คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 636/2559
#592050
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 56 เดือน การที่ระหว่างฎีกาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลนำคดีเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์และสันติวิธี และต่อมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าคดีมีทางตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 วางเงินต่อศาลชั้นต้น 883,357 บาท ซึ่งคิดเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดพิสูจน์ต่อศาล ชดใช้ให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดเพื่อบรรเทาผลร้ายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด แสดงว่าจำเลยที่ 1 วางเงินจำนวนดังกล่าวโดยมีเจตนาที่จะให้โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดยอมความกับจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลชั้นต้นได้นำคดีเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์และสันติวิธี มิใช่เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นเหตุบรรเทาโทษจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง มิได้ขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อถึงวันนัดสมานฉันท์ครั้งที่ 2 ทนายโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดแถลงว่า ไม่ประสงค์จะเจรจากับฝ่ายจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำมูลเหตุในคดีนี้ไปฟ้องโจทก์บางคนเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวม 6 คดี และหลังจากนั้นโจทก์บางคนซึ่งได้รับหมายนัดของศาลชั้นต้นที่แจ้งให้ทราบว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดและได้นำเงินวางศาลจำนวน 883,357 บาทแล้ว ก็ไม่ได้มารับเงินที่จำเลยที่ 1 วางไว้ไปจากศาลชั้นต้น จนกระทั่งศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ประสงค์ที่จะยอมความกับจำเลยที่ 1 ดังนี้ เมื่อคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยไม่มีการดำเนินการตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 แล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ เพราะเมื่อจำเลยที่ 1 ขอถอนเงินที่วางศาลคืน ย่อมเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้เป็นไปตามเจตนาของจำเลยที่ 1 แล้วศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดมารับเงินก่อนจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 14 กระทง เป็นจำคุก 56 เดือน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนและคำฟ้องไปยังศาลฎีกา เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลนำคดีเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์และสันติวิธี ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อถึงวันนัดพร้อม วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าคดีมีทางตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด และแถลงเพิ่มเติมว่าได้เจรจากับทนายโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดแล้วว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินให้ฝ่ายโจทก์ แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน เนื่องจากจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้ฝ่ายโจทก์ไปบางส่วนแล้ว และทนายโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดจะนำข้อเสนอไปให้โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้และคดีมีทางที่จะตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด ทั้งนี้ค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดพิสูจน์ต่อศาลได้ คิดเป็นเงิน 1,766,714 บาท ประกอบกับคดีนี้จำเลยที่ 2 ชำระเงินบางส่วนให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดแล้ว จำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะชดใช้ค่าเสียหายและเพื่อเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด จึงขอวางเงินให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นเงิน 883,357 บาท ซึ่งคิดเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของค่าเสียหายทั้งหมด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นำฝาก แจ้งโจทก์ ครั้นถึงวันนัดสมานฉันท์ ทนายโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดแถลงว่า ไม่ประสงค์จะเจรจากับฝ่ายจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำมูลเหตุในคดีนี้ไปฟ้องโจทก์บางคนเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวม 6 คดี หลังจากนั้นโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดยังไม่ได้รับเงินไปจากศาล ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2557 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง โดยศาลฎีกาพิพากษายืน

วันที่ 23 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอรับเงินที่วางต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า มีหนังสือแจ้งผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดทราบก่อน ให้มารับเงินใน 7 วัน นับแต่ได้รับแจ้ง หากพ้นกำหนดถือว่าสละสิทธิ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการรับเงินค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 วางไว้ต่อศาลจนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 240/2554 จะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 เห็นควรรอฟังผลคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก่อน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้ศาลชั้นต้นคืนเงินจำนวน 883,357 บาท ที่จำเลยที่ 1 วางต่อศาลตามคำร้องลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 แก่จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนเงินที่จำเลยที่ 1 วางต่อศาลให้แก่จำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฎีกาว่า จำเลยที่ 1 วางเงินโดยมีเจตนาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นเหตุบรรเทาโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลฎีกาที่จะรับฟังเพื่อการบรรเทาโทษ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันตามคำร้องขอวางเงินบรรเทาผลร้ายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด แม้ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ควรบรรเทาโทษหรือรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ขอรับเงินดังกล่าวคืนไม่ได้ กรณีมิใช่ว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดต้องมาขอรับเงินก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษา หรือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือศาลฎีกาต้องมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด ทั้งการที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 มิได้หมายความว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ประสงค์รับเงินชดใช้เพื่อบรรเทาผลร้ายแก่คดีเพื่อเป็นเหตุปรานีให้ศาลฎีกาพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 1 ในสถานเบา การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอวางเงินบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ถอนเงินดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดได้แสดงความประสงค์จะรับเงินอย่างชัดแจ้งแล้ว หากแต่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดขอขยายระยะเวลาการรับเงินออกไปก่อนเพราะมีเหตุจำเป็นที่ต้องรอผลคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 240/2554 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 56 เดือน การที่ระหว่างฎีกาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลนำคดีเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์และสันติวิธี และต่อมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าคดีมีทางตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด และแถลงเพิ่มเติมว่าได้เจรจากับทนายโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดแล้วว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินให้ฝ่ายโจทก์ แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน เนื่องจากจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้ฝ่ายโจทก์ไปบางส่วนแล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 วางเงินต่อศาลชั้นต้นเป็นเงิน 883,357 บาท ซึ่งคิดเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดพิสูจน์ต่อศาล ชดใช้ให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดเพื่อบรรเทาผลร้ายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด แสดงว่าจำเลยที่ 1 วางเงินจำนวนดังกล่าวโดยมีเจตนาที่จะให้โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดยอมความกับจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลชั้นต้นได้นำคดีเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์และสันติวิธี มิใช่เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นเหตุบรรเทาโทษจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฎีกาข้างต้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง มิได้ขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 แต่เมื่อถึงวันนัดสมานฉันท์ครั้งที่ 2 ทนายโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดแถลงว่า ไม่ประสงค์จะเจรจากับฝ่ายจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำมูลเหตุในคดีนี้ไปฟ้องโจทก์บางคนเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวม 6 คดี และหลังจากนั้นโจทก์บางคนซึ่งได้รับหมายนัดของศาลชั้นต้นที่แจ้งให้ทราบว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดและได้นำเงินวางศาลจำนวน 883,357 บาทแล้ว ก็ไม่ได้มารับเงินที่จำเลยที่ 1 วางไว้ ไปจากศาลชั้นต้น จนกระทั่งศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ประสงค์ที่จะยอมความกับจำเลยที่ 1 ดังนี้ เมื่อคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยไม่มีการดำเนินการตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556 แล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ขอถอนเงินที่วางศาลคืน ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดมารับเงินก่อนนั้น ย่อมเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้เป็นไปตามเจตนาของจำเลยที่ 1 แล้วและเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษา ศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดอ้างมานั้นมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ไม่อาจนำมาปรับใช้กับคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 83 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเยาวพา สิงห์มรกต กับพวก
จำเลย — นายปกกมล สิ้วอินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายอัษฎาวุธ สรหงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวเสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 635/2559
#592049
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความที่ผู้ถูกกล่าวหาลงแสดงในเฟซบุ๊กมีข้อความที่ไม่เป็นความจริงกล่าวหาว่าศาลดำเนินคดีไม่เป็นธรรม และไปถ่ายรูปในบริเวณศาลนำมาลงประกอบข้อความเท็จของตนในเฟซบุ๊กว่าศาลเรียกเงิน และมีข้อความลงข่มขู่ศาลว่าจะยิงทำร้าย ขอให้ผู้พิพากษาระวังตัว อันเป็นข้อความที่ประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชนหรือเหนือศาล และเป็นการรายงานกระบวนพิจารณาแห่งคดีอย่างไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ แม้ผู้ถูกกล่าวหาลงข้อความในเฟซบุ๊กโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านของผู้ถูกกล่าวหา แต่เมื่อข้อความส่วนหนึ่งเกิดจากการถ่ายรูปบุคคลในบริเวณศาล เพื่อนำไปประกอบข้อความเท็จที่ตนใช้แสดงต่อสาธารณชน ย่อมถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล มีความผิดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) นอกจากนี้ การที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงข้อความเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริงที่ปรากฏในศาล แสดงความเท็จว่าตนถูกศาลกลั่นแกล้งเป็นความผิดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 32 (2) ด้วย อันเป็นการกระทำต่างกรรม ต่างเจตนา และต่างบทกฎหมาย ชอบที่จะลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้ทั้งสองกรรม.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากพนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชฟ้องผู้ถูกกล่าวหาขอให้ลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล

ผู้ถูกกล่าวหารับข้อเท็จจริงว่า เป็นผู้ลงข้อความในเฟซบุ๊กของตนตามที่ถูกกล่าวหาจริง ไม่ประสงค์แก้ข้อกล่าวหา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31 (1) จึงมีคำสั่งให้ลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33 มีกำหนด 6 เดือน ผู้ถูกกล่าวหารับข้อเท็จจริงตามที่ถูกกล่าวหา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3556/2557 ของศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3556/2557 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 7 ปี 12 เดือน และปรับ 406,000 บาทศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาได้พิมพ์ข้อความในคอมพิวเตอร์โดยมีเจตนาเผยแพร่ในเว็บไซต์เฟซบุ๊กของผู้ถูกกล่าวหา สำหรับข้อความเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวถึงศาลยุติธรรมและผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้เผยแพร่ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2557 เวลา 20.49 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวข้อความว่า "วันนี้ไปขึ้นศาลมาศาลยุติธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราชก็คือการยุติความเป็นธรรมไปเสียแล้ว... ผู้พิพากษาคนที่ 3 ในคดี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้เร่งรัดให้สอบสวนให้เสร็จภายในวันนี้เลย คือให้โอกาสทนายใหม่ ได้ปรึกษาคดีกับลูกความให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 15 นาที แล้วจะได้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป... (ผจก. ผู้พิพากษาเป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง) การกระทำดังกล่าวของผู้พิพากษาคนที่ 3 ซึ่งเป็นรองผจก. ผู้พิพากษา เป็นการกระทำเพื่อจะทำให้ผม ส.จ.อู๊ด กลายเป็นคนผิดให้ได้... ทนายคนใหม่ของผม คือ พี่เบียร์ โดนข่มขู่ จากรองผจก. ผู้พิพากษา ฟ้องร้องสภาทนายความให้เพิกถอนใบอนุญาต สาเหตุเพราะทนายเบียร์ขอถอนตัวจากคดี ทำให้รองผจก.ผู้พิพากษาไม่สามารถดำเนินการพิจารณาคดีที่ไม่มีความเป็นธรรมนี้ การบังคับให้ผม ส.จ.อู๊ด ต้องหาทนายใหม่ ให้ได้เดี๋ยวนั้นเลย โดยขณะนั้นกำลังสืบคดีอื่นยังไม่เสร็จ... รองผจก. ศาลยื่นข้อเสนอให้ทนายเบียร์ยกเลิกถอนตัวจากคดี เพื่อแลกกับการไม่ฟ้องร้องสภาทนายความให้เพิกถอนใบอนุญาต แต่ทนายเบียร์ไม่ยอมรับข้อเสนอ...รองผจก. ผู้พิพากษานำเรื่องออกจากศาลไปหา ผจก. ผู้พิพากษาโดนเกลี้ยกล่อมจาก ผจก. ผู้พิพากษา ได้ใช้พนักงานมาเรียกทนายเบียร์เข้าไปพบที่ห้องส่วนตัวบนตึกชั้น 2 ของที่ทำการศาล โดยไม่ยินยอมให้ ส.จ. อู๊ด เข้าไปรับฟังด้วย การเกลี้ยกล่อมให้ทนายเบียร์กลับมารับทำคดีในวันนี้ต่อ เพื่อจะได้ดำเนินการสืบจำเลย ในขณะที่จำเลยไม่มีความพร้อมเนื่องจากขาดทนาย การเกลี้ยกล่อมให้ทนายเบียร์อย่าฟ้องคดีต่อศาลว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157 เมื่อทนายเบียร์ตกลง ศาลจึงยอมให้เลื่อนวันเป็นวันที่ 29 การกระทำของ ผจก. สมควรจะด่าคำว่าอะไรดีคับ..." เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2557 เวลา 19.49 นาฬิกา ข้อความว่า "นี่คือนิทานเกี่ยวกับศาล... ผู้พิพากษาคนที่ 3 ในคดี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ได้เร่งรัดให้สอบสวนให้เสร็จภายในวันนี้เลย คือให้โอกาสทนายใหม่ได้ปรึกษาคดีกับลูกความให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 15 นาที แล้วจะได้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป... (ผจก. ผู้พิพากษา เป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง) การกระทำดังกล่าวของผู้พิพากษาคนที่ 3 ซึ่งเป็นรองผจก. ผู้พิพากษา เป็นการกระทำเพื่อจะทำให้ผม ส.จ. อู๊ด กลายเป็นคนผิดให้ได้... ทนายความใหม่ของผม คือ พี่เบียร์โดนข่มขู่จากรองผจก. ผู้พิพากษา ฟ้องร้องสภาทนายความให้เพิกถอนใบอนุญาต สาเหตุเพราะทนายเบียร์ขอถอนตัวจากคดี ทำให้รองผจก. ผู้พิพากษา ไม่สามารถดำเนินการพิจารณาคดีที่ไม่มีความเป็นธรรมนี้ การบังคับให้ผม ส.จ. อู๊ด ต้องหาทนายใหม่ให้ได้เดี๋ยวนั้นเลย โดยขณะนั้นกำลังสืบคดีอื่นยังไม่เสร็จ... รองผจก. ศาลยื่นข้อเสนอให้ทนายเบียร์ยกเลิกถอนตัวจากคดี เพื่อแลกกับการไม่ฟ้องร้องสภาทนายความให้เพิกถอนใบอนุญาต แต่ทนายเบียร์ไม่ยอมรับข้อเสนอ รองผจก. ผู้พิพากษานำเรื่องออกจากศาลไปหาผจก. ผู้พิพากษา โดนเกลี้ยกล่อมจากผจก. ผู้พิพากษา ได้ใช้พนักงานมาเรียกทนายเบียร์เข้าไปพบที่ห้องส่วนตัวบนตึกชั้น 2 ของที่ทำการศาล โดยไม่ยินยอมให้ ส.จ. อู๊ด เข้าไปรับฟังด้วย การเกลี้ยกล่อมให้ทนายเบียร์กลับมารับทำคดีในวันนี้ต่อ เพื่อจะได้ดำเนินการสืบจำเลย ในขณะที่จำเลยไม่มีความพร้อมเนื่องจากขาดทนาย การเกลี้ยกล่อมให้ทนายเบียร์อย่าฟ้องคดีต่อศาลว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามมาตรา 157 เมื่อทนายเบียร์ตกลงศาลจึงยอมให้เลื่อนวันเป็นวันที่ 29 การกระทำของ ผจก. สมควรจะด่าว่าอะไรดีคับ" เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2557 ข้อความว่า "...ครั้งที่ 2 ทนายของผมไปซูเอี๋ยกับฝ่ายเค้า ไม่ส่งหลักฐานในศาลให้ เมื่อรู้ก่อนวันขึ้นศาลได้ 2 วัน เลยปลดออกไป แต่งตั้งทนายใหม่ขึ้นมา วันไปศาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอเลื่อนนัด แต่ศาลไม่ยอม ยืนกรานด้วยน้ำเสียงอันแข็งกร้าวว่า ไม่ให้เลื่อน โดยให้เวลาทนาย 15 นาที เพื่อสอบถามและหาแนวทางในการต่อสู้คดี แล้วทนายที่ไหนจะทำได้ ทนายจึงหาทางออกให้ โดยทนายขอถอนตัวจากการว่าความในคดีของผม ส.จ. อู๊ด ศาลเกิดความโมโหอย่างมาก ทำเรื่องฟ้องเป็นหนังสือในขณะนั้นเลยถึงสภาทนายความ ให้ยึดใบอนุญาตการว่าความของทนาย จากนั้นก็ให้เวลาผมครึ่งชั่วโมง ในการหาทนายความคนใหม่ แล้วมาดำเนินการในชั้นศาลต่อไป" เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 เวลา 22.47 นาฬิกา ข้อความว่า "คดีไหนบ้างที่ต้องเปลี่ยนผู้พิพากษา 3 คน แต่คดีผม ส.จ. อู๊ด ต้องเปลี่ยนผู้พิพากษา 3 คนคับ 1. ผู้พิพากษาท่านแรกขอให้ผม ส.จ. อู๊ด เลื่อนการสอบสวนไปให้ตรงกับช่วงการย้ายของท่านพอดี 2. ผู้พิพากษาท่านที่ 2 ขอเปลี่ยนตนเองไม่ขอพิจารณาคดีนี้ 3. ผู้พิพากษาท่านที่ 3 ทำทุกวิธีการให้หลักฐานไม่เข้าสู่กระบวนการ..." เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2557 เวลา 4.24 นาฬิกา ข้อความว่า "หลักฐาน การเชื่อมโยงอย่างเป็นขบวนการ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด, ชุดเฉพาะกิจศรีวิชัย, ตำรวจ, กองพิสูจน์หลักฐาน, อัยการ, ผู้พิพากษา คือการตัดคำให้การในบันทึกการจับกุมออกไป เพื่อไม่ให้ผม ส.จ. อู๊ด ได้ใช้เป็นหลักฐานชี้แจงในเบื้องต้น ผู้พิพากษาจึงเร่งดำเนินการสอบสวนโดยไม่เป็นธรรม..." เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2557 เวลา 23.33 นาฬิกา ข้อความว่า "ครั้งที่ 2 ทนายของผมไปซูเอี๋ยกับฝ่ายเค้า ไม่ส่งหลักฐานในศาลให้ เมื่อรู้ก่อนวันขึ้นศาลได้ 2 วัน เลยปลดออกไปแต่งตั้งทนายใหม่ขึ้นมา วันไปศาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอเลื่อนนัด 2.1 แต่ศาลไม่ยอม ยืนกรานด้วยน้ำเสียงอันแข็งกร้าวว่า ไม่ให้เลื่อน ต้องสืบให้เสร็จในวันนี้ 2.2 โดยให้เวลาทนาย 15 นาที เพื่อสอบถามและหาแนวทางในการต่อสู้คดีแล้วทนายที่ไหนจะทำได้ 2.3 ทนายจึงหาทางออกให้ โดยขอถอนตัวจากการว่าความในคดีผม ส.จ. อู๊ด 2.4 การข่มขู่ให้ทนายความว่าความอย่าถอนตัว แต่ทนายก็ยืนยันถอนตัวเพราะลูกความเสียเปรียบ 2.5 ศาลเกิดความโมโหอย่างมาก ทำเรื่องฟ้องเป็นหนังสือในขณะนั้นเลยถึงสภาทนายความให้ยึดใบอนุญาตการว่าความของทนาย 2.6 จากนั้นศาลก็ให้เวลาผมครึ่งชั่วโมงในการหาทนายความคนใหม่ หรือถ้าหาไม่ได้ศาลก็จะหาทนายอาสาให้เลย แล้วมาดำเนินการต่อไป 2.7 ผม ส.จ. อู๊ด ตอบศาลไปว่า ผมยอมแพ้แล้ว ไม่ต้องสืบแล้วคับ ตัดสินไปเลย 2.8 ศาลขอพักการพิจารณา เพื่อไปปรึกษาหัวหน้า... 2.10 หัวหน้าศาลเรียกทนายไปคุยในห้องเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ทนายของผมว่าความต่อ แต่ทนายของผมปฏิเสธ ไม่เล่นด้วย ผมขอเข้าไปฟัง ก็ไม่ให้ฟัง ผมจึงยืนอยู่หน้าห้องแล้วพูดว่า ศาลอะไรวะมีการทำอย่างนี้ด้วยหรือ ในเมื่อจะเอาผิดผมให้ได้ ก็ใช้อำนาจสั่งผิด ติดคุกไปเลยสิ ผมยอมพวกคุณแล้ว สรุปวันนั้นศาลขอไม่ให้ยื่นร้องเรียน ฟ้องศาล..." เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2557 เวลา 18.38 นาฬิกา ข้อความว่า "ถูกอยู่เรือนจำ 3 วัน สรุปง่าย ๆ ว่า...ศาล...จะเชื่อสำนวนพนักงานสอบสวนตำรวจและสำนวนอัยการ...เหมือนตามที่พี่มณฑลพูดเลยคับ ทั้งที่ผมมีหลักฐานการยัดยาเสพติด โดยไม่สนใจหลักฐานอื่นใดทั้งสิ้น... เวรกรรมของประชาชน แต่ผม ส.จ. อู๊ด ก็ไม่กลัวหรอกคับ พวกคุณทำลาย การสร้าง 1 รอยยิ้มให้พระองค์ท่าน... สุภาษิต ชีวิต... มัน...ก็ต้องแลก...ด้วยชีวิต...ก็แค่นั้นเอง" เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2557 เวลา 2.16 นาฬิกา ข้อความว่า "คำเตือน...ถึงผู้พิพากษา ผมว่าท่านผู้พิพากษา ก็ไม่น่าจะรอดจากคุกนะครับ 5555 การตัดสินคดีโดยมิชอบของผม ส.จ. อู๊ด นั้น ดูง่ายนิดเดียวว่าท่านเจตนา ทำให้ผู้บริสุทธิ์มาต้องโทษในคดีอาญา 1. คือเมื่อหลักฐานที่ผม ส.จ. อู๊ด ไม่น่าเชื่อถือหรือรับฟังไม่ขึ้น 2. ก็ย่อมทำให้หลักฐานของโจทก์ ไม่น่าเชื่อตามด้วยเช่นกัน 3. เพราะเป็นหลักฐานเดียวกัน 4. จึงเป็นการตัดสินตามใจชอบของท่านผู้พิพากษา 5. มิใช่ตัดสินตามประจักษ์พยานและหลักฐานใด ๆ 6. จึงเป็นการบิดเบือนหลักฐานโดยเจตนาตีความไปเป็นอย่างอื่น คุกแน่ ๆ คับท่านผู้พิพากษา" เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2557 เวลา 4.26 นาฬิกา ข้อความว่า "...คำเตือน...ถึงหัวหน้าผู้พิพากษา 1. บ้านที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ใครเป็นคนสร้างให้ 2. การหาเงิน 9 ล้าน จะเอาไปทำอะไร 2.1 ท่านตั้งใครเป็นผู้หาเงิน 9 ล้านให้ ขอประทานโทษ... ที่ผมเสือกรู้เรื่องท่านทั้งหมดนะคับ นี่คือ การเตือนครั้งแรกและครั้งสุดท้ายนะคับ เตือนว่า อย่าทำความชั่วนะ เดี๋ยวภัยจะมาเยือน" เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2557 เวลา 7.42 นาฬิกา ข้อความว่า "คนนั่งข้างผม ส.จ. อู๊ด ก็คือบุคคลแรกที่หัวหน้าศาลให้หาเงิน 9 ล้านให้..." เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2557 เวลา 19.57 นาฬิกา ข้อความว่า "ฝากความถึง... หัวหน้าบริษัท ผู้พิพากษา 1. ไม่ต้องส่งใครมาเคลียร์กับผม ส.จ. อู๊ด อีก ... 2. ไม่ต้องขู่ผมเรื่องถอนการประกันตัว 3. ไม่ต้องขู่เรื่องความปลอดภัยของผม พรุ่งนี้... ที่พวกคุณนัดประชุมกันเพื่อเล่นงานผมก็ทำไปตามสบายกัน" เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 เวลา 10 ชั่วโมงที่แล้ว ข้อความว่า "ฝากความถึง หัวหน้าบริษัทผู้พิพากษา เรื่อง ไม่ยอม จะเล่นงานผม ส.จ. อู๊ด ให้ได้ ประกาศศักดาว่าตนเองใหญ่ทั่วทั้งนคร 1. การสั่งห้ามมายุ่งเกี่ยวกับผม ส.จ. อู๊ด 2. การจัดตั้งกองกำลังจะมาถล่มผม ส.จ. อู๊ด ถ้าพวกคุณจะสร้างให้จังหวัดเป็นเมืองนักเลง เมืองอิทธิพล คิดจะฆ่ากูก็ทำมาเลย กู ส.จ. อู๊ด จะล้างพวกมึงเอง ทำความชั่วไว้ แล้วไม่รู้จักกลับตัว ยังมีจิตสำนึกชั่วร้าย..." เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 เวลา 18 ชั่วโมงที่แล้ว ข้อความว่า "รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ ตัวแสดงประกอบเหี้ยยอดเยี่ยม ได้แก่ รองหัวหน้าบริษัทผู้พิพากษาศาล ในบท 1. ขอให้จำเลยเปลี่ยนคำให้การ เพื่อตนเองได้พ้นผิด 2. หลอก ส.จ. อู๊ด ว่า ขอพักเที่ยงก่อน ช่วงบ่ายขึ้นให้การต่อ แต่กลับยกเลิกช่วงบ่ายไปเฉย ๆ เลย 3. หักหลังในความเมตตาที่ ส.จ. อู๊ด มอบให้ตามขอ ตัดสินให้ ส.จ. อู๊ด มีความผิด ผม ส.จ. อู๊ด ขอปรบมือให้เลย ไม่เหี้ยจริง ทำไม่ได้หรอกคับ..." เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2557 เวลา 7 ชั่วโมงที่แล้ว ข้อความว่า "ฝากความถึง หัวหน้าบริษัทผู้พิพากษา กูท้าให้มึงส่งคนมาเลย ไอ้พวกชั่วมึงกะกู มาตายกันสักข้าง" โดยมีภาพถ่ายผู้ถูกกล่าวหายืนถืออาวุธปืนเป็นภาพประกอบข้อความ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2557 เวลา 6 นาทีที่แล้ว ข้อความว่า "แจ้งข่าวลับ ขณะนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชเกิดความปั่นป่วน หัวหน้าบริษัทผู้พิพากษา พยายามวิ่งเต้นศาลอุทธรณ์ให้รับคดีของนาย ส.จ. อู๊ด ให้เร็วที่สุด เพื่อจะให้ ส.จ. อู๊ด ได้อ่านสำนวนและแก้ไขคดีไม่ทัน ซึ่งหัวหน้าบริษัทได้สั่งการทำเท็จใส่ ส.จ. อู๊ด เอาไว้ พูดแล้วก็น่าหัวเราะ 5555 กระจอกจริง ๆ ไม่ว่าพวกท่านจะทำอะไร ผม ส.จ. อู๊ด มีคนส่งข่าวให้คับ" เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2557 เวลา 6 ชั่วโมงที่แล้ว ข้อความว่า "ฝากความถึง หัวหน้าบริษัทผู้พิพากษา เรื่อง ไม่ยอมจะเล่นงานผม ส.จ. อู๊ด ให้ได้ ประกาศศักดาว่าตนเองใหญ่ทั่วทั้งนคร 1. การสั่งห้ามมายุ่งเกี่ยวกับผม ส.จ. อู๊ด 2. การจัดตั้งกองกำลังจะมาถล่มผม ส.จ. อู๊ด ถ้าพวกคุณจะสร้างให้จังหวัดเป็นเมืองนักเลง เมืองอิทธิพล คิดจะฆ่ากูทำมาเลย กู ส.จ. อู๊ด จะล้างพวกมึงเอง ทำความชั่วไว้ แล้วไม่รู้จักกลับตัว ยังมีจิตสำนึกชั่วร้าย..." และยังมีอีกหลายข้อความอาทิข้อความว่า "... ใครอยากยิงพวกนี้ก่อนผม ก็ทำก่อนได้เลยคับ เพราะผม ส.จ. อู๊ด ยอมตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนแรกคับ ผมไม่เคยล้อเล่นคับ..." และข้อความว่า "เงินสด เมื่อคืน ที่จะเอาใช้ทำงานพวกมึง และยังมีอีกหลาย 10 ล้าน..." โดยมีภาพถ่ายผู้ถูกกล่าวหานั่งถืออาวุธปืน พร้อมกับธนบัตรจำนวนมากเป็นภาพประกอบข้อความ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาในข้อแรกว่า ในการไต่สวนข้อเท็จจริง องค์คณะผู้พิพากษาเป็นบุคคลที่ตามข้อเท็จจริงถูกพาดพิงกล่าวอ้างถึงรวมอยู่ด้วยจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ละเมิดอำนาจศาลเป็นบทบัญญัติพิเศษให้ศาลใช้เพื่อรักษาสถานะของสถาบันตุลาการที่อาจเผชิญสถานการณ์ของความขัดแย้งและความไม่สงบที่ผู้มีส่วนได้เสียในคดี หรือบุคคลใดกระทำการอันใดที่ไม่เรียบร้อย หรือกระทำการใดที่จะทำให้เสียหายต่อการพิจารณาคดีเพื่อให้เสียความยุติธรรม ผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่ในศาลนั้น ย่อมมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวหาว่ามีผู้กระทำการใดอันจะเป็นการละเมิดอำนาจศาลได้ หาไม่แล้วบุคคลผู้มุ่งหวังจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความยุติธรรมก็อาจยกอ้างเหตุดังกล่าวขึ้นกล่าวหาผู้พิพากษาทุกนายจนไม่มีผู้ใดจะพิจารณาคดีดังกล่าวซึ่งหาถูกต้องไม่ ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปมีว่า ศาลชั้นต้นสอบถามผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่ให้สาบานหรือจัดให้มีทนายความก่อนชอบหรือไม่ เห็นว่า ในวันที่ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริง เป็นกรณีที่ศาลดำเนินการไต่สวนหาความจริงในกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีผู้ละเมิดอำนาจศาล การกระทำดังกล่าวมิใช่การดำเนินคดีอาญาทั่วไป กรณีไม่อาจนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้ในกรณีที่เป็นการดำเนินกระบวนการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ ทั้งบทบัญญัติเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นบทบัญญัติพิเศษ กรณีจึงไม่มีเหตุต้องสอบถามผู้ถูกกล่าวหาเรื่องการมีทนายความ และกรณีมิใช่การสืบพยาน เป็นเพียงการไต่สวนด้วยการสอบข้อเท็จจริง จึงหาจำต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาสาบานตนก่อนไม่ ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต่อไปมีว่า ผู้ถูกกล่าวหาลงข้อความในเฟซบุ๊กเพราะมีอาการบกพร่องทางจิตหรือไม่ เห็นว่า เดิมผู้ถูกกล่าวหาถูกดำเนินคดีเป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้คดีโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีอาการบกพร่องทางจิต ทั้งพฤติการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหาลงข้อความในเฟซบุ๊กต่อเนื่องหลายคราวก็ไม่ปรากฏว่ามีความผิดปกติทางจิตจนไม่อาจรับรู้การกระทำของตน หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เมื่อถึงวันที่ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริง ผู้ถูกกล่าวหาก็ได้สื่อสารพูดคุยโต้ตอบได้เป็นปกติ ข้ออ้างของผู้ถูกกล่าวหาว่า เป็นโรคไบโพล่า มีอาการผิดปกติทางจิต จึงรับฟังไม่ได้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ถูกกล่าวหาลงข้อความในเฟซบุ๊กนอกเวลาทำการศาลจะเป็นการกระทำผิดละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ โดยผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) ที่ว่า "ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล" แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เกิดขึ้นนอกบริเวณศาลนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงและผู้ถูกกล่าวหารับในฎีกาแล้วว่า ผู้ถูกกล่าวหาลงข้อความในเฟซบุ๊กซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่สังคมออนไลน์อันเป็นสาธารณชนทั่วไปเข้าถึงข้อความดังกล่าวได้ โดยแสดงข้อเท็จจริงว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่เป็นธรรม กลั่นแกล้งผู้ถูกกล่าวหา มีการเรียกเงิน 9 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเท็จ โดยนายปกาศิต ทนายความของผู้ถูกกล่าวหาได้ทำหนังสือชี้แจงรายละเอียด และเบิกความในชั้นไต่สวนของศาลว่า ได้ชี้แจงผู้ถูกกล่าวหาว่าข้อความที่ลงในเฟซบุ๊กไม่เป็นความจริง ขอให้ลบข้อความดังกล่าว แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่รับฟัง ซึ่งความดังกล่าวได้แสดงเหตุการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ลงข้อความเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม2557 เวลา 4.26 นาฬิกา ว่า "การหาเงิน 9 ล้านบาท จะเอาไปทำอะไร" แม้ในวันเดียวกันเวลา 7.42 นาฬิกา ผู้ถูกกล่าวหาลงภาพผู้ถูกกล่าวหาคู่กับชายผู้หนึ่ง ถ่ายภาพในบริเวณศาลแล้วลงข้อความว่า "คนนั่งข้างผม ส.จ. อู๊ด ก็คือบุคคลแรกที่หัวหน้าศาลให้หาเงิน 9 ล้านให้" ได้ความตามคำเบิกความของนายปกาศิตว่า ข้อความที่ผู้ถูกกล่าวหาลงในเฟซบุ๊กดังกล่าวไม่เป็นความจริง ชายดังกล่าวรู้จักกับนายปกาศิตชื่อนายนิตินัย โดยนายนิตินัยเบิกความต่อศาลในชั้นไต่สวนว่า นายปกาศิตมาเป็นทนายความให้ผู้ถูกกล่าวหา จึงมาศาลรอนายปกาศิตใต้ต้นไม้ แล้วผู้ถูกกล่าวหาขอถ่ายรูปด้วย แล้วนำไปลงในเฟซบุ๊กโดยไม่เป็นความจริง เพราะนายนิตินัยไม่รู้จักผู้พิพากษาคนใด ดังนี้ ข้อความที่ผู้ถูกกล่าวหาลงแสดงในเฟซบุ๊กจึงมีทั้งข้อความไม่เป็นความจริงกล่าวหาว่าศาลดำเนินคดีไม่เป็นธรรม มีทั้งไปถ่ายรูปในบริเวณศาลเพื่อนำมาลงประกอบข้อความเท็จของตนในเฟซบุ๊กว่าศาลเรียกเงิน และมีข้อความลงข่มขู่ศาลว่าจะยิงทำร้าย ขอให้ผู้พิพากษาระวังตัว อันเป็นข้อความที่ประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชนหรือเหนือศาล และเป็นการรายงานกระบวนพิจารณาแห่งคดีอย่างไม่ถูกต้องและเป็นเท็จ การที่ผู้ถูกกล่าวหาลงข้อความในเฟซบุ๊กโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านของผู้ถูกกล่าวหา แต่เมื่อข้อความส่วนหนึ่งเกิดจากการถ่ายรูปบุคคลในบริเวณศาล เพื่อนำไปประกอบข้อความเท็จที่ตนใช้แสดงต่อสาธารณชน ย่อมถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล มีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) นอกจากนี้ การที่ผู้ถูกกล่าวหาได้แสดงข้อความเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริงที่ปรากฏในศาล แสดงความเท็จว่าตนถูกศาลกลั่นแกล้ง ก็เป็นความผิดตามมาตรา 32 (2) อีกด้วย อันเป็นการกระทำต่างกรรม ต่างเจตนา และต่างบทกฎหมาย ที่ศาลชอบจะลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้ทั้งสองกรรม แต่การที่ศาลชั้นต้นเลือกใช้ดุลพินิจลงโทษแต่เพียงการกระทำตามมาตรา 31 (1) จึงเป็นคุณแก่ผู้ถูกกล่าวหามากแล้ว ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาข้อสุดท้ายของผู้ถูกกล่าวหาว่า กรณีมีเหตุปรานีโทษแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ โดยผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าได้สำนึกผิดและขอขมาต่อศาล อีกทั้งต้องดูแลมารดาและครอบครัว นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ในการต่อสู้คดี และข้ออ้างต่าง ๆ ในฎีกาของผู้ถูกกล่าวหา ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาสำนึกตัว อีกทั้งข้อความที่ลงข่มขู่จะยิงผู้พิพากษา รวมทั้งแสดงความเท็จในทุกสถาน เพื่อบิดเบือนความเข้าใจของมหาชน ดังที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำ สมควรที่จะต้องลงโทษหนักให้เป็นที่หลาบจำ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษผู้ถูกกล่าวหาเพียงกรรมเดียว และยังลดโทษให้ 1 ใน 3 เป็นคุณยิ่งแล้ว ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 32 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการประจำศาล
ผู้กล่าวหา — จังหวัดนครศรีธรรมราช
ผู้ถูกกล่าวหา — นายปิยศักดิ์หรืออูฐหรือส.จ.อู๊ด เพชรสุวรรณพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายพิษณุ ทิพย์รอด
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเสริฐ เลิศพูนวศิน
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2559
#596805
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ 2572/2550 ของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นผู้ร้องในคดีดังกล่าว แต่เมื่อคดีดังกล่าวศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะจำเลยที่ 1 ทิ้งคำร้องขอ จึงย่อมมีผลเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นคำร้องขอ รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาภายหลังการยื่นคำร้องขอนั้น ทำให้จำเลยที่ 1 กลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนมิได้มีการยื่นคำร้องขอเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 คดีดังกล่าวยังมิได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 หาได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดไว้เฉพาะตามมาตรา 33 วรรคสอง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางตามมติของเจ้าของร่วมเท่านั้น แต่นิติบุคคลอาคารชุดยังมีอำนาจตามมาตรา 39 ซึ่งบัญญัติว่า "นิติบุคคลอาคารชุดอาจใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมดในการต่อสู้บุคคลภายนอก... เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้" เมื่อเจ้าของห้องชุดในอาคารชุด เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารชุด ทั้งนี้ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ดังนั้น หากเจ้าของร่วมมีสิทธิฟ้องบังคับภาระจำยอมเอาจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ย่อมมีอำนาจใช้สิทธินั้นได้ตามบทบัญญัติมาตรา 39 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องแย้ง

การเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสองเป็นผลของกฎหมาย กล่าวคือจำเลยที่ 1 มีอำนาจตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 39 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 36 (3) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่จำต้องตั้งตัวแทนตามบทกฎหมายในเรื่องนิติกรรมสัญญาอีก จำเลยทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องแย้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนขนย้ายสนามเทนนิส ส่วนหย่อมพื้นคอนกรีต และรั้วตาข่ายเหล็ก รวมทั้งทรัพย์สินทั้งปวงของจำเลยทั้งสองออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 129398 ตำบลดินแดง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอดินแดง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งขอให้มีคำพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 129398 ตำบลดินแดง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอดินแดง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นสนามเทนนิส สวนหย่อม ทางเดินเพื่อสัญจร ที่ตั้งรั้วเหล็กล้อมรอบอาคารชุดเพื่อความปลอดภัย ทางระบายน้ำ ทางเดินกระแสไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ทั้งแปลงแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 29677 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และขอให้บังคับโจทก์ดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 129398 ตำบลดินแดง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอดินแดง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 29677 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ในอันที่จะใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นถนน สนามเทนนิส สวนหย่อม และเป็นที่ตั้งของรั้วตาข่ายเหล็ก หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังว่า เดิมบริษัทศรีวราแมนชั่น จำกัด เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 29677 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 24.2 ตารางวา และเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 129398 ตำบลดินแดง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอดินแดง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 19 ตารางวา โดยที่ดินทั้งสองแปลงมีอาณาเขตติดกัน บริษัทศรีวราแมนชั่น จำกัด ได้ก่อสร้างอาคารชุดบนที่ดินโฉนดเลขที่ 29677 และก่อสร้างสนามเทนนิสพร้อมรั้วตาข่ายเหล็กและสวนหย่อมบนที่ดินโฉนดเลขที่ 129398 บางส่วนและบางส่วนบนที่ดินแปลงอื่นในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ก่อสร้างอาคารชุด ต่อมาบริษัทศรีวราแมนชั่น จำกัด ได้ประกาศขายห้องชุดในอาคารชุดแก่บุคคลทั่วไปและได้จดทะเบียนอาคารชุดชื่อ ศรีวราแมนชั่น 1 โดยสนามเทนนิสพร้อมรั้วตาข่ายเหล็กและสวนหย่อมไม่ได้ถูกจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดด้วย ต่อมามีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 โดยมีการเปลี่ยนผู้จัดการนิติบุคคลมาหลายครั้งจนกระทั่งจำเลยที่ 2 ได้รับการจดทะเบียนเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของห้องชุดเลขที่ 236/266 ในอาคารชุดศรีวราแมนชั่น 1 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 129398 บริษัทศรีวราแมนชั่น จำกัด ได้ขายแก่บริษัทปิ้งซ์ คอนสตรัคชั่น จำกัด แล้วมีการโอนต่อ ๆ กันมาหลายทอดจนกระทั่งวันที่ 10 กันยายน 2552 โจทก์ได้ซื้อจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ก่อนคดีนี้จำเลยที่ 1 เคยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 129398 และ 129400 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาทอง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ยื่นคำคัดค้าน ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีดังกล่าวเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมเสียค่าขึ้นศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากจำเลยที่ 1 ทิ้งคำร้องขอ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 2572/2550 ของศาลชั้นต้นที่ผูกรวมกับสำนวนคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 2572/2550 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 บัญญัติว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน" เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ 2572/2550 ของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นผู้ร้องในคดีดังกล่าว แต่เมื่อคดีดังกล่าวศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะจำเลยที่ 1 ทิ้งคำร้องขอ จึงย่อมมีผลเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นคำร้องขอรวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาภายหลังการยื่นคำร้องขอนั้น ทำให้จำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนมิได้มีการยื่นคำร้องขอเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 คดีดังกล่าวจึงยังมิได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี เมื่อจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งเป็นคดีนี้จึงหาเป็นฟ้องซ้ำดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีอำนาจฟ้องแย้งหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องเพื่อบังคับภาระจำยอมต้องเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น จำเลยที่ 1 เป็นเพียงนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดศรีวราแมนชั่น ตามข้อบังคับและตามมติของเจ้าของร่วมเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารชุดศรีวราแมนชั่น 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งบังคับภาระจำยอมเอาแก่ที่ดินของโจทก์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หาได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดไว้เฉพาะตามมาตรา 33 วรรคสอง เกี่ยวกับนิติบุคคลอาคารชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางตามมติของเจ้าของร่วมดังที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น แต่นิติบุคคลอาคารชุดยังมีอำนาจตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 39 ซึ่งบัญญัติว่า "นิติบุคคลอาคารชุดอาจใช้สิทธิของเจ้าของร่วมครอบไปถึงทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมดในการต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมดได้" เมื่อเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดศรีวราแมนชั่น 1 เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารชุด ทั้งนี้ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น หากเจ้าของร่วมมีสิทธิฟ้องบังคับภาระจำยอมเอาจากที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ย่อมมีอำนาจใช้สิทธินั้นได้ตามบทบัญญัติมาตรา 39 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องแย้ง สำหรับจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งในฐานะตัวแทนของเจ้าของร่วมในอาคารชุดศรีวราแมนชั่น 1 ทุกคนเท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้ให้การและฟ้องแย้งเป็นส่วนตัว แม้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ก็มีอำนาจเพียงกระทำการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 คือ จัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลางเท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนหรือได้รับมติจากเจ้าของร่วมให้มีอำนาจฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งนั้น สำหรับในข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 มีอำนาจเพียงกระทำการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 นั้น ได้วินิจฉัยถึงอำนาจของจำเลยที่ 1 ข้างต้นแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำ ส่วนที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนหรือได้รับมติจากเจ้าของร่วมนั้น เห็นว่า การเป็นตัวแทนของจำเลยทั้งสองเป็นโดยผลของกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยที่ 1 มีอำนาจตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 39 ดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 36 (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหาจำต้องแต่งตั้งตัวแทนตามบทกฎหมายในเรื่องนิติกรรมสัญญาอีกไม่ จำเลยทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องแย้ง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน กับให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 176
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 33 วรรคสอง ม. 36 (3) ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ศักดิ์ วชิรศักดิ์พานิช
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดศรีวราแมนชั่น 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุริยา ปานแป้น
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585/2559
#596510
เปิดฉบับเต็ม

ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท ศาลเป็นเพียงผู้ดูแลให้ผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยเรียบร้อยเท่านั้นส่วนวิธีการจัดการเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดก ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงย่อมมีสิทธิและอำนาจในการนำที่ดินบางส่วนของทรัพย์มรดกไปจดทะเบียนให้เช่าเองได้โดยไม่จำต้องขออนุญาตจากศาล แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องดำเนินการให้เช่าที่ดินบางส่วนของทรัพย์มรดกจะเป็นคำสั่งที่เกินเลยประเด็นแห่งคดีก็ตาม แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้คัดค้านที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น หากผู้คัดค้านเห็นว่าตนเองได้รับความเสียหายจากการจัดการมรดกของผู้ร้อง ผู้คัดค้านชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องให้ผู้ร้องรับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกมีพินัยกรรมของนายสายัณห์ ผู้ตาย ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ในระหว่างคดีอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 14929 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร อันเป็นทรัพย์มรดกให้บริษัทแอล แอล ซี กรุงเทพ จำกัด มีกำหนด 10 ปี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14929 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร อันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายไปจดทะเบียนการเช่าให้แก่บริษัทแอล แอล ซี กรุงเทพ จำกัด หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท ศาลเป็นเพียงผู้ดูแลให้ผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยเรียบร้อยเท่านั้น ส่วนวิธีการจัดการเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดก ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงย่อมมีสิทธิและอำนาจในการนำที่ดินบางส่วนของที่ดินแปลงดังกล่าวอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายไปจดทะเบียนให้เช่าได้เองโดยไม่จำต้องขออนุญาตจากศาล หากผู้คัดค้านเห็นว่าตนเองได้รับความเสียหายจากการจัดการมรดกของผู้ร้อง ผู้คัดค้านชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องให้ผู้ร้องรับผิดในฐานะผู้จัดการมรดกตามบทบัญญัติของกฎหมายเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ศาลมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการตั้งและถอนผู้จัดการมรดกเท่านั้น แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องดำเนินการให้เช่าที่ดินบางส่วนของทรัพย์มรดกเป็นคำสั่งที่เกินเลยประเด็นแห่งคดีก็ตาม แต่ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้คัดค้านที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางพรรณพนัช ภู่สถาพร
ผู้คัดค้าน — นางสุพัตรา วัฒนวรกิจกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสาโรช สำราญทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วัชรางค์กุล
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 562/2559
#594402
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายทั้งสี่ยินยอมมอบเงินค่าไถ่รถยนต์ของผู้เสียหายทั้งสี่ให้แก่ ว. ผู้รับจำนำ ซึ่งรับจำนำรถยนต์ของผู้เสียหายทั้งสี่รวม 10 คัน ไว้จาก บ. โดยมิชอบ ตามที่ ว. ขู่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ผ่าน อ. ภริยาของ บ. ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า หากผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ยอมให้เงินค่าไถ่รถยนต์แก่ ว. ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 จะไม่ได้รถยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 คืน และ ว. ยังขู่ผู้เสียหายที่ 4 ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะต่อรองราคาค่าไถ่ว่าถ้าผู้เสียหายที่ 4 ไม่เอาราคานี้ก็ไม่ต้องเอา โดยจะนำรถของผู้เสียหายที่ 4 ไปแยกย่อยเอง ถือเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สินดังกล่าวของผู้เสียหายทั้งสี่ จนผู้เสียหายทั้งสี่จำต้องยินยอมจะให้เงินแก่ ว. เป็นค่าไถ่รถยนต์ตามที่ถูกข่มขืนใจ การกระทำของ ว. ย่อมครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชกแล้ว แม้ผู้เสียหายทั้งสี่จะยังไม่ได้มอบเงินค่าไถ่รถยนต์ให้แก่ ว. จำเลยที่ 1 รับมอบหมายจาก ว. ให้มารับเงินค่าไถ่รถยนต์จากผู้เสียหายทั้งสี่หลังจากนั้น จึงมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดฐานกรรโชก เพราะการกระทำความผิดฐานกรรโชกของ ว. ได้สำเร็จเด็ดขาดไป ทั้งความผิดฐานกรรโชกมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ผู้เป็นคนกลางติดต่อรับมอบทรัพย์จากการกรรโชกหลังจากการกระทำความผิดสำเร็จ เป็นความผิดที่ต้องรับโทษ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 86 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 337, 352 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ค่าไถ่แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 110,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 510,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 120,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 745,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 4 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมเป็นจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกรรโชกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้เสียหายทั้งสี่ยินยอมมอบเงินค่าไถ่รถยนต์ของผู้เสียหายทั้งสี่ให้แก่นายวิศิษฏ์ผู้รับจำนำซึ่งรับจำนำรถยนต์ของผู้เสียหายทั้งสี่รวม 10 คัน ไว้จากนายบุญมาโดยมิชอบตามที่นายวิศิษฏ์ขู่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ผ่านนางอัมพรภริยาของนายบุญมาทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางอัมพรว่า หากผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ยอมให้เงิน ค่าไถ่รถยนต์แก่นายวิศิษฏ์ ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 จะไม่ได้รถยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 คืน และนายวิศิษฏ์ก็ยังพูดขู่ผู้เสียหายที่ 4 ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายที่ 4 ในขณะที่ต่อรองราคาค่าไถ่ว่าถ้าผู้เสียหายที่ 4 ไม่เอาราคานี้ก็ไม่ต้องเอา โดยจะนำรถของผู้เสียหายที่ 4 ไปแยกย่อยเอง อันถือเป็นการขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สินดังกล่าวของผู้เสียหายทั้งสี่ จนผู้เสียหายทั้งสี่จำต้องยินยอมที่จะให้เงินแก่นายวิศิษฏ์เป็นค่าไถ่รถยนต์ตามที่ถูกข่มขืนใจ การกระทำของนายวิศิษฏ์ย่อมครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชกแล้ว แม้ผู้เสียหายทั้งสี่จะยังไม่ได้มอบเงินค่าไถ่รถยนต์ให้แก่นายวิศิษฏ์ไปก็ตาม ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งรับมอบหมายจากนายวิศิษฏ์ให้มารับเงินค่าไถ่รถยนต์จากผู้เสียหายทั้งสี่หลังจากนั้น จึงมิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดฐานกรรโชก เพราะการกระทำความผิดฐานกรรโชกของนายวิศิษฏ์ผู้รับจำนำได้สำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว อีกทั้งความผิดฐานกรรโชกมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ผู้เป็นคนกลางติดต่อรับมอบทรัพย์จากการกรรโชกหลังจากการกระทำความผิดสำเร็จแล้วเป็นความผิดต้องรับโทษ ดังนี้ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกรรโชกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานกรรโชกเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 337 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายกระแสสินธุ์ ต.ประยูร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายทวีศักดิ์ สายสุวรรณนที
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวฉวีวรรณ แม้นโชติ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 534/2559
#597449
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์โดยหลอกลวงว่าเป็นการทำกรมธรรม์ที่มีลักษณะที่เหมือนกับการฝากเงินกับธนาคารสามารถที่จะถอนเงินได้แต่มีสิทธิพิเศษคุ้มครองโดยการประกันชีวิต และให้ ส. ลงชื่อในคำขอเอาประกันชีวิตแล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนนำไปยื่นต่อจำเลยที่ 2 เพื่อให้โจทก์เข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 การฉ้อฉลดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ตกลงทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 โดยสำคัญผิดในเนื้อหาหรือลักษณะของนิติกรรมอันเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาประกันชีวิตย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยไปจากโจทก์จึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้ให้โจทก์อันเนื่องมาจากเป็นลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 412

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 551,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 449,188 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตในชั้นอุทธรณ์จำนวน 100 บาท แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจรับประกันชีวิต จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 ประจำสาขาสลกบาตร จังหวัดกำแพงเพชร และได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้รับเบี้ยประกันภัยในนามจำเลยที่ 2 อีกด้วย โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 แบบธนทรัพย์ 20/20 (มีเงินปันผล) เบี้ยประกันภัยปีละ 15,317 บาท ประมาณเดือนธันวาคม 2547 จำเลยที่ 1 เสนอขายผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์และโจทก์ตกลงพร้อมกับมอบเงิน 1,087,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 และนางสาวฑาริกา บุตรโจทก์ได้ไปให้แพทย์ตรวจสุขภาพเพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณารับประกันภัยของจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 1 นำกรมธรรม์ประกันชีวิตที่จำเลยที่ 2 ออกให้มามอบให้โจทก์เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบธนทวี 14/7 (มีเงินปันผล) วันเริ่มสัญญาประกันภัยวันที่ 27 ธันวาคม 2547 ระบุว่า นางสาวฑาริกาเป็นผู้เอาประกันภัย จำนวนเงินเอาประกันภัย 2,500,000 บาท เบี้ยประกันภัยปีละ 551,500 บาท ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ถึงนางละไม ตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 และอยู่ทีมงานเดียวกันร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการทำงานของจำเลยที่ 1 กรณีที่รับเงินไปจากโจทก์แล้วไม่ได้รับกรมธรรม์ตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์และนางสาวฑาริกาได้มายื่นเรื่องขอยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตอ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำตามที่เสนอว่าเป็นการฝากเงินเพื่อรับดอกเบี้ย แต่กรมธรรม์ที่ได้รับเป็นการประกันชีวิตตามแบบฟอร์มการใช้สิทธิยกเลิกกรมธรรม์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ได้เดินทางไปร้องเรียนการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่สำนักงานใหญ่ของจำเลยที่ 2 และตรวจสอบพบว่ามีการนำเงินของโจทก์ไปซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตในชื่อโจทก์นอกจากกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นเงิน 221,800 บาท แต่โจทก์ยังไม่ได้รับกรมธรรม์ประกันชีวิต จำเลยที่ 2 จึงได้แจ้งยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตที่โจทก์ยังไม่ได้รับ จำเลยที่ 2 ได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาและคืนเงินที่เหลือให้แก่โจทก์อีก 313,700 บาท เนื่องจากโจทก์มีหลักฐานการมอบเงินให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้ไปร้องเรียนต่อสำนักงานประกันภัยจังหวัดกำแพงเพชรได้มีการเรียกโจทก์และจำเลยที่ 2 มาเจรจา แต่ไม่อาจตกลงกันได้ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของจำเลยที่ 2 โจทก์ได้ให้การเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนด้วย จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าไม่สามารถยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตได้ สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ฉ้อฉลให้โจทก์เข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตและสัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆะหรือไม่ ข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีเจตนาจะทำนิติกรรมฝากเงินกับจำเลยที่ 2 ตามเงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 เสนอขายโครงการออมทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นระบบฝากเงินรูปแบบคล้ายคลึงธนาคารแต่ได้สิทธิพิเศษคุ้มครองประกันชีวิตมิใช่ระบบประกันชีวิต จึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ไปฝากกับจำเลยที่ 2 กรมธรรม์ประกันชีวิต ที่จำเลยที่ 2 ออกให้โจทก์เป็นการประกันชีวิตอย่างเดียว จึงไม่ถูกต้องตามความประสงค์ของโจทก์การที่โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาประกันชีวิตตามกรมธรรม์ประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงินให้โจทก์ เห็นว่า ใบเสนอขายโครงการออมทรัพย์ธนทวี 14/7 พิเศษ 2 ที่โจทก์นำส่งต่อศาลนั้นมีตราหรือสัญลักษณ์ของจำเลยที่ 2 ปรากฏอยู่ที่หัวเอกสาร ซึ่งนายปัญญาพนักงานของจำเลยที่ 2 ตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสส่วนรับประกันชีวิตได้เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า บุคคลทั่วไปเมื่อเห็นเอกสารดังกล่าวแล้วก็น่าจะคิดว่าเป็นของจำเลยที่ 2 และเอกสารยังปรากฏชื่อของจำเลยที่ 1 ว่า เป็นตัวแทนและนางละไม เป็นหัวหน้าหน่วย ประกอบกับเอกสารทุกแผ่นยังมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 กำกับไว้ด้วยและเมื่อได้พิจารณาข้อความที่ปรากฏในเอกสารก็ได้ความว่า เป็นการเสนอขายโครงการออมทรัพย์เป็นระบบฝากเงินสามารถถอนคืนได้ ซึ่งลักษณะของกรมธรรม์จะเหมือนสมุดธนาคารโดยได้สิทธิพิเศษคุ้มครองประกันชีวิตสอดคล้องกับที่ตัวโจทก์เบิกความมา ประกอบกับพฤติการณ์ที่ได้ความตามที่โจทก์นำสืบมาว่า เมื่อโจทก์ได้รับกรมธรรม์ประกันชีวิตแล้ว เห็นว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตไม่เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 เสนอขาย จึงต้องการที่จะยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยเรียกจำเลยที่ 1 มาพบและขอยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยให้นางสาวฑาริกาทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการและติดตามผลตลอดมา เมื่อไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 ได้จึงได้เข้าไปร้องเรียนต่อนางละไมซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าหน่วยของจำเลยที่ 1 ให้ช่วยตรวจสอบดำเนินการให้ แต่เมื่อไม่มีความคืบหน้าในเรื่องที่ร้องเรียนดังกล่าว โจทก์จึงไปที่สำนักงานของจำเลยที่ 2 ร้องเรียนและขอยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกให้และเมื่อจำเลยที่ 2 ปฏิเสธที่จะยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตโจทก์ก็ได้ไปร้องเรียนต่อสำนักงานประกันภัยจังหวัดกำแพงเพชรซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการของจำเลยที่ 2 อีกด้วย จึงน่าเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้นำใบเสนอขายโครงการมาเสนอขายให้แก่โจทก์จริงและเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนขายประกันชีวิตให้จำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์รู้จักมาก่อนประกอบกับได้เห็นข้อความที่ปรากฏในใบเสนอขายโครงการ จึงเป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อว่าโครงการที่จำเลยที่ 1 นำเสนอมาเป็นโครงการของจำเลยที่ 2 จริง และตกลงทำสัญญาตามโครงการที่จำเลยที่ 1 นำเสนอ ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตที่จำเลยที่ 2 ออกให้โจทก์ มีเนื้อหาไม่ตรงกับโครงการที่จำเลยที่ 1 เสนอขายและโจทก์ประสงค์จะทำสัญญาตามโครงการดังกล่าว โจทก์ก็รีบดำเนินการติดต่อกับจำเลยที่ 1 เพื่อยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตตลอดมาโดยมิได้นิ่งเฉย ทั้งยังได้ความอีกว่าเมื่อจำเลยที่ 2 ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีในความผิดฐานยักยอกทรัพย์แก่จำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ได้ไปให้การในฐานะพยาน ซึ่งคำให้การมีข้อเท็จจริงสอดคล้องกับที่โจทก์ฟ้องและเบิกความมาอีกด้วย อันเป็นการสนับสนุนให้เชื่อว่าโจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 ตามโครงการที่จำเลยที่ 1 เสนอขาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์โดยหลอกลวงว่าเป็นการทำกรมธรรม์ที่มีลักษณะที่เหมือนกับการฝากเงินกับธนาคารสามารถที่จะถอนเงินได้ แต่มีสิทธิพิเศษคุ้มครองโดยการประกันชีวิต และให้นางสาวฑาริกาลงชื่อในคำขอเอาประกันภัยแล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนนำไปยื่นต่อจำเลยที่ 2 เพื่อให้โจทก์เข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 การฉ้อฉลเป็นเหตุให้โจทก์ตกลงทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 โดยสำคัญผิดในเนื้อหาหรือลักษณะของนิติกรรมอันเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาประกันชีวิตย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และการที่โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 1 มาก่อนเนื่องจากการที่โจทก์ได้ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 มาเสนอขายผลิตภัณฑ์ของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์อีก โดยมีเอกสารหลักฐานแสดงว่าเป็นของจำเลยที่ 2 มาแสดงดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าการที่โจทก์เข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ กรมธรรม์ประกันชีวิต จึงไม่มีผลสมบูรณ์ที่จะบังคับได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยไปจากโจทก์ เนื่องจากสัญญาประกันชีวิตที่เป็นโมฆะ จึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้ให้โจทก์ อันเนื่องมาจากเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 412 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาประกันชีวิตไม่เป็นโมฆะและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 172 ม. 412
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไพฑูรย์ เขียนสาร์
จำเลย — นายขจรวิทย์หรือกฤตเมธ ภาคลำเจียก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางแก้วตา จิตตวิสุทธิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 530/2559
#593485
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คู่สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบอาจตกลงกันเป็นหนังสือกำหนดให้เสนอข้อพิพาทใดๆ ที่มีมูลกรณีจากสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบหรือละเมิดให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดก็ได้ เมื่อตามใบตราส่งทั้งสามฉบับซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการขนส่งสินค้าในคดีนี้ไม่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาททั้งหมดหรือบางส่วนที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบว่า มีสัญญาอนุญาโตตุลาการอื่นแยกต่างหากจากใบตราส่งทั้งสามฉบับดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 คู่สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบมิได้ตกลงกันเป็นหนังสือกำหนดให้เสนอข้อพิพาทใดที่มีมูลกรณีจากสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการ

เมื่อบริษัท ซ. ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องในประเทศเดนมาร์กส่งมอบสินค้าให้แก่บุคคลอื่นโดยไม่ได้เวนคืนใบตราส่งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2552 จึงเป็นการที่โจทก์ผู้ส่งฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนส่งในต่างประเทศ และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในประเทศไทย เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาขนส่งภายในเก้าเดือนนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบของ สิทธิเรียกร้องของตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง

ตามใบตราส่ง ในช่องผู้รับตราส่ง หรือคำสั่ง ระบุว่า "ตามคำสั่ง" จึงเป็นใบตราส่งต่อเนื่องชนิดโอนให้กันได้ประเภทออกให้แก่บุคคลเพื่อเขาสั่ง ซึ่งตามมาตรา 22 (2) แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 บัญญัติให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องมีหน้าที่ส่งมอบของแก่บุคคลซึ่งได้เวนคืนต้นฉบับใบตราส่งต่อเนื่องฉบับใดฉบับหนึ่งซึ่งได้สลักหลังโดยชอบ

การที่ ต. ผู้รับตราส่งตามคำสั่งเดิมของโจทก์ไม่มารับสินค้า และพฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ปล่อยให้สินค้าอยู่ที่ท่าเรือปลายทางเป็นระยะเวลาเนิ่นนานถึง 9 เดือนเศษ ทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องและบริษัท ซ. ตัวแทนจำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยไม่ได้รับค่าระวางและมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเก็บรักษาสินค้าตามฟ้อง ทั้งสินค้าดังกล่าวเป็นอาหารซึ่งบางส่วนเป็นกะทิซึ่งมีอายุการใช้งาน 12 เดือน แม้โจทก์จะอ้างว่า โจทก์พยายามติดต่อให้ลูกค้ามาชำระเงินโดยตลอดและยืนยันว่าผู้รับตราส่งใหม่จะมาเป็นผู้รับตู้สินค้าและชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เมื่อต่อมาโจทก์ได้แจ้งจำเลยที่ 1 ว่า ผู้รับตราส่งใหม่คือ ท. แต่ ท. ไม่ยอมมารับสินค้าดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ผู้รับตราส่งปฏิเสธไม่มารับสินค้า เมื่อต่อมาพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ผู้ตราส่งทันที และถามเอาคำสั่ง การที่โจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และตัวแทนจำเลยที่ 2 เก็บสินค้าตามฟ้องต่อไปหลังจากที่เก็บไว้นานถึง 9 เดือนเศษแล้ว เพื่อที่โจทก์จะหาผู้ซื้อรายต่อไปนั้น จึงเป็นคำสั่งที่สร้างภาระและความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องเกินสมควร โดยโจทก์ไม่ได้เยียวยาความเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่อาจปฏิบัติได้ตามมาตรา 23 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548

เมื่อต่อมา ต. ผู้รับตราส่งเดิมที่โจทก์แจ้งตามคำสั่งได้ติดต่อไปยังบริษัท ซ. ตัวแทนของจำเลยที่ 2 แล้วว่าต้องการรับมอบสินค้าโดยยินดีจ่ายค่าระวางสินค้าและค่าใช้จ่ายให้แก่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 แล้วบริษัท ซ. จึงมอบสินค้าให้แก่ ต. โดยไม่เวนคืนใบตราส่งนั้น จึงเป็นการจัดการตามความเหมาะสมและความจำเป็นตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 23 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องและตัวแทนจำเลยที่ 2 มีสิทธิรับค่าระวางและค่าใช้จ่ายจาก ต. ได้ตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 23 วรรคสี่

เมื่อต่อมาบริษัท ซ. ตัวแทนจำเลยที่ 2 ได้ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์มาถึงโจทก์โดยระบุว่า บริษัท ซ. ได้ปล่อยตู้สินค้าให้แก่ลูกค้าไปเนื่องจากว่าหากยังเก็บตู้สินค้าต่อไปจะทำให้ขาดทุนมากยิ่งขึ้น จึงเป็นการที่จำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องบอกกล่าวแก่โจทก์ผู้ตราส่งโดยไม่ชักช้า จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามมาตรา 23 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 697,773.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 672,553.05 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 672,553.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2552) ต้องไม่เกิน 25,220.73 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนและมีภูมิลำเนาที่สมาพันธรัฐสวิส จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนหรือเป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2551 โจทก์ส่งสินค้าจำพวกอาหารหลายรายการจำนวน 644 กล่อง น้ำหนักรวม 10,841.55 กิโลกรัม ราคา 20,215 ดอลลาร์สหรัฐ จากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทยไปยังท่าเรือโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพื่อจำหน่ายให้แก่ตลาดไทยผู้ซื้อ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งทางเรือตามใบตราส่งซึ่งจำเลยที่ 1 ลงนามในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 โดยตกลงขนส่งในเงื่อนไข BANGKOK THAILAND CY COPENHAGEN / DENMARK CY โดยโจทก์นำสินค้าบรรจุเข้าตู้สินค้าและนำไปส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 ณ สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง การรถไฟลาดกระบัง ตามใบตราส่ง ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2551 เรือบรรทุกตู้สินค้าพิพาทของโจทก์ได้ถึงท่าเรือโคเปนเฮเกน แต่ผู้ซื้อเป็นผู้รับตราส่งไม่มารับตู้สินค้าดังกล่าวที่ท่าเรือโคเปนเฮเกน ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2552 ตลาดไทยได้ชำระค่าระวางขนส่งและค่าปรับเนื่องจากการส่งตู้คอนเทนเนอร์คืนค่าล่าช้าให้แก่บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่ท่าเรือโคเปนเฮเกน บริษัทซีเทนเนอร์จำกัด จึงส่งมอบตู้สินค้าดังกล่าวให้แก่ตลาดไทยไปโดยไม่มีการเวนคืนใบตราส่ง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การระงับข้อพิพาทอันเกิดจากรับขนภายใต้สัญญาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ จึงต้องบังคับให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 และ 68 โจทก์จึงต้องนำคดีเสนอต่ออนุญาโตตุลาการชี้ขาดภายในเก้าเดือนนับแต่ผู้ขนส่งส่งมอบของ แต่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก่อน และเกินกำหนดกว่าเก้าเดือน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คู่สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบจากตกลงกันเป็นหนังสือกำหนดให้เสนอข้อพิพาทใดๆ ที่มีมูลกรณีจากสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบหรือละเมิด ให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดก็ได้" เมื่อตามใบตราส่งซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการขนส่งสินค้าในคดีนี้ไม่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาททั้งหมดหรือบางส่วนที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำสืบว่า ว่ามีสัญญาอนุญาโตตุลาการอื่นแยกต่างหากจากใบตราส่งดังนั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 คู่สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ มิได้ตกลงกันเป็นหนังสือกำหนดให้เสนอข้อพิพาทใดที่มีมูลกรณีจากสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจได้โดยไม่จำต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องที่ประเทศเดนมาร์กส่งมอบสินค้าให้แก่บุคคลอื่นโดยไม่ได้เวนคืนใบตราส่งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2552 จึงเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ส่งฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องในต่างประเทศและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในประเทศไทย เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาขนส่งภายในเก้าเดือนนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบของ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า สินค้าตามคำฟ้องได้ขนส่งจากประเทศไทยถึงประเทศเดนมาร์กเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2551 ที่ปลายทาง ตู้สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของบริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในประเทศเดนมาร์ก และผู้รับตราส่งไม่มารับมอบสินค้าภายในระยะเวลาอันสมควรทำให้บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ไม่ได้รับค่าระวางและเกิดค่าใช้จ่ายจากการเช่าสถานที่เก็บตู้สินค้าและค่าเสียเวลาจากการใช้ตู้สินค้าจนระยะเวลาล่วงเลยไปถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2552 เมื่อผู้รับตราส่งนำเงินค่าระวาง ค่าเก็บรักษาตู้และค่าเสียเวลามาชำระให้บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด จึงได้มอบตู้สินค้าดังกล่าวให้แก่ผู้รับตราส่งไป จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่ปลายทาง กรณีไม่ได้เกิดจากการที่จำเลยที่ 2 ผิดสัญญาอันจะทำให้จำเลยที่ 1 เข้าไปร่วมรับผิดด้วย โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง ความเสียหายตามคำฟ้องเกิดจากการดำเนินการที่ผิดพลาดของโจทก์เองที่ผู้รับสินค้าไม่มารับสินค้าภายในระยะเวลากำหนดนั้น เห็นว่า ตามใบตราส่งในช่องผู้รับตราส่ง หรือคำสั่ง (CONSIGNEE OR ORDER) ระบุว่า "ตามคำสั่ง (TO ORDER)" จึงเป็นใบตราส่งต่อเนื่องชนิดโอนให้กันได้ประเภทออกให้แก่บุคคลเพื่อเขาสั่ง ซึ่งตามมาตรา 22 (2) แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 บัญญัติให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องมีหน้าที่ส่งมอบของแก่บุคคลซึ่งได้เวนคืนต้นฉบับใบตราส่งต่อเนื่องฉบับใดฉบับหนึ่งซึ่งได้สลักหลังโดยชอบ โดยได้ความจากบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายชัญญาพยานโจทก์ว่า ผู้รับตราส่งตามคำสั่งของโจทก์คือ ตลาดไทย โดยหลังจากเรือสินค้าไปถึงท่าเรือโคเปนเฮเกนแล้ว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่แจ้งผู้ซื้อและหรือผู้รับตราส่งตามคำสั่งของโจทก์ว่าสินค้าได้มาถึงแล้วเพื่อให้มารับสินค้าและเวนคืนใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 2 หรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 โดยมีเงื่อนไขชำระเงินในการรับสินค้า (D/P AT SIGHT) ว่า ผู้ซื้อต้องชำระสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามตั๋วแลกเงินที่โจทก์ออกให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยหรือธนาคารตัวแทนโจทก์ที่ปลายทาง เมื่อธนาคารตัวแทนของโจทก์ยื่นตั๋วแลกเงินให้ผู้ซื้อชำระสินค้าครบถ้วนแล้วจึงสามารถรับเอกสารเกี่ยวกับการส่งสินค้าต่างๆ เช่น ใบตราส่ง ใบกำกับสินค้า ใบรายการสินค้า และหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดจากธนาคารตัวแทนของโจทก์ไปดำเนินการพิธีการทางศุลกากรเพื่อขอรับสินค้าจากจำเลยที่ 2 ได้ แต่เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในประเทศเดนมาร์กได้ส่งมอบสินค้าให้บุคคลอื่นไปโดยไม่เวนคืนใบตราส่ง ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าสินค้า ส่วนจำเลยที่ 1 มีนายพรเทพ ทนายความของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของตนว่า ภายหลังที่สินค้ามาถึงท่าเรือโคเปนเฮเกนตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2551 บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้แจ้งตลาดไทยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งตามคำสั่งของโจทก์ให้มารับมอบสินค้าและชำระค่าระวาง แต่ผู้รับตราส่งไม่มารับมอบสินค้า แม้บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด จะติดต่อผู้รับตราส่งอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้รับตราส่งไม่มารับมอบสินค้าคงผัดผ่อนเวลามาโดยตลอด จึงเกิดค่าใช้จ่ายส่วนอื่นเพิ่มมากขึ้น ทั้งค่าปรับจากการส่งตู้สินค้าคืนล่าช้า ค่าเก็บรักษาตู้สินค้า และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ในท่าเรือ ซึ่งยังค้างชำระอยู่เป็นจำนวนมาก อันเป็นภาระของจำเลยที่ 2 และตัวแทนปลายทางจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อผู้ให้เช่าตู้และท่าเรือปลายทางจนในที่สุดทั้งโจทก์และผู้รับตราส่งก็ยังไม่รับผิดชอบและดำเนินการใดเพื่อนำตู้สินค้าออกจากท่าเรือปลายทาง และในระหว่างที่จำเลยที่ 2 และตัวแทนติดตามเรื่อง โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าจะเปลี่ยนผู้รับตราส่ง โดยจะขายสินค้าให้ลูกค้ารายอื่นคือ ไทยเอเชี่ยน ซุปเปอร์มาเก็ต ที่เมืองฮัมบูร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ติดต่อประสานกับทางบริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด และจำเลยที่ 2 ให้ด้วยตามสำเนาไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ไทยเอเชี่ยน ซุปเปอร์มาเก็ตผู้ซื้อรายใหม่ไม่มีความประสงค์จะซื้อสินค้าจริงทำให้เสียเวลาจนเกิดค่าปรับ โดยโจทก์อ้างว่าผู้ซื้อจะเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดแต่ไม่มีผู้ซื้อมาชำระให้ จนระยะเวลาผ่านไปเกือบ 8 เดือน นับแต่สินค้าขนส่งถึงปลายทาง บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด และจำเลยที่ 2 เห็นว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นประกอบกับสินค้าที่ขนส่งเป็นอาหารมีอายุในการเก็บจำกัดจึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่า ผู้ขนส่งปลายทางต้องการนำสินค้าตามฟ้องออกประมูลขายเพื่อให้ได้ค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระอยู่ โดยกำหนดวันประมูลขายคือ วันที่ 14 พฤษภาคม 2552 แต่โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ให้แจ้งจำเลยที่ 2 ให้ระงับการขายไว้ก่อนตามสำเนาไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเมื่อพิจารณาเงื่อนไขการชำระเงิน ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเงื่อนไขการชำระเงินค่าสินค้านั้นเป็นเอกสารที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าประเทศไทยมีถึง เดรสเนอร์ แบงค์ เอจี ที่เมืองฮัมบูร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่สินค้าดังกล่าวอยู่ที่ท่าเรือปลายทางประมาณ 7 เดือน มีการระบุชื่อผู้จ่ายเงินคือ ไทยเอเชี่ยน ซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยระบุจำนวนเงินที่สั่งจ่ายเพียง 13,207 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าค่าราคาสินค้าเดิมจำนวน 20,215 ดอลลาร์สหรัฐ ที่โจทก์ขายให้ตลาดไทยตามใบกำกับสินค้า ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 นายชัญญาได้มีจดหมายถึงพนักงานบริษัทจำเลยที่ 2 ว่า ได้รับแจ้งจากลูกค้าว่าจะขายสินค้าไปยังฮัมบูร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และขอให้จำเลยที่ 2 ลดค่าปรับเนื่องจากการส่งคืนตู้คอนเทนเนอร์ล่าช้าและค่าใช้จ่ายทั้งหมด และต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2552 นายชัญญาก็มีจดหมายถึงพนักงานบริษัทจำเลยที่ 2 ว่าให้ส่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดและค่าปรับเนื่องจากความเสียหายในการส่งตู้สินค้าล่าช้าไปยังไทยเอเชี่ยน ซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่เมืองฮัมบูร์ก โดยต่อมาในวันเดียวกันพนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ได้มีจดหมายแจ้งไปยังนายชัญญาว่า ได้แจ้งสำนักงานใหญ่ในสมาพันธรัฐสวิสแล้วสำหรับการขายสินค้าเที่ยวนี้ต่อไปให้ไทยเอเชี่ยน ซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ค่าใช้จ่ายไม่อาจลดได้และคิดค่าใช้จ่ายกับผู้มารับสินค้ารายใหม่ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ได้ขายสินค้าตามคำฟ้องให้ผู้ซื้อรายใหม่คือ ไทยเอเชี่ยน ซุปเปอร์มาร์เก็ต ภายหลังที่สินค้าดังกล่าวไปถึงท่าเรือปลายทางเป็นเวลา 6 เดือน ผู้รับตราส่งใหม่ตามคำสั่งของโจทก์จึงเป็น ไทยเอเชี่ยน ซุปเปอร์มาเก็ต เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาตามสำเนาไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 พนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งนายชัญญาว่า ได้ติดต่อผู้ซื้อใหม่แล้วและได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย แต่ผู้ซื้อใหม่ไม่ติดต่อกลับ จึงแจ้งให้นายชัญญาแจ้งผู้ซื้อใหม่เพื่อติดต่อกลับจำเลยที่ 1 ซึ่งต่อมาในวันที่ 5 พฤษภาคม 2552 นายชัญญาได้มีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แจ้งมายังพนักงานของจำเลยที่ 1 ว่า ลูกค้าของโจทก์จะไปพบตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในกรุงโคเปนเฮเกน เพื่อชำระค่าใช้จ่ายภายในวันศุกร์ที่แล้ว (วันที่ 1 พฤษภาคม 2552) พร้อมขอให้ส่งตู้สินค้าไปเมืองฮัมบูร์ก ซึ่งต่อมาระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 พนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ได้มีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สอบถามโจทก์เกี่ยวกับผู้ซื้อรายใหม่ และแจ้งโจทก์ว่าผู้ซื้อรายใหม่ไม่มาชำระค่าใช้จ่ายและไม่มารับสินค้า จนวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 พนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 จึงมีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แจ้งนายชัญญาว่าจะนำสินค้าออกประมูลและสอบถามให้โจทก์มีคำสั่งว่าจะทำอย่างไรกับสินค้า และทวงถามให้โจทก์ชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายให้แก่ตัวแทนผู้ขนส่ง และต่อมาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 พนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ได้มีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แจ้งไปยังนายชัญญาว่า บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด และจำเลยที่ 2 เสนอจะจัดการขนส่งสินค้าไปยังเมืองฮัมบูร์กให้โจทก์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเสนอส่วนลดให้เป็นเงินจำนวน 2,257 ยูโร โดยให้โจทก์แจ้งชำระเงินจำนวน 6,500 ยูโร ภายในวันดังกล่าวก่อนเวลา 12 นาฬิกา แต่นายชัญญาก็มีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์แจ้งกลับมาว่าต้องการส่งสินค้าให้ผู้รับตราส่งรายอื่นในประเทศสวีเดนและจะติดต่อกลับมา เห็นได้ว่า การที่ตลาดไทย ผู้รับตราส่งตามคำสั่งเดิมของโจทก์ไม่มารับสินค้า และพฤติการณ์ของโจทก์ที่ได้ปล่อยให้สินค้าอยู่ที่ท่าเรือปลายทางเป็นระยะเวลาเนิ่นนานถึง 9 เดือนเศษ ทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งและบริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ตัวแทนจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งได้รับความเสียหายโดยไม่ได้รับค่าระวางและมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเก็บรักษาสินค้าตามคำฟ้อง ทั้งได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า สินค้าดังกล่าวเป็นอาหารซึ่งบางส่วนเป็นกะทิซึ่งมีอายุการใช้งาน 12 เดือน แม้นายชัญญาจะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์พยายามยามติดต่อให้ลูกค้ามาชำระเงินโดยตลอดและยืนยันว่า ไทยเอเชี่ยน ซุปเปอร์มาร์เก็ต จะมาเป็นผู้รับตู้สินค้าและชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ดังนั้นเมื่อต่อมาโจทก์ได้แจ้งจำเลยที่ 1 ว่ามีผู้รับตราส่งใหม่คือ ไทยเอเชี่ยน ซุปเปอร์มาเก็ต แต่ผู้รับตราส่งใหม่ดังกล่าวไม่ยอมมารับสินค้าดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ผู้รับตราส่งปฏิเสธไม่มารับสินค้าซึ่งตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ซึ่งบัญญัติว่าว่า "ในกรณีที่หาผู้รับตราส่งไม่พบ หรือผู้รับตราส่งปฏิเสธไม่ยอมรับของ ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องต้องบอกกล่าวไปยังผู้รับตราส่งทันที และถามเอาคำสั่งจากผู้ตราส่งหาก... ผู้ตราส่งละเลยไม่ส่งคำสั่งนั้นมาในเวลาอันควรหรือส่งมาเป็นคำสั่งอันไม่อาจปฏิบัติได้ หากของนั้นได้พ้นจากอารักขาภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยศุลกากรแล้ว ให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องมีสิทธินำของนั้นออกขาย ทำลาย หรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดตามความเหมาะสมและจำเป็นเมื่อได้จัดการตามวรรคสองแล้ว ให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องบอกกล่าวแก่ผู้ตราส่งโดยไม่ชักช้า เว้นแต่ไม่สามารถจะทำได้ ถ้าผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องละเลยไม่บอกกล่าวแก่ผู้ตราส่ง ให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีที่ได้จัดการกับของตามวรรคสองแล้ว ได้เงินจำนวนเท่าใด ให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องมีสิทธิหักเอาไว้เป็นค่าระวาง ค่าอุปกรณ์แห่งค่าระวาง และค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการจัดการนั้น ถ้ายังมีเงินเหลือ ให้ส่งมอบแก่บุคคลซึ่งมีสิทธิจะได้เงินนั้นโดยพลันหรือถ้าส่งมอบไม่ได้ ให้นำไปฝากไว้ ณ สำนักงานวางทรัพย์ แต่ถ้าเงินยังขาดอยู่เท่าใด ผู้ตราส่งต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนั้น..." ดังนั้นเมื่อต่อมาพนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ผู้ตราส่งทันที และถามเอาคำสั่ง การที่โจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งและตัวแทนผู้ขนส่งเก็บสินค้าตามคำฟ้องต่อไปหลังจากที่เก็บไว้นานถึง 9 เดือน เพื่อที่โจทก์จะหาผู้ซื้อรายใหม่ต่อไปนั้น จึงเป็นคำสั่งที่สร้างภาระและความเสียหายให้แก่ผู้ขนส่งเกินสมควร โดยที่โจทก์ไม่ได้เยียวยาความเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่อาจปฏิบัติได้ ตามมาตรา 23 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากการนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า ตลาดไทยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งเดิมที่โจทก์แจ้งตามคำสั่งได้ติดต่อไปยังบริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ว่า ต้องการรับมอบสินค้าตามคำฟ้องโดยยินดีจ่ายค่าระวางสินค้าและค่าใช้จ่ายให้แก่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 แล้วบริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ตัวแทนของจำเลยที่ 2 จึงมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่ตลาดไทยโดยไม่ได้เวนคืนใบตราส่งนั้น จึงเป็นการจัดการตามความเหมาะสมและจำเป็นตามพระราชบัญญัติการส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548 มาตรา 23 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องและตัวแทนจำเลยที่ 2 มีสิทธิรับชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายจากตลาดไทยได้ ตามมาตรา 23 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2552 บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ตัวแทนจำเลยที่ 2 ได้ส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์มาถึงโจทก์โดยระบุว่า บริษัทซีเทนเนอร์ จำกัด ได้ปล่อยตู้สินค้าให้แก่ลูกค้าไปเนื่องจากว่าหากยังเก็บต่อไปจะทำให้ขาดทุนมากยิ่งขึ้นตามสำเนาไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นการที่จำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องบอกกล่าวแก่โจทก์ผู้ตราส่งโดยไม่ชักช้า จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามมาตรา 23 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อพยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งต่อเนื่องในต่างประเทศไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายตามคำฟ้องให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ม. 22 (2) ม. 23 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 67 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีแอนด์พี เอเชี่ยน โปรดักส์ กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัทแอตแลนติค ฟอร์เวิร์ดดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 525 -ที่ 526/2559
#594685
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง บัญญัติให้สิทธิคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ ผู้คัดค้านใช้สิทธินี้โดยเป็นผู้ร้องขอไปแล้วแต่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขออย่างเดียวกันอีกในเดือนเดียวกันโดยอ้างเหตุใหม่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้คัดค้านสามารถยกขึ้นอ้างได้ในขณะยื่นคำร้องขอครั้งก่อน และประเด็นตามคำร้องทั้งสองครั้งเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องโดยวินิจฉัยในเนื้อหาของคดีตามคำร้องขอไปแล้ว ถือว่าเป็นการที่ผู้คัดค้านรื้อร้องฟ้องให้ศาลวินิจฉัยกันใหม่อีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยไปแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียว คำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของผู้คัดค้านฉบับหลังจึงซ้ำกับคำร้องขอฉบับแรก ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ปัญหานี้แม้ผู้ร้องมิทันยกขึ้นต่อสู้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพิ่งยกขึ้นในคำแก้อุทธรณ์ แต่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกบริษัทล็อบบี้ ซีวิล จำกัด หรือบริษัทบ้านโพธิ์เฮาส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนแรกและเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง เรียกบริษัทชินทรัพย์ วัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนแรกและเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

สำนวนหลัง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 1/2555 หมายเลขแดงที่ 70/2557

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยาน คดีเสร็จการไต่สวน แล้วพิพากษาว่า คำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 1/2555 หมายเลขแดงที่ 70/2557 ชอบด้วยกฎหมาย บังคับให้ผู้คัดค้าน (บริษัทชินทรัพย์ วัฒนา จำกัด) ชำระเงินจำนวน 2,813,867.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง (บริษัทล็อบบี้ ซีวิล จำกัด หรือบริษัทบ้านโพธิ์เฮาส์ จำกัด) ให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายชั้นอนุญาโตตุลาการฝ่ายละครึ่ง กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาล กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แทนผู้ร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สมควรเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวตามคำร้องของผู้คัดค้านหรือไม่ และสมควรบังคับตามคำชี้ขาดนั้นตามคำร้องของผู้ร้อง ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วหรือไม่ สำหรับปัญหาแรกว่าสมควรเพิกถอนคำชี้ขาดของผู้คัดค้านหรือไม่ ผู้ร้องได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ประการหนึ่งด้วยว่า คำร้องนี้ของผู้คัดค้านอาจเป็นคำร้องซ้ำกับคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านเคยยื่นต่อศาลชั้นต้นมาก่อนแล้ว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำร้องนี้เป็นคำร้องซ้ำหรือไม่ จากการตรวจสำนวนพบว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในข้อพิพาทที่ยื่นต่อคณะอนุญาโตตุลาการเคยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 1/2555 หมายเลขแดงที่ 70/2557 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 โดยอ้างว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) เพราะคำชี้ขาดนั้นที่วินิจฉัยว่าสัญญาจ้างที่พิพาทกันเป็นนิติกรรมอำพราง ใช้บังคับกันไม่ได้ ต้องใช้บทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพราง อันได้แก่ สัญญาจ้างแรงงาน มาใช้บังคับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง เป็นการแปลกฎหมายคลาดเคลื่อน ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในชั้นตรวจคำฟ้อง (คำร้อง) ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง (ซึ่งถือเป็นคำพิพากษา) ว่า "ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยอ้างว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นการแปลกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่โดยเนื้อหาของคำร้องปรากฏว่าผู้ร้องโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการว่าสัญญาที่พิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 หาได้เป็นนิติกรรมอำพรางตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ อันถือว่าเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยคดีของอนุญาโตตุลาการ ให้ยกคำร้อง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ผู้ร้องพึงชำระเพียง 13,549 บาท ซึ่งให้เป็นพับ คืนค่าธรรมเนียมในส่วนที่ชำระเกิน" ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องนั้นทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว แต่ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดอุทธรณ์ ทั้งยังยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าธรรมเนียมส่วนที่ศาลสั่งคืนไปแล้ว คดีตามคำร้องนั้นจึงถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2557 ผู้คัดค้านก็ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 1/2555 หมายเลขแดงที่ 70/2557 อีก โดยอ้างว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อ้างเหตุผลใหม่ว่า ผู้คัดค้านกับผู้ร้องซึ่งเป็นคู่สัญญาไม่ได้เจตนาตกลงด้วยใจสมัครที่จะบังคับตามสัญญาจ้างหลักรวมทั้งตามข้อตกลงการอนุญาโตตุลาการตามหนังสือสัญญา ข้อ 21 มาตั้งแต่ขณะทำสัญญาแล้ว เพียงแค่ทำสัญญาไว้เพราะขณะนั้นไม่มีแบบพิมพ์สัญญาอื่น ข้อตกลงเรื่องกรณีมีข้อพิพาทต้องเสนออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดจึงไม่มี เมื่อคู่สัญญาไม่ได้เจตนาจะบังคับตามข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการ จึงไม่มีสัญญาอนุญาโตตุลาการ และเป็นนิติกรรมอำพรางที่ทำให้สัญญาจ้างหลักเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้นสัญญาอนุญาโตตุลาการจึงย่อมเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้นเช่นกัน คณะอนุญาโตตุลาการก็ฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญาจ้างที่พิพาทเป็นนิติกรรมอำพราง เป็นโมฆะทั้งฉบับ ต้องใช้บทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพราง คือ สัญญาจ้างแรงงาน มาใช้บังคับ ซึ่งสัญญาจ้างแรงงานไม่ได้ทำเป็นหนังสือ การที่สัญญาจ้างตกเป็นโมฆะทั้งฉบับย่อมทำให้ข้อสัญญาเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นข้อตกลงย่อยในสัญญาเป็นการแสดงเจตนาลวงและตกเป็นโมฆะไปด้วย การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้นำสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ สัญญาจ้างแรงงานก็ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือและไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการ คณะอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องกับผู้ร้องซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อพิพาทนั้นได้ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง บัญญัติให้สิทธิคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ ซึ่งผู้คัดค้านได้ใช้สิทธินี้โดยเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2557 อ้างว่าการที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างเหมาช่วงเป็นนิติกรรมอำพราง ตกเป็นโมฆะ ต้องใช้บทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับนั้น เป็นการแปลกฎหมายคลาดเคลื่อน แต่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง คดีถึงที่สุดไปแล้ว ผู้คัดค้านกลับมายื่นคำร้องขออย่างเดียวกันอีกในวันที่ 29 เดือนเดียวกัน โดยเปลี่ยนไปอ้างเหตุใหม่ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อพิพาทไม่มีเจตนาตกลงทำสัญญาอนุญาโตตุลาการ และข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นข้อตกลงย่อยก็ตกเป็นโมฆะไปตามสัญญาจ้างหลักแล้ว สัญญาจ้างแรงงานก็ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาและไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการอีก ซึ่งเหตุผลที่อ้างใหม่นี้ผู้คัดค้านก็สามารถยกขึ้นอ้างได้แต่ในขณะยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดครั้งก่อนอยู่แล้ว และประเด็นตามคำร้องครั้งก่อนและครั้งนี้ก็มีอย่างเดียวกันว่า สมควรเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นก็พิพากษาให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่าเนื้อหาของคำร้องเป็นการโต้แย้งคำชี้ขาดว่าสัญญาจ้างที่พิพาทไม่เป็นนิติกรรมอำพราง ถือว่าเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อพิพาทของคณะอนุญาโตตุลาการ อันเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดีตามคำร้องขอของผู้คัดค้านไปแล้ว มิใช่ยกคำร้องเพราะคำร้องทำไม่ถูกต้องตามแบบพิธีหรือไม่สมบูรณ์ตามที่กฎหมายบัญญัติแต่อย่างใด ถือว่าเป็นการที่ผู้คัดค้านรื้อร้องฟ้องให้ศาลวินิจฉัยกันใหม่อีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยไปแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ซึ่งเหตุนี้ก็คือ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งหากมีอยู่จริงก็จะเป็นผลต้องให้เพิกถอนคำชี้ขาดนั้น คำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของผู้คัดค้านฉบับหลังต้องให้เพิกถอนคำชี้ขาดนั้น มิใช่เหตุผลที่ผู้คัดค้านสรรหามาอ้างใหม่เพื่อประโยชน์ในเชิงคดีของตนจึงซ้ำกับคำร้องขอฉบับแรก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ปัญหานี้แม้ผู้ร้องมิทันได้ยกขึ้นต่อสู้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพิ่งมายกขึ้นในคำแก้อุทธรณ์ แต่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้ตามคำร้องขอของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจ้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ใช้ชื่อว่า สัญญาจ้างเหมาช่วงก่อสร้างแก้มลิงหนองกะเพลิง คู่สัญญาทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย แม้คณะอนุญาโตตุลาการจะวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างเหมาช่วงเป็นนิติกรรมอำพรางตกเป็นโมฆะ ต้องบังคับกันตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพราง นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะสัญญาจ้างแรงงานมาใช้บังคับ สัญญาที่ทำเป็นหนังสือในรูปลักษณ์ภายนอกของสัญญาจ้างเหมาช่วงซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของนี้เป็นโมฆะเพราะเกิดจากเจตนาลวงโดยสมรู้กันของคู่กรณี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แต่ก็มีลักษณะสมบูรณ์ในลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานได้หากมีลักษณะเข้าทุกองค์ประกอบของสัญญา และไม่มีข้อบกพร่องขององค์ประกอบทุกข้อในทางกฎหมาย ทั้งไม่มีข้อบกพร่องในการแสดงเจตนา ซึ่งสัญญาจ้างแรงงานนี้ไม่ต้องทำตามแบบแต่อย่างใด สัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวจึงสมบูรณ์ใช้บังคับได้ เมื่อมีการทำสัญญาจ้างกันไว้เป็นหนังสือ แม้จะเป็นโมฆะไปในลักษณะของสัญญาจ้างทำของ แต่เนื้อหาของสัญญาจ้างยังอยู่และสมบูรณ์ในลักษณะของสัญญาจ้างแรงงาน ข้อสัญญาหรือข้อตกลงในการอนุญาโตตุลาการจึงยังคงมีอยู่โดยอยู่ในรูปของหนังสือ สัญญาอนุญาโตตุลาการจึงมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ต้องตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 วรรคสอง นอกจากนี้ ตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ (ซึ่งหมายถึงอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการในการวินิจฉัยถึงความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ความสมบูรณ์ของการตั้งคณะอนุญาโตตุลาการ) ให้ถือว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลักเป็นข้อสัญญาแยกต่างหากจากสัญญาหลัก คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการที่ว่าสัญญาหลักเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์จะไม่กระทบกระเทือนถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ" ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในสัญญาจ้างดังกล่าวที่ปรากฏเป็นหนังสือจึงยังมีอยู่ คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีอำนาจวินิจฉัยและทำคำชี้ขาดได้ และคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงชอบด้วยกฎหมายสามารถบังคับได้ตามคำชี้ขาดนั้น ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง, 43, 44 การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 44, 45 ดังที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและกล่าวไว้บางส่วนในอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 1/2555 หมายเลขแดงที่ 70/2557 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 225
ป.พ.พ. ม. 155
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทล็อบบี้ ซีวิล จำกัด
หรือบริษัทบ้านโพธิ์เฮาส์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทชินทรัพย์ วัฒนา จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทชินทรัพย์ วัฒนา จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทบ้านโพธิ์เฮาส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนวพงษ์ บุญสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 522/2559
#599045
เปิดฉบับเต็ม

ในฎีกา โจทก์จะต้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ถูกต้องอย่างไร หากโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นข้อใดแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ โจทก์จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อใดและเป็นการไม่ชอบอย่างไร เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาดังกล่าว จึงถือว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงิน 982,189.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงิน 682,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่านายปรีชากระทำละเมิดด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่ให้ฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่านายปรีชา กระทำละเมิดต่อพันเอก (พิเศษ) ภาณุพงศ์ ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่จำต้องวินิจฉัยในรายละเอียดอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของโจทก์ในข้อ 2.1 ถึง 2.3 ซึ่งมีข้อความทำนองเดียวกับอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.1 ถึง 2.3 นั้น เห็นว่า ในฎีกา โจทก์จะต้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ถูกต้องอย่างไร หากโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นข้อใดแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ โจทก์จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อใดและเป็นการไม่ชอบอย่างไร เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาดังกล่าว จึงถือว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนฎีกาของโจทก์ในข้อ 2.4 ที่ว่า นายฤทธี พยานโจทก์ซึ่งเป็นนิติกรชำนาญการเบิกความไปตามข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดี คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่โจทก์แต่งตั้งขึ้น และตามความเห็นของกระทรวงการคลังซึ่งมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญในการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่เป็นผู้พิจารณาเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและรักษาผลประโยชน์ของรัฐและคดีนี้ไม่มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ แต่มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า เหตุเกิดจากความประมาทของนายปรีชาที่ขับรถล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถของสิบเอกเชนแล้วไม่สามารถบังคับรถกลับมายังช่องทางเดินรถของตนได้จึงเกิดเหตุชนกันแต่เพียงฝ่ายเดียว นายปรีชา สิบเอกเชน และพันเอก (พิเศษ)ภาณุพงศ์ต่างถึงแก่ความตายทั้งหมด กรณีมีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่สามารถนำพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมอันควรรับฟังพยานบอกเล่าของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 (2) พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมดย่อมมีน้ำหนักรับฟังได้นั้นเห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นางวันดี เกิดสมบุญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสมพร อิสรพงศ์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบัณฑิต รชตะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2559
#599037
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 65 นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นเท่านั้น ดังนั้น คณะบุคคลหรือหน่วยงานใด หากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรับรองสถานะว่ามีฐานะเป็นนิติบุคคล ย่อมไม่อาจมีสภาพเป็นนิติบุคคลได้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กร อยู่ในหมวดที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด" ส่วนบทบัญญัติในหมวด 1 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หาได้มีบทมาตราใดบัญญัติรับรองให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่

ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้นิยามความหมายของ "เจ้าหน้าที่" ว่า หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใดซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบ พ.ร.ฎ.กำหนดหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พ.ศ.2540 ที่กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐด้วย ดังนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 10 (1) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ในอันที่จะควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้ง หรือสนับสนุนการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กับมีอำนาจหน้าที่วางระเบียบและดำเนินการหรือสั่งการเพื่อกำกับดูแลกิจการต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 (2) ถึง (17) และมีอำนาจหน้าที่อื่น ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 11 ถึงมาตรา 25 แล้ว และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 236 (9) บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติได้ โดยมีความในวรรคสองและวรรคสามให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแต่งตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผู้แทนองค์การเอกชนให้ดำเนินการเพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติหน้าที่การสืบสวนสอบสวนเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดได้ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งออกคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 334/2551 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อแต่งตั้งจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นกรรมการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบ การพิจารณาก่อนดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคสาม จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 จึงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะทำการไต่สวน แสวงหา และรวบรวมพยานหลักฐาน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 มีฐานะเป็น "เจ้าหน้าที่" สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และตาม พ.ร.ฎ.กำหนดหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พ.ศ.2540 และการกระทำที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 กระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น แม้หากเป็นความจริงก็เป็นการฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้โจทก์ต้องฟ้องหน่วยงานคือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยตรง จะฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็น "เจ้าหน้าที่" ให้รับผิดเป็นการส่วนตัวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นองค์กรอิสระที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีบัญญัติไว้ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในรูปของคณะกรรมการ ไม่ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งให้รับผิดหาได้ไม่ ต้องฟ้องกรรมการหรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีฐานะเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้งนั้น โจทก์ฟ้องว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ว่าจะเป็นการไขข่าวหรือรับฟังข้อเท็จจริงทางการไต่สวนของคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 แต่งตั้งขึ้นโดยคลาดเคลื่อนหรือเหตุใดตามฟ้องโจทก์ก็ตาม ก็เป็นการฟ้องกล่าวหาว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ในตำแหน่งหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งต้องตกอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งโจทก์จะฟ้องให้กรรมการรับผิดเป็นการส่วนตัวไม่ได้ ต้องฟ้องหน่วยงานที่กรรมการนั้นสังกัดตามมาตรา 5 ส่วนเรื่องที่จะฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกระทรวงการคลังให้รับผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่ากรรมการการเลือกตั้งอยู่ในความหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สังกัดหน่วยงานนั้นหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ต้องฟ้องกระทรวงการคลังให้รับผิดตามมาตรา 5 วรรคสอง และสำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ในฐานะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งขึ้นเพื่อไต่สวนเรื่องที่โจทก์ถูกร้องเรียนนั้น แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะได้กล่าวอ้างว่าแต่งตั้งขึ้นโดยไม่มีอำนาจ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การไต่สวนข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์นั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ในเรื่องที่ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ จึงต้องตกอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 รับผิดเป็นการส่วนตัวหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกระทรวงการคลังเป็นจำเลยมาด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งเก้าได้ จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและมาตรา 21 บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลทั้งในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง โดยให้ถือว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่นในกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องดำเนินคดีในศาล คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจมอบหมายให้กรรมการการเลือกตั้งคนใดคนหนึ่ง เลขาธิการ พนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พนักงานอัยการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการแทนได้ จากบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แสดงออกในรูปของคณะกรรมการ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล อาจเป็นคู่ความได้ในกรณีกฎหมายบัญญัติให้ผู้ที่ถูกโต้แย้งจากคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีต่อศาลได้ เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 แต่ในคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ข้อหาละเมิดและให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ 1 ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจบังคับจำเลยที่ 1 ตามคำขอของโจทก์ได้ ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการการเลือกตั้งมีความเห็นในฝ่ายเสียงข้างมากว่า สมาชิกภาพของโจทก์สิ้นสุดลงตามความในมาตรา 119 (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และให้ส่งเรื่องไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับสมาชิกภาพของโจทก์ เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 91 มาตรา 236 (5) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 8 และมาตรา 10 (10) (11) และตามคำฟ้องและเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์ โดยสรุปแล้วเป็นเรื่องที่มีผู้ร้องยื่นคำร้องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งว่าโจทก์ถือครองหุ้นในลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 265 (2) และ (4) ทำให้สมาชิกภาพของโจทก์สิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 รับคำร้องแล้วมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นกรรมการไต่สวน มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เมื่อคณะกรรมการไต่สวนเสร็จแล้วมีความเห็นและส่งเรื่องให้จำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัย จำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัยสั่งการที่ 1454/2552 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2552 ให้ส่งเรื่องไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับสมาชิกภาพของโจทก์สิ้นสุดลงหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการการเลือกตั้ง กระทำการพิจารณาโดยรับฟังข้อเท็จจริงที่ได้จากกระบวนการไต่สวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 มาใช้ในการวินิจฉัยลงความเห็นและวินิจฉัยว่าโจทก์ถือหุ้นบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินกิจการดาวเทียมหรือโทรคมนาคมซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญและร่วมกันมีมติว่าโจทก์สิ้นสุดสมาชิกภาพสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นความเท็จและมีการให้สัมภาษณ์หรือไขข่าวที่เป็นเท็จให้แพร่หลายต่อสื่อมวลชนอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โดยมีการบรรยายฟ้องถึงรายละเอียดที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำโดยไม่มีอำนาจบ้าง กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายบ้าง ความเห็นของโจทก์อาจแตกต่างจากความเห็นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แต่โดยรวมแล้วการกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่บรรยายมาในคำฟ้อง ถ้าหากเป็นการละเมิดตามที่โจทก์ฟ้องจริง ก็เป็นการกระทำละเมิดที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่และมีพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พ.ศ.2540 กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐและพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 ให้บทนิยามคำว่า "เจ้าหน้าที่" หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจึงเป็นเจ้าหน้าที่ในความหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้กระทำละเมิดตามที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 สังกัดอยู่ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้ ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะคณะกรรมการไต่สวน แต่ไม่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายจากจำเลยที่ 1 ให้กระทำการไต่สวนเรื่องเกี่ยวกับโจทก์ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบไม่ถูกต้อง และไม่ให้โอกาสโจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริง จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่กลับปรากฏว่าสำเนาคำวินิจฉัยสั่งการคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 1454/2552 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2552 เรื่อง สมาชิกวุฒิสภากระทำการอันต้องห้ามเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเอกสารท้ายคำฟ้องระบุว่า นายเรืองไกร ได้ยื่นคำร้องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้งว่า โจทก์ถือครองหุ้นในลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญและในคำฟ้องโจทก์หน้า 14 มีการบรรยายฟ้องไว้ด้วย แสดงว่ามีการร้องเรียนเรื่องของโจทก์ไว้จริง ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ตามที่โจทก์ฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดังที่วินิจฉัยข้างต้น ในกรณีนี้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ได้เช่นเดียวกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นแรกว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 1 เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมีหน้าที่เฉพาะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 229 ถึงมาตรา 241 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงมีสภาพเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยผลของกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 65 นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นเท่านั้น ดังนั้น คณะบุคคลหรือหน่วยงานใด หากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรับรองสถานะว่ามีฐานะเป็นนิติบุคคล ย่อมไม่อาจมีสภาพเป็นนิติบุคคลได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กร อยู่ในหมวดที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด" ส่วนบทบัญญัติในหมวด 1 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หาได้มีบทมาตราใดบัญญัติรับรองให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่

ประเด็นที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งจำเลยที่ 1 มิใช่เป็น "เจ้าหน้าที่" สังกัดคณะกรรมการการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้นิยามความหมายของ "เจ้าหน้าที่" ว่า หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พ.ศ.2540 ที่กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐด้วย ดังนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 10 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ในอันที่จะควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้ง หรือสนับสนุนการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กับมีอำนาจหน้าที่วางระเบียบและดำเนินการหรือสั่งการเพื่อกำกับดูแลกิจการต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 (2) ถึง (17) และมีอำนาจหน้าที่อื่น ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 11 ถึงมาตรา 25 แล้ว ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็น "เจ้าหน้าที่" ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทนิยามความหมายในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แล้ว แม้ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ตาม แต่ความในมาตรา 30 วรรคหนึ่ง นั้นเองก็บัญญัติให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง อีกทั้งตามมาตรา 8 ก็กำหนดหลักเกณฑ์ในการลงมติในการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ให้ใช้คะแนนเสียงข้างมาก และให้กรรมการการเลือกตั้งคนหนึ่งมีหนึ่งเสียงในการลงคะแนนเท่ากับประธานกรรมการการเลือกตั้งด้วย ดังนั้น การตีความว่ากรรมการการเลือกตั้งเป็น "เจ้าหน้าที่" สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงหามีผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการประชุมลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันจักส่งผลให้การดำเนินการต่าง ๆ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใด

ที่โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นต่อมาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายรับรองและให้มีอำนาจกระทำได้ จึงมิใช่เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่อันจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นั้น ในข้อนี้โจทก์ได้ฎีกาโดยหยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นกล่าวอ้างถึงการปฏิบัตินอกอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 มากมายหลายประการ แต่เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของโจทก์เรียงตามลำดับใหม่ โดยประเด็นแรก ที่โจทก์ฎีกาคัดค้านว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อสืบสวนสอบสวนถึงเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพของโจทก์ เป็นการปฏิบัตินอกหน้าที่นั้น เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 91 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาคนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเรื่องไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกและให้ประธานแห่งสภานั้นส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง" และตามมาตรา 236 (9) บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติได้ โดยมีความในวรรคสองและวรรคสามให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแต่งตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผู้แทนองค์การเอกชนให้ดำเนินการเพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติหน้าที่การสืบสวนสอบสวนเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องอ้างว่าเหตุสิ้นสุดสมาชิกภาพสมาชิกวุฒิสภาของโจทก์มีเหตุจากการที่โจทก์ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) และมีผลทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจส่งเรื่องไปยังประธานวุฒิสภา เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพสมาชิกวุฒิสภาของโจทก์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคหนึ่ง ประกอบวรรคสามได้ แต่การส่งเรื่องไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการแสวงหาข้อเท็จจริงและสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบก่อนว่า มูลเหตุที่อ้างว่าสมาชิกภาพสมาชิกวุฒิสภาของโจทก์สิ้นสุดลงโดยโจทก์ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนนั้น มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้น การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งออกคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 334/2551 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน เพื่อแต่งตั้งจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นกรรมการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาก่อนดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคสาม จึงเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายข้างต้นแล้ว หาใช่เป็นการดำเนินการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายไม่ และหาใช่ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคสาม จะบัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่เพียงส่งเรื่องไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกเท่านั้น ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาดฯ เป็นระเบียบที่ใช้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะทำการไต่สวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับโจทก์และลงความเห็นเพื่อเสนอจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่าโจทก์สิ้นสุดสมาชิกภาพวุฒิสภา นั้น เห็นว่า ตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 334/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเอกสารท้ายฟ้อง มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งออกคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นคณะกรรมการไต่สวนโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 236 (9) วรรคสอง วรรคสาม ประกอบมาตรา 91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 10 (11) มาตรา 14 และมาตรา 24 กรณีจึงหาใช่เป็นการแต่งตั้งตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ไม่ หากแต่เป็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเรื่องสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ที่ออกโดยอ้างอิงบทกฎหมายที่ให้อำนาจจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจกระทำได้โดยชอบ ดังนั้น จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 จึงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะทำการไต่สวนข้อเท็จจริง แสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานกรณีมีผู้กล่าวหาว่าโจทก์สิ้นสุดสมาชิกภาพสมาชิกวุฒิสภา โดยใช้หลักเกณฑ์และวิธีการไต่สวนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2550 โดยอนุโลม ดังที่ระบุไว้ในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 334/2551 ได้ การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 จึงเป็นการกระทำโดยมีอำนาจ หาใช่ไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่

ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีอำนาจหน้าที่เพียงควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งเท่านั้น มิได้มีหน้าที่ไขข่าวในเรื่องการถือหุ้นของสมาชิกสภาผู้แทนหรือสมาชิกวุฒิสภา จึงเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 91 วรรคสาม ประกอบวรรคหนึ่ง กำหนดอำนาจหน้าที่ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติเกี่ยวกับการส่งเรื่องการขาดสมาชิกภาพสมาชิกวุฒิสภาของโจทก์ อันเนื่องมาจากโจทก์ถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 (2) ไปให้ประธานวุฒิสภาเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมมีอำนาจหน้าที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่หรือในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในการประชุม เพื่ออนุวัตรให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ 10 สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน มาตรา 56 ซึ่งบัญญัติเป็นหลักการว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น..." และมาตรา 58 ที่บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนรวมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครอง อันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน" ได้ ดังนั้น การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายเกี่ยวกับผลการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคหนึ่ง ประกอบวรรคสาม ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการการเลือกตั้งหาเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่ เมื่อผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นต่าง ๆ ตามฎีกาของโจทก์เป็นดังนี้ กรณีสรุปความได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่โจทก์จะฟ้องให้รับผิดทางแพ่งฐานละเมิดดังที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 มีฐานะเป็น "เจ้าหน้าที่" สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และตามพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พ.ศ.2540 และการกระทำที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 กระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น แม้หากเป็นความจริงก็เป็นการฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเข้าเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้โจทก์ต้องฟ้องหน่วยงานคือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยตรง จะฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็น "เจ้าหน้าที่" ให้รับผิดเป็นการส่วนตัวไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ไม่รับฟ้องโจทก์และมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 65
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ม. 10 ม. 30 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์
จำเลย — คณะกรรมการการเลือกตั้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2559
#592194
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยแบ่งบรรจุฝิ่นเป็นห่อเพื่อความสะดวกแก่การจำหน่าย ทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานผลิตฝิ่นตามความหมายของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 แต่เมื่อฝิ่นที่จำเลยผลิตเป็นจำนวนเดียวกับฝิ่นที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และการที่จำเลยแบ่งบรรจุฝิ่นเป็นห่อก็เพื่อสะดวกในการจำหน่ายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 16, 17, 68, 69, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง, 68 วรรคสอง, 69 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 69 วรรคสาม ตอนต้น) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานผลิตฝิ่น จำคุก 40 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 9 ปี รวมจำคุก 49 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 24 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยฐานผลิตฝิ่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยแบ่งบรรจุฝิ่นโดยนำมาบรรจุเป็นห่อเป็นการผลิตฝิ่นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 13 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยบรรจุฝิ่นใส่ห่อ รวม 49 ห่อ เช่นนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการแบ่งบรรจุเพื่อความสะดวกแก่การจำหน่าย ทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานผลิตฝิ่นตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ฝิ่นที่จำเลยผลิตเป็นจำนวนเดียวกับฝิ่นที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และการที่จำเลยแบ่งบรรจุฝิ่นเป็นห่อก็เพื่อสะดวกในการจำหน่ายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อนึ่งที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยฐานผลิตฝิ่นโดยปรับ 400,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าระวางโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษปรับจำเลย ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษปรับให้เป็นไปตามระวางโทษที่กฎหมายกำหนดได้ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 68 วรรคสอง ด้วย การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตฝิ่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 10 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายสมศักดิ์ หน่านต่าหรือหน่านต๋า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสุดสงวน ตรีขจรเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุณิสา สมประสงค์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2559
#595284
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมไปโอนขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุซึ่งมีชื่อของ ส. บุตรโจทก์ร่วมถือสิทธิ และโจทก์ร่วมยอมไปขอร้อง ส. ให้โอนขายสิทธิการเช่าดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์ร่วมกำลังเดือดร้อน ส. ยอมโอนขายสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุให้ผู้อื่น เงินที่ขายได้เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม จะเห็นได้ว่าการกระทำตามคำขู่บังคับของจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยตรงย่อมไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ไปขอร้อง ส. ให้โอนขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ โดยทำให้โจทก์ร่วมกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่โจทก์ร่วมและคนในครอบครัว โจทก์ร่วมเกิดความกลัวยอมกระทำการตามที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับ จึงเป็นความผิดต่อเสรีภาพตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานกรรโชกตามที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 337, 339 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 17,309,886.95 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอัมพรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกรรโชกและชิงทรัพย์โจทก์ร่วมตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 เริ่มประมาณปี 2542 โดยโจทก์ร่วมไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะเขลางค์นคร แวะซื้อขนมครกที่จำเลยที่ 1 ขายอยู่บริเวณหน้าสวนสาธารณะดังกล่าวจึงคุ้นเคยกัน และได้เบิกความถึงการเริ่มต้นแห่งการที่โจทก์ร่วมต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากว่า ลูกหนี้เงินกู้ของโจทก์ร่วมหลายรายรวมเป็นเงินกู้เกือบล้านบาทไม่ยอมชำระหนี้ โจทก์ร่วมจึงเล่าให้จำเลยที่ 1 ฟังจำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 1 รู้จักคนทรง สามารถช่วยเหลือโจทก์ร่วมได้ ให้โจทก์ร่วมจดชื่อลูกหนี้พร้อมเงินค่าทำพิธีจำนวน 3,000 บาท จำเลยที่ 1 จะไปดำเนินการให้โจทก์ร่วมตกลงมอบเงินและรายชื่อลูกหนี้ให้จำเลยที่ 1 ไป สัปดาห์ต่อมา จำเลยที่ 1 บอกโจทก์ร่วมว่า คนทรงให้มาบอกว่าโจทก์ร่วมและครอบครัวกำลังมีเคราะห์หนัก เรียกร้องเงินจากโจทก์ร่วมเพื่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์ โจทก์ร่วมรู้สึกเชื่อถือจึงมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปหลายครั้ง ครั้งละเป็นหมื่นบาทจนถึงแสนบาท แต่ครอบครัวของโจทก์ร่วมยังไม่ดีขึ้นโจทก์ร่วมเริ่มรู้สึกว่าตนเองถูกหลอกลวงและไม่ยอมให้เงินต่อไป ปี 2543 จำเลยที่ 1 จึงพาจำเลยที่ 2 แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจไปที่บ้านของโจทก์ร่วม อ้างว่าครอบครัวของโจทก์ร่วมกำลังมีภัย จำเลยทั้งสองจะคุ้มครองความปลอดภัยให้ ขอให้โจทก์ร่วมจ่ายเงินให้จำเลยทั้งสองเดือนละ 20,000 ถึง 30,000 บาท แต่โจทก์ร่วมไม่สนใจ ต่อมาจำเลยทั้งสองก็ไปที่บ้านของโจทก์ร่วมอีก นำภาพถ่ายบุตรทั้งสองคนของโจทก์ร่วมไปแสดงพร้อมกับขู่เข็ญว่าจะทำร้ายบุตรทั้งสองคนให้ถึงแก่ชีวิตหากโจทก์ร่วมไม่ยอมให้เงินจำนวน 50,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมเกิดความกลัวจึงต้องไปถอนเงินจากธนาคารมาให้จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมไปเบิกถอนเงินจากธนาคารหรือนำเงินรายได้จากค่าเช่าบ้านมาจ่ายให้จำเลยทั้งสองทุกเดือน บางเดือนหลายครั้ง มี 4 ครั้งที่จำเลยทั้งสองไปที่บ้านของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้าน โจทก์ร่วมไม่มีเงินจ่ายให้จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโดยผลักโจทก์ร่วมจนล้มลง ทุบหลังหรือเขย่าตัวโจทก์ร่วมแล้วลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ครั้งที่ 1 และที่ 2 ลักสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท ครั้งละ 1 เส้น ครั้งที่ 3 เป็นตุ้มหูกิ่งล้อมเพชร 1 คู่ และครั้งที่ 4 เป็นตุ้มหูเพชร 1 คู่ จำเลยที่ 1 ใช้วิธีโทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมหลายครั้ง บางครั้งเป็นเวลา 3 หรือ 4 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ร่วมกำลังหลับ ข่มขู่บังคับให้มอบเงินให้ โจทก์ร่วมก็ต้องจำยอมและไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวบุตรจะได้รับอันตราย โดยโจทก์ร่วมจะไปเบิกถอนเงินจากธนาคารมาให้ ระยะแรก จำเลยที่ 1 จะมาเอาเงินที่บ้านของโจทก์ร่วม ระยะหลังจำเลยที่ 1 จะขับรถจักรยานยนต์มารับโจทก์ร่วมไปถอนเงินที่ธนาคารแล้วเอาเงินไป จำเลยที่ 1 จะนัดโจทก์ร่วมให้ไปพูดคุยที่บ้านของจำเลยที่ 1 และสถานที่อื่น โจทก์ร่วมไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้บุตรทั้งสองคนฟัง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่า ถ้านำไปเล่าจะฆ่าบุตรทั้งสองคนให้ตาย เมื่อโจทก์ร่วมไม่มีเงินจะให้ จำเลยที่ 1 ก็จะข่มขู่บังคับให้นำโฉนดที่ดินที่เก็บรักษาไว้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มาให้ โฉนดที่ดินฉบับแรกเลขที่ 13538 บังคับให้จดทะเบียนโอนขายให้จำเลยทั้งสองโดยโจทก์ร่วมไม่ได้รับเงิน หลังจากนั้นข่มขู่บังคับให้มอบเครื่องประดับอัญมณีที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยของธนาคาร จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินดังกล่าวไปจำนำ บางส่วนนำไปขายที่ห้างทองแสงเพชร นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังข่มขู่เอาโฉนดที่ดินอีกฉบับหนึ่งอ้างว่าจะนำไปขายเอง ต่อมาได้พาโจทก์ร่วมไปจดทะเบียนโอนขายให้นางสาวคำปัน ตามหลักฐานการซื้อขาย และจำเลยที่ 1 ได้ข่มขู่บังคับเอาโฉนดที่ดินเลขที่ 130001 กับให้โจทก์ร่วมลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปกู้เงิน ตามสำเนาโฉนดที่ดินหนังสือสัญญากู้เงิน และหนังสือมอบอำนาจ ต่อมามีเจ้าพนักงานที่ดินมาทำการรังวัดที่ดินดังกล่าวเพื่อจะขาย แต่ขายไม่ได้ เจ้าพนักงานที่ดินจึงคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมยังได้ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 20950 ของนายบุญชูให้จำเลยที่ 1 ไปตามสำเนาสัญญาซื้อขาย เมื่อโจทก์ร่วมไม่มีเงิน จำเลยที่ 1 บังคับให้โจทก์ร่วมไปกู้เงินจำนวน 50,000 บาท โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 660 ไปวางเป็นประกัน ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสัญญากู้เงิน และโจทก์ร่วมถูกขู่บังคับจึงไปขอให้นายสมบูรณ์ขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุโดยอ้างว่าโจทก์ร่วมต้องการใช้เงิน นายสมบูรณ์ยินยอมขายได้เงิน 1,300,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันเงินหมดแล้วโจทก์ร่วมส่งมอบเข็มขัดทองคำหนัก 20 บาท ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เคยบังคับให้โจทก์ร่วมไปยืมเงินจากหลานชายของสามีซึ่งบวชเป็นพระภิกษุที่วัด แต่ยืมไม่ได้ ท้ายที่สุดโจทก์ร่วมตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นายสมบูรณ์ฟัง นายสมบูรณ์พาโจทก์ร่วมไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองลำปางเพื่อร้องทุกข์ แต่ไม่สามารถร้องทุกข์ได้ จึงไปร้องทุกข์ที่กรุงเทพมหานคร ก่อนจะไปร้องทุกข์ มีโทรศัพท์ข่มขู่ว่าจะทำร้ายบุตรชาย ให้โจทก์ร่วมไปชำระหนี้ให้แก่นางปิ่นมณี นายสมบูรณ์ได้บันทึกเสียงโทรศัพท์ดังกล่าวไว้ จำได้ว่าเป็นเสียงของจำเลยที่ 1 พนักงานสอบสวนเคยเรียกโจทก์ร่วมไปสอบถามเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สูญเสียและได้ทำรายละเอียดของเหตุการณ์และทรัพย์สินประกอบคำให้การ ทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายทั้งที่ได้คืนและไม่ได้คืนตามบัญชีทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย กับมีนายสมบูรณ์บุตรชายของโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2543 พยานพบว่ามีการถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากในธนาคารของโจทก์ร่วมครั้งละจำนวนมาก ๆ หลายครั้งผิดปกติ จึงสอบถามโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมไม่ยอมพูดและร้องไห้ พยานจึงปรึกษานางสาวพรพรรณ์ น้องสาว และได้สอบถามนายบุญชู บิดา บิดาบอกว่ามีผู้หญิงมาหาที่บ้านทราบภายหลังว่าชื่อนางน้อย นางน้อยทำร้ายโจทก์ร่วม ผลักโจทก์ร่วมล้มลง จับตัวเขย่าพยานพยายามสอบถามโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมไม่ยอมบอกและร้องไห้ พยานจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อนชื่อนายนิรันดร หลังจากนั้นนายนิรันดรได้พูดคุยกับโจทก์ร่วมครั้งแรกโจทก์ร่วมไม่ยอมพูด ครั้งที่สองจึงบอกว่าผู้หญิงที่มาหาชื่อน้อย ทราบว่ามีบ้านอยู่ในซอยหลังวัดดำรงธรรม พยานได้บอกนายบุญชูบิดาว่าหากโจทก์ร่วมออกจากบ้านเมื่อใดให้โทรศัพท์แจ้งพยานทราบด้วย และพยานมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งชื่อนายธนภาค นายวรฉัตร นายประพัตร์ และนายคมกริช ซึ่งทราบเรื่องและได้วางแผนช่วยกันสะกดรอยตาม บริเวณที่โจทก์ร่วมกับนางน้อยพบกันคือซุ้มนั่งด้านนอกของสวนสาธารณะเขลางค์นคร โจทก์ร่วมและนางน้อยจะนั่งพูดคุยกันครั้งละประมาณ 20 นาที โจทก์ร่วมมีลักษณะเศร้าหมองเครียด ไม่มีความสุข เพื่อนของพยานเคยเดินผ่านบริเวณที่โจทก์ร่วมและนางน้อยนั่งคุยกันเห็นคนทั้งสองมีอาการลุกลี้ลุกลนเมื่อเห็นคนเดินผ่านมา นายนิรันดรและนายวรฉัตรเคยเห็นโจทก์ร่วมมอบเงินให้นางน้อย เมื่อต้นปี 2550 มีคนมาวางยาพิษสุนัขของพยานตายช่วงหัวค่ำมีคนมาขูดสีกระโปรงรถของพยานซึ่งจอดไว้หน้าบ้านฝั่งถนนตรงข้าม นอกจากนี้ยังมีคนเอาเอกสารมีข้อความข่มขู่มาเสียบหรือสอดเข้ามาที่ประตูรั้วบ้าน พยานได้บ่นเรื่องราวที่ถูกกลั่นแกล้งให้โจทก์ร่วมฟัง ต่อมาโจทก์ร่วมจึงเล่าให้ฟังว่าเป็นฝีมือของนางน้อย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงประมาณเดือนกรกฎาคม 2550 ก่อนหน้านั้นพยานพยายามสอบถามโจทก์ร่วมตลอดมาบ่อยครั้ง ถึงขั้นทะเลาะและไม่ยอมพูดกันเมื่อทราบความจริงพยานจึงพาโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง แต่ไม่ได้ผลเพราะมีจำเลยที่ 1 กับพวกมารออยู่ที่สถานีตำรวจ พยานจึงไปร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปรามกรุงเทพมหานคร โดยมีนายประพัตร์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าเห็นโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 นั่งพูดคุยกันที่ซุ้มนั่งข้างสวนสาธารณะเขลางค์นคร สังเกตว่าโจทก์ร่วมไม่มีความสุข และมีนายธนภาคกับนายคมกริชเป็นพยานเบิกความตรงกันว่า เคยเห็นโจทก์ร่วมมอบถุงบรรจุของให้แก่จำเลยที่ 1 ที่บริเวณซุ้มนั่งข้างสวนสาธารณะดังกล่าว กับนายวรฉัตรเป็นพยานเบิกความว่า เห็นโจทก์ร่วมมอบเงินจำนวนหนึ่งให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีการนัดพบพูดคุยกันบ่อย ๆ ในเรื่องที่ไม่ต้องการให้บุคคลอื่นรู้เห็น มิใช่พบปะพูดคุยกันโดยบังเอิญ ทั้งการพูดคุยแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ทำให้โจทก์ร่วมเป็นทุกข์แล้วไม่สบายใจ นางรัตนา ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปาง ระหว่างปี 2536 ถึง 2548 และนางเพ็ญ ซึ่งเคยเห็นเป็นพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขานาก่วม ระหว่างปี 2546 ถึง 2550 ต่างรู้จักกับโจทก์ร่วมเนื่องจากเคยทำงานเป็นลูกน้องของนายบุญชู สามีของโจทก์ร่วม เป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วม โดยนางรัตนาเบิกความว่า ระหว่างปี 2545 ถึง 2547 โจทก์ร่วมมาถอนเงินบ่อยและไม่ค่อยพูดจาต่างกับครั้งก่อน ๆ และจะมีผู้หญิงมาส่งและรับกลับไป จำได้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับนางเพ็ญเบิกความว่า ทุกครั้งที่โจทก์ร่วมมาถอนเงินจะมากับผู้หญิงคนหนึ่งและกลับไปด้วยกัน สังเกตว่าโจทก์ร่วมมีลักษณะกังวล พยานเคยสอบถามโจทก์ร่วมว่าทำไมมาถอนเงินบ่อย แต่โจทก์ร่วมไม่ตอบ เมื่อได้เงินแล้วจะรีบกลับไป พยานเคยเดินตามโจทก์ร่วมเพื่อไปส่งนอกอาคาร พบผู้หญิงคนที่มาส่ง สอบถามว่ามาส่งใช่ไหม ได้รับคำตอบว่าใช่พยานจำหน้าผู้หญิงคนนั้นได้คือจำเลยที่ 1 นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางทองศรี ซึ่งทำงานอยู่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมเป็นพยานเบิกความว่าพยานรู้จักกับนายสมบูรณ์บุตรชายโจทก์ร่วม ต่อมานายสมบูรณ์แนะนำให้รู้จักกับโจทก์ร่วมที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีมีโอกาสพูดคุยกับโจทก์ร่วมประมาณ 10 นาที เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2548 พยานขับรถยนต์ไปส่งนางอินทิรา ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปาง แล้วนำรถไปจอดที่จอดรถใต้ธนาคาร เปิดกระจกรถทั้งสองข้างแล้วนั่งรออยู่ในรถ เห็นโจทก์ร่วมเดินเข้ามากับผู้หญิงคนหนึ่ง เห็นผู้หญิงคนนั้นล้วงเอาธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ปึกหนึ่งจำนวน 10 ถึง 20 ฉบับ ในกระเป๋าของโจทก์ร่วมไป เห็นคนทั้งสองยืนคุยกันประมาณ 5 นาที โจทก์ร่วมมีลักษณะขรึม ๆ ตาลอย หลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ขับรถจักรยานยนต์ออกไปโดยมีโจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้าย จำได้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือจำเลยที่ 1 โดยมีนางอินทิราเป็นพยานเบิกความสนับสนุนตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วม แสดงให้เห็นว่าการไปเบิกเงินที่ธนาคารของโจทก์ร่วมในระยะแรก ๆ โจทก์ร่วมไปเบิกเงินด้วยตนเองแล้วจำเลยที่ 1 จะไปรับเงินที่บ้านของโจทก์ร่วม หรือมิฉะนั้นอาจให้โจทก์ร่วมมามอบให้จำเลยที่ 1 ยังสถานที่นัดหมายกันซึ่งรวมถึงร้านก๋วยเตี๋ยวของจำเลยที่ 1 ด้วย แต่ในระยะต่อมาจำเลยที่ 1 เป็นคนพาโจทก์ร่วมนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับไปเบิกเงินที่ธนาคารและจำเลยที่ 1 เอาเงินที่เบิกไป นายบุญชูสามีของโจทก์ร่วมเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยที่ 1 มาหาโจทก์ร่วมที่บ้านและทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมและเอาทรัพย์สินไปรวม 4 ครั้ง กับมีพันตำรวจเอกยุทธพงศ์พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่าในการดำเนินการสอบสวนมีการตั้งชุดสืบสวนไปหาข้อเท็จจริงในท้องที่และทำรายงานว่าน่าเชื่อว่ามีการหลอกลวงหรือกรรโชกทรัพย์จากโจทก์ร่วมโดยจำเลยที่ 1 กับพวกจริงตามรายงานผลการสืบสวน พยานได้เดินทางมาสอบปากคำโจทก์ร่วมและบุคคลที่เกี่ยวข้อง และได้บันทึกคำให้การของโจทก์ร่วมคำให้การของนายบุญชู และคำให้การของนายนิรันดรขณะสอบปากคำ นายบุญชูสามารถให้การได้ สามารถเดินโดยใช้ไม้เท้าพูดคุยโต้ตอบกันได้ แต่ช้ากว่าปกติ ซึ่งในบันทึกคำให้การของนายบุญชู นายบุญชูให้การว่า เห็นจำเลยที่ 1 เข้ามาในบ้าน ทุกครั้งจะมีการโทรศัพท์เข้ามาก่อนบางครั้งนายบุญชูเป็นคนรับสายเอง จากนั้นจำเลยที่ 1 จะมาร้องเรียกให้เปิดประตูเมื่อโจทก์ร่วมเปิดประตู จำเลยที่ 1 เข้ามาแล้วก็จะปิดประตู พูดคุยกันเป็นระยะเวลาหนึ่งบางครั้งเห็นจำเลยที่ 1 ทุบหลังโจทก์ร่วม บางครั้งผลักโจทก์ร่วม บางครั้งจับไหล่โจทก์ร่วมเขย่า เห็นจำเลยที่ 1 ถอดแหวนทองคำ ตุ้มหูที่โจทก์ร่วมใส่ติดตัวไป นายบุญชูพยายามส่งเสียงร้องเอะอะให้จำเลยที่ 1 หยุด แต่จำเลยที่ 1 อาจไม่ได้ยินหรือไม่เกรงกลัวเนื่องจากนายบุญชูเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก เหตุมักเกิดขึ้นบริเวณเก้าอี้รับแขกชั้นล่างนายบุญชูนั่งอยู่บนชั้นลอย ผนังด้านหน้าเป็นกระจก จึงเห็นเหตุการณ์ตลอด นายบุญชูได้สอบถามโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเอาแต่ร้องไห้ บอกว่าเป็นเวรกรรมของเราและขอร้องอย่าบอกให้บุตรรู้ และเมื่อเกิดเหตุดังกล่าวบ่อย นายบุญชูโกรธจะบอกบุตร แต่โจทก์ร่วมก็ห้ามและร้องไห้ขอร้อง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้คำเบิกความของโจทก์ร่วมจะไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาและการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้งอย่างชัดเจนแต่ขณะเบิกความ โจทก์ร่วมมีอายุ 77 ปีแล้ว ประสิทธิภาพในการจดจำยอมเสื่อมถอยลงโดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ร่วมมีระยะเวลานานเกือบสิบปี จำนวนมากมายซ้ำกันเป็นร้อยครั้ง ยากที่คนคนหนึ่งจะจดจำได้หมด แต่ในชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมได้ให้การประกอบเอกสารรายการเบิกถอนเงินในบัญชีธนาคารของโจทก์ร่วมแต่ละบัญชี ซึ่งการเบิกถอนเงินแต่ละครั้งจะมีหลักฐานบันทึกวันเวลาที่เบิกถอนไว้ชัดเจน และพนักงานสอบสวนก็ได้สอบคำให้การของโจทก์ร่วมไปตามลำดับเหตุการณ์โดยอาศัยวันเวลาเบิกถอนเงินแต่ละครั้งที่บันทึกไว้ แม้จะมีนายสมบูรณ์ร่วมด้วยในการสอบปากคำของโจทก์ร่วมแต่พนักงานสอบสวนก็ยืนยันว่านายสมบูรณ์ช่วยอธิบายขยายคำถามของพนักงานสอบสวนให้โจทก์ร่วมเข้าใจและสามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง มิได้มีการชี้นำให้โจทก์ร่วมให้การปรักปรำจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด บันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ประกอบคำให้การ และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วม สามารถรับฟังประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมแสดงถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองได้ เช่นเดียวกับคำให้การของนายบุญชู ซึ่งนายบุญชูให้การต่อพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 อีกประมาณ 2 ปี จึงได้มาเบิกความต่อศาล พนักงานสอบสวนก็มาเบิกความยืนยันว่าขณะนั้นนายบุญชูสามารถพูดคุยโต้ตอบได้ แต่ช้ากว่าปกติ สามารถเดินโดยใช้ไม้เท้าได้ ตามภาพถ่ายสภาพบ้านและนายบุญชู เมื่อมาเบิกความที่ศาล อาการป่วยของนายบุญชูย่อมทรุดลงจึงไม่อาจเบิกความตอบคำถามได้ชัดเจน คำเบิกความของนายบุญชูจึงไม่อาจถือเป็นพิรุธ แต่สามารถรับฟังประกอบคำให้การชั้นสอบสวนของนายบุญชูได้ โจทก์ร่วม นายบุญชู นายสมบูรณ์และพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากอื่นต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน โดยเฉพาะโจทก์ร่วม นายบุญชูและนายสมบูรณ์ต่างมีสถานะทางทรัพย์สินและทางสังคมเหนือกว่าจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีสาเหตุที่จะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง ขณะโจทก์ร่วมรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมมีอายุถึง 67 ปี ถือเป็นผู้สูงอายุและเข้าสู่วัยชราแล้ว ความรู้สึกนึกคิด สภาพของจิตใจย่อมไม่เข้มแข็งเหมือนแต่ก่อน จิตใจอ่อนไหวและถูกชักจูงให้เชื่อหรือถูกข่มขู่ให้กลัวได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจทก์ร่วมพักอาศัยอยู่กับนายบุญชูสามีเพียง 2 คน นายบุญชูก็ป่วยเป็นอัมพฤกษ์เดินและเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้ ตรงกันข้ามโจทก์ร่วมกลับต้องมีหน้าที่ดูแลช่วยเหลือสามีตลอดมา โจทก์ร่วมจึงดำเนินชีวิตอยู่ในแต่ละวันด้วยลำพังตนเอง และต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เมื่อโจทก์ร่วมรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นเพียงแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวและขนมครก แต่ก็มีอายุเกือบห้าสิบปีและมีครอบครัวแล้วถือว่ามีวัยและประสบการณ์ชีวิตใกล้เคียงกัน เป็นธรรมดาที่โจทก์ร่วมจะเล่าเรื่องในครอบครัวของตนให้จำเลยที่ 1 ฟัง และเมื่อมีปัญหาก็อาจปรึกษาหารือกับจำเลยที่ 1 ด้วย ทำให้จำเลยที่ 1 รู้จักครอบครัว ฐานะและความเป็นอยู่ของโจทก์ร่วมเป็นอย่างดี การที่โจทก์ร่วมเล่าปัญหาที่มีคนกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมไปแล้วไม่ชำระหนี้รวมเป็นเงินเกือบล้านบาทให้จำเลยที่ 1 ฟังเป็นทำนองปรับทุกข์จึงนับว่ามีเหตุผล การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าตนรู้จักกับคนทรงซึ่งสามารถช่วยโจทก์ร่วมให้ลูกหนี้นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมได้ ให้โจทก์ร่วมจดชื่อลูกหนี้ของโจทก์ร่วมเพื่อให้คนทรงไปทำพิธี และโจทก์ร่วมต้องจ่ายเงิน 3,000 บาท เป็นค่าทำพิธีสำหรับคนทรง โจทก์ร่วมยอมตกลง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ขัดต่อเหตุผล จำเลยที่ 1 เป็นแม่ค้าลักษณะหาเช้ากินค่ำ อยู่ในวิสัยที่จะคุ้นเคยกับเรื่องการทรงเจ้าการเข้าทรง ส่วนโจทก์ร่วมซึ่งอาจไม่คุ้นเคยแต่ย่อมทราบว่าเป็นเรื่องลี้ลับเกี่ยวกับวิญญาณและไสยศาสตร์ ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาให้โจทก์ร่วมได้ เพียงแต่เสียเงินจำนวนหนึ่ง การที่โจทก์ร่วมยอมตกลงจ่ายเงินค่าทำพิธีซึ่งถือเป็นจำนวนไม่น้อยสำหรับจำเลยที่ 1 น่าเชื่อว่าทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งต้องค้าขายทั้งวันเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวมองเห็นช่องทางและโอกาสที่จะยักย้ายถ่ายเทเงินและทรัพย์สินของโจทก์ร่วมมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ไม่ยาก ดังจะเห็นได้จากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ในสัปดาห์ต่อมา จำเลยที่ 1 มาบอกโจทก์ร่วมว่า คนทรงให้มาบอกว่าโจทก์ร่วมและครอบครัวกำลังมีเคราะห์ เรียกร้องเงินจากโจทก์ร่วมไปทำพิธีเพื่อสะเดาะเคราะห์ โจทก์ร่วมก็เชื่อเพราะเห็นว่าครอบครัวกำลังมีเคราะห์จริง เช่น สามีเจ็บป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ถูกลูกหนี้โกงยืมเงินไปแล้วไม่ใช้ จึงจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นค่าทำพิธีหลายครั้ง ครั้งละเป็นหมื่นบาทจนถึงหลักแสนบาท ต่อมาพบว่าปัญหาต่าง ๆ ของโจทก์ร่วมไม่ดีขึ้น โจทก์ร่วมรู้สึกว่าถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวง จึงไม่เชื่อถือและไม่ยอมจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 อีก ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าโจทก์ร่วมมีทรัพย์สินและเงินฝากในธนาคารเป็นจำนวนมาก ไม่มีคนดูแลและคุ้มครอง มีจิตใจอ่อนไหว ถูกชักจูงให้เชื่อได้ง่าย จึงหาวิธีใหม่เพื่อเรียกเงินจากโจทก์ร่วมโดยครั้งแรกจำเลยที่ 1 ไปหาโจทก์ร่วมที่บ้านโดยพาจำเลยที่ 2 ซึ่งแต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจไปด้วย แต่ให้จำเลยที่ 2 รออยู่นอกบ้าน จำเลยที่ 1 ชี้ให้โจทก์ร่วมดูจำเลยที่ 2 ว่าเป็นสามีและเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สามารถให้ความคุ้มครองครอบครัวของโจทก์ร่วมที่กำลังถูกรังแกได้ ขอให้โจทก์ร่วมจ่ายค่าคุ้มครองเดือนละ 20,000 บาท แต่โจทก์ร่วมปฏิเสธและไม่สนใจ สัปดาห์ต่อมาจำเลยที่ 1 เปลี่ยนใช้วิธีการใหม่เพื่อทำให้โจทก์ร่วมไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยจำเลยทั้งสองไปหาโจทก์ร่วมที่บ้านโดยให้จำเลยที่ 2 รออยู่นอกบ้าน นำภาพถ่ายบุตรทั้ง 2 คน ของโจทก์ร่วมให้โจทก์ร่วมดู แล้วพูดโดยใช้ถ้อยคำข่มขู่ว่า "นี่รูปลูกของมึงใช่ไหม" ย่อมทำให้โจทก์ร่วมตกใจ จำเลยที่ 1 พูดต่อไปว่า หากไม่อยากให้บุตรทั้ง 2 คนตาย ให้จ่ายเงิน 50,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 เพราะจำเลยทั้งสองส่งคนไปติดตามบุตรของโจทก์ร่วมไว้แล้ว และห้ามไปบอกใคร การที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าจะทำอันตรายแก่บุตรทั้ง 2 คน ของโจทก์ร่วม ตามวิสัยผู้เป็นมารดาย่อมมีความรักและหวงแหนบุตรของตนยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติที่ตนมีอยู่ ด้วยจิตใจและสติปัญญาที่อ่อนด้อยลงเพราะความชรา ทำให้เกิดความกลัวอย่างขาดเหตุผล ไม่กล้าที่จะปฏิเสธคำขอของจำเลยที่ 1 ได้ และไม่กล้าที่จะเล่าให้ใครฟัง โจทก์ร่วมอยู่ในภาวะจำยอมต้องไปเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากของตนที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลำปาง จำนวน 50,000 บาท มาให้จำเลยทั้งสองในตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะมารับเงินที่บ้านของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จะโทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมก่อนและพูดย้ำอีกว่าที่บ้านของโจทก์ร่วมมีคนอยู่ด้วยกัน 2 คน ถ้าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครช่วย และห้ามไม่ให้บอกใครเด็ดขาดหากมีใครรู้ บุตรของโจทก์ร่วมต้องตายก่อน และหลังจากนั้นตลอดมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2550 โจทก์ร่วมได้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากในธนาคารของโจทก์ร่วมทุกบัญชีจำนวนเป็น 100 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 11,000,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้นำเงินดังกล่าวไปลงทุนในกิจการใดหรือไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ใด โจทก์ร่วมมีรายได้จากค่าเช่าบ้านเดือนละประมาณ 20,000 บาท ทุกเดือน ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมนำเงินเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของตนในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเลย วันที่ 3 พฤษภาคม 2544 โจทก์ร่วมจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13538 ให้แก่จำเลยทั้งสองในราคา 100,000 บาท วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ร่วมจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 432 ให้แก่นางสาวคำปัน ในราคา 800,000 บาท วันที่ 15 พฤษภาคม 2549 โจทก์ร่วมทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปกู้เงินจำนวน 150,000 บาท จากนางปิ่นมณี โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 130001 ของโจทก์ร่วมไปวางเป็นประกันและวันที่ 10 สิงหาคม 2549 โจทก์ร่วมกู้เงินจำนวน 50,000 บาท จากนางศรีพรรณ ร้านจอห์นเบเกอรี่ โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 660 ไปวางเป็นประกัน ซึ่งการขายที่ดินของโจทก์ร่วมหรือการกู้เงินโดยนำที่ดินของโจทก์ร่วมไปวางเป็นประกันดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีความจำเป็นต้องใช้เงินแต่อย่างใด ในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ร่วมยังคงมีเงินฝากในธนาคารเหลืออยู่มากกว่าเงินที่ได้จากการขายที่ดินหรือกู้ยืมเงิน ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ร่วมมาออกกำลังกายและถูกสุนัขกัด ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยพาไปหาแพทย์ จำเลยที่ 1 พาโจทก์ร่วมไปที่โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง โจทก์ร่วมไม่มีเงินติดตัว จำเลยที่ 1 จึงจ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวน 3,000 บาท แทนโจทก์ร่วม แล้วพาโจทก์ร่วมกลับบ้าน โจทก์ร่วมนำเงินมาใช้คืนให้เย็นวันนั้น หลังจากนั้นโจทก์ร่วมมาปรับทุกข์และร้องไห้ว่าบุตรชายไม่ดูแล พูดขอยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 200,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีให้ โจทก์ร่วมนำโฉนดที่ดินมาขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยขาย และนำโฉนดที่ดินมาขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยพาไปกู้เงินและต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ช่วยขายที่ดินให้นางสาวคำปัน ราคา 800,000 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเงินของโจทก์ร่วม เห็นว่า จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน นายสมบูรณ์บุตรชายโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าโจทก์ร่วมไม่เคยถูกสุนัขกัด ทั้งการที่จำเลยที่ 1 พาโจทก์ร่วมไปหาแพทย์ซึ่งต้องใช้เวลานานโดยทิ้งร้านของตนที่ต้องขายขนมครกหรือขายก๋วยเตี๋ยวประจำย่อมขัดต่อเหตุผล ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่า โจทก์ร่วมมีเงินฝากอยู่ในธนาคารหลายบัญชีเป็นจำนวนหลายล้านบาท ข้อที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าโจทก์ร่วมเดือดร้อนเงิน ขอยืมเงินจำเลยที่ 1 ก็ดี ขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยขายหรือซื้อที่ดินก็ดี ช่วยพาไปกู้เงินก็ดี ล้วนขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในปี 2541 ถึง 2543 จำเลยทั้งสองเช่าตึกแถวของนายสม พักอยู่อาศัย ค่าเช่าเดือนละ 800 บาท และ 1,800 บาท ตามลำดับ จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพค้าขายก๋วยเตี๋ยวและขนมครก สภาพร้านก๋วยเตี๋ยวมีลักษณะปลูกสร้างเป็นเพิงแข็งแรงติดถนน ตั้งโต๊ะอาหารได้ประมาณ 3 โต๊ะ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ใช้ขายขนมครกในตอนเช้าด้วย กิจการค้าขายของจำเลยที่ 1 น่าจะมีรายได้ไม่มากนัก จำเลยที่ 2 รับราชการตำรวจ ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางกลับบ้านพักในวันหยุด มีรายได้เฉพาะเงินเดือนประจำ เดือนละประมาณ 8,000 ถึง 10,000 บาท จำเลยทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 3 คน จำเลยทั้งสองไม่มีรายได้ทางอื่น รายได้ของจำเลยทั้งสองในแต่ละเดือนน่าจะเพียงพอเลี้ยงดูครอบครัวแต่ไม่น่าจะมีเงินเหลือเก็บไว้ แต่ปรากฏว่าในปี 2544 จำเลยทั้งสองร่วมกันปลูกสร้างบ้านตึก 2 ชั้น 3 ห้องนอน มีรั้วและประตูทำด้วยเหล็กมั่นคงแข็งแรง แม้จะปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยที่ 1 เอง เนื้อที่ประมาณ 60 ตารางวา แต่ก็เป็นการปลูกสร้างบ้านเกือบเต็มเนื้อที่ ราคาค่าปลูกสร้างน่าจะไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท ซึ่งจะสังเกตได้ว่าในช่วงเดือนมกราคม 2544 เดือนเดียว โจทก์ร่วมเบิกถอนเงินจากบัญชีของตนถึง 5 ครั้ง เป็นเงินรวมประมาณ 3,000,000 บาท และปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์ร่วมกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกรรโชกทรัพย์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2543 เป็นต้นมา ในเดือนพฤษภาคม 2543 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ 1 คัน ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นดรีม เอเซส วันที่ 12 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นเจ้าของรถยนต์นั่งยี่ห้อไดฮัทสุ 1 คัน วันที่ 20 เดือนเดียวกัน จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นดรีม 1 คัน วันที่ 24 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า 1 คัน และวันที่ 8 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า 1 คัน ตามสำเนารายการจดทะเบียนรถ จากลักษณะการจดทะเบียนสามารถบ่งบอกได้ว่า รถจักรยานยนต์ทั้ง 4 คัน เป็นรถใหม่ และจำเลยที่ 1 ซื้อด้วยเงินสด ซึ่งราคารถจักรยานยนต์แต่ละคันไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท และรถยนต์ใช้แล้วอีก 1 คัน จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นว่าเงินที่นำมาปลูกสร้างบ้านก็ดี นำมาซื้อรถจักรยานยนต์และรถยนต์ก็ดี จำเลยทั้งสองได้รับมรดก หรือถูกรางวัลสลากกินแบ่ง หรือเป็นเงินรายได้จากกิจการอื่นใด จึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ร่วมที่มอบให้จำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมให้การในชั้นสอบสวนว่าการข่มขู่เรียกเอาเงินจากโจทก์ร่วม ส่วนใหญ่จำเลยทั้งสองมักจะมาในเวลาเช้ามืด ซึ่งจะสอดคล้องกับคำเบิกความของพระภิกษุเขื่อนเพชร พยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่เบิกความว่า ขณะออกบิณฑบาตเคยเห็นจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปหาโจทก์ร่วมพยานสอบถามจำเลยที่ 1 ว่ามาทำไม จำเลยที่ 1 ตอบว่านำน้ำเต้าหู้มาให้โจทก์ร่วมและสอดคล้องกับคำเบิกความของว่าที่ร้อยตรีมนัส ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากนายสมบูรณ์ให้ติดตามพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ร่วม ตามสัญญาว่าจ้างที่เบิกความว่า ทีมงานได้เฝ้าดูจำเลยที่ 1 ช่วงเดือนกรกฎาคม 2548 ถึงเดือนมีนาคม 2549 เห็นจำเลยที่ 1 ออกจากบ้านมาใช้โทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะข้างสวนสาธารณะเขลางค์นคร ประมาณ 10 ถึง 20 ครั้ง ในช่วงเวลาเช้ามืดและเวลาเย็น นอกจากนี้ยังเห็นโจทก์ร่วมนั่งพูดคุยกับจำเลยที่ 1 ที่บริเวณซุ้มด้านนอกสวนสาธารณะ เขลางค์นครและข้างสวนสาธารณะดังกล่าว สังเกตเห็นว่าคนทั้งสองคุยกันในลักษณะปรับทุกข์ โจทก์ร่วมมีอาการเศร้า แม้การเฝ้าดูของทีมงานของว่าที่ร้อยตรีมนัสจะไม่เห็นโจทก์ร่วมร้องไห้และไม่เห็นจำเลยที่ 1 แสดงอาการขู่กรรโชกโจทก์ร่วม ก็จะฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ข่มขู่บังคับโจทก์ร่วมไม่ได้ เพราะไม่มีเหตุผลที่โจทก์ร่วมจะยอมมอบเงินหรือทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยความเสน่หา แต่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีความฉลาดพอที่กระทำการข่มขู่บังคับในที่ลับตาคน เช่น หากไปหาโจทก์ร่วมที่บ้าน เมื่อโจทก์ร่วมเปิดประตูซึ่งเป็นเหล็กยืด จำเลยที่ 1 เข้าไปแล้วก็จะปิดประตูเหล็กยืดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านของโจทก์ร่วมย่อมไม่มีคนภายนอกล่วงรู้ได้ หรือการพูดข่มขู่ทางโทรศัพท์ซึ่งจะรู้เฉพาะคนที่พูดโทรศัพท์เท่านั้น ดังนั้น เมื่อมีการนัดพบโจทก์ร่วมในที่สาธารณะ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่แสดงกิริยาอาการข่มขู่บังคับโจทก์ร่วมให้บุคคลอื่นเห็นอาจใช้เพียงคำพูดเท่านั้นและในระยะหลัง ๆ มีการใช้กระดาษที่มีข้อความข่มขู่ เช่น "กูรู้ว่ามึงยังมีเงินและทรัพย์สินอีกเยอะ ถ้าไม่เอามาให้กู ลูกมึงตาย" หรือ "กูเตือนมึงแล้วถ้าขนาดนี้มึงยังขัดขืนกูจะฆ่าให้หมดบ้าน" หรือช่วงที่โจทก์ร่วมกับนายสมบูรณ์ติดต่อเพื่อแจ้งความ มีกระดาษข้อความว่า "ถึงยายอัมพรรณ เรื่องที่จะทำอยู่ทั้งหมดให้เลิกคิดซะทางข้ามีพวกแยะ แม้ตำรวจข้าก็สั่งได้ ถ้ายังไม่หยุด จะเอาเรื่องข้า แกจะต้องเสียใจ" หรือมีคนไปวางยาเบื่อฆ่าสุนัขของนายสมบูรณ์บุตรของโจทก์ร่วมหรือขูดสีรถยนต์ของนายสมบูรณ์เสียหาย ซึ่งย่อมมีผลเป็นการข่มขู่โจทก์ร่วมให้หวาดกลัวยิ่งขึ้นแม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีพยานรู้เห็นว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นการกระทำของจำเลยทั้งสองแต่ก็มีเพียงจำเลยทั้งสองที่โจทก์ร่วมกล่าวหาว่าร่วมกันข่มขู่บังคับเอาเงินและทรัพย์สินจากโจทก์ร่วม ประกอบในระหว่างการสอบสวน มีคนโทรศัพท์ไปพูดกับโจทก์ร่วมที่บ้านบอกให้โจทก์ร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ที่ร้านปิ่นมณี ถ้าไม่รับผิดชอบบาปจะตามทัน จะตายไม่รู้ตัว ซึ่งโจทก์ร่วมจำเสียงคนที่โทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมได้ว่าเป็นเสียงของจำเลยที่ 1 และขณะนั้นนายสมบูรณ์อยู่กับโจทก์ร่วมด้วยจึงได้บันทึก เสียงโทรศัพท์นั้นไว้ ตามเทปบันทึกเสียง ซึ่งมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า โจทก์ร่วมจำเสียงของจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ผิดพลาด พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมามีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุมีผล มีน้ำหนักให้รับฟังโดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ยอมมอบเงินและโฉนดที่ดินแก่จำเลยที่ 1 โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตของโจทก์ร่วมและคนในครอบครัว จนโจทก์ร่วมเกิดความกลัว ยอมมอบเงินและจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13538 ให้แก่จำเลยทั้งสอง กับมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 432 ให้จำเลยที่ 1 ไปขายในราคา 800,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1 เอาเงินค่าที่ดินไปทั้งหมด และมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 20950 ราคา 200,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวรวมทั้งหมด 160 ครั้ง อันเป็นความผิดฐานกรรโชกหลายกรรมต่างกัน

แต่ในส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมไปโอนขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุซึ่งเป็นชื่อของนายสมบูรณ์ถือสิทธิ และโจทก์ร่วมยอมไปขอร้องนายสมบูรณ์ให้โอนขายสิทธิการเช่าดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์ร่วมกำลังเดือดร้อน นายสมบูรณ์ต้องยอมโอนขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุให้ผู้อื่นในราคา 1,300,000 บาท โดยเงินที่ขายได้เข้าบัญชีเงินฝากในธนาคารของโจทก์ร่วม จะเห็นได้ว่าการกระทำตามคำขู่บังคับของจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยตรง ย่อมไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ไปขอร้องนายสมบูรณ์ให้โอนขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ โดยทำให้โจทก์ร่วมกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่โจทก์ร่วมและคนในครอบครัว โจทก์ร่วมเกิดความกลัว ยอมกระทำการตามที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานกรรโชกตามที่โจทก์ฟ้อง

ส่วนที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า ในวันที่ 27 เมษายน 2549 จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมไปเอาโฉนดที่ดินเลขที่ 130001 ที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปาง มอบให้จำเลยที่ 1 ไปข้อเท็จจริงได้ความว่า ต่อมาในวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปกู้เงินจำนวน 150,000 บาท จากนางปิ่นมณี โดยเอาโฉนดที่ดินดังกล่าววางเป็นประกัน แล้วจำเลยที่ 1 เอาเงินกู้จำนวนดังกล่าวไป ต่อมาโจทก์ร่วมได้โฉนดที่ดินดังกล่าวคืนมาแล้ว และนางปิ่นมณีได้เปลี่ยนสัญญากู้เงินฉบับใหม่เป็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินจำนวนดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 130001 หรือชดใช้เงินกู้แก่โจทก์ร่วมอีก นอกจากนี้ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ในวันที่ 27 เมษายน 2549 ดังกล่าว นอกจากจำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมเอาโฉนดที่ดินเลขที่ 130001 มามอบให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ยังข่มขู่บังคับให้มอบสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 2 เส้น ราคา 40,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ราคา 8,000 บาท ด้วยนั้น แต่ทางพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบว่าโจทก์ร่วมได้มอบทรัพย์สินทั้ง 2 รายการให้แก่จำเลยที่ 1 จึงรับฟังไม่ได้ว่าในวันดังกล่าวโจทก์ร่วมนำทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวออกมาจากตู้นิรภัยและมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับและใช้กำลังประทุษร้ายให้โจทก์ร่วมมอบทรัพย์สินอันเป็นอัญมณีและเครื่องประดับทองรูปพรรณแก่จำเลยที่ 1หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2543 วันใดไม่ปรากฏชัดจำเลยที่ 1 เข้าไปในบ้านของโจทก์ร่วมแล้วชิงทรัพย์ของโจทก์ร่วมรวม 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2 ถึง 3 วัน ครั้งแรกจำเลยที่ 1 ผลักโจทก์ร่วมจนล้มลงขาซ้ายได้รับบาดเจ็บเดินไม่สะดวก แล้วลักสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ราคา 28,000 บาท ไป ครั้งที่สองจำเลยที่ 1 จับไหล่โจทก์ร่วมเขย่า ทุบหลังและฉุดดึงตามร่างกาย แล้วลักสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ราคา 28,000 บาท ไป ครั้งที่สามจำเลยที่ 1 ใช้กำลังทำร้ายทำนองเดียวกัน ลักตุ้มหูทับทิมล้อมเพชร 1 คู่ ราคา 45,000 บาท และครั้งที่สี่ จำเลยที่ 1 ใช้กำลังทำร้ายทำนองเดียวกัน ลักตุ้มหูเพชร 1 คู่ ราคา 30,000 บาท ไป วันที่ 25 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับพาโจทก์ร่วมไปเปิดตู้นิรภัยที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปาง นำเข็มกลัดเพชร 1 อัน ราคา 35,000 บาท แหวนเพชรแถว 4 วง ราคารวม 80,000 บาท และแหวนเพชรเม็ดใหญ่ 1 วง ราคา 100,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 1 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับพาโจทก์ร่วมไปเปิดตู้นิรภัยที่ธนาคารดังกล่าวนำแหวนเพชรแบบข้าวหลามตัด 1 วง ราคา 35,000 บาท แหวนหยกล้อมเพชร 2 วง รวมราคา 60,000 บาท และแหวนเพชรซีกโบราณ 1 วง ราคา 70,000 บาท รวมราคา 165,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 1 วันที่ 7 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับพาโจทก์ร่วมไปเปิดตู้นิรภัยที่ธนาคารดังกล่าว นำสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น ราคา 28,000 บาท และสร้อยแขนทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น ราคา 14,000 บาท รวมราคา 42,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 1 วันที่ 24 มกราคม 2549 จำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับพาโจทก์ร่วมไปเปิดตู้นิรภัยที่ธนาคารดังกล่าว นำเข็มขัดนาก 1 เส้น ราคา 8,000 บาท แหวนเพชรเม็ดเดียวแบบผู้ชาย 1 วง ราคา 15,000 บาท จี้ห้อยเพชรรูปดาว 1 อัน ราคา 10,000 บาท กำไลแขนทองคำหนัก 2 บาท 1 วง ราคา 6,000 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง 2 เส้น รวมราคา 2,000 บาท สร้อยทับทิมล้อมเพชร 1 เส้น ราคา 6,000 บาท แหวนทับทิมล้อมเพชร 1 วง ราคา 5,000 บาท แหวนเพชรแถว 1 วง ราคา 15,000 บาท และสร้อยยี่หร่าเพชรสลับทับทิม 1 เส้น ราคา 30,000 บาท รวมราคา 97,000 บาท ไปจำนำแก่สถานธนานุบาลเทศบาลนครลำปางและนำเงินที่ได้จากการจำนำจำนวน 97,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 1 ทั้งหมด ต่อมาวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 นายสมบูรณ์นำเงินจำนวน 97,650 บาท ไปไถ่ถอนทรัพย์ทั้ง 9 รายการคืนมา ตามใบเสร็จรับเงิน และปลายเดือนมิถุนายน 2550 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาขู่บังคับเอาเงินจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมบอกว่าไม่มี จำเลยที่ 1 ก็บอกให้เอาของมีค่าอื่นมาแทน โจทก์ร่วมจึงนำเข็มขัดทองคำหนัก 20 บาท 1 เส้น ราคา 280,000 บาท มามอบให้จำเลยที่ 1 ที่ซุ้มนั่งข้างสวนสาธารณะเขลางค์นคร เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีตัวโจทก์ร่วมเพียงคนเดียวเป็นพยานเบิกความประกอบคำให้การชั้นสอบสวน และบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์ ยืนยันถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดังกล่าว เมื่อพิจารณาถึงว่าโจทก์ร่วมอยู่ในครอบครัวที่มั่งคั่ง เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนลำปางกัลยาณีซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดลำปาง บิดาเป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในจังหวัดลำปาง และนายบุญชูสามีก็มีตำแหน่งผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในจังหวัดลำปางเช่นเดียวกัน โจทก์ร่วมจึงมีฐานะทางเศรษฐกิจและทางสังคมค่อนข้างดี ประกอบกับก่อนหน้านี้โจทก์ร่วมก็ทำการค้าขายเครื่องประดับอัญมณีเป็นงานอดิเรกด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมมีเครื่องประดับติดตัว เก็บไว้ที่บ้านและฝากเก็บไว้ในตู้นิรภัยของธนาคารหลายรายการจึงไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ การที่โจทก์ร่วมเบิกความและให้การในชั้นสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมมอบสร้อยแขนทองคำแหวนเพชร จี้เพชร และเครื่องประดับอื่นหลายรายการ โดยโจทก์ร่วมสามารถจดจำทรัพย์ของโจทก์ร่วมเหล่านั้นได้ว่าถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่บังคับเอาทรัพย์สินใดไปในช่วงวันเวลาใด ก็ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติหรือมีพิรุธ เพราะธรรมชาติของผู้หญิงย่อมรักและสนใจเครื่องประดับอัญมณีต่าง ๆ และชอบที่จะแสวงหานำมาสะสมไว้เป็นสมบัติของตนหรือยกให้บุตรหลานในโอกาสอันควร คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมประกอบบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์ มีลักษณะเป็นการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อโจทก์ร่วมซึ่งมีเหตุผลต่อเนื่องเชื่อมโยงกับการข่มขู่บังคับให้โจทก์ร่วมมอบเงินหรือไปเบิกถอนเงินจากธนาคารมาให้แก่จำเลยทั้งสองหลายครั้ง ย่อมเป็นธรรมดาที่บางครั้งโจทก์ร่วมนึกเสียดายและพยายามขัดขืน ดังที่โจทก์ร่วมได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 และสามีมาข่มขู่และเรียกเงินจากโจทก์ร่วมต่อเนื่องกันหลาย ๆ ครั้ง ส่วนใหญ่มักจะมาเวลาเช้ามืด ซึ่งทุกครั้งโจทก์ร่วมพยายามขัดขืน ถ่วงเวลา จำเลยที่ 1 เคยทำร้ายโดยวิธีผลักให้ล้มลง ทุบหลัง จับไหล่เขย่าอย่างแรง และใช้กำลังถอดตุ้มหู สร้อยคอ และแหวนทองคำที่โจทก์ร่วมชอบใส่ติดตัวเป็นประจำไป โดยประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2543 จำเลยที่ 1 ใช้กำลังถอดเอาทรัพย์สินจากตัวของโจทก์ร่วมรวม 4 ครั้ง ครั้งแรกถอดเอาสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท ครั้งที่สองถอดเอาสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท ครั้งที่สามปลดเอาตุ้มหูทับทิมล้อมเพชร 1 คู่ ครั้งที่สี่ปลดเอาตุ้มหูเพชร 1 คู่ เหตุทั้งหมดเกิดขึ้นในบ้านบริเวณชั้นล่างของบ้านตลอดเวลาที่โจทก์ร่วมถูกทำร้าย นายบุญชูสามีซึ่งนั่งอยู่ในห้องชั้นลอยมองเห็นเหตุการณ์ตลอด แต่โจทก์ร่วมขอร้องไม่ให้นายบุญชูเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บุตรฟัง และผลแห่งการถูกผลักล้มในครั้งแรกทำให้โจทก์ร่วมต้องรักษาตัวเนื่องจากกระดูกขาโก่งต่อเนื่องตลอดมา จึงเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมกลัวมากและยอมนำทรัพย์สินและเงินไปให้จำเลยทั้งสองที่บ้านตามที่จำเลยทั้งสองเรียกร้องเรื่อยมา การเข้ามาชิงทรัพย์ในบ้านจำเลยที่ 2 จะมากับจำเลยที่ 1 ทุกครั้ง แต่ไม่ได้เข้ามาในบ้าน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ทรัพย์จากโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยทั้งสองก็พากันกลับไป นายบุญชูให้การในชั้นสอบสวนว่า เห็นจำเลยที่ 1 เข้ามาในบ้าน และทุกครั้งจำเลยที่ 1 จะโทรศัพท์เข้ามาก่อน บางครั้งนายบุญชูจะเป็นคนรับสายเอง เมื่อจำเลยที่ 1 มาเรียกให้เปิดประตู และเมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะปิดประตูบ้าน พูดคุยกับโจทก์ร่วม แต่นายบุญชูไม่ได้ยินว่าคุยเรื่องอะไร บางครั้งเห็นจำเลยที่ 1 ทุบหลังโจทก์ร่วม ผลักโจทก์ร่วม จับไหล่โจทก์ร่วมเขย่า และถอดเอาแหวนทองคำ ตุ้มหูที่โจทก์ร่วมใส่ติดตัว นายบุญชูพยายามส่งเสียงเอะอะให้จำเลยที่ 1 หยุดจำเลยที่ 1 อาจไม่ได้ยินหรือไม่เกรงกลัวเนื่องจากนายบุญชูเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก เมื่อได้ทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะรีบออกจากบ้านไป นายบุญชูตกใจมากที่เห็นโจทก์ร่วมถูกทำร้ายและชิงทรัพย์ ครั้งแรกนายบุญชูสอบถามโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมได้แต่ร้องไห้และพูดว่าช่างมัน มันเป็นเวรกรรมของโจทก์ร่วมและขอร้องไม่ให้บอกบุตร แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เป็นประจำ นายบุญชูจึงโกรธและบอกว่าจะบอกให้บุตรรู้ โจทก์ร่วมก็ร้องไห้และขอร้องว่าถ้าบอกบุตร บุตรจะเป็นอันตราย คำให้การของโจทก์ร่วมและนายบุญชูสอดคล้องต้องกันเป็นการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่มีลักษณะปรักปรำจำเลยทั้งสอง เพราะนายบุญชูมิได้เบิกความถึงจำเลยที่ 2 เพราะไม่เห็นจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้เข้ามาในบ้านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 ได้กระท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 309 ม. 337
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
โจทก์ร่วม — นางอัมพรรณ ดุลยกาญจน์
จำเลย — นางวิลัยหรือน้อย รินเขียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายบุญยืน สุภาคำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอุดม วัตตธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 454/2559
#594710
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 กับได้ขอหมายเรียกจำเลยร่วมมาในคดีนั้นด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 234 จำเลยร่วมให้การว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อน และจำเลยร่วมไม่ได้เพิกเฉยในการใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสอง จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงถึงสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกับคำฟ้องของโจทก์ในการที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสอง และเป็นคำให้การที่ไม่ยอมรับฐานะของโจทก์ในการใช้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 จำเลยร่วมจึงไม่อาจขอเปลี่ยนสถานะจากจำเลยเป็นโจทก์ได้ อีกทั้งไม่สามารถเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ที่ระบุเฉพาะแต่บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 201,662,737.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ลูกหนี้เข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายเรียกสหกรณ์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2557 จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยร่วมเข้าชื่อเป็นโจทก์หรือโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 235 และขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ที่ยังคงเหลือค้างชำระให้แก่จำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยร่วมเป็นคู่ความในคดีไม่อาจร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมได้ (ที่ถูก ต้องยกคำร้องด้วย)

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้โดยเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จำเลยร่วมซึ่งเป็นลูกหนี้ ทั้งนี้ เนื่องจากจำเลยร่วมขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้โจทก์เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 รวมถึงโจทก์ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยร่วมได้ขอหมายเรียกจำเลยร่วมมาในคดีนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 234 ทั้งนี้เพื่อให้จำเลยร่วมทราบและอาจยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมถึงอาจเข้าเป็นคู่ความในฐานะโจทก์เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องของตนที่มีต่อลูกหนี้เดิมคือจำเลยทั้งสองที่ถูกฟ้องเป็นจำเลย หรือเข้าเป็นคู่ความในฐานะจำเลยกรณีที่ปฏิเสธข้อเรียกร้องของโจทก์ คดีนี้จำเลยร่วมให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่4443/2556 ของศาลแพ่ง และจำเลยร่วมไม่ได้เพิกเฉยในการใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยทั้งสองที่ได้รับเงินบริจาคจากอดีตประธานกรรมการ ตลอดจนกรรมการและเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วม โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ขอให้ยกฟ้อง จึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงถึงสิทธิเรียกร้องทำนองแนวทางเดียวกันที่สอดคล้องกับคำฟ้องของโจทก์ในการที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยทั้งสอง และทั้งเป็นคำให้การไม่ยอมรับฐานะของโจทก์ในการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ดังนั้น จำเลยร่วมจึงไม่อาจเข้าเป็นคู่ความในฐานะโจทก์เพื่อใช้สิทธิเรียกร้องของตนที่มีต่อจำเลยทั้งสองได้ แต่ได้เข้าเป็นคู่ความในฐานะจำเลยที่ปฏิเสธข้อเรียกร้องของโจทก์ตามฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยร่วมจึงไม่อาจเปลี่ยนสถานะจากการเป็นจำเลยที่มีข้อต่อสู้กับโจทก์เข้าชื่อเป็นโจทก์ได้อีก อีกทั้งไม่สามารถเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ที่ระบุชัดเจนว่าเฉพาะแต่บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความเท่านั้นที่จะเข้ามาในคดีด้วยการร้องสอดได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 233 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลราชวิถี จำกัด
พระราชภาวนาวิสุทธิ์หรือพระเทพญาณมหามุนี
จำเลย — (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) กับพวก
จำเลยร่วม — สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสมยศ อรุณศรีโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
จิรนิติ หะวานนท์
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 453/2559
#592022
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 180 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การ อันเป็นกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ซึ่งมีกำหนดเวลาไว้ว่าการขอแก้ไขต้องยื่นคำร้องก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันแต่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาไม่มีวันกำหนดดังกล่าว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยอนุโลมได้ การที่จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกา ไม่ว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ก็ถือว่าเป็นการยื่นคำแก้ฎีกา ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมในระยะเวลาแก้ฎีกา คดีนี้จำเลยที่ 2 ได้รับหมายส่งสำเนาฎีกาเพื่อให้แก้ฎีกาภายในสิบห้าวัน โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 ครบกำหนดจำเลยที่ 2 แก้ฎีกาวันที่ 29 มิถุนายน 2553 และจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำแก้ฎีกาฉบับลงวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ไว้แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาในวันที่ 22 สิงหาคม 2557 พ้นกำหนดแก้ฎีกาแล้ว จึงรับเป็นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาฎีกาโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 และยื่นคำแก้ฏีกา ฉบับลงวันที่ 28 มิถุนายน 2553 แล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกา และคำสั่งศาลชั้นต้นวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ในวันที่ 22 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 28 มิถุนายน 2553 อ้างว่า เพิ่งตรวจพบเอกสารพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การ อันเป็นกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ซึ่งมีกำหนดเวลาไว้ว่าการขอแก้ไขต้องยื่นคำร้องก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันแต่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาไม่มีวันกำหนดดังกล่าว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยอนุโลมได้ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกา ไม่ว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ก็ถือว่าเป็นการยื่นคำแก้ฎีกา ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมในระยะเวลาแก้ฎีกา คดีนี้จำเลยที่ 2 ได้รับหมายส่งสำเนาฎีกาเพื่อให้แก้ฎีกาภายในสิบห้าวัน โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 ครบกำหนดจำเลยที่ 2 แก้ฎีกาวันที่ 29 มิถุนายน 2553 และจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำแก้ฎีกาฉบับลงวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ไว้แล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาในวันที่ 22 สิงหาคม 2557 พ้นกำหนดแก้ฎีกาแล้ว จึงรับเป็นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ แปซิฟิคไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ดำเนินคดีแทน
นายชัยชนะ แดงมีเชาวน์ โดยนายกฤษณะ แดงมีเชาว์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสายัณห์ ลิมปกาญจน์เวช
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 449/2559
#596127
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 4,818,750 บาท พร้อมยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลกึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น จึงผูกพันโจทก์ที่จะต้องนำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่งที่โจทก์ต้องชำระนั้น หมายถึงค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่งของทุนทรัพย์ตามคำฟ้อง เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเหลือ 2,409,375 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว โจทก์จึงต้องชำระค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่งของทุนทรัพย์ดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และรับคำฟ้องในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล คือกึ่งหนึ่งของทุนทรัพย์ 2,409,375 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 4,818,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเหลือ 2,409,750 บาท และถือเอาทุนทรัพย์ดังกล่าวเป็นทุนทรัพย์ในส่วนที่ศาลอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้อง และให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่งของจำนวนทุนทรัพย์ที่ขอแก้ไขแล้ว ภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 แต่โจทก์ไม่นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทุนทรัพย์ 1,204,687.50 บาท ตามที่ศาลอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นต้องรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทุนทรัพย์เพียงใด เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น จึงผูกพันโจทก์ที่จะต้องนำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ซึ่งค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่งที่โจทก์ต้องชำระนั้น หมายถึงค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่งของทุนทรัพย์ตามคำฟ้อง เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเหลือ 2,409,375 บาท และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว โจทก์จึงต้องชำระค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่งของทุนทรัพย์ดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และรับคำฟ้องในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล คือกึ่งหนึ่งของทุนทรัพย์ 2,409,375 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาในทุนทรัพย์ 1,204,687.50 บาท นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 155 ม. 156/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกัญญรัตน์ เชิดโชติเพ็ชร์
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนิเวศน์ นิภานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 440/2559
#594709
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมทั้งสองบรรยายในคำร้องสอดว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นบิดามารดา ส. จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะที่ ส. ขับ เป็นเหตุให้ ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว โจทก์ร่วมทั้งสองต้องขาดไร้อุปการะ โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี จึงยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับค่าขาดไร้อุปการะดังที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสามตามคำขอท้ายฟ้อง เห็นได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสองบรรยายคำร้องว่า การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองขาดไร้อุปการะ จึงยื่นคำร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรองหรือบังคับตามสิทธิของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ซึ่งมีผลเท่ากับโจทก์ร่วมทั้งสองได้ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีเรื่องใหม่ โดยไม่ได้อาศัยสิทธิของโจทก์ทั้งสามแต่ประการใด แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะกล่าวในท้ายของคำร้องสอดว่า ขอให้พิพากษาให้โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะ ดังที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสามตามคำขอท้ายฟ้อง ก็มีความหมายเพียงว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยทั้งสามเท่ากับที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้อง หาใช่โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้เรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของโจทก์ร่วมทั้งสองแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมทั้งสองชอบแล้ว ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 984,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 972,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายผ่อง และนางสมฤทธิ์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 3079 ฉะเชิงเทรา ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่นายสมบัติ ขับมาเป็นเหตุให้นายสมบัติถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันต้องร่วมรับผิดด้วย โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นบิดามารดาของนายสมบัติจึงขาดไร้ผู้อุปการะ ขอให้พิพากษาให้โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะดังที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องจากจำเลยทั้งสามตามคำขอท้ายฟ้อง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสาม 972,000 บาท ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 280,000 บาทและร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 972,000 บาท 280,000 บาท และ 220,000 บาท นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วมทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสาม 962,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องสำหรับโจทก์ร่วมทั้งสองค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลยทั้งสามในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามและโจทก์ร่วมทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 3079 ฉะเชิงเทรา จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน รถยนต์คันดังกล่าวโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้เอาประกันภัยจำนวนเงินที่เอาประกันภัย 350,000 บาท เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 3079 ฉะเชิงเทรา ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะที่นายสมบัติ ขับมาเป็นเหตุให้นายสมบัติถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นบิดามารดานายสมบัติ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ในประเด็นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ตามคำร้องสอดเข้าเป็นโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้เรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมทั้งสองเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 พิพากษายกฟ้องโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในประเด็นนี้ เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองบรรยายในคำร้องสอดว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นบิดามารดานายสมบัติ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 3079 ฉะเชิงเทรา ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บน 6359 ฉะเชิงเทราที่นายสมบัติขับ เป็นเหตุให้นายสมบัติถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 3079 ฉะเชิงเทรา การกระทำของจำเลยที่ 1ทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองต้องขาดไร้อุปการะ โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี จำต้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้เพื่อยังให้ได้รับความรับรองหรือบังคับตามสิทธิของโจทก์ร่วมทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับค่าขาดไร้อุปการะดังที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสามตามคำขอท้ายฟ้อง แม้ตามคำร้องสอดโจทก์ร่วมทั้งสองจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม แต่เห็นได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสองบรรยายคำร้องว่า การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ร่วมทั้งสองขาดไร้อุปการะ โจทก์ร่วมทั้งสองจึงยื่นคำร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่เป็นการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ซึ่งมีผลเท่ากับโจทก์ร่วมทั้งสองได้ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีเรื่องใหม่ โดยไม่ได้อาศัยสิทธิของโจทก์ทั้งสามแต่ประการใด แม้โจทก์ร่วมทั้งสองจะได้กล่าวในท้ายของคำร้องสอดว่า ขอให้พิพากษาให้โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะ ดังที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสามตามคำขอท้ายฟ้อง ก็มีความหมายเพียงว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยทั้งสามเท่ากับที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้อง หาใช่โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้เรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของโจทก์ร่วมทั้งสองแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมทั้งสองชอบแล้ว ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 280,000 บาท และร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 220,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางน้ำผึ้ง เทียนสว่าง กับพวก
โจทก์ร่วม — นายผ่อง เทียนสว่าง กับพวก
จำเลย — นายจำนงค์ อุไรวงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438/2559
#596508
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 303 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้ ตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้สามารถโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ให้แก่ผู้รับโอนได้ โดยมิได้บัญญัติว่าการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นจะต้องมีค่าตอบแทนและผู้รับโอนจะต้องเป็นสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์และจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลหนี้ที่รับโอนก็ตาม แต่กฎหมายมีข้อยกเว้นไว้ว่า ถ้าสภาพแห่งสิทธิเรียกร้องนั้นเองไม่เปิดช่องให้โอนกันได้หรือเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอนแล้วย่อมไม่สามารถกระทำได้ตามบทมาตราดังกล่าว สิทธิเรียกร้องที่โจทก์รับโอนมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. เป็นสิทธิเรียกร้องที่ธนาคาร อ. มีต่อบริษัท ป. ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่ธนาคาร อ. ได้ฟ้องบริษัท ป. ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ กลางและต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้และคดีทั้งสองอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ประกอบกับได้ความว่าโจทก์รับซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพคดีนี้มีมูลหนี้จำนวนประมาณ 312,000,000 บาท โดยซื้อมาเพียง 30,000,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่ามูลหนี้มาก ดังนั้น การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. จึงไม่ใช่การโอนสิทธิเรียกร้องกันโดยปกติธรรมดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคหนึ่ง หากแต่เป็นการซื้อขายความในการดำเนินคดีทั้งสองคดีแก่บริษัท ป. เมื่อโจทก์ไม่ใช่บริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจทำสัญญารับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ในคดีหรือสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนได้ การรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวของโจทก์จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำร้องคัดค้านการจดทะเบียนโอนสิทธิรับจำนองเครื่องจักรของบริษัทปัญจพลพัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ที่ยื่นต่อนายทะเบียนเครื่องจักรกลางทุกฉบับ หากจำเลยไม่ถอน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) เดิมบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) เป็นลูกหนี้ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ในมูลหนี้เลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีท และตั๋วเงิน โดยจดทะเบียนจำนองเครื่องจักรจำนวน 16 เครื่อง หมายเลขทะเบียน 40-308-208-0001 ถึง 40-308-208-0016 ไว้เป็นประกันหนี้ และมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ดังกล่าว วันที่ 17 มีนาคม 2542 ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ฟ้องบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) และจำเลยกับพวกให้ร่วมกันชำระหนี้และบังคับจำนอง 2 คดี คดีแรกที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีที่ 2 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ต่อมาธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) เปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) วันที่ 12 เมษายน 2550 ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้พร้อมหลักประกันให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ เอแคป จำกัด และนายทะเบียนเครื่องจักรกลางรับจดทะเบียนโอนสิทธิรับจำนองเครื่องจักรทั้งสิบหกเครื่องเป็นชื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ เอแคป จำกัดแล้ว วันที่ 22 กันยายน 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ และวันที่ 15 ธันวาคม 2554 มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 บริษัทบริหารสินทรัพย์ เอแคป จำกัด โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้พร้อมหลักประกันให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ แสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด และนายทะเบียนเครื่องจักรกลางรับจดทะเบียนโอนสิทธิรับจำนองเครื่องจักรทั้งสิบหกเครื่องเป็นชื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ แสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด แล้ว วันที่ 3 มีนาคม 2554 บริษัทบริหารสินทรัพย์ แสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด โอนสิทธิเรียกร้องหนี้พร้อมหลักประกันดังกล่าวให้แก่โจทก์ วันที่ 8 มิถุนายน 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนโอนสิทธิรับจำนองเครื่องจักรทั้งสิบหกเครื่องต่อนายทะเบียนเครื่องจักรกลาง วันที่ 19 กรกฎาคม 2554 จำเลยยื่นคำร้องคัดค้าน

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า การโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 ไม่จำต้องมีค่าตอบแทนก็มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ทั้งกฎหมายมิได้บัญญัติว่าผู้รับโอนจะต้องเป็นสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์และจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลหนี้นั้น เมื่อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ใช่หนี้ตามคำพิพากษา กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องการซื้อขายความและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้ และมาตรา 306 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การโอนหนี้ต้องทำเป็นหนังสือและจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ต้องทำเป็นหนังสือ ตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้สามารถโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ให้แก่ผู้รับโอนได้ โดยมิได้บัญญัติว่าการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นจะต้องมีค่าตอบแทนและผู้รับโอนจะต้องเป็นสถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์และจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลหนี้ที่รับโอนก็ตาม แต่กฎหมายมีข้อยกเว้นไว้ว่าถ้าสภาพแห่งสิทธิเรียกร้องนั้นเองไม่เปิดช่องให้โอนกันได้หรือเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายห้ามโอนแล้ว ย่อมไม่สามารถกระทำได้ตามบทมาตราดังกล่าว สิทธิเรียกร้องที่โจทก์รับโอนมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ แสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด เป็นสิทธิเรียกร้องที่ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) มีต่อบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ได้ฟ้องบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ กค. 83/2542 ในมูลหนี้เลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีท จำนอง และต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขดำที่ 5608/2542 ในมูลหนี้ตั๋วเงิน จำนอง โดยมีเครื่องจักรทั้งสิบหกเครื่องของบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ทั้งสองคดี ซึ่งขณะที่โจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ แสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด นั้น คดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอยู่ระหว่างการนัดพร้อม ส่วนคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ชั่วคราวจึงถือว่าทั้งสองคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ประกอบกับได้ความจากนางสาวสิริพรรณ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า โจทก์รับซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพคดีนี้มีมูลหนี้จำนวนประมาณ 312,000,000 บาท โดยซื้อมาในราคาเพียง 30,000,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่ามูลหนี้มาก ดังนั้น การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ แสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด จึงมิใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องกันโดยปกติธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง ดังที่โจทก์ฎีกาแต่ประการใด หากแต่เป็นการซื้อขายความในการดำเนินคดีทั้งสองคดีดังกล่าวแก่บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ต่อไป ในข้อนี้เห็นได้จากสำเนาสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ที่ระบุว่าสิทธิเรียกร้องที่ผู้โอนและผู้รับโอนตกลงซื้อขายกันหมายถึง ข้อเรียกร้อง คดีความเหตุแห่งการฟ้องร้อง และสิทธิอื่นใดของผู้โอนทั้งหมด สนับสนุนให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาได้โดยชัดแจ้งว่า สิทธิเรียกร้องที่โอนแก่กันระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ แสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ตามสำเนาสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้น ได้รวมถึงสิทธิในการดำเนินคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลทั้งสองคดีดังกล่าวแก่บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ด้วย แม้จะเรียกว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่แท้ก็คือสัญญาโอนสิทธิในการดำเนินคดีหรือซื้อขายความนั่นเอง เมื่อโจทก์ไม่ใช่บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจทำสัญญารับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ในคดีหรือสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนได้ การกระทำของโจทก์ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การรับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำร้องคัดค้านการขอจดทะเบียนโอนสิทธิรับจำนองเครื่องจักรได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า สิทธิเรียกร้องที่โจทก์รับโอนมาเป็นหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.12/2542 ของศาลล้มละลายกลางซึ่งยังไม่มีคำพิพากษาให้บริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ชำระหนี้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ แสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด และตามแผนฟื้นฟูกิจการบทที่ 10 ระบุว่าการโอนสิทธิเรียกร้องหรือโอนหนี้สามารถกระทำได้ตามที่กฎหมายกำหนด และจำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ไม่เคยกล่าวอ้างว่าสิทธิเรียกร้องที่รับโอน มาเป็นหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.12/2542 ของศาลล้มละลายกลางจึงเป็นข้อเท็จจริงนอกคำฟ้องและคำให้การไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องหนี้หลายประเภทมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ แสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด เจ้าหนี้ของบริษัทปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้จดทะเบียนจำนองเครื่องจักรจำนวน 16 เครื่อง ไว้เป็นประกันหนี้ และในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้นำสืบเลยว่าสิทธิเรียกร้องที่โจทก์รับโอนมานั้นเป็นหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.12/2542 ของศาลล้มละลายกลางแต่อย่างใด ทั้งในอุทธรณ์ของโจทก์ก็มิได้กล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์เพิ่งยกข้อเท็จจริงนี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และคำแก้ฎีกาของจำเลยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 303 ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซัน แมชชีนนารี ลิมิเต็ด
จำเลย — นายสุพจน์ เตชะวิบูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ สุนทรีเกษม
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436 -ที่ 437/2559
#597446
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 10 และ ป. ขับรถเฉี่ยวชนกัน ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และทำให้ทรัพย์สินของผู้ตายได้รับความเสียหาย ดังนั้นจำเลยที่ 10 และ ป. จึงเป็นผู้ครอบครองหรือเป็นผู้ควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล โดยผู้ตายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการควบคุมหรือครอบครองเครื่องจักรกลที่ก่อให้เกิดความเสียหายด้วย จำเลยที่ 10 และ ป. จึงต้องรับผิดเพื่อการเสียหายอันเกิดจากยานพาหนะนั้นเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเป็นเพราะความผิดของผู้เสียหายนั้นเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยเล่าข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า จำเลยที่ 10 และ ป. เป็นผู้ขับซึ่งถือเป็นผู้ควบคุมยานพาหนะที่เดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลแล้วเกิดการเฉี่ยวชนกัน ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นนายจ้าง ป.และเป็นเจ้าของรถลากจูงที่ ป. เป็นผู้ขับ ซึ่งเอาประกันไว้แก่จำเลยที่ 9 จึงขอให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 แม้จะมิได้บรรยายว่าเป็นความประมาทของฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายและขับรถประมาทกันอย่างไร ก็เป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว คำฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ไม่เคลือบคลุมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

สัญญาเช่าที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 11 กับจำเลยร่วม ข้อ 7 ระบุว่า ผู้ให้เช่า (จำเลยร่วม) ต้องรับผิดต่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดต่อผู้โดยสารในรถยนต์ที่นำมาให้เช่าและบุคคลภายนอกอันเป็นการสืบเนื่องมาจากการกระทำไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมของพนักงานขับรถ หรือบริษัทจำเลยผู้เช่า (จำเลยที่ 11) หรือผู้ให้เช่า (จำเลยร่วม) ดังนั้น แม้จำเลยร่วมจะมิใช่เป็นนายจ้างจำเลยที่ 10 และเป็นเพียงผู้ให้เช่ารถกระบะ แต่เมื่อมีเหตุละเมิดเกิดขึ้นและทำให้จำเลยที่ 11 มีสิทธิที่จะไล่เบี้ยให้จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 11 จำเลยที่ 11 ย่อมมีอำนาจขอให้ศาลมีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีได้เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเสร็จไปในคราวเดียว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3)

โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้อง ตั้งสภาพแห่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ว่า จำเลยที่ 5 ในฐานะตัวการหรือนายจ้างของ ป. ส่วนจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 5 ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า การที่ ป. ขับรถลากจูงนั้นเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์หรือในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 5 จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และทำให้จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ด้วย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
เดิมสำนวนหลังเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1048/2548 หมายเลขแดงที่ 396/2550 ของศาลจังหวัดชุมพร ซึ่งระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลจังหวัดชุมพรจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ และต่อมาได้โอนคดีดังกล่าวมาพิจารณาพิพากษาคดีที่ศาลชั้นต้น

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามสำนวนแรก

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่าขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,246,989 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,166,774 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 775,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 5 ถึงที่ 11 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 11 ขอให้เรียกบริษัทรังสรรค์การท่องเที่ยว จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันชำระเงินเป็นค่าเสียหายในทรัพย์สินของนางมนัส ผู้ตาย แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,008,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันที่ 25 มกราคม 2549 อันเป็นวันฟ้อง ต้องไม่เกินจำนวน 80,215 บาท ตามที่โจทก์ที่ 1 ขอ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินเป็นค่าเสียหายในทรัพย์สินของผู้ตายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 220,000 บาท ตามที่โจทก์ที่ 2 ขอ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ที่จะต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองรวมกันแล้วไม่เกินจำนวน 1,008,400 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายในความตายของผู้ตายและค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 243,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งสองคนละ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 9 ถึงที่ 12 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าเสียหายในทรัพย์สินของนางมนัส ผู้ตาย แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 580,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในหนี้จำนวนดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระค่าเสียหายในทรัพย์สินของผู้ตายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามที่โจทก์ที่ 2 ขอ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน และความรับผิดของจำเลยที่ 11 ในการกระทำความผิดของนายประสานหรือประสาร เมื่อรวมทั้งหมดต้องไม่เกินกว่า 600,000 บาท ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระค่าขาดไร้อุปการะและค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 243,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 9 ที่ 11 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 2 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางมนัส ผู้ตาย โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 2 กับผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของนายประสานหรือประสาร จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายประสาน จำเลยที่ 3 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยมีจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรถลากจูงหมายเลขทะเบียน 70 - 1274 ชุมพร และเป็นผู้เอาประกันภัยรถลากจูงไว้แก่จำเลยที่ 9 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่ง จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 11 เดิมเป็นรัฐวิสาหกิจ ต่อมาแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 จำเลยที่ 10 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 11 จำเลยที่ 11 เช่ารถยนต์จากจำเลยร่วมทั้งหมดจำนวน 294 คัน เพื่อนำมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 11 โดยรวมรถกระบะหมายเลขทะเบียน วน 3569 กรุงเทพมหานคร ด้วย รถกระบะดังกล่าวนี้ได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 12 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2548 จำเลยที่ 10 ขับรถกระบะดังกล่าวไปไขเอาเหรียญจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ขากลับเมื่อจำเลยที่ 10 ขับรถมาถึงบริเวณสามแยกบ้านกาเนะ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านควน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล นายประสานขับรถลากจูงตามมาด้านหลัง จำเลยที่ 10 จะเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวา เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถลากจูง รถลากจูงเสียหลักข้ามเกาะกลางถนนไปชนบ้านจนได้รับความเสียหายจำนวน 3 หลัง รวมทั้งบ้านของผู้ตายเลขที่ 189 ได้รับความเสียหายพังทั้งหลัง นายประสานและผู้ตายถึงแก่ความตาย และโจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่า เหตุรถชนเป็นความประมาทของคนขับรถทั้งสองคัน จำเลยที่ 10 ให้การรับสารภาพในข้อหาขับรถโดยประมาท ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 10 คดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 เป็นประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 10 และนายประสานขับรถเฉี่ยวชนกัน ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และทำให้ทรัพย์สินของผู้ตายได้รับความเสียหาย ดังนั้นจำเลยที่ 10 และนายประสานจึงเป็นผู้ครอบครองหรือเป็นผู้ควบคุมดูแลยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล โดยผู้ตายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการควบคุมหรือครอบครองเครื่องจักรกลที่ก่อให้เกิดความเสียหายด้วย จำเลยที่ 10 และนายประสานจึงต้องรับผิดเพื่อการเสียหายอันเกิดจากยานพาหนะนั้นเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเป็นเพราะความผิดของผู้เสียหายนั้นเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายเพราะเป็นหน้าที่ของผู้ครอบครองหรือผู้ควบคุมดูแลยานพาหนะที่เดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลจะต้องให้การและมีภาระการพิสูจน์ว่าไม่ต้องรับผิดเพราะสาเหตุตามกฎหมายข้อใด การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยเล่าข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า จำเลยที่ 10 และนายประสานเป็นผู้ขับซึ่งถือเป็นผู้ควบคุมยานพาหนะที่เดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลแล้วเกิดการเฉี่ยวชนกัน ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นนายจ้างนายประสานและเป็นเจ้าของรถลากจูงที่นายประสานเป็นผู้ขับ ซึ่งเอาประกันไว้แก่จำเลยที่ 9 จึงขอให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 แม้จะมิได้บรรยายว่าเป็นความประมาทของฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายและขับรถประมาทกันอย่างไร ก็เป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว เพราะจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 สามารถให้การต่อสู้คดีได้ ทั้งเป็นเรื่องรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณา คำฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ไม่เคลือบคลุม ฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ด้วยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาหรือไม่ จำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยร่วมเป็นเพียงผู้ให้เช่ารถกระบะแก่จำเลยที่ 11 แม้ในสัญญาเช่าจะมีข้อความให้จำเลยร่วมรับผิดในความเสียหายต่อบุคคลภายนอกไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมของพนักงานขับรถ ก็เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า สัญญาเช่า ที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 11 กับจำเลยร่วม เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 11 เช่ารถยนต์จากจำเลยร่วมไปใช้ในกิจการของจำเลยที่ 11 เป็นจำนวนมากถึง 249 คัน เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ในการทำธุรกิจด้วยกัน ไม่ปรากฏมีข้อเท็จจริงที่จำเลยร่วมต้องอยู่ในสภาพที่จำเลยที่ 11 บีบบังคับให้จำเลยร่วมตกอยู่ในสถานะจำยอมต้องทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 11 เชื่อว่าสาเหตุที่จำเลยร่วมเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 11 เป็นเพราะจำเลยร่วมได้พิจารณาแล้วว่าแม้ให้จำเลยร่วมต้องรับผิดในการขับรถของพนักงานบริษัทจำเลยที่ 11 ด้วย จำเลยร่วมก็จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนที่คุ้มค่า ไม่ถือเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น แม้จำเลยร่วมจะมิใช่เป็นนายจ้างจำเลยที่ 10 และเป็นเพียงผู้ให้เช่ารถกระบะ แต่เมื่อมีเหตุละเมิดเกิดขึ้นและทำให้จำเลยที่ 11 มีสิทธิที่จะไล่เบี้ยให้จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 11 ตามสัญญาเช่ารถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 11 กับจำเลยร่วมข้อ 7 ซึ่งระบุว่า ผู้ให้เช่า (จำเลยร่วม) ต้องรับผิดต่อความเสียหายใด ๆ อันเกิดต่อผู้โดยสารในรถยนต์ที่นำมาให้เช่าและบุคคลภายนอกอันเป็นการสืบเนื่องมาจากการกระทำไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมของพนักงานขับรถหรือบริษัทของผู้เช่า (จำเลยที่ 11) หรือผู้ให้เช่า (จำเลยร่วม) เอง ดังนี้ จำเลยที่ 11 ย่อมมีอำนาจขอให้ศาลมีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีได้เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเสร็จไปในคราวเดียว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 10 พนักงานขับรถบริษัทจำเลยที่ 11 ได้ขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน วน 3569 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 11 เช่ามาจากจำเลยร่วมด้วยความประมาทชนกับรถลากจูงหมายเลขทะเบียน 70 - 1274 ชุมพร ที่นายประสาน เป็นผู้ขับเป็นเหตุให้นางมนัส ผู้ตาย และนายประสานถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ และบ้านของผู้ตายได้รับความเสียหายพังทั้งหลัง จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลเหตุละเมิดดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 บุตรผู้ตาย ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามสัญญาเช่ารถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 11 กับจำเลยร่วมข้อ 7 ดังกล่าว ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 เพราะเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้อง ตั้งสภาพแห่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ว่า จำเลยที่ 5 ในฐานะตัวการหรือนายจ้างของนายประสาน ส่วนจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 5 ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า การที่นายประสานขับรถลากจูงนั้นเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์หรือในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 5 จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และทำให้จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ด้วย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 9 ในการกระทำละเมิดของนายประสานหรือประสาร เมื่อรวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 600,000 บาท ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ส่วนจำเลยที่ 11 ไม่จำกัดความรับผิด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 9 ถึงที่ 12 และจำเลยร่วม และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ในศาลชั้นต้น กับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 437 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
เด็กชายจตุรงค์ ศรีหมาน
โดยนางสาวมานิจ บัวดวง
โจทก์ — ผู้ใช้อำนาจปกครอง
จำเลย — นางชุติมา บัวงาม กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท รังสรรค์การท่องเที่ยว จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายวิสูตร มานะพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2559
#591892
เปิดฉบับเต็ม

ขณะศาลฎีกาส่งคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำเขาบิน จังหวัดราชบุรี ส่วนจำเลยที่ 2 อยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม การที่ศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลฎีกาให้ศาลจังหวัดราชบุรีอ่านให้จำเลยที่ 1 ฟังก่อน แล้วจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง จึงเป็นการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังโดยชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 จำเลยที่ 2 จะกล่าวอ้างว่า การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วยไม่ได้ เมื่อตาม ป.วิ.อ. มาตรา 188 บัญญัติเพียงว่า คำพิพากษามีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป โดยมิได้บัญญัติว่า คดีถึงที่สุดเมื่อใด จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 147 มาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อ 18 กันยายน 2555 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 18 กันยายน 2555 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 และออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดวันที่ 18 กันยายน 2555 ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสาม เพราะไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 2 หลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษา เมื่อผลแห่งการอ่านคำพิพากษามีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 การที่ศาลจังหวัดราชบุรีอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 คำพิพากษาศาลฎีกาจึงมีผลในวันดังกล่าว การกำหนดวันที่คดีถึงที่สุดจึงต้องถือวันดังกล่าวแก่จำเลยทุกคน โดยไม่ต้องคำนึงถึงการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยอื่นฟังในภายหลังเนื่องจากมิได้มีการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว ขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 ใหม่โดยกำหนดวันคดีถึงที่สุดเป็นวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังในวันที่ 18 กันยายน 2555 จึงต้องถือว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดในวันดังกล่าว หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในคำร้องว่า ศาลจะต้องยึดถือผลแห่งการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 นั้น ก็มิได้มีกฎหมายใดบัญญัติไว้ดังกล่าว ทั้งการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยคนใดฟัง ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยแต่ละคน ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ไม่อาจรับฟังได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขวันคดีถึงที่สุดในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อผลของการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกามีมาตรา 182 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาใช้บังคับได้ จำเลยที่ 2 ไม่ได้หลบหนีหรือจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาจึงอยู่ในอำนาจศาลโดยตลอด การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาต่อหน้าจำเลยแต่ละคนช้าเร็วต่างกันจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 ทั้งการอ่านคำพิพากษามีผลเฉพาะจำเลยเป็นรายบุคคลนั้นเป็นเรื่องผลของการนับระยะเวลาในการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา แต่ในชั้นฎีกาอันเป็นชั้นคดีถึงที่สุด คำพิพากษาย่อมมีผลแก่จำเลยทุกคนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไป โดยไม่ต้องคำนึงถึงการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยอื่นฟังในภายหลังนั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่ศาลฎีกาส่งคำพิพากษาศาลฎีกาไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังนั้น จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำเขาบิน จังหวัดราชบุรี ส่วนจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นส่งคำพิพากษาศาลฎีกาไปให้ศาลจังหวัดราชบุรีอ่านให้จำเลยที่ 1 ฟังก่อน แล้วจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง จึงเป็นการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 แล้ว จำเลยที่ 2 จะกล่าวอ้างว่าการที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วยไม่ได้ เพราะขณะนั้นศาลชั้นต้นยังไม่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังโดยเปิดเผย ทำให้จำเลยที่ 2 ยังไม่ทราบผลตามคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งศาลชั้นต้นก็ยังไม่ได้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแต่อย่างใด เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 บัญญัติเพียงว่า คำพิพากษามีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป โดยไม่ได้บัญญัติวิธีพิจารณาไว้โดยเฉพาะว่าคดีถึงที่สุดเมื่อใด จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 มาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป" คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 18 กันยายน 2555 จึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะแก้ไขวันที่คดีถึงที่สุดในหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยที่ 2 ใหม่ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 182 ม. 188
ป.วิ.พ. ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายสนิท เฟื่องประยูร
จำเลย — นายประสงค์หรือหมู แสงจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวัสสิก ศรีแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2559
#591891
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานลักลอบนำน้ำมันซึ่งมิได้เสียภาษีและผ่านศุลกากรโดยถูกต้องตามกฎหมาย เข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร และโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีอากรขาเข้า กับความผิดฐานซื้อ รับจำนำ ช่วยพาเอาไปเสีย ช่วยจำหน่าย ช่วยซ่อนเร้น หรือรับไว้ในครอบครอง ซึ่งน้ำมันที่ยังมิได้เสียภาษีโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่มีผู้ลักลอบนำพาหลบหนีศุลกากร เข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรที่ต้องเสีย เป็นคนละความผิดกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซื้อน้ำมันของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่มีผู้ลักลอบนำพาหลบหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนำเข้าซึ่งสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มิได้เสียภาษี ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 147 (2) ได้ และโจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานขายหรือมีไว้เพื่อขายสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี และความผิดฐานรับซื้อของน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งรู้ว่าเป็นของนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรรวมมาในข้อเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์ลงโทษเป็นกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสองกรรมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 147, 162 พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 11, 30, 56 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 86, 91 ขอให้ริบน้ำมันเบนซิน ปริมาตร 15,000 ลิตร ของกลาง หรือเงิน 271,092.80 บาท ที่ได้จากการขายน้ำมันเบนซินดังกล่าว และให้สั่งจ่ายเงินสินบนนำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 147 (2), 162 (1) พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 56 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานรับซื้อของ (น้ำมันเชื้อเพลิง) ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้าในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับ 1,380,600 บาท ฐานนำเข้าซึ่งสินค้า (น้ำมันเชื้อเพลิง) ที่มิได้เสียภาษี ปรับ 750 บาท ฐานขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้า (น้ำมันเชื้อเพลิง) โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี ปรับ 750 บาท และฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ปรับ 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,412,100 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 941,400 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยก ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับกุมร้อยละยี่สิบห้าจากเงินที่ได้จากการขายของกลางเมื่อคดีถึงที่สุด ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 8 วรรคหนึ่ง ส่วนเงินที่ได้จากการขายของกลางที่เหลือหลังจากจ่ายเงินสินบนและรางวัลแล้วให้ริบ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานรับซื้อของ (น้ำมันเชื้อเพลิง) ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และความผิดฐานนำเข้าซึ่งสินค้า (น้ำมันเชื้อเพลิง) ที่มิได้เสียภาษี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 1,380,600 บาท และ 750 บาท ตามลำดับ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนความผิดฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 30,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังคงลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่เกินกำหนดดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า น้ำมันของกลางเป็นน้ำมันที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมายและจำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าน้ำมันของกลางเป็นน้ำมันที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนความผิดฐานขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้า (น้ำมันเชื้อเพลิง) โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 750 บาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า น้ำมันของกลางไม่ได้เป็นน้ำมันที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยที่ 2 ซื้อน้ำมันของกลางจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.นวธนภิญโญ โดยเชื่อโดยสุจริตว่าน้ำมันของกลางเป็นน้ำมันที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และเป็นข้อที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลักลอบนำพาน้ำมันซึ่งเป็นของที่ยังมิได้เสียภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องตามกฎหมายจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรและโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีอากรขาเข้าสำหรับสิ่งของสินค้าดังกล่าว หรือมิฉะนั้นจำเลยที่ 2 ซื้อ รับจำนำ ช่วยพาเอาไปเสีย ช่วยจำหน่าย ช่วยซ่อนเร้น หรือรับไว้ในครอบครองโดยประการใด ซึ่งน้ำมันของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีโดยจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่มีผู้ลักลอบนำพาหลบหนีศุลกากรจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง เพียงข้อหาเดียวเพราะความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวเป็นคนละความผิดกันจะลงโทษจำเลยที่ 2 ในทั้งสองข้อหาดังกล่าวย่อมไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซื้อน้ำมันของกลางที่ยังมิได้เสียภาษีโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่มีผู้ลักลอบนำพาหลบหนีศุลกากรจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนำเข้าซึ่งสินค้า (น้ำมันเชื้อเพลิง)ที่มิได้เสียภาษี ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 147 (2) ได้ และโจทก์ยังบรรยายฟ้องความผิดฐานขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้า (น้ำมันเชื้อเพลิง) โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี และความผิดฐานรับซื้อของ (น้ำมันเชื้อเพลิง) ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร รวมกันมาในข้อเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวเป็นสองกรรมนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานรับซื้อของ (น้ำมันเชื้อเพลิง) ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และความผิดฐานขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้า (น้ำมันเชื้อเพลิง) โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานรับซื้อของ (น้ำมันเชื้อเพลิง) ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ปรับ 1,380,600 บาท ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนำเข้าซึ่งสินค้า (น้ำมันเชื้อเพลิง) ที่มิได้เสียภาษี ตามพระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 147 (2) รวมปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 1,410,600 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 147 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นายประจวบ พงศ์พีระ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นางสาวภัทรมน ขาวทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายโชคชัย หว่างอุ่น
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา