คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 33/2559
#595677
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่าได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "อ่างหินสาธารณประโยชน์" ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้นำหลักมาปักแสดงแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงล้ำเข้ามาทับแนวเขตที่ดินทั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและห้ามผู้ฟ้องคดีทั้งสองเข้าไปในที่ดินพิพาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาท เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามทำการรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและห้ามเข้าไปในที่ดินพิพาทพร้อมทั้งขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาท จึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๓/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ นางสาวกัลทิพย์ โรจน์กนก ที่ ๑ นางสาวอุบล แซ่เตียว ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ที่ ๑ จังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าจะหลุง ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๐/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๙๗๒ เนื้อที่ ๓๓ ไร่ ๑ งาน ๘๑ ตารางวา และโฉนดเลขที่ ๓๒๙๗๓ เนื้อที่ ๑๗ ไร่ ๒ งาน ๑๖ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๖๖๘ เนื้อที่ ๗๖ ไร่ ๓ งาน ๔๑ ตารางวา และโฉนดเลขที่ ๓๒๙๗๑ เนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๒ งาน ๘๗ ตารางวา ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจะหลุง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองใช้ที่ดินปลูกต้นยูคาลิปตัสตลอดมา เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "อ่างหินสาธารณประโยชน์" เลขที่ นม ๕๓๖๑ ที่ดินเลขที่ ๗๒ เนื้อที่ดินประมาณ ๔๔๙ ไร่ ๑ งาน ๑๐ ตารางวา ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตามโฉนดเลขที่ ๓๒๙๗๒ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๔๙ ตารางวา และโฉนดเลขที่ ๓๒๙๗๓ เนื้อที่ ๔ ไร่ ๓๗ ตารางวา รวมทั้งทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ตามโฉนดเลขที่ ๓๒๖๖๘ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓ งาน ๘๓ ตารางวา และโฉนดเลขที่ ๓๒๙๗๑ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๔๒ ตารางวา โดยพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลท่าจะหลุง ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นผู้บังคับบัญชา ได้นำหลักมาปักแสดงแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับพิพาท ล้ำเข้ามาทับแนวเขตที่ดินทั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ทับซ้อนได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "อ่างหินสาธารณประโยชน์"

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การรังวัดสอบเขตและการดำเนินการเกี่ยวกับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง "อ่างหินสาธารณประโยชน์" ชอบด้วยระเบียบ และกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า สภาตำบลท่าจะหลุงทำการประชุมคณะกรรมการสภาตำบลท่าจะหลุงครั้งที่ ๑๔/๒๕๓๗ มีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะอนุรักษ์ที่ดินสาธารณประโยชน์อ่างหินไว้พร้อมทั้งแจ้งเจ้าหน้าที่ออกมารังวัดที่ดินสาธารณะอ่างหินเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่หลวงให้เป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในระหว่างการสอบเขตปักหมุดของช่างรังวัดที่ดินเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าจะหลุงได้นำเสาปูนไปปักตามหมุดแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์และห้ามประชาชนเข้าไปตัดไม้ยูคาลิปตัสในที่สาธารณประโยชน์อ่างหิน

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้น เป็นการแสดงเขตที่ดิน ที่ตั้ง และจำนวนเนื้อที่ของที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และได้มีการมอบอำนาจดังกล่าวให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนสำหรับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในเขตจังหวัดนั้น ๆ ปรากฏตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ ๘๕๓/๒๕๓๕ เรื่อง มอบอำนาจของอธิบดีกรมที่ดิน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน ลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ดังนั้น การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นม ๕๓๖๑ ที่ดินเลขที่ ๗๒ ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านใหม่นานิยม (หมู่ที่ ๗) ตำบลท่าจะหลุง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครรราชสีมา โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวทับซ้อนที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๙๗๒ และ โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๙๗๓ รวมทั้งที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๖๖๘ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๙๗๑ ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ทับซ้อนได้ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับข้างต้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๙๗๒ และ ๓๒๙๗๓ และผู้ฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๓๒๖๖๘ และ ๓๒๙๗๑ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจะหลุง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ได้รับความเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นม ๕๓๖๑ ตั้งอยู่ที่บ้านใหม่นานิยม หมูที่ ๗ ตำบลท่าจะหลุง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ทับที่ดินทั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดีทั้งสองบางส่วน ขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นม ๕๓๖๑ ดังกล่าว ส่วนผู้ฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ได้ดำเนินการไปตามระเบียบและกฎหมายแล้ว ดังนั้น การที่ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนี้ได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "อ่างหินสาธารณประโยชน์" เนื้อที่ดินประมาณ ๔๔๙ ไร่ ๑ งาน ๑๐ ตารางวา ตั้งอยู่ที่บ้านใหม่นานิยม (หมู่ที่ ๗) ตำบลท่าจะหลุง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ตามโฉนดเลขที่ ๓๒๙๗๒ และเลขที่ ๓๒๙๗๓ รวมทั้งทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ตามโฉนดเลขที่ ๓๒๖๖๘ และเลขที่ ๓๒๙๗๑ เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้นำหลักมาปักแสดงแนวเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับพิพาท ล้ำเข้ามาทับแนวเขตที่ดินทั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและแจ้งด้วยวาจาห้ามผู้ฟ้องคดีทั้งสองเข้าไปบำรุงรักษาหรือตัดต้นยูคาลิปตัสในแนวเขตที่ดินพิพาทดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "อ่างหินสาธารณประโยชน์" ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า การรังวัดสอบเขตและการดำเนินการเกี่ยวกับการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยระเบียบและกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้การว่า สภาตำบลท่าจะหลุงทำการประชุมคณะกรรมการสภาตำบลมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะอนุรักษ์ที่ดินสาธารณประโยชน์อ่างหินไว้พร้อมทั้งแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่หลวงให้เป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามทำการรังวัดและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและห้ามเข้าไปในที่ดินพิพาทพร้อมทั้งขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาท จึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองขอให้รับรองคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวกัลทิพย์ โรจน์กนก ที่ ๑ นางสาวอุบล แซ่เตียว ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ที่ ๑ จังหวัดนครราชสีมา ที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าจะหลุง ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสาวกัลทิพย์ โรนจ์กนก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2559
#595704
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ มค ๑๘๔๙ โดยอ้างว่าออกทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองเป็นที่ดินของผู้มีชื่อ ซึ่งบริจาคให้ราชการและประชาชนขุดเป็นสระน้ำสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน ต่อมา ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ใหญ่บ้านซึ่งรับมอบอำนาจจากนายอำเภอ ยางสีสุราชคัดค้านการรังวัดอ้างว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นฟ้องผู้ใหญ่บ้านและนายอำเภอต่อศาลจังหวัดมหาสารคาม ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงสิทธิครอบครองของผู้ฟ้องคดี ต่อมา ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๙๗๙๖/๒๕๕๖ ว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ปฏิบัติโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ มค ๑๘๔๙ เนื่องจากออกทับที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ก็อ้างเหตุแห่งการเพิกถอนว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มค ๑๘๔๙ ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยมิได้กล่าวอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายประการอื่น จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นที่ดินของตน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๒/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองขอนแก่น

ระหว่าง

ศาลจังหวัดมหาสารคาม

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองขอนแก่นโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ นางปราณี ปุผาตา ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองขอนแก่น เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๖๕๕/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อปี ๒๕๑๘ นายสุ่ม กันหาสียา ได้ขายที่ดินตั้งอยู่บ้านกุดตะเข้ หมู่ที่ ๔ ตำบลยางสีสุราช อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่เศษ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีในราคา ๑๐,๐๐๐ บาท โดยนายสุ่มได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่มิได้มอบหลักฐานที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีด้วย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นของนายโม้ ฮุยน้อย แต่นายสุ่มอ้างว่า ที่ดินเป็นของตน ผู้ฟ้องคดีได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและได้ปลูกต้นไม้ไว้เป็นแนวเขตของที่ดิน ต่อมา อธิบดีกรมที่ดินได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มค ๑๘๔๙ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๓๗ ตารางวา ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ฟ้องคดี เมื่อปี ๒๕๑๙ กำนันและผู้ใหญ่บ้านท้องที่ในขณะนั้นต้องการนำเงินงบประมาณมาแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านที่ได้ร่วมกันขุดสระ จึงได้ขอเข้าไปขุดสระน้ำในที่ดินพิพาทโดยมีข้อตกลงให้สระน้ำเป็นของผู้ฟ้องคดีเพื่อใช้ในการเลี้ยงปลา สระน้ำดังกล่าวจึงไม่มีผู้เข้าใช้ประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีไม่เคยยกให้เป็นที่สาธารณะ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ มค ๑๘๔๙ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า มูลกรณีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยหลักฐานตาม ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๙ ตามคำขอฉบับที่ ๓/๔๙๕/๔๗ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๗ ซึ่งในวันรังวัดผู้ใหญ่บ้านซึ่งได้รับมอบอำนาจจากอำเภอยางสีสุราชได้ระวังชี้แนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดออกโฉนด เนื่องจากผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่สาธารณประโยชน์ (สระน้ำสาธารณประโยชน์) ของหมู่บ้านเต็มทั้งแปลง ซึ่งสระน้ำนี้ได้รับบริจาคจากนายสุ่ม กันหาสียา ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เป็นผู้ขายที่ดินพิพาทให้ ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ใหญ่บ้านและนายอำเภอยางสีสุราชต่อศาลจังหวัดมหาสารคามขอแสดงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โดยขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑ ไร่เศษเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ต่อมา ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๙๗๙๖/๒๕๕๖ ว่า นายสุ่มยกที่ดินให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ มิได้ขายให้แก่โจทก์ โจทก์ขออนุญาตผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามจึงได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท เนื่องจากผู้ฟ้องคดีคัดค้านเพียงผู้เดียวและศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วว่าที่ดิน เป็นที่สาธารณประโยชน์ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ปฏิบัติโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมต้องพิจารณาเขตอำนาจของศาลปกครองเป็นสำคัญ หากคดีพิพาทใดอยู่ในอำนาจของศาลปกครองแล้ว ศาลยุติธรรมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า การออก น.ส.ล. เลขที่ มค ๑๘๔๙ ในที่พิพาทเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่พิพาทไม่มีทะเบียนที่สาธารณประโยชน์และมีการสร้างหลักฐานย้อนหลังเพื่อประกอบการขอรังวัดออก น.ส.ล. ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้คัดค้านการรังวัดออก น.ส.ล. ดังกล่าวแล้ว แต่ยังคงมีการออกเป็น น.ส.ล. เลขที่ มค ๑๘๔๙ ไปเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗ และแม้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๒๙๘/๒๕๔๗ ระหว่างผู้ฟ้องคดี โจทก์ นายอำเภอยางสีสุราชกับพวกรวม ๒ คน จำเลย ที่ผู้ฟ้องคดีได้มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่พิพาท เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่เศษ และคดีได้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๗๙๖/๒๕๕๖ ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คดีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ของรัฐได้สร้างหลักฐานเท็จส่งให้ศาล ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ มค ๑๘๔๙ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อคดีนี้มีข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๗๙๖/๒๕๕๖ ว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องให้ศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาคดีนี้อีกตามคำโต้แย้งเขตอำนาจศาลของผู้ถูกฟ้องคดี คดีนี้จึงคงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ในที่พิพาทที่ศาลปกครองต้องพิจารณาว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น

ศาลจังหวัดมหาสารคามพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ทั้งความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของ ผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งการพิจารณาสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างคู่ความต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และตามประมวลกฎหมายที่ดินประกอบด้วย โดยจะต้องพิจารณาถึงสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ในที่ดินของคู่ความพยานหลักฐานการใช้ประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ของที่ดินพิพาท และพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๗๙๖/๒๕๕๖ ว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่คำพิพากษาดังกล่าวก็เป็นเพียงการจะนำมารับฟังเป็นข้อเท็จจริงและเป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัยคดีนี้เท่านั้น ซึ่งคดีนี้จะต้องวินิจฉัยในประเด็นสำคัญว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ดังนั้น คดีที่เป็นประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์ของบุคคลจึงอยู่ในเขตอำนาจของ ศาลยุติธรรม เมื่อการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงมีการโต้แย้งสิทธิ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินจึงได้แก่ศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ มค ๑๘๔๙ โดยอ้างว่าออกทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองเป็นที่ดินของนายสุ่ม กันหาสียา ซึ่งบริจาคให้ราชการและประชาชนขุดเป็นสระน้ำสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน ต่อมา ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ใหญ่บ้านซึ่งรับมอบอำนาจจากนายอำเภอยางสีสุราชคัดค้านการรังวัดอ้างว่า เป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นฟ้องผู้ใหญ่บ้านและนายอำเภอต่อศาลจังหวัดมหาสารคาม ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงสิทธิครอบครองของผู้ฟ้องคดี ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๙๗๙๖/๒๕๕๖ ว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ปฏิบัติโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย ไม่มีเหตุต้องเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ มค ๑๘๔๙ เนื่องจากออกทับที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ซึ่งเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ก็อ้างเหตุแห่งการเพิกถอนว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มค ๑๘๔๙ ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยมิได้กล่าวอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายประการอื่น จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นที่ดินของตน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนางปราณี ปุผาตา ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางปราณี ปุผาตา
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 31/2559
#596761
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงาน ทางปกครองและจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ยื่นขอออก น.ส. ๓ ก. ต่อจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๓ คัดค้านอ้างว่าที่ดินเป็นของตน และจำเลยที่ ๑ ออก น.ส. ๓ ก. ให้จำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง ทั้งไม่แจ้งการระวังชี้แนวเขตให้โจทก์ทราบ การรังวัด สอบเขตที่ดินผิดพลาดและการนำชี้ที่ดินไม่สุจริต ขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. และออก น.ส. ๓ ก.ให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การรังวัดที่ดินและออกหลักฐานที่ดินตามที่รังวัดชอบแล้ว จำเลยที่ ๓ ให้การและฟ้องแย้งว่า การออก น.ส. ๓ ก. ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นว่า คดีนี้ เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับ สิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๑/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนราธิวาส

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนราธิวาสโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ นางสะลือมะ หะยีโว๊ะ โจทก์ ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอแว้ง ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายเจ๊ะแม ดอเลาะ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๕๑๓/๒๕๕๗ หมายเลขแดงที่ ๔๖๔/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๗๖ ตำบลโล๊ะจูด อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา ด้วยการให้และรับโอนจากมารดา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอเพื่อออก น.ส. ๓ ก. เป็นรายเฉพาะแปลงในที่ดินดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๑ แต่เมื่อทำการรังวัด จำเลยที่ ๓ ได้คัดค้านโดยอ้างว่า เป็นที่ดินของจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๑ แจ้งโจทก์ว่ายังไม่อาจรังวัดได้เนื่องจากที่ดินของโจทก์ทับซ้อนกับที่ดินของจำเลยที่ ๓ ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่า ที่ดินของจำเลยที่ ๓ ดังกล่าวได้ออก น.ส. ๓ ก. เมื่อปี ๒๕๒๒ ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๒๓ โดยได้ออกหลักฐานที่ดินขณะที่นางบีเดาะ สะแลแม เป็นเจ้าของที่ดินและโอนขายกันต่อมาจนถึงจำเลยที่ ๓ โดยที่เป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ภายหลังจากที่โจทก์รับโอนและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวของโจทก์เป็นเวลาถึง ๗ ปีเศษ และเจ้าพนักงานที่ดินไม่เคยแจ้งการระวังชี้แนวเขตให้โจทก์ทราบ ทำให้ที่ดินของจำเลยที่ ๓ ทับซ้อนที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง การรังวัดสอบเขตที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินผิดพลาดและการนำชี้ที่ดินโดยไม่สุจริตของนางบีเดาะ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ สั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๒๓ ของจำเลยที่ ๓ และให้กลับคืนสถานะเดิมตามที่มีการครอบครองจริง และให้จำเลยที่ ๒ สั่งให้จำเลยที่ ๑ ออก น.ส. ๓ ก. ตามคำขอของโจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การดำเนินการรังวัดที่ดินและการออกหลักฐานที่ดินตามที่รังวัดชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การและฟ้องแย้งว่า การออกหลักฐานหนังสือตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๒๓ ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๒๓ ซึ่งจำเลยที่ ๓ ครอบครองโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ขอให้ยกฟ้องโจทก์และห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนราธิวาสพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ ๓ จะโต้แย้งกันเรื่องกระบวนการรังวัดเพื่อออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๒๓ ของจำเลยที่ ๓ ซึ่งออกในขณะที่นางบีเดาะเป็นเจ้าของที่ดินว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ แต่การที่โจทก์อ้างว่านางบีเดาะเจ้าของที่ดินเดิมนำชี้ที่ดินทับที่ดินของโจทก์โดยมีคำขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๒๓ ของจำเลยที่ ๓ กับออกหลักฐานที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ให้แก่โจทก์ตามคำขอที่ได้ยื่นไว้ ก็เป็นไปเพื่อให้ได้สิทธิในที่ดินของโจทก์ ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่มีการรังวัดว่าเป็นสิทธิของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทรัพย์สิน ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และยังต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นกฎหมายอื่นที่บัญญัติในเรื่องนั้นไว้เป็นพิเศษประกอบด้วย ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ดังนั้น เมื่อเป็นการโต้แย้งคัดค้านเพื่อให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องคดีโต้แย้งการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่าได้ใช้อำนาจทางปกครองกระทำการโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับกรณีการรังวัดที่ดิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิ และมาตรา ๗๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ น.ส. ๓ ของโจทก์ทับซ้อนกับของจำเลยที่ ๓ ดังนั้น ประเด็นหลักที่พิพาทในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เพราะหากศาลปกครองพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าการกระทำทางปกครองของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ซึ่งได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๗๖ ซึ่งมีที่ดินแปลงพิพาทในคดีนี้บางส่วนรวมอยู่ด้วยมาตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นวันที่นางบีเดาะ สะแลแม ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๘๒๓ อาจถือเป็นผู้มีสิทธิดีกว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันจะมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อภาระการพิสูจน์ในเรื่องสิทธิครอบครองของโจทก์ และจำเลยที่ ๓ ในกรณีที่จำเลยที่ ๓ ประสงค์จะนำคดีที่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินดังกล่าวไปฟ้องศาลยุติธรรมเป็นอีกคดีหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังกล่าว อันเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกันกับประเด็นหลักในคดีนี้ตามคำขอที่โจทก์ขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ สั่งให้จำเลยที่ ๑ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ตามคำขอที่โจทก์ยื่นไว้ กับจำเลยที่ ๑ นั้น หากศาลปกครองเห็นว่า ควรพิจารณาพิพากษาตามคำขอดังกล่าวไปในคราวเดียวกันกับประเด็นพิพาทหลักในคดีนี้ได้ ศาลปกครองก็ย่อมมีอำนาจยกเอาบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้ในการพิจารณาพิพากษาได้ตามความยุติธรรมเพราะหาได้มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ และหามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้ศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะมีอำนาจยกเอาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ทั้งสองฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น คดีนี้จึงสมควรเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๓๗๖ ตำบลโล๊ะจูด อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส เนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา ด้วยการให้และรับโอนจากมารดา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอเพื่อออก น.ส. ๓ ก. เป็นรายเฉพาะแปลง ในที่ดินดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๑ แต่เมื่อทำการรังวัด จำเลยที่ ๓ ได้คัดค้านโดยอ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๑ ออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง ทั้งไม่แจ้งการระวังชี้แนวเขตให้โจทก์ทราบ การรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ จึงผิดพลาด และการนำชี้ที่ดินโดยไม่สุจริตของเจ้าของเดิม ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๒๓ ของจำเลยที่ ๓ และให้กลับคืนสถานะเดิมตามที่มีการครอบครองจริง และออก น.ส. ๓ ก.ตามคำขอของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า การดำเนินการรังวัดที่ดิน และการออกหลักฐานที่ดินตามที่รังวัดชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การและฟ้องแย้งว่า การออกหลักฐานหนังสือตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๒๓ ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๘๒๓ ซึ่งจำเลยที่ ๓ ครอบครองโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ขอให้ยกฟ้อง โจทก์และห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก เห็นว่า คดีนี้ แม้ว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก. อันเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ก็เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสะลือมะ หะยีโว๊ะ โจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอแว้ง ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายเจ๊ะแม ดอเลาะ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสะลือมะ หะยีโว๊ะ
จำเลย — เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอแว้ง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 30/2559
#591596
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัดในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งการจะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันทั้งสองหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาถึงการนำตัวจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวมาส่งศาลประกอบด้วย ดังนั้นคำร้องขอคืนหลักประกันถือว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

ส่วนที่ผู้ประกันทั้งสองฎีกาว่า การชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันเกิดขึ้นภายหลังการก่อหนี้ซึ่งผู้ประกันทั้งสองไม่ต้องรับผิดชอบเนื่องจากเป็นเหตุเกิดจากศาลเอง ขอให้ศาลฎีกาคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันนั้นเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกันซึ่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 119 มาใช้บังคับตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ประกันทั้งสองไม่สามารถนำตัวจำเลยมาศาลได้ตามกำหนดนัด ย่อมเป็นการผิดสัญญาประกันที่ได้ทำไว้ในคดีนี้ จึงมีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ประกันทั้งสองคืนหลักประกันให้แก่ศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันทั้งสองประกันตัวจำเลยไปในระหว่างพิจารณา โดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลในวงเงิน 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2557 ผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัดศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองตามสัญญาและออกหมายจับจำเลย วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ผู้ประกันทั้งสองยื่นคำร้องขอคืนหลักประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า หลังจากผู้ประกันทั้งสองทำสัญญาประกันต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาแล้ว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2557 จำเลยซึ่งถูกควบคุมตัวในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1628/2557 ของศาลชั้นต้น ได้หลบหนีจากห้องคุมขังของศาลชั้นต้นเป็นเหตุให้ผู้ประกันทั้งสองไม่สามารถส่งตัวจำเลยตามกำหนดคดีนี้ในวันที่ 28 เมษายน 2557 ได้ ผู้ประกันทั้งสองจึงขอให้ศาลชั้นต้นตรวจคืนหลักประกันให้ เห็นว่า ได้ความจากสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1628/2557 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยในคดีดังกล่าวเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีนี้ทั้งได้ตรวจสอบหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยทั้งสองสำนวนแล้วตรงกัน เชื่อว่าจำเลยคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1628/2557 ของศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยหลบหนีในคดีดังกล่าวขณะอยู่ในการควบคุมของเจ้าพนักงานตำรวจประจำศาล ถือว่าจำเลยคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลแล้วเช่นกัน ดังนั้น การที่ผู้ประกันทั้งสองไม่สามารถส่งตัวจำเลยได้ จึงไม่ใช่ความผิดของผู้ประกันทั้งสอง อนุญาตให้ตรวจคืนหลักประกันได้ตามขอ โดยให้เพิกถอนหมายจับเดิม และออกหมายจับจำเลยใหม่ภายในกำหนดอายุความ ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในส่วนที่มีคำสั่งให้ตรวจคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันทั้งสองนั้น เป็นกรณีสั่งโดยผิดหลง เห็นควรให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้ผู้ประกันทั้งสองส่งต้นฉบับโฉนดเลขที่ 12319 ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และโฉนดที่ดินเลขที่ 3797 ตำบลบ่อแก้ว กิ่งอำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นหลักประกันคืนต่อศาล แจ้งอายัดโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับโดยเร็ว

ผู้ประกันทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้ประกันทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ประกันทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้มิใช่คดีเกี่ยวกับยาเสพติดจึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษานั้น เห็นว่า การยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันคดีนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัดในคดีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งการจะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันทั้งสองหรือไม่ ศาลต้องพิจารณาถึงการนำตัวจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวมาส่งศาลประกอบด้วย ดังนั้น คำร้องขอคืนหลักประกันถือว่าเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ประกันทั้งสองอ้างไม่ผูกพันคดีนี้

ส่วนที่ผู้ประกันทั้งสองฎีกาว่า การชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์อันเกิดขึ้นภายหลังการก่อหนี้ซึ่งผู้ประกันทั้งสองไม่ต้องรับผิดชอบเนื่องจากเป็นเหตุเกิดจากศาลเอง ขอให้ศาลฎีกาคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันนั้น เห็นว่า เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกัน ซึ่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 มาใช้บังคับตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ประกันทั้งสองไม่สามารถนำตัวจำเลยมาศาลได้ตามกำหนดนัด ย่อมเป็นการผิดสัญญาประกันที่ได้ทำไว้ในคดีนี้ จึงมีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ประกันทั้งสองคืนหลักประกันให้แก่ศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ประกันทั้งสองในข้อนี้มาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 15 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
ผู้ประกัน — นางสาวมานิดาสรรค์ ดลสรรพ์สิน กับพวก
จำเลย — นายบุญฤทธิ์หรือเดี่ยว คณะมะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายธีรพงศ์ วงศ์สวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายภีม ธงสันติ
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 30/2559
#596760
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. ยื่นขอออกโฉนดที่ดินต่อจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของโจทก์ครึ่งแปลง ทั้งไม่แจ้งการระวังชี้แนวเขตให้โจทก์ทราบ การรังวัดสอบเขตที่ดินผิดพลาดและการนำชี้ที่ดินไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การในทำนองเดียวกันว่า ออกโฉนดที่ดินโดยชอบแล้ว จำเลยที่ ๓ ให้การว่า การนำชี้และรังวัดออกโฉนดที่ดินกระทำโดยสุจริต ไม่ได้นำชี้รังวัดทับที่ดินของโจทก์ การออกโฉนดที่ดินถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า คดีนี้ เป็นคดี ที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๐/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนราธิวาส

ระหว่าง

ศาลปกครองสงขลา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนราธิวาสโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ นายมะรีเป็ง สาแล โจทก์ ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขาตากใบ ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายมะยูโซ๊ะ มะ ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ ๔๙๓/๒๕๕๗ หมายเลขแดงที่ ๔๖๕/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๘๙๙ ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เนื้อที่ ๕๐ ตารางวา มาตั้งแต่วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๗ ด้วยการซื้อและรับโอนมาจากนายมะแอ ตาเยะ ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอเพื่อออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ได้นัดทำการรังวัด ๓ ครั้ง ต่อมาจำเลยที่ ๑ แจ้งโจทก์ว่าไม่อาจรังวัดได้เนื่องจากที่ดินดังกล่าวทับซ้อนกับที่ดินของจำเลยที่ ๓ ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๔๕๒ แล้ว เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ซึ่งโจทก์เห็นว่า การดำเนินการออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่แจ้งการระวังชี้แนวเขตให้โจทก์ทราบ อีกทั้งที่ดินของจำเลยที่ ๓ ที่ขอรังวัดนั้น ไม่มีแนวเขตส่วนใดติดถนนเลย จึงเป็นการออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์ไปจำนวนครึ่งแปลง การรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ ผิดพลาดและการนำชี้ที่ดินโดยไม่สุจริตของจำเลยที่ ๓ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๔๕๒ ของจำเลยที่ ๓ และออกโฉนดที่ดินตามคำขอที่โจทก์ยื่นไว้

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยชอบแล้ว ที่ดินที่จำเลยที่ ๑ ออกโฉนดเลขที่ ๒๔๔๕๒ ให้แก่จำเลยที่ ๓ เดิมเป็นที่ดิน ตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๐๙๘ ซึ่งจำเลยที่ ๓ มีสิทธิครอบครองตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ส่วนที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๙๙ ของโจทก์ได้ออก น.ส. ๓ ก. เมื่อปี ๒๕๒๙ โดยเจ้าของเดิมไม่มีสิทธิขอออก น.ส. ๓ ก. เพราะได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ ไปแล้ว โจทก์รับโอนมาภายหลัง จึงไม่มีสิทธิครอบครอง และไม่มีสิทธินำ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๙๙ มาขอออกโฉนดได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน การนำชี้และรังวัดออกโฉนดที่ดินได้กระทำไปโดยสุจริตตามที่ดินที่มีการครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ไม่ได้นำชี้รังวัดทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ เพราะที่ดินของโจทก์ไม่ได้มีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลยที่ ๓ การออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนราธิวาสพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะมีการโต้แย้งกันเรื่องกระบวนการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ ว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ แต่การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๓ นำชี้รังวัดที่ดินรุกล้ำที่ดินของโจทก์ โดยมีคำขอให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกให้แก่จำเลยที่ ๓ กับออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ตามคำขอที่ได้ยื่นไว้ ก็เป็นไปเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ได้รับการรับรองหรือคุ้มครอง ประเด็นแห่งคดีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินส่วนที่มีการรังวัดว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งเป็นสิทธิในทรัพย์สินต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และยังต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายที่ดิน อันเป็นกฎหมายอื่นที่บัญญัติในเรื่องนั้นไว้เป็นพิเศษประกอบด้วย ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ดังนั้น เมื่อเป็นการโต้แย้งคัดค้านเพื่อให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องคดีอันเป็นการกล่าวอ้างว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับกรณีการรังวัดที่ดิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิ และมาตรา ๗๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของโจทก์ทับซ้อนกับของจำเลยที่ ๓ และมีคำขอให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๑ เพิกถอนโฉนดที่ดินและออกโฉนดที่ดินตามคำขอที่โจทก์ได้ยื่นไว้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับตามคำขอของโจทก์โดยการเพิกถอนโฉนดที่ดินฉบับพิพาทได้ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เพราะหากศาลปกครองพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าการกระทำทางปกครองของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ซึ่งได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๘๙๙ ซึ่งมีที่ดินแปลงพิพาทในคดีนี้บางส่วนรวมอยู่ด้วยมาตั้งแต่วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ ๓ ได้รับโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๔๕๒ อาจถือเป็นผู้มีสิทธิดีกว่าตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ อันจะมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อภาระการพิสูจน์ในเรื่องสิทธิครอบครองของโจทก์และจำเลยที่ ๓ ในกรณีที่จำเลยที่ ๓ ประสงค์จะนำคดีที่มีประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินดังกล่าวไปฟ้องศาลยุติธรรมเป็นอีกคดีหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าโจทก์หรือจำเลยที่ ๓ ผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพาทดังกล่าว อันเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกันกับประเด็นหลักในคดีนี้ตามคำขอที่โจทก์ขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินตามคำขอที่โจทก์ยื่นไว้กับจำเลยที่ ๑ นั้น หากศาลปกครองเห็นว่า ควรพิจารณาพิพากษาตามคำขอดังกล่าวไปในคราวเดียวกันกับประเด็นพิพาทหลักในคดีนี้ได้ ศาลปกครองก็ย่อมมีอำนาจยกเอาบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามประมวลกฎหมายที่ดินมาใช้ในการพิจารณาพิพากษาได้ตามความยุติธรรมเพราะหาได้มีบทบัญญัติใดห้ามศาลปกครองมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ และหามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้ศาลหนึ่งศาลใดเท่านั้นที่จะมีอำนาจยกเอาบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น คดีนี้จึงสมควรเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๙๙ ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เนื้อที่ ๕๐ ตารางวา ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอเพื่อออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวต่อจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๔๕๒ให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ไปจำนวนครึ่งแปลง ทั้งไม่แจ้งการระวังชี้แนวเขตให้โจทก์ทราบ อีกทั้งที่ดินของจำเลยที่ ๓ ที่ขอรังวัดนั้น ไม่มีแนวเขตส่วนใดติดถนนการรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลยที่ ๑ ผิดพลาดและการนำชี้ที่ดินโดยไม่สุจริตของจำเลยที่ ๓ ทำให้โจทก์เสียหายสูญเสีย ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๔๕๒ของจำเลยที่ ๓ และออกโฉนดที่ดินตามคำขอที่โจทก์ยื่นไว้ ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองและนำ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๓๘๙๙ มาขอออกโฉนดได้ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน การนำชี้และรังวัดออกโฉนดที่ดินได้กระทำไปโดยสุจริตตามที่ดินที่มีการครอบครอง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไม่ได้นำชี้รังวัดทับซ้อนกับที่ดินของโจทก์ เพราะที่ดินของโจทก์ไม่ได้มีแนวเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลยที่ ๓ การออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้ แม้ว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินอันเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ก็เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายมะรีเป็ง สาแล โจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขาตากใบ ที่ ๑ กรมที่ดิน ที่ ๒ นายมะยูโซ๊ะ มะ ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมะรีเป็ง สาแล
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขาตากใบ ที่ 1
จำเลย — กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2559
#598128
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่จำเลยซึ่งเป็นสถานศึกษาของรัฐว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๙ /๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.

๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘ นางนิษา ชาวน้ำ โจทก์ ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๘๒๗/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๔๑ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๖ จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป และมีการต่อสัญญาจ้างตลอดมา รวม ๔ ฉบับ โดยสัญญาฉบับที่ ๑ ถึงฉบับที่ ๓ จำเลยปฏิบัติตามระเบียบมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๑๖ วรรคสอง แต่ในการทำสัญญาจ้างฉบับที่ ๔ ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๑ จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาและระเบียบดังกล่าว ที่กำหนดว่าเมื่อมีการประเมินผลการปฏิบัติงานเห็นว่า เป็นผู้มีความสามารถเหมาะสมในการปฏิบัติงานหลังครบสัญญาจ้างจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานประจำ โดยจำเลยให้โจทก์ทำสัญญาจ้างมีกำหนด ๕ ปี ซึ่งครบกำหนดวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖โจทก์ยอมลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๑ ด้วยความจำใจ เพราะโจทก์อยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง หากโจทก์ไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในสัญญาจ้าง ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๑ จะไม่ได้ทำงานต่อไป สัญญาจ้างลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๑ ที่ไม่บรรจุแต่งตั้งโจทก์เป็นพนักงานประจำตามสัญญาและระเบียบของมหาวิทยาลัย จึงเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ ต่อมาวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๖ จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากราชการ เนื่องจากสิ้นสุดสัญญาจ้าง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๖ การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากขณะเลิกจ้างโจทก์อายุ ๕๒ ปี หากได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำจะได้ทำต่อจนครบเกษียณอายุ ๖๐ ปี ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายและค่าเสียโอกาส รวมเป็นเงิน ๒,๒๘๓,๓๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยมีฐานะเป็นราชการส่วนกลาง ได้รับยกเว้นมิให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ใช้บังคับกับจำเลย การทำงานของโจทก์ไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่จำเลยกำหนด จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๖ การทำสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๑ เป็นการทำสัญญาจ้างที่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและโจทก์ทราบระเบียบข้อบังคับของจำเลยดีแล้ว จึงสมัครใจเข้าทำสัญญากับจำเลย การทำสัญญาของโจทก์จึงมิได้เกิดจากความจำใจเพราะอยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของจำเลยและข้อตกลงในสัญญาไม่มีลักษณะหรือมีผลทำให้โจทก์ต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าวิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ ทั้งจำเลยมีเหตุอันควรให้โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานคำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของจำเลยและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นการจ้างเพื่อสนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ซึ่งเป็นเอกชนฟ้องจำเลย ซึ่งเป็นส่วนราชการทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การจำเลยแล้วฟังได้ในชั้นนี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นกรณีที่จำเลยจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัยตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป โดยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินเดือน ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นความสัมพันธ์ฉันนายจ้างกับลูกจ้าง สัญญาจ้างเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมีลักษณะเป็นข้อสัญญาที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตกลงทำงานให้ฝ่ายหนึ่งและจำเลยซึ่งเป็นผู้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานและตกลงจ่ายค่าจ้างให้อีกฝ่ายหนึ่งเช่นเดียวกับข้อกำหนดในสัญญาจ้างแรงงานทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๖ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน มิใช่สัญญาจ้างทางปกครอง นอกจากนี้ข้อพิพาทตามคำฟ้องยังมีลักษณะเป็นการขอให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เฉพาะในศาลแรงงาน ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากการจ้างแรงงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ส่วนที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔ บัญญัติคำนิยาม พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาว่า บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค้าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษาและมาตรา ๖๕/๑ บัญญัติว่า การกำหนดตำแหน่งระบบการจ้างการบรรจุและแต่งตั้ง อัตราค่าจ้างและค่าตอบแทน เงินเพิ่มและสวัสดิการ การเลื่อนตำแหน่ง การเปลี่ยนและการโอนย้ายตำแหน่ง การลา จรรยาบรรณ วินัยและการรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การออกจากงาน การอุทธรณ์และการร้องทุกข์และการอื่นที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภาสถาบันอุดมศึกษาบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติว่าด้วยขอบเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใดศาลหนึ่ง แต่เป็นเพียงบทบัญญัติว่าด้วยการกำหนดฐานะ หน้าที่และการบริหารงานบุคคลของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) มิใช่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นสถานศึกษาของรัฐในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาหรือสถานอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๖ (๓) และมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ ๒๕๔๖ ประกอบมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๔๑ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้นการที่จำเลยตกลงจ้างและโจทก์ตกลงทำงานเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป โดยจำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เป็นรายเดือนตามสัญญาจ้างเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๑ จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา อันเป็นภารกิจหลักหรือเป็นอำนาจหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งจำเลยตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ แล้ว กฎหมายไม่ประสงค์ที่จะให้นำมาใช้บังคับกับลูกจ้างที่ทำงานในส่วนราชการ เนื่องจากมีระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการจ้างหรือการเลิกจ้างของส่วนราชการกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย จึงมิได้เป็นความสัมพันธ์ฉันลูกจ้างกับนายจ้างที่จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ทั้งไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๖ จ้างแรงงาน แต่เป็นสัญญาจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และข้อบังคับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับการจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยและการทำสัญญาการปฏิบัติงานกับผู้ที่เข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ดังนั้นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางการปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน มิใช่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ อันจะเข้าข้อยกเว้นเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างใด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยมีฐานะเป็นราชการส่วนกลางได้รับยกเว้นมิให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ใช้บังคับกับจำเลย การทำงานของโจทก์ไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่จำเลยกำหนด จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย และโต้แย้งว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยเป็นสถาบันซึ่งมีกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้นโดยเฉพาะและมีฐานะเป็นกรม ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ใช้บังคับ จึงมีฐานะเป็นสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ตามมาตรา ๘๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๔๑ สัญญาพิพาทในคดีนี้เป็นสัญญาที่จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางนิษา ชาวน้ำ โจทก์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิษา ชาวน้ำ
จำเลย — มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2559
#595702
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ครูโรงเรียนเอกชนลูกจ้างฟ้องโรงเรียนเอกชนนายจ้างที่มีคำสั่งเลิกจ้าง ขอให้ชำระค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชย และค่าเสียหาย เป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม แม้ว่าตาม พรบ.โรงเรียนเอกชนฯ มาตรา ๘๖ วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้โรงเรียนเอกชนไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ก็ตาม แต่ความตอนท้ายของมาตราเดียวกันนั้น ก็บัญญัติรับรองไว้ว่า ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาซึ่งปฏิบัติงานของโรงเรียนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดังนั้นความในมาตรา ๘๖ วรรคหนึ่งดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของบุคลากรทางการศึกษาเอาไว้เท่านั้น มิใช่กำหนดว่า สัญญาจ้างลูกจ้างของโรงเรียนเอกชนไม่เป็นสัญญาจ้างแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๘/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองสงขลา

ระหว่าง

ศาลแรงงานภาค ๙

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองสงขลาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๗ นางเพ็ญจันทร์ ดำโอ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้อำนวยการโรงเรียนดารุสสลามมูลนิธิ ที่ ๑ นายยาโกบ หมัดอาดัม ที่ ๒ โรงเรียนดารุสสลามมูลนิธิ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ บ. ๓๒/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ผู้รับใบอนุญาตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นครูในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตั้งแต่วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีคำสั่งเลิกจ้างผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เนื่องจากผิดวินัยในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากผู้ฟ้องคดีและครูอีก ๙ คน ได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จ่ายเงินเดือนให้ครูไม่เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และมีการระบุชื่อครูและนักเรียนในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แต่บุคคลดังกล่าวไม่ได้มาสอนหรือมาเรียนในโรงเรียน และเมื่อได้ยื่นเรื่องร้องเรียนแล้วสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนมิได้ดำเนินการใดให้ชัดเจน แต่กลับประสานโดยตรงกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต ๒ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต ๒ ได้แจ้งไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทราบเรื่อง จึงเลิกจ้างครูที่ร้องเรียนออกทั้งหมด ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่เลิกจ้างผู้ฟ้องคดี ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายของเงินเดือนที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับตั้งแต่ปี ๒๕๕๓-๒๕๕๗ ค่าชดเชย และชดใช้ค่าเสียหายจากการหมิ่นประมาทผู้ฟ้องคดี รวมเป็นเงิน ๓๕๗,๗๐๐ บาท รวมทั้งเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และให้สอบสวนกรณีมีครูและนักเรียนที่ไม่มีตัวตนในโรงเรียน

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นหน่วยงานทางเอกชนจัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นสาธารณกุศลด้านการศึกษา โดยมีนิติสัมพันธ์กับผู้ฟ้องคดีในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา ๕๗๕ และมาตรา ๕๘๓ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามสามารถไล่ผู้ฟ้องคดีออกได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทำผิดกฎหมายอาญาฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม นำเอกสารไปใช้โดยมิได้รับอนุญาตและใช้ตราประทับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยมิได้รับอนุญาต โดยการนำเอกสารไปใช้ในการยื่นขอกู้เงินจากธนาคารออมสิน สาขาเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และปฏิบัติผิดหลักการของศาสนาในเรื่องดอกเบี้ย อันก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงถอดถอนผู้ฟ้องคดีจากการเป็นครูตามมติของคณะกรรมการบริหารโรงเรียนและมติของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงวินัยอย่างร้ายแรงที่แต่งตั้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ส่งเอกสารการถอดถอนผู้ฟ้องคดีให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต ๒ แล้ว ผู้ฟ้องคดีก็มิได้ดำเนินการร้องทุกข์หรืออุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๕๗๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็น "โรงเรียนในระบบ" อันเป็นสถานศึกษาของเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยที่การจัดการศึกษาเป็นภารกิจพื้นฐานที่รัฐมีหน้าที่จะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมให้เอกชนเข้าร่วมจัดการศึกษา ตลอดจนพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบ แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มิได้มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐก็ตาม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐให้ดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นภารกิจพื้นฐานของรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากรัฐให้ดำเนินกิจการดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง เฉพาะการกระทำที่เกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างตำแหน่งอาจารย์ โดยผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติงานตามสัญญาดังกล่าวและได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากหน้าที่ครู เนื่องจากผิดวินัยในการปฏิบัติงาน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นคำสั่งถอดถอนออกจากหน้าที่ครูโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากหน้าที่ครู ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จ่ายเงินส่วนต่าง จ่ายค่าชดเชย ให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชดใช้ค่าเสียชื่อเสียงของผู้ฟ้องคดีและค่าใช้จ่ายในการร้องเรียนหรือฟ้องคดี เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นกรณีที่มีการพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เมื่อสัญญาจ้างดังกล่าว มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์จ้างผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งครู เพื่อทำหน้าที่สอนนักเรียนในสถานศึกษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ สัญญาจ้างดังกล่าว จึงเป็นสัญญาจ้างให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรเพื่อเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งมีสถานะเป็นหน่วยงานทางปกครองที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา อันเป็นภารกิจพื้นฐานของรัฐที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้บรรลุผล สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแรงงานภาค ๙ พิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเอกชน เพียงแต่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสถานศึกษาเป็นโรงเรียนเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ การเรียนการสอนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ หามีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีในการใช้อำนาจทางปกครองแทนรัฐแต่ประการใด ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเพียงผู้ดำเนินธุรกิจทางการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ การจัดจ้างครูหรือบุคลากรทางการศึกษาเป็นการจ้างแรงงานปกติตามสัญญาจ้างแรงงาน เพียงแต่การจ้างแรงงานมีบทบัญญัติของกฎหมายควบคุมต่างหากโดยเฉพาะ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ใช่หน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี มิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั่วไป แม้ว่าพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๘๖ วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้กิจการของโรงเรียนเอกชนในระบบไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนก็ตามแต่ความตอนท้ายของมาตราเดียวกันนั้นก็บัญญัติรับรองไว้ว่า ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งปฏิบัติงานของโรงเรียนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ดังนั้น ความในมาตรา ๘๖ วรรคหนึ่งดังกล่าว จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน และประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในระบบอาจกำหนดเรื่องประโยชน์ตอบแทนที่จะตก ได้แก่ ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในระบบสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานดังกล่าว มิใช่กรณีที่กฎหมายกำหนดว่า สัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำกับบุคคลใด อันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานแล้วจะไม่กลายเป็นสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีเรียกเงินค่าชดเชย ค่าจ้าง และค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นเงินที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิเรียกร้องกรณีผู้ถูกฟ้องคดีผิดสัญญาจ้าง และใช้สิทธิเรียกร้องตามที่ได้รับรองไว้ในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ และระเบียบกระทรวงศึกษาว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๗๖๗/๒๕๔๓ และคำวินิจฉัยที่ ๑๑๒/๒๕๕๗

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาคดีตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๖) เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตราดังกล่าว โดยกำหนดให้คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้นเป็นคดีประเภทหนึ่งที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๑) บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษา หรือมีคำสั่งคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คดีนี้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การได้ความว่าเดิมผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน ผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตำแหน่งอาจารย์ ได้รับอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้ายเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีตกลงจะทำงานให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตกลงจะให้สินจ้างแก่ผู้ฟ้องคดีตลอดเวลาที่ทำงานให้ สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทั่วไป แม้ว่าพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๘๖ วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้กิจการของโรงเรียนเอกชนในระบบไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนก็ตาม แต่ความตอนท้ายของมาตราเดียวกันนั้น ก็บัญญัติรับรองไว้ว่า ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งปฏิบัติงานของโรงเรียนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดังนั้นความในมาตรา ๘๖ วรรคหนึ่งดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของบุคลากรทางการศึกษาเอาไว้เท่านั้น มิใช่กำหนดว่า สัญญาจ้างลูกจ้างของโรงเรียนเอกชนไม่เป็นสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีเรียกเงินค่าชดเชย และค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นเงินที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิเรียกร้องกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ผิดสัญญาจ้าง และใช้สิทธิเรียกร้องตามที่ได้รับการรับรองไว้ในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางเพ็ญจันทร์ ดำโอ ผู้ฟ้องคดี ผู้อำนวยการโรงเรียนดารุสสลามมูลนิธิ ที่ ๑ นายยาโกบ หมัดอาดัม ที่ ๒ โรงเรียนดารุสสลามมูลนิธิ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางเพ็ญจันทร์ ดำโอ
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการโรงเรียนดารุสสลามมูลนิธิ ที่1กับพวกรวม3คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2559
#595724
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสถานศึกษาในสังกัดของทบวงมหาวิทยาลัยและมีฐานะเป็นกรม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการบริการสาธารณะด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาในการจัดการเรียนการสอนและการวิจัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีในตำแหน่งอาจารย์ประจำหลักสูตรสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ สัญญานี้จึงเป็นสัญญาเพื่อจัดหาบุคคลมาดำเนินการบริการสาธารณะด้านการศึกษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินงานหรือร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ตามนิยามสัญญาทางปกครองของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้างหรือสิ้นสุดระยะเวลาจ้างโดยไม่ปฏิบัติตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๗/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๗ นางสุจินตรา จินตโรจน์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ ๑ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ที่ ๒ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ ๓ คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ก.อ.ม.) ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ บ. ๒๑๘/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งกระทำการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จ้างผู้ฟ้องคดีในตำแหน่งอาจารย์ประจำหลักสูตรสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศและเป็นหัวหน้างานเว็บไซต์ตามสัญญาจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ ในตำแหน่งอาจารย์ มีกำหนดระยะเวลา ๑ ปี และได้ต่อสัญญา ครั้งที่ ๒ ต่อมาเมื่อครบกำหนดสัญญาจ้างครั้งที่ ๒ ผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติหน้าที่เดิมโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังคงจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีมาโดยตลอด เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ออกประกาศคณะกรรมการบริหารงานบุคคลประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องการกำหนดระยะเวลาการจ้างและรูปแบบสัญญาจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยประกาศฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ประกาศดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้าง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งกระทำการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องดำเนินการจัดทำสัญญาจ้างกับผู้ฟ้องคดีให้เป็นไปตามประกาศดังกล่าว โดยสัญญาต้องมีกำหนดระยะเวลา ๓ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีผ่านการทำงานตามสัญญาจ้างมาแล้ว ๒ ครั้ง แต่ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือแจ้งยกเลิกการจ้างผู้ฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗ โดยให้เหตุผลว่า ผลการประเมินของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นไปตามเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ในปีการศึกษา ๒๕๕๖ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสืออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ และมีหนังสือร้องเรียนถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีหนังสือแจ้งสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีอำนาจกระทำได้หรือนอกขอบอำนาจ และกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ดำเนินการจัดทำสัญญาจ้างกับผู้ฟ้องคดีตามประกาศดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นการเพิกเฉยละเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่ดำเนินการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีภายในระยะเวลา ๙๐ วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ตามข้อ ๑๕ ของประกาศสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่อง ข้อบังคับว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. ๒๕๕๒ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ต้องขาดรายได้และเสียสิทธิต่าง ๆ ที่ผู้ฟ้องคดีจะได้รับตามกฎหมายและตามสวัสดิการกล่าวคือไม่ได้รับเงินเดือนในอัตราเดือนละ ๒๔,๘๕๘ บาท รวม ๒๙ เดือน เป็นเงิน ๗๒๐,๘๘๒ บาท เสียเงินรายได้จากเงินสมทบที่จะได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงิน ๒๑,๖๒๖.๔๖ บาท เสียสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบจากประกันสังคมที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องจ่ายเงินสมทบให้กับผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๒๑,๗๕๐ บาท เสียสิทธิเกี่ยวกับสวัสดิการในการเบิกค่ารักษาพยาบาลแก่บุคคลในครอบครัวแบบเหมาจ่ายต่อปีรวมเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท เสียสิทธิในการเบิกค่าการศึกษาบุตร เป็นเงิน ๙๕,๗๕๐ บาท และเสียหายจากการต้องผ่อนชำระเงินกู้ยืมเพื่อการบริโภคสินเชื่อโครงการสวัสดิการเงินกู้สมาชิก ช.พ.ค. ซึ่งคำนวณค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งการแจ้งสิ้นสุดระยะเวลาการจ้าง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จัดทำสัญญาจ้างตามระยะเวลาการจ้าง และรูปแบบสัญญาจ้างที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กำหนดและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๑๑๐,๐๐๘.๔๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับการว่าจ้างตำแหน่งอาจารย์โดยใช้เงินรายได้ของโครงการพหุภาษา โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำสัญญาจ้างปีต่อปี โดยการจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยรายได้อยู่ภายใต้ประกาศสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่อง ข้อบังคับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยรายได้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ สัญญาจ้างจึงยุติลงตามข้อบังคับข้อ ๒๔.๕ และสัญญาจ้างข้อ ๒ เมื่อสถานภาพการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ของผู้ฟ้องคดีสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ สิทธิ สวัสดิการและเงินรายได้ย่อมสิ้นสุดไปด้วยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่ต้องจัดทำสัญญาจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายได้ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีสถานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่ในการบริการสาธารณะด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาในการจัดการเรียนการสอนและการวิจัย ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งนิติบุคคลนั้นจะสามารถจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ได้ก็ด้วยบุคคลธรรมดา โดยบุคคลธรรมดาที่จะเข้ามาเป็นผู้ดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ได้นั้น ก็โดยการเข้ามาเป็นราชการ โดยอาศัยอำนาจฝ่ายเดียวในการออกคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งภายหลังจากการสอบแข่งขันหรือสอบคัดเลือกหรือโดยอาศัยการทำสัญญาเพื่อจัดหาบุคคลมาดำเนินการบริการสาธารณะนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้จ้างผู้ฟ้องคดีตามสัญญาจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ในตำแหน่งอาจารย์มีกำหนดเวลา ๑ ปี เพื่อทำหน้าที่สอนให้ความรู้แก่นักศึกษาและประชาชนซึ่งเป็นบริการสาธารณะด้านการศึกษา สัญญาจ้างดังกล่าวจึงมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง และมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ บรรลุผล สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงทำให้คดีพิพาทนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลแรงงานพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนฟ้องหน่วยงานทางปกครอง แต่การวินิจฉัยว่า นิติสัมพันธ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างผู้ฟ้องคดีทำงานตำแหน่งอาจารย์ตามสำเนาสัญญาจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ เป็นการจ้างแรงงานหรือไม่ ต้องพิจารณาเนื้อหาของนิติสัมพันธ์หรือสัญญาตามกฎหมายเอกชนเป็นหลักสำคัญ เมื่อปรากฏว่า ข้อสัญญาตามสัญญาจ้างมีลักษณะเป็นข้อสัญญาที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาซึ่งเป็นผู้ตกลงทำงานให้ฝ่ายหนึ่งและผู้ตกลงจ่ายค่าจ้างอีกฝ่ายหนึ่งเช่นเดียวกับข้อกำหนดในสัญญาจ้างแรงงานทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๖ และมีข้อกำหนดในการเลิกจ้างเช่นเดียวกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานมิใช่สัญญาทางปกครองประกอบกับคำขอบังคับตามคำขอท้ายฟ้องข้อ ๓ ซึ่งเป็นคำขอหลักตามวัตถุประสงค์ของผู้ฟ้องคดี มีลักษณะเป็นคำขออันเกี่ยวด้วยกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม กฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ ข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากการจ้างแรงงาน ส่วนพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๔ บัญญัติคำนิยามพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษาโดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดให้บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเงินรายได้มีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบตามกฎหมายในฐานะเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น มิใช่บทบัญญัติที่กำหนดให้บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษาเงินรายได้มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานของรัฐเช่นเดียวกับข้าราชการหรือลูกจ้างที่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณแผ่นดินประเภทเงินเดือน ซึ่งได้รับการยกเว้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง (๑) มิให้นำบทบัญญัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาใช้บังคับแต่ประการใด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงาน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นสถานศึกษาในสังกัดของทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๑ และมีฐานะเป็นกรมตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ใช้บังคับ จึงมีฐานะเป็นสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาตามมาตรา ๘๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโจทก์อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีในตำแหน่งอาจารย์ประจำหลักสูตรสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้างครั้งที่ ๒ ผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติหน้าที่เดิมและได้รับค่าจ้างมาโดยตลอด ทั้งที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ต้องทำสัญญาจ้างกับผู้ฟ้องคดีมีกำหนดระยะเวลา ๓ ปี ตามประกาศคณะกรรมการบริหารงานบุคคลประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องการกำหนดระยะเวลาการจ้างและรูปแบบสัญญาจ้างมหาวิทยาลัยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ต่อสัญญาให้ผู้ฟ้องคดี กลับมีหนังสือแจ้งยกเลิกการจ้างโดยให้เหตุผลว่าผลการประเมินของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นไปตามเกณฑ์ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่จัดทำสัญญาจ้างตามประกาศดังกล่าว แต่กลับแจ้งสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งการแจ้งสิ้นสุดระยะเวลาการจ้าง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จัดทำสัญญาจ้างตามระยะเวลาการจ้างและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๑๑๐,๐๐๘.๔๖ บาท พร้อมดอกเบี้ย กรณีจึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่าสัญญาจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ฉบับพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองหรือสัญญาทางแพ่ง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองและมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่าสัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการบริการสาธารณะด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาในการจัดการเรียนการสอนและการวิจัย โดยสัญญาพิพาทเป็นสัญญาเพื่อจัดหาบุคคลมาดำเนินการบริการสาธารณะด้านการศึกษา ซึ่งจ้างผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ประจำหลักสูตรสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศอันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินงานหรือร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ตามนิยามสัญญาทางปกครองของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้างหรือสิ้นสุดระยะเวลาจ้างโดยไม่ปฏิบัติตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสุจินตรา จินตโรจน์ ผู้ฟ้องคดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ ๑ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ที่ ๒ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ ๓ คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ก.อ.ม.) ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุจินตรา จินตโรจน์
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 27/2559
#601409
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เปลี่ยนแปลงข้อมูลทางทะเบียนของโจทก์และเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 4 กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่เมื่อมูลเหตุที่โจทก์อ้างเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกับปัญหาว่าโจทก์เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กทั้งสามหรือไม่ แม้โจทก์จะอ้างว่ามิได้เป็นภริยาของจำเลยที่ 4 และเด็กทั้งสามไม่ใช่บุตรของโจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนเกิดของเด็กทั้งสามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องระบุว่าโจทก์เป็นมารดาและจำเลยที่ 4 เป็นบิดาของเด็กทั้งสาม ผลของคดีย่อมกระทบต่อสถานะการเป็นบิดามารดากับบุตรรวมถึงสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัว คดีนี้จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

สำหรับคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 แก้ไขเปลี่ยนข้อมูลทางทะเบียนของโจทก์โดยลบชื่อหรือเพิกถอนชื่อโจทก์ออกจากสถานะมารดาของเด็กทั้งสามนั้น แม้จะมิได้มีนิติสัมพันธ์ในทางครอบครัว แต่การที่จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ไม่เคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 4 และโจทก์ไม่ได้เป็นมารดาของเด็กทั้งสาม อันถือได้ว่ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 5 ทำให้โจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องในส่วนนี้ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนาย พ. ตั้งแต่ปี 2527 จนกระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2540 จึงได้จดทะเบียนสมรสกัน ประมาณปี 2535 โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานให้บริการขนส่งรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 80 จำเลยที่ 4 เคยขอบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์แล้วนำมาคืนในวันเดียวกัน หลังจากนั้นโจทก์ไม่ได้พบจำเลยที่ 4 อีก ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 นาง ค. ไม่ทราบชื่อสกุล ภริยาชาวลาวของจำเลยที่ 4 มาขอให้โจทก์ไปแสดงตนต่อเจ้าพนักงานเขตบางแคเพื่อแสดงฐานะความเป็นมารดาระหว่างโจทก์กับเด็กชาย ป. ในการทำบัตรประจำตัวประชาชนเด็กชาย ป. โจทก์จึงทราบว่าจำเลยที่ 4 ปลอมแปลงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์แล้วนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 3 ผู้รับจดทะเบียนการเกิดว่าโจทก์เป็นมารดาเด็กชาย ป. ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์ไม่เคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 4 และโจทก์ตรวจสอบรายการทะเบียนคนเกิดของบุตรจำเลยที่ 4 อีก 2 คน คือเด็กหญิง ช. และเด็กชาย ส. ก็พบว่ามีการแจ้งข้อมูลต่อนายทะเบียนของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์เป็นมารดาของบุตรจำเลยที่ 4 ทั้งสองคน ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะโจทก์ไม่เคยรู้จักและไม่ได้เป็นมารดาของเด็กทั้งสาม การกระทำของจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางทะเบียนของโจทก์ โดยลบหรือเพิกถอนชื่อโจทก์ออกจากสถานะมารดาของเด็กทั้งสาม และให้จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของจำเลยที่ 1 บันทึกข้อมูลในทะเบียนว่า โจทก์มีฐานะเป็นมารดาของเด็กทั้งสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไปตามที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 เมื่อจำเลยที่ 4 ในฐานะบิดามาแจ้งการเกิดของเด็กทั้งสามต่อนายทะเบียนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยนำสำเนาบัตรประชาชนของจำเลยที่ 4 และของโจทก์มาแสดงโดยอ้างว่าโจทก์เป็นมารดาของเด็กทั้งสาม ซึ่งเป็นไปตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ.2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงรับจดทะเบียนและออกสูติบัตรเป็นหลักฐานให้แก่ผู้แจ้ง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลจังหวัดตลิ่งชันพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้เป็นคดีปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลจังหวัดตลิ่งชันเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางทะเบียนของโจทก์โดยลบชื่อหรือเพิกถอนชื่อโจทก์ออกจากสถานะมารดาของเด็กทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 4 และให้จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ไม่เคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 4 และไม่ได้เป็นมารดาของเด็กทั้งสาม แต่จำเลยที่ 4 ปลอมแปลงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์แล้วนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 3 ที่รับจดทะเบียนการเกิดของเด็กทั้งสามว่าโจทก์เป็นมารดาซึ่งไม่เป็นความจริง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ดังนี้ ตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เปลี่ยนแปลงข้อมูลทางทะเบียนของโจทก์และเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 4 กระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่เมื่อมูลเหตุที่โจทก์อ้างเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกับปัญหาว่าโจทก์เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กทั้งสามหรือไม่ แม้โจทก์จะอ้างว่ามิได้เป็นภริยาของจำเลยที่ 4 และเด็กทั้งสามไม่ใช่บุตรของโจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนเกิดของเด็กทั้งสาม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องระบุว่าโจทก์เป็นมารดาและจำเลยที่ 4 เป็นบิดาของเด็กทั้งสาม ผลของคดีย่อมกระทบต่อสถานะ การเป็นบิดามารดากับบุตรรวมถึงสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัว คดีนี้จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

สำหรับคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 แก้ไขเปลี่ยนข้อมูลทางทะเบียนของโจทก์โดยลบชื่อหรือเพิกถอนชื่อโจทก์ออกจากสถานะมารดาของเด็กทั้งสาม แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้มีนิติสัมพันธ์ในทางครอบครัวกับโจทก์ แต่การที่จะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า โจทก์ไม่เคยอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 4 และโจทก์ไม่ได้เป็นมารดาของเด็กทั้งสาม อันถือได้ว่ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5 โจทก์ย่อมมีสิทธิเสนอคำฟ้องในส่วนนี้ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวได้

วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 4 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร.
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 26/2559
#599769
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบกำหนดแล้ว เพียงแต่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปอีก 180 วัน เมื่อผลประเมินไม่เป็นที่พอใจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่อไปตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูน ได้วินิจฉัยว่า ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมกาย-จิต-สังคม บำบัด ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านเป็นเวลา 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันนับตั้งแต่วันที่เข้ารับการฟื้นฟู จากนั้นให้เข้ารับการฟื้นฟูในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 2 เดือน ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และยินยอมให้เก็บปัสสาวะส่งตรวจและให้ทำงานบริการสังคมจำนวน 20 ชั่วโมง ต่อมาคณะอนุกรรมการมีคำสั่งที่ 731/2555 ให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปอีก 180 วัน โดยปรับแผนการฟื้นฟูเป็นแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 6 เดือน รายงานตัวทุก 15 วัน และทำงานบริการสังคมจำนวน 12 ชั่วโมง บัดนี้ ครบ 180 วัน ที่ขยายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ปรากฏว่าระดับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ผลการประเมินพฤติกรรมไม่ผ่าน เนื่องจากค้างรายงานตัว 11 ครั้ง และค้างการทำงานบริการสังคมจำนวน 12 ชั่วโมง ยังคงเกี่ยวข้องกับสารเสพติด ติดตามแล้วไม่สามารถติดตามได้ คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่า การฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงเห็นควรส่งตัวคืนพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าซาง ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูน ที่ 2128/2555 เอกสารท้ายฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้ครบกำหนดการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลา 6 เดือน แล้วผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่น่าพอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดออกไปอีก 180 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดใช้ดุลยพินิจไม่ขยายเวลาฟื้นฟูออกไปอีก จึงเป็นกรณีที่การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในรายของจำเลยได้ครบกำหนดระยะเวลาแล้ว เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำวินิจฉัยตามเอกสารท้ายฟ้องว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่พอใจ จึงต้องยุติตามนั้น ถือว่าจำเลยได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดระยะเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจแจ้งให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการดำเนินคดีต่อไปตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จากข้อเท็จจริงข้างต้นแสดงว่าจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง แล้วและจำเลยได้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาหกเดือน ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ครบกำหนดแล้ว เพียงแต่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูน ให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปอีก 180 วัน โดยปรับแผนการฟื้นฟูเป็นแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 6 เดือน รายงานตัวทุก 15 วัน และทำงานบริการสังคมจำนวน 12 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อครบ 180 วัน ที่ขยาย ปรากฏว่าระดับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ผลการประเมินพฤติกรรมไม่ผ่านเนื่องจากค้างรายงานตัว 11 ครั้ง และค้างการทำงานบริการสังคมจำนวน 12 ชั่วโมง ยังคงเกี่ยวข้องกับสารเสพติด ติดตามแล้วไม่สามารถติดตามได้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนจึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูยังไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามนัยมาตรา 25 จึงคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและตามพฤติการณ์แห่งคดี ข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควร หากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า แม้จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมายเป็นเวลา 6 เดือน จนผ่านการประเมินในทุกขั้นตอนขณะที่เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ แต่เมื่อมีการขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปอีก ปรากฏว่าจำเลยยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยย่อมไม่อาจทำให้จำเลยเลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้ จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยเมื่อลดโทษแล้ว มีกำหนด 3 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย จึงเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 33 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายวีระพงษ์ วงศยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายพีระศักดิ์ ใจเสงี่ยม
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
สมยศ เข็มทอง
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 26/2559
#598653
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยรามคำแหงเรียกค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริการในการเดินทางศึกษาดูงานของนักศึกษาโครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้จัดการยุคใหม่ ณ ประเทศญี่ปุ่น กับให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันและชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน เห็นว่า ข้อกำหนดของสัญญามีลักษณะเป็นสัญญาจ้างเหมาบริการซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของทั่วไป แม้ขอบเขตของงาน (TOR) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระบุวัตถุประสงค์ว่าเพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้ประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ สามารถประยุกต์ใช้ในการเรียนและการปฏิบัติงานจริง ก็เป็นเพียงวัตถุประสงค์ของการศึกษาดูงานตามโครงการ มิใช่วัตถุประสงค์ให้โจทก์เข้าจัดทำบริการสาธารณะเสียเอง ประกอบกับขอบเขตของงานตามสัญญาและที่กำหนดในใบเสนอราคาล้วนเป็นบริการเกี่ยวกับการจองตั๋วเครื่องบินค่าธรรมเนียมการเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ การผ่านแดน ค่าพาหนะ ค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าจัดทำเอกสารการเดินทาง กระเป๋า และเสื้อโปโลของคณะเดินทาง รวมถึงค่าประกันอุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งเป็นการจ้างเหมาบริการเท่านั้น แม้จะปรากฏว่ามีค่าบริการเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสถานที่ศึกษาดูงานด้วย หน้าที่ของโจทก์ก็เป็นเพียงนายหน้าในการพาคณะนักศึกษาเข้าศึกษาดูงานในสถานที่ดังกล่าว แต่มิใช่เป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ทั้งสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สัญญาพิพาทในคดีนี้จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๖/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ บริษัทดราโก้ โวยาจ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยรามคำแหง จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๕๔๓๐/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริการในการเดินทางศึกษาดูงานของนักศึกษาโครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้จัดการยุคใหม่ ณ ประเทศญี่ปุ่น จำนวน ๖ สัญญา ได้แก่สัญญาเลขที่ ๑๘/๒๕๕๗ ถึงสัญญาเลขที่ ๒๓/๒๕๕๗ โดยมีประธานโครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้จัดการยุคใหม่เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรับผิดชอบและการปฏิบัติตามสัญญาทั้งหมด ต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาเลขที่ ๑๙/๒๕๕๗ ถึงเลขที่ ๒๓/๒๕๕๗ กับโจทก์โดยไม่มีเหตุอันควร ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๗,๗๐๗,๓๕๓.๗๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวน ๕ ฉบับ และให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการให้บริการนำนักศึกษาโครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้จัดการยุคใหม่รุ่นต่าง ๆ ของคณะบริหารธุรกิจของจำเลยไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นจำนวน ๖ สัญญาจริง โดยโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาฉบับแรก เลขที่ ๑๘/๒๕๕๗ ครบถ้วน และจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสัญญาพร้อมทั้งคืนหนังสือค้ำประกันให้แก่โจทก์แล้ว ส่วนสัญญาอีก ๕ ฉบับ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่สามารถหารถบัสสำหรับบริการรับส่งคณะเดินทางไปศึกษาดูงานตลอดการเดินทางในประเทศญี่ปุ่นได้ จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาโดยชอบ ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริการเดินทางศึกษาดูงานของนักศึกษาโครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้จัดการยุคใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่นจำนวน ๖ สัญญา โดยโจทก์เป็นผู้ดำเนินการรับเหมาจัดทัวร์และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางนับแต่ออกเดินทางจนถึงเดินทางกลับ โดยโจทก์หวังเพียงเงินกำไรที่ได้จากการดำเนินธุรกิจเท่านั้น ไม่มีเจตนาที่จะร่วมกับจำเลยดำเนินการอันเป็นการบริการสาธารณะตามที่จำเลยกล่าวอ้างสัญญาทั้ง ๖ สัญญามีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๗ มีสาระสำคัญวัตถุประสงค์ของข้อตกลงอย่างเดียวกันคือ โจทก์ประกอบธุรกิจให้บริการท่องเที่ยวต่างประเทศ รับจ้างจำเลยนำนักศึกษาไปดูงานต่างประเทศตามหลักสูตรการศึกษาของจำเลย โดยจำเลยผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ประสงค์เพียงเงินกำไรจากการดำเนินการดังกล่าว สัญญาดังกล่าวเป็นลักษณะของการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ของเอกชน ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยไม่ได้มอบหมายให้โจทก์เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดการบริการสาธารณะกับจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ อีกทั้งเนื้อหาของข้อตกลงเป็นเพียงข้อกำหนดปกติที่พบเห็นได้ในสัญญาทั่วไปมิได้แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐเพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองอันเป็นบริการสาธารณะบรรลุผล แต่เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นโดยมุ่งผูกพันด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาคเท่าเทียมกันอันเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีหน่วยงานทางปกครองเป็นคู่สัญญา ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามข้อตกลงในเรื่องสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริการเดินทางไปศึกษาดูงานของนักศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นสถานศึกษาในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย จัดตั้งตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ๒๕๔๑ จำเลยจึงมีฐานะเป็นสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งจำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริการในการเดินทางศึกษาดูงานของนักศึกษาโครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้จัดการ ยุคใหม่ ณ ประเทศญี่ปุ่น จำนวน ๖ ฉบับ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง คือจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และสัญญาดังกล่าวกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดหาบัตรโดยสารเครื่องบินจองที่พักและจัดเตรียมร้านอาหารเพื่อบริการผู้เข้าร่วมโครงการตลอดการเดินทาง จัดทำคู่มือและรายละเอียดการเดินทาง จัดหาเครื่องดื่มและอาหารว่าง จัดทำเสื้อโปโลและกระเป๋าลากเพื่อแจกนักศึกษาที่ร่วมเดินทาง จัดทำกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ จัดหารถบัสโดยสารเพื่อบริการรับส่ง โดยโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมมูลค่าการว่าจ้างทั้งหมดเป็นเงินจำนวน ๕๙,๘๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งแม้สัญญาว่าจ้างดังกล่าวจะกำหนดการให้ค่าตอบแทน ผลประโยชน์ หรือกำไรแก่คู่สัญญาด้วยก็ตาม แต่สัญญาที่มีการกำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้ค่าตอบแทนผลประโยชน์ หรือกำไรก็มิใช่ต้องเป็นสัญญาในทางกฎหมายเอกชนเท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณามาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ๒๕๔๑ บัญญัติให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นมหาวิทยาลัยรามคำแหงตามพระราชบัญญัตินี้และเป็นนิติบุคคล โดยมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถานศึกษาและวิจัยแบบตลาดวิชาที่ผู้ศึกษาสามารถศึกษาได้ด้วยตนเองโดยไม่จำต้องเข้าชั้นเรียนที่มหาวิทยาลัยจัดให้ ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัยให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม จึงเห็น ได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการบริการนักศึกษา ซึ่งสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริการในการเดินทางศึกษาดูงานของนักศึกษาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑. เพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้ประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจสามารถประยุกต์ใช้ในการเรียนและปฏิบัติงานจริง ๒. เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากการศึกษาดูงานระหว่างศึกษาด้วยกันเอง วิทยากร และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องและเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกล ๓. เพื่อแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมของไทยกับต่างประเทศ และ ๔. เพื่อเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี และความผูกพันระหว่างนักศึกษาของสถาบัน แม้จะมีลักษณะให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการรับเหมาจัดทัวร์และรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายในการเดินทางนับแต่ออกเดินทางจนถึงเดินทางกลับ โดยโจทก์จะได้เงินกำไรจากการดำเนินธุรกิจด้วยก็ตาม แต่เมื่อการดำเนินการดังกล่าวเป็นการบริการนักศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร สาขาการจัดการ สาขาวิชาการตลาด และสาขาวิชาการบัญชี ซึ่งกำหนดให้นักศึกษาต้องฝึกอบรม ศึกษาดูงานนอกสถานที่หรือในสถานที่ปฏิบัติงานจริงก่อนสอบประมวลผลเพื่อสำเร็จการศึกษา โดยกำหนดเป็นกลยุทธ์การสอนที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะทางปัญญาและด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลและความรับผิดชอบของหลักสูตรด้วย ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวได้รับการอนุมัติและรับรองจากสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการว่าจ้างโจทก์เพื่อให้โจทก์ดำเนินการแทนจำเลยบางส่วนในการจัดทำบริการสาธารณะอันเกี่ยวกับการดำเนินการตามหลักสูตรดังกล่าว ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะ และเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน คืนหนังสือค้ำประกัน และชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันตามสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริการในการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น ของนักศึกษาโครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้จัดการยุคใหม่ เลขที่ ๑๙/๒๕๕๗ ถึงเลขที่ ๒๓/๒๕๕๗ รวม ๕ ฉบับ จำเลยให้การว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์จริง โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาว่าจ้างทั้ง ๕ ฉบับ จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย จำเลยบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว และคำฟ้องในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุม พร้อมทั้งโต้แย้งว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างเหมาให้บริการในการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น โครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้จัดการยุคใหม่ เป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ข้อเท็จจริงคดีนี้จำเลยเป็นสถาบันในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งมีกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้นโดยเฉพาะและมีฐานะเป็นกรม ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ใช้บังคับ จึงมีฐานะเป็นสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ตามมาตรา ๘๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยจำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้บริการในการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น ของนักศึกษาโครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้จัดการยุคใหม่ จำนวน ๖ ฉบับ ซึ่งข้อ ๑ ของสัญญาระบุว่า ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างและผู้รับจ้างตกลงรับจ้างเหมาบริการในการเดินทางศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น ข้อ ๖ ระบุหน้าที่ของโจทก์ว่า ผู้รับจ้างตกลงรับจ้างทำการตามสัญญาข้อ ๑ โดยต้องจัดหาพนักงานที่มีความประพฤติดี มีความสามารถปฏิบัติงานด้วยความเรียบร้อย จัดหาแพคเกจทัวร์ ใช้วัสดุ เครื่องมือเครื่องใช้ และอุปกรณ์ชนิดดี ข้อกำหนดของสัญญาจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างเหมาบริการซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของทั่วไป แม้ขอบเขตของงาน (TOR) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระบุวัตถุประสงค์ว่า ๓.๑ เพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้ประสบการณ์จริงเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ สามารถประยุกต์ใช้ในการเรียนและการปฏิบัติงานจริง ก็เป็นเพียงวัตถุประสงค์ของการศึกษาดูงานตามโครงการมิใช่วัตถุประสงค์ให้โจทก์เข้าจัดทำบริการสาธารณะเสียเอง ประกอบกับเมื่อพิจารณาขอบเขตของงานตามสัญญาข้อ ๗ และที่กำหนดในใบเสนอราคาล้วนเป็นบริการเกี่ยวกับการจองตั๋วเครื่องบินค่าธรรมเนียมการเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ การผ่านแดน ค่าพาหนะ ค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าจัดทำเอกสารการเดินทาง กระเป๋า และเสื้อโปโลของคณะเดินทาง รวมถึงค่าประกันอุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งเป็นการจ้างเหมาบริการเท่านั้น แม้จะปรากฏว่ามีค่าบริการเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสถานที่ศึกษาดูงานด้วย หน้าที่ของโจทก์ก็เป็นเพียงนายหน้าในการพาคณะนักศึกษาเข้าศึกษาดูงานในสถานที่ดังกล่าว แต่มิใช่เป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ทั้งสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สัญญาพิพาทในคดีนี้จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทดราโก้ โวยาจ จำกัด โจทก์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงจำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ดราโก้ โวยาจ จำกัด
จำเลย — มหาวิทยาลัยรามคำแหง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2559
#595676
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโจทก์เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและบอกเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด เห็นว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยเป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่จำเลยตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งครูสอนภาษาอังกฤษ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๕/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ นางสาวชาริโต โมราดา ชาบาติก โจทก์ ยื่นฟ้องโรงเรียนนวมิน ทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๑๒/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงาน ตำแหน่งครูสอนภาษาอังกฤษ โดยทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือมีกำหนดระยะเวลาจ้างปีต่อปี ได้รับอัตราค่าจ้างครั้งสุดท้ายเดือนละ ๓๒,๙๖๐ บาท โดยได้รับค่าจ้างจากรายได้ของสมาคมผู้ปกครองและครู โจทก์ทำงานตามสัญญาจ้างและตามคำสั่งของจำเลย โดยถูกต้องและสุจริตไม่เคยกระทำความผิดใด ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อ้างสาเหตุว่าโจทก์ไม่ช่วยเหลือค่ายภาษาอังกฤษของจำเลยซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากโจทก์ต้องดูแลปู่ของโจทก์ที่กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลที่ประเทศฟิลิปปินส์ การเลิกสัญญาจ้างโจทก์เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตามกฎหมายต้องให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในคราวถัดไป คือวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน ๑๓๑,๘๔๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวม ๓๒,๙๖๐ บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน ๑๙๗,๗๖๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยผู้อำนวยการโรงเรียนได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งครูอัตราจ้างสอนภาษาอังกฤษ ต่อมา ระหว่างวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยจัดกิจกรรมค่ายภาษาอังกฤษ จำเลยมอบหมายให้ครูต่างชาติทุกคนทำหน้าที่วิทยากรค่าย และระหว่างวันที่ ๕ ถึง ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยมอบหมายให้ครูต่างชาติทุกคนปฏิบัติหน้าที่ในการสอนปรับพื้นฐาน ณ โรงเรียนของจำเลย โจทก์ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่วิทยากรพี่เลี้ยงประจำกลุ่ม โจทก์ได้ทราบถึงภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี แต่โจทก์ไม่มาปฏิบัติหน้าที่วิทยากรค่ายภาษาอังกฤษโดยไม่แจ้งเหตุผลแต่อย่างใด จำเลยต้องใช้งบประมาณพิเศษเพิ่มเติมจัดหาครูต่างชาติเพื่อทำหน้าที่แทนโจทก์ การกระทำของโจทก์เป็นการผิดสัญญา ข้อ ๕ ทั้งโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลา พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจ้าง จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาจ้างตามข้อ ๙ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า โจทก์ได้รับหนังสือเลิกจ้างโดยชอบแล้ว และจำเลยยังได้จ่ายค่าจ้างของเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ จำนวน ๓๒,๙๖๐ บาท ด้วยการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ หรือกฎหมายแรงงานใดๆ จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างแรงงานระบุข้อความว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน โดยให้โจทก์ทำการสอนตามที่จำเลยมอบหมายในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึง ๖ รวม ๒๒ คาบ ต่อสัปดาห์ในวิชาภาษาอังกฤษ ได้รับเงินเดือนๆ ละ ๓๒,๙๖๐ บาท กำหนดระยะเวลาจ้างตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ และในการต่อสัญญาเป็นไปตามอัตโนมัติหากไม่มีการบอกเลิกการจ้าง ๓๐ วัน ก่อนวันสิ้นสุดสัญญา ซึ่งลักษณะของสัญญาเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามปกติ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของระเบียบวินัย ของข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ ทั้งโจทก์ไม่มีสถานะเป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำ หรือลูกจ้างชั่วคราว หรือพนักงานของรัฐอื่นอันจะถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อสัญญาที่แสดงลักษณะพิเศษ หรือการใช้อำนาจของรัฐแต่อย่างใด ทั้งในการจัดจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าว จำเลยไม่ได้ของบประมาณแผ่นดิน แต่ได้รับเงินสนับสนุนจากสมาคมผู้ปกครองของจำเลยที่ต้องการให้นักศึกษาฝึกใช้ภาษาอังกฤษจากอาจารย์ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษนั้น เท่ากับไม่ได้มีการขออัตราครูผู้สอนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มิได้มีการเปิดสอบโดยได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่กำกับดังกล่าว ในการประเมินผลงานของโจทก์ในการสอนนั้น ก็ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบของทางราชการ โดยให้มีการต่อสัญญาหลังจากเมื่อครบกำหนดแล้วหากไม่มีการบอกเลิกสัญญาจ้าง ๓๐ วัน ก่อนวันสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งตามปกติจำเลยเป็นโรงเรียนของรัฐก็ย่อมต้องมีครูสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นครูตามอัตรากำลังที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดไว้แล้ว หากจำเลยเลิกสัญญากับโจทก์ก็สามารถจัดหาครูคนใหม่มาทดแทนได้ กรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การที่จำเลยจ้างโจทก์นั้นเป็นส่วนเสริมเพิ่มเติมขึ้นจากการสอนของครูในโรงเรียนของจำเลยซึ่งเป็นส่วนราชการอยู่ตามปกติแล้ว แม้จำเลยไม่จ้างโจทก์ทำหน้าที่ครูสอนภาษาอังกฤษก็ไม่กระทบต่อบริการสาธารณะของจำเลยที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาสัมปทานหรือสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ และมิใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตกลงทำสัญญากับโจทก์ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศให้เข้าทำงานในตำแหน่งครูผู้สอนภาษาอังกฤษ โดยกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ปฏิบัติ ดังนี้ (๑) ปฏิบัติหน้าที่ครูสอนตามตารางสอนที่จำเลยมอบหมายในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึงที่ ๖ รวม ๒๒ คาบต่อสัปดาห์ (๒) สอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การออกเสียงทักษะการฟัง พูด และวิชาภาษาอังกฤษทุกรายวิชาตามที่จำเลยจัดให้ (๓) จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้และดำเนินการจัดประเมินผลในรายวิชาที่สอน และ (๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นของครูตามที่ได้รับมอบหมายจากทางจำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองได้ทำสัญญาที่มีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย คือการเป็นครูสอน อันเป็นหน้าที่เช่นเดียวกับครูหรือบุคลากรด้านการศึกษาอื่นๆ โดยสิทธิและหน้าที่ของโจทก์เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างตามแบบสัญญาจ้างและอัตราค่าจ้างที่กระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลางกำหนด ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค ๐๔๑๕/ว.๔๑ ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๖ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติการจ้างลูกจ้างชาวต่างประเทศที่มีสัญญาจ้าง และหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค ๐๔๑๕/๓๓๑๑ ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เรื่อง การใช้เงินนอกงบประมาณในการจ้างครูชาวต่างประเทศ ดังนั้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนการจ้างโจทก์โดยใช้เงินบริจาคจากสมาคมผู้ปกครองและครูของจำเลยนั้น เมื่อสัญญาจ้างโจทก์มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นเรื่องการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานและหน้าที่ที่โจทก์ต้องดำเนินการตามสัญญาก็คือการเป็นครูสอนนักเรียนในสถานศึกษาเช่นเดียวกันกับครูหรือบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ ทุกคน การจ่ายเงินค่าจ้างสอน โดยใช้เงินส่วนใดจึงไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุแห่งสัญญาและหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แปลกแยกแตกต่างออกไปจากครูหรือบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ นอกจากนั้น แม้จำเลยจะใช้จ่ายเงินที่ไม่ใช่เงินงบประมาณโดยตรง แต่การใช้จ่ายเงินดังกล่าวก็มีระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานว่าด้วยการบริหารจัดการเกี่ยวกับเงินรายได้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๙ ประกอบกับประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์ อัตรา และวิธีการนำเงินรายได้สถานศึกษาไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ วางหลักเกณฑ์ในการใช้จ่ายเงินรายได้สถานศึกษาซึ่งรวมถึงเงินบริจาคที่สถานศึกษารับไว้เป็นการเฉพาะโดยเป็นกฎเกณฑ์ที่มีขึ้นเพื่อช่วยควบคุมกำกับการใช้จ่ายเงินของสถานศึกษา และในขณะเดียวกันก็เพื่อส่งเสริมให้มีการนำเงิน ทรัพย์สิน หรือทรัพยากรอื่นจากส่วนต่างๆ มาสนันสนุนการจัดการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น การจ่ายเงินค่าจ้างสอนโดยใช้เงินส่วนใด จึงไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุแห่งสัญญาและหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แปลกแยกแตกต่างออกไปจากครูหรือบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ แต่อย่างใด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโจทก์เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและบอกเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จำเลยต้องจัดหาครูต่างชาติเพื่อทำหน้าที่แทนโจทก์ การกระทำของโจทก์เป็นการผิดสัญญาและไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลา พ.ศ. ๒๕๓๕ จำเลยบอกเลิกจ้างโดยชอบ และยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ คดีนี้จำเลยเป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๓๔ (๒) ประกอบมาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ และมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจำเลยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานการที่จำเลยตกลงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เข้าทำงาน ตำแหน่งครูสอนภาษาอังกฤษ โดยกำหนดหน้าที่ให้โจทก์ปฏิบัติ ดังนี้ (๑) ปฏิบัติหน้าที่ครูสอนตามตารางสอนที่จำเลยมอบหมายในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึงที่ ๖ รวม ๒๒ คาบต่อสัปดาห์ (๒) สอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การออกเสียงทักษะการฟัง พูด และวิชาภาษาอังกฤษทุกรายวิชาตามที่จำเลยจัดให้ (๓) ให้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้และดำเนินการจัดประเมินผลในรายวิชาที่สอน และ (๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นของครูตามที่ได้รับมอบหมายจากทางจำเลย สัญญาดังกล่าว จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสาวชาริโต โมราดา ชาบาติก โจทก์ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชาริโต โมราดา ชาบาติก
จำเลย — โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 24/2559
#596475
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องว่า บริษัทปตท.ฯ ผู้คัดค้าน ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทนาแคปฯ วางท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งตามสัญญามีข้อตกลงกันว่า ข้อพิพาทใดๆตามสัญญาที่เกิดขึ้นให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทผู้คัดค้านเป็นผู้ชี้ขาดและหากผู้รับจ้างประสงค์จะเสนอข้อพิพาทให้แก่อนุญาโตตุลาการ และอนุญาโตตุลาการแต่ละฝ่ายไม่อาจตกลงกันได้ ก็ให้ร้องขอต่อศาลยุติธรรมแห่งประเทศไทยแต่งตั้งประธานอนุญาโตตุลาการ ต่อมาผู้คัดค้านไม่ชำระค่าจ้าง บริษัทนาแคปฯ เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งได้มีหมายเรียกบุคคลมาให้เป็นพยานแก่อนุญาโตตุลาการและมีคำสั่งแต่งตั้งประธานอนุญาโตตุลาการ ต่อมา คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระค่าจ้างแก่บริษัทนาแคปฯ แต่ผู้คัดค้านไม่ชำระ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ จึงยื่นคำร้องขอให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิบังคับตามคำชี้ขาด เนื่องจากได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาพิพาทให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการไม่เป็นไปตามสัญญา เนื่องจากต้องให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้คัดค้านวินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อน จึงจะทำการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการได้ การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการของผู้ร้องจึงเป็นการข้ามขั้นตอน นอกจากนี้คำชี้ขาดมีข้อผิดพลาดมากมาย ดังนี้ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการคัดค้านอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการในการพิจารณาข้อพิพาท กับคำชี้ขาดไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อปรากฏว่าในการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งได้ออกหมายเรียกบุคคลให้มาเป็นพยานแก่อนุญาโตตุลาการ และมีคำสั่งแต่งตั้งประธานอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านแล้ว ศาลแพ่งจึงเป็นศาลที่ใช้อำนาจเหนือคดีนี้มาโดยตลอดและเป็นศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล ตามพรบ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา ๙ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๔/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคป เอเซีย แปซิฟิก (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๑๑๗/๒๕๕๗ความว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๘ บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน ได้ว่าจ้างบริษัทนาแคปฯ วางท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย-โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ/ใต้ สัญญาเลขที่ พีทีที/จีเอเอส/๒/๘/๔๘ ซึ่งมีข้อตกลงให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ บริษัทนาแคปฯ ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้คัดค้านผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้าง เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ บริษัทนาแคปฯ จึงเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ค่าว่าจ้างรวมทั้งค่าเสียหาย ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทนาแคปฯ และเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๖ มีคำพิพากษาให้ล้มละลาย ต่อมาคณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าก่อสร้างและค่าเสียหายจำนวน ๑,๑๔๓,๗๑๐,๗๑๓.๑๕ บาท และจำนวน ๗๓,๖๙๙,๕๒๐.๘๒ เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยของเงินแต่ละจำนวนในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับถึงกำหนดชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัทนาแคปฯ ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับแต่วันถึงกำหนดตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับจนถึงวันเสนอข้อพิพาทต้องไม่เกิน ๑๑๐,๒๘๗,๗๘๓.๐๙ บาท และ๗,๖๔๙,๖๐๖.๐๕ เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ และให้คืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ๒๑/๒๕๕๗ แต่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตาม ขอบังคับให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการกับให้ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าจ้างเพิ่มเติมและงานเปลี่ยนแปลงขอบเขตงานตามสัญญา อนึ่ง ตามสัญญาข้อพิพาท ข้อ ๑๗.๒ กำหนดว่า การระงับข้อพิพาทให้กระทำโดยการตั้งอนุญาโตตุลาการ และหากตกลงกันไม่ได้ ให้ร้องขอต่อศาลยุติธรรมเพื่อแต่งตั้งประธานอนุญาโตตุลาการให้ และในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งได้ออกหมายเรียกพยานบุคคล และมีคำสั่งแต่งตั้งประธานอนุญาโตตุลาการแล้ว ศาลแพ่งจึงเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครอง ภายหลังจากทำสัญญาแล้ว บริษัทนาแคปฯ บริหารงานล้มเหลวเป็นเหตุให้ผู้รับเหมาช่วงต่างๆ ยื่นฟ้องบริษัทนาแคปฯ เป็นคดีแพ่งรวม ๓๖ คดี คิดเป็นมูลค่า ๑,๒๖๔,๕๐๒,๗๘๐.๗๓ บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวได้มีหมายอายัดค่าจ้างถึงผู้คัดค้าน แต่ในขณะเดียวกันนั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ก็มีหนังสือบอกกล่าวผู้คัดค้านว่า บริษัทนาแคปฯ ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างตามสัญญาให้แก่ธนาคารแล้ว ซึ่งต่อมาภายหลังมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วว่าการโอนหนี้ดังกล่าวมีผลสมบูรณ์แล้ว บริษัทนาแคปฯ จึงไม่ใช่เจ้าของสิทธิเรียกร้อง หลังจากนั้นเจ้าหนี้ในคดีแพ่งยื่นฟ้อง บริษัทนาแคปฯ ให้ล้มละลาย แต่ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัทนาแคปฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ และตามสัญญาพิพาทการระงับข้อพิพาทจะต้องให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้คัดค้านวินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อน การเสนอข้อพิพาทของบริษัทนาแคปฯ จึงเป็นการข้ามขั้นตอนกับเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่มีอำนาจ นอกจากนี้คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการมีข้อผิดพลาดมากมายทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๔๗/๒๕๕๗ ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลแพ่งพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่อย่างไรก็ตาม แม้การแสวงหาก๊าซปิโตรเลียมเป็นการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นสัญญาทางปกครองก็ตาม แต่ผู้คัดค้านเพียงว่าจ้างบริษัทนาแคปฯ ให้วางท่อก๊าซธรรมชาติเท่านั้น ไม่ได้มอบหมายให้บริษัทนาแคปฯ เข้ามาจัดหาก๊าซธรรมชาติแทนผู้คัดค้านหรือให้ผู้ร้องผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และผู้คัดค้านไม่ได้อนุญาตให้บริษัทนาแคปฯ เข้าไปหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในอำนาจดูแลรักษาของผู้คัดค้าน ทั้งท่อส่งก๊าซธรรมชาติเป็นเพียงอุปกรณ์ส่วนหนึ่งในการลำเลียงก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซธรรมชาติไปยังโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ จึงไม่ใช่สิ่งสาธารณูปโภคที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรงหรือเป็นอุปกรณ์สำคัญโดยตรงในการแสวงหาก๊าซธรรมชาติ สัญญาระหว่างบริษัทนาแคปฯ กับผู้คัดค้าน จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามคำนิยามแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่ง และเมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาดังกล่าวในเรื่องการบอกเลิกสัญญาฝ่ายเดียว สิทธิในการออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงงานหรือปฏิเสธที่จะไม่ออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงงาน สิทธิในการพิจารณาการขอขยายเวลาและค่าว่าจ้างเพิ่มเติมนั้น เป็นเพียงเงื่อนไขปกติทั่วไปในสัญญาจ้างทำของ ส่วนสิทธิในการวินิจฉัยตีความข้อสัญญาโดยให้ถือเป็นที่สุดและการให้สิทธิแก่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้คัดค้านในการตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทก็เป็นเพียงการระงับข้อพิพาทในเบื้องต้น ไม่ได้ผูกพันคู่สัญญาโดยเด็ดขาด เพราะหากไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินชี้ขาดดังกล่าว บริษัทนาแคปฯ ยังมีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการได้ จึงไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเป็นเอกสิทธิ์ใดที่กำหนดให้ผู้คัดค้านมีอำนาจเหนือบริษัทนาแคปฯ ดังนั้นจึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครองแต่อย่างใด นอกจากนี้ในการดำเนินการอนุญาโตตุลาการกระทำขึ้นในเขตอำนาจของศาลแพ่ง และศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งประธานคณะอนุญาโตตุลาการ และออกหมายเรียกพยานบุคคลเพื่อเบิกความ จึงถือได้ว่าศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการบังคับหรือปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมาตั้งแต่ต้นแล้วตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงควรให้มีการตรวจสอบกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการในเขตอำนาจของศาลเดียวกันโดยตลอด และที่สำคัญเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้บริษัทนาแคปฯ ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัทนาแคปฯ ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ (๓) การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ อันทำให้คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีล้มละลายที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) ไม่ประสงค์ให้คดีล้มละลาย รวมทั้งคดีที่เกี่ยวพันกับคดีล้มละลายอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า เดิมผู้คัดค้านเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมธุรกิจปิโตรเลียม รวมถึงการดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับหรือสนับสนุนการประกอบธุรกิจปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดแก่เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ตามนัยมาตรา ๕ และมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗ ที่จะกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ ตามมาตรา ๕ รวมถึง (๑)...(๒) จัดหา สำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม (๓) สำรวจ วางแผน ออกแบบและสร้างท่าเรือเพื่อธุรกิจปิโตรเลียม คลังปิโตรเลียม ระบบการขนส่งปิโตรเลียม โรงกลั่นปิโตรเลียมและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง (๔) ดำเนินการขนส่งปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมภายในประเทศ และระหว่างประเทศ (๕) จัดสร้างคลังสำหรับสะสมและสำรองปิโตรเลียม (๖) กำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัยในการขนส่งและใช้ปิโตรเลียม แม้ต่อมาผู้คัดค้านได้แปรสภาพไปเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ผู้คัดค้านยังคงมีวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณูปโภค และมีการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศเช่นเดิม การดำเนินกิจการของผู้คัดค้านจึงเป็นกรณีที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครอง หรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองจากรัฐ ผู้คัดค้านจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้ผู้คัดค้านว่าจ้างบริษัทนาแคป เอเซีย แปซิฟิก (ไทยแลนด์) จำกัด ดำเนินงานในโครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย - โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ/ใต้ ตามสัญญาเลขที่ PTT/GAS/๒/๘/๔๘ ลงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๘ ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวกำหนดให้บริษัทนาแคปฯ ทำการก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ขนาด ๓๐ นิ้ว จากสถานีควบคุมก๊าซ อาร์เอ ๖ ในตำบลไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ถึงสถานีวัดปริมาตรและควบคุมความดันก๊าซที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ตามข้อกำหนดของสัญญากำหนดให้ผู้คัดค้านในฐานะคู่สัญญาฝ่ายรัฐมีอำนาจเหนือบริษัทนาแคปฯ ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายเอกชน กรณีจึงเห็นได้ว่าสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย - โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ/ใต้ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายผู้คัดค้านเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการจัดให้มีระบบโครงข่ายก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงข่ายพลังงานอันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางด้านพลังงาน อันเป็นบริการสาธารณะของประเทศให้บรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อโต้แย้งของคู่สัญญาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่บริษัทนาแคปฯ อ้างว่าทำงานก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญาและส่งมอบให้แก่ผู้คัดค้านแล้ว แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉยไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญา บริษัทดังกล่าวจึงเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทนั้น ทั้งนี้ตามข้อ ๑๗.๐ ของสัญญา ซึ่งคู่สัญญาตกลงกันให้มีการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ ภายหลังจากคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด ตามข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ๓๘/๒๕๕๓ ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ๒๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๗ และแจ้งให้คู่สัญญาทราบแล้ว บริษัทนาแคปฯ ยังไม่ได้รับชำระเงินตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งต่อมาศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้บริษัทนาแคปฯ ล้มละลาย ดังนั้นการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวเข้าดำเนินการจัดการทรัพย์สินของบริษัทผู้ล้มละลาย ตามมาตรา ๒๒ ประกอบกับมาตรา ๑๔๐ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงเป็นกรณีผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวเข้าดำเนินการแทนบริษัทซึ่งไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ และเมื่อข้อพิพาทที่ได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการดังกล่าวเป็นข้อพิพาทตามสัญญาจ้างก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย - โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ/ใต้ ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ศาลปกครองจึงเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการดังกล่าว และเป็นศาลที่มีอำนาจบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ทั้งนี้ตามที่บัญญัติในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้คัดค้านในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการฉบับเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๔๗/๒๕๕๗ ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาและอยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นแสวงหาข้อเท็จจริง ดังนั้น การบังคับหรือการเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีนี้จึงควรได้รับการตรวจสอบในศาลเดียวกัน ส่วนข้อที่ว่าการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายล้มละลาย อันทำให้คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีล้มละลายที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) นั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ ผู้ล้มละลาย ยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นกรณีที่ผู้ร้องดำเนินการแทนบริษัทตามอำนาจหน้าที่ของตน ตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๒ (๓) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ซึ่งในกรณีดังกล่าวหากบริษัทนาแคปฯ ไม่ตกเป็นบุคคลล้มละลาย บริษัทดังกล่าวก็ยังต้องใช้สิทธิทางศาลในฐานะผู้ร้องในการยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นเพียงผู้เข้าจัดการทรัพย์สินแทนที่บุคคลล้มละลายโดยผลของกฎหมาย ไม่อาจทำให้ลักษณะของคดีพิพาทเปลี่ยนไป เมื่อคำร้องในคดีนี้เป็นการฟ้องบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) และ (๖) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีล้มละลายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลล้มละลาย ตามมาตรา ๗ ประกอบกับมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำร้องและคำคัดค้านรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๘ บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทนาแคป เอเซีย แปซิฟิก (ไทยแลนด์) จำกัด วางท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย - โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ/ใต้ สัญญาเลขที่ พีทีที/จีเอเอส/๒/๘/๔๘ ในจำนวนเงิน ๑,๓๘๒,๘๕๖ บาท และ ๘๐,๔๑๘,๖๐๐ เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งตามสัญญามีข้อตกลงกันว่า ข้อพิพาทใดๆตามสัญญาที่เกิดขึ้นให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทผู้คัดค้านเป็นผู้ชี้ขาดและหากผู้รับจ้างประสงค์จะเสนอข้อพิพาทให้แก่อนุญาโตตุลาการ และอนุญาโตตุลาการแต่ละฝ่ายไม่อาจตกลงกันได้ ก็ให้ร้องขอต่อศาลยุติธรรมแห่งประเทศไทยแต่งตั้งประธานอนุญาโตตุลาการ วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๘ บริษัทนาแคปฯ ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างตามสัญญาให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และได้บอกกล่าวการโอนสิทธิไปยังผู้คัดค้านแล้ว ต่อมา บริษัทนาแคปฯ ถูกผู้รับเหมาช่วงต่างๆยื่นฟ้อง เป็นคดีแพ่งรวม ๓๖ คดี คิดเป็นมูลค่า ๑,๒๖๔,๕๐๒,๗๘๐.๗๓ บาท รวมทั้งคดีของศาลแพ่ง หมายเลขแดงที่ ๔๕๕/๒๕๕๐ และที่ ๕๐๕ /๒๕๕๐ ด้วย ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวได้มีหมายอายัดค่าจ้างถึงผู้คัดค้าน แต่บริษัทนาแคปฯ ยื่นคำร้องคัดค้านการอายัดค่าจ้างดังกล่าวว่า บริษัทนาแคปฯ ได้โอนค่าจ้างตามสัญญาพิพาทให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไปแล้วจึงไม่มีสิทธิอายัดได้ ศาลแพ่งทำการไต่สวนและมีคำสั่งว่า สิทธิเรียกร้องค่าจ้างตามสัญญาได้โอนไปยังผู้รับโอนโดยสมบูรณ์แล้ว ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามศาลชั้นต้น จากนั้นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวยื่นฟ้อง บริษัทนาแคปฯ ต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้บริษัทนาแคปฯ ล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ แต่เมื่อวันที่ ๒๖ เดือนเดียวกัน บริษัทนาแคปฯ เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งได้มีหมายเรียกบุคคลมาให้เป็นพยานแก่อนุญาโตตุลาการและมีคำสั่งแต่งตั้งประธานอนุญาโตตุลาการให้ด้วย ต่อมา คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านชำระค่าจ้างแก่บริษัทนาแคปฯ แต่ผู้คัดค้านไม่ชำระ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ จึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ส่วนผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๔๗/๒๕๕๗ ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคปฯ ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับผู้คัดค้านให้ชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ส่วนผู้คัดค้านโต้แย้งว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิบังคับตามคำชี้ขาด เนื่องจากได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาพิพาทให้แก่ผู้รับโอนสิทธิไปแล้ว การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการไม่เป็นไปตามสัญญา เนื่องจากเมื่อมีข้อโต้แย้งตามสัญญาต้องให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้คัดค้านวินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อน จึงจะทำการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการได้ การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการของผู้ร้องจึงเป็นการข้ามขั้นตอนกับเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่มีอำนาจ นอกจากนี้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีข้อผิดพลาดมากมายทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ดังนี้ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการคัดค้านอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการในการพิจารณาข้อพิพาท กับคำชี้ขาดไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๙ บัญญัติว่า "ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศภาค หรือศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาลหรือศาลที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น เป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้" เมื่อปรากฏว่าในการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ศาลแพ่งได้ออกหมายเรียกบุคคลให้มาเป็นพยานแก่อนุญาโตตุลาการ และมีคำสั่งแต่งตั้งประธานอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านแล้ว ศาลแพ่งจึงเป็นศาลที่ใช้อำนาจเหนือคดีนี้มาโดยตลอดและเป็นศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคป เอเซีย แปซิฟิก (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ร้อง บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทนาแคป เอเซีย
ผู้ร้อง — แปซิฟิก (ไทยแลนด์) จำกัด
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 23/2559
#595723
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานทางปกครองและเอกชนร่วมกันโดยอ้างว่า เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเอกชนเกินกว่าเนื้อที่ตาม น.ส. ๓ ก. และรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง พร้อมทั้งขอให้จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงระวังแนวเขตที่ดินให้ถูกต้อง ขอให้อธิบดีกรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๓ และออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสอง เห็นว่า คดีนี้ แม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน อันเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ก็เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้คุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๓/๒๕๕๙

วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลปกครองนครราชสีมา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ นางเกษราภรณ์ จันทร์สอน ที่ ๑ พันตำรวจโท อดิศักดิ์ จันทร์สอน ที่ ๒ โจทก์ ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เทศบาลตำบลหนองไข่น้ำ ที่ ๒ นางน้อย ยันพิมาย ที่ ๓ จำเลย ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๙๔๙/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภรรยาและเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ ตำบลหนองไข่น้ำ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๔ ตารางวา โดยซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากนางปราณี ศิริปรุ เมื่อปี ๒๕๕๔ โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ เดิมมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๐๕ เลขที่ดิน ๑๘๑ ตำบลโคกสูง (ตำบลหนองไข่น้ำ) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๓ งาน ๑๐ ตารางวา ซึ่งนางปราณีซื้อที่ดินตามหนังสือ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๐๕ มาจากนายจันทร์ เก่าจอหอ ผู้ถือสิทธิครอบครองเดิม แนวเขตที่ดินตามน.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๐๕ ทางด้านทิศตะวันตกจดกับที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๓๓๒ เดิมมีเนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๓ งาน ๙๕ ตารางวา แนวเขตที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๐๕ และ น.ส. ๓ เลขที่ ๓๓๒ ด้านที่อยู่ติดกันมีคันนาเป็นแนวกั้นไม่มีทางสาธารณะตัดผ่านแต่อย่างใด เมื่อปี ๒๕๔๗ จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นทายาทของนายจันทร์ได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๓๓๒ มาเป็นของตน ต่อมาในปี ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๓ ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ในความควบคุมกำกับดูแลของจำเลยที่ ๑ ในการรังวัดจำเลยที่ ๓ นำชี้แนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันออกของ น.ส. ๓ เลขที่ ๓๓๒ รุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๐๐๕ ของโจทก์ทั้งสอง เป็นผลให้เนื้อที่ดินเดิมซึ่งมีประมาณ ๔๒ ไร่ ๓ งาน ๙๕ ตารางวา เพิ่มขึ้นเป็น ๕๑ ไร่ ๖๔ ตารางวา ส่วนเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ระวังชี้และรับรองแนวเขตข้างเคียงที่ดินของจำเลยที่ ๓ ว่าเป็นทางหลวงเทศบาลซึ่งติดกับทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ทั้งสอง จากนั้นสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๖๔๒๓ ให้แก่จำเลยที่ ๓ ตามที่ได้มีการนำชี้รังวัด การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต้องสูญเสียเนื้อที่ดินไม่ครบตรงตามจำนวนที่เป็นจริง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนการออกโฉนดเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ เลขที่ดิน ๖๓๔ และโฉนดเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ เลขที่ดิน ๖๓๑ ตำบลหนองไข่น้ำ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ที่ไม่ถูกต้องและให้ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องและให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ระวังชี้และสอบเขตที่ดินใหม่ให้ถูกต้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า ที่ดินตามโฉนดทั้งสองแปลงเดิมเคยเป็นที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. ของนายจันทร์ ซึ่งนายจันทร์ได้อุทิศที่ดินบางส่วนซึ่งเป็นรอยต่อของที่ดินทั้งสองแปลงให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ นางปราณีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ ซึ่งรับโอนมาจากนายจันทร์ก็มิได้โต้แย้งถึงความมีอยู่ของทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับโอนจึงอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ได้ การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ที่ดินพิพาทนายจันทร์เจ้าของเดิมได้อุทิศเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้สัญจรไปมานานกว่า ๒๐ ปี ก่อนโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดิน ส่วนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในโฉนดเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ ของจำเลยที่ ๓ เนื่องจากนายจันทร์และจำเลยที่ ๓ บุกเบิกทำประโยชน์เพิ่มเติมทางด้านทิศใต้และทิศตะวันตก ไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ทั้งสอง การออกโฉนดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า การที่จำเลยที่ ๓ นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๓๒ ซึ่งแต่เดิมมีเนื้อที่ดิน เพียง ๔๒ ไร่ ๓ งาน ๙๕ ตารางวา ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โดยการกำกับดูแลของจำเลยที่ ๑ โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดินในการรังวัดออกโฉนดที่ดิน ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ มีเนื้อที่ดิน ๕๑ ไร่ ๖๔ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๓ จึงทำให้ที่ดินในโฉนดเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ ซึ่งออกโดยอาศัยสิทธิตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๐๕ ที่โจทก์ทั้งสองซื้อมาจากนางปราณี แต่เดิมมีจำนวนที่ดินถึง ๑๒ ไร่ ๓ งาน ๑๐ ตารางวา กลับมีจำนวนเนื้อที่ดินลดลงเพียง ๑๑ ไร่ ๔ ตารางวา จึงเป็นการออกโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ ๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องมีการเพิกถอนการออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว และจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธว่า กระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้หรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า การออกโฉนดเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ และ เลขที่ ๒๓๖๔๒๓ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุจำต้องเพิกถอนหรือไม่เป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของจำเลยที่ ๑ ออกโฉนดเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ เนื้อที่ดิน ๕๑ ไร่ ๖๔ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๓ ซึ่งตามหลักฐานเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๓๒ มีเนื้อที่ดินเพียง ๔๒ ไร่ ๓ งาน ๙๕ ตารางวา โดยการรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าวมีจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ เป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดิน ทำให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ ซึ่งออกโดยอาศัยสิทธิตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๐๕ และอยู่ติดกับที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ ที่โจทก์ทั้งสองซื้อมาจากนางปราณี ศิริปรุ โดยเดิมมี เนื้อที่ดิน ๑๒ ไร่ ๓ งาน ๑๐ ตารางวา กลับมีจำนวนเนื้อที่ดินลดลงเหลือเพียง ๑๑ ไร่ ๔ ตารางวา ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนการออกโฉนดเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ และเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ ตำบลหนองไข่น้ำ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ที่ไม่ถูกต้องและให้ดำเนินการใหม่ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ระวังชี้และสอบเขตที่ดินใหม่ให้ถูกต้อง กรณีจึงเป็นการโต้แย้งว่าเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาออกโฉนดเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ และเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจำเลยที่ ๑ มีอำนาจที่จะเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามนัยมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และโดยที่โฉนดที่ดินเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินออกให้แก่บุคคลที่มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์อยู่ในที่ดิน เพื่อใช้เป็นหลักฐานรับรองสิทธิในที่ดินของผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินนั้น การออกโฉนดที่ดินและการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับโฉนดที่ดินจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่า การรังวัดออกโฉนดเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ และเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ ดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำชี้รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ ซึ่งโจทก์ทั้งสองซื้อมาจากนางปราณี ศิริปรุ ที่เดิมมีเนื้อที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๐๐๕ จำนวน ๑๒ ไร่ ๓ งาน ๑๐ ตารางวา มีเนื้อที่ดินลดลงเหลือเพียง ๑๑ ไร่ ๔ ตารางวา ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ เทศบาลหนองไข่น้ำในฐานะผู้ครอบครองดูแลที่สาธารณะข้างเคียงจำเลยที่ ๒ และเจ้าของที่ดินข้างเคียง จำเลยที่ ๓ โดยขอให้อธิบดีกรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ ของโจทก์ทั้งสองและโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ ของจำเลยที่ ๓ และออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงใหม่ให้ถูกต้อง โดยกล่าวอ้างว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ ให้แก่จำเลยที่ ๓ เกินกว่าเนื้อที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๓๓๒ และรุกล้ำเข้ามาในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๐๐๕ ของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งต่อมาได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ พร้อมทั้งขอให้จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงระวังแนวเขตที่ดินให้ถูกต้อง จำเลยที่ ๑ และ ที่ ๒ ให้การว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๐๖๗๗ และเลขที่ ๒๓๖๔๒๓ ออกตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์และได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๙ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องแล้ว นางปราณีเจ้าของที่ดินเดิมลงชื่อรับรองการรังวัดเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่และเขตติดต่อโดยทราบดีว่ามีแนวเขตด้านทิศตะวันตกจดทางสาธารณะ โจทก์ทั้งสองเพิ่งซื้อที่ดินจากนางปราณีภายหลังจากออกโฉนดที่ดินแล้ว จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ ๓ ให้การว่า ก่อนที่นายจันทร์จะขายที่ดินให้นางปราณี นายจันทร์ได้อุทิศที่ดินตรงส่วนที่เป็นแนวเขตติดต่อระหว่างที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๑๐๐๕ และเลขที่ ๓๓๒ ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่ไม่มีการจดทะเบียนยกให้ ต่อมาปี ๒๕๕๒ จำเลยที่ ๓ ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่นายจันทร์อุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ออกเป็นทางหลวงเทศบาล นางปราณีทราบเรื่องแล้วไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน เหตุที่จำนวนเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๓๓๒ ของจำเลยที่ ๓ มีเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้นอีก ๘ ไร่ ๖๙ ตารางวา เนื่องจากนายจันทร์กับจำเลยที่ ๓ บุกเบิกทำประโยชน์เพิ่มเติม เห็นว่า คดีนี้ แม้ว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน อันเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่ก็เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้คุ้มครองกรรมสิทธิ์ของโจทก์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางเกษราภรณ์ จันทร์สอน ที่ ๑ พันตำรวจโท อดิศักดิ์ จันทร์สอน ที่ ๒ โจทก์ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เทศบาลตำบลหนองไข่น้ำ ที่ ๒ นางน้อย ยันพิมาย ที่ ๓ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกษราภรณ์ จันทร์สอน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 22/2559
#595675
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. ๓ ก. โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาด แต่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์โดยอ้างว่า ได้รับการจัดสรรให้เข้าทำประโยชน์จากจำเลยที่ ๑ ทั้งจำเลยที่ ๑ ได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แล้ว ขอให้เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทมาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ ถึงที่ ๘ และที่ ๑๐ ให้การว่า เป็นผู้ครอบครองและได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามเงื่อนไขของกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแต่เข้าทำประโยชน์มิได้เนื่องจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๒/๒๕๕๙

วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลจังหวัดมุกดาหาร

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดมุกดาหารโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖ นายบุญรอด ภูมุตตะ โจทก์ ยื่นฟ้อง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ นายวิลาวรรณ์ ปัททุม ที่ ๒ นางคำไมล์ อาจวิชัย ที่ ๓ นายสมศักดิ์ อาจวิชัย ที่ ๔ นายนิรัตน์ อาจวิชัย ที่ ๕ นางกาศ ปัททุม ที่ ๖ นายเกี้ยน น้อยทรง ที่ ๗ นางจารุณี อินไชยา ที่ ๘ นายปิดตา น้อยทรง ที่ ๙ นางเปลี่ยนมา น้อยทรง ที่ ๑๐ จำเลย ต่อศาลจังหวัดมุกดาหาร เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๑๒/๒๕๕๖ ความว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๕๓ ตำบลโนนยาง กิ่งอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เนื้อที่ ๕๐ ไร่ เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่รัฐอนุญาตและออกใบจองให้แก่ร้อยตำรวจตรี ประเสริฐ เหลืองอร่าม เนื้อที่ ๕๐ ไร่ และในปี ๒๕๐๔ ได้ออกเป็น น.ส. ๓ เลขที่ ๑๕๖ ต่อมาในปี ๒๕๒๖ ร้อยตำรวจตรี ประเสริฐ ได้ยกที่ดินให้โดยเสน่หาแก่จ่าอากาศเอก สุรชาติ เหลืองอร่าม และได้ออกเป็น น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๕๓ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๒๙ ต่อมาในปี ๒๕๓๗ จ่าอากาศเอก สุรชาติ นำที่ดิน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๕๓ จดทะเบียนจำนองกับโจทก์แล้ว ไม่ไถ่ถอนจำนอง โจทก์จึงฟ้องบังคับจำนองและซื้อที่พิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๙ แต่เมื่อโจทก์จะเข้าทำประโยชน์จึงทราบว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินของโจทก์เป็นสัดส่วนโดยอ้างว่าได้รับการจัดสรรให้เข้าทำประโยชน์จากจำเลยที่ ๑ และเป็นผู้มีสิทธิทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งจำเลยที่ ๑ ได้ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ แล้ว การที่จำเลยที่ ๑ นำที่ดินของโจทก์ไปจัดสรรให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ มิให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่พิพาทเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ จำนวน ๙ แปลง และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาท รวมทั้งให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาททั้งเก้าแปลงโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลโพนงาม อำเภอคำชะอี ตำบลน้ำเที่ยง อำเภอคำชะอี ตำบลดงมอน อำเภอเมืองมุกดาหาร และตำบลโนนยาง ตำบลหนองสูงเหนือ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงเป็นการได้กรรมสิทธิ์มาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยได้จัดสรรให้ราษฎร รวมทั้งจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ เข้าทำประโยชน์ และได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนโจทก์ซื้อที่พิพาทโจทก์ทราบอยู่แล้ว การซื้อที่พิพาทจากการขายทอดตลาดของโจทก์ย่อมเป็นไป โดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่ได้สิทธิในที่พิพาทตามมาตรา ๑๓๓๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ ถึงที่ ๘ และที่ ๑๐ ให้การว่า จำเลยทั้งเจ็ดเป็นผู้ครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนดงภูสีฐาน ซึ่งกรมป่าไม้อนุญาตให้จำเลยทั้งเจ็ดเข้าทำกินโดยได้ครอบครองเรื่อยมาร่วมกันเป็นจำนวนหลายร้อยรายตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ ต่อมากรมป่าไม้ได้ยกที่ดินบริเวณดังกล่าวให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อจัดสรรให้แก่ราษฎรที่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยปฏิบัติตามขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิตามกฎหมาย โดยไม่มีผู้ใดคัดค้านการครอบครองที่ดิน และไม่เคยเห็น พันจ่าอากาศเอกสุรชาติ เหลืองอร่าม เข้าทำประโยชน์หรือโต้แย้งการทำประโยชน์หรือคัดค้านการพิสูจน์สิทธิและไม่เคยร้องขอกันส่วนที่ดินแต่อย่างใด โจทก์ทราบตั้งแต่แรกที่รับจำนองว่า ที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๕๓ ได้ออกทับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่ยังรับจำนองและไม่เคยขอรังวัดสอบเขตที่ดินหรือทำการตรวจสอบก่อนซื้อขาย ในส่วนที่โจทก์อ้างว่าได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ออกไปจากที่ดินของโจทก์นั้นได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้เคยฟ้องขับไล่พันจ่าอากาศเอก สุรชาติ เป็นจำเลยและได้ใช้สิทธิขับไล่จำเลยทั้งสิบในฐานะบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ต่อศาลจังหวัดมุกดาหาร ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๒๖/๒๕๔๖ ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ในคดีนี้ไม่ใช่บริวารของจำเลย ฟ้องของโจทก์ในส่วนเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ จึงเป็นการฟ้องซ้ำ จำเลยทั้งเจ็ดได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปโดยผ่านการพิสูจน์สิทธิว่าได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจนครบเงื่อนไขของกฎหมาย ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๕ และที่ ๙ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดมุกดาหารพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ซึ่งศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าโจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ หรือไม่ หากผลแห่งคดีฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ แล้ว จึงจะมีผลไปถึงจำเลยที่ ๑ ที่ต้องเปลี่ยนแปลงการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้กับโจทก์ต่อไปภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น อีกทั้งตามคำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ บนที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ว่าเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร โจทก์เพียงแต่กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ นำที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองไปออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ เป็นการไม่ชอบเท่านั้น ดังนั้น ผลตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการออกคำสั่งของ จำเลยที่ ๑ ว่าเป็นการออกคำสั่งหรือกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามรูปแบบ ขั้นตอนหรือวิธีการที่กำหนดไว้หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอน โดยไม่จำเป็น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ตามคำให้การของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ เท่านั้น ผลของคำพิพากษาย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลเทียบเท่ากรมและมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ในที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในอันที่จะระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์เป็นการถาวร จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี แม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิครอบครองในทรัพย์สินจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปก็ตาม แต่การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาลักษณะคดีว่าอยู่ในอำนาจของศาลใด อีกทั้งไม่มีบทกฎหมายใดห้ามศาลปกครองมิให้นำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี และไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมโดยเฉพาะที่จะนำประมวลกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีศาลปกครองจึงนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดินมาวินิจฉัยข้อพิพาทแห่งคดีได้ นอกจากนี้ มาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินมีผลผูกพันบุคคลภายนอก คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นบทบัญญัติที่ยืนยันให้เห็นว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๕๓ โดยเป็นผู้ซื้อที่ดินมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล แต่เมื่อจะเข้าทำประโยชน์ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์เป็นสัดส่วนโดยอ้างว่าได้รับการจัดสรรให้เข้าทำประโยชน์จากจำเลยที่ ๑ ทั้งจำเลยที่ ๑ ได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ แล้ว การที่จำเลยที่ ๑ นำที่ดินของโจทก์ไปจัดสรรให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ มิให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่พิพาทเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ เพิกถอน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ จำนวน ๙ แปลง และให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาท รวมทั้งให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทมาโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน จึงชอบด้วยกฎหมาย แล้วจัดสรรให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ เข้าทำประโยชน์และได้ออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน โจทก์จึงไม่ได้สิทธิในที่พิพาท จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ ถึงที่ ๘ และที่ ๑๐ ให้การว่า จำเลยทั้งเจ็ดเป็นผู้ครอบครองและได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปโดยผ่านการพิสูจน์สิทธิว่า ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินจนครบเงื่อนไขของกฎหมาย ไม่มีผู้ใดคัดค้าน เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล แต่เข้าทำประโยชน์มิได้เนื่องจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายบุญรอด ภูมุตตะ โจทก์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม ที่ ๑ นายวิลาวรรณ์ ปัททุม ที่ ๒ นางคำไมล์ อาจวิชัย ที่ ๓ นายสมศักดิ์ อาจวิชัย ที่ ๔ นายนิรัตน์ อาจวิชัย ที่ ๕ นางกาศ ปัททุม ที่ ๖ นายเกี้ยน น้อยทรง ที่ ๗ นางจารุณี อินไชยา ที่ ๘ นายปิดตา น้อยทรง ที่ ๙ นางเปลี่ยนมา น้อยทรง ที่ ๑๐ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญรอด ภูมุตตะ
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ 1 กับพวก
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 21/2559
#595722
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดียื่นขอรังวัดสอบเขตต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่เนื่องจากเทศบาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ก่อสร้างขยายถนนสาธารณะจากขนาด ๒ ช่องจราจรเป็น ๔ ช่องจราจร ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้หลักเขตและเนื้อที่ดินหายไปอยู่บนทางเท้าคอนกรีตบางส่วนไม่สามารถรังวัดได้ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดิน หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงิน เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ก่อสร้างขยายถนนสาธารณะเป็นเหตุให้เนื้อที่ดินในโฉนดของผู้ฟ้องคดีหายไปบางส่วนก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นที่สาธารณะเป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒๑/๒๕๕๙

วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนนทบุรี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ นายบรรยง จูฑาธิปัตย์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลเมืองบางศรีเมือง ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ที่ ๒ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นนทบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๖๓๑/๒๕๕๖ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๒๘๐ ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ก่อสร้างขยายถนนสาธารณะผ่านบริเวณหน้าที่ดินดังกล่าวจากขนาด ๒ ช่องจราจรเป็น ๔ ช่องจราจร ผู้ฟ้องคดีจะขายที่ดินจึงได้ยื่นขอรังวัดสอบเขตต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถทำการรังวัดได้เนื่องจากหลักเขตหายไป เมื่อทำการรังวัดครั้งที่สามเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเนื้อที่ดินหายไปบางส่วน โดยส่วนที่หายไปอยู่บนเขตทางเท้าคอนกรีตทำให้รังวัดไม่ได้ ผู้ฟ้องคดีและผู้แทนนายกเทศมนตรีเมืองบางศรีเมืองได้คัดค้านแนวเขต นอกจากนี้ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ขอให้พิจารณาทบทวนราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินพิพาท เนื่องจากที่ดินดังกล่าวได้พัฒนาระบบสาธารณูปโภคขยายถนนเป็น ๔ ช่องจราจร อยู่ใกล้ทางขึ้นลงสะพานนนทบุรี รวมถึงมีสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่มีการปรับราคาประเมินจากเดิมตารางวาละ ๒๖,๗๐๐ บาท เป็นตารางวาละ ๒๗,๐๐๐ บาท ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์มีมติเห็นชอบยืนราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินแปลงพิพาท ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมซึ่งที่ดินของญาติผู้ฟ้องคดีเดิมเป็นที่ดินผืนเดียวกันตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีก่อนที่จะมีการก่อสร้างถนนตัดผ่านราคาประเมินเพิ่มขึ้นอีก ๖,๙๐๐ บาท และที่ดินของบุตรชายผู้ฟ้องคดีราคาประเมินเพิ่มขึ้น ๒,๐๐๐ บาท ทั้งที่ที่ดินตั้งอยู่ด้านหลังต่อจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดิน หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกใบรังวัดที่ดินที่หายไปและออกแผนที่ใหม่และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จัดทำราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินที่พิพาทใหม่ให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากคำฟ้องในประเด็นที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดิน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกใบรังวัดใหม่ ผู้ฟ้องคดียังไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายและคำฟ้องในประเด็นที่ขอให้ประเมินทุนทรัพย์ใหม่เป็นการฟ้องคดีเมื่อพ้นระยะเวลาการฟ้องคดี

ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้รับฟ้องเฉพาะในประเด็นที่ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินหรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเพราะเห็นว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่สาธารณะที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเดิมเป็นถนน ๒ ช่องจราจร มีความกว้างของเขตทางจากจุดกึ่งกลางถนน ซ้าย ๑๐ เมตร ขวา ๑๐ เมตร กรมทางหลวงได้ส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ต่อมาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ได้ทำการก่อสร้างขยายเป็นถนนคอนกรีต ๔ ช่องจราจร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณะโดยวัดจากกึ่งกลางถนนถึงแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตลอดแนว ปรากฏว่าถนนที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีความกว้างเพียง ๙.๖๕ เมตร ซึ่งอยู่ในแนวเขตของทาง ๑๐ เมตร ตามที่กรมทางหลวงได้ส่งมอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การขยายทางดังกล่าวมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และกรมที่ดินต่อศาลจังหวัดนนทบุรีเป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. ๘๓/๒๕๕๗ หมายเลขแดงที่ พ. ๘๑๑/๒๕๕๗ เรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหายโดยศาลพิพากษาให้ยกฟ้องเพราะเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าการที่โจทก์ไม่สามารถรังวัดที่ดินพิพาทได้จำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร เท่ากับโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๒๘๐ และประสงค์จะทำการซื้อขายที่ดินดังกล่าว ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ก่อสร้างขยายถนนสาธารณะผ่านหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดีจาก ๒ ช่องจราจรเป็น ๔ ช่องจราจร ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขต ผลการรังวัดที่ดินด้านติดถนนสายสามแยก - ท่าน้ำนนท์ ปรากฏว่าหลักเขตและเนื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดีหายไปโดยส่วนที่หายไปอยู่บนทางเท้าคอนกรีต ผู้แทนผู้ฟ้องคดีและผู้แทนนายกเทศมนตรีเมืองบางศรีเมืองในฐานะผู้ดูแลถนนสายสามแยก - ท่าน้ำนนท์ คัดค้านแนวเขต จนถึงขณะยื่นฟ้องคดีนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้ามาดำเนินการตรวจสอบหรือแก้ไขความเดือดร้อนของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินหรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อพิจารณาคำฟ้องและคำขอของผู้ฟ้องคดีในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะผู้ดูแลถนนสายสามแยก - ท่าน้ำนนท์ ได้ก่อสร้างขยายถนนสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ในขณะรังวัดสอบเขตปรากฏว่าหลักเขตและเนื้อที่ดินหายไปบางส่วน โดยส่วนที่หายไปอยู่บนทางเท้าคอนกรีต ของถนนดังกล่าว จึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินหรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงมิใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนกรณีที่คดีนี้อาจมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์นั้น เป็นเพียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นประเด็นย่อยประเด็นหนึ่งของประเด็นพิพาทหลักที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าการดำเนินงานก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ และแม้การพิจารณาในเรื่องสิทธิในที่ดินในคดีนี้จะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นกฎหมายทั่วไป แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามมิให้ศาลปกครองนำบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดี หรือกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดโดยเฉพาะที่จะนำบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีได้ ประกอบกับตามมาตรา ๗๑ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใด ๆ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า อันเป็นการยืนยันให้เห็นว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินและนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับแก่คดีได้เช่นกัน คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดียื่นขอรังวัดที่ดินของตนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และเจ้าหน้าที่รังวัดแจ้งว่าเนื้อที่ดินของผู้ฟ้องคดีหายไปบางส่วนและส่วนที่หายไปเป็นบริเวณที่อยู่ในส่วนทางเท้าคอนกรีต ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างขยายถนนซึ่งติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีจากเดิม ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจร จึงขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดินหรือชดใช้เงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวหาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า ก่อสร้างขยายถนนและทางเท้าคอนกรีตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างขยายถนนอยู่ในแนวเขตทางสาธารณะอันเป็นสมบัติของแผ่นดินมิได้ก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ประเด็นปัญหาที่สำคัญและเป็นประเด็นหลักจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ก่อสร้างขยายถนนและทางเท้าคอนกรีตนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นแนวเขตทางซึ่งเป็นที่สาธารณะอันเป็นสมบัติของแผ่นดิน หลังจากนั้นจึงจะพิจารณาการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่ จึงเป็นกรณีโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณะเป็นสำคัญ หาได้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) เป็นสำคัญแต่อย่างใด จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดให้รับฟ้องเฉพาะในประเด็นว่า ผู้ฟ้องคดีจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๒๘๐ ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี จึงได้ยื่นขอรังวัดสอบเขตต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ปรากฏว่าหลักเขตหายไปและเนื้อที่ดินหายไปอยู่บนเขตทางเท้าคอนกรีตบางส่วนทำให้รังวัดไม่ได้เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ก่อสร้างขยายถนนสาธารณะจากขนาด ๒ ช่องจราจรเป็น ๔ ช่องจราจร ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ คืนที่ดิน หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนข้อหาอื่นไม่รับฟ้องและ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่สาธารณะที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเดิมเป็นถนน ๒ ช่องจราจร กรมทางหลวงได้ส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อทำการก่อสร้างขยายเป็นถนนคอนกรีต ๔ ช่องจราจร ได้ตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณะโดยวัดจากกึ่งกลางถนนถึงแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีตลอดแนว ปรากฏว่าถนนที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีความกว้างเพียง ๙.๖๕ เมตร ซึ่งอยู่ในแนวเขตของทาง ๑๐ เมตร ตามที่กรมทางหลวงได้ส่งมอบให้ การขยายทางดังกล่าวมิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ก่อสร้างขยายถนนสาธารณะเป็นเหตุให้เนื้อที่ดินในโฉนดของผู้ฟ้องคดีหายไปบางส่วนก็ตาม แต่คดีนี้ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายบรรยง จูฑาธิปัตย์ ผู้ฟ้องคดี เทศบาลเมืองบางศรีเมือง ที่ ๑ สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ที่ ๒ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นนทบุรี ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) จรัญ หัตถกรรม

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายจรัญ หัตถกรรม)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายบรรยง จูฑาธิปัตย์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองบางศรีเมือง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 20/2559
#606943
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๘ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจำเลยที่ ๖ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ว่า โจทก์เป็นเจ้าของและครอบครองที่ดิน ตาม น.ส. ๓ ก. จำนวน ๔ แปลง โดย น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๑๑ และเลขที่ ๑๔๒๓ โจทก์ซื้อมาจากผู้มีชื่อ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอน ได้ถูกจำเลยที่ ๒ นำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสี่แปลง และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ทับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวบางส่วน จากนั้นจำเลยที่ ๒ ได้ขายที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ และ จำเลยที่ ๑ ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจำนองเป็นประกันหนี้ไว้กับจำเลยที่ ๘ ทั้งที่จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนที่ออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นการร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๖ และที่ ๗ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจึงต้องร่วมรับผิด และการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ กับการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๘ ตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทในส่วนที่ออกทับที่ดินของโจทก์ เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและนิติกรรมจำนอง และให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ ร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยทั้งแปดให้การในทำนองเดียวกันว่า โจทก์มิใช่เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตาม น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๑๓๑๑ และเลขที่ ๑๔๒๓ จำเลยที่ ๒ มิได้นำชี้ที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยชอบด้วยกฎหมายมิได้รุกล้ำที่ดินโจทก์หรือทับแนวเขตที่ดินของบุคคลอื่น สัญญาซื้อขายและสัญญาจำนองชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๘ ซึ่งเป็นเอกชนต่อศาลยุติธรรม โดยมี คำขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและนิติกรรมจำนอง และให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ ร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย อันเป็นการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — นายโกสิทธิ์ อติวรรณกุล
จำเลย — นายมานะ ภาโสม ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 19/2559
#606942
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ให้คืนเงินค่ารักษาพยาบาลที่เบิกเกินสิทธิพร้อมดอกเบี้ย โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยได้ใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลของบิดาไปเกินสิทธิไม่ถูกต้องตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. ๒๕๒๓ มาตรา ๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ ให้โจทก์เรียกเงินค่ารักษาพยาบาลซึ่งเบิกเกินสิทธิคืน จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง

ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเอกชนในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่ารักษาพยาบาลที่เบิกเกินสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่เอกชนซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะ

คดีพิพาทอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ.2521
พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2541
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
จำเลย — นางสาวปรียวัลย์ กุลธนาภาคย์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 18/2559
#595674
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่กองทัพบกซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดเพื่อเรียกเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. คืน เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จ เงินบำเหน็จ ดำรงชีพ และ ช.ค.บ. ที่ได้รับเกินสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตข้าราชการของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่งซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑๘/๒๕๕๙

วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลจังหวัดเชียงใหม่

ระหว่าง

ศาลปกครองเชียงใหม่

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๘ กองทัพบก โจทก์ ยื่นฟ้องร้อยโท สุจริต สุทธสุภา จำเลย ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ.๑๖๓/๒๕๕๘ ความว่า เดิมจำเลยรับราชการในสังกัดมณฑลทหารบกที่ ๓๓ และได้ลาออกจากราชการเป็นนายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด โดยก่อนลาออกจำเลยรับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ จึงมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ รวมทั้งเงินบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ เงินบำเหน็จดำรงชีพ ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยโจทก์ได้เบิกจ่ายเงินดังกล่าวจากเงินงบประมาณของโจทก์ผ่านกรมบัญชีกลางด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๐ จำเลยได้กลับเข้ารับราชการเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลขี้เหล็ก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยหวัดเงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ ข้อ ๘ (๓) โดยจำเลยได้รับเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญและเงินบำเหน็จดำรงชีพเกินสิทธิตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) เกินสิทธิไปตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๗๐๐,๔๕๓.๗๓ บาท ต่อมากรมบัญชีกลางตรวจพบและแจ้งให้โจทก์ทราบ พร้อมทั้งให้เรียกจำเลยคืนเงินที่รับไปเกินสิทธิส่งคืนคลังและงดจ่ายเงินดังกล่าว โดยมณฑลทหารบกที่ ๓๓ ได้มีหนังสือถึงจำเลยให้นำเงินที่รับไปเกินสิทธิส่งคืนคลังแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ที่รับไปเกินสิทธิพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน ๗๒๙,๐๙๙.๗๓ บาท

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยจึงไม่จำต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เนื่องจากจำเลยกับพวกรวม ๙ คน ได้ยื่นฟ้องผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๓๓ ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน เกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๒๙๗/๒๕๕๗ ซึ่งศาลปกครองเชียงใหม่ได้รับฟ้องคดีไว้ก่อนแล้วและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครอง สังกัดกระทรวงกลาโหม ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) อันเป็นทรัพย์ของแผ่นดินเพื่อส่งคืนคลัง ดังนั้น โจทก์จึงอยู่ในฐานะเจ้าของเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ฟ้องใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ มิใช่เป็นการฟ้องคดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยสืบเนื่องจากโจทก์ได้เคยพิจารณาอนุมัติสั่งจ่ายเบี้ยหวัด บำนาญ และบำเหน็จดำรงชีพแก่จำเลยตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ และพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ ประกอบกับระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการขอรับเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ และการเบิกจ่ายเงิน พ.ศ. ๒๕๔๑ และกรมบัญชีกลาง ได้เคยพิจารณาอนุมัติสั่งจ่าย ช.ค.บ. แก่จำเลยตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งล้วนแต่เป็นกรณีที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้พิจารณามีคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ไปแล้ว แต่ต่อมากรมบัญชีกลางได้ตรวจพบว่าคำสั่งอนุมัติสั่งจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง เนื่องจาก จำเลยกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ อันทำให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. จึงให้มีการระงับจ่ายเงิน และดำเนินการเรียกให้จำเลยส่งคืนเงินที่รับไป โดยไม่มีสิทธิ อันเป็นกรณีที่ผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งจ่ายเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. ตามกฎหมายข้างต้นได้ทำการพิจารณาทบทวนเรื่องทางปกครองเรื่องเดียวกันนั้นอีกครั้งหนึ่ง และมีการพิจารณาตัดสินใจในเนื้อหาของเรื่องนั้นใหม่แตกต่างจากเดิม โดยให้มีผลเป็นการระงับการจ่ายเบี้ยหวัด บำนาญ และ ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับ และเปลี่ยนแปลงแก้ไขการอนุมัติสั่งจ่ายเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. ให้แก่จำเลยที่ได้เคยกระทำไปแล้วในครั้งก่อนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย้อนหลังไปถึงวันที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ หนังสือของกรมบัญชีกลางและหนังสือของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองขึ้นใหม่ในเรื่องนั้น ที่เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้เงินหรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ ซึ่งจำเลยในฐานะผู้รับคำสั่งทางปกครองจะต้องรับผิดในการคืนเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์หรือไม่เพียงใดนั้น ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้กำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้เป็นการเฉพาะอย่างชัดแจ้งแล้วเช่นกัน หาใช่จะนำเอาหลักเกณฑ์เรื่องการติดตามและเอาทรัพย์สินคืน ตามมาตรา ๑๓๓๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งโดยทั่วไปเป็นเรื่องระหว่างเอกชนด้วยกันมาใช้บังคับแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ฟ้องว่าได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. ส่งคืนคลัง แต่จำเลยเพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีประเด็นปัญหาที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งงดจ่ายเบี้ยหวัด บำนาญ และ ช.ค.บ. ที่จำเลยเคยได้รับ และคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่เคยอนุมัติจ่ายเบี้ยหวัดบำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. ให้แก่จำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดที่จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่เพียงใด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่น ของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลย ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการในสังกัดคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ที่ได้รับเกินสิทธิไปพร้อมดอกเบี้ย สืบเนื่องมาจากการที่กรมบัญชีกลางตรวจพบว่า จำเลยกลับเข้ารับราชการเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นเหตุให้ต้องงดเบี้ยหวัด บำนาญ บำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. และกรมบัญชีกลางได้งดจ่ายเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และเงินช่วยค่าครองชีพ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้แก่จำเลย ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ. ๒๔๙๕ ข้อ ๘ (๓) ที่ให้งดเบี้ยหวัดในกรณีที่ทหารผู้นั้นเข้ารับราชการในตำแหน่งซึ่งมีสิทธิจะได้รับบำเหน็จบำนาญ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง (๑) กำหนดให้ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด หรือบำนาญไม่มีสิทธิได้รับ ช.ค.บ. ถ้าบุคคลนั้นเข้ารับราชการ หรือกลับเข้ารับราชการ หรือเข้าทำงาน หรือกลับเข้าทำงานสังกัดราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น จำเลยจึงต้องคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. ที่ได้รับเกินสิทธิไปแก่โจทก์ เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เป็นหลักกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐโดยปราศจากความผิด ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองและเยียวยาความเสียหายให้แก่เอกชนจากการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นพิเศษ แม้จะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม บทบัญญัตินี้จึงให้สิทธิเฉพาะเอกชนเท่านั้นในการฟ้องขอให้รัฐรับผิด เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเบี้ยหวัด เงินบำนาญ เงินบำเหน็จ เงินบำเหน็จดำรงชีพ และ ช.ค.บ. ที่ได้รับเกินสิทธิแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่ รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่อดีตข้าราชการของตนในฐานะเอกชนคนหนึ่งซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่เข้าลักษณะคดีพิพาทอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองต้องใช้สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง กองทัพบก โจทก์ ร้อยโท สุจริต สุทธสุภา จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2500
พ.ร.ฎ.เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ.2521
ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด พ.ศ.2495
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — ร้อยโท สุจริต สุทธสุภา
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 17/2559
#596145
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันให้นำเงินที่ได้จากการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์เมื่อโจทก์มีอายุมากและไม่มีรายได้ ตามคำสั่งของบิดาซึ่งเป็นผู้ตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดา ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลภายนอกต่างไม่ได้มีความสัมพันธ์ในทางครอบครัวที่จะต้องนำ ป.พ.พ. บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวมาใช้บังคับ ทั้งเป็นกรณีมีการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคลตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 ว่าด้วยสัญญา จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงงานทอผ้า ย้อมผ้า และตัดเย็บเสื้อผ้า จัดตั้งขึ้นด้วยเงินลงทุนของนาย ด. บิดาของโจทก์กับจำเลยที่ 2 การประกอบกิจการจำเลยที่ 1 ในระยะเริ่มต้นนาย ด. เป็นกรรมการผู้จัดการและบริหารกิจการ ต่อมาเมื่อนาย ด. มีอายุมากและสุขภาพไม่แข็งแรงจึงมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เข้ามาบริหารกิจการแทนโดยให้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ก่อนนาย ด. ถึงแก่ความตายได้สั่งด้วยวาจาให้จำเลยที่ 2 นำเงินที่ได้มาจากการประกอบกิจการจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูโจทก์เมื่อโจทก์มีอายุมากและไม่มีรายได้ และจ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูนางสาว อ. ซึ่งเป็นน้องสาวที่มีอาการป่วยทางจิตไม่สามารถทำงานและเลี้ยงตัวเองได้ เดิมโจทก์เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ต่อเมื่อนาย ด. ถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองกิจการจำเลยที่ 1 แล้วได้ให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการ โจทก์จึงไปทำงานด้านสื่อสารมวลชนจนเกษียณอายุ เนื่องจากนางสาว อ. ต้องใช้เงินรักษาอาการป่วยในแต่ละเดือนเป็นจำนวนมากและค่าเลี้ยงดูที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้นางสาว อ. ในแต่ละเดือนไม่เพียงพอ โจทก์จึงต้องใช้เงินส่วนตัวจ่ายแทนจนถึงปัจจุบัน ทำให้โจทก์ประสบปัญหาทางการเงินและไม่มีรายได้อื่นใดมาเลี้ยงดูตนเอง จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามคำสั่งของบิดา โจทก์แจ้งจำเลยทั้งสองให้จ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์เป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป

ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันให้นำเงินที่ได้จากการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์เมื่อโจทก์มีอายุมากและไม่มีรายได้ตามคำสั่งของบิดาซึ่งเป็นผู้ตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดา ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างไม่ได้มีความสัมพันธ์ในทางครอบครัวที่จะต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวมาใช้บังคับ ทั้งเป็นกรณีมีการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ว่าด้วยสัญญา จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 30 เดือน มีนาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา