คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2909/2559
#596142
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบรถยนต์ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของ ส่วนการยกฟ้องยังคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งคนร้ายได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง ศาลจึงมีอำนาจสั่งริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) นั้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 357 และริบรถยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผต 8270 ขอนแก่น ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบรถยนต์ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ผต 8270 ขอนแก่น ของกลางแก่เจ้าของ ส่วนการยกฟ้องยังคงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งคนร้ายได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง ศาลจึงมีอำนาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) นั้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายสมคิด อนันต์ก้านตง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางสาวพิญดา เลิศกิตติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2908/2559
#598210
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทที่ต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เท่ากับจำเลยกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษด้วย การที่จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยอย่างน้อย 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 400,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี 14 เดือน และปรับ 420,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 7 เดือน และปรับ 210,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 100/2 ด้วย แต่ไม่ปรับบทมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายปรับ 300,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 150,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หมายถึงศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามกฎหมายได้เฉพาะเมื่อศาลลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มิใช่ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวที่จะให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามกฎหมายได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทที่ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เท่ากับจำเลยกระทำความผิดตามพระราช บัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษด้วยดังวินิจฉัยข้างต้น การที่จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 51 ม. 91 ม. 100/2
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายธนพนธ์ ทับมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวีระเวช ลีฬหะบำรุง
ศาลอุทธรณ์ — นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2894/2559
#598456
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก จะเห็นได้ว่าโทษที่รอไว้ในคดีก่อนอันจะนำมาบวกกับโทษในคดีหลังนั้น ความผิดในคดีหลังจะต้องกระทำภายในระยะเวลาระหว่างรอการลงโทษตามที่คดีก่อนกำหนดไว้ เมื่อคดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษารอการลงโทษจำคุกจำเลยในปี 2557 แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาคดีดังกล่าว และก่อนมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีดังกล่าวให้จำเลยทราบ การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษตามความใน ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก จะนำโทษในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับคดีนี้ไม่ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 57/2557 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6242/2556 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 รอการลงโทษจำคุกและคดีนี้ศาลรอการลงโทษ จึงยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย ให้นำโทษจำคุก 1 ปี ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 57/2557 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายควรปฏิบัติต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่จำเลยกับพวกกลับร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุ 30 ปี นับว่าอยู่ในวัยที่มีวุฒิภาวะและ มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีพอสมควรแล้ว มิใช่เป็นการกระทำด้วยความคึกคะนองดังที่จำเลยฎีกา แต่เป็นการกระทำที่รู้สำนึกในการกระทำและเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว กับชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้นำโทษจำคุก 1 ปี ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 57/2557 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำไปโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโทษที่รอไว้ในคดีก่อนอันจะนำมาบวกกับโทษในคดีหลังนั้น ความผิดในคดีหลังจะต้องกระทำภายในระยะเวลาระหว่างรอการลงโทษตามที่คดีก่อนกำหนดไว้ เมื่อคดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษารอการลงโทษจำคุกจำเลยในปี 2557 แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาคดีดังกล่าว และก่อนมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีดังกล่าวให้จำเลยทราบ การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาล รอการลงโทษตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก จะนำโทษในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับคดีนี้ไม่ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 57/2557 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายสมาน แสนเมืองชิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายวชิระ ทนินซ้อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวกรวรรณ อาธารมาศ
ชื่อองค์คณะ
ฉันทวัธน์ วรทัต
อธิป จิตต์สำเริง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2878/2559
#600589
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรองบริษัทจำเลยที่ 1 ระบุวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายหน้าและตัวแทนดำเนินการตามพิธีการศุลกากร ทั้งที่การท่าอากาศยานและการท่าเรือเพื่อนำสินค้าเข้าและส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศ ประกอบกิจการเป็นนายหน้าตัวแทนในการรับส่งสินค้าระหว่างประเทศ ทั้งทางเรือและทางอากาศ ประกอบกิจการบริการให้เช่าช่วงรถบรรทุกสินค้า จำเลยที่ 1 จึงไม่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ และใบตราส่งที่ออกโดยจำเลยที่ 2 ในช่องสำหรับการส่งมอบสินค้ากรุณาติดต่อ ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในการติดต่อเพื่อส่งมอบสินค้า สอดคล้องกับหนังสือแจ้งการมาถึงของเรือ จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงผู้ดำเนินการติดต่อส่งมอบสินค้าเมื่อเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าตามคำฟ้องเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพ ใบตราส่งดังกล่าวจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลที่มีจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาในฐานะผู้ขนส่ง

จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหาตู้คอนเทนเนอร์ตลอดจนเรือบรรทุกสินค้า โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในการขนส่งสินค้านั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ทำการขนส่งสินค้าตามใบตราส่ง การที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าระวางไปยังผู้เอาประกันภัยตามใบเรียกเก็บค่าระวางที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้น โดยไม่ปรากฏค่าธรรมเนียมตัวแทนในใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้ผู้เอาประกันภัย ก็เป็นการดำเนินการในฐานะบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายตามประเพณีในธุรกิจการรับขนของทางทะเลให้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการรับขนของทางทะเล ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นในการรับขนสินค้าอันจะต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัย โจทก์ผู้รับประกันภัยไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้

โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นตัวแทนเข้าทำสัญญาแทนตัวการที่อยู่ต่างประเทศ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เอาประกันภัยได้ติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำการขนส่งสินค้าพิพาท และจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าดังกล่าวอีกทอดหนึ่งโดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศ คำแก้อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวในคำฟ้อง จึงเป็นข้อแก้อุทธรณ์ที่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 191,622.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 185,191.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 153,691.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 6,430.96 บาท ตามคำฟ้อง กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีรับรองว่ามีเหตุอันควรอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท รวมทั้งการรับประกันภัยสินค้าที่ขนส่งในคดีนี้ โจทก์มอบอำนาจให้นายสุริยา เป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเป็นนายหน้าและตัวแทนดำเนินการตามพิธีศุลกากรทั้งการท่าอากาศยานและการท่าเรือ เพื่อนำสินค้าเข้าและส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศ ประกอบกิจการเป็นนายหน้าตัวแทนในการรับส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางเรือและทางอากาศ ประกอบกิจการบริการให้เช่าช่วงรถบรรทุกสินค้า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อบำเหน็จค่าระวางอันเป็นทางการค้าปกติ บริษัทโฮเทลแอนด์โฮมอินโนเวชั่น จำกัด ได้สั่งซื้อสินค้าถังขยะและรถเข็นจำนวน 495 กล่อง จากบริษัทชองควิง จัสติต อินดัสตรีส์ จำกัด (CHONGQING JUSTIT INDUSTRIES CO.,LTD.) ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหายหรือสูญหายแก่สินค้าในระหว่างการขนส่งไว้ต่อโจทก์ในวงเงินทุนประกันภัยจำนวน 592,029.20 บาท โดยผู้ซื้อได้ติดต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้จัดการขนส่งสินค้านั้นโดยจำเลยที่ 1 ได้ให้จำเลยที่ 2 จัดหาตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้บรรจุสินค้ามอบให้แก่ผู้ขายเพื่อบรรจุสินค้า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าเรียบร้อยได้ขนส่งสินค้าของผู้เอาประกันภัยมากับเรือ ซินแฮง 528 (XIN HANG 528) โดยเดินทางออกจากท่าเรือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงท่าเรือกรุงเทพ ประเทศไทย ผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้เป็นผู้ดำเนินพิธีการศุลกากรและรับมอบสินค้าแทนและดำเนินการขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพ เพื่อส่งไปยังโกดังของผู้เอาประกันภัย ต่อมาจำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการขนส่งสินค้าไปส่งที่โกดังของผู้เอาประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยได้เปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่โกดังของผู้เอาประกันภัย ปรากฏว่ามีน้ำขังอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์และมีสินค้าที่ขนส่งมาได้รับความเสียหายจำนวน 324 ชิ้น จึงได้โต้แย้งตามใบส่งสินค้า ผู้ซื้อได้เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จึงเรียกร้องมายังโจทก์ โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจำนวน 185,191.40 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นในการรับขนสินค้าถังขยะและรถเข็นจำนวน 495 กล่อง ทางทะเล ตามคำฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นตามความหมายในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกใบตราส่ง จำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับใบตราส่งและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าในขั้นตอนการขนส่งช่วงใด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเพียงในเรื่องการนำเข้าและพิธีการศุลกากร โดยจำเลยที่ 1 แนะนำผู้ขนส่งในต่างประเทศพร้อมแจ้งค่าระวางการขนส่งให้แก่ผู้เอาประกันภัยทราบเพื่อตกลงก่อนที่จะแจ้งรายละเอียดให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการขนส่งสินค้าทางทะเลจากท่าเรือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังท่าเรือกรุงเทพ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองบริษัทจำเลยที่ 1 ระบุวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายหน้าและตัวแทนดำเนินการตามพิธีการศุลกากร ทั้งที่การท่าอากาศยานและการท่าเรือเพื่อนำสินค้าเข้าและส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศ ประกอบกิจการเป็นนายหน้าตัวแทนในการรับส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางเรือและทางอากาศ ประกอบกิจการบริการให้เช่าช่วงรถบรรทุกสินค้า ตามหนังสือรับรองบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ และใบตราส่งเป็นใบตราส่งที่ออกโดยจำเลยที่ 2 ในช่อง "FOR DELIVERY PLEASE CONTACT" หรือ "สำหรับการส่งมอบสินค้ากรุณาติดต่อ" ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในการติดต่อเพื่อส่งมอบสินค้า สอดคล้องกับหนังสือแจ้งการมาถึงของเรือ จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงผู้ดำเนินการติดต่อส่งมอบสินค้าเมื่อเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าถังขยะและรถเข็นจำนวน 495 กล่อง ตามคำฟ้องเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพ ดังนั้น ใบตราส่งจึงไม่ใช่หลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลที่มีจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาในฐานะผู้ขนส่ง เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหาตู้คอนเทนเนอร์ตลอดจนเรือบรรทุกสินค้า โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในการขนส่งสินค้านั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ทำการขนส่งสินค้าตามใบตราส่ง แม้ช่วงใดช่วงหนึ่งในฐานะเป็นผู้ขนส่งอื่น การที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าระวางไปยังผู้เอาประกันภัยตามใบเรียกเก็บค่าระวาง โดยไม่ปรากฏว่ามีรายการค่าธรรมเนียมตัวแทน (Agency Fee) ในใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่บริษัทโฮเต็ล แอนด์ โฮม อินโนเวชัน จำกัด ผู้เอาประกันภัย แม้จะเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำขึ้นเอง แต่ก็เป็นการดำเนินการในฐานะบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายตามประเพณีในธุรกิจการรับขนของทางทะเลให้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการรับขนของทางทะเล เช่น พิธีการเข้าเมือง พิธีการศุลกากร การนำร่อง การเข้าท่า การออกจากท่า การบรรทุกของลงเรือ การขนถ่ายของขึ้นจากเรือ หรือการส่งมอบของแก่ผู้รับตราส่ง เป็นต้น พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นในการรับขนสินค้าถังขยะและรถเข็นจำนวน 495 กล่อง ทางทะเลตามคำฟ้อง อันจะต้องรับผิดต่อบริษัทโฮเต็ล แอนด์ โฮม อินโนเวชัน จำกัด ผู้เอาประกันภัย โจทก์ผู้รับประกันภัยจึงไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยจากจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 2 โดยแบ่งหน้าที่กันทำ โดยสอดคล้องกับที่พยานจำเลยที่ 1 นางสาวอภิณห์นันท์ เบิกความตอบคำถามค้านว่า ก่อนที่จะขนส่งสินค้า ผู้เอาประกันติดต่อจำเลยที่ 1 ให้นำสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามายังประเทศไทย โดยแจ้งรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้จำเลยที่ 1 พิจารณาว่าจะรับขนได้หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการรับที่จะขนส่งสินค้าถังขยะและรถเข็นจำนวน 495 กล่อง ตามคำฟ้องจากผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงติดต่อจำเลยที่ 2 เพื่อให้ทำการขนส่งสินค้า จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

ที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นตัวแทนเข้าทำสัญญาแทนตัวการที่อยู่ต่างประเทศตามมาตรา 824 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้เอาประกันภัยได้ติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำการขนส่งสินค้าถังขยะและรถเข็นจำนวน 495 กล่อง และจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าอีกทอดหนึ่งโดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศ คำแก้อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวในคำฟ้อง จึงเป็นข้อแก้อุทธรณ์ที่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นข้อแก้อุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ขนส่ง จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและชั้นอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
บริษัท เวิล์ดเน็ท โลจิสติคส์
จำเลย — (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวเยาวรัตน์ กุหลาบเพ็ชรทอง
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2877/2559
#597434
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้วคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง ลักษณะเด่น และสำเนียงเรียกขานคำในเครื่องหมายทั้งสองว่าคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ไม่อาจพิจารณาเฉพาะภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง

แม้เครื่องหมายการค้ามีเสียงเรียกขานที่คล้ายกัน แต่จะถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ต้องพิจารณาด้วยว่ามีโอกาสที่สาธารณชนผู้บริโภคสินค้าของโจทก์ผู้ขอจดทะเบียนหรือของ ท. ผู้ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจะสับสนหลงผิดหรือไม่ แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสองจะใช้กับรายการสินค้า แปรงสีฟัน เช่นเดียวกัน แต่ ท. เป็นแปรงสีฟันธรรมดา ส่วนโจทก์เป็นแปรงสีฟันไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาสูงและมีลักษณะพิเศษเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการใช้สินค้า ชีวิต และทรัพย์สินของผู้บริโภคด้วย บุคคลที่จะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้ใช้ในชีวิตประจำวันย่อมต้องพินิจพิเคราะห์อย่างระมัดระวัง จึงไม่ใช่เรื่องที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดโดยง่าย ประกอบกับโจทก์นำสืบว่าใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "PHILIPS" มานานหลายสิบปี และจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งจำเลยไม่นำสืบโต้แย้ง การที่ประชาชนผู้บริโภคในประเทศไทยรู้จักสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าโจทก์อย่างดีย่อมไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าผู้บริโภคดังกล่าวจะสับสนหลงผิด และไม่น่าเชื่อว่าโจทก์มีเจตนาจะแอบอิงหรือแสวงหาประโยชน์ในชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของ ท. ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "PHILIPS" ตามคำขอเลขที่ 697659 ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า คำว่า "DR.PHILLIPS" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ตามคำขอเลขที่ 436805 ทะเบียนเลขที่ ค139232 จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/2663 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 971/2554 ให้จำเลยดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 697659 ของโจทก์ตามขั้นตอนต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "PHILIPS" ตามคำขอเลขที่ 697659 ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "DR.PHILLIPS" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 436805 ทะเบียนเลขที่ ค139232 จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่ พณ 0704/2663 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 971/2554 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 697659 ของโจทก์ตามขั้นตอนต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 21 รายการสินค้า ภาชนะใส่ของทำด้วยแก้ว ภาชนะใส่ของทำด้วยเซรามิก ภาชนะใส่ของใช้ในครัวทำด้วยเครื่องปั้นดินเผา (เทอร์ราคอตตา) ภาชนะใส่ของใช้ในครัวทำด้วยเครื่องเคลือบ ภาชนะใส่ของใช้ในครัวทำด้วยเครื่องแก้ว ภาชนะใส่ของใช้ในครัวทำด้วยเซรามิก ภาชนะใส่ของใช้ในครัวทำด้วยพลาสติก ถ้วย ภาชนะใส่เครื่องดื่มใช้ในครัวเรือน ฝาปิดถ้วยที่มีจุกดื่มน้ำจากถ้วย ถ้วยใส่อาหารที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า หม้ออุ่นขวดนมเด็กที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า หวี ฟองน้ำใช้ในครัวเรือน ภาชนะใส่เครื่องดื่มที่มีฉนวนกันความร้อน แปรงใช้ทำความสะอาด แปรงล้างจาน ภาชนะจ่ายนมผง ภาชนะใส่ขวดนมเด็กที่มีฉนวนกันความร้อน ขวดเก็บความร้อน ชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร (ยกเว้นมีด ส้อม และช้อน) ที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า แปรงสีฟันไฟฟ้า แปรงขัดเสื้อ วัสดุใช้ทำแปรง หนังชามัวส์ใช้ทำความสะอาด ผ้าทำความสะอาด ฝอยเหล็กใช้ในการขัด แก้วที่ยังไม่ได้ทำขึ้นหรือทำขึ้นบางส่วน (ยกเว้นแก้วที่ใช้ในการก่อสร้าง) เครื่องแก้วใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องแก้วสำหรับการหุงต้ม เครื่องแก้วใช้ประดับในบ้าน ภาชนะเครื่องกระเบื้องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารทำด้วยเครื่องปั้นดินเผา (ยกเว้นมีด ส้อม และช้อน) ที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า กระติกสุญญากาศ ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 697659 คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ซึ่งได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 21 รายการสินค้า แปรงสีฟันและไหมใช้ทำความสะอาดฟัน ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค139232 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากภาพรวมของลักษณะเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวทั้งหมด ลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า และสำเนียงเรียกขานคำในเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าเหมือนหรือคล้ายกันเพียงใด ตลอดจนต้องพิจารณาว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ไม่อาจพิจารณาเฉพาะภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวโดยไม่พิจารณาคำว่า "DR." ที่บริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ได้แสดงปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิในคำนี้เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว เพราะการปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิในคำว่า "DR." แต่เพียงผู้เดียวในเครื่องหมายการค้า ของบริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 มีผลเพียงให้บริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ไม่อาจหวงกันโดยใช้คำว่า "DR." เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าของตนแต่เพียงผู้เดียวได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่อาจห้ามผู้อื่นมิให้ใช้คำว่า "DR." เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าได้เท่านั้น ไม่มีผลทำให้คำว่า "DR." ในเครื่องหมายการค้าของบริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด เป็นคำที่มิได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้า ส่วนปัญหาเกี่ยวกับรายการสินค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 697659 กับรายการสินค้าที่บริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค139232 ว่าเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่นั้น ในข้อนี้แม้ว่ารายการสินค้าตามคำขอเลขที่ 697659 จะมีเพียงรายการแปรงสีฟันไฟฟ้าที่เป็นสินค้าชนิดเดียวกันกับที่บริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค139232 คือ แปรงสีฟัน ส่วนรายการสินค้าอื่นตามคำขอเลขที่ 697659 กับรายการสินค้าแปรงสีฟัน และไหมใช้ทำความสะอาดฟัน ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค139232 จะเป็นสินค้าคนละชนิดกัน แต่รายการสินค้าของทั้งสองกลุ่มนี้จัดอยู่ในรายการสินค้าจำพวกที่ 21 เช่นเดียวกัน ทั้งยังเป็นรายการสินค้าที่ใช้ในครัวเรือนเช่นเดียวกัน จึงถือได้ว่าสินค้าทั้งสองกลุ่มนี้เป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ดังนั้น หากเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายมีลักษณะคล้ายกันอาจก่อให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อพิจารณาภาพรวม ลักษณะเด่น และสำเนียงเรียกขานของคำในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วดังกล่าว เห็นได้ว่ามีการวางลักษณะตัวอักษรคล้ายกันมาก คงมีความแตกต่างเพียงรายละเอียดที่เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วมีคำว่า "DR." นำหน้า และมีรูปประดิษฐ์รอยยิ้มอยู่ใต้ข้อความว่า "DR.PHILLIPS" ซึ่งแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเพราะของโจทก์ไม่มีคำหรือข้อความอื่นใดนำหน้าคำว่า "" และเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 697659 ไม่มีรูปประดิษฐ์อื่นใดประกอบอยู่ในเครื่องหมายด้วย ทำให้มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เพราะคำว่า "PHILIPS" ในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับคำว่า "PHILLIPS" ในเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว ยังคงเรียกขานได้ว่า ฟิลิปส์ กับ ฟิลลิปส์ คล้ายคลึงกัน ซึ่งคำว่า "PHILIPS" ในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับคำว่า "PHILLIPS" ในเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วเป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมาย อันถือได้ว่ามีเสียงเรียกขานที่คล้ายกัน แต่ความคล้ายกันดังกล่าวจะถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาปัญหาต่อไปด้วยว่ามีโอกาสที่สาธารณชนผู้บริโภคสินค้าของโจทก์หรือของผู้ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วจะสับสนหลงผิดในเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ การพิจารณาปัญหานี้ต้องพิจารณาจากสาธารณชนกลุ่มผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการสินค้าและบริการทั้งของโจทก์และของบริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด เป็นสำคัญ แม้เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าที่บริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วจะใช้กับรายการสินค้าแปรงสีฟันเช่นเดียวกัน แต่รายการสินค้าที่บริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้เป็นแปรงสีฟันธรรมดา มิใช่เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนรายการสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนนี้เป็นแปรงสีฟันไฟฟ้า ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่มีราคาสูงและมีลักษณะพิเศษเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการใช้สินค้า ชีวิต และทรัพย์สินของผู้บริโภคด้วย บุคคลที่มีความประสงค์จะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้ใช้สอยในชีวิตประจำวันย่อมต้องพินิจพิเคราะห์อย่างระมัดระวัง โดยมิได้พิจารณาแต่เพียงเครื่องหมายการค้าแล้วตัดสินใจเลือกซื้อทันที เพราะจะต้องพิจารณาจากข้อมูลต่าง ๆ ในเอกสารโฆษณา ตัวสินค้าที่แท้จริง และการทดลองใช้สินค้าก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อ รวมทั้งความน่าเชื่อถือในตัวผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการหลังการขายด้วย จึงมิใช่เรื่องที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดได้โดยง่าย ส่วนรายการสินค้าอื่นที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น แม้จะมิใช่เครื่องใช้ไฟฟ้าและเป็นสินค้าที่ใช้ภายในครัวเรือนเช่นเดียวกันกับรายการสินค้าแปรงสีฟันและไหมใช้ทำความสะอาดฟันที่บริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด เคยผลิตออกจำหน่ายในท้องตลาดซึ่งสินค้าภาชนะใส่ของทำด้วยแก้ว ภาชนะใส่ของทำด้วยเซรามิก ภาชนะใส่ของใช้ในครัวทำด้วยเครื่องปั้นดินเผา (เทอร์ราคอตตา) ภาชนะใส่ของใช้ในครัวทำด้วยเครื่องเคลือบ ภาชนะใส่ของใช้ในครัวทำด้วยเครื่องแก้ว ภาชนะใส่ของใช้ในครัวทำด้วยเซรามิก ภาชนะใส่ของใช้ในครัวทำด้วยพลาสติก ถ้วย ภาชนะใส่เครื่องดื่มใช้ในครัวเรือน ฝาปิดถ้วยที่มีจุกดื่มน้ำจากถ้วย ถ้วยใส่อาหารที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า หม้ออุ่นขวดนมเด็กที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า หวี ฟองน้ำใช้ในครัวเรือน ภาชนะใส่เครื่องดื่มที่มีฉนวนกันความร้อน แปรงใช้ทำความสะอาด แปรงล้างจาน ภาชนะจ่ายนมผง ภาชนะใส่ขวดนมเด็กที่มีฉนวนกันความร้อน ขวดเก็บความร้อน ชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร (ยกเว้นมีด ส้อม และช้อน) ที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า แปรงขัดเสื้อ วัสดุใช้ทำแปรง หนังชามัวส์ใช้ทำความสะอาด ผ้าทำความสะอาด ฝอยเหล็กใช้ในการขัด แก้วที่ยังไม่ได้ทำขึ้นหรือทำขึ้นบางส่วน (ยกเว้นแก้วที่ใช้ในการก่อสร้าง) เครื่องแก้วใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องแก้วสำหรับการหุงต้ม เครื่องแก้วใช้ประดับในบ้าน ภาชนะเครื่องกระเบื้องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารทำด้วยเครื่องปั้นดินเผา (ยกเว้นมีด ส้อม และช้อน) ที่ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า กระติกสุญญากาศ ที่ใช้เครื่องหมายการค้า โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหลายรายการดังกล่าวที่ไม่ปรากฏว่าบริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด เคยผลิตออกจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนตามทะเบียนเลขที่ ค139232 เลยย่อมเกิดขึ้นได้ยาก ประกอบกับโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงว่า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" คำว่า "" และรูปประดิษฐ์ มานานหลายสิบปีโดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าที่โจทก์ผลิตออกจำหน่ายในท้องตลาดในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2534 และได้รับการพิจารณาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามในรูปลักษณะต่าง ๆ และกับสินค้าต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2493 ดังปรากฏตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์จำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า คำว่า "" ในหลายประเทศทั่วโลก ในประเทศไทย โจทก์เริ่มจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสามดังกล่าวตั้งแต่ปี 2495 โดยบริษัทฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นสาขาของโจทก์ในประเทศไทยเป็นผู้นำสินค้าเข้ามาจำหน่าย มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ทางนิตยสาร สิ่งพิมพ์ เอกสารโฆษณาต่าง ๆ และการแจกจ่ายตัวอย่างสินค้าทดลองและสิ่งของภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ในโฆษณาและเอกสารประชาสัมพันธ์สินค้าฟิลิปส์ ทั้งยังมีรายชื่อบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่รับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าฟิลิปส์ของโจทก์ดังกล่าวไปเสนอจำหน่ายในจังหวัดต่าง ๆ ทุกภูมิภาคของประเทศไทย จนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในหมู่สาธารณชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนผู้ชื่นชอบสินค้าแฟชั่น และโจทก์ยังนำสืบให้เห็นถึงการจัดตั้งโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทยโดยเฉพาะโรงงานผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและหลอดไฟให้แสงสว่างซึ่งเป็นสินค้าที่กลุ่มผู้บริโภคสินค้าดังกล่าวในประเทศไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี อันแสดงให้เห็นถึงการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า ฟิลิปส์ของโจทก์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากและต่อเนื่อง โดยจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวและมิได้นำสืบโต้แย้งในประเด็นนี้แต่อย่างใด คงโต้แย้งเพียงว่าหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังกล่าวไม่อาจสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของโจทก์ที่ว่ามีการใช้เครื่องหมายการค้าโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษอันสมควรรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์เท่านั้น ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบถึงการใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า "" ข้างต้นจะมิใช่การใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าตามรายการสินค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 697659 ในประเทศไทยจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์การแสดงถึงการใช้เครื่องหมายการค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนมาเป็นเวลานานโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษอันเป็นเหตุสมควรให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ก็ตาม แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมและการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและยาวนานจนได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย ทำให้แม้กลุ่มผู้บริโภคสินค้าแปรงสีฟันไฟฟ้าของโจทก์กับสินค้าแปรงสีฟันของบริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วจะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันบ้าง แต่การที่ประชาชนผู้บริโภคในประเทศไทยรู้จักสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าฟิลิปส์ของโจทก์เป็นอย่างดีย่อมไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าผู้บริโภคดังกล่าวจะสับสนหลงผิดว่าสินค้าแปรงสีฟันไฟฟ้าของโจทก์เป็นสินค้าแปรงสีฟันของบริษัทดังกล่าว ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบแสดงให้เห็นถึงความนิยมและการใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า "" ของโจทก์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและยาวนานจนได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์มีเจตนาใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" กับสินค้าตามรายการสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 697659 โดยมุ่งประสงค์จะแอบอิงหรือแสวงหาประโยชน์ในชื่อเสียงเกียรติคุณในเครื่องหมายการค้า ของบริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วกับสินค้าแปรงสีฟันและไหมใช้ทำความสะอาดฟัน โอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำหนดของสินค้าจึงเกิดขึ้นได้ยาก บุคคลผู้เลือกซื้อสินค้าของโจทก์ย่อมแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าแปรงสีฟันไฟฟ้าของโจทก์กับสินค้าแปรงสีฟันของบริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วได้ว่าสินค้าแปรงสีฟันไฟฟ้ากับแปรงสีฟันดังกล่าวไม่ใช่สินค้าที่มีเจ้าของสินค้าคนเดียวกันหรือมีแหล่งกำเนิดของสินค้าจากแหล่งเดียวกัน กรณียังไม่อาจถือได้ว่าเครื่องหมายการค้า คำว่า "" ที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 697659 คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ที่บริษัททีโกเดนทอลแอนด์เคมีคอล จำกัด ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค139232 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันจะเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13 ตามที่จำเลยอุทธรณ์กล่าวอ้างแต่อย่างใด และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและนำส่งมานั้นรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าฟิลิปส์มาแล้วโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือไม่ตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 697659 ของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นจดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค139232 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและมีลักษณะอย่างเดียวกันนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โคนิงค์ลิจเค่ ฟิลิปส์ อิเลคทรอนิคส์ เอ็น.วี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2874/2559
#597954
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมย่อมตกเป็นโมฆะ ถ้าได้ทำขึ้นขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1652, 1653, 1656, 1657, 1658, 1660, 1661 หรือ 1663 ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1705 ที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเนื้อที่ 11 ไร่ 87 ตารางวา เป็นสินสมรสส่วนของโจทก์เพียง 8 ไร่ 2 งาน 7,0625 ตารางวา โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินส่วนดังกล่าวหลังจากที่จดทะเบียนหย่า การที่ ส. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือดังกล่าวให้แก่จำเลย จึงไม่ใช่กรณีตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 ที่ตรวจแก้ไขชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 1481 ที่บัญญัติ "สามีหรือภริยาไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสเกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลใดได้" เพราะขณะทำพินัยกรรมโจทก์และ ส. ไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้ว ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่ใช่บทมาตราที่จะตกเป็นโมฆะตามที่มาตรา 1705 บัญญัติ แต่เป็นการทำพินัยกรรมกำหนด การเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ใช่ในเรื่องทรัพย์สินของตนเองตามมาตรา 1646 ก็มีผลเพียงว่า ข้อกำหนดที่ยกที่ดินพิพาทส่วนของผู้อื่นไม่มีผลบังคับเท่านั้น ส่วนข้อกำหนดอื่น เช่น การตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกคงมีผลบังคับได้ ดังนี้ หาทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะไม่เนื่องจากไม่ต้องด้วยกรณีตามมาตรา 1705 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองและข้อกำหนดในพินัยกรรมที่นายสวัสดิ์ทำไว้เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2549 เพิกถอนการจดทะเบียนการรับโอนมรดกที่จำเลยในฐานะส่วนตัวและฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนไว้ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2555 ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2215 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครไชยศรี) เนื้อที่ 11 ไร่ 87 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 54 และ 54/1 แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้โจทก์มีสิทธิดำเนินการได้เองโดยถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากไม่สามารถดำเนินการได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือไม่ว่าเพราะเหตุใด ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามมูลค่าที่ดินและบ้านจำนวน 2,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการที่นายสวัสดิ์จำหน่ายที่ดินพิพาทเกินส่วนไปจำนวน 3 ไร่ เป็นเงิน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดนครปฐมเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ต่อมาประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดนครปฐมจึงโอนคดีนี้มาที่ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2215 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครไชยศรี) เนื้อที่ 14 ไร่ 78.437 ตารางวา เป็นสินสมรสส่วนของโจทก์ พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายสวัสดิ์ ฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2549 ไม่มีผลผูกพันและบังคับถึงที่ดินสินสมรสในส่วนของโจทก์ได้ ให้จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวส่วนที่เหลือเนื้อที่ 11 ไร่ 87 ตารางวา คืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ ผู้ตายใช้หนี้ค่าที่ดินแก่โจทก์ 744,648.13 บาท จากกองมรดกผู้ตาย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ราคาแทนหากโอนที่ดินให้แก่โจทก์ไม่ได้นั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องกำหนดให้จำเลยใช้ราคาแทนอีก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนคงเสียเฉพาะค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 30,000 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2215 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครไชยศรี) ตามส่วนเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 7.0625 ตารางวา ให้จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ ผู้ตาย จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย สำหรับคำขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ชดใช้ค่าที่ดินแก่โจทก์ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นายถม และนางหนู เป็นสามีภริยากันชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินโฉนดเลขที่ 2215ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (นครไชยศรี) เนื้อที่ 30 ไร่ 1 งาน 14 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นสินสมรสของนายถมและนางหนู โดยซื้อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2485 จากนายจ่าง แต่ใส่ชื่อนายถมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2504 นายถมถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ นายถมมีทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกขณะถึงแก่ความตาย คือ นางหนู (ทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรส) นายไสว นางคุ่ม นางเล็ก นายหวาน นางตอง และนายสวัสดิ์ รวม 6 คน (ทายาทโดยธรรมประเภทญาติอันดับที่ 1 ผู้สืบสันดานชั้นบุตร) กับนายบัว นายใบ เด็กหญิงหมวย และเด็กหญิงตุ่ม 4 คน (ทายาทโดยธรรมประเภทญาติอันดับที่ 1 ผู้สืบสันดานชั้นหลาน) ซึ่งรับมรดกแทนที่ในส่วนของนางยวง ซึ่งเป็นบุตรของนายถมและนางหนูตามบัญชีเครือญาติด้านหลังคำขอรับโอนมรดกสำเนาภาพถ่ายคำขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาท วันที่ 30 ตุลาคม 2506 นางหนูยื่นคำขอรับโอนมรดกของนายถม วันที่ 19 พฤษภาคม 2507 โจทก์และนายสวัสดิ์จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ นางสาวจุฬารัตน์ นายพิทักษ์ นางกรกมล และนายอดิศร วันที่ 26 พฤษภาคม 2515 นางหนูจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่นายสวัสดิ์ วันที่ 30 ตุลาคม 2521 โจทก์และนายสวัสดิ์จดทะเบียนหย่ากัน โดยบันทึกเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินว่า ไม่ประสงค์ให้บันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สิน ตามสำเนาภาพถ่ายบันทึก วันที่ 30 พฤศจิกายน 2521 จำเลยและนายสวัสดิ์จดทะเบียนสมรสกัน วันที่ 24 ตุลาคม 2522 และวันที่ 28 ตุลาคม 2523 นายสวัสดิ์จดทะเบียนให้นายพยอม และนางตองถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ตามสำเนาภาพถ่ายบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวม วันที่ 3 พฤษภาคม 2525 นายสวัสดิ์แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทให้แก่นายพยอมและนางตองคิดเป็นเนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา และ 5 ไร่ 1 งาน 92 ตารางวา ที่ดินพิพาทคงเหลือ 11 ไร่ 87 ตารางวา วันที่ 4 มกราคม 2549 นายสวัสดิ์ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแต่ผู้เดียวและตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามสำเนาพินัยกรรม วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 นายสวัสดิ์ถึงแก่ความตาย วันที่ 25 กรกฎาคม 2555 จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวัสดิ์ วันที่ 29 กันยายน 2555 ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ตามสำเนาคำร้องขอและคำสั่งศาลจังหวัดนครปฐม คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1034/2555 หมายเลขแดงที่ 1223/2555 วันที่ 12 ตุลาคม 2555 จำเลยยื่นคำขอโอนมรดก ตามสำเนาคำขอโอนมรดก อนึ่ง บ้านเลขที่ 54 และ 54/1 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 2 หลัง ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือและไม่ตกได้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ไม่อุทธรณ์สำหรับบ้านเลขที่ดังกล่าว 2 หลัง จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามสำเนาพินัยกรรม ตกเป็นโมฆะหรือไม่ พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมย่อมตกเป็นโมฆะ ถ้าได้ทำขึ้นขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1652, 1653, 1656, 1657, 1658, 1660, 1661 หรือ 1663 ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเนื้อที่ 11 ไร่ 87 ตารางวา เป็นของโจทก์ทั้งหมด นายสวัสดิ์ไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลย พินัยกรรมจึงตกเป็นโมฆะ แต่ข้อเท็จจริงได้ความดั่งที่วินิจฉัยข้างต้นว่าสินสมรสส่วนของโจทก์เพียง 8 ไร่ 2 งาน 7.0625 ตารางวา ดังนั้น โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเพียง 8 ไร่ 2 งาน 7.0625 ตารางวา หลังจากที่จดทะเบียนหย่า การที่นายสวัสดิ์ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าวจึงไม่ใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ตรวจแก้ไขชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 1481 ที่บัญญัติว่า "สามีหรือภริยาไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสเกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลใดได้" เพราะขณะทำพินัยกรรมของโจทก์และนายสวัสดิ์ไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้ว ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่ใช่บทมาตราที่จะตกเป็นโมฆะตามที่มาตรา 1705 บัญญัติ แต่การที่นายสวัสดิ์ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยเป็นการทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ใช่ในเรื่องทรัพย์สินของตนเองตามมาตรา 1646 ก็มีผลเพียงว่า ข้อกำหนดที่ยกที่ดินพิพาทส่วนของผู้อื่นไม่มีผลบังคับเท่านั้น ส่วนข้อกำหนดอื่น เช่น การตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกคงมีผลบังคับได้ ดังนี้ หาทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะไม่ เนื่องจากไม่ต้องด้วยกรณีตามมาตรา 1705 เช่นกัน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเนื้อที่ 11 ไร่ 87 ตารางวา เพียง 8 ไร่ 2 งาน 7.0625 ตารางวา ดังนั้น ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยต้องชดใช้เงินจำนวน 744,648.13 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1481 ม. 1646 ม. 1705
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชมพรหรือสมบูรณ์หรือตังกวย วงศ์ศรีนาค
จำเลย — นางนิตยา วงศ์ศรีนาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม — นายสุเทพ ค้าเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิศล พิรุณ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2865/2559
#600598
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ น. ผู้ตาย โดยบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย เป็นบุตรของ บ. และ ห. มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4 คน บิดามารดาและพี่น้องบางคนได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ผู้ร้องถึงแก่ความตายโดยไม่เคยแต่งงานและไม่มีบุตร ผู้ตายมีทรัพย์มรดกและมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก คำร้องขอของผู้ร้องได้บรรยายโดยแจ้งชัดถึงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นทายาทที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 เป็นคำร้องที่สมบูรณ์และชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 171 ประกอบมาตรา 172 วรรคสอง ศาลชอบที่จะมีคำสั่งรับคำร้องไว้ไต่สวนต่อไป

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสนอหนังสือรับรองการตายของบิดามารดาผู้ตายซึ่งรับรองโดยเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อศาลภายใน 7 วัน จึงจะพิจารณาสั่งคำร้องขอ มิฉะนั้นถือว่าไม่รับ แม้เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขอแล้วใช้ดุลพินิจสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ก็ตาม แต่หนังสือรับรองการตายของบิดามารดาผู้ตายดังกล่าวไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมคำร้องขอ คงเป็นเอกสารเกี่ยวกับรายละเอียดที่ผู้ร้องสามารถนำสืบได้ในชั้นไต่สวนว่า บิดามารดาของผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องในฐานะพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย เป็นทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกผู้ตาย และอาจส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลในชั้นไต่สวนได้ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ แม้ผู้ร้องจะมิได้ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นก็จะมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องที่ยื่นโดยชอบแล้วหาได้ไม่และกรณีไม่ใช่เรื่องที่ผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควร

อีกทั้งการที่ศาลชั้นต้นสั่งว่า ผู้ร้องทิ้งคำร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ด้วยก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้ไต่สวนแต่อย่างใด คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งทิ้งคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน ต้องยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสนอหนังสือรับรองการตายของบิดามารดาผู้ตายโดยให้รับคำร้องขอแล้วดำเนินการไต่สวนต่อไปตามรูปคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้ผู้ร้องเสนอหนังสือรับรองการตายของบิดาและมารดาผู้ตายซึ่งรับรองโดยพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อศาลก่อนภายใน 7 วัน จึงจะพิจารณาสั่งคำร้องขอ มิฉะนั้นถือว่าไม่รับ ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ผู้ร้องยังมิได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด ถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) จึงไม่รับคำร้องขอ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวนิภา ผู้ตาย โดยบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย โดยเป็นบุตรของนายบังเกี้ยก หรือปังเดียด บิดา กับนางหงษ์หรือหงส์ มารดา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4 คน บิดามารดาและพี่น้องบางคนได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่เคยแต่งงานและไม่มีบุตร ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากในธนาคารและมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย จึงขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำร้องขอของผู้ร้องได้บรรยายโดยแจ้งชัดถึงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นทายาทที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกต่อศาลโดยมีพฤติการณ์อันจำเป็นและสมควรที่จะแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 จึงเป็นคำร้องขอที่สมบูรณ์และชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 171 ประกอบมาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้เพื่อไต่สวนต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสนอหนังสือรับรองการตายของบิดาและมารดาผู้ตายซึ่งรับรองโดยพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อศาลก่อนภายใน 7 วัน จึงจะพิจารณาสั่งคำร้องขอ มิฉะนั้นถือว่าไม่รับนั้น แม้กรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขอแล้วใช้ดุลพินิจสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ก็ตาม แต่หนังสือรับรองการตายของบิดาและมารดาผู้ตายดังกล่าวไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมคำร้องขอ คงเป็นเอกสารเกี่ยวกับรายละเอียดที่ผู้ร้องสามารถนำสืบได้ในชั้นไต่สวนว่า บิดามารดาของผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องในฐานะพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกผู้ตาย และอาจส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลในชั้นไต่สวนได้ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ดังนี้ แม้ต่อมาผู้ร้องจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ดังกล่าว ศาลชั้นต้นก็จะมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องที่ยื่นโดยชอบแล้วหาได้ไม่ และกรณีไม่ใช่เรื่องที่ผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ด้วยก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้ไต่สวนแล้วแต่อย่างใด คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2558 ที่ให้ผู้ร้องเสนอหนังสือรับรองการตายของบิดามารดาผู้ตายต่อศาลภายใน 7 วัน และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอของผู้ร้อง โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องแล้วดำเนินการไต่สวนต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 171 ม. 172 วรรคสอง ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางเจียมใจ ปาณิกบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุทัศน์ ภัทรวรกุลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2864/2559
#600596
เปิดฉบับเต็ม

ว. ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเป็นการเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของรัฐตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขดังที่กฎหมายบัญญัติ หากกระทำผิดเงื่อนไขรัฐจะเอาคืนเสียเมื่อใดก็ได้ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ว. แม้ที่ดินพิพาทยังเป็นของรัฐ แต่ ว. ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ ว. จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ตามมาตรา 1367 ที่สามารถใช้ยันกับราษฎรหรือประชาชนทั่วไปได้ และ ว. อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหากปฏิบัติครบถ้วนตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 สิทธิของ ว. ที่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีลักษณะทำนองเดียวกับสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งสามารถโอนและรับมรดกกันได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1410 และมาตรา 1411 เมื่อ ว. ถึงแก่ความตาย สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นกองมรดกของ ว. ตามมาตรา 1600 ตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ว. ตามมาตรา 1599 ส่วนบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทนั้น ว. เป็นผู้ปลูกสร้างโดยได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่และทำประโยชน์จากรัฐตามกฎหมายดังกล่าว บ้านจึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 บ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของ ว. เมื่อ ว. ถึงแก่ความตายย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท

ว. ยังไม่ได้ขอให้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง เพื่อนำไปขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามมาตรา 11 วรรคสอง ว. ถึงแก่ความตายเสียก่อน จำเลยไม่ใช่ทายาทของ ว. แต่กลับกล่าวอ้างว่าเป็นทายาทแล้วขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จากนั้นได้ขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และดำเนินการออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของตน เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและเป็นการไม่ชอบ กระทบสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ว. ที่มีสิทธิตามกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนโฉนดที่ดินได้ แต่การที่โจทก์จะให้ใส่ชื่อโจทก์แทนจำเลยโดยไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินนั้นไม่อาจกระทำได้ เพราะโจทก์จะต้องไปดำเนินการตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอนโดยถูกต้องก่อน

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่งค่าฤชาธรรมเนียมไม่ครบถ้วนโดยสั่งเฉพาะค่าทนายความ จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 167

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยออกจากผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5195 ตำบลหนองบัว อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย และให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนชื่อจำเลยออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 5195 ตำบลหนองบัว อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย และให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นายวา เป็นบุตรของนายคาย และนางประเทือง โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายวาและนางเขียน ตามสำเนาทะเบียนบ้าน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ โจทก์ นายสมคิด และนางสาวจันทร์ตา ตามบัญชีเครือญาติ นายวาเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์หนองบัวและเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองบัว อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร กับโกดังเก็บสินค้าพืชไร่ตามภาพถ่าย (4 ภาพ) ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์หนองบัว เนื้อที่ 1 งาน 15 ตารางวา ที่ได้รับจัดสรรให้เข้าอยู่อาศัยตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 และเข้าอยู่ในบ้านดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2526 กับปลูกโกดังเก็บสินค้าในที่ดินที่พิพาทกันในคดีนี้ นายวาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2538 มีทรัพย์มรดกคือรถยนต์กระบะบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-4578 สุโขทัย และที่ดินทำไร่ 2 แปลง เนื้อที่ 28 ไร่ และ 30 ไร่ ขณะที่นายวาถึงแก่ความตายยังไม่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์จากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์อันจะนำไปขอออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 นายวาไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่มีทายาทโดยธรรม คือ นายคาย นางประเทือง นางเขียน โจทก์ นายสมคิด และนางสาวจันทร์ตา รวม 6 คน วันที่ 3 มิถุนายน 2538 นางประเทืองทำหนังสือสัญญากับจำเลยเพื่อแสดงเจตนาว่า นายคายและนางประเทืองเรียกร้องเงิน 100,000 บาท และรถยนต์ 1 คัน จากจำเลย โดยมีเงื่อนไขว่านายคายและนางประเทืองมอบบ้านเลขที่ 4/2 ให้จำเลย ตามหนังสือสัญญาผู้รับเลี้ยงดูแล หรือสำเนาหนังสือสัญญาผู้รับเลี้ยงดูแล วันที่ 6 มิถุนายน 2538 นางประเทืองทำหนังสือแสดงเจตนาตั้งจำเลยเป็นผู้รับโอนสิทธิและผลประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์หนองบัว หรือสำเนาหนังสือแสดงเจตนาตั้งผู้รับโอนสิทธิและผลประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ ปี 2539 โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายวา นางประเทืองยื่นคำคัดค้าน วันที่ 26 ธันวาคม 2539 ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์และนางประเทืองเป็นผู้จัดการมรดกของนายวาร่วมกัน ตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 336/2539 หมายเลขแดงที่ 394/2539 วันที่ 29 มกราคม 2540 โจทก์และนางประเทืองทำสัญญาแบ่งทรัพย์มรดก โดยรถยนต์ 2 คัน ให้ตกเป็นของนางประเทือง ทรัพย์มรดกที่เหลือให้ตกเป็นของโจทก์ แต่นางประเทืองต้องชำระเงิน 41,668 บาท ให้แก่โจทก์ ตามสัญญาแบ่งทรัพย์มรดก วันที่ 26 มีนาคม 2540 จำเลยทำหนังสือแสดงเจตนาตั้งผู้รับโอนสิทธิและผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และนายสมคิดกับทำบันทึกเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามหนังสือแสดงเจตนาตั้งผู้รับโอนสิทธิและผลประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ และบันทึกเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน วันที่ 16 ธันวาคม 2546 อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) เลขที่ 1279/2546 เพื่อแสดงว่าจำเลยนำตรวจสอบและพิสูจน์ที่ดินแปลงดังกล่าวว่าได้ทำประโยชน์ครบถ้วนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ตามสำเนาหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) แล้วนำไปขอออกโฉนดที่ดิน วันที่ 7 มิถุนายน 2547 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเลขที่ 5195 ตำบลหนองบัว อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 1 งาน 15 ตารางวา ให้แก่จำเลย แต่ห้ามโอนภายในห้าปี ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ใช่บุตรหรือทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายวา จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธณ์ภาค 6 ว่า จำเลยไม่ใช่บุตรหรือทายาทของนายวา

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 4ตำบลหนองบัว อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายวา หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตนิคมสหกรณ์หนองบัว นายวาได้รับคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเป็นการเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของรัฐ จากการที่รัฐบาลนำที่ดินของรัฐมาจัดเพื่อให้ประชาชนได้มีที่ตั้งเคหสถานและประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขดังที่กฎหมายบัญญัติ หากกระทำผิดเงื่อนไขรัฐจะเอาคืนเสียเมื่อใดก็ได้ ดังนี้ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐอยู่ ที่ดินพิพาทไม่ใช่มรดกของนายวาอันจะตกแก่ทายาทของนายวา ส่วนบ้านเลขที่ 4/2 ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทนั้น นายวาเป็นผู้ปลูกสร้างโดยได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่และทำประโยชน์จากรัฐตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 บ้านเลขที่ 4/2 จึงไม่เป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 บ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของนายวา เมื่อนายวาถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมรวม 6 คน ซึ่งมีโจทก์รวมอยู่ด้วยดังข้อเท็จจริงที่ฟังยุติ อนึ่ง แม้ที่ดินพิพาทจะเป็นของรัฐแต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายวาได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเข้าไปปลูกบ้านเลขที่ 4/2 และโกดังเก็บสินค้า นายวาจึงมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ที่สามารถใช้ยันกับราษฎรหรือประชาชนทั่วไปได้ คงไม่สามารถใช้ยันต่อรัฐได้เท่านั้นหากมีการทำผิดเงื่อนไข และนายวาอาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหากปฏิบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 สิทธิของนายวาที่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมีลักษณะทำนองเดียวกับสิทธิเหนือพื้นดินซึ่งสามารถโอนและรับมรดกกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 และมาตรา 1411 เมื่อนายวาถึงแก่ความตาย สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นกองมรดกของนายวาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 และตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายวาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 4/2 เป็นมรดกของนายวามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยประการแรกฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและมีสิทธินำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ไปออกโฉนดที่ดินหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายวาเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์หนองบัว ได้รับจัดสรรให้เข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 และเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 4/2 ที่นายวาปลูกสร้างในที่ดินพิพาทกับปลูกโกดังในที่ดินพิพาท แต่นายวายังไม่ได้ขอให้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง เพื่อนำไปขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามมาตรา 11 วรรคสอง นายวาก็ถึงแก่ความตายเสียก่อนโดยนายวามีทายาทโดยธรรม 6 คน คือ นายคายและนางประเทืองซึ่งเป็นบิดามารดา นางเขียนซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ นายสมคิดและนางสาวจันทร์ตา ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายทั้งสามคน ส่วนจำเลยไม่ใช่บุตรของนายวา เมื่อนายวาถึงแก่ความตายก่อนได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การที่จำเลยไม่ใช่ทายาทของนายวากลับกล่าวอ้างว่าเป็นทายาทของนายวาแล้วขอสมัครเป็นสมาชิกของนิคมสหกรณ์หนองบัวและขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จากนั้นได้ขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์และดำเนินการออกโฉนดที่ดินจึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและเป็นการไม่ชอบ แม้คณะกรรมการจะอนุญาตให้จำเลยเข้าเป็นสมาชิกของนิคมสหกรณ์หนองบัวและให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็เป็นการอนุญาตโดยผิดหลง นอกจากนี้จำเลยไม่เคยเข้าทำประโยชน์เลย กับการที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ และเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยก็เป็นกระทำโดยผิดหลงเช่นกัน การกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่าจำเลยไม่มีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์หนองบัวเพื่อเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และไม่มีสิทธิยื่นคำขอหนังสือแสดงการทำประโยชน์และไม่มีสิทธินำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ไปออกโฉนดที่ดิน ฎีกาของจำเลยประการที่สองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการออกโฉนดที่ดินของจำเลยเป็นไปโดยไม่ชอบ ดังนี้ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทที่ออกโดยไม่ชอบได้ แต่การที่โจทก์จะให้ใส่ชื่อโจทก์แทนจำเลยโดยไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินนั้นย่อมไม่อาจกระทำได้ เพราะโจทก์จะต้องไปดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอนโดยถูกต้องก่อน นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่งค่าฤชาธรรมเนียมไม่ครบถ้วนโดยสั่งเฉพาะค่าทนายความจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 5195 ตำบลหนองบัว อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย คำขอโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าทนายความทั้งสามศาล ศาลละ 5,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146 ม. 1367 ม. 1410 ม. 1411 ม. 1599 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 167
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกัญญา นาคกร
จำเลย — นายแมน จันทร์ผ่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายธรรมนูญ เชาว์พานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ศรธนะรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อธิป จิตต์สำเริง
ฉันทวัฒน์ วรทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2856/2559
#598039
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ด. ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 1,570 เม็ด และอาวุธปืน ในระหว่างที่ ด. ถูกควบคุมตัวจำเลยที่ 4 โทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ด. ด.ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ว. ให้จำเลยที่ 4 ว. ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้ ด. เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 40,000 เม็ด แล้วขยายผลการจับกุมโดยให้สิบตำรวจเอก ท. ปลอมตัวเป็นลูกน้องของ ด. นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 3 มารับเมทแอมเฟตามีนแทน การที่สิบตำรวจเอก ท. ส่งมอบกระเป๋าซึ่งภายในไม่มีเมทแอมเฟตามีนของกลางให้จำเลยที่ 3 คงเป็นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจเกรงว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งมารับเมทแอมเฟตามีนอาจแย่งชิงเมทแอมเฟตามีนของกลางจากสิบตำรวจเอก ท. ไปมากกว่าเหตุอื่น ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หาใช่เป็นการแน่แท้เด็ดขาดว่าเป็นเรื่องพ้นวิสัยที่จำเลยที่ 3 จะกระทำความผิดสำเร็จไม่ได้เพราะเหตุไม่มีเมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดได้ แต่เป็นกรณีที่อาจบรรลุผลได้ตามเจตนาของจำเลยที่ 3 ที่ต้องการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไป การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม ป.อ. มาตรา 80 ไม่ใช่พยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามมาตรา 81

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 5, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม, 102 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81, 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 3 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 โดยวางโทษจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน และปรับ 333,334 บาท และจำเลยที่ 4 จำคุก 16 ปี 8 เดือน และปรับ 333,334 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน และปรับ 333,333.34 บาท (ที่ถูก 333,333.33 บาท) หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับกุมนายเด่นพงษ์หรือมอส ลูกน้องคนสนิทของนายศฤงคารหรืออุ๊บ ซึ่งเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ายาเสพติดซึ่งอยู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยนำเข้าทางจังหวัดหนองคาย นายเด่นพงษ์ยอมให้ข้อมูลและร่วมมือใช้โทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนางวันหรือวรรณ ผู้ค้ายาเสพติดชาวลาวโดยนัดหมายให้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งที่ห้างสรรพสินค้าโลตัสบิ๊กเจียง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย วันที่ 5 กรกฎาคม 2549 นางวันผู้ค้ายาเสพติดชาวลาวได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนที่สั่งซื้อมาส่งยังจุดที่นัดหมาย พันตำรวจเอกทวีโรจน์ กับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ที่บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าโลตัสบิ๊กเจียง พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 40,000 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนในรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน บฉ 2924 หนองคาย กับเงินสด 100,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง จากตัวจำเลยที่ 1 ได้ยึดไว้เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2549 พันตำรวจโทเอกพงษ์ กับพวกจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าโฮมโปร สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต พร้อมยึดได้รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค หมายเลขทะเบียน ศส 6810 กรุงเทพมหานคร เงินสด 800,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 4114 8396 เงินสดอีก 100,000 บาท ในรถ และจับจำเลยที่ 4 ได้ที่อาคารวีพีเพลส ซอยอินทามาระ 44 ถนนสุทธิสาร แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร พร้อมโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1616 8730 และตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ 4 ในอาคารดังกล่าวพบของกลางกัญชาจำนวนเล็กน้อย เงินสด 1,300,000 บาทเศษ สมุดบัญชีประมาณ 10 เล่ม สำเนาใบโอนเงิน 11 ฉบับ ตามบันทึกการตรวจค้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ฎีกาคดีจึงเป็นอันฟังยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดโดยร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้าในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเนื่องจากไม่มีเมทแอมเฟตามีนส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยที่ 4 ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาถือเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมเบิกความสอดคล้องต้องกัน ทั้งต่างไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 4 มาก่อน จึงย่อมไม่มีมูลเหตุที่พยานโจทก์ดังกล่าวจะแกล้งเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 4 ให้ต้องรับโทษในทางอาญา เชื่อว่าต่างเบิกความไปตามความจริง ถึงแม้นายเด่นพงษ์พยานโจทก์จะเบิกความแตกต่างไปจากพยานโจทก์ดังกล่าว แต่คำเบิกความของนายเด่นพงษ์ซึ่งอ้างว่าจำเลยที่ 4 ติดต่อทางโทรศัพท์กับนายเด่นพงษ์เพื่อให้นายเด่นพงษ์แทงพนันฟุตบอลกับจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ไม่เคยสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายเด่นพงษ์ขัดแย้งแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนายเด่นพงษ์ตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายเด่นพงษ์ ซึ่งให้การหลังจากถูกพันตำรวจโทเอกพงษ์กับพวกจับกุม โดยนายเด่นพงษ์ได้แจ้งเบาะแสแก่พันตำรวจโทเอกพงษ์เกี่ยวกับผู้ค้ายาเสพติดเพื่อต้องการลดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ตามที่ได้รับคำแนะนำจากพันตำรวจโทเอกพงษ์โดยให้การยืนยันว่าจำเลยที่ 4 ติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายเด่นพงษ์ซึ่งนายเด่นพงษ์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนางวันผู้ค้ายาเสพติดซึ่งอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอีกทอดหนึ่งมาส่งให้แก่จำเลยที่ 4 จนนำไปสู่การจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 40,000 เม็ด ของกลางและจับกุมจำเลยที่ 3 พร้อมยึดได้เงิน 800,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 3 นำมาเพื่อชำระเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วน การที่นายเด่นพงษ์เบิกความในชั้นศาลปฏิเสธว่าจำเลยที่ 4 ไม่เคยสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายเด่นพงษ์ คงมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 4 ให้พ้นผิด เชื่อว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของนายเด่นพงษ์เป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นศาลจึงไม่ทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์ปากอื่นเสียไป อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของนายเด่นพงษ์ กฎหมายมิได้ห้ามรับฟังโดยเด็ดขาดศาลย่อมนำคำให้การชั้นสอบสวนของนายเด่นพงษ์มารับฟังประกอบหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ประกอบกับพันตำรวจเอกทวีโรจน์และพันตำรวจโทเอกพงษ์กับพวกยึดได้สมุดบัญชีเงินฝากของนางบัวผันพร้อมบัตรเบิกถอนเงินสด (เอ.ที.เอ็ม) ของนางบัวผันที่อยู่ในความครอบครองของนางพิสมัยที่จำเลยที่ 4 โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนค้างชำระจำนวน 1,200,000 บาท ไปให้แก่นางวันผู้ค้ายาเสพติดชาวลาวแต่เงินดังกล่าวได้ถูกอายัดไว้ก่อนที่นางวัน ผู้ค้ายาเสพติดชาวลาวจะให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งมอบให้นายเด่นพงษ์ ที่ห้างสรรพสินค้าโลตัสบิ๊กเจียง อีกทั้งยังยึดได้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1616 8730 ของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จำเลยที่ 4 ใช้ในการติดต่อกับนายเด่นพงษ์เพื่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง และนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิตแก่กัน และเมื่อพันตำรวจเอกทวีโรจน์ พันตำรวจโทเอกพงษ์กับพวกจับกุมจำเลยที่ 3 พร้อมยึดได้เงิน 800,000 บาท ซึ่งเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนของกลางส่วนหนึ่งที่ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้แจ้งแก่พันตำรวจโทเอกพงษ์ในขณะนั้นทันทีว่า จำเลยที่ 3 ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 4 ให้มารับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายเด่นพงษ์ ซึ่งในชั้นสอบสวนครั้งแรก จำเลยที่ 3 ก็ยังคงให้การว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 เคยร่วมกันค้าเมทแอมเฟตามีนหลายครั้ง โดยติดต่อซื้อจากนายเด่นพงษ์ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ว่ามีเมทแอมเฟตามีนแล้ว ให้จำเลยที่ 3 ติดต่อและรับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจากนายเด่นพงษ์ โดยจำเลยที่ 3 ให้การต่อหน้าพันตำรวจโทศิริเดช ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนจากสภาทนายความให้มาร่วมฟังการสอบปากคำผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนด้วยตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทศิริเดชไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้บังคับขู่เข็ญให้จำเลยที่ 3 ให้การ ดังนี้จำเลยที่ 3 คงแจ้งต่อพันตำรวจโทเอกพงษ์เช่นนั้นไปตามความจริง คดีเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 4 สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายเด่นพงษ์ และใช้ให้จำเลยที่ 3 มารับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายเด่นพงษ์ที่ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิตที่จำเลยที่ 4 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้ามือรับแทงพนันฟุตบอล นายเด่นพงษ์เป็นลูกค้าเล่นพนันฟุตบอลกับจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 นายเด่นพงษ์ได้แทงพนันฟุตบอลกับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 250,000 บาท ปรากฏว่านายเด่นพงษ์แทงถูกคู่ฟุตบอลที่นายเด่นพงษ์เล่นพนันเป็นฝ่ายชนะได้เงินจากจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 225,000 บาท ตามอัตราต่อรองการเล่นพนันฟุตบอล แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 4 อยู่ที่ราชอาณาจักรกัมพูชาจึงโทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้ามือรับแทงพนันฟุตบอลจ่ายเงินให้นายเด่นพงษ์แทนจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ไม่เคยสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายเด่นพงษ์นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 4 มีจำเลยที่ 3 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้ามือพนันฟุตบอล มีนายเด่นพงษ์ เป็นลูกค้าเล่นพนันฟุตบอลกับจำเลยที่ 4 แต่คำเบิกความของจำเลยที่ 3 ขัดแย้งแตกต่างจากคำให้การในชั้นสอบสวนครั้งแรกของจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจรับฟังเอาความจริงจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ได้ นอกจากนี้แล้วจำเลยที่ 4 หาได้มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบสนับสนุนให้เห็นจริงดังที่จำเลยที่ 4 อ้างไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 4 ไม่เคยร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 4 ว่าร่วมกันกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 4 เพื่อให้ลงโทษทางวินัยผิดวิสัยของ ผู้ถูกกลั่นแกล้งจับกุม ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 4 ไม่สมเหตุผล ไม่อาจรับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 4 อ้างมาในฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 4 สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายเด่นพงษ์ หากเป็นความจริงพันตำรวจเอกทวีโรจน์และพันตำรวจโทเอกพงษ์จะต้องบันทึกเทปไว้เป็นหลักฐานการไม่บันทึกเทปจึงเป็นข้อพิรุธนั้น เห็นว่า แม้พันตำรวจเอกทวีโรจน์และพันตำรวจโทเอกพงษ์จะไม่ได้บันทึกการสอบสวนระหว่างจำเลยที่ 4 และนายเด่นพงษ์ แต่พันตำรวจเอกทวีโรจน์และพันตำรวจโทเอกพงษ์ต่างได้ยินจำเลยที่ 4 โทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายเด่นพงษ์คำเบิกความของพันตำรวจเอกทวีโรจน์และพันตำรวจโทเอกพงษ์ย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้โดยหาจำต้องบันทึกเทปคำพูดของจำเลยที่ 4 ไว้ไม่ และที่จำเลยที่ 4 อ้างมาในฎีกาว่า การโอนเงิน 1,200,000 บาท เข้าบัญชีของนางบัวผันไปให้นางวันผู้ค้ายาเสพติดชาวลาว ไม่ได้ฝากผ่านเครื่องอัตโนมัติทั้งหมด และการที่ฝากเงินดังกล่าวไม่ใช่สถานที่เดียวกันดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงคลาดเคลื่อนไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้แล้วว่า มีการโอนเงิน 1,200,000 บาท เข้าบัญชีของนางบัวผันจริง และพันตำรวจโทณัฐนนท์ได้อายัดเงินดังกล่าวแล้วการฝากเงินโดยวิธีใดและสถานที่ฝากเงินใด จึงหาใช่สาระสำคัญดังที่จำเลยที่ 4 อ้างมาในฎีกาไม่ ศาลอุทธรณ์ย่อมนำหลักฐานการโอนเงินดังกล่าวมารับฟังประกอบลงโทษจำเลยที่ 4 ได้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่เห็นว่า การที่พันตำรวจเอกทวีโรจน์และพันตำรวจโทเอกพงษ์มอบกระเป๋าสีดำให้สิบตำรวจโททวีศักดิ์ไปซึ่งภายในกระเป๋าไม่มีเมทแอมเฟตามีนของกลาง คงเป็นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจเกรงว่าจำเลยที่ 3 ซึ่งมารับเมทแอมเฟตามีนของกลางอาจแย่งชิงเมทแอมเฟตามีนของกลางจากสิบตำรวจโททวีศักดิ์ไปได้มากกว่าเหตุอื่น ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หาใช่เป็นการแน่แท้เด็ดขาดว่าเป็นเรื่องพ้นวิสัยที่จำเลยที่ 3 จะกระทำความผิดสำเร็จได้เพราะเหตุไม่มีเมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจค้นยึดได้จริง แต่เป็นกรณีที่อาจบรรลุผลได้ตามเจตนาของจำเลยที่ 3 ที่ต้องการนำเอาเมทแอมเฟตามีนของกลางไป การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ไม่ใช่มาตรา 81 ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้อง โดยไม่แก้โทษได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ถึงแม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ฎีกาขึ้นมา แต่การปรับบทเป็นการวางบทกำหนดโทษให้ถูกต้องถือเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยที่ 3 ด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 86 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 213 ม. 225 ม. 226/3 วรรคสอง
ป.อ. ม. 80 ม. 81
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพีรพล สัมพันธะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางประทุมพร กำเนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2849/2559
#597463
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ยื่นคำให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นเองโดยถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ เมื่อศาลชั้นต้นสอบจำเลยอีกครั้ง จำเลยก็ยังคงยืนยันให้การตามบันทึกคำให้การที่ยื่นต่อศาลแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ทุกข้อกล่าวหาดังข้อความที่ปรากฏในคำให้การ คำให้การดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย แม้ภายหลังมีรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยปรากฏข้อเท็จจริงไม่สอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพก็ตาม ทั้งคดีนี้เป็นคดีที่ไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา ก็เนื่องจากศาลชั้นต้นรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องแต่ยังประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงในเรื่องต่าง ๆ อันเกี่ยวกับคดีเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจในการลงโทษว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยสถานใด เพียงใด และเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลย มิใช่เป็นคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบพยานว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่าจำเลยรับจ้างจากบุคคลอื่นให้รับว่าเป็นผู้ซื้อไม้ของกลางที่ถูกยึดไว้จาก ส. ผู้ขายที่มีไม้ของกลางอยู่ในที่ดิน น.ส.3 ก. แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเป็นความจริงก็เป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบในชั้นพิจารณาให้ปรากฏต่อศาล ศาลไม่อาจรับฟังรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะมาวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วยได้ จึงฟังข้อเท็จจริงจากรายงานดังกล่าวมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 73 วรรคสอง (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือนริบของกลาง ส่วนเงินสินบนนำจับนั้น ศาลมิได้ลงโทษปรับจำเลย จึงให้ยกคำขอส่วนนี้เสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คำให้การรับสารภาพของจำเลยขัดกับรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลย คำให้การรับสารภาพจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ต้องนำสืบพยานหลักฐานว่าจำเลยกระทำความผิด เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ยื่นคำให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้นเองโดยถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ เมื่อศาลชั้นต้นสอบจำเลยอีกครั้ง จำเลยก็ยังคงยืนยันให้การตามบันทึกคำให้การที่ยื่นต่อศาลแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ทุกข้อกล่าวหาดังข้อความที่ปรากฏในคำให้การ คำให้การดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย แม้ภายหลังมีรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยปรากฏข้อเท็จจริงไม่สอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพก็ตาม ทั้งคดีนี้เป็นคดีที่ไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา ก็เนื่องจากศาลชั้นต้นรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องแต่ยังประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงในเรื่องต่าง ๆ อันเกี่ยวกับคดีเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจในการลงโทษว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยสถานใด เพียงใด และเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลย มิใช่เป็นคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบพยานว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยว่าจำเลยรับจ้างจากบุคคลอื่นให้รับว่าเป็นผู้ซื้อไม้ของกลางที่ถูกยึดไว้จากนายสมชัย ผู้ขายที่มีไม้ของกลางอยู่ในที่ดิน น.ส.3 ก. แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเป็นความจริงก็เป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบในชั้นพิจารณาให้ปรากฏต่อศาล ศาลไม่อาจรับฟังรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติในฐานะเป็นพยานหลักฐานที่จะมาวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วยได้ จึงฟังข้อเท็จจริงจากรายงานดังกล่าวมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า แม้การจับกุมจำเลยในคดีนี้มีเพียงครั้งเดียวดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาก็ตาม แต่การจับกุมนั้นหาได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมไม่ประกอบกับความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองกับความผิดฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครอง ลักษณะของความผิดในแต่ละข้อหาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ ทั้งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปกับไม้หวงห้ามแปรรูปของกลางเป็นคนละจำนวนกัน การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกันดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ข้อ 3 และ ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 69 และมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนก็ตาม แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นางพิจิตร สุนาวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายวงศนันท์ วิวัฒน์วานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2843/2559
#597465
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม พ. ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 ได้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะตามคำให้การของ น. ทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของ น. ที่ให้การเป็นขั้นเป็นตอนเกี่ยวกับการนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 มีน้ำหนักควรแก่การรับฟังยิ่งกว่าคำเบิกความของ น. ที่บ่ายเบี่ยงในทำนองช่วยเหลือจำเลยทั้งสองให้ไม่ต้องรับโทษ แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของ น. มีลักษณะเป็นพยานบอกเล่าและเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันแต่ก็ไม่ได้ให้การเพื่อปัดความรับผิดของตนเพียงแต่ให้การในรายละเอียดที่ตนเองประสบพบเห็นมา ส่วนที่ น. อ้างว่าเหตุที่ให้การซัดทอดถึงผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจพูดจูงใจเพื่อจะได้รับการบรรเทาโทษนั้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งให้ น. ทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการให้หรือเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าพนักงานตำรวจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างของ น. จึงไม่อาจรับฟังได้

ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดเลยเสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสอง เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานอื่นประกอบมาสนับสนุน คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าพันตำรวจโท ฉ. และทนายความ ซึ่งร่วมฟังการสอบสวนด้วยอันเป็นการตรวจสอบการทำงานของพนักงานสอบสวน เชื่อว่าพนักงานสอบสวนจัดทำบันทึกคำให้การดังกล่าวถูกต้องตรงตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีการจูงใจให้จำเลยที่ 2 ให้การซัดทอดบุคคลอื่นก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ แต่พนักงานสอบสวนได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการให้หรือเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ดังเช่นกรณีของ น. ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าพนักงานตำรวจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้แจ้งให้ พ. สามีของจำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางจาก น. จึงมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อ พ. หยิบเมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจวางล่อไว้ในตู้โทรศัพท์สาธารณะ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด เมื่อปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่อยู่ในความครอบครองของ น. และ พ. กับจำเลยที่ 2 มีจำนวน 100 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 9.80 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.714 กรัม ซึ่งปริมาณของยาเสพติดดังกล่าวกฎหมายสันนิษฐานไว้เด็ดขาดว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 5, 7, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1048/2552 และ 1240/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 450,000 บาท คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่มีการจับกุมจำเลยทั้งสองเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายนาวินและนายพงษ์วิทย์ได้แล้วสอบปากคำนายนาวินจึงทราบว่านายนาวินรับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 1 แล้วจะนำไปส่งให้แก่จำเลยที่ 2 แต่นายนาวินไม่รู้จักตัวจำเลยที่ 2 คงทราบแต่หมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 2 ที่นายนาวินได้รับมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งพยานโจทก์ทั้งดาบตำรวจฉริยะ พันตำรวจโทนิวัฒน์กับดาบตำรวจนัติ ต่างเบิกความยืนยันว่าในขณะที่นายนาวินพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 2 นายนาวินได้เปิดลำโพงโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงได้ยินเสียงพูดคุยของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้นายนาวินนำเมทแอมเฟตามีนไปไว้ที่ตู้โทรศัพท์ ครั้นเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปวางไว้ตามที่นัดหมาย ปรากฏว่ามีนายพงษ์วิทย์ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 มาหยิบเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวไว้ ครั้นเมื่อตรวจค้นตัวนายพงษ์วิทย์พบใบฝากเงินจำนวน 17,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร บัญชีเลขที่ 356 - 2 - 72442 - 5 ตามใบฝากเงิน ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ปรากฏว่าในวันที่ 29 ธันวาคม 2551 มีการฝากเงินเข้าบัญชีจำนวน 6,300 บาท และในวันเดียวกันนั้นมีการเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปด้วยบัตรเอทีเอ็ม วันที่ 30 ธันวาคม 2551 มีการฝากเงินเข้าบัญชี 4 ครั้ง จำนวน 6,200 บาท, 2,000 บาท, 500 บาท และ 5,300 บาท รวม 14,000 บาท และมีการเบิกถอนเงินจำนวน 13,900 บาท ไปในวันเดียวกัน โดยการใช้บัตรเอทีเอ็ม ต่อมวันที่ 6 มกราคม 2552 มีการฝากเงินเข้าบัญชี 2 ครั้ง จำนวน 3,000 บาท และ 4,900 บาท รวม 7,900 บาท ในวันเดียวกันนั้นมีการเบิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวไปด้วยบัตรเอทีเอ็ม และในวันที่ 9 มกราคม 2552 มีการฝากเงินเข้าบัญชีจำนวน 8,775 บาท ในวันเดียวกันนั้นมีการเบิกถอนเงินจำนวน 8,800 บาท ไปด้วยบัตรเอทีเอ็ม ต่อมาในวันเกิดเหตุวันที่ 12 มกราคม 2552 มีการฝากเงินเข้าบัญชีจำนวน 17,000 บาท และในวันเดียวกันนั้นมีการเบิกถอนออกไปจากบัญชีด้วยบัตรเอทีเอ็มรวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 3,000 บาท 13,000 บาท และ 900 บาท รวม 16,900 บาท ตามสำเนาใบแจ้งยอดบัญชีเงินฝาก ลักษณะการเคลื่อนไหวของบัญชีดังที่กล่าวมาข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการฝากและเบิกถอนเงินเพราะหากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะใช้เงินในวันเดียวกับที่นำเงินฝากเข้าบัญชีแล้วย่อมไม่มีเหตุผลอันใด ที่จำเลยที่ 2 ต้องนำเงินฝากเข้าบัญชีก่อนให้เป็นการยุ่งยาก ซึ่งลักษณะการเคลื่อนไหวทางบัญชีเช่นนี้กลับสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจโทนิวัฒน์พยานโจทก์ที่ว่า เมื่อสอบปากคำนายพงษ์วิทย์แล้วได้ความว่าได้รวบรวมเงินจากผู้ที่ต้องการเมทแอมเฟตามีนแล้วนำไปฝากไว้ในบัญชีของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีบัตรเอทีเอ็มของบัญชีดังกล่าวเพื่อนำไปเบิกเงินจากบัญชีเป็นค่าเมทแอมเฟตามีน ทั้งลักษณะการเคลื่อนไหวทางบัญชีของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมาข้างต้น มีมาตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2551 ตลอดมาจนถึงวันที่ 12 มกราคม 2552 ที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวนายพงษ์วิทย์ตามสำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก บัญชีเลขที่ 356 - 2 - 72442 - 5 ของจำเลยที่ 2 เอกสารสำเนาบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวและการที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายพงษ์วิทย์ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 ได้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะดังที่ระบุข้างต้นล้วนทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของนายนาวินที่ให้การเป็นขั้นเป็นตอนเกี่ยวกับการนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 มีน้ำหนักควรแก่การรับฟังยิ่งกว่าคำเบิกความของนายนาวินที่บ่ายเบี่ยงในทำนองช่วยเหลือ จำเลยทั้งสองให้ไม่ต้องรับโทษ และเห็นว่าแม้คำให้การในชั้นสอบสวนของนายนาวินมีลักษณะเป็นพยานบอกเล่าและเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันแต่ก็ไม่ได้ให้การเพื่อปัดความรับผิดของตนเพียงแต่ให้การในรายละเอียดที่ตนเองประสบพบเห็นมา ส่วนที่นายนาวินอ้างว่าเหตุที่ให้การซัดทอดถึงผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจพูดจูงใจเพื่อจะได้รับการบรรเทาโทษนั้น มีข้อความระบุว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งให้นายนาวินทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการให้หรือเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าพนักงานตำรวจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายข้ออ้างของนายนาวินจึงไม่อาจรับฟังได้ สำหรับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายนาวิน แม้เป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 หาได้ห้ามมิให้รับฟังพยานซัดทอดเลยเสียทีเดียวไม่ หากแต่ศาลพึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานดังกล่าวโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสอง เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีหรือมีพยานหลักฐานอื่นประกอบมาสนับสนุน ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองนั้น สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายพงษ์วิทย์ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 ได้หลังจากที่นายนาวินติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับนางแววต่อหน้า ดาบตำรวจฉริยะ ดาบตำรวจนัติ และพันตำรวจโทนิวัฒน์ พยานโจทก์ทั้งสาม ครั้นเมื่อตรวจค้นตัวนายพงษ์วิทย์ก็พบใบฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 ยิ่งทำให้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคล ที่พูดติดต่อทางโทรศัพท์กับนายนาวินและแจ้งให้นายนาวินนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปไว้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะดังคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามและคำให้การในชั้นสอบสวนของนายนาวิน นอกจากนี้ในชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจยังได้ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ปรากฏว่ามีการติดต่อกันในวันที่ 1, 7, 9, 10 และ 12 มกราคม 2552 โดยเฉพาะในวันที่ 12 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุเป็นการติดต่อกันเมื่อเวลา 13.08 นาฬิกา และมีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ระหว่างหมายเลข 08 1020 9522 ของนายพงษ์วิทย์กับนายนาวินที่หมายเลข 08 9953 178 เมื่อวันที่ 9 และ 10 มกราคม 2552 วันเวลาที่มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ระหว่าง นายนาวินกับจำเลยที่ 2 และนายพงษ์วิทย์สอดคล้องกับรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ประกอบกับปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่าในชั้นสอบสวนเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและให้การเป็นขั้นเป็นตอนว่าในวันที่ 12 มกราคม 2552 จำเลยที่ 2 ได้นำเงินจำนวน 17,000 บาท ที่นายพงษ์วิทย์ให้ไว้ไปฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขานาน้อย โดยก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 ได้นำบัตรเอทีเอ็มไปฝากไว้ที่ร้านค้าของนางกมลวรรณ ภริยาของจำเลยที่ 1 และได้แจ้งรหัสบัตรเอทีเอ็มให้จำเลยที่ 1 ทราบ ในวันที่ 12 มกราคม 2552 นายพงษ์วิทย์ได้นัดซื้อเมทแอมเฟตามีน 100 เม็ดจากจำเลยที่ 1 ต่อมานายนาวินได้โทรศัพท์แจ้งว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดน่าน จำเลยที่ 2 จึงโทรศัพท์แจ้งนายพงษ์วิทย์ให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนที่ตู้โทรศัพท์ดังกล่าว แล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัว ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 และนายพงษ์วิทย์จะนำเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ใช้บัตรเอทีเอ็มไปเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของจำเลยที่ 2 ในระยะหลังจำเลยที่ 2 ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนผ่านนายนาวิน จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ให้นายธนโชคหรือโก้ ไปเบิกถอนเงินมาให้ จำเลยที่ 2 รู้จักนายนาวินทางโทรศัพท์เท่านั้น โดยได้รับหมายเลขโทรศัพท์ของนายนาวินจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ไม่เคยเห็นหน้านายนาวิน ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าพันตำรวจโทเฉลียว ทนายความ ซึ่งร่วมฟังการสอบสวนด้วยอันเป็นการตรวจสอบการทำงานของพนักงานสอบสวน เชื่อว่าพนักงานสอบสวนจัดทำบันทึกคำให้การดังกล่าวถูกต้องตรงตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีการจูงใจให้จำเลยที่ 2 ให้การซัดทอดบุคคลอื่นก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ แต่กลับปรากฏ ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการให้หรือเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อตำรวจผู้จับกุมหรือพนักงานสอบสวนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ดังเช่นกรณีของนายนาวินซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าพนักงานตำรวจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้แจ้งให้นายพงษ์วิทย์สามีของจำเลยที่ 2 ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายนาวินจึงมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อนายพงษ์วิทย์หยิบเมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจวางล่อไว้ในตู้โทรศัพท์สาธารณะ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด เมื่อปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่อยู่ในความครอบครองของนายนาวินและนายพงษ์วิทย์ กับจำเลยที่ 2 มีจำนวน 100 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 9.80 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.714 กรัม ซึ่งปริมาณของยาเสพติดดังกล่าวกฎหมายสันนิษฐานไว้เด็ดขาดว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ในส่วนจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์คงมีแต่เพียงคำให้การในชั้นสอบสวนของนายนาวินและจำเลยที่ 2 ที่ซัดทอดว่านายนาวินรับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 1 และนายพงษ์วิทย์ติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 และมีการชำระราคาเมทแอมเฟตามีนโดยการนำบัตรเอทีเอ็มของจำเลยที่ 2 ไปเบิกถอนเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 2 แต่ในการตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 กลับไม่พบบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวแต่อย่างใด สำหรับการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างเครือข่ายยาเสพติดก็ปรากฏหลักฐานเพียงการโทรศัพท์ติดต่อระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายนาวินเท่านั้น แต่บุคคลทั้งสองเป็นเพื่อนกัน โดยไม่ปรากฏหลักฐานการโทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 1 กับนายพงษ์วิทย์ แต่ประการใด ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดตั้งแต่ตอนที่ถูกจับกุมตัวจนถึงชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายปรัชญา ปัญญาธร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายอธิกา อภิธนัง
ศาลอุทธรณ์ — นายกิติ ปิ่นงาม
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832/2559
#597953
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 68 บัญญัติว่า "ภูมิลำเนาของนิติบุคคลได้แก่ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือถิ่นอันเป็นที่ตั้งที่ทำการ..." และ ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรหรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น... ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้" ตามหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปี 2553 จำเลยมิได้จดทะเบียนเลิกกิจการหรือเปลี่ยนแปลงที่ทำการ จึงถือว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม เมื่อโจทก์ส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับภายในประเทศไปยังภูมิลำเนาของจำเลยและมีผู้ลงลายมือชื่อรับไว้ในฐานะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยนำสืบยอมรับว่ามีการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำบริษัทจำเลยไว้ จึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยชอบด้วยมาตรา 8 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้าง เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มเป็นเงิน 3,257,038.52 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้าง เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 3,257,038.52 บาท และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยถูกเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2537 กล่าวคือ ประการแรก ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 เป็นภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 1,674,258 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1001081/2/100118 ลงวันที่ 28 เมษายน 2543 ประการที่สอง ภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2535 เป็นภาษีพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น 890,744 บาท สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2536 เป็นภาษีพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น 211,185 บาท และสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2536 เป็นภาษีพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น 138,105 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่ 1001081/6/100085 ถึง 87 ลงวันที่ 28 เมษายน 2543 ประการที่สาม ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2537 เป็นภาษีและเงินเพิ่ม 100,591.94 บาท ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ 1001081/2/100119 ลงวันที่ 28 เมษายน 2543 ประการที่สี่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2537 เป็นภาษีและเงินเพิ่ม 333,140.58 บาท ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ที่ 1001081/1/100966 ลงวันที่ 28 เมษายน 2543 ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68 บัญญัติว่า "ภูมิลำเนาของนิติบุคคลได้แก่ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือถิ่นอันเป็นที่ตั้งที่ทำการ..." และประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรหรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้" ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่า ตามหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปี 2553 จำเลยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ เลขที่ 2 หมู่ที่ 7 ซอยเขียวดี ถนนบรมราชชนนี แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร มาโดยตลอด และไม่ปรากฏว่าจำเลยจดทะเบียนเลิกกิจการหรือเปลี่ยนแปลงที่ทำการ จึงถือว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม เมื่อโจทก์ส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/2/2546 ลงวันที่ 8 มกราคม 2546 ให้แก่จำเลย โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับในประเทศระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับตามภูมิลำเนาของจำเลย และมีผู้ลงลายมือชื่อรับไว้ในฐานะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2546 โดยจำเลยก็ให้การและนำสืบยอมรับว่า มีการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำบริษัทจำเลยไว้ กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยชอบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 ในวันที่ 20 มิถุนายน 2546 แล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 68
ป.รัษฎากร ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทไทยยูโรเปียน แลนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2821/2559
#598455
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือวันที่ 26 มิถุนายน 2553 และวันที่ 1 ธันวาคม 2555 แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวต่างเวลากันก็ตาม แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากล่าวอีกครั้งโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นการกระทำกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 175 และ 177

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 4 รวมกันมาในข้อเดียวกันโดยบรรยายฟ้องในข้อดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2553 และวันที่ 1 ธันวาคม 2554 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน... ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องที่ระบุแล้วว่าการกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 เบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือวันที่ 26 มิถุนายน 2553 และวันที่ 1 ธันวาคม 2555 แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวต่างเวลากันก็ตาม แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากล่าวอีกครั้งโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นการกระทำกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า มีเหตุลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานหนักโดยไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนหรือไม่ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่ามีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเบิกความเท็จกฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนพิจารณาคดีของศาลอีกด้วยเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 มิได้เพียงอาจทำให้โจทก์ต้องได้รับโทษทางอาญา แต่ยังทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีของศาลผิดไปจากความจริงด้วย พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นโทษกักขังแทนด้วย แต่ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 ปี และปรับ 20,000 บาท นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 แล้ว ก็ไม่สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย สายพิณ
จำเลย — นายสุธี ดุลยภิญโญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายศักรินทร์ กิตติสารพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2559
#597464
เปิดฉบับเต็ม

การเปิดบ่อนที่มีเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย มิใช่เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ประชาชนโดยทั่วไปประสงค์จะทราบเท่านั้น เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่า การพนันเป็นการมอมเมาประชาชนให้หลงในอบายมุข ก่อให้เกิดการกระทำความผิดอื่นตามมาเป็นลูกโซ่ มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลปราบปรามอาชญากรรมกลับมากระทำความผิดเสียเอง นอกจากจะนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาต่อวงการราชการตำรวจแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการปราบปรามอาชญากรรมอีกด้วย ที่จำเลยทั้งสองสัมภาษณ์ พล.ต.อ. ส. ประธานสอบข้อเท็จจริงกรณีบ่อนรัชดาซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ก็เพื่อทำให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องปรากฏ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์มาก่อน เชื่อว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปโดยสุจริต เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ แม้จะมีข้อความหมิ่นประมาท การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด และบ้านเมืองเป็นเวลา 5 วัน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 60,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด หรือบ้านเมืองฉบับหนึ่งฉบับใดเป็นเวลา 2 วัน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่าย หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองเป็นพิธีกรจัดรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ ไทยแลนด์ (Inside Thailand) ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม (เคเบิลทีวี) สปริงนิวส์ และวิทยุกระจายเสียง คลื่นความถี่ระบบ เอฟ.เอ็ม.97 เมกะเฮิรตซ์ โดยหยิบยกสองประเด็นใหญ่เป็นหัวข้อในการสนทนาคือ "แนวทางลดภาษีรถคันแรก" โดยสัมภาษณ์นายบุญทรง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น กับ "เปิดผลสอบคลิปบ่อนย่านรัชดา" สัมภาษณ์พลตำรวจเอกสถาพร จเรตำรวจแห่งชาติ ประธานสอบข้อเท็จจริงกรณีบ่อนรัชดา ตามแผ่นวีซีดี และคำถอดเทปที่เกี่ยวกับคดีนี้ ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ คดีนี้โจทก์มีคำเบิกความของนายเจริญโรจน์ ผู้รับมอบอำนาจ กับวัตถุพยาน และคำถอดเทป เป็นพยาน เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสนทนาว่า บ่อนรัชดามีนายพลตำรวจสี่คนเข้ามาเกี่ยวข้องในหน้า 11 ของเอกสาร จำเลยที่ 1 กล่าวว่า ฉายาของน้องเล็กในก๊วน 4 นายพลตำรวจมีฉายาว่า...เก้าโล...แปดโล ต่อมาในหน้า 13 จำเลยที่ 1 กล่าวว่า 4 นายพลประกอบด้วย นรต. 30 นรต. 31 นรต. 36 บรรดาสี่นายพลที่คุ้นชื่อจริง ๆ มีสองคน ชื่อที่สามมีข่าวเป็นพัก ๆ แต่ชื่อที่สี่รับรองไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน ต่อมาในนาทีที่ 10 จำเลยที่ 1 ได้กล่าวถึงชื่อย่อนายตำรวจที่มีความสัมพันธ์กับนายแคล้ว และเกี่ยวกับซุ้มมือปืน จำเลยที่ 1 กล่าวว่า ในแวดวงซุ้มมือปืนเค้าเรียกว่า "พี่โก" พี่โกไหนผมไม่ทราบ พี่โกคนนี้อดีตเดินตามเฮียเหลา (หมายถึงนายแคล้ว) จากนั้นจำเลยที่ 1 เปลี่ยนไปพูดเรื่องเศรษฐกิจ แล้วกลับมาย้อนกล่าวว่า นรต. รุ่น 31 มีจำนวนหลายคน เช่น พลตำรวจเอกพงศ์พัศ พลตำรวจโทสมยศ และได้กล่าวต่อไปว่า พลตำรวจตรี ฮึ ๆ โกวิทย์ ก็อยู่ในรุ่นนี้ จากนั้นจำเลยที่ 2 กล่าวว่า การตรวจสอบล่าสุด ก็พบมูลและมีผลทำให้ 19 นายตำรวจอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย แล้วก็เป็นการสอบถามข้อเท็จจริงจากพลตำรวจเอกสถาพร ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการพาดพิงถึงตัวโจทก์อีกเลย ดังนั้น ที่พยานโจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกล่าวตัวย่อว่า "โก" หรือนายพลตำรวจที่ร่วมเปิดบ่อนเคยเดินตามนายแคล้ว นั้น คือตัวโจทก์ เป็นความเข้าใจของพยานโจทก์ซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรง จากการตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสอง พยานโจทก์ก็ไม่ยืนยันว่าโจทก์จะสนิมสนมและเคยเดินตามนายแคล้วจริงหรือไม่ ทั้งจะอยู่ในซุ้มมือปืนหรือไม่พยานก็ไม่ทราบ ส่วนนายพลตำรวจที่มีชื่อนำหน้าว่าโกนั้น ก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่ามีอยู่หลายคน เช่น พลตำรวจเอกโกวิท พลตำรวจตรีโกศล พลตำรวจตรีโกศล พลตำรวจตรีโกสินทร์ และพลตำรวจตรีโกสินทร์ เป็นต้น ดังนั้น คำว่า "โก" หรือ "เดินตามนายแคล้ว" และ "ซุ้มมือปืนรู้จักดี" ตามที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นกล่าวยังไม่อาจสื่อให้บุคคลที่สามเข้าใจว่าหมายถึงตัวโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรกล่าวต่อไปว่า การกระทำที่เป็นหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 หรือมาตรา 328 ก็ดี การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดถ้าต้องด้วยลักษณะที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 หรือ 331 หรือตามกฎหมายอื่น เช่น รัฐธรรมนูญ เป็นต้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองทำหน้าที่เป็นพิธีกรรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ ไทยแลนด์ (Inside Thailand) โดยเจาะลึกในประเด็นหลัก ๆ สองประเด็น กล่าวคือ ประเด็นที่ 1 "แนวทางลดภาษีรถคันแรก" และประเด็นที่ 2 "เปิดผลสอบคลิปบ่อนย่านรัชดา" ประเด็นหลัง จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสัมภาษณ์พลตำรวจเอกสถาพรประธานสอบข้อเท็จจริงกรณีบ่อนรัชดา เนื่องจากก่อนวันเกิดเหตุนายชูวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นำเรื่องเปิดบ่อนรัชดาไปเปิดเผยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป ดังจะเห็นได้จากการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ ทั้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ก็ได้ยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว สรุปความได้ว่า การเปิดบ่อนที่ย่านรัชดามีเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จึงมิใช่เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ประชาชนโดยทั่วไปประสงค์จะทราบเท่านั้น ยังเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่า การพนันเป็นการมอมเมาประชาชนให้หลงในอบายมุข ก่อให้เกิดการกระทำความผิดอื่นตามมาเป็นลูกโซ่ มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลปราบปรามอาชญากรรมกลับมากระทำความผิดเสียเอง นอกจากจะนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาต่อวงการราชการตำรวจแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการปราบปรามอาชญากรรมอีกด้วย ที่จำเลยทั้งสองสัมภาษณ์พลตำรวจเอกสถาพรประธานสอบข้อเท็จจริงกรณีบ่อนรัชดาซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ก็เพื่อทำให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องปรากฏ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์มาก่อน เชื่อว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปโดยสุจริต เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ แม้จะมีข้อความหมิ่นประมาท การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) คดีนี้ไม่ว่าพิจารณาในแง่มุมใด ไม่มีทางลงโทษจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจตรีโกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์
จำเลย — นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกิติพงศ์ เกษสมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวานิช
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2798/2559
#599873
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ แม้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เดิมจะขอถอนคำขอรับชำระหนี้และผู้คัดค้านอนุญาตให้ถอนไปแล้วก็ตาม แต่อยู่ในระหว่างผู้คัดค้านนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ใหม่แทนโจทก์เดิม ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ยังมิได้พิจารณาแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ เนื่องจากผู้ร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ไปเสียก่อนอันเป็นสิทธิของผู้ร้องที่จะกระทำได้ โจทก์เป็นผู้นำผู้คัดค้านไปทำการยึดออกขายทอดตลาดในการรวบรวมทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และมีส่วนได้เสียโดยตรงในการนำยึดที่ดินดังกล่าวแต่ประการใด ผู้ร้องจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียม

ส่วนทรัพย์หลักประกันของผู้ร้อง ในการขอรับชำระหนี้ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) โดยขอให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดทรัพย์อันเป็นหลักประกันดังกล่าวก่อนแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์หลักประกันดังกล่าว และเป็นผู้นำผู้คัดค้านไปทำการยึด แม้ผู้คัดค้านจะมีหมายนัดให้ผู้ร้องไปทำการยึดและเป็นอำนาจของผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นความประสงค์ของผู้ร้องที่ขอบังคับชำระหนี้ด้วยการขอให้ผู้คัดค้านยึดหลักประกันดังกล่าวขายทอดตลาดตามคำขอรับชำระหนี้มาตั้งแต่ต้น เมื่อทรัพย์ดังกล่าวไม่มีการขายหรือจำหน่ายเนื่องจากผู้ร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ ผู้ร้องจึงต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (4) ทั้งนี้เพราะผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 153 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 นำผู้คัดค้านยึดทรัพย์หลักประกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 16844, 16845 และ 55234 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2553 โจทก์นำผู้คัดค้านยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 46869 แขวงบางขุนเทียน (บางปะทุน) เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้รวม 3 ราย ต่อมาโจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 3 และผู้ร้องถอนคำขอรับชำระหนี้ตามลำดับ ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายของที่ดินโฉนดเลขที่ 16844, 16845 และ 55234 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 46869 เป็นเงิน 48,063 บาท และ 16,598.20 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 64,661.20 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องและไม่อนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำขอรับชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านขอให้มีคำสั่งกลับหรือแก้คำสั่งของผู้คัดค้าน โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่าย รวมเป็นเงิน 64,661.20 บาท และอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำขอรับชำระหนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้ผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามคำร้องไปชำระต่อผู้คัดค้าน และอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำขอรับชำระหนี้ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 ศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลย 3 ราย คือ เจ้าหนี้รายที่ 1 เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เป็นเงิน 1,926,094.56 บาท เจ้าหนี้รายที่ 2 ผู้ร้อง ขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) เป็นเงิน 117,608.12 บาท เจ้าหนี้รายที่ 3 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เป็นเงิน 301,252.74 บาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ผู้ร้องนำผู้คัดค้านยึดหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 16844, 16845 และ 55234 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ประเมินราคารวม 2,160,000 บาท และเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2553 โจทก์นำผู้คัดค้านยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 46869 แขวงบางขุนเทียน (บางประทุน) เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างประเมินราคา 646,040 บาท ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2554 จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลังล้มละลาย ผู้คัดค้านนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ครั้งอื่นที่เลื่อนไปในวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 แต่ก่อนถึงวันนัดโจทก์ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ ผู้คัดค้านอนุญาต และเพิ่มหัวข้อประชุมเกี่ยวกับการแต่งตั้งเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมด้วย เมื่อถึงวันนัดเจ้าหนี้รายที่ 3 ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ ผู้คัดค้านอนุญาต และเลื่อนนัดการประชุมไปในวันที่ 30 สิงหาคม 2554 เมื่อถึงวันนัดผู้ร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายของที่ดินที่ผู้ร้องนำยึดเป็นเงิน 48,063 บาท และของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดเป็นเงิน 16,598.20 บาท รวมเป็นเงิน 64,661.20 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้านรวม 2 ฉบับ ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมีว่า ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินที่ยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่าตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 155 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีหน้าที่ระวังประโยชน์ของเจ้าหนี้ทั้งหลาย ช่วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการรวบรวม จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้และรับผิดในบรรดาค่าธรรมเนียม ค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายในคดีล้มละลายนั้น..." เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ แม้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เดิมจะขอถอนคำขอรับชำระหนี้และผู้คัดค้านอนุญาตให้ถอนไปแล้วก็ตาม แต่อยู่ในระหว่างผู้คัดค้านนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ใหม่แทนโจทก์เดิม ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ยังมิได้พิจารณาแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เนื่องจากผู้ร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ไปเสียก่อนอันเป็นสิทธิของผู้ร้องที่จะกระทำได้ ส่วนความรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจที่จะไม่อนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำขอรับชำระหนี้ ดังนั้น สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 46869 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์เป็นผู้นำผู้คัดค้านไปทำการยึดออกขายทอดตลาดในการรวบรวมทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย โดยผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ และมีส่วนได้เสียโดยตรงในการนำยึดที่ดินดังกล่าวแต่ประการใด ผู้ร้องจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินดังกล่าวที่ไม่มีการขายหรือจำหน่าย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 16844, 16845 และ 55234 เป็นทรัพย์หลักประกันของผู้ร้อง ในการขอรับชำระหนี้ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) โดยขอให้ผู้คัดค้านขายทอดตลาดทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันดังกล่าวก่อนแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียโดยตรงในทรัพย์หลักประกันดังกล่าว และเป็นผู้นำผู้คัดค้านไปทำการยึด แม้ผู้คัดค้านจะมีหมายนัดให้ผู้ร้องไปทำการยึดและเป็นอำนาจของผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นความประสงค์ของผู้ร้องที่ขอบังคับชำระหนี้ด้วยการขอให้ผู้คัดค้านยึดหลักประกันดังกล่าวขายทอดตลาดตามคำขอรับชำระหนี้มาตั้งแต่ต้น เมื่อทรัพย์ดังกล่าวไม่มีการขายหรือจำหน่ายเนื่องจากผู้ร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ ผู้ร้องจึงต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (4) ทั้งนี้ เพราะผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดีซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้านที่สั่งให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายทั้งหมดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายของที่ดินโฉนดเลขที่ 16844, 16845 และ 55234 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเงิน 48,063 บาท แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 96 (3) ม. 179 (4)
ป.วิ.พ. ม. 153 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นางจรัสพัชร์หรือจรัสพัชร ขุนทองแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2769/2559
#598453
เปิดฉบับเต็ม

ดอกเบี้ยค้างรับตามสัญญากู้เงินระยะยาวและสัญญากู้เงินระยะสั้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า หนี้ดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ขาดอายุความเพราะเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดอายุความตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/15 นั้น เห็นว่า หนี้ดอกเบี้ยค้างรับที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ หนี้ดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระในระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2541 มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) ซึ่งครบกำหนดอายุความตั้งแต่ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2546 เมื่อในคดีก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 เห็นได้ว่าอายุความดอกเบี้ยส่วนหนึ่งครบกำหนดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และอายุความดอกเบี้ยอีกส่วนหนึ่งครบกำหนดภายใน 6 เดือน นับแต่วันดังกล่าว มีผลให้อายุความดอกเบี้ยค้างรับทั้งหมดยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/15 อายุความดอกเบี้ยค้างรับจึงครบกำหนดในวันที่ 15 สิงหาคม 2547 การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ ดอกเบี้ยค้างรับตามสัญญากู้เงินระยะยาวและสัญญากู้เงินระยะสั้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจึงไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 กับมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2549

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในมูลหนี้รวม 17 อันดับ จำนวน 4,021,680,960.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยหลายอัตราของต้นเงิน 1,827,634,323.44 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ ต่อมาเจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้เหลือมูลหนี้รวม 8 อันดับ จำนวนหนี้เป็นต้นเงิน 907,517,070.47 บาท และดอกเบี้ย 1,493,925,403.92 บาท รวมจำนวน 2,401,442,474.39 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ว่า มูลหนี้อันดับ 5 หนี้ตามสัญญาค้ำประกัน อันดับ 7 หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ และอันดับ 8 หนี้ Standby Letter of Credit เจ้าหนี้คิดต้นเงินและดอกเบี้ยไม่ถูกต้องเพราะลูกหนี้ได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว และดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ขาดอายุความ 5 ปี กับมูลหนี้อันดับ 5 เป็นหนี้ที่ไม่มีประกัน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับ 1 ถึงอันดับ 6 และอันดับ 8 จำนวน 817,308,587.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราขึ้นลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยของต้นเงิน 108,049,098.27 บาท ต้นเงิน 79,630,500 บาท ต้นเงิน 21,278,277.48 บาท ต้นเงิน 148,510,000 บาท ต้นเงิน 38,659,947.73 บาท และต้นเงิน 50,013,958.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จจากลูกหนี้ โดยให้ได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามมูลหนี้อันดับ 1 ถึงอันดับ 6 ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 85175 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และตามมูลหนี้อันดับ 8 ในใบหุ้นสามัญบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 338 จำนวน 2,000,000 หุ้น ราคา 20,000,000 บาท และเลขที่ 339 จำนวน 2,000,000 หุ้น ราคา 20,000,000 บาท รวม 40,000,000 บาท และมีเงื่อนไขในมูลหนี้อันดับ 4 ถึงอันดับ 6 ว่า หากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นไปแล้วเพียงใด ให้สิทธิในการรับชำระหนี้จากลูกหนี้ลดลงเพียงนั้น กับในมูลหนี้อันดับ 5 ให้ได้รับชำระหนี้จำนวนไม่เกินวงเงินที่ลูกหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิด 220,000,000 บาท ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 (3)

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับหรือแก้คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับ 5 อันดับ 7 และอันดับ 8 ตามคำร้องดังกล่าว

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ลูกหนี้ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว อำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินตกเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนลูกหนี้อีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายมีคำพิพากษายกคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางนัดพิจารณาคำร้องของเจ้าหนี้แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลล้มละลายกลางรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เฉพาะมูลหนี้อันดับ 8 ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ต้นเงิน 50,013,958.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ โดยให้ได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกัน นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระของหนี้ Standby Letter of Credit เพียงใด และดอกเบี้ยค้างรับตามสัญญากู้เงินระยะยาวและสัญญากู้เงินระยะสั้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินขาดอายุความหรือไม่ สำหรับดอกเบี้ยค้างชำระของหนี้ Standby Letter of Credit ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยของหนี้ส่วนนี้เป็นเงิน 32,511,620.39 บาท เจ้าหนี้เห็นพ้องด้วยและไม่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งดังกล่าว การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขให้เจ้าหนี้ได้รับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,013,958.56 บาท นับแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ จึงไม่ถูกต้องเพราะเป็นการวินิจฉัยเกินกว่าที่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องนั้น เห็นว่า ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยเกี่ยวกับดอกเบี้ยค้างชำระของหนี้ส่วนนี้และมีคำสั่งลดดอกเบี้ยลงโดยมิได้มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงเป็นการทำคำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องของเจ้าหนี้ อันเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ศาลฎีกาจึงต้องแก้ไขคำสั่งของศาลล้มละลายกลางส่วนดังกล่าวให้ถูกต้อง และให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระของหนี้ Standby Letter of Credit เป็นเงิน 32,511,620.39 บาท และดอกเบี้ยอัตราขึ้นลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยของต้นเงิน 50,013,958.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ส่วนดอกเบี้ยค้างรับตามสัญญากู้เงินระยะยาวและสัญญากู้เงินระยะสั้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า หนี้ดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ขาดอายุความเพราะเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดอายุความตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/15 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามที่เจ้าหนี้นำสืบและลูกหนี้มิได้นำสืบโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.221/2545 และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 ตามสำเนาคำร้องขอและสำเนาคำสั่ง ต่อมาเมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีนี้ เจ้าหนี้จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ดอกเบี้ยค้างรับตามสัญญากู้เงินระยะยาวตามบัญชีเลขที่ 222 - 30 - 10431 - 7 นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2541 รวมจำนวน 551,346,392.62 บาท ตามบัญชีหนี้ที่โอนไป บสท. และสำเนาบัญชีเงินกู้ ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เห็นว่า หนี้ดอกเบี้ยค้างรับที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระในระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2541 มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) ซึ่งครบกำหนดอายุความตั้งแต่ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2546 เมื่อในคดีก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 เห็นได้ว่าอายุความดอกเบี้ยส่วนหนึ่งครบกำหนดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และอายุความดอกเบี้ยอีกส่วนหนึ่งครบกำหนดภายใน 6 เดือน นับแต่วันดังกล่าว มีผลให้อายุความดอกเบี้ยค้างรับทั้งหมดยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/15 อายุความดอกเบี้ยค้างรับจึงครบกำหนดในวันที่ 15 สิงหาคม 2547 การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ ดอกเบี้ยค้างรับตามสัญญากู้เงินระยะยาวและสัญญากู้เงินระยะสั้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจึงไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยดังกล่าวจำนวน 551,346,392.62 บาท ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับ 7 หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จำนวน 932,615,965.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราขึ้นลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยของต้นเงิน 443,593,561.64 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในหุ้นตามใบหุ้นที่ลูกหนี้จำนำแก่เจ้าหนี้ มูลหนี้อันดับ 8 ดอกเบี้ยค้างชำระของหนี้ Standby Letter of Credit จำนวน 32,511,620.39 บาท และดอกเบี้ยของหนี้ดังกล่าวอัตราขึ้นลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยของต้นเงิน 50,013,958.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้กับดอกเบี้ยค้างรับตามสัญญากู้เงินระยะยาวและสัญญากู้เงินระยะสั้นโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 551,346,392.62 บาท ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในหุ้น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดหลักประกันของลูกหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/15
ป.พ.พ. ม. 193/33 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทยงสุ จำกัด
เจ้าหนี้ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — บริษัทธนายง จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2768/2559
#600590
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะนำสืบได้ว่าหลังจากจำเลยผิดสัญญา จำเลยได้ทำหนังสือถึงโจทก์ขอปรับเปลี่ยนจำนวนตอนการส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชัน "Olly the Little White Van" ก็ตาม แต่หนังสือดังกล่าวหาใช่เป็นการที่โจทก์บอกสงวนสิทธิในการเรียกเบี้ยปรับเอาแก่จำเลยไม่ แต่เป็นเพียงหนังสือที่จำเลยส่งถึงโจทก์เพื่อชี้แจงถึงเหตุที่ไม่อาจส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้ เนื่องจากผู้ผลิตรายการการ์ตูนที่ต่างประเทศขาดเงินทุนและต้องปิดบริษัท และขอให้โจทก์พิจารณาไม่ปรับจำเลยตามสัญญา แต่หากจะปรับก็ขอให้โจทก์รับข้อเสนอของจำเลยที่ขอจ่ายค่าปรับจำนวน 78,000 บาท และเสนอส่วนลดให้โจทก์จำนวน 90,000 บาท รวมจำนวน 168,000 บาท หรืออีกกรณีหนึ่งคือ หากจำเลยสามารถส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันให้แก่โจทก์ได้จำนวนอีก 2 ตอน ภายในวันที่ 25 มีนาคม 2556 และโจทก์รับไว้ ก็ขอให้โจทก์ปรับจำเลยเป็นเงินจำนวน 138,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือตอบกลับไปยังจำเลยว่าโจทก์ยังคงสงวนสิทธิที่จะปรับจำเลยตามสัญญาหรือไม่ หรือขณะที่โจทก์รับมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันอีกจำนวน 6 ตอน จากจำเลยนั้นโจทก์ได้แสดงเจตนาสงวนสิทธิในการปรับให้จำเลยทราบทางใดทางหนึ่งไม่ว่าจะโดยการจดแจ้งข้อสงวนสิทธิในการปรับไว้ในหนังสือรับมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันดังกล่าวหรือโดยแจ้งให้จำเลยทราบเป็นลายลักษณ์อักษรในขณะที่รับชำระหนี้ดังกล่าวว่าโจทก์ยังคงสงวนสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จำเลยจะตกลงว่าจะให้เบี้ยปรับแก่โจทก์หากไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องภายในกำหนดตามเอกสารแนบท้ายสัญญา ข้อ 6 วรรคสอง ที่ระบุว่า จำเลยตกลงชำระค่าปรับให้แก่โจทก์เป็นรายวันในอัตราร้อยละ 10 ต่อวัน ต่อตอน ที่ยังไม่ได้รับมอบ จนกว่าโจทก์จะได้รับมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันตามสัญญา และต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้โดยการส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันจำนวน 52 ตอน ภายในเดือนตุลาคม 2555 ตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยอมรับมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันจำนวนอีก 6 ตอน จากจำเลยโดยไม่ได้บอกสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับตามสัญญาในเวลาที่โจทก์รับการชำระหนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคสาม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยตามสัญญาจำนวน 1,867,290.84 บาท แต่เมื่อหักกลบลบหนี้กับเงินค่ารายการงานการ์ตูนแอนิเมชันที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยจำนวน 390,000 บาท คงเหลือเบี้ยปรับที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดตามคำฟ้องจำนวน 1,477,290.84 บาท แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 156,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนคำฟ้องจึงมีจำนวน 1,321,290.84 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 26,425 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาจำนวน 29,545 บาท อันเป็นการชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เกินมาจำนวน 3,120 บาท ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของฟ้องแย้งที่จำเลยขอให้โจทก์ชำระเงินค่ารายการงานการ์ตูนแอนิเมชัน ที่ค้างชำระจำนวน 390,000 บาท นั้น เมื่อจำนวนเงินตามฟ้องแย้งโจทก์ได้หักกลบลบหนี้กับเงินเบี้ยปรับแล้วคงเหลือเงินเบี้ยปรับที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกเอาแก่จำเลยจำนวน 1,477,290.84 บาท จึงไม่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามฟ้องแย้งของจำเลยอีก แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้งมาด้วยจำนวน 4,680 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่โจทก์ชำระเกินมาทั้งสองจำนวนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,477,290.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ที่ค้างชำระตามสัญญาให้แก่จำเลยจำนวน 390,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 234,000 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ยกคำขออื่น

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 จำเลยเป็นบริษัทจำกัด โจทก์และจำเลยทำสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์งานการ์ตูนแอนิเมชัน ชื่องาน "Olly the Little White Van" จำนวน 52 ตอน เพื่อออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2558 โดยจำเลยตกลงส่งมอบงานการ์ตูนแอนิเมชันทั้ง 52 ตอน แก่โจทก์ในสภาพพร้อมออกอากาศภายในเดือนตุลาคม 2555 และโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยจำนวนตอนละ 15,000 บาท รวมจำนวนทั้งสิ้น 780,000 บาท แบ่งชำระเป็นจำนวน 2 งวด จำนวนงวดละ 390,000 บาท โจทก์ชำระเงินงวดแรกในวันถัดจากวันทำสัญญาให้จำเลยแล้ว ส่วนงวดที่ 2 โจทก์ตกลงชำระเมื่อจำเลยส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันให้แก่โจทก์ครบถ้วน ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์งานการ์ตูนแอนิเมชัน โดยในเอกสารแนบท้ายสัญญาข้อ 6 มีข้อตกลงว่า หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันตามสัญญาให้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยตกลงชำระค่าปรับให้แก่โจทก์เป็นรายวันในอัตราร้อยละ 10 ต่อวัน ต่อตอน ที่ยังไม่ได้รับมอบจนกว่าโจทก์จะได้รับมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันตามสัญญา หลังจากทำสัญญาจำเลยส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันตามสัญญาให้แก่โจทก์จำนวนเพียง 46 ตอน ต่อมาจำเลยทำหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอปรับเปลี่ยนจำนวนตอนการส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชัน "Olly the Little White Van" และขอให้โจทก์พิจารณาผ่อนผันการปรับ หลังจากนั้นจำเลยส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันให้แก่โจทก์อีกจำนวน 2 ตอน จำเลยได้ส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันส่วนที่เหลือทั้งหมดอีกจำนวน 4 ตอน ให้แก่โจทก์ โดยพนักงานของโจทก์ลงลายมือชื่อรับมอบไว้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับเอาแก่จำเลยตามข้อตกลงข้อ 6 ในเอกสารแนบท้ายสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์งานการ์ตูนแอนิเมชันหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามหนังสือของจำเลยเรื่อง การปรับเปลี่ยนจำนวนตอนการส่งมอบวัสดุที่จำเลยส่งถึงโจทก์นั้น ถือได้ว่าโจทก์บอกสงวนสิทธิในการเรียกเอาเบี้ยปรับตามสัญญาจากจำเลยก่อนที่จำเลยจะส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิโดยชอบที่จะเรียกเบี้ยปรับเอาแก่จำเลยได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำสืบในส่วนของความเสียหาย เห็นว่า แม้โจทก์จะนำสืบได้ว่าหลังจากจำเลยผิดสัญญา จำเลยได้ทำหนังสือถึงโจทก์ขอปรับเปลี่ยนจำนวนตอนการส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชัน "Olly the Little White Van" ก็ตาม แต่หนังสือดังกล่าวหาใช่เป็นการที่โจทก์บอกสงวนสิทธิในการเรียกเบี้ยปรับเอาแก่จำเลยดังอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ แต่เป็นเพียงหนังสือที่จำเลยส่งถึงโจทก์เพื่อชี้แจงถึงเหตุที่ไม่อาจส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้ เนื่องจากผู้ผลิตรายการการ์ตูนที่ต่างประเทศขาดเงินทุนและต้องปิดบริษัทและขอให้โจทก์พิจารณาไม่ปรับจำเลยตามสัญญา แต่หากจะปรับก็ขอให้โจทก์รับข้อเสนอของจำเลยที่ขอจ่ายค่าปรับจำนวน 78,000 บาท และเสนอส่วนลดให้โจทก์จำนวน 90,000 บาท รวมจำนวน 168,000 บาท หรืออีกกรณีหนึ่งคือ หากจำเลยสามารถส่งมอบรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันให้แก่โจทก์ได้จำนวนอีก 2 ตอน ภายในวันที่ 25 มีนาคม 2556 และโจทก์รับไว้ก็ขอให้โจทก์ปรับจำเลยเป็นเงินจำนวน 138,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ได้มีหนังสือตอบกลับไปยังจำเลยว่าโจทก์ยังคงสงวนสิทธิที่จะปรับจำเลยตามสัญญาหรือไม่ หรือไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ขณะที่โจทก์รับมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันอีกจำนวน 6 ตอน จากจำเลยนั้น โจทก์ได้แสดงเจตนาสงวนสิทธิในการปรับให้จำเลยทราบทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะโดยการจดแจ้งข้อสงวนสิทธิในการปรับไว้ในหนังสือรับมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันดังกล่าวหรือโดยแจ้งให้จำเลยทราบเป็นลายลักษณ์อักษรในขณะที่รับชำระหนี้ดังกล่าวว่า โจทก์ยังคงสงวนสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้นแม้จำเลยจะตกลงว่าจะให้เบี้ยปรับแก่โจทก์หากไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องภายในกำหนดตามเอกสารแนบท้ายสัญญาข้อ 6 วรรคสอง ที่ระบุว่า จำเลยตกลงชำระค่าปรับให้แก่โจทก์เป็นรายวันในอัตราร้อยละ 10 ต่อวัน ต่อตอน ที่ยังไม่ได้รับมอบจนกว่าโจทก์จะได้รับมอบรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันตามสัญญาและต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้โดยการส่งมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันจำนวน 52 ตอน ภายในเดือนตุลาคม 2555 ตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยอมรับมอบวัสดุรายการงานการ์ตูนแอนิเมชันจำนวนอีก 6 ตอน จากจำเลยโดยไม่ได้บอกสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับตามสัญญาในเวลาที่โจทก์รับการชำระหนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคสาม อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าเอกสารเป็นหลักฐานการบอกสงวนสิทธิในการเรียกเอาเบี้ยปรับจากจำเลยและโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเบี้ยปรับตามสัญญาจึงฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยตามสัญญาจำนวน 1,867,290.84 บาท แต่เมื่อหักกลบลบหนี้กับเงินค่ารายการงานการ์ตูนแอนนิเมชันที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยจำนวน 390,000 บาท คงเหลือเบี้ยปรับที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดตามคำฟ้องจำนวน 1,477,290.84 บาท แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 156,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนคำฟ้องจึงมีจำนวน 1,321,290.84 บาท ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 26,425 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาจำนวน 29,545 บาท อันเป็นการชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เกินมาจำนวน 3,120 บาท ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของฟ้องแย้งที่จำเลยขอให้โจทก์ชำระเงินค่ารายการงานการ์ตูนแอนิเมชัน ที่ค้างชำระจำนวน 390,000 บาท นั้น เมื่อจำนวนเงินตามฟ้องแย้งโจทก์ได้หักกลบลบหนี้กับเงินเบี้ยปรับแล้ว คงเหลือเงินเบี้ยปรับที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกเอาแก่จำเลยจำนวน 1,477,290.84 บาท จึงไม่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามฟ้องแย้งของจำเลยอีก แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้งมาด้วยจำนวน 4,680 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่โจทก์ชำระเกินมาทั้งสองจำนวนให้แก่โจทก์ ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับความรับผิดในชั้นที่สุดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งศาลในคดีแพ่งต้องมีคำสั่งในเรื่องนี้เสมอนั้น ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่โจทก์ชำระเกินมาจำนวน 7,800 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
ป.พ.พ. ม. 381 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
องค์การกระจายเสียง
โจทก์ — และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท ทีไอจีเอ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2767/2559
#598445
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBID - COMBID" ของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่จำนวน 6 ตัว อ่านออกเสียงว่า คอมบิด ในขณะที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF Combif" ประกอบด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ 1 ตัว และตัวพิมพ์เล็กอีกจำนวน 5 ตัว อ่านออกเสียงว่า คอมบิฟ แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสอง จะมีเสียงเรียกขานคล้ายกัน ประกอบด้วยตัวอักษรโรมันจำนวน 6 ตัว เช่นเดียวกัน และเป็นอักษรโรมันที่เหมือนกันเกือบทั้งหมดโดยมีความแตกต่างกันที่ตัวอักษรตัวสุดท้ายของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง โดยเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBID" ของโจทก์เป็นตัวอักษร "D" แต่เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" เป็นตัวอักษร "F" ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ของเครื่องหมายการค้าทั้งสองแล้ว พบว่ามีความแตกต่างที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ในขณะที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF Combif" คำที่ 2 มีเพียงตัวอักษรตัวแรก คืออักษร "C" เท่านั้นที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ส่วนตัวอักษรที่เหลือทั้งหมดเป็นตัวพิมพ์เล็ก นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าทั้งสองแม้จดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน คือ จำพวกที่ 5 แต่รายการสินค้าที่จดทะเบียนนั้นแตกต่างกัน โดยเครื่องหมายการค้าของโจทก์จดทะเบียนใช้กับรายการสินค้ายาที่เตรียมขึ้นเพื่อใช้ต่อต้านหรือทำลายเชื้อไวรัส ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF Combif" ขอจดทะเบียนใช้กับรายการสินค้าอาหารเสริมใช้ในทางการแพทย์ช่วยย่อยอาหารและป้องกันท้องผูก ซึ่งเป็นสินค้าคนละประเภทกัน โอกาสที่ผู้บริโภคจะสับสนหลงหรือผิดจึงเป็นไปได้น้อย แม้จะเป็นสินค้าจำพวกยาเหมือนกัน แต่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน อีกทั้งกลุ่มผู้ใช้สินค้าของยาทั้งสองก็แตกต่างกัน สินค้ายาตามเครื่องหมายการค้า "COMBID" ของโจทก์ ผู้ใช้คือผู้ป่วยโรคเอดส์ ซึ่งไม่สามารถซื้อใช้เองได้โดยตรง แต่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์เท่านั้น ในขณะที่ผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "COMBIF" เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างกว่า ไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยโรคเอดส์ ดังนั้น แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสองจะมีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกันก็ตาม แต่เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" ที่ขอจดทะเบียนจึงเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 (3) และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่ 106/2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 581/2556 และให้จำเลยที่ 1 ระงับการดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" ตามคำขอเลขที่ 717440

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสิบไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายคำประดิษฐ์คำว่า "COMBID COMBID" (อ่านว่า คอม-บิด) โดยได้รับโอนสิทธิทางทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาจาก แกล็กโซ กรุ๊พ ลิมิเต็ด เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้จดทะเบียนไว้ในประทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเพื่อใช้กับสินค้าในจำพวก 5 รายการสินค้า ยาที่เตรียมขึ้นเพื่อใช้ต่อต้านหรือทำลายเชื้อไวรัส ตามคำขอเลขที่ 351156 ทะเบียนเลขที่ ค 80914 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2551 เมดดิโนวา เอจี ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสมาพันธรัฐสวิต ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำประดิษฐ์ว่า "COMBIF Combif" (อ่านว่า คอม-บิฟ) เพื่อใช้กับสินค้าในจำพวก 5 รายการสินค้า อาหารเสริมใช้ในทางการแพทย์ช่วยย่อยอาหารและป้องกันท้องผูก ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 717440 แกล็กโซ กรุ๊พ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBID" ในขณะนั้นเห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" ตามคำขอเลขที่ 717440 เป็นเครื่องหมายการค้าที่ต้องห้ามรับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (9) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เนื่องจากเป็นเครื่องหมายที่ลอกเลียนมาจากเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBID" ที่ได้ใช้จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายและได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว จึงได้ยื่นคำคัดค้านคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยว่า แม้เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBID" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" จะมีรูปลักษณะคล้ายกันและมีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน แต่รายการสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายไม่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ไม่อาจทำให้สาธารณชนสันสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" จึงชอบที่จะรับจดทะเบียนได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 8 (9) และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ยกคำคัดค้าน คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยแล้วมีคำสั่งยืนตามคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับปัญหาตามมาตรา 8 (9) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้า"COMBIF Combif" ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBID - COMBID" ของโจทก์ จนทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าอันไม่ต้องห้ามรับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (9) และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBID - COMBID" ของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่จำนวน 6 ตัว อ่านออกเสียงว่า คอมบิด ในขณะที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF Combif" ประกอบด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ 1 ตัว และตัวพิมพ์เล็กอีกจำนวน 5 ตัว อ่านออกเสียงว่า คอมบิฟ แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสอง จะมีเสียงเรียกขานคล้ายกัน ประกอบด้วยตัวอักษรโรมันจำนวน 6 ตัว เช่นเดียวกัน และเป็นอักษรโรมันที่เหมือนกันเกือบทั้งหมดโดยมีความแตกต่างกันที่ตัวอักษรตัวสุดท้ายของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง โดยเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBID" ของโจทก์เป็นตัวอักษร "D" แต่เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" เป็นตัวอักษร "F" ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ของเครื่องหมายการค้าทั้งสองแล้ว พบว่ามีความแตกต่างที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ในขณะที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF Combif" คำที่ 2 มีเพียงตัวอักษรตัวแรก คืออักษร "C" เท่านั้นที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ส่วนตัวอักษรที่เหลือทั้งหมดเป็นตัวพิมพ์เล็ก นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าทั้งสองแม้จดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน คือ จำพวกที่ 5 แต่รายการสินค้าที่จดทะเบียนนั้นแตกต่างกัน โดยเครื่องหมายการค้าของโจทก์จดทะเบียนใช้กับรายการสินค้ายาที่เตรียมขึ้นเพื่อใช้ต่อต้านหรือทำลายเชื้อไวรัส ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF Combif" ขอจดทะเบียนใช้กับรายการสินค้าอาหารเสริมใช้ในทางการแพทย์ช่วยย่อยอาหารและป้องกันท้องผูก ซึ่งเป็นสินค้าคนละประเภทกัน โอกาสที่ผู้บริโภคจะสับสนหลงหรือผิดจึงเป็นไปได้น้อย ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสินค้าของโจทก์ กับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF Combif" เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกัน อีกทั้งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF Combif" มิใช่อาหารเสริมทั่วไป แต่เป็นอาหารเสริมที่ใช้ในทางการแพทย์ จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าจำพวกที่ 5 เช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์ ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริโภคที่ใช้สินค้าทั้งสองประเภทจึงอาจเป็นผู้บริโภคกลุ่มเดียวกันและอาจทำให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดได้ เนื่องจากสินค้าทั้งสองประเภทนี้ต่างมีใช้หรือจำหน่ายให้แก่คนไข้ในโรงพยาบาลเหมือนกัน อาจเกิดความผิดพลาดในการสั่งจ่าย (prescribe) หรือในการจ่าย (dispense) อันเนื่องมาจากชื่อเครื่องหมายการค้าของสินค้าที่มีความใกล้เคียงได้ นั้น เห็นว่า สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นสินค้ายาที่เตรียมขึ้นเพื่อต่อต้านหรือทำลายเชื้อไวรัสและเป็นยาที่ใช้รักษาเฉพาะโรคเอดส์ ในขณะที่สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF Combif" ของผู้ขอจดทะเบียน ใช้กับสินค้าอาหารเสริมใช้ในทางการแพทย์ช่วยย่อยอาหารและป้องกันท้องผูกที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้เอง แม้จะเป็นสินค้าจำพวกยาเหมือนกัน แต่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน อีกทั้งกลุ่มผู้ใช้สินค้าของยาทั้งสองก็แตกต่างกัน สินค้ายาตามเครื่องหมายการค้า "COMBID" ของโจทก์ ผู้ใช้คือผู้ป่วยโรคเอดส์ ซึ่งไม่สามารถซื้อใช้เองได้โดยตรง แต่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์เท่านั้น ในขณะที่ผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "COMBIF" เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างกว่า ไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยโรคเอดส์ โอกาสที่ผู้บริโภคจะสับสนหรือหลงผิดจึงมีความเป็นไปได้น้อย แม้ว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองจะมีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกันก็ตาม และที่โจทก์อ้างว่าอาจจะเกิดความผิดพลาดในการสั่งจ่ายซึ่งเกิดขึ้นได้จากการปฏิบัติงานของบุคลากรในวงการสาธารณสุขนั้น ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนางปานียา ซึ่งเป็นแพทย์และเป็นพยานโจทก์ที่เบิกความตอบคำถามศาลรับว่า แพทย์ไม่น่าจะสับสนเพราะยาทั้งสองประเภทใช้ในการรักษาที่แตกต่างกัน แม้พยานปากนี้จะเบิกความต่อไปว่าอาจมีความสับสนในขั้นตอนของการจ่ายยาได้ก็ตาม แต่เนื่องจากยาที่ใช้รักษาโรคเอดส์กับอาหารเสริมนั้นมีวัตถุประสงค์ในการใช้ที่แตกต่างกันมาก โอกาสที่บุคลากรทางการแพทย์หรือเภสัชกรผู้จ่ายยา ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเรื่องนี้จะสับสนและจ่ายยาผิดพลาดย่อมเป็นไปได้ยาก อีกทั้งโจทก์มิได้มีพยานหลักฐานใด ๆ มาแสดงให้เห็นว่ามีแพทย์ซึ่งเกิดความสับสนและผิดพลาดจากการจ่ายยาทั้งสองประเภทนี้แต่อย่างใด คงมีเพียงเอกสารเผยแพร่ทางเว็บไซต์ชื่อ "ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยาผู้ป่วยใน" และเอกสารทางวิชาการชื่อ "การป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยาเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย" ระบุสาเหตุความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยาผิดบางประการไว้ว่า อาจเกิดจากการจ่ายยาผิดชนิดและยกตัวอย่างยาที่มีชื่อออกเสียงคล้ายกันหรือสะกดคล้ายกันว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา แต่ไม่มีข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ว่ามีการจ่ายยาผิดพลาดขึ้นสำหรับยาประเภทใดบ้าง รวมถึงยาที่เป็นสินค้าของโจทก์กับยาที่เป็นสินค้าของผู้จดทะเบียนเครื่องการค้าในคดีนี้แต่อย่างใด ข้อกล่าวอ้างของโจทก์เกี่ยวกับการสับสนหลงผิดในการจ่ายยาทั้งสองประเภทดังกล่าวจึงเป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์ ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่ามีความผิดพลาดจากการสั่งจ่ายอาหารเสริมที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" ของผู้ขอจดทะเบียนกับยาต้านไวรัสเอดส์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "COMBID" อันเนื่องจากความคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าทั้งสองจนทำให้สับสนหรือหลงผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ดังนั้น เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" ที่ขอจดทะเบียนจึงเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 (3) และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBID" ของโจทก์กับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "COMBIF" ที่ขอจดทะเบียนนั้นมีความแตกต่างกัน ไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำหนดของสินค้าได้และพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วีฟ เฮลธ์แคร์ ยูเค ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชเวช สุกิจจนิช
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2766/2559
#600593
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีก่อนและคดีนี้โจทก์และจำเลยจะเป็นคู่ความเดียวกัน และคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์เช่นเดียวกับคดีนี้ แต่ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค169410 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำดังกล่าวตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค201033, ค201729, ค210592, ค265798 และ ค294075 ทั้งในคดีก่อนมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "Super Shield" หรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "SuperShield" มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้หรือไม่ คดีก่อนและคดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์คนละเครื่องหมายซึ่งใช้กับสินค้าแตกต่างกัน และมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับความมีลักษณะบ่งเฉพาะของเครื่องหมายแตกต่างกัน ทั้งพยานหลักฐานของโจทก์และของจำเลยคดีก่อนก็แตกต่างจากคดีนี้ คำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

แม้คำว่า "SuperShield" เมื่อนำมาใช้กับสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร จะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) แต่โจทก์ได้นำสืบการได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสาม โดยแสดงหลักฐานความแพร่หลายในการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้า ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งว่าพิจารณาจากหลักฐานของโจทก์แล้วเห็นว่ามีความแพร่หลายตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม จึงให้รับจดทะเบียนได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสาม

แม้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะมีคำสั่งให้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าอื่นของโจทก์ที่โจทก์ได้แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "SuperShield" ไว้แล้ว แต่เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่าในการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "SuperShield" โดยนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพียงมีคำสั่งให้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเท่านั้น ประกอบกับคำว่า "SuperShield" ก็มิใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน และสีน้ำใช้สำหรับทาอาคารที่โจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในคำดังกล่าวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 โจทก์จึงมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" กับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร ที่โจทก์จดทะเบียนไว้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44

การใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าที่จดทะเบียนไว้อาจมีการใช้เครื่องหมายอื่นควบคู่กันไปก็ได้ โดยเฉพาะคำว่า "TOA" เป็นชื่อของบริษัทโจทก์ด้วย การที่โจทก์ใช้คำว่า "TOA" ควบคู่กับคำว่า "SuperShield" ก็เพื่อให้ผู้ซื้อทราบว่าเป็นสินค้าของบริษัทโจทก์ โจทก์ใช้คำว่า "SuperShield" ตัวใหญ่ที่ส่วนบนสุดของกระป๋องบรรจุภัณฑ์ แม้จะมีคำว่า "TOA" อยู่ด้วยแต่ก็วางอยู่ที่ด้านล่างสุดไม่มีลักษณะที่เด่นเห็นได้ชัดเหมือนคำว่า "SuperShield" แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยังใช้คำว่า "SuperShield" อย่างเครื่องหมายการค้าเพื่อแยกแยะความแตกต่างของสินค้าสีของโจทก์ว่าแตกต่างจากสินค้าสีของบุคคลอื่น จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ใช้คำว่า "SuperShield" อย่างเครื่องหมายการค้า หาได้ใช้อย่างคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้าไม่

คำว่า "SuperShield" แปลว่า ป้องกันได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อโจทก์ใช้กับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร จึงเป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้าโจทก์ว่าเมื่อนำสีของโจทก์ไปทาบ้านแล้วจะสามารถป้องกันบ้านได้อย่างดีเยี่ยมและนาน แต่จำเลยใช้คำว่า "SuperShield" ในลักษณะเป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้ากาวซีเมนต์ กาวยาแนว และซีเมนต์ทากันซึม ซึ่งคำว่า "Shield" แปลว่า โล่ห์ เครื่องบัง แผ่นกำบัง เกราะ จึงไม่อาจบรรยายคุณสมบัติของสินค้าจำพวกกาวหรือซีเมนต์ทากันซึมได้เพราะไม่เกี่ยวข้องกับลักษณะหรือคุณสมบัติของกาวหรือซีเมนต์ทากันซึม ทั้งเมื่อพิจารณากระป๋องสินค้าของจำเลยแล้วเห็นได้ว่าจำเลยจงใจนำคำว่า "SUPER - SHIELD" มาวางไว้ที่ด้านหน้ากระป๋องโดยวางอยู่ในตำแหน่งบนสุด และเป็นจุดที่มองเห็นได้ชัดที่สุดยิ่งกว่ารูปจระเข้ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยเจตนาจะให้ผู้ซื้อมองเห็นและจดจำคำดังกล่าวได้ยิ่งกว่าเครื่องหมายการค้ารูปจระเข้ของจำเลยที่มีขนาดเล็กและติดอยู่ด้านข้าง การที่จำเลยนำคำว่า "SUPER - SHIELD" ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เด่นและใช้เรียกขานสินค้าของโจทก์ไปใช้ จึงเป็นการใช้อย่างเครื่องหมายการค้าเพื่อให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าโดยไม่สุจริต มิได้ใช้เป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้า แม้สินค้าซีเมนต์ทากันซึมของจำเลยจะเป็นสินค้าต่างจำพวกกับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร ของโจทก์ แต่สินค้าของโจทก์และจำเลยมีความเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้ในการก่อสร้างเหมือนกัน จึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้

ในการพิจารณาว่าการที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SUPER - SHIELD" กับสินค้าของจำเลยมาก่อนที่โจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" อันจะถือว่าไม่เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น จะต้องพิจารณาถึงความสุจริตในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SUPER - SHIELD" ของจำเลยเป็นสำคัญ แม้จำเลยจะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาก่อนที่โจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่ในขณะที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้น โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" กับสินค้าของโจทก์มาก่อนจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจใช้คำที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่สุจริตหรือมีเจตนาทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" เพื่อใช้กับสินค้าสีน้ำมาตั้งแต่ปี 2527 ซึ่งจำเลยย่อมทราบดีถึงการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ เนื่องจากจำเลยประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายซีเมนต์ทากันซึมซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในการก่อสร้างเช่นเดียวกัน แต่จำเลยกลับนำคำว่า "SUPER - SHIELD" มาใช้กับสินค้าประเภทซีเมนต์ทากันซึมของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นคำบรรยายสินค้าที่อยู่บนถุงบรรจุภัณฑ์สินค้าที่จำเลยซื้อจากบริษัทในต่างประเทศ โดยไม่มีความจำเป็นใดที่จำเลยจะต้องใช้คำดังกล่าวเป็นคำบรรยายสินค้าเช่นเดียวกับสินค้าที่จำหน่าย จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" กับสินค้าของจำเลยโดยสุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์

เมื่อจำเลยใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" อย่างเครื่องหมายการค้าในลักษณะที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "SuperShield" ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว แม้สินค้าของจำเลยจะเป็นซีเมนต์ทากันซึมซึ่งเป็นสินค้าต่างจำพวกกันกับสินค้าประเภทสีของโจทก์ แต่สินค้าของจำเลยกับของโจทก์ก็เป็นสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกันโดยเป็นสินค้าที่ใช้ในการก่อสร้างเช่นเดียวกัน ทั้งโจทก์ยังมีสินค้าโพลิเมอร์สังเคราะห์ใช้ป้องกันน้ำรั่วซึม ซึ่งบรรจุในกระป๋องเหมือนสินค้าซีเมนต์ทากันซึมของจำเลยด้วย เมื่อบรรจุภัณฑ์สินค้าของจำเลยเป็นกระป๋องเช่นเดียวกับบรรจุภัณฑ์สินค้าของโจทก์และมีลักษณะคล้ายกัน และยังมีคำว่า "SUPER - SHIELD" คล้ายกับคำว่า "SuperShield" ของโจทก์ด้วย สาธารณชนจึงอาจสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าของจำเลยได้ว่าเป็นสินค้าของโจทก์ เมื่อโจทก์ได้ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า"SuperShield" ในประเทศไทยจนมีชื่อเสียงมาหลายสิบปี มียอดขายต่อปีสูงมาก และโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวปีละจำนวนมาก แสดงว่าเป็นกิจการที่มีชื่อเสียงเกียรติคุณจนได้รับความนิยมเชื่อมั่นในสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์จากผู้บริโภคทั่วไป การที่จำเลยใช้คำว่า "SuperShield" อย่างเครื่องหมายการค้าส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้โดยเจตนาไม่สุจริตแอบอิงหรือแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อประโยชน์ในการขายสินค้าของตนโดยมิชอบ เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสีทุกชนิดและเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" และเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "SuperShield" เป็นภาคส่วนของเครื่องหมายหลายเครื่องหมาย ซึ่งจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 2 รายการสินค้า สีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร จำเลยเป็นบริษัทจำกัดและเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "ชาละวัน" คำว่า "ไกรทอง" คำว่า "ชาละวัน" กับรูปจระเข้ และเครื่องหมายการค้ารูปจระเข้ ซึ่งจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 1 รายการสินค้า กาวซีเมนต์ น้ำยาเคมีผสมซีเมนต์ กาวยาแนวร่องกระเบื้อง เป็นต้น สินค้าจำพวก 19 รายการสินค้า ซีเมนต์ปรับระดับพื้น กาว ซีเมนต์ปรับระดับพื้น ซีเมนต์ทาผิวคอนกรีตกันซึม ซีเมนต์แข็งตัวเร็วสำหรับอุดรอยรั่ว เป็นต้น และจำเลยเป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าซีเมนต์ทากันซึมของบริษัทเบิร์ก จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ถุงบรรจุภัณฑ์ของสินค้ามีคำว่า "SUPER - SHIELD" อยู่และจำเลยนำคำดังกล่าวมาใช้กับกระป๋องสินค้าซีเมนต์ทากันซึมของจำเลย ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า จำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ทป.40/2550 คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ทป.40/2550 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีก่อนและคดีนี้โจทก์และจำเลยจะเป็นคู่ความเดียวกันและคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์เช่นเดียวกับคดีนี้ แต่ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค169410 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำดังกล่าวตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค201033, ค201729, ค210592, ค265798 และ ค294075 ทั้งในคดีก่อนมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "Super Shield" หรือไม่ ส่วนคดีนี้ประเด็นต้องวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "SuperShield" มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้หรือไม่ ดังนั้น คดีก่อนและคดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์คนละเครื่องหมายซึ่งใช้กับสินค้าแตกต่างกันและมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับความมีลักษณะบ่งเฉพาะของเครื่องหมายแตกต่างกัน ทั้งพยานหลักฐานของโจทก์และของจำเลยคดีก่อนก็แตกต่างจากคดีนี้ คำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ทป.40/2550 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "SuperShield" เมื่อนำมาใช้กับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคารของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คำว่า "SuperShield" แปลว่า ป้องกันได้อย่างดีเยี่ยม จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคารของโจทก์ เนื่องจากเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าสีดังกล่าวโดยตรงทำให้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะนั้น เห็นว่า แม้คำว่า "SuperShield" เมื่อนำมาใช้กับสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร จะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) แต่โจทก์ได้นำสืบการได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามมาตรา 7 วรรคสาม โดยโจทก์มีนายสมชาย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อปี 2549 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 2 รายการสินค้า สีน้ำ สีน้ำมัน ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 639757 โดยแสดงหลักฐานความแพร่หลายในการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" จนแพร่หลายต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งว่า พิจารณาจากหลักฐานของโจทก์แล้วเห็นว่า มีความแพร่หลายตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม จึงให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค265798 และได้ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่โจทก์ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้เครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา 7 วรรคสาม อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า การขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าอื่นของโจทก์ที่โจทก์ได้แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "SuperShield" ไว้แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "SuperShield" ด้วยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่าในการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "SuperShield" เหมือนดังเช่นที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำดังกล่าวและคำอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพียงมีคำสั่งให้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเท่านั้น เมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์ไม่มีการแสดงปฏิเสธสิทธิในการใช้คำว่า "SuperShield" โจทก์จึงมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" กับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร ที่โจทก์จดทะเบียนไว้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์ใช้คำว่า "SuperShield" เป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้า ไม่ได้ใช้อย่างเครื่องหมายการค้าหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร คือคำว่า "TOA" ส่วนคำว่า "SuperShield" ซึ่งแปลว่า "ป้องกันได้อย่างดีเยี่ยม" โจทก์ใช้ในลักษณะเป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้าสีเท่านั้น เห็นว่า แม้นายสมชายผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเบิกความยอมรับว่าในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" กับสินค้าที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์จะใช้ควบคู่กับคำว่า "TOA" ของโจทก์โดยตลอด แต่ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" เป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้าและใช้คำว่า "TOA" เป็นเครื่องหมายการค้าดังที่จำเลยอุทธรณ์ เนื่องจากการใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าที่จดทะเบียนไว้อาจมีการใช้เครื่องหมายอื่นควบคู่กันไปก็ได้ โดยเฉพาะคำว่า "TOA" เป็นชื่อของบริษัทโจทก์ด้วยและนายสมชายเบิกความว่า คำว่า "TOA" เป็นสัญลักษณ์ของบริษัทโจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์ใช้คำว่า "TOA" ควบคู่กับคำว่า "SuperShield" ก็เพื่อให้ผู้ซื้อทราบว่าเป็นสินค้าของบริษัทโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "SuperShield" และได้พิสูจน์ว่าได้มีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" จนแพร่หลายและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยโจทก์มีหลักฐานการโฆษณาประชาสัมพันธ์เครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์ตามที่ปรากฏในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและบรรจุภัณฑ์สินค้าสีของโจทก์ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" มาแสดงต่อศาล ซึ่งเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์แล้วเห็นได้ว่า โจทก์ใช้คำว่า "SuperShield" ตัวใหญ่ที่ส่วนบนสุดของกระป๋องบรรจุภัณฑ์ แม้จะมีคำว่า "TOA" อยู่ด้วยแต่ก็วางอยู่ที่ด้านล่างสุดไม่มีลักษณะที่เด่นเห็นได้ชัดเหมือนคำว่า "SuperShield" แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยังใช้คำว่า "SuperShield" อย่างเครื่องหมายการค้าเพื่อแยกแยะความแตกต่างของสินค้าสีของโจทก์ว่าแตกต่างจากสินค้าสีของบุคคลอื่น ส่วนจำเลยมีเพียงนายวิกิจ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยมาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานเพียงว่า หากประชาชนทั่วไปจะซื้อสินค้าของโจทก์จะเรียกขานจนติดปากว่าสีทีโอเอ เพราะเป็นคำที่เรียกง่าย สาธารณชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายเช่นเดียวกับสียี่ห้ออื่น เช่น สีกัปตัน สีเบเยอร์ เป็นต้น แต่ไม่ได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในส่วนที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์เครื่องหมายการค้าและการใช้บรรจุภัณฑ์สินค้าของโจทก์ที่มีคำว่า "SuperShield" เป็นเครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ใช้คำว่า "SuperShield" อย่างเครื่องหมายการค้ากับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร ของโจทก์ตามที่จดทะเบียนไว้ หาได้ใช้อย่างคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้าดังข้อที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้ลอกเลียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์เพื่อแสวงหาประโยชน์แต่อย่างใด แต่จำเลยใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" โดยสุจริต ในลักษณะเป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้าซีเมนต์ทากันซึมของจำเลยซึ่งเป็นสินค้าต่างจำพวกกับของสินค้าของโจทก์และรายการสินค้าก็ต่างกัน ไม่มีทางที่สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดได้ นั้น เห็นว่า คำว่า "SuperShield" แปลว่า ป้องกันได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อโจทก์ใช้กับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร คำนี้จึงเป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้าโจทก์ว่าเมื่อนำสีของโจทก์ไปทาบ้านแล้วจะสามารถป้องกันบ้านซึ่งอาจเป็นไม้หรือปูนได้อย่างดีเยี่ยมและนาน แต่จำเลยใช้คำว่า "SuperShield" ในลักษณะเป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้ากาวซีเมนต์ กาวยาแนวและซีเมนต์ทากันซึม ซึ่ง คำว่า "Shield" แปลว่า โล่ห์ เครื่องบัง แผ่นกำบัง เกราะ คำว่า "Shield" จึงไม่อาจบรรยายคุณสมบัติของสินค้าจำพวกกาวหรือซีเมนต์ทากันซึมได้เพราะไม่เกี่ยวข้องกับลักษณะหรือคุณสมบัติของกาวหรือซีเมนต์ทากันซึม คำที่เป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้าจำพวกกาวหรือซีเมนต์ทากันซึมน่าจะเป็นกลุ่มคำพวก กันซึม ติดแน่น เป็นต้น มิใช่ใช้คำว่า เกราะ เครื่องบัง แผ่นกำบัง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" บรรยายคุณสมบัติของสินค้าจำเลยจำพวกกาวหรือซีเมนต์ทากันซึมจึงไม่ชอบด้วยเหตุผล นอกจากนี้หากจำเลยประสงค์จะบรรยายคุณสมบัติของสินค้ากาวซีเมนต์ กาวยาแนว และซีเมนต์ทากันซึม จำเลยก็น่าจะใช้คำบรรยายเป็นภาษาไทยแทนที่จะใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษเพราะลูกค้าของจำเลยส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนไทย ทั้งเมื่อพิจารณากระป๋องสินค้าของจำเลยแล้ว เห็นได้ว่า จำเลยจงใจนำคำว่า "SUPER - SHIELD" มาวางไว้ที่ด้านหน้ากระป๋องโดยวางอยู่ในตำแหน่งบนสุดและเป็นจุดที่มองเห็นได้ชัดที่สุดยิ่งกว่ารูปจระเข้ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยเจตนาจะให้ผู้ซื้อมองเห็นและจดจำคำดังกล่าวได้ยิ่งกว่าเครื่องหมายการค้ารูปจระเข้ของจำเลยซึ่งมีขนาดเล็กและติดอยู่ด้านข้าง การที่จำเลยนำคำว่า "SUPER - SHIELD" ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เด่นและใช้เรียกคำขานสินค้าของโจทก์ไปใช้ จึงเป็นการใช้อย่างเครื่องหมายการค้าเพื่อให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าโดยไม่สุจริต มิได้ใช้เป็นคำบรรยายคุณสมบัติของสินค้าดังที่จำเลยอุทธรณ์ แม้สินค้าซีเมนต์ทากันซึมของจำเลยจะเป็นสินค้าต่างจำพวกกับสินค้าสีน้ำ สีน้ำมัน สีน้ำใช้สำหรับทาอาคาร ของโจทก์ก็ตาม แต่สินค้าของโจทก์และจำเลยมีความเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างเหมือนกัน จึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ แม้จำเลยจะนำสืบว่าจำเลยมีเจตนาใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" เป็นคำบรรยายสินค้าเหมือนถุงบรรจุภัณฑ์ที่ซื้อจากบริษัทเบิร์ก จำกัด ก็ตาม แต่เมื่อบริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "SUPER - SHIELD" จำเลยจึงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้ารูปจระเข้ รูปจระเข้กับอักษรโรมันคำว่า "U.S.A." และเครื่องหมายการค้าคำว่า "ชาละวัน" และคำว่า "ไกรทอง" ของจำเลย แต่ไม่มีสิทธิใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" อันเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักและเหตุผลรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" กับสินค้าซีเมนต์ทากันซึมของจำเลยอย่างเครื่องหมายการค้า อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การได้มาซึ่งสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์เป็นการได้มาโดยการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะจากการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม จึงเป็นการได้สิทธิในเครื่องหมายการค้าภายหลังจากที่จำเลยใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" และภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยในการใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิใช้สิทธิย้อนหลังไปดำเนินคดีแก่จำเลยในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SUPER - SHIELD" กับสินค้าของจำเลยโดยสุจริตก่อนที่โจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" เห็นว่า ในการพิจารณาว่าการที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SUPER - SHIELD" กับสินค้าของจำเลยมาก่อนที่โจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" อันจะถือว่าไม่เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น จะต้องพิจารณาถึงความสุจริตในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SUPER - SHIELD" ของจำเลยเป็นสำคัญ แม้จำเลยจะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาก่อนที่โจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก็ตาม แต่ในขณะที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้านั้น โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" กับสินค้าของโจทก์มาก่อนจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจใช้คำที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่สุจริตหรือมีเจตนาทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีภาคส่วนคำว่า "SuperShield" เพื่อใช้กับสินค้าสีน้ำมาตั้งแต่ปี 2527 ซึ่งจำเลยย่อมทราบดีถึงการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ เนื่องจากจำเลยประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายซีเมนต์ทากันซึมซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างเช่นเดียวกัน แต่จำเลยกลับนำคำว่า "SUPER - SHIELD" มาใช้กับสินค้าประเภทซีเมนต์ทาคอนกรีตกันน้ำซึมของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นคำบรรยายสินค้าที่อยู่บนถุงบรรจุภัณฑ์สินค้าซีเมนต์ที่จำเลยซื้อจากบริษัทในต่างประเทศ โดยไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดที่จำเลยจะต้องใช้คำดังกล่าวเป็นคำบรรยายสินค้าเช่นเดียวกับสินค้าที่จำหน่าย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" กับสินค้าของจำเลยโดยสุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "SuperShield" ของโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" อย่างเครื่องหมายการค้าในลักษณะที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "SuperShield" ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว แม้สินค้าของจำเลยจะเป็นซีเมนต์ทากันซึมซึ่งเป็นสินค้าต่างจำพวกกันกับสินค้าประเภทสีของโจทก์ แต่สินค้าของจำเลยกับของโจทก์ก็เป็นสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกันโดยเป็นสินค้าที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างเช่นเดียวกัน ทั้งโจทก์ยังมีสินค้าโพลิเมอร์สังเคราะห์ใช้ป้องกันน้ำรั่วซึม ซึ่งบรรจุในกระป๋องเหมือนสินค้าซีเมนต์ทากันซึมของจำเลยด้วย เมื่อบรรจุภัณฑ์สินค้าของจำเลยเป็นกระป๋องเช่นเดียวกับบรรจุภัณฑ์สินค้าของโจทก์และมีลักษณะคล้ายกันและยังมีคำว่า "SUPER - SHIELD" คล้ายกับคำว่า "SuperShield" ของโจทก์ด้วย สาธารณชนจึงอาจสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าของจำเลยได้ว่าเป็นสินค้าของโจทก์ เมื่อโจทก์ได้ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า"SuperShield" ในประเทศไทยจนมีชื่อเสียงมาหลายสิบปี มียอดขายต่อปีสูงมากและโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าปีละจำนวนมาก แสดงว่าเป็นกิจการที่มีชื่อเสียงเกียรติคุณจนได้รับความนิยมเชื่อมั่นในสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จากผู้บริโภคทั่วไป การที่จำเลยใช้คำว่า "SUPER - SHIELD" อย่างเครื่องหมายการค้าส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้โดยเจตนาไม่สุจริต แอบอิงหรือแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อประโยชน์ในการขายสินค้าของตนโดยมิชอบ เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ การกระทำของจำเลยย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้แก่โจทก์ นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำละเมิดของจำเลยแล้ว ส่วนค่าเสียหายรายเดือนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้แก่โจทก์ในอัตราวันละ 5,000 บาท นั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงสินค้าของจำเลยที่เป็นสินค้าต่างจำพวกกันกับสินค้าของโจทก์และรายการสินค้าที่ต่างกันแล้ว เห็นว่า ค่าเสียหายที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยชำระในส่วนนี้สูงเกินสมควร เห็นควรลดลงเหลือในอัตราวันละ 1,000 บาท อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราวันละ 1,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ 7 ธันวาคม 2554 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะยุติการกระทำละเมิด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 17 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเซอรา ซี-เคียว จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2559
#597431
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้างให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วในฐานะที่จำเลยเป็นคู่สัญญากับโจทก์ ส่วนที่โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้รับจ้างบริหารจัดการเรือ อ. จากเจ้าของเรือทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจและจัดชั้นเรือ (Classification) รวมทั้งออกหนังสือรับรองและทำรายงานการตรวจสภาพเรือ อ. นั้น เป็นการบรรยายให้เห็นถึงมูลเหตุและสถานะของจำเลยที่เข้าทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ และเพื่อให้การนำเรือที่จำเลยเป็นผู้บริหารจัดการออกให้บริการในน่านน้ำไทยได้ จำเลยจึงจำเป็นต้องนำเรือดังกล่าวไปตรวจสภาพและขอรับการจัดชั้นเรือพร้อมทั้งขอรับใบรับรองสถานภาพเรือจากหน่วยงานหรือองค์กรที่มีความชำนาญและมีหน้าที่โดยตรงซึ่งก็คือโจทก์นั่นเอง หาใช่โจทก์ฟ้องตั้งข้อหาให้จำเลยรับผิดในฐานะตัวแทนซึ่งเข้าทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ไม่ ส่วนจำเลยให้การเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์แทนเจ้าของเรือซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศมาเลเซียและโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว อันเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น โดยอ้างเหตุว่าจำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์ แต่จำเลยทำสัญญากับโจทก์แทนตัวการซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ตรวจเรือแทนตัวการหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ทำไปแล้วหลังจากจำเลยเลิกสัญญาหรือไม่ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยในฐานะตัวแทนของนิติบุคคลต่างประเทศจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด จึงเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทผิดไปจากข้ออ้างและข้อเถียง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 183 วรรคหนึ่ง

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทมีความมุ่งหมายเพื่อให้คู่ความแพ้ชนะคดีกันในเนื้อหาแห่งคดีตามกฎหมายสารบัญญัติ การกำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นไปโดยถูกต้องหรือไม่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงให้เพิกถอนการกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวแล้วพิจารณาพิพากษาคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และมาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 27 มาตรา 246 และ 142 (5)

จำเลยเป็นผู้รับจ้างบริหารจัดการเรือ อ. (Ship Management Agent) แทนเจ้าของเรือ (Shipowner) โดยจำเลยมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการบริหารจัดการเรือแก่เจ้าของเรือเพื่อนำออกให้บริการรับขนส่ง และเมื่อเจ้าของเรือประสงค์จะนำเรือออกให้บริการรับขนส่งระหว่างประเทศ จำเลยจึงย่อมต้องทราบและปฏิบัติตามข้อปฏิบัติ หลักเกณฑ์ และระเบียบว่าด้วยการนำเรือออกให้บริการระหว่างประเทศ ซึ่งการสำรวจจัดชั้นเรือเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของเรือ เครื่องยนต์ อุปกรณ์ของเรือ และระวางบรรทุกก็เพื่อให้เรือสามารถจดทะเบียนได้ใบอนุญาตใช้เรือและนำเรือออกให้บริการได้ พฤติการณ์และลักษณะการให้บริการของจำเลยแก่เจ้าของเรือในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์นาวีและอำนาจหน้าที่ของจำเลยในฐานะผู้บริหารจัดการเรือ อ. แทนเจ้าของเรือรวมทั้งการว่าจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงทำให้การบริการของจำเลยมีลักษณะเป็นตัวแทนค้าต่างตาม ป.พ.พ. มาตรา 833 ทั้งนี้ ไม่ว่าโจทก์จะรู้หรือไม่ว่าเจ้าของเรือซึ่งเป็นตัวการคือใคร โดยทั้งเจ้าของเรือและจำเลยต่างก็มีผลประโยชน์ที่จะได้จากการใช้เรือในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ หากจำเลยบริหารจัดการเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพเจ้าของเรือก็จะได้ผลกำไรจากการดำเนินการนั้น ส่วนจำเลยก็จะได้ผลประโยชน์เป็นบำเหน็จตอบแทนจากเจ้าของเรือ โดยเฉพาะเมื่อมีความจำเป็นต้องปรับปรุง ซ่อมแซมเรือ อ. จำเลยในฐานะผู้บริหารจัดการเรือซึ่งได้รับมอบหมายเรือไว้จากเจ้าของเรือย่อมต้องมีหน้าที่ดูแลรักษาเรือให้อยู่ในสภาพเหมาะสมแก่การใช้งานดังที่ ป.พ.พ. มาตรา 842 บัญญัติไว้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการฝากทรัพย์มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามควรแก่เรื่อง จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนค้าต่างจึงย่อมเป็นผู้ต้องผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,186,702.42 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ชั้นชี้สองสถาน จำเลยแถลงสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การเรื่องอำนาจฟ้องและอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยในฐานะตัวแทนของนิติบุคคลต่างประเทศจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 59,698.45 บาท และจำนวน 1,127,003.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2553 และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554 ตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2555 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 116,159.59 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหราชอาณาจักร ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจตามบัญชีสาม รายการที่ 21 ประเภทธุรกิจบริการ ในประเทศไทย จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจให้บริการตรวจสอบสภาพเรือและอุปกรณ์ประจำเรือ การบริการออกหมายเลขประจำเรือ ตรวจสอบมาตรฐานเครื่องจักรกล เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อใช้ติดตั้งในโรงงานอุตสาหกรรม โรงงาน/แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ ยานพาหนะต่าง ๆ ในระบบขนส่งมวลชน ตามสำเนาหนังสือรับรอง มีนายอานนท์ เป็นตัวแทนนิติบุคคลโจทก์ในประเทศไทยตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทยเป็นผู้มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนโจทก์ มีอำนาจบริหารจัดการกิจการของโจทก์ในประเทศไทยสามารถเข้าเป็นคู่สัญญาต่าง ๆ ในนามของโจทก์รวมทั้งการฟ้องคดีแทนโจทก์ด้วยตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่23 มิถุนายน 2546 พร้อมคำแปล จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าบริษัทบางกอกมารินไทม์ แมเนจเมนท์ จำกัด และบริษัทเคมสตาร์ แมเนจเมนท์ จำกัด ตามลำดับ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจการขนส่งขนถ่ายสินค้าและคนโดยสารทางบก ทางน้ำ รวมทั้งการบริการงานด้านบริหารจัดการเรือรับขนส่ง และอื่น ๆ ตามสำเนาหนังสือรับรอง เรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน เลขประจำตัวเรือที่ 8919972 มีสัญชาติมาเลเซีย เจ้าของเรือดังกล่าวว่าจ้างจำเลยให้บริหารจัดการเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน ให้แต่เนื่องจากเรือดังกล่าวจอดอยู่ที่ประเทศมาเลเซียเป็นเวลานาน เจ้าของเรือต้องการขออนุญาตนำเรือออกให้บริการ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบและซ่อมแซมเรือเพื่อออกประกาศนียบัตรรับรองความมั่นคงแข็งแรงของเรือดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2553 จำเลยในฐานะผู้บริหารจัดการเรือได้ร้องขอให้โจทก์ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือ (Classification) รวมทั้งออกหนังสือรับรองและทำรายงานการตรวจสภาพเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าเรือกวนตาน ประเทศมาเลเซีย ตามคำร้องขอว่าจ้างสำรวจเรือพร้อมคำแปล โดยมีนายวิชัย ผู้จัดการทั่วไปบริษัทจำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว หลังจากทำสัญญา โจทก์ตรวจสอบสภาพเรือตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจสอบเรือ (Periodical Survey Regulation) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 จนกระทั่งสำรวจครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 โจทก์ออกหนังสือรับรองการสำรวจฉบับชั่วคราว (Interim Certificate) ให้แก่จำเลย ซึ่งในหนังสือรับรองดังกล่าวระบุรายการที่จะดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซม ตามหนังสือรับรองการตรวจสอบสภาพเรือพร้อมคำแปล แต่จำเลยไม่อาจซ่อมแซมปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องที่โจทก์ตรวจพบและแจ้งให้ทราบดังกล่าวเสร็จภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด จำเลยจึงขอเลื่อนกำหนดการตรวจสภาพเรือต่อโจทก์ตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ลงวันที่ 7 กันยายน 2553 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2553 จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโจทก์เกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพเรือได้ จึงขอถอนเรือจากการตรวจสภาพและจัดชั้นเรือต่อโจทก์ตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2553 พร้อมคำแปลในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานว่า จำเลยในฐานะตัวแทนของนิติบุคคลต่างประเทศจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้นชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือ รวมทั้งออกหนังสือรับรองและทำรายงานการตรวจสภาพเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน เพื่อจำเลยจะได้ดำเนินการฟื้นฟูสภาพชั้นเรือก่อนนำเรือดังกล่าวมาขออนุญาตเดินเรือในน่านน้ำไทย หลังจากทำสัญญาโจทก์ดำเนินการสำรวจเรือดังกล่าวทั้งลำจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์จึงออกหนังสือรับรองการสำรวจฉบับชั่วคราวให้แก่จำเลย ซึ่งเอกสารดังกล่าวจะระบุรายการข้อบกพร่องของเรือที่จำเลยต้องปรับปรุงแก้ไขสภาพเรือให้เรียบร้อยตามระยะเวลาที่โจทก์กำหนด เพื่อให้โจทก์ตรวจสภาพเรือหลังการปรับปรุงซ่อมแซมเรือแล้วและออกหนังสือรับรองการจัดชั้นเรือ แต่จำเลยไม่อาจดำเนินการปรับปรุงแก้ไขซ่อมแซมข้อบกพร่องของเรือตามรายการที่โจทก์แจ้งได้ครบถ้วนตามกำหนดเวลาที่โจทก์กำหนด จำเลยจึงขอถอนเรือจากการตรวจสภาพเรือและจัดชั้นเรือต่อโจทก์ซึ่งมีผลเท่ากับเป็นการบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ แต่โจทก์เห็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าจ้างจากจำเลยตามส่วนของงานที่โจทก์ได้ดำเนินการไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ ดังนั้น สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์คือ จำเลยไม่ชำระเงินค่าบริการที่โจทก์ได้ทำให้จำเลยไปแล้วตามสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือเอ็มเอ็มเอ็มคิงส์ตัน เพื่อให้โจทก์ได้คืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมหลังจากที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาดังกล่าว ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ จำเลยบอกเลิกสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายและค่าบริการในส่วนที่เป็นการงานอันโจทก์ได้กระทำให้แก่จำเลยไปแล้วตามสัญญาดังกล่าว โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินค่าบริการตามควรค่าแห่งการงานในส่วนการตรวจสอบสภาพเรือและแจ้งรายการแก้ไขข้อบกพร่องของสภาพเรือที่พบซึ่งโจทก์ได้ทำให้แก่จำเลยแล้ว ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการที่โจทก์กล่าวอ้างให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วในฐานะที่จำเลยเป็นคู่สัญญากับโจทก์เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาดังกล่าว ส่วนที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้รับจ้างบริหารจัดการเรือชื่อ เอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน จากเจ้าของเรือดังกล่าวทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือ (Classification) รวมทั้งออกหนังสือรับรองและทำรายงานการตรวจสภาพเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน นั้นเป็นการบรรยายให้เห็นถึงมูลเหตุและสถานะของจำเลยที่เข้าทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ และเพื่อให้การนำเรือที่จำเลยเป็นผู้บริหารจัดการออกให้บริการในน่านน้ำไทยได้ จำเลยจึงจำเป็นต้องนำเรือดังกล่าวไปตรวจสภาพและขอรับการจัดชั้นเรือพร้อมทั้งขอรับใบรับรองสถานภาพเรือจากหน่วยงานหรือองค์กรที่มีความชำนาญและมีหน้าที่โดยตรงซึ่งก็คือโจทก์นั่นเอง หาใช่เป็นการที่โจทก์ฟ้องตั้งข้อหาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะตัวแทนซึ่งเข้าทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์แทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ โดยตัวแทนดังกล่าวจะต้องรับผิดตามสัญญานั้นแต่ลำพังตนเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ไม่ ส่วนที่จำเลยให้การเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วตามคำฟ้อง เพราะจำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือ (Classification) รวมทั้งออกหนังสือรับรองและทำรายงานการตรวจสภาพเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน กับโจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนของเจ้าของเรือซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศมาเลเซีย และโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว อันเป็นกรณีที่จำเลยให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ที่บังคับให้จำเลยชดใช้เงินค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วตามคำฟ้องทั้งสิ้น โดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยมิใช่คู่สัญญากับโจทก์ แต่จำเลยทำสัญญาตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง แทนตัวการซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ โดยโจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าจำเลยทำสัญญาในฐานะตัวแทนของตัวการดังกล่าวแล้ว ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 ก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์ของการกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้าง แต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่รับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นแห่งคดีตามคำคู่ความ ให้ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท ดังนี้ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การดังกล่าวว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ตรวจเรือแทนตัวการหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วแก่โจทก์ตามคำฟ้องหลังจากจำเลยเลิกสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน หรือไม่ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยในฐานะตัวแทนของนิติบุคคลต่างประเทศจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จึงเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทผิดไปจากข้ออ้างและข้อเถียงตามคำฟ้องและคำให้การ การกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคหนึ่ง อันเป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการพิจารณาคดี การกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แม้คู่ความจะมิได้โต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยมุ่งหมายให้คู่ความแพ้ชนะคดีกันในเนื้อหาแห่งคดีตามสิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายตามกฎหมายสารบัญญัติในประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้อง มิได้มุ่งหมายให้คู่ความแพ้ชนะกันตามกฎหมายวิธีสบัญญัติ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงให้เพิกถอนการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวและกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่ให้ถูกต้อง แล้วพิจารณาพิพากษาไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และมาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) และเมื่อโจทก์กับจำเลยต่างได้นำสืบพยานหลักฐานซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ตรวจเรือแทนตัวการหรือไม่และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ทำไปแล้วแก่โจทก์ตามคำฟ้องหลังจากจำเลยเลิกสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน หรือไม่มาแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ถูกต้องดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาใหม่

ปัญหาว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ตรวจเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน แทนเจ้าของเรือผู้เป็นตัวการหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วแก่โจทก์ตามคำฟ้องหลังจากจำเลยเลิกสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน ดังคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยอุทธรณ์โดยสรุปว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือ (Classification) รวมทั้งออกหนังสือรับรองและทำรายงานการตรวจสภาพเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน กับโจทก์ตามคำร้องขอว่าจ้างสำรวจเรือพร้อมคำแปล ในฐานะที่จำเลยเป็นตัวแทนของเจ้าของเรือซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศมาเลเซีย เจ้าของเรือจึงเป็นตัวการในสัญญาดังกล่าว และโจทก์ทราบข้อเท็จจริงนี้ จึงมีหนังสือแจ้งให้เจ้าของเรือปัจจุบันชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วพร้อมดอกเบี้ย ตามใบแจ้งหนี้ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 และวันที่ 28 มกราคม 2554 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษา เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง คำให้การ และตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบว่า เจ้าของเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน ว่าจ้างจำเลยให้เป็นผู้บริหารจัดการเรือดังกล่าว ซึ่งในเรื่องนี้จำเลยมีนายวิชัย พนักงานบริษัทจำเลยตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป มาเบิกความเป็นพยานจำเลยรับว่า หน้าที่รับบริหารจัดการเรือคือการเป็นผู้บริหารจัดการเรือ (Ship Management Agent) แทนเจ้าของเรือ (Shipowner) โดยบริษัทจำเลยมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการบริหารจัดการเรือให้แก่เจ้าของเรือ จำเลยจึงย่อมต้องทราบดีว่าหน้าที่หลักในการบริหารจัดการเรือก็เพื่อให้เรือนั้นสามารถนำออกใช้ประโยชน์ด้วยการให้บริการรับขนส่ง และเมื่อเจ้าของเรือประสงค์จะนำเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน ออกให้บริการรับขนส่งระหว่างประเทศ จำเลยในฐานะผู้รับบริหารจัดการเรือดังกล่าวซึ่งทราบว่าโจทก์เคยเป็นผู้สำรวจจัดชั้นเรือลำนี้มาก่อนจึงย่อมต้องทราบและปฏิบัติตามข้อปฏิบัติ หลักเกณฑ์ และระเบียบว่าด้วยการนำเรือออกให้บริการระหว่างประเทศ ซึ่งการสำรวจจัดชั้นเรือเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของเรือ เครื่องยนต์ อุปกรณ์ของเรือและระวางบรรทุกก็เพื่อให้เรือสามารถจดทะเบียนได้ใบอนุญาตใช้เรือและนำเรือออกให้บริการขนส่งระหว่างประเทศได้ การสำรวจจัดชั้นเรือจึงเป็นขั้นตอนสำคัญประการหนึ่งและเป็นหน้าที่หลักประการหนึ่งในการบริหารจัดการเรือของผู้รับจ้างบริหารจัดการเรือนั่นเอง นอกจากนี้หลังจากที่โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยแล้วจำเลยในฐานะผู้บริหารจัดการเรือจะต้องเป็นผู้ดำเนินการซ่อมแซมเรือ จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่านายวิชัยซึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไปบริษัทจำเลยและจบการศึกษาจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า ทราบดีถึงบทบาทและหน้าที่ของผู้บริหารจัดการเรือดังกล่าว จึงลงนามในคำร้องขอว่าจ้างสำรวจเรือ ว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือ (Classification) รวมทั้งออกหนังสือรับรองและทำรายงานการตรวจสภาพเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตันนอกจากนี้ในระหว่างการตรวจสภาพเรือ จำเลยโดยนายวิชัยก็เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับโจทก์ตามจดหมายอิเล็กทรอริกส์ โดยตลอดและแม้หลังจากที่จำเลยถอนเรือจากการตรวจสภาพและจัดชั้นต่อโจทก์แล้ว จำเลยก็ยังได้นำเรือไปรับการตรวจสภาพและจัดชั้นโดยกรมเจ้าท่าแทนจนเสร็จสิ้น พฤติการณ์และลักษณะการให้บริการของจำเลยแก่เจ้าของเรือในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจพาณิชย์นาวีกับบทบาทและหน้าที่ของจำเลยในฐานะผู้บริหารจัดการเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน แทนผู้เป็นเจ้าของเรือ รวมทั้งการว่าจ้างโจทก์ให้สำรวจเรือจัดชั้นเรือ ออกหนังสือรับรองและทำรายงานการตรวจสภาพเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน ตามคำร้องขอว่าจ้างสำรวจเรือดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการที่จำเลยผู้เป็นบุคคลซึ่งในทางค้าขายของจำเลยรับจัดทำกิจการบริหารจัดการเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน ในนามของตนเองต่างเจ้าของเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน ผู้เป็นตัวการ จำเลยจึงเป็นตัวแทนค้าต่างตามความหมายในมาตรา 833 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยทั้งเจ้าของเรือและจำเลยต่างก็มีผลประโยชน์ที่จะได้จากการใช้เรือในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ หากจำเลยบริหารจัดการเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าของเรือก็จะได้ผลกำไรจากการดำเนินการนั้น ส่วนจำเลยก็จะได้ผลประโยชน์เป็นบำเหน็จตอบแทนจากเจ้าของเรือ โดยเฉพาะเมื่อมีความจำเป็นต้องปรับปรุงซ่อมแซมเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน จำเลยในฐานะผู้บริหารจัดการเรือซึ่งได้รับมอบหมายเรือไว้จากเจ้าของเรือย่อมมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมืออันพิเศษสำหรับผู้มีวิชาชีพเฉพาะในการดูแลรักษาเรือให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้เดินทะเลไอ้ย่างปลอดภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 842 ประกอบมาตรา 659 จำเลยผู้เป็นตัวแทนค้าต่างย่อมได้ซึ่งสิทธิอันมีต่อโจทก์ผู้เป็นคู่สัญญาตามสัญญาจ้างตรวจเรือ ในกิจการบริหารจัดการเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน นั้น และจำเลยผู้เป็นตัวแทนค้าต่างย่อมเป็นผู้ต้องผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งด้วยตามมาตรา 837 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์ผู้เป็นคู่สัญญาตามคำร้องขอว่าจ้างสำรวจเรือกับจำเลย จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยผู้เป็นตัวแทนค้าต่างรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หลังจากจำเลยเลิกสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการสำรวจเรือและจัดชั้นเรือเอ็มเอ็มเอ็ม คิงส์ตัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในฐานะที่เป็นตัวแทนของตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

ส่วนปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามจำนวนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาหรือไม่นั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์มีสิทธิคิดค่าการงานในส่วนที่โจทก์ได้ทำไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยตามคำฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าบริการแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นตัวแทนของตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศเป็นการวินิจฉัยนอกจากที่กล่าวในคำฟ้องหรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 657 ม. 659 ม. 824 ม. 833 ม. 837 ม. 842
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 142 (5) ม. 177 ม. 183 ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ลอยด์ส รียิสเตอร์ เอเชีย
บริษัทซีเอ็มชิพ แมนเนจเมนท์ จำกัด
จำเลย — หรือบริษัทเคมสตาร์ แมนเนจเมนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา