คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5008/2559
#605386
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาว่าชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักแพร่หลายนั้นต้องพิจารณาจากประชาชนโดยทั่วไปทุกเพศ ทุกวัย และทุกกลุ่มในประเทศไทยว่าเคยได้ยินคำว่า "MONTE CARLO" และคุ้นหูว่า คำดังกล่าวเป็นสถานที่ทางภูมิศาสตร์ในโลกนี้หรือไม่ คือเมื่อเอ่ยถึงคำดังกล่าวประชาชนทุกเพศ ทุกวัย และทุกกลุ่มในประเทศทราบได้ทันทีว่าเป็นชื่อเขตบริหารเขตหนึ่งในประเทศราชรัฐโมโนโก เมื่อพยานหลักฐานรับฟังได้เพียงว่า สาธารณชนในประเทศไทยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยเห็นชื่อ "MONTE CARLO" และกลุ่มคนที่สนใจกีฬาแข่งขันรถสูตร 1 กรังด์ปรีซ์เท่านั้น ประชาชนทั่วไปในประเทศไทยจะไม่ทราบว่าชื่อดังกล่าวเป็นชื่อเขตหนึ่งในเขตบริหารของประเทศราชรัฐโมนาโก ซึ่งมีบ่อนการพนันและเป็นสถานที่ที่จัดการแข่งขันรถสูตร 1 กรังด์ปรีซ์ ชื่อ "MONTE CARLO" จึงไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลายในประเทศไทยอันจะถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2)

คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวมีความหมายว่า บ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โล เมื่อพิจารณากับรายการสินค้าและบริการส่วนใหญ่ตามคำขอจดทะเบียนทั้งสี่คำขอแรกของโจทก์ ซึ่งได้แก่รายการสินค้า เครื่องบันทึกส่งและทำเสียงซ้ำ สื่อบันทึกข้อมูล ระบบแม่เหล็ก แผ่นบันทึกเสียง เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ กลไกสำหรับเครื่องที่ทำงานด้วยการหยอดเหรียญเครื่องบันทึกเงินสด เครื่องคิดเลข อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล เครื่องมือที่ใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องดับเพลิง วีดีโอเกมส์ที่ทำงานด้วยการหยอดเหรียญ รายการสินค้า กระดาษที่ใช้สำหรับพิมพ์ กระดาษชีตที่ใช้เป็นเครื่องเขียน กระดาษที่ใช้กับเครื่องบันทึก กระดาษแข็ง โบรชัวร์ แม็กกาซีน เอกสารแผ่นพับ ใบปลิว สมุด/หนังสือ เอกสารโฆษณา นิตยสารหรือวารสารที่ออกตามกำหนดเวลา วัสดุที่ใช้ในการเข้าเล่ม ภาพถ่าย กาวหรือสารยึดติดและสำหรับเครื่องเขียนหรือใช้ในครัวเรือน แปรงทาสีหรือพู่กัน เครื่องพิมพ์ดีด วัสดุที่ใช้ในการเรียนการสอน (ยกเว้นเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์) วัสดุพลาสติกที่ใช้ในการบรรจุหีบห่อ ตัวพิมพ์ แม่พิมพ์ รายการสินค้า เกมอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเล่นเกมและชิ้นส่วนประกอบของเครื่องเล่นเกมที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องให้ความบันเทิงและชิ้นส่วนประกอบของเครื่องให้ความบันเทิงที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ อุปกรณ์สำหรับเล่นเกมที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเล่นเกมอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ ไพ่ เกมกระดาน เกมที่ใช้การ์ดหรือไม่ ชุดบัตรแบบใช้แล้วทิ้งสำหรับเล่นเกมเสี่ยงโชค เครื่องเล่นเกมอิเล็กทรอนิกส์ และวีดีโอเกมแบบมือถือ เกมล็อตเตอรี่ โดมิโน อุปกรณ์เกมในร่ม เกมรูเล็ตต์ วิดีโอโป๊กเกอร์ เกมบลู รายการบริการ บริการถ่ายทอดข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร (การส่ง) ทางเครื่องปลายทางคอมพิวเตอร์ การส่งข้อมูลผ่านการใส่รหัสเพื่อเข้าสู่ฐานข้อมูลและเซิร์ฟเวอร์ของคอมพิวเตอร์หรือเทเลมาติก การสื่อสาร (การส่ง) ข้อมูลโดยเครื่องปลายทางคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายการสื่อสารระดับประเทศ ระดับระหว่างประเทศ และทั่วโลกผ่านทางเคเบิล ดาวเทียม บริการสื่อสารทางโทรทัศน์ บริการสื่อสารทางเทเลมาติก บริการสื่อสารแบบมัลติมีเดีย บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การส่งข้อความและภาพโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ การส่งผ่านข้อมูลทางบริการเทเลมาติกโดยใช้รหัสผ่านบริการไปรษณีย์ออนไลน์ บริการโต้ตอบระดับประเทศและข้ามประเทศ (อินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต) และรายการบริการ บริการศึกษา บริการด้านการฝึกอบรมกิจกรรมกีฬาและวัฒนธรรมดิสโกเธก บริการข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจบันเทิง บริการสโมสร (ธุรกิจบันเทิงหรือการศึกษา) การจัดการแสดง การจัดการและดำเนินการสัมมนา การประชุม การพบปะหารือ การประชุมทางวิชาการ การจัดงานแสดงนิทรรศการด้านวัฒนธรรมหรือการศึกษา การจัดการอีเวนต์ด้านการกีฬา การจัดการแข่งขัน (ด้านการศึกษาหรือด้านบันเทิง) การจัดการประกวดนางงาม การจัดการและดำเนินการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดงานเต้นรำ วางแผนการต้อนรับแขก (ธุรกิจบันเทิง) ผลิตการแสดงไม่อาจให้เข้าใจไปได้ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้อยู่ภายในบ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โลหรือสินค้าและบริการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับบ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โล จึงไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง ไม่ต้องห้ามรับจดทะเบียน คงมีรายการบริการจำนวน 9 รายการ ของรายการบริการตามคำขอที่ 5 ของโจทก์ ได้แก่ บริการการพนันเงิน (ที่ได้รับอนุญาต) บริการจัดการสลากกินแบ่ง (ที่ได้รับอนุญาต) บริการการพนันออนไลน์ (จากเครือข่ายประมวลผลข้อมูลที่ได้รับอนุญาต) บริการการพนันและสลากกินแบ่งออนไลน์ (จากเครือข่ายประมวลผลข้อมูลที่ได้รับอนุญาต) บริการห้องเล่นพนัน บริการคาสิโน (เกมที่ได้รับอนุญาต) บริการให้เช่าเครื่องเล่นพนันอัตโนมัติและเครื่องเล่นสำหรับสถานเล่นการพนัน บริการคาสิโนและการพนันการตลาด (ที่ได้รับอนุญาต) และการพนันและสลากกินแบ่งผ่านทางวิทยุโทรทัศน์ ดังนั้น คำว่า "CASINO" ในเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของบริการทั้งเก้ารายการดังกล่าวซึ่งเกี่ยวกับการพนันโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะสำหรับบริการทั้งเก้ารายการดังกล่าวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายบริการ "CASINO DE MONTE - CARLO" กับบริการทั้งเก้ารายการดังกล่าวโดยการให้บริการ เผยแพร่หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่นตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" จึงไม่อาจรับจดทะเบียนสำหรับบริการทั้งเก้ารายการได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/16145 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ที่ พณ 0704/2645 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ที่ พณ 0704/503130 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ที่ พณ 0704/21980 ลงวันที่ 7 กันยายน 2552 ที่ พณ 0704/22612 ลงวันที่ 16 กันยายน 2552 ที่ พณ 0704/18242 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2552 ที่ พณ 0704/22988 ลงวันที่ 24 กันยายน 2552 ที่ พณ 0704/22735 ลงวันที่ 21 กันยายน 2552 ที่ พณ 0704/06973 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ที่ พณ 0704/506606 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม2552 ที่ พณ 0704/22736 ลงวันที่ 21 กันยายน 2552 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 843/2554 ที่ 76/2554 ที่ 844/2554 ที่ 77/2554 และที่ 842/2554 ซึ่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 715454 เลขที่ 715455 เลขที่ 715456 เลขที่ 715457 และเลขที่ 715458 กับให้จำเลยทั้งสองและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 715454 ถึงเลขที่ 715458

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศราชรัฐโมนาโก ประกอบกิจการเกี่ยวกับการพนันและบันเทิง โดยใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" มาตั้งแต่ปี 2406 โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวในหลายประเทศ ตามสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้าของ นายเอมมานูเอล ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทั่วไปและตัวแทนผู้มีอำนาจของโจทก์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวมจำนวน 5 คำขอ เป็นคำขอเลขที่ 715454 ถึงเลขที่ 715458 โดยคำขอเลขที่ 715454 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า เครื่องบันทึก ส่ง และทำซ้ำเสียง สื่อบันทึกข้อมูลระบบแม่เหล็ก แผ่นบันทึกเสียง เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ กลไกสำหรับเครื่องที่ทำงานด้วยการหยอดเหรียญ เครื่องบันทึกเงินสด เครื่องคิดเลข อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล เครื่องมือที่ใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องดับเพลิง วิดีโอเกมที่ทำงานด้วยการหยอดเหรียญ คำขอเลขที่ 715455 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า กระดาษที่ใช้สำหรับพิมพ์ กระดาษชีตที่ใช้เป็นเครื่องเขียน กระดาษที่ใช้กับเครื่องบันทึก กระดาษแข็ง โบรชัวร์ แม็กกาซีน เอกสารแผ่นพับ ใบปลิว สมุด/หนังสือ เอกสารโฆษณา นิตยสารหรือวารสารที่ออกตามกำหนดเวลา วัสดุที่ใช้ในการเข้าเล่ม ภาพถ่าย กาวหรือสารยึดติดและสำหรับเครื่องเขียนหรือใช้ในครัวเรือน แปรงทาสีหรือพู่กัน เครื่องพิมพ์ดีด วัสดุใช้ในการเรียนการสอน (ยกเว้นเครื่องมือ) และอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์) วัสดุพลาสติกที่ใช้ในการบรรจุหีบห่อ ตัวพิมพ์ แม่พิมพ์ คำขอเลขที่ 715456 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 28 รายการสินค้าเกมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเล่นเกมและชิ้นส่วนประกอบของเครื่องเล่นเกมที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องให้ความบันเทิงและชิ้นส่วนประกอบของเครื่องให้ความบันเทิงที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ อุปกรณ์สำหรับเล่นเกมที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเล่นเกมอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ ไพ่ เกมกระดาน เกมที่ใช้การ์ดหรือไพ่ ชุดบัตรแบบใช้แล้วทิ้งสำหรับเล่นเกมเสี่ยงโชค เครื่องเล่นเกมอิเล็กทรอนิกส์และวิดีโอเกมแบบมือถือ เกมล็อตเตอรี่ โดมิโน อุปกรณ์เกมในร่ม เกมรูเล็ตต์ วิดีโอโป๊กเกอร์ เกมบูล (Boule game) คำขอเลขที่ 715457 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวก 38 รายการบริการ บริการถ่ายทอดข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร (การส่ง) ทางเครื่องปลายทางคอมพิวเตอร์ การส่งข้อมูลผ่านการใส่รหัสเพื่อเข้าสู่ฐานข้อมูลและเซิร์ฟเวอร์ของคอมพิวเตอร์หรือเทเลมาติก การสื่อสาร(การส่ง) ข้อมูลโดยเครื่องปลายทางคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายการสื่อสารระดับประเทศ ระดับประเทศ และทั่วโลกผ่านทางเคเบิล ดาวเทียม บริการสื่อสารทางโทรทัศน์ บริการสื่อสารทางเทเลมาติก บริการสื่อสารแบบมัลติมีเดีย บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การส่งข้อความและภาพโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ การส่งผ่านข้อมูลทางบริการเทเลมาติกโดยใช้รหัสผ่าน บริการไปรษณีย์ออนไลน์ บริการโต้ตอบระดับประเทศและข้ามประเทศ (อินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต) และคำขอเลขที่ 715458 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวก 41 รายการบริการ บริการการศึกษา บริการด้านการฝึกอบรม กิจกรรมกีฬา และวัฒนธรรม ดิสโกเธก การพนันเงิน (ที่ได้รับอนุญาต) บริการข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจบันเทิง การจัดการสลากกินแบ่ง (ที่ได้รับอนุญาต) บริการสโมสร (ธุรกิจบันเทิง หรือการศึกษา) การจัดการแสดง บริการการพนันออนไลน์ (จากเครือข่ายประมวลผลข้อมูล) (ที่ได้รับอนุญาต) การพนันเงินและสลากกินแบ่งออนไลน์ (จากเครือข่ายประมวลผลข้อมูล) (ที่ได้รับอนุญาต) การจัดการและการดำเนินการสัมมนา การประชุม การพบปะหารือ การประชุมทางวิชาการ การจัดการงานแสดงนิทรรศการด้านวัฒนธรรมหรือการศึกษา การจัดงานอีเวนต์ด้านการกีฬา การจัดการแข่งขัน (ด้านการศึกษาหรือด้านบันเทิง) การจัดการประกวดนางงาม การจัดการและดำเนินการการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดงานเต้นรำ วางแผนการต้อนรับแขก (ธุรกิจบันเทิง) บริการห้องเล่นพนัน ผลิตการแสดง คาสิโน (เกมที่ได้รับอนุญาต) ห้องแสดงดนตรี ให้เช่าเครื่องเล่นพนันอัตโนมัติและเครื่องเล่นสำหรับสถานเล่นการพนัน (ที่ได้รับอนุญาต) คาสิโนและการพนัน การตลาด (ที่ได้รับอนุญาต) การพนันเงินและสลากกินแบ่งผ่านทางวิทยุโทรทัศน์ (ที่ได้รับอนุญาต) ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและบริการ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนตามคำขอจดทะเบียนทั้งห้าคำขอของโจทก์ โดยคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 715454 นั้นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่า เครื่องหมายการค้าตามที่ขอจดทะเบียนไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เนื่องจากไม่ระบุรายการสินค้าที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชัดแจ้งตามมาตรา 9 และเครื่องหมายการค้านี้จะต้องจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดตามมาตรา 14 กับเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกันตามคำขอเลขที่ 715456 ถึงเลขที่ 715458 และเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13 นอกจากนี้ คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" แปลว่า บ่อนการพนันที่มีชื่อเสียงของประเทศราชรัฐโมนาโก จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 และมาตรา 8 (9) เพราะเป็นชื่อภูมิศาสตร์และเป็นบ่อนการพนัน ตามสำเนาคำสั่งนายทะเบียนที่ปฏิเสธการรับจดทะเบียน สำหรับคำขอเลขที่ 714455 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่า ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง และหลักฐานที่นำสืบมิได้แสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายที่ยื่นมีลักษณะบ่งเฉพาะแล้วตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ลงวันที่ 12 มีนาคม 2546 ตามสำเนาคำสั่งของนายทะเบียน ลงวันที่ 16 กันยายน 2552 และหนังสือแจ้งลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 คำขอเลขที่ 715456 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า เห็นว่าไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 เนื่องจากไม่ระบุรายการสินค้าที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชัดแจ้งตามมาตรา 9 และต้องจดทะเบียนเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกันตามคำขอเลขที่ 745454 และ 715458 ทั้งไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 เพราะคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" แปลว่า บ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โล ซึ่งคำว่า "MONTE - CARLO" เป็นชื่อเมืองในประเทศราชรัฐโมนาโก เมื่อนำมาใช้กับสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนนับว่าเป็นคำบรรยายทั่วไปซึ่งไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น ส่วนหลักฐานที่นำส่งนั้นยังไม่เพียงพอจะถือได้ว่าเครื่องหมายดังกล่าวมีความแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ตามสำเนาคำสั่งของนายทะเบียน และหนังสือแจ้งให้ส่งหลักฐานพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะภายใน 60 วัน ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2552 และคำสั่งนายทะเบียนลงวันที่ 24 กันยายน 2552 สำหรับคำขอเลขที่ 715457 ที่ขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวก 38 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่า ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพราะคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ที่ยื่นขอจดทะเบียนมีความหมายว่า บ่อนการพนันแห่งเมือง "MONTE - CARLO" เมื่อนำมาใช้กับบริการตามคำขอจดทะเบียนนับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของบริการโดยตรง ตามสำเนาคำสั่งของนายทะเบียน และหนังสือแจ้งให้ส่งหลักฐานที่แสดงว่า ได้มีการใช้เครื่องหมายนี้ภายใน 60 วัน ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ส่วนคำขอเลขที่ 715458 ซึ่งขอจดทะเบียนสำหรับบริการจำพวก 41 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้ว เห็นว่า ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 เนื่องจากมีข้อบกพร่องตามมาตรา 9 โดยไม่ระบุรายการบริการที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชัดแจ้ง และจะต้องจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกันตามคำขอเลขที่ 715454 ถึงเลขที่ 715457 และเครื่องหมายดังกล่าวเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" มีความหมายว่า บ่อนการพนันแห่งเมือง "MONTE - CARLO" จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของบริการโดยตรงตามมาตรา 7 ส่วนหลักฐานที่นำส่งยังไม่เพียงพอจะนับได้ว่ามีการใช้เครื่องหมายจนมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคท้าย ตามสำเนาคำสั่งของนายทะเบียนและหนังสือแจ้งให้ส่งหลักฐานพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะภายใน 60 วัน ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 และคำสั่งนายทะเบียนลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2552 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยเห็นว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งห้าไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "CASIO" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว และไม่ถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือขัดต่อรัฐประศาสโนบาย แต่เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าหรือบริการโดยตรง ทั้งคำว่า "MONTE - CARLO" เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลาย จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ หลักฐานที่นำส่งไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม ตามสำเนาคำอุทธรณ์ และสำเนาหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า คำว่า "MONTE - CARLO" เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ซึ่งออกตามความในมาตรา 5 และมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลายหรือไม่นั้นต้องพิจารณาจากประชาชนโดยทั่วไปทุกเพศ ทุกวัย และทุกกลุ่มในประเทศไทยว่าเคยได้ยินคำว่า "MONTE - CARLO" และคุ้นหูว่าคำดังกล่าวเป็นชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ในโลกนี้หรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เมื่อเอ่ยถึงคำว่า "MONTE - CARLO" ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย และทุกกลุ่มในประเทศทราบได้ทันทีว่า เป็นชื่อเขตบริหารเขตหนึ่งในประเทศราชรัฐโมนาโก ดังนี้ แม้จะปรากฏจากคำเบิกความของนายเอมมานูเอล ที่ปรึกษาทั่วไปและตัวแทนผู้มีอำนาจของโจทก์ว่า คาสิโนของโจทก์ปรากฏในสื่อทั่วโลกบ่อยครั้ง โดยคาสิโนนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางของสนามแข่งขันรถสูตร 1 (Formula 1) กรังด์ปรีซ์และมีการวางป้ายแสดงเครื่องหมายการค้าคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ในบริเวณสนามแข่งขันรถดังกล่าวที่ประเทศราชรัฐโมนาโกและได้รับการถ่ายทอดออกโทรทัศน์ทุกปีไปยังผู้ชมในกว่า 140 ประเทศ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย โดยมีการถ่ายทอดทางเคเบิลทีวีและดาวเทียมของทรูวิชันส์ และมีการตัดตอนไปออกข่าวกีฬาในช่องโทรทัศน์ปกติคือ ช่อง 3, 5, 7, 9 และไทยพีบีเอส ในช่วงปี 2551 ถึงปี 2555 ด้วย จึงมีคนจำนวนกว่า 100,000,000 คน ที่ชมการแข่งขันรถสูตร 1 กรังด์ปรีซ์ที่ประเทศราชรัฐโมนาโก และได้เห็นป้ายแสดงเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ ตามรายงานการถ่ายทอดการแข่งขันรถสูตร 1 กรังด์ปรีซ์ที่ประเทศราชรัฐโมนาโก ช่วงปี 2551 ถึงปี 2555 เอกสารแนบท้ายบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายเอมมานูเอล ก็ตาม แต่พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสินค้ามารับฟังได้เพียงว่า สาธารณชนในประเทศไทยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยเห็นชื่อ "MONTE - CARLO" เฉพาะในกลุ่มคนที่เคยเดินทางไปที่ "MONTE - CARLO" และกลุ่มคนที่สนใจกีฬาแข่งขันรถสูตร 1 กรังด์ปรีซ์เท่านั้น ประชาชนทั่วไปในประเทศไทยจะไม่ทราบว่าชื่อ"MONTE - CARLO" เป็นชื่อเขตหนึ่งในเขตบริหารของประเทศราชรัฐโมนาโก ซึ่งมีบ่อนการพนันและเป็นสถานที่ที่จัดการแข่งขันรถสูตร 1 กรังด์ปรีซ์ ชื่อว่า "MONTE - CARLO" จึงไม่มีชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลายในประเทศไทยอันจะถือเป็นชื่อที่ภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนด ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ลงวันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2547 ข้อ 2 (6) อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

กรณีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า คำว่า "MONTE - CARLO" เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าและบริการโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" รวมจำนวน 5 คำขอตามคำขอเลขที่ 715454 ถึงเลขที่ 715458 เห็นว่า คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าว มีความหมายว่าบ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โล เมื่อพิจารณากับรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715454 จะเห็นได้ว่าคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" หาได้แสดงถึงลักษณะหรือคุณสมบัติขายสินค้าเครื่องบันทึกเสียง เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ เครื่องบันทึกเงินสด เครื่องคิดเลข อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล เครื่องมือที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องดับเพลิง กลไกสำหรับเครื่องที่ทำงานด้วยการหยอดเหรียญและวิดีโอเกมที่ทำงานด้วยการหยอดเหรียญแต่อย่างใดไม่ ไม่อาจทำให้เข้าใจไปได้ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้อยู่ในบ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โลหรือสินค้าดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับบ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โลคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" จึงมิใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715454 โดยตรง เมื่อพิจารณากับรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715455 จะเห็นได้ว่าคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" หาได้แสดงถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกกระดาษเอกสาร นิตยสารหรือวารสาร วัสดุที่ใช้ในการเข้าเล่ม กาว แปรงทาสี เครื่องพิมพ์ดีด วัสดุที่ใช้ในการเรียนการสอน วัสดุพลาสติกที่ใช้ในการบรรจุหีบห่อ ตัวพิมพ์ และแม่พิมพ์แต่อย่างใดไม่ ไม่อาจทำให้สาธารณชนทั่วไปเข้าใจไปได้ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้อยู่ในบ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โลหรือสินค้าดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับบ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โล คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" จึงมิใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามคำขอเลขที่ 715455 โดยตรง เมื่อพิจารณากับรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715456 จะเห็นได้ว่าคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ซึ่งมีความหมายว่าบ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โลอันเป็นสถานบริการที่จัดให้มีการเล่นการพนัน มิใช่สินค้าแต่อย่างใด คำดังกล่าวจึงมิได้แสดงถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของตัวสินค้าเกมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเล่นเกมและชิ้นส่วนประกอบของเครื่องเล่นเกม เครื่องให้ความบันเทิงและชิ้นส่วนประกอบของเครื่องให้ความบันเทิง อุปกรณ์สำหรับเล่นเกม และเครื่องเล่นเกมอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ปรับใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ ไพ่ เกมกระดาน เกมที่ใช้การ์ดหรือไพ่ ชุดบัตรแบบใช้แล้วทิ้งสำหรับเล่นเกมเสี่ยงโชค เครื่องเล่นเกมอิเล็กทรอนิกส์และวิดีโอเกมแบบมือถือ เกมล็อตเตอรี่ โดมิโน อุปกรณ์เกมในร่ม เกมรูเล็ตต์ วิดีโอโป๊กเกอร์ และเกมบูลโดยตรงแต่อย่างใด ไม่อาจทำให้สาธารณชนทั่วไปเข้าใจไปได้ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้อยู่ในสถานบริการบ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โลหรือสินค้าดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับบ่อนการพนันแห่งเมืองมอนติคาร์โล คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" จึงมิใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715456 โดยตรง เมื่อพิจารณากับรายการสินค้าบริการตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715457 จะเห็นได้ว่าเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ซึ่งให้บริการเป็นบ่อนการพนันหาได้แสดงถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการถ่ายทอดข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร (การส่ง) ทางเครื่องปลายทางคอมพิวเตอร์ การส่งข้อมูลผ่านการใส่รหัสเพื่อเข้าสู่ฐานข้อมูลและเชิร์ฟเวอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเทเลมาติก การสื่อสาร (การส่ง) ข้อมูลโดยเครื่องปลายทางคอมพิวเตอร์บนเครื่อข่ายการสื่อสารระดับประเทศ ระดับระหว่างประเทศ และทั่วโลกผ่านทางเคเบิลดาวเทียม บริการสื่อสารทางโทรทัศน์ บริการสื่อสารทางเมเลมาติก บริการสื่อสารแบบมัลติมีเดีย บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การส่งข้อความและภาพโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ การส่งผ่านข้อมูลทางบริการเทเลมาติกโดยใช้รหัสผ่าน บริการไปรษณีย์ออนไลน์ บริการโต้ตอบระดับประเทศและข้ามประเทศ (อินเทอร์เน็ตและอินทราเน็ต) แต่อย่างใดไม่ เมื่อนำเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ไปใช้กับการให้บริการตามรายการบริการตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715457 ดังกล่าวไม่อาจทำให้สาธารณชนโดยทั่วไปเข้าใจไปได้ว่าการให้บริการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการบ่อนการพนันหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้บริการบ่อนพนัน คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" จึงมิใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของการบริการตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715457 โดยตรง และเมื่อพิจารณากับรายการบริการตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715458 ก็จะเห็นได้ว่าเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ซึ่งให้บริการเป็นบ่อนการพนันหาได้แสดงถึงลักษณะหรือคุณสมบัติโดยตรงของการบริการการศึกษา บริการด้านการฝึกอบรม กิจกรรมกีฬา และวัฒนธรรม ดิสโกเธก บริการข้อมูลธุรกิจบันเทิง บริการสโมสร (ธุรกิจบันเทิงหรือการศึกษา) การจัดการแสดง การจัดงานแสดงนิทรรศการด้านวัฒนธรรมหรือการศึกษา การจัดงานอีเวนต์ด้านกีฬา การจัดการแข่งขัน (ด้านการศึกษาหรือด้านบันเทิง) การจัดการประกวดนางงาม การจัดการดำเนินการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดงานเต้นรำ วางแผนการต้อนรับแขก (ธุรกิจบันเทิง) ผลิตการแสดง และห้องแสดงดนตรี แต่อย่างใด เมื่อนำเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ไปใช้กับการให้บริการดังกล่าวย่อมไม่อาจทำให้สาธารณชนโดยทั่วไปเข้าใจได้ว่าการให้บริการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการบ่อนการพนันหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้บริการบ่อนการพนัน คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" จึงมิใช่คำที่เล็งถึงลักษณะของการบริการดังกล่าวโดยตรงในคำขอจดทะเบียนบริการเลขที่ 715458 คงมีรายการบริการจำนวน 9 รายการ ได้แก่ บริการพนันเงิน (ที่ได้รับอนุญาต) บริการจัดสลากกินแบ่ง (ที่ได้รับอนุญาต) บริการการพนันออนไลน์ (จากเครือข่ายประมวลผลข้อมูลที่ได้รับอนุญาต) บริการการพนันและสลากกินแบ่งออนไลน์ (จากเครือข่ายประมวลผลข้อมูลที่ได้รับอนุญาต) บริการห้องเล่นการพนัน บริการคาสิโน (เกมที่ได้รับอนุญาต) บริการให้เช่าเครื่องเล่นการพนันอัตโนมัติและเครื่องเล่นสำหรับสถานเล่นการพนัน (ที่ได้รับอนุญาต) บริการคาสิโนและการพนันการตลาด (ที่ได้รับอนุญาต) และการพนันและสลากกินแบ่งผ่านทางวิทยุโทรศัพท์ที่คำว่า "CASINO" ในเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของการบริการทั้งเก้ารายการดังกล่าวซึ่งเกี่ยวกับการพนันโดยตรง เครื่องหมายบริการดังกล่าว "CASINO DE MONTE - CARLO" จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะสำหรับบริการทั้งเก้ารายการดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) ปัญหาว่าโจทก์ได้มีการบริการทั้งเก้ารายการดังกล่าว เผยแพร่ หรือโฆษณาบริการทั้งเก้ารายการที่ใช้เครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" จนแพร่หลายแล้วและได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดอันจะถือว่าเครื่องหมายบริการดังกล่าว "CASINO DE MONTE - CARLO" มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 7 วรรคท้าย หรือไม่ ปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งหลักฐานเป็นเพียงสำเนาบทความต่าง ๆ เกี่ยวกับการเล่นพนันที่ CASINO DE MONTE - CARLO สำเนาบันทึกออนไลน์ ภาษาไทยที่กล่าวถึงความเป็นมาและรูปถ่ายของ "CASINO DE MONTE - CARLO" ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและพยานหลักฐานที่โจทก์นำในคดีนี้ก็มีเพียงสำเนาเอกสารที่คัดมาจากหนังสือชื่อ "150 MONTE - CARLO SBM" ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ "MONTE - CARLO" สำเนาภาพถ่ายการแข่งขันรถสูตร 1 กรังปรีซ์ที่ประเทศราชรัฐทีโมนาโก ในช่วงปี 2551 ถึงปี 2555 และสำเนานิตยสารทูแม๊กกาซีน ฉบับสำหรับประเทศไทยซึ่งมีบทความแนะนำเกี่ยวกับประวัติของ "CASINO DE MONTE - CARLO" กับรายชื่อคนไทยที่เคยไปเที่ยวชมหรือใช้บริการที่ "CASINO DE MONTE - CARLO" แนบท้ายบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายดอมมานูเอล ซึ่งเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพียงเอกสารการโฆษณาประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวชื่อ "MONTE - CARLO" และสถานที่เล่นการพนันชื่อ "CASINO DE MONTE - CARLO" ในประเทศราชรัฐโมนาโกเท่านั้น แต่ไม่ใช่หลักฐานการโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 715458 แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานอย่างอื่นมานำสืบให้เห็นได้ว่าโจทก์ได้ให้บริการเผยแพร่ หรือโฆษณาซึ่งบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ตามที่ขอจดทะเบียนไว้ เช่น สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าบริการ สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าโฆษณาการให้บริการทั้งเก้ารายการ สำเนาหลักฐานการโฆษณาการให้บริการทั้งเก้ารายการในสื่อต่าง ๆ ในประเทศไทยหรือพยานหลักฐานอื่น ๆ มาแสดงต่อศาลว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" กับบริการทั้งเก้ารายการที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการของผู้ให้บริการอื่น ประกอบกับโจทก์อุทธรณ์ยอมรับว่า การเล่นการพนันเป็นสิ่งต้องห้ามตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น การให้บริการเผยแพร่หรือโฆษณาซึ่งบริการทั้งเก้ารายการภายใต้เครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ของโจทก์ในประเทศไทยจึงมีข้อจำกัด ไม่อาจทำได้อย่างบริษัทอื่นทั่วไป พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังกล่าวจึงยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายบริการ "CASINO DE MONTE - CARLO" กับบริการทั้งเก้ารายการที่โจทก์จดทะเบียนโดยการให้บริการเผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่นตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2556 ดังนี้ คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" จึงเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะสำหรับบริการทั้งเก้ารายการดังกล่าว จึงไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" สำหรับบริการทั้งเก้ารายการนี้ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 และมาตรา 80 ประกอบมาตรา 6 เมื่อได้วินิจฉัยแล้วคำว่า "MONTE CARLO" เป็นเพียงชื่อของเขตหนึ่งของประเทศราชรัฐโมนาโก ไม่ใช่ชื่อเมืองหลวง เมืองท่า จังหวัดหรือเขตการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษและไม่ใช่ชื่อทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักกันแพร่หลายอันเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ประกาศกำหนดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ ลงวันที่ 20 กันยายน 2557 ข้อ 2 (3) และ (6) และคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" เป็นคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 715454 เลขที่ 715455 และเลขที่ 715456 และเป็นคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของการบริการตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ 715457 และเลขที่ 715458 (เว้นแต่รายการบริการจำนวน 9 รายการ ในคำขอจดทะเบียนบริการเลขที่ 715458 คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ถือเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของบริการทั้งเก้าดังกล่าวโดยตรง) คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ก่อนที่โจทก์จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับพวกสินค้าจำพวก 9 ตามคำขอเลขที่ 715454 กับสินค้าจำพวก 16 ตามคำขอเลขที่ 715455 และกับสินค้าจำพวก 28 ตามคำขอเลขที่ 715456 รวมทั้งโจทก์ชอบที่จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ คำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ซึ่งมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) กับบริการจำพวก 38 ตามคำขอเลขที่ 715457 และบริการจำพวก 41 ยกเว้นรายการบริการจำนวน 9 รายการดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณายกฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715454 เลขที่ 715455 และเลขที่ 715456 ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715457 และเลขที่ 715458 ส่วนเครื่องหมายบริการคำว่า "CASINO DE MONTE - CARLO" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 715458 เพื่อใช้เฉพาะบริการจำนวน 9 รายการ ได้แก่ บริการการพนันเงิน (ที่ได้รับอนุญาต) บริการจัดการสลากกินแบ่ง (ที่ได้รับอนุญาต) บริการการพนันออนไลน์ (จากเครื่อข่ายประมวลผลข้อมูล) (ที่ได้รับอนุญาต) บริการการพนันเงินและสลากกินแบ่งออนไลน์ (จากเครือข่ายประมวลผลข้อมูลที่ได้รับอนุญาต) บริการห้องเล่นพนัน บริการคาสิโน (เกมที่ได้รับอนุญาต) บริการให้เช่าเครื่องเล่นพนันและเครื่องเล่นสำหรับสลากเล่นพนัน (ที่ได้รับอนุญาต) บริการคาสิโนและการพนันตลาด และบริการการพนันและสลากกินแบ่งผ่านทางวิทยุโทรศัพท์ เป็นคำหรือข้อความที่เล็งถึงลักษณะคุณสมบัติของบริการใน 9 รายการ ดังกล่าวโดยตรงตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 7 วรรคสอง (2) ม. 7 วรรคสาม ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โซซิเอเต้ อาโนนีม เดส์ แบ็งส์ เดอ แมร์ เอ ดูร์
แชร์เคลอ เดส์ เซทร็องแชรส์ อาโมนาโค
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชย์พงค์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5000/2559
#600609
เปิดฉบับเต็ม

การมอบอำนาจให้นำคดีมาฟ้องเป็นเพียงรายละเอียดแห่งคำฟ้อง มิใช่สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอันจะต้องแสดงไว้โดยแจ้งชัด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และหนังสือมอบอำนาจก็ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 คำให้การของจำเลยที่ต่อสู้ถึงการมอบอำนาจว่า จำเลยไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ได้แนบมาท้ายฟ้อง และหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ออกไว้นานไม่เป็นปัจจุบัน จำเลยไม่เข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวมาเป็นการไม่ชอบ เพราะถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาปัญหาดังกล่าวต่อมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยชำระเงิน 37,143.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2556 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 273 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 2,083.62 บาท รวมเป็นเงิน 39,227.60 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 37,143.98 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์กับนางสาวสุรีรัตน์ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 64,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกนางสาวสุรีรัตน์ เข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์และโจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 37,143.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์เฉพาะข้อ 2.1 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ชำระเกินในส่วนฟ้องเดิม 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมโจทก์ใช้ชื่อว่า บริษัทโตเกียวมารีนศรีเมืองประกันภัย จำกัด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 โจทก์เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการประกันภัยและวินาศภัยต่างๆ โดยมีกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนโจทก์ได้ ตามสำเนาหนังสือรับรอง โจทก์โดยนายโยชิคิ และนางสาวเพ็ชร กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราบริษัทได้มอบอำนาจให้นายปกาศิต เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วง นายปกาศิตได้มอบอำนาจช่วงให้นายสุรกิจ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ นายสุรกิจในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงแต่งตั้งตนเองเป็นทนายความ และต่อมาก่อนจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง โจทก์โดยนายปกาศิตได้รับรองแต่งตั้งให้นายสุรกิจให้เป็นทนายความของโจทก์อีกครั้ง ตามหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วง และในระหว่างเกิดเหตุโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันของฝ่ายโจทก์ จำเลยฎีกาว่า ขณะที่ยื่นคำฟ้องโจทก์ไม่ได้แนบหนังสือมอบอำนาจให้นายปกาศิต เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มาท้ายฟ้อง ทั้งหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์มีการออกให้ก่อนฟ้อง 1 ปี 6 เดือน และโจทก์ไม่ได้ยื่นเอกสารประกอบอำนาจหน้าที่ของกรรมการตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ ทำให้จำเลยไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าขณะยื่นฟ้องจำนวนกรรมการผู้มีอำนาจจะมีครบสองในสามหรือไม่ และมีการมอบอำนาจกันจริงหรือไม่ เป็นฟ้องเคลือบคลุม เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่า ในการฟ้องและดำเนินคดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้นายปกาศิต เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ โดยนายปกาศิตมอบอำนาจช่วงให้นายประจักษ์ และหรือนายสุรกิจ เป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีนี้แทน ดังปรากฏตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วง ส่วนสำเนาหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่มอบอำนาจให้นายปกาศิตฟ้องคดีแทนโจทก์และมีอำนาจมอบอำนาจช่วงนั้น โจทก์ระบุในคำฟ้องว่าจะนำส่งในชั้นพิจารณา และต่อมาในชั้นพิจารณาโจทก์ก็ได้ส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวต่อศาลแล้ว โดยที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นผู้ทำละเมิดต่อรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิ เมื่อคำฟ้องโจทก์ได้กล่าวไว้ชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ดังนี้ แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ถึงการมอบอำนาจดังกล่าวว่าจำเลยไม่สามารถตรวจความถูกต้องของหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ได้แนบมาท้ายฟ้องขณะที่ยื่นคำฟ้องได้ และหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของโจทก์ออกไว้นานไม่เป็นปัจจุบัน จำเลยไม่เข้าใจและสามารถต่อสู้คดีก็ตาม แต่ข้อที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดแห่งคำฟ้อง มิใช่สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอันจะต้องแสดงไว้โดยแจ้งชัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคหนึ่ง และหนังสือมอบอำนาจก็ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 คำให้การของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวมาเป็นการไม่ชอบเพราะถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาปัญหาดังกล่าวต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และยกฎีกาจำเลยให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 172
ชื่อคู่ความ
บริษัทโตเกียวมารีนประกันภัย
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
โจทก์ร่วม — นางสาวสุรีรัตน์ บุญลอม
จำเลย — นายพัฒนกิจ จักร์สุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายคมศักดิ์ โตโภชนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2559
#602543
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้บังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 541/2554 ของศาลชั้นต้นแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่ใช่คู่ความรายเดียวกันกับคดีดังกล่าว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 4,397,882.36 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจอัตราวันละ 25,619.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ใช้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 รวมกันเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินแก่โจทก์ 294,980.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 205,673.72 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดออกจากที่ดินพิพาทโดยไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 ทำละเมิดไม่ออกจากที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีเดิมและเรียกค่าเสียหาย เมื่อการทำละเมิดตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นและติดต่อกันมาตั้งแต่คดีเดิม ทั้งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ในคดีเดิมอยู่แล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว โจทก์ไม่จำต้องแนบสัญญาว่าจ้างมาท้ายฟ้องเพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องอ้างว่า โจทก์มีสิทธิการเช่าที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 119 หรือ 488 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่อุทธรณ์ว่า อาคารหรือบ้านเลขที่ 488 และ 119 เป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โจทก์ใช้บ้านดังกล่าวเป็นสำนักงานของโจทก์ โจทก์จึงต้องเสียค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 อัตราเดือนละ 20,000 บาท ตามฟ้องแย้งนั้น เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย ส่วนประเด็นค่าเสียหายของโจทก์นั้น ขณะที่โจทก์นำสำเนาสัญญาว่าจ้างต่อเรือลำเลียงมานำสืบ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับเอกสารนั้น รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (1) และ (4) ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยค่าเสียหายของโจทก์มานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย แต่วันที่ 16 กันยายน 2556 โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาท เมื่อคำนวณนับแต่วันที่ 21 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2556 เป็นเวลา 238 วัน การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์ได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาท 239 วัน จึงเกินสิทธิที่โจทก์จะได้รับ ต้องลดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินลง 1 วัน เป็นเงิน 98.95 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระเงินแก่โจทก์ 294,881.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 205,574.77 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาล รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทั้งหมดให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 119 หรือ 488 หรือในที่ดินพิพาทเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีในส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบริวารของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 541/2554 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ด้วยนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้บังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 541/2554 ของศาลชั้นต้นแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่ใช่คู่ความรายเดียวกันกับคดีดังกล่าว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่กำหนดจำนวนเงินค่าเสียหายให้เป็นรายวันแก่โจทก์ แต่ลดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินลง 1 วัน คือวันที่ 16 กันยายน 2556 เป็นเงิน 98.95 บาท ซึ่งเป็นค่าเสียหายภายหลังวันฟ้อง ดังนั้น ค่าเสียหายที่คำนวณถึงวันฟ้องจึงยังคงเป็นจำนวนเงิน 205,673.72 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและถือเป็นต้นเงินในการคิดดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องชำระแก่โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 205,574.77 บาท จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องและทุนทรัพย์ที่จะนำมาคำนวณค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในแต่ละชั้นศาล ถ้าจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเช่นเดียวกับในศาลชั้นต้น แต่ถ้าผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาได้รับความพอใจแต่บางส่วนตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล่างแล้ว และจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาต่ำกว่าในศาลชั้นต้น ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาต่ำนั้น ทั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินแก่โจทก์ 294,980.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 205,673.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยศาลชั้นต้นคำนวณค่าเสียหายถึงวันที่ 16 กันยายน 2556 วันที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งค่าเสียหายคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 205,673.72 บาท โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระเงิน 4,397,882.36 บาท ตามฟ้อง ทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง 4,192,208.64 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 83,844 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 87,957 บาท เกินมา 4,113 บาท จึงต้องคืนให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ 205,673.72 บาท ค่าเสียหายและดอกเบี้ยหลังจากวันฟ้องไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือที่พิพาทกันอันเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจนำมาคำนวณเป็นจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 4,113 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 5,899 บาท เกินมา 1,786 บาท จึงต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 สำหรับอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 รวมกันเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปนั้น เป็นการขอให้ชำระหนี้ในอนาคตจึงไม่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ที่จะนำมาคำนวณเป็นค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ อุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 4 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้ง 6,800 บาท จึงไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถือเป็นการยกอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้พิพากษาคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ 205,673.72 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 4,113 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 6,576 บาท เกินมา 2,463 บาท จึงต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระดอกเบี้ยจากต้นเงิน 205,673.72 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,113 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นเงิน 1,786 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นเงิน 2,463 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด
จำเลย — นายบุญช่วย สมรรถศรบุศย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายโกวิท หนูโยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปัญญา ถนอมรอด
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4953/2559
#599043
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2643/2556 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2645/2556 และมีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แม้โจทก์ไม่ได้แถลงให้ศาลทราบว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ทั้งไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง แต่การจะนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล ประกอบกับก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลเองว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4682/2556 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4687/2556 ศาลชั้นต้นจึงใช้ดุลพินิจนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงเพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำสืบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนยาวลูกกรด ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก กล้องเล็งยิง 1 อัน อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุนปืน 1 อัน และกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE จำนวน 11 นัด ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2643/2556 และ 2645/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 97 แต่เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ปรับ 1,500,000 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 750,000 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 26 ปี 4 เดือน และปรับ 750,000 บาท นับโทษจำคุกต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4682/2556 และ 4687/2556 ของศาลชั้นต้น ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินสองปี ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนยาวลูกกรด ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก กล้องเล็งยิง 1 อัน อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุนปืน 1 อัน และกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 จำนวน 11 นัด ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2643/2556 และ 2645/2556 ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า โทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษาแต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ถ้าคำพิพากษาไม่ได้กล่าวเป็นอย่างอื่นโทษจำคุกต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษา แสดงว่ากฎหมายให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดวันเริ่มนับโทษจำคุกแต่วันอื่นได้ เพียงแต่ต้องกล่าวไว้ในคำพิพากษาและอยู่ภายใต้มาตรา 22 วรรคสอง ดังนั้น การนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากคดีอื่นย่อมกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2643/2556 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2645/2556 และมีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยให้การรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้ ความปรากฏต่อศาลชั้นต้นว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4682/2556 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4687/2556 ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังที่กล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้แถลงให้ศาลทราบว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร และมิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เอง การที่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า จริงอยู่ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลไม่อาจรู้เองได้ แต่การจะนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลใช้ดุลพินิจนับโทษจำเลยต่อเพราะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลเองว่า คดีที่โจทก์ขอให้ศาลนับโทษต่อ ศาลในคดีนั้นพิพากษาว่าอย่างไร จึงสามารถใช้ดุลพินิจนับโทษต่อได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงเพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีตามฟ้องจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4682/2556 และ 4687/2556 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายวีระพงศ์หรือศรี เอกอุดม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวโนติยา ภัทรประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4900/2559
#604478
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มิได้ผิดสัญญาเช่า จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่า การที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยคืนเงินประกันและชดใช้เงินค่าปรับปรุงตึกแถวโดยมิได้ขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาต่อไป ถือได้ว่า โจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาเช่าด้วย จึงเป็นกรณีคู่สัญญาสมัครใจเลิกกันโดยปริยาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แม้การปรับปรุงตึกแถวจะเป็นไปเพื่อประโยชน์และกิจการของโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยเป็นฝ่ายใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนโดยไม่มีสาเหตุอันควร ทำให้ต้องเลิกสัญญาเช่ากันในเวลาต่อมา และการงานที่โจทก์เข้าปรับปรุงตึกแถวเป็นการงานที่โจทก์ทำให้และจำเลยได้ครอบครองใช้ประโยชน์ โจทก์ชอบที่จะเรียกค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงตึกแถวพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการปรับปรุงตึกแถวพิพาท 1,690,897.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2553 และนับแต่วันที่ 12 มกราคม 2554 ของต้นเงิน 250,000 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2553 โจทก์ทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท 2 คูหา เลขที่ 17 และ 19 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 72213 และ 72214 ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี จากจำเลย มีกำหนด 12 ปี ในวันทำสัญญาจำเลยรับเงินจากโจทก์ 500,000 บาท เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา จำเลยจะคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์โดยแบ่งเป็น 2 งวด งวดที่ 1 จำนวน 250,000 บาท เมื่อโจทก์ปรับปรุงตึกแถวคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 500,000 บาท งวดที่ 2 จำนวน 250,000 เมื่อโจทก์ปรับปรุงตึกแถวคิดเป็นมูลค่าเพิ่มจากเดิมอีกไม่น้อยกว่า 250,000 บาท มีข้อตกลงด้วยว่าโจทก์จะปรับปรุงตึกแถวพิพาทด้วยการ ดัดแปลง ต่อเติม หรือเปลี่ยนแปลง ให้เป็นหอพักและบางส่วนใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชย์ เช่น โชว์รูม ร้านค้า หรือสำนักงาน ทั้งนี้ โจทก์ต้องนำแบบแปลนเสนอให้จำเลยทราบก่อนดำเนินการ และโจทก์ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายควบคุมอาคารทุกขั้นตอน หากปรากฏว่ามีความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการดำเนินการของโจทก์ โจทก์จะต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาเช่า และโจทก์ตกลงให้บรรดาสิ่งของที่โจทก์นำมาตกแต่งตึกแถวพิพาทในลักษณะที่ติดถาวรไม่สามารถแยกออกจากตึกแถวได้รวมทั้งอุปกรณ์ที่นำมาติดกับตึกแถวพิพาท อาทิ เครื่องปรับอากาศ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทันทีที่สัญญาเช่าระงับลง นอกจากนี้หากโจทก์ผิดนัดผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินประกันดังกล่าวทั้งหมดได้ทันที วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 โจทก์มีหนังสือส่งแบบแปลนการปรับปรุงตึกแถวพิพาทให้จำเลยพิจารณา ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนการเช่าเนื่องจากล่วงเลยระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาเช่าแล้ว วันที่ 7 ธันวาคม 2553 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยให้คืนเงินประกันงวดที่ 1 วันที่ 27 ธันวาคม 2553 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าและริบเงินประกันทั้งหมด โดยอ้างว่าแบบแปลนที่โจทก์เสนอต่อจำเลยไม่ได้เป็นแบบแปลนสำหรับการปรับปรุงให้เป็นหอพักและบางส่วนใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชย์ วันที่ 5 มกราคม 2554 โจทก์มีหนังสือให้จำเลยคืนเงินประกันงวดที่ 2 หลังจากนั้น โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าปรับปรุงตึกแถวพิพาทหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มิได้ผิดสัญญาเช่า จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่า การที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยคืนเงินประกันและชดใช้เงินค่าปรับปรุงตึกแถวโดยมิได้ขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาต่อไป ถือได้ว่าโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาเช่าด้วย จึงเป็นกรณีคู่สัญญาสมัครใจเลิกกันโดยปริยาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง แม้การปรับปรุงตึกแถวจะเป็นไปเพื่อประโยชน์และกิจการของโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยเป็นฝ่ายใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนโดยไม่มีสาเหตุอันควรทำให้ต้องเลิกสัญญาเช่ากันในเวลาต่อมา และการงานที่โจทก์เข้าปรับปรุงตึกแถวไม่สามารถรื้อถอนออกไปได้ จึงถือว่าการงานที่โจทก์ปรับปรุงตึกแถวเป็นการงานที่โจทก์ทำให้และจำเลยได้ครอบครองใช้ประโยชน์ โจทก์ชอบที่จะเรียกค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงตึกแถวพิพาทได้ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ตามสัญญาเช่าข้อ 7 ระบุว่า บรรดาสิ่งของที่ผู้เช่านำมาตกแต่งทรัพย์สินที่เช่าในลักษณะที่ติดตรึงตราถาวรไม่สามารถแยกออกจากทรัพย์สินที่ให้เช่าได้ รวมทั้งอุปกรณ์ที่นำมาติดกับทรัพย์สินที่เช่า อาทิ เครื่องปรับอากาศ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ ผู้เช่าตกลงให้สิ่งของดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ให้เช่าทันทีที่สัญญาเช่าระงับลง จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าปรับปรุงตึกแถวพิพาทนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ในการเจรจาทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท ฝ่ายโจทก์เสนอขอเช่า 12 ปี เมื่อครบกำหนดการเช่า ฝ่ายโจทก์จะยกหอพักและสำนักงานชั้นล่างให้ ซึ่งจำเลยเห็นว่าฝ่ายโจทก์จะเช่าตึกแถวเพื่อทำหอพักเป็นหลัก เมื่อครบสัญญาจำเลยจะได้หอพัก จึงตกลงให้เช่า แสดงให้เห็นถึงเจตนาของทั้งสองฝ่ายว่าต้องการให้โจทก์เช่าตึกแถวทำกิจการหอพักและสำนักงานจนครบกำหนดตามสัญญา จึงจะให้การงานที่โจทก์เข้าปรับปรุงตึกแถวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญาเช่ากันด้วยเหตุที่นำมาฟ้องร้องเป็นคดีนี้ จึงไม่อยู่ในบังคับของสัญญาเช่าข้อ 7 แต่อย่างใด สำหรับค่าใช้จ่ายที่โจทก์ปรับปรุงตึกแถวไปนั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ลงทุนปรับปรุงตกแต่งตึกแถวที่เช่าเป็นเงิน 1,590,897.45 บาท ค่าจ้างออกแบบเป็นเงิน 100,000 บาท ตามใบแจ้งหนี้ โดยมีรายละเอียดของงานปรับปรุงตามใบเสนอราคาและรายการเพิ่มลดงานที่ทำตามจริง และรวมค่าดำเนินการร้อยละ 15 กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 7 ได้พิจารณารายการปรับปรุงตึกแถวที่แนบท้าย ใบแจ้งหนี้กับสภาพตึกแถวที่ปรับปรุงตามภาพถ่ายแล้ว เห็นว่า รายการปรับปรุงดังกล่าว มีราคาที่สูงเกินไป อาทิ การจัดสวน รายการที่ 16 ตามภาพถ่ายภาพที่ 2 เป็นเงิน 25,000 บาท ตัวอักษรโลหะติดหน้าตึก 2 ชุด รายการที่ 36 ตามภาพถ่ายภาพที่ 1 เป็นเงิน 41,837 บาท ทั้งสองรายการนี้น่าจะกำหนดราคาสูงไป การติดตั้งดวงโคม รายการที่ 20 เป็นเงิน 70,000 บาท โดยภาพถ่าย ไม่ปรากฏว่าดวงโคมมีจำนวนมากน้อยเท่าใด หรือมีลักษณะพิเศษอย่างใดทำให้มีราคาสูงถึง 70,000 บาท ทั้งได้มีรายการวางระบบไฟฟ้าทั้ง 2 คูหาตามรายการที่ 4 เป็นเงิน 88,900 บาท ไปแล้ว นอกจากนี้รายการที่ 19 ฉากกั้นอาบน้ำ 1 ชุด ห้องน้ำชั้น 1 เป็นเงิน 12,300 บาท มีการขีดฆ่าว่า ยกเลิก แต่มิได้นำจำนวนเงินในรายการนี้ไปหักออก จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่า รายการปรับปรุงตึกแถวตามใบแจ้งหนี้มีราคาสูงเกินไป ประกอบกับได้ความด้วยว่าโจทก์กับบริษัทที่รับจ้างเขียนแบบกับบริษัทที่รับจ้างปรับปรุงตึกแถวล้วนแต่เป็นบริษัทในเครือเดียวกันทั้งสิ้น จึงเห็นควรปรับรายการที่ 19 จำนวน 12,300 บาท ออก และปรับลดจำนวนเงินค่างานลงร้อยละ 25 จากค่างานทั้งหมด จำนวน 1,280,587 บาท คงเหลือค่างานสุทธิ 960,440.25 บาท รวมค่าดำเนินการร้อยละ 15 ของค่างานสุทธิ เป็นเงิน 144,066.04 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 7 เป็นเงิน 67,230.82 บาท ส่วนค่าจ้างเขียนแบบแปลนที่โจทก์นำสืบว่าเป็นเงิน 100,000 บาท ควรกำหนดให้เป็นเงิน 50,000 บาท รวมยอดเงินค่างานที่จำเลยต้องชดใช้ทั้งสิ้น 1,221,737.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้ให้จำเลยคืนเงินประกัน 500,000 บาท และชดใช้เงินค่างานอีก 1,221,737.11 บาท รวมเป็นเงิน 1,721,737.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2554 จากต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2554 และจากต้นเงิน 1,221,737.11 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2554) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล สปอร์ต แอนด์
โจทก์ — เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด
จำเลย — นางจงกลนี แสงฉาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสิระพงษ์ จิระอิทธิศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4862/2559
#601865
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากรกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการคำนวณภาษีซื้อและภาษีขายตามมาตรา 82/3 ต้องมีสถานะเป็นบุคคลตามมาตรา 77/1 (1) ซึ่งภาษีซื้อและภาษีขายย่อมต้องเกิดขึ้นจากการขายระหว่างผู้ประกอบการกับบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับผู้ประกอบการตามมาตรา 77/1 (17) และ (18) เมื่อสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาต่างเป็นสถานประกอบกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อันอยู่ในฐานะเป็นบุคคลเดียวกัน การโอนน้ำมันจากสำนักงานใหญ่ไปยังสำนักงานสาขาจึงเป็นเพียงการจัดการกิจการภายในของโจทก์เอง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีที่สำนักงานใหญ่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีให้แก่สำนักงานสาขา และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1 - 07600110 - 25530819 - 005 - 00053 ถึง 00063 รวม 11 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.7/นว/0001/5/2554

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอเพื่อให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า แม้สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาเป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่มีการแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม การโอนน้ำมันจากสำนักงานใหญ่ไปยังสำนักงานสาขาถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร สำนักงานใหญ่จึงออกใบกำกับภาษีขายให้แก่สำนักงานสาขาได้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (1) บัญญัติว่า "บุคคล" หมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล มาตรา 77/1 (5) บัญญัติว่า "ผู้ประกอบการ" หมายความว่า บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ มาตรา 77/1 (17) บัญญัติว่า "ภาษีขาย" หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ... มาตรา 77/1 (18) บัญญัติว่า "ภาษีซื้อ" หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรา 82/4 วรรคสี่ ... และมาตรา 82/3 บัญญัติว่า "...ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี..." ดังนี้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 ประกอบมาตรา 77/1 (5) (17) และ (18) กำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการคำนวณภาษีซื้อและภาษีขายตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องมีสถานะเป็นบุคคลตามมาตรา 77/1 (1) ซึ่งภาษีซื้อและภาษีขายย่อมต้องเกิดขึ้นจากการขายระหว่างผู้ประกอบการกับบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับผู้ประกอบการตามมาตรา 77/1 (17) และ (18) เมื่อคดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาต่างเป็นสถานประกอบกิจการของโจทก์ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อันอยู่ในฐานะเป็นบุคคลเดียวกัน การโอนน้ำมันจากสำนักงานใหญ่ไปยังสำนักงานสาขาจึงเป็นเพียงการจัดการกิจการภายในของโจทก์เอง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีที่สำนักงานใหญ่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีให้แก่สำนักงานสาขา และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากรที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สำนักงานใหญ่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อสำนักงานสาขานำใบกำกับภาษีที่สำนักงานใหญ่ออกให้ไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร จึงถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร มานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนประเด็นหักกลบลบหนี้นั้น เห็นว่า โจทก์มีนางสาวนพวรรณ ผู้จัดทำบัญชีให้แก่โจทก์ และนายประมวญ หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ เบิกความว่า เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธินำภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินไปหักกลบจากภาษีที่โจทก์ชำระไว้ขาดได้ ไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินอย่างไร จึงเป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า กรณีน่าจะอนุโลมได้ว่า การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ฉบับปกติที่โจทก์ยื่นไว้แล้ว เป็นการยื่นแบบที่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 เคยมีแนวปฏิบัติผ่อนปรนให้แก่ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) โดยอนุโลมถือว่าเป็นการยื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยบรรยายฟ้องอ้างว่า คดีนี้ภาษีซื้อเป็นภาษีซื้อจริง ไม่ใช่เป็นของปลอม ดังนั้น ภาษีซึ่งออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร จึงน่าจะอนุโลมว่าการยื่นแบบของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ชั้นนี้โจทก์กลับอุทธรณ์ว่า เนื่องจากโจทก์โอนเปลี่ยนมือสินค้าไปยังสำนักงานสาขาโดยไม่มีค่าตอบแทน โดยมาตรา 77/1 (8) ไม่ได้ห้ามให้นิติบุคคลเดียวกันขาย โอน หรือเปลี่ยนมือ ระหว่างสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขา ถือว่ากฎหมายเปิดช่องให้กระทำได้ จึงน่าจะอนุโลมว่าการยื่นแบบของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และในศาลภาษีอากรกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุให้งดเงินเพิ่มหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้มีเจตนากระทำผิดแต่ได้กระทำไปโดยสำคัญผิดในข้อกฎหมายและโจทก์ได้นำส่งภาษีครบถ้วนแล้วจึงไม่ควรต้องรับผิดในเงินเพิ่มอีก ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การประเมินภาษีคดีนี้ สืบเนื่องจากโจทก์ดำเนินการจัดให้มีการส่งมอบน้ำมันจากสำนักงานใหญ่ไปยังสำนักงานสาขา อันเป็นการชัดแจ้งว่าเป็นเพียงการดำเนินกิจการภายในของนิติบุคคลเดียวกัน แต่โจทก์กลับถือเอาการดำเนินการดังกล่าวเป็นการขายสินค้าระหว่างสำนักงานใหญ่กับสำนักงานสาขา ทั้งยังเป็นเหตุในการออกใบกำกับภาษีระหว่างหน่วยงานของนิติบุคคลเดียวกันให้แก่กันเอง พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่เพียงพอให้ฟังได้ว่า โจทก์สำคัญผิดในข้อกฎหมายที่จะเป็นเหตุให้งดหรือลดเงินเพิ่ม ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับให้โจทก์เสียทั้งสิ้น อันเป็นผลให้มีการปรับปรุงค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระลดลงเป็นเงิน 2,847,645.75 บาท นั้นเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้งดเงินเพิ่ม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 อัฏฐ บัญญัติว่า "กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ... ตามที่ได้กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้... ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้..." มาตรา 83 บัญญัติว่า "...ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี... การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใด ให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น..." และมาตรา 83/4 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับส่วน 13 และส่วน 14 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าการคลาดเคลื่อนนั้นจะเป็นเหตุให้จำนวนภาษีในเดือนภาษีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ให้ถูกต้องครบถ้วน..." จะเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 83 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ซึ่งข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า สำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2548 ถึงเดือนภาษีสิงหาคม 2549 สำนักงานสาขาโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์ประสงค์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมเนื่องจากโจทก์ได้เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้แล้วแต่ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนนั้น โจทก์มีสิทธิยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมอีกครั้งตามบทบัญญัติมาตรา 83/4 แห่งประมวลรัษฎากร แต่การยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่ได้มีการยื่นภายในกำหนดเวลาแล้วแม้จะไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนด้วยเหตุที่โจทก์อ้างว่าเพราะสำคัญผิดในข้อกฎหมาย ย่อมไม่อาจถือเป็นเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 3 อัฏฐ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (1) ม. 77/1 (5) ม. 77/1 (8) ม. 77/1 (17) ม. 77/1 (18) ม. 82/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ธัญญปิโตรเลียม
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4811/2559
#599861
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "SEASONS" ที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยนั้นเป็นคำที่มีความหมายว่า ฤดูกาล จึงเป็นคำที่มีอยู่แล้วและใช้กันได้เป็นการทั่วไป เมื่อพิจารณาในภาพรวมเครื่องหมายการค้า และ ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า ของจำเลยแล้ว เห็นว่า ไม่เหมือนหรือคล้ายกัน ทั้งการออกเสียงเรียกขานก็แตกต่างกัน แม้สินค้าของโจทก์และจำเลยจะเป็นสีประเภทและชนิดเดียวกัน แต่การหีบห่อสินค้าก็มีลักษณะแตกต่างกัน เมื่อจำเลยนำสืบถึงความเป็นมาของเครื่องหมายการค้าและเหตุที่จำเลยใช้คำว่า "ALL SEASONS" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยโดยสุจริต โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานให้รับฟังได้ว่าผู้บริโภคจะเกิดความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้าว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือจำเลย การใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดต่อสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์

แม้คำว่า "SEASONS" จะเป็นคำที่มีความหมายในพจนานุกรมว่า ฤดูกาล แต่หากคำดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในทางการค้าสำหรับสินค้าประเภทสีน้ำพลาสติก สีน้ำมัน และสีน้ำใช้สำหรับทาอาคารตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองไว้ คำดังกล่าวก็อาจมีลักษณะบ่งเฉพาะได้ เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์เห็นว่า โจทก์หาได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเฉพาะคำว่า "SEASONS" อย่างเดียวไม่ แต่ยังประกอบด้วย ตัวเลข "4" อยู่ด้านหน้า รวมเป็นคำว่า "4 SEASONS" ซึ่งการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมของทั้งเครื่องหมาย เมื่อพิจารณาคำว่า "4 SEASONS" แล้ว เห็นได้ชัดว่าคำดังกล่าวไม่เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสินค้าสีน้ำพลาสติก สีน้ำมัน และสีน้ำใช้สำหรับทาอาคารแต่อย่างใด อันไม่ทำให้เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง เครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้ง คำให้การแก้ฟ้องแย้ง รวมทั้งรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คำว่า "SEASONS" ที่ปรากฏทั้งในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยนั้นฟังได้เป็นยุติว่า เป็นคำที่มีความหมายว่า ฤดูกาล จึงเป็นคำที่มีอยู่แล้วและใช้กันได้เป็นการทั่วไป เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้า ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า ของจำเลย เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นอยู่ที่ตัวเลขอารบิกและอักษรโรมันคำว่า "4 SEASONS" ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยมีภาคส่วนของภาพเครื่องบิน "B-52" ในลักษณะประดิษฐ์และอักษรโรมัน คำว่า "beger" อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านบน และด้านล่างเป็นภาคส่วนของอักษรโรมันและอักษรไทย คำว่า "BegerCool ALL SEASONS เบเยอร์ คูล ออลซีซั่นส์" เมื่อพิจารณาในภาพรวมของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่าไม่เหมือนหรือคล้ายกัน ทั้งการออกเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่า "โฟร์ ซีซั่นส์" ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยอาจเรียกขานได้ว่า "เครื่องบิน บี - 52 เบเยอร์ คูล ออลซีซั่นส์" หรือ "เบเยอร์ คูล ออลซีซั่นส์" ก็แตกต่างกัน แม้สินค้าของโจทก์และจำเลยจะเป็นสีประเภทและชนิดเดียวกัน แต่การหีบห่อสินค้าของโจทก์มีลักษณะเป็นถังสีขาว ฉลากสินค้าเป็นสีขาวทั้งบนฝาปิดและรอบตัวถัง มีสีแดงเป็นเส้นคาดด้านบนและด้านล่างของฉลากสินค้ารอบตัวถัง มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ปรากฏอยู่บนฝาปิดและด้านข้างของถัง ส่วนหีบห่อสินค้าของจำเลยจะมีลักษณะเป็นถังสีขาว ฉลากสินค้าเป็นสีฟ้าทั้งบนฝาปิดและรอบตัวถัง มีเครื่องหมายการค้าจำเลยปรากฏอยู่บนฝาปิดและด้านข้างของถัง มีลักษณะแตกต่างกัน เมื่อจำเลยได้นำสืบถึงความเป็นมาของเครื่องหมายการค้าและเหตุที่จำเลยใช้คำว่า "ALL SEASONS" ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยโดยสุจริต แต่พยานโจทก์ทุกปากล้วนเป็นพนักงานบริษัทโจทก์ ซึ่งไม่มีพยานคนกลางที่จำหน่ายสินค้าทั้งของโจทก์และของจำเลยมาเบิกความสนับสนุนข้อกล่าวอ้างตามคำฟ้อง พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่พอให้รับฟังได้ว่าผู้บริโภคหรือผู้เลือกซื้อสินค้าจะเกิดความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือของจำเลย การใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทะเบียนเลขที่ ค 97987 และ ค 265797 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ทำนองว่า คำว่า "SEASONS" เป็นคำที่มีความหมายในพจนานุกรมเป็นคำสามัญที่ทุกคนมีสิทธิใช้ การที่โจทก์ใช้คำดังกล่าวไม่ทำให้กลายเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ของโจทก์ได้ ดังนั้น คำว่า "4 SEASONS" จึงเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเนื่องจากทำให้เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าประเภทสีโดยตรงว่าสินค้าของโจทก์เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสามารถใช้ได้กับหลายฤดูกาล เห็นว่า แม้คำว่า "SEASONS" จะเป็นคำที่มีความหมายในพจนานุกรมดังที่จำเลยอุทธรณ์อ้างก็ตาม ทั้งเป็นคำที่มีความหมายว่า ฤดูกาล ตามที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น แต่หากคำดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในทางการค้าสำหรับสินค้าประเภทสีน้ำพลาสติก สีน้ำมัน และสีน้ำใช้สำหรับทาอาคารตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองไว้ตามลำดับ คำดังกล่าวก็อาจมีลักษณะบ่งเฉพาะได้ เมื่อพิจารณาเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์เห็นว่า โจทก์หาได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเฉพาะคำว่า "SEASONS" อย่างเดียวไม่ แต่ยังประกอบด้วย ตัวเลข "4" อยู่ด้านหน้า รวมเป็นคำว่า "4 SEASONS" ซึ่งการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดมีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมของทั้งเครื่องหมาย เมื่อพิจารณาคำว่า "4 SEASONS" แล้ว เห็นได้ชัดว่าคำดังกล่าวไม่เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสินค้าสีน้ำพลาสติก สีน้ำมัน และสีน้ำใช้สำหรับทาอาคารแต่อย่างใด อันไม่ทำให้เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง เครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.เอ็น บราเดอร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4810/2559
#601139
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยยินยอมให้บุคคลอื่นเข้ามาทำนาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ที่ดินพิพาท กรณีไม่ใช่เรื่องผู้ให้เช่านาบอกเลิกการเช่านา ตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 31 แต่เป็นเรื่องผู้ให้เช่าไม่ให้ผู้เช่าเข้าทำนา ซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดให้ผู้เช่านาต้องคัดค้านต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเหมือนการบอกเลิกการเช่านาตามมาตรา 31 ซึ่งผู้ให้เช่านาต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อผู้เช่านาและส่งสำเนาหนังสือต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบล โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 8442 ตำบลห้วยม่วง (กระตีบ) อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 22 ไร่ แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีเข้ามาใหม่ หากได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าวแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์เช่าที่ดินพิพาทของจำเลยทำนาหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อประมาณกลางปี 2547 โจทก์เช่าที่นาของจำเลยเนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ ค่าเช่าไร่ละ 800 บาท ต่อปี ได้ทำสัญญาเช่ามีกำหนดเวลาเช่า 7 ปี โดยนางสาวไพบูลย์ น้องสาวจำเลยลงลายมือชื่อจำเลยเป็นผู้ให้เช่า ต่อมาประมาณ 1 เดือน โจทก์นำค่าเช่า 9,600 บาท ไปให้จำเลย จำเลยบอกว่านางสาวไพบูลย์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินจึงให้โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ จากนางสาวไพบูลย์ ประมาณกลางปี 2552 จำเลยไม่ให้โจทก์ทำนา จำเลยนำสืบว่า จำเลยมอบหมายให้นายแตง น้องชายดูแลที่ดินพิพาท จำเลยไม่เคยให้ผู้ใดเช่า เห็นว่า โจทก์มีนายแสง แพทย์ประจำตำบลห้วยม่วงและอดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยม่วงเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้เขียนหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน นางสาวไพบูลย์นำสำเนาโฉนดที่ดินที่ให้เช่ามาให้ดู ที่สำคัญจำเลยลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน ระหว่าง นางสาวไพบูลย์ผู้ให้เช่า โจทก์ผู้เช่า เนื้อที่ดิน 10 ไร่ ตั้งอยู่ที่เดียวกับที่ดินพิพาท แต่ไม่ระบุเลขที่โฉนดที่ดินเช่นเดียวกับหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน จึงน่าเชื่อว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในวันที่จำเลยลงลายมือชื่อ นายแตงบอกจำเลยว่า โจทก์ทำนาอยู่ในที่ดินพิพาท ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เป็นการเช่าโดยได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าและจำเลยคือผู้ให้เช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 5 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์เช่าที่ดินพิพาทของจำเลยทำนาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยยินยอมให้บุคคลอื่นเข้ามาทำนา เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ที่ดินพิพาท ดังนี้ กรณีไม่ใช่เรื่องผู้ให้เช่านาบอกเลิกการเช่านา ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 31 แต่เป็นเรื่องผู้ให้เช่าไม่ให้ผู้เช่าเข้าทำนา ซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดให้ผู้เช่านาต้องคัดค้านต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบล เหมือนการบอกเลิกการเช่านาตามมาตรา 31 ซึ่งผู้ให้เช่านาต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อผู้เช่านาและส่งสำเนาหนังสือต่อประธานคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบล โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 31 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนูญ บูชา
จำเลย — นางสาวขวัญ โสดคล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางวาสนา พูลโภคา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ธราธร ศิลปโอสถ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4807/2559
#601539
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้ พ. ดำเนินคดีแทน แต่จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่าโจทก์มิได้มอบอำนาจดังกล่าว คดีจึงไม่มีประเด็นที่โจทก์จะต้องนำสืบหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานอีกว่าถูกต้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 524,554 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 524,554 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายพรชัย ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่า โจทก์มิได้มอบอำนาจดังกล่าวไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นที่โจทก์จะต้องนำสืบหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานอีกว่าถูกต้องหรือไม่ และข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีโดยชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (3) ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำอางค์ แต้โสภา
จำเลย — นายธนกฤช ทัพพะรังสี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางสาวปรียานาถ เผือกสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประคอง เตกฉัตร
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4802/2559
#599884
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมให้แก่สหกรณ์การเกษตร ก. แตกต่างจากสำนวนการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวในอีกคดีหนึ่งที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำปุ๋ยเคมีปลอมมาให้สหกรณ์การเกษตร ก. ขาย แต่การกระทำความผิดในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมของจำเลยทั้งสองที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้กับที่พนักงานอัยการวินิจฉัยเนื้อหาสาระแห่งคดีแล้วมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในอีกคดีหนึ่งดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดเดียวกัน มิใช่ความผิดใหม่หรือความผิดที่ต่อเนื่องกันมา เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวได้ จึงต้องห้ามมิให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์สอบสวนจำเลยทั้งสองในเรื่องร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมอันเป็นเรื่องเดียวกันนั้นอีกตาม ป.วิ.อ. มาตรา 147 ถือไม่ได้ว่าการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมเป็นการสอบสวนโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมตามมาตรา 120

ความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยว กับความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมที่เกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ เป็นความผิดสำเร็จในแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน แม้จะเป็นกรณีความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป ซึ่งทั้งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ต่างอาจมีอำนาจสอบสวน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) แต่การที่กรมวิชาการเกษตรแยกกล่าวโทษแต่ละข้อหาความผิดต่อพนักงานสอบสวนที่ความผิดแต่ละข้อหาเกิดในเขตอำนาจ กับมีการสอบสวนในแต่ละข้อหาความผิดแยกต่างหากจากกัน จึงมิใช่เป็นกรณีที่มีพนักงานสอบสวนหลายท้องที่มาเกี่ยวข้องซึ่งต้องกำหนดพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตามมาตรา 19 วรรคสอง การที่ ก. ผู้รับมอบอำนาจจากกรมวิชาการเกษตรไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรี ค. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ในความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอม พันตำรวจตรี ค. จึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 18 วรรคสาม การสอบสวนของพันตำรวจตรี ค. ในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมได้ตามมาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 3, 30 (1), 32, 34, 63, 64, 72/5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และให้ปุ๋ยของกลางตกเป็นของกรมวิชาการเกษตร

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่ามีการผลิตปุ๋ยในท้องที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ เพราะพบและตรวจยึดปุ๋ยที่อำเภอเก้าเลี้ยว โดยไม่มีการตรวจยึดปุ๋ยจำนวนอื่นในท้องที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ที่อ้างว่าเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยในอำเภอเมืองนครสวรรค์ แต่การตั้งข้อหาในคดีนี้เกิดจากการยึดปุ๋ยที่สหกรณ์การเกษตรเก้าเลี้ยว จำกัด ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลเก้าเลี้ยว อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ อาจมีการผลิตปุ๋ยในท้องที่ดังกล่าวก็ได้ ถือว่าเป็นการไม่แน่ว่าความผิดฐานผลิตปุ๋ยเกิดในท้องที่ใดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สถานที่เกิดเหตุสำหรับความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า กรณีไม่แน่ว่าความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเกิดในท้องที่ใด จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เหตุความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ ส่วนเหตุความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมอาจเกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวก็ได้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ไม่มีอำนาจสอบสวน เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เดิมพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวสอบสวนและสรุปสำนวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องสหกรณ์การเกษตรเก้าเลี้ยว จำกัด กับนายเสน่ห์ ผู้จัดการ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 แต่มีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม ต่อมาสำนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์มีหนังสือลงวันที่ 11 กันยายน 2555 ถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ซึ่งอัยการจังหวัดผู้ช่วย สำนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่ โดยวินิจฉัยเนื้อหาสาระแห่งคดีว่า ที่สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรมอบอำนาจให้นายธีรพงษ์ มาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาทั้งสี่นั้น พนักงานอัยการเห็นว่าพฤติการณ์เกี่ยวกับการกระทำของผู้ต้องหาทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่ารู้ว่าปุ๋ยเคมีของกลางเป็นปุ๋ยเคมีปลอม ถือไม่ได้ว่ารู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด ขาดเจตนากระทำผิด จึงไม่เป็นความผิด มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่ในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม ตามคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมให้แก่สหกรณ์การเกษตรเก้าเลี้ยว จำกัด แตกต่างจากสำนวนการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวที่กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันนำปุ๋ยเคมีปลอมมาให้สหกรณ์การเกษตรเก้าเลี้ยว จำกัด ขาย ก็ตาม แต่ได้ความจากพยานจำเลยทั้งสองปากนายประชา รองอัยการจังหวัดนครสวรรค์ ว่า พยานเป็นผู้สรุปความเห็นสั่งไม่ฟ้องและแจ้งคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทราบ ตามคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ความเห็นสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวมีฐานความผิดขายปุ๋ยเคมีปลอมในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ แต่คดีนี้มีข้อหาร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมอีกข้อหาหนึ่งด้วย ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่าการกระทำความผิดในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมของจำเลยทั้งสอง ที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้กับที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดเดียวกัน มิใช่ความผิดใหม่หรือความผิดที่ต่อเนื่องกันมา เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวได้ จึงต้องห้ามมิให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์สอบสวนจำเลยทั้งสองในเรื่องร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมอันเป็นเรื่องเดียวกันนั้นอีกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ถือไม่ได้ว่าการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมเป็นการสอบสวนโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมตามมาตรา 120 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อหานี้ฟังขึ้น

ส่วนข้อหาร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานสอบสวนว่า เดิมสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ไปร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยว โดยไม่ปรากฏว่ามีการร้องทุกข์กล่าวโทษหรือพบการกระทำความผิดในข้อหาร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมในท้องที่นั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวทำการสอบสวนเกี่ยวกับกระทำความผิดเพียงข้อหาร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมตลอดมาแล้วมีความเห็นเสนอต่อพนักงานอัยการ จนกระทั่งพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาดังกล่าว ระหว่างนั้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2555 นายโกวิทย์ นิติกรกลุ่มนิติการและสิทธิประโยชน์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ไปร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อหาร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมต่อพันตำรวจตรีคงคณิน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ อ้างว่าเหตุเกิดที่สถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีของจำเลยที่ 1 ตั้งอยู่เลขที่ 88/4 หมู่ที่ 5 ถนนบรรพตพิสัย - นครสวรรค์ ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามบันทึกคำให้การร้องทุกข์ ซึ่งสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยว กับความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมซึ่งเป็นความผิดที่เกิดขึ้นในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ เป็นความผิดสำเร็จในแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน แม้จะเป็นกรณีความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป ซึ่งทั้งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเก้าเลี้ยวและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ต่างอาจมีอำนาจสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) แต่การที่กรมวิชาการเกษตรแยกกล่าวโทษแต่ละข้อหาความผิดต่อพนักงานสอบสวนที่ความผิดแต่ละข้อหาเกิดในเขตอำนาจ กับมีการสอบสวนในแต่ละข้อหาความผิดแยกต่างหากจากกัน จึงมิใช่เป็นกรณีที่มีพนักงานสอบสวนหลายท้องที่มาเกี่ยวข้องซึ่งต้องกำหนดพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตามมาตรา 19 วรรคสอง การที่นายโกวิทย์ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีคงคณิน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ในความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอม ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ พันตำรวจตรีคงคณินจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 18 วรรคสาม และเมื่อพันตำรวจตรีคงคณินได้ทำความเห็นตลอดมาจนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งสอง การสอบสวนของพันตำรวจตรีคงคณินในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมได้ตามมาตรา 120 ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อหานี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะความผิดฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม ส่วนความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18 วรรคสาม ม. 19 วรรคหนึ่ง (4) ม. 19 วรรคสอง ม. 120 ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทองด้ายคอนแทรค
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายวิสุทธิ์ จินดาดำรงเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
วาสนา หงส์เจริญ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4767/2559
#600616
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 5 มกราคม 2551 โจทก์ปวดท้องน้อยด้านซ้ายจึงไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดและให้ยาแก้ปวดมารับประทานแล้วให้โจทก์กลับบ้าน วันที่ 6 มกราคม 2551 โจทก์ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ศ. เนื่องด้วยปวดท้องน้อยด้านซ้าย แพทย์สันนิษฐานว่าเป็นเนื้องอกยื่นออกจากมดลูกหรือเป็นเนื้องอกของรังไข่ด้านซ้าย แพทย์นัดใหม่วันที่ 9 มกราคม 2551 ในวันที่ 6 และวันที่ 9 มกราคม 2551 โจทก์โทรศัพท์สอบถามขอรับการผ่าตัดจากสถานพยาบาลตามสิทธิแต่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพียงแต่ได้รับแจ้งว่ายังไม่ได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 1 หรือห้องผ่าตัดไม่ว่าง ถึงวันที่ 9 มกราคม 2551 ซึ่งเป็นวันนัดโจทก์ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ศ. และรับการผ่าตัดในวันที่ 10 มกราคม 2551 โดยเสียค่ารักษาพยาบาลไป 67,332 บาท

เมื่อแพทย์ของสถานพยาบาลตามสิทธิวินิจฉัยแล้วว่าต้องรักษาโจทก์ด้วยการผ่าตัดแต่กลับไม่ดำเนินการรับโจทก์ไว้รักษาหรือวางแผนการรักษาทันที โดยอ้างว่าอาการของโจทก์ไม่รุนแรงและไม่ฉุกเฉิน การผ่าตัดรอได้ เพียงแต่ให้ยาแก้ปวดไปรับประทานที่บ้าน เป็นการไม่ให้การรักษาที่จำเป็นและสมควรแก่อาการป่วยของโจทก์ โจทก์โทรศัพท์สอบถามขอรับการผ่าตัดจากสถานพยาบาลตามสิทธิถึง 2 ครั้ง ก่อนที่จะได้รับการผ่าตัดจากโรงพยาบาล ศ. แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล ศ. เป็นกรณีโจทก์ใช้ความพยายามที่จะขอรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิโดยปฏิบัติตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และตามที่จำเลยที่ 1 กำหนดไว้อย่างเต็มที่เท่าที่ตนจะพึงทำได้แล้ว ถือเป็นเหตุสมควรที่โจทก์ไม่สามารถรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสอง จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจัดให้โจทก์ได้รับบริการทางการแพทย์และตามสัญญา เมื่อสถานพยาบาลตามสิทธิไม่ให้การรักษา จึงเป็นกรณีจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วนถูกต้อง จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามจำนวนที่โจทก์เสียไปคืนแก่โจทก์

โจทก์ฟ้องขอให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานจากการเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด ทั้ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 เป็นกฎหมายมหาชนที่ศาลต้องบังคับใช้ให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมยิ่งกว่าข้อจำกัดของวิธีพิจารณาความเช่นที่ใช้ในคดีแพ่งทั่วไป ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจยกเหตุตามมาตรา 59 ขึ้นวินิจฉัยได้แม้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าอาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น

แม้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุผลว่าเพราะโจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ ซึ่งเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยทั้งสองวินิจฉัยว่าอาการเจ็บป่วยของโจทก์ไม่ใช่กรณีฉุกเฉินและจำเป็นที่ต้องรับการรักษาในทันทีในสถานพยาบาลอื่นนอกจากสถานพยาบาลตามสิทธิ ก็เป็นเรื่องที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์และต้องสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์ จึงต้องเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวเพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับผลของคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการการแพทย์ที่ 37/2551 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ที่ 2071/2552 ลงวันที่ 7 กันยายน 2552 และให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 67,332 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2071/2552 และให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ จำนวน 67,332 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทซันไชน์บิสสิเนสคอลเลคชั่น จำกัด ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจำเลยที่ 1 ออกบัตรรับรองให้สิทธิโจทก์ไปรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล สมุทรปราการ โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล สมุทรปราการ จึงเป็นสถานพยาบาลตามสิทธิของโจทก์ วันที่ 5 มกราคม 2551 โจทก์ป่วยมีอาการปวดท้องน้อยด้านซ้าย ปัสสาวะทุก 15 ถึง 20 นาที จึงไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคถุงน้ำรังไข่ แนะนำให้ผ่าตัดและให้ยาแก้ปวดมารับประทานแล้วให้โจทก์กลับบ้าน วันที่ 6 มกราคม 2551 โจทก์ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลศิครินทร์เนื่องด้วยมีอาการปวดท้องน้อยด้านซ้าย แพทย์ตรวจภายในและใช้อัลตราซาวด์พบว่าโจทก์มีก้อนอยู่ด้านหน้ามดลูกค่อนไปทางซ้ายขนาด 6.2 x 4.7 x 4.9 เซนติเมตร สันนิษฐานว่าเป็นเนื้องอกยื่นออกจากมดลูกหรืออาจเป็นเนื้องอกของรังไข่ด้านซ้าย แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดและนัดใหม่ในวันที่ 9 มกราคม 2551 ถึงวันนัดโจทก์ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลศิครินทร์และรับการผ่าตัดในวันที่ 10 มกราคม 2551 เสียค่ารักษาพยาบาล 67,332 บาท ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรปราการปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โดยถือตามความเห็นของคณะที่ปรึกษาทางการแพทย์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งสรุปว่า โจทก์ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่เป็นกรณีที่ไม่เร่งด่วน การผ่าตัดรอได้ ที่โจทก์ไปรับการรักษาผ่าตัดที่โรงพยาบาลอื่นไม่ใช่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเอง ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยว่า การผ่าตัดของโจทก์ไม่ใช่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือเร่งด่วนที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัดทันที การผ่าตัดของโจทก์เป็นการรับการรักษาตามที่แพทย์นัดตามความประสงค์ของโจทก์เอง ซึ่งโจทก์สามารถไปรับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลตามสิทธิได้โดยปลอดภัย และสถานพยาบาลตามสิทธิได้แนะนำให้โจทก์ผ่าตัดโดยมีแผนการผ่าตัดในวันที่ 19 มกราคม 2551 อยู่แล้ว แล้ววินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า อาการป่วยของโจทก์ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยแพทย์ผู้ให้การรักษาโจทก์ที่สถานพยาบาลตามสิทธิเบิกความเองว่า หากคนไข้ของโรงพยาบาลออกค่ารักษาพยาบาลเองหรือมีบริษัทประกันออกค่ารักษาพยาบาลให้ คนไข้ต้องการผ่าตัดและเป็นกรณีที่จะต้องให้การรักษาด้วยการผ่าตัดสามารถดำเนินการได้ทันที เว้นแต่ห้องที่จะทำการผ่าตัดไม่ว่าง แต่สำหรับคนไข้ที่ใช้สิทธิประกันสังคมถ้าไม่มีกรณีฉุกเฉินหรือเจ็บป่วยรุนแรง ก่อนทำการผ่าตัดจะต้องขออนุญาตผ่านคณะกรรมการประกันสังคมก่อนจึงจะทำการผ่าตัดได้ ซึ่งกรณีของโจทก์ต้องได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการสถานพยาบาลตามสิทธิก่อน สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าโรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล สมุทรปราการ อันเป็นสถานพยาบาลตามสิทธิมุ่งเน้นค่ารักษาพยาบาลเป็นตัวเงินที่จะได้รับมากกว่าหน้าที่ให้การรักษาผู้ป่วย การที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่าต้องรักษาด้วยการผ่าตัด แต่กลับไม่ดำเนินการในทันที โดยอ้างว่าอาการไม่รุนแรงและไม่ฉุกเฉิน ซึ่งไม่มีข้ออ้างนี้ในผู้ป่วยที่เสียค่ารักษาพยาบาลเองหรือมีบริษัทประกันออกให้ การทำบันทึกของแพทย์ผู้ให้การรักษาโจทก์ของสถานพยาบาลตามสิทธิให้เข้ารับการผ่าตัดในวันที่ 19 มกราคม 2551 ไม่ได้ทำในวันที่ 5 มกราคม 2551 และไม่มีการแจ้งให้โจทก์ทราบถึงแผนการรักษาและการผ่าตัด ที่โจทก์ต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิครินทร์ถือว่าเป็นความจำเป็นที่โจทก์ไม่สามารถรับบริการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลตามสิทธิได้ โดยเหตุเกิดจากสถานพยาบาลตามสิทธิเอง การที่โจทก์เจ็บปวดทนทุกข์ทรมานจนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ และสถานพยาบาลตามสิทธิปฏิเสธที่จะให้การรักษาพยาบาล ทำให้โจทก์ไปรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิครินทร์จึงไม่ใช่เพราะความสมัครใจของโจทก์เอง แต่ถือเป็นเหตุสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้บริการประกันสังคม มีหน้าที่จัดการบริการรักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ไม่อาจควบคุมดูแลสถานพยาบาลตามสิทธิได้ จึงต้องรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์ตามที่จ่ายไปจริงและจำเป็น โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าอาการของโจทก์เป็นเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลที่อื่นทันที

มีปัญหาสมควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เสียก่อนว่า โจทก์มีสิทธิที่จะเข้ารับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลศิครินทร์ซึ่งเป็นสถานพยาบาลอื่นอันมิใช่สถานพยาบาลตามสิทธิของโจทก์ โดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หรือไม่ พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตน...ซึ่งมีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ถ้าทำงานหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตท้องที่ใดให้ไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามวรรคหนึ่งที่อยู่ในเขตท้องที่นั้น เว้นแต่ในกรณีที่เขตท้องที่นั้นไม่มีสถานพยาบาลตามวรรคหนึ่งหรือมีแต่ผู้ประกันตน...มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลดังกล่าวได้ ก็ให้ไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามวรรคหนึ่งที่อยู่ในเขตท้องที่อื่นได้" คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า อาการป่วยของโจทก์ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด การกำหนดวันเพื่อการผ่าตัดสำหรับโจทก์ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากจำเลยที่ 1 สถานพยาบาลตามสิทธิมีนโยบายต้องขออนุญาตจากผู้อำนวยการของสถานพยาบาลนั้นเสียก่อน ดังนั้นในวันแรกที่โจทก์ไปตรวจอาการที่สถานพยาบาลตามสิทธิ นายแพทย์ศักดิ์ดา ผู้ตรวจรักษาไม่ได้กำหนดวันให้โจทก์เข้ารับการผ่าตัดไว้ทันที บันทึกของนายแพทย์ศักดิ์ดาที่ให้โจทก์เข้ารับการผ่าตัดในวันที่ 19 มกราคม 2551 ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้เขียนและเขียนเมื่อใด จึงฟังไม่ได้ว่าทำขึ้นในวันที่ 5 มกราคม 2551 และสถานพยาบาลตามสิทธิไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงแผนการรักษาและผ่าตัดก่อนที่โจทก์จะตัดสินใจเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลศิครินทร์ เมื่อโจทก์ทราบจากนายแพทย์ผู้ตรวจว่าต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โจทก์ขอใช้สิทธิรับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลตามสิทธิที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดไว้แล้ว แต่สถานพยาบาลตามสิทธิดังกล่าวไม่ดำเนินการรับไว้รักษาหรือวางแผนการรักษาในทันที โดยอ้างว่าอาการป่วยไม่รุนแรงหรือฉุกเฉินซึ่งมีความแตกต่างจากผู้ป่วยที่เสียเงินค่ารักษาพยาบาลเองหรือมีบริษัทประกันเป็นผู้จ่ายเงินที่สามารถดำเนินการผ่าตัดได้ทันที การที่แพทย์สถานพยาบาลตามสิทธิไม่รักษาเพียงแต่ให้ยาแก้ปวดไปรับประทานที่บ้าน โดยอ้างว่าอาการป่วยของโจทก์ยังไม่รุนแรงหรือฉุกเฉิน การผ่าตัดรอได้นั้น เป็นการไม่ให้การรักษาที่จำเป็นและสมควรแก่อาการป่วยของโจทก์ และจากคำเบิกความของนายแพทย์ศักดิ์ดา แพทย์ของสถานพยาบาลตามสิทธิกับแพทย์หญิงอัจฉรา ผู้ให้การรักษาโจทก์ที่โรงพยาบาลศิครินทร์สอดคล้องกันว่าอาการป่วยของโจทก์จำเป็นต้องรับการรักษาอย่างถูกวิธีและทันท่วงที โดยแพทย์ทั้งสองดังกล่าวต่างแนะนำให้โจทก์ผ่าตัด โจทก์ขอให้สถานพยาบาลตามสิทธิดำเนินการให้และโทรศัพท์สอบถามขอรับการผ่าตัดทั้งในวันที่ 6 และวันที่ 9 มกราคม 2551 แต่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพียงแต่ได้รับแจ้งว่ายังไม่ได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 1 หรือห้องผ่าตัดไม่ว่าง เมื่อโจทก์เจ็บปวดทนทุกข์ทรมานจนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องไปรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิครินทร์ จากพฤติการณ์ที่ได้ความดังกล่าว โจทก์ได้ใช้ความพยายามที่จะใช้สิทธิขอรับการบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิเพื่อรักษาอาการป่วยเจ็บโดยปฏิบัติตามเงื่อนไขของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และตามที่จำเลยที่ 1 กำหนดไว้อย่างเต็มที่เท่าที่ตนจะพึงทำได้แล้ว ทั้งเมื่อนำเอาความทุกข์ทางกายและจิตใจของโจทก์มาพิจารณา ประกอบกับการที่โจทก์ได้รับการปฏิบัติจากสถานพยาบาลตามสิทธิ ข้อที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาชอบด้วยเหตุผลเป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสองแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าอาการป่วยเจ็บของโจทก์จะเป็นกรณีฉุกเฉินตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 หรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิรับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลศิครินทร์ซึ่งเป็นสถานพยาบาลอื่นได้โดยชอบ และที่ศาลแรงงานกลางไม่วินิจฉัยว่าอาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นกรณีฉุกเฉินหรือไม่นั้นถูกต้องแล้วเพราะข้อวินิจฉัยไม่มีผลให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าอาการป่วยเจ็บของโจทก์เป็นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างประโยชน์จากพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 การที่ศาลแรงงานกลางยกขึ้นวินิจฉัยเป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานจากการเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องและนำสืบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด ทั้งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เป็นกฎหมายมหาชนที่ศาลต้องบังคับใช้ให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมยิ่งกว่าข้อจำกัดทางเทคนิคของวิธีพิจารณาความเช่นที่ใช้ในคดีแพ่งทั่วไป ดังนั้น ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจยกเหตุแห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 ขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์พร้อมดอกเบี้ยเพียงใด และศาลแรงงานกลางมีอำนาจกำหนดได้เองหรือไม่ เรื่องนี้แม้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกันตน...ไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ในวรรคสอง ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่ต้องจ่ายให้แก่สถานพยาบาลอื่นนั้นตามจำนวนที่สำนักงานกำหนด โดยคำนึงถึงสภาพของการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย...สภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละเขตท้องที่ และลักษณะของการบริการทางการแพทย์ที่ได้รับ ทั้งนี้ จะต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ" แต่คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่นนอกเหนือจากสถานพยาบาลตามสิทธิเพราะเหตุที่สถานพยาบาลตามสิทธิปฏิเสธที่จะให้การรักษาพยาบาล ซึ่งไม่มีประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉบับใดกำหนดถึงกรณีดังกล่าวไว้ การที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตามกฎหมายและตามสัญญาที่จะต้องจัดให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบครบถ้วนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามมาตรา 62 และมาตรา 63 ได้รับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่โจทก์มีสิทธิ แต่กลับปรากฏชัดว่าสถานพยาบาลตามสิทธิไม่ให้การรักษาโจทก์ จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นและต้องเสียค่ารักษาเอง หากสถานพยาบาลตามสิทธิรับตัวโจทก์ไว้และทำการรักษาให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ไม่จำต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลจำนวน 67,332 บาท นั้น ดังนี้จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ครบถ้วนถูกต้องได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามจำนวนที่โจทก์ต้องเสียไปคืนแก่โจทก์ เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจึงกำหนดให้ตามขอ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จำนวน 67,332 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ที่ 2071/2552 ลงวันที่ 7 กันยายน 2552 นั้นถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลแรงงานกลางจะเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุผลว่า เพราะโจทก์ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ โดยเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยทั้งสองวินิจฉัยว่า อาการเจ็บป่วยของโจทก์ไม่ใช่กรณีฉุกเฉินและจำเป็นที่ต้องรับการรักษาทันทีในสถานพยาบาลอื่นนอกจากสถานพยาบาลตามสิทธิก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ และต้องสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์ ดังนั้น จึงจำต้องเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวเพื่อมิให้ขัดแย้งกับผลของคำพิพากษา ส่วนที่ศาลแรงงานกลางมิได้ให้เหตุผลหักล้างว่า การเจ็บป่วยของโจทก์มิใช่กรณีฉุกเฉินก็เพราะอาศัยเหตุผลอื่นที่เป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 วรรคสอง แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องอื่นอีก อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59 วรรคสอง ม. 59 วรรคสาม ม. 62 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุปผา วงค์มณีฉาย
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุวรรณ์ นามตะ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2559
#599765
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 27 ตรี บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีหรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่ (1) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้ยื่นรายการเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือได้ยื่นรายการภายในเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ..." บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องการขอคืนภาษีอากรซึ่งจะต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามความในตอนท้ายของมาตรา 27 ตรี วรรคหนึ่ง แต่หากยื่นรายการเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนด ผู้มีสิทธิขอคืนก็ยังยื่นคำร้องขอคืนได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการนั้นตามมาตรา 27 ตรี (1) การนับระยะเวลาขอคืนภาษีอากรจึงต้องเริ่มต้นจากการยื่นแบบแสดงรายการของผู้เสียภาษีก่อน เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการจะมีภาษีที่ได้ชำระแล้วหรือมีการคำนวณเครดิตภาษีจากจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่ง อันมีผลทำให้เกิดจำนวนภาษีที่ได้ชำระแล้วและมีสิทธิจะขอคืนได้ ดังนั้น ในกรณีที่กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องยื่นแบบแสดงรายการก็จะไม่มีเวลาเริ่มต้นที่จะใช้สำหรับนับระยะเวลาในการขอคืนภาษีตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ โจทก์มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 ทั้งตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมได้รับความยกเว้นจากการเก็บภาษีอากรเช่นเดียวกับทรัพย์สินของแผ่นดิน" เป็นผลให้เงินค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินของโจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี จึงไม่มีกำหนดเวลายื่นรายการภาษีของโจทก์ที่จะนำมาใช้เป็นหลักในการเริ่มต้นระยะเวลาการขอคืนภาษีตามมาตรา 27 ตรี

การที่จำเลยที่ 2 หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งจำเลยที่ 1 โดยอาศัย ป.รัษฎากร มาตรา 52 และจำเลยทั้งสองไม่คืนเงินภาษีแก่โจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเกินกำหนดตามมาตรา 27 ตรี จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้เงินภาษีไปโดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ในขณะรับเงินนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกภาษีคืนจึงมิใช่ฟ้องเรียกคืนในฐานลาภมิควรได้ อันจะอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรืออายุความ 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนที่ดินที่จำเลยที่ 2 หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งจำเลยที่ 1 จำนวน 240,504 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กันยายน 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีที่จำเลยที่ 2 หัก ณ ที่จ่าย และนำส่งจำเลยที่ 1 เกินกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีหรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่ (1) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้ยื่นรายการเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือได้ยื่นรายการภายในเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ..." บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องการขอคืนภาษีอากรซึ่งจะต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนดตามความในตอนท้ายของมาตรา 27 ตรี วรรคหนึ่ง แต่หากยื่นรายการเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนด ผู้มีสิทธิขอคืนก็ยังยื่นคำร้องขอคืนได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการนั้นตามมาตรา 27 ตรี (1) การนับระยะเวลาขอคืนภาษีอากรจึงต้องเริ่มต้นจากการยื่นแบบแสดงรายการของผู้เสียภาษีก่อน ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากการยื่นแบบแสดงรายการจะมีภาษีที่ได้ชำระแล้วหรือมีการคำนวณเครดิตภาษีจากจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่ง อันมีผลทำให้เกิดจำนวนภาษีที่ได้ชำระแล้วและมีสิทธิจะขอคืนได้ ดังนั้น ในกรณีที่กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องยื่นแบบแสดงรายการก็จะไม่มีเวลาเริ่มต้นที่จะใช้สำหรับนับระยะเวลาในการขอคืนภาษีตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ โจทก์มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 มาตรา 8 วรรคสอง ก็บัญญัติว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมได้รับความยกเว้นจากการเก็บภาษีอากรเช่นเดียวกับทรัพย์สินของแผ่นดิน เป็นผลให้เงินค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินของโจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี จึงไม่มีกำหนดเวลายื่นรายการภาษีของโจทก์ที่จะนำมาใช้เป็นหลักในการเริ่มต้นระยะเวลาการขอคืนภาษีตามมาตรา 27 ตรี ส่วนที่จำเลยอ้างว่า มาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบข้อ 2 ของประกาศกระทรวงคลัง เรื่องขยายกำหนดเวลาการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย การนำส่งภาษีเงินได้ การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และการยื่นรายการ ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 กำหนดให้นำส่งภาษีและยื่นรายการเสียภาษีภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน เมื่อจำเลยที่ 2 หักภาษีเงินได้ของโจทก์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2536 กำหนดเวลายื่นรายการภาษีที่โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษี คือ ภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2539 ตามแผ่นที่ 13 และ 14 นั้น เห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 52 และประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว เป็นกรณีกำหนดเวลานำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และยื่นรายการสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย หาใช่กำหนดเวลายื่นรายการสำหรับผู้เสียภาษีเช่นโจทก์ในกรณีนี้ไม่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่จำเลยที่ 2 หัก ณ ที่จ่าย และนำส่งจำเลยที่ 1 เกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งจำเลยที่ 1 โดยอาศัยมาตรา 52แห่งประมวลรัษฎากร และจำเลยทั้งสองให้การโต้แย้งไม่คืนเงินภาษีแก่โจทก์โดยอ้างข้อกฎหมายว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนตามแบบ ค.10 เกินกำหนดระยะเวลาการขอคืนตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้เงินภาษีไปโดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ในขณะรับเงินนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกภาษีคืนจึงมิใช่ฟ้องเรียกคืนในฐานลาภมิควรได้ อันจะอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรืออายุความ 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ และจำเลยทั้งสองจะอ้างว่า จำเลยที่ 1 ส่งเงินเป็นรายได้แผ่นดินแล้วเงินภาษีมิได้อยู่ที่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนหาได้ไม่ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 2 หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร และโจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีนั้นต่อจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าภาษีอากรคืนจากจำเลยที่ 1 โดยตรง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการคืนภาษีที่หักและนำส่งแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องคืนเงินให้แก่โจทก์สำหรับค่าภาษีที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่าย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ในส่วนดอกเบี้ยนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร ข้อ 1 ระบุว่า ดอกเบี้ยที่จะให้แก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ให้คิดดังต่อไปนี้ (1) กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย ให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือน นับแต่... (ข) วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร ถ้าผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย ดังนี้ แม้ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน แต่เมื่อโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดใช้ดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงกำหนดให้เท่าที่โจทก์ขอ แต่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินภาษีอากรที่ได้รับคืน ตามมาตรา 4 ทศ วรรคสอง และทั้งเมื่อโจทก์ซึ่งไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในวันที่ 1 มิถุนายน 2553 จึงครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในวันที่ 1 กันยายน 2553 โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 กันยายน 2553 จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีจำนวน 240,504 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2553 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินกว่าจำนวนเงินค่าภาษีที่โจทก์ได้รับคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4750/2559
#601544
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 นำรถจักรยานยนต์ไปประกันภัยกับจำเลยตามหนังสือรับรองการประกันภัย โจทก์ที่ 2 มอบให้โจทก์ที่ 1 ครอบครองใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับไปโรงเรียน ต่อมาโจทก์ที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ประสบอุบัติเหตุทำให้ได้รับบาดเจ็บและทุพพลภาพ ตามหนังสือรับรองการประกันภัยระบุคุ้มครองถึงการสูญเสียชีวิต การสูญเสียสายตาและทุพพลภาพถาวร... ตามรายชื่อผู้ครอบครอง/ผู้เอาประกันภัยที่ระบุด้านล่าง... แสดงว่า หนังสือรับรองการประกันภัยดังกล่าวคุ้มครองเฉพาะบุคคลที่ระบุชื่อไว้ในช่องผู้ครอบครอง/ผู้เอาประกันภัยเท่านั้น เมื่อช่องผู้ครอบครอง/ผู้เอาประกันภัย ระบุชื่อโจทก์ที่ 2 เท่านั้น มิได้ระบุชื่อโจทก์ที่ 1 ด้วย แม้โจทก์ที่ 1 จะเป็นผู้ครอบครองใช้รถจักรยานยนต์ก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 103,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.4 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 หรือที่ 2

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินค่าเอาประกันภัยให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือที่ 2 กรณีโจทก์ที่ 1 ทุพพลภาพถาวร จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสองแต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,750 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 6,000บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อกฎหมายว่า หนังสือรับรองการประกันภัยรถจักรยานยนต์มีผลคุ้มครองถึงการทุพพลภาพถาวรของโจทก์ที่ 1 จากการใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 นำรถจักรยานยนต์ไปประกันภัยกับจำเลยตามหนังสือรับรองการประกันภัย โจทก์ที่ 2 มอบให้โจทก์ที่ 1 ครอบครองใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเพื่อขับรถไปโรงเรียน วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ประสบอุบัติเหตุทำให้ได้รับบาดเจ็บและทุพพลภาพถาวร เห็นว่า ตามหนังสือรับรองการประกันภัยระบุคุ้มครองถึงการสูญเสียชีวิต การสูญเสียสายตาและทุพพลภาพถาวร... ตามรายชื่อผู้ครอบครอง/ผู้เอาประกันภัยที่ระบุด้านล่าง... แสดงว่า หนังสือรับรองการประกันภัยคุ้มครองเฉพาะบุคคลที่ระบุชื่อไว้ในช่องผู้ครอบครอง/ผู้เอาประกันภัยเท่านั้น เมื่อช่องผู้ครอบครอง/ผู้เอาประกันภัยตามหนังสือรับรองการประกันภัย ระบุชื่อโจทก์ที่ 2 เท่านั้น มิได้ระบุชื่อ โจทก์ที่ 1 ด้วย แม้โจทก์ที่ 1 จะเป็นผู้ครอบครองใช้รถจักรยานยนต์ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามหนังสือรับรองการประกันภัย จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ทั้งสองมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 238 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนัฐวัฒน์ สุขศรีวรรณ ผู้เยาว์
โดยนางประไพ สุขศรีวรรณ ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวสุธรรมา วรกานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายดลจรัส รัตนโศภิต
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
เกษม เกษมปัญญา
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4749/2559
#602806
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ เป็นสัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการขายดินลูกรังในที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงทุนในโครงการผู้เดียว ส่วนโจทก์เป็นผู้ดำเนินการขายดินลูกรัง โดยจำเลยที่ 1 จะได้รับเงินปันผลร้อยละ 40 ส่วนโจทก์ได้รับร้อยละ 60 ข้อตกลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงิน ส่วนโจทก์เป็นผู้ลงแรงด้วยประสงค์เพื่อแบ่งกำไรอันจะพึงได้จากการดำเนินกิจการดังกล่าว จึงเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินซื้อที่ดินพิพาทและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 เพียงแต่นำที่ดินพิพาทมาให้ใช้เป็นการลงหุ้น มิได้ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นการลงหุ้น โจทก์จึงมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 และได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 และจดทะเบียนเลิกการเช่าที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นเรื่องระหว่างจำเลยทั้งสาม มิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้คืนทุน นั้น โจทก์เป็นหุ้นส่วนที่ลงหุ้นด้วยแรงงานเท่านั้น ไม่ได้มีเงินมาลงทุน และในสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ดังกล่าว ก็มิได้บอกว่าจะแบ่งทุนหรือตีราคาค่าแรงงานเป็นทุนเพื่อคืนให้แก่โจทก์ เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนทุนพร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการถือกรรมสิทธิ์รวม และเพิกถอนการจดทะเบียนการขายเฉพาะส่วนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาเป็นชื่อจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถกระทำได้ ให้นำที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนหรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่ง ซึ่งโจทก์ขอตีมูลค่าที่ดินพิพาทเป็นเงิน 1,000,000 บาท และคืนเงินทุนให้โจทก์ 680,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติในชั้นฎีกาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ (The Benefit Contract) โดยในสัญญาเรียกจำเลยที่ 1 ว่า ผู้ให้สัญญา และเรียกโจทก์ว่าผู้รับสัญญา มีข้อตกลงให้ทั้งสองฝ่ายหาผลประโยชน์จากการทำธุรกิจขายดินลูกรัง ขายแร่ ดิน บนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 15854 ตำบลหน้าพระลาน อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ในเนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงทุนในโครงการขายดินลูกรัง ขายแร่ในที่ดินพิพาท และให้โจทก์ดำเนินการขายดินลูกรังและขายแร่ ในการดำเนินธุรกิจร่วมกันให้ทั้งสองฝ่ายเป็นกรรมการที่ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญ โดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจบริหารสูงสุด ตกลงกันให้แต่ละฝ่ายได้รับเงินปันผลที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ปรากฏตามสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ เป็นสัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการขายดินลูกรังในที่ดินพิพาทโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงทุนในโครงการผู้เดียว ส่วนโจทก์เป็นผู้ดำเนินการขายดินลูกรัง โดยจำเลยที่ 1 จะได้รับเงินปันผลร้อยละ 40 ส่วนโจทก์ได้รับร้อยละ 60 ข้อตกลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงิน ส่วนโจทก์เป็นผู้ลงแรงด้วยประสงค์เพื่อแบ่งกำไรอันจะพึงได้จากการดำเนินกิจการดังกล่าว จึงเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 เมื่อพิจารณาสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ ข้อ 9 ที่ว่า "เจ้าของที่ดินเมื่อสิ้นสุดสัญญา หรือโครงการสิ้นสุด มีความประสงค์ที่จะขายที่ดินพิพาท ต้องแจ้งให้ผู้ร่วมโครงการทราบก่อนที่จะบอกขายแก่บุคคลภายนอกโครงการ" จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะผู้ให้สัญญา และเป็นผู้ออกเงินลงทุนในโครงการขายดินลูกรังในที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียว หากโจทก์ในฐานะผู้รับสัญญาไม่ดำเนินการจัดจำหน่ายดินลูกรัง หรือกีดกันหน่วงเหนี่ยวเมื่อลูกค้ามีใบสั่งซื้อให้ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาหมดสิทธิในการดำเนินการในที่ดินพิพาททุกกรณีตามข้อ 6.1 และหากพบการฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์หรือบุคคลอื่นที่กระทำและโจทก์รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีสิทธิยกเลิกสัญญาได้ทันที ตามข้อ 6.2.2 แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินซื้อที่ดินพิพาทและอยู่ในฐานะเป็นเจ้าของโครงการดังกล่าว ส่วนโจทก์เข้าทำสัญญาในฐานะผู้ร่วมโครงการกับจำเลยที่ 1 และได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลมากกว่าจำเลยที่ 1 ดังนั้น คำว่า "เจ้าของที่ดิน" ตามข้อ 9 จึงหมายถึง จำเลยที่ 1 ส่วนคำว่า "ผู้ร่วมโครงการ" หมายถึง โจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่นำที่ดินพิพาทมาให้ใช้เป็นการลงหุ้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นการลงหุ้น โจทก์จึงมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทดังฎีกาโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 และได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 และจดทะเบียนเลิกการเช่าที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 นั้นเป็นเรื่องระหว่างจำเลยทั้งสาม และมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่ประการใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้คืนทุนอีกจำนวน 680,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องให้แก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนที่ลงหุ้นด้วยแรงงานเท่านั้น ไม่ได้มีเงินมาลงทุน และในสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์เอกสารหมาย จ. 7 ก็มิได้บอกว่าจะแบ่งทุนหรือตีราคาค่าแรงงานเป็นทุนเพื่อคืนให้แก่โจทก์เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันโจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนทุนพร้อมดอกเบี้ย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1025 ม. 1026 ม. 1029 ม. 1062 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา วงศ์จอม
จำเลย — นายลู่ อิง เส็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายเพียงตา บุญไพรัตน์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรังสรรค์ ดวงพัตรา
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
เกษม เกษมปัญญา
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2559
#601540
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาโดยมอบเงินจำนวนมากถึง 400,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ก็เพราะเชื่อมั่นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการทหารมียศสูงถึงพลโทสามารถวิ่งเต้นหรือดำเนินการช่วยเหลือให้ อ. เข้ารับราชการทหารในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้ โดยผ่านช่องทางหรือกระบวนการพิเศษที่มิได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมตรงไปตรงมาเหมือนกรณีการสอบเข้ารับราชการตามปกติทั่วไป หาใช่มอบเงินให้เพื่อตอบแทนหรือเป็นค่าใช้จ่ายการพา อ. ไปสมัครสอบ พาไปติวและดำเนินการสอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมากก็โดยมุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขัน เพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อเอื้ออำนวยให้ อ. ได้เข้ารับราชการ หรือโจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องนำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อกระทำการอันมิชอบ อันเป็นการสนับสนุนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ในขณะเดียวกันก็ทำลายระบบคุณธรรมอย่างสิ้นเชิง ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง สัญญาฝากเข้าทำงาน ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และแม้ตามสัญญาฝากเข้าทำงานจะระบุไว้ว่า "ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ 1) ยอมรับว่าเงินที่ผู้รับสัญญา (โจทก์) จ่ายให้ตามข้อ 4 ไม่ใช่เงินที่ผู้รับสัญญาให้เพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อให้ อ. เข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้" ก็หาอาจลบล้างวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 487,798 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์ได้สองปากแล้วเห็นว่า คดีไม่จำต้องสืบพยานต่อไป จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาฝากเข้าทำงาน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ในการทำสัญญาฝากเข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ซึ่งรับราชการทหารยศพลโทลงลายมือชื่อในฐานะผู้ค้ำประกัน ประกอบกับได้ความจากจ่าสิบเอกคำนวน พยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานในสัญญาฝากเข้าทำงานด้วยตอบทนายโจทก์ว่า ในวันทำสัญญาจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยและพูดรับรองว่า จะฝากงานให้ได้ ถ้าฝากไม่ได้จะคืนเงินให้ และพยานปากนี้ยังตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า การฝากเข้าทำงานต้องสอบ ลักษณะการสอบภายในคือสอบพอเป็นพิธีและสามารถมีชื่อเข้ารับราชการได้ และเท่าที่พูดคุยกัน จำเลยที่ 1 ยืนยันว่านายอนิรุตน์จะต้องได้รับราชการเป็นทหารแน่นอน ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาโดยมอบเงินจำนวนมากถึง 400,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ก็เพราะเชื่อมั่นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการทหารมียศสูงถึงพลโทสามารถวิ่งเต้นหรือดำเนินการช่วยเหลือให้นายอนิรุตน์เข้ารับราชการทหารในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้ โดยผ่านช่องทางหรือกระบวนการพิเศษที่มิได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมตรงไปตรงมาเหมือนกรณีการสอบเข้ารับราชการตามปกติทั่วไป หาใช่มอบเงินให้เพื่อตอบแทนหรือเป็นค่าใช้จ่ายการพานายอนิรุตน์ไปสมัครสอบ พาไปติวและดำเนินการสอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมากก็โดยมุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขัน เพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อเอื้ออำนวยให้นายอนิรุตน์ได้เข้ารับราชการ หรือโจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องนำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อกระทำการอันมิชอบ อันเป็นการสนับสนุนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ในขณะเดียวกันก็ทำลายระบบคุณธรรมอย่างสิ้นเชิง ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง สัญญาฝากเข้าทำงาน ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และแม้ตามสัญญาฝากเข้าทำงาน ข้อ 5 จะระบุไว้ว่า "ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ 1) ยอมรับว่าเงินที่ผู้รับสัญญา (โจทก์) จ่ายให้ตามข้อ 4 ไม่ใช่เงินที่ผู้รับสัญญาให้เพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อให้นายอนิรุตน์ เข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้" ก็หาอาจลบล้างวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า สัญญาฝากเข้าทำงาน ตกเป็นโมฆะต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานชอบหรือไม่นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรุ่งอรุณ จูหลี
จำเลย — นายนพรุจ แซ่ลิ้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายวราเชน ชูพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4625/2559
#601152
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วัน สุดท้ายสำหรับโจทก์ซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างตามระยะเวลาคือเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 65,510 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากค่าจ้างดังกล่าว 655,100 บาท ส่วนค่าชดเชยจากค่าจ้างตามผลงานคือเงินรางวัลการขาย ปรากฏว่าโจทก์ได้รับจากการทำงาน 300 วัน สุดท้ายคิดเป็นเงิน 139,965 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากค่าจ้างตามผลงานในจำนวนเงินดังกล่าว รวมค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายทั้งสิ้น 795,065 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 1,495,164 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 124,597 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 279,840 บาท และเงินสมทบในส่วนของจำเลย 114,886.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้เงิน 6,087,754.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 58,341.67 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 2,250,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 18,669.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราตามฟ้อง นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายค่าชดเชยจำนวน 700,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราตามฟ้องนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 1 ตุลาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับฟ้องแย้งให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การจะพิจารณาว่าจำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 หรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 แล้วแต่กรณี บทกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างนายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างของจำเลยตามหนังสือเลิกจ้างเพียงอย่างเดียวแล้วนำมาเป็นเหตุให้จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจึงไม่ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จัดการภาค มีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานขาย ซึ่งตามใบกำหนดภารกิจหน้าที่ ข้อ 8 กำหนดให้การป้องกันและติดตามการทุจริตต่อหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญของโจทก์โดยตรง การที่นายชาญชัยผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย แม้โจทก์จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของนายชาญชัยดังกล่าว แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาไม่สามารถควบคุมกำกับดูแลการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาของตนได้อย่างทั่วถึง จนทำให้นายชาญชัยสามารถนำชื่อร้านค้าซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยมาใช้ในการสั่งซื้อสินค้าและรับสินค้าแทนร้านค้าดังกล่าวไปได้หลายครั้งไม่ดำเนินการตรวจสอบยอดสั่งซื้อสินค้าของร้านค้าที่เป็นไปอย่างผิดปกติ อันเป็นช่องทางให้นายชาญชัยทุจริตต่อหน้าที่ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจำนวนมาก จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในใบกำหนดภารกิจหน้าที่ เป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และมีเหตุให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำนวนค่าชดเชยที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การรับว่าระยะเวลาของการทำงาน 300 วันสุดท้ายก่อนเลิกจ้างโจทก์มีสิทธิได้รับเงินรางวัลการขายเป็นเงินจำนวนหนึ่ง และข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกัน ว่าโจทก์ได้รับเงินรางวัลการขายซึ่งเป็นค่าจ้างตามผลงานของการทำงาน 300 วันสุดท้าย คือ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2552 ย้อนหลังขึ้นไปรวม 300 วันสุดท้ายเป็นเงินรวม 139,965 บาท คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2526 จำเลยเลิกจ้างโจทก์มีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5) กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายสำหรับโจทก์ซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างตามระยะเวลาคือเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 65,510 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากค่าจ้างดังกล่าว 655,100 บาท ส่วนค่าชดเชยจากค่าจ้างตามผลงานคือเงินรางวัลการขายนั้นเมื่อเงินรางวัลการขายที่โจทก์ได้รับจากการทำงาน 300 วันสุดท้าย คิดเป็นเงิน 139,965 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากค่าจ้างตามผลงานในจำนวนเงินดังกล่าว เมื่อนำค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับโดยคำนวณจากค่าจ้างตามระยะเวลาคือเงินเดือน และคำนวณจากค่าจ้างตามผลงานคือเงินรางวัลการขายมารวมกันแล้วโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายรวมทั้งสิ้น 795,065 บาท ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ 700,100 บาทนั้น จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับปี 2548 ถึงปี 2551 และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนในปี 2552 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าปี 2548 ถึงปี 2551 จำเลยจัดให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีเพียงปีละไม่เกิน 5 วันต่อปี โดยไม่ได้จัดให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีอีกปีละ 9 วัน จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีปีละ 6 วัน ตามกฎหมายและจากการตกลงของจำเลยอีก 8 วัน ซึ่งตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยไม่สามารถสะสมได้ และปี 2552 โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว 4 วันนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและโจทก์ไม่ได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ไม่ใช่กรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2552 ซึ่งเป็นปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับ ตามมาตรา 67 แก่โจทก์ก็ตาม แต่ตามประเด็นแห่งคดีศาลแรงงานกลางจำต้องฟังข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละกี่วัน จำเลยมีการตกลงให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีเพิ่มเติมจากข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือไม่ หากมีการตกลงกันวันหยุดพักผ่อนประจำปีดังกล่าวเมื่อโจทก์ไม่ได้หยุดสามารถสะสมได้หรือไม่ โดยปี 2548 ถึงปี 2551 จำเลยจัดให้โจทก์มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีกี่วัน และปี 2552 โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีรวมแล้วกี่วัน นอกจากนี้ยังปรากฏว่านอกจากค่าจ้างตามระยะเวลาที่เป็นเงินเดือนแล้วโจทก์ยังได้รับค่าจ้างตามผลงานเป็นเงินรางวัลจากการขายต้องนำมาคำนวณจ่ายเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ หากโจทก์มีสิทธิได้รับเงินนั้นด้วย แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวมา คงปรากฏข้อเท็จจริงเฉพาะจำนวนเงินรางวัลการขายของโจทก์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 เป็นต้นมา โดยไม่ปรากฏจำนวนเงินรางวัลการขายในเดือนอื่นในปีที่โจทก์เรียกร้องค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเฉพาะค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2552 จำนวน 18,669.36 บาท แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวและเหตุผลว่าเหตุใดโจทก์จึงมีสิทธิได้รับในจำนวนเช่นว่านั้น จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ได้กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังข้างต้นแล้ว พิพากษาในประเด็นนี้ใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 795,065 บาท แก่โจทก์ และให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โดยให้ย้อนสำนวนไปยังศาลแรงงานกลางเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาเฉพาะประเด็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญชีพ รุ่งบรรณพันธุ์
จำเลย — บริษัทโอสถสภา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศธร นิ่มมานพ
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4623/2559
#600612
เปิดฉบับเต็ม

ส. เป็นผู้เอาประกันภัยสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุไว้กับจำเลย โดยระบุให้ธนาคาร ก. เป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย และไม่ปรากฏว่าธนาคาร ก. แสดงเจตนาขอรับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยดังกล่าว ธนาคาร ก. จึงยังไม่มีสิทธิใด ๆ เมื่อสิทธิของผู้รับประโยชน์ยังไม่เกิดขึ้นตามกฎหมาย ส. ผู้เอาประกันภัยในฐานะคู่สัญญาย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แต่เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายแล้ว ค่าสินไหมทดแทนไม่ใช่ทรัพย์มรดกที่ ส. มีอยู่ขณะถึงแก่ความตาย เพราะได้มาหลังจาก ส. ถึงแก่ความตายแล้ว จึงต้องอาศัยบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง เงินดังกล่าวจึงตกแก่ทายาทของ ส. เสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก โจทก์เป็นมารดาของ ส. ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของ ส. จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 216,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท ตามเงื่อนไขข้อ 6.2 วรรคสี่ ของกรมธรรม์ประกันภัย นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า นายสมชัด เป็นบุตรโจทก์ ทำสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลไว้กับจำเลย มีระยะเวลาเอาประกันภัยเริ่มจากวันที่ 9 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2550 จำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท โดยระบุให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประโยชน์ นายสมชัดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง รักษา ต่อมานายสมชัดถึงแก่ความตาย โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล แต่จำเลยปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เหตุที่นายสมชัด ผู้ตายทำสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลโดยระบุให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประโยชน์ เนื่องจากขณะทำสัญญานายสมชัดมีภาระหนี้ต้องชำระให้แก่ธนาคาร เมื่อนายสมชัดถึงแก่ความตายภาระหนี้ของนายสมชัดมีการชำระให้แก่ธนาคารครบถ้วนแล้ว เงื่อนไขในกรมธรรม์ที่ระบุให้ธนาคารเป็นผู้รับประโยชน์ย่อมสิ้นสุดลง สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนย่อมโอนมายังโจทก์ผู้เป็นมารดาในฐานะทายาทโดยธรรม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ซึ่งผู้ตายเป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย โดยเอกสารได้ระบุในใบรับรองประกันภัย "อยุธยาคุ้มครองอุบัติเหตุ" /ใบรับเงิน ตอนต้นว่า กรมธรรม์ประกันภัย "อยุธยาคุ้มครองอุบัติเหตุ" ออกให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ถือแทนผู้เอาประกันภัยและตอนกลางของเอกสารยังได้ระบุว่า ผู้รับประโยชน์คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) อีกด้วย จากข้อความในเอกสาร แม้จะระบุชื่อผู้รับประโยชน์เป็นชื่อของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าธนาคารได้แสดงเจตนาขอรับประโยชน์จากสัญญาประกันภัย ต่อมาเมื่อโจทก์มอบหมายให้ทนายความทวงถามให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์แก่โจทก์ จำเลยมีหนังสือปฏิเสธความรับผิดโดยมิได้กล่าวอ้างว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้แสดงเจตนาเข้ารับเอาประโยชน์ตามกรมธรรม์ ดังนั้น ธนาคารจึงยังไม่มีสิทธิใด ๆ เมื่อสิทธิของผู้รับประโยชน์ยังไม่เกิดขึ้นตามกฎหมาย นายสมชัด ผู้เอาประกันภัยในฐานะคู่สัญญาย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และเมื่อผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตายแล้ว ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดกที่ผู้เอาประกันภัยมีอยู่ขณะถึงแก่ความตาย เพราะได้มาหลังจากผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตายแล้ว จึงต้องอาศัยบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง เงินดังกล่าวจึงตกแก่ทายาทของผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์มรดก เมื่อโจทก์เป็นมารดาของผู้ตายย่อมเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายมีสิทธิรับมรดก จึงมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยอุทธรณ์ ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง 200,000 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เท่ากับทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เกินมา 400 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาโดยมีคำขอให้ชำระเงินตามคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ในส่วนดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องถือว่าโจทก์ไม่ติดใจเรียกดอกเบี้ยดังกล่าว ดังนั้นทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงมีเพียง 200,000 บาท เช่นกัน การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาเท่ากับทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมา 400 บาท เช่นกัน จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยเสียเกินมาแก่จำเลยและคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่โจทก์เสียเกินมาแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญเสย สืบสาร
จำเลย — บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายคเณศ ล้วนประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
เกษม เกษมปัญญา
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4615/2559
#601141
เปิดฉบับเต็ม

เงินประจำตำแหน่งเป็นเงินที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการขณะดำรงตำแหน่งตามที่ระบุ ส่วนเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งข้าราชการ เป็นเงินที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการผู้มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่งได้รับในลักษณะคงที่แน่นอนเช่นเดียวกับเงินเดือนและเป็นรายเดือน จึงเป็นรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนของข้าราชการ ชึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 286 (2) โจทก์ย่อมขอบังคับคดีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,142,988.20 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,118,534.24 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยทั้งสองชำระหนี้ไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา โจทก์ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินปันผล เงินเฉลี่ยคืนและเงินค่าหุ้นเมื่อพ้นสมาชิกภาพที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการสำนักงานอัยการสูงสุด จำกัด กับอายัดเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการและเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง อย่างละร้อยละ 30 ที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับจากสำนักงานอัยการสูงสุด

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18, 23 และ 29 ธันวาคม 2552 กับแก้ไขคำร้องว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ครบแล้ว ทั้งยังชำระหนี้เกินกว่าที่เป็นหนี้ด้วย ส่วนเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการและเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง เป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนทั้งยังเป็นรายได้อื่นลักษณะเดียวกันของข้าราชการ จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีและนับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจนถึงวันที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีอีกต่อไป ขอให้งดบังคับคดี ให้เพิกถอนการอายัดเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการและเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งของจำเลยทั้งสองและการอายัดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์คืนเงิน 143,200 บาท และ 2,476 บาท กับเงินปันผล 362,051.50 บาท ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินปันผลปี 2553 ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการสำนักงานอัยการสูงสุด จำกัด ส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี 90,444.75 บาท พร้อมกับเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการและเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยทั้งสองยังชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน โจทก์ยื่นคำขออายัดเงินจำเลยทั้งสองต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ต่อไป เงินประจำตำแหน่งกับเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งมิใช่เงินเดือนและมิใช่ส่วนหนึ่งของเงินเดือน ไม่ต้องห้ามบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เมื่อโจทก์ยอมรับว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้คงค้างอยู่ประมาณ 1,300,000 บาท และจำเลยทั้งสองเบิกความยืนยันว่า เงิน 1,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 กู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการสำนักงานอัยการสูงสุด จำกัด นั้น จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีนี้ ส่วนข้อต่อสู้ของโจทก์ที่ว่า เงินกู้เป็นการชำระหนี้ตามเช็คอื่นที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องและชำระค่าเบี้ยประกันภัยตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 7159/2543 ของศาลชั้นต้นนั้น ก็ขัดแย้งกับคำคัดค้านของโจทก์ที่คัดค้านเพียงว่า ไม่ได้รับเงินกู้ จึงไม่น่าเชื่อถือ เมื่อรวมกับเงิน 515,460.18 บาท และเงินปันผลที่สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการ สำนักงานอัยการสูงสุด จำกัด ส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี 90,444.75 บาท หักชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองยังค้างชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์อีกบางส่วน โจทก์ยังมีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองได้ต่อไปเท่าที่จำเลยทั้งสองยังคงค้างชำระหนี้อยู่ แต่เงินประจำตำแหน่งของข้าราชการอัยการ เทียบได้กับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือน จึงถือเป็นค่าตอบแทนที่ข้าราชการอัยการจะได้รับเป็นรายเดือน อันเป็นรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนค่าจ้างของข้าราชการ จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (2) ส่วนเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งของข้าราชการอัยการนั้น เงินดังกล่าวออกตามระเบียบกระทรวงการคลังซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เฉพาะแก่บุคคลผู้มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่งได้ค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง ถือได้ว่าเป็นเงินตอบแทนพิเศษในลักษณะที่แตกต่างจากเงินเดือน แต่มีลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนของข้าราชการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (2) จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เงิน 1,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นการชำระหนี้ในคดีนี้ความจริงเป็นการชำระหนี้ในคดีนี้เพียง 600,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 400,000 บาท เป็นการชำระหนี้ในคดีอื่น จำเลยทั้งสองจึงยังค้างชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้มากกว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้อีก ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ขอให้อายัดเงินประจำตำแหน่งและเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการของจำเลยทั้งสองต่อไปนั้น แม้โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร แต่ปัญหาว่าเงินทั้งสองจำนวนอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่นั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม) และเห็นว่า เงินประจำตำแหน่งนั้นเป็นเงินที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการขณะดำรงตำแหน่งตามที่ระบุไว้นั้น ส่วนเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการของจำเลยทั้งสอง เป็นเงินที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการผู้มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่งโดยให้ได้รับค่าตอบแทนแบบเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งกับได้รับในลักษณะคงที่แน่นอนเช่นเดียวกับเงินเดือนและเป็นรายเดือน จึงเป็นรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนของข้าราชการ ซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (2) โจทก์ย่อมขอบังคับคดีไม่ได้ คำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี สัจจะพรเทพ
จำเลย — นางอภิญลักษณ์ พลายเพ็ชร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปิตาภรณ์ ศุขอารีย์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4613/2559
#604481
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 271 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองจึงต้องกระทำภายในสิบปี แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอลงวันที่ 30 ตุลาคม 2556 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลย ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2543 แล้ว โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตามทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2559)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงร้องขอให้บังคับคดีต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม ตามลำดับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต วันที่ 30 ตุลาคม 2556 โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองเพื่อจะนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าโจทก์ยื่นคำขอเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จึงมีคำสั่งยกคำขอ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ถึงแม้โจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แต่การจำนองยังคงมีอยู่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองแล้วนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้สิทธิของโจทก์ยังคงมีอยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนอง แต่ก็หามีบทบัญญัติใดให้สิทธิบังคับคดีเกินกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 คำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ยกคำขอของโจทก์มิใช่คำสั่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายกรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 61/310 ชั้นที่ 4 ของอาคารชุดสุวรรณภูมิคอนโดมิเนียม แขวงบางซื่อฝั่งเหนือ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์สินจำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดแม้จะพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่ศาลมีคำพิพากษาชั้นที่สุดแล้วหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อมีกรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 744 (1) ถึง (6) ดังนี้ ผู้รับจำนองซึ่งทรงทรัพยสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ที่ประกันหรือสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 บัญญัติไว้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสารบัญญัติ ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่แก่คู่กรณีที่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โดยหากเจ้าหนี้ประสงค์บังคับตามสิทธิก็ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพราะเหตุถูกลูกหนี้โต้แย้งสิทธิ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติคือกฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้ และเมื่อคดีเข้าสู่ศาล กระบวนพิจารณาก็ต้องบังคับตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาตรา 271 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้นสำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองจึงต้องกระทำในระยะเวลาสิบปีดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการบังคับคดีที่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความ แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอฉบับลงวันที่ 30 ตุลาคม 2556 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลย ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2543 แล้ว โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตามทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทน
จำเลย — นายศุภวัฒน์ จีนเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนววิธ มานะกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4554/2559
#598049
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทมหาชนจำกัดเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้น และมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย จึงเป็นเจ้าของเงินที่ให้กู้ยืมไป เมื่อมีผู้เบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าว ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงตาม ป.วิ.อ.

การพิจารณาความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ย่อมกระทำโดยการพิจารณาและสืบพยานในศาล ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก่อน

ความรับผิดทางอาญาคือโทษ ผู้กระทำความผิดย่อมได้รับเองเป็นรายบุคคลเฉพาะตัว แม้ตัวการถึงแก่ความตาย ผู้ช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่ตัวการยังต้องรับผิดในการกระทำดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 3, 4, 307, 308, 311, 315, 334 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 1,657,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307, 308, 311 ประกอบมาตรา 315 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่กรรมการเบียดบังเอาทรัพย์ของนิติบุคคลโดยทุจริต ให้จำคุก 10 ปี และปรับ 1,000,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 2 ปี ให้จำเลยร่วมกันใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย 1,132,000,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 2 บุคคลมี 2 ประเภท คือ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งมาตรา 65 บัญญัติว่า นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมาย และมาตรา 66 บัญญัติว่า นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วย อันหมายความรวมถึงสิทธิและหน้าที่ในทรัพย์สินต่าง ๆ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 มาตรา 1015 บัญญัติว่า บริษัทเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว จัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหลาย และพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 15 บัญญัติว่า บริษัทมหาชน จำกัด คือ บริษัทประเภทหนึ่ง ดังนั้น ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทมหาชนจำกัด จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้น มีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย รวมถึงการเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่าง ๆ ในคดีนี้ ได้แก่ เงินจำนวน 1,657,500,000 บาท ที่บริษัทซิตี้เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมไปจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ส่วนผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของหุ้นและรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 กฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดมีเจตนารมณ์ให้ประชาชนร่วมลงทุนในกิจการต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 24 จึงบัญญัติให้มีการเสนอขายหุ้นต่อประชาชน แต่วิธีการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นองค์กรกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจและการทำธุรกรรมต่าง ๆ ในตลาดทุน โดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 4 บัญญัติให้บริษัทมหาชนจำกัดเป็นบริษัทตามพระราชบัญญัตินี้และบทบัญญัติในหมวด 2 และหมวด 3 กำหนดหลักเกณฑ์การออกหลักทรัพย์และการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนไว้ ดังนั้น ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) จึงเป็นนิติบุคคลทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เป็นเจ้าของเงินจำนวน 1,657,500,000 บาท ที่บริษัทซิตี้เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด กู้ยืมไปเมื่อมีผู้เบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวไปด้วยวิธีการที่ไม่ชอบตามที่โจทก์ฟ้อง ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ย่อมได้รับความเสียหายโดยตรง และเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการพิสูจน์ความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ย่อมกระทำโดยการพิจารณาและสืบพยานในศาล ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก่อนดังจำเลยอ้าง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกประการหนึ่งว่า เมื่อนายเกริกเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งโจทก์ฟ้องในคดีอื่นอ้างว่าเป็นตัวการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307, 308 และ 311 ได้ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณา ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่านายเกริกเกียรติกระทำความผิด ความผิดของจำเลยในฐานะผู้ช่วยเหลือตามมาตรา 315 จึงระงับด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) บัญญัติเพียงว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปโดยความตายของผู้กระทำผิด มิได้หมายความว่าความผิดของนายเกริกเกียรติต้องระงับไป ความรับผิดทางอาญาคือโทษ ผู้กระทำความผิดย่อมได้รับเองเป็นรายบุคคลเฉพาะตัว ตัวการกับผู้ช่วยเหลือต่างต้องรับผิดทางอาญาตามการกระทำของตน เมื่อพยานหลักฐานในสำนวนหนักแน่นเพียงพอพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307, 308 และ 311 จำเลยย่อมต้องรับผิดในการกระทำดังกล่าว ความผิดไม่ระงับไปดังจำเลยอ้าง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน สำหรับปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยนอกจากนี้เป็นข้อปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 39 (1)
ป.พ.พ. ม. 65 ม. 66 ม. 1015
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 15 ม. 24
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 14 ม. 315
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายราเกซ สักเสนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา