คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2737/2559
#597949
เปิดฉบับเต็ม

แม้การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองจะเป็นการขายโดยวิธีปลอดจำนอง แต่การบังคับจำนองดังกล่าวไม่เป็นการทำให้หนี้ของจำเลยที่มีอยู่ต่อผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้และผู้รับจำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๔๔ (๕) เนื่องจากคดีนี้ผู้ร้องมิได้เป็นผู้ฟ้องบังคับจำนองแก่ผู้จำนองตามมาตรา ๗๒๘ หรือเป็นการฟ้องบังคับจำนองแก่ผู้รับโอนทรัพย์ที่จำนองตามมาตรา ๗๓๕ และมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหนี้สามัญฟ้องคดีแล้วไปยึดทรัพย์ที่ติดจำนองและนำไปขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองเท่านั้น เช่นนี้ ในระหว่างผู้ร้องและจำเลย ผู้ร้องจึงยังมีสิทธิตามสัญญาจำนองในฐานะผู้รับจำนองและเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยทำกับรับเงินไปจากผู้ร้องและยังไม่ชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้กับผู้ร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์และเจ้าหนี้สามัญรายอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 25625 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 จะดำเนินการขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินผู้ร้องและนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้องเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาผู้ร้องได้รับหนังสือจากเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองและจะดำเนินการขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ จึงให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองพร้อมสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องได้ส่งต้นฉบับเอกสารแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว หลังจากนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยวิธีปลอดการจำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปในราคา 6,600,000 บาท จำเลยที่ 2 ค้างชำระหนี้แก่ผู้ร้องนับถึงวันยื่นคำร้องในคดีนี้เป็นต้นเงิน 4,647,070.48 บาท ดอกเบี้ย 914,772.64 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนอง 9,283.32 บาท รวมเป็นเงิน 5,571,126.44 บาท ขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิกันส่วนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยวิธีปลอดจำนองแล้วคือ ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 ได้และค่าเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้สามัญ มิใช่หนี้บุริมสิทธิ ผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้ก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น ขอให้ยกคำร้องขอกันส่วนในหนี้ค่าดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 จนถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องและค่าเบี้ยประกันภัย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงว่า ผู้ร้องมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในส่วนที่เกิดขึ้นภายหลังวันขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยวิธีปลอดจำนองคือ ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีนี้จะเป็นการขายโดยวิธีปลอดจำนองตามความประสงค์ของผู้ร้องก็ตาม แต่การบังคับจำนองไม่เป็นการทำให้หนี้ของจำเลยที่มีอยู่ต่อผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้และผู้รับจำนองนั้นระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (5) เนื่องจากในคดีนี้ผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้ฟ้องบังคับจำนองแก่ผู้จำนองตามมาตรา 728 หรือเป็นการฟ้องบังคับจำนองแก่ผู้รับโอนทรัพย์ที่จำนองตาม มาตรา 735 และมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง โดยในคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญฟ้องคดีแล้วไปยึดทรัพย์ที่ติดจำนองและนำไปขายทอดตลาด โดยปลอดจำนองเท่านั้น เช่นนี้ในระหว่างผู้ร้องและจำเลย ผู้ร้องจึงยังมีสิทธิตามสัญญาจำนองในฐานะผู้รับจำนองและเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยทำกับรับเงินไปจากผู้ร้องและยังไม่ชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้กับผู้ร้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ โดยผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์และเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 735 ม. 744 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนิดา เทศเกตุ
ผู้ร้อง — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายฟ่าง แสงขุรัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวนิชธิมา ปะจันบุตร
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2731/2559
#599033
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเช่าห้องพักเป็นดอกผลนิตินัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 148 วรรคสาม ในการยึดอสังหาริมทรัพย์นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 304 วรรคสอง บัญญัติให้ครอบไปถึงเครื่องอุปกรณ์และดอกผลนิตินัยของอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นแล้ว การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ย่อมครอบไปถึงค่าเช่าอันเป็นดอกผลนิตินัยแห่งทรัพย์นั้นด้วย ไม่ว่าดอกผลนิตินัยนั้นจะมีอยู่ก่อนหรือขณะยึดอสังหาริมทรัพย์ และผู้นำยึดไม่จำต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบถึงความมีอยู่แห่งดอกผลนิตินัยแต่อย่างใด เมื่อโจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดค่าเช่าห้องพัก ซึ่งเป็นดอกผลนิตินัยของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกยึดได้ แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้วก็ตาม กรณีหาใช่เป็นการอายัดทรัพย์เพิ่มเติมเมื่อพ้นระยะเวลาในการบังคับคดีไม่ การบังคับคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจารุวรรณ จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจารุวรรณร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ กับให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 27155, 3168, 143896, 143895, 143894, 24772 และ 24769 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 77961 และ 8229 ตำบลคลองตัน (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครและที่ดินโฉนดเลขที่ 118683 ตำบลพระโขนง (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระ จำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดชำระส่วนที่ขาดจำนวนอยู่จนครบ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนอง 10 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นอพาร์ตเมนต์ 2 หลัง ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าเช่าห้องพัก 990 ห้อง ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความและพิจารณาเอกสารในสำนวนแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวน แล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการอายัดเงินค่าเช่าห้องพัก 990 ห้อง ตามคำร้องของโจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้อายัดค่าเช่าห้องพักหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การยึดอสังหาริมทรัพย์ที่จะครอบไปถึงดอกผลนิตินัยนั้น ดอกผลนิตินัยจะต้องมีอยู่ก่อนหรือในขณะทำการยึดอสังหาริมทรัพย์ และจะต้องแจ้งความมีอยู่แห่งดอกผลนิตินัยนั้นให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ แต่โจทก์เพิ่งมาแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดค่าเช่าห้องพักเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2556 อันเป็นการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมเกินกว่า 10 ปี ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เห็นว่า ค่าเช่าห้องพักที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเป็นเงินที่ได้มาเป็นครั้งคราวแก่เจ้าของทรัพย์จากผู้อื่นเพื่อการที่ได้ใช้ทรัพย์นั้น ค่าเช่าห้องพักดังกล่าวจึงเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม ในการยึดอสังหาริมทรัพย์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 304 วรรคสอง บัญญัติให้ครอบไปถึงเครื่องอุปกรณ์และดอกผลนิตินัยของอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย เว้นแต่จะได้มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ฉะนั้นเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นแล้ว การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ย่อมครอบไปถึงค่าเช่าอันเป็นดอกผลนิตินัยแห่งทรัพย์นั้นด้วยทั้งตามบทมาตราดังกล่าวกฎหมายมิได้บัญญัติไว้ว่าดอกผลนิตินัยนั้นจะต้องมีอยู่ก่อนหรือในขณะยึดอสังหาริมทรัพย์ และผู้นำยึดจะต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบถึงความมีอยู่แห่งดอกผลนิตินัยดังที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น การยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงครอบไปถึงค่าเช่าห้องพักที่เกิดขึ้นภายหลังทำการยึดด้วย เมื่อโจทก์นำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว และการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นครอบไปถึงค่าเช่าห้องพักด้วยตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดค่าเช่าห้องพักซึ่งเป็นดอกผลนิตินัยของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกยึดได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้วก็ตาม กรณีหาใช่เป็นการอายัดทรัพย์เพิ่มเติมเมื่อพ้นระยะเวลาในการบังคับคดีไม่ การบังคับคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ค่าเช่าห้องพักที่โจทก์ขออายัดเป็นของบริษัทกฎุมพี จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้อายัดนั้น เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในตอนแรกยอมรับว่าค่าเช่าห้องพักที่โจทก์ขอให้อายัดเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 กลับอ้างว่าค่าเช่าห้องพักดังกล่าวเป็นของบริษัทกฎุมพี จำกัด จึงขัดแย้งกัน เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 304
ป.พ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทไทยสาธิต อพาร์ทเม้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายฤกษ์ชัย เพชรมุนี
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2723/2559
#599862
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วน โจทก์ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยไม่มีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการและสามารถกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องมีตราประทับสำคัญของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โจทก์ที่ 3 คนเดียวจึงลงนามมอบอำนาจในฐานะกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และในฐานะส่วนตัวของโจทก์ที่ 3 ได้

ตามหนังสือมอบอำนาจมีใจความชัดเจนว่า ขอมอบอำนาจให้ อ. เป็นตัวแทนฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสิบ อันเป็นการมอบอำนาจให้ อ. ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ทั้งสามเพียงคดีเดียว ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้กระทำการครั้งเดียว และแม้โจทก์ทั้งสามมอบอำนาจในตราสารเดียวกันก็ต้องคิดตามรายบุคคล จึงต้องปิดอากรแสตมป์รายละ 10 บาท ตามบัญชีอัตราแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสารข้อ 7 (ก) ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร ใบมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์มา 30 บาท จึงครบถ้วนบริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 108, 118 ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสามปิดอากรแสตมป์เพิ่มและขีดฆ่าก่อนมีคำพิพากษานั้น หามีผลทำให้หนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นตราสารใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้อยู่แล้วกลับเป็นใช้ไม่ได้แต่อย่างใดไม่

ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นเรื่องนอกคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาท ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 219 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งสองข้อมีข้อความทั้งหมดเป็นไปในทำนองเดียวกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อ 13 ไม่มีเนื้อหาที่ยกเหตุผลขึ้นโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ฎีกาทั้งสองข้อนี้จึงไม่ได้ว่ากล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

ข้อความที่โจทก์ทั้งสามฎีกา เป็นข้อความที่คัดลอกตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อ 5.1 หน้า 24 ถึง 39 โดยมีใจความสำคัญเหมือนกับอุทธรณ์ดังกล่าวทั้งหมด เพียงแต่เพิ่มเติมและตัดทอนข้อความที่เป็นรายละเอียดเล็กน้อยบางส่วน ไม่มีเนื้อหาโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสาม 36,992,041 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,089,200 บาท และของต้นเงิน 24,986 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันและหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจากการขาดรายได้ที่เป็นผลกำไรส่วนต่างค่าการตลาดต่ำสุดวันละ 178,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสิบจะชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงิน 17,089,200 บาท และ 24,986 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 และร้อยละ 7.5 ต่อปี ของแต่ละยอดตามลำดับ นับตั้งแต่วันที่ 7กุมภาพันธ์ 2551 (วันปฏิเสธการจ่ายเงิน) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 9 ร่วมกันใช้แทนเท่าที่โจทก์ที่ 3 ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 10 และยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 10 ให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบธุรกิจค้าขายน้ำมันเชื้อเพลิง มีโจทก์ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และโจทก์ที่ 3 ยังเป็นตัวแทนค้าส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ในนามของโจทก์ที่ 3ด้วยรถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงของห้างหุ้นส่วนจำกัด สงขลาปิโตรเลียม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจด้านธุรกรรมทางการเงินและการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการค้าขายน้ำมันเชื้อเพลิง มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าสำนักงานเขต สาขาสงขลา จำเลยที่ 5 ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโสบริการลูกค้าจำเลยที่ 6 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาอาวุโส สาขาสงขลา จำเลยที่ 7 ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโสบริการลูกค้า สาขาสงขลา จำเลยที่ 8 เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการประจำหน่วยงาน สำนักงานเขตสงขลา และเป็นสามีของจำเลยที่ 10 จำเลยที่ 9 เป็นเจ้าหน้าที่บริการลูกค้า สาขาสิงหนคร และเป็นสามีของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 10 เป็นตัวแทนค้าปลีกและค้าส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน)โดยซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ที่ 3 ผ่านทางบัญชีของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 และค้าน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จากโจทก์ที่ 3 ผ่านทางบัญชีของโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ที่ 3 ขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่จำเลยที่ 10 จำนวน 380,000 ลิตร เป็นเงิน 10,886,877.42 บาท จำเลยที่ 10 นำไปขายต่อแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,918,050 บาท และวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 10 สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ที่ 3 เพิ่มอีก 216,000 ลิตร เป็นเงิน 6,127,650 บาท รวมเป็นเงิน 17,089,200 บาท เงื่อนไขการชำระราคาคือผู้ซื้อต้องชำระราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในวันรุ่งขึ้นหลังจากได้รับน้ำมันเชื้อเพลิงที่สั่งซื้อ ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 9 ทำรายการใบนำฝากเงินเท็จโอนเงินจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสิงหนคร 2 รายการ รวมเป็นเงิน 17,089,200 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 8 ที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสงขลา และแจ้งให้จำเลยที่ 8 เบิกถอนเงินดังกล่าวซื้อแคชเชียร์เช็คพิพาทจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสงขลา ระบุชื่อโจทก์ที่ 3 เป็นผู้รับเงินแล้วโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 3 ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสามแยกสำโรง เพื่อเรียกเก็บเงิน ต่อมาธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสงขลา ทราบเรื่องการทุจริตฉ้อโกงของจำเลยที่ 9 ดังกล่าว จึงแจ้งให้จำเลยที่ 8 ทำเรื่องขออายัดแคชเชียร์เช็คพิพาทและระงับการจ่ายเงินตามคำขออายัดแคชเชียร์เช็คพิพาทของจำเลยที่ 8 และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสิงหนคร นอกจากนี้ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสงขลา เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมเช็คที่โจทก์ที่ 3 สั่งจ่ายเช็ค 12,546,208 บาท แล้วถูกธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสงขลา ปฏิเสธการจ่ายเงินต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2551 จำเลยที่ 8 ขอถอนคำร้องขออายัดแคชเชียร์เช็คพิพาทก่อนคดีนี้ โจทก์ทั้งสามเคยนำมูลหนี้คดีนี้ฟ้องจำเลยทั้งสิบเป็นคดีอาญาหลายคดีในความผิดฐานลักทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย์ ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค คงมีเฉพาะคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1263/2553 ของศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 9 กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ คดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 10 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามคู่ความมิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรอง โจทก์ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยไม่มีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการและสามารถกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องมีตราประทับสำคัญของโจทก์ที่ 1 และที่ 2โจทก์ที่ 3 เพียงคนเดียวจึงลงนามมอบอำนาจในฐานะกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และในฐานะส่วนตัวของโจทก์ที่ 3 ได้ และตามหนังสือมอบอำนาจมีใจความชัดแจ้งว่า ขอมอบอำนาจให้นายอนันต์ เป็นตัวแทนฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสิบ อันเป็นการมอบอำนาจให้นายอนันต์ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ทั้งสามเพียงคดีเดียว ถือว่าเป็นการมอบอำนาจให้กระทำการครั้งเดียว และแม้โจทก์ทั้งสามมอบอำนาจในตราสารเดียวกันก็ต้องคิดตามรายบุคคล จึงต้องปิดอากรแสตมป์รายละ10 บาท ตามบัญชีอัตราแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร ข้อ 7 (ก) ท้ายหมวด 6แห่งประมวลรัษฎากร ใบมอบอำนาจ ปิดอากรแสตมป์มา 30 บาท จึงครบถ้วนบริบูรณ์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 108, 118 ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสามปิดอากรแสตมป์เพิ่มและขีดฆ่าก่อนมีคำพิพากษานั้น หามีผลทำให้หนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นตราสารใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้อยู่แล้วกลับเป็นใช้ไม่ได้แต่อย่างใดไม่กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งผิดหลงหรือไม่ ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 9 รับผิดต่อโจทก์ที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงกับโจทก์ที่ 3 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คพิพาทระบุชื่อโจทก์ที่ 3 เป็นผู้รับเงิน จำเลยที่ 1 ย่อมต้องรับผิดจ่ายเงินตามเนื้อความในแคชเชียร์เช็คพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 3 ผู้ทรงโดยชอบและโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 และแม้การออกแคชเชียร์เช็คพิพาทเกิดจากการทำรายการเท็จทางบัญชีโดยทุจริตของจำเลยที่ 9 แต่จำเลยที่ 9 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ทำหน้าที่บริการลูกค้าในการฝากถอนหรือโอนเงิน ถือได้ว่าจำเลยที่ 9 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 9 ผู้เป็นตัวแทนกระทำแก่โจทก์ที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820, 822 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองนำเหตุทุจริตที่เกิดแก่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสิงหนคร มาใช้บังคับแก่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสงขลาซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสิงหนครและธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสงขลา ต่างก็เป็นสาขาของธนาคารจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสงขลา จึงหาใช่บุคคลภายนอกดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ร่วมกันทำนิติกรรมอำพรางลวงเอาเงินของจำเลยที่ 1 ออกไปชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 3 การชำระหนี้โดยแคชเชียร์เช็คพิพาทจึงตกเป็นโมฆะก็ดี โจทก์ที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 8 และที่ 10 ทำให้มีเงินหมุนเวียนในบัญชีของจำเลยที่ 8 เพื่อลวงเอาเงินของจำเลยที่ 1 ออกไปใช้โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้เพียงเพื่อเอาเงินจากจำเลยที่ 1 โดยปราศจากมูลทางกฎหมายโดยสุจริตก็ดีนั้น เห็นว่า ข้ออ้างตามฎีกาดังกล่าวจำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นเรื่องนอกคำให้การและนอกประเด็นข้อพิพาท ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาเกี่ยวกับค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์ที่ 3 ว่า โจทก์ทั้งสามจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการขายส่ง มิได้จำหน่ายโดยผ่านหัวจ่ายน้ำมันของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิคิดค่าเสียหายจากส่วนต่างผลกำไรค่าการตลาดตามฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามไม่ปรากฏว่า ขณะจำเลยที่ 10 สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ทั้งสามไปให้จำเลยที่ 2 ค่าการตลาดคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใด และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายเงินตามแคชเชียร์เช็คพิพาทเนื่องจากโจทก์ที่ 3 ไม่มีเงินในบัญชีในเวลาก่อนเที่ยงวันระบบเรียกเก็บเช็ค โจทก์ที่ 3 จึงต้องเสียค่าปรับเช็คหรือค่าธรรมเนียมการคืนเช็คให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ฎีกาทั้งสองข้อดังกล่าวมีข้อความทั้งหมดเป็นไปในทำนองเดียวกับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อ 13 ไม่มีเนื้อหาที่ยกเหตุผลขึ้นโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ฎีกาทั้งสองข้อนี้จึงมิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 8 และที่ 10 โจทก์ทั้งสามยังคงอุทธรณ์และฎีกา แม้ไม่กล่าวถึงจำเลยที่ 8 และที่ 10 ศาลสูงย่อมพิพากษาใหม่ให้ถูกต้องได้ เพราะการอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ทั้งสามเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามมิได้อุทธรณ์และฎีกาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8 และที่ 10 ถือว่าเป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสาม และหาปรากฏว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสามมิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนจำเลยที่ 8 และที่ 10 ย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และมิใช่กรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ที่ศาลฎีกาจะพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 8 และที่ 10 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 จึงไม่มีเหตุที่ศาลสูงจะนำมาพิจารณาและพิพากษาใหม่ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามในประการแรกว่า การชำระราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยแคชเชียร์เช็คพิพาทเป็นการชำระราคาให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ด้วย และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ด้วย หรือไม่ เห็นว่า ข้อความที่โจทก์ทั้งสามฎีกาข้อนี้เป็นข้อความที่คัดลอกตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม ข้อ 5.1 หน้า 24 ถึง 39 โดยมีใจความสำคัญเหมือนกับอุทธรณ์ดังกล่าวทั้งหมด เพียงแต่เพิ่มเติมและตัดทอนข้อความที่เป็นรายละเอียดเล็กน้อยบางส่วน ไม่มีเนื้อหาโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรเป็นฎีกาที่มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามในประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 9 ต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายในส่วนค่าขาดประโยชน์อันเป็นผลกำไรจากผลต่างหรือส่วนต่างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาดให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่เพียงใด ปัญหาข้อนี้โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามเสียโอกาสในค่าขาดประโยชน์อันเป็นผลกำไรจากผลต่างหรือส่วนต่างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสามสามารถระดมเงินกู้เข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ 3 โดยเพิ่มวงเงินกู้นั้น ไม่เป็นความจริง ความจริงคือโจทก์ทั้งสามและสามีโจทก์ที่ 3 ต้องระดมเงินทุนนอกระบบและยอมขายทรัพย์สินกับกิจการหลายอย่างเข้ามาหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ 3 เพื่อพยุงให้กิจการดำเนินต่อไปได้ เห็นว่า เกี่ยวกับข้ออ้างตามฎีกาข้อนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า "...ที่นายอนันต์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามเบิกความว่า พยานต้องระดมเงินกู้นอกระบบมาเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ของโจทก์ที่ 3 เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง เป็นการเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีเอกสารมาแสดง... โจทก์ที่ 3 จัดหาทุนสำรองในเวลาอันรวดเร็วเป็นเงินถึงสิบแปดล้านบาทเศษ ไม่ถึงกับต้องพึ่งพาเงินนอกระบบแต่อย่างใด แต่เป็นการขอวงเงินกระแสรายวันเพิ่มขึ้น..." ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม ข้อ 4.2 (ที่ถูกต้อง 5.2) หน้า 39 ถึง 57 มีเพียงใจความเกี่ยวกับพยานบุคคลและพยานเอกสารว่าโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายในส่วนค่าขาดประโยชน์อันเป็นผลกำไรจากผลต่างหรือส่วนต่างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาด ดังนี้ ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาอ้างถึงการระดมเงินทุนนอกระบบและการขายทรัพย์สินกับกิจการหลายอย่างเข้ามาหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ 3 จึงเป็นข้อที่โจทก์ทั้งสามมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 219 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 108 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชุมพลปิโตรเลียม กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายกวินทร์ ศิริกรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
อธิป จิตต์สำเริง
ฉันทวัธน์ วรทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2692/2559
#596824
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดที่จำเลยพยายามจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 50 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนักสุทธิ 4.642 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.919 กรัม ดังนั้น จึงย่อมสามารถคำนวณหาสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 30 เม็ด โดยคำนวณเทียบกับปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 50 เม็ด ซึ่งคำนวณแล้วปรากฏว่ามีสารบริสุทธิ์ 0.551 กรัม และเมื่อรวมกับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาวที่มีสารบริสุทธิ์ 0.226 กรัม แล้ว เป็นสารบริสุทธิ์ 0.777 กรัม ซึ่งเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แต่ไม่ถึงยี่สิบกรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย และนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 658/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน(ที่ถูก ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพแมทแอมเฟตามีน) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 17 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 658/2557 ของศาลชั้นต้น สำหรับคดีที่โจทก์ขอเพิ่มโทษ ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย จึงให้ยกคำขอเพิ่มโทษ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก 4 เดือน เมื่อรวมโทษความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 16 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน ชนิดเม็ด 50 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 4.642 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.919 กรัม ชนิดวัตถุเกล็ดสีขาว 1 ถุง น้ำหนัก 0.274 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.226 กรัม รวมน้ำหนัก 4.916 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.145 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวชนิดเม็ด 30 เม็ด และชนิดเกล็ด 1 ถุง ให้แก่สายลับ และจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนแล้วขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก 0666 ตราด ไปตามถนนบริเวณปากทางเข้าซอยจ่าโยชน์ หมู่ที่ 8 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ดที่จำเลยพยายามจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 50 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนักสุทธิ 4.642 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.919 กรัม ดังนั้น จึงย่อมสามารถคำนวณหาสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 30 เม็ด โดยคำนวณเทียบกับปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 50 เม็ด ซึ่งคำนวณแล้วปรากฏว่ามีสารบริสุทธิ์ 0.551 กรัม และเมื่อรวมกับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดสีขาวที่มีสารบริสุทธิ์ 0.226 กรัม แล้ว เป็นสารบริสุทธิ์ 0.777 กรัม ซึ่งเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แต่ไม่ถึงยี่สิบกรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 16 เดือน และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายจักรพงษ์หรือเฟิส เหล็กกล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นางสาวนัทธรี จันทรประภา
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุมาณี ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2676/2559
#598045
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เกี่ยวกับเรื่องการขอขยายเวลาหาประกันมาวางตามเงื่อนไขที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้มีการทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้น เป็นเรื่องต่อเนื่องกับการขอทุเลาการบังคับ ซึ่งเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาหาประกันมาวางศาลต่อไปอีก จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว รวมทั้งฎีกาที่คัดค้านว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับต้องส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่ง ถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นที่สุดแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 2,750,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2555 และของต้นเงิน 750,000 บาท นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 เมษายน 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ และจำเลยยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 สั่งให้จำเลยหาประกันสำหรับต้นเงิน 1,750,000 บาท และดอกเบี้ยตามคำพิพากษานับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2555ถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีก 1 ปี มาวางจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 และสั่งให้จำเลยหาประกันมาวางภายใน 30 วัน

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาหาประกัน 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 ขอขยายเวลาถึงวันที่ 16 เมษายน 2558 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขยายเวลาถึงวันที่ 26 มีนาคม2558 และนัดพิจารณาหลักประกันในวันดังกล่าว จำเลยจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาหาประกันครั้งที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นัดที่แล้วศาลอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาหาประกันออกไปอีก 10 วัน จำเลยไม่สามารถหาประกันมาวางศาลได้ โดยไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้ขวนขวายหาประกันมาวางอย่างเต็มความสามารถหรือได้หาประกันมาบางส่วนจึงเชื่อว่าหากอนุญาตให้ขยายระยะเวลาออกไปก็ไม่น่าจะหาประกันมาวางตามคำสั่งศาลได้ให้ยกคำร้อง และเมื่อไม่สามารถหาประกันมาวางได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด มีผลให้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ได้มีคำสั่งว่า หากไม่สามารถหาประกันมาวางศาลได้ ก็ให้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ โดยให้จำเลยหาประกันสำหรับต้นเงิน 1,750,000 บาท และดอกเบี้ยตามคำพิพากษานับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2555 ถึงวันทราบคำสั่งนี้และต่อไปอีก 1 ปี มาวางจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาหาประกันมาวาง 3 ครั้ง เป็นเวลา 2 เดือนเศษครั้งที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาหาประกันมาวางอีก จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เกี่ยวกับเรื่องการขอขยายระยะเวลาหาประกันมาวางตามเงื่อนไขที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้มีการทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้น เป็นเรื่องต่อเนื่องกับการขอทุเลาการบังคับซึ่งเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาหาประกันมาวางต่อไปอีกจำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าว รวมทั้งฎีกาที่คัดค้านว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลย ศาลชั้นต้นต้องส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่ง และถือว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้นเป็นที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคหนึ่ง ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร พงศ์ถาวรภิญโญ
จำเลย — นายสิรภพ ตรีภพนาคกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายวงศ์นันท์ วิวัฒน์วานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2559
#599030
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย..."แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าขณะที่ทำนิติกรรมจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ ๓รู้ว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่ให้สิทธิโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทคืน ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในคำฟ้อง ยังไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ฉบับลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ตามคำขอบังคับของโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ได้ ทั้งนี้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๓ มิได้ให้การต่อสู้ในเหตุนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๔๖ ประกอบมาตรา ๑๔๒ (๕)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 122179 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยปลอดจำนองให้โจทก์ พร้อมกับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับเงินค่าที่ดินในราคาที่บริษัทประเมินราคาทรัพย์สินกำหนด โดยให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ผู้รับจำนอง) หากจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนจำนองให้โจทก์หักเงินค่าที่ดินที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำชำระให้แก่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเอง หากมีเงินค่าที่ดินเหลือจากหักชำระหนี้จำนองอยู่เท่าใด ให้โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวันโอนกรรมสิทธิ์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่โอน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้เพิกถอนสิทธิจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์มิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และมีคำสั่งใหม่ไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขหนี้และบริหารทรัพย์สินที่โจทก์มีภาระหนี้อยู่ โดยให้สิทธิโจทก์ซื้อทรัพย์สินคืนในราคาที่บริษัทประเมินราคาทรัพย์สินกำหนด แล้วจำเลยที่ 1 จัดตั้งจำเลยที่ 2 บริหารทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนสิทธิของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 นั้น เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งโจทก์อ้างว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้น จึงเป็นการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย..."แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าขณะที่ทำนิติกรรมจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 3รู้ว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ให้สิทธิโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทคืน ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในคำฟ้อง ยังไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ตามคำขอบังคับของโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ ทั้งนี้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้ในเหตุนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ฟ้องขอให้ศาลแสดงบุคคลสิทธิตามคำมั่นและสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อน เห็นว่า ปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ว่าในวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 โจทก์เพียงแต่มอบหมายให้ทนายโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งความประสงค์ว่า โจทก์จะขอซื้อที่ดินแปลงที่พิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ไว้แล้ว โดยที่โจทก์ก็ยังมิได้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือมีการชำระราคากันไว้แล้วแต่อย่างใด ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์จึงยังไม่ได้เป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อน การทำสัญญาจะซื้อจะขายของจำเลยที่ 3 จึงยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิกร ฑีฆธนานนท์
จำเลย — นายโกมินทร์ ฑีฆธนานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายปิยพงศ์ คงวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2559
#597445
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นหรือข้อเท็จจริงที่โจทก์จะยกขึ้นอุทธรณ์ได้นั้น จะต้องเป็นประเด็นหรือข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นเป็นข้ออ้างแห่งข้อหาในคำฟ้อง จะเพียงแต่ยกขึ้นกล่าวอ้างในคำคัดค้านหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ถูกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หลอกลวงให้โอนที่ดินพิพาทให้ โจทก์จึงไม่อาจยกประเด็นหรือข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้

ปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการสละมรดกหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยกขึ้นอ้างในคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งหากศาลได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็จะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะสั่งงดการพิจารณาคดีและยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 เมื่อศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะงดการพิจารณาคดีได้ดังกล่าว ก็ย่อมที่จะทำการพิพากษาคดีไปได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษารวมทั้งคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 49176 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระหว่างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับจำเลยที่ 5 และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ขอให้งดหรือระงับการทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวน

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่รับมรดกที่ดินพิพาท ไม่ใช่การสละมรดก โจทก์ไม่มีสิทธิสืบมรดกในที่ดินพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การสละมรดกตามกฎหมายจะต้องทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 สละมรดกอันก่อให้เกิดสิทธิแก่ตนในการสืบมรดกในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น คือการที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยสละไม่รับโอนในส่วนของตน ตามแบบบันทึกการสอบสวนขอจดทะเบียนโอนมรดกเอกสารท้ายคำฟ้อง เพียงเท่านั้น ไม่ปรากฏจากคำฟ้องหรือเอกสารท้ายคำฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำหนังสือแสดงเจตนาสละมรดกมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความสละมรดกไว้แต่อย่างใด ดังนี้การแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยสละไม่รับในส่วนของจำเลยที่ 1 เอง ย่อมเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก มิใช่การสละมรดกตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิสืบมรดกในที่ดินพิพาทและมิได้มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และ 3,000 บาท แทนจำเลยที่ 5

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนางชม เจ้ามรดก โจทก์เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 นางชมถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2534 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางชม เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 49176 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 83 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ขอรับมรดกที่ดินพิพาทในส่วนของตน ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลยที่ 5 โจทก์ในฐานะผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ขอเข้ารับเอาส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เป็นประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ทรัพย์มรดก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หลอกลวงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้ โดยเห็นว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นหรือข้อเท็จจริงที่โจทก์จะยกขึ้นอุทธรณ์ได้นั้น จะต้องเป็นประเด็นหรือข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นเป็นข้ออ้างแห่งข้อหาในคำฟ้อง จะเพียงแต่ยกขึ้นกล่าวอ้างในคำคัดค้านหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ถูกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หลอกลวงให้โอนที่ดินพิพาทให้ โจทก์จึงไม่อาจยกประเด็นหรือข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ในทำนองว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์บรรยายฟ้องไม่ตรงตามข้อเท็จจริงและความประสงค์ของโจทก์นั้น หากโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้รับมอบอำนาจ จะมาอ้างในชั้นนี้หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย โดยไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา รวมทั้งมิได้มีคำสั่งในส่วนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาของโจทก์ก่อน เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการสละมรดกหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยกขึ้นอ้างในคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งหากศาลได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็จะทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะสั่งงดการพิจารณาคดีและยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 เมื่อศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะงดการพิจารณาคดีได้ดังกล่าว ก็ย่อมที่จะทำการพิพากษาคดีไปได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา รวมทั้งคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิมพ์ญาดา อธิชัยวิรุจน์
นายเสถียร หมุดกาญจน์ ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนางชม หมุดกาญจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายกฤติธัส พิสิษภาสกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2672/2559
#599335
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรม แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งเงินฝากในธนาคารต่าง ๆ และที่ดิน แต่สำหรับเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีในคดีนี้ เป็นคนละส่วนกับเงินฝากในคดีดังกล่าว ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยได้ปิดบังไม่แจ้งให้โจทก์ในฐานะทายาททราบว่ามีบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีดังกล่าวอยู่ก่อนที่โจทก์จะได้ยื่นฟ้องจำเลยในคดีก่อน โดยจำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้หรือนำสืบหักล้างว่าโจทก์ได้ทราบมาก่อนหน้านั้นแล้วว่าบัญชีเงินฝากต่าง ๆ ที่โจทก์ขอแบ่งในคดีนี้นั้น โจทก์ทราบอยู่แล้วว่ามีอยู่ก่อนที่จะฟ้องคดีก่อน จึงต้องรับฟังว่า โจทก์เพิ่งทราบความมีอยู่ของเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีตามฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยแบ่งเงินในบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีดังกล่าวได้ ไม่เป็นฟ้องซ้อน

ตามคำให้การของจำเลยในข้อ 1 กล่าวอ้างว่า เจ้ามรดกยกกรรมสิทธิ์ของเงินฝากตามบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีให้แก่จำเลยแล้ว แต่ในข้อ 2 จำเลยกลับกล่าวอ้างว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ในเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดบัญชีแล้ว จึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเอง คำให้การของจำเลยในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็น แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อนี้ไว้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

โจทก์ไม่เคยทราบถึงเรื่องที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองดูแลเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดบัญชี ประกอบกับระหว่างที่มีการประชุมทายาทเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยเคยพูดยอมรับว่า ทรัพย์มรดกที่ตนเองครอบครองนั้นครอบครองไว้แทนทายาทคนอื่น ๆ โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีตามฟ้องได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง แม้จะยื่นฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่ทราบว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งปันเงินจากบัญชีเงินฝากแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1,616,666.67 บาท รวมเป็นเงิน 4,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากแต่ละบัญชีตั้งแต่วันเปิดบัญชีถึงวันฟ้องและให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,850,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่โจทก์ครบถ้วน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 8395/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินในบัญชีเงินฝากตามฟ้องข้อ 3.1 ถึง 3.7 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1,616,666.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินในบัญชีต่าง ๆ ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 6 ส่วน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1,616,666.67 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มีนาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสามคนละ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์ทั้งสาม จำเลย นายประเวช และนายประสิทธิ์ เป็นบุตรของนายกิมแคกับนางอัมพร เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2546 นายกิมแคและนางอัมพรถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ทายาทของบุคคลทั้งสองมีการประชุมเพื่อตกลงแบ่งมรดก แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์ทั้งสามจึงยื่นฟ้องจำเลย นายประเวชและนายประสิทธิ์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 8083/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 8395/2547 ขอแบ่งมรดกของนายกิมแคและนางอัมพร ซึ่งโจทก์ทั้งสามระบุว่ามีที่ดินและเงินฝากในบัญชีซึ่งระบุชื่อจำเลยร่วมกับนายกิมแคและนางอัมพรซึ่งมีเงินฝากในบัญชีประมาณ 11,000,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ให้จำเลยกับพวกแบ่งเงินฝากในบัญชีที่จำเลยมีชื่อกับนายกิมแคและนางอัมพรให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทตามส่วน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ 8395/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยกับพวกขอแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทของนายกิมแคและนางอัมพร ซึ่งคดีดังกล่าวแม้โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยกับพวกแบ่งเงินฝากในธนาคารต่าง ๆ และที่ดิน ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายกิมแคและนางอัมพร แต่สำหรับเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีในคดีนี้ เป็นคนละส่วนกับเงินฝากในคดีดังกล่าว ประกอบกับโจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยได้ปิดบังไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาททราบว่ามีบัญชีเงินฝากของนายกิมแคและนางอัมพรทั้งเจ็ดบัญชีดังกล่าวอยู่ก่อนที่โจทก์ทั้งสามจะได้ยื่นฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยจำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้หรือนำสืบหักล้างว่าโจทก์ทั้งสามได้ทราบมาก่อนหน้านั้นแล้วว่าบัญชีเงินฝากต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งสามขอแบ่งในคดีนี้นั้น โจทก์ทั้งสามทราบอยู่แล้วว่ามีอยู่ก่อนที่จะฟ้องคดีที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า โจทก์ทั้งสามเพิ่งทราบความมีอยู่ของเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีตามฟ้อง โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยแบ่งเงินในบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีเป็นคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์จะยังมิได้วินิจฉัย แต่เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยในข้อ 1 จำเลยกล่าวอ้างว่า นายกิมแคและนางอัมพรยกกรรมสิทธิ์ของเงินฝากตามบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีให้แก่จำเลยแล้ว แต่ในข้อ 2 จำเลยกลับกล่าวอ้างว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ในเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดบัญชีแล้ว จึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเอง คำให้การของจำเลยในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็น ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อนี้ไว้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ข้างต้นว่า โจทก์ทั้งสามไม่เคยทราบถึงเรื่องที่จำเลยเป็นผู้ครอบครองดูแลเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดบัญชี เพราะมิฉะนั้น หากโจทก์ทั้งสามทราบว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองบัญชีและเงินฝากตามบัญชีทั้งเจ็ดบัญชีดังกล่าว โจทก์ทั้งสามคงจะรีบดำเนินการเพื่อฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกเหมือนเช่นที่ฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8395/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ น่าจะไม่ปล่อยปละละเลยจนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 จึงได้ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งเป็นเวลาล่วงเลยมานานถึง 7 ปีเศษ ประกอบกับระหว่างที่มีการประชุมทายาทเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยเคยพูดยอมรับว่า ทรัพย์มรดกที่ตนเองครอบครองนั้น ครอบครองไว้แทนทายาทคนอื่น ๆ โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายกิมแคและนางอัมพรจึงมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีตามฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง แม้จะยื่นฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่ทราบว่านายกิมแคและนางอัมพรถึงแก่ความตาย คดีของโจทก์ทั้งสามไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความใช้แทนโจทก์แต่ละคนคนละ 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 173 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกอบ ตันติภาคย์ กับพวก
จำเลย — นางสมจิตร์ ตันติภาคย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2667/2559
#597435
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2556 แต่เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค 161910 ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 เครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วอยู่ก่อนที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ กรณีจึงไม่มีเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค 161910 อยู่ในทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่จะนำมาเปรียบเทียบเพื่อวินิจฉัยปัญหาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค 161910 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่อีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงไม่ชอบ

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์ มีลักษณะเป็นแถบเส้นในแนวนอน 3 เส้น เรียงซ้อนกันขึ้นไปด้านบน โดยเว้นระยะห่างของแต่ละเส้นและเฉียงขึ้นทำมุมในระดับ 30 องศา คล้ายกับอักษรโรมัน ตัว "E" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นภาพประดิษฐ์ประกอบคำหรือชื่อ ซึ่งมีลักษณะเป็นแถบเส้นทึบในแนวตั้ง 3 เส้น เรียงซ้อนต่อกันไปทางด้านข้างโดยทุกแถบเส้นจะเอียงมาทางด้านหน้าและเว้นระยะห่างของแต่ละเส้นคล้ายอักษรโรมัน ตัว "M" และมีคำว่า "Mahajak" อยู่ด้านล่างของแถบเส้น รูปลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นอย่างชัดเจน ในส่วนของเสียงเรียกขานนั้น เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีคำว่า "Mahajak" ประกอบอยู่กับภาพประดิษฐ์ จึงออกเสียงเรียกขานได้ว่า มหาจักร ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น ปรากฏตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในช่องคำอ่านและแปลภาษาต่างประเทศเพียงว่า อักษรโรมันสัญลักษณ์ตัว "อี" แปลไม่ได้ เป็นอักษรย่อส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทคือคำว่า "อีริคสัน" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ได้ระบุเสียงเรียกขานไว้ แต่เนื่องจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเคยมีคำสั่งให้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวเป็นเครื่องหมายชุดกับคำขอจดทะเบียนอื่น ๆ ของโจทก์ และโจทก์ดำเนินการตามคำสั่งแล้ว ปรากฏว่ารูปลักษณะเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนอื่น ๆ ของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์เช่นเดียวกับภาพประดิษฐ์ในคดีนี้ บางคำขอจดทะเบียนเป็นภาพประดิษฐ์ประกอบคำหรือชื่อ "ERICSSON" ดังนั้นจึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ อาจเรียกขานได้ว่า อีริคสัน อันเป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทโจทก์เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ของโจทก์ เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงแตกต่างจากเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ประกอบกับรายการสินค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น มีรายการเดียวคือ มิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้า ส่วนรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เฉพาะที่จำเลยอุทธรณ์คือ สายเคเบิลไฟฟ้า ลวดไฟฟ้า สายเคเบิลไฟฟ้าออพติก แม้เป็นสินค้าจำพวก 9 เช่นเดียวกันแต่รายการสินค้าและลักษณะการใช้งานของสินค้าแตกต่างกันกล่าวคือ สินค้าตามรายการสินค้าของโจทก์เป็นตัวนำกระแสไฟฟ้ามิใช่อุปกรณ์วัดกระแสไฟฟ้าดังเช่นสินค้าตามรายการสินค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่างๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนภายใต้กฎหมายแห่งประเทศสวีเดน ได้มอบอำนาจให้นายจิรัสย์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจจำเลยเป็นส่วนราชการมีชื่อว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ในการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง และเครื่องหมายร่วมตามสำเนาพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2542 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2545 โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูป ใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้าได้แก่ เครื่องกลไกอิเล็กทรอนิกส์ระบบป้อนคำสั่งควบคุมการสื่อสาร อุปกรณ์เครื่องสื่อสารที่มีหน้าที่แปลงสัญญาณจากดาวเทียม ดาวเทียมสื่อสารเพื่อการโทรคมนาคม เครื่องชั่งน้ำหนัก อุปกรณ์ของเครื่องชั่ง เครื่องวัดระยะทาง เครื่องใช้สัญญาณเตือนภัย เครื่องควบคุมการตรวจสอบวัตถุ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องรับ/ส่ง ถอดสัญญาณเสียงและภาพ เครื่องรวบรวมข้อมูลคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แผ่นกันแดดใช้กับแว่นตา แบตเตอรี่โทรศัพท์ความถี่ต่ำ เครื่องส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ สายเคเบิลไฟฟ้า สายเคเบิลไฟฟ้าออพติก ลวดไฟฟ้า เครื่องส่งสัญญาณวิทยุความถี่ต่ำ เครื่องส่งสัญญาณความถี่สูง เครื่องส่งสัญญาณแม่ข่ายภาพและเสียง เครื่องอุปกรณ์เรดาร์ เครื่องคำนวณรหัสตัวเลข อุปกรณ์ของเครื่องคำนวณรหัสตัวเลข เครื่องถอดรหัส อุปกรณ์ของเครื่องถอดรหัส เครื่องแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ เครื่องกราดตรวจวัตถุ (สแกนเนอร์) เสาอากาศ โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อจำเลยเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 717996 ต่อมาในวันที่ 24 กรกฎาคม 2552 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยอ้างเหตุว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ตามสำเนาหนังสือแจ้งคำสั่งนายทะเบียน นอกจากนี้นายทะเบียนยังมีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องอีกหลายรายการ โดยให้แก้ไขรายการสินค้าและให้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าชุดกับคำขอจดทะเบียนอื่นๆ ของโจทก์อีกหลายคำขอ โจทก์ได้ดำเนินการตามที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้แก้ไขแล้วทั้งสิ้น แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียนกรณีที่มีคำสั่งว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว ตามคำขอเลขที่ 403411 ทะเบียนเลขที่ ค 161910 และคำขอเลขที่ 403413 ทะเบียนเลขที่ ค 156938 โจทก์จึงได้อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของนายทะเบียนเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2552 ตามสำเนาคำอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2556 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งจากคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยให้เหตุผลแห่งการปฏิเสธว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปเส้นแถบพื้นทึบในลักษณะวางเรียงซ้อนกัน 3 เส้น เช่นเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว แม้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วจะมีคำว่า "Mahajak" ประกอบอยู่ด้วย แต่เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขานเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่าตรารูปเส้นแถบ ส่วนเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้ว อาจเรียกขานได้ว่าตรารูปเส้นแถบ หรือมหาจักรนับว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้ประชาชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อยื่นขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 356/2556 และหนังสือแจ้ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 717996 คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 27 ในกรณีที่เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนั้น นายทะเบียนเห็นว่า (1) เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว หรือ (2) เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ถ้าเป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน ห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2556 แต่เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 403411 ทะเบียนเลขที่ ค 161910 ได้ระบุว่า ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 เครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วอยู่ก่อนที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ กรณีจึงไม่มีเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค 161910 อยู่ในทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่จะนำมาเปรียบเทียบเพื่อวินิจฉัยปัญหาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค 161910 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่อีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น คงมีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนเลขที่ ค 156938 ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่เท่านั้น ในปัญหานี้จำเลยอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์รูปเส้นแถบจำนวน 3 เส้น แต่เพียงอย่างเดียวไม่มีอักษรโรมันกำกับอยู่ด้วย สาธารณชนไม่อาจคาดคิดได้ว่าจะอ่านออกเสียง อี ซึ่งเป็นอักษรย่อของคำว่า อีริคสัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อโจทก์ แต่อาจเรียกขานได้ว่า ตรารูปแถบเส้น เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 403413 ทะเบียนเลขที่ ค 156938 ซึ่งเป็นรูปแถบเส้นเช่นเดียวกัน แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในการจัดเรียงซ้อนกัน และอักษรโรมันมีขนาดเล็กกว่าภาคส่วนรูปแถบเส้นอย่างเห็นได้ชัด จึงมีรูปลักษณะที่ปรากฏและมีเสียงเรียกขานที่คล้ายกัน นอกจากนี้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนกับสินค้าจำพวก 9 ซึ่งเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าโดยมีสินค้าสายเคเบิลไฟฟ้า ลวดไฟฟ้า สายเคเบิลไฟฟ้าออพติก ซึ่งมีลักษณะอย่างเดียวกันหรือเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสินค้ามิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้า ของเครื่องหมายการค้าตามสาธารณชนอาจสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และหลักฐานการโฆษณาสินค้ายังไม่เพียงพอให้ถือเป็นการใช้เครื่องหมายมาเป็นเวลานานหรือมีชื่อเสียงแพร่หลายแล้วในประเทศไทย คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงชอบแล้วนั้น เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 403413 ทะเบียนเลขที่ ค 156938 จะเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์ มีลักษณะเป็นแถบเส้นในแนวนอน 3 เส้น เรียงซ้อนกันขึ้นไปด้านบน โดยเว้นระยะห่างของแต่ละเส้นและเฉียงขึ้นทำมุมในระดับ 30 องศา คล้ายกับอักษรโรมัน ตัว "E" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นภาพประดิษฐ์ประกอบคำหรือชื่อ ซึ่งมีลักษณะเป็นแถบเส้นทึบในแนวตั้ง 3 เส้น เรียงซ้อนต่อกันไปทางด้านข้างโดยทุกแถบเส้นจะเอียงมาทางด้านหน้าและเว้นระยะห่างของแต่ละเส้นคล้ายอักษรโรมัน ตัว "M" และมีคำว่า "Mahajak" อยู่ด้านล่างของแถบเส้น รูปลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงแตกต่างจากลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 403413 ทะเบียนที่ ค 156938 อย่างชัดเจน ในส่วนของเสียงเรียกขานนั้นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีคำว่า "Mahajak" ประกอบอยู่กับภาพประดิษฐ์ จึงออกเสียงเรียกขานได้ว่า มหาจักร ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น ปรากฏตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เลขที่ 717996ในช่องคำอ่านและแปลภาษาต่างประเทศเพียงว่า อักษรโรมันสัญลักษณ์ตัว "อี" แปลไม่ได้ เป็นอักษรย่อส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทคือคำว่า "อีริคสัน" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ได้ระบุเสียงเรียกขานไว้ แต่เนื่องจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเคยมีคำสั่งให้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวเป็นเครื่องหมายชุดกับคำขอจดทะเบียนอื่นๆ ของโจทก์คือ คำขอเลขที่ 406946, 406951, 406952, 406953, 406954, 464902, 589334, 589339, 589340, 589341, 589342, 718001, 718002, 718003, 718004 และ 718005 ตามสำเนาคำสั่งของนายทะเบียน และโจทก์ดำเนินการตามคำสั่งของนายทะเบียนแล้ว ตามสำเนาหนังสือจดทะเบียนเครื่องหมายชุด ปรากฏว่ารูปลักษณะเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนอื่นๆ ของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์เช่นเดียวกับภาพประดิษฐ์ในคดีนี้ บางคำขอจดทะเบียนเป็นภาพประดิษฐ์ประกอบคำหรือชื่อ "ERICSSON" ตามสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน คำขอเลขที่ 44902 ทะเบียนเลขที่ ค 154406 คำขอเลขที่ 406946 ทะเบียนเลขที่ ค 149975 คำขอเลขที่ 589334 ทะเบียนเลขที่ ค 250500 และคำขอเลขที่ 758770 ทะเบียนเลขที่ ค 335483 แผ่นที่ 1 แผ่นที่ 3 แผ่นที่ 5 และแผ่นที่ 7 ดังนั้น จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เลขที่ 717996 อาจเรียกขานได้ว่า อีริคสัน อันเป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทโจทก์เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าอื่นๆ ของโจทก์ เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงแตกต่างจากเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 403413 ทะเบียนเลขที่ ค 156938 ประกอบกับรายการสินค้าตามคำขอเลขที่ 403413 ทะเบียนเลขที่ ค 156938 มีรายการเดียวคือ มิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้า ส่วนรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เฉพาะที่จำเลยอุทธรณ์คือ สายเคเบิลไฟฟ้า ลวดไฟฟ้า สายเคเบิลไฟฟ้าออพติก แม้เป็นสินค้าจำพวก 9 เช่นเดียวกันแต่รายการสินค้าและลักษณะการใช้งานของสินค้าแตกต่างกันกล่าวคือ สินค้าตามรายการสินค้าของโจทก์เป็นตัวนำกระแสไฟฟ้ามิใช่อุปกรณ์วัดกระแสไฟฟ้าดังเช่นสินค้าตามรายการสินค้าตามคำขอเลขที่ 403413 ทะเบียนเลขที่ ค 156938 เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 717996 จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้รับจดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และไม่จำต้องพิจารณาหลักฐานการโฆษณาสินค้าของโจทก์ว่าเพียงพอให้ถือเป็นการใช้เครื่องหมายการค้ามาเป็นเวลานานหรือมีชื่อเสียงแพร่หลายแล้วหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงไม่ชอบ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทเลโฟนแอคติโบลาเก็ต แอล เอ็ม อีริคสัน
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวัชระ เนติวาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2665/2559
#598457
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตามเมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำวินิจฉัย ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวด เป็นเวลา 120 วัน หลังจากนั้นให้เข้ารับการฟื้นฟูในโปรแกรมเป็นเวลา 2 เดือน รายงานตัวเดือนละ 2 ครั้ง ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกชนิดและยินยอมให้มีการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดทุกครั้งที่มารายงานตัว หลังจากจำเลยผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จากสถานที่ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้วจำเลยไม่มารายงานตัว เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนแล้วจำเลยไม่มารายงานตัวโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกำหนดไว้จนครบหกเดือน นับแต่วันถูกส่งตัวเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อมาตรา 33 บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ เพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดซึ่งมิใช่เพียงรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังมีกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดหรือไม่ และตรวจปัสสาวะของจำเลยเพื่อหาสารเสพติด อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 เพื่อที่คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะได้เป็นข้อมูลในการพิจารณาว่าผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยเป็นที่พอใจหรือไม่ เมื่อคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน ที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 560/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นยกคำขอนับโทษต่อ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดปทุมธานีชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัว ผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสม ตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไข หรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวให้ครบถ้วนก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีอำนาจพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดปทุมธานี มีคำวินิจฉัยที่ 1016/2554 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบควบคุมตัว ไม่เข้มงวด ณ สถาบันธัญญารักษ์ เป็นเวลา 120 วัน หลังจากนั้นให้เข้ารับการฟื้นฟูในโปรแกรมคุมประพฤติ เป็นเวลา 2 เดือน รายงานตัวเดือนละ 2 ครั้ง ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และยินยอมให้มีการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดทุกครั้งที่มารายงานตัว หลังจากจำเลยผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจากสถานที่ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว จำเลยไม่มารายงานตัว พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีหนังสือเตือนไปยังจำเลย แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่มารายงานตัวโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ตามรายละเอียดในคำสั่งคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดปทุมธานี ที่ 1642/2555 จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดปทุมธานีกำหนดไว้จนครบกำหนดหกเดือนนับแต่วันถูกส่งตัวเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อมาตรา 33 บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ติดยาเสพติดจังหวัดปทุมธานี ซึ่งมิใช่เพียงรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังมีกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดหรือไม่ และตรวจปัสสาวะของจำเลยเพื่อหาสารเสพติด อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เพื่อที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาว่าผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยเป็นที่น่าพอใจหรือไม่ เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับอุปกรณ์สำหรับใช้เสพเมทแอมเฟตามีนของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่ออุปกรณ์สำหรับใช้เสพเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเครื่องมือและเครื่องใช้ซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงให้ริบเสียตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบอุปกรณ์สำหรับใช้เสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 215
ป.อ. ม. 190
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 25 ม. 29 วรรคหนึ่ง ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นางสาวอรทัย ม่วงคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายนนทัชต์ ผลเนืองมา
ศาลอุทธรณ์ — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2663/2559
#599885
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟูคือบุคคลตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 จำเลยกระทำผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง ข้อ 1 ก. เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553 ก่อนการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1 ข. ในระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม 2555 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2555 นั้น จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่จำเลยรายงานตัวไม่ครบตามกำหนดนัดถือว่าไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจจับจำเลยเข้าไปไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูและให้มีอำนาจลงโทษตาม มาตรา 32 แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้ว ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามฟ้อง ข้อ 1 ก. และยังถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยในการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1 ข. ว่าผลการฟื้นฟู ไม่เป็นที่น่าพอใจในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนครั้งแรกซึ่งต้องดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และถือว่าจำเลยอยู่ระหว่างต้องหาหรือถูกดำเนินคดีอื่นซึ่งมีโทษจำคุกไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ต่อไป โดยยังไม่ได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามฟ้องข้อ 1 ข. เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรุงเทพมหานคร คณะที่ 7 มีคำวินิจฉัย ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน โดยรายงานตัวตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดและยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารเสพติด ต่อมาจำเลยมารายงานตัวไม่ครบตามกำหนดนัด พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งเตือนแล้ว แต่จำเลยก็ไม่มาพบ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 7 จึงวินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่น่าพอใจและให้แจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป ตามคำวินิจฉัยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรุงเทพมหานคร คณะที่ 7 ที่ 941/2553 และที่ 5611/2555 เอกสารท้ายฟ้อง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด แต่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรุงเทพมหานคร คณะที่ 7 วินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจในความผิดตามฟ้องข้อ 1 ก. เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย ซึ่งต้องดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและถือว่าจำเลยอยู่ระหว่างต้องหาหรือถูกดำเนินคดีอื่นซึ่งมีโทษจำคุกเป็นผลให้ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ต่อไป ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งยกเลิกการตรวจพิสูจน์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งการกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ก. เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553 ก่อนการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1 ข. เมื่อระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม 2555 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2555 นั้น จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 7 กำหนด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ครบถ้วน โดยมารายงานตัวไม่ครบตามกำหนดนัด กรณีจึงถือว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจจับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้ว ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 7 ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ก. และกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 7 มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยในการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1 ข. ว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนครั้งแรก เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย ซึ่งต้องดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และถือว่าจำเลยอยู่ระหว่างต้องหาหรือถูกดำเนินคดีอื่นซึ่งมีโทษจำคุกเป็นผลให้ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ต่อไป จึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ข. เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 30 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวจินตนาหรือแหม่ม ชื่นเผือก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายตรัณ ขมะวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2662/2559
#598042
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดทางอาญา โดยมิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร ส่วนการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 6 ที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร และของผู้เสียหายที่ 7 ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามฟ้องว่า สินค้าในคดีนี้มีทั้งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วทั้งในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยในส่วนของการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 6 จึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายและเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ส่วนการกระทำของจำเลยในส่วนของการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 7 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 อีกบทหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 และ 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 273 และ 275 กับริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ลงโทษปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 อีกฐานหนึ่งด้วยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บัญญัติให้เฉพาะการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรเท่านั้นเป็นความผิดทางอาญา โดยมิได้คุ้มครองสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร ส่วนการเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 6 ที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร และของผู้เสียหายที่ 7 ที่จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามฟ้องว่า สินค้าในคดีนี้มีทั้งสินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ในแล้วในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยในส่วนของการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 6 จึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายและเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ส่วนการกระทำของจำเลยในส่วนของการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 7 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 อีกบทหนึ่งต่างหากด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาโดยไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญาอีกฐานหนึ่งนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 273 ม. 275
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรัตนศักดิ์ ตุ้มทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายรัชชา สุทธิมา
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2661/2559
#601860
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าของลิขสิทธิ์ในคดีนี้กับในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 ดังกล่าวไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกัน และงานอันมีลิขสิทธิ์เป็นคนละชิ้นกัน แต่การกระทำของจำเลยคือ การเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นงานดนตรีกรรมที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นและกระทำแก่งานนั้นเพื่อหากำไร อันเป็นการกระทำและเป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน การที่งานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของทั้งผู้เสียหายและบริษัท ส. จัดเก็บอยู่ในหน่วยเก็บความจำหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ร้าน ด. เช่นเดียวกัน และจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยวิธีการอย่างเดียวกันคือ การเปิดเพลงเป็นคาราโอเกะโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทมิดี้ไฟล์ที่มีการทำซ้ำดัดแปลงลงไว้ภายในหน่วยเก็บความจำหลักของคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในวันเวลาเดียวกัน เท่ากับว่าจำเลยมีเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว ส่วนการทำซ้ำหรือดัดแปลงเพลงต่าง ๆ แม้กระทำต่างเวลากัน ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด นอกจากนี้การพิจารณาการกระทำของจำเลยว่าเป็นความผิดกรรมเดียวหรือต่างกรรมกัน ต้องพิจารณาเจตนาในการกระทำผิดเป็นสำคัญ หาได้พิจารณาจากการเปิดเพลงในแต่ละครั้งไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้อีกเพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกับคดีดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 27, 29, 31, 69, 70 และ 76 กับสั่งจ่ายเงินค่าปรับให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า บริษัทเมโทรแผ่นเสียง-เทป (1981) จำกัด ผู้เสียหายคดีนี้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในทำนองและคำร้องเพลงชื่อ "ค่าน้ำนม" "มนต์รักแม่กลอง" และ "มนต์เมืองเหนือ" ซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ ส่วนบริษัทเสียงสยาม แผ่นเสียง-เทป จำกัด ผู้เสียหายในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในทำนองและคำร้องเพลงชื่อเมียไม่มีไม่เจอ มีเมียเด็ก และหนุ่มวัยทอง ซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองชุมพรจับกุมจำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้า โดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงและเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งงานโสตทัศนวัสดุโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เหตุเกิดที่ร้านเดอะร็อค คาราโอเกะ จังหวัดชุมพร ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 โดยบรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2556 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม เพลง "เมียไม่มีไม่เจอ" เพลง "มีเมียเด็ก" และเพลง "หนุ่มวัยทอง" ของบริษัทเสียงสยาม แผ่นเสียง-เทป จำกัด โดยการเปิดเพลงดังกล่าวเป็นคาราโอเกะโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทมิดี้ไฟล์ที่มีการทำซ้ำ ดัดแปลงลงไว้ภายในหน่วยเก็บความจำหลักของคอมพิวเตอร์ ซึ่งบันทึกเสียงเนื้อร้องและทำนองเพลงไว้แล้ว ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนที่ร้าน ด. จังหวัดชุมพร โดยเปิดบริการคาราโอเกะแก่ลูกค้าซึ่งเป็นสาธารณชนผู้บริโภคอาหารเครื่องดื่มภายในร้านได้ร้องเพลงได้ฟังเสียงเพลง ทำนองเพลงและเห็นเนื้อร้องของเพลง อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า จากการเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัทเสียงสยาม แผ่นเสียง-เทป จำกัด และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ศปก.15/2557 ของศาลจังหวัดชุมพร (คดีหมายเลขแดงที่ อ.4062/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง) นั้น เนื่องจากคดีหมายเลขแดงที่ อ.4062/2557 ศาลมิได้ลงโทษจำคุกจำเลย จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอให้นับโทษต่อและคำขออื่น คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยบรรยายฟ้องทำนองเดียวกับคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แตกต่างกันเพียงจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม เพลงค่าน้ำนม เพลงมนต์รักแม่กลองและเพลงมนต์เมืองเหนือของผู้เสียหายในคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ทำนองว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้กับในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นการกระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายต่างราย ต่างเวลาและต่างเพลงกัน การที่จะสามารถรู้ได้ว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายรายใดต้องเข้าใช้บริการและตรวจสอบหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะพบว่ามีการบันทึก ทำซ้ำ หรือดัดแปลงคนละช่วงเวลา เพราะเป็นคนละเพลงกัน อีกทั้งในการเผยแพร่ต่อสาธารณชน ต้องเปิดเพลงต่างเวลากัน มิใช่เปิดในเวลาเดียวกัน การกระทำของจำเลยในคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงต่างกรรมกัน เห็นว่า แม้เจ้าของลิขสิทธิ์ในคดีนี้กับในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 ไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกันและงานอันมีลิขสิทธิ์เป็นคนละชิ้นกัน แต่การกระทำของจำเลยคือ การเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยจำเลยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นงานดนตรีกรรมที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นและกระทำแก่งานนั้นเพื่อหากำไร อันเป็นการกระทำและเป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน การที่งานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของทั้งผู้เสียหายและบริษัทเสียงสยาม แผ่นเสียง-เทป จำกัด จัดเก็บอยู่ในหน่วยเก็บความจำหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ร้าน ด. เช่นเดียวกัน และจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยวิธีการอย่างเดียวกันคือ การเปิดเพลงเป็นคาราโอเกะโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทมิดี้ไฟล์ที่มีการทำซ้ำดัดแปลงลงไว้ภายในหน่วยเก็บความจำหลักของคอมพิวเตอร์ อีกทั้งเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในวันเวลาเดียวกัน เท่ากับว่าจำเลยมีเจตนาเดียวกันในการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว ส่วนการทำซ้ำหรือดัดแปลงเพลงต่าง ๆ แม้กระทำต่างเวลากัน ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด นอกจากนี้การพิจารณาการกระทำของจำเลยว่าเป็นความผิดกรรมเดียวหรือต่างกรรมกัน ต้องพิจารณาเจตนาในการกระทำผิดเป็นสำคัญ หาได้พิจารณาจากการเปิดเพลงในแต่ละครั้งไม่ เหตุผลของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อหากำไร โดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานนั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไปแล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้อีกเพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกับคดีดังกล่าว สิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องสำหรับความผิดนั้นเป็นอันระงับไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) การที่โจทก์นำการกระทำเดียวกันของจำเลยมาฟ้องเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ อ.4061/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายณัฐกิตติ์ พันธ์รักษ์เดชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2559
#597439
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบของความผิดในส่วนการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) (2) คือการกระทำซ้ำหรือดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า โดยองค์ประกอบในส่วนของงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครอง โดยได้มาตามเงื่อนไขของกฎหมาย และต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ด้วย เพราะลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่มีจำกัดเวลาให้ได้รับความคุ้มครองอยู่ภายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากพ้นกำหนดอายุการคุ้มครองแล้วงานอันมีลิขสิทธิ์จะตกเป็นสมบัติสาธารณะที่สาธารณชนสามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นได้ ดังนี้ ในส่วนขององค์ประกอบของความผิดที่ว่างานอันมีลิขสิทธิ์ต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายนั้นจึงเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ที่เป็นสาระสำคัญ

แม้งานออกแบบและแบบร่างชุดกระโปรงจะเป็นงานจิตรกรรม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้า อันเป็นประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานจิตรกรรมแล้ว งานของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นงานศิลปประยุกต์ ตามบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคหก (7) แห่งพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งมีลักษณะงานและอายุแห่งการคุ้มครองแตกต่างไปจากงานจิตรกรรม ตามบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคหก (1) การที่จะรู้ว่างานดังกล่าวอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามมาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า ลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ให้มีอายุยี่สิบห้าปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้โฆษณางานในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุยี่สิบห้าปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก ดังนี้เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามได้สร้างสรรค์งานดังกล่าวเมื่อใด หรือมีการโฆษณางานหรือไม่ หากมีการโฆษณางาน โจทก์ทั้งสามได้มีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าลิขสิทธิ์ดังกล่าวอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงเป็นคำฟ้องที่มิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดให้ครบองค์ประกอบของความผิดตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) (2) ไม่ชอบด้วยพ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) (2) และ 69 วรรคสอง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งแก่โจทก์ทั้งสาม และขอให้บังคับจำเลยระงับหรือละเว้นการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุดกระโปรงลายชิโนริแต่งผ้าพื้นไหมอิตาลีทุกสีของจำเลย ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 232,726 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 235,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่รับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ทำนองว่า โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบของความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว ส่วนที่โจทก์ทั้งสามจะสร้างสรรค์หรือโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใดไม่ใช่องค์ประกอบของความผิด นั้น เห็นว่า องค์ประกอบของความผิดในส่วนการกระทำ ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) (2) คือกระทำการทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า โดยองค์ประกอบในส่วนของงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้น ต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครอง โดยได้มาตามเงื่อนไขของกฎหมายและต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ด้วย เพราะลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่มีจำกัดเวลาให้ได้รับความคุ้มครองอยู่ภายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากพ้นกำหนดอายุการคุ้มครองแล้ว งานอันมีลิขสิทธิ์จะตกเป็นสมบัติสาธารณะที่สาธารณชนสามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นได้ ดังนี้ ในส่วนขององค์ประกอบของความผิดที่ว่างานอันมีลิขสิทธิ์ต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายนั้น จึงเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานนี้ที่เป็นสาระสำคัญ โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันสร้างสรรค์รูปทรงและลวดลายผลิตภัณฑ์โดยวาดเขียนภาพรูปทรงประกอบด้วยเส้นและสีลงในกระดาษให้ปรากฏเป็นงานออกแบบและแบบร่างงานผลิตชุดกระโปรงดังกล่าวขึ้น จากนั้นได้นำงานออกแบบและแบบร่างงานผลิตไปใช้เทียบวัสดุตัดเย็บกับวัตถุดิบต่างๆ ประกอบเข้ากันเป็นผลิตภัณฑ์ชุดกระโปรงสตรีสีขาวดำตัดต่อลายสกอตชิโนริ รหัสสินค้า แอล 44 - 01 ออกจำหน่ายเป็นสินค้าของร้านโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงเป็นผู้สร้างสรรค์ร่วมในงานออกแบบและแบบร่างงานผลิตชุดกระโปรงอันมีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมประเภทงานจิตรกรรมซึ่งได้นำไปใช้ประโยชน์ทางการค้า อันเป็นประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่มชมในคุณค่าของตัวงานจิตรกรรมเพียงลำพัง จึงเป็นงานศิลปกรรมชนิดศิลปประยุกต์อันมีลิขสิทธิ์ซึ่งโจทก์ทั้งสามเป็นผู้สร้างสรรค์ร่วม จำเลยกระทำละเมิดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม โดยการทำซ้ำ ดัดแปลงและเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อการค้า กล่าวคือจำเลยนำเอาตัวผลิตภัณฑ์หรือภาพถ่ายผลิตภัณฑ์ชุดกระโปรงสตรีสีขาวดำตัดต่อลายสกอตชิโนริรหัสสินค้า แอล 44 - 01 ซึ่งจำเลยรู้อยู่ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ออกแบบอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสามมาวิเคราะห์รูปลักษณะแล้วลอกเลียนผลิตภัณฑ์ด้วยวิธีคัดลอกงานออกแบบและงานแบบร่างงานผลิตของชุดกระโปรงในสาระสำคัญไปทำเป็นงานออกแบบผลิตภัณฑ์ชุดกระโปรงอันมีลักษณะเดียวกันโดยมิได้จัดทำงานขึ้นใหม่ จากนั้นนำงานออกแบบอันละเมิดลิขสิทธิ์ไปผลิตชุดกระโปรงลายชิโนริแต่งผ้าพื้นไหมอิตาลีนำออกจำหน่ายในราคาถูกผ่านระบบอินเทอร์เน็ตในนามร้านของจำเลย จึงเป็นการบรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ประเภทงานศิลปประยุกต์และจำเลยทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ดังกล่าว แม้งานออกแบบและแบบร่างงานชุดกระโปรงดังกล่าวจะเป็นงานจิตรกรรมแต่เมื่อโจทก์ทั้งสามนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้า อันเป็นประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานจิตรกรรมแล้ว งานของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นงานศิลปประยุกต์ ตามบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคหก (7) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งมีลักษณะงานและอายุแห่งการคุ้มครองแตกต่างไปจากงานจิตรกรรม ตามบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคหก (1) การที่จะรู้ว่างานดังกล่าวยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรือไม่ ก็ต้องเป็นไปตามมาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า ลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ให้มีอายุยี่สิบห้าปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุยี่สิบห้าปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก ดังนี้ เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามได้สร้างสรรค์งานดังกล่าวเมื่อใด หรือมีการโฆษณางานหรือไม่ หากมีการโฆษณางานโจทก์ได้มีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด แม้ตามเอกสารท้ายฟ้อง จะมีภาพของงานโจทก์ทั้งสามที่ลงโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตระบุวันที่ 25 ตุลาคม 2557 ไว้ตามภาพ แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่าวันที่ระบุไว้ดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์ทั้งสามโฆษณางานเป็นครั้งแรกโดยนำสำเนาจำลองของงานศิลปประยุกต์ดังกล่าวออกจำหน่ายแก่สาธารณชนเป็นจำนวนมากพอสมควรตามสภาพของงานนั้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 หรือไม่ คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าลิขสิทธิ์ดังกล่าวอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงเป็นคำฟ้องที่มิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดให้ครบองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสองประกอบมาตรา 27 (1) (2) ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสามในส่วนอาญานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 22 ม. 27 ม. 69
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิวาพร สิงห์โต กับพวก
จำเลย — นางวาริน ไมปราณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2559
#598044
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม งานบันทึกเสียงและงานโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหาย โดยนำแผ่นซีดีที่บันทึกเนื้อร้อง ทำนองเพลง และภาพคาราโอเกะ ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำหรือดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าการเผยแพร่งานดังกล่าวของผู้เสียหายต่อสาธารณชนเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ฟ้องของโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 17, 27, 28, 31, 69, 70, 75, 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 83 ริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่ง นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาเลขแดงที่ 2461/2554 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) หรือไม่ เห็นว่า การจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามที่โจทก์อุทธรณ์มานั้นจะต้องได้ความว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ซึ่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 บัญญัติว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้

(1) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือเสนอให้เช่าซื้อ

(2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน

(3) แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์

(4) นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร

แต่โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรม งานบันทึกเสียงและงานโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหาย โดยนำแผ่นซีดีที่บันทึกเนื้อร้อง ทำนองเพลง และภาพคาราโอเกะ ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำหรือดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าการเผยแพร่งานดังกล่าวของผู้เสียหายต่อสาธารณชนเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ฟ้องของโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ไม่ครบถ้วนและพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (2) ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นางสาวธนิกานต์ อัฐนาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2623/2559
#599754
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิที่จะใช้ที่ดินของ ล. เป็นทางเข้าออกอันเป็นการได้มาซึ่งภาระจำยอมตามข้อตกลงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่เป็นทรัพยสิทธิที่บริบูรณ์แต่ก็เป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา และไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายหรือสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ เมื่อจำเลยได้รับโอนที่ดินจาก ล. ก็มิได้ขัดขวางการใช้ทางพิพาทของ ป. และโจทก์ ถือว่าจำเลยตกลงยอมรับที่จะผูกพันปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่าง ล. กับ ป. โดยปริยาย โจทก์ซึ่งรับโอนที่ดินและสิทธิจาก ป. ย่อมอาศัยข้อตกลงฟ้องให้จำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิและรับโอนที่ดินจาก ล. ให้ปฏิบัติตามข้อตกลงได้ ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์

ล. สร้างบ้าน ทำคันปูนและปลูกต้นไม้รุกล้ำทางภาระจำยอม ต่อมาจำเลยรื้อต้นไม้และคันปูนออกแล้วต่อเติมเป็นห้องพักให้ ล. โจทก์จึงไม่สามารถใช้ที่ดินส่วนดังกล่าวเป็นทางเข้าออกได้ โจทก์ไม่ได้ใช้ที่ดินส่วนดังกล่าวถึงวันฟ้องเกิน 10 ปี ภาระจำยอมในที่ดินส่วนนั้นจึงสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399

โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอท้ายฟ้องให้พิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยกว้าง 1.50 เมตร ยาวตลอดแนวด้านทิศตะวันออกเป็นทางภาระจำยอมสำหรับที่ดินโจทก์ แผนที่พิพาท ไม่ระบุตำแหน่ง ไม่ระบุความกว้างยาวและเนื้อที่ของทางภาระจำยอมไว้ ถือว่าโจทก์ประสงค์ได้ทางภาระจำยอมมีความกว้างตามคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินด้านทิศตะวันออกของจำเลย กว้าง 1.74 เมตร เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินของจำเลยบางส่วนที่เป็นภาระจำยอมสิ้นไปแล้วตกเป็นภาระจำยอมด้วย คำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 37265 เลขที่ดิน 30 (ที่ถูก เลขที่ดิน 31) ตำบลบางกระบือ (ถนนนครไชยศรี) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ทางทิศตะวันออก กว้าง 1.50 เมตร ยาว 18.70 เมตร ตกเป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 37266 เลขที่ดิน 31 (ที่ถูก เลขที่ดิน 30) ตำบลบางกระบือ (ถนนนครไชยศรี) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยรื้อถอนอาคารบางส่วนเลขที่ 698/8 ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร และแนวรั้วเพื่อเปิดทางเข้าออกทางภาระจำยอมและส่งมอบทางภาระจำยอมในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 37265 เลขที่ดิน 31 ตำบลบางกระบือ (ถนนนครไชยศรี) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ทางทิศตะวันออกด้านติดถนนสาธารณะ กว้าง 1.74 เมตร และด้านหลังนับรวมอาคารที่มีการต่อเติมมีความกว้าง 1.824 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินดังกล่าว ยกเว้นอาคารที่มีการต่อเติมที่มีสีเขียวในแผนที่พิพาท ตกเป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 37266 เลขที่ดิน 30 ตำบลบางกระบือ (ถนนนครไชยศรี) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยรื้อแนวรั้วเพื่อเปิดทางเข้าออกตามทางภาระจำยอมและส่งมอบทางภาระจำยอมในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 37265 เลขที่ 31 ตำบลบางกระบือ (ถนนนครไชยศรี) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) บางส่วนทางทิศตะวันออกด้านติดถนนสาธารณะเป็นทางหน้ากว้าง 1.50 เมตร และด้านที่มีความยาวตลอดแนวที่ดินดังกล่าว 18.70 เมตร ตามฟ้อง รวมถึงแนวอาคารที่มีการต่อเติมที่มีสีเขียวในแผนที่พิพาท ซึ่งปลูกสร้างลงบนส่วนหนึ่งของด้านที่มีความยาวตลอดแนวที่ดิน 18.70 เมตร ดังกล่าว ไม่เป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 37266 เลขที่ดิน 30 ตำบลบางกระบือ (ถนนนครไชยศรี) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) และให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่ว่า ให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยรื้อแนวรั้วเพื่อเปิดทางเข้าออกตามทางภาระจำยอมและส่งมอบทางภาระจำยอมในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์เสีย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันฟังได้ว่า นายโปร่ง เป็นสามีของนางสละ เมื่อปี 2503 นายสงัด นางสละมารดาของโจทก์และนางลออง มารดาของจำเลย ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6955 ตำบลถนนนครไชยศรี (บางกระบือ) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ตกลงแบ่งที่ดินเป็น 4 ส่วน นายสงัดได้ 2 ส่วน นางสละและนางลอองได้คนละ 1 ส่วน ในปี 2504 นางสละปลูกสร้างบ้านเลขที่ 702/4 ในที่ดินส่วนของตน เมื่อปี 2506 นางสละถึงแก่ความตาย นายโปร่งรับโอนมรดกที่ดินส่วนของนางสละ ในปี 2512 มีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6955 นายสงัดได้ที่ดินด้านทิศตะวันตกตลอดแนว นางลอองได้ที่ดินด้านทิศตะวันออกส่วนหน้าซึ่งติดทางสาธารณะ เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 37265 ส่วนนายโปร่งได้ที่ดินด้านทิศตะวันออกส่วนหลัง ซึ่งด้านหน้าติดทางสาธารณะ กว้าง 1 เมตร เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 37266 ประมาณปี 2514 นางลอองปลูกสร้างบ้านเลขที่ 698/8 ในที่ดินของตน ในปี 2517 ไฟไหม้บ้านนางสละ นายโปร่งได้ปลูกสร้างใหม่ เมื่อปี 2525 โจทก์ขออนุญาตนางลอองทุบเสากลางในแผนผังซึ่งเป็นเสาประตูรั้วด้านทิศตะวันออกของนางลอองเพื่อนำรถยนต์เข้ามาจอด นางลอองอนุญาต หลังรื้อถอนเสากลางแล้วประตูรั้วบ้านโจทก์และจำเลยมีสภาพตามภาพถ่าย ในปี 2534 จำเลยต่อเติมข้างบ้านเลขที่ 698/8 ด้านทิศตะวันออกเป็นห้องพักให้นางลออง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2535 นางลอองจดทะเบียนยกบ้านและที่ดินให้แก่จำเลย วันที่ 6 มีนาคม 2538 นางลอองถึงแก่ความตาย วันที่ 13 มกราคม 2546 นายโปร่งจดทะเบียนยกบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ เดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2555 จำเลยทำประตูรั้วใหม่ พร้อมตั้งเสาด้านทิศตะวันออกและทำรั้วด้านข้าง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า นางลอองและนางสละเป็นพี่น้องกัน ได้ความจากสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายและสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องจดทะเบียนว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2503 นายสงัด นางลอองและนางสละร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6955 ได้จดทะเบียนบรรยายส่วนไว้ระบุว่าเป็นของนายสงัด 2 ส่วน นางสละ 1 ส่วน และนางลออง 1 ส่วน หากทั้งสามคนออกเงินซื้อที่ดินเท่ากันย่อมมีสิทธิในที่ดินเท่ากัน และไม่จำต้องจดทะเบียนบรรยายส่วน เหตุที่มีการจดทะเบียนบรรยายส่วนจึงเชื่อได้ว่าเป็นเพราะออกเงินไม่เท่ากัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลังจึงได้จดทะเบียนบรรยายส่วนตามสัดส่วนที่ออกเงินซื้อ ทำให้เชื่อได้ว่านางสละและนางลอองออกเงินซื้อที่ดินเท่ากัน ได้ความจากสำเนาคำขอโอนมรดกว่า หลังจากนางสละถึงแก่ความตายกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6955 ส่วนของนางสละตกแก่นายโปร่ง ได้ความจากสำเนาโฉนดว่า หลังจากแบ่งแยกที่ดินแล้วนางลอองและนายโปร่งมีเนื้อที่ไม่เท่ากัน นางลอองได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 37265 เนื้อที่ 50 ตารางวา ส่วนนายโปร่งได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 37266 เนื้อที่ 43 ตารางวา และมีส่วนติดทางสาธารณะเพียง 1 เมตร ได้ความจากบันทึกว่า เมื่อปี 2525 โจทก์ขออนุญาตนางลอองนำรถเข้ามาจอด ขอทุบเสาต้นกลาง โดยโจทก์จะซ่อมแซมประตูรั้วหน้าบ้านให้ บันทึกนี้มีแผนผังแสดงแนวเขตที่ดินของนางลออง แนวที่ดินบ้านโจทก์ ตำแหน่งที่ตั้งและความกว้างของประตูรั้วใหม่ที่จะทำให้นางลออง ระบุว่าประตูรั้วใหม่ของนางลอองกว้างจนถึงขอบเสาที่ทุบทิ้งด้านตะวันออก แผนผังนี้ระบุความกว้างจากแนวเขตที่ดินบ้านโจทก์ถึงเสาที่ขอทุบทิ้งไว้ 2 ระยะ ระยะแรกจากแนวที่ดินของบ้านโจทก์ถึงแนวที่ดินนางลอองกว้าง 1.50 เมตร และจากแนวที่ดินนางลอองถึงเสากลาง 1.50 เมตร รวมแล้วกว้าง 3 เมตร แสดงให้เห็นว่านางลอองสร้างประตูรั้วหน้าบ้าน โดยปักเสาเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินด้านทิศตะวันออก 1.50 เมตร นายวิรัตสามีจำเลยเป็นผู้ทำบันทึกฉบับนี้ จึงฟังได้ว่านายวิรัตเป็นผู้ทำแผนผัง เป็นผู้ระบุแนวเขตที่ดินบ้านโจทก์ แนวเขตที่ดินนางลออง ตำแหน่งที่ตั้งเสารั้วที่โจทก์ขอทุบทิ้ง รวมทั้งเป็นผู้ระบุความกว้างและระยะต่าง ๆ ในแผนผัง ขณะทำบันทึกฉบับนี้นายวิรัตสามีจำเลยเพิ่งเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินของนางลอองประมาณ 2 ปี น่าจะไม่ทราบรายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องระยะและแนวเขตที่บันทึกไว้ เชื่อว่าการรู้เห็นของนายวิรัตได้มาจากการสอบถามนางลอองและจำเลย ขณะนั้นโจทก์และจำเลยยังไม่มีข้อพิพาทกัน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะบันทึกให้ผิดไปจากความเป็นจริง ข้อความและตำแหน่งที่ตั้งเสากลางที่โจทก์ขอทุบทิ้งในบันทึกนี้ สอดคล้องตรงกับแผนผัง นางลอองและนางสละออกเงินซื้อที่ดินเท่ากันจดทะเบียนบรรยายส่วนว่ามีส่วนในที่ดินคนละ 1 ส่วนเท่ากันและนางลอองเป็นผู้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 698/8 หากนายโปร่งกับนางลอองไม่มีข้อตกลงเรื่องทางสำหรับที่ดินโจทก์ ก็ไม่มีเหตุใดในการแบ่งแยกที่ดินแล้วจะได้จำนวนเนื้อที่ไม่เท่ากัน โดยนายโปร่งได้ที่ดินส่วนหลังเนื้อที่น้อยกว่าทั้งติดทางสาธารณะเพียง 1 เมตร และไม่มีเหตุใดที่นางลอองจะไม่ปักเสาประตูรั้วด้านทิศตะวันออก ซึ่งแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของตามแนวเขตที่ระบุในโฉนดที่ดินของตน ทางนำสืบโจทก์และจำเลยตรงกันว่าประตูด้านซ้ายในภาพถ่าย ภาพบนเป็นของบ้านโจทก์ ส่วนด้านขวาเป็นของบ้านจำเลย ตำแหน่งที่ตั้งประตูรั้วบ้านจำเลยตรงกับในบันทึกและแผนผัง และนับแต่แบ่งแยกที่ดินถึงปี 2555 ก่อนโจทก์และบุตรสาวจำเลยจะมีปากเสียงกัน นางลอองและจำเลยไม่เคยโต้แย้งเรื่องนายโปร่งและโจทก์ใช้ทางในที่ดินของนางลออง พฤติการณ์ของนางลอองที่ปักเสาและสร้างประตูรั้วร่นจากเขตที่ดินด้านทิศตะวันออกเข้ามา 1.50 เมตร และก่อนหน้าที่โจทก์กับบุตรสาวจำเลยจะมีปากเสียงกัน นางลอองและจำเลยไม่เคยโต้แย้งการใช้ทางในที่ดินของตน ระยะจากแนวเขตที่ดินบ้านโจทก์ถึงแนวเขตที่ดินบ้านจำเลยในบันทึกระบุว่า 1.50 เมตร ซึ่งตรงกับคำเบิกความของโจทก์และนายโปร่ง แม้นายโปร่งจะเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าไม่มีบันทึกข้อตกลงให้ใช้ทางไว้ในเอกสารใด ๆ และโจทก์รับว่าทำบันทึกขออนุญาตนำรถมาจอดในที่ดินนางลออง รวมทั้งนายโปร่งไม่โต้แย้งที่นางลอองทำแนวคันปูน ปลูกต้นไม้ในทางพิพาทและจำเลยต่อเติมห้องให้นางลออง ก็ไม่ทำให้รับฟังได้ว่าไม่มีข้อตกลงเรื่องการใช้ทาง เพราะข้อตกลงไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ และขณะทำบันทึกโจทก์ยังมิได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 37266 ที่นายโปร่งไม่โต้แย้งที่นางลอองทำคันปูนและปลูกต้นไม้ และไม่โต้แย้งที่จำเลยต่อเติมห้องในปี 2534 นายโปร่งก็เบิกความไว้แล้วว่าเป็นเพราะยังสามารถใช้ทางเข้าออกและนำรถมาจอดในทางพิพาทได้ อีกทั้งเห็นว่าต่อเติมห้องให้นางลอองซึ่งเป็นบุคคลที่ตนนับถือ ที่นายโปร่งเบิกความว่าตอนแบ่งแยกที่ดิน นางลอองตกลงว่าจะกันที่ดินด้านทิศตะวันออก 1.50 เมตร เพื่อรวมกับที่ดินของนายโปร่งที่ติดทางสาธารณะอีก 1.50 เมตร รวมเป็น 3 เมตร ใช้เป็นทางเข้าออก แม้โฉนดที่ดินของนายโปร่งติดทางสาธารณะเพียง 1 เมตร ก็ไม่ถือว่าข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง เพราะเป็นการเบิกความถึงข้อตกลงซึ่งตรงกับที่ระบุในบันทึกที่นายวิรัตสามีของจำเลยได้บันทึกไว้ การแบ่งแยกที่ดินเจ้าของที่ดินจะต้องแจ้งความประสงค์ว่าจะแบ่งในรูปแบบใด กว้างยาวเพียงใดให้แก่ใคร มิใช่ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามใจชอบ นายโปร่งได้ที่ดินด้านหลัง ทางเข้าออกจึงเป็นเรื่องสำคัญ คำเบิกความนายโปร่งที่ว่าก่อนแบ่งแยกที่ดินนางลอองตกลงว่าจะให้ใช้ที่ดินด้านทิศตะวันออกกว้าง 1.50 เมตร เป็นทางเข้าออกจึงสอดคล้องกัน ในเมื่อนับแต่แบ่งแยกที่ดินจนถึงปี 2555 ไม่เคยมีปัญหาเรื่องทางเข้าออก การไม่จดทะเบียนข้อตกลงเรื่องทางหลังแบ่งแยกจึงไม่ใช่เรื่องไม่สมเหตุสมผล โจทก์ทำตามความประสงค์ของนางลออง ใจความสำคัญของบันทึกฉบับนี้ก็เพื่อเป็นหลักฐานว่าไม่ว่าโจทก์จะใช้ที่ดินนานเพียงใดก็ไม่ได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่านายโปร่งและโจทก์ไม่มีสิทธิในทางพิพาท ส่วนหนังสืออนุสรณ์งานศพของนางลอองแม้จะมีข้อความที่ครอบครัวโจทก์เขียนถึงนางลอองฝ่ายเดียว แต่เป็นช่วงก่อนจะเกิดกรณีพิพาทกัน จึงเชื่อได้ว่าเขียนตามความเป็นจริง ส่วนที่ว่าโจทก์จะใช้ทางพิพาทสำหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ก็ไม่ใช่เรื่องนำสืบนอกฟ้อง แต่เป็นการนำสืบถึงการใช้ทางพิพาท หลังแบ่งแยกที่ดินแล้วนายโปร่งได้ที่ดินด้านหลัง เนื้อที่น้อยกว่าที่ดินนางลอองที่อยู่ด้านหน้าจำนวน 7 ตารางวา การที่นางลอองไม่ปักเสาประตูรั้วด้านทิศตะวันออกตามแนวเขตในโฉนดที่ดิน และบันทึกระบุความกว้างของที่ดินโจทก์ที่ติดทางสาธารณะถึงเสาที่นางลอองปักไว้ 1.50 เมตร ล้วนสอดคล้องสนับสนุนคำเบิกความโจทก์และนายโปร่งให้มีน้ำหนักรับฟังได้มากยิ่งขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ฟังได้ว่า ขณะแบ่งแยกที่ดินนางลอองมีข้อตกลงให้นายโปร่งบิดาของโจทก์ใช้ที่ดินด้านทิศตะวันออก กว้าง 1.50 เมตร เป็นทางสำหรับที่ดินโจทก์ใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณะจริง เมื่อจำเลยได้รับโอนที่ดินจากนางลอองก็มิได้ขัดขวางการใช้ทางพิพาทของนายโปร่งและโจทก์ ถือว่าจำเลยตกลงยอมรับที่จะผูกพันปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างนางลอองกับนายโปร่งโดยปริยาย สิทธิที่จะใช้ที่ดินของนางลอองเป็นทางเข้าออกอันเป็นการได้มาซึ่งภาระจำยอมตามข้อตกลงดังกล่าว แม้จะไม่ได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่เป็นทรัพยสิทธิที่บริบูรณ์ แต่ก็เป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา และไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายหรือสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ โจทก์ซึ่งรับโอนที่ดินและสิทธิจากนายโปร่งย่อมอาศัยข้อตกลงดังกล่าวฟ้องให้จำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิและรับโอนที่ดินจากนางลอองให้ปฏิบัติตามข้อตกลงได้ ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ทางพิพาทกว้างยาวเพียงใด โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าใช้ที่ดินจำเลยด้านทิศตะวันออก กว้าง 1.50 เมตร ยาวขนานกับแนวเขตที่ดินของจำเลยเป็นทางภาระจำยอม ได้ความจากภาพถ่ายว่า ในปี 2514 นางลอองสร้างบ้านเลขที่ 698/8 ทำคันปูนและปลูกต้นไม้รุกล้ำทางภาระจำยอม ทางนำสืบโจทก์จำเลยตรงกันว่า ต่อมาจำเลยรื้อต้นไม้และคันปูนออกแล้วต่อเติมเป็นห้องพักให้นางลออง ในเมื่อมีคันปูนและต้นไม้ซึ่งต่อมาได้ต่อเติมเป็นห้องพัก เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถใช้ที่ดินส่วนนั้นเป็นทางเข้าออกได้ จึงฟังได้ว่านับแต่ปี 2514 นายโปร่งและโจทก์ไม่ได้ใช้ที่ดินส่วนนั้นรวมทั้งที่ดินด้านหลังอาคารที่ต่อเติมเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ถึงวันฟ้องเกิน 10 ปี ภาระจำยอมส่วนนั้นจึงสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 จึงฟังได้ว่าทางภาระจำยอมติดทางสาธารณะ มีความกว้าง 1.50 เมตร จากตะปู 4 ในแผนที่พิพาท ส่วนความยาวเป็นแนวเส้นตรงขนานกับแนวเขตด้านทิศตะวันออกของที่ดินจำเลยจนถึงที่ดินของโจทก์ ยกเว้นส่วนที่เป็นอาคาร ด้านหลังอาคาร และพื้นคอนกรีตที่สูงกว่าพื้นถนนที่ปรากฏในภาพถ่าย

อนึ่ง โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอท้ายฟ้องให้พิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยกว้าง 1.50 เมตร ยาวตลอดแนวด้านทิศตะวันออกเป็นทางภาระจำยอมสำหรับที่ดินโจทก์ แผนที่พิพาทไม่ระบุตำแหน่ง ไม่ระบุความกว้างยาวและเนื้อที่ของทางภาระจำยอมไว้ ถือว่าโจทก์ประสงค์ได้ทางภาระจำยอมมีความกว้างตามคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินด้านทิศตะวันออกของจำเลยด้านติดถนนสาธารณะ กว้าง 1.74 เมตร เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินจำเลยด้านติดถนนกว้าง 1.74 เมตร และด้านหลังนับรวมอาคารที่มีการต่อเติมมีความกว้าง 1.84 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินดังกล่าว ยกเว้นอาคารที่มีการต่อเติมที่มีสีเขียวในแผนที่พิพาท ตกเป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโจทก์ มีผลให้ที่ดินจำเลยใต้แนวเส้นมุมอาคารที่ต่อเติมถึงมุมอาคารที่ต่อเติม 1 จนถึงแนวตะปู 9 และตะปู 6 ซึ่งภาระจำยอมสิ้นไปแล้วตกเป็นภาระจำยอมด้วย คำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 37265 ตำบลบางกระบือ (ถนนนครไชยศรี) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ส่วนทางทิศตะวันออกจากด้านติดถนนสาธารณะกว้าง 1.50 เมตร บริเวณตะปู 4 ในแผนที่พิพาท ยาวเป็นแนวเส้นตรงขนานกับแนวเขตด้านทิศตะวันออกของที่ดินจำเลยมาถึงที่ดินโจทก์ ยกเว้นที่ดินส่วนที่เป็นอาคาร ด้านหลังอาคาร และพื้นคอนกรีตที่สูงกว่าพื้นถนนที่ปรากฏในภาพถ่าย เป็นทางภาระจำยอมสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 37266 ตำบลบางกระบือ (ถนนนครไชยศรี) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยรื้อแนวรั้วเพื่อเปิดทางเข้าออกตามทางภาระจำยอมและส่งมอบทางภาระจำยอมในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคแรก ม. 1399 ม. 1599 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางถนอมศรี รัตนอนันต์
จำเลย — นางจีรวรรณ จันทร์ศิริวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางทวีโชค คู่ทวีกุล นาควโรดม
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2621/2559
#599336
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อที่ดินจากโจทก์ทั้งสาม โดยทำข้อตกลงว่ากรณีจำเลยสามารถหาทางออกสู่ถนนสาธารณะได้ จำเลยจะให้ทางออกแก่ที่ดินอีกแปลงหนึ่งของโจทก์ทั้งสาม เฉพาะแก่โจทก์ทั้งสาม 3 ครอบครัว เป็นทางกว้าง 3 เมตร ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาไม่ใช่เป็นแต่เพียงความยินยอม จำเลยจึงต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น ข้อความดังกล่าวแสดงชัดว่าจำเลยสัญญาจะให้ภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แม้จะมีข้อความต่อไปว่า เฉพาะแก่โจทก์ทั้งสาม 3 ครอบครัว ก็เป็นเพียงข้อจำกัดในการใช้ภาระจำยอมว่าให้แก่โจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่จะใช้ภาระจำยอมได้ ส่วนข้อความว่าหากโจทก์คนใดคนหนึ่งขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุคคลอื่นนอกครอบครัว ยินยอมให้จำเลยปิดทางออกได้ ก็เป็นเพียงข้อกำหนดเป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายเท่านั้นซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ทำได้ ต่อมาเมื่อจำเลยนำที่ดินที่ซื้อจากโจทก์ทั้งสามไปจัดสรรและทำทางพิพาทออกสู่ถนนสาธารณะ ดังนั้น ทางพิพาทจึงเป็นภาระจำยอมที่โจทก์ทั้งสามได้มาโดยนิติกรรม การที่จำเลยทำกำแพงปิดกั้นทางพิพาทจึงเป็นการผิดสัญญาและเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 โจทก์ทั้งสามขอให้รื้อกำแพงได้

เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสามด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือติดลำกระโดงสาธารณะ สามารถใช้เรือสัญจรไปมาได้ ที่ดินของโจทก์ทั้งสามจึงมีทางออกสู่สาธารณะได้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ที่โจทก์ทั้งสามจะอ้างใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น

จำเลยร่วมที่ 1 ซื้อที่ดินซึ่งมีกำแพงและทางพิพาทบางส่วนต่อจากจำเลย โดยทำบันทึกข้อตกลงว่า ผู้จะซื้อได้รับทราบแล้วตั้งแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินว่าผู้ซื้อจะต้องยินยอมให้โจทก์ทั้งสามและบริวารผ่านเข้าออกที่ดินที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ หรือจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อผู้จะขายแจ้งให้ทราบ แสดงว่าจำเลยร่วมที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินนั้นตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ถือว่าจำเลยร่วมที่ 1 รับโอนที่ดินซึ่งเป็นภารยทรัพย์มาโดยไม่สุจริต จำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ทั้งสามเพื่อให้ภาระจำยอมสิ้นไปได้ นอกจากนี้สัญญาดังกล่าวยังเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก จำเลยร่วมที่ 1 จึงต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 จึงมีหน้าที่รื้อกำแพงที่ปิดกั้นทางพิพาทออกไป

จำเลยร่วมที่ 2 เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้รับโอนทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณูปโภคซึ่งรวมทั้งทางพิพาทด้วยจากจำเลยผู้จัดสรรที่ดินมาบำรุงรักษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นบุคคลภายนอก จำเลยร่วมที่ 2 จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องให้จำเลยร่วมที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง

จำเลยโอนที่ดินภารยทรัพย์ทางพิพาทแก่จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ไปแล้ว จำเลยไม่ใช่เจ้าของภารยทรัพย์อีกต่อไป สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสามบังคับจำเลยให้จดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามได้ แต่หากจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามได้ จำเลยย่อมตกเป็นผู้ผิดสัญญา ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทในส่วนระบายสีแดงตามรูปแผนที่ท้ายคำฟ้องหมายเลข 8 ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 136458 และ 1161 ตำบลบางไผ่ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตที่นำมาปิดกั้นออกไปโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยเพิกเฉยให้โจทก์ทั้งสามมีอำนาจบังคับคดีโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมหรือทางจำเป็นในที่ดินโฉนดของจำเลยดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 30415 ตำบลบางไผ่ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสาม หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้จำเลยชำระเงิน 71,640,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนายสุวัฒน์ และนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรศุภาลัยออร์คิดปาร์ค 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสามและจำเลยร่วมกันชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยจะชำระเสร็จแก่จำเลยร่วมที่ 2 และให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าทางสาธารณะเดือนละ 42,984 บาทตลอดเวลาที่โจทก์ทั้งสามใช้ทางดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป

โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มีนาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม คำขออื่นของโจทก์ทั้งสามนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 กับให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน สำหรับฟ้องโจทก์ทั้งสามในศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 รายละ 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 30415 ตำบลบางไผ่ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา และเดิมโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 30414 ตำบลบางไผ่ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ติดที่ดินโฉนดเลขที่ 30415 ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2532 โจทก์ทั้งสามกับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30414 และทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายว่า จำเลยจะเปิดทางออกให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 30415 มีความกว้าง 3 เมตร แต่หากโจทก์ทั้งสามคนใดคนหนึ่งขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นนอกครอบครัว โจทก์ทั้งสามยอมให้จำเลยปิดทางได้ จนกระทั่งปี 2539 จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินในโครงการศุภาลัยออร์คิดปาร์ค 1 จำเลยได้ถมที่และสร้างถนนเข้ามา ยังที่ดินแปลงพิพาท จากนั้นจำเลยทำรั้วรอบโครงการทั้งหมด แต่เว้นช่องทางเข้าออกผ่านเข้าที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีความกว้าง 3 เมตร ในด้านทิศใต้ของที่ดินของโจทก์ทั้งสามคือถนนตามแนวเส้นสีแดง ต่อมาจำเลยได้ก่อกำแพงปิดทางเข้าออกดังกล่าว วันที่ 18 กันยายน 2546 จำเลยร่วมที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1161 แปลงที่เป็นทางพิพาทในคดีนี้จากจำเลย ทางพิพาทตามแนวเส้นสีส้มในแผนที่วิวาท ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 136458 ตำบลบางไผ่ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 1161 ตำบลบางไผ่ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามในประการแรกว่า ทางพิพาทตามแนวเส้นสีส้มในแผนที่วิวาท เป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นของที่ดินโจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสามด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือติดลำกระโดงสาธารณะซึ่งมีลักษณะเป็นคลองขนาดเล็กที่เชื่อมกับคลองขนาดใหญ่ตามรูปแผนที่ในแผนที่วิวาท เป็นคลองกว้างประมาณ 6 ถึง 8 เมตร ปัจจุบันชาวบ้านยังใช้สัญจร ประกอบกับโจทก์ที่ 2 นายนเรนทร์ ซึ่งโจทก์ทั้งสามมอบหมายให้ดูแลที่ดินของโจทก์ทั้งสามกับนายยุทธนา พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความทำนองเดียวกันยอมรับว่าคลองดังกล่าวสามารถใช้เรือสัญจรไปมาได้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และเมื่อจำเลยปิดทางพิพาท โจทก์ทั้งสามต้องใช้เรือสัญจร เช่นนี้ แสดงว่าคลองดังกล่าวยังคงใช้เรือสัญจรไปมาได้ตามปกติ ที่ดินของโจทก์ทั้งสามจึงมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ไม่ได้ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่แต่อย่างใด กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ที่โจทก์ทั้งสามจะอ้างใช้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทางพิพาทส่วนหนึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 136458 ของจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งซื้อจากจำเลยเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2542 ได้ความว่าก่อนทำสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยได้ทำสัญญาจองเพื่อจะซื้อขายที่ดิน โดยทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจอง ว่าผู้จะซื้อได้รับทราบแล้วตั้งแต่วันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินว่าผู้จะซื้อจะต้องยินยอมให้เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 30415 และบริวารผ่านเข้าออกที่ดินที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ หรือจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อผู้จะขายแจ้งให้ทราบ... แสดงให้เห็นว่าขณะรับโอนที่ดินพิพาท จำเลยร่วมที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทตกอยู่ภายใต้ภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 30415 ของโจทก์ทั้งสาม ถือว่าจำเลยร่วมที่ 1 รับโอนที่ดินซึ่งเป็นภารยทรัพย์มาโดยไม่สุจริต จำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ทั้งสามเพื่อให้ภาระจำยอมสิ้นไปได้ นอกจากนี้สัญญาดังกล่าวยังเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก จำเลยร่วมที่ 1 จึงต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวอีกด้วย สำหรับภาระจำยอมในส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยร่วมที่ 2 นั้น เห็นว่า จำเลยร่วมที่ 2 เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้รับโอนทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณูปโภคซึ่งรวมทั้งทางพิพาทด้วยจากผู้จัดสรรที่ดินมาบำรุงรักษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นบุคคลภายนอก ฉะนั้นจำเลยร่วมที่ 2 ต้องผูกพันตามข้อตกลงที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องให้จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนภาระจำยอมได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง แต่สำหรับจำเลยเนื่องจากจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของภารยทรัพย์ สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสามฟ้องบังคับจำเลยให้จดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามต่อไปว่า หากจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2ไม่สามารถจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งสามได้ จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเพียงใด เห็นว่า หากจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมแก่โจทก์ทั้งสามได้ จำเลยย่อมได้ชื่อว่าผิดสัญญาต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม ได้ความว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 30414 ที่โจทก์ทั้งสามขายให้แก่จำเลยมีเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 9 ตารางวา ตกลงซื้อขายกันในราคา 7,989,507 บาท เมื่อพิจารณาประกอบกับสภาพที่ดินของโจทก์ทั้งสามซึ่งมีราคาประเมินของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองแขม เมื่อปี 2547 ตารางวาละ 6,000 บาท หากที่ดินของโจทก์ทั้งสามไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะได้เนื่องจากจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ทั้งสามได้ ที่ดินของโจทก์ทั้งสามย่อมมีราคาลดลง ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายซึ่งจำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ทั้งสาม แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้เฉลี่ยตารางวาละ 1,395.78 บาท นั้น น้อยเกินไป สมควรกำหนดใหม่เป็นตารางวาละ 4,000 บาท เป็นเงิน 14,328,000 บาท ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาขอให้จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ร่วมรับผิดค่าเสียหายกับจำเลยด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับโจทก์ทั้งสามหรือได้ประพฤติผิดสัญญาหรือทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาขอให้จำเลยรื้อถอนกำแพงด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า กำแพงคอนกรีตปิดกั้นทางพิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 136458 ของจำเลยร่วมที่ 1 เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวมาจากจำเลยโดยไม่สุจริต จำเลยร่วมที่ 1 จึงต้องรับโอนมาทั้งหน้าที่เจ้าของภารยทรัพย์ที่ไม่อาจทำให้ประโยชน์ของเจ้าของสามยทรัพย์ลดไปหรือเสื่อมความสะดวกด้วย จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 จึงต้องมีหน้าที่รื้อกำแพงที่ปิดกั้นทางพิพาทออกไป ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนทางภาระจำยอมพิพาทตามแนวเส้นสีส้มในแผนที่วิวาท ในที่ดินโฉนดเลขที่ 136458 และ 1161 ตำบลบางไผ่ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 30415 ตำบลบางไผ่ อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 รื้อกำแพงที่ปิดกั้นทางพิพาท หากไม่สามารถจดทะเบียนเป็นทางภาระจำยอมพิพาทและไม่รื้อกำแพงที่ปิดกั้นทางพิพาท ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 14,328,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2546 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอของโจทก์ทั้งสามนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 374 ม. 1349 ม. 1387 ม. 1390 ม. 1391 ม. 1393
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 44 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำไพ พจนายนหรือสุจิตต์ กับพวก
จำเลย — บริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — นายสุวัฒน์ เลาระวัตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายดนัยศักดิ์ นาควิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายนพพร โพธิรังสิยากร
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2608/2559
#598452
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องจำเป็นต้องนำยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทเนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายแจ้งไปให้ผู้ร้องดำเนินการ การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับเป็นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เป็นเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องไม่สุจริตในการดำเนินการบังคับคดีอย่างไร อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่กำหนดให้ความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียมอยู่ในดุลพินิจของศาล กรณีจึงมีเหตุสมควรกำหนดให้ผู้ร้องไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจาณาคดีใหม่เนื่องจากจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง วันที่ 17 กรกฎาคม 2555 ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับเป็นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ก่อนที่ศาลฎีกาจะอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ผู้คัดค้านมีหมายแจ้งให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 13991 ตำบลลำผักชี อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร วันที่ 15 สิงหาคม 2554 ผู้ร้องจึงได้นำยึดที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งของผู้คัดค้าน แต่เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เป็นผลให้การบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้วเป็นอันเพิกถอนไปในตัวรวมถึงการยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทด้วย ผู้คัดค้านได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดี เป็นเงิน 153,550 บาท คำสั่งและคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านไม่ชอบ เนื่องจากการยึดทรัพย์และการที่ศาลฎีกาอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ มิใช่ความผิดของผู้ร้อง ขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 ผู้คัดค้านมีหมายแจ้งให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 13991 ตำบลลำผักชี อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร วันที่ 15 สิงหาคม 2554 ผู้ร้องจึงได้นำยึดที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งของผู้คัดค้าน วันที่ 17 กรกฎาคม 2555 ศาลฎีกามีคำพิพากษาอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ เนื่องจากจำเลยไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ เป็นผลให้การบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้วเป็นอันเพิกถอนไปในตัว ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดี

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องจะต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดีหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องจำเป็นต้องนำยึดทรัพย์ที่ดินพิพาทในวันที่ 15 สิงหาคม 2554 เนื่องจากผู้คัดค้านมีหมายแจ้งไปให้ผู้ร้องดำเนินการ การที่ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับเป็นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ เป็นเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องไม่สุจริตในการดำเนินการบังคับคดี อย่างไร อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่กำหนดให้ความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียมอยู่ในดุลพินิจของศาล ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย และค่าใช้จ่ายในคดีไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีมีเหตุสมควรกำหนดให้ผู้ร้องไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดี

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในคดี เป็นเงิน 153,550 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายสุทิน ชูสงวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2587/2559
#598444
เปิดฉบับเต็ม

คำหรือข้อความที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการบริการนั้น หากว่าเป็นคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของรายการบริการธนาคารพาณิชย์ที่ขอจดทะเบียนโดยตรงแล้ว คำหรือข้อความนั้นย่อมถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว ส่วนคำหรือข้อความอันเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องหมายบริการที่เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการแล้ว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจมีคำสั่งให้โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนั้นแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำหรือข้อความว่า "Make THE Difference" ดังกล่าวตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 ต้องได้ความว่า คำหรือข้อความนั้นเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการบริการสำหรับบริการธนาคารพาณิชย์ที่ขอจดทะเบียนอันไม่ควรให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวกรณีหนึ่งหรือเป็นกรณีที่คำหรือข้อความดังกล่าวมีลักษณะไม่บ่งเฉพาะ สำหรับกรณีการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "TMB Make THE Difference" เพื่อใช้กับบริการจำพวก 36 รายการบริการ ธนาคารพาณิชย์ นี้ ข้อความว่า "Make THE Difference" เป็นข้อความที่นำเอาภาษาอังกฤษจำนวน 3 คำ มาประกอบกัน ซึ่งเมื่อพิจารณาความหมายของคำดังกล่าวตามพจนานุกรมแล้ว สามารถแปลได้ความหมายรวมกัน "ทำให้เกิดความแตกต่าง หรือสร้างความแตกต่าง" ซึ่งมีลักษณะเป็นคำบรรยายทั่วไป ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการให้บริการธนาคารพาณิชย์อันเป็นรายการบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนแต่อย่างใด ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงคำแนะนำ ยังไม่ใช่คำพรรณนาที่จะทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้โดยทันทีถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการธนาคารพาณิชย์ทั้งปวงซึ่งใช้เครื่องหมายบริการนี้โดยตรงว่ามีลักษณะหรือคุณสมบัติใดเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ผู้ใช้บริการจะต้องจินตนาการหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจึงจะทราบได้ว่าบริการเกี่ยวกับกิจการธนาคารพาณิชย์ของโจทก์แตกต่างจากบริการอื่นอย่างไร นอกจากนี้ข้อความว่า "Make THE Difference" ยังมิได้เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญสำหรับการให้บริการเกี่ยวกับกิจการธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ประกาศกำหนดให้ข้อความดังกล่าวเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการให้บริการธนาคารพาณิชย์ที่โจทก์ขอจดทะเบียนด้วย ข้อความว่า "Make THE Difference" ดังกล่าวจึงเป็นข้อความที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการธนาคารพาณิชย์โดยตรงและมิได้เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายหรือบริการสำหรับรายการบริการธนาคารพาณิชย์ที่โจทก์ขอจดทะเบียน ดังนั้นเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า "TMB Make THE Difference" จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยโจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันข้อความว่า "Make THE Difference"

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ 778739 เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะพึงรับจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย โดยที่โจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความว่า "Make THE Difference" และสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1124/2555 และเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่พณ 0704/22242 กับให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 778739 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "TMB Make THE Difference" ในรูปแบบเป็นคำขอเลขที่ 778739 เพื่อใช้กับบริการจำพวก 36 รายการบริการ ธนาคารพาณิชย์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์บางส่วนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันทั้งหมด ยกเว้นอักษรโรมัน "TMB" ทั้งให้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายคำขอนี้เป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายคำขอเลขที่ 598074 เลขที่ 598075 เลขที่ 607107 เลขที่ 608954 เลขที่ 608955 เลขที่ 650512 และเลขที่ 779743 โจทก์เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำสั่งให้โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำขอนี้เป็นเครื่องหมายชุดข้างต้น โจทก์จึงยื่นหนังสือขอจดทะเบียนเครื่องหมายชุดต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำสั่งว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์บางส่วนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันทั้งหมด ยกเว้นอักษรโรมัน "TMB" โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเด็นนี้ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยเห็นว่าข้อความว่า "Make THE Difference" สื่อความหมายได้ว่า "ทำให้เกิดความแตกต่าง หรือสร้างความแตกต่าง" เมื่อนำมาใช้กับบริการธนาคารพาณิชย์ทำให้เข้าใจได้ว่าบริการภายใต้เครื่องหมายบริการนี้ เป็นบริการที่สร้างความแตกต่างหรือปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างแตกต่างจากบริการที่อื่นๆ นับว่าเป็นข้อความที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ชอบที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการให้แก่โจทก์ภายใต้เงื่อนไขว่าโจทก์ต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความว่า "Make THE Difference" ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนหลักฐานที่โจทก์นำส่งยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่า โจทก์จำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาบริการของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายบริการที่มีภาคส่วนข้อความว่า "Make THE Difference" อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่น ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จึงไม่อาจนำมากล่าวอ้างให้โจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความว่า "Make THE Difference" แต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า อักษรโรมันข้อความว่า "Make THE Difference" ในเครื่องหมายบริการของโจทก์ เป็นข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของรายการบริการธนาคารพาณิชย์ที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรงและโจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรโรมันข้อความว่า "Make THE Difference" หรือไม่ เห็นว่า คำหรือข้อความที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนั้น หากว่าเป็นคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของรายการบริการธนาคารพาณิชย์ที่ขอจดทะเบียนโดยตรงแล้ว คำหรือข้อความนั้นย่อมถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว ส่วนคำหรือข้อความอันเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องหมายบริการ ที่เมื่อโจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการแล้ว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจมีคำสั่งให้โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการนั้นแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้คำหรือข้อความว่า "Make THE Difference" ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต้องได้ความว่า คำหรือข้อความนั้นเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการบริการสำหรับบริการธนาคารพาณิชย์ที่ขอจดทะเบียนอันไม่ควรให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวกรณีหนึ่ง หรือเป็นกรณีที่คำหรือข้อความมีลักษณะไม่บ่งเฉพาะ สำหรับกรณีการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "TMB Make THE Difference" ในรูปแบบเครื่องหมายบริการ เพื่อใช้กับบริการจำพวก 36 รายการบริการ ธนาคารพาณิชย์ นี้ ข้อความว่า "Make THE Difference" เป็นข้อความที่นำเอาคำภาษาอังกฤษจำนวน 3 คำ มาประกอบกัน ได้แก่คำว่า "Make" คำว่า "THE" และคำว่า "Difference" ซึ่งเมื่อพิจารณาความหมายของคำตามพจนานุกรมคำว่า "Make" แปลว่า ทำ ขึ้น สร้าง คำว่า "THE" แปลว่า นี้ นั้น พวก (ที่เฉพาะเจาะจง) และคำว่า "Difference" แปลว่า ความแตกต่าง เมื่อนำมารวมกันประกอบเป็นข้อความว่า "Make THE Difference" แล้ว แปลได้ความหมายว่า "ทำให้เกิดความแตกต่าง หรือสร้างความแตกต่าง" ซึ่งมีลักษณะเป็นคำบรรยายทั่วไป ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการให้บริการธนาคารพาณิชย์อันเป็นรายการบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนแต่อย่างใด ข้อความมีลักษณะเป็นเพียงคำแนะนำ (Suggestive word) เท่านั้น ยังไม่ใช่คำพรรณนา (Descriptive word) ที่จะให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้โดยทันทีถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการธนาคารพาณิชย์ทั้งปวงซึ่งใช้เครื่องหมายบริการนี้โดยตรงว่ามีลักษณะหรือคุณสมบัติใดเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ผู้ใช้บริการจะต้องจินตนาการหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจึงจะทราบได้ว่าบริการเกี่ยวกับกิจการธนาคารพาณิชย์ของโจทก์แตกต่างจากบริการอื่นอย่างไร นอกจากนี้ข้อความว่า "Make THE Difference" ยังมิได้เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญสำหรับการให้บริการเกี่ยวกับกิจการธนาคารพาณิชย์แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ประกาศกำหนดให้ข้อความเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการให้บริการธนาคารพาณิชย์ที่โจทก์ขอจดทะเบียนด้วย ข้อความว่า "Make THE Difference" จึงเป็นข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการธนาคารพาณิชย์โดยตรงและมิได้เป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายหรือบริการสำหรับรายการบริการธนาคารพาณิชย์ที่โจทก์ขอจดทะเบียน ดังนั้นเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า TMB ซึ่งมีข้อความว่า "Make THE Difference" เป็นภาคส่วนประกอบด้วย ในรูปแบบเครื่องหมายบริการ จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยโจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันข้อความว่า "Make THE Difference" ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1124/2555 และคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/22242 ที่สั่งให้โจทก์แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความว่า "Make THE Difference" และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ตามคำขอเลขที่ 778739 ของโจทก์ต่อไป โดยโจทก์ไม่จำต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ข้อความว่า "Make THE Difference" ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง ม. 17 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชเวช สุกิจจวนิข
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2586/2559
#598443
เปิดฉบับเต็ม

ลักษณะการประดิษฐ์ของจำเลยแตกต่างจากลักษณะพิเศษตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ 3 รายการ คือ ในลำดับที่ 1 แผ่นปิดกั้นด้านซ้ายตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเป็นแนวขอบกั้นด้านซ้ายที่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายอย่างน้อยหนึ่งแนวติดตั้งอยู่ สำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดด้านซ้ายจากภายนอก ส่วนการประดิษฐ์ของจำเลย บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเป็นแนวขอบกั้นด้านซ้าย ไม่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายติดตั้งอยู่ แต่จะมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นที่มีรูสำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดจากภายนอก ลำดับที่ 3 แผ่นรองด้านล่างในข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ บริเวณพื้นผิวของแผ่นรองด้านล่างเป็นแนวร่องเปิดด้านบนอย่างน้อยหนึ่งแนว หรือแนวร่องปิดด้านบนอย่างน้อยหนึ่งแนว สำหรับรองรับการยึดของนอตยึดด้านซ้ายที่สอดทะลุผ่านมาจากแนวร่องยึดด้านซ้าย ขณะที่แนวขอบด้านหนึ่งของแผ่นรองด้านล่างสอดเข้าด้านในระหว่างมุมบรรจบด้านหน้าซ้ายกับมุมบรรจบด้านหลังซ้ายของส่วนปิดกั้นด้านซ้าย ส่วนการประดิษฐ์ของจำเลย บริเวณพื้นผิวของแผ่นรองด้านล่างของส่วนรองรับด้านล่างไม่มีแนวร่องเปิดด้านบนหรือแนวร่องปิดด้านบน แต่จะมีรูเจาะสำหรับรองรับการยึดของนอตยึดด้านล่างที่สอดทะลุมาจากส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นของแผ่นปิดกั้นด้านซ้าย ลำดับที่ 7 แผ่นปิดกั้นด้านขวาตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านขวาเป็นแนวขอบกั้นด้านขวาที่มีแนวร่องยึดด้านขวาอย่างน้อยหนึ่งแนวติดตั้งอยู่ สำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดด้านขวาที่สอดทะลุผ่านมาจากแนวร่องยึดด้านขวา ส่วนการประดิษฐ์ของจำเลย บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านขวาเป็นแนวขอบกั้นด้านขวา ไม่มีแนวร่องยึดด้านขวาติดตั้งอยู่ แต่จะมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นของแผ่นปิดกั้นด้านขวาสำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดจากภายนอกลักษณะที่แตกต่างกันในลำดับที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ดังกล่าว ถือเป็นข้อสาระสำคัญเนื่องจากความมุ่งหมายในการประดิษฐ์ของโจทก์ต้องการแก้ไขปัญหาแผ่นป้ายแสดงสถานะด้านบนหลังคายานพาหนะแบบเก่าซึ่งใช้เวลามากในการประกอบติดตั้งยึดแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน โดยการเปิดเผยการประดิษฐ์โดยสมบูรณ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ระบุว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรนี้ ส่วนประกอบต่าง ๆ จะสามารถติดตั้งเข้าด้วยกันหรือถอดออกจากกันได้โดยง่ายด้วยการขันยึดของนอต ดังนั้น วิธีการยึดของนอตจึงหาใช่รายละเอียดปลีกย่อยไม่ ตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์การประกอบแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเข้ากับแผ่นรองด้านล่างใช้วิธีสอดนอตยึดจากภายนอกผ่านแนวร่องยึดด้านซ้ายโดยมีแนวร่องเปิดด้านบนของแผ่นรองด้านล่างรองรับการยึดของนอตยึดด้านซ้าย การประกอบแผ่นปิดกั้นด้านขวาเข้ากับแผ่นรองด้านล่างมีลักษณะเช่นเดียวกันคือใช้วิธีสอดนอตยึดจากภายนอกผ่านแนวร่องยึดด้านขวาโดยมีแนวร่องเปิดด้านบนของแผ่นรองด้านล่างรองรับการยึดของนอตด้านขวา การใช้นอตยึดในการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์จึงต้องอาศัยแนวร่องซึ่งถือว่าเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และขอรับความคุ้มครองตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาการประดิษฐ์ของจำเลยปรากฏว่าแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาไม่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายและแนวร่องยึดด้านขวา กับแผ่นรองด้านล่างไม่มีแนวร่อง โดยแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาของจำเลยมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นด้านซ้ายและด้านขวา และมีรูเพื่อรองรับการสอดผ่านของนอตยึด แผ่นรองด้านล่างมีรูเจาะสำหรับรองรับนอตยึดที่ทะลุมาจากส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นด้านซ้ายและด้านขวา การประดิษฐ์ของจำเลยจึงมีลักษณะแตกต่างจากการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์อย่างชัดเจน

ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 ทวิ สิทธิของผู้ทรงอนุสิทธิบัตรมีขอบเขตดังระบุในข้อถือสิทธิ ซึ่งการวินิจฉัยขอบเขตการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิต้องพิจารณาจากลักษณะของการประดิษฐ์ที่ระบุในรายละเอียดการประดิษฐ์และรูปเขียนประกอบด้วย ในกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ต้องนำลักษณะการประดิษฐ์ที่โจทก์ระบุไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิมาเปรียบเทียบกับการประดิษฐ์ของจำเลย ส่วนที่แตกต่างกันเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าการประดิษฐ์ของจำเลยไม่อยู่ในขอบเขตข้อถือสิทธิของโจทก์ในการพิจารณาเปรียบเทียบจึงไม่อาจละเลยส่วนดังกล่าวได้

การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์มีส่วนประกอบแยกได้ดังนี้ คือ ส่วนปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาที่มีลักษณะเป็นแผ่นสามเหลี่ยม แผ่นรองด้านหลัง ท่อแบนกลวงปิดกั้นด้านบนและแผ่นป้ายปิดด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนประกอบต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นสิ่งสามัญซึ่งใช้ในการประดิษฐ์ทั่ว ๆ ไปจำเลยจึงสามารถนำมาใช้ในการประดิษฐ์ได้ สำหรับรูปทรงภายนอกเมื่อประกอบเสร็จแม้จะมีความคล้ายคลึงกันก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์ เนื่องจากอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นเรื่องการประดิษฐ์หาใช่เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ จำเลยมิได้นำข้อถือสิทธิของโจทก์ในเรื่องแนวร่องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และได้รับความคุ้มครองตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรของโจทก์มาใช้ในการประดิษฐ์ป้ายไฟบนรถแท็กซี่ของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยระงับการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขายและเสนอขายซึ่งผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์แผ่นป้ายแสดงสถานะด้านบนหลังคายานพาหนะ ตามสำเนาอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ซึ่งโจทก์ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2550 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกอนุสิทธิบัตรให้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2552 มีอายุแห่งการคุ้มครองถึงวันที่ 28 มกราคม 2556 จำเลยเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ป้ายไฟบนรถแท็กซี่ ตามสำเนาอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6574 ซึ่งจำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2554 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกอนุสิทธิบัตรให้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 มีอายุแห่งการคุ้มครองถึงวันที่ 7 เมษายน 2560

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนายณัฐพล นักวิชาการตรวจสอบสิทธิบัตร สังกัดกรมทรัพย์สินทางปัญญา มาเบิกความเป็นพยานว่า ลักษณะการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานของจำเลยแตกต่างจากลักษณะพิเศษตามข้อถือสิทธิของโจทก์จำนวน 3 รายการ คือ รายการลำดับที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ตามตารางสรุปการเปรียบเทียบลักษณะของการประดิษฐ์แผ่นป้ายแสดงสถานะบนหลังคายานพาหนะระหว่างวัตถุพยานกับลักษณะของการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ซึ่งมีรายละเอียดคือ ลำดับที่ 1 แผ่นปิดกั้นด้านซ้ายตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเป็นแนวขอบกั้นด้านซ้ายที่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายอย่างน้อยหนึ่งแนวติดตั้งอยู่ สำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดด้านซ้ายจากภายนอก ส่วนการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานของจำเลย บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเป็นแนวขอบกั้นด้านซ้าย ไม่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายติดตั้งอยู่ แต่จะมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นที่มีรูสำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดจากภายนอก ลำดับที่ 3 แผ่นรองด้านล่างในข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ บริเวณพื้นผิวของแผ่นรองด้านล่างเป็นแนวร่องเปิดด้านบนอย่างน้อยหนึ่งแนว หรือแนวร่องปิดด้านบนอย่างน้อยหนึ่งแนว สำหรับรองรับการยึดของนอตยึดด้านซ้ายที่สอดทะลุผ่านมาจากแนวร่องยึดด้านซ้าย ขณะที่แนวขอบด้านหนึ่งของแผ่นรองด้านล่างสอดเข้าด้านในระหว่างมุมบรรจบด้านหน้าซ้ายกับมุมบรรจบด้านหลังซ้ายของส่วนปิดกั้นด้านซ้าย ส่วนการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานของจำเลย บริเวณพื้นผิวของแผ่นรองด้านล่างของส่วนรองรับด้านล่างไม่มีแนวร่องเปิดด้านบนหรือแนวร่องปิดด้านบน แต่จะมีรูเจาะสำหรับรองรับการยึดของนอตยึดด้านล่างที่สอดทะลุมาจากส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นของแผ่นปิดกั้นด้านซ้าย ลำดับที่ 7 แผ่นปิดกั้นด้านขวาตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านขวาเป็นแนวขอบกั้นด้านขวาที่มีแนวร่องยึดด้านขวาอย่างน้อยหนึ่งแนวติดตั้งอยู่ สำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดด้านขวาที่สอดทะลุผ่านมาจากแนวร่องยึดด้านขวา ส่วนการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานของจำเลย บริเวณขอบด้านนอกของแผ่นปิดกั้นด้านขวาเป็นแนวขอบกั้นด้านขวา ไม่มีแนวร่องยึดด้านขวาติดตั้งอยู่ แต่จะมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นของแผ่นปิดกั้นด้านขวา สำหรับรองรับการสอดผ่านของนอตยึดจากภายนอก เห็นว่า ลักษณะที่แตกต่างกันในลำดับที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 ตามคำเบิกความของนายณัฐพลถือเป็นข้อสาระสำคัญ เนื่องจากความมุ่งหมายในการประดิษฐ์ของโจทก์ต้องการแก้ไขปัญหาแผ่นป้ายแสดงสถานะด้านบนหลังคายานพาหนะแบบเก่าซึ่งใช้เวลามากในการประกอบติดตั้งยึดแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน โดยการเปิดเผยการประดิษฐ์โดยสมบูรณ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ ระบุว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรนี้ ส่วนประกอบต่างๆ จะสามารถติดตั้งเข้าด้วยกันหรือถอดออกจากกันได้โดยง่ายด้วยการขันยึดของนอต ดังนั้น วิธีการยึดของนอตจึงหาใช่รายละเอียดปลีกย่อยดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ไม่ ตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์การประกอบแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายเข้ากับแผ่นรองด้านล่างใช้วิธีสอดนอตยึดจากภายนอกผ่านแนวร่องยึดด้านซ้ายโดยมีแนวร่องเปิดด้านบนของแผ่นรองด้านล่างรองรับการยึดของนอตยึดด้านซ้าย การประกอบแผ่นปิดกั้นด้านขวาเข้ากับแผ่นรองด้านล่างมีลักษณะเช่นเดียวกัน คือใช้วิธีสอดนอตยึดจากภายนอกผ่านแนวร่องยึดด้านขวา โดยมีแนวร่องเปิดด้านบนของแผ่นรองด้านล่างรองรับการยึดของนอตด้านขวา การใช้นอตยึดในการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ จึงต้องอาศัยแนวร่องซึ่งถือว่าเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และขอรับความคุ้มครองตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ แต่เมื่อพิจารณาการประดิษฐ์ตามวัตถุพยานของจำเลยปรากฏว่า แผ่นปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาไม่มีแนวร่องยึดด้านซ้ายและแนวร่องยึดด้านขวากับแผ่นรองด้านล่างไม่มีแนวร่อง โดยแผ่นปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาของจำเลยมีส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นด้านซ้ายและด้านขวาและมีรูเพื่อรองรับการสอดผ่านของนอตยึด แผ่นรองด้านล่างมีรูเจาะสำหรับรองรับนอตยึดที่ทะลุมาจากส่วนต่อยื่นด้านล่างจากขอบด้านนอกของแนวขอบกั้นด้านซ้ายและด้านขวา การประดิษฐ์ของจำเลยตามวัตถุพยาน จึงมีลักษณะแตกต่างจากการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์อย่างชัดเจน ที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า แม้การประดิษฐ์ของโจทก์และของจำเลยจะไม่มีส่วนที่เป็นลำดับที่ 1 ที่ 3 และที่ 7 โครงสร้างการประดิษฐ์ส่วนอื่นก็สามารถประกอบกันได้โดยที่ไม่ทำให้เสียโครงสร้างหรือรูปทรงแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 36 ทวิ สิทธิของผู้ทรงอนุสิทธิบัตรมีขอบเขตดังระบุในข้อถือสิทธิ ซึ่งการวินิจฉัยขอบเขตการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิต้องพิจารณาจากลักษณะของการประดิษฐ์ที่ระบุในรายละเอียดการประดิษฐ์และรูปเขียนประกอบด้วย ในกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ ต้องนำลักษณะการประดิษฐ์ที่โจทก์ระบุไว้ในรายละเอียดการประดิษฐ์ตามข้อถือสิทธิมาเปรียบเทียบกับการประดิษฐ์ของจำเลย ส่วนที่แตกต่างกันเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าการประดิษฐ์ของจำเลยไม่อยู่ในขอบเขตข้อถือสิทธิของโจทก์ ในการพิจารณาเปรียบเทียบจึงไม่อาจละเลยส่วนดังกล่าวได้ ส่วนกรณีที่ชิ้นส่วนประกอบที่โจทก์และจำเลยใช้มีลักษณะคล้ายคลึงกันนั้น เห็นว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์มีส่วนประกอบแยกได้ดังนี้คือ ส่วนปิดกั้นด้านซ้ายและด้านขวาที่มีลักษณะเป็นแผ่นสามเหลี่ยม แผ่นรองด้านล่าง ท่อแบนกลวงปิดกั้นด้านบนและแผ่นป้ายปิดด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนประกอบต่างๆ เป็นสิ่งสามัญซึ่งใช้ในการประดิษฐ์ทั่วๆ ไป จำเลยจึงสามารถนำมาใช้ในการประดิษฐ์ได้ สำหรับรูปทรงภายนอกเมื่อประกอบเสร็จแม้จะมีความคล้ายคลึงกัน ก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ เนื่องจากอนุสิทธิบัตรของโจทก์เป็นเรื่องการประดิษฐ์หาใช่เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมิได้นำข้อถือสิทธิของโจทก์ในเรื่องแนวร่องซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และได้รับความคุ้มครองตามข้อถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 มาใช้ในการประดิษฐ์ป้ายไฟบนรถแท็กซี่ของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4715 ของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 ทวิ ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวฉันทนา ผมหอม
จำเลย — นายสมชาย สุมาลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางวชิราภรณ์ อังศุพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา