คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 75/2559
#601018
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองผู้ถูกฟ้องคดีว่า บุกรุกเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดี โดยการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ ขอให้พิพากษาหรือสั่งให้ถมร่องดินและปรับให้คืนสู่สภาพเดิม พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหาย และดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่าการขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ และมิได้รุกล้ำ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ เป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๕/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมหาสารคาม

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๘ นายพรมมา ใต้พรม ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ ๑ ปลัดอำเภอนาเชือก ที่ ๒ กรมการปกครอง ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ องค์การบริหารส่วนตำบลเขวาไร่ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๖/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๘๘๔ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกมันสำปะหลัง เนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทีมงานได้บุกรุกเข้าไปขุดร่องคูทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ ทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ภายในแนวเขตดังกล่าว โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์และแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ชัดเจนเสียก่อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้กระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบแนวเขตป่าโคกฝายหินลาดมีเจ้าของที่ดิน ผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันฝังหลักหมุดเขตโดยร่วมกันเดินสำรวจหมุดเขตและบันทึกพิกัดแผนที่ GPS พบว่าหมุดยังคงอยู่ในจุดเดิม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร่วมตรวจสอบแต่มิได้คัดค้านแต่อย่างใด ดังนั้นแนวคันคูเขตป่าดังกล่าวจึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการขุดคูเพื่อทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ และมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะที่ปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอนาเชือกซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๑๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ พิจารณาแล้วเห็นว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และทำการขุดคูทำถนนในที่พิพาท จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ กระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๘๔ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้ขุดคูทำถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งเป็นการกระทำไปตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในการดูแลรักษาที่สาธารณะ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าดำเนินการถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิม และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าใช้เงินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการแล้วแต่กรณี ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดมหาสารคามพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด เป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกเข้าไปขุดคูเพื่อทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครอง แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าดำเนินการถมคูดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิมหรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดี ตลอดจนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๘๔ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ของผู้ฟ้องคดี โดยทำการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์เป็นเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าถมร่องดินและปรับให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดกระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบที่ดินกระทำโดยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันเดินสำรวจฝังหลักหมุดเขตซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร่วมตรวจสอบแต่มิได้คัดค้าน จึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ บุกรุกเข้าไปขุดคูทำถนนในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๘๔ ของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ กล่าวอ้าง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพรมมา ใต้พรม ผู้ฟ้องคดี กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ ๑ ปลัดอำเภอนาเชือก ที่ ๒ กรมการปกครอง ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ องค์การบริหารส่วนตำบลเขวาไร่ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายพรมมา ใต้พรม
ผู้ถูกฟ้องคดี — กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2559
#601358
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีบุกรุกเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ก. โดยทำการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและให้ผู้ถูกฟ้องคดี ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดกระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบที่ดินกระทำโดยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันเดินสำรวจฝังหลักหมุดเขต มิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๔/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมหาสารคาม

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๘ นางกอง แคนติ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ ๑ ปลัดอำเภอนาเชือก ที่ ๒ กรมการปกครอง ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ องค์การบริหารส่วนตำบลเขวาไร่ ที่ ๕ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๒/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๙๓๘ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือกจังหวัดมหาสารคาม โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกมันสำปะหลัง เนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ เมื่อวันที่๑๐ กันยายน ๒๕๕๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทีมงานได้บุกรุกเข้าไปขุดร่องคูทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ ทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ภายในแนวเขตดังกล่าว โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์และแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ชัดเจนเสียก่อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี



ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้กระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบแนวเขตป่าโคกฝายหินลาดมีเจ้าของที่ดิน ผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันฝังหลักหมุดเขตโดยร่วมกันเดินสำรวจหมุดเขตและบันทึกพิกัดแผนที่ GPS พบว่าหมุดยังคงอยู่ในจุดเดิม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร่วมตรวจสอบแต่มิได้คัดค้านแต่อย่างใดดังนั้นแนวคันคูเขตป่าดังกล่าวจึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการขุดคูเพื่อทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ และมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครองโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะที่ปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอนาเชือกซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ พิจารณาแล้วเห็นว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และทำการขุดคูทำถนนในที่พิพาท จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ กระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๓๙ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้ขุดคูทำถนนรุกล้ำที่ดิน ของผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งเป็นการกระทำไปตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในการดูแลรักษาที่สาธารณะ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า ดำเนินการถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิม และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าใช้เงินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ



แล้วแต่กรณี ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันคดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดมหาสารคามพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใดเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกเข้าไปขุดคูเพื่อทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเองมีสิทธิครอบครองแต่การที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าดำเนินการถมคูดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิมหรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีตลอดจนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๓๘ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ของผู้ฟ้องคดี โดยทำการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์เป็นเนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าถมร่องดินและปรับให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดกระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบที่ดินกระทำโดยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันเดินสำรวจฝังหลักหมุดเขต ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร่วมตรวจสอบแต่มิได้คัดค้าน จึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า ไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการขุดคูเพื่อทำถนนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ และมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ บุกรุกเข้าไปขุดคูทำถนนในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๙๓๘ ของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือ คำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากล่าวอ้าง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางกอง แคนติ ผู้ฟ้องคดี กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ ๑ ปลัดอำเภอนาเชือก ที่ ๒ กรมการปกครอง ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ องค์การบริหารส่วนตำบลเขวาไร่ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางกอง แคนติ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 73/2559
#599683
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่ากำนันและปลัดอำเภอ ได้บุกรุกเข้าไปขุดคูทำถนนในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๓/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมหาสารคาม

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๘ นางด้วง ทบทำ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ ๑ ปลัดอำเภอนาเชือก ที่ ๒ กรมการปกครอง ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ องค์การบริหารส่วนตำบลเขวาไร่ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๕/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๘๐๒ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ปลูกมันสำปะหลัง เนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ พร้อมทีมงานได้บุกรุกเข้าไปขุดร่องคูทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ ทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ภายในแนวเขตดังกล่าว โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ มิได้ตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์และแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้ชัดเจนเสียก่อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้กระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบแนวเขตป่าโคกฝายหินลาดมีเจ้าของที่ดิน ผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันฝังหลักหมุดเขตโดยร่วมกันเดินสำรวจหมุดเขตและบันทึกพิกัดแผนที่ GPS พบว่าหมุดยังคงอยู่ในจุดเดิม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร่วมตรวจสอบแต่มิได้คัดค้านแต่อย่างใด ดังนั้นแนวคันคูเขตป่าดังกล่าวจึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการขุดคูเพื่อทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ และมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะที่ปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอนาเชือกซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ พิจารณาแล้วเห็นว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และทำการขุดคูทำถนนในที่พิพาท จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ กระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๘๐๒ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้ขุดคูทำถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑๗ และมาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ซึ่งเป็นการกระทำไปตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในการดูแลรักษาที่สาธารณะ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าดำเนินการถมร่องดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิม และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าใช้เงินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ แล้วแต่กรณี ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดมหาสารคามพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ามีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใดเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกเข้าไปขุดคูเพื่อทำถนนใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเองมีสิทธิครอบครองแต่การที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าดำเนินการถมคูดินและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้คืนสู่สภาพเดิมหรือให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีตลอดจนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่เป็นสำคัญคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้บุกรุกเข้าไปในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๘๐๒ ตำบลหนองเรือ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ของผู้ฟ้องคดี โดยทำการขุดคูทำถนนเพื่อใช้แสดงเป็นแนวเขตที่สาธารณประโยชน์เป็นเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าถมร่องดินและปรับให้คืนสู่สภาพเดิมพร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า การขุดแนวคันคูรอบที่สาธารณประโยชน์โคกฝายหินลาดกระทำเพื่อป้องกันการบุกรุกและอนุรักษ์ป่าให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การรังวัดตรวจสอบที่ดินกระทำโดยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันเดินสำรวจฝังหลักหมุดเขตซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ร่วมตรวจสอบแต่มิได้คัดค้าน จึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ บุกรุกเข้าไปขุดคูทำถนนในที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๘๐๒ ของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ กล่าวอ้าง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางด้วง ทบทำ ผู้ฟ้องคดี กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ ๑ ปลัดอำเภอนาเชือก ที่ ๒ กรมการปกครอง ที่ ๓ กรมที่ดิน ที่ ๔ องค์การบริหารส่วนตำบลเขวาไร่ ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางด้วง ทบทำ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กำนันตำบลเขวาไร่ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 72/2559
#599737
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องนายอำเภอสีคิ้วและองค์การบริหารส่วนตำบลสีคิ้วซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจำนวนสองแปลง ตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒๒ และเลขที่ ๔๒๓ ต่อจากมารดา ภายหลังมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดโดยอ้างว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า ขั้นตอนของการออกโฉนดที่ดินยังไม่กระทบสิทธิของโจทก์ จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง แต่ได้กระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะ การคัดค้านการรังวัดจึงเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครอง ส่วนจำเลยทั้งสองคัดค้านว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๒/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดสีคิ้ว

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดสีคิ้วโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘ นายสืบสกุล มหันตธนพันธุ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายอำเภอสีคิ้ว ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลสีคิ้ว ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๐๔/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนางสายสมร มหันตธนพันธุ์ และนายวัชรินทร์ มหันตธนพันธุ์ มารดาโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจำนวนสองแปลง เนื้อที่ ๑๗ ไร่ ๒ งาน และ ๘ ไร่ โดยได้รับมรดกมาจากบรรพบุรุษซึ่งครอบครองมาก่อนมีการประกาศให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ เมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มารดาโจทก์ได้แจ้งการครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน เลขที่ ๔๒๒ และเลขที่ ๔๒๓ และเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์เพียงผู้เดียว โดยผู้มีชื่อเป็นผู้ครอบครองร่วมมิได้ยุ่งเกี่ยวหรือคัดค้าน ต่อมามารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องจากมารดาตลอดมา เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ โจทก์ไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว รังวัดออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง จำเลยที่ ๑ ในฐานะเจ้าพนักงานปกครองท้องที่และจำเลยที่ ๒ ได้คัดค้านการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินโดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงมีการประกาศหวงห้ามและขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้าน การคัดค้านของจำเลยทั้งสองทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ได้คำคัดค้านของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การตรวจสอบว่าที่ดินตามที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการออกโฉนดที่ดิน ยังไม่กระทบสิทธิของโจทก์เกี่ยวกับการขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เมื่อโจทก์นำหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ไปยื่นคำขอและนำเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะราย เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองมาทำการระวังแนวเขต ปรากฏว่าที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ในที่ดินสาธารณประโยชน์ตามทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยทั้งสองจึงทำการคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ประจำหมู่บ้านซึ่งนายอำเภอสีคิ้วในขณะนั้นทำการขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่โจทก์นำรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ถือเป็นการแจ้งการครอบครองภายหลังที่ได้มีการขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่มีสิทธิขอรังวัดออกโฉนดที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ การคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ คดีไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าการที่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสีคิ้วพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ตามคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน ผู้รับมอบอำนาจของผู้แทนจำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำคัดค้านการรังวัดขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดออกโฉนดที่ดินซึ่งอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ที่สงวนไว้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ทั้งสองแปลง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว ชี้แจงให้โจทก์ทราบถึงกรณีจำเลยทั้งสองคัดค้านว่าเป็นการออกโฉนดที่ดินในที่สาธารณประโยชน์เจ้าพนักงานที่ดินจะต้องสอบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อเสนอคณะอนุกรรมการประสานงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดนครราชสีมา เพื่อพิจารณาตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของโจทก์ แม้การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองเพื่อโจทก์จะดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินต่อไป การที่ศาลจะพิจารณาว่าคำคัดค้านของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จำต้องพิจารณาให้ได้ความในประเด็นสำคัญแห่งคดีเสียก่อนว่า ที่ดินที่โจทก์นำรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีพิพาทเกิดจากการดำเนินการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๖๐ ประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายปกครองการที่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินของโจทก์เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และข้อ ๖ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นกฎหมายปกครองเช่นกัน ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำต้องมีระบบการพิจารณาและพิพากษาเป็นพิเศษต่างจากคดีปกติทั่วๆไป เพราะผลแห่งคำพิพากษาอาจกระทบต่อความดำรงอยู่ของที่สาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินและเอกสารหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับการเป็นที่สาธารณประโยชน์อยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เอกชนคู่กรณีอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบไม่อาจทราบข้อมูลของหน่วยงานของรัฐจำต้องใช้วิธีพิจารณาในระบบไต่สวนเพื่อสร้างความสมดุลในความไม่เท่าเทียมดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้กรณีที่ศาลปกครองจะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยด้วยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองจะต้องพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดี อันเป็นประเด็นที่ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยได้ เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๑ (๔) บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน มีผลผูกพันบุคคลภายนอก โดยคู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า และมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับในคำพิพากษาสั่งให้ถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้วินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลยอ้างว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจำนวนสองแปลง ตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒๒ และเลขที่ ๔๒๓ ต่อจากมารดา ซึ่งภายหลังมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินแล้วโจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว ให้ดำเนินการรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง แต่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ได้คัดค้านการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงที่ ๔๖ การคัดค้านของจำเลยทั้งสองทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขั้นตอนของกระบวนการออกโฉนดที่ดินยังไม่กระทบสิทธิของโจทก์ จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อจำเลยทั้งสองทำการระวังแนวเขตปรากฏว่า ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ในเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง แต่การคัดค้านการรังวัดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินโจทก์ เพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอรังวัดที่ดินของตนเพื่อการออกโฉนดที่ดิน การคัดค้านการรังวัดดังกล่าวจึงเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๔๒๒ และ ๔๒๓ ส่วนจำเลยทั้งสองคัดค้านว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงที่ ๔๖ ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินพิพาทตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายสืบสกุล มหันตธนพันธุ์ โจทก์ นายอำเภอสีคิ้วในฐานะเจ้าพนักงานปกครองท้องที่ ที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลสีคิ้ว ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสืบสกุล มหันตธนพันธุ์
จำเลย — นายอำเภอสีคิ้ว ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 71/2559
#600552
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนางสาว ป. แต่ถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาว ป. และนาง ช. มารดาของนางสาว ป. และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนาง ช. โดยไม่ตรวจสอบหลักฐานสารบบที่ดิน และไม่ทำการสอบสวนหรือเรียกโจทก์ทั้งสองไปสอบถามก่อน อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จากนั้นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยก และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยอื่นซึ่งเป็นทายาท พร้อมทั้งแบ่งหักที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณะ ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีเนื้อที่น้อยลง การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่พบหลักฐานการซื้อขายที่ดิน ที่ดินพิพาทยังคงมีชื่อ นางสาว ป. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ การออกใบแทนและการทำนิติกรรมต่าง ๆ ชอบด้วยกฎหมายส่วนจำเลยอื่นให้การทำนองเดียวกันว่า นางสาว ป. ไม่ได้ขายที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง โฉนดที่ดินที่นำมาฟ้องโจทก์ทั้งสองทำขึ้นเอง โดยคดีในส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันนั้น ทั้งสองศาลมีความเห็นพ้องกันว่าเป็นข้อพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า คดีในส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองนั้น อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ซึ่งเป็นเอกชนต่อศาลยุติธรรม โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดและใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนคำขอแบ่งแยกที่ดิน การรังวัดและแบ่งแยกโฉนดที่ดิน เพิกถอนการยกที่พิพาทให้เป็นที่สาธารณะและกลับมาใช้โฉนดที่ดินฉบับเดิมที่มีโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทั้งแปลง เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนมรดก เพิกถอนโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกทั้งหมด ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ร่วมกันหรือแทนกันคืนโฉนดที่ดินที่แบ่งแยก หากไม่สามารถเพิกถอนได้ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันและแทนกันชดใช้ราคาที่ดินพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ก็เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งการที่ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่จำเลยอื่นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่

ศาลจำต้องวินิจฉัยว่า นางสาว ป. เจ้าของที่ดินเดิมได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งจะมีผลให้โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจริงหรือไม่ หรือที่ดินพิพาทยังคงเป็นมรดกของ นางสาว ป. ที่ตกได้แก่ทายาท อันจะเป็นผลให้ผู้จัดการมรดกมีสิทธิจัดการที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกนั้น ประเด็นพิพาทในคดีนี้จึงล้วนแต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยความสมบูรณ์ของสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง สิทธิในทรัพย์สิน การตกทอดแห่งทรัพย์มรดกและการจัดการทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การวินิจฉัยการกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ ทั้งสองกับจำเลยอื่น ซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ จึงสมควรได้รับการพิจารณาพิพากษาที่ศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๑/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล

ศาลแพ่งธนบุรี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งธนบุรีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ นายศิราวุธ อังสถาพร ที่ ๑ นางสาวหรือนางบุญพาวรรณเตชะรัตน์ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖ คน จำเลย ต่อศาลแพ่งธนบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. ๑๙๘/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๐๘๖๑ ตำบลบางมด อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓๒ ตารางวา โจทก์ ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวมาจากนางสาวประคอง นกยิ้ม โดยมีค่าตอบแทน จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานราชการ สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีฐานะเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวประคอง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชื้อ นกยิ้ม มารดาของนางสาวประคอง จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๖ เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางสาวประคอง เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ ขณะนางสาวประคองยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๐๘๖๑ จากนางสาวประคอง ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๐๘๖๑ โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามคำขอและเปลี่ยนเลขที่ดินเป็น ๒๗๐ โดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ไม่ตรวจสอบหลักฐานในสารบบที่ดินของจำเลยที่ ๑ และเรียกโจทก์ทั้งสองมาสอบถามหรือสอบสวนก่อน จากนั้นด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานที่ดินของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ไม่ตรวจสอบสารบบที่ดินฉบับสำนักงานที่ดินว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสองแล้ว ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไป และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๖ รับมรดกในฐานะทายาทร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้วจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๓ ขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น ๓ แปลง เมื่อรวมกับแปลงเดิมที่เหลือ คงมีที่ดินทั้งหมด ๔ แปลง และยกที่ดินพิพาทด้านทิศเหนือติดกับถนนสาธารณประโยชน์เนื้อที่ประมาณ ๑๙.๕๐ ตารางวา ให้เป็นทางสาธารณะ พร้อมทั้งขอออกโฉนดที่ดินใหม่เป็นโฉนดเลขที่ ๒๑๗๙๐ ถึง ๒๑๗๙๓ รวม ๔ แปลง เนื้อที่เท่า ๆ กัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนแบ่งโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบหกเพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดและใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๐๘๖๑ เลขที่ดิน ๒๗๐ ทั้งหมด เพิกถอนคำขอแบ่งแยกที่ดิน การรังวัดและแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๐๘๖๑ เลขที่ดิน ๒๐๔๙ ทั้งหมด เพิกถอนการยกที่พิพาทให้เป็นที่สาธารณะและกลับมาใช้โฉนดเลขที่ ๖๐๘๖๑ ฉบับเดิมที่มีโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทั้งแปลง เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนมรดกของจำเลยทั้งหมด เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๗๙๐ ถึง ๒๑๗๙๓ ทั้งหมด ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ร่วมกันหรือแทนกันคืนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๑๗๙๐ ถึง ๒๑๗๙๓ ให้กับสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน หากไม่สามารถเพิกถอนได้ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันและแทนกันชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน ๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันขอออกใบแทนโฉนดจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งหมดจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทครั้งแรกจนถึงวันชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ก่อนออกใบแทนโฉนดที่ดินและทำนิติกรรมต่าง ๆ ในที่ดินพิพาท เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ตรวจสอบสารบบที่ดินแล้วไม่พบหลักฐานการซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด ที่ดินพิพาทยังมีชื่อนางสาวประคองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ จึงได้ออกใบแทนโฉนดที่ดิน จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิด เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองต้องเสียกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไป หากโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามกฎหมาย การออกใบแทน การรับโอนที่ดินและการทำนิติกรรมต่อ ๆ มาแม้ไม่ถูกต้อง ผู้รับโอน ต่อ ๆ มา ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ไม่อาจใช้ยันโจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองไม่เสียหาย จำเลยที่ ๑ ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ มิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด

จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า นางสาวประคองไม่ได้ขายที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง ลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมและหนังสือสัญญาขายที่ดิน เฉพาะส่วนไม่ใช่ลายมือชื่อของนางสาวประคอง โฉนดที่ดินที่โจทก์ทั้งสองนำมาฟ้อง โจทก์ทั้งสองทำขึ้นเอง จึงมีข้อความไม่ตรงกับโฉนดที่ดินที่อยู่ที่สำนักงานที่ดิน โจทก์ทั้งสองไม่ได้เสียหายจริง จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๓ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า นางสาวประคองไม่เคยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อนางสาวประคองถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท จำเลยที่ ๓ เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่นางสาวประคองถึงแก่ความตาย โดยความสงบไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านเกินกว่า ๑๐ ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์

จำเลยที่ ๗ ที่ ๑๔ ถึงที่ ๑๖ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสี่มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่า กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นสาระสำคัญอันเป็นที่มาเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ ๓ และจำเลยอื่น จึงเป็นคดีปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งธนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางสาวประคองแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน ซึ่งเป็นหน่วยงานของ จำเลยที่ ๑ ไม่ตรวจสอบหลักฐานในสารบบที่ดินของจำเลยที่ ๑ และไม่ทำการสอบสวนหรือเรียกโจทก์ ทั้งสองไปสอบถามก่อน กลับออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้วจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำที่ดินพิพาทไปดำเนินการแบ่งแยก แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยอื่นซึ่งเป็นทายาท การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนการออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนการทำนิติกรรมในที่ดินพิพาททั้งหมดและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่าก่อนออกใบแทนและทำนิติกรรมต่าง ๆ ในที่ดินพิพาท เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ตรวจสอบสารบบที่ดินแล้วไม่พบหลักฐานการซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด ที่ดินพิพาทยังมีชื่อนางสาวประคองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ จึงได้ออกใบแทนโฉนดที่ดิน และทำนิติกรรมต่าง ๆ ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ไป ขอให้ ยกฟ้อง ดังนั้น มูลความแห่งคดีนี้เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ ๑ ออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้วจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวประคองและนางเชื้อนำที่ดินพิพาทไปดำเนินการจดทะเบียนโอนมรดกให้แก่จำเลยอื่นซึ่งเป็นทายาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองโต้แย้งว่า จำเลยที่ ๑ ใช้อำนาจหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจ ตามกฎหมายหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเป็นคดีปกครอง แต่จำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๖ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๓ ให้การว่า นางสาวประคองไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสอง โฉนดที่ดินที่โจทก์ทั้งสองนำมาฟ้อง โจทก์ทั้งสองทำขึ้นมาเอง โดยที่คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๑๖ ไม่มีการโต้แย้งอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล จึงเป็นที่ยุติว่าอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ส่วน จำเลยที่ ๓ แม้จะคัดค้านเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล แต่จำเลยที่ ๓ ก็ยังให้การอีกว่า ที่ดินพิพาทนางสาวประคองไม่เคยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ทั้งสอง เมื่อนางสาวประคองถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยจำเลยที่ ๓ เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่นางสาวประคองถึงแก่ความตาย โดยความสงบไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านเกินกว่า ๑๐ ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อโจทก์ทั้งสองมีความประสงค์ที่จะฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเอกชนให้ร่วมรับผิดต่อโจทก์ การพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องพิจารณาประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งหมดตามลำดับ เมื่อจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๓ ยังโต้แย้งอยู่ว่าที่ดินพิพาทนางสาวประคองไม่เคยขายให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อนางสาวประคองถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ดังนั้น คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า นางสาวประคองยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๓ อ้างหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นละเมิดหรือไม่ จะต้องชดใช้ค่าเสียหายเพียงใด จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นกรมและมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อมูลเหตุแห่งคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทโดยไม่ดำเนินการตรวจสอบหลักฐานการจดทะเบียนของโจทก์ทั้งสองในสารบบที่ดินและไม่ทำการสอบสวนโจทก์ทั้งสองก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองแล้ว ขอให้ เพิกถอนการทำนิติกรรมในที่ดินพิพาททั้งหมดและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ซึ่งการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นกรณีที่ฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ใช้อำนาจหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ส่วนกรณีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๑๖ รับมรดกในฐานะทายาทร่วมกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทั้งได้ทำการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินรวมเป็น ๔ แปลง และได้แบ่งหักที่ดินบางส่วนเป็นทางสาธารณประโยชน์ โดยไม่ดำเนินการตรวจสอบหลักฐานการ จดทะเบียนของโจทก์ทั้งสองในสารบบที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองแล้ว ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีเนื้อที่น้อยลงและเสื่อมราคา ขอให้จำเลยทั้งสิบหกร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ ๑ กับความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ จึงเป็นเรื่องที่แยกต่างหากจากกัน มิใช่กรณีที่ต้องร่วมกันรับผิด โดยที่ความรับผิดของจำเลยที่ ๑ เป็นกรณีที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด กรณีในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ ๑ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ นั้น โจทก์ทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับการนำโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ตลอดจนการนำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยกออกเป็นแปลงเล็กรวม ๔ แปลง และแบ่งหักที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณะ ทั้งที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีเนื้อที่น้อยลงและเสื่อมราคา อันมีลักษณะเป็นความรับผิดทางแพ่ง กรณีจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติบรรพ ๒ ลักษณะ ๕ ว่าด้วยละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ ๑ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนางสาวประคอง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ออก ใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวประคอง และนางเชื้อ นกยิ้ม มารดาของนางสาวประคอง และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางเชื้อ โดยไม่ตรวจสอบหลักฐานสารบบที่ดิน และไม่ทำการสอบสวนหรือเรียกโจทก์ทั้งสองไปสอบถามก่อน อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จากนั้นจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยก และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยอื่นซึ่งเป็นทายาท พร้อมทั้งแบ่งหักที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณะ ทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีเนื้อที่น้อยลง การกระทำของจำเลยทั้งสิบหก ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบหกเพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดและใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนคำขอแบ่งแยกที่ดิน การรังวัดและแบ่งแยกโฉนดที่ดิน เพิกถอนการยกที่พิพาท ให้เป็นที่สาธารณะและกลับมาใช้โฉนดฉบับเดิมที่มีโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทั้งแปลง เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนมรดกของจำเลยทั้งหมด เพิกถอนโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกทั้งหมด ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ร่วมกันหรือแทนกันคืนโฉนดที่ดินที่แบ่งแยก หากไม่สามารถเพิกถอนได้ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันและแทนกันชดใช้ราคาที่ดินพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ก่อนออกใบแทนโฉนดที่ดินและทำนิติกรรมต่าง ๆ ในที่ดินพิพาท เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ตรวจสอบสารบบที่ดินแล้วไม่พบหลักฐานการซื้อขายที่ดินแต่อย่างใด ที่ดินพิพาทยังมีชื่อนางสาวประคองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ จึงได้ออกใบแทนโฉนดที่ดิน และทำนิติกรรมต่าง ๆ ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ส่วนจำเลยอื่นให้การทำนองเดียวกันว่า นางสาวประคองไม่ได้ขายที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง ลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมและหนังสือสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนไม่ใช่ลายมือชื่อของนางสาวประคอง โฉนดที่ดินที่โจทก์ทั้งสองนำมาฟ้อง โจทก์ทั้งสองทำขึ้นเอง จึงมีข้อความ ไม่ตรงกับโฉนดที่ดินที่อยู่ที่สำนักงานที่ดิน

สำหรับคดีในส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันนั้นศาลยุติธรรมและศาลปกครองเห็นพ้องกันว่าเป็นข้อพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่คดีในส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองนั้น เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ศาลยุติธรรมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้คดีพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ จะเป็นคดีปกครอง แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่านางสาวประคองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๓ อ้างหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นละเมิดหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คดีพิพาทในส่วนของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ซึ่งเป็นเอกชนต่อศาลยุติธรรม โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดและใบแทนโฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนคำขอแบ่งแยกที่ดิน การรังวัดและแบ่งแยกโฉนดที่ดิน เพิกถอนการยกที่พิพาทให้เป็นที่สาธารณะและกลับมาใช้โฉนดที่ดินฉบับเดิมที่มีโจทก์ทั้งสอง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทั้งแปลง เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนมรดก เพิกถอนโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกทั้งหมด ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๖ ร่วมกันหรือแทนกันคืนโฉนดที่ดินที่แบ่งแยก หากไม่สามารถเพิกถอนได้ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันและแทนกันชดใช้ราคาที่ดินพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองก็เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งการที่ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่จำเลยอื่นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ศาลจำต้องวินิจฉัยว่า นางสาวประคองเจ้าของที่ดินเดิมได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งจะมีผลให้โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจริงหรือไม่ หรือที่ดินพิพาทยังคงเป็นมรดกของนางสาวประคองที่ตกได้แก่ทายาท อันจะเป็นผลให้ผู้จัดการมรดกมีสิทธิจัดการที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกนั้น ประเด็นพิพาทในคดีนี้จึงล้วนแต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยความสมบูรณ์ของสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง สิทธิในทรัพย์สิน การตกทอดแห่งทรัพย์มรดกและการจัดการทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การวินิจฉัยการกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยอื่น ซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ จึงสมควรได้รับการพิจารณาพิพากษาที่ศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายศิราวุธ อังสถาพร ที่ ๑ นางสาวหรือนางบุญพา วรรณเตชะรัตน์ ที่ ๒ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖ คน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิราวุธ อังสถาพร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 16 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 70/2559
#598705
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องโรงเรียนของรัฐซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับพวกรวม ๓ คน ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันปลูกสร้างอาคารเรียน ๒ ชั้น โดยอาคารด้านทิศตะวันตกปลูกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ร่วมกันรื้อถอน เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ราชพัสดุตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้าง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นสำคัญ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗๐/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๘ นายวิญญา การดี ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง โรงเรียนเมืองจากวิทยา ที่ ๑ สำนักงานพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต ๗ ที่ ๒ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครราชสีมา ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๗/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๑๘๐ ตำบลโนนอุดม อำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ดิน ๑ งาน ๗๑ ตารางวา โดยได้รับการยกให้มาจากมารดา ต่อมาในเดือนเมษายน ๒๕๕๘ ผู้ฟ้องคดีได้เข้าตรวจสอบที่ดินดังกล่าว ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมกันปลูกสร้างอาคารเรียน ๒ ชั้น จำนวน ๑ หลัง ด้านทิศตะวันตกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รื้อถอนอาคารเรียนพิพาทภายใน ๓๐ วัน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกเฉย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายไม่สามารถเข้าทำกินและใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรื้อถอนอาคารเรียนที่พิพาทภายใน ๓๐ วัน หากไม่ปฏิบัติขอให้สั่งให้บุคคลภายนอกดำเนินการรื้อถอนโดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันเสียค่าใช้จ่าย

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินโรงเรียนเมืองจากวิทยาได้มาโดยราษฎรบริจาคและขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลข นม ๙๙๙ ตำบลเมืองยาง อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๑๘๐ ของผู้ฟ้องคดี อาคารเรียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้ปลูกสร้างบนที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันก่อสร้างอาคารเรียนทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๑๘๐ ตำบลโนนอุดม อำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ ๑ งาน ๗๑ ตารางวา โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรื้อถอนอาคารเรียนที่พิพาท ภายใน ๓๐ วัน หากไม่ปฏิบัติขอให้สั่งให้บุคคลภายนอกดำเนินการรื้อถอนโดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันเสียค่าใช้จ่าย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งการพิจารณาคดีนี้ มีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันก่อสร้างอาคารเรียนบนที่ดินพิพาทเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ หากเป็นละเมิดผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามต้องรื้อถอนอาคารเรียนพิพาทหรือไม่ เพียงใด และแม้จะมีกรณีที่ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินในส่วนที่ใช้ก่อสร้างอาคารเรียนพิพาทตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใดก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นเพียงประเด็นย่อยประเด็นหนึ่งในคดีเท่านั้น และแม้ว่าการพิจารณาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใดอีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นมาใช้บังคับคดี หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้เป็นอำนาจเฉพาะศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับกับคดีได้ จึงเห็นได้ว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นหลักของคดีนี้เป็นเรื่องที่คู่ความโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ราชพัสดุ ศาลจึงต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงจะสามารถพิจารณาต่อไปได้ว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และจะต้องรื้อถอนอาคารออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่อย่างไร ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งกฎหมายอื่น อีกทั้งต้องพิจารณาถึงสิทธิและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ตลอดจนพยานหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่มีการนำไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมกันปลูกสร้างอาคารเรียน ๒ ชั้น ซึ่งอาคารด้านทิศตะวันตกปลูกทับที่ดินในโฉนดเลขที่ ๗๑๘๐ ตำบลโนนอุดม อำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา ของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอม ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้รื้อถอนอาคารเรียนพิพาทแต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกเฉย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรื้อถอนอาคารเรียนที่พิพาทหากไม่ปฏิบัติขอให้สั่งบุคคลภายนอกดำเนินการรื้อถอนโดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันเสียค่าใช้จ่าย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทได้มาโดยราษฎรบริจาคและขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามก่อสร้างอาคารโรงเรียนเมืองจากวิทยาทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ร่วมกันรื้อถอนอาคารเรียนที่พิพาทก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ราชพัสดุ กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายวิญญา การดี ผู้ฟ้องคดี โรงเรียนเมืองจากวิทยา ที่ ๑ สำนักงานพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต ๗ ที่ ๒ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครราชสีมา ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายวิญญา การดี
ผู้ถูกฟ้องคดี — โรงเรียนเมืองจากวิทยา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 69/2559
#603312
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ บร ๔๖๕๐ โดยอ้างว่าออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ตาม น.ส.ล. เลขที่ บร ๔๖๕๐ แม้ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินมานานเพียงใด ก็ไม่อาจใช้ยันรัฐได้ การออก น.ส.ล. ดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีออกน.ส.ล. ไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ไม่ติดประกาศหรือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบก่อน ทั้งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งหรือคัดค้าน พร้อมทั้งมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนน.ส.ล. แปลงพิพาท กับให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๙/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนางรอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๘ นางผกาพร ศรีสุข ที่ ๑ กับพวกรวม ๔๗ คน ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่๒๒/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมรดกมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งได้ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๔๘๖ แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดยังไม่เคยนำที่ดินแปลงดังกล่าวไปยื่นคำขอรังวัดออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ต่อมาในระหว่างปี ๒๕๒๐ ถึงปี ๒๕๒๑ ทางราชการได้เดินสำรวจเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ในบริเวณที่ดินพิพาท ซึ่งสำรวจได้เพียง ๒๑ ราย ก็ยุติการเดินสำรวจ ทำให้ราษฎรบางรายไม่ได้หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ บร ๔๖๕๐ ที่สาธารณประโยชน์ แปลง "ทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งดอนแต้ว แปลงที่ ๓" ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดครอบครองทำประโยชน์เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ติดประกาศหรือแจ้งให้ประชาชนทั่วไป

2

รวมถึงผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดทราบก่อน ทั้งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดโต้แย้งหรือคัดค้าน เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดทราบ จึงยื่นคัดค้านการออก น.ส.ล. ทันทีเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ บร ๔๖๕๐ ให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดครอบครองทำประโยชน์ ให้สามารถ ปรับพื้นที่เพื่อให้เหมาะสมกับการทำการเกษตร ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และตกทอดเป็นมรดกได้ กับขอให้ศาลมีคำสั่งวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยไม่ให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขับไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดออกจากที่ดินพิพาท ไม่ให้มีการก่อสร้างสถานที่ราชการในที่ดินพิพาท รวมทั้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดสามารถครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทแล้วเสร็จ

ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดเฉพาะที่กล่าวอ้างว่า ทางราชการเดินสำรวจเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ในบริเวณที่ดินพิพาทไม่แล้วเสร็จและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้พิสูจน์สิทธิครอบครอง รังวัดและออกเอกสารสิทธิให้แก่ผู้ฟ้องคดี และปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะแก่การทำการเกษตรและปลูกสร้างที่อยู่อาศัย เนื่องจากผู้ฟ้องคดี ทั้งสี่สิบเจ็ดยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฟ้องคดีและมีคำสั่งไม่รับคำขอวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาขอผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดไว้พิจารณา

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๖๕๐ แปลง "ทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งดอนแต้ว แปลงที่ ๓" ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ ๗๓๖ ไร่ ๒ งาน ๙๑ ตารางวา แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดจะครอบครองที่ดินดังกล่าวมานานเพียงใด ก็ไม่อาจใช้ยันรัฐได้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน คงมีเพียงหลักฐานเกี่ยวกับการเสียภาษี บำรุงท้องที่และทะเบียนบ้านสำหรับที่ดินพิพาทเท่านั้น การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไป ตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๖๕๐ แปลงที่สาธารณประโยชน์ ทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งดอนแต้ว แปลงที่ ๓ ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งหนังสือสำคัญสำหรับ ที่หลวง เลขที่ บร ๔๖๕๐ เป็นหลักฐานแสดงเขตที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามมาตรา ๘ ตรี วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๖๕๐ จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบ

3

ด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแม้การที่ศาลปกครองจะวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๖๕๐ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดหรือไม่ มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยด้วยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดมีสิทธิครอบครอง แต่ประเด็นดังกล่าวก็เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นประเด็นที่ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยได้ เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๑ (๔) บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอกโดยคู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า และมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๔) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับในคำพิพากษาสั่งให้ถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สิน และนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีได้ อีกทั้งการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ พยานหลักฐานต่างๆ จึงอยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เอกชนคู่กรณีอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ ไม่อาจทราบข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ จำต้องใช้วิธีพิจารณาในระบบไต่สวนเพื่อสร้างความสมดุล ในความไม่เท่าเทียมดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนางรองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดเป็นเอกชนยื่นฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อ้างว่า ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๖๕๐ ที่สาธารณประโยชน์ ทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งดอนแต้ว แปลงที่ ๓ ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดซึ่งครอบครองทำประโยชน์ต่อมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งครอบครองมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๖ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๖๕๐ ที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งดอนแต้ว แปลงที่ ๓ ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ ดังนี้ เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดที่ประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิของแต่ละคนว่าได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ประกอบกับการที่ศาล จะวินิจฉัยว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ บร ๔๖๕๐ ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดได้หรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อคดีนี้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

4

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ บร ๔๖๕๐ แปลง "ทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งดอนแต้ว แปลงที่ ๓" ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดิน ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ติดประกาศหรือแจ้งให้ประชาชนทั่วไปรวมถึง ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดทราบก่อน ทั้งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดโต้แย้งหรือคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๖๕๐ ให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดตามที่ได้ครอบครองทำประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๖๕๐ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดจะครอบครองที่ดิน มานานเพียงใด ก็ไม่อาจใช้ยันรัฐได้ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอน ที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ด กล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดครอบครองทำประโยชน์ ไม่ติดประกาศหรือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดทราบก่อน ทั้งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดี ทั้งสี่สิบเจ็ดโต้แย้งหรือคัดค้าน พร้อมทั้งมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาท กับให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ด แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณา ให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบเจ็ดขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดี ทั้งสี่สิบเจ็ดเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

5

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางผกาพร ศรีสุข ที่ ๑ กับพวกรวม ๔๗ คน ผู้ฟ้องคดี ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางผกาพร ศรีสุข ที่ 1 กับพวกรวม 47 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 68/2559
#599451
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามฟ้องอ้างว่ามีการออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณะ ซึ่งผู้ฟ้องคดีและประชาชนใช้สัญจรเป็นทางเข้าออก ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ศาลคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามและประชาชนในการใช้ประโยชน์ทางเข้า - ออก ที่ดินพิพาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเพียงผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเท่านั้น ซึ่งประเด็นหลักที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีนี้คือ สถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ อาจได้กรรมสิทธิ์มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดที่ดินพิพาทประการอื่น นอกจากการทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๘/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองระยอง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองระยองโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ นายเจริญ เมตตา ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๓ คน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองระยอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามประกอบอาชีพประมงในพื้นที่ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยใช้เรือประมงขนาดเล็กจับสัตว์น้ำตามชายฝั่งและเพาะเลี้ยงหอยนางรมตามแนวชายคลองลาวนต่อเนื่องกันมากว่า ๔๐ - ๕๐ ปี โดยมีทางที่ใช้สัญจรขึ้น - ลง ระหว่างคลองลาวนกับแผ่นดิน ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ มีผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ได้ทำประตูเหล็กเลื่อนปิดกั้นทางสัญจรและทำรั้วลวดหนามกั้นบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามและชาวบ้านใช้เดินทางเข้า - ออก สู่คลองลาวนอันเป็นอุปสรรคกีดขวางต่อการเดินทางเข้า - ออก ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามเห็นว่าเป็นการออกโฉนดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณะและคลองลาวนซึ่งเป็นลำคลองสาธารณะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน จึงได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ ดังกล่าวที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามทราบว่าการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๘ ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ด้านทิศตะวันออกได้ออกทับคลองสาธารณะบริเวณปากคลองลาวนเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๑ งานเศษ เช่นเดียวกันกับโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ และเลขที่ ๒๖๓๘ ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียก นายสมชาย วชิรสกุลชัย ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ และเลขที่ ๒๖๓๘ รวมทั้งนายธนวัชร วชิรสกุลชัย และนายนาวี เพชรธำรงชัย ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๘ เข้ามาในคดีและกำหนดให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ นายสมชาย วชิรสกุลชัย นายธนวัชร วชิรสกุลชัย และนายนาวี เพชรธำรงชัย เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ตามลำดับ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ในการรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ ผู้แทนนายอำเภอแกลงได้ร่วมตรวจสอบที่ดินและลงชื่อรับรองแนวเขตคลองสาธารณประโยชน์และทะเล จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินโดยชอบตามระเบียบและขั้นตอนตามกฎหมาย โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๘ มีการขอรังวัดหักเป็นที่สาธารณประโยชน์คลองลาวน จำนวนเนื้อที่ ๓ ไร่ - งาน ๖๖.๓ ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ตามโฉนด ๑ ไร่ ๑ งาน ๙๔.๔ ตารางวา โดยมีผู้แทนนายอำเภอและผู้แทนหัวหน้าสำนักงานการขนส่งทางน้ำที่ ๖ สาขาระยอง มาระวังชี้แนวเขตและลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตว่ามิได้รุกล้ำคลองสาธารณประโยชน์และทะเล

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซื้อที่ดินมาจากผู้มีชื่อ โดยได้ตรวจสอบถึงความเป็นมาของการออกโฉนดและสภาพที่ดินแล้วเห็นว่า ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายไม่มีการรุกล้ำทางหรือคลองสาธารณะแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๘ ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกให้แก่นายโกศล เกษมศานต์ และภายหลังได้มีการโอนต่อมายังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ นั้น ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกทับคลองและทางสาธารณประโยชน์ ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามและชาวบ้านใช้ในการสัญจรเพื่อประกอบอาชีพด้านการประมงซึ่งภายหลังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำประตูเหล็กเลื่อนมาปิดกั้นทางที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามและชาวบ้านใช้ในการสัญจรและทำรั้วลวดหนามมากั้นบริเวณที่จะใช้เดินทางเพื่อเป็นอุปสรรคกีดขวางต่อการเดินทางเข้า - ออก ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ไม่สามารถสัญจรในทางสาธารณะที่เคยใช้สัญจรมานาน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ และเลขที่ ๒๖๓๘ ในส่วนที่รุกล้ำทางสาธารณะและคลองลาวน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ แม้มิได้เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดีเนื่องจากเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๓๗ และเลขที่ ๒๖๓๘ หากศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวในส่วนที่รุกล้ำคลองและทางสาธารณประโยชน์ดังที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามกล่าวอ้าง ผลของคำพิพากษาจะกระทบต่อสิทธิของ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ด้วย ดังนั้นศาลจึงได้เรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และข้อ ๗๘ ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ประกอบกับมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง (๓) (ข) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้นคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ และเลขที่ ๒๖๓๘ ตำบลชากพง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้แก่นายโกศล เกษมศานต์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออกโฉนดที่ดินทับคลองและทางสาธารณะประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามและชาวบ้านใช้ในการสัญจรเพื่อประกอบอาชีพด้านการประมง ซึ่งภายหลังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ทำประตูเหล็กเลื่อนมาปิดกั้นทางที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามและชาวบ้านใช้ในการสัญจร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสองโฉนดข้างต้น เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้นจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า การออกโฉนดที่ดินที่พิพาทเป็นการออกทับคลองและทางสาธารณประโยชน์ตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายโกศลโดยชอบมาแต่เดิม แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ และเลขที่ ๒๖๓๘ ในส่วนที่ออกทับที่สาธารณประโยชน์ (คลองลาวน) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้การสรุปได้ว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ และ เลขที่ ๒๖๓๘ มีการรังวัดและร่วมกันตรวจสอบรับรองแนวเขตถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย มิได้รุกล้ำทางหรือคลองสาธารณะแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามที่นำคดีมาฟ้องก็เพื่อให้ศาลคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามและประชาชนในการใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินพิพาทเป็นทางเข้า - ออก ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ (คลองลาวน) ส่วนคำขอที่ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเพียงผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเท่านั้น ดังนั้น ประเด็นหลักที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีนี้คือ สถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือเป็นที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๔ อาจได้กรรมสิทธิ์มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสามอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๖๓๗ และ เลขที่ ๒๖๓๘ ประการอื่น นอกจากการทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ (คลองลาวน) จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายเจริญ เมตตา ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๓ คน ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง ที่ ๑ นายสมชาย วชิรสกุลชัย ที่ ๒ นายธนวัชร วชิรสกุลชัย ที่ ๓ นายนาวี เพชรธำรงชัย ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายเจริญ เมตตา ที่ 1 กับพวกรวม 13 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง สาขาแกลง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 67/2559
#596504
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คมอบให้แก่โจทก์เพื่อแลกเงินสดไปจากโจทก์ จำเลยเพียงต้องการได้เงินสดจากการนำเช็คของจำเลยที่มอบให้โจทก์ไปแลกเงินสดโดยจำเลยยอมเสียค่าตอบแทนให้โจทก์และยอมเสียดอกเบี้ยจากการนำเช็คไปแลกเงินสดโดยไม่คำนึงว่าจะแลกเช็คนั้นกับผู้ใด เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท 7 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์เพื่อแลกเงินสด โดยโจทก์เป็นผู้นำเงินมามอบให้จำเลยเป็นการแลกเช็คพิพาทเสียเอง โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลย ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องกู้ยืมเงิน ทั้งข้อเท็จจริงที่นำสืบพยานมาไม่ปรากฏว่ามีการเรียกดอกเบี้ยกันในอัตราเท่าใด เพียงแต่โจทก์ได้ค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 2 ถึง 5 เท่านั้น จึงไม่อยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 และเมื่อโจทก์ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจขอให้บังคับโจทก์รับผิดชำระเงินตามฟ้องแย้งหรือให้คืนเช็คตามฟ้องแย้งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 894,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ฟ้องแย้ง แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 421,585 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์คืนเช็คที่เหลืออีก 15 ฉบับ ได้แก่ เช็คพิพาท 7 ฉบับ ตามฟ้องและเช็คธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่บัญชี 0223015907 เป็นเช็คเลขที่ 2801323, 2801330, 2804288, 2804290, 2804292, 2804296, 2804297, และ2804298 แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 894,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่โจทก์เป็นเพียงตัวแทนจำเลยนำเช็คพิพาทไปแลกเงินสดแล้วนำเงินสดมามอบให้จำเลยเท่านั้น เห็นว่า จำเลยเพียงต้องการได้เงินสดจากการนำเช็คของจำเลยที่มอบให้โจทก์ไปแลกเงินสดโดยจำเลยยอมเสียค่าตอบแทนให้โจทก์และยอมเสียดอกเบี้ยจากการนำเช็คไปแลกเงินสดโดยไม่คำนึงว่าจะแลกเช็คนั้นกับผู้ใด เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท 7 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์เพื่อแลกเงินสด โดยโจทก์เป็นผู้นำเงินมามอบให้จำเลยเป็นการแลกเช็คพิพาทเสียเอง โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า เช็คพิพาทมีการสั่งจ่ายเงินจำนวนตามเช็คที่รวมดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 เช็คพิพาทจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่นำสืบพยานมาไม่ปรากฏว่ามีการเรียกดอกเบี้ยกันในอัตราเท่าใด เพียงแต่โจทก์ได้ค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 2 ถึง 5 เท่านั้น และเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องกู้ยืมเงิน ไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 และที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้บังคับโจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องแย้งนั้น โจทก์ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยจึงไม่อาจให้โจทก์รับผิดชำระเงินตามฟ้องแย้งหรือให้คืนเช็คตามฟ้องแย้งได้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมรวมถึงโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เช็คพิพาทจึงเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ และโจทก์ยังต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแย้งหรือให้โจทก์คืนเช็คตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 810 วรรคหนึ่ง ม. 904
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐสัณฑ์ วิทูรวุฒิกุล
จำเลย — นางสาวรัชลิน ฉัตรจารุเดช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไพโรจน์ ตู้ทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 67/2559
#599412
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องว่า เป็นผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ได้ยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนด แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถรังวัดออกโฉนดให้ได้ เนื่องจากมีการออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ ซึ่งเป็นของผู้อื่นทับซ้อนกับ น.ส. ๓ ของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ และให้ออกโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๗/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเพชรบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๘ นางสมพร พลายแก้ว ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำ ที่ ๒๑/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๖ หมู่ที่ ๕ ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ ๔๐ ไร่ ๒ งาน ๑๗ ตารางวา ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน ตามคำขอฉบับที่ ๔/๕๖ ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๗ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่สามารถทำการรังวัดออกโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๘๑๑ ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ทับซ้อนกับ น.ส. ๓ เลขที่ ๔๖ ของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๘๑๑ ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินตามน.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ เนื้อที่ ๑๓๐ ไร่ ๓ งาน ๖๐ ตารางวา มีชื่อบริษัทชะอำ แคมปัสซิตี้ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ มีคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจาก ปรากฏว่าหลักฐานตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๔๖ ที่ผู้ฟ้องคดีนำมายื่นขอออกโฉนดที่ดินทับซ้อนกับ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ และผู้ฟ้องคดีได้ยกเลิกคำขอโดยแจ้งว่าจะดำเนินการทางศาลด้วยตนเอง เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีหรือบริษัทชะอำ แคมปัสซิตี้ จำกัด มีสิทธิครอบครอง จึงยังไม่มีเหตุให้ต้องเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ และออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด คำสั่งของเจ้าพนักงานที่จังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ที่ให้ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ยอมรังวัดออกโฉนดที่ดินและขอยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถสอบสวนพิสูจน์สิทธิว่า ที่ดินแปลงที่ผู้ฟ้องคดีนำทำการรังวัดออกโฉนดที่ดินถูกต้องตรงตามตำแหน่งในหลักฐานตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๖ หรือไม่ และไม่อาจพิจารณาได้ว่าที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ บางส่วนออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหลักฐาน น.ส. ๓ เลขที่ ๔๖ หรือไม่ อย่างไร เพราะที่ดินตามหลักฐาน น.ส. ๓ เป็นเพียงรูปลอยโดยประมาณที่ปรากฏในหลักฐาน น.ส. ๓ เท่านั้น จึงไม่สามารถชี้ชัดหรือพิสูจน์ได้ว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ บางส่วน ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ดังนั้น ไม่อาจเพิกถอนหรือแก้ไข น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ ได้

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเพชรบุรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินที่มีอำนาจออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี คำฟ้องในข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคำฟ้องด้วยว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ ตำบลไร่ใหม่พัฒนา (ห้วยทรายเหนือ) อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ออกให้เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๓๓ ออกทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๔๖ หมู่ที่ ๕ ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ออกให้เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๑๙ ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกแก่ผู้ใดโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๘๑๑ ดังกล่าว คำฟ้องในข้อหานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแม้ว่าการที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แต่ก็เป็นประเด็นเกี่ยวพันที่ศาลปกครองมีอำนาจที่จะวินิจฉัยก่อน เพื่อที่จะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีเกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๘๑๑ ตำบลไร่ใหม่พัฒนา (ห้วยทรายเหนือ) อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และโดยที่การพิจารณาและการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องพิจารณาสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆ รวมทั้งพยานเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของฝ่ายปกครอง อันเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญแล้วจึงจะพิจารณาว่า ระหว่างผู้ฟ้องคดีใครเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทประกอบกับคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นความประสงค์ของผู้ฟ้องคดีที่ต้องการให้ได้รับความเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการใช้สิทธิทางศาลในคดีนี้ เป็นคำขอที่กฎหมายกำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับให้ได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลโดยการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินและให้บริการในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนมีอำนาจดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นการให้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๖ หมู่ที่ ๕ ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และได้ยื่นคำขอทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ดำเนินการให้ อ้างว่า มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๘๑๑ ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อันเป็นการทับซ้อนกันและขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) แล้วดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ชี้แจงว่า มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองฉบับทับซ้อนกัน จึงยังไม่เป็นที่ยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือบริษัทชะอำ แคมปัสซิตี้ จำกัด เห็นว่า จากคำฟ้องและคำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีมีประเด็นที่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีหรือผู้มีชื่อตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ที่ออกทับซ้อนกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ของผู้ฟ้องคดี แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปว่าจะต้องเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ของผู้มีชื่อแล้วดำเนินการรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และแม้ว่าผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้ฟ้องผู้มีชื่อมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ทำคำชี้แจงซึ่งหมายถึง ให้การต่อสู้คดีเพียงประเด็นเดียวว่า สิทธิของผู้ฟ้องคดีกับผู้มีชื่อนั้นใครมีสิทธิดีกว่า ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ย่อมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปได้ภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแสดงสิทธิให้กับผู้ฟ้องคดีหรือผู้มีชื่อ ทั้งได้มีคำขอให้เรียกผู้มีชื่อเข้ามาในคดีด้วยแล้ว แม้ไม่ปรากฏว่าศาลปกครองเพชรบุรีได้มีคำสั่งอนุญาตแล้วก็ตาม ก็เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาที่จะวินิจฉัยว่า สมควรจะเรียกผู้มีชื่อเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีหรือเป็นคู่ความร่วมด้วยหรือไม่ต่อไป คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๔๖ หมู่ที่ ๕ ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่สามารถรังวัดออกโฉนดให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๘๑๑ ทับซ้อนกับ น.ส. ๓ เลขที่ ๔๖ ของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๘๑๑ และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การสอดคล้องกันว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ มีชื่อบริษัทชะอำ แคมปัสซิตี้ จำกัด เป็นผู้ครอบครอง การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ มีคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจาก ปรากฏว่าหลักฐานตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๔๖ ที่ผู้ฟ้องคดีนำมายื่นขอออกโฉนดที่ดินทับซ้อนกับ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ และผู้ฟ้องคดีได้ยกเลิกคำขอโดยแจ้งว่าจะดำเนินการทางศาลด้วยตนเอง เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือบริษัทชะอำ แคมปัสซิตี้ จำกัด เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จึงยังไม่มีเหตุให้ต้องเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๘๑๑ และออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด คำสั่งของเจ้าพนักงานที่จังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ที่ให้ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๘๑๑ ทับซ้อนกับที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๔๖ ของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอน และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีนั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสมพร พลายแก้ว ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาชะอำ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสมพร พลายแก้ว
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 66/2559
#611072
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กองทัพบกฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัด เพื่อเรียกคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) และเงินบำเหน็จดำรงชีพ ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ ช.ค.บ. และเงินบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิหรือเกินสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตข้าราชการของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่งซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาท อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521
ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเดชอุดม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — จ่าสิบเอก เอเรบ โลหา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 65/2559
#604183
เปิดฉบับเต็ม

กรมบัญชีกลางยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าทำละเมิดหน่วยงานของรัฐต่อศาลยุติธรรม ในขณะเดียวกันก็แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงยื่นฟ้องโจทก์กับพวกขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองกลาง ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในผลละเมิด แต่ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ส่วนศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิด โดยคำพิพากษาของทั้งสองศาลต่างถึงที่สุด ดังนี้แม้ว่าโจทก์จะยื่นคำร้องให้คณะกรรมการวินิจฉัย เมื่อพ้นกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลคดีหลังสุด อันเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตาม ม. ๑๔ แห่ง พรบ. ว่าด้วยการวินิจฉัย ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ฯ ก็ตาม แต่กำหนดเวลาดังกล่าวหาใช่อายุความไม่ เมื่อคู่ความยังมิได้รับการเยียวยาความเสียหาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คณะกรรมการจึงรับคำร้องไว้พิจารณา ตามข้อบังคับคณะกรรมการ ฯ ข้อ ๔ เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อยู่ภายใต้บังคับของ พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ฯ โดยตรง ทั้งโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัตินี้จนถึงขั้นออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินค่าเสียหาย และมีการตรวจสอบความชอบของการดำเนินการโดยศาลปกครอง ซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการ แล้วด้วย จึงควรให้มีการดำเนินการไปจนจบขั้นตอน โดยพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้คำสั่งทางปกครองได้มีการบังคับการให้เกิดผล เพื่อให้การเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้คู่ความปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดโดยมิให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๕/๒๕๕๙

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔

ศาลฎีกา

ระหว่าง

ศาลปกครองสูงสุด

การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ

กรมบัญชีกลาง โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงในคดี

กรมบัญชีกลาง โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ยื่นคำร้อง ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๙ ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาด กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีกรมบัญชีกลาง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายนิกร ยี่โถ หรือวรกิจโกศลกุล ที่ ๑ นายผดุงชาติ จุนหวิทยะ ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๘๒๕/๒๕๔๔ ให้ร่วมกันรับผิดฐานละเมิดและร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๑๔,๕๐๘,๑๙๒.๑๕ บาท กรณีจำเลยที่ ๑ ทุจริตเบียดบังเอาเงินค่าจำหน่ายสลากการกุศลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งโจทก์ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจำหน่ายให้แก่ผู้ค้าสลากแต่ละจังหวัดผ่านสำนักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ ๒ ช่วยเหลือในการนำสลากการกุศลที่จำเลยที่ ๑ ได้มาโดยมิชอบไปส่งให้ผู้ค้าสลาก เป็นเหตุให้โจทก์และราชการได้รับความเสียหายเป็นเงิน ๑๔,๕๐๘,๑๙๒.๑๕ บาท คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๗๖๖๕/๒๕๕๗ ยืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ เบียดบังเอาเงินค่าสลากไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นการกระทำโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้รับสลากการกุศลไปส่งให้แก่ลูกค้าตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ได้รับผลประโยชน์หรือมีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๔,๕๐๘,๑๙๒.๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๓,๗๗๒,๒๘๕.๔๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และยกฟ้องจำเลยที่ ๒ โดยศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ ซึ่งก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดกับจำเลยทั้งสองและส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณา ซึ่งต่อมาในขณะที่คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง ได้พิจารณาสำนวนการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๑๓,๗๗๒,๒๘๕.๔๐ บาท โจทก์จึงได้ออกคำสั่งทางปกครองโดยมีหนังสือ ลับ ที่ กค ๐๔๐๒.๓/๒๑๕๘๑ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ และบันทึกข้อความ ลับ ที่ กค ๐๔๐๒.๓/๒๑๕๘๒ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เรียกให้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามความเห็นของกระทรวงการคลังดังกล่าว

ต่อมา จำเลยทั้งสองได้ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกรวม ๑๓ คน ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๗๕๑/๒๕๔๖ ที่ ๕๘๙/๒๕๔๗ และที่ ๑๕๗๗/๒๕๔๗ ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าว และคำสั่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสามเข้าด้วยกัน และให้เรียกนายนิกร ยี่โถ จำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เรียกนายผดุงชาติ จุนหวิทยะ จำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เรียกกรมบัญชีกลาง โจทก์ในคดีนี้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คดีของศาลปกครอง ดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ. ๒๗๖-๒๗๘/๒๕๕๘ ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กระทำการด้วยความจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นการกระทำละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้รับสลากบำรุงการกุศลนำส่งให้แก่ลูกค้าของ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ โดยให้ลูกค้าดังกล่าวโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ โดยตรง จึงเป็นการกระทำละเมิดเช่นเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๘ ประกอบมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ กระทำละเมิดโดยจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย และเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการกระทำละเมิดดังกล่าว สมควรรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ ๘๐ ของความเสียหายจำนวน ๑๓,๗๗๒,๒๘๕.๔๐ บาท โดยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเงิน ๑๑,๐๑๗,๘๒๘.๓๒ บาท ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยมีพฤติการณ์เป็นผู้ช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ในการนำสลากบำรุงการกุศลไปจำหน่ายแก่ลูกค้าของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับผลประโยชน์เป็นของตนเองจากการกระทำละเมิดดังกล่าว สมควร รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ ๒๐ ของความเสียหายจำนวน ๑๓,๗๗๒,๒๘๕.๔๐ บาท โดยต้อง รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเงิน ๒,๗๕๔,๔๕๗.๐๘ บาท จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือลับ ที่ กค ๐๔๐๒.๓/๒๑๕๘๑ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ในส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เกินกว่าจำนวนเงิน ๑๑,๐๑๗,๘๒๘.๓๒ บาท และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามหนังสือ ลับ ที่ กค ๐๔๐๒.๓/๒๑๕๘๒ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เกินกว่าจำนวนเงิน ๒,๗๕๔,๔๕๗.๐๘ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘

จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น ผู้ร้องเห็นว่า เป็นกรณีคำพิพากษาถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งโดยผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกา โจทก์มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๔,๕๐๘,๑๙๒.๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๓,๗๗๒,๒๘๕.๔๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยไม่มีสิทธิบังคับคดีกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งถูกพิพากษายกฟ้องได้ แต่ด้วยผลแห่งคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โจทก์มีอำนาจออกคำสั่งทางปกครองเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์เป็นเงินจำนวน ๑๑,๐๑๗,๘๒๘.๓๒ บาท และเรียกให้ จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์เป็นเงินจำนวน ๒,๗๕๔,๔๕๗.๐๘ บาท กรณีจึงยังไม่เป็นที่ยุติว่าโจทก์ต้องบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาหรือคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ทั้งจะสามารถบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ ๑ ได้เพียงใด ด้วยวิธีใด และสามารถบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ ๒ ได้หรือไม่ ซึ่งโจทก์ไม่อาจบังคับคดีให้ถูกต้องได้ นอกจากนี้ โจทก์ยังตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ ๑ ได้ถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๘ ซึ่งหากโจทก์ต้องบังคับชำระหนี้จำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โจทก์ต้องดำเนินการฟ้องทายาทของจำเลยที่ ๑ ต่อศาลปกครองภายในระยะเวลา ๑ ปี ตามมาตรา ๑๗๕๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยโจทก์ตรวจสอบรายการทะเบียนราษฎร พบทายาทของจำเลยที่ ๑ ดังนี้ นายปลอง ยี่โถ บิดา นางแดง ยี่โถ มารดา นางสาวจีรนันท์ ยี่โถ หรือนางจีรนันท์ ธำรงวิศว บุตร และนางสาวพรรณนิตา ยี่โถ บุตร ซึ่งโจทก์ยังไม่อาจดำเนินการได้เนื่องจากกรณียังไม่แน่ชัดว่าโจทก์มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลใด และจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิด ต่อโจทก์เป็นเงินจำนวนเท่าใด จึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายและไม่ได้รับ ความเป็นธรรม โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความทั้งสองคดีและได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันดังกล่าว จึงมีความประสงค์ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้โปรดวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดที่ขัดกันดังกล่าว ตามนัยมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

เลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล อาศัยอำนาจตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑๗ วรรคหนึ่ง แจ้งให้ทายาทของนายนิกร คือนายปลอง ยี่โถ บิดา นางแดง ยี่โถ มารดา นางสาวจีรนันท์ ยี่โถ หรือนางจีรนันท์ ธำรงวิศว บุตร และนางสาวพรรณนิตา ยี่โถ บุตร และ นายผดุงชาติ จุนหวิทยะ ซึ่งเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทำคำชี้แจงภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันได้รับสำเนาคำร้อง

นายปลอง ยี่โถ นางแดง ยี่โถ มารดา นางสาวจีรนันท์ ยี่โถ หรือนางจีรนันท์ ธำรงวิศว ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่ชี้แจง

นางสาวพรรณนิตา ยี่โถ ไม่รับสำเนาคำร้อง

นายผดุงชาติ จุนหวิทยะ ชี้แจงว่า ให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คู่ความที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจ หน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..."

กรณีโจทก์และผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ นำคดีขึ้นสู่ศาลสองศาลคือศาลแพ่ง ซึ่งเป็น ศาลยุติธรรม และศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นศาลปกครอง และมีการต่อสู้คดีถึงศาลสูงสุดของแต่ละศาลโดยในคดีทั้งสองศาลนั้น มีมูลความแห่งคดีจากเรื่องการกระทำละเมิดของจำเลยในการที่จำเลยที่ ๑ ทุจริตเบียดบังเอาเงินค่าจำหน่ายสลากการกุศลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งโจทก์ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจำหน่ายให้แก่ผู้ค้าสลากแต่ละจังหวัดผ่านสำนักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ ๒ ช่วยเหลือในการนำสลากการกุศลที่จำเลยที่ ๑ ได้มาโดยมิชอบไปส่งให้ผู้ค้าสลาก เป็นเหตุให้โจทก์และราชการได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา ๑๔ เมื่อศาลทั้งสองศาลตัดสินในจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดแตกต่างกัน และคำพิพากษาของศาลทั้งสองศาลนั้นถึงที่สุดแล้วย่อมเป็นเหตุให้คู่ความไม่อาจบังคับหรือปฏิบัติการชำระหนี้ได้ถูกต้อง ถือได้ว่าเป็นกรณีมีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ชอบที่คู่ความจะยื่นคำร้องขอให้มีการวินิจฉัยตามมาตรานี้ได้ แม้ว่าโจทก์จะยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาของศาลปกครองซึ่งพิพากษาภายหลังถึงที่สุด แต่กำหนดเวลาดังกล่าวหาใช่อายุความที่จะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด เมื่อปรากฏว่าคู่ความยังคงไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลสมควรรับคำร้องของโจทก์ไว้พิจารณา ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๔

คำพิพากษาในคดีของทั้งสองศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงตรงกันว่า นายนิกร ยี่โถ หรือ วรกิจโกศลกุล จำเลยที่ ๑ ของศาลแพ่ง เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เบียดบังเอาเงินค่าสลากไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นการกระทำโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายทำให้กรมบัญชีกลางได้รับความเสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ทั้งสองศาลคงวินิจฉัยคดีแตกต่างกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดของนายผดุงชาติ จุนหวิทยะ จำเลยที่ ๒ ของศาลแพ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และในส่วนของจำนวนค่าเสียหาย จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์ควรบังคับค่าสินไหมทดแทนเอาแก่จำเลยที่ ๑ ในจำนวนความเสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกา หรือใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เอาแก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในจำนวนความเสียหายตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อหน่วยงานของรัฐกรณีที่เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งบัญญัติเพื่อใช้บังคับแก่การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดหลักเกณฑ์แตกต่างจากหลักเกณฑ์เรื่องความรับผิดทางละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรับผิดที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะกรณีกระทำโดยจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น หรือเรื่องการแบ่งแยกความรับผิดของเจ้าหน้าที่แต่ละคนโดยมิให้นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ ด้วยความมุ่งหมายที่จะให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งมีการบังคับบัญชากำกับและมีความรับผิดทางวินัยอยู่อีกส่วนหนึ่งด้วย เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงานของรัฐ ดังนั้น เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยตรง ทั้งโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัตินี้จนถึงขั้นออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินค่าเสียหาย และมีการตรวจสอบความชอบของการดำเนินการโดยศาลปกครอง ซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการแล้วด้วย จึงควรให้มีการดำเนินการ ไปจนจบขั้นตอน โดยพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้คำสั่งทางปกครองได้มีการบังคับการให้เกิดผล เพื่อให้การเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้

ฉะนั้น กรณีนี้จึงสมควรให้กรมบัญชีกลางใช้มาตรการบังคับทางปกครองบังคับ ค่าสินไหมทดแทนเอาแก่นายนิกร ยี่โถ หรือวรกิจโกศลกุล และนายผดุงชาติ จุนหวิทยะ ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๗๖-๒๗๘/๒๕๕๘ โดยมิให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดขัดแย้งกันระหว่างศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกาให้คู่ความปฏิบัติไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๗๖-๒๗๘/๒๕๕๘ โดยมิให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมบัญชีกลาง
จำเลย — นายนิกร ยี่โถ หรือวรกิจโกศลกุล ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 64/2559
#611071
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เทศบาลตำบลหนองสอ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองขัดแย้งกันว่าผู้ร้องจะต้องชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างสร้างและติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติให้แก่เอกชนผู้รับจ้างตามจำนวนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นหรือคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งกำหนดจำนวนเงินค่าจ้างที่ผู้ร้องต้องรับผิดไว้แตกต่างกัน เห็นว่า การจะพิจารณาว่าผู้ร้องต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลใดตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น จำต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลเป็นระบบศาลคู่ซึ่งได้แก่ ความมุ่งหมายให้ประชาชนได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีจากศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ข้อพิจารณาตามคำร้องนี้จึงมีว่า สัญญาจ้างสร้างและติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติ เป็นสัญญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาที่พิพาทแล้วเป็นเพียงการว่าจ้างให้เอกชนสร้างและติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติ โดยผู้ว่าจ้างประสงค์เพียงผลสำเร็จแห่งการที่ทำอันอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานเท่านั้น และผู้รับจ้างก็ประสงค์เพียงค่าจ้างจากการสร้างและติดตั้งซุ้มเฉลิมพระเกียรติดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ ตามมาตรา ๕๘๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้เอกชนจัดทำบริการสาธารณะหรือเข้าร่วมดำเนินจัดทำบริการสาธารณะ และมิใช่สัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะถือว่าเป็นสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ฉะนั้น กรณีนี้จึงสมควรให้บังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนี้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น
ศาลผู้รับความเห็น — คำพิพากษาศาลฎีกา
ผู้ร้อง — เทศบาลตำบลหนองสอ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 63/2559
#596822
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จะระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง แต่ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม โดยมิได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างว่า ฟ้องโจทก์เป็นการกระทำกรรมเดียวกันกับคดีก่อน ศาลอุทธรณ์จะหยิบปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับตามมาตรา 39 (4) จึงไม่อาจรับฟังได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 64, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 6, 7, 9, 27, 51, 54, 57, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3800/2557, 3801/2557, 3802/2557, 3803/2557, 3804/2557, 3805/2557, 3806/2557, 3807/2557, 3808/2557, 3809/2557, 3810/2557, 3811/2557, 3813/2557, 3814/2557, 3815/2557, 3816/2557, 3817/2557, 3818/2557, 3819/2557, 3820/2557, 3821/2557, 3822/2557, 3823/2557, 3824/2557, 3825/2557 และ 3826/2557 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1) วรรคหนึ่ง, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 51 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 2 เดือน ฐานรับคนต่างด้าว ซึ่งไม่มีใบอนุญาตให้ทำงานเข้าทำงาน ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ต้องระบุว่าเป็นความผิดตามมาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง และมาตรา 12 (1), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้จำเลยทั้งสองกระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือนและปรับ 5,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 กระทำความผิดลักษณะเดียวกัน 26 คดี จึงไม่รอการลงโทษจำคุก ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3952/2557, 3953/2557, 3954/2557, 3955/2557, 3956/2557, 3957/2557, 3958/2557, 3959/2557, 3960/2557, 3961/2557, 3962/2557 และ 3963/2557 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอื่นนอกจากนี้ยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง กับให้ยกคำขอนับโทษต่อด้วย คงลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานอื่น และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยมิได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างว่าความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3954/2557 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน กรณีจึงไม่มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3954/2557 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ แม้ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จะระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3954/2557 ของศาลชั้นต้น ที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมในคดีนี้กับคดีดังกล่าวเป็นคราวเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จึงไม่อาจนำมารับฟังได้ ทั้งความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมนั้น อาจเกิดขึ้นหลายครั้งในวันเดียวกันได้ หากจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือซ่อนเร้นคนต่างด้าวหลายคนเพื่อให้พ้นจากการจับกุมต่างเวลากัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเป็นการไม่ชอบดังวินิจฉัยข้างต้น โดยยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังนี้ เพื่อไม่ให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ กรณีนี้ข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์โต้แย้งฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ให้การช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมก็เพื่อที่จำเลยที่ 1 จะรับคนต่างด้าวเข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งกรรมกรก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นไปโดยมุ่งประสงค์ที่จะหาแรงงานในการประกอบอาชีพของตน แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดลักษณะเดียวกันนี้อีก 26 คดี เป็นคนต่างด้าวอีกจำนวน 26 คน แต่พฤติการณ์แห่งคดีไม่เป็นเรื่องที่ร้ายแรงนัก และมิใช่การกระทำความผิดซ้ำโดยไม่หลาบจำ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณามาโดยตลอด แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังรู้สำนึกในความผิดแห่งตน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ไว้ เพื่อให้มีเจ้าพนักงานแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแล ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 และสังคมมากกว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมอีกสถานหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 2,500 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับ 5,000 บาท ในความผิดฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตให้ทำงานเข้าทำงาน รวมลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 1 รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง มีกำหนด 2 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอนันต์ พวงสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสาวมลวลิน เกียรติธนะบำรุง
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 63/2559
#598164
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและขอให้ปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมหรือชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดี ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้นเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่สาธารณะ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๓/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดอุทัยธานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๗ นายธน หรือชวลิต รัศมี ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลสะแกกรัง ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๐๘/๒๕๕๗ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๓๗๙ เลขที่ดิน ๖๕ ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี เนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา เมื่อประมาณเดือน กันยายน ๒๕๕๖ ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ประมาณ ๑ เมตร ความยาวตลอดแนวที่ดิน โดยผู้ฟ้องคดีมิได้ให้ความยินยอมและได้แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนดังกล่าวออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดียังคงเพิกเฉยและยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๓๗๙ และขอให้ปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมหรือชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินค่าที่ดิน จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่บิดามารดาของผู้ฟ้องคดีได้ยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยกันที่ดินให้ ๒ เมตร เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ก่อสร้าง



ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำ ขณะก่อสร้างผู้ฟ้องคดีก็ไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้าน ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะ เป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก การคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา ๖๗ (๑) และมาตรา ๖๘ (๘) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กบริเวณหมู่ที่ ๑ ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะที่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวรุกล้ำที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๓๗๙ ของผู้ฟ้องคดี มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุทัยธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๓๗๙ ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ประมาณ ๑ เมตร ความยาวตลอดแนวที่ดินขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๖๓๗๙ และขอให้



ปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมหรือชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินค่าที่ดิน จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่บิดามารดาของผู้ฟ้องคดีได้ยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยกันที่ดินให้ ๒ เมตรเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องโดยมีคำขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีส่วนผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะโดยการยกให้ของบิดามารดาผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิม กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้นเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่สาธารณะ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายธน หรือชวลิต รัศมี ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลสะแกกรัง ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายธน หรือชวลิต รัศมี
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลสะแกกรัง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2559
#598188
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมชลประทานและกรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปรับปรุงขยายทางหลวงหมายเลข ๓๐๕ (รังสิต -องครักษ์ -นครนายก) รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๗ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๙๙ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ รวมเนื้อที่ ๙ ไร่ ๓ งาน ๑๔ ตารางวา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยโอนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไปปรับปรุงขยายทาง จึงไม่เป็นการก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า มูลเหตุแห่งการขอให้รื้อถอนเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต่างก็โต้แย้งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นเขตชลประทานมิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งศาลจำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๒/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครนายก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๘ บริษัท ทำนาศีรษะกระบือ จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมชลประทาน ที่ ๑ กรมทางหลวง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๓/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๙๗ เลขที่ ๒๘๙๘ และ เลขที่ ๒๘๙๙ ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ ๙ ไร่ ๒ งาน ๔๐ ตารางวา ๓๐ ไร่ ๓ งาน ๖๐ ตารางวา และ ๔๐ ไร่ ๒ งาน ๑๘ ตารางวา ตามลำดับ ปี ๒๕๓๘ ถึง ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการปรับปรุงก่อสร้างถนนทางหลวงหมายเลข ๓๐๕ (รังสิต -องครักษ์ -นครนายก) เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตและรวมโฉนดที่ดิน พบว่า การปรับปรุงขยายถนนทางหลวงดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเหตุให้คันกั้นน้ำชลประทานและถนนผิวจราจรบางส่วนรวมถึงไหล่ทางและพื้นที่กั้นไว้สำหรับก่อสร้างขยายถนนต่อไปในอนาคตรุกล้ำเข้ามาในโฉนดเลขที่ ๒๘๙๗ และเลขที่ ๒๘๙๙ รวมเนื้อที่ ๙ ไร่ ๓ งาน ๑๔ ตารางวา เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงอธิบดีกรมชลประทานแจ้งให้ทราบถึงการรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกเฉย ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๕ ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงอธิบดีของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้พิจารณาชดใช้เงินค่าทดแทน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็ยังคงเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนทางหลวงหมายเลข ๓๐๕ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่อาจดำเนินการได้ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับโอนถนนบนคันคลองชลประทานสายรังสิต - นครนายก ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไปดำเนินการปรับปรุงให้เป็นถนนชั้นดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ก่อสร้างทางหลวงในเขตควบคุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยไม่มีการก่อสร้างรุกล้ำออกนอกแนวเขตชลประทานแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ล้ำเข้ามาในเขตชลประทานตามหนังสือแจ้งเรื่องระวางชี้แนวเขต คำขอสอบเขตออกโฉนดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงขยายทางหลวงหมายเลข ๓๐๕ (รังสิต- องครักษ์ - นครนายก) บนคันกั้นน้ำชลประทานโดยไม่ได้กำหนดแนวเขตคันกั้นน้ำให้ชัดเจน เป็นเหตุให้มีการก่อสร้างทางรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นหน่วยงานทางปกครอง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหน้าที่ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะ และบำรุงรักษาทางหลวงแผ่นดินตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังนั้น การก่อสร้างปรับปรุงขยายทางหลวงดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อการดำเนินการดังกล่าวเป็นผลทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือนร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ประกอบกับคดีนี้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินจึงย่อมมีแนวเขตที่ดินที่แสดงถึงแดนกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจนแล้วตามขอบเขตของโฉนดที่ดินอันจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำการก่อสร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ โดยสามารถพิสูจน์ได้จากผลการรังวัดสอบเขตของเจ้าพนักงานที่ดิน หาจำต้องมีการพิสูจน์สิทธิในที่ดินแต่อย่างใด และนอกจากนี้ถึงแม้ว่าจะมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงขยายทางหลวงหมายเลข ๓๐๕ ในที่ดินพิพาทเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ก็ตาม แต่ปัญหาที่ต้องพิจารณาหรือวินิจฉัยดังกล่าวนั้น หากจำเป็นต้องวินิจฉัยเช่นนั้นจริงก็เป็นเพียงประเด็นที่จำเป็นต้องวินิจฉัยก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดีเท่านั้น เมื่อคดีนี้ประเด็นหลักแห่งคดีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามที่ได้วินิจฉัยข้างต้น ศาลปกครองจึงมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวพันกันเช่นว่านี้ได้ตามข้อ ๔๑ วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓

ศาลจังหวัดนครนายกพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่ประเด็นข้อพิพาทหลักเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่พิพาทว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ แล้วจึงจะสามารถพิจารณาเกี่ยวกับความเสียหายของผู้ฟ้องคดีต่อไป ทั้งนี้แม้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นเอกสารมหาชนก็ตาม แต่เอกสารมหาชนตามมาตรา ๑๒๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น บทบัญญัติดังกล่าวเพียงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารนั้น อันเป็นข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด กรณีจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าวย่อมต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ประกอบประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ดังนั้น อำนาจในการพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินจึงเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปรับปรุงขยายทางหลวงหมายเลข ๓๐๕ (รังสิต -องครักษ์ -นครนายก) รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๙๗ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๙๙ ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก รวมเนื้อที่ ๙ ไร่ ๓ งาน ๑๔ ตารางวา ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนทางหลวงหมายเลข ๓๐๕ พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่อาจดำเนินการได้ ให้ชำระค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับโอนถนนบนคันคลองชลประทานสายรังสิต - นครนายก ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไปปรับปรุงโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ได้ก่อสร้างรุกล้ำออกนอกแนวเขตชลประทาน เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องคดีโดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนทางหลวงหมายเลข ๓๐๕ บางส่วนที่ปรับปรุงขยายทางเพิ่มเติม แต่มูลเหตุแห่งการขอให้รื้อถอนก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าเป็นการก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต่างก็โต้แย้งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นเขตชลประทานมิใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งศาลจำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัท ทำนาศีรษะกระบือ จำกัด ผู้ฟ้องคดี กรมชลประทาน ที่ ๑ กรมทางหลวง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ทำนาศีรษะกระบือ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมชลประทาน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2559
#598853
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ให้ยึดและขายทอดตลาดที่ดิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของตนเองไม่ใช่ของนาย พ. ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรเนื่องจากได้รับการยกให้ตามบันทึกการหย่าโดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำให้การว่า นาย พ. ค้างชำระภาษีอากร และทราบการประเมินแล้วไม่อุทธรณ์ จึงเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระยุติเด็ดขาด นาย พ. เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนที่ดิน การยึดที่ดิน เพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างชำระชอบด้วยกฎหมายแล้ว ข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินที่ยึด การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นไปเพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินพิพาทเป็นสำคัญ โดยศาลต้องวินิจฉัยว่าสิทธิครอบครองใน น.ส. ๓ ก. ทรัพย์พิพาทตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นของผู้ฟ้องคดีตามบันทึกการหย่าหรือยังคงเป็นของนาย พ. ซึ่งเป็นการวินิจฉัยในเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา ตามบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๑/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชุมพร

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ นางฐาปานีย์ อมรพงศ์พิบูล ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมสรรพากร ที่ ๑ สรรพากรภาค ๑๑ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๗/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ ตำบลสองพี่น้อง (สลุย) อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๑ งาน ๓๒ ตารางวา ได้รับการยกให้จากนายพูลศักดิ์ โทธานี ในการจดทะเบียนหย่าตามบันทึกท้ายใบหย่า เลขที่ ๘/๑๕๕๑ ลงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๑ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อทางทะเบียนเป็นของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากอยู่ระหว่างพิสูจน์สิทธิว่าที่ดินแปลงดังกล่าวออกเอกสารสิทธิทับที่ดินป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่วันที่ได้รับการยกให้เรื่อยมา ต่อมาวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ ให้ยึดที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๗ เพื่อขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้ภาษีอากรที่นายพูลศักดิ์ค้างชำระ ทั้งที่ที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยึดดังกล่าว ไม่ได้เป็นของนายพูลศักดิ์แต่เป็นของผู้ฟ้องคดี การยึดทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย



ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือคัดค้าน การยึดที่ดินดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหนังสือแจ้งว่าการยึดที่ดินดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนการยึดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๗

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำให้การและให้การเพิ่มเติมว่า นายพูลศักดิ์ค้างชำระภาษีอากรต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ สาขาท่าแซะ ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน ๒,๑๘๑,๗๑๔ บาท และนายพูลศักดิ์ทราบการประเมินแล้วไม่ได้อุทธรณ์ จึงเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระยุติเด็ดขาด การได้มาซึ่งที่ดินของผู้ฟ้องคดีมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ และมาตรา ๑๓๗๓ ข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับนายพูลศักดิ์ จึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิไม่สามารถใช้ยันผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ นายพูลศักดิ์ได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากบิดาถือเป็นสินส่วนตัวของนายพูลศักดิ์และที่ดินได้ถูกอายัดตามหนังสือบังคับคดี นายพูลศักดิ์จึงไม่อาจโอนสิทธิในที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีได้และตั้งแต่ปีภาษี ๒๕๕๒ ถึงปีภาษี ๒๕๕๗ ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีนำรายได้จากการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นายพูลศักดิ์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนที่ดิน การยึดที่ดินของนายพูลศักดิ์เพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างชำระดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ฟ้องคดียื่นหนังสือคัดค้านคำให้การว่า ผู้ฟ้องคดีได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่นายพูลศักดิ์แสดงเจตนาสละการครอบครอง ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่ดินของนายพูลศักดิ์ ตั้งแต่วันที่๑๗ มกราคม ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันที่จดทะเบียนหย่า แต่เนื่องจากที่ดินถูกอายัดไว้แล้วตั้งแต่วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ โดยมีคำสั่งให้งดการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน จึงไม่สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อได้ ต่อมาเมื่อมีการเพิกถอนการอายัดผู้ฟ้องคดีก็ไม่สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองที่ดินให้ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากมีปัญหาว่าที่ดินดังกล่าวอาจอยู่ในเขตป่าไม้จึงไม่สามารถโอนทางทะเบียนได้จนถึงปัจจุบัน

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นการโต้แย้งการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าไม่ถูกต้องและกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คัดค้านการยึดทรัพย์สินให้ผู้ฟ้องคดีทราบตามหนังสือที่ กค ๐๗๑๕/๑๑๒๙ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังได้ระบุไว้ในหมายเหตุด้านหลังหนังสือดังกล่าวว่า กรณีไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาสามารถยื่นฟ้อง



ต่อศาลปกครองได้ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ทราบผลการพิจารณาตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนการที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น จะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของนายพูลศักดิ์หรืออยู่ในเขตป่าไม้ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น ประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นย่อยเท่านั้น เมื่อประเด็นหลักแห่งคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว ศาลปกครองย่อมมีอำนาจวินิจฉัยประเด็นย่อยดังกล่าวได้คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชุมพรพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยึดทรัพย์เพื่อชำระค่าภาษีอากรค้างชำระของนายพูลศักดิ์ แม้นายพูลศักดิ์จะมีชื่อเป็นเจ้าของทางทะเบียนก็ตาม แต่ที่ดินแปลงดังกล่าวนายพูลศักดิ์ยกให้ผู้ฟ้องคดีตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๑ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมา ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครอง นายพูลศักดิ์ได้สละ การครอบครองตั้งแต่วันยกให้ในการจดทะเบียนหย่า ที่ดินจึงเป็นของผู้ฟ้องคดี ดังนี้เมื่อพิจารณาคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ให้ศาลเพิกถอนการยึดที่ดินดังกล่าว เห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีได้ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดียึดเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างชำระนั้นเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นของนายพูลศักดิ์หรือไม่เป็นสำคัญ ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดี แล้วจึงพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ได้รับการยกให้จากนายพูลศักดิ์ โทธานี ในการจดทะเบียนหย่า แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อทางทะเบียนเป็นของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากอยู่ระหว่างพิสูจน์สิทธิว่าที่ดินแปลงดังกล่าวออกเอกสารสิทธิทับที่ดินป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ ให้ยึดที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๗ เพื่อขายทอดตลาดนำเงินไปชำระหนี้ภาษีอากรที่นายพูลศักดิ์ค้างชำระ ทั้งที่ที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยึดดังกล่าวไม่ใช่ของนายพูลศักดิ์แต่เป็นของผู้ฟ้องคดี การยึดทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนการยึดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๗ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่น



คำให้การและให้การ เพิ่มเติมว่านายพูลศักดิ์ค้างชำระภาษีอากร ต่อสำนักงานสรรพากรตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและนายพูลศักดิ์ทราบการประเมินแล้ว ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระยุติเด็ดขาด นายพูลศักดิ์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนที่ดิน การยึดที่ดินของนายพูลศักดิ์เพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างชำระดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ยึดที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๒๗ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีซึ่งได้รับการยกให้จากนายพูลศักดิ์ โทธานี ตามบันทึกท้ายใบหย่าแต่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อทางทะเบียน คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินที่ยึด การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นไปเพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินพิพาทเป็นสำคัญ โดยศาลต้องวินิจฉัยว่าสิทธิครอบครอง ใน น.ส. ๓ ก. ทรัพย์พิพาทตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นของผู้ฟ้องคดีตามบันทึกการหย่า หรือยังคงเป็นของนายพูลศักดิ์ ซึ่งเป็นการวินิจฉัยในเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาตามบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางฐาปานีย์ อมรพงศ์พิบูล ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมสรรพากร ที่ ๑ สรรพากรภาค ๑๑ ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.รัษฎากร
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางฐาปานีย์ อมรพงศ์พิบูล
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2559
#598682
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "หนองคูสาธารณประโยชน์" ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "หนองคูสาธารณประโยชน์" ส่วนที่ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การสอดคล้องกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยระเบียบและกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอน น.ส.ล. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖๐/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ นางฉวีวรรณ พินิจมนตรี ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขาน้ำพอง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๓๐/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกจากมารดา โดยมีที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ จำนวน ๓ แปลง คือ เลขที่ ๓๑๗ เลขที่ ๓๒๐ และเลขที่ ๓๒๒ หมู่ที่ ๑ ตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี ๒๕๒๘ ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักฐาน ส.ค. ๑ ทั้งสามแปลงไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยมอบ ส.ค. ๑ ดังกล่าว ให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ดำเนินการแทน ต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๕ ผู้ฟ้องคดีทราบว่าทางราชการได้ออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่มารดาผู้ฟ้องคดีเพียงแปลงเดียว โดยอาศัย ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒๐ เป็นน.ส. ๓ ก. เลขที่ ๕๘๔ ตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ส่วนที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๗ และเลขที่ ๓๒๒ ยังไม่มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงได้ไปล้อมรั้วลวดหนามในที่ดินตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๗ ไว้ ต่อมาทางราชการได้รังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงหนองคูสาธารณประโยชน์ เป็น น.ส.ล. เลขที่ ๑๗๕ ตั้งอยู่บ้านเพี้ยฟาน ตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น แต่ผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านการรังวัด ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ได้มีชาวบ้านไปร้องเรียนที่อำเภอน้ำพองว่า ผู้ฟ้องคดีบุกรุกที่หลวงและให้รื้อถอนรั้วลวดหนามออก ผู้ฟ้องคดีจึงทราบว่า น.ส.ล. เลขที่ ๑๗๕ บางส่วนออกทับที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๗ และน.ส.ล. เลขที่ ๓๐๘๔ บางส่วนออกทับที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๒๒ ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ ๑๗๕ และเลขที่ ๓๐๘๔ ตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๗ และเลขที่ ๓๒๒ ตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การสอดคล้องกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามแบบ ส.ธ. ๑ เลขที่ ๔๙๙๒๔ ตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยระเบียบกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน สำหรับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๗ และ ๓๒๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้ว อยู่ในระหว่างการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดินว่ามีตำแหน่งตรงตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อยู่ในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ อย่างไร ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคลและจัดการที่ดินของรัฐ ตามข้อ ๒ ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบางส่วนออกทับที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดี คดีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ แม้ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ศาลจำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ที่อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นเพียงประเด็นย่อยที่ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดี ดังนั้น จึงเห็นว่าข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งโจทก์อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อให้โจทก์ได้รับความเป็นธรรมตามคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ของแผ่นดินตามที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างคู่กรณี อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "หนองคูสาธารณประโยชน์" เลขที่ ๑๗๕ และเลขที่ ๓๐๘๔ ตั้งอยู่ที่บ้านเพี้ยฟาน ตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๓๑๗ และเลขที่ ๓๒๒ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "หนองคูสาธารณประโยชน์" เลขที่ ๑๗๕ และเลขที่ ๓๐๘๔ ตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การสอดคล้องกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยระเบียบและกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วนอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาท แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกถอน น.ส.ล.ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทั้งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๗๕ และเลขที่ ๓๐๘๔ ประการอื่น นอกจากการทับซ้อนกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางฉวีวรรณ พินิจมนตรี ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขาน้ำพอง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางฉวีวรรณ พินิจมนตรี
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 59/2559
#598852
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอน นสล. ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเพิกถอนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออก นสล. ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕๙/๒๕๕๙

วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชัยนาท

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๘ นายนงค์ คชอินทร์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอหนองมะโมง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๕๔/๒๕๕๘ ความว่า นายเพี้ยน คชอินทร์ บิดาของผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินจากผู้มีชื่อ และได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๐ ตำบลสะพานหิน (กุดจอก) กิ่งอำเภอหนองมะโมง (วัดสิงห์) จังหวัดชัยนาท ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ ผู้ฟ้องคดีและบิดาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๘ บิดาของผู้ฟ้องคดีได้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑ ตำบลสะพานหิน อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ ขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดชัยนาท ส่วนแยกวัดสิงห์ดำเนินการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ ซึ่งออกโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๖ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์จึงได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาท โดยผู้ฟ้องคดีได้ทำบันทึกตกลงในการออกจากพื้นที่ ลงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๓ ต่อมาผู้ฟ้องคดียังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมาและได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่ออุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดิน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองต่อเนื่องจากบิดาที่ครอบครองมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๑๗ และทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งมีเอกสารสิทธิแสดงการครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาท

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๑ ได้ออกในที่สาธารณประโยชน์ตาม นสล. แปลงเลขที่ ๑๗๒๔๖ โดยเป็นที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ มาประมาณ ๕๐ ปี ที่ดินของผู้ฟ้องคดีเดิมเป็นของนายเพี้ยน ซึ่งได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ภายหลังจากการเป็นที่สาธารณะต่อมาได้ขอออกเป็น น.ส. ๓ ก เลขที่ ๒๐ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นผลให้ น.ส. ๓ เลขที่ ๑ ซึ่งแบ่งแยกมาจาก น.ส. ๓ ก เลขที่ ๒๐ เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน จึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอน นสล. ที่พิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ ออกเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๖ ซึ่งออกโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินของตนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑ ตำบลสะพานหิน อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท ออกเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๘ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากบิดาที่ครอบครองมาตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๑๗ และมีเอกสารสิทธิแสดงการครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑ และให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว ดังนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นพิพาทที่ศาลจำต้องวินิจฉัยว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และหากวินิจฉัยได้ว่า การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองย่อมมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนกรณีที่คดีนี้อาจมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทอันได้แก่ที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ ในส่วนที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑ เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองนั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี อันเป็นประเด็นย่อยข้อหนึ่งของประเด็นพิพาทหลักที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลจังหวัดชัยนาทพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องคัดค้านว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐรังวัดที่ดินออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ ทับซ้อนกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๑ ของผู้ฟ้องคดีที่ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยมีเอกสารสิทธิแสดงการครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การโต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีกับนายอำเภอหนองมะโมงและองค์การบริหารส่วนตำบลกุดจอกซึ่งเป็นผู้มีอำนาจดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้นก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ศาลจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้ได้ข้อยุติถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินส่วนที่พิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นประเด็นหลักของคดี คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เลขที่ ๑๗๒๔๖ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาท โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า น.ส. ๓ เลขที่ ๑ ของผู้ฟ้องคดีออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นที่สาธารณประโยชน์ตาม นสล. แปลงเลขที่ ๑๗๒๔๖ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีจะเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาท แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอน นสล. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้ง ทั้งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๑๗๒๔๖ ประการอื่น นอกจากการทับซ้อนกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายนงค์ คชอินทร์ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นายอำเภอหนองมะโมง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายนงค์ อินทร์
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 58/2559
#601455
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกพิพาทตามฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงราย ศาลจังหวัดเชียงรายตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งรับฟ้อง แสดงว่าทั้งโจทก์และศาลจังหวัดเชียงรายต่างเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงราย เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาในคดี จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดไม่ได้ให้การหรือยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องอำนาจศาล ต่อมาเมื่อศาลจังหวัดเชียงรายดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสองจนเสร็จการพิจารณา ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามต่างไม่โต้แย้งคัดค้านเรื่องอำนาจศาลแต่อย่างใด แสดงว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามยอมรับการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวและยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงรายแล้ว กรณีจึงไม่มีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ ประกอบกับการที่ศาลจังหวัดเชียงรายรับคำฟ้องไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานทั้งสองฝ่ายจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลจังหวัดเชียงรายจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้าง และส่งสำนวนมาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 จึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามที่ศาลจังหวัดเชียงรายเสนอมาให้วินิจฉัย และส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดเชียงรายเพื่อพิพากษาคดีนี้ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ห. เจ้ามรดกกับจำเลยที่ 2 ซึ่งสมรสกันเมื่อปี 2521 ก่อนสมรสนาย ห. เคยมีภริยามาก่อนชื่อนาง ซ. มีบุตรด้วยกัน 6 คน คือจำเลยที่ 1 กับน้องอีก 5 คน นาย ห. ถึงแก่ความตายวันที่ 18 สิงหาคม 2553 ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกนาย ห. ร่วมกัน ภายหลังที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยทั้งสองนำทรัพย์มรดกของนาย ห. ได้แก่ หุ้นในบริษัท ห. บริษัท จ. บริษัท ค. บริษัท ช. บริษัท ส. และเงินในบัญชีธนาคารแบ่งปันแก่ทายาท โดยจำเลยทั้งสองและทายาททุกคนตกลงแบ่งให้แก่จำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่งก่อนในฐานะเป็นสินสมรส ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง แบ่งให้แก่ทายาท 10 คน ได้คนละ 1 ส่วน การแบ่งเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2554 แต่หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองไม่นำทรัพย์มรดกของนาย ห. ออกแบ่งให้แก่ทายาทอีก โดยแยกเป็นทรัพย์สินส่วนที่นาย ห. ได้มาภายหลังสมรสกับจำเลยที่ 2 ได้แก่ เงินฝากธนาคาร 8 บัญชี พันธบัตร 2 ฉบับ หุ้นในบริษัทต่าง ๆ 5 บริษัท ที่ดิน 92 แปลง และทรัพย์สินอื่น ๆ อีก 8 รายการ ตามฟ้อง โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 20 ส่วน และทรัพย์สินส่วนที่นาย ห. ได้มาก่อนสมรสกับจำเลยที่ 2 ได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1216 ตำบลเวียง อำเภอเชียงราย จังหวัดเชียงราย และที่ดินโฉนดเลขที่ 5385 ตำบลสันทราย อำเภอเชียงราย จังหวัดเชียงราย ทายาททั้ง 10 คน ทำบันทึกตกลงกันแบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งตกลงแบ่งให้ทายาท 10 คน คนละ 1 ใน 20 ส่วนตามบันทึกการจัดการมรดกและรับโอนที่ดินมรดก แต่จำเลยทั้งสองละเลยไม่นำทรัพย์มรดกออกแบ่งแก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสามตามส่วนท้ายคำขอท้ายฟ้อง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า บันทึกการจัดการมรดกและรับหุ้นของบริษัท บันทึกการจัดการมรดกและรับเงินมรดก และบันทึกการจัดการมรดกและรับโอนมรดกเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยที่ 1 และน้อง 5 คน สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมว่า ทรัพย์สินที่มีชื่อนาย ห. เป็นกองมรดกของนาย ห. ทั้งหมดต้องแบ่งแก่จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสครึ่งหนึ่งก่อน ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งตกแก่ทายาท 10 คน คนละส่วนเท่า ๆ กัน ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะทรัพย์สินที่มีชื่อนาย ห. ทั้งหมด รวมทั้งที่นาย ห. ได้ใส่ชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือใส่แต่เพียงชื่อจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อนาง ซ. ถึงแก่ความตายและยังไม่ได้มีการแบ่งทรัพย์มรดก ทรัพย์มรดกทั้งหมดของนาง ซ. ที่ตกได้แก่นาย ห. จำเลยที่ 1 และน้อง 5 คน ย่อมรวมอยู่กับทรัพย์สินในส่วนของนาย ห. ซึ่งนาย ห. ยังคงใช้เป็นทุนในการดำเนินกิจการในครอบครัวต่อไป ดังนั้น ทรัพย์ที่งอกเงยขึ้นจากการประกอบกิจการหลังจากที่นาง ซ. ถึงแก่ความตายจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างนาย ห. กับบุตรนาง ซ. ทั้ง 6 คน ซึ่งจะต้องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างนาย ห. กับจำเลยที่ 1 และน้อง 5 คน ออกเป็น 6 ส่วนใน 14 ส่วนเสียก่อน ส่วนที่เหลืออีก 8 ส่วนใน 14 ส่วน จึงจะเป็นกองมรดกของนาย ห. กองมรดกของนาย ห. ดังกล่าวกึ่งหนึ่งเป็นสินสมรสระหว่างนาย ห. กับจำเลยที่ 2 ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเป็นมรดกแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมทั้ง 10 คน ดังนั้น การแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามไปบางส่วนตามฟ้องจึงเป็นการแบ่งที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เป็นโมฆะซึ่งทายาททุกคนที่ได้รับทรัพย์มรดกไปต้องคืนทรัพย์มรดกทั้งหมดและนำมาจัดแบ่งสรรกันใหม่ตามสัดส่วนที่ระบุในคำให้การของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การแต่ระหว่างพิจารณาขอถอนคำให้การ ศาลอนุญาต

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่ระหว่างสืบพยานโจทก์ ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดี

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ในระหว่างนัดฟังคำพิพากษา ศาลจังหวัดเชียงราย เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์มรดกพิพาทตามฟ้องต่อศาลจังหวัดเชียงราย ศาลจังหวัดเชียงรายตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งรับฟ้อง แสดงว่าทั้งโจทก์และศาลจังหวัดเชียงรายต่างเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงราย เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การ และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาในคดี จำเลยทั้งสองและผู้ร้องสอดไม่ได้ให้การหรือยื่นคำร้องโต้แย้งเรื่องอำนาจศาล ต่อมาเมื่อศาลจังหวัดเชียงรายดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสองจนเสร็จการพิจารณา โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองต่างไม่โต้แย้งคัดค้านเรื่องอำนาจศาลแต่อย่างใด แสดงว่ายอมรับการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวและยอมรับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงรายแล้ว กรณีจึงไม่มีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ ประกอบกับการที่ศาลจังหวัดเชียงรายรับคำฟ้องไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานทั้งสองฝ่ายจนเสร็จสิ้นและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลจังหวัดเชียงรายจะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้าง และส่งสำนวนมาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 จึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามที่ศาลจังหวัดเชียงรายเสนอมาให้วินิจฉัย และส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดเชียงรายเพื่อพิพากษาคดีนี้ต่อไป

วินิจฉัย ณ วันที่ 14 เดือน กันยายน พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ. กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางสาว จ.
จำเลย — นาง ห. กับพวก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา