขณะเดียวกันกองทุนรวมประสงค์ที่จะจัดหาผลประโยชน์จากการลงทุนโดยการเข้าทำสัญญาสนามบินสมุยซึ่งประกอบไปด้วยสัญญาเช่าช่วงสำหรับทรัพย์สินที่เช่าเป็นระยะเวลา 3 ปี พร้อมคำมั่นจะให้เช่าเป็นระยะเวลา 9 ครั้ง ครั้งละ 3 ปี และสัญญาให้บริการระบบเป็นระยะเวลา 30 ปี โดยสัญญาเช่าระยะยาวสำหรับการให้เช่าทรัพย์สินที่เช่าจะมีอายุการเช่า 30 ปี เริ่มนับแต่วันที่บางกอกแอร์เวย์สได้จดทะเบียนการเช่าทรัพย์สินที่เช่าให้แก่กองทุน ทั้งนี้บางกอกแอร์เวย์สจะคิดค่าเช่าและค่าตอบแทนทั้งหมดสำหรับระยะเวลา 30 ปี เป็นจำนวนไม่เกิน 10,200,000,000 บาท ซึ่งนางสาวอัจฉรา ก็ได้เบิกความยอมรับว่า หลังจากกองทุนได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นแล้ว กองทุนได้ออกหน่วยลงทุนและขายหน่วยลงทุนจำนวน 950,000,000 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท ให้แก่นักลงทุนทั่วไป เป็นเงินทั้งหมด 9,500,000,000 บาท และโจทก์กับกองทุนได้ทำสัญญาเช่าระยะยาว สัญญาเช่าช่วงที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สัญญาให้บริการระบบ สัญญาตกลงกระทำการ และหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 อันเป็นการดำเนินการตามนโยบายการลงทุนที่กองทุนรวมได้แสดงเจตนาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมลงทุนซื้อหน่วยลงทุน แม้โจทก์จะนำสืบว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดตั้งกองทุนรวมคือการระดมเงินทุนจากนักลงทุนมาใช้ในกิจการสนามบินสมุยของโจทก์ก็ตาม แต่นโยบายการลงทุนครั้งแรกที่กองทุนรวมประกาศชี้ชวนผู้ลงทุนทั่วไปนั้นปรากฏข้อความชัดเจนว่า กองทุนรวมจะทำการลงทุนในสิทธิการเช่าระยะยาวในทรัพย์สินที่เช่าจากโจทก์ ได้แก่ ที่ดิน ทางวิ่ง และลานจอด และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่เช่า โดยการเข้าทำสัญญาเช่าระยะยาวและสัญญากระทำการกับบางกอกแอร์เวย์ส อีกทั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ประเภทไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่มุ่งลงทุนโดยการเช่าอสังหาริมทรัพย์ จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุน คงมีเพียงสิทธิในการนำอสังหาริมทรัพย์นั้นไปหาผลตอบแทนในช่วงระยะเวลาของสัญญาเช่าที่กองทุนรวมได้ตกลงไว้กับโจทก์ การที่กองทุนรวมทำสัญญาทั้งห้าฉบับกับโจทก์ จึงเป็นไปเพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุนที่ซื้อหน่วยลงทุนว่า กองทุนรวมจะนำเงินไปลงทุนในสิทธิการเช่าสนามบินสมุย โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการที่กองทุนรวมนำทรัพย์สินที่เช่านั้นออกให้โจทก์เช่าช่วงกลับไป รวมทั้งได้รับประโยชน์ตอบแทนจากสัญญาให้บริการระบบรวมกันมีจำนวนเท่ากับร้อยละ 6 ของจำนวนเงินทุนของโครงการ ณ วันที่จดทะเบียนจัดตั้งกองทุนดังที่ปรากฏในหนังสือชี้ชวน นอกจากนี้ตามสัญญาเช่าระยะยาว ยังระบุความประสงค์ของโจทก์ไว้ชัดเจนในข้อ ก. ว่า บางกอกแอร์เวย์ส ประสงค์จะให้กองทุนรวมเช่าทรัพย์สินซึ่งปัจจุบันบางกอกแอร์เวย์สใช้ดำเนินกิจการสนามบินสมุย และระบุความประสงค์ของกองทุนรวมไว้ในข้อ ข. ว่า กองทุนรวมมีความประสงค์จะเช่าทรัพย์สินที่เช่าจากบางกอกแอร์เวย์ส และประสงค์จะใช้เครื่องมือและอุปกรณ์และระบบเพื่อนำไปจัดหาผลประโยชน์โดยการให้เช่าช่วงซึ่งตรงกับนโยบายการลงทุนที่กองทุนรวมได้ประกาศไว้ ประกอบกับเนื้อหาของสัญญาเช่าระยะยาว ข้อ 1. ได้ระบุว่า ทรัพย์สินที่เช่า หมายถึง (ก) ที่ดินที่เช่า (ข) ทางวิ่ง (ค) ลานจอด และ (ง) สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่เช่า ข้อ 3. ระบุว่า บางกอกแอร์เวย์สตกลงให้กองทุนรวมเช่าทรัพย์สินที่เช่ามีกำหนดระยะเวลา 30 ปี นับตั้งแต่วันจดทะเบียนการเช่าจนถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2579 ข้อ 4. ระบุว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันไปจดทะเบียนการเช่าทรัพย์สินที่เช่า ณ สำนักงานที่ดินหรือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องภายในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 ข้อ 5.1 ระบุว่า ในวันจดทะเบียนการเช่าตามสัญญาเช่าฉบับนี้ กองทุนรวมตกลงชำระค่าเช่าสำหรับทรัพย์สินที่เช่าเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 9,300,000,000 บาท ให้แก่บางกอกแอร์เวย์ส ข้อ 6. ระบุว่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงหรือเมื่อมีการเลิกสัญญาเช่า กองทุนรวมจะส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนให้แก่บางกอกแอร์เวย์สในสภาพที่เป็นอยู่ ณ วันที่สิ้นสุดสัญญาเช่า ข้อ.7 ระบุว่า ในวันที่ทำสัญญาเช่าฉบับนี้ บางกอกแอร์เวย์สจะส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้แก่กองทุนรวม และจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์และระบบให้กองทุนรวมตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในสัญญาเช่านี้ ข้อ 9.1.1 ระบุว่า บางกอกแอร์เวย์สจะรับผิดชอบในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่า เครื่องมือและอุปกรณ์และระบบในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมตามปกติหรือซ่อมแซมเพียงเล็กน้อย หรือซ่อมแซมซึ่งเป็นการจำเป็นและเพื่อประโยชน์ในการใช้ทรัพย์สินที่เช่า เครื่องมือและอุปกรณ์และระบบ ข้อ 9.3 ระบุว่า ตลอดอายุสัญญาเช่านี้ กองทุนรวมและบางกอกแอร์เวย์สรับทราบและตกลงยินยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะต่อเติม และ/หรือปรับปรุง และ/หรือ ดัดแปลง และ/หรือ ก่อสร้างขึ้นใหม่บนหรือในทรัพย์สินที่เช่าตามที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นสมควรและโดยค่าใช้จ่ายของฝ่ายนั้นเอง ข้อ 10. ระบุว่า ตลอดอายุของสัญญาเช่าฉบับนี้ บางกอกแอร์เวย์สจะไม่โอนสิทธิการเช่าและหรือหน้าที่ภายใต้สัญญาเช่าฉบับนี้ให้แก่บุคคลอื่นใด โดยไม่ได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากกองทุนรวมเป็นลายลักษณ์อักษร และข้อ 13. ระบุว่า บางกอกแอร์เวย์สจะจัดให้มีการเอาประกันภัยทรัพย์สินที่เช่า และเครื่องมือและอุปกรณ์และระบบ ซึ่งล้วนแต่กำหนดถึงหน้าที่และความรับผิดของผู้เช่าและผู้ให้เช่า อันมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ที่ผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้นตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจแปลความสัญญาเช่าระยะยาวเป็นการกู้เงินดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย หรือมิใช่สัญญาเช่าปกติทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่โจทก์แก้อุทธรณ์ได้ เนื่องจากหากปล่อยให้มีการแปลความในลักษณะดังกล่าว ก็เท่ากับว่ากองทุนรวมและโจทก์สามารถมีเจตนาทำนิติกรรมสัญญาอย่างอื่นแอบแฝงนอกเหนือไปจากนิติกรรมสัญญาที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนที่ประกาศให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปทราบได้ ทั้งที่ผู้ลงทุนได้ตัดสินใจเข้าซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากการที่กองทุนรวมได้ชี้ชวนไว้ว่ามีนโยบายในการลงทุนในสิทธิการเช่าระยะยาวในสนามบินสมุยของโจทก์ และการแปลความในลักษณะดังกล่าวยังขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยที่มีวัตถุประสงค์หลักในการนำเงินที่ได้จากการขายหน่วยลงทุนไปเช่าสนามบินสมุยมาจากโจทก์เพื่อหาผลประโยชน์ ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า สัญญาเช่าระยะยาวมิใช่สัญญาเช่าทรัพย์ปกติทั่วไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ค่าเช่าตามสัญญาเช่าระยะยาวเป็นค่าเช่าอันสมควรที่สนามบินสมุย ของโจทก์จะนำออกให้เช่าได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสนามบินสมุยได้นำสนามบินสมุยออกให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุยเช่าตามสัญญาเช่าระยะยาว เป็นกรณีที่ทรัพย์สินนั้นมีการนำออกให้เช่า มาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติให้ถือว่าค่าเช่านั้นเป็นค่ารายปี ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเห็นว่าค่าเช่านั้นเป็นจำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำค่าเช่าตามสัญญาเช่าระยะยาว 9,300,000,000 บาท มาคำนวณเป็นค่ารายปี ปีละ 310,000,000 บาท คิดเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินปีละ 38,750,000 บาท จึงเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีชอบแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยเนื่องจากมิทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินทั้งหมดสำหรับปีภาษี 2550 (เพิ่มเติม) ปีภาษี 2551 (เพิ่มเติม) และเพิกถอนการประเมินบางส่วนสำหรับปีภาษี 2552 และปีภาษี 2553 และให้จำเลยคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด
จำเลย — เทศบาลเมืองเกาะสมุย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอวิรุทธ์ ชาญชัยกิตติกร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2559
#598035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ว. โจทก์จึงมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวย่อมมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตร และเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่น ซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ ตาม ป.พ.พ. 1567 (1) และ (4) ขณะที่จำเลยพาผู้เยาว์ไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาจำเลยที่สุราษฎร์ธานี ผู้เยาว์ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย แม้ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จำเลยจะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองบุตร และต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยจะได้จดทะเบียนรับรองผู้เยาว์เป็นบุตรอันทำให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ก็ตาม ก็หากระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ถูกต้องแห่งอำนาจฟ้องของโจทก์ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกบุตรคืนจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งเด็กหญิงวนิดา บุตรผู้เยาว์ คืนให้แก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งเด็กหญิงวนิดา บุตรผู้เยาว์ คืนให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณปี 2554 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน เมื่อโจทก์ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จำเลยพาโจทก์ไปอยู่กับบิดามารดาจำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จนกระทั่งโจทก์คลอดเด็กหญิงวนิดา บุตรผู้เยาว์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2555 เมื่อบุตรผู้เยาว์อายุได้ประมาณ 1 ปี 8 เดือน โจทก์และจำเลยพาผู้เยาว์มาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน โจทก์และจำเลยมีปากเสียงกันอยู่เสมอ ๆ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2557 จำเลยได้พาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาจำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมิได้บอกกล่าวและได้รับความยินยอมจากโจทก์ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ก็ยังคงอยู่กับจำเลยและบิดามารดาจำเลย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกบุตรผู้เยาว์คืนจากจำเลยหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยฎีกาว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2557 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยจดทะเบียนรับผู้เยาว์เป็นบุตร เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2558 จำเลยได้ไปจดทะเบียนรับรองบุตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำเลยจึงมีอำนาจปกครองเหนือบุตรผู้เยาว์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย และจำเลยไม่จำต้องส่งบุตรผู้เยาว์คืนให้แก่โจทก์แล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่จำเลยกล่าวอ้างขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เห็นว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไป เห็นว่า ในขณะที่จำเลยพาบุตรผู้เยาว์ไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาจำเลยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้เยาว์มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ย่อมมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตร และเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่น ซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (1) และ (4) แม้จำเลยเป็นบิดาที่แท้จริงของผู้เยาว์อยู่แล้วก็ตาม แต่จำเลยก็หามีสิทธิที่จะกระทำการดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ แม้หลังฟ้องแล้ว ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จำเลยจะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองบุตรก็ตาม แต่ก็หากระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ถูกต้องแห่งอำนาจฟ้องของโจทก์ไม่ และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยได้จดทะเบียนรับรองผู้เยาว์เป็นบุตร อันจะทำให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ตั้งครรภ์และคลอดผู้เยาว์ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2555 ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยยังอยู่กินฉันสามีภริยาด้วยกันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยก็หาได้ขวนขวายที่จะจดทะเบียนรับบุตรผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยแต่อย่างใดไม่ จำเลยเพิ่งดำเนินการหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ครั้นเมื่อพิเคราะห์ตามข้อฎีกาของจำเลยก็บ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์คือบิดามารดาของจำเลย หาใช่ตัวจำเลยซึ่งเป็นบิดาไม่ เห็นว่า ผู้เยาว์มีอายุเพียง 3 ปีเศษ เป็นเพศหญิง อยู่ในวัยอ่อนซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลฟูมฟักเลี้ยงดูจากมารดาเป็นอย่างมากเพราะจะส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจของผู้เยาว์ที่จะเติบโตต่อไป ภาวะการณ์ที่แย่งชิงตัวผู้เยาว์ไปมาระหว่างบิดามารดา โดยละเลยถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เยาว์ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อผู้เยาว์แต่อย่างใด ดังนั้น เพื่อประโยชน์และความผาสุกของผู้เยาว์ ในชั้นนี้เห็นสมควรให้ผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์ผู้เป็นมารดาไปก่อน จำเลยจึงต้องส่งตัวเด็กหญิงวนิดา บุตรผู้เยาว์คืนให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิจำเลยในการไปเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ตามสมควร ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจะแก้ไขเป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 1567 (1) ม. 1567 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดศรีสะเกษ — นายเสริมพงศ์ ไชยปุรณะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
พิศล พิรุณ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3832/2559
#599039
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องเรียกค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียง และค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร อันเนื่องมาจากการผิดสัญญาหมั้น ไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่จำเลยฎีกาว่าเหตุที่ไม่อาจจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ได้ เนื่องจากโจทก์มีพฤติกรรมชอบดื่มสุรา เที่ยวกลางคืน ไม่ดูแลจำเลย จำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ไขความประพฤติดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่แก้ไข จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นและไม่ต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้น ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 130,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาหมั้นไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงของโจทก์ และค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่โจทก์ซึ่งเป็นคู่หมั้นได้ใช้จ่ายเนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น และพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงของโจทก์ และค่าใช้จ่ายเนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตแก่โจทก์เป็นเงินรวม 130,000 บาท จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินสองแสนบาท และทั้งคดีนี้ไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุที่จำเลยไม่อาจจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ได้ก็เนื่องมาจากโจทก์มีพฤติกรรมชอบดื่มสุราและเที่ยวกลางคืน ไม่ดูแลจำเลยเมื่อจำเลยกลับมาที่บ้าน จำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ไขความประพฤติดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่แก้ไขและยังคงประพฤติตนเช่นเดิม จำเลยจึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นและไม่ต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ล.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี — นายพลวัฒน์ อมราสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
จิรนิติ หะวานนท์
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3648 -ที่ 3808/2559
#600615
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนการเลิกจ้างจำเลยยื่นข้อเรียกร้องขอแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยได้แจ้งถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้จำเลยต้องประสบภาวะขาดทุน คือต้นทุนค่าแรง ทั้งค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นต้นทุนที่สูงมากให้สหภาพแรงงาน ร. ทราบแล้ว แต่การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้จนมีการนัดหยุดงานและแจ้งปิดงาน ต่อมาจำเลยทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงาน ร. เนื่องจากจำเลยมีคำสั่งซื้อจึงต้องเปิดงาน แม้สหภาพแรงงาน ร. จะลดข้อเรียกร้องลงแต่ในส่วนที่เป็นสิทธิประโยชน์ที่เป็นตัวเงินยังคงมีอยู่จึงไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาในส่วนของต้นทุนค่าแรง ยอดรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกปีไม่ว่าจำเลยจะขาดทุนหรือกำไร คือเงินเดือน ค่าแรงและผลประโยชน์อื่นของลูกจ้าง ก่อนเลิกจ้างจำเลยจัดโครงการสมัครใจลาออก โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด มีลูกจ้างเข้าร่วมโครงการไม่เพียงพอ จำเลยจึงจำเป็นต้องเลิกจ้างเฉพาะลูกจ้างประจำไม่เลิกจ้างลูกจ้างรายปีเพราะลูกจ้างรายปีไม่มีโบนัส ไม่มีการปรับค่าจ้าง ทั้งการเลิกจ้างลูกจ้างประจำก็มีหลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นลำดับไม่ได้เลือกปฏิบัติ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมุ่งเน้นลดต้นทุนค่าแรง จึงเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อให้กิจการของจำเลยดำรงอยู่ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ด จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 124/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 178 ถึงที่ 179/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 1 ถึงที่ 2/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 149/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ 172/2558 ของศาลแรงงานภาค 1 แต่คดีทั้งเจ็ดสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องของศาลแรงงานภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 53 ที่ 55 ถึงที่ 72 ที่ 74 ถึงที่ 93 ที่ 95 ถึงที่ 110 ที่ 112 ถึงที่ 133 ที่ 135 ถึงที่ 151 ที่ 153 ถึงที่ 166 และที่ 168

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดรายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและศาลแรงงานภาค 1 รับฟังมาได้ความว่า จำเลยมีลูกจ้าง 2,321 คน เป็นลูกจ้างประจำ 1,300 คน และลูกจ้างสัญญาจ้างรายปี 800 คน ลูกจ้างประจำเกือบทั้งหมดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลน ก่อนการเลิกจ้างสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนและจำเลยต่างยื่นข้อเรียกร้องขอแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ สหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนได้แจ้งนัดหยุดงานตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2556 และจำเลยได้แจ้งปิดงานตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2556 ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2556 ทั้งสองฝ่ายจึงสามารถทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกันได้ เหตุที่จำเลยต้องยินยอมตกลงกับสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนเนื่องจากจำเลยมีคำสั่งซื้อสินค้าที่จะต้องผลิตส่งให้ลูกค้า หลังจากนั้นจำเลยได้จัดทำโครงการสมัครใจลาออกซึ่งมีลูกจ้างเข้าร่วมโครงการเพียง 60 คน และโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดซึ่งมีลูกจ้างสมัครเข้าร่วมโครงการเพียง 21 คน แล้วศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยพิจารณาเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดโดยไม่มีความผิด และไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเพื่อหาทางออกร่วมกันก่อนทั้งที่จำเลยและสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนเพิ่งมีการเจรจาและทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างภายหลังจากจำเลยทราบว่ามีผลประกอบการขาดทุนแล้วโดยมิได้มีการพิจารณาแก้ไขปัญหาร่วมกันก่อน อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานที่จะจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดไปจนกว่าจะอายุครบ 55 ปี จำเลยจงใจเลิกจ้างลูกจ้างประจำแทนการพิจารณาเลิกจ้างลูกจ้างรายปี จงใจเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดเพื่อลดจำนวนสมาชิกสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนลงกึ่งหนึ่งเพื่อลดอำนาจต่อรองและจำเลยบีบบังคับให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างที่ไม่สามารถหางานใหม่ได้จำต้องกลับมาทำงานกับจำเลยในตำแหน่งหน้าที่เดิมโดยลดค่าจ้างและสวัสดิการลง พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ก่อนการเลิกจ้างจำเลยยื่นข้อเรียกร้องขอแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยได้แจ้งถึงปัจจัยต่าง ๆที่ทำให้จำเลยต้องประสบภาวะขาดทุน หนึ่งในปัจจัยนั้นคือต้นทุนค่าแรง ทั้งด้านค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นต้นทุนที่สูงมากในปัจจุบันและต่อ ๆ ไปในอนาคตซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขจากภายในให้สหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนทราบแล้ว แต่การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ จนมีการนัดหยุดงานและแจ้งปิดงาน ต่อมาจำเลยจำต้องทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2556 เนื่องมาจากจำเลยมีคำสั่งซื้อที่จะต้องผลิตส่งลูกค้าจึงต้องเปิดงาน แม้สหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนจะลดข้อเรียกร้องลงแต่ในส่วนของสิทธิประโยชน์ที่เป็นตัวเงินที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เช่น โบนัส หรือสิทธิประโยชน์เพิ่มจากค่าชดเชยกรณีโครงการสมัครใจลาออกที่จำเลยต้องจัดให้มีขึ้นตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างก็ยังคงมีอยู่จึงไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาในส่วนของต้นทุนค่าแรง และเมื่อพิจารณางบการเงิน รายได้จากการขายในปี 2555 ไม่เพิ่มขึ้นแต่ยอดรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกปีไม่ว่าจำเลยจะขาดทุนหรือกำไร คือเงินเดือน ค่าแรงและผลประโยชน์อื่นของลูกจ้าง กับวัตถุดิบ ก่อนเลิกจ้างจำเลยได้จัดโครงการสมัครใจลาออกของพนักงาน และโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด มีลูกจ้างเข้าร่วมโครงการไม่เพียงพอ จำเลยจึงจำเป็นต้องเลิกจ้างเฉพาะลูกจ้างประจำไม่เลิกจ้างลูกจ้างรายปีก็เพราะลูกจ้างรายปีไม่มีโบนัสหรือสวัสดิการ ไม่มีการปรับค่าจ้าง จึงมีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าลูกจ้างประจำ การให้จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างรายปีจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด ทั้งการเลิกจ้างลูกจ้างประจำก็มีหลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นลำดับมิได้เลือกปฏิบัติ เนื่องจากลูกจ้างประจำเกือบทั้งหมดเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนจึงย่อมมีผลกระทบต่อสมาชิกสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายหลังเลิกจ้างจำเลยรับลูกจ้างที่เลิกจ้างกลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมแต่เปลี่ยนสัญญาจ้างเป็นลูกจ้างรายปีก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างของจำเลยเป็นการมุ่งเน้นลดต้นทุนค่าแรงมิใช่ลดจำนวนลูกจ้างซึ่งถือได้ว่าเป็นการบริหารจัดการอย่างหนึ่ง แม้การเลิกจ้างจะเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดเดือดร้อนก็ตาม แต่หากเป็นความจำเป็นทางด้านจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อให้กิจการของจำเลยยังคงดำรงอยู่ย่อมเป็นเหตุที่จำเป็นและเพียงพอที่จะเลิกจ้าง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ด เนื่องจากการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ดจึงเป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุที่จำเลยประสบปัญหาทางธุรกิจที่จำเป็นต้องลดรายจ่ายเพื่อความอยู่รอดของจำเลยจึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบเอ็ด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุศยากร สอพิมาย กับพวก
จำเลย — บริษัทรอยัลปอร์ซเลน จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายโอภาส อุปรี
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3639/2559
#598454
เปิดฉบับเต็ม

คำขอของโจทก์ที่ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางปรากฏจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขแดงที่ 2221/2552 ท้ายคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอปล่อยชั่วคราวว่า โจทก์เคยมีคำขอให้ริบรถของกลางดังกล่าวและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางมาแล้ว ถ้าโจทก์ไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว เมื่อคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 2221/2552 เดิมเป็นคู่ความรายเดียวกัน ส่วนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกฟ้องเป็นวิธีพิจารณาความเพื่อความสะดวกในการพิจารณาคดีเท่านั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอให้ริบของกลางในคดีก่อนและคดีนี้เป็นการอ้างเหตุเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีก่อน จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีในประเด็นเรื่องของกลางแล้ว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ร้องขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้อีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ของกลางมาจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 76/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง, 76 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 550,000 บาท ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 8 เดือน และปรับ 550,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางและคืนให้แก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จ่าสิบตำรวจสมเกียรติได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า จะมีผู้มาส่งมอบยาเสพติดให้โทษที่บริเวณสามแยกบ้านน้ำตก ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส ร้อยตำรวจโทกุลนริศร์ จ่าสิบตำรวจสมเกียรติกับพวกจึงเดินทางไปดักซุ่มที่บริเวณดังกล่าว ต่อมาจำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยมีนางสาวนูรีย๊ะ พี่สาวจำเลยนั่งซ้อนท้ายและเด็ก 2 คน ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยนั่งมาด้วย เมื่อมาถึงจุดที่เจ้าพนักงานตำรวจดักซุ่ม เจ้าพนักงานตำรวจจึงเรียกให้หยุดรถและขอตรวจค้นที่ใต้เบาะนั่งของรถจักรยานยนต์ พบถุงพลาสติกสีฟ้า 2 ถุง บรรจุเมทแอมเฟตามีนรวม 373 เม็ด และกัญชา 1 แท่ง ห่อด้วยกระดาษฟอยล์จึงยึดยาเสพติดให้โทษและรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนนางสาวนูรีย๊ะให้การรับสารภาพ ชั้นพิจารณานางสาวนูรีย๊ะให้การรับสารภาพ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยและพิพากษาลงโทษนางสาวนูรีย๊ะตามฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาท้ายคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอปล่อยชั่วคราว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับนางสาวนูรีย๊ะกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ประการแรก ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุ แหล่งข่าวที่แจ้งแก่จ่าสิบตำรวจสมเกียรติได้ระบุชื่อจำเลยว่าเป็นคนร้ายที่จะไปส่งมอบยาเสพติดให้โทษ ประการที่สอง โจทก์นำสืบได้เพียงว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่ซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษของกลาง โดยมิได้นำสืบให้ได้แน่ชัดในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นเจ้าของหรือครอบครองรถจักรยานยนต์ของกลางก่อนเกิดเหตุ หรือนำสืบให้ได้แน่ชัดต่อมาว่าจำเลยรู้เห็นการซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษของกลางตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุและประการที่สามข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่ซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษของกลางและจำเลยเป็นน้องสาวของนางสาวนูรีย๊ะซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น ก็ยังไม่อาจบ่งชี้ได้แน่ชัดว่า จำเลยรู้เห็นการซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษและมีเจตนาร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของนางสาวนูรีย๊ะ ทั้งไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นที่จะบ่งชี้ได้เช่นนั้น กลับปรากฏพฤติการณ์ในขณะเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้หยุดรถและขอตรวจค้นว่า จำเลยยอมหยุดรถจักรยานยนต์โดยดีและพฤติการณ์ในขณะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมว่า จำเลยและนางสาวนูรีย๊ะให้การปฏิเสธในทันทีว่าจำเลยมิได้ร่วมกระทำความผิดกับนางสาวนูรีย๊ะ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม 2 ปากเบิกความสอดคล้องต้องกันและยึดยาเสพติดให้โทษของกลางได้ที่ใต้เบาะนั่งของรถจักรยานยนต์ของกลางในขณะที่จำเลยขับ ตามพฤติการณ์จึงน่าเชื่อว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนางสาวนูรีย๊ะนั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อ้างเพียงน่าเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิด มิได้ถึงขนาดแน่ใจว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยต่อไป

อนึ่ง สำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ปรากฏจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขแดงที่ 2221/2552 ท้ายคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอปล่อยชั่วคราวว่า โจทก์เคยมีคำขอให้ริบของกลางและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางมาแล้ว ถ้าโจทก์ไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว เมื่อคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ 2221/2552 เดิมเป็นคู่ความรายเดียวกัน ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกฟ้องเป็นวิธีพิจารณาความเพื่อความสะดวกในการพิจารณาคดีเท่านั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอให้ริบของกลางในคดีก่อนและคดีนี้เป็นการอ้างเหตุเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีก่อน จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีในประเด็นเรื่องของกลางแล้ว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ร้องขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางในคดีนี้อีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ของกลางมานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษากลับให้ยกฟ้องและยกคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นางสาวโนไอนิงหรือโนรไอนิง บินเจ๊ะโซ๊ะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายชัชวาล สวัสดิสาระ
ศาลอุทธรณ์ — นายเศกสิทธิ์ สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3637/2559
#601549
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเอาไปเสียซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 1 และนำไปใช้แสดงต่อ ภ. พนักงานธนาคารออมสิน ผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยทำเอกสารคำขอเปิดบัญชี แบบคำขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แบบแสดงข้อมูลลูกค้าและเอกสารเงื่อนไขการใช้บริการบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายที่ 2 โดยกรอกข้อมูลในแบบคำขอเปิดบัญชี แบบคำขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ว่า จำเลยชื่อ ส. เป็นผู้ขอเปิดบัญชีและแสดงข้อมูลลูกค้าของผู้เสียหายที่ 1 กับปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ในช่องลงชื่อผู้ขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์และในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน แล้วนำแบบคำขอเปิดบัญชี แบบคำขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แบบแสดงข้อมูลลูกค้าและเอกสารเงื่อนไขการใช้บริการบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวไปยื่นแสดงต่อ ภ. เพื่อขอเปิดบัญชีและใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์กับผู้เสียหายที่ 2 นั้น เป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากและทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่จำเลยเป็นหลัก แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องการกระทำความผิดของจำเลยแยกออกเป็นข้อ ๆ และการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ในแต่ละข้อเป็นความผิดสำเร็จในตัวก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 188, 264, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 15 ริบสมุดบัญชีธนาคารของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264 วรรคหนึ่ง, 268 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสองประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง, 268 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน ริบสมุดบัญชีธนาคารของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 15 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 15 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเอาไปเสียซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนของนางสาวณัฐพร ผู้เสียหายที่ 1 และนำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 1 ไปใช้แสดงต่อนายภาณุราช พนักงานธนาคารออมสิน สาขาบิ๊กซีพิษณุโลก ผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยทำเอกสารคำขอเปิดบัญชี แบบคำขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แบบแสดงข้อมูลลูกค้าและเอกสารเงื่อนไขการใช้บริการบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายที่ 2 โดยกรอกข้อมูลในแบบคำขอเปิดบัญชี แบบคำขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ว่า จำเลยชื่อนางสาวณัฐพร เป็นผู้ขอเปิดบัญชี และแสดงข้อมูลลูกค้าของผู้เสียหายที่ 1กับปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายที่ 1 ในช่องลงชื่อผู้ขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์และในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน แล้วนำแบบคำขอเปิดบัญชี แบบคำขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แบบแสดงข้อมูลลูกค้าและเอกสารเงื่อนไขการใช้บริการบัญชีเงินฝากและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวไปยื่นแสดงต่อนายภาณุราช เพื่อขอเปิดบัญชีและใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์กับผู้เสียหายที่ 2 นั้น เป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝากและทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่จำเลยเป็นหลัก แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องการกระทำความผิดของจำเลยแยกออกเป็นข้อ ๆ และการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ในแต่ละข้อเป็นความผิดสำเร็จในตัวก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 188 ม. 264 วรรคแรก ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นางสาวกันยกร ผลมะเฟือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายไพบูลย์ จันทร์ประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเมธี เมฆประยูร
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3635/2559
#600627
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของจำเลยที่จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ให้แก่ บ. หลังจากนั้นแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่ บ. ส. ท. และ ร. คนละ 1/4 เม็ด เพื่อนำไปเสพอีก และจำเลยก็เสพในเวลาต่อเนื่องกัน แสดงว่าจำเลยมีเจตนาจะเสพด้วยจึงแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลดังกล่าวเพื่อจะเสพพร้อมกับจำเลย กรณีไม่ใช่จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้บุคคลดังกล่าวเพื่อให้แต่ละคนไปเสพเพียงลำพังภายหลัง จึงเป็นการมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้กระทำความผิดด้วยกัน มิใช่มีเจตนาแจกจ่ายให้แก่บุคคลดังกล่าว การกระทำของจำเลยหาได้อยู่ในความหมายของคำว่าจำหน่าย ตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี เป็นจำคุก 20 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 24 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องข้อ 1 (ค) ถึง (ฉ) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 (ค) ถึง (ฉ) เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่บุคคลอื่นอยู่ในความหมายของการจำหน่ายแล้วนั้น เห็นว่า แม้การแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่บุคคลอื่นจะอยู่ในความหมายของคำว่า จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า วันเวลาเกิดเหตุ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 12 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.090 กรัม ให้แก่นายบวร ในราคา 350 บาท ต่อมาจำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้นายบวร นายสุทัศน์ นายทองใหญ่ และนางสาวสรัญญา คนละ 1/4 เม็ด เพื่อนำไปเสพโดยไม่มีค่าตอบแทน จากนั้น จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ประกอบกับตามสำเนาบันทึกการจับโดยเจ้าพนักงานเอกสารท้ายคำร้องขอฝากขัง ครั้งที่ 1 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจปัสสาวะของนายบวร นายสุทัศน์ นายทองใหญ่และนางสาวสรัญญา พบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะ บุคคลดังกล่าวให้การว่าเสพเมทแอมเฟตามีนที่ได้จากจำเลยจริง ดังนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ให้แก่นายบวร หลังจากนั้นแบ่งเมทแอมเฟตามีน 1/4 เม็ด ให้แก่นายบวร เพื่อนำไปเสพ แล้วยังแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้ นายสุทัศน์ นายทองใหญ่ และนางสาวสรัญญา คนละ 1/4 เม็ด เพื่อนำไปเสพอีก จากนั้นจำเลยก็เสพเมทแอมเฟตามีนในเวลาต่อเนื่องกันกับที่บุคคลดังกล่าวได้รับแบ่งเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย แสดงว่าจำเลยมีเจตนาจะเสพเมทแอมเฟตามีนด้วยจึงแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้นายบวร นายสุทัศน์ นายทองใหญ่ และนางสาวสรัญญา เพื่อที่จะได้เสพเมทแอทเฟตามีนพร้อมกับจำเลย กรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่บุคคลดังกล่าวเพื่อให้แต่ละคนไปเสพเมทแอมเฟตามีนแต่เพียงลำพังในภายหลัง การที่จำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายบวร นายสุทัศน์ นายทองใหญ่และนางสาวสรัญญา จึงเป็นการมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้กระทำความผิดด้วยกัน มิใช่มีเจตนาแจกจ่ายให้แก่บุคคลดังกล่าว การกระทำของจำเลยหาได้อยู่ในความหมายของคำว่า จำหน่าย ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
จำเลย — นายสุพรรณ์ แสนสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายกฤช โคตรทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3598/2559
#601862
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 510 บัญญัติว่า "ผู้ซื้อในการขายทอดตลาดจะต้องทำตามคำโฆษณาบอกขาย และตามความข้ออื่น ๆ ซึ่งผู้ทอดตลาดได้แถลงก่อนเผดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเฉพาะรายไป" คดีนี้แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดโดยระบุว่า ขายที่ดินแปลงที่ 1, 4 และ 5 รวมกัน แปลงที่ 2 และ 3 รวมกัน แต่ในวันขายทอดตลาดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินทั้งห้าแปลงรวมกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 วรรคสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีสอบถามโจทก์แล้วไม่คัดค้าน และได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนเผดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แถลงให้ผู้เข้าร่วมประมูลและผู้สนใจเข้าฟังการขายทอดตลาดทราบแล้วว่าจะรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกัน โดยจำเลยที่ 2 มาดูแลการขายทอดตลาดด้วย แต่จำเลยที่ 2 มิได้คัดค้านการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันแต่อย่างใด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันนั้น จึงเป็นการปฏิบัติไปตรงตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 แล้ว ทั้งคำโฆษณาบอกขายว่าเป็นการรวมขายหรือแยกทรัพย์สินเป็นเพียงวิธีการในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดี อันเป็นรายละเอียดของการขายทอดตลาด ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดหรือข้อกำหนดของศาลกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทำคำโฆษณาบอกขายระบุถึงรายละเอียดวิธีการขาย เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าการรวมขายไปด้วยกันเป็นที่คาดหมายได้ว่าเงินรายได้ในการขายจะเพิ่มขึ้น เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจจัดรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 (1) (ข) ถือได้ว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้รวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันนั้น เป็นส่วนหนึ่งของคำโฆษณาบอกขายหรือข้อความอื่นซึ่งผู้ทอดตลาดได้แถลงก่อนเผดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเฉพาะรายตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 510 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อในการขายทอดตลาดต้องทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย การขายทอดตลาดที่ดินทั้งห้าแปลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,917,660.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 3,943,368.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่ระบุไว้ให้ยึดทรัพย์จำนองคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5862, 16734, 16735, 21288, 21289 ตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 กับทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินไปในราคา 1,610,000 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเปลี่ยนแปลงวิธีการขายจากประกาศว่าจะขายแยกทรัพย์เป็นขายรวมโดยไม่ได้ดำเนินการโฆษณาใหม่ก่อนและได้ขายโดยรวบรัดไม่มีการกำหนดราคาเริ่มต้นขายทำให้โจทก์ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินประมาณ 400,000 บาท โดยการคบคิดกันฉ้อฉลของโจทก์และผู้ที่เกี่ยวข้องและความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินทั้งห้าแปลง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นวันขายทอดตลาด จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งห้าแปลงรวมกันและโจทก์ไม่ค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงดำเนินการขายทอดตลาดตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ โดยกำหนดราคาเริ่มต้นขายที่ 1,560,000 บาท จากนั้นโจทก์เป็นผู้เสนอราคา 1,610,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าในครั้งก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายที่ดินให้แก่โจทก์ มิได้เป็นการขายโดยรวบรัดหรือร่วมกันฉ้อฉลจำเลยทั้งสอง การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 5862, 16734, 16735, 21288 และ 21289 ตำบลบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ของจำเลยที่ 2 ไว้ 4 นัด ในวันที่ 12 เมษายน 2549 วันที่ 26 เมษายน 2549 วันที่ 10 พฤษภาคม 2549 และวันที่ 24 พฤษภาคม 2549 โดยให้ขายที่ดินแปลงที่ 1, 4 และ 5 รวมกัน แปลงที่ 2 และ 3 รวมกัน และได้แจ้งคำสั่งของศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดให้ทราบแล้ว วันที่ 26 เมษายน 2549 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินแยกเป็นรายแปลง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินตามที่กำหนดไว้ในประกาศขายทอดตลาดและงดการขายทอดตลาดในนัดนี้ไว้ วันที่ 10 พฤษภาคม 2549 โจทก์เสนอราคาสูงสุดขอซื้อที่ดินแปลงที่ 1, 4 และ 5 เป็นเงิน 1,040,000 บาท แปลงที่ 2 และ 3 เป็นเงิน 520,000 บาท จำเลยที่ 2 คัดค้านราคาขายที่ดินทั้งหมด เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดไว้ โดยให้โจทก์ผูกพันราคาที่ประมูลซื้อได้และให้จำเลยที่ 2 หาผู้เข้าสู้ราคาให้ได้ราคาตามที่ต้องการ ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินทั้งห้าแปลงรวมกัน โจทก์ไม่คัดค้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า แจ้งโจทก์และผู้เกี่ยวข้องทราบจะทำการขายนัดนี้โดยขายรวมทั้งห้าแปลงตามที่จำเลยที่ 1 แถลง หากไม่มีผู้เสนอราคาสูงกว่าการขายครั้งที่ผ่านมาจะทำการขายตามประกาศที่กำหนดไว้เดิม จำเลยที่ 2 มาดูแลการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาขายเริ่มต้นเท่ากับที่โจทก์ผูกพันราคาคือ 1,560,000 บาท โจทก์เสนอราคาสูงสุด 1,610,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายให้โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาสรุปได้ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเปลี่ยนวิธีการขายทอดตลาดที่ดินจากเดิมที่ให้ขายแปลงที่ 1, 4 และ 5 รวมกัน แปลงที่ 2 และ 3 รวมกัน เป็นการขายรวมกันทั้งห้าแปลง โดยไม่ได้ทำคำโฆษณาบอกขายใหม่เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 510 บัญญัติว่า "ผู้ซื้อในการขายทอดตลาดจะต้องทำตามคำโฆษณาบอกขาย และตามความข้ออื่น ๆ ซึ่งผู้ทอดตลาดได้แถลงก่อนเผดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเฉพาะรายไป" คดีนี้แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดโดยระบุว่าขายที่ดินแปลงที่ 1, 4 และ 5 รวมกัน แปลงที่ 2 และ 3 รวมกัน แต่ในวันขายทอดตลาดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินทั้งห้าแปลงรวมกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 วรรคสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีสอบถามโจทก์แล้วไม่คัดค้าน และได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนเผดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แถลงให้ผู้เข้าร่วมประมูลและผู้สนใจเข้าฟังการขายทอดตลาดทราบแล้วว่าจะรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกัน โดยจำเลยที่ 2 มาดูแลการขายทอดตลาดด้วย แต่จำเลยที่ 2 มิได้คัดค้านการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันแต่อย่างใด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันนั้น จึงเป็นการปฏิบัติไปตรงตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 แล้ว ทั้งคำโฆษณาบอกขายว่าเป็นการรวมขายหรือแยกทรัพย์สินเป็นเพียงวิธีการในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีอันเป็นรายละเอียดของการขายทอดตลาด ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดหรือข้อกำหนดของศาลกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทำคำโฆษณาบอกขายระบุถึงรายละเอียดวิธีการขายดังกล่าว ฉะนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่า การรวมขายไปด้วยกันเป็นที่คาดหมายได้ว่าเงินรายได้ในการขายจะเพิ่มขึ้น เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจจัดรวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 (1) (ข) เช่นนี้ ถือได้ว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้รวมขายที่ดินทั้งห้าแปลงไปด้วยกันนั้น เป็นส่วนหนึ่งของคำโฆษณาบอกขายหรือข้อความอื่นซึ่งผู้ทอดตลาดได้แถลงก่อนเผดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเฉพาะรายตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 510 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อในการขายทอดตลาดต้องทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย การขายทอดตลาดที่ดินทั้งห้าแปลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินได้ราคา 1,610,000 บาท ต่ำกว่าราคาประเมินประมาณ 400,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำเกินสมควรเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 อ้างในคำร้องว่า เหตุที่ทำให้ราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรนั้น เกิดจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีนำราคาที่โจทก์ประมูลซื้อที่ดินครั้งก่อนกองหนึ่ง 1,040,000 บาท และอีกกองหนึ่ง 520,000 บาท มาประมูลใหม่โดยเพิ่มราคาขึ้นครั้งละ 50,000 บาท ไม่มีการเสนอราคาเริ่มต้น เป็นการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือความไม่สุจริตของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ได้ว่ามีการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติว่าคำสั่งของศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด ฉะนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นในประเด็นนี้จึงเป็นที่สุดตามบทมาตราดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ในประเด็นข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยให้รวมกับประเด็นการขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ตลอดจนศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกานั้นก็เป็นการไม่ชอบ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่จะฎีกาต่อมาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความ 15,000 บาท แทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความ 5,000 บาท แทนโจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2551 มาตรา 21 บัญญัติว่า "บทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่มาตรา 6 ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นคำฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีบังคับแก่คดีดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด..." คดีนี้ โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2543 ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การกำหนดค่าทนายความจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม กำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นสำหรับคดีไม่มีทุนทรัพย์ 3,000 บาท และศาลอุทธรณ์ 1,500 บาท ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความ 15,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความ 5,000 บาท แทนโจทก์ จึงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม)

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาชั้นละ 1,500 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 510
ป.วิ.พ. ม. 309 (1) ม. 309 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นายพสิษฐ์หรือพรชัย
จำเลย — เดชกูลพรศิริหรือกูลพรศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวเอมอร ตั้งสำเริงวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ฉันทวัธน์ วรทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2559
#600603
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยผู้สู้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดชั้นเดิมละเลยไม่ใช้ราคาซื้อทรัพย์ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่จำเลยทำไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จนเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องขายทอดตลาดอีกซ้ำหนึ่ง และได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมนั้น จำเลยผู้สู้ราคาเดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 และการกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้ในจำนวนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

การที่จำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในครั้งแรกและต้องรับผิดในส่วนราคาที่ขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ดังกล่าว จำเลยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง และมาตรา 309 ทวิ ในอันที่จะโต้แย้งคัดค้านการขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้หากดำเนินการไปโดยไม่ชอบ เมื่อจำเลยไม่มาดูแลการขายโดยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งใหม่อ้างว่าการขายทอดตลาดครั้งใหม่นี้ดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยเหตุผลใด และไม่ได้คัดค้านว่าการที่โจทก์ซื้อทรัพย์รายพิพาทจากการขายทอดตลาดครั้งใหม่ในราคา 4,440,000 บาท เกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ดุลพินิจแล้วเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้และเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะเคาะไม้ขายให้แก่โจทก์ผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดครั้งใหม่นี้ การขายทอดตลาดครั้งใหม่จึงเป็นการดำเนินการไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยต้องรับผิดในส่วนต่างที่ขาดจำนวน 8,760,000 บาท ซึ่งการที่จำเลยต้องรับผิดในส่วนต่างที่มีจำนวนมากเพียงนั้นก็เกิดจากจำเลยเองด้วยที่เสนอราคาสูงสุดในครั้งก่อนสูงถึง 13,200,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาประเมินทรัพย์รายพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดีมีเพียง 8,870,000 บาท โจทก์ใช้สิทธิฟ้องให้จำเลยรับผิดในส่วนต่างคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 11,996,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,760,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ธ.12594/2542 ของศาลชั้นต้นและเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 127970 และ 127978 ตำบลสะพานสูง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของนายอยุทธ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีดังกล่าว โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นทรัพย์จำนองทั้งสองแปลงออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง โดยจำเลยเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 13,200,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่จำเลย จำเลยทำสัญญาซื้อขายกับเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ออกไปเป็นเวลา 3 เดือน แต่เมื่อครบกำหนด จำเลยไม่ชำระค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 4,440,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาที่จำเลยเคยเสนอไว้เป็นจำนวน 8,760,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดชำระเงินส่วนต่างที่ขาดอยู่ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 บัญญัติว่า "ถ้าผู้สู้ราคาสูงสุดละเลยเสียไม่ใช้ราคาไซร้ ท่านให้ผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ผู้สู้ราคาเดิมคนนั้นต้องรับผิดในส่วนที่ขาด" สำหรับกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายทอดตลาด พ.ศ.2554 ที่จำเลยกล่าวอ้างถึงนั้น ในขณะที่มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีนี้ทั้งสองครั้ง กฎกระทรวงฉบับนี้ยังมิได้ใช้บังคับ กรณีจึงไม่อาจนำกฎกระทรวงมาพิจารณาได้ ซึ่งการที่จำเลยผู้สู้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดชั้นเดิมละเลยไม่ใช้ราคาซื้อทรัพย์ตามหนังสือสัญญาซื้อขาย ที่จำเลยทำให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จนเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องขายทอดตลาดอีกซ้ำหนึ่งและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมนั้น จำเลยผู้สู้ราคาเดิมจะต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 และการกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้ในจำนวนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดครั้งใหม่ในราคาเพียง 4,440,000 บาท ทั้งที่ทรัพย์มีราคาประเมิน 8,870,000 บาท เป็นการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในครั้งแรกและต้องรับผิดในส่วนราคาที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 จำเลยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง และมาตรา 309 ทวิ ในอันที่จะโต้แย้งคัดค้านการขายทอดตลาดครั้งใหม่ได้หากดำเนินการไปโดยไม่ชอบ แม้จำเลยเบิกความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงวันนัดขายทอดตลาดครั้งใหม่ในอันที่จำเลยจะใช้สิทธิคัดค้านราคาขายที่ต่ำเกินสมควร แต่ประเด็นปัญหานี้จำเลยมิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นเรื่องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทราบวันนัดขายทอดตลาดครั้งใหม่แล้ว แต่จำเลยไม่มาดูแลการขายตามที่ปรากฏในสำเนารายงานการขายทอดตลาดครั้งใหม่ ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มาดูแลการขายโดยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดครั้งใหม่อ้างว่า การขายทอดตลาดครั้งใหม่นี้ดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยเหตุผลใด และไม่ได้คัดค้านว่าการที่โจทก์ซื้อทรัพย์รายพิพาทจากการขายทอดตลาดครั้งใหม่ในราคา 4,440,000 บาท เกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ดุลพินิจแล้วเห็นว่า เป็นราคาที่สมควรขายได้และเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะเคาะไม้ขายให้แก่โจทก์ผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดครั้งใหม่นี้ การขายทอดตลาดครั้งใหม่จึงเป็นการดำเนินการไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และตามหนังสือสัญญาซื้อขาย ข้อ 2.3 กำหนดว่า หากจำเลยไม่นำเงินที่เหลือมาชำระให้เสร็จภายในกำหนด จะยอมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินมัดจำที่วางไว้ และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดต่อไปได้ราคาสุทธิต่ำกว่าครั้งก่อนเท่าใด จำเลยยินยอมชดใช้เต็มจำนวนที่จำเลยประมูลไว้ในครั้งก่อนและยอมเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับการขายทอดตลาดครั้งหลังนี้ด้วย ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อยอมรับข้อสัญญาไว้ท้ายหนังสือสัญญาซื้อขาย แสดงว่าจำเลยทราบว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระราคาส่วนต่างตามสัญญาและตามกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 4,440,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาที่จำเลยเคยเสนอไว้เป็นจำนวน 8,760,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดในส่วนต่างที่ขาดจำนวน 8,760,000 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ทั้งการที่จำเลยต้องรับผิดในส่วนต่างที่มีจำนวนมากเพียงนั้นก็เกิดจากจำเลยเสนอราคาสูงสุดในครั้งก่อนสูงถึง 13,200,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาประเมินทรัพย์รายพิพาทของเจ้าพนักงานบังคับคดีมีราคาเพียง 8,870,000 บาท การที่จำเลยต้องรับผิดในส่วนต่างที่มีจำนวนมากจึงเกิดจากจำเลยเองด้วย โจทก์ใช้สิทธิฟ้องให้จำเลยรับผิดในส่วนต่างเป็นคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อเป็นหนี้เงินโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โดยกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 9 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดวางเงินส่วนที่เหลือในการขายทอดตลาดชั้นเดิมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยรับผิดชำระเงินส่วนต่างให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 8,760,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 ธันวาคม 2556) ให้ไม่เกิน 3,236,400 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 516
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 296 วรรคสอง ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเอกสักก์ งามวิไลดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกิตติพงศ์ ว่องเมทินี
ศาลอุทธรณ์ — นางขนิษฐา อรุณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมภู
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3570/2559
#599054
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้รวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์แยกกัน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 62,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 56,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 148,893 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 133,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เกินคนละ 200,000 บาท ย่อมต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 62,650 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 56,000 บาท ให้จำเลยชดใช้เงิน 253,956 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 227,000 บาท ให้จำเลยชดใช้เงิน 148,893 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 133,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 62,650 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 56,000 บาท จำนวน 253,956 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 227,000 บาท และจำนวน 148,893 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 133,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มกราคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า เมื่อพิจารณามูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้กับมูลหนี้ตามคำฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5639/2556 แล้ว มีจำนวนมูลหนี้ที่แตกต่างกัน ประกอบกับตามรายงานกระบวนพิจารณาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5639/2556 ก็ไม่ได้กล่าวถึงหนังสือรับสภาพหนี้ว่าสิ้นผลบังคับเนื่องจากจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นที่เสร็จสิ้นแล้ว การที่จำเลยนำสืบเพียงลอยๆ อ้างว่ามูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้นั้น เป็นมูลหนี้เดียวกับในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5639/2556 นั้น จึงไม่มีน้ำหนัก พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้รวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 แยกกัน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 62,650 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 56,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 148,893 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 133,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เกินคนละ 200,000 บาท ย่อมต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาจำเลยในส่วนของโจทก์ที่ 2 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวุฒิชัย ทองเถาว์ กับพวก
จำเลย — นางอารยา เลียงหิรัญถาวร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายสัญญา สุขเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา