คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2608/2559
#598452
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องจำเป็นต้องนำยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทเนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายแจ้งไปให้ผู้ร้องดำเนินการ การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับเป็นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เป็นเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องไม่สุจริตในการดำเนินการบังคับคดีอย่างไร อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่กำหนดให้ความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียมอยู่ในดุลพินิจของศาล กรณีจึงมีเหตุสมควรกำหนดให้ผู้ร้องไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจาณาคดีใหม่เนื่องจากจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง วันที่ 17 กรกฎาคม 2555 ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับเป็นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ก่อนที่ศาลฎีกาจะอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ผู้คัดค้านมีหมายแจ้งให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 13991 ตำบลลำผักชี อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร วันที่ 15 สิงหาคม 2554 ผู้ร้องจึงได้นำยึดที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งของผู้คัดค้าน แต่เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เป็นผลให้การบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้วเป็นอันเพิกถอนไปในตัวรวมถึงการยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทด้วย ผู้คัดค้านได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดี เป็นเงิน 153,550 บาท คำสั่งและคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านไม่ชอบ เนื่องจากการยึดทรัพย์และการที่ศาลฎีกาอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ มิใช่ความผิดของผู้ร้อง ขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 ผู้คัดค้านมีหมายแจ้งให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13991 ตำบลลำผักชี อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร วันที่ 15 สิงหาคม 2554 ผู้ร้องจึงได้นำยึดที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งของผู้คัดค้าน วันที่ 17 กรกฎาคม 2555 ศาลฎีกามีคำพิพากษาอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ เนื่องจากจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ เป็นผลให้การบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้วเป็นอันเพิกถอนไปในตัว ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดี

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องจะต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดีหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องจำเป็นต้องนำยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทในวันที่ 15 สิงหาคม 2554 เนื่องจากผู้คัดค้านมีหมายแจ้งไปให้ผู้ร้องดำเนินการ การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับเป็นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ เป็นเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องไม่สุจริตในการดำเนินการบังคับคดี อย่างไร อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่กำหนดให้ความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียมอยู่ในดุลพินิจของศาล ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย และค่าใช้จ่ายในคดีไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีมีเหตุสมควรกำหนดให้ผู้ร้องไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดี

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดี เป็นเงิน 153,550 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายสุทิน ชูสงวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2587/2559
#598444
เปิดฉบับเต็ม

คำหรือข้อความที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการบริการนั้น หากว่าเป็นคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของรายการบริการธนาคารพาณิชย์ที่ขอจดทะเบียนโดยตรงแล้ว คำหรือข้อความนั้นย่อมถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว ส่วนคำหรือข้อความอันเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องหมายบริการที่เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการแล้ว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจมีคำสั่งให้โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนั้นแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำหรือข้อความว่า "Make THE Difference" ดังกล่าวตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 ต้องได้ความว่า คำหรือข้อความนั้นเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการบริการสำหรับบริการธนาคารพาณิชย์ที่ขอจดทะเบียนอันไม่ควรให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวกรณีหนึ่งหรือเป็นกรณีที่คำหรือข้อความดังกล่าวมีลักษณะไม่บ่งเฉพาะ สำหรับกรณีการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "TMB Make THE Difference" เพื่อใช้กับบริการจำพวก 36 รายการบริการ ธนาคารพาณิชย์ นี้ ข้อความว่า "Make THE Difference" เป็นข้อความที่นำเอาภาษาอังกฤษจำนวน 3 คำ มาประกอบกัน ซึ่งเมื่อพิจารณาความหมายของคำดังกล่าวตามพจนานุกรมแล้ว สามารถแปลได้ความหมายรวมกัน "ทำให้เกิดความแตกต่าง หรือสร้างความแตกต่าง" ซึ่งมีลักษณะเป็นคำบรรยายทั่วไป ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการให้บริการธนาคารพาณิชย์อันเป็นรายการบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนแต่อย่างใด ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงคำแนะนำ ยังไม่ใช่คำพรรณนาที่จะทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้โดยทันทีถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการธนาคารพาณิชย์ทั้งปวงซึ่งใช้เครื่องหมายบริการนี้โดยตรงว่ามีลักษณะหรือคุณสมบัติใดเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ผู้ใช้บริการจะต้องจินตนาการหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจึงจะทราบได้ว่าบริการเกี่ยวกับกิจการธนาคารพาณิชย์ของโจทก์แตกต่างจากบริการอื่นอย่างไร นอกจากนี้ข้อความว่า "Make THE Difference" ยังมิได้เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญสำหรับการให้บริการเกี่ยวกับกิจการธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ประกาศกำหนดให้ข้อความดังกล่าวเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการให้บริการธนาคารพาณิชย์ที่โจทก์ขอจดทะเบียนด้วย ข้อความว่า "Make THE Difference" ดังกล่าวจึงเป็นข้อความที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการธนาคารพาณิชย์โดยตรงและมิได้เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายหรือบริการสำหรับรายการบริการธนาคารพาณิชย์ที่โจทก์ขอจดทะเบียน ดังนั้นเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า "TMB Make THE Difference" จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยโจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันข้อความว่า "Make THE Difference"

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ 778739 เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะพึงรับจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย โดยที่โจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความว่า "Make THE Difference" และสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1124/2555 และเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่พณ 0704/22242 กับให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 778739 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "TMB Make THE Difference" ในรูปแบบเป็นคำขอเลขที่ 778739 เพื่อใช้กับบริการจำพวก 36 รายการบริการ ธนาคารพาณิชย์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์บางส่วนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันทั้งหมด ยกเว้นอักษรโรมัน "TMB" ทั้งให้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายคำขอนี้เป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายคำขอเลขที่ 598074 เลขที่ 598075 เลขที่ 607107 เลขที่ 608954 เลขที่ 608955 เลขที่ 650512 และเลขที่ 779743 โจทก์เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำสั่งให้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำขอนี้เป็นเครื่องหมายชุดข้างต้น โจทก์จึงยื่นหนังสือขอจดทะเบียนเครื่องหมายชุดต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำสั่งว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์บางส่วนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันทั้งหมด ยกเว้นอักษรโรมัน "TMB" โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเด็นนี้ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยเห็นว่าข้อความว่า "Make THE Difference" สื่อความหมายได้ว่า "ทำให้เกิดความแตกต่าง หรือสร้างความแตกต่าง" เมื่อนำมาใช้กับบริการธนาคารพาณิชย์ทำให้เข้าใจได้ว่าบริการภายใต้เครื่องหมายบริการนี้ เป็นบริการที่สร้างความแตกต่างหรือปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างแตกต่างจากบริการที่อื่นๆ นับว่าเป็นข้อความที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ชอบที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการให้แก่โจทก์ภายใต้เงื่อนไขว่าโจทก์ต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความว่า "Make THE Difference" ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนหลักฐานที่โจทก์นำส่งยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่า โจทก์จำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาบริการของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายบริการที่มีภาคส่วนข้อความว่า "Make THE Difference" อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่น ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จึงไม่อาจนำมากล่าวอ้างให้โจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความว่า "Make THE Difference" แต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า อักษรโรมันข้อความว่า "Make THE Difference" ในเครื่องหมายบริการของโจทก์ เป็นข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของรายการบริการธนาคารพาณิชย์ที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรงและโจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันข้อความว่า "Make THE Difference" หรือไม่ เห็นว่า คำหรือข้อความที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนั้น หากว่าเป็นคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของรายการบริการธนาคารพาณิชย์ที่ขอจดทะเบียนโดยตรงแล้ว คำหรือข้อความนั้นย่อมถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว ส่วนคำหรือข้อความอันเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องหมายบริการ ที่เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการแล้ว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจมีคำสั่งให้โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนั้นแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำหรือข้อความว่า "Make THE Difference" ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต้องได้ความว่า คำหรือข้อความนั้นเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการบริการสำหรับบริการธนาคารพาณิชย์ที่ขอจดทะเบียนอันไม่ควรให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวกรณีหนึ่ง หรือเป็นกรณีที่คำหรือข้อความมีลักษณะไม่บ่งเฉพาะ สำหรับกรณีการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "TMB Make THE Difference" ในรูปแบบเครื่องหมายบริการ เพื่อใช้กับบริการจำพวก 36 รายการบริการ ธนาคารพาณิชย์ นี้ ข้อความว่า "Make THE Difference" เป็นข้อความที่นำเอาคำภาษาอังกฤษจำนวน 3 คำ มาประกอบกัน ได้แก่คำว่า "Make" คำว่า "THE" และคำว่า "Difference" ซึ่งเมื่อพิจารณาความหมายของคำตามพจนานุกรมคำว่า "Make" แปลว่า ทำ ขึ้น สร้าง คำว่า "THE" แปลว่า นี้ นั้น พวก (ที่เฉพาะเจาะจง) และคำว่า "Difference" แปลว่า ความแตกต่าง เมื่อนำมารวมกันประกอบเป็นข้อความว่า "Make THE Difference" แล้ว แปลได้ความหมายว่า "ทำให้เกิดความแตกต่าง หรือสร้างความแตกต่าง" ซึ่งมีลักษณะเป็นคำบรรยายทั่วไป ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการให้บริการธนาคารพาณิชย์อันเป็นรายการบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนแต่อย่างใด ข้อความมีลักษณะเป็นเพียงคำแนะนำ (Suggestive word) เท่านั้น ยังไม่ใช่คำพรรณนา (Descriptive word) ที่จะให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้โดยทันทีถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการธนาคารพาณิชย์ทั้งปวงซึ่งใช้เครื่องหมายบริการนี้โดยตรงว่ามีลักษณะหรือคุณสมบัติใดเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ผู้ใช้บริการจะต้องจินตนาการหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจึงจะทราบได้ว่าบริการเกี่ยวกับกิจการธนาคารพาณิชย์ของโจทก์แตกต่างจากบริการอื่นอย่างไร นอกจากนี้ข้อความว่า "Make THE Difference" ยังมิได้เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญสำหรับการให้บริการเกี่ยวกับกิจการธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ประกาศกำหนดให้ข้อความเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการให้บริการธนาคารพาณิชย์ที่โจทก์ขอจดทะเบียนด้วย ข้อความว่า "Make THE Difference" จึงเป็นข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการธนาคารพาณิชย์โดยตรงและมิได้เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายหรือบริการสำหรับรายการบริการธนาคารพาณิชย์ที่โจทก์ขอจดทะเบียน ดังนั้นเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า TMB ซึ่งมีข้อความว่า "Make THE Difference" เป็นภาคส่วนประกอบด้วย ในรูปแบบเครื่องหมายบริการ จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยโจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันข้อความว่า "Make THE Difference" ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1124/2555 และคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/22242 ที่สั่งให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความว่า "Make THE Difference" และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ตามคำขอเลขที่ 778739 ของโจทก์ต่อไป โดยโจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความว่า "Make THE Difference" ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง ม. 17 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชเวช สุกิจจวนิข
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2586/2559
#598443
เปิดฉบับเต็ม

ลักษณะการประดิษฐ์ของจำเลยแตกต่างจากลักษณะพิเศษตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ 3 รายการ คือ ในลำดับที่ 1 แผ่นปิดกั้นด้านซ้ายตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเป็นแนวขอบกั้นด้านซ้ายที่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายอย่างน้อยหนึ่งแนวติดตั้งอยู่ สำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดด้านซ้ายจากภายนอก ส่วนการประดิษฐ์ของจำเลย บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเป็นแนวขอบกั้นด้านซ้าย ไม่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายติดตั้งอยู่ แต่จะมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นที่มีรูสำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดจากภายนอก ลำดับที่ 3 แผ่นรองด้านล่างในข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ บริเวณพื้นผิวของแผ่นรองด้านล่างเป็นแนวร่องเปิดด้านบนอย่างน้อยหนึ่งแนว หรือแนวร่องปิดด้านบนอย่างน้อยหนึ่งแนว สำหรับรองรับการยึดของนอตยึดด้านซ้ายที่สอดทะลุผ่านมาจากแนวร่องยึดด้านซ้าย ขณะที่แนวขอบด้านหนึ่งของแผ่นรองด้านล่างสอดเข้าด้านในระหว่างมุมบรรจบด้านหน้าซ้ายกับมุมบรรจบด้านหลังซ้ายของส่วนปิดกั้นด้านซ้าย ส่วนการประดิษฐ์ของจำเลย บริเวณพื้นผิวของแผ่นรองด้านล่างของส่วนรองรับด้านล่างไม่มีแนวร่องเปิดด้านบนหรือแนวร่องปิดด้านบน แต่จะมีรูเจาะสำหรับรองรับการยึดของนอตยึดด้านล่างที่สอดทะลุมาจากส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นของแผ่นปิดกั้นด้านซ้าย ลำดับที่ 7 แผ่นปิดกั้นด้านขวาตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านขวาเป็นแนวขอบกั้นด้านขวาที่มีแนวร่องยึดด้านขวาอย่างน้อยหนึ่งแนวติดตั้งอยู่ สำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดด้านขวาที่สอดทะลุผ่านมาจากแนวร่องยึดด้านขวา ส่วนการประดิษฐ์ของจำเลย บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านขวาเป็นแนวขอบกั้นด้านขวา ไม่มีแนวร่องยึดด้านขวาติดตั้งอยู่ แต่จะมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นของแผ่นปิดกั้นด้านขวาสำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดจากภายนอกลักษณะที่แตกต่างกันในลำดับที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ดังกล่าว ถือเป็นข้อสาระสำคัญเนื่องจากความมุ่งหมายในการประดิษฐ์ของโจทก์ต้องการแก้ไขปัญหาแผ่นป้ายแสดงสถานะด้านบนหลังคายานพาหนะแบบเก่าซึ่งใช้เวลามากในการประกอบติดตั้งยึดแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน โดยการเปิดเผยการประดิษฐ์โดยสมบูรณ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ระบุว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรนี้ ส่วนประกอบต่าง ๆ จะสามารถติดตั้งเข้าด้วยกันหรือถอดออกจากกันได้โดยง่ายด้วยการขันยึดของนอต ดังนั้น วิธีการยึดของนอตจึงหาใช่รายละเอียดปลีกย่อยไม่ ตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์การประกอบแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเข้ากับแผ่นรองด้านล่างใช้วิธีสอดนอตยึดจากภายนอกผ่านแนวร่องยึดด้านซ้ายโดยมีแนวร่องเปิดด้านบนของแผ่นรองด้านล่างรองรับการยึดของนอตยึดด้านซ้าย การประกอบแผ่นปิดกั้นด้านขวาเข้ากับแผ่นรองด้านล่างมีลักษณะเช่นเดียวกันคือใช้วิธีสอดนอตยึดจากภายนอกผ่านแนวร่องยึดด้านขวาโดยมีแนวร่องเปิดด้านบนของแผ่นรองด้านล่างรองรับการยึดของนอตด้านขวา การใช้นอตยึดในการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์จึงต้องอาศัยแนวร่องซึ่งถือว่าเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และขอรับความคุ้มครองตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาการประดิษฐ์ของจำเลยปรากฏว่าแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาไม่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายและแนวร่องยึดด้านขวา กับแผ่นรองด้านล่างไม่มีแนวร่อง โดยแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาของจำเลยมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นด้านซ้ายและด้านขวา และมีรูเพื่อรองรับการสอดผ่านของนอตยึด แผ่นรองด้านล่างมีรูเจาะสำหรับรองรับนอตยึดที่ทะลุมาจากส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นด้านซ้ายและด้านขวา การประดิษฐ์ของจำเลยจึงมีลักษณะแตกต่างจากการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์อย่างชัดเจน

ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 ทวิ สิทธิของผู้ทรงอนุสิทธิบัตรมีขอบเขตดังระบุในข้อถือสิทธิ ซึ่งการวินิจฉัยขอบเขตการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิต้องพิจารณาจากลักษณะของการประดิษฐ์ที่ระบุในรายละเอียดการประดิษฐ์และรูปเขียนประกอบด้วย ในกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ต้องนำลักษณะการประดิษฐ์ที่โจทก์ระบุไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิมาเปรียบเทียบกับการประดิษฐ์ของจำเลย ส่วนที่แตกต่างกันเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าการประดิษฐ์ของจำเลยไม่อยู่ในขอบเขตข้อถือสิทธิของโจทก์ในการพิจารณาเปรียบเทียบจึงไม่อาจละเลยส่วนดังกล่าวได้

การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์มีส่วนประกอบแยกได้ดังนี้ คือ ส่วนปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาที่มีลักษณะเป็นแผ่นสามเหลี่ยม แผ่นรองด้านหลัง ท่อแบนกลวงปิดกั้นด้านบนและแผ่นป้ายปิดด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนประกอบต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นสิ่งสามัญซึ่งใช้ในการประดิษฐ์ทั่ว ๆ ไปจำเลยจึงสามารถนำมาใช้ในการประดิษฐ์ได้ สำหรับรูปทรงภายนอกเมื่อประกอบเสร็จแม้จะมีความคล้ายคลึงกันก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ เนื่องจากอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นเรื่องการประดิษฐ์หาใช่เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ จำเลยมิได้นำข้อถือสิทธิของโจทก์ในเรื่องแนวร่องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และได้รับความคุ้มครองตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์มาใช้ในการประดิษฐ์ป้ายไฟบนรถแท็กซี่ของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยระงับการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขายและเสนอขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์แผ่นป้ายแสดงสถานะด้านบนหลังคายานพาหนะ ตามสำเนาอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ซึ่งโจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2550 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกอนุสิทธิบัตรให้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2552 มีอายุแห่งการคุ้มครองถึงวันที่ 28 มกราคม 2556 จำเลยเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ป้ายไฟบนรถแท็กซี่ ตามสำเนาอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6574 ซึ่งจำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2554 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกอนุสิทธิบัตรให้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 มีอายุแห่งการคุ้มครองถึงวันที่ 7 เมษายน 2560

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนายณัฐพล นักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตร สังกัดกรมทรัพย์สินทางปัญญา มาเบิกความเป็นพยานว่า ลักษณะการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานของจำเลยแตกต่างจากลักษณะพิเศษตามข้อถือสิทธิของโจทก์จำนวน 3 รายการ คือ รายการลำดับที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ตามตารางสรุปการเปรียบเทียบลักษณะของการประดิษฐ์แผ่นป้ายแสดงสถานะบนหลังคายานพาหนะระหว่างวัตถุพยานกับลักษณะของการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ซึ่งมีรายละเอียดคือ ลำดับที่ 1 แผ่นปิดกั้นด้านซ้ายตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเป็นแนวขอบกั้นด้านซ้ายที่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายอย่างน้อยหนึ่งแนวติดตั้งอยู่ สำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดด้านซ้ายจากภายนอก ส่วนการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานของจำเลย บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเป็นแนวขอบกั้นด้านซ้าย ไม่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายติดตั้งอยู่ แต่จะมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นที่มีรูสำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดจากภายนอก ลำดับที่ 3 แผ่นรองด้านล่างในข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ บริเวณพื้นผิวของแผ่นรองด้านล่างเป็นแนวร่องเปิดด้านบนอย่างน้อยหนึ่งแนว หรือแนวร่องปิดด้านบนอย่างน้อยหนึ่งแนว สำหรับรองรับการยึดของนอตยึดด้านซ้ายที่สอดทะลุผ่านมาจากแนวร่องยึดด้านซ้าย ขณะที่แนวขอบด้านหนึ่งของแผ่นรองด้านล่างสอดเข้าด้านในระหว่างมุมบรรจบด้านหน้าซ้ายกับมุมบรรจบด้านหลังซ้ายของส่วนปิดกั้นด้านซ้าย ส่วนการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานของจำเลย บริเวณพื้นผิวของแผ่นรองด้านล่างของส่วนรองรับด้านล่างไม่มีแนวร่องเปิดด้านบนหรือแนวร่องปิดด้านบน แต่จะมีรูเจาะสำหรับรองรับการยึดของนอตยึดด้านล่างที่สอดทะลุมาจากส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นของแผ่นปิดกั้นด้านซ้าย ลำดับที่ 7 แผ่นปิดกั้นด้านขวาตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านขวาเป็นแนวขอบกั้นด้านขวาที่มีแนวร่องยึดด้านขวาอย่างน้อยหนึ่งแนวติดตั้งอยู่ สำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดด้านขวาที่สอดทะลุผ่านมาจากแนวร่องยึดด้านขวา ส่วนการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานของจำเลย บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านขวาเป็นแนวขอบกั้นด้านขวา ไม่มีแนวร่องยึดด้านขวาติดตั้งอยู่ แต่จะมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นของแผ่นปิดกั้นด้านขวา สำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดจากภายนอก เห็นว่า ลักษณะที่แตกต่างกันในลำดับที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ตามคำเบิกความของนายณัฐพลถือเป็นข้อสาระสำคัญ เนื่องจากความมุ่งหมายในการประดิษฐ์ของโจทก์ต้องการแก้ไขปัญหาแผ่นป้ายแสดงสถานะด้านบนหลังคายานพาหนะแบบเก่าซึ่งใช้เวลามากในการประกอบติดตั้งยึดแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน โดยการเปิดเผยการประดิษฐ์โดยสมบูรณ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ ระบุว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรนี้ ส่วนประกอบต่างๆ จะสามารถติดตั้งเข้าด้วยกันหรือถอดออกจากกันได้โดยง่ายด้วยการขันยึดของนอต ดังนั้น วิธีการยึดของนอตจึงหาใช่รายละเอียดปลีกย่อยดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ไม่ ตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์การประกอบแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเข้ากับแผ่นรองด้านล่างใช้วิธีสอดนอตยึดจากภายนอกผ่านแนวร่องยึดด้านซ้ายโดยมีแนวร่องเปิดด้านบนของแผ่นรองด้านล่างรองรับการยึดของนอตยึดด้านซ้าย การประกอบแผ่นปิดกั้นด้านขวาเข้ากับแผ่นรองด้านล่างมีลักษณะเช่นเดียวกัน คือใช้วิธีสอดนอตยึดจากภายนอกผ่านแนวร่องยึดด้านขวา โดยมีแนวร่องเปิดด้านบนของแผ่นรองด้านล่างรองรับการยึดของนอตด้านขวา การใช้นอตยึดในการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ จึงต้องอาศัยแนวร่องซึ่งถือว่าเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และขอรับความคุ้มครองตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานของจำเลยปรากฏว่า แผ่นปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาไม่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายและแนวร่องยึดด้านขวากับแผ่นรองด้านล่างไม่มีแนวร่อง โดยแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาของจำเลยมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นด้านซ้ายและด้านขวาและมีรูเพื่อรองรับการสอดผ่านของนอตยึด แผ่นรองด้านล่างมีรูเจาะสำหรับรองรับนอตยึดที่ทะลุมาจากส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นด้านซ้ายและด้านขวา การประดิษฐ์ของจำเลยตามวัตถุพยาน จึงมีลักษณะแตกต่างจากการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์อย่างชัดเจน ที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า แม้การประดิษฐ์ของโจทก์และของจำเลยจะไม่มีส่วนที่เป็นลำดับที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 โครงสร้างการประดิษฐ์ส่วนอื่นก็สามารถประกอบกันได้โดยที่ไม่ทำให้เสียโครงสร้างหรือรูปทรงแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 ทวิ สิทธิของผู้ทรงอนุสิทธิบัตรมีขอบเขตดังระบุในข้อถือสิทธิ ซึ่งการวินิจฉัยขอบเขตการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิต้องพิจารณาจากลักษณะของการประดิษฐ์ที่ระบุในรายละเอียดการประดิษฐ์และรูปเขียนประกอบด้วย ในกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ ต้องนำลักษณะการประดิษฐ์ที่โจทก์ระบุไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิมาเปรียบเทียบกับการประดิษฐ์ของจำเลย ส่วนที่แตกต่างกันเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าการประดิษฐ์ของจำเลยไม่อยู่ในขอบเขตข้อถือสิทธิของโจทก์ ในการพิจารณาเปรียบเทียบจึงไม่อาจละเลยส่วนดังกล่าวได้ ส่วนกรณีที่ชิ้นส่วนประกอบที่โจทก์และจำเลยใช้มีลักษณะคล้ายคลึงกันนั้น เห็นว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์มีส่วนประกอบแยกได้ดังนี้คือ ส่วนปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาที่มีลักษณะเป็นแผ่นสามเหลี่ยม แผ่นรองด้านล่าง ท่อแบนกลวงปิดกั้นด้านบนและแผ่นป้ายปิดด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนประกอบต่างๆ เป็นสิ่งสามัญซึ่งใช้ในการประดิษฐ์ทั่วๆ ไป จำเลยจึงสามารถนำมาใช้ในการประดิษฐ์ได้ สำหรับรูปทรงภายนอกเมื่อประกอบเสร็จแม้จะมีความคล้ายคลึงกัน ก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ เนื่องจากอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นเรื่องการประดิษฐ์หาใช่เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมิได้นำข้อถือสิทธิของโจทก์ในเรื่องแนวร่องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และได้รับความคุ้มครองตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 มาใช้ในการประดิษฐ์ป้ายไฟบนรถแท็กซี่ของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 ทวิ ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวฉันทนา ผมหอม
จำเลย — นายสมชาย สุมาลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางวชิราภรณ์ อังศุพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2585/2559
#598442
เปิดฉบับเต็ม

หลักเกณฑ์การชำระค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ประกอบมาตรา 43 บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเริ่มแต่ปีที่ 5 ของอายุสิทธิบัตรและต้องชำระภายใน 60 วัน นับแต่วันเริ่มต้นระยะเวลาของปีที่ 5 นั้น และของทุก ๆ ปีต่อไป เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 วันเริ่มต้นระยะเวลาของปีที่ 5 จึงเป็นวันที่ 1 เมษายน 2550 และต้องชำระภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ไม่ใช่ชำระได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 ดังที่โจทก์อุทธรณ์

พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 62, 65 ประกอบมาตรา 43 และประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง การนับระยะเวลาตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้บัญญัติเรื่องการนับระยะเวลาค่าธรรมเนียมรายปีของผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ไว้ชัดเจนแล้ว ไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองต้องแสดงแผนผังแสดงวิธีการนับระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมปีที่ 5 ถึงปีที่ 10 ให้โจทก์ทราบอีก

โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 23 พฤษภาคม 2555 ที่ถูกโจทก์ต้องชำระระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2554 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 แต่เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของจำเลยที่ 1 รับชำระไว้แล้วนั้น จำเลยทั้งสองนำสืบว่า เกิดจากข้อผิดพลาดของระบบฐานข้อมูลสิทธิบัตรซึ่งคณะกรรมการสิทธิบัตรรับฟังว่าผิดพลาดจริงและถือว่าการชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 เป็นการชำระที่พ้นกำหนดเวลา โจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มิได้ชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 ทำรายงานต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรให้เพิกถอนสิทธิบัตรของโจทก์ แล้วต่อมาคณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวจึงชอบด้วย พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 62, 65 ประกอบมาตรา 43 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งแบบแผนผังวิธีการคำนวณระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมรายปีเริ่มแต่ปีที่ 5 และรายปีต่อปีจนครบ 10 ปี และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองที่มีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนสิทธิบัตรของโจทก์และคำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรที่ยืนตามคำสั่งของจำเลยทั้งสอง กับคืนทะเบียนสิทธิบัตรให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการในสังกัดกรม จำเลยที่ 1 ตำแหน่งนักวิชาการพาณิชย์ปฏิบัติการ ปฏิบัติราชการในกลุ่มหนังสือสำคัญและกำกับการจดทะเบียน สำนักสิทธิบัตร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 โจทก์ นางพรพันธุ์ ภริยาโจทก์และนางสาวพรเพ็ญ บุตรโจทก์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ โช้กอัพแรงอัดดันลม ต่อมาจำเลยที่ 1 ออกสิทธิบัตรให้แก่โจทก์ นางพรพันธุ์และนางสาวพรเพ็ญ โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งเตือนแก่โจทก์ว่า ใกล้ถึงกำหนดเวลาที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 แล้ว โดยให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 จำนวน 2,000 บาท หากไม่ชำระสิทธิบัตรของโจทก์จะถูกเพิกถอน โจทก์มิได้ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว จำเลยที่ 1 เสนอให้คณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตรของโจทก์ เนื่องจากไม่ได้ยื่นขอชำระค่าธรรมเนียมรายปี ต่อมาคณะกรรมการสิทธิบัตรมีมติให้เพิกถอนสิทธิบัตรของโจทก์ ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2555 โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมรายปีแก่จำเลยที่ 1 แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 เสนอให้คณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 18369 ของโจทก์อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากไม่ได้ยื่นขอชำระค่าธรรมเนียมรายปี ต่อมาคณะกรรมการสิทธิบัตรมีมติให้เพิกถอนสิทธิบัตรของโจทก์ ตามสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการสิทธิบัตร ครั้งที่ 1/2556 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรโดยระบุว่าไม่อาจชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 10 ได้ และจำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปีเร็วกว่ากำหนด 1 ปี คณะกรรมการสิทธิบัตรพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคณะกรรมการสิทธิบัตรมีมติเพิกถอนสิทธิบัตรของโจทก์ เนื่องจากไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 โจทก์ไม่ได้ร้องขอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรว่ามีเหตุจำเป็นไม่อาจชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 ได้และไม่อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเพิกถอนสิทธิบัตร คำสั่งของคณะกรรมการที่สั่งเพิกถอนสิทธิบัตรกรณีไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 เป็นที่สุด ส่วนการรับชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2555 เกิดจากความขัดข้องของระบบฐานข้อมูลสิทธิบัตร (E-PATENT) ในทางปฏิบัติโจทก์สามารถขอคืนเงินค่าธรรมเนียมที่ได้ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ คณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมีมติให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรของโจทก์กรณีไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 10 ที่ได้มีคำสั่งในคราวประชุมคณะกรรมการสิทธิบัตร ครั้งที่ 1/2556 เนื่องจากคณะกรรมการสิทธิบัตรมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรแล้ว จากกรณีไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 ในคราวประชุมคณะกรรมการสิทธิบัตร เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 ตามสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการสิทธิบัตร ครั้งที่ 5/2556 ลงวันที่ 17 กันยายน 2556

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองนับระยะเวลาเพื่อให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมรายปีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ จะได้รับสิทธิต่าง ๆ ตามที่พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 63 บัญญัติไว้ ก็ต่อเมื่อผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นได้รับสิทธิบัตรแล้ว โดยสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีอายุสิบปีนับแต่วันขอรับสิทธิบัตรในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 62 ส่วนการนับระยะเวลามีประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง การนับระยะเวลา ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 กำหนดไว้ โดยข้อ 2 วรรคหนึ่ง ของประกาศดังกล่าวกำหนดว่า ให้เริ่มนับตั้งแต่วันขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร โดยให้นับรวมวันขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรเป็นวันที่หนึ่งและให้สิ้นสุดวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งปีอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มนับระยะเวลานั้นและประกาศดังกล่าวข้อ 2 วรรคสอง กำหนดว่า การนับระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้กับการนับระยะเวลาเพื่อชำระค่าธรรมเนียมรายปีด้วย ในกรณีของโจทก์กับพวกที่ยื่นขอรับสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 0302001027 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 สิทธิตามสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามคำขอของโจทก์ในช่วงปีแรก จึงอยู่ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2546 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2547 และช่วงปีที่ 5 อยู่ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 สำหรับเรื่องการชำระค่าธรรมเนียมรายปีนั้น พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหมวด 2 ว่าด้วยสิทธิบัตรการประดิษฐ์ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า "ผู้ทรงสิทธิบัตรต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เริ่มแต่ปีที่ห้าของอายุสิทธิบัตรและต้องชำระภายในหกสิบวันนับแต่วันเริ่มต้นระยะเวลาของปีที่ห้านั้นและของทุก ๆ ปีต่อไป" ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 43 วรรคหนึ่ง มาตรา 65 ได้บัญญัติให้นำมาใช้บังคับในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยอนุโลม มีผลให้ผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีในช่วงปีที่ 1 ถึงปีที่ 4 แต่ต้องเริ่มชำระค่าธรรมเนียมรายปีในปีที่ 5 เป็นต้นไปจนถึงปีที่ 10 ทั้งนี้กฎกระทรวงว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมและการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร พ.ศ.2547 ข้อ 2 (10) กำหนดค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ปีที่ 5 จนถึงปีที่ 10 ไว้แล้ว เมื่อพิจารณากรณีของโจทก์ ระยะเวลาปีที่ 5 ของโจทก์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2550 โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมปีที่ 5 ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 และนายณพเกษม นิติกรชำนาญการประจำสำนักกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา พยานจำเลยทั้งสองเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานว่า ปีที่ 5 วันที่ครบกำหนดรอบปีคือ วันที่ 1 เมษายน 2550 วันที่ครบกำหนดชำระโดยไม่ต้องชำระค่าปรับหรือภายใน 60 วัน นับแต่วันเริ่มต้นระยะเวลาของปีที่ 5 คือตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 จึงสอดคล้องกับพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ประกอบมาตรา 43 และมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ทำนองว่า วันที่ 1 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ยื่นขอรับสิทธิบัตรอันเป็นจุดเริ่มต้นต้องกำหนดเป็นศูนย์ หรือไม่นับระยะเวลาและครบห้าปีบริบูรณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2551 แต่กฎหมายกำหนดให้ลดเวลาลง 1 วัน จึงครบ 5 ปี ในวันที่ 31 มีนาคม 2551 การชำระค่าธรรมเนียมปีที่ 5 ภายในกำหนด 60 วัน คือชำระตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 นั้น เห็นว่า หลักเกณฑ์การชำระค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์พระราชบัญญัติ พ.ศ.2522 มาตรา 65 ประกอบมาตรา 43 ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โดยผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเริ่มแต่ปีที่ 5 ของอายุสิทธิบัตรและต้องชำระภายใน 60 วัน นับแต่วันเริ่มต้นระยะเวลาของปีที่ 5 นั้น และของทุก ๆ ปีต่อไป เมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 วันเริ่มต้นระยะเวลาของปีที่ 5 ที่โจทก์จะต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี จึงเป็นวันที่ 1 เมษายน 2550 และต้องชำระภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ไม่ใช่ชำระได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยทั้งสองออกหนังสือราชการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมรายปีโดยกำหนดเพียงวันที่โจทก์ต้องชำระแต่ไม่เคยแสดงแผนผังระเบียบวิธีการคิดคำนวณระยะเวลาให้โจทก์ทราบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 62 มาตรา 65 ประกอบมาตรา 43 และประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง การนับระยะเวลาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้บัญญัติเรื่องระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมรายปีของผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ไว้ชัดเจนเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองต้องแสดงแผนผังแสดงวิธีการนับระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมปีที่ 5 ถึงปีที่ 10 ให้โจทก์ทราบดังที่โจทก์อุทธรณ์อีก ส่วนกรณีที่โจทก์นำค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 ไปชำระแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2555 ซึ่งที่ถูกโจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับปีที่ 9 ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2554 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 แต่เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของจำเลยที่ 1 รับชำระไว้แล้วนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า สาเหตุเกิดจากข้อผิดพลาดของระบบฐานข้อมูลสิทธิบัตร ซึ่งคณะกรรมการสิทธิบัตรรับฟังว่าเกิดข้อผิดพลาดดังกล่าวจริงและถือว่าการชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 เป็นการชำระค่าธรรมเนียมรายปีที่พ้นกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ตามสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการสิทธิบัตร ครั้งที่ 5/2556 การที่คณะกรรมการสิทธิบัตรยืนยันให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์เนื่องจากไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 และอุทธรณ์ของโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มิได้ชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ทำรายงานต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรให้เพิกถอนสิทธิบัตรตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ประกอบมาตรา 43 วรรคสี่ แล้วต่อมาคณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของโจทก์เนื่องจากไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปี ปีที่ 9 ตามสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการสิทธิบัตร ครั้งที่ 1/2555 การกระทำของจำเลยทั้งสองและคณะกรรมการสิทธิบัตรจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 62 มาตรา 65 ประกอบมาตรา 43 แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองและคำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรที่ให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 18369 ของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 43 ม. 62 ม. 63 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชิต ก้อนทรัพย์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิรภพ วีระวานิช
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2569/2559
#598209
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมของ พ. ที่ว่า ทรัพย์เหล่านี้ขอยกให้ผู้ตายรักษาไว้เพื่อตกทอดแก่ลูกหลานผู้สืบสกุลต่อไป ต่อมาผู้ตายทำพินัยกรรมขอยกให้ผู้ร้องรักษาไว้เพื่อตกทอดแก่ลูกหลานผู้สืบสกุลต่อไป ถือเป็นข้อกำหนดตั้งผู้รับพินัยกรรม คือผู้ตายและผู้ร้องตามลำดับ ข้อความในพินัยกรรมทั้งสองในส่วนที่ว่า รักษาไว้เพื่อตกทอดแก่ลูกหลานผู้สืบสกุลต่อไปนั้น เป็นเงื่อนไขให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมแก่บุคคลอื่น ป.พ.พ. มาตรา 1707 ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นเป็นอันไม่มีเลย เมื่อพินัยกรรมกำหนดให้ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของ พ. ตกได้แก่ผู้ตายเพียงคนเดียวและผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องเพียงผู้เดียว โดยข้อความต่อท้ายที่ว่า "ให้รักษาไว้เพื่อตกทอดแก่ลูกหลานผู้สืบสกุลต่อไป" ถือเป็นเงื่อนไขที่เป็นอันไม่มีเลย ผู้คัดค้านย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์มรดกของผู้ตาย กรณีจึงถือว่าผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า พินัยกรรมตัดผู้คัดค้านจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกเพื่อจะนำไปฟังว่าผู้คัดค้านมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายประทีป ผู้ตาย กับยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวนของศาลชั้นต้น ผู้ร้องแถลงสละประเด็นตามคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่ใช่บุตรของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมของนางพร้อม และข้อกำหนดในพินัยกรรมของผู้ตายที่ยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ผู้ตายและให้ผู้ร้องตามลำดับที่ว่า ยกทรัพย์มรดกให้แต่เพียงผู้เดียวและรักษาไว้เพื่อตกทอดแก่ลูกหลานผู้สืบสกุลต่อไป ข้อความว่ารักษาไว้เพื่อตกทอดแก่ลูกหลานผู้สืบสกุลต่อไปนั้นมีผลผูกพันหรือให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นเป็นอันไม่มีเลย เห็นว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับของนางพร้อมและผู้ตายเป็นข้อกำหนดพินัยกรรมตั้งผู้รับพินัยกรรมคือ ผู้ตายและผู้ร้องตามลำดับ ข้อความว่ารักษาไว้เพื่อตกทอดแก่ลูกหลานผู้สืบสกุลต่อไปนั้นเป็นเงื่อนไขให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมแก่บุคคลอื่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1707 ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นเป็นอันไม่มีเลย ที่ผู้คัดค้านอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 941/2516 ระหว่างนายทองอินทร์ โจทก์ นายสุดจิตต์ จำเลย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2518 ระหว่างนายหนม โจทก์ นางผม จำเลย ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองเรื่อง เป็นกรณีที่พินัยกรรมมิได้ตั้งผู้รับพินัยกรรม แต่ตั้งผู้จัดการมรดกกับผู้จัดการทรัพย์สินเพื่อจัดการให้แก่บุคคลอื่นซึ่งอาจทราบตัวแน่นอนได้จึงไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (2) ข้อเท็จจริงแตกต่างกับคดีนี้ซึ่งพินัยกรรมตั้งผู้ตายและผู้ร้องรับทรัพย์มรดกเพียงผู้เดียว

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางพร้อมและของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพินัยกรรมกำหนดให้ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางพร้อมตกได้แก่ผู้ตายเพียงคนเดียว และผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกดังกล่าว ผู้ตายยกให้แก่ผู้ร้องเพียงผู้เดียว โดยข้อความที่ว่า ให้รักษาไว้เพื่อตกทอดแก่ลูกหลานผู้สืบสกุลต่อไปถือเป็นเงื่อนไขที่เป็นอันไม่มีเลย ผู้คัดค้านย่อมไม่มีสิทธิใดๆในทรัพย์มรดกของผู้ตาย กรณีจึงถือว่าผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า พินัยกรรมตัดผู้คัดค้านจากการเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกเพื่อจะนำไปฟังว่าผู้คัดค้านมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 1707 ม. 1727 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายภาณุจรัส ณ นคร
ผู้คัดค้าน — นายพัฒนวงศ์ ณ นคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวบวรวรรณ กิรานุชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2557/2559
#599753
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยปัญหาอายุความว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่ใช่บุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ตามสัญญาซึ่งไม่ถูกต้องแล้วนับอายุความสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องทั้งสองในฐานะตัวการตัวแทนจึงไม่ถูกต้อง อันเป็นการวินิจฉัยสถานะของคู่ความโดยปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องไม่ใช่เพียงการวินิจฉัยอายุความเท่านั้น แต่เป็นกรณีปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) และศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ในคดีระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับผู้คัดค้าน หมายเลขดำที่ 90/2553 หมายเลขแดงที่ 67/2556 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม เนื่องจากคณะอนุญาโตตุลาการ (เสียงข้างมาก) วินิจฉัยชี้ขาดนอกคำเสนอข้อพิพาทและคำคัดค้านและเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาท ไม่ชอบด้วยกฎหมายและการยอมรับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (เสียงข้างมาก) เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 40 (1) (ง) และมาตรา 40 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 190,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2548 จนถึงวันเสนอข้อพิพาทรวมเป็นเงิน 331,797,260.27 บาท และให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าตอบแทนจำนวน 190,000,000 บาท นับถัดจากวันเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลแพ่งพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 90/2553 หมายเลขแดงที่ 67/2556 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2556 ระหว่างคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ผู้ร้องที่ 1 และการกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้ร้องที่ 2 กับบริษัทสามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ให้ผู้คัดค้านชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ส่วนคำขอบังคับให้ยกเสีย

ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นคณะบุคคล ใช้ชื่อว่า คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 (Bangkok Asian Games 1998 Organizing Committee เรียกโดยย่อว่า BAGOC) หรือคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 จัดตั้งขึ้นตามมติของคณะรัฐมนตรี สืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยได้รับคัดเลือกจากสภาโอลิมปิคแห่งเอเชีย (The Olympic Council Of Asia เรียกโดยย่อว่า OCA) ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 6 ถึง 20 ธันวาคม 2541 ซึ่งเดิมมีคณะกรรมการจำนวน 54 คน ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่ปรึกษา รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลการบริหารราชการการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่สั่งและปฏิบัติราชการการกีฬาแห่งประเทศไทย กับประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยเป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลัง อัยการสูงสุดผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นต้น เป็นกรรมการเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยเป็นกรรมการและเลขาธิการโดยตำแหน่ง คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่จัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 ให้บรรลุเป้าหมายเป็นผลดีที่สุดแก่ประเทศชาติและเป็นไปตามกฎธรรมนูญสหพันธ์ ตลอดจนการขอรับการสนับสนุนในการเตรียมงานและจัดการแข่งขันจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน และจัดทำรายงานเสนอเมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขัน รวมทั้งมีอำนาจจัดการสิทธิประโยชน์ต่างๆ และติดตามหนี้สิน ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอให้ปรับปรุงคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 เนื่องจากยังมีภารกิจที่จะต้องดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับการติดตามหนี้สิน ค่าสิทธิประโยชน์และอื่นๆ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นคู่สัญญาต่างๆ ต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ ผู้ร้องที่ 2 เป็นนิติบุคคลใช้ชื่อว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 มีชื่อภาษาอังกฤษว่า SPORTS AUTHORITY OF THAILAND เรียกโดยย่อว่า SAT และเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หลังจากมีการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี 2545 ผู้ร้องที่ 2 โอนไปสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจนถึงปัจจุบัน ผู้ร้องที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ดูแลงานด้านกีฬาของประเทศ ตลอดจนเป็นผู้ดำเนินการให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ร้องที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานการดำเนินการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 และปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการของผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ดูแลสนามที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 รวมทั้งงานพิธีเปิดและปิดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ปัจจุบันมีนายกนกพันธ์ เป็นผู้ว่าการและเป็นผู้แทนตามกฎหมาย ผู้ร้องที่ 1 มอบอำนาจให้ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยดำเนินคดีแทน ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าและให้บริการต่าง ๆ มีนายเจริญรัฐ นายวัฒน์ชัยและนายศิริชัย เป็นกรรมการและกรรมการ 2 ใน 3 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยได้ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ผู้ร้องที่ 1 เป็นคู่สัญญากับผู้เข้าทำสัญญาสนับสนุนการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13

วันที่ 8 กรกฎาคม 2540 ผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 (Partner Agreement) กับผู้ร้องที่ 1 โดยผู้ร้องที่ 1 ตกลงให้ผู้คัดค้านเป็นผู้สนับสนุนหลักรายหนึ่งในจำนวนผู้สนับสนุนหลักทั้งหมด 11 ราย โดยผู้ร้องที่ 1 ตกลงให้สิทธิประโยชน์และโอกาสแก่ผู้คัดค้านในส่วนที่เกี่ยวกับสินค้าและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดในสัญญาและเพื่อตอบแทนการได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ผู้คัดค้านตกลงให้ค่าตอบแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 มีมูลค่ารวม 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นเงินสด 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นค่าตอบแทนในรูปสินค้าและบริการอีกจำนวน 7,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้คัดค้านต้องชำระเงินค่าตอบแทนส่วนที่เป็นเงินสดจำนวน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญา ที่เหลืออีกจำนวน 2,250,000 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้คัดค้านตกลงชำระในวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ด้วยวิธีโอนเงินแต่ละงวดไปยังบัญชีชื่อ OCA/BAGOC Trust Account เลขที่ 59405062A ของธนาคาร Union Bank of Switzerland ส่วนค่าตอบแทนในรูปแบบสินค้าและบริการ ผู้คัดค้านตกลงจัดหาสินค้าและบริการประเภทเครือข่ายและสื่อสารโทรคมนาคมในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการแข่งขันกีฬาและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแข่งขันกีฬาในมูลค่ารวม 7,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2541 หากมูลค่าสิ่งตอบแทนในรูปสินค้าและบริการที่ผู้คัดค้านมอบให้ต่ำกว่าจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในสัญญา ผู้คัดค้านตกลงจะชำระส่วนต่างเป็นเงินแก่ผู้ร้องที่ 1 ภายใน 48 วัน นับจากวันที่ครบกำหนดส่งรายงานแสดงจำนวน ลักษณะมูลค่าและผู้รับสิ่งตอบแทนในไตรมาสสุดท้ายและหากผู้คัดค้านชำระเงินจำนวนใดจำนวนหนึ่งล่าช้า ผู้คัดค้านยินยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (ร้อยละ 18 ต่อปี) หรืออัตราสูงสุดตามกฎหมาย โดยใช้อัตราที่ต่ำกว่าสำหรับจำนวนที่ชำระล่าช้าและระยะเวลาที่ชำระล่าช้าให้แก่ผู้ร้องที่ 1 ตามสัญญาเข้าเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 แต่ผู้คัดค้านประสบภาวะทางเศรษฐกิจไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาได้

วันที่ 11 ธันวาคม 2540 ผู้คัดค้านมีหนังสือขอลดวงเงินสนับสนุนการแข่งขันถึงนายสันติภาพ ประธานคณะกรรมการ สาขาธุรกิจและสิทธิประโยชน์ ว่าบริษัทผู้คัดค้านขาดเงินทุนหมุนเวียนและไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินกู้มาสนับสนุนได้เต็มวงเงินที่เสนอไว้ จึงจำเป็นต้องขอลดวงเงินสนับสนุน จาก 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นสนับสนุนในวงเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ

วันที่ 21 มีนาคม 2541 ผู้คัดค้านมีหนังสือยืนยันการเป็นผู้สนับสนุนถึงนายสันติภาพโดยอ้างถึงหนังสือฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2540 ว่า ผู้คัดค้านขอยืนยันการสนับสนุนการแข่งขันกีฬาประเภทผู้สนับสนุนหลักระดับ Partner ตามเจตนารมณ์เดิม โดยขอสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ในวงเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามรายละเอียดแนบท้ายหนังสือและขอสนับสนุนเป็นเงินจำนวน 190,000,000 บาท โดยในส่วนของเงินสนับสนุนจำนวน 190,000,000 บาท ผู้คัดค้านขอชำระให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา 7 ปี

วันที่ 7 ตุลาคม 2541 ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน โดยนายพิชัย รองนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมพร้อมด้วยเลขาธิการคณะกรรมการจัดการแข่งขันและคณะกรรมการฝ่ายอื่น รวมทั้งนายเจริญรัฐ ประธานกรรมการบริหารบริษัทผู้คัดค้านเพื่อพิจารณาแก้ไขสัญญาระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้าน ที่ประชุมมีมติให้แก้ไขสัญญาระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านจากเงื่อนไขเดิมที่ผู้คัดค้านจะสนับสนุนแก่ผู้ร้องที่ 1 คิดเป็นมูลค่า 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก้ไขเป็นผู้คัดค้านจะสนับสนุนผู้ร้องที่ 1 ในรูปสินค้าและบริการจำนวน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสดจำนวน 190,000,000 บาท โดยเงินสดจำนวน 190,000,000 บาท นี้ จะผ่อนชำระให้หมดภายใน 7 ปี หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขัน โดยมอบหมายให้นายเรวัตร อธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการร่วมกับคณะกรรมการฝ่ายการเงินและสิทธิประโยชน์ดำเนินการแก้ไขสัญญาให้แล้วเสร็จ

วันที่ 26 ตุลาคม 2541 นายพิชัย ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน มีหนังสือถึงนายเจริญรัฐ แจ้งเรื่องที่เคยหารือกันเกี่ยวกับเงินเพื่อช่วยให้ผู้สนับสนุนหลักสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้สำเร็จลุล่วง ภายใต้สัญญาหลักที่ได้มีการแก้ไขโดยสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม โดยระบุรูปแบบข้อตกลงว่า ผู้ร้องที่ 1 และการกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับช่วงในผลประโยชน์จากผู้ร้องที่ 1 จะต้องชำระเงินล่วงหน้าเป็นจำนวน 190,000,000 บาท ให้แก่คณะกรรมการด้านไอทีของผู้ร้องที่ 1 เพื่อให้การติดตั้งเครือข่ายการจัดการแข่งขันเสร็จสมบูรณ์ โดยผู้สนับสนุนหลักจะต้องชำระเงินคืนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองภายใน 7 ปี โดยผู้สนับสนุนหลักตกลงที่จะเข้าทำสัญญากับผู้ร้องทั้งสองเกี่ยวกับการชำระเงินคืนตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งผู้คัดค้านโดยนายเจริญรัฐ ประธานกรรมการบริหารได้ลงลายมือชื่อยอมรับและตกลง

วันเดียวกันนั้น (วันที่ 26 ตุลาคม 2541) ผู้ร้องที่ 1 ทำสัญญาการจัดซื้อระบบเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเพื่อการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 จากผู้คัดค้านรวมราคา 165,000,000 บาท และต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2541 ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาหลัก ผู้คัดค้านได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากการเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันแล้ว แต่ผู้คัดค้านไม่ชำระค่าตอบแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง

วันที่ 23 กันยายน 2548 นายเจริญรัฐมีหนังสือถึงผู้ร้องที่ 2 ว่า บริษัทผู้คัดค้านพร้อมด้วยบริษัทสามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) และบริษัทสามารถเทเลคอม จำกัด (มหาชน) มีความยินดีที่จะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการขายของแต่ละบริษัทมาใช้สนับสนุนการดำเนินงานของผู้ร้องที่ 2 คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 200,000,000 บาท (รวมภาษี) แยกเป็นเงินสนับสนุน 60,000,000 บาท พร้อมสินค้าและบริการมูลค่า 140,000,000 บาท ในระยะเวลา 4 ปี นับแต่ พ.ศ.2548 - 2552 โดยขอให้ถือว่าการสนับสนุนที่ทั้งสามบริษัทจัดสรรให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นการทดแทนภาระการสนับสนุนทั้งในรูปแบบของเงินสนับสนุนพร้อมสินค้าและบริการที่ผู้คัดค้านยังมีอยู่ต่อผู้ร้องที่ 2 และ/หรือที่ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้รับประโยชน์อยู่ก่อนหน้านี้ทั้งหมด แต่ผู้ร้องทั้งสองไม่ตกลง

วันที่ 22 มกราคม 2550 ผู้ร้องที่ 2 มีหนังสือแจ้งผู้คัดค้านให้ชำระเงินจำนวน 190,000,000 บาท แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย

วันที่ 21 ตุลาคม 2553 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ เป็นข้อพิพาทคดีหมายเลขดำที่ 90/2553 ระหว่างคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 (Bangkok Asian Games 1998 Organizing Committee เรียกโดยย่อว่า BAGOC) หรือ คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่ 1 การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ 2 ผู้เรียกร้อง บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน โดยขอให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 331,797,260.27 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 190,000,000 บาท นับจากวันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่มีอำนาจเสนอข้อพิพาท เนื่องจากสัญญา Partner Agreement ทำขึ้นระหว่างผู้คัดค้านกับคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ชุดแรก ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล มิใช่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านทำสัญญาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เนื่องจากเข้าใจว่าคณะกรรมการชุดแรกได้รับคัดเลือกจากสภาโอลิมปิคแห่งเอเชียหรือ OCA ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 และเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิในรูปสัญลักษณ์ตราประจำการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 (รูปบ้านทรงไทย) และสัญลักษณ์ตัวนำโชคในการแข่งขันกีฬา (รูปช้างไชโย) แต่ผู้คัดค้านทราบภายหลังว่าความจริงมิได้เป็นเช่นดังกล่าวและคำเสนอข้อพิพาทของผู้เรียกร้องขาดอายุความ เนื่องจากสัญญาพิพาทเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องอายุความไว้เป็นการเฉพาะจึงต้องใช้อายุความโดยทั่วไป ตามมาตรา 193/30 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2553 สิทธิเรียกร้องตามสัญญาพิพาทจึงขาดอายุความ ผู้คัดค้านไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาพิพาทและความเสียหายจากการทดรองจ่ายเงินที่ผู้ร้องทั้งสองได้เรียกร้องมาในคำเสนอข้อพิพาทนั้นไม่มีจริงและผู้ร้องทั้งสองไม่ได้รับความเสียหาย และเบี้ยปรับที่เรียกมานั้นสูงเกินส่วน

คณะอนุญาโตตุลาการ กำหนดประเด็นข้อพิพาท ว่า

1. ผู้เรียกร้องมีสิทธิและอำนาจเสนอข้อพิพาทนี้หรือไม่

2. หนี้ขาดอายุความแล้วหรือไม่

3. คำเสนอข้อพิพาทเคลือบคลุมหรือไม่

4. ผู้เรียกร้องมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาหรือไม่ เพียงใด

วันที่ 22 สิงหาคม 2556 คณะอนุญาโตตุลาการมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ชี้ขาดให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องทั้งสอง เนื่องจากหนี้ที่เรียกร้องตามสัญญาพิพาทขาดอายุความตามคำชี้ขาดของคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการและความเห็นแย้งคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ต่อมาผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองมีอำนาจเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการและยื่นคำร้องต่อศาลหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสภาโอลิมปิคเอเชีย OCA คัดเลือกให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 คณะรัฐมนตรีมีมติตั้งผู้ร้องที่ 1 ให้มีอำนาจหน้าที่จัดการแข่งขันให้บรรลุเป้าหมายเป็นผลดีที่สุดแก่ประเทศชาติและเป็นไปตามธรรมนูญ OCA ตลอดจนการขอรับการสนับสนุนในการเตรียมงานและจัดการแข่งขันจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชนและจัดทำรายงานเสนอเมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขัน รวมทั้งมีอำนาจจัดการสิทธิประโยชน์ต่างๆ และติดตามหนี้สิน ผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทคณะบุคคลมีอำนาจหน้าที่จัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 ในนามประเทศไทย ผู้คัดค้านเข้าทำสัญญาเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 (Partner Agreement) กับผู้ร้องที่ 1 ตกลงให้ค่าตอบแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 มูลค่า 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นเงินสด 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นค่าตอบแทนในรูปสินค้าและบริการอีกจำนวน 7,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือขอลดวงเงินสนับสนุนและหนังสือยืนยันการเป็นผู้สนับสนุนหลัก ผู้ร้องที่ 1 มีมติให้แก้ไขสัญญาเป็นให้ผู้คัดค้านสนับสนุนในรูปสินค้าและบริการมูลค่า 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด จำนวน 190,000,000 บาท ประธานคณะกรรมการผู้ร้องที่ 1 มีหนังสือแจ้งผู้คัดค้านแล้ว นายเจริญรัฐ ประธานกรรมการบริหารของผู้คัดค้านลงลายมือชื่อยอมรับและตกลง ต่อมาผู้ร้องที่ 1 ทำสัญญาจัดซื้อระบบเครือข่ายสื่อสารข้อมูลราคา 165,000,000 บาท ตามสัญญาจัดซื้อและผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาหลัก แสดงว่าผู้คัดค้านยอมเข้าทำสัญญาผูกพันตนกับผู้ร้องที่ 1 และได้รับสิทธิประโยชน์ตามสัญญาไปแล้ว ครั้นมีข้อพิพาทว่าผู้คัดค้านไม่ชำระค่าตอบแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 ตามสัญญา ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 มีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการและยื่นคำร้องต่อศาล แม้ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติปรับปรุงคณะกรรมการผู้ร้องที่ 1 เพื่อดำเนินการติดตามหนี้สิน ค่าสิทธิประโยชน์และอื่นๆ ต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ ก็เป็นเพียงการปรับปรุงตัวบุคคลเท่านั้น แต่สถานะความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทคณะบุคคลยังคงเดิม สำหรับผู้ร้องที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจมีอำนาจหน้าที่ดูแลงานด้านกีฬาของประเทศ ก่อนการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ผู้คัดค้านเสนอขอลดวงเงินสนับสนุนและมีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านตกลงแก้ไขสัญญาเป็นว่า ผู้คัดค้านจะสนับสนุนผู้ร้องที่ 1 ในรูปสินค้าและบริการมูลค่า 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐและเงินสดจำนวน 190,000,000 บาท โดยกำหนดชำระเงินสดจำนวนนี้ให้ครบถ้วนภายใน 7 ปี หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันตามข้อเสนอของผู้คัดค้านในหนังสือยืนยันการเป็นผู้สนับสนุนและที่ประชุมร่วมกันยอมตกลงตามข้อเสนอ ด้วยเหตุที่กำหนดชำระเงินสดหลังจากการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 6 ถึง 20 ธันวาคม 2541 เสร็จสิ้นแล้ว สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมภาคผนวก E ข้อ 2 จึงระบุว่า ผู้ร้องที่ 1 จะแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบถึงเวลาและสถานที่ในการส่งมอบและผู้รับมอบสิ่งตอบแทนแทนตัวเงิน ซึ่งผู้คัดค้านเองยอมรับว่า ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้รับช่วงในผลประโยชน์จากผู้ร้องที่ 1 ตามที่ระบุในหนังสือ โดยนายเจริญรัฐ ประธานผู้บริหารของผู้คัดค้านลงลายมือชื่อไว้ ต่อมาปี 2548 ผู้คัดค้านก็ยังทำหนังสือถึงผู้ร้องที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านกับบริษัทในเครืออีก 2 บริษัทจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานของผู้ร้องที่ 2 มูลค่ารวม 200,000,000 บาท (รวมภาษี) โดยถือว่าเป็นการทดแทนภาระที่ต้องสนับสนุนในรูปแบบของเงินและต่อมาผู้ร้องที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 190,000,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 ตามข้อตกลง ซึ่งจำนวนเงิน 190,000,000 บาท สอดคล้องกับข้อเสนอของผู้คัดค้านและผลการประชุมร่วมกัน อันแสดงว่าสัญญาให้การสนับสนุนระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้าน แก้ไขเพิ่มเติมโดยสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม มีข้อตกลงว่าผู้คัดค้านจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก ได้แก่ ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 ได้แสดงเจตนาแก่ผู้คัดค้านแล้วว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น สิทธิของผู้ร้องที่ 2 ที่จะเรียกชำระหนี้จากผู้คัดค้านโดยตรงย่อมเกิดขึ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ผู้ร้องที่ 2 มีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการและยื่นคำร้องต่อศาล ทั้งนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาความเป็นตัวการและตัวแทนของผู้ร้องที่ 1 กับที่ 2 เพราะผู้ร้องที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวการและผู้ร้องที่ 1 ไม่ได้เป็นตัวแทนในการเข้าทำสัญญาให้การสนับสนุน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องทั้งสองขาดอายุความและมีเหตุสมควรเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมที่มีข้อตกลงให้ลดจำนวนเงินสดที่ผู้คัดค้านจะสนับสนุนเป็น 190,000,000 บาท กำหนดชำระภายใน 7 ปี หลังจากการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ทำขึ้น วันที่ 30 ตุลาคม 2541 ประกอบกับหนังสือที่ผู้คัดค้านยอมรับว่า ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้รับช่วงในผลประโยชน์จากผู้ร้องที่ 1 ทำขึ้นวันที่ 26 ตุลาคม 2541 การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 6 ถึง 20 ธันวาคม 2541 ครบกำหนด 7 ปี ที่ผู้คัดค้านจะต้องชำระเงินสนับสนุนตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมวันที่ 20 ธันวาคม 2548 แต่วันที่ 23 กันยายน 2548 ผู้คัดค้านทำหนังสือถึงผู้ร้องที่ 2 ว่า ผู้คัดค้านกับบริษัทในเครืออีก 2 บริษัท ยินดีจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานของผู้ร้องที่ 2 รวมจำนวน 200,000,000 บาท (รวมภาษี) โดยระบุด้วยว่าให้ถือว่าการจัดสรรเงินจำนวนดังกล่าวเป็นการทดแทนการสนับสนุนในรูปแบบเงินสนับสนุนพร้อมสินค้าและบริการที่ผู้คัดค้านยังมีอยู่ต่อผู้ร้องที่ 2 เอกสารฉบับนี้ผู้คัดค้านยืนยันความรับผิดตามสัญญาให้การสนับสนุนเป็นการรับสภาพหนี้ต่อผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และอายุความต้องเริ่มนับใหม่ ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง ต่อมาผู้ร้องที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านชำระเงินสนับสนุนจำนวน 190,000,000 บาท ตามสัญญาให้การสนับสนุน อันเป็นการแสดงเจตนาจะถือเอาประโยชน์จากสัญญา สิทธิของผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่เวลานั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ได้บัญญัติอายุความสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการวันที่ 21 ตุลาคม 2553 คดีของผู้ร้องที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ สำหรับผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากับผู้คัดค้าน สัญญาให้การสนับสนุนประกอบสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมครบกำหนด 7 ปี หลังการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 วันที่ 20 ธันวาคม 2548 แต่ก่อนครบกำหนดผู้คัดค้านทำหนังสือยอมรับสภาพหนี้ต่อผู้ร้องที่ 2 ผู้รับประโยชน์ถือว่าลูกหนี้ยอมรับความรับผิดตามสัญญาต่อเจ้าหนี้เช่นกัน อายุความย่อมสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่ เมื่ออายุความสิทธิเรียกร้องตามสัญญาให้การสนับสนุนไม่มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ย่อมมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เช่นกัน ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการวันที่ 21 ตุลาคม 2553 คดีของผู้ร้องที่ 1 ก็ไม่ขาดอายุความเช่นกัน ปัญหาเรื่องอายุความนี้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่ใช่บุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ตามสัญญาซึ่งไม่ถูกต้อง แล้วนับอายุความสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องทั้งสองในฐานะตัวการตัวแทนจึงไม่ถูกต้องเช่นกัน อันเป็นการวินิจฉัยสถานะของคู่พิพาทโดยปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้องไม่ใช่เพียงการวินิจฉัยอายุความเท่านั้น แต่เป็นกรณีปรากฏต่อศาลว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) และศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อนึ่ง คดีคงมีปัญหาเพียงว่าจะต้องเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 หรือไม่ เท่านั้น ยังไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านผิดสัญญาให้การสนับสนุนประกอบสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ และจะต้องชำระเงินแก่ผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ เพียงใด ซึ่งเป็นปัญหาที่คณะอนุญาโตตุลาการจะต้องวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นต่อไป

ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการคดีนี้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15 วรรคสอง ม. 193/30
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 (2) ม. 40 (ข)
ชื่อคู่ความ
คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998
(Bangkok Asian Games 1998 Organizing Committee
เรียกโดยย่อว่า BAGOC) หรือคณะกรรมการจัดการ
ผู้ร้อง — แข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัทสามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนพมาศ ดุลภัทร ปิ่นกระจาย
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฎฐ สุดลาภา
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2523/2559
#599035
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถึงแก่ความตายก่อนโจทก์ฟ้องคดีจึงไม่มีสภาพบุคคลในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์มิอาจยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลได้ ฟ้องของโจทก์และกระบวนพิจารณานับแต่ศาลชั้นต้นรับฟ้องมาจึงมิชอบ แต่เมื่อรับฟ้องไว้แล้ว จึงต้องจำหน่ายคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 19201 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมกับส่งมอบสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 226/1 หมู่ที่ 10 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในสภาพเรียบร้อย กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ต่อมาโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่จำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า นางวิเชียร ผู้ร้องที่ 1 และนายมนัส บริวารจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้มีคำสั่งจับกุมและกักขังนางวิเชียร และนายมนัส ศาลชั้นต้นออกหมายจับ

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการปฏิบัติตามคำบังคับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้องทั้งสอง

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และส่งสำนวนคืน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ และฎีกา ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 604/2547 ของศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งโจทก์ จำเลยและผู้ร้องทั้งสองในคดีนี้เป็นบุคคลเดียวกับคู่ความในคดีดังกล่าว ตามคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ประกอบเอกสารท้ายคำร้องว่า จำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 โดยโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าวมิได้โต้แย้งคัดค้าน ดังนั้น ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2545 จำเลยจึงไม่มีสภาพบุคคลในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์มิอาจยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลได้ ฟ้องของโจทก์และกระบวนพิจารณา นับแต่ศาลชั้นต้นรับฟ้องมาจึงมิชอบ แต่เมื่อรับฟ้องไว้แล้ว จึงต้องจำหน่ายคดี

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 1 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรสุภาหรือนวภรพัฒน์ ลีลาพัฒนสุข
ผู้ร้อง — นางวิเชียร ผลมี กับพวก
จำเลย — นางวาสนา จุลมนต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสญชัย กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2521/2559
#598446
เปิดฉบับเต็ม

การจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายกำหนดรูปแบบและหลักฐานในการทำสัญญากันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ว่า สัญญาจะขายหรือจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ จากบทกฎหมายดังกล่าว หากคู่สัญญาจะทำสัญญาจะซื้อขายให้มีผลทางกฎหมายในการฟ้องร้องบังคับกันได้ ต้องเลือกกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ทำหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือวางประจำหรือมัดจำ หรือมีการชำระหนี้บางส่วน เมื่อโจทก์และจำเลยเลือกรูปแบบของสัญญาโดยทำสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำกันไว้ ถือเป็นกรณีทำหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด โดยลงลายมือชื่อโจทก์และจำเลยไว้เพื่อให้คู่สัญญาฟ้องบังคับฝ่ายที่ผิดสัญญาได้ จึงเป็นกรณีที่หากฟ้องร้องบังคับคดีต้องมีสัญญาจะซื้อขายมาแสดงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 ดังนั้น การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างเพิ่มเติมว่ายังมีข้อตกลงด้วยวาจาว่า ก่อนทำสัญญาจำเลยแจ้งต่อโจทก์ว่ามีถนนทางผ่านเข้าออกไปยังที่ดินพิพาทเชื่อมกับถนนสาธารณะ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ปัญหาข้อนี้แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งคู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงรับฟังไม่ได้ว่ามีข้อตกลงเรื่องถนนเชื่อมผ่านตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่อาจบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องเงินมัดจำคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำ 500,000 บาท และชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555) (ที่ถูก ฟ้องวันที่ 15 พฤศจิกายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 8,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3475 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2555 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยในราคา 10,500,000 บาท ตกลงโอนกรรมสิทธิ์กันในวันที่ 11 ตุลาคม 2555 โจทก์วางมัดจำ 500,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ถึงวันนัด โจทก์ไม่ไปรับโอน จำเลยจึงริบเงินมัดจำทั้งหมด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบว่ามีข้อตกลงเกี่ยวกับทางเชื่อมระหว่างที่ดินพิพาทกับถนนสายบ้านหลังแดง - บ้านอ่าวปอ เป็นการสืบพยานบุคคลแก้ไขเพิ่มเติมเอกสาร ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายกำหนดรูปแบบและหลักฐานในการทำสัญญากันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ว่า สัญญาจะขายหรือจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ จากบทกฎหมายดังกล่าว หากคู่สัญญาจะทำสัญญาจะซื้อขายให้มีผลทางกฎหมายในการฟ้องร้องบังคับกันได้ต้องเลือกกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ทำหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือวางประจำหรือมัดจำ หรือมีการชำระหนี้บางส่วน เมื่อโจทก์และจำเลยเลือกรูปแบบของสัญญาโดยทำสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำกันไว้ ถือเป็นกรณีทำหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด โดยลงลายมือชื่อโจทก์และจำเลยไว้เพื่อให้คู่สัญญาฟ้องบังคับฝ่ายที่ผิดสัญญาได้ จึงเป็นกรณีที่หากฟ้องร้องบังคับคดีต้องมีสัญญาจะซื้อขายมาแสดงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ดังนั้น การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลประกอบข้ออ้างเพิ่มเติมว่ายังมีข้อตกลงด้วยวาจาว่า ก่อนทำสัญญาจำเลยแจ้งต่อโจทก์ว่ามีถนนทางผ่านเข้าออกไปยังที่ดินพิพาทเชื่อมกับถนนสาธารณะ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ปัญหาข้อนี้แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงรับฟังไม่ได้ว่ามีข้อตกลงเรื่องถนนเชื่อมผ่านตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่อาจบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องเงินมัดจำคืน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และจำเลยมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ในวันนัดโอนจำเลยได้ไปที่สำนักงานที่ดินพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนดินที่พิพาท แต่โจทก์ไม่ไปรับโอนโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ เช่นนี้ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงินมัดจำและเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากโจทก์ได้ แต่ที่จำเลยนำสืบอ้างว่าภายหลังทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ ได้มีนางจีรพันธ์ มาติดต่อขอซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยในราคา 12,000,000 บาท น่าจะเป็นราคาที่จำเลยเป็นฝ่ายเสนอก่อนมีการต่อรองมากกว่า จึงฟังไม่ได้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยจะได้ราคาสูงขึ้นกว่าที่เสนอขายให้แก่โจทก์จริง ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบกับจำนวนเงินมัดจำที่จำเลยมีสิทธิริบ นับว่ามีจำนวนพอสมควรแก่พฤติการณ์แล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่จำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง จำเลยอุทธรณ์และฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และฎีกาตามฟ้องโจทก์เป็นเงิน 600,000 บาท และตามฟ้องแย้งเป็นเงิน 1,500,000 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาลชั้นศาลละ 42,000 บาท รวม 84,000 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลมาชั้นศาลละ 60,000 บาท รวม 120,000 บาท จำเลยจึงเสียค่าขึ้นศาลมาเกิน 36,000 บาท ดังนั้น จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินดังกล่าวในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจำนวน 36,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 249 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนิรุท โล่สกุล
จำเลย — นายพยงค์ ว่องวัฒนาศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายชัยภวัฒน์ ชยาอนันต์พัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2559
#597454
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้สำนักงานประกันสังคมมีหนังสือเตือนผู้ประกันตนที่ผิดนัดชำระเงินสมทบเสียก่อนจึงจะถือว่าขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้ประกันตามมาตรา 39

โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 39 ไม่สามารถส่งเงินสมทบเป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกันไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ย่อมมีผลให้สถานะความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงทันทีตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 41 (4) เนื่องจากไม่มีบทกฎหมายกำหนดข้อยกเว้นให้ผู้ประกันตนที่ไม่มีรายได้จะส่งเงินสมทบยังคงรักษาสถานะความเป็นผู้ประกันตนต่อไปได้ เพราะความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เป็นเรื่องความสมัครใจของผู้ประกันตนที่จะส่งเงินสมทบ อีกทั้งไม่เป็นธรรมที่รัฐจะต้องนำเงินภาษีอากรของประชาชนมาจ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนที่ผิดข้อตกลงหรือผิดหน้าที่ส่งเงินสมทบ

ส่วนเรื่องที่รัฐจะนิรโทษกรรมการผิดข้อตกลงไม่จ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตนและให้ถือว่าไม่ขาดจากการเป็นผู้ประกันตนหรือยินยอมให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าเป็นผู้ประกันตนต่อไปได้ ก็เป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกับผลทางกฎหมายของมาตรา 41 และเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องใช้อำนาจตรากฎหมายขึ้นมาอีกส่วนหนึ่งซึ่งขณะนี้ยังไม่มี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2928/2555 และให้จำเลยรับโจทก์เป็นผู้ประกันตามมาตรา 39 ต่อเนื่องจากเดิม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 39 ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2554 ต่อมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 ถึงเดือนกรกฎาคม 2555 โจทก์ขาดส่งเงินสมทบเป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 12 จึงมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 โจทก์ยื่นอุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ไม่มีงานทำจึงไม่มีรายได้มาจ่ายเงินสมทบในช่วงเวลาดังกล่าว และโจทก์ไม่ได้รับหนังสือเตือนจากสำนักงานประกันสังคม คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีมติให้ยกอุทธรณ์ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนนั้น... (4) ไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกัน วรรคสองบัญญัติว่า การสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตาม (4) สิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนแรกที่ไม่ส่งเงินสมทบ ดังนั้นเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบเป็นเวลาสามเดือนติดต่อกันย่อมมีผลตามกฎหมายทันทีให้สถานะความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และกรณีดังกล่าวกฎหมายมิได้กำหนดข้อยกเว้นให้ผู้ประกันตนที่ไม่มีรายได้จะส่งเงินสมทบเพราะไม่มีงานทำยังสามารถรักษาสถานะความเป็นผู้ประกันตนต่อไปได้ เพราะการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เป็นเรื่องของความสมัครใจของผู้ประกันตนที่สามารถส่งเงินสมทบได้ มิใช่บทบังคับเช่นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เมื่อผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ไม่สามารถส่งเงินสมทบได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดย่อมไม่เป็นธรรมที่รัฐจะต้องนำเงินภาษีอากรของประชาชนมาจ่ายเงินสมทบเพื่อประโยชน์ของผู้ที่ผิดข้อตกลงหรือผิดหน้าที่ในการส่งเงินสมทบเช่นนี้ นอกจากนั้นพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่มีบทบัญญัติใดที่กำหนดให้สำนักงานประกันสังคมต้องมีหนังสือเตือนให้ผู้ประกันตนที่ผิดนัดชำระหนี้เสียก่อนจึงจะถือว่าขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ส่วนการที่รัฐจะนิรโทษการผิดข้อตกลงไม่จ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตนและให้ถือว่าไม่ขาดจากการเป็นผู้ประกันตนหรือยินยอมให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าเป็นผู้ประกันตนต่อไปได้ ก็เป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกับผลทางกฎหมายของมาตรา 41 และเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องใช้อำนาจตรากฎหมายขึ้นมาอีกส่วนหนึ่งซึ่งขณะนี้ยังไม่มี ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 39 ม. 41 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงไกร ประยงค์ทรัพย์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางชุติมา รางชางกูร
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2498/2559
#597460
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องกองมรดกของจำเลยที่ 5 โดย ฐ. จำเลยที่ 4 ในฐานะทายาท จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 5 มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยที่ 5 ไม่มีหน้าที่แก้คดีแทน ตามคำให้การของจำเลยที่ 4 ปฏิเสธว่าจำเลยที่ 4 ไม่ใช่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์ของจำเลยที่ 5 ที่ตาย หรือว่าตนไม่ยอมรับฐานะเช่นนั้นตามกฎหมาย ศาลจึงต้องไต่สวนให้ได้ความดังกล่าวและมีคำสั่งตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 83 วรรคสอง แต่ศาลล้มละลายกลางมิได้ดำเนินการ คงพิจารณาสืบพยานโจทก์ไป จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลฎีกาสมควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับจำเลยที่ 5 เสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 (เดิม) และให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องและมีคำพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 5

จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในวันฟ้องคดี จำเลยที่ 2 จึงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างจำเลยที่ 1 ไม่มีจำกัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070, 1077 (2) ประกอบ 1087 เมื่อศาลพิจารณาและได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด โดยที่ฟ้องของโจทก์มีคำขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้วเช่นนี้ โจทก์ไม่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ถือได้ว่าโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายตามห้างจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 89 โดยโจทก์ไม่จำต้องมีคำขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายในภายหลังอีก

คดีนี้นับแต่เสร็จการพิจารณา ศาลล้มละลายกลางนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 13 ธันวาคม 2553 ครั้นถึงวันนัดจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องอ้างว่าได้เจรจาขอประนอมหนี้กับโจทก์ และขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งออกไปอีกหลายนัด ครั้งสุดท้ายศาลล้มละลายกลางนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 19 ธันวาคม 2555 อันเป็นเวลาภายหลังเสร็จการพิจารณานานถึง 2 ปีเศษ ซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ได้กระทำโดยเร็วตามที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การว่า ขณะจำเลยที่ 5 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 5 มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายที่เป็นทายาทโดยธรรม ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยที่ 5 จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่แก้คดีแทนจำเลยที่ 5 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เด็ดขาดและพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 5 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และมาตรา 82 ประกอบมาตรา 84 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และกองมรดกของจำเลยที่ 5 ผู้ตายใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และกองมรดกของจำเลยที่ 5 สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควรและพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ)

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ลูกหนี้ทั้งห้าเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา 6 คดี ได้แก่ คดีของศาลแพ่งธนบุรี หมายเลขแดงที่ 7355/2543 คดีของศาลแพ่งธนบุรี หมายเลขแดงที่ 7149/2543 คดีของศาลแพ่งธนบุรี หมายเลขแดงที่ 7014/2543 คดีของศาลแพ่งธนบุรีหมายเลขแดงที่ 3761/2543 คดีของศาลแพ่งธนบุรี หมายเลขแดงที่ 3072/2543 และคดีแพ่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หมายเลขแดงที่ ก.ค.180/2543 จำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ กค.180/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11062 ตำบลบางยาง (ตลาดกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 4 และที่ดินโฉนดเลขที่ 11929 ตำบลบางยาง (ตลาดกระทุ่มแบน) อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดได้เงิน 11,260,000 บาท แต่ไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษารวม 37,813,546.19 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษารวม 32,359,083.71 บาท และจำเลยที่ 5 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษารวม 32,313,487.98 บาท อันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาทสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน สำหรับจำเลยที่ 1 คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีเฉพาะจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง สำหรับจำเลยที่ 5 นั้น ปรากฏตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ 5 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2552 อันเป็นเวลาก่อนฟ้อง โจทก์จึงฟ้องกองมรดกของจำเลยที่ 5 โดยนายฐิติ (จำเลยที่ 4) ในฐานะทายาท แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การว่า จำเลยที่ 5 มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยที่ 5 ไม่มีหน้าที่แก้คดีแทนจำเลยที่ 5 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 83 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลที่ถูกเรียกไม่มาศาลหรือมาศาลแต่คัดค้านว่าตนไม่ใช่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์ของลูกหนี้ที่ตายก็ดีหรือว่าตนไม่จำต้องยอมรับฐานะเช่นนั้นได้ตามกฎหมายก็ดี ให้ศาลทำการไต่สวนถ้าศาลเห็นว่าบุคคลนั้นควรเข้าแก้คดีแทนลูกหนี้ที่ตาย ก็ให้สั่งเป็นผู้แทนลูกหนี้นั้น มิฉะนั้นให้สั่งให้เจ้าหนี้จัดการขอให้เรียกบุคคลอื่นเข้ามาแก้คดีแทนลูกหนี้ที่ตายต่อไป" คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 เป็นทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 5 ตามคำให้การของจำเลยที่ 4 ปฏิเสธว่า จำเลยที่ 4 ไม่ใช่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์ของจำเลยที่ 5 ที่ตาย หรือว่าตนไม่จำต้องยอมรับฐานะเช่นนั้นได้ตามกฎหมาย ศาลล้มละลายกลางจึงต้องไต่สวนให้ได้ความว่า จำเลยที่ 4 อยู่ในฐานะทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์ของจำเลยที่ 5 ที่ตาย หรือว่าตนไม่จำต้องยอมรับฐานะเช่นนั้นตามกฎหมายหรือไม่ และมีคำสั่งตามมาตรา 83 วรรคสอง เสียก่อน แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางมิได้ดำเนินการตามมาตรา 83 วรรคสอง คงพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปโดยมิได้ไต่สวนให้ได้ความว่า จำเลยที่ 4 อยู่ในฐานะทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์ของจำเลยที่ 5 ที่ตาย หรือว่าตนไม่จำต้องยอมรับฐานะเช่นนั้นตามกฎหมาย และมีคำสั่งตามมาตรา 83 วรรคสอง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลฎีกาสมควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับจำเลยที่ 5 เสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 (เดิม) และให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องและมีคำพิพากษาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 (เดิม) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 (เดิม)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จะต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ในวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างจำเลยที่ 1 ไม่มีจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070 มาตรา 1077 (2) ประกอบมาตรา 1087 เมื่อศาลล้มละลายกลางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด โดยที่ฟ้องของโจทก์มีคำขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้วเช่นนี้ โจทก์ก็ไม่จำต้องนำสืบว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวด้วย ถือได้ว่าโจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายตามห้างจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 89 โดยโจทก์ไม่จำต้องมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายในภายหลังอีก ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 ให้ล้มละลายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 จึงหาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในเวลาเริ่มต้นการฟ้องคดีล้มละลายไม่ ทั้งจำเลยที่ 3 ไม่ได้ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคดีด้วย กรณีไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่า จำเลยที่ 3 มีทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดเท่าไร อันจะแสดงถึงความมีหนี้สินล้นพ้นตัวตามความเป็นจริงอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้ความจริงว่า จำเลยที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนจำเลยที่ 4 ถูกยึดทรัพย์จำนองตามหมายบังคับคดี กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 4 มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา 8 (5) ภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายย่อมตกแก่จำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 4 แถลงไม่สืบพยาน จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ที่จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 4 ประสงค์จะขอประนอมหนี้กับโจทก์โดยขอชำระหนี้เป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 4 ได้รวบรวมเงินจากกองสวัสดิการกองทุนสหกรณ์ออมทรัพย์กรมศุลกากร สมทบกับเงินที่ได้รับการช่วยเหลือจากญาติของจำเลยที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 4 รับราชการที่กรมศุลกากร มีเงินเดือนเป็นรายได้จากการประกอบอาชีพนำมาใช้ในการประนอมหนี้แก่โจทก์ได้ แต่ศาลล้มละลายกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2555 เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 มิได้คัดค้านคำสั่ง คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่วินิจฉัยถึงความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของจำเลยที่ 4 ว่า ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด คดีนี้นับแต่เสร็จการพิจารณาในวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางได้ให้โอกาสจำเลยที่ 4 โดยให้นัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 13 ธันวาคม 2553 ครั้นถึงวันนัด จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องอ้างว่าได้เจรจาขอประนอมหนี้กับโจทก์และขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งออกไปอีกหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลล้มละลายกลางนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 19 ธันวาคม 2555 อันเป็นเวลาภายหลังเสร็จการพิจารณานานถึง 2 ปีเศษ ซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ได้กระทำโดยเร็วตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้โดยให้โอกาสจำเลยที่ 4 ไปเจรจากับโจทก์เกี่ยวกับการประนอมหนี้ตามฟ้องหลายครั้งนับว่าได้ให้โอกาสแก่จำเลยที่ 4 มากแล้ว อีกทั้งการที่ศาลล้มละลายกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำร้องขอจำเลยที่ 4 ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 4 จะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) (เดิม) พฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ที่ขอประนอมหนี้กับโจทก์ ในระหว่างนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งบ่งชี้ถึงความไม่สามารถในการชำระหนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ ไม่ปรากฏว่าก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 4 ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์จนต้องมีการบังคับคดี กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 4 ล้มละลาย อุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และมาตรา 89 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร ให้ยกคำพิพากษาศาลล้มละลายกลางที่ให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 5 โดยให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในวันพิจารณาจนถึงวันมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 5 และให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 83 วรรคสอง แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลล้มละลายกลางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาและคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.พ.พ. ม. 1070 ม. 1077 (2) ม. 1087
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 83 ม. 89
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 15 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่เรดิโอซิสเต็มส์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวภารดี เพ็ญเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2472/2559
#598040
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองบรรยายสภาพแห่งข้อหาในส่วนของจำเลยที่ 1 สรุปความได้ว่า สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 รับขนสินค้าทางทะเลเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ สินค้าได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่ง โจทก์ที่ 1 กับบริษัท ฮ. จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1ต่อศาลกรุงอัมสเตอร์ดัมในข้อหาผิดสัญญารับขนของทางทะเล ระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 สมัครใจจดทะเบียนเลิกบริษัททั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าข้อพิพาทมูลผิดสัญญารับขนของทางทะเลดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ต่อมาศาลกรุงอัมสเตอร์ดัมมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 รับผิดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท ฮ. พร้อมดอกเบี้ยและใช้ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนแก่โจทก์ที่ 1 และบริษัท ฮ. จำเลยที่ 1 ทราบผลคำพิพากษาแล้ว ไม่ดำเนินการชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ส่วนสภาพแห่งข้อหาที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 คือ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัทจำเลยที่ 1 ทราบผลคำพิพากษาแล้ว แต่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งไม่เคยมีหนังสือแจ้งให้ทราบถึงการเลิกบริษัทของจำเลยที่ 1 และการแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชีแต่อย่างใด ส่วนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจทำให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาจากบริษัท ฮ. ไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อในการประกอบวิชาชีพรับขนของทางทะเลของจำเลยที่ 1 และเป็นการจงใจไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลกรุงอัมสเตอร์ดัม ส่วนจำเลยที่ 2 จงใจละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับชำระหนี้ และมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย เห็นได้ว่า คำฟ้องเป็นการบรรยายรายละเอียดความเป็นมาของการกระทำของจำเลยทั้งสองโดยเท้าความถึงมูลหนี้ตามสัญญารับขนของทางทะเลซึ่งศาลกรุงอัมสเตอร์ดัมพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิด ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทและแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี โจทก์ทั้งสองทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ซึ่งเป็นการกระทำหลังจากที่ศาลกรุงอัมสเตอร์ดัมพิพากษาแล้ว ซึ่งเป็นการบรรยายการกระทำของจำเลยทั้งสองอันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองที่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ มาตรา 55 แล้ว ประกอบกับตามคำขอบังคับ แม้โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระต้นเงินซึ่งมีจำนวนพ้องกับหนี้ตามคำพิพากษาของศาลกรุงอัมสเตอร์ดัม ก็เป็นเพียงฐานการคำนวณความเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีขึ้นใหม่โดยอ้างคำพิพากษาของศาลกรุงอัมสเตอร์ดัมในฐานะมูลหนี้หรือหลักฐานประกอบข้ออ้างอย่างหนึ่ง มิใช่เป็นการร้องขอบังคับคดีเพื่อขอให้ศาลไทยออกหมายบังคับคดีให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลกรุงอัมสเตอร์ดัม โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี.เอ็ม.แวน ซิลเลอวอลด์ บีวี จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทยูนิไทย ไลน์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2471/2559
#597433
เปิดฉบับเต็ม

ใบตราส่งที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศจัดทำขึ้นนอกราชอาณาจักรไม่อยู่ในบังคับต้องปิดอากรแสตมป์ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118

ใบตราส่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้ที่ต้องได้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า โดยมิได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำการในฐานะตัวแทนของ ย. ในใบตราส่งนั้นด้วย เมื่อมีเงื่อนไขการขนส่งแบบ ซีวาย/ซีวาย ข้อความดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องแจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยทราบและส่งมอบสินค้าให้แก่เจ้าหน้าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย และเมื่อตู้สินค้าถูกขนส่งถึงท่าปลายทาง โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งจะต้องส่งมอบตู้สินค้าทั้งตู้แก่จำเลยในฐานะผู้รับตราส่งเพื่อนำไปเปิดที่โกดังของตนเอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับแจ้งจากโจทก์ว่าสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว แต่จำเลยไม่ได้ปฏิเสธที่จะไม่รับสินค้า พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยยอมรับเอาหน้าที่ที่จะต้องรับมอบตู้สินค้าจากโจทก์ตามข้อกำหนดของใบตราส่งโดยเงื่อนไขของ ซีวาย ตัวหลังแล้ว เมื่อโจทก์ขนส่งสินค้ามาส่งมอบให้จำเลยและจำเลยยอมรับหน้าที่ตามใบตราส่งแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่รับตู้สินค้าและส่งคืนตู้สินค้าดังกล่าว แต่จำเลยหาได้ทำหน้าที่ของตนกลับมีหนังสือแจ้งขอเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งและไม่ได้ดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อส่งมอบตู้สินค้าแก่ ย. และนำตู้สินค้ามาคืนโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า และคนโดยสาร ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ทั้งภายในและระหว่างประเทศ โจทก์มอบอำนาจให้นายยุรนันท์ เป็นผู้ดำเนินคดีนี้ จำเลยตั้งขึ้นจากการควบรวมบริษัทคินเทซึ เวิลด์ เอ็กซเปรส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัททีเคเค โลจิสติคส์ จำกัด เมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2554 บริษัทโนห์ฮิ โลจิสติคส์ จำกัด ผู้ส่งสินค้าว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าประเภทเครื่องจักรบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์จำนวน 9 ตู้ หมายเลข ทีจีเอชยู 7771840 เอชเจซียู 1223104 ทีอาร์แอลยู 8037791 บีเอ็มโอยู 4102907 เอชเจซียู 1649907 เอชเจซียู 1326421 เอสอีเอ็นยู 5053336 ทีอาร์แอลยู 7158973 และเอชเจซียู 8222687 จากท่าเรือโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง ณ ไอซีดี ลาดกระบัง การขนส่งเป็นการขนส่งทางทะเลที่มีเงื่อนไขแบบ ซีวาย/ซีวาย (CY/CY) โจทก์ได้ขนส่งโดยเรือ "JAKARTA BRIDGE" วีโอวาย.0039 ดับเบิลยู ตามใบตราส่งหมายเลข เอชเจเอสซีทีวายโอ 153059เอ็ม00 เมื่อประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2554 บริษัทโนห์ฮิ โลจิสติคส์ จำกัด ผู้ส่งสินค้าว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าประเภทเครื่องจักรบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ของโจทก์จำนวน 12 ตู้ หมายเลข เอชเจซียู 1242260 ทีอาร์แอลยู 6818964 ซีเอเอ็กซ์ยู 8050362 เอชเจซียู 1061240 ทีอาร์แอลยู 78148413 ทีอาร์แอลยู 8086564 เอฟซีไอยู 8725800 ทีอาร์แอลยู 6988390 เอสอีเอ็นยู 5036180 ทีอาร์แอลยู 7146247 ทีซีเอ็นยู 9675778 และเอชเจซียู 1409167 จากท่าเรือโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งมอบให้แก่จำเลย ผู้รับตราส่ง ณ ไอซีดี ลาดกระบัง การขนส่งเป็นการขนส่งทางทะเล เงื่อนไขการขนส่ง ซีวาย/ซีวาย โจทก์ทำการขนส่งโดยเรือ "JAKARTA BRIDGE" วีโอวาย.0040 ดับเบิลยู ตามใบตราส่งหมายเลข เอชเจเอสซีทีวายโอ 153073เอ็ม00 เรือ "JAKARTA BRIDGE" วีโอวาย.0039 ดับเบิลยู เดินทางถึงท่าเรือแหลมฉบัง ขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 9 ตู้ ลงจากเรือแล้วทำการขนส่งต่อไปยังไอซีดี ลาดกระบัง อันเป็นสถานที่ปลายทางตามใบตราส่งและได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 9 ตู้ ให้แก่ไอซีดี ลาดกระบัง ในวันเดียวกัน ส่วนเรือ "JAKARTA BRIDGE" วีโอวาย.0040 ดับเบิลยู เดินทางถึงท่าเรือแหลมฉบัง ขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสิบสองตู้ลงจากเรือ แล้วทำการขนส่งต่อไปยังไอซีดี ลาดกระบัง อันเป็นสถานที่ปลายทางตามใบตราส่งและได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสิบสองตู้ให้แก่ไอซีดี ลาดกระบัง ในวันเดียวกัน โจทก์ได้แจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยทั้งสองเที่ยวขนส่ง และจำเลยก็รับทราบการมาถึงของสินค้าแล้ว จำเลยมีหนังสือมายังโจทก์เพื่อขอเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งจากจำเลยเป็นบริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็นเนอยี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ใบสั่งปล่อยสินค้า (Delivery Order) ที่ออกให้แก่จำเลยจึงระบุชื่อบริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็นเนอยี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นผู้รับตราส่ง

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความและหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 นั้น เห็นว่า เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยไว้โดยชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับทั้งสองปัญหานี้ไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามสัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้หรือไม่ และค่าเสียหายมีเพียงใด ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ใบตราส่งไม่ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง เมื่อพิจารณาใบตราส่งแล้วพบว่าเป็นตราสารที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศได้จัดทำขึ้นนอกราชอาณาจักร ไม่อยู่ในบังคับต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า บริษัทโนห์ฮิ โลจิสติคส์ จำกัด และบริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็นเนอยี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จะต้องรับผิดต่อโจทก์มิใช่จำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 บัญญัติให้สิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ขนส่งกับผู้รับตราส่งในเรื่องทั้งหลายเกี่ยวกับการขนส่งของที่ระบุไว้ในใบตราส่งนั้น ให้เป็นไปตามข้อกำหนดในใบตราส่ง ทั้งใบตราส่งก็ระบุว่า จำเลยเป็นผู้รับตราส่งและเป็นผู้ที่ต้องได้รับแจ้งการมาถึงของสินค้า โดยมิได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำการในฐานะตัวแทนของบริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็นเนอยี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในใบตราส่งนั้นด้วย เมื่อมีเงื่อนไขการขนส่งแบบ ซีวาย/ซีวาย ข้อความดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ต้องแจ้งการมาถึงของสินค้าให้จำเลยทราบและส่งมอบสินค้าให้แก่เจ้าหน้าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยอันถือเป็นการส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยตามมาตรา 40 (3) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 และเมื่อตู้สินค้าถูกขนส่งถึงท่าปลายทาง โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งจะต้องส่งมอบตู้สินค้าทั้งตู้แก่จำเลยในฐานะผู้รับตราส่งเพื่อนำไปเปิดที่โกดังของตนเอง ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้รับแจ้งจากโจทก์ว่าสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว แต่จำเลยไม่ได้ปฏิเสธที่จะไม่รับสินค้า พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยยอมรับเอาหน้าที่ที่จะต้องรับมอบตู้สินค้าจากโจทก์ตามข้อกำหนดของใบตราส่ง โดยเงื่อนไขการขนส่งของซีวายตัวหลังแล้ว ส่วนใบตราส่งที่จำเลยอ้างว่าคู่สัญญาตามใบตราส่งดังกล่าวคือ บริษัทโนห์ฮิ โลจิสติคส์ จำกัด และบริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็นเนอยี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากนายฉัตรชัย ผู้รับมอบอำนาจจำเลยซึ่งเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ใบตราส่งออกโดยตัวแทนของจำเลยที่ประเทศญี่ปุ่น ใบตราส่งจึงไม่ใช่ใบตราส่งของโจทก์ แม้ว่าใบรับเงินประกันการใช้ตู้สินค้าจะระบุว่าได้รับเงินจากบริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็นเนอยี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด แต่ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดแจ้งในใบรับเงินประกันการใช้ตู้สินค้านั้นว่า บริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็นเนอยี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นผู้รับตราส่งในการขนส่งครั้งนี้ ทั้งใบสั่งปล่อยสินค้าและเอกสารของกรมศุลกากรที่ระบุชื่อบริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็นเนอยี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นผู้รับตราส่งนั้น ก็เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นภายหลังจากโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยไปแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยว่า ก่อนส่งมอบสินค้านั้นโจทก์ไม่ได้รับรู้ถึงฐานะในการเป็นตัวแทนของจำเลย เมื่อโจทก์ขนส่งสินค้ามาส่งมอบตามใบตราส่งให้แก่จำเลยและจำเลยยอมรับหน้าที่ตามใบตราส่งแล้ว จำเลยในฐานะผู้รับตราส่งจึงมีหน้าที่รับตู้สินค้าและส่งคืนตู้สินค้าตามข้อกำหนดในใบตราส่ง แต่จำเลยหาได้ทำหน้าที่ของตนกลับมีหนังสือแจ้งขอเปลี่ยนชื่อผู้รับตราส่งและก็ไม่ได้ดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อส่งมอบตู้สินค้าให้แก่บริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็นเนอยี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และนำตู้สินค้ามาคืนโจทก์ จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดของจำเลยต่อโจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 26 ม. 40 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮันจิน ชิปปิ้ง จำกัด
บริษัทเคดับบลิวอี-คินเทซึ เวิร์ด
จำเลย — เอ็กซเปรส (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470/2559
#597432
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำให้การและคำร้องที่ขอให้เรียก ย. ม. และบุคคลอื่นเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จำเลยอ้างเพียงว่า เพื่อให้จำเลยสามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของ ย. ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่แท้จริง โดยจำเลยไม่ได้แสดงเหตุให้เห็นว่าจำเลยอาจฟ้องหรือถูกบริษัทดังกล่าวฟ้องได้เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน และไม่มีกฎหมายบังคับให้บุคคลดังกล่าวเข้ามาในคดี ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3)

ที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า หากศาลให้จำเลยรับผิดในฐานะตัวแทนต่อโจทก์ จำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยและได้รับค่าสินไหมทดแทนจาก ย. และ ม. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816 นั้น เห็นว่า มาตราดังกล่าวเป็นเรื่องตัวแทนจัดทำกิจการอันตัวการมอบหมายแก่ตัวแทนและเป็นเหตุให้ตัวแทนต้องเสียหาย โดยมิใช่ความผิดของตัวแทน ตัวแทนเรียกค่าสินไหมทดแทนจากตัวการได้ แต่ตามคำให้การจำเลยมิได้จัดทำกิจการอันใดแทน ย. ที่จำเลยอ้างว่าเป็นตัวการ จึงเป็นการยกข้อกฎหมายไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคำให้การ แต่ยกขึ้นอ้างเพื่อให้เข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ข้างต้นเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 12,211,357.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,591,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความ ในวันเดียวกันศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุสมควรเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ให้ยกคำร้องขอของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า บริษัทโนห์ฮิ โลจิสติคส์ จำกัด (โนห์ฮิ) ในฐานะผู้ส่งว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อมาส่งมอบให้แก่จำเลยในฐานะผู้รับตราส่ง จำเลยให้การว่า บริษัทยูนิเวอร์แซล เอ็นเนอร์ยี่ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (ยู อี อี) เคยว่าจ้างจำเลยเป็นตัวแทนในการขนส่งสินค้าที่ยู อี อี ซื้อจากยู เอ็ม เค เทคโนโลยี จำกัด (ยู เอ็ม เค) ประเทศญี่ปุ่น มายังลาดกระบัง ประเทศไทย โดยบริษัทมิตราคม จำกัด (มิตราคม) ซึ่งเป็นบริษัทในฐานะตัวแทนได้ทำสัญญากับโนห์ฮิ โนห์ฮิได้ว่าจ้างโจทก์ให้ทำการขนส่งสินค้า คู่สัญญาขนส่งของโจทก์คือโนห์ฮิ จำเลยเป็นเพียงตัวแทนของผู้รับตราส่ง การที่ไม่มีผู้มารับสินค้าภายในกำหนดจึงไม่ใช่ความผิดของจำเลย จำเลยไม่ต้องรับผิดในความเสียหาย ดังนี้ เห็นว่า ตามคำให้การดังกล่าวก็ดี ตามคำร้องที่ขอให้ศาลหมายเรียกโนห์ฮิ ยู อี อี ยู เอ็ม เค และมิตราคม เข้ามาเป็นจำเลยร่วมก็ดี จำเลยอ้างแต่เพียงว่า เพื่อให้จำเลยสามารถพิสูจน์ได้ว่า จำเลยเป็นเพียงตัวแทนของยู อี อี ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่แท้จริง โดยจำเลยไม่ได้แสดงเหตุให้เห็นว่า จำเลยอาจฟ้องหรือถูกบริษัทเช่นว่านั้นฟ้องจำเลยได้เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนและไม่มีกฎหมายบังคับให้บุคคลดังกล่าวเข้ามาในคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ส่วนที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า หากศาลให้จำเลยรับผิดในฐานะตัวแทนต่อโจทก์ จำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยและได้รับค่าสินไหมทดแทนจากยู อี อี และมิตราคม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 816 นั้น เห็นว่า มาตรา 816 เป็นเรื่องตัวแทนจัดทำกิจการอันตัวการมอบหมายแก่ตัวแทนและเป็นเหตุให้ตัวแทนต้องเสียหาย โดยมิใช่ความผิดของตัวแทน ตัวแทนเรียกค่าสินไหมทดแทนจากตัวการได้ แต่ตามคำให้การจำเลยมิได้จัดทำกิจการอันใดแทนยู อี อี ที่จำเลยอ้างว่าเป็นตัวการ ข้ออ้างของจำเลยจึงเป็นการยกข้อกฎหมายที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่จำเลยต่อสู้ตามคำให้การ แต่ยกขึ้นอ้างเพื่อให้เข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยเพื่อให้เข้าข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของจำเลยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 816
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 57 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฮันจิน ชิปปิ้ง จำกัด
บริษัทเคดับบลิวอี - คินเทซึ เวิลด์
จำเลย — เอ็กซเปรส (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเอกดนัย เตชะจงจินตนา
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/2559
#600611
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจริงเพียงแต่อ้างว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ การรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยคดีจึงไม่จำต้องอาศัยเช็คพิพาทเป็นพยานหลักฐาน เพราะรับฟังได้ตามคำรับของจำเลยแล้ว จึงไม่มีกรณีอันเป็นการต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 ที่ห้ามรับฟังตราสารที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,062,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2557) ต้องไม่เกิน 62,500 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตลิ่งชัน เลขที่ 2063733 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2556 จำนวนเงิน 2,000,000 บาท ระบุว่าจ่ายสดหรือผู้ถือ โดยโจทก์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาทเพื่ออาวัลผู้สั่งจ่าย ต่อมานายประเสริฐนำเช็คไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินตามวันที่ที่ลงในเช็ค ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ตามเช็คพิพาทและสำเนาใบนำส่งเช็คคืนและแจ้งการหักบัญชี และแบบฟอร์มอายัดเช็ค/ยกเลิกเช็ค ในวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท จำเลยซึ่งขอวงเงินเกินบัญชีไว้กับธนาคาร 9,000,000 บาท จำเลยเป็นหนี้ธนาคาร 6,000,000 บาทเศษ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่บริษัทมิเลนเนียม เอ็ซเทท คอร์ปอเรท จำกัด เป็นค่าวางมัดจำในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร MEC TOWER แต่เนื่องจากจำเลยเคยรู้จักกับโจทก์มาก่อนเกิดกรณีพิพาทประมาณ 1 ปีเศษ โดยโจทก์เป็นผู้ชักชวนให้จำเลยซื้ออาคารจากนายอมร จำเลยไว้ใจโจทก์จึงมอบเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อนำไปมอบให้แก่นายอมร ต่อมาจำเลยทราบว่าโจทก์ไม่ได้นำเช็คพิพาทไปมอบให้นายอมร จึงมีคำสั่งให้ธนาคารตามเช็คระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท จึงเป็นการต่อสู้ว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาทไม่มีอยู่จริง เมื่อจำเลยรับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทและส่งมอบเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ตามข้อกล่าวอ้าง พยานหลักฐานของโจทก์มีตัวโจทก์และนายประเสริฐ เบิกความสอดคล้องทำนองเดียวกันว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร MEC TOWER กับบริษัทมิเลนเนียม เอ็ซเทท คอร์ปอเรท จำกัด ที่โจทก์เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น แต่จำเลยมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ โจทก์จึงแนะนำให้รู้จักกับนายประเสริฐ นายประเสริฐยินดีให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยให้สั่งจ่ายเช็คแลกเงินสดจากนายประเสริฐ โดยให้โจทก์ลงลายมือชื่ออาวัลผู้สั่งจ่ายในเช็ค จำเลยจึงลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ รวมทั้งเช็คพิพาทแลกเงินสดจากนายประเสริฐ แต่เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดเรียกเก็บเงินนายประเสริฐนำไปเรียกเก็บ ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ซึ่งลงลายมือชื่ออาวัลผู้สั่งจ่ายจึงชำระเงินคืน นายประเสริฐและรับเช็คพิพาทกลับคืนมา ส่วนพยานจำเลยคงมีเพียงจำเลยปากเดียวที่เบิกความต่อสู้ทำนองว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่กลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัท MEC เพื่อเป็นค่าวางมัดจำในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคาร MEC TOWER ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการวางมัดจำเป็นการชำระหนี้บางส่วน จำเลยได้ชำระเงินมัดจำเป็นเงินสดแทนจำนวนเงินตามเช็คพิพาท ต่อมาจำเลยจึงมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบันทึกต่อท้ายสัญญา คู่กรณีระบุเงินมัดจำตามสัญญาและบันทึกต่อท้ายสัญญาเป็นจำนวนเงิน 36,500,000 บาท เป็นเงินมัดจำที่มีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่ปรากฏในเช็คพิพาทซึ่งเป็นเงินเพียง 2,000,000 บาท อยู่มาก จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ทุกครั้งที่มีการสั่งจ่ายเช็คเป็นค่ามัดจำจะต้องมีการระบุชื่อธนาคารและเลขที่เช็คไว้ในสัญญาและบันทึกต่อท้ายสัญญาด้วย แต่ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบันทึกต่อท้ายสัญญา กลับไม่ปรากฏข้อความที่ระบุถึงเช็คพิพาทไว้แต่อย่างใด จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ภายหลังทำบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์บอกจำเลยว่าน่าจะต้องมีการชำระเงินมัดจำบางส่วนก่อน จำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คพิพาทและเช็คให้แก่โจทก์ แต่ได้รับแจ้งจากนายอมรว่าให้ชำระเงินมัดจำ 15,000,000 บาท ครั้งเดียว ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบันทึกต่อท้ายสัญญา ระบุข้อตกลงเรื่องการวางเงินมัดจำด้วยเช็ค โดยจำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 2031139 และเลขที่ 2063779 ตามลำดับ และมีข้อความระบุไว้ว่า จำเลยได้รับเช็คฉบับเก่าคืนไปเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีการชำระค่ามัดจำด้วยเช็คพิพาทหรือเช็คตามเอกสารแต่อย่างใด คำเบิกความของจำเลยจึงขัดแย้งกับข้อตกลงเรื่องการวางเงินมัดจำซึ่งถือเป็นข้อพิรุธ จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นมานำสืบสนับสนุนตามที่ให้การต่อสู้ โดยเฉพาะนายอมรที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในการที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเป็นค่ามัดจำมาเบิกความต่อศาลเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยและยังไม่สมเหตุสมผล ไม่มีน้ำหนักให้น่ารับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือในเช็คออก จึงเป็นเช็คผู้ถือ โจทก์เป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทจึงอยู่ในฐานะเป็นอาวัลผู้สั่งจ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 ประกอบมาตรา 989 เมื่อโจทก์ได้ชำระเงินตามเช็คพิพาทให้นายประเสริฐไปแล้วและรับมอบเช็คพิพาทกลับคืนมา โจทก์ย่อมมีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิเช็คของผู้ทรงเช็คบรรดามีเหนือจำเลยและฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า เช็คพิพาทรับฟังเป็นพยานหลักฐานแห่งคดีได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เช็คพิพาทโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วน จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยโจทก์เป็นผู้สลักหลังเป็นประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่ายซึ่งจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทแลกเงินสดจากนายประเสริฐ นายประเสริฐจึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาโจทก์ชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่นายประเสริฐและรับเช็คพิพาทกลับคืนมาเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายให้รับผิดต่อโจทก์ จำเลยให้การรับว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจริงเพียงแต่อ้างว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ การรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยคดีจึงไม่จำต้องอาศัยเช็คพิพาทเป็นพยานหลักฐาน เพราะรับฟังได้ตามคำรับของจำเลยแล้ว จึงไม่มีกรณีอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่ห้ามรับฟังตราสารที่ไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชิณวิช ศรีชวาลา
จำเลย — นายณัทกร วัชนนันท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางสาวภัทรกมล สถิรวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2465/2559
#597951
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็ค เมื่อจำเลยรับว่าได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทดังกล่าวจริง ในเบื้องต้นต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิดอ้างว่าไม่มีมูลหนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืม และจำเลยยังมิได้ชำระหนี้คืนแก่โจทก์ผู้ให้กู้ เช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิด มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์นั้นเพื่อชำระหนี้เงินยืม ย่อมเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่า จำเลยยินยอมให้ผู้ทรงเช็คลงวันที่เองตามที่เห็นสมควร เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจากจำเลยเพื่อชำระหนี้นั้นได้ การที่โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทภายหลังถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายกระทำการโดยสุจริต จดวันที่สั่งจ่ายที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 989 วรรคหนึ่ง กรณีหาเป็นการปลอมเช็คดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไม่

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย หาได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมไม่ การวินิจฉัยความรับผิดของจำเลย จึงต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. เรื่อง ตั๋วเงิน โจทก์จึงไม่จำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินมาแสดง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,361,458 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเช็คพิพาทให้แก่จำเลย หากไม่ยอมส่งคืน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทำลายเช็คพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2556) ต้องไม่เกิน 361,458 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยได้ออกเช็คธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยคาร์ฟูร์พระราม 2 จำนวน 2 ฉบับ ฉบับละ 2,500,000 บาท มีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน ครั้นเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองสาน เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสองฉบับ โดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้โจทก์นำเงินไปไถ่ถอนจากธนาคาร เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็ค เมื่อจำเลยรับว่าได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทจริง ในเบื้องต้นต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิดอ้างว่าไม่มีมูลหนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมและจำเลยยังมิได้ชำระหนี้คืนแก่โจทก์ผู้ให้กู้ เช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิด มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์นั้น เพื่อชำระหนี้เงินยืมย่อมเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยยินยอมให้ผู้ทรงเช็คลงวันที่เองตามที่เห็นสมควร เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจากจำเลยเพื่อชำระหนี้นั้นได้ การที่โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทภายหลังถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายกระทำการโดยสุจริต จดวันสั่งจ่ายที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 989 วรรคหนึ่ง กรณีหาเป็นการปลอมเช็คดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมมาแสดงให้เห็นว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้หนี้เงินยืมนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คจำนวน 2 ฉบับ ที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย หาได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินไม่ การวินิจฉัยความรับผิดของจำเลย จึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องตั๋วเงิน โจทก์จึงหาจำต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินมาแสดงตามที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยนอกจากนี้เป็นประเด็นปลีกย่อยที่ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ป.พ.พ. ม. 93 วรรคหนึ่ง ม. 910 วรรคท้าย ม. 989
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทัศน์ สุริยนนท์รินทร์
นายบุญสุข สุริยนนท์รินท์
จำเลย — หรือสุริยนนท์รินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายพิเชษฐ์ วังศานุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2464/2559
#597950
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติว่า "เจ้าของร่วม (หมายถึงเจ้าของห้องชุดในอาคารชุด) ต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 หรือตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ" เจ้าของร่วมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 วรรคสอง ดังกล่าว และในกรณีที่จะต้องมีการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด ผู้ขอจดทะเบียนก็จะต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานตามที่บัญญัติไว้ มาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง" โจทก์เป็นเพียงผู้ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีและแม้โจทก์จะมิใช่ลูกหนี้ผู้ซึ่งค้างชำระหนี้ค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ในมาตรา 18 วรรคสองก็ตาม แต่การที่โจทก์เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีผลเท่ากับโจทก์ได้ทำสัญญาตกลงว่า จะรับผิดชอบชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่บุคคลภายนอกแทนลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ดังนั้น เมื่อเจ้าของห้องชุดเดิมมีหนี้ค่าส่วนกลางค้างชำระอยู่แก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ชำระหนี้ค่าส่วนกลางให้แก่จำเลยด้วย โจทก์จะมาอ้างว่าตนมิได้เป็นผู้ก่อหนี้ที่จำเลยเรียกให้ชำระจึงไม่ต้องมารับผิดชำระหนี้ตามมาตรา 18 วรรคสอง หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยให้บริการสิ่งสาธารณูปโภคในห้องชุดทั้งสองดังกล่าว ส่งมอบกุญแจอิเล็คทรอนิคส์ และออกหนังสือรับรองรายการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 ได้มอบอำนาจและมีการมอบอำนาจช่วงให้ดำเนินคดีนี้ ปรากฏตามหนังสือแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการ คำสั่งเรื่องมอบอำนาจให้กระทำการแทนและหนังสือมอบอำนาจ จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ปรากฏตามหนังสือสำคัญการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ซื้อห้องชุดเลขที่ 661/42 อาคารเลขที่ บี และห้องชุดเลขที่ 663/38 อาคารเลขที่ เอ ชื่ออาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 16/2539 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 245216 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นห้องชุดพิพาท จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล และเจ้าพนักงานบังคับคดีออกหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ ขอให้จดทะเบียนระงับจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้ แก่โจทก์ ปรากฏตามหนังสือ โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามกฎหมายและให้จำเลยดำเนินการให้บริการสาธารณูปโภคภายในห้องชุดทั้งสองดังกล่าว ปรากฏตามหนังสือและข้อบังคับของจำเลย จำเลยขอให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของที่เดิมค้างชำระ สำหรับห้องชุดห้องแรกจำนวน 208,213.95 บาท และห้องที่สองจำนวน 172,573.20 บาท ปรากฏตามรายละเอียดยอดค้างค่าส่วนกลาง แต่โจทก์ไม่ชำระ จำเลยจึงไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติว่า "เจ้าของร่วม (หมายถึงเจ้าของห้องชุดในอาคารชุด) ต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 หรือตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ" เจ้าของร่วมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 วรรคสอง ดังกล่าว และในกรณีที่จะต้องมีการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด ผู้ขอจดทะเบียนก็จะต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานตามที่บัญญัติไว้ มาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง" โจทก์เป็นเพียงผู้ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีและแม้โจทก์จะมิใช่ลูกหนี้ผู้ซึ่งค้างชำระหนี้ค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ในมาตรา 18 วรรคสองก็ตาม แต่การที่โจทก์เข้าประมูลซื้อห้องชุดพิพาทตามประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีผลเท่ากับโจทก์ได้ทำสัญญาตกลงว่า จะรับผิดชอบชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้แก่บุคคลภายนอกแทนลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ดังนั้น เมื่อเจ้าของห้องชุดเดิมมีหนี้ค่าส่วนกลางค้างชำระอยู่แก่จำเลยแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ชำระหนี้ค่าส่วนกลางให้แก่จำเลยด้วย โจทก์จะมาอ้างว่าตนมิได้เป็นผู้ก่อหนี้ที่จำเลยเรียกให้ชำระจึงไม่ต้องมารับผิดชำระหนี้ตามมาตรา 18 วรรคสอง หาได้ไม่ ที่โจทก์ฎีกาอ้างต่อมาว่า ตามหนังสือสำคัญ ฯ และตามข้อบังคับ ไม่ได้ระบุอัตราค่าส่วนกลางตารางเมตรละ 15 บาท และค่าปรับไว้ การที่จำเลยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากโจทก์ในอัตราตารางเมตรละ 15 บาท กับเรียกค่าปรับด้วย เป็นการกระทำที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 นั้น นอกจากจะมีบทบัญญัติมาตรา 18 กำหนดให้เจ้าของห้องชุดมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของห้องชุดแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางหรือตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุดแล้ว เจ้าของห้องชุดยังมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้เจ้าของร่วมชำระเงินให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดเพื่อดำเนินกิจการของนิติบุคคลอาคารชุด ดังต่อไปนี้ (1) เงินค่าใช้จ่ายของนิติบุคคลอาคารชุดที่เจ้าของแต่ละห้องชุดต้องชำระล่วงหน้า (2) เงินทุนเมื่อเริ่มต้นกระทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งตามข้อบังคับ หรือตามมติของที่ประชุมใหญ่ (3) เงินอื่นเพื่อปฏิบัติตามมติของที่ประชุมใหญ่ภายใต้เงื่อนไขซึ่งที่ประชุมใหญ่กำหนด" ซึ่งค่าใช้จ่ายตามมาตรา 40 นี้ พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หาได้บัญญัติให้ต้องระบุอัตราที่ต้องชำระไว้ในข้อบังคับดังเช่นกรณีค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ไม่ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยเรียกร้องจึงอาจหมายรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยอาจเรียกได้ตามมาตรา 40 ด้วย เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายส่วนกลางตารางเมตรละ 15 บาท และค่าปรับที่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ก็ต้องถือว่าข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยคิดค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามมาตรา 18 วรรคสอง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ยอมชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดเดิมค้างชำระพร้อมค่าปรับรวมทั้งที่โจทก์ค้างชำระให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนฎีกาข้อปลีกย่อยอื่น ๆ ของโจทก์ แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดรุ่งเรืองคอนโดทาวน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุภิชัย สิริชัยรังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2461/2559
#597437
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบของความผิดข้อหนึ่งที่โจทก์ต้องบรรยายมาในคำฟ้องตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 คือ การเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปซึ่งหมายถึงการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนได้ล่วงรู้ในลักษณะที่มีผลทำให้ข้อมูลนั้นเสียสภาพหรือคุณสมบัติการเป็นความลับ ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเอาข้อมูลอันเป็นความลับทางการค้าของผู้เสียหายไปเปิดเผยให้กับบุคคลผู้มีชื่ออันเป็นบุคคลทั่วไปล่วงรู้ถึงข้อมูลอันเป็นความลับทางการค้าของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย และจำเลยทั้งสามมีเจตนากลั่นแกล้ง อันเป็นเหตุให้ข้อมูลซึ่งเป็นความลับทางการค้าของผู้เสียหายสิ้นสภาพความเป็นความลับทางการค้า ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจ โดยมิได้บรรยายฟ้องระบุวิธีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวนั้นว่าเป็นการโฆษณาด้วยเอกสาร กระจายเสียง หรือการแพร่ภาพหรือเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด จึงไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้าดังกล่าว แต่เป็นการยืนยันเพียงว่าเป็นการเปิดเผยแก่บุคคลหนึ่งที่เป็นบุคคลทั่วไป จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้าฯ มาตรา 33 ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่าง ๆ ในคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องที่บรรยายครบองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 หรือไม่ โดยที่พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ความลับทางการค้า" หมายความว่า "ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เนื่องจากการเป็นความลับ และเป็นข้อมูลที่ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ" และมาตรา 33 บัญญัติว่า "ผู้ใดเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้า โดยเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้ควบคุมความลับทางการค้าได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะกระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสารการกระจายเสียง หรือการแพร่ภาพหรือการเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด..." คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 33 ดังกล่าว องค์ประกอบของความผิดข้อหนึ่งที่โจทก์จะต้องบรรยายมาในคำฟ้องคือการเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไป ซึ่งหมายถึงการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนได้ล่วงรู้ในลักษณะที่มีผลทำให้ข้อมูลนั้นสูญเสียสภาพหรือคุณสมบัติการเป็นความลับ ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า...จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเอาข้อมูลอันเป็นความลับทางการค้าของผู้เสียหายไปเปิดเผยให้กับบุคคลผู้มีชื่ออันเป็นบุคคลทั่วไปล่วงรู้ถึงข้อมูลอันเป็นความลับทางการค้าของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย และจำเลยทั้งสามมีเจตนากลั่นแกล้ง อันเป็นเหตุให้ข้อมูลซึ่งเป็นความลับทางการค้าของผู้เสียหายสิ้นสภาพความเป็นความลับทางการค้า ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายในการประกอบธุรกิจ โดยมิได้บรรยายฟ้องระบุวิธีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวนั้นว่าเป็นการโฆษณาด้วยเอกสาร กระจายเสียง หรือการแพร่ภาพหรือเปิดเผยด้วยวิธีอื่นใด จึงไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการเปิดเผยความลับทางการค้าของผู้อื่นให้เป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วไปในประการที่ทำให้ความลับทางการค้านั้นสิ้นสภาพการเป็นความลับทางการค้าดังกล่าว แต่เป็นการยืนยันเพียงว่าเป็นการเปิดเผยแก่บุคคลคนหนึ่งที่เป็นบุคคลทั่วไป ฟ้องของโจทก์จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 33 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าข้อมูลตามฟ้องเป็นความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ.2545 มาตรา 3 หรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า พนักงานสอบสวนยึดคอมพิวเตอร์แบบพกพา จำนวน 1 เครื่อง เป็นของกลาง และมีคำขอให้ริบของกลางดังกล่าว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้วินิจฉัยเรื่องของกลางจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขโดยให้คืนคอมพิวเตอร์แบบพกพาของกลางแก่เจ้าของ

พิพากษายืน คืนของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 49 ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 ม. 3 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทฟู้ดวิลเลจ จำกัด
จำเลย — นางสาวบุตรศณีหรือนภาดา เอี่ยมศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2415/2559
#596806
เปิดฉบับเต็ม

เงินสงเคราะห์ตกทอดที่การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องจ่ายให้แก่ทายาทของจำเลยที่ 1 ผู้มีสิทธิได้รับตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นเนื่องจากการถึงแก่ความตายของจำเลยที่ 1 เงินสงเคราะห์ตกทอดดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินหรือสิทธิที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในระหว่างมีชีวิตหรือมีอยู่ขณะตาย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องในเงินสงเคราะห์ตกทอดต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 310 ทวิ กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 286 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับเงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินสงเคราะห์ตกทอดดังกล่าว คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่อายัดให้นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2548 โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 6,000 บาทเดือนแรกชำระภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2549 เดือนต่อไปชำระทุกวันสิ้นเดือนถัดไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น และภายในเดือนมกราคม 2554 จำเลยทั้งสองตกลงชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินชดเชยจำนวน 10 เท่า ของเงินเดือน เป็นเงิน 578,300 บาทที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากจำเลยที่ 1 ลาออกจากการเป็นพนักงาน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีระงับการอายัดเงินดังกล่าว โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้โดยโจทก์จะกันเงินส่วนที่การรถไฟแห่งประเทศไทยส่งมาตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ 561,735 บาท ให้จำเลยที่ 1 จำนวน 150,000 บาท และลดการอายัดเงินบำนาญที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากเดือนละ 14,000 บาท เหลือเดือนละ 8,000 บาท ส่วนหนี้ที่เหลือจำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 จึงขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำแถลงลงวันที่ 29 เมษายน 2557 ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินสงเคราะห์ตกทอด 482,513.34 บาท จากการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยให้นำเงินที่ส่งมาแล้วตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้หักออกจากเงินจำนวนดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ยกคำแถลงของโจทก์ โดยเห็นว่าเงินสงเคราะห์ตกทอดดังกล่าวเกิดจากการถึงแก่ความตายของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ อันเป็นสิทธิของทายาทโดยตรงจึงไม่สามารถอายัดให้ได้

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอายัดเงินสงเคราะห์ตกทอดของจำเลยที่ 1 จากการรถไฟแห่งประเทศไทยตามคำแถลงของโจทก์ต่อไป

นางสาวจรัสศรี ทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณา มีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 บางส่วน และอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากการรถไฟแห่งประเทศไทยชำระหนี้แล้วบางส่วน ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องจ่ายเงินสงเคราะห์ตกทอดเนื่องจากการถึงแก่ความตายของจำเลยที่ 1 ให้แก่ทายาทของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์จึงยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินสงเคราะห์ตกทอด 482,513.34 บาท จากการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำแถลงของโจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินสงเคราะห์ตกทอดซึ่งทายาทของจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือไม่ เห็นว่าเงินสงเคราะห์ตกทอดที่การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องจ่ายให้แก่ทายาทของจำเลยที่ 1 ผู้มีสิทธิได้รับตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นเนื่องจากการถึงแก่ความตายของจำเลยที่ 1 เงินสงเคราะห์ตกทอดดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สิน หรือสิทธิที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในระหว่างมีชีวิต หรือมีอยู่ขณะตาย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องในเงินสงเคราะห์ตกทอดต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 310 ทวิ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับเงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามที่โจทก์อ้างในฎีกาแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินสงเคราะห์ตกทอดดังกล่าว คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่อายัดให้นั้นชอบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286 ม. 310 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคล้าย ม่ามกระโทก
จำเลย — นายรินทร์ ขิมกระโทก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายดนุพร คีรีกิจขจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2410 -ที่ 2411/2559
#600597
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเบิกความยอมรับว่าการทำสัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นการดำเนินการต่อเนื่อง มาจากการที่ ส. ซื้อกิจการบริษัท ป. และบริษัท พ. จากโจทก์ทั้งสองและจำเลย และ พ. กับ อ. พยานจำเลยก็เบิกความได้ความว่า การทำสัญญาเอกสารหมาย จ.7 นำข้อมูลมาจากรายงานการเคลียร์หนี้ตามเอกสารหมาย ล.28 การดำเนินการตามเอกสารหมาย จ.7 นั้น พ. ได้รับมอบหมายจาก ส. ให้ไปดำเนินการเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายกิจการ โดยให้ อ. ลงนามแทนฝ่าย ส. ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของ ส. ดังนี้ฟังข้อเท็จจริงได้ว่า สัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะบังคับกันอย่างแท้จริงตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกับ ส. ไม่ใช่นิติกรรมอำพราง ที่จำเลยฎีกาว่าวัตถุแห่งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 คือหุ้นในบริษัท พ. แตกต่างจากทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ล.6 และ ล.15 ที่วัตถุแห่งหนี้คือกิจการและทรัพย์สินของบริษัท ป. และบริษัท พ. นั้น เห็นว่าวัตถุแห่งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ก็เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุแห่งหนี้ตามเอกสารหมาย ล.6 และ ล.15 นั่นเอง เพราะเป็นการตกลงที่ต่อเนื่องกันมาไม่ใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องสองสำนวนขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 589,269.96 บาท และ 1,121,334.02 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองและบังคับโจทก์ทั้งสองชำระเงินคนละ 2,534,971.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 จนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลยคิดถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 3 ปี 7 เดือน 12 วัน เป็นเงินดอกเบี้ยคนละ 687,513.44 บาท

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ข้อ 2.2 ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ถอนอุทธรณ์ข้อ 2.2 จำหน่ายคดีเฉพาะอุทธรณ์ข้อนี้เสียจากสารบบความ ให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลเฉพาะอุทธรณ์ข้อนี้แก่โจทก์ที่ 2

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 461,992.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินคนละ 127,277.72 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลคนละ 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยนำสืบโดยตัวจำเลยเบิกความว่า หลังจากขายกิจการบริษัทปทุมเกตน์ เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัทพิกุลแก๊ส จำกัด ให้นายสุริยาแล้ว เช็คที่นายสุริยาจ่ายชำระค่าซื้อกิจการทั้งสองบริษัทเรียกเก็บเงินไม่ได้บางส่วน ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2550 โจทก์ที่ 2 และจำเลยได้เข้าพบกับนายสุริยาและนายสมชายซึ่งเป็นตัวแทนของนายสุริยา เพื่อสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้สินที่นายสุริยาค้างชำระค่าซื้อกิจการและค่าบริหารงานแก่โจทก์ทั้งสองและจำเลย คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 17,074,200 บาท แต่นายสมชายได้ต่อรองลงมาเหลือ 17,000,000 บาทถ้วน จากนั้นนายสุริยาและนายสมชายมอบหมายให้นางอิทธิภรณ์ ซึ่งเป็นฝ่ายบัญชีของบริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือเวิลด์แก๊ส เข้าตรวจสอบและสรุปรายละเอียดทางบัญชี ทรัพย์สิน หนี้สินของบริษัทเฟรนด์ชิพแว็กซ์จำกัด และบริษัทพิกุลแก๊ส จำกัด ที่มีหนี้ค้างชำระอยู่กับบริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับนางปรียาภรณ์ซึ่งเป็นฝ่ายบัญชีของบริษัทพิกุลแก๊ส จำกัด จากนั้นฝ่ายบัญชีได้ส่งรายการทางบัญชีให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยทราบ ตามสำเนาสรุปสถานะของบริษัทและสำเนารายงานลูกหนี้ค้างชำระ ทำให้จำเลยทราบว่าบริษัทเฟรนด์ชิพแว็กซ์ จำกัด และบริษัทพิกุลแก๊ส จำกัด มีหนี้ค้างชำระอยู่กับบริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนมากโดยที่จำเลยไม่เคยทราบมาก่อน ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 นางอิทธิภรณ์ นายพชรพล และนายอรรถพลได้นัดหมายกับจำเลยและโจทก์ทั้งสองเพื่อสะสางหนี้สินที่ค้างชำระของสองฝ่ายและสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับภาระหน้าที่ที่แต่ละฝ่ายจะต้องดำเนินการตามข้อตกลงซื้อขายกิจการให้เป็นที่เรียบร้อยเพื่อจะเข้าครอบครองกิจการบริษัทพิกุลแก๊ส จำกัด ตามที่ได้ประสานงานไว้ โดยได้ร่างข้อตกลงในเบื้องต้นให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยตรวจดูก่อน ตามสำเนาข้อตกลงการโอนหุ้น (แนบท้ายสัญญาโอนหุ้น) จากนั้นทั้งสองฝ่ายเจรจากันเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับหน้าที่ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติ แล้วนายพชรพลก็ได้จัดทำสัญญาโอนหุ้นตามสำเนาสัญญาโอนหุ้นและสำเนาข้อตกลงการโอนหุ้น (แนบท้ายสัญญาโอนหุ้น) เอกสารหมาย จ.7 เห็นว่า จำเลยเบิกความยอมรับว่าการทำสัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการที่นายสุริยาซื้อกิจการบริษัทปทุมเกตน์ เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัทพิกุลแก๊ส จำกัด จากโจทก์ทั้งสองและจำเลย และนายพชรพลกับนายอรรถพล พยานจำเลยก็เบิกความได้ความว่า การทำสัญญาเอกสารหมาย จ.7 นำข้อมูลมาจากรายงานการเคลียร์หนี้ตามเอกสารหมาย ล.28 การดำเนินการตามเอกสารหมาย จ.7 นั้น นายพชรพลได้รับมอบหมายจากนายสุริยาให้ไปดำเนินการเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายกิจการโดยให้นายอรรถพลลงนามแทนฝ่ายนายสุริยาซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของนายสุริยา ดังนี้จึงฟังข้อเท็จจริงได้ว่า สัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะบังคับกันอย่างแท้จริงตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกับนายสุริยาไม่ใช่นิติกรรมอำพราง ที่จำเลยฎีกาว่าวัตถุแห่งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 คือหุ้นในบริษัทพิกุลแก๊ส จำกัด แตกต่างจากทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ล.6 และ ล.15 ที่วัตถุแห่งหนี้คือกิจการและทรัพย์สินของบริษัทปทุมเกตน์ เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัทพิกุลแก๊ส จำกัด นั้น เห็นว่า วัตถุแห่งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 ก็เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุแห่งหนี้ตามเอกสารหมาย ล.6 และ ล.15 นั่นเองเพราะเป็นการตกลงที่ต่อเนื่องกันมาไม่ใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญแต่อย่างใด และที่จำเลยฎีกาว่า คู่สัญญาตามเอกสารหมาย จ.7 เป็นนายอรรถพลไม่ใช่นายสุริยานั้น ก็ได้ความจากนายอรรถพลและนายพชรพลเบิกความทำนองเดียวกันว่านายสุริยามอบหมายให้พยานทั้งสองมาดำเนินการทำข้อตกลงโดยให้นายอรรถพลลงชื่อแทนนายสุริยา ซึ่งจำเลยก็ทราบข้อเท็จจริงนี้เพราะจำเลยเป็นผู้ประสานงาน การกระทำของนายอรรถพลต้องด้วยลักษณะเป็นตัวแทนเชิดของนายสุริยาในการลงชื่อในเอกสารหมาย จ.7 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองเป็นการคลาดเคลื่อนเพราะโจทก์ทั้งสองถอนอุทธรณ์บางส่วนไปแล้วนั้น ได้ความว่า ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งในคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ถอนอุทธรณ์ข้อ 2.2 ไว้ด้วยว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนนี้ให้โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 ได้ขอรับคืนไปแล้ว จึงไม่มีข้อที่จะต้องแก้ไขแต่อย่างใด

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคสอง ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเชาว์ เอมะสิทธิ์
จำเลย — นายสายัณห์ คู่เพชรเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายกิตติศักดิ์ แสงเภา
ศาลอุทธรณ์ — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2405 -ที่ 2407/2559
#597955
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงยุติตามคำร้องและคำคัดค้านว่าการนัดหยุดงานกระทำไปโดยไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ใช่กรณีพนักงานซึ่งเป็นลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อผู้ร้องตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง เมื่อยังไม่มีการแจ้งข้อเรียกร้องต่อผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้พนักงานนัดหยุดงานตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง (1) การนัดหยุดงานที่ฝ่าฝืนมาตรา 34 มีโทษตามมาตรา 139 เมื่อการนัดหยุดงานต้องห้ามตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง (1) และมีโทษตามมาตรา 139 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชักชวนให้พนักงานนัดหยุดงาน หรือช่วยเหลือ ชักชวนหรือสนับสนุนให้สมาชิกสหภาพแรงงานนัดหยุดงานจึงไม่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องทางอาญาหรือทางแพ่งตามมาตรา 99 (2) อีกทั้งศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างไม่เข้าทำงาน ออกไปชุมนุมด้วย และมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ามีการชักชวนพนักงานให้ออกไปชุมนุมประท้วงโดยการปิดถนนและนำรถยนต์ไปจอดขวางถนนภายในโรงแรมซึ่งเป็นถนนสาธารณะจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีข้อหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปกระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 5 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน มาตรา 215 วรรคแรก จึงเป็นกรณีมีเหตุผลอันสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เดิมคดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 8 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 62/2552, 66/2552, 95/2552, 97/2552, 98/2552, 100/2552, 101/2552, 102/2552, 103/2552 และ 104/2552 โดยให้เรียกผู้ร้องทั้งสิบสี่สำนวนว่า ผู้ร้อง เรียกผู้คัดค้านในสำนวนคดีดังกล่าวว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 14 แต่ผู้ร้องขอถอนคำร้องสำหรับผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 14 ศาลแรงงานภาค 8 อนุญาต คงมีคดีที่ศาลแรงงานภาค 8 พิจารณาพิพากษาเฉพาะของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 9 รวม 4 สำนวน

ผู้ร้องรวมสี่สำนวนยื่นคำร้องขออนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 9 ได้ทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ

ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 9 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายมานิตย์ผู้คัดค้านที่ 2 นายอลงกรณ์ ผู้คัดค้านที่ 3 นายมงคล ผู้คัดค้านที่ 5 และนายอดุลย์ ผู้คัดค้านที่ 9 ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องประกอบธุรกิจโรงแรมและเป็นบริษัทในเครือของบริษัทลากูน่ารีสอร์ทแอนด์โฮเท็ล จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีบริษัทในเครือรวม 8 บริษัท ลูกจ้างของบริษัททั้ง 8 บริษัท ต่างจัดตั้งสหภาพแรงงานและจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับนายจ้าง ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้ร้องประกาศแจ้งพนักงานว่าจะจ่ายเงินโบนัสให้พนักงาน 2 สัปดาห์ และไม่มีการปรับขึ้นเงินเดือน ทำให้พนักงานส่วนหนึ่งไม่พอใจสหภาพแรงงานทั้ง 8 สหภาพขอให้จ่ายเงินโบนัส 1 เดือน และปรับขึ้นเงินเดือนร้อยละ 4 ของเงินเดือนปัจจุบัน แต่ฝ่ายนายจ้างไม่สามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้ ระหว่างวันที่ 5 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 คณะกรรมการลูกจ้างและพนักงานบางคนของผู้ร้องและพนักงานของโรงแรมอื่นในเครือประมาณ 250 คน ชุมนุมประท้วงโดยปิดถนนและนำรถยนต์มาจอดขวางถนนภายในโรงแรมเครือลากูน่าภูเก็ตซึ่งเป็นถนนสาธารณะอันเป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายและไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมตัวผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กับพวกรวม 36 คน ไปดำเนินคดี ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กับพวกให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดภูเก็ตพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 15 วัน และปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แล้ววินิจฉัยว่า การประท้วงหยุดงานของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กับพวกไม่ได้แจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้ผู้ร้องทราบ ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 34 (1) การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 บันทึกลงเวลาเข้าทำงานแต่กลับไปอยู่ในที่ชุมนุมถือว่าทำผิดข้อบังคับข้อที่ 23 ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันควรและข้อที่ 30 ออกจากสถานที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตและฝ่าฝืนคำสั่ง ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ทราบประกาศของผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างที่แจ้งว่าการออกมาเรียกร้องมิได้เป็นไปตามขั้นตอนแห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวถือว่าเป็นการไม่เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา พฤติการณ์และการกระทำของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 แสดงให้เห็นว่า มีการชักชวนพนักงานให้ออกมาชุมนุมประท้วงจนถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพและการกระทำของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ยังผิดข้อบังคับข้อ 24 คือ จับกลุ่มส่งเสียงรบกวนความสงบสุขหรือศีลธรรมอันดีของพนักงาน กับผิดข้อบังคับข้อ 18 คือ กระทำความผิดอาญา ซึ่งความผิดที่ผู้ร้องสามารถเลิกจ้างได้ตามข้อบังคับและยังเข้าองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) (2) (4) สมควรอนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5

ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่มีเหตุเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เนื่องจากผู้ร้องประกาศเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินโบนัสและไม่ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานซึ่งเป็นการกระทำผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การนัดหยุดงานเป็นการทวงถามสิทธิให้ผู้ร้องปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ไม่ใช่เป็นการยื่นข้อเรียกร้อง แม้ผู้ร้องจะได้รับความเสียหายก็ไม่เป็นละเมิดหรือผิดสัญญาและไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องทางอาญาหรือทางแพ่งในการชักชวนให้พนักงานนัดหยุดงาน หรือช่วยเหลือ ชักชวนหรือสนับสนุนให้สมาชิกสหภาพแรงงานนัดหยุดงานตามมาตรา 99 นั้น เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องระบุว่า การหยุดงานของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กับสหภาพแรงงานโรงแรมในเครือลากูน่าภูเก็ตทั้ง 8 สหภาพ พนักงานของผู้ร้องและพนักงานของโรงแรมอื่นประมาณ 250 คน ไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องและไม่มีข้อพิพาทแรงงาน ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ระบุในคำคัดค้านว่า การหยุดงานในช่วงเวลานั้นไม่มีข้อพิพาทแรงงานกับผู้ร้อง สหภาพแรงงานโรงแรมในเครือลากูน่าภูเก็ตทั้ง 8 สหภาพ ยื่นหนังสือขอปรึกษาหารือต่อกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทลากูน่ารีสอร์ทแอนด์โฮเท็ล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ข้อเท็จจริงจึงยุติว่า การหยุดงานในวันที่ 5 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 กระทำโดยไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่ใช่กรณีพนักงานซึ่งเป็นลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้มีการกำหนด ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อผู้ร้องตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง เมื่อยังไม่มีการแจ้งข้อเรียกร้องต่อผู้ร้อง จึงต้องห้ามมิให้พนักงานนัดหยุดงานตาม มาตรา 34 วรรคหนึ่ง (1) การนัดหยุดงานฝ่าฝืนมาตรา 34 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 139 เมื่อการนัดหยุดงานนั้นต้องห้ามมิให้กระทำตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง (1) และมีโทษตามมาตรา 139 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชักชวนให้พนักงานนัดหยุดงาน หรือช่วยเหลือ ชักชวนหรือสนับสนุนให้สมาชิกสหภาพแรงงานนัดหยุดงานจึงไม่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องทางอาญาหรือทางแพ่งตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง (2) อีกทั้งศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่าระหว่างมีการเจรจาสหภาพแรงงานทั้ง 8 สหภาพ แจกจ่ายใบปลิวให้พนักงานออกไปร่วมชุมนุม ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างไม่เข้าทำงาน ออกไปร่วมชุมนุมด้วยและมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า มีการชักชวนพนักงานให้ออกไปชุมนุมประท้วงโดยการปิดถนนและนำรถยนต์ไปจอดขวางถนนภายในโรงแรมที่ประชาชนใช้ร่วมกันซึ่งเป็นถนนสาธารณะจนถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีข้อหาร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ การกระทำของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 5 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน มาตรา 215 วรรคแรก จึงเป็นกรณีมีเหตุผลอันสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13 วรรคหนึ่ง ม. 34 วรรคหนึ่ง (1) ม. 52 ม. 99 (2) ม. 139
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทลากูน่าบันยันทรี จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายมานิตย์ เพชรรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นางสาวยุวิสสร์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา