คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4215/2559
#604330
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการจัดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ และจำเลยทั้งห้าดำเนินการจดทะเบียนตามมติที่ประชุมใหญ่อันเป็นโมฆะดังกล่าว โจทก์ทั้งสองไม่จำต้องฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดเป็นจำเลยด้วย ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ถือว่าฎีกาในส่วนของโจทก์ที่ 1 เป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้การประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมที่จัดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายน 2557 เป็นโมฆะ ไม่ให้จำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการโจทก์ที่ 1 ไม่ให้จำเลยที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่กรรมการและประธานกรรมการโจทก์ที่ 1 และไม่ให้จำเลยที่ 5 จดทะเบียนแก้ไขกรรมการและผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดตามรายงานการประชุมดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดชี้สองสถาน แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการจัดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ และจำเลยทั้งห้าดำเนินการจดทะเบียนตามมติที่ประชุมใหญ่อันเป็นโมฆะดังกล่าว โจทก์ทั้งสองไม่จำต้องฟ้องนิติบุคคลอาคารชุดเป็นจำเลยด้วย ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 โดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ถือว่าฎีกาในส่วนของโจทก์ที่ 1 เป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 23 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นิติบุคคลอาคารชุด
โจทก์ — บ้านกลางกรุง สยาม - ปทุมวัน กับพวก
จำเลย — นายวรวิทย์ อนิวรรตวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัณห์พิชญ์ ลิขิตกายแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยยศ วรนันท์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
วาสนา หงส์เจริญ
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4214/2559
#599341
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็นข้อ ๆ ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีซึ่งแสดงชื่อการค้าไม่ถูกต้อง ร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียน และร่วมกันจำหน่ายโดยการขายปุ๋ยเคมีดังกล่าวให้แก่ร้าน จ. แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองแยกเป็นรายกระทงความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ทั้งความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีซึ่งแสดงชื่อการค้าไม่ถูกต้อง และฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียน กับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายปุ๋ยเคมีดังกล่าวเป็นความผิดที่ต้องอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้ แม้ปุ๋ยเคมีปลอม ปุ๋ยเคมีซึ่งแสดงชื่อการค้าไม่ถูกต้อง ปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียน และปุ๋ยเคมีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน และจำเลยทั้งสองร่วมกันขายปุ๋ยเคมีดังกล่าวในช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาแยกการร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีซึ่งแสดงชื่อการค้าไม่ถูกต้อง และร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนต่างหากจากการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีดังกล่าวตั้งแต่จำเลยทั้งสองร่วมกันขายปุ๋ยเคมีให้แก่ร้าน จ. แล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 3, 4, 30, 32, 35, 63, 64, 71, 72, 72/5, 72/6 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบปุ๋ยเคมีปลอมของกลางให้ตกแก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายเสียหรือจัดการตามที่เห็นควร และให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1268/2558, 1390/2558, 1595/2558, 1517/2558, 1605/2558, 1632/2558, 1524/2558 และ 1659/2558 กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2523/2557, 3412/2557 และ 3413/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ กับให้การเพิ่มเติมว่าฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2523/2557, 2531 - 2534/2557 และ 2615/2557 กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1268/2558 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (1) (5), 32 (3) (5), 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง, 71 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72/6 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยปลอมเพื่อการค้า ปุ๋ยที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียน ปุ๋ยเคมีที่แสดงเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าไม่ตรงกับความจริงและปุ๋ยเคมีที่ผลิตขึ้นโดยมีปริมาณธาตุอาหารรับรองธาตุต่ำกว่าร้อยละสิบตามที่ขึ้นทะเบียนไว้หรือระบุไว้ในฉลาก เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยปลอมเพื่อการค้าซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีที่แสดงเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าไม่ตรงกับความจริง และฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้าซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ปรับ 120,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี รวมจำเลยที่ 1 ปรับ 320,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 8 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ปรับ 160,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1390/2558, 1595/2558, 1517/2558, 1605/2558, 1632/2558, 1524/2558 และ 1659/2558 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1268/2558 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2523/2557, 3412/2557 และ 3413/2557 ของศาลชั้นต้น ยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอ ริบปุ๋ยเคมีปลอมของกลางให้ตกแก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้าซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ปรับ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็นข้อ ๆ ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีซึ่งแสดงชื่อการค้าไม่ถูกต้อง ร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียน และร่วมกันจำหน่ายโดยการขายปุ๋ยเคมีดังกล่าวให้แก่ร้านจิตติชัยการเกษตร แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองแยกเป็นรายกระทงความผิดตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ทั้งความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีซึ่งแสดงชื่อการค้าไม่ถูกต้อง และฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียน กับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายปุ๋ยเคมีดังกล่าวเป็นความผิดที่อาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้ แม้ปุ๋ยเคมีปลอม ปุ๋ยเคมีซึ่งแสดงชื่อการค้าไม่ถูกต้อง ปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียน และปุ๋ยเคมีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน และจำเลยทั้งสองร่วมกันขายปุ๋ยเคมีดังกล่าวในช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาแยกการร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีซึ่งแสดงชื่อการค้าไม่ถูกต้อง และร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียน ต่างหากจากการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีดังกล่าวตั้งแต่จำเลยทั้งสองร่วมกันขายปุ๋ยเคมีให้แก่ร้านจิตติชัยการเกษตรแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีซึ่งแสดงชื่อการค้าไม่ถูกต้อง และร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียน กับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายโดยการขายปุ๋ยเคมีดังกล่าว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่กรรมเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (1)
พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ม. 30 (1) ม. 30 (5) ม. 32 (3) ม. 32 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — บริษัทเกษตรอุดมทรัพย์ อินเตอร์เทรด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นางสาวกานต์พิชชา บำรุงศักดิ์สันติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4200/2559
#600625
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสองประกอบ มาตรา 216 วรรคหนึ่งและมาตรา 225 วางหลักว่า ฎีกาทุกฉบับต้องมีข้อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น โจทก์ร่วมที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมที่ 2 ฎีกาโดยคัดลอกข้อความที่อุทธรณ์มาเป็นฎีกาทั้งสิ้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ยกเหตุผลคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้อง หรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด ไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันผ่าตัดเอาไตทั้ง 2 ข้าง และตับออกจากร่างกายของ ล. และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันผ่าตัดเอาไตทั้ง 2 ข้าง ออกจากร่างกายของ น. เพื่อนำเอาอวัยวะนั้นไปทำการปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่บุคคลอื่น ล. และ น.ยังไม่อยู่ในสภาวะสมองตาย คือ การที่แกนสมองถูกทำลายจนสิ้นสุดการทำงานโดยสิ้นเชิงนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า ผู้ป่วยราย ล. และ น. ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะฐานกะโหลกแตกและสมองถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ทำให้สมองบวมกดแกนสมองเคลื่อนไป แพทย์ตรวจพบว่า ผู้ป่วยทั้งสองราย ไม่รู้สึกตัวและอยู่ในเครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากไม่หายใจ เกณฑ์การตรวจและวินิจฉัยสมองตายกระทำโดยการตรวจและทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศของแพทยสภา เรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตายและตามหลักวิชาทางการแพทย์ ปรากฏว่าผู้ป่วยทั้งสองรายนี้ไม่รู้สึกตัว ไม่ตอบสนองต่อความเจ็บปวด และเมื่อถอดเครื่องช่วยหายใจออกก็ไม่หายใจ แสดงให้เห็นได้ว่าแกนสมองของผู้ป่วยทั้งสองรายนี้ถูกทำลายจนสิ้นสุดการทำงานโดยสิ้นเชิงตลอดไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถหายใจได้อย่างแน่นอน ก่อนทำการผ่าตัดวิสัญญีแพทย์ตรวจพบว่า ผู้ป่วยทั้งสองรายไม่ตอบสนองต่อความเจ็บปวด แกนสมองตายแล้วและไม่หายใจเช่นเดียวกัน จึงน่าเชื่อว่าก่อนทำการผ่าตัดนำอวัยวะออกไปนั้น ผู้ป่วยทั้งสองรายแกนสมองตาย มีผลทำให้หัวใจขาดออกซิเจน กล้ามเนื้อหัวใจจะหยุดทำงานและหัวใจจะหยุดเต้นในเวลาต่อมา โจทก์อุทธรณ์โดยมิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยในส่วนดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ล. และ น. อยู่ในสภาวะสมองตายก่อนที่จะมีการผ่าตัดเอาอวัยวะออกจากร่างกายไปทำการปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่บุคคลอื่น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงซึ่งยุติไปแล้วมาโต้เถียงใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาที่มิได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และเป็นกรณีไม่อาจอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะอ้างว่ามีการวินิจฉัยสมองตายตามหลักเกณฑ์การวินิจฉัยสมองตายตามประกาศแพทยสภาไม่ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภา เช่น ไม่ได้กระทำโดยองค์คณะแพทย์ไม่น้อยกว่า 3 คน ไม่ได้บันทึกว่าแกนสมองตายนั้น เห็นว่า ข้อความในฎีกาโจทก์เป็นทำนองเดียวกับที่โจทก์กล่าวในอุทธรณ์อันเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าแกนสมองของ ล. และ น. ถูกทำลายจนสิ้นสุดการทำงานโดยสิ้นเชิงตลอดไป บุคคลทั้งสองจึงอยู่ในสภาวะสมองตายตามประกาศแพทยสภา เรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตายฉบับแรกและฉบับที่ 2 ก่อนทำการผ่าตัดนำอวัยวะของ ล. และ น. ออกไป วิสัญญีแพทย์ ตรวจผู้ป่วยทั้งสองแล้ว ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ไม่ตอบสนองต่อความเจ็บปวด และเมื่อปลดเครื่องช่วยหายใจออกจากท่อแล้วผู้ป่วยไม่หายใจเอง ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แกนสมองของผู้ป่วยทั้งสองคนถูกทำลายจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้แล้ว ทำให้ไม่สามารถหายใจได้เองโดยปราศจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์การวินิจฉัยสมองตายตามประกาศแพทยสภา แม้การวินิจฉัยเรื่องแกนสมองตาย จะขาดตกบกพร่องไปบ้าง เช่น ไม่ได้ใช้แบบพิมพ์ของแพทยสภา หรือการวินิจฉัยสมองตายกระทำโดยแพทย์ไม่ครบ 3 คน ก็เป็นความบกพร่องในด้านการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่แพทยสภากำหนดไว้ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ถูกลงโทษโดยแพทยสภาไปแล้ว โดยโจทก์มิได้โต้แย้งว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรและด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การตายของ ล. และ น. จะนำหลักเกณฑ์ตามประกาศแพทยสภา เรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตายซึ่งออกในปี 2532 และตามประกาศแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 ปี 2539 มาใช้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยการตายในทางการแพทย์ที่จะใช้ในการเปลี่ยนปลูกถ่ายอวัยวะ แต่คดีนี้จะต้องวินิจฉัยการตายตามความหมายในทางกฎหมาย คือ การไม่หายใจและหัวใจหยุดทำงาน นั้น เห็นว่า ป.อ. มาตรา 288 ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นมีองค์ประกอบความผิดประการหนึ่ง คือ ฆ่า คำว่า "ฆ่า" เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่า หมายถึงการกระทำด้วยประการใดๆ ให้คนตาย แต่ตาม ป.อ. มิได้กำหนดบทนิยามคำว่า "ตาย" ว่ามีความหมายอย่างไร และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดนิยามความตายให้ชัดแจ้ง เมื่อตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 กำหนดให้แพทย์เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการตาย ดังนั้น การวินิจฉัยการตายจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องให้แพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้วินิจฉัย โดยที่งานของแพทย์มีลักษณะเป็นวิชาชีพ จึงเป็นงานที่ต้องมีกรอบขนบธรรมเนียมและจรรยาบรรณของหมู่คณะโดยเฉพาะ และเป็นการใช้ความรู้ในวิทยาการเฉพาะด้านที่ผู้อื่นไม่อาจรู้ได้ทั้งหมด อีกทั้งมีวิวัฒนาการด้านการรักษาและวิทยาการเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การประกอบวิชาชีพเวชกรรมจึงมีกฎหมายควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพนี้เป็นพิเศษและมีการสอดส่องดูแลโดยบุคคลในวิชาชีพเดียวกันเพื่อให้การประกอบวิชาชีพเป็นไปโดยถูกต้องตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ขณะเกิดเหตุ วิทยาศาสตร์การแพทย์ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะในผู้ป่วยที่มีปัญหาการสูญเสียหน้าที่การทำงานของอวัยวะหรือมีความล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ตับ ไต เป็นต้น มีความก้าวหน้าจนสามารถเอาอวัยวะจากผู้ที่ตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่นำไปปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่ผู้ป่วยได้ ในการนี้ได้มีประกาศแพทยสภา เรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย พ.ศ.2532 และประกาศแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2539 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการวินิจฉัยสมองตายมีสาระสำคัญว่า การวินิจฉัยคนตายโดยอาศัยเกณฑ์สมองตายนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องนำไปใช้โดยเฉพาะกับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะสำคัญของมนุษย์ และอาจนำไปใช้ในกรณีอื่นๆ ในอนาคตเพื่อความเจริญก้าวหน้าทางวิชาชีพและเพื่อประโยชน์ของประชาชน บุคคลซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าสมองตาย ถือว่า บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย สมองตายหมายถึง การที่แกนสมองถูกทำลายจนสิ้นสุดการทำงานโดยสิ้นเชิงตลอดไป แพทย์เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยและตัดสินการตายของสมองตามเกณฑ์ของวิชาชีพ ดังนั้น เมื่อแพทย์ใช้วิธีการที่ได้รับการยอมรับในการสรุปว่าคนไข้นั้นถึงแก่ความตายแล้ว บุคคลผู้อยู่ในสภาวะสมองตาย คือ การที่แกนสมองถูกทำลายจนสิ้นสุดการทำงานโดยสิ้นเชิงตลอดไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการวินิจฉัยสมองตายที่คณะกรรมการแพทยสภากำหนดและออกเป็นประกาศแพทยสภาตามประกาศแพทยสภาดังกล่าว ย่อมถือได้ว่า เป็นการตายของบุคคล การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 แพทย์ผู้ร่วมผ่าตัดเอาไต ทั้ง 2 ข้างและตับออกจากร่างกายของ ล. และจำเลยที่ 1 และที่ 2 แพทย์ผู้ร่วมผ่าตัดเอาไต ทั้ง 2 ข้าง ออกจากร่างกายของ น. ซึ่งอยู่ในสภาวะสมองตายตามประกาศแพทยสภา เรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย เพื่อนำเอาอวัยวะนั้นไปทำการปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่บุคคลอื่น จึงเป็นการกระทำต่อบุคคลที่ตายแล้วไม่มีสภาพเป็นบุคคลที่จะถูกฆ่าได้อีก ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 288 และริบเอกสารปลอมของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางหนูแดง และนายเจริญ มารดาและบิดาของนางสาวลัดดา ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบเอกสารปลอมของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 2 ฎีกาโดยอัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาของโจทก์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่งและมาตรา 225 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 วางหลักไว้ว่า ฎีกาทุกฉบับต้องมีข้อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมที่ 2 ฎีกาโดยคัดลอกข้อความที่อุทธรณ์มาเป็นฎีกาทั้งสิ้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาเดียวกันไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ยกเหตุผลคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้อง หรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด ไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า ข้อความในฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นไปในทำนองเดียวกับที่โจทก์กล่าวไว้ในอุทธรณ์อันเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แกนสมองของนางสาวลัดดา ถูกทำลายจนสิ้นสุดการทำงานโดยสิ้นเชิงตลอดไป บุคคลทั้งสองจึงอยู่ในสภาวะสมองตายตามประกาศแพทยสภาเรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตายฉบับแรกและฉบับที่ 2 และมีเหตุผลในการวินิจฉัยโดยละเอียดว่า นางสาวลัดดาถูกรถชนมีอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง นายแพทย์นิสิต แพทย์ประสาทศัลยศาสตร์โรงพยาบาลวชิรปราการตรวจอาการของนางสาวลัดดา ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 เวลา 7 นาฬิกา พบว่านางสาวลัดดามีอาการสมองตาย พยานปากนี้ตรวจนางสาวลัดดาอีกครั้งในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เวลา 22 นาฬิกา ขณะนั้นนางสาวลัดดามีอาการสมองตาย ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2540 เวลา 7 นาฬิกา พยานตรวจและวินิจฉัยว่า นางสาวลัดดามีอาการสมองตายแล้ว พยานบันทึกการวินิจฉัยไว้ ซึ่งการตรวจวินิจฉัยมีระยะเวลาห่างกันประมาณ 9 ชั่วโมง นายแพทย์ศิริศักดิ์ ซึ่งมาทำงานนอกเวลาที่โรงพยาบาลวชิรปราการ และเป็นผู้ผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบของนางสาวลัดดาเพื่อส่งไปเปรียบเทียบกับเนื้อเยื่อของคนไข้ที่รอรับตามเวชระเบียน ได้ตรวจนางสาวลัดดาด้วยตนเองแล้วมีความเห็นว่าสมองตายแล้ว ก่อนทำการผ่าตัดนำอวัยวะของนางสาวลัดดาออกไป แพทย์หญิงสุวคนธ์ วิสัญญีแพทย์ ตรวจคนไข้แล้ว คนไข้ไม่รู้สึกตัว ไม่ตอบสนอง และเมื่อปลดเครื่องช่วยหายใจออกจากท่อแล้วคนไข้ไม่หายใจเอง จึงประเมินสรุปว่านางสาวลัดดาสมองตายแล้ว ส่วนกรณีของนางนางซึ่งประสบอุบัติเหตุตกจากรถ สมองถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง นายแพทย์ชลิต ซึ่งเป็นเจ้าของไข้รายนี้ขณะที่รักษาอยู่โรงพยาบาลสมุทรปราการตรวจคนไข้แล้วพบว่า ผู้ป่วยรายนี้ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ และอยู่ในเครื่องช่วยหายใจเมื่อมีการย้ายคนไข้มาที่โรงพยาบาลวชิรปราการนายแพทย์นิสิต ตรวจคนไข้รายนี้แล้ววินิจฉัยว่าผู้ป่วยรายนี้สมองตายครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 เวลา 22 นาฬิกา และวินิจฉัยครั้งที่สองเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 เวลา 8 นาฬิกา เป็นเวลาห่างกัน 10 ชั่วโมง และทำบันทึกการตรวจวินิจฉัยสมองตายตามแบบพิมพ์ของแพทยสภา ตอนท้ายก่อนผ่าตัดนำอวัยวะของผู้ป่วยรายนี้ไป แพทย์หญิงสุวคนธ์ วิสัญญีแพทย์ ตรวจผู้ป่วยรายนี้พบว่า สมองตายแล้ว ไม่สามารถควบคุมอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ไม่มีอาการตอบสนองต่อความเจ็บปวด และทดสอบโดยเอาเครื่องช่วยหายใจออก ผู้ป่วยรายนี้ก็ไม่หายใจ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแกนสมองของผู้ป่วยทั้งสองคนถูกทำลายจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้แล้ว ทำให้บุคคลทั้งสองไม่สามารถหายใจได้เองโดยปราศจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเข้าตามหลักเกณฑ์การวินิจฉัยสมองตายตามประกาศแพทยสภาแล้ว แม้ในการวินิจฉัยเรื่องแกนสมองตายดังกล่าวจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง เช่นไม่ได้ใช้แบบพิมพ์ของแพทยสภา หรือการวินิจฉัยสมองตายกระทำโดยแพทย์ไม่ครบ 3 คน ก็เป็นเรื่องความบกพร่องในด้านการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่แพทยสภากำหนดไว้ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ถูกลงโทษโดยแพทยสภาไปแล้ว เช่นนี้ แต่โจทก์มิได้โต้แย้งว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าววินิจฉัยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และด้วยเหตุผลใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คงมีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 แพทย์ผู้ร่วมกันผ่าตัดเอาไตทั้ง 2 ข้าง และตับออกจากร่างกายของนางสาวลัดดา และจำเลยที่ 1 และที่ 2 แพทย์ผู้ร่วมกันผ่าตัดเอาไตทั้ง 2 ข้าง ออกจากร่างกายของนางนางซึ่งอยู่ในสภาวะสมองตายตามประกาศแพทยสภา เรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตายเพื่อนำเอาอวัยวะนั้นไปทำการปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่บุคคลอื่นเป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 บัญญัติว่า ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษ...ตามบทบัญญัติดังกล่าว ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นมีองค์ประกอบความผิดประการหนึ่ง คือ ฆ่า คำว่า "ฆ่า" เป็นข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไปว่าหมายถึงการกระทำด้วยประการใดๆ ให้คนตาย แต่ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้กำหนดบทนิยามคำว่า "ตาย" ไว้ว่ามีความหมายอย่างไร และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดนิยามความตายให้ชัดแจ้ง เมื่อตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 กำหนดให้แพทย์เป็นผู้ออกหนังสือรับรองการตาย ดังนั้น การวินิจฉัยการตายจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องให้แพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้วินิจฉัย โดยที่งานของแพทย์นั้นมีลักษณะเป็นวิชาชีพ จึงเป็นงานที่ต้องมีกรอบขนบธรรมเนียมและจรรยาบรรณของหมู่คณะโดยเฉพาะ และเป็นการใช้ความรู้ในวิทยาการเฉพาะด้านที่ผู้อื่นไม่อาจรู้ได้ทั้งหมด อีกทั้งมีวิวัฒนาการในด้านการรักษาและวิทยาการเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การประกอบวิชาชีพเวชกรรมจึงมีกฎหมายควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพนี้เป็นพิเศษและมีการสอดส่องดูแลโดยบุคคลในวิชาชีพเดียวกันเพื่อให้การประกอบวิชาชีพเป็นไปโดยถูกต้อง ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 กำหนดให้แพทยสภาควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมเพื่อให้การประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม มีอำนาจหน้าที่รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมทั้งออกข้อบังคับว่าด้วยการกำหนดโรคหรือไม่เป็นโรคที่กำหนดไว้ในข้อบังคับแพทยสภา ขณะเกิดเหตุ วิทยาศาสตร์การแพทย์ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะในผู้ป่วยที่มีปัญหาการสูญเสียหน้าที่การทำงานของอวัยวะหรือมีความล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ตับ ไต เป็นต้น มีความก้าวหน้าจนสามารถเอาอวัยวะจากผู้ที่ถึงแก่ความตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่นำไปปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่ผู้ป่วยได้ การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นกระบวนการที่แพทย์ต้องกระทำการผ่าตัดร่างกายแล้วนำอวัยวะออกจากร่างกายบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งที่ป่วยและมีความต้องการที่จะรักษา ทำให้ผู้ที่ได้รับอวัยวะรอดชีวิต ในการนี้ได้มีประกาศแพทยสภาเรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย พ.ศ.2532 และประกาศแพทยสภา เรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2539 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการวินิจฉัยสมองตายมีสาระสำคัญว่า การวินิจฉัยคนตายโดยอาศัยเกณฑ์สมองตายนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องนำไปใช้โดยเฉพาะกับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะสำคัญของมนุษย์ และอาจนำไปใช้ในกรณีอื่นๆ ในอนาคตเพื่อความเจริญก้าวหน้าทางวิชาชีพและเพื่อประโยชน์ของประชาชน บุคคลซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าสมองตายถือว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย สมองตายหมายถึง การที่แกนสมองถูกทำลายจนสิ้นสุดการทำงานโดยสิ้นเชิงตลอดไป แพทย์เป็นผู้มีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยและตัดสินการตายของสมองตามเกณฑ์ของวิชาชีพ ดังนั้น เมื่อแพทย์ได้ใช้วิธีการที่ได้รับการยอมรับในการสรุปว่าคนไข้นั้นถึงแก่ความตายแล้ว บุคคลผู้อยู่ในสภาวะสมองตาย คือ การที่แกนสมองถูกทำลายจนสิ้นสุดการทำงานโดยสิ้นเชิงตลอดไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการวินิจฉัยสมองตายที่คณะกรรมการแพทยสภากำหนดและออกเป็นประกาศแพทยสภาตามประกาศแพทยสภาดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าเป็นการตายของบุคคล การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 แพทย์ผู้ร่วมกันผ่าตัดเอาไตทั้ง 2 ข้าง และตับออกจากร่างกายของนางสาวลัดดาและจำเลยที่ 1 และที่ 2 แพทย์ผู้ร่วมกันผ่าตัดเอาไตทั้ง 2 ข้าง ออกจากร่างกายของนางนางซึ่งอยู่ในสภาวะสมองตายตามประกาศแพทยสภา เรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย เพื่อนำเอาอวัยวะนั้นไปทำการปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่บุคคลอื่น จึงเป็นการกระทำต่อบุคคลที่ตายแล้วไม่มีสภาพเป็นบุคคลที่จะถูกฆ่าได้อีก ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาและพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 วรรคสอง ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 221 ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 264 ม. 268 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางหนูแดง ดีโยธา กับพวก
จำเลย — นายแพทย์สิโรจน์ กาญจนปัญจพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอดิเทพ ถิระวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4198/2559
#599868
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าป้ายของโรงเรียนเอกชนใดจะได้รับยกเว้นภาษีป้ายตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 8 (9) หรือไม่ ต้องพิจารณาประกอบกับ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 28 และมาตรา 127 (1) ที่กำหนดถึงการใช้ชื่อของโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบ ซึ่งก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโรงเรียนเอกชนดังกล่าว เดิมมี พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 54 บัญญัติให้ผู้รับใบอนุญาตจัดมีป้ายแสดงชื่อโรงเรียนเป็นอักษรไทยขนาดใหญ่ ซึ่งกฎหมายโรงเรียนเอกชนฉบับเดิมและฉบับที่ใช้บังคับในปัจจุบันกำหนดไว้ชัดเจนว่า ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหมายความถึงป้ายแสดงชื่อของโรงเรียนเท่านั้น โดย พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฉบับใหม่มิได้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เรื่องป้ายชื่อของโรงเรียนเอกชนตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฉบับเดิมแต่อย่างใด เพียงแต่เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับตัวอักษรที่แสดงอยู่บนป้ายชื่อของโรงเรียน ดังนั้น ป้ายของโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบที่จะได้รับยกเว้นภาษีป้ายตามมาตรา 8 (9) จึงต้องเป็นป้ายแสดงชื่อของโรงเรียนเป็นอักษรไทยขนาดใหญ่พอสมควร และป้ายนั้นติดไว้ที่บริเวณโรงเรียนเอกชนที่ซึ่งเห็นได้ง่าย โดยต้องมีคำว่า "โรงเรียน" ประกอบชื่อด้วย เมื่อป้ายพิพาทของโจทก์ทั้งสองป้ายมิได้มีชื่อโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่มีอักษรต่างประเทศปะปนอยู่ และมีข้อความอื่นแสดงหลักสูตรที่เปิดสอนพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการโฆษณากิจการเพื่อหารายได้ แม้จะติดไว้บริเวณโรงเรียน ย่อมไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 8 (9) พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้แก้ไขคำวินิจฉัยแบบแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ จบ 52005/1299 ลงวันที่ 23 เมษายน 2556 เป็นว่าป้ายของโรงเรียนโจทก์ตามฟ้องได้รับการยกเว้นภาษีป้ายตามกฎหมาย กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีป้าย 680 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมิน (ภ.ป.3) ที่ 161/2556 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามแบบแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ป.5) ที่ จบ 52005/1299 ลงวันที่ 23 เมษายน 2556 กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีป้าย 680 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ชื่อว่า "โรงเรียนพัฒนวิชญ์" ตั้งอยู่เลขที่ 156 ถนนศรีจันทร์ ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ตามใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน โจทก์เป็นเจ้าของป้ายของโรงเรียนดังกล่าวจำนวน 2 ป้าย ซึ่งติดตั้งไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียน เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) ประจำปีภาษี 2556 ต่อจำเลยแสดงรายละเอียดประเภทป้าย ขนาดป้าย เนื้อที่ป้าย จำนวนป้าย ข้อความหรือภาพและเครื่องหมายที่ปรากฏในป้ายไว้ ดังนี้ (1) ป้ายประเภทที่ (1) ขนาดป้ายกว้าง 70 เซนติเมตร ยาว 90 เซนติเมตร เนื้อที่ป้าย 6,300 ตารางเซนติเมตร จำนวน 1 ป้าย มีข้อความว่า ยู-คิด วิทย์ ม. ต้น คณิต ป.1-ม.3 อังกฤษ ป.1-ม.6 โทร.087-0155388 087-1276193 (2) ป้ายประเภทที่ (3) ขนาดป้ายกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 100 เซนติเมตร เนื้อที่ป้าย 6,000 ตารางเซนติเมตร จำนวน 1 ป้าย มีข้อความว่า โรงเรียนกวดวิชาพัฒนวิชญ์ U-KID คณิต ป.1-ม.3 อังกฤษ ป.1-ม.6 ตามแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินป้ายลำดับที่ 1 เป็นป้ายที่มีอักษรไทยคิดอัตรา 3 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร เป็นเงินค่าภาษี 200 บาท ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 (1) ป้ายลำดับที่ 2 เป็นป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศคิดอัตรา 40 บาทต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร เป็นเงินค่าภาษี 480 บาท ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 (3) (ข) รวมเป็นเงินภาษีป้าย 680 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินโจทก์ชำระค่าภาษีป้ายแก่จำเลยแล้ว โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินตามแบบอุทธรณ์ภาษีป้าย ต่อมานายกเทศมนตรีเมืองจันทบุรีแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบตามแบบแจ้งคำวินิจฉัย โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ป้ายพิพาทของโจทก์ทั้งสองป้ายได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามมาตรา 8 (9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 มาตรา 28 และ 127 (1) กำหนดให้ชื่อของโรงเรียนต้องใช้อักษรไทยขนาดใหญ่พอสมควรติดไว้ที่บริเวณโรงเรียน ณ ที่ซึ่งเห็นได้ง่าย โดยต้องมีคำว่า "โรงเรียน" ประกอบชื่อด้วย ในกรณีที่มีอักษรต่างประเทศกำกับต้องไม่มีขนาดใหญ่กว่าอักษรไทย ถือเป็นป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 8 (9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 ป้ายพิพาทมิใช่ป้ายที่มีข้อความแสดงชื่อโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นป้ายชื่อโรงเรียนปนข้อความอื่นและโจทก์ใช้ป้ายทั้งสองโฆษณาการค้าเพื่อหารายได้ ไม่อาจถือเป็นป้ายของโรงเรียนเอกชนที่ได้รับยกเว้นภาษีป้ายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 บัญญัติว่า "เจ้าของป้ายไม่ต้องเสียภาษีภาษีป้ายสำหรับป้ายดังต่อไปนี้..(9) ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่แสดงไว้ ณ อาคาร หรือบริเวณของโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น" การที่จะพิจารณาว่าป้ายของโรงเรียนเอกชนใดจะได้รับยกเว้นภาษีป้ายตามมาตรา 8 (9) หรือไม่ ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติดังกล่าวประกอบกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ที่กำหนดถึงการใช้ชื่อของโรงเรียนเอกชนในระบบไว้ในมาตรา 28 ว่า "ชื่อของโรงเรียนในระบบต้องใช้อักษรไทยขนาดใหญ่พอสมควรติดไว้ที่บริเวณโรงเรียนในระบบ ณ ที่ซึ่งเห็นได้ง่าย โดยต้องมีคำว่า "โรงเรียน" ประกอบชื่อด้วย ในกรณีที่มีอักษรต่างประเทศกำกับ ต้องไม่มีขนาดใหญ่กว่าอักษรไทย..." และมาตรา 127 (1) กำหนดให้นำบทบัญญัติมาตรา 28 มาใช้บังคับแก่โรงเรียนนอกระบบโดยอนุโลม ซึ่งก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโรงเรียนเอกชนฉบับดังกล่าว เดิมมีพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 46 บัญญัติว่า "ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีป้ายแสดงชื่อโรงเรียนเป็นอักษรไทยขนาดใหญ่ พอเห็นได้ในระยะอันสมควรติดไว้ที่โรงเรียนหรือบริเวณโรงเรียน ณ ที่ซึ่งเห็นได้ง่าย" อันแสดงให้เห็นว่ากฎหมายโรงเรียนเอกชนทั้งฉบับเดิมและฉบับที่ใช้บังคับในปัจจุบันกำหนดไว้ชัดเจนว่า ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหมายความถึงป้ายแสดงชื่อของโรงเรียนเท่านั้น โดยพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฉบับใหม่มิได้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เรื่องป้ายชื่อของโรงเรียนเอกชนตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฉบับเดิมแต่อย่างใด เพียงแต่เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับตัวอักษรที่แสดงอยู่บนป้ายชื่อของโรงเรียน ดังนั้น ป้ายของโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบที่จะได้รับยกเว้นภาษีป้ายตามมาตรา 8 (9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 จึงต้องเป็นป้ายแสดงชื่อของโรงเรียนเป็นอักษรไทยขนาดใหญ่พอสมควร และป้ายนั้นติดไว้ที่บริเวณโรงเรียนเอกชนที่ซึ่งเห็นได้ง่าย โดยต้องมีคำว่า โรงเรียน ประกอบชื่อด้วย เมื่อป้ายพิพาทของโจทก์ทั้งสองป้ายมิได้มีชื่อโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่มีอักษรภาษาต่างประเทศปะปนอยู่ และมีข้อความอื่นแสดงหลักสูตรที่เปิดสอนพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการโฆษณากิจการเพื่อหารายได้ แม้จะติดไว้บริเวณโรงเรียน ย่อมไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 8 (9) แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของป้ายจึงมีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะมิทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายกเทศมนตรีของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 8 (9)
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 28 ม. 127 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจอมใจ พงษ์ถาวรวิช
จำเลย — เทศบาลเมืองจันทบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4197/2559
#599767
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับสิทธิและประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน แต่จำเลยไม่สามารถนำวัตถุดิบที่นำเข้าและได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เนื่องจากวัตถุดิบที่นำเข้าถูกไฟไหม้ โดยจำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อหรือมีส่วนร่วมกระทำหรือประมาทเลินเล่อ และยังเป็นเหตุสุดวิสัย เห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยจงใจ และเหตุดังกล่าวเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จำเลยจะบังคับได้ การที่จำเลยได้รับการส่งเสริมให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบที่นำเข้าก็เนื่องจากรัฐต้องการส่งเสริมการลงทุน มุ่งเน้นประโยชน์ในการสร้างงานเพิ่มรายได้แก่ประชาชน โดยประชาชนไม่ได้บริโภควัตถุดิบหรือสินค้าที่นำเข้าอันจะทำให้รัฐเสียดุลการค้าอันจะเห็นได้จากเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดให้นำวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเท่านั้น ก่อนที่จะเกิดไฟไหม้วัตถุดิบที่นำเข้าจำเลยก็ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าอยู่แล้ว เมื่อวัตถุดิบที่นำเข้าถูกไฟไหม้ทำลายไปแล้วก็ไม่สามารถนำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้และไม่อาจนำวัตถุดิบมาบริโภคภายในประเทศได้เช่นกัน และยังเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่สามารถนำวัตถุดิบที่นำเข้าไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ด้วยเหตุไฟไหม้วัตถุดิบ จึงยังไม่เป็นเหตุให้ต้องถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่จำเลยได้รับตามบัตรส่งเสริมฯ ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากร 4,743,898.89 บาท และเงินเพิ่มค่าอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินค่าอากร จำนวน 1,547,984 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนรองเท้า และนำเข้าแผ่นพลาสติกเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อผลิตสินค้า จำเลยได้รับสิทธิและประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เลขที่ 3026/ว./2542 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 36 (1) ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลาหนึ่งปี นับแต่วันนำเข้าครั้งแรก และตามมาตรา 36 (2) ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่ผู้ได้รับการส่งเสริมนำเข้ามาเพื่อส่งกลับออกไปเป็นระยะเวลาหนึ่งปี นับแต่วันนำเข้าครั้งแรก เมื่อระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 จำเลยได้สั่งและนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกภายในหนึ่งปี รวม 20 ใบขนสินค้า จำเลยได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบเอกสารแล้ว ได้ตรวจปล่อยวัตถุดิบตามใบขนสินค้าดังกล่าวไปจากอารักขาของโจทก์ที่ 1 แล้ว เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2544 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทราบว่า ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2544 ได้เกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้โรงงานของจำเลยทำให้วัตถุดิบที่จำเลยนำเข้ามาตามใบขนสินค้าข้างต้นและได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 36 (1) ถูกทำลายรวม 4 รายการ จึงขอยกเว้นอากรขาเข้า ตามหนังสือเลขที่ PL01/44 บัญชีปริมาณวัตถุดิบที่ถูกทำลาย รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและสรุปผลการตรวจของกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งเหตุไฟไหม้วัตถุดิบของจำเลยทั้ง 4 รายการ จำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อหรือมีส่วนร่วมในการกระทำหรือประมาทเลินเล่อ และเป็นเหตุสุดวิสัยให้จำเลยไม่สามารถที่จะนำวัตถุดิบที่ถูกทำลายจากไฟไหม้มาผลิตเป็นสินค้าเพื่อส่งออกได้ วันที่ 25 มิถุนายน 2545 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการแล้วมีมติอนุมัติให้จำเลยตัดบัญชีวัตถุดิบสำหรับส่วนที่สูญเสียทั้ง 4 รายการ โดยไม่มีภาระภาษี ตามมติการประชุม และมีหนังสือลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 แจ้งมติดังกล่าวให้จำเลยทราบ ตามหนังสือ ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 คณะทำงานพิจาณาโครงการได้ประชุมทบทวนการอนุมัติให้จำเลยตัดบัญชีวัตถุดิบที่ถูกไฟไหม้ แล้วมีมติให้ยกเลิกมติเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2545 และมีมติให้เพิกถอนสิทธิและประโยชน์บางส่วนที่ให้ไว้แก่จำเลยโดยให้มีภาระภาษีสำหรับวัตถุดิบที่ถูกไฟไหม้ทั้ง 4 รายการตามสภาพ ณ วันนำเข้า ตามมติการประชุมและคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ พ. 79/2546 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งให้เพิกถอนสิทธิและประโยชน์ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2547 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยว่า เนื่องจากมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีที่ไม่ได้นำวัตถุดิบที่นำเข้ามาไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบัตรส่งเสริมเนื่องจากถูกเพลิงไหม้ ต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ผู้ได้รับการส่งเสริมจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงให้จำเลยชำระภาษีอากรวัตถุดิบทั้ง 4 รายการตามหนังสือ 6 จากนั้นจำเลยนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ พ.79/2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว วันที่ 26 ตุลาคม 2547 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1320/2547 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งจำนวนค่าภาษีที่ต้องชำระให้จำเลยทราบตามแบบแจ้งการประเมิน 10 ฉบับ รวมยอดค่าภาษี 2,782,822.37 บาท

มีปัญหาตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยก่อนว่า มติคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในวันที่ 25 มิถุนายน 2545 อนุมัติให้จำเลยตัดบัญชีวัตถุดิบสำหรับส่วนที่สูญเสียจากไฟไหม้ทั้ง 4 รายการ โดยไม่มีภาระภาษีและได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว ตามมติและหนังสือ เป็นอันยุติและถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เห็นว่า มติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ได้แจ้งให้จำเลยทราบดังกล่าว เป็นกรณีที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ในการสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของจำเลย อันเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 และมีผลตั้งแต่ขณะที่จำเลยได้รับแจ้งมติเป็นต้นไปตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีมติเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 ให้ยกเลิกมติเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2545 และเพิกถอนสิทธิและประโยชน์บางส่วนที่ให้ไว้แก่จำเลยโดยมีภาระภาษีสำหรับวัตถุดิบดังกล่าวอันเป็นการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเดิมย่อมทำให้สิ้นผลลงตามมาตรา 42 วรรคสองและมีคำสั่งทางปกครองใหม่มีผลใช้บังคับแทนคำสั่งเดิมต่อจำเลยตามมาตรา 42 วรรคหนึ่งข้อกล่าวอ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้จำเลยชำระค่าภาษีตามคำสั่งที่ พ.79/2546 เป็นยุติหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำสั่งจำหน่ายคดีตามคดีหมายเลขแดงที่ 1320/2547 ของศาลปกครองกลาง แล้วได้ความว่าเหตุที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้น เนื่องจากจำเลยผู้ฟ้องคดีไม่ได้จัดทำคำคัดค้านคำให้การยื่นต่อศาลและไม่ได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ให้ศาลพิจารณาต่อไปแต่ประการใด จึงถือว่าจำเลยผู้ฟ้องคดีไม่ดำเนินการตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามระเบียบดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า ศาลปกครองกลางยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่จำเลยขอให้เพิกถอนว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่หรือมีผลเป็นประการใด ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับภาษีอากรว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้จำเลยชำระค่าภาษีตามคำสั่งที่ พ.79/2546 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปว่า คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ พ. 79/2546 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 ให้เพิกถอนสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นตามมาตรา 36 (1) ที่จำเลยได้รับตามบัตรส่งเสริมการลงทุนบางส่วนเนื่องจากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดได้ และให้จำเลยชำระค่าภาษีชอบหรือไม่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ว่า ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 54 ให้อำนาจคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ได้แม้ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมิได้จงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เมื่อวัตถุดิบที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนนำเข้ามาสูญหาย ถูกทำลาย หรือเกิดเหตุไฟไหม้เสียหาย ถือว่าจำเลยไม่ได้นำวัตถุดิบที่นำเข้าไปใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก อันเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้กำหนดไว้แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีแก่โจทก์ทั้งสอง นั้น เห็นว่า จำเลยได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สิทธิและประโยชน์แก่จำเลยโดยได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาในราชอาณาจักร แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าจำเลยต้องนำวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาดังกล่าวไปใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หากมีการผิดเงื่อนไขดังกล่าว พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้ให้แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมทั้งหมดหรือบางส่วนโดยจะกำหนดระยะเวลาไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้"และมาตรา 54 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า การที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นมิได้เป็นการกระทำโดยจงใจ จะสั่งให้สำนักงานเตือนเป็นหนังสือให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขภายในเวลาที่กำหนดก่อนก็ได้ แต่เมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้วผู้ได้รับการส่งเสริมยังมิได้แก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้คณะกรรมการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสามารถที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิและประโยชน์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า เหตุที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมไม่สามารถนำวัตถุดิบที่นำเข้าและได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด เนื่องจากวัตถุดิบที่นำเข้าดังกล่าวถูกไฟไหม้ โดยจำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อหรือมีส่วนร่วมกระทำหรือประมาทเลินเล่อและยังเป็นเหตุสุดวิสัย จึงเห็นได้ว่าจำเลยไม่ได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยจงใจ และเหตุดังกล่าวก็เป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จำเลยจะบังคับได้ และการที่จำเลยได้รับการส่งเสริมให้ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบที่นำเข้าตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ดังกล่าวก็เนื่องจากรัฐต้องการส่งเสริมการลงทุน มุ่งเน้นประโยชน์ในการสร้างงานเพิ่มรายได้แก่ประชาชน โดยประชาชนไม่ได้บริโภควัตถุดิบหรือสินค้าที่นำเข้าอันจะทำให้รัฐเสียดุลการค้าแต่อย่างใดอันจะเห็นได้จากเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดให้นำวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเท่านั้น ก่อนที่จะเกิดไฟไหม้วัตถุดิบที่จำเลยนำเข้าจำเลยก็ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าอยู่แล้ว เมื่อวัตถุดิบที่นำเข้าถูกไฟไหม้ทำลายไปแล้วก็ไม่สามารถนำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้และก็ไม่อาจนำวัตถุดิบดังกล่าวมาบริโภคภายในประเทศได้เช่นกันและยังเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่สามารถนำวัตถุดิบที่นำเข้าไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดไว้ด้วยเหตุไฟไหม้วัตถุดิบดังกล่าว จึงยังไม่เป็นเหตุเพียงพอให้ต้องถูกเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่จำเลยได้รับตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ พ. 79/2546 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 ให้เพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่จำเลยได้รับตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มอากรขาเข้านั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทพีลาย ลามิเนชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอวิรุทธิ์ ชาญชัยกิตติกร
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4175/2559
#599871
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 400,000 บาท กันแต่อย่างใด ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่กองทรัพย์สินของจำเลย และการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวเป็นนิติกรรมการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้มีการกระทำของจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 จึงเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (2) และมาตรา 62

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 91/283 ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2551 กับให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินที่ได้รับจากจำเลยจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของจำเลย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และยกคำร้องในส่วนที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของจำเลย

ผู้คัดค้านที่ 2 และจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 91/283 ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 และการจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 ตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2551 และให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินค่าตอบแทนที่ได้รับไว้ในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนแก่กองทรัพย์สินของจำเลยจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 เพียงประการเดียวว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องรับผิดคืนเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่กองทรัพย์สินของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องและนำสืบอ้างว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 91/283 โดยมีค่าตอบแทนเป็นเงิน 400,000 บาท โดยมีบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) มาแสดง อันเป็นเอกสารราชการและเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นและให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องก็ตาม แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบหรือห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นอย่างอื่น เมื่อเหตุที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยเบิกความยืนยันว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวมาตั้งแต่ปี 2543 โดยผู้คัดค้านที่ 1 ได้อุปการะเลี้ยงดูจำเลยกับบุตรมาตลอด และให้จำเลยกับบุตรมาอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่ 1 ในบ้านบนที่ดินดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยเกรงว่าภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 1 จะอ้างว่าผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาในระหว่างสมรสไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นสินสมรส หากผู้คัดค้านที่ 1 มีอันเป็นไปหรือเสียชีวิตไปก่อน ภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 จะขับไล่จำเลยพร้อมบุตรออกไปจากที่ดินและบ้าน ผู้คัดค้านที่ 1 จึงตกลงจดทะเบียนใส่ชื่อของจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งย่อมเป็นไปได้ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน บัตรพนักงานองค์การของรัฐ และใบสำคัญการสมรส ระบุว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2487 เคยเป็นพนักงานการประปานครหลวง และมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เกษียณอายุการทำงานเมื่อปี 2547 และได้นำเงินบำเหน็จจากการเกษียณอายุการทำงานไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2547 และพาจำเลยพร้อมบุตรมาอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่ 1 ณ บ้านที่ซื้อ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ใส่ชื่อบุตรของจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินขณะซื้อด้วย ตามสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดิน หลังจากนั้นเมื่อปี 2548 จำเลยมีหนี้สินจำนวนมากจะนำที่ดินพร้อมบ้านไปขายให้แก่ผู้อื่น แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยินยอม จึงฟ้องขอให้ถอนชื่อบุตรของจำเลยออกจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยและบุตรจดทะเบียนแก้ไขชื่อบุตรจำเลยออกจากการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและคดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาและใบสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุด พฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยซึ่งมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและพักอาศัยกับประกอบอาชีพค้าขายของชำร่วมกันภายในบ้านตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 เคยยินยอมใส่ชื่อบุตรจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยไม่ปรากฏมีค่าตอบแทนกันมาก่อน น่าเชื่อว่าขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ไม่มีค่าตอบแทนและจำเลยไม่ได้จ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 400,000 บาท แต่อย่างใด หากจำเลยมีเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งที่ขณะนั้นจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 พักอาศัยและประกอบอาชีพค้าขายของชำร่วมกัน ย่อมต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยและผู้คัดค้านที่ 1 จะไปกู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยและต้องจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบดังกล่าวสามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานข้างต้นได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีการจ่ายเงินค่าตอบแทนจำนวน 400,000 บาท กันแต่อย่างใด ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่กองทรัพย์สินของจำเลย และการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวเป็นนิติกรรมการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้เป็นการกระทำของจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 แต่อย่างใด จึงเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (2) และมาตรา 62ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 มาตรา 247 (เดิม) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยและให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวแก่กองทรัพย์สินของจำเลย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของผู้ร้องในส่วนที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยและในส่วนที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินค่าตอบแทนที่ได้รับไว้ในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) แก่กองทรัพย์สินของจำเลย จำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 62 ม. 109 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นายสุรชัย ปลื้มคิด กับพวก
จำเลย — นางอัจฉราหรือกมลลักษณ์ โกมลสิงห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางธัญญลักษณ์ เบ็ญจะมโน เตชะวุฒิพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4172/2559
#599876
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มีเจ้าหนี้ 13 ราย จำนวนเงินทั้งสิ้น 1,579,969,429.28 บาท จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ยอมชำระหนี้ที่ศาลมีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้เป็นจำนวนร้อยละ 5 ของหนี้ที่ศาลมีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ ส่วนหนี้ของเจ้าหนี้มีประกันให้ได้รับชำระหนี้จำนวนร้อยละ 5 ของส่วนที่ขาดจากการบังคับชำระหนี้จากหลักประกันแล้ว โดยกำหนดผ่อนชำระทุก 6 เดือน ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 ปี เมื่อพิจารณาทรัพย์สินและรายได้ของจำเลยดังกล่าวแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะมีเงินพอที่จะสามารถชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้ได้เสร็จสิ้น ทั้งยังไม่พอที่จะรับฟังให้เป็นที่แน่นอนได้ว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้มีโทษทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เพราะเจ้าหนี้ยังคงโต้แย้งอยู่ว่าจำเลยกับเจ้าหนี้รายที่ 11 ซึ่งขอรับชำระหนี้จำนวนมากกว่าร้อยละ 82 ของหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ทั้งหมดร่วมกันก่อหนี้อันเป็นเท็จในลักษณะเป็นหนี้ที่สมยอมกันโดยไม่มีหนี้อยู่จริง และเจ้าหนี้รายที่ 11 ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของจำเลยแล้ว พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงเชื่อว่าการประนอมหนี้ของจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตเพื่อจะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เพียงร้อยละ 5 และจะได้หลุดพ้นจากการล้มละลายทันทีเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ กรณีจึงมีเหตุไม่สมควรที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 53 (2) และมาตรา 54 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 มีมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลย

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยกับคำขอประนอมหนี้ของจำเลย

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า การประนอมหนี้มีข้อความลำดับการใช้หนี้ก่อนหลังตามกฎหมาย เจ้าหนี้ที่เข้าประชุมยอมรับคำขอประนอมหนี้ของจำเลยเป็นมติพิเศษ การขอประนอมหนี้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั่วไป มิได้เสียเปรียบและเป็นจำนวนพอสมควร มีกำหนดเวลาแน่นอน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริตหรือกระทำความผิดที่มีโทษทางอาญาเกี่ยวกับการล้มละลาย มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลย

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวม 13 ราย จำนวนเงินทั้งสิ้น 1,579,969,429.28 บาท เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 จำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายความว่า จำเลยยอมชำระค่าใช้จ่ายและหนี้สินตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483 มาตรา 130 (1) ถึง (6) โดยเต็มจำนวนและในทันทีเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ และยอมชำระหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้วเป็นจำนวนร้อยละ 5 ของหนี้ที่ศาลมีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้ ส่วนหนี้ของเจ้าหนี้มีประกันให้ได้รับชำระหนี้จำนวนร้อยละ 5 ของส่วนที่ขาดจากการบังคับชำระหนี้จากหลักประกันแล้วโดยกำหนดผ่อนชำระทุก 6 เดือน ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า กรณีมีเหตุไม่สมควรที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาทรัพย์สินและรายได้ของจำเลยดังกล่าวแล้วไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะมีเงินพอที่จะสามารถชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้ได้เสร็จสิ้น ส่วนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานความประพฤติของจำเลยว่า ทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้มีโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 นั้น ก็ยังไม่พอที่จะรับฟังให้เป็นแน่นอนเช่นนั้นได้เพราะเจ้าหนี้ยังคงโต้แย้งอยู่ว่าจำเลยกับเจ้าหนี้รายที่ 11 ซึ่งขอรับชำระหนี้จำนวนมากกว่าร้อยละ 82 ของหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ทั้งหมดร่วมกันก่อหนี้อันเป็นเท็จในลักษณะเป็นหนี้ที่สมยอมกันโดยไม่มีหนี้อยู่จริง ประกอบกับตามคำร้องของทนายจำเลยฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2556 ได้ความว่า เจ้าหนี้รายที่ 11 ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ โดยอ้างว่าได้รับชำระหนี้จากญาติของจำเลยเป็นที่พอใจแล้วและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2556 ตามสำเนาคำร้องของเจ้าหนี้รายที่ 11 ที่แนบมา จึงเป็นข้อพิรุธน่าสงสัยว่ามีการก่อหนี้และชำระหนี้กันจริงตามที่เจ้าหนี้รายที่ 11 อ้างหรือไม่ และเป็นจำนวนเงินเพียงใด เพราะจำเลยเบิกความชั้นไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยว่ามีหนี้สินทั้งหมดเพียงประมาณ 200,000,000 บาท และเจ้าหนี้รายนี้ได้ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของจำเลยแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงที่จำเลยสามารถผ่อนชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้ได้ ทั้งการที่ญาติของจำเลยชำระหนี้แทนจำเลยก็เชื่อว่าจำเลยมีส่วนร่วมเจรจาและตกลง จึงเป็นช่องทางที่ทำให้เจ้าหนี้แต่ละรายได้รับชำระหนี้ไม่เท่าเทียมกันและเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างเจ้าหนี้ที่ได้รับชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ที่ได้รับชำระหนี้ภายนอกซึ่งศาลไม่อาจรับรู้หรือตรวจสอบได้ พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเชื่อว่าการประนอมหนี้ของจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตเพื่อจะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เพียงร้อยละ 5 และจะได้หลุดพ้นจากการล้มละลายทันทีเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ กรณีจึงมีเหตุไม่สมควรที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483มาตรา 53 (2) และมาตรา 54 วรรคสอง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น เมื่อศาลฎีกาไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลย จึงต้องพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายต่อไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 61

พิพากษากลับว่า ไม่เห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483มาตรา 61 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 53 (2) ม. 54 วรรคสอง ม. 130
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายพิชัย เลาห์เรณู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายเกรียงไกร ศรีสังข์
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4166 -ที่ 4170/2559
#606135
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือการร้องขอซ้ำนั้น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายล้มละลายส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาองค์กรทางธุรกิจไว้และเพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเป็นธรรมซึ่งจะได้รับชำระหนี้จำนวนไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามมาตรา 90/4 นั้น เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลาย การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีฟื้นฟูกิจการ โดยผู้ร้องขอฟื้นฟูกิจการในคดีหนึ่งถือเสมือนว่าเป็นการกระทำแทนบุคคลอื่นๆ ด้วย หากมีการร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยอ้างมูลเหตุเดิมหรือช่องทางในการฟื้นฟูกิจการเดียวกันก็ย่อมเป็นการร้องขอซ้ำได้เช่นกัน

ในการร้องขอฟื้นฟูกิจการคดีนี้ผู้ร้องได้อ้างเหตุในการร้องขอฟื้นฟูกิจการว่า ลูกหนี้ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวและการเปลี่ยนค่าเงินบาทในปี 2540 ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น มูลเหตุในการร้องขอฟื้นฟูกิจการคดีนี้เป็นเหตุที่มีการร้องขอฟื้นฟูกิจการมาแล้วในคดีแรก แม้ว่าผู้ร้องขอคดีนี้จะไม่ได้เป็นผู้ร้องขอเองก็ตาม แต่เมื่อคดีแรกศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ อันมีผลทำให้เจ้าหนี้ต้องถูกปรับยอดหนี้ลงมาและมีสิทธิเรียกร้องเฉพาะหนี้ที่ค้างอยู่ตามแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งหลังจากศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว ก็ไม่ปรากฏเหตุใหม่ในสาระสำคัญที่ทำให้ลูกหนี้หรือผู้ร้องขอมีสิทธิร้องขอฟื้นฟูกิจการได้อีก ทั้งศาลวินิจฉัยในคดีแรกมาแล้วว่าลูกหนี้สามารถยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้และในคดีแรกมีการดำเนินกระบวนพิจารณาจนกระทั่งศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเช่นนี้ การที่เจ้าหนี้มายื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในคดีนี้อีก จึงเป็นการร้องขอซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีที่สามนั้น ธนาคาร ส. ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการซึ่งเป็นผู้รับโอนจากห้าธนาคารในประเทศในขณะที่คดีแรกอยู่ระหว่างพิจารณาชั้นอุทธรณ์ การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในคดีที่สามจึงเป็นการร้องขอซ้อนและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแรกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 และมาตรา 144 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 และการที่ผู้ร้องขอมายื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีนี้โดยเหตุทำนองเดียวกับการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการคดีที่สามอีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีที่สาม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และมีคำสั่งตั้งบริษัทพีซีแอล แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน หากว่ายังไม่สามารถมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนได้ให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้บริหารชั่วคราว

ผู้คัดค้านทั้งหกยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งยกคำร้องขอ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และแต่งตั้งบริษัทพีซีแอล แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/10 และ 90/17 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งหกอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนที่ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการคดีนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2554 เคยมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มาก่อนแล้ว 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 คดีหมายเลขดำที่ ฟ.14/2542 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.12/2542 ซึ่งธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอ ในคดีดังกล่าวปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและมีการปฏิบัติครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผน และต่อมาศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2551 ครั้งที่ 2 คดีหมายเลขดำที่ ฟ.6/2551 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.48/2551 ลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของตนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน แต่ปรากฏว่าผู้ทำแผนไม่สามารถเสนอแผนฟื้นฟูกิจการได้ภายในกำหนดและศาลได้มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2552 ครั้งที่ 3 คดีหมายเลขดำที่ ฟ.4/2553 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.24/2553 ธนาคารสแตนดาร์ด พีแอลซีได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ร้องขอคดีดังกล่าวได้รับโอนหนี้สินของลูกหนี้จากธนาคารสแตนดาร์ด เอเชีย จำกัด ซึ่งรับโอนมาจากห้าธนาคารในประเทศไทยซึ่งรวมถึงธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ด้วย เมื่อคดีแรกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับลูกหนี้เป็นผู้ร้องขอและคดีแรกอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้นการที่ผู้ร้องขอคดีดังกล่าวซึ่งเป็นผู้รับโอนหนี้มาจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มายื่นคำร้องอีก จึงเป็นการร้องซ้อนและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำทั้งสองคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173, 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ให้ยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในคดีนี้ เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำหรือเป็นการร้องขอซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือการร้องขอซ้ำนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ว่านำมาใช้โดยอนุโลมนั้นหมายความว่า นำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับกฎหมายล้มละลายส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไว้ในมาตรา 144 ว่า "เมื่อศาลใดได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น" และบัญญัติเรื่องการฟ้องซ้ำหรือร้องซ้ำไว้ในมาตรา 148 ว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน..." บทบัญญัติของกฎหมายล้มละลายส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาองค์กรทางธุรกิจไว้และเพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจะได้รับชำระหนี้จำนวนไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย นอกจากนี้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/8 บัญญัติว่า "ผู้ร้องขอจะถอนคำร้องขอไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต แต่ถ้าศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว ศาลจะอนุญาตให้ถอนคำร้องขอไม่ได้ ในกรณีที่ผู้ร้องขอทิ้งคำร้องขอ หรือขาดนัดพิจารณา หรือศาลอนุญาตให้ถอนคำร้องขอ ก่อนที่ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีให้โฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายอย่างน้อยหนึ่งฉบับ เพื่อให้เจ้าหนี้ทั้งหลายและลูกหนี้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน" และมาตรา 90/9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งรับคำร้องขอแล้ว ให้ดำเนินการไต่สวนเป็นการด่วน... กับให้ส่งสำเนาคำร้องขอให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเท่าที่ทราบ..." จากวัตถุประสงค์และหลักกฎหมายจึงเห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามมาตรา 90/4 นั้น เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลาย การดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีฟื้นฟูกิจการโดยผู้ร้องขอฟื้นฟูกิจการในคดีหนึ่งถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นการกระทำการแทนบุคคลอื่นๆ ด้วย หรือในกรณีที่คดีแรกมีการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกระทั่งศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้วตามมาตรา 90/70 หากว่ามีการร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยอ้างมูลเหตุเดิมหรือช่องทางในการฟื้นฟูกิจการเดียวกันก็ย่อมเป็นการร้องขอซ้ำได้เช่นกัน ในการร้องขอฟื้นฟูกิจการในคดีนี้ผู้ร้องได้อ้างเหตุในการร้องขอฟื้นฟูกิจการว่า ลูกหนี้ได้ประสบปัญหาเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมถดถอยโดยลูกหนี้ได้เริ่มประสบปัญหาทางการเงินตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวในการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการเงินที่ยังคงอยู่ไม่สามารถจะให้สินเชื่อเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้การเปลี่ยนค่าเงินบาทในปี 2540 ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น หากลูกหนี้ปิดกิจการลงจะมีผลกระทบต่อบุคคลต่างๆ กรณีจึงเห็นได้ชัดว่ามูลเหตุในการร้องขอฟื้นฟูกิจการในคดีนี้ก็สืบเนื่องจากประเทศไทยได้ประสบปัญหาภาวะวิกฤติเศรษฐกิจอันเป็นเหตุที่มีการร้องขอฟื้นฟูกิจการมาแล้วในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.14/2542 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.12/2542 แม้ว่าผู้ร้องขอจะไม่ได้เป็นผู้ร้องขอเองก็ตาม แต่เมื่อในคดีแรกนี้ศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ อันมีผลทำให้เจ้าหนี้ต้องถูกปรับยอดหนี้ลงมาและมีสิทธิเรียกร้องเฉพาะหนี้ที่ค้างอยู่ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งหลังจากศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว ก็ไม่ปรากฏเหตุใหม่ในสาระสำคัญที่ทำให้ลูกหนี้หรือผู้ร้องขอมีสิทธิร้องขอฟื้นฟูกิจการได้อีก ดังนั้น การร้องขอฟื้นฟูกิจการอีกในมูลเหตุที่เคยมีการร้องขอฟื้นฟูกิจการมาแล้ว ย่อมเป็นการทำให้เจ้าหนี้ถูกปรับลดหนี้ลงจากแผนฟื้นฟูกิจการในแต่ละคดีหลายครั้งโดยไม่เป็นธรรม ทั้งศาลวินิจฉัยในคดีแรกมาแล้วว่าลูกหนี้สามารถยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้ และในคดีก่อนมีการดำเนินกระบวนพิจารณาจนกระทั่งศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเช่นนี้ การที่เจ้าหนี้มายื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในคดีนี้อีก จึงเป็นการร้องขอซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในการร้องขอฟื้นฟูกิจการเป็นคดีที่สาม คดีหมายเลขดำที่ ฟ.4/2553 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.24/2553 ซึ่งธนาคารสแตนดาร์ด พีแอลซี ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องขอในคดีดังกล่าวรับโอนหนี้มาจากธนาคารสแตนดาร์ด เอเชีย จำกัด ซึ่งรับโอนหนี้จากห้าธนาคารในประเทศรวมทั้งธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ด้วย เมื่อคดีแรกธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับลูกหนี้ผู้ร้องขอในคดีแรกอยู่ระหว่างพิจารณาชั้นอุทธรณ์ของศาลฎีกา ดังนั้นการที่ผู้ร้องขอซึ่งเป็นผู้รับโอนหนี้มาจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มายื่นคำร้องอีก จึงเป็นการร้องขอซ้อนและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 และมาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 เช่นนี้ การที่ผู้ร้องขอในคดีนี้ได้มายื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2554 โดยเหตุทำนองเดียวกับในการร้องขอฟื้นฟูกิจการคดีที่สาม จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 นอกจากนี้การร้องขอฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องในคดีนี้ เป็นการร้องขอซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.12/2542 และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.24/2553 จึงต้องห้ามมิให้ยื่นคำร้องขอ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 รวมทั้งอุทธรณ์ในประเด็นอื่นของผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องขอใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้านทั้งหกโดยให้ผู้ร้องขอใช้ค่าทนายความแก่ผู้คัดค้านคนละ 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148 ม. 173
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทซัน แมชชีนนารี ลิมิตเต็ด
ผู้คัดค้าน — บริษัทยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4094/2559
#601151
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับก็ได้" แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้ายเดือนละ 28,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเดือนค้างจ่าย ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างโดยใช้ฐานเงินเดือนดังกล่าว แต่จำเลยให้การว่าโจทก์ได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้ายเดือนละ 45,000 บาท การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงจากคำเบิกความโจทก์และพยานจำเลยที่ยืนยันว่าระหว่างทำงานจำเลยจ่ายเงินเดือนเดือนสุดท้ายให้โจทก์จริงเดือนละ 45,000 บาท จึงใช้ดุลพินิจเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความให้นำเงินเดือนที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ตามความเป็นจริงซึ่งเป็นเงินเดือนสุดท้ายมาเป็นฐานในการคิดเงินเดือนค้างจ่าย ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาจ้าง ย่อมเป็นการใช้อำนาจที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเดือนค้างจ่าย 28,000 บาท และค่าชดเชย 28,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดเวลา 868,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างก่อนครบกำหนด 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับเงินเดือนค้างจ่าย 45,000 บาท และค่าชดเชย 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับก็ได้" คดีนี้แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้าย เดือนละ 28,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเดือนค้างจ่าย ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างโดยใช้ฐานเงินเดือนดังกล่าว แต่จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้าย เดือนละ 45,000 บาท และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงจากคำเบิกความโจทก์และพยานจำเลยที่ยืนยันว่า ระหว่างทำงานจำเลยจ่ายเงินเดือนเดือนสุดท้ายให้แก่โจทก์จริงเดือนละ 45,000 บาท การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจึงให้นำเงินเดือนที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ตามความเป็นจริงซึ่งเป็นเงินเดือนสุดท้ายมาเป็นฐานในการคิดเงินเดือนค้างจ่าย ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาจ้าง ย่อมเป็นการใช้อำนาจที่ชอบแล้ว ทั้งการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างโดยมิได้พิพากษาให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตรงกับคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงมิได้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิลเลี่ยม แพททริค เรดดี้
จำเลย — นายนพดล ไกรวิชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4089/2559
#601145
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มายื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอีกโดยอ้างเหตุว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 และโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้คดีนี้เต็มจำนวนแล้ว อันเป็นการอ้างเหตุเดิม แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะอ้างว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ระงับไปแล้วก็ตาม แต่ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการอ้างเพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาเช่นเดียวกับคำร้องขอให้งดการบังคับคดีครั้งก่อน ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้ว กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ที่ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว คำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องห้ามตามบทมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 4,441,217.05 บาท พร้อมค่าปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอ้างเหตุว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 และตั้งผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยนำมูลหนี้ในคดีนี้ไปขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้รายนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เต็มจำนวนแล้วมากกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิด ต่อมาผู้ทำแผนได้นำเสนอแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 ต่อศาลล้มละลายกลาง และที่ประชุมเจ้าหนี้ได้มีมติรับรองแล้ว ขอให้งดการบังคับคดีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ชั่วคราว เพื่อให้โจทก์รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 3 ตามแผนฟื้นฟูกิจการเสียก่อน หากโจทก์ได้รับเงินชำระหนี้มากกว่าจำนวนที่จะได้รับตามคำพิพากษาในคดีนี้ก็ขอให้งดการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท หลังจากที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว วันที่ 17 มกราคม 2554 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องของดการบังคับคดี อ้างว่าโจทก์ได้นำมูลหนี้ที่เกิดจากการขายลดเช็คในคดีนี้ไปขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลาย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 โดยยังไม่เห็นสมควรให้จำเลยที่ 3 ล้มละลาย ซึ่งตามรายละเอียดของแผนพื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 โจทก์จะได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคดีนี้จนครบถ้วนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2552 โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 ล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 3 แล้ว ซึ่งหากศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะเป็นผลให้โจทก์ได้รับชำระหนี้สองครั้งจากมูลหนี้เดียวกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว วันที่ 30 มกราคม 2558 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำขอให้งดการบังคับคดีอีกโดยอ้างเหตุว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้เช็ค 5 ฉบับในคดีนี้ แต่โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้ในคดีนี้เต็มจำนวน จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 1และที่ 2 เป็นจำเลยที่ 3 หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้จึงระงับแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า คำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2545 ขอให้งดการบังคับคดีอ้างเหตุว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 และตั้งผู้ทำแผน โจทก์นำมูลหนี้ในคดีนี้ไปขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้รายนี้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นจำนวนเงินมากกว่าที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิด ขอให้งดการบังคับคดีชั่วคราวเพื่อให้โจทก์ไปรับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการก่อนหากโจทก์ได้รับชำระหนี้มากกว่าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ ก็ขอให้งดการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกามีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เกินจำนวนหนี้ในคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้องร้อง ประกอบกับศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 (ลูกหนี้) แล้วเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 คำสั่งของศาลล้มละลายกลางจึงไม่มีผลถึงความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 ไปแล้วไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้คดีนี้อีกหาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มายื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอีกโดยอ้างเหตุว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 และโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้คดีนี้เต็มจำนวนแล้ว อันเป็นเหตุเดิมที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกขึ้นอ้างเพื่อขอให้งดการบังคับคดี แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะอ้างว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ระงับไปแล้วก็ตาม แต่ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการอ้างเพื่อให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาเช่นเดียวกับคำร้องขอให้งดการบังคับคดีครั้งก่อน ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้ว กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ที่ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว คำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องห้ามตามบทมาตราดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1และที่ 2 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วีแอนด์เค 1992 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวปรานี เสฐจินตนิน
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ฉันทวัธน์ วรทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4088/2559
#601928
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฉัตรชนก โกมลเลิศ กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นาง ปราณี น้อยทิพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน -
ชื่อองค์คณะ
นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4086/2559
#599760
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนที่ พ. มารดาโจทก์จะถึงแก่ความตาย โจทก์และจำเลยเคยร่วมกันทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินของ พ. ไว้ในคดีแพ่ง โดยทั้งสองฝ่ายตกลงยกที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์ของ พ. ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ประสงค์จะขอรับโอนที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยอมดำเนินการให้ ดังนี้ คำฟ้องดังกล่าวจึงเป็นคำฟ้องที่โจทก์ประสงค์จะให้จำเลยโอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมแล้ว โดยอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดีในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) และมาตรา 302 วรรคหนึ่ง มิใช่มาฟ้องเป็นคดีใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดแจ้งชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายในที่ดินโฉนดเลขที่ 33962 ตำบลซากโดน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง แล้วโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพรรณี โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 33962 ตำบลซากโดน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนที่นางพรรณี มารดาโจทก์จะถึงแก่กรรม โจทก์และจำเลยได้เคยร่วมกันทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินของนางพรรณีไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3757/2549 โดยทั้งสองฝ่ายตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 33962 ซึ่งเป็นทรัพย์ของนางพรรณีให้แก่โจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์ประสงค์จะขอรับโอนทรัพย์ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงติดต่อให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพรรณีโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมดำเนินการให้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เช่นนี้เห็นได้ว่า คำฟ้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องที่โจทก์ประสงค์ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพรรณี โอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้ว โดยอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี ในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) และมาตรา 302 วรรคหนึ่ง มิใช่มาฟ้องเป็นคดีใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 302 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนีโลบล สุวรรณาภินันท์
จำเลย — ร้อยตรีรัชฎา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภสินธุ์ ศิริลิมากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4085/2559
#601143
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ไม่ใช่คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยด้วยเท่านั้น ยังไม่มีผู้ใดเสนอข้อหาต่อศาลโดยการสอดเข้ามาในคดี คำร้องดังกล่าวจึงไม่มีกรณีที่จะเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม และเมื่อศาลหมายเรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความในคดีแล้ว หากศาลเห็นว่าจำเลยร่วมจะต้องรับผิดก็ย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือที่ปรากฏในคำฟ้อง

พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 1 เป็นจำเลยในคดีส่วนอาญาว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์รับอันตรายแก่กายและทรัพย์สินเสียหาย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยร่วมที่ 1 ผู้เดียวเป็นฝ่ายประมาท ในคดีส่วนแพ่งจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยร่วมที่ 1 ผู้เดียวทำละเมิดต่อโจทก์

เมื่อพนักงานอัยการฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 เป็นคดีส่วนอาญา อายุความที่โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 เป็นคดีส่วนแพ่งย่อมสะดุดหยุดลง ตาม ป.อ. มาตรา 95 ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง โจทก์ขอหมายเรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในระหว่างคดีส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุด ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์รับจ้างขนส่งข้าวสารของห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. โดยมีข้อตกลงว่าหากข้าวสารเกิดความเสียหายโจทก์จะต้องรับผิดชอบ แม้ขณะเกิดเหตุละเมิดข้าวสารจะอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนข้าวสารที่เสียหายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. โจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิและไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนของข้าวสารที่เสียหายจากจำเลยร่วมทั้งสองผู้ทำละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 605,011 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 562,801 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องให้หมายเรียกนายสมศักดิ์ และบริษัทสิงห์พันธ์ กรุ๊ป จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 512,450 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

จำเลยร่วมทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสาม โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 1019 อ่างทอง จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 82 - 0383 สระบุรี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 2411 สระบุรี ของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถบรรทุกและรถพ่วงของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจำเลยร่วมที่ 1 ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 70 - 0643 สิงห์บุรี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 0641 สิงห์บุรี ของจำเลยร่วมที่ 2 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2547 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา โจทก์ขับรถบรรทุกของโจทก์ดังกล่าวรับจ้างบรรทุกข้าวสาร 180 กระสอบ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีไฟฉัตรเจริญ (1994) เพื่อไปส่งให้ลูกค้า ขณะที่แล่นไปตามถนนสายอยุธยา - อ่างทอง ซึ่งมี 2 ช่องเดินรถไปและกลับ มุ่งหน้าไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุหมู่ที่ 3 ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกของจำเลยที่ 2 แซงขึ้นหน้ารถบรรทุกของโจทก์ทางด้านขวา ในขณะเดียวกันจำเลยร่วมที่ 1 ก็ขับรถบรรทุกของจำเลยร่วมที่ 2 แซงรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับทางด้านขวาอีกทอดหนึ่ง แล้วรถบรรทุกที่จำเลยร่วมที่ 1 ขับเสียหลักไปกระแทกรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับทำให้รถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับ เสียหลักมาเฉี่ยวชนรถบรรทุกของโจทก์จนเสียหลักลงข้างทางด้านซ้ายแล้วพลิกคว่ำ ทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บ รถบรรทุกของโจทก์เสียหาย และข้าวสารที่บรรทุกมาตกน้ำเสียหายทั้งหมด จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 1 ถูกพนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาว่า จำเลยร่วมที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้กระทำโดยประมาทก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าว คดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมทั้งสองในข้อแรกตามที่จำเลยร่วมทั้งสองฎีกาว่า คำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม ทั้งคำฟ้องเดิมก็ไม่มีคำขอบังคับถึงจำเลยร่วมทั้งสอง ส่วนคำขอบังคับในคำร้องเรียกให้เป็นจำเลยร่วมก็ใช้บังคับแก่จำเลยร่วมทั้งสองไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องนั้น เห็นว่า คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ไม่ใช่คำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยด้วยเท่านั้น ยังไม่มีผู้ใดเสนอข้อหาต่อศาลโดยการสอดเข้ามาในคดี คำร้องดังกล่าวจึงไม่มีกรณีที่จะเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความในคดีแล้ว จำเลยร่วมทั้งสองก็เป็นคู่ความในฐานะจำเลยร่วม หากศาลเห็นว่าจำเลยร่วมจะต้องรับผิด ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือที่ปรากฏในคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยร่วมทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมทั้งสองต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงโดยถือตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าจำเลยร่วมที่ 1 ผู้เดียวเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีส่วนอาญาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยร่วมที่ 1 ฝ่ายเดียวเป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์รับอันตรายแก่กาย ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คดีระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีส่วนอาญาดังกล่าวกับจำเลยร่วมที่ 1 จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยร่วมที่ 1 ผู้เดียวกระทำละเมิดต่อโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยร่วมทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมทั้งสองต่อไปว่า คดีสำหรับจำเลยร่วมทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ ในส่วนของจำเลยร่วมที่ 1 ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 เป็นคดีส่วนอาญา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม2547 อายุความที่โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 เป็นคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลง ตามมาตรา 95 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง เมื่อโจทก์ขอหมายเรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ในระหว่างคดีส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุด ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ ในส่วนของจำเลยร่วมที่ 2 นั้น พยานโจทก์มีร้อยตำรวจเอกมนัส พนักงานสอบสวนในคดีส่วนอาญาเบิกความว่า หลังเกิดเหตุพยานเรียกคู่กรณีเจ้าของรถบรรทุกทั้งสามฝ่ายและเจ้าของข้าวสารที่เสียหายมาเจรจาตกลงค่าเสียหายกัน มีการเจรจากัน 2 ถึง 3 ครั้ง แต่ตกลงกันไม่ได้ โดยในการเจรจาเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 พยานได้ทำบันทึกตกลงค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนครั้งที่ 1 แต่ตามบันทึกดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใดแสดงว่าโจทก์หรือตัวแทนโจทก์รู้ตัวผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ นอกจากนี้โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความตอบคำซักถามว่า หลังเกิดเหตุเมื่อไปที่สถานีตำรวจไม่มีใครบอกว่าผิดมีการเจรจาเรื่องค่าเสียหาย 2 ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่มีใครยอมรับว่าผิด แม้โจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยร่วมทั้งสองว่า เคยพบผู้รับมอบอำนาจจำเลยร่วมที่ 2 และกรรมการจำเลยร่วมที่ 2 เคยไปเยี่ยมโจทก์ที่บ้าน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้ว่าจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งข้อเท็จจริงในเรื่องนี้รถบรรทุกที่เฉี่ยวชนรถบรรทุกของโจทก์คือรถบรรทุกของจำเลยที่ 2 ส่วนรถบรรทุกของจำเลยร่วมที่ 2 ไม่ได้เฉี่ยวชนรถบรรทุกของโจทก์ทั้งตามคำเบิกความของโจทก์ในคดีส่วนอาญา โจทก์เบิกความว่า ในเวลาเกิดเหตุไม่เห็นรถบรรทุกของจำเลยร่วมที่ 2 เห็นแต่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 ขับแซงรถบรรทุกของโจทก์และเฉี่ยวชนรถบรรทุกของโจทก์เท่านั้น โจทก์ไม่ทราบว่ารถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จะเฉี่ยวชนกับรถคันอื่นก่อนที่จะมาชนรถบรรทุกของโจทก์หรือไม่ ส่วนจำเลยร่วมทั้งสองไม่ได้นำพยานเข้าสืบ เพียงแต่อ้างส่งคำเบิกความในคดีส่วนอาญาของจำเลยร่วมที่ 1 และนายสง่า ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ทราบในวันเกิดเหตุหรือวันที่มีการเจรจาตกลงค่าเสียหายว่าจำเลยร่วมทั้งสองเป็นผู้ต้องรับผิดในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์อ้างในคำร้องให้หมายเรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาเป็นจำเลยร่วมว่า โจทก์เพิ่งรู้ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ไปเบิกความเป็นพยานในคดีส่วนอาญาว่าจำเลยร่วมที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยร่วมที่ 1 ที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกเฉี่ยวชนรถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จนเสียหลักมาเฉี่ยวชนรถบรรทุกของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2549 คดีโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยร่วมทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมทั้งสองต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนข้าวสารของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีไฟฉัตรเจริญ (1994)ที่โจทก์บรรทุกมาหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุข้าวสารจะอยู่ในความครอบครองของโจทก์และโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีไฟฉัตรเจริญ (1994) จะทำข้อตกลงกันว่าหากข้าวสารเกิดความเสียหายโจทก์จะต้องรับผิดชอบก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนข้าวสารที่เสียหายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีไฟฉัตรเจริญ (1994) โจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิและไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนของข้าวสารที่เสียหายจำนวน 230,800 บาท จากจำเลยร่วมทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ขนส่งต้องรับผิดในความสูญหายหรือบุบสลายของข้าวสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 แม้โจทก์จะยังไม่ได้ชำระค่าข้าวสารแต่โจทก์ได้รับความเสียหายจากเหตุละเมิดโดยตรงจึงมีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยร่วมทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น ดังนี้ เมื่อหักค่าข้าวสารที่เสียหายจำนวนดังกล่าวออกจากความรับผิดของจำเลยร่วมทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว จำเลยร่วมทั้งสองคงต้องร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 281,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 281,650 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 227 ม. 420 ม. 425 ม. 448 ม. 616
ป.อ. ม. 95
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 57 (3) ม. 142
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 51 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานิตย์ โพธิ์ย้อย
จำเลย — นายไพรินทร์ สายประสาท กับพวก
จำเลยร่วม — นายสมศักดิ์ อ่อนอิ่มสิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายศักดา ร่ารื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ประสิทธิ์ สนามชวด
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4079/2559
#599866
เปิดฉบับเต็ม

มูลคดีนี้ มีข้อเท็จจริงเดียวกับมูลคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรีฟ้องจำเลยนี้ในคดีอาญาข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า จำเลยกับผู้ตายต่างสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน คดีนี้ศาลจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า ขณะผู้ตายวิ่งขึ้นจากสระน้ำมาทะเลาะวิวาทกับจำเลย ผู้ตายมีอาวุธปืนด้วย เช่นนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงเกินเลยไปจากที่ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อผู้ตายและโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 12,446,630.13 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ ชำระเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 และชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 19 เมษายน 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยยา ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยยากับโจทก์ที่ 1 จำเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนายไชยยา เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2538 จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายไชยยา เป็นเหตุให้นายไชยยาถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรีฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4445/2538 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยผิดกฎหมาย จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 3 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี 2 เดือน ริบของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4278/2543 โจทก์ที่ 1 และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ที่ 1 และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 เฉพาะข้อหาความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยผิดกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7956/2551

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า มูลคดีนี้ก็คือมูลคดีเกี่ยวกับที่พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรีฟ้องจำเลยในคดีอาญาข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7956/2551 ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายเป็นพี่ชายจำเลย และทั้งสองคนมีอาชีพทำสวน แต่ทั้งสองฝ่ายมีเหตุกระทบกระทั่งระหองระแหงบาดหมางกันเกี่ยวกับที่ดินมรดกและสระน้ำบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้น้ำในการทำสวนทุเรียนร่วมกันนานแรมปี วันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุยิงกัน ผู้ตายกับจำเลยตะโกนโต้เถียงกันเกี่ยวกับเครื่องสูบน้ำและน้ำในสระน้ำ ระหว่างนั้นจำเลยได้พูดขึ้นว่า มึงแน่จริงขึ้นมาเจอกับกู ผู้ตายจึงวิ่งขึ้นจากสระน้ำ ส่วนจำเลยวิ่งอ้อมมาตามถนนริมสระน้ำ หลังจากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด พฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยกับผู้ตายต่างสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน คดีนี้ศาลจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวว่า จำเลยกับผู้ตายต่างสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน แต่ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาไม่ปรากฏว่า ขณะผู้ตายวิ่งขึ้นจากสระน้ำมาทะเลาะวิวาทกับจำเลยนั้น ผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่ด้วย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงเกินเลยไปจากที่ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อผู้ตายและโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าทำละเมิดต่อผู้ตาย โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
นางนกกระเต็น ประทุมวงษ์ ในฐานะส่วนตัว
และในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายไชยยา ประทุมวงษ์ กับพวก
จำเลย — นายไชยเลิศ ประทุมวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายมนัญชัย วรรณิกเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีรยุทธ ศุภะกลิน
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4055 -ที่ 4056/2559
#607977
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุว่าการว่ากล่าวตักเตือนเป็นโทษผิดวินัย จึงถือไม่ได้ว่าคำสั่งว่ากล่าวตักเตือนของจำเลยที่ 1 เป็นการลงโทษโจทก์ทั้งสอง และหากโจทก์ทั้งสองจะถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะกระทำการดังถูกว่ากล่าวตักเตือนมาแล้ว โจทก์ทั้งสองก็ยกเป็นข้อต่อสู้ได้ว่าคำสั่งว่ากล่าวตักเตือนเป็นการตักเตือนเป็นหนังสือที่ไม่ถูกต้อง การว่ากล่าวตักเตือนเช่นนี้จึงยังไม่โต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางให้รวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 2 ที่ 239/2556 เรื่องว่ากล่าวตักเตือนพนักงาน ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2556

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์โดยสารประจำทางปรับอากาศ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ ผู้อำนวยการเขตการเดินรถมีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบ ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ที่ 212/2553 เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการเขตการเดินรถ จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการเขตการเดินรถที่ 2 โจทก์ทั้งสองขับรถยนต์โดยสารประจำทาง สาย 26 ขึ้นสะพานต่างระดับข้ามแยกกิโลเมตร 8 ถนนรามอินทรา อันเป็นการขัดคำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 2 ที่ 106/2555 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและทางวินัยเป็นการถาวร และมีคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 2 ที่ 239/2556 ให้ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ทั้งสอง แล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ทั้งสอง หามีผลเป็นการทำให้โจทก์เสียสิทธิ์แต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิ์โจทก์ทั้งสอง อันจะทำให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลขอเพิกถอนคำสั่งได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องให้ยกเลิกคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 2 ที่ 239/2556 เรื่อง ว่ากล่าวตักเตือนพนักงานหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีคำสั่งทางวิทยุห้ามพนักงานขับรถยนต์โดยสารประจำทางนำรถยนต์โดยสารประจำทางขึ้นสะพานยกระดับข้ามแยกต่าง ๆ ยกเว้นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจอนุญาตหากตรวจพบหรือมีรายงานจะพิจารณาโทษทางวินัยต่อไป และโทษตามข้อบังคับจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 46 ข้อ 7 ระบุว่า โทษผิดวินัยมี 5 สถาน คือ ไล่ออก ให้ออก ลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน และภาคทัณฑ์ การว่ากล่าวตักเตือนมิได้มีระบุไว้ว่าเป็นโทษผิดวินัย จึงถือไม่ได้ว่าคำสั่งว่ากล่าวตักเตือนเป็นการลงโทษโจทก์ทั้งสอง และหากโจทก์ทั้งสองจะถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะกระทำการดังถูกว่ากล่าวตักเตือนมาแล้ว โจทก์ทั้งสองก็ยกเป็นข้อต่อสู้ได้ว่าคำสั่งว่ากล่าวตักเตือนเป็นการตักเตือนเป็นหนังสือที่ไม่ถูกต้อง การว่ากล่าวตักเตือนเช่นนี้จึงยังไม่โต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ยกเลิกคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 2 ที่ 239/2556 เรื่อง ว่ากล่าวตักเตือนพนักงาน ที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 13 (1)
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนาวี นาคนาวา
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางศศิธร เพ็ชรคง
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4018/2559
#602805
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง และมาตรา 39 กำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจหน้าที่จัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเพื่อประโยชน์ของเจ้าของห้องชุดซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง โดยกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดใช้สิทธิของเจ้าของร่วมในการต่อสู้บุคคลภายนอก หรือเรียกร้องเอาทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้อีกด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความแก่ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารชุดอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดแล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองปิดกั้นทางพิพาท จนเป็นเหตุให้เจ้าของห้องชุดและโจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์จากทางพิพาทเพื่อเป็นเส้นทางผ่านเข้าออกจากถนนสาธารณะสู่อาคารชุดโจทก์ได้ดังเดิม การที่โจทก์ยื่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเปิดทางพิพาทและให้ไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะที่โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดนั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17/2558)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8588, 36272 และ 106705 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในส่วนที่เป็นถนนและที่ตั้งปักเสาไฟฟ้าตามแผนที่พิพาทตกเป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ และสาธารณูปโภคต่าง ๆ แก่ที่ดินตราจองเลขที่ 1286 และ 540 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินให้มีขนาดความกว้างและความยาวตามแผนที่พิพาท หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการใช้ทางพิพาทของโจทก์และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะจดทะเบียนภาระจำยอมแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด ชื่อ "อาคารชุด เบย์วิว รีสอร์ท" มีนางแพรวพรรณ เป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ ที่ดินตราจองเลขที่ 1286 และ 540 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นทรัพย์ส่วนกลางซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารชุดโจทก์ จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8588, 36272 และ 106705 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อมีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์แล้ว เจ้าของห้องชุดในอาคารชุด โจทก์ได้ใช้ที่ดินทั้ง 3 แปลง ของจำเลยทั้งสองตามแผนที่พิพาท เป็นเส้นทางผ่านเข้าออกจากถนนสาธารณะไปยังอาคารชุดโจทก์และติดตั้งสาธารณูปโภคติดต่อกันมาเกินกว่า 10 ปี แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองปิดกั้นขัดขวางการใช้เส้นทางในการเข้าออกจากอาคารชุดโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปิดกั้นทางพิพาท ทำให้โจทก์และเจ้าของห้องชุดไม่อาจใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกอาคารชุดโจทก์ได้ดังเดิม กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น ในปัญหานี้ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติว่า "นิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการ และดูแลทรัพย์ส่วนกลางและให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้" และมาตรา 39 บัญญัติว่า "นิติบุคคลอาคารชุดอาจใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์สินส่วนกลางทั้งหมด ในการต่อสู้บุคคลภายนอกหรือเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืน เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้" จึงเห็นได้ว่า บทบัญญัติได้กำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจหน้าที่จัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเพื่อประโยชน์ของเจ้าของห้องชุดซึ่งเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง โดยกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดใช้สิทธิของเจ้าของร่วมในการต่อสู้บุคคลภายนอก หรือเรียกร้องเอาทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้อีกด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความแก่ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารชุดอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดแล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองปิดกั้นทางพิพาท จนเป็นเหตุให้เจ้าของห้องชุดและโจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์จากทางพิพาทเพื่อเป็นเส้นทางผ่านเข้าออกจากถนนสาธารณะสู่อาคารชุดโจทก์ได้ดังเดิม การที่โจทก์ยื่นฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเปิดทางพิพาทและให้ไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะที่โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดนั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์ส่วนกลาง จึงไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8588, 36272 และ 106705 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ส่วนที่เป็นถนนและที่ตั้งปักเสาไฟฟ้าตามแผนที่พิพาท ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินตราจองเลขที่ 1286 และ 540 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดโจทก์ คำขออื่นให้ยก ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 33 วรรคสอง ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดเบย์วิว รีสอร์ท
จำเลย — นางสาววรรณา เกษมเกียรติสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายวีรศักดิ์ ขจีจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวอรุณี วีระรัศมี
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สุภัทร อยู่ถนอม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4003/2559
#601147
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1120 บรรดาเงินค่าหุ้นซึ่งยังจะต้องส่งอีกนั้น กรรมการจะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เสียเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่จะได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชำระค่าหุ้นอีกร้อยละ 75 ที่จองซื้อไว้ตามที่กรรมการโจทก์เรียกร้อง โจทก์ย่อมมีสิทธิริบหุ้นที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จองซื้อไว้โดยไม่จำต้องรอให้ที่ประชุมใหญ่ของโจทก์จัดประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยในเรื่องนี้เพราะบทบัญญัติของกฎหมายมิได้ให้สิทธิจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ที่จะจัดให้มีการการจัดประชุมใหญ่เสียก่อนจึงจะชำระค่าหุ้นเพิ่มเติมตามที่โจทก์เรียกร้อง นอกจากนี้ยังปรากฏตามรายงานการประชุมใหญ่ของโจทก์ในวันที่ 25 สิงหาคม 2549 ก็ไม่ปรากฏว่าที่ประชุมใหญ่ได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่นในลักษณะการลงมติมิให้โจทก์เรียกเก็บค่าหุ้นเพิ่มเติม ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิริบหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระค่าหุ้นเพิ่มเติมซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะต้องรับผิดค่าหุ้นเพิ่มเติมรวมทั้งดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 491,940.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 484,376.33 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,902,800.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,842,789.83 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 543,188.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 534,836.63 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน442,277.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 435,477.38 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินค่าขายทอดตลาด 67,825.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 491,940.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 484,376.33 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,902,800.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,842,789.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 543,188.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 534,836.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 442,277.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 435,477.38 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าหุ้นเพิ่มเติมอีกร้อยละ 75 ของหุ้นที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จองซื้อไว้หรือไม่ และหากโจทก์มีสิทธิเรียกค่าหุ้นเพิ่มเติม จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะต้องรับผิดชำระค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่าเมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าหุ้นเพิ่มเติมอีกร้อยละ 75 แต่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เห็นว่าโจทก์หยุดการดำเนินการและไม่ขยายกิจการจึงยื่นคำร้องขอให้โจทก์เปิดประชุมใหญ่วิสามัญก่อนเพื่อโต้แย้งโจทก์ในเรื่องการเรียกค่าหุ้นว่ายังมีเหตุไม่สมควรเรียกค่าหุ้นเพิ่มเติมแต่โจทก์ริบหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2549 ก่อนที่จะมีการประชุมใหญ่ของโจทก์ในวันที่ 25 สิงหาคม 2549 จึงเป็นการริบหุ้นที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1120 บัญญัติว่า บรรดาเงินค่าหุ้นซึ่งยังจะต้องส่งอีกนั้นกรรมการจะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เสียเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่จะได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น เช่นนี้จึงเห็นได้ว่าโจทก์ย่อมมีสิทธิในการเรียกค่าหุ้นเพิ่มเติมจากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้ชำระค่าหุ้นอีกร้อยละ 75 ตามที่กรรมการของโจทก์เรียกร้อง เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชำระค่าหุ้นเพิ่มเติมตามที่โจทก์เรียกร้อง โจทก์ย่อมมีสิทธิริบหุ้นที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จองซื้อไว้โดยโจทก์ไม่จำต้องรอให้ที่ประชุมใหญ่ของโจทก์จัดประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยในเรื่องนี้เพราะบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้ให้สิทธิของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ที่จะให้มีการจัดให้มีการจัดประชุมใหญ่เสียก่อนจึงจะชำระค่าหุ้นเพิ่มเติมตามที่โจทก์เรียกร้อง นอกจากนี้ยังปรากฏตามรายงานการประชุมใหญ่ของโจทก์ในวันที่ 25 สิงหาคม 2549 ก็ไม่ปรากฏว่าที่ประชุมใหญ่ได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่นในลักษณะการลงมติมิให้โจทก์เรียกเก็บค่าหุ้นเพิ่มเติม ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิริบหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ออกขายทอด ตลาดเพื่อนำเงินมาชำระค่าหุ้นเพิ่มเติมซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะต้องรับผิดค่าหุ้นเพิ่มเติม พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาข้อต่อมาว่า โจทก์ขายทอดตลาดหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชอบนั้นโดยไม่มีการขายทอดตลาดโดยเปิดเผย และทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ทราบ จึงไม่มีโอกาสเข้าสู้ราคาหรือหาบุคคลเข้าสู้ราคาและมีผู้เข้าสู้ราคาการขายทอดตลาดเพียง 3 ราย ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับกรรมการโจทก์และซื้อในราคาต่ำเกินสมควรเป็นการฉ้อฉลไม่สุจริตนั้น เห็นว่า โจทก์มีนางสาวอรุณรัตน์ กรรมการของโจทก์เบิกความว่า หลังจากโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นำเงินค่าหุ้นอีกร้อยละ 75 มาชำระแก่โจทก์แล้วแต่จำเลยดังกล่าวไม่ชำระและโจทก์จึงมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขอริบหุ้นดังกล่าวแล้วต่อมาจึงนำหุ้นที่ริบขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 ปรากฏว่ามีผู้เข้าประมูลและซื้อจากการขายทอดตลาดไปในราคาหุ้นละ 5 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายธัชพงศ์ ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่บริษัทเอฟบีแอลพี ลีกัล จำกัด เบิกความว่าบริษัทเอฟบีแอลพี ลีกัล จำกัด รับจ้างโจทก์เป็นผู้ขายทอดตลาดหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในการขายทอดตลาดหุ้นดังกล่าวบริษัทของพยานได้แจ้งประกาศการขายทอดตลาดผ่านหนังสือพิมพ์สายกลางฉบับลงวันที่ 5 ถึง 7 กันยายน 2549 และยังแจ้งวันขายทอดตลาดไปที่สารวัตรแผนกควบคุมโรงรับจำนำและค้าของเก่า ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันขายทอดตลาดหุ้นดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมประมูล 3 ราย และมีผู้ประมูลหุ้นได้ในราคาสูงสุดหุ้นละ 5 บาท แล้วจึงแจ้งผลการขายทอดตลาดให้โจทก์ทราบ บริษัทของพยานคิดค่าจ้างการประมูลเป็นรายชั่วโมง คิดชั่วโมงละ 4,500 บาท ส่วนฝ่ายจำเลยมีนายวงษ์ชัย กรรมการของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความโต้แย้งว่าในการขายทอดตลาดหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นั้น โจทก์หรือบริษัทผู้ประมูลขายทอดตลาดหุ้นมิได้แจ้งเรื่องการขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ทราบโดยตรงและผู้ที่เข้าซื้อหุ้นจากการขายทอดตลาดคือนายบัณฑูร นางนันทนา และบริษัท ไซแอมสตาร์ จำกัด ซึ่งนายบัณฑูรและนางนันทนาก็เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวด้วย และเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับกรรมการโจทก์โดยนายบัณฑูรเป็นผู้จัดการของบริษัทอาร์.เค.นิจิโกะ จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวมีความสัมพันธ์เป็นคู่สัญญากับโจทก์และบริษัทดังกล่าวยังค้างชำระหนี้กับโจทก์จนถูกโจทก์ฟ้องคดีแพ่งเป็นลูกหนี้แต่โจทก์ก็มิได้บังคับคดีแต่อย่างใด การซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จากการขายทอดตลาดจึงเป็นการซื้อโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชำระค่าหุ้นเพิ่มเติมร้อยละ 75 ตามที่โจทก์เรียกให้ชำระค่าหุ้นที่ยังขาดอยู่เพิ่มขึ้น โจทก์ย่อมมีสิทธิริบหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ออกขายทอดตลาด โดยโจทก์มีนายธัชพงศ์ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทเอฟบีแอลพี ลีกัล จำกัด ซึ่งรับจ้างโจทก์ขายทอดตลาดหุ้นมาเบิกความสนับสนุนทั้งนายธัชพงศ์ยังเบิกความว่า ได้มีการแจ้งประกาศการขายทอดตลาดหุ้นผ่านหนังสือพิมพ์สายกลางและยังแจ้งการขายทอดตลาดให้สารวัตรแผนกควบคุมโรงรับจำนำและค้าของเก่าทราบแล้ว กรณีจึงถือว่าการขายทอดตลาดเป็นไปโดยชอบ การนำสืบต่อสู้ของพยานจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่าการขายทอดตลาดเป็นไปโดยไม่สุจริตและปกปิดการขายทอดตลาดนั้นจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานโจทก์ จึงรับฟังได้ว่าการขายทอดตลาดหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นไปโดยชอบและสุจริต และมิได้มีการปกปิดการขายทอดตลาด ทั้งผู้เข้าซื้อหุ้นจากการทอดตลาดก็มิได้มีคุณสมบัติหรือพฤติการณ์เข้าทอดตลาดโดยไม่ชอบ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมกันรับผิดในค่าหุ้นที่ขาดและต้องรับผิดในดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ผิดนัด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีสเตอร์น สตาร์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
จำเลย — นายชัยพร วราภัทรวิพุธ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระพงษ์ ทองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เกษม เกษมปัญญา
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3999/2559
#599857
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนมีการตกลงว่าจ้างจำเลยขนส่งสินค้ากังหันไอน้ำความดันต่ำ โจทก์แจ้งกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าว่า ประมาณวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ให้จำเลยทราบแล้วในหนังสือขอให้จำเลยเสนอราคาค่าจ้างบริการขนส่งสินค้าทางเรือ ดังนั้น ก่อนเสนอราคาจำเลยย่อมต้องตรวจสอบตารางการเดินเรือว่าสามารถดำเนินการรับขนสินค้าจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้ทันวันดังกล่าวหรือไม่ แต่จำเลยกลับนำสืบว่าได้จองเรือที่เดินทางออกจากท่าเรือในวันที่ 23 มิถุนายน 2552 นอกจากนี้เมื่อโจทก์สนองรับราคาของจำเลย โจทก์ยังแนบสัญญาซื้อขายกังหันไอน้ำความดันต่ำซึ่งมีกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ไปพร้อมกับหนังสือจ้างขนส่งสินค้าทางเรือให้จำเลยทราบอีกด้วย จำเลยจึงย่อมต้องทราบดีว่าหากจำเลยไม่สามารถจัดหาเรือที่จะออกจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามาอย่างช้าที่สุดวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ได้ จำเลยยังมีทางเลือกที่จะจัดหาเรือซึ่งออกจากท่าเรือต้นทางอย่างช้าที่สุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ได้อีกด้วย แม้หนังสือจ้างจะไม่มีข้อตกลงให้จำเลยไปรับสินค้าในวันที่ 25 มิถุนายน 2552 โดยมีเพียงข้อกำหนดให้จำเลยส่งมอบงานภายใน 22 วัน นับจากวันที่จำเลยรับสินค้าจากผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นก็ตาม แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยทราบกำหนดวันที่ผู้ขายจะส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ หนังสือจ้างขนส่งสินค้าทางเรือจึงเป็นสัญญาที่มีกำหนดเวลาที่จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาไว้แน่นอน การที่จำเลยจองระวางเรือซึ่งมีกำหนดการเดินทางออกจากท่าเรือเมืองโยโกฮามาวันที่ 23 มิถุนายน 2552 จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการจองระวางเรือที่เหมาะสมกับกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าจากผู้ขาย

แม้จำเลยนำสืบว่าเรือเดินทะเลอาจเทียบท่าก่อนตารางการเดินเรือได้เนื่องจากภัยธรรมชาติตามสัญญาเลย์แคน (Laycan) และเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่อาจควบคุมได้ แต่เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบว่าเหตุที่เรือที่จำเลยว่าจ้างเข้าเทียบท่าเรือและออกจากท่าเรือก่อนกำหนดเกิดจากภัยธรรมชาติอย่างไร ทั้งกรณีจะเป็นเหตุสุดวิสัยจะต้องได้ความว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 เมื่อจำเลยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการรับขนสินค้าทางทะเลย่อมต้องทราบดีว่าระยะเวลาการเดินเรือและเข้าเทียบท่าอาจคลาดเคลื่อนได้ หากจำเลยใช้ความระมัดระวังตามสมควรในฐานะผู้ประกอบการก็ไม่ควรจองระวางเรือที่จะออกจากท่าเรือต้นทางก่อนถึงกำหนดส่งมอบสินค้าตามที่โจทก์แจ้งไว้ล่วงหน้า จึงหาใช่เหตุสุดวิสัยดังข้อต่อสู้ของจำเลยไม่

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างไม่ไปรับสินค้าตามกำหนดที่ตกลงไว้กับโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย หาใช่เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในกรณีที่สินค้าสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบสินค้าชักช้า จึงไม่สามารถนำ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 และ 58 มาปรับใช้แก่คดีดังที่จำเลยต่อสู้ได้

เมื่อโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบกำหนดรับมอบสินค้าว่าประมาณวันที่ 25 มิถุนายน 2552 แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดหาเรือไปรับสินค้าให้ทันวันดังกล่าว โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์จะใช้สินค้าเมื่อใด เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแก่พฤติการณ์พิเศษตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ต้นเงินจำนวน 996,635.43 บาท แก่โจทก์ เมื่อรวมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2552 อันเป็นวันที่จำเลยผิดนัดจนถึงวันที่ 3 กันยายน 2556 อันเป็นวันฟ้องจำนวน 293,051.77 บาท แล้ว เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,289,687.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 996,635.43 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์ซื้อกังหันไอน้ำความดันต่ำจำนวน 3 ชุด เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 8 ที่ 10 ที่ 11 จากบริษัทฟูจิอิเล็กทริกซิสเต็ม จำกัด ผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่น โดยโจทก์และผู้ขายตกลงให้มีการส่งมอบกังหันไอน้ำความดันต่ำชุดที่ 3 เพื่อใช้สำหรับโรงงานไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 11 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ต่อมาโจทก์ส่งหนังสือขอให้จำเลยและบริษัทที่ประกอบการรับขนของทางทะเลหลายรายเสนอราคาค่าขนส่งกังหันไอน้ำความดันต่ำชุดที่ 3 น้ำหนักรวมจำนวน 135,600 กิโลกรัม จากท่าเรือเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น มายังท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย โดยระบุในหนังสือว่ากำหนดส่งของประมาณวันที่ 25 มิถุนายน 2552 และให้มีเงื่อนไขการจ้างตามหนังสือของโจทก์ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จำเลยเสนอราคาค่าขนส่งจำนวน 710,909.57 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำสุด โจทก์จึงสนองรับราคาและทำหนังสือจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าดังกล่าว โดยกำหนดให้จำเลยส่งมอบสินค้าแก่โจทก์ภายในกำหนด 22 วัน นับถัดจากวันที่จำเลยได้รับสินค้าจากผู้ขาย ตามหนังสือจ้างดำเนินการขนส่งสินค้าทางเรือ ต่อมาจำเลยได้วางหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเป็นเงินจำนวน 71,090.95 บาท แก่โจทก์ ตามเงื่อนไขการจ้างและติดต่อเรือประเภทคอนเวนชันนอล (Conventional) ชื่อเคฟโฮว์ ให้ไปรับสินค้าจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น มายังท่าเรือปลายทางแหลมฉบัง ประเทศไทย แต่เรือดังกล่าวเดินทางถึงท่าเรือเมืองโยโกฮามา วันที่ 17 มิถุนายน 2552 และออกจากท่าเรือในวันที่ 21 มิถุนายน 2552 ทำให้ผู้ขายซึ่งมีหน้าที่ส่งสินค้าภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ตามสัญญาซื้อขายกังหันไอน้ำความดันต่ำของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ไม่สามารถส่งสินค้าไปยังท่าเรือได้ทัน โดยก่อนหน้านั้นผู้ขายได้แจ้งมายังโจทก์แล้วว่า สามารถส่งสินค้าไปยังท่าเรือเมืองโยโกฮามาได้เร็วที่สุดในวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ตามหนังสือบอกเลิกใบสั่งจ้างลงวันที่ 19 มิถุนายน 2552 และว่าจ้างบริษัทยูไนเต็ดไทยชิปปิ้ง จำกัด ให้ขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าจ้างที่โจทก์ต้องเสียเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขงานจ้างบริการรับขนส่งสินค้าทางเรือ ข้อ 10.2 จำนวน 996,663.43 บาท รวมกับค่าปรับอีกจำนวน 71,090.95 บาท เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,067,726.38 บาท ตามหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ลงวันที่ 16 กันยายน 2552 จำเลยทำหนังสือชี้แจงเหตุผลของการไม่สามารถรับสินค้าจากผู้ขายได้ทันกำหนดต่อโจทก์ ตามหนังสือชี้แจงเหตุผลต่อหนังสือให้ชำระหนี้ของโจทก์ ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2552 โจทก์พิจารณาแล้วมีหนังสือยืนยันให้จำเลยชำระค่าเสียหาย จำเลยได้รับแล้วแต่เพิกเฉย โจทก์จึงริบหลักประกันที่จำเลยวางไว้จำนวน 71,090.95 บาท เพื่อหักชำระค่าปรับและค่าเสียหายและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบ ตามหนังสือแจ้งการหักเงินประกันชำระหนี้ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยผิดสัญญาและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือจ้างดำเนินการขนส่งสินค้าทางเรือลงวันที่ 3 มิถุนายน 2552 หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนมีการตกลงว่าจ้างจำเลยให้ทำการขนส่งสินค้ากังหันไอน้ำความดันต่ำตามคำฟ้อง โจทก์ได้แจ้งกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าว่าประมาณวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ให้จำเลยทราบแล้วในหนังสือขอให้จำเลยเสนอราคาค่าจ้างบริการขนส่งสินค้าทางเรือพร้อมแนบเงื่อนไขงานจ้างบริการรับขนส่งสินค้าทางเรือให้จำเลยทราบด้วย ตามหนังสือของโจทก์ขอให้เสนอราคาค่าจ้างบริการขนส่งสินค้าทางเรือเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 ดังนั้น ก่อนที่จำเลยเสนอราคาค่าจ้างแก่โจทก์นั้น จำเลยย่อมต้องตรวจสอบตารางการเดินเรือว่าสามารถดำเนินการรับขนสินค้าจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้ทันในวันที่ 25 มิถุนายน 2552 หรือไม่ โดยต้องตรวจสอบตารางการเดินเรือว่า มีเรือลำใดที่ออกจากท่าเรือดังกล่าวอย่างช้าที่สุดในวันที่ 25 มิถุนายน 2552 แต่จำเลยกลับนำสืบว่า จำเลยได้จองเรือที่เดินทางออกจากท่าเรือต้นทางดังกล่าวในวันที่ 23 มิถุนายน 2552 นอกจากนี้ เมื่อโจทก์สนองรับราคาของจำเลย ตามหนังสือจ้างดำเนินการขนส่งทางเรือลงวันที่ 3 มิถุนายน 2552 แล้ว โจทก์ยังได้แนบสัญญาซื้อขายกังหันไอน้ำความดันต่ำซึ่งมีกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ตามสัญญาซื้อขายกังหันไอน้ำความดันต่ำลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 ไปพร้อมหนังสือจ้างให้จำเลยทราบอีกด้วย ดังนั้น จำเลยจึงย่อมต้องทราบดีว่าหากจำเลยไม่สามารถจัดหาเรือที่จะออกจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามาอย่างช้าที่สุดวันที่ 25 มิถุนายน 2552 ได้ จำเลยยังมีทางเลือกที่จะจัดหาเรือซึ่งออกจากท่าเรือต้นทางอย่างช้าที่สุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ได้อีกด้วย แม้หนังสือจ้างดำเนินการขนส่งสินค้าทางเรือ จะไม่มีข้อตกลงให้จำเลยไปรับสินค้าในวันที่ 25 มิถุนายน 2552 โดยมีเพียงข้อกำหนดให้จำเลยส่งมอบงานภายใน 22 วัน นับถัดจากวันที่จำเลยรับสินค้าจากผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นก็ตาม แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า จำเลยทราบกำหนดวันที่ผู้ขายจะส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์อยู่ระหว่างวันที่ 25 ถึง 30 มิถุนายน 2552 และจำเลยจะต้องส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ภายใน 22 วัน นับถัดจากวันรับสินค้าจากผู้ขายแล้ว หนังสือจ้างขนส่งสินค้าทางเรือจึงเป็นสัญญาที่มีกำหนดเวลาที่จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาไว้แน่นอนโดยการไปรับสินค้าจากผู้ขายตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2552 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2552 การที่จำเลยจองระวางเรือชื่อเคฟโฮว์ ซึ่งมีกำหนดการเดินทางออกจากท่าเรือเมืองโยโกฮามา วันที่ 23 มิถุนายน 2552 ตามตารางการเดินเรือ จึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการจองระวางเรือที่เหมาะสมกับกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าจากผู้ขาย ซึ่งเป็นประมาณวันที่ 25 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ตามที่ระบุไว้ในหนังสือขอให้เสนอราคาและสัญญาซื้อขายและแม้เรือดังกล่าวไปถึงท่าเรือต้นทางและออกจากท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามาก่อนกำหนดตารางเดินเรือที่ระบุว่า จะออกจากท่าเรือดังกล่าวในวันที่ 23 มิถุนายน 2552 เป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุมของจำเลย เนื่องจากเรือดังกล่าวไม่ใช่เรือของจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงจะถือเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องรับผิดตามข้อ 10 ของเงื่อนไขงานจ้างบริการรับขนส่งสินค้าทางเรือท้ายเอกสารที่ระบุว่า "ถ้าผู้รับจ้างผิดนัดไม่ส่งมอบงานตามใบสั่งจ้างหรือส่งมอบไม่ครบถ้วนหรือล่วงเลยกำหนด หรือไม่ดำเนินการตามขอบเขตของงานโดยมีสาเหตุจากตัวแทนของผู้รับจ้างหรือเหตุอื่นใดที่ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบเอง หรือให้ผู้อื่นรับช่วงงาน กฟผ. (โจทก์) มีสิทธิบอกเลิกการสั่งจ้างทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี และเมื่อ กฟผ. (โจทก์) ใช้สิทธิบอกเลิกแล้ว ผู้รับจ้างต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับหรือค่าเสียหายแก่ กฟผ. (โจทก์)" ไม่ได้ เนื่องจากเหตุที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบสินค้าตามใบสั่งจ้างมีสาเหตุมาจากสายการเดินเรือซึ่งถือเป็นตัวแทนของจำเลยหรือรับช่วงงานจากจำเลยที่เดินทางไปถึงท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามาและออกจากท่าเรือก่อนเวลาที่กำหนดไว้ในตารางการเดินเรือ แม้จำเลยนำสืบว่า เรือเดินทะเลอาจเทียบท่าก่อนตารางการเดินเรือได้เนื่องจากภัยธรรมชาติตามสัญญาเลย์แคน (Laycan) และเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่อาจควบคุมได้ แต่เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบว่า เหตุที่เรือที่จำเลยว่าจ้างเข้าเทียบท่าเรือและออกจากท่าเรือก่อนกำหนดเกิดจากภัยธรรมชาติอย่างไร ทั้งกรณีจะเป็นเหตุสุดวิสัยตามที่จำเลยนำสืบมานั้นจะต้องได้ความว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ตามที่มาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ เมื่อจำเลยเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการรับขนสินค้าทางทะเลซึ่งย่อมต้องทราบดีว่าระยะเวลาของการเดินเรือและการเข้าเทียบท่าอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้น หากจำเลยใช้ความระมัดระวังตามสมควรในฐานะที่เป็นผู้ประกอบกิจการรับขนสินค้าทางทะเล ก็ไม่ควรที่จะจองระวางเรือที่จะออกจากท่าเรือต้นทางก่อนถึงกำหนดส่งมอบสินค้าตามที่โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าก่อนแล้ว การที่เรือรับสินค้าที่จำเลยว่าจ้างมาถึงท่าเรือต้นทางเมืองโยโกฮามาและออกจากท่าเรือก่อนกำหนดส่งมอบสินค้า จึงหาใช่เหตุสุดวิสัยที่จะทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ดังข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ ส่วนข้อที่จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 52 (13) เนื่องจากเหตุที่จำเลยไม่สามารถรับสินค้าได้ทันตามสัญญาไม่ได้เกิดจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อ หรืออยู่ในความรู้เห็นของจำเลยและจำเลยสามารถจำกัดความรับผิดได้ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้นั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาจ้างโดยไม่ไปรับสินค้าตามกำหนดที่ตกลงไว้กับโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หาใช่เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในกรณีที่สินค้าสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบสินค้าชักช้าอันจะนำมาตรา 52 และมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยไม่ทราบว่าโจทก์ต้องการใช้สินค้ากังหันไอน้ำแรงดันต่ำภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2552 และจำเลยพยายามปฏิบัติตามสัญญาโดยจัดหาเรือเพื่อไปรับสินค้าแทนแล้ว แต่โจทก์กลับบอกเลิกสัญญาก่อนนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบก่อนที่จำเลยจะเสนอราคาค่าจ้างขนส่งสินค้าทางเรือ ตามหนังสือของโจทก์ขอให้เสนอราคาค่าจ้างบริการขนส่งสินค้าทางเรือลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 แล้วว่ากำหนดส่งมอบสินค้าคือ ประมาณวันที่ 25 มิถุนายน 2552 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดหาเรือไปรับสินค้าให้ทันวันดังกล่าว ส่วนการที่โจทก์จะแจ้งหรือไม่แจ้งว่าจะใช้สินค้าเมื่อใดนั้น โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบแต่อย่างใด เว้นแต่กรณีที่โจทก์จะเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตามมาตรา 222 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนเพื่อให้จำเลยได้คาดเห็นถึงความเสียหายพิเศษที่อาจเกิดขึ้นหากมีการส่งมอบสินค้าให้โจทก์ชักช้า แต่คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบถึงกำหนดการใช้กังหันไอน้ำความดันต่ำแต่อย่างใด

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 996,635.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2552 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 3 กันยายน 2556 อันเป็นวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 293,051.77 บาท ค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 222 วรรคสอง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 52 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท เอ็มบาสซี เฟรท (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวนิโลบล หิรัญรัศ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3988/2559
#599032
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ส่วนที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาให้ครบองค์คณะ ซึ่งเป็นการมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) นั้น ก็มีผลเพียงให้คำพิพากษาและกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นภายหลังไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หามีผลให้ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาก่อนมีคำพิพากษาด้วยไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย แต่กลับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา โดยให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่การสืบพยานโจทก์เป็นต้นมาจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 481,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มิถุนายน 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยจงใจขาดนัดพิจารณา กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะให้มีการพิจารณาคดีใหม่ อย่างไรก็ตามศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วพบว่าองค์คณะผู้พิพากษาในการพิจารณาและพิพากษาคดีมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษา ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณาการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย ส่วนที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีมิได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาให้ครบองค์คณะ ซึ่งเป็นการมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) นั้น ก็มีผลเพียงให้คำพิพากษาและกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นภายหลังไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หามีผลให้ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาก่อนมีคำพิพากษาด้วยไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย แต่กลับให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาโดยให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่การสืบพยานโจทก์เป็นต้นมาจึงเป็นการไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ให้ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ และมีคำสั่งให้ยกคดีขึ้นพิจารณา มีผลทำให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เป็นที่สุด และคดีนี้ทุนทรัพย์เกินสามแสนบาท การพิจารณาพิพากษาต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน แม้จะพิจารณาโดยขาดนัดก็ตาม เมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นนั่งพิจารณาไม่ครบองค์คณะตามกฎหมายก็ต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่ชั้นพิจารณานั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 204
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พระภิกษุจอม บุญลือพันธุ์
นางทองสา พิมพ์วิจิตร หรือนางประไพ
จำเลย — พิมพ์วิจิตร หรือป้าไพลาบเป็ด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายพงศ์พัฒน์ ตาชูชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางจันทนา ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เมทินี ชโลธร
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3901/2559
#600610
เปิดฉบับเต็ม

สำหรับคดีที่โจทก์ฟ้อง ธ. นั้น ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) วินิจฉัยว่า ธ. ทำสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัท พ. มิได้ทำสัญญากับโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีนิติสัมพันธ์กับ ธ. จึงฟังไม่ได้ว่า ธ. เป็นลูกจ้างโจทก์ และโจทก์ไม่อาจนำข้อห้ามต่าง ๆ ตามสัญญาจ้างมากล่าวอ้างว่า ธ. ปฏิบัติผิดสัญญาจนโจทก์ได้รับความเสียหายได้ พิพากษายกฟ้อง คดีดังกล่าวถึงที่สุดและผูกพันคู่ความทั้งในส่วนของผลคดีและข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัย ส่วนคดีนี้ แม้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นคนละบุคคลกับ ธ. แต่ตามคำฟ้องคดีนี้กล่าวอ้างว่า ธ. เป็นลูกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานที่ ธ. ทำกับบริษัท พ. และ ธ. ปฏิบัติผิดข้อตกลงในสัญญา นำความลับทางการค้าของโจทก์ไปใช้ในกิจการของบริษัทที่ ธ. กับภริยาตนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ สัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวเป็นสัญญาเดียวกับที่โจทก์นำมากล่าวอ้างในคดีก่อน ประเด็นในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์และ ธ. ทั้งสองคดีจึงเป็นประเด็นเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์คดีนี้ว่า ธ. ไม่ใช่ลูกจ้างโจทก์ และโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่อาจนำข้อห้ามต่าง ๆ ในสัญญาจ้างแรงงานมากล่าวอ้างว่า ธ. ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานได้ ปัญหาการรับฟังพยานหลักฐานผูกพันคู่ความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบด้วย มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

ธ. ทำสัญญาขายหุ้นของบริษัทโจทก์ให้แก่บริษัท อ. ก่อนที่ ธ. จะทำสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัท พ. แม้บริษัท อ. จะควบรวมกิจการกับบริษัท จ. กลายเป็นบริษัท พ. และถือว่าบริษัท พ. สวมสิทธิเป็นผู้ถือหุ้นที่ซื้อจาก ธ. แทนบริษัท อ. ก็ตาม แต่บริษัท พ. เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นคู่สัญญาที่มีสิทธิยกเอาข้อตกลงตามสัญญาขายหุ้นดังกล่าวที่ห้าม ธ. ประกอบธุรกิจหรือให้ข้อมูลแก่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นที่เป็นการแข่งขันทางธุรกิจกับโจทก์มากล่าวอ้างฟ้องร้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 150,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนคดีนี้ โจทก์ฟ้องนายธีรวัฒน์และจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) อ้างว่า นายธีรวัฒน์เป็นลูกจ้างโจทก์โดยทำสัญญาจ้างแรงงานผ่านบริษัทโพลีวัน จำกัด (ที่ถูก บริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ตัวแทนของโจทก์ มีข้อตกลงตามสัญญาจ้างว่า นายธีรวัฒน์จะไม่ทำการค้าแข่งขันกับโจทก์หรือเปิดเผยความลับทางการค้าของโจทก์ การเปิดเผยข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับโจทก์ บริษัทโพลีวัน จำกัด หรือบริษัทอื่นใดที่เป็นคู่ค้ากับโจทก์ถือว่าทำผิดกฎหมายและละเมิดนโยบายโจทก์ ระหว่างที่ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ นายธีรวัฒน์ได้กระทำการทุจริตโดยมอบหมายให้นางพัชรา ภริยาของตนจดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลย มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ และนำความลับทางการค้าของโจทก์ไปใช้ในกิจการของบริษัทจำเลยที่ตั้งขึ้น เป็นเหตุให้ธุรกิจของโจทก์ได้รับความเสียหายตามสำเนาคำฟ้อง แต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางชี้ขาดว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง จึงให้จำหน่ายคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยออกจากสารบบความ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับคดีที่โจทก์ฟ้องนายธีรวัฒน์นั้น ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า นายธีรวัฒน์ทำสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด มิได้ทำสัญญากับโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับนายธีรวัฒน์ จึงฟังไม่ได้ว่า นายธีรวัฒน์เป็นลูกจ้างโจทก์ และโจทก์ไม่อาจนำข้อห้ามต่าง ๆ ตามสัญญาจ้างมากล่าวอ้างว่านายธีรวัฒน์ประพฤติผิดสัญญาจนโจทก์ได้รับความเสียหายได้ พิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ สป. 137/2555 เอกสารท้ายคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมได้รับรองความถูกต้องแล้ว โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง ตามสำเนาคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท. 1397/2555 เอกสารท้ายคำร้องของจำเลย ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมได้รับรองความถูกต้องแล้ว คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดและผูกพันคู่ความทั้งในส่วนของผลคดีและข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัย สำหรับคดีนี้ แม้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นคนละบุคคลกับนายธีรวัฒน์ แต่ตามคำฟ้องคดีนี้กล่าวอ้างว่า นายธีรวัฒน์เป็นลูกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานที่นายธีรวัฒน์ทำกับบริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนายธีรวัฒน์ประพฤติผิดข้อตกลงในสัญญานำความลับทางการค้าของโจทก์ไปใช้ในกิจการของบริษัทที่นายธีรวัฒน์ร่วมกับนางพัชรา ภริยาของตนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ สัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวเป็นสัญญาเดียวกับที่โจทก์นำมากล่าวอ้างในคดีก่อน ประเด็นในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์และนายธีรวัฒน์ทั้งสองคดีจึงเป็นประเด็นเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์คดีนี้ว่า นายธีรวัฒน์ไม่ใช่ลูกจ้างโจทก์ และโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่อาจนำข้อห้ามต่าง ๆ ในสัญญาจ้างแรงงานมากล่าวอ้างว่านายธีรวัฒน์กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานได้ ปัญหาการรับฟังพยานหลักฐานผูกพันคู่ความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วย มาตรา 246 และมาตรา 247

ส่วนที่โจทก์อ้างในฟ้องคดีนี้ด้วยว่า นายธีรวัฒน์ทำสัญญาขายหุ้นบริษัทโจทก์ โดยมีข้อตกลงห้ามนายธีรวัฒน์ประกอบธุรกิจหรือให้ข้อมูลแก่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นที่เป็นการแข่งขันทางธุรกิจกับโจทก์ และห้ามชักจูงหรือโน้มน้าวพนักงานของโจทก์ให้ออกจากงานเพื่อไปทำงานให้แก่บุคคลอื่น และนายธีรวัฒน์ประพฤติผิดข้อตกลงในสัญญาซื้อขายหุ้นด้วย นั้น เห็นว่า นายธีรวัฒน์ทำสัญญาขายหุ้นบริษัทโจทก์ ให้แก่บริษัทเอ็ม. เอ. ฮานนา เอเชีย โฮลดิ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2547 ก่อนที่นายธีรวัฒน์จะทำสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเดือนมิถุนายน 2548 แม้บริษัทเอ็ม. เอ. ฮานนา เอเชีย โฮลดิ้ง จำกัด จะควบรวมกิจการกับบริษัทจีออน จำกัด กลายเป็นบริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และถือว่าบริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด สวมสิทธิเป็นผู้ถือหุ้นที่ซื้อจากนายธีรวัฒน์ แทนบริษัทเอ็ม. เอ. ฮานนา เอเชีย โฮลดิ้ง จำกัด ก็ตาม แต่บริษัทโพลีวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นคู่สัญญาที่มีสิทธิยกเอาข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวมากล่าวอ้างฟ้องร้องคดีนี้

สำหรับจำเลยนั้น โจทก์ฟ้องให้รับผิดฐานละเมิด อ้างถึงการกระทำของนายธีรวัฒน์ว่าผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาซื้อขายหุ้น กับจำเลยร่วมกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำของนายธีรวัฒน์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นว่า แม้จำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีของศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) แต่ผลของคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวที่ผูกพันโจทก์ ย่อมมีผลต่อการพิจารณารับฟังพยานหลักฐานในคดีนี้ด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นคู่สัญญาจ้างแรงงานและสัญญาซื้อขายหุ้นกับนายธีรวัฒน์ โจทก์ไม่อาจอ้างข้อตกลงตามสัญญาทั้งสองดังกล่าวมาอ้างเพื่อให้นายธีรวัฒน์รับผิด และไม่อาจกล่าวอ้างสัญญาทั้งสองเพื่อเรียกร้องให้จำเลยรับผิดได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 67
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสตาร์ คัลเล่อร์ จำกัด
จำเลย — บริษัททีเอช คัลเล่อร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายจิรายุ มกราพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระเดช ยุวชิต
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา