คดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองผู้ถูกฟ้องคดีว่า บุกรุกเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี โดยการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ ขอให้พิพากษาหรือสั่งให้ถมร่องดินและปรับให้คืนสู่สภาพเดิม พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหาย และดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่าการขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และมิได้รุกล้ำ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีบุกรุกเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ก. โดยทำการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและให้ผู้ถูกฟ้องคดี ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดกระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบที่ดินกระทำโดยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันเดินสำรวจฝังหลักหมุดเขต มิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่ากำนันและปลัดอำเภอ ได้บุกรุกเข้าไปขุดคูทำถนนในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอสีคิ้วและองค์การบริหารส่วนตำบลสีคิ้วซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจำนวนสองแปลง ตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒๒ และเลขที่ ๔๒๓ ต่อจากมารดา ภายหลังมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า ขั้นตอนของการออกโฉนดที่ดินยังไม่กระทบสิทธิของโจทก์ จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง แต่ได้กระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะ การคัดค้านการรังวัดจึงเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครอง ส่วนจำเลยทั้งสองคัดค้านว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนางสาว ป. แต่ถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาว ป. และนาง ช. มารดาของนางสาว ป. และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนาง ช. โดยไม่ตรวจสอบหลักฐานสารบบที่ดิน และไม่ทำการสอบสวนหรือเรียกโจทก์ทั้งสองไปสอบถามก่อน อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จากนั้นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยก และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยอื่นซึ่งเป็นทายาท พร้อมทั้งแบ่งหักที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณะ ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีเนื้อที่น้อยลง การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่พบหลักฐานการซื้อขายที่ดิน ที่ดินพิพาทยังคงมีชื่อ นางสาว ป. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ การออกใบแทนและการทำนิติกรรมต่าง ๆ ชอบด้วยกฎหมายส่วนจำเลยอื่นให้การทำนองเดียวกันว่า นางสาว ป. ไม่ได้ขายที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง โฉนดที่ดินที่นำมาฟ้องโจทก์ทั้งสองทำขึ้นเอง โดยคดีในส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันนั้น ทั้งสองศาลมีความเห็นพ้องกันว่าเป็นข้อพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
มีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า คดีในส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองนั้น อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ซึ่งเป็นเอกชนต่อศาลยุติธรรม โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดและใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนคำขอแบ่งแยกที่ดิน การรังวัดและแบ่งแยกโฉนดที่ดิน เพิกถอนการยกที่พิพาทให้เป็นที่สาธารณะและกลับมาใช้โฉนดที่ดินฉบับเดิมที่มีโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทั้งแปลง เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนมรดก เพิกถอนโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกทั้งหมด ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ร่วมกันหรือแทนกันคืนโฉนดที่ดินที่แบ่งแยก หากไม่สามารถเพิกถอนได้ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันและแทนกันชดใช้ราคาที่ดินพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ก็เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งการที่ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่จำเลยอื่นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่
ศาลจำต้องวินิจฉัยว่า นางสาว ป. เจ้าของที่ดินเดิมได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งจะมีผลให้โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจริงหรือไม่ หรือที่ดินพิพาทยังคงเป็นมรดกของ นางสาว ป. ที่ตกได้แก่ทายาท อันจะเป็นผลให้ผู้จัดการมรดกมีสิทธิจัดการที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกนั้น ประเด็นพิพาทในคดีนี้จึงล้วนแต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยความสมบูรณ์ของสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง สิทธิในทรัพย์สิน การตกทอดแห่งทรัพย์มรดกและการจัดการทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การวินิจฉัยการกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ ทั้งสองกับจำเลยอื่น ซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ จึงสมควรได้รับการพิจารณาพิพากษาที่ศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องโรงเรียนของรัฐซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับพวกรวม ๓ คน ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันปลูกสร้างอาคารเรียน ๒ ชั้น โดยอาคารด้านทิศตะวันตกปลูกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ร่วมกันรื้อถอน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ราชพัสดุตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้าง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ บร ๔๖๕๐ โดยอ้างว่าออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ บร ๔๖๕๐ แม้ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินมานานเพียงใด ก็ไม่อาจใช้ยันรัฐได้ การออก น.ส.ล. ดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีออกน.ส.ล. ไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ไม่ติดประกาศหรือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบก่อน ทั้งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งหรือคัดค้าน พร้อมทั้งมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนน.ส.ล. แปลงพิพาท กับให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามฟ้องอ้างว่ามีการออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณะ ซึ่งผู้ฟ้องคดีและประชาชนใช้สัญจรเป็นทางเข้าออก ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ศาลคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามและประชาชนในการใช้ประโยชน์ทางเข้า - ออก ที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเพียงผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเท่านั้น ซึ่งประเด็นหลักที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีนี้คือ สถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ อาจได้กรรมสิทธิ์มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดที่ดินพิพาทประการอื่น นอกจากการทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คมอบให้แก่โจทก์เพื่อแลกเงินสดไปจากโจทก์ จำเลยเพียงต้องการได้เงินสดจากการนำเช็คของจำเลยที่มอบให้โจทก์ไปแลกเงินสดโดยจำเลยยอมเสียค่าตอบแทนให้โจทก์และยอมเสียดอกเบี้ยจากการนำเช็คไปแลกเงินสดโดยไม่คำนึงว่าจะแลกเช็คนั้นกับผู้ใด เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท 7 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์เพื่อแลกเงินสด โดยโจทก์เป็นผู้นำเงินมามอบให้จำเลยเป็นการแลกเช็คพิพาทเสียเอง โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลย ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องกู้ยืมเงิน ทั้งข้อเท็จจริงที่นำสืบพยานมาไม่ปรากฏว่ามีการเรียกดอกเบี้ยกันในอัตราเท่าใด เพียงแต่โจทก์ได้ค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 2 ถึง 5 เท่านั้น จึงไม่อยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 และเมื่อโจทก์ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจขอให้บังคับโจทก์รับผิดชำระเงินตามฟ้องแย้งหรือให้คืนเช็คตามฟ้องแย้งได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องว่า เป็นผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ได้ยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนด แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถรังวัดออกโฉนดให้ได้ เนื่องจากมีการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ ซึ่งเป็นของผู้อื่นทับซ้อนกับ น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ และให้ออกโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่กองทัพบกฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัด เพื่อเรียกคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) และเงินบำเหน็จดำรงชีพ ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ ช.ค.บ. และเงินบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตข้าราชการของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่งซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาท อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น
กรมบัญชีกลางยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าทำละเมิดหน่วยงานของรัฐต่อศาลยุติธรรม ในขณะเดียวกันก็แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงยื่นฟ้องโจทก์กับพวกขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองกลาง ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในผลละเมิด แต่ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ส่วนศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิด โดยคำพิพากษาของทั้งสองศาลต่างถึงที่สุด ดังนี้แม้ว่าโจทก์จะยื่นคำร้องให้คณะกรรมการวินิจฉัย เมื่อพ้นกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลคดีหลังสุด อันเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตาม ม. ๑๔ แห่ง พรบ. ว่าด้วยการวินิจฉัย ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ฯ ก็ตาม แต่กำหนดเวลาดังกล่าวหาใช่อายุความไม่ เมื่อคู่ความยังมิได้รับการเยียวยาความเสียหาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คณะกรรมการจึงรับคำร้องไว้พิจารณา ตามข้อบังคับคณะกรรมการ ฯ ข้อ ๔ เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อยู่ภายใต้บังคับของ พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ฯ โดยตรง ทั้งโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัตินี้จนถึงขั้นออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินค่าเสียหาย และมีการตรวจสอบความชอบของการดำเนินการโดยศาลปกครอง ซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการ แล้วด้วย จึงควรให้มีการดำเนินการไปจนจบขั้นตอน โดยพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้คำสั่งทางปกครองได้มีการบังคับการให้เกิดผล เพื่อให้การเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้คู่ความปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดโดยมิให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เทศบาลตำบลหนองสอ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกันว่าผู้ร้องจะต้องชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างสร้างและติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติให้แก่เอกชนผู้รับจ้างตามจำนวนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นหรือคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งกำหนดจำนวนเงินค่าจ้างที่ผู้ร้องต้องรับผิดไว้แตกต่างกัน เห็นว่า การจะพิจารณาว่าผู้ร้องต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลใดตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น จำต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลเป็นระบบศาลคู่ซึ่งได้แก่ ความมุ่งหมายให้ประชาชนได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีจากศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ข้อพิจารณาตามคำร้องนี้จึงมีว่า สัญญาจ้างสร้างและติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติ เป็นสัญญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาที่พิพาทแล้วเป็นเพียงการว่าจ้างให้เอกชนสร้างและติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติ โดยผู้ว่าจ้างประสงค์เพียงผลสำเร็จแห่งการที่ทำอันอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานเท่านั้น และผู้รับจ้างก็ประสงค์เพียงค่าจ้างจากการสร้างและติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ ตามมาตรา ๕๘๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้เอกชนจัดทำบริการสาธารณะหรือเข้าร่วมดำเนินจัดทำบริการสาธารณะ และมิใช่สัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ฉะนั้น กรณีนี้จึงสมควรให้บังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนี้
ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จะระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง แต่ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม โดยมิได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างว่า ฟ้องโจทก์เป็นการกระทำกรรมเดียวกันกับคดีก่อน ศาลอุทธรณ์จะหยิบปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับตามมาตรา 39 (4) จึงไม่อาจรับฟังได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและขอให้ปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมหรือชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดี ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้นเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่สาธารณะ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทานและกรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปรับปรุงขยายทางหลวงหมายเลข ๓๐๕ (รังสิต -องครักษ์ -นครนายก) รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๗ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๙๙ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ รวมเนื้อที่ ๙ ไร่ ๓ งาน ๑๔ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยโอนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไปปรับปรุงขยายทาง จึงไม่เป็นการก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า มูลเหตุแห่งการขอให้รื้อถอนเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต่างก็โต้แย้งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นเขตชลประทานมิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งศาลจำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยึดและขายทอดตลาดที่ดิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของตนเองไม่ใช่ของนาย พ. ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรเนื่องจากได้รับการยกให้ตามบันทึกการหย่าโดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำให้การว่า นาย พ. ค้างชำระภาษีอากร และทราบการประเมินแล้วไม่อุทธรณ์ จึงเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระยุติเด็ดขาด นาย พ. เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนที่ดิน การยึดที่ดิน เพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างชำระชอบด้วยกฎหมายแล้ว ข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินที่ยึด การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นไปเพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินพิพาทเป็นสำคัญ โดยศาลต้องวินิจฉัยว่าสิทธิครอบครองใน น.ส. ๓ ก. ทรัพย์พิพาทตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นของผู้ฟ้องคดีตามบันทึกการหย่าหรือยังคงเป็นของนาย พ. ซึ่งเป็นการวินิจฉัยในเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา ตามบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "หนองคูสาธารณประโยชน์" ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "หนองคูสาธารณประโยชน์" ส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การสอดคล้องกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยระเบียบและกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอน น.ส.ล. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน นสล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออก นสล. ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกพิพาทตามฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงราย ศาลจังหวัดเชียงรายตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งรับฟ้อง แสดงว่าทั้งโจทก์และศาลจังหวัดเชียงรายต่างเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงราย เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาในคดี จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดไม่ได้ให้การหรือยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องอำนาจศาล ต่อมาเมื่อศาลจังหวัดเชียงรายดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสองจนเสร็จการพิจารณา ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามต่างไม่โต้แย้งคัดค้านเรื่องอำนาจศาลแต่อย่างใด แสดงว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามยอมรับการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวและยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงรายแล้ว กรณีจึงไม่มีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ ประกอบกับการที่ศาลจังหวัดเชียงรายรับคำฟ้องไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานทั้งสองฝ่ายจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลจังหวัดเชียงรายจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้าง และส่งสำนวนมาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 จึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามที่ศาลจังหวัดเชียงรายเสนอมาให้วินิจฉัย และส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดเชียงรายเพื่อพิพากษาคดีนี้ต่อไป
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม