คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1193/2559
#596129
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะระบุภูมิลำเนาของจำเลยอยู่ที่จังหวัดนครปฐม แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายกันที่อำเภอหาดใหญ่ และโจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายซึ่งระบุว่ามีการทำสัญญาที่โรงแรมซากุระ แกรนด์วิว หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จึงถือว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) การที่โจทก์เสนอคำฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 386,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 348,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอันเป็นมูลฟ้อง ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลนี้ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสาม ประกอบมาตรา 2 (1) จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นต้องรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาเนื่องจากเป็นศาลที่มีเขตอำนาจหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามฟ้องโจทก์จะระบุภูมิลำเนาของจำเลยว่า อยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 1 ตำบลบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม แต่โจทก์บรรยายไว้ท้ายคำฟ้องว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนไก่ที่อำเภอหาดใหญ่ มูลคดีเกิดขึ้นที่อำเภอหาดใหญ่จึงขออนุญาตยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสงขลาซึ่งเป็นศาลชั้นต้น อีกทั้งยังได้แนบสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย ซึ่งระบุว่ามีการทำสัญญาที่โรงแรมซากุระ แกรนด์วิว หาดใหญ่ ในเบื้องต้นจึงต้องรับฟังตามฟ้องโจทก์ว่า โจทก์และจำเลยทำหนังสือสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนไก่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น สถานที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสงขลาซึ่งเป็นศาลชั้นต้น โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องของโจทก์ต่อศาลจังหวัดสงขลาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์นั้น เป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิรัตน์ ดิสโร
จำเลย — นางสาวหรือนางนงลักษณ์ ฤกษ์ดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสากล รัตนคามินี
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
วัฒนา วิทยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1180/2559
#596125
เปิดฉบับเต็ม

ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์ จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่จะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาท ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือไม่เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความในคดีรวมทั้ง ก. และ น. ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย แม้จะมี ก. และ น. เข้าร่วมตกลงด้วย

การที่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง ก. และ น. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอม สัญญาประนีประนอมยอมความจึงชอบด้วยกฎหมาย ผูกพันคู่สัญญาทุกฝ่ายในสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนคำพิพากษาตามยอมซึ่งพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความผูกพันเฉพาะคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความเว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 142 (1), 245 และ 274 และในข้อยกเว้นตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) เมื่อ ก. ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอบังคับคดีแก่ ก. โดยอาศัยสัญญาประนีประนอมและคำพิพากษาตามยอมคดีนี้ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ ก. เป็นคดีต่างหาก แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 11 ระบุว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงในสัญญายอมข้อใดข้อหนึ่งให้บังคับคดีไปตามสัญญายอมนี้ได้ทันที โดยให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมของศาลเป็นการแสดงเจตนา พร้อมให้ชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่คู่ความอีกฝ่ายด้วย ก็มีความหมายเพียงว่า ถ้าคู่สัญญาคนใดในสัญญาประนีประนอมยอมความผิดสัญญาข้อใดก็ให้บังคับคดีเอาแก่คู่สัญญานั้นตามสัญญาแต่ละข้อเท่านั้น เพราะในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวมิได้มีข้อตกลงให้โจทก์ทั้งสองกับ ก. ต้องรับผิดร่วมกันในการชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมิได้ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเอาแก่โจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมภพ กับนางวีณาหรือกัญญาพัชร์ นายสมภพเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวฐิติมา เจ้ามรดก โดยนายสมภพและเจ้ามรดกมีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม 9 คน นายสมภพถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามคำสั่งศาล จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาท ทั้งยังเบียดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกบางส่วนเป็นของตน เท่าที่โจทก์ทั้งสองทราบเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นมูลค่า 19,169,777.93 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งมรดกดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสอง 1 ใน 8 ส่วนจำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองมิได้กระทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดก แต่ได้ติดตามรวบรวมทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมาเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาท จำเลยทั้งสองอยู่ในระหว่างฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกจากโจทก์ทั้งสองและมารดาโจทก์ทั้งสองและต่อสู้คดีในคดีที่มารดาโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ทรัพย์สินไม่ใช่มรดกของเจ้ามรดก โจทก์ทั้งสองและมารดาโจทก์ทั้งสองไม่ยอมส่งมอบทรัพย์มรดกให้กองมรดก ทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจตรวจสอบทรัพย์มรดกได้ครบ ทั้งยังมีเหตุจำเป็นที่ต้องนำเงินหรือทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรวบรวมทรัพย์มรดก โจทก์ทั้งสองและมารดาโจทก์ทั้งสองปลอมแปลงพินัยกรรมของเจ้ามรดก ขณะนี้อยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีอาญา โจทก์ทั้งสองจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดก ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมีมูลค่าไม่ถึง 19,169,777.93 บาท ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ

ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2555 โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองและนางกัญญาพัชร์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ และนางสาวเนตรนัดดา (น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก) ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น ความว่า ข้อ 1. นายสุรพงศ์ และนางสาวเนตรนัดดา ตกลงโอนสิทธิการครอบครองในที่ดินสวนยางพาราพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงเลขที่ 29 และเลขที่ 30 ของสหกรณ์นิคมปะทิว จำกัด ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือบุคคลที่โจทก์ทั้งสองตกลงยินยอม โดยโจทก์ทั้งสองจะเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการโอนสิทธิทั้งสิ้น โดยนายสุรพงศ์ และนางเนตรนัดดา จะขนย้ายแบบพิมพ์แผ่นยาง เครื่องจักรรีดยาง อุปกรณ์ในการกรีดยาง สายไฟและเสาไฟฟ้าออกไปจากที่ดินดังกล่าวก่อนโอนสิทธิให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยนายสุรพงศ์ และนางสาวเนตรนัดดา จะสละสิทธิและโอนสิทธิให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 หากนายสุรพงศ์ และนางสาวเนตรนัดดาไม่ไปดำเนินการโอนสิทธิ และส่งมอบการครอบครองภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ยินยอมชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ข้อ 2. โจทก์ทั้งสองตกลงยินยอมสละมรดกที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับตามกฎหมายจากกองมรดกของนางสาวฐิติมา ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์มรดกที่ปรากฏอยู่แล้วในเวลานี้หรือเกิดขึ้นในภายหน้า และโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิหรือส่วนแบ่งใด ๆ ในทรัพย์มรดกของนางสาวฐิติมา หรือเรียกร้องสิทธิหรือส่วนแบ่งใดๆ จากทายาทของผู้ตายหรือจากจำเลยทั้งสองอีกแต่อย่างใดทั้งสิ้น และทายาทอื่นก็จะไม่เรียกร้องสิทธิจากโจทก์ทั้งสองและนางกัญญาพัชร์ เช่นกัน ข้อ 3. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 46/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร นางกัญญาพัชร์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ ตกลงว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนโฉนดเลขที่ 7235, 18271, 18272 เลขที่ดิน 30, 45, 46 ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เป็นทรัพย์มรดกของนางสาวฐิติมา โดยจำเลยทั้งสองจะชำระเงินสดจำนวน 500,000 บาท ให้แก่นางกัญญาพัชร์ ภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้และส่งมอบการครอบครองและต้นฉบับโฉนดภายในวันเดียวกัน ข้อ 4. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1272/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 973/2555 ของศาลจังหวัดมีนบุรีนางกัญญาพัชร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ ตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 23015, 23018, 23019 เลขที่ดิน 435, 438, 439 ตำบลสามวาตะวันออก อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการโอนตีใช้หนี้หรือชำระหนี้ให้แก่กองมรดกของนางสาวฐิติมา ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ภายใน 30 วัน นับจากวันนี้ ค่าธรรมเนียมในการโอนมาเป็นชื่อของกองมรดกของนายสมภพ นางกัญญาพัชร์ เป็นผู้ชำระเอง ส่วนค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการโอนจากนางกัญญาพัชร์ ไปยังทายาทของนางสาวฐิติมา ฝ่ายผู้รับโอนเป็นฝ่ายชำระเองทั้งสิ้น แต่หากนางกัญญาพัชร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ สามารถโอนให้แก่ทายาทของนางสาวฐิติมา ได้โดยตรง ให้ทั้งสองฝ่ายเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการโอนคนละกึ่งหนึ่ง ถ้านางกัญญาพัชร์ ไม่ไปดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าวยินยอมชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสองจำนวน 2,000,000 บาท อีกส่วนหนึ่งจำเลยทั้งสี่ตกลงถอนอุทธรณ์ โจทก์ไม่ค้าน และโจทก์ไม่ติดใจที่จะบังคับคดีอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนให้คืนแก่จำเลยที่ 1 (นางกัญญพัชร์) ผู้อุทธรณ์ทั้งหมด ข้อ 5. คดีหมายเลขดำที่ ย.782/2549 คดีหมายเลขแดงที่ ย.1188/2550 นางกัญญาพัชร์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพตกลงว่าจะนำเงินหรือหลักทรัพย์ไปวางประกันการชำระหนี้ของศาลแพ่งในต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ ถ้านางกัญญาพัชร์ไม่ไปดำเนินการภายในกำหนดยินยอมชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาทให้แก่จำเลยทั้งสอง ข้อ 6. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.203/2554 ของศาลจังหวัดชุมพรนายสุรพงศ์ โจทก์ตกลงถอนอุทธรณ์ จำเลยไม่ค้าน และจำเลยไม่ติดใจที่จะบังคับคดีอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนให้คืนแก่โจทก์ผู้อุทธรณ์ทั้งหมด ข้อ 7. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.45/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร นายสุรพงศ์โจทก์ตกลงถอนอุทธรณ์ จำเลยไม่ค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนให้คืนแก่โจทก์ผู้อุทธรณ์ทั้งหมด ข้อ 8. คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.201/2554 ของศาลจังหวัดชุมพร นางสาวเนตรนัดดา ตกลงโอนที่ดินพิพาทแปลง 30 ให้แก่จำเลยทั้งสอง และโจทก์จะดำเนินการถอนฟ้องในวันนี้ จำเลยไม่ค้าน จำเลยทั้งสองถอนฟ้องแย้ง โจทก์ไม่ค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความใช้แทนให้คืนแก่คู่ความแต่ละฝ่ายตามคำสั่งศาล ข้อ 9. คดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.2501/2555 ของศาลอาญา นางสาวเนตรนัดดา และนายสุรพงศ์ ตกลงจะดำเนินการถอนฟ้องภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ จำเลยไม่ค้าน ข้อ 10. คดีอาญาหมายเลขดำที่ 963/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร โจทก์ทั้งสองจะดำเนินการถอนฟ้องในวันนี้ จำเลยไม่ค้าน ข้อ 11.หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงในสัญญายอมข้อใดข้อหนึ่งให้บังคับคดีไปตามสัญญายอมนี้ได้ทันทีโดยให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมของศาลเป็นการแสดงเจตนา พร้อมให้ชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่คู่ความอีกฝ่ายด้วย ข้อ 12. คู่ความทุกฝ่ายไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ นอกเหนือจากนี้อีก และจะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ทุกข้อโดยเคร่งครัด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ออกหมายบังคดีแก่โจทก์ทั้งสองและนางกัญญาพัชร์ เนื่องจากนางกัญญาพัชร์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ส่วนโจทก์ทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 11. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นางกัญญาพัชร์มิใช่คู่ความในคดี สัญญาประนีประนอมยอมความที่นางกัญญาพัชร์กระทำกับโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสอง ถือไม่ได้ว่าได้กระทำในฐานะคู่ความแห่งคดี คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงไม่ผูกพันนางกัญญาพัชร์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ยกคำขอ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าคดีนี้โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง นางกัญญาพัชร์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพ และนางสาวเนตรนัดดา ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2555 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้วในวันเดียวกันนั้น ตามเอกสารอันดับที่ 46 และ 47 ในสำนวนคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นข้อแรกว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีที่โจทก์ จำเลยมุ่งระงับข้อพิพาทระหว่างกันและมิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยแล้วพิพากษาชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือไม่เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องได้ ถ้าข้อตกลงนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นแห่งคดีและไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ซึ่งห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความในคดีรวมทั้ง นางกัญญาพัชร์ และนางสาวเนตรนัดดาตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอมจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย แม้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะมีนางกัญญาพัชร์และนางสาวเนตรนัดดาเข้าร่วมตกลงด้วย ก็เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองมีว่าสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันนางกัญญาพัชร์หรือไม่ และจำเลยทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีแก่นางกัญญาพัชร์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง นางกัญญาพัชร์และนางสาวเนตรนัดดดาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้วสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย มีผลผูกพันคู่สัญญาทุกฝ่ายในสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนคำพิพากษาตามยอมซึ่งพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมผูกพันเฉพาะคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และถึงแม้ศาลจะได้กล่าวไว้โดยทั่วไปว่าให้ใช้คำพิพากษาบังคับแก่บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในศาลด้วยก็ดี คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 142 (1), 245 และ 274 และในข้อยกเว้นตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) เมื่อนางกัญญาพัชร์เป็นบุคคลภายนอกมิใช่คู่ความในคดี แม้นางกัญญาพัชร์ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งให้ร่วมกับโจทก์ทั้งสองชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง และนางกัญญาพัชร์ได้เข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ โดยตกลงจะนำเงินหรือหลักทรัพย์ไปวางเป็นประกันการชำระหนี้ของศาลแพ่งในต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5. ก็ยังฟังไม่ได้ว่านางกัญญาพัชร์ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาลตามคำขอออกหมายบังคับคดีของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 29 สิงหาคม 2557 เมื่อนางกัญญาพัชร์มิใช่บุคคลที่ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 ทั้งกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 145 วรรคสอง (1) (2) ด้วย คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันนางกัญญาพัชร์บุคคลภายนอก เมื่อนางกัญญาพัชร์ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอบังคับคดีแก่นางกัญญาพัชร์โดยอาศัยสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมคดีนี้ หากแต่เป็นกรณีที่ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่นางกัญญาพัชร์เป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองมีว่านางกัญญาพัชร์และโจทก์ทั้งสองประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2555 ที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมแล้วนั้นได้ระบุข้อตกลงในการปฏิบัติการชำระหนี้ไว้อย่างชัดแจ้งโดยข้อ 1. ระบุให้จำเลยที่ 1 และนางสาวเนตรนัดดา เป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง ข้อ 2. ระบุว่า โจทก์ทั้งสองตกลงสละมรดกที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับตามกฎหมายจากกองมรดกของนางสาวฐิติมา ทั้งหมด ข้อ 3. ระบุว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 46/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร นางกัญญาพัชร์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพตกลงว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ระบุเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวฐิติมา โดยจำเลยทั้งสองจะชำระเงิน 500,000 บาท ให้แก่นางกัญญาพัชร์ ข้อ 4. ระบุว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1272/2554 คดีหมายเลขแดงที่ 973/2555 ของศาลจังหวัดมีนบุรี นางกัญญาพัชร์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่ระบุเพื่อตีใช้หนี้หรือชำระหนี้แก่กองมรดกของนางสาวฐิติมา ถ้านางกัญญาพัชร์ไม่ไปดำเนินการภายในกำหนด ยินยอมชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 2,000,000 บาท อีกส่วนหนึ่ง ส่วนจำเลยทั้งสี่ตกลงถอนอุทธรณ์ ข้อ 5. ระบุว่า คดีหมายเลขดำที่ ย.782/2549 คดีหมายเลขแดงที่ ย.1188/2550 นางกัญญาพัชร์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมภพตกลงนำเงินหรือหลักทรัพย์ไปวางประกันการชำระหนี้ของศาลแพ่ง ถ้านางกัญญาพัชร์ไม่ไปดำเนินการภายในกำหนด ยินยอมชำระเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง ข้อ 6. ระบุว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.203/2554 ของศาลจังหวัดชุมพร จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวตกลงถอนอุทธรณ์ ข้อ 7. ระบุว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.45/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวตกลงถอนอุทธรณ์ ข้อ 8. ระบุว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.201/2554 ของศาลจังหวัดชุมพร นางสาวเนตรนัดดาตกลงโอนที่ดินพิพาทแปลง 30 ให้แก่จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว และโจทก์ในคดีดังกล่าวจะถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองถอนฟ้องแย้ง ข้อ 9. ระบุว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.2501/2555 ของศาลอาญา นางสาวเนตรนัดดา และจำเลยที่ 1 ตกลงขอถอนฟ้อง ข้อ 10. ระบุว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 963/2555 ของศาลจังหวัดชุมพร โจทก์ทั้งสองจะถอนฟ้อง ตามข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ทั้งสอง นางกัญญาพัชร์ จำเลยทั้งสองและนางสาวเนตรนัดดาแยกกันรับผิดในการปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกัน และในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีการแยกคู่สัญญาออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายโจทก์ทั้งสองมีบุคคลใดบ้าง และฝ่ายจำเลยทั้งสองมีบุคคลใดบ้าง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางกัญญาพัชร์ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5. เพียงคนเดียวนางกัญญาพัชร์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งสองชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่นางกัญญาพัชร์และบังคับเอาแก่นางกัญญาพัชร์เท่านั้น แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 11. ระบุว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดข้อตกลงในสัญญายอมข้อใดข้อหนึ่งให้บังคับคดีไปตามสัญญายอมนี้ได้ทันที โดยให้ถือเอาคำพิพากษาตามยอมของศาลเป็นการแสดงเจตนา พร้อมให้ชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่คู่ความอีกฝ่ายด้วย ก็มีความหมายเพียงว่า ถ้าคู่สัญญาคนใดในสัญญาประนีประนอมยอมความผิดสัญญาข้อใดก็ให้บังคับคดีเอาแก่คู่สัญญานั้นตามสัญญาแต่ละข้อเท่านั้น เพราะในสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับดังกล่าวมิได้มีข้อตกลงให้โจทก์ทั้งสองกับนางกัญญาพัชร์ต้องรับผิดร่วมกันในการชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมิได้ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเอาแก่โจทก์ทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 สิงหาคม 2557 ที่ให้ยกคำขอออกหมายบังคับคดีของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 29 สิงหาคม 2557 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (1) ม. 245 ม. 274
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีร์รัฐ วนาวงศ์ธเนศ กับพวก
นายสุรพงศ์ วนาวงศ์ธเนศ ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนางสาวฐิติมา วนาวงศ์ธเนศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายประมูล ทองนุ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2559
#596495
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 กับ อ. จดทะเบียนการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีการทำบันทึกแบ่งสินสมรส ให้ อ. ดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสและภาระหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า หากยังมีเหลืออยู่เท่าใด อ. จะยกให้แก่บุตรทั้งสอง อ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่ากับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามสัญญา ในข้อ 1 ระบุว่าผู้โอนสิทธิเป็นผู้มีสิทธิในการเก็บค่าเช่าห้องพักบนที่ดิน เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินตามบันทึกแบ่งสินสมรส ซึ่ง อ. ทราบอยู่แล้วว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับ อ. การที่ อ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่า โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ทราบเรื่องและไม่ให้ความยินยอมด้วย สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 17,800,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นัดถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และคืนห้องเช่าทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินค่าเช่าเดือนละ 396,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องหากจำเลยทั้งสองยังคงร่วมกันเก็บค่าเช่าอยู่ จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับค่าเช่าห้องดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 7111 (ที่ถูก 2 ฐ - 1711) กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้เพิกถอนสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าระหว่างนายอภิชัยกับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2547

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 7111 (ที่ถูก 2 ฐ - 1711) กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 700,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 8,910,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ นอกเหนือจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 1711 กรุงเทพมหานคร และที่ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเช่า 8,910,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัย เป็นสามีภริยากันและจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ โจทก์ที่ 2 และนายชัยวุฒิ ที่ดินโฉนดเลขที่ 48317 ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 14 ไร่ 67 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นห้องพักให้เช่าจำนวน 396 ห้อง เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัย ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2546 โจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัยจดทะเบียนหย่า ตามสำเนาทะเบียนหย่าและสำเนาบันทึกแบ่งสินสมรส วันที่ 8 มกราคม 2549 นายอภิชัยถึงแก่ความตาย โดยก่อนตายเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2548 นายอภิชัยได้ทำพินัยกรรมไว้ ตามสำเนาพินัยกรรม วันที่ 24 มีนาคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายอภิชัยและตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ที่ 2 เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้รับ ตามพินัยกรรมตามสำเนาคำสั่ง วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรม ตามสำเนาคำพิพากษา และวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิกถอนพินัยกรรม คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 30 เมษายน 2556 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายอภิชัย โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าเช่าและให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 1711 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 เก็บค่าเช่าตามฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินค่าเช่าตามฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัยจดทะเบียนการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมีการทำบันทึกแบ่งสินสมรส โดยข้อ 1 โจทก์ที่ 1 ยินยอมให้สินสมรสที่มีอยู่ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอภิชัย ข้อ 5 มีข้อความว่า ฝ่ายหญิงยินยอมที่จะลงนามเอกสารและมอบเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อให้ฝ่ายชายดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสและภาระหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า และในวันทำบันทึกนี้ฝ่ายหญิงได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจที่ดิน พร้อมมอบสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาใบเปลี่ยนชื่อให้แก่ฝ่ายชายเพื่อทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามที่ระบุไว้รวม 4 แปลง ถือว่าโจทก์ที่ 1 ได้ปฏิบัติตามบันทึกการแบ่งสินสมรสข้อ 1 แล้ว หลังจากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนายอภิชัยที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อ 2 และข้อ 3 คือภาระหนี้สินต่าง ๆ ที่มีอยู่เหนือสินสมรส นายอภิชัยตกลงเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเมื่อนายอภิชัยนำสินสมรสตามข้อ 1 ไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้กับภาระหนี้สินต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามข้อ 2 ครบถ้วน หากยังมีเหลืออยู่เท่าใด นายอภิชัยจะยกให้แก่บุตรทั้งสอง ดังนั้นการที่นายอภิชัยทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2547 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าที่แหลมฉบังชลบุรีกับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่า ในข้อ 1 ระบุว่าผู้โอนสิทธิเป็นผู้มีสิทธิในการเก็บค่าเช่าห้องพักจำนวน 396 ห้อง บนที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 48317 ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินตามบันทึกแบ่งสินสมรสข้อ 5 ซึ่งนายอภิชัยทราบอยู่แล้วว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัยและโจทก์ที่ 1 ได้ลงนามในเอกสารเพื่อให้นายอภิชัยทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวตามบันทึกแบ่งสินสมรสข้อ 1 การที่นายอภิชัยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่า โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ทราบเรื่องและไม่ให้ความยินยอมด้วย สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า นายอภิชัยทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ 2 ถือเป็นการบริหารจัดการสินสมรสไม่เป็นการขัดกับบันทึกการแบ่งสินสมรสนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
ชื่อคู่ความ
นางจรัสลักษณ์หรือวัชรี ธารบัวสวรรค์
โจทก์ — หรือจึงเจริญพาณิชย์ กับพวก
นางสาวชไมพรหรือรมย์ธีรา ทรัพยา
จำเลย — หรือธนกิตต์ธนานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายบรรจบ ถาวรรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางกาญจนา ชัยคงดี
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ฉันทวัธน์ วรทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1137/2559
#596116
เปิดฉบับเต็ม

การเบิกความของ ธ. ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับลายมือชื่อของ อ. เป็นการเบิกความไปตามความเห็นหรือความรู้สึกของ ธ. ในลายมือชื่อของ อ. ตามที่เห็นเท่านั้น กรณีไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าลายมือชื่อที่ ธ. เห็นตามเอกสารที่ทนายจำเลยที่ 3 นำมาถามค้านนั้น เป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของ อ. หรือเป็นลายมือชื่อปลอม และความเห็นของ ธ. เป็นความเห็นในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งมิใช่เช็คพิพาทในคดีนี้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์รับรู้ถึงการใช้ลายมือชื่อปลอมของ อ. ในเช็คพิพาท อันจะถือได้ว่าโจทก์อยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมหรือข้อลงลายมือชื่อโดยปราศจากอำนาจนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินตามฟ้องได้

การที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์เป็นผู้เก็บแบบพิมพ์เช็คและตราประทับของโจทก์ไว้ แล้วจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาแบบพิมพ์เช็คพิพาทที่มีการปลอมลายมือชื่อของ อ. ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คของโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากบัญชีของโจทก์ได้ถึง 43 ฉบับ ในช่วงระยะเวลานาน 3 ปี เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ละเลยไม่ระมัดระวังในการเก็บรักษาควบคุมดูแลแบบพิมพ์เช็คพิพาทและตราประทับของโจทก์ รวมทั้งไม่มีมาตรการในการตรวจสอบเพื่อป้องกันมิให้มีการนำแบบพิมพ์เช็คพิพาทไปปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายแล้วใช้ตราประทับของโจทก์ประทับลงในเช็คพิพาทนำไปเบิกเงินจากจำเลยที่ 3 แต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 3 ได้ส่งรายการเดินบัญชีกระแสรายวันของโจทก์ให้แก่โจทก์ทราบทุกเดือน หากโจทก์มีมาตรการตรวจสอบที่ดี ก็จะทราบถึงความผิดปกติในการใช้เช็คเบิกเงินออกจากบัญชีของโจทก์และสามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่านี้ แต่โจทก์กลับปล่อยปละไม่ตรวจสอบจนเวลาล่วงมาถึง 3 ปี จึงทราบเหตุละเมิดดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ดังนั้น การกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง, 438 และ 442

หนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียวเป็นการเฉพาะตัว โดยไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และมูลหนี้ละเมิดไม่อาจให้สัตยาบันได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะนำเงินที่ได้จากการละเมิดต่อโจทก์มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ในธนาคารระบุชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของร่วมกัน ก็มิใช่หนี้ร่วมตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1490 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ร่วม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 438 ม. 442 ม. 1008 ม. 1490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด
หรือบริษัทพอส - ไทย สตีล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — นางศิรินญา จันทะวงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายนิพันธ์ อักษรกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1132/2559
#596122
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองทราบว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 โดยเหตุว่าตามคำร้องมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและเหตุแห่งการยื่นคำขอล่าช้า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โดยอธิบายเหตุแห่งการขาดนัดยื่นคำให้การและเหตุแห่งการที่ล่าช้า เพื่อให้คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองสมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง กรณีดังกล่าวมีผลเพียงทำให้จำเลยทั้งสองสามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับที่สองได้โดยไม่ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 144 แต่คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 หรือคำร้องฉบับที่สอง แม้จะมีเนื้อหาต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกับคำร้องฉบับแรก และจำเลยทั้งสองใช้ชื่อคำร้องว่าคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เพิ่มเติมก็ตาม แต่คำร้องฉบับที่สองก็คือคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่นั่นเอง และระยะเวลาการยื่นคำร้องต้องเป็นไปตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง คือภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ หรือในกรณีที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง เมื่อพนักงานของจำเลยที่ 2 ค้นพบคำบังคับเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 จึงถือว่าวันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ดังกล่าว และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำวันดังกล่าวมาใช้คำนวณระยะเวลา ดังนั้น เมื่อนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 จึงพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง

คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง จะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความได้ขาดนัดยื่นคำให้การและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และเหตุแห่งการยื่นคำร้องขอล่าช้ากว่ากำหนดตามวรรคหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอฉบับแรกวันที่ 8 ตุลาคม 2557 โดยคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งแต่เพียงเหตุที่จำเลยทั้งสองได้ขาดนัดยื่นคำให้การตามคำร้องขอข้อ 1 และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลว่าจำเลยทั้งสองมีทางชนะคดีโจทก์ตามคำร้องขอข้อ 2 เท่านั้น ส่วนเหตุแห่งการยื่นคำร้องขอล่าช้าจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองไม่อาจยื่นคำร้องภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ข้างต้นโดยมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้อันจะทำให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ศาลจึงไม่อาจไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองฉบับแรกได้จนกว่าจำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยบรรยายชัดแจ้งซึ่งเหตุทั้งสามประการตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2557 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,700,761.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2557

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับแรกเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า เสนอวันนี้ ตามคำร้องไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ ถือว่าจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งถึงกรณียื่นคำขอและเหตุแห่งการล่าช้า จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับเพิ่มเติมวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องปรากฏว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงในวันที่ 26 กันยายน 2557 จำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันดังกล่าว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันนี้จึงล่วงพ้นกำหนดเวลาแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับแรกเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 และเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าคำร้องมีข้อความไม่ครบถ้วน จำเลยทั้งสองก็ได้ยื่นคำร้องฉบับเพิ่มเติมต่อศาลเพื่ออธิบายและเพิ่มเติมรายละเอียดในคำร้องเดิมให้ครบถ้วนแล้ว การพิจารณาจึงต้องถือรวมคำร้องทั้งสองฉบับประกอบกันไป และต้องยึดเอาวันยื่นคำร้องฉบับแรกเป็นวันที่ถือว่าได้ยื่นคำร้องตั้งแต่ต้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งโดยพิจารณาจากวันที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับเพิ่มเติมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองทราบว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 โดยเหตุว่าตามคำร้องมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและเหตุแห่งการยื่นคำขอล่าช้า จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โดยอธิบายเหตุแห่งการขาดนัดยื่นคำให้การและเหตุแห่งการที่ล่าช้า เพื่อให้คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองสมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง กรณีดังกล่าวมีผลเพียงทำให้จำเลยทั้งสองสามารถยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับที่สองได้โดยไม่ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันจะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แต่คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 หรือคำร้องฉบับที่สอง แม้จะมีเนื้อหาต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกับคำร้องฉบับแรก และจำเลยทั้งสองใช้ชื่อคำร้องว่าคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เพิ่มเติมก็ตาม แต่คำร้องฉบับที่สองก็คือ คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่นั่นเอง และระยะเวลาการยื่นคำร้องต้องเป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง คือภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ หรือในกรณีที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่สามารถยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยนั้นอาจยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ว่า นายบุญญรัตน์ พนักงานตรวจสอบและประเมินสภาพตู้ของจำเลยที่ 2 ค้นพบคำบังคับเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 จึงถือว่าวันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2557 ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ยอมรับในคำร้องดังกล่าวว่าพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำวันดังกล่าวมาใช้คำนวณระยะเวลา ดังนั้นเมื่อนับแต่วันที่ 26 กันยายน 2557 จนถึงวันที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 จึงพ้นกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้สิ้นสุดลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 จึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ต่อศาลตามคำร้องขอฉบับแรกลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 ศาลต้องมีคำสั่งไต่สวนคำร้องดังกล่าวเพื่อให้จำเลยทั้งสองได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ในเจตนาว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ และมีโอกาสที่จำเลยทั้งสองจะชนะคดีโจทก์ได้ รวมทั้งต้องไต่สวนถึงพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ที่เกิดขึ้นจนเป็นเหตุที่ทำให้จำเลยทั้งสองไม่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ทันตามกำหนดเสียก่อน การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองทันที โดยไม่ได้มีคำสั่งให้ไต่สวนถึงพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง บัญญัติว่า "คำขอตามวรรคหนึ่งให้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุที่จำเลยได้ขาดนัดยื่นคำให้การและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะ และในกรณีที่ยื่นคำขอล่าช้าให้แสดงเหตุแห่งการที่ล่าช้านั้นด้วย" ดังนี้ คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่จะต้องกล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งเหตุที่คู่ความได้ขาดนัดยื่นคำให้การและข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และเหตุแห่งการยื่นคำร้องขอล่าช้ากว่ากำหนดตามวรรคหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอฉบับแรกวันที่ 8 ตุลาคม 2557 โดยคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งแต่เพียงเหตุที่จำเลยทั้งสองได้ขาดนัดยื่นคำให้การตามคำร้องขอข้อ 1 และข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลว่าจำเลยทั้งสองมีทางชนะคดีโจทก์ตามคำร้องขอข้อ 2 เท่านั้น ส่วนเหตุแห่งการยื่นคำร้องขอล่าช้าจำเลยทั้งสองมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสองไม่อาจยื่นคำร้องภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ข้างต้นโดยมีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้อันจะทำให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พฤติการณ์นั้นได้สิ้นสุดลง คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ศาลจึงไม่อาจไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองฉบับแรกลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 ได้จนกว่าจำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยบรรยายชัดแจ้งซึ่งเหตุทั้งสามประการตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 ของจำเลยทั้งสองโดยไม่ทำการไต่สวนคำร้องขอเสียก่อนนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 199 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชุมสิน ฟูด อินดัสทรี จำกัด
จำเลย — บริษัทที.เอส. ไลน์ส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชเวช สุกิจจวนิช
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131/2559
#595277
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดในขณะที่จดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกันในสาระสำคัญหรือในลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ หากเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีภาคส่วนถ้อยคำประกอบรูป นอกจากจะพิจารณาลักษณะเด่น หรือสาระสำคัญ ของเครื่องหมายการค้าแล้วยังต้องพิจารณาถึงสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้านั้น และต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านั้นใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกัน

แม้สาระสำคัญหรือลักษณะเด่นในเครื่องหมายการค้าจะเป็นภาพปลาโลมาซึ่งเป็นสัตว์ตามธรรมชาติเช่นเดียวกัน แต่เมื่อภาพประดิษฐ์ปลาโลมาในเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าวมีความแตกต่างกันในภาพรวม เช่น จำนวนของปลาโลมา หรือการจัดองค์ประกอบของภาพที่แสดงให้เห็นว่าปลาโลมาได้หันไปคนละทิศทางกันและมีคลื่นทะเลประกอบอยู่ด้วย เครื่องหมายการค้าของโจทก์และบริษัท ช. จึงต่างก็มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามมาตรา 7 (6) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทั้งภาพปลาโลมาก็มิใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าข้าวที่โจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2537 มาตรา 17 แต่อย่างใด

เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาคส่วนถ้อยคำเป็นอักษรจีนและภาคส่วนของอักษรโรมัน คำว่า "TWIN DOLPHINS" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบริษัท ช. มีภาคส่วนถ้อยคำเป็นอักษรโรมันคำว่า "BLUE DOLPHIN" จึงมีเพียงอักษรโรมันคำว่า "DOLPHIN" ที่เหมือนกันเท่านั้น ทั้งเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในส่วนของอักษรจีนอ่านออกเสียงได้ว่า "ซวงห่ายถุน" และอักษรโรมันคำว่า "TWIN DOLPHINS" มีความหมายว่า ปลาโลมาคู่ จึงอาจออกเสียงเรียกขานได้ว่า ซวงห่ายถุน หรือ ทวินดอลฟิน หรือปลาโลมาคู่ ส่วนเครื่องหมายการค้าของบริษัท ช. มีอักษรโรมันคำว่า "BLUE DOLPHIN" มีความหมายว่า ปลาโลมาสีน้ำเงิน จึงอาจออกเสียงเรียกขานได้ว่า บลูดอลฟิน หรือปลาโลมาสีน้ำเงิน สำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับบริษัท ช. จึงแตกต่างกัน แม้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันเป็นรายการสินค้าข้าว ก็ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่างๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรองโจทก์มอบอำนาจให้นางณิชกุล เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นผู้อำนวยการสำนักเครื่องหมายการค้าและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 3 มีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ในสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ข้าว ตามคำขอเลขที่ 454012 ทะเบียนเลขที่ ค. 161762 บริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 668236 ในสินค้าจำพวกที่ 30 รายการสินค้า ข้าว จำเลยที่ 1 ได้ประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ต่อมาโจทก์ยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว บริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด ยื่นคำโต้แย้งจำเลยที่ 2 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำคัดค้านของโจทก์ ตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 174/2551 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของบริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด แม้จะเป็นภาพปลาโลมาเช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ แต่ลักษณะการประดิษฐ์ภาพปลาโลมาและองค์ประกอบการจัดวางรูปแบบเครื่องหมายการค้าแตกต่างกันชัดเจนโดยเครื่องหมายการค้าของบริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด เป็นภาพปลาโลมาในลักษณะกระโจนลอยตัวเหนือผิวน้ำลำตัวโค้งไปในทิศทางด้านซ้ายมือ ทั้งหมดอยู่ภายในรูปกรอบสี่เหลี่ยมพื้นผ้าและมีคำว่า "BLUE DOLPHIN" ประกอบอยู่ด้วย ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพปลาโลมาคู่ในลักษณะกระโจนลอยตัวอยู่เหนือคลื่นทะเลไปในทิศทางด้านขวามือ และมีอักษรจีนอ่านว่า "ซวงห่ายถุน" และคำว่า "TWIN DOLPHINS" ประกอบอยู่ด้วย รูปลักษณะเครื่องหมายการค้าของทั้งสองจึงแตกต่างกัน การเรียกขานเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนภายหลังเรียกขานได้ว่า บลู ดอลฟิน ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกว่า ทวิน ดอลฟิน นับว่ามีเสียงเรียกขานแตกต่างกัน ประกอบกับภาพปลาโลมาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติอันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ไม่สมควรที่โจทก์จะหวงกันการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียว บุคคลทั่วไปย่อมสามารถนำไปใช้ได้ เพียงแต่ผู้ที่จะนำภาพปลาโลมาไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของตนนั้น จะต้องไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า การที่เครื่องหมายทั้งสองต่างมีภาพปลาโลมาปรากฏอยู่ในเครื่องหมายการค้ายังไม่ถึงขนาดทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนภายหลังไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงชอบที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนโดยไม่ต้องห้ามมาตรา 8 (9) (10) และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียน โดยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์และให้นายทะเบียนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 491/2556

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า บริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แต่เพียงผู้เดียวตามกฎหมาย สิ่งที่โจทก์ได้รับความคุ้มครองมิใช่ปลาโลมาโดยเฉพาะ แต่เป็นการได้รับความคุ้มครองทุกภาคส่วนของเครื่องหมายการค้า หากพิจารณาว่าปลาโลมาเป็นสัตว์ธรรมชาติ ประชาชนล้วนต่างมีสิทธินำรูปธรรมชาติมาใช้ ย่อมมีความหมายจำกัดเพียงว่าสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติไม่ได้รับความคุ้มครองที่จะได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียว การพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้า จึงต้องพิจารณาภาคส่วนถ้อยคำหรืออักษรโดยดูองค์ประกอบโดยรวม และต้องพิจารณาแนวโน้มที่อาจก่อให้เกิดความสับสนหลงผิดร่วมด้วย เมื่อเครื่องหมายการค้า ของโจทก์เป็นภาพปลาโลมาประดิษฐ์มิใช่ภาพถ่ายจากธรรมชาติ การที่เจ้าของเครื่องหมายการค้า ใช้ภาพปลาโลมาและจดทะเบียนในสินค้ารายการ ข้าว เช่นเดียวกัน ย่อมเป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เห็นว่า การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดในขณะที่จดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาพรวมของเครื่องหมายการค้านั้นเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ว่ามีความเหมือนหรือคล้ายกันในสาระสำคัญหรือในลักษณะเด่นเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ หากเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีภาคส่วนถ้อยคำประกอบกับรูปดังเครื่องหมายการค้า ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้า ที่เป็นเครื่องหมายการค้ารูปและคำของบริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด นอกจากจะต้องพิจารณาลักษณะเด่นหรือสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงสำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้านั้นและต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้านั้นใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกัน เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นภาพคลื่นม้วนตัวขึ้นจากทางด้านล่างไปทางด้านขวามาบริเวณกลางภาพ โดยมีภาพปลาโลมาประดิษฐ์ลำตัวโค้งขนานอยู่บนคลื่นหันหัวไปทางด้านขวา 1 ตัว และภาพปลาโลมาประดิษฐ์อยู่กลางเกลียวคลื่นลำตัวตรงหันหัวไปทางด้านขวาอีก 1 ตัว รวมเป็นปลาโลมาประดิษฐ์จำนวน 2 ตัว ส่วนเครื่องหมายการค้าของบริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด เป็นภาพปลาโลมาประดิษฐ์ 1 ตัว ในลักษณะกระโจนขึ้นโค้งตัวหันหัวไปทางด้านซ้ายจากผิวน้ำที่กระเด็นพุ่งขึ้นตามหางปลาโลมา แม้สาระสำคัญหรือลักษณะเด่นในเครื่องหมายการค้าจะเป็นภาพปลาโลมาซึ่งเป็นสัตว์ตามธรรมชาติเช่นเดียวกัน แต่เมื่อภาพประดิษฐ์ปลาโลมาในเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีความแตกต่างกันในภาพรวม เช่น จำนวนของปลาโลมา หรือการจัดองค์ประกอบของภาพที่แสดงให้เห็นว่า ปลาโลมาได้หันไปคนละทิศทางกันและมีคลื่นทะเลประกอบอยู่ด้วย เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของบริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด จึงต่างก็มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามมาตรา 7 (6) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ทั้งภาพปลาโลมาก็มิใช่สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าข้าวที่โจทก์จะต้องแสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2537 มาตรา 17 แต่อย่างใด เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีภาคส่วนถ้อยคำเป็นอักษรจีนและภาคส่วนของอักษรโรมัน คำว่า "TWIN DOLPHINS" ส่วนเครื่องหมายการค้าของบริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด มีภาคส่วนถ้อยคำเป็นอักษรโรมัน คำว่า "BLUE DOLPHIN" จึงมีเพียงอักษรโรมันคำว่า "DOLPHIN" ที่เหมือนกันเท่านั้น ทั้งเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในส่วนของอักษรจีนอ่านออกเสียงได้ว่า "ซวงห่ายถุน" และอักษรโรมันคำว่า "TWIN DOLPHINS" มีความหมายว่า ปลาโลมาคู่ จึงอาจออกเสียงเรียกขานได้ว่า ซวงห่ายถุน หรือ ทวิน ดอลฟิน หรือปลาโลมาคู่ ส่วนเครื่องหมายการค้าของบริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด มีอักษรโรมันคำว่า "BLUE DOLPHIN" มีความหมายว่าปลาโลมาสีน้ำเงิน จึงอาจออกเสียงเรียกขานได้ว่า บลู ดอลฟิน หรือปลาโลมาสีน้ำเงิน สำเนียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของบริษัทชัยประสิทธิ์พืชผล จำกัด จึงแตกต่างกัน แม้เครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันเป็นรายการสินค้าข้าว ก็ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 174/2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 491/2556 จึงชอบแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 13 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิเวอร์แซล ไรซ์ จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2559
#596493
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาเปรียบเทียบว่าเครื่องหมายการค้าเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ไม่ใช่พิจารณาเปรียบเทียบเฉพาะรูปหรือคำหรือข้อความที่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้าทั้งสองนั้น ทั้งสำเนียง เสียงเรียกขาน รายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน รวมทั้งพิจารณาว่าสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใด สำหรับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมัน 4 ตัว คือ "D" "T" "E" และ "C" อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นทึบมุมมน โดยอักษรโรมัน "D" มีลักษณะเป็นอักษรประดิษฐ์ต่างจากอักษรโรมันตัวอื่นซึ่งเป็นอักษรโรมันธรรมดาเพื่อให้เป็นลักษณะเด่นและง่ายต่อการจดจำ ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วประกอบด้วยอักษรโรมันธรรมดา 6 ตัว คือ "D" "E" "T" "E" "C" และ "H" และไม่มีกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นทึบมุมมน ล้อมตัวอักษรดังกล่าว จึงมีความแตกต่างกันในส่วนของรูปลักษณ์ แม้เครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจะมีเสียงเรียกขาน 2 พยางค์เหมือนกันว่า ดีเทค แต่เมื่อพิจารณาจากรายการสินค้าตามคำขอของโจทก์และรายการสินค้าของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ได้ความว่าตามคำขอของโจทก์เป็นการขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า เครื่องระบบเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ผ้าเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ส่วนสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว แม้จะเป็นสินค้าจำพวก 12 เช่นเดียวกัน แต่รายการสินค้าแตกต่างกัน โดยเป็นสินค้ารถจักรยานยนต์ โครงเครื่องยนต์ และอานที่ใช้กับรถจักรยานยนต์ รายการสินค้าตามคำขอของโจทก์เป็นสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ แต่รายการสินค้าตามเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะ สาธารณชนผู้ซื้อสินค้าจึงเป็นคนละกลุ่มกัน ผู้ซื้อสินค้าของโจทก์ส่วนใหญ่จะเป็นช่างซ่อมยานพาหนะที่ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ ซึ่งย่อมต้องมีความรู้เกี่ยวกับชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์พอสมควรและย่อมคุ้นเคยกับเครื่องหมายการค้าที่ตนจะซื้อดีพอที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า ของโจทก์กับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วได้ว่าไม่ใช่สินค้าที่มีเจ้าของหรือมีแหล่งกำเนิดของสินค้าเดียวกัน จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเครื่องหมายการค้า ตามคำขอของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13

ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาว่าคำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้านั้นสามารถทำให้สาธารณชนทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นมีลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างไรและเพียงใด หากสาธารณชนสามารถทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีว่าเป็นสินค้านั้น หรือใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นสินค้าประเภทหรือชนิดใดเพราะคำดังกล่าวเป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น คำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวย่อมเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง แต่หากสาธารณชนยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรในการพิจารณาจึงจะเข้าใจว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงประเภทหรือชนิดของสินค้านั้น เพราะเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเพียงคำแนะนำของสินค้าแล้ว คำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ เมื่อเครื่องหมายการค้า ที่โจทก์ขอจดทะเบียนไม่มีความหมายหรือคำแปลในพจนานุกรมว่ามีความหมายเช่นไร คงมีคำแปลแต่เพียงคำว่า "TEC" ซึ่งโจทก์นำสืบว่าหมายถึง ส่วนจำเลยนำสืบเพียงคำว่า "TEC" เป็นคำที่เลียนเสียงมาจากคำว่า "TECH" ซึ่งเป็นคำย่อมาจากคำว่า "TECHNOLOGY" ตามพจนานุกรมเท่านั้น ซึ่งตามพจนานุกรมดังกล่าวก็ยังปรากฏด้วยว่าคำว่า tec เป็นคำย่อมาจากคำว่า "detective" หมายถึงนักสืบ และคำว่า "TEC" เป็นคำย่อมาจาก "total blood eosinophil count" หมายถึงการนับจำนวนเม็ดเลือดขาวอีโอสิโนฟีลด้วย คำว่า "DTEC"จึงไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนโดยตรง จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 765882 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/914 และ พณ 0704/16082 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 884/2555 กับให้จำเลยดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 765882 ของโจทก์ต่อไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า ระบบเบรกและชิ้นส่วน รวมถึงผ้าเบรก ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 765882 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขรายการสินค้าเนื่องจากไม่ได้ระบุรายการสินค้าแต่ละอย่างโดยชัดแจ้ง และให้โจทก์จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 765881 และ 765883 ของโจทก์ตามหนังสือแจ้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวโดยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 765882, 765881 และ 765883 เป็นเครื่องหมายชุด และยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 765882 ใหม่เป็น เครื่องระบบเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ผ้าเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ตามคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และหนังสือจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุด ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งหลักฐานพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะอักษรโรมันคำว่า "DTEC" ที่โจทก์ขอจดทะเบียนสื่อความหมายได้ว่าเทคนิคหรือเทคโนโลยีที่ดี เมื่อนำมาใช้กับสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนถือเป็นการบรรยายสินค้าจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โจทก์ได้ส่งหลักฐานแสดงการใช้เครื่องหมายการค้าเพื่อพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 765882 ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพราะอักษรโรมันคำว่า "DTEC" สื่อความหมายได้ว่า เทคนิคหรือเทคโนโลยีที่ดี เมื่อนำมาใช้กับสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนถือเป็นการบรรยายสินค้าจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และหลักฐานที่โจทก์ส่งมาเป็นเครื่องหมายการค้าต่างกันจึงไม่เพียงพอที่จะพิจารณาตามหนังสือแจ้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านอกจากนี้ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังได้มีคำสั่งว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 765882 ของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 489624 ทะเบียนเลขที่ ค173304 ตามหนังสือแจ้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโจทก์อุทธรณ์คำสั่งทั้งสองของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 765882 ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค173304 เนื่องจากมีเสียงเรียกขานคล้ายกัน เมื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันและรายการสินค้ามีลักษณะอย่างเดียวกันจึงคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นอกจากนี้ภาคส่วนคำว่า "TEC" เป็นคำที่เลียนเสียงมาจากคำว่า "TECH" ซึ่งตามพจนานุกรมอักษรย่ออังกฤษ - ไทย โดยนายประสาน สุนทรพจน์ เป็นคำย่อมาจากคำว่า "TECHNOLOGY" แปลว่า วิชาเทคนิค วิชาช่าง เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า เครื่องระบบเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ผ้าเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเกี่ยวกับยานพาหนะที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิต นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า เครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 765882 ของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 489624 ทะเบียนเลขที่ ค173304 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาเปรียบเทียบว่าเครื่องหมายการค้าเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น ไม่ใช่พิจารณาเปรียบเทียบเฉพาะรูปหรือคำหรือข้อความที่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้าทั้งสองนั้น ทั้งสำเนียง เสียงเรียกขาน รายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้กับเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน รวมทั้งพิจารณาว่าสาธารณชนกลุ่มผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองว่าเป็นกลุ่มเดียวกันและมีความรู้เพียงพอที่จะแยกแยะความแตกต่างของสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ดีหรือไม่เพียงใด สำหรับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 765882 ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค173304 เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมัน 4 ตัว คือ "D" "T" "E" และ "C" อยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นทึบมุมมน โดยอักษรโรมัน "D" มีลักษณะเป็นอักษรประดิษฐ์ต่างจากอักษรโรมันตัวอื่นซึ่งเป็นอักษรโรมันธรรมดาเพื่อให้เป็นลักษณะเด่นและง่ายต่อการจดจำ ส่วนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วประกอบด้วยอักษรโรมันธรรมดา 6 ตัว คือ "D" "E" "T" "E" "C" และ "H" และไม่มีกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นทึบมุมมนล้อมตัวอักษรดังกล่าว เครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์จึงมีความแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ในส่วนของรูปลักษณ์ แม้เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจะมีเสียงเรียกขาน 2 พยางค์ เหมือนกันว่า ดีเทค แต่เมื่อพิจารณาจากรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์และรายการสินค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วได้ความว่าตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เลขที่ 765882 ของโจทก์เป็นการขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า เครื่องระบบเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ผ้าเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ส่วนสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค173304 แม้จะเป็นสินค้าจำพวก 12 เช่นเดียวกัน แต่รายการสินค้าแตกต่างกัน โดยรายการสินค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นสินค้ารถจักรยานยนต์ โครง เครื่องยนต์ และอานที่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ดังนั้นรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจึงมีความแตกต่างกัน โดยรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์เป็นสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ แต่รายการสินค้าตามเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะ ดังนั้น สาธารณชนผู้ซื้อสินค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์และสินค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจึงเป็นคนละกลุ่มกัน นอกจากนี้ผู้ซื้อสินค้าของโจทก์ส่วนใหญ่จะเป็นช่างซ่อมยานพาหนะที่ไม่ใช่รถจักรยานยนต์ซึ่งย่อมต้องมีความรู้เกี่ยวกับชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์พอสมควร และย่อมคุ้นเคยกับเครื่องหมายการค้าของสินค้าที่ตนจะซื้อดีพอที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าเครื่องระบบเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ผ้าเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องหมายการค้า ของโจทก์กับสินค้ารถจักรยานยนต์ โครง เครื่องยนต์ และอานที่ใช้กับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วได้ว่าไม่ใช่สินค้าที่มีเจ้าของหรือมีแหล่งกำเนิดของสินค้าเดียวกัน จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 765882 ของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "DETECH" ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13 ตามที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาอื่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัย เมื่อคู่ความนำสืบพยานหลักฐานมาแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยอีก โดยมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อมาว่า เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 765882 ของโจทก์เมื่อนำมาใช้กับรายการสินค้าตามที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียน ทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์เกี่ยวกับยานพาหนะที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิต ถือเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ โจทก์มีนายกฤชวัชร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ตามพจนานุกรม A NEW ENGLISH THAI DICTIONARY ของนายเธียรชัย และของ ดร.วิทย์ 17 คำว่า "TEC" มีความหมายว่า นักสืบ ไม่ได้แปลว่า เทคโนโลยี นอกจากนี้อักษรโรมัน "D" ในภาษาอังกฤษก็มิได้สื่อความหมายว่า ดี ในภาษาไทย โจทก์ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้าไปทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะใช้อักษรโรมัน "D" เพื่อสื่อความหมายถึงคำว่า ดี ในภาษาไทย การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยคำว่า "TEC" เป็นคำที่เลียนเสียงมาจากคำว่า "TECH" ซึ่งเป็นคำย่อมาจากคำว่า TECHNOLOGY จึงไม่ถูกต้อง ส่วนจำเลยมีนางนฤมล นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และนางสาวอรรถ นิติกรชำนาญการของจำเลยยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วเห็นว่าภาคส่วนคำว่า "TEC" ตามคำขอของโจทก์เป็นคำที่เลียนเสียงมาจากคำว่า "TECH" ซึ่งตามพจนานุกรมอักษรย่ออังกฤษ-ไทย โดยนายสุนทร เป็นคำย่อมาจากคำว่า "TECHNOLOGY" แปลว่า วิชาเทคนิค วิชาช่าง เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า เครื่องระบบเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ผ้าเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์เกี่ยวกับยานพาหนะที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิต นับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของสินค้าโดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นทึบมุมมนไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่นจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่ง เช่น สำเนาหน้าเว็บไซต์ www.aac.co.th แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทของโจทก์ จำนวน 2 แผ่น และสำเนาใบอินวอยซ์แสดงการจำหน่ายสินค้าของโจทก์จำนวน 8 แผ่น เป็นต้นนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่นตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เห็นว่า ในการพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่าคำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้านั้นสามารถทำให้สาธารณชนทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นมีลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างไรและเพียงใด หากสาธารณชนสามารถทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีว่าเป็นสินค้านั้น หรือใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถทราบหรือเข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นสินค้าประเภทหรือชนิดใดเพราะคำดังกล่าวเป็นคำที่บรรยายหรือพรรณาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น คำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวย่อมเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง แต่หากสาธารณชนยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรในการพิจารณาจึงจะเข้าใจว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงประเภทหรือชนิดของสินค้านั้น เพราะเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเพียงคำแนะนำของสินค้าแล้ว คำที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เมื่อเครื่องหมายการค้า ที่โจทก์ขอจดทะเบียนนั้นไม่มีความหมายหรือคำแปลในพจนานุกรมว่ามีความหมายเช่นไร คงมีคำแปลแต่เพียงคำว่า "TEC" ซึ่งโจทก์นำสืบว่าหมายถึง นักสืบ ตามพจนานุกรม ส่วนจำเลยนำสืบเพียงว่าคำว่า "TEC" เป็นคำที่เลียนเสียงมาจากคำว่า "TECH" ซึ่งเป็นคำย่อมาจากคำว่า "TECHNOLOGY" ตามพจนานุกรมอักษรย่ออังกฤษ-ไทย โดยนายสุนทร ซึ่งตามพจนานุกรมดังกล่าวก็ยังปรากฏด้วยว่าคำว่า tec เป็นคำย่อมาจากคำว่า "detective" หมายถึง นักสืบ และคำว่า "TEC" เป็นคำย่อมาจาก "total blood eosinophil count" หมายถึงการนับจำนวนเม็ดเลือดขาวอีโอสิโนฟีลด้วย ดังนั้นการที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่าคำว่า "TEC" เป็นคำที่เลียนเสียงมาจากคำว่า "TECH" ซึ่งเป็นคำย่อมาจากคำว่า "TECHNOLOGY" ซึ่งหมายถึงวิชาเทคนิค วิชาช่าง จึงเป็นการเลือกแปลความหมายโดยไม่มีพยานหลักฐานใดสนับสนุนให้แปลความเช่นนั้นได้ พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าคำว่า "DTEC" ไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าเครื่องระบบเบรกสำหรับยานพาหนะไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ ผ้าเบรกสำหรับยานพาหนะที่ไม่ใช้กับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยตรง เครื่องหมายการค้าคำว่า "DTEC" จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนที่ พณ 0704/914 และ พณ 0704/16082 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 884/2555 กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 765882 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 วรรคสอง (2) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ทีอาร์ดับเบิลยู อินเทลเลคชวล พร็อพเพอร์ตี้ คอร์ป.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวสุจินต์ เจนพาณิชพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128/2559
#596124
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจลงวันที่ในเช็คพิพาททั้งสิบสามฉบับ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องภายในหนึ่งปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ และจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่ อ. เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินเฉพาะตามเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาศุภสารรังสรรค์สิบสามฉบับ เป็นเงิน 6,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ระบุในเช็คแต่ละฉบับจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 982 วัน เป็นเงิน 1,310,293.73 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,810,293.73 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า นายอุดรเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอุดรชอบที่จะลงวันที่ในเช็คพิพาทซึ่งมิได้ลงวันที่ตามที่ถูกต้องแท้จริงโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 989 ได้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอุดรผู้ทรงจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่ายย่อมต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900, 904, 914 ประกอบมาตรา 989 และมาตรา 224 ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ว่า นายอุดรรับเช็คพิพาทของจำเลยที่ 1 ไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินเท่านั้น นายอุดรกับจำเลยที่ 2 ตกลงกันว่าจะไม่นำเช็คพิพาทมาลงวันที่หรือนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังได้ชำระหนี้เงินกู้ที่ออกเช็คพิพาทเป็นประกันครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้องเรียกเก็บเงินได้อีกนั้น ฝ่ายจำเลยมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังว่าเป็นความจริง คดีฟังไม่ได้ว่ามีข้อตกลงหรือมีการชำระหนี้แก่นายอุดรเสร็จสิ้นแล้วและเมื่อโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนนทบุรีภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ลงในเช็คพิพาทถึงกำหนด ต่อมาศาลจังหวัดนนทบุรีจำหน่ายคดีเนื่องจากคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องภายในหกสิบวัน นับแต่คดีถึงที่สุด ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์อื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจลงวันที่ในเช็คพิพาททั้งสิบสามฉบับ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องภายในหนึ่งปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ และจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่นายอุดรเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริงไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 900 ม. 904 ม. 910 ม. 914 ม. 989
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 23
ชื่อคู่ความ
นางสาวสุวรรณ ธีระพิพัฒนพงศ์ ในฐานะ
ผู้จัดการมรดกของนายอุดร กุลรัตนมณีพร
โจทก์ — หรือกุลรัตน์มณีพรหรือแซ่กัว
จำเลย — บริษัทพิบูลพูนผลขนส่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชาตรี ใหม่วิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1118/2559
#598460
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 นั้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น ไม่ได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ แม้จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การรับในประเด็นดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับในเรื่องการวางโทษทวีคูณ และไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และถูกลงโทษปรับ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปี จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีก จึงไม่อาจวางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.495/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพียงแต่ให้การรับสารภาพในความผิดที่โจทก์ฟ้องทุกข้อหาเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบในข้อเท็จจริงนี้ เมื่อโจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏ กรณีไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 พ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปีกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอีก จึงไม่อาจวางโทษทวีคูณแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.495/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 นั้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา ตามคำให้การจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น ไม่ได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ แม้จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การรับในประเด็นดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับในเรื่องการวางโทษทวีคูณ และไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาล รู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และถูกลงโทษปรับตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.495/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปี จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีก จึงไม่อาจวางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 113
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางปสุตา มั่นทัศนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธัญญลักษณ์ เบ็ญจะมโน เตชะวุฒิพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2559
#595279
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จับจำเลยเท่านั้น ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้นำจับด้วยว่ามีหรือไม่ แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ ศาลก็ไม่อาจสั่งให้จ่ายสินบนนำจับตามคำขอท้ายฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 6, 7, 42, 68, 108, 110, และ 115 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8 และ 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 91 ริบของกลาง และจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2434 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และ 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนในราชอาณาจักรของผู้อื่น ให้ลงโทษปรับ 12,000 บาท ฐานนำพาของที่ยังไม่เสียภาษี ของต้องจำกัดหรือของต้องห้ามหรือของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ลงโทษปรับ 5,764 บาท รวมโทษทุกกระทงเป็นปรับ 17,764 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 8,882 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับจากเงินค่าปรับในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ โดยให้จ่ายตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2), 6, 7 และ 8 วรรคสอง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้มีคำสั่งให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2), 6, 7, 8 และ 9 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4 คำว่า "ผู้นำจับ" หมายความว่า บุคคลผู้มิใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งนำความมาแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำการจับกุมผู้กระทำความผิด และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ผู้นำจับมีสิทธิรับสินบน... ซึ่งเมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วปรากฏว่าโจทก์คงบรรยายเพียงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จับจำเลยเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้นำจับด้วยว่ามีหรือไม่ ซึ่งการจ่ายสินบนตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้นำจับเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่าก่อนการจับจำเลยมีผู้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทำการจับกุมผู้กระทำความผิด แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลก็ไม่อาจสั่งให้จ่ายสินบนนำจับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำขอให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับนั้นยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 4 ม. 6 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายกิตติศักดิ์ หนูเสน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชุตินธร ห่อวโนทยาน
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1116/2559
#595278
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่างานที่มีการฟ้องร้องในคดีนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว เว้นแต่จำเลยจะโต้แย้งว่าไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือโต้แย้งลิขสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือพรหมญาณพยากรณ์อันเป็นงานวรรณกรรมและไพ่พรหมญาณ 1 ชุด มี 67 ใบ อันเป็นงานศิลปกรรม และในขั้นตอนการไต่สวนมูลฟ้องจำเลยยังไม่ได้ให้การ จำเลยจึงยังไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือและไพ่ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยนำไพ่อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปพิมพ์โฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ โปรแกรมไลน์ และเว็บไซต์ยูทูบ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์และเพื่อทางการค้าของจำเลย คดีโจทก์จึงมีมูลตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 และมาตรา 69 และ ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 27, 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำเลยระงับ ละเว้น หรือหยุดการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ให้ยึด หรือริบทรัพย์สินอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดคืนให้โจทก์ และสั่งให้นำค่าปรับที่จำเลยชำระตามคำพิพากษาจ่ายให้แก่โจทก์เจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับลิขสิทธิ์...ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่างานที่มีการฟ้องร้องในคดีนั้น เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์... และโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์...ในงานดังกล่าว เว้นแต่จำเลยจะโต้แย้งว่าไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์... หรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์" ดังนั้นเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือพรหมญาณพยากรณ์อันเป็นงานวรรณกรรม และไพ่พรหมญาณจำนวน 1 ชุด ซึ่งมีทั้งหมด 67 ใบ อันเป็นงานศิลปกรรม ทั้งปรากฏจากคำเบิกความโจทก์ตอบคำถามติงของทนายโจทก์ว่า รูปภาพและหนังสือเป็นการคิดค้นโดยโจทก์ทั้งหมด มิได้ดัดแปลงมาจากผู้ใด ยกเว้นรูปภาพไพ่โจทก์เป็นผู้กำหนดข้อมูล บุคลิกลักษณะ และสีสันต่าง ๆ โดยจ้างศิลปินวาดขึ้นใหม่ทั้งหมด และในขั้นตอนการไต่สวนมูลฟ้องจำเลยยังไม่ได้ให้คำให้การเนื่องจากห้ามมิให้ศาลถามคำให้การจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคสาม จำเลยจึงยังไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือและไพ่ดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถนำพยานหลักฐานมาสืบรายละเอียดการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในชั้นพิจารณาได้หากจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ หาจำต้องกระทำตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่ ประกอบกับการพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นการพิจารณาเพียงว่าคดีโจทก์มีมูลพอ ที่จะประทับฟ้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปหรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีภาระการไต่สวนให้เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล กล่าวคือ โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรม เมื่อได้ความตามทางไต่สวนว่าโจทก์มิได้เป็นผู้สร้างสรรค์หรือผู้ร่วมสร้างสรรค์งานศิลปกรรมตามฟ้อง ทั้งไม่ปรากฏว่าเป็นการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ และไม่ปรากฏความตกลงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กับศิลปินผู้วาด จึงฟังว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนมูลฟ้องโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยนำไพ่อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ไปพิมพ์โฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2556 และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2556 ต่อมาจำเลยนำภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันดังกล่าว ไปลงในโปรแกรมไลน์และโฆษณาเผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทูบ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และเพื่อทางการค้าของทางจำเลย คดีโจทก์จึงมีมูลตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 165 วรรคสาม
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 69 ม. 62 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรหมญาณ รัตนญาณพิโมกขิ์
จำเลย — นายศุภชัย อนุที
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวญาณาภัค มันตารัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1109/2559
#596132
เปิดฉบับเต็ม

ค่าปรับอากรขาด เงินเพิ่มศุลกากร และค่าปรับภาษีเพื่อมหาดไทยเป็นรายจ่ายเพื่อปลดเปลื้องความรับผิดอันเนื่องมาจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เอง จึงเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่ง ป.รัษฎากร และยังเป็นรายจ่ายที่ไม่อาจถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่ง ป.รัษฎากร อีกด้วย เนื่องจากค่าปรับทางอาญาและเงินเพิ่มภาษีอากรตามมาตรา 65 ตรี (6) มิใช่หมายถึงเฉพาะค่าปรับและเงินเพิ่มตาม ป.รัษฎากรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าปรับที่เป็นโทษทางอาญาและเงินเพิ่มภาษีอากรตามกฎหมายอื่นด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า ค่าปรับอากรขาด เงินเพิ่มศุลกากร และค่าปรับภาษีเพื่อมหาดไทย เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่ง ป.รัษฎากร เป็นเพียงการปรับบทมาตรา 65 ตรี ศาลภาษีอากรกลางจึงมีอำนาจหยิบยกปรับบทให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ NSN: ภงด 73.1 - 03013280 - 25480420 - 002 - 0005 ลงวันที่ 19 เมษายน 2548 เพิกถอนหรือแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ (อธ.1)/1/2553 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2553 และขอให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าสุราจากต่างประเทศ นำเข้าสุราจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย พนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรเข้าตรวจค้นสถานประกอบการของโจทก์ และยึดเอกสารหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์สำแดงราคาตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ต่ำกว่าราคาตามเอกสารที่ตรวจยึด ในชั้นตรวจสอบภาษีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้การต่อเจ้าพนักงานของจำเลยว่า ส่วนต่างราคาสินค้า 178,626,013.92 บาท โจทก์มิได้ชำระราคาให้ผู้ขายในต่างประเทศ เนื่องจากผู้ขายในต่างประเทศยอมให้โจทก์หักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขายสินค้าตามคำให้การ โดยในชั้นอุทธรณ์การประเมินโจทก์ยังคงยืนยันเช่นเดิม ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ พนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงประเมินส่วนต่างของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น 178,626,013.92 บาท และอากรขาเข้า ค่าปรับอากร เงินเพิ่มศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ค่าปรับอาญา ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จากส่วนต่างของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น รวมเป็นเงิน 623,718,968 บาท โจทก์นำค่าภาษีที่ถูกประเมินรวม 623,718,968 บาท ดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 เพื่อเป็นการยุติคดีอาญา โจทก์ยอมรับว่าโจทก์สำแดงราคาสินค้าพิพาทต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายจริงและชำระค่าปรับตามการเปรียบเทียบของพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากร ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ NSN: ภงด 73.1 - 03013280 - 25480420 - 002 - 0005 ลงวันที่ 19 เมษายน 2548 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 โดยให้โจทก์รับผิดเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวม 220,317,996.07 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ปรากฏว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดภาษีลง คงเหลือเรียกเก็บเป็นภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวม 24,207,990.62 บาท โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเฉพาะการประเมินในส่วนค่าปรับอากรขาด เงินเพิ่มศุลกากร และค่าปรับภาษีเพื่อมหาดไทย โดยไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ เนื่องจากค่าปรับอากรขาด เงินเพิ่มศุลกากร และค่าปรับภาษีเพื่อมหาดไทย แม้เป็นไปตามกฎหมายอื่นนอกจากประมวลรัษฎากร แต่ก็เป็นบทลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายก็เพื่อลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนหรือกระทำความผิดกฎหมาย หากยินยอมให้นำค่าปรับอากรขาด เงินเพิ่มศุลกากร และค่าปรับภาษีเพื่อมหาดไทย มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ผู้กระทำความผิดย่อมไม่ได้รับการลงโทษหรือถูกบังคับอย่างแท้จริง ย่อมผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อค่าปรับอากรขาด เงินเพิ่มศุลกากร และค่าปรับภาษีเพื่อมหาดไทย เป็นความรับผิดที่โจทก์จะต้องชำระอันเนื่องมาจากการกระทำผิดกฎหมายแล้ว รายจ่ายค่าปรับอากรขาด เงินเพิ่มศุลกากร และค่าปรับภาษีเพื่อมหาดไทยดังกล่าวจำนวน 244,049,225.40 บาท จึงไม่ใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีมติให้ปรับปรุงรายจ่าย โดยไม่ให้นำรายจ่ายค่าปรับอากรขาด เงินเพิ่มศุลกากร และค่าปรับภาษีเพื่อมหาดไทยดังกล่าว มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ และให้ลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลให้โจทก์คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนเงินเพิ่ม ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้งดหรือลดได้ จึงไม่อาจพิจารณาให้ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ค่าปรับอากรขาด เงินเพิ่มศุลกากร และค่าปรับภาษีเพื่อมหาดไทย ยังเป็นรายจ่ายที่ไม่อาจถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากค่าปรับทางอาญาและเงินเพิ่มภาษีอากรตามมาตรานี้มิใช่ค่าปรับและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากรเท่านั้น แต่รวมถึงค่าปรับที่เป็นโทษทางอาญาและเงินเพิ่มภาษีอากรตามกฎหมายอื่นด้วย การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่ารายจ่ายค่าปรับอากรขาด เงินเพิ่มศุลกากร และค่าปรับภาษีเพื่อมหาดไทย เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเพียงการปรับบทมาตรา 65 ตรี ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจหยิบยกปรับบทให้ถูกต้องได้เอง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (6) ม. 65 ตรี (13)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1089/2559
#593248
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยพยายามจำหน่าย 20 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.564 กรัม โดยเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด ดังนั้น ย่อมสามารถคำนวณหาสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด โดยคำนวณเทียบกับปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด ซึ่งคำนวณแล้วเป็นสารบริสุทธิ์ 0.417 กรัม จึงเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แต่ไม่ถึงยี่สิบกรัม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 80 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 วรรคสอง, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2545 (ที่ถูก พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534) มาตรา 7 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติมาตรการปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2545 (ที่ถูก พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534) มาตรา 7 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดโทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 400 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 ปี 6 เดือนและปรับ 200,000 บาท ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 200 บาท รวมจำคุก 6 ปี 24 เดือน และปรับ 400,200 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง และ 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 3 ปี และปรับ 200,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 4 เดือน และปรับ 200,200 บาท ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานเสพเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยพยายามจำหน่ายจำนวน 20 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 27 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนัก 2.59 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.564 กรัม โดยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 27 เม็ด ดังนั้น ย่อมสามารถคำนวณหาสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด โดยคำนวณเทียบกับปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนจำนวน 27 เม็ด ซึ่งคำนวณแล้วปรากฏว่ามีสารบริสุทธิ์ 0.417 กรัม ซึ่งเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แต่ไม่ถึงยี่สิบกรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 ปี และปรับ 200,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก 6 ปี 4 เดือน และปรับ 400,200 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายสุเมธหรือเล้ง ศรีปราการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางจุลธิดา จงกลนี บุญโญภาส
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1070/2559
#593226
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามบุกรุกที่ดินของโจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารกับเรียกค่าเสียหาย 100,000 บาท ในส่วนคำขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารนั้น ถือว่าเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อจำเลยทั้งสามให้การเพียงว่าไม่เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ หาได้ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของจำเลยทั้งสาม กรณีจึงไม่ทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทที่จำต้องตีราคาทรัพย์พิพาทเพื่อให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาล คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดจำนวนทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทก่อนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จึงไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

โจทก์ฎีกาเฉพาะขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแล้วให้ศาลชั้นต้นเริ่มต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เพียงประการเดียว ถือว่าเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 24306 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามและบริวารไม่เคยบุกรุกที่ดินของโจทก์ไม่เคยรื้อถอนเสาไม้หรือตัดต้นไม้ของโจทก์ และไม่เคยกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์ คู่ความตกลงกันขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ดินตรวจสอบแนวเขตที่ดินตามหลักหมุดโฉนดที่ดินของโจทก์ แล้วให้ถือหลักหมุดเป็นแนวเขตที่ดินโดยไม่ต้องสืบพยานทั้งสองฝ่าย ต่อมาเจ้าหน้าที่ที่ดินรังวัดสอบเขตและทำแผนที่พิพาทระบุว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตหลักหมุดที่ดินของโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องตามคำท้า โจทก์อุทธรณ์เพียงว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทเพื่อให้เสียค่าธรรมเนียมศาลหรือโอนคดีไปยังศาลแขวงหากคดีมีทุนทรัพย์ไม่ถึง 300,000 บาท ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดจำนวนทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทก่อนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เป็นการข้ามขั้นตอน อันถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 24306 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2555 จำเลยทั้งสามบุกรุกปลูกสร้างและล้อมรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปพร้อมกับเรียกค่าเสียหาย 100,000 บาท โดยในส่วนของคำขอที่ให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารนั้น ถือว่าเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสามให้การเพียงว่าไม่เคยบุกรุกเข้าไปทำละเมิดในที่ดินของโจทก์ หาได้ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของจำเลยทั้งสามไม่ กรณีจึงไม่ทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทที่จำต้องตีราคาทรัพย์ที่พิพาทเพื่อให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาลตามฎีกาของโจทก์แต่อย่างใด คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดที่จะพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยในข้อที่โจทก์อุทธรณ์แล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะพิพากษายืน

อนึ่ง การที่โจทก์ฎีกาเฉพาะขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแล้วให้ศาลชั้นต้นเริ่มต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เพียงประการเดียวนั้น ถือว่าเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล(ค่าขึ้นศาล) เรื่องละ 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาล 2,000 บาท เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงให้คืนส่วนที่เกินอัตราดังกล่าวแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศโทอนุศิษฎ์ กิตติศักดิ์กุล
จำเลย — นางจริยา ศรีภูไฟ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายอนุชา ทองวงศ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอายุวัชญ์ วิทูรวัชรเวธน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1057/2559
#593228
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 314) พ.ศ.2540 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้จากการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และมาตรา 4 บัญญัติให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 ในลักษณะ 2 แห่ง ป.รัษฎากร สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 ให้แก่ (1) บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย พ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ยกเว้นภาษีเงินได้ไว้เพียงสองกรณี คือ กรณีแรก ให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้จากการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย กรณีที่สอง ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีตามกรณีแรกให้แก่บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยเท่านั้น เมื่อ บริษัท ท. ประกอบกิจการหลักเป็นผู้ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจเรือเดินทะเล มีรายได้หลักคือเงินปันผล มิได้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้รับเงินปันผลจากบริษัท ท. จึงไม่ได้รับประโยชน์ในการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 4 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินภาษีอากร 13,866.22 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2552 โจทก์ได้รับเงินปันผลจากบริษัทโทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือทีทีเอ ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและเป็นผู้ประกอบกิจการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเรือเดินทะเลและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือโดยมีรายได้หลักเป็นเงินปันผล เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) ปีภาษี 2552 แสดงรายได้จากเงินเดือนและเงินปันผลซึ่งรวมถึงเงินปันผลจากบริษัทดังกล่าว พร้อมขอคืนเงินภาษี 30,051.90 บาท แผ่นที่ 1 ถึง 33 หรือ ล.3 แผ่นที่ 1 ถึง 35 ต่อมาสรรพากรพื้นที่พระนครศรีอยุธยา 2 มีหนังสือแจ้งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.21) พร้อมเช็คเงินคืนภาษีส่งให้แก่โจทก์ โดยระบุว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์จำนวน 22,900.68 บาท และให้เหตุผลว่า "คืนภาษีน้อยกว่าที่ขอเนื่องจากปรับปรุงเงินสนับสนุนการศึกษาเป็นเงินบริจาค กรอกเงินได้ประเภทเงินปันผลไว้ไม่ครบถ้วน" โจทก์มีหนังสือแจ้งสรรพากรพื้นที่พระนครศรีอยุธยา 2 ว่า ได้รับคืนเงินภาษีน้อยกว่าจำนวนเงินที่โจทก์ขอคืนตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 13,899.22 บาท และขอให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และมีหนังสือถึงอธิบดีจำเลยขอหารือว่าเงินปันผลที่โจทก์ได้รับจากบริษัททีทีเอ จำกัด (มหาชน) ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ ซึ่งสำนักงานสรรพากรภาค 4 มีหนังสือตอบโจทก์ว่า หากบริษัททีทีเอ จำกัด (มหาชน) มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 314) พ.ศ.2540 ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 72) ลงวันที่ 20 มีนาคม 2541 บริษัทย่อมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและหากบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่โจทก์ โจทก์จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย โจทก์ส่งสำเนาหนังสือของสรรพากรภาค 4 ดังกล่าวให้แก่สรรพากรพื้นที่พระนครศรีอยุธยา 2 ด้วย ต่อมาสรรพากรพื้นที่พระนครศรีอยุธยา 2 มีหนังสือชี้แจงไปยังโจทก์ว่า เหตุที่จำเลยคืนเงินภาษีให้แก่โจทก์น้อยกว่าที่ขอคืนเนื่องจากโจทก์ยื่นแบบแสดงเงินได้พึงประเมินประเภทเงินปันผลโดยไม่ได้นำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) จำนวน 330 บาท และเงินปันผลจากบริษัททีทีเอ จำกัด (มหาชน) จำนวน 67,150 บาท มารวมคำนวณภาษี ซึ่งบริษัททีทีเอ จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการหลักคือเป็นผู้ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจเรือเดินทะเลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ มีรายได้หลักคือเงินปันผล โดยมิได้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ เงินปันผลที่โจทก์ได้รับจากบริษัททีทีเอ จำกัด (มหาชน) จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การพิจารณาคืนเงินภาษีให้แก่โจทก์นั้นถูกต้องแล้ว โจทก์ทำคำอุทธรณ์ขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2552 และทำหนังสือร้องเรียนถึงอธิบดีจำเลย สรรพากรภาค 4 มีหนังสือที่ กค 0708.ก3/5713 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2553 ถึงโจทก์ว่า การพิจารณาคืนเงินภาษีกรณีโจทก์ของสรรพากรพื้นที่พระนครศรีอยุธยา 2 นั้นชอบแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้พึงประเมินในส่วนที่เป็นเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัททีทีเอ จำกัด (มหาชน) หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า บริษัททีทีเอ จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 314) พ.ศ.2540 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้รับเงินปันผลจากบริษัทดังกล่าวจึงมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 314) พ.ศ.2540 มาตรา 3 บัญญัติว่า ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้จากการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ต้องใช้เรือที่จดทะเบียนเป็นเรือไทยตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยในการขนส่งสินค้าดังกล่าว (2) ต้องมีคนประจำเรือที่มีสัญชาติไทยในอัตราส่วนที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทย และมาตรา 4 บัญญัติว่า ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 ให้แก่ (1) บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ยกเว้นภาษีเงินได้ไว้เพียงสองกรณี คือ กรณีแรก ให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้จากการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและใช้เรือไทยในการประกอบกิจการ กรณีที่สอง ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นภาษีตามกรณีแรกให้แก่บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า บริษัททีทีเอ จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการหลักเป็นผู้ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจเรือเดินทะเลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ มีรายได้หลักคือเงินปันผล มิได้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ได้รับเงินปันผลจากบริษัททีทีเอ จำกัด (มหาชน) จึงไม่ได้รับประโยชน์ในการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 314) พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญช่วย ตั้งวัฒนศิริกุล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2559
#598038
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนทั้งสองคดีกับคดีนี้โจทก์คนเดียวกันฟ้องจำเลยทั้งสองในวันเดือนปีเดียวกันในการกระทำความผิดลักษณะเดียวกัน ใบกำกับภาษีที่ว่าปลอมหรือออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นของห้างเดียวกันกับในคดีนี้ และการใช้ใบกำกับภาษีนั้นมีการใช้ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่าใบกำกับภาษีของทั้งสามคดีเป็นฉบับเดียวกัน ทั้งจำเลยที่ 1 ของทุกคดี เป็นนิติบุคคลคนละคนกัน และ ป.รัษฎากร มาตรา 39 มิได้บัญญัติว่าจำเลยที่ 1 อีก 2 คดีที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นเครือเดียวกันถือว่าเป็นนิติบุคคลเดียวกัน มีแต่จำเลยที่ 2 ที่เป็นผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ในทุกคดี ดังนั้น แม้คดีทั้งสองที่จำเลยทั้งสองอ้างดังกล่าวจะมีคำพิพากษาแล้ว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว

จำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีทั้งสองดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นนิติบุคคลคนละคนกันก็ตาม แต่ลักษณะแห่งคดีเป็นการนำใบกำกับภาษีปลอมไปใช้เครดิตภาษีในเดือนภาษีเดียวกัน และความผิดเป็นอย่างเดียวกัน คดีทั้งสามมีความเกี่ยวพันกันโดยอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้เมื่อโจทก์แยกฟ้องโดยศาลมิได้สั่งให้รวมการพิจารณาคดีด้วยกัน และโทษที่จะกำหนดลงโทษจำเลยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 90/4 (7) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ดังนั้น หากศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมแล้ว ก็ต้องอยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ดังนั้น การนับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของสองคดีดังกล่าวรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 20 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1, 90/4 (7), 90/5 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1544/2553 และ 1545/2553 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 50,000 บาท รวม 19 กระทง เป็นเงิน 950,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 ปี รวม 19 กระทง เป็นจำคุก 38 ปีแต่ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1544/2553 และ1545/2553 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดรวม 6 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 50,000 บาท รวม 6 กระทงเป็นเงิน 300,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 ปี รวม 6 กระทง จำคุก 12 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากรได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 จึงมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายและภาษีซื้อซึ่งหากภาษีขายมีมากกว่าภาษีซื้อ จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับหน่วยงานของรัฐที่จัดเก็บภาษีคือ สำนักงานสรรพากรจังหวัดเชียงใหม่ แต่หากภาษีซื้อมีมากกว่าภาษีขาย จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มคืน โดยทั้งสองกรณีจำเลยที่ 1 ต้องใช้ใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มรายที่ขายสินค้าที่ออกให้กับจำเลยที่ 1 เป็นหลักฐานในการคำนวณเสียภาษีหรือในการขอรับเงินภาษีคืน และคดีนี้ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทั้งสองนำใบกำกับภาษีรวม 544 ฉบับ ที่ออกโดยบริษัทอุดมทรัพย์รุ่งเรือง (1998) จำกัด บริษัททรีโอ ออยส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทกุมารสิทธิ์ จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดเทพทวีสินจักรกลและห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.เอ็น.พี. แมชชีนเนอรี่ ไปใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่านอกจากคดีนี้โจทก์ยังได้ฟ้องอีกสองคดีคือคดีอาญา หมายเลขดำที่ 1544/2553 และ 1545/2553 ของศาลชั้นต้น เป็นการฟ้องในมูลกรณีเดียวกัน จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลเดียวกันกับคดีนี้ ส่วนจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นบุคคลเดียวกันเพราะเป็นบริษัทในเครือ ดังนั้น คดีนี้และอีกสองคดีที่กล่าวเป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนนั้น เห็นว่า คดีทั้งสองกับคดีนี้โจทก์คนเดียวกันฟ้องจำเลยทั้งสองในวันเดือนปีเดียวกันในการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน ใบกำกับภาษีที่ว่าปลอมหรือออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นของห้างเดียวกันกับคดีนี้ และการใช้ใบกำกับภาษีนั้นมีการใช้ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่าใบกำกับ/ใบเสร็จรับเงิน/ใบส่งของทั้งสามคดีเป็นฉบับเดียวกัน ทั้งจำเลยที่ 1 ของทุกคดี เป็นนิติบุคคลคนละคนกัน และประมวลรัษฎากรมาตรา 39 มิได้บัญญัติว่าจำเลยที่ 1 อีก 2 คดีตามที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นเครือเดียวกันถือว่าเป็นนิติบุคคลเดียวกัน มีแต่จำเลยที่ 2 ที่เป็นผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ในทุกคดีดังนั้น แม้คดีทั้งสองที่จำเลยทั้งสองอ้างดังกล่าวจะมีคำพิพากษาแล้ว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว แต่ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 547/2555 และ 583/2555 (ที่ถูก 548/2555) ที่ศาลชั้นต้นให้นับโทษต่อเป็นความผิดในคราวเดียวกัน เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เกินกว่า 20 ปี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เห็นว่า คดีดังกล่าวคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1544/2553 และ 1545/2553 ของศาลชั้นต้นที่กล่าวในข้างต้นแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวแล้วได้ความว่า

จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจะเป็นคนละคนกันก็ตาม แต่ลักษณะแห่งคดีเป็นการนำใบกำกับภาษีปลอมของห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.เอ็น.พี. แมชชีนเนอรี่ ไปใช้เครดิตภาษีในเดือนภาษีธันวาคม 2544 ถึงเดือนภาษีเมษายน 2545 เหมือนกัน และความผิดเป็นอย่างเดียวกัน คดีทั้งสามมีความเกี่ยวพันกันโดยอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ เมื่อโจทก์แยกฟ้องโดยศาลมิได้สั่งรวมพิจารณาคดีด้วยกันและโทษที่จะกำหนดลงโทษจำเลยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ดังนั้น หากศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมแล้ว ก็ต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) โดยหากจำคุกจำเลยที่ 2 เต็มตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ในสำนวนใดสำนวนหนึ่งแล้ว ก็ไม่อาจนับโทษต่อในอีกสำนวนหนึ่งได้ และเมื่อคดีทั้งสองศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 ในแต่ละสำนวนทุกกระทงแล้ว จำคุกสำนวนละ 10 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกา ดังนั้น การนับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของสองคดีดังกล่าวรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสอง เห็นว่าเป็นเพียงข้อปลีกย่อยที่ไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 547/2555 และ 548/2555 ของศาลชั้นต้นแต่เมื่อรวมโทษทุกคดีแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซีนิธ ออยล์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเปรมศักย์ ศรีนวล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจำแลง กุลเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 988/2559
#598461
เปิดฉบับเต็ม

เงินปันผลเป็นเงินที่จ่ายจากกำไรของบริษัทให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นครั้งเป็นคราวตามส่วนจำนวนหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1200 และมาตรา 1201 เงินปันผลจึงเป็นดอกผลนิตินัยตามมาตรา 148 วรรคสาม

เมื่อโจทก์ยึดหุ้นของบริษัท น. ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว การยึดหุ้นย่อมครอบไปถึงเงินปันผลอันเป็นดอกผลนิตินัยแห่งทรัพย์นั้นด้วย โจทก์จึงมีสิทธิอายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 5,723,889 บาท ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,760,000 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวด เดือนละ 10,000 บาท เริ่มงวดแรกภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดหุ้นบริษัทเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ จำกัด ใบหุ้นเลขที่ 501 ถึง 600 หุ้น บริษัทนิคมอุตสาหกรรม รังสิต จำกัด ใบหุ้นเลขที่ 5001 ถึง 6249 และหุ้นของจำเลยในบริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) กับเพิกถอนการอายัดเงินปันผล และสั่งคืนเงินปันผลดังกล่าวให้แก่จำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คิดถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 เป็นเงิน 18,178,552.01 บาท เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2545 และวันที่ 26 สิงหาคม 2548 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5107 และ 743 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคา 11,278,000 บาท และ 38,890,000 บาท ตามลำดับ วันที่ 14 กรกฎาคม 2548 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นบริษัทเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ จำกัด ใบหุ้นเลขที่ 501 ถึง 600 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือ จำนวน 100 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท เป็นเงิน 100,000 บาท และหุ้นบริษัทนิคมอุตสาหกรรม รังสิต จำกัด ใบหุ้นเลขที่ 5001 ถึง 6249 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือ จำนวน 1,249 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท เป็นเงิน 1,249,000 บาท และเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นของจำเลยในบริษัทนวนคร จำกัด (มหาชน) จำนวน 140,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 9.75 บาท เป็นเงิน 1,365,000 บาท ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2556 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินปันผลของหุ้นบริษัทนิคมอุตสาหกรรม รังสิต จำกัด ที่ยึดไว้แล้วจำนวน 17,985,600 บาท บริษัทดังกล่าวได้ส่งเงินปันผลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การอายัดเงินปันผลของหุ้นบริษัทนิคมอุตสาหกรรม รังสิต จำกัด ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หรือไม่ เห็นว่า เงินปันผลเป็นเงินที่จ่ายจากกำไรของบริษัทให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นครั้งเป็นคราวตามส่วนจำนวนหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1200 และมาตรา 1201 เงินปันผลจึงเป็นดอกผลนิตินัยอันเกิดจากหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม เมื่อโจทก์ยึดหุ้นบริษัทนิคมอุตสาหกรรม รังสิต จำกัด ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว การยึดหุ้นย่อมครอบไปถึงเงินปันผลอันเป็นดอกผลนิตินัยแห่งทรัพย์นั้นด้วย โจทก์จึงมีสิทธิอายัดเงินปันผลของหุ้นดังกล่าวได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้วก็ตาม การบังคับคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 148 วรรคสาม ม. 1200 ม. 1201
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยโทมนตรี ลุยจันทร์
จำเลย — นางวรรณา จารุศรหรือบริสุทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชาญ คุ้มพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ธงชัย เสนามนตรี
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 975/2559
#594399
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการพร้อมสำเนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งสำเนาคำขอรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ทำแผนโดยไม่ชักช้าโดยเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/27 และบุคคลตามมาตรา 90/26 วรรคสอง เป็นผู้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ผู้ทำแผนต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีรายการต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/42 โดยที่มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการทั้งนี้ตามมาตรา 90/27 กล่าวคือ เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนแทนการได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิม

คดีนี้ที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่อาจมีมติตามมาตรา 90/46 เลือกผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาล ซึ่งศาลล้มละลายกลางเห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม กรณีเช่นนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เฉพาะเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งเจ้าหนี้ในหนี้อื่นที่อาจขอรับชำระหนี้ได้จากมูลหนี้ที่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91

เนื่องจากมาตรา 90/78 บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความใน...มาตรา 90/68... ไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทำโดยสุจริตและเป็นไปตามแผนแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้น และมีผลให้หนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการกลับคืนสู่สถานะดังที่เป็นอยู่เดิม เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ในขณะนั้นจะไม่เปิดช่องให้กระทำได้" ฉะนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม เจ้าหนี้ซึ่งได้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่จะขอรับชำระหนี้ตามจำนวนหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการไว้ตามมาตรา 90/32 หาใช่จำนวนหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 (3) (ข) ไม่ ส่วนเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะรับชำระหนี้ไม่ว่าการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จะเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือไม่ตามมาตรา 90/61 เจ้าหนี้ผู้นั้นจึงหมดสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง เช่นกัน

เจ้าหนี้ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/61 (1) ย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามแผน และอาจได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนไปตามแผนแล้ว ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม ซึ่งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดดังกล่าวไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทำโดยสุจริตและเป็นไปตามแผนแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้น ดังนั้น สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ตามแผนก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม จึงขึ้นอยู่กับผลตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลที่เคยอนุญาตให้เจ้าหนี้นั้นได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ด้วย เมื่อคดีนี้เจ้าหนี้อุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ปรากฏสิทธิของเจ้าหนี้รายนี้ในการกลับคืนสู่สถานะดังที่เป็นอยู่เดิม และเมื่อนำทรัพย์สินที่เจ้าหนี้อาจได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามแผน (ถ้ามี) ไปหักออกแล้ว จึงจะทราบยอดหนี้สุทธิที่เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 90/78 ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2551 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2552 โดยมีลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนองในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเป็นเงิน 4,037,917.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,600,000 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เจ้าหนี้รายที่ 6 โต้แย้งว่าเอกสารหลักฐานแห่งมูลหนี้ของเจ้าหนี้ไม่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันในมูลหนี้และภาระผูกพันที่ลูกหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ จึงไม่น่าเชื่อว่ามีมูลหนี้กันจริง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (1)

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้กลับคำสั่งผู้คัดค้านให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนพ้นจากตำแหน่ง โดยที่ศาลมิได้มีคำสั่งตั้งผู้บริหารแผนชั่วคราว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงเป็นผู้บริหารแผนชั่วคราว ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/68 วรรคสาม

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/68 วรรคสาม ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้เกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อไปหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการพร้อมสำเนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งสำเนาคำขอรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ทำแผนโดยไม่ชักช้า โดยเจ้าหนี้ตามมาตรา 90/27 และบุคคลตามมาตรา 90/26 วรรคสอง เป็นผู้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ และผู้ทำแผนต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีรายการต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/42 โดยที่มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ตามมาตรา 90/27 กล่าวคือ เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนแทนการได้รับชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิม คดีนี้เนื่องจากที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่อาจมีมติตามมาตรา 90/46 เลือกผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาล ซึ่งศาลล้มละลายกลางเห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม กรณีเช่นนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เฉพาะเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งเจ้าหนี้ในหนี้อื่นที่อาจขอรับชำระหนี้ได้จากมูลหนี้ที่ได้เกิดขึ้น ตั้งแต่ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91 แต่เนื่องจากมาตรา 90/78 บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามความใน...มาตรา 90/68... ไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทำโดยสุจริตและเป็นไปตามแผนแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้น และมีผลให้หนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการกลับคืนสู่สถานะดังที่เป็นอยู่เดิม เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ในขณะนั้นจะไม่เปิดช่องให้กระทำได้" ฉะนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม เจ้าหนี้ซึ่งได้ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่จะขอรับชำระหนี้ตามจำนวนหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการไว้ตามมาตรา 90/32 หาใช่จำนวนหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 (3) (ข) ไม่ ส่วนเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะรับชำระหนี้ไม่ว่าการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จะเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือไม่ตามมาตรา 90/61 เจ้าหนี้ผู้นั้นจึงหมดสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเจ้าหนี้ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/61 (1) ย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามแผน และอาจได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนไปตามแผนแล้ว ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม ซึ่งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดดังกล่าวไม่กระทบถึงการใดที่ได้กระทำโดยสุจริตและเป็นไปตามแผนแล้วก่อนศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้น ดังนั้น สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ตามแผนก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/68 วรรคสาม จึงขึ้นอยู่กับผลตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลที่เคยอนุญาตให้เจ้าหนี้นั้นได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ด้วย เมื่อคดีนี้เจ้าหนี้อุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ปรากฏสิทธิของเจ้าหนี้รายนี้ในการกลับคืนสู่สถานะดังที่เป็นอยู่เดิม และเมื่อนำทรัพย์สินที่เจ้าหนี้อาจได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามแผน (ถ้ามี) ไปหักออกแล้ว จึงจะทราบยอดหนี้สุทธิที่เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามมาตรา 90/77 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 90/78 ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ ลูกหนี้ทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 122236 ดังกล่าว โดยสัญญาจำนองระบุว่าเพื่อประกันการกู้ยืมเงินซึ่งผู้จำนองได้กู้ยืมจากผู้รับจำนองจำนวน 3,600,000 บาท ให้ถือว่าสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินด้วย และผู้กู้ได้รับเงินเรียบร้อยแล้วเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 9911097 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2550 เช่นนี้ กรณีจึงแสดงอย่างแจ้งชัดว่าลูกหนี้ได้ยอมผูกพันที่จะชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่นายอนวัช กรรมการของลูกหนี้กู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมลงวันที่ 29 มิถุนายน 2550 โดยลูกหนี้และเจ้าหนี้ให้ถือสัญญาจำนองที่ดินนั้นเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมด้วย เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินได้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 4,037,917.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 3,600,000 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจากที่ดินโฉนดเลขที่ 122236 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 ม. 90/27 ม. 90/42 ม. 90/46 ม. 90/60 ม. 90/61 (1) ม. 90/68 ม. 90/77 ม. 90/78 ม. 91
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทยิ่งรวย เรียลเอสเตท จำกัด
เจ้าหนี้ — นายสุรพล แย้มเกษม
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 961/2559
#594725
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อความที่จำเลยแจ้งจะเป็นความเท็จเพราะความจริงโฉนดที่ดินอยู่ที่ ภ. และจำเลยนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้อ้างเพื่อขอให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อพันตำรวจโท บ.เจ้าพนักงาน ธ. และ พ. เจ้าพนักงานที่ดิน มิได้กล่าวพาดพิงไปถึง ภ. หรือนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้อ้างต่อ ภ. อันจะถือว่า ภ. ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลย อีกทั้งจำเลยมอบให้มารดานำโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับ ภ. เท่านั้น ซึ่ง ภ. ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย ภ. จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ภ. เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อ ภ. มิใช่คู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของ ภ. จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายภุชงค์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนอื่นจะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า นายภุชงค์ เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พันตำรวจโทบรรจง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่รับแจ้งเหตุ สืบสวน และสอบสวนคดีอาญาว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 17232 หน้าสำรวจ 2956 ตำบลสิ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ และโฉนดที่ดินเลขที่ 20459 หน้าสำรวจ 3700 ตำบลสิ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้สูญหายไป เพื่อให้พันตำรวจโทบรรจงจดข้อความดังกล่าวลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ความจริงโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับของจำเลยไม่ได้สูญหาย โดยจำเลยมอบให้มารดานำไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับนายภุชงค์ ภายหลังกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานดังกล่าวไปใช้อ้างแสดงต่อนายธีระวุฒิ และนางสาวพิชาพา เจ้าพนักงานที่ดินประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาขุนหาญ เพื่อให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าว เป็นเหตุให้นายธีระวุฒิและนางสาวพิชาพาหลงเชื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับให้แก่จำเลย เห็นว่า แม้ข้อความที่จำเลยแจ้งจะเป็นความเท็จเพราะความจริงโฉนดที่ดินอยู่ที่นายภุชงค์ และจำเลยนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้อ้างเพื่อขอให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อพันตำรวจโทบรรจง เจ้าพนักงาน นายธีระวุฒิและนางสาวพิชาพาเจ้าพนักงานที่ดิน มิได้กล่าวพาดพิงไปถึงนายภุชงค์หรือนำรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้อ้างต่อนายภุชงค์ อันจะถือว่านายภุชงค์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลย อีกทั้งจำเลยมอบให้มารดานำโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับนายภุชงค์เท่านั้น ซึ่งนายภุชงค์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย นายภุชงค์จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรืออ้างเอกสารราชการซึ่งแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายภุชงค์เข้าร่วมเป็นโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อนายภุชงค์มิใช่คู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของนายภุชงค์จึงเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้

พิพากษาให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายภุชงค์ ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ นายภุชงค์เข้าร่วมเป็นโจทก์ และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30
ป.อ. ม. 56 ม. 91 ม. 137 ม. 267 ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์
โจทก์ร่วม — นายภุชงค์ แซ่เตีย
จำเลย — นางสาวศันสนีย์ บุญมาก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายศิริชัย สุวรรณแสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 960/2559
#593234
เปิดฉบับเต็ม

คำเบิกความของจำเลยตอบโจทก์ถามค้านว่าเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกมาก่อน ย่อมใช้ยันจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 233 วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน

ฎีกาของจำเลยที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนตามคำเบิกความของจำเลยเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องการให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เพื่อจะได้วินิจฉัยว่ามีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เป็นฎีกาที่บิดเบือนปัญหาข้อเท็จจริงให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 81, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จ่าสิบเอกจำเนียร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาพยาบาลและดำเนินการเกี่ยวกับคดี 10,000 บาท ค่ารักษาตัวต่อเนื่อง ค่าที่ไม่สามารถประกอบการงานในปัจจุบันและอนาคต 40,000 บาท และค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏข้อความที่โจทก์ระบุว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ประสงค์เพิ่มเติมบวกโทษจำคุกแก่จำเลย และโจทก์ไม่ได้แสดงหลักฐานว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนตามคำเบิกความของจำเลยจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและวินิจฉัยในทางที่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยพิจารณาพิพากษาไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวข้างต้นต้องการให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเพื่อจะได้วินิจฉัยว่ามีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นฎีกาที่บิดเบือนปัญหาข้อเท็จจริงให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเท่านั้น ดังนี้ ข้อกฎหมายที่จำเลยอ้างในฎีกาจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 233 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่จำเลยเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นได้ และศาลอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้" เมื่อจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดกำแพงเพชรในข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลจังหวัดกำแพงเพชรพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 9 เดือน จำเลยพ้นโทษเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2556 คำเบิกความของจำเลยจึงใช้ยันจำเลยได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 233 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
ผู้ร้อง — จ่าสิบเอกจำเนียร สารวาท
จำเลย — นางนพวรรณ สารวาท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายอนันต์ บุญแย้ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา