คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 46/2559
#596445
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่า อธิบดีกรมที่ดินทำการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดิน ส.ค. ๑ และที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองอยู่ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ปัจจุบันยังมิได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอันจะเป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบสิทธิของ

ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จึงยังไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องคดี เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทำการรังวัดเพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินสาธารณประโยชน์ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและขอให้ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาทนั้น ศาลจำต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๖/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดหลังสวน

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๘ นายประทีป ทองย้อย ที่ ๑ นายอิทธิพล ทองย้อย ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๔ หมู่ที่ ๑ (๒) ตำบลปังหวาน กิ่งอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๓ งาน ๙๔.๒ ตารางวา ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการออกโฉนดที่ดินกับสำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาหลังสวน ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ฉบับเดียวกับผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๑๗.๓ ตารางวา และที่ดินไม่มีหนังสือเอกสารสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ติดต่อกับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๕๔ เนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๖๐.๑ ตารางวา ส่วนที่สาธารณประโยชน์ที่เลี้ยงสัตว์แปลงที่ ๑๔ ตั้งอยู่ที่บ้านส้มควาย ตำบลปังหวาน กิ่งอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เนื้อที่ ๑๐๐ ไร่ สภาพเป็นที่รกร้างว่างเปล่าใช้ประโยชน์เป็นที่เลี้ยงสัตว์ ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ยื่นคำขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีโดยจังหวัดชุมพรได้ทำการรังวัดที่ดินดังกล่าวเป็น ๒ แปลง เนื่องจากทางหลวงแผ่นดินสายหลังสวน - ราชกูด ตัดผ่าน แปลงที่หนึ่งมีเนื้อที่ ๗๙ ไร่ ๑ งาน ๙๘ ตารางวา แปลงที่สองมีเนื้อที่ ๕๕ ไร่ ๑ งาน ๘๑ ตารางวา รวมเนื้อที่ทั้งหมด ๑๓๔ ไร่ ๓ งาน ๗๙ ตารางวา สำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพรได้มีประกาศลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๒๙ แจกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว จังหวัดชุมพรได้มีหนังสือที่ ชพ ๐๐๒๐/๑๙๘๐๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๓๐ แจ้งให้ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอพะโต๊ะ ทำการสอบสวนผู้สูงอายุซึ่งเคยใช้ที่สาธารณประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ความว่าที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวอยู่ที่ใด เนื่องจากผลการรังวัดดังกล่าวเขตติดต่อและเนื้อที่ไม่ตรงกับทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ ประกอบกับผู้ปกครองท้องที่เห็นว่าแนวเขตที่ทำการรังวัดไว้ถูกต้องแล้ว จึงไม่ตรงกับความเห็นของผู้แทนสภาตำบลที่เห็นว่าน่าจะรังวัดผิดแปลง หลังจากนั้นกระทรวงมหาดไทยได้ยื่นคำขอรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวใหม่ผลการรังวัดที่ดินทั้งสองแปลงได้เนื้อที่รวม ๑๖๓ ไร่ ๑ งาน ๑๙.๒๑ ตารางวา ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคัดค้านว่าการรังวัดทับที่ดินของตนและการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวไม่ถูกต้องเพราะผลการรังวัดได้แนวเขตที่ดินกับจำนวนเนื้อที่ไม่ตรงกับทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีเข้ามากระทำการอย่างใด ๆ ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง พร้อมทั้งให้นำหลักเขตออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการดำเนินการเพื่อแสดงเขตที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ปัจจุบันยังมิได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอันจะเป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเพราะจะต้องดำเนินการตรวจสอบสิทธิในที่ดินของผู้คัดค้านว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงยังไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นข้าราชการที่ปฏิบัติงานในสังกัดกรมที่ดิน จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่บัญญัติว่า ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ผู้ถูกฟ้องคดีอาจจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขตไว้เป็นหลักฐาน ตามแบบ หลักเกณฑ์และวิธีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๕ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๒ ได้กำหนดว่า เมื่อทบวงการเมืองผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธาณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะยื่นคำขอให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดให้มีการสอบสวนและรังวัดทำแผนที่แสดงแนวเขตที่ดินเพื่อออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน และประกาศการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงให้ประชาชนทราบมีกำหนดสามสิบวัน โดยปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ ถ้าไม่มีผู้คัดค้านให้ดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงต่อไป ในกรณีที่มีผู้คัดค้านให้ผู้ถูกฟ้องคดีรอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้ ดังนั้น แม้การรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจะเป็นขั้นตอนการพิจารณาทางปกครองเพื่อนำไปสู่การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอันเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่ขั้นตอนดังกล่าวก็เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่าเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ที่สาธารณประโยชน์ที่เลี้ยงสัตว์ แปลงที่ ๑๔ ได้เนื้อที่ไม่ตรงกับทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์และทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้คัดค้านการรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าวแล้ว ขอให้ศาลพิพากษาห้ามผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงพิพาททับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีเข้ามากระทำอย่างใด ๆ ในที่ดิน พร้อมทั้งนำหลักเขตออกจากที่ดินและทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองกลับคืนสู่สถานะเดิม การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการรบกวนการครอบครองและโต้แย้งสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและการดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดหลังสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐานแบบการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๕๔ หมู่ที่ ๑ ตำบลปังหวาน กิ่งอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๓ งาน ๙๔.๒ ตารางวา ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ฉบับเดียวกับผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๑๗.๓ ตารางวา และที่ดินไม่มีหนังสือเอกสารสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ติดกับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๕๔ เนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๖๐.๑ ตารางวา ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ที่สาธารณประโยชน์ ที่เลี้ยงสัตว์แปลงที่ ๑๔ ตามทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ ตำบลปังหวาน กิ่งอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร เนื้อที่ ๑๐๐ ไร่ แต่ผลการรังวัดรวม ๓ ครั้งได้เนื้อที่รวม ๑๖๓ ไร่ ๑ งาน ๑๙.๒๑ ตารางวา ทับเอาที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง อันเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอยู่ในระหว่างขั้นตอนตระเตรียมการเพื่อพิจารณาออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ปัจจุบันยังไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง อันจะกระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง อันเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ดังนั้น การจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์แล้วจึงจะพิจารณาว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐทำการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับใช้เลี้ยงสัตว์แปลงที่ ๑๔ ตั้งอยู่ที่บ้านส้มควาย ตำบลปังหวาน กิ่งอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร โดยทำการรังวัดที่ดินพิพาททับที่ดิน ส.ค. ๑ เลขที่ ๕๔ และที่ดินไม่มีหนังสือเอกสารสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองอยู่ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงของเจ้าหน้าที่เป็นการแสดงเขตที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ปัจจุบันยังมิได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงอันจะเป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบสิทธิของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงยังไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องคดี เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทำการรังวัดเพื่อดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินสาธารณประโยชน์ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและขอให้ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงพิพาทนั้น ศาลจำต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายประทีป ทองย้อย ที่ ๑ นายอิทธิพล ทองย้อย ที่ ๒ ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายประทีป ทองย้อย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 45/2559
#600911
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชนเจ้าของและผู้ประกอบกิจการโรงงานได้ก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต และมิได้เว้นที่ว่างรอบอาคารตามที่กฎหมายกำหนด และร่วมกันประกอบกิจการโรงงานก่อให้เกิดมลพิษและเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยมีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและให้จำเลยที่ ๑ เว้นที่ว่างอันปราศจากหลังคาโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและเหตุเดือดร้อนรำคาญ ทั้งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม คดีในส่วนของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

คดีในส่วนของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งปล่อยให้ก่อสร้างนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ ๔ โดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๕ ออกใบอนุญาตให้ขยายโรงงานทั้งที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ให้จำเลยที่ ๓ รื้อถอนอาคารโรงงานที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ถูกต้องและส่วนที่ต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ ๑ ขยายโรงงาน เพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มกำลังเครื่องจักร และสั่งให้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดมลพิษ จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ กระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ คดีในส่วนของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและคำสั่งอนุญาตให้ขยายโรงงาน ซึ่งเป็นคำสั่งเดียวกับที่โจทก์กล่าวอ้างในคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวพันกับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ต่อศาลปกครองกลาง คดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๕/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแพ่ง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแพ่งโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ บริษัทเรืองปัญญา เคหะการ จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทสหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ นางปัทมา เล้าวงษ์ ที่ ๒ กรุงเทพมหานคร ที่ ๓ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่ ๔ กระทรวงอุตสาหกรรม ที่ ๕ จำเลย ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ สว ๒/๒๕๕๘ ความว่า เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ โจทก์ซื้อที่ดินรวม ๑๒ แปลง เพื่อจัดสรรและให้เป็นที่อยู่อาศัย ที่ดินดังกล่าวอยู่ติดกับโรงงานผลิตถังแก๊สของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๗ โจทก์มีหนังสือถึงสำนักผังเมืองขอตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในที่ดินข้างเคียง สำนักผังเมืองได้มีหนังสือแจ้งว่า ที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตั้งอยู่ตามกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ปี ๒๕๕๖ อยู่ในที่ดินประเภท ย. ๓ (สีเหลือง) ซึ่งโจทก์ทราบว่าที่ดินประเภทนี้ห้ามใช้ประโยชน์เพื่อกิจการตามที่กำหนดดังต่อไปนี้ (๑) โรงงานทุกจำพวกตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน เว้นแต่โรงงานประเภท ชนิด และจำพวกที่กำหนดให้ดำเนินการได้ตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้ ที่ไม่ก่อเหตุรำคาญ ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข หรือไม่เป็นมลพิษต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และมีพื้นที่ประกอบการไม่เกิน ๓๐๐ เมตร ระหว่างต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๕ ถึง ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ ยื่น คำร้องต่อจำเลยที่ ๓ ขออนุญาตก่อสร้างอาคารประเภทโรงงานเพิ่มเติมพื้นที่ ๓,๖๐๘ ตารางเมตร มีลานจอดรถ ๑๖ คัน พื้นที่ ๕,๐๕๔ ตารางเมตร ท่อระบายน้ำยาว ๒๒๕ เมตร ติดกับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๓ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ ๓๑๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ กฎกระทรวงมหาดไทยให้บังคับใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๔๙ กฎกระทรวงมหาดไทยให้บังคับใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๕๖ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวกำหนดให้เป็นที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย มีวัตถุประสงค์เพื่อดำรงรักษาการอยู่อาศัยที่มีสภาพแวดล้อมในบริเวณชานเมือง และจำเลยที่ ๑ ได้ก่อสร้างอาคารโดยมีการเพิ่มเติมอาคารโรงงานนอกเหนือจากใบอนุญาตดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารโรงงานติดกับที่ดินของโจทก์โดยมิได้เว้นที่ว่างรอบอาคารไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๘๐ โจทก์ร้องเรียนต่อสำนักงานเขตบางขุนเทียน ขอให้ รื้อถอนแล้ว แต่เพิกเฉย หลังจากนั้นประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ ขออนุญาตขยายโรงงานผลิตถังแก๊สต่อจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต โดยจำเลยที่ ๔ ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๕ ในการออกใบอนุญาตได้อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ขยายโรงงานทับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ รู้อยู่แล้วว่าการผลิตและการขยายโรงงาน เพิ่มกำลังเครื่องจักร จะเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ก่อให้เกิดการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายหรือสุขภาพอนามัยหรือเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นหรือของรัฐเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ จึงเป็นการกระทำหรือละเว้นการกระทำโดยประการใด ๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญเสียหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ โจทก์มีหนังสือร้องเรียนต่อจำเลยที่ ๔ ให้ระงับยับยั้งแล้วแต่เพิกเฉย นอกจากนี้ จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง ทางกลิ่น แรงสั่นสะเทือน น้ำเสีย ขยะ จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานจำเลยที่ ๑ และเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ ได้ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ครอบครองใช้เป็นที่ทิ้งขยะ กองเหล็ก ก่อให้เกิดสนิม เน่าเหม็นอันเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ จึงต้องร่วมรับผิดในมูลละเมิดในการใช้หรือให้ครอบครองสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกับจำเลยที่ ๑ การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการทำละมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หยุดการกระทำละเมิด ยับยั้งการก่อกำเนิดต้นเหตุแหล่งกำเนิดมลพิษ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาที่ดิน ค่าขาดประโยชน์และค่าทดแทนรวมเป็นเงิน ๖๑,๘๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และเป็นคณะกรรมการควบคุมมลพิษก่อให้เกิดการกระทำละเมิด และแหล่งกำเนิดมลพิษเนื่องจากไม่บังคับใช้กฎหมายเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยที่ ๓ รื้อถอนอาคารโรงงานของจำเลยที่ ๑ ตามใบอนุญาตเลขที่ ๓๑๓/๒๕๕๕ และการก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมในส่วนที่ไม่ได้รับอนุญาต และให้จำเลยที่ ๑ เว้นที่ว่างอันปราศจากหลังคาปกคลุมโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ หยุดการขยายโรงงาน เพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มกำลังเครื่องจักรของจำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ สั่งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หยุดการกระทำที่เป็นเหตุให้เกิดมลพิษ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การในทำนองเดียวกันว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จำเลยที่ ๑ ไม่เคยทำละเมิดต่อโจทก์หรือเป็นผู้ก่อมลพิษต่อสภาพแวดล้อมแต่อย่างใด สถานประกอบการของจำเลยที่ ๑ ได้ก่อตั้งและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินกิจการถูกต้องตามกฎหมาย การก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมก็ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย การก่อสร้างอาคารโรงงานก็เว้นระยะห่างตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรฐานต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนด มีระบบป้องกันและบำบัดของเสียต่าง ๆ ก่อนปล่อยออกสู่ธรรมชาติ จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้ก่อให้เกิดมลพิษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ค่าเสียหายสูงเกินจริงฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ให้การว่า การออกใบอนุญาตของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ชอบด้วยกฎหมาย มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ และประชาชนตามที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในชุมชน หรือบริเวณที่ตั้งของโรงงานของจำเลยที่ ๑ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องไม่เป็นความจริง จำเลยที่ ๔ ตรวจวัดวิเคราะห์น้ำ อากาศ เสียง กากอุตสาหกรรมบริเวณที่ตั้งโรงงานของจำเลยที่ ๑ เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๘ มีค่ามาตรฐาน สำหรับเสียงมีระดับเกินค่ามาตรฐานบางบริเวณและบางช่วงเวลา ซึ่งได้แจ้งให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ออกใบอนุญาตปลูกสร้างและขยายโรงงานให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้ออ้างเรื่องมลพิษที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้ร่วมกันรับผิดนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๒ เป็นเอกชน ส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ แม้เป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อคำฟ้องโจทก์กล่าวถึงสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันละเมิดทางมลพิษทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในทางแพ่งเป็นหลัก การที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ในฐานะเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเป็นคณะกรรมการควบคุมมลพิษเป็นผู้ก่อให้เกิดแหล่งกำเนิดมลพิษเสียเอง หาใช่การฟ้องให้หน่วยงานของรัฐ รับผิดละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยที่ ๓ รื้อถอนการก่อสร้างโรงงาน กับให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๕ หยุดการขยายโรงงาน เพื่อบังคับตามคำขอให้หยุดการกระทำละเมิดต่อโจทก์เท่านั้น จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน ไม่ใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หากแต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ ๓ ได้มีคำสั่งตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ ๓๑๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารโครงเหล็ก ๑ ชั้น ๑ หลัง เพื่อใช้เป็นโรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โลหะ (การทำภาชนะบรรจุ) และจำเลยที่ ๔ ได้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ขยายโรงงาน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ อีกทั้งจำเลยที่ ๓ ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดให้ต้องปฏิบัติในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ได้ก่อสร้างอาคารนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ประกอบกิจการโรงงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบกิจการโรงงานมีสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายความเสียหายหรือความเดือดร้อนแก่บุคคลหรือทรัพย์สินที่อยู่ในโรงงานหรือที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงาน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือแก้ไขหรือปรับปรุงหรือปฏิบัติให้ถูกต้องหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ ทั้งที่จำเลยที่ ๑ ได้ประกอบกิจการโรงงานโดยก่อให้เกิดมลพิษทั้งทางเสียง ทางกลิ่น ทางแรงสั่นสะเทือน ทางน้ำ และทำให้เกิดขยะ โดยการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ เมื่อพิจารณาจากการกระทำต่าง ๆ ของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองและควบคุมตรวจสอบการกระทำของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารและประกอบกิจการโรงงานให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ อีกทั้ง โจทก์ในคดีนี้ได้ฟ้องจำเลยที่ ๓ ในคดีนี้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และฟ้องจำเลยที่ ๔ ในคดีนี้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ต่อศาลปกครองกลางไว้แล้ว ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๗๖/๒๕๕๘ ขอให้ศาลปกครองกลางพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ ๓๐๓/๒๕๕๕ (ที่ถูกคือเลขที่ ๓๑๓/๒๕๕๕) ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ของจำเลยที่ ๓ และเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ขยายโรงงานของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นคำสั่งเดียวกับที่โจทก์กล่าวอ้างในคดีนี้ว่า เป็นคำสั่งที่ออกโดยละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดจากการกระทำการหรืองดเว้นกระทำการของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ข้อพิพาทในส่วนนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองและจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องจะเห็นได้ว่า โจทก์ได้อ้างถึงการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร การขออนุญาตขยายโรงงาน และการก่อสร้างอาคารโรงงานของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทั้งยังได้กล่าวอ้างว่า การประกอบกิจการโรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผลจากการที่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารและคำสั่งอนุญาตให้ขยายโรงงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมาจากการที่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในการบังคับใช้กฎหมายต่อโรงงานของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเดียวกัน ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ศาลเดียวกัน จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือ ศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ประกอบกิจการโรงงาน และจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ดังนี้

(๑) ในส่วนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์กล่าวอ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ จำเลยที่ ๑ ได้ก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ ๓๑๓/๒๕๕๕ และก่อสร้างโดยมิได้เว้นที่ว่างรอบอาคารไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้อ ๘๐ และจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ร่วมกันประกอบกิจการโรงงานก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง ทางกลิ่น แรงสั่นสะเทือน น้ำเสีย ขยะ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยมีคำขอให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย และให้จำเลยที่ ๑ เว้นที่ว่างอันปราศจากหลังคาปกคลุมโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร

(๒) ส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ โจทก์กล่าวอ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๓ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ ๓๑๓/๒๕๕๕ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ และกฎกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ตรวจสอบแบบแปลนและพื้นที่ตั้งของที่ดินว่าออกทับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ทั้งปล่อยให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต เป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างอาคารกระทบสิทธิของโจทก์ และจำเลยที่ ๔ โดยได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๕ ออกใบอนุญาตขยายโรงงานให้แก่จำเลยที่ ๑ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าการผลิตและขยายโรงงานของจำเลยที่ ๑ เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ การอนุญาตให้ขยายโรงงานและปล่อยให้มีการขยายการผลิตจึงเป็นการกระทำหรือ ละเว้นการกระทำโดยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญเสีย หรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รู้อยู่แล้วว่าการขยายโรงงานของ

จำเลยที่ ๑ เป็นการทับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครแต่ยังไม่ยับยั้ง โจทก์มีหนังสือร้องเรียนต่อจำเลยที่ ๔ แล้ว แต่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีคำขอให้จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ให้จำเลยที่ ๓ รื้อถอนอาคารโรงงานของจำเลยที่ ๑ ตามใบอนุญาตที่ ๓๑๓/๒๕๕๕ และส่วนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ ๑ ขยายโรงงาน เพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มกำลังเครื่องจักร และให้จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ สั่งให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดมลพิษ

สำหรับคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นั้น จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่โต้แย้งเขตอำนาจ ศาลว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งตาม คำฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและเหตุเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องนั้น แยกได้ต่างหากจากคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง คดีในส่วนของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ว่าเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังที่จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ โต้แย้งหรือไม่

เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อพิจารณาคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้ว เห็นได้ว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๓ ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ ๓๑๓/๒๕๕๕ ให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และปล่อยให้จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้รับความเสียหาย โดยมีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายและให้รื้อถอนอาคารตามใบอนุญาต จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๓ กระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนจำเลยที่ ๔ และที่ ๕ โจทก์กล่าวอ้างว่า ได้ออกใบอนุญาตขยายโรงงานให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ ก่อให้เกิดการรั่วไหล หรือแพร่กระจายของมลพิษ เป็นการไม่ชอบตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ และละเลยต่อหน้าที่ไม่ดำเนินการให้จำเลยที่ ๑ ระงับการกระทำที่ก่อมลพิษ จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง และการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งเป็นคดีพิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เช่นเดียวกัน คดีในส่วนของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏตามบันทึกความเห็นของศาลปกครองกลางว่า โจทก์ในคดีนี้ได้ฟ้องจำเลยที่ ๓ ในคดีนี้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และฟ้องจำเลยที่ ๔ ในคดีนี้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๗๖/๒๕๕๘ ขอให้ศาลปกครองกลางพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ ๓๑๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ ของจำเลยที่ ๓ และเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ขยายโรงงานของจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นคำสั่งเดียวกับที่โจทก์กล่าวอ้างในคดีนี้ว่าเป็นคำสั่งที่ออกโดยละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวพันกันเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาคดี คดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกันที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีประเภทนั้น ซึ่งได้แก่ศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างบริษัทเรืองปัญญา เคหะการ จำกัด โจทก์ บริษัทสหมิตร ถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ นางปัทมา เล้าวงษ์ ที่ ๒ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม สำหรับคดีระหว่างบริษัทเรืองปัญญา เคหะการ จำกัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร ที่ ๓ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่ ๔ กระทรวงอุตสาหกรรม ที่ ๕ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535
พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2518
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เรืองปัญญา เคหะการ จำกัด
จำเลย — บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด(มหาชน)ที่ 1 กับพวกรวม 5คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 45/2559
#601411
เปิดฉบับเต็ม

แม้คู่ความจะพิพาทกันในเรื่องเงินที่ได้จากการขายที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ แต่จำเลยก็มิได้โต้แย้งว่าเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามฟ้องเป็นสินสมรส เมื่อมูลความแห่งคดีไม่ได้เป็นการพิพาทในเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา อันจะต้องนำ ป.พ.พ. บรรพ 5 มาใช้บังคับ จึงมิใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ป่วยเป็นอัมพฤกษ์เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2555 แต่ได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกของนาง ท. มารดาผู้ตายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 แล้วรับโอนที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 24360 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 08 ตารางวา โดยใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่นอีกสองคน ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 5 โฉนด คือโฉนดเดิมเลขที่ 24360 กับโฉนดเลขที่ 76752 ถึง 76755 โจทก์ตกลงจะขายที่ดิน 1 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 76754 โดยมอบให้จำเลยไปดำเนินการ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยขายที่ดินดังกล่าวได้ในราคา 600,000 บาท และรับเงินจากผู้ซื้อครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่นำเงินมาให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์กับจำเลยเคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ 2 คน ระหว่างสมรส ในปี 2556 โจทก์กู้ยืมเงินจากนาง ม. หลายครั้ง โดยมอบที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 24360 ตามฟ้องให้ยึดถือเป็นประกัน ต่อมาโจทก์จะแบ่งขายที่ดินดังกล่าวให้นาย บ. และนาง ภ. ในราคา 600,000 บาท เพื่อนำเงินไปใช้หนี้นาง ม. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ก่อนวันทำสัญญาซื้อขายนาย บ. มอบเงิน 500,000 บาท ให้โจทก์นำไปชำระหนี้แก่นาง ม. เพื่อให้ได้โฉนดที่ดินคืนมา เนื่องจากโจทก์เป็นอัมพฤกษ์ จึงมอบให้จำเลยไปจัดการโอนเงินจำนวน 478,306 บาท เข้าบัญชีธนาคารของบุตรนาง ม. เพื่อชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมด แล้วรับโฉนดที่ดินคืนมา จากนั้นวันเดียวกันในช่วงบ่ายก็ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินซึ่งมีการรังวัดไว้แล้วออกเป็น 5 แปลงตามฟ้อง แล้วนัดจดทะเบียนโอนขายในวันที่ 21 เดือนเดียวกัน ซึ่งจำเลยได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ไปดำเนินการเพราะโจทก์เดินไม่สะดวก วันดังกล่าวนาย บ. และนาง ภ. มอบเงิน 100,000 บาท ที่เหลือให้ แต่หักค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว คงเหลือประมาณ 50,000 บาท ซึ่งจำเลยได้มอบให้โจทก์แล้ว ต่อมาปี 2558 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี ผลคดีคู่ความตกลงทำยอมกันในศาล โดยโจทก์ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร แต่โจทก์ผิดสัญญา จำเลยจึงบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 76755 ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ดินแปลงที่แบ่งแยกออกขายทอดตลาด ขณะคดีอยู่ระหว่างการบังคับคดี โจทก์ก็ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เพื่อเป็นการต่อรองกับคดีที่จำเลยกำลังดำเนินการบังคับดังกล่าว การนำคดีมาฟ้องของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ศาลจังหวัดราชบุรีเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าคดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ซึ่งเคยเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยฟ้องจำเลยโดยอ้างว่า ระหว่างสมรสโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยเป็นตัวแทนทำนิติกรรมขายที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวให้แก่บุคคลภายนอก เมื่อจำเลยได้รับเงินที่ได้จากการขายที่ดินแล้วไม่ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การสรุปได้ว่า โจทก์ได้รับเงินจากการขายที่ดินตามฟ้องแล้วโดยโจทก์นำเงินบางส่วนจากการขายที่ดินไปชำระหนี้ของโจทก์ บางส่วนให้จำเลยนำไปชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากร ค่าใช้จ่ายอื่นในการขายที่ดิน และนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าขายที่ดินจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดของตัวแทนต่อตัวการที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 15 แม้คู่ความจะพิพาทกันในเรื่องเงินที่ได้จากการขายที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ แต่จำเลยก็มิได้โต้แย้งว่าเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามฟ้องเป็นสินสมรส เมื่อมูลความแห่งคดีไม่ได้เป็นการพิพาทในเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา อันจะต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาใช้บังคับ จึงมิใช่คดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 1 เดือน สิงหาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — นางสาว ศ.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 44/2559
#598150
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คำว่า"หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด"ต้องเป็นหน้าที่ในทางปกครองหรือหน้าที่ในการใช้อำนาจทางปกครอง มิใช่การกำหนดหน้าที่ในทางแพ่งเช่นเดียวกับหน้าที่ของเอกชนทั่วไป เนื่องจากศาลปกครองมีอำนาจในการตรวจสอบการกระทำทางปกครอง คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอ้างว่าการที่ต้นไม้บริเวณข้างทางซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีหักโค่นล้มทับรถยนต์ซึ่งผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้นั้น เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ใช้ความระมัดระวังบำรุงและดูแลรักษาค้ำจุนต้นไม้ให้มีความแข็งแรง เมื่อเกิดเหตุฝนตกและลมพัดแรง ต้นไม้ล้มลงมาทับรถยนต์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะเหตุที่ ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เพื่อปัดป้องมิให้เกิดความเสียหายเช่นนั้นซึ่งเป็นความรับผิดเพื่อละเมิดจากความบกพร่องในหน้าที่ทั่วไปของเจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างตลอดถึงการค้ำจุนต้นไม้ มิใช่หน้าที่ในทางปกครองการที่ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าวจึงมิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อละเมิด ตามมาตรา ๔๓๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุและได้ชำระค่าเสียหายแทนผู้เอาประกันภัยไปแล้วจึงอยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีละเมิดซึ่งเป็นฐานแห่งการรับช่วงสิทธิของผู้ฟ้องคดีคดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๔/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแขวงดอนเมือง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด อำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้ง เขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่อง เขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘ บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗๙๕/๒๕๕๘ ความว่าผู้ฟ้องคดีเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกชนิด และเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน ฒถ-๗๘๓๖ กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางสาววิภา นิรนาทล้ำพงศ์ ผู้เอาประกันภัย เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๗ซึ่งอยู่ระหว่างอายุการคุ้มครองตามสัญญากรมธรรม์ นายอารมณ์ จำปา ได้ขับรถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้เข้าไปในซอยวิภาวดีรังสิต ๖๒ ถนนวิภาวดีรังสิตจากปากซอยมุ่งหน้าด้านท้ายซอย ปรากฏว่าต้นไม้ที่ปลูกเรียงกันบริเวณข้างทางซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีได้หักโค่นล้มทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ใช้ความระมัดระวังบำรุงรักษาต้นไม้ โดยปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ไม่ตัด



แต่งบำรุงค้ำจุนต้นไม้ให้แข็งแรง ขณะเกิดเหตุมีฝนตกและลมพัดแรงต้นไม้ที่ปลูกอยู่บริเวณทางเท้าจึงล้มลงมาทับรถยนต์ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายเงินค่าซ่อมรถยนต์เป็นเงิน ๗๐,๒๒๖.๔๘ บาท จึงรับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิด ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรับผิดในความ เสียหายดังกล่าว ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย รวมเป็นเงิน ๗๔,๐๗๘.๔๘ บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การที่ต้นไม้หักโค่นล้มทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยนั้น เกิดจากภัยธรรมชาติ กล่าวคือ มีพายุฝนตกหนักและลมกรรโชกแรง อันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจควบคุม และป้องกันได้ ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีพร้อมเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าได้ออกสำรวจ ซอยวิภาวดีรังสิต ๖๒ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ มีต้นไม้ล้ม ๓๕ ต้น และ ต้นไม้ล้มทับรถยนต์กระบะ ๑ คัน ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งสำนักงานเขตหลักสี่ให้จัดทำแผนการตัดแต่งต้นไม้ตามแนวสายไฟฟ้าปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ซึ่งสำนักงานเขตหลักสี่ได้ดำเนินการและแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบแล้ว จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ใช้ความระมัดระวังบำรุงรักษาและดูแลค้ำจุนต้นไม้ให้มีความมั่นคงแข็งแรง ความเสียหายดังกล่าวมิได้เกิดจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีผู้ถูกฟ้องคดีไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานครในเรื่องการจัดให้มีและบำรุงรักษา ทางบก ทางน้ำ ทางระบายน้ำ และการดูแลรักษาที่สาธารณะตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) และ (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และมาตรา ๑๘ ประกอบมาตรา ๑๖ (๒) และ (๒๗) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งย่อมหมายความรวมถึงการบำรุงดูแลรักษาต้นไม้บริเวณถนนสาธารณะให้มีความมั่งคงแข็งแรง เพื่อให้เกิดความปลอดภัย อย่างเพียงพอแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดี ละเลยต่อหน้าที่บำรุงดูแลรักษาต้นไม้ที่ปลูกเรียงกันบริเวณข้างทางในซอยวิภาวดีรังสิต ๖๒ ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเหตุให้ต้นไม้หักโค่นล้มทับรถยนต์คันที่ ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยได้รับความเสียหายหลายรายการ ผู้ฟ้องคดีจึงอยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของ ผู้เอาประกันภัยตามกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด



ของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงดอนเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีงดเว้นหรือละเลยไม่บำรุงและดูแลต้นไม้ที่อยู่ในความรับผิดชอบให้มีความแข็งแรง เมื่อมีฝนตกหนักและลมพัดแรงจึงหักโค่นทับรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยนั้น เหตุละเมิดจึงหาได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงของผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันจะอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงาน ทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

เห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามบทบัญญัตินี้ คำว่า"หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด"ต้องเป็นหน้าที่ในทางปกครองหรือหน้าที่ในการใช้อำนาจทางปกครอง มิใช่การกำหนดหน้าที่ในทางแพ่งเช่นเดียวกับ หน้าที่ของเอกชนทั่วไป เนื่องจากศาลปกครองมีอำนาจในการตรวจสอบการกระทำทางปกครองคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราช



บัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุฟ้องอ้างว่า การที่ต้นไม้บริเวณข้างทางซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดีหักโค่นล้มทับรถยนต์ซึ่งผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้นั้น เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ใช้ความระมัดระวังบำรุงและดูแลรักษาค้ำจุนต้นไม้ให้มีความแข็งแรง เมื่อเกิดเหตุฝนตกและลมพัดแรง ต้นไม้ล้มลงมาทับรถยนต์ได้รับความเสียหายจึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เพื่อปัดป้องมิให้เกิดความเสียหายเช่นนั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นการฟ้องให้รับผิด ตามมาตรา ๔๓๔ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นความ รับผิดเพื่อละเมิดจากความบกพร่องในหน้าที่ทั่วไปของเจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างตลอดถึงการค้ำจุนต้นไม้ มิใช่หน้าที่ในทางปกครอง การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ดังกล่าวจึงมิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิด จากการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อละเมิด ตามมาตรา ๔๓๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ คันเกิดเหตุและได้ชำระค่าเสียหายแทนผู้เอาประกันภัยไปแล้วจึงอยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีละเมิด ซึ่งเป็นฐานแห่งการรับช่วงสิทธิของผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ฟ้องคดีกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงทพมหานคร
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 43/2559
#603045
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ช. ผู้ตาย ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นมารดาและผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่ผู้ตายได้รับมาจากบิดา และอีกส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์ของผู้ตายที่บิดายกให้ในขณะบิดามีชีวิตอยู่ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นมรดกตกแก่โจทก์ในฐานะทายาทประเภทคู่สมรส จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่าเป็นมรดกที่ผู้ตายได้รับมาจากบิดานั้นเป็นสินส่วนตัวของจำเลย มิใช่มรดกที่ตกแก่ผู้ตาย โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทเฉพาะแปลงที่ผู้ตายได้รับการยกให้จากบิดาขณะบิดามีชีวิตอยู่เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น กรณีมีปัญหาให้วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก มูลเหตุแห่งคดีมิได้เกี่ยวด้วยสิทธิ และหน้าที่หรือความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้ตายในทางทรัพย์สินซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 มาตรา 1470 ถึง 1474 มิใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ช. จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2509 นาย ช. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. กับจำเลย เมื่อนาย ส. ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสกับจำเลยซึ่งเป็นมรดกส่วนของนาย ส. ตกแก่นาย ช. ในฐานะผู้สืบสันดานกึ่งหนึ่ง อันได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 13516 และ 12912 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 300 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินเนื้อที่ 6 ไร่เศษ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีหลักฐานเป็นทั้งโฉนดที่ดินและ ส.ค. 1 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 43621 ถึง 43624 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชื่อนาย ช. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 นาย ช. ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นทายาทในฐานะคู่สมรสผู้มีสิทธิรับมรดกของนาย ช. โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามคำขอท้ายฟ้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ระหว่างมีชีวิตอยู่นาย ส. ตกลงกับจำเลยว่า หากจำเลยจะทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ให้จำเลยดำเนินการเพียงผู้เดียว โดยใช้เงินของจำเลยเอง และทรัพย์สินที่ได้มาให้ตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยแยกต่างหากจากทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างสมรส โดยนายสมานไม่ขอเกี่ยวข้อง ที่ดินโฉนดเลขที่ 13516 และ 12912 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 300 ที่ดิน สค. 1 เลขที่ 76 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14357, 14358 และ 14359 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยซื้อมาด้วยเงินของจำเลยเอง ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยเพียงผู้เดียว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 43621 ถึง 43624 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีชื่อนาย ช. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อนาย ช. ถึงแก่ความตายที่ดินตกเป็นมรดกแก่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาและจำเลยผู้เป็นมารดาคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเฉพาะในที่ดินแปลงนี้เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถานและนัดสืบพยาน ศาลจังหวัดตลิ่งชันเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ช. ผู้ตาย ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นมารดาและผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่ผู้ตายได้รับมาจากบิดา และอีกส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์ของผู้ตายที่บิดายกให้ขณะบิดามีชีวิตอยู่ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นมรดกตกแก่โจทก์ในฐานะทายาทประเภทคู่สมรส จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่าเป็นมรดกที่ผู้ตายได้รับมาจากบิดานั้นเป็นสินส่วนตัวของจำเลย มิใช่มรดกที่ตกแก่ผู้ตาย โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทเฉพาะแปลงที่ผู้ตายได้รับการยกให้จากบิดาขณะบิดามีชีวิตอยู่เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น กรณีมีปัญหาให้วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ และจำเลยต้องใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก มูลเหตุแห่งคดีมิได้เกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่หรือความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้ตายในทางทรัพย์สินซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1470 ถึง 1474 มิใช่คดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 25 เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาง ป.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 43/2559
#605102
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนผู้รับประกันภัยเข้ารับช่วงสิทธิยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่า จำเลยประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงไม่มีความมั่นคง เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าแรงสูงล้มทับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยก็ให้การว่าติดตั้งเสาไฟฟ้าตามมาตรฐาน ความเสียหายเกิดจากความผิดของคนขับรถบรรทุกพ่วงคันที่โจทก์รับประกันภัย เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ไม่จัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยตาม มาตรา ๑๓ (๖) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นเหตุให้ทรัพย์สินที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหาย อันจะถือว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ทั้งการติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงไม่แข็งแรงมั่นคง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยหรือไม่นั้น มิใช่ผลโดยตรง จากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีละเมิดทั่วไปซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุและได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จึงอยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีละเมิด ซึ่งเป็นฐานแห่งการรับช่วงสิทธิของโจทก์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๓/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)

ศาลแขวงพระนครเหนือ

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแขวงพระนครเหนือโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลย ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๔๙๓/๒๕๕๗ ความว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๗๙-๓๕๙๘ กรุงเทพมหานคร จากบริษัท ซุปเปอร์แคร์ริเออร์ จำกัด ผู้เอาประกันภัย จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองและติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงบริเวณถนนทางเข้าคลังก๊าซ ปตท. โรงโป๊ะ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๖ นายประไพ สุวรรณวิสุทธิ์ ลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย ขับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยลากพ่วงรถหมายเลขทะเบียน ๗๙-๗๔๔๐ กรุงเทพมหานคร ไปตาม ถนนเข้าคลังก๊าซ ปตท. โรงโป๊ะ มุ่งหน้าไปตามถนนทางหลวงหมายเลข ๗ ด้วยความเร็วตามกฎหมาย และใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างดี เมื่อถึงบริเวณทางโค้งหมู่บ้านพฤกษาสิริได้หยุดรถเพื่อให้รถคันอื่นไปก่อนเนื่องจากถนนมีลักษณะแคบ ในขณะที่กำลังจะเคลื่อนรถบรรทุกพ่วงคันดังกล่าวปรากฏว่า เสาไฟฟ้าแรงสูงที่จำเลยเป็นเจ้าของและเป็นผู้ติดตั้งได้ล้มทับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เป็นเหตุให้รถได้รับความเสียหายอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงไม่มีความมั่นคงเพียงพอแก่ความปลอดภัย โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์และชำระค่าซ่อมแซมรถยนต์ เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้บังคับจำเลย ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๑,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ก่อสร้างปักเสาไฟฟ้าและพาดสายถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยและควบคุมโดยวิศวกรผู้ชำนาญการ หากไม่มีเหตุปัจจัยภายนอกมากระทบหรือกระแทกอย่างรุนแรง เสาไฟฟ้าก็จะไม่หักหรือล้มลงมาได้ เสาไฟฟ้าของจำเลยเป็นคอนกรีตอัดแรงเสริมเหล็กอย่างดี ออกแบบให้รับน้ำหนักเพียงสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบเสาไฟฟ้าเท่านั้น มิได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันแรงกระแทกจากวัสดุที่มีน้ำหนักจากภายนอก ซึ่งในกรณีนี้เป็นไปไม่ได้ที่เสาไฟฟ้าที่ปักอยู่จะหักล้มทับรถยนต์โดยไม่มีแรงจากภายนอกมากระแทก ซึ่งหากมีเหตุการณ์เสาไฟฟ้าล้มทับรถยนต์บรรทุกพ่วงในครั้งนี้จริง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์บรรทุกพ่วง ซึ่งมีขนาดความยาวของตัวรถและส่วนพ่วงไม่ต่ำกว่า ๒๐ เมตร เบียดกระแทกเสาไฟฟ้าหักล้มลงเนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นทางโค้ง ถนนแคบ ทั้งจำเลยตรวจสอบและดูแลรักษาระบบจำหน่ายทุกระยะ ๓-๖ เดือน ต่อครั้ง หากมีเสาไฟฟ้าหรือสายชำรุดหรือไม่มั่นคงจะดำเนินการซ่อมแซมและบำรุงรักษาทันทีเสาไฟฟ้าต้นเกิดเหตุของจำเลยมิได้มีสภาพไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัยตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใดค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงพระนครเหนือพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าในส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่นอกเขตท้องที่ที่การไฟฟ้านครหลวงดำเนินการอยู่ และในประเทศใกล้เคียงตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ และมีอำนาจกระทำการต่างๆ ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ดังกล่าวซึ่งรวมถึงอำนาจจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามมาตรา ๑๓ (๖) เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้โจทก์อ้างว่าเสาไฟฟ้าแรงสูงซึ่งอยู่ในครอบครองดูแลของจำเลยล้มใส่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โดยพฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างกล่าวถึงการละเลยไม่ดูแลเสาไฟฟ้าที่อยู่ในครอบครองให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรงเป็นเหตุให้ล้มลงใส่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเป็นอำนาจโดยทั่วไปของจำเลยเท่านั้น เหตุละเมิดตามฟ้องหาใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจัดจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของจำเลยแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์ในการผลิตจัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าในเขตส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่นอกเขตท้องที่ที่การไฟฟ้านครหลวงดำเนินการอยู่ และในประเทศใกล้เคียงตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยจำเลยมีอำนาจเดินสายส่งศักย์สูงหรือสายส่งศักย์ต่ำไปใต้ เหนือ ตาม หรือข้ามพื้นดินของบุคคลใดๆ หรือปักหรือตั้งเสาสถานีไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ต่างๆ ลงในหรือบนพื้นดินของบุคคลใดๆ และในกรณีจำเป็นและเร่งด่วน เพื่อป้องกันภยันตรายหรือความเสียหายมีอำนาจเข้าไปในที่ดินหรือสถานที่ของบุคคลใดในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ เพื่อตรวจสอบ ซ่อมแซม หรือแก้ไขระบบการส่งพลังงานไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ทั้งนี้ จำเลยมีอำนาจจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของจำเลยตามมาตรา ๑๓ (๖) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งการดังกล่าวย่อมรวมถึงการบำรุงรักษาสายไฟฟ้าแรงสูง เสาไฟ และอุปกรณ์ต่างๆในระบบการส่งพลังงานไฟฟ้าของจำเลย มิให้ชำรุดบกพร่อง และให้อยู่ในสภาพที่ดีมีความปลอดภัย ดังนั้น การบำรุงรักษาสายไฟฟ้าแรงสูง เสาไฟและอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบการส่งพลังงานไฟฟ้าของจำเลยมิให้ชำรุดบกพร่อง และให้อยู่ในสภาพที่ดีมีความปลอดภัย จึงถือได้ว่าเป็นภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลย โดยไม่จำต้องกำหนดหน้าที่ของจำเลยในการบำรุงรักษาสายไฟฟ้าแรงสูง เสาไฟ และอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบการส่งพลังงานไฟฟ้าไว้ให้ชัดเจนในพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ อีก เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยไม่ตรวจสอบดูแลเสาไฟฟ้าแรงสูงให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยแก่ประชาชน เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าแรงสูงล้มทับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรคดีนี้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องคดีโดยระบุการกระทำอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ว่า จำเลยกระทำการโดยประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงไม่มีความมั่นคงเพียงพอแก่ความปลอดภัย เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าแรงสูงล้มทับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยให้การว่า ก่อสร้างปักเสาไฟฟ้าและพาดสายถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัย เหตุคดีนี้น่าเชื่อว่า เกิดจากรถยนต์บรรทุกพ่วงซึ่งมีความยาวไม่ต่ำกว่า ๒๐ เมตร ผ่านจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง ถนนแคบ ทำให้เบียดกระแทกเสาไฟฟ้าล้มลงจึงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า ความเสียหายเกิดจากการที่จำเลยติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงในลักษณะที่ไม่มี ความปลอดภัย ส่วนจำเลยก็ต่อสู้ว่าติดตั้งเสาไฟฟ้าตามมาตรฐานแล้ว ความเสียหายเกิดจากความผิดของคนขับรถบรรทุกพ่วงคันที่โจทก์รับประกันภัย โดยโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ไม่จัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาเสาไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยตามมาตรา ๑๓ (๖) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นเหตุให้ทรัพย์สินที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหาย อันจะถือว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลย ต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ทั้งการติดตั้งเสาไฟฟ้าแรงสูงไม่แข็งแรงมั่นคง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยหรือไม่นั้น มิใช่ผลโดยตรงจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือ จากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีละเมิดทั่วไป ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุและได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ไปแล้ว จึงอยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีละเมิด ซึ่งเป็นฐานแห่งการรับช่วงสิทธิของโจทก์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 42/2559
#598661
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นเอกชนชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าในขณะที่จำเลยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนนโยบายและมติคณะกรรมการธนาคารโจทก์ โดยปล่อยให้มีการอำนวยสินเชื่อเกินวงเงินที่คณะกรรมการธนาคารโจทก์กำหนดเห็นได้ว่าสัญญาจ้างจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ นั้นมีลักษณะเป็นการจ้างบริหารกิจการเพื่อจัดทำบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของโจทก์ มิใช่การจ้างแรงงานตามความความหมายของสัญญาจ้างแรงงาน ตามปพพ. มาตรา ๕๗๕ สัญญาจ้างจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ จึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้เอกชนเข้าจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นสัญญาประเภทหนึ่งของสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อการยื่นฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการอำนวยสินเชื่อโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงานเกินกว่าวงเงินที่มติคณะกรรมการธนาคารโจทก์อนุมัติไว้ และแก้ไขหลักเกณฑ์ของโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้าง ทำให้ธนาคารมีความเสี่ยงทางเครดิตเพิ่มขึ้น เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปในการประกอบธุรกิจ มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงตามบันทึกความเห็นของศาลปกครองกลางว่าจำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นเรื่องเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๘๐/๒๕๕๗ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดี (จำเลยในคดีนี้) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความรับผิดทางละเมิดแก่ผู้ถูกฟ้องคดี (โจทก์ในคดีนี้) ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๘๐/๒๕๕๗ ของศาลปกครองกลาง จึงควรที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีนี้จึงชอบที่จะได้รับการพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๒/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) และ (๔)

ศาลแรงงานกลาง

ระหว่าง

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานกลางโดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โจทก์ ยื่นฟ้อง นายโสฬส สาครวิศว จำเลย ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๒๐๐๓/๒๕๕๗ ความว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารโจทก์ มีกำหนดเวลาจ้าง ๔ ปี โดยข้อกำหนดของสัญญาระบุให้จำเลยมีหน้าที่บริหารกิจการของโจทก์ตามภารกิจ เป้าประสงค์และเป้าหมายของคณะกรรมการธนาคารโจทก์ ตลอดจนต้องปฏิบัติตามนโยบาย มติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งที่คณะกรรมการธนาคารโจทก์กำหนด ทั้งจำเลยต้องรับผิดชอบในความสูญเสีย หรือเสียหายของโจทก์ที่เกิดจากการที่จำเลยประพฤติมิชอบ ฉ้อฉล ไม่สุจริต ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของคณะกรรมการธนาคารโจทก์ ต่อมา คณะกรรมการธนาคารโจทก์ได้มีมติเลิกจ้างจำเลย โดยให้มีผลเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ เนื่องจากจำเลยได้กระทำผิดสัญญาจ้างเป็นกรรมการผู้จัดการและกระทำละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการอำนวยสินเชื่อโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงานเกินกว่าวงเงินที่มติคณะกรรมการธนาคารโจทก์อนุมัติไว้ และปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ ของโครงการ ทำให้โจทก์มีความเสี่ยงทางด้านเครดิต อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการโจทก์ตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๕ และผิดสัญญาจ้างเป็นกรรมการผู้จัดการ ข้อ ๒.๑ ข้อ ๒.๒ และ ๒.๔ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เป็นเงิน ๑,๗๙๕,๖๕๐,๔๒๔.๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยบริหารกิจการของโจทก์ตามภารกิจ เป้าประสงค์ และเป้าหมายที่คณะกรรมการธนาคารโจทก์กำหนด ตลอดจนปฏิบัติตามนโยบาย มติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งที่คณะกรรมการธนาคารโจทก์กำหนด จำเลยบริหารงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง ไม่เคยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามระดับวงเงินในการปล่อยสินเชื่อ จำเลยไม่เคยใช้อำนาจในการอนุมัติ แต่คณะกรรมการสินเชื่อ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการธนาคารเป็นผู้อนุมัติทั้งสิ้น ผลการบริหารงานของจำเลยและผลการดำเนินการโดยรวมของธนาคารโจทก์มีกำไร โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยมิชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม เนื่องจากจำเลยมิได้กระทำผิดตามสัญญาจ้าง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย เป็นเงิน ๔๘,๙๖๑,๗๐๓ บาท ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า สัญญาจ้างเป็นกรรมการผู้จัดการระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางปกครอง คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

อนึ่ง จำเลยนำมูลเหตุแห่งคดีเดียวกันนี้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๙๖/๒๕๕๕ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายกรณีบอกเลิกจ้าง และคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๘๐/๒๕๕๗ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ และตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า โจทก์มีคำสั่งแจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์ในขณะเป็นกรรมการผู้จัดการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงกระทำการที่ฝ่าฝืนนโยบายและมติคณะกรรมการของธนาคารโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๖ กำหนดบทนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง ส่วนคำว่า "นายจ้าง" หมายความว่า รัฐวิสาหกิจซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนรัฐวิสาหกิจด้วย ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงอยู่ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อมีเหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างกล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงกระทำการที่ฝ่าฝืนนโยบายและมติคณะกรรมการของธนาคารโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องมาจากข้อพิพาทแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า โดยที่โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีเหตุผลในการจัดตั้งคือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นวิสาหกิจที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และเป็นฐานการผลิต จึงจัดตั้งโจทก์ขึ้นเพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีอยู่จำนวนมากของประเทศได้อย่างเป็นระบบ โดยให้มีการบริการทางการเงิน เทคนิคการตลาด และการจัดการ โจทก์จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ซึ่งเป็นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ และไม่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๔ และมาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามสัญญาจ้างเป็นกรรมการผู้จัดการ ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ มีกำหนดเวลาจ้าง ๔ ปี โดยจำเลยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของโจทก์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบาย และข้อบังคับ รวมทั้งกิจการอื่นที่คณะกรรมการธนาคารหรือคณะกรรมการบริหารของโจทก์กำหนด ตลอดจนมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของโจทก์ และเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ตามมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกับจำเลยมีขึ้นเพื่อให้จำเลยเข้าดำเนินงานในการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการพัฒนา ส่งเสริม ช่วยเหลือและสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของโจทก์บรรลุผล สัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าในขณะที่จำเลยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารโจทก์ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กระทำการฝ่าฝืนนโยบายและมติคณะกรรมการธนาคารโจทก์โดยปล่อยให้มีการอำนวยสินเชื่อเกินวงเงินที่คณะกรรมการธนาคารโจทก์กำหนดมีเจตนาฝ่าฝืนนโยบายและมติของคณะกรรมการธนาคารโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา ๑๐ ประกอบกับมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยในคดีนี้นำมูลเหตุแห่งคดีเดียวกันนี้ยื่นฟ้องโจทก์ (ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กรรมการของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ และกระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑๑) ต่อศาลปกครองกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ ๓๐๙๖/๒๕๕๕ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายกรณีบอกเลิกจ้างผู้ฟ้องคดี และยื่นฟ้องโจทก์ (ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดี) ต่อศาลปกครองกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๘๐/๒๕๕๗ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาโดยศาลปกครอง เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าในขณะที่จำเลยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กระทำการฝ่าฝืนนโยบายและมติคณะกรรมการธนาคารโจทก์โดยปล่อยให้มีการอำนวยสินเชื่อเกินวงเงินที่คณะกรรมการธนาคารโจทก์กำหนด มีเจตนาฝ่าฝืนนโยบายและมติของคณะกรรมการธนาคารโจทก์ โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสอบสวนแล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์จริง และจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน ๑,๗๙๕,๖๕๐,๔๒๔.๔๐ บาท ให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และเป็นการผิดสัญญาจ้างเป็นกรรมการผู้จัดการ ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กระทำละเมิด ไม่ได้ผิดสัญญา และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลแรงงานกลางมีความเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานและเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องมาจากข้อพิพาทแรงงานที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นศาลยุติธรรม ส่วนศาลปกครองกลางมีความเห็นว่า สัญญาจ้างจำเลยเป็นผู้บริหารธนาคารโจทก์เป็นสัญญาทางปกครอง แต่คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม เห็นว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ โจทก์จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของโจทก์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบาย และข้อบังคับ รวมทั้งกิจการอื่นที่คณะกรรมการธนาคารหรือคณะกรรมการบริหารของโจทก์กำหนดและมาตรา ๑๑ ของพระราชบัญญัติเดียวกัน กำหนดวัตถุประสงค์ของธนาคารโจทก์ไว้ว่า เป็นการประกอบธุรกิจอันเป็นการพัฒนา ส่งเสริม ช่วยเหลือ และสนับสนุนการจัดตั้งการดำเนินงานการขยายหรือการปรับปรุงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งวัตถุประสงค์ของโจทก์มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน ส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เป็นระบบ โดยการบริการทางการเงิน เทคนิค การตลาด และการจัดการ ปรากฏตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ทั้งมาตรา ๓๒ ของพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกิจการของธนาคาร ดังนั้น ภารกิจของโจทก์จึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะในทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างจากการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่มุ่งเน้นผลกำไรในทางธุรกิจเป็นสำคัญ ทั้งการจ้างจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์นั้น ต้องผ่านกระบวนการสรรหาผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยมาตรา ๘ ทวิ กำหนดให้ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ ปรากฏเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๓ ว่า "เห็นสมควรกำหนดให้ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจไม่มีฐานะเป็นพนักงาน และให้เป็นการจ้างบริหารโดยทำสัญญาจ้าง โดยกำหนดค่าจ้างหรือผลประโยชน์อื่นตามผลงานในการบริหาร เพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีผู้บริหารที่มีความรู้และความสามารถในเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง" โดยเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อ ๑.๒ ของสัญญาจ้างที่ระบุว่า "สัญญาจ้างเป็นผู้บริหารนี้เป็นสัญญาที่ทำขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นการจ้างบริหารเพื่อมุ่งความสำเร็จของงานและการจ้างตามสัญญานี้ไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนและไม่เป็นผลให้ผู้รับจ้างมีฐานะเป็นพนักงานของผู้ว่าจ้าง" จะเห็นได้ว่าสัญญาจ้างจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ นั้นมีลักษณะเป็นการจ้างบริหารกิจการเพื่อจัดทำบริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของโจทก์ มิใช่การจ้างแรงงานตามความหมายของสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ สัญญาจ้างจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ จึงเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองให้เอกชนเข้าจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นสัญญาประเภทหนึ่งของสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ แต่อย่างไรก็ตาม มูลเหตุอันเป็นที่มาแห่งการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคดีที่ฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ นั้น อาจเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ได้ โดยต้องพิจารณาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นสำคัญ โดยมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการจำกัดประเภทคดีปกครองที่เกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทางปกครอง โดยมุ่งหมายให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระทำละเมิดที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปของเจ้าหน้าที่ เมื่อการยื่นฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการอำนวยสินเชื่อโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงานเกินกว่าวงเงินที่มติคณะกรรมการธนาคารโจทก์อนุมัติไว้ และแก้ไขหลักเกณฑ์ของโครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้าง ทำให้ธนาคารมีความเสี่ยงทางเครดิตเพิ่มขึ้น เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปในการประกอบธุรกิจ มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม แต่เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงตามบันทึกความเห็นของศาลปกครองกลางว่าจำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์เป็นเรื่องเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๘๐/๒๕๕๗ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดี (จำเลยในคดีนี้) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความรับผิดทางละเมิดแก่ผู้ถูกฟ้องคดี (โจทก์ในคดีนี้) ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่มีมูลความแห่งคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ ๒๑๘๐/๒๕๕๗ ของศาลปกครองกลาง จึงควรที่จะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลเดียวกัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คดีนี้จึงชอบที่จะได้รับการพิจารณาพิพากษาที่ศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย โจทก์ นายโสฬส สาครวิศว จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
จำเลย — นายโสฬส สาครวิศว
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2559
#597418
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน แต่อาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ หากจำเลยกระทำการใดโดยใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐซึ่งจะอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายมหาชน แต่หากกระทำการโดยมิได้ใช้อำนาจหรือมิได้ดำเนินกิจการทางปกครอง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำในฐานะเอกชนทั่วไป และอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชน การที่จำเลยซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ แม้จะเป็นการจ้างให้โจทก์มาทำหน้าที่สอนหนังสือหรืองานทางวิชาการอันเป็น การจ้างให้มาทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา แต่การทำสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ จำเลยกระทำในฐานะเอกชน มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมายหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายมาจำเลยจึงมิได้กระทำการในฐานะหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างระหว่างจำเลยผู้ว่าจ้างกับโจทก์ผู้รับจ้างจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง เนื่องจากไม่มีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงานในระบบกฎหมายเอกชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๑/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานภาค ๔

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานภาค ๔ โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ นายพงษ์ศักดิ์ ผกามาศ โจทก์ ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเลย ต่อศาลแรงงานภาค ๔ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๗/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยในตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในสถาบันของจำเลย แต่ระหว่างการทำงานตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ - ๒๕๕๘ โจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างรายชั่วโมงและผลตอบแทนในการกำหนดตำแหน่งคุณสมบัติของผู้บริหาร (เงินประจำตำแหน่ง) ค่าสอน ค่าชดเชย ค่าตอบแทนคณาจารย์ จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าบรรยายเป็นรายชั่วโมง รวมถึงการเตรียมการสอน หรือการวิจัยค้นคว้าเพื่อการสอนที่กำหนดสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เป็นคณาจารย์สอนรายชั่วโมง โดยจำเลยกำหนดให้สอน ๑๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ในการปฏิบัติจริงมีการสอน ๒๑ ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระให้แก่โจทก์ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินประจำตำแหน่งฝ่ายบริหาร เป็นเงิน ๑,๑๒๑,๔๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้ชำระเงินค่าภาระการสอนจำนวนชั่วโมงบรรยายเป็นเงิน ๓,๘๘๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการตามที่ระบุในสัญญาจ้างและตามที่กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๙ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ โดยโจทก์ต้องนำเรื่องเสนอคณะกรรมการการคุ้มครองแรงงานประจำมหาวิทยาลัยวินิจฉัยก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้จ่ายเงินค่าตอบแทนในการกำหนดตำแหน่งคุณสมบัติของผู้บริหาร (เงินประจำตำแหน่ง) ค่าสอน ค่าชดเชย ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง กฎ ระเบียบ และประกาศของจำเลยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานภายในสถาบันทุกคนรวมทั้งโจทก์อย่างถูกต้องแล้ว หากจำเลยจ่ายเงินตามฟ้องไม่ถูกต้องแล้ว ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี ที่โจทก์ทำงานอยู่กับจำเลย กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยโต้แย้งหรือทวงเงินตามสิทธิจากจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานภาค ๔ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นอาจารย์และจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนให้โจทก์ตลอดระยะเวลาทำงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ การที่โจทก์ลูกจ้างเรียกร้องให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าตอบแทนในการดำรงตำแหน่งและค่าสอนพิเศษให้เป็นไป

ตามคำสั่งของจำเลย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติให้จำเลยเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งการจัดการศึกษาเป็นภารกิจพื้นฐานของรัฐที่จะต้องจัดทำและสนับสนุนให้เอกชนจัดทำ กรณีจึงเห็นได้ว่าแม้จำเลยจะมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่จำเลยก็เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐให้ดำเนินกิจการบริการสาธารณะด้านการศึกษาซึ่งเป็นกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมาย ดังนั้น จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม จำเลยคงเป็นหน่วยงานทางปกครองก็เฉพาะแต่ในกรณีที่กระทำการในการดำเนินกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมายเท่านั้น เมื่อจำเลยทำสัญญาจ้างให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอาจารย์ประจำ มีหน้าที่ให้การศึกษาหรือทำการสอนแก่นักศึกษาในหน่วยงานของจำเลย กรณีจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับโจทก์ที่มีขึ้นเพื่อให้โจทก์เข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานในการจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามที่จำเลยได้รับมอบหมายบรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อมีข้อโต้แย้งในการเรียกให้ชำระเงินตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทำสัญญาจ้างให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอาจารย์ประจำ แต่โจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างรายชั่วโมงและผลตอบแทนในการกำหนดตำแหน่งคุณสมบัติของผู้บริหาร (เงินประจำตำแหน่ง) ค่าสอน ค่าชดเชย ค่าตอบแทนอาจารย์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินประจำตำแหน่งฝ่ายบริหาร ค่าภาระการสอน ค่าจ้าง พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยได้จ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่เคยโต้แย้งหรือทวงเงินตามสิทธิจากจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ และยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติคำว่า หน่วยงานทางปกครองหมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาคราชการส่วนท้องถิ่นอื่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐและให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองคดีนี้ จำเลยเป็นสถานศึกษาของเอกชน ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายมอบหมายให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองในเรื่องการให้การศึกษาและวิชาการซึ่งเป็นบริการสาธารณะได้ ดังนั้น แม้จำเลยจะเป็นเอกชน แต่อาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามพระราชบัญญัตินี้ได้ หากจำเลยกระทำการใดโดยใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐซึ่งจะอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายมหาชน แต่หากกระทำการโดยมิได้ใช้อำนาจหรือมิได้ดำเนินกิจการทางปกครอง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำในฐานะเอกชนทั่วไป และอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชน การที่จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ แม้จะเป็นการจ้างให้โจทก์มาทำหน้าที่สอนหนังสือหรืองานทางวิชาการอันเป็นการจ้างให้มาทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา แต่การทำสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ จำเลยกระทำในฐานะเอกชน มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมายหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายมา จำเลยจึงมิได้กระทำการในฐานะหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างระหว่างจำเลยผู้ว่าจ้างกับโจทก์ผู้รับจ้างจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง เนื่องจากไม่มีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ ตามบทนิยามสัญญา ทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงานในระบบกฎหมายเอกชน ข้อพิพาทในคดีนี้ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับค่าจ้าง ค่าตอบแทน โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินประจำตำแหน่ง ค่าภาระการสอน ค่าจ้าง พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพงษ์ศักดิ์ ผกามาศ โจทก์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ศักดิ์ ผกามาศ
จำเลย — มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 40/2559
#596646
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมีมติให้ยุบเลิกทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เป็นเหตุให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดีต้องมีคำสั่งให้ลูกจ้างประจำรวมทั้งผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ เนื่องจากทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งนั้น โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินบำเหน็จตามระเบียบฯ เงินช่วยเหลือเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่เพียงพอจึงฟ้องเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเพิ่มเติม เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๐/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๘ นายวชิรพันธ์ วรรณศิลป์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ บ. ๒๙/๒๕๕๘ ความว่า เดิมผู้ฟ้องคดีบรรจุเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ตำแหน่งพนักงานวิเคราะห์ราคางาน ส ๓ สังกัดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการเพราะเหตุยุบเลิกทุนหมุนเวียนตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไป ผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน ๑๕ เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้ายของผู้ฟ้องคดีจำนวน ๓๐,๒๒๐ บาท การยุบเลิกทุนหมุนเวียนดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุราชการทั้งที่เหลืออายุราชการอีกถึง ๑๐ ปี ทำให้ขาดรายได้ที่จะได้รับจนเกษียณอายุราชการ ผู้ฟ้องคดีมีอายุมากแล้วไม่สามารถไปสมัครงานที่อื่น ๆ ได้ รวมทั้งมีภาระต้องดูแลครอบครัว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยรายได้เพิ่มเติมจนเกษียณอายุราชการ ๖๐ ปี จำนวน ๓,๒๖๓,๗๖๐ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติอนุมัติให้ยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้มีคำสั่งที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๗ เรื่อง ให้ลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ จำนวน ๕๑ ราย พ้นจากราชการเพราะเหตุยุบเลิกทุนหมุนเวียน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไป คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการจึงเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย การกำหนดเงินช่วยเหลือทดแทนเป็นไปตามกฎระเบียบและวิธีการของราชการแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการได้รับเงินที่เรียกร้องและคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีเป็นคำขอที่ไม่ชอบปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านการส่งเสริมการส่งออกของรัฐ เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ สังกัดสำนักข่าวพาณิชย์ ทั้งนี้ เงินทุนหมุนเวียนดังกล่าว เป็นชื่อเงินนอกงบประมาณประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๓ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและเผยแพร่หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์ โดยมีรายได้จากการจำหน่าย "หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์" หลังจากได้ยุติการผลิตและเผยแพร่หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์เมื่อปี ๒๕๔๑ แล้ว เงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ได้มีภารกิจรับจ้างผลิต จำหน่าย งานพิมพ์และเผยแพร่สิ่งพิมพ์ของผู้ถูกฟ้องคดี หน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชน รวมทั้งจัดทำ ผลิต จำหน่าย เผยแพร่วารสารผู้ส่งออกเพื่อประโยชน์ในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศไปยังผู้ผลิต ผู้ส่งออกและผู้สนใจโดยทั่วไป โดยมีงานพิมพ์เป็นรายได้หลักของเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งการบริหารงานของเงินทุนดังกล่าวได้ดำเนินการโดยผ่านคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ โดยมีผู้อำนวยการสำนักข่าวพาณิชย์ เป็นผู้บริหารทุนหมุนเวียน มีข้าราชการ ลูกจ้างเงินงบประมาณ และลูกจ้างเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เป็นผู้ปฏิบัติงาน โดยมีกระทรวงการคลัง เป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของเงินทุนมีระเบียบกรมส่งเสริมการส่งออก ว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๓๗ กำหนดโครงสร้างการบริหารและการดำเนินงานของเงินทุนหมุนเวียน คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้แต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งพนักงานวิเคราะห์ราคางาน ๓ เป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวจนกระทั่งผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว เห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงที่จะปฏิบัติงานเป็นพนักงานประจำในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดี มิได้มีการจัดทำข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากสัญญาจ้างระหว่างกัน มิได้มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีให้บรรลุผลตามที่กฎหมายกำหนด อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำงานให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีก็มิได้มีนิติสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างที่เท่าเทียมกันตามสัญญาจ้างแรงงานตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การระงับข้อพิพาท การนัดหยุดงาน การปิดงาน การงดจ้าง การจัดตั้งสหภาพแรงงาน หรือการระงับข้อพิพาทดังเช่นคดีแรงงาน การที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำงานให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อตอบแทนการทำงาน จึงมิได้มีลักษณะเป็นข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับการจ้างที่จะเป็นสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีมีลักษณะเป็นการจ้างงานให้ผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานซึ่งเป็นการใช้อำนาจในการบริหารงานภายในของผู้ถูกฟ้องคดีและได้บรรจุแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์และให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ ซึ่งได้ใช้อำนาจตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๓๗ ระหว่างที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานยังต้องปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว และหากผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยก็จะต้องถูกลงโทษตามระเบียบฉบับเดียวกัน การพิจารณาเพื่อขึ้นค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนผลการปฏิบัติงานนั้น ผู้ฟ้องคดีจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเลื่อนขั้นค่าจ้างลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๔๔ ส่วนผู้ฟ้องคดีก็จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี รวมทั้งมีสิทธิที่จะได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ตามระเบียบของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวกับลูกจ้างประจำของส่วนราชการ และระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๑๙ กรณีจึงเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะตั้งแต่การบรรจุแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่ การได้รับค่าตอบแทน ตลอดจนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน มิได้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเอกชน จึงมีลักษณะแตกต่างจากลักษณะการทำงานของลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานทั่วไป เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยเพียง ๑๕ เท่าของเงินเดือนที่ได้รับครั้งสุดท้าย โดยอาศัยหลักเกณฑ์การชดเชยให้กับผู้ที่สมัครใจเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดชดเชยให้กับผู้ฟ้องคดีเนื่องจากเหตุการยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากราชการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่เหมาะสมกับอายุราชการของผู้ฟ้องคดี จึงนำคดีมาฟ้องเรียกค่าชดเชยเพิ่มเติมตามจำนวนเงินของอายุราชการจนเกษียณอายุราชการ ๖๐ ปี ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยรายได้เพิ่มเติมตามอายุราชการที่เหลืออยู่ของผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การช่วยเหลือเยียวยาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ฟ้องคดีที่ได้รับผลกระทบจากการยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ ที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นนิติบุคคล เป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีบรรจุผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ มิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี อันจะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง การที่ผู้ฟ้องคดีตกลงทำงานให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อตอบแทนการทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างงาน ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดียอมสละอำนาจพิเศษของตนในการเข้าทำสัญญาจ้างแรงงานการใช้อำนาจบริหารงานและระเบียบปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเรื่องการบริหารงานและการบังคับบัญชาซึ่งเป็นอำนาจของนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงพาณิชย์ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านการส่งเสริมการส่งออกของรัฐ เมื่อปี ๒๕๒๖ ผู้ฟ้องคดีได้รับการบรรจุเป็นพนักงานพัสดุ สำนักข่าวพาณิชย์ ตามคำสั่งที่ ๒๒/๒๕๒๖ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ เรื่อง ให้ลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์พ้นจากราชการเพราะเหตุยุบเลิกทุนหมุนเวียน ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ มีผลให้ลูกจ้างประจำจำนวน ๕๑ ราย รวมทั้งผู้ฟ้องคดีต้องออกจากงานก่อนครบกำหนดเกษียณอายุราชการ ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินชดเชยรายได้เพิ่มเติมจนกว่าผู้ฟ้องคดีจะเกษียณอายุราชการ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ออกจากราชการก่อนกำหนด และได้รับค่าชดเชยซึ่งเป็นบำเหน็จลูกจ้างไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาจ้าง แต่เป็นการจ้างตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมีการบรรจุและแต่งตั้งเช่นเดียวกับข้าราชการ ทั้งเมื่อพ้นจากราชการผู้ถูกฟ้องคดีก็จ่ายบำเหน็จให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งข้อ ๕ ของระเบียบนี้บัญญัติมิให้นำระเบียบนี้มาใช้กับ (๑) ลูกจ้างประจำที่มีสัญญาจ้าง แสดงให้เห็นว่าการจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างประจำของผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เป็นการจ้างตามสัญญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน แต่การที่ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากราชการเนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีมติให้ยุบเลิกทุนหมุนเวียนข่าวสารการพาณิชย์ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลัง รวมหรือยุบเลิกทุนหมุนเวียน พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องมีคำสั่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ ๒๖๗/๒๕๕๗ ให้ลูกจ้างประจำรวมทั้งผู้ฟ้องคดีพ้นจากราชการ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี ซึ่งในกรณีที่ลูกจ้างประจำต้องออกจากงานเนื่องจากทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งนั้น ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้างประจำ พ.ศ. ๒๕๑๙ ข้อ ๗ กำหนดให้ได้รับบำเหน็จปกติ โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นเงินบำเหน็จตามระเบียบดังกล่าว เงินช่วยเหลือเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่เพียงพอต่อความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นการฟ้องเรียกร้องให้หน่วยงานทางปกครองรับผิดตามหลักความรับผิดโดยปราศจากความผิด คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายวชิรพันธ์ วรรณศิลป์ ผู้ฟ้องคดี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังรวมหรือยุบเลิกทุนหมุนเวียน พ.ศ.2543
ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2525
ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายวชิรพันธ์ วรรณศิลป์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 39/2559
#596641
เปิดฉบับเต็ม

กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคลแต่ไม่เป็นส่วนราชการตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพในประชากรทุกวัยตามนโยบายสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการสาธารณสุขของรัฐ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่และมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

การทำสัญญาจ้างระหว่างกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับ ผู้ฟ้องคดีโดยจ้างผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานติดตามและประเมินผล ระดับผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เพื่อวางแผนและพัฒนาระบบการติดตามตรวจสอบและประเมินผลรวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลภารกิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินงานหรือร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้างหรือสิ้นสุดระยะเวลาจ้างโดยไม่เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๙/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔)

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลแรงงานกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

คดีนี้นางสุวารี เตียงพิทักษ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ ๑ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ บ. ๗๑/๒๕๕๗ ความว่า เมื่อครั้งผู้ฟ้องคดีรับราชการในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานนโยบายและแผน (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๘) กองวิชาการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้ฟ้องคดีได้เข้าสอบแข่งขันเพื่อเข้าทำงานกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผลและทำสัญญาจ้างแรงงาน เลขที่ ๔/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ โดยสัญญาจ้างดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างผู้ฟ้องคดีให้ทำงานในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล สังกัดสำนักผู้จัดการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นระยะเวลา ๑ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๐ ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้เข้าทำงานกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แล้ว ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงทำสัญญาจ้างแรงงานกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อีกสองครั้งตามสัญญาจ้างแรงงาน เลขที่ ๘/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ ระยะเวลา ๒ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ และตามสัญญาจ้างแรงงาน เลขที่ ๒/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ระยะเวลา ๔ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ โดยสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวมีรายละเอียดว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานติดตาม และประเมินผล สังกัดสำนักยุทธศาสตร์ แผน และสมรรถนะ และมีหน้าที่ความรับผิดชอบเช่นเดิม ในระหว่างนั้น คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงระดับตำแหน่งและบัญชีเงินเดือนเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใหม่ ต่อมาเมื่อสัญญาจ้างแรงงาน เลขที่ ๒/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ได้สิ้นสุดลง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังคงมอบหมายงานให้ผู้ฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดียังคงได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ตามปกติ หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้จัดระดับตำแหน่งให้แก่ผู้ฟ้องคดีใหม่ โดยให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งระดับ ๕ สายงานวิชาการระดับผู้ชำนาญการ พร้อมทั้งได้ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างแรงงาน ที่ ๒๓/๒๕๕๗ ฉบับไม่ลงวันที่ ระยะเวลาการจ้าง ๖ เดือน ซึ่งย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ โดยคงอัตราเงินเดือนของผู้ฟ้องคดีเท่ากับปี พ.ศ. ๒๕๕๕ และปี พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยให้ผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อเพื่อทำสัญญาฉบับดังกล่าวกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะไม่เป็นธรรมและละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีจึงไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในสัญญา หลังจากนั้นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานบุคคลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือที่ สสส. ฝ. บค. ๔/๓๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ระยะเวลาตามสัญญาจ้างแรงงาน ฉบับลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ได้สิ้นสุดลง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ประสงค์ที่จะจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่อีกต่อไป จึงขอให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากความเป็นเจ้าหน้าที่ นับตั้งแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยจึงมีหนังสืออุทธรณ์โต้แย้งการบอกเลิกสัญญาและขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือที่ สสส. น. ฝ. ๑/๖๐/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพเห็นควรยกคำร้องของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการจัดลำดับตำแหน่งผู้ฟ้องคดีมีความเป็นธรรม ตลอดจนการพิจารณาไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีไปฝึกอบรมมีเหตุผลอันสมควรจึงไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานบุคคลมิใช่ผู้มีอำนาจบอกเลิกสัญญา อีกทั้งภายหลังจากสัญญาจ้างแรงงาน เลขที่ ๒/๒๕๕๓ ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังคงมอบหมายงานให้ผู้ฟ้องคดีโดยได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ตามปกติ การบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างเนื่องจากเป็นการปรับลดตำแหน่งจากระดับผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นตำแหน่งทางวิชาการระดับสูงเป็นระดับผู้ชำนาญการซึ่งเป็นระดับปฏิบัติการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพที่ สสส. ฝ. บค. ๔/๓๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ และคำวินิจฉัยร้องทุกข์ตามหนังสือที่ สสส. น. ฝ. ๑/๖๐/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ ให้จัดลำดับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีจากระดับชำนาญการเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญ ปรับอัตราเงินเดือน ค่าตอบแทน และผลประโยชน์อื่นให้สอดคล้องกัน รวมถึงชดเชยเงินเดือน ค่าตอบแทน และผลประโยชน์อื่น พร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การบอกเลิกสัญญาชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ มิได้กระทำละเมิดหรือกระทำผิดตามสัญญาจ้างแรงงานและมิได้ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ และเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ และเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะด้านการสาธารณสุขของรัฐ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่และมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตลอดจนมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับผู้ฟ้องคดี จำนวนสามฉบับ ซึ่งสัญญาทั้งสามฉบับมีรายละเอียดระบุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จ้างผู้ฟ้องคดีให้ทำงานในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล โดยลักษณะและหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นไปตามเอกสารแนบท้ายสัญญา ภายหลังจากที่สัญญาจ้างแรงงานฉบับเลขที่ ๒/๒๕๕๓ ครบกำหนดเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังคงมอบหมายงานให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติในตำแหน่งหน้าที่เดิม โดยมิได้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นใหม่ทันที จนกระทั่งได้จัดทำสัญญาจ้างแรงงาน เลขที่ ๒๓/๒๕๕๗ ระบุให้มีผลย้อนหลังเป็นระยะเวลาหกเดือน ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงได้มีหนังสือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่นับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานทั้งสามฉบับรวมทั้งนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ภายหลังจากที่สัญญาจ้างแรงงาน เลขที่ ๒/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ได้สิ้นสุดลงแล้ว เห็นได้ว่า เป็นนิติสัมพันธ์ตามสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้บรรลุผลตามที่กฎหมายกำหนดจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อพิจารณามาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่บัญญัติให้กิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แล้วเห็นได้ว่า กฎหมายว่าด้วยกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพไม่ประสงค์ที่จะให้นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับเจ้าหน้าที่ต้องผูกพันกันตามระบบกฎหมายแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายเอกชนประกอบกับมาตรา ๒๑ (๕) (ค) (ง) (จ) และ (ช) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ได้บัญญัติให้คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพมีอำนาจหน้าที่ในการออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของกองทุน อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของกองทุน การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน วินัยและการลงโทษทางวินัย การออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์และการอุทธรณ์ การลงโทษของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของกองทุน รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้าง และการจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของกองทุน ซึ่งคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวออกข้อบังคับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงเห็นได้ว่า ข้อบังคับดังกล่าวเป็นผลจากการใช้อำนาจตามกฎหมายมหาชนของคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแต่เพียงฝ่ายเดียว หาได้มีลักษณะเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ข้อบังคับดังกล่าวจึงมิใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองบอกเลิกสัญญาที่พิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับดังกล่าวโดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยที่เกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญาที่พิพาท รวมทั้งจัดลำดับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีใหม่จากระดับชำนาญการเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญ และปรับอัตราเงินเดือน ค่าตอบแทน และผลประโยชน์อื่นให้สอดคล้องกัน ตลอดจนให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการเลิกจ้าง และจากการเสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติคุณด้านการทำงานจากการถูกปรับลดตำแหน่ง เป็นเงินทั้งสิ้น ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ หาได้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรมตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แต่อย่างใดไม่

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริการสาธารณะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ แต่การที่เอกชนฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองก็มิใช่เป็นคดีอยู่ในอำนาจของศาลปกครองเสมอไป เมื่อพิจารณาถึงการที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยร้องทุกข์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้จัดลำดับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีใหม่จากระดับผู้ชำนาญการเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญพิเศษ พร้อมทั้งออกหนังสือรับรองประวัติการทำงานในระดับผู้เชี่ยวชาญและปรับอัตราเงินเดือนค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นให้สอดคล้องกัน รวมถึงชดเชยเงินเดือนค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น รวมทั้งชำระค่ากู๊ดวิลของผู้ฟ้องคดีที่เสียหายตามที่ศาลเห็นเป็นการสมควรให้แก่ผู้ฟ้องคดี และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยมีความเสียหายจากการเลิกจ้างจนถึงเกษียณอายุ ความเสียหายอันเนื่องจากการเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติคุณด้านการทำงานหลังเกษียณอายุ รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น ล้วนแต่เป็นการฟ้องขอให้บังคับเกี่ยวกับการถูกเลิกการจ้างหรือไม่ต่อสัญญาจ้างแรงงาน และเรียกค่าเสียหายเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน และผลประโยชน์อื่นที่เกี่ยวเนื่องตามสัญญาจ้างแรงงาน รวมทั้งค่าสินไหมทดแทนจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นการโต้แย้งว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่ไม่ชอบด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ประกอบกับเอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมายเลข ๒ ถึงหมายเลข ๔ ก็ระบุชัดเจนว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามกฎหมายแพ่งและกฎหมายแรงงานซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน และแม้ตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๗ บัญญัติไว้ว่า กิจการของกองทุนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ในมาตรา ๗ ตอนท้าย ก็ได้บัญญัติต่อไปว่า ทั้งนี้ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของกองทุนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน และบทบัญญัติดังกล่าวก็มิใช่เกณฑ์การพิจารณาเขตอำนาจศาล เพียงแต่กำหนดว่าการจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัตินี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยทั่วไป มิได้มีผลทำให้นิติสัมพันธ์ที่มีผู้ตกลงทำงานให้และมีผู้ต้องจ่ายค่าจ้างไม่เป็นการจ้างแรงงานไม่ อีกทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจ้างแรงงานกับผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ ก็เป็นเพียงการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สามารถจัดทำบริการสาธารณะส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพดีได้ตามพันธกิจหาใช่เป็นการทำสัญญาทางปกครองที่มีข้อสัญญาพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐให้แตกต่างจากในสัญญาจ้างแรงงานธรรมดา และกรณีไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองหรือการผิดสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น คดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลผู้กระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่เป็นการจ้างงานและการกระทำละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในลักษณะเอกชนต่อเอกชน ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง สืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งเป็นศาลยุติธรรม ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ และไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ และเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพในประชากรทุกวัยตามนโยบายสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการสาธารณสุขของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ และเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่และมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล สังกัดสำนักผู้จัดการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ทำหน้าที่วางแผนและพัฒนาระบบการติดตามตรวจสอบและประเมินผลรวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลภารกิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และบริหารงานด้านเลขานุการเพื่อให้ภารกิจของคณะกรรมการประเมินผลบรรลุตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพโดยจัดทำสัญญารวม ๓ ฉบับ ตั้งแต่วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ โดยภายหลังจากสัญญาจ้างฉบับที่ ๓ เลขที่ ๒/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ได้สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่ต่อสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรกับผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังคงมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีทำงานและได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทนพร้อมสิทธิประโยชน์ตามปกติ จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้ผู้ฟ้องคดีลงนามในสัญญาจ้าง เลขที่ ๒๓/๒๕๕๗ แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ยินยอม เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้จัดลำดับตำแหน่งให้แก่ผู้ฟ้องคดีใหม่ต่ำกว่าเดิม โดยให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งระดับ ๕ สายงานวิชาการระดับชำนาญการ และทำสัญญาย้อนหลังโดยมีระยะเวลาการจ้างเพียง ๖ เดือน ซึ่งเหลือระยะเวลาอีกเพียงเดือนเศษก็จะครบกำหนดเวลาตามสัญญา ต่อมาผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานบุคคลของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหนังสือแจ้งว่าไม่ประสงค์ที่จะจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่อีกต่อไปและบอกเลิกสัญญา การไม่ต่อสัญญาจ้างเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๗ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพที่บอกเลิกสัญญาจ้างและคำวินิจฉัยร้องทุกข์ โดยให้จัดลำดับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีจากระดับชำนาญการเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญ ปรับอัตราเงินเดือน ค่าตอบแทน และผลประโยชน์อื่นให้สอดคล้องกัน รวมถึงชดเชยเงินเดือน ค่าตอบแทน และผลประโยชน์อื่น พร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองและมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่าสัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนซึ่งเป็นภารกิจด้านการสาธารณสุขของรัฐ โดยสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นสัญญาเพื่อจัดหาบุคคลมาร่วมจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงาน โดยจ้างผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานติดตามและประเมินผล ระดับผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สังกัดสำนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ การทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีดังกล่าวจึงเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพื่อให้บริการสาธารณะบรรลุผล ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินงานหรือร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ตามนิยามสัญญาทางปกครองของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้างหรือสิ้นสุดระยะเวลาจ้างโดยไม่เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางสุวารี เตียงพิทักษ์ ผู้ฟ้องคดี กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ ๑ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางสุวารี เตียงพิทักษ์
กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ 1
ผู้ถูกฟ้องคดี — กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 39/2559
#598470
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยร่วมกับโจทก์ดำเนินการแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่หุ้นส่วนจำกัด ก. โดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทของห้างฯ โจทก์ยังชำระบัญชีไม่เสร็จ จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินแปลงเดียวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ซึ่งเป็นของห้าง โจทก์ชำระบัญชีเสร็จแล้ว จำเลยกับพวกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด และการให้ อันจะต้องบังคับตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท บรรพ 3 ลักษณะ 22 และว่าด้วย ให้ บรรพ 3 ลักษณะ 3 แม้จำเลยจะให้การถึงการได้มาของที่พิพาทว่า เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ น. แต่ข้อพิพาทในคดีนี้ไม่ได้เป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับ น. อันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยตรง และมิได้เป็นเรื่องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนาง น. เป็นหุ้นส่วนกันในห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. โดยโจทก์เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการลงทุน 1,333,400 บาท นาง น. เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดลงทุน 666,600 บาท เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2516 ห้างฯ ดังกล่าวซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 261 หมู่ที่ 2 (ปัจจุบันหมู่ที่ 5) ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ระบุเนื้อที่ 24 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา ทิศเหนือจดที่ดินนาง ป. ทิศใต้จดลำห้วย ทิศตะวันออกจดทางหลวงสายกาญจนบุรีไปตลาดลาดหญ้า ทิศตะวันตกจดทางสาธารณะ ต่อมาโจทก์กับนาง น. ตกลงเลิกห้างฯ และศาลจังหวัดกาญจนบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างฯ เฉพาะที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ดังกล่าวให้เสร็จสิ้น ในปี 2553 นาง น. ถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดกาญจนบุรี มีคำสั่งตั้งจำเลยและนาย ช. เป็นผู้จัดการมรดกของนาง น. ร่วมกัน ต่อมาศาลจังหวัดกาญจนบุรีอนุญาตให้นาย ช. ลาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อขอแบ่งที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งที่ดินแล้วออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้โจทก์และจำเลยกับพี่น้องรวม 4 คน ฝ่ายละ 11 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา แต่ปรากฏว่าที่ดินส่วนแบ่งของจำเลยกับพวกรวม 4 คน ทางด้านทิศใต้ไม่จดลำห้วย โจทก์จึงทำการตรวจสอบรังวัดใหม่ ทำให้โจทก์ทราบว่ายังมีที่ดินส่วนเกินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) อีกประมาณ 15 ไร่ ดังนั้นการจัดการชำระบัญชีของห้างฯเฉพาะในส่วนของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ดังกล่าวจึงยังไม่เสร็จสิ้นตามคำสั่งศาล โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยร่วมกับโจทก์ไปดำเนินการแบ่งที่ดินส่วนเกินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) จำนวน 15 ไร่ คืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วน โจทก์ถือหุ้น 1,333,400 บาท มีส่วนในที่ดิน 2 ใน 3 ส่วน คิดเป็นที่ดิน 10 ไร่ นาง น. ถือหุ้น 666,600 บาท มีส่วนในที่ดิน 1 ใน 3 ส่วน คิดเป็นที่ดิน 5 ไร่ ขอให้จำเลยร่วมกับโจทก์ไปยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) หรือที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ตามฟ้องส่วนที่เหลืออีก 15 ไร่ โดยแบ่งให้โจทก์ทางทิศใต้ของที่ดินส่วนเกินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) จำนวน 10 ไร่ ให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง น. จำนวน 5 ไร่ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยเสียค่าใช้จ่ายฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การว่า ที่ดิน 15 ไร่ ไม่ใช่ที่ดินส่วนเกินของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 เลขที่ 261 ตามฟ้อง โจทก์กับจำเลยเคยขอรังวัดที่ดินตามฟ้องในคดีแพ่งของศาลจังหวัดกาญจนบุรีหมายเลขแดงที่ 876/2555 แล้ว เนื้อที่ที่ดินมิได้เพิ่มขึ้นแต่เนื้อที่ที่ดินน้อยกว่าเดิม 1 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา โจทก์กับจำเลยและพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นบุตรโจทก์ได้ตกลงทำบันทึกถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรียอมรับผลการรังวัดและขอให้เจ้าพนักงานที่ดินใช้ผลการรังวัดดำเนินการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แล้ว ที่ดินพิพาท 15 ไร่ เป็นที่ดินรายเดียวกับที่ดินตามใบ ภ.บ.ท. 5 เลขสำรวจที่ 9/2553 หมู่ที่ 5 (เดิมหมู่ที่ 2) ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี เนื้อที่ดิน 18 ไร่เศษ ที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยกับพวกรวม 4 คน เพื่อขอแบ่งสินสมรสในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 8/2556 หมายเลขแดงที่ 91/2556 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 104/2555 และยกฟ้องโจทก์ ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยกับพวกรวม 4 คน เนื่องจากนาง น. มารดายกที่ดินพิพาทให้จำเลยกับพวกก่อนจะถึงแก่ความตาย ซึ่งโจทก์ให้สัตยาบันแล้ว ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่นางนภาทำนิติกรรมยกที่ดินให้แก่จำเลยกับพวกภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคท้าย โจทก์จึงสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่กรรมสิทธิ์รวมของโจทก์กับนาง น. ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนาง น. และไม่ใช่ทรัพย์สินของห้างฯ โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตและเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องอายุความเพิกถอนนิติกรรม โจทก์กับจำเลยเคยฟ้องร้องที่ดินพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสมาแล้ว การที่โจทก์กลับมาฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาทจากจำเลยอีกต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ชอบและไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย คดีนี้เป็นคดีครอบครัวอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี

ในวันนัดชี้สองสถาน จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีนี้เป็นคดีครอบครัวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจังหวัดกาญจนบุรีเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนาง น. เป็นหุ้นส่วนกันในห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ภายหลังเลิกห้างฯ ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างฯ เฉพาะที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ตามฟ้องให้เสร็จสิ้น โจทก์กับจำเลยจึงยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อขอแบ่งที่ดินดังกล่าว เมื่อแบ่งที่ดินเสร็จแล้ว โจทก์จึงทราบว่ายังมีที่ดินส่วนเกินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) อีกประมาณ 15 ไร่ ดังนั้นการจัดการชำระบัญชีของห้างฯ เฉพาะในส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวจึงยังไม่เสร็จสิ้นตามคำสั่งศาล โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยร่วมกับโจทก์ไปดำเนินการแบ่งที่ดินส่วนเกินจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำนวน 15 ไร่ คืนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วน ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดิน 15 ไร่ ไม่ใช่ที่ดินส่วนเกินของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 261 ตามฟ้อง จำเลยกับพวกรวม 4 คน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เนื่องจากก่อนที่นาง น. จะถึงแก่ความตายได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยกับพวกรวม 4 คน ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและให้สัตยาบันแล้ว โจทก์จึงสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทไม่ใช่กรรมสิทธิ์รวม ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนาง น. และไม่ใช่ทรัพย์สินของห้างฯ โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตและเพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องอายุความเพิกถอนนิติกรรม โจทก์กับจำเลยเคยฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาทกันเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสมาแล้ว การที่โจทก์กลับมาฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาทจากจำเลยอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ชอบและไม่อาจบังคับได้ตาม เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยร่วมกับโจทก์ดำเนินการแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่หุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. โดยข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินส่วนเกินของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 261 ซึ่งเป็นของห้างฯ ที่โจทก์ยังชำระบัญชีไม่เสร็จ ทั้งคำให้การของจำเลยให้การปฏิเสธว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 261 โจทก์ชำระบัญชีเสร็จแล้ว ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 261 และจำเลยกับพวกรวม 4 คน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดและการให้อันจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท บรรพ 3 ลักษณะ 22 และว่าด้วยให้ บรรพ 3 ลักษณะ 3 แม้จำเลยจะให้การถึงการได้มาของที่พิพาทว่า เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนาง น. แต่ข้อพิพาทในคดีนี้ไม่ได้เป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับนาง น. อันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยตรงและมิได้เป็นเรื่องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จึงไม่ใช่คดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 24 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 2559

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นางสาว ศ.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 38/2559
#598469
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 87 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับต่ำกว่าความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 29, 40 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 26 วรรคสอง ดังกล่าว ประกอบมาตรา 24 วรรคสอง แห่ง ป.วิ.อ. คือศาลแขวงนครปฐมได้ กรณีไม่ใช่การพิจารณาพิพากษาคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2558 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลย ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้บุคคลผู้มีชื่อ ซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์และยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส จำนวนหลายคนโดยขายสุราให้แก่บุคคลดังกล่าว อันเป็นการส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด เหตุเกิดที่ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 29, 40 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 5, 26, 78

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 29, 40 ปรับ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ศาลนี้ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามมาตรา 5 จึงให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในความผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 โดยอ้างว่าความผิดดังกล่าวศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 5 นั้นแปลได้ว่าศาลชั้นต้นไปวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด การที่ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยเสียเองว่าความผิดดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เสร็จแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี

ศาลแขวงนครปฐม จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายสุราให้เด็กขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 78 และพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 29, 40 เป็นกรรมเดียวกัน ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฯ มาตรา 5 บัญญัติให้ศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฯ และมาตรา 26 วรรคสอง บัญญัติไว้ด้วยว่าถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง มีโทษตามกฎหมายอื่นที่หนักกว่าก็ให้ลงโทษตามกฎหมายนั้น ดังนี้ เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 87 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับต่ำกว่าความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 29, 40 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 26 วรรคสองดังกล่าว ประกอบมาตรา 24 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือศาลแขวงนครปฐมได้ กรณีไม่ใช่การพิจารณาพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

วินิจฉัยว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26, 87 ในคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 19 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครปฐม
จำเลย — นางสาว ช.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 38/2559
#611150
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาล ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยว่า คดีของผู้ฟ้องคดีเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลปกครองจึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลยุติธรรม ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นคำร้องโดยตรงต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการฟ้องคดีที่ศาลยุติธรรม ขอให้วินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง เห็นว่า การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการโดยตรงเพื่อพิจารณานั้นจะต้องเป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดขัดแย้งกันตามมาตรา ๑๔ แห่งพรบ.ว่าด้วยการวินิจฉัยฯ เท่านั้น แต่ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครอง ซึ่งได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตาม พรบ.ว่าด้วยการวินิจฉัยฯ มาตรา ๑๑ โดยชอบแล้ว คำร้องดังกล่าวของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยพรบ.ว่าด้วยการวินิจฉัยฯ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการฯ ข้อ ๒๘ ให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ผู้ยื่นคำร้อง — นายเรืองฤทธิ์ โตสวัสดิ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 37/2559
#601410
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 บัญญัติว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพิจารณาหรือมีคำสั่งในคดีดังต่อไปนี้ (5) คดีอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลเยาวชนและครอบครัว เมื่อตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติว่า ศาล หมายถึง ศาลเยาวชนและครอบครัว ความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว จึงอยู่ในพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามบทบัญญัติดังกล่าว ในกรณีเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีกฎหมายอื่นรวมอยู่ด้วยมีมาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่การกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดกรรมเดียวกับกฎหมายอื่น ให้ดำเนินคดีความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวต่อศาลรวมไปกับความผิดตามกฎหมายอื่นนั้น เว้นแต่ความผิดตามกฎหมายอื่นนั้นมีอัตราโทษสูงกว่า ให้ดำเนินคดีต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาความผิดตามกฎหมายอื่นนั้น เมื่อคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มาตรา 4 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 391 ซึ่งมีอัตราโทษต่ำกว่า คือโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นกรณีที่ต้องดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 391 ไปพร้อมกับความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวที่ศาลเยาวชนและครอบครัว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเฉพาะความผิดกรรมนี้มาโดยลำพัง โดยโจทก์ฟ้องจำเลยคนเดียวกันว่ากระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง คือความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามคำฟ้องข้อ ก. ซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดนครพนมด้วย จึงเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกันโดยความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดยผู้กระทำผิดคนเดียวกันซึ่งโจทก์จะฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในความผิดซึ่งมีโทษสูงกว่าก็ได้ ตามบทบัญญัติมาตรา 24 (1) วรรคหนึ่ง แห่ง ป.วิ.อ. โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 และความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามคำฟ้องข้อ ข. รวมไปกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำฟ้องข้อ ก. ต่อศาลจังหวัดนครพนมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องด้วยวาจาว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันคือ ก. ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 เวลากลางวันถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลากลางวัน จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 เม็ด หรือหน่วยการใช้น้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด โดยวิธีการนำเมทแอมเฟตามีนวางบนกระดาษฟอยล์ใช้ไฟลนสูดดมควัน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ข. เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยทำร้ายร่างกายนางพันธ์ ผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาและบุคคลในครอบครัวของจำเลย โดยใช้มือตีและเท้าเตะบริเวณลำตัวของผู้เสียหายไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหาย

เหตุตามฟ้องข้อ ก และ ข เกิดที่ตำบลบ้านเอื้อง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4 และนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 423/2559 ของศาลนี้

ศาลจังหวัดนครพนมรับคำฟ้องเฉพาะข้อ ก. ส่วนข้อ ข. ศาลจังหวัดนครพนมเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คำฟ้องข้อ ข. อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 บัญญัติว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพิจารณาหรือมีคำสั่งในคดีดังต่อไปนี้ (5) คดีอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลเยาวชนและครอบครัว เมื่อตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติว่า ศาล หมายถึง ศาลเยาวชนและครอบครัว ความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามบทบัญญัติดังกล่าว ในกรณีเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีกฎหมายอื่นรวมอยู่ด้วย มีมาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่การกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดกรรมเดียวกับกฎหมายอื่น ให้ดำเนินคดีความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวต่อศาลรวมไปกับความผิดตามกฎหมายอื่นนั้น เว้นแต่ความผิดตามกฎหมายอื่นนั้นมีอัตราโทษสูงกว่า ให้ดำเนินคดีต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาความผิดตามกฎหมายอื่นนั้น เมื่อความผิดตามคำฟ้องข้อ ข. ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มาตรา 4 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งมีอัตราโทษต่ำกว่า คือโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นกรณีที่ต้องดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ไปพร้อมกับความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวที่ศาลเยาวชนและครอบครัว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเฉพาะความผิดตามคำฟ้องข้อ ข. นี้มาโดยลำพัง โดยโจทก์ฟ้องจำเลยคนเดียวกันว่ากระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง คือความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามคำฟ้องข้อ ก. ซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าและอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดนครพนมด้วย จึงเป็นกรณีความผิดหลายเรื่องเกี่ยวพันกันโดยความผิดหลายฐานได้กระทำลงโดยผู้กระทำผิดคนเดียวกัน ซึ่งโจทก์จะฟ้องคดีทุกเรื่องต่อศาลที่มีอำนาจชำระในความผิดซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่าก็ได้ตามบทบัญญัติมาตรา 24 (1) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 และความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามคำฟ้องข้อ ข. รวมไปกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำฟ้องข้อ ก. ต่อศาลจังหวัดนครพนมได้

วินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ข้อ ข. ในคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 19 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นาย พ.
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 37/2559
#611137
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏว่า ในระหว่างพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีซึ่งเป็นศาลที่รับฟ้อง จำเลยยื่นคำร้องว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลที่รับฟ้อง แต่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีได้จัดทำความเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของตนแล้วส่งไปให้ศาลปกครองระยองซึ่งเป็นศาลที่รับความเห็นและศาลปกครองระยองมีความเห็นพ้องกันกับศาลจังหวัดกบินทร์บุรีว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ศาลจังหวัดกบินทร์บุรีจึงมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป กรณีจึงเป็นการที่ศาลที่รับฟ้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๑) โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และไม่มีกรณีขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่จะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลทำการพิจารณาวินิจฉัยอีก ทั้งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมิได้ให้อำนาจผู้ร้องที่จะยื่นเรื่องโดยตรงต่อคณะกรรมการได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดว่าศาลจังหวัดกบินทร์บุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในคดีดังกล่าวอีกครั้ง จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ผู้ยื่นคำร้อง — นางสาววนิดา บางประเสริฐ
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 36/2559
#595712
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยกล่าวอ้างว่าการออก น.ส.ล. เลขที่ บร ๔๗๐๓ ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีก็อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายประการสำคัญว่าเป็นการออก น.ส.ล. ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่เป็นที่ดินตาม ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออก น.ส.ล. เลขที่ บร ๔๗๐๓ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและกรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๖/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครราชสีมา

ระหว่าง

ศาลจังหวัดนางรอง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครราชสีมาโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘ นายวัชรินทร์ พรหมลักษณ์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ที่ ๑ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๓ นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๔ เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ ๕ เทศบาลตำบลยายแย้มวัฒนา ที่ ๖ กำนัลตำบลยายแย้มวัฒนา ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครราชสีมา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๐๙/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากบิดามารดาตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) หมู่ที่ ๑ ตำบลถาวร อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ดิน จำนวน ๑๐ ไร่ ที่ดินดังกล่าวได้มีการก่นสร้างตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ ปัจจุบันเหลือเพียง ๖ ไร่ เนื่องจากมีการก่อสร้างชลประทาน ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยได้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๓ ทับที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของบิดาและมารดาของผู้ฟ้องคดีในส่วนที่เหลือทั้งหมด ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งคัดค้านตรวจสอบก่อนการรังวัดและชี้แนวเขตและเป็นการออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้คืนสิทธิในที่ดินตาม ส.ค. ๑ และให้ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในข้อหาที่ ๑ คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ ๔๕/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๕๕/๒๕๕๘ ส่วนข้อหาที่ ๒ คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๗ ไว้พิจารณา

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขณะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไม่มีผู้ใดคัดค้าน และการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พนักงานเจ้าหน้าที่กระทำโดยถูกต้องตามระเบียบและชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดผู้ฟ้องคดีและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๓ เนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๖ ตารางวา ทับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองต่อเนื่องจากบิดามารดา ซึ่งหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๓ เป็นหลักฐานแสดงเขตที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ตามมาตรา ๘ ตรี วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี จากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินตาม ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

ศาลจังหวัดนางรองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ อ้างว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๓ เนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๖ ตารางวานั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทับที่ดินตาม ส.ค. ๑ เนื้อที่ ๖ ไร่ ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องจากบิดามารดา ขอให้ศาลพิพากษาคืนสิทธิที่ดินในส่วนที่ถูกทับของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ซึ่งแปลความว่า เป็นการขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงส่วนที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเจ็ดซึ่งรวมถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ด้วยนั้นร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เจตนารมณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการประสงค์จะให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิครอบครองที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดังกล่าวว่ามีอยู่จริง แม้ศาลปกครองนครราชสีมาจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องในข้อหาว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบหรือไม่ และไม่รับฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึง ๗ แต่ข้อหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำละเมิดผู้ฟ้องคดีและต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้าง หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป ทั้งตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๑๑ กำหนดให้ผู้ที่มี ส.ค.๑ นำหลักฐานมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ (ใช้บังคับวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) โดยหากพ้นกำหนดดังกล่าวจะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด ผู้ที่มี ส.ค. ๑ ได้ครอบครองทำประโยชน์ ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายให้ศาลยุติธรรมทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่าอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๓ ทับที่ดินตาม ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อจากบิดามารดาในส่วนที่เหลือทั้งหมด และออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคืนสิทธิในที่ดินตาม ส.ค. ๑ และให้ผู้ฟ้องคดีทั้งเจ็ดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในข้อหาที่ ๑ คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ ๔๕/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๕๕/๒๕๕๘ ส่วนข้อหาที่ ๒ คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๗ ไว้พิจารณา คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาในชั้นนี้เพียงประเด็นเดียวว่า ข้อหาตามคำฟ้องที่ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีจากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ บร ๔๗๐๓ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยกล่าวอ้างว่าการออก น.ส.ล. เลขที่ บร ๔๗๐๓ ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีก็อ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายประการสำคัญว่าเป็นการออก น.ส.ล. ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่เป็นที่ดินตาม ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครอง การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออก น.ส.ล. เลขที่ บร ๔๗๐๓ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและกรมที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น ศาลจำต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างนายวัชรินทร์ พรหมลักษณ์ ผู้ฟ้องคดี กรมที่ดิน ที่ ๑ กับพวกรวม ๗ คน ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นายวัชรินทร์ พรหมลักษณ์
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 35/2559
#597419
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินจะใช้บังคับ โดยมีหนังสือหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ยอมออกให้ และผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดี ดังนี้ พรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ บัญญัติว่า "ให้ผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินและยังมิได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินนั้นมายื่นคำขอเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสองปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ การที่ผู้ฟ้องคดีนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นการพ้นเวลาที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ และมาตรา ๘ วรรคสาม ก็ได้บัญญัติในกรณีนี้ไว้ว่า เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง "หากมีผู้นำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้นั้นเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ" ดังนี้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้คือ ศาลยุติธรรมและเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๕/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชุมพร

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ นางเรณู มีอินทร์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๑๕/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินที่เจ้าของเดิมมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) มาจากนายธวัช ขวัญยุบล รวม ๔ แปลง มีหลักฐานที่ดินเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒๒ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน เลขที่ ๑๒๔ เนื้อที่ ๒ ไร่ เลขที่ ๑๔๘ เนื้อที่ ๑๘ ไร่ และเลขที่ ๒๔๘ เนื้อที่ ๑๘ ไร่ รวมเนื้อที่ ๓๙ ไร่ ๒ งาน ที่ดินทั้ง ๔ แปลง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินประกาศให้ผู้ครอบครองที่ดินและ ทำประโยชน์ในที่ดิน ป่าชายเลนอ่าวทุ่งคา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ให้ไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินแทนแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน รวมทั้งที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้วย วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในระหว่างการรังวัด ผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่า บุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นป่าสงวน จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วรายงานว่าที่ดินพิพาทไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เป็นการแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากเจ้าของเดิม ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลง รวมเนื้อที่ ๓๙ ไร่ ๒ งาน ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สั่งอนุมัติให้จำหน่าย (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลงออกจากทะเบียนครอบครองและให้ดำเนินการรังวัดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดีตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรและเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนอ่าวทุ่งคาและป่าอ่าวสวี ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๘๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ จึงเป็นการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ภายหลังที่ทางราชการประกาศสงวนหวงห้ามให้เป็นเขตป่า และที่ดินดังกล่าวไม่มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นการแจ้งการครอบครองที่ดินไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องดำเนินการจำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ ๒๓/๒๕๑๓ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓ การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดำเนินการถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายที่ดินและระเบียบของทางราชการ รวมทั้งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๒๙ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ศาลต้องพิจารณาในประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นหลักที่พิพาทกันในคดีนี้ คือการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แปลงออกจากสารบบทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ดิน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แปลงออกจากสารบบทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ดิน เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีพิพาทในคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่พิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นประเด็นย่อยในประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แปลง ออกจากสารบบทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีก็ยังคงมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลง ส่วนกรณีว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่นั้น ไม่ได้เป็นประเด็นเกี่ยวกับการจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครอง เพราะไม่ได้เป็นเหตุของการจำหน่ายแบบแจ้งครอบครอง (ส.ค. ๑) แต่อย่างใด

ศาลจังหวัดชุมพรพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ทั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดีที่ใช้เป็นหลักฐานประกอบคำขอรังวัดขอออกโฉนดที่ดินออกจากสารบบที่ดิน เนื่องจากตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าผู้ฟ้องคดีเข้ายึดถือครอบครองที่ดินทั้งสี่แปลงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเลนอ่าวทุ่งคาและป่าอ่าวสวี และอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตาม ส.ค. ๑ ทั้งสี่แปลง จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นสิทธิครอบครองของผู้ฟ้องคดี หรือเป็นที่ดิน อยู่ในเขตป่าไม้หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินที่เจ้าของเดิมมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินประกาศให้ผู้ฟ้องคดีนำที่ดินไปขอออกโฉนด ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในระหว่างการรังวัด ผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นป่าสงวน จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วรายงานว่าที่ดินพิพาทไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เป็นการแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากเจ้าของเดิม ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สั่งอนุมัติให้จำหน่าย (ส.ค. ๑) ทั้ง ๔ แปลง ออกจากทะเบียนครอบครองและให้ดำเนินการรังวัดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดีเข้าครอบครองและทำประโยชน์ภายหลังที่ทางราชการประกาศสงวนหวงห้ามให้เป็นเขตป่าและที่ดินดังกล่าวไม่มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นการแจ้งการครอบครองที่ดินไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องดำเนินการจำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินตามคำสั่ง กรมที่ดิน ที่ ๒๓/๒๕๑๓ การดำเนินการของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดำเนินการถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดินและระเบียบของทางราชการ รวมทั้งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ตนครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากเจ้าของเดิมมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินจะใช้บังคับโดยมีหนังสือหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ต่อมาวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ยอมออกให้ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งตาม พรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ บัญญัติ "ให้ผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน และยังมิได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินนั้นมายื่นคำขอเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสองปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" และจะครบกำหนดสองปี คือวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ การที่ผู้ฟ้องคดีนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนด เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จึงเป็นการดำเนินการที่พ้นเวลาที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้แล้ว ซึ่งในมาตรา ๘ วรรคสาม ก็ได้บัญญัติในกรณีนี้ไว้ว่า เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง "หากมีผู้นำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้นั้นเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ" ดังนี้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้คือ ศาลยุติธรรมและเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางเรณู มีอินทร์ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางเรณู มีอินทร์
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 35/2559
#599453
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงคนเดียวของผู้ตายจึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และ จ. ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย หรือบุตรที่ผู้ตายรับรองแล้ว ไม่ใช่ผู้สืบสันดาน และไม่ใช่ทายาทโดยธรรม ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายและไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอ คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ศาลสมควรเพิกถอนคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกทั้งสามแล้วตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ อันเป็นปัญหาที่ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยมรดก บรรพ 6 ลักษณะ 4 แม้จะมีประเด็นวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องผู้คัดค้านที่ 3 ว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายหรือไม่แต่ก็เป็นเพียงประเด็นที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นสำคัญในคดี คือ ใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดกเท่านั้น มิได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นบิดามารดาและบุตรตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 โดยตรงอันจะเป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่านาง จ. เป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนาย ว. ผู้ตายนาย ว. ไม่มีภริยาและบุตร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 นาย ว. ถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุการหายใจล้มเหลวจากเสมหะอุดตันนาง จ. จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนาย ว. เพียงผู้เดียว ก่อนถึงแก่ความตายนาย ว. มีทรัพย์มรดกหลายรายการนาง จ. ไปติดต่อขอโอนทรัพย์มรดกของนาย ว. แล้วแต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้จึงมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก ขอให้ตั้งนาย ว. เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ว. ผู้ตาย และศาลมีคำสั่งตั้งนาง จ. เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ว. เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2550

ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นหลานผู้ตาย ยื่นคำร้องขอถอนนาง จ. จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับนาง จ. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557

วันที่ 24 มิถุนายน 2558 ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เป็นทายาทลำดับ 1 เพียงผู้เดียวของผู้ตายที่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ถอนคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และนาง จ. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว

ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และนาง จ. ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย หรือที่บุตรที่ผู้ตายรับรองแล้ว ไม่ใช่ผู้สืบสันดาน และไม่ใช่ทายาทโดยธรรม ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 3

ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอ ศาลจังหวัดราชบุรีเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และ จ. จากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยอ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงคนเดียวของผู้ตายจึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และ จ. ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย หรือบุตรที่ผู้ตายรับรองแล้ว ไม่ใช่ผู้สืบสันดาน และไม่ใช่ทายาทโดยธรรม ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายและไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอ คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ศาลสมควรเพิกถอนคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกทั้งสามแล้วตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ อันเป็นปัญหาที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก บรรพ 6 ลักษณะ 4 แม้จะมีประเด็นวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องผู้คัดค้านที่ 3 ว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายหรือไม่แต่ก็เป็นเพียงประเด็นที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นสำคัญในคดี คือ ใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดกเท่านั้น มิได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นบิดามารดาและบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 โดยตรงอันจะเป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 4 เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 10 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
ผู้คัดค้าน — นาย ว. กับพวก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 34/2559
#595703
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) (ดอนปู่ตาบ้านคำแหลมสาธารณประโยชน์) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การสอดคล้องกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนปู่ตา" ได้ดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบและกฎหมายแล้ว มิได้ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน น.ส.ล. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้ง จึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๔/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองอุบลราชธานี

ระหว่าง

ศาลจังหวัดยโสธร

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองอุบลราชธานีโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๘ นางหนูกร จตุเทน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร สาขาคำเขื่อนแก้ว ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๗/๒๕๕๘ ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๒๐๐๙๓ บ้านคำแหลม หมู่ที่ ๔ ตำบลโพนทัน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร (ดอนปู่ตาบ้านคำแหลมสาธารณประโยชน์) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๖๕ ตำบลดงเจริญ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามคำขอเลขที่ ๑๔๔/๘๑๒/๗๓๘๐/๕๑ ลงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๒๐๐๙๓ (ดอนปู่ตาบ้านคำแหลมสาธารณประโยชน์) และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การสอดคล้องกันว่า การรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนปู่ตา" ได้ดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบและกฎหมายแล้ว การรังวัดออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีได้นำชี้รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และที่สาธารณประโยชน์ "ดอนปู่ตา" จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้ ขอให้ยกฟ้อง

อนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร สาขาคำเขื่อนแก้ว ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๒) ต่อศาลปกครองอุบลราชธานี และศาลปกครองอุบลราชธานีได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีหมายเลขแดงที่ ๑๖๓/๒๕๕๖ พิพากษาให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร สาขาคำเขื่อนแก้ว ผู้ถูกฟ้องคดี พิจารณาคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามขั้นตอนหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีพิจารณาแล้ว เห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการแสดงเขตที่ดินของรัฐ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และต้องดำเนินการตามมาตรา ๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอโดยอ้างว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีเนื้อที่ดินทับซ้อนกับที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๒๐๐๙๓ บ้านคำแหลม หมู่ที่ ๔ ตำบลโพนทัน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร (ดอนปู่ตาบ้านคำแหลมสาธารณประโยชน์) และผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายและมีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจออกคำบังคับตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ตามมาตรา ๗๒ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ทั้งการพิจารณาว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น มิได้พิจารณาเฉพาะประเด็นว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ยังต้องพิจารณาในประเด็นว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ออกโดยถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดยโสธรพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ และที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีมีเนื้อที่ทับซ้อนกับที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๒๐๐๙๓ อันเป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ตาม แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนดังกล่าวนั้น ศาลจำต้องพิจารณาในปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรืออยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๒๐๐๙๓ เป็นสำคัญ อันมีผลกระทบต่อสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลซึ่งจะต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ทรัพย์สิน ประกอบประมวลกฎหมายที่ดิน โดยต้องพิจารณาสิทธิครอบครองและการใช้ประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีและกรมที่ดิน ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ๒๐๐๙๓ (ดอนปู่ตาบ้านคำแหลมสาธารณประโยชน์) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๖๕ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร สาขาคำเขื่อนแก้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ ให้การสอดคล้องกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลง "ดอนปู่ตา" ได้ดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบและกฎหมายแล้ว มิได้ทับซ้อนที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะเนื่องมาจากการออก น.ส.ล. ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ แต่การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เพิกถอน น.ส.ล. ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้ง ทั้งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๒๐๐๙๓ ประการอื่น นอกจากการทับซ้อนกับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง กรณีจึงเป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีขอให้รับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินที่พิพาทของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางหนูกร จตุเทน ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดยโสธร สาขาคำเขื่อนแก้ว ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ผู้ฟ้องคดี — นางหนูกร จตุเทน
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 33/2559
#592053
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยมีคำสั่งให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบควบคุมตัวเข้มงวดและอยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติโดยกำหนดเงื่อนไข หากสถานที่ฟื้นฟูไม่ว่างให้เข้ารับการฟื้นฟูแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวดหรือแบบไม่ควบคุมตัวในหลักสูตรสำนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 120 วัน โดยให้มารายงานตัวไม่น้อยกว่าเดือนละ 4 ครั้ง ฟื้นฟูตามโปรแกรมปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 60 วัน ให้ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อฝึกความรับผิดชอบและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และยินยอม ให้ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดตามดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยมีคำสั่งว่าภายหลังคณะอนุกรรมการมีคำวินิจฉัยให้ขยายระยะเวลาฟื้นฟูเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 แล้วนั้น ผู้เข้ารับการฟื้นฟูมารายงานตัว 2 ครั้ง จากนั้นไม่มารายงานตัว พนักงานคุมประพฤติได้ออกหนังสือเตือน 1 ครั้ง ผู้เข้ารับการฟื้นฟูจึงมารายงานตัวอีก 2 ครั้ง จากนั้นก็ไม่มารายงานตัวอีก พนักงานคุมประพฤติจึงได้ออกหนังสือเตือนอีก 1 ครั้ง แต่เมื่อถึงกำหนดนัดก็ไม่มาพบ โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงมีคำวินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่อไปตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง จากข้อเท็จจริงดังกล่าว แสดงว่าจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง โดยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผน การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยครบถ้วนแล้ว ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย ได้มีคำวินิจฉัยให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูจำเลยออกไปอีก แต่ภายในเวลาที่ขยายระยะเวลาการฟื้นฟู จำเลยมารายงานตัวไม่ครบแล้วไม่มารายงานตัวอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย จึงมีความเห็นว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจและให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว

เมื่อผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 293/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ยกคำขอให้นับโทษต่อเนื่องจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 293/2556 ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2554 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2554 พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย มีคำสั่งที่ 31/2555 ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบควบคุมตัวเข้มงวดและอยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติโดยกำหนดเงื่อนไข ดังนี้ ฟื้นฟูแบบควบคุมเข้มงวด หากสถานที่ฟื้นฟูไม่ว่างให้เข้ารับการฟื้นฟูแบบควบคุมตัวไม่เข้มงวด หากสถานที่ฟื้นฟูไม่ว่างให้ฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในหลักสูตรสำนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 120 วัน โดยให้มารายงานตัวไม่น้อยกว่าเดือนละ 4 ครั้ง ฟื้นฟูตามโปรแกรมปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 60 วัน หากฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวให้ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อฝึกความรับผิดชอบและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และยินยอมให้ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดตามดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยมีคำสั่งที่ 1367/2555 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2555 ว่าภายหลังคณะอนุกรรมการมีคำวินิจฉัยให้ขยายระยะเวลาฟื้นฟูเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 แล้วนั้น ผู้เข้ารับการฟื้นฟูมารายงานตัว 2 ครั้ง จากนั้นไม่มารายงานตัว พนักงานคุมประพฤติได้ออกหนังสือเตือน 1 ครั้ง ผู้เข้ารับการฟื้นฟูจึงมารายงานตัวอีก 2 ครั้ง จากนั้นก็ไม่มารายงานตัวอีก พนักงานคุมประพฤติ จึงได้ออกหนังสือเตือนอีก 1 ครั้ง แต่เมื่อถึงกำหนดนัดก็ไม่มาพบโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงมีคำวินิจฉัยว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบ การพิจารณาคดีต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย เอกสารท้ายฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น แสดงว่าจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง โดยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยตามคำสั่งที่ 31/2555 ครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย ได้มีคำวินิจฉัยให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูจำเลยออกไปอีก แต่ภายในเวลาที่ขยายระยะเวลาการฟื้นฟู จำเลยมารายงานตัวไม่ครบแล้วไม่มารายงานตัวอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย จึงมีความเห็นว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจและให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงทำนองว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามนัยมาตรา 25 จึงเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง เมื่อผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควร หากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า ตามคำวินิจฉัยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี โดยปริมาณและความถี่ในการเสพค่อนข้างสูงมาเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี เชื่อว่าจำเลยไม่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติดได้ การรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจึงไม่น่าจะเป็นผลดีแก่สังคมและตัวจำเลย ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ก่อนลดโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 22 วรรคหนึ่ง ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายชาญณรงค์ เจริญยาว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางพัชรา ภูรีเสถียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา