คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 116/2559
#611082
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินเพื่อขอรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์และในการรังวัดเจ้าหน้าพนักงานที่ดินชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาสำนักงานที่ดินมีประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งรวมถึงที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ให้จำเลยยื่นคำขอเพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของโจทก์ในการยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เนื่องจากจำเลยดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์มีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อันเป็นความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์และจำเลยในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นางปราณีต ประสพโชค
จำเลย — เทศบาลตำบลบางสมัคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 115/2559
#605684
เปิดฉบับเต็ม

การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และการดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท เป็นการดำเนินการในฐานะเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแล รักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ เป็นการโต้แย้งสิทธิระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสิบและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

สำหรับคำฟ้องในส่วนของเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบได้นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่าเนื่องจากมีการคัดค้านจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะว่าที่ดินดังกล่าวสงสัยว่าจะเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่มีอำนาจสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่คู่กรณีต้องไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าใครเป็นผู้มีสิทธิดีกว่ากัน จึงเป็นคดีสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๕/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดบึงกาฬ

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุดรธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๘ นางอุไร สิมมาลา ที่ ๑ กับพวกรวม ๙ คน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลวิศิษฐ์ ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบึงกาฬ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุดรธานี คดีหมายเลขดำที่ ๑๘๖/๒๕๕๘ ต่อมา นายกิตติชัย สาระขันธ์ ยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ศาลปกครองอุดรธานีมีคำสั่งอนุญาตโดยกำหนดให้นายกิตติชัยเป็นผู้ฟ้องคดีที่ ๑๐ โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสิบฟ้องสรุปได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ ๑๑ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ต่อเนื่องมากว่าสี่สิบปีและได้เสียภาษีบำรุงท้องที่มาโดยตลอด ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบได้นำเจ้าหน้าที่เดินสำรวจที่ดินเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑๑ ในฐานะผู้แทนนายอำเภอผู้ปกครองท้องที่ได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่รับรองโดยอ้างว่าที่ดินตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบนำสำรวจนั้นเป็นที่สาธารณประโยชน์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือถึงนายอำเภอเมืองบึงกาฬ กล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสิบบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ นายอำเภอเมืองบึงกาฬได้มีคำสั่งอำเภอเมืองบึงกาฬ ที่ ๑๒๑/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์บ้านดอนเจริญเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยนายช่างรังวัดที่ดินจากสำนักงานที่ดินจังหวัดบึงกาฬร่วมตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏในระวางแผนที่ว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์และเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ชาวบ้านลงประชามติ ซึ่งชาวบ้านได้ลงประชามติว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ยอมลงนามรับรองที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์บ้านดอนเจริญ ได้มีคำสั่งที่ ๑๓๙/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แต่งตั้งคณะทำงานสอบสวนหาข้อเท็จจริงการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์บ้านดอนเจริญ เพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์บ้านดอนเจริญโดยทำการสอบถามชาวบ้านอีกครั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับรองที่ดินบางแปลงที่อยู่ติดกับผู้ฟ้องคดีทั้งสิบแต่กลับคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบและดำเนินการเพื่อให้ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรมกับผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงนามในเอกสารรับรองการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยกเลิกการดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา ๑๒๒ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูและรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ เนื่องจากสงสัยว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ จากการตรวจสอบประชาชนส่วนใหญ่ต่างยืนยันว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันมาก่อน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้คัดค้านการออกเอกสารสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบตามที่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า การขอออกโฉนดที่ดินในคดีนี้เป็นการนำเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘, ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทั้งนี้ กรมที่ดินอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕๗ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มอบหมายให้ผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดหนองคาย-บึงกาฬ-เลย ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ ๑๔๓/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ลงลายมือชื่อและประทับตราประจำตำแหน่งของเจ้าพนักงานที่ดินในโฉนดที่ดิน ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบมิได้มีมูลเหตุเกิดจากการยื่นขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยตรง แต่เป็นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการออกเอกสารสิทธิไว้ก่อนจนกว่าจะพิสูจน์ทราบว่าไม่เป็นที่สาธารณะ จึงไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เนื่องจากเป็นกรณีที่การเดินสำรวจมีข้อพิพาทโต้แย้งสิทธิโดยการคัดค้านจากหน่วยงานผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะ ซึ่งมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ได้ให้อำนาจแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการสอบสวนเปรียบเทียบ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ได้นำเจ้าหน้าที่ที่ดินเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินที่ตั้งอยู่ที่บ้านดอนเจริญ หมู่ที่ ๑๑ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบนำทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินสงสัยว่าจะเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงนามรับรองในเอกสารการรังวัด กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบตามคำขอท้ายคำฟ้องข้อ ๓ ที่ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยกเลิกการดำเนินการนำที่ดินพิพาทขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสิบมีสิทธิในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่ดินที่พิพาทผู้ฟ้องคดีทั้งสิบมีสิทธิครอบครองโดยชอบหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่เป็นเพียงประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงหนึ่งในหลายประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีซึ่งมิได้มีผลทำให้คดีที่เป็นคดีปกครองเปลี่ยนเป็นคดีแพ่งแต่อย่างใด และแม้การพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่พิพาทจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก โดยคู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดบึงกาฬพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองในการที่ไม่รับรองแนวเขตและไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสิบอ้างว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการเลือกปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ หรือยกเลิกการดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นสาธารณประโยชน์ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โต้แย้งเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องนายกเทศมนตรีตำบลวิศิษฐ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ หมู่ที่ ๑๑ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องกันมา ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบได้นำเจ้าหน้าที่เดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์และดำเนินการให้มีการขึ้นทะเบียนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยกเลิกการคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ และยกเลิกการดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ เห็นว่า การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และการดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท เป็นการดำเนินการในฐานะเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแล รักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ.๒๕๕๓ โดยการโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ จึงเป็นกรณีที่มีการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสิบและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน สำหรับคำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่าการที่ไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบได้ เนื่องจากมีการคัดค้านจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าที่ดินดังกล่าวสงสัยว่าจะเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดินกันระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสิบและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่มีอำนาจสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่คู่กรณีต้องไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าใครเป็นผู้มีสิทธิดีกว่ากัน จึงเป็นคดีสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางอุไร สิมมาลา ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๐ คน ผู้ฟ้องคดี นายกเทศมนตรีตำบลวิศิษฐ์ ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบึงกาฬ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางอุไร สิมมาลา ที่ 1 กับพวกรวม 9 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีตำบลวิศิษฐ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 114/2559
#605093
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้คุ้มครองรักษาที่สาธารณะคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อผู้อำนวยการเขตหนองแขม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณะ แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าเป็นที่ดินของตน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๔/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๘ นายคารม นาควัชระ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้อำนวยการเขตหนองแขม ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๙๓/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๕๙๔ ตั้งอยู่แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร ได้ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองแขม ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคัดค้านแนวเขตที่ดินข้างเคียงด้านทิศตะวันตกว่าเป็นที่สาธารณะ สำนักงานเขตที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองแขม จึงได้มีหนังสือที่ มท. ๐๕๑๐.๙/๗๕๙๐ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการสอบสวนไกล่เกลี่ย แต่ตกลงกันไม่ได้ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจึงไม่สามารถดำเนินการรังวัดสอบเขตต่อไปได้ นอกจากนี้กำแพงสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่และป้ายบอกทางหมู่บ้านหรรษา มาเจริญ สร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยกเลิกการคัดค้านการรังวัดเพื่อทำการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีเนื้อที่ดินเท่าเดิม และให้รื้อถอนป้ายบอกทางหมู่บ้านหรรษา มาเจริญ และกำแพงสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ให้อยู่ในตำแหน่งที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองแขม สอบเขตไว้

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นรังวัดสอบเขต แต่ปรากฏว่าระยะแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีรุกล้ำเข้าไปในทางเท้าถนนมาเจริญ (เพชรเกษม ๘๑) ซึ่งเป็นทางเท้าสาธารณะ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการปรับปรุงตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ผู้ฟ้องคดีมิได้คัดค้านแต่อย่างใด ที่ดินที่พิพาทจึงตกเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย การคัดค้านการรังวัดสอบเขตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ ส่วนกำแพงสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นที่ของเอกชนไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และได้มีการรื้อถอนป้ายบอกทางหมู่บ้านหรรษา มาเจริญ เรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๕๙๔ ตั้งอยู่แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร และได้ยื่นขอรังวัดสอบเขตที่ดินดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองแขม แต่เนื่องจากที่ดินข้างเคียงด้านทิศตะวันตกติดกับทางสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงได้คัดค้านแนวเขตที่ดินสำนักงานเขตที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองแขม จึงได้มีหนังสือที่ มท. ๐๕๑๐.๙/๗๕๙๐ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการสอบสวนไกล่เกลี่ยตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแต่ตกลงกันไม่ได้ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยกเลิกคัดค้านการรังวัดและให้ดำเนินการรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้เป็นดังเดิม ซึ่งมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าคำคัดค้านแนวเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลแห่งคดีที่ฟ้องสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นทางเท้าที่ประชาชนใช้ประโยชน์มามากกว่า ๑๐ ปี อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยการอุทิศให้โดยปริยาย และผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ยกเลิกการคัดค้านการรังวัดแนวเขตที่ดิน อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งคำสั่งนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นประเด็นสำคัญที่โต้แย้งกันอยู่ คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนประเด็นการยกเลิกการคัดค้านการรังวัดแนวเขตที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ถือว่าเป็นประเด็นย่อยในคดีที่เกี่ยวเนื่องกันและมีมูลคดีเดียวกันกับประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องผู้อำนวยการเขตหนองแขม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยกเลิกการคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี เมื่อการคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้คุ้มครองรักษาที่สาธารณะเป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดิน อันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อมิให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดกันรังวัดสอบเขตที่ดินของตนรุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินสาธารณะซึ่งอยู่ข้างเคียง การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีรังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดินสาธารณะ แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าเป็นที่ดินของตน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำขอที่ให้สถานีบริการน้ำมันรื้อกำแพงที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและคำขอที่ให้หมู่บ้านหรรษา มาเจริญ รื้อถอนป้ายบอกทางที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นคำขอที่กระทบสิทธิของเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างดังกล่าว แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องเอกชนเข้ามาในคดีนี้ อย่างไรก็ตามคำขอทั้งสองข้อของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวก็เป็นข้อพิพาททางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายคารม นาควัชระ ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการเขตหนองแขม ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายคารม นาควัชระ
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการเขตหนองแขม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 113/2559
#604185
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม โดยไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะ จึงเป็นการโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลตนเองอันจะถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

(คำสั่ง) ที่ ๑๑๓ /๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙

เรื่อง การยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐

ศาลแขวงสงขลา

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงสงขลาส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยผู้ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลในคำให้การและศาลทำความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจโดยศาลที่ส่ง ความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องนายภิรมย์ ชอบหวาน ที่ ๑ สำนักงานประกันสังคม ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแขวงสงขลา เป็นคดีหมายเลข ดำที่ ๗๔๖/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กล-๑๒๒ สงขลาไว้จากผู้เอาประกันภัย วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กล-๑๒๒ สงขลา ไปตามถนนสายกาญจนวนิช จากอำเภอหาดใหญ่มุ่งหน้าเข้าเมืองสงขลาเมื่อถึง บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยทักษิณ ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน กข-๓๑๙๑ สตูล มาทางด้านหลังด้วยความประมาทโดยไม่ได้ขับรถเว้นระยะห่างจากรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยไว้พอสมควร ทำให้ไม่สามารถหยุดรถได้ทันเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ขับมาเสียหลักพุ่งชนท้ายรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยซึ่งอยู่ด้านหน้าได้รับความเสียหายจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข-๓๑๙๑ มีฐานะเป็นตัวการ ผู้ใช้จ้างวาน หรือมีคำสั่งให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสตูล ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับดูแลของจำเลยที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ โจทก์เสียค่าซ่อมแซมและค่าอะไหล่เป็นเงิน ๗๓,๙๕๐ บาท จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองใช้เงินแก่โจทก์ได้ตามกฎหมาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๗๓,๙๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ความเสียหายไม่ได้เป็นผลมาจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ ๑ โดยตรง จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง แต่ในวันเกิดเหตุมีฝนตกและผู้ขับรถยนต์ทะเบียน กล-๑๒๒ สงขลา ได้หยุดรถกะทันหันทำให้รถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ไปชนท้ายรถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นความประมาทของผู้ขับรถยนต์ทะเบียน กล-๑๒๒ สงขลาโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความประมาทของคนขับรถยนต์ทะเบียน ขต ๘๕๒๕ ซึ่งขับมาชนท้ายรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ทำให้รถยนต์กระเด็นไปข้างหน้าไปชนรถยนต์คันที่ทำประกันภัยไว้กับโจทก์ การชน ดังกล่าวไม่ได้รุนแรง จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกันอนึ่ง การที่โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระเงินดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าเกินสมควรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองขอให้ยกฟ้อง

ศาลแขวงสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานของรัฐ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข-๓๑๙๑ สตูล จำเลยที่ ๒ มีฐานะเป็น หน่วยงานของรัฐและเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ ๑ ในฐานะตัวแทนไปกระทำการตามวัตถุประสงค์หรือตามที่ได้รับมอบหมาย ตามคำฟ้องเป็นการขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดทางกายภาพในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น มิใช่เป็นการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือการละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าตามกฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้หาใช่เป็นการฟ้องคดีเนื่องจากยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ. ศ. ๒๕๓๙ อันอยู่ในเขตอำนาจของ ศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งพนักงาน ขับรถยนต์สังกัดจำเลยที่ ๒ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ถูกฟ้องกล่าวหาว่ากระทำการโดยประมาทเลินเล่อขับรถยนต์ไปชนท้ายรถยนต์ของบุคคลอื่นที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งการที่จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานขับรถยนต์ย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบและมีสิทธินำรถยนต์ของทางราชการออกไปใช้เพื่อปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับ มอบหมายอันถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจ เมื่อเกิดเหตุหรือความเสียหายขึ้น ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวจึงเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย และโดยที่มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ. ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ต่อบุคคลอื่น มีหน้าที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดนั้นหากหน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติอาจถือได้ว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อีกทางหนึ่งด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และโจทก์ได้ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เสียหายแล้วจึงรับช่วงสิทธิในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งการเยียวยาแก้ไขความเดือดร้อนจำต้องอาศัยคำบังคับของศาลปกครอง ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา การส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับ ศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการนี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ..." และมาตรา ๑๐ วรรคสาม บัญญัติว่า "ความในมาตรานี้ให้ใช้บังคับกับกรณีที่ศาลเห็นเองก่อนมีคำพิพากษาโดยอนุโลม" ประกอบกับ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ให้อำนาจคณะกรรมการในการออกข้อบังคับซึ่งตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ในส่วนที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยในข้อ ๒๘ บัญญัติว่า "หากคำร้องที่ยื่นไว้ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ ... คณะกรรมการจะมีคำสั่งให้ยกคำร้องเสียก็ได้" และข้อ ๒๙ บัญญัติว่า "ในกรณีดังต่อไปนี้ คณะกรรมการจะสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความก็ได้ (๑) เมื่อผู้ร้องขอถอนคำร้อง (๒) การส่งเรื่องให้คณะกรรมการมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้ (๓) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งคณะกรรมการเห็นว่า การพิจารณาไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป"

ข้อเท็จจริงคดีนี้โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กล-๑๒๒ สงขลารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากทำละเมิดขอให้ใช้เงินแก่โจทก์ ขอให้ จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ ยื่นคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง โดยโต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลแขวงสงขลาและศาลปกครองสงขลา มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล โดยศาลแขวงสงขลาเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของ ศาลยุติธรรม ส่วนศาลปกครองสงขลาเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๒ โต้แย้งเขตอำนาจศาลไว้ในคำให้การว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่าหากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ใน เขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานของศาลยุติธรรม แต่การโต้แย้ง เขตอำนาจศาลในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การโดยไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะจึงเป็นการโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งการทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ เป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็น ของตนเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการทำเป็นคำร้องตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และมิใช่เป็นกรณีที่ศาลเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐ วรรคสาม ให้อนุโลมตามมาตรา ๑๐ ซึ่งชอบที่จะเป็นกรณีที่ ศาลเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ มิได้กระทำตามวิธีการ ที่กฎหมายกำหนด ทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลเห็นเองว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลตนเอง อันจะถือได้ว่ามีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

จึงมีคำสั่งว่า การส่งเรื่องของศาลแขวงสงขลาไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๒๙ (๒) ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. มาตรา 10 วรรควรรคหนึ่งและวรรคสาม
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายภิรมย์ ชอบหวาน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 112/2559
#605683
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิกเฉยไม่ยอมคืนเงินค่าตอบแทนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ อันเนื่องมาจากการที่โจทก์มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน และมีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน โดยให้มีผลย้อนไปถึงวันที่โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นเหตุให้จำเลยต้องนำเงินค่าตอบแทนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิคืนให้แก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ไม่ใช่การกระทำละเมิดของจำเลยที่เกิดจากการใช้อำนาจทางกฎหมาย หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกให้จำเลยชดใช้เงินคืนต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๒/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองเพชรบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ จังหวัดเพชรบุรี โจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมเนตร เรืองโรจน์ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๔๓๗/๒๕๕๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ จำเลยยื่นใบสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๗ ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ต่อโจทก์ โดยกรอกข้อความให้การรับรองตนเองว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนในการที่จะสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งในการลงคะแนนเลือกผู้ใหญ่บ้าน จำเลยได้คะแนนสูงสุด โจทก์จึงมีคำสั่งอำเภอบ้านแหลม ที่ ๖๐/๒๕๕๖ เรื่อง แต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๗ ตำบลบางขุนไทร ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ โดยให้จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๗ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืนติดตัวภายในเขตจังหวัดเพชรบุรี จึงมีการตรวจสอบประวัติอาชญากร พบว่า เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๙ ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง , ๑๐๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๑ ปี ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี โดยให้คุมความประพฤติ มีกำหนดเวลา ๑ ปี คำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๙๔๓/๒๕๓๙ ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำเลยจึงขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของการที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตามมาตรา ๑๒ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ โจทก์จึงมีคำสั่งอำเภอบ้านแหลม ที่ ๑๒๐/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๘ เรื่อง ให้เพิกถอนคำสั่งอำเภอบ้านแหลม ที่ ๖๐/๒๕๕๖ เรื่อง แต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๗ ตำบลบางขุนไทร ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ และมีคำสั่งอำเภอบ้านแหลม ที่ ๑๒๑/๒๕๕๘ เรื่อง ให้ผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๘ จากนั้นได้มีหนังสือที่ พบ ๐๕๑๘/๑๗๖๕ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๘ แจ้งการออกคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบและให้นำเงินค่าตอบแทนที่ได้รับในอัตราเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ รวมเป็นเงิน ๒๑๓,๑๖๑ บาท คืนให้ทางราชการ ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ และได้มีหนังสือแจ้งเตือนอีก ๓ ครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนเงินจำนวน ๒๑๓,๑๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน แต่เกิดจากความบกพร่องของโจทก์ที่ละเลยไม่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของจำเลยเป็นเวลา ๒ ปี ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยคืนเงินเดือนและผลประโยชน์ที่ได้รับไปแล้วได้ อีกทั้งจำเลยนำมูลเหตุแห่งคดีเดียวกันนี้ยื่นฟ้องโจทก์และอำเภอบ้านแหลมต่อศาลปกครองเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๐๐/๒๕๕๘ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน โดยให้แต่งตั้งจำเลยดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และให้คืนเงินค่าตอบแทนเป็นรายเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดี คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีของโจทก์ก็สืบเนื่องจาก โจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำการโดยไม่สุจริต จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและต้องคืนเงินนั้นแก่โจทก์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้ จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์หรือไม่ เพียงไรเป็นสำคัญ จึงเป็นข้อพิพาทที่ต้องพิจารณาตามหลักแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเพชรบุรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยยื่นใบสมัคร โดยรับรองว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนในการสมัครรับเลือกผู้ใหญ่บ้าน จึงเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตตั้งแต่แรก โจทก์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๗ ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี และให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ จำเลยจึงต้องคืนเงินตอบแทนในอัตราเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ รวมเป็นเงิน ๒๑๓,๑๖๑ บาท ซึ่งเป็นลาภมิควรได้แก่ทางราชการตามนัยข้อ ๗/๑ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่นๆ ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ พ.ศ. ๒๕๔๖ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๒ และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ โจทก์มีหนังสือแจ้งคำสั่งและบอกกล่าวให้จำเลยคืนเงินแต่จำเลยเพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๒๑๓,๑๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีเพื่อเรียกเงินตอบแทนผู้ใหญ่บ้านคืนจากจำเลยนั้น เป็นการกระทำที่สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์โดยอำเภอบ้านแหลม ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๗ ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เพราะขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตามมาตรา ๑๒ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ พร้อมทั้งมีหนังสือที่ พบ ๐๕๑๘/๑๗๖๕ ลงวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ แจ้งการออกคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบและให้นำเงินค่าตอบแทนที่ได้รับดังกล่าวข้างต้นคืนให้ทางราชการ ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ และได้มีหนังสือแจ้งเตือนอีก ๓ ครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้...(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐรับผิดจากการกระทำละเมิดซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนี้ ต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือผู้ฟ้องคดีอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐคืนเงินค่าตอบแทนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ อันเนื่องมาจากการที่โจทก์มีคำสั่งอำเภอบ้านแหลม ที่ ๑๒๐/๒๕๕๘ ให้เพิกถอนคำสั่งที่แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๗ และมีคำสั่งที่ ๑๒๑/๒๕๕๘ ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๗ โดยให้มีผลย้อนไปถึงวันที่โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นเหตุให้จำเลยต้องนำเงินค่าตอบแทนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมคืนเงินดังกล่าว กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโต้แย้งสิทธิของโจทก์ แต่การเพิกเฉยไม่ยอมคืนเงินให้แก่โจทก์ไม่ใช่การกระทำละเมิดของจำเลยที่เกิดจากการใช้อำนาจทางกฎหมาย หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ อันจะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นกรณีที่โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกให้จำเลยชดใช้เงินคืนต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง จังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นายสมเนตร เรืองโรจน์ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่นๆให้แก่กำนัน ผุ้ใหญ่บ้านแพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ พ.ศ. ๒๕๔๖ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๒
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายสมเนตร เรืองโรจน์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 111/2559
#611081
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องธนาคารพาณิชย์ ที่ ๑ บริษัทขนส่ง จำกัด ที่ ๒ จำเลย กรณีโจทก์ได้แสดงความประสงค์พร้อมทำสัญญารถร่วมเพื่อนำรถยนต์ตู้เข้าวิ่งร่วมกับจำเลยที่ ๒ แต่หลังจากทำสัญญา โจทก์ไม่อาจนำสมุดรายการจดทะเบียนรถยนต์ตู้ที่โจทก์เช่าซื้อจากจำเลยที่ ๑ ผู้ให้เช่าซื้อ ไปจดทะเบียนเป็นรถยนต์ตู้โดยสารสาธารณะและจัดทำใบวิ่งกับจำเลยที่ ๒ ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่จำเลยที่ ๒ กำหนด ทำให้จำเลยที่ ๒ ยกเลิกสัญญารถร่วมที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยที่ ๒ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ส่งมอบต้นฉบับใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ตู้แก่โจทก์เพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนเป็นรถตู้โดยสารสาธารณะและใบอนุญาตวิ่ง และให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนกรมการขนส่งหรือจำเลยที่ ๒ ขยายระยะเวลาการสิ้นสุดของการจดทะเบียนรถตู้โดยสารสาธารณะ เห็นว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องว่าการที่จำเลยที่ ๒ ไม่ขยายระยะเวลาจดทะเบียนรถตู้สาธารณะและใบวิ่งให้แก่โจทก์เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๒ จะต้องยกเลิกสัญญารถร่วมที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยที่ ๒ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสัญญารถร่วม เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำสัญญารถร่วมกับโจทก์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โจทก์เข้ารับส่งผู้โดยสารบนเส้นทางต่างๆ ตามที่จำเลยที่ ๒ ได้รับสัมปทานมาจากรัฐอันเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลยที่ ๒ ตามที่ได้รับมอบหมาย สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านคมนาคมและการขนส่งอันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ นั้น แม้ข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งประเด็นตามคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ จะเป็นข้อพิพาทตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างเอกชนกับเอกชน แต่เมื่อความมุ่งหมายในการฟ้องคดีของโจทก์ก็เป็นไปเพื่อให้โจทก์สามารถนำรถยนต์ตู้เข้าร่วมเดินรถกับจำเลยที่ ๒ โดยกล่าวอ้างเหตุที่ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนรถตู้สาธารณะและใบวิ่งได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดว่าเป็นเพราะจำเลยที่ ๑ ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ตู้ไม่ส่งมอบต้นฉบับใบคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ คำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นประเด็นที่เกี่ยวพันและมีผลต่อประเด็นที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ ๒ ขยายระยะเวลาสิ้นสุดของการจดทะเบียนรถตู้โดยสารสาธารณะให้แก่โจทก์ จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นายจำริ ถ้ำกลาง
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 110/2559
#605682
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเนื่องมาจากการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อการใช้อำนาจของจำเลยทั้งห้าในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นการใช้อำนาจตามพรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๐/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้องเพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ นายสมศักดิ์ ขำประถม โจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมชาย ไชยจักรที่ ๑ นายศิริ อินทรอร่ามวงษ์ ที่ ๒ นายชาติเจริญ ชอบพิมาย ที่ ๓ นายพรชัย อิ่มหาญ ที่ ๔ ว่าที่พันตำรวจโทหรือนายโดม กิขุนทด ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลแขวงนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๓๒/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา หมายเลข ๑ เขตเลือกตั้งที่ ๕ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีครบวาระในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา ซึ่งจำเลยทั้งห้าได้จัดการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวโดยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและไม่สุจริต เที่ยงธรรม โดยการออกหมายเลขประจำตัวผู้สมัครไม่ถูกต้อง บัตรเลือกตั้งไม่มีช่องลงคะแนนของผู้สมัครหมายเลข ๗ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ประกาศหยุดการเลือกตั้ง แล้วให้มีการเลือกตั้งต่อไป โดยการยกเลิกบัตรเลือกตั้งเดิมและให้ใช้บัตรเลือกตั้งที่มีช่องลงคะแนนหมายเลข ๗ แทนหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร ไม่นับจำนวนบัตรเลือกตั้งและปิดประกาศจำนวนบัตรเลือกตั้งใหม่ ทำให้จำนวนบัตรลงคะแนนไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ โจทก์จึงได้มีหนังสือคัดค้านการเลือกตั้งดังกล่าวโดยอ้างเหตุข้างต้น ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณาวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ได้มีคำสั่ง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ลต. ๑๓๔/๒๕๕๖ โดยวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ และมิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๕ ใหม่ การที่จำเลยทั้งห้ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งจำนวน ๔๖,๕๕๐ บาท ค่าติดตามผลการคัดค้านการเลือกตั้งจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท ค่าขาดรายได้วันละ ๓๐๐ บาท เป็นเวลา ๔๘๕ วัน คิดเป็นเงิน ๑๔๕,๕๐๐ บาท รวมเป็นค่าเสียหาย ๒๐๗,๐๕๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

อนึ่งก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้า ในมูลคดีเดียวกันต่อศาลปกครองนครราชสีมา ประธานศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองสูงสุดรับคดีนี้ไว้พิจารณา ตามข้อ ๓๙ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. ๒๙/๒๕๔๘ โดยวินิจฉัยว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น อยู่ในอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๑๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อมา โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในมูลคดีเดียวกันต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ลต. ๒๘๐๒/๒๕๔๘ โดยวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในมูลละเมิดที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้ากระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่น

จำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยทั้งห้าไม่ได้จงใจปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เพียงแต่กระทำการหลงผิดเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติราชการการเลือกตั้งโดยสุจริต และมิได้กระทำการหรือละเว้นกระทำการโดยทุจริต หรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้สมัครรายใด จำเลยทั้งห้าจึงไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์เคยมีสาเหตุโกรธเคืองเรื่องที่ดินกับจำเลยที่ ๑ โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ศาลแขวงนครราชสีมาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวแทน หรือผู้บริหารของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการปกครองตนเองด้วยเสียงข้างมากในระบอบเสรีประชาธิปไตย โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๐ กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ทางปกครองควบคุมและกำกับดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม และคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดให้ควบคุมการเลือกตั้งในเขตจังหวัด และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การดำเนินการจัดการเลือกตั้งดังกล่าวของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองของรัฐเช่นกัน และหากมีข้อพิพาทอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปหรือเป็นการกระทำทางกายภาพของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ก็เป็นการทำละเมิดโดยทั่วไปต้องตรวจสอบด้วยกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและคดีย่อมอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม แต่หากเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการจัดการเลือกตั้งโดยละเมิดจากการใช้อำนาจทางปกครองก็ต้องตรวจสอบด้วยกระบวนการยุติธรรมทางปกครองและคดีย่อมอยู่ในอำนาจศาลปกครอง ซึ่งทั้งศาลยุติธรรมและศาลปกครองมีนิติวิธีในการพิจารณาข้อพิพาทตามกฎหมายที่แตกต่างกัน โดยหากข้อพิพาทในการดำเนินการจัดการเลือกตั้งที่เป็นผลมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และมิใช่การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ คดีย่อมอยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒ เมื่อคดีนี้โจทก์ไม่ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยตรง คดีโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองสูงสุด ดังที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. ๒๙/๒๕๕๘ และกรณีมิใช่การฟ้องขอให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่หรือขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง คดีนี้จึงไม่ใช่คดีเลือกตั้งอันจะอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ด้วยเช่นกัน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ได้วินิจฉัยไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ลต. ๒๘๐๒/๒๕๕๘ แต่เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมามีอำนาจดำเนินการจัดการเลือกตั้งในท้องที่ตามกฎหมาย และต่อมาจำเลยทั้งห้าได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมาให้เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา ตามนัยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๙ (๕) (๖) และมาตรา ๒๐ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ ดังนี้ แม้จำเลยทั้งห้าจะได้รับค่าตอบแทนในการจัดการเลือกตั้งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๑ แต่เนื่องจากจำเลยทั้งห้าไม่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และอยู่ในสายการบังคับบัญชาขององค์กรปกครองท้องถิ่นดังกล่าวโดยตรง จำเลยทั้งห้าจึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา แต่เมื่อจำเลยทั้งห้ามีอำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๑๙ จำเลยทั้งห้าจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทเจ้าหน้าที่รายบุคคล คือ เป็นบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงโดยมิได้ผูกพันกับองค์กร ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ และเป็นเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ เมื่อจำเลยทั้งห้าถูกโจทก์กล่าวหาว่าได้ร่วมกันดำเนินการจัดการเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นข้อพิพาทกรณีที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้าดำเนินการจัดการเลือกตั้งโดยมิชอบหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ และเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมา ส่วนโจทก์ยื่นคำแถลงความเห็นว่า โจทก์ไม่อาจยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าต่อศาลปกครองได้อีก เพราะถือว่าเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีนี้ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ตามข้อ ๙๗ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. ๒๙/๒๕๕๘ ศาลปกครองสูงสุดเพียงวินิจฉัยว่า คดีโจทก์เป็นคดีเลือกตั้งที่อยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค แต่ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑ (๓) โดยศาลปกครองสูงสุดหาได้วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑ (๓) และมาตรา ๙ ไม่ ดังนั้น หากศาลปกครองนครราชสีมามีความเห็นหรือคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลปกครองนครราชสีมาซึ่งเป็นศาลปกครองชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับคดีโจทก์ไว้พิจารณาได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ ประกอบมาตรา ๙ หาถือเป็นการยื่นฟ้องกันอีกในประเด็นที่รับวินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน อันจะเป็นการยื่นคำฟ้องซ้ำ ตามข้อ ๙๗ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ในตุลาการศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา เขตเลือกตั้งที่ ๕ ฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าซึ่งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ อันเนื่องมาจากการที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ ๕ ใหม่ ด้วยเหตุ "ที่มีการกำหนดหมายเลข ๒ ให้เป็นหมายเลขประจำตัวของผู้สมัครรายหนึ่ง แล้วมีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นหมายเลข ๕ ตามประกาศผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๑ และการที่บัตรเลือกตั้งไม่มีช่องทำเครื่องหมายลงคะแนนของผู้สมัครหมายเลข ๗ ย่อมเป็นเหตุสุดวิสัยไม่สามารถกระทำการลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ ๑ เขตเลือกตั้งที่ ๕ ต่อไปได้ ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งประกาศงดลงคะแนนเลือกตั้งในหน่วยนั้น... ตามมาตรา ๘๓ การประกาศหยุดการลงคะแนนเลือกตั้ง แล้วให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งต่อไป โดยมีการยกเลิกบัตรเลือกตั้งสีม่วง และให้ใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพูซึ่งมีช่องทำเครื่องหมายลงคะแนนหมายเลข ๗ แทน รวมทั้งการกระทำใดๆ หลังจากนั้นย่อมเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลือกตั้งในครั้งนี้มิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม" ดังนั้นการที่จำเลยทั้งห้าได้จัดการเลือกตั้งโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ จนเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ ๑ ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมาให้เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมาให้เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา ตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ตามลำดับ จำเลยทั้งห้าจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และโดยที่การใช้อำนาจของจำเลยทั้งห้าเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง ดังนั้น การที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้าจัดการเลือกตั้งโดยไม่เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว จนเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งครั้งดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และมีคำสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และมิใช่กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า ควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นคดีเลือกตั้งที่จะอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ ทั้งมิใช่กรณีการฟ้องคดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องฟ้องคดีโดยตรงต่อศาลปกครองสูงสุด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๐

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสมศักดิ์ ขำประถม โจทก์ นายสมชาย ไชยจักร ที่ ๑ นายศิริ อินทรอร่ามวงษ์ ที่ ๒ นายชาติเจริญ ชอบพิมาย ที่ ๓ นายพรชัย อิ่มหาญ ที่ ๔ ว่าที่พันตำรวจโทหรือนายโดม กิขุนทด ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ ขำประถม
จำเลย — นายสมชาย ไชยจักร ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 109/2559
#611080
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ค้างชำระ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ กรณีเข้ารับการตรวจรักษาและเข้าพักรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลโจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ เข้าผูกพันตนเข้ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ อันเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเกี่ยวกับสัญญาเข้ารับการรักษาพยาบาลซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำเลยร่วม ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเข้าเป็นจำเลยร่วมว่า การเจ็บป่วยของจำเลยที่ ๑ เป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินซึ่งจำเลยร่วมมีหน้าที่ชำระค่ารักษาพยาบาลของจำเลยที่ ๑ ให้แก่โรงพยาบาลโจทก์เต็มจำนวน ตามข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุข กรณีมีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๕ มิใช่ตามจำนวนที่จำเลยร่วมจ่ายให้โจทก์ไปเพียงบางส่วน แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยมีเจตนาให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่สัญญารับผิดชำระหนี้ตามสัญญาเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นหลัก และจำเลยทั้งสองขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี โดยมีเจตนาให้ศาลได้พิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์ และความรับผิดของจำเลยร่วมที่มีต่อจำเลยทั้งสองรวมไปในคราวเดียวกัน ทั้งปัญหาว่าจำเลยร่วมต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายแทนหรือแบ่งส่วนความรับผิดกับจำเลยทั้งสองหรือไม่นั้น เป็นประเด็นเกี่ยวพันและมีผลต่อความรับผิดตามสัญญาเข้ารับการรักษาพยาบาลของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์ซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545
ข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุข กรณีมีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๕
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดตลิ่งชัน
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัทโรงพยาบาลธนบุรี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสำรวย โสภจารีย์ ที่ 1 กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 108/2559
#611079
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่วัดยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินเพื่อขอรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์และในการรังวัดเจ้าหน้าพนักงานที่ดินชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาสำนักงานที่ดินมีประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งรวมถึงที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ให้จำเลยยื่นคำขอเพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของโจทก์ในการยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เนื่องจากจำเลยดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์มีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อันเป็นความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์และจำเลยในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — วัดบางสมัคร
จำเลย — เทศบาลตำบลบางสมัคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 107/2559
#602994
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่วัดผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องอ้างว่า ครอบครองที่ดินจนเป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่และหน่วยงานทางปกครองผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน มิใช่ที่ธรณีสงฆ์ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ดังนั้นเป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๗/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสุรินทร์

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ วัดเพชรบุรี ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอปราสาท ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๓ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๓๕/๒๕๕๗ หมายเลขแดงที่ ๓๐๖/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นวัดในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ปี ๒๓๔๒ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี ๒๓๗๑ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๖ หมู่ที่ ๑ ตำบลสมุด อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองที่ดินป่าช้าบ้านทุ่งมน ตั้งอยู่ห่างจากที่ตั้งของผู้ฟ้องคดีประมาณ ๑ กิโลเมตร ใช้ประโยชน์เป็นป่าช้าสำหรับเผาศพ ฝังศพและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของพุทธศาสนิกชนมาตั้งแต่เป็นวัดป่าช้าบ้านทุ่งมน ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองที่ดินต่อเนื่องเรื่อยมา ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นที่ธรณีสงฆ์และอยู่ในความดูแลของผู้ฟ้องคดี เมื่อประมาณปี ๒๕๑๙ พระครูประสาทพรหมคุณ (หลวงปู่หงส์ พรหมปัญโญ) อดีตเจ้าอาวาสผู้ฟ้องคดีและพุทธศาสนิกชนได้ร่วมบริจากเงินเพื่อก่อสร้างที่พำนักสงฆ์อาคารสถานที่ในบริเวณที่ดินป่าช้าดังกล่าว โดยมีเจตนาใช้เป็นสถานที่วิปัสสนากรรมฐานและใช้ประกอบกิจพิธีบำเพ็ญกุศลเกี่ยวกับศาสนาพุทธของผู้ฟ้องคดี และเลิกใช้เผาศพฝังศพ เนื่องจากได้สร้างเมรุเผาศพที่บริเวณที่ตั้งของผู้ฟ้องคดี หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกหนังสือที่ สร ๐๓๒๐/๕๓๘๑ ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๓๕ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในที่ดินป่าช้าบ้านทุ่งมน พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท ได้รังวัดเพื่อออก น.ส.ล. และได้ประกาศออก น.ส.ล. เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๐ ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดคัดค้าน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลงนามออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๑๔๖๖ ซึ่งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ปิดประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในบริเวณที่ดิน การรังวัดสอบเขตและการสอบสวนไม่มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ไม่มีการจัดประชุมคณะสงฆ์ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่ทราบและไม่มีโอกาสเข้ามาในกระบวนการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ สร ๐๑๔๖๖

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินป่าช้าวัดบ้านทุ่งมนเป็นป่าช้าสาธารณประโยชน์และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน มิใช่ที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นเรื่องพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับหน่วยงานของรัฐผู้มีอำนาจดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ ดำเนินการรังวัดที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเพื่อจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงเป็นการใช้อำนาจปกครองตามกฎหมาย การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการเกี่ยวกับการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ เป็นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่มิได้ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แม้จะมีประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินซึ่งต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่การพิจารณามิใช่เกณฑ์ว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลใดอีกทั้งไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ศาลปกครองนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นการยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้นจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยใช้ประโยชน์ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของพุทธศาสนิกชนและครอบครองต่อเนื่องเรื่อยมาจนเป็นที่ธรณีสงฆ์ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ลงนามปฏิบัติราชการแทนในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๑๔๖๖ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินป่าช้าบ้านทุ่งมนเป็นที่สาธารณประโยชน์และเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน มิใช่ที่ธรณีสงฆ์ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ดังนั้น เป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างวัดเพชรบุรี ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอปราสาท ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๓ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — วัดเพชรบุรี
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 106/2559
#602998
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยกล่าวอ้างว่าการออก น.ส.ล. เลขที่ บร ๔๗๐๓ ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีก็อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายประการสำคัญว่าเป็นการออก น.ส.ล. ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่เป็นที่ดินตาม ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออก น.ส.ล. เลขที่ บร ๔๗๐๓ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและกรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๖/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดรัตนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕ นายมี คำน้อย ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายอำเภอรัตนบุรี ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขารัตนบุรี ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเบิด ที่ ๓ กำนันตำบลเบิด ที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๕ กรมการปกครองที่ ๖ และกรมที่ดิน ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗/๒๕๕๕ ความว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองในที่ดิน ตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๑๐๕ หมู่ที่ ๒ ตำบลเบิด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๒ งาน ๗๒ ตารางวา แต่เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่ลุ่ม นายอ้วน พุดจีบ อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๗ ต้องการจะกันที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓๕ ตารางวา ไว้เป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ยอมยกให้ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๗ ตำบลเบิด จึงแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กันที่แปลงดังกล่าวไว้แล้วรายงานต่อกระทรวงมหาดไทยและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อให้ขับไล่ผู้ฟ้องคดีและกันเอาไว้เป็นที่หลวง โดยที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) และออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๗๐๓ แต่มีเนื้อที่เหลือเพียง ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๒๗ ตารางวา เมื่อทางราชการสั่งให้มีการตรวจสอบ ปรากฏว่าที่ดินหนองหอยสาธารณประโยชน์ เลขทะเบียน ๓๐๐ อยู่ในระวางที่ ๕๗๓๙ I แผ่นที่ ๑๖๖ แต่แปลงของผู้ฟ้องคดีอยู่ในแผ่นที่ ๑๐ ระบุชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้พนักงานปักหลักและป้ายหนองหอยสาธารณประโยชน์บนที่ดินที่ขาดหายไป เมื่อผู้ฟ้องคดีไปขอตรวจสอบเอกสารที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขารัตนบุรี และที่องค์การบริหารส่วนตำบลเบิด จึงทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือที่ สร ๐๖๑๗/๑๘๗๙ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ จำนวนสองฉบับ อ้างคำสั่งอำเภอรัตนบุรีที่ ๕๔/๒๕๕๓ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีขอให้ตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์ "หนองหอย" แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ พิจารณาดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีหนังสือที่ สร ๘๑๓๐๑/๔๙๘ ลงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินแปลงพิพาทภายใน ๓๐ วัน ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือยื่นอุทธรณ์ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๔๘๔๘ แปลงที่สาธารณประโยชน์ทับที่ดิน เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓๕ ตารางวา ของผู้ฟ้องคดี การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ด เป็นการละเมิดสิทธิและรบกวนการครอบครองที่ดินโดยปกติสุขของผู้ฟ้องคดี และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอำเภอรัตนบุรีที่ ๕๔/๒๕๕๓ ให้นำที่ดินพิพาท เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓๕ ตารางวา รวมเป็นที่ดินในโฉนดของผู้ฟ้องคดีให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนหลักเขต เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๔๘๔๘ ซึ่งทับที่ดินผู้ฟ้องคดีและห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีและบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวและให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากค่าขาดประโยชน์มิได้ทำนาเป็นเงินปีละ ๑,๕๐๐ บาท คิดค่าเสียหาย ๕ ปีเป็นเงินจำนวน ๗,๕๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็น "ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน" การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ๕ และที่ ๗ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๔๘๔๘ แปลงที่สาธารณประโยชน์ "หนองหอยสาธารณประโยชน์" โดยมิชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองนั้นเป็น การจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเพิ่มเติมขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนที่ดินสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวและให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าขาดประโยชน์มิได้ทำนา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้ศาลปกครองจะวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองแต่ประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นประเด็นที่ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยได้ และมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นการยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดรัตนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ถูกผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทเนื่องจากที่ดินดังกล่าวได้กันไว้เพื่อเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์และได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก ) และออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๗๐๓ ทำให้เนื้อที่เหลือเพียง ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๒๗ ตารางวา และห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท รวมถึงมีหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาทภายใน ๓๐ วัน ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิครอบครองของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐความว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๒ งาน ๗๒ ตารางวา ต่อมา มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก ) และออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๗๐๓ แต่มีเนื้อที่เหลือเพียง ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๒๗ ตารางวา เนื้อที่ขาดไป ๒ ไร่ ๓๕ ตารางวา ซึ่งเนื้อที่ที่ขาดไปนั้น อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๗ ต้องการกันไว้เป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ จึงแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ให้รายงานต่อกระทรวงมหาดไทยกับผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้พนักงานไปปักหลักเขตป้ายบนที่พิพาทว่าเป็น หนองหอยสาธารณประโยชน์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๔๘๔๘ แปลงที่สาธารณประโยชน์โดยมิชอบทับที่ดินพิพาทและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีหนังสือห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ รวมถึงมีหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาทภายใน ๓๐ วัน ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพิกถอนคำสั่งอำเภอรัตนบุรีที่ ๕๔/๒๕๕๓ ให้นำที่ดินพิพาท เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓๕ ตารางวา รวมเป็นที่ดินในโฉนดของผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนหลักเขต เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ สร ๐๔๘๔๘ ซึ่งทับที่ดินผู้ฟ้องคดี ห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีและบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวและให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากค่าขาดประโยชน์มิได้ทำนาเป็นเงินปีละ ๑,๕๐๐ บาท คิดค่าเสียหาย ๕ ปีเป็นเงินจำนวน ๗,๕๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ และที่ ๗ ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายมี คำน้อย ผู้ฟ้องคดี นายอำเภอรัตนบุรี ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขารัตนบุรี ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเบิด ที่ ๓ กำนันตำบลเบิด ที่ ๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๕ กรมการปกครองที่ ๖ กรมที่ดิน ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายมี คำน้อย
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอรัตนบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 105/2559
#611078
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องวัด ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ จำเลย อ้างว่า จําเลยที่ ๑ นำที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงไปขอออกโฉนดที่ดิน และจําเลยที่ ๒ ดําเนินการออกโฉนดเลขที่ ๙๔๘๕ ให้แก่?จําเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้?พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ ๑ และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยที่ ๑ ไปขอเพิกถอนโฉนดและให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทได้ดำเนินการตามขั้นตอนและถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายครบถ้วน ที่ดินพิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดินซึ่งโจทก์อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยออกทับที่ดินของโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินบางส่วนในโฉนดเลขที่ ๙๔๘๕ เป็นที่ดินของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีที่โจทก์ขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาท อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นางวณิชชา เจริญศรีหรือนางวงแข บุปผาชาติ
จำเลย — วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ที่ 1 กับพวกรวม 4
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 104/2559
#605084
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย อ. อันเป็นการใช้อำนาจวินิจฉัยสั่งการของเจ้าพนักงานที่ดินในการสอบสวนเปรียบเทียบสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับนาย อ. และขอให้กรมที่ดินชดใช้ค่าเสียหายจากการที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่าผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องนาย อ. กับพวก ต่อศาลจังหวัดนครปฐม ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นคดีนี้ ซึ่งการที่ศาลในคดีนี้จะวินิจฉัยว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินที่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย อ. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีหรือนาย อ. มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและเป็นประเด็นเดียวกันกับคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องนาย อ. ต่อศาลจังหวัดนครปฐม มูลความแห่งคดีทั้งสองจึงเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อคดีหลักเกี่ยวกับการพิสูจน์สิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทในคดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน ซึ่งได้แก่ศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๔/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครปฐม

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ และวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๗ นายพอง พันธุ์ปา ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๕๑๖/๒๕๕๖ ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านหลวง อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๖๕ ตารางวา ทิศเหนือจดคลองชลประทาน ทิศใต้จดที่ดินตามโฉนดที่ดินของบริษัท ยูไนเต็ดไวน์เนอรี่ แอนด์ดิสทิลเลอรี่ จำกัด เลขที่ดิน ๙๑ ทิศตะวันออกจดที่ดินวัดหนองกระพี้และที่ดินมีการครอบครองของนางสาวสายยัณห์ แดงช้อย ทิศตะวันตกจดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๗ และเลขที่ ๗๘ ของนายอรุณ บุญวงศ์ และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๐ ของบริษัทยูไนเต็ดไวน์เนอรี่ แอนด์ดิสทิลเลอรี่ จำกัด ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖ พนักงานเจ้าหน้าที่ของศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดนครปฐม ได้รังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่นายอรุณ บุญวงศ์ ในบริเวณที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบ แต่คู่กรณีตกลงกันไม่ได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้มีคำสั่งที่ ๒๖/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นายอรุณ ผู้ขอพร้อมแจ้งสิทธิการฟ้องคดีต่อศาล ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม ที่ ๒๖/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นายอรุณ บุญวงศ์ และให้ยกคำขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าว พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินปีละ ๑๖,๘๙๓.๗๕ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้ฟ้องคดีจะได้กลับเข้าทำนาหรือจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมที่ ๒๖/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ให้ออกโฉนดที่ดินแก่นายอรุณชอบด้วยกฎหมาย และผู้ฟ้องคดีได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอรุณ บุญวงศ์ ที่ ๑ นายเพ็ชร ล่าบ้านหลวง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครปฐม เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๗๕/๒๕๕๖ ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ให้นายอรุณถอนคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินและให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าเสียหาย เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมจึงรอการรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทไว้ก่อนจนกว่าศาลจังหวัดนครปฐมจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใดต่อไป และยังมิได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นายอรุณแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงมิเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ค่าเสียหายตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นค่าเสียหายที่เลื่อนลอย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบ มาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นายอรุณเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามรูปแบบ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งการพิจารณาและใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องพิจารณาสิทธิและหน้าที่ของบุคคล โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ได้มาจากพยานหลักฐานต่าง ๆ เช่น พยานบุคคล รวมทั้งพยานเอกสาร ทั้งหลายที่อยู่ในความครอบครองของฝ่ายปกครองเป็นพยานหลักฐานสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาว่าระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ขอใครเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินแปลงพิพาทประกอบกับคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมที่ ๒๖/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นความประสงค์ที่ผู้ฟ้องคดีต้องการให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการใช้สิทธิทางศาลในคดีนี้ เห็นได้ว่า เป็นคำขอที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลปกครองที่จะมีอำนาจออกคำบังคับให้ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และแม้ว่าคดีนี้จะต้องมีการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและนายอรุณด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ประเภทหนึ่งของบุคคล ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก่อนการพิจารณาตัดสินใจใช้อำนาจทางปกครองในเรื่องนั้น ๆ เช่นเดียวกับการพิจารณาตัดสินใจใช้อำนาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐในเรื่องอื่น ๆ และโดยที่สิทธิในที่ดินเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองคุ้มครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่บัญญัติให้การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินของบุคคลไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดิน (โฉนดที่ดิน) หรือสิทธิครอบครองที่ดิน (หนังสือรับรองการทำประโยชน์) ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเห็นได้ว่าสิทธิในที่ดินของบุคคลมิได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดขึ้นด้วยการพิจารณาดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใด ๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่าซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าสิทธิแห่งทรัพย์สินอยู่ในขอบเขตเนื้อหาของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองได้ อันเป็นการยืนยันว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินได้ และเมื่อพิจารณาจากข้อหาหลักแห่งคดีประกอบคำขอของผู้ฟ้องคดีแล้ว เห็นว่า เป็นการฟ้องเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองและเป็นคำขอที่ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งทางปกครองพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีจึงเห็นได้ว่า ประเด็นพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นเพียงประเด็นข้อเท็จจริงประเด็นหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้ในการพิจารณาและศาลปกครองจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาพิพากษาเท่านั้น มิใช่ประเด็นหลักแห่งคดีแต่ประการใด และโดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งมิใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินรายพิพาทหากแต่เป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐโดยการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน และให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทำโดยหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย และอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านหลวง อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๖๕ ตารางวา ทิศเหนือจดคลองชลประทาน ทิศใต้จดที่ดินตามโฉนดที่ดินของบริษัทยูไนเต็ดไวน์เนอรี่ แอนด์ดิสทิลเลอรี่ จำกัด เลขที่ ๙๑ ทิศตะวันออกจดที่ดินวัดหนองกระพี้และที่ดินมีการครอบครองของนางสาวสายยัณห์ แดงช้อย ทิศตะวันตกจดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๗ และเลขที่ ๗๘ ของนายอรุณ บุญวงศ์ และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๐ ของบริษัทยูไนเต็ดไวน์เนอรี่ แอนด์ดิสทิลเลอรี่ จำกัด ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖ พนักงานเจ้าหน้าที่ของศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดนครปฐม ได้ดำเนินการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่นายอรุณ บุญวงศ์ ในบริเวณที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงทำการสอบสวนเปรียบเทียบ แต่คู่กรณีตกลงกันไม่ได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีคำสั่งที่ ๒๖/๒๕๕๖ ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นายอรุณ ผู้ขอพร้อมแจ้งสิทธิการฟ้องคดีต่อศาล ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒๖/๒๕๕๖ ฉบับลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นายอรุณ บุญวงศ์ และให้ยกคำขอออกโฉนดที่ดินของนายอรุณ พร้อมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินปีละ ๑๖,๘๙๓.๗๕ บาท นับแต่วันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าผู้ฟ้องคดีจะได้กลับเข้าทำนาหรือจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิตั้งอยู่หมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านหลวง อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒๖/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นายอรุณ บุญวงศ์ อันเป็นการใช้อำนาจวินิจฉัยสั่งการของเจ้าพนักงานที่ดินตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในการสอบสวนเปรียบเทียบสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับนายอรุณ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง และฟ้องขอให้กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้นสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องนายอรุณ บุญวงศ์ กับพวก ต่อศาลจังหวัดนครปฐม เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๕๗/๒๕๕๖ ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นคดีนี้ ซึ่งการที่ศาลในคดีนี้จะวินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ออกโฉนดที่ดินให้แก่นายอรุณชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีหรือนายอรุณมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน ซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและเป็นประเด็นเดียวกันกับคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องนายอรุณต่อศาลจังหวัดนครปฐม มูลความแห่งคดีทั้งสองจึงเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อคดีหลักเกี่ยวกับการพิสูจน์สิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่คู่ความและการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน ซึ่งได้แก่ศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพอง พันธุ์ปา ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายพอง พันธุ์ปา
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 103/2559
#611077
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา สาขาท้ายเหมือง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่มีคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๐ เพื่อให้มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่เอกชน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ โดยอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๖๕ ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เนื่องจากกระบวนการรังวัดสอบเขตที่ดินและกระบวนการออกโฉนดที่ดินเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติและไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับสอบสวนเปรียบเทียบเพื่อให้มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ ก็มิได้มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน นอกจากนี้ที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๓๘ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการออก น.ส. ๓ เลขที่ ๑๓๘ และ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๖๕ ตามลำดับ มีพื้นที่ไม่ถูกต้องตรงกับพื้นที่ที่ขอรังวัดออกโฉนด ขอให้เพิกถอนคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การโดยสรุปว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๖๕ มิได้เป็นที่สงวนหวงห้าม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ ให้การโดยสรุปว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๖๕ เป็นที่ดินที่มีการครอบครองทำประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนวันที่ทางราชการกำหนดให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติและมีการออกเอกสารสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย การขอออกโฉนดที่ดินจาก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวได้ดำเนินการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่คู่กรณียังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนคำสั่งออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ กับให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๔๖๕ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๖ เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา สาขาท้ายเหมือง ที่ ๑
กับพวกรวม 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 102/2559
#605083
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองจำเลยที่ ๑ ว่าก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของตน เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์การก่อสร้างถนนคอนกรีตของจำเลยที่ ๑ ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยที่ ๑ แล้ว จะเป็นผลให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ คำฟ้องของโจทก์ จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑

ส่วนการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คัดค้านการรังวัดและรับรองแนวเขตที่ดินสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด คดีระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสาม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๒ /๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองเพชรบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘ นายอ๋า รังสิยานุพงศ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งกระจาน ที่ ๑ นายสุรสิทธิ์ บัวจีน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งกระจาน ที่ ๒ นายธนศักดิ์ ศุภศิริพงษ์ชัย นายอำเภอแก่งกระจาน ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๙๓๒/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๓๒ ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ โจทก์นำช่างรังวัดทำการรังวัดพบว่ามีถนนคอนกรีตซึ่งสร้างโดยจำเลยที่ ๑ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์บางส่วนทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ตลอดแนวเขตที่ดิน ผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ ๒ กับผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ ๓ คัดค้านการรังวัดชี้แนวเขตและลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์เข้ามาในที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นถนนคอนกรีตนั้นเป็นทางสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยที่ ๑ รื้อถนนคอนกรีต สิ่งปลูกสร้างทั้งหมด และขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๓๒ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ พร้อมกับให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายนับจากวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนเสร็จ ห้ามจำเลยทั้งสามเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดิน หรือคัดค้านแนวเขตโฉนดที่ดิน ๑๑๓๒

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การคัดค้านโดยผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการและการใช้อำนาจตามกฎหมายไปโดยถูกต้อง ตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่เป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นหน้าที่ของรัฐในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ ๑ แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีของโจทก์ก็สืบเนื่องมาจากโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ทำถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้ จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นทางสาธารณะเป็นสำคัญ คดีพิพาทจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การสร้างถนนอันเป็นการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก เป็นการดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะของ จำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบมาตรา ๖๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ เมื่อการดำเนินการใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวโจทก์อ้างว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินของโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และการที่ฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เรื่องการระวังชี้แนวเขตและลงชื่อรับรองเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทก็สืบเนื่องมาจากเหตุแห่งการฟ้องคดีของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ทำถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลแก่งกระจาน จำเลยที่ ๑ ว่าก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์บางส่วนตลอดแนวเขตที่ดินของโจทก์และฟ้องจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ที่คัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์โดยรับรองแนวเขตถนนคอนกรีตดังกล่าวว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยมีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ รื้อถนนคอนกรีต สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๓๒ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การคัดค้านการรังวัดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการและการใช้อำนาจตามกฎหมายไปโดยถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีนี้นั้น โจทก์อ้างเหตุประการเดียวว่าจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การก่อสร้างถนนคอนกรีตของจำเลยที่ ๑ ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยที่ ๑ แล้วจะเป็นผลให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ต้องเสียสิทธิในที่ดินส่วนพิพาท คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คัดค้านการรังวัดและรับรองแนวเขตที่ดินสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์นั้น การกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเพียงการใช้สิทธิของเจ้าของที่ดินข้างเคียงเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไปในการระวังแนวเขตที่ดินอันเนื่องมาจากมีการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินจึงมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสาม จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายอ๋า รังสิยานุพงศ์ โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งกระจาน ที่ ๑ นายสุรสิทธิ์ บัวจีน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งกระจาน ที่ ๒ นายธนศักดิ์ศุภศิริพงษ์ชัย นายอำเภอแก่งกระจาน ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอ๋า รังสิยานุพงศ์
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งกระจาน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 101/2559
#603696
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง กล่าวหาว่า ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินมีโฉนด ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้รื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมบ่อพักท่อระบายน้ำออกจากที่ดิน และส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเรียบร้อย หรือชดใช้ค่าเสียหาย โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๑/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘ นายกฤตพสิษฐ์ ลีลาธุวานนท์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๐๑/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๘๓๗ ตำบลบางบำหรุ (บางกรวยฝั่งใต้) อำเภอบางกอกน้อย (บางใหญ่) กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๐๔๓๒ ตำบลตลิ่งชัน อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒ ไร่ ๕๐.๗ ตารางวา โดยผู้ฟ้องคดีได้ซื้อมาจากเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๗ ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย ให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ตามสัญญาซื้อขายและค่าทดแทนทรัพย์สินที่ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษศรีรัช - วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน ลงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ โดยนัดทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินในวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๗ ในวันรังวัดผู้ฟ้องคดีพบว่า

ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักท่อระบายน้ำซึ่งได้สร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับเป็นทางสัญจรทั่วไปรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นแนวยาวตลอดทั้งแปลง เนื้อที่ ๓๔.๒ ตารางวา และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัด โดยอ้างว่าที่ดินบางส่วนมีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนไกล่เกลี่ยแล้ว แต่ไม่อาจตกลงกันได้ จึงแจ้งให้คู่กรณีไปใช้สิทธิทางศาล ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมบ่อพักท่อระบายน้ำออกไปจากที่ดินที่รุกล้ำของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๓๔.๒ ตารางวา และส่งมอบที่ดินที่รุกล้ำคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในสภาพเรียบร้อย หากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน ๑๓,๐๙๓,๗๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่พิพาทอยู่ในแนวเขตถนน ซอยสิรินธร ๔ ซึ่งตกเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๒๒ นอกจากนี้ศาลจังหวัดตลิ่งชัน เคยมีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส. ๔๘๙/๒๕๕๗ ระหว่างนางจิตวรี ขำเดช โจทก์ กับผู้อำนวยการเขตบางพลัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน จำเลย พิพากษาว่าที่ดินเนื้อที่ ๑๘ ตารางวา ของโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๘๘ ตกเป็นทางสาธารณะโดยปริยายเช่นกัน ซึ่งคดีดังกล่าวมีเหตุแห่งการฟ้องคดีเช่นเดียวกับคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิได้รุกล้ำแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานครในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอในคดีนี้แล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ หากกระทำละเมิด ผู้ถูกฟ้องคดีต้องรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักท่อระบายน้ำส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในสภาพเรียบร้อย หรือผู้ถูกฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่เพียงใด ซึ่งแม้การที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ โดยศาลจำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินในส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี หรือเป็นที่ดินของรัฐประเภทที่สาธารณะหรือที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวพันกันที่ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนจึงจะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้ก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวพันดังกล่าวได้ และแม้ว่าการพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์ที่จะพิจารณาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินหรือมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดไว้โดยเฉพาะ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใดๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่ บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในเรื่องสิทธิแห่งทรัพย์สิน และสามารถนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้ ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๘๓๗ ตำบลบางบำหรุ (บางกรวยฝั่งใต้) อำเภอบางกอกน้อย (บางใหญ่) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒ ไร่ ๕๐.๗ ตารางวา ต่อมาสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย เปลี่ยนเลขที่โฉนดเป็น ๑๑๐๔๓๒ ตำบลตลิ่งชัน อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ในปี ๒๕๕๕ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเวนคืนที่ดินดังกล่าว เนื้อที่ ๘๐ ตารางวา เพื่อก่อสร้างทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อย แต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักท่อระบายน้ำเป็นทางสัญจรบุคคลทั่วไปรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นแนวยาวตลอดแปลง เนื้อที่ ๓๔.๒ ตารางวา จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักท่อระบายน้ำส่วนที่รุกล้ำที่ดินผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๓๔.๒ ตารางวา พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินส่วนที่รุกล้ำดังกล่าวคืนให้ผู้ฟ้องคดีในสภาพเรียบร้อย หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ปฏิบัติ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายแทน ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตซอยสิรินธร ๔ ซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางสัญจร ไม่มีผู้ใดสงวนสิทธิหรือปิดกั้นมาเป็นเวลานานเกินกว่า ๑๐ ปี จึงตกเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายมาก่อนปี ๒๕๒๒ ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้จะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง แต่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตน การที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องกล่าวหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินมีโฉนดของผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๓๔.๒ ตารางวา โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมบ่อพักท่อระบายน้ำออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี และส่งมอบที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในสภาพเรียบร้อย หรือชดใช้ค่าเสียหาย โดยผู้ถูกฟ้องคดีให้การโต้แย้งว่า ที่พิพาทอยู่ในแนวเขตถนนซึ่งตกเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๒๒ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ก่อสร้างถนนพร้อมบ่อพักท่อระบายน้ำรุกล้ำแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนและบ่อพักท่อระบายน้ำของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียสิทธิในที่ดินส่วนพิพาท คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้ดูแลรักษาและคุ้มครองที่สาธารณะ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายกฤตพสิษฐ์ ลีลาธุวานนท์ ผู้ฟ้องคดี กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายกฤตพสิษฐ์ ลีลาธุวานนท์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 100/2559
#605096
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด แต่ถูกทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการเสริมทางสาธารณะ โดยนำดินและหินลูกรังมาถมและรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดสอบเขต ก็คัดค้านว่าที่พิพาทอยู่ในแนวเขตทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันขนดินและหินลูกรังออกจากที่ดินของโจทก์และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า มิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำทางสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องเห็นว่า แม้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดจะมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาทางสาธารณะและใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐๐/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครสวรรค์

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครสวรรค์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘ นายพงษ์ศักดิ์ ป้อมทอง โจทก์ ยื่นฟ้องนายมานิตอนรรฆมาศ ที่ ๑ นายองอาจ สังคหัตถากร ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลยางขาว ที่ ๓ จ่าสิบเอก สวัสดิ์ อ่ำทอง ที่ ๔ นายบุญส่ง ชูกุล ที่ ๕ นายสันติภาพ แสงทอง ที่ ๖ นายธงชัย เดชค้ำ ที่ ๗ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๐๗/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๘๘๔ ตำบลยางขาว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพยุหะคีรี จำเลยที่ ๓ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จำเลยที่ ๔ เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลยางขาว จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มีหน้าที่ดูแลรักษาทางสาธารณะในเขตพื้นที่รับผิดชอบ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๗ โจทก์ตรวจสอบที่ดินของโจทก์ดังกล่าว พบว่าทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการเสริมทางสาธารณะ โดยความยินยอมของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ นำดินและหินลูกรังมาถมและรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือ กว้างประมาณ ๒ เมตร ยาวประมาณ ๑๑๕ เมตร โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ มอบหมายให้จำเลยที่ ๕ กำนันตำบลยางขาว ยื่นหนังสือคัดค้านการรังวัด เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินออกไปรังวัดสอบเขตใหม่ จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือคัดค้านผลการรังวัดอีก ครั้นเจ้าพนักงานที่ดินนัดรังวัดใหม่ จำเลยที่ ๒ มอบหมายให้จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ปลัดอำเภอไประวังแนวเขต จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ นำชี้แนวเขตทางสาธารณะรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือซึ่งเป็นที่ดินที่มีการถมดินและหินลูกรัง คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๑ งาน ๑๐ ตารางวา เจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนไกล่เกลี่ย จำเลยที่ ๒ มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๗ ปลัดอำเภอเป็นตัวแทนในการไกล่เกลี่ย โจทก์กับจำเลยที่ ๗ ไม่สามารถตกลงแนวเขตที่ดินกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันขนดินและหินลูกรังออกจากที่ดินของโจทก์ และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มิได้กระทำหรือยินยอมให้นำดินและหินลูกรังมาถมทางสาธารณะรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะที่มีไว้สำหรับประชาชนใช้สัญจรตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ จนถึงปัจจุบัน โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำทางสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ คัดค้านผลการรังวัด โดยอ้างว่าโจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำทางสาธารณะ แม้การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดจะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาทางสาธารณะ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นทางสาธารณะ อันเป็นประเด็นสำคัญในคดี ดังนั้น คดีระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๗ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การระวังแนวเขตทางสาธารณะของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และตามข้อ ๖ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๘๘๔ ตำบลยางขาว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ พบว่าหน่วยงานของทางราชการนำที่ดินและหินลูกรังมาถมทางสาธารณะรุกล้ำที่ดินของโจทก์กว้างประมาณ ๒ เมตร ยาวประมาณ ๑๕ เมตร (ตามคำฟ้อง ๑๑๕ เมตร) คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๑ งาน ๑๐ ตาราวา และเมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งเจ็ดได้ระวังชี้แนวเขตและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ โดยนำชี้ที่ดินในส่วนที่มีการถมดินและหินลูกรังที่พิพาทว่าอยู่ในแนวเขตทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันขนดินและหินลูกรังออกไปจากที่ดินที่พิพาทกับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นที่ดินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาวินิจฉัยในเนื้อหาของคดีซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๕๘๘๔ แต่ถูกทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการเสริมทางสาธารณะ โดยความยินยอมของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ นำดินและหินลูกรังมาถมและรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือ กว้างประมาณ ๒ เมตร ยาวประมาณ ๑๑๕ เมตร เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งเจ็ดได้ระวังชี้แนวเขตและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ โดยนำชี้ที่ดินในส่วนที่มีการถมดินและหินลูกรังว่าอยู่ในแนวเขตทางสาธารณะ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันขนดินและหินลูกรังออกจากที่ดินของโจทก์ และร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มิได้กระทำหรือยินยอมให้นำดินและหินลูกรังมาถมทางสาธารณะรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะที่มีไว้สำหรับประชาชนใช้สัญจรตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ จนถึงปัจจุบัน โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำทางสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดจะมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาทางสาธารณะและใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณะ เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายพงษ์ศักดิ์ ป้อมทอง โจทก์ นายมานิต อนรรฆมาศ ที่ ๑ นายองอาจ สังคหัตถากร ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลยางขาว ที่ ๓ จ่าสิบเอก สวัสดิ์ อ่ำทอง ที่ ๔ นายบุญส่ง ชูกุล ที่ ๕ นายสันติภาพ แสงทอง ที่ ๖ นายธงชัย เดชค้ำ ที่ ๗ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ศํกดิ์ ป้อมทอง
จำเลย — นายมานิต อนรรฆมาศ ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 99/2559
#604184
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการเวนคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเพื่อสร้างฝายกั้นน้ำและนำรั้วลวดหนามมาปิดกั้นตามแนวเขตแต่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า เป็นเหตุให้ที่ดินไม่มีทางเข้าออกและไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งห้าไปขอออกโฉนดพบว่ามีเนื้อที่ดินขาดหายไป ขอให้รื้อถอนรั้วลวดหนามออกจากที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ไม่ได้ล้อมรั้วรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า การขอออกโฉนดของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า มีเจ้าของที่ดินข้างเคียงมารับรองแนวเขตและผู้ฟ้องคดีทั้งห้าก็ไม่ได้คัดค้าน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งห้านั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๙/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ นายพล ศรีวงค์วรรณ ที่ ๑ นางนวล ศรีวงค์วรรณ ที่ ๒ นายสุภาพ ศรีวงค์วรรณ ที่ ๓ นางบานเย็น ชุมแสง ที่ ๔ นางเกสรา พรหมมานนท์ ที่ ๕ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมชลประทาน ที่ ๑ กรมชลประทาน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๔/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๙๘ เลขที่ ๗ เลขที่ ๓๓๖ เลขที่ ๗๙ และ (น.ส. ๓ ข.) เลขที่ ๔๑๐ ตำบลแม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ดินรวมทั้งสิ้น ๔ ไร่ ๒๗ ตารางวา ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำโครงการฝายกั้นน้ำหนองสลีก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน โดยมีการเวนคืนที่ดินของประชาชนรวมทั้งที่ดินของผู้ฟ้องคดีแปลงเลขที่ ๓๓๖ จำนวน ๓ งาน ๕๖ ตารางวา และแปลงเลขที่ ๗๙ จำนวน ๑ งาน ๑๔ ตารางวา รวมที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวน ๑ ไร่ ๗๐ ตารางวา ภายหลังที่ได้มีการเวนคืนที่ดินเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้นำรั้วลวดหนามมาปิดกั้นตามแนวเขตที่ดินที่เวนคืนรวมทั้งส่วนที่มิได้อยู่ในแนวเขตที่เวนคืน ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าจึงกลายเป็นที่ดินตาบอดไม่มีทางเข้าออกทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้อย่างปกติสุข และไม่สามารถเข้าไปในที่ดินเพื่อดูแลต้นลำไยได้อย่างเต็มที่เป็นเหตุให้ต้นลำไยไม่สามารถออกผลผลิตได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้ติดต่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนรั้วลวดหนามและจ่ายค่าชดเชยจากการขาดรายได้ในการใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีก็ไม่ดำเนินการใด ๆ ต่อมาผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้นำที่ดินไปขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๙๓๑๙ ลงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ พบว่ามีเนื้อที่เพียง ๑ ไร่ ๑๗ ตารางวา ขาดหายไปจำนวน ๒ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา โดยผู้ฟ้องคดีทั้งห้าไม่ได้ยินยอมหรือมีการเวนคืนที่ดินเพิ่มเติมแต่อย่างใด การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้รับความเสียหายจากการขาดประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอนการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รื้อถอนรั้วลวดหนามหรือสิ่งกีดขวางใด ๆ ออกจากที่ดินแปลงพิพาทและทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้ากลับคืนสู่สภาพเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า กรมชลประทานได้จัดซื้อที่ดินจากผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเพื่อใช้ทำฝายหนองสลีก มิใช่เป็นการเวนคืนและทำการล้อมรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันทรัพย์สินของทางราชการมิให้สูญหายหรือเสียหายไม่ได้ล้อมรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า และผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๙๓๑๙ ภายหลังการซื้อขายที่ดินกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยการนำชี้และรับรองแนวเขตจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงและผู้ฟ้องคดีทั้งห้าโดยมิได้มีการคัดค้านแต่อย่างใด การรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสามารถใช้ทางด้านเหมืองสาธารณประโยชน์และทางด้านติดกับฝายหนองสลีกเป็นทางเข้าออก อีกทั้งได้เปิดรั้วลวดหนามมีความกว้าง ๑.๘๐ เมตร เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ากับพวกผ่านเข้าออกไปยังถนนและที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้กระทำละเมิด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินโครงการก่อสร้างฝายหนองสลีกเพื่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบน โดยจัดซื้อที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าและทำการล้อมรั้วลวดหนาม การดำเนินโครงการดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ อันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นปัญหาว่าผู้ฟ้องคดีทั้งห้าหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินบริเวณที่ล้อมรั้วที่พิพาท นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นประเด็นย่อยข้อหนึ่งของประเด็นพิพาทหลักที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่า การดำเนินการก่อสร้างฝายหนองสลีกของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งห้าหรือไม่ แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายเหล่านั้นมาวินิจฉัยข้อพิพาทของคดีไว้โดยเฉพาะ นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งทางปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าจะโต้แย้งว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งห้า แต่ประเด็นหลักที่คู่กรณีโต้แย้งกันเป็นเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทว่าที่ดินเป็นของคู่กรณีฝ่ายใด ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าตามข้ออ้างหรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า และการพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างคู่กรณีต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ไม่ได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน แม้การฟ้องคดีนี้จะเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดในที่ดิน แต่ศาลจำต้องพิจารณาถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่าเป็นของคู่กรณีฝ่ายใดเสียก่อน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการเวนคืนที่ดินของประชาชน รวมทั้งที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเพื่อสร้างฝายกั้นน้ำหนองสลีก เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้นำรั้วลวดหนามมาปิดกั้นตามแนวเขตที่ดินและรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเป็นเหตุให้ที่ดินไม่มีทางเข้าออกและไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้อย่างปกติสุข เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้นำที่ดินไปขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๙๓๑๙ พบว่ามีเนื้อที่ขาดหายไปจำนวน ๒ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนรั้วลวดหนามหรือสิ่งกีดขวางใด ๆ ออกจากที่ดินแปลงพิพาทและชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ไปชี้ระวังแนวเขตที่ดินในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียง การรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสามารถใช้ถนนทางด้านติดกับฝายหนองสลีกเป็นทางเข้าออก อีกทั้งได้เปิดรั้วลวดหนามเพื่อให้ผ่านเข้าออกไปยังถนนได้ เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งห้ากล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ นำรั้วลวดหนามมาปิดกั้นตามแนวเขตที่ดินรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า การรังวัดออกโฉนดที่ดินทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า และขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้วลวดหนามและชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งห้านั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าหรือเป็นที่ดินซึ่งถูกผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเวนคืนไปแล้ว กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพล ศรีวงค์วรรณ ที่ ๑ นางนวล ศรีวงค์วรรณ ที่ ๒ นายสุภาพ ศรีวงค์วรรณ ที่ ๓ นางบานเย็น ชุมแสง ที่ ๔ นางเกสรา พรหมมานนท์ ที่ ๕ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมชลประทาน ที่ ๑ กรมชลประทาน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายพล ศรีวงศ์วรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมชลประทาน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 98/2559
#605890
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษที่จำเลยได้รับไปเกินสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตข้าราชการของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่งซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๘/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดตลิ่งชันโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ กรมการพัฒนาชุมชน โจทก์ ยื่นฟ้องนายวิรัช ชลายนเดชะ จำเลย ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ม. ๒๑๔/๒๕๕๘ ความว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จำเลยรับราชการในตำแหน่งพัฒนาการอำเภอหันคา สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ระหว่างรับราชการในตำแหน่งดังกล่าว จำเลยได้กระทำความผิดทางวินัย ต่อมาขณะที่จำเลยดำรงตำแหน่งพัฒนาการอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดปทุมธานีมีคำสั่งที่ ๑๙๒๕/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๓ ลงโทษตัดเงินเดือนจำเลยร้อยละ ๕ เป็นเวลา ๓ เดือน ตามมาตรา ๘๒ (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ จากกรณีการกระทำความผิดวินัยครั้งดำรงตำแหน่งพัฒนาการอำเภอหันคา แต่ อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทยมีมติให้เพิ่มโทษจำเลยเป็นลดเงินเดือนร้อยละ ๔ ขณะที่จำเลยย้ายไปรับราชการที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งจังหวัดนนทบุรีออกคำสั่งที่ ๒๔๐๕/๒๕๕๖ เรื่อง การเพิ่มโทษจำเลย ลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ โดยยกเลิกคำสั่งจังหวัดปทุมธานีที่ ๑๙๒๕/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๓ และให้ลดเงินเดือนจำเลยจากรับเงินเดือน ๓๖,๐๒๐ บาท เป็นให้รับเงินเดือน ๓๔,๕๘๐ บาท จำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการในวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ และได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ต่อมากองคลังตรวจสอบพบว่าจำเลยได้รับเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษที่ได้รับไปตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖ เกินสิทธิไปรวม ๕๓,๖๒๙.๖๘ บาท โจทก์มีหนังสือที่ มท ๐๔๐๑.๔/ล ๑๖๙ ลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ถึงจำเลยแจ้งให้จำเลยชำระเงินคืน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๘,๕๒๕.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๕๓,๖๒๙.๖๘ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้เสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับจำเลยคืนเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษที่จำเลยได้รับไปเกินกว่าสิทธิที่ตนพึงจะได้รับในขณะรับราชการในสังกัดของโจทก์สืบเนื่องมาจากจำเลยต้องรับผิดในทางวินัยที่มีการเปลี่ยนแปลงโทษจากตัดเงินเดือนจำเลยร้อยละ ๕ เป็นเวลา ๓ เดือน เป็นให้จำเลยรับโทษทางวินัยด้วยการลดเงินเดือนจำเลยลงร้อยละ ๔ คำสั่งลงโทษทางวินัยแก่จำเลยดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองซึ่งมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงและกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามคำนิยามในมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่หลังจากจำเลยทราบคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวแล้ว จำเลยมิได้โต้แย้งหรืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นแต่อย่างใด การพิจารณาที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่งทางปกครองจึงยุติ ทั้งประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ไม่ปรากฏลักษณะหรือเงื่อนไขตาม (๑) ถึง (๖) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ทำให้เป็นคดีที่ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษา ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษที่จำเลยได้รับไปเกินสิทธิของตนหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด อันเข้าลักษณะลาภมิควรได้และหลักกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่โจทก์จ่ายเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษให้แก่จำเลยในขณะที่จำเลยยังคงรับราชการในตำแหน่งพัฒนาการอำเภอซึ่งเป็นการจ่ายเงินตามพระราชกฤษฎีกา การจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับราชการในตำแหน่งพัฒนาการอำเภอหันคา สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท กระทำความผิดทางวินัยและกระทรวงมหาดไทยมีมติให้เพิ่มโทษจำเลยจากตัดเงินเดือนร้อยละ ๕ เป็นเวลา ๓ เดือน เป็นลงโทษลดเงินเดือนร้อยละ ๔ ทำให้จำเลยได้รับเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษเกินสิทธิไปตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖ รวมจำนวน ๕๓,๖๒๙.๓๘ บาท โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เบิกจ่ายเงินให้กับจำเลยได้รับความเสียหาย จึงฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลย ดังนั้น การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษที่โจทก์อนุมัติและเบิกจ่ายให้แก่จำเลยไปแล้ว จึงเป็นการเพิกถอนคำสั่งอนุมัติและเบิกจ่ายเงินดังกล่าวโดยปริยาย ซึ่งย้อนหลังไปถึงวันที่จำเลยไม่มีสิทธิรับเงินตามมาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษที่จำเลยได้รับไปเกินสิทธิของตนเองหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ตามนัยมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่ ซึ่งการเรียกเงินคืนในกรณีดังกล่าว ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หาใช่เป็นการติดตามเอาทรัพย์คืนตามมาตรา ๑๓๓๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่อย่างใด และแม้จำเลยมิได้โต้แย้งหรืออุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ซึ่งมีผลทำให้การพิจารณาคำสั่งทางปกครองในส่วนคำสั่งลงโทษยุติลงเท่านั้น แต่ในส่วนการเรียกเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษที่จำเลยได้รับไปเกินสิทธิเป็นการกระทำทางปกครองของโจทก์อีกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการอนุมัติและเบิกจ่ายเงินให้แก่จำเลย ตามพระราชกฤษฎีกา การจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดให้คืนเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษที่จำเลยได้รับไปเกินสิทธิในขณะรับราชการในสังกัดของโจทก์พร้อมดอกเบี้ย สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยต้องรับผิดตามคำสั่งลงโทษทางวินัยที่มีการเปลี่ยนแปลงโทษจากตัดเงินเดือนจำเลยร้อยละ ๕ เป็นเวลา ๓ เดือน เป็นลดเงินเดือนจำเลยลงร้อยละ ๔ ทำให้จำเลยได้รับเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษเกินสิทธิไปตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖ จำเลยจึงต้องคืนเงินที่ได้รับไปเกินสิทธิคืน เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเดือนและเงินตอบแทนพิเศษที่จำเลยได้รับไปเกินสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตข้าราชการของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่งซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทประเภทอื่นอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน โจทก์ นายวิรัช ชลายนเดชะ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ ( ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการพัฒนาชุมชน
จำเลย — นายวิรัช ชลายนเดชะ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 97/2559
#603685
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐทำละเมิดโดยการตรวจค้น ควบคุมตัวบุตรของผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุพิพาทคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทำการตรวจค้น ควบคุมตัวบุตรของผู้ฟ้องคดีโดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งมาตรา ๑๖ บัญญัติ ให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง และมาตรา ๑๗ บัญญัติว่า พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ดังนี้จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ส่วนมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติในเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เมื่อการพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา ๑๖ นั้น เป็นละเมิดหรือไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมการพิจารณาความรับผิดและการเยียวยาตามมาตรา ๑๗ จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๗/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘

มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗

ศาลปกครองสงขลา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปัตตานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองสงขลาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้ง เขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ นางสาวแยนะ สะอะ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๑ กองทัพบก ที่ ๒ สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองสงขลาเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๒/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นมารดาของนายอับดุลอาซิ สาและ เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๑๔ นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารหลายสิบคนเข้าปิดล้อมหมู่บ้านกำปงบือราแง หมู่ที่ ๒ ตำบลน้ำดำ อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี แล้วเรียกให้ผู้ฟ้องคดีและคนในบ้านซึ่งรวมถึงนายอับดุลอาซิลงมาจากบ้านและควบคุมตัวนายอับดุลอาซิแยกออกไปตรวจค้นบริเวณสวนยางพาราหลังบ้าน ผู้ฟ้องคดีได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นชุดติดกัน ๒ ครั้ง ซึ่งต่อมาจึงทราบว่าบุตรชายของผู้ฟ้องคดีเสียชีวิต ผู้ฟ้องคดีร้องเรียนต่อศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงสรุปว่า ระหว่างการควบคุมตัวนายอับดุลอาซิไปเพื่อให้เป็นผู้นำตรวจค้นบ้านหลังอื่น นายอับดุลอาซิฉวยโอกาสหยิบฉวยอาวุธปืนสั้นจากที่ใดไม่ปรากฏชัดยิงใส่เจ้าหน้าที่ ๒ ครั้ง จนถูกยิงตอบโต้เสียชีวิต ซึ่งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นว่าการเสียชีวิตของนายอับดุลอาซิเกิดจาการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้และเป็นกรณีต้องได้รับความคุ้มครองสิทธิตามระเบียบ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายและผู้ได้รับผลกระทบ จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕ จึงให้ความช่วยเหลือผู้ฟ้องคดี ตามระเบียบ ฯ ข้อ ๗ (๑) เป็นเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในการปิดล้อมตรวจค้นจนเป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดี ถึงแก่ความตายทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ รวมเป็นเงิน ๓,๑๘๑,๙๕๔.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๙๕๙,๙๕๘ นับแต่วันฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า มูลเหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงนัดหมายประชุมวางแผนกันเพื่อจะก่อเหตุร้ายในพื้นที่อำเภอทุ่งยางแดง จึงได้ร่วมกันกับฝ่ายทหารปิดล้อมตรวจค้นกลุ่มเป้าหมาย ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ โดยขอความร่วมมือนายอับดุลอาซิผู้ตายเป็นผู้นำตรวจค้น แต่ผู้ตายกลับวิ่งหนีโดยถือปืนพกวิ่งออกมาจากกลุ่มเป้าหมาย จึงมีการใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้กัน ภายหลังพบว่าผู้ตายเสียชีวิต การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทำไม่มีความผิด ผู้ฟ้องคดี เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสูงกว่าความเป็นจริง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ดำเนินการตามหลักกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๓ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า การดำเนินคดีใด ๆ อันเนื่องมาจากข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามหมวดนี้ให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา ของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้มีลักษณะเป็นคดีปกครอง แม้มาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ กำหนดให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองก็ตามแต่การที่มีบทบัญญัติมาตรา ๑๗ เป็นอีกมาตราหนึ่งต่างหากและไม่ได้บัญญัติถ้อยคำกำหนดขอบเขตการบังคับใช้ว่าต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๑๖ ด้วย ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวยังคงเคารพและให้ความสำคัญต่อหลักการปกป้องคุ้มครองสิทธิของบุคคลอยู่เสมอโดยจำกัดเฉพาะการฟ้องคดีโต้แย้ง ความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำหรือการฟ้องคดีเพื่อห้ามมิให้กระทำการตามที่บัญญัติในมาตรา ๑๖ ซึ่งหมายถึง ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้เท่านั้น กรณีย่อมไม่อาจแปลความไปถึงขนาดที่ว่าในกรณีที่การกระทำใด ๆ ของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นและต้องมีการร้องขอการปกป้องคุ้มครองสิทธิจากศาลให้มีการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะในส่วนที่เป็นเงินซึ่งเป็นความรับผิดของรัฐนั้นบุคคลจะถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิโดยการถูกจำกัดหรือห้ามมิให้ฟ้องเป็นคดี ต่อศาลปกครอง โดยมาตรา ๑๗ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวได้รับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ได้รับความเสียหายเอาไว้ โดยให้รัฐเป็นผู้รับผิดและให้การเรียกร้องค่าเสียหายเป็นไปตามกฎหมายหลักที่กำหนดในเรื่องนี้ไว้อันได้แก่กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งหมายถึงว่าผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอันเป็นหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในเรื่องความรับผิดของรัฐที่รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยมาตรา ๖๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ในประการสำคัญหากข้อพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีตามที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างตรงกันว่าเหตุพิพาทเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ กรณีก็เห็นได้ว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีบทบัญญัติเป็นการเฉพาะยกเว้นการไม่ให้อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองแต่อย่างใดส่วนบทบัญญัติมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่กำหนดมิให้บุคคลใดฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารอันเนื่องมาจากการปฏิบัติและการดำเนินการตามกฎอัยการศึกนั้น เป็นเพียง บทบัญญัติที่คุ้มครองตัวเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ให้ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวจากการปฏิบัติงานเท่านั้น หาได้เป็นบทบัญญัติที่ลิดรอนหรือตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐหรือหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารให้ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ. ศ. ๒๕๓๙ แต่อย่างใดไม่

นอกจากนี้การใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องค่าเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ก็ดี หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ก็ดี คณะกรรมการยุทธศาตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ได้กำหนดช่องทางให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายฉบับใด สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ตามระเบียบคณะกรรมการ ยุทธศาตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายและผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันสืบเนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๕ สามารถขอรับความช่วยเหลือจากรัฐตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอันเป็นระบบการพิจารณาและการดำเนินการในทางปกครองโดยตรง ดังนั้นคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนข้อที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งว่า กรณีพิพาทที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๓ วรรคสอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เป็นข้อโต้แย้งที่แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงของเรื่องที่ปรากฏว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุในคดีนี้อยู่ในจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นเขตท้องที่ที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วพื้นที่ในจังหวัดปัตตานีจึงมิได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามนัยมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่มีอำนาจ ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ทั้งยังเป็นข้อโต้แย้งที่ขัดกับคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเองจึงไม่สมควรนำข้อโต้แย้งดังกล่าวมาเป็นสาระสำคัญในการวินิจฉัยในการพิจารณาเรื่องเขตอำนาจศาล คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดปัตตานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งศาลพลเรือนซึ่งได้แก่ศาลยุติธรรมและศาลปกครองยังคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามปกติ แม้ข้อพิพาทในคดีนี้ มูลคดีเกิดขึ้นจากการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎอัยการศึกขณะเดียวกันรัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ บัญญัติให้ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งมิให้ศาลปกครองมีอำนาจควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งและการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ. ศ. ๒๕๔๘ และมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติที่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ โดยที่อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารที่เข้าปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้ตายเป็นการใช้อำนาจลักษณะเดียวกันกับการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐตามฟ้องที่ใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้ผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายก็มิใช่ขั้นตอนที่กฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ กำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ. ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ อ้างว่ามูลความคดีเกิดขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารหลายสิบคนเข้าปิดล้อมหมู่บ้านกำปงบือราแง หมู่ที่ ๒ ตำบลน้ำดำ อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี และมีการควบคุมตัวบุตรผู้ฟ้องคดีแยกออกไปตรวจค้นบริเวณสวนยางพาราหลังบ้าน ผู้ฟ้องคดีได้ยินเสียงปืนดังขึ้นต่อมาจึงทราบว่าบุตรชายของผู้ฟ้องคดีเสียชีวิตขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า มูลเหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงนัดหมายประชุมวางแผนกัน เพื่อจะก่อเหตุร้ายในพื้นที่อำเภอทุ่งยางแดง จึงได้ร่วมกันกับฝ่ายทหารปิดล้อมตรวจค้นกลุ่มเป้าหมาย การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ขณะเกิดเหตุพิพาทในคดีนี้ มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกพระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และขณะเดียวกันรัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ให้ศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ส่วนมาตรา ๑๗ เป็นบทบัญญัติในเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกกระทำละเมิด เมื่อการพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา ๑๖ นั้น เป็นละเมิดหรือไม่ อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม การพิจารณาความรับผิดผู้ที่กระทำละเมิดและการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายตามมาตรา ๑๗ จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน ดังนั้น คดีนี้การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นอำนาจของศาลปกครองในการควบคุมตรวจสอบไว้ ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวแยนะ สะอะ ผู้ฟ้องคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๑ กองทัพบก ที่ ๒ สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457
พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวแยนะ สะอะ
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ