คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 975/2559
#594399
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการพร้อมสำเนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งสำเนาคำขอรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ทำแผนโดยไม่ชักช้าโดยเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/27 และบุคคลตามมาตรา 90/26 วรรคสอง เป็นผู้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ผู้ทำแผนต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีรายการต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/42 โดยที่มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการทั้งนี้ตามมาตรา 90/27 กล่าวคือ เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนแทนการได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิม

คดีนี้ที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่อาจมีมติตามมาตรา 90/46 เลือกผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาล ซึ่งศาลล้มละลายกลางเห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม กรณีเช่นนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เฉพาะเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งเจ้าหนี้ในหนี้อื่นที่อาจขอรับชำระหนี้ได้จากมูลหนี้ที่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91

เนื่องจากมาตรา 90/78 บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความใน...มาตรา 90/68... ไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทำโดยสุจริตและเป็นไปตามแผนแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้น และมีผลให้หนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการกลับคืนสู่สถานะดังที่เป็นอยู่เดิม เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ในขณะนั้นจะไม่เปิดช่องให้กระทำได้" ฉะนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม เจ้าหนี้ซึ่งได้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่จะขอรับชำระหนี้ตามจำนวนหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการไว้ตามมาตรา 90/32 หาใช่จำนวนหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 (3) (ข) ไม่ ส่วนเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะรับชำระหนี้ไม่ว่าการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จะเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือไม่ตามมาตรา 90/61 เจ้าหนี้ผู้นั้นจึงหมดสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง เช่นกัน

เจ้าหนี้ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/61 (1) ย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามแผน และอาจได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนไปตามแผนแล้ว ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม ซึ่งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดดังกล่าวไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทำโดยสุจริตและเป็นไปตามแผนแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้น ดังนั้น สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ตามแผนก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม จึงขึ้นอยู่กับผลตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลที่เคยอนุญาตให้เจ้าหนี้นั้นได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ด้วย เมื่อคดีนี้เจ้าหนี้อุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ปรากฏสิทธิของเจ้าหนี้รายนี้ในการกลับคืนสู่สถานะดังที่เป็นอยู่เดิม และเมื่อนำทรัพย์สินที่เจ้าหนี้อาจได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามแผน (ถ้ามี) ไปหักออกแล้ว จึงจะทราบยอดหนี้สุทธิที่เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 90/78 ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2551 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2552 โดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนองในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเป็นเงิน 4,037,917.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,600,000 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เจ้าหนี้รายที่ 6 โต้แย้งว่าเอกสารหลักฐานแห่งมูลหนี้ของเจ้าหนี้ไม่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันในมูลหนี้และภาระผูกพันที่ลูกหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ จึงไม่น่าเชื่อว่ามีมูลหนี้กันจริง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (1)

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้กลับคำสั่งผู้คัดค้านให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนพ้นจากตำแหน่ง โดยที่ศาลมิได้มีคำสั่งตั้งผู้บริหารแผนชั่วคราว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเป็นผู้บริหารแผนชั่วคราว ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/68 วรรคสาม

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/68 วรรคสาม ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้เกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อไปหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการพร้อมสำเนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งสำเนาคำขอรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ทำแผนโดยไม่ชักช้า โดยเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/27 และบุคคลตามมาตรา 90/26 วรรคสอง เป็นผู้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ และผู้ทำแผนต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีรายการต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/42 โดยที่มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ตามมาตรา 90/27 กล่าวคือ เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนแทนการได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิม คดีนี้เนื่องจากที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่อาจมีมติตามมาตรา 90/46 เลือกผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาล ซึ่งศาลล้มละลายกลางเห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม กรณีเช่นนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เฉพาะเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งเจ้าหนี้ในหนี้อื่นที่อาจขอรับชำระหนี้ได้จากมูลหนี้ที่ได้เกิดขึ้น ตั้งแต่ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91 แต่เนื่องจากมาตรา 90/78 บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความใน...มาตรา 90/68... ไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทำโดยสุจริตและเป็นไปตามแผนแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้น และมีผลให้หนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการกลับคืนสู่สถานะดังที่เป็นอยู่เดิม เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ในขณะนั้นจะไม่เปิดช่องให้กระทำได้" ฉะนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม เจ้าหนี้ซึ่งได้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่จะขอรับชำระหนี้ตามจำนวนหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการไว้ตามมาตรา 90/32 หาใช่จำนวนหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 (3) (ข) ไม่ ส่วนเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะรับชำระหนี้ไม่ว่าการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จะเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือไม่ตามมาตรา 90/61 เจ้าหนี้ผู้นั้นจึงหมดสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเจ้าหนี้ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/61 (1) ย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามแผน และอาจได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนไปตามแผนแล้ว ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม ซึ่งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดดังกล่าวไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทำโดยสุจริตและเป็นไปตามแผนแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้น ดังนั้น สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ตามแผนก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม จึงขึ้นอยู่กับผลตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลที่เคยอนุญาตให้เจ้าหนี้นั้นได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ด้วย เมื่อคดีนี้เจ้าหนี้อุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ปรากฏสิทธิของเจ้าหนี้รายนี้ในการกลับคืนสู่สถานะดังที่เป็นอยู่เดิม และเมื่อนำทรัพย์สินที่เจ้าหนี้อาจได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามแผน (ถ้ามี) ไปหักออกแล้ว จึงจะทราบยอดหนี้สุทธิที่เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 90/78 ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ ลูกหนี้ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 122236 ดังกล่าว โดยสัญญาจำนองระบุว่าเพื่อประกันการกู้ยืมเงินซึ่งผู้จำนองได้กู้ยืมจากผู้รับจำนองจำนวน 3,600,000 บาท ให้ถือว่าสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินด้วย และผู้กู้ได้รับเงินเรียบร้อยแล้วเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 9911097 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2550 เช่นนี้ กรณีจึงแสดงอย่างแจ้งชัดว่าลูกหนี้ได้ยอมผูกพันที่จะชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่นายอนวัช กรรมการของลูกหนี้กู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 โดยลูกหนี้และเจ้าหนี้ให้ถือสัญญาจำนองที่ดินนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินได้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 4,037,917.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 3,600,000 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากที่ดินโฉนดเลขที่ 122236 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 ม. 90/27 ม. 90/42 ม. 90/46 ม. 90/60 ม. 90/61 (1) ม. 90/68 ม. 90/77 ม. 90/78 ม. 91
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทยิ่งรวย เรียลเอสเตท จำกัด
เจ้าหนี้ — นายสุรพล แย้มเกษม
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2559
#594725
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อความที่จำเลยแจ้งจะเป็นความเท็จเพราะความจริงโฉนดที่ดินอยู่ที่ ภ. และจำเลยนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้อ้างเพื่อขอให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อพันตำรวจโท บ.เจ้าพนักงาน ธ. และ พ. เจ้าพนักงานที่ดิน มิได้กล่าวพาดพิงไปถึง ภ. หรือนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้อ้างต่อ ภ. อันจะถือว่า ภ. ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลย อีกทั้งจำเลยมอบให้มารดานำโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับ ภ. เท่านั้น ซึ่ง ภ. ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย ภ. จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ภ. เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อ ภ. มิใช่คู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของ ภ. จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายภุชงค์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนอื่นจะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า นายภุชงค์ เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พันตำรวจโทบรรจง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่รับแจ้งเหตุ สืบสวน และสอบสวนคดีอาญาว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 17232 หน้าสำรวจ 2956 ตำบลสิ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ และโฉนดที่ดินเลขที่ 20459 หน้าสำรวจ 3700 ตำบลสิ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้สูญหายไป เพื่อให้พันตำรวจโทบรรจงจดข้อความดังกล่าวลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ความจริงโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับของจำเลยไม่ได้สูญหาย โดยจำเลยมอบให้มารดานำไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับนายภุชงค์ ภายหลังกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานดังกล่าวไปใช้อ้างแสดงต่อนายธีระวุฒิ และนางสาวพิชาพา เจ้าพนักงานที่ดินประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาขุนหาญ เพื่อให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าว เป็นเหตุให้นายธีระวุฒิและนางสาวพิชาพาหลงเชื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับให้แก่จำเลย เห็นว่า แม้ข้อความที่จำเลยแจ้งจะเป็นความเท็จเพราะความจริงโฉนดที่ดินอยู่ที่นายภุชงค์ และจำเลยนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้อ้างเพื่อขอให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อพันตำรวจโทบรรจง เจ้าพนักงาน นายธีระวุฒิและนางสาวพิชาพาเจ้าพนักงานที่ดิน มิได้กล่าวพาดพิงไปถึงนายภุชงค์หรือนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้อ้างต่อนายภุชงค์ อันจะถือว่านายภุชงค์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลย อีกทั้งจำเลยมอบให้มารดานำโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับนายภุชงค์เท่านั้น ซึ่งนายภุชงค์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย นายภุชงค์จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายภุชงค์เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อนายภุชงค์มิใช่คู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของนายภุชงค์จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้

พิพากษาให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายภุชงค์ ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ นายภุชงค์เข้าร่วมเป็นโจทก์ และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30
ป.อ. ม. 56 ม. 91 ม. 137 ม. 267 ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์
โจทก์ร่วม — นายภุชงค์ แซ่เตีย
จำเลย — นางสาวศันสนีย์ บุญมาก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายศิริชัย สุวรรณแสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 960/2559
#593234
เปิดฉบับเต็ม

คำเบิกความของจำเลยตอบโจทก์ถามค้านว่าเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกมาก่อน ย่อมใช้ยันจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 233 วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน

ฎีกาของจำเลยที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนตามคำเบิกความของจำเลยเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องการให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อจะได้วินิจฉัยว่ามีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เป็นฎีกาที่บิดเบือนปัญหาข้อเท็จจริงให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 81, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จ่าสิบเอกจำเนียร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาพยาบาลและดำเนินการเกี่ยวกับคดี 10,000 บาท ค่ารักษาตัวต่อเนื่อง ค่าที่ไม่สามารถประกอบการงานในปัจจุบันและอนาคต 40,000 บาท และค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏข้อความที่โจทก์ระบุว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ประสงค์เพิ่มเติมบวกโทษจำคุกแก่จำเลย และโจทก์ไม่ได้แสดงหลักฐานว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนตามคำเบิกความของจำเลยจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและวินิจฉัยในทางที่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยพิจารณาพิพากษาไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวข้างต้นต้องการให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเพื่อจะได้วินิจฉัยว่ามีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นฎีกาที่บิดเบือนปัญหาข้อเท็จจริงให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเท่านั้น ดังนี้ ข้อกฎหมายที่จำเลยอ้างในฎีกาจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 233 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่จำเลยเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นได้ และศาลอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้" เมื่อจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดกำแพงเพชรในข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลจังหวัดกำแพงเพชรพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 9 เดือน จำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 คำเบิกความของจำเลยจึงใช้ยันจำเลยได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 233 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
ผู้ร้อง — จ่าสิบเอกจำเนียร สารวาท
จำเลย — นางนพวรรณ สารวาท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายอนันต์ บุญแย้ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 933/2559
#596511
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาบอกรับเป็นสมาชิกเป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดหรือจัดทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้าตามข้อกำหนดแนบท้ายสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกจำนวน 13 ข้อ แม้สัญญาดังกล่าวโจทก์สามารถเจรจาต่อรองขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงได้ แต่ก็เป็นการตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วน ข้อสัญญาส่วนใหญ่ที่เป็นสาระสำคัญยังคงเดิมหรือเป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ฝ่ายที่นำสัญญาดังกล่าวมาใช้ยืนยันว่าจะต้องมีข้อสัญญาเป็นเช่นนั้น มิฉะนั้นจะไม่ทำสัญญาด้วย ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์ตกอยู่ในภาวะที่จะเลือกได้เพียงว่าจะเข้าทำสัญญาดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น และสัญญาดังกล่าวถูกจำเลยที่ 1 นำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน ดังนั้น สัญญาบอกรับเป็นสมาชิกดังกล่าวจึงเป็นสัญญาสำเร็จรูปตามนัยแห่งมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540

เมื่อพิจารณาตามข้อกำหนดแนบท้ายสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกข้อ 3 ระบุว่า "วันเริ่มต้นและระยะเวลาสัญญานี้ให้มีผลเริ่มตั้งแต่วันมีผลบังคับ และให้มีระยะเวลาต่อเนื่องไปโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุด เว้นแต่จะถูกบอกเลิกโดย 3.1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้แจ้งบอกเลิกสัญญาให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่าสามสิบวัน หรือ" แม้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้กำหนดเงื่อนไขหรือต้องให้เหตุผลที่จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญา แต่เป็นการให้สิทธิทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่จะสามารถบอกเลิกสัญญาได้เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย มิใช่กำหนดให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่าให้สัญญาเลิกหรือสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อเกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้ภาระตามสัญญาของฝ่ายตนหนักขึ้น ทั้งนี้ โดยไม่ต้องมีการบอกเลิกสัญญาเลย และให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่ามีสิทธิเลือกแต่เพียงฝ่ายเดียวว่าจะบอกเลิกสัญญาหรือไม่ก็ได้ แม้โจทก์มิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ ฉะนั้นข้อกำหนดหรือข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบโจทก์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคสาม (3) ข้อกำหนดสัญญาบอกรับสมาชิกข้อ 3. 3.1 จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 และกระทำการไม่สุจริตลักลอบนำสัญญายูบีซีของจำเลยที่ 1 ไปใช้และหรือจำหน่ายจ่ายแจก การบอกรับสมาชิกที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์เพื่อประโยชน์ทางการค้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตและเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการประพฤติผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญจึงจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญา จึงเป็นการฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก ไม่ได้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง มิใช่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

โจทก์เชื่อมต่อสัญญาณไปให้บริการที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงประพฤติผิดสัญญาแต่งตั้งตัวแทนให้บริการจำหน่ายสัญญาณยูบีซี ประเภทโครงการและหน่วยงานราชการ จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายมีกำหนด 10 ปี มิใช่เป็นการกระทำละเมิดและมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพียง 1 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งสัญญาณยูบีซีระบบดีเอสทีวีและระบบซีเอทีวีผ่านอุปกรณ์เครือข่ายรับสัญญาณที่โจทก์ติดตั้งไว้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ชำระเงิน 300,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่พ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 9,000,000 บาท และเดือนละ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งสัญญาณยูบีซีหรือชำระเงิน 300,000,000 บาท เสร็จ และให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 150,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 40,472,837.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ไม่รับ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 1,662,668.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 คำขออื่นของจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 2,195,980.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัทสยามภัณฑ์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมจำเลยที่ 1 ชื่อบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ส่วนจำเลยที่ 2 เดิมชื่อบริษัทไทยเคเบิ้ลวิชั่น จำกัด และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ 3 ครั้ง ครั้งแรกเปลี่ยนเป็นบริษัทยูนิเวอร์แซล เคเบิ้ลทีวี เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) ครั้งที่สองเปลี่ยนเป็นบริษัทยูทีวี เคเบิ้ล เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนเป็นชื่อตามฟ้อง ปัจจุบันจำเลยที่ 1 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททรู วิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททรู วิชั่น เคเบิ้ล จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกจากองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ในนามบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกจากองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ในนามบริษัทยูทีวี เคเบิ้ล เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกกับองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2532 และต่ออายุสัญญาจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ตามสำเนาต้นฉบับสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกและสำเนาต้นฉบับสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ต่อมาจำเลยทั้งสองและองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยร่วมกันแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกเพื่อให้จำเลยทั้งสองมีการบริหาร การใช้ทรัพยากร การลงทุนและการให้บริการแก่สมาชิกร่วมกัน ตามสำเนาต้นฉบับสัญญาร่วมดำเนินกิจการให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้บริการส่งสัญญาณยูบีซีระบบดีเอสทีวีซึ่งลูกค้าต้องติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณระบบดีเอสทีวีจากจำเลยที่ 1 และเสียค่าบริการรายเดือนให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งสัญญาณยูบีซีระบบซีเอทีวีซึ่งลูกค้าต้องติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณระบบซีเอทีวีจากจำเลยที่ 2 และเสียค่าบริการรายเดือนให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2542 บริษัทยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป ทำคำเสนอแต่งตั้งโจทก์ในนามบริษัทสยามภัณฑ์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายและติดตั้งยูบีซีเฉพาะสมาชิกประเภทโครงการทั่วประเทศโดยระบบดิจิตอล ดีเอสทีวี และโจทก์สนองรับด้วยการตกลง ตามหนังสือเรื่องการให้บริการยูบีซีประเภทโครงการ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 แต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสัญญาณยูบีซีประเภทโครงการและหน่วยงานราชการ ตามสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายสัญญาณยูบีซีประเภทโครงการและหน่วยงานราชการ (กรณีพิเศษ) โจทก์สามารถหาลูกค้าประเภทโครงการได้ 92 โครงการ และทำสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก ตามสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก ต่อมาจำเลยทั้งสองมีหนังสือบอกเลิกสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกทั้ง 92 โครงการ ตามหนังสือเรื่อง แจ้งบอกเลิกสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก โจทก์ฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสองไม่ฎีกา คดีที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ข้อกำหนดสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก ข้อ 3.3.เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ขณะโจทก์ทำสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก โจทก์เข้าใจข้อกำหนด ข้อ 3. ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาผูกพันตามสัญญาดังกล่าวต่อเนื่องตลอดไปจนกว่าสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2557 โจทก์จึงตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 เพราะแต่ละโครงการโจทก์ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยไม่ทราบว่าเป็นข้อสัญญาที่บอกเลิกได้แม้ไม่ได้กระทำผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่กำหนดสาเหตุแห่งการบอกเลิกทำให้ไม่มีความเท่าเทียมกัน จึงเป็นช่องทางให้จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาโดยโจทก์ไม่ได้ผิดสัญญาและจำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดข้อตกลงตามสัญญาจึงเป็นสัญญาสำเร็จรูป นอกจากนี้สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญานอกจากโจทก์ยินยอมหรือโจทก์ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาดังกล่าวเพราะต้องการกำไรเพิ่มขึ้นและประสงค์จะดำเนินการโครงการเอง ข้อสัญญาดังกล่าวถือเป็นข้อตกลงที่ทำให้จำเลยที่ 1 ได้เปรียบโจทก์เกินสมควร หากพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ทั้งปวงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคสี่ และมาตรา 10 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคแรก บัญญัติว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพหรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาบอกรับเป็นสมาชิก เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดหรือจัดทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้า ตามข้อกำหนดแนบท้ายสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก (ประเภทอาคาร แบบเหมาจ่าย) จำนวน 13 ข้อ แม้สัญญาดังกล่าวโจทก์สามารถเจรจาต่อรองขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงได้ แต่ก็เป็นการตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพียงบางส่วน ข้อสัญญาส่วนใหญ่ที่เป็นสาระสำคัญยังคงเดิมหรือเป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ฝ่ายที่นำสัญญาดังกล่าวมาใช้ยืนยันว่าจะต้องมีข้อสัญญาเป็นเช่นนั้น มิฉะนั้นจะไม่ทำสัญญาด้วย ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์ตกอยู่ในภาวะที่จะเลือกได้เพียงว่าจะเข้าทำสัญญาดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น และสัญญาดังกล่าวถูกจำเลยที่ 1 นำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน ดังนั้น สัญญาบอกรับเป็นสมาชิก จึงเป็นสัญญาสำเร็จรูปตามนัยแห่งมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาตามข้อกำหนดแนบท้ายสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก ข้อ 3. ระบุว่า "วันเริ่มต้นและระยะเวลาสัญญานี้ให้มีผลเริ่มตั้งแต่วันมีผลบังคับ และให้มีระยะเวลาต่อเนื่องไปโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุด เว้นแต่จะถูกบอกเลิกโดย 3.1 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้แจ้งบอกเลิกสัญญาให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่าสามสิบวัน หรือ" แม้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ได้กำหนดเงื่อนไขหรือต้องให้เหตุผลที่จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญา แต่เป็นการให้สิทธิทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่จะสามารถบอกเลิกสัญญาได้เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย มิใช่กำหนดให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่าให้สัญญาเลิกหรือสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้ภาระตามสัญญาของฝ่ายตนหนักขึ้น ทั้งนี้ โดยไม่ต้องมีการบอกเลิกสัญญาเลย และให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 ที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่ามีสิทธิเลือกแต่เพียงฝ่ายเดียวว่าจะบอกเลิกสัญญาหรือไม่ก็ได้ แม้โจทก์มิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ ฉะนั้นข้อกำหนดหรือข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ ปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบโจทก์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคสาม (3) ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาบอกรับเป็นสมาชิก เป็นสัญญาต่างตอบแทนนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องและศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งใช้บังคับในขณะยื่นฟ้องคดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามที่วินิจฉัยดังกล่าวข้อกำหนดสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก ข้อ 3. 3.1 จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อที่สองว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหายหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกระทำละเมิด 2 ประเด็น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเฉพาะว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาบอกรับสมาชิกโดยชอบไม่ได้กระทำฝ่าฝืนละเมิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เพียงประเด็นเดียว ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยประเด็นว่าโจทก์เป็นตัวแทนการให้บริการสัญญาณยูบีซีของจำเลยทั้งสองโครงการตามสัญญาการบอกรับเป็นสมาชิก โดยโจทก์ไม่ได้ประพฤติผิดสัญญา แต่จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาและรับสัญญาณยูบีซีที่โจทก์ให้บริการ ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่อาจบอกเลิกสัญญาได้เป็นการทำละเมิดให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่า "...สัญญาการบอกรับเป็นสมาชิกทั้ง 92 สัญญา กำหนดให้มีระยะเวลาของสัญญาต่อเนื่องไปโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุด จึงเป็นสัญญาที่สามารถบอกเลิกสัญญากันได้แม้ไม่มีการผิดสัญญา... การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามข้อกำหนด 3.1 จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบ...การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นการผิดสัญญาและไม่เป็นละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย..." และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้โจทก์แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อที่สามว่า โจทก์ผิดสัญญาทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า โจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ลักลอบส่งสัญญาณยูบีซี 8 ช่องรายการ ไปที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้บรรยายฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาตัวแทนและสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกโครงการแฟลตการเคหะดินแดงอย่างไร แล้วโจทก์ผิดสัญญากรณีเชื่อมสัญญาณรายการในโครงการแฟลตการเคหะไปให้บริการแก่ผู้พักอาศัยที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 7 (3) ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่อาจพิจารณาพิพากษาว่า โจทก์ประพฤติผิดสัญญาตัวแทนและสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก รวมถึงกระทำละเมิดจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ที่ศาลแพ่ง โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหาย 66,282 บาท และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 คดีขาดอายุความละเมิดหรือไม่ เป็นคำวินิจฉัยชอบด้วยกฎหมาย การส่งสัญญาณยูบีซีไปที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์เป็นการที่โจทก์ทดลองทำโครงการและฝ่ายจำเลยที่ 1 ยินยอม แต่ฝ่ายตรวจสอบจำเลยที่ 1 ไม่ทราบและไปแจ้งความไว้ หลังจากนั้น 2 ปี โจทก์บอกเลิกสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก และไม่ได้อ้างว่าโจทก์ประพฤติผิดสัญญา รวมทั้งเรียกค่าเสียหาย ต่อมาเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองจึงฟ้องแย้งแก้เกี้ยวและอ้างรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เป็นพยาน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์เชื่อมสัญญาณยูบีซีไปอาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์เป็นการประพฤติผิดสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและเป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 1 มีอายุความ 1 ปี ขัดแย้งกับที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ 1 บรรยายฟ้องแย้งเป็นการประพฤติผิดสัญญาตัวแทนซึ่งมีอายุความเรียกร้องค่าเสียหาย 10 ปีนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และกระทำการไม่สุจริตลักลอบนำสัญญาณยูบีซีของจำเลยที่ 1 ไปใช้และหรือจำหน่ายจ่ายแจก การบอกรับสมาชิกที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์เพื่อหาประโยชน์ทางการค้าของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตและเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการประพฤติผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญา จึงเป็นการฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก ไม่ได้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ว่า เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง มิใช่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตามที่โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ส่วนการที่โจทก์เชื่อมต่อสัญญาณไปให้บริการที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์ โจทก์มีนายวิชิต กรรมการของโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ดำเนินการได้ลอยๆ แต่จำเลยที่ 1 กลับนำสืบว่าโจทก์ลักลอบต่อสัญญาณ โดยจำเลยที่ 1 มีสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมายืนยัน พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เชื่อมต่อสัญญาณไปให้บริการที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์โดยไม่ได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงประพฤติผิดสัญญาแต่งตั้งตัวแทนให้บริการจำหน่ายสัญญาณยูบีซี ประเภทโครงการและหน่วยราชการ (กรณีพิเศษ) และจำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายมีกำหนด 10 ปี มิใช่เป็นการกระทำละเมิดและมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพียง 1 ปี ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์เชื่อมต่อสัญญาณไปให้บริการที่อาคารคงอ่ำอพาร์ตเมนต์เพียงใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาข้อที่สี่ว่า โจทก์ค้างชำระค่าบริการตามสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกโดยอาศัยสัญญาข้อ 3. 3.1 ซึ่งเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและการที่จำเลยที่ 1 ระงับการส่งสัญญาณยูบีซีตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนละเมิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และหรือเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งค่าบริการค้างชำระ 2,195,980.19 บาท และค่าบริการที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งมีจำนวนมากกว่าความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้รับจริง โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าบริการรายเดือนเฉพาะที่มีการส่งสัญญาณยูบีซีครบเดือน ตามใบแจ้งค่าบริการ รวมเป็นเงิน 1,662,668.10 บาท นอกจากนี้เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาตัวแทนและสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก ซึ่งผลของการบอกเลิกทำให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจฟ้องแย้งให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาทั้งสองดังกล่าวชำระค่าบริการรายเดือนภายในระยะเวลาการบอกเลิกสัญญา และการบอกเลิกสัญญาทั้งสองโดยที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ระงับสัญญาณยูบีซีภายในระยะเวลาบอกเลิกสัญญา จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ค้างชำระค่าบริการและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เสียหายนั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า โจทก์ค้างชำระค่าบริการตามสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกของงวดเดือนกันยายน 2547 ถึงวันปิดสัญญาณ 75 โครงการเป็นเงิน 2,195,980.19 บาท ส่วนโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ไม่เคยค้างชำระค่าบริการเดือนกันยายน 2547 ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2547 ประเด็นข้อพิพาทมีเพียงว่าโจทก์ค้างชำระค่าบริการงวดเดือนกันยายน 2547 ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2547 หรือไม่ เท่านั้น ไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งเรียกค่าบริการค้างชำระด้วยเหตุต่างๆ ตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ดังนั้น โจทก์ค้างชำระค่าบริการตามสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกตามที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้ง 2,195,980.19 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกต่อไปตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ ค่าขาดประโยชน์แทนการปฏิบัติตามสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกมีมากน้อยเพียงใดและจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก และระงับสัญญาณยูบีซีทั้ง 92 โครงการฝ่าฝืนละเมิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และหรือจงใจทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยต้องส่งสัญญาณยูบีซีให้แก่โจทก์ หากไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาให้ชำระเงิน 300,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และโจทก์ขาดรายได้จากการหยุดส่งสัญญาณยูบีซีของจำเลยที่ 1 ทำให้ไม่สามารถเรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้าเดือนละ 3,000,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รวมเป็นเงิน 9,000,000 บาท รวมทั้งค่าเสียหายต่อไปเดือนละ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากนี้โจทก์เสียหายจากการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณ วางระบบเครือข่ายและติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณเพื่อกระจายสัญญาณให้แก่ลูกค้า 150,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จสิ้นนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาข้อแรกแล้วว่า ข้อกำหนดสัญญาบอกรับเป็นสมาชิก ไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาบอกรับสมาชิกโดยชอบย่อมไม่เป็นการผิดสัญญา และวินิจฉัยในปัญหาข้อที่สองแล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดให้โจทก์เสียหาย ดังนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาบอกรับเป็นสมาชิกและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 420 ม. 797
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจริญยิ่ง (8888) จำกัด
บริษัทยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภานุ รังสีสหัส
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 901/2559
#592047
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทางพิจารณาได้ความว่าปุ๋ยเคมีปลอมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเพื่อการค้าและร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม เป็นปุ๋ยสูตร 16 - 8 - 8 ชื่อการค้า ท๊อปพรอดคัท เครื่องหมายการค้า ตรามังกรเรือ ทะเบียนเลขที่ 2438/2551 และข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องปรากฏว่าปุ๋ยเคมีปลอมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเพื่อการค้าและร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม เป็นปุ๋ยสูตร 16 - 8 - 8 ชื่อการค้า มังกรเรือ เครื่องหมายการค้า ตรามังกรเรือ ทะเบียนเลขที่ 2438/2551 ก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวก็แตกต่างกันเฉพาะชื่อการค้าเท่านั้น ส่วนสูตร เครื่องหมายการค้า เลขทะเบียน และผู้ผลิต ยังคงตรงตามคำฟ้อง เมื่อผลคือปุ๋ยเคมีปลอมที่ผลิตเพื่อการค้าและขายปุ๋ยเคมีปลอมดังกล่าวเป็นปุ๋ยเคมีปลอมอันเกิดจากการร่วมกันผลิตและร่วมกันขายของจำเลยทั้งสองแล้ว จึงเป็นการแตกต่างกันในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ให้การรับสารภาพแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมิได้หลงต่อสู้ในข้อดังกล่าว ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องจนศาลต้องยกฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 3, 4, 30, 32, 34, 63, 64, 72/5, 72/6 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 นับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2523/2557, 2531/2557, 2532/2557, 2533/2557, 2534/2557, 2615/2557, 2728/2557, 2733/2557, 2792/2557, 3412/2557 และ 3413/2557 ของศาลชั้นต้น และริบปุ๋ยเคมีปลอมของกลางให้แก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายเสียหรือจัดการตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบปุ๋ยเคมีปลอมของกลางให้กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควร

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องจนศาลต้องยกฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ทางพิจารณาได้ความว่าปุ๋ยเคมีปลอมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเพื่อการค้าและร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม เป็นปุ๋ยสูตร 16 - 8 - 8 ชื่อการค้าท๊อปพรอดคัท เครื่องหมายการค้า ตรามังกรเรือ ทะเบียนเลขที่ 2438/2551 และข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องปรากฏว่าปุ๋ยเคมีปลอมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเพื่อการค้าและร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอม เป็นปุ๋ยสูตร 16 - 8 - 8 ชื่อการค้า มังกรเรือ เครื่องหมายการค้า ตรามังกรเรือ ทะเบียนเลขที่ 2438/2551 ก็ตาม แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวก็แตกต่างกันเฉพาะชื่อการค้าเท่านั้น ส่วนสูตร เครื่องหมายการค้า เลขทะเบียน และผู้ผลิต ยังคงตรงตามคำฟ้อง เมื่อผลคือปุ๋ยเคมีปลอมที่ผลิตเพื่อการค้าและขายปุ๋ยเคมีปลอมดังกล่าวเป็นปุ๋ยเคมีปลอมอันเกิดจากการร่วมกันผลิตและร่วมกันขายของจำเลยทั้งสองแล้ว จึงเป็นการแตกต่างกันในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสองก็ให้การรับสารภาพแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองมิได้หลงต่อสู้ในข้อดังกล่าว ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงไม่แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องจนศาลต้องยกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเป็นการไม่ชอบดังวินิจฉัยข้างต้น โดยยังไม่ได้วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้าและร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมหรือไม่ ดังนี้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปตามลำดับศาล ศาลฎีกาเห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — บริษัทเกษตรอุดมทรัพย์ อินเตอร์เทรด จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายภูสิต กองทรัพย์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2559
#593230
เปิดฉบับเต็ม

สาเหตุที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยการพนักงานสำหรับฝ่ายขาย พ.ศ.2541 ข้อ 37.2 กำหนดว่า จำเลยที่ 1 อาจมีความจำเป็นต้องให้พนักงานออกจากงานในกรณีที่พนักงานมีหนี้สินรุงรัง และจำเลยที่ 1 มีสิทธิเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยให้ตามกฎหมายได้ บุคคลที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดต้องเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ดังนั้น โจทก์ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีหนี้สินรุงรังตามความหมายของระเบียบดังกล่าว ประกอบกับโจทก์ทำหน้าที่ตัวแทนประกันชีวิตซึ่งต้องเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือหรือไว้วางใจของผู้เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยหรือบุคคลที่จะเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็จะส่งผลให้บุคคลดังกล่าวไม่เชื่อถือในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ไปด้วย การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควรแล้ว มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ข้อที่โจทก์อ้างว่ามูลหนี้ที่โจทก์ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายเป็นมูลหนี้ที่ ส. และโจทก์ ผิดสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคาร ก. ซึ่งต่อมาธนาคารได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งมีกรรมการของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวอันแสดงว่าจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์มีหนี้สินอยู่ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะรับโจทก์เข้าทำงานนั้น เมื่อธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์กับจำเลยที่ 1 ต่างเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์มีหนี้สินขณะจำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงาน และข้อที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยกเว้นไม่นำกรณีที่โจทก์มีหนี้สินรุงรังมาเป็นเหตุเลิกจ้างนั้น ก็เป็นความเข้าใจของโจทก์ฝ่ายเดียว

ข้อที่โจทก์อ้างว่าระเบียบของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยการพนักงานสำหรับฝ่ายขาย พ.ศ.2541 ข้อ 37.2 วางเกณฑ์ไว้สูงกว่าคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ที่กำหนดเอาไว้ว่าต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้วโจทก์ยังมีคุณสมบัติเป็นตัวแทนประกันชีวิต ระเบียบดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์นั้น เมื่อระเบียบดังกล่าวใช้กับพนักงานของจำเลยที่ 1 ทุกคน ไม่ได้เลือกบังคับใช้เฉพาะโจทก์ เงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 จะเลิกจ้างลูกจ้างตามระเบียบดังกล่าวเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมใช้บังคับได้ และขณะที่ถูกเลิกจ้างโจทก์ก็ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์จะอ้างว่าระเบียบดังกล่าวไม่เป็นธรรมย่อมไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าจ้าง ผลประโยชน์และผลตอบแทนจำนวน 10 ปี เป็นเงิน 9,742,464.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และผลประโยชน์เบี้ยประกันภัยที่ชำระผ่านระบบ เอ.พี.พี. จำนวน 10 ปี เป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงว่าไม่ประสงค์จะกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมอีกและขอถอนฟ้องด้วยวาจาเฉพาะคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 5 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้บริหารฝ่ายกิจการตัวแทน จำเลยที่ 4 เป็นผู้บริหารฝ่ายการพนักงาน และจำเลยที่ 5 เป็นผู้บริหารฝ่ายกฎหมาย จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ ตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ขยายงานพิเศษ ฝ่ายสะสมเงินเดือน 17 โจทก์ทำงานจนครบเกษียณเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2548 แล้วจำเลยที่ 1 ต่ออายุสัญญาจ้างปีต่อปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 จำนวน 4 ครั้ง จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ถือไม่ได้ว่าเป็นนายจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ค่าเสียหายทั้งหมดที่โจทก์เรียกร้องมาแปลได้ว่าเป็นการเรียกร้องเงินหรือประโยชน์ที่เกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ให้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างต่อไป เท่ากับอ้างว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมและเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างดังกล่าว เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ถูกคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อันถือว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวและถือว่ามีหนี้สินรุงรังตามระเบียบว่าด้วยการพนักงานสำหรับฝ่ายขาย พ.ศ.2541 ข้อ 37.2 โดยเลิกจ้างเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2552 ซึ่งเป็นเหตุอันสมควรและเพียงพอแล้วจึงไม่เกิดความเสียหายต่อโจทก์ ส่วนสิทธิประโยชน์และผลตอบแทนที่เป็นเบี้ยประกันภัยที่ชำระผ่านระบบ เอ.พี.พี. ไม่ใช่สิทธิที่จะมาเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงาน สิทธิประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นธรรมแล้ว จึงมีผลทำให้พ้นจากการเป็นลูกจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของกองทุนที่จะดำเนินการให้พ้นสมาชิกภาพมิใช่เรื่องของจำเลยที่ 1 ส่วนสิทธิการได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุนดังกล่าว มิใช่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด สำหรับค่าธรรมเนียมที่กรมบังคับคดีเรียกเก็บเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์เรียกร้องมาก็เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดให้โจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ต้องชำระ ดังนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยการพนักงานสำหรับฝ่ายขาย พ.ศ.2541 หมวดที่ 6 การพ้นสภาพการเป็นพนักงานและการเลิกจ้าง ข้อ 37 กำหนดว่า "บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องให้พนักงานออกจากงาน ในกรณีดังต่อไปนี้ ... 37.2 หากพนักงาน ... หรือมีความประพฤติไม่เหมาะสมหรือมีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจแต่ไม่ถึงกับมีความผิด หรือมีหนี้สินรุงรัง มีมลทินมัวหมอง หรือกระทำสิ่งที่ไม่สมควร... บริษัทมีสิทธิจะเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยให้ตามกฎหมายได้" การที่บุคคลใดถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดต้องเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ดังนั้นโจทก์ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีหนี้สินรุงรังตามความหมายของระเบียบของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ประกอบกับโจทก์ทำหน้าที่ตัวแทนประกันชีวิตซึ่งต้องเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือหรือไว้วางใจของผู้เอาประกันภัย หากผู้เอาประกันภัยหรือบุคคลที่จะเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็จะส่งผลให้บุคคลดังกล่าวไม่เชื่อถือในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ไปด้วย จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า มูลหนี้ที่โจทก์ถูกฟ้องล้มละลายเป็นมูลหนี้ที่นายสุรศักดิ์และโจทก์ผิดสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาธนาคารได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย จำกัด นางสุจิตพรรณ กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย จำกัด และเป็นกรรมการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แสดงว่าจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์มีหนี้สินอยู่ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะรับโจทก์เข้าทำงานด้วย อันถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอาหนี้สินรุงรังของโจทก์มาเป็นเหตุในการเลิกจ้างโจทก์ต่อไปนั้น เห็นว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย จำกัด และบริษัทจำเลยที่ 1 ต่างเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน จึงถือไม่ได้ว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์มีหนี้สินขณะจำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงาน ทั้งข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 ยกเว้นไม่นำกรณีโจทก์มีหนี้สินรุงรังมาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ ก็เป็นความเข้าใจของโจทก์ฝ่ายเดียว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ระเบียบว่าด้วยการพนักงานสำหรับฝ่ายขาย พ.ศ.2541 ข้อ 37.2 ที่ให้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างลูกจ้างได้กรณีลูกจ้างมีหนี้สินรุงรังเป็นระเบียบที่วางเกณฑ์ไว้สูงกว่าคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ที่บัญญัติไว้ว่าต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้วโจทก์ยังมีคุณสมบัติเป็นตัวแทนประกันชีวิต ระเบียบของจำเลยที่ 1 ที่นำมาอ้างเลิกจ้างโจทก์ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ระเบียบว่าด้วยการพนักงานสำหรับฝ่ายขาย พ.ศ.2541 ใช้กับพนักงานของจำเลยที่ 1 ทุกคนไม่ได้เลือกบังคับใช้เฉพาะโจทก์ ส่วนเงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 จะเลิกจ้างลูกจ้างตามระเบียบดังกล่าว เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมใช้บังคับได้และขณะที่ถูกเลิกจ้างโจทก์ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเช่นนี้ โจทก์จะมาอ้างว่าระเบียบของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นธรรมย่อมไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ข้อปลีกย่อยอื่น ๆ ของโจทก์ไม่เป็นสาระแก่คดี เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
นางจรัณธรณ์ วงศ์นัทธพงศ์
โจทก์ — หรือนางจรินพร วงศ์เกษมจิตต์
จำเลย — บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิทยา ทาระ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 879/2559
#596115
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ที่ 1 ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ละคนให้ออกจากที่ดินพิพาท คดีทั้งสามอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์ทั้งสองได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ แม้โจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นโจทก์ฟ้องในทั้งสามคดีดังกล่าว แต่โจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกัน การที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการที่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีแทนโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมด้วย จึงถือว่าโจทก์ที่ 2 เป็นโจทก์ในคดีก่อน ส่วนจำเลยที่ 4 ได้เข้าเป็นจำเลยร่วมในทั้งสามคดีตามที่จำเลยแต่ละคดีขอให้ศาลมีหมายเรียก ซึ่งมีผลให้จำเลยที่ 4 ในฐานะจำเลยร่วมอาจถูกบังคับตามคำฟ้องได้ มีผลเท่ากับว่าจำเลยที่ 4 ถูกฟ้องเป็นจำเลยทั้งสามคดีด้วย จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 4 ได้เข้าเป็นคู่ความในทั้งสามคดีดังกล่าวแล้วเช่นกัน ดังนั้น คู่ความในคดีนี้กับคู่ความในคดีทั้งสามจึงเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และจำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้ทำนองเดียวกันกับคดีทั้งสามว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เช่าจากจำเลยที่ 4 ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้กับคดีทั้งสามจึงมีอย่างเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นของจำเลยที่ 4 โจทก์คดีก่อนอาจเรียกค่าเสียหายอย่างที่เรียกคดีนี้ได้จากคดีก่อนอยู่แล้ว การที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ในระหว่างที่คดีทั้งสามยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล อันเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันอีก ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีทั้งสาม ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสอง 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในคดีก่อนโจทก์ที่ 1 ในคดีนี้ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 838/2551, 840/2551 และ 841/2551 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับขับไล่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกจากที่ดินพิพาทที่เป็นทรัพย์มรดกและเป็นที่งอกริมตลิ่งที่งอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ทั้งสามแปลง คดีทั้งสามดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ราชพัสดุจากจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยที่ 4 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยจำเลยร่วมให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นโอนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 838/2551 และ 840/2551 ไปให้ศาลแขวงนครสวรรค์พิจารณาเนื่องจากที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสี่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งที่งอกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าอยู่อาศัยโดยเช่าจากโจทก์ทั้งสอง ไม่ใช่ที่ราชพัสดุของจำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 4 กลับทำสัญญาเช่าให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขอให้จำเลยที่ 4 เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ 4 เพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นการละเมิดสิทธิโจทก์ทั้งสองและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เช่าจากจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 841/2551 ของศาลชั้นต้นและคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 838/2551, 840/2551 ของศาลชั้นต้นซึ่งโอนไปพิจารณาที่ศาลแขวงนครสวรรค์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นโจทก์ฟ้องในทั้งสามคดีดังกล่าว แต่โจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกัน การที่โจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นจำเลยในแต่ละคดี เป็นการที่เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีแทนโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วย จึงถือว่าโจทก์ที่ 2 เป็นโจทก์ในคดีก่อน ส่วนจำเลยที่ 4 แม้จะมิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในทั้งสามคดีดังกล่าวโดยตรง แต่จำเลยที่ 4 ได้เข้าเป็นจำเลยร่วมในทั้งสามคดีตามที่จำเลยแต่ละคดีขอให้ศาลมีหมายเรียก ซึ่งมีผลให้จำเลยที่ 4 ในฐานะจำเลยร่วมอาจถูกบังคับตามคำฟ้องได้ มีผลเท่ากับว่าจำเลยที่ 4 ถูกฟ้องเป็นจำเลยทั้งสามคดีด้วย จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 4 ได้เข้าเป็นคู่ความในทั้งสามคดีดังกล่าวแล้วเช่นกัน ดังนั้น คู่ความในคดีนี้กับคู่ความในคดีทั้งสามจึงเป็นคู่ความเดียวกันเมื่อที่ดินพิพาทคดีนี้กับคดีทั้งสามเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และคดีนี้จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้ทำนองเดียวกันกับคดีทั้งสามว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เช่าจากจำเลยที่ 4 ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้กับคดีทั้งสามจึงมีอย่างเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นของจำเลยที่ 4 โจทก์คดีก่อนอาจเรียกค่าเสียหายอย่างที่เรียกคดีนี้ได้จากคดีก่อนอยู่แล้ว การที่โจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ในระหว่างที่คดีทั้งสามยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล อันเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันอีก ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีทั้งสาม ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 841/2551 หมายเลขแดงที่ 649/2553 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ในคดีดังกล่าวคือโจทก์ที่ 1 คดีนี้ยื่นฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9235/2557 ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวมีผลผูกพันคู่ความในคดีนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.พ.พ. ม. 1359
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิภา แซ่อ่อง กับพวก
จำเลย — นางสาวพรรณี ทรัพย์ทรวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวญาศิกาญจน์ ทวีสินธรานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
โอภาส อนันตสมบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งศาลฎีกาที่ 877/2559
#599757
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ที่ว่า เงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระเป็นเงินค้างจ่าย มีกำหนดอายุความ 5 ปี จำเลยทั้งสองไม่อาจเรียกให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือนที่ค้างชำระก่อนเดือนกรกฎาคม 2552 เพราะพ้นอายุความเรียกร้องให้โจทก์ชำระได้ตามกฎหมาย และมีข้อโต้แย้งว่าค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระเป็นจำนวนเท่าใด อันหมายถึงจำเลยทั้งสองเรียกให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือนที่ค้างชำระได้บางส่วน แต่โจทก์ก็มิได้ขอชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ทั้งโจทก์ฎีกาด้วยว่า ไม่มีกฎหมายให้โจทก์ผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระ และการให้โจทก์ผู้ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดต้องชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ผู้พักอาศัยอยู่ก่อนย่อมไม่เป็นธรรม จึงขัดแย้งกันเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดเลขที่ 236/338 ชั้น 10 อาคารเลขที่ 5 นิติบุคคลอาคารชุดพัฒนาการคอมเพล็กซ์เฮ้าส์ อาคาร 5 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 240316 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวมและการใช้ทรัพย์ส่วนกลางและการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดรายได้ 5,000 บาทต่อเดือน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติว่า เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง ตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 หรือตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ตามที่กำหนดในข้อบังคับ และมาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อห้องชุดปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง และมาตรา 29 วรรคสาม บัญญัติว่า ผู้จัดการต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามวรรคสองให้แก่เจ้าของร่วมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอและเจ้าของร่วมได้ชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้หลักเกณฑ์การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดนั้น กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงย่อมนำมาใช้บังคับแก่กรณีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลด้วย มิใช่ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่เจ้าของห้องชุดเป็นผู้ขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ทั้งโดยสภาพของอาคารชุดเป็นอาคารที่ใช้สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของคนจำนวนมาก บทกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดเป็นข้อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้อยู่อาศัยเพื่อประโยชน์แก่การอยู่อาศัยร่วมกันโดยปกติสุข เจ้าของร่วมจึงต้องมีส่วนรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับตามบทกฎหมายและข้อบังคับเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของร่วมเดิม และต้องถือว่าค่าปรับอันเกิดจากการผิดนัดชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โจทก์ต้องรับผิดชอบด้วย โจทก์จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าของห้องชุดคนเดิมต้องชำระหนี้ที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยทั้งสองหรือเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีบุริมสิทธิ์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการขายทอดตลาดห้องชุดเพื่อปัดความรับผิดหาได้ไม่ อีกทั้งจะถือว่าการที่จำเลยทั้งสองไม่ฟ้องร้องเจ้าของเดิมหรือไม่ให้การสู้คดีนี้ ถือว่าจำเลยทั้งสองไม่ติดใจเรียกร้องค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแล้วไม่ได้ เพราะจำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องกระทำตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระให้ครบถ้วน ตามมาตรา 29 วรรคสองและวรรคสาม จำเลยทั้งสองจึงยังไม่มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ ไม่ถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ อุทธรณ์ประเด็นอื่นเป็นประเด็นปลีกย่อยไม่เป็นสาระแก่คดี และไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า เงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระเป็นเงินค้างจ่าย มีกำหนดอายุความ 5 ปี จำเลยทั้งสองไม่อาจเรียกให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือนที่ค้างชำระก่อนเดือนกรกฎาคม 2552 เพราะพ้นอายุความเรียกร้องให้โจทก์ชำระได้ตามกฎหมายและมีข้อโต้แย้งว่าค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระเป็นจำนวนเท่าใด อันหมายถึงจำเลยทั้งสองเรียกให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือนที่ค้างชำระได้บางส่วน แต่โจทก์ก็มิได้ขอชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าว ทั้งโจทก์ฎีกาด้วยว่า ไม่มีกฎหมายให้โจทก์ผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระและการให้โจทก์ผู้ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดต้องชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ผู้พักอาศัยอยู่ก่อนย่อมไม่เป็นธรรม จึงขัดแย้งกันเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นิติบุคคลอาคารชุดพัฒนาการคอมเพล็กซ์เฮ้าส์
จำเลย — อาคาร 5 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิโรจน์ อำนวยสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 831/2559
#592191
เปิดฉบับเต็ม

การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะเห็นได้จากวิธีการหลอกลวง เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกจัดตั้งระบบอุปกรณ์โทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์ในรูปสำนักงานเครือข่ายโทรศัพท์ ขึ้นในต่างประเทศ และใช้การสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ต ด้วยวิธีการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสี่กับพวก แล้วโทรศัพท์หรือส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อไปยังประชาชนทั่วไป รวมทั้งประชาชนไทยในราชอาณาจักร และแจ้งแก่ผู้ที่ได้รับการติดต่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่าง ๆ ในลักษณะอ้างตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หลอกลวงผู้ได้รับการติดต่อว่าผู้นั้นเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือมียอดการใช้เงินในบัญชีสูงผิดปกติ ให้ไปตรวจดูยอดเงินในบัญชี หรือให้ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงรหัสข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธนาคารที่ประชาชนผู้ถูกหลอกลวงใช้บริการหรือให้ไปดำเนินการใส่รหัสผ่าน หรือรหัสสั่งให้ระงับการทำรายการในบัญชีเงินฝาก บัตรเบิกถอนเงินสดเอทีเอ็มหรือรหัสระงับบัญชีธนาคาร หรือรหัสป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหล โดยแจ้งว่าเพื่อเป็นการป้องกันมิให้ผู้อื่นเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของประชาชนผู้ถูกหลอกลวงได้ ซึ่งเป็นการหลอกลวงเหมือนกัน อันมีลักษณะเป็นการหลอกลวงทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนคนใดที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสี่กับพวกเพื่อทำการหลอกลวง การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องจึงเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 34, 83, 91, 269/5, 269/7, 341, 342, 343 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายแต่ละรายตามเอกสารสรุปยอดเงินของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 22 และริบของกลางตามบัญชีของกลางและบัญชีของกลางเพิ่มเติมทั้งหมด ยกเว้นตามบัญชีของกลางรายการที่ 5, 8, 10, 12 และ 15

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 342 (1), 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 28 กระทงจำคุกจำเลยทั้งสี่กระทงละ 5 ปี เป็นจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 140 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 70 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 20 ปี ตามมาตรา 91 (2) ริบของกลางตามบัญชีของกลางและบัญชีของกลางคดีอาญาเพิ่มเติมเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และ 3 ยกเว้นของกลางรายการที่ 5, 8, 10, 12 และ 15 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 50,033.82 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 77,551.75 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 189,179.40 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 75,580.96 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 20,119.62 บาทผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 7,581.91 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 140,174.93 บาท ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 82,060.30 บาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 110,087.96 บาท ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 111,197.40 บาท ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 13,800.88 บาท ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 108,312.10 บาท ผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 41,270.38 บาท ผู้เสียหายที่ 14 จำนวน 300,273.40 บาท ผู้เสียหายที่ 15 จำนวน 30,021.88 บาท ผู้เสียหายที่ 16 จำนวน 9,014 บาท ผู้เสียหายที่ 17 จำนวน 40,458 บาท ผู้เสียหายที่ 18 จำนวน 125,959.65 บาท ผู้เสียหายที่ 19 จำนวน 199,898.96 บาท ผู้เสียหายที่ 20 จำนวน 88,225.88 บาท ผู้เสียหายที่ 21 จำนวน 64,505.54 บาท และผู้เสียหายที่ 22 จำนวน 131,479.95 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะเห็นได้จากวิธีการหลอกลวง คดีนี้จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสี่กับพวกตามฟ้องที่จัดตั้งระบบอุปกรณ์โทรศัพท์และระบบคอมพิวเตอร์ในรูปสำนักงานเครือข่ายโทรศัพท์ (Call Center) ขึ้นในต่างประเทศ และใช้การสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่าระบบ Voice Over Internet Protocol (VOIP) ด้วยวิธีการสุ่มหมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสี่กับพวกแล้วโทรศัพท์หรือส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อไปยังประชาชนทั่วไป รวมทั้งประชาชนไทยในราชอาณาจักร และแจ้งแก่ผู้ที่ได้รับการติดต่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่าง ๆในลักษณะอ้างตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หลอกลวงผู้ได้รับการติดต่อว่าผู้นั้นเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือมียอดการใช้เงินในบัญชีสูงผิดปกติให้ไปตรวจดูยอดเงินในบัญชี หรือให้ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงรหัสข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธนาคารที่ประชาชนผู้ถูกหลอกลวงใช้บริการหรือให้ไปดำเนินการใส่รหัสผ่าน (Password) หรือรหัสสั่งให้ระงับการทำรายการในบัญชีเงินฝาก (LOCK) บัตรเบิกถอนเงินสดเอทีเอ็มหรือรหัสระงับบัญชีธนาคาร หรือรหัสป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหล โดยแจ้งว่าเพื่อเป็นการป้องกันมิให้ผู้อื่นเบิกถอนเงินออกจากบัญชีของประชาชนผู้ถูกหลอกลวงได้ ซึ่งเป็นการหลอกลวงเหมือนกัน อันมีลักษณะเป็นการหลอกลวงทั่วไป มิได้มุ่งหมายเจาะจงหลอกลวงคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกจะสุ่มได้หมายเลขโทรศัพท์ของประชาชนคนใดที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสี่กับพวกเพื่อทำการหลอกลวง การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องจึงเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชนแล้วเมื่อจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ และความผิดฐานดังกล่าวมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 หาใช่เป็นความผิดเพียงฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 342 (1) ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายหลิน หยาง เจิ้น (Lin Yang Cheng) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิญญู พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 822/2559
#596810
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ส. ที่ได้มีการเลือกตั้งกรรมการบริษัทชุดใหม่ ต่อมาปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 55 แห่ง พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 สั่งให้ควบคุมบริษัท ส. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมบริษัท ส. ให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดว่าด้วยการควบคุมบริษัทตามกฎหมายจนกว่าจะแล้วเสร็จ และปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นบริษัท ส. ว่า ผู้คัดค้านทั้งแปดและ ธ. ซึ่งเป็นกรรมการชุดใหม่ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทและคณะกรรมการควบคุมบริษัทได้ดำเนินการให้มีการเลือกตั้งกรรมการบริษัทแทนผู้คัดค้านทั้งแปดกับพวกแล้ว อันเป็นผลจากการดำเนินการตามกฎหมายของคณะกรรมการควบคุมบริษัท เมื่อผู้คัดค้านทั้งแปดหมดสภาพจากการเป็นกรรมการดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 7 ต่อไปเนื่องจากคำร้องของผู้ร้องไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้ จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้มีคำสั่งว่า การประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2547 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2547 เป็นการประชุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว

ผู้คัดค้านทั้งแปดยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2547 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2547 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า บริษัท สหประกันชีวิต จำกัด มีวัตถุประสงค์รับประกันชีวิตโดยมีสหกรณ์ต่าง ๆ รวม 2,232 แห่ง เป็นผู้ถือหุ้น ตามหนังสือรายชื่อสหกรณ์ผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 บริษัทสหประกันชีวิต จำกัด จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ขณะนั้นมีคณะกรรมการบริษัท 14 คน เป็นชุดที่ 10 คือพลตำรวจโทเฉลิม นายกำจัด พันตำรวจเอกณรงค์ ผู้คัดค้านที่ 6 ผู้ร้อง นายประสาร นายธันว์ ผู้คัดค้านที่ 7 นายสมคิด นายศรีวัย นายวิชัย นายสันติภาพ นางสาวสุวรรณี และนายวิรัตน์ ตามหนังสือรับรอง ในการประชุมผู้เข้าร่วมประชุมมีความเห็นหลากหลายไม่อาจหาข้อยุติได้ มีการถอดถอนกรรมการบริษัทชุดที่ 10 ดังกล่าว และเลือกตั้งคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่เป็นชุดที่ 11 รวม 7 คน มีผู้คัดค้านที่ 7 เป็นประธานกรรมการ ซึ่งนายกำจัดได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2547 บริษัทสหประกันชีวิตจำกัด ได้จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1 /2547 ตามสำเนาระเบียบวาระการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งมีวาระพิจารณาเลือกตั้งกรรมการบริษัท เนื่องจากมีกรรมการที่ต้องออกตามวาระ 4 คน คงเหลือกรรมการบริษัท 10 คน ในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่ากรรมการบริษัทมี 2 ชุดซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้ จึงเสนอให้คณะกรรมการบริษัททั้ง 2 ชุดลาออก หากไม่ลาออกก็ให้ถอดถอนเพื่อให้มีการเลือกตั้งกรรมการบริษัทชุดใหม่ คณะกรรมการบริษัทชุดที่ 10 ยื่นใบลาออก 2 คน คือ นายวิรัตน์และผู้คัดค้านที่ 6 ส่วนคณะกรรมการบริษัท ชุดที่ 11 ยื่นใบลาออกทั้งคณะ ในการประชุมดังกล่าวต่อมาได้มีการลงมติเลือกตั้งคณะกรรมการบริษัทชุดใหม่ จำนวน 9 คน คือผู้คัดค้านทั้งแปด และนายธันว์ ตามสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2547 เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2547 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2547 ที่ได้มีการเลือกตั้งกรรมการบริษัทชุดใหม่ จำนวน 9 คน โดยเห็นว่า จะต้องเลือกตั้งกรรมการบริษัทเพียง 4 คน แทนกรรมการบริษัทชุดที่ 10 ที่ครบวาระต้องออกเท่านั้นกรรมการบริษัทที่เหลืออีก 10 คน ยังไม่ได้ยื่นหนังสือลาออกและที่ประชุมใหญ่ยังไม่ได้มีมติให้ถอดถอนหรือมีมติให้ถอดถอนก็ไม่ชอบ มติของที่ประชุมใหญ่ที่เลือกตั้งกรรมการบริษัทชุดใหม่จึงไม่ชอบ ต่อมาปรากฏว่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิตพ.ศ.2535 สั่งให้ควบคุมบริษัทสหประกันชีวิต จำกัด เนื่องจากปรากฏหลักฐานว่าบริษัทสหประกันชีวิต จำกัด มีฐานะหรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน ซึ่งนายทะเบียนด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งให้บริษัทแก้ไขแล้ว แต่ฐานะการเงินและการดำเนินงานของบริษัทไม่ดีขึ้น ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 98/2550 เรื่องให้ควบคุมบริษัทสหประกันชีวิตจำกัด และในวันเดียวกันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมบริษัทสหประกันชีวิตจำกัด ให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดว่าด้วยการควบคุมบริษัทตามกฎหมายจนกว่าจะแล้วเสร็จ ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 99/2550 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมบริษัทสหประกันชีวิต จำกัด นอกจากนี้ปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทสหประกันชีวิต จำกัด วันที่ 30 เมษายน 2551 ว่า ผู้คัดค้านทั้งแปดและนายธันว์ซึ่งเป็นกรรมการชุดใหม่ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2547 ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และคณะกรรมการควบคุมบริษัทตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าวได้ดำเนินการให้มีการเลือกตั้งกรรมการบริษัทแทนผู้คัดค้านทั้งแปดกับพวกแล้ว อันเป็นผลจากการดำเนินการตามกฎหมายของคณะกรรมการควบคุมบริษัท เมื่อผู้คัดค้านทั้งแปดหมดสภาพจากการเป็นกรรมการดังกล่าว กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 7 ต่อไป เนื่องจากคำร้องของผู้ร้องไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 131
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายธงชัย สุภาดี
ผู้คัดค้าน — นายฉายศิลป์ เชี่ยวชาญพิพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปิยะสันติ์ กาววิไล
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 820/2559
#595281
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บันทึกข้อความหลายตอนลงในสมุดบันทึกที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีความรักฉันชู้สาวกับชายอื่น ย่อมทำให้ครอบครัวแตกแยกขาดความปกติสุข อีกฝ่ายหนึ่งต้องมีความทุกข์ทรมาน ถือว่าได้รับความเดือดร้อนเกินควร การกระทำดังกล่าวจึงถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยาอย่างร้ายแรง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6)

ในคดีแพ่งผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้ชัดแจ้งเท่านั้น ส่วนการปรับบทกฎหมายแก่คดีเป็นหน้าที่ของศาล ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุหย่าตามป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) แต่เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ความจากการสืบของทั้งสองฝ่ายถือเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (6) ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงแห่งคดีได้

จำเลยที่ 1 มีเจตนาโอนที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ อันเป็นสัญญาที่สมบูรณ์มีผลใช้บังคับได้ ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามมาตรา 1471 (3) ไม่ใช่สินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม แม้ที่ดินเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้แบ่งที่ดินแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ศาลจึงไม่อาจพิพากษาเกินไปกว่าคำขอของโจทก์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากัน ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 หย่ากับโจทก์ กับให้แบ่งสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งทำนองเดียวกับฟ้อง ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณาคู่ความรับข้อเท็จจริงว่า บ้านเลขที่ 45/2, 45/3, 45/6 โรงจอดรถยนต์ ที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 98/219 หมู่บ้านเดอะวัลเลย์และรถยนต์เก๋ง กต 4081 ภูเก็ต เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และเงินกู้ธนาคารออมสินเป็นหนี้ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ร่วมกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่ากับจำเลยที่ 1 ให้แบ่งสินสมรสตามฟ้องโจทก์ คือ ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 86 หมู่ที่ 3 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต มีเนื้อที่ประมาณ 2 งาน มีสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 45/2, 45/3, 45/6, 45/8 และโรงจอดรถยนต์ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ให้แบ่งสินสมรสตามฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 คือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 98/219 หมู่บ้านเดอะวัลเลย์ ซอย 8 ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต และรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส หมายเลขทะเบียน กต 4081 ภูเก็ต แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมาก ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและให้โจทก์และจำเลยที่ 1 รับผิดในหนี้เงินธนาคารออมสินในส่วนเท่าๆ กัน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 พฤษภาคม 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้ตกเป็นพับ ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ที่เสียเกินมา 80,000 บาท ส่วนคำขออื่นตามฟ้องโจทก์และตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้แบ่งสินสมรสตามฟ้อง คือ ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 86 หมู่ที่ 3 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ ในส่วนเนื้อที่ประมาณ 2 งาน พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ บ้านเลขที่ 45/2, 45/3, 45/6 และโรงจอดรถ ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ตามแผนที่ท้ายหนังสือสัญญาโอนสิทธิครอบครอง บ้านเลขที่ 45/8 หมู่ที่ 6 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) แล้วโจทก์มาทำงานที่จังหวัดภูเก็ต จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต เดิมรับราชการครู ต่อมาลาออกจากราชการก่อนเกษียณแล้วลงสมัครรับเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จำเลยที่ 2 เป็นคนมีภูมิลำเนาจังหวัดอุดรธานี มาประกอบอาชีพเปิดร้านเสริมสวยที่ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โจทก์รู้จักจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2535 ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยาและจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2543 ก่อนโจทก์และจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนสมรสกัน โจทก์มีสามีมาก่อนแล้ว ชื่อ นาย ค. ไม่มีบุตรด้วยกันส่วนจำเลยที่ 1 ก็มีภริยาแล้วชื่อนาง ว. มีบุตรด้วยกัน 2 คน แต่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับนาง ว. เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่มีบุตรด้วยกัน เมื่อปี 2551 จำเลยที่ 1 รู้จักจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อยู่กินและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาคนหนึ่งและมีบุตรกับจำเลยที่ 2 ชื่อ เด็กชาย ร. เกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2555

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์มีชู้อันเป็นเหตุหย่าตามที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 คงเป็นเพียงการคาดหมายของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่มีหลักฐานที่ชัดแจ้งหรือเป็นพยานแวดล้อมประกอบให้เห็นว่าโจทก์มีชู้ แต่การที่ในสมุดบันทึก ซึ่งโจทก์ยอมรับว่าเป็นสมุดบันทึกของโจทก์จริง มีข้อความหลายตอนที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีความรักฉันชู้สาวกับชายอื่น อาทิเช่น วันที่ 5 มีนาคม 2552 มีข้อความว่า "...คิดถึงเค้าจัง วันนี้ทำผิดอีกแล้ว แอบส่ง m. (ข้อความ) ให้กับเค้า...ขอให้รู้เถอะว่า ...เรื่องจริง...คือ ฉันรักเธอ..." ต่อจากนั้นก็มีการติดต่อทางโทรศัพท์ตลอดเกือบทุกวัน ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2552 โจทก์บันทึกว่า "...2 วันแล้วนะ...คุณไม่โทรเลย คิดถึงกันบ้างหรือเปล่า สำหรับหนู ทุกลมหายใจ" ในวันที่ 28 เดือนเดียวกัน มีข้อความว่า "...วันนี้พี่อาคม... โทร... แต่ไม่ยอมพูด เป็นอะไรของเค้านะ...อยากรู้จังเลย ...ถ้าคุณรักหนูสักครึ่งหนึ่งที่หนูรักเค้าบ้างก้อดี" นอกจากนี้ในสมุดบันทึก มีข้อความว่า มีผู้โทรศัพท์หาโจทก์เกือบทุกวัน โจทก์บันทึกผู้โทรศัพท์ เป็นภาษาอังกฤษว่า เออาร์ (ar) และเมื่อผู้โทรศัพท์เข้ามาดังกล่าวแล้ว ก็จะมีข้อความบันทึกเป็นทำนองเดียวกับข้อความข้างต้น ดังนั้น แม้ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 จะฟังไม่ได้แน่ชัดว่าโจทก์มีชู้ แต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ดังกล่าวนั้น ย่อมบ่งชี้ว่า ขณะที่โจทก์ยังเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 โจทก์กลับมีใจรักใคร่ ลุ่มหลงชายอื่นฉันชู้สาว อันเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อขนบธรรมเนียมและประเพณีของสังคมไทย ซึ่งชายหญิงที่อยู่กินฉันสามีภริยาตามกฎหมาย ต้องซื่อสัตย์ รักใคร่ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน การกระทำของโจทก์ดังกล่าวย่อมทำให้ครอบครัวแตกแยกขาดความปกติสุข อีกฝ่ายหนึ่งต้องมีความทุกข์ทรมาน ถือว่าได้รับความเดือดร้อนเกินควร การกระทำดังกล่าว จึงถือได้ว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งอ้างเหตุหย่าว่า โจทก์มีชู้ แต่ในคดีแพ่งผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแหล่งข้อหาให้ชัดแจ้งเท่านั้น ส่วนการปรับบทกฎหมายแก่คดีเป็นหน้าที่ของศาล ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างเหตุหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) แต่เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีที่ได้ความจากการสืบของทั้งสองฝ่าย ถือเป็นเหตุหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ เหตุหย่าคดีนี้จึงเป็นเหตุหย่าที่เกิดขึ้นจากโจทก์ด้วยมิใช่เหตุที่เกิดจากจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้นศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของค่าทดแทนนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1525 ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และคำนึงถึงจำนวนทรัพย์สินที่คู่สมรสนั้นได้รับไปจากการแบ่งสินสมรสเพราะการหย่านั้นด้วยเมื่อพิจารณาถึงฐานานุรูปของโจทก์ จำเลยที่ 1 และพฤติการณ์แห่งคดีซึ่งเหตุหย่าเกิดจากการกระทำของโจทก์และจำเลยที่ 1 ด้วยกันทั้งสองฝ่าย อีกทั้งยังมีทรัพย์สินที่โจทก์ได้รับจากการแบ่งสินสมรสเพราะการหย่านั้นแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองให้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 600,000 บาท นั้น นับว่าสูงเกินไปเห็นควรกำหนดให้ใหม่เป็นเงิน 300,000 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 86 หมู่ที่ 3 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 2 งาน ที่ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 45/2, 45/3, 45/6 และโรงจอดรถเป็นสินสมรสหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า เดิมที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 เจ็บป่วย ไม่มีเงินรักษาตัว จึงขอเงินจากโจทก์เพื่อนำไปรักษาตัวที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โจทก์โอนเงิน 350,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นวันที่ 6 ธันวาคม 2552 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 45/2, 45/3, และ 45/6 ให้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิครอบครอง ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า เมื่อปี 2551 จำเลยที่ 1 ป่วยเป็นเนื้องอกที่ปอดจำเลยที่ 1 ต้องเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นระยะเวลาประมาณ 4 ปี โจทก์ต้องการความมั่นคงในชีวิต จำเลยที่ 1 จึงโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวเพียงบางส่วน คือ บริเวณที่ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 45/2, 45/3 และ 45/6 ให้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิครอบครองจริง แม้จำเลยที่ 1 จะเบิกความบ่ายเบี่ยงว่า โจทก์ไม่ได้ให้เงิน 350,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขีดฆ่าทับข้อความในสัญญาข้อ 3 ที่ว่า "350,000 บาท (สามแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) และผู้ให้สัญญาได้รับเงินไปครบถ้วนถูกต้องแล้วในวันนี้" ออกก็ตาม แต่การขีดฆ่าก็เป็นการกระทำโดยลำพังของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมและลงลายมือชื่อกำกับการขีดฆ่าข้อความดังกล่าวนั้นด้วย นอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจำเลยที่ 1 ยอมรับว่า โจทก์ให้เงิน 350,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นอ้างว่าเงิน 350,000 บาท ที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำมาหาได้ร่วมกันจึงเป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 สามารถนำมาใช้จ่ายได้ยิ่งทำให้เห็นว่าข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แต่ไม่ว่าข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 จะเป็นเช่นไรก็ตาม ก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาโอนที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 86 หมู่ที่ 3 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 2 งาน ที่ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 45/2, 45/3 45/6 และโรงจอดรถซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์อันเป็นสัญญาที่สมบูรณ์มีผลใช้บังคับได้ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ไม่ใช่สินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม แม้ที่ดินเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้แบ่งที่ดินแก่โจทก์กึ่งหนึ่งและศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าเป็นสินสมรสพิพากษาให้แบ่งแก่โจทก์ด้วยกึ่งหนึ่งนั้น ฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้แบ่งบ้านเลขที่ 45/8 หมู่ที่ 6 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในส่วนของคำฟ้องและคำฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1471 (3) ม. 1516 (1) ม. 1516 (6)
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ธ.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต — นายประภาส บุญโยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พิศล พิรุณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 804/2559
#592193
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังได้ว่า จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปรับเมทแอมเฟตามีนจากชายไม่ทราบชื่อตามที่ ส. ว่าจ้างเพื่อนำไปส่งลูกค้าของ ส. โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับ ส. และได้รับเงินค่าจ้างก่อน 5,000 บาท จากนั้นจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับโทรศัพท์ของ ส. และ อ.ให้นำเงินมาให้จำเลยเพิ่มเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ดังนี้ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการขนส่งลำเลียงเมทแอมเฟตามีน เงินของกลางจึงเป็นเงินที่จำเลยได้จากการรับจ้างขนเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จำเลยใช้ในการติดต่อกับ ส. และ อ. ในการรับและส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถจักรยานยนต์ เงินและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีน เงินสด รถจักรยานยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง ยกคำขอที่ให้ริบเงิน 5,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ เงิน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันพึงริบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปรับเมทแอมเฟตามีนจากชายไม่ทราบชื่อตามที่นางสาวสมศรีว่าจ้างเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้าของนางสาวสมศรี โดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับนางสาวสมศรีและได้รับเงินค่าจ้างก่อน 5,000 บาท จากนั้นจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับโทรศัพท์ของนางสาวสมศรีและนายอนันต์ให้นำเงินมาให้จำเลยเพิ่มเติมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ดังนี้ รถจักรยานยนต์ของกลาง จึงเป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการขนส่งลำเลียงเมทแอมเฟตามีน เงินของกลางจึงเป็นเงินที่จำเลยได้จากการรับจ้างขนเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่จำเลยใช้ในการติดต่อกับนางสาวสมศรีและนายอนันต์ในการรับและส่งเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถจักรยานยนต์ เงิน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ ที่จำเลยและนายอนันต์ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบรถจักรยานยนต์ เงิน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถจักรยานยนต์ เงิน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสิทธิศักดิ์ เมธาวีสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายนพรัตน์ วิจิตรพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเศกสิทธิ์ สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 774/2559
#599867
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยรับประกันภัยรถยนต์ซึ่ง ช. ผู้เป็นเจ้าของเอาประกันภัยไว้กับจำเลย ช. ขับรถยนต์ด้วยความประมาทชนกับรถยนต์ของโจทก์จนได้รับความเสียหาย โจทก์ติดต่อจำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ที่ ช. ขับให้รับผิดในค่าซ่อมรถยนต์ ช. ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์และเป็นผู้เอาประกันภัยก็ยอมรับว่าเป็นผู้ประมาท แต่จำเลยเพิกเฉย ตามคำฟ้องดังกล่าว โจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนแล้ว ทั้งตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็สนับสนุนข้ออ้างที่โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นเป็นประจักษ์ คำฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

โจทก์ในฐานะตัวการไม่เปิดเผยชื่อให้ ป. ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์แทน หลังเกิดเหตุ โจทก์เรียกร้องให้จำเลยรับผิดแก่โจทก์จนมีการร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 และโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยให้ ป. ทำสัญญาเช่าซื้อแทน ซึ่งโจทก์เป็นผู้ชำระเงินดาวน์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ถือได้ว่าโจทก์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อได้แสดงตนแล้ว และกรณีตัวการไม่เปิดเผยชื่อเช่นโจทก์ก็ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องตั้งตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 798

คดีก่อน ป. ฟ้อง ช. และจำเลยเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้คดีดังกล่าวเป็นเรื่องละเมิดและประกันภัยอันเป็นมูลกรณีเดียวกับคดีนี้ แต่โจทก์ดำเนินคดีดังกล่าวในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ป. เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้อ้างว่าเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ที่เสียหายโดยให้ ป. ทำสัญญาเช่าซื้อแทน โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะส่วนตัวต่างจากคดีเดิมที่เป็นผู้รับมอบอำนาจ จึงมิใช่โจทก์คนเดียวกันกับโจทก์คดีเดิม ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีเดิม

ในคดีเดิมศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว และปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีจึงยุติไปด้วยการถอนฟ้องของโจทก์ กรณีหาได้มีการดำเนินคดีต่อจำเลยในหนี้เดียวกันทั้งสองคดีไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 206,332.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 113,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 113,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) จำเลยฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง คดีในชั้นฎีกาคงต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย โดยศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 (เดิม) ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 9476 ฉะเชิงเทรา โดยโจทก์ให้นายประสงค์ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวกับธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) แทนโจทก์ ซึ่งเป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อ ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายชาญ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บท 3511 ฉะเชิงเทรา ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 9476 ฉะเชิงเทรา ที่โจทก์เป็นผู้ขับอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากความประมาทของนายชาญฝ่ายเดียวที่ขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของโจทก์ นายชาญ ผู้ขับรถยนต์ที่จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นค่าซ่อมรถ 93,900 บาท และค่าเสื่อมราคา 20,000 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บท 3511 ฉะเชิงเทรา ซึ่งนายชาญ ผู้เป็นเจ้าของเอาประกันภัยไว้กับจำเลย ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัยนายชาญขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความประมาท เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 9476 ฉะเชิงเทรา ของโจทก์ซึ่งโจทก์เป็นผู้ขับได้รับความเสียหาย โจทก์ติดต่อให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่นายชาญขับและนายชาญยอมรับว่าเป็นผู้ประมาทรับผิดค่าซ่อมรถยนต์ แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ซึ่งนายชาญผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิดให้แก่โจทก์ ตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าว โจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ในฐานะที่จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนที่ต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของนายชาญที่เกิดมาจากการขับรถยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัย อีกทั้งตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็สนับสนุนข้ออ้างที่โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นเป็นประจักษ์ เช่นนี้ คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อยู่ในฐานะตัวการไม่เปิดเผยชื่อที่ให้นายประสงค์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 9476 ฉะเชิงเทรา แทน เมื่อได้ความว่า หลังเกิดเหตุโจทก์เรียกร้องให้จำเลยรับผิดชอบค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่โจทก์จนมีการร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 และในการฟ้องคดีนี้โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 9476 ฉะเชิงเทรา โดยโจทก์ให้นายประสงค์ทำสัญญาเช่าซื้อแทน ซึ่งโจทก์เป็นผู้ชำระเงินดาวน์และเป็นผู้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อได้แสดงตนแล้ว จึงมิได้เป็นดังที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่เคยแสดงตนและเข้ารับประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อ และกรณีตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อเช่นโจทก์ก็ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องตั้งตัวแทนเป็นหนังสือตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยแสดงเหตุผลไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่นายประสงค์ฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามคดีหมายเลขแดงที่ 337/2554 ของศาลชั้นต้น นายประสงค์เป็นโจทก์ฟ้องนายชาญและจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ แม้คดีดังกล่าวเป็นเรื่องละเมิดและประกันภัยมูลกรณีเดียวกับคดีนี้ก็ตาม แต่โจทก์ดำเนินคดีดังกล่าวในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายประสงค์เมื่อโจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ โจทก์กล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายโดยให้นายประสงค์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์แทน โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ในฐานะส่วนตัว ต่างจากคดีเดิมที่โจทก์เป็นผู้รับมอบอำนาจ โจทก์คดีนี้จึงมิใช่โจทก์คนเดียวกันกับโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 337/2554 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้หาได้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าวไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า หากจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีเดิมใช้สิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีเดิม แล้วศาลฎีกาพิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วให้วินิจฉัยใหม่ มีผลเท่ากับจำเลยถูกเรียกค่าเสียหายในค่าซ่อมรถอันเป็นหนี้เดียวกันทั้งสองคดี ซึ่งขัดต่อความเป็นธรรมนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลฎีกาว่า จำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 337/2554 ของศาลชั้นต้น มิได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่อนุญาตให้โจทก์ในคดีดังกล่าวถอนฟ้อง ดังนั้น คดีเรื่องเดิมจึงยุติไปด้วยการถอนฟ้องของโจทก์แล้ว กรณีหาได้มีการดำเนินคดีต่อจำเลยในหนี้เดียวกันทั้งสองคดีไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอะสม โนรีวงค์
จำเลย — บริษัทอินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางอัจฉรา จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 732/2559
#596509
เปิดฉบับเต็ม

คำเสนอข้อพิพาทฉบับที่ 3 ที่ผู้คัดค้านทั้งสองขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์โดยสารคันเดียวกัน ซึ่งผู้ร้องรับประกันภัยค้ำจุนตามกรมธรรม์เดียวกัน เกิดเหตุเฉี่ยวชนกรณีเดียวกัน ทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับบาดเจ็บอันเดียวกันกับที่ผู้คัดค้านทั้งสองเสนอข้อพิพาทไว้ตามคำเสนอข้อพิพาทฉบับที่ 1 และที่ 2 ดังนั้น คำเสนอข้อพิพาทฉบับที่ 3 เฉพาะส่วนที่เรียกร้องให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง จึงซ้อนกับคำเสนอข้อพิพาทฉบับที่ 1 และที่ 2

บริษัท บ. ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์โดยสารไว้กับผู้ร้องเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนคนแรก และบริษัท ส. เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนคนที่สอง ดังนั้น ผู้ร้องต้องรับผิดเพื่อความวินาศภัยก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 870 วรรคสาม เมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น ผู้รับประโยชน์ชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพียงเสมอจำนวนวินาศจริง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 870 วรรคหนึ่ง แม้บริษัท ส. จะต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 28 แต่ก็ปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัท ส. โดยไม่ปรากฏว่าบริษัท ส. ยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นจำนวนเท่าใด อย่างไรก็ดี การที่ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ยอมสละสิทธิอันมีต่อผู้รับประกันภัยรายหนึ่งย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับประกันภัยรายอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 871 เมื่ออนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายที่แท้จริงแก่ผู้คัดค้านทั้งสองคนละ 25,000 บาท แต่ชี้ขาดให้ผู้ร้องเพียงรายเดียวต้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวโดยไม่ได้คำนึงว่าผู้คัดค้านทั้งสองได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ส. แล้วจำนวนเท่าใด ทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวนวินาศจริง จึงเป็นคำชี้ขาดที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านทั้งสองคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการภายในเวลา 90 วัน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และการยื่นคำร้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประวิงคดี แต่ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสองขอถอนคำคัดค้าน ศาลอนุญาต

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารแนบท้ายคำร้อง ต่างไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 14 - 8109 กรุงเทพมหานคร และบริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ระหว่างที่กรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับดังกล่าวยังมีผลบังคับ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 นายสุดชัย ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ฬบข กรุงเทพมหานคร 242 และเสียหลักไปชนเสาไฟฟ้าข้างทางเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งนั่งโดยสารมาได้รับบาดเจ็บ ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2554 ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเป็นคำเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 143/2554 ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 ผู้เสนอข้อพิพาท กับผู้ร้อง คู่กรณี และคำเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 144/2554 ระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เสนอข้อพิพาท กับผู้ร้อง คู่กรณีโดยขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสองได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทขอให้ผู้ร้องและบริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในเรื่องเดียวกันเป็นคำเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 93/2555 อนุญาโตตุลาการมีคำสั่งให้รวมข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 143/2554 กับ 144/2554 และ 93/2555 เข้าด้วยกันแล้วมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านทั้งสองคนละ 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการแรกว่า คำเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 93/2555 ซ้อนกับคำเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 143/2554 และ 144/2554 หรือไม่ เห็นว่า คำเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 143/2554 และ 144/2554 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เสนอข้อพิพาทให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์โดยสารที่ผู้ร้องรับประกันภัยค้ำจุนเกิดเหตุเฉี่ยวชนทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ส่วนคำเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 93/2555 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เสนอข้อพิพาทที่ 1 และที่ 3 ให้ผู้ร้องกับบริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด คู่กรณีที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์โดยสารคันเดียวกัน ซึ่งผู้ร้องรับประกันภัยค้ำจุนตามกรมธรรม์เดียวกัน เกิดเหตุเฉี่ยวชนกรณีเดียวกัน ทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บอันเดียวกันกับที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 143/2554 และ 144/2554 ดังนั้น คำเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 93/2555 เฉพาะส่วนที่เรียกร้องให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านทั้งสองจึงซ้อนกับคำเสนอข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 143/2554 และ 144/2554 คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการสุดท้ายมีว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านทั้งสองคนละ 25,000 บาท ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า บริษัทเกลียวเวิลด์ จำกัด ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 14 - 8109 กรุงเทพมหานคร เป็นสองรายเพื่อความวินาศภัยอันเดียวกัน โดยทำสัญญาประกันภัยค้ำจุนกับผู้ร้องวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ตามสำเนากรมธรรม์และทำสัญญาประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 กับบริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด วันที่ 15 กรกฎาคม 2554 เมื่อเกิดวินาศภัยขึ้นผู้รับประโยชน์ชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพียงเสมอจำนวนวินาศจริง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 870 วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยคนแรกต้องรับผิดเพื่อความวินาศภัยก่อน ตามมาตรา 870 วรรคสาม หรือแม้บริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 20 แต่คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด โดยไม่ปรากฏว่าบริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด ยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นจำนวนเท่าใด อย่างไรก็ดี การที่ผู้รับประโยชน์ยอมสละสิทธิอันมีต่อผู้รับประกันภัยรายหนึ่ง ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้รับประกันภัยรายอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 871 เมื่ออนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายที่แท้จริงแก่ผู้คัดค้านทั้งสองคนละ 25,000 บาท แต่ชี้ขาดให้ผู้ร้องเพียงรายเดียวต้องชำระค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนแก่ผู้คัดค้านทั้งสองคนละ 25,000 บาท โดยไม่ได้คำนึงว่าผู้คัดค้านทั้งสองได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด แล้วจำนวนเท่าใด ทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวนวินาศจริง จึงเป็นคำชี้ขาดที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้ออ้างตามคำร้องส่วนนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของอนุญาโตตุลาการ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้นในส่วนผล

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 143 - 145/2554 และ 93/2555 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 63 - 65/2556 ลงวันที่ 5 เมษายน 2556 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 870 ม. 871 ม. 173 (1)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 28
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — นางสาวสมจิตต์ แซ่น้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวราภรณ์ มากธนะรุ่ง ว่องเมทินี
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 720/2559
#594728
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษก่อนหน้าคดีนี้ จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองกำหนด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีแล้วไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด ดังนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 217/2556 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน บวกโทษจำคุก 1 เดือน ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 217/2556 ของศาลชั้นต้น ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกคดีนี้เป็นจำคุก 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจ วินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษก่อนหน้าคดีนี้ จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองกำหนด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าว กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้วไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยองได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด ดังนี้ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดระยอง มีคำสั่งที่ 318/2556 ว่า การที่จำเลยต้องหาและอยู่ในระหว่างการถูกดำเนินคดีอาญาอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกจึงเป็นกรณีที่ต้องตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และไม่สามารถนำมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับกับจำเลยได้ จึงให้ส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป โดยยังไม่ได้ตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดของจำเลยก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับ เมทแอมเฟตามีนของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จึงให้ริบเสียตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 24 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายอมร มหานิล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายสรวิทย์ จันทโสภณพร
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2559
#594698
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจาก อ. ชาวลาวให้ส่งเมทแอมเฟตามีนนั้นจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในประเทศไทย โดยไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 กับ อ. เป็นพวกเดียวกันและได้วางแผนแบ่งหน้าที่กันกระทำผิดดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้ขาย แต่ถือเป็นผู้ก่อให้ผู้ขายนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความจึงแตกต่างจากฟ้องในสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามที่พิจารณาได้ความ คงลงโทษได้เพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำผิด ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

เจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าจับกุมจำเลยทั้งสองโดยที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้รับเข้ามาในเงื้อมมือของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นความผิดสำเร็จ แต่การที่จำเลยที่ 2 ไปรอรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 นำเข้ามาเพื่อส่งมอบให้ที่จุดนัดหมาย ถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จ เข้าขั้นลงมือกระทำผิดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้กล่าวชัดแจ้งในฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ซึ่งการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ต่อเมทแอมเฟตามีนของกลางดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดได้ความว่ามีลักษณะเดียวกับที่จำเลยที่ 2 กระทำต่อกัญชาของกลาง ศาลฎีกาเห็นควรพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงการกระทำผิดเกี่ยวกับกัญชาของกลางซึ่งยุติไปแล้วด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 57, 65, 66, 75, 76, 76/1, 91, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน กัญชา และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง กับให้นับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1292/2553 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันนำกัญชาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ข้อหาร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาร่วมกันนำกัญชาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และข้อหาร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 75 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง, 57, 91 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันนำเข้าเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนกับฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้าเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันนำเข้าซึ่งกัญชากับฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งกัญชาเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้าซึ่งกัญชา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 13 ปี และปรับคนละ 1,300,000 บาท จำเลยที่ 1 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางตามที่กฎหมายกำหนด จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานร่วมกันนำเข้าซึ่งกัญชา จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันนำเข้าซึ่งกัญชา คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 650,000 บาท จำเลยที่ 1 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางตามที่กฎหมายกำหนด คงจำคุก 3 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ส่วนความผิดฐานร่วมกันนำเข้าเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต เมื่อจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิตแล้วก็ไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นมารวมอีกได้ คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิตสถานเดียว และปรับคนละ 650,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากมีการกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 2 ปี ให้นับโทษจำคุกตลอดชีวิตของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1292/2553 ของศาลชั้นต้น ริบกัญชา เมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นคนสัญชาติลาว ได้นั่งเรือเดินทางจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวข้ามแม่น้ำโขงมาขึ้นที่ฝั่งราชอาณาจักรไทยในเขตตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย แล้วถูกจับพร้อมกับจำเลยที่ 2 และยึดได้กัญชาแห้ง 20 แท่ง เมทแอมเฟตามีน 397 เม็ด โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง และเงินสด 1,700 บาท เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2553 เจ้าพนักงานตำรวจได้นำจำเลยทั้งสองกลับไปตรวจค้นบริเวณที่เกิดเหตุอีกครั้งพบเมทแอมเฟตามีน 402 เม็ด หลังจากนั้นได้พาจำเลยที่ 2 ไปตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 2 ที่ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี พบกัญชา 1 ห่อ น้ำหนัก 9.440 กรัม ใบนำฝากเงินของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 7 แผ่น และทรัพย์สินอื่นจึงยึดไว้เป็นของกลาง กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ร่วมกันนำกัญชาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ร่วมกันมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 2 มีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เว้นแต่ข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ เมทแอมเฟตามีนของกลางตรวจพิสูจน์แล้วคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 12.378 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ส่วนกัญชา 1 ห่อ น้ำหนัก 9.440 กรัม และกัญชา 20 แท่ง คิดเป็นน้ำหนักรวม 19.600 กิโลกรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะในข้อหาความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่มีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 อาจไม่ได้ติดต่อหรือรับจ้างขนส่งยาเสพติดให้แก่จำเลยที่ 2 คนเดียว และจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาจะส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่จำเลยที่ 2 กรณีดังกล่าวได้ความตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนว่า ในวันเกิดเหตุ เวลา 17.30 นาฬิกา ท้าวอ้าย ราษฎรชาวลาว ไปที่บ้านจำเลยที่ 1 ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จ้างให้จำเลยที่ 1 นำกระสอบบรรจุกัญชาและเมทแอมเฟตามีนบรรจุในถุงพลาสติกสีฟ้าพันดัวยเทปพันสายไฟสีดำ 1 ห่อ ไปวางไว้ที่หลักกิโลเมตรที่ 22 ถนนสายบ้านโพนสา - ท่ามะเฟือง สักครู่จำเลยที่ 2 ก็โทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 ถามว่ามาหรือยัง จำเลยที่ 1 บอกว่ามาแล้ว และบอกจำเลยที่ 2 ว่าจะเอากัญชากับเมทแอมเฟตามีนไปวางไว้ที่หลักกิโลเมตรที่ 22 ริมถนน แล้วจะกลับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จากนั้นจำเลยที่ 1 ว่าจ้างเรือหางยาวบรรทุกกระสอบกัญชาและเมทแอมเฟตามีนไปที่ฝั่งประเทศไทยบริเวณบ้านโพนสา เมื่อถึงฝั่งจำเลยที่ 1 แบกกระสอบกัญชาและห่อเมทแอมเฟตามีนขึ้นฝั่งไปประมาณ 10 เมตร พบจำเลยที่ 2 ที่มารับสิ่งของซึ่งต่อมาก็ถูกจับทั้งสองคน รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนลาว ในชั้นสอบสวนไม่ต้องการล่ามแปลทำนองเดียวกับการเบิกความต่อศาลในชั้นพิจารณา เชื่อว่าพยานปากนี้ฟังภาษาไทยได้ดี จำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุในเวลาไม่นาน มีรายละเอียดมากมาย ไม่เชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะไปปั้นแต่งเรื่องขึ้นเอง ซึ่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็มีขั้นตอนสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกคำให้การ ในสาระสำคัญ ไม่ปรากฏว่าการสอบสวนไม่ชอบอย่างไร คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 รับกัญชาและเมทแอมเฟตามีนของกลางจากท้าวอ้ายแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อนัดหมายกับผู้ใดอีก ในชั้นพิจารณาที่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานก็ไม่ได้เบิกความว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งแก่ผู้อื่นที่มีตัวตนอยู่จริงแต่อย่างใด คงอ้างแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาด้วยเท่านั้น ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีน้ำหนักให้รับฟังดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยโดยละเอียดแล้ว จึงเชื่อว่าเมื่อจำเลยทั้งสองพูดโทรศัพท์ติดต่อกันแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้นำกัญชาและเมทแอมเฟตามีนของกลางลงเรือหางยาวมาขึ้นฝั่งประเทศไทยในเวลาที่ต่อเนื่องกันทันที โดยที่ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้ติดต่อกับผู้ใดอีก ซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางนับว่ามีจำนวนมาก การนำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นความผิดที่มีอัตราโทษสูง หากจำเลยที่ 1 ไม่มีจุดหมายที่จะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนนั้นแก่ผู้ใดโดยชัดเจนและโดยเร็วแล้ว ไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนนั้นติดตัวมาด้วย และเมื่อได้ความว่าในวันเกิดเหตุนั้นเองจำเลยที่ 2 ก็ได้โอนเงินเข้าบัญชีของนายจันเพ็ง เป็นค่ายาเสพติดจำนวน 100,000 บาท และมีราษฎรชาวลาวรับเงินไปแล้ว โดยที่ก่อนหน้านั้นก็มีการโอนเงินในลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง จำนวนมาก ตามใบนำฝากเงิน ซึ่งเงิน 100,000 บาท ที่โอนให้คงมากเกินไปสำหรับการชำระราคาค่ากัญชา 20 แท่ง ที่ซื้อขายกันตามแนวชายแดนนั้น จึงยากจะรับฟังว่าเป็นการซื้อขายกัญชากันแต่เพียงอย่างเดียว และถ้าเป็นการซื้อขายกัญชากันแต่เพียงอย่างเดียว ตามพฤติการณ์จำเลยที่ 2 คงไม่จำต้องไปรับมาด้วยตนเอง และแม้จะไปรับด้วยตนเองก็คงจะต้องจัดเตรียมยานพาหนะที่เหมาะแก่การลักลอบซุกซ่อนขนกัญชานั้นไปด้วย การที่จำเลยที่ 2 นำรถจักรยานยนต์ไปรับยาเสพติดที่สั่งซื้อ กลับทำให้เห็นว่ามีจุดมุ่งหมายสำคัญที่เมทแอมเฟตามีนมากกว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้เกี่ยวข้องทั้งยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนและประเภทกัญชา พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังที่กล่าวมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับกัญชาและเมทแอมเฟตามีนของกลางจากท้าวอ้ายแล้วได้ติดต่อกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดต่อใครอีก และนำยาเสพติดดังกล่าวมาส่งให้จำเลยที่ 2 ที่บริเวณจุดนัดหมายในเวลาที่ต่อเนื่องกันทันทีดังได้กล่าวแล้ว จึงเชื่อว่านอกจากจำเลยที่ 2 จะสั่งซื้อกัญชาของกลางจากฝ่ายผู้ขายแล้ว จำเลยที่ 2 ยังสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากผู้ขายให้นำเข้ามาด้วย อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงได้ความชัดเจนเพียงว่า จำเลยที่ 2 สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากท้าวอ้ายราษฎรชาวลาวให้ส่งเมทแอมเฟตามีนนั้นจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในประเทศไทย โดยไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 กับท้าวอ้ายเป็นพวกเดียวกันและได้วางแผนแบ่งหน้าที่กันกระทำผิดดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ที่เป็นฝ่ายผู้ขาย แต่ถือเป็นผู้ก่อให้ผู้ขายนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความจึงแตกต่างจากฟ้องในสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามที่พิจารณาได้ความ คงลงโทษได้เพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำผิด ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ นอกจากนี้ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าจับกุมจำเลยทั้งสองโดยที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่จำเลยที่ 2 ดังที่ดาบตำรวจชวลิต เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเบิกความตอนหนึ่งว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะส่งมอบถุงที่แบกมาให้จำเลยที่ 2 ตอนนั้นอยู่ห่างกันประมาณ 1 เมตร พยานกับพวกได้รีบเข้าไปแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและควบคุมตัวจำเลยทั้งสองเอาไว้ทันที จำเลยที่ 1 เห็นเช่นนั้นได้ทิ้งถุงที่แบกมาลงพื้นดิน แล้วใช้มือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบเอาสิ่งของออกมาแล้วขว้างทิ้ง ส่วนจำเลยที่ 2 ยืนอยู่คล้ายกับตกใจ ซึ่งเกี่ยวกับสิ่งของที่จำเลยที่ 1 เอาออกมาขว้างทิ้งนั้น ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้คือเมทแอมเฟตามีนของกลาง ดังนี้ เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 จึงยังไม่ได้รับเข้ามาในเงื้อมมือของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นความผิดสำเร็จ แต่การที่จำเลยที่ 2 ไปรอรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 1 นำเข้ามาเพื่อส่งมอบให้ที่จุดนัดหมาย ถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จ เข้าขั้นลงมือกระทำผิดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้กล่าวอ้างชัดแจ้งในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ซึ่งการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ต่อเมทแอมเฟตามีนของกลางดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดได้ความว่า มีลักษณะเดียวกับที่จำเลยที่ 2 กระทำต่อกัญชาที่นำเข้าของกลาง ศาลฎีกาเห็นควรพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงการกระทำผิดเกี่ยวกับกัญชาของกลางซึ่งยุติไปแล้วด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนและกัญชาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนและกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 75 วรรคหนึ่ง, 76/1 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นกระทำผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นนำกัญชาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและฐานพยายามมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นนำกัญชาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี 8 เดือน และปรับ 866,666.66 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นนำกัญชาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหนึ่งในสามและกึ่งหนึ่ง ตามลำดับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นนำกัญชาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 433,333.33 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 12 เดือน 15 วัน และปรับ 433,333.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 84 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 26 ม. 65 ม. 66 ม. 75 ม. 76/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายท้าวคำพันหรือตึก หลวงจุมพล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายยงทวี กะวิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 693/2559
#596121
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กลุ่มคนชมรม ค. กระทำความผิดในคดีนี้ โดยบรรยายครบองค์ประกอบความผิดในแต่ละข้อหา จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว โดยหาจำต้องระบุตัวบุคคลผู้ถูกใช้หรือลงมือกระทำความผิดไม่

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 ที่ได้กระทำโดยมีอาวุธและโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปตามวรรคสอง ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 321 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 358 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้นั้น แม้จะได้ความว่าฝ่ายโจทก์ตกลงยอมความกับจำเลยที่ 2 แต่ไม่ปรากฏว่าฝ่ายโจทก์ได้ตกลงให้ความผิดของจำเลยที่ 1 ระงับไปด้วย ความผิดของจำเลยที่ 1 จึงหาระงับไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 288, 289, 295, 296, 297, 298, 309, 358, 59, 80, 83, 84, 85, 87, 91 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,824,210 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2551 ไปจนกว่าจะชำระครบถ้วนแก่โจทก์ที่ 1

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 295, 296, 297, 298, 309 และ 358 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งเจ็ดขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 3 และที่ 7 ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8), 309, 358 ประกอบมาตรา 83, 84, 85 วรรคสอง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 359,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2551 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 ในทุนทรัพย์ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดอุดรธานีจะจัดชุมนุมทางการเมืองที่บริเวณลานอเนกประสงค์ สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี โดยโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นแกนนำ วันเกิดเหตุเวลา 15.30 นาฬิกา จำเลยที่ 2 นำกลุ่มคนประมาณ 1,000 คน ไปขับไล่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้ออกจากที่ชุมนุม กลุ่มคนที่จำเลยที่ 2 พาไปดังกล่าวได้ใช้อาวุธทำร้ายร่างกายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับบาดเจ็บ และทรัพย์สินที่โจทก์ที่ 1 ใช้ในการจัดชุมนุมได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำฟ้องข้อ 2.1 2.2 และ 2.3 โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้อง โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กลุ่มคนชมรมคนรักอุดรกระทำความผิดในคดีนี้ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดในแต่ละข้อหาแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว โจทก์หาจำต้องระบุตัวบุคคลผู้ถูกใช้หรือลงมือกระทำความผิดดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกต้องการให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยกเลิกการชุมนุมทางการเมืองที่บริเวณสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคมซึ่งได้รับอนุญาตจากทางราชการแล้ว การที่จำเลยที่ 1 กับพวกข่มขืนใจกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ให้จัดชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและในที่สุดพวกของจำเลยที่ 1 เข้าไปทุบตีทำร้ายร่างกายและรื้อเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยมีไม้ เหล็ก หนังสติ๊ก และสิ่งของอื่นเป็นอาวุธ จนในที่สุดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องเลิกการชุมนุม การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง และเหตุที่เกิดขึ้นหาได้เกิดจากฝ่ายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสมัครใจทะเลาะวิวาทกับฝ่ายจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาดังได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ มาตรา 358 ของจำเลยที่ 1 ระงับไปแล้วเพราะมีการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) จริงหรือไม่ สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 นั้น เมื่อเป็นการกระทำความผิดโดยมีอาวุธและโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เป็นความผิดตามวรรคสองของมาตราดังกล่าว จึงไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 321 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่อาจระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ได้ ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้นั้น แม้จะได้ความว่าฝ่ายโจทก์ตกลงยอมความกับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ แต่ไม่ปรากฏว่าฝ่ายโจทก์ได้ตกลงให้ความผิดของจำเลยที่ 1 ระงับไปด้วย ความผิดของจำเลยที่ 1 จึงหาระงับไปไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309 วรรคสอง, 358 ประกอบมาตรา 83, 84, 85 วรรคสอง ให้ลงโทษตามมาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดโทษหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 2 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 309 วรรคสอง ม. 321 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจริญ หมู่ขจรพันธ์ กับพวก
จำเลย — นายขวัญชัย สาราคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายบัณฑิต ธรรมแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 679 -ที่ 682/2559
#599060
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทในคดีนี้ โจทก์ได้มาโดยการซื้อมาจากเอกชน มิใช่ดำเนินการเวนคืนมาตาม กฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ เพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งปิโตรเลียม เพื่อจัดสร้างโรงกลั่นปิโตรเลียม โรงแยกก๊าช ท่าเรือ คลังปิโตรเลียม หรือเพื่อใช้ในการวางระบบขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นอันจำเป็นและเกี่ยวเนื่องกับกิจการดังกล่าว จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์เท่านั้น ข้ออ้างที่ว่าใช้สำหรับเป็นทางออกหนีไฟของคลังก๊าช เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันอันตราย ก็เป็นเรื่องการปฏิบัติงานภายในหน่วยงานของโจทก์ ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชนและมีการดำเนินการทางธุรกิจในฐานะเดียวกับเอกชน ไม่เกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ กรณียังถือไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์อันร่วมกันเช่นทรัพย์สินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายประไว และจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากบุคคลซึ่งรับโอนและครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายประไวตั้งแต่ปี 2533 เรื่อยมาโดยสงบ เปิดเผย เป็นเวลาติดต่อกันมาเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 จำเลยทั้งสี่สามารถยกอายุความการครอบครองขึ้นมาต่อสู้ได้

จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนาย อ. ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายประไว โดยเริ่มต้นนายประไวซื้อที่ดินพิพาทมาจากพลอากาศตรีอำนวยเมื่อประมาณปี 2533 และมีการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยก่อนจดทะเบียนโอนมาเป็นของจำเลยทั้งสี่ การที่จำเลยทั้งสี่เข้าครอบครองปลูกบ้านอาศัยอยู่ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยไม่เคยถูกผู้ใดโต้แย้งคัดค้านก่อนหน้านั้น จึงถือเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยมาตลอด รวมเวลาของผู้โอนกับเวลาที่จำเลยทั้งสี่ครอบครองเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยทั้งสี่ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 อีกทั้งกฎหมายมิได้บัญญัติไว้อย่างแจ้งชัดว่า ผู้ที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยการครอบครองนั้น จะต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่ตนครอบครองเป็นของผู้อื่น ข้อสำคัญมีเพียงว่า การครอบครองนั้นมีลักษณะเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่ครอบครองแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ เช่น เป็นผู้อาศัยหรือผู้เช่า แม้ผู้ครอบครองจะเข้าใจว่าที่ดินที่ตนครอบครองเป็นของตน แต่ความจริงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นอยู่ ก็หาทำให้สิทธิจากการครอบครองเสียไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสี่สำนวนขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 2549 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ให้จำเลยที่ 1 และบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 75/2 ให้จำเลยที่ 2 และบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 75/5 ให้จำเลยที่ 3 และบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 75/1 และให้จำเลยที่ 4 และบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 75 ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 303,300 บาท 109,080 บาท 303,300 บาท และ 381,720 บาท ตามลำดับให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 1,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งทั้งสี่สำนวนขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เฉพาะส่วนที่จำเลยแต่ละคนครอบครอง โดยจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแปลงที่ 4 และแปลงที่ 5 เนื้อที่ 33 ตารางวา และเนื้อที่ 53 ตารางวา ตามลำดับ จำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 เนื้อที่ 57 ตารางวา จำเลยที่ 3 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 เนื้อที่ 27 ตารางวา และจำเลยที่ 4 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 เนื้อที่ 33 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ทั้งนี้ให้ถือแผนที่พิพาท เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ทั้งสี่สำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสี่สำนวนละ 5,000 บาท

โจทก์ฎีกาทั้งสี่สำนวนโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า เดิมโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ต่อมาได้ถูกยกเลิกเปลี่ยนทุนเป็นหุ้นตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 โดยจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2549 ตำบลบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน 2 ตารางวา โดยซื้อมาจากพลอากาศตรีอำนวย เมื่อปี 2527 ก่อนมีการขอออกโฉนดดังกล่าว ที่ดินพิพาทมีหลักฐานเป็น น.ส. 3 เลขที่ 151 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา และ น.ส. 3 เลขที่ 152 เนื้อที่ 2 งาน 72 ตารางวา ปรากฏตามสารบัญการจดทะเบียนและสัญญาซื้อขาย ต่อมาเมื่อปี 2533 พลอากาศตรีอำนวยได้ไปยื่นขอออกใบแทน น.ส. 3 เลขที่ 152 และขอทำการรังวัดเปลี่ยนเป็น น.ส. 3 ก เลขที่ 1063 เนื้อที่ 2 งาน 56 ตารางวา ปรากฏตามหลักฐาน จากนั้นได้โอนขายที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1063 ดังกล่าวให้แก่นายประไว พึ่งกลั่น ปรากฏตามสัญญาซื้อขาย ต่อมานายประไวได้ขอแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น น.ส. 3 ก. เลขที่ 1196 เนื้อที่ 50 ตารางวา แล้วโอนขายให้แก่บุคคลอื่นเป็นทอด ๆ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อรายสุดท้ายและครอบครองทำประโยชน์มาตลอดตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน สำหรับที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 1063 ส่วนที่เหลือนั้น นายประไวได้จดทะเบียนโอนให้แก่พี่น้องของตน ซึ่งมีจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 รวมอยู่ด้วย จำเลยทั้งสี่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับโอนมาโดยปลูกบ้านอาศัยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตลอด ต่อมาโจทก์ได้ไปยื่นคำขอตรวจสอบแนวเขตที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ผลการรังวัดตรวจสอบปรากฏว่าได้รูปแผนที่และเนื้อที่เท่าเดิม จึงได้รู้ความจริงว่าที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1063 และเลขที่ 1196 ออกทับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2549 ของโจทก์ และต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2549 อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. 3 ก. ทั้งสองแปลงดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นแรกตามข้ออ้างที่ว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า เดิมโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521 โดยเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดังนั้น ทรัพย์สินของโจทก์ไม่ว่าจะได้มาโดยทางใด ย่อมตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากพลอากาศตรีอำนวยเพื่อใช้เป็นทางออกหนีไฟของคลังก๊าช เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายที่เกิดจากการปฏิบัติงานในคลังก๊าชบ้านโรงโป๊ะ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางเก็บสำรองรับจ่ายและบรรจุผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเหลว เพื่อสนองความต้องการใช้และอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนทั้งชาติ ทั้งเป็นการรองรับความต้องการพลังงานในกรณีฉุกเฉิน เช่น ในกรณีมีน้ำท่วมหรือมีสงคราม เป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศชาติ ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) จำเลยทั้งสี่ไม่อาจยกอายุความครอบครองปรปักษ์ขึ้นมาต่อสู้ได้ เห็นว่า ที่ดินพิพาทในคดีนี้ โจทก์ได้มาโดยการซื้อมาจากเอกชน มิใช่ดำเนินการเวนคืนมาตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ เพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งปิโตรเลียม เพื่อจัดสร้างโรงกลั่นปิโตรเลียม โรงแยกก๊าช ท่าเรือ คลังปิโตรเลียม หรือเพื่อใช้ในการวางระบบขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นอันจำเป็นและเกี่ยวเนื่องกับกิจการดังกล่าว จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์เท่านั้น ข้ออ้างที่ว่าใช้สำหรับเป็นทางออกหนีไฟของคลังก๊าช เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันอันตราย ก็เป็นเรื่องการปฏิบัติงานภายในหน่วยงานของโจทก์ ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชนและมีการดำเนินการทางธุรกิจในฐานะเดียวกับเอกชน ไม่เกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ กรณียังถือไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์อันร่วมกันเช่นทรัพย์สินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายประไว และจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทจากบุคคลซึ่งรับโอนและครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนายประไวตั้งแต่ปี 2533 เรื่อยมาโดยสงบ เปิดเผย เป็นเวลาติดต่อกันมาเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จำเลยทั้งสี่สามารถยกอายุความการครอบครองขึ้นมาต่อสู้ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นต่อมาเรื่องการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งโจทก์โต้แย้งว่ามีได้แต่เฉพาะที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นเท่านั้น แต่คดีนี้จำเลยทั้งสี่อ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทสืบเนื่องต่อมาจากนายประไว ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาจากพลอากาศตรีอำนวย และครอบครองโดยถือว่าเป็นที่ดินของตนเองมาโดยตลอด ไม่ได้ครอบครองโดยเชื่อว่าเป็นที่ดินของผู้อื่นที่มีกรรมสิทธิ์อยู่ก่อน จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการครอบครองปรปักษ์ ทั้งการครอบครองของจำเลยทั้งสี่ก็ถูกโจทก์โต้แย้งคัดค้านมาตลอด โดยเมื่อปี 2547 โจทก์ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปรังวัดสอบเขตจนทราบความจริงว่ามีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับซ้อนโฉนดที่ดินพิพาท เป็นการไม่ชอบ ซึ่งต่อมาอธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแล้ว การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสี่ จึงมิได้เป็นไปด้วยความสงบติดต่อกันนานถึง 10 ปี ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติไว้ จำเลยทั้งสี่จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ใด ๆ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการนำสืบของจำเลยทั้งสี่ซึ่งโจทก์ไม่อาจหักล้างเป็นอื่น ฟังได้เป็นยุติแล้วว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายอนุรักษ์ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายประไว โดยเริ่มต้นนายประไวซื้อที่ดินพิพาทมาจากพลอากาศตรีอำนวยเมื่อประมาณปี 2533 ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย และมีการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยก่อนจดทะเบียนโอนมาเป็นของจำเลยทั้งสี่ การที่จำเลยทั้งสี่เข้าครอบครองปลูกบ้านอาศัยอยู่ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยไม่เคยถูกผู้ใดโต้แย้งคัดค้านก่อนหน้านั้น จึงถือเป็นการครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยมาตลอด รวมเวลาของผู้โอนกับเวลาที่จำเลยทั้งสี่ครอบครองเกินกว่า 10 ปีแล้ว จำเลยทั้งสี่ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่โจทก์ฎีกาอ้างในทำนองว่า ภายหลังรับโอนมาจากนายอนุรักษ์และนายประไว จำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินพิพาทโดยถือว่าเป็นของตนเองมาตลอด มิได้ครอบครองโดยเชื่อว่าเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงไม่เข้าลักษณะการครอบครองปรปักษ์ เพราะการครอบครองปรปักษ์ต้องครอบครองโดยรู้ว่าที่ดินเป็นของผู้อื่น เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่คลาดเคลื่อน เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติไว้อย่างแจ้งชัดว่า ผู้ที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยการครอบครองนั้น จะต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่ตนครอบครองเป็นของผู้อื่น ข้อสำคัญมีเพียงว่า การครอบครองนั้นมีลักษณะเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่ครอบครองแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ เช่น เป็นผู้อาศัยหรือผู้เช่า แม้ผู้ครอบครองจะเข้าใจว่าที่ดินที่ตนครอบครองเป็นของตน แต่ความจริงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นอยู่ ก็หาทำให้สิทธิจากการครอบครองเสียไปไม่ ข้ออ้างของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยทั้งสี่เข้าใจมาตลอดว่าที่ดินพิพาทที่พวกตนยึดถือครอบครองเป็นที่ดินมีหลักฐานเป็น น.ส. 3 หรือ น.ส. 3 ก. ซึ่งเจ้าของมีได้เพียงสิทธิครอบครอง มิใช่กรรมสิทธิ์ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสี่ จึงมีเพียงเจตนาเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเท่านั้น มิใช่การครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งเป็นการครอบครองโดยเชื่อว่าเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น จำเลยทั้งสี่จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสี่ เป็นการครอบครองเพื่อตน มิได้ครอบครองแทนผู้ใดดังกล่าวมาแล้ว พฤติการณ์จึงบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนามุ่งหมายในอันที่จะเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยตรง ฉะนั้น การที่จำเลยทั้งสี่จะเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทเป็นอย่างไร จึงไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติแล้วว่า ที่ดินพิพาทมีโฉนดเป็นหลักฐานทางทะเบียน ผู้ใดเข้าครอบครองทำประโยชน์อย่างเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ และด้วยความสงบติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ผู้นั้นย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติไว้ ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองฟังต้องกันว่าจำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงชอบแล้ว อนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทสืบเนื่องมาจากบุคคลอื่นซึ่งไม่ได้สิทธิใด ๆ มาจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เหตุดังกล่าวคงมีผลเฉพาะการขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกทับโฉนดที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบเท่านั้น แต่ไม่เป็นเหตุให้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของจำเลยทั้งสี่ซึ่งได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองโดยชอบและเป็นปรปักษ์อยู่ในตัว ดังนี้ ข้ออ้างของโจทก์ในข้อที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน จึงนำมาใช้บังคับกับกรณีของจำเลยทั้งสี่ ซึ่งเป็นการได้กรรมสิทธิ์มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม หาได้ไม่ ฎีกาทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมในชั้นฎีกาและในส่วนฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอรยาหรืออารยา ปรีดานันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวกมลรัตน์ สุวรรณหิตาธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปัญารัตน์ วิระยะวานิช
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปดารณี ลัดพลี
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 649/2559
#599875
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่ผู้ร้องนำมายื่นคำร้องในคดีนี้เป็นหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่บริษัท อ. ทำกับเจ้าหนี้เดิม โดยลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่บริษัท อ. ทำสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้วผิดนัดชำระหนี้ถึงวันที่เจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องบริษัท อ. ผู้ค้ำประกันรายอื่นและลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เป็นจำเลยที่ศาลอุตรดิตถ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1123/2542 ยังไม่เกิน 10 ปี ไม่ขาดอายุความ ผลของการฟ้องคดีดังกล่าวทำให้อายุความในหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 มีต่อเจ้าหนี้เดิมในฐานะผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 สะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 วรรคสอง คดีของศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 ในวันที่ 10 มิถุนายน 2548 ซึ่งมิใช่คำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ที่ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง อายุความสำหรับฟ้องคดีนี้จึงต้องนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2548 ผู้ร้องนำหนี้ดังกล่าวมายื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 ยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งหกเด็ดขาด

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องและจำหน่ายคดีสำหรับลูกหนี้ที่ 1 และที่ 6 และมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับลูกหนี้ที่ 3 และที่ 5 เนื่องจากถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีอื่นแล้ว

ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า มูลหนี้ที่นำมาร้องขอคดีนี้เป็นหนี้ที่ขาดอายุความ กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ล้มละลาย จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อแรกว่า หนี้ที่ผู้ร้องนำมายื่นคำร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่ผู้ร้องนำมายื่นคำร้องในคดีนี้เป็นหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่บริษัทโรงพยาบาลเอกชนอุตรดิตถ์ จำกัด ทำกับเจ้าหนี้เดิม โดยลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่บริษัทโรงพยาบาลเอกชนอุตรดิตถ์ จำกัด ทำสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้วผิดนัดชำระหนี้ถึงวันที่เจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องบริษัทโรงพยาบาลเอกชนอุตรดิตถ์ จำกัด ผู้ค้ำประกันรายอื่นและลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1123/2542 ยังไม่เกิน 10 ปี ไม่ขาดอายุความ ผลของการฟ้องคดีดังกล่าวทำให้อายุความในหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 มีต่อเจ้าหนี้เดิมในฐานะผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคสอง คดีของศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 ในวันที่ 10 มิถุนายน 2548 ซึ่งมิใช่คำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้อง หรือทิ้งฟ้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ที่ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง อายุความสำหรับฟ้องคดีนี้จึงต้องนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2548 ผู้ร้องนำหนี้ดังกล่าวมายื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 ยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องจึงไม่ขาดอายุความ ซึ่งข้อเท็จจริงในการฟ้องคดีและการจำหน่ายคดีของศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ดังกล่าวผู้ร้องได้บรรยายไว้ในคำร้องและนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการต่อไปมีว่า ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้หรือไม่ ประเด็นนี้ศาลล้มละลายกลางยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมีการสืบพยานผู้ร้องและลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยก่อน เห็นว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของเจ้าหนี้เดิม จำนวน 519,945,403.97 บาท ที่มีต่อลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เมื่อผู้ร้องมีหนังสือและประกาศแจ้งให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ชำระหนี้หรือเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ แต่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เพิกเฉย โดยลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ได้ชำระหนี้หรือให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เด็ดขาด ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 193/17 ม. 193/30
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 30 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — นายดิเรก เพ็ญสุภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวันชัย โสภาโชติ
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2559
#593242
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้และไม่ได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง การกระทำของโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานฝ่ายควบคุมคุณภาพ มีอำนาจอนุมัติการทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด และมีอำนาจรับรองเวลาทำงานในบัตรตอกเวลาทำงานในกรณีพนักงานลืมตอกบัตร ทั้งต้องดูแลควบคุมให้พนักงานทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุดตรงตามที่ขออนุมัติ กลับจงใจลงลายมือชื่อรับรองเวลาทำงานในบัตรตอกเวลาทำงานของ ท. อันเป็นความเท็จ เช่นนี้การกระทำของโจทก์ถือเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่อยู่ในความหมายของการทุจริตต่อหน้าที่แล้ว การที่จำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุดหรือค่าล่วงเวลาแก่ ท. เพราะผลจากการร้องเรียนของผู้ใต้บังคับบัญชาทำให้มีการตรวจสอบและโจทก์แก้ไขเอกสารเสียก่อน ท. ยังไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการกระทำของโจทก์ก็หาทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการทุจริตไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,851.20 บาท เงินโบนัส 71,605 บาท เงินรางวัลพนักงานดีเด่นและพนักงานปฏิบัติงานนานประจำปี 2554 จำนวน 14,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชย 147,210 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,890,372 บาทแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ทำงานในตำแหน่งหัวหน้างานฝ่ายควบคุมคุณภาพ มีอำนาจอนุมัติการทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด และมีอำนาจรับรองเวลาทำงานในบัตรตอกเวลาทำงานกรณีพนักงานลืมตอกบัตร โจทก์เป็นผู้กำหนดให้พนักงานทำงานในวันหยุดและทำงานล่วงเวลา ในวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2554 โจทก์กำหนดให้นางสาวทิพวัลย์ ทำงานในวันหยุดดังกล่าวด้วย แต่นางสาวทิพวัลย์ไม่มาทำงาน โจทก์ทราบว่านางสาวทิพวัลย์ไม่มาทำงานโดยเป็นผู้สอบถามนางสาวทิพวัลย์ถึงเหตุผลที่ไม่มาทำงานแต่โจทก์ลงลายมือชื่อรับรองในบัตรตอกเวลาทำงานและลงลายมือชื่อรับรองอนุมัติการทำงานในแบบขออนุมัติทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดของนางสาวทิพวัลย์อันเป็นการยืนยันว่านางสาวทิพวัลย์มาทำงานในวันหยุดคือในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 ตั้งแต่เวลา 20 นาฬิกา ถึงเวลา 6 นาฬิกาของวันที่ 13 พฤศจิกายน 2554 เพื่อให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดแก่นางสาวทิพวัลย์ ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 นางสาวสุกัญญา และนางสาวน้ำเพชร กับลูกจ้างซึ่งมาทำงานในวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2554 โต้แย้งว่านางสาวทิพวัลย์ไม่ได้มาทำงานในวันดังกล่าวและเข้าชื่อร้องเรียนให้ฝ่ายบุคคลโยกย้ายโจทก์ด้วยเหตุมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตขาดคุณสมบัติการเป็นผู้นำ โจทก์จึงแก้ไขเอกสารให้ถูกต้องก่อนส่งไปเบิกจ่ายเงินโดยอ้างว่าพลั้งเผลอไป จำเลยดำเนินการสอบสวนการกระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ ระหว่างการสอบสวนจำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปรับผิดชอบดูแลในส่วนงานแพ็คกิ้งอะไหล่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกับลูกจ้างในฝ่ายควบคุมคุณภาพที่ร้องเรียนโจทก์ ผลการสอบสวนได้ความว่าโจทก์กับนางสาวทิพวัลย์มีความสนิทสนมกันมาก มีการติดต่อทางโทรศัพท์กันทั้งในและนอกเวลาทำงานเดือนละกว่า 30 ถึง 50 ครั้ง จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามหนังสือลงวันที่ 21 ธันวาคม 2554 โดยให้มีผลเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไป แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ลงลายมือชื่อรับรองเอกสารการทำงานล่วงเวลาของนางสาวทิพวัลย์โดยเจตนา มิได้พลั้งเผลอ แม้โจทก์จะมาแก้ไขภายหลังและจำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินตามคำขอเบิก การกระทำของโจทก์ก็เป็นการทุจริตต่อหน้าที่แล้ว ส่วนคำสั่งย้ายงานโจทก์ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินโบนัส เงินรางวัล และค่าเสียหายตามฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) ซึ่งจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในเหตุเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ไว้และไม่ได้ใช้คำว่า "โดยทุจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ทุจริต" ตามพจนานุกรม คือความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง การกระทำของโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้างานฝ่ายควบคุมคุณภาพ มีอำนาจอนุมัติการทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด และมีอำนาจรับรองเวลาทำงานในบัตรตอกเวลาทำงานในกรณีพนักงานลืมตอกบัตร ทั้งต้องดูแลควบคุมให้พนักงานทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุดตรงตามที่ขออนุมัติ กลับจงใจลงลายมือชื่อรับรองเวลาทำงานในบัตรตอกเวลาทำงานของนางสาวทิพวัลย์ซึ่งสนิทกับโจทก์และลงลายมือชื่อรับรองอนุมัติการทำงานในแบบขออนุมัติทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดอันเป็นการยืนยันความเท็จว่านางสาวทิพวัลย์มาทำงานในวันหยุดในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 ตั้งแต่เวลา 20 นาฬิกา ถึงเวลา 6 นาฬิกา ของวันที่ 13 พฤศจิกายน 2554 จนเป็นเหตุให้พนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์เข้าชื่อร้องเรียนโจทก์ต่อฝ่ายบุคคลให้โยกย้ายโจทก์เนื่องจากเห็นว่าโจทก์มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้นำ เช่นนี้การกระทำของโจทก์ถือเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่อยู่ในความหมายของการทุจริตต่อหน้าที่แล้ว การที่จำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุดหรือค่าล่วงเวลาแก่นางสาวทิพวัลย์ เพราะผลจากการร้องเรียนของผู้ใต้บังคับบัญชาทำให้มีการตรวจสอบและโจทก์แก้ไขเอกสารเสียก่อน นางสาวทิพวัลย์ยังไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากการกระทำของโจทก์ก็หาทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการทุจริตไปได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนู บุญแต่ง
จำเลย — บริษัทโตโยต้า โกเซ รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกื้อ วุฒิปวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา