คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 17/2559
#603313
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้สิทธิเอกชนดูแลรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่นเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้เอกชนดูแลรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่นเพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารของหน่วยงานทางปกครอง โดยเอกชนได้สิทธิในการนำป้ายไปใช้ในการโฆษณาสินค้าและบริการของบุคคลภายนอกเพื่อเป็นรายได้ของตน และหน่วยงานทางปกครองประสงค์เพียงค่าใช้สิทธิเป็นค่าตอบแทนรายเดือนและรายปีเท่านั้น วัตถุประสงค์ของสัญญาจึงเป็นไปเพื่อการจัดหาประโยชน์ระหว่างคู่สัญญาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ

ศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๗/๒๕๕๙

วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาล

ในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กรุงเทพมหานคร โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท

ทีม เทค เวิลด์ไวด์ จำกัด (มหาชน) จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๕๗/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑ โจทก์ทำสัญญาให้สิทธิเอกชนดูแลรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่นเพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารของโจทก์จำนวน ๑๒๕ ป้าย กับจำเลย โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยดูแลบำรุงรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่นดังกล่าวเป็นเวลา ๓ ปี นับแต่วันถัดจากวันลงนามในสัญญา และจำเลยตกลงชำระเงิน



เป็นค่าใช้สิทธิรายเดือนให้แก่โจทก์ ๓๖ เดือนๆ ละ ๑,๖๒๒,๒๒๒.๓๕ บาท และค่าตอบแทนเป็นรายปี

ให้แก่โจทก์ ๓ ปีๆ ละ ๑๙๙,๙๙๗.๘๐ บาท และจำเลยได้นำหลักประกันสัญญาเป็นจำนวนร้อยละห้าของราคาค่าตอบแทนและค่าใช้สิทธิตลอดอายุสัญญาเป็นหนังสือค้ำประกันธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยอโศก ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๑ เป็นเงิน ๒,๙๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา แต่หลังจากทำสัญญา จำเลยกลับชำระค่าใช้สิทธิรายเดือนและรายปีให้แก่โจทก์

ในวันทำสัญญาเพียงงวดเดียว และเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๑ จำเลยได้มีหนังสือแจ้งขอระงับการจ่ายค่าใช้สิทธิรายเดือนโดยยินยอมชำระค่าตอบแทนรายปี โดยอ้างว่าสภาพของป้ายโฆษณาไตรวิชั่นบางส่วนอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ทั้งที่จำเลยทราบก่อนลงนามในสัญญาแล้วว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องดูแลบำรุงรักษาและซ่อมแซมป้ายโฆษณาไตรวิชั่นตามสัญญา ต่อมาโจทก์มีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของป้ายจากป้ายไตรวิชั่นเป็นแบบเลื่อนสลับ เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งว่ามีความพร้อมที่จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงป้ายเป็นแบบเลื่อนสลับโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย แต่เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างสูงจึงขอให้โจทก์ต่ออายุสัญญาอีก

๒ ครั้งๆ ละ ๓ ปี และขอชะลอการจ่ายค่าใช้สิทธิรายเดือนและยินยอมชำระค่าตอบแทนรายปีจนกว่า

จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบป้ายแล้วเสร็จ แต่ในท้ายที่สุดจำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงรูปแบบป้าย

เมื่อปรากฏว่าระหว่างอายุสัญญาคงมีป้ายที่ใช้งานได้และจำเลยได้รับสิทธิในการโฆษณา จำเลยจึงต้องชำระค่าใช้สิทธิรายเดือนและค่าตอบแทนรายปีตามสัญญา เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าใช้สิทธิรายเดือนและค่าตอบแทนรายปี และเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ โจทก์มีหนังสือให้จำเลยชำระค่าใช้สิทธิและการสิ้นสุดสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย ภายหลังสิ้นสุดสัญญา จำเลยได้ส่งมอบสิทธิบำรุงรักษาป้ายคืนโจทก์ เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ จำเลยมีหนังสือแจ้งว่าจะขอชำระค่าตอบแทนรายปีที่ค้างชำระอยู่เป็นเวลา ๒ ปี และขอให้โจทก์ยกเว้นค่าใช้สิทธิอื่นๆ ที่จำเลยค้างชำระ แต่จำเลยก็ไม่ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยจึงมีหนี้ที่ค้างชำระแก่โจทก์คิดเป็นค่าใช้สิทธิรายเดือน ๓๕ งวด ในอัตรางวดละ ๑,๖๒๒,๒๒๒.๓๕ บาท คิดเป็นเงิน ๕๖,๗๗๗,๗๘๒.๒๕ บาท และค่าปรับในอัตราร้อยละ ๐.๑ ต่อวัน รวม ๓ ปี คิดเป็นเงิน ๓๒,๑๓๔,๕๕๕.๙๘ บาท ค่าตอบแทนรายปีเป็นเวลา ๒ ปี ในอัตราปีละ ๑๙๙,๙๙๗.๘๐ บาท คิดเป็นเงิน ๓๙๙,๙๙๕.๖๐ บาท และค่าปรับในอัตราร้อยละ ๐.๑ ต่อวัน รวม ๒ ปี คิดเป็นเงิน ๒๑๙,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๘๙,๕๓๑,๓๓๓.๘๓ บาท โจทก์แจ้งให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามหนังสือค้ำประกัน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามหนังสือค้ำประกันแล้ว จำเลยจึงยังคงค้างชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๘๖,๕๘๑,๓๓๓.๘๓ บาท



โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าใช้สิทธิรายเดือนเป็นเงิน ๕๖,๗๗๗,๗๘๒.๒๕ บาท ค่าตอบแทนรายปีเป็นเงิน ๓๙๙,๙๙๕.๖๐ บาท และค่าปรับในอัตราร้อยละ ๐.๑ ต่อวันของค่าใช้สิทธิ รายเดือนและค่าตอบแทนรายปีนับถัดจากวันที่ครบกำหนดชำระในแต่ละงวดจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึง วันฟ้องเป็นเงินค่าปรับค่าใช้สิทธิรายเดือนเป็นเงิน ๘๗,๗๘๖,๔๓๕.๓๐ บาท และค่าปรับค่าตอบแทนรายปี ๖๑๑,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๔๕,๕๗๕,๒๑๓.๑๕ บาท เมื่อนำเงินที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชำระแก่โจทก์หักออกแล้ว จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นเงิน ๑๔๒,๖๒๕,๒๑๓.๑๕ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน ๑๔๒,๖๒๕,๒๑๓.๑๕ บาท ให้จำเลยชำระค่าปรับค่าใช้สิทธิรายเดือนในอัตราร้อยละ ๐.๑ ต่อวัน ของต้นเงิน ๕๖,๗๗๗,๗๘๒.๒๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าปรับค่าตอบแทนรายปีในอัตราร้อยละ ๐.๑ ต่อวัน ของต้นเงิน ๓๙๙,๙๙๕.๖๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ส่งมอบป้ายไตรวิชั่นที่คุณภาพ

ไม่ได้มาตรฐานตามสัญญา สภาพไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของสัญญา ทำให้จำเลย

ไม่สามารถผลิตติดตั้งสื่อโฆษณาเพื่อเรียกเก็บค่าบริการจากบุคคลภายนอกได้ จำเลยได้มีหนังสือเสนอแนวทางแก้ไขปัญหารวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับค่าใช้สิทธิตามสัญญา แต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งเบี้ยปรับที่โจทก์เรียกเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินส่วน คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ แต่ในการเข้าทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย คู่สัญญามุ่งผูกพันกันภายใต้หลักเสรีภาพด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน ไม่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ การที่โจทก์เข้าทำสัญญากับจำเลยก็เพื่อให้จำเลยดูแลบำรุงรักษาป้ายของโจทก์ โดยจำเลยได้ใช้สิทธิในการนำป้ายไปใช้ในการโฆษณาสินค้าและบริการของบุคคลภายนอกบางส่วนเพื่อเป็นรายได้ของจำเลยเอง มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานตามที่จำเลยกล่าวอ้างและมิได้เป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ แม้จะมีการกำหนดให้โฆษณาประชาสัมพันธ์ข่าวสารของโจทก์ก็เป็นเพียงบางส่วนของป้ายเท่านั้น แต่จำเลยยังสามารถนำป้ายไปหาผลประโยชน์ของจำเลยเองได้ด้วย จึงเป็นสัญญาที่ทำในลักษณะธุรกิจระหว่างเอกชนกับเอกชน



โจทก์มิได้ใช้อำนาจในฐานะที่โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครองตามความหมายของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ฉะนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเนื่องมาจากสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านต่างๆ ให้แก่ประชาชน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาให้สิทธิเอกชนดูแลบำรุงรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่นซึ่งเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือโจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองตกลงให้สิทธิแก่จำเลยในการดูแลบำรุงรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่นเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ภารกิจของโจทก์และให้สิทธิแก่เอกชนในการโฆษณาเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่โจทก์ โดยวัตถุประสงค์หลักของสัญญามีสาระสำคัญเพื่อให้จำเลยดูแลบำรุงรักษาป้ายโฆษณาของโจทก์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนส่งเสริมการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของโจทก์ อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะในด้านต่างๆ ของโจทก์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลข่าวสารหรือคำแนะนำในการรับบริการกับหน่วยงานของโจทก์ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงขอบเขตอำนาจของโจทก์ พื้นที่ความรับผิดชอบและจำนวนประชาชนที่มีเป็นจำนวนมาก การประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าวสารดังกล่าวจึงมีความจำเป็นและเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ให้บรรลุผลสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนข้อกำหนดในสัญญาที่ให้สิทธิจำเลยในการโฆษณาและจ่ายค่าใช้สิทธิส่วนหนึ่งให้แก่โจทก์นั้น มิใช่วัตถุประสงค์หลักของสัญญา เป็นเพียงการกำหนดค่าตอบแทนให้จำเลยที่ทำงานดูแลบำรุงรักษาป้ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะให้โจทก์และแบ่งผลประโยชน์ส่วนหนึ่งที่จำเลยได้รับจากการโฆษณาให้แก่โจทก์เท่านั้น สัญญาให้สิทธิเอกชนดูแลบำรุงรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่นจึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของโจทก์ให้บรรลุผลจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนั้นสัญญาให้สิทธิเอกชนดูแลบำรุงรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่นข้อ ๕ (๓) ยังกำหนดว่า หากโจทก์มีความประสงค์จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบป้ายโฆษณาไตรวิชั่นหรือพื้นที่โฆษณาไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม จำเลยจะต้องดำเนินการและเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการนี้เองทั้งสิ้น ทั้งนี้ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา



ที่โจทก์กำหนดโดยโจทก์จะพิจารณาชดเชยให้จำเลยในภายหลัง และข้อ ๙ กำหนดว่า หากจำเลย

ไม่ปฏิบัติตามความประสงค์ของโจทก์ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ กรณีจะเห็นได้ว่าโจทก์มีอำนาจสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหรือจำเลย แสดงให้เห็นถึงเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองที่มีสถานะเหนือคู่สัญญาฝ่ายเอกชน มิได้มุ่งที่จะ

ทำสัญญาผูกพันกันภายใต้หลักเสรีภาพด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่อาจพบเห็นได้ในสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทั่วไป สัญญาให้สิทธิเอกชนดูแลบำรุงรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่น จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ ดังนั้นข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ

ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาให้สิทธิเอกชนดูแลรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่น

ลงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๑ อันเนื่องมาจากจำเลยผิดสัญญา จึงต้องพิจารณาว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง

ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น สัญญาทางปกครอง นอกจากจะต้องมีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐแล้ว ยังต้องมีลักษณะของสัญญาเป็นประเภทใดประเภทหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาให้สิทธิเอกชนดูแลบำรุงรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่นดังกล่าวแล้ว เป็นเพียงการที่โจทก์มอบให้จำเลยดูแลรักษาป้ายโฆษณาไตรวิชั่นเพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารของโจทก์ โดยจำเลยได้สิทธิในการนำป้ายไปใช้ในการโฆษณาสินค้าและบริการของบุคคลภายนอกเพื่อเป็นรายได้ของจำเลยเอง และโจทก์ประสงค์เพียงค่าใช้สิทธิ



เป็นค่าตอบแทนรายเดือนและรายปีจากจำเลยเท่านั้น ซึ่งวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นไปเพื่อการจัดหาประโยชน์ระหว่างคู่สัญญาเช่นเดียวกับสัญญาทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกัน แม้สัญญาจะมีข้อกำหนดให้จำเลยต้องประชาสัมพันธ์ข่าวสารของโจทก์เดือนละ๑ ครั้ง หรือตามที่ได้รับแจ้ง ก็เป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งของสัญญา แต่ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของสัญญาที่เป็นไป

ในเชิงพาณิชย์ให้เป็นสัญญาทางปกครองโดยการให้จำเลยเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง อันจะถือได้ว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะที่จะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประเภทอื่น อันได้แก่ สัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาพิพาทจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กรุงเทพมหานคร โจทก์ บริษัททีม เทค เวิลด์ไวด์ จำกัด (มหาชน) จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรุงเทพมหานคร
จำเลย — บริษัท ทีม เทค เวิลด์ไวด์ จำกัด (มหาชน)
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 16/2559
#596144
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนความเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดารู้เห็นยินยอม กรณีเป็นการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว ซึ่งเป็นคดีที่กระทบสิทธิและหน้าที่หรือความสัมพันธ์ระหว่าสามีภริยา หาใช่คดีละเมิดธรรมดาทั่วไปแต่อย่างใดไม่ จึงเป็นคดีครอบครัวที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

สำหรับคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะบิดาให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดร่วมด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 429 จึงเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนาย ก. เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ปลายปี 2557 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของจำเลยที่ 2 คบหากับสามีโจทก์ฉันชู้สาว ต่อมาเดือนมกราคม 2558 สามีโจทก์พาจำเลยที่ 1 เข้ามาอยู่ร่วมบ้านเดียวกับโจทก์ในฐานะภริยาอีกคนหนึ่งโดยจำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอม เป็นการเหยียดหยาม ข่มเหงจิตใจโจทก์ จำเลยทั้งสองทำให้ครอบครัวโจทก์แตกแยก โจทก์ไม่สามารถทนอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกับจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์

ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์ ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนความเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดารู้เห็นยินยอม กรณีเป็นการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว ซึ่งเป็นคดีที่กระทบสิทธิและหน้าที่หรือความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา หาใช่คดีละเมิดธรรมดาทั่วไปแต่อย่างใดไม่ จึงเป็นคดีครอบครัวที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

สำหรับคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะบิดาให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดร่วมด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 จึงเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลเยาวชนและครอบครัวย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีในส่วนนี้

วินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 30 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2559

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศ.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 16/2559
#600910
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องเอกชน จำเลย ขอให้ชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินและค่าธรรมเนียมที่เก็บเครื่องบินตามข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ เห็นว่า โจทก์เคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ แต่ต่อมาได้ผ่านการแปลงสภาพตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ ให้กลายมาเป็นบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์จะเป็นหน่วยงานทางปกครองได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้กระทำกิจการบางอย่างตามที่กฎหมายมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองเท่านั้น เมื่อพิจารณาข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกพิพาท มีลักษณะเป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่โจทก์ตกลงให้จำเลยได้รับบริการและใช้ทรัพย์สินของโจทก์ โดยจำเลยยินยอมชำระค่าตอบแทน อันเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ของโจทก์ ทั้งการกำหนดแบบและรายละเอียดของข้อตกลงก็เป็นการผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา การทำข้อตกลงดังกล่าวของโจทก์จึงมิได้มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย จึงไม่ใช่การกระทำในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกพิพาท จึงมิใช่สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๖/๒๕๕๙

วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และ (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทบางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ จำกัด จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๖๒/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการจัดตั้งโรงเรียนเอกชนรับสอนการขับเครื่องบิน และได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โจทก์และจำเลยได้ทำข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยใช้ทรัพย์สิน บริการ และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ (ท่าอากาศยานดอนเมือง) รวมถึงให้บริการที่เก็บอากาศยานแก่จำเลย และจำเลยตกลงชำระเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบิน ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือน ตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ และค่าภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ทรัพย์สิน บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยอัตราค่าภาระการใช้ท่าอากาศยาน ทรัพย์สิน บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในกิจการของโจทก์ ซึ่งจำเลยได้ชำระค่าธรรมเนียมการใช้บริการเรื่อยมา ต่อมา ได้มีประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศ ฉบับลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ โดยอาศัยอำนาจตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๐ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗ มีผลให้จำเลยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ใช้ในการฝึกบินภายในประเทศที่สนามบินของโจทก์ แต่ ต่อมากระทรวงคมนาคมได้ออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉบับลงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๐ (พ.ศ. ๒๕๒๘) มีผลให้จำเลยต้องชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินที่ใช้ในการฝึกตั้งแต่วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๙ เป็นต้นไป และหลังจากที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับจำเลยยังคงใช้สนามบินของโจทก์ในการขึ้นลงของเครื่องบิน และใช้เป็นที่เก็บเครื่องบินของจำเลยเพื่อใช้ฝึกบินเรื่อยมา แต่จำเลยกลับไม่ชำระ ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ใช้ในการฝึกบิน และค่าธรรมเนียมในการให้บริการที่เก็บเครื่องบินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงออกใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินและค่าธรรมเนียมที่เก็บเครื่องบินเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๖,๐๔๓,๔๕๓.๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๙,๖๔๓,๗๑๖.๔๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่โจทก์เป็นผู้ควบคุมดูแลท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานเชียงใหม่ ซึ่งเป็นของแผ่นดินเพื่อให้บริการสาธารณะข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการและสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ เป็นสัญญาทางปกครอง และข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์สอดคล้องกับคดีที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๒๕/๒๕๕๕ ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ในการขึ้นลงสนามบิน คดีอยู่ระหว่างพิจารณา คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานกับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชน ในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อฝึกบินภายในประเทศ ฉบับลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ซึ่งประกาศดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับ แม้ต่อมาจะมีการออกกฎกระทรวง เรื่อง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็ไม่ได้มีเนื้อหาที่เป็นการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกประกาศกระทรวงคมนาคมดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีความผูกพันหรือหน้าที่ใด ๆ ตามกฎหมายที่ต้องชำระเงินตามฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมขึ้นลงสำหรับอากาศยานขนาดเล็กที่ใช้เพื่อการฝึกบินที่จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์โดยปราศจากมูลหนี้ตามกฎหมายคืนให้แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะ ตามมาตรา ๓ แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินที่ใช้ในการฝึกบิน และค่าธรรมเนียมในการให้บริการที่เก็บ เครื่องบินตามข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ ซึ่งเมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของข้อตกลงดังกล่าว มีสาระสำคัญเพียงโจทก์ตกลงให้ใช้ทรัพย์สิน บริการ และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ เพื่อการประกอบธุรกิจของจำเลย และจำเลยตกลงเสียค่าธรรมเนียมซึ่งเป็นค่าใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ประสงค์เพียงค่าธรรมเนียมซึ่งเป็นค่าใช้บริการอันเป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเอกชนซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย การที่พระราชบัญญัติเดินอากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗ บัญญัติให้โจทก์มีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการนั้น เป็นเพียงการบัญญัติให้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้บริการได้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น โจทก์ไม่ได้มอบให้จำเลยเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งเนื้อหาของข้อตกลงเป็นเพียงข้อกำหนดปกติที่พบเห็นได้ในสัญญาทั่วไป มิได้แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐเพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคเท่าเทียมกันอันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าวซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เดิมโจทก์ใช้ชื่อว่าการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมกิจการท่าอากาศยาน รวมทั้งดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยาน ตามมาตรา ๕ และมาตรา ๘ กำหนดให้โจทก์มีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ ซึ่งรวมถึง .(๒) จัดให้มีอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้ หรือบริการต่าง ๆ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยอันเกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการท่าอากาศยาน (๓) กำหนดอัตราค่าภาระ การใช้ท่าอากาศยาน ทรัพย์สิน บริการ และความสะดวกต่าง ๆ ในกิจการของ ทอท. ตลอดจนวิธีชำระค่าภาระดังกล่าว (๔) กำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัยในการใช้และรักษาท่าอากาศยาน ทรัพย์สิน บริการและความสะดวกต่าง ๆ ในกิจการท่าอากาศยาน ... (๖) ควบคุม ปรับปรุงและให้ความสะดวกและความปลอดภัยแก่กิจการท่าอากาศยานในเขตท่าอากาศยาน (๗) ควบคุม ปรับปรุงและให้ความสะดวกและความปลอดภัยแก่กิจการท่าอากาศยานภายในเขตท่าอากาศยาน ต่อมา การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้เปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมาย ว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่ง พระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓ ได้บัญญัตินิยามคำว่า"ท่าอากาศยาน" หมายความว่า สนามบินอนุญาตที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยานที่อยู่ในอำนาจดำเนินการของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) "กิจการท่าอากาศยาน" ไว้หมายความว่า "กิจการจัดตั้งสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน การจัดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ การให้บริการในลานจอดอากาศยาน และการให้บริการต่าง ๆ เกี่ยวกับอากาศยาน ผู้ประจำหน้าที่ สินค้า พัสดุภัณฑ์ ผู้โดยสาร และลูกจ้างของผู้ประกอบธุรกิจในการเดินอากาศ รวมตลอดถึงการให้บริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอันเกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการดังกล่าว" และในมาตรา ๔ บัญญัติว่า ในการประกอบกิจการท่าอากาศยานให้โจทก์มีอำนาจได้รับการยกเว้น สิทธิพิเศษ หรือได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยหรือกฎหมายอื่นได้บัญญัติไว้ให้แก่ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย โจทก์จึงยังคงมีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ในการประกอบและส่งเสริมกิจการท่าอากาศยาน รวมทั้งการดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าอากาศยานเช่นเดิม ทั้งยังมีอำนาจได้รับการยกเว้นหรือมีสิทธิพิเศษหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยหรือกฎหมายอื่นได้ โจทก์จึงเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินจำเลยที่ใช้ในการฝึกบิน และค่าธรรมเนียมในการให้บริการที่เก็บเครื่องบิน โดยตั้งประเด็นในคำฟ้องว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๗ ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการฟ้องคดีและรูปเรื่องของข้อพิพาทในคดีนี้แล้วเห็นได้ว่า เป็นกรณีที่โจทก์กระทำในฐานะหน่วยงานผู้ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยาน และค่าธรรมเนียมที่เก็บอากาศยานจากจำเลย โดยคู่ความพิพาทกันเฉพาะในกรณีที่โจทก์เห็นว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๐ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้ถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้ว ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศ ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๐ (พ.ศ. ๒๕๒๘)ฯ จึงสิ้นผลไปด้วย จำเลยจึง ไม่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมอีกต่อไป และมีผลให้จำเลยต้องชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการพิพาทนี้ ส่วนจำเลยเห็นว่า แม้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๐ (พ.ศ. ๒๕๒๘)ฯ จะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ประกาศกระทรวง ดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับอยู่มิได้สิ้นผลไปแต่อย่างใด หนังสือที่แจ้งคำสั่งให้ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และโดยที่อัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการพิพาทนี้มีกฎหมายกำหนดอัตราไว้เป็นอำนาจเฉพาะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงมีอำนาจยกเว้นให้ได้ ทั้งก่อนที่โจทก์จะมีใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการพิพาท โจทก์ก็ต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนว่า จำเลยสิ้นสิทธิที่จะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมตามประกาศกระทรวงคมนาคมดังกล่าวแล้ว ด้วยเหตุที่ประกาศดังกล่าวสิ้นผลลง โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้กล่าวอ้างหรือโต้แย้งเกี่ยวกับข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการและสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๗ โดยตรงแต่อย่างใด เนื่องจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยาน และค่าธรรมเนียมที่เก็บอากาศยาน รวมทั้งอัตราในการเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศกำหนด การที่โจทก์ทำข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ กับจำเลย มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้การใช้อำนาจตามกฎหมายของโจทก์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมีความชัดเจนในทางปฏิบัติเท่านั้น มิได้มีผลทำให้การใช้อำนาจตามกฎหมายของโจทก์เปลี่ยนเป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญาตามข้อตกลงฯ อันเป็นนิติสัมพันธ์ ตามสัญญาแต่อย่างใด อีกทั้งคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้กล่าวอ้างหรือโต้แย้งเกี่ยวกับข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๗ โดยตรง ดังนั้น การที่โจทก์แจ้งจำเลยเกี่ยวกับการสิ้นสิทธิการได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวนั้น เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นกับจำเลยโดยมีผลเป็นการระงับสิทธิที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมพิพาท การแจ้งดังกล่าวจึงถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แม้ต่อมา โจทก์จะส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการพิพาทให้แก่โจทก์ ใบแจ้งหนี้ดังกล่าวก็เป็นเพียงผลจากคำสั่งทางปกครอง ที่โจทก์แจ้งระงับสิทธิที่จำเลยเคยได้รับการยกเว้นธรรมเนียมพิพาทนั้นเองซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำขอได้หรือไม่นั้น ศาลจะต้องพิจารณาก่อนว่าประกาศกระทรวงคมนาคมดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้หรือสิ้นผลบังคับใช้ไปแล้ว หรือไม่ และคำสั่งที่ให้จำเลยชำระเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ เพียงใด ดังนั้น กรณีพิพาทนี้ จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยในคดีนี้นำมูลเหตุแห่งคดีเดียวกันนี้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลางตามคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๒๕/๒๕๕๕ โดยมีคำขอให้ศาลมี คำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือของโจทก์ในคดีนี้ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยาน ซึ่งศาลปกครองกลางและศาลแพ่งเห็นพ้องว่าข้อพิพาทในคดีดังกล่าวเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๒๕/๒๕๕๕ จึงชอบที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาโดยศาลปกครอง เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของเครื่องบินและค่าธรรมเนียมที่เก็บเครื่องบินตามข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ จำเลยให้การว่า จำเลยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ที่ต้องชำระเงินตามฟ้อง และโต้แย้งว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า ข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น เกณฑ์ในการพิจารณาว่าสัญญาใดเป็นสัญญาทางปกครอง จึงต้องพิจารณาจากเกณฑ์คู่สัญญาประกอบกับเกณฑ์ลักษณะของสัญญา กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า สถานะของโจทก์ตามข้อตกลงพิพาทเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติว่า "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ แต่ต่อมาได้ผ่านการแปลงสภาพตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ ให้กลายมาเป็นบริษัท มหาชนจำกัด โจทก์จึงมิได้เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติอีกต่อไป กรณีจึงต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์เป็น "หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง" หรือไม่ เห็นว่า โจทก์จะเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้กระทำกิจการบางอย่างตามที่กฎหมายมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองเท่านั้น เมื่อพิจารณาข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการและสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ ที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลย ข้อ ๑ กำหนดว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ ดังนี้ ๑.๑ ทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดอากาศยาน ข้อ ๒ กำหนดว่า จำเลยตกลงชำระเงินค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการบินตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของคณะกรรมการการบินพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ และค่าภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้ทรัพย์สิน บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของโจทก์ ตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของโจทก์ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่โจทก์ตกลงให้จำเลยได้รับบริการและใช้ทรัพย์สินของโจทก์ โดยจำเลยยินยอมชำระค่าตอบแทน อันเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ของโจทก์ ทั้งการกำหนดแบบและรายละเอียดของข้อตกลงก็เป็นการผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา การทำข้อตกลงดังกล่าวของโจทก์จึงมิได้มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย จึงไม่ใช่การกระทำในฐานะที่เป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ ๑๒/๒๕๔๗ จึงมิใช่สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ส่วนปัญหาว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือไม่ นั้น เห็นว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยาน และ ค่าธรรมเนียมที่เก็บอากาศยานที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศกำหนดนั้น เป็นเพียงเงื่อนไขในการตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของ ข้อพิพาทตามสัญญาทางแพ่งให้กลายเป็นเรื่องการกระทำทางปกครองไปได้ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บริการของโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงของคู่สัญญา มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ทั้งคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่น ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ต้องเป็นความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีต่อเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นเรื่องการฟ้องให้เอกชนรับผิดจากการผิดข้อตกลงการใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ความรับผิดอย่างอื่นตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทบางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ จำกัด จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.กำหนดอำนาจ สิทธิประโยชน์ของบริษัทท่าอากาศยาน จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๕
กฎกระทรวง ฉบับที่ 30 (พ.ศ.2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497
กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ. 2549
พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท บางกอกเอวิเอชั้นเซ็นเตอร์ จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 15/2559
#606941
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยเป็นพลเรือนกระทำความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งทั้งสองศาลเห็นพ้องต้องตรงกันว่า ความผิดตามคำฟ้องข้อหามีวัตถุระเบิด (ระเบิดปิงปอง) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่นำวัตถุระเบิดที่มีไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายส่งมอบให้นายทะเบียนภายในกำหนดนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดตั้งแต่อายุยังไม่เกินสิบแปดปี จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไป

ส่วนข้อหาพาวัตถุระเบิดไปในชุมชนที่จัดขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริงหรือการอื่นใด

โดยไม่มีเหตุสมควรและใช้วัตถุระเบิดขว้างไปถูกผู้เสียหาย ขณะกระทำความผิดนั้นจำเลยมีอายุเกินสิบแปดปีบริบูรณ์ เห็นว่า ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ เรื่อง ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ดังนี้การกระทำความผิดฐานมีหรือใช้วัตถุระเบิดที่อยู่ในอำนาจศาลทหารนั้นจะต้องเป็นกรณีที่นอกจากผู้กระทำความผิดมี ใช้หรือพา วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้แล้ว ยังจะต้องเป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามด้วย แต่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์เพียงแต่บรรยายฟ้องว่า

วัตถุระเบิดในคดีนี้เป็นระเบิดปิงปองเท่านั้น โดยไม่ได้บรรยายว่า เป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามแต่อย่างใด จึงไม่ใช่ความผิดที่กำหนดไว้ตามประกาศดังกล่าว คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี
โจทก์ — อัยการศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี
จำเลย — นายสุทธิชา พระเขียนทอง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 14/2559
#595669
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครอง ขอให้เพิกถอนที่ดินสาธารณประโยชน์และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี จากการที่ผู้ฟ้องคดีได้เคยจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินบางส่วนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อใช้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่เคยใช้ประโยชน์ในที่ดิน เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อกรณีตามคำฟ้องไม่มีกฎหมายใดกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองในการเพิกถอน ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินคืนให้แก่ผู้อุทิศให้ตามคำร้องขอ เนื่องจากสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ทั้งการถอนสภาพหรือโอนที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินต้องกระทำโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๐๕ ประกอบประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘ วรรคสอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทที่กฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๔/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแพ่ง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ บริษัทแกรนด์เฮาส์ จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๔๐๐/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๓ แขวงหัวหมาก (หัวหมากใต้) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒ ไร่ ๒๙ ตารางวา ซึ่งโฉนดที่ดินดังกล่าวได้รวมมาจากโฉนดที่ดินเดิม คือ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๘๓ เลขที่ ๒๑๗๕๘ เลขที่ ๒๑๗๕๙ เลขที่ ๗๖๖๘๙ เลขที่ ๗๖๖๙๐ และเลขที่ ๘๙๙๕๐ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เจ้าพนักงานที่ดินได้จดทะเบียนแบ่งหักที่ดินเป็นถนนสาธารณประโยชน์ จำนวน ๓๔ ตารางวา นับตั้งแต่วันที่มี การจดทะเบียนแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์ถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ ๒๘ ปี สำนักงานเขตบางกะปิซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เคยมาดำเนินการใดหรือเข้าใช้ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวเลย ประกอบกับไม่เคยมีประชาชนหรือบุคคลทั่วไปเข้าใช้ประโยชน์หรือใช้เป็นทางสัญจรไปมาเพราะที่ดินทุกแปลงในบริเวณนั้นล้วนมีทางสัญจรเข้าออกสู่ถนนสาธารณะแล้ว การที่ผู้ฟ้องคดีได้แบ่งหักที่ดินเพื่อเป็นถนนสาธารณประโยชน์ก็เพียงเพื่อให้ครบตามเงื่อนไขในการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารสูงของผู้ฟ้องคดีตามคำแนะนำของพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่อยู่ติดถนนหรือไม่มีทางเข้าออก การที่ผู้ฟ้องคดียกที่ดินให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือสาธารณะแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากนับตั้งแต่วันที่ผู้ฟ้องคดียกที่ดินให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ก็ไม่ปรากฏว่ามีประชาชนหรือบุคคลภายนอกใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามแจ้งความประสงค์ขอคืนที่ดินหรือขอให้เพิกถอนที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีได้ยกให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ จำนวน ๓๔ ตารางวา และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกเฉย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการเพิกถอนที่ดินสาธารณประโยชน์ที่อยู่ทางทิศตะวันตกด้านใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๓ จำนวน ๓๔ ตารางวา ที่หักออกจากที่ดินดังกล่าวและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ไม่สามารถคืนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้เนื่องจากเมื่อแบ่งหักที่ดินยกให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์แล้ว ถนนสาธารณประโยชน์ดังกล่าวจึงเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๘ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ และเหตุที่ไม่มีประชาชนหรือบุคคลภายนอกเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวที่ได้แบ่งหักให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์นั้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ก่อสร้างประตูรั้วปิดกั้นไว้เป็นทางเข้า-ออกอาคารสำนักงานของบริษัทฯ ผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า กรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เพื่อขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๘๓ และโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี เรื่องอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่าเรื่องอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องเพิกถอนรายการจดทะเบียนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ ซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินการของฝ่ายปกครองเพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครองต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ยังไม่ได้มีคำสั่งทางปกครองใดๆ อันจะกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดีเพราะการจดทะเบียนแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์แปลงพิพาทเกิดจากความประสงค์และความสมัครใจของผู้ฟ้องคดีเอง เมื่อต่อมาภายหลังเปลี่ยนใจขอคืนจึงต้องตรวจสอบหลักเกณฑ์ว่าจะสามารถกระทำได้ตามกฎหมายหรือไม่ให้เป็นที่ยุติก่อน ผู้ฟ้องคดีจึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นคำฟ้องโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คือ ที่ดินเนื้อที่ ๓๔ ตารางวา อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลับคืนไปเป็นของตน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีต้องมีการขอให้รับรองสิทธิในการได้รับคืนที่ดินหรือการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีนั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดีอย่างไร กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ฟ้องคดี ได้ทำการรังวัดและจดทะเบียนแบ่งหักที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๓๐ ต่อมาผู้ฟ้องคดีเห็นว่า นับตั้งแต่ที่มีการจดทะเบียนแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์ที่พิพาท เป็นเวลาเกือบ ๒๘ ปี สำนักงานเขตบางกะปิซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เคยมาดำเนินการใดๆ หรือเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท และไม่เคยมีประชาชนหรือบุคคลทั่วไปเข้าใช้ประโยชน์หรือใช้เป็นทางสัญจรแต่อย่างใด รวมทั้งการที่ผู้ฟ้องคดียกที่ดินพิพาทให้เป็นถนน ไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือสาธารณะ ซึ่งหากมีการเพิกถอนที่สาธารณประโยชน์ที่พิพาทและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ก็ไม่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามขอให้เพิกถอนที่สาธารณะที่พิพาทและคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการเพิกถอนที่สาธารณะที่พิพาทและคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับคำคัดค้านคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลของผู้ฟ้องคดีซึ่งผู้ฟ้องคดียอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว คดีนี้จึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณาถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ แต่กรณีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้ดำเนินการเพิกถอนที่สาธารณะที่พิพาทและคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามคำร้องขอของผู้ฟ้องคดี เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งหากกรณีถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ศาลก็ต้องพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามปฏิบัติหน้าที่โดยดำเนินการเพิกถอนที่สาธารณะที่พิพาทและคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามคำขอของผู้ฟ้องคดี คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๓ โดยผู้ฟ้องคดีแบ่งหักที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๓๔ ตารางวา จากที่ดินแปลงดังกล่าวให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่านับแต่วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๓๐ อันเป็นวันที่จดทะเบียนแบ่งให้ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา ๒๘ ปีเศษ สำนักงานเขตบางกะปิ หน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิได้ดำเนินการหรือเข้าใช้ประโยชน์ ทั้งประชาชนทั่วไปก็มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการเพิกถอนที่ดินพิพาทและโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโต้แย้งว่า เนื่องจากปัจจุบันที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นพื้นผิวคอนกรีตใช้เป็นทางเข้า-ออกและเป็นที่จอดรถยนต์ของผู้ฟ้องคดีโดยมีรั้วกำแพงคอนกรีตและรั้วประตูปิดกั้นเป็นเหตุให้ไม่มีประชาชนทั่วไปเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ประกอบกับทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ทั้งการถอนสภาพหรือโอนที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปเพื่อใช้ประโยชน์หรือนำไปจัดเพื่อประชาชนต้องกระทำโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๕ ประกอบพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๘ จึงเป็นการโต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จะสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกเฉยไม่ดำเนินการเพิกถอนที่ดินส่วนดังกล่าวและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทสิ้นสภาพความเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างหรือยังเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้จดทะเบียนแบ่งหักที่ดิน จำนวน ๓๔ ตารางวา ของโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๘๓ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อใช้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ แต่สำนักงานเขตบางกะปิซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่เคยใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกถอนที่ดินสาธารณประโยชน์ที่พิพาทและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งสามเพิกถอนที่ดินสาธารณประโยชน์พิพาทและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อกรณีตามคำฟ้องไม่มีกฎหมายใดกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองในการเพิกถอนที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินคืนให้แก่ผู้อุทิศให้ตามคำร้องขอ เนื่องจากสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา ทั้งการถอนสภาพหรือโอนที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินต้องกระทำโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๕ ประกอบประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘ วรรคสอง กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทที่กฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแล้ว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทแกรนด์เฮาส์ จำกัด ผู้ฟ้องคดี กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท แกรนด์เฮาส์ จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 13/2559
#600909
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินว่า อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับที่โจทก์ครอบครองโดยอ้างว่ารุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ป่าช้าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบและการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับของโจทก์โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๓/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นางถนอม นันทสมบูรณ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๑๕๕/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๓๕๘ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ ๓๑ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา โดยการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทอย่างต่อเนื่องด้วยการปลูกพืชผักทางการเกษตร โดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๓๕๘ อ้างว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นระยะเวลากว่า ๑๐๐ ปี การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๓๕๘ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๕๘ ของโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ดังนั้น การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๓๕๘ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ ๓๑ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา ตั้งอยู่ที่หมู่ ๓ ตำบลลำพานอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๓๕๘ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ได้รุกล้ำทับที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้า สำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓๔๗๙/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๕๘ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ของโจทก์ โดยอ้างว่า น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นที่ป่าช้า จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวของโจทก์แล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แบบ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๕๘ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และให้โจทก์ใช้ น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวได้ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ทั้งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าว ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินอีกต่อไป ซึ่งการที่จำเลยที่ ๒ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ออกคำสั่งให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์ในอันที่จะระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์เป็นการถาวร จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมโดยเฉพาะที่จะนำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดี ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๕๘ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้ประโยชน์ด้วยการอยู่อาศัยและปลูกพืชผลทางการเกษตร เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับดังกล่าวโดยอ้างว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การเพิกถอน น.ส. ๓ ก. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๕๘ ของโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ดังนั้นการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๓๕๘ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่อาจครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางถนอม นันทสมบูรณ์ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางถนอม นันทสมบูรณ์
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 12/2559
#600908
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินว่า อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์โดยอ้างว่ารุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือ และการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๒/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นางบรรจง แก้วไตรรัตน์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๑๕๔/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๙๙ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๑ งาน ๕๓ ตารางวา ซึ่งรับมรดกมาจากมารดา โดยโจทก์ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทอย่างต่อเนื่องด้วยการปลูกพืชผักทางการเกษตรโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๙๙ อ้างว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นระยะเวลากว่า ๑๐๐ ปี การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๙๙ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๙๙ ของโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ดังนั้น การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๙๙ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๑ งาน ๕๓ ตารางวา ตั้งอยู่ที่หมู่ ๓ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๙๙ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ได้รุกล้ำทับที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้าสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓๔๗๙/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๙๙ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ของโจทก์ โดยอ้างว่า น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกทับที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นที่ป่าช้า จึงเป็นสาธารณสมบัติ ของแผ่นดิน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แบบ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๙๙ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และให้โจทก์ใช้ น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวได้ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ทั้งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าว ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินอีกต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิครอบครอง ในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมโดยเฉพาะที่จะนำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดี ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๒๙๙ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกพืชผักทางการเกษตร เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับดังกล่าวโดยอ้างว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันการเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ดังนั้น การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๒๙๙ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์โดยอ้างว่า เป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่อาจครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางบรรจง แก้วไตรรัตน์ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบรรจง แก้วไตรรัตน์
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ยช.ที่ 11/2559
#591713
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ต่อมาโจทก์ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาท และนำที่ดินที่แบ่งแยกขายให้แก่นางสาว ก. แต่จำเลยได้รับเงินค่าที่ดินแล้วจำเลยไม่นำเงินมาให้แก่โจทก์ และเมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์ จำเลยเพิกเฉย ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท มิได้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนโจทก์ คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์และขายที่ดินพิพาทแทนโจทก์หรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นปัญหาที่ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยตัวแทน บรรพ 3 ลักษณะ 15 ไม่ได้เป็นเรื่องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 แต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40709 ตำบลเขากะลา อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์จากนายจรุญ บุญเกตุ บิดาโจทก์ ราคา 1,000,000 บาท โดยให้จำเลยทำนิติกรรมจดทะเบียนเป็นผู้ซื้อที่ดิน และกู้เงินจากธนาคารรวมทั้งจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันเงินกู้จำนวน 600,000 บาท แทนโจทก์ เงินกู้จำนวนดังกล่าวโจทก์นำไปชำระค่าที่ดินให้แก่นายจรุญ และบางส่วนโจทก์ผ่อนชำระ คงเหลือหนี้ค้างชำระ 200,000 บาท ต่อมาโจทก์ให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็น 2 แปลงคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 54042 ซึ่งโจทก์ขายให้แก่นางสาวกนกวรรณ อำภูธร ในราคา 1,800,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 40709 แปลงเดิมคงเหลือที่ดิน 15 ไร่ 5 ตารางวา นางกนกวรรณ จ่ายเงินให้แก่โจทก์ 700,000 บาทก่อนเพื่อให้โจทก์นำไปให้จำเลยนำเงินไปไถ่ถอนและแบ่งแยกที่ดิน เมื่อจำเลยได้รับเงินจากการขายที่ดินส่วนที่เหลือ 1,100,000 บาท จากนางกนกวรรณ จำเลยนำเงิน 200,000 บาท ไปชำระค่าที่ดินที่ค้างชำระส่วนที่เหลือให้แก่นายจรุญ 200,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือ 900,000 บาท จำเลยไม่นำเงินมาคืนให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องคืนให้แก่โจทก์ และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 40709 เป็นชื่อโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินจากนายจรุญ บุญเกตุ มิใช่โจทก์ และโจทก์ไม่เคยกู้ยืมเงินจำเลยและไม่เคยฝากที่ดินตามฟ้องไว้กับจำเลย จำเลยจึงเป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องโดยชอบด้วยกฎหมาย เงินที่ได้จากการแบ่งขายที่ดินเป็นของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าที่ดินจากจำเลย โจทก์เป็นบิดาจำเลย โจทก์ใช้อำนาจความเป็นบิดาข่มขู่บังคับจำเลยเรื่อยมา ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดพร้อม จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจังหวัดนครสวรรค์ เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ต่อมาโจทก์ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทและนำที่ดินที่แบ่งแยกขายให้แก่นางสาวกนกวรรณ อำภูธร เมื่อจำเลยได้รับเงินค่าที่ดินแล้วจำเลยไม่นำเงินมาให้แก่โจทก์ และเมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์ จำเลยกลับเพิกเฉย ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท มิได้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนโจทก์ คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์และขายที่ดินพิพาทแทนโจทก์หรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นปัญหาที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน บรรพ 3 ลักษณะ 15 ไม่ได้เป็นเรื่องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แต่อย่างใด คดีนี้ จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 25 เดือน มกราคม พุทธศักราช 2559

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาง ถ.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 11/2559
#600907
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินว่า อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับที่โจทก์ครอบครองโดยอ้างว่ารุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ป่าช้าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบและการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับของโจทก์โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๑/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นางละมาย ภูมิศูนย์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๑๕๓/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๖ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๖๓ ตารางวา ซึ่งรับมรดกมาจากบิดา โดยโจทก์ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทอย่างต่อเนื่องด้วยการปลูกบ้านอยู่อาศัย และปลูกพืชผักทางการเกษตร โดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๖ อ้างว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นระยะเวลากว่า ๑๐๐ ปี การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๖ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๒๖ ของโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ดังนั้น การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๖ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๖๓ ตารางวา ตั้งอยู่ที่หมู่ ๓ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๖ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ได้รุกล้ำทับที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้า สำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓๔๗๙/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๒๖ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ของโจทก์ โดยอ้างว่า น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นที่ป่าช้า จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวของโจทก์แล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แบบ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๒๖ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และให้โจทก์ใช้ น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าวได้ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ทั้งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ฉบับดังกล่าว ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินอีกต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมโดยเฉพาะที่จะนำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดี ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๒๖ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้ประโยชน์ด้วยการอยู่อาศัยและปลูกพืชผลทางการเกษตร เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับดังกล่าวโดยอ้างว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การเพิกถอน น.ส. ๓ ก. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๒๖ ของโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ดังนั้นการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๖ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ของโจทก์โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่อาจครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางละมาย ภูมิศูนย์ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละมาย ภูมิศูนย์
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 10/2559
#600906
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินว่า อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับที่โจทก์ครอบครองโดยอ้างว่ารุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับของโจทก์โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๐/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นางพรทิพย์ แพงจันทร์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๑๕๒/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินจำนวนสามแปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๔ เลขที่ ๑๐๒๕ และเลขที่ ๑๓๐๐ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่ง น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๒๔ โจทก์กับพวกรวม ๕ คนได้รับมรดกมาจากนางนาค พิมพะสาลี น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๒๕ ได้ซื้อมาจากนายแดง ยลโสภณ และ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๐๐ ได้ซื้อมาจากนายเชื้อ สง่าแสง โดยโจทก์ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทอย่างต่อเนื่องด้วยการปลูกบ้านอยู่อาศัยและปลูกพืชผลทางการเกษตรด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามฉบับของโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นระยะเวลากว่า ๑๐๐ ปี การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๔ เลขที่ ๑๐๒๕ และเลขที่ ๑๓๐๐ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามแปลงของโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ดังนั้นการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๔ เลขที่ ๑๐๒๕ และเลขที่ ๑๓๐๐ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยที่ ๑ จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่ตามคำฟ้อง โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ ๕ ไร่ ๓ งาน ๑๐ ตารางวา เนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน และเนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖๐ ตารางวา ตั้งอยู่ที่หมู่ ๓ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๔, ๑๐๒๕ และ ๑๓๐๐ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ได้รุกล้ำทับที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้า สำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓๔๗๙/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๒๔ เลขที่ ๑๐๒๕ และเลขที่ ๑๓๐๐ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ของโจทก์ โดยอ้างว่า น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับได้ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นที่ป่าช้า จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับของโจทก์แล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แบบ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๒๔ เลขที่ ๑๐๒๕ และเลขที่ ๑๓๐๐ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และให้โจทก์ใช้ น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับดังกล่าวได้ดังเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ทั้งให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับ ห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินอีกต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมโดยเฉพาะที่จะนำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดี ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๒๔ เลขที่ ๑๐๒๕ และเลขที่ ๑๓๐๐ ตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้ประโยชน์ด้วยการอยู่อาศัยและปลูกพืชผลทางการเกษตร เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ จำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามฉบับโดยอ้างว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองยกเลิกคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามแปลงของโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ "โคกอีเฒ่า" ซึ่งเป็นที่ป่าช้า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) โจทก์กับบุคคลอื่นบุกรุกเข้ายึดถือใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการออก น.ส. ๓ ก. เป็นการออกทับที่สาธารณประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ดังนั้นการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๒๔ เลขที่ ๑๐๒๕ และเลขที่ ๑๓๐๐ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ทั้งสามฉบับของโจทก์โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่อาจครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางพรทิพย์ แพงจันทร์ โจทก์ กรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรทิพย์ แพงจันทร์
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 9/2559
#600551
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้นายอำเภอเมืองพิษณุโลก และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนทอง เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ที่อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ และให้จำเลยทั้งสองนำชี้แนวเขตให้ถูกต้องตามเนื้อที่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การคัดค้านการรังวัดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินโจทก์เพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอสอบเขตโฉนดที่ดินของตน อันเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ทั้งมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติถึงกรณีผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดว่า "หากปรากฏมีผู้คัดค้านให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจสอบสวนไกล่เกลี่ยถือหลักฐานแผนที่เป็นหลักในการพิจารณา ถ้าตกลงกันได้ก็ให้ดำเนินการไปตามที่ตกลง แต่ต้องไม่เป็นการสมยอมกัน เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย หากตกลงกันไม่ได้ให้แจ้งคู่กรณีไปฟ้องต่อศาลภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าไม่มีการฟ้องภายในกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ขอไม่ประสงค์จะสอบเขตโฉนดที่ดินนั้นต่อไป" กรณีจึงเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองผู้รักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียง เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลปกครองพิษณุโลก

การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๘ นางสาวแจ่ม สนสิริ โจทก์ ยื่นฟ้องนายอำเภอเมืองพิษณุโลก ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนทอง ที่ ๒ จำเลย ต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ ๓๒/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๒๕๖๓ และเลขที่ ๑๓๒๕๖๕ ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่ ๑ งาน ๙๐ ตารางวา และเนื้อที่ ๑ งาน ๕๕ ตารางวา ตามลำดับ เมื่อโจทก์ยื่นขอรังวัดสอบเขตที่ดินทั้งสองแปลง ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชี้แนวเขตทางสาธารณประโยชน์ล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงทำให้เนื้อที่ขาดหายไปแปลงละ ๒๐ ตารางวา การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนคำคัดค้านและนำชี้แนวเขตให้ถูกต้องตรงตามเนื้อที่ในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์ทุกฉบับ และรับรองแนวเขตที่ดินให้แก่โจทก์ให้ได้เนื้อที่ตรงตามโฉนด

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ การคัดค้านการรังวัดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่อาจให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินของโจทก์และรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ให้ได้เนื้อที่ตรงตามโฉนดได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำรังวัดแนวเขตที่ดินของโจทก์ และรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ให้ได้เนื้อที่ตามที่ระบุไว้ในโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง ซึ่งจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าที่ดินบริเวณที่โจทก์นำชี้ทับทางสาธารณประโยชน์นั้นเป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ โดยการวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการพิจารณาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ก็มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งเมื่อคดีนี้มีประเด็นหลักที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อันเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในทรัพย์สิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ และข้อ ๖ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ เมื่อโจทก์เห็นว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ของจำเลยทั้งสอง จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และแม้คดีนี้จะมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินก็ตาม แต่ประเด็นดังกล่าวก็เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาในข้อหาการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้ในการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้นายอำเภอเมืองพิษณุโลก และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนทอง เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ที่อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ และให้จำเลยทั้งสองนำชี้แนวเขตให้ถูกต้องตามเนื้อที่ ในโฉนดที่ดินของโจทก์ เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การคัดค้านการรังวัดของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำในฐานะผู้ดูแลรักษาที่สาธารณะซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินโจทก์เพื่อระวังแนวเขตอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ขอสอบเขตโฉนดที่ดินของตน การคัดค้านการรังวัดดังกล่าวจึงเป็นเพียงการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายแต่อย่างใด ทั้งมาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติถึงกรณีผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดว่า "หากปรากฏมีผู้คัดค้าน ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจสอบสวนไกล่เกลี่ยถือหลักฐานแผนที่เป็นหลักในการพิจารณา ถ้าตกลงกันได้ก็ให้ดำเนินการไปตามที่ตกลงแต่ต้องไม่เป็นการสมยอมกัน เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย หากตกลงกันไม่ได้ให้แจ้งคู่กรณีไปฟ้องต่อศาลภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าไม่มีการฟ้องภายในกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ขอไม่ประสงค์จะสอบเขตโฉนดที่ดินนั้นต่อไป" กรณีจึงเป็นเรื่องการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองผู้รักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียง เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวแจ่ม สนสิริ โจทก์ นายอำเภอเมืองพิษณุโลก ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนทอง ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแจ่ม สนสิริ
จำเลย — นายอำเภอเมืองพิษณุโลก ที่ ๑ กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 8/2559
#593362
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นย่าของเด็กหญิง ต. และเด็กชาย ถ. ผู้เยาว์ เป็นผู้ดูแลและอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองของผู้เยาว์ กรณีต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงสถานะและความสามารถของบุคคลอันเกี่ยวกับครอบครัวหรือส่วนได้เสียของผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 หมวด 3 มาตรา 1585 ถึง 1587 มาใช้บังคับ จึงเป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นมารดาและผู้จัดการมรดกของนาย ห. นาย ห. สมรสกับนาง อ. ในระหว่างสมรสจดทะเบียนรับเด็กหญิง ต. อายุ 7 ปี เป็นบุตรบุญธรรม และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กชาย ถ. อายุ 6 ปี นาย ห. กับนาง อ. ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2548 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2558 ตามลำดับ ทรัพย์มรดกของนาย ห. กับนาง อ. จึงตกแก่ผู้เยาว์ทั้งสองและเป็นเหตุให้ผู้เยาว์ทั้งสองขาดผู้ปกครอง ผู้ร้องเป็นย่าของผู้เยาว์ทั้งสอง เป็นผู้อบรมสั่งสอนและดูแลผู้เยาว์มาตั้งแต่ก่อนนาย ห. กับนาง อ. จะถึงแก่ความตายจนถึงปัจจุบัน บุคคลทั้งสองไม่ได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์ ผู้ร้องได้ไปติดต่อขอรับเงินประกันชีวิตของนาง อ. จากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) แต่บริษัทแจ้งว่าไม่อาจจ่ายเงินค่าทดแทนตามกรมธรรม์ให้แก่ผู้เยาว์ทั้งสองได้ เว้นแต่จะมีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองของผู้เยาว์ทั้งสอง ผู้ร้องไม่เป็นผู้ต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เป็นผู้ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะปกครองผู้เยาว์หรือทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้ ไม่เป็นผู้ซึ่งมีหรือเคยมีคดีในศาลกับผู้เยาว์ ผู้บุพการีหรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดากับผู้เยาว์ ไม่เป็นผู้ซึ่งบิดาหรือมารดาที่ตายได้ทำหนังสือระบุชื่อห้ามไว้มิให้เป็นผู้ปกครอง ขอให้มีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้ปกครองของผู้เยาว์ทั้งสอง

ชั้นตรวจคำร้องขอ ศาลจังหวัดสุโขทัยเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องเป็นย่าของเด็กหญิง ต. และเด็กชาย ถ. ผู้เยาว์ เป็นผู้ดูแลและอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง ร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองของผู้เยาว์ กรณีต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงสถานะและความสามารถของบุคคลอันเกี่ยวกับครอบครัวหรือส่วนได้เสียของผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 หมวด 3 มาตรา 1585 ถึง 1587 มาใช้บังคับ จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 25 เดือน มกราคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง ฉ.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 8/2559
#598165
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องกรมที่ดินเป็นจำเลย อ้างว่าจำเลยออกโฉนดที่ดินไม่ตรงตามพื้นที่ที่ได้ครอบครองจริง ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองเลขที่ ๕๕๙๕ เนื้อที่ ๑ งาน ๒๘ ตารางวา และออกโฉนดที่ดินให้ใหม่ตามความเป็นจริงจำเลยให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เนื้อที่ส่วนต่างคือที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่ ๗๐๔๘ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียง จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ ที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ มีจำนวนเนื้อที่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา หรือมีจำนวนเนื้อที่ ๑ งาน ๒๘ ตารางวา หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป นอกจากนี้ยังปรากฏตามคำให้การว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ. ๔๗/๒๕๕๗ ต่อศาลจังหวัดปทุมธานี ขอให้แก้ไขรูปแผนที่และเพิกถอนการรังวัดโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๐๔๘ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงที่มีกรณีพิพาทกับคดีนี้ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖๔/๒๕๕๘ ว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องกับคดีดังกล่าวและเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่ควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๘/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดปทุมธานี

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดปทุมธานีโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๘ นายสมชาย พอใจ ที่ ๑ นายสุชิน พอใจ ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน จำเลย ต่อศาลจังหวัดปทุมธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.๑๒/๒๕๕๘ ความว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๕๙๕ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยรับโอนที่ดินมาจากนายบุญ พอใจ บิดาของโจทก์ทั้งสอง ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ให้ช่างผู้เชี่ยวชาญรังวัดตรวจสอบที่ดินปรากฏว่าได้เนื้อที่ จำนวน ๒ งาน ๒๕ ตารางวา ซึ่งไม่ตรงกับโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ ระบุเนื้อที่ไว้เพียง ๑ งาน ๒๘ ตารางวา โจทก์ทั้งสองได้ขอให้จำเลยตรวจสอบและดำเนินการให้ถูกต้องหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒๘ ตารางวา และออกโฉนดที่ดินให้ใหม่ตามความเป็นจริง

จำเลยให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ ที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยระบุจำนวนเนื้อที่ในโฉนดที่ดินน้อยกว่าที่ครอบครองจริงนั้น ส่วนต่างของเนื้อที่ที่โจทก์ทั้งสองอ้างดังกล่าวคือที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่๗๐๔๘ ของนางนิตยา แจ้งประสิทธิ์ กับพวก อันเป็นที่ดินข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองเคยยื่นฟ้องต่อศาลนี้ว่านางนิตยากับพวกนำชี้รุกล้ำเข้าไปที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๕๙๕ ของโจทก์ทั้งสอง แต่ศาลพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน ทั้งนางนิตยากับพวกได้ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลยุติธรรม ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยมีคำพิพากษาโดยสรุปว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางนิตยา แจ้งประสิทธิ์ กับพวกห้ามจำเลยทั้งสอง (โจทก์ทั้งสองในคดีนี้) และบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ ที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ. ๔๗/๒๕๕๗ ต่อศาลจังหวัดปทุมธานี ขอให้เพิกถอนการรังวัดและแผนที่ที่เกิดจากการนำชี้รายการรังวัด วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๐๔๘ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ ตามฟ้อง ซึ่งมีแนวเขตติดต่อกันนี้ โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นคดีปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดปทุมธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยออกโฉนดที่ดินโดยระบุเนื้อที่น้อยกว่าความเป็นจริง และขอให้บังคับจำเลยออกโฉนดที่ดินที่จำเลยได้ออกไว้และให้ออกโฉนดที่ดินใหม่ตามความเป็นจริงก็ตาม แต่จำเลยให้การสรุปได้ความว่า ที่ดินในส่วนต่างที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าไม่ถูกต้องนั้น ที่จริงแล้วเป็นที่ดินส่วนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๐๔๘ ซึ่งเป็นที่ดิน ส่วนหนึ่งของนางนิตยา แจ้งประสิทธิ์ กับพวก ฉะนั้น กรณีจึงต้องวินิจฉัยในประเด็นว่าเนื้อที่ดินในส่วนต่างที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยระบุไว้ในโฉนดที่ดินไม่ถูกต้องนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่เป็นสำคัญก่อนประเด็นแรก แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นได้ต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จากคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองมีความประสงค์ให้จำเลยในฐานะหน่วยงานทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินดำเนินการตรวจสอบและมีคำสั่งยกเลิกโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ ของโจทก์ทั้งสองที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย กับให้ออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แก่โจทก์ทั้งสองตามความเป็นจริงที่ได้จากการตรวจสอบของจำเลย โดยคดีไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินของนางนิตยา แจ้งประสิทธิ์ กับพวก ซึ่งเป็นแปลงข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๓๐๙/๒๕๕๗ วินิจฉัยว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๗๐๔๘ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นกรรมสิทธิ์ของนางนิตยา แจ้งประสิทธิ์ กับพวก ห้ามจำเลยทั้งสอง (โจทก์ทั้งสองในคดีนี้) และบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่าได้ร้องขอให้จำเลยตรวจสอบโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสองหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย กรณีจึงเป็นการฟ้องจำเลย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในการสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องปฏิบัติ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองเป็นจำเลย ตามคำฟ้องอ้างว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๕๙๕ โดยรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาจากบิดา ต่อมา เมื่อโจทก์ทั้งสองได้ให้ช่างผู้เชี่ยวชาญรังวัดตรวจสอบที่ดินปรากฏว่าได้จำนวนเนื้อที่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา ซึ่งไม่ตรงตามโฉนดที่ดินที่ระบุเนื้อที่ไว้เพียง ๑ งาน ๒๘ ตารางวา จึงไม่ถูกต้องตรงกับพื้นที่ที่ได้ครอบครองตามความเป็นจริง โจทก์ทั้งสองได้ขอให้จำเลยตรวจสอบและดำเนินการให้ถูกต้องหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ เนื้อที่ ๑ งาน ๒๘ ตารางวา และออกโฉนดที่ดินให้ใหม่ตามความเป็นจริง จำเลยให้การว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ นั้นจำเลยได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ดินในส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยระบุไว้ในโฉนดที่ดินไม่ถูกต้อง โดยระบุเนื้อที่น้อยกว่าที่ครอบครองจริงนั้น ความจริงแล้วเนื้อที่ส่วนต่างที่โจทก์ทั้งสองอ้างคือที่ดินส่วนหนึ่งของโฉนดเลขที่ ๗๐๔๘ ซึ่งมีนางนิตยา แจ้งประสิทธิ์ กับพวก เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และเป็นที่ดินข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ทั้งนางนิตยากับพวกได้ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยต่อศาลยุติธรรม ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางนิตยากับพวก ห้ามจำเลยทั้งสอง (โจทก์ทั้งสองในคดีนี้) และบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องอีกต่อไป จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ ที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือ คำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๕๙๕ มีจำนวนเนื้อที่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวาหรือมีจำนวนเนื้อที่ ๑ งาน ๒๘ ตารางวา หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป นอกจากนี้ยังปรากฏตามคำให้การว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ. ๔๗/๒๕๕๗ ต่อศาลจังหวัดปทุมธานี ขอให้แก้ไขรูปแผนที่และเพิกถอนการรังวัดโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๐๔๘ ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงที่มีกรณีพิพาทกับคดีนี้ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๖๔/๒๕๕๘ ว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องกับคดีดังกล่าวและเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่ควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสมชาย พอใจ ที่ ๑ นายสุชิน พอใจ ที่ ๒ โจทก์ กรมที่ดิน จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย พอใจ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2559
#595667
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ทายาทของผู้ตายยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้จัดการมรดกของผู้ตายทำการเบียดบังทรัพย์มรดกด้วยการจดทะเบียนโอนโฉนดที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองแล้วนำไปขายและขายฝากให้แก่บุคคลภายนอก ขอให้เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนโอนมรดกที่พิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้นได้ทำการสอบสวนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยผู้จัดการมรดกให้ถ้อยคำว่าขายเพื่อนำเงินไปชำระหนี้กองมรดกและแบ่งปันให้แก่ทายาทในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับบุคคลภายนอก ดังนั้น คดีจึงมีประเด็นพิพาทเรื่องสิทธิในทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจและหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าผู้จัดการมรดกใช้อำนาจและหน้าที่ดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกที่พิพาทถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ ซึ่งหากพิจารณาได้ความว่า เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมาย แต่หากเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาท ข้อพิพาทคดีนี้สืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองเพชรบุรี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดราชบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองเพชรบุรีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๘ นางสาววริดา เชื้อสมุทร ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรี สาขาจอมบึง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายพิเชษฐ์ เชื้อสมุทร กับนางประนอม เชื้อสมุทร มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันคือนายนพพล เชื้อสมุทร โดยบิดามารดาของผู้ฟ้องคดีได้จดทะเบียนหย่าและนางประนอม เชื้อสมุทร ได้เปลี่ยนคำหน้านามว่า "นางสาว" และใช้ชื่อสกุลว่า "เที่ยงตรง" ต่อมาบิดาของผู้ฟ้องคดีได้ถึงแก่ความตาย ผู้ฟ้องคดียินยอมให้นายนพพลเป็นผู้จัดการมรดกเนื่องจากผู้ฟ้องคดียังไม่บรรลุนิติภาวะ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ๒๗๔/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๔๙๘/๒๕๕๕ แต่งตั้งนายนพพล เชื้อสมุทร เป็นผู้จัดการมรดกของนายพิเชษฐ์ เชื้อสมุทร แต่ปรากฏว่านายนพพลไม่ได้จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียและทายาทตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ กลับเบียดบังทรัพย์มรดกโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๕๕๗, ๒๐๑๙๑, ๑๑๒๓๗, ๑๑๒๙๐ และ ๑๑๒๙๑ ตำบลปากช่อง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ด้วยการจดทะเบียนโอนมรดกให้แก่ตนเองแต่เพียงผู้เดียวแล้วนำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๕๕๗ ไปจำนอง ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๑๙๑ และเลขที่ ๑๑๒๙๐ ไปขาย และที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๒๓๗ และเลขที่ ๑๑๒๙๑ ไปขายฝากให้แก่บุคคลภายนอก ซึ่งในขณะนั้นผู้ฟ้องคดียังเป็นผู้เยาว์และมารดาของผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ได้ให้ความยินยอมให้นายนพพลในฐานะผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมดังกล่าว หรือได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำนิติกรรมตามมาตรา ๑๕๗๔ และมาตรา ๑๖๑๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกคำสั่งรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินทั้ง ๕ แปลง ในการโอนมรดก ไถ่ถอนจำนอง จำนอง ขาย ขายฝาก ทรัพย์สินดังกล่าว จึงไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายที่ดินและระเบียบของกรมที่ดิน คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนนิติกรรมโอนมรดก ไถ่ถอนจำนอง จำนอง ขาย ขายฝาก ที่ดินของนายพิเชษฐ์ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ดินให้กลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิเชษฐ์ตามเดิม

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้นได้ทำการสอบสวนสิทธิในที่ดินทั้ง ๕ แปลง เป็นนิติกรรมประเภทขอโอนมรดก ประเภทไถ่ถอนจากจำนอง จำนอง ขาย และประเภทขายฝากที่ดินมีกำหนดห้าปี โดยนายนพพล เชื้อสมุทร ให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินไปชำระหนี้กองมรดกและแบ่งปันให้กับทายาทในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล เจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ปฏิบัติตามมาตรา ๘๒ แห่งประมวลกฎมายที่ดินและระเบียบของกรมที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องพิพาทในการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลกับทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเพชรบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ดำเนินการรับจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินจำนวนห้าแปลงของนายพิเชษฐ์ เชื้อสมุทร ตามคำขอจดทะเบียนของนายนพพล เชื้อสมุทร ในฐานะผู้จัดการมรดกโดยที่ผู้ฟ้องคดีและมารดาของผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ได้ยินยอมให้ทำนิติกรรมหรือได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำนิติกรรม อันเป็นการขัดต่อมาตรา ๑๕๗๔ และมาตรา ๑๖๑๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้มาโดยทางมรดก พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๓๘ (๑) และข้อ ๕๑ ทำให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับการขาย ขายฝาก จำนอง และไถ่ถอนจำนอง ในเวลาต่อมาขัดต่อระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับการขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อื่น พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๑๗ และข้อ ๒๐ ระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับการขายฝากที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๑๒ (๒) และข้อ ๒๔ และระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับการจำนองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น พ.ศ. ๒๕๕๐ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๒๔ (๒) และข้อ ๔๓ ด้วย เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนนิติกรรมโอนมรดก ไถ่ถอนจำนอง จำนอง ขาย ขายฝาก ที่ดินของนายพิเชษฐ์ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินให้กลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของนายพิเชษฐ์ตามเดิม เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการจดทะเบียนนิติกรรมข้างต้นเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๗๑ และมาตรา ๘๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับระเบียบกรมที่ดินข้างต้นเพื่อการจดทะเบียนโอนมรดก ไถ่ถอนจำนอง จำนอง ขาย ขายฝาก ทรัพย์สินดังกล่าว เมื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวมีผลในการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว ฉะนั้น การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดราชบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าการจดทะเบียนและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินทั้งห้าแปลงของนายพิเชษฐ์ในคดีนี้เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนนิติกรรมโอนรับมรดก ไถ่ถอนจำนอง จำนอง ขาย ขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวกลับเป็นของนายพิเชษฐ์ โดยอ้างว่านิติกรรมทางปกครองที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้มีคำสั่งให้รับจดทะเบียนเกี่ยวกับนิติกรรมโอนรับมรดกและนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีในขณะที่เป็นผู้เยาว์ไม่ได้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายที่ดิน และระเบียบของกรมที่ดิน คำสั่งหรือนิติกรรมทางปกครองดังกล่าวจึงเป็นโมฆะก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีบรรยายคำฟ้องได้ความอีกว่า ทรัพย์สินที่เป็นของผู้ฟ้องคดีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับจดทะเบียนให้นายนพพลไปตามฟ้องนั้น ผู้ฟ้องคดีอยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้ทำนิติกรรมหรือยินยอมให้ผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมแทนผู้ฟ้องคดี หรือผู้จัดการมรดกได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้ฟ้องคดีและได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๗๔ ประกอบมาตรา ๑๖๑๑ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่านายนพพล ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพิเชษฐ์ไม่มีอำนาจไปจัดการมรดกของนายพิเชษฐ์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้ฟ้องคดี หรือได้รับอนุญาตจากศาล ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยในประเด็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเสียก่อน จากนั้นจึงจะได้วินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จดทะเบียนนิติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินให้นายนพพลไปตามฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ต่อไป ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเนื่องมาจากเรื่องสิทธิและอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นข้อพิพาทในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายนพพลในขณะที่บิดาถึงแก่ความตายผู้ฟ้องคดียังไม่บรรลุนิติภาวะมารดาจึงยินยอมให้นายนพพลเป็นผู้จัดการมรดก ภายหลังศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งแต่งตั้งนายนพพลเป็นผู้จัดการมรดกแล้วได้ทำการเบียดบังทรัพย์มรดกด้วยการจดทะเบียนโอนโฉนดที่ดิน ๕ แปลงอันเป็นทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองแล้วนำไปขายและขายฝากให้แก่บุคคลภายนอก โดยขณะนั้นผู้ฟ้องคดียังเป็นผู้เยาว์และมารดาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าว อีกทั้งนายนพพลไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำนิติกรรมแทนผู้ฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนนิติกรรมโอนมรดกที่พิพาทให้กลับไปเป็นทรัพย์กองมรดกของบิดาผู้ฟ้องคดีตามเดิม ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้นได้ทำการสอบสวนสิทธิในที่ดินทั้ง ๕ แปลง โดยนายนพพลให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าขายทรัพย์เพื่อนำเงินไปชำระหนี้กองมรดกและแบ่งปันให้กับทายาทในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล เจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีเหตุเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โดยทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมระหว่างผู้จัดการมรดกกับบุคคลภายนอกซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่ากระทำในขณะที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เยาว์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น คดีจึงมีประเด็นพิพาทเรื่องสิทธิในทรัพย์มรดกที่นายนพพลในฐานะผู้จัดการมรดกใช้อำนาจและหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าผู้จัดการมรดกใช้อำนาจและหน้าที่ดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกที่พิพาทถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นสำคัญ ซึ่งหากพิจารณาได้ความว่า เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมาย แต่หากเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีผลให้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่พิพาทไม่ตกเป็นของนายนพพลแต่เป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาท ข้อพิพาทคดีนี้สืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาววริดา เชื้อสมุทร ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรี สาขาจอมบึง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาววริดา เชื้อสมุทร
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2559
#595658
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าผู้ฟ้องคดีตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินมีโฉนดของบิดาผู้ฟ้องคดีพบว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีได้นำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้กับผู้มีชื่อ แล้วต่อมาได้ไถ่ถอนจำนองและขายให้แก่ผู้มีชื่อดังกล่าว ซึ่งการซื้อขายที่ดินพิพาท เป็นการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่พบเอกสารการซื้อขาย พบแต่รายงานกรรมสิทธิ์ที่ดิน (ท.ด. ๑) ประเภทขายที่ไม่มีลายมือชื่อหรือการพิมพ์ลายนิ้วมือบิดาของผู้ฟ้องคดี มีเพียงการลงลายมือชื่อของเจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าการจดทะเบียนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุเพิกถอน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเพิกถอนหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐในบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่าการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายระหว่างบิดาผู้ฟ้องคดีกับผู้มีชื่อถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลให้กรรมสิทธิ์หรือทรัพยสิทธิในที่ดินพิพาทเปลี่ยนแปลงไประหว่างบิดาผู้ฟ้องคดีกับผู้มีชื่อ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อันเป็นเรื่องสิทธิในทางแพ่งของบุคคล แล้วศาลจึงจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ต่อไป ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมีนบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๗ นางสาวลินดา กูยีหมัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๐๕๘/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรของ นายเซ็น กูยีหมัด โดยนายเซ็นเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๐ ตำบลคู้ฝั่งเหนือ (บ้านคู้ฝั่งเหนือ) อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร สืบเนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวกับสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอก พบว่า เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๔๙๒ บิดาของผู้ฟ้องคดีได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๐ ไปจำนองไว้กับนางมะ โพธิ์โซะ ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๔๙๓ บิดาของผู้ฟ้องคดีได้ไถ่ถอนจำนองและในวันเดียวกันได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางมะ ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างบิดาของผู้ฟ้องคดีกับนางมะเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๔๙๓ เป็นการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากตรวจสอบแล้วไม่พบเอกสารการซื้อขาย พบแต่รายงานกรรมสิทธิ์ที่ดิน (ท.ด. ๑) ประเภทขาย ซึ่งไม่มีลายมือชื่อหรือการพิมพ์ลายนิ้วมือบิดาของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด มีเพียงการลงลายมือชื่อของเจ้าพนักงานที่ดิน โดยผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๗๐ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุเพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเพิกถอนหนังสือกรมที่ดินที่แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุต้องเพิกถอนรายการจดทะเบียนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๗๐ โดยเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ตรวจสอบเจ้าของที่ดินที่แท้จริง จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุต้องเพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงฟ้องขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทหรือไม่ นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี แม้การพิจารณาในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี ก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมโดยเฉพาะที่จะนำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะหน่วยงานทางปกครองว่า การจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๐ ระหว่างนายเซ็น บิดาผู้ฟ้องคดีกับนางมะ และนายมาน โพธิ์โซะ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๔๙๓ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นทายาท โดยธรรมของนายเซ็น และอยู่ในที่ดินพิพาทด้วยการปลูกสร้างบ้านเลขที่ ๒๕ มาตั้งแต่เจ้ามรดกมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่ตามคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่า นายเซ็นได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๐ ให้แก่นางมะและนายมานไปเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๔๙๓ เมื่อนางมะและนายมานถึงแก่กรรมก็ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่ทายาท จากนั้นมีการแบ่งแยกและรวมโฉนดที่ดิน ปัจจุบันนายสมหมาย หนูมา เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ฟ้องคดีอ้างเพียงว่า ไม่มีหลักฐานการซื้อขายที่ดินระหว่างนายเซ็นกับนางมะและนายมานเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๔๙๓ ส่วนหลักฐานอื่นนอกจากโฉนดที่ดินแล้วก็มีเพียงรายงานกรรมสิทธิ์ที่ดินประเภทขาย (ท.ด. ๑) ฉบับลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๔๙๓ แต่หลักฐานดังกล่าว ก็บันทึกการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ไว้เท่านั้น ไม่มีลายนิ้วมือหรือลายเซ็นชื่อของผู้ซื้อและผู้ขาย เห็นว่า เนื่องจากโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๗๐ มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างนายเซ็น กับนางมะ นายมาน และบุคคลอื่นๆ อีกหลายรายการในลำดับต่อ ๆ มา การจะเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมในที่ดินดังกล่าวได้จะต้องพิสูจน์ก่อนว่า ผู้มีสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นผู้ฟ้องคดี หรือบุคคลผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินในลำดับต่าง ๆ ตั้งแต่ผู้ซื้อที่ดินมาจากบิดาของผู้ฟ้องคดีจนถึงผู้ถือกรรมสิทธิ์คนปัจจุบัน ซึ่งมาตรา ๑๓๗๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดินท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินหรือสารบัญการจดทะเบียนคือ ผู้ที่มีสิทธิในที่ดินนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าถูกโต้แย้งสิทธิ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีจะต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว กรณีจึงเป็นการโต้แย้งกันระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้มีชื่อในโฉนดหรือในทะเบียนที่ดิน ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนต่อเอกชน มิใช่ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรง หากผลเป็นยุติว่า ผู้ใดเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง การเปลี่ยนแปลงแก้ไขทางทะเบียนจึงจะเกิดขึ้นในขั้นตอนหลังจากนั้น ดังนี้ ข้อโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรของนายเซ็น กูยีหมัด เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๐ เมื่อผู้ฟ้องคดีตรวจสอบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวพบว่า เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๔๙๒ บิดาของผู้ฟ้องคดีได้นำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้กับนางมะ โพธิ์โซะ ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๔๙๓ บิดาของผู้ฟ้องคดีไถ่ถอนจำนองและขายให้แก่นางมะ ซึ่งการซื้อขายที่ดินระหว่างบิดาของผู้ฟ้องคดีกับนางมะ เป็นการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่พบเอกสารการซื้อขาย พบแต่รายงานกรรมสิทธิ์ที่ดิน (ท.ด. ๑) ประเภทขายที่ไม่มีลายมือชื่อหรือการพิมพ์ลายนิ้วมือบิดาของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด มีเพียงการลงลายมือชื่อของเจ้าพนักงานที่ดินผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งว่าการจดทะเบียนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุเพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเพิกถอนหนังสือกรมที่ดินที่แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุต้องเพิกถอนรายการจดทะเบียนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐในบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า การจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายระหว่างบิดาผู้ฟ้องคดีกับนางมะถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลให้กรรมสิทธิ์หรือทรัพยสิทธิในที่ดินพิพาทเปลี่ยนแปลงไประหว่างบิดาผู้ฟ้องคดีกับนางมะ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อันเป็นเรื่องสิทธิในทางแพ่งของบุคคล แล้วศาลจึงจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ต่อไป ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางสาวลินดา กูยีหมัด ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวลินดา กูยีหมัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2559
#595657
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ที่เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล โดยมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ไม่จดทะเบียนโอนมรดกให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเหตุผลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างมาในคำฟ้องว่า เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกถ้อยคำของทายาทที่แสดงเจตนาไม่รับมรดกที่ดินดังกล่าวว่าผู้ฟ้องคดีได้ตกลงกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ว่าจะไม่รับมรดกที่ดินพิพาท โดยตกลงรับเงินจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แทน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้นำหนังสือแสดงการไม่รับมรดกที่ผู้ฟ้องคดีพร้อมทายาทอื่นแสดงเจตนาไม่ขอรับมรดกที่ดินพิพาท โดยยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นผู้รับมรดกที่ดินดังกล่าวแทนมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นทายาทยังมีข้อพิพาทกันในเรื่องที่ว่าด้วยทรัพย์มรดกอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดินพิพาทจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดเวียงสระ

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ นายสุรศักดิ์ ทวีศักดิ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาบ้านนาสาร ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี นางล้อมศรี ชูทรัพย์ ผู้ร้องสอดในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๙๒/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์และเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ ๖๑ ไร่ ๒ งาน ๔๕ ตารางวา ของนางบุญสม ทวีศักดิ์ มารดาของผู้ฟ้องคดี ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ มีคำสั่งไม่เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินของนางบุญสม ตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวเป็นไปโดยมีเจตนาทุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการแก้ไขเอกสารในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (ท.ด. ๑ ก.) ฉบับลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๔ (ที่ถูกคือ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๔) และแบบบันทึกการสอบสวนขอจดทะเบียนโอนมรดก (ท.ด. ๘) ประเภทโอนมรดก ฉบับลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ โดยเจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิได้ใช้น้ำยาลบคำผิดชื่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ขอรับโอนมรดกร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เพื่อจดทะเบียนโอนมรดกให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ผู้เดียว ทั้งที่ในวันยื่นคำร้องขอโอนมรดกที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้แสดงความประสงค์ขอรับโอนมรดกที่ดินร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และลงนามในเอกสารที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และเข้าใจว่าเป็นการลงลายมือชื่อเพื่อขอรับมรดก โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบเกี่ยวกับข้อความในเอกสารดังกล่าว แต่ความปรากฏในภายหลังว่าผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อในบันทึกแสดงความประสงค์ไม่รับมรดก ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เพื่อขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือแจ้งว่าการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วและไม่อาจเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกดังกล่าวได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกถ้อยคำของทายาทที่แสดงเจตนาไม่รับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวนี้ว่าผู้ฟ้องคดีได้ตกลงกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ว่าจะไม่รับมรดกที่ดินแปลง น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ โดยตกลงรับเงินจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แทน ดังนั้นเจ้าหน้าที่สอบสวนสิทธิจึงได้แก้ไขเอกสารให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง แต่มิได้แก้ไขประกาศ (ท.ด. ๒๕) เรื่อง โอนมรดก ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ นอกจากนี้ในแบบ ท.ด. ๑ ก. และแบบ ท.ด. ๘ ก็มีเพียงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ลงลายมือชื่อเป็นผู้ขอรับมรดกและผู้ให้ถ้อยคำเท่านั้น โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้ลงลายมือชื่อแต่อย่างใด และในระหว่างประกาศการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้นำหนังสือแสดงการไม่รับมรดกที่ดิน ฉบับลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ ที่ผู้ฟ้องคดีพร้อมทายาทรายอื่นแสดงเจตนาไม่ขอรับมรดกที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ และยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นผู้รับมรดกในที่ดินแปลงดังกล่าวไปแสดงเจตนาต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาส่วนแบ่งมรดกที่ดินดังกล่าวได้ตามมาตรา ๑๗๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการลงนามในบันทึกแสดงความประสงค์ไม่รับมรดกที่ดินของผู้ฟ้องคดีก็ถูกต้องตามความประสงค์ของผู้ฟ้องคดีแล้ว มิได้เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่อย่างใด คำกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีไม่อาจรับฟังได้ ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งไม่เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกดังกล่าว ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมแจ้งสิทธิในการฟ้องคดีปกครองให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งไม่เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะดำเนินการจดทะเบียนโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติงานและไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย การกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีทำความตกลงกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่จะไม่ขอรับมรดกเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยและมีขึ้นภายหลังการยื่นคำขอจดทะเบียนโอนมรดกซึ่งชอบที่จะดำเนินการสอบสวนให้แน่ชัดเสียก่อน ทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้อ้างว่าการดำเนินการแก้ไขเอกสารการจดทะเบียนเป็นเพียงความผิดพลาดบกพร่องของเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ระหว่างนางบุญสม ทวีศักดิ์ ผู้ตาย และนางล้อมศรี ชูทรัพย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ลงวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ ตามนัยมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า การจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ผู้ขอรับมรดกเพียงผู้เดียวนั้น เป็นการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุอื่นใดที่จะเพิกถอนหรือแก้ไขรายการจดทะเบียน อันเนื่องจากเป็นการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ให้การว่า ที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ เป็นที่ดินมรดกของนางบุญสม ทวีศักดิ์ มารดา ในระหว่างทายาทได้มีการตกลงกันเรื่องมรดกซึ่งไม่มีพินัยกรรม โดยที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ทายาททุกคนยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นผู้รับมรดกในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรคนที่ ๓ ไม่ขอรับมรดก แต่ขอเงินสดจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แทน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และได้ให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ดูแลที่ดินซึ่งทำเป็นสวนยางพาราร่วมกับสามีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๕๔ แต่ในปี ๒๕๕๕ ผู้ฟ้องคดีทำความเสียหายในกิจการสวนยางพาราหลายเรื่อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จึงห้ามผู้ฟ้องคดีเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินแปลงพิพาท ข้อกล่าวอ้างตามฟ้องไม่เป็นความจริง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินตามกฎหมายอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไม่เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ดำเนินการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เพียงผู้เดียว โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ วินิจฉัยยืนตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าว กรณีจึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สำหรับประเด็นพิจารณาว่าการจดทะเบียนโอนมรดกมีรอยลบข้อความสำคัญหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีมีการตกลงกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ว่าไม่รับมรดกที่ดินแปลงพิพาทตามหนังสือยินยอมไม่รับมรดกหรือไม่ เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่จะพิจารณาในเนื้อหาคดี อันเป็นประเด็นปัญหาย่อยหนึ่งในหลายประเด็นปัญหาที่จะพิจารณาว่าการจดทะเบียนโอนมรดกของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาแต่เพียงประเด็นย่อยดังกล่าวก็ไม่อาจจะวินิจฉัยได้ว่าการจดทะเบียนโอนมรดกของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กรณีต้องพิจารณาประกอบกับประเด็นปัญหาอื่นอีกจึงจะสามารถวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมายของการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวได้ นอกจากนี้ แม้คดีนี้มีประเด็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและสิทธิในทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่การพิจารณาดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจศาลใด ทั้งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเวียงสระพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และคดีมีประเด็นเกี่ยวกับคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายที่แท้จริงของผู้ฟ้องคดีที่ใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนมีสิทธิรับมรดกและสิทธิครอบครองร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ โดยคดีมีการโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและยังต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อในหนังสือแสดงการไม่รับมรดก อันเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๒ ซึ่งมีผลผูกพันผู้ฟ้องคดี หรือผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อในหนังสือแสดงการไม่รับมรดกโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมว่าเป็นการรับมรดกที่ดินพิพาทร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่มีผลทำให้หนังสือแสดงการไม่รับมรดกที่ดินพิพาทเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๕๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีจึงเห็นได้ว่าเป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในทางแพ่งและสิทธิในทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งโต้แย้งสิทธิกันระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้นจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้ได้ความเป็นที่ยุติเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่เป็นสำคัญแล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเพียงประเด็นย่อยที่เป็นปลายเหตุของคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์และเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ ๖๑ ไร่ ๒ งาน ๔๕ ตารางวา ของนางบุญสม ทวีศักดิ์ ร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ในวันจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กลับจดทะเบียนโอนมรดกให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เพียงผู้เดียว ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีแสดงความประสงค์ขอรับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ การจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวเป็นไปโดยทุจริตและไม่ชอบด้วยมาตรฐานการปฏิบัติงาน ระเบียบและกฎหมาย มีการแก้ไขเอกสารในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและเจ้าหน้าที่ได้ให้ผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อในเอกสารที่ผู้ฟ้องคดีมาทราบในภายหลังว่าเป็นบันทึกแสดงความประสงค์ไม่รับมรดก ผู้ฟ้องคดีขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือแจ้งว่าการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วและไม่อาจเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกดังกล่าวได้ ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ วินิจฉัยยืนตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ลงวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล โดยมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๖๓๔ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ไม่จดทะเบียนโอนมรดกให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเหตุผลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ไม่เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างมาในคำฟ้องว่า เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกถ้อยคำของทายาทที่แสดงเจตนาไม่รับมรดกที่ดินดังกล่าวว่าผู้ฟ้องคดีได้ตกลงกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ว่าจะไม่รับมรดกที่ดินพิพาท โดยตกลงรับเงินจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แทน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้นำหนังสือแสดงการไม่รับมรดกที่ผู้ฟ้องคดีพร้อมทายาทอื่นแสดงเจตนาไม่ขอรับมรดกที่ดินพิพาท โดยยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นผู้รับมรดกที่ดินดังกล่าวแทนมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ซึ่งเป็นทายาทยังมีข้อพิพาทกันในเรื่องที่ว่าด้วยทรัพย์มรดกอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดินพิพาทจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายสุรศักดิ์ ทวีศักดิ์ ผู้ฟ้องคดี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาบ้านนาสาร ที่ ๓ นางล้อมศรี ชูทรัพย์ ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายสุรศักดิ์ ทวีศักดิ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2559
#595701
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินมีโฉนดติดลำรางสาธารณะ ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จากการที่เมืองพัทยา จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองถมลำรางสาธารณะดังกล่าวเป็นถนน ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากลำรางสาธารณะได้ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนถนน หรือสิ่งปลูกสร้างและปรับสภาพถนนให้กลับมาเป็นลำรางสาธารณะตามเดิม จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินทั้งสองแปลงไม่ติดลำรางสาธารณะ แต่ติดทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นทางเกวียนที่ประชาชนใช้สัญจรไปมา มิได้เป็นลำรางสาธารณะแต่อย่างใด จำเลยจึงปรับปรุงโดยก่อสร้างถนนพิพาท อันเป็นการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพย์สิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีพิพาทที่เกิดจากการที่จำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและมีสถานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง จัดให้มีหรือปรับปรุงดูแลทางสาธารณะ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยโจทก์เห็นว่า การถมดินเพื่อจัดให้มีถนนสาธารณะดังกล่าว เป็นการกระทำในลำรางสาธารณะ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดลำรางสาธารณะไม่อาจใช้ประโยชน์จากลำรางสาธารณะได้ตามปกติ โดยคดีไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน เนื่องจากคู่ความต่างรับกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดพัทยา

ระหว่าง

ศาลปกครองระยอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดพัทยาส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๗ นายฤทธิรณ ศิริสิทธิ์พิทักษ์ โจทก์ ยื่นฟ้องเมืองพัทยา จำเลย ต่อศาลจังหวัดพัทยา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๖๔๐/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวนันทนา วงศ์วัฒนันท์ ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๑๕๑ และเลขที่ ๒๒๐๒๓ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เดิมที่ดินทั้งสองแปลงติดลำรางสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิใช้น้ำหรือใช้ประโยชน์ในลำรางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) มาตรา ๑๓๓๖ มาตรา ๑๓๓๙ มาตรา ๑๓๔๐ และมาตรา ๑๓๐๕ เมื่อประมาณปี ๒๕๕๐ ต่อเนื่องถึงวันฟ้อง จำเลยถมลำรางสาธารณะดังกล่าวเป็นถนนกว้าง ๘ เมตร ยาว ๓๐๐ เมตร โดยจำเลยไม่มีสิทธิเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการใช้ลำรางสาธารณะ จึงเป็นการขัดต่อกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากลำรางสาธารณะได้ ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการรื้อถอนถนน หรือสิ่งปลูกสร้างและปรับสภาพถนนให้กลับมาเป็นลำรางสาธารณะตามเดิม

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินทั้งสองแปลงไม่ติดลำรางสาธารณะ แต่ติดทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นทางเกวียนที่ประชาชนใช้สัญจรไปมา เป็นทางดิน เป็นหลุมเป็นบ่อมีน้ำท่วมขัง มิได้เป็นลำรางสาธารณะแต่อย่างใด จำเลยจึงปรับปรุงโดยก่อสร้างถนนพิพาท ซึ่งเป็นการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพัทยาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเดิมถนนพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของนางสาวนันทนา เป็นลำรางสาธารณะ เจ้าของที่ดินจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในลำรางสาธารณะได้ จำเลยกระทำละเมิดโดยถมลำรางสาธารณะและก่อสร้างถนนพิพาทขึ้น โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของนางสาวนันทนา ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การว่า เดิมบริเวณที่ก่อสร้างถนนพิพาทไม่ได้เป็นลำรางสาธารณะ แต่เป็นทางสาธารณประโยชน์ที่จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษา คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า เดิมบริเวณซึ่งก่อสร้างถนนพิพาทเป็นลำรางสาธารณะหรือไม่ ซึ่งการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว ต้องพิจารณาถึงสภาพของที่ดินก่อนมีการก่อสร้างถนนพิพาทเป็นสำคัญ จำเลยไม่ได้ให้การรับว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นลำรางสาธารณะ และจำเลยมีอำนาจตามกฎหมายที่จะดำเนินการได้แต่อย่างใด จึงไม่เป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๖) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองหลายประการ รวมทั้งจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ การผังเมือง คุ้มครองและดูแลรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ ตามมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ส่วนในกรณีที่จำเลยประสงค์จะเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในเขตท้องที่ของตน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในท้องถิ่นที่เหมาะสม จำเลยต้องปฏิบัติตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ติดลำรางสาธารณะ ซึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนสภาพการใช้ตามกฎหมาย การที่จำเลยทำการถมลำรางสาธารณะและก่อสร้างถนน เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากลำรางสาธารณะได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยก่อสร้างถนนในที่ดินซึ่งเดิมเป็นลำรางสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันอันเป็นการเปลี่ยนลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณะจากลำรางสาธารณะมาเป็นถนนสาธารณะ โดยมิได้มีการเปลี่ยนสภาพการใช้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน พ.ศ. ๒๕๕๓ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจากการใช้ประโยชน์อย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง พ.ศ. ๒๕๔๓ กำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนถนนและปรับสภาพถนนให้กลับมาเป็นลำรางสาธารณะตามเดิม กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่จำเลยอ้างว่าเดิมเป็นทางสาธารณะมิใช่ลำรางสาธารณะตามคำฟ้องของโจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงในชั้นการแสวงหาข้อเท็จจริงมิใช่ในชั้นรับคำฟ้องไว้พิจารณา แม้จำเลยไม่ได้ให้การรับว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นลำรางสาธารณะและจำเลยมีอำนาจตามกฎหมายที่จะดำเนินการก่อสร้างถนนได้ แต่ประเด็นของคดีคือบริเวณที่จำเลยก่อสร้างถนนเป็นลำรางสาธารณะหรือไม่ และการที่จำเลยก่อสร้างถนนในบริเวณที่พิพาทเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอ้างว่า โจทก์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมและผู้จัดการมรดกของนางสาวนันทนา วงศ์วัฒนันท์ ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๑๕๑ และเลขที่ ๒๒๐๒๓ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เดิมที่ดินทั้งสองแปลงติดลำรางสาธารณะ แต่จำเลยได้ถมลำรางสาธารณะดังกล่าวเป็นถนน ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากลำรางสาธารณะได้ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนถนน หรือสิ่งปลูกสร้างและปรับสภาพถนนให้กลับมาเป็นลำรางสาธารณะตามเดิม จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินทั้งสองแปลงไม่ติดลำรางสาธารณะ แต่ติดทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นทางเกวียนที่ประชาชนใช้สัญจรไปมา มิได้เป็นลำรางสาธารณะแต่อย่างใด จำเลยจึงปรับปรุงโดยก่อสร้างถนนพิพาท อันเป็นการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพย์สิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีพิพาทที่เกิดจากการที่จำเลยซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นและมีสถาน เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จัดให้มีหรือปรับปรุงดูแลทางสาธารณะ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบมาตรา ๖๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยโจทก์เห็นว่า การถมดินเพื่อจัดให้มีถนนสาธารณะดังกล่าว เป็นการกระทำในลำรางสาธารณะ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินติดลำรางสาธารณะไม่อาจใช้ประโยชน์จากลำรางสาธารณะได้ตามปกติโดยคดีไม่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน เนื่องจากคู่ความต่างรับกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายฤทธิรณ ศิริสิทธิ์พิทักษ์ โจทก์ เมืองพัทยา จำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฤทธิรณ ศิริสิทธิ์พิทักษ์
จำเลย — เมืองพัทยา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2559
#596755
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่ากระทำละเมิดอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการโดยประมาทเลินเล่อในการจดทะเบียนขายฝากที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ตรวจสอบว่านางสาวป. กับพวกปลอมตนว่าเป็นนางก. เจ้าของที่ดิน และจดทะเบียนขายฝากให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งที่พ้นกำหนดเวลาไถ่ถอนการขายฝากกับผู้ซื้อฝากเดิมเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายฝากนี้ เกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีถูกนางสาวป. กับพวกร่วมกันฉ้อโกงโดยหลอกลวงและแสดงตนว่าเป็นนางก. เจ้าของที่ดินทำให้ผู้ฟ้องคดีหลงเชื่อรับซื้อฝากที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างถึงความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมอันเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่งระหว่างเอกชนซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมทั้งปรากฎว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางก. กับพวกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันปลอมเอกสารต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก ส่วนนางก. ก็เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีกับพวกเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกัน และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม คำพิพากษาทั้งสองคดีดังกล่าวย่อมมีผลต่อการรับฟังข้อเท็จจริงและคำพิพากษาในคดีนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองพิษณุโลก

ระหว่าง

ศาลจังหวัดพิษณุโลก

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองพิษณุโลกโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๘ นางสุนันท์ คล้ายหล่อ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองพิษณุโลก เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๒/๒๕๕๘ ความว่า ระหว่างวันที่ ๒๗ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ นางสาวปฏิพันธ์ พิลึก กับพวกได้ร่วมกันหลอกลวงผู้ฟ้องคดี โดยแสดงตนหรือปลอมตนว่าเป็น นางกาญจนา จั่นซื่อ เจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๐๙ เลขที่ ๑๔๕๕๐ เลขที่ ๑๔๕๕๑ และเลขที่ ๖๑๘๓๗ ตำบลวัดพริก (บึงพระ) อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พร้อมสิ่งปลูกสร้างและต้องการเงินจำนวน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำเงินดังกล่าวไปไถ่ถอนการขายฝากที่ดินทั้งสี่แปลงที่ขายฝากไว้กับนางอรวรรณ มีคง จึงขอขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีตรวจสอบสารบรรณการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินแล้วเห็นว่า นางกาญจนาเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวและมีการขายฝากไว้กับนางอรวรรณดังที่นางสาวปฏิพันธ์กล่าวอ้างจริงจึงซื้อฝากที่ดินพิพาทโดยมีการทำสัญญาขายฝากฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ โดยนางสาวปฏิพันธ์ได้แสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลกว่าเป็นนางกาญนา พร้อมมอบบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของนางกาญจนา และปลอมลายมือชื่อของนางกาญจนาในเอกสารดังกล่าว และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงได้จ่ายเงินค่าซื้อฝากที่ดินจำนวน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นางสาวปฏิพันธ์ การกระทำของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ตรวจสอบทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของนางกาญจนาจากฐานข้อมูลการทะเบียนที่สามารถตรวจสอบรูปพรรณใบหน้าของนางกาญจนาได้ และไม่ตรวจสอบลายมือชื่อของนางสาวปฏิพันธ์ที่ปลอมในสัญญาดังกล่าวว่าตรงกับลายมือชื่อนางกาญจนาในสัญญาขายฝากหรือเอกสารอื่นที่เคยลงลายมือชื่อไว้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดียังจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำสัญญาขายฝากและจดทะเบียนขายฝากให้กับนางกาญจนากับผู้ฟ้องคดีทั้งที่พ้นกำหนดเวลาไถ่ถอน เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงิน ๒,๔๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดีเสร็จ

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากและการจดทะเบียนขายฝากเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบถูกต้องทุกประการ ข้อพิพาทตามฟ้องเป็นผลสืบเนื่องจากการที่นางสาวปฏิพันธ์ พิลึก กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้ฟ้องคดีให้หลงเชื่อว่าเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินพิพาท มูลเหตุแห่งคดีจึงเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนิติสัมพันธ์ในทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า การทำสัญญาขายฝากที่ดินและการไถ่ถอนจากการขายฝากที่ดินนั้น แม้จะเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชนแต่หากมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๕๖ แห่งประมวลกฎมายแพ่งและพาณิชย์ ก็จะส่งผลให้นิติกรรมการขายฝากที่ดินหรือการไถ่ถอนจากการขายฝากที่ดินตกเป็นโมฆะตามนัยมาตรา ๑๕๒ แห่งประมวลกฎมายแพ่งและพาณิชย์ โดยประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๗๑ วรรคหนึ่งบัญญัติให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ส่วนกรณีการจดทะเบียนไถ่ถอนจากการขายฝากที่ดินนั้น มาตรา ๘๐ บัญญัติให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานการไถ่ถอนจากขายฝากของผู้รับซื้อฝาก ก่อนจดทะเบียนในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้มีสิทธิไถ่ถอน นอกจากนี้ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ยังได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าพนักงานที่ดินไว้ประกอบกับระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการจดทะเบียนนิติกรรมเกี่ยวกับการขายฝากที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๒๔ (๓) กำหนดให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบสารบบ ประวัติความเป็นมาของที่ดิน ชื่อเจ้าของที่ดิน อายุ ชื่อบิดา มารดา และลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ขอจดทะเบียนในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ดังนั้น การสอบสวนในเรื่องสิทธิและความสามารถของบุคคล ความสมบูรณ์แห่งนิติกรรม รวมถึงการตรวจสอบลายมือชื่อของผู้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก่อนรับจดทะเบียนขายฝากที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน การที่เจ้าพนักงานที่ดินพิจารณาคำขอจดทะเบียนขายฝากที่ดินของนางสาวปฏิพันธ์ พิลึก แล้วอนุญาตให้จดทะเบียนนิติกรรมขายฝากที่ดินตามคำขอของนางสาวปฏิพันธ์ จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แม้คดีจะมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของนิติกรรมขายฝากที่ดินก็ตาม แต่ศาลก็ย่อมที่จะต้องพิจารณาและตรวจสอบถึงความสมบูรณ์ของขั้นตอนในการใช้อำนาจในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมไปถึงการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีด้วย เนื่องจากเป็นขั้นตอนตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินได้บัญญัติไว้

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๐๐๙ เลขที่ ๑๔๕๕๐ เลขที่ ๑๔๕๕๑ และเลขที่ ๖๑๘๓๗ โดยนางสาวปฏิพันธ์ พิลึก ได้แสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ว่าเป็นนางกาญจนา จั่นซื่อ เจ้าของที่ดิน พร้อมมอบบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้านของนางกาญจนา อีกทั้งปลอมลายมือชื่อของนางกาญจนาในเอกสารและจดทะเบียนขายฝากที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดี แต่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบว่าผู้ขอจดทะเบียนขายฝากที่ดินเป็นนางกาญจนาเจ้าของที่ดินจริงหรือไม่ และมิได้ตรวจสอบลายมือชื่อของนางสาวปฏิพันธ์ที่ปลอมลายมือชื่อของนางกาญจนาในเอกสารว่าตรงกับลายมือชื่อของนางกาญจนา เจ้าของที่ดิน ที่เคยลงชื่อไว้หรือให้ตัวอย่างไว้หรือไม่ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดียังจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการทำสัญญาขายฝากและจดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสี่แปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งที่พ้นกำหนดเวลาไถ่ถอนจากการขายฝากแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๕ และหากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีไม่จดทะเบียนการขายฝากตามสัญญาลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ ผู้ฟ้องคดีก็จะไม่รับซื้อฝากที่ดินดังกล่าว การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายโดยจ่ายเงินให้แก่นางสาวปฏิพันธ์ไปเป็นเงิน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๒,๔๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย คำฟ้องดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีใช้อำนาจตามมาตรา ๗๑ และมาตรา ๘๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจากการขายฝากที่ดินและจดทะเบียนขายฝากที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ในการสอบสวนสิทธิและความสามารถของผู้ยื่นคำขอจดทะเบียน และความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมขายฝากและไถ่ถอนจากการขายฝาก รวมถึงการตรวจสอบลายมือชื่อของผู้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก่อนรับจดทะเบียนขายฝากที่ดินตามที่กำหนดในมาตรา ๗๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับข้อ ๒ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และข้อ ๒๔ (๓) ของระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับการขายฝากที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย และจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดพิษณุโลกพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยการรับจดทะเบียนสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้ฟ้องคดีและนางกาญจนา จั่นซื่อ ตามโฉนดเลขที่ ๕๐๐๙, ๑๔๕๕๐, ๑๔๕๕๑ และ ๖๑๘๓๗ ตำบลวัดพริก (บึงพระ) อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียหายก็ตาม แต่การรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำต้องพิจารณาสิทธิของบุคคลผู้เป็นคู่กรณีที่ทำนิติกรรมนั้นเป็นสำคัญ เมื่อมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า นางสาวปฏิพันธ์ พิลึก กับพวก ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้ฟ้องคดี โดยแสดงตนหรือปลอมตนเองต่อเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีว่าเป็นนางกาญจนา เจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยมอบบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของนางกาญจนาพร้อมสำเนาให้เจ้าหน้าที่แล้วปลอมลายมือชื่อของนางกาญจนาในสัญญาขายฝากฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และในเอกสารของสำนักงานที่ดินทุกฉบับในฐานะผู้ขายฝาก ผู้ฟ้องคดี จึงได้จ่ายเงิน ๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่นางสาวปฏิพันธ์ไป ซึ่งเป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดียังเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางกาญจนากับพวกเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันปลอมเอกสาร ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๒๒๓/๒๕๕๗ ของศาลจังหวัดพิษณุโลก ส่วนนางกาญจนาก็เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีเป็นคดีแพ่งขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ ตามคดีหมายเลขดำที่ ๓๑๙/๒๕๕๗ ของศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วย โดยคดีทั้งสองซึ่งมีมูลเหตุแห่งคดีเดียวกันกับคดีนี้ก็เป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ดังนี้ คดีระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงกรณีที่สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่านางสาวปฏิพันธ์กับพวกได้ร่วมกันหลอกลวงผู้ฟ้องคดีเท่านั้น การที่ศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาว่าสัญญาขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่เป็นหลัก หากได้ความว่าสัญญาดังกล่าวมีผลผูกพันตามกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก็ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีย่อมได้ไปซึ่งสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ถือว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย แต่หากได้ความว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและถือว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องมาจากนิติสัมพันธ์ของบุคคลในทางแพ่งระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดินซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่ากระทำละเมิดอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการโดยประมาทเลินเล่อในการจดทะเบียนขายฝากที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ตรวจสอบว่านางสาวปฏิพันธ์ พิลึก กับพวกปลอมตนว่าเป็นนางกาญจนา จั่นซื่อ เจ้าของที่ดิน และจดทะเบียนขายฝากให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งที่พ้นกำหนดเวลาไถ่ถอนการขายฝากกับผู้ซื้อฝากเดิมเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายฝากนี้ เกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีถูกนางสาวปฏิพันธ์กับพวกร่วมกันฉ้อโกงโดยหลอกลวงและแสดงตนว่าเป็นนางกาญจนาเจ้าของที่ดินทำให้ผู้ฟ้องคดีหลงเชื่อรับซื้อฝากที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างถึงความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมอันเป็นนิติสัมพันธ์ทางแพ่งระหว่างเอกชนซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางกาญจนากับพวกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันปลอมเอกสารต่อศาลจังหวัดพิษณุโลกเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๒๓/๒๕๕๗ ส่วนนางกาญจนาก็เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีกับพวกเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ ตามคดีหมายเลขดำที่ ๓๑๙/๒๕๕๗ ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกัน และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม คำพิพากษาทั้งสองคดีดังกล่าวย่อมมีผลต่อการรับฟังข้อเท็จจริงและคำพิพากษาในคดีนี้ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่คู่ความและการพิจารณาพิพากษาคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสุนันท์ คล้ายหล่อ ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกฟ้องคดี — นางสุนันท์ คล้ายหล่อ
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2559
#595700
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทประกันภัยเอกชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครว่า สำนักงานเขตบางกอกน้อยซึ่งเป็นหน่วยงานภายในของผู้ถูกฟ้องคดี ละเลยไม่ดูแลการตัดต้นไม้บริเวณสวนหย่อมซึ่งเป็นที่สาธารณะและอยู่ในความดูแล เป็นเหตุให้เมื่อมีฝนตกหนักต้นไม้บริเวณสวนหย่อมได้หักโค่นล้มทับรถยนต์ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยไว้ ทำให้รถยนต์เสียหายและผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เหตุละเมิดหาได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใดไม่ จึงมิใช่ คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดตลิ่งชัน

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๖ บริษัทโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๙๘/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยและรับประกันภัยรถยนต์ทุกชนิดและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ก-๓๔๘๙ (ป้ายแดง) กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางสาวสิรีธร ศักดิ์ดาสถาพร ผู้เอาประกันภัย โดยเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๕ ผู้เอาประกันภัยได้ขับรถยนต์ที่ผู้ฟ้องคดี

รับประกันภัยไว้ไปตามถนนบรมราชชนนี เมื่อถึงจุดกลับรถบริเวณสวนหย่อมหน้าสถานีขนส่งสายใต้เก่าซึ่งขณะนั้นมีฝนตกหนักทำให้ต้นไม้บริเวณสวนหย่อมซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานเขตบางกอกน้อยหักโค่นลงมากระแทกรถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัย ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้วเป็นเงิน ๑๑๔,๑๔๙ บาท จึงรับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิด เมื่อความเสียหายดังกล่าวเกิดจากการปล่อยปละละเลยไม่ดูแลต้นไม้ของสำนักงานเขตบางกอกน้อยซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเหตุที่เกิดมิใช่กรณีที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ได้มีการดูแลตัดกิ่งไม้เป็นประจำและไม่ปรากฏว่าลำต้นหรือกิ่งไม้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของต้นไม้แห้งผุเปราะที่จะทำให้เกิดการหักโค่นตกหล่นได้ง่าย แต่มีสาเหตุมาจากวันเกิดเหตุมีฝนตกหนักและลมพัดแรงมากผิดปกติ แม้เจ้าหน้าที่ของฝ่ายรักษาความสะอาดได้ใช้ความระมัดระวังเพียงใดก็ตาม ก็ไม่อาจป้องกันได้ แม้ผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย หาก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดีที่จะรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยนำคดีมาฟ้องศาลปกครองให้รับผิดหาได้ไม่ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นและไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินควร จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง การบำรุงดูแลรักษาต้นไม้บริเวณถนนสาธารณะให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อให้ เกิดความปลอดภัยอย่างเพียงพอแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติระเบียบกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องการแบ่งส่วนราชการภายในหน่วยงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการกรุงเทพมหานครเหตุในคดีนี้ปรากฏว่าขณะนั้นมีฝนตกหนักทำให้ต้นไม้บริเวณสวนหย่อมได้หักโค่นล้มทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย อันเป็นการปล่อยปละละเลยไม่ดูแลบำรุงรักษาต้นไม้บริเวณถนนสาธารณะที่อยู่ใน ความรับผิดชอบซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานเขตบางกอกน้อยซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน ๑๑๔,๑๔๙ บาท ผู้ฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามมาตรา ๘๘๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้บริเวณถนนสาธารณะให้มั่นคงแข็งแรง มิให้ก่อให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินหรือประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเพียงพอจนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยไม่ดูแลต้นไม้ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของตนให้มีความมั่นคงแข็งแรง เมื่อมีลมพัดแรงจึงหักโค่นทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยนั้น เหตุละเมิดจึงหาได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า สำนักงานเขตบางกอกน้อยซึ่งเป็นหน่วยงานภายในของผู้ถูกฟ้องคดี ละเลยไม่ดูแลการตัดต้นไม้บริเวณสวนหย่อมซึ่งเป็นที่สาธารณะและอยู่ในความดูแล เป็นเหตุให้เมื่อมีฝนตกหนักต้นไม้บริเวณสวนหย่อมได้หักโค่นล้มทับรถยนต์ของนางสาวสิรีธร ศักดิ์ดาสถาพร ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยไว้ ทำให้รถยนต์เสียหายและผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิด ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เหตุละเมิดหาได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใดไม่ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย(ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 1/2559
#595656
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่อัยการศาลทหารกรุงเทพเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยกรณีแถลงข่าวและลงข้อความที่มีเนื้อหาเป็นการต่อต้านการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในเฟสบุ๊ค อันเป็นกรณีกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่ระบุไว้ในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๓๗ /๒๕๕๗ และเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากมีประกาศดังกล่าวแล้ว แม้การกระทำผิดที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องจะเกิดขึ้นในวัน เวลา และสถานที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นข้อยกเว้นอำนาจศาลทหารตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗ /๒๕๕๗ ข้อ ๑ (๒) แต่เมื่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในฐานะผู้ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกประกาศลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ที่เป็นผลให้การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คำฟ้องของโจทก์ข้อนี้

จึงไม่เข้าข้อยกเว้นของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ข้อ ๑ (๒) และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗

ศาลทหารกรุงเทพ

ระหว่าง

ศาลอาญากรุงเทพใต้

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลทหารกรุงเทพโดยสำนักตุลาการทหารส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ อัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ ยื่นฟ้องนายจาตุรนต์ ฉายแสง จำเลย ต่อศาลทหารกรุงเทพ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๑ ก./๒๕๕๗ ความว่า จำเลยเป็นบุคคลพลเรือนได้กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ และความผิดตามประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นความผิดที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศให้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร เพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ข้อ ๑ และข้อ ๒ และมีการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกันภายในราชอาณาจักร อันประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน กล่าวคือ จำเลยซึ่งได้ทราบคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๒/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ที่ ๒๕/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งถือเป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

ข้อ ๑.๑ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา อันเป็นวันเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่มีรายชื่อให้มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑/๒๕๕๗ ลำดับที่ ๓ และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๒/๒๕๕๗ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยไม่ไปรายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ จำเลยทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร

ข้อ ๑.๒ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา อันเป็นวันเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่มีรายชื่อให้มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑/๒๕๕๗ และคำสั่งที่ ๒/๒๕๕๗ ซึ่งยังไม่มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าว ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติสั่งให้จำเลยมารายงานตัวหรือแจ้งเหตุขัดข้องจำเป็นเร่งด่วนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ที่ ๒๕/๒๕๕๗ จำเลยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว โดยไม่ไปรายงานตัวและไม่แจ้งข้อขัดข้องจำเป็นเร่งด่วนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ภายในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ภายในเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา อันเป็นความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ฉบับที่ ๒๕/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ และจำเลยได้ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร

ข้อ ๑.๓ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน อันเป็นวันเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และในระหว่างที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ใช้บังคับ ทั้งอยู่ในระหว่างวันเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๗/๒๕๕๗ เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ห้ามมิให้มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่แห่งใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไปและกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ฝ่าผืน จำเลยทราบประกาศคำสั่งและเหตุผลตามประกาศฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ ดังกล่าวแล้ว แต่ฝ่าฝืนคำสั่งและประกาศไม่เข้ารายงานตัวและแจ้งเหตุขัดข้อง และเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน จำเลยยังจัดแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย โดยจำเลยแถลงด้วยวาจาเป็นภาษาอังกฤษให้กับผู้สื่อข่าว ทั้งผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวในประเทศไทยและผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศจำนวนมากรับฟังปรากฏตามภาพและเสียงที่ถูกบันทึกไว้ในแผ่นซีดีบันทึกวีดีโอการแถลงข่าวพร้อมคำแปลท้ายฟ้อง และจำเลยยังพิมพ์และส่งข้อความเป็นหนังสือภาษาไทยลงในเว็บไซต์เฟสบุ๊ค หน้าเว็บเพจชื่อ "Chaturon.FanPage"ของบุคคลที่ใช้ชื่อว่า Chaturon Chaisang ซึ่งคำแถลงของจำเลยดังกล่าวบางส่วนมีเนื้อหาเป็นการต่อต้านการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยการนำข้อความดังกล่าวซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด เพื่อต่อต้านการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติอันเป็นการยุยงปลุกปั่นทำลายความน่าเชื่อถือของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นการล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินซึ่งมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ทั้งนี้ การกระทำผิดตามฟ้องเป็นคดีที่เกี่ยวโยงต่อเนื่องเกี่ยวพันกันอันเป็นเขตที่อยู่ในอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก ขอให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๒/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ที่ ๒๕/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม๒๕๕๗ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๓๖๘ และมาตรา ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๓)

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงก่อนที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จะมีผลใช้บังคับ ประกาศทั้งสองฉบับเพิ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ บัญญัติให้การประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ต้องให้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาด้วย ประกาศดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้นับจากวันประกาศคือ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป และประกาศ ลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ประกาศให้การใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นประกาศที่ขัดต่อหลักกฎหมายมิให้ใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ นอกจากนี้การกระทำตามข้อ ๑.๓ ยังต้องด้วยข้อยกเว้นตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ข้อ ๑ (๒)

ศาลทหารกรุงเทพพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กำหนดให้ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๑๒ และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตลอดจนคดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันกับความผิดดังกล่าว เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ดังนี้ การกระทำความผิดตามประกาศสองฉบับดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร กรณีตามฟ้องโจทก์ในข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ นั้นโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ๑.๑ ว่าจำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา และบรรยายฟ้องในข้อ ๑.๒ ว่า จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา จึงเป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ดังนั้น ความผิดในข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ เจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวโยงกัน ตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร แต่เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ส่วนฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๓ นั้น เห็นว่า เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผู้บัญชาการทหารบก อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา เป็นต้นไป ซึ่งตามความในมาตรา ๒ ตอนท้าย แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ บัญญัติว่า "ถ้าได้ประกาศใช้เมื่อใด หรือ ณ ที่ใด บรรดาข้อความในพระราชบัญญัติ หรือบทกฎหมายใด ซึ่งขัดกับความของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับต้องระงับและใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับนั้นแทน" ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗ และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาบังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ จึงเป็นอันต้องระงับตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา และให้ใช้กฎอัยการศึกบังคับแทน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ โดยออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ ได้มีการประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกทั้งสองฉบับดังกล่าว ดังนั้น พื้นที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องข้อ ๑.๓ จึงเป็นเขตที่อยู่ในอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘ กรณีตามฟ้องโจทก์ในข้อ ๑.๓ จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามข้อ ๑ (๒) ตอนท้ายของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศ เรื่อง ให้อำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สิ้นสุดลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ โดยประกาศดังกล่าวให้อำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการในเขตพื้นที่ที่ได้มีการประกาศข้างต้น ระหว่างวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ และบรรดาประกาศ ข้อกำหนด ที่นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย ประกาศและออกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นอันสิ้นสุดลง ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไปนั้น เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติรับรองไว้ว่า "บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้น ไม่ว่าจะกระทำก่อนหรือหลังวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับเป็นประกาศหรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุดและให้ประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่ง แล้วแต่กรณี แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก" ดังนี้ ประกาศของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุด โดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทั้งสองฉบับนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกโดยอาศัยอำนาจรัฐ จึงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ได้ประกาศเป็นต้นไป ซึ่งตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา ๗ วรรคหนึ่ง ก็ได้บัญญัติว่า "ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก...ผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกและในระหว่างที่ใช้กฎอัยการศึกตามที่ระบุไว้ในบัญชีต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้..." และมาตรา ๗ วรรคสอง บัญญัติว่า "ประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามความในวรรคแรก ให้มีผลบังคับเฉพาะคดีที่การกระทำผิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันเวลาที่ระบุไว้ในประกาศ วันเวลาที่ระบุนั้น จะเป็นวันเวลาที่ออกประกาศนั้น หรือภายหลังนั้นก็ได้ ประกาศเช่นว่านี้ให้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาด้วย" จึงเห็นได้ว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตั้งวันเวลาใดนั้น ย่อมเป็นไปตามที่ระบุไว้ในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่ให้โฆษณาประกาศนั้นลงในราชกิจจานุเบกษาเพียงเพื่อให้ทราบทั่วไปเท่านั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาทั้งหมดความผิดตามฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๓ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่๓๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวโยงกันกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จึงเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ ข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ส่วนข้อ ๑.๓ เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร

ศาลอาญากรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ใช้อำนาจรัฐออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ระบุให้ความผิดตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตลอดจนคดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันกับความผิดดังกล่าว เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป ดังนั้น คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตามประกาศฉบับดังกล่าวต้องเป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในเขตราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป กรณีตามฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ นั้น โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานที่สั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวโยงกัน โดยบรรยายฟ้องในข้อ ๑.๑ ว่า จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา และบรรยายฟ้องในข้อ ๑.๒ ว่าจำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ความผิดตามข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ จึงเป็นการกระทำที่เกิดและสิ้นสุดก่อนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับ กรณีตามฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมส่วนกรณีตามฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๓ นั้น เห็นว่า แม้ผู้บัญชาการทหารบกจะประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๓.๐๐ นาฬิกา เป็นต้นไป แต่ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ซึ่งออกมาภายหลัง ข้อ ๑ (๒) ของประกาศดังกล่าวได้ยกเว้นความผิดซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ไว้ชัดเจนว่า เป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗ และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาบังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ฐานความผิด วันเวลาและพื้นที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครตามฟ้อง จึงอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ต้องด้วยข้อยกเว้นตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ กรณีตามฟ้องโจทก์ ข้อ ๑.๓ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ส่วนที่ต่อมาเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติผู้ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้อำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์ อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ที่มีการประกาศข้างต้น ระหว่างวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ และบรรดาประกาศ ข้อกำหนดที่นายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยประกาศและออกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นอันสิ้นสุดลง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ข้อ ๑.๓ เดิมเกิดก่อนมีการประกาศฉบับลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมซึ่งมีความเป็นอิสระและเป็นกลาง จำเลยผู้ต้องหาว่ากระทำผิดมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันขั้นต่ำต่างๆ ในการพิจารณาคดี และเมื่อมีคำพิพากษา โจทก์และจำเลยยังมีสิทธิที่จะให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ซึ่งมีระดับเหนือขึ้นไปพิจารณาทบทวนความชอบด้วยกฎหมายอีกได้ อันเป็นกติกามาตรฐานที่ได้รับการรับรองและยอมรับกันเป็นสากล การออกประกาศเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ที่ให้อำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการในเขตพื้นที่ที่ได้มีการประกาศข้างต้น ระหว่างวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ และบรรดาประกาศ ข้อกำหนด ที่นายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยประกาศและออกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นอันสิ้นสุดลง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไปนั้น ทำให้การกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ข้อ ๑.๓ ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม เปลี่ยนไปอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ซึ่งเป็นศาลคนละระบบ มีกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาแตกต่างไปไม่เป็นคุณแก่จำเลย ทั้งขณะนั้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศไว้แล้ว ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมย้อนไปถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กรณีจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงให้กระทบกระเทือนสิทธิพื้นฐานของจำเลยที่มีอยู่ก่อนในอันที่จะได้รับการพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลยุติธรรมให้ถูกเคลื่อนย้ายไปสู่ระบบอื่น ด้วยเหตุผลดังกล่าว ความผิดตามฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๓ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับความผิดตามคำฟ้อง ข้อ ๑.๑ และข้อ ๑.๒ ซึ่งบรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ ๒๓ และวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตามลำดับนั้น ศาลทหารกรุงเทพและศาลอาญากรุงเทพใต้มีความเห็นตรงกันว่า เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะมีประกาศ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลยุติธรรม ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไป คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะความผิดตามคำฟ้อง ข้อ ๑.๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องบรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดภายหลังจากที่มีการประกาศใช้ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และ ๓๘/๒๕๕๗ แล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำร้องโต้แย้งอำนาจศาลของจำเลย สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และขยายเวลาในการประกาศใช้บังคับออกไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผู้บัญชาการทหารบก อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยออกประกาศ ฉบับที่ ๓๗ /๒๕๕๕๗ เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร โดยกำหนดให้การกระความผิดตามที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ ซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตราชอาณาจักรและในระหว่างที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร

๑. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

(๑) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๑๒

(๒) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๘ ยกเว้นความผิดซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ...ฯ และในวันเดียวกันได้ออกประกาศ ฉบับที่ ๓๘ /๒๕๕๗ ว่าให้คดีที่เป็นความผิดตามประกาศ ฉบับที่ ๓๗ /๒๕๕๗ ซึ่งอาจมีข้อหาอื่นที่มีความผิดในตัวเอง และมิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารรวมอยู่ด้วยก็ให้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาด้วย

๒. ความผิดตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ต่อมาวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในฐานะผู้ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจตาม มาตรา ๑๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกประกาศ ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และบรรดาประกาศ ข้อกำหนด ที่นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ประกาศ และออกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นอันสิ้นสุดลงโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตามประกาศ ฉบับลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อนี้นั้น บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร กรณีแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวในประเทศไทยและส่งข้อความเป็นหนังสือภาษาไทยลงในเว็บไซต์เฟสบุ๊ค หน้าเว็บเพจชื่อ "Chaturon.FanPage" ของบุคคลที่ใช้ชื่อว่า Chaturon Chaisang โดยมีเนื้อหาเป็นการต่อต้านการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เหตุเกิดที่กรุงเทพมหานคร จึงเป็นกรณีที่กล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฐานความผิดที่ระบุไว้ในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๓๗ /๒๕๕๗ และเป็นการกระทำที่ภายหลังจากมีประกาศดังกล่าวแล้ว แม้การที่ในวัน เวลา และสถานที่ที่เกิดการกระทำความผิดจะเป็นช่วงเวลาและสถานที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นข้อยกเว้นอำนาจศาลทหารตามประกาศดังกล่าว ข้อ ๑ (๒) ก็ตาม แต่เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในฐานะผู้ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจตาม มาตรา ๑๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกประกาศให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และบรรดาประกาศ ข้อกำหนด ที่นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยประกาศและออกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นอันสิ้นสุดลงโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กรณีจึงต้องถือว่าการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลสิ้นสุดลงไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทั้งนี้แม้จะทำให้อำนาจศาลที่เหนือคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นเรื่องบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีโทษทางอาญาซึ่งต้องห้ามมิให้มีผลย้อนหลัง ทั้งไม่ว่าคดีนี้จะพิจารณาพิพากษาที่ศาลใดก็ตาม แต่ละศาลย่อมให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยได้ทั้งสิ้น กรณีจึงมิใช่เป็นประกาศที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ข้อนี้จึงไม่เข้าข้อยกเว้นของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ข้อ ๑ (๒) และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ๑๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีตามคำฟ้องเฉพาะข้อ ๑.๓ ระหว่าง อัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 และฉบับที่ 38/2557
พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการศาลทหารกรุงเทพ
จำเลย — นายจาตุรนต์ ฉายแสง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ