คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินเพื่อขอรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์และในการรังวัดเจ้าหน้าพนักงานที่ดินชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาสำนักงานที่ดินมีประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งรวมถึงที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ให้จำเลยยื่นคำขอเพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของโจทก์ในการยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เนื่องจากจำเลยดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์มีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อันเป็นความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์และจำเลยในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และการดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท เป็นการดำเนินการในฐานะเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแล รักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ เป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสิบและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน
สำหรับคำฟ้องในส่วนของเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบได้นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่าเนื่องจากมีการคัดค้านจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะว่าที่ดินดังกล่าวสงสัยว่าจะเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่มีอำนาจสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่คู่กรณีต้องไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าใครเป็นผู้มีสิทธิดีกว่ากัน จึงเป็นคดีสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้คุ้มครองรักษาที่สาธารณะคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อผู้อำนวยการเขตหนองแขม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณะ แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าเป็นที่ดินของตน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม โดยไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ จึงเป็นการโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลตนเองอันจะถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จำเลยซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิกเฉยไม่ยอมคืนเงินค่าตอบแทนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ อันเนื่องมาจากการที่โจทก์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน และมีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน โดยให้มีผลย้อนไปถึงวันที่โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นเหตุให้จำเลยต้องนำเงินค่าตอบแทนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิคืนให้แก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ไม่ใช่การกระทำละเมิดของจำเลยที่เกิดจากการใช้อำนาจทางกฎหมาย หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกให้จำเลยชดใช้เงินคืนต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องธนาคารพาณิชย์ ที่ ๑ บริษัทขนส่ง จำกัด ที่ ๒ จำเลย กรณีโจทก์ได้แสดงความประสงค์พร้อมทำสัญญารถร่วมเพื่อนำรถยนต์ตู้เข้าวิ่งร่วมกับจำเลยที่ ๒ แต่หลังจากทำสัญญา โจทก์ไม่อาจนำสมุดรายการจดทะเบียนรถยนต์ตู้ที่โจทก์เช่าซื้อจากจำเลยที่ ๑ ผู้ให้เช่าซื้อ ไปจดทะเบียนเป็นรถยนต์ตู้โดยสารสาธารณะและจัดทำใบวิ่งกับจำเลยที่ ๒ ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่จำเลยที่ ๒ กำหนด ทำให้จำเลยที่ ๒ ยกเลิกสัญญารถร่วมที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยที่ ๒ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ส่งมอบต้นฉบับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ตู้แก่โจทก์เพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนเป็นรถตู้โดยสารสาธารณะและใบอนุญาตวิ่ง และให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนกรมการขนส่งหรือจำเลยที่ ๒ ขยายระยะเวลาการสิ้นสุดของการจดทะเบียนรถตู้โดยสารสาธารณะ เห็นว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องว่าการที่จำเลยที่ ๒ ไม่ขยายระยะเวลาจดทะเบียนรถตู้สาธารณะและใบวิ่งให้แก่โจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ จะต้องยกเลิกสัญญารถร่วมที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยที่ ๒ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสัญญารถร่วม เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญารถร่วมกับโจทก์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โจทก์เข้ารับส่งผู้โดยสารบนเส้นทางต่างๆ ตามที่จำเลยที่ ๒ ได้รับสัมปทานมาจากรัฐอันเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลยที่ ๒ ตามที่ได้รับมอบหมาย สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านคมนาคมและการขนส่งอันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ นั้น แม้ข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งประเด็นตามคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ จะเป็นข้อพิพาทตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างเอกชนกับเอกชน แต่เมื่อความมุ่งหมายในการฟ้องคดีของโจทก์ก็เป็นไปเพื่อให้โจทก์สามารถนำรถยนต์ตู้เข้าร่วมเดินรถกับจำเลยที่ ๒ โดยกล่าวอ้างเหตุที่ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนรถตู้สาธารณะและใบวิ่งได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดว่าเป็นเพราะจำเลยที่ ๑ ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ตู้ไม่ส่งมอบต้นฉบับใบคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ คำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นประเด็นที่เกี่ยวพันและมีผลต่อประเด็นที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ ๒ ขยายระยะเวลาสิ้นสุดของการจดทะเบียนรถตู้โดยสารสาธารณะให้แก่โจทก์ จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเนื่องมาจากการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อการใช้อำนาจของจำเลยทั้งห้าในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นการใช้อำนาจตามพรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ค้างชำระ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ กรณีเข้ารับการตรวจรักษาและเข้าพักรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ เข้าผูกพันตนเข้ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ อันเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเกี่ยวกับสัญญาเข้ารับการรักษาพยาบาลซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำเลยร่วม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเข้าเป็นจำเลยร่วมว่า การเจ็บป่วยของจำเลยที่ ๑ เป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินซึ่งจำเลยร่วมมีหน้าที่ชำระค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ ให้แก่โรงพยาบาลโจทก์เต็มจำนวน ตามข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุข กรณีมีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๕ มิใช่ตามจำนวนที่จำเลยร่วมจ่ายให้โจทก์ไปเพียงบางส่วน แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยมีเจตนาให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่สัญญารับผิดชำระหนี้ตามสัญญาเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นหลัก และจำเลยทั้งสองขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี โดยมีเจตนาให้ศาลได้พิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์ และความรับผิดของจำเลยร่วมที่มีต่อจำเลยทั้งสองรวมไปในคราวเดียวกัน ทั้งปัญหาว่าจำเลยร่วมต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายแทนหรือแบ่งส่วนความรับผิดกับจำเลยทั้งสองหรือไม่นั้น เป็นประเด็นเกี่ยวพันและมีผลต่อความรับผิดตามสัญญาเข้ารับการรักษาพยาบาลของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์ซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่วัดยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินเพื่อขอรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์และในการรังวัดเจ้าหน้าพนักงานที่ดินชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาสำนักงานที่ดินมีประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งรวมถึงที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ให้จำเลยยื่นคำขอเพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของโจทก์ในการยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เนื่องจากจำเลยดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์มีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อันเป็นความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์และจำเลยในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่วัดผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องอ้างว่า ครอบครองที่ดินจนเป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่และหน่วยงานทางปกครองผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน มิใช่ที่ธรณีสงฆ์ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ดังนั้นเป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยกล่าวอ้างว่าการออก น.ส.ล. เลขที่ บร ๔๗๐๓ ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีก็อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายประการสำคัญว่าเป็นการออก น.ส.ล. ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่เป็นที่ดินตาม ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออก น.ส.ล. เลขที่ บร ๔๗๐๓ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและกรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องวัด ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ จำเลย อ้างว่า จําเลยที่ ๑ นำที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงไปขอออกโฉนดที่ดิน และจําเลยที่ ๒ ดําเนินการออกโฉนดเลขที่ ๙๔๘๕ ให้แก่?จําเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้?พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ ๑ และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยที่ ๑ ไปขอเพิกถอนโฉนดและให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทได้ดำเนินการตามขั้นตอนและถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายครบถ้วน ที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินซึ่งโจทก์อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยออกทับที่ดินของโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินบางส่วนในโฉนดเลขที่ ๙๔๘๕ เป็นที่ดินของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีที่โจทก์ขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาท อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย อ. อันเป็นการใช้อำนาจวินิจฉัยสั่งการของเจ้าพนักงานที่ดินในการสอบสวนเปรียบเทียบสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับนาย อ. และขอให้กรมที่ดินชดใช้ค่าเสียหายจากการที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่าผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องนาย อ. กับพวก ต่อศาลจังหวัดนครปฐม ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นคดีนี้ ซึ่งการที่ศาลในคดีนี้จะวินิจฉัยว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินที่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย อ. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีหรือนาย อ. มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและเป็นประเด็นเดียวกันกับคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องนาย อ. ต่อศาลจังหวัดนครปฐม มูลความแห่งคดีทั้งสองจึงเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อคดีหลักเกี่ยวกับการพิสูจน์สิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทในคดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน ซึ่งได้แก่ศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา สาขาท้ายเหมือง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่มีคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ เพื่อให้มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่เอกชน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ โดยอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๖๕ ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เนื่องจากกระบวนการรังวัดสอบเขตที่ดินและกระบวนการออกโฉนดที่ดินเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติและไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับสอบสวนเปรียบเทียบเพื่อให้มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ ก็มิได้มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นอกจากนี้ที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๓๘ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ เลขที่ ๑๓๘ และ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๖๕ ตามลำดับ มีพื้นที่ไม่ถูกต้องตรงกับพื้นที่ที่ขอรังวัดออกโฉนด ขอให้เพิกถอนคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การโดยสรุปว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๖๕ มิได้เป็นที่สงวนหวงห้าม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ ให้การโดยสรุปว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๖๕ เป็นที่ดินที่มีการครอบครองทำประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนวันที่ทางราชการกำหนดให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติและมีการออกเอกสารสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย การขอออกโฉนดที่ดินจาก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวได้ดำเนินการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่คู่กรณียังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ กับให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๖๕ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองจำเลยที่ ๑ ว่าก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของตน เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์การก่อสร้างถนนคอนกรีตของจำเลยที่ ๑ ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยที่ ๑ แล้ว จะเป็นผลให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ คำฟ้องของโจทก์ จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑
ส่วนการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คัดค้านการรังวัดและรับรองแนวเขตที่ดินสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด คดีระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสาม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง กล่าวหาว่า ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินมีโฉนด ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้รื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมบ่อพักท่อระบายน้ำออกจากที่ดิน และส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเรียบร้อย หรือชดใช้ค่าเสียหาย โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด แต่ถูกทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการเสริมทางสาธารณะ โดยนำดินและหินลูกรังมาถมและรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดสอบเขต ก็คัดค้านว่าที่พิพาทอยู่ในแนวเขตทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันขนดินและหินลูกรังออกจากที่ดินของโจทก์และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า มิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำทางสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องเห็นว่า แม้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดจะมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาทางสาธารณะและใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการเวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเพื่อสร้างฝายกั้นน้ำและนำรั้วลวดหนามมาปิดกั้นตามแนวเขตแต่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า เป็นเหตุให้ที่ดินไม่มีทางเข้าออกและไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งห้าไปขอออกโฉนดพบว่ามีเนื้อที่ดินขาดหายไป ขอให้รื้อถอนรั้วลวดหนามออกจากที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ไม่ได้ล้อมรั้วรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า การขอออกโฉนดของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า มีเจ้าของที่ดินข้างเคียงมารับรองแนวเขตและผู้ฟ้องคดีทั้งห้าก็ไม่ได้คัดค้าน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งห้านั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษที่จำเลยได้รับไปเกินสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตข้าราชการของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่งซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐทำละเมิดโดยการตรวจค้น ควบคุมตัวบุตรของผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทำการตรวจค้น ควบคุมตัวบุตรของผู้ฟ้องคดีโดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งมาตรา ๑๖ บัญญัติ ให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง และมาตรา ๑๗ บัญญัติว่า พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ดังนี้จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ส่วนมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติในเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เมื่อการพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา ๑๖ นั้น เป็นละเมิดหรือไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมการพิจารณาความรับผิดและการเยียวยาตามมาตรา ๑๗ จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม