คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 95/2559
#594727
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความแยกการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาเป็น 3 วัน แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและเบิกความว่าจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ขอให้ช่วยเหลือทางการเงินแก่จำเลยที่ 2 ในการนำเงินที่จำเลยที่ 2 ร่วมลงทุนค้าทองคำและอัญมณีกับสมาคมพ่อค้าจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มีค่าดำเนินการ แล้วจำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่า โจทก์หลงเชื่อจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับไปเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 และวันที่ 27 มิถุนายน 2555 จำนวน 2,500,000 บาท 1,300,000 บาท และ 152,000 บาท ตามลำดับ การที่โจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในแต่ละครั้งเป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลอกลวงให้โจทก์ช่วยเหลือทางการเงินแก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83

การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และ

ที่ 3 คนละ 18 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 ให้จำคุก 1 ปี

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตและให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 1 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ระหว่างฎีกา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาเป็น 3 วัน คือวันที่ 25 เมษายน 2555 วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 และวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและเบิกความว่า เมื่อระหว่างกลางเดือนเมษายน 2555 ถึงกลางเดือนพฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ขอให้โจทก์ช่วยเหลือทางการเงินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเงินจากการลงทุนของจำเลยที่ 2 ในการค้าทองคำและ

อัญมณีต่าง ๆ ร่วมกับสมาคมพ่อค้าจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ใช้เงินไปในการลงทุนหมดจึงไม่มีเงินค่าดำเนินการนำเงินปันผลเข้ามาในประเทศไทย โดยจำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าด้วยวิธีการโอนผ่านมายังบัญชีเงินฝากของโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกหนังสือจ่ายค่าสมนาคุณให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้สัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้รับเงินไปจากโจทก์จำนวน 2,500,000 บาท จำเลยที่ 3 มอบโฉนดที่ดินสามฉบับเพื่อเป็นประกันไว้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะจ่ายเงินสมนาคุณเพิ่ม และขอรับโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับคืน โจทก์หลงเชื่อจึงส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับคืนแก่จำเลยทั้งสี่ไป วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โจทก์จ่ายเงินเพิ่มเติมเนื่องจากค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปนั้นยังไม่เพียงพอ โจทก์หลงเชื่อจึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไป โดยทำหนังสือสัญญาจ่ายค่าสมนาคุณไว้และโอนเงินจำนวน 1,300,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 และวันที่ 27 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โจทก์โอนเงินจำนวน 152,000 บาท โดยแจ้งว่าเป็นค่าธรรมเนียมในการโอนเงินค่าสมนาคุณเข้าบัญชีบุคคลของโจทก์ โจทก์หลงเชื่อจึงโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ยังหลอกลวงโจทก์อีกว่าต้องนำเงินอีกจำนวน 20,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์หลงเชื่อจึงโอนเงินให้จำเลยที่ 1 ทำให้เห็นได้ว่าการที่โจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในแต่ละครั้ง เป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลอกลวงให้โจทก์ช่วยเหลือทางการเงินแก่จำเลยที่ 2 เพื่อจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเงินจากการลงทุนของจำเลยที่ 2 ในการค้าทองคำและอัญมณีต่าง ๆ ร่วมกับสมาคมพ่อค้าจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามายังประเทศไทย โดยจำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่า จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววรรัตน์ ธรรมลักษมี
จำเลย — นางฤดี แจ่มวิจักษณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสมชาย ขานสระน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วิไลชนม์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 95/2559
#605889
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ว่าราชการจังหวัด จำเลยที่ ๑ จัดให้มีการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดตามมาตรา ๒๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ มิใช่การใช้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด จำเลยที่ ๑ ในการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้เอง หากแต่เป็นการใช้อำนาจของอิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้คัดเลือกอันเป็นการดำเนินกิจการขององค์การทางศาสนาซึ่งไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง (๙) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น การดำเนินการจัดให้มีการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครองหรือมิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง เป็นแต่เพียงการอำนวยความสะดวกให้อิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้ใช้อำนาจคัดเลือกบุคคลผู้สมควรดำรงตำแหน่ง ผลการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดจึงมิใช่ผลอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครอง ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกหรือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ ๒ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๕/๒๕๕๙

วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลจังหวัดขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดขอนแก่นส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ นายเสรี ปาทาน ที่ ๑ นายอนนท์ อุปวรรณ์ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องนายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ที่ ๑ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๙๔๑/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์ที่ ๑ เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น ดยครบวาระการดำรงตำแหน่ง ๖ ปี เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ โจทก์ที่ ๒ เป็นอิหม่ามประจำมัสยิด นูรุ้ลรอฮีม (ดอนโมง) จังหวัดขอนแก่น จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการจัดให้มีการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๒ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดลงในราชกิจจานุเบกษาตามพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ ได้ดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นแทนคณะกรรมการชุดที่หมดวาระ โดยทราบอยู่แล้วว่าก่อนถึงวันดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดดังกล่าว ตำแหน่งอิหม่ามประจำมัสยิดที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดขอนแก่นได้ว่างลงจำนวน ๓ แห่ง จากทั้งหมด ๖ แห่ง ซึ่งจำเลยที่ ๑ จะต้องรอให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย หรือคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่ใกล้เคียงซึ่งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมอบหมายเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกอิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดขอนแก่นแทนตำแหน่งที่ว่างลงก่อน แต่จำเลยที่ ๑ กลับดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นก่อน อันเป็นการข้ามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และก่อนวันจะทำการคัดเลือก ๑ วัน โจทก์ที่ ๒ ได้มีหนังสือถึง จำเลยที่ ๑ ขอลาออกจากตำแหน่งอิหม่ามประจำมัสยิดนูรุ้ลรอฮีม การลาออกของโจทก์ที่ ๒ เป็นผลให้เหลือมัสยิดเพียง ๒ แห่งเท่านั้นที่ได้ใช้สิทธิคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นครั้งพิพาท ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้ประกาศ หรือแต่งตั้งคณะบุคคลตามที่ถูกเสนอชื่อโดยจำเลยที่ ๑ ลงในราชกิจจานุเบกษา การดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นของจำเลยที่ ๑ และการประกาศ หรือแต่งตั้งคณะบุคคลของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อกฎหมายและระเบียบคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และตกเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองคัดค้านแล้ว แต่ จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า การดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นไม่ชอบด้วยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนประกาศหรือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น และพิพากษาว่าประกาศหรือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง องค์ประชุมในการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นชอบด้วยกฎหมาย การลาออกจากการเป็นอิหม่ามของโจทก์ที่ ๒ ไม่มีผล เพราะจำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจอนุมัติให้ลาออก การดำเนินการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นของจำเลยที่ ๑ เป็นไปตามขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย และประกาศหรือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นของจำเลยที่ ๒ ก็เป็นไปชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่จำเลยที่ ๑ ดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น และการที่จำเลยที่ ๒ มีประกาศหรือคำสั่งแต่งตั้งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นที่ได้รับการคัดเลือก เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อให้ได้มาซึ่งตัวบุคคลในการเข้าไปบริหารงานหรือดำเนินกิจการในองค์กรศาสนา มิใช่การดำเนินกิจการขององค์การศาสนาอิสลาม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้ใช้อำนาจหรือได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๑๘ กำหนดให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยออกระเบียบวิธีการดำเนินการและควบคุมดูแลการบริหารงานของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด และมาตรา ๒๓ การคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการให้อิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้คัดเลือก ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ รองประธาน กรรมการ เลขานุการ และกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในราชกิจจานุเบกษา ดังนี้ ตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จึงเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ประจำตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ และได้รับเงินค่าตอบแทนจากรัฐตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๒ จึงถือว่าสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองมีคำสั่งหรือดำเนินการจัดการคัดเลือกหรือเลือกตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น จึงเป็นคำสั่งหรือการดำเนินการที่จำเลยทั้งสองออกโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวนั้นมีผลกระทบต่อโจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองว่าการออกคำสั่ง การดำเนินการคัดเลือกหรือเลือกตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลเพิกถอนการดำเนินการจัดการคัดเลือกหรือเลือกตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา อันเกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นคดีปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง จะต้องเป็นข้อพิพาทอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีลักษณะเป็นการกระทำทางปกครอง คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ จัดให้มีการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น และหลังจากนั้น จำเลยที่ ๒ ออกประกาศหรือคำสั่งแต่งตั้งบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการประจำจังหวัดขอนแก่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนประกาศหรือคำสั่งแต่งตั้งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นครั้งที่พิพาท โดยที่พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓ วรรคสอง บัญญัติว่า การคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการให้อิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้คัดเลือก ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง และวรรคสี่ บัญญัติว่า ให้กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานุการและกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในราชกิจจานุเบกษา ข้อ ๙ วรรคหนึ่ง ของกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดใดมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดว่างลง ให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีการประชุมอิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเพื่อคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และวรรคสอง กำหนดว่า ในการประชุมคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ต้องมีอิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนอิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นจึงจะเป็นองค์ประชุม และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นประธานในที่ประชุม และวรรคสาม กำหนดว่า ให้อิหม่ามประจำมัสยิดที่มาประชุมคนหนึ่งมีสิทธิเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้ไม่เกินจำนวนของกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนั้น หรือไม่เกินจำนวนตำแหน่งที่ว่างลงแล้วแต่กรณี จึง เห็นได้ว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่จัดให้มีการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นเป็นเพียงการจัดให้มีการประชุมอิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้อิหม่ามประจำมัสยิดดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกโดยวิธีการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และเมื่ออิหม่ามประจำมัสยิดได้คัดเลือกกรรมการประจำจังหวัดคนใดแล้ว จำเลยที่ ๑ ก็จะเสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้จำเลยที่ ๒ นำไปประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ จัดให้มีการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น และการที่จำเลยที่ ๒ ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในราชกิจจานุเบกษา จึงเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการจัดระบบความสัมพันธ์ของบุคคลและระบบการปกครองเพื่อควบคุมดูแลกิจการทางศาสนาตามที่พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ กำหนดไว้เป็นการเฉพาะเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดในทางปกครองที่จะถือว่าเป็นการกระทำทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง ตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากแต่คดีนี้มีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกิจการขององค์การทางศาสนาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น จำเลยที่ ๑ ซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการให้มีการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดว่า ดำเนินการจัดการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นแทนชุดที่หมดวาระไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เป็นผลให้การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ ๒ ได้ออกประกาศหรือมีคำสั่งแต่งตั้งคณะบุคคลตามที่จำเลยที่ ๑ จัดการคัดเลือกเป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่าการดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนประกาศหรือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น จำเลยทั้งสองให้การว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งโต้แย้งว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ อันมีลักษณะเป็นคดีปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่าการดำเนินการของจำเลยทั้งสองเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ จากบทบัญญัติดังกล่าว การใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองได้นั้น ต้องเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองเพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง หรือกฎ หรือการดำเนินการใด ๆ ในทางปกครอง เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้การคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่น ซึ่งกระทำ โดยจำเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเพิกถอนประกาศหรือคำสั่งของจำเลยที่ ๒ ที่แต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นตามผลการจัดการคัดเลือกของจำเลยที่ ๑ จะเห็นได้ว่า เป็นกรณีที่ จำเลยที่ ๑ ดำเนินการจัดให้มีการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดตามมาตรา ๒๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งบัญญัติว่า "การคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการให้อิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้คัดเลือก ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง" และวรรคสี่ของบทบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้ "กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานุการ และกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในราชกิจจานุเบกษา" บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้อำนาจจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้เอง หากแต่เป็นการใช้อำนาจของอิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งการใช้อำนาจของอิหม่ามประจำมัสยิดตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ก็เป็นการดำเนินกิจการขององค์การทางศาสนาซึ่งไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง (๙) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น การดำเนินการจัดให้มีการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดของจำเลยที่ ๑ จึงมิใช่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครองหรือมิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง เป็นแต่เพียงการอำนวยความสะดวกให้อิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้ใช้อำนาจคัดเลือกบุคคลผู้สมควรดำรงตำแหน่ง ผลการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดดังกล่าวจึงมิใช่ผลอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่ "คำสั่งทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกหรือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขอนแก่นของจำเลยที่ ๒ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายเสรี ปาทาน ที่ ๑ นายอนนท์ อุปวรรณ์ ที่ ๒ โจทก์ นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ที่ ๑ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540
กฎกระทรวง (พ.ศ.2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลา พ.ศ. 2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี ปาทาน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 94/2559
#603698
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนฟ้องว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ซึ่งมีชื่อของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้จดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ จากนั้นจำเลยที่ ๓ ยื่นขอออกโฉนด แต่โจทก์ทั้งสองคัดค้าน สำนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๔ โดยเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ ๕ สอบสวนเปรียบเทียบ แล้วมีคำสั่งออกโฉนดให้แก่จำเลยที่ ๓ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพิกถอนชื่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ออกจาก น.ส. ๓ ก. เพิกถอนคำขอออกโฉนด และการรังวัดออกโฉนดทั้งหมด ส่วนจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แล้วยกให้แก่จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ก็ครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมา โจทก์ที่ ๑ รุกล้ำเข้าปลูกต้นไม้และสมุนไพร จำเลยที่ ๕ ให้การว่า คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการขอรังวัดออกโฉนด และการรังวัดออกโฉนดชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๔/๒๕๕๙

วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสุโขทัย

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสุโขทัยส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ นางณัฐสุดา สงวนจารีต ที่ ๑ นายสิริยุทธ์ ทองปากน้ำ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้องนางสาวพิสมัย ศรีสวัสดิ์ ที่ ๑ นางชัฎภัสสร สงวนศรี ที่ ๒ นายกล้า ทองเทศ ที่ ๓ กรมที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดสุโขทัย สาขาศรีสำโรง ที่ ๔ นางมะลิวัลย์ ทีปะนะ ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสุโขทัย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๔๖๓/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๕๗ ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวมีชื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โดยรับโอนมาจากจำเลยที่ ๓ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๖ แต่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มิได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว และทราบดีว่าโจทก์ทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเต็มทั้งแปลง และไม่ได้ฟ้องขับไล่โจทก์ทั้งสองหรือเรียกคืนสิทธิครอบครองภายใน ๑ ปี ต่อมาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๓ ทราบอยู่แล้วว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว จากนั้นวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๓ ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่พิพาทต่อจำเลยที่ ๔ โจทก์ทั้งสองคัดค้าน จำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๕ สอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งเห็นควรออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๕๗ เนื้อที่ ๓๙ ตารางวา เพิกถอนชื่อ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ออกจาก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๕๗ เพิกถอนคำขอออกโฉนดของจำเลยที่ ๓ และการรังวัดออกโฉนดทั้งหมดที่จำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๕ ได้ออกคำสั่งซึ่งกระทบต่อสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๕๗ นับตั้งแต่ได้รับการยกให้จากจำเลยที่ ๓ ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยกที่ดินพิพาทให้แก่ จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ก็ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา โจทก์ที่ ๑ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นไม้และสมุนไพร โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๕ ให้การว่า คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการขอรังวัดออกโฉนด และการรังวัดออกโฉนดชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุโขทัยพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการที่หน่วยงานทางปกครองมีคำสั่งและออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท แต่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท มิใช่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองที่ใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเป็นสำคัญ และในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของจำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๕ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้มีสิทธิในที่ดินที่แท้จริงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ศาลจึงจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินระหว่างเอกชนด้วยกันว่าโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๕๗ เพิกถอนชื่อของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ออกจาก น.ส. ๓ ก. เพิกถอนคำขอออกโฉนดของจำเลยที่ ๓ และการรังวัดออกโฉนดที่ดินทั้งหมดที่จำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๕ ได้ออกคำสั่งอันเป็นการกระทบต่อสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสอง เมื่อการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์และออกโฉนดที่ดิน เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยที่ ๕ ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการใช้อำนาจดังกล่าวมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ทั้งสองได้ฟ้องจำเลยที่ ๕ (เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุโขทัย สาขาศรีสำโรง) เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๙/๒๕๕๗ ต่อศาลปกครองพิษณุโลกโดยขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดสุโขทัย สาขาศรีสำโรง ที่ ๓/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ซึ่งศาลปกครองพิษณุโลกได้มีคำสั่งรับฟ้องไว้แล้ว โดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ร้องสอดในคดีดังกล่าว และคดีอยู่ระหว่างพิจารณา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทซึ่งมีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีพิพาทซึ่งศาลปกครองได้รับไว้พิจารณาพิพากษาแล้ว จึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๕๗ ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โดยรับโอนมาจากจำเลยที่ ๓ แต่มิได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ ทั้งทราบดีว่าโจทก์ทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเต็มทั้งแปลง แต่ไม่ได้ฟ้องขับไล่หรือเรียกคืนสิทธิครอบครองภายใน ๑ ปี ต่อมา จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ จากนั้นจำเลยที่ ๓ ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่พิพาทต่อจำเลยที่ ๔ โจทก์ทั้งสองคัดค้าน จำเลยที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๕ สอบสวนเปรียบเทียบ แล้วมีคำสั่งเห็นควรออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๕๗ เพิกถอนชื่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ออกจาก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๕๗ เพิกถอนคำขอออกโฉนดของจำเลยที่ ๓ และการรังวัดออกโฉนดทั้งหมด ส่วนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนับตั้งแต่ได้รับการยกให้จากจำเลยที่ ๓ ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ก็ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา โจทก์ที่ ๑ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นไม้และสมุนไพร โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ และจำเลยที่ ๕ ให้การว่า คำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการขอรังวัดออกโฉนด และการรังวัดออกโฉนดชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนต่อศาลยุติธรรม โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๕๗ เพิกถอนชื่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ออกจาก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๕๗ เพิกถอนคำขอออกโฉนดของจำเลยที่ ๓ และการรังวัดออกโฉนดทั้งหมด อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางณัฐสุดา สงวนจารีต ที่ ๑ นายสิริยุทธ์ ทองปากน้ำ ที่ ๒ โจทก์ นางสาวพิสมัย ศรีสวัสดิ์ ที่ ๑ นางชัฎภัสสร สงวนศรี ที่ ๒ นายกล้า ทองเทศ ที่ ๓ กรมที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดสุโขทัย สาขาศรีสำโรง ที่ ๔ นางมะลิวัลย์ ทีปะนะ ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางณัฐสุดา สงวนจารีต ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — นางสาวพิสมัย ศรีสวัสดิ์ ที่ 1 กับพวกรวมกัน 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 93/2559
#611076
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินเพื่อขอรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์และในการรังวัดเจ้าหน้าพนักงานที่ดินชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาสำนักงานที่ดินมีประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งรวมถึงที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ให้จำเลยยื่นคำขอเพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของโจทก์ในการยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เนื่องจากจำเลยดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์มีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อันเป็นความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์และจำเลยในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นายอนันต์ วัฒนโยธิน
จำเลย — เทศบาลตำบลบางสมัคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 92/2559
#611075
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินเพื่อขอรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์และในการรังวัดเจ้าหน้าพนักงานที่ดินชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมือเปล่าที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาสำนักงานที่ดินมีประกาศแจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งรวมถึงที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ให้จำเลยยื่นคำขอเพิกถอนการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จำเลยให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของโจทก์ในการยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็เนื่องจากจำเลยดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงพิพาท โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โดยโจทก์มีคำขอหลักให้ศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อันเป็นความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ ซึ่งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิกันระหว่างโจทก์และจำเลยในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
โจทก์ — นางประนอม มากเมฆ
จำเลย — เทศบาล
ตำบลบางสมัคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 91/2559
#611074
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า โจทก์ ยื่นฟ้อง วัด จำเลยที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี จำเลยที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี จำเลยที่ ๓ และกรมที่ดิน จำเลยที่ ๔ อ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดิน จําเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๔๘๕ ให้แก่จําเลยที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์? ห้ามจำเลยที่ ๑ และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยที่ ๑ ไปขอเพิกถอนโฉนดที่ดินกับให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ส่วนจําเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ธรณีสงฆ์ของจำเลยที่ ๑ และการออกโฉนดที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิในที่พิพาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การทำนองเดียวกันว่า การออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่าแม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะเนื่องมาจากการออกโฉนดที่ดิน เลขที่ ๙๔๘๕ ซึ่งโจทก์อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยออกทับที่ดินของโจทก์ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือจำเลยที่ ๑ เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีที่โจทก์ขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาท อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นายสุรศักดิ์ ศรีดามาตย์
จำเลย — วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ที่ 1 กับพวกรวม 4
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 90/2559
#603004
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากบิดา โดยบิดาบริจาคที่ดินให้สร้างถนน มีความกว้าง ๘ เมตร ที่ดินนอกเหนือจากนั้นได้ปลูกต้นไม้ไว้ ต่อมาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ปักเสาไฟฟ้าเลยไหล่ถนนและต้นไม้ซึ่งบริเวณดังกล่าวไม่ได้บริจาคให้เป็นที่สาธารณะ ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนทะเบียนเขตทางที่หน่วยงานของรัฐระบุไว้กว้างเกิน ๘ เมตร และย้ายเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่า ถนนพิพาทประชาชนเป็นผู้บริจาคที่ดินให้และมีการจัดทำทะเบียนประวัติไว้ว่ามีความกว้างระหว่าง ๘ ถึง ๑๕ เมตร การปักเสาไฟฟ้าในที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทที่บิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาคให้เป็นถนนมีจำนวนเนื้อที่เท่าใดกันแน่หรือที่ดินพิพาทตกเป็นที่สาธารณะแล้วหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป ทั้งเมื่อพิจารณาเจตนาของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๐/๒๕๕๙

วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสระบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๘ นางคำพูน ฝ่ายผุย ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี ที่ ๑ กรมทางหลวงชนบท ที่ ๒ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๘๕/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่า บิดามารดาของผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๙๒ ตำบลคชสิทธิ์ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรีต่อมาในปี ๒๕๓๙ บิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาคที่ดินให้สร้างถนนเส้นทางสายบ้านชะโงก-บ้านหนองอุ่มผ่านที่ดินแปลงดังกล่าว มีความกว้าง ๘ เมตร ส่วนที่นอกเหนือจาก ๘ เมตร ได้ปลูกต้นไม้ไว้ ต่อมาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาอำเภอหนองแค ได้ปักเสาไฟฟ้า ๖ ต้น โดยปักเสาไฟฟ้าเลยไหล่ถนนและต้นไม้ซึ่งบริเวณดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินที่ได้บริจาคให้เป็นที่สาธารณะ ต่อมาในปี ๒๕๔๑ ผู้ฟ้องคดีได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่แปลงดังกล่าวจากบิดา ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรีเพื่อขอรังวัดที่ดิน ที่บริจาคให้เป็นทางสาธารณะ แต่ผู้ฟ้องคดีขอยกเลิกการรังวัดเนื่องจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรีมาชี้รังวัดกว้างเกินกว่าที่บริจาคให้แต่แรก ปี ๒๕๕๘ บิดาของผู้ฟ้องคดีทำหนังสือคัดค้านเขตถนนที่บริจาคให้ แต่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรีแจ้งว่าปัจจุบันเขตทางดังกล่าวลงทะเบียนเป็นทางหลวงชนบท เขตทางอยู่ที่ ๘ ถึง ๑๕ เมตร จึงไม่สามารถแก้ไขแนวเขตของถนน ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบดังกล่าว ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนทะเบียนเขตทางที่หน่วยงานของรัฐระบุไว้ กว้างเกิน ๘ เมตร กับให้เจ้าหน้าที่ออกรังวัดแบ่งเขตที่ดินให้ชัดเจน และย้ายเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า ถนนพิพาทก่อสร้างเมื่อปี ๒๕๓๙ โดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ซึ่งประชาชนเป็นผู้บริจาคที่ดินให้และมีการจัดทำทะเบียนประวัติไว้ว่ามีความกว้างระหว่าง ๘ ถึง ๑๕ เมตร ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๕ จึงได้โอนถนนพิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การลงทะเบียนทางหลวงท้องถิ่นจึงใช้ข้อมูลเดิมที่มีการกำหนดความกว้าง ของเขตทางไว้แล้วและได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด จึงไม่สามารถแก้ไขแปลี่ยนแปลงได้ ถนนพิพาทก่อสร้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ จนถึงปัจจุบันนานกว่า ๑๙ ปีแล้ว ไม่ปรากฏว่าบิดาของผู้ฟ้องคดีคัดค้านหรือโต้แย้งการสร้างถนนอันเป็นการอุทิศที่ดินให้โดยปริยาย ที่ดินพิพาทบางส่วนจึงตกเป็น ที่สาธารณะสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ขณะเข้าดำเนินการปักเสาไฟฟ้า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เชื่อโดยสุจริตว่าบริเวณดังกล่าวเป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนใช้ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพียงว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างเขตทางตามเอกสารการลงทะเบียนเป็นทางหลวงท้องถิ่นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลจะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยว่าการลงทะเบียนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีผลทางกฎหมาย เป็นอย่างไร และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สามารถยกขึ้นอ้างเพื่อเป็นเหตุคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่เท่านั้น โดยไม่จำต้องพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินในบริเวณที่พิพาท แต่อย่างใด คดีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน แต่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาท เกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสระบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าบิดาของผู้ฟ้องคดี ได้บริจาคที่ดินแปลงพิพาทให้สร้างถนนมีความกว้าง ๘ เมตร ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยืนยันว่าความกว้างของถนนไม่น้อยกว่า ๘ เมตรหรือ กว้าง ๘ ถึง ๑๕ เมตร โดยอ้างหลักฐานการลงทะเบียนเป็นทางหลวงท้องถิ่น ดังนั้นการที่หน่วยงานของรัฐได้ ลงทะเบียนเขตทางระบุไว้เกิน ๘ เมตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างสิทธิของตน จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิ์ในส่วนของทางที่เกิน ๘ เมตร ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ก่อนที่จะพิจารณาวินิจฉัยว่า การลงทะเบียนเป็นทางหลวงท้องถิ่นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ว่าด้วยทรัพย์สิน ดังนั้นจึงเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือ ศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๒ จากบิดา โดยบิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาคที่ดินให้สร้างถนนเส้นทาง สายบ้านชะโงก-บ้านหนองอุ่ม ผ่านที่ดินแปลงดังกล่าว มีความกว้าง ๘ เมตร ที่ดิน นอกเหนือจากนั้นได้ปลูกต้นไม้ไว้ ต่อมาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาอำเภอหนองแค ได้ปักเสาไฟฟ้า ๖ ต้น โดยปักเสาไฟฟ้าเลยไหล่ถนนและต้นไม้ ซึ่งบริเวณดังกล่าวไม่ได้บริจาคให้เป็นที่สาธารณะ ผู้ฟ้องคดี ได้มีหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรีเพื่อขอรังวัดที่ดินที่บริจาคให้เป็นทางสาธารณะ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แจ้งว่าปัจจุบันเขตทางดังกล่าวลงทะเบียนเป็นทางหลวงชนบทเขตทางอยู่ที่ ๘ ถึง ๑๕ เมตร จึงไม่สามารถแก้ไขแนวเขตของถนน ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบดังกล่าว ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนทะเบียนเขตทางที่หน่วยงานของรัฐระบุไว้กว้าง เกิน ๘ เมตร กับให้เจ้าหน้าที่ออกรังวัดแบ่งเขตที่ดินให้ชัดเจนและย้ายเสาไฟฟ้าออกจากที่ดิน ของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า ถนนพิพาทก่อสร้างเมื่อปี ๒๕๓๙ โดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ซึ่งประชาชนเป็นผู้บริจาคที่ดินให้และมีการจัดทำทะเบียนประวัติ ไว้ว่ามีความกว้างระหว่าง ๘ ถึง ๑๕ เมตร ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๕ จึงได้โอนถนนพิพาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การลงทะเบียนทางหลวงท้องถิ่นจึงใช้ข้อมูลเดิมที่มีการกำหนดความกว้าง ของเขตทางไว้แล้วและได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด จึงไม่สามารถแก้ไขแปลี่ยนแปลงได้ ถนนพิพาทก่อสร้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ จนถึงปัจจุบันนานกว่า ๑๙ ปีแล้ว ไม่ปรากฏว่าบิดาของผู้ฟ้องคดีคัดค้านหรือโต้แย้งการสร้างถนนอันเป็นการอุทิศที่ดินให้โดยปริยาย ที่ดินพิพาทบางส่วนจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ขณะเข้าดำเนินการ ปักเสาไฟฟ้าเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีฟ้องขอเพิกถอนทะเบียนเขตทางที่กว้าง เกินกว่า ๘ เมตร กับให้เจ้าหน้าที่ออกรังวัดแบ่งเขตที่ดินให้ชัดเจนและย้ายเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินของ ผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ก็ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ ดังนั้นการที่ศาล จะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทที่บิดาของ ผู้ฟ้องคดีบริจาคให้เป็นถนนมีจำนวนเนื้อที่เท่าใดกันแน่ หรือที่ดินพิพาทตกเป็นที่สาธารณะแล้วหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป ทั้งเมื่อพิจารณาเจตนาของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจ พิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางคำพูน ฝ่ายผุย ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี ที่ ๑ กรมทางหลวงชนบท ที่ ๒ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางคำพูน ฝ่ายผุย
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 89/2559
#603315
เปิดฉบับเต็ม

การขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีนี้เป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ลักษณะ ๒ การที่จะวินิจฉัยว่า การขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณากระบวนการบังคับคดีและขั้นตอนการขายทอดตลาดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรม ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครอง ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทโดยไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเหตุให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๙/๒๕๕๙

วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.

๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดภูเก็ต

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ นางสุมิตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๙/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ต ไม่ดำเนินการบังคับคดีตามบทบัญญัติของกฎหมาย กล่าวคือเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๒๑๕ และ ๓๒๒๑๖ ตำบลวิชิต (ระเงง) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต คดีหมายเลขดำที่ ๑๑๙/๒๕๓๙ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๓๐๔/๒๕๓๙ ระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวสมาพร สินสิริ จำเลย ผู้ฟ้องคดีประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ ต่อมาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ประมูลซื้อได้ต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ และศาลฎีกา มีคำพิพากษายืน



ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ผู้ฟ้องคดีประมูลซื้อได้เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็น

เจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๒๑๕ และ ๓๒๒๑๖ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ๒ หลัง และเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงอาคาร เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ ขาดรายได้จากค่าเช่าอาคาร ๒ หลัง ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อชำระราคาค่าซื้อทรัพย์และยังไม่ได้รับเงินที่ผู้ฟ้องคดีชำระค่าซื้อทรัพย์ที่ประมูลได้คืนจากกรมบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษา ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงิน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔,๓๖๖,๗๘๕.๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ย ชดใช้ค่าขาดประโยชน์ ตามสัญญาเช่าให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน เดือนละไม่น้อยกว่า ๙,๘๐๐ บาท นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๕๘ จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การขายทอดตลาดเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์ที่นำมาประกาศขายนั้นเป็นทรัพย์ของจำเลยในคดีแพ่งที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งการยึดให้กับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์ได้ก็ไม่มีเหตุขัดข้องในการโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตไม่ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลจังหวัดอุบลราชธานีแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตห้ามทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาท และไม่แจ้งว่าผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นกรมในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตามมาตรา ๓๓ (๕) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น เป็นการข้ามขั้นตอนในการบังคับคดีตามที่กฎหมายกำหนดส่งผลให้ การขายทอดตลาดทรัพย์สินมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินมาจากการขายทอดตลาดได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินเพื่อให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลบรรลุผล และเมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดี



จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยทำการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาลทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดภูเก็ตพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๗๘ บัญญัติไว้ว่า "ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวางและออกใบรับให้กับมีอำนาจที่จะยึดหรืออายัดและยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ และมีอำนาจที่จะเอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด ทั้งมีอำนาจที่จะจำหน่ายทรัพย์สินหรือเงินรายได้จากการนั้นและดำเนินวิธีการบังคับทั่ว ๆ ไปตามที่ศาลได้กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี รวมทั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดี มีอำนาจดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีได้" จากบัญญัติดังกล่าวเจ้าพนักงานบังคับคดี มีอำนาจในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อให้การบังคับคดีบรรลุผลตามคำพิพากษา การขายทอดตลาดย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๖ วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า "เมื่อได้ยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างหรืออสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนของลูกหนี้ตามคําพิพากษาแล้ว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคําขอต่อศาลขอให้สั่งอนุญาต ให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น ถ้าไม่มีผู้คัดค้านในการขายทรัพย์ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๓๐๗ ให้ศาลมีคําสั่งอนุญาตตามคําขอ แล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ทราบ ซึ่งคําสั่งของศาลและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด ซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น" ดังนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจหน้าที่จะต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินให้เป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดขั้นตอนให้ต้องกระทำเพื่อให้การขายทอดตลาดทรัพย์สินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีเกี่ยวกับการกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตว่าการประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น เป็นการข้ามขั้นตอนในการบังคับคดีตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้การขายทอดตลาดทรัพย์สินมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินมาจากการขายทอดตลาดได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เห็นว่าการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้การขายทอดตลาดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงเป็นการดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดไว้



เป็นการเฉพาะ การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนในการขายทอดตลาด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่อันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นเป็นการข้ามขั้นตอนในการบังคับคดีตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้การขายทอดตลาดทรัพย์สินมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินมาจากการขายทอดตลาดไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น เมื่อการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีนี้เป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ลักษณะ ๒ การที่จะวินิจฉัยว่าการขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณากระบวนการบังคับคดีและขั้นตอนการขายทอดตลาดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลยุติธรรม ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองแต่อย่างใด ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทโดยไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นเหตุให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม



จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสุมิตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร ผู้ฟ้องคดี กรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม (ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุมิตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมบังคับคดี
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 88/2559
#605082
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง โดยผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าเป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่นาแปลงพิพาทของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงประการอื่น นอกจากการทับซ้อนกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องและคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขุดดินในที่นาพิพาทและทำที่ดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิมนั้น เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ทั้งการที่ศาลจะวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลต้องวินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ประเด็นตามคำขอนี้ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดินตามคำขอแรกที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๘/๒๕๕๙

วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘ นายบุญมา แพงบุดดี ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๑/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๕๕ ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน ๔๙ ตารางวา โดยได้รับมรดกมาจากบิดาของผู้ฟ้องคดีซึ่งได้ทำกินมาก่อนปี ๒๔๗๐ เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ ได้ทำการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หนองน้ำสาธารณประโยชน์แปลง "หนองคำก้อม" หมู่ที่ ๑๑ ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดและได้รับหนังสือจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปใช้สิทธิทางศาล แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ไปใช้สิทธิทางศาลดังกล่าว ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ อบ ๕๔๖๙ ตั้งอยู่ที่บ้านโนนสวน หมู่ที่ ๑๑ ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ๓๐ ตารางวา ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๘ และก่อนมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงผู้ใหญ่บ้านบุ่งหวายและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวายได้เข้าทำการขุดดินในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงสาธารณประโยชน์แปลง "หนองคำก้อม" ห้ามขุดที่นาพิพาทและให้ทำที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม

ต่อมาศาลปกครองอุบลราชธานีมีคำสั่งเรียกองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย เข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "หนองคำก้อม" เลขที่ อบ ๕๔๖๙ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เป็นการแสดงเขตที่ดิน ที่ตั้ง จำนวนเนื้อที่ของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ อบ ๕๔๖๙ ตั้งอยู่ที่บ้านโนนสวน หมู่ที่ ๑๑ ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และห้ามส่วนราชการขุดที่นาที่พิพาทและให้ทำที่ดินกลับคืนสภาพเดิมได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ๑ แปลง ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน ๔๙ ตารางวา โดยรับมรดกมาจากนายลวง แพงบุดดี บิดาผู้ฟ้องคดี ซึ่งนายลวง รับมรดกมาจากบิดามารดาอีกต่อหนึ่ง และทำกินมาก่อนปี ๒๔๗๐ ต่อมาเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองคำก้อม" หมู่ที่ ๑๑ ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดและได้รับหนังสือจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปใช้สิทธิทางศาล แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ไปใช้สิทธิทางศาล ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหนองน้ำสาธารณประโยชน์ "หนองคำก้อม" ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และก่อนที่จะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เข้าทำการขุดดินในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขุดที่ดินพิพาทและทำที่ดินกลับคืนสภาพเดิม ส่วนฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่าที่ดินพิพาทคือบริเวณของหนองคำก้อมอันเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ของชุมชนที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมาช้านาน โดยมีหลักฐานยืนยันจากระวางแผนที่ของสำนักงานที่ดินและหลักฐานโฉนดที่ดินของประชาชนที่อยู่ติดกับที่ดินบริเวณพิพาทซึ่งระบุข้างเคียงจดหนองน้ำสาธารณประโยชน์ อีกทั้งได้ความจากการสอบสวนผู้นำชุมชนทั้งในอดีตและปัจจุบัน ตลอดจนผู้อาวุโสในท้องถิ่นต่างยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ การดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "หนองคำก้อม" ของทางราชการจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่หนองน้ำสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงหนองคำก้อม เลขที่ อบ ๕๔๖๙ และห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขุดดินในที่ดินพิพาทและทำที่ดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงหนองคำก้อมชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงหนองคำก้อมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ฟ้องคดีก็อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าเป็นการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาท ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงหนองคำก้อมตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโต้แย้ง ทั้งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ อบ ๕๔๖๙ ประการอื่น นอกจากการทับซ้อนกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนคำฟ้องและคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขุดดินในที่พิพาทและทำที่ดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิมนั้น ก็เป็นคำฟ้องที่อ้างว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอันมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ทั้งการที่ศาลจะวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ศาลต้องวินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ประเด็นตามคำขอนี้ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดินตามคำขอแรกที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายบุญมา แพงบุดดี ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งหวาย ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายบุญมา แพงบุดดี
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 87/2559
#604181
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่า เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ค.๑ ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนด แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออกโฉนดให้ได้ เนื่องจากเป็นที่สาธารณประโยชน์ (สนามบินบึงนาราง) จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนด เมื่ออุทธรณ์คำสั่ง ก็ถูกยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดกับให้ออกโฉนด เจ้าพนักงานที่ดินให้การว่า ที่ดินที่ยื่นขอรังวัดออกโฉนดนายอำเภอบึงนารางคัดค้านการรังวัด โดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๘๓๗/๒๕๕๐ว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ แม้จะได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ก็ไม่เกิดสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเอกชนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีที่ขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาท อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๗/๒๕๕๙

วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพิจิตร

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๘ นางโปรย สุขอยู่ ที่ ๑ นางวรรณกมล ณรงค์ฤทธิ์ ที่ ๒ นางสาวคะนึง เจริญสิงห์ ที่ ๓ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตร ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตร สาขาโพทะเล ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒๕/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ ๕๙๕ หมู่ที่ ๑ ตำบลบึงนาราง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร โดยครอบครองต่อเนื่องจากบรรพบุรุษมากว่า ๕๐ ปี ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๘ แจ้งผู้ฟ้องคดีทั้งสามว่า ที่ดินที่ทำการรังวัดไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินให้ได้ เนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๘๓๗/๒๕๕๐ วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ (สนามบินบึงนาราง) จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยกอุทธรณ์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม และเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน กับให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่ยื่นขอรังวัดออกโฉนด นายอำเภอบึงนารางคัดค้านการรังวัด โดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๘๓๗/๒๕๕๐ ว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๔๘๔ แม้จะได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ก็ไม่เกิดสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมที่ดิน และมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กลับมีหนังสือแจ้งว่า ที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจากเป็นที่สาธารณประโยชน์ (สนามบินบึงนาราง) จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนด และเมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีหนังสืออุทธรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับยกอุทธรณ์ จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และประเด็นหลักแห่งคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลปกครองเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองว่าชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ กรณีจึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพิจิตรพิจารณาแล้ว เห็นว่า ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง และให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ศาลต้องพิจารณาในประเด็นเบื้องต้นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสามหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ ๕๙๕ ได้ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือแจ้งว่า ที่ดินที่ทำการรังวัดไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดินให้ได้ เนื่องจากเป็นที่สาธารณประโยชน์ (สนามบินบึงนาราง) จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนด ผู้ฟ้องคดีทั้งสามอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนด กับให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่ยื่นขอรังวัดออกโฉนด นายอำเภอบึงนารางคัดค้านการรังวัด โดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๘๓๗/๒๕๕๐ ว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์มาตั้งแต่ปี ๒๔๘๔ แม้จะได้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ก็ไม่เกิดสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน กับให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้าง กรณีจึงเป็นคดีที่ขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางโปรย สุขอยู่ ที่ ๑ นางวรรณกมล ณรงค์ฤทธิ์ ที่ ๒ นางสาวคะนึง เจริญสิงห์ ที่ ๓ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตร ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตร สาขาโพทะเล ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางโปรย สุขอยู่ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 86/2559
#603003
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า สร้างถนนผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดี และมีการตัดต้นไม้เผาทำลาย ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและปรับพื้นที่ให้คืนสู่สภาพเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทมีประชาชนอุทิศให้ มิได้เข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนโดยพลการ จึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๖/๒๕๕๙

วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุดรธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘ นายสุนัน ชินมา ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีวิชัย ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลศรีวิชัย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๓/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก) เลขที่ ๘๗๗ ตำบลศรีวิชัย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา โดยเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๘ ผู้ฟ้องคดีไปลงชื่อรับรองการออกโฉนดที่ดินข้างเคียง พบว่ามีการตัดถนนผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นโครงการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ คิดเป็นเนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๓๐ ตารางวา รวมถึงได้มีการตัดต้นไม้ชนิดต่างๆ และเผาทำลายต้นไม้ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และปรับพื้นที่ให้คืนสู่สภาพเดิม

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำให้การว่า สภาองค์การบริหารส่วนตำบลศรีวิชัยได้พิจารณาให้ความเห็นชอบและบรรจุโครงการขุดยกร่องพูนดินถนนเพื่อการเกษตรสายบ้านร่มเย็นพัฒนา - คุ้มนาโพธิ์ ไว้ในข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยมีประชาชนจำนวน ๖ ราย อุทิศที่ดินให้เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ทราบว่าผู้ฟ้องคดีมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก) แปลงพิพาท เนื่องจากนายถวัลย์ ทุมมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้อุทิศที่ดินแปลงดังกล่าวมีเอกสารสำคัญใบจอง (น.ส. ๒) ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและครอบครองที่ดิน โดยสงบ เปิดเผย มาจนถึงขั้นตอนการดำเนินโครงการและก่อสร้างถนนแล้วเสร็จและไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้าน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิได้เข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนโดยพลการ จึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อจัดทำบริการสาธารณะให้ประชาชนโดยส่วนรวม ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาคำชี้แจงของผู้ฟ้องคดีที่ได้โต้แย้งว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๘๗๗ เดิมมีนายบัววัน ผลสุขเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งสำนักงานที่ดินอำเภอวานรนิวาสเป็นผู้ออกเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวให้เมื่อวันที่ ๒๐พฤษภาคม ๒๕๓๖ และผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาซื้อขายกับนายบัววัน เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีโดยชอบธรรม เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่ามีประชาชนจำนวน ๖ ราย ได้อุทิศที่ดินให้ทำเป็นถนนสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องมีหน้าที่ตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินอำเภอวานรนิวาสให้แน่ชัดก่อนว่าที่ดินแปลงที่อุทิศเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อุทิศจริงหรือไม่ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองหาได้กระทำไม่ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ไม่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินที่มีผู้อุทิศให้ก่อนที่จะดำเนินโครงการนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดสว่างแดนดินพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองในที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก) เลขที่ ๘๗๗ ตำบลศรีวิชัย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายถวัลย์ ทุมมนตรี ซึ่งต่อมานายถวัลย์อุทิศที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อก่อสร้างถนนตามโครงการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยนายถวัลย์มีเอกสารสำคัญใบจองในที่ดินพิพาทมาแสดงต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองว่าครอบครองทำประโยชน์ จึงเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำโครงการตัดถนนผ่านที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก) ของผู้ฟ้องคดี คิดเป็นความเสียหายเนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๓๐ ตารางวา รวมถึงมีการตัดต้นไม้ชนิดต่างๆ และเผาทำลาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายและปรับพื้นที่ให้คืนสู่สภาพเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า โครงการตัดถนนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีประชาชนจำนวน ๖ ราย อุทิศที่ดินให้ โดยที่พิพาทมีนายถวัลย์ ทุมมนตรีเป็นผู้ครอบครองตามเอกสารสำคัญใบจอง (น.ส.๒) ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิได้เข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนโดยพลการ จึงเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนตัดถนนผ่านที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายและปรับพื้นที่ให้คืนสู่สภาพเดิมก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสุนัน ชินมา ผู้ฟ้องคดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีวิชัย ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลศรีวิชัย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสุนัน ชินมา
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีวิชัย ที่ 1 กับพวกรวม2คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 85/2559
#604182
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนผู้มีชื่อใน น.ส. ๓ ก. ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหรือแก้ไข น.ส. ๓ ก. ที่เจ้าพนักงานที่ดินออกให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๕/๒๕๕๙

วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุดรธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดอุดรธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุดรธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ นายชู กาทอง ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาเพ็ญ ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๖/๒๕๕๗ ซึ่งต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกนายวิรัตน์ แสงสุวรรณ เข้ามาเป็นผู้ร้องสอดและกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ความว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๑ งาน ๙๐ ตารางวา ตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ แต่ได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๓๓๙ เลขที่ดิน ๓๑ ตำบลจอมศรี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๐ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีมีเนื้อที่ดินเพียง ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๔๐ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบเนื้อที่ของที่ดินแปลงดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๗๒๙ เนื้อที่ ๙๕ ไร่ ๓ งาน ให้แก่นายไสว เชิดทอง ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยมิชอบ ซึ่งต่อมานายไสวได้จดทะเบียน โอนขายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๗๒๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การทำนองเดียวกันว่า การออกเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๗๒๙ ให้แก่นายไสว เชิดทอง ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้ออกทับ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๓๓๙ ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตในเอกสารครบถ้วนและมิได้ทำการคัดค้านแนวเขตแต่อย่างใด

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายโดยซื้อมาจากนายไสว เชิดทอง และเป็นคนละแปลงกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีบุกรุกที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงได้ดำเนินการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญากับผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๗๒๙ ตำบลจอมศรี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ให้แก่นายไสว เชิดทอง ทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๓๓๙ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้สอบสวนไกล่เกลี่ยแต่คู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้จึงได้แจ้งให้ไปใช้สิทธิฟ้องศาล ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไข น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๗๒๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ให้กับบุคคลอื่นทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นคำขอที่ศาลสามารถกำหนดคำบังคับให้ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนประเด็นปัญหาว่า ผู้ใดเป็นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี ซึ่งศาลปกครองย่อมมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้ตามนัยข้อ ๔๑ วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่คดียื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นข้อหาใดมีหลายประเด็นเกี่ยวพันกัน และปรากฏว่ามีประเด็นที่จำเป็นต้องวินิจฉัยก่อนจึงจะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้อยู่ในอำนาจหรือเขตอำนาจของศาลปกครองชั้นต้นอื่นหรือศาลอื่นซึ่งมิใช่ศาลปกครอง ศาลปกครองชั้นต้นซึ่งรับคดีไว้ มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวพันกันที่ต้องวินิจฉัยก่อนนั้นเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีได้ และแม้การวินิจฉัยประเด็นย่อยดังกล่าวจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดิน แต่การพิจารณาโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่หลักเกณฑ์สำหรับนำมาเพื่อที่จะใช้พิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองไม่ให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงย่อมสามารถนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นมาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก โดยคู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นเอกชน ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๑ งาน ๙๐ ตารางวา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๓๓๙ เลขที่ดิน ๓๑ ตำบลจอมศรี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่เพียง ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๔๐ ตารางวา ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีทำนาและปลูกอ้อยในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ จนถึงปัจจุบัน เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ขอตรวจสอบที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาเพ็ญ แล้วปรากฏว่ามีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๗๒๙ เลขที่ดิน ๖๔ ตำบลจอมศรี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ ๙๕ ไร่ ๓ งาน ให้แก่นายไสว เชิดทอง ทับที่ดินในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง ประมาณ ๓๒ ไร่ ๑ งาน ๙๐ ตารางวา โดยมิชอบ ซึ่งต่อมานายไสวได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผู้ฟ้องคดีจึงใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นสำคัญ การออกหลักฐาน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๗๒๙ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้สิทธิแก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะปฏิบัติตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลก็จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้รับฟังได้เป็นที่ยุติก่อนว่าระหว่างผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผู้ใดมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเสียก่อนโดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินเป็นสำคัญซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประเด็นดังกล่าวยังไม่เกี่ยวกับการกระทำทางปกครอง แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป อีกทั้งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต่างเป็นโจทก์และจำเลยยื่นฟ้องซึ่งกันและกันต่อศาลจังหวัดอุดรธานีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ. ๑๑๑/๒๕๕๘ เรื่องสิทธิครอบครอง และคดีหมายเลขดำที่ พ. ๒๖๒/๒๕๕๘ เรื่องขับไล่ เรียกค่าเสียหาย ศาลรวมการพิจารณาคดีและให้เรียกผู้ฟ้องคดีว่า โจทก์ เรียกผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ว่า จำเลย คดีอยู่ระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเรื่องสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีเดียวกัน เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นคดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งทำการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๗๒๙ ให้แก่ผู้มีชื่อทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไข น.ส. ๓ ก. ที่พิพาทในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า การออกเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๗๒๙ ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้ออกทับที่ของผู้ฟ้องคดีเนื่องจากเป็นคนละแปลงกันและผู้ฟ้องคดีบุกรุกที่พิพาทผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงได้ดำเนินการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๗๒๙ ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งขอให้ศาลเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๗๒๙ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายชู กาทอง ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานสาขาเพ็ญ ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ นายวิรัตน์ แสงสุวรรณ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายชู กาทอง
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ที่ 1 กับพวกรวม 2คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 84/2559
#611073
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชนด้วยกัน กรณีเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำละเมิดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้อง ทำให้รูปแผนที่ของโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงเปลี่ยนแปลงไปจากหลักฐาน น.ส. ๓ เดิม และทำให้ที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตกไปอยู่ในเขตที่ดินในโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ขอให้คุ้มครองสิทธิการทำประโยชน์ในที่พิพาทและให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการออกโฉนดที่ดินใหม่ แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า ร่วมกันครอบครองที่พิพาทมาโดยชอบและโฉนดที่ดินของตนมิได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและที่ดินข้างเคียง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดขอนแก่น
ผู้ฟ้องคดี — นายวิจิตร พรหมหลวงศรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขาชุมแพ ที่ 1
กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 83/2559
#606945
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเอกชนให้รับผิดตามสัญญาจ้างเหมาดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ สวน สนามหญ้าและตัดหญ้า กำจัดวัชพืชในเขตทางพิเศษและอาคาร โดยเนื้อหาของสัญญาและร่างขอบเขตงาน (TOR) เป็นการว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้ ดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ สวน สนามหญ้าและตัดหญ้า กำจัดวัชพืชในเขตการทางพิเศษและอาคารสำนักงาน มีกำหนดเวลา ๓ ปี ซึ่งมิใช่ภารกิจหลักของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ในการจัดสร้างหรือจัดให้มีทางพิเศษด้วยวิธีใด ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ และดำเนินงานหรือธุรกิจเกี่ยวกับทางพิเศษ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการทางพิเศษหรือที่เป็นประโยชน์แก่การทางพิเศษ สัญญาจ้างพิพาทจึงมิใช่สัญญาที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์ อันจะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หากแต่เป็นเพียงสัญญาจ้างเหมาบริการเพื่อให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีอาชีพประกอบกิจการออกแบบตกแต่งสวน ดูแลสนาม จัดการดูแลความสะอาดและความสวยงามของภูมิทัศน์ของโจทก์ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน สัญญาพิพาทนี้จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อินแอนด์เอาท์ การ์เด้น ที่ 1
กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 82/2559
#603686
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่เอกชนฟ้องบังคับให้หน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐชำระเงินกรณีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสาร โดยมีวัตถุแห่งสัญญาว่าให้ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสาร จึงไม่ใช่ลักษณะของการมอบหมายให้เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งเครื่องถ่ายเอกสารไม่ใช่เครื่องมือสำคัญ แต่เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการผลิตเอกสารการเรียนการสอนเท่านั้น วัตถุแห่งสัญญาจึงไม่ใช่เรื่องการให้โจทก์เข้าจัดทำบริการสาธารณะ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๒/๒๕๕๙

วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.

๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์

ระหว่าง

ศาลปกครองอุบลราชธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสะเกษ ไอเฟค โจทก์ ยื่นฟ้อง โรงเรียนบ้านหนองกระทิง ที่ ๑ นายปรีชา จารุวงศ์ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๙๗/๒๕๕๘ ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสาร ยี่ห้อฟูจิ รุ่น เอส ๒๐๑๐ จำนวน ๑ เครื่อง ราคา ๗๘,๐๐๐ บาท จากโจทก์ กำหนดชำระราคาภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันรับสินค้า โจทก์ได้ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยมีตัวแทนลงลายมือชื่อรับสินค้าไว้แทน เมื่อถึงกำหนดจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงทำสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อ ฟูจิ รุ่นเอส ๒๐๑๐ กับโจทก์ แต่พนักงานของโจทก์ได้ใช้กลอุบายทำให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ สำคัญผิดว่าพนักงานของโจทก์เป็นตัวแทนของห้างหุ้นส่วนจำกัดไพศาลวิทยา ซึ่งจำเลยที่ ๑ ตกลงจะทำสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารด้วย เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จึงลงลายมือชื่อในใบสั่งซื้อการซื้อขายสินค้ากับโจทก์ อันเป็นการสำคัญผิดในตัวผู้ขายซึ่งเป็นสาระสำคัญ ทั้งการส่งมอบสินค้าของโจทก์ไม่มีการตรวจรับตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ซื้อเครื่องถ่ายเอกสารจากห้างหุ้นส่วนจำกัดไพศาลวิทยา และมีการตรวจรับถูกต้องตามระเบียบแล้ว จำเลยทั้งสองได้แจ้งให้โจทก์มารับเครื่องถ่ายเอกสารคืน แต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นการใช้สิทธิจากการลวงขายสินค้าโดยไม่สุจริต เอกสารใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษีที่โจทก์นำไปใช้เป็นหลักฐานฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น โจทก์ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความลงในเอกสารโดยไม่ชอบ และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์พิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ สัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่สัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้คู่สัญญาอีกฝ่ายเข้าดำเนินการ หรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐซึ่งก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคกันระหว่างคู่สัญญาแต่อย่างใด แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน จึงเป็นสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดา ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่งที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น ดังนั้น คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกรอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้จำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันเป็นบริการสาธารณะของรัฐ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ มีความจำเป็นต้องซื้อเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จึงทำบันทึกเลขที่ ๒/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ รายงานการขอซื้อต่อจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงมีใบสั่งซื้อ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ กับโจทก์ ตกลงซื้อเครื่องถ่ายเอกสาร สัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเครื่องถ่ายเอกสารมาใช้ในการเรียนการสอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งโดยสภาพในปัจจุบันถือได้ว่า เครื่องถ่ายเอกสารเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอน เป็นต้นว่า ทำสำเนารูปภาพ ทำสำเนาเอกสารต่างๆ เพื่อเป็นสื่อในการเรียนการสอน รวมทั้งการทำสำเนาแบบทดสอบเพื่อการวัดผลประเมินการเรียนการสอน ประกอบกับก่อนที่จะมีการซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ให้เหตุผลความจำเป็นในการซื้อเครื่องถ่ายเอกสารว่า มีความจำเป็นต้องซื้อเพื่อใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนงานขยายโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษา จึงเห็นว่า สัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาที่มีวัตถุแห่งสัญญาเพื่อจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจของจำเลยที่ ๑ ให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสารให้กับจำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ผิดนัดไม่ชำระราคาเครื่องถ่ายเอกสารให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองชำระราคาเครื่องถ่ายเอกสารพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชำระเงินแก่โจทก์ กรณีผิดสัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสาร ยี่ห้อฟูจิ รุ่นเอส ๒๐๑๐ จำนวน ๑ เครื่อง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาซื้อขายเครื่องถ่ายเอกสารที่โจทก์อ้างตามฟ้องมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จำเลยที่ ๑ เป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา ๓๔ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ และมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่วัตถุแห่งสัญญาพิพาทมีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบเครื่องถ่ายเอกสาร จำนวน ๑ เครื่อง ให้แก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของการมอบหมายให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งเครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวไม่ใช่เครื่องมือสำคัญ ซึ่งหากขาดไปจะทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่อาจจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาให้บรรลุผลได้ เป็นแต่เพียงเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการผลิตเอกสารการเรียนการสอนเท่านั้น เมื่อวัตถุแห่งสัญญาไม่ใช่เรื่องการให้โจทก์เข้าจัดทำบริการสาธารณะ และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีนี้จึงไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสะเกษ ไอเฟค โจทก์ โรงเรียนบ้านหนองกระทิง ที่ ๑ นายปรีชา จารุวงศ์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสะเกษ ไอเฟค
จำเลย — โรงเรียนบ้านหนองกระทิง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 81/2559
#605888
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จำเลย ว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานธุรการทั่วไป เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์เป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษาตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘๑/๒๕๕๙

วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.

๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๘ นางสาววรินทิพย์ วิเศษโพธิ์ศรี โจทก์ ยื่นฟ้องจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๒๗/๒๕๕๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้ข้อบังคับของจำเลย จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานธุรการทั่วไป ตำแหน่งสุดท้ายเลขานุการประจำ Sasin Institute for Global Affairs (SIGA) ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๒๑,๐๐๐ บาท ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ จำเลยให้โจทก์เขียนใบลาออกโดยอ้างว่าหน่วย SIGA จะปิดตัวลงและให้มีผลในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ โดยโจทก์ไม่ได้สมัครใจลาออก จึงถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและโจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยอีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๗๕๖,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์สมัครใจลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลย โดยจำเลยไม่ได้บังคับขู่เข็ญหรือกระทำการอันไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ภายหลังจากโจทก์ยื่นใบลาออกแล้ว โจทก์ไม่เคยทำหนังสือขอยกเลิกการลาออกหรือขอใช้สิทธิอุทธรณ์ตามข้อบังคับของจำเลยหรือมีพฤติการณ์ใด ๆ ที่ทำให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว เป็นกรณีที่จำเลยจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานจึงเป็นความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างอันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่ง สัญญาจ้างทำงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำฟ้องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้กระทำความผิดและเป็นการเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) และมาตรา ๔๙ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ส่วนที่พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๒ บัญญัติให้กิจการของจำเลยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงงานสัมพันธ์นั้น บทบัญญัติดังกล่าวเพียงแต่กำหนดว่าการจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๑ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายแรงงานทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่เป็นการจ้างแรงงานแต่อย่างใด และที่พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๒๑ (๓) ให้อำนาจจำเลยในการออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยซึ่งข้อบังคับดังกล่าวมีการกำหนดขั้นตอนการประเมินผลการปฏิบัติงาน การจ้างงาน การอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะแตกต่างจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์นั้น ไม่ใช่เกณฑ์การพิจารณาเขตอำนาจศาล ประกอบกับการพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนเป็นสำคัญ เมื่อข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะเป็นข้อสัญญาที่บัญญัติเป็นการทั่วไปในสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองและไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ และมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แต่อย่างใด

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์เป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานธุรการทั่วไป เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ โดยจำเลยตกลงจะว่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ และเริ่มการจ้างงานตามสัญญาเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ เมื่อสัญญาดังกล่าว เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง อันได้แก่ จำเลยในคดีนี้เป็นหน่วยงานทางปกครอง ซึ่งมีภารกิจในการให้บริการทางการศึกษาตามมาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบข้อ ๗ ของข้อบังคับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นการให้บริการสาธารณะด้านการศึกษา สัญญาที่จำเลยว่าจ้างให้โจทก์เป็นพนักงานธุรการทั่วไปและตำแหน่งสุดท้ายเป็นเลขานุการประจำ Sasin Institute for Global Affairs (SIGA) จึงเป็นสัญญาที่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และตามนัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๒๕๖/๒๕๕๔ เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม และเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ก็ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยอีก จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด และไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่า โจทก์สมัครใจลาออก โดยจำเลยไม่ได้บังคับขู่เข็ญหรือกระทำการอันไม่เป็นธรรม และโจทก์ไม่เคยทำหนังสือขอยกเลิกการลาออกหรือขอใช้สิทธิอุทธรณ์ หรือมีพฤติการณ์ใด ๆ ที่ทำให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย พร้อมทั้งโต้แย้งว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานธุรการทั่วไปในหน่วยงานของจำเลย เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมาย ว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันระบุวัตถุประสงค์ของจำเลยที่จะบุกเบิก แสวงหาและเป็นคลังความรู้ ให้การศึกษา ส่งเสริม ประยุกต์และพัฒนาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง สร้างบัณฑิต วิจัย เป็นแหล่งรวมสติ ปัญญา และบริการทางวิชาการแก่สังคม รวมทั้งสืบสานทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษา จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานธุรการทั่วไปของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นส่วนงานหนึ่งของจำเลย มีภารกิจในการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาชั้นนำในต่างประเทศเพื่อให้การจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาด้านการบริหารธุรกิจและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องเป็นไปในระดับนานาชาติ การพัฒนาวิชาการ การวิจัย และส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการ การบริการทางวิจัย และการให้คำปรึกษาด้านบริหารธุรกิจแก่สังคม ปรากฏตามข้อบังคับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าด้วยสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยจำเลยทำหน้าที่ในตำแหน่งเลขานุการประจำ Sasin Institute for Global Affairs ซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการ กลุ่มบริหารจัดการ ตามข้อ ๓๘ (๖) ของข้อบังคับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๕๑ และมีหน้าที่ในการร่วมจัดทำภารกิจของจำเลย นอกจากนี้ ข้อบังคับดังกล่าวอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑ (๓) และมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการบริหารงานบุคคลของพนักงานมหาวิทยาลัยไว้เป็นการเฉพาะ รวมถึงกรณีการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการไม่ต่อสัญญาปฏิบัติงาน หรือการเลิกสัญญาปฏิบัติงาน ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดระบบการบริหารงานบุคลากรภาครัฐอันเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนออกจากการบริหารงานบุคคลภาคเอกชน ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุผลภารกิจของหน่วยงานทางปกครองในเรื่องการบริการสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษาตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาววรินทิพย์ วิเศษโพธิ์ศรี โจทก์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๕๑
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววรินทิพย์ วิเศษโพธิ์ศรี
จำเลย — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 79/2559
#611236
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้นั้นจะต้องปรากฏว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลนั้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันนั้นขัดแย้งกัน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกัน แต่เมื่อพิจารณาประเด็นข้อพิพาทในคดีที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวอ้างว่าขัดแย้งกันแล้วเห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ โจทก์หรือผู้ร้องมีสิทธิครอบครองปรปักษ์ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๗๕๙ หรือถนนซอยพร้อมจิตรหรือไม่ ส่วนประเด็นข้อพิพาทในคดีปกครองตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ การที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพ

มหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยพื้นที่ตั้งโครงการของบริษัทของผู้ร้องทั้งสองติด "ถนนสาธารณะ" ที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๓ (พ.ศ.๒๕๓๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๐ (พ.ศ.๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ หรือไม่ แม้คดีจะมีปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลทั้งสองต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกันว่า ถนนซอยพร้อมจิตรหรือที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๗๕๙ มีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ เพื่อจะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งว่าโจทก์และผู้ร้องในคดีแพ่งมีสิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่ ๒๗๕๙ หรือถนนซอยพร้อมจิตรหรือไม่ และการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีของศาลปกครองว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ร้องและบริษัท พ. โดยมีด้านใดด้านหนึ่งของที่ดินติดถนนซอยพร้อมจิตรซึ่งมีสภาพเป็นถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร หรือไม่ แต่ทั้งศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดก็วินิจฉัยตรงกันว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๗๕๙ หรือถนนซอยพร้อมจิตรตกเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยสภาพแห่งการใช้จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพียงแต่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยต่อไปตามประเด็นข้อพิพาทในคดีปกครอง โดยตีความข้อกฎหมายคำว่า"ถนนสาธารณะ" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๓ (พ.ศ.๒๕๓๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๐ (พ.ศ.๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งศาลในคดีแพ่งมิได้

วินิจฉัยเกี่ยวกับสภาพความเป็นถนนสาธารณะ เนื่องจากไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทในคดี ดังนี้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลที่เกี่ยวข้องตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิได้ขัดแย้งกัน คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามข้อ ๒๘ แห่งข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลผู้รับความเห็น — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ผู้ยื่นคำร้อง — บริษัทเทอร์ตี้ไนน์ บูเลอวาร์ด จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 78/2559
#611235
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้นั้นจะต้องปรากฏว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลนั้นได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องเดียวกันนั้นขัดแย้งกัน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกัน แต่เมื่อพิจารณาประเด็นข้อพิพาทในคดีที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวอ้างว่าขัดแย้งกันแล้วเห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ โจทก์หรือผู้ร้องมีสิทธิครอบครองปรปักษ์ในที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๗๕๙ หรือถนนซอยพร้อมจิตรหรือไม่ ส่วนประเด็นข้อพิพาทในคดีปกครองตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ การที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ร้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยพื้นที่ตั้งโครงการของบริษัทของผู้ร้องทั้งสองติด "ถนนสาธารณะ" ที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๓ (พ.ศ.๒๕๓๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๐ (พ.ศ.๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ หรือไม่ แม้คดีจะมีปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลทั้งสองต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกันว่า ถนนซอยพร้อมจิตรหรือที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๗๕๙ มีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ เพื่อจะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งว่าโจทก์และผู้ร้องในคดีแพ่งมีสิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่ ๒๗๕๙ หรือถนนซอยพร้อมจิตรหรือไม่ และการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีของศาลปกครองว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ร้องและบริษัท พ. โดยมีด้านใดด้านหนึ่งของที่ดินติดถนนซอยพร้อมจิตรซึ่งมีสภาพเป็นถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร หรือไม่ แต่ทั้งศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดก็วินิจฉัยตรงกันว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๗๕๙ หรือถนนซอยพร้อมจิตรตกเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยสภาพแห่งการใช้จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพียงแต่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยต่อไปตามประเด็นข้อพิพาทในคดีปกครอง โดยตีความข้อกฎหมายคำว่า"ถนนสาธารณะ" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๓ (พ.ศ.๒๕๓๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๐ (พ.ศ.๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งศาลในคดีแพ่งมิได้วินิจฉัยเกี่ยวกับสภาพความเป็นถนนสาธารณะ เนื่องจากไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทในคดี ดังนี้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลที่เกี่ยวข้องตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิได้ขัดแย้งกัน คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามข้อ ๒๘ แห่งข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลผู้รับความเห็น — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ผู้ยื่นคำร้อง — บริษัทพี.เอส.แกรนด์ เอสเตท จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 77/2559
#599663
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่ากำนัน ปลัดอำเภอ และหน่วยงานทางปกครอง ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี โดยทำการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายและให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดกระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่และผู้ฟ้องคดีได้ร่วมรังวัดตรวจสอบที่ดิน แต่มิได้คัดค้าน จึงมิได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๗/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมหาสารคาม

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๘ นางบัวหอม วันชาดี ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกำนันตำบลเขวาไร่ ที่ ๑ ปลัดอำเภอนาเชือก ที่ ๒ กรมการปกครอง ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ องค์การบริหารส่วนตำบลเขวาไร่ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๐/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๖๖๙ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกมันสำปะหลัง เนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทีมงานได้บุกรุกเข้าไปขุดร่องคูทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ ทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ภายในแนวเขตดังกล่าว โดยที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์และแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ชัดเจนเสียก่อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดี ให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน ๗๐,๐๐๐ บาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาด ได้กระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบแนวเขตป่าโคกฝายหินลาดมีเจ้าของที่ดิน ผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันฝังหลักหมุดเขต โดยร่วมกันเดินสำรวจหมุดเขตและบันทึกพิกัดแผนที่ GPS พบว่าหมุดยังคงอยู่ในจุดเดิม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร่วมตรวจสอบแต่มิได้คัดค้านแต่อย่างใด ดังนั้นแนวคันคูเขตป่าดังกล่าวจึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า การร่วมกันตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาด รวมทั้งการขุดคูทำถนนรอบที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวมิได้รุกล้ำแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ประกอบกับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอน วิธีการ และหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ทุกประการ มิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะที่ปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอนาเชือก และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ พิจารณาแล้วเห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และทำการขุดคูทำถนนในที่พิพาท จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ กระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๖๖๙ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้ขุดคูทำถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งเป็นการกระทำไปตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดในการดูแลรักษาที่สาธารณะ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าดำเนินการถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิมและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าใช้เงินหรือกระทำการหรืองดเว้นกระทำการ แล้วแต่กรณีตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันคดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดมหาสารคามพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด เป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกเข้าไปขุดคูเพื่อทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครอง แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าดำเนินการถมคูดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิมหรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีตลอดจนให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๖๖๙ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ของผู้ฟ้องคดี โดยทำการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์เป็นเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดกระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบที่ดินกระทำโดยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันเดินสำรวจฝังหลักหมุดเขต ซึ่งผู้ฟ้องคดี ได้ร่วมตรวจสอบแต่มิได้คัดค้าน จึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า การร่วมกันตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดและการขุดคูทำถนนรอบที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวมิได้รุกล้ำแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอน วิธีการ และหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ทุกประการ มิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ บุกรุกเข้าไปขุดคูทำถนนในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๖๖๙ ของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งขอให้ถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิมและชดใช้ค่าเสียหาย กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากล่าวอ้าง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางบัวหอม วันชาดี ผู้ฟ้องคดี กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ ๑ ปลัดอำเภอนาเชือก ที่ ๒ กรมการปกครอง ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ องค์การบริหารส่วนตำบลเขวาไร่ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางบัวหอม วันชาดี
ผู้ถูกฟ้องคดี — กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2559
#599662
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่ากำนัน ปลัดอำเภอ และหน่วยงานทางปกครอง ได้บุกรุกเข้าไป ในที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี โดยทำการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิมและให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดกระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่และผู้ฟ้องคดีได้ร่วมรังวัดตรวจสอบที่ดิน แต่มิได้คัดค้าน จึงมิได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่าการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ขอให้ รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๖/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมหาสารคาม

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๘ นายโมก บัณฑิตเสน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกำนันตำบลเขวาไร่ที่ ๑ กรมการปกครอง ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลเขวาไร่ ที่ ๓ ปลัดอำเภอนาเชือก ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๔/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๖๗๑ และเลขที่ ๑๖๗๒ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ ๒๔ ไร่ และเนื้อที่ ๑๗ ไร่ ๔๐ ตารางวา ตามลำดับ โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกมันสำปะหลังและอ้อย เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ พร้อมทีมงานได้บุกรุกเข้าไปขุดร่องคูทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ภายในแนวเขตดังกล่าว โดยมิได้ดำเนินการตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์และแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ชัดเจนเสียก่อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิม กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์ โคกฝายหินลาด ได้กระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบแนวเขตป่าโคกฝายหินลาดมีเจ้าของที่ดิน ผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันฝังหลักหมุดเขต โดยร่วมกันเดินสำรวจหมุดเขตและบันทึกพิกัดแผนที่ GPS พบว่าหมุดยังคงอยู่ในจุดเดิม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร่วมตรวจสอบแต่มิได้คัดค้านแต่อย่างใด ดังนั้นแนวคันคูเขตป่าดังกล่าวจึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ในฐานะที่ปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ การที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ พิจารณาแล้วเห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และทำการขุดคูทำถนนในที่พิพาท จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ กระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๖๗๑ และเลขที่ ๑๖๗๒ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๔ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ขุดคูทำถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และที่ ๔ ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งเป็นการกระทำไปตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดในการดูแลรักษาที่สาธารณะ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ดำเนินการถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ใช้เงินหรือกระทำการหรืองดเว้นกระทำการ แล้วแต่กรณี ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดมหาสารคามพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ เป็นการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด เป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ กับพวกเข้าไปขุดคูเพื่อทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครอง แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ดำเนินการขุดกลบคูที่ขุดไว้และปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๖๗๑ และเลขที่ ๑๖๗๒ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ของผู้ฟ้องคดี โดยทำการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ถมร่องดินและปรับให้คืนสู่สภาพเดิมและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดกระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบที่ดินกระทำโดยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันเดินสำรวจฝังหลักหมุดเขต ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร่วมตรวจสอบแต่มิได้คัดค้าน จึงมิได้ รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๔ บุกรุกเข้าไปขุดคูทำถนนในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๖๗๑ และเลขที่ ๑๖๗๒ ของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิมและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กล่าวอ้าง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายโมก บัณฑิตเสน ผู้ฟ้องคดี กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ ๑ กรมการปกครอง ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลเขวาไร่ ที่ ๓ ปลัดอำเภอนาเชือก ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายโมก บัณฑิตเสน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ