คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 420/2559
#593227
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมให้จำเลยทั้งสอง แสดงว่าจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำแถลงวางเงินค่าขึ้นศาลของจำเลยทั้งสองแต่เพียงว่า รับไว้ นำฝาก โดยไม่ได้ระบุไว้ด้วยว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในอุทธรณ์แล้ว แม้จะมีตราประทับที่ด้านล่างอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว และทนายจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อทราบคำสั่งก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นเคยสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองคนละวันกับที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ว่า รอไว้สั่งเมื่อผู้อุทธรณ์ชำระค่าขึ้นศาลครบถ้วนแล้ว จึงถือว่าจำเลยทั้งสองได้ทราบคำสั่งดังกล่าวโดยอาศัยตราประทับที่ด้านล่างอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมาครั้งหนึ่งแล้ว หากจะให้ตราประทับที่ด้านล่างอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีผลบังคับตลอดไปว่าศาลชั้นต้นสั่งอะไรในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองจะมาทราบติดตามเพื่อรับทราบคำสั่งศาลชั้นต้นทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้วอีก ย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยทั้งสอง ดังนี้ จึงถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้วไม่ได้ และเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นต้องแจ้งคำสั่งรับอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยตรง การที่ศาลชั้นต้นไม่แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรในกรณีที่ไม่สามารถส่งหมายนัดสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ได้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องคำนวณให้ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2556 กำหนดไม่เกินจำนวน 7,662.30 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่ 2 ที่จะฟ้องคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมถึงวันที่ 2 กันยายน 2557 และสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า รอไว้สั่งเมื่อผู้อุทธรณ์ชำระค่าขึ้นศาลครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2557 จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ว่า รับไว้ นำฝาก ในวันเดียวกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ในเวลาที่กำหนด รับเป็นอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 นำส่งภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิเช่นนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 1 ก็มิได้อุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วันที่ 15 กันยายน 2557 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานผลการส่งหมายนัดสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ว่า ส่งไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 24 กันยายน 2557 ว่า รอจำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์แถลง วันที่ 22 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อผู้พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นคำแถลงตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 และวันที่ 15 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 นำส่งหมายใหม่ รวม 2 ครั้ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว ไม่จำต้องสั่งคำร้องนี้อีก ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2558 จำเลยที่ 2 ฎีกาคำสั่งไม่รับคำร้องของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ต้องการให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องฎีกาคำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาสั่งให้ยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาคำพิพากษาและคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2557 ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลพร้อมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นประทับตราที่ด้านล่างของคำร้องและอุทธรณ์ว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ทนายจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อทราบคำสั่ง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องและอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ว่า อนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมถึงวันที่ 2 กันยายน 2557 และรอไว้สั่งเมื่อผู้อุทธรณ์ชำระค่าขึ้นศาลครบถ้วนแล้ว วันที่ 22 สิงหาคม 2557 จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ว่า รับไว้ นำฝาก ในวันเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ในเวลาที่กำหนด รับเป็นอุทธรณ์ สำเนาให้โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 นำส่งภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิเช่นนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ และจำเลยที่ 1 ก็มิได้อุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วันที่ 15 กันยายน 2557 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานผลการส่งหมายนัดสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ว่า ส่งไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 24 กันยายน 2557 ว่า รอจำเลยที่ 2 ผู้อุทธรณ์แถลง วันที่ 22 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อผู้พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นคำแถลงตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมให้จำเลยทั้งสอง แสดงว่าจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำแถลงวางเงินค่าขึ้นศาลของจำเลยทั้งสอง แต่เพียงว่า รับไว้ นำฝากโดยไม่ระบุไว้ด้วยว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในอุทธรณ์แล้ว แม้จะมีตราประทับที่ด้านล่างอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งได้ในวันนี้ ผู้ยื่นจะมาติดตามเพื่อทราบคำสั่งทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้ว และทนายจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อทราบคำสั่งก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นเคยสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองคนละวันกับวันที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ว่า รอไว้สั่งเมื่อผู้อุทธรณ์ชำระ ค่าขึ้นศาลครบถ้วนแล้ว จึงถือว่าจำเลยทั้งสองได้ทราบคำสั่งโดยอาศัยตราประทับที่ด้านล่างอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมาครั้งหนึ่งแล้ว หากจะให้ตราประทับที่ด้านล่างอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีผลบังคับตลอดไปว่าศาลชั้นต้นสั่งอะไรในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองจะมาติดตามเพื่อรับทราบคำสั่งศาลชั้นต้นทุก ๆ 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทราบคำสั่งแล้วอีก ย่อมไม่เป็นธรรมแก่จำเลยทั้งสอง ดังนี้ จึงถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้วไม่ได้ และเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นต้องแจ้งคำสั่งรับอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยตรง การที่ศาลชั้นต้นไม่แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ทราบ เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าจะดำเนินการอย่างไร ในกรณีที่ไม่สามารถส่งหมายนัดสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ได้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 2 อีก เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งรับอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเตชินท์ วงศ์วรเศรษฐ์
จำเลย — สิบโทศุภชัย ตั้งยืนยง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรเดช ราบุรี
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวรจิต แสงสุก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 378/2559
#594700
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 บัญญัติให้มาตราดังกล่าวอยู่ภายใต้แห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 มีความหมายว่า หากบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ นั้น เป็นสิทธิประเภทที่อาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ตามมาตรา 288 หรือบังคับให้ชำระหนี้ตามมาตรา 289 ผู้ร้องก็มีสิทธิที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ แต่แม้มิได้ใช้สิทธิหรือบังคับตามสิทธิของตนตามบทบัญญัติดังกล่าว การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ก็ย่อมไม่ถูกกระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ดังกล่าวอยู่นั่นเอง ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ตามคำร้องของผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องอ้างมาในคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทที่โจทก์นำยึด หนี้ตามสัญญาจำนองยังไม่ถึงกำหนดชำระ ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้กันเงินจากการขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองไว้ให้แก่ผู้ร้องด้วย จะเห็นได้ว่าเนื้อหาตามคำร้องขอดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 หาใช่เป็นการร้องขอรับชำระหนี้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ไม่ แม้ขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง หนี้จำนองที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระแก่ผู้ร้องยังไม่ถึงกำหนดชำระอันจะขอรับชำระหนี้จำนองตามมาตรา 289 วรรคหนึ่ง ไม่ได้ก็ตาม แต่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิอื่น ๆ ของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 เมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทที่โจทก์นำยึดได้ใช้สิทธิตามมาตรา 287 และขอให้ขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ได้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ตาม ป.วิ.พ. ข้อ (2) (ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,607,999.50 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,724,770.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 335/192 ชั้นที่ 29 อาคารเลขที่ 7 ชื่ออาคารชุด ลา รอยัล บีช ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 3/2551 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3536 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ของจำเลยออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งกันเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้น เห็นว่า หนี้ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยยังไม่ถึงกำหนดชำระ ผู้ร้องไม่อาจขอให้ศาลมีคำสั่งให้กันเงินจากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องได้ กรณีไม่มีเหตุให้ผู้ร้องต้องใช้สิทธิทางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินจากผู้ร้องในวงเงินไม่เกิน 352,020,000 บาท เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยจดทะเบียนจำนองห้องชุด 195 ห้อง รวมทั้งห้องชุดพิพาทเลขที่ 335/192 ชั้นที่ 29 อาคารเลขที่ 7 ชื่ออาคารชุด ลา รอยัล บีช ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 3/2551 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3536 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ไว้แก่ผู้ร้อง เป็นการจำนองประกันเพิ่มหลักทรัพย์โดยไม่เพิ่มวงเงิน ในวงเงินจำนอง 3,217,050 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองห้องชุด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาทและแจ้งให้ผู้ร้องนำส่งต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ผู้ร้องส่งต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีพร้อมแจ้งความประสงค์ให้ขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทโดยปลอดจำนองและกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ขณะยื่นคำร้องหนี้จำนองที่จำเลยจะต้องรับผิดแก่ผู้ร้องยังไม่ถึงกำหนดชำระ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" และมาตรา 289 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลใดชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ หรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นได้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก็ดี หรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิก็ดี บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์..." และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่" ซึ่งกฎหมายดังกล่าวตามมาตรา 287 บัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 มีความหมายว่า หากบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ นั้น เป็นสิทธิประเภทที่อาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ตามมาตรา 288 หรือบังคับให้ชำระหนี้ตามมาตรา 289 ผู้ร้องก็มีสิทธิที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ แต่แม้มิได้ใช้สิทธิหรือบังคับตามสิทธิของตนตามบทบัญญัติดังกล่าว การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ก็ย่อมไม่ถูกกระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ดังกล่าวอยู่นั่นเอง ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ตามคำร้องของผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องอ้างมาในคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทที่โจทก์นำยึด หนี้ตามสัญญาจำนองยังไม่ถึงกำหนดชำระ ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้กันเงินจากการขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองไว้ให้แก่ผู้ร้องด้วย จะเห็นได้ว่าเนื้อหาตามคำร้องขอดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 หาใช่เป็นการร้องขอรับชำระหนี้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ไม่ แม้ขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง หนี้จำนองที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระแก่ผู้ร้องยังไม่ถึงกำหนดชำระอันจะขอรับชำระหนี้จำนองตามมาตรา 289 วรรคหนึ่ง ไม่ได้ก็ตาม แต่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 เมื่อผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองห้องชุดพิพาทที่โจทก์นำยึดได้ใช้สิทธิตามมาตรา 287 และขอให้ขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (2) (ก) แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลมาตามตาราง 1 ข้อ (1) (ค) จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่ผู้ร้อง

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทเลขที่ 335/192 ชั้นที่ 29 อาคารเลขที่ 7 ชื่ออาคารชุด ลา รอยัล บีช ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 3/2551 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 3536 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี แก่ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลส่วนที่เกินกว่า 200 บาทแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 288 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจีโน ซอคคาราโต้
ผู้ร้อง — ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไวส์ พาวเวอร์ แลนด์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิโรจน์ อำนวยสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 355/2559
#595252
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มอบเงินจำนวน 700,000 บาท ให้ น. นำไปใช้ในลักษณะวิ่งเต้นต่อเจ้าพนักงานหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือบุตรชายของโจทก์ให้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนทหารช่างฝีมือด้วยวิธีการมิชอบ ถือเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครสอบรายอื่น ๆ มีผลก่อให้เกิดการสอบคัดเลือกที่ไม่เป็นธรรมโปร่งใส แม้โจทก์จะไม่ทราบว่า น. เอาเงินไปติดต่อกับเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่คนใดก็ดี หรือ น. เป็นคนเชื้อเชิญจนโจทก์หลงเชื่อให้เงินไปก็ดี โจทก์ก็มีส่วนสมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของ น. ทั้งสิ้น เมื่อ น. ไม่สามารถนำบุตรชายโจทก์เข้าศึกษาได้ โจทก์เรียกเงินคืนโดย น. ทำสัญญากู้เงินตกลงชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนโจทก์ ถือว่า น. ไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องการให้ น. คืนเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในการวิ่งเต้นนำบุตรของโจทก์เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนทหารช่างฝีมือนั่นเอง วัตถุประสงค์ของการทำสัญญากู้เงินดังกล่าว จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทที่สั่งจ่ายเพื่อชำระเงินตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ส่วนประเด็นว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะไม่ได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งจำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 225 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 407,915 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 407,915 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทราบจากนางนงค์รัก ว่าสามารถนำบุตรของคนอื่นเข้ารับราชการทหารได้ โจทก์จึงเจรจากับนางนงค์รักให้ช่วยเหลือนำบุตรชายของโจทก์เข้ารับการศึกษาต่อที่โรงเรียนทหารช่างฝีมือ จังหวัดนครราชสีมา และโจทก์ได้มอบเงิน 700,000 บาท ให้นางนงค์รักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ ภายหลังไม่สามารถนำบุตรชายของโจทก์เข้าศึกษาตามความต้องการได้ โจทก์จึงเรียกเงินคืนโดยนางนงค์รักทำหนังสือสัญญากู้เงิน ฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2556 ตกลงชดใช้เงิน 700,000 บาท ภายในวันที่ 30 กันยายน 2556 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน นางนงค์รักทยอยชดใช้เงินคืนโจทก์เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือนางนงค์รักให้จำเลยซึ่งเป็นน้องสาวสั่งจ่ายเช็คธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาภูเพียง ลงวันที่ 17 เมษายน 2557 จำนวน 400,000 บาท ให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ตามเช็คและใบคืนเช็ค

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ต้องการให้นางนงค์รักนำเงินที่ได้รับจากโจทก์ไปใช้ในลักษณะการวิ่งเต้นต่อเจ้าพนักงานหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือบุตรชายของโจทก์ให้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนทหารช่างฝีมือด้วยวิธีการมิชอบอันเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครสอบรายอื่น ๆ ทำให้บุตรชายโจทก์ได้เปรียบผู้สมัครสอบรายอื่นๆ การกระทำของโจทก์จึงมีผลก่อให้เกิดการวัดผลสอบคัดเลือกไม่เป็นธรรมโปร่งใส เป็นการปลูกฝังธรรมเนียมปฏิบัติหรือค่านิยมขัดต่อจริยธรรมและคุณธรรมอันดีงาม ผู้ที่มีความรู้ความสามารถขาดโอกาสเข้ารับการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และประการสำคัญเป็นบ่อเกิดแห่งการทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ โดยตรง แม้โจทก์จะฎีกาอ้างว่าไม่ทราบว่า นางนงค์รักเอาเงินไปติดต่อกับเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่คนใดก็ดี นางนงค์รักเป็นคนเชื้อเชิญจนโจทก์หลงเชื่อจึงให้เงินไปวิ่งเต้นก็ดี ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนสมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของนางนงค์รักทั้งสิ้น นางนงค์รักไม่ได้กู้ยืมเงิน 700,000 บาท จากโจทก์แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องการให้นางนงค์รักคืนเงินจำนวนดังกล่าวที่เป็นค่าใช้จ่ายในการวิ่งเต้นนำบุตรของโจทก์เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนทหารช่างฝีมือจังหวัดนครราชสีมานั่นเอง วัตถุประสงค์ของการทำสัญญากู้เงิน จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยไม่ได้ให้การถึงเรื่องวัตถุประสงค์ของการทำสัญญากู้เงินเป็นโมฆะไว้โดยชัดแจ้งนั้น เห็นว่า ประเด็นว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งจำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็มีอำนาจวินิจฉัยถึงประเด็นเช่นว่านี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 มาตรา 225 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 วรรคสอง ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริ ลัมวิชัย
จำเลย — นางจงรัก ศรีรินยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายดำรง เรืองขจร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 342/2559
#594004
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 6,000 บาท แทนโจทก์ โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมอื่น เป็นการไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,290,963.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,230,107.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,290,963.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน จำนวน 1,230,107.29 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า สำเนาหนังสือรับรอง เป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง ตามกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ดังนั้น ทั้งนางสุมาลีและนายอภิวัฒน์ จึงเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ตามที่หนังสือรับรองระบุไว้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนางสุมาลี กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ เบิกความเป็นพยานโจทก์เกี่ยวกับมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ และยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายความจำเลยว่า เป็นผู้รับเช็คตามฟ้องทั้งสามฉบับมาจากบริษัทจำเลยด้วยตนเอง และเห็นขณะที่กรรมการบริษัทจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเนื่องจากไปรับเช็คด้วยตนเอง แสดงว่านางสุมาลีเป็นประจักษ์พยานโจทก์ มิใช่พยานบอกเล่าดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ทั้งจำเลยเองก็ให้การยอมรับว่าเป็นเจ้าของเช็คทั้งสามฉบับและเป็นผู้ออกเช็คทั้งสามฉบับให้แก่โจทก์ แต่อ้างว่าเพื่อประกัน ค่าสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อจากโจทก์ผ่านจำเลยแต่โจทก์ผิดสัญญา จำเลยจึงมีคำสั่งระงับการจ่ายเงินตามเช็ค แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่สืบพยาน ประเด็นการออกเช็คเพื่อประกันค่าสินค้าจึงไม่สามารถรับฟังได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสามฉบับตามฟ้อง เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่โจทก์ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ จำนวน 6,000 บาทแทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากนางสุมาลี ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์และไม่ปรากฏหลักฐานการมอบอำนาจจากนายอภิวัฒน์ กรรมการอีกคนหนึ่งของโจทก์ในคำฟ้อง และจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไว้โดยชอบแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 6,000 บาท แทนโจทก์ โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมอื่น เป็นการไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 167 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมีนบุรีซิเมนต์ไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทยู.เค.เค.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสมพร อิสระพงศ์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวดุษฎี ห์ลีละเมียร
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
เกียรติพงษ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 318/2559
#594017
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย แม้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยยังคงต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา การที่คดียังไม่ถึงที่สุดไม่ใช่เหตุที่จะนำมานับโทษต่อไม่ได้

จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การจากให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพในชั้นฎีกาได้ เพราะการแก้ไขคำให้การต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่การยื่นคำร้องดังกล่าวถือเป็นการรับข้อเท็จจริงว่ากระทำความผิดโดยไม่โต้แย้งคำพิพากษาลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2

จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าจำเลยเป็นทนายความ ทำให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลย เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงถึงความเสียหายและความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่มีเหตุรอการลงโทษ แต่การนำเงินค่าเสียหายมาวางต่อศาลเพื่อชดใช้แก่โจทก์ เป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 7252/2555, 8122/2555 และ 8124/2555 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 4 เดือน นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8122/2555 หมายเลขแดงที่ 9765/2556 ส่วนคดีอื่นที่ขอให้นับโทษต่อ ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาจึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8122/2555 หมายเลขแดงที่ 9765/2556 ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด นับโทษต่อไม่ได้นั้น การนับโทษต่อจากสำนวนคดีเรื่องใดจะต้องปรากฏว่าคดีเรื่องนั้น ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไว้ก่อนแล้ว เมื่อศาลพิพากษาคดีหลังจึงจะนับโทษต่อจากกำหนดโทษในสำนวนคดีเรื่องก่อนได้ เมื่อปรากฏจากคำฟ้องฎีกาของจำเลยแจ้งชัดแล้วว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลย แม้ว่าคดีดังกล่าวจะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งยังไม่ได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยยังคงต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอยู่ การที่คดียังไม่ถึงที่สุดจึงไม่ใช่เหตุที่จะนำมานับโทษต่อไม่ได้ ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาจากที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพนั้น จำเลยไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น ปรากฏพฤติการณ์ที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าตนเองเป็นทนายความ ทำให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยไป 66,000 บาท เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายและความเดือดร้อนของผู้อื่นพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย แต่การที่จำเลยนำเงินจำนวน 66,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 56 วรรคแรก ม. 78 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 163 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสสิริ สสิริน
จำเลย — นางสาวกฤตมน จินดาวัฒนภูมิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายพัลลอง มั่นดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2559
#594720
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ถือหุ้นในบริษัท อ. เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2550 โจทก์ขายหุ้นบริษัท อ. ที่ถืออยู่ทั้งหมด ต่อมาวันที่ 25 พ.ย. 2550 โจทก์จดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อประกาศจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ดังนั้น ขณะที่โจทก์ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อประกาศจ่ายเงินปันผล โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เมื่อบริษัท อ. ผู้รับเงินปันผลถือหุ้นในบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทโจทก์ผู้จ่ายเงินปันผล เงินปันผลที่บริษัท อ. ได้รับ จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) (ข) โจทก์ผู้จ่ายเงินปันผลจึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายของเจ้าพนักงานประเมิน ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ กค.0709.04/ก.061/2714 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามคำวินิจฉัยเลขที่ สภ.5 ฉช/54/2554 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายที่ ก.ค.0709.04/ก.061/2714 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ส.ภ.5 ฉช/54/2554 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ตามหนังสือรับรอง วันที่ 1 กันยายน 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทโจทก์มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 1,600 บาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ตามหมายเหตุประกอบงบการเงิน โจทก์จ่ายเงินปันผลให้แก่บริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อบริษัทแอ๊ดวานซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ซินเนอร์จีส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือหุ้นในบริษัทโจทก์จำนวน 9,993 หุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งหมด 10,000 หุ้น เกินกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทโจทก์ ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโจทก์ เป็นเงินทั้งสิ้น 15,988,800 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2550 โจทก์ถือหุ้นในบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้รับเงินปันผล รวมทั้งสิ้น 1,143,900 หุ้น ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และขายหุ้นของบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์ถืออยู่ทั้งหมดไปในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 โจทก์จ่ายเงินปันผลจำนวน 15,988,800 บาท แก่บริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โดยมิได้หักภาษี ณ ที่จ่าย วันที่ 9 มีนาคม 2553 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งให้โจทก์หักและนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับปี 2550 คิดเป็นภาษีพร้อมเงินเพิ่มทั้งสิ้น 2,270,409.60 บาท ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และใบแนบ โจทก์อุทธรณ์การประเมินตามคำอุทธรณ์จำเลยได้รับ คำอุทธรณ์แล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินปันผลที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย วันที่ 1 กันยายน 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทโจทก์อนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแก่ผู้ถือหุ้นรวมถึงบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือหุ้นในบริษัทโจทก์เกินกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทโจทก์ โดยรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2550 โจทก์ถือหุ้นในบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้รับเงินปันผล 1,143,900 หุ้น และขายหุ้นของบริษัทดังกล่าวที่โจทก์ถืออยู่ทั้งหมดไปในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อประกาศจ่ายเงินปันผลให้แก่บริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โจทก์จึงไม่ได้ถือหุ้นของบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้รับเงินปันผลแล้วก่อนมีการปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีการถือหุ้นของบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โดยทางอ้อม ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อประกาศจ่ายเงินปันผลให้แก่บริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม แม้จำเลยจะอ้างและนำนางสาวกรรณิกา เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตรวจสภาพกิจการบริษัทโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า มติ กพอ.9/2535 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2535 (ระเบียบวาระที่ 2) ตีความเงื่อนไขที่กำหนดให้บริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่ให้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมนั้นหมายถึง ไม่ได้ถือหุ้นในรอบระยะเวลาบัญชีอันเป็นฐานในการจ่ายเงินปันผลจนถึงวันที่บริษัทจำกัดผู้รับเงินปันผลได้รับเงินปันผลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว แต่มติ กพอ. ดังกล่าวได้วางหลักเกณฑ์นอกเหนือไปจากที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) บัญญัติไว้ จึงนำมติ กพอ. ดังกล่าวมาใช้เป็นผลร้ายแก่โจทก์หาได้ไม่ เมื่อบริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้รับเงินปันผลถือหุ้นในบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยผู้จ่ายเงินปันไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทโจทก์ผู้จ่ายเงินปันผล ดังนั้น เงินปันผลที่บริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ได้รับ จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) (ข) ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินปันผลที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทไอทาวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแเพลนเนท โฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2559
#596507
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดค่าเสียหายเป็นการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์ต่างๆ สำหรับข้อวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญามาจากข้อเท็จจริงในสำนวนที่ว่าผู้ร้องไม่ส่งมอบงานงวดที่ 3 ไม่เข้าร่วมประชุมวันที่ 23 มีนาคม 2554 เพื่อปรับปรุงงานงวดที่ 3 ของกรมการค้าภายในและไม่เข้าร่วมประชุมวันที่ 24 มีนาคม 2554 กับคณะกรรมการตรวจรับงานงวดที่ 3 ซึ่งคณะกรรมการตรวจรับงานมีมติให้ผู้รับจ้างแก้ไขงานงวดที่ 3 ให้เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2554 หลังจากนั้นคณะกรรมการตรวจรับงานยังประชุมกับคณะทำงานของผู้คัดค้านอีกอย่างน้อย 4 ครั้ง โดยผู้ร้องไม่เข้ามาดำเนินการใดในงวดที่ 3 ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยเห็นว่าข้อแก้ตัวต่างๆของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ดังนั้นคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงชอบแล้ว การยอบรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดย่อมไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คำพิพากษาของศาลแพ่งไม่ได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชำระเงินแก่ผู้คัดค้านจำนวน 513,561.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน

ศาลแพ่งพิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง และให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยให้ผู้ร้องชำระเงิน 500,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำคำชี้ขาด (วันที่ 12 มีนาคม 2557) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของผู้ร้องให้เป็นพับ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องอุทธรณ์ประการแรกว่า คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดค่าเสียหายเกินไปจากข้อเรียกร้องแย้ง เพราะเพียงอนุมานว่าปริมาณงานที่ผู้คัดค้านต้องทำแทนผู้ร้องมีมูลค่าเท่าใด และสูญเสียโอกาสของผู้คัดค้านเป็นจำนวนเงินเท่าใด ประการที่สองว่าคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะผู้คัดค้านบอกเลิกสัญญาโดยมิชอบ ผู้ร้องไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า ตามข้อเรียกร้องแย้งระบุว่าค่าใช้จ่ายที่ผู้คัดค้านต้องทำงานงวดที่ 3 แทนผู้ร้อง และค่าสูญเสียโอกาสที่ผู้คัดค้านไม่สามารถรับงานอื่นเป็นเงิน 2,414,250 บาท เมื่อหักเงินค่าจ้างงวดที่ 3 ที่ผู้คัดค้านไม่ต้องจ่ายแก่ผู้ร้องจำนวน 710,000 บาท คงเหลือเงินที่ผู้ร้องต้องรับผิดชำระแก่ผู้คัดค้านจำนวน 1,704,250 บาท คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านได้รับชำระค่าจ้างงวดที่ 3 จากสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์แล้วจำนวน 1,420,000 บาท ถ้าจะได้รับชดใช้จากผู้ร้องอีก 710,000 บาท น่าจะสูงเกินไปจึงเห็น สมควรกำหนดให้ผู้ร้องชดใช้เงินจำนวน 500,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน ดังนั้นการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์ต่างๆ สำหรับข้อวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญามาจากข้อเท็จจริงในสำนวนที่ว่าผู้ร้องไม่ส่งมอบงานงวดที่ 3 ไม่เข้าร่วมประชุมวันที่ 23 มีนาคม 2554 เพื่อปรับปรุงงานงวดที่ 3 ของกรมการค้าภายในและไม่เข้าร่วมประชุมวันที่ 24 มีนาคม 2554 กับคณะกรรมการตรวจรับงานงวดที่ 3 ซึ่งคณะกรรมการตรวจรับงานมีมติให้ผู้รับจ้างแก้ไขงานงวดที่ 3 ให้เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2554 หลังจากนั้นคณะกรรมการตรวจรับงานยังประชุมกับคณะทำงานของผู้คัดค้านอีกอย่างน้อย 4 ครั้ง โดยผู้ร้องไม่เข้ามาดำเนินการใดในงวดที่ 3 ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญา ข้อแก้ตัวต่างๆ ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ดังนั้นคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงชอบแล้ว การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดย่อมไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนคำพิพากษาของศาลแพ่งไม่ได้ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45

พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเวสเทิร์น กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทซิม ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิสิฏฐ์ สุดลาภา
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 302/2559
#594721
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้าง แต่การร่วมประเวณีต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หากอีกฝ่ายไม่ยินยอมก็ไม่อาจบังคับได้ หากขืนใจถือเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276

การที่จำเลยเรียกบุตรผู้เยาว์มาฟังคำด่าจนโจทก์ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีเพื่อให้บุตรผู้เยาว์ไปพักผ่อน เช่นนี้จะถือว่าโจทก์ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีไม่ได้ และการที่โจทก์มดลูกอักเสบจากการร่วมประเวณีของจำเลย จำเลยทราบแต่ไม่หยุดร่วมประเวณีกับโจทก์ จนโจทก์ต้องหนีออกจากบ้าน พฤติกรรมของจำเลยถือเป็นการทำร้ายหรือทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) และยังถือเป็นพฤติการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ 6 แปลง ที่เป็นสินสมรสให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชำระค่าทดแทนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1525

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้จำเลยแบ่งสินสมรส ได้แก่ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ หมายเลขทะเบียน วห 5127 กรุงเทพมหานคร ที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 23/7 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตามสำเนาโฉนดที่ดิน บ้านและที่ดินอีก 2 แปลง ที่ตำบลดอยลาน จังหวัดเชียงราย ทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนักรวม 20 บาท ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยชำระเงิน 722,750 บาท แก่โจทก์ หากตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ถึงวันพิพากษา (วันที่ 31 กรกฎาคม 2557) จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เท่าใดนำมาหักด้วย ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตยกเว้นบางส่วนในศาลชั้นต้น ให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์เฉพาะ ค่าขึ้นศาลเท่าที่โจทก์ชนะคดี ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันขณะโจทก์อายุประมาณ 18 ปี (ประมาณปี 2528 จำเลยเป็นคนพิการขาข้างขวาขาดตั้งแต่ต้นขาเหนือเข่าต้องใส่ขาเทียม) ต่อมาจดทะเบียนสมรสกันภายหลังเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2533 มีบุตรก่อนจดทะเบียนสมรส 2 คนและหลังจดทะเบียนสมรส 1 คน คือนางสาว ก. นางสาว ร. และนางสาว ณ. ตามสำเนาทะเบียนการสมรส สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านบุตรทั้งสามระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากัน จำเลยร่วมประเวณีกับโจทก์เวลาประมาณ 19 นาฬิกา เกือบทุกวัน โดยในระหว่างที่บุตรเป็นผู้เยาว์ หากโจทก์ไม่ยินยอมให้จำเลยร่วมประเวณี จำเลยก็จะเรียกบุตรแต่ละคนมาฟังคำด่าของจำเลย จนโจทก์ยินยอม จำเลยจึงยอมให้บุตรไปพักผ่อน เมื่อปลายปี 2556 โจทก์ปวดท้องเนื่องจากมดลูกอักเสบ จำเลยทราบดี จำเลยก็ยังร่วมประเวณีกับโจทก์จนโจทก์ทนไม่ได้ต้องหนีออกจากบ้านไปหลายครั้ง บุตรได้ขอร้องให้โจทก์กลับมาอยู่กับจำเลย และจำเลยรับปากว่า จะไม่กระทำการดังกล่าวอีก เมื่อโจทก์กลับมาอยู่กับจำเลย แต่จำเลยยังคงมีพฤติกรรมเช่นเดิม จนครั้งสุดท้ายโจทก์หนีไปอยู่ที่อื่นไม่กลับไปอยู่กับจำเลยและได้ให้ทนายความมีหนังสือถึงจำเลยขอหย่าและแบ่งสินสมรส ระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากัน โจทก์และจำเลยร่วมทำมาหากิน ที่ดินโฉนดเลขที่ 133476 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 50 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน พร้อมบ้านเลขที่ 23/7 ที่ดินโฉนดเลขที่ 134229 ถึง 134302 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 1 งาน, 1 งาน, 61 ตารางวา และ 50 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินโฉนดเลขที่ 81562 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 1 งาน ตามสำเนาโฉนดที่ดิน พร้อมตึกแถว 7 ห้อง และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 2 แปลง ที่ตำบลดอยลาน จังหวัดเชียงราย พร้อมบ้านกับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ หมายเลขทะเบียน วห 5127 กรุงเทพมหานคร สลากออมสินของธนาคารออมสิน 100,000 บาท ตามสำเนาสลากออมสิน เงินประกันชีวิต 130,000 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันชีวิต รวมทั้งทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนัก 20 บาท สร้อยคอและต่างหู กับสิทธิเรียกร้องหนี้จากนายปรีชา 540,000 บาท เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส โดยโฉนดที่ดินและทะเบียนรถยนต์มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ สลากออมสินถอนมาได้เงิน 105,500 บาท เงินประกันชีวิตได้รับมาแล้ว 120,000 บาท สร้อยคอและต่างหู ขายไปแล้วได้เงินมา 200,000 บาท และนายปรีชาชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องมาแล้ว 20,000 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับมา 445,500 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำขอแบ่งที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน โจทก์ไม่อุทธรณ์จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน พร้อมบ้านเลขที่ 23/7 จำเลยไม่อุทธรณ์จึงยุติ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยป่วยเป็นวัณโรค เบาหวานและถุงลมโป่งพองต้องรับประทานยาไม่สามารถร่วมเพศได้ทุกวัน จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ และในชั้นนำสืบพยานก็ไม่ได้นำสืบพยานไว้ เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบมาในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ทั้งเอกสารแนบท้ายฎีกาหมายเลข 1 และหมายเลข 9 ดังกล่าว จำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต้องห้ามมิให้รับฟัง ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 นอกจากนี้ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่นำแพทย์ที่ตรวจรักษาโจทก์เกี่ยวกับมดลูกอักเสบ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มดลูกอักเสบนั้น โจทก์บรรยายฟ้องอ้างเหตุมดลูกอักเสบ จำเลยไม่ให้การโต้แย้งถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง โดยโจทก์ไม่ต้องนำแพทย์มาเป็นพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ระหว่างระยะเวลา 20 ปี ที่โจทก์จำเลยอยู่ด้วยกัน จำเลยจะร่วมเพศกับโจทก์ทุกวันแทบไม่มีวันหยุด โดยช่วงที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์ หากโจทก์ไม่ยินยอมร่วมเพศ จำเลยก็จะเรียกบุตรแต่ละคนมานั่งฟังคำด่า จนโจทก์ต้องยินยอมให้จำเลยร่วมเพศ จำเลยจึงยอมให้บุตรไปนอนพักผ่อน จนกระทั่งปลายปี 2556 โจทก์ปวดท้องเพราะมดลูกอักเสบ จำเลยทราบเรื่องดี จำเลยยังคงร่วมเพศกับโจทก์อีก จนโจทก์ทนพฤติกรรมของจำเลยไม่ได้ต้องหนีออกจากบ้านหลายครั้ง ทุกครั้งบุตรต้องขอร้องให้กลับไปอยู่กับจำเลยโดยจำเลยรับปากว่าจะไม่มีพฤติกรรมทางเพศดังกล่าว โจทก์กลับไปอยู่กับจำเลย แต่จำเลยคงมีพฤติกรรมเช่นเดิมดังที่ศาลล่างวินิจฉัย เห็นว่า แม้โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาต้องอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้าง แต่การร่วมประเวณีแต่ละครั้งต้องเกิดจากความยินยอมทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมพร้อมใจอีกฝ่ายก็จะบังคับหาได้ไม่ หากขืนใจก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ได้ การที่จำเลยเรียกบุตรผู้เยาว์มาฟังคำด่าจนโจทก์ยอมให้จำเลยร่วมประเวณีก็เพื่อให้บุตรผู้เยาว์ได้พักผ่อน เช่นนี้จะถือว่าจำเลยยินยอมพร้อมใจที่จะร่วมประเวณีกับจำเลยหาได้ไม่ การที่โจทก์มดลูกอักเสบจากการร่วมประเวณีของจำเลย เมื่อจำเลยทราบก็ยังไม่หยุดร่วมประเวณีกับโจทก์ จนโจทก์ต้องหนีออกจากบ้านหลายครั้ง และเมื่อกลับมาอยู่กับจำเลยเนื่องจากบุตรช่วยเจรจาและจำเลยรับปากว่าจะไม่กระทำตามพฤติกรรมดังกล่าว แต่จำเลยก็ยังคงผิดข้อตกลง เหตุที่โจทก์ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีอาญาก็เป็นสิทธิของโจทก์ พฤติกรรมของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ฟังยุติดังกล่าวจึงเป็นการทำร้ายหรือทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และพฤติกรรมดังกล่าวถือว่าทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตาม มาตรา 1516 (6) ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่ามีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการที่สองว่า จำเลยต้องแบ่งเงินจากการขายสร้อยคอเพชรและต่างหูเพชรกับทองคำแท่งและทองรูปพรรณให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินที่ขายสร้อยคอและต่างหูเพชร 200,000 บาท และแบ่งทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนัก 20 บาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า ไม่มีเงินดังกล่าวและไม่มีทองคำแท่งกับทองรูปพรรณ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สามว่า ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน กับที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 2 แปลง ตำบลดอยลาน จังหวัดเชียงราย พร้อมบ้านเป็นสินสมรสหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ไม่มีเหตุหย่าตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่า ก็หาจำต้องพิจารณาเรื่องสินสมรส ประกอบกับโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยขายตึกแถวซึ่งจำเลยมีก่อนอยู่กินกับโจทก์ได้เงินมา 3,800,000 บาท นำเงินไปซื้อที่ดินที่บางโทรัด เงิน 3,800,000 บาท เป็นสินส่วนตัวหาใช่สินสมรส เมื่อนำไปซื้อทรัพย์ ทรัพย์นั้นจึงเป็นสินส่วนตัว ตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว ไม่ได้กล่าวถึงที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 2 แปลงพร้อมบ้านข้างต้น นอกจากนี้ในชั้นสืบพยานจำเลยนั้น จำเลยก็นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยนำเงินที่ได้มาจากการขายที่ดินไปซื้อที่ดินที่บางโทรัด ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ 2 แปลงพร้อมบ้านไม่ใช่สินสมรส จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 2 แปลงพร้อมบ้าน คงมีปัญหาเฉพาะที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ จำเลยเบิกความว่า ที่ดินซึ่งตั้งอยู่ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร นั้นจำเลยซื้อมาโดยเงินที่ได้จากการขายที่ดินส่วนตัวเป็นเงิน 3,800,000 บาท (ตามเอกสารแนบท้ายฎีกาที่โจทก์ไม่โต้แย้งคัดค้านคือที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 12429 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจำเลยได้มาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2526 และขายไปเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2549 ) โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า สำหรับที่ดินที่บางโทรัดนั้นจำเลยขายตึกที่จำเลยมีมาก่อนจะมาอยู่กินกับโจทก์ ได้เงินประมาณ 3,800,000 บาท นำไปซื้อที่ดินเปล่า 3 แปลงไม่ใช่ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน คำเบิกความของโจทก์จึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลย ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ได้มาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2549 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ได้มาวันที่ 13 มกราคม 2549 ส่วนตามสำเนาโฉนดที่ดินได้มา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2550 ซึ่งตามเอกสาร แนบท้ายฎีกาที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ส่วนที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน มีสิ่งปลูกสร้าง ระยะเวลาที่ได้ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน หลังจากที่โจทก์ขายที่ดินสินส่วนตัวไปเพียง 15 วัน 3 วัน 3 วัน และ 3 วันเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปซื้อที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ดินทั้งสี่แปลงจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย สำหรับที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดิน ได้มาหลังจากจำเลยขายที่ดินสินส่วนตัวเป็นเวลา 1 ปีเศษ จำเลยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาในปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด คดีนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าสมควรได้รับค่าทดแทนเพียงใด ทั้งคำฟ้องก็ไม่ได้บรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าโจทก์สมควรได้ค่าตอบแทนเพียงใด คงแต่มีคำขอท้ายฟ้องว่าให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 1525 เท่านั้น โดยไม่ได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนอันจะต้องชำระค่าขึ้นศาลมาในคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดสาระสำคัญแห่งคดีที่จะให้จำเลยรับผิดใช้ค่าทดแทน ศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้ค่าทดแทนในส่วนนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ดังนั้นจำเลยไม่ต้องชำระค่าทดแทนตามที่ศาลล่างพิพากษา

อนึ่ง ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์และฎีกามีไม่ถึง 4,000,000 บาท เนื่องจากศาลชั้นต้นยกคำขอที่ให้แบ่งที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน และให้แบ่งทองคำแท่งกับทองรูปพรรณเพียงน้ำหนัก 20 บาท กับแบ่งเงินที่ขายเครื่องเพชรเพียง 200,000 บาท (ฟ้องขอเป็นเงิน 325,000 บาท) จำเลยชำระค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท จึงเกินมา เห็นควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินมาคือกึ่งหนึ่งของราคาที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน และกึ่งหนึ่งของราคาทองคำแท่งกับทองรูปพรรณน้ำหนัก 5 บาท กับค่าเครื่องเพชรกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 225,000 บาท นอกจากนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์เป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง จึงไม่ต้องนำมาหักกับจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้แบ่งที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ด้วยและจำเลยไม่ต้องชำระ ค่าทดแทนจำนวน 500,000 บาท สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยชำระให้โจทก์ไม่ต้องนำมาหักกับเงินที่ต้องชำระ 222,750 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาที่จำเลยชำระเกินมาแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276
ป.พ.พ. ม. 1516 (3) ม. 1516 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ม.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาคร — นายกิตติศักดิ์ แสงเภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจุมพล ชูวงษ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
พิศล พิรุณ
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 278 -ที่ 284/2559
#596140
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุมิได้บัญญัติบทนิยามของ "เจ้าพนักงาน" ไว้ เมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์ปัจจุบัน หน่วยงานของรัฐมิได้มีแต่ส่วนราชการ แต่ประกอบไปด้วย รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐ รวมทั้งองค์กรอิสระ สำหรับองค์การคลังสินค้าผู้เสียหายเป็นองค์การของรัฐบาลที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 และโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวได้มีการจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 ซึ่งทั้ง พ.ร.บ. และ พ.ร.ฎ. ล้วนระบุว่าการจัดตั้งใช้เงินทุนจากงบประมาณแผ่นดินและทุนประเดิมจากรัฐบาล เมื่อรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติจัดให้มีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และมอบหมายให้ผู้เสียหายเป็นผู้รับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่ตามโครงการดังกล่าว ดังนั้น ว. หัวหน้าหน่วยรับจำนำข้าวเปลือกนอกจากจะมีฐานะเป็นพนักงานองค์การคลังสินค้าผู้เสียหายแล้ว ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลตามที่ผู้เสียหายได้รับมอบหมายจากรัฐบาลโดยมีหน้าที่ออกใบรับของคลังสินค้าและใบประทวนสินค้าให้เกษตรกรเพื่อนำไปทำสัญญาจำนำและรับเงินจากธนาคาร พ. เมื่อธนาคารดังกล่าวจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรแล้วก็จะนำเอกสารที่เกษตรกรมอบให้ไปเบิกเงินจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลซึ่งบางส่วนเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน การกระทำของ ว. จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของรัฐในโครงการดังกล่าว แม้ ว. ไม่ใช่เป็นข้าราชการที่รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นพนักงานที่รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากผู้เสียหายที่เป็นองค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยใช้เงินทุนจากงบประมาณแผ่นดิน อีกทั้งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในกิจการงานของรัฐบาลโดยแท้ อันมีลักษณะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ย่อมถือได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ ว. ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล เป็นการกระทำในฐานะเจ้าพนักงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยอีกหกสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 268, 341 ให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 76,893 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 302, 917.95 บาท 157,360.85 บาท 67,854.70 บาท 69,338.60 บาท 75,276.35 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษของจำเลยที่ 1 ทั้งเจ็ดสำนวนติดต่อกันและต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2124/2556 หมายเลขดำที่ 2125/2556 และหมายเลขดำที่ 2127/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ภายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างสืบพยานโจทก์ ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ศาลชั้นต้นอนุญาต สิทธินำคดีอาญาในข้อหานี้มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี และปรับ 60,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ระหว่างปี 2555 ถึง 2556 รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติจัดให้มีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกเริ่มเดือนตุลาคม 2555 สิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ครั้งที่สองเริ่มเดือนมีนาคม 2556 สิ้นสุดเดือนกันยายน 2556 คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติมอบหมายให้องค์การคลังสินค้า กระทรวงพาณิชย์ ผู้เสียหายเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ มีหน้าที่ดำเนินโครงการตั้งแต่รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวและประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ รับโรงสีข้าวที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นจุดรับจำนำข้าวเปลือกและเป็นผู้รับจำนำข้าวเปลือกจากเกษตรกร รวมทั้งออกใบประทวนสินค้าให้เกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมาจำนำ เพื่อให้เกษตรกรนำใบประทวนสินค้าไปทำสัญญาจำนำต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำหรับพื้นที่อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ มีโรงสีข้าวที่เข้าร่วมโครงการ 2 แห่ง ได้แก่ โรงสีข้าวโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจซึ่งใช้ท่าข้าวบุญมาครองเป็นจุดรับจำนำข้าวเปลือกและโรงสีข้าวนพภรที่มีจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ประกอบการ นางสาวสุดารินทร์และนางสาววริญญา เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย ได้รับมอบหมายจากผู้เสียหายให้เป็นหัวหน้าหน่วยรับจำนำข้าวเปลือกประจำโรงสีข้าวนพภรและจุดรับจำนำข้าวเปลือกบุญมาครองตามลำดับ มีหน้าที่ตรวจสอบว่าเกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมาจำนำเป็นเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวเองในฤดูการผลิตและขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการไว้จริงหรือไม่ และรับจำนำข้าวเปลือกจากเกษตรกร รวมทั้งออกใบประทวนสินค้าให้เกษตรกรเพื่อนำไปทำสัญญาจำนำ นางดอกไม้ นางประจักร์ นางมาศรี นางสายทองและนางจิม ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวในฤดูการผลิตและนำข้าวเปลือกไปจำนำที่จุดรับจำนำข้าวเปลือกบุญมาครอง โดยแจ้งต่อนางสาววริญญา หัวหน้าหน่วยรับจำนำข้าวเปลือกบุญมาครองว่าเป็นข้าวเปลือกที่ตนเพาะปลูก นางสาววริญญาจึงได้ออกใบประทวนสินค้า จำนวน 9 ใบ ให้แก่นายสำรอง 2 ฉบับ ให้แก่นายมุด นางคำพอย นางดอกไม้ นางประจักร์ นางมาศรี นางสายทองและนางจิม คนละ 1 ฉบับ และให้แก่จำเลยที่ 2 อีก 1 ฉบับ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกเสียก่อนว่า นางสาววริญญา หัวหน้าหน่วยรับจำนำข้าวเปลือกบุญมาครองเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุมิได้บัญญัติบทนิยามของ "เจ้าพนักงาน" ไว้ เมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์ปัจจุบัน หน่วยงานของรัฐมิได้มีแต่เพียงส่วนราชการ แต่ประกอบไปด้วย ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐ รวมทั้งองค์กรอิสระและรัฐบาลมีนโยบายต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประชาชนส่วนรวม แต่การดำเนินการตามนโยบายนั้น เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องดำเนินการในลักษณะบูรณาการ โดยรัฐบาลอาจมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนได้ สำหรับองค์การคลังสินค้าผู้เสียหายเป็นองค์การของรัฐบาลที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 และโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้มีการจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 ซึ่งทั้งพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาล้วนระบุว่า การจัดตั้งใช้เงินทุนจากงบประมาณแผ่นดินและทุนประเดิมจากรัฐบาล เมื่อรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติจัดให้มีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 จำนวน 2 ครั้ง และมอบหมายให้ผู้เสียหายเป็นผู้รับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่ตามโครงการดังกล่าว โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการเร่งด่วนและต้องมีพนักงานของผู้เสียหายไปประจำจุดรับจำนำข้าวเปลือกมากมายหลายพื้นที่ ผู้เสียหายจึงมีความจำเป็นต้องรับสมัครบุคคลเข้าทำงานในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลเพื่อไปประจำตามจุดรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งรวมทั้งนางสาววริญญา หัวหน้าหน่วยรับจำนำข้าวเปลือกบุญมาครอง ดังนั้นนางสาววริญญานอกจากจะมีฐานะเป็นพนักงานของผู้เสียหายแล้วยังต้องปฏิบัติหน้าที่ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามที่ผู้เสียหายได้รับมอบหมายจากรัฐบาลและนางสาววริญญาเป็นผู้กระทำแทนผู้เสียหายในกิจการงานของรัฐบาล ซึ่งมีความรับผิดชอบนับตั้งแต่ตรวจสอบว่าเกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมาจำนำเป็นเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวเองในฤดูการผลิตและขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการไว้จริงหรือไม่ และรับจำนำข้าวเปลือกจากเกษตรกร โดยมีหน้าที่ออกใบรับของคลังสินค้าซึ่งเป็นเอกสารราชการของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 ที่ใช้เป็นหลักฐานว่าข้าวเปลือกที่จำนำเป็นของเกษตรกรแต่ละคนที่เพาะปลูกเอง รวมทั้งออกใบประทวนสินค้าให้เกษตรกรเพื่อนำไปทำสัญญาจำนำและรับเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เมื่อธนาคารจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรแล้วก็จะนำเอกสารที่เกษตรกรมอบให้ไปเบิกเงินจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลซึ่งบางส่วนเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน การกระทำของนางสาววริญญาจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของรัฐในโครงการดังกล่าว แม้นางสาววริญญาไม่ใช่เป็นข้าราชการที่รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นพนักงานที่รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากผู้เสียหายที่เป็นองค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยใช้เงินทุนจากงบประมาณแผ่นดิน ในกิจการงานของรัฐบาลโดยแท้อันมีลักษณะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ย่อมถือได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของนางสาววริญญาในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/56 ของรัฐบาลเป็นการกระทำในฐานะเจ้าพนักงาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า นางสาววริญญาไม่เป็นเจ้าพนักงานนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จและใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267, 83 เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง สำหรับสำนวนแรกและสำนวนที่สามถึงสำนวนที่หก ให้จำคุกสำนวนละ 1 ปี ส่วนสำนวนที่สองและสำนวนที่เจ็ดเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี สำหรับสำนวนที่สองรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี และสำนวนที่เจ็ด รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี โดยให้นับโทษทั้งเจ็ดสำนวนติดต่อกันไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267 ม. 268
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นางนพภร รูปชัยภูมิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นางธีราพจน์ ทองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 274/2559
#596820
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงเอาทรัพย์ไปจากผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งเป็นบุคคลที่มีภาวะแห่งจิตต่ำกว่าปกติ และย่อมถูกหลอกลวงได้โดยง่ายกว่าคนปกติทั่วไปนั้น ถือเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยอาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้เสียหายที่ 1 ผู้ถูกหลอกลวง จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 342 (2) หาใช่เป็นเพียงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ แต่เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงเพียงแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสี่เสียใหม่ให้ถูกต้อง แต่ก็ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสี่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 342 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ 9,525,287 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา รองศาสตราจารย์เพลินจิต ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 341 ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 341 ประกอบมาตรา 80, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานฉ้อโกงกระทงละ 6 เดือน รวม 7 กระทง และฐานพยายามฉ้อโกง กระทงละ 4 เดือนรวม 3 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 54 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงจำคุกคนละ 4 เดือนและปรับคนละ กระทงละ 3,000 บาท รวม 7 กระทง และฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยายามฉ้อโกงจำคุกคนละ กระทงละ 2 เดือน 20 วันและปรับคนละ กระทงละ 2,000 บาท รวม 3 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 34 เดือน 60 วัน และปรับคนละ 27,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ประกอบอาชีพการงานที่มั่นคงเป็นกิจจะลักษณะ ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับมีพฤติการณ์เป็นเพียงผู้สนับสนุนเท่านั้น โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทุกกระทงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ 8,035,387 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ 8,395,387 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายประกิตเผ่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนายช่วง และรองศาสตราจารย์เพลินจิต โจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 1 มีพี่ชาย 2 คน คือนายประกิตพงศ์ และนายประกิตพันธุ์ มีน้องสาว 1 คน คือ นางฐารินี ส่วนนางอลิสา ผู้เสียหายที่ 2 เป็นภริยาของผู้เสียหายที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันในปี 2537 และมีบุตรด้วยกัน 2 คนผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และครอบครัวย้ายออกจากบ้านของบิดามารดาไปอยู่ที่ตำบลศาลายาอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2549 เมื่อปี 2536 ผู้เสียหายที่ 1 สำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลและรับราชการเป็นแพทย์ประมาณ 2 ปี จึงลาออกจากราชการมาช่วยกิจการโรงเรียนกวดวิชาแอพพลายด์ฟิสิกส์ อันเป็นกิจการของครอบครัวเมื่อประมาณปี 2537 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ สาขาสยามสแควร์ สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน และสาขาวิสุทธิกษัตริย์ และยังได้ร่วมหุ้นกับผู้อื่นอีกประมาณ 13 ถึง 14 สาขาทั่วประเทศบุคคลในครอบครัวแบ่งงานกันรับผิดชอบในโรงเรียนกวดวิชาดังกล่าว โดยโจทก์ร่วมทำหน้าที่บริหารงานด้านบัญชีและการเงิน นายช่วงและผู้เสียหายที่ 1 ทำหน้าที่ฝ่ายวิชาการและเป็นครูผู้สอน ผู้เสียหายที่ 2 ทำหน้าที่บริหารงานบุคคล ส่วนนายประกิตพันธุ์และนางฐารินีทำหน้าที่ค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการและผลิตสื่อการเรียนการสอน และโจทก์ร่วมยังเป็นผู้จัดสรรรายได้ต่างๆ ให้บุคคลในครอบครัวโดยใช้หลักว่าผู้ใดทำงานมากจะได้รับส่วนแบ่งมาก จำนวนเงินรายได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียนที่สมัครในแต่ละปี จำเลยที่ 1 เกิดปี 2525 จำเลยที่ 1 รู้จักกับผู้เสียหายที่ 1 ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม เพราะไปเรียนกวดวิชาที่โรงเรียนของผู้เสียหาย 1 จำเลยที่ 1 แพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล สาขาวิชาสอบเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2544 ต่อมาได้สอบคัดเลือกใหม่ได้ที่คณะกายภาพบำบัดและปี 2546 สอบคัดเลือกเข้าเรียนใหม่ได้ที่คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยก่อนสอบ จำเลยที่ 1 ก็ไปนั่งเรียนที่โรงเรียนของผู้เสียหายที่ 1 ด้วย

การที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงเอาทรัพย์ไปจากผู้เสียหายที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้สนับสนุน ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งเป็นบุคคลที่มีภาวะแห่งจิตต่ำกว่าคนปกติ และย่อมถูกหลอกลวงได้โดยง่ายกว่าคนปกติทั่วไปนั้นถือเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยอาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้เสียหายที่ 1 ผู้ถูกหลอกลวงแล้ว จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (2) หาใช่เป็นเพียงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่แต่เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงเพียงแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสี่เสียใหม่ให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสี่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์คือ ค่าเช่าห้องพักคอนโดมิเนียมของพนักงานรักษาความปลอดภัยอีก 60,000 บาท และค่าใช้จ่ายรายเดือนอีก 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้นเมื่อรวมกับค่าเช่าห้องพักคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดใช้ 150,000 บาท แก่ผู้เสียหายแล้ว จึงเป็นเงิน 510,000 บาท แต่โจทก์ขอค่าเช่าห้องพักจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดใช้ 150,000 บาท แก่ผู้เสียหายแล้ว จึงเป็นเงิน 510,000 บาท คอนโดมิเนียมตามฟ้องในส่วนนี้มาเพียง 410,000 บาท การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าใช้จ่ายรายเดือนดังกล่าวให้ 300,000 บาท รวมแล้วเป็นเงิน 510,000 บาท นั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องคืนอาวุธปืนทั้ง 3 กระบอก เป็นเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้นำเงินที่จำเลยทั้งสี่ต้องชดใช้คืนในส่วนของอาวุธปืนจำนวน 130,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หักออกจากราคาทรัพย์ที่จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันคืนหรือชดใช้แก่ผู้เสียหายด้วยซึ่งเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 342 (2) และมาตรา 342 (2) ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (2) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 342 (2) ประกอบมาตรา 80, 86 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์รวม 8,165,387 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 ม. 342 (2)
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — รองศาสตราจารย์เพลินจิต ทมทิตชงค์
นางสาวเปมิกาหรือศิวพรหรือสิริรัษสิริหรืออุ๋ย
จำเลย — วีรชัชรักษิตหรือเหลืองเรณูกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวพนิดา รัตนนะวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ — นายพูนศักดิ์ จงกลนี
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ชาติชาย กริชชาญชัย
ไพจิตร สวัสดิสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 263/2559
#594398
เปิดฉบับเต็ม

การกำหนดสิทธิในการออกเสียงของเจ้าหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/30 บัญญัติว่า "คำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายใด ถ้าเจ้าหนี้อื่น ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนไม่โต้แย้ง ให้เจ้าหนี้รายนั้นมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เต็มจำนวนหนี้ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับชำระหนี้..." เมื่อปรากฏว่าในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ ทั้งลูกหนี้หรือผู้ทำแผนหรือเจ้าหนี้รายอื่นต่างมิได้โต้แย้งสิทธิในการลงคะแนนเสียงของเจ้าหนี้รายนี้แต่อย่างใด เจ้าหนี้รายนี้จึงมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เต็มจำนวนหนี้ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับชำระหนี้ ส่วนปัญหาว่าเจ้าหนี้รายนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นเงินจำนวนเท่าใดเป็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาสั่งในกระบวนการในการขอรับชำระหนี้ซึ่งกำหนดวิธีการขั้นตอนต่าง ๆ ไว้ในมาตรา 90/29 และมาตรา 90/32 เมื่อปรากฏว่าเจ้าหนี้รายนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้จำนวน 445,000,000 บาท เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคัดค้านคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายนี้ได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแล้วตามมาตรา 90/32 วรรคหนึ่ง หากเจ้าหนี้ประสงค์จะโต้แย้งคัดค้านต้องดำเนินการตามมาตรา 90/32 วรรคสาม จะยกปัญหาว่าเจ้าหนี้รายนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้น้อยกว่าจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งมาโต้แย้งคัดค้านในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนหาได้ไม่

การที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนไว้ว่า เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 แล้ว ให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามาใช้ดุลพินิจอันเป็นบทบาทในทางเศรษฐกิจเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้เสียงข้างน้อยและให้แผนฟื้นฟูกิจการก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตลอดจนประเทศชาติโดยรวม ศาลจึงมีอำนาจในการที่จะตรวจสอบเนื้อหาของแผนตลอดจนความสุจริตในการจัดทำแผนด้วย และที่มาตรา 90/42 บัญญัติว่า "ในแผนให้มีรายการต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย..." ไม่ได้หมายความเพียงว่าให้ศาลพิจารณาดูรูปแบบว่ามีรายการแต่ละรายการหรือไม่ แต่ย่อมรวมถึงการพิจารณาว่ามีรายละเอียดของรายการดังกล่าวพอสมควรและถูกต้องหรือไม่ด้วย และตามมาตรา 90/42 (2) ที่กำหนดว่าแผนจะต้องมีรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ในส่วนของสินทรัพย์นั้นย่อมรวมทั้งทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่ลูกหนี้มีอยู่ด้วย เมื่อในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ลูกหนี้ได้กล่าวถึงสิทธิเรียกร้องในการที่จะได้รับเงินค่าเสียหายในคดีของศาลแพ่ง หมายเลขดำที่ 2946/2550 ไว้จากบุคคลภายนอก จำนวนเงินที่ลูกหนี้จะได้รับในการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีของศาลแพ่งดังกล่าวจึงเป็นสาระสำคัญในการดำเนินการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ประการหนึ่ง แม้เป็นสิทธิเรียกร้องที่ยังมีเงื่อนไขและไม่แน่นอน แต่ก็ต้องนำมากำหนดไว้ในแผนเพื่อหากว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายชนะคดีได้รับการชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแล้วจะได้นำเงินค่าเสียหายมาจัดสรรเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตามแผนได้ ดังนี้ การที่ผู้ทำแผนมิได้นำสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินดังกล่าวมากำหนดไว้ในแผนและดำเนินการจัดสรรเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย จึงถือว่าแผนมีรายการไม่ครบถ้วน

แม้ในการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 ทวิ (3) จะบัญญัติว่า เจ้าหนี้ไม่มีประกัน อาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการ และการดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันซึ่งอยู่ต่างกลุ่มนั้น สามารถที่จะชำระหนี้แตกต่างกันได้โดยจะต้องมีเหตุจำเป็นอันสมควรเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการ เมื่อตามแผนกำหนดชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ไม่มีประกันโดยเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ซึ่งมีเจ้าหนี้รายที่ 14 เพียงรายเดียวและเจ้าหนี้ดังกล่าวเคยเป็นกรรมการของลูกหนี้ โดยจะชำระหนี้ค่าจ้างในการบริหารกิจการเพื่อดำเนินการติดตามสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในอัตราร้อยละ 80 ของต้นเงินตามคำขอรับชำระหนี้ ขณะที่เจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่นได้รับชำระหนี้เพียงร้อยละ 4.8 เท่านั้น จึงเป็นกรณีแตกต่างกันเป็นอันมาก ทั้งมีพฤติการณ์ที่ส่อแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารของลูกหนี้แสวงหาประโยชน์ที่จะได้รับจากการฟื้นฟูกิจการในขณะที่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้อื่น การดำเนินการของลูกหนี้ตามแผนย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายเป็นอันมาก นอกจากนี้ในชั้นร้องขอฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยระบุว่า ลูกหนี้มีสินทรัพย์รวม 4,879,222,575 บาท โดยมีหนี้สินรวม 5,831,673,100 บาท แต่เมื่อลูกหนี้ดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนลูกหนี้กลับแสดงว่าสินทรัพย์มีอยู่เพียง 2,352,382,015 บาท และมีหนี้สิน 6,137,606,819 บาท เช่นนี้ ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับสินทรัพย์และหนี้สินจึงแตกต่างกันในสาระสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งที่จัดทำงบการเงินห่างกันเพียง 9 เดือนเศษ ทั้งปรากฏตามแผนฟื้นฟูกิจการว่าลูกหนี้จะทำการลดทุนโดยไม่เรียกร้องเงินค่าหุ้นส่วนที่ผู้ถือหุ้นเดิมยังค้างชำระอยู่จำนวน 170,000,000 บาท อันเป็นรายได้จำนวนมาก โดยลูกหนี้อ้างว่าเพื่อลดภาระการขาดทุนสะสมมิให้นักลงทุนต้องร่วมกับผู้ถือหุ้นเดิมในการรับภาระการขาดทุนสะสม แต่การที่ลูกหนี้ใช้วิธีลดทุนของกิจการในส่วนที่ผู้ถือหุ้นเดิมยังมิได้ชำระค่าหุ้นไปก่อนการลดมูลค่าหุ้นทั้งหมดนั้น หาได้ทำให้ผลการขาดทุนสะสมลดลงตามหลักการที่ลูกหนี้กล่าวอ้างแต่อย่างใด เมื่อลูกหนี้มิได้บันทึกค่าหุ้นส่วนที่ผู้ถือหุ้นเดิมค้างชำระไว้ในส่วนทุนตั้งแต่ต้น การไม่เรียกเก็บเงินค่าหุ้นค้างชำระจึงไม่ทำให้รายการทางบัญชีใดเปลี่ยนแปลงไป และการที่ลูกหนี้ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้ถือหุ้นเดิมชำระค่าหุ้นส่วนที่ยังค้างชำระตามกฎหมาย กลับทำให้สินทรัพย์ของลูกหนี้ลดน้อยลงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายซึ่งไม่ได้รับการบรรเทาเยียวยาความเสียหายจากการได้รับชำระหนี้ในเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระเป็นจำนวนมากดังกล่าว ดังนั้น พฤติการณ์ในการทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นอกจากแผนจะมีรายการไม่ครบถ้วนแล้ว แผนยังมีลักษณะเป็นการให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้สินเป็นจำนวนมากโดยซ่อนเงื่อนที่เอื้อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ที่มีความใกล้ชิดกับลูกหนี้และส่อไปในทางที่มีพฤติการณ์ไม่สุจริต แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้ลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ในการประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาว่าจะยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือไม่หรือจะแก้ไขแผนอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 (2) 90/48 โดยเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ตามมาตรา 90/46 ทวิ ได้ลงมติพิเศษยอมรับแผนและแผนที่มีการแก้ไขและที่ประชุมเจ้าหนี้ทุกกลุ่มมีจำนวนหนี้ที่ยอมรับแผนทั้งสิ้น คิดเป็นร้อยละ 51.09 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56

เจ้าหนี้รายที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย

เจ้าหนี้รายที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมเจ้าหนี้ที่มีมติพิเศษยอมรับแผนและแผนที่มีการแก้ไขและห้ามมิให้นายวิรัชเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ออกเสียงลงมติในการพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการ กับมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และแผนที่มีการแก้ไขด้วย

เจ้าหนี้รายที่ 13 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้รายที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 1 ประการแรกว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งกำหนดจำนวนหนี้ให้เจ้าหนี้รายที่ 14 มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนจำนวน 445,000,000 บาท และมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในจำนวนดังกล่าวนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการกำหนดสิทธิในการออกเสียงของเจ้าหนี้นั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/30 บัญญัติว่า "คำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายใด ถ้าเจ้าหนี้อื่น ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนไม่โต้แย้ง ให้เจ้าหนี้รายนั้นมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เต็มจำนวนหนี้ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับชำระหนี้..." เช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 14 ทั้งลูกหนี้และผู้ทำแผนหรือเจ้าหนี้รายอื่นต่างมิได้โต้แย้งสิทธิในการลงคะแนนเสียงของเจ้าหนี้รายที่ 14 แต่อย่างใด เจ้าหนี้รายที่ 14 จึงมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เต็มจำนวนหนี้ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับชำระหนี้ ส่วนการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 14 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นเงิน 445,000,000 บาท เจ้าหนี้รายที่ 1 อุทธรณ์ว่า เนื่องจากในหนังสือรับสภาพหนี้มีบุคคลซึ่งเป็นเจ้าหนี้รวม 14 ราย เพราะฉะนั้นเจ้าหนี้รายที่ 14 จึงมีสิทธิเพียง 1 ใน 14 ส่วน คงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เป็นเงินเพียง 31,785,714.29 บาท นั้น เห็นว่า ในการขอฟื้นฟูกิจการกฎหมายได้กำหนดลำดับขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาในแต่ละช่วงไว้อย่างชัดเจน ปัญหาว่าเจ้าหนี้รายที่ 14 จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเท่าใดเป็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาสั่งในกระบวนการในการขอรับชำระหนี้ซึ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 กำหนดวิธีการขั้นตอนต่าง ๆ ไว้ในมาตรา 90/29 และมาตรา 90/32 เมื่อปรากฏว่าเจ้าหนี้รายที่ 14 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในจำนวน 445,000,000 บาท ปรากฏว่าเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคัดค้านคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวแต่อย่างใด

ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ได้มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวตามมาตรา 90/32 วรรคหนึ่ง หากว่าเจ้าหนี้รายที่ 1 จะโต้แย้งคัดค้านก็จะต้องดำเนินการตามมาตรา 90/32 วรรคสาม คือ คัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาล ภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามกระบวนพิจารณาในคำขอรับชำระหนี้ แต่ในชั้นนี้นั้นเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนซึ่งจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับเหตุต่าง ๆ ที่ศาลจะนำมาพิจารณาว่า จะให้ความเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ เจ้าหนี้รายที่ 1 จะยกปัญหาว่าเจ้าหนี้รายที่ 14 มีสิทธิได้รับชำระหนี้น้อยกว่าจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งมาโต้แย้งคัดค้านในชั้นนี้หาได้ไม่ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 1 ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า แผนมีรายการครบถ้วนหรือไม่ เห็นว่า การที่กฎหมายได้กำหนดขั้นตอนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนไว้ว่า เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 แล้ว ให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามาใช้ดุลพินิจอันเป็นบทบาทในทางเศรษฐกิจเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้เสียงข้างน้อยและให้แผนฟื้นฟูกิจการก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตลอดจนประเทศชาติโดยรวม ศาลจึงมีอำนาจในการที่จะตรวจสอบเนื้อหาของแผนตลอดจนความสุจริตในการจัดทำแผนด้วย และที่พระราชบัญญัติล้มะลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 บัญญัติว่า "ในแผนให้มีรายการต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย..." ไม่ได้หมายความเพียงว่าให้ศาลพิจารณาดูรูปแบบว่ามีรายการแต่ละรายการหรือไม่ แต่ย่อมรวมถึงการพิจารณาว่ามีรายละเอียดของรายการดังกล่าวพอสมควรและถูกต้องหรือไม่ด้วย และตามมาตรา 90/42 (2) ที่กำหนดว่าแผนจะต้องมีรายละเอียดแห่งสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันต่าง ๆ ของลูกหนี้ ในขณะที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการในส่วนของสินทรัพย์นั้นย่อมรวมทั้งทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้อง

ต่าง ๆ ที่ลูกหนี้มีอยู่ด้วย นอกจากนี้ในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ก็ได้กล่าวถึงสิทธิเรียกร้องในการที่จะได้รับเงินค่าเสียหายในคดีของศาลแพ่ง หมายเลขดำที่ 2946/2550 ไว้ว่า จากผลวิกฤติเศรษฐกิจทางการเงินในปี 2540 ทำให้ปี 2548 ลูกหนี้ได้หาผู้ร่วมลงทุนเพื่อดำเนินการต่อไปตามข้อตกลงกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้แล้วเสร็จจึงได้ทำสัญญาข้อตกลงกับบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ให้บริษัทบ้านปู อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เข้าทำสัญญากับลูกหนี้แทน แต่ระหว่างการร่วมทุนดังกล่าวกลุ่มบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้กระทำละเมิดต่อบริษัทลูกหนี้โดยร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวบอกเลิกสัญญาสัมปทาน จากนั้นรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวก็ดำเนินการให้บริษัทบ้านปู เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ไปซึ่งสัมปทานเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์และสัมปทานโรงไฟฟ้าเมืองหงสาซึ่งเป็นของลูกหนี้อยู่ก่อน จำนวนเงินที่ลูกหนี้จะได้รับในการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีของศาลแพ่ง หมายเลขดำที่ 2946/2550 นั้น จึงเป็นสาระสำคัญในการดำเนินการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ประการหนึ่ง ซึ่งแม้เป็นสิทธิเรียกร้องที่ยังมีเงื่อนไขและไม่แน่นอน แต่ก็ต้องนำมากำหนดไว้ในแผนเพื่อหากว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายชนะคดีได้รับการชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแล้วจะได้นำเงินค่าเสียหายมาจัดสรรเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตามแผนได้ เนื่องจากตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ ตามมาตรา 90/27 การที่ผู้ทำแผนมิได้นำสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินดังกล่าวมากำหนดไว้ในแผนและดำเนินการจัดสรรเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายจึงถือว่าแผนมีรายการไม่ครบถ้วน ที่ศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัย ส่วนนี้ว่า การที่ลูกหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) กับพวกเป็นคดีของศาลแพ่ง หมายเลขดำที่ 2946/2550 ในมูลหนี้ละเมิด ผิดสัญญา กรณีดังกล่าวศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาว่าลูกหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนอย่างไรหรือไม่ ลูกหนี้จึงไม่จำต้องระบุไว้ในแผนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนที่ผู้ทำแผนยื่นคำแถลงข้อเท็จจริงฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 ภายหลังจากที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2946/2550 ให้บริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) และบริษัทบ้านปู เพาเวอร์ จำกัด ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 4,000,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าขาดประโยชน์แก่ลูกหนี้ว่า หากผลคำพิพากษาอันถึงที่สุดไม่เปลี่ยนแปลงไปจากคำพิพากษาศาลแพ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลายจะได้รับชำระหนี้เพิ่มขึ้นตามที่ผู้ทำแผนได้แถลงไว้ต่อศาลตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2555 นั้น ก็หาเป็นผลทำให้แผนมีรายการครบถ้วนตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 1 ประเด็นนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า แผนฟื้นฟูกิจการมีลักษณะเอื้อประโยชน์แก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้บางรายอันเป็นการจัดทำแผนโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าในการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ทวิ (3) จะบัญญัติว่า เจ้าหนี้ไม่มีประกัน อาจจัดได้เป็นหลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันหรือทำนองเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการและการดำเนินการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันซึ่งอยู่ต่างกลุ่มนั้น สามารถที่จะชำระหนี้แตกต่างกันได้โดยจะต้องมีเหตุจำเป็นอันสมควรเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการ เมื่อคดีนี้แผนกำหนดชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ไม่มีประกันโดยเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ซึ่งมีเจ้าหนี้รายที่ 14 เพียงรายเดียวและเจ้าหนี้ดังกล่าวก็เคยเป็นกรรมการของบริษัทลูกหนี้ โดยชำระหนี้ค่าจ้างในการบริหารกิจการเพื่อดำเนินการติดตามสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในอัตราร้อยละ 80 ของเงินต้นตามคำขอรับชำระหนี้ ซึ่งตามหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ท้ายคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 14 กำหนดว่าลูกหนี้จะชำระหนี้สินจ้าง 445,000,000 บาท ให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 14 ภายในวันที่ 5 กุมพาพันธ์ 2553 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่จะมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการคดีนี้ในวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ทั้งที่ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าจะสามารถบังคับคดีเพื่อให้ได้ทรัพย์สินมาชำระหนี้เมื่อใด ส่วนการที่จะดำเนินการบังคับคดีเพื่อให้ได้ทรัพย์สินมาชำระหนี้ก็ปรากฏว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดให้มีการจ่ายเงินอันเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้นต่างหาก ขณะที่เจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่นได้รับชำระหนี้เพียงร้อยละ 4.8 เท่านั้น จึงเป็นกรณีแตกต่างกันเป็นอันมาก ทั้งมีพฤติการณ์ที่ส่อแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารของลูกหนี้แสวงหาประโยชน์ที่จะได้รับจากการฟื้นฟูกิจการในขณะที่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้อื่น การดำเนินกิจการของลูกหนี้ตามแผนย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายเป็นอันมาก นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานและเอกสารในสำนวนคดีนี้โดยตลอดแล้ว เห็นว่า ในชั้นร้องขอฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ซึ่งร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยระบุว่า ลูกหนี้มีทรัพย์สินรวม 4,879,222,575 บาท โดยมีหนี้สินรวม 5,831,673,100 บาท แต่เมื่อลูกหนี้ดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเองก็ปรากฏว่าในแผนฟื้นฟูกิจการลูกหนี้กลับแสดงสินทรัพย์ว่ามีอยู่เพียง 2,352,382,015 บาท และมีหนี้สิน 6,137,606,819 บาท เช่นนี้ ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับสินทรัพย์และหนี้สินจึงแตกต่างกันในสาระสำคัญเป็นอย่างมากทั้งที่จัดทำงบการเงินห่างกันเพียง 9 เดือนเศษ ส่วนที่ผู้ทำแผนอ้างว่าผู้ทำแผนได้ตัดเงินสิทธิเรียกร้องที่ให้กู้ยืมระยะยาวและลูกหนี้การค้ากิจการที่เกี่ยวข้องกันไปแล้วและสงสัยว่าจะสูญออกนั้น ผู้ทำแผนก็มิได้แสดงให้เห็นว่าเงินสิทธิเรียกร้องจำนวนที่หายไปถึงประมาณ 2,715,000,000 บาทนั้น จะไม่ได้รับชำระหนี้เลยอย่างแน่แท้เพราะเหตุใด ทั้งไม่ได้แสดงให้เห็นถึงเหตุผลที่จะแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่จะรับผิดในหนี้ดังกล่าวนั้นไม่มีทรัพย์สินชำระหนี้ตลอดระยะเวลาที่จะบังคับคดีได้ตามกฎหมาย ที่สำคัญยังปรากฏในแผนฟื้นฟูกิจการว่าลูกหนี้จะทำการลดทุนโดยไม่เรียกร้องเงินค่าหุ้นส่วนที่ผู้ถือหุ้นเดิมยังค้างชำระอยู่จำนวน 170,000,000 บาท อันเป็นรายได้จำนวนมากโดยลูกหนี้อ้างว่าเพื่อลดภาระการขาดทุนสะสมมิให้นักลงทุนต้องร่วมกับผู้ถือหุ้นเดิมในการรับภาระการขาดทุนสะสม แต่การที่ลูกหนี้ใช้วิธีลดทุนของกิจการในส่วนที่ผู้ถือหุ้นเดิมยังมิได้ชำระค่าหุ้นไปก่อนการลดมูลค่าหุ้นทั้งหมดนั้น หาได้ทำให้ผลการขาดทุนสะสมลดลงตามหลักการที่ลูกหนี้กล่าวอ้างมาแต่อย่างใด เพราะสินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน (ทุน = หุ้น + กำไร หรือขาดทุนสะสม) เมื่อลูกหนี้มิได้บันทึกค่าหุ้นส่วนที่ผู้ถือหุ้นเดิมค้างชำระไว้ในส่วนทุนตั้งแต่ต้น การไม่เรียกเก็บเงินค่าหุ้นค้างชำระจึงไม่ทำให้รายการทางบัญชีใดเปลี่ยนแปลงไป และการที่ลูกหนี้ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้ถือหุ้นเดิมชำระค่าหุ้นส่วนที่ยังค้างชำระตามกฎหมาย กลับทำให้สินทรัพย์ของลูกหนี้ลดน้อยลงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายซึ่งไม่ได้รับการบรรเทาเยียวยาความเสียหายจากการได้รับชำระหนี้ในเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระเป็นจำนวนมากดังกล่าว ดังนั้น ตามพฤติการณ์ในการทำแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นอกจากแผนจะมีรายการไม่ครบถ้วนแล้ว แผนยังมีลักษณะเป็นการให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้สินเป็นจำนวนมากโดยซ่อนเงื่อนที่เอื้อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ที่มีความใกล้ชิดกับลูกหนี้และส่อไปในทางที่มีพฤติการณ์ไม่สุจริต แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/29 ม. 90/30 ม. 90/32 ม. 90/42 ม. 90/42 ทวิ ม. 90/46 ม. 90/48 ม. 90/58
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทไทยลาวลิกไนท์ จำกัด
เจ้าหนี้รายที่ 1 — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 241 -ที่ 243/2559
#594729
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 บัญญัติให้คุรุสภาเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกระทรวงศึกษาธิการโดย มาตรา 7 บัญญัติให้มีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นรองประธานฯลฯ มาตรา 10 บัญญัติให้คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ของคุรุสภาตามมาตรา 6 เมื่อมาตรา 7 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาโดยตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่ากฎหมายประสงค์ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภามีส่วนในการกำกับควบคุมและสอดส่องดูแลคุรุสภารวมทั้งองค์การค้าของคุรุสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของคุรุสภาให้ปฏิบัติการเป็นไปตามกฎหมาย และในฐานะประธานคณะกรรมการย่อมเป็นผู้แทนกระทำการใด ๆ ต่อบุคคลภายนอกรวมทั้งการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ทุจริต เบียดบังทรัพย์สินขององค์การค้าของคุรุสภาได้ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติทั่วไปของนิติบุคคลจะพึงกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของนิติบุคคล กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาปฏิบัติหน้าที่ของคุรุสภาตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ครู พ.ศ.2488 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงมีฐานะเป็นผู้แทนอื่น ๆ ของคุรุสภา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 และ มาตรา 5 (3) จึงมีอำนาจร้องทุกข์รวมทั้งมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปร้องทุกข์แทนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสี่ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 5 และเรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352, 353 กับให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 37,341,681.25 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา คุรุสภา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยทั้งแปดคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่คุรุสภา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคณะกรรมการ องค์การค้าของคุรุสภาเป็นหน่วยงานของโจทก์ร่วมซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 5 (3) มีวัตถุประสงค์จัดหาผลประโยชน์แก่โจทก์ร่วมและอำนวยความสะดวกในการศึกษา มีผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการให้เป็นตามวัตถุประสงค์ขององค์การค้าของคุรุสภา รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดูแลจัดการทรัพย์สินของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับองค์การค้าของคุรุสภาในทางที่เป็นประโยชน์ภายใต้ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ขณะเกิดเหตุนายชุมพล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรัฐ เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาด มีอำนาจหน้าที่บริหารงานเกี่ยวกับการตลาดและการขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาให้เป็นไปตามนโยบายของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา จำเลยที่ 2 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายการตลาด มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับการตลาดและการขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งปฏิบัติงานตามที่หัวหน้าฝ่ายการตลาดมอบหมาย จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าส่วนขายส่วนภูมิภาค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานด้านการตลาดและการขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาในส่วนภูมิภาค จำเลยที่ 4 เป็นหัวหน้าส่วนขายส่วนกลาง มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานด้านการตลาดและการขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาในส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑล) จำเลยที่ 5 เป็นผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การค้าของคุรุสภา ดูแลจัดการทรัพย์สินของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับองค์การค้าของคุรุสภาในทางที่เป็นประโยชน์ต่อองค์การค้าของคุรุสภา จำเลยที่ 6 เป็นหัวหน้าหน่วยขายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเลยที่ 7 เป็นหัวหน้าหน่วยขายภาคใต้ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาในจังหวัดภาคใต้ จำเลยที่ 8 เป็นหัวหน้าหน่วยขายภาคเหนือ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาในจังหวัดภาคเหนือ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติได้ทำสัญญาซื้อขายหนังสือแบบเรียนห้ามขาย ปีงบประมาณ 2540 กับองค์การค้าของคุรุสภาเป็นเงิน 373,416,812.80 บาท โดยองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการจัดพิมพ์และจัดส่งหนังสือแบบเรียนห้ามขายไปยังสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอหรือกิ่งอำเภอ มีจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 8 มีหน้าที่ในการดำเนินการจัดส่งหนังสือแบบเรียนห้ามขายไปให้สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอและกิ่งอำเภอ กับเป็นผู้รวบรวมและทำเรื่องขออนุมัติเบิกค่าจัดส่งเป็นเงิน 37,341,681.25 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินร้อยละ 10 ตามสัญญาซื้อขาย ปี 2541 นายชุมพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้รับหนังสือร้องเรียนว่าผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาทุจริตเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าดำเนินการขาย การจ้างพิมพ์ จึงสั่งการให้นายสุรัฐ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาตรวจสอบ แล้วรายงานข้อเท็จจริงว่ามีมูลตามที่ร้องเรียน นายชุมพล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและประธานกรรมการอำนายการคุรุสภาได้มอบอำนาจให้นายวีระศักดิ์ ร้องทุกข์ต่ออธิบดีกรมตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งแปดในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเบียดบังยักยอกทรัพย์สินขององค์การค้าของคุรุสภา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า คดีนี้ผู้เสียหายคือ โจทก์ร่วมซึ่งมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้แทนนิติบุคคล นายชุมพล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา ไม่ใช่ผู้แทนโจทก์ร่วม ทั้งไม่ใช่ผู้แทนอื่นที่ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาให้ดำเนินการร้องทุกข์ ดังนั้น นายชุมพล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาจึงไม่มีอำนาจที่จะจัดทำหนังสือมอบอำนาจให้นายวีระศักดิ์ ไปร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมได้ แม้ต่อมาคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาจะมีมติเห็นชอบว่าให้หนังสือมอบอำนาจที่นายชุมพลมอบอำนาจ มีผลตามกฎหมาย ก็ไม่มีผลทำให้การมอบอำนาจนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือมีผลเป็นการให้สัตยาบัน เพราะหนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ในคดีอาญา ไม่ใช่เรื่องการมอบอำนาจให้ไปทำนิติกรรม ทั้งการร้องทุกข์ไม่ใช่การทำนิติกรรมสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาจะให้สัตยาบันได้ การร้องทุกข์ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้เสียหาย จะต้องกระทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับของนิติบุคคลนั้นๆ เมื่อการร้องทุกข์ในคดีนี้ไม่ได้มีการมอบอำนาจให้แจ้งความร้องทุกข์โดยชอบจากคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ร่วม จึงไม่เป็นการแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมาย ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลในกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้คุรุสภามีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นแก่กระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการจัดการศึกษาโดยทั่วไปหลักสูตร แบบเรียน อุปกรณ์ประกอบการเรียน การสอน การฝึกอบรม การวัดผลและประเมินผลการศึกษา การนิเทศการศึกษาและเรื่องอื่นที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการจัดการศึกษา ควบคุมและสอดส่องจรรยา มารยาทและวินัยครู พิจารณาโทษครูผู้ประพฤติผิดและพิจารณาคำร้องทุกข์ของครู พิทักษ์สิทธิของครูภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดส่งเสริมให้ครูได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ตามสมควร รวมทั้งพัฒนาความรู้ ความสามารถ คุณภาพ และประสิทธิภาพของครู เมื่อโจทก์ร่วมมีฐานะเป็นนิติบุคคล ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล และนิติบุคคลนั้นอาจมีผู้แทนหนึ่งคนหรือหลายคนทั้งนี้ตามที่กฎหมาย ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งจะได้กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 พระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 7 บัญญัติให้มีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นรองประธาน อธิบดีทุกกรมและหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการเป็นกรรมการโดยตำแหน่งและครูซึ่งได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกคุรุสภาเป็นกรรมการและให้เลขาธิการคุรุสภาเป็นกรรมการและเลขานุการ และมาตรา 10 บัญญัติให้คณะกรรมการอำนวยการเป็นผู้ใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ของคุรุสภาตามมาตรา 6 และจะแต่งตั้งอนุกรรมการหรือมอบหมายให้กรรมการอำนวยการคนหนึ่งคนใดไปทำการใดๆ แทนก็ได้ องค์การค้าของคุรุสภาเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ร่วม ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2493 ตามมติของคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา โดยมีผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายใต้ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการองค์การค้าของคุรุสภา แต่คณะกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาหาใช่ผู้แทนขององค์การค้าของคุรุสภาไม่ เพราะองค์การค้าของคุรุสภาไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย หากแต่เป็นหน่วยงานหรือองค์การจัดหารายได้ของโจทก์ร่วม เมื่อบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาโดยตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่ากฎหมายประสงค์ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภามีส่วนในการกำกับควบคุมและสอดส่องดูแลโจทก์ร่วมรวมทั้งองค์การค้าของคุรุสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ร่วมให้ปฏิบัติการเป็นไปตามกฎหมายและในฐานะประธานคณะกรรมการย่อมเป็นผู้แทนกระทำการใดๆ ต่อบุคคลภายนอก ทั้งการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ทุจริตเบียดบังทรัพย์สินขององค์การค้าของคุรุสภาโดยกล่าวหาจำเลยที่ 5 ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภากับพวกอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติทั่วไปของผู้แทนนิติบุคคลจะพึงกระทำในทางปกป้องรักษาผลประโยชน์ของนิติบุคคลที่ต้องกระทำเป็นการเร่งด่วนภายในอายุความร้องทุกข์ตามกฎหมาย กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ของคุรุสภาตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา ดังนั้น ในการร้องทุกข์ นายชุมพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาโดยตำแหน่ง จึงมีฐานะเป็นผู้แทนอื่นๆ ของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 (3) จึงมีอำนาจร้องทุกข์รวมทั้งมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปร้องทุกข์แทน เมื่อนายชุมพล ในฐานะดังกล่าวมอบอำนาจให้นายวีระศักดิ์ ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งแปดแทนโจทก์ร่วมตามหนังสือมอบอำนาจ จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 3 ม. 5 (3)
พ.ร.บ.ครู พ.ศ.2488 ม. 4 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — คุรุสภา
จำเลย — นางสาวนาถฤดี กาญจนโรจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายภูมิวุฒิ พุทธสุอัตตา
ศาลอุทธรณ์ — นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 207/2559
#596815
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 (ประกาศฉบับปัจจุบัน) ที่ออกโดยอาศัย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 6 และมาตรา 10 ข้อ 2 กำหนดว่า ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ 3 กำหนดว่า ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2541 ซึ่งประกาศฉบับเดิมปี 2541 ที่ถูกยกเลิก ไม่ได้จำกัดวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไว้ ขณะที่ประกาศฉบับปัจจุบันนี้ ข้อ 10 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน โดยการค้ำประกันด้วยบุคคล วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ เช่นนี้ เป็นการจำกัดขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันในความเสียหายจากการทำงานให้แตกต่างไปจากหลักทั่วไปในเรื่องเสรีภาพในการทำสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับ ข้อ 12 กรณีที่มีการเรียกหรือรับหลักประกันเกินที่กำหนดไว้มาก่อนวันที่ประกาศฉบับปัจจุบันมีผลใช้บังคับนั้น ให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินมูลค่าของหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับปัจจุบันด้วย นายจ้างที่เรียกหรือรับหลักประกันที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ต้องรับผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 144 บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างไม่อาจตกลงนอกเหนือจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายและประกาศดังกล่าวกำหนด

เมื่อประกาศฉบับปัจจุบันลงราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ย่อมมีผลใช้บังคับนับแต่วันดังกล่าว โดยในส่วนความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะต้องพิจารณาว่าหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อนายจ้างเกิดมีขึ้นในวันใด หากหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดมีขึ้นก่อนวันที่ 4 กรกฎาคม 2551อันเป็นวันที่ประกาศฉบับปัจจุบันมีผลใช้บังคับ ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเต็มตามสัญญาค้ำประกัน ส่วนกรณีหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดขึ้นตั้งแต่หรือหลังจากวันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะถูกจำกัดไว้ไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยของลูกจ้างที่ได้รับ อย่างไรก็ตามหากข้อเท็จจริงไม่ชัดแจ้งว่าหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเป็นการแน่นอน กรณีนี้จำต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายพิเศษนี้ โดยให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับเท่านั้น

แม้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันความรับผิดในการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ไว้ก่อนวันที่ประกาศฉบับปัจจุบันมีผลใช้บังคับ แต่เมื่อไม่สามารถระบุได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพนักงานขายทำให้สินค้าแต่ละรายการสูญหายไปเกิดขึ้นในช่วงก่อนหรือขณะที่ประกาศฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ อันเป็นผลให้ไม่ทราบว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนั้น เกิดมีขึ้นในช่วงขณะประกาศฉบับใดมีผลบังคับใช้ การตีความใช้กฎหมายจำต้องกระทำไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดเต็มตามสัญญาค้ำประกัน โดยต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับ ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 อันเป็นประกาศฉบับปัจจุบันที่มีผลใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 467,971.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 460,870 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 200,268.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 7 มิถุนายน 2553) ต้องไม่เกิน 7,101.75 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดในต้นเงินรวมกันไม่เกิน 14,420 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดเต็มจำนวนตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า การเรียกหรือรับหลักประกันในการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างนั้น นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้างได้ หากลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างจะต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกันและวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 6 และมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ประกาศไว้ ณ วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2551 ข้อ 2 กำหนดว่า ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ข้อ 3 กำหนดว่า ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2541 ซึ่งประกาศฉบับเดิมปี 2541 ไม่ได้จำกัดวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไว้ ขณะที่ประกาศฉบับปัจจุบันปี 2551 นี้ ข้อ 10 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน โดยการค้ำประกันด้วยบุคคล วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ เป็นการจำกัดขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันในความเสียหายจากการทำงานให้แตกต่างไปจากหลักทั่วไปในเรื่องเสรีภาพในการทำสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และข้อ 12 กำหนดให้นายจ้างที่เรียกหรือรับหลักประกันเกินจากที่กำหนดไว้ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ดำเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินจำนวนมูลค่าของหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ด้วย นายจ้างที่เรียกหรือรับหลักประกันฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดต้องรับผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 144 บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างไม่อาจตกลงนอกเหนือจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายและประกาศดังกล่าวกำหนด ดังนั้น เพื่อบังคับใช้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 ให้สอดคล้องตรงตามเจตนารมณ์ที่มาแห่งบทบัญญัติกฎหมาย ประกอบกับประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อประกาศฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ย่อมมีผลใช้บังคับนับแต่วันดังกล่าว โดยในส่วนความรับผิดของผู้ค้ำประกันนั้นจะต้องพิจารณาว่าความเสียหายอันก่อให้เกิดหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อนายจ้างเกิดมีขึ้นในวันใด หากหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดมีขึ้นก่อนวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 อันเป็นวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเต็มจำนวนตามสัญญาค้ำประกัน แต่หากหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดขึ้นตั้งแต่หรือหลังจากวันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะถูกจำกัดไว้ไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ อย่างไรก็ตามหากข้อเท็จจริงไม่ชัดแจ้งว่าหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเป็นการแน่นอน กรณีจำต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายพิเศษนี้ โดยให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันความรับผิดจากการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมไว้ต่อโจทก์ในวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ก่อนวันที่ประกาศฉบับปัจจุบันปี 2551 มีผลบังคับใช้ และระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งพนักงานขายสินค้า มีหน้าที่รับชำระค่าสินค้าและเก็บรักษาเงินค่าสินค้าเพื่อส่งมอบแก่โจทก์ อันเป็นงานที่มีลักษณะหรือสภาพที่โจทก์เรียกหรือรับหลักประกันความเสียหายในการทำงานได้ จำเลยที่ 1 เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2547 ถูกเลิกจ้างมีผลในวันที่ 5 ตุลาคม 2551 และหลังจากโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์เพิ่งตรวจสอบพบว่าสินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 สูญหายไป 29 รายการ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน แต่โจทก์ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่แล้วทำให้สินค้าแต่ละรายการสูญหายไปนั้นเกิดขึ้นในช่วงก่อนหรือขณะที่ประกาศฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ อันเป็นผลให้ไม่ทราบว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนั้นเกิดมีขึ้นในช่วงขณะประกาศฉบับใดมีผลบังคับใช้ การตีความใช้กฎหมายจำต้องเป็นไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกัน ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดเต็มจำนวนตามสัญญาค้ำประกัน โดยต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 6 ม. 10 ม. 144
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซ็นทรัลเทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — นายพิพัฒน์ คีรีลักษณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2559
#594394
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจรับประกันภัยวินาศภัยทุกประเภทและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วค 5927 กรุงเทพมหานคร เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย โดยขอให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนที่โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกินวงเงิน 100,000 บาท ของส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 1 ได้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 เท่ากับโต้แย้งแล้วว่ามีข้อจำกัดความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าไม่ได้เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ก็คงถือได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 รับแล้วว่าเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งความรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจะมีเพียงใดย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

กรมธรรม์ภาคสมัครใจที่จำเลยที่ 2 ส่งมาตามคำสั่งเรียกและโจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานระบุความรับผิดในเรื่องความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. 100,000 บาทต่อคน อันเป็นการกำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ไว้ในความเสียหายตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถด้วย ซึ่งกฎกระทรวงกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยตามชนิด ประเภท และขนาดของรถ พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 1 เมษายน 2546 ข้อ 3 กำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อคนดังต่อไปนี้ (1) ห้าหมื่นบาทต่อคน สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยนอกจากกรณีตาม (2) และ (2) หนึ่งแสนบาทต่อคน สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ...... (ช) ทุพพลภาพอย่างถาวร โจทก์เบิกความเพียงว่าสภาพร่างกายของโจทก์ไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเสริมสวยได้เหมือนเดิม โดยไม่ปรากฏหลักฐานให้เห็นว่าอาการบาดเจ็บที่โจทก์ได้รับนั้นรุนแรงหรือส่งผลถึงขนาดไม่สามารถประกอบอาชีพเสริมสวยที่ทำประจำอยู่ได้โดยสิ้นเชิงอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทุพพลภาพอย่างถาวร ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงมีเพียง 50,000 บาท เมื่อรวมกับความรับผิดในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย 100,000 บาท และความรับผิดในความเสียหายต่อทรัพย์สินซึ่งมีวงเงิน 1,000,000 บาทต่อครั้ง ตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจที่โจทก์ต้องเสียค่าซ่อมรถจักรยานยนต์โดยศาลชั้นต้นกำหนดให้ 2,385 บาทแล้ว รวมเป็นเงิน 152,385 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 รับผิดเต็มตามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันทำละเมิด แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนมีความผูกพันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดแต่เพียงวงเงินความเสียหายที่ต้องรับผิด ไม่ได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด เมื่อหนี้ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เมื่อใด จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 276,395.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 261,676 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 276,395.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 261,676 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 241,676 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วค 5927 กรุงเทพมหานคร ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 17 ธันวาคม 2546 สิ้นสุดวันที่ 17 ธันวาคม 2547 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของโจทก์ พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายและได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิด โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีนายธนกร พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของจำเลยที่ 2 เบิกความประกอบเอกสาร หากจำเลยที่ 1 มาเบิกความก็ต้องเบิกความตามเอกสารเช่นเดียวกันนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าโจทก์มีส่วนประมาทด้วย ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่ 2 ที่ต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง แม้จำเลยที่ 2 มีนายธนกรเบิกความว่าพยานเดินทางไปที่เกิดเหตุพบจำเลยที่ 1 เมื่อสอบถามได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ขับรถออกจากโรงเรียนกรพิทักษ์ศึกษาเพื่อจะเลี้ยวขวาไปยังถนนเอกชัย มีรถกระบะจอดรออยู่เพื่อให้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 เลี้ยวผ่านไป จากนั้นก็มีรถจักรยานยนต์ของโจทก์ขับแซงรถยนต์คันที่จอดรออยู่ จึงเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกัน พยานบันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ไว้ แต่นายธนกรกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานไม่ได้อยู่ในขณะเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 1 เล่าให้ฟังแต่เพียงฝ่ายเดียว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จะให้การต่อพนักงานสอบสวนหรือศาลอย่างไร ไม่ทราบ นายธนกรจึงไม่ใช่ผู้รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง เมื่อพิจารณาสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนหรือให้การต่อศาลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด บันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงข้อมูลที่บันทึกจากคำบอกเล่าของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่นำจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความและให้โจทก์ได้ถามค้านเพื่อให้ความจริงปรากฏตามข้อกล่าวอ้าง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์มีส่วนประมาท ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีส่วนประมาทด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อต่อไปของจำเลยที่ 2 ว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้แก่โจทก์เหมาะสมหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าผ่าตัดและถอดโลหะที่ดามกระดูก ค่าจ้างพี่เลี้ยงดูแลบุตร ค่าพาหนะเดินทางไปกลับ ค่าทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บป่วย และค่าเสียความสามารถประกอบการงานสูงเกินไปนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายมโนชญ์ แพทย์ผู้ทำใบรับรองแพทย์ เบิกความยืนยันว่า โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดและถอดโลหะที่ดามกระดูกออกประมาณ 30,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอื่น เมื่อพิจารณาถึงสภาพกระดูกของโจทก์ที่หักบริเวณส่วนล่างถึงสองระดับ และกระดูกตาตุ่มด้านในขาซ้ายหักประกอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้โดยลดลงเหลือเพียง 30,000 บาท นับว่าเหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ลดน้อยลงอีก ส่วนค่าจ้างพี่เลี้ยงดูแลบุตรของโจทก์นั้น ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้วันละ 300 บาท เป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 45,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับค่าจ้างทั่วไปตามประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ จำเลยที่ 2 อ้างแต่เพียงลอย ๆ ว่าเป็นอัตราที่สูงเกินโดยไม่นำสืบให้เห็นว่าอัตราที่จ้างกันโดยทั่วไปเป็นจำนวนเท่าใด ทั้งค่าพาหนะเดินทางไปโรงพยาบาลครั้งละ 300 บาท รวม 20 ครั้ง เป็นเงิน 6,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้วเช่นกัน ส่วนค่าทนทุกข์ทรมานและค่าขาดประโยชน์จากการประกอบอาชีพ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ 80,000 บาท นั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์เรียนเสริมสวยจากโรงเรียนนักออกแบบทรงผมประเทศไทย ประกอบอาชีพช่างเสริมสวย มีรายได้เดือนละประมาณ 4,000 บาท โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสหลังจากเกิดอุบัติเหตุไม่สามารถไปประกอบอาชีพเสริมสวยได้เหมือนเดิม ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกิน 100,000 บาท ของส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 1 ได้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจรับประกันภัยวินาศภัยทุกประเภท และเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วค 5927 กรุงเทพมหานคร เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย โดยขอให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนที่โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกินวงเงิน 100,000 บาท ของส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 1 ได้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 เท่ากับโต้แย้งแล้วว่ามีข้อจำกัดความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าไม่ได้เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน วค 5927 กรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ก็คงถือได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 รับแล้วว่าเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งความรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจะมีเพียงใดย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งแล้ว ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำสืบว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนตามตารางกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งเรียกแล้วก็ส่งเพียงกรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจตามคำสั่งศาล ซึ่งโจทก์ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวโดยอ้างเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นสืบพยานแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อดังกล่าวของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น คดีนี้มีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน

จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดเต็มจำนวนตามที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์มีความรับผิดต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจที่จำเลยที่ 2 ส่งมาตามคำสั่งเรียกของศาลและโจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน มีข้อความระบุความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในเรื่องความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติ 100,000 บาท ต่อคน อันเป็นการกำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ไว้ในความเสียหายตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถด้วย ซึ่งตามกฎกระทรวงกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยตามชนิด ประเภท และขนาดของรถ พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 1 เมษายน 2546 ข้อ 3 กำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อคนดังต่อไปนี้ (1) ห้าหมื่นบาทต่อคน สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยนอกจากกรณีตาม (2) และ (2) หนึ่งแสนบาทต่อคน สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ......(ช) ทุพพลภาพอย่างถาวร โจทก์เบิกความเพียงว่าสภาพร่างกายของโจทก์ไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพเสริมสวยได้เหมือนเดิม โดยไม่ปรากฏหลักฐานให้เห็นว่าอาการบาดเจ็บที่โจทก์ได้รับนั้นรุนแรงหรือส่งผลถึงขนาดไม่สามารถประกอบอาชีพเสริมสวยที่ทำประจำอยู่ได้โดยสิ้นเชิงอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทุพพลภาพอย่างถาวร ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงมีเพียง 50,000 บาท เมื่อรวมกับความรับผิดในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย 100,000 บาท และความรับผิดในความเสียหายต่อทรัพย์สินซึ่งมีวงเงิน 1,000,000 บาท ต่อครั้ง ตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจ ที่โจทก์ต้องเสียค่าซ่อมรถจักรยานยนต์โดยศาลชั้นต้นกำหนดให้ 2,385 บาทแล้ว รวมเป็นเงิน 152,385 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 รับผิดเต็มตามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน นอกจากนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันทำละเมิด แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนมีความผูกพันต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดแต่เพียงวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดโดยไม่ได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด เมื่อหนี้ตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เมื่อใด จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 152,385 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 204 ม. 206 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพนมมาศ ไพบูลย์ธนจิตต์
จำเลย — นางชัญญาธร ภานุรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายมนัส อานามวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
เกษม เกษมปัญญา
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 126/2559
#594684
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 3 ที่แก้ไขแล้ว บัญญัติว่า "การบริหารสินทรัพย์หมายความว่า (1) การรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน หรือสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ เลิก หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้น เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้วและคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" และกระทรวงการคลังได้มีประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงิน ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 กำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ดังนั้น การที่ผู้ร้องรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกัน จึงเป็นการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิรับซื้อหรือรับโอนหนี้สินด้อยคุณภาพจากผู้ขอสวมสิทธิเดิม โดยอาศัย พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้โดยชอบ หาตกอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ สัญญาซื้อขายระหว่างผู้ร้องกับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุด ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541มาตรา 3 ที่แก้ไขแล้ว บัญญัติว่า "การบริหารสินทรัพย์" หมายความว่า (1) การรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน หรือสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ เลิก หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการธนาคารพาณิชย์ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้น เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" และกระทรวงการคลังได้มีประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง การกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงิน ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 กำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ดังนั้น การที่ผู้ร้องรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกันจึงเป็นการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิรับซื้อหรือรับโอนหนี้สินด้อยคุณภาพจากผู้ขอสวมสิทธิเดิม โดยอาศัยพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้โดยชอบ หาตกอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ไม่ สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ระหว่างผู้ร้องกับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด จึงไม่ตกเป็นโมฆะ และแม้ในคดีนี้การร้องขอสวมสิทธิของบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาแต่ตราบใดที่ศาลฎีกายังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียผลของคดีย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องซื้อสินทรัพย์ต่อจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์และโอนสิทธิเรียกร้องตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 อันเป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติไว้ให้กระทำได้ จึงชอบแล้ว และเมื่อได้ความว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้ร้องได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กันไว้ การซื้อขายสินทรัพย์จึงมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ส่วนผู้ซื้อจะได้ชำระราคาให้แก่ผู้ขายครบถ้วนแล้วหรือไม่ หามีผลทำให้การซื้อขายสินทรัพย์ที่ทำเป็นหนังสือแล้วนั้นไม่มีผลผูกพันกันไม่ ทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมก็ได้ยื่นคำร้องไม่คัดค้านที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนเช่นนี้ แสดงว่าน่าจะได้มีการชำระราคาซื้อขายกันแล้ว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จึงชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัดผู้ขอสวมสิทธิเดิมกับผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยมาตรา 3 และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ทั้งเป็นการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลอื่นที่เป็นคดีความอันเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และผู้ร้องไม่นำสืบให้เห็นว่าได้ชำระราคาซื้อขายให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด จริง และครบถ้วนหรือไม่ สัญญาซื้อดังกล่าวจึงยังไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธิตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงยังไม่เกิดมีขึ้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิในคดีนี้ นั้นเห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 3 ม. 7
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัด
จำเลย — นายกมล มาณะเวชหรือมานะเวช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอัฐมา ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญชู ทัศนประพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 120/2559
#592008
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ระบุว่า จำเลยขายฝากเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 252 ด้วย ซึ่งต้องแปลความว่าไม่รวมบ้านไม่มีเลขที่บ้านด้วย เพราะฉะนั้นการขายฝากสมบูรณ์เฉพาะที่ดินเท่านั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์กับจำเลยตกลงขายฝากที่ดินพร้อมบ้าน 2 หลัง คือบ้านเลขที่ 252 กับบ้านที่ไม่มีเลขที่บ้านอีก 1 หลัง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจดทะเบียนขายฝากบ้าน 2 หลัง ดังกล่าวด้วยไม่ได้เพราะต้องประเมินราคาจึงจดทะเบียนขายฝากเฉพาะที่ดิน โจทก์กับจำเลยจึงได้ทำสัญญาซื้อขายบ้าน 2 หลัง เพิ่มเติมตามที่ตกลงกันตามหนังสือสัญญาซื้อขาย แต่สัญญาขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องซื้อขายมาใช้บังคับด้วย ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ เมื่อการขายฝากบ้านทั้งสองหลังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ นอกจากนี้สัญญาขายฝากที่ดิน และสัญญาซื้อขาย ยังทำวันเดียวกันแสดงให้เห็นเจตนาโดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาต้องการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 อีกด้วย ดังนั้นโจทก์ไม่อาจอ้างว่าบ้านทั้งสองหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยหลักส่วนควบได้ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านทั้งสองหลัง

คู่สัญญาไม่ได้ตกลงขายฝากบ้านเลขที่ 252 ด้วย บ้านหลังดังกล่าวยังเป็นของจำเลยโดยไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน และกรณีไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1310 เพราะกรณีนี้ไม่ใช่จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 252 ในที่ดินของโจทก์ แม้ภายหลังขายฝากจำเลยจะได้ต่อเติมบ้านหลังดังกล่าวก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จำเลยต้องรื้อบ้านหลังดังกล่าวออกจากที่ดินของโจทก์

ส่วนบ้านไม่มีเลขที่ ขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง การที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวในที่ดินที่ขายฝากต่อไปโดยโจทก์ไม่ได้ห้ามปราม จำเลยซึ่งเป็นผู้ปลูกสร้างย่อมเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ต่อไปจนแล้วเสร็จเพราะเชื่อตามสัญญาขายฝากว่าตนมีสิทธิไถ่ที่ดินคืนได้ภายในกำหนดในสัญญา การปลูกสร้างบ้านไม่มีเลขที่บ้านของจำเลยจึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต แต่เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้วจำเลยไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ที่ดินที่ขายฝากย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยเด็ดขาด กรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะใช้ปรับได้โดยตรง จึงต้องใช้บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง อันได้แก่ ป.พ.พ. มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้น แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยผู้สร้าง และการที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยปลูกสร้างบ้านต่อไปในที่ดินของโจทก์โดยมิได้ห้ามปรามถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในการสร้างโรงเรือนของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้น และต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 114,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 114,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจัดการขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านทั้งสองหลังดังกล่าวและส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านทั้งสองหลังให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การ ฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอฟ้องแย้งว่าจำเลยขายฝากเฉพาะที่ดินไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ แล้วจึงตกลงราคาบ้านที่ก่อสร้างภายหลัง หากโจทก์ประสงค์เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวหลังจากบ้านแล้วเสร็จ โจทก์ต้องชำระราคาที่ดินซึ่งสูงขึ้นแก่จำเลยเป็นเงิน 1,286,150 บาท แต่หากโจทก์ไม่ประสงค์เอาบ้านหลังดังกล่าวไว้ ขอให้บังคับให้โจทก์ขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยตามราคาประเมิน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15228 ตำบลทุ่งกวาว อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ แต่ให้โจทก์ชดใช้ค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,286,150 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 252หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งกวาว อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15228 ตำบลทุ่งกวาว อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ของโจทก์ ให้โจทก์ชดใช้ค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้แก่จำเลยเป็นเงิน 731,717 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องเดิมและฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ก่อนว่าบ้านทั้งสองหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน ที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ข้อ 8 ระบุว่า จำเลยขายฝากเฉพาะที่ดินไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 252 ด้วย ซึ่งต้องแปลความว่าไม่รวมบ้านไม่มีเลขที่บ้านด้วย เพราะฉะนั้นการขายฝากสมบูรณ์เฉพาะที่ดินเท่านั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์กับจำเลยตกลงขายฝากที่ดินพร้อมบ้าน 2 หลัง คือบ้านเลขที่ 252 กับบ้านที่ไม่มีเลขที่บ้านอีก 1 หลัง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจดทะเบียนขายฝากบ้าน 2 หลัง ดังกล่าวด้วยไม่ได้เพราะต้องประเมินราคา จึงจดทะเบียนขายฝากเฉพาะที่ดิน โจทก์กับจำเลยจึงได้ทำสัญญาซื้อขายบ้าน 2 หลัง เพิ่มเติมตามที่ตกลงกันตามหนังสือสัญญาซื้อขายก็ตาม แต่สัญญาขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องซื้อขายมาใช้บังคับด้วย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ เมื่อการขายฝากบ้านทั้งสองหลังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าบ้านทั้งสองหลังตกเป็นของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง นั้น เห็นว่า สัญญาขายฝากมีลักษณะแตกต่างจากสัญญาซื้อขายทั่วไป คือผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือมิฉะนั้นในกำหนดเวลาตามกฎหมายซึ่งข้อตกลงนี้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย การที่โจทก์กับจำเลยขายฝากบ้าน 2 หลัง โดยทำเป็นหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถึงเงื่อนไขในการไถ่คืนจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้สัญญาขายฝากที่ดิน และสัญญาซื้อขาย ยังทำวันเดียวกันแสดงให้เห็นเจตนาโดยชัดแจ้งว่าคู่สัญญาต้องการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อีกด้วย ดังนั้นโจทก์ไม่อาจอ้างว่าบ้านทั้งสองหลังตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยหลักส่วนควบได้ โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในบ้านทั้งสองหลัง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรื้อบ้านเลขที่ 252 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15228 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า บ้านเลขที่ 252 สร้างมาก่อนที่จะขายฝากที่ดินให้แก่โจทก์ ซึ่งขณะลงมือก่อสร้างที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของบุคคลอื่นโดยสุจริต โจทก์ต้องใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น เห็นว่า ตามสัญญาขายฝากที่ดิน ข้อ 8 ระบุว่า ที่ดินเป็นที่บ้านขายฝากเฉพาะที่ดิน ไม่เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 252 หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งกวาวแสดงว่าบ้านหลังดังกล่าวสร้างเสร็จแล้ว มิฉะนั้นคงไม่มีเลขที่บ้าน ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าตามสัญญาขายฝากที่ดิน คู่สัญญาไม่ได้ตกลงขายฝากบ้านเลขที่ 252 ด้วย บ้านหลังดังกล่าวยังเป็นของจำเลยโดยไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน และกรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 เพราะกรณีนี้ไม่ใช่จำเลยปลูกบ้านเลขที่ 252 ในที่ดินของโจทก์ แม้ภายหลังขายฝากจำเลยจะได้ต่อเติมบ้านหลังดังกล่าวก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จำเลยต้องรื้อบ้านหลังดังกล่าวออกจากที่ดินของโจทก์ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าที่ดินที่สูงขึ้นเพราะเหตุจำเลยปลูกบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านในที่ดินของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ขณะขายฝากบ้านที่ไม่มีเลขที่บ้านสร้างเสร็จแล้วโจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าที่ดินที่สูงขึ้น ในข้อนี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ก่อนทำสัญญาขายฝากโจทก์ไปดูที่ดินของจำเลยเห็นมีบ้านอยู่ 2 หลัง สร้างเสร็จแล้ว และมีนางนงลักษณ์ เบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า ขณะทำสัญญาขายฝากบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านกำลังก่อสร้าง และมีนายจัด ผู้รับเหมาสร้างบ้านดังกล่าวเบิกความสนับสนุน เห็นว่า นางนงลักษณ์พยานโจทก์เป็นนายหน้าซื้อขายรายนี้โดยได้รับค่านายหน้าจากโจทก์ จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย อาจเบิกความช่วยเหลือโจทก์ มีน้ำหนักน้อย ส่วนนายจัดพยานจำเลยไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด คำเบิกความของนายจัดจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานโจทก์ น่าเชื่อว่าขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินบ้านหลังไม่มีเลขที่บ้านยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง การที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวในที่ดินที่ขายฝากต่อไปโดยโจทก์ไม่ได้ห้ามปราม จำเลยซึ่งเป็นผู้ปลูกสร้างย่อมเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะปลูกสร้างได้ต่อไปจนแล้วเสร็จเพราะเชื่อตามสัญญาขายฝากว่าตนมีสิทธิไถ่ที่ดินคืนได้ภายในกำหนดในสัญญา การปลูกสร้างบ้านไม่มีเลขที่บ้านของจำเลยจึงเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต แต่เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้วจำเลยไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ที่ดินที่ขายฝากย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยเด็ดขาด กรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะใช้ปรับได้โดยตรง จึงต้องใช้บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง อันได้แก่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงเรือนนั้น แต่ต้องใช้ค่าแห่งที่ดินเพียงที่เพิ่มขึ้นเพราะสร้างโรงเรือนนั้นให้แก่จำเลยผู้สร้าง และการที่โจทก์ปล่อยให้จำเลยปลูกสร้างบ้านต่อไปในที่ดินของโจทก์โดยมิได้ห้ามปรามถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในการสร้างโรงเรือนของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจบอกปัดไม่ยอมรับโรงเรือนนั้น และต้องใช้ค่าแห่งที่ดินที่เพิ่มให้แก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 150 ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 1310 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดอนเมืองแพร่ หริ่มรักษาทรัพย์
จำเลย — นางป่าย เทพจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายปองศักดิ์ นันทเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 120/2559
#605094
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งหกฟ้องว่า ตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินบางส่วนของที่ดินซึ่งตั้งอยู่ในที่ราชพัสดุ แต่ถูกหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยทั้งสาม นำที่ดินไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุทับที่ดินของโจทก์ทั้งหก ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมทะเบียนที่ราชพัสดุเฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งหกครอบครองกับให้โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ เดิมเป็นที่ตั้งโรงเรียนประชาบาล การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งหกไม่มีหลักฐานแสดงการครอบครองทำประโยชน์และไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในที่พิพาท ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุทับที่ดินของโจทก์ทั้งหก อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งหกที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไปจึงเป็นคดีพิพาทอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒๐/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดอุดรธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๘ นางนิรันดร จันทรขันตี ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ ๑ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่ ๒ ธนารักษ์พื้นที่อุดรธานี ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดอุดรธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๐๗๖/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์ทั้งหกเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบางส่วนของที่ดินซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินราชพัสดุทะเบียนเลขที่ อด. ๑๕๕๑ ตำบลเมืองเพีย อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี โดยที่ดินของโจทก์ทั้งหกตั้งอยู่บริเวณรอบ ๆ อาคารตลาดสดเทศบาลตำบลกุดจับ และได้ครอบครองทำประโยชน์เป็นส่วนสัดด้วยการอยู่อาศัยในที่ดินมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ด้วยการแสดงตนเป็นเจ้าของ ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ นำที่ดินบริเวณตลาดสดทั้งหมดของอำเภอกุดจับขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ อด. ๑๕๕๑ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๒ งาน ๖๒ ตารางวา ทับที่ดินของโจทก์ทั้งหก ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ อด. ๑๕๕๑ เฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งหกครอบครองทำประโยชน์กับให้โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ อด. ๑๕๕๑ เดิมเป็นที่ตั้งโรงเรียนประชาบาลสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งหกไม่มีหลักฐานแสดงการครอบครองทำประโยชน์และไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท จึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในที่พิพาทได้ และไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งหกฟ้องว่า โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทซึ่งมีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินเป็นทะเบียนที่ราชพัสดุ อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลและปกครองของจำเลยที่ ๑ โดยโจทก์ทั้งหกได้ครอบครองที่พิพาทเป็นสัดส่วนมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ต่อมาเมื่อวันเดือนปีใดไม่ปรากฏชัดจำเลยทั้งสามนำที่ดินที่โจทก์ทั้งหกครอบครองรวมกับที่ดินส่วนอื่นในบริเวณเดียวกันเนื้อที่ ๕-๒-๖๒ ไร่ ไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ อด. ๑๕๕๑ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกและไม่ฟังคำคัดค้านของโจทก์ทั้งหก การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งสิทธิ ฟ้องของโจทก์ทั้งหกดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งหกมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย ทั้งสาม ซึ่งศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ทั้งหกมีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลยทั้งสามหรือไม่ หากผลแห่งคดีฟังได้ว่ามีสิทธิดีกว่า จึงจะมีผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุของจำเลยทั้งสาม อีกทั้งตามคำฟ้องมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามนำที่ดินที่โจทก์ทั้งหกมีสิทธิครอบครองไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ดังนั้น ผลตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหกจึงไม่ได้เป็นการฟ้องเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการกระทำของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามออกคำสั่งหรือกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไร ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยทั้งสามเท่านั้น ผลของคำพิพากษาย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสามเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า ทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ อด. ๑๕๕๑ จัดทำโดยจำเลยที่ ๓ ในฐานะหัวหน้าสำนักงานธนารักษ์พื้นที่อุดรธานี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดกรมธนารักษ์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๓ ใช้อำนาจหน้าที่ในการปกครองดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุ ตามข้อ ๔ (๒) ของกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ทั้งหก จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์ทั้งหกอ้างว่าการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมทะเบียนที่ราชพัสดุเฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งหกครอบครองทำประโยชน์ออกจากที่ราชพัสดุ และให้โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามฟ้อง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนประเด็นปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งหกมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ราชพัสดุนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีซึ่งมิได้มีผลทำให้คดีที่เป็นคดีปกครองเปลี่ยนเป็นคดีแพ่งแต่อย่างใด และศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีนี้ได้

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งหกเป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า โจทก์ทั้งหกเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบางส่วนของที่ดินซึ่งตั้งอยู่ในที่ราชพัสดุทะเบียนเลขที่ อด. ๑๕๕๑ ตำบลเมืองเพีย อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี และได้ครอบครองทำประโยชน์เป็นสัดส่วนด้วยการอยู่อาศัยในที่ดินมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ด้วยการแสดงตนเป็นเจ้าของ แต่ถูกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๓ นำที่ดินไปขึ้นทะเบียนเป็น ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ อด. ๑๕๕๑ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๒ งาน ๖๒ ตารางวา ทับที่ดินของโจทก์ทั้งหก ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ อด. ๑๕๕๑ เฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งหกครอบครองทำประโยชน์กับให้โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และห้ามไม่ให้จำเลย ทั้งสามพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ส่วนจำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ อด. ๑๕๕๑ เดิมเป็นที่ตั้งโรงเรียนประชาบาล การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งหกไม่มีหลักฐานแสดงการครอบครองทำประโยชน์และไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท จึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในที่พิพาทได้ และไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการขึ้นทะเบียน ที่ราชพัสดุทับที่ดินของโจทก์ทั้งหก อันเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งหกที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งหก การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งหกได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางนิรันดร จันทรขันตี ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน โจทก์ กระทรวงการคลัง ที่ ๑ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่ ๒ ธนารักษ์พื้นที่อุดรธานี ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิรันดร จันทรขันตี ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
จำเลย — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน จำเลย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 119/2559
#611083
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพี่อเกษตรกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๓ อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการประกาศให้เป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร ได้รับความเดือดร้อนเสียหายกรณีจำเลยที่ ๓ ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รวมทั้งบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลง กับให้จำเลยที่ ๓ มีคำสั่งเพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดังกล่าวที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำให้การคู่ความต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการประกาศให้เป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร ทั้งจำเลยที่ ๓ ก็ให้การว่า การที่ไม่ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั้น เป็นเพราะโจทก์มิได้เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง และการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าแต่เดิมที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองมาก่อนตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป โดยไม่จำต้องวินิจฉัยการกระทำของหน่วยงานทางปกครองว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกระบี่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
โจทก์ — นายเฉลียว ทองดี
จำเลย — นางริ้น เปียกบุตร ที่ 1 กับพวกรวม 3
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 118/2559
#603697
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า นำที่ดินของตนไปออก น.ส.ล. โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย ขอให้เพิกถอน น.ส.ล. และให้ที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินและได้ปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายในการออก น.ส.ล. แล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๘/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดบัวใหญ่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๙ นางทองใบ นิธิเศรษฐ์ไพบูลย์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอคง ที่ ๒ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๖ ตำบลขามสมบูรณ์ อำเภอคง ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาคง ที่ ๔ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขามสมบูรณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗/๒๕๕๙ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ อยู่ที่หมู่ที่ ๖ ตำบลขามสมบูรณ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา โดยครอบครองต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า ๔๐ ปี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้านำที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นม ๗๑๗๗ โดยอ้างว่า เป็นที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เนื้อที่ ๓ งาน ๕๐.๗ ตารางวา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มิได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิโต้แย้งคัดค้านแสดงสิทธิในที่ดินแต่กลับแจ้งเจ้าของโฉนดที่ดินข้างเคียงแปลงอื่นซึ่งไม่มีส่วนได้เสียใช้สิทธิคัดค้านแทน รวมถึงไม่แจ้งให้ทราบเรื่องการรังวัดทั้งที่ทราบว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาโดยตลอด ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่ทราบถึงการดำเนินการ ไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านและแสดงสิทธิในที่ดิน การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย ก่อนคดีนี้ผู้ฟ้องคดีเคยยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๘/๒๕๕๗ หมายเลขแดงที่ ๒๗๕/๒๕๕๗ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ชี้แจงในคดีว่า ในระหว่างการเสนอเรื่องการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับพิพาทให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนาม ผู้ฟ้องคดีไปพบผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และยื่นคำขอคัดค้าน ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ย่อมต้องทราบว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงเลขที่ นม ๗๑๗๗ ให้ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันใช้เป็นลานอเนกประสงค์ประจำหมู่บ้าน ผู้ฟ้องคดีไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และการดำเนินการในการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาทด้วยความรอบคอบสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ส่วนประเด็นข้อที่อ้างว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มิได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินเพื่อใช้สิทธิคัดค้านและแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าว ทั้งที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ทราบเรื่องร้องเรียนการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมาโดยตลอด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ทำการรังวัดก็ทราบดีว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทมาโดยตลอดเช่นกัน แต่ไม่ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีคัดค้านและแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ส่วนข้อพิสูจน์ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบทบัญญัติส่วนที่เกี่ยวข้องและพิจารณาจากประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกัน เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาคุ้มครองที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเรื่องทางกฎหมายมหาชนและกฎหมายปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดบัวใหญ่พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันนำที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิในที่ดินพิพาทแทน การพิสูจน์ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่าหรือที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่นั้นเป็นประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาให้ได้ข้อยุติก่อนแล้วจึงจะพิจารณาว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้านำที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นม ๗๑๗๗ โดยอ้างว่า เป็นที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน เนื้อที่ ๓ งาน ๕๐.๗ ตารางวา โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์มาตลอด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ให้ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบกฎหมายในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาทด้วยความรอบคอบและโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยอ้างว่าเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีก็เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางทองใบ นิธิเศรษฐ์ไพบูลย์ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอคง ที่ ๒ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๖ ตำบลขามสมบูรณ์ อำเภอคง ที่ ๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาคง ที่ ๔ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขามสมบูรณ์ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางทองใบ นิธิเศรษฐ์ไพบูลย์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 117/2559
#605824
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า เดิมโจทก์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.๓ ก. จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ ๒๒๘/๒๕๒๓ ให้เพิกถอน น.ส.๓ ก. โดยอ้างว่าเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการออกทับที่ดินของบุคคลอื่น ขอให้เพิกถอนคำสั่งและให้ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่สามารถออก น.ส.๓ ก. ได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๕๘ ทวิ (๑) โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท การดำเนินการเพิกถอนชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๖๑ แล้ว และมีผลให้ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนออก น.ส.๓ ก. ทั้งสามฉบับหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑๗ /๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดภูเก็ต

ระหว่าง

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดภูเก็ตโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ นายประวิตร แซ่ตัน หรือสินเสาวภาคย์ โจทก์ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต คดีหมายเลขดำที่ ๙๙/๒๕๕๗ ความว่า เดิมโจทก์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๓๖๓, ๑๓๖๔ และ ๑๓๖๕ หมู่ที่ ๑ ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่๑๘ เมษายน ๒๕๒๓ จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ ๒๒๘/๒๕๒๓ ให้เพิกถอน น.ส.๓ ก. ทั้งสามแปลง โดยอ้างว่าเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะผู้ขอออกไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์และที่ดินตาม น.ส.๓ ก. ทั้งสามแปลงไม่ใช่ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค.๑ เลขที่ ๑๔ ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต แต่เป็นการออกทับที่ดินของบุคคลอื่น จำเลยที่ ๒ จึงเพิกถอน น.ส.๓ ก. ทั้งสามแปลง ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะเจ้าของที่ดินทั้งสามแปลงครอบครองทำประโยชน์ มาก่อน ทั้งเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดิน ส.ค.๑ เลขที่ ๑๔ และไม่ได้ออกทับที่ดินของบุคคลใดการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ ๒๒๘/๒๕๒๓ และให้ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.๓ ก.ทั้งสามฉบับ คืนแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๑๔ แต่มีผู้นำ ส.ค.๑ เลขที่ ๑๔ ร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐนำมาเป็นหลักฐานในการออก น.ส.๓ ก. ที่พิพาท ที่ดินพิพาทจึงไม่สามารถออก น.ส.๓ ก. ได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๕๘ ทวิ (๑) โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท การดำเนินการเพิกถอนการออก น.ส.๓ ก. ทั้งสามฉบับชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ แล้ว และมีผลให้ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่ ๑ โดยเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดภูเก็ตพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทนั้นโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยทั้งสองที่มีคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ ๒๒๘/๒๕๒๓ ให้เพิกถอน น.ส.๓ ก. และรายการจดทะเบียนที่ดินทั้งสามแปลง ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการกล่าวอ้างว่าคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฏหมายเนื่องจากไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองและการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อนึ่งโจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยที่ ๑ นายอำเภอถลาง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตและเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอถลางต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๙/๒๕๕๓คดีหมายเลขแดงที่ ๒๖๗/๒๕๕๓ ในมูลคดีเดียวกันและขอให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ ๕๕๒/๒๕๒๒ และคำสั่งที่ ๒๒๘/๒๕๒๓ ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง แต่เป็นการฟ้องเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดจึงมีคำสั่ง ไม่รับฟ้องไว้พิจารณา ผู้ฟ้องคดี (โจทก์ในคดีนี้) ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดเป็นคำร้องที่ ๙๖/๒๕๕๗ คำสั่งที่ ๔๙๒/๒๕๕๔ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นคดีถึงที่สุดแล้ว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า เดิมโจทก์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๖๓, ๑๓๖๔ และ ๑๓๖๕ จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ ๒๒๘/๒๕๒๓ ให้เพิกถอน น.ส.๓ ก. ทั้งสามแปลง โดยอ้างว่าเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะผู้ขอออกไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสามแปลงก่อนออก น.ส.๓ ก. ทั้งสามฉบับ แต่เป็นการออกทับที่ดินของบุคคลอื่น ขอให้ เพิกถอนคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ ๒๒๘/๒๕๒๓ และให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงคืนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๑๔ แต่มีผู้นำ ส.ค.๑ เลขที่ ๑๔ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐนำมาเป็นหลักฐานในการออก น.ส.๓ ก. ที่พิพาท ที่ดินพิพาทจึงไม่สามารถออก น.ส.๓ ก. ได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๕๘ ทวิ (๑) โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท การดำเนินการเพิกถอนการออก น.ส.๓ ก. ทั้งสามฉบับชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๖๑ แล้ว และมีผลให้ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความ เสียก่อนว่า โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนออก น.ส.๓ ก. ทั้งสามฉบับหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายประวิตร แซ่ตัน หรือสินเสาวภาคย์ โจทก์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวิตร แซ่ตัน หรือสินเสาวภาคย์
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ