คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3210/2559
#599041
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน เจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ก็แต่โดยยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง และการที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ กล่าวคือ เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นจำนวนเท่าใดจะต้องนำหนี้ดังกล่าวมาปรับกับแผนฟื้นฟูกิจการก่อน เจ้าหนี้ไม่อาจที่จะได้รับชำระหนี้โดยวิธีอื่นนอกจากตามจำนวนและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้หรือผู้ทำแผนซึ่งได้นำเงินมาชำระหนี้หรือนำเงินมาวางไว้ที่ สำนักงานวางทรัพย์แต่อย่างใด และการที่ลูกหนี้นำเงินไปชำระหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว หรือผู้ทำแผนนำเงินไปวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่สำนักงานวางทรัพย์อันมิใช่วิธีการที่กฎหมายกำหนดเพื่อชำระหนี้ซึ่งมูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจึงเป็นการกระทำที่ไม่อาจกระทำได้ ขัดต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 วรรคท้าย หนี้จึงยังไม่ระงับ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เมื่อกฎหมายฟื้นฟูกิจการกำหนดวิธีการในการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ลูกหนี้หรือผู้ทำแผนจะดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการค้าตามปกตินั้นหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 และมีคำสั่งตั้งบริษัทพี แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีผู้ทำแผนเป็น ผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าสินค้าเป็นเงิน 961,930 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งว่า คำขอรับชำระหนี้ไม่ถูกต้องและไม่สุจริต เนื่องจากลูกหนี้ได้ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว และแอฟวะนิว เอเชีย สเปเชี่ยล ซิตุเอชั่นส์ ฟันด์ ทู แอลพี เจ้าหนี้รายที่ 6 แอฟวะนิว เอเชีย สเปเชี่ยล ซิตุเอชั่นส์ ฟันด์ ทรี แอลพี เจ้าหนี้รายที่ 7 แอฟวะนิว เอเชีย อินเตอร์ เนชั่นแนล ลิมิเต็ด เจ้าหนี้รายที่ 8 ธนาคารออมสิน เจ้าหนี้รายที่ 14 เคลียร์วอเตอร์ แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ส ฟันด์ ? แอลพี เจ้าหนี้รายที่ 15 เครดิต อินดัสเตรียล เอคอมเมอร์เชียล สาขาสิงคโปร์ เจ้าหนี้รายที่ 16 ไดเวอร์ซิไฟด์ เอเชียน สตราทีจีส์ ฟันด์ เจ้าหนี้รายที่ 17 พีเอ็มเอ เครดิต ออฟเพอทูนิที ฟันด์ เจ้าหนี้รายที่ 18 กองทุนรวมไทยดีเวลลอปเมนท์ เจ้าหนี้รายที่ 19 บริษัท แบงค์ออฟ อเมริกา ซิเคียวริตี้ส์ จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 20 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 23 โกลด์แมน เซคส์ (เอเชีย) ไฟแนนซ์ เจ้าหนี้รายที่ 27 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 28 บริษัทเงินทุนกรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 31 ธนาคารสินเอเชีย จำกัด(มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 35 ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 41 เครดิตสวิตอินเตอร์เนชั่นแนล เจ้าหนี้รายที่ 44 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 46 โต้แย้งว่า ลูกหนี้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ครบถ้วนแล้วและเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยไม่สุจริตทำให้เจ้าหนี้อื่นต้องเสียหาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่เจ้าหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั้นเป็นการดำเนินการค้าตามปกติลูกหนี้สามารถดำเนินการได้โดยชอบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) มูลหนี้ค่าสินค้าจึงระงับสิ้นไปด้วยการชำระหนี้ เจ้าหนี้และลูกหนี้จึงไม่ได้มีหนี้ต่อกัน จึงมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และผู้ทำแผนยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน เจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ก็แต่โดยยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง และการที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้นั้นจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ กล่าวคือเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นจำนวนเท่าใดจะต้องนำหนี้ดังกล่าวมาปรับกับแผนฟื้นฟูกิจการก่อน เจ้าหนี้ไม่อาจที่จะได้รับชำระหนี้โดยวิธีอื่นนอกจากตามจำนวนและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้หรือผู้ทำแผนซึ่งได้นำเงินมาชำระหนี้หรือนำเงินมาวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์แต่อย่างใด และการที่ลูกหนี้นำเงินไปชำระหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว หรือผู้ทำแผนนำเงินไปวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่สำนักงานวางทรัพย์อันมิใช่วิธีการที่กฎหมายกำหนด เพื่อชำระหนี้ซึ่งมูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงเป็นการกระทำที่ไม่อาจกระทำได้ ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9) ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 90/12 วรรคท้าย หนี้จึงยังไม่ระงับ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เมื่อกฎหมายฟื้นฟูกิจการกำหนดวิธีการในการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระได้ไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ลูกหนี้หรือผู้ทำแผนจะดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการค้าตามปกตินั้นหาได้ไม่ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นเงิน 961,930 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 ม. 90/26 ม. 90/27
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัททีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัทอาร์.วี.เทเลคอม แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2559
#599057
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันทำรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกของโครงการหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่โครงการเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 อันเป็นเท็จ เพื่อดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร การจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่แห่งจึงเป็นโมฆะ ทำให้การจัดประชุมใหญ่ควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่แห่งเข้าด้วยกันเป็นจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2549 ย่อมตกเป็นโมฆะไปด้วย ที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องขอเพิกถอนรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกทั้งสองครั้งดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการฟ้องขอเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่บริษัทอันผิดระเบียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 และมิใช่การประชุมใหญ่ตามความหมายของกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบ และการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ.2545 ข้อ 15 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 1195 และข้อบังคับของจำเลยที่ 4 ข้อ 55 ที่ต้องฟ้องขอให้เพิกถอนมติในการประชุมที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติแต่ละครั้งและก็มิใช่เป็นกรณีที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเป็นฝ่ายฟ้องคดีแทนสมาชิกเกี่ยวกับกรณีที่กระทบสิทธิหรือประโยชน์ของสมาชิกตั้งแต่ 10 รายขึ้นไป ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 4 ข้อ 5.4 ที่ต้องมีมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกโครงการหมู่บ้านจัดสรรอนุญาตให้ฟ้องคดี โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดนำสืบว่า มีการปลอมลายมือชื่อสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรที่ลงมติในการประชุมดังกล่าวโดยไม่ชอบ และการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแต่ละโครงการ แต่กลับมีการจัดประชุมร่วมกันทั้งสี่โครงการ ไม่ได้มีการแยกประชุมสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรแต่ละโครงการตามกฎหมาย การประชุมใหญ่ดังกล่าวจึงไม่ชอบ ดังนี้ รายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. 1 ถึง 4 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2548 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. 3 นั้น ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจสั่งเพิกถอนรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. 1, 2 และ4 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2548 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 142 (5) และต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จัดให้มีการประชุมใหญ่สมาชิกหมู่บ้านจัดสรรเพื่อควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. 1 ถึง 4 เข้าด้วยกันเป็นจำเลยที่ 4 จึงไม่ชอบ จำเลยที่ 4 จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. จำเลยที่ 4 หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แทนนั้น ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. จำเลยที่ 4 ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. จำเลยที่ 4 ได้

คดีเดิมที่จำเลยที่ 4 ฟ้องโจทก์บางคนต่อศาลแขวงธนบุรีนั้น เป็นการฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระ แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. 1 ถึง 4 และรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. 1 ถึง 4 เป็นจำเลยที่ 4 ประเด็นข้อพิพาทในคดีเดิมกับคดีนี้จึงต่างกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเอ็ดคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีเดิมดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ (บางแวก) จำเลยที่ 4 หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ (บางแวก) จำเลยที่ 4 และหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) กับขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) ลงวันที่ 6 มีนาคม 2548 และรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกครั้งแรกหลังจดทะเบียนนิติบุคคลในวันที่ 8 มกราคม 2549 ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) และห้ามจำเลยทั้งสี่ตลอดจนบุคคลทั่วไปใช้หรือนำมาอ้างอิงใดๆ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้ดำเนินการประชุมเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 เท่านั้น โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยอ้างตนเป็นกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ (บางแวก) การประชุมเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2549 มีมติให้ควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) เป็นไปตามมติของสมาชิกในหมู่บ้านและเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 3 (บางแวก) ลงวันที่ 6 มีนาคม 2548 และรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกครั้งแรกหลังจดทะเบียนนิติบุคคลในวันที่ 8 มกราคม 2549 ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์และจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสิบเอ็ด

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่เป็นข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดนำสืบว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตัวแทนของบริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ประกอบอาชีพรับจ้างบริหารนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 จัดประชุมสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ (บางแวก) ทั้งสี่โครงการ ตามใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน โดยมิได้แยกแต่ละหมู่บ้านจัดสรรตามโครงการการขออนุญาตจัดสรรตามกฎหมายเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และจำเลยทั้งสามได้ส่งหนังสือเชิญประชุมไปยังสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรไม่ครบถ้วนตามจำนวนรายชื่อสมาชิกทำให้ในวันนัดประชุมสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรมีผู้เข้าร่วมประชุมลงมติจำนวนน้อย ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ จึงไม่อาจลงมติให้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ ซึ่งในการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต้องมีการแยกจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเป็นจำนวน 4 โครงการ ไม่อาจจดทะเบียนรวมได้ มีผลให้ในการประชุมไม่อาจจัดประชุมได้และผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพราะต้องการรอให้ทางโครงการหมู่บ้านจัดสรรดำเนินการซ่อมแซมและจัดการระบบสาธารณูปโภคโครงการให้เรียบร้อยก่อน จึงยุติการประชุมโดยไม่มีการลงมติ ต่อมาภายหลังโจทก์ทั้งสิบเอ็ดทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันทำรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกของโครงการหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่โครงการว่าสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่โครงการแต่ละโครงการมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และต่อมาจำเลยที่ 3 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่แห่งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำเลยที่ 4 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้แสวงหาผลประโยชน์โดยกำหนดเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่โครงการโดยมิได้รับความเห็นชอบจากผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในหมู่บ้านจัดสรร โจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้โต้แย้งคัดค้านว่าการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงทำให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้รับความเสียหาย เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดแล้ว และคดีนี้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันทำรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกของโครงการหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่โครงการเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 อันเป็นเท็จเพื่อดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร การจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่แห่งจึงเป็นโมฆะ ทำให้การจัดประชุมใหญ่ควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่แห่งเข้าด้วยกันเป็นจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2549 ย่อมตกเป็นโมฆะไปด้วย ที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดมาฟ้องขอเพิกถอนรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกทั้งสองครั้งดังกล่าวก็มิใช่เป็นการฟ้องขอเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่บริษัทอันผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 เพราะโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกล่าวอ้างว่าการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่แห่งไม่ชอบ การควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่แห่งเป็นจำเลยที่ 4 จึงไม่ชอบไปด้วย นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่จัดตั้งขึ้นยังไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล การประชุมใหญ่ของสมาชิกโครงการหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่โครงการทั้งสองครั้งดังกล่าว จึงมิใช่การประชุมใหญ่ตามความหมายของกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบ และการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ.2545 ข้อ 15 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 และข้อบังคับของจำเลยที่ 4 ที่ต้องฟ้องขอให้เพิกถอนมติในการประชุมที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติแต่ละครั้งนอกจากนี้การที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดกล่าวอ้างว่าการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่แห่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย การควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่แห่งเป็นจำเลยที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย ที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดมาฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ทั้งสองครั้งดังกล่าวก็มิใช่กรณีที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเป็นฝ่ายฟ้องคดีแทนสมาชิกเกี่ยวกับกรณีที่กระทบสิทธิหรือประโยชน์ของสมาชิกตั้งแต่ 10 ราย ขึ้นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 4 ข้อ 5.4 ซึ่งต้องมีมติที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกโครงการหมู่บ้านจัดสรรอนุญาตให้ฟ้องคดี จึงจะฟ้องคดีได้ดังจำเลยที่ 4 ฎีกา โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) และการควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ (บางแวก) จำเลยที่ 4 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดนำสืบว่า การประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 เพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมิได้จัดประชุมสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่โครงการแยกประชุมแต่ละหมู่บ้านจัดสรรตามโครงการการขออนุญาตจัดสรรตามกฎหมาย ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ส่งหนังสือเชิญประชุมไปยังสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรไม่ครบถ้วน ทำให้ในวันนัดประชุมมีสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรเข้าร่วมประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ และมีการปลอมลายมือชื่อสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรที่เข้าร่วมประชุมและลงมติ ต่อมาโจทก์ทั้งสิบเอ็ดทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันทำรายงานการประชุมใหญ่ของสมาชิกของโครงการหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่โครงการ ตามใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินว่า สมาชิกหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ทั้งสี่โครงการแต่ละโครงการมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมเกินกึ่งหนึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่โครงการได้ ตามรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 3 (บางแวก) ส่วนที่ระบายสีส้มและสีเหลืองที่ระบุว่า ผู้มีสิทธิลงคะแนนมีจำนวนทั้งสิ้น 217 เสียง มีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 131 เสียง เป็นสมาชิกมาเองจำนวน 116 เสียง ผู้รับมอบฉันทะจำนวน 15 เสียงและมีผู้ลงมติเห็นด้วยจำนวน 125 เสียง ไม่เห็นด้วยจำนวน 6 เสียง และที่ประชุมมีมติรับรองเห็นชอบด้วยกับข้อบังคับของหมู่บ้านจัดสรรทั้งสี่โครงการและได้แต่งตั้งบริษัทควอลิตี้ พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรของหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) ซึ่งเป็นความเท็จ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดนำสืบอีกว่า จากเสียงผู้ลงมติเห็นชอบจำนวน 115 เสียง มีการปลอมลายมือชื่อ นับเสียงซ้ำซ้อน และมีผู้ไม่มีสิทธิลงคะแนนรวมจำนวนประมาณ 50 เสียง มติเห็นชอบจึงมีไม่ถึงจำนวน 100 เสียง ทำให้มีมติเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ความจริงแล้วในการประชุมมิได้มีการประชุมสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรแต่ละโครงการตามใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน และมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบกึ่งหนึ่งของสมาชิกผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในหมู่บ้านจัดสรรทั้งหมด และมิได้มีการลงมติเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ร่วมกันนำรายงานการประชุมอันเป็นเท็จและแบบลงทะเบียนของผู้เข้าร่วมประชุม และเอกสารประกอบอื่นๆ ไปยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำนวน 4 แห่ง ตามใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินทั้งสี่โครงการ โดยโจทก์ทั้งสิบเอ็ดมีนายวิทูร นางนุชดี นายมนูญ นายพิสิน นายธนเดชหรือสมชาย นายบุญนะ นางสาวชญาณ์นันท์ หรือนางสาวศิวพร นางสาวสุจิตร์ นางประไพ นางสาวไข่มุกด์ นายคำนึง นางปราณี นางอุทัยวรรณ นางขจีนาฎล นางสาวธนัชพร นายประวิทย์ นายบุญชัย นายสมชาย โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 มาเบิกความยืนยัน กับมีโจทก์ที่ 2 มีหนังสือยืนยันมายังศาลตามหนังสือว่า พยานทั้งหมดถูกปลอมลายมือชื่อ ความจริงแล้วในวันที่ 6มีนาคม 2548 พยานทั้งหมดไม่ได้เข้าร่วมประชุมและโจทก์ที่ 2 ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เขตหนองแขมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง อีกทั้งพยานบางรายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลศาลาแดงเพื่อดำเนินคดี ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อปรากฏว่าเป็นลายมือชื่อปลอม ส่วนนางวิภาดาได้มีหนังสือยืนยันต่อศาล ว่าพยานได้ลงลายมือชื่อในแบบลงทะเบียนถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีผู้ลงคะแนนเสียงบางคนเป็นผู้ที่ไม่มีชื่อในที่ดินของโครงการ ไม่มีใบมอบฉันทะผู้ที่ขายที่ดินไปก่อนการประชุมและผู้ที่ใช้สิทธิลงมติ 2 ครั้ง จำเลยทั้งสี่มิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดนำสืบว่ามีผู้ปลอมลายมือชื่อลงมติและผู้ที่ลงมติโดยไม่ชอบในการประชุมจริง ทั้งการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแต่ละโครงการ แต่กลับมีการจัดประชุมร่วมกันทั้งสี่โครงการ มิได้มีการแยกประชุมสมาชิกหมู่บ้านจัดสรรแต่ละโครงการตามกฎหมาย การประชุมใหญ่ดังกล่าวจึงไม่ชอบ ดังนี้ รายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) ลงวันที่ 6 มีนาคม 2548 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนเฉพาะรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 3 (บางแวก) นั้น ไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดไม่ได้ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจสั่งเพิกถอนรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1, 2 และ 4 (บางแวก) ลงวันที่ 6 มีนาคม 2548 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 142 (5) และต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สมาชิกหมู่บ้านจัดสรรเพื่อควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) เข้าด้วยกันเป็นจำเลยที่ 4 จึงย่อมไม่ชอบตามไปด้วย จำเลยที่ 4 จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ (บางแวก) จำเลยที่ 4 หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แทนนั้น ถือได้ว่าโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ (บางแวก)จำเลยที่ 4 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ (บางแวก) จำเลยที่ 4 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีที่จำเลยที่ 4 ฟ้องโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 10 และที่ 11 หรือไม่ นายสมชายผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 4 เคยฟ้องโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 10 และที่ 11 เป็นจำเลยต่อศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ ซึ่งศาลในแต่ละคดีดังกล่าวได้พิพากษาแล้ว ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 7 และที่ 10 ถึงที่สุดแล้วโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ซึ่งโจทก์ที่ 6 และที่ 10 ยอมรับในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยที่ 4 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดมาฟ้องคดีนี้เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ถูกจำเลยที่ 4 ฟ้องเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อศาลแขวงธนบุรี เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 และนายสุกรรณ สามีรวบรวมผู้ที่ถูกจำเลยที่ 4 ฟ้องเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางหลายราย มีหนังสือไปถึงสมาชิกผู้พักอาศัยมิให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและจัดทำเอกสารร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ เห็นว่า คดีเดิมที่จำเลยที่ 4 ฟ้องโจทก์บางคนต่อศาลแขวงธนบุรีนั้น เป็นการฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระ แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) ที่ประชุมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 และรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกครั้งแรกหลังจดทะเบียนนิติบุคคลในวันที่ 8 มกราคม 2549 ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) เพื่อควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) เป็นจำเลยที่ 4 ประเด็นข้อพิพาทในคดีเดิมกับคดีนี้จึงต่างกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเอ็ดในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีเดิมที่จำเลยที่ 4 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์บางคนในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) ลงวันที่ 6 มีนาคม 2548 และรายงานการประชุมใหญ่สมาชิกครั้งแรกหลังจดทะเบียนนิติบุคคลในวันที่ 8 มกราคม 2549 ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) ที่ให้ควบรวมนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ 1 ถึง 4 (บางแวก) เป็นจำเลยที่ 4 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรชัยพฤกษ์ (บางแวก) จำเลยที่ 4 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุรางค์ เกิดบุญส่ง กับพวก
จำเลย — นายสุรพล มนูญผล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสายันต์ สุรสมภพ
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3207/2559
#599863
เปิดฉบับเต็ม

แม้ลายมือชื่อจำเลยในการทำนิติกรรมยื่นขอกู้และทำสัญญากู้ไว้แก่โจทก์จะเป็นลายมือชื่อปลอมที่ภริยาจำเลยเป็นผู้ดำเนินการให้แทน แต่จำเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์ไปแล้ว การที่จำเลยได้รับเงินจากการกู้ยืมที่มีลายมือชื่อปลอมจึงเป็นการรับเงินกู้ไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,318,983.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,284,667.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ชดใช้ค่าตรวจพิสูจน์หลักฐานแก่จำเลยเป็นเงิน 40,269 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,284,667.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่เป็นค่าตรวจพิสูจน์เอกสารให้ตกเป็นพับแก่จำเลยและให้จำเลยคืนเงิน 40,269 บาท แก่ศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด มิฉะนั้นให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อให้ได้เงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนมายังศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์ นางสุดา เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็นพนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2555 นางสุดาเป็นผู้จัดทำคำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญ เป็นสัญญาเลขที่ 1303 ระบุว่า จำเลยเป็นผู้ขอกู้เงิน 372,000 บาท ตกลงจะชำระคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 3,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวม 107 งวด เว้นแต่งวดสุดท้ายขอส่ง 1,000 บาท ตั้งแต่งวดประจำเดือนเมษายน 2554 เป็นต้นไป และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้กู้ คำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญ ยังมีข้อความระบุว่า จำเลยได้รับเงินกู้ 372,000 บาท โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 901-1-61226-4 และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้กู้/ผู้รับเงิน รวมทั้งมีข้อความว่า หักหนี้สามัญเดิมและดอกเบี้ยเป็นเงิน 334,500 บาท คงเหลือ 37,500 บาท นางสุดาเป็นผู้จัดทำคำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญ เป็นสัญญาเลขที่ 1966/54 ระบุว่า จำเลยเป็นผู้ขอกู้เงิน 1,200,000 บาท ตกลงจะชำระคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวม 150 งวด ตั้งแต่งวดประจำเดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นไป และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้กู้ คำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญยังมีข้อความระบุว่า จำเลยได้รับเงินกู้ 1,200,000 บาท โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 15019480 และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้กู้/ผู้รับเงิน รวมทั้งมีข้อความว่า หักหนี้สามัญเดิมและดอกเบี้ยเป็นเงิน 358,000 บาท หนี้ฉุกเฉินและดอกเบี้ย 446.27 บาท คงเหลือ 841,553.73 บาท และด้านหลังคำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญเป็นหนังสือค้ำประกันเงินกู้สามัญและคำเตือนผู้ค้ำประกันที่ระบุว่า ดาบตำรวจวิภาค ดาบตำรวจพิชิตชัย ดาบตำรวจอำนวยและดาบตำรวจจักรินทร์ ผู้ค้ำประกัน โดยมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของบุคคลทั้งสี่คนในช่องผู้ค้ำประกันที่อยู่ด้านล่างด้วย นางสุดาเป็นผู้จัดทำคำขอกู้และสัญญาเงินกู้เพื่อส่งเสริมอาชีพ เป็นหนังสือกู้ที่ 1366 ระบุว่า จำเลยเป็นผู้ขอกู้เงิน 200,000 บาท ตกลงจะชำระคืนเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวม 100 งวด ตั้งแต่งวดประจำเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้กู้ คำขอกู้และสัญญาเงินกู้เพื่อส่งเสริมอาชีพดังกล่าวยังมีข้อความระบุว่า ยอดเงินที่อนุมัติ 200,000 บาท หักหนี้ฉุกเฉิน 89,700 บาท คงเหลือ 110,300 บาท โอนเข้าบัญชีธนาคารเลขที่ 15019480 และมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของจำเลยในช่องผู้รับเงินและด้านหลังคำขอกู้และสัญญาเงินกู้เพื่อส่งเสริมอาชีพเป็นหนังสือค้ำประกันเงินกู้สามัญเพื่อส่งเสริมอาชีพระบุว่า สิบตำรวจเอกบรรจง ผู้ค้ำประกัน โดยมีลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของสิบตำรวจเอกบรรจงอยู่ในช่องผู้ค้ำประกันด้วย ศาลชั้นต้นส่งคำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญ คำขอกู้และสัญญาเงินกู้เพื่อส่งเสริมอาชีพ ไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลการตรวจพิสูจน์ระบุว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไม่ตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่า โจทก์ได้โอนเงินตามคำขอกู้และสัญญากู้เงินสามัญ คำขอกู้และสัญญากู้เงินเพื่อส่งเสริมอาชีพ เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 901-1-61226-4 ของจำเลย รวมทั้งโจทก์ไม่มีหลักฐานว่ามีการโอนเงิน 741,553.73 บาท เข้าในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษเลขที่ 15019480 ดังนั้น จำเลยจึงไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ คำขอกู้เงินไม่มีลายมือชื่อคู่สมรสให้ความยินยอม คำขอกู้เงินระบุว่าอนุมัติวันที่ 8 สิงหาคม 2554 แต่ตามเอกสารกลับระบุว่าวันที่ 5 สิงหาคม 2554 มีการโอนเงินจำนวน 741,553.73 บาท จึงเป็นการโอนเงินก่อนการอนุมัติ ระบุว่าเมื่อนำเงินที่กู้หักกับหนี้เดิม คงเหลือเงิน 841,553.37 บาท แต่ตามเอกสารโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษเลขที่ 15019480 เพียง 741,553.73 บาท ทั้งบัญชีดังกล่าวไม่ใช่บัญชีของจำเลย คำขอกู้และสัญญากู้เงิน ร้อยตำรวจเอกประเสริฐได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าเป็นผู้บังคับบัญชาจำเลย ทั้งที่ร้อยตำรวจเอกประเสริฐไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาจำเลย นอกจากนี้ ร้อยตำรวจเอกประเสริฐยังลงลายมือชื่อเป็นผู้อนุมัติให้กู้เงินโดยร้อยตำรวจเอกประเสริฐไม่มีอำนาจ ต่อมาจำเลยได้ทำบันทึกของดส่งเงินกู้และแจ้งว่ามีการปลอมแปลงลายมือชื่อและเอกสารต่าง ๆ ของจำเลยนำไปกู้เงินจากโจทก์ โจทก์ประชุมเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวเห็นควรฟ้องจำเลยข้อหาลาภมิควรได้ ทั้งที่โจทก์ควรฟ้องจำเลยฐานผิดสัญญากู้เงิน การกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การที่โจทก์หักเงินเดือนของจำเลยเพื่อชำระหนี้โจทก์เนื่องจากมีการตกลงกันไว้ว่าให้หักเงินจำเลยได้ตามสัญญากู้เงิน จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญากู้ จำเลยย่อมไม่ทราบว่าโจทก์ได้หักเงินเดือนของจำเลยเพื่อชำระหนี้ ใบเสร็จเป็นเพียงเอกสารที่แสดงว่าโจทก์ได้รับเงินจากจำเลย จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อรับทราบ การหักเงินโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ โจทก์เพียงแต่แจ้งต้นสังกัดของจำเลย ใบเสร็จไม่มีลายมือชื่อผู้จัดการของโจทก์และเจ้าหน้าที่ผู้รับเงิน พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทราบหรือยินยอมให้มีการหักเงินเดือนจำเลยเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ นางสุดาไม่ใช่ตัวแทนเชิดของจำเลย โจทก์ทราบว่าการยื่นคำขอกู้และทำสัญญากู้ นางสุดาเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อจำเลยและผู้ค้ำประกันตลอดจนเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการกู้เงิน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยฐานลาภมิควรได้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยและนางสุดา เป็นสามีภริยากัน นางสุดาเป็นพนักงานของโจทก์ ส่วนจำเลยเป็นข้าราชการตำรวจและเป็นสมาชิกโจทก์ จำเลยกู้ยืมเงินและรับเงิน 372,000 บาท ไปจากโจทก์ จำเลยกู้ยืม 1,200,000 บาท ไปจากโจทก์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 คน เป็นผู้ค้ำประกัน การกู้เงินดังกล่าวจำเลยยินยอมให้โจทก์หักกลบลบหนี้ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2554 และจำเลยกู้ยืมเงิน 200,000 บาท ไปจากโจทก์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 คน เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยได้ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 คงค้างชำระ 1,284,667.44 บาท แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในการกู้เงินโจทก์ตามฟ้อง นางสุดาได้ยักยอกเอกสารสำเนาบัตรประจำตัว สำเนาทะเบียนบ้านและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องของจำเลยและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ค้ำประกัน โดยนางสุดาได้ปลอมลายมือชื่อจำเลยในฐานะผู้ขอกู้เพื่อรับเงินตามสัญญาก็ตาม แต่ภายหลังการกู้เงินโจทก์ได้หักเงินจากเงินเดือนของจำเลยทุกเดือนเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ หลังจากการหักเงินเดือนจำเลยในแต่ละเดือน โจทก์ได้ออกใบเสร็จเพื่อแสดงว่ามีการหักเงินเดือนจำเลยเพื่อชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยและส่งมอบใบเสร็จให้แก่ต้นสังกัดของจำเลยมาโดยตลอด จำเลยซึ่งถูกโจทก์หักเงินเดือนทุกเดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2555 จำเลยกลับมิได้โต้แย้งโจทก์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิหักเงินเดือนจำเลย ที่จำเลยอ้างว่า สมุดเงินฝากก็ดี บัตรเอทีเอ็มของจำเลยก็ดี ถูกนางสุดาภริยาจำเลยเป็นผู้เก็บ การที่โจทก์หักเงินเดือนจำเลยจึงทำให้จำเลยไม่ทราบเรื่องนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเพราะเงินเดือนจำเลยที่ถูกโจทก์หักในแต่ละเดือนมีจำนวนเงินสูง กรณีไม่น่าเชื่อว่า จำเลยจะไม่ทราบว่าโจทก์หักเงินเดือนของจำเลยเพื่อชำระหนี้การกู้ยืมเงินตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า การทำนิติกรรมการยื่นขอกู้และทำสัญญากู้ตามฟ้องจะไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลยแต่เป็นลายมือชื่อปลอมที่นางสุดาภริยาจำเลยเป็นผู้ดำเนินการให้แทน การที่จำเลยไม่โต้แย้งการหักเงินเดือนจำเลยชำระหนี้ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว การที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ใบเสร็จเป็นเพียงแสดงว่าโจทก์ได้รับเงินจากจำเลย จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อรับทราบก็ดี หรือใบเสร็จไม่มีลายมือชื่อผู้จัดการโจทก์และเจ้าหน้าที่ผู้รับเงินก็ดี รวมทั้งฎีกาข้ออื่นที่จำเลยอ้างในฎีกา ไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ตามฟ้อง การที่จำเลยได้รับเงินจากการกู้ยืมเงินที่มีลายมือชื่อปลอม จึงเป็นการรับเงินกู้ไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้ การฟ้องคดีของโจทก์ไม่ใช่กรณีที่ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามาโดยละเอียดนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 จำกัด
จำเลย — ร้อยตำรวจตรีวิชัย ทองมาก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสากล รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3204/2559
#602539
เปิดฉบับเต็ม

ข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเฉพาะในส่วนที่พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 และจำเลยร่วมเท่านั้น มิได้โต้แย้งคัดค้านในส่วนที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวกลับมีความหมายว่าจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 4 และจำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิเสธความรับผิดของตนต่อโจทก์แต่อย่างใด แม้ท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จะขอให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 แต่ก็ขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ดังกล่าว อุทธรณ์ที่จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 159,756.01 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 152,726.41 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ขอให้เรียกบริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 159,756.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 152,726.41 บาท นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2551 อันเป็นวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 7,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีคำสั่งให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแจ้งให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 4 และจำเลยร่วมเพื่อแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรายงานว่า จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาภายในเวลาที่ศาลกำหนด จึงส่งสำนวนคืนมายังศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 กับจำเลยร่วม แล้วขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 4 กับจำเลยร่วมร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินกระบวนพิจารณานำส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยร่วมเพื่อแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งศาลฎีกาภายในเวลาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดตามที่จำเลยที่ 2 ได้ทราบคำสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ดังกล่าวโดยชอบแล้ว จึงเป็นการที่จำเลยที่ 2 ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 4 และจำเลยร่วม

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์สรุปได้ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เงื่อนไขและความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถบรรทุกลากจูงที่จำเลยที่ 2 เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 4 ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินที่บรรทุกอยู่ในรถยนต์ที่เอาประกันภัย ความเสียหายที่เกิดแก่สินค้าที่บรรทุกอยู่ในรถยนต์บรรทุกลากจูงที่เอาประกันภัย จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 เอาประกันภัยสินค้าซึ่งบรรทุกอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ในความดูแลของจำเลยที่ 2 โดยรถบรรทุกลากจูงไว้แก่จำเลยร่วม ตามกรมธรรม์ประกันภัย ปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวว่าจะคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากการที่ยานพาหนะนั้นชนยานพาหนะชนิดใดๆ หรือชนกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งภายนอกยานพาหนะซึ่งมิใช่ถนน ทางเท้า หลุมบนถนน อากาศ หรือน้ำ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกกึ่งพ่วงซึ่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าที่ใช้ในสนามกอล์ฟพร้อมอุปกรณ์ชนกับขอบคานสะพาน ความหมายของคำว่า "ถนน" โดยความเข้าใจทั่วไปหมายถึงทางเดินรถ ทางเท้า ขอบทาง ไหล่ทาง สะพาน ดังนั้น ขอบสะพานจึงอยู่ในความหมายของคำว่า "ถนน" ด้วย ความเสียหายของสินค้าของผู้เอาประกันภัยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 2 ไม่เห็นพ้องด้วย แม้กรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยจะคุ้มครองเฉพาะรถที่เอาประกันภัย แต่หากรถบรรทุกที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไปก่อให้เกิดความเสียหายโดยละเมิดแก่ผู้ใด จำเลยที่ 4 ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัยด้วย สำหรับจำเลยร่วมจำเลยที่ 2 เห็นว่า ขอบคานสะพานไม่อยู่ในความหมายของคำว่า "ถนน" ตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยร่วมผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย เห็นว่า ข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเฉพาะในส่วนที่พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 และจำเลยร่วมเท่านั้น มิได้โต้แย้งคัดค้านในส่วนที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวกลับมีความหมายว่า จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 4 และจำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิเสธความรับผิดของตนต่อโจทก์แต่อย่างใด แม้ท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จะขอให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 แต่ก็ขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ดังกล่าว อุทธรณ์ที่จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ ให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 และจำเลยร่วมออกจากสารบบความของศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 จำนวน 1,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็ม เอส ไอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสุวิทย์ วาลมูลตรี กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท กมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3203/2559
#599858
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 "ใบตราส่ง" หมายความว่าเอกสารที่ผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งของเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลแสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแลหรือได้บรรทุกของลงเรือแล้ว และผู้ขนส่งรับที่จะส่งมอบของดังกล่าวให้แก่ผู้มีสิทธิรับของนั้นเมื่อได้รับเวนคืนใบตราส่ง ในการขนส่งสินค้าของจำเลยที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้า ตามคำฟ้องปรากฏตามใบตราส่งว่าสายการเดินเรือเอ็มเอสซี ผู้ขนส่ง เป็นผู้ออกใบตราส่งดังกล่าวโดยระบุว่าจำเลยเป็นผู้ส่งสินค้า โจทก์มิได้เป็นผู้ออกใบตราส่ง ในใบตราส่งยังได้ระบุเลขที่การจองระวางเรือของสายการเดินเรือเอ็มเอสซีว่าเป็นเลขที่ "173IB1107951" ซึ่งตรงกับเลขที่การจองระวางเรือ ในหนังสือยืนยันการจองระวางเรือ (Booking Confirm) ที่โจทก์เป็นผู้จองและโจทก์ส่งหนังสือยืนยันการจองระวางเรือดังกล่าวไปให้จำเลย เมื่อใบตราส่งเป็นเอกสารที่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งสินค้าของจำเลยออกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของ ใบตราส่งจึงเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนสินค้าของจำเลยทางทะเลระหว่างสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งกับจำเลยผู้ส่งของ ซึ่งแสดงว่าสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งได้รับสินค้าที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าของจำเลยผู้ส่งของตามที่ระบุในใบตราส่งดังกล่าวไว้ในความดูแลหรือได้บรรทุกของลงเรือแล้ว การที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบถึงการจองระวางเรือที่ขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังท่าเรือบริสเบนตามหนังสือยืนยันการจองระวางเรือ และการที่โจทก์ได้ชำระค่าระวางขนส่ง ค่ายกขน ค่าธรรมเนียมใบตราส่งและค่าซีล ให้แก่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่ง แล้วโจทก์ได้ส่งใบเรียกเก็บเงินที่โจทก์ได้ชำระไปดังกล่าวไปยังจำเลยเพื่อให้จำเลยชำระเงินทดรองจ่ายจำนวน 119,574.64 บาท แก่โจทก์ ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์กระทำการดังกล่าวแทนจำเลยผู้ส่งของในการติดต่อทำสัญญารับขนของทางทะเลกับสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งโดยดำเนินการจองระวางเรือให้แก่จำเลยและได้ทดรองจ่ายค่าระวางขนส่งและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งแทนจำเลยไปก่อน ดังนี้ หนังสือยืนยันการจองระวางเรือจึงมิใช่หลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลที่จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้าของจำเลยทางทะเลจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังท่าเรือบริสเบน ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย โจทก์ย่อมเป็นเพียงตัวแทนในการไปติดต่อว่าจ้างสายการเดินเรือเอ็มเอสซีให้ขนส่งสินค้าของจำเลยจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังท่าเรือบริสเบน ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย เท่านั้น มิใช่ผู้ขนส่งแต่อย่างใด

การที่โจทก์ชำระค่าระวางขนส่งและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งเป็นการทดรองจ่ายเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปแทนจำเลยผู้ส่งของ แม้เงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนจำเลยและเรียกเก็บเงินนั้นจากจำเลยจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ประเภทค่าขนส่ง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 1 ก็ตาม ก็ไม่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยผู้ส่งของในการติดต่อสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าของจำเลยกลายเป็นผู้ขนส่งไปด้วย โจทก์ยังคงอยู่ในฐานะตัวแทนของจำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 119,574.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 280,251.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 119,574.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงในส่วนคำฟ้องของโจทก์ได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่าเมื่อเดือนกันยายน 2554 สายการเดินเรือเอ็มเอสซี "MEDITERRANEAN SHIPPING COMPANY S.A." รับขนส่งสินค้าของจำเลยไปที่เมืองบริสเบน ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย โดยจำเลยตกลงชำระค่าขนส่งเป็นเงินจำนวน 119,574.64 บาท แต่ต่อมาจำเลยแจ้งให้ขนถ่ายสินค้าของจำเลยลงที่ท่าเรือเมืองเมลเบิร์น ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อให้ผู้รับตราส่งขนส่งสินค้าของจำเลยไปที่เมืองบริสเบน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์เป็นผู้ขนส่งสินค้าของจำเลยที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 "ใบตราส่ง" หมายความว่าเอกสารที่ผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งของเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลแสดงว่าผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุในใบตราส่งไว้ในความดูแลหรือได้บรรทุกของลงเรือแล้ว และผู้ขนส่งรับที่จะส่งมอบของดังกล่าวให้แก่ผู้มีสิทธิรับของนั้นเมื่อได้รับเวนคืนใบตราส่ง ในการขนส่งสินค้าของจำเลยที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้า (container) ตามคำฟ้องปรากฏตามใบตราส่งว่าสายการเดินเรือเอ็มเอสซี (MEDITERRANEAN SHIPPING COMPANY S.A.) ผู้ขนส่ง (carrier) เป็นผู้ออกใบตราส่งดังกล่าวโดยระบุว่าจำเลยเป็นผู้ส่งสินค้า (shipper) โจทก์มิได้เป็นผู้ออกใบตราส่ง ในใบตราส่งยังได้ระบุเลขที่การจองระวางเรือของสายการเดินเรือเอ็มเอสซีว่าเป็นเลขที่ "173IB1107951" ซึ่งตรงกับเลขที่การจองระวางเรือ (Booking No.) ในหนังสือยืนยันการจองระวางเรือ (Booking Confrim) ที่โจทก์เป็นผู้จองและโจทก์ส่งหนังสือยืนยันการจองระวางเรือดังกล่าวไปให้จำเลยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2554 เมื่อใบตราส่ง เป็นเอกสารที่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งสินค้าของจำเลยออกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของ ใบตราส่งจึงเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนสินค้าของจำเลยทางทะเลระหว่างสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งกับจำเลยผู้ส่งของ ซึ่งแสดงว่าสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งได้รับสินค้าที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้าของจำเลยผู้ส่งของตามที่ระบุในใบตราส่งดังกล่าวไว้ในความดูแลหรือได้บรรทุกของลงเรือแล้ว การที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบถึงการจองระวางเรือที่ขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังท่าเรือบริสเบนตามหนังสือยืนยันการจองระวางเรือ และการที่โจทก์ได้ชำระค่าระวางขนส่ง ค่ายกขน ค่าธรรมเนียมใบตราส่งและค่าซีล ให้แก่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งตามใบเสร็จรับเงินแล้วโจทก์ได้ส่งใบเรียกเก็บเงินที่โจทก์ได้ชำระไปดังกล่าวไปยังจำเลยเพื่อให้จำเลยชำระเงินทดรองจ่ายจำนวน 119,574.64 บาท แก่โจทก์ตามใบเรียกเก็บเงินทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์กระทำการดังกล่าวแทนจำเลยผู้ส่งของในการติดต่อทำสัญญารับขนของทางทะเลกับสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งโดยดำเนินการจองระวางเรือให้แก่จำเลยและได้ทดรองจ่ายค่าระวางขนส่งและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้แก่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งแทนจำเลยไปก่อน ดังนี้ หนังสือยืนยันการจองระวางเรือ (Booking Confrim) จึงมิใช่หลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลที่จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าของจำเลยทางทะเลจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังท่าเรือบริสเบน ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย ดังที่จำเลยให้การและอุทธรณ์ โจทก์ย่อมเป็นเพียงตัวแทนในการไปติดต่อว่าจ้างสายการเดินเรือเอ็มเอสซีให้ขนส่งสินค้าของจำเลยจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทย ไปยังท่าเรือบริสเบนประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย เท่านั้น มิใช่ผู้ขนส่งแต่อย่างใด

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าเมื่อได้ส่งสินค้าไปยังปลายทางแล้ว โจทก์จะออกใบเรียกเก็บเงินค่าระวางขนส่ง ค่ายกขนค่าธรรมเนียม ใบตราส่ง ค่าซีล และค่าใช้จ่ายต่างๆ จากจำเลย โดยระบุในใบเรียกเก็บเงินของโจทก์ทุกครั้งว่าให้จำเลยหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ของโจทก์ดังกล่าวในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนเงินที่เรียกเก็บทุกครั้งเช่นเดียวกับใบเรียกเก็บเงิน อันเป็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของเงินได้พึงประเมินประเภทค่าขนส่ง เมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าขนส่งจากจำเลยแล้วโจทก์ก็จะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยระบุว่าเป็นค่าขนส่งนั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าที่โจทก์ชำระค่าระวางขนส่งและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่สายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งเป็นการทดรองจ่ายเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปแทนจำเลยผู้ส่งของ แม้เงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนจำเลยและเรียกเก็บเงินนั้นจากจำเลยจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ประเภทค่าขนส่ง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ไว้ในอัตราร้อยละ 1 ดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม ก็ไม่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยผู้ส่งของในการติดต่อสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าของจำเลยกลายเป็นผู้ขนส่งไปด้วย โจทก์ยังคงอยู่ในฐานะตัวแทนของจำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้ขนส่งแต่เป็นเพียงตัวแทนจำเลยในการติดต่อสายการเดินเรือเอ็มเอสซีผู้ขนส่ง จำเลยจึงไม่อาจฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายเนื่องจากส่งมอบสินค้าที่ขนส่งของจำเลยล่าช้าในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ขนส่งซึ่งผิดสัญญาขนส่งได้ ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าสิทธิเรียกร้องตามฟ้องแย้งที่จำเลยขอให้โจทก์ผู้ขนส่งรับผิดเพื่อการส่งมอบสินค้าดังกล่าวล่าช้ายังไม่ขาดอายุความจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับความรับผิดในชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งนั้นยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งทั้งสองศาลกับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนคำฟ้องของโจทก์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยูไนเต็ด มารีน โลจิสติก จำกัด
จำเลย — บริษัท ซิวปรีมแมชีนเนอร์รี่แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3202/2559
#599049
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ตั้งประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกันกับฟ้องเดิมที่รวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้หรือไม่ไว้ด้วย แต่เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการตั้งประเด็นข้อพิพาทของศาลเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ในวันถัดจากวันที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. 226 (2)

ข้อกล่าวอ้างที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์คือผลจากการที่โจทก์ผิดสัญญา ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้เครื่องหม้อน้ำได้ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานตามสัญญา จำเลยจำเป็นต้องว่าจ้างบุคคลภายนอกให้เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหา มูลหนี้ตามฟ้องแย้งคือความเสียหายที่จำเลยได้รับจากการผิดสัญญาของโจทก์เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนโจทก์ยื่นคำฟ้องเดิมแล้ว เมื่อจำเลยถูกโจทก์โต้แย้งสิทธิอันเนื่องมาจากสัญญาจัดหา ติดตั้ง และทดสอบระบบเครื่องหม้อน้ำพร้อมอุปกรณ์เช่นเดียวกับที่โจทก์อ้างเป็นฐานแห่งมูลความคดี มูลคดีที่โจทก์ฟ้องและที่จำเลยฟ้องแย้งจึงเกิดจากสัญญาเดียวกัน การที่จำเลยว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ภายหลังโจทก์ยื่นคำฟ้องเดิม เป็นเพียงการแก้ไขความเสียหายของจำเลยที่มีอยู่ก่อนแล้ว หาใช่จำเลยถูกโจทก์โต้แย้งสิทธิเมื่อจำเลยไปว่าจ้างบุคคลภายนอกไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกันกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 120,018.33 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 107,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 4,343,748 บาท แก่จำเลยพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินให้แก่จำเลยครบถ้วน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โจทก์ใช้เงินค่าตะแกรงเตาจำนวน 345,800 ริงกิต และจำนวน 850,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 345,800 ริงกิต และจำนวน 850,000 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จ แก่จำเลย หากโจทก์จะชำระเงินค่าตะแกรงเตาเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ กับให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี โดยให้คำนวณทุนทรัพย์ที่ชนะคดีจากอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่มีคำพิพากษา ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่มีคำพิพากษา ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศมาเลเซียประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรผลิตไอน้ำและหม้อน้ำสำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบกิจการผลิตน้ำมันปาล์ม เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 โจทก์ทำสัญญาจัดหา ติดตั้ง และทดสอบระบบของเครื่องหม้อน้ำพลังงานชีวมวลขนาด 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง พร้อมอุปกรณ์กับจำเลย โดยสัญญาดังกล่าวระบุว่าเครื่องหม้อน้ำที่โจทก์จัดหาและติดตั้งให้จำเลยสามารถผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง และอุณหภูมิของน้ำต้องอยู่ในระดับ 105 องศาเซลเซียส และตกลงรับประกัน 2 ปี นับแต่จำเลยยอมรับการตรวจสอบระบบแล้ว จำเลยตกลงจะชำระเงินค่าเครื่องหม้อน้ำและค่าติดตั้งให้โจทก์จำนวน 1,070,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยวางมัดจำในวันลงนามสัญญาจำนวน 214,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็นจำนวน 5 งวด ตามช่วงเวลาที่กำหนดในสัญญา โจทก์นำเครื่องหม้อน้ำไปติดตั้งที่โรงงานของจำเลยแล้วเสร็จเมื่อเดือนมีนาคม 2552 จำเลยชำระค่าสินค้าและค่าบริการให้แก่โจทก์แล้วรวมจำนวน 4 งวด เป็นเงินจำนวน 963,000 ดอลลาร์สหรัฐ คงเหลือเงินงวดสุดท้ายที่จะต้องชำระให้โจทก์เมื่อมีการทดสอบเครื่องหม้อน้ำเสร็จสิ้นจำนวน 107,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นวันที่ 26 มิถุนายน 2552 จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์แจ้งว่า เครื่องหม้อน้ำมีข้อบกพร่องหลายประการ เช่น เชื้อเพลิงเผาไหม้ไม่หมด อุณหภูมิของน้ำมีความร้อนไม่ถึง 105 องศาเซลเซียส สายของตะกรับเตาได้รับความเสียหาย ไอน้ำรั่วออกจากท่อ อุปกรณ์ส่งเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้ได้รับความเสียหาย และวันที่ 29 มิถุนายน 2552 โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระเงินงวดสุดท้าย ต่อมาวันที่ 3 สิงหาคม 2552 โจทก์ส่งช่างมาตรวจสอบระบบเครื่องหม้อน้ำและทำรายงานผลการตรวจสอบ และส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งให้จำเลยทราบว่าจะมาดำเนินการแก้ไขเครื่องหม้อน้ำให้ และต่อมาส่งโทรสารขอเลื่อนนัด หลังจากนั้นวันที่ 3 กันยายน 2552 โจทก์ส่งช่างมาดำเนินการแก้ไขเครื่องหม้อน้ำให้แก่จำเลย ตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาวันที่ 7 และ 23 กันยายน 2552 และวันที่ 1 ตุลาคม 2552 จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงโจทก์แจ้งว่าเครื่องหม้อน้ำที่แก้ไขแล้วผลิตไอน้ำได้เพียง 14 ถึง 15 ตัน ต่อชั่วโมง และแจ้งปัญหาเครื่องหม้อน้ำที่โจทก์ต้องแก้ไขให้ครบถ้วนตาม ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2553 โจทก์และจำเลยได้ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหามีรายละเอียดตามรายการปรับปรุงเครื่องหม้อน้ำ หลังจากนั้นวันที่ 22 มิถุนายน 2553 โจทก์ส่งช่างมาดำเนินการแก้ไขเครื่องหม้อน้ำให้จำเลยอีกครั้งตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และวันที่ 23 ถึง 31 สิงหาคม 2553 โจทก์ส่งพนักงานบริษัทโจทก์มาทดสอบระบบเครื่องหม้อน้ำอีกครั้ง หลังจากนั้นวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 โจทก์แจ้งจำเลยว่ายอมลดเงินที่จำเลยต้องชำระงวดสุดท้ายจำนวน 16,764.51 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เครื่องหม้อน้ำบางอย่าง คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์จำนวน 90,235.59 ดอลลาร์สหรัฐ แต่มีเงื่อนไขว่าจำเลยต้องชำระเงินภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 และโจทก์จะดำเนินการแก้ไขเครื่องหม้อน้ำให้ตามข้อตกลง แต่จำเลยไม่ยอมชำระ ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ยื่นข้อเสนอใหม่แก่จำเลยว่า หากจำเลยชำระเงินค่าเครื่องหม้อน้ำและค่าติดตั้งงวดสุดท้ายให้แก่โจทก์ร้อยละ 60 ของเงินจำนวน 93,016 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินจำนวน 55,810 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์จะส่งช่างไปตรวจดูเครื่องหม้อน้ำให้จำเลย และหากจำเลยจะซ่อมแซมเครื่องหม้อน้ำเอง โจทก์จะลดเงิน ที่จำเลยค้างชำระให้จำเลยชำระอีกร้อยละ 20 แต่จำเลยไม่ยอมชำระ หลังจากนั้นจำเลยดำเนินการแก้ไขเครื่องหม้อน้ำเองโดยว่าจ้างบริษัทดับเบิ้ลยูซีเอ็นจิเนียริ่งแอนด์พาร์ท จำกัด ให้เขียนแบบและผลิตตะกรับเตาใหม่ และว่าจ้างนายยุทธนา ห่อสุวรรณ ให้ดำเนินการติดตั้งตามสัญญาจ้างและใบเสนอราคา

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจัดหาติดตั้งและทดสอบระบบของเครื่องหม้อน้ำพลังงานชีวมวล ขนาด 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง พร้อมอุปกรณ์ และมีหน้าที่ต้องชำระเงินงวดสุดท้ายตามสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สำหรับปัญหาว่าจำเลยไม่ได้ดำเนินการทดสอบเครื่องหม้อน้ำภายใน 2 เดือน หลังจากติดตั้งเครื่องหม้อน้ำเสร็จ จึงถือว่าการทดสอบเสร็จสิ้นแล้วตามสัญญา หรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าหลังจากติดตั้งเครื่องหม้อน้ำเสร็จในเดือนมีนาคม 2552 แล้ว เครื่องหม้อน้ำยังมีข้อบกพร่องหลายประการที่โจทก์ต้องแก้ไข ซึ่งถือว่าเป็นความรับผิดชอบของโจทก์ผู้รับจ้าง ดังนั้น ระยะเวลา 2 เดือน นับแต่การติดตั้งเสร็จสิ้นตามข้อสัญญาดังกล่าวจึงยังไม่เริ่มนับ ทั้งหลังจากครบกำหนด 2 เดือน นับแต่โจทก์ติดตั้งเครื่องหม้อน้ำเสร็จ โจทก์ก็ส่งพนักงานบริษัทโจทก์ไปดำเนินการทดสอบการทำงานของเครื่องหม้อน้ำด้วย แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ถือเอากำหนดเวลาตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกข้อตกลงดังกล่าวมากล่าวอ้างว่าการทดสอบเครื่องจักรเสร็จสิ้นแล้วเพื่อให้จำเลยชำระเงินงวดสุดท้ายตามสัญญาให้แก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาว่า เครื่องหม้อน้ำที่โจทก์จัดหาและติดตั้งให้แก่จำเลยสามารถผลิตไอน้ำได้กำลังตามสัญญา ข้อ บี - 4 หรือไม่นั้น โจทก์มีนายซู พนักงานบริษัทโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานและตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตามสัญญา ข้อ ดี - 5 กำหนดว่า ในการทดสอบจำเลยผู้ว่าจ้างจะต้องจัดหาเชื้อเพลิงในปริมาณที่เพียงพอต่อการทดสอบ แต่ในการทดสอบเครื่องหม้อน้ำครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2552 นั้น จำเลยไม่ได้เตรียมเชื้อเพลิงเพื่อใช้ในการทดสอบให้เพียงพอ ทำให้การทดสอบปรากฏผลว่าเครื่องหม้อน้ำผลิตไอน้ำได้เพียง 24.3 ตัน ต่อชั่วโมง โดยตามรายการปรับปรุงเครื่องหม้อน้ำ ซึ่งมีข้อความว่า ฝ่ายจำเลยระบุว่าจะเชิญวิศวกรมาร่วมในการทดสอบเดินเครื่องครั้งที่ 2 ด้วย แต่โจทก์ไม่ยินยอม โดยวิศวกรบริษัทโจทก์ได้เขียนบันทึกว่าเหตุที่ไม่ยินยอมเนื่องจากในการทดสอบครั้งแรกจำเลยไม่ได้เตรียมเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการทดสอบ ดังนั้น เหตุที่การทดสอบเครื่องหม้อน้ำไม่ได้กำลังผลิตไอน้ำตามที่ระบุไว้ในสัญญา ครั้งแรกจึงไม่ได้เกิดจากความผิดของโจทก์ แต่ต่อมาเมื่อมีการทดสอบเครื่องหม้อน้ำครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 23 ถึง 31 สิงหาคม 2553 ซึ่งโจทก์ได้ส่งวิศวกรบริษัทโจทก์ชื่อนายหว่อง (Mr. Wong Chee Woon) ไปทำการทดสอบที่โรงงานของจำเลย ได้มีการรายงานผลการทดสอบว่าเครื่องหม้อน้ำของโจทก์ผลิตไอน้ำได้มากกว่า 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง และแผงควบคุมเครื่องหม้อน้ำและพีแอลซี (PLC) อยู่ในสภาพที่เหมาะสมและใช้งานได้ตามปกติ ตามภาพถ่ายแสดงผลการทดสอบการทำงานของเครื่องหม้อน้ำพลังงานชีวมวล และภาพถ่ายแผงควบคุมหม้อต้มและตามรายงานผลการทดสอบครั้งที่ 2 ซึ่งพนักงานบริษัทโจทก์ได้ทำขึ้นในเดือนกันยายน 2553 ได้มีการระบุไว้ด้วยว่าระหว่างการทดสอบครั้งที่ 2 นั้นเครื่องหม้อน้ำไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เนื่องจากเชื้อเพลิงที่ใช้ในการทดสอบมีไม่เพียงพอด้วย และโจทก์ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งจำเลยด้วยว่าในการทดสอบเดินเครื่องหม้อน้ำครั้งที่ 2 นั้นเครื่องหม้อน้ำสามารถผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง แต่ทดสอบเดินเครื่องได้เพียง 20 นาที เชื้อเพลิงก็หมด และจำเลยไม่สามารถหาเชื้อเพลิงมาได้ จึงไม่มีการทดสอบเดินเครื่องอีก ตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2553 นอกจากนี้ การที่เครื่องหม้อน้ำสามารถผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง เป็นเวลา 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ก็ถือว่าเครื่องหม้อน้ำนั้นใช้การได้แล้ว ส่วนจำเลยมีนายณัฏฐพัชร ซึ่งเป็นวิศวกรตรวจทดสอบหม้อน้ำหรือหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนที่ได้ใบอนุญาตมาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า พยานได้รับการติดต่อจากนายจำเนียร ผู้จัดการโรงงานบริษัทจำเลยให้เข้าร่วมทดสอบเครื่องหม้อน้ำที่จำเลยซื้อจากโจทก์เพื่อใช้ไอน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มของจำเลย และพยานได้เข้าร่วมทดสอบเครื่องหม้อน้ำที่บริษัทจำเลยรวมจำนวน 2 ครั้ง โดยการทดสอบเครื่องหม้อน้ำครั้งแรกในวันที่ 13 ถึง 14 กรกฎาคม 2553 นั้นผลการทดสอบไม่ผ่าน เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ทำให้เครื่องหม้อน้ำไม่สามารถทำความร้อนเพื่อไปผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมงตามสัญญา โดยผลิตไอน้ำได้เพียง 24.3 ตัน ต่อชั่วโมง และไม่ได้ไอน้ำในระดับที่ต่อเนื่อง ทั้งยังเกิดปัญหาระหว่างการทดสอบคือระดับน้ำที่อยู่ในหม้อต่ำกว่าระดับน้ำที่ควรจะเป็น รายละเอียดของการทดสอบปรากฏตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2553 ต่อมาเมื่อมีการทดสอบเครื่องหม้อน้ำครั้งที่ 2 ในเดือนสิงหาคม 2553 ก็พบปัญหาเช่นเดิมคือเครื่องหม้อน้ำไม่สามารถเผาไหม้เชื้อเพลิงได้หมด ทำให้เชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่หมดสะสมในห้องเผาไหม้จำนวนมาก และเป็นเหตุให้เครื่องหม้อน้ำเร่งไม่ขึ้นและทำให้เครื่องหม้อน้ำผลิตไอน้ำได้กำลังต่ำกว่าที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ทั้งกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ก็ขึ้น ๆ ลง ๆ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมไอน้ำที่จะไปปั่นกระแสไฟฟ้าให้คงที่ได้ ตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2553 พร้อมรายงานการทดสอบเครื่องหม้อน้ำและความเห็นในการทดสอบ และในการทดสอบดังกล่าวนั้นจำเลยได้จัดเตรียมเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะใช้ในการทดสอบแล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเครื่องหม้อน้ำของโจทก์ได้ เนื่องจากตะกรับเตาที่ใช้ในการเผาไหม้เชื้อเพลิงนั้นโจทก์ติดตั้งไว้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการเผาไหม้เชื้อเพลิง โดยไม่มีช่องนำขี้เถ้าออก ทำให้เกิดการสะสมของขี้เถ้าและเป็นเหตุให้การเผาไหม้เชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ และจำเลยมีนายยุทธนา ซึ่งเป็นผู้รับจ้างติดตั้งตะกรับเตาตัวใหม่ให้แก่จำเลยมาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า จำเลยได้ติดต่อพยานให้ไปตรวจสอบเรื่องตะกรับเตา หลังตรวจสอบแล้วพยานได้แจ้งจำเลยว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ เนื่องจากตะกรับเตาของโจทก์ไม่ได้ทำช่องนำขี้เถ้าออก เมื่อเชื้อเพลิงเผาไหม้ ขี้เถ้าจึงตกอยู่ใต้ตะกรับเตาและสะสมอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดความร้อนสะสมเป็นเหตุให้ตะกรับเตาทรุดตัวและใช้งานไม่ได้ นอกจากนี้ การที่โจทก์นำแผ่นสแตนเลสซึ่งมีการขยายตัวสูงเมื่อถูกความร้อนมาทำเป็นพื้นของตะกรับเตาก็ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเมื่อสแตนเลสโดนความร้อนจะยืดและหดตัวมาก ทำให้ปูนแตกเป็นเหตุให้เชื้อเพลิงตกลงใต้ตะกรับเตาและเกิดการสะสมอยู่ที่ด้านล่างของตะกรับเตา ทำให้เกิดการอุดตัน ทั้งในระหว่างเดินเครื่องปรากฏว่ามีขี้เถ้าตกจากตะแกรงเข้าไปในห้องลม เกิดการสะสมจนไม่สามารถเดินเครื่องได้ เนื่องจากท่อระบายขี้เถ้าออกปากท่อจมอยู่ในน้ำ จึงทำให้ปลายท่ออุดตันและขี้เถ้าสะสมอยู่ในถาดรองรับขี้เถ้าใต้ตะแกรงสั่นจำนวนมาก เป็นเหตุให้ตะแกรงสั่นเกิดการอุดตัน ลมจึงไม่สามารถผ่านเข้าไปได้และทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ทำให้เชื้อเพลิงไม่สามารถติดไฟได้ จึงเกิดการสะสมของเชื้อเพลิงอยู่บนตะแกรงสั่นเพิ่มมากขึ้น ทำให้เครื่องหม้อน้ำไม่สามารถผลิตไอน้ำได้สมบูรณ์ตามสัญญา และเป็นเหตุให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น และจำเลยยังมีนายเฉลิม กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยมาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 นายซู และวิศวกรบริษัทโจทก์มาที่โรงงานของจำเลยเพื่อตรวจสอบสภาพของเครื่องหม้อน้ำพลังงานชีวมวลและหาวิธีแก้ไข แต่นายซู กลับเสนอให้แก้ไขแบบและให้ใช้เหล็กหล่อและใช้แผ่นเหล็กปิดระหว่างช่องตรงกลางของตะแกรงตะกรับเตาแทนสแตนเลส กับทำท่อยืดหยุ่นที่หัวด้านหน้าของตะแกรงสั่น และบริเวณที่อยู่ใกล้หัวตะแกรงสั่นให้ทำเป็นรูปโค้งเพื่อมาต่อกับ ข้ออ่อน รวมทั้งทำฐานรองรับถังไอน้ำใหม่ และที่ด้านหลังของหม้อน้ำย้ายหัวตะแกรงสั่น (Header cooling vibrating grate) กับย้ายถังพักหล่อเย็นของตะกรับเตาไปไว้ด้านบน รื้ออิฐแดงแล้วแทนด้วยแผ่นเหล็กขันน๊อตตามแบบรายการแก้ไขตามใบเสนอราคา และบันทึกการประชุมเรื่องแนวทางแก้ไขตะกรับเตาลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 แต่รายการแก้ไขดังกล่าวไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดปัญหาหลายประการ จึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของตะกรับเตาให้แก่จำเลยได้จนถึงปัจจุบัน

เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ติดตั้งเครื่องหม้อน้ำซึ่งมีกำลังผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง ให้แก่จำเลยเสร็จสมบูรณ์แล้วตามสัญญาลงวันที่ 12 มีนาคม 2550 แต่จำเลยไม่ชำระเงินค่าเครื่องหม้อน้ำและค่าติดตั้งงวดสุดท้ายให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่าเครื่องหม้อน้ำที่โจทก์ติดตั้งให้มีข้อบกพร่องทำให้ไม่สามารถผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมงตามสัญญา และโจทก์ไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้ติดตั้งเครื่องหม้อน้ำซึ่งมีกำลังผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง ให้แก่จำเลยแล้ว แต่โจทก์มีเพียงนายซู วิศวกรบริษัทโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่าหลังจากติดตั้งเครื่องหม้อน้ำให้จำเลยเสร็จแล้ว โจทก์ได้ทำการแก้ไขปรับแต่งเครื่องหม้อน้ำจนสามารถผลิตไอน้ำได้กำลัง 27.2 ตัน ต่อชั่วโมงตามสัญญาได้ ตามภาพถ่ายแสดงผลการทำงานของเครื่องหม้อน้ำพลังงานชีวมวล แต่ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่าผู้ใดเป็นผู้ถ่ายรูปหน้าจอเครื่องหม้อน้ำดังกล่าวและถ่ายไว้เมื่อใด เมื่อจำเลยไม่รับว่าภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพถ่ายเครื่องหม้อน้ำของจำเลย ทั้งนายเดชา วิศวกรเครื่องกลพยานโจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยรับว่าพยานไม่สามารถยืนยันว่าตัวเลขกำลังผลิตไอน้ำ 27.6 ตัน ต่อชั่วโมง ตามภาพถ่ายแสดงผลการทำงานของเครื่องหม้อน้ำพลังงานชีวมวล จะรักษาระดับดังกล่าวไว้ได้ตลอดหรือไม่ จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าภาพถ่ายแสดงผลการทำงานของเครื่องหม้อน้ำพลังงานชีวมวล เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้แน่ชัดว่าเครื่องหม้อน้ำที่โจทก์จัดหาและติดตั้งให้จำเลยจะสามารถผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมงตามสัญญา และสามารถคงระดับดังกล่าวเพื่อนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงงานของจำเลยได้ ส่วนรายงานการทดสอบเครื่องหม้อน้ำดังกล่าวที่โจทก์อ้างว่ามีการระบุว่าเครื่องหม้อน้ำสามารถผลิตไอน้ำได้ 27.6 ตัน ต่อชั่วโมง และระบุถึงสาเหตุที่ทำให้การทดสอบเครื่องหม้อน้ำต่อไปไม่ได้เนื่องจากจำเลยไม่จัดเตรียมเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการทดสอบนั้น ก็มีเพียงข้อความในเอกสารดังกล่าวที่ระบุเพียงว่าวันที่ 24 สิงหาคม 2553 เครื่องหม้อน้ำสามารถผลิตไอน้ำได้มากกว่า 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง โดยผลิตได้นานเพียง 20 กว่านาทีเท่านั้น นอกจากนี้ในรายงานดังกล่าวยังปรากฏข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า "During that time, the fuel is sufficient" ซึ่งแปลได้ความว่าระหว่างการทดสอบมีเชื้อเพลิงเพียงพอ และระบุถึงเหตุที่หยุดการทดสอบในวันดังกล่าวเป็นข้อความภาษาอังกฤษว่า "But at the end boiler was stop due on the high noise level emission" ซึ่งแปลได้ความว่าเหตุที่หยุดเครื่องหม้อน้ำเนื่องจากเกิดเสียงดังของการส่งไอน้ำออกมา นอกจากวันดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏในรายงานการทดสอบอีกเลยว่าในวันอื่น ๆ ที่ได้มีการทดสอบนั้น เครื่องหม้อน้ำสามารถผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมงอีก แม้ในเอกสารดังกล่าวปรากฏข้อความว่าในวันที่ 29 และ 30 สิงหาคม 2553 มีการทดสอบเครื่องอีกแต่เชื้อเพลิงไม่เพียงพอ แต่ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ามีพนักงานบริษัทจำเลยได้ร่วมลงชื่อรับทราบเรื่องดังกล่าวไว้ในเอกสารดังกล่าวด้วย และได้ความจากคำเบิกความของนายซู พยานโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า โจทก์เป็นผู้ทำขึ้นเอง เอกสารดังกล่าวเป็นการทำขึ้นของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว จึงมีน้ำหนักรับฟังน้อย ทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยนำสืบมาว่าจำเลยได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ขอให้โจทก์มาแก้ไขข้อบกพร่องของเครื่องหม้อน้ำเนื่องจากผลิตไอน้ำไม่ได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมงตลอดมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เอกสาร จนกระทั่งต้องมีการประชุมร่วมกันระหว่างโจทก์และจำเลยเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของเครื่องหม้อน้ำในเดือนมีนาคม 2553 แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นฝ่ายประสงค์ให้โจทก์มาทดสอบและแก้ไขข้อบกพร่องของเครื่องหม้อน้ำ กรณีจึงไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าจำเลยจะไม่เตรียมการจัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการทดสอบเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของเครื่องหม้อน้ำดังที่โจทก์นำสืบมา ทั้งเชื้อเพลิงดังกล่าวก็ไม่น่าจะมีราคาแพงจนจำเลยไม่สามารถจัดหามาให้เพียงพอได้ ซึ่งในข้อนี้จำเลยก็มีนายณัฏฐพัชร ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเป็นวิศวกรตรวจสอบหม้อน้ำหรือหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนและจำเลยติดต่อให้มาร่วมการทดสอบด้วยเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้จัดเตรียมเชื้อเพลิงให้เพียงพอแก่การทดสอบ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายจำเนียร พนักงานบริษัทจำเลยที่ว่าจำเลยได้จัดเตรียมเชื้อเพลิงจำนวน 500 ตัน ไว้สำหรับใช้ในการทดสอบ และได้เตรียมเชื้อเพลิงสำรองไว้อีกชั่วโมงละ 9 ตัน คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยจัดหาเชื้อเพลิงเพียงพอใช้ในการทดสอบแล้ว แต่เหตุที่เครื่องหม้อน้ำผลิตไอน้ำไม่ได้กำลัง 27.2 ตัน ต่อชั่วโมงนั้นเกิดจากสาเหตุอื่น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาว่า การทดสอบว่าเครื่องหม้อน้ำสามารถผลิตไอน้ำได้กำลัง 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง เป็นเวลา 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จะถือว่าเครื่องหม้อน้ำใช้การได้และถือว่าการทดสอบผ่านแล้วหรือไม่นั้น โจทก์มีเพียงนายซู มาเบิกความลอย ๆ เท่านั้น ซึ่งคำเบิกความของพยานดังกล่าวก็ขัดกับคำเบิกความของนายเดชา พยานโจทก์ซึ่งเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า โดยปกติทั่วไปในการทดสอบเครื่องหม้อน้ำจะต้องใช้เวลาทดสอบประมาณ 2 วัน 2 คืน จึงจะทราบว่าเครื่องหม้อน้ำสามารถใช้งานได้สมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งคำเบิกความของนายเดชาน่าจะถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงมากกว่าคำเบิกความของนายซู เนื่องจากการทดสอบเครื่องหม้อน้ำที่มีราคาสูงนั้นไม่ควรจะมีการทดสอบเพียง 1 ชั่วโมง ก็ทราบผล แต่ควรจะต้องทำการทดสอบตามการใช้งานจริงในโรงงานซึ่งต้องมีการใช้เครื่องหม้อน้ำเพื่อผลิตไอน้ำวันละหลายชั่วโมงติดต่อกัน ที่นายซู พยานโจทก์เบิกความว่าหากเครื่องหม้อน้ำสามารถผลิตไอน้ำได้กำลัง 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง เป็นเวลาเพียง 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ก็ถือว่าเครื่องหม้อน้ำใช้การได้จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบสนับสนุนให้เห็นว่าเครื่องหม้อน้ำที่โจทก์ติดตั้งให้จำเลยสามารถผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง และสามารถคงระดับกำลังผลิตไอน้ำดังกล่าวได้ในระดับที่จำเลยสามารถนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในโรงงานของจำเลยได้ แต่ในขณะที่จำเลยมีพยานหลักฐานเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ติดต่อกันระหว่างจำเลยกับโจทก์และรายงานการประชุมเรื่องปัญหาเกี่ยวกับเครื่องหม้อน้ำนับแต่โจทก์ติดตั้งเครื่องหม้อน้ำให้จำเลยแล้วเสร็จตามบันทึกการประชุมรายการปรับปรุงเครื่องหม้อน้ำ รายงานผลการตรวจสอบและจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หนังสือลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 โดยมีภาพถ่ายเครื่องหม้อน้ำที่ต้องทำการแก้ไขในเอกสาร ที่แสดงถึงความเสียหายของตะกรับเตาแบบสั่นที่โจทก์นำมาประกอบและติดตั้งให้จำเลยเพียง 2 ปีเศษมาแสดงต่อศาล ประกอบกับเมื่อโจทก์มาตรวจสอบตะกรับเตาดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 แล้วโจทก์และจำเลยได้ตกลงให้มีการแก้ไขปัญหาของตะกรับเตาของโจทก์ตามเอกสาร แต่โจทก์ยังไม่ดำเนินการแก้ไขโดยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งให้จำเลยชำระเงินงวดสุดท้ายบางส่วนก่อน โจทก์จึงจะนำพนักงานมาดำเนินการซ่อมให้ตามเอกสาร นอกจากนี้จำเลยยังมีนายณัฎฐพัชรและนายยุทธนามาเบิกความยืนยันได้สอดคล้องต้องกันว่าเหตุที่เครื่องหม้อน้ำมีกำลังผลิตไอน้ำไม่ได้กำลัง 27.2 ตัน ต่อชั่วโมงตามสัญญา เนื่องจากติดตั้งตะกรับเตาไม่ถูกต้องตามหลักวิชาโดยไม่มีการทำช่องเพื่อให้นำขี้เถ้าออกมา ทำให้ขี้เถ้าเกิดการสะสมและทำให้การเผาไหม้เชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ เครื่องหม้อน้ำจึงไม่สามารถผลิตไอน้ำให้ได้กำลังตามสัญญา ซึ่งโจทก์ก็ไม่นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าว ทั้งยังได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยรับกันว่าโจทก์ได้เสนอให้มีการแก้ไขแบบตะกรับเตาตามรายการแก้ไขตามใบเสนอราคา และบันทึกการประชุม เนื่องจากตะกรับเตาได้รับความเสียหายมากหลังจากที่โจทก์ติดตั้งให้จำเลยเพียง 2 ปีเศษ แม้นายซู พยานโจทก์เบิกความว่าการที่ตะกรับเตาได้รับความเสียหายมากอาจเป็นผลมาจากการขาดการบำรุงหรืออาจเกิดจากการไม่ทำความสะอาดขี้เถ้าอย่างเหมาะสมก็ตาม แต่คำเบิกความของพยานดังกล่าวก็เป็นเพียงการคาดคะเนโดยไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุน ทั้งนายเดชา พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า หากเครื่องหม้อน้ำติดตั้งถูกวิธี ก็สามารถใช้งานได้นาน และในกรณีที่เกิดขี้เถ้าอุดตันอาจเป็นเพราะผู้ติดตั้งใช้วิธีการติดตั้งที่ไม่เหมาะสม เห็นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาดังกล่าวจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เชื่อว่าโจทก์ติดตั้งเครื่องหม้อน้ำให้จำเลยไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ เครื่องหม้อน้ำที่โจทก์จัดหาและติดตั้งให้จำเลยจึงไม่สามารถผลิตไอน้ำได้ 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง ตามสัญญาได้ โจทก์ย่อมไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าจัดหาและติดตั้งเครื่องหม้อน้ำงวดสุดท้ายให้แก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยเปลี่ยนตะกรับเตาแบบสั่นเป็นแบบโยกเป็นการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของสัญญา จึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญานั้น โจทก์มีนายซู มาเบิกความเพียงว่าโจทก์ติดตั้งตะกรับเตาแบบสั่นตามที่ได้ตกลงกับจำเลยและสามารถทำงานเพื่อให้ขี้เถ้าไหลลงสะดวกกว่าตะกรับเตาแบบโยก และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงให้ดีขึ้น การที่จำเลยเปลี่ยนตะกรับเตาจากแบบสั่นมาเป็นแบบโยกนั้นโจทก์ไม่รู้เห็นด้วย แต่พยานดังกล่าวกลับตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าจำเลยเคยเสนอต่อโจทก์ว่าหากเปลี่ยนตะกรับเตาเป็นแบบโยกจะดีกว่าแบบสั่น แต่พยานเห็นว่าตะกรับเตาแบบโยกไม่ดีกว่าแบบสั่น เมื่อคำเบิกความของพยานดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นว่าตะกรับเตาแบบโยกที่จำเลยเปลี่ยนใหม่นั้นเป็นสาระสำคัญของสัญญาข้อใด และการเปลี่ยนตะกรับเตาเป็นแบบโยกจะไม่ดีกว่าตะกรับเตาแบบสั่นที่โจทก์ติดตั้งให้ อันมีผลต่อการทำให้เครื่องหม้อน้ำที่โจทก์ติดตั้งให้จำเลยไม่สามารถผลิตไอน้ำได้ตามสัญญาอย่างไร การที่จำเลยเปลี่ยนตะกรับเตาจากแบบสั่นเป็นแบบโยกจึงหาใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาหรือองค์ประกอบสำคัญของเครื่องหม้อน้ำอันถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญา เมื่อโจทก์ยังไม่ได้แก้ไขข้อบกพร่องของเครื่องหม้อน้ำที่ติดตั้งให้แก่จำเลย โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินค่าจัดหาและติดตั้งเครื่องหม้อน้ำงวดสุดท้ายตามคำฟ้องได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกันกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย หรือไม่ ปัญหานี้แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ตั้งเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ แต่เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการตั้งประเด็นข้อพิพาทของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ในวันถัดจากวันที่ศาลดังกล่าวกำหนดประเด็นข้อพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยตกลงว่าจ้างบริษัทดับเบิ้ลยูซีเอ็นจิเนียริ่งแอนด์พาร์ท จำกัด ให้ผลิตตะกรับเตาใหม่ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 29 เมษายน 2555 และจ้างนายยุทธนา มาดำเนินการติดตั้งตะกรับเตาใหม่ตามใบเสนอราคาลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 ตามเอกสาร เป็นเวลาภายหลังโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 แล้วฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาไปด้วยกันได้นั้นเห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้คำฟ้องเดิมของโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินค่าเครื่องหม้อน้ำงวดสุดท้าย เพราะเครื่องหม้อน้ำที่โจทก์จัดหาและนำมาติดตั้งให้ไม่สามารถใช้งานได้ตามสัญญาจัดหา ติดตั้ง และทดสอบระบบเครื่องหม้อน้ำพลังงานชีวมวลขนาด 27.2 ตัน ต่อชั่วโมง พร้อมอุปกรณ์ และฟ้องแย้งให้โจทก์ชดใช้เงินที่จำเลยจ่ายเป็นค่าจ้างแก่บริษัทดับเบิ้ลยูซีเอ็นจิเนียริ่งแอนด์พาร์ท จำกัด และนายยุทธนา ข้อกล่าวอ้างที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์คือผลจากการที่โจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าวทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้เครื่องหม้อน้ำได้ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานตามสัญญา จำเลยจำเป็น ต้องว่าจ้างบริษัทดับเบิ้ลยูซีเอ็นจิเนียริ่งแอนด์พาร์ท จำกัด และนายยุทธนาให้เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหา จึงขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยได้รับจากการปฏิบัติผิดสัญญาของโจทก์มูลหนี้ตามฟ้องแย้งคือความเสียหายที่จำเลยได้รับจากการปฏิบัติผิดสัญญาของโจทก์เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนโจทก์ยื่นคำฟ้องเดิมแล้ว เมื่อจำเลยถูกโจทก์โต้แย้งสิทธิอันเนื่องมาจากสัญญาจัดหาติดตั้ง และทดสอบระบบเครื่องหม้อน้ำพลังงานชีวมวล ขนาด 27.2 ตัน ต่อชั่วโมงพร้อมอุปกรณ์ เช่นเดียวกับที่โจทก์อ้างเป็นฐานแห่งมูลความคดีนี้ มูลคดีที่โจทก์ฟ้องและที่จำเลยฟ้องแย้งจึงเกิดจากสัญญาเดียวกัน การที่จำเลยว่าจ้างบุคคลภายนอกให้เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นคำฟ้องเดิมเป็นเพียงการแก้ไขความเสียหายของจำเลยที่มีอยู่ก่อนแล้ว หาใช่จำเลยถูกโจทก์โต้แย้งสิทธิเมื่อจำเลยไปว่าจ้างบุคคลภายนอกไม่ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกันกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา179 วรรคท้าย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 345,800 ริงกิต และจำนวน850,000 บาท แก่จำเลย โดยให้นำเงินจำนวน 107,000 ดอลลาร์สหรัฐ มาหักออกจากเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวก่อน แล้วให้โจทก์ชำระเงินจำนวนที่เหลือจากการหักเงินจำนวน107,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนที่เหลือดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2555 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ในการหักเงินดังกล่าวให้เปลี่ยนเงินริงกิตจำนวน 345,800 ริงกิต และเงินดอลลาร์สหรัฐจำนวน 107,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินบาทโดยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่หักเงินถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่หักเงิน ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่าฤชาธรรมเนียมทั้งตามคำฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย ม. 226 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แม็คเคนซี่ อินดัสทรีส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท อีสเทิร์น ปาล์ม ออยล์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุวรรณา แก้วบุตตา
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3201/2559
#598441
เปิดฉบับเต็ม

บัญชีระบุพยานของโจทก์ระบุเพียงต้นฉบับหรือสำเนาสัญญาซ่อมเรือพร้อมคำแปลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับ "Work Done Report" แต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความจำนงที่จะอ้างอิงเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานโดยชอบ ส่วนที่โจทก์ไม่ส่งสำเนาให้แก่จำเลยทั้งสองก่อน ศาลตรวจดูเอกสารฉบับนี้แล้วพบว่ามีลายมือชื่อของผู้ที่มีข้อความระบุว่าเป็นตัวแทนเจ้าของเรือลงไว้ เหนือขึ้นไปยังมีลายมือชื่อของต้นกลเรือและนายเรือด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองมีเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของตนอยู่แล้ว โจทก์ไม่ต้องส่งสำเนาอีก และเอกสารชิ้นนี้เป็นพยานหลักฐานสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นสมควรรับฟังเอกสารชิ้นนี้ได้

แม้โจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่บริหารจัดการเรือเพื่อแสวงหากำไรจากจำเลยที่ 2 เอง และเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 2 ด้วย แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำสัญญาซ่อมเรือกับโจทก์แทนจำเลยที่ 1 ดังนี้จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้โจทก์จำนวน 91,184.63 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.03 ต่อวันของต้นเงินจำนวน 90,050 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 90,050 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.03 ต่อวัน ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับจากวันที่ 31 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2554 อันเป็นวันฟ้อง ต้องไม่เกินจำนวน 1,134.63 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์ขอ ในกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถือว่าอัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการอู่ซ่อมเรือเดินทะเล จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเรือแม็กเจลลานิก จำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารจัดการเรือดังกล่าว เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2554 โจทก์ได้รับการติดต่อจากตัวแทนของจำเลยที่ 1 ว่าต้องการนำเรือเข้าซ่อมที่อู่ของโจทก์ โจทก์เสนอราคาค่าซ่อมแซมรวมจำนวน 127,764 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเงื่อนไขการชำระเงิน ต่อมานายเรือแม็กเจลลานิกได้นำเรือเข้าซ่อมแซมและโจทก์ซ่อมเรือเสร็จเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2554

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าซ่อมแซมเรือแม็กเจลลานิกให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลได้ตรวจดูบัญชีระบุพยานของโจทก์ดังกล่าวแล้ว พบว่าบัญชีระบุพยานของโจทก์ระบุเพียงต้นฉบับหรือสำเนาสัญญาซ่อมเรือลงวันที่ 14 มิถุนายน 2554 พร้อมคำแปลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดยไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับ "Work Done Report" แต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความจำนงที่จะอ้างอิง "Work Done Report" เป็นพยานหลักฐานโดยชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีที่โจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสองก่อนนั้น เมื่อได้ตรวจดูเอกสารฉบับนี้แล้วพบว่า มีลายมือชื่อของผู้ที่มีข้อความด้านล่างระบุว่าเป็นตัวแทนของเจ้าของเรือลงไว้ ทั้งเหนือขึ้นไปยังมีลายมือชื่อลงไว้ในช่องต้นกลเรือและช่องนายเรือด้วย โดยจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบพยานหักล้าง จึงเชื่อว่า Work Done Report นี้จำเลยทั้งสองมีอยู่ในความครอบครองของตนอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่ต้องส่งสำเนาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสาม (2) ส่วนที่โจทก์ไม่ได้แสดงความจำนงจะอ้างอิงเอกสารฉบับนี้เป็นพยานโดยชอบนั้น เห็นว่า "Work Done Report" เป็นพยานหลักฐานสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าซ่อมเรือแม็กเจลลานิกแก่โจทก์หรือไม่ ดังนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นสมควรรับฟังพยานชิ้นนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าลำพังเอกสารที่โจทก์อ้างส่งศาลเพื่อประกอบการพิจารณา ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าโจทก์ได้ซ่อมเรือไปมีรายการและรายละเอียดอย่างไรบ้างรับฟังไม่ได้นั้นจึงฟังไม่ขึ้น เพราะเมื่อพิจารณาประกอบกับ "Work Done Report" เห็นได้ว่ามีรายการและรายละเอียดเกี่ยวกับการซ่อมเรือลำนี้ที่ตัวแทนของจำเลยทั้งสองได้ลงนามรับรองไว้ด้วยแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้นำพยานเข้าสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามนั้น ประกอบกับโจทก์มีนายโรมิจิโอ พนักงานบริษัทโจทก์ในแผนกพาณิชย์และการตลาดมาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า โจทก์ยังไม่ได้รับชำระเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 90,050 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของเรือแม็กเจลลานิกซึ่งเป็นตัวการคู่สัญญาซ่อมเรือกับโจทก์จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการเรือ จึงเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้รายนี้ด้วย แม้นายโรมิโอ พยานโจทก์จะเบิกความเกี่ยวกับสถานะของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรือลำนี้ว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่บริหารจัดการเรือลำนี้ในด้านต่าง ๆ เช่น การรับงานขนส่ง การจัดหาคนประจำเรือ การซ่อมแซมเรือ เพื่อแสวงหากำไรของจำเลยที่ 2 เอง และเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำสัญญาซ่อมเรือกับโจทก์แทนจำเลยที่ 1 ดังนี้ จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88 วรรคหนึ่ง ม. 90 วรรคสาม (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิไทย ชิปยาร์ด แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเพาเวอร์ฟูล เนวิเกชั่น เอสเอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3181/2559
#598448
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "คนเดินทางหรือแขกอาศัย" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 674 หมายถึง บุคคลอื่นใดที่ใช้บริการเข้าพักในโรงแรม หรือ โฮเต็ล หรือ สถานที่อื่นทำนองเช่นนั้น ดังนี้ การที่ ก. เข้าพักอาศัยที่โรงแรมของจำเลย จึงถือได้ว่า ก. เป็นแขกอาศัยตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ส่วนจำเลยซึ่งเป็นเจ้าสำนักโรงแรมประกอบกิจการเพื่อให้บริการแขกอาศัยโดยมีค่าตอบแทน ได้ยกเว้นไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนจาก ก. ก็หาทำให้ ก. มิใช่แขกอาศัยตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 900,000 บาท นับแต่วันที่ 15 กันยายน 2554 ที่โจทก์จ่ายเงินไป คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 11,250 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 911,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 900,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถตู้ หมายเลขทะเบียน ฮน 4130 รุงเทพมหานคร ไว้จากนางวรรณา มีระยะเวลาประกันภัย 1 ปี เริ่มต้นวันที่ 28 มกราคม 2554 สิ้นสุดวันที่ 28 มกราคม 2555 มีข้อตกลงคุ้มครองกรณีรถยนต์เสียหายหรือสูญหายจำนวนเงินเอาประกันภัย 900,000 บาท โดยมีธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประโยชน์ นายการุณ เช่ารถตู้ที่โจทก์รับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัย มีนายกิตติ เป็นคนขับ นำมาใช้เป็นยานพาหนะในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อในจังหวัดนครราชสีมา จำเลยดำเนินกิจการโรงแรมใช้ชื่อว่า เทียมคีรี บูติค รีสอร์ท ระหว่างที่นายการุณเช่ารถตู้มาใช้นั้น นายการุณให้นายกิตติเข้าพักที่โรงแรมของจำเลยตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2554 ที่ห้องพักหมายเลข 0208 โดยจำเลยไม่คิดค่าที่พัก เนื่องจากนายการุณรู้จักกับนายประจักษ์ชัย บิดาของกรรมการจำเลย ซึ่งเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อสังกัดพรรคการเมืองเดียวกัน ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2554 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยจัดให้นายกิตติเข้าพักที่ห้องหมายเลข 9001 เป็นห้องติดริมถนนโดยจอดรถตู้ไว้ที่หน้าห้องพักจนเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ของวันที่ 29 พฤษภาคม 2554 นายกิตติตื่นขึ้นมาพบว่ากุญแจรถตู้และโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งวางอยู่ภายในห้องพัก และรถตู้ที่จอดไว้หน้าห้องพักสูญหายไป จึงแจ้งจำเลยและแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2554 โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 900,000 บาท ให้แก่ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้รับประโยชน์แล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คำว่า คนเดินทางหรือแขกอาศัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 หมายถึง บุคคลอื่นใดที่ใช้บริการเข้าพักในโรงแรมหรือโฮเต็ลหรือสถานที่อื่นทำนองเช่นว่านั้น ดังนี้ การที่นายกิตติเข้าพักอาศัยที่โรงแรมของจำเลย จึงถือได้ว่านายกิตติเป็นแขกอาศัยตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ส่วนจำเลยซึ่งเป็นเจ้าสำนักโรงแรมประกอบกิจการเพื่อให้บริการแขกอาศัยโดยมีค่าตอบแทน ได้ยกเว้นไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนจากนายกิตติก็หาทำให้นายกิตติมิใช่แขกอาศัยตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบมารับฟังได้ว่า รถตู้จอดอยู่ภายในบริเวณโรงแรมซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย แต่กรณีที่เจ้าสำนักโรงแรมจะต้องรับผิดเพื่อทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยที่สูญหายจะต้องพิจารณาด้วยว่า ความสูญหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือแต่สภาพแห่งทรัพย์สินนั้น หรือแต่ความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 วรรคสาม โจทก์มีนายพุทธินัย พนักงานของโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า ภายหลังเกิดเหตุได้สอบถามนายกิตติ ผู้ขับรถตู้ที่โจทก์รับประกันภัย นางวรรณา ผู้เอาประกันภัย และนายวัชพล พนักงานของจำเลยและได้ถ่ายภาพบริเวณหน้าห้องพักและภายในห้องพักที่นายกิตติเข้าพัก ตามบันทึกถ้อยคำ และภาพถ่ายตามบันทึกถ้อยคำของนายกิตติ ได้ความว่าวันเกิดเหตุ นายกิตติได้เข้าพักในห้องพักหมายเลข 9001 ที่อยู่ติดถนนโดยมีนายวัชพลพนักงานของจำเลยมาเปิดห้องพักให้ ก่อนเข้านอนนายกิตติได้ผลักหน้าต่างกระจกห้องเปิดแง้มไว้ ไม่ได้สังเกตว่าเหล็กขอล็อกหน้าต่างยังล็อกหน้าต่างอยู่หรือไม่ ภายในห้องพักมี 2 เตียงนอน นายกิตติถอดกางเกงที่มีกุญแจรถคล้องที่หูกางเกงด้านขวา พร้อมโทรศัพท์เคลื่อนที่วางไว้ที่เตียงนอนอีกเตียงหนึ่งแล้วหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้งปรากฏว่ากางเกง กุญแจรถตู้ รถตู้และโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้หายไป จึงได้แจ้งจำเลยและเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจสอบห้องพักพบว่า กลอนหน้าต่างห้องพักไม่ได้ล็อก ตามภาพถ่าย และได้ความจากบันทึกถ้อยคำของนางวรรณาว่า ตรวจห้องพักไม่มีร่องรอยการงัดแงะ เห็นว่า ห้องพักหมายเลข 9001 เป็นห้องพักอยู่ชั้นล่างติดพื้นดิน มีหน้าต่างกระจกอยู่ไม่สูงจากพื้นดิน บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เปิดโล่งติดถนนสาธารณะบุคคลทั่วไปสามารถผ่านบริเวณดังกล่าวได้ นายกิตติเปิดหน้าต่างห้องพักไว้ เมื่อไม่ปรากฏร่องรอยงัดแงะที่ประตู เชื่อว่า คนร้ายเข้ามาภายในห้องพักทางหน้าต่างกระจกแล้วลักเอากางเกงของนายกิตติที่อยู่บนเตียงนอนซึ่งมีกุญแจรถตู้คล้องอยู่ที่หูกางเกงกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ไป ทั้งนายกิตติมิได้เก็บรักษากุญแจรถไว้ในที่มิดชิด จึงเป็นการง่ายที่คนร้ายจะลักเอากุญแจรถไป การที่รถตู้สูญหายไปจึงเป็นความประมาทของนายกิตติที่เปิดหน้าต่างห้องพักไว้ จำเลยซึ่งเป็นเจ้าสำนักโรงแรมจึงไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว และที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจดูแลบริเวณพื้นที่และห้องพักให้เพียงพอจนเป็นเหตุให้มีคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ นั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยประมาทเลินเล่ออย่างใด อันเป็นผลโดยตรงทำให้รถตู้ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหาย แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่า รถตู้สูญหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายกิตติผู้ขับรถตู้ที่โจทก์รับประกันภัย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อนางวรรณา ผู้เอาประกันภัย โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิผู้เอาประกันภัยมาฟ้องให้จำเลยรับผิดได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674 ม. 675 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทเทียมคีรี บูติค รีสอร์ท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวพินัดดา รัฐปัตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3158/2559
#598451
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีล้มละลายมิใช่การฟ้องเพื่อบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ดังเช่นคดีแพ่งทั่วไป แต่เป็นการฟ้องเพื่อจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกระบวนการที่กฎหมายล้มละลายกำหนดเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย อีกทั้งตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 บัญญัติว่า "ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริงให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายให้ศาลยกฟ้อง" ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 4 ไว้ในคดีหมายเลขดำที่ 223/2555 ต่อศาลล้มละลายกลางแล้ว โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 4 ในคดีนี้อีก แม้โจทก์จะอาศัยมูลหนี้ที่รับโอนมาจากสถาบันการเงินคนละสถาบันและคนละมูลหนี้ในการฟ้องแต่ละคดีก็ตาม แต่ศาลก็ต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 เช่นเดียวกัน สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับก็เป็นอย่างเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกันในขณะที่คดีหมายเลขดำที่ 223/2555 อยู่ในระหว่างพิจารณา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเกษตรกรรมบางพลี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชิษณุพงศ์ ศรีทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3155/2559
#599042
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าบริการ 23 ลำดับ รวมเป็นเงิน 213,167,728.24 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ 213,167,728.23 บาท โดยให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับ 6 ต้นเงิน 16,391,865 บาท และอันดับที่ 21 ต้นเงิน 686,153.71 บาท ผู้ทำแผนยื่นคำร้องว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 6 และอันดับที่ 21 ทั้งเจ้าหนี้ยังต้องชำระค่าปรับให้แก่ลูกหนี้เนื่องจากเจ้าหนี้ผิดสัญญา กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้โดยตรง การที่ศาลล้มละลายกลางตรวจคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้นัดพิจารณาคำร้องและให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยที่มิได้มีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่เจ้าหนี้ หลังจากนั้นศาลล้มละลายกลางได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานเฉพาะระหว่างผู้ทำแผนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น จึงเป็นการที่มิได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายในอันที่จะคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้องให้มีโอกาสในการที่จะโต้แย้งดูแลและดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยเที่ยงธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 มาตรา 247 (เดิม) และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 คดีมีเหตุอันสมควรที่จะยกคำสั่งศาลล้มละลายกลางและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้บริหารเดิมของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราว เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 ต่อมามีคำสั่งตั้งบริษัท พี แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2553

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าบริการเป็นเงิน 226,585,973.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี จากต้นเงิน 211,966,014.60 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ว่า มูลหนี้อันดับที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 21 ยังไม่มีการตรวจสอบการทำงานและออกใบตรวจรับรองการส่งมอบงาน การชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่สมบูรณ์ตรงตามสัญญา เจ้าหนี้จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าว และบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 48 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ว่า การมอบอำนาจไม่ถูกต้อง หนี้ขาดอายุความ และมูลหนี้ค่าอุปกรณ์และค่าบริการไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่ามีการซื้อขายหรือให้บริการตามที่กล่าวอ้าง เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 เจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องขอลดยอดหนี้คงเหลือเป็นต้นเงิน 199,473,219.02 บาท และดอกเบี้ย 14,617,815.46 บาท รวมเป็นเงิน 214,091,034.48 บาท และเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 เจ้าหนี้ได้ยื่นคำร้องขอลดยอดหนี้เฉพาะส่วนดอกเบี้ยคงเหลือจำนวน 13,694,509.22 บาท ส่วนต้นเงินให้คงเดิม รวมเป็นจำนวนเงินที่ขอรับชำระหนี้ทั้งสิ้น 213,167,728.24 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าบริการเป็นเงิน 213,167,728.23 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.25 ต่อปี จากต้นเงิน 199,473,219.01 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง(3) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย โดยในคำสั่งดังกล่าวได้อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 6 ต้นเงิน 16,391,865 บาท และอันดับที่ 21 ต้นเงิน 686,153.71 บาท ในส่วนดอกเบี้ยนั้นได้อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 13,694,509.22 บาท ตามที่เจ้าหนี้ได้ขอรับชำระหนี้มา

ผู้ทำแผนยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 6 และอันดับที่ 21 และพิพากษาให้เจ้าหนี้ชำระค่าปรับแก่ลูกหนี้ พร้อมกับมีคำสั่งให้ลดคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งในส่วนต้นเงินและดอกเบี้ย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้มีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ทำแผนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ส่วนค่าทนายความของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น เนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีเองจึงไม่กำหนดให้

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ในคดีนี้ เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าบริการ 23 ลำดับ รวมเป็นเงิน 213,167,728.24 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ 213,167,728.23 บาท โดยให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 6 ต้นเงิน 16,391,865 บาท และอันดับที่ 21 ต้นเงิน 686,153.71 บาท กับให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ย 13,694,509.22 บาท ผู้ทำแผนได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กันยายน 2554 ว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 6 และอันดับที่ 21 ทั้งเจ้าหนี้ยังต้องชำระค่าปรับให้แก่ลูกหนี้เนื่องจากเจ้าหนี้ผิดสัญญา กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้โดยตรง การที่ศาลล้มละลายกลางได้ตรวจคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้นัดพิจารณาคำร้องและให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยที่มิได้มีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่เจ้าหนี้รายนี้แต่อย่างใด และหลังจากนั้นศาลล้มละลายกลางก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานเฉพาะระหว่างผู้ทำแผนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น กรณีจึงเป็นการที่มิได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายในอันจะคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้องให้มีโอกาสในการที่จะโต้แย้งดูแลและดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยเที่ยงธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 มาตรา 247 (เดิม) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 คดีมีเหตุอันสมควรที่จะยกคำสั่งศาลล้มละลายกลางและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเสียให้ถูกต้อง กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้บริหารแผน

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลล้มละลายกลางลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 และกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางนับแต่วันรับคำร้องคัดค้าน แล้วให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่เจ้าหนี้ พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาให้เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัททีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัทจัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางรัชนี ฉัตรอุทัย
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3153/2559
#599028
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้เพียงว่าจำเลยทั้งสองได้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนทั้งสองของโจทก์ด้วยการนำเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ดังกล่าวไปใช้กับสินค้าท่อเหล็กกลมดำของจำเลยทั้งสองจำนวน 10 ท่อ โดยที่ยังไม่ได้นำออกจำหน่ายเพราะถูกยึดไว้เป็นของกลางเสียก่อน โจทก์จึงยังไม่ได้รับความเสียหายจากการขาดกำไรในการจำหน่ายสินค้าท่อเหล็กของโจทก์เพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองขายสินค้าท่อเหล็กกลมดำดังกล่าว เมื่อไม่มีผู้บริโภครายใดได้ซื้อสินค้าท่อเหล็กดำดังกล่าว จึงไม่มีผู้บริโภครายใดที่หลงเชื่อว่าสินค้าท่อเหล็กนี้เป็นสินค้าของโจทก์และพบว่าเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพดีเทียบเท่ากับสินค้าของโจทก์จนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในชื่อเสียงของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนทั้งสองของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายที่โจทก์เสียชื่อเสียงได้

ค่าเสียหายที่อ้างว่าโจทก์ต้องว่าจ้างพนักงานเป็นการเฉพาะเพื่อชี้แจงเรื่องท่อเหล็กปลอมต่อบรรดาลูกค้าผู้ซื้อสินค้าท่อเหล็กของโจทก์กับกลุ่มที่จะซื้อสินค้าของโจทก์นั้น หากโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายไปจริง ก็หาได้เป็นความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ เพราะจำเลยทั้งสองยังมิได้จำหน่ายสินค้าท่อเหล็กดำกลมจำนวน 10 ท่อ เนื่องจากถูกจับและเจ้าพนักงานยึดสินค้าท่อเหล็กดำดังกล่าวเป็นของกลางเสียก่อน โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยทั้งสองได้ โจทก์คงได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวในส่วนที่จำเลยทั้งสองมิได้จ่ายค่าแห่งการใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนทั้งสองของโจทก์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 24,168,789 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 อันเป็นวันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยทั้งสองชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการโรงงานผลิตท่อเหล็กตามหนังสือรับรอง โจทก์ยื่นคำขอและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวมจำนวน 3 เครื่องหมาย จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ เครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า ท่อเหล็กแป๊บน้ำ โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 52331 เครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า ท่อเหล็กกลมและสี่เหลี่ยม โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 190737 และเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า ท่อเหล็กดำ ท่อเหล็กชุบสังกะสี ท่อเหล็กรูปพรรณ เหล็กโครงสร้างและเหล็กแผ่นดำ โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 213218 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขายเหล็ก ท่อเหล็ก และวาล์ว เดิมใช้ชื่อว่า บริษัทไพพ์ไลน์ซีสเท็ม จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทสยามไพพ์ไลน์ซีสเท็ม จำกัด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ในระหว่างปี 2547 ถึงปี 2555 ตามหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554 พนักงานอัยการฟ้องจำเลยทั้งสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 มีความว่า เมื่อระหว่างวันที่ 4 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2553 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้า ที่ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวของโจทก์บนท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ซึ่งเป็นสินค้าของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นการทำปลอมเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ดังกล่าว และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ที่มีตราเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนทั้งสองดังกล่าวของโจทก์ เหตุเกิดที่ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และแขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน เจ้าพนักงานยึดท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ดังกล่าวพร้อมด้วยแผ่นสังกะสีที่ฉลุรอยตราเครื่องหมายการค้า จำนวน 1 แผ่น สีสเปรย์ขาวและดำสำหรับใช้พ่นจำนวน 12 กระป๋อง กับแผ่นสังกะสีที่ฉลุรอยเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นอีกจำนวน 3 แผ่น อันเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยทั้งสองใช้และมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในคดีดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อ.501/2555 ว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 ลงโทษจำเลยทั้งสองหลังลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 160,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 160,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์อ้างในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรกับสินค้าในจำพวกที่ 6 รายการสินค้า ท่อเหล็กกลมและสี่เหลี่ยม และรายการสินค้าท่อเหล็กดำ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 และวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 190737 และเลขที่ ค 213218 โดยจำเลยทั้งสองปลอมเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ดังกล่าวและนำเครื่องหมายการค้าปลอมนั้นไปใช้กับสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ เพื่อนำสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวนดังกล่าวออกจำหน่าย ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีหมายเลขแดงที่ อ.501/2555 กับจำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์จะนำสืบเพิ่มเติมในชั้นพิจารณา ซึ่งในส่วนที่โจทก์จะนำสืบเพิ่มเติมในชั้นพิจารณานี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้พอเข้าใจได้ว่า จำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรทั้งสองเครื่องหมายของโจทก์ดังกล่าวอย่างไร ทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ก็ปรากฏว่าโจทก์อ้างส่งภาพถ่ายท่อเหล็กจำนวนประมาณ 12 ท่อ และภาพถ่ายท่อเหล็กจำนวนประมาณ 200 ท่อ ในโกดังของจำเลยที่ 1 ซึ่งยังไม่ได้ติดเครื่องหมายการค้าใด และโจทก์อ้างส่งวิดีโอบันทึกภาพการจับกุม ซึ่งแสดงให้เห็นโกดังอันเป็นสถานที่เก็บท่อเหล็กของจำเลยที่ 1 ณ เลขที่ 137 หมู่ที่ 5 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งท่อเหล็กดังกล่าวยังไม่ได้ติดเครื่องหมายการค้าใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองยังมิได้นำเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรไว้กับสินค้าท่อเหล็กตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 190737 และเลขที่ ค 213218 ไปใช้กับสินค้าท่อเหล็กของจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์คงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยทั้งสองได้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรไว้กับสินค้าท่อเหล็กตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 190737 และเลขที่ ค 213218 โดยนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวไปใช้กับสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ของกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.501/2555 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์เท่านั้น ดังนี้ ที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นพิจารณาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบในชั้นพิจารณารับฟังได้แล้วว่าจำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นจึงฟังไม่ขึ้น

คดีคงมีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียงว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ซึ่งได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรไว้กับสินค้าท่อเหล็กตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 190737 และเลขที่ ค 213218 โดยจำเลยทั้งสองนำเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ดังกล่าวไปใช้กับสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ของกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.501/2555 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ขาดกำไร ค่าเสียหายที่โจทก์เสียชื่อเสียง และค่าเสียหายที่โจทก์ต้องว่าจ้างพนักงานเป็นการเฉพาะเพื่อชี้แจงเรื่องท่อเหล็กปลอมต่อบรรดาลูกค้าผู้ซื้อสินค้าท่อเหล็กของโจทก์กับกลุ่มที่จะซื้อสินค้าของโจทก์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยทั้งสองได้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าท่อเหล็กตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 190737 และเลขที่ ค 213218 ด้วยการนำเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ดังกล่าวไปใช้กับสินค้าท่อเหล็กกลมดำของจำเลยทั้งสองจำนวนเพียง 10 ท่อ โดยจำเลยทั้งสองยังไม่ได้นำสินค้าท่อเหล็กจำนวน 10 ท่อ นั้นออกจำหน่ายเพราะถูกเจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.501/2555 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเสียก่อน โจทก์จึงยังไม่ได้รับความเสียหายจากการขาดกำไรในการจำหน่ายสินค้าท่อเหล็กของโจทก์เพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองขายสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ดังกล่าว และเมื่อยังไม่มีผู้บริโภครายใดได้ซื้อสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ที่จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนทั้งสองของโจทก์กับสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงไม่มีผู้บริโภครายใดที่หลงเชื่อว่าสินค้าท่อเหล็กจำนวน 10 ท่อ นี้เป็นสินค้าของโจทก์และพบว่าเป็นสินค้าท่อเหล็กที่ไม่มีคุณภาพดีเทียบเท่ากับสินค้าท่อเหล็กของโจทก์จนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในชื่อเสียงของสินค้าท่อเหล็กของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนทั้งสองของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายที่โจทก์เสียชื่อเสียงดังที่โจทก์อ้างในคำฟ้องได้ ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ต้องว่าจ้างพนักงานเป็นการเฉพาะเพื่อชี้แจงเรื่องท่อเหล็กปลอมต่อบรรดาลูกค้าผู้ซื้อสินค้าท่อเหล็กของโจทก์กับกลุ่มที่จะซื้อสินค้าของโจทก์นั้น หากโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างดังกล่าวไปจริง ก็หาได้เป็นความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า กับสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.501/2555 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ เพราะจำเลยทั้งสองยังมิได้จำหน่ายสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อนั้น เนื่องจากจำเลยทั้งสองถูกจับและเจ้าพนักงานยึดสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ดังกล่าวเป็นของกลางเสียก่อน โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยทั้งสองได้ โจทก์คงได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวในส่วนที่จำเลยทั้งสองมิได้จ่ายค่าแห่งการใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า กับสินค้าท่อเหล็กกลมดำจำนวน 10 ท่อ ดังกล่าวเท่านั้นซึ่งในเรื่องนี้ปรากฏจากคำเบิกความของนายณัฐพล พนักงานฝ่ายขายบริษัทโจทก์ที่ตอบทนายโจทก์ขออนุญาตศาลถามว่า ราคาต่อหน่วยของท่อเหล็กขนาด 14 นิ้ว เป็นเงินจำนวน 14,500 บาท ราคาต่อหน่วยดังกล่าวเป็นราคาที่โจทก์ขายให้แก่จำเลยที่ 1 ตามใบส่งของและใบกำกับภาษี ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นถึงความมีชื่อเสียงของเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวว่าเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในหมู่ผู้ซื้อสินค้าท่อเหล็กของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองนั้นหรือไม่ เมื่อหักต้นทุนและกำไรในการขายสินค้าท่อเหล็กของโจทก์ 1 ท่อ จากราคา 14,500 บาท แล้ว เห็นสมควรกำหนดเป็นค่าใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ดังกล่าวกับสินค้าท่อเหล็ก 1 ท่อ เป็นเงินจำนวน 1,450 บาท เมื่อจำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์กับสินค้าท่อเหล็กของจำเลยทั้งสองจำนวน 10 ท่อ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเห็นสมควรให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์แก่โจทก์จำนวน 14,500 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,800,000 บาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 14,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สามชัย สตีล อินดัสทรี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท สยาม ไพพ์ไลน์ ซีสเท็ม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3121/2559
#598043
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2) และ 28 (2) และได้ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาเดียวกัน มีวันกระทำความผิด และสถานที่เกิดเหตุในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเช่นเดียวกับคดีนี้ เพียงแต่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ต่างราย การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเผยแพร่เพลงดังกล่าวต่อสาธารณชนต่อเนื่องในวันเดียวกัน จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นคดีก่อนแล้ว ฟ้องในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟัง เป็นยุติว่าบริษัทจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานเพลง ชื่อเพลง "ฟ้ามืดบ่ดน" และเพลง "คนเหงาที่เข้าใจเธอ" ที่แต่งขึ้นเพื่อขับร้องและบรรเลงโดยศิลปิน โดยมีทั้งคำร้องและทำนองหรือมีทำนอง เนื้อร้อง และภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบคาราโอเกะที่บันทึกในสิ่งบันทึกเสียง อันเป็นงานประเภทดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุและสิ่งบันทึกเสียง ซึ่งได้มีการโฆษณาครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2554 และพฤศจิกายน 2555 ตามลำดับ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2557 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งสองร่วมกันเผยแพร่เพลงดังกล่าวต่อสาธารณชนโดยร่วมกันนำแผ่นซีดีเพลงที่มีทำนองเนื้อร้อง และภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบคาราโอเกะมาเปิดใช้งานโดยบรรจุไว้ในตู้เพลงคาราโอเกะที่มีเครื่องเล่นแผ่นซีดีแปลงสัญญาณเป็นภาพและเสียง แสดงที่จอและลำโพงของตู้เพลงคาราโอเกะ เชื่อมต่อกับไมโครโฟนให้ผู้ใช้บริการเลือกรับฟังและขับร้องที่ร้านเพื่อนใหม่คาราโอเกะตำบลค้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสว่างแดนดิน (ที่ถูกคือ จังหวัดสกลนคร) ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ โดยจำเลยทั้งสองได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นค่าบริการเพลงละ 5 บาท กับคิดรวมในค่าอาหารและเครื่องดื่มเป็นการตอบแทน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2759/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า คำฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ อ.2759/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2) และ 28 (2) ซึ่งโจทก์อุทธรณ์รับว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาเดียวกัน มีวันกระทำความผิด และสถานที่เกิดเหตุในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2759/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเช่นเดียวกันกับคดีนี้ เพียงแต่ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ต่างราย ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเผยแพร่เพลงดังกล่าวต่อสาธารณชน โดยร่วมกันนำแผ่นซีดีเพลงที่มีทำนอง เนื้อร้อง และภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบคาราโอเกะมาเปิดใช้งานโดยบรรจุไว้ในตู้เพลงคาราโอเกะที่มีเครื่องเล่นแผ่นซีดี แปลงสัญญาณเป็นภาพและเสียง แสดงที่จอและลำโพงของตู้เพลงคาราโอเกะ เชื่อมต่อกับไมโครโฟนให้ผู้ใช้บริการเลือกรับฟังและขับร้องที่ร้านเพื่อนใหม่คาราโอเกะ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ต่อเนื่องในวันเดียวกัน จึงถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสองกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2759/2557 ซึ่งเป็นคดีก่อนแล้ว ฟ้องในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดกรรมเดียวกันกับฟ้องในคดีก่อนจึงระงับไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 (2) ม. 28 (2) ม. 69 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายถิรวัฒน์ อรบุตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายรัชชา สุทธิมา
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3120/2559
#599077
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 15 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องไปทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง และเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 8,500,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 สิทธิเรียกร้องที่จะให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินรวม 15 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายยังมิอาจบังคับกันได้ โจทก์ยังไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามความหมายในบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 350 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่โอนที่ดิน 3 แปลงใน 15 แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 15 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยที่ 1 ในราคา 9,000,000 บาท วางมัดจำในวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือ 8,500,000 บาท จะชำระในวันที่ 31 ตุลาคม 2555 อันเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2555 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งยืนยันกำหนดวันนัดทำสัญญาซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปยังจำเลยที่ 1 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4779, 4780 และ 4781 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน 15 แปลง ที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายให้แก่โจทก์ ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินพร้อมโฉนดที่ดิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 15 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องไปทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระหนี้ค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 8,500,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 สิทธิเรียกร้องที่จะให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินรวม 15 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายยังมิอาจบังคับกันได้ โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามความหมายในบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่โอนที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้รอการลงโทษไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานโกงเจ้าหนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยะ อิสระมาลัย
จำเลย — นายวัน พระชะนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายภูวไนย พุฒแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3118/2559
#599074
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยเหตุเกิดที่ตำบลนากลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู และแขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และประเทศสิงคโปร์ เกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (4) พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับจำเลยได้อยู่ในเขตอำนาจ ไม่ใช่กรณีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยอย่างเดียว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 20 ซึ่งอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ คดีนี้ตามฟ้องจับจำเลยได้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2553 และนำส่งพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนแล้ว การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะเพิ่งยกขึ้นฎีกา ไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ก็ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่ง วรรคสี่, 12 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6 (1), 9 วรรคหนึ่งวรรคสอง, 52 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283 วรรคแรก, 310, 310 ทวิ, 320 วรรคแรก, 337 และให้จำเลยคืนเงิน 40,000 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 310 ทวิ, 320 วรรคแรก, 337 วรรคแรกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่งวรรคสี่, 12 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551มาตรา 6 (1), 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 52 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อให้บุคคลกระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ฐานร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงส่งคนออกไปนอกราชอาณาจักร และฐานร่วมกันค้ามนุษย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และฐานกรรโชก จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันค้ามนุษย์คงจำคุก 3 ปี และฐานกรรโชก คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 15 เดือนและให้จำเลยคืนเงิน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า นางสาววิชญาดา ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางออกจากประเทศไทยไปที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2552 และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 โดยได้รับการช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสิงคโปร์

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า คดีนี้มีการสอบสวนโดยชอบหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยเหตุเกิดที่ตำบลนากลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู และแขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และประเทศสิงคโปร์ เกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (4) พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับจำเลยได้อยู่ในเขตอำนาจ ไม่ใช่กรณีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยอย่างเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ คดีนี้ตามฟ้องจับจำเลยได้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2553 และนำส่งพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนแล้ว การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะเพิ่งยกขึ้นฎีกา ไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม ก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 (4) ม. 20 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวโนลีหรือนกยูง มีดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวนันทิยา สิริวรการวณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นางบุษยา รอดยินดี
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3083/2559
#599870
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น" เมื่อเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยเป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดให้แก่โจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุตามกฎหมายที่ให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ได้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น

โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจากจำเลยวันที่ 4 ธันวาคม 2550 ต่อมาจำเลยมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ วันที่ 9 มกราคม 2551 คณะกรรมการอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยทางอื่นอีก จึงเท่ากับว่ายังไม่มีคำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้ว แต่การฟ้องคดีย่อมเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งประโยชน์ทดแทน ที่ รง 0623/11/71805 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1170/2551 และบังคับจำเลยชำระเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ 303,421.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 283,771.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ รง 0623/11/71805 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1170/2551 และให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินลงวันที่ 11 เมษายน 2548 ข้อ 3.1.2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตน โรงพยาบาลแพทย์ปัญญาเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิของโจทก์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ 9 วัน เสียค่าบริการทางการแพทย์ 283,771.15 บาท แล้ววินิจฉัยว่า อาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นอาการที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลันและมีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้จึงเป็นกรณีฉุกเฉิน กรณีของโจทก์นับว่ามีเหตุผลอันสมควรที่ไม่สามารถไปรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้ จึงมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ รง 0623/11/71805 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1170/2551 และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมเรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ลงวันที่ 11 เมษายน 2548 ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องนั้นเมื่อกฎหมายกำหนดให้โจทก์สามารถอุทธรณ์คำสั่งและฟ้องคดีต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนดได้แล้ว กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากจำเลยได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น" เมื่อเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยเป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดให้แก่โจทก์ ส่วนปัญหาว่าจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดเพียงใดนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุตามกฎหมายที่ให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ได้แล้วโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ส่วนที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยโดยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 31 ตุลาคม 2551) เป็นระยะเวลา 337 วัน มาด้วยซึ่งเท่ากับว่าโจทก์เริ่มคิดดอกเบี้ยกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 อันเป็นวันถัดจากวันที่โจทก์สิ้นสุดการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพนั้น โจทก์จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยดังกล่าวได้ต่อเมื่อจำเลยผิดนัดแล้วเท่านั้น ซึ่งตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว" โดยที่คำเตือนในกรณีนี้ก็คือการทวงถามให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับนั่นเองและในการทวงถามนั้นโจทก์จะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นคำเตือนโดยชอบ หากจำเลยไม่ชำระเงินตามที่โจทก์ทวงถามแล้วจึงจะถือว่าจำเลยผิดนัด เมื่อได้ความตามเอกสารว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจากจำเลยวันที่ 4 ธันวาคม 2550 ต่อมาจำเลยมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ วันที่ 9 มกราคม 2551 คณะกรรมการอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยทางอื่นอีก จึงเท่ากับว่ายังไม่มีคำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดเพราะโจทก์ได้เตือนแล้ว แต่การฟ้องคดีย่อมเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่ต้องชำระแก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 ตุลาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร เที่ยงวัฒนธรรม
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจตุรงค์ บุรมัธนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3080/2559
#599339
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าขณะจำเลยลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท จำเลยได้ออกจากการเป็นกรรมการบริษัท บ. และได้มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทไปแล้ว จำเลยไม่อาจกระทำการแทนบริษัท ทั้งบริษัทไม่สามารถรับผิดต่อโจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทนั้นเป็นส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน4,106,260.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2545เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่ความตาย นายพลานนท์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า บริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีนายรักษ์ จำเลย และบุคคลอื่นอีก 2 คน เป็นกรรมการในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน เบิกเงินเกินบัญชี นายรักษ์ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีกหนึ่งคนและประทับตราของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้ตามหนังสือรับรอง ต่อมาบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2545 นายรักษ์และจำเลยร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์โดยสัญญาว่าจะใช้เงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี ให้แก่โจทก์ในวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยไม่ใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด มาตั้งแต่ปี 2518 จนกระทั่งวันที่ 26 ตุลาคม 2543 ได้มีการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมให้จำเลยออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด ทั้งนี้ตามคำเบิกความของนายโสภณ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และต่อมาได้มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 29 มีนาคม 2544 ตามลำดับ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด ที่สำคัญเช่นนี้ จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวคนหนึ่งควรต้องรับรู้ มิใช่ว่าจำเลยไม่ต้องรับรู้เรื่องเกี่ยวกับกิจการของบริษัทโดยจำเลยเพียงแต่ได้รับเงินเดือนและลงลายมือชื่อในเอกสารให้บริษัทดังที่จำเลยอ้าง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าในขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทจำเลยไม่ทราบว่ามีการจดทะเบียนเลิกบริษัทไปแล้ว จำเลยไม่ได้สอบถามนายรักษ์หรือพนักงานของบริษัท เหตุที่จำเลยไม่ได้สอบถามนายรักษ์เพราะนายรักษ์ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลไม่อยากรบกวนนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล เพราะการลงลายมือชื่อในเอกสารสำคัญที่มีจำนวนเงินสูงเช่นนั้นบุคคลทั่วไปย่อมต้องสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ จากบุคคลที่เกี่ยวข้อง กรณีเชื่อได้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าขณะจำเลยลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท จำเลยได้ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด และได้มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทไปแล้วจำเลยไม่อาจกระทำการแทนบริษัท ทั้งบริษัทไม่สามารถรับผิดต่อโจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทนั้นเป็นส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่งจำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
นายไพศาล ผู้พัฒน์ โดยนายพลานนท์ ผู้พัฒน์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววันทนา วิริยะแพทย์สม
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
อำนาจ พวงชมภู
เกษม เกษมปัญญา
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3075/2559
#599883
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษก่อนหน้าคดีนี้นั้น จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวและแบบควบคุมตัว แบบไม่เข้มงวด แต่จำเลยยังเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และหลบหนีจากสถานที่เพื่อการฟื้นฟู กรณีถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วน ตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติด ยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตาม มาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้ว ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด และกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหา หรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 เวลากลางคืนหลังเที่ยง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้วินิจฉัยว่า จำเลยอยู่ในระหว่างต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก จึงให้ส่งเรื่องคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 2716/2554 เอกสารท้ายคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 คดีได้ความว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 และรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติว่า จำเลยเคยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมาแล้ว รวม 2 คดี คดีที่ 1 จำเลยกระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำวินิจฉัย ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัว โดยฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในโปรแกรมการฟื้นฟูของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือนโดยกำหนดเงื่อนไขให้รายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใน 3 เดือนแรกและเดือนละ 2 ครั้ง ใน 3 เดือนที่เหลือ ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกชนิด ยินยอมให้ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด และทำงานบริการสังคม 20 ชั่วโมง ตามคำวินิจฉัยที่ 1621/2552 ระหว่างเข้ารับการฟื้นฟูดังกล่าวจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีกจนถูกจับกุมดำเนินคดี และคดีที่ 2 จำเลยกระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำวินิจฉัย ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัว โดยฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในโปรแกรมฟื้นฟูของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน โดยกำหนดเงื่อนไขให้รายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกชนิด ยินยอมให้ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด และทำงานบริการสังคม 20 ชั่วโมง ตามคำวินิจฉัยที่ 742/2553 ต่อมาคณะอนุกรรมการได้ปรับแผนการฟื้นฟูเป็นแบบควบคุมตัว แบบไม่เข้มงวด ที่กองพลทหารราบที่ 5 ค่ายเทพกษัตรีศรีสุนทร อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเวลา 120 วัน จากนั้นให้เข้าสู่โปรแกรมการปรับตัวสู่สังคม เป็นเวลา 60 วัน ตามคำวินิจฉัยที่ 721/2553 แต่จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชไม่ครบถ้วนเนื่องจากหลบหนีออกจากสถานที่เพื่อการฟื้นฟู พนักงานเจ้าหน้าที่ออกติดตามและนัดให้จำเลยมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันที่ 19 มกราคม 2554 แต่จำเลยไม่มาพบ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงมีคำวินิจฉัยว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้ส่งคดีไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดจากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษก่อนหน้าคดีนี้นั้น จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวและแบบควบคุมตัว แบบไม่เข้มงวด แต่จำเลยยังเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และหลบหนีจากสถานที่เพื่อการฟื้นฟู กรณีถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้ว ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด และ กรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 57 ม. 67 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 30 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสรวิชญ์หรืออะสาร เจะสะหนู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเกื้อกูล ธรรมเนียม
ศาลอุทธรณ์ — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3069/2559
#597962
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องมีประเด็นเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าสมควรริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงหรือไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

แม้จำเลยจงใจฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องเกี่ยวกับการบรรทุกน้ำหนักเกินก็ตาม แต่ระเบียบและประกาศดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ร้องใช้บังคับต่อจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องยังต้องมีหน้าที่ตรวจตราว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามระเบียบและประกาศของผู้ร้องดังกล่าวหรือไม่เพื่อมิให้มีการบรรทุกน้ำหนักเกินอีกด้วย ทั้งการตรวจตรามิใช่เพียงแต่มีระเบียบและประกาศให้จำเลยปฏิบัติตามหรือหัวหน้างานโทรศัพท์สอบถามจากจำเลยเท่านั้น นอกจากนี้การที่ผู้ร้องไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องในขณะที่มีการขนถ่ายสินค้าภายในโรงงานของบริษัท น. ได้ ก็มิใช่ว่าผู้ร้องไม่อาจตรวจตราได้ว่ามีการบรรทุกน้ำหนักเกินหรือไม่ เมื่อผู้ร้องไม่มีการควบคุมตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามระเบียบและประกาศของผู้ร้องหรือไม่ ย่อมเป็นช่องทางให้จำเลยฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องได้โดยง่าย ซึ่งผู้ร้องย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนี้ การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยให้จำเลยฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องจนจำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินเนื่องจากจำเลยเข้าใจว่าน้ำหนักน้ำมันรถจะขาดหายไปพอดีกับน้ำหนักที่กฎหมายกำหนดไว้และจำเลยต้องการทำเวลาเพื่อจะได้ขับรถได้จำนวนหลายรอบ ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 และริบรถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 75-7725 กรุงเทพมหานคร และรถกึ่งพ่วงหมายเลขทะเบียน 75-7720 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 75-7725 กรุงเทพมหานคร และรถกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 75-7720 กรุงเทพมหานคร ของกลาง จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง วันเกิดเหตุผู้ร้องให้จำเลยนำรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางไปบรรทุกน้ำตาลที่บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ปรากฏว่ารถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยดำเนินคดีนี้และศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลาง ที่ผู้ร้องฎีกาว่าไม่สมควรริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางนั้น เห็นว่า ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าสมควรริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงหรือไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เหตุกระทำความผิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่จงใจฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยจงใจฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องเกี่ยวกับการบรรทุกน้ำหนักเกินก็ตาม แต่ระเบียบและประกาศดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ร้องใช้บังคับต่อจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องยังต้องมีหน้าที่ตรวจตราว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามระเบียบและประกาศของผู้ร้องดังกล่าวหรือไม่เพื่อมิให้มีการบรรทุกน้ำหนักเกินอีกด้วย ทั้งการตรวจตรามิใช่เพียงแต่มีระเบียบและประกาศให้จำเลยปฏิบัติตามหรือหัวหน้างานโทรศัพท์สอบถามจากจำเลยเท่านั้น นอกจากนี้การที่ผู้ร้องไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องในขณะที่มีการขนถ่ายสินค้าภายในโรงงานของบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ได้ ก็มิใช่ว่าผู้ร้องไม่อาจตรวจตราได้ว่ามีการบรรทุกน้ำหนักเกินหรือไม่ เมื่อผู้ร้องไม่มีการควบคุมตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามระเบียบและประกาศของผู้ร้องหรือไม่ ย่อมเป็นช่องทางให้จำเลยฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องได้โดยง่าย ซึ่งผู้ร้องย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนายเวชากุล พยานผู้ร้องว่า จำเลยต้องแจ้งน้ำหนักที่บรรทุกให้หัวหน้าทราบทุกครั้ง เพื่อบันทึกน้ำหนักที่บรรทุกป้องกันสินค้าสูญหายระหว่างขนส่งและป้องกันการบรรทุกน้ำหนักเกินด้วย ดังนี้ การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยให้จำเลยฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องจนจำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินเนื่องจากจำเลยเข้าใจว่าน้ำหนักน้ำมันรถจะขาดหายไปพอดีกับน้ำหนักที่กฎหมายกำหนดไว้และจำเลยต้องการทำเวลาเพื่อจะได้ขับรถได้จำนวนหลายรอบ ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
ผู้ร้อง — บริษัทขนส่งวัสดุและผลิตภัณฑ์ จำกัด
จำเลย — นายเรด้า วิเศษชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายบรรเทิง แต้มแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพฤกษ์ อากาศน่วม
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2991/2559
#599026
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่าอุณหภูมิของตู้สินค้าเปลี่ยนแปลงผิดปกติ พนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ต้องเป็นผู้มีหน้าที่แก้ไขปัญหาดังกล่าว และในที่สุดแม้สินค้าเวชภัณฑ์ยาตามคำฟ้องไม่ได้รับการขนส่งไปยังปลายทาง จำเลยที่ 1 ก็ยังได้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการให้บริการจากบริษัท ม. ผู้ส่งสินค้าดังกล่าว โดยหลังจากรับขนส่งและรับสินค้าเวชภัณฑ์ยาตามคำฟ้องมาแล้วจำเลยที่ 1 จึงออกใบรับขนของทางอากาศ (Air Waybill) เพื่อเป็นหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้านั้นไว้เพื่อขนส่งต่อไปแล้ว และใบเรียกเก็บเงิน ยังเป็นการเรียกเก็บค่าระวางอีกด้วย นอกจากนี้แม้จำเลยที่ 1 จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ผู้ขนส่ง แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 กลับอ้างเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดตามสัญญาขนส่งว่าเป็นสัญญาที่บริษัท ม. ผู้เอาประกันภัยตกลงในเรื่องการจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเนื้อความที่ใช้กับเฟรตฟอร์เวิร์ดเดอร์เช่นจำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญาผู้รับขนส่งทางอากาศได้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่งสินค้าเวชภัณฑ์ยา ที่บริษัท ม. ผู้ส่ง เอาประกันภัยไว้แก่โจทก์

ใบรับขนของทางอากาศในช่องรายการแสดงราคาสินค้า (Shipper's Declared Values) แบ่งเป็น 2 ช่อง ช่องทางซ้ายเป็นช่องแสดงราคาสินค้าเพื่อเสียภาษีศุลกากร (for Customs) ระบุว่า "NVD" ส่วนช่องทางขวาเป็นช่องแสดงราคาสินค้าสำหรับการขนส่ง (for carriage) ระบุว่า "M/F" แสดงว่าเฉพาะในช่องรายการแสดงราคาสินค้าสำหรับการขนส่ง (Declared Value For Carraige) เท่านั้นที่เกี่ยวข้องกันและมีผลต่อการจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 แต่ในช่องดังกล่าวของใบรับขนของทางอากาศกลับระบุว่า "M/F" ไม่ใช่ "NVD" โดยไม่ปรากฏในทางนำสืบของจำเลยที่ 1 หรือฝ่ายใดว่า "M/F" กับ "NVD" มีความหมายเช่นเดียวกันหรือไม่ อย่างไร เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายอ้างเอาประโยชน์จากข้อสัญญาจำกัดความรับผิดในความเสียหายจำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ตามเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิด ซึ่งอยู่ด้านหลังใบรับขนของทางอากาศ จำเลยที่ 1 ต้องนำสืบให้เห็นด้วยว่าบริษัท ม. ผู้ส่ง ได้ตกลงไว้โดยแจ้งชัดในเรื่องข้อจำกัดความรับผิดสำหรับสินค้าที่ขนส่งซึ่งกำหนดไว้ในเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิด เมื่อไม่ปรากฏลายมือชื่อของกรรมการบริษัท ม. ผู้ส่ง ซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนบริษัท บริษัท ม. ผู้ส่ง ได้ตกลงไว้โดยแจ้งชัดในเรื่องข้อจำกัดความรับผิดที่จำเลยที่ 1 อ้างดังกล่าว ข้อตกลงจำกัดความรับผิดที่จำเลยที่ 1 อ้างย่อมไม่ผูกพันบริษัท ม. ผู้ส่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,552,839.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,479,969.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,552,839.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,479,969.02 บาท นับถัดจากวันที่ 2 เมษายน 2552 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในต้นเงินจำนวนดังกล่าว แต่ไม่เกินต้นเงินจำนวน 607,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมไม่เกินกว่าอัตราตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความในส่วนนี้ให้ 15,000 บาท ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วมและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความในส่วนนี้ให้ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในต้นเงินจำนวน 2,479,969.02 บาท แต่ไม่เกินต้นเงินจำนวน 607,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วมนั้น โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เฉพาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า บริษัทเมอร์ค จำกัด ในประเทศไทยขายสินค้าจำพวกยารักษาโรคชื่อ "Crinone Gel 8%" ซึ่งเป็นยาที่ใช้สำหรับสอดช่องคลอดสตรีเพื่อเพิ่มขนาดของโพรงมดลูก ทำให้ตัวอ่อนสามารถเกาะโพรงมดลูกได้ในการผสมเทียม แก่บริษัทในเครือของบริษัทเมอร์ค จำกัด ในดินแดนไต้หวันจำนวน 1,992 กล่อง ราคา 66,931.20 ดอลลาร์สหรัฐ น้ำหนักรวมจำนวน 412.08 กิโลกรัม เงื่อนไขการส่งมอบ "FOB" ด้วยการขนส่งทางอากาศ รวมจำนวน 5 แพลเลต (Pallets) และใบรายการบรรจุหีบห่อสินค้า บริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้ขายได้ติดต่อจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 1 ออกใบรับขนของทางอากาศ (Air Waybill) แล้วจำเลยที่ 1 ติดต่อให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้านั้นทางอากาศ จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกที่ติดตั้งเครื่องทำความเย็นโดยตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับสินค้ายาจากคลังสินค้าของบริษัทดีทแฮล์ม จำกัด สถานที่เก็บสินค้าไปยังคลังสินค้าของจำเลยร่วมตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 และขนส่งทางอากาศต่อไปและจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกใบรับขนของทางอากาศ (Air Waybill) ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้ามาถึงคลังสินค้าของจำเลยร่วมเมื่อเวลาประมาณ 17 นาฬิกา พนักงานของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้นำสินค้ายาเข้าบรรจุในตู้สินค้า "Envirotainer" ซึ่งเป็นตู้สินค้าทำความเย็น แล้ววางตู้สินค้าไว้ในคลังสินค้าของจำเลยร่วม ในช่วงเวลาระหว่าง 20 นาฬิกา ของวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 ถึงเวลา 14 นาฬิกา ของวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 อุณหภูมิในตู้สินค้าเปลี่ยนแปลงเป็นลบ 20 องศาเซลเซียส เป็นเหตุให้สินค้ายา "Crinone Gel 8%" ได้รับความเสียหายเปลี่ยนแปลงจนเกิดความเสียหายแก่สินค้าเวชภัณฑ์ตามคำฟ้องนั้น โจทก์ได้รับประกันภัยสินค้าไว้จากบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้เอาประกันภัยแล้วหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า การรับประกันภัยสินค้าระหว่างโจทก์กับผู้เอาประกันภัยนั้นทำสัญญากันในลักษณะเป็นกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิด (Open Cover) ซึ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับปี 2550 ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยเป็นกรมธรรม์สำหรับปี 2551 ที่เกิดเหตุคดีนี้ ซึ่งจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า กรมธรรม์ประกันภัยลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นวันหลังวันเกิดเหตุวินาศภัยและแม้โจทก์จะออกเอกสาร "Cover Note" ให้ความคุ้มครองแก่บริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้เอาประกันภัย แต่เอกสารฉบับนี้ก็มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 ในระหว่างที่ยังไม่มีการออกกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อพิจารณาเอกสารที่เกี่ยวข้องคือ กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สิ้นสุดระยะเวลาการคุ้มครองวันที่ 31 ธันวาคม 2550 โจทก์ออกเอกสาร "Cover Note" ลงวันที่ 28 มีนาคม 2551 เพื่อเป็นหลักฐานแสดงถึงระยะเวลาการคุ้มครองระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 แต่ตามเอกสารฉบับนี้ระบุให้มีผลสมบูรณ์เป็นระยะเวลาเพียง 120 วัน นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 เท่านั้น กล่าวคือ "Cover Note" จะมีผลสมบูรณ์ถึงวันที่ 29 เมษายน 2551 นอกจากนั้น ในหัวข้อหมายเหตุ (Remarks) มีความว่า "Cover Note" ฉบับนี้มีผลต่อเมื่อได้มีการเอาประกันภัยโปรแกรมระหว่างประเทศ (International Program) ไว้แก่กลุ่มการคลังซูริก (Zurich's Financial Group) และโจทก์จะออกกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อใช้แทนเอกสาร "Cover Note" ฉบับนี้ตามแนวทางที่ได้รับจาก "The Zurich Producing Country" และต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 โจทก์จึงออกกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อคุ้มครองบริษัทเมอร์ค จำกัด ระยะเวลาระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2551 ถึง 31 ธันวาคม 2551 ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์มีนายพิจารณ์ เจ้าหน้าที่สินไหมทดแทนทั่วไปบริษัทโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า ก่อนที่กรมธรรม์ประกันภัยจะหมดอายุการคุ้มครอง บริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้เอาประกันภัยติดต่อกับโจทก์เพื่อเอาประกันภัยต่อ โจทก์จึงออกกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองชั่วคราว (Cover Note) ให้โดยการคุ้มครองเป็นไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยและเหตุที่ออกกรมธรรม์ประกันภัยล่าช้าเพราะอยู่ระหว่างการเจรจาเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยใหม่และนายพิจารณ์ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์กับบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้เอาประกันตกลงเงื่อนไขเสร็จเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2551 ดังนี้ การที่โจทก์ออกกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองชั่วคราวและกรมธรรม์ประกันภัยตามลำดับ ก็เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่ามีการตกลงทำสัญญาประกันภัยกันระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยกับบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้เอาประกันภัย โดยมีระยะเวลาการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 การที่โจทก์ออกกรมธรรม์ประกันภัย มีระยะเวลาการคุ้มครองดังว่านั้นเป็นข้อบ่งชี้ว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุการเจรจาและแสดงเจตนาทำสัญญาประกันภัยกันไว้ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกในภายหลังแล้ว แม้วันที่ 23 พฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นวันออกกรมธรรม์ประกันภัย จะเป็นวันหลังจากวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุวินาศภัยในคดีนี้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้เข้าใจไปได้ว่าวันที่ออกกรมธรรม์ประกันภัยเป็นวันที่เกิดสัญญาประกันภัย โดยเฉพาะนายพิจารณ์ได้เบิกความยืนยันแล้วว่าโจทก์กับบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้เอาประกันภัยเจรจากันเรื่องเอาประกันภัยสินค้าเวชภัณฑ์ "Crinone Gel 8%" เสร็จตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2551 อันเป็นเวลาก่อนวันที่เกิดเหตุวินาศภัยในคดีนี้ สัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับบริษัทเมอร์ค จำกัด ตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2551 แล้ว และแม้หลักฐาน "Cover Note" ไม่ได้ระบุเลขที่กรมธรรม์ประกันภัยไว้ด้วยก็ตาม แต่เนื้อความในหลักฐาน "Cover Note" ก็สอดคล้องกับเนื้อความตามกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งในเรื่องคู่สัญญาระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยกับบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้เอาประกันภัยและระยะเวลาการคุ้มครองสินค้าที่เอาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุอุณหภูมิในตู้สินค้าเปลี่ยนแปลงจนเกิดความเสียหายแก่สินค้าเวชภัณฑ์ "Crinone Gel 8%" โจทก์ได้รับประกันภัยสินค้าไว้จากบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้เอาประกันภัยแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าเวชภัณฑ์ที่บริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้ส่ง เอาประกันภัยไว้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็น "Freight Forwarder" ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการจัดส่งสินค้าของทั้งฝ่ายผู้เอาประกันภัยและฝ่ายจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งทางอากาศ จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ขนส่งสินค้าเวชภัณฑ์ที่บริษัทเมอร์ค จำกัด เอาประกันภัยไว้แก่โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ออกใบรับขนของทางอากาศ (Air Waybill) ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 ว่าเป็นผู้นำรถบรรทุกที่ติดตั้งเครื่องทำความเย็นไปรับสินค้าเวชภัณฑ์จากบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้เอาประกันภัย แล้วขนส่งไปยังคลังสินค้าของจำเลยร่วมเพื่อรอการขนถ่ายขึ้นเครื่องบินของจำเลยที่ 2 ต่อไป รวมทั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีหน้าที่ในการดำเนินการนำสินค้าเวชภัณฑ์ "Crinone Gel 8%" บรรจุเข้าตู้สินค้า (Envirotainer) ซึ่งอยู่ที่คลังสินค้า โดยพนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดเรียงสินค้าเข้าตู้ เตรียมแบตเตอรี่ และน้ำแข็งแห้ง แล้วตั้งอุณหภูมิของตู้สินค้าตามที่กำหนดเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ภายในเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับการขนส่งสินค้า เห็นว่า แม้เมื่อปรากฏว่าอุณหภูมิของตู้สินค้าเปลี่ยนแปลงผิดปกติ พนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ยังต้องเป็นผู้มีหน้าที่แก้ไขปัญหาดังกล่าวและในที่สุดแม้สินค้าเวชภัณฑ์ยาตามคำฟ้องไม่ได้รับการขนส่งไปยังปลายทาง จำเลยที่ 1 ก็ยังได้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการให้บริการจากบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้ส่งสินค้าซึ่งนางสาวนภาพร พนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ตำแหน่ง "Route Support and Freight Management Officer" ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หลังจากรับขนส่งและรับสินค้าเวชภัณฑ์ยาตามคำฟ้องมาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงออกใบรับขนของทางอากาศ (Air Waybill) ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 เพื่อเป็นหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้านั้นไว้เพื่อขนส่งต่อไปแล้วและใบเรียกเก็บเงินเป็นการเรียกเก็บค่าระวาง นอกจากนี้แม้จำเลยที่ 1 จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ผู้ขนส่ง แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 กลับอ้างเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดตามสัญญาขนส่งว่า เป็นสัญญาที่บริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้เอาประกันภัยตกลงในเรื่องการจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเนื้อความที่ใช้กับ เฟรตฟอร์เวิร์ดเดอร์เช่นจำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญาผู้รับขนส่งทางอากาศได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าเวชภัณฑ์ยา "Crinone Gel 8%" ที่บริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้ส่ง เอาประกันภัยไว้แก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 จำกัดความรับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าเวชภัณฑ์ยา "Crinone Gel 8%" ที่ขนส่งได้หรือไม่ เพียงใด ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ในช่องรายการที่ผู้ส่งสินค้าแสดงราคาสินค้าเพื่อเสียภาษีศุลกากร (Shipper's Declared Values For Customs) ระบุว่า "NVD" หมายถึง ไม่แสดงราคาสินค้า (Non Value Declared) ผู้เอาประกันภัยจึงไม่เคยแจ้งราคาสินค้าเวชภัณฑ์ยา "Crinone Gel 8%" ที่แท้จริงที่ขนส่งให้จำเลยที่ 1 ทราบเพื่อการเรียกเก็บค่าระวางขนส่งสูงขึ้น จำเลยที่ 1 จึงจำกัดความรับผิดไว้ที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ได้ตามเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิด ข้อ 4 ซึ่งพิมพ์อยู่ที่ด้านหลังของใบรับขนของทางอากาศ โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า การขนส่งสินค้าเวชภัณฑ์ยาเป็นการขนส่งโดยมีการคิดค่าระวางเป็นพิเศษและควบคุมอุณหภูมิเป็นพิเศษ จึงเป็นการตกลงรับขนส่งสินค้าชนิดพิเศษกว่าสินค้าทั่วไป อันเป็นการรับประกันภัยในการขนส่ง โดยจำเลยที่ 1 เห็นว่า ตามใบรับขนของทางอากาศในช่องรายการแสดงราคาสินค้า (Shipper's Declared Values) แบ่งเป็น 2 ช่อง ช่องทางซ้ายเป็นช่องแสดงราคาสินค้าเพื่อเสียภาษีศุลกากร (for Customs) ระบุว่า "NVD" ส่วนช่องทางขวาเป็นช่องแสดงราคาสินค้าสำหรับการขนส่ง (for carriage) ระบุว่า "M/F" ในปัญหานี้ได้ความจากคำเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ของนางสาวนภาพร พยานจำเลยที่ 1 ว่า ช่องรายการแสดงราคาสินค้าสำหรับการขนส่ง (Declared Value For Carriage) ในใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 1 ออกในนามของจำเลยที่ 2 ที่เขียนว่า "NVD" (No Value Declared) หมายความว่า ไม่มีการแจ้งมูลค่าของสินค้าที่ขนส่ง หากลูกค้าผู้ส่งแจ้งมูลค่าของสินค้า จะทำให้ผู้ขนส่งเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มและจะทำให้ความรับผิดชอบเกี่ยวกับสินค้าที่ขนส่งขึ้นอยู่กับมูลค่าของสินค้าด้วย สายการบินผู้ขนส่งจะออกข้อจำกัดความรับผิดเกี่ยวกับสินค้าที่ขนส่งไว้ที่ด้านหลังใบรับขนของทางอากาศและยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านด้วยว่า การคิดค่าระวางจากมูลค่าของสินค้าเช่นนี้จะเป็นกรณีสินค้าพิเศษ (Special Cargo) จำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าระวางสินค้าที่รับขนแบบกรณีสินค้าพิเศษซึ่งได้ระบุไว้ในใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกให้แก่บริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้ส่ง แล้ว ดังนี้ แสดงว่าเฉพาะในช่องรายการแสดงราคาสินค้าสำหรับการขนส่ง (Declared Value For Carraige) เท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับและมีผลต่อการจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 แต่ในช่องดังกล่าวของใบรับขนของทางอากาศกลับระบุว่า "M/F" ไม่ใช่ "NVD" โดยไม่ปรากฏในทางนำสืบของจำเลยที่ 1 หรือฝ่ายใดว่า "M/F" กับ "NVD" มีความหมายเช่นเดียวกันหรือไม่ อย่างไร เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายอ้างเอาประโยชน์จากข้อสัญญาจำกัดความรับผิดในความเสียหายจำนวน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ตามเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิดซึ่งอยู่ด้านหลังใบรับขนของทางอากาศนี้ จำเลยที่ 1 ต้องนำสืบให้เห็นด้วยว่า บริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้ส่ง ได้ตกลงไว้โดยแจ้งชัดในเรื่องข้อจำกัดความรับผิดสำหรับสินค้าที่ขนส่งซึ่งกำหนดไว้ในเงื่อนไขและข้อจำกัดความรับผิด เมื่อไม่ปรากฏลายมือชื่อของกรรมการบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้ส่ง ซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้ส่ง ได้ตกลงไว้โดยแจ้งชัดในเรื่องข้อจำกัดความรับผิดที่จำเลยที่ 1 อ้าง ข้อตกลงจำกัดความรับผิดที่จำเลยที่ 1 อ้างย่อมไม่ผูกพันบริษัทเมอร์ค จำกัด ผู้ส่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างเอาประโยชน์จากข้อจำกัดความรับผิดได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 ไม่ใช้บังคับกับกรณีเช่นคดีนี้และการกระทำของพนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่ถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า พนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ตั้งอุณหภูมิสินค้าผิดพลาดเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างข้อจำกัดความรับผิดได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 610 ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด
บริษัท ดีเอชแอล โกลเบิล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ดับบลิวเอฟเอสพีจีคาร์โก้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชุตินธร ห่อวโนทยาน
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2925/2559
#600602
เปิดฉบับเต็ม

การขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ 2 อันว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวและจะต้องขายทรัพย์ให้แก่ผู้ให้ราคาสูงสุด ในการขายทอดตลาด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาด จึงชอบแล้ว ส่วนการที่ผู้ซื้อทรัพย์กล่าวอ้างว่าจำเลยขอร้องให้ผู้ซื้อทรัพย์ช่วยประมูลซื้อทรัพย์และให้สัญญาว่าหากผู้ซื้อทรัพย์ชนะการประมูล จำเลยจะโอนสิทธิการเช่าทรัพย์ที่จำเลยมีต่อบุคคลภายนอกมาเป็นของผู้ซื้อทรัพย์ แล้วจำเลยผิดสัญญา หากเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่ผู้ซื้อทรัพย์จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเอง ไม่เกี่ยวข้องกับการประมูลซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดคดีนี้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้แทนของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 278 หาใช่เป็นผู้แทนจำเลยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90726, 90727 ตำบลจระเข้บัว (คลองกุ่ม) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อได้ในราคา 6,700,000 บาท

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ซื้อทรัพย์ว่า มีเหตุอันควรเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 90726, 90727 ตำบลจระเข้บัว (คลองกุ่ม) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ 2 อันว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวและจะต้องขายทรัพย์ให้แก่ผู้ให้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินโฉนดเลขที่ 90726, 90727 ตำบลจระเข้บัว (คลองกุ่ม) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาด จึงชอบแล้ว ส่วนการที่ผู้ซื้อทรัพย์กล่าวอ้างว่าจำเลยขอร้องให้ผู้ซื้อทรัพย์ช่วยประมูลซื้อทรัพย์และให้สัญญาว่าหากผู้ซื้อทรัพย์ชนะการประมูล จำเลยจะโอนสิทธิการเช่าทรัพย์ที่จำเลยมีต่อบุคคลภายนอกมาเป็นของผู้ซื้อทรัพย์ แล้วจำเลยผิดสัญญา หากเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่ผู้ซื้อทรัพย์จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยเอง ไม่เกี่ยวข้องกับการประมูลซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดคดีนี้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้แทนของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 หาใช่เป็นผู้แทนจำเลยไม่ การที่จำเลยให้สัญญาแก่ผู้ซื้อทรัพย์จึงไม่เกี่ยวข้องกับการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ซื้อทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 278
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายวิศิษฎ์ วงศ์วิรภาพ
จำเลย — นายประพฤทธิ์ วงศ์วิรภาพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายปรีชา พรหมเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายนนท์ ชัยปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา