คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2559
#596816
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิผู้อื่นจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด และมาตรา 90/12 ก็ไม่มีข้อห้ามลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อบังคับให้นายจ้างปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้นเมื่อศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยโดยจำเลยเป็นผู้ทำแทนแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจึงสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างชำระค่าจ้างค้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ได้ และพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งได้ ทั้งนี้ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันในคดีที่จำเลยขอฟื้นฟูกิจการหรือไม่ก็ตาม เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์และแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 ไม่ปฏิบัติตามและไม่ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งภายในกำหนด คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยอันมีผลเสมือนว่าไม่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้ และศาลแรงงานกลางสามารถถือตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นที่สุดแล้วได้โดยไม่ต้องไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ที่ 22/2555 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 โดยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายรวมเป็นเงิน 2,356,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างที่ค้างในแต่ละงวดนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 541,020 บาท รวมเป็นเงิน 2,897,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,356,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างเป็นเงินจำนวน 2,356,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ในแต่ละงวดนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 541,020 บาท รวมเป็นเงิน 2,897,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,356,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยเริ่มทำงานวันที่ 1 มิถุนายน 2547 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายอำนวยการ รับเงินเดือนอัตราเดือนละ 123,900 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 ถึงเดือนเมษายน 2554 จำเลยจ่ายเงินเดือนให้โจทก์เพียงเดือนละ 40,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกเดือนละ 83,900 บาท จำเลยจะจ่ายให้ภายหลัง ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2553 บริษัทบางนา เอส.อี.ซี.กรุ๊ป จำกัด ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางฟื้นฟูกิจการของจำเลยเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.25/2553 วันที่ 21 มิถุนายน 2554 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 จำเลยออกหนังสือรับรองว่าจำเลยค้างค่าจ้างโจทก์รวม 1,480,330 บาท วันที่ 25 มิถุนายน 2555 โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ ต่อมาพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 2,356,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2555 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2555 และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ซึ่งเป็นช่วงเวลาในระหว่างที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้จำเลยฟื้นฟูกิจการเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.25/2553 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 ไม่ได้ห้ามโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งและแจ้งให้จำเลยทราบเป็นหนังสือเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 จำเลยไม่ได้นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าว และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ เพราะอยู่ในขณะที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผน โจทก์ได้แต่ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 ถึงมาตรา 90/33 เท่านั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิผู้อื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อมาตรา 90/12 มีข้อห้ามถึง 11 อนุมาตรา แต่ไม่มีอนุมาตราใดห้ามโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ และพนักงานตรวจแรงงานย่อมสามารถมีคำสั่งได้ ทั้งนี้ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันในคดีที่จำเลยขอฟื้นฟูกิจการแล้วหรือไม่ก็ตาม กรณีไม่ต้องด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2545 ที่จำเลยอ้างเพราะคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ใช้สิทธิฟ้องต่อศาลแรงงานในขณะที่มูลเลิกจ้างตามฟ้องนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงาน แต่คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และมายื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในมูลหนี้เดียวกันเท่านั้น ซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผน อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยจึงยังอยู่ที่จำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานส่งคำสั่งให้แก่จำเลย จำเลยไม่ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งภายในกำหนด คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ครั้นต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2555 โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อบังคับตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ 9 ตุลาคม 2555 ได้เพราะไม่ต้องห้ามฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) อีกต่อไป และศาลแรงงานกลางก็สามารถถือตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นที่สุดดังกล่าวแล้วได้โดยไม่ต้องไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงใหม่ดังที่จำเลยอุทธรณ์ จำเลยจึงต้องถือปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอธิคม สุระสุนทร
บริษัทเอส.อี.ซี.ออโต้เซลส์
จำเลย — แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุเจตน์ สถาพรนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งศาลฎีกาที่ 2065/2559
#601542
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตปกครองของโจทก์ จำเลยก่อตั้งสำนักสงฆ์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตาม พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 50 (9) ประกอบด้วย พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 122 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ.2553 ข้อ 6 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สิน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 27985 ตั้งอยู่ที่บ้านโนนจำปา หมู่ที่ 2 ตำบลสามัคคีพัฒนา อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร หากไม่สามารถรื้อถอนได้ให้ตกเป็นส่วนควบกับที่ดิน และห้ามจำเลยกับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 27985 ตั้งอยู่ที่บ้านโนนจำปา หมู่ที่ 2 ตำบลสามัคคีพัฒนา อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร หากจำเลยไม่ขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปหรือหากไม่สามารถรื้อถอนได้ให้ตกเป็นส่วนควบกับที่ดิน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินที่พิพาทจากทางราชการ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิก่อตั้งสำนักสงฆ์และอยู่ในที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตปกครองของเทศบาลตำบลสามัคคีพัฒนาโจทก์ และจำเลยก่อตั้งสำนักสงฆ์ในที่ดินพิพาทตามรูปแผนที่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 50(9) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 122 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ.2553 ข้อ 6 วรรคสอง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า การที่นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสามัคคีพัฒนานำคดีมาฟ้องโดยไม่ได้รับความยินยอมเห็นชอบจากสภาเทศบาลตำบลสามัคคีพัฒนา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ม. 50 (9)
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลสามัคคีพัฒนา
จำเลย — พระประเสริฐ ญาณวโรหรือคิดโสดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นางสาวสุภาพร เนตรเขียน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฎฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2559
#596811
เปิดฉบับเต็ม

การนำเข้าระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติของโจทก์ไม่ใช่การซื้อแบบแยกชิ้นเฉพาะส่วนที่เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน อันมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่มีลักษณะเป็นการซื้อสินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องประกอบไปด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นที่จะต้องใส่ลงไปเฉพาะสินค้าชิ้นนั้น เพื่อให้สินค้าชิ้นนั้นเริ่มทำงานหรือใช้งานได้ อันมีลักษณะที่ไม่สามารถแยกจากส่วนประกอบอื่นได้ จึงไม่อาจฟังได้ว่า โจทก์นำเข้าระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติจากผู้ผลิตในต่างประเทศ โดยแยกราคาโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานออกจากโครงสร้างหลักให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศ ที่จะถือเป็นค่าลิขสิทธิ์อันเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3) โจทก์จึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตาม มาตรา 70 ไม่ถือว่าเป็นการให้บริการที่ทำในต่างประเทศและมีการใช้บริการในราชอาณาจักร อันจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของเจ้าพนักงานประเมิน ตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ (ต.ส.11) เลขที่ กค. 0724/ภญ/22196 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 20, 22 และ 27 เลขที่ NSN : ภ.ง.ด. 73.1-02008390-25501022-022-00001 (ที่ถูก 73.1-02008390-25501022-002-00001) ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 เลขที่ NSN : ภ.ง.ด. 74.1-02008390-25501022-002-00001 เลขที่ NSN : ภ.ง.ด. 74.1-02008390-25501022-002-00002 เลขที่ NSN : ภ.ง.ด. 74.1-02008390-25501022-002-00003 เลขที่ NSN : ภ.ง.ด. 74.1-02008390-25501022-002-00004 เลขที่ NSN : ภ.ง.ด. 74.1-02008390-25501022-002-00005 เลขที่ NSN : ภ.ง.ด. 74.1-02008390-25501022-002-00006 เลขที่ NSN : ภ.ง.ด. 74.1-02008390-25501022-002-00007 และเลขที่ NSN : ภ.ง.ด. 74.1-02008390-25501022-002-00008 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.75.1) เลขที่ NSN : ภ.พ. 75.1-02008390-25501022-002-0001 (ที่ถูก 75.1-02008390-25501022-005-00001) เลขที่ NSN : ภ.พ. 75.1-02008390-25501022-002-0002 (ที่ถูก 75.1-02008390-25501022-005-00002) เลขที่ NSN : ภ.พ. 75.1-02008390-25501022-002-0003 (ที่ถูก 75.1-02008390-25501022-005-00003) เลขที่ NSN : ภ.พ. 75.1-02008390-25501022-002-0004 (ที่ถูก 75.1-02008390-25501022-005-00004) เลขที่ NSN : ภ.พ. 75.1-02008390-25501022-002-0005 (ที่ถูก 75.1-02008390-25501022-005-00005) เลขที่ NSN : ภ.พ. 75.1-02008390-25501022-002-0006 (ที่ถูก 75.1-02008390-25501022-005-00006) เลขที่ NSN : ภ.พ. 75.1-02008390-25501022-002-0007 (ที่ถูก 75.1-02008390-25501022-005-00007) และเลขที่ NSN : ภ.พ. 75.1-02008390-25501022-005-0008 (ที่ถูก 75.1-02008390-25501022-005-00008) ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.2)/23/2553 เลขที่ ภญ.(อธ.2)/24/2553 เลขที่ ภญ.(อธ.2)/25/2553 และเลขที่ ภญ.(อธ.2)/26/2553 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 กับงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภ.ง.ด. 74.1-02008390-25501022-002-00001 ถึงเลขที่ ภ.ง.ด. 74.1-02008390-25501022-002-00008 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 รวม 8 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.2)/25/2553 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 โดยให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 117,774.08 บาท และเงินเพิ่ม 117,774.08 บาท รวมเป็นเงิน 235,548.15 บาท แก้ไขการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภ.พ.75.1-02008390-25501022-002-00001 ถึงเลขที่ ภ.พ.75.1-02008390-25501022-002-00008 (ที่ถูก ภ.พ.75.1-02008390-25501022-005-00001 ถึงเลขที่ ภ.พ.75.1-02008390-25501022-005-00008) ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 รวม 8 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.2)/26/2553 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 โดยให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 54,961.24 บาท และเงินเพิ่ม 54,961.24 บาท รวมเป็นเงิน 109,922.48 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า วันที่ 27 กรกฎาคม 2530 โจทก์จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีทุนจดทะเบียน 12,000,000 บาท มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการทุกประเภทที่เกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก ซื้อ ขาย ผลิต ให้เช่า ติดตั้ง และซ่อมแซมโทรศัพท์ระบบตู้สาขา ระบบโทรศัพท์แบบกดปุ่ม อุปกรณ์โทรศัพท์ ฯลฯ ให้แก่กลุ่มลูกค้าทั้งหน่วยงานราชการและภาคเอกชน รวมทั้งให้บริการหลังการขายด้วย ตามสำเนาหนังสือรับรอง วันที่ 22 ตุลาคม 2550 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือถึงโจทก์รวม 18 ฉบับ ให้ชำระภาษีเพิ่มเติม ฉบับที่ 1 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิแจ้งว่า โจทก์ต้องปรับปรุงรายได้เพิ่มขึ้น 409,999,000 บาท และแสดงรายจ่ายต้องห้ามต่ำไป 242,990.65 บาท ทำให้โจทก์ไม่มีผลขาดทุนสุทธิและผลขาดทุนสะสมที่จะนำไปหักจากกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป ฉบับที่ 2 หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2543 จำนวน 65,978,839.97 บาท เบี้ยปรับ 65,978,839.97 บาท และเงินเพิ่ม 65,978,839.97 บาท รวม 197,936,519.91 บาท ว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว โจทก์จดทะเบียนเพิ่มทุนโดยออกหุ้นบุริมสิทธิ 1 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท เสนอขายให้แก่บริษัทเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ในราคา 410,000,000 บาท โดยบันทึกส่วนเกินมูลค่าหุ้น 409,999,000 บาท ซึ่งเงินที่ได้รับจากการขายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวไม่ใช่ส่วนเกินมูลค่าหุ้นดังกล่าวแต่ถือเป็นเงินให้เปล่าหรือเงินช่วยเหลือ จึงถือเป็นรายรับของโจทก์เข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ซึ่งต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 นอกจากนี้โจทก์คำนวณกำไรขาดทุนจากการจำหน่ายรถยนต์นั่งที่ซื้อมา 2,180,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และขายไป 1,242,990.65 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโจทก์นำรายจ่ายดังกล่าวบวกกลับเป็นรายได้เพียง 937,009.35 บาท ต่ำกว่าจำนวนที่แท้จริง 242,990.65 บาท เพราะมูลค่าต้นทุนทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท ต้องห้ามมิให้ถือว่าเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ฉบับที่ 3 ถึง 18 หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 พร้อมเงินเพิ่มกับภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มสำหรับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน 2542 กับเดือนมกราคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2543 และเดือนพฤศจิกายน 2543 โดยระบุว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2543 โจทก์สั่งซื้อระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ (Private Automatic Branch Exchange) หรือตู้ PABX จากผู้ผลิตในต่างประเทศ โดยนำเข้าในลักษณะของสินค้าสำเร็จรูปหนึ่งชุด ซึ่งประกอบไปด้วยโครงสร้างตู้หลัก แผงวงจร ส่วนควบคุม หัวเครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์ประกอบ ซึ่งในส่วนควบคุมจะมีส่วนประกอบสำคัญ คือ หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) Power Supply แผงวงจรต่อเชื่อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ในโปรแกรมตู้ PABX แผงวงจรสายภายใน แผงวงจรสายภายนอก แผงวงจรต่อเชื่อมกับเครื่องโอเปอเรเตอร์ และแผ่น FD ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานที่เรียกว่า ระบบปฏิบัติการ (Operating System) สำหรับบันทึกลงในเครื่องเพียงครั้งเดียว เพื่อให้เครื่องสามารถเปิดใช้งานได้ จากการตรวจสอบใบแจ้งหนี้/อินวอยซ์ และใบขนสินค้าขาเข้า ปรากฏว่า โจทก์แยกรายการชิ้นส่วนของระบบตู้ PABX โดยแผ่นบันทึกข้อมูล FD (software) ถูกแยกรายการและราคาออกจากอุปกรณ์อื่น ซึ่งจำเลยมีแนววินิจฉัยตามหนังสือตอบข้อหารือที่ กค 0706/1347 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 ว่า กรณีบริษัทแยกราคาจำหน่ายซอฟท์แวร์ออกจากราคาของตัวเครื่อง เฉพาะเงินได้ที่ได้รับสำหรับค่าซอฟท์แวร์ (software) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามข้อ 3/2 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 และมาตรา 83/6 (2) โจทก์จ่ายค่าซอฟท์แวร์ให้แก่บริษัทเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2542 เดือนมกราคม ถึงพฤษภาคม และเดือนพฤศจิกายน 2543 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงต้องนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย 760,879.62 บาท เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 จำนวน 760,879.62 บาท รวม 1,521,759.24 บาท และต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 335,077.16 บาท เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 จำนวน 335,077.16 บาท รวม 710,154.32 บาท รวมเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 18 ฉบับ 200,168,433.47 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ค่าซอฟท์แวร์ที่โจทก์ชำระให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศเป็นการชำระค่าสิทธิ ซึ่งโจทก์ต้องมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าซอฟท์แวร์โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานและซอฟท์แวร์ในส่วนขยาย แม้จะมีชุดคำสั่งแตกต่างกัน ปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็เป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่จัดการเกี่ยวกับหน้าที่ภายในของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทำหน้าที่สั่งการให้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ต่างๆ ดังที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้กำหนดไว้ ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์พื้นฐานและซอฟท์แวร์ในส่วนขยายจึงเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์และไม่มีความแตกต่างกัน นอกจากนี้โจทก์นำเข้าระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ (Private Automatic Branch Exchange) หรือ PABX ที่ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 5 ส่วน คือ โครงสร้างตู้หลัก แผงวงจร ส่วนควบคุมหลัก หัวเครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ประกอบจะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้ ซึ่งส่วนประกอบสำคัญคือ ส่วนควบคุมหลักจะประกอบด้วยหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) และระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานที่เรียกว่า ระบบปฏิบัติการ (operating system) ตามประเภทของระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ PABX นั้น หน่วยประมวลผล (CPU) ไม่สามารถทำงานได้จะต้องมีระบบปฏิบัติการ (operating system) สำหรับบันทึกลงอยู่ในเครื่องเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพื่อให้เครื่องสามารถเปิดใช้งานได้ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการเฉพาะที่ใช้กับเครื่องรุ่นนั้นๆ จะนำมาใช้ต่างรุ่นและหรือต่างเครื่องกันมิได้ ระบบปฏิบัติการ (operating system) เป็นตัวกำหนดความสามารถทำงานของระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ PABX ซึ่งติดไปกับตัวสินค้า การสั่งซื้อระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ PABX จะมีส่วนสำคัญคือระบบปฏิบัติการซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้เฉพาะเครื่องนั้น จะนำไปใช้กับเครื่องอื่นไม่ได้ อันมีลักษณะของวัตถุแห่งสิทธิเป็นการหวงกัน การที่ผู้ขายในต่างประเทศขายตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ PABX เฉพาะรุ่นเฉพาะเครื่องไม่สามารถนำระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานไปใช้กับเครื่องอื่นหรือรุ่นอื่นได้ จึงเป็นลักษณะของการหวงกันที่ผู้ขายในต่างประเทศมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะให้ผู้ใดใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานได้ ซึ่งผู้ขายเป็นบริษัทแม่ของโจทก์ย่อมต้องให้โจทก์ใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานอย่างแน่นอน และโจทก์สำแดงราคาระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานแยกออกจากราคาสินค้าของส่วนประกอบอื่นของระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ PABX ไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าอย่างชัดเจนนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์สั่งซื้อระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ (Private Automatic Branch Exchange) หรือ PABX จากผู้ผลิตในต่างประเทศ โดยนำเข้ามาในลักษณะของสินค้าสำเร็จรูปชุดหนึ่งประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 5 ส่วน คือ โครงสร้างตู้หลัก แผงวงจร ส่วนควบคุมหลัก หัวเครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ประกอบจะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้ ส่วนประกอบสำคัญ คือ ส่วนควบคุมหลักจะประกอบด้วยหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) และระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ที่เรียกว่า ระบบปฏิบัติการ (operating system) ส่วนประกอบอื่นและหน่วยประมวลผลกลางไม่สามารถทำงานได้โดยตัวเอง จะต้องมีระบบปฏิบัติการสำหรับบันทึกลงในเครื่องเพียงครั้งเดียวเท่านั้นให้เครื่องสามารถเปิดใช้งานได้ ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานแต่ละเครื่องและแต่ละรุ่นไม่สามารถใช้สลับเครื่องหรือนำไปใช้กับระบบตู้สาขาโทรศัพท์อื่นได้ แม้ขณะที่โจทก์นำสินค้าพิพาทเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์แยกรายการชิ้นส่วนของระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ ในใบขนสินค้าขาเข้า โดยแยกรายการแผ่นบันทึกข้อมูล FD (Software) และราคาออกจากอุปกรณ์อื่น แต่เนื่องจากแผ่นบันทึกข้อมูลดังกล่าวเป็นระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานได้ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จำเป็นในการทำงานของเครื่องและใช้ได้กับเครื่องที่ระบุไว้เท่านั้นจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องควบคุมของระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติ เพราะหากไม่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานดังกล่าว ระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติก็ไม่สามารถทำงานได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การนำเข้าสินค้าพิพาทของโจทก์ไม่ใช่การซื้อแบบแยกชิ้นเฉพาะส่วนที่เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานอันมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่มีลักษณะเป็นการซื้อสินค้าชนิดหนึ่งที่ต้องประกอบไปด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นที่จะต้องใส่ลงไปเฉพาะสินค้าชิ้นนั้น เพื่อให้สินค้าชิ้นนั้นสามารถเริ่มทำงานหรือใช้งานได้ อันมีลักษณะที่ไม่สามารถแยกจากส่วนประกอบอื่นได้ กรณีของโจทก์จึงไม่อาจฟังได้ว่า โจทก์นำเข้าระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติจากผู้ผลิตในต่างประเทศ โดยแยกราคาโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานออกจากโครงสร้างหลักให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศ ที่จะถือเป็นค่าลิขสิทธิ์อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (3) ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 และไม่ถือว่าเป็นการให้บริการที่ทำในต่างประเทศและมีการใช้บริการในราชอาณาจักร อันจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้ ให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ในกรณีออกหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มทุนโดยมีส่วนล้ำมูลค่าหุ้นสูงกว่าความเป็นจริง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (3) ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็นอีซี (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2049/2559
#598449
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีนักวิชาการสรรพสามิตชำนาญการเบิกความว่า จำเลยจัดทำประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าสุราที่ทำในราชอาณาจักร เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักร เมื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี พ.ศ.2552 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 โดยจำเลยดำเนินการศึกษากำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีสุราทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในตลาดสุราชนิดเบียร์ ผลการศึกษาปรากฏว่าวิธี Equal Ex - Factory Price เป็นวิธีการคำนวณหาราคาขาย ณ โรงงานสุราเพื่อเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีสุราที่เหมาะสมที่สุด ก่อให้เกิดความเป็นธรรมและเสริมสร้างยุทธศาสตร์ในการแข่งขันในระหว่างผู้รับใบอนุญาตทำสุราประเภทเบียร์ด้วยกันและเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค การแบ่งเบียร์เป็น 3 ระดับ เป็นการพิจารณาจากเป้าหมายทางการตลาดและการจัดวางตำแหน่งทางการตลาดของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายกำหนดเอง และความแตกต่างของราคาแต่ละระดับ เป็นไปตามข้อเท็จจริงในท้องตลาด จำเลยมิได้กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราตามอำเภอใจ และสำหรับเบียร์สด มีวิธีการจำหน่ายแตกต่างจากเบียร์บรรจุขวดหรือกระป๋องที่วางจำหน่ายในท้องตลาด เพราะเบียร์สด (ถัง) ต้องจำหน่ายเฉพาะที่ เนื่องจากต้องมีอุปกรณ์หัวจ่าย อีกทั้งมูลค่าเบียร์สดจะแตกต่างกันไปตามสถานที่ เช่น ร้านอาหาร หรือสถานเริงรมย์ ในการศึกษาหลักเกณฑ์จึงมิได้มีการนำเบียร์สดเข้าจัดกลุ่มหรือระดับ โจทก์มิได้โต้แย้งว่า หลักเกณฑ์การคิดคำนวณตามประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าวไม่ถูกต้อง โดยโจทก์คงกล่าวอ้างแต่เพียงว่า เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหายจากการจำหน่ายเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ของโจทก์ และเตรียมรองรับภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ถดถอยอันเนื่องมาจากวิกฤติการณ์ทางการเงินของโลก โจทก์จึงมีนโยบายปรับลดกำไรจากการขายเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ ณ โรงงานของโจทก์ลง หากจำเลยประกาศกำหนดราคาขาย ณ โรงงานใหม่ตามที่โจทก์แจ้ง จะทำให้ราคาขายส่งและขายปลีกลดลงได้ต่อไป โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นได้ว่าหากปรับลดราคาเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ ณ โรงงานของโจทก์ลงแล้ว จะมีความสัมพันธ์กับการลดลงของราคาขายเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ข้ออ้างของโจทก์ยังขัดแย้งกับพยานโจทก์ว่าราคาขายปลีกเป็นเรื่องของผู้บริโภคแต่ละรายจะเป็นผู้กำหนดเอง และข้ออ้างโจทก์ยังขัดแย้งกับหนังสือของโจทก์ เรื่อง การปรับราคาขาย ณ โรงงานสุราแช่ ชนิดเบียร์ ชื่อสิงห์ โดยราคาขายปลีกผู้บริโภคไม่มีส่วนสัมพันธ์กับราคาขาย ณ โรงงาน และข้ออ้างของโจทก์ในการประหยัดต่อขนาดหนึ่งพันล้านลิตร โจทก์ก็ไม่นำสืบให้เห็นว่าการประหยัดต่อขนาดทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างไร หรือโจทก์สามารถบริหารการจัดซื้อวัตถุดิบและควบคุมการผลิตให้มีประสิทธิภาพอย่างไร โจทก์จึงปราศจากพยานหลักฐานและเหตุผลให้รับฟังได้ว่า ราคาขายของเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ ณ โรงงานสุราของโจทก์ที่จะปรับลดนั้น เป็นราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติตาม พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 มาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษี 1,042,477,921.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และชำระค่าภาษีที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยมากกว่าที่ต้องเสียจากยอดขายเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศของจำเลยและจำเลยประกาศกำหนดมูลค่าของสุราหรือจำเลยรับราคาตามที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 332,782,605.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 และชำระค่าเสียหายวันละ 1,109,275.35 บาท จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศของจำเลยและจำเลยประกาศกำหนดมูลค่าของสุราหรือจำเลยรับราคาตามที่โจทก์ขอ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสุราแช่ชนิดเบียร์ มีบริษัทสิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโจทก์โดยถือหุ้น 18,605,513 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของหุ้นทั้งหมด และบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทสิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด โดยถือหุ้น 25,150,213 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 99.99 บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเป็นผู้ทำเบียร์เพื่อจำหน่าย และได้รับอนุญาตให้ผลิตเบียร์ชื่อสิงห์หรือที่เรียกว่าเบียร์สิงห์ออกจำหน่าย เมื่อโจทก์จดทะเบียนตั้งบริษัทแล้ว บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาที่ได้รับอนุญาตให้โจทก์เป็นผู้ผลิตจำหน่ายเบียร์ 21 สิงหาคม 2546 จำเลยออกประกาศ เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ประกาศราคาขายเบียร์ที่ผลิตจากโรงงานเบียร์ในทุกชื่อที่ผลิตในขณะนั้น โดยจำเลยอ้างพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2593 มาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม โดยในส่วนของเบียร์สิงห์ ดีกรี 4.9 จำเลยกำหนด ขนาดภาชนะบรรจุ (ขวด) 0.63 ลิตร (ขวด) และ 0.33 ลิตร (กระป๋อง) ราคาขาย ณ โรงงาน (บาท/ภาชนะ) 36.95 บาท 21.38 บาท และ 21.38 บาท ตามลำดับ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าโจทก์จะปรับลดกำไรจากการขายเบียร์สิงห์ ณ โรงงานของโจทก์ลงจากเดิมที่ร้อยละ 13.62 ถึง 27.72 ของราคาขาย ณ โรงงาน ลงมาเป็นร้อยละ 3.18 ถึง 22.25 ของราคาขาย ณ โรงงาน ประกอบกับการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ที่เกิดขึ้นเนื่องจากโจทก์ทำการผลิตเบียร์ได้เพิ่มขึ้นจนถึงหนึ่งพันล้านลิตรต่อปี ทำให้โจทก์สามารถกำหนดราคาขาย ณ โรงงานของเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ลดต่ำลงและโจทก์ควรต้องเสียภาษีลดลง จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี กรมสรรพสามิตโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศกำหนดมูลค่าของสุราแช่ชนิดเบียร์บรรจุขวดและกระป๋องที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 มาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม โดยแบ่งเบียร์ออกเป็นกลุ่มและกำหนดให้แต่ละกลุ่มมีมูลค่าในการคำนวณภาษีเท่ากัน ซึ่งเบียร์สิงห์ แรงแอลกอฮอล์ 5 ดีกรี ยังคงอยู่ในกลุ่มที่ต้องชำระภาษีสุราจากฐานราคาขาย ณ โรงงานสุรา ในขนาดบรรจุ (ขวด) 0.63 ลิตร (ขวด) 0.33 ลิตร และ (กระป๋อง) 0.33 ลิตร ภาชนะละ 36.95 บาท 21.38 บาท และ 21.38 บาท ตามลำดับ กรณีเบียร์สดขนาดบรรจุ (ถัง) 30 ลิตร และ 50 ลิตร ให้ส่งรายละเอียดประกอบการคำนวณต้นทุนการทำสุรา เช่น วิธีการคำนวณต้นทุน วัตถุดิบ วิธีการคำนวณค่าแรงงานทางตรง ค่าใช้จ่ายการผลิต ค่าน้ำ ค่าไฟ พร้อมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ พร้อมแจ้งราคาขายปลีก เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาราคาขาย ณ โรงงานสุรา ให้กรมสรรพสามิตโดยด่วน" วันที่ 12 มกราคม 2552 โจทก์ทำหนังสืออุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของจำเลยไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและจำเลยว่า เมื่อราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติของเบียร์สิงห์ได้เปลี่ยนไปตามที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่นำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่ออนุมัติออกประกาศกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุรา จำเลยไม่มีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งตามหนังสือที่แจ้งโจทก์ว่า ให้ถือราคาตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และประกาศกรมสรรพสามิตฉบับดังกล่าวมิได้กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติ วันที่ 12 มกราคม 2552 โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยเกี่ยวกับรายละเอียดการคำนวณต้นทุนการผลิตเบียร์สดสิงห์ วันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า สุราแช่ชนิดเบียร์ ชื่อสิงห์ แรงแอลกอฮอล์ 5 ดีกรี ใช้กรรมวิธีการผลิต รูปแบบฉลากและภาชนะบรรจุสุราเหมือนกับเบียร์สิงห์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายอยู่เดิมและมีราคาขายปลีกอยู่ในระดับเดิม จึงไม่สอดคล้องกับที่โจทก์แจ้งว่ามีนโยบายปรับลดกำไรซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกลดลง นอกจากนี้ที่โจทก์แจ้งว่าสามารถผลิตเบียร์ได้หนึ่งพันล้านลิตรต่อปี แต่ตามสัญญาที่โจทก์ทำไว้กับจำเลย โจทก์มีกำลังการผลิตเบียร์ได้ไม่เกินห้าร้อยล้านลิตรต่อปีและผลิตจริงไม่เกินห้าร้อยล้านลิตรต่อปี จึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริง และจากการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตเบียร์สดบรรจุถัง ก็มิได้แสดงที่มาของต้นทุนตามโครงสร้างต้นทุนการผลิตที่แจ้งลดลง จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าเบียร์ดังกล่าวมีมูลค่าลดลง และกระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงกำหนดชนิดของสุราและอัตราภาษีสุรา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2552 ปรับเพิ่มอัตราภาษีสุราแช่ชนิดเบียร์ตามมูลค่าเป็นร้อยละ 60 จำเลยโดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงประกาศกำหนดมูลค่าของสุราแช่ชนิดเบียร์ใหม่ ตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 วันที่ 26 พฤษภาคม 2552 โจทก์ทำหนังสืออุทธรณ์โต้แย้งประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ที่กำหนดมูลค่าเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์โดยมีเหตุโต้แย้งในทำนองเดียวกับที่โจทก์เคยอุทธรณ์โต้แย้งไม่เห็นด้วยกับประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ราคาขายเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ ณ โรงงานสุราของโจทก์ที่โจทก์มีนโยบายปรับราคาลดลง เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหายและเตรียมรองรับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ถือเป็นราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติตามมาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 และจำเลยต้องดำเนินการเพื่อปรับปรุงการคำนวณมูลค่าของสุราตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ซึ่งมีผลบังคับใช้ต่อมาในภายหลัง โดยกำหนดราคาขายของเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ ณ โรงงานสุรา ให้เป็นไปตามที่โจทก์แจ้งปรับลดราคาขาย ณ โรงงานสุราของโจทก์ หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 8 จัตวา บัญญัติว่า "การเสียภาษีสุราตามมูลค่านั้น ให้ถือมูลค่าตาม (1) และ (2) โดยให้รวมภาษีสุราที่พึงต้องชำระด้วย ดังนี้ (1) ในกรณีสุราที่ทำในราชอาณาจักร ให้ถือตามราคาขาย ณ โรงงานสุรา ในกรณีไม่มีราคาขาย ณ โรงงานสุรา หรือราคาขาย ณ โรงงานสุรา ดังกล่าวมีหลายราคาให้ถือตามราคาที่อธิบดีประกาศ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักร เพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยกำหนดจากราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติได้ ..." โดยในข้อนี้โจทก์นำสืบในทำนองว่า ราคาเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี พ.ศ.2552 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ต้องเป็นราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 มาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้หากมีปัจจัยทำให้ราคาขาย ณ โรงงานสุราเพิ่มขึ้นหรือลดลง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนหรือกำไร เพราะราคาขายก็คือต้นทุนรวมบวกกับกำไร ดังนั้น เมื่อโจทก์มีนโยบายปรับลดกำไรจากการขายเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ ณ โรงงานสุราของโจทก์ลง ประกอบกับการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ที่เกิดขึ้นเนื่องจากโจทก์ทำการผลิตเบียร์ได้เพิ่มขึ้นจนถึงหนึ่งพันล้านลิตรต่อปี จึงทำให้ราคาขาย ณ โรงงานสุราของโจทก์สำหรับเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ตามประกาศกรมสรรพสามิตทั้งสองฉบับดังกล่าวลดลงไปด้วย ส่วนจำเลยนำสืบในทำนองว่า เบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ของโจทก์มีกรรมวิธีการผลิต รูปแบบฉลาก และภาชนะบรรจุสุราเหมือนเดิมทุกประการ โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มูลค่าของเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ลดลง และที่โจทก์อ้างเรื่องการเพิ่มกำลังการผลิตเป็นหนึ่งพันล้านลิตรต่อปีนั้น เป็นการนำกำลังการผลิตของบริษัทขอนแก่นบริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือมารวมคำนวณกับกำลังการผลิตของโจทก์ แล้วอ้างว่าการจัดซื้อวัตถุดิบมีประสิทธิภาพมากขึ้นทำให้ต้นทุนลดลง ไม่ใช่ต้นทุนแท้จริงของโจทก์ ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าต้นทุนลดลง จากข้อโต้แย้งของคู่ความดังกล่าวในเบื้องต้นเห็นว่า จำเลยมีนายอาคม นักวิชาการสรรพสามิตชำนาญการเบิกความว่า จำเลยจัดทำประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และประกาศ กรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 โดยจำเลยดำเนินการศึกษากำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีสุราทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในตลาดสุราแช่ชนิดเบียร์ ผลการศึกษาปรากฏว่า วิธี Equal Ex - Factory Price เป็นวิธีการคำนวณหาราคาขาย ณ โรงงานสุราเพื่อเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีสุราที่เหมาะสมที่สุด ก่อให้เกิดความเป็นธรรมและเสริมสร้างยุทธศาสตร์ในการแข่งขันในระหว่างผู้ได้รับใบอนุญาตทำสุราประเภทเบียร์ด้วยกัน และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค การแบ่งเบียร์เป็น 3 ระดับ เป็นการพิจารณาจากเป้าหมายทางการตลาดและการจัดวางตำแหน่งทางการตลาดของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายกำหนดเอง และความแตกต่างของราคาแต่ละระดับนั้น เป็นไปตามข้อเท็จจริงในท้องตลาด จำเลยมิได้กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราตามอำเภอใจแต่ประการใด ปรากฏตามบันทึกข้อความ และสำหรับเบียร์สด มีวิธีการจำหน่ายแตกต่างจากเบียร์บรรจุขวดหรือกระป๋องที่วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด เพราะเบียร์สด (ถัง) ต้องจำหน่ายเฉพาะที่ เนื่องจากต้องมีอุปกรณ์หัวจ่าย อีกทั้งมูลค่าของเบียร์สดจะแตกต่างกันไปตามสถานที่ เช่น ร้านอาหาร หรือสถานเริงรมย์ ในการศึกษาหลักเกณฑ์จึงมิได้มีการนำเบียร์สดเข้าจัดกลุ่มหรือระดับ ซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งว่าหลักเกณฑ์การคิดคำนวณตามประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าวไม่ถูกต้อง โดยโจทก์คงกล่าวอ้างแต่เพียงว่า เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหายจากการจำหน่ายเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ของโจทก์และเตรียมรองรับภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ถดถอยอันเนื่องมาจากวิกฤติการณ์ทางการเงินของโลก โจทก์จึงมีนโยบายปรับลดกำไรจากการขายเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ ณ โรงงานของโจทก์ลง หากจำเลยประกาศกำหนดราคาขาย ณ โรงงานใหม่ตามที่โจทก์แจ้ง จะทำให้ราคาขายส่งและราคาขายปลีกลดลงได้ต่อไปนั้น โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นได้ว่า หากโจทก์ปรับลดราคาเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ ณ โรงงานสุราของโจทก์ลงแล้ว จะมีความสัมพันธ์กับการลดลงของราคาขายปลีกเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวขัดแย้งกับที่นายสุธาบดีเบิกความว่า ราคาขายปลีกนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ผลิตเบียร์ไม่สามารถควบคุมราคาได้ เพราะการจำหน่ายเบียร์นั้นจะมีผู้จำหน่ายหลายทอด ซึ่งผู้จำหน่ายแต่ละทอดจะต้องบวกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เข้าไปด้วย ทั้งค่าขนส่ง ค่าดำเนินการ ค่าน้ำค่าไฟฟ้า ค่าสถานที่ กำไร ดังนั้น ราคาขายปลีกจึงเป็นเรื่องของผู้บริโภคแต่ละทอดแต่ละรายจะเป็นผู้กำหนดเอง ทั้งข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ยังขัดแย้งกับหนังสือของโจทก์ เรื่อง การปรับราคาขาย ณ โรงงานสุราแช่ชนิดเบียร์ ชื่อสิงห์ ที่โจทก์ระบุว่า ส่วนราคาขายปลีกแก่ผู้บริโภคนั้น เนื่องจากกระบวนการจัดจำหน่ายเฉพาะของเบียร์สด ซึ่งต้องมีการขนถ่ายถังเบียร์ไปและกลับ การลงทุนเรื่องเครื่องอุปกรณ์ การเก็บในห้องเย็น การซ่อมบำรุง การบริการหลังการขาย สัดส่วนกำไรของผู้แทนจำหน่าย และร้านค้า ร้านอาหาร สถานบันเทิงต่าง ๆ ฯลฯ จึงไม่มีส่วนสัมพันธ์กับราคาขาย ณ โรงงาน สำหรับที่โจทก์อ้างต่อไปว่า การประหยัดต่อขนาดหนึ่งพันล้านลิตรนั้นเป็นการระบุในภาพรวม ซึ่งรวมไปถึงยอดรวมการผลิตของบริษัทขอนแก่นบริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เช่นเดียวกับโจทก์ อยู่ภายใต้การบริหารการจัดซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต และการควบคุมการผลิตของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมกัน สามารถเกิดการประหยัดต่อขนาดอย่างมีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดีนั้น แต่โจทก์กลับไม่นำสืบพยานหลักฐานแสดงรายละเอียดให้เห็นว่า การประหยัดต่อขนาดทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างไร การที่โจทก์มีกำลังการผลิตที่รวมกับกำลังการผลิตของบริษัทในเครือจะเป็นการลดต้นทุนของโจทก์หรือบริษัทในเครือดังกล่าวอย่างไร หรือโจทก์สามารถบริหารการจัดซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตและควบคุมการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไร กรณีจึงปราศจากพยานหลักฐานและเหตุผลสนับสนุนให้รับฟังได้ว่า ราคาขายของเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ ณ โรงงานสุราของโจทก์ที่โจทก์จะปรับลดลงนั้น เป็นราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2549 มาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม ตามที่โจทก์อ้าง และจึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยต้องดำเนินการเพื่อปรับปรุงการคำนวณมูลค่าของสุราตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี พ.ศ.2552 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ให้เป็นไปตามที่โจทก์แจ้งปรับลดราคาขาย ณ โรงงานสุราของเบียร์สิงห์และเบียร์สดสิงห์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 ม. 8 จัตวา (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปทุมธานีบริวเวอรี่ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1987/2559
#599766
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 16 และมาตรา 17 บัญญัติให้ ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ในบัญชี ข. จะต้องเสียภาษีตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวจากฐานที่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 ในบัญชี ข. เสียภาษีจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 18 ในบัญชี ข. เสียภาษีจากยอดสลากซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย และผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 19 ในบัญชี ข. เสียภาษีจากยอดรายรับซึ่งหักรายจ่ายแล้ว ดังนั้น การที่มาตรา 16 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ในบัญชี ข. เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกไม่เกินร้อยละสองครึ่งเพื่อให้เป็นรายได้แก่เทศบาลแห่งท้องที่ที่เล่นการพนันตามใบอนุญาต โดยมิได้ระบุว่าให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกร้อยละสองครึ่งจากฐานใดนั้น จึงหมายความว่าให้ผู้รับใบอนุญาตหมายเลข 17 หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ดังกล่าวเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกไม่เกินร้อยละสองครึ่งแห่งยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดราคาสลากซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่ายหรือยอดรายรับซึ่งหักรายจ่ายแล้ว แล้วแต่กรณีว่าผู้รับใบอนุญาตนั้นเป็นผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลขใดในบัญชี ข. ซึ่ง รมว.กระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ.2503) กำหนดภาษีตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง ไว้ในข้อ 12 วรรคหนึ่ง (1) (ก) ว่า ให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นโตแตไลเซเตอร์สำหรับการเล่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการเล่นหมายเลข 19 ในบัญชี ข. เสียภาษีในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีร้อยละ 10 แห่งยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย และกำหนดในข้อ 12 วรรคสองว่า นอกจากภาษีดังกล่าวแล้วให้ผู้รับใบอนุญาตเสียภาษีเพิ่มขึ้นตามมาตรา 16 วรรคสอง อีกร้อยละสองครึ่งแห่งยอดที่ต้องเสีย เพื่อเป็นรายได้ของเทศบาลแห่งท้องที่ที่เล่นการพนันตามใบอนุญาต ดังนั้น คำว่า "ยอดที่ต้องเสีย" ตามข้อ 12 วรรคสอง แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ.2503) ดังกล่าว จึงหมายถึงยอดที่เป็นฐานในการเสียภาษีตามวรรคหนึ่ง (1) (ก) คือยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย ความในวรรคสองของมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 นั้น ต้องอ่านต่อเนื่องจากความในวรรคหนึ่ง ฐานในการจัดเก็บภาษีคือยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย ซึ่งในกรณีนี้คือสลากม้าแข่งที่สนามม้าได้รับไว้ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยผู้รับใบอนุญาตการเล่นโตแตไลเซเตอร์สำหรับการแข่งม้าซึ่งเป็นการเล่นหมายเลข 17 ในบัญชี ข. จำเลยจึงต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นตามมาตรา 16 วรรคสอง ในอัตราร้อยละสองครึ่งของยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 17,948,206.38 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีการพนันค้างชำระ 17,526,212.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 17,948,206.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีการพนันค้างชำระ 17,526,212.09 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า จำเลยต้องเสียภาษีเพิ่มตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ในอัตราร้อยละสองครึ่งของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายของการเล่นการพนัน หรือเสียในอัตราร้อยละสองครึ่งของยอดภาษีการพนันที่ต้องเสียตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 บัญญัติว่า "รัฐมนตรีเจ้าหน้าที่รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 ในบัญชี ข. เสียภาษีไม่เกินกว่าร้อยละสิบแห่งยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย การเล่นหมายเลข 19 ในบัญชี ข. ไม่เกินร้อยละสิบแห่งยอดรายรับซึ่งหักรายจ่ายแล้ว และการเล่นหมายเลข 16 หมายเลข 18 และหมายเลข 20 ใน บัญชี ข. ไม่เกินร้อยละสิบแห่งยอดราคาสลากซึ่งผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย" และวรรคสอง บัญญัติว่า "รัฐมนตรีเจ้าหน้าที่รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้จะกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ในบัญชี ข. เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกไม่เกินร้อยละสองครึ่ง เพื่อให้เป็นรายได้ของเทศบาลแห่งท้องที่ที่เล่นการพนันตามใบอนุญาตโดยกำหนดในกฎกระทรวงก็ได้" และมาตรา 17 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ในบัญชี ข. จะต้องเสียภาษีตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจากฐานที่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 ในบัญชี ข. เสียภาษีจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 18 ในบัญชี ข.เสียภาษีจากยอดสลาก ซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่าย และผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 19 ในบัญชี ข.เสียภาษีจากยอดรายรับซึ่งหักรายจ่ายแล้ว ดังนั้น การที่มาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 บัญญัติให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลข 17 หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ในบัญชี ข. เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกไม่เกินร้อยละสองครึ่งเพื่อให้เป็นรายได้แก่เทศบาลแห่งท้องที่ที่เล่นการพนันตามใบอนุญาต โดยมิได้ระบุว่าให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกร้อยละสองครึ่งจากฐานใดนั้น จึงหมายความว่าให้ผู้รับใบอนุญาตหมายเลข 17 หมายเลข 18 และหมายเลข 19 ดังกล่าวเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกไม่เกินร้อยละสองครึ่งแห่งยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดราคาสลากซึ่งมีผู้รับซื้อก่อนหักรายจ่ายหรือยอดรายรับซึ่งหักรายจ่ายแล้ว แล้วแต่กรณีว่าผู้รับใบอนุญาตนั้นเป็นผู้รับใบอนุญาตการเล่นหมายเลขใดในบัญชี ข. ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ.2503) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 กำหนดภาษีตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง ไว้ในข้อ 12 วรรคหนึ่ง (1) (ก) ว่า ให้ผู้รับใบอนุญาตการเล่นโตแตไลเซเตอร์สำหรับการเล่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการเล่นหมายเลข 19 ในบัญชี ข. เสียภาษีในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีร้อยละ 10 แห่งยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายแล้ว และกำหนดในข้อ 12 วรรคสองว่า นอกจากภาษีดังกล่าวแล้วให้ผู้รับใบอนุญาตเสียภาษีเพิ่มขึ้นตามมาตรา 16 วรรคสอง อีกร้อยละสองครึ่งแห่งยอดที่ต้องเสียเพื่อเป็นรายได้ของเทศบาลแห่งท้องที่ที่เล่นการพนันตามใบอนุญาต ดังนั้น คำว่า "ยอดที่ต้องเสีย" ตามข้อ 12 วรรคสอง แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ.2503) ดังกล่าว จึงหมายถึงยอดที่เป็นฐานในการเสียภาษีตามวรรคหนึ่ง (1) (ก) คือยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าในเมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 17 (พ.ศ.2503) ข้อ 12 วรรคสอง มิได้กำหนดไว้ว่าให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากฐานใดดังเช่นวรรคหนึ่ง แต่กลับใช้ถ้อยคำว่าให้เสียภาษีอีกร้อยละสองครึ่งแห่งยอดที่ต้องเสีย จึงต้องตีความเป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี นั้น เห็นว่า แม้ความในข้อ 12 วรรคสอง ของกฎกระทรวงฉบับที่ 17 (พ.ศ.2503) จะใช้คำว่า ยอดที่ต้องเสีย โดยไม่ได้ระบุว่าให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากฐานใด แต่เมื่อพิจารณาจากพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 16 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2503 และกฎกระทรวงฉบับที่ 17 (พ.ศ.2503) ข้อ 12 ตลอดจนหมายเหตุของการแก้ไขแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ความในวรรคสอง ของมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 นั้น ต้องอ่านต่อเนื่องจากความในวรรคหนึ่ง ฐานในการจัดเก็บภาษีการพนันที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีคือรายรับก่อนหักรายจ่าย ซึ่งในกรณีนี้คือสลากม้าแข่งที่สนามม้าได้รับไว้ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยผู้รับใบอนุญาตการเล่นโตแตไลเซเตอร์สำหรับการแข่งม้าซึ่งเป็นการเล่นหมายเลข 17 ในบัญชี ข. แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 จำเลยจึงต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นตามมาตรา 16 วรรคสอง ในอัตราร้อยละสองครึ่งของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายของการเล่นการพนันดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 16 ม. 17
กฎกระทรวง ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2503) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย
จำเลย — ในพระบรมราชูปถัมภ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1983/2559
#598036
เปิดฉบับเต็ม

แม้กองทุนเงินทดแทนจะไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย แต่เมื่อโจทก์ฟ้องระบุชื่อสำนักงานประกันสังคมซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเข้ามาเป็นจำเลยที่ 1 ด้วยโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นจากการควบกิจการระหว่าง 10 บริษัทตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 แม้ในการควบกิจการดังกล่าวทั้ง 10 บริษัทเดิมจะหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล และโจทก์ซึ่งเกิดจากการควบกันย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบของบริษัทเหล่านั้นทั้งหมดตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 152 และมาตรา 153 ก็ตาม แต่ 10 บริษัทดังกล่าวต่างมีลักษณะการประกอบกิจการและรหัสกิจการสำหรับการประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่หลากหลายแตกต่างกัน มิได้มีลักษณะการประกอบกิจการและรหัสกิจการที่เหมือนกับโจทก์เสียทีเดียว ทั้งการควบกิจการนี้ยังทำให้ลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์อันเกิดจากการควบกิจการระหว่าง 10 บริษัทดังกล่าวระคนปนกันไปจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ กรณีจึงไม่อาจนำอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของ 10 บริษัทดังกล่าวก่อนการควบกิจการมาใช้เป็นส่วนลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของโจทก์ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 45 และประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2537 ข้อ 15 กับตารางที่ 2 แนบท้ายประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2540 ได้

เมื่ออัตราเงินสมทบ หมวด 1600 ประเภทกิจการอื่นๆ รหัส 1601 สถาบันการเงิน สถาบันการประกันภัย สถาบันการศึกษา สถาบันการวิจัย การบริหารเกี่ยวกับกฎหมาย บัญชี หรือบริการด้านธุรกิจ อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.2 ของค่าจ้างนั้นใช้สำหรับการประเมินเงินสมทบในประเภทกิจการที่เป็นวัตถุประสงค์หลักในการประกอบกิจการของนายจ้าง แม้โจทก์จะอ้างว่ากิจการของโจทก์มีลูกจ้างทำงานในสำนักงานด้วย แต่เมื่อโจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการผลิต จำหน่ายอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การผลิตอาหารและถนอมอาหาร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักในการประกอบกิจการประเภทดังกล่าวข้างต้น จึงไม่อาจปรับเข้ารหัส 1601 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบประเมินเงินสมทบเล่มที่ 1471 เลขที่ 81 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยที่ 181/2555 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ของจำเลยที่ 2 และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ประเมินเงินสมทบประจำปี 2555 ให้แก่โจทก์ใหม่โดยใช้อัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของบริษัททั้งสิบที่ควบกันเป็นบริษัทโจทก์มาประเมิน และให้จำเลยที่ 1 แยกประเมินเงินสมทบสำหรับลูกจ้างของโจทก์ที่ทำงานสำนักงานโดยประเมินในรหัสของการทำงานสำนักงาน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มิได้ประกอบกิจการหรือดำเนินงานในลักษณะที่จัดอยู่ในประเภทกิจการอื่นๆ โจทก์เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ซึ่งเกิดจากการควบบริษัททั้งสิบเดิม ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ที่ลดหรือเพิ่มตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า กองทุนเงินทดแทนไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 กิจการของโจทก์มีเพียง 4 รหัสประเภทกิจการตามที่สำนักงานประกันสังคมประเมินไว้เท่านั้น โจทก์ไม่อาจนำอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของบริษัททั้งสิบเดิมมาใช้ในการประเมินเงินสมทบที่โจทก์ต้องนำส่งได้ ไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสอง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม เป็นจำเลยที่ 1 สำนักงานประกันสังคมเป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น มีฐานะเป็นกรมและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสาม มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 35 (6) แม้กองทุนเงินทดแทนซึ่งเป็นหน่วยงานหน่วยหนึ่งในสังกัดของสำนักงานประกันสังคมจะไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ฟ้องระบุชื่อสำนักงานประกันสังคมซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเข้ามาเป็นจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแต่เพียงกองทุนเงินทดแทน ไม่ได้พิจารณาถึงสำนักงานประกันสังคมซึ่งถือได้ว่าเป็นจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่ามีเหตุที่จะเพิกถอนการประเมินเงินสมทบประจำปี 2555 ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยที่ 181/2555 ของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เพียงใด ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์จัดตั้งขึ้นจากการจดทะเบียนควบกิจการระหว่างสิบบริษัท คือ (1) บริษัทซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ประกอบกิจการฆ่าสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป (2) บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด ประกอบกิจการผลิตภัณฑ์แปรรูป (3) บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อีสาน จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการผลิตภัณฑ์แปรรูป กิจการขายสินค้า และการเลี้ยงสัตว์ (4) บริษัทแกลง จำกัด ประกอบกิจการผลิตภัณฑ์แปรรูป (5) บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เพ็ท ฟู้ด จำกัด ประกอบกิจการขายสินค้า (6) บริษัทซี.พี.เกษตรอุตสาหกรรม จำกัด ประกอบกิจการขายสินค้า (7) บริษัทกรุงเทพผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ประกอบกิจการผลิตภัณฑ์แปรรูป (8) บริษัทกรุงเทพผลิตผลอุตสาหกรรมการเกษตร จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการผลิตภัณฑ์แปรรูป และการเลี้ยงสัตว์ (9) บริษัทบี.พี.ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ประกอบกิจการผลิตภัณฑ์แปรรูป (10) บริษัทราชบุรีอาหาร จำกัด ประกอบกิจการผลิตภัณฑ์แปรรูป เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 โดยนางสาวนุจรีย์ นักวิชาการประกันสังคมประเมินเงินสมทบของโจทก์ประจำปี 2555 โดยแยกรหัสประเภทกิจการ 4 รหัส คือ การเลี้ยงสัตว์ รหัส 1615 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.3 ของค่าจ้างการฆ่าสัตว์ รหัส 0201 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.4 ของค่าจ้าง การขายส่งอาหารสัตว์รหัส 1501 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.4 ของค่าจ้าง และการผลิตเครื่องดื่ม ถนอมอาหารรหัส 0203 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง คิดเป็นเงินสมทบทั้งสิ้น 8,966,925 บาท ตามใบประเมินเงินสมทบประจำปี โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยที่ 181/2555 ยกอุทธรณ์ของโจทก์โดยยืนตามความเห็นของสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 ตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินเงินสมทบของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 จึงนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ โจทก์ได้ชำระเงินสมทบครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 ตามใบเสร็จรับเงิน ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เกิดจากการควบกิจการระหว่างนิติบุคคลจำนวนสิบบริษัท สิทธิ หน้าที่และความรับผิดของบริษัทเดิมย่อมโอนมายังบริษัทใหม่คือโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยยืนตามความเห็นของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ที่ 181/2555 โดยให้โจทก์ต้องจ่ายเงินสมทบตามประเภทกิจการโดยไม่นำเอาอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของทั้งสิบบริษัทก่อนการควบกิจการมาใช้คำนวณปรับลดอัตราเงินสมทบให้โจทก์ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 45 นั้น เห็นว่า ได้ความตามหนังสือรับรองของโจทก์ที่ปรากฏในเอกสารว่า โจทก์เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นจากการควบกิจการระหว่างสิบบริษัทตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 แม้ในการควบกิจการดังกล่าวสิบบริษัทเดิมจะหมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล และโจทก์ซึ่งเกิดจากการควบกันย่อมได้ไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของบริษัทเหล่านั้นทั้งหมดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 152 และมาตรา 153 ก็ตาม แต่สิบบริษัทดังกล่าวต่างมีลักษณะการประกอบกิจการและรหัสกิจการสำหรับการประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่หลากหลายแตกต่างกัน มิได้มีลักษณะการประกอบกิจการและรหัสกิจการที่เหมือนกับโจทก์เสียทีเดียว ทั้งการควบกิจการนี้ยังทำให้ลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์อันเกิดจากการควบกิจการระหว่างสิบบริษัทดังกล่าวระคนปนกันไปจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ กรณีจึงไม่อาจนำอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของสิบบริษัทดังกล่าวก่อนการควบกิจการมาใช้เป็นส่วนลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของโจทก์ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 45 และประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2537 ข้อ 15 กับตารางที่ 2 แนบท้ายประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2540 ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยยืนตามความเห็นของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคหนึ่ง (4) ม. 7 วรรคสาม ม. 18 วรรคหนึ่ง (3) ม. 18 วรรคสอง
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 ม. 35 (6)
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 152 ม. 153
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 45
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวฐิตินันท์ มงคลพิทักษ์สุข
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969/2559
#596491
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำการโดยไม่สุจริตดัดแปลงลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปขอจดทะเบียน อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า วันที่ 11 กันยายน 2546 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 29 มีนาคม 2553 จึงพ้นกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์จะมีสิทธิดีกว่าก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสามในเครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง คำว่า VIKING SHIP เรือใบไวกิ้ง และไวกิ้ง รวมทั้งเครื่องหมายการค้าอื่นที่มีสาระสำคัญอยู่ที่รูปหรือคำดังกล่าว เพิกถอนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค199455, ค232978, ค295662 และ ค302676 ให้จำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742467 ถึง 742470, 743287, 743288, 748513 ถึง 748515, 748622, 748623 และ 753620 ถึง 753623 ให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า เรือใบไวกิ้ง และรูปเรือใบไวกิ้งกับสินค้าของจำเลยทั้งสามและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างละ 1 ฉบับ แจ้งให้สาธารณชนทราบว่าธุรกิจของโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่เกี่ยวข้องกัน

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสามในเครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้ง เครื่องหมายการค้า คำว่า VIKING SHIP เรือใบไวกิ้ง และไวกิ้ง ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค232978, ค295662 และ ค302676 ให้จำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742469, 742470, 743287, 743288, 748513 ถึง 748515, 748622, 748623 และ 753620 ถึง 753623 ให้จำเลยทั้งสามยุติการใช้เครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้งและเครื่องหมายการค้า คำว่า เรือใบไวกิ้งกับสินค้าของจำเลยทั้งสามและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับภาษาไทยและฉบับภาษาอังกฤษอย่างละ 1 ฉบับ แจ้งให้สาธารณชนทราบว่าธุรกิจของโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่เกี่ยวข้องกัน คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งว่า นอร์สค์ ไฮโดร เอเอสเอ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายราชอาณาจักรนอร์เวย์ มีแผนกไฮโดร อกรี รับผิดชอบการผลิตและขายปุ๋ยกับสินค้าเกี่ยวกับการเกษตร โดยใช้เครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้งแบบโบราณ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าให้ซับซ้อนน้อยลงเป็นรูป ประมาณปี 2503 เปลี่ยนเป็นรูป ปี 2515 เปลี่ยนเป็นรูปและปี 2533 เปลี่ยนเป็นรูป ต่อมาปี 2547 มีการจัดตั้งนิติบุคคลโจทก์แยกจากแผนกไฮโดร อกรี และนอร์สค์ ไฮโดร เอเอสเอ โอนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ชื่อเสียง และค่านิยมทางการค้า ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ปุ๋ยตลอดจนสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องให้เป็นของโจทก์ และเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าเป็นรูป โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า VIKING SHIP,และ ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยเมื่อปี 2536 และ 2547 เป็นทะเบียนเลขที่ ค31773, ค15676, ค18167, ค249361 และ บ32603 สำหรับสินค้าจำพวก 1, 13 และ 44 ก่อนปี 2515 ปุ๋ยของนอร์สค์ ไฮโดร เอเอสเอ เคยมีจำหน่ายในประเทศไทย ต่อมาปี 2515 จำเลยที่ 3 สั่งซื้อปุ๋ยจากนอร์สค์ ไฮโดร เอเอสเอ มาจำหน่ายในประเทศไทย ปี 2520 นอร์สค์ ไฮโดร เอเอสเอ กับจำเลยที่ 3 ก่อตั้งธุรกิจร่วมค้าบริษัทจำเลยที่ 1 เพื่อซื้อปุ๋ย ปี 2525 จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 เพื่อจำหน่ายปุ๋ย ปี 2548 โจทก์ทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายกับจำเลยที่ 1 และบอกเลิกสัญญาเมื่อปี 2552 ตั้งแต่ปี 2519 ถุงบรรจุปุ๋ยที่จำเลยทั้งสามจำหน่ายใช้เครื่องหมายการค้ารูปเรือของนอร์สค์ ไฮโดร เอเอสเอ และโจทก์ มีคำว่า ปุ๋ยไข่มุก อยู่ด้านบน และคำว่า ตราเรือใบไวกิ้ง อยู่ด้านล่างรูป จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปเรือใบไวกิ้งแบบโบราณและเครื่องหมายการค้าคำว่า ตราเรือไวกิ้ง เรือใบไวกิ้ง เรือไวกิ้ง และไวกิ้ง กับสินค้าในจำพวก 1 และ 5 ซึ่งได้รับการจดทะเบียนแล้ว 4 เครื่องหมาย คือ เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค199455, ค232978, ค295662 และ ค302676 และอยู่ระหว่างการขอจดทะเบียน 15 เครื่องหมาย ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742467 ถึง 742469, 742470, 743287, 743288, 748513 ถึง 748515, 748622, 748623 และ 753620 ถึง 753623

พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742467 และ 742468 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ยกคำขอ โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค199455 ได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำการโดยไม่สุจริตดัดแปลงลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปขอจดทะเบียน อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าใด ตามมาตรา 40 ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ หากแสดงได้ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค199455 วันที่ 11 กันยายน 2546 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 29 มีนาคม 2553 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว แม้โจทก์จะมีสิทธิดีกว่าดังวินิจฉัยข้างต้นก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการค้าได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยารา อินเตอร์เนชั่นแนล เอเอสเอ
จำเลย — บริษัทไฮโดร ไทย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2559
#597456
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 85 บัญญัติให้นายจ้าง ผู้ประกันตน หรือบุคคลอื่นใดซึ่งไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตาม พ.ร.บ.นี้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ห้ามเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาทบทวนและเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งคำวินิจฉัยนั้น

เดิมสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีคำสั่งว่าโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่จำต้องนำส่งเงินสมทบทั้งในส่วนของลูกจ้างและของนายจ้างอีกต่อไปนับแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เนื่องจากโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างของพนักงานขาย SA โจทก์จึงไม่ได้นำส่งเงินสมทบนับแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 ถึงงวดเดือนสิงหาคม 2552 ต่อมาสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 แจ้งให้โจทก์ทราบความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทบทวนคำสั่งเดิมและยกเลิกคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่เนื่องจากมติของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานซึ่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมให้ความเห็นชอบ โดยมีคำสั่งใหม่ว่าให้พิจารณานิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นราย ๆ ไป และก่อนที่จะวินิจฉัยนิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างของโจทก์แต่ละราย ให้โจทก์ส่งเงินสมทบให้แก่พนักงานขาย SA นับแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นไปก่อน โจทก์และลูกจ้างของโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อไปได้ ดังนี้การพิจารณาทบทวนคำสั่งเดิม ยกเลิกคำสั่ง และออกคำสั่งใหม่ของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 จึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ยังไม่ได้ปลดชื่อพนักงานขาย SA ออกจากการเป็นผู้ประกันตน ซึ่งมีพนักงานขาย SA จำนวน 10 คน ยื่นขอรับและได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพ อันเป็นการใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนได้ในฐานะผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และเมื่อโจทก์กับพนักงานขาย SA มีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์จึงมีหน้าที่หักค่าจ้างนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างและนำส่งเงินสมทบในส่วนของนายจ้างให้แก่จำเลยตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นไป ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 46 และมาตรา 47

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยฉบับที่ รง 0627/15837 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2552 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 673/2553 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2553 และให้โจทก์ส่งเงินสมทบในส่วนของนายจ้างให้แก่จำเลยนับตั้งแต่วันที่จำเลยมีหนังสือฉบับที่ รง 0627/15837 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไป โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือเงินค่าปรับหรือเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงยุติตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยรับกันว่าพนักงานขาย SA มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของโจทก์ และข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความรับกันว่า ตามที่นายสิทธิพล รองเลขาธิการรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาหลักฐานกรณีพนักงานขายที่มีฐานค่าจ้างในการคำนวณส่งเงินสมทบต่ำ กองนิติการ สำนักงานประกันสังคม ดำเนินการตรวจสอบสถานะของพนักงานขาย SA ของโจทก์ และเห็นว่าไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 จึงมีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ซึ่งมีหนังสือขอให้ตีความนิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างและนายจ้างและมีหนังสือเวียนแจ้งให้หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมทราบเนื่องจากโจทก์มีสาขาทั่วประเทศ ต่อมาสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาตีความนิติสัมพันธ์ให้โจทก์ทราบและได้วินิจฉัยว่า พนักงานขาย SA ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของโจทก์ หากโจทก์ไม่พอใจในคำวินิจฉัยสามารถอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งนี้ตามหนังสือที่ รง 0627/3213 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2552 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง แต่โจทก์ทำหนังสือขอทราบแนวทางปฏิบัติจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ต่อมาสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีหนังสือแจ้งว่า พนักงานขาย SA ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของโจทก์ตั้งแต่วันที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน แม้จะมีการนำส่งเงินสมทบมาแล้วก็หามีผลให้เกิดนิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และสั่งให้โจทก์จำแนกประเภทลูกจ้างว่า บุคคลใดอยู่ในตำแหน่งพนักงานขาย SA ตัวแทนจำหน่าย SR ผู้แทนขาย SP เพื่อปลดบุคคลเหล่านั้นออกจากระบบประกันสังคม โจทก์ไม่มีหน้าที่แจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้แก่บุคคลดังกล่าวและพนักงานไม่มีสถานะเป็นผู้ประกันตน จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับเช็คช่วยชาติมูลค่า 2,000 บาท ทั้งสั่งให้โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินสมทบคืน โจทก์ได้ทำหนังสือแจ้งการจำแนกประเภทลูกจ้างและขอรับเงินสมทบคืนจากจำเลยและขณะเดียวกันสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ทำหนังสือรายงานข้อเท็จจริงถึงเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมซึ่งให้ความเห็นชอบกับมติของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานโดยให้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ยกเลิกคำสั่งเดิมและให้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ตรวจสอบกรณีนิติสัมพันธ์ของกลุ่มลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานขาย SA เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วหากไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างจึงจะมีคำสั่งเพิกถอนลูกจ้างเป็นรายบุคคล เพื่อให้ลูกจ้างมีสิทธิโต้แย้งตามกฎหมายโดยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ต่อไป การเพิกถอนความเป็นผู้ประกันตนให้มีผลย้อนหลังถึงวันที่มีคำวินิจฉัยว่า ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดตามมาตรา 50 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยแจ้งให้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีหนังสือที่ รง 0627/15837 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2552 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานมีมติให้พิจารณานิติสัมพันธ์ของพนักงานเป็นราย ๆ ไป หากผลการพิจารณามีหลักฐานบ่งชี้ชัดว่า พนักงานรายใดไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างโจทก์ก็ให้สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนนับตั้งแต่วันที่วินิจฉัยและในขณะเดียวกันก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยให้โจทก์ส่งเงินสมทบตามกฎหมายให้พนักงานขาย SA นับตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นไปและสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ขอยกเลิกคำสั่งตามหนังสือที่ รง 0627/3213 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2552 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ตามหนังสืออุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2552 คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 673/2553 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2553 ว่า พนักงานขาย SA ยังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างของโจทก์ตลอดมาและมีสิทธิตามกฎหมายประกันสังคมทุกประการ โจทก์จึงมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ให้แก่พนักงานขาย SA ตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 ระหว่างนี้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ไม่ได้จำหน่ายชื่อพนักงานขาย SA ออกจากการเป็นผู้ประกันตน พนักงานขาย SA จำนวน 10 ราย ยังคงขอเบิกและได้รับสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ชราภาพ และสงเคราะห์บุตรจากกองทุนประกันสังคม และพนักงานขาย SA จำนวน 7 ราย ขอใช้สิทธิรับประโยชน์ทดแทนจากการเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายหรือถึงแก่ความตายจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ซึ่งได้อนุมัติให้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนไปแล้วบางราย แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม 2552 ไม่ปรากฏว่าลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขาย SA สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์และช่วงเวลาดังกล่าวนั้นสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 กำลังพิจารณานิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับพนักงานขาย SA ซึ่งแม้จะมีคำสั่งที่ รง 0627/3213 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2552 ว่าพนักงานขาย SA ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของโจทก์ไปก่อนระหว่างรอการวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงาน แต่ต่อมาก็ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่เป็นให้โจทก์นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามหนังสือที่ รง 0627/15837 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2552 โจทก์ยอมรับว่าพนักงานขาย SA เป็นลูกจ้างของโจทก์และคณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขาย SA เป็นผู้ประกันตน โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบให้ครบถ้วนตามกฎหมายโดยต้องนำส่งเงินสมทบสำหรับงวดเดือนมีนาคมถึงงวดเดือนสิงหาคม 2552 แต่เหตุที่โจทก์ไม่นำส่งเงินสมทบระหว่างงวดเดือนมีนาคมถึงงวดเดือนสิงหาคม 2552 เนื่องจากคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจไม่นำส่งเงินสมทบจึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 39 วรรคท้าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องหักค่าจ้างของลูกจ้างนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างและนำส่งเงินสมทบในส่วนของโจทก์เข้ากองทุนประกันสังคมระหว่างงวดเดือนมีนาคมถึงงวดเดือนสิงหาคม 2552 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีคำสั่งว่า พนักงานขาย SA ของโจทก์ ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของโจทก์และสั่งให้โจทก์ไม่ต้องนำส่งเงินสมทบสำหรับพนักงานดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งเป็นผลให้คำสั่งเป็นที่สุด และการที่โจทก์และลูกจ้างไม่ได้ส่งเงินสมทบตั้งแต่งวดเดือนมีนาคมถึงงวดเดือนสิงหาคม 2552 ความเป็นผู้ประกันตนของพนักงานขาย SA จึงสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 38 ต่อมาสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่ว่าให้โจทก์ส่งเงินสมทบสำหรับพนักงานขาย SA ตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นไป คำสั่งให้ส่งเงินสมทบย้อนหลังนับตั้งแต่งวดเดือนมีนาคมถึงงวดเดือนสิงหาคม 2552 ทำให้ลูกจ้างของโจทก์เสียสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และเสียสิทธิที่จะได้รับเช็คช่วยชาติมูลค่า 2,000 บาท และโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำประกันกับบริษัทประกันชีวิตให้แก่ลูกจ้างของโจทก์ จึงเป็นการออกคำสั่งย้อนหลังให้เป็นโทษแก่ผู้ได้รับคำสั่ง ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และไม่เป็นธรรมแก่พนักงานขาย SA หากจำเลยจะตีความใหม่ว่าพนักงานขาย SA เป็นลูกจ้างของโจทก์ก็ต้องตีความให้เป็นคุณแก่ฝ่ายที่สุจริตและตกเป็นผู้เสียหายกล่าวคือ ต้องให้โจทก์นำส่งเงินสมทบสำหรับพนักงานขาย SA นับแต่งวดเดือนกันยายน 2552 อันเป็นวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งคำสั่งใหม่เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 85 บัญญัติให้นายจ้าง ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดซึ่งไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวก็ตาม แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาทบทวนและเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งคำวินิจฉัยนั้น เมื่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีคำสั่งแจ้งให้โจทก์ทราบความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทบทวนคำสั่งเดิมและยกเลิกคำสั่งเดิม แล้วมีคำสั่งใหม่ก็สืบเนื่องจากมติของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานที่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมให้ความเห็นชอบ เพื่อให้โจทก์และลูกจ้างของโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไปได้ และในระหว่างนี้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีคำสั่งให้โจทก์ส่งเงินสมทบของพนักงานขาย SA นับตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นไป ขณะเดียวกันสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ยังไม่ได้ปลดชื่อพนักงานขาย SA ออกจากการเป็นผู้ประกันตน และพนักงานขาย SA จำนวน 10 คน ยื่นขอรับและได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพ แสดงว่าพนักงานขาย SA ยังคงใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนได้ในฐานะผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าพนักงานขาย SA มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของโจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจึงมีหน้าที่หักค่าจ้างของลูกจ้างนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างและนำส่งเงินสมทบในส่วนของนายจ้างให้แก่จำเลยตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 46 และมาตรา 47 การที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 และคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำสั่งและคำวินิจฉัยให้โจทก์นำส่งเงินสมทบให้แก่ลูกจ้างตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นไป ชอบแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 46 ม. 47 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุวรรณ์ นามตะ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1961/2559
#599053
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นของโจทก์แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะขอซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนโดยอยู่ในระหว่างพิจารณาของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทโจทก์ก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารได้

ส่วนผู้ร้องเป็นเพียงผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ แม้จะมีข้อตกลงว่าผู้ร้องจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการดำเนินคดีนี้ ผู้ร้องก็มิใช่ผู้ที่ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากสิ่งปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 34881 ตำบลปลายบาง (บางคูเวียงฝั่งใต้) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 14,489,687 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเดือนละ 335,625 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทของโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และบริวารขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 34881 ตำบลปลายบาง (บางคูเวียงฝั่งใต้) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,231,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะขนย้ายทรัพย์และออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทดังกล่าวของโจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะทุนทรัพย์ในส่วนที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาบางส่วน โดยเสียค่าขึ้นศาล 10,000 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชั้นอุทธรณ์ และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาบางส่วน โดยเสียค่าขึ้นศาล 10,000 บาท

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาบริษัทหงกวาง จำกัด ยื่นคำร้องว่าเป็นผู้ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ โดยผู้ร้องได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์และรับการส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจากโจทก์แล้วเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ผู้ร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์ในชั้นฎีกา

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องแล้ว แต่เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอสงวนสิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการบังคับคดีจำเลยที่ 1 ต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามหนังสือรับรองและใบทะเบียนบริษัทบริหารสินทรัพย์ โจทก์มอบอำนาจให้นายเจริญจิตร และนายมงคล ดำเนินคดีแทน ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 34881 ตำบลปลายบาง (บางคูเวียงฝั่งใต้) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือโกดังเก็บของชั้นเดียว 2 หลัง ขนาด 1,145 ตารางเมตร และอาคารสำนักงาน 5 ชั้น ขนาด 2,456 ตารางเมตร เลขที่ 9/5 หมู่ที่ 2 ตำบลปลายบาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องโอนชำระหนี้ และสำเนาโฉนดที่ดิน ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ทำสัญญาโอนกิจการของบริษัททั้งหมดให้แก่โจทก์รวมทั้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รับโอนชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองด้วย หลังจากโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาแล้ว จำเลยที่ 1 และบริวารยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับโอนชำระหนี้เป็นของโจทก์แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะขอซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไว้แล้วและอยู่ในระหว่างการพิจารณาก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์ยังมิได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารได้อยู่ ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงจากการไต่สวนคำร้องขอเข้าสวมสิทธิของบริษัทหงกวาง จำกัด ว่า เป็นผู้ที่ได้ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของบริษัทหงกวาง จำกัด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้มีทรัพยสิทธิเหนือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะสามารถยกข้อต่อสู้ขึ้นตัดเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้นำสืบแล้วว่า จำเลยที่ 2 ได้เลิกประกอบกิจการ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่สำหรับสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก หากจะฟังว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในการใช้ที่ดินบางส่วนของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ไม่ควรรับผิดเกินเดือนละ 5,000 บาท นั้น ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยโดยชอบด้วยเหตุผลและเป็นธรรมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อีก ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิในชั้นฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลชั้นต้นไต่สวนว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและโฉนดที่ดิน เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเพียงผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้จะมีข้อตกลงว่าผู้ร้องจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการดำเนินคดีนี้ ผู้ร้องก็มิใช่ผู้ที่ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในชั้นฎีกา

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำร้องขอสวมสิทธิในชั้นฎีกาของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งหมดให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทหงกวาง จำกัด
จำเลย — นายพิพัฒน์ เลิศลัญจกร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2559
#594699
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้นในวันเดียวกันและต่อเนื่องกัน โดยพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้นก่อน ต่อจากนั้นจึงพิพากษาคดีนี้ โจทก์ย่อมไม่อาจแถลงต่อศาลชั้นต้นได้ว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาอย่างไร ถือได้ว่าความปรากฏต่อศาลชัดแจ้งแล้วว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ไม่จำต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลซ้ำอีก จึงนับโทษต่อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 97 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษนั้น เนื่องจากศาลได้นับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 แล้ว จึงเพิ่มโทษไม่ได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ยกคำขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอให้นับโทษต่อชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามฎีกาของโจทก์ระบุว่า ศาลสอบคำให้การจำเลยคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้นในวันเดียวกันและนัดฟังคำพิพากษาในวันเดียวกันต่อเนื่องกัน โดยพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้นก่อน ต่อจากนั้นจึงพิพากษาคดีนี้ จำเลยยื่นคำแก้ฎีกา แต่ไม่ได้โต้แย้งข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้น ในวันเดียวกันและต่อเนื่องกัน โดยพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้นก่อน ต่อจากนั้นจึงพิพากษาคดีนี้ ดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้ติดต่อกันไป เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมไม่อาจแถลงต่อศาลชั้นต้นได้ว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยอย่างไร ถือได้ว่าความปรากฏต่อศาลและคู่ความชัดแจ้งแล้วว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้ว โดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลซ้ำอีก จึงนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้น ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1757/2555 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสวย ยุงประโคน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายจันทรทัต สิทธิกำจร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1917/2559
#596813
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โดยไม่จำต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งเรื่องใหม่ แต่มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่า คำร้องดังกล่าวเป็นเพียงคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. โดยให้ถือว่าผู้เสียหายอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง จึงมีสิทธิเพียงอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งเท่านั้น คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ในคดีส่วนอาญา ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 จึงไม่มีฐานะเป็นโจทก์ร่วมที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนอาญาได้ ฎีกาของผู้ร้องที่ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่จึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่อาจฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญาที่รับฟังเป็นยุติว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกระทำผิด ตามมาตรา 46 จึงต้องฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 199, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวเปล่งศรี มารดาของนายชลิต ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายในการนำศพไปผ่าพิสูจน์ 7,000 บาท ค่าปลงศพ 100,000 บาท ค่าเสียหายแก่จิตใจ 900,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,007,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง และยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้อง อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 138 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติให้จำเลยปฏิบัติภายในเวลา 1 ปี ดังนี้

1. ห้ามมิให้เข้าไปในสถานที่หรือท้องที่ใดอันอาจชักนำให้กระทำความผิด

2. ห้ามมิให้ออกนอกสถานที่อยู่อาศัยในเวลากลางคืน เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นหรือได้รับอนุญาตจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วย

3. ห้ามมิให้คบหาสมาคมกับบุคคลที่อาจชักนำไปสู่การกระทำความผิด

4. ห้ามมิให้ประพฤติตนอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิด

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในส่วนอาญาว่า ผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาตามฟ้องได้หรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่อยู่ในที่เกิดเหตุร่วมกับผู้มีชื่อและมีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำความผิดของผู้มีชื่อมาตั้งแต่เริ่มต้นโดยเมื่อผู้มีชื่อใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยก็ไม่รีบเร่งออกไปจากสถานที่เกิดเหตุเพื่อแจ้งเรื่องราวให้บุคคลอื่นทราบแต่กลับถอดเสื้อของตนให้ผู้มีชื่อเพื่อใช้ลากศพของผู้ตายไปทิ้งที่ใต้สะพานและยังขับรถจักรยานยนต์พาผู้มีชื่อหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้จริงนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิแก่ผู้เสียหายที่จะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โดยไม่จำต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งเรื่องใหม่ แต่การยื่นคำร้องของผู้เสียหายดังกล่าว มาตรา 44/1 วรรคสอง คงบัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นเพียงคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยให้ถือว่าผู้เสียหายอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่งจึงมีสิทธิเพียงอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งเท่านั้น ในเมื่อคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ในคดีส่วนอาญา โดยผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ผู้ร้องจึงไม่มีฐานะเป็นโจทก์ร่วมที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในส่วนคดีส่วนอาญาได้ ฎีกาของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อผู้ร้องไม่ใช่โจทก์ร่วมในคดีอาญา ผู้ร้องจึงไม่อาจอุทธรณ์และฎีกาในคดีส่วนอาญาดังกล่าวได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในส่วนนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้อง ในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดต่อผู้ตาย และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อผู้ร้องซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายหรือไม่ เพียงใด ผู้ร้องฎีกาว่า การที่คำพิพากษาในคดีส่วนอาญาวินิจฉัยแต่เพียงว่า การที่จำเลยยอมถอดเสื้อให้ผู้มีชื่อซึ่งเป็นพวกของจำเลยเพื่อใช้ลากศพของผู้ตายเป็นการช่วยเหลือปกปิดซ่อนเร้นการตายเพื่อไม่ให้ผู้อื่นพบเห็น ทั้งยังขับรถจักรยานยนต์พาผู้มีชื่อกลับบ้าน อาจเป็นเพราะเกรงกลัวผู้มีชื่อ จำเลยย่อมตกอยู่ในภาวะจำยอม ถือว่าคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้อย่างชัดแจ้งว่า ไม่ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับพวกแต่ประการใด การพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนคดีอาญานั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยโดยตลอดแล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิด แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีส่วนอาญาย่อมยุติและถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือได้ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยมิได้เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด แม้คดีส่วนแพ่งของผู้ร้องจะมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเกินสองแสนบาท และไม่ต้องห้ามให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญารับฟังเป็นที่ยุติดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยไม่ได้ร่วมกระทำความผิด ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลก็จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ข้อเท็จจริงในส่วนคดีแพ่งจึงต้องฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ฎีกาของผู้ร้องในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 30 ม. 44/1 ม. 46
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดตาก (แม่สอด)
ผู้ร้อง — นางสาว ป.
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตาก (แม่สอด) — นายธนากร ปุสยะไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2559
#596134
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.พ. ลักษณะ 2 ศาล หมวด 1 เขตอำนาจศาลได้บัญญัติเกี่ยวกับคำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลว่าให้ฟ้องหรือร้องขอเข้ามาในคดีเดิมได้ตามมาตรา 7 (1) แต่คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ช. และ ซ. เป็นคนไร้ความสามารถ ขอให้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ และตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล มีผู้คัดค้านและผู้ร้องสอดต่างขอให้ตั้งตนเป็นผู้อนุบาลด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ ช. และ ซ. เป็นคนไร้ความสามารถ และตั้งผู้ร้อง ผู้คัดค้านและผู้ร้องสอดเป็นผู้อนุบาลร่วมกัน การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้บังคับ ศ. ซึ่งเป็นผู้ดูแลและรักษาเงินรายได้ของ ซ. ให้ส่งมอบเงินให้ ซ. โดย ศ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่ได้เป็นคู่ความในคดีและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นผู้อนุบาลแต่อย่างใดว่าไม่ยอมส่งมอบเงินรายได้ของคนไร้ความสามารถ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 นั้น ชอบที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้อนุบาลจะไปฟ้องร้องดำเนินคดีกับ ศ. เป็นอีกคดีต่างหาก คำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่ใช่คำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ตามบทบัญญัติมาตรา 7 (1) ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายชูชีพ และนางเซี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณ เป็นคนไร้ความสามารถ โดยให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และผู้ร้องสอดร่วมกัน ต่อมานายชูชีพถึงแก่ความตาย ส่วนนางเซี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณคนไร้ความสามารถมีรายได้เป็นเงินสดอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายศุภสิทธิ์ เป็นผู้ดูแลและรักษาเงินรายได้ดังกล่าว ผู้ร้องแจ้งให้นายศุภสิทธิ์มอบเงินดังกล่าวให้แก่นางเซี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณเพื่อใช้จ่ายตามความประสงค์ แต่นายศุภสิทธิ์เพิกเฉย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งบังคับให้นายศุภสิทธิ์ส่งมอบเงินดังกล่าวให้แก่นางเซี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้นายศุภสิทธิ์ส่งมอบเงินของนางเซี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณ คนไร้ความสามารถให้แก่คนไร้ความสามารถได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ 2 ศาล หมวด 1 เขตอำนาจศาล ได้บัญญัติเกี่ยวกับคำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลว่า ให้ฟ้องหรือร้องขอเข้ามาในคดีเดิมได้ตามมาตรา 7 (1) แต่คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นายชูชีพ และนางเซี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณ เป็นคนไร้ความสามารถ ขอให้สั่งให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล โดยที่มีผู้คัดค้านและผู้ร้องสอดต่างขอให้ตั้งตนเป็นผู้อนุบาลด้วย ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นายชูชีพและนางเซี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และผู้ร้องสอดเป็นผู้อนุบาลร่วมกัน การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้บังคับนายศุภสิทธิ์ ผู้ดูแลและรักษาเงินรายได้ของนางเซี๊ยะอิมหรือพิมลพรรณ คนไร้ความสามารถส่งมอบเงินดังกล่าวแก่คนไร้ความสามารถ โดยนายศุภสิทธิ์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่ได้เป็นคู่ความในคดีและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นผู้อนุบาลแต่อย่างใด การที่นายศุภสิทธิ์ไม่ยอมส่งมอบเงินรายได้ของคนไร้ความสามารถ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 จึงชอบที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้อนุบาลจะไปฟ้องร้องดำเนินคดีนายศุภสิทธิ์เป็นคดีอีกคดีหนึ่งต่างหาก คำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่ใช่คำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ตามบทบัญญัติมาตรา 7 (1) ดังกล่าวผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอในคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (1) ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง บ.
ผู้ร้องสอด — นาย ว.
ผู้คัดค้าน — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิษณุโลก — นายบรรเจิด เกิดมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลิขิต รัตนประภาพรรณ
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พิศล พิรุณ
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2559
#596133
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 1 มาสู่ขอบุตรสาวโจทก์นั้นได้นำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการทั้งหมดโดยใส่ชื่อบุตรสาวโจทก์เป็นผู้จะซื้อใส่พานมามอบให้ แต่ต่อมาไม่มีการซื้อขายที่ดินตามสัญญาดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการที่ ร. บุตรสาวโจทก์ยอมสมรสด้วย จึงไม่ใช่สินสอดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 75,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทและเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่อง อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ต่อมาประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่นำมาเป็นสินสอดให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการที่นางรุ่งนภา บุตรสาวโจทก์ยอมสมรสกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น จึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสอดตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 มาสู่ขอบุตรสาวของโจทก์นั้นได้นำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายมาใส่พาน สัญญาจะซื้อจะขายมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการทั้งหมดโดยใส่ชื่อบุตรสาวโจทก์เป็นผู้จะซื้อตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ แต่ต่อมาไม่มีการซื้อขายที่ดินตามสัญญา ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการที่นางรุ่งนภาบุตรสาวโจทก์ยอมสมรสด้วยจึงไม่ใช่สินสอดตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม ทั้งปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประเด็นอื่นต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1437 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ณ.
จำเลย — จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิษณุโลก — นายบรรเจิด เกิดมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยยุทธ กลับอำไพ
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
จิรนิติ หะวานนท์
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1899/2559
#596812
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าทดแทน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท โดยจำเลยที่ 1 เห็นว่าประเด็นหย่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์โดยไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งศาลชั้นต้นสั่งให้ใช้แทน จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท และจำเลยที่ 2 เห็นว่ารับผิดในค่าธรรมเนียมแทนโจทก์เพียงกึ่งหนึ่งจึงวางเงินเพียง 3,260 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง เห็นว่าศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์มาโดยไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลเพิ่มเติม เมื่อ ป.วิ.พ. มาตรา 229 ให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจผิดว่าตนปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องแล้ว แสดงว่าไม่จงใจจะกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไป

โจทก์ฟ้องขอหย่ากับจำเลยที่ 1 และขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนที่ล่วงเกินจำเลยที่ 1 ในทางชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ให้การว่า ไม่ได้เป็นชู้กับจำเลยที่ 2 แต่ถูกจำเลยที่ 2 ข่มขืน จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันวางแผนทำลายชื่อเสียงจำเลยที่ 2 ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าโจทก์เข้าใจเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 1 เป็นอย่างดีแล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีพฤติกรรมไปในทางชู้สาวกับจำเลยที่ 2 และมิได้เป็นผู้ประพฤติชั่วและจะขออยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ไม่ประสงค์จะหย่าขาดจากกัน สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย และไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรูปคดีของจำเลยที่ 2 ประเด็นฟ้องหย่าจึงพิพากษาให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ และเห็นควรหยิบยกปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แก่โจทก์หรือไม่ด้วย ซึ่งการกระทำในทำนองชู้สาวต้องมีผู้กระทำสองฝ่าย เมื่อฝ่ายหญิงคือ จำเลยที่ 1 ไม่มีพฤติกรรมในทางชู้สาวกับจำเลยที่ 2 แล้ว ย่อมแสดงว่าฝ่ายชายคือจำเลยที่ 2 ไม่มีการกระทำในทำนองชู้สาวกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยที่ 2 รับผิดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กรกฎาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่ศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นตรวจสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วไม่ขัดต่อกฎหมายแล้วส่งสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลและเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนพร้อมกับอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 เห็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์จึงชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท โดยไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้แทนโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แต่เห็นว่า จำเลยที่ 2 รับผิดในค่าธรรมเนียมแทนโจทก์เพียงกึ่งหนึ่งจึงวางเงินเพียง 3,260 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็นว่า ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลเพิ่มเติม ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจผิดว่าตนปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องแล้ว แสดงว่าไม่จงใจที่จะกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำร้องฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2558 ของจำเลยที่ 1 ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายและจะพิพากษาตามยอมได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2558 ได้ความว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่า "ข้อ 1 จะขออยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไป ไม่ประสงค์ที่จะหย่าขาดจากกัน ข้อ 2 อุปการะเลี้ยงดูบุตรร่วมกัน ข้อ 3 ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ต่อกันและข้อ 4 ให้ค่าธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลเป็นพับ" คดีนี้โจทก์ฟ้องขอหย่ากับจำเลยที่ 1 และขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นชู้กับจำเลยที่ 2 แต่ถูกจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเรา ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันวางแผนทำลายชื่อเสียงจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวยุติข้อพิพาทในคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย โดยไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรูปคดีของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้

ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาขึ้นวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2558 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ข้อ 1 ว่า "โจทก์เข้าใจเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 1 เป็นอย่างดีแล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีพฤติกรรมไปในทางชู้สาวกับจำเลยที่ 2 และมิได้เป็นผู้ประพฤติชั่ว"ซึ่งการกระทำในทำนองชู้สาวนั้นต้องมีผู้กระทำสองฝ่าย เมื่อฝ่ายหญิงคือจำเลยที่ 1 ไม่มีพฤติกรรมในทางชู้สาวกับจำเลยที่ 2 แล้ว ย่อมแสดงว่าฝ่ายชายคือจำเลยที่ 2 ไม่มีการกระทำในทำนองชู้สาวกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนแก่โจทก์

อนึ่ง เมื่อคดีนี้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงไม่หย่าขาดจากกัน และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระ ค่าทดแทนแก่โจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีพฤติกรรมในทางชู้สาวจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อไปที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2558 และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนเรศ อัศวินเรืองชัย
จำเลย — นางศันสนีย์ อัศวินเรืองชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นางเปี่ยมพร้อม สุขภิมนตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1887/2559
#600604
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อบุคคลใดตายทรัพย์มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยผลของกฎหมาย การที่จะมีข้อกำหนดในพินัยกรรมห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น ย่อมมีผลทำให้มรดกของผู้ตายยังเป็นทรัพย์สินของผู้ตายอยู่ ไม่ตกทอดไปยังทายาทดังที่กฎหมายว่าด้วยมรดกกำหนดไว้ ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยมรดก ข้อกำหนดนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้บังคับได้

ส่วนข้อความในพินัยกรรมที่ว่า หากการใดไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะมีข้อจำกัด หรือข้อห้ามของกฎหมาย ให้ผู้จัดการมรดกร่วมกันพิจารณาหาวิธีดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมมากที่สุดเท่าที่กระทำได้ เป็นข้อกำหนดที่ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดกำหนดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจ มิใช่เป็นการให้ผู้จัดการมรดกหาวิธีดำเนินการตามความประสงค์ของผู้ตายโดยการตั้งมูลนิธิ ทั้งในพินัยกรรมไม่มีข้อกำหนดที่ทำขึ้นโดยให้บุคคลใดตกอยู่ในภาระติดพันที่จะก่อตั้งมูลนิธิได้ และมิใช่จะสั่งจัดสรรทรัพย์สินไว้โดยตรงเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1676 ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (3)

เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินทั้งสี่แปลงตกเป็นโมฆะ ถือว่าผู้ทำพินัยกรรมมิได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่ผู้ใด ที่ดินทั้งสี่แปลงจึงตกทอดแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7758 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 6 และ 6/1 ซอยสันตินฤมาน ถนนสุขุมวิท 30 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 128291 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 3/1 และ 5 ซอยบรรสารหรือบรรณสาร ถนนสุขุมวิท 28 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 59726 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน (ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) ถนนเพชรเกษม พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 4 ชั้น เลขที่ (74/235) จำนวน 1 คูหา พร้อมทั้งส่งมอบดอกผลของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยปลอดภาระติดพันใด ๆ ทั้งสิ้น หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจำเลยทั้งสามและหรือแทนคนใดคนหนึ่ง โดยให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสามโฉนดข้างต้นแก่โจทก์ทั้งสองไปดำเนินการเอง

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกทรัพย์สินของเจ้ามรดกตามพินัยกรรมร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 7758 เลขที่ดิน 4401 หน้าสำรวจ 781 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 6 และ 6/1 ซอยสันตินฤมาน ถนนสุขุมวิท 30 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร กับที่ดินโฉนดเลขที่ 128291 เลขที่ดิน 4400 หน้าสำรวจ 4704 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 3/1 และ 5 ซอยบรรสารหรือบรรณสาร ถนนสุขุมวิท 28 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 59726 เลขที่ดิน 231 หน้าสำรวจ 7953 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน (ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) ถนนเพชรเกษม พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 4 ชั้น เลขที่ 74/235 จำนวน 1 คูหา แก่โจทก์ทั้งสองโดยปลอดภาระติดพันใด ๆ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม โดยให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสามโฉนดข้างต้นแก่โจทก์ทั้งสองไปดำเนินการเอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายประโพธ ผู้ร้องที่ 1 และนางชุลี ผู้ร้องที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายสถาพร ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 โดยผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม และตั้งโจทก์ที่ 1 กับนายณรงค์วิทย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายนอกพินัยกรรมตามคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8102/2551 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ข้อกำหนดตามพินัยกรรมของผู้ตายเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อความตามพินัยกรรมดังกล่าวข้อ 1 ระบุว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7758 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 6 และ 6/1 ซอยสันตินฤมาน ถนนสุขุมวิท 30 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 128291 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 3/1 และ 5 ซอยบรรสารหรือบรรณสาร ถนนสุขุมวิท 28 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 26060 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 1 คูหา และที่ดินโฉนดเลขที่ 44282 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน (ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) ถนนเพชรเกษม พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถว 4 ชั้น 1 คูหา ห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น ให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการให้เช่าบ้าน และที่ดินรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ในที่ดินดังกล่าว เงินค่าเช่าที่ได้รับทั้งหมดแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่ากัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท" มาตรา 1603 บัญญัติว่า "กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมายเรียกว่า "ทายาทโดยธรรม" ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมเรียกว่า "ผู้รับพินัยกรรม" จะเห็นได้ว่า เมื่อบุคคลใดตายทรัพย์มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยผลของกฎหมาย การที่จะมีข้อกำหนดในพินัยกรรมห้ามมิให้จำหน่ายจ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น ย่อมมีผลทำให้มรดกของผู้ตายยังเป็นทรัพย์สินของผู้ตายอยู่ ไม่ตกทอดไปยังทายาท ดังที่กฎหมายว่าด้วยมรดกกำหนดไว้ ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยมรดก ข้อกำหนดนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้บังคับได้ ส่วนข้อความในพินัยกรรมข้อ 6 ที่ว่า หากการใดไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะมีข้อจำกัด หรือข้อห้ามของกฎหมาย ให้ผู้จัดการมรดกร่วมกันพิจารณาหาวิธีดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมมากที่สุดเท่าที่กระทำได้ จะเห็นได้ว่าข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 6 เป็นข้อกำหนดที่ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดกำหนดให้มากน้อยเท่าใดตามแต่ใจ มิใช่เป็นการให้ผู้จัดการมรดกหาวิธีดำเนินการตามความประสงค์ของผู้ตายโดยการตั้งมูลนิธิ ทั้งในพินัยกรรมไม่มีข้อกำหนดที่ทำขึ้นโดยให้บุคคลใดตกอยู่ในภาระติดพันที่จะก่อตั้งมูลนิธิได้ และมิใช่จะสั่งจัดสรรทรัพย์สินไว้โดยตรงเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามบทบัญญัติมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1676 ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินทั้งสี่แปลงตกเป็นโมฆะ ถือว่าผู้ทำพินัยกรรมมิได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่ผู้ใด ที่ดินทั้งสี่แปลงจึงตกทอดแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งโจทก์ทั้งสองระบุในคำฟ้องว่า ปัจจุบันคงเหลือที่ดินโฉนดเลขที่ 7758 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 128291 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 44282 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน (ตลาดใหม่) จังหวัดสมุทรสาคร (นครไชยศรี) ถนนเพชรเกษม พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และมีคำขอบังคับให้โอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ทั้งสองนั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกประการฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสองอ้างในคำแก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นฟ้องฎีกา เพราะมิได้กระทำร่วมกันกับจำเลยอื่นซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองก็ได้ทำคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจยื่นฟ้องอุทธรณ์เพราะมิได้กระทำร่วมกันกับจำเลยอื่นซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน แต่ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย แม้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีไม่จำต้องฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่หากโจทก์ทั้งสองยังติดใจในปัญหาที่ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าว โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะยกขึ้นกล่าวในคำแก้ฎีกาคัดค้านถึงข้อที่ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกปัญหานั้นขึ้นวินิจฉัยว่าไม่ชอบอย่างไรด้วยเหตุผลใด ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร แต่โจทก์ทั้งสองคงเพียงแต่กล่าวถึงโดยคัดลอกมาจากคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง โดยไม่ได้โต้แย้งการไม่วินิจฉัยในปัญหาตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว คำแก้ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 วรรคหนึ่ง ม. 1603 ม. 1676 ม. 1706 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอมรา เหรียญสุวรรณ
โดยนายประโพธ ประวิชพราหมณ์
และนางชุลี ศิลปี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — ร้อยเอกหม่อมราชวงศ์สิทธิ์หรือสิทธิ อาภากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายอนันต์ ลิขิตธนสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1886/2559
#599338
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้ฟ้องโดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายอันเป็นคำฟ้องเพื่อขอให้รับรองสิทธิ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งสิทธิการรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยชอบธรรมเป็นสิทธิที่ได้มาโดยผลของกฎหมาย แม้ศาลอุทธรณ์จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ แต่ก็มิได้ทำให้สิทธิในการรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมที่ได้มาโดยผลของกฎหมายหมดสิ้นไป

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์โดยนาวาตรีหญิง ร. ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 1 เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. โดย ข. ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นผู้คัดค้านที่ 3 ส. เป็นผู้คัดค้านที่ 4 จำเลยที่ 2 เป็นผู้คัดค้านที่ 5 จำเลยที่ 4 เป็นผู้คัดค้านที่ 6 จำเลยที่ 6 เป็นผู้คัดค้านที่ 7 และจำเลยที่ 7 เป็นผู้คัดค้านที่ 8 ยื่นคำคัดค้านและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วย ซึ่งโจทก์โดยนาวาตรีหญิง ร. ผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 และเด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. โดย ข. ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ต่างกล่าวอ้างในคำร้องคัดค้านว่า โจทก์ เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. ต่างเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายรับรองแล้วและต่างเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีว่า โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 นาวาตรีหญิง ร. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ ข. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม เด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และ ส. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน แม้คดีนี้จะมิได้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าวเพราะโจทก์ในคดีนี้มิใช่โจทก์คนเดียวกันกับคดีดังกล่าวก็ตาม แต่โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ต่างกล่าวอ้างความเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 5 แม้จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีดังกล่าวก็เกี่ยวด้วยฐานะความเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายที่มีต่อกองมรดกเช่นเดียวกับคดีนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดนับตั้งแต่วันที่ได้มีคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับความเป็นทายาทโดยธรรมของโจทก์ในคดีนี้ได้อีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้แล้ว ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

ผู้ตายมีบุตรเป็นทายาทโดยธรรมรวม 10 คน คือ โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และ ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวจะมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 กับนาวาตรีหญิง ร.ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ ข. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และ ส. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันแล้วก็ตาม แต่ผู้จัดการมรดกทั้งหลายก็ยังคงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามสิทธิของทายาทโดยธรรมแต่ละคน หากทายาทโดยธรรมคนใดไม่ได้รับหรือได้รับส่วนแบ่งไม่ครบตามสิทธิย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือฟ้องผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดกให้แบ่งแก่ตนได้ และแม้ว่าจะมีเจ้าหนี้ของผู้ตายที่ยังมิได้รับชำระหนี้อยู่ก็ตามเจ้าหนี้นั้นก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทายาทโดยธรรมคนใดหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะได้แบ่งไปแล้วก็ตาม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1737 และ 1738 การมีผู้จัดการมรดกหรือเจ้าหนี้กองมรดกที่ยังมิได้รับชำระหนี้ จึงมิได้ทำให้สิทธิในการเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมเสื่อมเสียไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดขอแบ่งมรดกของผู้ตายได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 หมายเลขแดงที่ 3707/2547 ของศาลชั้นต้นว่า ส. เป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยในคดีดังกล่าว โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ต่างใช้สิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีนี้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง คำวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีดังกล่าวจึงผูกพันทายาทโดยธรรมทุกคนของผู้ตายรวมทั้งโจทก์ที่มีต่อ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. และจำเลยทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งย่อมเป็นของ ส. ในฐานะเจ้าของรวมและแม้ทายาทอื่นจะมิได้เข้ามาเป็นคู่ความหรือมิได้ร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมดเพียง 8 คน แต่โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดคงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายเพียงคนละ 1 ใน 10 ส่วน กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการกันส่วนแบ่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทอื่นที่มิได้เป็นคู่ความหรือร้องสอดเข้ามาในคดีอันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1749 สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับทรัพย์สินตามฟ้องจึงมีอยู่ 1 ใน 20 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แบ่งมรดกให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน ซึ่งเกินไปกว่าส่วนแห่งสิทธิที่โจทก์จะพึงได้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบและโอนหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด บริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด กับให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบและโอนหุ้นของบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งถือแทนผู้ตายคืนแก่กองมรดกของผู้ตาย หากไม่โอนคืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายตามฟ้องให้แก่โจทก์ 1 ส่วนของทายาททั้งหมดที่มีสิทธิจะได้รับ หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินอันเป็นผลประโยชน์ กำไร เงินปันผล ของกองมรดกของผู้ตายนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,016,000,000 บาท และนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะนำเงินผลประโยชน์และผลกำไรดังกล่าวชำระแก่โจทก์ 1 ส่วนของทายาททั้งหมดที่มีสิทธิได้รับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิได้รับมรดกของนายชวลิต ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 กับโจทก์ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันแบ่งรถยนต์ 18 คัน ที่ดิน 3 แปลง หุ้นที่มีชื่อผู้ตายถือหุ้นอยู่ในบริษัท 28 บริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัด 3 ห้างหุ้นส่วน ให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำรถยนต์ ที่ดินและหุ้นนั้น ออกขายทอดตลาดแบ่งเงินสุทธิให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิได้รับมรดกของนายชวลิต ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีด้วยตนเอง ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งเจ็ดเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางสุนีย์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2544 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือรถยนต์ 18 คัน ที่ดิน 3 แปลง หุ้นของบริษัทที่มีชื่อผู้ตายเป็น ผู้ถือหุ้น 28 บริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัด 3 ห้างหุ้นส่วน โดยจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและโจทก์เป็น ผู้คัดค้านโดยขอให้ตั้งนาวาตรีหญิงเรณู ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ในขณะนั้นเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 ของศาลชั้นต้น โจทก์เรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตายจากจำเลยทั้งเจ็ด แต่ไม่สามารถตกลงกันได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า หุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ และจำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมรับผิดชำระเงินผลประโยชน์ ผลกำไรหรือเงินปันผลของกองมรดกแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถือหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ไว้แทนผู้ตายและเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย จำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวและเงินผลประโยชน์ กำไร เงินปันผล ของกองมรดกนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายถึงวันฟ้องจำนวน 2,016,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานจึงเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายไม่เกินคำขอของโจทก์นั้น โจทก์มีนาวาตรีหญิงเรณู เบิกความว่า ผู้ตายมีทรัพย์สินเป็นหุ้นของบริษัทจำนวน 28 บริษัท และห้างหุ้นส่วน 3 ห้างหุ้นส่วน โดยหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้ตายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นแทนกับได้ความตามคำเบิกความของนายอนุศักดิ์ พยานจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศเป็นเวลานาน ไม่มีสังคมในประเทศไทยและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของผู้ตาย ผู้ตายจะโอนหุ้นของบริษัทให้บุคคลใดเป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้ตายเพียงลำพัง นายพงษ์ศักดิ์ พยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในบางครั้งหลังจากที่ผู้ตายโอนหุ้นให้แก่บุคคลอื่นแล้ว ก็สามารถที่จะโอนกลับคืนมาได้ หากผู้รับโอนหุ้นประพฤติตนไม่เหมาะสม ในการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นนั้น ผู้ตายจะสั่งให้นายภูษิต เป็นผู้ดำเนินการ และพนักงานในบริษัทจะเรียกผู้ตายว่าท่านประธานเนื่องจากผู้ตายจะเป็นผู้มีอำนาจสั่งการในบริษัทแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าบริษัทดังกล่าวผู้ตายจะถือหุ้นมากหรือน้อยก็ตาม และนายภูษิตพยานจำเลยที่ 1 เบิกความว่า บุตรทุกคนของผู้ตาย หากเข้าช่วยทำงานที่บริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด ผู้ตายก็จะโอนหุ้นให้บุตรคนนั้น แต่หากมีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมผู้ตายก็จะถอนโอนหุ้นกลับคืนมา ในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ซึ่งเคยมาช่วยงานและสร้างปัญหาให้แก่ผู้ตาย ผู้ตายได้มอบหมายให้พยานไปถอนโอนหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด กลับคืนมาทั้งหมดตั้งแต่ปลายปี 2543 เหลือเพียงจำเลยที่ 1 ที่เข้าช่วยงานผู้ตายเท่านั้น ผู้ตายจึงให้พยานดำเนินการโอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 1 และถึงแม้ว่าในขณะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับผู้ตายและมีอำนาจสั่งการร่วมกับผู้ตายในบริษัท แต่ในการสั่งการในบริษัทส่วนใหญ่ผู้ตายจะเป็นผู้สั่งการเองทั้งหมด เห็นว่า จากคำเบิกความพยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมา แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของผู้ตายที่จะดำเนินการโอนหุ้นของบริษัทให้แก่บุตรที่มาช่วยทำงานในบริษัทเท่านั้น และแม้ผู้ตายจะโอนหุ้นไปให้บุตรคนอื่นแล้ว แต่ผู้ตายก็ยังคงมีอำนาจที่จะโอนหุ้นกลับคืนมาได้หากพบว่าบุตรคนใดมีความประพฤติไม่เหมาะสม และอาจดำเนินการโอนหุ้นไปให้บุตรคนอื่นอีกก็ได้ ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ที่เพิ่งจะเข้ามาช่วยงานผู้ตายได้เพียงประมาณ 1 ปี มีความประพฤติไม่เหมาะสมเช่นเดียวกับบุตรคนอื่นและผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ ผู้ตายก็สามารถที่จะดำเนินการโอนหุ้นกลับคืนมาเป็นของผู้ตายได้เช่นเดียวกันกับที่เคยดำเนินการมาแล้วกับบุตรคนอื่น ประกอบกับพฤติการณ์ของผู้ตายที่ถึงแม้จะโอนหุ้นไปให้บุตรคนใดที่มาช่วยงานแล้ว ผู้ตายก็ยังคงมีอำนาจในการสั่งการหรือบริหารงานของบริษัทดังเดิม คำเบิกความพยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเจือสมทางนำสืบของโจทก์ และทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ผู้ตายมิได้โอนหุ้นหรือยกหุ้นให้เป็นสิทธิเด็ดขาดแก่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ผู้ตายเพียงแต่โอนหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นไว้แทนผู้ตายในระหว่างมาช่วยงานบริษัทเท่านั้น ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย หุ้นของทั้งสองบริษัทจึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เงินผลประโยชน์ กำไร เงินปันผล ของกองมรดกนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่ความตายถึงวันฟ้องมีจำนวน 2,016,000,000 บาท นั้น เงินผลประโยชน์ กำไร หรือเงินปันผลดังกล่าว เป็นดอกผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งนาวาตรีหญิงเรณูผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 และที่ 5 ถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าบริษัททั้งหมดตามฟ้องมีผลกำไรหรือขาดทุนอย่างไร ซึ่งนายพงษ์ศักดิ์พยานจำเลยที่ 1 ก็เบิกความในส่วนนี้ว่า พยานได้ตรวจสอบเอกสารที่บริษัทต่าง ๆ ยื่นต่อกรมสรรพากรแล้วพบว่า บริษัทดำเนินกิจการขาดทุนไม่มีผลกำไร จึงถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่า ทรัพย์มรดกของผู้ตายมีผลประโยชน์ กำไร หรือเงินปันผลตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยทั้งเจ็ดจึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ในส่วนนี้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้สืบสันดานจึงเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายทั้งที่โจทก์มิได้มีคำขอในส่วนนี้ชอบแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ฟ้องโดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายอันเป็นคำฟ้องเพื่อขอให้รับรองสิทธิ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้สืบสันดานและเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งสิทธิการรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยชอบธรรมเป็นสิทธิที่ได้มาโดยผลของกฎหมาย แม้ศาลอุทธรณ์จะยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ แต่ก็มิได้ทำให้สิทธิในการรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมที่ได้มาโดยผลของกฎหมายหมดสิ้นไป ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายและมีอำนาจฟ้องขอแบ่งมรดกของผู้ตายหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ยอมไปตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันความเป็นบุตรโดยสายเลือดของผู้ตาย ไม่มีพยานเอกสารหรือภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นบุตรผู้ตาย พยานบุคคลก็เบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ผู้ตายไม่ได้รับรองว่าโจทก์เป็นบุตร โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย และโจทก์บรรยายฟ้องว่า ผู้ตายมีทายาทโดยธรรมอีก 2 คน คือ เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. ซึ่งบุคคลทั้งสองได้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำนวนทายาทโดยธรรมจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้และผู้ตายมีหนี้สินจำนวนมากที่ยังไม่ได้ชำระจึงเป็นการยุ่งยากและยังไม่สมควรในการแบ่งทรัพย์มรดกนั้น เห็นว่า โจทก์จะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามฟ้องได้ก็ต่อเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เมื่อปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดว่า จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 ของศาลชั้นต้นและในคดีนี้ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีในชั้นอุทธรณ์ยอมรับว่า คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายตามประเด็นที่ได้ตั้งเอาไว้ และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ยื่นคำร้องขอให้นำคดีดังกล่าว มารวมการพิจารณาเข้าด้วยกันกับคดีนี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งไม่อนุญาตก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามสำเนาคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 หมายเลขแดงที่ 3707/2547 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์โดยนาวาตรีหญิงเรณู ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 1 เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. โดยนางเขมิกา ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 2 จำเลยที่ 3 เป็นผู้คัดค้านที่ 3 นางสุนีย์ เป็นผู้คัดค้านที่ 4 จำเลยที่ 2 เป็นผู้คัดค้านที่ 5 จำเลยที่ 4 เป็นผู้คัดค้านที่ 6 จำเลยที่ 6 เป็นผู้คัดค้านที่ 7 และจำเลยที่ 7 เป็นผู้คัดค้านที่ 8 ยื่นคำคัดค้านและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วย ซึ่งโจทก์โดยนาวาตรีหญิงเรณู ผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 และเด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. โดยนางเขมิกา ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ต่างกล่าวอ้างในคำร้องคัดค้านว่า โจทก์ เด็กหญิง ม. และเด็กหญิง ฐ. ต่างเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายรับรองแล้วและต่างเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 ว่า โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย นางสุนีย์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 นาวาตรีหญิงเรณูในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ นางเขมิกาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม เด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และนางสุนีย์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน แม้คดีนี้จะมิได้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าวเพราะโจทก์ในคดีนี้มิใช่โจทก์คนเดียวกันกับคดีดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วก็ตาม แต่โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวต่างกล่าวอ้างความเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 5 แม้จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีดังกล่าวก็เกี่ยวด้วยฐานะความเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายที่มีต่อกองมรดกเช่นเดียวกับคดีนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดนับตั้งแต่วันที่ได้มีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับความเป็นทายาทโดยธรรมของโจทก์ในคดีนี้ได้อีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้แล้ว ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และแม้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยตามประเด็นในคำให้การของจำเลยทั้งเจ็ดไปโดยไม่ชอบ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็มิได้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จำเลยที่ 1 จะฎีกาได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ผู้ตายไม่ได้รับรองโจทก์เป็นบุตรและโจทก์ไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์และที่ปรากฏในคดีดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า ผู้ตายมีบุตรเป็นทายาทโดยธรรมรวม 10 คน คือ โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 และนางสุนีย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวจะมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 นาวาตรีหญิงเรณูในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ นางเขมิกาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ม. กับเด็กหญิง ฐ. จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และนางสุนีย์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันแล้วก็ตาม แต่ผู้จัดการมรดกทั้งหลายก็ยังคงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามสิทธิของทายาทโดยธรรมแต่ละคน หากทายาทโดยธรรมคนใดไม่ได้รับหรือได้รับส่วนแบ่งไม่ครบตามสิทธิย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือฟ้องผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดกให้แบ่งแก่ตนได้ และแม้ว่าจะมีเจ้าหนี้ของผู้ตายที่ยังมิได้รับชำระหนี้อยู่ก็ตามเจ้าหนี้นั้นก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทายาทโดยธรรมคนใดหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะได้แบ่งไปแล้วก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1737 และ 1738 ดังนั้น การมีผู้จัดการมรดกหรือเจ้าหนี้กองมรดกที่ยังมิได้รับชำระหนี้ จึงมิได้ทำให้สิทธิในการเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมเสื่อมเสียไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดขอแบ่งมรดกของผู้ตายได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 หมายเลขแดงที่ 3707/2547 ของศาลชั้นต้นว่า นางสุนีย์เป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยในคดีดังกล่าว โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ต่างใช้สิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับนางสุนีย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดีนี้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง คำวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีดังกล่าวจึงผูกพันทายาทโดยธรรมทุกคนของผู้ตายรวมทั้งโจทก์ที่มีต่อนางสุนีย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น โจทก์ เด็กหญิง ม. เด็กหญิง ฐ. และจำเลยทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายจึงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งย่อมเป็นของนางสุนีย์ในฐานะเจ้าของรวมและแม้ทายาทอื่นจะมิได้เข้ามาเป็นคู่ความหรือมิได้ร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดมีสิทธิได้รับมรดกทั้งหมดเพียง 8 คน แต่โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดคงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายเพียงคนละ 1 ใน 10 ส่วน กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการกันส่วนแบ่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทอื่นที่มิได้เป็นคู่ความหรือร้องสอดเข้ามาในคดีอันจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับทรัพย์สินตามฟ้องจึงมีอยู่ 1 ใน 20 ส่วน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้แบ่งมรดกให้แก่โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน ซึ่งเกินไปกว่าส่วนแห่งสิทธิที่โจทก์จะพึงได้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) ประกอบมาตรา 246, 247 (เดิม)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันโอนหรือแบ่งรถยนต์ 18 คัน ที่ดิน 3 แปลง หุ้นของบริษัทที่มีชื่อผู้ตายถือหุ้นอยู่ 28 บริษัท และห้างหุ้นส่วนจำกัด 3 ห้างหุ้นส่วน กับให้จำเลยที่ 1 โอนหรือแบ่งหุ้นของบริษัทแอมเทล กรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด และบริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น ให้แก่โจทก์ 1 ใน 20 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1737 ม. 1738 ม. 1749
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 144 ม. 145 ม. 246 ม. 247 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย ว. โดยนาวาตรีหญิง ร. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1883 -ที่ 1884/2559
#599756
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 อ้างความเป็นบุตรทายาทโดยธรรมของผู้ตายฟ้องเรียกร้องทรัพย์สินเฉพาะที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 อันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 เรียกร้องจำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดก คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 จึงเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 แล้ว ส่วนโจทก์ที่ 1 จะเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ ก็ชอบที่จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรก ไม่ทำให้คำฟ้องโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ในสำนวนหลังส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 เคลือบคลุม

กรณีที่ตามฟ้องโจทก์ทั้งหกและคำให้การของจำเลยต่างรับกันได้ว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินตามฟ้องมีบริษัทต่าง ๆ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งหกก็มิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ทั้งหก คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ และในส่วนรถยนต์จำนวน 25 คัน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้แล้วว่า ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ตาย โจทก์ทั้งหกมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าวว่า ไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อน หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง แม้โจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรกจะยื่นฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนและจำเลยยื่นคำให้การไว้ในสำนวนแรกก่อนที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีก็ตาม แต่ในคดีนี้โจทก์ที่ 1 อ้างสิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ทำมาหาได้ร่วมกันกึ่งหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 อ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายเช่นเดียวกันกับในคดีดังกล่าว กรณีจึงถือว่าโจทก์ทั้งหกและจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ทั้งหกและจำเลยนับตั้งแต่วันที่ได้มีคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตายกึ่งหนึ่งในคดีนี้ได้อีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้แล้ว ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และแม้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยตามประเด็นในคำให้การของจำเลยไปโดยไม่ชอบ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็มิได้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาต่อมาได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

แม้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวจะมีคำสั่งตั้งให้ จำเลย นาวาตรีหญิง ร. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ว. ข. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ม. กับ ฐ. โจทก์ ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันแล้วก็ตาม ผู้จัดการทั้งหลายก็ยังคงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามสิทธิของทายาทโดยธรรมแต่ละคน หากทายาทโดยธรรมคนใดไม่ได้รับหรือได้รับส่วนแบ่งไม่ครบตามสิทธิย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือฟ้องผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดกให้แบ่งแก่ตนได้ และแม้ว่าจะมีเจ้าหนี้ของผู้ตายที่ยังมิได้รับชำระหนี้ เจ้าหนี้นั้นก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทายาทโดยธรรมคนใดหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะได้แบ่งไปแล้วก็ตาม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1737 และ 1738 ดังนั้น การมีผู้จัดการมรดกหรือเจ้าหนี้กองมรดกที่ยังมิได้รับชำระหนี้ จึงมิได้เป็นเหตุทำให้สิทธิในการเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมเสื่อมเสียไป เมื่อผู้ตายมีทายาทโดยธรรมรวม 10 คน แม้โจทก์ที่ 3 จะถอนฎีกาไปแล้ว แต่สิทธิของโจทก์ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 และจำเลยคงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายเพียงคนละ 1 ใน 10 ส่วน ซึ่งในกรณีเช่นนี้ มิใช่การกันส่วนแบ่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทอื่นที่มิได้เป็นคู่ความหรือร้องสอดเข้ามาในคดีอันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1749 เมื่อทรัพย์มรดกของผู้ตายมีโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งโดยไม่ปรากฏว่าเป็นการแบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 วรรคสาม โจทก์ที่ 1 สำนวนแรกจึงมีอำนาจฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ในสำนวนหลังมีอำนาจฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จำเลยครอบครองอยู่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกเป็นเงิน 12,708,812,142.80 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 และขอมิให้จำเลยเข้าขัดขวาง หรือก้าวก่าย หรือยุ่งเกี่ยวกับการถือสิทธิครอบครอง และจดทะเบียนเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามฟ้องของโจทก์ทั้งหก หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวได้ ให้ชดใช้ราคาตามมูลค่าทรัพย์สิน จำนวน 16,117,992,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และจำนวน 12,708,812,142.80 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินของนายชวลิต ผู้ตาย จึงมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้สืบสันดานของผู้ตายมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งหกและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยถือหุ้นพิพาทตามฟ้องโจทก์ทั้งหกคือบริษัทฮาร์ดร็อค คาเฟ่ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม ครูส ไลน์ จำกัด จำนวน 40,500 หุ้น บริษัทสปอร์ต-เฮลท์ซิตี้ จำกัด จำนวน 1,000 หุ้น บริษัท ที.ชวลิต จำกัด จำนวน 10 หุ้น บริษัทซีโน เนชั่นแนล จำกัด จำนวน 10 หุ้น บริษัทแอมบาสซาเดอร์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอมคอนซัลแท็นท์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทบิลเลียนแนร์ คลับ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม ดาร์ริ่ง จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม เรียล เอสเตท คอนสตรักชั่น จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม ซี แอนด์ แอร์ ทรานสปอร์ต จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม แอร์ไลน์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม ทัวร์แอนด์แทรเวิล จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทไชย จำกัด จำนวน 325,000 หุ้น บริษัทสยาม - ไทย (1982) จำกัด จำนวน 10 หุ้น บริษัททีแอนด์เอ็นครูสไลน์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทชวริน จำกัด จำนวน 130,000 หุ้น บริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 91,998 หุ้น บริษัทเทพรัตนพันธ์ จำกัด จำนวน 1,000 หุ้น บริษัทแอมเทล แอดส์ จำกัด จำนวน 800 หุ้น บริษัทชวริน โฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม กรุ๊ป ฟู้ด แอนด์เบพเวอร์เรท โปรดักส์ชั่น จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอมโฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอมบาสซาเดอร์ประกันภัย จำกัด จำนวน 10,000 หุ้น บริษัทแอม แอร์คอนดิชั่น บัส จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอมเทลกรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด จำนวน 9,977,998 หุ้น และบริษัทแอมบาสซาเดอร์คลับ จำกัด จำนวน 500 หุ้น แทนผู้ตายซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรวมในหุ้นพิพาทดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งของหุ้นพิพาทดังกล่าว ยกเว้นหุ้นบริษัทแอมบาสซาเดอร์คลับ จำกัด จำนวน 500 หุ้น เป็นทรัพย์มรดกของทายาท โดยหุ้นพิพาทตามฟ้องโจทก์ทั้งหกเป็นทรัพย์ที่ต้องรวบรวมเข้ากองมรดกเพื่อแบ่งปันแก่เจ้าของรวมและทายาทต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งหกโดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งหกและจำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 และผู้ตายจดทะเบียนสมรสกันวันที่ 28 มกราคม 2500 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ โจทก์ที่ 2 ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2504 โจทก์ที่ 1 กับผู้ตายจดทะเบียนหย่าแต่ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยากันแล้วมีบุตรด้วยกันอีก 6 คน คือ โจทก์ที่ 3 ถึงโจทก์ที่ 6 นางสาวชวนาถ และจำเลยซึ่งผู้ตายจดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 นางสาวชวนาถและจำเลยจึงเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ผู้ตายเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและโอนหุ้นของบริษัทให้แก่จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นรวม 27 บริษัท ส่วนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินมีชื่อบริษัทต่าง ๆ ที่ผู้ตายก่อตั้งขึ้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และรถยนต์จำนวน 25 คัน อยู่ในความครอบครองของบริษัทชวริน จำกัด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าทรัพย์สินที่ผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ทำมาหาได้ร่วมกันอย่างไรนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 อ้างความเป็นบุตรทายาทโดยธรรมของผู้ตายฟ้องเรียกร้องทรัพย์สินเฉพาะที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 อันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 เรียกร้องจำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดก คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 จึงเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว ส่วนโจทก์ที่ 1 จะเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ ก็ชอบที่จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรก ไม่ทำให้คำฟ้องโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ในสำนวนหลังส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1 เคลือบคลุม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 และจำเลยต่อไปว่า จำเลยต้องแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งหกหรือไม่ เพียงใด ที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกาขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งหกตามส่วนนั้น เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ทั้งหกและคำให้การของจำเลยต่างรับกันได้ว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินตามฟ้องมีบริษัทต่าง ๆ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งหกก็มิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ทั้งหก คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ ส่วนรถยนต์จำนวน 25 คัน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้แล้วว่า รถยนต์จำนวน 25 คัน ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ตาย โจทก์ทั้งหกมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าวว่า ไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อน หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า รถยนต์จำนวน 25 คัน ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนหุ้นของบริษัทรวม 27 บริษัท ที่ผู้ตายยกให้จำเลยก่อนถึงแก่ความตายนั้น จำเลยฎีกาว่า หลังจากโจทก์ที่ 1 และผู้ตายจดทะเบียนหย่ากันในปี 2504 โดยทำบันทึกข้อตกลงการหย่าแล้วยังอยู่กินกันฉันสามีภริยาจนมีบุตรด้วยกัน ต่อมาในปี 2517 จึงได้เลิกร้างกันไปโดยเด็ดขาดดังที่โจทก์ที่ 1 ให้การไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติตาม โดยผู้ตายไปพักอยู่ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพมหานคร ไม่เคยแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าผู้ตายเป็นสามีของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 กลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมและไม่ได้อยู่กินกันฉันสามีภริยากันจนผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ แทนผู้ตาย แต่ผู้ตายได้ยกหุ้นให้แก่จำเลยโดยเสน่หาก่อนตายเพราะเห็นว่าจำเลยเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวที่สืบวงศ์ตระกูลต่อจากผู้ตายตามขนบธรรมเนียมของคนจีน หุ้นในบริษัทต่าง ๆ จึงมิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย หุ้นที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือจึงเป็นของจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อได้ความตามฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนและทางนำสืบของโจทก์ทั้งหกโดยที่จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธและนำสืบเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายเคยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 ของศาลชั้นต้น และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2552 โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้นำคดีดังกล่าวมารวมการพิจารณาเข้าด้วยกันกับคดีนี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะยกคำร้อง แต่ก็ปรากฏตามสำเนาคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 8795/2544 หมายเลขแดงที่ 3707/2547 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ที่ 1 อ้างว่าเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตายกึ่งหนึ่ง และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 เด็กชายวัชริศ โดยนาวาตรีหญิงเรณู ผู้แทนโดยชอบธรรม เด็กหญิงมุกดา และเด็กหญิงฐิติรัตน์ โดยนางเขมิกา ผู้แทนโดยชอบธรรม อ้างความเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายยื่นคำคัดค้านและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง แม้โจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรกจะยื่นฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนและจำเลยยื่นคำให้การไว้ในสำนวนแรกก่อนที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีก็ตาม แต่ในคดีนี้โจทก์ที่ 1 อ้างสิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ทำมาหาได้ร่วมกันกึ่งหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 อ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายเช่นเดียวกันกับในคดีดังกล่าว กรณีจึงถือว่าโจทก์ทั้งหกและจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ทั้งหกและจำเลยนับตั้งแต่วันที่ได้มีคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตายกึ่งหนึ่งในคดีนี้ได้อีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับประเด็นที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้แล้ว ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และแม้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยตามประเด็นในคำให้การของจำเลยไปโดยไม่ชอบ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็มิได้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาต่อมาได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง ซึ่งในส่วนหุ้นของบริษัทต่าง ๆ นั้น แม้ผู้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 ก็ตาม แต่เมื่อได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งหกและจำเลยที่รับกันฟังได้ว่า บุตรของผู้ตายจะเข้ามาช่วยทำงานบริหารบริษัทในเครือที่ผู้ตายก่อตั้งขึ้น โดยผู้ตายมีอำนาจจัดการโอนหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ได้โดยลำพังแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลอื่นในครอบครัวและโจทก์ที่ 1 แม้ผู้ตายจะดำเนินการให้บุตรคนใดเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทใดแล้วก็ตามแต่ผู้ตายก็ยังคงสามารถดำเนินการโอนหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ไปยังบุตรคนอื่นได้อีกโดยไม่ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นนั้นเสียค่าตอบแทนเพื่อให้ได้มาซึ่งหุ้นของบริษัทนั้น ๆ ทั้งยังได้ความ ตามฎีกาของจำเลยอีกว่า ที่ผู้ตายโอนหุ้นของบริษัทต่าง ๆ จากบุคคลในครอบครัวคนหนึ่งไปให้บุคคลในครอบครัวอีกคนหนึ่งหรือแม้กระทั่งการโอนหุ้นกลับคืนให้ผู้ตายเป็นเพราะมีข้อตกลงในครอบครัวว่าบุคคลใดประพฤติเสียหาย ไม่ขยัน ไม่ซื่อสัตย์ หรือมีปัญหาทำงานไม่ได้ ก็ให้ผู้ตายมีสิทธิโอนหุ้นคืนหรือโอนให้คนที่เหมาะสมกว่าเมื่อใดก็ได้ตามที่ผู้ตายต้องการ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามทางนำสืบของคู่ความและฎีกาของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ตายเพียงแต่ให้จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นไว้แทนผู้ตายเท่านั้น มิได้ยกหรือโอนหุ้นให้เป็นสิทธิเด็ดขาดของจำเลยหรือให้จำเลยเป็นผู้บริหารกิจการของบริษัทนั้นแต่เพียงผู้เดียวโดยเฉพาะแต่อย่างใด เพราะหากจำเลยประพฤติเสียหาย ไม่ขยัน ไม่ซื่อสัตย์ หรือมีปัญหาทำงานไม่ได้ ผู้ตายก็มีสิทธิโอนหุ้นกลับคืนหรือโอนให้บุคคลอื่นต่อไปได้เช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ไว้แทนผู้ตาย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ในส่วนหุ้นของบริษัทแอมบาสซาเดอร์ จำกัด ในสำนวนแรกที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้ฟ้อง และบริษัทแอมบาสซาเดอร์คลับ จำกัด ในสำนวนหลังระบุหุ้นของบริษัทแอมบาสซาเดอร์คลับ จำกัด ไว้เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือรับรอง บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทแอมบาสซาเดอร์คลับ จำกัด โดยไม่ปรากฏหนังสือรับรอง บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทแอมบาสซาเดอร์ จำกัด ในทางนำสืบของโจทก์ทั้งหกแต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ตายถือหุ้นและจำเลยถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวแทนผู้ตาย จึงคงมีหุ้นบริษัทต่าง ๆ ที่ผู้ตายก่อตั้งขึ้นและถือหุ้นในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่ 1 ตามฟ้องรวม 26 บริษัท และเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ส่วนอีกกึ่งหนึ่งย่อมเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม เมื่อในคดีร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 8795/2544 หมายเลขแดงที่ 3707/2547 ของศาลชั้นต้นพบว่ามีทายาทโดยธรรมของผู้ตายรวม 10 คน คือ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 นางสาวชวนาถ จำเลย เด็กชายวัชริศ เด็กหญิงมุกดา และเด็กหญิงฐิติรัตน์ ซึ่งต่างเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน แม้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวจะมีคำสั่งตั้งให้จำเลย นาวาตรีหญิงเรณูในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมเด็กชายวัชริศ นางเขมิกาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมเด็กหญิงมุกดากับเด็กหญิงฐิติรัตน์ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันแล้วก็ตาม แต่ผู้จัดการมรดกทั้งหลายก็ยังคงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เป็นไปตามสิทธิของทายาทโดยธรรมแต่ละคน หากทายาทโดยธรรมคนใดไม่ได้รับหรือได้รับส่วนแบ่งไม่ครบตามสิทธิย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือฟ้องผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดกให้แบ่งแก่ตนได้ และแม้ว่าจะมีเจ้าหนี้ของผู้ตายที่ยังมิได้รับชำระหนี้ เจ้าหนี้นั้นก็ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้จากทายาทโดยธรรมคนใดหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ได้ แม้ทรัพย์มรดกจะได้แบ่งไปแล้วก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1737 และ 1738 ดังนั้น การมีผู้จัดการมรดกหรือเจ้าหนี้กองมรดกที่ยังมิได้รับชำระหนี้ จึงมิได้เป็นเหตุทำให้สิทธิในการเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมเสื่อมเสียไป เมื่อผู้ตายมีทายาทโดยธรรมรวม 10 คน แม้โจทก์ที่ 3 จะถอนฎีกาไปแล้วแต่สิทธิของโจทก์ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 และจำเลยคงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายเพียงคนละ 1 ใน 10 ส่วน ซึ่งในกรณีเช่นนี้ มิใช่การกันส่วนแบ่งทรัพย์มรดกไว้เพื่อทายาทอื่นที่มิได้เป็นคู่ความหรือร้องสอดเข้ามาในคดีอันจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 เมื่อทรัพย์มรดกของผู้ตายมีโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยกึ่งหนึ่งโดยไม่ปรากฏว่าเป็นการแบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคสาม โจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรกจึงมีอำนาจฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ในสำนวนหลังมีอำนาจฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จำเลยครอบครองอยู่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้ตามคำขอของโจทก์ทั้งหกจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังขึ้น สำหรับฎีกาของคู่ความข้ออื่นศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนหรือแบ่งหุ้นของบริษัทฮาร์ดร็อค คาเฟ่ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม ครูส ไลน์ จำกัด จำนวน 40,500 หุ้น บริษัทสปอร์ต-เฮลท์ซิตี้ จำกัด จำนวน 1,000 หุ้น บริษัท ที.ชวลิต จำกัด จำนวน 10 หุ้น บริษัทซีโน เนชั่นแนล จำกัด จำนวน 10 หุ้น บริษัท แอมบาสซาเดอร์ คลับ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอมคอนซัลแท็นท์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทบิลเลียนแนร์ คลับ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม ดาร์ริ่ง จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม เรียล เอสเตท คอนสตรักชั่น จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอมซี แอนด์ แอร์ ทรานสปอร์ต จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม แอร์ไลน์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม ทัวร์แอนด์ แทรเวิล จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทไชย จำกัด จำนวน 325,000 หุ้น บริษัทสยาม - ไทย (1982) จำกัด จำนวน 10 หุ้น บริษัททีแอนด์เอ็นครูสไลน์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทชวริน จำกัด จำนวน 130,000 หุ้น บริษัทแอมเทล โฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 91,998 หุ้น บริษัทเทพรัตนพันธ์ จำกัด จำนวน 1,000 หุ้น บริษัทแอมเทล แอดส์ จำกัด จำนวน 800 หุ้น บริษัทชวรินโฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอม กรุ๊ป ฟู้ด แอนด์ เบพเวอร์เรท โปรดักส์ชั่น จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอมโฮลดิ้งส์ จำกัด จำนวน 500 หุ้น บริษัทแอมบาสซาเดอร์ประกันภัย จำกัด จำนวน 10,000 หุ้น บริษัทแอม แอร์คอนดิชั่น บัส จำกัด จำนวน 500 หุ้น และบริษัทแอมเทลกรุ๊ป กรุงเทพ จำกัด จำนวน 9,977,998 หุ้น ให้แก่โจทก์ที่ 1 กึ่งหนึ่ง ส่วนทรัพย์มรดกที่เหลือให้จำเลยโอนหรือแบ่งหุ้นแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 คนละ 1 ใน 10 ส่วน หากโอนหรือแบ่งไม่ได้ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรก และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ในสำนวนหลัง โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 วรรคสาม ม. 1737 ม. 1738 ม. 1749
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนีย์ แซ่โง้ว กับพวก
จำเลย — นายไชย ทั่งสัมพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนุรักษ์ บุญนิธี
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1882/2559
#599768
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์อาจได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยเรียกเก็บเงินสมทบจากโจทก์เข้ากองทุนเงินทดแทนเพิ่มขึ้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อ อ. เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนจากจำเลย และเป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน จนคณะกรรมการดังกล่าวมีคำวินิจฉัยแล้ว โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้อุทธรณ์ที่จะมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีคำสั่งให้นายชวลิต และนายบุญช่วย ลูกจ้างโจทก์ขับรถเครนไปยกของที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างเดินทางรถเครนถูกโจรกรรมและลูกจ้างทั้งสองหายตัวไป ต่อมานางอมรรัตน์ ภรรยาของนายชวลิตยื่นคำร้องต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 ขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง นางอมรรัตน์จึงอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติกลับคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 โดยวินิจฉัยว่านายชวลิตสูญหายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยดังกล่าว เนื่องจากนายชวลิตไม่ได้สูญหายเนื่องจากการทำงาน คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนทำให้โจทก์เสียหาย เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 ต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน 339,840 บาท และต้องเรียกเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนเพิ่มขึ้นจากโจทก์ด้วย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 108/2553 และพิพากษาว่านายชวลิต ไม่ได้สูญหายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่ผู้อุทธรณ์ตามความในมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ที่จะมีอำนาจนำคดีมาสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 52 กำหนดให้นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ซึ่งได้รับคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้แล้วไม่พอใจคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบนั้นให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน และมาตรา 53 กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงาน แม้โจทก์อาจได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยเรียกเก็บเงินสมทบจากโจทก์เข้ากองทุนเงินทดแทนเพิ่มขึ้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อได้ข้อเท็จจริงจากคำฟ้องว่า นางอมรรัตน์ เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนจากจำเลย และเป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน จนคณะกรรมการดังกล่าวมีคำวินิจฉัยที่ 108/2553 โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้อุทธรณ์ที่จะมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 52 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขสวัสดิ์เครนเซอร์วิส
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1871/2559
#596518
เปิดฉบับเต็ม

การจัดตั้งกองทุนเงินทดแทนขึ้นตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างโดยทั่วไป เพื่อให้ลูกจ้างได้รับเงินทดแทนโดยมิต้องเสี่ยงกับฐานะการเงินของนายจ้าง โดยลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น กรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ซึ่งหากลูกจ้างได้รับเงินทดแทนครบตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 จากนายจ้างแล้ว จึงเท่ากับนายจ้างได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างนั้นไปก่อน ลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนได้อีก คดีนี้เมื่อโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานและห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้รับเหมาช่วงในลำดับถัดขึ้นไปได้รับผิดชอบจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) แห่ง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือนเป็นระยะเวลา 2 เดือน 22 วัน เป็นเงิน 9,167.60 บาท และค่ารักษาพยาบาลในการที่โจทก์เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลปทุมธานีและโรงพยาบาลตำรวจให้แก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง อันเป็นการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ซึ่งโจทก์ยอมรับเงินทดแทนดังกล่าวโดยไม่โต้แย้งคัดค้านว่าจำนวนเงินทดแทนที่ได้รับไปแล้วไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 และไม่ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ยินยอมให้โจทก์ขอรับเงินทดแทนที่ได้ทดรองจ่ายไปคืนจากจำเลยที่ 2 โจทก์จึงขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ที่ 153/2554 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2554 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เดือนละ 3,354 บาท เป็นเวลา 2 เดือน 22 วัน เป็นเงิน 9,167.60 บาท และค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 45,000 บาท ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้เพิกถอนแนวปฏิบัติของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือที่ รส 0711/ว 751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 เรื่อง การให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ให้จำเลยที่ 2 ออกคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงานประกันสังคมทุกจังหวัดเพื่อเพิกถอนแนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว 751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และให้จำเลยที่ 2 ออกคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีและสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานีดำเนินการให้นายจ้างโจทก์ยื่นแบบลงทะเบียนจ่ายเงินสมทบและแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยที่ 6/2555 วินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่โจทก์ได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างแล้ว โจทก์จะมีสิทธิขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนอีกได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ที่ใช้แนวปฏิบัติของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือ รส 0711/ว 751 มาเป็นข้อพิจารณาไม่ให้โจทก์ได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนขัดต่อพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองลูกจ้างทุกคน เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างที่ทำงานให้แก่นายจ้างแล้วประสบอันตรายจากการทำงาน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง และวรรคสอง บัญญัติว่า ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้าเมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้ (1) ร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานติดต่อกันได้เกินสามวันไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การจ่ายเงินทดแทนตามหมวดนี้ ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบ ให้สำนักงานจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แทนนายจ้างนั้น แต่ถ้านายจ้างได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธินั้นไปก่อน และเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำวินิจฉัยว่าลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิดังกล่าวมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ให้นายจ้างขอรับเงินทดแทนที่ได้ทดรองจ่ายไปคืนจากสำนักงานได้ตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้มีกองทุนเงินทดแทนในสำนักงานประกันสังคมเพื่อจ่ายเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้างซึ่งมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 44 และเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา 43 เช่นนี้ จะเห็นว่า การจัดตั้งกองทุนเงินทดแทนขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างโดยทั่วไป เพื่อให้ลูกจ้างได้รับเงินทดแทนโดยมิต้องเสี่ยงกับฐานะการเงินของนายจ้าง โดยลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น กรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ซึ่งหากลูกจ้างได้รับเงินทดแทนครบตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 จากนายจ้างแล้ว จึงเท่ากับนายจ้างได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างนั้นไปก่อน ลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนได้อีก คดีนี้เมื่อโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานและห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น.เอส.วี. ซัพพลาย แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง ผู้รับเหมาช่วงในลำดับถัดขึ้นไปได้รับผิดชอบจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ร้อยละหกสิบของค่าจ้างรายเดือนเป็นระยะเวลา 2 เดือน 22 วัน เป็นเงิน 9,167.60 บาท และค่ารักษาพยาบาลในการที่โจทก์เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลปทุมธานีและโรงพยาบาลตำรวจให้แก่โจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง อันเป็นการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ.2551 ซึ่งโจทก์ยอมรับเงินทดแทนดังกล่าวโดยไม่โต้แย้งคัดค้านว่าจำนวนเงินทดแทนที่ได้รับไปแล้วไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และไม่ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น.เอส.วี. ซัพพลาย แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง ยินยอมให้โจทก์ขอรับเงินทดแทนที่ได้ทดรองจ่ายไปคืนจากจำเลยที่ 2 โจทก์จึงขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนอีกไม่ได้ ที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีคำวินิจฉัยให้โจทก์มีสิทธิขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนได้อีก และที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าไม่มีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่วินิจฉัยประเด็นพิพาทข้อ 4 ถึงข้อ 6 ให้ครบถ้วนอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีต้องเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาลี ดีอยู่
จำเลย — คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2559
#596502
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ประกอบด้วย 2 ภาคส่วน คือ ส่วนรูปประดิษฐ์ซึ่งตรงกลางมีอักษรประดิษฐ์คำว่า Rasasi และส่วนอักษรโรมันคำว่า Rasasi การพิจารณาลักษณะบ่งเฉพาะของเครื่องหมายการค้าต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมของทั้งเครื่องหมาย เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วย 2 ภาคส่วน จึงต้องพิจารณาทั้งสองภาคส่วน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำว่า Rasasi อยู่ 2 ตำแหน่ง ก็หาได้หมายความว่า Rasasi จะสำคัญกว่าภาคส่วนที่เป็นรูปประดิษฐ์ การพิจารณาลักษณะบ่งเฉพาะโดยมุ่งเน้นแต่คำว่า Rasasi เพียงส่วนเดียวจึงยังไม่ครบถ้วน เมื่อเครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบด้วยรูปประดิษฐ์ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นแตกต่างจากรูปประดิษฐ์ของบุคคลอื่น และมีคำว่า Rasasi ซึ่งมีความหมายว่า สีเทาหรือสีตะกั่วอันไม่ใช่คำหรือข้อความที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าน้ำหอมหรือเครื่องสำอางตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 768528 โดยตรง ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าดังกล่าวของโจทก์ย่อมทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าของโจทก์ดังกล่าวแตกต่างจากของบุคคลอื่น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (2)

การที่โจทก์เคยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามาครั้งหนึ่งแล้วและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียน โจทก์มิได้ฟ้องคดีต่อศาลแต่นำเครื่องหมายการค้าเดิมมายื่นขอจดทะเบียนต่อจำเลยอีก โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เพราะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในการขอจดทะเบียนครั้งหลัง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเพราะโจทก์ยังไม่เคยเสนอคดีต่อศาลเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องคดีนี้มาก่อน

เมื่อคำว่า Rasasi เป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ทั้งคำดังกล่าวมิใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในการขายสินค้าน้ำหอมหรือเครื่องสำอางในอันที่โจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าวในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงไม่อาจสั่งให้โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 768528 แสดงปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า Rasasi ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำสั่งที่ พณ 0704/25710 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ พณ 878/2555 กับบังคับให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 768528 ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 768528 เป็นเครื่องหมายการค้าพึงรับจดทะเบียนได้ตามกฎหมายและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "Rasasi" ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/25710 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 878/2555 ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 768528 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 3 รายการสินค้า น้ำหอม เครื่องสำอาง โดยระบุคำอ่านและแปลภาษาต่างประเทศว่า อักษรโรมัน "RASASI" อ่านว่า ราซาซี่ แปลไม่ได้ ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 768528 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์ส่งหลักฐานพิสูจน์ความมีลักษณะบ่งเฉพาะตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/685975 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพราะคำว่า "RASASI" แปลว่า สีเทา หรือสีตะกั่ว เป็นคำสามัญโดยทั่วไป ซึ่งไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนี้แตกต่างไปจากสินค้าบุคคลอื่นอย่างไร ทั้งนี้ เครื่องหมายนี้เคยยื่นคำขอจดทะเบียนมาแล้วครั้งหนึ่ง (คำขอเลขที่ 671418) และมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 243/2553 ส่วนหลักฐานที่นำมาแสดงไม่เพียงพอจะพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะ จึงมีคำสั่งไม่ให้รับจดทะเบียน ตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/25710 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำว่า รายนี้ ภาคส่วนคำว่า "Rasasi" ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมาย ตามพจนานุกรม "A DICTIONARY OF MODERN WRITEN ARAVI BY J MILTON COWAN" (ที่ถูก A DICTIONARY OF MODERN WRITTEN ARABI BY J MILTON COWAN) คำว่า Rasasi เป็นคำที่เขียนขึ้นตามการออกเสียงของภาษาอาหรับ อ่านว่า ราซาซี่ แปลได้ว่า สีเทา หรือสีตะกั่ว นับว่าเป็นคำสามัญที่ใช้กันทั่วไป ไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่นไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่ง ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่นตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 878/2555

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วย 2 ภาคส่วน คือ ภาคส่วนแรกเป็นรูปประดิษฐ์รูปวงรีพื้นสีทึบบริเวณขอบออกแบบเป็นลวดลายเส้นโค้งขนาดเล็กคล้ายเกลียวคลื่น ตรงกลางวงรีมีอักษรประดิษฐ์คำว่า "Rasasi" ภาคส่วนที่สองเป็นอักษรโรมันคำว่า "Rasasi" อยู่ด้านล่างของวงรี จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อเปรียบเทียบภาคส่วนทั้งสองแล้ว โจทก์วางอักษรโรมันคำว่า "Rasasi" อยู่ในเครื่องหมายการค้าถึง 2 ตำแหน่ง โดยวางอยู่กึ่งกลางรูปลวดลายพื้นทึบตำแหน่งหนึ่งและยังวางอยู่ใต้รูปลวดลายพื้นทึบอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เมื่อภาคส่วนคำดังกล่าวเป็นเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าจึงนับได้ว่าเป็นภาคส่วนที่เป็นสาระสำคัญในเครื่องหมายการค้าของโจทก์มากกว่าภาคส่วนรูปลวดลายพื้นทึบและเมื่อภาคส่วนอักษรโรมันคำว่า "Rasasi" แปลว่า สีเทา หรือสีตะกั่ว นับว่าเป็นคำสามัญที่ใช้กันทั่วไปซึ่งไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่น เห็นว่า การพิจารณาลักษณะบ่งเฉพาะของเครื่องหมายการค้าต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมของทั้งเครื่องหมาย เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วย 2 ภาคส่วน จึงต้องพิจารณาทั้งสองภาคส่วนมิใช่ภาคส่วนใดส่วนหนึ่ง แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำว่า "Rasasi" อยู่ 2 ตำแหน่ง ก็หาได้หมายความว่าภาคส่วนคำว่า "Rasasi" จะมีความสำคัญกว่าภาคส่วนที่เป็นรูปประดิษฐ์ ซึ่งในเรื่องนี้นายสมภพ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ให้ถ้อยคำในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานแทนการเบิกความว่า โจทก์ตั้งใจสร้างสรรค์รูปประดิษฐ์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ แตกต่างจากรูปประดิษฐ์ของเครื่องหมายการค้าอื่น รูปประดิษฐ์มีอัตราส่วนที่ใหญ่ โดดเด่น และเห็นชัดกว่าภาคตัวอักษรมาก ภาคตัวอักษรหาใช่สาระสำคัญของเครื่องหมายไม่ แม้โจทก์จะใช้รูปประดิษฐ์แต่เพียงลำพังแยกต่างหากจากส่วนตัวอักษรคำว่า "Rasasi" แล้ว ประชาชนสามารถจดจำและแยกแยะความแตกต่างของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของบุคคลอื่นได้อย่างง่ายดาย จากคำเบิกความ เห็นได้ว่า โจทก์มิได้ถือว่าคำว่า "Rasasi" เป็นส่วนสำคัญของเครื่องหมายและโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนโดยประสงค์ให้คุ้มครองทั้งรูปประดิษฐ์ และคำว่า "Rasasi" หาได้ขอยื่นจดทะเบียนเฉพาะ คำว่า "Rasasi" อย่างเดียวไม่ การพิจารณาลักษณะบ่งเฉพาะโดยมุ่งเน้นแต่คำว่า "Rasasi" เพียงส่วนเดียวจึงยังไม่ครบถ้วน เมื่อเครื่องหมายการค้า ประกอบด้วยรูปประดิษฐ์ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นแตกต่างจากรูปประดิษฐ์ของบุคคลอื่นและมีคำว่า "Rasasi" ซึ่งมีความหมายว่า สีเทาหรือสีตะกั่วอันไม่ใช่คำหรือข้อความที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าน้ำหอมหรือเครื่องสำอางตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 768528 โดยตรง ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าของโจทก์ย่อมทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าน้ำหอมหรือเครื่องสำอางที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าน้ำหอมหรือเครื่องสำอางของบุคคลอื่น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (2) การที่โจทก์เคยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามาครั้งหนึ่งแล้วและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียน แต่โจทก์ก็มิได้ฟ้องคดีต่อศาล กลับนำเครื่องหมายการค้าเดิมมายื่นขอจดทะเบียนต่อจำเลยอีกและมาฟ้องเป็นคดีนี้ เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เพราะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ยอมรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในการขอจดทะเบียนในครั้งหลังอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และไม่ถือเป็นการฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเพราะโจทก์ยังไม่เคยเสนอคดีต่อศาลเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องคดีนี้มาก่อน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้โดยแพร่หลายแล้วหรือไม่ เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า นายทะเบียนมีอำนาจออกคำสั่งให้โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "Rasasi" นั้น เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าคำว่า"Rasasi" ซึ่งมีความหมายว่า สีเทาหรือสีตะกั่วไม่ใช่คำหรือข้อความที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าน้ำหอมหรือเครื่องสำอางตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เลขที่ 768528 โดยตรง คำว่า "Rasasi" จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ทั้งคำว่า "Rasasi" มิใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสินค้าน้ำหอมหรือเครื่องสำอางในอันที่โจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำว่า "Rasasi" ในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 768528 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงไม่อาจสั่งให้โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 768528 แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรโรมันคำว่า "Rasasi" ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 768528 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (2) โดยโจทก์ผู้ขอจดทะเบียนไม่ต้องแสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำว่า "Rasasi" ตามมาตรา 17 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 17
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ราซาซี่ เพอร์ฟูมส์ อินดัสตรี แอลแอลซี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา