คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2362/2559
#597457
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับของมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด... (5) ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้..." เป็นบทกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่มีการฟื้นฟูกิจการให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ หาได้มีผลต่อบุคคลอื่นที่มิได้เป็นลูกหนี้ที่มีการฟื้นฟูกิจการด้วยไม่ จึงมีข้อจำกัดสิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาห้ามบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เมื่อปรากฏว่าระหว่างฟื้นฟูกิจการนั้นผู้ร้องเป็นเพียงผู้เช่าที่ครอบครองเครื่องจักรซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลย เครื่องจักรดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่อยู่ในกองทรัพย์สินของผู้ร้องที่จะได้รับความคุ้มครองเพื่อการฟื้นฟูกิจการ ดังนั้นโจทก์ทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินของจำเลยตามหมายบังคับคดีได้ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์สินตามคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 757 คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบเจ็ดขอออกหมายบังคับคดี ศาลแรงงานกลางออกหมายบังคับคดี ฝ่ายโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องจักรซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องและเห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการของผู้ร้องซึ่งผู้ร้องเป็นผู้บริหารแผน ระหว่างดำเนินการฟื้นฟูกิจการผู้ร้องทำสัญญาเช่าเครื่องจักรซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของผู้ร้อง ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดเครื่องจักรซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามรายการนำยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องซึ่งอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการจึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (5) คือ ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่อยู่ในครอบครองของผู้ร้อง โดยถือว่าทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองของลูกหนี้ด้วย ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า กรณีผู้ร้องยื่นขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีนั้นจะต้องเป็นกรณีที่หมายบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กรณีพิพาทไม่ปรากฏว่าหมายบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะขอให้เพิกถอน ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนการยึดทรัพย์สินตามคำร้องของผู้ร้องหรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (5) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่อาจนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินที่ผู้ร้องเช่ามาได้เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับของมาตรา 90/13 และมาตรา 90/14 นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด (5) ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้..." เป็นบทกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่มีการฟื้นฟูกิจการให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ หาได้มีผลต่อบุคคลอื่นที่มิได้เป็นลูกหนี้ที่มีการฟื้นฟูกิจการด้วยไม่ จึงมีข้อจำกัดสิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาห้ามบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เมื่อปรากฏว่าระหว่างฟื้นฟูกิจการนั้นผู้ร้องเป็นเพียงผู้เช่าที่ครอบครองเครื่องจักรซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลย เครื่องจักรจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่อยู่ในกองทรัพย์สินของผู้ร้องที่จะได้รับความคุ้มครองเพื่อการฟื้นฟูกิจการ ดังนั้นโจทก์ทั้งเจ็ดร้อยห้าสิบเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์สินของจำเลยตามหมายบังคับคดีได้ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์สินตามคำร้อง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนันทา ภู่เณร กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทวงศ์ไพฑูรย์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิชัย เอื้อองัคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2559
#599752
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยติดตั้งสายไฟฟ้าบนรั้วคอนกรีตพิพาทของโจทก์ในลักษณะที่เป็นอันตรายและไม่ปลอดภัยแก่โจทก์และบุคคลอื่น ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสายไฟฟ้าออกจากรั้วคอนกรีตพิพาทของโจทก์ จำเลยให้การว่า รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยรวมกัน การติดตั้งสายไฟฟ้าบนรั้วคอนกรีตพิพาทไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อได้ความว่า รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยรวมกัน และการติดตั้งสายไฟฟ้าของจำเลยไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยแก้ไขการต่อสายไฟฟ้าจากมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงรายถึงตู้ประธานบ้านจำเลยนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างมาในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างและพิพากษาให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อสายไฟฟ้าออกจากรั้วคอนกรีตของโจทก์ดังกล่าว หากจำเลยไม่ยอมรื้อสายไฟฟ้าก็ให้โจทก์เป็นผู้รื้อแทนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแก้ไขการต่อสายไฟฟ้าจากมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถึงตู้ประธาน บ้านเลขที่ 32/3 (ที่ถูก 32/2) หมู่ที่ 15 ตำบลเวียง (ที่ถูก ตำบลรอบเวียง) อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยใช้ลวดอลูมิเนียมขนาด 10 มิลลิเมตร มัดสายไฟฟ้าที่ต่อจากแร็คและเพิ่มท่อร้อยสายไฟฟ้าชนิดเอชดีพีอีให้ยาวขึ้นรับกับแร็ก หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการเองด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อถอนสายไฟฟ้าออกจากกำแพงรั้วคอนกรีตของโจทก์บ้านเลขที่ 111/3 หมู่ที่ 15 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตามแนวเขตหมายเลข 1 ในแผนผังโดยสังเขปหากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนสายไฟฟ้าดังกล่าวให้โจทก์เป็นผู้รื้อโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 106611 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และบ้านเลขที่ 32/2 หมู่ที่ 15 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดิน ส่วนโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 126593 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตามสำเนาโฉนดที่ดิน โดยนายสนั่น เจ้าของที่ดินเดิมแบ่งขายที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่อยู่ด้านหน้าติดถนนสันโค้งน้อยให้แก่โจทก์ แล้วโจทก์ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เลขที่ 111/3 หมู่ที่ 15 ลงบนที่ดินแปลงดังกล่าว เดิมที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินของนายสนั่นตลอดแนวทั้งแปลงโดยมีรั้วคอนกรีตแบ่งกั้นแนวเขตระหว่างที่ดินของจำเลยกับที่ดินของนายสนั่น เมื่อนายสนั่นแบ่งขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ให้แก่โจทก์ที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกจึงติดกับของจำเลย โดยมีรั้วคอนกรีตพิพาทซึ่งเป็นรั้วช่วงที่นายโม่ บิดาของนายสนั่นเป็นผู้สร้างแบ่งกั้นแนวเขตระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยตามแผนผังโดยสังเขป ในส่วนที่เขียนหมายเลข 1 กำหนดไว้และภาพถ่าย ภาพบน เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 จำเลยเดินสายไฟฟ้าจากมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดเชียงราย ที่อยู่บนเสาไฟฟ้าด้านหน้าอาคารพาณิชย์ของโจทก์เข้าสู่บ้านเลขที่ 32/2 ของจำเลย โดยยึดสายไฟฟ้าประเภททีเอชดับบลิวที่ร้อยท่อประเภทเอชดีพีอีติดตั้งไว้กับแนวรั้วคอนกรีตพิพาทในฝั่งบ้านจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตพิพาทรวมกันหรือไม่ เห็นว่า ตามแผนผังโดยสังเขป และภาพถ่ายหมาย รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของรั้วคอนกรีตที่แบ่งกั้นแนวเขตระหว่างที่ดินของจำเลยกับที่ดินของโจทก์และที่ดินของนายสนั่นตลอดแนวทั้งแปลง โดยเป็นรั้วที่ก่อสร้างขึ้นก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน จากนายสนั่นเจ้าของที่ดินเดิม เมื่อฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างไม่สามารถยืนยันได้ว่ารั้วคอนกรีตดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของฝ่ายใด ทั้งนายสนั่นเจ้าของที่ดินเดิมก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่ารั้วคอนกรีตพิพาทสร้างกลางหมุดที่ดินหรือสร้างขยับเข้าไปในที่ดินของนายสนั่นเช่นนี้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของที่ดินทั้งสองข้างเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตดังกล่าวรวมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1344 โจทก์กล่าวอ้างว่ารั้วคอนกรีตพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว ที่โจทก์นำสืบว่า ฝ่ายนายสนั่นเป็นผู้สร้างรั้วคอนกรีตพิพาทซึ่งเป็นรั้วล้อมรอบที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่โจทก์ซื้อมาจากนายสนั่น โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรั้วคอนกรีตพิพาทด้วยนั้น พยานโจทก์ปากนายสนั่นก็เบิกความยืนยันว่า ขณะพยานขายบ้านและที่ดินให้แก่โจทก์ พยานไม่ได้บอกโจทก์ว่ารั้วเป็นของพยาน ทั้งพยานยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยต่อไปว่า รั้วคอนกรีตที่สร้างขึ้นดังกล่าวกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยและพยานแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกบิดาของพยานเป็นผู้สร้าง ช่วงกลางของรั้วสามีของจำเลยเป็นผู้สร้าง และรั้วด้านในสุดพยานเป็นผู้สร้าง โดยที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนของโจทก์จะมีทั้งรั้วที่ฝ่ายบิดาของพยานกับสามีของจำเลยเป็นผู้สร้าง พยานไม่เคยนำเจ้าพนักงานที่ดินมารังวัดแนวเขตว่ารั้วอยู่ในเขตที่ดินใคร ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสนั่นประกอบกับภาพถ่าย ที่ปรากฏภาพรั้วคอนกรีตที่สร้างขึ้นในแต่ละช่วงดังกล่าวเป็นแนวตรงต่อเนื่องกันไปตามรูปที่ดินแล้ว เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่านายสนั่นและบิดาของนายสนั่นกับสามีของจำเลยต่างร่วมกันสร้างรั้วคอนกรีตดังกล่าวขึ้นตามสภาพแนวเขตที่ดินของจำเลยและของนายสนั่นด้านที่อยู่ติดต่อกันตามรูปแผนที่ในสำเนาโฉนดที่ดิน และแผนผังโดยสังเขป โดยมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างรั้วแต่ละช่วงตามที่แต่ละฝ่ายใช้ประโยชน์ เพื่อแบ่งกั้นแนวเขตระหว่างที่ดินของจำเลยกับที่ดินของนายสนั่น หาได้มีลักษณะเป็นการสร้างรั้วในแต่ละช่วง เพื่อถือเอาเป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายแต่อย่างใดไม่ หากนายสนั่นและบิดาของนายสนั่นกับสามีของจำเลยต่างประสงค์ที่จะสร้างรั้วคอนกรีตในแต่ละช่วงโดยถือกรรมสิทธิ์ในรั้วที่สร้างขึ้นต่างหากจากกันแล้ว ก่อนสร้างรั้วย่อมต้องมีการรังวัดสอบเขตที่ดินของแต่ละฝ่ายและรั้วที่ก่อสร้างขึ้นย่อมไม่อาจสร้างเป็นแนวตรงต่อเนื่องกันไปตามรูปที่ดินโดยตลอดเช่นนี้ ส่วนที่โจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า ข้อที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างว่ารั้วคอนกรีตพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมกันเพราะมีการแบ่งหน้าที่กันสร้างรั้วนั้น ตามคำให้การของจำเลยเพียงแต่อ้างว่ารั้วคอนกรีตพิพาทเป็นกำแพงที่แบ่งกั้นแนวเขตระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลย ซึ่งที่ดินทั้งสองข้างต่างเป็นเจ้าของรวมกัน มิได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ว่าที่รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมกันเพราะร่วมกันสร้างหรือแบ่งหน้าที่กันสร้างแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 นั้น ตามคำให้การของจำเลยปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรั้วคอนกรีตพิพาทซึ่งล้อมรอบที่ดินของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นกำแพงที่แบ่งกั้นแนวเขตระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลย ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของรวมกัน แม้ตามคำให้การมิได้อ้างว่ารั้วคอนกรีตพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมกันเพราะร่วมกันสร้างหรือแบ่งหน้าที่กันสร้างก็ตาม แต่ก็เป็นการอ้างถึงที่มาเพื่อแสดงให้เห็นว่ารั้วคอนกรีตพิพาทโจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของรวมกัน ไม่ใช่เป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวนั่นเอง จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในฎีกาได้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นตามคำให้การของจำเลย มิใช่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาแต่อย่างใด เมื่อพยานโจทก์ปากอื่นๆ ที่เหลือต่างมิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการก่อสร้างรั้วคอนกรีตพิพาท และคงเบิกความไปตามความคิดเห็นของตนเช่นนี้ พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบมาว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตพิพาทรวมกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเดินสายไฟฟ้าโดยยึดสายไฟฟ้าที่ร้อยท่อติดไว้กับแนวรั้วคอนกรีตพิพาทเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยต่างเป็นเจ้าของรั้วคอนกรีตพิพาทรวมกัน โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมจึงมีสิทธิใช้รั้วคอนกรีตพิพาทได้ เพียงแต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคแรก และมาตรา 421 เมื่อจำเลยเดินสายไฟฟ้าโดยยึดสายไฟฟ้าที่ร้อยท่อติดไว้กับแนวรั้วคอนกรีตพิพาทในฝั่งบ้านจำเลย สายไฟฟ้าที่จำเลยติดตั้งไว้ดังกล่าวจึงอยู่ในแดนกรรมสิทธิ์เหนือพื้นดินของจำเลยมิใช่ของโจทก์ ที่โจทก์แก้ฎีกาของจำเลยว่า สายไฟฟ้าที่จำเลยติดตั้งไว้กับแนวรั้วคอนกรีตพิพาทดังกล่าวไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานเพียงใดหรือมีการดูแลรักษาสายไฟฟ้าดีเพียงใด แต่อุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวย่อมต้องเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาและการใช้งาน จึงอาจมีกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์อันตรายโดยสภาพรั่วออกมาสู่รั้วคอนกรีตพิพาท เมื่อมีผู้สัมผัสหรือยืนอยู่ใกล้รั้วอาจถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ การติดตั้งสายไฟฟ้าไว้กับแนวรั้วคอนกรีตพิพาทของจำเลยดังกล่าวจึงกระทบต่อสิทธิของโจทก์นั้น แม้โจทก์จะมีนายจิรายุ อาจารย์สอนด้านกำลังไฟฟ้ามาเบิกความเป็นพยานว่า สายไฟฟ้าที่จำเลยใช้เป็นสายไฟฟ้าประเภททีเอชดับบลิวที่ใช้สำหรับเดินภายในอาคาร หากใช้สายไฟฟ้าดังกล่าวติดตั้งภายนอกอาคารต้องอยู่บนแร็กสูงไม่ต่ำกว่า 250 เซนติเมตร แต่จำเลยติดตั้งสายไฟฟ้าต่ำกว่า 250 เซนติเมตร หากมีการรั่วของกระแสไฟฟ้าออกมาอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ และการติดตั้งสายไฟฟ้าที่มีระยะทางยาวเช่นคดีนี้จะต้องตั้งเสาและลอยขึ้นเหนือพื้นดินโดยไม่สามารถเกาะรั้วได้ก็ตาม แต่พยานโจทก์ปากนายจิรายุก็ไม่ได้ทำการตรวจสอบสายไฟฟ้าที่จำเลยติดตั้งไว้กับแนวรั้วคอนกรีตพิพาทโดยละเอียด โดยพยานคงเพียงแต่ยืนมองสายไฟฟ้าที่จำเลยติดตั้งที่บริเวณริมฟุตบาทภายนอกรั้วบ้านจำเลย และยังกลับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ท่อเอชดีพีอี สามารถร้อยสายไฟฟ้าหุ้มฉนวนแกนเดียวทีเอชดับบลิวสามารถเดินลอยต้องยึดด้วยวัสดุฉนวนเดินในช่องเดินในสถานที่แห้งได้ โดยที่พิพาทมีการใช้สายไฟฟ้าชนิดทีเอชดับบลิว พื้นที่หน้าตัดขนาด 16 ตารางมิลลิเมตร จำนวน 2 เส้น ร้อยผ่านท่อเอชดีพีอี เป็นไปตามมาตรฐานและสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยมีอายุการใช้งานของท่อเอชดีพีอีได้ไม่เกิน 10 ปี ตามหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม คำเบิกความของนายจิรายุจึงมีลักษณะเป็นการเบิกความกลับไปมาไม่อาจรับฟังเป็นมั่นคงได้ว่าการเดินสายไฟฟ้าของจำเลยในรายพิพาทนี้มิได้เป็นไปตามมาตรฐานและไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยดังที่โจทก์กล่าวอ้างมา เมื่อฝ่ายจำเลยมีนายพิสิฏฐ์ วิศวกรไฟฟ้าระดับ 7 แผนกบริการลูกค้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย มาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่า จากการไปตรวจการติดตั้งไฟฟ้าที่บ้านจำเลยพบว่ามีส่วนต่ำกว่ามาตรฐาน 2 จุด คือ การติดตั้งสายไฟฟ้าติดรั้วเหล็ก และการติดตั้งสายไฟฟ้าต่อกับแร็กซึ่งมีความสูงไม่ถึง 2.80 เมตร โดยจำเลยติดตั้งห่างจากแร็กประมาณ 2.50 เมตร แต่ในกรณีนี้ไม่ทำอันตรายเนื่องจากไม่สามารถเอื้อมมือถึง และสามารถแก้ไขได้โดยง่าย จำเลยนำสายไฟฟ้าร้อยท่อเอชดีพีอี ซึ่งเป็นท่อที่ทนแรงกดสูง ท่อดังกล่าวเป็นฉนวน ซึ่งจำเลยมีการป้องกันน้ำเข้าท่อได้เป็นอย่างดี หากฝนตกก็ไม่เกิดอันตราย การเดินสายไฟฟ้าโดยร้อยท่อเอชดีพีอี ในระยะทางยาวไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า และความปลอดภัยในการตั้งเสาไฟฟ้ากับการร้อยเสาไฟฟ้าเข้าท่อตามที่จำเลยปฏิบัตินั้นมีความปลอดภัยพอกัน ที่สำคัญจำเลยยังมีหนังสือรับรอง ที่นายพรภวิษย์ ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมประเภทภาคีวิศวกร สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า งานไฟฟ้ากำลัง รับรองว่าเป็นผู้ตรวจระบบเมนไฟฟ้าประธานบ้านจำเลยจากมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย ถึงตู้ประธานบ้านจำเลยว่าเป็นไปตามมาตรฐานและสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยมาแสดง ประกอบกับภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนที่ยังไม่ได้มาตรฐานตามที่นายพิสิฏฐ์เบิกความไว้ดังกล่าวจนเสร็จเรียบร้อยตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามภาพถ่ายเอกสารท้ายคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยหมายเลข 1 พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการติดตั้งสายไฟฟ้าของจำเลยโดยยึดสายไฟฟ้าที่ร้อยท่อติดไว้กับแนวรั้วคอนกรีตพิพาทในฝั่งบ้านจำเลยในรายพิพาทนี้ได้ดำเนินการตามมาตรฐานและไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่โจทก์ บริวารของโจทก์ และบุคคลอื่น หรือเป็นการขัดต่อสิทธิของโจทก์จนทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญเกินกว่าที่ควรคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันสมควรแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสายไฟฟ้าออกจากรั้วคอนกรีตพิพาทมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยติดตั้งสายไฟฟ้าบนรั้วคอนกรีตพิพาทของโจทก์ในลักษณะที่เป็นอันตรายและไม่ปลอดภัยแก่โจทก์และบุคคลอื่น ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสายไฟฟ้าออกจากรั้วคอนกรีตพิพาทของโจทก์ จำเลยให้การว่ารั้วคอนกรีตพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยรวมกัน การติดตั้งสายไฟฟ้าบนรั้วคอนกรีตพิพาทไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า รั้วคอนกรีตพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ และจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อได้ความว่ารั้วคอนกรีตพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยรวมกัน และการติดตั้งสายไฟฟ้าของจำเลยไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยแก้ไขการต่อสายไฟฟ้าจากมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงรายถึงตู้ประธานบ้านจำเลยนั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างมาในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างและพิพากษาให้ถูกต้องได้เอง

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุญยาพร พวงมาลา
จำเลย — นางบัวผัด ชัยมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางชลิตา ศรีสง่า เพชรนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ประพาฬ อนมาน
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2298/2559
#596807
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงตามที่ระบุไว้ในรายงานเจ้าหน้าที่ที่เสนอต่อผู้พิพากษา ปรากฏว่าคู่ความมิได้ลงลายมือชื่อไว้จึงถือไม่ได้ว่ามีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดที่โจทก์จะอ้างมาเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องให้บังคับแก่จำเลยทั้งห้าได้ ส่วนรายงานกระบวนพิจารณา แม้โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และทนายจำเลยทั้งห้าลงลายมือชื่อไว้ แต่ความตกลงยังหาได้ยุติไม่ เพราะยังจะต้องดำเนินการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินกันอยู่อีก กรณีจึงไม่ใช่เรื่องตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ หรือที่จะมีขึ้นนั้นให้เสร็จสิ้นไปในทันทีด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน และรายงานเจ้าหน้าที่กับรายงานกระบวนพิจารณาไม่อาจนำมาประกอบกันแล้วถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 851
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละมัย จักรกระโทก
จำเลย — นางสาวแต๋ว จักรกระโทก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายเรืองศักดิ์ ฮั่วจั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2286/2559
#597436
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยตรง แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนตามคำขอของโจทก์ ย่อมมีความหมายครอบคลุมถึงการเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอยู่ในตัวแล้ว การที่ศาลจะพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินเลยหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องแต่อย่างใด นอกจากนี้ที่โจทก์มีคำขอให้พิพากษาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายอันพึงรับจดทะเบียนได้และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวนั้น เห็นว่า ข้อหาและข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วยเหตุที่ว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ได้คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงมีเฉพาะเกี่ยวกับเหตุที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์เท่านั้น ไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยในข้อพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 รวมทั้งข้อพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับการพิจารณารับจดทะเบียนและขั้นตอนต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการในการรับจดทะเบียนตามบทบัญญัติมาตราอื่น ดังนั้น แม้คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์จะเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งสมควรต้องเพิกถอนดังได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นก็ตาม แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไปตามขั้นตอนต่าง ๆ ในการพิจารณาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งมีอีกหลายขั้นตอน หาใช่โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนให้เลยไม่ จึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวได้ คงพิพากษาให้ได้แต่เพียงว่าให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไปเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 703700 เป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ และให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนตามคำขอของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทส่วนราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า และมีจำเลยที่ 2 เป็นอธิบดีซึ่งเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 3 รายการสินค้า โลชั่นบำรุงผิวหน้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์มีบางส่วน ที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 จึงให้โจทก์ยื่นหนังสือเพื่อแสดงเจตนาว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำบรรยายอักษรโรมันทั้งหมด และเลขอารบิก เว้นคำว่า "Cute Press" และอักษร "M" กับสละสิทธิรูปบรรยายรูปพระจันทร์เสี้ยว และแจ้งว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์จะต้องจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งเหมือนหรือคล้ายกัน นอกจากนี้นายทะเบียนยังมีคำสั่งว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คือ คำขอเลขที่ 625753 ทะเบียนเลขที่ ค.249351 ซึ่งได้แก่เครื่องหมายการค้า ของนางวาณี ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2552 โจทก์ยื่นหนังสือแสดงการปฏิเสธสิทธิว่า โจทก์ไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้คำบรรยายอักษรโรมันทั้งหมด เลขอารบิก เว้นแต่คำว่า "Cute Press" และอักษร "M" และสละสิทธิรูปบรรยายรูปพระจันทร์เสี้ยว พร้อมทั้งยื่นหนังสือขอจดทะเบียนเครื่องหมายชุด และเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้ว มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยสรุปว่า เมื่อเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้า ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาคส่วนอักษรโรมัน "M" อันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายที่มีลักษณะประดิษฐ์และการจัดวางตัวอักษรโรมัน "M" อยู่ในกรอบรูปทรงเรขาคณิตเช่นเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว แตกต่างกันเพียงเป็นรูปทรงเรขาคณิตรูปสี่เหลี่ยมกับรูปวงรีเท่านั้น แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีภาคส่วนตัวเลขอารบิกและคำว่า "Cute Press MOISTURE MILK WHITE & FIRM NIGHT LOTION 3X Skin Energy CyPA TM ALL SKIN TYPES" และรูปพระจันทร์เสี้ยวประกอบอยู่ด้วย แต่โจทก์ได้ปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ตัวเลขอารบิก และข้อความว่า "MOISTURE MILK WHITE & FIRM NIGHT LOTION 3X Skin Energy CyPA TM ALL SKIN TYPES" กับรูปพระจันทร์เสี้ยวไว้แล้ว ตัวเลขอารบิก คำ และรูปดังกล่าว จึงมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมาย ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วแม้จะมีภาคส่วนคำว่า "MOCANI" ประกอบอยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์ อาจเรียกขาน ได้ว่า "เอ็ม - คิวท์-เพรส" หรือ "เอ็ม" ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วอาจเรียกขานได้ว่า "เอ็ม - โม - คา - นี่" หรือ "เอ็ม" นับว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อยื่นขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน และรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้า ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมันคำว่า "Cute Press" อักษรโรมันตัวประดิษฐ์ "M" อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมมุมมน ด้านบนของกรอบมีคำว่า "MOISTURE" ด้านล่างของกรอบมีคำว่า "MILK" บรรทัดที่อยู่ถัดลงมามีรูปพระจันทร์เสี้ยวประดิษฐ์ และข้อความว่า "WHITE & FIRM NIGHT LOTION" บรรทัดต่อมามีข้อความว่า "3X Skin Energy CyPA TM" และบรรทัดสุดท้ายมีข้อความว่า "ALL SKIN TYPES" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว อักษรโรมันประดิษฐ์ "M" อยู่บนวงกลม ซึ่งวงกลมและอักษรดังกล่าวอยู่ภายในวงรีสองชั้น โดยวงกลม ตัวอักษร และวงรีดังกล่าวอยู่ภายในวงรีใหญ่ที่มีขอบสีเข้ม ด้านล่างของวงรีใหญ่มีคำว่า "MOCANI" รูปลักษณะโดยรวมของเครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบนของเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำว่า "Cute Press" ซึ่งโจทก์ไม่ได้แสดงการปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวไว้ ส่วนด้านล่างของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีคำว่า "MOCANI" ทั้งสองคำดังกล่าวต่างเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า เพราะต่างใช้อักษรขนาดใหญ่ ตัวอักษรหนา และมีความเด่นชัด ผู้บริโภคสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างคำว่า "Cute Press" และ "MOCANI" ได้โดยง่าย ส่วนอักษรโรมันประดิษฐ์ "M" นั้น แม้จะมีลักษณะของลายเส้นคล้ายคลึงกัน แต่องค์ประกอบโดยรอบอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวอักษรโรมัน "M" ดังกล่าวมีความแตกต่างกันมาก เห็นชัดเจนจากกรอบที่ล้อมรอบอักษรโรมันประดิษฐ์ "M" ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นกรอบสี่เหลี่ยมมุมมนและเป็นเส้นบาง ส่วนอักษรโรมันประดิษฐ์ "M" ในเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีวงรีล้อมรอบและล้อมรอบด้วยวงกลมใหญ่ที่อยู่ด้านนอกสุดเป็นสีเข้ม รูปลักษณะของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจึงแตกต่างกัน สำหรับเสียงเรียกขานนั้น โจทก์ระบุคำอ่านเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไว้ดังนี้ บรรทัดแรกว่า "คิวท์ - เพรส" บรรทัดที่สอง อ่านว่า "มอยส์ - เจอร์" บรรทัดที่สาม อ่านว่า "มิลล์" บรรทัดที่สี่ อ่านว่า "ไวท์ - แอนด์ - เฟิร์ม - ไนท์ - โล - ชั่น" บรรทัดที่ห้า อ่านว่า "ทรี - เอ็กซ์ - สกิน - อิ - เนอร์ - จี้ - ซี - วาย - พี - เอ - ที - เอ็ม" และบรรทัดที่หกอ่านว่า "ออล - สกิน - ไทพ" ซึ่งทางปฏิบัติในการเรียกขานสินค้าของโจทก์สาธารณชนผู้บริโภคคงจะมิได้เรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทุกคำเต็มตามที่โจทก์ระบุ เมื่อนำคำว่า "Cute Press" และ "MOCANI" ซึ่งเป็นสาระสำคัญ มาประกอบกับอักษรโรมันประดิษฐ์ "M" สาธารณชนผู้บริโภคอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามลักษณะที่เห็นว่า "คิวท์- เพรส- เอ็ม" แต่อาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วว่า "เอ็ม - โม - คา - นี่" ด้วยรูปลักษณะของเครื่องหมายการค้ากับสำเนียงและจำนวนพยางค์ในการเรียกขานที่แตกต่างกันนั้น สาธารณชนผู้บริโภคย่อมสามารถแยกแยะสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวได้โดยง่าย ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 703700 จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ด้วยเหตุตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13 ตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีมีเหตุสมควรต้องเพิกถอน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และแม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยตรง แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 703700 เป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ ย่อมมีความหมายครอบคลุมถึงการเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอยู่ในตัวแล้ว การที่ศาลจะพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องแต่อย่างใด นอกจากนี้ ที่โจทก์มีคำขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนตามคำของเลขที่ 703700 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวนั้น เห็นว่า ข้อหาและข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วยเหตุที่เครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ได้คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้จึงมีเฉพาะเกี่ยวกับเหตุที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์เท่านั้น ไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยในข้อพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 รวมทั้งข้อพิจารณาอื่น ๆ เกี่ยวกับการพิจารณารับจดทะเบียนและขั้นตอนต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการในการรับจดทะเบียนตามบทบัญญัติมาตราอื่น ดังนั้น แม้คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์จะเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งสมควรต้องเพิกถอนดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นก็ตาม แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไปตามขั้นตอนต่าง ๆ ในการพิจารณาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งมีอีกหลายขั้นตอน หาใช่โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนให้เลยไม่ จึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ คงพิพากษาให้ได้แต่เพียงว่าให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อไปเท่านั้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามหนังสือของสำนักเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ พณ 0704/871 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 473/2556 ที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 703700 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 703700 ต่อไป คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเค.เอ็ม.อินเตอร์แล็บ จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมศักดิ์ พลายเพ็ชร์
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2285/2559
#598041
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นคือ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แม้ต่อมาจะมี พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ใช้บังคับ แต่มาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 บัญญัติว่า "บรรดา...คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ...ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ถือว่าเป็นคำขอตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้" การพิจารณาเรื่องเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติ มาตรา 80 ประกอบ มาตรา 8 (10) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่แก้ไขใหม่ มิใช่มาตรา 80 ประกอบ มาตรา 8 (11) (เดิม) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ดังนั้น เครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ซึ่งตามประกาศดังกล่าว การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ ได้แก่ (1) สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นจะต้องมีการจำหน่ายหรือมีการใช้ หรือมีการโฆษณาหรือได้มีการใช้เครื่องหมายโดยวิธีใด ๆ อย่างแพร่หลายตามปกติโดยสุจริต ไม่ว่าจะกระทำโดยเจ้าของหรือผู้แทนหรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายนั้นไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี (2) เครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์แล้วจะเห็นได้ว่าลักษณะการส่งเสริมการขายของบริษัท ซ. ที่โจทก์จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยเพื่อส่งเสริมการขายของโจทก์เป็นไปอย่างจำกัด อีกทั้งโจทก์มิได้มีหลักฐานการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางสื่อสารมวลชนที่แสดงให้สาธารณชนทั่วไปได้รับทราบถึงเครื่องหมายรูปประดิษฐ์ศีรษะซีซาร์สในวงกว้าง ประกอบกับพยานเอกสารกับวัตถุพยานเท่าที่ นาง ว. พยานโจทก์เบิกความถึงมีปริมาณเพียงเล็กน้อยยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการโฆษณาหรือมีการใช้เครื่องหมายหรือบริการดังกล่าวอย่างแพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป นอกจากนี้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในประเทศไทยเมื่อปี 2546 และยื่นคำขอจดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2549 กับยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการแล้วตั้งแต่ปี 2540 พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเพื่อขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายล่าช้ากว่าจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่พิสูจน์ให้รับฟังได้ว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปและเชื่อมโยงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการโดยไม่สุจริต เครื่องหมายบริการของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 8 (9) , (10) กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่างๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ว่า เครื่องหมายบริการ ของจำเลยที่ 1 เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 8 (9) และ (10) หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ตามสำเนาคำขอเลขที่ 341824 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้นคือพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ใช้บังคับ แต่มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 บัญญัติว่า "บรรดา...คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ... ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นคำขอตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้" การพิจารณาเรื่องเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 80 ประกอบมาตรา 8 (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า พ.ศ.2534 ที่แก้ไขใหม่ มิใช่มาตรา 80 ประกอบมาตรา 8 (11) (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ดังนั้น เครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ซึ่งตามประกาศดังกล่าว การพิจารณาเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 2 ประการ ได้แก่ (1) สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นจะต้องมีการจำหน่ายหรือมีการใช้หรือมีการโฆษณา หรือได้มีการใช้เครื่องหมายโดยวิธีใดๆ เช่น ใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเสื้อและกางเกงกีฬาของทีมฟุตบอล เป็นต้น อย่างแพร่หลายตามปกติโดยสุจริต ไม่ว่าจะกระทำโดยเจ้าของ หรือผู้แทนหรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายนั้นไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี (2) เครื่องหมายนั้นจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค โดยโจทก์มีนางวิภาพร ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทซีซาร์ เวิร์ล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยาน เมื่อพิจารณาคำเบิกความประกอบกับที่นางวิภาพรเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานอีกว่าตลอดระยะเวลาดำเนินการของบริษัทซีซาร์ เวิร์ล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด พยานพบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับบริการ ของโจทก์แก่บุคคลประมาณ 2,000 คน หากนำจำนวนดังกล่าวมาเทียบกับระยะเวลา ประมาณ 10 ปี ที่บริษัทซีซาร์ เวิร์ล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดดำเนินการในประเทศไทยจะเห็นได้ว่าลักษณะการส่งเสริมการขายของบริษัทซีซาร์ เวิร์ล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นไปอย่างจำกัด อีกทั้งโจทก์มิได้มีหลักฐานการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางสื่อสารมวลชนที่แสดงให้สาธารณชนทั่วไปได้รับทราบถึงเครื่องหมายรูปประดิษฐ์ศีรษะซีซาร์สในวงกว้าง ประกอบกับ พยานเอกสารกับวัตถุพยานเท่าที่พยานโจทก์เบิกความถึงมีปริมาณเพียงเล็กน้อยยังไม่เพียงพอ ที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการโฆษณาหรือมีการใช้เครื่องหมายกับบริการดังกล่าวอย่างแพร่หลาย จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักเป็นอย่างดี และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้บริโภค ส่วนเรื่องที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเปรียบเทียบอาคารสถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับ ซีซาร์ส พาเลซ ซึ่งเป็นสถานประกอบกิจการของโจทก์ที่เมืองลาสเวกัส ตามภาพถ่ายแนบท้าย ปรากฏว่าอาคารของโจทก์เป็นอาคารสูง ส่วนบนมีหน้าจั่วตั้งอยู่บนเสา (Pediment Over Column) ซึ่งเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโรมัน ส่วนอาคารของจำเลยที่ 1 ที่ด้านหน้ามีรูปคล้ายสามเหลี่ยมอยู่ด้านบนเป็นมุขที่ยื่นออกมาจากอาคารหลัก มีลักษณะเตี้ย เสาเหลี่ยม ด้านบนของรูปคล้ายสามเหลี่ยมมีป้ายโค้งมีคำว่า "CAESARS" อยู่ภายใน อาคารของจำเลยที่ 1 จึงมีรูปแบบที่แตกต่างจากอาคารของโจทก์อย่างสิ้นเชิง และไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุผลที่จะสนับสนุนว่าจำเลยที่ 1 กระทำการโดยไม่สุจริต ประการสำคัญเมื่อพิจารณาในส่วนของเครื่องหมายบริการ ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ในประเทศไทยเมื่อปี 2546 และยื่นคำขอจดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2549 กับยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ของจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการแล้วตั้งแต่ปี 2540 พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเพื่อขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายล่าช้ากว่าจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่พิสูจน์ให้รับฟังได้ว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปและเชื่อมโยงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ โดยไม่สุจริต เครื่องหมายบริการ ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 8 (9) และ (10) กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของจำเลยที่ 1 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเลขที่ 341824 ทะเบียนเลขที่ บ7027 และคำขอเลขที่ 662683 ทะเบียนเลขที่ บ34922 เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 16/2553 และที่ 17/2553 และให้จำเลยที่ 1 ยุติการใช้เว็บไซต์ที่มีชื่อโดเมนว่าwww.caesarsentertainment.com ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2ถึงที่ 11 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และของจำเลยที่ 1 ในประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (9) ม. 8 (10) ม. 80 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ซีซาร์ส เวิลด์, อิงค์.
จำเลย — นายประเสริฐ เตชะวิบูลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2280/2559
#597438
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2) เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเหตุผลตามรูปคดีว่ามีเหตุสมควรที่จะงดการบังคับคดีไว้หรือไม่ คำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 เป็นคำขอให้ศาลสั่งกำหนดวิธีการอย่างใด ๆ เพื่อบังคับตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 25 ซึ่งมิได้บัญญัติว่าศาลต้องออกคำสั่งอนุญาตตามคำขอโดยต้องทำการไต่สวนก่อน ดังนั้นหากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงแห่งคดีเพียงพอที่จะวินิจฉัยคำขอของจำเลยที่ 2 แล้วก็ไม่จำต้องทำการไต่สวนคำขอ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้งดการไต่สวนและให้ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 นั้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 10,700,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดจำนวน 5 แปลง ได้แก่ (1) ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14965 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (2) ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 48594 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (3) ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 48598 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (4) ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 48599 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ (5) ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 48593 ตำบลเชียงรากน้อย (คลองซอยที่ 1 ฝั่งตก) อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน โดยให้โจทก์ติดตามจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มาให้ความยินยอม และไม่คัดค้านการงดการขายทอดตลาดตามคำร้องฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2556 ให้โจทก์แถลงความคืบหน้าการเจรจาระหว่างฝ่ายจำเลยกับโจทก์ในประเทศญี่ปุ่นแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลเพื่อทราบ และงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 และจำนวนอีก 5 นัดที่เหลือจนกว่าโจทก์จะได้ปฏิบัติตามที่ร้องขอไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวน จำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายบัณฑูร ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่สามารถมาศาลได้เพราะป่วยเจ็บ โจทก์แถลงคัดค้านการขอเลื่อนคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องไต่สวนพยาน จึงให้งดการไต่สวนและให้ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 2 เสีย และมีคำสั่งในคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ว่า กรณีตามคำร้องไม่มีเหตุให้งดการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

วันที่ 18 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ยกคำร้องขอเลื่อนคดีและงดไต่สวนคำร้องของดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขอให้แก้ไขโดยมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 เลื่อนคดี และไต่สวนคำร้องของดการบังคับคดีฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ต่อไป ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า การออกคำสั่งตามคำขอให้งดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 หรือมาตรา 293 นั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจะต้องทำการไต่สวนเสียก่อน เมื่อศาลเห็นว่ากรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุให้งดการบังคับคดี ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องโดยให้งดการไต่สวนเสียก็ได้ หาใช่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ไม่ จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลแต่อย่างใด ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งงดไต่สวนคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 และมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าวเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (2) เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเหตุผลตามรูปคดีว่ามีเหตุสมควรที่จะงดการบังคับคดีไว้หรือไม่ คำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 เป็นคำขอให้ศาลสั่งกำหนดวิธีการอย่างใด ๆ เพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 25 ซึ่งมิได้บัญญัติว่าศาลต้องออกคำสั่งอนุญาตตามคำขอโดยต้องทำการไต่สวนก่อน ดังนั้น หากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงแห่งคดีเพียงพอที่จะวินิจฉัยคำขอของจำเลยที่ 2 ได้แล้วก็ไม่จำต้องทำการไต่สวนคำขอได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (4) คดีได้ความตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และคำคัดค้านของโจทก์ว่า เดิมเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในปี 2556 แต่โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 4 เมษายน 2556 ขอให้งดการขายทอดตลาดตามประกาศดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวเนื่องจากฝ่ายจำเลยอยู่ระหว่างการเจรจากับโจทก์เพื่อชำระหนี้กันอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น หากสามารถตกลงกันได้ อาจมีการถอนการบังคับคดี และเมื่อผลการเจรจาคืบหน้าเป็นเช่นใดแล้วผู้แทนโจทก์จะแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบต่อไป ต่อมาโจทก์ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าการเจรจาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่สามารถตกลงกันได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตามประกาศขายทอดตลาดลงวันที่ 23 มีนาคม 2558 ดังนี้ตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 4 เมษายน 2556 เป็นการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ภายในเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (3) คือภายในเงื่อนไขว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 จะทำการเจรจาตกลงกันเพื่อชำระหนี้ หากตกลงกันได้ โจทก์อาจถอนการบังคับคดี ต่อมาการที่โจทก์แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงถือว่าเงื่อนไขที่ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้นั้นสิ้นสุดแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบที่จะประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ใหม่ได้ และในวันนัดไต่สวนคำร้องของดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสอบถามทนายโจทก์แล้ว ทนายโจทก์แถลงว่า โจทก์ยังคงประสงค์ที่จะดำเนินการบังคับคดีต่อไป เมื่อพิจารณาคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 แล้ว ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า ในการของดการขายทอดตลาดตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 4 เมษายน 2556 โจทก์ยังไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ทราบเพื่อมาให้ความยินยอมในการงดการขายทอดตลาด และโจทก์ไม่ได้นำผลการเจรจาเพื่อชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มาแจ้งให้แก่ฝ่ายจำเลยทราบนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงื่อนไขในการที่โจทก์ขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในครั้งก่อนซึ่งสิ้นสุดลงแล้ว และที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าได้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานความเป็นธรรมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาแตกต่างกับคำพิพากษาศาลฎีกาของประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่จะให้งดการบังคับคดี ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการบังคับคดีไว้ ดังนี้ข้อเท็จจริงแห่งคดีดังกล่าวมาเป็นการเพียงพอที่จะวินิจฉัยคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวนโดยให้คู่ความนำพยานเข้าสืบอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้งดไต่สวนและให้ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (4) ม. 25 ม. 27 ม. 292 (2) ม. 292 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทซึบูราญ่า ไชโย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายรัชชา สุทธิมา
ชื่อองค์คณะ
โสภณ บางยี่ขัน
ปริญญา ดีผดุง
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2267/2559
#599886
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งว่า ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ เนื่องจากจำเลยขาดการทำงานบริการสังคม 12 ชั่วโมง จึงมีมติให้ส่งคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป แสดงว่าจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนแล้ว เพียงแต่จำเลยขาดการทำงานบริการสังคม คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงทำนองว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพตามมาตรา 25 จึงเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควรหากศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุก จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดและได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมายเป็นเวลา 6 เดือน จนผ่านการประเมินในทุกขั้นตอนขณะที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามโปรแกรมที่กำหนด เพียงแต่จำเลยขาดการทำงานบริการสังคมเท่านั้น กรณีมีเหตุสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีในสังคมจึงให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย แต่เพื่อให้หลาบจำจึงให้ลงโทษปรับด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3975/2555 และ 3976/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3975/2555 และ 3976/2555 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษไว้จึงนับโทษต่อไม่ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรี มีคำสั่งให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบควบคุมตัว ไม่เข้มงวด ณ กองพันทหารราบ ที่ 11 ค่ายพระนั่งเกล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเวลา 120 วัน หลังจากนั้นให้เข้าโปรแกรมกลับสู่สังคมของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 2 เดือน รายงาน 1 เดือนต่อครั้ง ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีมีคำสั่งขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไป หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรี มีคำสั่งที่ 547/2555 และ 2325/2555 ว่า ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ เนื่องจากจำเลยขาดการทำงานบริการสังคม 12 ชั่วโมง จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูได้ จึงมีมติให้ส่งคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามปกติต่อไป ตามคำวินิจฉัยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรี เอกสารท้ายฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงข้างต้น แสดงว่าจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวด ตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนแล้ว เพียงแต่จำเลยขาดการทำงานบริการสังคม คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรี จึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงทำนองว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามนัยมาตรา 25 จึงเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง เมื่อผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดจันทบุรีจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบ การพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควร หากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดและจำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมาย เป็นเวลา 6 เดือน จนผ่านการประเมินในทุกขั้นตอนขณะที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามโปรแกรมที่กำหนดเพียงแต่จำเลยขาดการทำงานบริการสังคมเท่านั้น กรณีมีเหตุสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีในสังคม จึงให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย แต่เพื่อให้หลาบจำจึงให้ลงโทษปรับจำเลยด้วย

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3975/2555 และ 3976/2555 ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 22 วรรคหนึ่ง ม. 25 ม. 33 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายภาณุวัฒน์หรือภานุวัฒน์หรือภาวัช แซ่ลิ้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายสุทธิพงษ์ โอวาสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสุทธิ์ สุวบุญประภัทร์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2559
#598447
เปิดฉบับเต็ม

จ. เคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างเหตุว่า ที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. โดยซื้อมาจาก ส. แต่ใส่ชื่อ อ. บิดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่ จ. นำสืบฟังไม่ได้ว่า จ. เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด ถือว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่า จ. มิใช่เจ้าของที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความคือ จ. และโจทก์รวมทั้งผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของ จ. ในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขัดทรัพย์คดีนี้อ้างเหตุว่า จ. เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทโดยซื้อมาจาก ส. แต่ใส่ชื่อ อ. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนอีกย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,355,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 22,982,875 บาท นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 7 เมษายน 2536) ต้องไม่เกิน 255,015 บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12648 ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 126 ตารางวา ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่นพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีขัดกัน ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะให้ถือเอาตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ผู้ร้องทั้งสาม ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนคดีนี้และสำนวนที่เกี่ยวข้องไปศาลฎีกา เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า แม้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องทั้งสามกล่าวอ้างในคดีหลังได้วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายจำเริญ แต่โจทก์มิใช่คู่ความในคดีนี้ดังกล่าว คำพิพากษาในคดีหลังจึงไม่ผูกพันโจทก์ เมื่อผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้เป็นผู้สืบสิทธิของนายจำเริญ ผู้ร้องทั้งสามจึงไม่ใช่บุคคลภายนอกคดีที่จะอ้างคำพิพากษาคดีหลังเพื่อพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าโจทก์และนายจำเริญได้ ผู้ร้องทั้งสามต้องผูกพันผลตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายจำเริญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (2) กรณีมิใช่คำพิพากษาศาลฎีกาขัดกัน จึงคืนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสามว่า คำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องทั้งสามเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือไม่ เห็นว่า นายจำเริญเคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์โดยอ้างเหตุว่าที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายจำเริญโดยซื้อมาจากนายสุรพล แต่จดทะเบียนใส่ชื่อนายอุดม บิดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน โจทก์ให้การว่า นายจำเริญมิได้เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด ที่ดินและบ้านดังกล่าวเป็นของนายอุดม นายจำเริญอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านโดยอาศัยสิทธิของนายอุดม คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่นายจำเริญนำสืบฟังไม่ได้ว่านายจำเริญมิใช่เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด นายจำเริญเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านโดยอาศัยสิทธิของนายอุดมผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลฎีกา ถือได้ว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่านายจำเริญมิใช่เจ้าของที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความคือนายจำเริญและโจทก์ รวมทั้งผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนายจำเริญในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องทั้งสามจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของนายอุดมอีกหาได้ไม่ แม้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6663/2546 ในคดีหลังได้วินิจฉัยว่า นายจำเริญเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท แต่ศาลฎีกามีคำสั่งชี้ขาดคดีแล้วว่า โจทก์มิใช่คู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหลังจึงไม่ผูกพันโจทก์ ดังนั้น การที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขัดทรัพย์เป็นคดีนี้ โดยอ้างเหตุเป็นอย่างเดียวกันว่านายจำเริญเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทโดยซื้อมาจากนายสุรพล แต่จดทะเบียนใส่ชื่อนายอุดมถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนอีก ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องทั้งสามจึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของผู้ร้องทั้งสามที่ว่า ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว ผู้ร้องทั้งสามจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสามตั้งประเด็นในคำร้องว่า นายจำเริญได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ไม่อาจนำยึดที่ดินและบ้านดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องทั้งสามได้ ไม่มีประเด็นว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามในข้อนี้จึงเป็นเรื่องนอกคำร้องนอกประเด็น และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องทั้งสามอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิบูลย์ เลาหพงศ์ชนะ
ผู้ร้อง — นางสาวฤทัยรัก ศุขประเสริฐ กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จิวเทียนเฮง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอัฐมา ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ฉันทวัธน์ วรทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2559
#599036
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นบทจำกัดอายุความฟ้องร้องเป็นกรณีพิเศษ ให้ทายาททั้งหลายต้องดำเนินการฟ้องร้องผู้จัดการมรดกในการกรณีที่จัดการมรดก หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง เสียภายในเวลาห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงก็ตาม แต่ต้องหมายถึงกรณีที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดก หรือจัดการทรัพย์มรดกไปตามปกติมิใช่กรณีที่ผู้จัดการมรดกจัดการมรดกโดยมิชอบ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็นกรณีที่เบียดบัง ยักยอก และปกปิดโดยทายาทไม่รับรู้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกยังไม่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ทายาทอื่นเลย นอกจากจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มิใช่บุตรคนเดียวของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 แต่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันถึง 5 คน บางคนก็แยกไปประกอบอาชีพที่อื่น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องตกได้แก่พี่น้องคนอื่นด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจจะโอนขายที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกไปให้แก่ผู้อื่นโดยทายาทมิได้ให้ความยินยอมทุกคน จำเลยที่ 2 ก็ย่อมทราบข้อเท็จจริงนี้ดีเช่นกัน จะอ้างว่าเป็นผู้ไถ่ถอนที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้เป็นการตอบแทนหาได้ไม่ กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยสุจริต ดังนั้นการจัดการมรดกรายนี้จึงไม่ชอบ การจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย อายุความห้าปียังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน แต่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะทำนิติกรรมในส่วนของจำเลยที่ 1 ได้ แม้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจัดการมรดกที่ไม่ชอบ ก็ขอให้เพิกถอนได้เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกกลับคืนสู่กองมรดกเพื่อให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการมรดกเสียใหม่ให้ถูกต้องเท่านั้น จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมในส่วนที่มิใช่เป็นทรัพย์มรดกไม่ได้ ที่ศาลล่างพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองทั้งแปลง เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกมาวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2541 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งทำเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2541 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวซึ่งทำเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายล้วน ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2510 มีบุตรด้วยกัน 6 คน โดยจำเลยที่ 2 เป็นบุตรคนที่สาม ส่วนโจทก์เป็นบุตรคนสุดท้อง ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา ผู้ตายได้ที่ดินดังกล่าวมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2528 อันเป็นเวลาระหว่างสมรส ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2529 หลังจากนั้นประมาณ 10 ปี จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ในวันที่ 8 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ในวันที่ 11 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันการกู้ยืมไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร วงเงิน 210,000 บาท จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เป็นเงิน 621,072 บาท หลังจากนั้นในวันที่ 16 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 200,000 บาท

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นบทจำกัดอายุความฟ้องร้องเป็นกรณีพิเศษ ให้ทายาททั้งหลายต้องดำเนินการฟ้องร้องผู้จัดการมรดกในการกรณีที่จัดการมรดก หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง เสียภายในเวลาห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงก็ตาม แต่ต้องหมายถึงกรณีที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดก หรือจัดการทรัพย์มรดกไปตามปกติมิใช่กรณีที่ผู้จัดการมรดกจัดการมรดกโดยมิชอบ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็นกรณีที่เบียดบัง ยักยอก และปกปิดโดยทายาทไม่รับรู้ สำหรับคดีนี้ จำเลยที่ 2 เบิกความว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 3 แปลง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้วประมาณ 10 ปี จำเลยที่ 1 จึงร้องขอจัดการมรดก สำหรับที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ เชื่อว่าในระหว่างนั้นทายาททุกคนคงยินยอมไว้วางใจให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาทไว้แทนทายาทอื่น การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์และพี่น้องคนอื่นไม่ทราบเรื่อง สอดคล้องกับคำเบิกความของนายอดิเรก ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ จำเลยที่ 2 และมาเป็นพยานจำเลยที่ 2 ว่า ในการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 พี่น้องคนอื่นไม่มีคนใดทราบ และหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ไม่เคยมีพี่น้องคนอื่นได้รับมรดกของผู้ตาย ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกยังไม่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ทายาทอื่นเลย นอกจากจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มิใช่บุตรคนเดียวของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 แต่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันถึง 5 คน บางคนก็แยกไปประกอบอาชีพที่อื่น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องตกได้แก่พี่น้องคนอื่นด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจจะโอนขายที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกไปให้แก่ผู้อื่นโดยทายาทมิได้ให้ความยินยอมทุกคน จำเลยที่ 2 ก็ย่อมทราบข้อเท็จจริงนี้ดีเช่นกัน จะอ้างว่าเป็นผู้ไถ่ถอนที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้เป็นการตอบแทนหาได้ไม่ กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยสุจริตดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนี้ การจัดการมรดกรายนี้จึงไม่ชอบการจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย อายุความห้าปียังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน แต่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะทำนิติกรรมในส่วนของจำเลยที่ 1 ได้แม้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจัดการมรดกที่ไม่ชอบ ก็ขอให้เพิกถอนได้เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกกลับคืนสู่กองมรดกเพื่อให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการมรดกเสียใหม่ให้ถูกต้องเท่านั้น จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมในส่วนที่มิใช่เป็นทรัพย์มรดกไม่ได้ ที่ศาลล่างพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองทั้งแปลง เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกมาวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งทำเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 กึ่งหนึ่ง กลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตาย มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719 ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปัทถะมา แยบเกษตร
นางสมร แยบเกษตร ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายล้วน แยบเกษตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นางอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2216/2559
#599859
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาความคล้ายกันของเครื่องหมายการค้า นอกจากจะต้องพิจารณาในเรื่องรูปลักษณ์และเสียงเรียกขานของเครื่องหมายแล้วยังคงต้องพิจารณาสินค้าที่นำมาขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับเครื่องหมายด้วยว่าเป็นสินค้าประเภทเดียวกันหรือมีลักษณะอย่างเดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกันหรือไม่ รวมทั้งช่องทางจำหน่ายสินค้าและกลุ่มผู้ใช้สินค้าดังกล่าวว่าเป็นกลุ่มเดียวกันหรือมีความรู้ความชำนาญเฉพาะทางที่สามารถแยกแยะความแตกต่างของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันหรือไม่

เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ที่โจทก์ขอจดทะเบียนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า ของบุคคลอื่นจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวก 1 เช่นเดียวกัน แม้ในส่วนรูปลักษณ์และเสียงเรียกขานมีความคล้ายกันเนื่องจากมีอักษรตัวท้ายแตกต่างกันเพียงตัวเดียวและมีเสียงเรียกขานที่คล้ายกัน แต่เมื่อพิจารณารายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ ผู้ใช้สินค้าของโจทก์ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมผลิตสินค้าประเภทต่าง ๆ ส่วนผู้ใช้สินค้าที่เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นเป็นเกษตรกรที่ปลูกต้นยาง เมื่อกลุ่มผู้ใช้สินค้าและวัตถุประสงค์การใช้สินค้าแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในการจำหน่ายสินค้าของโจทก์ โจทก์จะใช้วิธีติดต่อกับผู้ประกอบอุตสาหกรรมโดยตรงและไม่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป และในการจำหน่าย เสนอจำหน่าย และโฆษณาสินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้า "" นั้นจะปรากฏชื่อและเครื่องหมายการค้าคำว่า "BIOMERIEUX" อยู่ด้วยเสมอ จึงช่วยสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าของโจทก์กับสินค้าของบุคคลอื่นได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

แม้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์มีเสียงเรียกขานคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นคำว่า "" และเครื่องหมายการค้า "" แต่เมื่อเปรียบเทียบรูปลักษณ์ของเครื่องหมายการค้าทั้งสามแล้ว มีความแตกต่างในเรื่องจำนวนตัวอักษรและตัวอักษรที่ต่างกัน รูปลักษณ์เครื่องหมายการค้าทั้งสามจึงต่างกัน เมื่อพิจารณาถึงรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนแม้จะเป็นสินค้าจำพวก 9 เช่นเดียวกันทั้งสามเครื่องหมาย แต่เมื่อพิจารณารายการสินค้าตามคำขอของโจทก์เป็นสินค้าประเภทเครื่องและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ เครื่องและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ที่ไม่ใช้ในทางการแพทย์ กลุ่มผู้ใช้สินค้าของโจทก์ส่วนใหญ่จึงเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหาสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ และสินค้าของโจทก์ถูกใช้งานในห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา ส่วนสินค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" เป็นหลอดแก้วที่ใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ ซึ่งถูกใช้งานในห้องปฏิบัติการทางโลหิตวิทยา ซึ่งกลุ่มผู้ใช้สินค้าเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับทางการแพทย์ซึ่งย่อมต้องมีความรู้ความชำนาญในการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์เป็นอย่างดี จึงย่อมทราบความแตกต่างระหว่างสินค้าของโจทก์และของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้ ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของบุคคลอื่น ใช้กับรายการสินค้าที่เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับด้านการสื่อสารทางเสียง จึงไม่ใช่สินค้าที่มีลักษณะเดียวกับสินค้าโจทก์ ทั้งช่องทางการจำหน่ายของโจทก์เป็นการขายตรงต่อลูกค้าไม่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป จึงยากที่กลุ่มผู้ใช้สินค้าของโจทก์จะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าของโจทก์กับของบุคคลอื่นได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จึงไม่ต้องห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 และ 16

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 717001 และเลขที่ 717003 มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ กับให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/1456 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1014/2554 สำหรับคำขอเลขที่ 717001 และเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/2568 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 933/2555 สำหรับคำขอเลขที่ 717003 โดยให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 717001 และ 717003 ต่อไป โดยคำขอเลขที่ 717003 ขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยในประเด็นเรื่องรายการสินค้าที่โจทก์อุทธรณ์ไว้ต่อไปด้วย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/1456 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1014/2554 สำหรับคำขอเลขที่ 717001 และเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/2568 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 933/2555 สำหรับคำขอเลขที่ 717003 โดยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 717001 และเลขที่ 717003 ของโจทก์ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "" อ่านออกเสียงว่า "วีเทค" แปลความหมายไม่ได้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้รับการจดทะเบียนในหลายประเทศ โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 1 รายการสินค้า สารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทางเกษตร สารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง สารรีเอเจนต์และสารตัวกลางสำหรับใช้ในการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์และสัตวแพทย์และที่ใช้ในการควบคุมและตรวจจับสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและเครื่องสำอาง และสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า เครื่องและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับใช้ในการควบคุมและตรวจจับสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์อาหารทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยา เครื่องและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ที่ไม่ใช้ทางการแพทย์ ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 717001 และ 717003 ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดเลขที่ 707001 ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" อ่านออกเสียงว่า วีเท็กซ์ ของบุคคลอื่นซึ่งจดทะเบียนไว้แล้วเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 1 รายการสินค้า สารละลายเคมีที่ใช้ในการรักษาเปลือก ต้นยาง สารละลายเคมีเพื่อใช้เพิ่มผลผลิตน้ำยาง ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 717003 ของโจทก์นั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขรายการสินค้าที่ 9 และ 10 ซึ่งเป็นเครื่องและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ที่ไม่ใช้ในทางการแพทย์ใหม่ และมีคำสั่งต่อมาว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" อ่านออกเสียงว่า "วีเทร็กซ์" ของบุคคลอื่นซึ่งจดทะเบียนไว้แล้วเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า หลอดแก้วที่ใช้ในห้องวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ และคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" อ่านออกเสียงว่า "วีเท็ก" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 รายการสินค้า เครื่องรับและส่งทางโทรคมนาคม เครื่องรับวิทยุ เครื่องขยายเสียง เครื่องเชื่อมต่อทางโทรคมนาคม โทรศัพท์ เครื่องโทรศัพท์ชนิดมีภาพ เครื่องตอบทางโทรศัพท์ เครื่องและอุปกรณ์ที่ใช้ในการคำนวณ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เกมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องที่ใช้บันทึก ส่งหรือเล่นซึ่งเสียงและภาพเครื่องรับสัญญาณภาพที่ส่งผ่านดาวเทียม ฯลฯ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเห็นว่าเป็นกรณีไม่มีพฤติการณ์พิเศษอันควรรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 สำหรับประเด็นเรื่องรายการสินค้านั้น คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ได้พิจารณาโดยให้เหตุผลว่าไม่ทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่วินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า ""ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 717001 และ 717003 ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" เครื่องหมายการค้าคำว่า "" และเครื่องหมายการค้าคำว่า ""ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาความคล้ายกันของเครื่องหมายการค้านั้น นอกจากจะต้องพิจารณาในเรื่องรูปลักษณ์และเสียงเรียกขานของเครื่องหมายแล้ว ยังคงต้องพิจารณาถึงสินค้าที่นำมาขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับเครื่องหมายด้วยว่าเป็นสินค้าประเภทเดียวกันหรือมีลักษณะอย่างเดียวกันหรือมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงกันหรือไม่ รวมทั้งช่องทางจำหน่ายสินค้าและกลุ่มผู้ใช้สินค้าว่าเป็นกลุ่มเดียวกันหรือมีความรู้ความชำนาญเฉพาะทางที่สามารถแยกแยะความแตกต่างของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันได้หรือไม่ สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ที่โจทก์ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 1 ตามคำขอเลขที่ 717001 กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วสำหรับสินค้าจำพวก 1 เช่นกันนั้น แม้พิจารณาในส่วนของรูปลักษณ์และเสียงเรียกขานแล้วเห็นว่า มีความคล้ายกันระดับหนึ่ง เนื่องจากมีอักษรตัวท้ายแตกต่างกันเพียงตัวเดียวและมีเสียงเรียกขานที่คล้ายกันก็ตาม แต่เมื่อพิจารณารายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ซึ่งเป็นสินค้าประเภท สารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง สารรีเอเจนต์และสารตัวกลางสำหรับใช้ในการควบคุมและตรวจจับสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นสินค้าที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรม ดังนั้น ผู้ใช้สินค้าของโจทก์ส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมผลิตสินค้าประเภทต่างๆ ส่วนสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วนั้น เป็นสินค้าประเภทสารละลายเคมีที่ใช้ในการรักษาเปลือกต้นยางและสารเคมีที่ใช้เพิ่มผลผลิตน้ำยาง ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ผู้ใช้สินค้าส่วนใหญ่ย่อมต้องเป็นเกษตรกรที่ปลูกต้นยาง ดังนั้น แม้รายการสินค้าของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" จะเป็นสินค้าจำพวก 1 และเป็นสารเคมีเหมือนกับสินค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" แต่เมื่อกลุ่มผู้ใช้สินค้าและวัตถุประสงค์ของการใช้สินค้าแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นของนางเนตยา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ระบุด้วยว่า ในการจำหน่ายสินค้าของโจทก์นั้น จะใช้วิธีติดต่อกับผู้ประกอบอุตสาหกรรมโดยตรงและไม่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปด้วยและในการจำหน่าย เสนอจำหน่ายและโฆษณาสินค้านั้นของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" นั้นจะปรากฏชื่อและเครื่องหมายการค้าคำว่า "BIOMERIEUX" อยู่ด้วยเสมอตัวในสื่อโฆษณา เว็บไซต์ และเอกสารการค้าต่าง ๆ ของโจทก์ จึงช่วยให้ผู้ซื้อสินค้าสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าของโจทก์กับสินค้าของบุคคลอื่นได้ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 717001 ของโจทก์จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า"" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ส่วนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอเลขที่ 717003 นั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบในส่วนของรูปลักษณ์และเสียงเรียกขานกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว เห็นว่า แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีเสียงเรียกขานว่า "วีเทค" จะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นคำว่า "" ซึ่งมีเสียงเรียกขานว่า "วีเทร็กซ์" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ที่มีเสียงเรียกขานว่า "วีเท็ก" ระดับหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบรูปลักษณ์ของเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายแล้ว เห็นว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์มีอักษรโรมัน 5 ตัวอักษร ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของบุคคลอื่นมีอักษรโรมัน 6 ตัวอักษร และมีอักษรที่ต่างกัน 2 ตัวอักษร คือ ตัวอักษร "R" และตัว "X" เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วมีความแตกต่างกันพอสมควร ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วนั้น แม้มีจำนวนตัวอักษรเท่ากับเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์ แต่ก็มีความแตกต่างกันโดยเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษรแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าดังกล่าว 2 ตัวอักษร คือ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีตัวอักษร "C" และ "H" เหมือนของบุคคลอื่น ส่วนของบุคคลอื่นก็ไม่มีอักษรตัว "I" และ "K" เหมือนของโจทก์ รูปลักษณ์ของเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์จึงแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของบุคคลอื่นซึ่งจดทะเบียนไว้แล้ว ข้อสำคัญเมื่อพิจารณาถึงรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเครื่องและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับใช้ในการควบคุมและตรวจจับสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยา เครื่องและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ที่ไม่ใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งกลุ่มผู้ใช้สินค้าของโจทก์ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหาสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ ส่วนสินค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" นั้น เป็นหลอดแก้วที่ใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ ทั้งตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายจตุพร พนักงานบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ ระบุว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์นั้นจะถูกใช้งานในห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา ส่วนสินค้าของบุคคลอื่นที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" นั้น ถูกใช้งานในห้องปฏิบัติการทางโลหิตวิทยา ซึ่งกลุ่มผู้ใช้สินค้าย่อมเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับทางการแพทย์ซึ่งย่อมต้องมีความรู้ความชำนาญในการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์เป็นอย่างดี จึงย่อมต้องทราบความแตกต่างระหว่างสินค้าประเภทเครื่องและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการควบคุมและตรวจหาสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้ในทางการแพทย์ของโจทก์กับหลอดทดลองทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้ ส่วนเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของบุคคลอื่นนั้น แม้จะจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 9 แต่รายการสินค้าเป็นเครื่องรับและส่งทางโทรคมนาคม เครื่องรับวิทยุ เครื่องขยายเสียง และเครื่องเชื่อมต่อทางโทรคมนาคม โทรศัพท์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับด้านการสื่อสารทางเสียง จึงไม่ใช่สินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกับสินค้าของโจทก์ซึ่งเป็นเครื่องและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับใช้ในการควบคุมและตรวจจับสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งโจทก์ก็นำสืบว่า ช่องทางการจำหน่ายของโจทก์นั้น เป็นการขายโดยตรงต่อลูกค้าไม่มีการวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปด้วย จึงเป็นการยากที่กลุ่มผู้ใช้สินค้าของโจทก์จะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้าของโจทก์กับของบุคคลอื่นได้ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าคำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 717001 และเลขที่ 717003 ของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จึงไม่ต้องห้ามมิให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนตามมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ดังนั้น จึงไม่จำต้องพิจารณาต่อไปว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "" มาโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม มาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีกต่อไป เพราะเครื่องหมายการค้าคำว่า "" ของโจทก์ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ไบโอเมริเออซ์, อิงค์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวนิโลบล หิรัญรัศ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2210/2559
#597447
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอถอนผู้จัดการมรดกก่อนปันมรดกเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 เป็นเรื่องอำนาจฟ้องหรืออำนาจยื่นคำร้องอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วตั้งอยู่ในที่ดินซึ่งรัฐเป็นเจ้าของหรือผู้ปกปักรักษาตามกฎเสนาบดีกระทรวงนครบาลและกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 15 มีนาคม 2463 ออกตามความใน พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 123 เป็นกุศลสถานสำหรับมหาชนแม้ผู้ตายจะเป็นผู้ดูแลขณะมีชีวิต ก็หาทำให้ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วตลอดทั้งทรัพย์สินและผลประโยชน์ของศาลจ้าวนั้นเป็นมรดกของผู้ตายอันจะตกแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ที่ผู้ตายจะกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินในพินัยกรรมได้ แม้จะกำหนดไว้ในพินัยกรรมก็ไม่มีผลบังคับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646

ผู้ตายเป็นผู้จัดการปกครองดูแลศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วจะต้องมีคุณสมบัติตามกฎเสนาบดีฯ ข้างต้น ซึ่งเป็นการประกอบกิจการอาชีพอันเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ ย่อมไม่เป็นมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600 อันจะตกแก่ทายาทตาม มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง

ตามพินัยกรรมที่ผู้ตายทำเมื่อไม่มีทรัพย์สินที่ตามพินัยกรรมที่จะปันแก่ทายาท และทรัพย์สินนอกพินัยกรรมของผู้ตายก็ไม่มีแล้ว การจัดการมรดกของผู้ตายโดยผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกย่อมเสร็จสิ้น ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนางอุ่นใจ ผู้ตาย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ลายมือชื่อผู้เขียนและพยานในพินัยกรรมปลอมตกเป็นโมฆะจึงมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอแล้ว พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนางอุ่นใจ ผู้ตาย ซึ่งเกิดจากนายชวน ตามเอกสารรายการเกี่ยวกับบ้าน สำเนาสูติบัตร และสำเนาหนังสือสำคัญเปลี่ยนชื่อสกุลของผู้ตาย อาคารเลขที่ 66 ถนนพระราม 4 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เป็นของวัดไตรมิตรวิทยาราม มีศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วตั้งอยู่ เพื่อให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธามากราบไหว้ โดยผู้ตายเป็นผู้เช่าอาคารเลขที่ 66 จากวัดไตรมิตรวิทยารามเพื่ออยู่อาศัย ตามสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ผู้ตายเป็นผู้จัดการปกครองดูแลศาลจ้าว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 ผู้ตายจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 16650 ตำบลประชาธิปัตย์ (รังสิตเหนือ) อำเภอธัญบุรี (กลางเมือง) จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมอาคารซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตายแก่ผู้คัดค้านโดยเสน่หา ตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือให้ที่ดิน วันที่ 22 พฤษภาคม 2548 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามสำเนามรณบัตร และแบบรับรองรายการทะเบียนคนตาย วันที่ 13 มกราคม 2553 นายเกตุ ได้ทำสัญญาเช่าอาคารเลขที่ 66 จากวัดไตรมิตรวิทยาราม ตามสำเนาสัญญาเช่าอาคาร ใบเสร็จรับเงินและใบสำคัญการรับเงินประจำปี 2556 และปี 2557 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2541 ไว้ ซึ่งตรงกับพินัยกรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2556 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในสำนวนคดีนี้ อนึ่ง เมื่อปี 2550, 2551, 2554, 2556 และ 2557 ผู้คัดค้านเคยขออนุญาตจัดให้มีการแสดงมหรสพงิ้วโรง เนื่องในงานเทศกาลไหว้ศาลจ้าว ตามคำสั่งอนุญาตของเจ้าพนักงานตำรวจ

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกประเด็นเรื่องการปันมรดกของผู้ตายเสร็จสิ้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง มาเป็นเหตุยกคำร้องขอของผู้คัดค้านเป็นการชอบหรือไม่ และประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกเพราะเหตุ... ก็ได้ แต่ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปันมรดกเสร็จสิ้นลง" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องหรืออำนาจยื่นคำร้องขอ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้หยิบยกขึ้นเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมหยิบยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) เมื่อตามคำร้องขอของผู้คัดค้านกล่าวอ้างครั้งแรกก่อนขอแก้ไขคำร้องว่า การปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้น อันเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าการปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้ว จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ว่ากล่าวโดยชอบในศาลชั้นต้นอันนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์หยิบประเด็นเรื่องการปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้วมาเป็นเหตุยกคำร้องขอของผู้คัดค้านว่าไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอ จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า การปันทรัพย์มรดกของผู้ตายเสร็จสิ้นแล้วเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ เห็นว่า แม้หากจะฟังว่าพินัยกรรมไม่ตกเป็นโมฆะ แต่ตามพินัยกรรมมีข้อกำหนดในพินัยกรรมรวม 5 ข้อ โดยข้อ 1 ถึงข้อ 4 เป็นเรื่องกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สิน ข้อ 5 กำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ในส่วนศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วและการจัดกิจการศาลจ้าวที่พินัยกรรมกำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการกิจการศาลจ้าวต่อไปรวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้รับบริจาคตามพินัยกรรม ข้อ 4. นั้น ผู้คัดค้านฎีกาว่า ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊ว รวมทั้งทรัพย์สินในกิจการของศาลจ้าวเป็นมรดกของผู้ตายที่ไม่ได้ระบุในพินัยกรรมจึงเป็นมรดกของผู้ตายที่ตกแก่ผู้คัดค้านที่เป็นทายาทโดยธรรมแต่ผู้เดียวและผู้ร้องได้ฟ้องผู้คัดค้านกับนายเกตุต่อศาลชั้นต้นขอให้ขับไล่ผู้คัดค้านและนายเกตุออกจากศาลจ้าว ห้ามผู้คัดค้านและนายเกตุยุ่งเกี่ยวกับกิจการของศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊ว กับให้ส่งมอบทรัพย์สินของศาลจ้าวที่อยู่ในความครอบครองของผู้คัดค้านและนายเกตุให้แก่ผู้ร้องทั้งหมด ตามหมายเรียกคดีแพ่งสามัญและสำเนาคำฟ้องของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นได้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอผลคำพิพากษาคดีนี้ ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ พ.281/2557 หมายเลขคดีแดงที่ พ.635/2557 ของศาลชั้นต้นลงวันที่ 21 เมษายน 2557 ที่แนบท้ายฎีกา (ซึ่งผู้ร้องไม่ได้แก้ฎีกาโต้แย้ง) การปันทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น จึงมีปัญหาว่า ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วและทรัพย์สินภายในศาลจ้าวกับกิจการศาลจ้าวรวมทั้งผลประโยชน์และรายจ่ายของศาลจ้าวเป็นมรดกของผู้ตายหรือไม่ ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 123 บัญญัติว่า "ที่วัดหรือกุศลสถานอย่างอื่นซึ่งเป็นของกลางสำหรับมหาชนก็ให้อยู่ในหน้าที่กรมการอำเภอจะต้องตรวจตราอุดหนุนผู้ปกปักรักษา อย่าให้ผู้ใดรุกล้ำเบียดเบียนที่อันนั้น" ซึ่งกฎเสนาบดีกระทรวงนครบาลและกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยกุศลสถานชนิดศาลจ้าว ลงวันที่ 15 มีนาคม 2463 ออกตามความในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 123 ว่า ศาลจ้าวซึ่งเป็นสถานที่เคารพและกระทำพิธีกรรมตามลัทธิของประชาชนบางจำพวกในกรุงสยามนับว่าเป็นกุศลสถานสำหรับประชาชนประเภทหนึ่ง โดยใช้กฎดังกล่าวเฉพาะศาลจ้าวที่ตั้งอยู่ในที่ดินซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ปกปักษ์รักษาเท่านั้นตามกฎข้อ 1. เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นสถานที่เคารพสักการะและทำพิธีกรรมของประชน (โดยเฉพาะชาวจีนรอบบริเวณศาลจ้าว) และตั้งอยู่ในอาคารเลขที่ 66 ของวัดไตรมิตรวิทยารามที่ปลูกอยู่บนที่ดินของวัดอันเป็นธรณีสงฆ์ ศาลจ้าวนั้นจึงตั้งอยู่ในที่ดินซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของ กรณีต้องด้วยบทกฎหมายและกฏเสนาบดีข้างต้น ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วจึงเป็นกุศลสถานสำหรับมหาชนหาใช่มรดกของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 อันจะตกแก่ทายาทตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่งไม่ นอกจากนี้ กฎข้อ 2 ฆ คำว่า ผลประโยชน์นั้น หมายความว่า ทรัพย์สมบัติรายได้อันพึงบังเกิดแก่ศาลจ้าวนั้น และหมายความตลอดถึงรายจ่ายด้วย ดังนั้น ทรัพย์สินและผลประโยชน์รวมทั้งรายจ่ายเกี่ยวกับศาลจ้าวจึงเป็นของศาลจ้าวหาใช่เป็นทรัพย์สินของผู้ตาย อันจะเป็นมรดกตกได้แก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว แม้ผู้ตายจะกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ก็ไม่มีผลบังคับเป็นพินัยกรรม ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 ส่วนการจัดกิจการศาลจ้าว กฎข้อ 11. กำหนดให้มีผู้จัดการปกครองและผู้ตรวจตรา ข้อ 12. กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการปกครองและผู้ตรวจตราไว้ ซึ่งจะต้องมีใบอนุญาตตามหลักเกณฑ์ ข้อ 13. แม้ผู้ตายจะเป็นผู้จัดการปกครองดูแลศาลจ้าวขณะมีชีวิตก็เป็นการประกอบกิจการงานอาชีพอันเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ เนื่องจากจะต้องมีคุณสมบัติและมีใบอนุญาตตามกฎเสนาบดีข้างต้น การเป็นผู้จัดการศาลจ้าวของผู้ตายย่อมไม่เป็นมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1600 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันจะตกได้แก่ทายาท ตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่ง เช่นกัน แม้ผู้ตายจะกำหนดให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการศาลจ้าวก็ไม่มีผลบังคับ เมื่อพินัยกรรมตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 ไม่มีผลบังคับ ดังวินิจฉัยข้างต้น จึงไม่มีทรัพย์สินตามพินัยกรรมที่จะปันแก่ทายาท แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ไม่ระบุไว้ในพินัยกรรมด้วยก็ตาม แต่ได้ความตามคำร้องขอของผู้คัดค้านว่า ทรัพย์สินนอกพินัยกรรมจัดการเสร็จสิ้นแล้ว เช่นนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการปันทรัพย์มรดกของผู้ตายเสร็จสิ้นแล้วก่อนที่ผู้คัดค้านจะยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านกับนายเกตุและศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวตามคดีหมายเลขดำที่ พ.281/2557 หมายเลขแดงที่ พ.635/2557 เป็นเรื่องการโต้เถียงอำนาจการจัดการศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วซึ่งไม่ใช่การจัดการมรดกของผู้ตาย ที่จะถือว่าเป็นเหตุการณ์ปันทรัพย์มรดกของผู้ตายไม่เสร็จสิ้นหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาประการที่สองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านประการนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1600 ม. 1646 ม. 1727
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 123
กฎเสนาบดีกระทรวงนครบาลและกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยกุศลสถานชนิดศาลจ้าว ลงวันที่ 15 มีนาคม 2463
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเชวง ศรีสินธรา
ผู้คัดค้าน — นายปรีชา บุญเสริมแท้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวพรรณวดี ม่วงสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อธิป จิตต์สำเริง
ฉันทวัธน์ วรทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2179/2559
#599751
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้าของจำเลยและของโจทก์แล้วปรากฏว่าเครื่องหมายการค้า ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 ประกอบด้วยรูปสุนัขพันธุ์บูลด็อก และคำว่า "BULLDOG" ที่ด้านล่างของรูปสุนัข ส่วนเครื่องหมายการค้า ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของก็เป็นรูปสุนัขพันธุ์บูลด็อก เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงต่างมีรูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกเป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมาย และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบในส่วนรูปสุนัขของทั้งสองเครื่องหมายเห็นได้ว่าเป็นรูปร่างลักษณะของสุนัขพันธุ์เดียวกันคือพันธุ์บูลด็อก ยืนหันหน้าในท่าเดียวกัน ขาทั้งสี่ข้างล้วนอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน และมีรายละเอียดต่าง ๆ ตรงกันจนไม่อาจสังเกตเห็นความแตกต่างของรูปสุนัขของทั้งสองเครื่องหมายได้อย่างชัดเจน และมีลักษณะคล้ายกับการลอกเลียนกันมา คงมีข้อแตกต่างกันเพียงแต่ในรายละเอียดอื่นที่ไม่ใช่รูปสุนัข โดยในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้มีเส้นตรงในแนวนอนลากผ่านด้านหลังขาทั้งสี่ช่วงล่างซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าสุนัขยืนอยู่บนพื้นราบ แต่รูปสุนัขในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของไม่มีเส้นตรงเช่นนั้นประกอบอยู่ด้วยเท่านั้น ซึ่งหากไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่พบความแตกต่างนี้ และแม้เครื่องหมายการค้าที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้จะมีคำว่า "BULLDOG" ประกอบอยู่ด้วยโดยที่เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขที่โจทก์กล่าวอ้างถึงไม่มีคำดังกล่าวประกอบหรือในบางครั้งก็มีคำว่า "MIRKA" ประกอบอยู่ด้วยอันเป็นความแตกต่างอีกข้อหนึ่ง แต่เป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าภาคส่วนรูปสุนัขในเครื่องหมายการค้าเป็นสาระสำคัญและมีลักษณะโดดเด่นยิ่งกว่าคำประกอบเหล่านั้น การที่เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยมีรูปลักษณะของรูปสุนัขซึ่งปรากฏชัดเจนว่าเป็นสุนัขพันธุ์เดียวกันคือพันธุ์บูลด็อกในลักษณะที่คล้ายกับลอกเลียนกันมาดังกล่าว ย่อมทำให้สาธารณชนผู้ซื้อสินค้าอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยเช่นเดียวกันว่า "ตราสุนัข" หรือ "ตราหมา" หรือ "ตราหมาบูลด็อก" ได้ ด้วยความคล้ายกันอย่างมากโดยคล้ายกับลอกเลียนกันมาของรูปสุนัขดังกล่าว ประกอบกับความเป็นสาระสำคัญและลักษณะเด่นของรูปสุนัขในเครื่องหมายการค้าทั้งสองเช่นนี้ แม้จำเลยจะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของจำเลยไว้สำหรับใช้กับสินค้าต่างจำพวกกับสินค้าที่โจทก์ส่งมาขายในประเทศไทยก็ตาม แต่สินค้าของโจทก์และของจำเลยต่างก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง ย่อมอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นสินค้าของเจ้าของเดียวกันหรือมีแหล่งกำเนิดของสินค้ามาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน เครื่องหมายการค้า ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของและใช้กับสินค้าเครื่องมือที่ใช้ในการขัดถู ผ้าทรายและกระดาษทรายจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้

โจทก์มีหลักฐานสำเนาหนังสือโต้ตอบ สำเนาใบสั่งซื้อสินค้า และสำเนาสัญญาตัวแทนจำหน่ายมาแสดงให้เห็นว่ามีการใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกกับสินค้าจำพวกกระดาษทราย ผ้าทราย และวัสดุที่ใช้ในการขัดถูในประเทศไทยผ่านทางตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ตั้งแต่ปี 2532 ในขณะที่จำเลยนอกจากจะไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของโจทก์ผ่านตัวแทนจำหน่ายของโจทก์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2532 แล้ว ยังปรากฏว่าบริษัทที่จำเลยเคยเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการได้สั่งซื้อสินค้ากระดาษทรายของโจทก์มาจำหน่าย การที่โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้ากระดาษทรายและเครื่องมือเครื่องใช้ในการขัดถูโดยใช้เครื่องหมายการค้า มาตั้งแต่ปี 2486 การได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกในประเทศต่าง ๆ สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 และที่ 7 รวมทั้งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งในเรื่องความเป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกและการที่จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องกับสินค้าของโจทก์ดังกล่าว และจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้า มาก่อนที่โจทก์จะส่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่าย คงนำสืบเพียงว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ล. ซึ่งจดทะเบียนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2527 โดยประกอบกิจการขายปลีกเครื่องมือช่างและเครื่องมือเกษตร รวมทั้งไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้อง กระดาษทราย และผ้าทราย แต่หลักฐานที่จำเลยอ้างว่าจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ที่มีลักษณะเป็นเอกสารที่พิมพ์จากหน้าเว็บไซต์โฆษณาสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุวันเวลาลงโฆษณา ส่วนพยานหลักฐานอื่นก็เป็นหลักฐานการสั่งซื้อสินค้าอันเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของโจทก์ในประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น โจทก์จึงเป็นผู้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปพันธุ์สุนัขบูลด็อกก่อนที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปพันธุ์สุนัขบูลด็อก ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 แม้โจทก์จะยังไม่เคยนำสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยแต่สินค้าที่โจทก์นำมาจำหน่ายในประเทศไทยและสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องต่างก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง จึงเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน และการที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกกับสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าโจทก์เป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเป็นแหล่งเดียว กับสินค้าของโจทก์ นอกจากนี้ เมื่อจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่จำเลยเริ่มยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 ทะเบียนเลขที่ ค4208 อีกทั้งยังปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยขอจดทะเบียนดังกล่าวและที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 คล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อก ที่โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ ประกอบกับจำเลยอยู่ในวงการค้าขายสินค้าเครื่องมือช่างก่อสร้างจำพวกกระดาษทราย ผ้าทราย และไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้อง จำเลยย่อมรู้จักเครื่องหมายการค้าและสินค้าของโจทก์อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าครั้งแรกในปี 2535 กรณีมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยจงใจนำเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของโจทก์ไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค227964 ที่พิพาทในคดีนี้ดีกว่าจำเลย กรณีมีเหตุสมควรให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค227964 ของจำเลย

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาให้ผู้มีส่วนได้เสียฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จึงเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง และเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จำเลยมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง กำหนดระยะเวลาห้าปีตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต้องนับแต่วันที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 40 มิใช่นับแต่วันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียน เมื่อจำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2548 มีการประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าววันที่ 15 มิถุนายน 2548 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 40 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2548 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2551 จึงไม่เกินกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 40 ส่วนระยะเวลาที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์เป็นกรณีของการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535 ซึ่งจำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 ไม่ใช่การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 ที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นคดีนี้ อีกทั้งจำเลยขาดต่ออายุทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว แม้จำเลยจะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกและรายการเดิม แต่ก็ปรากฏว่ายังไม่ได้รับการจดทะเบียน กรณีดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับการนับระยะเวลาฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่พิพาทในคดีนี้ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค227964 ภายในกำหนดระยะเวลา 5 ปี ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67

เมื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกดีกว่าจำเลย การที่จำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับการใช้สินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องของจำเลย และนำสินค้านั้นออกขาย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยไม่ชอบ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขอให้ห้ามจำเลยมิให้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขของโจทก์กับสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องและสินค้าอื่นของจำเลย

รูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกและคำว่า "BULLDOG" ไม่ใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าเครื่องมือที่ใช้ในการขัดถู ผ้าทราย กระดาทราย และไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้อง ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 เพราะสินค้าดังกล่าวมิใช่สินค้าสุนัขพันธุ์บูลด็อก แต่รูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกเป็นรูปที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะเป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (6) ส่วนคำว่า "BULLDOG" ก็ไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าเครื่องมือที่ใช้ในการขัดถู ผ้าทราย กระดาษทราย และไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องโดยตรง จึงเป็นคำที่มิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรงอันมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) รูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกและคำว่า "BULLDOG" ย่อมมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าเครื่องมือที่ใช้ในการขัดถู ผ้าทราย กระดาษทราย และไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องได้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขดีกว่าจำเลย ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยตามทะเบียนเลขที่ ค227964 คำขอเลขที่ 586127 ออกจากสารบบทะเบียนเครื่องหมายการค้า ให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขและคำว่า "BULLDOG" กับสินค้าของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ 200,000 บาท นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2551 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวและเลิกใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขและคำว่า "BULLDOG" กับสินค้าของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยตามทะเบียนเลขที่ ค227964 ห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าในส่วนรูปสุนัขที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขของโจทก์กับสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องกับกระดาษทรายและสินค้าอื่นของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ โจทก์ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เคลือบผงขัด/ผงทราย และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในกระบวนการปรับแต่งพื้นผิว รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการขัดถูวัสดุที่ทำจากไม้และโลหะ โดยใช้เครื่องหมายรูปสุนัข ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย เดิมจำเลยชื่อนายวิเชียร เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๕ จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขและคำว่า BULLDOG คือเครื่องหมายการค้า สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๓ รายการสินค้า กระดาษทรายและผ้าทราย ตามคำขอเลขที่ ๒๓๔๗๙๓ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนตามทะเบียนเลขที่ ค๔๒๐๘ และออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๖ ตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่เมื่อครบอายุทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยไม่ได้ขอต่ออายุทะเบียน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๕๖ ประกอบมาตรา ๕๔วรรคหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ ต่อมาวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๘ จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกและรายการสินค้าเดิม เป็นคำขอเลขที่ ๕๘๖๑๒๖ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้ววินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวต่อไป ตามสำเนาคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ ๕๓/๒๕๔๙ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาไม่สุจริตลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์มายื่นขอจดทะเบียน จึงเป็น เครื่องหมายการค้าที่ขัดต่อรัฐประศาสโนบาย ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๘ (๙) จึงให้กลับคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าว ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ ๑๑๕๘/๒๕๕๐ ต่อมาวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ จำเลยยื่นฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญากับพวกต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ทป.๖๔/๒๕๕๑ ตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ทป.๖๔/๒๕๕๑ ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากนี้ในวันเดียวกันวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๘ จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๗ รายการสินค้า ไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องอีก ๑ คำขอ เป็นคำขอเลขที่ ๕๘๖๑๒๗ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตรวจสอบแล้วรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นให้แก่จำเลยเป็นเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค๒๒๗๙๖๔ ตามสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้า และสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์เคยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๓ รายการสินค้า ผ้าทราย กระดาษทราย แถบขัดเคลือบผงขัด/ผงทราย จานขัดเคลือบผงขัด/ผงทราย แผ่นขัดเคลือบผงขัด/ผงทราย เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๙ เป็นคำขอเลขที่ ๓๒๔๒๖๒ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยเห็นว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยตามคำขอเลขที่ ๒๓๔๗๙๓ ทะเบียนเลขที่ ค๔๒๐๘ ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ ๓๒๔๒๖๒ และสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ ๙๑๗/๒๕๔๒ ต่อมาวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๙ โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๓ รายการสินค้า สิ่งที่ใช้ในการขัดถู สิ่งที่ใช้ในการขัดถูชนิดเคลือบ สิ่งที่ใช้ในการขัดถูที่ไม่ได้มาจากการทอ สิ่งที่ใช้ในการขัดถูชนิดยืดหยุ่นได้ ผ้าทราย กระดาษทราย เป็นคำขอเลขที่ ๖๓๖๙๙๔ แต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสำเนาผลการตรวจสอบสถานะเครื่องหมายการค้า โจทก์ไม่เคยผลิตและส่งสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนจำเลยได้ขายสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขของจำเลยตามที่ได้รับการจดทะเบียนไว้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า เครื่องหมายการค้า ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้า ไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้อง ตามคำขอเลขที่ 586127 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของและใช้กับสินค้าเครื่องมือที่ใช้ในการขัดถู ผ้าทราย และกระดาษทรายจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้าของจำเลยและของโจทก์แล้วปรากฏว่า เครื่องหมายการค้า ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 ประกอบด้วยรูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกและคำว่า "BULLDOG" ที่ด้านล่างของรูปสุนัข ส่วนเครื่องหมายการค้า ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของก็เป็นรูปสุนัขพันธุ์บูลด็อก เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงต่างมีรูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกเป็นสาระสำคัญและเป็นลักษณะเด่นของเครื่องหมาย และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบในส่วนรูปสุนัขของทั้งสองเครื่องหมาย เห็นได้ว่าเป็นรูปร่างลักษณะของสุนัขพันธุ์เดียวกันคือ พันธุ์บูลด็อก ยืนหันหน้าในท่าเดียวกัน ขาทั้งสี่ข้างล้วนอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน และมีรายละเอียดต่าง ๆ ตรงกันจนไม่อาจสังเกตเห็นความแตกต่างของรูปสุนัขของทั้งสองเครื่องหมายได้อย่างชัดเจน และมีลักษณะคล้ายกับการลอกเลียนกันมา คงมีข้อแตกต่างกันเพียงแต่ในรายละเอียดอื่นที่ไม่ใช่รูปสุนัข โดยในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้มีเส้นตรงในแนวนอนลากผ่านด้านหลังขาทั้งสี่ช่วงล่างของสุนัขซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าสุนัขยืนอยู่บนพื้นราบ แต่รูปสุนัขในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของไม่มีเส้นตรงเช่นนั้นประกอบอยู่ด้วยเท่านั้น ซึ่งหากไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่พบความแตกต่างนี้ และแม้เครื่องหมายการค้าที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้จะมีคำว่า "BULLDOG" ประกอบอยู่ด้วยโดยที่เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขที่โจทก์กล่าวอ้างถึงไม่มีคำดังกล่าวประกอบหรือในบางครั้งเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขของโจทก์ก็มีคำว่า "MIRKA" ประกอบอยู่ด้วยอันเป็นความแตกต่างอีกข้อหนึ่ง แต่เป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าภาคส่วนรูปสุนัขในเครื่องหมายการค้าเป็นสาระสำคัญและมีลักษณะโดดเด่นยิ่งกว่าคำประกอบเหล่านั้น การที่เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยมีรูปลักษณะของรูปสุนัขซึ่งปรากฏชัดเจนว่าเป็นสุนัขพันธุ์เดียวกันคือ พันธุ์บูลด็อกในลักษณะที่คล้ายกับลอกเลียนกันมาดังกล่าว ย่อมทำให้สาธารณชนผู้ซื้อสินค้าอาจเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยเช่นเดียวกันว่า "ตราสุนัข" หรือ "ตราหมา" หรือ "ตราหมาบูลด็อก" ได้ ด้วยความคล้ายกันอย่างมากโดยคล้ายกับลอกเลียนกันมาของรูปสุนัขดังกล่าว ประกอบกับความเป็นสาระสำคัญและลักษณะเด่นของรูปสุนัขในเครื่องหมายการค้าทั้งสองเช่นนี้ แม้จำเลยจะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของจำเลยไว้สำหรับใช้กับสินค้าต่างจำพวกกับสินค้าที่โจทก์ส่งมาขายในประเทศไทยก็ตาม แต่สินค้าของโจทก์และของจำเลยต่างก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง ย่อมอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นสินค้าของเจ้าของเดียวกันหรือมีแหล่งกำเนิดของสินค้ามาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน ดังนี้ เครื่องหมายการค้า ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 คำขอเลขที่ 586127 จึงคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของและใช้กับสินค้าเครื่องมือที่ใช้ในการขัดถู ผ้าทราย และกระดาษทรายจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ อุทธรณ์ของจำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า กรณีมีเหตุสมควรให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 คำขอเลขที่ 586127 ของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีหลักฐานสำเนาหนังสือโต้ตอบ สำเนาใบสั่งซื้อสินค้า และสำเนาสัญญาตัวแทนจำหน่ายมาแสดงให้เห็นว่ามีการใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกกับสินค้าจำพวกกระดาษทราย ผ้าทราย และวัสดุที่ใช้ในการขัดถูในประเทศไทยผ่านทางตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์คือ บริษัทโซลิเมค จำกัด และบริษัทบี แอนด์ บี โซลิเมค จำกัด ตั้งแต่ปี 2532 แม้สำเนาสัญญาตัวแทนจำหน่ายจะระบุชื่อคู่สัญญาระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.วาย.พี. อุตสาหกรรม แต่จำเลยก็ไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์นำสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยบริษัททั้งสองบริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว นอกจากนี้นางดารานีย์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยอธิบายข้อความในถ้อยแถลงของนายราล์ฟ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทโจทก์ที่ว่า บริษัทเอ็ม. เค. อินดัสเทรียล ซัพพลาย จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.วาย.พี. อุตสาหกรรม มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกัน ทั้งนี้โดยนิติบุคคลทั้งสองดังกล่าวมีนายคชา เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทกับเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว ตามเอกสารแสดงรายละเอียดนิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัด เค.วาย.พี. อุตสาหกรรม กับหนังสือรับรองของบริษัทเอ็ม. เค. อินดัสเทรียล ซัพพลาย จำกัด ในขณะที่จำเลยนอกจากจะไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างพยานหลักฐานเกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของโจทก์ผ่านตัวแทนจำหน่ายของโจทก์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2532 แล้ว ยังปรากฏจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของจำเลยระบุรับข้อเท็จจริงว่า บริษัทเอ็ม. เค. อินดัสเทรียล ซัพพลาย จำกัด ในขณะที่จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นหนึ่งในกรรมการผู้มีอำนาจตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการขายปลีกกระดาษทราย และบริษัทดังกล่าวได้สั่งซื้อสินค้ากระดาษทรายของโจทก์มาจำหน่าย นอกจากนี้จำเลยยังไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่จำเลยมีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทเอ็ม. เค. อินดัสเทรียล ซัพพลาย จำกัด การที่โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้ากระดาษทรายและเครื่องมือเครื่องใช้ในการขัดถูโดยใช้เครื่องหมายการค้า มาตั้งแต่ปี 2486 การได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกในประเทศต่าง ๆ สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 และที่ 7 รวมทั้งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนางดารานีย์ พยานโจทก์กับพยานเอกสารอื่น ๆ ของโจทก์ที่นำสืบในเรื่องความเป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกและการที่จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องกับสินค้าของโจทก์ดังกล่าว และจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้า มาก่อนที่โจทก์จะส่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธ์บูลด็อกของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่าย จำเลยคงนำสืบเพียงว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด เลิศผาสุขอิมปอร์ต ซึ่งจดทะเบียนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2527 โดยประกอบกิจการขายปลีกเครื่องมือช่างและเครื่องมือเกษตร รวมทั้งไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้อง กระดาษทราย และผ้าทราย ตามเอกสารบริการทางอินเทอร์เน็ตของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่หลักฐานการจำหน่ายกระดาษทรายและไฟเบอร์ขัดเหล็กที่จำเลยอ้างว่าจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ ที่มีลักษณะเป็นเอกสารที่พิมพ์จากหน้าเว็บไซต์โฆษณาสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุวันเวลาลงโฆษณา ทั้งจำเลยเองยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า เว็บไซต์ดังกล่าวเพิ่งเปิดมาประมาณไม่เกิน 2 ปี ส่วนเอกสารสำเนาใบยืมสินค้าชั่วคราวก็ระบุว่าเป็นเอกสารที่ออกในช่วงปี 2540 ถึงปี 2548 สำหรับบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและคำเบิกความของนายสุรัตน์ พยานจำเลยที่ว่า พยานเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด สิงหราชค้าไม้ ที่จังหวัดเชียงใหม่ พยานติดต่อค้าขายกับจำเลยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยสั่งซื้อสินค้ากระดาษทรายม้วนยี่ห้อหมาจากจำเลยเรื่อยมา แต่กลับปรากฏตามสำเนาใบยืมสินค้าชั่วคราวที่พยานอ้างเป็นหลักฐานแสดงการซื้อขายสินค้าระหว่างพยานกับจำเลยว่าพยานสั่งซื้อสินค้ากระดาษทรายม้วนยี่ห้อหมาจากจำเลยในปี 2540 และในปี 2543 และยังปรากฏว่าพยานปากนี้เป็นหลานจำเลยผู้เป็นอา กับทั้งเอกสารสำเนาใบยืมสินค้าชั่วคราวที่อ้างถึงเพื่อเป็นพยานหลักฐานแสดงการสั่งซื้อสินค้าระหว่างจำเลยกับร้านค้าอื่นๆ เช่น ร้านพรเจริญนั้น ก็เป็นหลักฐานการสั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นไป อันเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของโจทก์ในประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกเป็นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2529 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า ผ้าทรายแผ่นกลม กระดาษและสายพานสำหรับฝน ขัดถูและขัดเงา และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้า เครื่องใช้ในการขัดถูและชิ้นส่วนของเครื่องใช้ในการขัดถู ที่ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ตั้งแต่ปี 2540 กับยังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 และที่ 7 อีกหลายประเทศ โจทก์จำหน่ายสินค้าจำพวกกระดาษทราย ผ้าทราย และวัสดุที่ใช้ในการขัดถูที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกในประเทศไทยผ่านทางตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์คือบริษัทโซลิเมค จำกัด และบริษัทบี แอนด์ บี โซลิเมค จำกัด ในช่วงปี 2532 ถึงปี 2534 โจทก์จึงเป็นผู้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกก่อนที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อก สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 รายการสินค้า ไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้อง ตามคำขอเลขที่ 586127 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 แม้โจทก์จะยังไม่เคยนำสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แต่สินค้าที่โจทก์นำมาจำหน่ายในประเทศไทยและสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องต่างก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง จึงเป็นสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน อีกทั้งการที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกกับสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องของจำเลยดังกล่าวอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าโจทก์เป็นเจ้าของของสินค้า หรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเป็นแหล่งเดียวกับสินค้าของโจทก์ดังได้วินิจฉัยไว้แล้ว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทเอ็ม. เค. อินดัสเทรียล ซัพพลาย จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่จำเลยเริ่มยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535 ตามคำขอเลขที่ 234793 ทะเบียนเลขที่ ค4208 อีกทั้งยังปรากฏว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวและที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 586127 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 คล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อก ที่โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่จำเลยอยู่ในวงการค้าขายสินค้าเครื่องมือช่างก่อสร้างจำพวกกระดาษทราย ผ้าทราย และไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้อง จำเลยย่อมรู้จักเครื่องหมายการค้าและสินค้าของโจทก์อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าครั้งแรกในปี 2535 กรณีมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลยจงใจนำเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของโจทก์ไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อก และใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาก่อนที่จำเลยจะนำเครื่องหมายการค้า ไปยื่นคำขอจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าที่มีลักษณะเดียวกับสินค้าของโจทก์ ซึ่งอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 586127 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 ที่พิพาทในคดีนี้ดีกว่าจำเลย กรณีมีเหตุสมควรให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 586127 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 ของจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 586127 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 ภายในกำหนดระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในคำให้การ แต่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาให้ผู้มีส่วนได้เสียฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง และเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นกล่าวในชั้นอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง อย่างไรก็ดี กำหนดระยะเวลาห้าปีตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต้องนับแต่วันที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 40 มิใช่นับแต่วันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 586127 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 และสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 586127 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 ว่า จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2548 มีการประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าววันที่ 15 มิถุนายน 2548 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 586127 ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 40 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2548 ดังนั้นเมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามมาตรา 40 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2548 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2551 จึงไม่เกินกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 40 ดังกล่าว ส่วนระยะเวลาที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์นั้น เป็นกรณีของการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535 ตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งจำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 มิใช่การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 ตามสำเนาหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอเลขที่ 586127 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 ที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นคดีนี้ อีกทั้งจำเลยขาดต่ออายุทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว แม้จำเลยจะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกและรายการเดิม แต่ก็ปรากฏว่ายังไม่ได้รับการจดทะเบียน กรณีดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับการนับกำหนดระยะเวลาฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่พิพาทในคดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 586127 ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค227964 ภายในกำหนดระยะเวลา 5 ปี ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 อุทธรณ์ของจำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกดีกว่าจำเลย การที่จำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องของจำเลย และนำสินค้านั้นออกขาย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยไม่ชอบ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขอให้ห้ามจำเลยมิให้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขของโจทก์กับสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องและสินค้าอื่นของจำเลย แต่ที่ศาลทรัพย์สินทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า รูปสุนัขพันธุ์บูลด็อก และคำว่า "BULLDOG" ล้วนเป็นสิ่งสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าเครื่องมือที่ใช้ในการขัดถู ผ้าทราย กระดาษทราย และไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้อง โจทก์ไม่มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้รูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกและคำว่า "BULLDOG" เป็นเครื่องหมายการค้า จำเลยจึงยังมีสิทธิที่จะใช้รูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกและคำว่า "BULLDOG" เป็นเครื่องหมายการค้าได้เพียงแต่ว่ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของจำเลยจะต้องไม่เหมือนหรือคล้ายกับรูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้า และพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้ารูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกและคำว่า"BULLDOG" กับสินค้าของจำเลย แต่พิพากษาห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าในส่วนรูปสุนัขที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขของโจทก์กับสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องกับกระดาษทรายและสินค้าอื่นของจำเลยนั้น เห็นว่า รูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกและคำว่า "BULLDOG" ไม่ใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าเครื่องมือที่ใช้ในการขัดถู ผ้าทราย กระดาษทราย และไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้อง ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 17 เพราะสินค้าดังกล่าวมิใช่สินค้าสุนัขพันธุ์บูลด็อก แต่รูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกเป็นรูปที่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะเป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้น ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (6) ส่วนคำว่า "BULLDOG" ก็มิใช่คำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าเครื่องมือที่ใช้ในการขัดถู ผ้าทราย กระดาษทรายและไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องโดยตรง จึงเป็นคำที่มิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรงอันมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) รูปสุนัขพันธุ์บูลด็อกและคำว่า "BULLDOG" ย่อมมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าเครื่องมือที่ใช้ในการขัดถู ผ้าทราย กระดาษทราย และไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าในส่วนรูปสุนัขที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขของโจทก์กับสินค้าไฟเบอร์ตัดโลหะและกระเบื้องกับกระดาษทรายและสินค้าอื่นของจำเลยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 วรรคสอง ม. 17 ม. 40 ม. 67
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เคดับเบิลยูเอช เมอร์ก้า แอลทีดี
จำเลย — นายศุภกร ธนพลดำรงเดช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2178/2559
#596136
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เป็นครูสอนวิชาสามัญร้องเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประเมินผลและมาตรฐานทางการศึกษา เมื่อจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฏผลว่าไม่มีการกระทำความผิดตามที่โจทก์ร้องเรียนดังกล่าว ก็กลับเป็นผลดีแก่โรงเรียนของจำเลยที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการเรียนการสอนและการประเมินผลตามมาตรฐานการศึกษา ทั้งไม่ได้ความว่าโจทก์มีเจตนาใส่ร้ายหรือกลั่นแกล้งผู้อำนวยการโรงเรียนของจำเลยประการใด แม้ตามหนังสือร้องเรียนที่โจทก์เป็นผู้จัดทำ จะมีถ้อยคำเสียดสีไม่สุภาพ แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อการเป็นครูซึ่งต้องเป็นแบบอย่างที่ดีไปบ้าง แต่การกระทำของโจทก์ก็ยังไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโรงเรียนจำเลยเป็นกรณีที่ร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าชดเชย 23,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยทุกรายการนับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2552 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าชดเชย 23,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยทุกรายการนับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2552 ไปจนกว่าได้ชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชน ชื่อโรงเรียนพระนครบริหารธุรกิจ ตั้งอยู่ที่ถนนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร มีนักเรียนประมาณ 500 คน มีครูผู้สอน 26 คน ซึ่งยังประกอบกิจการอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โจทก์ได้ร้องเรียนนางอรวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนของจำเลย ซึ่งมีรายละเอียดแยกเป็นข้อ บางข้อที่ดูเหมือนมีความร้ายแรง เช่น ในข้อที่ 3 อ้างว่าผู้บริหารหรือผู้อำนวยการโรงเรียนร่วมกับฝ่ายวิชาการโกงเงินโรงเรียนมีรายละเอียดประกอบซึ่งตามทางนำสืบเองก็ปรากฏข้อเท็จจริงที่ทำให้โจทก์เข้าใจได้ว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง เช่นกรณีของนักเรียนที่ชื่อนายปิยะ ที่โจทก์ยืนยันว่ายังเรียนไม่จบอย่างน้อยก็สอบไม่ผ่านวิชาที่โจทก์เป็นผู้สอนอยู่อีกวิชาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าผู้บริหารและโรงเรียนได้ออกหลักฐานว่านักเรียนผู้นี้จบการศึกษาไปแล้ว โจทก์จึงเชื่อโดยสุจริตใจว่าเกิดเหตุการณ์ทำนองดังกล่าวขึ้น ซึ่งแม้จะทำให้ผู้บริหารหรือทางโรงเรียนเห็นว่าการที่โจทก์ทำบันทึกดังกล่าวขึ้นหรือร้องเรียนไปยังหน่วยงานอื่นจนมีการตั้งกรรมการขึ้นจากทั้งภายในโรงเรียนและจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบสวนและไม่พบมูลความผิด ก็มิใช่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นจริง ข้อเท็จจริงจึงพอจะมีมูลตามที่โจทก์ทำบันทึกขึ้นหรือร้องเรียนไปดังกล่าว นอกจากนี้หนังสือดังกล่าวของโจทก์บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เจตนาดีต่อโรงเรียนของจำเลย เช่น การตำหนิเรื่องปล่อยปละละเลยสิ่งเสพติดหรือระเบียบวินัยของนักเรียนที่ได้มีการปล่อยปละละเลยโดยผู้บริหารแม้จะมีสรุปการสอบสวนเรื่องที่โจทก์ร้องเรียนและไม่พบการกระทำความผิดใด ๆ โดยมติที่ประชุมสรุปว่าผู้อำนวยการโรงเรียนปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบตามหน้าที่ที่รับผิดชอบของผู้บริหารโดยถือว่าการร้องเรียนของโจทก์เป็นการกล่าวหาผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีหลักการและเหตุผลอันสมควร ถือว่าผิดวินัย ผิดจรรยาบรรณครู แล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงพอจะมีมูลแต่ทำให้เห็นลักษณะของโจทก์ว่าเป็นคนที่มีความคิดที่ทำให้เข้ากับบุคคลอื่นหรือเพื่อนร่วมวิชาชีพได้ลำบาก ถือเอาแต่ความคิดของตัวเองเป็นหลัก การทำหนังสือร้องเรียนบางข้อ เช่น อ้างว่าผู้บริหารส่องกล้องดูพฤติกรรมนักเรียน ก็มาร้องเรียนผู้บริหารที่แม้จะมีมูลความจริงแต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะนำมาเป็นข้อร้องเรียนเพราะเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนการกล่าวหาว่าฝ่ายบริหารทุจริตแม้จะพอมีมูลที่จะให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ก็ไม่ใช่เป็นความผิดอันร้ายแรง จึงมิใช่กรณีที่โจทก์จงใจขัดคำสั่งหรือระเบียบของจำเลยหรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ไม่ได้กระทำผิดใดอันจะทำให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องรับผิดชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ไม่มีความเหมาะสมในการเป็นครู ใช้วาจาไม่สุภาพ มีพฤติกรรมให้ร้ายเพื่อนครูโดยการร้องเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนของจำเลยหาได้เป็นการแสดงเจตนาดีต่อโรงเรียนของจำเลยไม่ หากแต่เป็นการจงใจทำให้โรงเรียนได้รับความเสียหายถือเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง และฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุที่โจทก์ร้องเรียนนางอรวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยว่าทุจริตต่อหน้าที่ ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีคุณธรรม นั้น เกิดจากการที่โจทก์เชื่อโดยสุจริตใจว่ามีเหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้นจริงจากกรณีของนักเรียนที่ชื่อนายปิยะ ที่ไม่อาจจบการศึกษาได้ เนื่องจากสอบไม่ผ่านวิชาที่โจทก์เป็นครูผู้สอนอยู่อีกวิชาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าผู้บริหารและโรงเรียนได้ออกหลักฐานว่านายปิยะจบการศึกษาไปแล้ว การที่โจทก์ร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวก็เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประเมินผลและมาตรฐานทางการศึกษา ซึ่งเมื่อจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง แล้วปรากฏผลว่าไม่มีการกระทำผิดตามที่โจทก์ร้องเรียนดังกล่าว ก็กลับเป็นผลดีแก่โรงเรียนของจำเลยที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการเรียนการสอนและการประเมินผลตามมาตรฐานทางการศึกษา ทั้งไม่ได้ความว่าโจทก์มีเจตนาใส่ร้ายหรือกลั่นแกล้งผู้อำนวยการโรงเรียนของจำเลยประการใด แม้ตามหนังสือร้องเรียนที่โจทก์เป็นผู้จัดทำ จะมีถ้อยคำเสียดสีไม่สุภาพแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อการเป็นครูซึ่งต้องเป็นแบบอย่างที่ดีไปบ้าง แต่การกระทำของโจทก์ยังไม่เพียงพอ ที่จะถือได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโรงเรียนจำเลยเป็นกรณีที่ร้ายแรงดังเช่นที่จำเลยอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 4 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ว่าที่ร้อยตรีญาณพัฒน บุญทอง
จำเลย — นางสาวฐิติมา ธีรตานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2176/2559
#599762
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุโดยตรงว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ จำเลยที่ 2 ก็สามารถให้การต่อสู้คดีได้ แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 รับว่า ได้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน สย 9160 กรุงเทพมหานคร ไว้จริง เพียงแต่ปฏิเสธว่า เหตุละเมิดไม่ได้เกิดในขณะมีการขับเคลื่อนรถยนต์ แสดงว่า จำเลยที่ 2 ได้ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยและทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดในขณะขับรถ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด กรณีตามคำให้การดังกล่าว จำเลยที่ 2 หาได้หลงต่อสู้ไม่ คำฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่เคลือบคลุม

จำเลยที่ 2 อ้างทำนองว่า ถังสีตกมาจากด้านบนของตึก จำเลยที่ 2 ก็เพิ่งยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกา เกี่ยวกับความเสียหายที่อ้างว่าโจทก์เรียกร้องสูงเกินจริง จำเลยที่ 2 ก็มิได้โต้แย้งให้ชัดแจ้งว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามจำนวนเงินค่าซ่อมตามที่โจทก์มีใบเสนอราคาและใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานนั้น ค่าซ่อมรายการใดที่ไม่จำเป็น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาที่กล่าวมาจึงไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยชัดแจ้งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องในส่วนใด และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ด้วยเหตุผลใด ทั้งยังมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นอ้าง หาได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 108,677.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 103,502.81 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 103,502.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2551 (ที่ถูก วันที่ 17 เมษายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,175 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 103,502.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,175 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์มิได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับไว้จากผู้ใด ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร และผู้ขับขี่เกี่ยวข้องอย่างใดกับผู้เอาประกันภัย ทำให้จำเลยที่ 2 หลงต่อสู้จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่รถยนต์จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้น แม้ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุโดยตรงว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ จำเลยที่ 2 ก็สามารถให้การต่อสู้คดีได้ แต่ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 รับว่า ได้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน สย 9160 กรุงเทพมหานคร ไว้จริง เพียงแต่ปฏิเสธว่า เหตุละเมิดไม่ได้เกิดในขณะมีการขับเคลื่อนรถยนต์ แสดงว่า จำเลยที่ 2 ได้ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยและทราบอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดในขณะขับรถ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด กรณีตามคำให้การดังกล่าว จำเลยที่ 2 หาได้หลงต่อสู้ไม่ ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์และความเสียหายของโจทก์สูงเกินจริงนั้น จำเลยที่ 2 อ้างในฎีกาว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน สย 9160 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่กับที่ ไม่มีการเคลื่อนย้ายด้วยกำลังเครื่องจักรกล และที่โจทก์อ้างว่าถังสีตกลงมาจากรถยนต์หมายเลขทะเบียน สย 9160 กรุงเทพมหานคร แล้วสีกระเด็นถูกรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยนั้น เมื่อตัวรถมีความสูงเท่ากัน หากถังสีตกลงมาก็โดนไม่เกินกันชนหน้า แต่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยมีความเสียหายถึงฝากระโปรงหน้า กระจกบังลมหน้าและด้านบนหลังคา ซึ่งตามข้อเท็จจริงไม่สามารถเป็นจริงได้ นอกจากถังสีตกมาจากด้านบนของตึก สำหรับความเสียหายของอะไหล่บางชิ้นสามารถซ่อมโดยล้างออกได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไหล่ แต่พยานโจทก์เบิกความว่า เป็นความต้องการของผู้เอาประกันภัย จึงทำให้ความเสียหายของโจทก์สูงเกินจริง เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 อ้างแต่ข้อเถียงที่จะไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ในข้อที่อ้างว่า เกิดเหตุในขณะรถยนต์จอดอยู่กับที่หรือถังสีตกลงมาจากด้านบนของตึกนั้น จำเลยที่ 2 ยกขึ้นฎีกาโดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่รับฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานโจทก์ เมื่อมีการขนถังสีไปวางไว้ที่กระบะท้ายแล้ว จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้ออกไปโดยประมาทเลินเล่อทำให้ถังสีหล่น เพราะวางถังสีไว้ไม่ดีเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย และที่จำเลยที่ 2 อ้างทำนองว่า ถังสีตกมาจากด้านบนของตึก จำเลยที่ 2 ก็เพิ่งยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกา เกี่ยวกับความเสียหายที่อ้างว่าโจทก์เรียกร้องสูงเกินจริง จำเลยที่ 2 ก็มิได้โต้แย้งให้ชัดแจ้งว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามจำนวนเงินค่าซ่อมตามที่โจทก์มีใบเสนอราคาและใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานนั้น ค่าซ่อมรายการใดที่ไม่จำเป็น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาที่กล่าวมาจึงไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยชัดแจ้งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องในส่วนใด และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ด้วยเหตุผลใด ทั้งยังมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นอ้าง หาได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 103,502.81 บาท นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,175 บาท นั้น ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวถึงการคิดดอกเบี้ยโดยเริ่มคิดนับแต่วันที่ 17 เมษายน 2552 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าซ่อมรถยนต์ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดจึงคลาดเคลื่อนและมิได้เป็นไปตามคำฟ้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวญานิศา ขัดมูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายสุวิทย์ พีรแสงทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2151/2559
#599065
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด ผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวเป็นผู้มีหน้าที่ในการรวบรวมและจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ดังนั้น การยึดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวม จึงเป็นอำนาจของผู้คัดค้าน ผู้ร้องเป็นเพียงตัวแทนของผู้คัดค้านในการนำบันทึกข้อความขอให้ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปราจีนบุรี สาขากบินทร์บุรี ดำเนินการยึดและขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวแทน ไปยื่นและดำเนินการแทนผู้คัดค้านเท่านั้น หาใช่ผู้ร้องโดยส่วนตัวเป็นผู้ยึดทรัพย์ดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด อันส่งผลให้ผู้คัดค้านหมดอำนาจในการจัดการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านจึงต้องเป็นผู้ดำเนินการถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวเอง ไม่อาจสั่งให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงตัวแทนของผู้คัดค้านในการนำยึดไปดำเนินการถอนการยึดและชำระค่าธรรมเนียมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาด ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.4760/2552 แต่ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด และมีคำสั่งไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนโจทก์ฟ้องคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านมีหมายแจ้งให้ผู้ร้องดำเนินการถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14722 ตำบลบ้านนา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 17718 ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ที่มีกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 1 และนายพิชิต และให้ผู้ร้องชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย คำสั่งและคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านไม่ชอบ เนื่องจากขณะฟ้องคดีผู้ร้องตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรแล้วไม่พบข้อมูลว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ส่วนการดำเนินคดียึดที่ดินทั้งสองแปลง ผู้คัดค้านใช้ดุลพินิจดำเนินการตามที่เจ้าหนี้รายอื่นแถลงให้นำยึดโดยผู้ร้องเป็นเพียงตัวแทนของผู้คัดค้านในการนำยึดเท่านั้น จึงไม่จำต้องชำระค่าธรรมเนียมการยึดแล้วไม่มีการขาย ขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินและผู้ร้องเป็นผู้ดำเนินคดีนำยึดที่ดินทั้งสองแปลง เมื่อศาลเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด ผู้คัดค้านจึงหมดอำนาจที่จะดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านจึงต้องแจ้งให้ผู้ร้องมาดำเนินการถอนการยึดและชำระค่าธรรมเนียม คำสั่งและคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ยื่นฟ้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด โจทก์คัดถ่ายแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรซึ่งมีการปรับปรุงครั้งสุดท้าย ซึ่งข้อมูลในขณะนั้นไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ในระหว่างที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 2 ยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านขอส่งต้นฉบับที่ดินโฉนดเลขที่ 14722 ตำบลบ้านนา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 17718 ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และนายพิชิต ผู้คัดค้านได้แจ้งให้ผู้ร้องมาดำเนินการนำยึดทรัพย์ แต่ผู้ร้องเพิกเฉย ผู้คัดค้านจึงนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาว่าจะดำเนินการอย่างใดและหากที่ประชุมเจ้าหนี้ประสงค์บังคับคดีต่อทรัพย์ ก็จะต้องแต่งตั้งเจ้าหนี้อื่นมาเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์แทนผู้ร้อง ในวันประชุม ผู้ร้องแถลงว่าจะเป็นผู้นำยึดทรัพย์เองและผู้คัดค้านได้มีบันทึกข้อความขอให้ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปราจีนบุรี สาขากบินทร์บุรี ดำเนินการยึดและขายทอดตลาดที่ดินแทนให้ผู้ร้องได้ไปดำเนินการนำยึดที่ดินทั้งสองแปลง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะต้องดำเนินการถอนการยึดที่ดินพิพาทและชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด ผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวเป็นผู้มีหน้าที่ในการรวบรวมและจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ดังนั้น การยึดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวม จึงเป็นอำนาจของผู้คัดค้าน ผู้ร้องเป็นเพียงตัวแทนของผู้คัดค้านในการนำบันทึกข้อความขอให้ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปราจีนบุรี สาขากบินทร์บุรี ดำเนินการยึดและขายทอดตลาดที่ดินแทน ไปยื่นและดำเนินการแทนผู้คัดค้านเท่านั้น หาใช่ผู้ร้องโดยส่วนตัวเป็นผู้นำยึดทรัพย์แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด อันส่งผลให้ผู้คัดค้านหมดอำนาจในการจัดรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านจึงต้องเป็นผู้ดำเนินการถอนการยึดทรัพย์เอง ไม่อาจสั่งให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเพียงตัวแทนของผู้คัดค้านในการนำยึดไปดำเนินการถอนการยึดและชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้ผู้ร้องดำเนินการถอนการยึดและชำระค่าธรรมเนียมในการถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14722 ตำบลบ้านนา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 17718 ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายบำรุง ธัญญเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางจิดาภา หวังสู่วัฒนา
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2143/2559
#597948
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษเหนือที่ดินพิพาทว่าตนไม่ใช่บริวารศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องและนัดไต่สวนและเจ้าหน้าที่ศาลได้นัดไต่สวน โดยผู้ร้องทราบวันนัดไต่สวนคำร้องโดยชอบแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเลื่อนวันนัดไต่สวนคำร้องเสียใหม่จากเดิมที่นัดไว้ และผู้ร้องไม่ได้อยู่ในศาลในเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและได้ลงลายมือชื่อรับรู้ไว้ก็ต้องหมายแจ้งคำสั่งผู้ร้องทราบใหม่อีกครั้ง และการแจ้งคำสั่งของศาลให้ผู้ร้องทราบนั้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการยื่นและการส่งคำคู่ความและเอกสาร ที่เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งวันนัดไต่สวนคำร้องให้แก่ผู้ร้องทราบทางโทรศัพท์นั้น หาใช่เป็นวิธีการส่งคำคู่ความและเอกสารให้แก่คู่ความตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทราบวันนัดไต่สวนคำร้องโดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมว่า จำเลยยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเพื่อเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังได้มีกำหนด 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2555 จนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2556 และชำระค่าเช่าเป็นเงิน 12,000 บาท เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า จำเลยยินยอมออกจากที่ดินพิพาท ส่วนรั้วและสิ่งปลูกสร้างให้คงไว้ตามเดิม ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศแจ้งให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษเหนือที่ดินพิพาทว่า ตนไม่ใช่บริวารจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 เวลา 13.30 นาฬิกา ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอว่า ได้โทรศัพท์แจ้งกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องเป็นวันที่ 17 มีนาคม 2557 ผู้ร้องขอนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตและให้นัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 17 มีนาคม 2557 เวลา 10 นาฬิกา ให้เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบทางโทรศัพท์ เมื่อถึงวันนัดในวันที่ 17 มีนาคม 2557 ผู้ร้องไม่มาศาล ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า เจ้าหน้าที่ศาลโทรศัพท์แจ้งวันนัดไต่สวนให้ผู้ร้องทราบแล้ว ไม่มาศาล ถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม จำเลยผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงศาลชั้นต้นให้จับกุมและกักขังจำเลยและผู้ร้องบริวารจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดพร้อมวันที่ 17 มีนาคม 2557 เวลา 10 นาฬิกา หมายแจ้งวันนัดให้เจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลย และผู้ร้องบริวารจำเลยทราบ ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษเหนือที่ดินพิพาทว่า ตนไม่ใช่บริวารจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวน เจ้าหน้าที่ศาลลงนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 เวลา 13.30 นาฬิกา ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเสนอว่า ได้โทรศัพท์แจ้งกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องเป็นวันที่ 17 มีนาคม 2557 ผู้ร้องขอนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตและให้นัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 17 มีนาคม 2557 เวลา 10 นาฬิกา และให้เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบทางโทรศัพท์ เมื่อถึงวันนัดในวันที่ 17 มีนาคม 2557 ผู้ร้องไม่มาศาล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งกำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 17 มีนาคม 2557 เวลา 10 นาฬิกา แก่ผู้ร้องทราบทางโทรศัพท์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษเหนือที่ดินพิพาทว่าตนไม่ใช่บริวารจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องและนัดไต่สวน และเจ้าหน้าที่ศาลได้นัดไต่สวนในวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ถือได้ว่าผู้ร้องทราบวันนัดไต่สวนคำร้องโดยชอบในวันดังกล่าวแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเลื่อนวันนัดไต่สวนคำร้องเสียใหม่จากเดิมที่ได้นัดไว้แล้วและผู้ร้องไม่ได้อยู่ในศาลในเวลาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและได้ลงลายมือชื่อรับรู้ไว้ก็ต้องหมายแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบใหม่อีกครั้งและการแจ้งคำสั่งของศาลให้ผู้ร้องทราบนั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่ได้บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการยื่นและการส่งคำคู่ความและเอกสาร ที่เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งวันนัดไต่สวนคำร้องให้แก่ผู้ร้องทราบทางโทรศัพท์นั้น หาใช่เป็นวิธีการส่งคำคู่ความและเอกสารให้แก่คู่ความตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทราบวันนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 17 มีนาคม 2557 เวลา 10 นาฬิกา โดยชอบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าหน้าที่ศาลโทรศัพท์แจ้งวันนัดไต่สวนให้ผู้ร้องทราบแล้ว ไม่มาศาล ถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบและยกคำร้องของผู้ร้องนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งหมายแจ้งวันนัดไต่สวนให้ผู้ร้องทราบเสียใหม่ให้ถูกต้อง ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นส่งหมายแจ้งวันนัดไต่สวนคำร้องให้แก่ผู้ร้องใหม่ให้ถูกต้อง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภัทรวรรณ พึ่งไตรรัตน์ กับพวก
ผู้ร้อง — นายกฤชภิพัชร์ ธนสุทธิ์วรชัยหรือนายกฤษณ์ แซ่ตั้ง
จำเลย — นายวัจนะ อึ้งสำราญหรือนายเดชาวัจน์ สำราญธีรสิงห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายเอกลักษณ์ เหลืองอำพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
จิรนิติ หะวานนท์
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2142/2559
#598464
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาที่ ว. ผู้เอาประกันภัยรถยนต์จากโจทก์ถูกฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยฟังว่าการที่รถของ ว. ชนกับรถของ ศ. มิใช่เป็นเพราะความประมาทของ ว. และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ถือได้ว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีอาญาแทนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของ ศ. คดีในส่วนความประมาทของ ว. ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวและถึงที่สุดแล้ว จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 การที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพยานหลักฐานและรับฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งไปอีกทางหนึ่งอันรับฟังไปคนละทางกับข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาย่อมไม่สามารถจะกระทำได้อันเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนความประมาทของ ศ. จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ศ. เป็นผู้ประมาทโดยขับรถยนต์เฉี่ยวชนรถยนต์คันที่ ว. ขับ อันเป็นการละเมิดต่อ ว. โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยชำระค่าเสียหายให้แก่ ว. จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของ ศ. แต่ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601 และจากจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ศ. ได้

ส่วนประเด็นเรื่องการกำหนดค่าเสียหาย แม้ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ แต่เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์และฎีกา ได้เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ และคู่ความสืบพยานข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยได้ เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 1,951,624 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,903,514 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเรียกบริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เหตุรถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากการกระทำโดยประมาทของนายวีระและนายเศรษฐาไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์จึงไม่ได้รับช่วงสิทธิเป็นการไม่ชอบหรือไม่ โดยฎีกาว่า พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายวีระเป็นจำเลยในคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1178/2553 ยกฟ้องโจทก์ โดยฟังว่าการที่รถของนายวีระชนกับรถของนายเศรษฐามิใช่เป็นเพราะความประมาทของนายวีระ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ศาลต้องนำข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวมารับฟังนั้น เห็นว่า คดีอาญาที่นายวีระถูกฟ้อง ถือได้ว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีอาญาแทนจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของ นายเศรษฐาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1178/2553 ของศาลชั้นต้น คดีในส่วนความประมาทของนายวีระถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวและถึงที่สุดแล้ว ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 กำหนดให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวรับฟังข้อเท็จจริงได้แล้วว่าก่อนเฉี่ยวชนกันรถยนต์ทั้งสองคันขับมาด้วยความเร็วสูง รอยห้ามล้อรถคันที่นายเศรษฐาขับปรากฏอยู่บนเส้นแบ่งการจราจรฝั่งช่องเดินรถของนายวีระอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่ารถยนต์คันที่นายเศรษฐาขับแล่นลงจากสะพานเป็นฝ่ายล้ำเฉียงเข้าไปในช่องเดินรถของนายวีระ เหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากรถยนต์คันที่นายเศรษฐาขับแล่นลงจากสะพานด้วยความเร็วสูง แล้วล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่นายวีระขับสวนทางมาจึงชนกับรถยนต์คันที่นายวีระขับในช่องเดินรถตามปกติของนายวีระ จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันกระชั้นชิด นายวีระไม่อาจห้ามล้อลดความเร็วหรือหลีกเลี่ยงการชนได้ การที่รถยนต์คันที่นายวีระขับชนกับรถยนต์คันที่นายเศรษฐาขับจึงไม่ใช่เพราะความประมาทของนายวีระนั้น ในคดีส่วนอาญาข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังจึงต้องยุติเพียงเท่านี้ การที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพยานหลักฐานและรับฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งไปอีกทางหนึ่ง โดยศาลชั้นต้นฟังว่าเป็นความประมาทของนายวีระฝ่ายเดียว ส่วนศาลอุทธรณ์ฟังว่านายเศรษฐากับนายวีระมีส่วนประมาทเลินเล่อไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนั้น เป็นการรับฟังไปคนละทางกับข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาย่อมไม่สามารถจะกระทำได้ เพราะขัดแย้งกับบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวอันเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า สาเหตุที่รถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันนั้นเป็นเพราะความประมาทของนายเศรษฐา จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นายเศรษฐาเป็นผู้ประมาทโดยขับรถยนต์เฉี่ยวชนรถยนต์คันที่นายวีระขับอันเป็นการละเมิดต่อนายวีระ ทำให้นายวีระได้รับความเสียหาย ซึ่งต่อมาโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยชำระค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยแก่นายวีระผู้ได้รับความเสียหายตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเศรษฐา และจากจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่นายเศรษฐาขับตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ได้ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์และฎีกาได้เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์และคู่ความสืบพยานข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยได้ เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โจทก์มีนางสาวพัชริน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์ชดใช้เงินตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยว่าด้วยการจ่ายสินไหมทดแทนรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง 2,700,000 บาท ชดใช้ค่ารักษาพยาบาลแก่นายวีระ 13,514 บาท ตามใบสั่งจ่าย (สินไหมรถยนต์) ใบรับเงิน ใบแจ้งเรียกเก็บเงิน และใบเสร็จรับเงิน จำหน่ายซากรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยแก่นายมงคล ได้เงิน 810,000 บาท ตามใบแจ้งหนี้เหลือเงินค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองค้างชำระ 1,903,514 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ชำระเงินจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 48,110 บาท รวมเป็นเงิน 1,951,624 บาท จำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยต้องชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยค้ำจุน 1,000,000 บาท ก่อน ส่วนที่เหลืออีก 951,624 บาท จำเลยทั้งสองต้องชดใช้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่า นายเศรษฐามิได้ประมาท จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์มีพยานบุคคลนำสืบการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยและค่ารักษาพยาบาลของนายวีระโดยมีพยานเอกสารยืนยันการจ่ายเงินมาประกอบให้เห็น ส่วนจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมนำสืบเพียงว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเพราะนายเศรษฐามิได้ประมาทเท่านั้น โดยหามีพยานหลักฐานใดมาประกอบสนับสนุนหรือนำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมรับฟังได้ว่า โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรถยนต์ 2,700,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 13,514 บาท และจำหน่ายซากรถยนต์คันดังกล่าวได้เงินมา 810,000 บาท เมื่อหักออกแล้วเหลือเป็นเงิน 1,903,514 บาท กับดอกเบี้ย 48,110 บาท รวมเป็นเงิน 1,951,624 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมและจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดต่อโจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้เงินจำนวน 1,951,624 บาท จำเลยร่วมร่วมรับผิดใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่จำเลยทั้งสองไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 438 ม. 1601
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายโกวิท เศรษฐชัยบดี กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทไทยศรีประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางอมฤตา ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทิน นาคพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย กริชชาญชัย
ทวี ประจวบลาภ
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2559
#599763
เปิดฉบับเต็ม

ช. เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์ไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งมาตรา 7 บังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย หากมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่ที่ได้รับ คำร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20 และ 25 เมื่อได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายได้ตามมาตรา 31 อันเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ มิใช่เป็นเรื่องโจทก์รับช่วงสิทธิของผู้ประสบภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งไม่เข้าเหตุที่จะรับช่วงสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 เพราะผู้ประสบภัยไม่ใช่ผู้เอาประกันภัย โดยเดิม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 บัญญัติให้การใช้สิทธิไล่เบี้ยต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัว ผู้ซึ่งต้องรับผิด แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ประสบภัย แต่ต่อมามี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2550 มาตรา 11 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ให้ยกเลิกวรรคสองของมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 โดยมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ใช้ข้อความใหม่แทนข้อความเดิมที่ถูกยกเลิกไป จึงเป็นกรณี

ที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไล่เบี้ยไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่ที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดี ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 15,714 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท กำหนดค่าใช้จ่าย (ที่ถูก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี) แทนจำเลย 157 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่นายชุมพล เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ลำปาง ร - 6993 ไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้ เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย หากมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20 และ 25 เมื่อได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายได้ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์รับช่วงสิทธิของผู้ประสบภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ทั้งไม่เข้าเหตุที่จะรับช่วงสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เพราะผู้ประสบภัยมิใช่ผู้เอาประกันภัย โดยเดิมพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดย มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 บัญญัติให้การใช้สิทธิไล่เบี้ยต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ประสบภัย แต่ต่อมามีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2550 มาตรา 11 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ให้ยกเลิกวรรคสองของมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 โดยมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ใช้ข้อความใหม่แทนข้อความเดิมที่ถูกยกเลิกไป จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไล่เบี้ยไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่ที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่เนื่องจากคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้แต่เพียงประเด็นเดียวว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ฉะนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ลำปาง ร - 6993 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จากนายชุมพล จำเลยเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กจ 9131 ลำปาง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2552 เวลาประมาณ 5 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในระยะเวลาคุ้มครอง จำเลยขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย ซึ่งมีนายชุมพลเป็นคนขับและนางจันทร์แรม นั่งซ้อนท้ายรถเป็นเหตุให้นางจันทร์แรมได้รับบาดเจ็บ โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่นางจันทร์แรม 13,974 บาท เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยค่าเสียหายดังกล่าว จากจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,740 บาท ตามที่โจทก์ขอมา

พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 13,974 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 กรกฎาคม 2554) ต้องไม่เกิน 1,740 บาทกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 31
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ม. 12
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2550 ม. 11
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหมงคลประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายอุทัย เริงนภาพล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายชาญคณิต ตันพิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประวิตร ประคำโทน
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
เกษม เกษมปัญญา
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2120/2559
#597952
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 6 บัญญัติว่า ให้รัฐบาลมีอำนาจจัดที่ดินของรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้มีที่ตั้งเคหสถานและประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งในที่ดินนั้น โดยจัดตั้งเป็นนิคมตาม พระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี และวรรคสองบัญญัติว่า ภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะปกป้องราษฎรที่ได้รับสิทธิในที่ดินดังกล่าวให้มีที่ดินไว้อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินนั้นเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี จะจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่ได้รับมาด้วยประการใด ๆ ก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ไม่ได้ เว้นแต่ตกทอดทางมรดก ดังนั้นภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยผู้ได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงไม่อาจสละหรือโอนสิทธิครอบครองหรือทำนิติกรรมสัญญาประการใดอันมีผลหรือมีลักษณะไปในทางที่สละ หรือโอน หรืออาจต้องถูกบังคับคดีให้มีการโอนสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ดังกล่าวได้

การที่โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินขณะอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย ซึ่งตามลักษณะของสัญญาก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในอันที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและเสียสิทธิการครอบครองที่ดินซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ที่ได้รับสิทธิใช้ที่ดินนั้นเป็นเคหสถานและประกอบอาชีพ และพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยก่อนทำสัญญาที่ไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากมีข้อห้ามโอน เห็นได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมที่มีเจตนาที่จะโอนที่ดินกัน แม้จะมีเงื่อนไขให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนอันเป็นระยะเวลาภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมายก็ตาม ก็เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจยกนิติกรรมอันเป็นโมฆะดังกล่าวขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อบังคับให้จำเลยโอนที่ดินแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28187 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวเอ็มอนงค์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2475 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและมีข้อกำหนดห้ามโอน 5 ปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2544 ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 ต่อมาที่ดินพิพาทได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 28187 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยยังมีข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าว โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย จากนั้นโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทขึ้นใหม่ในราคา 594,000 บาท ชำระเงินวันทำสัญญา 130,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็นรายปี ปีละ 100,000 บาท รวม 4 งวด ต่อมาเมื่อโจทก์นำเงินไปชำระให้จำเลยตามสัญญา จำเลยไม่ยอมรับ โจทก์จึงนำเงินค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระทั้งหมดไปวางที่สำนักงานบังคับคดีเพื่อให้จำเลยมารับไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า สัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทมีผลบังคับได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ข้อกำหนดห้ามโอนที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 เป็นข้อห้ามเฉพาะการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในระยะเวลาห้ามโอน แต่ไม่ได้ห้ามทำนิติกรรมในระยะเวลาห้ามโอนดังกล่าว สัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทมีผลเพียงให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทเท่านั้น จำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จนกว่าโจทก์จะชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขหรือมีผลบังคับให้โอนที่ดินเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย สัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทจึงมีผลบังคับได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 6 บัญญัติว่า ให้รัฐบาลมีอำนาจจัดที่ดินของรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้มีที่ตั้งเคหสถานและประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งในที่ดินนั้น โดยจัดตั้งเป็นนิคมตามพระราชบัญญัตินี้และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณีและวรรคสอง บัญญัติว่า ภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะปกป้องราษฎรที่ได้รับสิทธิในที่ดินให้มีที่ดินไว้อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินนั้นเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี จะจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่ได้รับมาด้วยประการใด ๆ ก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ไม่ได้ เว้นแต่ตกทอดทางมรดก ดังนั้น ภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยผู้ได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงไม่อาจสละหรือโอนสิทธิครอบครองหรือทำนิติกรรมสัญญาประการใด อันมีผลหรือมีลักษณะไปในทางที่สละ หรือโอน หรืออาจต้องถูกบังคับให้มีการโอนสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ดังกล่าวได้ โดยก่อนหน้าที่โจทก์และจำเลยจะตกลงทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาท ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์เองว่า โจทก์และจำเลยเคยไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากมีข้อห้ามโอนและจำเลยยังเคยทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย แต่ก่อนทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทจำเลยได้ยกเลิกพินัยกรรมฉบับดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทขณะอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย ซึ่งตามลักษณะของสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในอันที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและเสียสิทธิการครอบครองที่ดินซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ที่ได้รับสิทธิใช้ที่ดินนั้น เป็นเคหสถานและประกอบอาชีพและพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยก่อนทำสัญญาดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมที่มีเจตนาที่จะโอนที่ดินพิพาทกัน แม้จะมีเงื่อนไขให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กัน เมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนอันเป็นระยะเวลาภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมายก็ตาม ก็เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจยกนิติกรรมอันเป็นโมฆะขึ้นเป็นข้ออ้าง เพื่อบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 6 ม. 12 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญมี พุ่มเชย
นางสาวหรือนางแถว สุขวัฒน์ โดยนางสาวเอ็มอนงค์
จำเลย — สุขวัฒน์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายชิน ทรงสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
วิรุฬห์ แสงเทียน
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2071/2559
#597443
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศของจำเลยที่ 1 และประกาศของจำเลยที่ 3 กับห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 พร้อมบริวารรบกวนการชุมนุมของโจทก์ทั้งสองกับพวก โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกประกาศตามคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ก็เพื่อที่โจทก์ทั้งสองกับพวกจะสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปได้โดยไม่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ขัดขวางการชุมนุมทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะเกิดเหตุ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ประกาศของจำเลยที่ 1 และประกาศของจำเลยที่ 3 ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนั้นได้สิ้นผลไปตามกำหนดระยะเวลาที่ประกาศมีผลใช้บังคับ และโจทก์ทั้งสองกับพวกได้ยุติการชุมนุมทางการเมืองแล้ว หากโจทก์ทั้งสองหรือบุคคลใดที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองกับโจทก์ทั้งสองถูกดำเนินคดีอาญา ก็ยังคงยกข้อต่อสู้ในคดีอาญาว่าประกาศของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ และศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในคดีอาญานั้นก็ต้องวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำของจำเลยในคดีอาญาว่าเป็นความผิดหรือไม่ โดยโจทก์ในคดีอาญามีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความว่าประกาศตามคำฟ้องชอบด้วยกฎหมายและจำเลยในคดีอาญาเป็นผู้กระทำความผิดด้วย ประกอบกับคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศของจำเลยที่ 1 และประกาศของจำเลยที่ 3 กับห้ามมิให้รบกวนการชุมนุมของโจทก์ทั้งสองกับพวกโดยมิได้มีคำขอให้บังคับแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้กระทำการหรือไม่กระทำการอื่นใดอีก การที่ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ ศาลจึงชอบที่จะใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความเสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 3 ออกคำสั่งใด ๆ ที่อาศัยอำนาจตามความในประกาศเรื่องพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ประกาศเรื่องการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ที่ออกและประกาศโดยจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 อีกต่อไป และขอให้เพิกถอนประกาศและข้อกำหนดต่าง ๆ ทุกฉบับที่จำเลยทั้งสามได้ออกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นมา และที่ออกต่อมาในอนาคตด้วย และที่ออกในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 พร้อมประกาศและข้อกำหนดต่างๆ กับห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 พร้อมทั้งบริวารรบกวนการชุมนุมของโจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งรับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่วนที่จำเลยที่ 2 เป็นคณะบุคคลไม่ปรากฏว่าเป็นใครบ้าง ไม่มีสภาพบุคคล จึงไม่รับฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นสมควรรอฟังผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีหมายเลขดำที่ 663/2554 ของศาลชั้นต้นในข้อที่ว่าพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ เนื่องจากคดีมีลักษณะประเภทเดียวกัน ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในข้อดังกล่าวว่า พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาตรา 15 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (1) (2) และ (5) ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 ตามสำเนาคำวินิจฉัยที่ 24/2555 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ท้ายคำแถลงขอส่งเอกสารของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2556 ศาลชั้นต้นจึงกำหนดนัดชี้สองสถานวันที่ 22 เมษายน 2557 เวลา 9 นาฬิกา ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า เหตุการณ์ชุมนุมตามฟ้องได้ยุติลงรวมทั้งประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่จำเลยที่ 1 ได้ออกประกาศไว้ ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ประกาศที่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ได้ออกประกาศฉบับที่ 1/2554 และฉบับที่ 2/2554 ประกาศทั้งสามฉบับดังกล่าวได้สิ้นผลไปแล้วตามระยะเวลาที่ปรากฏในประกาศนั้นๆ ดังนั้นคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสภาพบังคับอีกต่อไป คดีไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาพิพากษา ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ผลของการที่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ส่งผลร้ายแก่โจทก์ทั้งสองและผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองอันเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญให้ต้องถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานกระทำการฝ่าฝืนประกาศตามฟ้องจนเกิดความเดือดร้อน และการพิจารณาพิพากษาคดีตามคำขอของโจทก์ต่อไปจะเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองและผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาฝ่าฝืนประกาศของจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศของจำเลยที่ 1 และประกาศของจำเลยที่ 3 กับห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 พร้อมบริวารรบกวนการชุมนุมของโจทก์ทั้งสองกับพวก โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกประกาศตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ก็เพื่อที่โจทก์ทั้งสองกับพวกจะสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปได้โดยไม่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่ขัดขวางการชุมนุมทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะเกิดเหตุ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ประกาศของจำเลยที่ 1 และประกาศของจำเลยที่ 3 ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนั้นได้สิ้นผลไปตามกำหนดระยะเวลาที่ประกาศมีผลใช้บังคับ และโจทก์ทั้งสองกับพวกได้ยุติการชุมนุมทางการเมืองแล้ว หากโจทก์ทั้งสองหรือบุคคลใดที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองกับโจทก์ทั้งสองถูกดำเนินคดีอาญา ก็ยังคงยกข้อต่อสู้ในคดีอาญาว่าประกาศของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ และศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในคดีอาญานั้นก็ต้องวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำของจำเลยในคดีอาญาว่าเป็นความผิดหรือไม่ โดยโจทก์ในคดีอาญามีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความว่าประกาศตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายและจำเลยในคดีอาญาเป็นผู้กระทำผิดด้วย ประกอบกับคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศของจำเลยที่ 1 และประกาศของจำเลยที่ 3 กับห้ามมิให้รบกวนการชุมนุมของโจทก์ทั้งสองกับพวกโดยมิได้มีคำขอให้บังคับแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้กระทำการหรือไม่กระทำการอื่นใดอีกการที่ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ ศาลจึงชอบที่จะใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความเสียได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ประการอื่นล้วนไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยให้เพราะไม่ทำให้คำวินิจฉัยข้างต้นเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 3 วรรคสอง ม. 6 ม. 29 ม. 34
พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ม. 15 ม. 18 วรรคหนึ่ง (1) ม. 18 (2) ม. 18 (5) ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประพันธุ์ คูณมี กับพวก
จำเลย — นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิเชษฐ์ รื่นเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
สุภัทร อยู่ถนอม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา