คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3533/2559
#597958
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยระบุข้อหาหรือฐานความผิดหน้าฟ้องว่า ผิดสัญญาจ้างแรงงาน ผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เรียกค่าเสียหาย และในคำฟ้องข้อ 2 ถึงข้อ 4 โจทก์บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยและระบุถึงการปฏิบัติงานของจำเลยว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสระบุรี มีหน้าที่ช่วยปฏิบัติและบริหารงานของผู้จัดการสาขา ช่วยดูแลรับผิดชอบการดำเนินงานของสาขาทุกระบบงานโดยต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งของโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยไปดูแลการขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้โจทก์ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดลพบุรี แต่จำเลยไปไม่ทันกำหนดเวลาขายทอดตลาด เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้โจทก์ในราคาต่ำกว่าราคาที่โจทก์กำหนดอนุมัติให้ขาย อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของลูกจ้างให้ลุล่วงไปโดยถูกต้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องโจทก์จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยมูลสัญญาจ้างแรงงานเป็นหลักแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นสำคัญ ส่วนการบรรยายฟ้องถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ก็เป็นการบรรยายฟ้องถึงลำดับเหตุการณ์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โดยนับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องคือวันที่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งนับถึงวันฟ้อง ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ก่อนขายทอดตลาดประมาณ 3 ถึง 4 วัน จำเลยได้รับมอบอำนาจให้ไปดูแลการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้โจทก์ โดยระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการบังคับคดีของโจทก์ระบุว่าจะต้องไปก่อนเวลาขายทอดตลาด และการขายทอดตลาดครั้งก่อนมีผู้สู้ราคาและมีการคัดค้าน ซึ่งระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการบังคับคดีของโจทก์ระบุว่าต้องหาผู้สู้ราคาสูงกว่าหรือมาซื้อไว้เอง การขายทอดตลาดครั้งนี้จึงเป็นครั้งที่สำคัญที่จำเลยต้องไปดูแลและเตรียมความพร้อมโดยตรวจสอบสำนวนคดีและเส้นทางที่จะไปสำนักงานบังคับคดีจังหวัดลพบุรีล่วงหน้า ซึ่งจำเลยมีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมความพร้อม การที่จำเลยไปไม่ทันกำหนดจึงเป็นความผิดของจำเลยที่ไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อนทั้งที่สามารถกระทำได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 316,971.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 284,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีตามสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี โจทก์ได้รับบันทึกข้อความจากกรมบัญชีกลางที่แจ้งให้โจทก์ดำเนินการให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2552 เมื่อนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ การที่จำเลยซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสระบุรีและทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์เป็นเวลา 10 ปีเศษ จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต ทำหน้าที่ดูแลการขายทอดตลาดตามที่ได้รับมอบหมายแต่ไปไม่ทันการขายทอดตลาด ระเบียบการบังคับคดีของโจทก์ระบุว่าต้องไปก่อนเวลาการขายทอดตลาด และจำเลยทราบว่าในการขายทอดตลาดครั้งที่ 7 มีผู้สู้ราคาและผู้คัดค้าน ซึ่งมีระเบียบว่าต้องหาผู้สู้ราคาสูงกว่าหรือมาซื้อไว้เอง การขายทอดตลาดครั้งนี้จึงเป็นครั้งสำคัญที่ต้องดูแล ทั้งเคยมีกรณีที่เจ้าหน้าที่โจทก์ไปถึงสำนักงานบังคับคดีก่อนขายทอดตลาดแต่ไม่เข้าสู้ราคา จึงมีการขายทอดตลาดต่ำกว่ากำหนด และกระทรวงการคลังให้รับผิด จึงฟังได้ว่าจำเลยประมาทเลินเล่อต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อเปรียบเทียบราคาประเมินของทรัพย์ที่ขายทอดตลาด ยอดหนี้ตามคำพิพากษา และราคาที่โจทก์อนุมัติให้ขาย กับราคาที่ขายทอดตลาดแล้ว เห็นควรให้ค่าเสียหายตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 284,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่จำเลยรับทราบคำสั่ง (วันที่ 22 มกราคม 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 10 สิงหาคม 2553) ต้องไม่เกิน 32,971.14 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยระบุข้อหาหรือฐานความผิดหน้าฟ้องว่าผิดสัญญาจ้างแรงงาน ผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เรียกค่าเสียหาย ในคำฟ้องข้อ 2 ถึงข้อ 4 โจทก์บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยและระบุถึงการปฏิบัติงานของจำเลยว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยเข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ โจทก์แต่งตั้งให้จำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสระบุรี มีหน้าที่ช่วยปฏิบัติและบริหารงานของผู้จัดการสาขา ช่วยดูแลรับผิดชอบการดำเนินงานของสาขาในทุกระบบงานโดยต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งของโจทก์ ทั้งที่มีอยู่และที่จะมีต่อไปในภายหน้าเพื่อให้ลุล่วงไปโดยสุจริตและถูกต้อง วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยไปดูแลการขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้โจทก์ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดลพบุรี แต่จำเลยไปไม่ทันกำหนดเวลาขายทอดตลาด เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของลูกหนี้โจทก์ไปในราคาต่ำกว่าราคาที่โจทก์กำหนดอนุมัติให้ขาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างโจทก์ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลสัญญาจ้างแรงงานเป็นหลักแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นสำคัญ และการที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่าไม่มีผู้ต้องรับผิดนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าว จะถือว่าโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลสัญญาจ้างแรงงานหาได้ไม่ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องอ้างถึงการที่โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการบรรยายให้เห็นถึงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดดังที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความในเรื่องละเมิดมาใช้บังคับในคดีนี้ได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยนับจากวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 อันเป็นวันที่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน คิดถึงวันฟ้องคือวันที่ 10 สิงหาคม 2553 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า การที่จำเลยไปไม่ทันกำหนดเวลาขายทอดตลาดเกิดจากเหตุสุดวิสัย อันทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดฐานผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 บัญญัติว่า "คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น" แต่ในคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า นายยศวริศยื่นใบลาพักผ่อนเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2548 โดยลาระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548 และมีการทำใบมอบอำนาจให้นางวัลภาหรือจำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจไปดูแลการขายทอดตลาดแทนนายยศวริศ วันที่ 31 มกราคม 2548 นางวัลภามีอาการเวียนศีรษะและอาเจียนอย่างรุนแรง ญาตินำส่งโรงพยาบาลในเวลา 19.46 นาฬิกา ตามรายงานสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงยุติตามที่จำเลยเบิกความรับว่า จำเลยย้ายไปที่สาขาสระบุรีวันที่ 17 มกราคม 2548 มีการขายทอดตลาดครั้งที่ 8 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โดยจำเลยได้รับมอบอำนาจให้ไปดูแลการขายทอดตลาดก่อนหน้านั้น 3 ถึง 4 วัน มีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการบังคับคดีของโจทก์ที่ระบุว่าต้องไปก่อนเวลาขายทอดตลาด ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 7 มีผู้สู้ราคาและมีการคัดค้าน ซึ่งมีระเบียบว่าต้องหาผู้สู้ราคาสูงกว่าหรือมาซื้อไว้เอง การขายทอดตลาดครั้งนี้จึงเป็นครั้งที่สำคัญที่ต้องดูแล แสดงว่าจำเลยทราบล่วงหน้าแล้ว 3 ถึง 4 วัน ก่อนวันขายทอดตลาดว่าจำเลยได้รับมอบอำนาจให้ไปดูแลการขายทอดตลาดด้วย จำเลยจึงมีเวลาที่จะเตรียมการให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว แม้นางวัลภาจะได้รับมอบอำนาจให้ไปดูแลการขายทอดตลาดด้วยก็ตาม ก็มิได้ทำให้จำเลยพ้นไปจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ ทั้งจำเลยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขามีหน้าที่ช่วยดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานในสาขาและการขายทอดตลาดในครั้งนี้เป็นครั้งที่สำคัญ จำเลยควรจะต้องไปดูแลการขายทอดตลาดในครั้งนี้ด้วยและต้องเตรียมความพร้อมโดยควรจะตรวจสอบสำนวนคดีและเส้นทางที่จะไปสำนักงานบังคับคดีจังหวัดลพบุรีล่วงหน้า พร้อมทั้งคอยติดต่อประสานงานกับนางวัลภา ซึ่งจะทำให้จำเลยสามารถเดินทางไปดูแลการขายทอดตลาดครั้งนี้ได้ทัน การที่จำเลยเดินทางไปไม่ทันการขายทอดตลาดจึงเป็นความผิดของจำเลยที่ไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อนทั้ง ๆ ที่สามารถกระทำได้ ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่โจทก์มอบหมายให้ลุล่วงไปโดยถูกต้อง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายดุสิต คำเพ็ญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3532/2559
#598450
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 44 มิได้บัญญัติบังคับไว้เด็ดขาดให้ต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงความเห็นในทุกกรณี จึงเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่จะพิจารณาว่าเรื่องประเภทใดที่สมควรจะเชิญหรือไม่ ส่วนมาตรา 41 (4) เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์สั่งให้นายจ้างกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ประการ คือ สั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานก็ได้ หรือสั่งให้จ่ายค่าเสียหายก็ได้ หรือสั่งให้ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่เห็นสมควรก็ได้ หรืออาจจะสั่งพร้อมกันหลายประการก็ย่อมได้

เมื่อขณะเป็นลูกจ้างโจทก์ได้ดำเนินคดีอาญาแก่นายจ้างและผู้บังคับบัญชา และร้องเรียนนายจ้างต่อหน่วยงานของรัฐและองค์กรต่าง ๆ รวมแล้วหลายสิบเรื่อง อันเป็นการก้าวก่ายการใช้สิทธิปกติในทางการบริหารของนายจ้าง จากพฤติการณ์ของโจทก์จะเห็นได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 12 ซึ่งเป็นนายจ้างมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เห็นว่าหากให้โจทก์ทำงานร่วมกับจำเลยที่ 12 อีกต่อไปรังแต่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งที่นับวันมีแต่จะรุนแรงมากขึ้น จึงมิได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 12 รับโจทก์กลับเข้าทำงาน เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่กรณี มิได้คำนึงแต่การคุ้มครองสิทธิหรือประโยชน์ของลูกจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังคำนึงถึงการคุ้มครองฝ่ายนายจ้างเพื่อให้ประกอบกิจการไปโดยราบรื่น อันจะเป็นผลดีแก่ลูกจ้างโดยรวมอีกด้วย

เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กลั่นแกล้งโจทก์ ประกอบกับจำนวนคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 37 ซึ่งมีตัวแทนของฝ่ายลูกจ้างที่คอยถ่วงดุลในการพิจารณาของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ นอกจากเพื่อปกป้องมิให้ลูกจ้างถูกเอาเปรียบแล้วยังให้การพิจารณาของคณะกรรมการเป็นไปโดยเหมาะสมแก่กรณีและเป็นธรรมแก่ลูกจ้างด้วย คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ให้จำเลยที่ 12 จ่ายเฉพาะค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 73/2548 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ในส่วนที่วินิจฉัยและมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายแทนการรับกลับเข้าทำงาน และให้บังคับจำเลยที่ 12 รับโจทก์กลับเข้าทำงานตามสภาพการจ้างเดิม โดยได้รับการปรับอัตราค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เสมือนโจทก์ได้ทำงานมาโดยตลอด และให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 44 เข้าร่วมเป็นคนกลางในการฟื้นฟูปัญหาแรงงานสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 12 กับโจทก์และสหภาพแรงงาน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 และจำเลยที่ 12 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 12 มีหนังสือลงวันที่ 26 มกราคม 2548 เลิกจ้างโจทก์ให้มีผลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยที่ 12 ต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่า จำเลยที่ 12 ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 (2) ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 มีคำสั่งที่ 73/2548 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ว่าจำเลยที่ 12 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์เป็นสมาชิกและกรรมการสหภาพแรงงานที่มีบทบาทสำคัญในสหภาพแรงงานจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 (2) แต่ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์และจำเลยที่ 12 มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งมิได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจ้างงานและแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ถือได้ว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการทำงานที่มีผลกระทบโดยตรงต่อทั้งโจทก์กับจำเลยที่ 12 และลูกจ้างอื่นในองค์กร โดยทั้งสองฝ่ายมิได้ผ่อนปรนเข้าหากันแต่อย่างใด ทั้งที่มีหน่วยงานกลางของรัฐมาช่วยแก้ไขปัญหาก็ยังไม่สามารถที่จะยุติปัญหาความขัดแย้งได้ การที่จะให้จำเลยที่ 12 รับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมต่อไปตามที่โจทก์ขอนั้น ก็ย่อมจะเป็นมูลเหตุให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ และอาจทวีความรุนแรงขยายวงกว้างออกไปหาสิ้นสุดไม่ จึงให้จำเลยที่ 12 จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 112,135 บาท และศาลแรงงานกลางยังฟังข้อเท็จจริงต่อไปอีกว่า โจทก์ได้ฟ้องหรือร้องเรียนจำเลยที่ 12 ต่อหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ หลายสิบเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิการบริหารจัดการและดำเนินคดีอาญาแก่ผู้บังคับบัญชาที่ได้สอบสวนข้อเท็จจริงและได้ปิดประกาศเลิกจ้าง ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 มีเหตุผลรองรับในการมีคำสั่งให้จำเลยที่ 12 จ่ายค่าเสียหายแทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงานและการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ไม่เชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัยหรือชี้ขาด เป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 การออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่ง

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 73/2548 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 จะต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงความคิดเห็นก่อนที่จะมีคำสั่งนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 44 บัญญัติว่า "กรรมการแรงงานสัมพันธ์หรืออนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะมีหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติบังคับไว้เด็ดขาดให้ต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงความคิดเห็นในทุกกรณี จึงเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่จะพิจารณาว่าเรื่องประเภทใดที่สมควรจะเชิญหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 มิได้เชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจไปตามอำนาจหน้าที่และกรอบของกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 12 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 จะต้องมีคำสั่งให้จำเลยที่ 12 รับโจทก์กลับเข้าทำงานอีกด้วย จะมีคำสั่งแต่เพียงให้จำเลยที่ 12 จ่ายค่าเสียหายเพียงอย่างเดียวหาได้ไม่ การออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 จึงขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) นั้น เห็นว่า มาตรา 41 (4) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 บัญญัติว่า "วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องตามมาตรา 125 และในกรณีที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่า เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ให้มีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร" อันเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์สั่งให้จำเลยที่ 12 ซึ่งเป็นนายจ้างกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ประการ คือ สั่งให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานก็ได้ หรือสั่งให้จ่ายค่าเสียหายก็ได้ หรือจะสั่งให้ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่เห็นสมควรก็ได้ หรืออาจจะสั่งพร้อมกันหลายประการก็ย่อมได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่า ขณะเป็นลูกจ้างโจทก์ได้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 12 และผู้บังคับบัญชากรณีที่ได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงก็ดี กรณีปิดประกาศการเลิกจ้างก็ดี อันเป็นการก้าวก่ายการใช้สิทธิปกติในทางการบริหารของนายจ้าง นอกจากนี้โจทก์ยังได้ร้องเรียนจำเลยที่ 12 ต่อหน่วยงานของรัฐและองค์กรต่าง ๆ รวมแล้วหลายสิบเรื่อง จากพฤติการณ์ของโจทก์เห็นได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 12 มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 พิจารณาแล้วเห็นว่า หากให้โจทก์ทำงานร่วมกับจำเลยที่ 12 อีกต่อไป รังแต่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งที่นับวันมีแต่จะรุนแรงมากขึ้น จึงมิได้สั่งให้จำเลยที่ 12 รับโจทก์กลับเข้าทำงาน แต่สั่งให้จ่ายเฉพาะค่าเสียหายเท่านั้น การใช้ดุลพินิจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 เช่นนี้ นอกจากปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว ยังได้ใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแก่กรณี มิได้คำนึงแต่การคุ้มครองสิทธิหรือประโยชน์ของลูกจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังคำนึงถึงการคุ้มครองฝ่ายนายจ้างเพื่อให้ประกอบกิจการไปโดยราบรื่นอันจะเป็นผลดีต่อลูกจ้างโดยรวมอีกด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 กระทำการอันมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงจำนวนคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 แล้วก็จะเห็นได้ว่ามีประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าแปดคนแต่ไม่เกินสิบสี่คน ซึ่งในจำนวนนั้นอย่างน้อยต้องมีกรรมการซึ่งเป็นฝ่ายนายจ้างสามคนและฝ่ายลูกจ้างสามคน จึงมีตัวแทนของฝ่ายลูกจ้างที่คอยถ่วงดุลในการพิจารณาของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ นอกจากเพื่อปกป้องมิให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างถูกเอาเปรียบแล้ว ยังให้การพิจารณาของคณะกรรมการเป็นไปโดยเหมาะสมแก่กรณีและเป็นธรรมแก่ลูกจ้างอยู่แล้วด้วย คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ที่ 73/2548 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ตามฟ้อง จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 37 ม. 41 (4) ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเดชธนาหรือชวิศ เพ็ชรธนาภา
จำเลย — นายอัมพร นีละโยธิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิทยา ทาระ
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3491/2559
#609282
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องมีคำขอให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เนื่องจากผู้คัดค้านไม่ชำระเงินให้แก่ผู้ร้องเป็นการขอบังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์เป็นการร้องขอที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับเกินคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำพิพากษาบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดอันเป็นที่สุด บันทึกแก้ไขคำชี้ขาดอันเป็นที่สุด และใบรับรองของนายทะเบียนของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดถึงวันยื่นคำร้องขอรวมเป็นเงินจำนวน 1,217,867.49 ดอลลาร์ออสเตรเลีย พร้อมกับดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,217,867.49 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นับตั้งแต่วันถัดจากวันยื่นคำร้องขอจนถึงวันที่ผู้คัดค้านชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องจนครบถ้วน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ และยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 716,228 ดอลลาร์ออสเตรเลีย แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับจากวันที่ 11 มีนาคม 2554 (ค.ศ.2011) ซึ่งเป็นวันที่เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการดังกล่าวจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 (ค.ศ.2012) ซึ่งเป็นวันที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด แต่ไม่เกินจำนวน 53,235.81 ดอลลาร์ออสเตรเลีย รวมเป็นเงินไม่เกินจำนวน 769,463.81 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายในคดีแก่ผู้ร้องจำนวน 390,893.62 ดอลลาร์ออสเตรเลีย รวมเป็นเงินที่ผู้คัดค้านต้องชำระไม่เกินจำนวน 1,160,357.43 ดอลลาร์ออสเตรเลีย และให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายไทยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนไม่เกิน 769,463.81 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2555 อันเป็นวันถัดจากวันที่ผู้คัดค้านได้รับบันทึกคำแก้ไขคำวินิจฉัยถึงที่สุดจากศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ และดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันของต้นเงินจำนวน 390,893.62 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านได้รับใบรับรองของนายทะเบียน ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจนถึงวันที่ผู้คัดค้านจะชำระหนี้แก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น กรณีชำระเป็นเงินบาท ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราถัวเฉลี่ยเช่นว่าก่อนวันดังกล่าว ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ใช้อัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความให้ 150,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย ผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552 ผู้คัดค้านแต่งตั้งผู้ร้องเป็นตัวแทนแต่เพียงผู้เดียวในการจัดจำหน่ายข้าวขาวและข้าวหอมมะลิไทยในประเทศเครือรัฐออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์ เป็นเวลาสามปีนับแต่วันที่ 20 มกราคม 2552 ตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน (Sole Agency Agreement) พร้อมคำแปล ตามสัญญาดังกล่าวข้อ 18 ระบุว่า "ข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาฉบับนี้ รวมถึงข้อสงสัยใดๆ ที่เกี่ยวกับการมีอยู่ การมีผลสมบูรณ์ หรือการสิ้นสุดลง ให้เสนอและหาข้อยุติตามข้อบังคับของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ (ข้อบังคับเอสไอเอซี) ที่ใช้บังคับอยู่ ณ ขณะนั้น โดยข้อบังคับดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจากการอ้างอิงถึงในข้อนี้" ต่อมาผู้ร้องเกิดข้อพิพาทกับผู้คัดค้าน ผู้ร้องจึงมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์พิจารณา ผู้ร้องและผู้คัดค้านเข้าร่วมกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 อนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์มีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องจำนวน 693,917 ดอลลาร์อสเตรเลีย โดยมีรายละเอียดดังนี้ (1) จำนวน 209,050 ดอลลาร์ออสเตรเลีย สำหรับรายได้ที่ผู้ร้องไม่ได้รับในส่วนของข้าวที่มีแมลงและมอดปนอยู่ (infested rice) ที่มีต้นทุนการจำหน่าย (2) จำนวน 157,943 ดอลลาร์ออสเตรเลีย สำหรับการสูญเสียผลกำไรจากข้าวที่มีแมลงและมอดปนอยู่ซึ่งมีต้นทุนการจำหน่ายทั้งหมดโดยไม่รวมค่าขนส่งไปยังไอจีเอ ดิสตริบิวชัน (3) จำนวน 293,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการสูญเสียผลกำไรอันเป็นผลต่อเนื่อง (4) จำนวน 33,924 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนข้าวที่มีแมลงและมอดปนอยู่ และให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 693,917 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ให้แก่ผู้ร้องในอัตราดอกเบี้ยหนี้ตามคำพิพากษาที่ใช้บังคับในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 5.33 ต่อปี) นับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่มีคำชี้ขาด กับให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ รวมถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดของผู้ร้อง ทั้งนี้ให้นายทะเบียนของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์เป็นผู้คำนวณภาษีจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวในกรณีที่คู่ความไม่สามารถตกลงกันได้ตามสำเนาคำชี้ขาด ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 พร้อมคำแปล ต่อมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2555 ผู้ร้องร้องขอให้อนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์แก้ไขคำชี้ขาด โดยผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบแล้วตามสำเนาไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ผู้คัดค้านมิได้เข้าร่วมในกระบวนพิจารณาด้วย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2555 อนุญาโตตุลาการของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์แก้ไขคำชี้ขาด โดยแก้ไขจำนวนค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนข้าวที่มีแมลงและมอดปนอยู่จากจำนวน 33,924 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นจำนวน 56,235 ดอลลาร์ออสเตรเลีย แก้ไขค่าเสียหายรวมจากจำนวน 693,917 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นจำนวน 716,228 ดอลลาร์ออสเตรเลีย และแก้ไขต้นเงินที่ใช้คำนวณดอกเบี้ยจากจำนวน 693,917 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นจำนวน 716,228 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ในส่วนค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการรวมถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดนายทะเบียนของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์กำหนดให้ผู้ร้องจำนวน 390,893.62 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ตามสำเนาหนังสือรับรองของนายทะเบียน (Registrar's Certificate) พร้อมคำแปล ประเทศไทยและประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและบังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ (Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards, New York, June 10, 1958)

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกแก้ไขคำชี้ขาดอันเป็นที่สุดฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ผู้คัดค้านต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องจำนวน 716,228 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ค่าเสียหายดังกล่าวประกอบด้วยค่าขาดรายได้เนื่องจากข้าวมีแมลงและมอดปนอยู่ ค่าสูญเสียผลกำไรจากข้าวที่มีแมลงและมอดปนอยู่ (ยกเว้นค่าขนส่งข้าวไปยังบริษัทไอจีเอดิสตริบิวชัน พีทีวาย. แอลทีดี.) ค่าสูญเสียผลกำไรอันเป็นผลต่อเนื่องซึ่งผู้ร้องประสบเป็นเวลา 1 ปีครึ่งโดยประมาณ และค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนสินค้าข้าวที่มีแมลงและมอดปนอยู่ และให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยในอัตราหนี้ตามคำพิพากษาที่ใช้บังคับในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ (ปัจจุบันคือร้อยละ 5.33 ต่อปี) จากต้นเงินจำนวน 716,228 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ ซึ่งในกรณีนี้ได้แก่การที่ผู้คัดค้านไม่กระทำการส่งมอบสินค้าข้าวที่มีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ให้แก่ผู้ร้องโดยผู้คัดค้านทราบอยู่แล้วว่าผู้ร้องต้องนำสินค้าข้าวดังกล่าวไปจำหน่ายต่อ เป็นผลโดยตรงให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ส่วนค่าเสียหายที่กำหนดในสัญญาแต่งตั้งตัวแทน เป็นกรณีที่คู่สัญญากำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าหากเกิดกรณีตามที่ระบุไว้ มิได้หมายความว่าความรับผิดระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านจำกัดเฉพาะกรณีที่กำหนดไว้เท่านั้นและไม่ต้องรับผิดต่อกันในกรณีอื่น ๆ อีก เพราะความรับผิดของคู่สัญญาย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย นอกจากนี้ เมื่อพิจารณารายการค่าเสียหายที่ผู้ร้องเรียกร้องตามที่ปรากฏในคำชี้ขาด ข้อ 1.1.7 แล้ว เห็นได้ว่ารายการค่าเสียหายและค่าเสียหายที่อนุญาโตตุลาการกำหนดดังกล่าวไม่เกินกว่าที่ผู้ร้องเรียกร้อง การกำหนดค่าเสียหายของอนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งนี้ไม่จำต้องอ้างถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เพราะไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่จะวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทอยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ หรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ส่วนกรณีที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งในคำชี้ขาดอันเป็นที่สุด (Final Award) ฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 กำหนดให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย (legal costs) ที่เกิดขึ้นตามสมควรจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ รวมถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดตามสมควร (reasonable out of pocket expenses) ของผู้ร้อง โดยให้นายทะเบียนของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์เป็นผู้คำนวณภาษีจากค่าใช้จ่ายเช่นว่านั้น หากคู่พิพาทไม่สามารถตกลงกันได้ดังปรากฏในหนังสือรับรองของนายทะเบียน ข้อ 1 นั้น เห็นว่า ตามข้อบังคับของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 (Arbitration Rules of the Singapore International Arbitration Centre, SIAC Rules (4th Edition, 1 July 2010)) ข้อ 33 คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจสั่งในคำชี้ขาดให้คู่พิพาทฝ่ายหนึ่งชำระค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและค่าใช้จ่ายอื่น (the legal or other costs) ทั้งหมดหรือบางส่วนแก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งได้ เมื่อพิจารณาประกอบข้อ 30 ค่าธรรมเนียมและเงินวางประกัน (Fees and Deposits) และข้อ 32 ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของคณะอนุญาโตตุลาการ (Tribunal's Fees and Expenses) เห็นได้ว่าอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์เกี่ยวข้องกับการกำหนดจำนวนเงินในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการทั้งสิ้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการสั่งให้นายทะเบียนของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์เป็นผู้คำนวณภาษีจากค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดนั้น จึงเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะกระทำได้ และก่อนที่นายทะเบียนของศูนย์อนุญาโตตุลาการดังกล่าวจะคำนวณภาษีจากค่าใช้จ่ายในส่วนนี้นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏจากหนังสือรับรองของนายทะเบียน ข้อ 8 และข้อ 9 ว่าในวันที่ 26 มีนาคม 2556 และวันที่ 28 มีนาคม 2556 ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ได้ขอให้ผู้คัดค้านส่งรายชื่อผู้เข้าร่วมพิจารณาเรื่องการคำนวณภาษีจากค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด (taxation hearing) ในวันที่ 2 เมษายน 2556 แต่ไม่ได้รับความเห็นใด ๆ จากผู้คัดค้าน นายทะเบียนของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์จึงฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจา (oral submission) จากฝ่ายผู้ร้องพร้อมกับพิจารณาคำแถลงและเอกสารของคู่พิพาททั้งสองฝ่ายแล้ว นายทะเบียนจึงคำนวณภาษีจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้คัดค้านพึงต้องชำระให้แก่ผู้ร้อง ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านสละสิทธิไม่เข้าร่วมการพิจารณาดังกล่าว ถือว่าผู้คัดค้านไม่ประสงค์จะตกลงกับผู้ร้องและยินยอมให้นายทะเบียนแห่งศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์คิดคำนวณภาษีจากค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่ผู้คัดค้านต้องชำระให้แก่ผู้ร้องได้ตามที่เห็นสมควร อีกทั้งการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการในต่างประเทศย่อมมีค่าใช้จ่ายแตกต่างจากการดำเนินการในประเทศไทย การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำสั่งในคำชี้ขาดกำหนดให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่เกิดขึ้นตามสมควรจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการรวมถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดตามสมควรแก่ผู้ร้องโดยให้นายทะเบียนศูนย์อนุญาโตตุลาการดังกล่าวเป็นผู้คำนวณภาษีจากค่าใช้จ่ายเช่นว่านั้นในกรณีที่ผู้คัดค้านกับผู้ร้องไม่สามารถตกลงกันได้จึงชอบด้วยข้อบังคับของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 แล้ว การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ดังกล่าวย่อมไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับคำชี้ขาดตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ในส่วนของคำพิพากษาที่ให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายไทยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนไม่เกิน 769,463.81 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2555 อันเป็นวันถัดจากวันที่ผู้คัดค้านได้รับบันทึกคำแก้ไขคำวินิจฉัยถึงที่สุดจากศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ และดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันของต้นเงินจำนวน 390,893.62 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านได้รับใบรับรองของนายทะเบียน ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจนถึงวันที่ผู้คัดค้านจะชำระหนี้แก่ผู้ร้องเสร็จสิ้นนั้น เห็นว่า ตามบันทึกแก้ไขคำชี้ขาดอันเป็นที่สุดฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 กำหนดให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 716,228 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ให้แก่ผู้ร้องในอัตราดอกเบี้ยหนี้ตามคำพิพากษาที่ใช้บังคับในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 5.33 ต่อปี) นับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่มีคำชี้ขาด ดังนั้น การที่ผู้ร้องมีคำขอให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เนื่องจากผู้คัดค้านไม่ชำระเงินให้แก่ผู้ร้องจึงเป็นการขอบังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์เป็นการร้องขอที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับเกินคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวได้ แม้ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และ 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายไทยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนไม่เกิน 769,463.81 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2555 อันเป็นวันถัดจากวันที่ผู้คัดค้านได้รับบันทึกคำแก้ไขคำวินิจฉัยถึงที่สุดจากอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์และดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันและของต้นเงินจำนวน 390,893.62 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านได้รับใบรับรองของนายทะเบียนศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจนถึงวันที่ผู้คัดค้านจะชำระหนี้แก่ผู้ร้องเสร็จสิ้นนั้นเสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — โกลบอล โพรเคียวเม้นท์ พีทีวาย ลิมิเต็ด
ผู้คัดค้าน — บริษัท เจียเม้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3481/2559
#599337
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยทั้งสองขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การฟ้องของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากโจทก์โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายบริษัท ท. โดยที่โจทก์มิได้มีสิทธิอื่นใดเหนือหลักประกันอันเป็นเครื่องจักร เนื่องจากการจำนำระงับไปแล้ว เพราะทรัพย์จำนำตกอยู่ในครอบครองของผู้รักษาทรัพย์จำนำซึ่งเป็นผู้แทนผู้จำนำ สาระที่จำเลยทั้งสองขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าว จำเลยทั้งสองก็ให้การเกี่ยวกับเหตุผลของการจำนำที่ระงับไปแล้วตั้งแต่จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ ฉะนั้น ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายล้วนเป็นข้อที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อได้รับสำเนาคำฟ้อง ซึ่งจำเลยทั้งสองอาจยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวได้ตั้งแต่ยื่นคำให้การครั้งแรก และข้อที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสามารถนำสืบพยานหลักฐานได้ตามประเด็นข้อพิพาท เช่นนี้ การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองย่อมไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด

ตามสัญญาจำนำเครื่องจักรและสัญญารักษาทรัพย์ ลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพนำเครื่องจักรมาจำนำไว้แก่โจทก์โดยตกลงให้ ศ. ซึ่งเป็นพนักงานของลูกหนี้เป็นผู้เก็บรักษาเครื่องจักรที่จำนำไว้ที่โรงงานของลูกหนี้ โดย ศ. จะได้รับค่าตอบแทนการรักษาทรัพย์จำนำเพียงเดือนละ 100 บาท และยังมีข้อตกลงว่า ตลอดเวลาที่ทรัพย์จำนำอยู่ในความครอบครองของผู้รักษาทรัพย์จำนำ แม้ผู้จำนำจะได้ใช้สอยทรัพย์สินที่จำนำ ก็ไม่ถือว่าทรัพย์สินที่จำนำกลับคืนสู่ความครอบครองของผู้จำนำ ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวแม้จะไม่ให้ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนสู่การครอบครองของผู้จำนำก็ตาม แต่เป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย เพราะเจตนาอันแท้จริงของสัญญาจำนำดังกล่าวประสงค์ให้ลูกหนี้ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินที่จำนำ การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนำเครื่องจักรยอมให้ลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพเข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่จำนำย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินที่จำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำตาม ป.พ.พ. มาตรา 769 (2) สิทธิจำนำของโจทก์จึงระงับสิ้นไป โจทก์ไม่อาจบังคับจำนำตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 764 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 กำหนดราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายบริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) จำนวน 2,457,280,208.82 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,457,280,208.82 บาท แก่โจทก์ ครบกำหนดวันที่ 31 ตุลาคม 2554 โดยชำระดอกเบี้ยคิดตามอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามเงินฝากทุกประเภท (รวมทั้งเงินฝากกระแสรายวัน) เฉพาะที่เป็นเงินบาทของโจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยคำนวณเป็นรายไตรมาสตามปีปฏิทิน เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป กำหนดชำระดอกเบี้ยวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี และให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว ตามมาตรา 46 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 2,457,280,208.82 บาท ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2554 พร้อมดอกเบี้ยคิดตามอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามเงินฝากทุกประเภท (รวมทั้งเงินฝากกระแสรายวัน) เฉพาะที่เป็นเงินบาทของโจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยคำนวณเป็นรายไตรมาสตามปีปฏิทิน เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยประจำงวดปี 2544 ถึงประจำงวดปี 2548 เพิ่มเติมจำนวน 129,576,097.53 บาท และดอกเบี้ยประจำงวดปี 2549 จำนวน 56,218,531.81 แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานจำเลย จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กำหนดราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายบริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) จำนวน 2,457,280,208.82 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2,457,280,208.82 บาท แก่โจทก์ ครบกำหนดวันที่ 31 ตุลาคม 2554 โดยชำระดอกเบี้ยคิดตามอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามเงินฝากทุกประเภท (รวมทั้งเงินฝากกระแสรายวัน) เฉพาะที่เป็นเงินบาทของโจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยคำนวณเป็นรายไตรมาสตามปีปฏิทิน เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป กำหนดชำระดอกเบี้ยวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี และให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวตามมาตรา 46 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 2,457,280,208.82 บาท ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2554 พร้อมดอกเบี้ยคิดตามอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามเงินฝากทุกประเภท (รวมทั้งเงินฝากกระแสรายวัน) เฉพาะที่เป็นเงินบาทของโจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยคำนวณเป็นรายไตรมาสตามปีปฏิทิน เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยประจำงวดปี 2544 ถึงงวดปี 2548 เพิ่มเติมจำนวน 129,576,097.53 บาท และดอกเบี้ยประจำงวดปี 2549 จำนวน 56,218,531.81 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา กระทรวงการคลัง ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิ์เป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 โอนสินทรัพย์และหนี้สินรวมทั้งสิทธิเรียกร้องให้แก่กระทรวงการคลัง ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 94 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2540 บริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาจำนำเครื่องจักรและอุปกรณ์แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ที่บริษัทดังกล่าวมีต่อโจทก์ วันเดียวกันโจทก์ตกลงให้นายศักดิ์ชัย ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รักษาทรัพย์สินจำนำ ตามสัญญาจำนำเครื่องจักรและสัญญารักษาทรัพย์จำนำ วันที่ 12 ตุลาคม 2544 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของโจทก์ รวมทั้งสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ตามสำเนาสัญญาโอนสินทรัพย์ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 1 ออกหนังสือยืนยันการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจำนวน 44 ราย ซึ่งรวมถึงสินทรัพย์รายบริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือหลักฐานการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โจทก์กำหนดราคาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้ตามมูลค่าเครื่องจักรที่ทำสัญญาจำนำเป็นเงิน 2,364,775,603.56 บาท และมูลค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ทำสัญญาจำนองเป็นเงิน 92,504,605.26 บาท รวมเป็นมูลค่าหลักประกัน 2,457,280,208.82 บาท วันที่ 24 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2,457,280,208.82 บาท ครบกำหนดวันที่ 31 ตุลาคม 2554 มอบให้แก่โจทก์ตามสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตั๋วสัญญาใช้เงินหลายครั้ง วันที่ 25 เมษายน 2549 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ ขอข้อมูลการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีเครื่องจักรจำนำเป็นประกัน และขอให้แสดงเหตุผลด้วยว่า การรับจำนำเครื่องจักรเป็นการจำนำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ วันที่ 31 พฤษภาคม 2549 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ชี้แจงว่า การจำนำเครื่องจักรกรณีลูกหนี้รายบริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) เป็นการจำนำโดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมส่งสัญญาจำนำและสัญญารักษาทรัพย์จำนำให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 15 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ว่า เครื่องจักรที่โจทก์รับจำนำอยู่ในครอบครองของผู้จำนำเพื่อประโยชน์ผู้จำนำ ถือว่าทรัพย์จำนำกลับไปอยู่ในครอบครองของผู้จำนำ สัญญาจำนำจึงระงับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 769 (2) จำเลยที่ 1 จึงต้องปรับลดราคาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกรณีเฉพาะเครื่องจักรออกไป คงเหลือราคาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นเงิน 92,504,605.26 บาท และปรับลดดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินย้อนหลังไปถึงวันรับโอนสินทรัพย์ ทั้งนี้โจทก์อาศัยสิทธิตามสัญญาโอนสินทรัพย์ ข้อ 7.2 โดยจำเลยที่ 1 จะยกเลิกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 เพื่อดำเนินการปรับเปลี่ยนมูลค่าหน้าตั๋ว จำเลยที่ 1 และโจทก์มีหนังสือโต้ตอบกันอีกหลายฉบับเกี่ยวกับการปรับลดราคาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกรณีเครื่องจักร และที่สุดจำเลยที่ 1 กำหนดราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพคดีนี้เหลือ 92,504,605.26 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า คำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยทั้งสองซึ่งมิได้ยื่นก่อนวันชี้สองสถานนั้น เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลชอบที่จะรับไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากโจทก์โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายบริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) โดยที่โจทก์มิได้มีสิทธิอื่นใดเหนือหลักประกันอันเป็นเครื่องจักร เนื่องจากการจำนำระงับไปแล้ว เพราะทรัพย์จำนำตกอยู่ในครอบครองของผู้รักษาทรัพย์จำนำซึ่งเป็นผู้แทนผู้จำนำ สัญญาจำนำมีเจตนาเลี่ยงกฎหมาย สาระที่จำเลยทั้งสองขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าว จำเลยทั้งสองก็ให้การเกี่ยวกับเหตุผลของการจำนำที่ระงับไปแล้วตั้งแต่จำเลยทั้งสองให้การตามคำให้การฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ฉะนั้น ข้อที่จำเลยทั้งสองยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมตามคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 จึงล้วนเป็นข้อที่จำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อได้รับสำเนาคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งจำเลยทั้งสองอาจยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวได้ตั้งแต่ยื่นคำให้การครั้งแรก และข้อที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวบางส่วนก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสามารถนำสืบพยานหลักฐานได้ตามที่ศาลชั้นต้น กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ เช่นนี้ การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสองย่อมไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่การขอแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำให้การนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิปรับลดราคาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกรณีเครื่องจักรที่โจทก์รับจำนำจากลูกหนี้รายบริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งเกี่ยวกับราคาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอ้างว่า สัญญาจำนำที่โจทก์ทำไว้กับบริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพระงับไปแล้ว เนื่องจากโจทก์ยินยอมให้เครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินที่จำนำอยู่ในครอบครองของลูกหนี้ ทรัพย์ที่จำนำจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันตามที่ตกลงไว้ในสัญญาโอนสินทรัพย์ กรณีจึงต้องวินิจฉัยก่อนว่า เครื่องจักรตามสัญญาจำนำเป็นทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันตามข้อตกลงในสัญญาโอนสินทรัพย์ดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งจำต้องวินิจฉัยว่าสัญญาจำนำระหว่างโจทก์กับลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพใช้บังคับได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากสัญญาจำนำเครื่องจักรและสัญญารักษาทรัพย์จำนำว่า ลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพนำเครื่องจักรมาจำนำไว้แก่โจทก์โดยตกลงให้นายศักดิ์ชัย ซึ่งเป็นพนักงานของลูกหนี้เป็นผู้เก็บรักษาเครื่องจักรที่จำนำไว้ที่โรงงานถลุงทองแดงบริสุทธิ์ของลูกหนี้ โดยนายศักดิ์ชัยจะได้รับค่าตอบแทนการรักษาทรัพย์จำนำเพียงเดือนละ 100 บาท และยังมีข้อตกลงว่า ตลอดเวลาที่ทรัพย์จำนำอยู่ในความครอบครองของผู้รักษาทรัพย์จำนำ แม้ผู้จำนำจะได้ใช้สอยทรัพย์สินที่จำนำ ก็ไม่ถือว่าทรัพย์สินที่จำนำกลับคืนสู่ความครอบครองของผู้จำนำ ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวแม้จะไม่ให้ถือว่าเครื่องจักรกลับคืนสู่การครอบครองของผู้จำนำก็ตาม แต่เป็นการเขียนสัญญาไว้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย เพราะเจตนาอันแท้จริงของสัญญาจำนำดังกล่าวประสงค์ให้ลูกหนี้ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินที่จำนำ การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนำเครื่องจักรยอมให้ลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพเข้าใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่จำนำย่อมเป็นการยอมให้ทรัพย์สินที่จำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 769 (2) สิทธิจำนำของโจทก์จึงระงับสิ้นไป โจทก์ไม่อาจบังคับจำนำตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 764 ได้ เมื่อโจทก์ไม่อาจบังคับจำนำได้ เครื่องจักรที่จำนำจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันตามความที่กำหนดไว้ในสัญญาโอนสินทรัพย์ เมื่อไม่เป็นทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันจึงไม่อาจนำมาเป็นฐานในการกำหนดราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ซึ่งเป็นราคาที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ ที่กำหนดไว้ว่า "ราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนให้มีราคาเท่ากับมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันแต่ไม่เกินมูลค่าทางบัญชี หักด้วยเงินสำรองที่ต้องตั้งไว้ ณ วันโอนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง สินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ หรือสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ เรื่อง การกำหนดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักเกณฑ์ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ต้องถือปฏิบัติ" การกำหนดราคาสินทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์โดยนำเครื่องจักรที่จำนำมาคำนวณรวมด้วยจึงเป็นการกำหนดราคาและชำระราคาที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะปรับราคาสินทรัพย์ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ณ วันโอนสินทรัพย์และเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินในตั๋วสัญญาใช้เงินให้สอดคล้องกับราคาสินทรัพย์ที่ถูกต้องได้ ทั้งนี้เป็นไปตามสัญญาโอนสินทรัพย์ ข้อ 7.2 ที่ระบุว่า "...บสท. มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกตามข้อ 7.1 (2) โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ เมื่อมีกรณีดังต่อไปนี้ (1) มีการปรับปรุงรายการหรือปรับราคาสินทรัพย์ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ณ วันโอน..." ฉะนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิปรับลดราคาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพกรณีเครื่องจักรที่โจทก์รับจำนำจากลูกหนี้รายบริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี่ จำกัด (มหาชน) ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการอื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 764 ม. 769
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง
จำเลย — ผู้เข้าสวมสิทธิ์เป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิทยา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3460/2559
#597959
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษาเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น ฟ้องโจทก์ยังคงมีคดีส่วนแพ่งต้องพิจารณาสั่งต่อไปว่าจะรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอย่างใดเกี่ยวกับคดีส่วนแพ่ง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาไม่รับคดีส่วนแพ่งโดยวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ก็เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังไม่ได้พิจารณาว่าจะรับฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาหรือไม่ กระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ศาลล่างทั้งสองปฏิบัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 137, 157, 161, 162, 267, 326, 328 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และไทยรัฐหน้าหนึ่ง ฉบับละ 1 วัน โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนมูลฟ้อง และเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า สำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 นั้น โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องเลยว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารกระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น อันเป็นการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ซึ่งโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองมาในคำขอท้ายฟ้อง ฟ้องโจทก์ในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ซึ่งศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง สำหรับปัญหาว่า คดีโจทก์มีมูลในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 และ 328 หรือไม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ทำรายงานเท็จเสนอต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายว่าโจทก์ไม่มาปฏิบัติราชการที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ตามสำเนาบันทึกข้อความ หลังจากนั้นยังให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2552 วันที่ 22 ธันวาคม 2552 และวันที่ 7 มกราคม 2553 เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ไม่มาปฏิบัติราชการดังกล่าวอีกตามสำเนารายงานผลการสืบสวนเบื้องต้น และให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นเพิ่มเติมในวันที่ 7 กรกฎาคม 2553 ตามสำเนารายงานผลการสืบสวนเพิ่มเติม ทั้งที่ความจริงโจทก์มาปฏิบัติราชการตามปกติ ในระหว่างนั้น ในข้อนี้ได้ความจากข้อความในสำเนาบันทึกข้อความของจำเลยที่ 1 ว่า หลังจากจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้โจทก์กลับไปปฏิบัติราชการที่สังกัดเดิมแล้ว จังหวัดเชียงรายได้ส่งสำเนาคำสั่งมาให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งโดยให้กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่มาปฏิบัติราชการที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ทำให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของโจทก์ในกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคไม่อาจแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบได้ ส่วนหนังสือแจ้งคำสั่งที่ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับก็ได้รับแจ้งจากไปรษณีย์ว่า "ไม่ยอมรับ" และ "ย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่" ด้วยเหตุดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงทำบันทึกเสนอต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ดังนี้ กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าการทำบันทึกข้อความดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการรายงานผลการดำเนินการแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบตามหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 ระบุในรายงานว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์มาปฏิบัติงานที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ก็ได้ความจากการสืบสวนของคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นตามสำเนารายงานผลการสืบสวนเบื้องต้นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 จะไม่พบโจทก์มาปฏิบัติงานที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้ตรวจสอบเกี่ยวกับการมาปฏิบัติงานของโจทก์โดยการสอบถามจากเพื่อนร่วมงานของโจทก์ ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นโจทก์มาปฏิบัติราชการเช่นกัน ที่โจทก์อ้างว่ามาปฏิบัติราชการเนื่องจากได้ลงลายมือชื่อในบัญชีลงเวลาปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายนั้น ก็ปรากฏจากสำเนาบัญชีลงเวลาปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ว่า ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อความ โจทก์ลงลายมือชื่อมาปฏิบัติงานเพียงวันเดียวคือวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์เพียงแต่ลงลายมือชื่อมาปฏิบัติงานโดยมิได้อยู่ปฏิบัติงานจริง เนื่องจากไม่มีผู้ร่วมงานของโจทก์เห็นโจทก์มาปฏิบัติงานในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 รายงานต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายตามสำเนาบันทึกข้อความก็ดี หรือที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2552 วันที่ 22 ธันวาคม 2552 และวันที่ 7 มกราคม 2553 ตามที่ปรากฏในสำเนารายงานผลการสืบสวนเบื้องต้นก็ดี จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นความเท็จ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นในวันที่ 7 กรกฎาคม 2553 ความว่า เมื่อจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้โจทก์กลับไปปฏิบัติราชการสังกัดเดิมแล้ว จำเลยที่ 1 เห็นว่าเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลแม่ลาว โดยโจทก์ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ต่อไป และไม่มีภารกิจที่มีความจำเป็นต้องให้โจทก์ช่วยราชการอีกนั้น ก็เป็นการให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นในเชิงความเห็นของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อสถานะของโจทก์ในขณะนั้นเท่านั้น ไม่อาจฟังเป็นความเท็จได้เช่นกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อความและให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นดังกล่าวตามความเป็นจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในฐานะเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท และเมื่อได้ความว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชาตามสำเนาบันทึกข้อความ จำเลยที่ 1 ไม่พบตัวโจทก์ และไม่สามารถติดต่อโจทก์ได้ นอกจากนั้น จำเลยที่ 1 ยังได้สอบถามจากเพื่อนร่วมงานของโจทก์ ก็ไม่มีผู้โดพบเห็นโจทก์มาปฏิบัติราชการ เมื่อส่งหนังสือถึงโจทก์ทางไปรษณีย์ก็ไม่มีผู้รับ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการมาปฏิบัติงานของโจทก์ตามสมควรแล้ว ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงไม่มีมูลความผิด ส่วนที่โจทก์อ้างว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 โจทก์ไปขอต่ออายุใบอนุญาตร้านขายยาแผนปัจจุบันที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและได้พบกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่แจ้งโจทก์ให้ทราบเรื่องตามบันทึกข้อความที่ ชร. 0027.004/624 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง ให้ข้าราชการกลับไปปฏิบัติราชการสังกัดเดิม บันทึกข้อความที่ ชร. 0027.009/ ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้น และบันทึกข้อความที่ ชร. 0027.009/116 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง ข้าราชการขาดราชการนั้น เห็นว่า บันทึกข้อความฉบับแรกเป็นบันทึกข้อความของจำเลยที่ 1 เสนอนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายทราบเพื่อพิจารณาดำเนินการกรณีโจทก์ไม่มาปฏิบัติราชการที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค ทำให้ไม่สามารถแจ้งคำสั่งจังหวัดเชียงรายที่ให้โจทก์ไปปฏิบัติราชการสังกัดเดิมให้โจทก์ทราบได้ บันทึกข้อความฉบับที่สองเป็นบันทึกข้อความของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้น และบันทึกข้อความฉบับที่สามเป็นบันทึกข้อความของจำเลยที่ 2 เสนอนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายให้งดจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์ เห็นได้ว่าบันทึกข้อความทั้งสามฉบับเป็นบันทึกเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยแก่โจทก์กรณีไม่มาปฏิบัติราชการซึ่งผู้รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ ได้ทำขึ้นเพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชาลำดับถัดไปเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎระเบียบของทางราชการ ไม่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบถึงการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่มีมูลความผิดเช่นกัน สำหรับฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างว่า จำเลยที่ 2 จัดทำหรือจดบันทึกข้อความที่ ชร. 0027.009/ ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้น และบันทึกข้อความที่ ชร. 0027.009/116 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง ข้าราชการขาดราชการ มีข้อความอันเป็นเท็จว่า โจทก์ไม่มาปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 จนถึงปัจจุบัน โดยไม่ตรวจสอบข้อมูลการปฏิบัติงานของโจทก์ให้ถูกต้องก่อนตามที่นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งนั้น เห็นว่า บันทึกข้อความที่ ชร. 0027.009/ ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้น เป็นบันทึกข้อความของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดทำหรือจดบันทึกตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด ส่วนบันทึกข้อความที่ ชร. 0027.009/116 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง ข้าราชการขาดราชการ เป็นบันทึกข้อความของจำเลยที่ 2 เสนอนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายให้งดจ่ายเงินเดือนแก่โจทก์ แต่ข้อความที่บันทึกว่าโจทก์ไม่มาปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 จนถึงปัจจุบันนั้น จำเลยที่ 2 ระบุว่าเป็นข้อมูลที่จำเลยที่ 2 อ้างมาจากการรายงานของจำเลยที่ 1 หาได้เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่ามาจากการตรวจสอบของจำเลยที่ 2 ไม่ ทั้งข้อเท็จจริงดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นก็ยังฟังไม่ได้ว่าข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงไม่มีมูลความผิด ส่วนข้อที่ว่าจำเลยที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายที่มีคำสั่งในบันทึกข้อความที่ ชร.0027.004/624 ดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำสั่งตามสำเนาบันทึกข้อความดังกล่าวมีข้อความว่า "ทราบ มอบนิติกรติดตามเรื่อง สอบถาม รพ. แม่ลาว ถ้าไม่มาปฏิบัติราชการ ถือว่าขาดราชการ" ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมิได้มอบหมายหน้าที่แก่จำเลยที่ 2 โดยเฉพาะเจาะจง ข้อเท็จจริงจึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายตามฟ้องโจทก์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้ไม่มีมูลเช่นกัน พิพากษายืนแต่ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161, 162 และ 328 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และ 326 ด้วยนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดข้อหาดังกล่าว จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกาสำหรับความผิดในข้อหาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาในความผิดฐานดังกล่าวมาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาด้วยนั้น ตามฟ้องคดีนี้เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีเป็นศาลจังหวัด จึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น ฟ้องของโจทก์ยังคงมีคดีส่วนแพ่งที่ต้องพิจารณาสั่งต่อไปว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอย่างใดเกี่ยวกับคดีส่วนแพ่ง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาไม่รับคดีส่วนแพ่งโดยวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณานั้น ก็เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังไม่ได้พิจารณาว่าจะรับฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาไม่รับคดีส่วนแพ่งด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นเรื่องปรากฏเหตุที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 (เดิม) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งต่อไป

อนึ่ง ในชั้นนี้คดีมีปัญหาเฉพาะคดีส่วนอาญาว่ามีมูลที่ศาลจะประทับฟ้องไว้หรือไม่เท่านั้น ไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่ง โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาสำหรับคดีส่วนแพ่ง แต่โจทก์ยื่นฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาด้วย จึงให้คืนแก่โจทก์ไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นตรวจพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่แล้วพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในชั้นพิจารณาและมีคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (2) ม. 247
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยุทธนา ลำพงษ์เหนือ
จำเลย — นายปกรชัย ดีเป็นธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสมคิด ใจกระเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3444/2559
#599038
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้วนำไปใช้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมิชอบก็ดี และการที่จำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ก็ดี ย่อมก่อให้เกิดผลว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน เป็นการซื้อขายที่ดินที่ไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างได้ว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแทนโจทก์มาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา โดยโจทก์ยังคงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมาตลอด เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เริ่มแรก การที่จำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 ในเวลาอีก 2 วันต่อมา คือวันที่ 25 มีนาคม 2541 จึงมิใช่การรับจำนองจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 ดังนี้ การจำนองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 3 ยกสิทธิจำนองขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการกระทำที่ไม่เกี่ยวกับโจทก์และจำเลยที่ 2 มิใช่ตัวแทนของโจทก์ในการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยก ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในเรื่องความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอกมาปรับแก่คดีว่า โจทก์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 3 ผู้รับจำนองได้กระทำการโดยสุจริตมิได้ จึงเป็นการไม่ถูกต้องและเมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุให้ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาไม่เพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2108 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 และให้นิติกรรมการซื้อขายที่ดินเกิดจากสมรู้ร่วมคิดระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขชื่อของจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินโดยใส่ชื่อของโจทก์ไว้แทน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท หากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากคืนที่ดินไม่ได้ก็ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินตามราคาท้องตลาด โดยขอสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายอื่นจากจำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2108 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนนิติกรรมจำนองซึ่งได้จดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 โดยให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2108 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 12 มีนาคม 2541 ซึ่งฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง จากนั้นวันที่ 25 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้ค่าภาษีอากรของบริษัทราชกิจภิญโญจำกัด ต่อจำเลยที่ 3 ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้วนำไปใช้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมิชอบก็ดี และการที่จำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ก็ดี ย่อมก่อให้เกิดผลว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน เป็นการซื้อขายที่ดินที่ไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างได้ว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแทนโจทก์มาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา โดยโจทก์ยังคงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมาตลอด เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เริ่มแรก การที่จำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 ในเวลาอีก 2 วันต่อมา คือวันที่ 25 มีนาคม 2541 จึงมิใช่การรับจำนองจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 ดังนี้ การจำนองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 3 ยกสิทธิจำนองขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการกระทำที่ไม่เกี่ยวกับโจทก์และจำเลยที่ 2 มิใช่ตัวแทนของโจทก์ในการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในเรื่องความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอกมาปรับแก่คดีว่า โจทก์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 3 ผู้รับจำนองได้กระทำการโดยสุจริตมิได้ จึงเป็นการไม่ถูกต้องและเมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุให้ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาไม่เพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 1707 ม. 1727 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัชชัย จันทร์ศุภฤกษ์
จำเลย — นางหนูแดง แซ่ชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวัฒนพล ไชยมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางจันทนา ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3440 -ที่ 3441/2559
#600608
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งติดจำนองไว้กับธนาคาร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปชำระหนี้ไถ่จำนองให้แก่ธนาคารแทนโจทก์ โจทก์จึงจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมิได้มีเจตนาที่จะซื้อขายกันอย่างแท้จริง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้มีเจตนาเป็นเจ้าของแต่มีเจตนายกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ดังนั้นตามรูปคดีของโจทก์ หาใช่เป็นเรื่องนิติกรรมอำพรางไม่ เพราะนิติกรรมอำพรางตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสองนั้น จะต้องมีนิติกรรม 2 นิติกรรม โดยบุคคลทั้งสองฝ่ายแสร้งแสดงเจตนาทำนิติกรรมอันหนึ่งอำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งซึ่งมีเจตนาแท้จริงมุ่งผูกนิติสัมพันธ์กัน แต่ตามคำฟ้องโจทก์คงมีเพียงนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเท่านั้น หาได้มีนิติกรรม 2 นิติกรรมอำพรางกันอยู่ไม่ ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารผู้รับจำนองแทนโจทก์ ก็ไม่ใช่นิติกรรมที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำกับโจทก์ ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งจะยกขึ้นกล่าวอ้างเมื่อใดก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องเพิกถอนเสียเมื่อใดก็ได้ แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้เกินกว่า 10 ปีก็ตาม สิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวของโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

สำหรับประเด็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้หรือไม่นั้น ปัญหานี้แม้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยแต่คู่ความได้สืบพยานกันเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ ซึ่งพยานโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเหตุผลใดที่ต้องร่วมกันกับโจทก์แสดงเจตนาลวงในการทำนิติกรรมดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกว่า จะไม่ขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่นนอกจากโจทก์และบุคคลในครอบครัวเท่านั้น และจะโอนกรรมสิทธิ์คืนให้ต่อเมื่อโจทก์ชำระเงินค่าไถ่จำนองให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อนแล้วนั้น ก็เป็นเพียงคำมั่นที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 บอกกล่าวและกำหนดเวลาให้โจทก์ซื้อที่ดินคืน แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติตาม คำมั่นดังกล่าวจึงเป็นอันไร้ผลไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 454 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และให้เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 74 และ 77 ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2545 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2555 ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การในสำนวนแรก และจำเลยที่ 4 ให้การในสำนวนหลังขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องว่า โจทก์นำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นของโจทก์ไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาธนาคารผู้รับจำนองฟ้องโจทก์และจะนำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงออกขายทอดตลาด จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้ให้ธนาคารผู้รับจำนองแทนโจทก์และโจทก์จดทะเบียนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งความจริงแล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มีเจตนาซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแต่ประการใด อันเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เจตนาสละสิทธิการครอบครองและมิได้มีเจตนาเป็นเจ้าของแต่มีเจตนายกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นนิติกรรมอำพรางตกเป็นโมฆะ เห็นว่า การที่จะเป็นนิติกรรมอำพรางและต้องบังคับตามนิติกรรมที่แท้จริงที่ถูกอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง นั้น จะต้องเป็นกรณีที่บุคคลทั้งสองฝ่ายแสร้งแสดงเจตนาทำนิติกรรมอันหนึ่งอำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งซึ่งมีเจตนาแท้จริงมุ่งจะผูกนิติสัมพันธ์กันนั้น คือนิติกรรมอำพรางจะต้องมีนิติกรรม 2 นิติกรรม อำพรางกันอยู่ โดยคู่กรณีมุ่งบังคับตามนิติกรรมที่แท้จริงซึ่งถูกอำพรางไว้ แต่คดีนี้ตามรูปเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องมิใช่นิติกรรมอำพรางเนื่องจากโจทก์กล่าวอ้างเพียงว่าคู่กรณีมิได้มีเจตนาซื้อขายกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เจตนาสละสิทธิการครอบครองและมิได้มีเจตนาเป็นเจ้าของ แต่มีเจตนายกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์เท่านั้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการทำนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คงมีนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเท่านั้น หาได้มีนิติกรรม 2 นิติกรรม อำพรางกันอยู่ไม่ ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แทนโจทก์นั้นก็ไม่ใช่นิติกรรมที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำกับโจทก์ การบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ว่าหลังจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แทนโจทก์แล้ว โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทซึ่งจำนองไว้กับธนาคารให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ความจริงแล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มีเจตนาซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแต่ประการใด กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างเป็นประเด็นโดยตรงแห่งคดีนี้ว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ข้างต้นเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง อันเป็นกรณีของการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเป็นโมฆะ ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 ก็ได้ ดังนั้น โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอเพิกถอนเสียเมื่อใดก็ได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้หรือไม่ สำหรับประเด็นนี้ แม้ว่าศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยแต่คู่ความได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย โจทก์ฎีกาว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นโมฆะเนื่องจากการแสดงเจตนาของโจทก์ในการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้มีเจตนาที่จะซื้อขายกันจริงนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามโฉนดที่ดิน อันเป็นเอกสารมหาชนย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โจทก์กล่าวอ้างว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเกิดจากเจตนาลวงโดยสมรู้กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ ซึ่งก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า นอกจากโจทก์จะรับว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว โจทก์ก็รับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ชำระเงินไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นของโจทก์จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจำนวนเงินตามสัญญาซื้อขายซึ่งมีจำนวนตรงกันกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ ทั้งจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏมูลเหตุจูงใจที่จะชี้ให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุผลใดที่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันกับโจทก์แสดงเจตนาลวงในการทำนิติกรรมดังกล่าว และที่โจทก์ฎีกาว่า หากโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีเจตนาซื้อขายที่ดินกันจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องทำบันทึกฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2545 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประสงค์จะนำเงินไปชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองแทนโจทก์ ทั้งยังมีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่จำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่บุคคลอื่น นอกจากโจทก์และบุคคลในครอบครัวเท่านั้น เห็นว่า บันทึกข้อตกลงเป็นบันทึกก่อนที่จะมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทอันเป็นกรณีที่มีข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขเรื่องของการชำระราคาและการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทว่าจะมีการชำระราคาด้วยวิธีใด และเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งกรณีที่โจทก์จะขอโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืน อันเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จะเข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากโจทก์ หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ โดยมิได้มีเจตนาที่จะให้เป็นการซื้อขายที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริต เป็นการกระทำผิดข้อตกลงที่โอนกรรมสิทธิ์กลับคืนให้แก่โจทก์และบุคคลในครอบครัวตามบันทึกนั้น เห็นว่า แม้จะปรากฏข้อความตามบันทึกที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำไว้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่ขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่บุคคลอื่นนอกจากโจทก์และบุคคลในครอบครัวเท่านั้น รวมทั้งระบุกรณีที่โจทก์จะขอโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนได้ต่อเมื่อชำระเงินค่าไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก่อน ก็เป็นคำมั่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาบอกกล่าวให้โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ และปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ได้ความว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์และบุคคลในครอบครัวซื้อที่ดินพิพาทคืนภายในกำหนดระยะเวลา โจทก์ไม่มีหนังสือตอบกลับหรือเสนอซื้อที่ดินพิพาทคืนภายในกำหนดเวลา ซึ่งโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านถึงเรื่องดังกล่าวเพียงว่าโจทก์ได้โทรศัพท์ไปติดต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว อันเป็นการเจือสมพยานจำเลยทั้งสี่ ทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว พยานจำเลยทั้งสี่จึงมีน้ำหนักดีกว่า ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์และบุคคลในครอบครัวประสงค์ที่จะปฏิบัติตามคำมั่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่กำหนดระยะเวลาให้ซื้อที่ดินพิพาทคืน ดังนั้นคำมั่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งได้ให้ไว้ก่อนจึงเป็นอันไร้ผลตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 454 วรรคสอง ไม่จำต้องโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามที่ให้คำมั่นไว้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงมีสิทธิในการจำหน่ายจ่ายโอน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 โอนให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น กรณีก็ไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะรับโอนกรรมสิทธิ์โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตหรือไม่ ตามที่โจทก์ฎีกา โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 กับทั้งไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นๆ ของโจทก์อีกต่อไป เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 ม. 172 ม. 454 วรรคสอง ม. 1373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีวัฒน์ ตีระวัฒนพงษ์
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ตีระวัฒนพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสาโรจน์ จิตต์ศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
โอภาส อนันตสมบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3437/2559
#602546
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า ห. และ จ. ร่วมกันทำมาหากินประกอบธุรกิจนากุ้งและทำประมง และกิจการอื่น ๆ ตลอดระยะเวลาสิบปี มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นที่ทำมาหาได้ร่วมกันจึงเชื่อได้ว่า ห. และ จ. อยู่กินฉันสามีภริยามาเป็นเวลาสิบปี ทรัพย์ที่ทำมาหาได้ต่างมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือเป็นเจ้าของร่วม รวมทั้งหนี้สินที่เกิดจากกิจการที่ทำมาหากินร่วมกันย่อมถือได้ว่าเป็นหนี้ร่วมกัน เมื่อ ห. กู้ยืมเงินจากจำเลยเพื่อนำไปซื้อลูกกุ้งและอาหารกุ้ง ซึ่งเป็นกิจการที่ ห. ทำร่วมกับ จ. และ จ. ร่วมรับรู้โดย ห.เป็นผู้โทรศัพท์แจ้งแล้ว จ. เป็นผู้มารับเงิน หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมที่ จ. ต้องร่วมกับ ห. ชำระหนี้ การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ จ. ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาท 2 แปลง ตีใช้หนี้ของ ห. และ จ. ให้แก่จำเลย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกจำเลยและ ส. หลอกลวง แต่การที่จำเลยรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงถือว่าจำเลยผู้ให้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่น เป็นการชำระหนี้แทนเงินกู้ซึ่งไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงว่ามีการคิดราคาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ คือเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสอง ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 656 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเหตุสุดวิสัย ให้จำเลยชำระค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน 5,125,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์เป็นบุตรนางจิตราและนายกายทอง ซึ่งทั้งสองคนได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว ต่อมานางจิตราได้อยู่กินฉันสามีภรรยากับนายหั้ว จำเลยเป็นน้องสาวนายหั้ว เมื่อปี 2547 นางจิตราและนายหั้วถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางจิตรา โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 3371 และ 3372 ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางจิตราให้แก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นิติกรรมขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3371 และ 3372 ตกเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ไปตรวจสอบพบว่านางเสาวนิตย์ ยกตู้เซฟที่เก็บเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินทั้ง 10 ไปไว้ที่บ้านของนางซ้อน นางเสาวนิตย์แจ้งว่าหากเปิดตู้เซฟเมื่อใดจะแจ้งให้โจทก์ทราบ ต่อมาโจทก์ทราบว่านางเสาวนิตย์เปิดตู้เซฟโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบและนำเครื่องประดับมาให้โจทก์และแจ้งว่าโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) จะนำไปชำระหนี้ของนายหั้วกับนางจิตรา ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2548 นางเสาวนิตย์ติดต่อโจทก์ให้ไปโอนที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเวียงสระเพื่อชำระหนี้ของนายหั้วและนางจิตราที่มีอยู่ต่อจำเลย โจทก์เชื่อตามนางเสาวนิตย์ที่แจ้งว่าจะออกค่าซ่อมรถยนต์และช่วยผ่อนชำระค่าบ้านที่โจทก์ค้างอยู่ต่อธนาคารจำนวนประมาณ 200,000 บาท และจะคืนเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินจำนวน 8 ฉบับ ที่เหลือแก่โจทก์ในวันดังกล่าวโจทก์ ภริยาโจทก์ นางเสาวนิตย์และสามีไปที่สำนักงานที่ดินพบจำเลยก่อนที่จะมีการโอน โจทก์ไม่ทราบว่าที่ดินอยู่ที่ใดและมีลักษณะเป็นอย่างไรและจำเลยแจ้งว่าไม่ทราบที่ตั้งของที่ดินจำนวน 2 แปลง ดังกล่าว โจทก์โอนที่ดินทั้งสองแปลงมาให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและโอนจากโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมายังโจทก์ในฐานะทายาท จากนั้นได้โอนจากโจทก์ให้แก่จำเลยโดยโอนตีใช้หนี้ในราคา 1,200,000 บาท แต่ทำเป็นสัญญาขายที่ดินเพราะเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าจะระบุว่าเป็นการตีใช้หนี้ไม่ได้ โจทก์ทราบว่าหนี้มีอยู่จำนวน 1,000,000 บาท ส่วนที่เกินจำนวน 200,000 บาท เป็นเงินค่าบ้านที่จำเลยช่วยออก ในขณะที่มีการโอนไม่มีการตกลงกันตามราคาท้องตลาดของที่ดินทั้งสองแปลงเพราะโจทก์ไม่ทราบว่าที่ดินอยู่ที่ใดและราคาเท่าไร ภายหลังการโอนประมาณ 2 ถึง 3 วัน มีบุคคลที่สนใจที่ดินทั้งสองแปลงโทรศัพท์มาหาโจทก์ขอซื้อที่ดินทั้งสองแปลงในราคา 4,000,000 บาท ต่อมาน้องสาวโจทก์ได้พบสำเนาสัญญากู้มีการระบุว่า ได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3371 และ 3372 ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มามอบให้ผู้ให้กู้เป็นประกัน หากโจทก์ทราบว่าที่ดินมีราคา 4,000,000 บาท โจทก์คงไม่ยอมโอนตีใช้หนี้ ต่อมาโจทก์เห็นเอกสารหมายก่อนฟ้องคดีนี้ประมาณ 2 ถึง 3 เดือน จึงทราบว่าส่วนหนี้ที่อ้างว่าเป็นหนี้ต่อมารดาโจทก์นั้นแท้จริงแล้วเป็นหนี้สินของนายหั้ว โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกล้างนิติกรรม ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเป็นน้องสาวนายหั้ว เมื่อนายหั้วและนางจิตราอยู่กินฉันสามีภรรยาได้ร่วมกันทำนากุ้ง ต่อมามีปัญหาด้านการเงินนายหั้วและนางจิตรามากู้เงินจากจำเลยในปี 2546 จำนวน 2 ครั้ง จำนวนครั้งละ 1,000,000 บาท ในการกู้เงินนายหั้วจะลงลายมือชื่อในสมุดของจำเลยโดยในการกู้เงินนายหั้วจะโทรศัพท์มาแจ้งจำเลยล่วงหน้าและจะให้นางจิตรามารับเงิน ภายหลังจากนายหั้วและนางจิตราถึงแก่ความตาย นางเสาวนิตย์มาสอบถามจำเลยทราบว่านายหั้วเป็นหนี้ต่อจำเลยอยู่จำนวน 2,000,000 บาท ต่อมาจำเลยได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ให้ไปรับโอนที่ดินตีใช้หนี้ของนายหั้วในวันรุ่งขึ้น จำเลยจึงไปรับโอนที่ดินโดยจำเลยไม่ทราบว่าที่ดินที่โอนตีใช้นี้มีราคาเท่าไรและตั้งอยู่ที่ใด เห็นว่า ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าส่วนหนี้สินที่อ้างว่าเป็นหนี้ของมารดาโจทก์นั้นแท้จริงแล้วเป็นหนี้สินของนายหั้วนั้น แม้ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยจะไม่ปรากฏว่านางจิตราและนายหั้วจะอยู่กินฉันสามีภรรยากันตั้งแต่เมื่อใด แต่ตามคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 265/2548 ศาลจังหวัดปัตตานี โจทก์ในคดีนี้ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องดังกล่าวมีใจความรับว่า นายหั้วและนางจิตราทั้งคู่ร่วมกันทำมาหากินประกอบธุรกิจนากุ้งและทำประมงและกิจการอื่น ๆ ตลอดระยะเวลาสิบปี มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นที่ทำมาหาได้ร่วมกันจึงเชื่อได้ว่านายหั้วและนางจิตราได้อยู่กินฉันสามีภรรยามาเป็นเวลาสิบปี ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ในระหว่างนี้จึงเป็นทรัพย์ที่นายหั้วและนางจิตราต่างมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือเป็นเจ้าของร่วม รวมทั้งหนี้สินที่เกิดจากกิจการที่ทำมาหากินร่วมกันย่อมถือได้ว่าเป็นหนี้ร่วมกัน ซึ่งในส่วนหนี้สินนั้นนางเสาวนิตย์และนางเสาวณีย์ พี่นางสาวนิตย์ พยานโจทก์ทั้งสองปากต่างเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ว่า นายหั้วกู้ยืมเงินจากจำเลยเพื่อนำไปซื้อลูกกุ้งและอาหารกุ้งซึ่งเป็นกิจการที่นายหั้วทำร่วมกับนางจิตรา และนางจิตราก็ร่วมรับรู้โดยนายหั้วเป็นผู้โทรศัพท์มาแจ้งล่วงหน้าแล้วนางจิตราเป็นผู้มารับเงิน จึงถือได้ว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากกิจการที่ทำมาหากินร่วมกัน หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมของนายหั้วและนางจิตรา นางจิตรามีหน้าที่ร่วมกันกับนายหั้วชำระหนี้ด้วย การที่โจทก์ทำนิติกรรมการขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยโดยเป็นการตีใช้หนี้ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกจำเลยกับนางเสาวนิตย์สมคบกันหลอกลวงให้โจทก์นำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของนางจิตรามาทำนิติกรรมขายให้แก่จำเลย แต่การที่จำเลยตกลงรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตีใช้หนี้จากโจทก์ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยผู้ให้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินกู้ ซึ่งไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงว่ามีการคิดราคาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ คือเวลาจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ข้อตกลงจึงขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 656 วรรคสาม

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3371 และ 3372 ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2548 ระหว่างโจทก์กับจำเลย หากโจทก์ไม่สามารถกลับมามีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามเดิมได้ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 13 ตุลาคม 2551 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 656 วรรคสอง ม. 656 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเผด็จหรือวัทธิกร เลนุกูล
จำเลย — นางกัญจน์สิน สุวรรณมาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวฐิตินันท์ มงคลพิทักษ์สุข
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา หงส์ทอง
ชื่อองค์คณะ
สุภกิจ กิตสัมบันท์
โสฬส สุวรรณเนตร์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3386 -ที่ 3387/2559
#599340
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง แม้โจทก์ทั้งสองจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แต่การยื่นอุทธรณ์ย่อมไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานกลางตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินอื่นๆ ตามฟ้อง อันเป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองจะได้รับเนื่องจากการทำงานให้แก่จำเลยนับตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่จำเลยรับโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้าง ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ทุกระยะเวลา 7 วัน ค่าประกันสังคมพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ค่าโบนัส ค่าประสบการณ์จากการทำงานและค่าอาหารพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ตามคำร้องของจำเลย จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองในวันดังกล่าว โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกคำร้องของจำเลย ตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางและศาลฎีกา จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงาน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง แม้โจทก์ทั้งสองจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แต่การยื่นอุทธรณ์ย่อมไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานกลาง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและเงินอื่นๆ ตามฟ้อง อันเป็นเงินที่โจทก์ทั้งสองจะได้รับเนื่องจากการทำงานให้แก่จำเลย นับตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่จำเลยรับโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานใหม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประทุุม คำดีวัน
จำเลย — บริษัทอัลมอนด์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3376/2559
#599865
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าบันทึกข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 ซึ่งจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น จึงไม่รับฟ้อง เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาหามีอำนาจวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

วันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า บันทึกข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์นำมาเป็นมูลคดีฟ้องให้จำเลยรับผิด เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีแพ่งต่อศาลเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 คดีไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลนี้ ที่ศาลมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้จึงเป็นการผิดหลง อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำฟ้อง ให้โจทก์ไปยื่นต่อศาลที่มีอำนาจ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า บันทึกข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ซึ่งจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น จึงไม่รับฟ้องนั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วรรคหนึ่งกำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาหามีอำนาจวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายข้างต้น

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับแต่มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องคดีของโจทก์เป็นต้นไป และให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 11 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนันทกานต์ แสงสุวรรณรัตน์
จำเลย — พันตำรวจโทสุดเขต ศีลพรหม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายสมเกียรติ เส็งประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3374/2559
#599029
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำโฆษณาโครงการยูเนี่ยนมอลล์ของจำเลย ภายในโครงการนอกจากจะมีพื้นที่ให้เช่าขายสินค้าแล้วยังมีร้านอาหาร สถานที่ออกกำลังกาย และสถานที่อื่น ๆ อีก แสดงว่าจำเลยมีเจตนาจัดให้มีสถานบริการดังกล่าวเพื่อจูงใจให้ลูกค้าจองสิทธิและทำสัญญาเช่าพื้นที่ภายในโครงการ การเช่าพื้นที่ภายในโครงการระหว่างโจทก์กับจำเลยมีเหตุผลให้เชื่อว่า เกิดจากเจตนาของจำเลยที่เสนอจะจัดให้มีสถานบริการดังกล่าวตามที่จำเลยโฆษณาไว้ และโจทก์ได้แสดงเจตนาสนองรับเข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่ดังกล่าวเพราะเชื่อตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ซึ่งจะเป็นโครงการที่ทันสมัยมีผู้คนเข้าไปจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก ทำให้โจทก์มีโอกาสที่จะจำหน่ายสินค้าของโจทก์ได้มากขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุนเช่าพื้นที่ แม้ข้อความในสัญญาเช่าจะไม่ได้ระบุข้อความตามที่จำเลยโฆษณาไว้ก็ตาม แต่จำเลยก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสถานที่บริการตามคำโฆษณาที่โฆษณาไว้ต่อโจทก์และลูกค้ารายอื่น คำโฆษณาของจำเลยที่มีลักษณะเป็นการจูงใจโจทก์ให้เข้าทำสัญญาเช่านั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าพื้นที่ภายในโครงการระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย เมื่อปรากฏว่าในวันเปิดโครงการจำเลยยังดำเนินการจัดให้มีสถานบริการและกิจการตามคำโฆษณาดังกล่าวของจำเลยไม่ครบถ้วน โดยไม่ปรากฏเหตุแห่งความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจำเลย จำเลยจึงเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาเช่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย โดยโจทก์และจำเลยคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 466,120.87 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 419,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 389,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 และของต้นเงินจำนวน30,000 บาท นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หลังจากจำเลยเปิดโครงการยูเนี่ยนมอลล์แล้ว ไม่มีลูกค้าเข้าไปจับจ่ายใช้สอยภายในโครงการยูเนี่ยนมอลล์มากเท่าจำนวนที่จำเลยโฆษณา ซึ่งการโฆษณาดังกล่าวถือเป็นสาระสำคัญที่ทำให้โจทก์เข้าทำสัญญาและถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เมื่อไม่เป็นไปตามคำโฆษณาจึงถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์เบิกความว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่ภายในโครงการยูเนี่ยนมอลล์ของจำเลยเพราะเห็นคำโฆษณา โดยจำเลยโฆษณาว่าจะเรียกลูกค้าได้ในวันธรรมดาจำนวน 50,000 คน ในวันหยุดจำนวน 70,000 คน และลูกค้าที่มาเข้าจับจ่ายใช้สอยจะใช้เงินคนละไม่น้อยกว่าจำนวน 500 บาท วันเปิดโครงการจำเลยจะจัดหาร้านค้าไม่น้อยกว่าจำนวน 50 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ให้เช่า ปรากฏว่าเมื่อถึงวันเปิดโครงการมีร้านค้าไม่ถึงจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำโฆษณาของจำเลยแล้วภายในโครงการยูเนี่ยนมอลล์นอกจากจะมีพื้นที่ให้เช่าขายสินค้าแล้ว ยังมีร้านอาหาร สถานที่ออกกำลังกาย และสถานที่อื่น ๆ อีก แสดงว่าภายในโครงการยูเนี่ยนมอลล์นั้น จำเลยมีเจตนาจัดให้มีสถานบริการดังกล่าว เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าจองสิทธิและทำสัญญาเช่าพื้นที่ภายในโครงการยูเนี่ยนมอลล์ การทำสัญญาเช่าพื้นที่ภายในโครงการดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลย มีเหตุผลให้เชื่อว่าเกิดจากเจตนาของจำเลยที่เสนอจะจัดให้มีสถานบริการดังกล่าวภายในพื้นที่โครงการตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ และโจทก์ได้แสดงเจตนาสนองรับเข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่ดังกล่าวเพราะเชื่อตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ซึ่งจะทำให้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ทันสมัยมีผู้คนเข้าไปจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก ทำให้โจทก์มีโอกาสที่จะจำหน่ายสินค้าของโจทก์ได้มากขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุนเช่าพื้นที่ แม้ข้อความในสัญญาเช่าจะไม่ได้ระบุข้อความตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ก็ตาม แต่จำเลยก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสถานที่บริการตามคำโฆษณาในโครงการยูเนี่ยนมอลล์ของจำเลยตามที่โฆษณาไว้ต่อโจทก์และลูกค้ารายอื่น คำโฆษณาของจำเลยที่มีลักษณะเป็นการจูงใจโจทก์ให้เข้าทำสัญญาเช่า นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าพื้นที่ภายในโครงการยูเนี่ยนมอลล์ระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย เมื่อปรากฏว่าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 อันเป็นวันเปิดโครงการยูเนี่ยนมอลล์ของจำเลย จำเลยยังดำเนินการจัดให้มีสถานบริการและกิจการตามคำโฆษณาในโครงการดังกล่าวของจำเลยไม่ครบถ้วนตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้โดยไม่ปรากฏเหตุแห่งความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจำเลย จำเลยจึงเป็นฝ่ายที่ปฏิบัติผิดสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย โดยโจทก์และจำเลยคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าสิทธิการเช่าคืน รวมทั้งค่าตบแต่งร้านค้าจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสาธิต วิสุทธิ์เมธานุกูล
จำเลย — บริษัท สยามจตุจักร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ สุนทรีเกษม
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2559
#605397
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านนำทรัพย์หลักประกันออกขายทอดตลาดในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 95 จึงเป็นกรณีที่ผู้รับจำนองขอเอาบุริมสิทธิในทรัพย์ที่รับจำนองไว้ไม่เกินกว่าหนี้ที่รับจำนองเท่านั้น หากขายทอดตลาดได้เงินเกินกว่าหนี้จำนอง เงินส่วนที่เกินย่อมตกเข้าแก่กองทรัพย์สินของจำเลยผู้ล้มละลาย แต่ถ้าขายไม่ได้ถึงราคาทรัพย์จำนองหนี้ส่วนที่เหลือก็ตกเป็นพับแก่ผู้รับจำนองไป ฉะนั้นต้องคิดดอกเบี้ยให้ผู้ร้องจนถึงวันขายทอดตลาด เมื่อเป็นการยื่นคำร้องเพื่อขอใช้สิทธิเหนือทรัพย์อันเป็นหลักประกัน มิใช่การยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 96 จึงไม่ต้องห้ามคิดดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 100

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2547 ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านว่า จำเลยและนางสิริรัตน์ เป็นหนี้ผู้ร้องในมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 115301 และ 58631 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างประกันหนี้ เป็นเงิน 1,000,000 บาท และ 1,800,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยและนางสิริรัตน์คงเป็นหนี้ผู้ร้อง 2,761,193.62 บาท ขอให้ผู้คัดค้านยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วเห็นว่าจำเลยและนางสิริรัตน์เป็นหนี้ผู้ร้องตามที่ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในส่วนบุริมสิทธิ เมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 115301 และ 58631 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ร้องย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยตกลงจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 115301 แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และจำเลยกับนางสิริรัตน์ตกลงจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 58631 เป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนองจนถึงวันขายทอดตลาด แต่เนื่องจากผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเงินเพียง 2,761,193.62 บาท โดยได้คำนวณดอกเบี้ยถึงวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น จึงพิจารณาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ไม่เกินเท่าที่ขอ และปรากฎว่าหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องจำนวน 508,400 บาท จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 115301 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และที่ดินโฉนดเลขที่ 58631 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีชื่อจำเลยและนางสิริรัตน์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของจำเลยเป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2546 จนถึงวันขายทรัพย์หลักประกัน แต่ไม่เกินจำนวน 2,761,193.62 บาท ตามที่ผู้ร้องขอมา โดยให้กันเงินสุทธิจากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยเข้ากองทรัพย์สินจำนวน 508,400 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน เมื่อผู้ร้องได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 โดยขอให้ผู้คัดค้านยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ผู้ร้องชอบที่จะได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง โดยคำนวณดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองนับจากวันที่จดทะเบียนจำนองถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์ กฎหมายมิได้ให้อำนาจผู้คัดค้านสอบสวนในเรื่องหนี้สินอันมีหลักประกันอย่างกรณีเจ้าหนี้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 ทั้งภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยนั้น ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากนางสิริรัตน์ลูกหนี้ร่วมซึ่งไม่ได้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แต่อย่างใด การที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้นำเงินสุทธิจากการขายทอดตลาดเข้ากองทรัพย์สินจำนวน 508,400 บาท จึงไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งผู้คัดค้านให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองถึงวันที่ได้ขายทอดตลาด โดยไม่นำเงินจากการขายทอดตลาดจำนวน 508,400 บาท เข้ากองทรัพย์สินของจำเลย

ผู้คัดค้านยื่นคัดค้านว่า แม้ผู้ร้องขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 ผู้คัดค้านก็มีอำนาจพิจารณาถึงการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์หลักประกันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 115301 และ 58631 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และจำนวนหนี้ที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำร้องว่า ควรดำเนินการกับทรัพย์หลักประกันประการใดที่จะเป็นประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของจำเลย เมื่อตามคำร้องเจ้าหนี้แสดงเจตนาขอรับชำระหนี้และถือทุนทรัพย์ในการใช้สิทธิเรียกร้องจากการขายทอดตลาด จำนวน 2,761,053.62 บาท ถือว่าผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้แสดงเจตนาและขอใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยตามจำนวนเงินดังกล่าว ซึ่งการแสดงเจตนาของเจ้าหนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน มีผลใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 สำหรับเงินจำนวนนอกจากที่ยื่นคำร้องถือว่าเจ้าหนี้แสดงเจตนาปลดหนี้บางส่วนให้แก่จำเลยตามมาตรา 340 นอกจากนี้หากว่าเจ้าหนี้เห็นว่ายื่นคำร้องโดยระบุจำนวนคลาดเคลื่อน ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขให้ถูกต้องได้ แต่ก็ไม่ดำเนินการ ในส่วนที่ผู้คัดค้านให้หักเงินจำนวน 508,400 บาท เข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น ในสำนวนการสอบสวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือคำชี้แจงว่านางสิริรัตน์ เป็นผู้ชำระเงินจำนวนดังกล่าว ตามเอกสารการชำระเงินก็เป็นสำเนาใบเสร็จรับเงิน ไม่มีหลักฐานใบนำฝากเงินที่นางสิริรัตน์ลงลายมือชื่อเป็นผู้ชำระเงินมาแสดง จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะยืนยันว่านางสิริรัตน์เป็นผู้ชำระเงิน แต่เชื่อว่าเป็นเงินของจำเลยที่ชำระแก่ผู้ร้องภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว ที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 115301 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และที่ดินโฉนดเลขที่ 58631 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีชื่อจำเลยและนางสิริรัตน์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของจำเลยเป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2546 จนถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันแต่ไม่เกินจำนวน 2,761,193.62 บาท ตามที่ผู้ร้องขอมา โดยให้กันเงินสุทธิจากการขายทอดตลาดทรัพย์เข้ากองทรัพย์สินของจำเลยจำนวน 508,400 บาท จึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที เอส จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนผู้ร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านที่มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิที่มีเหนือทรัพย์จำนอง ของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 นั้น มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้ผู้ร้องอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด จึงให้รับพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวตามมาตรา 26 วรรคสี่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายในวันที่ 29 กันยายน 2547 ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านว่า จำเลยและนางสิริรัตน์ เป็นหนี้ผู้ร้องในมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 115301 และ 58631 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เป็นเงิน 1,000,000 บาท และ 1,800,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยและนางสิริรัตน์คงเป็นหนี้ผู้ร้อง 2,761,193.62 บาท ขอให้ผู้คัดค้านนำทรัพย์จำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องตามสำเนาคำร้อง ผู้คัดค้านสอบสวนแล้วเห็นว่า จำเลยและนางสิริรัตน์เป็นหนี้ผู้ร้องตามที่ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ในส่วนบุริมสิทธิเมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 115301 และ 58631 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ร้องย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยตกลงจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 115301 แก่ผู้ร้อง เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 58631 ซึ่งจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมกับนางสิริรัตน์ เป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันจดทะเบียนจำนองจนถึงวันขายทอดตลาด แต่เนื่องจากผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเงินเพียง 2,761,193.62 บาท โดยได้คำนวณดอกเบี้ยถึงวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเท่านั้น จึงพิจารณาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ไม่เกินเท่าที่ขอ และปรากฏว่าหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องจำนวน 508,400 บาท จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 115301 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และที่ดินโฉนดเลขที่ 58631 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีชื่อจำเลยและนางสิริรัตน์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนของจำเลยเป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2546 จนถึงวันขายทรัพย์หลักประกันแต่ไม่เกินจำนวน 2,761,193.62 บาท ตามที่ผู้ร้องขอมา โดยให้กันเงินสุทธิจากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยเข้ากองทรัพย์สินจำนวน 508,400 บาท ตามสำเนาคำสั่ง ที่ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ในมูลหนี้สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี บัญชีเลขที่ 305-1-02368-4 จำนวน 305,300 บาท ตามใบนำฝาก และการ์ดบัญชี มูลหนี้ตามสัญญากู้เงิน บัญชีเลขที่ 0305-003-01015-6 จำนวน 44,500 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน และการ์ดบัญชี มูลหนี้ตามสัญญากู้เงินบัญชีเลขที่ 0305-003-01014-4 จำนวน 158,600 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน และการ์ดบัญชี

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 โดยคิดดอกเบี้ยจนถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันหรือไม่ เห็นว่า สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 สามารถดำเนินการโดยไม่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้าน เพียงแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบว่าจะถือเอาสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและจะต้องยอมให้ผู้คัดค้านเข้าตรวจดูทรัพย์สินเท่านั้น หรือเจ้าหนี้ใช้สิทธิฟ้องผู้คัดค้านเพื่อบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 110 วรรคสาม ก็ได้ เมื่อผู้ร้องใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านนำทรัพย์หลักประกันออกขายทอดตลาดจึงเป็นกรณีที่ผู้รับจำนองขอเอาบุริมสิทธิในทรัพย์ที่รับจำนองไว้ไม่เกินกว่าหนี้ที่รับจำนองเท่านั้น หากขายทอดตลาดได้เงินเกินกว่าหนี้จำนอง เงินส่วนที่เกินย่อมตกเข้าแก่กองทรัพย์สินของจำเลยผู้ล้มละลาย แต่ถ้าขายไม่ได้ถึงราคาทรัพย์จำนองหนี้ส่วนที่เหลือก็ตกเป็นพับแก่ผู้รับจำนองไป ฉะนั้นต้องคิดดอกเบี้ยให้ผู้ร้องจนถึงวันขายทอดตลาด เมื่อเป็นการยื่นคำร้องเพื่อขอใช้สิทธิเหนือทรัพย์อันเป็นหลักประกัน มิใช่การยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 96 จึงไม่ต้องห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 100 ทั้งการที่ผู้ร้องระบุยอดหนี้ที่ค้างชำระถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดก็ไม่มีผลผูกพันว่าประสงค์จะขอรับชำระหนี้เพียงเท่านั้น เป็นแต่การระบุยอดหนี้ที่ค้างเพื่อให้ผู้คัดค้านสามารถพิจารณาว่าการบังคับคดีกับทรัพย์หลักประกันเป็นประโยชน์แก่กองทรัพย์สินหรือไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องโดยให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เท่าที่ระบุในคำร้อง มิได้ให้ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยจนถึงวันที่ขายทอดตลาดหลักประกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันของจำเลยตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกัน แต่ยอดหนี้คิดถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่เกินจำนวน 2,761,193.62 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าหากผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากนางสิริรัตน์ ลูกหนี้ร่วมแล้วเพียงใดก็ให้สิทธิได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 95 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหาร
ผู้ร้อง — สินทรัพย์ ที เอส จำกัด ผู้สวมสิทธิแทนผู้ร้อง
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายเกรียงศักดิ์ รักษายศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวนิภาพัฒน์ วงศ์วัฒนะเดช
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3330/2559
#599872
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่รับคำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าคำสั่งดังกล่าวของศาลล้มละลายกลางไม่ชอบจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาพิจารณาเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่

โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายวันที่ 11 สิงหาคม 2553 ในวันนัดพิจารณา จำเลยมาศาลและแถลงต่อศาลว่า จำเลยไม่ติดใจถามค้านและไม่ติดใจสืบพยาน ทั้งยังแถลงว่าอยู่ระหว่างตกลงเงื่อนไขการชำระหนี้ให้แก่โจทก์คาดว่าจะตกลงกันได้ ขอระยะเวลา 4 เดือน หากนัดหน้าไม่สามารถตกลงกันได้จะไม่ขอเลื่อนคดีอีกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า คดีเสร็จการพิจารณา ให้นัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 หลังจากนั้น จำเลยเป็นฝ่ายขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งรวม 5 ครั้ง เป็นระยะเวลานานกว่า 1 ปีเศษ อ้างว่าอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทั้งจำเลยได้อ้างส่งเอกสารที่แสดงว่าตนเป็นหนี้โจทก์จริงและประสงค์จะผ่อนชำระหนี้นั้น นอกจากนี้ จำเลยแถลงรับในคำร้องขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของจำเลยฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2554 และฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 ว่า อยู่ในระหว่างการเจรจาหนี้กับโจทก์ เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยได้ชำระหนี้คืนโจทก์ ขอศาลได้โปรดเลื่อนคดี ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 จำเลยกลับยื่นคำร้องรวม 3 ฉบับ คือ คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพยานเอกสาร คำร้องขอนำส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็น และคำร้องขออนุญาตต่อสู้คดีและยื่นคำให้การ ทั้งยังยื่นคำให้การคำแถลงระบุพยานจำเลย และบัญชีระบุพยานมาด้วย ศาลล้มละลายกลางจดรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2555 ว่า ได้สอบโจทก์แล้วแถลงคัดค้านเนื่องจากจำเลยมีเจตนาประวิงคดี แล้ววินิจฉัยว่าการพิจารณาคดีล้มละลาย ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงเพื่อให้ได้ความว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว เมื่อจำเลยแถลงว่า การเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ แต่จำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ ไม่ใช่บุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดี กับมีคำสั่งให้เลื่อนไปถามค้านและสืบพยานจำเลยวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ทั้งที่การพิจารณาคดีล้มละลายต้องดำเนินการติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และเมื่อเสร็จการพิจารณาคดีให้ศาลล้มละลายรีบทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง การกำหนดแนวทางการดำเนินคดีเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอื่นโดยการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คดีเสร็จไป ตามข้อกำหนดคดีล้มละลาย พ.ศ.2549 ข้อ 14 (1) จึงกำหนดให้กระทำได้เมื่อก่อนมีการสืบพยาน เมื่อคดีนี้ได้มีการสืบพยานแล้วเสร็จและคดีเสร็จการพิจารณาตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 การให้โอกาสแก่จำเลยในการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งออกไปเป็นเวลานานกว่า 1 ปีเศษ ซึ่งจำเลยมีระยะเวลาพอสมควรที่จะเจรจาหนี้นอกศาลกับโจทก์ แต่ไม่ปรากฏผลว่าสามารถเจรจาระงับข้อพิพาทนอกศาลกันได้สำเร็จโดยเร็ว โดยจำเลยเป็นฝ่ายแถลงต่อศาลในวันคดีเสร็จการพิจารณาเองว่า หากการเจรจาหนี้กับโจทก์ไม่สามารถตกลงกันได้จะไม่ขอเลื่อนคดีอีก แต่จำเลยกลับยื่นคำร้องขออนุญาตต่อสู้คดีและยื่นคำให้การความว่า การเจรจาหนี้กับโจทก์ไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งจำเลยใช้เวลานานเกินควรในการเจรจา และในคำร้องก็ระบุแต่เพียงว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งในคำร้องว่า หากศาลไม่อนุญาตให้ต่อสู้คดีและยื่นคำให้การแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรมอย่างไร พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยส่อไปในทางประวิงคดี และการที่จำเลยยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 ภายหลังจากสืบพยานในคดีเสร็จสิ้นและคดีเสร็จการพิจารณาแล้ว จึงเป็นการยื่นคำให้การล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยมานั้น เป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่รับคำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวมิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาพิจารณาเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็น ต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่ เมื่อพิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายคดีนี้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2553 ในวันนัดพิจารณา ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 สารบาญอันดับ 20/1 ในสำนวนว่า จำเลยมาศาลและแถลงต่อศาลว่าจำเลยไม่ติดใจถามค้านและไม่ติดใจสืบพยาน ทั้งยังแถลงอีกด้วยว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างตกลงเงื่อนไขการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ คาดว่าจะตกลงกันได้ ขอให้ศาลเลื่อนคดีไปสักนัดหนึ่ง โดยขอเวลาศาล 4 เดือน หากนัดหน้ายังไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จะไม่ขอเลื่อนคดีอีก ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า คดีเสร็จการพิจารณา พิเคราะห์แล้วเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้นัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 หลังจากนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งเรื่อยมารวม 5 ครั้ง ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2554 ฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2554 และฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 สารบาญอันดับ 22/1, 24/1, 27/1, 31/1 และ 34/1 ในสำนวน เป็นระยะเวลานานกว่า 1 ปีเศษ โดยจำเลยอ้างว่าอยู่ในระหว่างเจรจาเพื่อขอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทั้งจำเลยเป็นฝ่ายอ้างส่งเอกสารที่แสดงว่าจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์จริงและประสงค์จะขอผ่อนชำระหนี้นั้น ตามคำร้องขอประนอมหนี้และหนังสือเรื่องขอทราบผลการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ เอกสารแนบท้ายรายงานกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางฉบับลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 และเอกสารแนบท้ายคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 สารบาญอันดับ 25/1 และ 32/3 ในสำนวน นอกจากนี้ จำเลยก็ได้แถลงรับในคำร้องขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของจำเลยฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2554 และฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 สารบาญอันดับ 28/1 และ 32/3 ในสำนวนว่า จำเลยอยู่ในระหว่างการเจรจาหนี้กับโจทก์ เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยได้ชำระหนี้คืนโจทก์ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่คู่ความทุกฝ่าย และเพื่อให้จำเลยได้ติดตามผลการเจรจากับโจทก์ให้แล้วเสร็จ ขอศาลได้โปรดเลื่อนคดี จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 จำเลยกลับยื่นคำร้องรวม 3 ฉบับ คือ คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานเอกสาร คำร้องขอนำส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็น และคำร้องขออนุญาตต่อสู้คดีและยื่นคำให้การ ทั้งยังได้ยื่นคำให้การ คำแถลงระบุพยานจำเลย และบัญชีระบุพยานมาด้วย หลังจากนั้น ก็ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2555 สารบาญอันดับ 42/1 ในสำนวนว่า ศาลล้มละลายกลางได้สอบโจทก์ โจทก์แถลงคัดค้านเนื่องจากจำเลยมีเจตนาประวิงคดี แล้ววินิจฉัยคำร้องดังกล่าวของจำเลยว่า การพิจารณาคดีล้มละลาย ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงเพื่อให้ได้ความว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว เมื่อจำเลยแถลงว่าการเจรจาไม่สามารถตกลงกันได้ แต่จำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ ไม่ใช่บุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดี กับมีคำสั่งให้เลื่อนไปถามค้านและสืบพยานจำเลยวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 เห็นว่า การพิจารณาคดีล้มละลายต้องดำเนินการติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และเมื่อเสร็จการพิจารณาคดีให้ศาลล้มละลายรีบทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง การกำหนดแนวทางการดำเนินคดีเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอื่นโดยการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คดีเสร็จไป ตามข้อกำหนดคดีล้มละลายพ.ศ.2549 ข้อ 14 (1) จึงกำหนดให้กระทำได้เมื่อก่อนมีการสืบพยาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้ได้มีการสืบพยานแล้วเสร็จและคดีเสร็จการพิจารณาตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งศาลล้มละลายกลางชอบที่จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว แต่กลับให้โอกาสแก่จำเลยในการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งออกไปเป็นเวลานานกว่า 1 ปีเศษเช่นนี้ จึงแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยมีระยะเวลาพอสมควรที่จะเจรจาหนี้นอกศาลกับโจทก์ แต่ก็ไม่ปรากฏผลว่าสามารถเจรจาระงับข้อพิพาทนอกศาลกันได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายแถลงต่อศาลในวันที่คดีเสร็จการพิจารณาเองว่าหากการเจรจาหนี้กับโจทก์ไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จะไม่ขอเลื่อนคดีอีก แต่จำเลยกลับยื่นคำร้องขออนุญาตต่อสู้คดีและยื่นคำให้การมีใจความว่า การเจรจาหนี้กับโจทก์ไม่สามารถตกลงกันได้ ทั้งที่จำเลยได้ใช้เวลานานเกินควรในการเจรจา ซึ่งในคำร้องก็ระบุแต่เพียงว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งในคำร้องว่าหากศาลไม่อนุญาตให้ต่อสู้คดีและยื่นคำให้การแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรมอย่างไร คงกล่าวอ้างแต่เพียงว่า ขอโอกาสแก่จำเลยในการเสนอรายละเอียดว่าจำเลยไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งก่อนหน้านี้จำเลยแถลงไม่ติดใจถามค้านและไม่ติดใจสืบพยาน ทั้งยังเป็นฝ่ายอ้างส่งเอกสารซึ่งแสดงถึงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จริง และโจทก์ก็ได้แถลงคัดค้านคำร้องของจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยส่อไปในทางประวิงคดี ประกอบกับการที่จำเลยยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 ดังกล่าว ภายหลังจากสืบพยานในคดีเสร็จสิ้น และคดีเสร็จการพิจารณาแล้ว จึงเป็นการยื่นคำให้การล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมาย ดังนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยมานั้น เป็นการมิชอบ จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่รับคำให้การของจำเลย เป็นว่าไม่รับคำให้การของจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 24 วรรคสอง ม. 26 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นางประนอมหรือปุญญานันท์
จำเลย — ตรีวัฒน์สุวรรณหรือปูรณโกศัลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางกรกช ว่องไว
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3278/2559
#601138
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยหลายรายการเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามอันมีผลให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายอุทธรณ์ชนะในข้อสาระสำคัญ ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 251 (เดิม) ซึ่งบังคับใช้ในขณะยื่นฟ้อง จำเลยจะยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินหรือคืนเงินจำนวนที่วางไว้ต่อศาลในข้อนั้น ๆ ก็ได้ แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามยังฎีกา โดยโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกากำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ด้วยการมีคำสั่งให้การบังคับคดียังคงมีผลต่อไป และศาลฎีกาได้มีคำสั่งคำร้องที่ 1315/2556 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2556 ว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ก็มิใช่คำพิพากษาถึงที่สุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถอนการบังคับคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 (3) เพราะโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ยังฎีกาอยู่ การยึดและอายัดทรัพย์สินจึงยังคงมีผลอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 85,650,767.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินของโจทก์แต่ละคน นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้คนละ 100,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ขอให้ออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยหลายรายการเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างฎีกาขอให้การบังคับคดียังคงมีผลต่อไป คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลย และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความร่วมกันแถลงรับเพียงพอต่อการมีคำสั่งแล้ว จึงให้งดไต่สวน และวินิจฉัยว่า หากมีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์ตามคำร้องของจำเลยอาจมีผลกระทบต่อคดี เนื่องจากอยู่ระหว่างส่งสำนวนให้ศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องขอคุ้มครองของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ในชั้นนี้เห็นควรให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 สำหรับที่จำเลยขอให้ถอนการยึดให้ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินตามคำร้องของจำเลย ให้โจทก์ผู้นำยึดหรืออายัดเสียค่าธรรมเนียมยึดหรืออายัดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายสำหรับทรัพย์สินรายการที่ตนเป็นผู้นำยึดหรืออายัด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า มีเหตุที่จะให้ถอนการยึดและการอายัดทรัพย์สินของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้ว โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยหลายรายการเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามอันมีผลให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายอุทธรณ์ชนะในข้อสาระสำคัญ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 251 (เดิม) ซึ่งบังคับใช้ในขณะยื่นฟ้อง จำเลยจะยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินหรือคืนเงินจำนวนที่วางไว้ต่อศาลในข้อนั้นๆ ก็ได้ แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามยังฎีกา โดยโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกากำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ด้วยการมีคำสั่งให้การบังคับคดียังคงมีผลต่อไป และศาลฎีกาได้มีคำสั่งคำร้องที่ 1315/2556 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2556 ว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ก็มิใช่คำพิพากษาถึงที่สุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถอนการบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3) เพราะโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ยังฎีกาอยู่ การยึดและอายัดทรัพย์สินจึงยังคงมีผลอยู่ โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่จำต้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้การบังคับคดีมีผลต่อไปอีก ดังนี้ จึงไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้ถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 251 (เดิม) ซึ่งบังคับใช้ในขณะยื่นฟ้อง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อคำสั่งของศาลฎีกาดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินตามคำร้องของจำเลย โดยให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดียึดแล้วไม่มีการขายนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุนันทา กังวาฬวัฒนา กับพวก
จำเลย — นายประเสริฐ กังวาฬวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3274/2559
#599755
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากธนาคารของจำเลย การที่จำเลยได้หาประกันมาให้สำหรับเงินจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 วรรคสาม นั้น ก็เพื่อมิให้ถูกบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ในระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งตามบทกฎหมายดังกล่าวให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 295 (1) ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีและแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้งดการบังคับคดีไว้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้ถอนการอายัดเงินฝากธนาคารของจำเลย หากคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มีการบังคับคดีอยู่ไม่ถูกกลับในชั้นที่สุด ค่าธรรมเนียมในกรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ย่อมตกแก่จำเลยในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคหนึ่ง แต่ในคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาทมีผลทำให้โจทก์กลับมาเป็นลูกหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติข้อพิพาทโดยโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีและเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยอีกต่อไป และให้ผู้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมหรือเงินใด ๆ ตามคำพิพากษามีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวคืนจากศาลได้ก็ตาม ก็มีผลเพียงเป็นการยุติการดำเนินคดีของโจทก์และให้โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมหรือเงินใด ๆ ที่วางไว้ตามคำพิพากษาคืนจากศาลเท่านั้น ไม่มีผลเป็นการลบล้างคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้องแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์และจำเลยย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีกและทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ดำเนินไปแล้วถูกเพิกถอนไปกรณีเช่นนี้จึงต้องถือว่าเป็นการถอนการบังคับคดีไปด้วยเหตุคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีนั้นถูกกลับในชั้นที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 (3) อันเป็นการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 295 (1) ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 169 /2 วรรคสี่ บัญญัติให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขออายัดเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,554,493,275 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ระหว่างอุทธรณ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากธนาคารของจำเลย รวม 4 บัญชี เป็นเงิน 1,740,856,348.34 บาท ตามคำร้องของโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยหาประกันโดยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) รวมเป็นเงิน 2,030,000,000 บาทมาวางเป็นประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคสาม เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้ถอนการอายัดเงินฝากธนาคารของจำเลยรวม 4 บัญชี ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมอายัดแล้วไม่มีการจำหน่ายเป็นเงิน 16,944,394.79 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้อง (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียม) เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินฝากธนาคารของจำเลยรวม 4 บัญชีตามคำร้องของโจทก์ ต่อมาจำเลยได้หาประกันมาวางต่อศาลชั้นต้นเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) รวมเป็นเงิน 2,030,000,000 บาท ซึ่งพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี เพื่อขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคสาม และแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบเจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้ถอนการอายัดเงินฝากธนาคารของจำเลยรวม 4 บัญชีแล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมอายัดแล้วไม่มีการจำหน่ายเป็นเงิน 16,944,394.79 บาท ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาวันที่ 30 กันยายน 2557 โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันมีใจความสำคัญว่า โจทก์และจำเลยตกลงยุติข้อพิพาทโดยโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีและเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความและเงินใด ๆ ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่โจทก์หรือจำเลยได้วางหรือชำระต่อศาลก่อนวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ ให้ผู้วางหรือชำระเงินมีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวคืนจากศาล และศาลฎีกามีคำพิพากษาตามยอมแล้วเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2557ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมท้ายรายงานเจ้าหน้าที่

ที่โจทก์ฎีกาว่า ในการอายัดเงินฝากธนาคารของจำเลยไม่ปรากฏว่าธนาคารมีหนังสือยืนยันการอายัดเงินในบัญชี จำเลยมาขอให้ศาลงดการบังคับคดีเสียก่อน ถือว่ายังไม่มีการอายัด โจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เห็นว่า โจทก์เพิ่งอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวในชั้นฎีกาโดยมิได้ตั้งประเด็นนี้ไว้ในคำร้อง จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากธนาคารของจำเลย การที่จำเลยได้หาประกันมาให้สำหรับเงินจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคสาม นั้น ก็เพื่อมิให้ถูกบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ในระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งตามบทกฎหมายดังกล่าวให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 295 (1) ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีและแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงให้งดการบังคับคดีไว้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้ถอนการอายัดเงินฝากธนาคารของจำเลยรวม 4 บัญชีแล้ว หากคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มีการบังคับคดีอยู่ไม่ถูกกลับในชั้นที่สุดค่าธรรมเนียมในกรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 16,944,394.79 บาท ย่อมตกแก่จำเลยในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคหนึ่ง แต่ในคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 80,000 บาท มีผลทำให้โจทก์กลับมาเป็นลูกหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติข้อพิพาทโดยโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีและเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยอีกต่อไป และให้ผู้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมหรือเงินใด ๆ ตามคำพิพากษามีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวคืนจากศาลได้ก็ตาม ก็มีผลเพียงเป็นการยุติการดำเนินคดีของโจทก์และให้โจทก์หรือจำเลยมีสิทธิขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมหรือเงินใด ๆ ที่วางไว้ตามคำพิพากษาคืนจากศาลเท่านั้น ไม่มีผลเป็นการลบล้างคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้องแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์และจำเลยย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีกและทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ดำเนินไปแล้วถูกเพิกถอนไปกรณีเช่นนี้จึงต้องถือว่าเป็นการถอนการบังคับคดีไปด้วยเหตุคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีนั้นถูกกลับในชั้นที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3) อันเป็นการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 295 (1) ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169 /2 วรรคสี่ บัญญัติให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขออายัดเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 169/2 ม. 231 วรรคสาม ม. 295 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภมร สัตตภรณ์พิภพ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3246 -ที่ 3250/2559
#601543
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาที่ต้องการความสุจริตหรือความไว้วางใจระหว่างคู่สัญญาเป็นสำคัญ ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริงให้ผู้รับประกันภัยรับรู้ ขณะที่ ส. ขอทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยทั้งห้า ส. ได้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัยรายอื่นอีกนับสิบรายเป็นจำนวนหลายสิบกรมธรรม์ รวมเป็นจำนวนเงินเอาประกันภัยกว่า 47 ล้านบาท ย่อมถือได้ว่า ส. เป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการขอเอาประกันภัยไว้เป็นจำนวนเงินที่สูง โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าเหมาะสมกับฐานะหรืออาชีพของ ส. หรือไม่อย่างไร และอาจมีมูลเหตุไปในทางไม่สุจริต การเอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัยรายอื่นจึงถือเป็นสาระสำคัญที่ ส. ต้องเปิดเผยข้อความจริงดังกล่าวให้จำเลยทั้งห้าทราบ เพราะอาจจูงใจให้จำเลยทั้งห้าเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือบอกปัดไม่รับประกันภัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้การที่จำเลยทั้งห้ายอมตกลงเข้าทำประกันภัยตามฟ้องกับ ส. จึงเกิดจากความไม่สุจริตของ ส. ที่ไม่เปิดเผยข้อความจริงอันเป็นสาระสำคัญ สัญญาประกันภัยตามฟ้องย่อมตกเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งห้าบอกล้างโดยชอบแล้ว สัญญาประกันภัยจึงตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เรียงตามลำดับ

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ทั้งห้าสำนวนฟ้องรวมความว่าขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 5,250,000 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงินตามกรมธรรม์เลขที่ 0/70/04/000719 จำนวน 3,000,000 บาท และจำเลยที่ 5 ชำระเงินตามกรมธรรม์เลขที่ P 701762760 จำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ 3 ชำระเงินตามกรมธรรม์เลขที่ 0/7A/05/000481 จำนวน 500,000 บาท กับตามกรมธรรม์เลขที่ 0/7I/05/000947 จำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 5 ชำระเงินตามกรมธรรม์เลขที่ P 701674340 จำนวน 10,000,000 บาท และตามกรมธรรม์เลขที่ T 116838564 จำนวน 1,250,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 กับชำระเงินตามกรมธรรม์เลขที่ P 701760393 จำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และตามกรมธรรม์เลขที่ P 701762760 จำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 สิงหาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามกรมธรรม์ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ 3 ชำระเงินตามกรมธรรม์จำนวน 3,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ และตามกรมธรรม์จำนวน 1,500,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 5 ชำระเงินตามกรมธรรม์จำนวน 11,250,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ตามกรมธรรม์จำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และตามกรมธรรม์จำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิด โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยแต่ละคนรับผิดคนละ 100,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทุกสำนวน ให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท 20,000 บาท 19,000 บาท 14,000 บาท และ 30,000 บาท ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า นายสมบูรณ์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 มีโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตร เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 นายสมบูรณ์ขอทำสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุกับจำเลยที่ 1 เงินเอาประกัน 5,000,000 บาท มีโจทก์ทั้งสี่เป็นผู้รับประโยชน์ตามแบบคำขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุ โดยนายสมบูรณ์ตอบคำถาม ข้อ 6 ในเอกสารดังกล่าวว่าเคยเอาประกันภัยอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตกับจำเลยที่ 5 เงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ตกลงรับประกันภัย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 นายสมบูรณ์ขอทำสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุกับจำเลยที่ 2 เงินเอาประกันภัย 5,000,000 บาท มีโจทก์ทั้งสี่เป็นผู้รับประโยชน์ตามแบบคำขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุ และศาลจังหวัดนนทบุรี นายสมบูรณ์ตอบคำถามข้อ 7 ในเอกสารดังกล่าวว่าเคยเอาประกันภัยอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตกับจำเลยที่ 5 เงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ตกลงรับประกันภัย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 และวันที่ 15 สิงหาคม 2548 นายสมบูรณ์ขอทำสัญญาประกันอุบัติเหตุกับจำเลยที่ 3 เงินเอาประกันภัย 3,000,000 บาท 500,000 บาท และ 1,000,000 บาท ตามลำดับ มีโจทก์ทั้งสี่และโจทก์ที่ 2 ที่ 3 เป็นผู้รับประโยชน์ตามแบบคำขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุ นายสมบูรณ์ตอบคำถามในเอกสารว่า ไม่เคยเอาประกันภัยอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตกับผู้รับประกันภัยรายอื่น และในเอกสารว่า เคยเอาประกันภัยไว้กับผู้รับประกันภัยรายอื่น 2 ราย เงินเอาประกันภัย 5,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ตกลงรับประกันภัย เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2547 นายสมบูรณ์ขอทำสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุกับจำเลยที่ 4 เงินเอาประกันภัย 2,000,000 บาท มีโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ตามแบบคำขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุเอกสารหมาย ปล.32 (ศาลแพ่ง) นายสมบูรณ์ตอบคำถามในเอกสารดังกล่าวว่า ไม่เคยเอาประกันภัยอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตกับผู้รับประกันภัยรายอื่น จำเลยที่ 4 ตกลงรับประกันภัย เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2548 วันที่ 28 มกราคม 2548 และวันที่ 6 มีนาคม 2548 นายสมบูรณ์ขอทำสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุและประกันชีวิตกับจำเลยที่ 5 เงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท 250,000 บาท 1,000,000 บาท และ 400,000 บาท ตามลำดับ มีโจทก์ทั้งสี่เป็นผู้รับประโยชน์ตามแบบคำขอเอาประกันอุบัติเหตุ และแบบคำขอเอาประกันชีวิต นายสมบูรณ์ตอบคำถามในเอกสารว่าเคยเอาประกันอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตกับจำเลยที่ 5 เพียงรายเดียวและไม่เคยถูกปฏิเสธไม่รับประกันภัยจากผู้รับประกันภัยรายอื่นมาก่อน กับตอบคำถามในเอกสารว่า ไม่เคยเอาประกันภัยอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตกับผู้รับประกันภัยรายอื่น และไม่เคยถูกปฏิเสธไม่รับประกันภัยจากผู้รับประกันภัยรายอื่นจำเลยที่ 5 ตกลงรับประกันภัยตามตารางกรมธรรม์ ซึ่งความจริงนายสมบูรณ์เคยขอเอาประกันภัยอุบัติเหตุกับบริษัทไอเอ็นจี ประกันภัย จำกัด เงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท แต่บริษัทดังกล่าวปฏิเสธไม่รับประกันภัย ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา นายสมบูรณ์ขับรถยนต์กระบะไปตามถนนสายกุมภวาปี - ท่าคันโท จากอำเภอศรีธาตุม่งหน้าไปทางอำเภอท่าคันโทและเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกน้ำมันที่แล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้นายสมบูรณ์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2548 และคู่ความรับข้อเท็จจริงว่า นายสมบูรณ์ได้เอาประกันภัยไว้กับบริษัทอื่น ๆ ตามเอกสาร ซึ่งปรากฏตามเอกสารดังกล่าวว่าในขณะที่นายสมบูรณ์ขอทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยทั้งห้า นายสมบูรณ์เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัยรายอื่นอีกนับสิบราย จำนวนหลายสิบกรมธรรม์ เงินเอาประกันภัยรวมกันประมาณ 47,000,000 บาท แต่นายสมบูรณ์ปกปิดข้อความจริงดังกล่าวไม่แจ้งให้จำเลยทั้งห้าทราบ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า การที่นายสมบูรณ์ปกปิดข้อความจริงที่ได้ทำประกันภัยไว้กับบริษัทอื่นอีกหลายบริษัทเป็นเงินเอาประกันภัยจำนวนมากเป็นการไม่เปิดเผยข้อความจริงอันเป็นสาระสำคัญมีผลทำให้สัญญาประกันภัยตามฟ้องเป็นโมฆียะหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาที่ต้องการความสุจริตหรือความไว้วางใจระหว่างคู่สัญญาเป็นสำคัญอย่างยิ่ง ข้อความจริงต่าง ๆ ที่ควรนำมาพิจารณาว่าจะตกลงทำสัญญาประกันภัยหรือไม่โดยปกติแล้วผู้เอาประกันภัยเป็นผู้มีโอกาสรู้แต่เพียงฝ่ายเดียว ผู้รับประกันภัยจะไม่มีโอกาสรับรู้ได้เลยหากผู้เอาประกันภัยไม่แจ้งให้ทราบ ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยที่ต้องเปิดเผยข้อความจริงให้ผู้รับประกันภัยรับรู้ซึ่งเมื่อผู้รับประกันภัยรับรู้แล้วอาจเป็นเหตุจูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือให้บอกปัดไม่ทำสัญญาก็ได้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง ดังนั้นขณะที่นายสมบูรณ์ขอทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยทั้งห้านายสมบูรณ์ก็ได้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัยรายอื่นอยู่ด้วยนับสิบรายเป็นจำนวนหลายสิบกรมธรรม์รวมเป็นเงินเอาประกันภัยประมาณ 47,000,000 บาท ย่อมถือได้ว่านายสมบูรณ์เป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงภัยสูง เนื่องจากขอเอาประกันภัยไว้เป็นเงินจำนวนที่สูงโดยไม่ปรากฏหลักฐานข้อความจริงว่าการเอาประกันภัยตามจำนวนเงินที่สูงเช่นนั้นเหมาะสมกับฐานะหรืออาชีพของนายสมบูรณ์อย่างไรจึงอาจมีมูลเหตุจูงใจไปในทางที่ไม่สุจริต และหากจำเลยทั้งห้าได้รู้หรือควรรู้ข้อความจริงดังกล่าว จำเลยทั้งห้าก็ต้องนำข้อความจริงนั้นมาเป็นหลักในการพิจารณาว่าจะรับประกันภัยนายสมบูรณ์หรือไม่ ข้อความจริงดังกล่าวจึงถือว่าเป็นสาระสำคัญที่นายสมบูรณ์ต้องเปิดเผยให้จำเลยทั้งห้าทราบซึ่งอาจจูงใจจำเลยทั้งห้าให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าแบบคำขอเอาประกันภัยไม่สามารถเขียนข้อความให้ครบถ้วนได้นั้น เห็นว่า หากนายสมบูรณ์ไม่มีเจตนาปกปิดข้อความจริงดังกล่าว นายสมบูรณ์ต้องระบุข้อความโดยย่อให้พอทราบได้ว่าในขณะขอทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยทั้งห้า นายสมบูรณ์ได้เอาประกันภัยไว้กับผู้รับประกันภัยรายอื่นไว้แล้วจำนวนประมาณกี่ราย เป็นเงินเอาประกันภัยจำนวนประมาณเท่าไร เพื่อจำเลยทั้งห้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากนายสมบูรณ์ก่อนที่จะตกลงทำสัญญาประกันภัยนั้น นอกจากนี้ในแบบคำขอเอาประกันภัยยังมีข้อความเตือนผู้เอาประกันภัยปรากฏไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งข้อความจริง มิฉะนั้นผู้รับประกันภัยอาจปฏิเสธความรับผิดได้ ซึ่งนายสมบูรณ์เคยเป็นตัวแทนประกันภัยมาก่อนย่อมต้องทราบเงื่อนไขดังกล่าวดี ดังนั้น การที่จำเลยทั้งห้ายอมตกลงเข้าทำสัญญาประกันภัยตามฟ้องกับนายสมบูรณ์ จึงเกิดขึ้นจากความไม่สุจริตของนายสมบูรณ์ที่ไม่เปิดเผยข้อความจริงอันเป็นสาระสำคัญให้จำเลยทั้งห้าทราบ หาใช่เกิดจากการที่จำเลยทั้งห้าละเลยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เอาประกันภัยไม่ สัญญาประกันภัยตามฟ้องย่อมตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งห้าได้บอกล้างโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง แล้ว สัญญาประกันภัยตามฟ้องจึงตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสี่อีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 5,250,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 5,000,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงมีเพียง 5,000,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสี่เสียค่าขึ้นศาลส่วนนี้โดยคิดจากทุนทรัพย์จำนวน 5,250,000 บาท เป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมา จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียมาเกินจำนวน 6,250 บาทแก่โจทก์ทั้งสี่

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์ทั้งสี่เสียมาเกินในส่วนทุนทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จำนวน 6,250 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุณี เวชวงศ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสุมิตร ดวงสีดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กริชชาญชัย
เกษม เกษมปัญญา
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3237/2559
#597961
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จะไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อขนกลับไปคืนให้แก่ ศ. เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมาก จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมรู้ว่า ศ. มีไว้เพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมถือได้ว่ามีเจตนาร่วมกับ ศ. มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปที่โรงแรม อ. ขอกุญแจห้องพักหมายเลข 503 จากพนักงานของโรงแรมดังกล่าวและถูกจับกุมขณะกำลังเปิดประตูห้องพัก ส่วนจำเลยที่ 3 เข้าไปที่โรงแรม ล. ขณะกำลังเคาะประตูห้องพักหมายเลข 10 เพื่อจะไปรับเมทแอมเฟตามีนคืนให้ ศ. จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเช่นกัน ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงมือกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว แม้การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่บรรลุผลสำเร็จก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เข้าขั้นพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ใช่เป็นเพียงความผิดฐานสนับสนุน ศ. มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.1736/2555 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้และให้เรียกชื่อคู่ความคดีนี้ตามเดิม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83 ริบกระเป๋าสีเขียว กระเป๋าลายสกอตและโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลางและบวกโทษของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2018/2551 ของศาลจังหวัดสงขลา เข้ากับโทษในคดีนี้ เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง และบวกโทษจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2235/2552 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 214/2553 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2018/2551 ของศาลจังหวัดสงขลา เข้ากับโทษในคดีนี้ได้อีก ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทุกข้อหา ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นโทรศัพท์เคลื่อนที่

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1), 86 จำคุกคนละตลอดชีวิต เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษและบวกโทษของจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ กับให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 ซิมการ์ด ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 รับจ้างนายศรชัยหรือตี๋หรือศร จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.1736/2555 ของศาลชั้นต้น ขนเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 20,000 เม็ด เมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใส 1 ถุง รวมน้ำหนักสุทธิ 2,784.270 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1,198.659 กรัม ของกลาง จากจังหวัดเชียงใหม่ไปส่งที่ภาคใต้ แต่ระหว่างทางถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมของกลาง เจ้าพนักงานตำรวจขยายผลจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายศรชัยได้และกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และนายศรชัยมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุ ตามที่มีการวางแผนการจับกุม โดยได้รับการติดต่อจากนายศรชัย จำเลยที่ 2 อาจไม่ทราบว่าเป็นการไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางคืนก็ได้ ส่วนจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 เพียงแต่เดินทางไปที่โรงแรมลิตเติ้ลอินน์และประสงค์เข้าพัก โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 กระทำการอันใดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง อันจะส่อแสดงให้เห็นว่ามารับของกลางคืนนั้น โจทก์มีพันตำรวจโทถิรวัฒน์ พันตำรวจโทรณฤทธิ์และสิบตำรวจเอกนพพัฒน์ เป็นพยานเบิกความได้ความว่าในวันเกิดเหตุตามฟ้อง เวลาประมาณ 9 นาฬิกา สิบตำรวจเอกนพพัฒน์ ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีผู้ลักลอบขนยาเสพติดให้โทษจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังกรุงเทพมหานครผ่านทางรถไฟ จึงเฝ้าระวังและทำการตรวจค้นผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถไฟ เมื่อตรวจค้นกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ ของจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 10 มัด มัดละ 2,000 เม็ด รวม 20,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าลายสกอต และพบเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึกใส บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 1 ถุง น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ซุกซ่อนในกระเป๋าสีเขียว จึงจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง พร้อมกับแจ้งให้พันตำรวจโทถิรวัฒน์ทราบ หลังจากนั้น พันตำรวจโทถิรวัฒน์ เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุและควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ไปที่ทำการของสถานีตำรวจรถไฟซึ่งตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟเชียงใหม่ ชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่า ลักลอบขนเมทแอมเฟตามีนของกลาง จากจังหวัดเชียงใหม่เพื่อนำไปส่งที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยได้รับการว่าจ้างจากนายศรชัย ซึ่งเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงได้ประสานงานไปยังเจ้าพนักงานตำรวจภูธรภาค 5 และเจ้าหน้าที่ของหน่วยปราบปรามยาเสพติดเพื่อจับกุมตัวนายศรชัย โดยการวางแผนให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อไปยังนายศรชัยหลอกว่า จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเดินทางต่อไปได้เนื่องจากมีด่านตรวจของเจ้าพนักงานตำรวจโดยจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนของกลาง ไปคืนที่ห้องพักหมายเลข 503 โรงแรมอาเขตอินน์ที่เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนเปิดและฝากกุญแจห้องไว้กับพนักงานของโรงแรม ต่อมามีจำเลยที่ 2 มาขอกุญแจห้องพักจากพนักงานของโรงแรมและนำไปเปิดประตูห้อง จึงถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่นายศรชัย จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายศรชัยเป็นผู้ติดต่อให้จำเลยที่ 2 เดินทางมารับเมทแอมเฟตามีนของกลาง ที่ห้องพักของโรงแรม จึงมีการวางแผนเพื่อจับกุมนายศรชัยอีกครั้ง โดยให้จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ติดต่อไปยังนายศรชัยและบอกแก่นายศรชัยว่า จำเลยที่ 2 จะไปเปิดห้องพักที่โรงแรมลิตเติ้ลอินน์ เพื่อให้นายศรชัยไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางคืน ต่อมานายศรชัยแจ้งว่าจะให้ญาติซึ่งเป็นน้องชายไปรับเมทแอมเฟตามีนคืน หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 เดินทางไปที่ห้องพักหมายเลข 10 ของโรงแรม เจ้าพนักงานตำรวจที่วางกำลังซุ่มดูเหตุการณ์อยู่บริเวณโรงแรม จึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 3 ขณะกำลังเคาะประตูห้องพักหมายเลข 10 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยตลอด และต่างเป็นข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่รู้จักจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน ไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะสร้างเรื่องการขยายผลจับกุมนายศรชัย เพื่อกลั่นแกล้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งต่อมาปรากฏว่าสามารถติดตามจับกุมนายศรชัยได้จริงประกอบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็รับอยู่ว่าถูกจับกุมที่โรงแรมอาเขตอินนท์และโรงแรมลิตเติ้ลอินน์ตามลำดับ เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าจำเลยที่ 2 จะไปหลับนอนกับคนรัก ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นน้องของภริยานายศรชัยจะไปพักแรมเพราะเป็นเวลาดึกแล้ว จึงเปลี่ยนใจยังไม่กลับบ้านในคืนเกิดเหตุ อันเป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า นายศรชัยถูกเจ้าพนักงานตำรวจวางแผนหลอกให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลาง แต่นายศรชัยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรับแทนทั้งสองจึงถูกจับกุม อย่างไรก็ดี ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไปรับเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อขนกลับไปคืนให้แก่นายศรชัย เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมาก จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมรู้ว่านายศรชัยมีไว้เพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมถือได้ว่ามีเจตนาร่วมกับนายศรชัยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปที่โรงแรมอาเขตอินน์ ขอกุญแจห้องพักหมายเลข 503 จากพนักงานของโรงแรมและถูกจับกุมขณะกำลังเปิดประตูห้องพัก ส่วนจำเลยที่ 3 เข้าไปที่โรงแรมลิตเติ้ลอินน์ ขณะกำลังเคาะประตูห้องพักหมายเลข 10 ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเช่นกัน ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงมือกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว แม้การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่บรรลุผลสำเร็จก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เข้าขั้นพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ใช่เป็นเพียงความผิดฐานสนับสนุนนายศรชัยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1), 80 จำคุกคนละตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมนึก ปลีกล้วย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปัญจ กล้าแข็ง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2559
#599759
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติในมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ใช้บังคับแก่ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่าผู้บริโภคตามมาตรา 3 ที่ว่า "ผู้บริโภค" หมายความว่า ผู้เข้าทำสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อื่นใด โดยมีค่าตอบแทน ทั้งนี้การเข้าทำสัญญาดังกล่าวต้องเป็นไปโดยมิใช่เพื่อการค้า ทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อื่นใด จึงเห็นได้ว่าบริษัทจำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ล้วนแต่ทำสัญญาร่วมลงทุนกับโจทก์เพื่อประโยชน์ในการนำเงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากโจทก์ไปใช้ในการประกอบกิจการโรงงานผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 มีส่วนได้เสียในฐานะเป็นผู้ถือหุ้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการเข้าทำสัญญาเพื่อประโยชน์ทางการค้า และไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันคืนเงินจำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 6,545,034.24 บาท และค่าตอบแทนร้อยละ 20 ของต้นเงินจำนวน 25,000,000 บาท คิดเป็นเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 572,054.79 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 37,117,089.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 15 และที่ 16 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 17 ถึงที่ 20 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันชำระเงินจำนวน 25,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 12,500,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2546 ของต้นเงินจำนวน 2,500,000 บาท นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2546 และของต้นเงินจำนวน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยที่ 13 และจำเลยที่ 17 ถึงที่ 20 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 15 ที่ 16 และจำเลยที่ 17 ถึงที่ 20 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามหนังสือรับรอง ตามลำดับ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 โจทก์กับบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 รวม 3 ฝ่าย ทำข้อตกลงร่วมทุน ตกลงให้โจทก์เข้าช่วยเหลือทางการเงิน ด้วยการเข้าถือหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทจำเลยที่ 1 จะออกใหม่ทั้ง 500,000 หุ้นมูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 50,000,000 บาท และเพื่ออนุวัตรการตามข้อตกลงร่วมทุน ทั้งสามฝ่ายจึงตกลงทำสัญญาร่วมลงทุน ด้วย เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2546 ให้โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 50,000,000 บาท จากทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 300,000,000 บาท เพื่อให้บริษัทจำเลยที่ 1 ใช้ในการประกอบกิจการโรงงานผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาง โดยจำเลยที่ 1 ต้องนำเงินที่โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวไปใช้ในการก่อสร้างอาคารโรงงานและต้องปฏิบัติตามข้อตกลงอื่นๆ ในสัญญาร่วมลงทุนด้วย มิฉะนั้นให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันที โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องบอกเลิกสัญญา หลังจากทำสัญญาร่วมลงทุนแล้ว โจทก์ชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546 เป็นเงิน 12,500,000 บาท วันที่ 14 สิงหาคม 2546 เป็นเงิน 2,500,000 บาท และวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เป็นเงิน 10,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,000,000 บาท ปรากฏหลักฐานตามเช็ค ใบสำคัญจ่าย และหนังสือมอบอำนาจ ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8020 ตำบลหนองไร่ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นที่ดินที่จะใช้สร้างโรงงานของจำเลยที่ 1 ให้แก่บริษัทไทยผลิตภัณฑ์สับปะรดและผลไม้อื่น ๆ จำกัด ตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน และได้รับอนุมัติจากโจทก์ตามหนังสือ ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2547 ซึ่งเป็นหนังสือฉบับเดียวกันกับหนังสือ ให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและโครงสร้างองค์กร โดยให้จำเลยที่ 17 ถึงที่ 20 ถอนหุ้นจากบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ตามที่จำเลยที่ 1 ขอ อย่างไรก็ตามโจทก์มีหนังสือ ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2548 ถึงจำเลยทั้งยี่สิบบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุน และเรียกเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนที่ชำระไปแล้วจำนวน 25,000,000 บาท ดังกล่าวคืนภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดยอ้างว่าจำเลยทั้งยี่สิบผิดสัญญาไม่ซื้อหุ้นดังกล่าวคืนภายในเวลาที่กำหนดและไม่ปฏิบัติตามสัญญาร่วมลงทุนอีกหลายประการตามที่จำเลยทั้งยี่สิบทราบอยู่แล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 ก็มีหนังสือ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ขอให้โจทก์ทบทวนการยกเลิกสัญญาร่วมลงทุน และในเวลาใกล้เคียงกันนั้นจำเลยที่ 7 ยังร้องเรียนโจทก์ต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาด้วยดังที่ได้ความจากหนังสือสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา รวม 2 ฉบับ ในที่สุดโจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือ ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงจำเลยทั้งยี่สิบบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุนอีกครั้ง และเรียกให้จำเลยทั้งยี่สิบชำระเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนที่โจทก์ชำระไปแล้วจำนวน 25,000,000 บาท พร้อมกับผลตอบแทนเป็นเงิน 5,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 30,000,000 บาท แก่โจทก์ภายในวันที่ 10 มีนาคม 2549 และฟ้องจำเลยทั้งยี่สิบเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549

จำเลยที่ 17 ถึงที่ 20 ฎีกาเป็นประการแรกว่า โจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาร่วมลงทุน เป็นนิติกรรมที่ก่อและสงวนสิทธิระหว่างคู่สัญญาสามฝ่าย คือ โจทก์ บริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มีหนังสือ ถึงจำเลยทั้งยี่สิบบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุนและใช้สิทธิที่จะได้รับการเยียวยา โดยอ้างสัญญาร่วมลงทุนข้อ 8.1 และข้อ 9 เรียกให้จำเลยทั้งยี่สิบชำระเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนที่โจทก์ชำระไปแล้วพร้อมกับผลตอบแทนรวมเป็นเงิน 30,000,000 บาท แก่โจทก์ภายในเวลาที่โจทก์กำหนดในหนังสือดังกล่าว การที่จำเลยทั้งยี่สิบไม่ปฏิบัติตาม ทั้งจำเลยที่ 1 ยังมีหนังสือ ขอให้โจทก์ทบทวนการยกเลิกสัญญาร่วมลงทุน และในเวลาใกล้เคียงกันนั้น จำเลยที่ 7 ก็ร้องเรียนโจทก์ต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาอีกด้วย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามสัญญาร่วมลงทุน โจทก์จึงมีสิทธิหรืออำนาจฟ้องจำเลยทั้งยี่สิบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่บัญญัติว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ส่วนข้ออ้างในฎีกาของจำเลยที่ 17 ถึงที่ 20 อีกข้อหนึ่งที่ว่า มีเงื่อนไขบังคับก่อนว่า โจทก์ต้องเสนอขายหุ้นคืนแก่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 ก่อน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ขายหุ้นคืนให้แก่ผู้ใด อีกทั้งโจทก์ยังไม่เสนอขายหรือฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 7 ผู้หนึ่งผู้ใดหรือรวมทั้งสามคนมีหน้าที่ตามสัญญาร่วมลงทุนข้อ 3.3 ที่ต้องซื้อหุ้นคืนจากโจทก์ตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดไว้โดยชัดแจ้งแล้วนั้น มิใช่เป็นกรณีที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนดังที่ฎีกาจำเลยที่ 17 ถึงที่ 20 อ้าง ฎีกาของจำเลยที่ 17 ถึงที่ 20 ประการแรกนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 15 ที่ 16 และจำเลยที่ 17 ถึงที่ 20 ฎีกาทำนองเดียวกับที่ให้การและอุทธรณ์ในประการที่สองว่า สัญญาร่วมลงทุนข้อ 3.3 และข้อ 6.3 ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และอ้างเพิ่มเติมด้วยว่า ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงเป็นโมฆะนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 15 และที่ 16 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็มีสิทธิฎีกาปัญหาข้อนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นว่า บทบัญญัติในมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ใช้บังคับแก่ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพเท่านั้น แม้ฟ้องโจทก์รับว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจเงินทุน แต่เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่าผู้บริโภคตามมาตรา 3 ที่ว่า "ผู้บริโภค" หมายความว่า ผู้เข้าทำสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อื่นใดโดยมีค่าตอบแทน ทั้งนี้การเข้าทำสัญญาดังกล่าวต้องเป็นไปโดยมิใช่เพื่อการค้า ทรัพย์สิน บริการหรือประโยชน์อื่นใด จึงเห็นได้ว่าบริษัทจำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ล้วนแต่ทำสัญญาร่วมลงทุนกับโจทก์เพื่อประโยชน์ในการนำเงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากโจทก์ไปใช้ในการประกอบกิจการโรงงานผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 มีส่วนได้เสียในฐานะเป็นผู้ถือหุ้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการเข้าทำสัญญาเพื่อประโยชน์ทางการค้า และไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว ทั้งวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากโจทก์ไปใช้ในการประกอบธุรกิจโรงงานผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางของบริษัทจำเลยที่ 1 ดังกล่าว รวมทั้งการปฏิบัติตามสัญญาร่วมลงทุนก็ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ฎีกาของจำเลยที่ 15 ที่ 16 และฎีกาของจำเลยที่ 17 ถึงที่ 20 ประการที่สองนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ให้จำเลยทั้งยี่สิบใช้ดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่ได้รับเงินนั้นไป แต่เมื่อพิพากษา กลับพิพากษาให้ใช้ดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไป เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวน 10,000,000 บาท ให้นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
โจทก์ — แห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท เทคโน เอเชียไทร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3228/2559
#601142
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องแพ้คดีโดยวินิจฉัยว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญตามคำร้อง ผู้ร้องก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า ธ. ไม่มีอำนาจออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเพราะเหตุที่พ้นจากตำแหน่งและไม่อาจทำหน้าที่รักษาการได้ คงกล่าวอ้างในอุทธรณ์เพียงว่า การออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญไม่ชอบเพราะไม่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมายเท่านั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ธ. พ้นจากตำแหน่งและ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้จัดการนิติบุคคลที่พ้นตำแหน่งเพราะเหตุครบวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ธ. จึงไม่มีสถานะเป็นผู้จัดการและไม่อาจทำหน้าที่เรียกประชุมใหญ่วิสามัญได้นั้น จึงเป็นการชี้ขาดตัดสินนอกเหนือไปจากข้อหาที่ปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2556

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2556 ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาล รวม 6,000 บาท

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า นายธนอรรถ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส ออกหนังสือลงวันที่ 6 มิถุนายน 2556 นัดประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมในวันที่ 7 กรกฎาคม 2556 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่า นายธนอรรถพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดชุดสุภาพงษ์เพลสจึงไม่มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่วิสามัญทำให้การประชุมไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญโดยกล่าวอ้างว่า นายธนอรรถออกหนังสือประชุมใหญ่วิสามัญในขณะที่พ้นตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสเป็นการไม่ชอบก็ตาม แต่ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า แม้นายธนอรรถพ้นจากตำแหน่งแล้วยังคงทำหน้าที่รักษาการต่อไปได้ โดยข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส ก็ระบุว่า ผู้จัดการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละไม่เกิน 2 ปี หากมิได้แต่งตั้งผู้จัดการใหม่ให้ผู้จัดการเดิมดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 2 ปี แต่ในทางพิจารณาผู้ร้องคงนำสืบข้อเท็จจริงเพียงว่า นายธนอรรถไม่มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเพราะไม่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมาย ทั้งมิได้ส่งหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมใหญ่ให้แก่เจ้าของร่วมทุกคน และมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมโดยมิได้มีการมอบอำนาจโดยถูกต้อง นอกจากนั้นการลงมติแต่งตั้งนายธนอรรถเป็นผู้จัดการไม่ชอบเพราะนายธนอรรถขาดคุณสมบัติ เป็นต้นโดยผู้ร้องมิได้นำสืบให้เห็นว่านายธนอรรถไม่อาจทำหน้าที่ผู้จัดการได้เพราะพ้นหน้าที่รับผิดชอบในฐานะผู้จัดการทั้งไม่อาจทำหน้าที่รักษาการต่อไปได้เพราะเหตุใด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องแพ้คดีโดยวินิจฉัยว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญตามคำร้องผู้ร้องก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่านายธนอรรถไม่มีอำนาจออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเพราะเหตุที่พ้นจากตำแหน่งและไม่อาจทำหน้าที่รักษาการได้ คงกล่าวอ้างในอุทธรณ์เพียงว่าการออกหนังสือเรียกประชุมใหญ่วิสามัญไม่ชอบเพราะไม่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นายธนอรรถพ้นจากตำแหน่งและพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้จัดการนิติบุคคลที่พ้นตำแหน่งเพราะเหตุครบวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ นายธนอรรถจึงไม่มีสถานะเป็นผู้จัดการและไม่อาจทำหน้าที่เรียกประชุมใหญ่วิสามัญได้นั้น จึงเป็นการชี้ขาดตัดสินนอกเหนือไปจากข้อหาที่ปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 152 ประกอบมาตรา 256 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นแต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องในข้ออื่นๆ จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่ต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ดำเนินการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 246
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวพิชญา บุญเมือง
ผู้คัดค้าน — นิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวีนัส นิมิตกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สุภัทร อยู่ถนอม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3211/2559
#599874
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองต่อศาลแพ่งธนบุรีขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรม การโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 32761 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างผู้คัดค้านทั้งสองอันเป็นการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ส่วนคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวอันเป็นการฉ้อฉลตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 237 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายล้มละลายให้อำนาจแก่ผู้ร้องไว้เป็นกรณีพิเศษในอันที่จะกระทำการแทนเจ้าหนี้เพื่อรักษาสิทธิของเจ้าหนี้และเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้กลับเข้ามาในกองทรัพย์สินและนำมาแบ่งปันให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลาย เมื่อผู้ร้องไม่ใช่โจทก์ในคดีก่อน การยื่นคำร้องคดีนี้จึงไม่เป็นการยื่นคำร้องซ้อนกับคดีก่อน ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 บัญญัติให้อำนาจผู้ร้องในอันที่จะกระทำแทนเจ้าหนี้ได้เป็นกรณีพิเศษ โดยทำเป็นคำร้องต่อศาลในคดีล้มละลายโดยไม่ต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่เท่านั้น อายุความที่จะใช้บังคับต้องถือเอาอายุความของเจ้าหนี้ผู้เกี่ยวข้องในขณะที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้นั้นจริงๆ เป็นเกณฑ์พิจารณา เมื่อโจทก์ซึ่งร้องขอให้ผู้ร้องเพิกถอนการฉ้อฉลที่ดินโฉนดเลขที่ 32761 ทราบเหตุแห่งการเพิกถอนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 และโจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนระหว่างผู้คัดค้านทั้งสองต่อศาลแพ่งธนบุรีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2549 ภายในกำหนดอายุความแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงอยู่จนกว่าคดีจะได้วินิจฉัยถึงที่สุดหรือเสร็จสิ้นไปโดยประการอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนหน้านั้นจึงไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง และเมื่อเหตุที่ให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง คดีนี้คู่ความนำสืบรับกันว่า ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งจำหน่ายคดีก่อนตามคำขอของผู้ร้อง ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 โจทก์อุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เหตุที่ให้อายุความสะดุดหยุดลงจึงยังไม่สิ้นสุด อายุความไม่เริ่มนับใหม่ ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในขณะที่อายุความของโจทก์สะดุดหยุดลง คดีจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งแปดเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งแปดเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2551

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ 32761 ตำบลฉิมพลี (ตลิ่งชัน) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยให้ผู้คัดค้านที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็นชื่อผู้คัดค้านที่ 1 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่าขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 32761 เลขที่ดิน 31 ตำบลฉิมพลี (ตลิ่งชัน) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 โดยให้ผู้คัดค้านที่ 2 ดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หากไม่โอนให้ถือคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งแปดเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งแปดเด็ดขาดในวันที่ 19 มิถุนายน 2550 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2551 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังลูกหนี้ทั้งแปดในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 สำหรับผู้คัดค้านที่ 1 มีผู้รับหนังสือไว้แทนเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 ตามสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองและใบตอบรับในประเทศ ต่อมาวันที่ 1 และ 4 สิงหาคม 2546 วันที่ 9 และ 12 กันยายน 2546 วันที่ 23 และ 24 ธันวาคม 2547 โจทก์ยื่นฟ้องลูกหนี้ทั้งแปดที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งสองศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งแปดชำระหนี้แก่โจทก์ ตามสำเนาคำฟ้องและคำพิพากษา เดิมผู้คัดค้านทั้งสองเป็นสามีภริยา มีบุตรด้วยกันสองคน ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 ได้จดทะเบียนหย่า ตามสำเนาใบสำคัญการหย่า มีบันทึกข้อตกลงการหย่าว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ยกกรรมสิทธิ์ส่วนของตนในที่ดินโฉนดเลขที่ 32761 ตำบลฉิมพลี (ตลิ่งชัน) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 75 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้รถยนต์ 2 คัน แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนบุตรสองคนให้อยู่ในความปกครองของผู้คัดค้านที่ 2 โดยผู้คัดค้านที่ 1 จะส่งเสียค่าเลี้ยงดูเดือนละ 20,000 บาท ในปีแรก และเดือนละ 30,000 บาท ในปีต่อๆ ไป จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษา ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงการหย่า ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของตนในที่ดินโฉนดเลขที่ 32761 ตำบลฉิมพลี (ตลิ่งชัน) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ในราคา 2,500,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วน ในวันที่ 4 ตุลาคม 2549 โจทก์ยื่นฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองที่ศาลแพ่งธนบุรีขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 32761 โดยบรรยายในคำฟ้องว่าทราบเหตุแห่งการขอให้เพิกถอนตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2549 ตามสำเนาคำฟ้อง เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้คัดค้านที่ 1 เด็ดขาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนผู้คัดค้านที่ 1 และขอให้จำหน่ายคดี ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2550

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองข้อแรกมีว่า การยื่นคำร้องคดีนี้เป็นการยื่นคำร้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 2014/2550 ของศาลแพ่งธนบุรีหรือไม่ เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ 2014/2550 เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองต่อศาลแพ่งธนบุรี ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรม การโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 32761 ตำบลฉิมพลี (ตลิ่งชัน) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างผู้คัดค้านทั้งสอง อันเป็นการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ส่วนคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ระหว่างผู้คัดค้านทั้งสองอันเป็นการฉ้อฉลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ซึ่งเป็นเรื่องที่กฎหมายล้มละลายให้อำนาจแก่ผู้ร้องไว้เป็นกรณีพิเศษในอันที่จะกระทำการแทนเจ้าหนี้เพื่อรักษาสิทธิของเจ้าหนี้และเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้กลับเข้ามาในกองทรัพย์สินและนำมาแบ่งปันให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายในคดีล้มละลาย เมื่อผู้ร้องไม่ใช่โจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 2014/2550 ของศาลแพ่งธนบุรี การยื่นคำร้องคดีนี้จึงไม่เป็นการยื่นคำร้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 2014/2550 ของศาลแพ่งธนบุรี ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองข้อต่อไปมีว่า คำร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 113 บัญญัติให้อำนาจผู้ร้องในอันที่จะทำแทนเจ้าหนี้ได้เป็นกรณีพิเศษ โดยทำเป็นคำร้องต่อศาลในคดีล้มละลายโดยไม่ต้องไปฟ้องคดีใหม่เท่านั้น ฉะนั้น อายุความที่จะใช้บังคับต้องถือเอาอายุความของเจ้าหนี้ผู้เกี่ยวข้องในขณะที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้นั้นจริงๆ เป็นเกณฑ์พิจารณา ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งร้องขอให้ผู้ร้องเพิกถอนการฉ้อฉลที่ดินโฉนดเลขที่ 32761 ทราบเหตุแห่งการเพิกถอนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 และโจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนระหว่างผู้คัดค้านทั้งสองต่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2014/2550 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2549 ภายในกำหนดอายุความแล้ว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงอยู่จนกว่าคดีจะได้วินิจฉัยถึงที่สุดหรือเสร็จสิ้นไปโดยประการอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนหน้านั้นจึงไม่นับเข้าในอายุความตามมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง และเมื่อเหตุที่ให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามมาตรา 193/15 วรรคสอง คดีนี้คู่ความนำสืบรับกันว่า ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งจำหน่ายคดีหมายเลขแดงที่ 2014/2550 ตามคำขอของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483 มาตรา 25 โจทก์อุทธรณ์ ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2550 ขณะที่คดีหมายเลขแดงที่ 2014/2550 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ดังนั้นเหตุที่ให้อายุความสะดุดหยุดลง จึงยังไม่สิ้นสุด อายุความไม่เริ่มนับใหม่ ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในขณะที่อายุความของโจทก์สะดุดหยุดลง คดีจึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 113
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ป.วิ.พ. ม. 173 (1)
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 193/14 (2) ม. 193/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นายนรุตม์ เจริญสวัสดิ์ศิริ กับพวก
จำเลย — บริษัทเจริญสวัสดิ์ใยเทียมยืด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายนคร มิ่งมงคล
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา