คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15732/2558
#594005
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิพากษาคดีแพ่งศาลต้องพิจารณาตามหลักเรื่องภาระการพิสูจน์และการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักดีกว่ากัน เมื่อทางนำสืบของโจทก์มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลใหม่พัฒนา จัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านสา อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง โดยใช้งบประมาณของทางราชการ แต่กลับนำคณะทัศนศึกษาดูงานไปลงแพที่เขื่อนกิ่วลม และมีการจัดเลี้ยงอาหารและสุราแก่คณะเดินทางเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย โดยมิได้มีการอบรมและศึกษาดูงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ ตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว

การใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ที่ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องขอให้ลงโทษตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 737,335.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 717,290.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว มีคำสั่งงดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยตามประเด็นข้อพิพาท แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อทำคำพิพากษาแล้วเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 737,335.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 717,290.42 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้คืนเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งสองชำระต่อศาล 18,812.50 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน การคืนเงินค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ทั้งสองให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง และให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดลำปาง ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง อำเภอเกาะคา เขตเลือกตั้งที่ 1 ในวันที่ 14 มีนาคม 2547 ปรากฏว่าจำเลยได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดลำปางได้รับคำร้องคัดค้านว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยทุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมหรือไม่ถูกต้อง เนื่องจากจำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 โจทก์ที่ 2 จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยและให้มีการเลือกตั้งใหม่ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการเลือกตั้งใหม่เป็นเงิน 717,290.42 บาท และให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 862/2550 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จนเป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 แต่พยานบุคคลที่โจทก์ทั้งสองนำเข้าสืบไม่มีส่วนรู้เห็นในพฤติการณ์ที่กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำผิดดังกล่าว จึงเป็นพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักให้รับฟังและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาข้อเท็จจริงจากคำวินิจฉัยของโจทก์ที่ 2 ประกอบคำเบิกความของนายทวีเดช โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน แล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินตามฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 นั้น เห็นว่า ในการพิพากษาคดีแพ่งศาลต้องพิจารณาตามหลักเรื่องภาระการพิสูจน์และการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักดีกว่ากัน ทางนำสืบของโจทก์ได้ความจากการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดลำปางซึ่งได้สอบปากคำพยานของผู้คัดค้านและผู้ถูกคัดค้านทั้งสองฝ่าย ประกอบคำให้การของพยานคนกลางแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลใหม่พัฒนา จัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านสา อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง โดยใช้งบประมาณของทางราชการ แต่กลับนำคณะทัศนศึกษาดูงานไปลงแพที่เขื่อนกิ่วลม โดยมีการจัดเลี้ยงอาหารและสุราแก่คณะเดินทาง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธและนำสืบว่าการจัดโครงการฝึกอบรมและทัศนศึกษาดูงานเป็นไปโดยถูกต้องตามมติของที่ประชุมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลใหม่พัฒนาและร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2547 ก็ตาม แต่ปรากฏว่ารถโดยสารที่จะนำคณะเดินทางไปศึกษาดูงานเสียตั้งแต่ออกเดินทาง เป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงกำหนดการไปลงแพที่เขื่อนกิ่วลมแทน ซึ่งมีการจัดเลี้ยงสุราและอาหารแก่คณะเดินทาง โดยมิได้มีการฝึกอบรมและศึกษาดูงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์แต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังว่า การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ ตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้นำสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 862/2550 มาพิจารณาประกอบเพื่อชั่งน้ำหนักพยาน จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไว้ว่าสิทธิเรียกร้องคดีนี้มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญา ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานว่า มีน้ำหนักรับฟังได้หรือไม่ เพียงใด อันเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 99 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง กับพวก
จำเลย — นายวัฒนา สิทธิวัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายอนุชาต ปิติภิญโภภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15731/2558
#596821
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 30 (1) (5) ถ้าเป็นปุ๋ยเคมีจะมีบทลงโทษตามมาตรา 63 และ 71 เป็นปุ๋ยอินทรีย์จะมีบทลงโทษตามมาตรา 72/4 ซึ่งมีโทษแตกต่างกัน บทบัญญัติดังกล่าวแยกการกระทำความผิดเกี่ยวกับปุ๋ยทั้งสองชนิดออกจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ปุ๋ยเคมีที่จำเลยผลิต แม้จะเป็นคนละตรากันแต่จำเลยมีเจตนาเดียว ทั้งจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบก็ไม่ได้ความชัดเจนว่า จำเลยผลิตปุ๋ยดังกล่าวต่างวาระกันอย่างไร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 3, 4, 12, 21, 21/2, 30, 32, 32/2, 35, 57, 60, 61, 63, 71, 72/4, 72/6 ริบของกลางทั้งหมดให้แก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายเสียหรือจัดการตามที่เห็นสมควร

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 21/2 (1), 30 (5), 72/4 วรรคสอง ประกอบมาตรา 71 วรรคหนึ่ง, 61 วรรคสอง, 72/6 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานผลิตปุ๋ยอินทรีย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ได้ขึ้นทะเบียนรวม 4 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,000 บาท ฐานมิได้จัดให้มีป้ายแสดงว่าเป็นสถานที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ในที่เปิดเผย ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมโทษจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 44,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบปุ๋ยมูลค้างคาว จำนวน 100 กระสอบ ปุ๋ยอินทรีย์พลังเทอร์โบ ตรา KK จำนวน 600 กระสอบ ปุ๋ยตราลูกโลกทองคำ จำนวน 300 กระสอบ และปุ๋ยตราลูกสาวชาวไทย จำนวน 130 กระสอบ รวมทั้งสิ้น 1,130 กระสอบ กระสอบปุ๋ยของกลางจำนวน 120,000 ใบ ให้แก่กรมวิชาการเกษตรเพื่อทำลายเสียหรือจัดการตามที่เห็นสมควร ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 12 (1) (3) วรรคหนึ่ง, 30 (1) (5), 32 (5), 32/2 (5), 35, 57, 63 วรรคหนึ่ง, 71 วรรคหนึ่ง, 72/4 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าปลอม ฐานผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และฐานผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ความผิดฐานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าปลอม ฐานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และฐานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 10 ปี 15 เดือน และไม่ปรับจำเลย (ที่ถูก ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายฐิติพงษ์ นักวิชาการเกษตรได้ร่วมกับร้อยตำรวจโทธนกฤติ รองสารวัตรสืบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ร่วมกันจับกุมจำเลยซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทลำพญา เพาเวอร์ เฟอท จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 สถานที่ผลิตจังหวัดนครปฐม พร้อมตรวจยึดปุ๋ยตราปุ๋ยมูลค้างคาว 100 กระสอบ ปุ๋ยอินทรีย์พลังเทอร์โบ ตรา KK 600 กระสอบ ปุ๋ยตราลูกโลกทองคำ 300 กระสอบ และปุ๋ยตราลูกสาวชาวไทย 130 กระสอบ รวมทั้งสิ้น 1,130 กระสอบ เป็นของกลาง นายฐิติพงษ์ได้เก็บตัวอย่างปุ๋ยทั้งสี่ชนิดตามคู่มือการเก็บปุ๋ยเม็ด เพื่อนำส่งห้องปฏิบัติการกรมวิชาการเกษตร สำหรับความผิดฐานมิได้จัดให้มีป้ายแสดงว่าเป็นสถานที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ในที่เปิดเผย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 30 (1) (5) หากเป็นปุ๋ยเคมีจะมีบทลงโทษตามมาตรา 63, 71 เป็นปุ๋ยอินทรีย์จะมีบทลงโทษตามมาตรา 72/4 ซึ่งมีโทษแตกต่างกัน บทบัญญัติดังกล่าวแยกการกระทำความผิดเกี่ยวกับปุ๋ยทั้งสองชนิดออกจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ปุ๋ยเคมีที่จำเลยผลิตแม้จะเป็นคนละมาตรากัน แต่จำเลยมีเจตนาเดียว ทั้งจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบก็ไม่ได้ความชัดเจนว่า จำเลยผลิตปุ๋ยดังกล่าวต่างวาระกันอย่างไร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ก็เช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ความผิดฐานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปลอมเพื่อการค้า มีอัตราโทษขั้นต่ำ 1 ปี 3 เดือน ตามมาตรา 72/4 วรรคสอง ประกอบมาตรา 63 วรรคหนึ่ง แต่ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 6 เดือน ซึ่งต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา จึงไม่อาจแก้ไขโทษ เพราะจะเป็นการเพิ่มโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า และฐานผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 12 (1), 30 (1) (5) ประกอบมาตรา 32 (1), 57, 63 วรรคหนึ่ง, 71 วรรคหนึ่ง, เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้าซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่กระทงเดียว จำคุก 5 ปี และมีความผิดฐานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปลอมเพื่อการค้า และฐานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (1) (5) ประกอบมาตรา 32/2 (1), 35, 72/4 วรรคสอง ประกอบมาตรา 63 วรรคหนึ่ง และมาตรา 71 วรรคหนึ่ง, เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ปลอมเพื่อการค้าซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่กระทงเดียว จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานมิได้จัดให้มีป้ายแสดงว่าเป็นสถานที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ในที่เปิดเผยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ม. 30 ม. 63 ม. 71 ม. 72/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — เรือเอกสรวุฒิ พุ่มแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวกษมา ลอยเจิ่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15722/2558
#591878
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายสมเกียรติ คล้ายทอง กับนายสมเกียรติ์ คล้ายทอง เป็นบุคคลคนเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อนายสมเกียรติ์ เข้ามา จึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยที่ 3 ผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่ หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี แต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาอย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 180 และมาตรา 181 ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน และไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 1,762,104.50 บาท และชำระดอกเบี้ยค่าเช่าและค่าปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,136,437 บาท กับชำระเบี้ยปรับผิดนัดชำระค่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ในต้นเงิน 289,341.95 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 785,341.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 496,000 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 289,341.95 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 213,479 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จอีกจำนวนหนึ่งนอกจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วแก่โจทก์ด้วย และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 9,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ชั้นบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อของจำเลยที่ 3 จากชื่อ นายสมเกียรติ เป็น นายสมเกียรติ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า อนุญาตให้แก้ชื่อจำเลยที่ 3 จาก นายสมเกียรติ เป็น นายสมเกียรติ์ ตามคำร้อง และห้ามมิให้คัดสำเนาคำพิพากษาเดิมเว้นแต่จะได้คัดสำเนาคำพิพากษานี้ไปด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสมเกียรติ กับนายสมเกียรติ์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 คดีนี้ เป็นบุคคลเดียวกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจแก้ชื่อของจำเลยที่ 3 ในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่เป็นการแก้ไขรายละเอียดให้ถูกต้องและไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันจะได้รับยกเว้นไม่ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แต่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำฟ้องของโจทก์ให้บริบูรณ์เพื่อแสดงและยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงอาจขอแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 และมาตรา 181 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายสมเกียรติ กับนายสมเกียรติ์ เป็นบุคคลคนเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อนายสมเกียรติ์ เข้ามา จึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยที่ 3 ผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่ หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี แต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาอย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 180 และมาตรา 181 ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน และไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี วี เซอร์วิส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15722/2558
#634924
เปิดฉบับเต็ม

การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำฟ้องของโจทก์ให้บริบูรณ์เพื่อแสดงและยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน เมื่อ"นายสมเกียรติ" กับ "นายสมเกียรติ์" เป็นบุคคลคนเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อนายสมเกียรติ์เข้ามา จึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่ หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี แต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาอย่างใด ทั้งมิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 180 และมาตรา 181 ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน และไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 1,762,104.50 บาท และชำระดอกเบี้ยค่าเช่าและค่าปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,136,437 บาท กับชำระเบี้ยปรับผิดนัดชำระค่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ในต้นเงิน 289,341.95 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 785,341.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 496,000 บาท นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2539 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 289,341.95 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 213,479 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จอีกจำนวนหนึ่งนอกจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วแก่โจทก์ด้วย และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 9,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ชั้นบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อของจำเลยที่ 3 จากชื่อ นายสมเกียรติ เป็น นายสมเกียรติ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า อนุญาตให้แก้ชื่อจำเลยที่ 3 จาก นายสมเกียรติ เป็น นายสมเกียรติ์ ตามคำร้อง และห้ามมิให้คัดสำเนาคำพิพากษาเดิมเว้นแต่จะได้คัดสำเนาคำพิพากษานี้ไปด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายสมเกียรติ กับนายสมเกียรติ์ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 คดีนี้ เป็นบุคคลเดียวกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจแก้ชื่อของจำเลยที่ 3 ในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่เป็นการแก้ไขรายละเอียดให้ถูกต้องและไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยอันจะได้รับยกเว้นไม่ต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แต่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำฟ้องของโจทก์ให้บริบูรณ์เพื่อแสดงและยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงอาจขอแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และต้องปฎิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 และมาตรา 181 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายสมเกียรติ กับนายสมเกียรติ์ เป็นบุคคลคนเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อนายสมเกียรติ์ เข้ามา จึงมิใช่เป็นกรณีฟ้องจำเลยที่ 3 ผิดตัวหรือฟ้องคดีต่างบุคคลกันและมิใช่เป็นการเพิ่มเติมข้อหาใหม่ หากแต่เป็นการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี แต่ก็มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาอย่างใด ทั้งกรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการแก้ไขคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 180 และมาตรา 181 ที่จะต้องถูกจำกัดระยะเวลาการยื่นคำร้องว่าต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน และไม่จำต้องส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งก่อน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี วี เซอร์วิส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15721/2558
#596128
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกถ้อยคำไม่รับมรดกที่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง และ ก. ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินมีใจความสำคัญว่า ที่ดินพิพาทที่มีชื่อ ว. เจ้ามรดกเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อ. สามีของ ว. ได้มายื่นเรื่องราวขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้ของ ว. ซึ่งโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง และ ก. ทายาทของ ว. ไม่ประสงค์จะขอรับมรดกที่ดินแปลงนี้ และยินยอมให้ อ. เป็นผู้ขอรับมรดกแต่เพียงผู้เดียว ต่อมา อ. จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสอง ดังนี้ ไม่ใช่การสละมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612, 1613 เพราะการสละมรดกต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใด แต่บันทึกถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความมีผลบังคับได้ตามมาตรา 850, 852 และ 1750 วรรคสอง โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ว. จึงไม่มีสิทธิฟ้องแบ่งที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 ถึงที่ 29 และให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินพิพาทแปลงที่ 30 ถึงที่ 37 ตามฟ้องให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วนและให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากจากบัญชีธนาคารที่มีชื่อนายอรุณ ทุกบัญชีให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและหากจำเลยทั้งสองไม่สามารถแบ่งปันทรัพย์มรดกได้ ให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้โจทก์ตามสัดส่วนหรือชดใช้เงิน 16,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอรุณ จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 2853 ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 70016 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา หนึ่งในสี่ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นายอรุณกับนางวรรลี เป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกันสี่คน คือ โจทก์ จำเลยทั้งสองและนายกิจจา นายอรุณกับนางวรรลีมีที่ดินพิพาท 37 แปลง ตามฟ้องเป็นสินสมรส นายอรุณจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 และที่ 2 ให้นายกิจจาโดยได้รับความยินยอมจากนางวรรลี ครั้นนางวรรลีถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายอรุณเป็นผู้จัดการมรดกของนางวรรลี ต่อมาโจทก์ จำเลยทั้งสองและนายกิจจาทำบันทึกถ้อยคำไม่รับมรดกที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 ถึงที่ 22 ในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางวรรลีผู้ตายกึ่งหนึ่งและยินยอมให้นายอรุณรับมรดกของเจ้ามรดกได้ โดยลงลายมือชื่อโจทก์จำเลยทั้งสองและนายกิจจามอบไว้แก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา นายอรุณจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินพิพาทรวม 20 แปลง ของผู้ตายนั้นให้ตนเอง วันรุ่งขึ้นนายอรุณจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทรวม 20 แปลง ให้จำเลยที่ 1 ภายหลังนางวรรลีถึงแก่ความตาย นายอรุณเป็นโจทก์ฟ้องนายกิจจาเป็นจำเลยเรียกถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 และที่ 2 ต่อมานายอรุณนำคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปดำเนินการจดทะเบียนถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 และที่ 2 แล้วจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้จำเลยที่ 1 ต่อมานายอรุณจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแปลงที่ 23 ที่ 24 และที่ 26 ถึงที่ 29 ให้จำเลยที่ 1 และนายอรุณจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแปลงที่ 30 และที่ 32 ถึงที่ 37 ให้จำเลยทั้งสอง นายอรุณถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายอรุณ สำหรับที่ดินพิพาทแปลงที่ 25 และที่ 31 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอรุณ จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์หนึ่งในสี่ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 และที่ 2 ครึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางวรรลีผู้ตายที่จะตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 และที่ 2 เป็นสินสมรสระหว่างนายอรุณกับนางวรรลี ขณะนางวรรลีมีชีวิตอยู่ได้โอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสที่นายอรุณกับนางวรรลีถือกรรมสิทธิ์คนละครึ่งให้นายกิจจา ต่อมาศาลมีคำพิพากษาถอนคืนการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนั้นจึงกลับมาสู่เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมอันได้แก่ นายอรุณกับนางวรรลี แม้นางวรรลีจะถึงแก่ความตายไปแล้วก็ตาม เมื่อศาลเพิกถอนการให้ สิทธิในที่ดินพิพาทจึงกลับสู่เจ้าของเดิมในขณะทำนิติกรรมยกให้ ดังนั้นที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นทรัพย์มรดกของนางวรรลีผู้ตายครึ่งหนึ่งที่จะตกทอดแก่ทายาท เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้นหมายถึง ทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน แม้เดิมที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 และที่ 2 เป็นสินสมรสระหว่างนายอรุณกับนางวรรลี เมื่อนายอรุณโอนที่ดินพิพาทให้แก่นายกิจจาโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และได้รับความยินยอมจากนางวรรลี การให้ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ ที่ดินพิพาทนั้นจึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างนายอรุณกับนางวรรลีอีกต่อไป การที่นางวรรลีถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาย่อมทำให้การสมรสระหว่างนายอรุณกับนางวรรลีสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 ภายหลังนางวรรลีถึงแก่ความตายไปแล้ว ศาลพิพากษาให้ถอนคืนการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนั้นเช่นนี้ ที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างนายอรุณกับนางวรรลี และมิใช่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่นางวรรลีมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 ที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 และที่ 2 ครึ่งหนึ่งจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของนางวรรลีผู้ตายที่จะตกทอดแก่ทายาทอีกต่อไป โจทก์ไม่อาจฟ้องขอแบ่งมรดกที่ดินพิพาทได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องแบ่งที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 ถึงที่ 22 ในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางวรรลีผู้ตายครึ่งหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำไม่รับมรดกที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 ถึงที่ 22 เป็นบันทึกที่โจทก์ จำเลยทั้งสอง และนายกิจจาให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลามีใจความสำคัญว่า ตามที่นายอรุณได้ยื่นคำขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 ถึงที่ 22 ของนางวรรลีผู้ตายนั้น โจทก์ จำเลยทั้งสอง และนายกิจจาเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกที่ดินพิพาทด้วยในฐานะบุตรได้รับทราบการขอรับมรดกที่ดินพิพาทตามประกาศของสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551 แล้วยินยอมให้นายอรุณรับมรดกของนางวรรลีผู้ตายได้ ซึ่งโจทก์ จำเลยทั้งสอง และนายกิจจาลงลายมือชื่อมอบไว้แก่เจ้าพนักงานที่ดิน แม้สำเนาบันทึกถ้อยคำไม่รับมรดก ที่โจทก์และทายาทอื่นตกลงยกทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 ถึงที่ 22 ในส่วนของนางวรรลีครึ่งหนึ่งให้แก่นายอรุณมิใช่เป็นการสละมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 และ 1613 เพราะการสละมรดกต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใดและยังมีทรัพย์มรดกส่วนอื่นอีกที่มิได้มีการสละด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ทายาทได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันโดยสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสองประกอบมาตรา 850 ซึ่งมีผลบังคับได้ตามมาตรา 852 โจทก์เรียกร้องทรัพย์มรดกส่วนนี้ไม่ได้ จึงไม่มีสิทธิฟ้องแบ่งที่ดินพิพาทแปลงที่ 3 ถึงที่ 22 ในส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางวรรลีผู้ตายครึ่งหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852 ม. 1612 ม. 1613 ม. 1750
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เรือตรีประสิทธิ์ เจริญมาศ
จำเลย — นางสุจินต์ เทวมิตร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายณัฐพล จันทรศิริภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
บุญชู ทัศนประพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15711/2558
#635274
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมอบที่ดินพิพาทและอนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน มิได้มีผลให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คงมีแต่เพียงสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร ฯลฯ" นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดนครราชสีมาแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าหากจำหน่ายจ่ายโอนหรือให้เช่าที่ดินพิพาท โจทก์จะสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททันที การที่โจทก์กลับมาอ้างว่าให้จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาท มิได้โอนขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองและโจทก์ยังมีชื่อเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทไปจากโจทก์เอง ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท ส่วนการที่จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นกรณีที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงที่ 14 กลุ่มที่ 1073 จังหวัดนครราชสีมา กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าขาดประโยชน์ปีละ 207,187 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดิน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโจทก์ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4- 01) แปลงที่ 14 กลุ่มที่ 1073 จังหวัดนครราชสีมา และส่งมอบต้นฉบับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ดังกล่าวคืนแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2536 โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 75 ตารางวา ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เลขที่ 3704 แปลงที่ 14 ตำบลบ้านยาง อำเภอชุมพวง (ปัจจุบันเป็นอำเภอลำทะเมนชัย) จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตามสารบัญทะเบียนที่ดินระบุข้อต้องห้ามมิให้แบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังผู้อื่น ในปี 2542 โจทก์มอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองเข้าทำประโยชน์ตลอดมา โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่าโจทก์ให้จำเลยทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนการชำระหนี้ต้นเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยหรือโอนสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าโจทก์กู้ยืมเงินจำเลยทั้งสองจำนวน 60,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี มีกำหนดเวลา 10 ปี รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 150,000 บาท โดยตกลงกันให้จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทเป็นเวลา 10 ปี หักค่าเช่าชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองยึดถือหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ไว้เป็นประกัน โดยโจทก์มีแต่ตัวโจทก์และนายทองใบ เป็นพยานเบิกความลอย ๆ อ้างเรื่องดังกล่าวโดยโจทก์รับว่าไม่ได้ทำทั้งหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาเช่าที่ดินไว้เป็นหลักฐานเลย ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยและไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่งจึงมีน้ำหนักน้อย ในขณะที่จำเลยทั้งสองมีนายณรงค์ ผู้ใหญ่บ้านและนายสุหลา ผู้ทำประโยชน์ในที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทเป็นพยานเบิกความสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองในทำนองเดียวกันกับชาวบ้านหลายรายในละแวกนั้นที่รู้ว่าการโอนขายที่ดินเช่นนี้ต้องห้ามตามกฎหมายจึงไม่มีการทำหนังสือสัญญาซื้อขายกัน เฉพาะนายสุหลายังเบิกความชัดเจนว่าเคยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์และโจทก์เคยบอกขายที่ดินพิพาทให้แต่นายสุหลาไม่มีเงินจะซื้อ โจทก์จึงไปขายให้จำเลยทั้งสอง พยานทั้งสองปากนี้ถือได้ว่าเป็นคนกลางไม่มีส่วนได้เสียหรือสาเหตุโกรธเคืองกับคู่ความทั้งสองฝ่าย พยานจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์โอนขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองดังที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องว่าให้จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาทแทนที่จะยอมรับว่าโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองแต่ตกเป็นโมฆะกรรม อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมอบที่ดินพิพาทและอนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน มิได้มีผลให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คงมีแต่เพียงสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร ฯลฯ" นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดนครราชสีมาแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่าหากจำหน่ายจ่ายโอนหรือให้เช่าที่ดินพิพาท โจทก์จะสิ้นสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททันที การที่โจทก์กลับมาอ้างว่าให้จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินพิพาท มิได้โอนขายสิทธิในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองและโจทก์ยังมีชื่อเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทไปจากโจทก์เอง ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนการที่จำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นกรณีที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยศ สุขล้ำ
จำเลย — นายสมศักดิ์ แก้วอรสาร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15710/2558
#596585
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสิทธิเป็นประเด็นแห่งคดีประการแรกว่า วัด ช. เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและยกให้โจทก์ เพียงแต่วัด ช. จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของแทน กับประการที่สอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกแสดงเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ แต่ภายหลังไม่ปฏิบัติตาม เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งสิทธิต้องตามหลักเกณฑ์ในการนำคดีเข้าสู่ศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากวัด ช. ผู้เป็นเจ้าของ กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกเพราะถูกข่มขู่และถูกกลฉ้อฉล ประเด็นข้อพิพาทมิใช่มีเพียงโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินหรือไม่เท่านั้น เพราะหากศาลวินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยบันทึกว่ามีผลตามกฎหมายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท เพราะการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ รัฐต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 33 (2) ประกอบมาตรา 34 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วด่วนพิพากษายกฟ้องนั้นหาชอบด้วยกระบวนพิจารณาไม่ เพราะยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับบันทึกอันมีผลเกี่ยวกับเนื้อหาคดีที่ศาลต้องพิพากษาอีก ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจหยิบยกวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทยังเป็นของวัด ช.ตามเดิมหรือไม่นั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์อยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยส่วนนี้ชอบแล้ว

แม้จะรับฟังตามบันทึกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามความประสงค์ของวัด ช. แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าวัด ช. เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท การโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์จะกระทำได้ก็แต่โดยรัฐต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ดังนี้ การจะบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนโดยตรงให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นการพ้นวิสัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่จดทะเบียนโอนใส่ชื่อวัด ช. เป็นเจ้าของตามความเป็นจริงก่อน และจะหยิบยกอายุความได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 มากล่าวอ้างมิได้ เพราะมีบัญญัติห้ามไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 วรรคท้าย แต่ศาลจะพิพากษาในคดีนี้มิได้เพราะเป็นการเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันระหว่างวัด ช. กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องติดต่อกับวัด ช. ต่อไป ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกยินยอมที่จะไปโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์และจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทต่อไป ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิได้ดอกผลในที่ดินพิพาทด้วย กับถือว่าเจตนาสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ผลผลิตยางพาราในที่ดินพิพาท และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 4 หน้า 57 สารบบเล่ม 4 หน้า 282 หมู่ที่ 4 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจัดการให้ผู้อยู่ในที่ดินออกไปจากที่ดินและไม่ให้จำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งเรียกนางสาวสมพร ผู้จัดการมรดกเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เดิมที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 4 หน้า 57 สารบบเล่ม 4 หน้า 282 หมู่ที่ 4 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 81 ไร่ 3 งาน 45 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ มีเจ้าของรวม 3 คน คือ นางงั้น นายยู่อี และนางสาวงวดอิ้ม ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2506 ต่อมาเจ้าของรวมทั้งสามยกที่ดินพิพาทให้แก่วัดไชยมังคลาราม รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งขึ้นตรงต่อคณะสงฆ์ประเทศไทย แต่ขณะนั้นพระครูวิเทศธรรมนาถเจ้าอาวาสชราภาพ จึงให้จดทะเบียนนิติกรรมใส่ชื่อพระมหาสุทัศน์ สุรปัญโญ พระลูกวัดไว้แทน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2522 ตามสารบัญจดทะเบียน น.ส. 3 (ใบต่อ) ด้านหลัง ครั้นวันที่ 15 เมษายน 2531 พระมหาสุทัศน์มรณภาพ วัดไชยมังคลาราม โดยพระครูวิเทศธรรมนาถ ยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดเบตงซึ่งที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอำนาจ ขอให้มีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของพระมหาสุทัศน์ โดยแสดงเหตุผลว่าที่ดินพิพาทเป็นของวัด และวัดประสงค์จะนำที่ดินพิพาทไปหาดอกผลเพื่อสร้างพระพุทธรูปที่วัดโจทก์ ศาลจังหวัดเบตงไต่สวนและมีคำสั่งตั้งวัดไชยมังคลารามเป็นผู้จัดการมรดกของพระมหาสุทัศน์ ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 41/2532 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2532 โดยก่อนหน้านั้นพระครูวิเทศธรรมนาถได้ประชุมคณะสงฆ์และกรรมการวัดเพื่อจัดการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและมีมติ "ให้เอาที่ดินแปลงนี้ตั้งเป็นมูลนิธิชื่อว่า มูลนิธิ "พระวิเทศธรรมนาถ" (แดง ธมมปาโล)... ยกผลประโยชน์ให้วัดนางเหล้า หมู่ที่ 3 ตำบลชุมพล อำเภอสะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา และให้วัดนางเหล้าใช้ดอกผลของมูลนิธิไปตามหลักการ ดังนี้..." ตามบันทึกการประชุมลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2532 ครั้นวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 วัดไชยมังคลาราม โดยพระครูวิเทศธรรมนาถ ในฐานะผู้จัดการมรดกของพระมหาสุทัศน์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระบุเป็นนิติกรรมซื้อขายแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาขายที่ดินและสารบัญจดทะเบียน แผ่นที่ 2 และที่ 3 และในที่สุดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำบันทึกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบมาแต่ต้นว่า วัดไชยมังคลารามมีเจตนาที่จะยกที่ดินพิพาทให้แก่วัดโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 แสดงเจตนาจะดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่วัดโจทก์ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2553 4 แต่หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามบันทึกดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสิทธิเป็นประเด็นแห่งคดีในประการแรกว่า วัดไชยมังคลารามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและยกให้โจทก์ เพียงแต่ในเบื้องต้นวัดไชยมังคลารามจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของแทน กับประการที่สอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึก แสดงเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ แต่ภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกนั้น อันเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งสิทธิ ต้องตามหลักเกณฑ์ในการนำคดีเข้าสู่ศาลตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 บัญญัติไว้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากวัดไชยมังคลารามผู้เป็นเจ้าของ กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึก เพราะถูกข่มขู่และถูกกลฉ้อฉล ก็จะเห็นได้ว่า ประเด็นข้อพิพาทมิใช่มีเพียงโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินหรือไม่เท่านั้น เพราะแม้หากศาลวินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ก็ยังมีประเด็นต้องวินิจฉัย ว่ามีผลตามกฎหมายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องปฏิบัติตามการแสดงเจตนาที่ปรากฏในบันทึกหรือไม่ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท เพราะการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ รัฐจะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 33 (2) ประกอบมาตรา 34 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วด่วนพิพากษายกฟ้องเสียทีเดียวนั้น หาชอบด้วยกระบวนพิจารณาไม่ เพราะยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับบันทึก อันมีผลเกี่ยวกับเนื้อหาคดีที่ศาลจะต้องพิพากษาอยู่อีก ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นแต่เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยก่อน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ดินพิพาทยังเป็นของวัดไชยมังคลารามตามเดิมหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามที่ได้แสดงเจตนาในบันทึก เห็นว่า มีผู้เข้าร่วมในการเจรจาหลายคนทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ กระทำกันโดยเปิดเผย ไม่ปรากฏลักษณะการข่มขู่หรือหลอกลวง พยานบุคคลซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เช่น นายทิพย์ นางศิริปภัสสรา กรรมการวัด และนายนอบ เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ โดยเฉพาะนายทิพย์ซึ่งเป็นผู้เขียนบันทึก สำหรับการแสดงเจตนาคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ของจำเลยที่ 1 ระบุชัดว่า เป็นเพราะพระครูสังฆรักษ์อิทธิกรและจำเลยที่ 1 เกี่ยงกันไม่ยอมเป็นผู้เขียน จนในที่สุดก็ตกลงกันให้นายทิพย์เป็นผู้เขียน นายทิพย์เป็นญาติกับจำเลยที่ 1 ขณะนายทิพย์เขียนบันทึก จำเลยที่ 2 จึงมิได้เข้ามาร่วมการเจรจา แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มาถึงและรับทราบข้อตกลง จำเลยที่ 2 ก็ได้เขียนข้อความด้วยตนเองแสดงเจตนาดำเนินการตามที่บันทึกไว้แล้วคือจะคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ลงในบันทึกฉบับเดียวกัน สำหรับพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยเป็นผู้ใหญ่บ้านและเป็นกรรมการวัดโจทก์ อีกทั้งมีศักดิ์เป็นหลานของพระครูวิเทศธรรมนาถ ส่วนจำเลยที่ 2 ก่อนทำบันทึก ก็รับราชการครูสอนหนังสือที่โรงเรียนวัดนางหล้า ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ปรากฏจึงไร้เหตุผลที่จะให้รับฟังตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อความตามบันทึก เป็นการกระทำโดยสมัครใจและผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแทนวัดไชยมังคลารามเท่านั้น การทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทและการจดทะเบียนสิทธินิติกรรม เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 เป็นนิติกรรมอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง อย่างไรก็ตาม แม้จะรับฟังได้ตามบันทึกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องมีหน้าที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามความประสงค์ของวัดไชยมังคลารามแต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า วัดไชยมังคลารามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท การโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์จะกระทำได้ก็แต่โดยรัฐต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ดังนี้ การจะบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนโดยตรงให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นการพ้นวิสัยเพราะไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนใส่ชื่อวัดไชยมังคลารามเป็นเจ้าของตามความเป็นจริงก่อน และจะหยิบยกอายุความได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มากล่าวอ้างมิได้ เพราะมีบัญญัติห้ามไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 วรรคท้าย แต่ศาลจะพิพากษาในคดีนี้มิได้เพราะเป็นการเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ชอบที่จะต้องไปว่ากล่าวกันระหว่างวัดไชยมังคลารามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องติดต่อเจรจากับวัดไชยมังคลารามต่อไป ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 1382
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 33 (2) ม. 34 วรรคหนึ่ง ม. 34 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดนางเหล้า
นายเสริม ช่วยนุกูล โดยนางสาวสมพร ช่วยนุกูล
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายศุภชัย ฟูจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15690/2558
#594012
เปิดฉบับเต็ม

ค่าป่วยการที่กำหนดแก่ที่ปรึกษากฎหมายเทียบได้กับค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ใช่เป็นค่าจ้างที่ปรึกษากฎหมาย ศาลจะกำหนดค่าป่วยการโดยคำนึงถึงความยากง่าย เวลาและงานหรือตามสมควรแก่พฤติการณ์ในการทำงานของที่ปรึกษากฎหมาย หาได้เป็นการกำหนดเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่ที่ปรึกษากฎหมายได้ใช้จ่ายไปจริงไม่ และในกรณีมีการอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลสามารถกำหนดเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร แต่รวมทั้งหมดต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงที่กำหนดไว้สำหรับคดีประเภทนั้น ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กและเยาวชน พ.ศ.2555 ข้อ 5 (4) ซึ่งตามระเบียบดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นและถือเป็นเด็ดขาดจะอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้

ผู้ร้องเป็นที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยอุทธรณ์ทำนองว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการแก่ผู้ร้องน้อยเกินไป ไม่เหมาะสมกับการทำงาน อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายไม่อาจรับวินิจฉัยได้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องก็ไม่ถือเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายและเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย ศาลชั้นต้นแต่งตั้งผู้ร้องเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย ระหว่างพิจารณาผู้ร้องไปศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพและซักค้านพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 13 ปีเศษ ว่ากล่าวตักเตือนแล้วมอบตัวจำเลยให้ผู้ปกครองรับไปอบรมดูแล โดยคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี และสั่งให้จ่ายค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมาย 2,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นแต่งตั้งผู้ร้องเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยในคดีที่จำเลยถูกฟ้องข้อหาร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารเด็กคนดังกล่าว โดยใช้กำลังประทุษร้ายและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ และมีคำพิพากษาในวันที่ 11 ธันวาคม 2557 และเมื่ออ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว ศาลชั้นต้นกำหนดให้จ่ายค่าป่วยการแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 2,000 บาท ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การกำหนดค่าป่วยการของศาลชั้นต้นเป็นอัตราที่ขัดต่อระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ.2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ.2555 และที่ได้แก้ไขโดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 ว่า สำหรับโทษความผิดคดีนี้และเป็นกรณีจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลกำหนดค่าป่วยการให้แก่ที่ปรึกษาได้ตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 6,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการแก่ผู้ร้อง 2,000 บาท จึงชอบแล้ว

มีปัญหาที่ผู้ร้องฎีกาว่า การกำหนดค่าป่วยการของศาลชั้นต้นขัดต่อระเบียบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ.2555 หรือไม่ นั้น เห็นว่า การที่กฎหมายให้อำนาจศาลแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยซึ่งไม่มีที่ปรึกษากฎหมายนั้น ก็เพื่อให้จำเลยที่ไม่มีรายได้หรือไม่มีความสามารถจะว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายให้มีที่ปรึกษากฎหมายเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมายและรักษาผลประโยชน์ของจำเลยในด้านคดีความเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม งานช่วยเหลือแก่จำเลยดังกล่าวนี้ ที่ปรึกษากฎหมายย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจะหวังผลประโยชน์ตอบแทนเหมือนเช่นการว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายโดยทั่วไปไม่ได้ ทั้งที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งก็จะแต่งตั้งจากที่ปรึกษากฎหมายที่สมัครใจอาสาเข้าช่วยเหลือโดยขอขึ้นทะเบียนไว้ มิได้เป็นการบังคับ ส่วนค่าป่วยการที่กำหนดแก่ที่ปรึกษากฎหมายนั้นเทียบได้กับค่าฤชาธรรมเนียมประการหนึ่ง หาใช่เป็นค่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายไม่ ศาลจะกำหนดค่าป่วยการโดยคำนึงถึงความยากง่ายเวลาและงานหรือตามสมควรแก่พฤติการณ์ในการทำงานของที่ปรึกษากฎหมาย ตามระเบียบที่กำหนดเท่านั้น หาได้เป็นการกำหนดเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่ที่ปรึกษากฎหมายได้ใช้จ่ายไปจริงไม่ ทั้งตามระเบียบข้อ 5 (4) ยังกำหนดว่า ในกรณีที่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา ให้ศาลกำหนดเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร แต่รวมทั้งหมดต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงที่กำหนดไว้สำหรับคดีประเภทนั้น ตามระเบียบดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่า เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นและย่อมถือเป็นดุลพินิจโดยเด็ดขาด จะอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นดังกล่าวหาได้ไม่ คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการให้แก่ผู้ร้อง 2,000 บาท ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นโดยสาเหตุว่าเนื่องจากผู้ร้องได้ร่วมสืบพยานประกอบคำรับสารภาพในคดี และติดตามให้จำเลยนำเงินมาชำระค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย โดยมาร่วมพิจารณาคดี 3 ครั้ง เมื่อเสร็จการพิจารณาศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการจำนวน 2,000 บาท แต่เมื่อสรุปเหตุผลในการอุทธรณ์กลับอ้างเหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับเหตุในการอุทธรณ์ว่าเป็นอัตราที่ขัดต่อระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กและเยาวชน พ.ศ.2555 โดยไม่มีเหตุผลว่า ขัดต่อระเบียบข้อใด ระเบียบที่ถูกต้องเป็นเช่นใด ที่ถูกต้องศาลชั้นต้นต้องกำหนดค่าป่วยการแก่ผู้ร้องเป็นเงินเท่าใด ซึ่งเมื่อพิจารณาเนื้อหาในคำอุทธรณ์แล้วเห็นได้ชัดว่า การอุทธรณ์ของผู้ร้องมีเจตนาชัดแจ้งว่า เป็นเพราะผู้ร้องเห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการแก่ผู้ร้องน้อยเกินไป ไม่เหมาะสมกับการทำงาน เวลาและค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องได้เสียไปในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย หาได้เป็นเพราะศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการขัดต่อระเบียบไม่ ดังนั้นอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่อาจรับไว้วินิจฉัยได้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องก็ตาม ก็ไม่ถือเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ร้องที่จะฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ.2555
ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — นาย ป.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา — นายฤทธิรงค์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอำนวย โอภาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พิศล พิรุณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15690/2558
#634129
เปิดฉบับเต็ม

ค่าป่วยการที่ศาลกำหนดให้แก่ที่ปรึกษากฎหมายตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม พ.ศ.2555 เทียบได้กับค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ใช่เป็นค่าจ้างที่ปรึกษากฎหมาย ศาลจะกำหนดค่าป่วยการโดยคำนึงถึงความยากง่าย เวลาและงานหรือตามสมควรแก่พฤติการณ์ในการทำงานของที่ปรึกษากฎหมาย หาได้เป็นการกำหนดเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่ที่ปรึกษากฎหมายได้ใช้จ่ายไปจริงไม่ และในกรณีคดีมีการอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลสามารถกำหนดเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร แต่รวมทั้งหมดต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงที่กำหนดไว้สำหรับคดีประเภทนั้น ตามระเบียบคณะกรรมการ บริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กและเยาวชน พ.ศ.2555 ข้อ 5 (4) ซึ่งตามระเบียบดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นและถือเป็นเด็ดขาดจะอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้

ผู้ร้องเป็นที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยอุทธรณ์ทำนองว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการแก่ผู้ร้องน้อยเกินไป ไม่เหมาะสมกับการทำงาน อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายไม่อาจรับวินิจฉัยได้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องก็ไม่ถือเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายและเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย ศาลชั้นต้นแต่งตั้งผู้ร้องเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย ระหว่างพิจารณาผู้ร้องไปศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพและซักค้านพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 13 ปีเศษ ว่ากล่าวตักเตือนแล้วมอบตัวจำเลยให้ผู้ปกครองรับไปอบรมดูแล โดยคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี และสั่งให้จ่ายค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมาย 2,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นแต่งตั้งผู้ร้องเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยในคดีที่จำเลยถูกฟ้องข้อหาร่วมกันพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารเด็กคนดังกล่าว โดยใช้กำลังประทุษร้ายและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ และมีคำพิพากษาในวันที่ 11 ธันวาคม 2557 และเมื่ออ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว ศาลชั้นต้นกำหนดให้จ่ายค่าป่วยการแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 2,000 บาท ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การกำหนดค่าป่วยการของศาลชั้นต้นเป็นอัตราที่ขัดต่อระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ.2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ.2555 และที่ได้แก้ไขโดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 ว่า สำหรับโทษความผิดคดีนี้และเป็นกรณีจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลกำหนด ค่าป่วยการให้แก่ที่ปรึกษาได้ตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 6,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการแก่ผู้ร้อง 2,000 บาท จึงชอบแล้ว

ปัญหาที่ผู้ร้องฎีกาว่า การกำหนดค่าป่วยการของศาลชั้นต้นขัดต่อระเบียบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ.2555 หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่กฎหมายให้อำนาจศาลแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลยซึ่งไม่มีที่ปรึกษากฎหมายนั้น ก็เพื่อให้จำเลยที่ไม่มีรายได้หรือไม่มีความสามารถจะว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายให้มีที่ปรึกษากฎหมายเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมายและรักษาผลประโยชน์ของจำเลยในด้านคดีความเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม งานช่วยเหลือแก่จำเลยดังกล่าวนี้ ที่ปรึกษากฎหมายย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจะหวังผลประโยชน์ตอบแทนเหมือนเช่นการว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายโดยทั่วไปไม่ได้ ทั้งที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งก็จะแต่งตั้งจากที่ปรึกษากฎหมายที่สมัครใจอาสาเข้าช่วยเหลือโดยขอขึ้นทะเบียนไว้ มิได้เป็นการบังคับ ส่วนค่าป่วยการที่กำหนดแก่ที่ปรึกษากฎหมายนั้นเทียบได้กับค่าฤชาธรรมเนียมประการหนึ่ง หาใช่เป็นค่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายไม่ ศาลจะกำหนดค่าป่วยการโดยคำนึงถึงความยากง่าย เวลาและงานหรือตามสมควรแก่พฤติการณ์ในการทำงานของที่ปรึกษากฎหมาย ตามระเบียบที่กำหนดเท่านั้น หาได้เป็นการกำหนดเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่ที่ปรึกษากฎหมายได้ใช้จ่ายไปจริงไม่ ทั้งตามระเบียบข้อ 5 (4) ยังกำหนดว่า ในกรณีที่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา ให้ศาลกำหนดเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร แต่รวมทั้งหมดต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงที่กำหนดไว้สำหรับคดีประเภทนั้น ตามระเบียบดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่า เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นและย่อมถือเป็นดุลพินิจโดยเด็ดขาด จะอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นดังกล่าว หาได้ไม่ คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการให้แก่ผู้ร้อง 2,000 บาท ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นโดยสาเหตุว่าเนื่องจากผู้ร้องได้ร่วมสืบพยานประกอบคำรับสารภาพในคดี และติดตามให้จำเลยนำเงินมาชำระค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย โดยมาร่วมพิจารณาคดี 3 ครั้ง เมื่อเสร็จการพิจารณาศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการจำนวน 2,000 บาท แต่เมื่อสรุปเหตุผลในการอุทธรณ์กลับอ้างเหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับเหตุในการอุทธรณ์ว่าเป็นอัตราที่ขัดต่อระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กและเยาวชน พ.ศ.2555 โดยไม่มีเหตุผลว่า ขัดต่อระเบียบข้อใด ระเบียบที่ถูกต้องเป็นเช่นใด ที่ถูกต้องศาลชั้นต้นต้องกำหนดค่าป่วยการแก่ผู้ร้องเป็นเงินเท่าใด ซึ่งเมื่อพิจารณาเนื้อหาในคำอุทธรณ์แล้วเห็นได้ชัดว่า การอุทธรณ์ของผู้ร้องมีเจตนาชัดแจ้งว่า เป็นเพราะผู้ร้องเห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการแก่ผู้ร้องน้อยเกินไป ไม่เหมาะสมกับการทำงาน เวลาและค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องได้เสียไปในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้จำเลย หาได้เป็นเพราะศาลชั้นต้นกำหนดค่าป่วยการขัดต่อระเบียบไม่ ดังนั้นอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ไม่อาจรับไว้วินิจฉัยได้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องก็ตาม ก็ไม่ถือเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ร้องที่จะฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษา ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยค่าป่วยการที่ปรึกษากฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้แก่เด็กหรือเยาวชน พ.ศ.2555
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — นาย ป.
จำเลย — นาย ว.
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พิศล พิรุณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15668/2558
#595610
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 ประมูลงานและทำสัญญารับจ้างก่อสร้างอาคารเรียนกับกรมสามัญศึกษาและให้โจทก์ทั้งสามก่อสร้างโดยโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ลงทุนและรับค่าจ้างในนามจำเลย หากโจทก์ทั้งสามขาดเงินทุนและจำเลยออกเงินทดรองจ่ายไป โจทก์ทั้งสามจะใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย ไม่ทำให้จำเลยกลายเป็นตัวแทนของโจทก์ทั้งสามในการทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับกรมสามัญศึกษา เพราะจำเลยยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจ้างก่อสร้างกับกรมสามัญศึกษา แต่การที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยต่างต้องลงทุนและก่อสร้าง และจำเลยยังต้องรับผิดตามสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นการตกลงร่วมกันประกอบกิจการโดยต่างได้รับผลประโยชน์ตอบแทน เป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 สัญญานี้ย่อมบังคับกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 และ 369 แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องอ้างว่าจำเลยเป็นตัวแทน แต่เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นเรื่องตกลงร่วมกันประกอบการโดยต่างได้รับผลประโยชน์ตอบแทน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์เข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนไปว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาตัวแทน ศาลย่อมมีอำนาจใช้บทบัญญัติเรื่องสัญญาต่างตอบแทนบังคับแก่คดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 134 มิใช่การพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 23,035,153.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 9,505,921.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 มิถุนายน 2545 อันเป็นวันฟ้อง จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 150,000 บาท

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 จำเลยทำสัญญารับจ้างก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบ รวมจำนวน 15 รายการ ของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยชัยภูมิกับกรมสามัญศึกษา โดยตกลงค่าจ้างกันจำนวน 187,380,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยในการทำสัญญาจ้างตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ. 2 โจทก์ทั้งสามก่อสร้างตามสัญญาจ้างดังกล่าวตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 จำเลยก่อสร้างต่อตั้งแต่งวดที่ 8 จนแล้วเสร็จ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยเป็นสัญญาที่โจทก์ทั้งสามเป็นผู้รับจ้างช่วงจากจำเลยหรือจำเลยเป็นตัวแทนโจทก์ทั้งสามในการรับจ้างก่อสร้างตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ. 2 เห็นว่า จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 เป็นตัวแทนจำเลยในการประมูลงานก่อสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยชัยภูมิกับกรมสามัญศึกษา หากประมูลได้ โจทก์ที่ 1 ขอก่อสร้างแทนจำเลย โดยให้จำเลยหักเงิน 5 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเงินที่ประมูลงานได้เพื่อเป็นค่าบริหาร งานก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และค่าซ่อมแซมความเสียหายงานก่อสร้างในระยะเวลาประกัน 2 ปี ส่วนเงิน 95 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็นของโจทก์ที่ 1 และเมื่อก่อสร้างเสร็จ โจทก์ที่ 1 จะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้จำเลยอีก 2 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเงินที่ประมูลงานได้ แต่จำเลยกลับนำสืบว่า โจทก์ทั้งสามรับจ้างช่วงจากจำเลยตกลงค่าจ้างร้อยละ 95 ของค่าจ้าง โดยไม่ปรากฏรายละเอียดข้อตกลงว่า หากโจทก์ทั้งสามหรือจำเลยผิดสัญญา แต่ละฝ่ายมีสิทธิเรียกร้องและความรับผิดประการใด ทั้งที่ค่าจ้างเป็นเงินจำนวนถึง 187,380,000 บาท ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์ที่ 1 ให้บริษัททิพย์รังสรร จำกัด ทำสัญญารับจ้างช่วงกับจำเลยตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล. 1 จำเลยก็ให้การว่า โจทก์ที่ 1 ให้บริษัททิพย์รังสรร จำกัด ซึ่งโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการบริษัททำสัญญารับจ้างช่วงกับโจทก์ที่ 1 โดยขอให้จำเลยลงชื่อว่าจ้าง ส่วนค่าจ้างโจทก์ทั้งสามดำเนินการเอง ทั้งสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล. 1 ทำเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 แต่สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ. 2 ทำตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2539 และตามรายการสรุปรายรับ - รายจ่ายงานก่อสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยชัยภูมิ เอกสารหมาย จ. 4 ระบุว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับเงินค่างานงวดที่ 1 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 จำนวน 11,242,800 บาท ก่อนมีการทำสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล. 1 และเมื่อโจทก์ที่ 1 ก่อสร้างงานได้เพียง 5 งวด แล้วทิ้งงานไปก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 รับผิดประการใด จึงไม่เชื่อว่าจำเลยประสงค์จะให้มีผลบังคับตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล. 1 ดังที่โจทก์ทั้งสามนำสืบว่ามิได้ประสงค์จะผูกพันกันตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล. 1 เพียงแต่ให้เป็นหลักฐานในการหักภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลย ยิ่งกว่านั้นตามรายการสรุปรายรับ - รายจ่ายเอกสารหมาย จ. 4 ดังกล่าว นางสาวธินีวรรณ พยานจำเลยซึ่งเป็นสมุห์บัญชีบริษัทจำเลยเบิกความว่า ขณะที่ทำบัญชีตามเอกสารหมาย จ. 4 ยังสรุปค่าใช้จ่ายไม่ครบถ้วน นางอารยา ได้ขอเอกสารหมาย จ. 4 ไปจากนางสาวธินีวรรณ บัญชีดังกล่าวนางสาวธินีวรรณจัดทำหลังจากก่อสร้างโรงเรียนกาญจนาภิเษก วิทยาลัยชัยภูมิเสร็จสิ้นแล้ว และนางพรทิพย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยเบิกความว่า ก่อนจัดทำสรุปเสร็จสิ้นนางอารยาได้ขอถ่ายสำเนาเอกสารหมาย จ. 4 ไป ปรากฏว่าตามรายการสรุปรายรับ - รายจ่ายเอกสารหมาย จ. 4 ระบุว่า มีรายการส่วนแบ่ง 5 เปอร์เซ็นต์ ของรายรับก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่มให้เคซีเป็นเงิน 9,505,921.93 บาท และมีหมายเหตุว่า คิดดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทบต้นทั้งโครงการ หากโจทก์ทั้งสามเป็นผู้รับจ้างช่วงจากจำเลยโดยตกลงค่าจ้างร้อยละ 95 ของค่าจ้างที่จำเลยทำสัญญารับจ้างกับกรมสามัญศึกษาตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ. 2 และโจทก์ทั้งสามก่อสร้างได้เพียงงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 และทิ้งงาน จำเลยต้องเข้าดำเนินการก่อสร้างเองตั้งแต่งวดที่ 8 จนแล้วเสร็จดังที่จำเลยนำสืบแล้ว ไม่มีเหตุที่ต้องมีรายการส่วนแบ่ง 5 เปอร์เซ็นต์ ของรายรับดังกล่าวให้เคซีอีก ทั้งที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามทำสัญญารับจ้างช่วงโดยตกลงค่าจ้างร้อยละ 95 ของค่าจ้างที่จำเลยได้รับจากกรมสามัญศึกษา และจำเลยเข้าดำเนินการก่อสร้างเองตั้งแต่งวดที่ 8 จนแล้วเสร็จ เพราะเงินส่วนแบ่ง 5 เปอร์เซ็นต์ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยได้รับจากกรมสามัญศึกษา ไม่เกี่ยวกับค่าจ้างที่โจทก์ทั้งสามจะได้รับจากจำเลย ส่วนการคิดดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่ายอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทบต้นทั้งโครงการนั้น นางสาวธินีวรรณเบิกความว่า จำเลยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแบบทบต้นจากโจทก์นับแต่วันที่จำเลยทดรองจ่ายเงินแทนโจทก์จนถึงสิ้นโครงการ และเมื่อจำเลยได้รับเงินค่าจ้างจากกรมสามัญศึกษา จำเลยมิได้นำไปหักจากเงินที่จำเลยทดรองจ่ายแทนโจทก์ แต่นำไปลงบัญชีรายรับและคิดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จนถึงเสร็จสิ้นโครงการเช่นเดียวกัน เมื่อเสร็จสิ้นโครงการจึงนำดอกเบี้ยจ่าย - ดอกเบี้ยรับ มาหักกลบลบกัน หากโจทก์ทั้งสามเป็นเพียงผู้รับจ้างช่วงจากจำเลย ไม่มีเหตุที่จำเลยจะคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ทั้งสามหรือคิดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสามจนถึงเสร็จสิ้นโครงการ เพราะโจทก์ทั้งสามก่อสร้างงานเพียงถึงงวดที่ 5 รายรับ - รายจ่ายในการก่อสร้างงานตั้งแต่งวดที่ 8 จนแล้วเสร็จที่จำเลยดำเนินการก่อสร้างเองจึงเป็นส่วนของจำเลยไม่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งสาม นอกจากนี้ตามรายการสรุปรายรับ - รายจ่ายเอกสารหมาย จ. 4 แผ่นที่ 1 ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้าง 5 งวด รวมจำนวน 44,971,200 บาท แต่จำเลยได้ทดรองจ่ายแทนโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 88,184,882.42 บาท ตามรายการสรุปรายรับ - รายจ่ายเอกสารหมาย จ. 4 แผ่นที่ 4 เกินกว่าค่าจ้างที่โจทก์ที่ 1 ได้รับถึงประมาณ 21,000,000 บาท หากโจทก์ทั้งสามเป็นผู้รับจ้างช่วงจากจำเลยและก่อสร้างเพียงถึงงานงวดที่ 5 ไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าจำเลยจะไม่เรียกร้องเงินทดรองจ่ายส่วนที่เกินดังกล่าวคืนจากโจทก์ที่ 1 แต่จำเลยกลับนำเงินที่ทดรองจ่ายแทนโจทก์ที่ 1 ทั้งหมดไปรวมกับรายจ่ายในส่วนที่จำเลยดำเนินการก่อสร้างเองตั้งแต่งวดที่ 8 จนเสร็จโครงการอีกจำนวน 118,751,399.37 บาท รวมเป็นรายจ่ายจำนวน 182,918,281.79 บาท ดังปรากฏตามรายการสรุปรายรับ - รายจ่ายเอกสารหมาย จ. 4 แผ่นที่ 4 พฤติการณ์ดังกล่าวฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้รับจ้างช่วงจากจำเลยในการรับจ้างก่อสร้างที่จำเลยทำสัญญารับจ้างกับกรมสามัญศึกษา ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ. 2

ส่วนการที่จำเลยมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 ประมูลงานและทำสัญญารับจ้างก่อสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยชัยภูมิกับกรมสามัญศึกษา และให้โจทก์ทั้งสามก่อสร้างโดยโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ลงทุนและรับค่าจ้างในนามจำเลย หากโจทก์ทั้งสามขาดเงินทุนและจำเลยออกเงินทดรองจ่ายไป โจทก์ทั้งสามจะใช้คืนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ก็ไม่ทำให้จำเลยกลายเป็นตัวแทนของโจทก์ทั้งสามในการทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับกรมสามัญศึกษา เพราะจำเลยยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ. 2 ต่อกรมสามัญศึกษา ดังที่จำเลยต้องลงทุนและเข้าดำเนินการก่อสร้างเองตั้งแต่งานงวดที่ 8 จนแล้วเสร็จหลังจากที่โจทก์ทั้งสามก่อสร้างเพียงถึงงานงวดที่ 5 แล้วไม่ก่อสร้างต่อ หาใช่เพียงแต่โจทก์ทั้งสามใช้ชื่อจำเลยประมูลงานและทำสัญญาจ้างแทนโจทก์ทั้งสามดังที่โจทก์ทั้งสามนำสืบเท่านั้นไม่ จำเลยจึงไม่ใช่ตัวแทนโจทก์ทั้งสามในการรับจ้างก่อสร้างกับกรมสามัญศึกษาดังที่โจทก์ทั้งสามฎีกา แต่การที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยต่างต้องลงทุนและก่อสร้าง และจำเลยยังต้องรับผิดตามสัญญาจ้างดังกล่าว เป็นการตกลงร่วมกันประกอบการโดยต่างได้รับผลประโยชน์ตอบแทน เป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สัญญานี้ย่อมบังคับกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 และมาตรา 369 แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องอ้างว่าจำเลยเป็นตัวแทน แต่เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นเรื่องโจทก์ทั้งสามกับจำเลยตกลงร่วมกันประกอบการโดยต่างได้รับผลประโยชน์ตอบแทน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์เข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนไปว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาตัวแทน ศาลย่อมมีอำนาจใช้บทบัญญัติเรื่องสัญญาต่างตอบแทนบังคับแก่คดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 134 มิใช่การพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เพียงใด โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า ค่าใช้จ่ายกรรมการตรวจรับงานจำนวน 438,000 บาท ค่าใช้จ่ายอาจารย์ใหญ่สำหรับถอนการค้ำประกันจำนวน 81,500 บาท และค่าเช่าเครื่องจักรจำนวน 1,938,480 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเลยไม่ได้จ่ายจริง เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยเป็นการร่วมกันประกอบการโดยต่างได้รับผลประโยชน์ตอบแทน หากมีผลกำไรหรือมีค่าใช้จ่ายก็ต้องนำมาแบ่งกันหรือรับผิดชอบร่วมกัน เมื่อโจทก์ทั้งสามอ้างว่าจำเลยไม่ได้จ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว แต่โจทก์ทั้งสามไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบว่าจำเลยไม่ได้จ่ายเงินจริง จึงฟังไม่ได้ดังที่โจทก์ทั้งสามฎีกา ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามกับจำเลยตกลงคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แบบไม่ทบต้น แต่จำเลยคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น จำเลยจึงคิดดอกเบี้ยเกินเป็นเงิน 987,202.78 บาท นั้น โจทก์ทั้งสามก็นำสืบแต่เพียงว่า จำเลยไม่ได้แสดงวิธีการคิด ไม่ได้นำสืบว่าโจทก์ทั้งสามกับจำเลยตกลงคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น ทั้งที่รายการสรุปรายรับ - รายจ่ายเอกสารหมาย จ. 4 ระบุว่า คิดดอกเบี้ยทบต้นทั้งโครงการ จึงรับฟังไม่ได้ดังที่โจทก์ทั้งสามฎีกาเช่นเดียวกัน สำหรับเงินจำนวน 9,505,921.93 บาท ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า จำเลยหักเป็นค่าตอบแทนการใช้ชื่อจำเลยในการประมูลงาน ทั้งที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยมิได้ตกลงเรียกเก็บนั้น ตามรายการสรุปรายรับ - รายจ่าย เอกสารหมาย จ. 4 ระบุว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์งานให้เคซี 5 เปอร์เซ็นต์ ของรายรับก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยให้การว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าบริหารงานก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และค่าซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องของงานก่อสร้างในระยะเวลาประกัน 2 ปี เห็นว่า รายการสรุปรายรับ - รายจ่ายเอกสารหมาย จ. 4 เป็นรายการรายรับ - รายจ่ายที่จำเลยจัดทำระบุชัดเจนว่าเงินจำนวน 9,505,921.93 บาท เป็นส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์งานให้เคซี จึงไม่อาจรับฟังว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าบริหารงานก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง รวมทั้งค่าซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องของงานก่อสร้างดังที่จำเลยให้การได้ ทั้งจำเลยนำสืบลอย ๆ ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการ โดยนายชาญ ประธานกรรมการบริษัทจำเลยเบิกความว่า เงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการ ซึ่งเป็นค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เงินเดือนพนักงาน ปีละประมาณ 20,000,000 บาท หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่นายชาญเบิกความดังกล่าว ก็ไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าจำเลยจะไม่นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักเป็นรายจ่ายดังที่ปรากฏรายการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในรายการสรุปรายรับ - รายจ่ายเอกสารหมาย จ. 4 และ ล. 17 โดยเฉพาะในรายการสรุปรายจ่ายเอกสารหมาย ล. 17 มีรายการเงินเดือน - ค่าแรงจำนวน 3,815,299 บาท เงินเดือนฝ่ายบริหาร 12 เดือน เดือนละ 50,000 บาท เป็นเงิน 800,000 บาท และในรายการสรุปรายรับ - รายจ่ายเอกสารหมาย จ. 4 ก็มีรายการประมาณการค่าซ่อมแซมงานทั้งโครงการจำนวน 1,000,000 บาท เงินส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์งานให้เคซีจำนวน 9,505,921.93 บาท ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายส่วนกลางรวมทั้งค่าซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องของงานก่อสร้างและไม่ใช่ค่าบริหารงานก่อสร้างเพราะโจทก์ทั้งสามและจำเลยต้องร่วมกันประกอบการเพื่อผลกำไรอยู่แล้ว แต่เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นผลกำไร โจทก์ทั้งสามกับจำเลยจึงต้องนำมาแบ่งกัน ผลกำไรดังกล่าวเกิดจากการก่อสร้างและส่งมอบงานรวม 14 งวด โจทก์ทั้งสามก่อสร้างและส่งมอบงานเพียง 5 งวด จึงควรได้รับส่วนแบ่งผลกำไรตามสัดส่วนการร่วมประกอบการของโจทก์ทั้งสาม 5 งวด ในผลกำไรจากการก่อสร้างและส่งมอบงาน 14 งวด เป็นเงิน 3,394,972.11 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินผลกำไรจำนวนนี้แก่โจทก์ทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,394,972.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ 19 มิถุนายน 2545 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสาม เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 200,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 134 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ โพธิพฤกษ์ กับพวก
จำเลย — บริษัท กรุงเทพ คอนกรีต (1989) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558
#593233
เปิดฉบับเต็ม

แม้รายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้องระบุว่า การบาดเจ็บของผู้เสียหายใช้เวลารักษา 2 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงความเห็นของแพทย์ที่ทำไว้ขณะตรวจรักษาบาดแผลของผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) แล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและความผิดดังกล่าวมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสและลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ได้ เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จึงไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคสอง ตอนท้าย แต่อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวมาตรา 4 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 4 วรรคสอง ตอนต้น เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 เอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 2 ว่า ไม่ประสงค์หรือติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป พอแปลความได้ว่าเป็นการยอมความโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 295, 297 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และเป็นความผิดอันยอมความได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคสอง ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้รายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้อง ระบุว่า การบาดเจ็บของผู้เสียหายใช้เวลารักษา 2 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงความเห็นของแพทย์ที่ทำไว้ขณะตรวจรักษาบาดแผลของผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) แล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ และความผิดดังกล่าวมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส และลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ได้ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จึงไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคสอง ตอนท้าย แต่อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 4 วรรคสอง ตอนต้น เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 เอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 2 ว่า ไม่ประสงค์หรือติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป พอแปลความได้ว่าเป็นการยอมความโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลงโทษในสถานเบา เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เห็นว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจากการทำร้ายของจำเลยไม่ร้ายแรงมากนัก ประกอบกับผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยเนื่องจากผู้เสียหายกับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ก่อนลดโทษ จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน จำหน่ายคดีความผิดฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92 ม. 295 ม. 297 (8)
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายสุริยา ปลื้มบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายทิวากร พนาวัลย์สมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยยุทธ กลับอำไพ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15667/2558
#636275
เปิดฉบับเต็ม

รายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้อง ระบุว่า การบาดเจ็บของผู้เสียหายใช้เวลารักษา 2 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน เป็นเพียงความเห็นของแพทย์ที่ทำไว้ขณะตรวจรักษาบาดแผลของผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) แล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ และความผิดดังกล่าวมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส และลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ได้ จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จึงไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคสอง ตอนท้าย

ความผิดฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 4 วรรคสอง ตอนต้น เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ไม่ประสงค์หรือติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป พอแปลความได้ว่าเป็นการยอมความโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 295, 297 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และเป็นความผิดอันยอมความได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคสอง ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้รายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารท้ายฟ้อง ระบุว่า การบาดเจ็บของผู้เสียหายใช้เวลารักษา 2 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงความเห็นของแพทย์ที่ทำไว้ขณะตรวจรักษาบาดแผลของผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) แล้ว ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ และความผิดดังกล่าวมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส และลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ได้ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จึงไม่เป็นความผิดอันยอมความได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคสอง ตอนท้าย แต่อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 4 วรรคสอง ตอนต้น เมื่อผู้เสียหายยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ว่า ไม่ประสงค์หรือติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป พอแปลความได้ว่าเป็นการยอมความโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลงโทษในสถานเบา เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เห็นว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับจากการทำร้ายของจำเลยไม่ร้ายแรงมากนัก ประกอบกับผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยเนื่องจากผู้เสียหายกับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ก่อนลดโทษ จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน จำหน่ายคดีความผิดฐานกระทำการอันเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 297 (8)
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 176 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 4 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายสุริยา ปลื้มบุญ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15649 -ที่ 15650/2558
#592931
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารที่มีความอ่อนไหว โดยแบ่งข้อมูลข่าวสารที่ต้องปกปิดเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องปกปิดโดยสาระและเนื้อหา ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นความลับโดยสภาพ เช่น หากเปิดเผยแล้วจะเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญแก่คู่แข่ง หรือเปิดเผยแล้วจะเกิดผลเสียที่สำคัญต่อผู้ให้ข้อมูลหรือต่อบุคคลที่ให้ข้อมูลแก่ผู้ให้ข้อมูล (a person from whom that person acquired the information) กับข้อมูลข่าวสารที่ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารนั้นขอให้ปกปิด เมื่อข้อมูลข่าวสารในแบบคำขอให้ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดในกรณีนี้ ถือเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทที่บริษัท บ. ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลขอให้ปกปิด จำเลยจึงตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว มาตรา 26 วรรคสอง ที่ว่า "ข้อมูลข่าวสารที่ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารขอให้ปกปิดนั้น การเปิดเผยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้นั้นก่อน..." ทำให้จำเลยไม่อาจเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่บริษัท บ. ขอให้ปกปิดได้ การที่จำเลยปฏิบัติต่อข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวังตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.นี้ใน มาตรา 26 รวมทั้งให้สิทธิแก่ผู้มีส่วนได้เสียดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการไต่สวนตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2543) ออกตามความใน พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 ข้อ 2 (3) จึงถือได้ว่าเจ้าหน้าที่จำเลยดำเนินการมาตรการที่เหมาะสมและตามควรแก่กรณีแล้ว ส่วนในเรื่องเหตุผลอันสมควรนั้นตามบทบัญญัติมาตรา 6.5 แห่งความตกลงว่าด้วยการทำให้มีผลซึ่งบังคับใช้มาตรา 6 แห่งความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ.1994 (Agreement on lmplement of Article VI of the General Agreement on Tariffs and Trade 1994) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีในความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้าด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 26 ซึ่งมิได้กำหนดในเรื่องเหตุผลอันสมควรไว้ แต่อย่างไรก็ดี เพื่อให้การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดเป็นกระบวนการที่เป็นธรรม และเกิดความสมดุลระหว่างการรักษาความลับของข้อมูลกับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ เจ้าหน้าที่จำเลยสมควรตรวจสอบด้วยว่าเหตุผลการปกปิดที่ผู้ให้ข้อมูลปกปิดรับฟังได้หรือไม่ เมื่อเนื้อหาข้อมูลข่าวสารที่บริษัท บ. ขอปกปิดนั้นมีข้อมูลภายในที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท บ. รวมอยู่ด้วย จึงเห็นได้ชัดเจนว่าหากเปิดเผยแล้วกระทบต่อการประกอบธุรกิจของบริษัทดังกล่าว ดังนั้นเจ้าหน้าที่จำเลยจึงพิจารณาถึงเหตุสมควรก่อนที่จะใช้ดุลพินิจเชื่อตามที่บริษัท บ. ชี้แจงแล้ว ส่วนมาตรา 30 เป็นขั้นตอนก่อนประกาศคำวินิจฉัย โดยกฎหมายให้โอกาสผู้มีส่วนได้เสียโต้แย้งก่อนมีการประกาศคำวินิจฉัยชั้นที่สุด จึงกำหนดหน้าที่ให้จำเลยแจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาหรืออีกนัยหนึ่งคือร่างผลการไต่สวนชั้นที่สุด จำเลยได้ส่งร่างผลการไต่สวนชั้นที่สุดให้แก่โจทก์แล้ว ซึ่งต่อมาโจทก์โต้แย้งร่างผลการไต่สวนชั้นที่สุดดังกล่าว แต่ในคดีนี้เป็นขั้นตอนการตรวจดูข้อมูลของผู้มีส่วนได้เสียซึ่งหากพิจารณาจากความตกลงว่าด้วยการทำให้มีผลบังคับใช้ซึ่งมาตรา 6 แห่งความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ.1994 (Agreement on lmplement of Article VI of the General Agreement on Tariffs and Trade 1994) จะเห็นได้ว่ามาตรา 30 ดังกล่าวมีที่มาจากมาตรา 6.9 ของความตกลงดังกล่าว ส่วนเรื่องการตรวจดูข้อมูลของผู้มีส่วนได้เสียความตกลงดังกล่าวบัญญัติไว้ในมาตรา 6.4

พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง จะไม่นำมาใช้กับกรณีที่คณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยเบื้องต้นหรือคำวินิจฉัยชั้นที่สุดเกี่ยวกับการไต่สวนการทุ่มตลาด เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 38 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 36 และมาตรา 37 วรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับคำสั่งทางปกครองที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งในเรื่องการทุ่มตลาดมีกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2543) ออกตามความใน พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ กำหนดรูปแบบของคำสั่งทางปกครองไว้เป็นการเฉพาะ กล่าวคือ เมื่อคณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยเบื้องต้นหรือคำวินิจฉัยชั้นที่สุดเกี่ยวกับการไต่สวนการทุ่มตลาดแล้ว จำเลยจะออกประกาศแสดงรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาไต่สวนและเนื่องจากคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการฯ ในคดีนี้ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด จำเลยจึงต้องประกาศรายละเอียดข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่คณะกรรมการฯ ใช้เป็นหลักในการวินิจฉัยให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด โดยมีรายการตามกฎหมายดังกล่าว ข้อ 1 (1) (ก) ถึง (จ) กับรายการที่เพิ่มเติมในข้อ 1 (2) เมื่อพิจารณาประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่องผลการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 แล้วปรากฏว่ามีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาผลการไต่สวนตลอดจนรายการครบถ้วนตามที่กำหนดกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2543) ออกตามความใน พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ จึงฟังว่าประกาศดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น ไม่จำเป็นที่จำเลยหรือคณะกรรมการฯ ต้องแจกแจ้งข้อเท็จจริงทุกอย่าง ที่ใช้เป็นข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนโดยละเอียด

ตามพ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการเริ่มต้นกระบวนพิจารณาเมื่อบุคคลหรือคณะบุคคลตามมาตรา 33 ยื่นคำขอต่อกรมจำเลยเพื่อขอให้คณะกรรมการฯ ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด จำเลยต้องตรวจสอบรายละเอียดและพยานหลักฐาน แล้วเสนอคำขอต่อคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อพิจารณาโดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณาว่าคำขอมีมูลเกี่ยวกับการทุ่มตลาดและความเสียหายหรือไม่ จึงเห็นได้ว่าบุคคลและบุคคลตามมาตรา 3 เป็นเพียงผู้เริ่มกระบวนการพิจารณา แต่กระบวนพิจารณาต่อไปเป็นเรื่องของจำเลย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการด้านกฎหมายว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดและดำเนินมาตรการป้องกันและตอบโต้ทางการค้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2545 และของคณะกรรมการฯ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 73 ดังเห็นได้จากก่อนเริ่มการไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหาย คำขอต้องผ่านการพิจารณาของจำเลยและคณะกรรมการฯ ก่อน การไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายจึงมิได้ถูกจำกัดเฉพาะสินค้าที่ระบุในคำขอหรือตามเจตนารมณ์ของผู้ยื่นขอเท่านั้น จำเลยและคณะกรรมการฯ ดังกล่าวในฐานะผู้มีอำนาจ (the authorities) ย่อมสามารถประเมิน ทบทวน รวมทั้งพิจารณาว่าข้อเท็จจริงตามคำขอควรครอบคลุมถึงสินค้าใดบ้าง มิฉะนั้นอำนาจในการกำหนดขอบเขตจะกลายเป็นอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลผู้ยื่นคำขอ ทั้งที่การทุ่มตลาดมีผลถึงผู้บริโภค ประโยชน์สาธารณรัฐ และเศรษฐกิจโดยรวมด้วย มิใช่มีผลกระทบเฉพาะผู้ยื่นคำขอเท่านั้น ในเรื่องการกำหนดขอบเขตนี้ การวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ที่ได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยตามอำนาจของคณะกรรมการฯ ตาม พ.ร.บ.นี้ในมาตรา 73 โดยมิได้เป็นการใช้ดุลพินิจเกินกว่าขอบเขตแต่อย่างใด ประกอบกับการกำหนดขอบเขตการไต่สวนให้ครอบคลุมสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสทุกขนาดเพื่อป้องกันปัญหาการหลีกเลี่ยงการชำระอากรตอบโต้การทุ่มตลาด โดยวิธีการเปลี่ยนขนาดของสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ซึ่งจะทำให้การตอบโต้การทุ่มตลาดไม่สมประโยชน์และเป็นอันไร้ผลถือได้ว่าการวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ กระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติแล้ว นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ มาตรา 4 คำว่า "สินค้าชนิดเดียวกัน" หมายความว่า "สินค้าที่มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการกับสินค้าที่ถูกพิจารณา แต่ในกรณีที่ไม่มีสินค้าดังกล่าวให้หมายความว่าสินค้าที่คล้ายคลึงกันอย่างมากกับสินค้าดังกล่าว" นิยามดังกล่าวบัญญัติไว้กว้างๆ มิได้กำหนดรายละเอียดในการพิจารณาเอาไว้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป ดังนั้น ในการพิจารณาสินค้าชนิดเดียวกัน จำเลยใช้องค์ประกอบทั้งหกประการประกอบกัน ในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบนั้น เป็นระบบจัดแบ่งสินค้าตามประเภทโดยมีเลขรหัสกำกับ หรือ "Harmonized System" แม้โดยหลักจะใช้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีศุลกากร แต่ยังมีประโยชน์ในการเก็บสถิติทางการค้าระหว่างประเทศ และช่วยแยกแยะความเหมือนและแตกต่างของสินค้าได้ และโดยสภาพย่อมทดแทนกันได้ สำหรับขนาดและลวดลายของบล็อกแก้วชนิดใสเป็นเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาดที่ต้องการทำให้สินค้าครอบคลุมความต้องการและรสนิยมที่แตกต่างกันของผู้บริโภค โดยใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ของผู้บริโภคว่าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสมีความแตกต่างกัน ทั้งที่สินค้าบล็อกแก้วชนิดใสไม่มีคุณลักษณะแตกต่างกันในสาระสำคัญในแง่ของประโยชน์ใช้สอย ถือได้ว่าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสทุกขนาดเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ การกำหนดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด จึงไม่ต้องจำกัดเฉพาะสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสขนาด 190 x 190 x 80 มิลลิเมตร และขนาด 190 x 190 x 100 มิลลิเมตร เท่านั้น

ในการหามูลค่าปกติเมื่อได้ราคาขายภายในประเทศผู้ส่งออก ตาม พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่งแล้ว ต้องพิจารณาว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตตามวรรคสามด้วย จะเห็นได้ว่าการตัดราคาส่งออกบางจำนวนออกไปอาจทำให้ราคาส่งออกโดยวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเกิดความคลาดเคลื่อนได้ นอกจากนี้เมื่อคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดแล้ว ปรากฏว่าราคาส่งออกต่ำกว่ามูลค่าปกติประมาณร้อยละ 9 วิธีการคำนวณของจำเลยจึงมีความแม่นยำกว่า การคำนวณของจำเลยจึงสอดคล้องกับหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดใน พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ มาตรา 15 และมาตรา 14 กล่าวคือใช้วิธีการตามมาตรา 15 วรรคสาม ประกอบวรรคหนึ่ง ในการหามูลค่าปกติและใช้วิธีการตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง ในการหาราคาส่งออก จากนั้นใช้วิธีเปรียบเทียบที่เรียกว่าวิธีเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติถั่วเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับราคาส่งออกถั่วเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (weighted average - to - weighted average) ตามมาตรา 18 วรรคสอง (1) เพื่อหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด ส่วนเรื่องความเสียหายต้องพิจารณาเป็น 2 ส่วนคือ ความเสียหายอย่างสำคัญที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน และความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าทุ่มตลาดกับความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน (causal link between dumped imports and material injury) เรื่องความเสียหายอย่างสำคัญเกิดแก่อุตสาหกรรมภายในตาม พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ มาตรา 19 (1) ต้องมีพยานหลักฐานโดยตรงสนับสนุนเกี่ยวกับความเสียหายอย่างสำคัญที่เกิดแก่อุตสาหกรรม ซึ่งกำหนดโดยมาตรา 20 วรรคหนึ่ง ได้แก่ (1) ปริมาณของสินค้าทุ่มตลาดและผลของการทุ่มตลาดที่มีต่อราคาของสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดภายในประเทศ และ (2) ผลกระทบของการทุ่มตลาดนั้นที่มีต่ออุตสาหกรรมภายใน เมื่อพิสูจน์ได้ว่ามีความเสียหายเนื่องจากปริมาณของสินค้าทุ่มตลาด และการทุ่มตลาดมีผลต่อราคาของสินค้าชนิดเดียวกันในตลาดภายในประเทศตาม พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (1) แล้ว การที่เจ้าหน้าที่จำเลยพิจารณาความเสียหายจากปัจจัยทั้งสิบห้าประการดังกล่าวสอดคล้องกับความตกลงด้วยการทำให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งมาตรา 6 แห่งความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ.1994 (Agreement on lmplement of Article VI of the General Agreement on Tariffs and Trade 1994) มาตรา 3.4 การพิจารณาของจำเลยจึงมีความน่าเชื่อถือ ทั้งการพิจารณาข้อมูลในเรื่องการทุ่มตลาดเป็นการพิจารณาในภาพรวมเรื่องปริมาณของสินค้าทุ่มตลาด โดยพิจารณาจากสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียทุกรายเพียงแต่มีบริษัท พ. ซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียเพียงบริษัทเดียวที่ตอบแบบสอบถาม สำหรับเรื่องผลกระทบของการทุ่มตลาดต่ออุตสาหกรรมภายในโดยพิจารณาผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันภายในประเทศที่มีผลผลิตรวมกันได้เกินกึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตภายในประเทศ ดังนั้นการที่จำเลยได้รับข้อมูลจากบริษัททั้งสองซึ่งครอบคลุมปัจจัยต่างๆ เพียงพอที่จะใช้ในการพิจารณาผลกระทบแล้ว แม้บริษัท บ. อยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการก็ไม่มีผลต่อการพิจารณาข้อมูลแต่อย่างใด

สำหรับการพิจารณาความเสียหายในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าทุ่มตลาดกับความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในนั้น พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ มาตรา 21 เมื่อเทียบเคียงกับความตกลงว่าด้วยการทำให้มีผลบังคับใช้ซึ่งมาตรา 6 แห่งความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ.1994 มาตรา 3.5 แล้วจะเห็นได้ว่าสาระสำคัญของบทบัญญัติมาตรานี้คือการพิจารณาปัจจัยที่ทราบทั้งหมด (ซึ่งรวมถึงปัจจัยที่มีการหยิบยกขึ้นในระหว่างการไต่สวน) นอกเหนือจากการทุ่มตลาด (any known factors other than dumped imports) แต่ให้พิจารณาเฉพาะปัจจัยที่ก่อความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในในเวลาเดียวกันกับการทุ่มตลาด และความเสียหายจากปัจจัยอื่นนั้นต้องไม่ถือว่าเกิดจากการทุ่มตลาด (the injuries caused by these other factors must not be attributed to the dumped imports) โดยการฟื้นฟูกิจการของบริษัท บ. ย่อมเกี่ยวกับสถานะของอุตสาหกรรมภายใน (the state of the industry) ซึ่งเป็นเรื่องต้องใช้พิจารณาตาม พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (2) และปัจจัย 15 ประการ ที่จำเลยพิจารณาครอบคลุมการดำเนินงานของบริษัทดังกล่าวระหว่างที่ฟื้นฟูกิจการอยู่แล้ว โดยมีความตกลงว่าด้วยการทำให้มีผลบังคับใช้ซึ่งมาตรา 6 แห่งความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ.1994 มาตรา 3.4 เป็นบทบัญญัติในเรื่องผลกระทบของการทุ่มตลาดที่มีต่ออุตสาหกรรมภายใน ซึ่งใช้พิจารณาว่ามีความเสียหายอย่างสำคัญเกิดแก่อุตสาหกรรมภายในหรือไม่ และเทียบเคียงได้กับ พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (2) นอกจากนี้ยังปรากฏว่ากระทรวงพาณิชย์นำข้อความในมาตรา 3.4 แห่งความตกลงนี้ไปบัญญัติไว้ในกฎกระทรวงพาณิชย์กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อุตสาหกรรมภายในจากการทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน พ.ศ.2545 โดยข้อความตอนท้ายของมาตราดังกล่าวที่ว่า "This list is not exhaustive, nor can one or several of these factors necessarily give decisive guidance." บัญญัติไว้ในข้อ 2 วรรคท้าย ว่า "ทั้งนี้ ปัจจัยข้างต้นยังไม่ครอบคลุมทุกอย่าง และปัจจัยหนึ่งหรือหลายปัจจัยที่กล่าวนี้ ไม่ถือเป็นข้อพิจารณาที่ตายตัว" ส่วนเรื่องความสัมพันธ์สินค้าทุ่มตลาดกับความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในเป็นกรณีของพ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดฯ มาตรา 21 หรือเทียบเคียงได้กับ มาตรา 3.5 แห่งความตกลงว่าด้วยการซึ่งให้มีผลซึ่งบังคับใช้ซึ่งมาตรา 6 แห่งความตกลงทั่วไปด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ.1994 ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอ้างกฎกระทรวงพาณิชย์ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อุตสาหกรรมภายในจากการทุ่มตลาดหรือการอุดหนุน พ.ศ.2545 ข้อ 2 วรรคท้าย กับความตกลงว่าด้วยการทำให้มีผลซึ่งบังคับใช้ซึ่งมาตรา 6 แห่งความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ.1994 มาตรา 3.4 ในการพิจารณาความสัมพันธ์สินค้าทุ่มตลาดกับความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน ที่ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในการนำเข้าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 7016.900.001 ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งผลิตจากบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด ในอัตราร้อยละ 14.27 ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 (ประกาศ ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2548) และขอให้มีคำสั่งคืนอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่เรียกเก็บหรือหลักประกันที่ให้ไว้คืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราที่กฎหมายกำหนดให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนกระบวนการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสตามคำขอของบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ตั้งแต่ขั้นตอนตามประกาศกรมจำเลย เรื่อง เปิดการไต่สวนการทุ่มตลาด สินค้าบล็อกแก้วที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พ.ศ.2547 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2547 จนถึงขั้นตอนตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน เรื่อง การตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 และประกาศกรมจำเลย เรื่อง ผลการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ให้จำเลยดำเนินการไต่สวนการทุ่มตลาดตามคำขอของบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ใหม่โดยใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงในช่วงเวลาเดิมให้สอดคล้องและเป็นไปตามกฎหมายและคำพิพากษานี้ ส่วนอากรตอบโต้การทุ่มตลาดหรือหลักประกันที่โจทก์ชำระหรือวางไว้ให้จำเลยคืนแก่โจทก์ทั้งหมด หรือตามส่วนหรือเรียกเก็บเพิ่มเติมแล้วแต่กรณี เมื่อจำเลยได้ดำเนินการไต่สวนใหม่เสร็จแล้ว ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกา (ที่ถูก ชั้นอุทธรณ์) และชั้นนี้แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 4,500 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างการพิจารณา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยคืนอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่โจทก์ได้ชำระไว้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หรือมิฉะนั้นโจทก์ขอวางหลักประกันแทนเงินอากรตอบโต้การทุ่มตลาดที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้ว มีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 ว่า ในการนำเข้าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสโดยโจทก์นับแต่วันที่ได้แจ้งคำสั่งนี้ให้กรมศุลกากรทราบโดยชอบ ให้กรมศุลกากรรับหลักประกันของธนาคารตามที่โจทก์นำมาวางไว้แทนการที่โจทก์จะต้องชำระเงินค่าอากรในส่วนที่เป็นอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (ร้อยละ 13.80) ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดและจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 วันที่ 26 เมษายน 2553 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง วันที่ 3 พฤษภาคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาและจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการนำเข้าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ จำเลยเป็นกรมสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๓๔ และมีอำนาจหน้าที่

ดำเนินการด้านกฎหมายว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ

เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ บริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมภายใน ยื่นคำขอให้เปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตามหนังสือขอส่งคำขอเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาด แล้ววันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗ บริษัทดังกล่าวขอชี้แจงและแก้ไขข้อมูลเพิ่มเติมตามหนังสือขอแก้ไขเอกสารยื่นขอเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาด ต่อมาวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๔๗ คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน มีคำวินิจฉัยว่าคำขอของบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ซึ่งมีสถานะเป็นอุตสาหกรรมภายใน มีพยานหลักฐานที่แสดงว่ามีมูลเพียงพอเกี่ยวกับการทุ่มตลาดและก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน เห็นควรให้เปิดการ ไต่สวน จำเลยจึงออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง เปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พ.ศ.๒๕๔๗ ตามสำเนาประกาศกรมการค้าต่างประเทศ ลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๘ คณะกรรมการฯมีคำวินิจฉัยเบื้องต้นว่า ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียส่งสินค้าเข้ามาทุ่มตลาดและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างสำคัญแก่อุตสาหกรรมผู้ผลิตในประเทศ เห็นสมควรให้ใช้มาตรการชั่วคราวตอบโต้การทุ่มตลาดการนำเข้าสินค้าดังกล่าว โดยให้เรียกเก็บอากรชั่วคราวหรือให้วางหลักประกันการชำระอากรชั่วคราวสำหรับการนำเข้าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ ๗๐๑๖.๙๐๐.๐๐๑ ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สินค้าซึ่งผลิตจากบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด เรียกเก็บในอัตราร้อยละ ๑๔.๒๗ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. ส่วนราชอื่นเรียกเก็บในอัตราร้อยละ ๕๐.๕๙ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. เป็นกำหนดเวลา ๔ เดือน ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามสำเนาประกาศคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน เรื่อง การตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พ.ศ.๒๕๔๘ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๘ และจำเลยออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการไต่สวนเบื้องต้นการทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเชีย พ.ศ.๒๕๔๘ ตามสำเนาประกาศกรมการค้าต่างประเทศ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๘ โจทก์คัดค้านผลการไต่สวนเบื้องต้นและขอแสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ตามสำเนาหนังสือ ขอคัดค้านผลการไต่สวนเบื้องต้น ลงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๘ และสำเนาหนังสือนำส่ง ลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ก่อนประกาศผลการไต่สวนชั้นที่สุดจำเลยส่งร่างผลการไต่สวนการทุ่มตลาดชั้นที่สุดให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ โจทก์โต้แย้งต่อร่างผลการไต่สวนการทุ่มตลาดชั้นที่สุด ตามสำเนาหนังสือขอแสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ลงวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๘ สำเนาหนังสือนำส่ง ลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ และในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ บริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด โต้แย้งผลการไต่สวนเบื้องต้นตามสำเนาหนังสือเรื่องผลการไต่สวนเบื้องต้นการทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พ.ศ.๒๕๔๘ พร้อมคำแปล ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘ คณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดว่า มีการทุ่มตลาดและมีความเสียหายตามมาตรา ๑๙ (๑) แห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.๒๕๔๒ จึงให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในการนำเข้าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ ๗๐๑๖.๙๐๐.๐๐๑ ที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สินค้าซึ่งผลิตจากบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด เรียกเก็บในอัตราร้อยละ ๑๔.๒๗ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. ส่วนรายอื่นในอัตราร้อยละ ๕๐.๕๙ ของราคา ซี.ไอ.เอฟ. ตามสำเนาประกาศคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน เรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้ว ชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๘ และจำเลยออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่องผลการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๘ ลงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๘

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยปกปิดข้อมูลข่าวสารที่ใช้เป็นพื้นฐานในการไต่สวนการทุ่มตลาด ทั้งที่ข้อมูลข่าวสารที่ปกปิดไม่มีสภาพเป็นข้อมูลลับทำให้โจทก์ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น และป้องกันผลประโยชน์ของโจทก์ได้หรือไม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่ปกปิดนั้น พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารที่มีความอ่อนไหว โดยแบ่งข้อมูลข่าวสารที่ต้องปกปิดเป็น 2 ประเภทคือ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องปกปิดโดยสาระและเนื้อหา ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นความลับโดยสภาพ เช่น หากเปิดเผยแล้วจะเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญแก่คู่แข่ง หรือเปิดเผยแล้ว จะเกิดผลเสียที่สำคัญต่อผู้ให้ข้อมูลหรือต่อบุคคลที่ให้ข้อมูลแก่ผู้ให้ข้อมูล (a person from whom that person acquired the information) กับข้อมูลข่าวสารที่ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารนั้นขอให้ปกปิด สำหรับข้อมูลข่าวสารที่นางสาวกาญจนาพยานโจทก์อ้างว่าจำเลยปกปิดนั้น เป็นข้อมูลที่อยู่ในแบบคำขอให้ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด ข้อเท็จจริงได้ความจากนางอุบล ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นข้าราชการในสังกัดจำเลย ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานไต่สวนและพิสูจน์ความเสียหายตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในทางปฏิบัติบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด จะป้ายสีดำในแบบคำขอฉบับเปิดเผยมาเองทั้งหมด จากนั้นจึงแจ้งเจ้าหน้าที่จำเลยถึงเหตุผลโดยรวมที่ขอปกปิด โดยไม่มีการแจ้งรายละเอียดเหตุผลเป็นรายข้อ เมื่อเจ้าหน้าที่จำเลยได้รับเอกสารฉบับเผยแพร่ซึ่งป้ายสีดำมาแล้ว เจ้าหน้าที่จำเลยไม่ได้สั่งให้เผยแพร่ข้อมูลเพิ่มเติมจนกระทั่งผู้มีส่วนได้เสียซึ่งได้รับเอกสาร ร้องขอมายังจำเลย จำเลยจึงสั่งให้บริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม ฉบับที่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้นนั้น ยังมีข้อมูลที่ปกปิดอยู่ ซึ่งในทางปฏิบัติบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ได้ชี้แจงเหตุผลเป็นรายข้อที่ปกปิดว่าอาศัยเหตุผลอะไรจึงขอปกปิดต่อไป จากคำเบิกความของนางอุบลดังกล่าวเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่จำเลยยังมิได้พิจารณาว่าข้อมูลข่าวสารในแบบคำขอให้ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดส่วนใดเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องปกปิดโดยสาระและเนื้อหา เพราะบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ขอให้จำเลยปกปิดมาตั้งแต่แรก โดยแจ้งเหตุผลในการปกปิดแก่เจ้าหน้าที่จำเลย และเจ้าหน้าที่จำเลยก็ฟังว่ามีเหตุผลสมควรที่จะปกปิดแล้ว ดังนั้นข้อมูลข่าวสารในแบบคำขอให้ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดในกรณีนี้ ถือเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทที่บริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลขอให้ปกปิด จำเลยจึงตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสอง ที่ว่า " ข้อมูลข่าวสารที่ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารขอให้ปกปิดนั้น การเปิดเผยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้นั้นก่อน..." เมื่อบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ได้เปิดเผยข้อมูลข่างสารเพิ่มเติมตามแบบคำขอให้ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด แล้วถือว่าบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ให้ความเห็นชอบเฉพาะส่วนที่เปิดเผยนั้น ทำให้จำเลยไม่อาจเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนที่บริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ขอให้ปกปิดได้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 26 วรรคสอง การที่จำเลยปฏิบัติต่อข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวังตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้ใน มาตรา 26 รวมทั้งให้สิทธิแก่ผู้มีส่วนได้เสียดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการไต่สวนตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 ข้อ 2 (3) จึงถือได้ว่าเจ้าหน้าที่จำเลยดำเนินการมาตรการที่เหมาะสมและตามควรแก่กรณีแล้ว ไม่อาจถือว่าเจ้าหน้าที่จำเลยละเลยไม่พิจารณาความจำเป็นและสมควรในการปกปิดข้อมูลดังกล่าว ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่จำเลยไม่ได้ให้ความสำคัญที่เพียงพอแก่การพิจารณาว่าข้อมูลหรือข้อเท็จจริงใดบ้างที่โดยสาระและเนื้อหาหรือโดยเจตนาของผู้ยื่นคำขอจำเป็นต้องปกปิดไว้มิให้เผยแพร่ออกไป ดังจะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่จำเลยมิได้ดำเนินการใดเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ผู้ยื่นคำขอขอปกปิดนั้นมีเหตุผลอันสมควร (upon good cause shown) และสรุปว่าทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จำเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับการไม่พิจารณาความจำเป็นและสมควรในการปกปิดข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นพื้นฐานในการไต่สวนการทุ่มตลาดตามคำขอของบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 30 นั้น ประเด็นแรกในเรื่องเหตุผลอันสมควรนั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 6.5 แห่งความตกลงว่าด้วยการทำให้มีผลซึ่งบังคับใช้มาตรา 6 แห่งความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ.1994 (Agreement on Implement of Article VI of the General Agreement on Tariffs and Trade 1994) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีในความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้าด้วย โดยมาตรา 6.5 บัญญัติว่า "ข้อมูลใดที่โดยสภาพถือเป็นข้อมูลลับ (เช่น ข้อมูลที่หากเปิดเผยจะเป็นเหตุให้คู่แข่งขันได้เปรียบทางการแข่งขันทางการค้าอย่างสำคัญหรือการเปิดเผยข้อมูลนั้นจะมีผลกระทบที่เป็นปฏิปักษ์อย่างสำคัญต่อบุคคลผู้ให้ข้อมูลนั้น หรือต่อบุคคลซึ่งให้ข้อมูลแก่ผู้ให้ข้อมูล หรือเป็นข้อมูลที่คู่พิพาทขอให้ปกปิดข้อมูลนั้น เป็นความลับในการไต่สวนโดยมีเหตุผลอันสมควร ให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทใช้ข้อมูลนั้นอย่างข้อมูลลับ ข้อมูลลับดังกล่าวไม่อาจเปิดเผยได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากคู่พิพาทผู้ให้ข้อมูลนั้น" (Article 6.5 "Any information which is by nature confidential (for example, because its disclosure would be of significant competitive advantage to a competitor or because its disclosure would have a significantly adverse effect upon a person supplying the information or upon a person from whom that person acquired the information), or which is provided on a confidential basis by parties to an investigation shall, upon good cause shown, be treated as such by the authorities. Such information shall not be disclosed without specific permission of the party submitting it.") เมื่อเปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 26 แล้ว มาตรา 26 มิได้กำหนดในเรื่องเหตุผลอันสมควรไว้ แต่อย่างไรก็ดี เพื่อให้การพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดเป็นกระบวนการที่เป็นธรรม และเกิดความสมดุลระหว่างการรักษาความลับของข้อมูลกับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ เจ้าหน้าที่จำเลยสมควรตรวจสอบด้วยว่าเหตุผลการปกปิดที่ผู้ให้ข้อมูลปกปิดรับฟังได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของนางอุบลพยานจำเลยซึ่งเบิกความตอบทนายจำเลยว่า บริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ขอปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการจัดจำหน่าย มูลค่าปกติ และราคาส่งออก โดยอ้างว่าถ้าหากเปิดเผยจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้า จำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าข้ออ้างยอมรับได้ จึงไม่บังคับให้เปิดเผย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลในส่วนผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด โดยตรงซึ่งหากเปิดเผยไปอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าหรือคู่ค้าของบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด เห็นว่า เนื้อหาข้อมูลข่าวสารที่บริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ขอปกปิดนั้นมีข้อมูลภายในที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด รวมอยู่ด้วย จึงเห็นได้ชัดเจนว่า หากเปิดเผยแล้วจะกระทบต่อการประกอบธุรกิจของบริษัทดังกล่าว แม้กระทั่งข้อมูลของบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด ที่ปรากฏในแบบคำขอให้ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดของบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด หากเปิดเผยแล้วอาจมีผลเสียต่อบุคคลผู้ให้ข้อมูลต่อบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ได้ พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่จำเลยพิจารณาถึงเหตุสมควรก่อนที่จะใช้ดุลพินิจเชื่อตามที่บริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ชี้แจงแล้ว ประเด็นที่ 2 ในเรื่องที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยปฏิบัติไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 30 นั้น มาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "ก่อนที่จะประกาศคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการเกี่ยวกับผลการไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหาย ให้กรมการค้าต่างประเทศ แจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาวินิจฉัย เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมีโอกาสยื่นข้อโต้แย้งในการป้องกันผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียเหล่านั้น ทั้งนี้ ต้องให้ระยะเวลาอันควรสำหรับการยื่นข้อโต้แย้งดังกล่าว" จึงเห็นได้ชัดเจนว่ามาตรา 30 เป็นขั้นตอนก่อนประกาศคำวินิจฉัย โดยกฎหมายให้โอกาสผู้มีส่วนได้เสียโต้แย้งก่อนมีการประกาศคำวินิจฉัยชั้นที่สุด จึงกำหนดหน้าที่ให้จำเลยแจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาหรืออีกนัยหนึ่งคือร่างผลการไต่สวนชั้นที่สุด จำเลยได้ส่งร่างผลการไต่สวนชั้นที่สุดให้แก่โจทก์แล้ว ตามสำเนาหนังสือกรมการค้าต่างประเทศ ด่วน ที่พณ 0210/ว.1777 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2548 ซึ่งต่อมาโจทก์โต้แย้งร่างผลการไต่สวนชั้นที่สุดดังกล่าว ตามสำเนาหนังสือขอแสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2548 แต่ในคดีนี้เป็นขั้นตอนการตรวจดูข้อมูลของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งหากพิจารณาจากความตกลงว่าด้วยการทำให้มีผลซึ่งบังคับใช้มาตรา 6 แห่งความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า ค.ศ.1994 (Agreement on Implement of Article VI of the General Agreement on Tariffs and Trade 1994) จะเห็นได้ว่า มาตรา 30 ดังกล่าวมีที่มาจาก มาตรา 6.9 ของความตกลงดังกล่าวซึ่งบัญญัติว่า "ก่อนมีคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเป็นที่สุด ให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดแจ้งแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายให้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่สำคัญที่จะใช้ประกอบการพิจารณาในการวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดหรือไม่ การแจ้งข้อเท็จจริงที่สำคัญดังกล่าวต้องให้เวลาเพียงพอแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่จะโต้แย้งเพื่อปกป้องส่วนได้เสียของตนได้" (Article 6.9 "The authorities shall, before a final determination is made, inform all interested parties of the essential facts under consideration which form the basis for the decision whether to apply definitive measures. Such disclosure should take place in sufficient time for the parties to defend their interests.") ส่วนเรื่องการตรวจดูข้อมูลของผู้มีส่วนได้เสียความตกลงดังกล่าวบัญญัติไว้ในมาตรา 6.4 ว่า "ให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทให้เวลาและโอกาสแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่จะได้ตรวจดูข้อมูลทั้งหมดที่มิใช่ข้อมูลลับตามที่กำหนดไว้ในวรรคห้า ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทจะใช้ในการไต่สวนกรณีการทุ่มตลาด และให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายได้มีโอกาสเตรียมที่จะแถลงการณ์เกี่ยวกับข้อมูลนั้น" (Article 6.4 "The authorities shall whenever practicable provide timely opportunities for all interested parties to see all information that is relevant to the presentation of their cases, that is not confidential as defined in paragraph 5, and that is used by the authorities in an anti - dumping investigation, and to prepare presentations on the basis of this information.") หน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้ในการไต่สวนตามมาตรา 6.4 แห่งความตกลงดังกล่าว จึงแยกต่างหากจากหน้าที่ตามมาตรา 6.5 แห่งความตกลงนี้ ดังนั้นการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จำเลยไม่ชอบด้วยมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 จึงคลาดเคลื่อนและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่จำเลยได้ส่งร่างผลการไต่สวนชั้นที่สุดให้แก่โจทก์แล้ว และโจทก์ได้โต้แย้งผลการไต่สวนชั้นที่สุดดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยปกปิดข้อมูลข่าวสารที่ใช้เป็นพื้นฐานในการไต่สวนการทุ่มตลาด ทำให้โจทก์ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นและป้องกันผลประโยชน์ของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า คำวินิจฉัยและคำสั่งของเจ้าหน้าที่จำเลยรวมถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" ไม่นำมาใช้กับกรณีที่คณะกรรมการฯ คำวินิจฉัยเบื้องต้นหรือคำวินิจฉัยชั้นที่สุดเกี่ยวกับการไต่สวนการทุ่มตลาดเนื่องจากพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 38 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 36 และมาตรา 37 วรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับคำสั่งทางปกครองที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งในเรื่องการทุ่มตลาดมีกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 กำหนดรูปแบบของคำสั่งทางปกครองไว้เป็นการเฉพาะ กล่าวคือ เมื่อคณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยเบื้องต้นหรือคำวินิจฉัยชั้นที่สุดเกี่ยวกับการไต่สวนการทุ่มตลาดแล้ว จำเลยจะออกประกาศแสดงรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาไต่สวน และเนื่องจากคำวินิจฉัยชั้นที่สุดของคณะกรรมการฯ ในคดีนี้ให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด จำเลยจึงต้องประกาศรายละเอียดข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่คณะกรรมการฯ ใช้เป็นหลักในการวินิจฉัยให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด โดยมีรายการตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 1 (1) (ก) ถึง (จ) กับรายการที่เพิ่มเติมในข้อ 1 (2) คือ "ข้อโต้แย้งหรือข้อกล่าวอ้างของผู้ส่งออกจากต่างประเทศ หรือผู้นำเข้าอันมีเหตุผลรับฟังได้เป็นยุติ..." เมื่อพิจารณาประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่องผลการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 แล้วปรากฏว่ามีรายละเอียดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเป็นสาระสำคัญที่ใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณาผลการไต่สวน ตลอดจนรายการครบถ้วนตามที่กำหนดกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 จึงฟังว่าประกาศดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในทำนองว่า คำสั่งทางปกครองกรณีนี้ต้องถ่ายทอดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพร้อมแสดงการวิเคราะห์โดยละเอียดนั้น ทั้งจุดประสงค์ที่การออกคำสั่งทางปกครองต้องระบุเหตุผลไว้ด้วยแล้วเพื่อให้คู่กรณีสามารถตรวจสอบว่าได้รับการปฏิบัติโดยถูกต้องหรือไม่ และเพื่อประโยชน์ในกระบวนพิจารณาทบทวนตามกฎหมายเนื่องจากทำให้ทราบว่าผู้ออกคำสั่งอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด รวมทั้งใช้ดุลพินิจอย่างไร หากสามารถเข้าใจได้ว่าผู้ออกคำสั่งฟังข้อเท็จจริง ปรับข้อกฎหมายและใช้ดุลพินิจอย่างไร ก็ถือว่าเพียงพอในการตรวจสอบและทบทวนแล้ว ไม่จำเป็นที่คำสั่งทางปกครองต้องระบุเหตุผลอย่างละเอียดทุกแง่มุม ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่ปรากฏในประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 สามารถทำให้โจทก์และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ เข้าใจถึงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเหตุผลที่คณะกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยให้เรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดแล้ว ดังนั้น ไม่จำเป็นที่จำเลยหรือคณะกรรมการฯ ต้องแจกแจงข้อเท็จจริงทุกอย่าง ที่ใช้เป็นข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนโดยละเอียด จึงรับฟังได้ว่าคำวินิจฉัยและคำสั่งของเจ้าหน้าที่จำเลยรวมถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า สินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่ถูกพิจารณาคือ ขนาด 190 x 190 x 80 มิลลิเมตร และขนาด 190 x 190 x 100 มิลลิเมตร การกำหนดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดต้องจำกัดเฉพาะสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสขนาดดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการเริ่มต้นกระบวนการพิจารณา เมื่อบุคคลหรือคณะบุคคลตามมาตรา 33 ยื่นคำขอต่อกรมจำเลยเพื่อขอให้คณะกรรมการฯ ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาด จำเลยต้องตรวจสอบรายละเอียดและพยานหลักฐาน แล้วเสนอคำขอต่อคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อพิจารณา โดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณาว่าคำขอมีมูลเกี่ยวกับการทุ่มตลาดและความเสียหายหรือไม่ จึงเห็นได้ว่าบุคคลและคณะบุคคลตามมาตรา 3 เป็นเพียงผู้เริ่มกระบวนการพิจารณา แต่กระบวนพิจารณาต่อไปเป็นเรื่องของจำเลย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการด้านกฎหมายว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดและดำเนินมาตรการป้องกันและตอบโต้ทางการค้าเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2545 และของคณะกรรมการฯ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 73 ดังเห็นได้จากก่อนเริ่มการไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหาย คำขอต้องผ่านการพิจารณาของจำเลยและคณะกรรมการ ฯ ก่อน การไต่สวนการทุ่มตลาดและความเสียหายจึงมิได้ถูกจำกัดเฉพาะสินค้าที่ระบุในคำขอหรือตามเจตนารมณ์ของผู้ยื่นขอเท่านั้น จำเลยและคณะกรรมการฯ ดังกล่าวในฐานะผู้มีอำนาจ (the authorities) ย่อมสามารถประเมินทบทวน รวมทั้งพิจารณาว่าข้อเท็จจริงตามคำขอควรครอบคลุมถึงสินค้าใดบ้าง มิฉะนั้นอำนาจในการกำหนดขอบเขตจะกลายเป็นอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลผู้ยื่นคำขอ ทั้งที่การทุ่มตลาดมีผลถึงผู้บริโภค ประโยชน์สาธารณรัฐ และเศรษฐกิจโดยรวมด้วย มิใช่มีผลกระทบเฉพาะผู้ยื่นคำขอเท่านั้น ในเรื่องการกำหนดขอบเขตนี้ ปรากฏจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนางดวงพร พยานจำเลยซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นข้าราชการในสังกัดจำเลยตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการฯ ว่า ขอบเขตสินค้าที่ถูกพิจารณาภายใต้ประกาศเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาด ครอบคลุมสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสทุกขนาดที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยไม่ได้มีขอบเขตจำกัดเฉพาะสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสขนาด 190 x 190 x 80 มิลลิเมตร และขนาด 190 x 190 x 100 มิลลิเมตร ตามคำร้องขอของอุตสาหกรรมภายในผู้ยื่นคำขอ เท่านั้น เนื่องจากคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นสินค้าที่คล้ายคลึงกันอย่างมากกับสินค้าที่อุตสาหกรรมภายในผลิต โดยผู้ผลิตสามารถปรับขนาดสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ประกอบกับพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 7016.900.001 ไม่มีการจำแนกพิกัดตามขนาดของสินค้า จึงพิจารณาได้ว่าบล็อกแก้วชนิดใสทุกขนาดเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน ซึ่งเป็นการพิจารณาตามที่บัญญัติในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 ดังนั้นการพิจารณาของคณะกรรมการฯ จึงมิได้มีวัตถุประสงค์เพียงให้เรียกเก็บอากรตอบโต้ การทุ่มตลาดเฉพาะสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสขนาด 190 x 190 x 80 มิลลิเมตร และขนาด 190 x 190 x 100 มิลลิเมตร เท่านั้น หากแต่เป็นการพิจารณาในชนิดและประเภทของสินค้า คือสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสตามที่ได้ออกประกาศเปิดการไต่สวนมาแต่ต้น การวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ที่ได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าว จึงเป็นการวินิจฉัยตามอำนาจของคณะกรรมการฯ ตามพระราชบัญญัตินี้ในมาตรา 73 โดยมิได้เป็นการใช้ดุลพินิจเกินกว่าขอบเขตแต่อย่างใด ทั้งคำเบิกความของพยานปากนี้ยังสอดคล้องกับบทบัญญัติ ส่วนที่ 2 ว่าด้วยการเริ่มต้นกระบวนพิจารณาที่กำหนดในพระราชบัญญัติดังกล่าว คำเบิกความของนางดวงพรจึงมีน้ำหนักเหตุผลให้รับฟังได้ ประกอบกับการกำหนดขอบเขตการไต่สวนให้ครอบคลุมสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสทุกขนาด เพื่อป้องกันปัญหาการหลีกเลี่ยงการชำระอากรตอบโต้การทุ่มตลาด โดยวิธีการเปลี่ยนขนาดของสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ซึ่งจะทำให้การตอบโต้การทุ่มตลาดไม่สมประโยชน์และเป็นอันไร้ผล ถือได้ว่าการวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ กระทำตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ส่วนที่นางสาวกาญจนาพยานโจทก์เบิกความว่า สินค้าที่ถูกพิจารณากับสินค้าชนิดเดียวกันมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือมีขนาดที่แตกต่างกันและผู้บริโภคยอมรับโดยทั่วไปว่าบล็อกแก้วชนิดใสของบริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด เป็นบล็อกแก้วคุณภาพใสพิเศษมีขั้นตอนและกระบวนการผลิตที่แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น และมีต้นทุนการผลิตสูงเป็นพิเศษ อีกทั้งสินค้าที่ถูกพิจารณากับสินค้าชนิดเดียวกันไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ กับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยทำนองว่า สินค้าบล็อกแก้วชนิดใสที่ถูกพิจารณาจะต้องจำกัดไว้แต่ขนาด 190 x 190 x 80 มิลลิเมตร และขนาด 190 x 190 x 100 มิลลิเมตร หรือขนาด 190 x 190 x 95 มิลลิเมตร เท่านั้น เพราะเป็นสินค้าชนิดที่ถือได้ว่าเป็นสินค้าชนิดเดียวกันตามความหมายของนิยามคำว่า "สินค้าชนิดเดียวกัน" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 และการระบุเพียงประเภทสินค้าตามพิกัดอัตราศุลกากร ไม่ได้จำแนกถึงชนิดของสินค้าประเภทนั้น ๆ ไม่ถูกต้อง เพราะพิกัดอัตราศุลกากรกำหนดเพื่อความสะดวกในการเรียกเก็บอากรสินค้านำเข้าโดยกรมศุลกากร ไม่ใช่เพื่อความประสงค์ในการกำหนดขอบเขตที่แน่นอนสำหรับการไต่สวนการทุ่มตลาด นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 4 คำว่า "สินค้าชนิดเดียวกัน" หมายความว่า "สินค้าที่มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการกับสินค้าที่ถูกพิจารณา แต่ในกรณีที่ไม่มีสินค้าดังกล่าวให้หมายความว่าสินค้าที่คล้ายคลึงกันอย่างมากกับสินค้าดังกล่าว" นิยามดังกล่าวบัญญัติไว้กว้างๆ มิได้กำหนดรายละเอียดในการพิจารณาเอาไว้จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป ในเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบนั้น เป็นระบบจัดแบ่งสินค้าตามประเภทโดยมีเลขรหัสกำกับ หรือ "Harmonized System" แม้โดยหลักจะใช้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีศุลกากร แต่ยังมีประโยชน์ในการเก็บสถิติทางการค้าระหว่างประเทศ และช่วยแยกแยะความเหมือนและแตกต่างของสินค้าได้ ดังจะเห็นได้จากกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 ข้อ 1 (1) (ก) ให้จำเลยระบุรายการ "ลักษณะของสินค้าเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินพิธีการทางศุลกากร" เมื่อนายเอกชัย เจ้าหน้าที่ประเมินอากร 6 ว. สังกัดกรมศุลกากร พยานจำเลยเบิกความว่า สินค้าบล็อกแก้วชนิดใสทุกขนาดอยู่ภายใต้พิกัดอัตราศุลกากรเดียวกันทั้งสิ้นคือพิกัดอัตราศุลกากร 7016.900.001 หรือ 7016.90 หรือปัจจุบันคือพิกัดอัตราศุลกากร 7016.9000 การที่จำเลยนำองค์ประกอบเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรมาเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งในการรับฟังว่าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสทุกชนิดเป็นสินค้าชนิดเดียวกันจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ สำหรับเรื่องขนาดของบล็อกแก้วชนิดใส ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นพ้องกับโจทก์ว่า เป็นสินค้าชนิดเดียวกันตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าต่างประเทศ พ.ศ.2542 แต่วินิจฉัยว่าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสขนาดและลักษณะอื่นๆ ที่โจทก์นำเข้า มีลักษณะทางกายภาพคือลักษณะและขนาดต่างกัน ประโยชน์ใช้สอยต่างกันไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ รวมทั้งความรับรู้ของผู้บริโภคต่อประโยชน์ใช้สอยแตกต่างกัน นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากนายสุโขพยานจำเลย ซึ่งทำงานที่บริษัทบางกอกคริสตัล จำกัด ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบันว่า สินค้าบล็อกแก้วชนิดใสทุกลวดลาย ทุกขนาด ทุกรูปร่าง มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานเหมือนกันคือ ใช้ก่อผนังบ้านและอาคาร เพื่อเป็นช่องแสง หรือเพื่องานตกแต่ง บล็อกแก้วชนิดใสไม่ว่าจะเป็นขนาด รูปร่างหรือลวดลายใด สามารถทดแทนกันได้ทั้งหมด ความแตกต่างเป็นเรื่องการขายและการตลาดของแต่ละบริษัทที่สร้างขึ้นเพื่อยกระดับราคาสินค้าเท่านั้น จึงเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์การใช้งานของบล็อกแก้วชนิดใสคือใช้เป็นช่องให้แสงสว่างผ่านได้ สำเนาแค็ตตาล็อกสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสของบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด เองก็ใช้คำว่า "spatial transformation of light" กระบวนการผลิตสินค้าบล็อกแก้วชนิดใส ไม่ต่างจากสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสขนาด 190 x 190 x 80 มิลลิเมตร ขนาด 190 x 190 x 100 มิลลิเมตร และขนาด 190 x 190 x 95 มิลลิเมตร จากวัตถุประสงค์ดังกล่าวและคุณลักษณะอันเกิดจากกระบวนการผลิตที่เหมือนกันถือว่าเป็นบล็อกแก้วชนิดใสเช่นเดียวกัน และโดยสภาพย่อมทดแทนกันได้ สำหรับขนาดและลวดลายของบล็อกแก้วชนิดใสเป็นเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาดที่ต้องการทำให้สินค้าครอบคลุมความต้องการและรสนิยมที่แตกต่างกันของผู้บริโภค โดยใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ของผู้บริโภคว่าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสมีความแตกต่างกัน ทั้งที่สินค้าบล็อกแก้วชนิดใสไม่มีคุณลักษณะแตกต่างกันในสาระสำคัญในแง่ของประโยชน์ใช้สอย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสทุกขนาดเป็นสินค้าชนิดเดียวกันตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 การกำหนดมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด จึงไม่ต้องจำกัดเฉพาะสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสขนาด 190 x 190 x 80 มิลลิเมตร และขนาด 190 x 190 x 100 มิลลิเมตร เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยดำเนินการหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด ตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 18 หรือไม่ ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การพิจารณาหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดให้มีการเปรียบเทียบอย่างเป็นธรรม และให้กระทำที่ขั้นตอนทางการค้าเดียวกันและในเวลาเดียวกัน โดยคำนึงถึงบรรดาข้อแตกต่างที่มีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบราคาประกอบด้วย ในกรณีที่ราคาส่งออกและมูลค่าปกติมิได้อยู่บนขั้นตอนทางการค้าเดียวกันหรือเวลาเดียวกัน ให้มีการปรับลดองค์ประกอบต่างๆ ที่แตกต่างกันอันมีผลกระทบต่อการเปรียบเทียบราคาส่งออกด้วย" วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับวรรคหนึ่ง วิธีการหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดต่อหน่วยให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้ เว้นแต่จะมีเหตุสมควรที่จะใช้วิธีการอื่น (1) เปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับราคาส่งออกถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก..." ในเรื่องนี้โจทก์มีนางสาวกาญจนามาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่าจำเลยใช้ดุลพินิจโดยอำเภอใจในการพิจารณาเลือกราคามูลค่าปกติ และราคามูลค่าส่งออก ซึ่งไม่ใช่ราคาที่เป็นธรรมแก่โจทก์ รวมทั้งการเลือกราคาสินค้าในช่วงใดช่วงหนึ่งเพื่อพิจารณาและวินิจฉัยโดยขัดต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ซึ่งส่งผลให้ส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดของโจทก์มีมูลค่าสูงขึ้น ทั้งที่จำเลยมีข้อมูลของราคาส่งออกและข้อมูลของมูลค่าปกติ ที่สามารถนำมาเป็นฐานในการพิจารณาหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดอยู่แล้ว โดยได้รับจากบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด และโจทก์ในชั้นไต่สวนครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่อาจนำวิธีการอื่นนอกเหนือจากวิธีการตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง และมาตรา 15 วรรคหนึ่ง มาใช้ได้ และพยานแสดงวิธีการคำนวณดังนี้ บริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด ขายสินค้าบล็อกแก้วชนิดใสให้แก่บริษัทจายา เกสุมา เลสทารี จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย การคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดนำมูลค่าปกติตั้งลบด้วยราคาส่งออก ได้ผลลัพธ์คือ ร้อยละ 8.81 ส่วนจำเลยมีนางสาวมุกดาพยานจำเลยมาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า การพิจารณามูลค่าปกติในคดีนี้พิจารณาตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง โดยใช้ข้อมูลราคาขายภายในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียในช่วงระยะเวลาการไต่สวน (วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2547) ซึ่งเป็นราคาขายถึงผู้ซื้ออิสระ ตามข้อมูลแบบสอบถามของบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด ข้อมูลราคาดังกล่าวสามารถนำมาใช้พิจารณามูลค่าปกติได้เนื่องจากมีปริมาณการขายภายในประเทศมากกว่าร้อยละ 5 ของปริมาณการส่งออกจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียมายังประเทศไทย รวมทั้งได้พิจารณาหลักเกณฑ์การขายต่ำกว่าทุนตามข้อกำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม เหตุที่การคำนวณมูลค่าปกติของนางสาวกาญจนาพยานโจทก์ กับนางสาวมุกดาพยานจำเลยมีความแตกต่างกัน เนื่องจากนางสาวกาญจนาใช้ปริมาณการขายสินค้าที่บริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด ขายให้แก่บริษัทจายา เกสุมา เลสทารี จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย จำนวน 838.91 เมตริกตัน เป็นฐานในการคำนวณ ส่วนจำเลยใช้ข้อมูลการขายสินค้าของบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด ตามแบบสอบถามของบริษัทดังกล่าว และพิจารณาหลักเกณฑ์การขายต่ำกว่าทุนตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 มาตรา 15 วรรคสาม ซึ่งข้อมูลการขายสินค้าที่นางสาวมุกดาใช้นั้น เจ้าหน้าที่จำเลยเดินทางไปตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับตามแบบสอบถามที่บริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียด้วย ข้อมูลจึงมีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้จำเลยยังพบว่าข้อมูลของบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด มีการขอหักค่านายหน้าด้านมูลค่าปกติที่จ่ายให้แก่บริษัทแม่ซึ่งไม่มีการบันทึกทางบัญชี ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ประกอบกับนางสาวมุกดานำต้นทุนการผลิตของบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด มาเปรียบเทียบกับราคาขายด้วย ดังนั้น การพิจารณามูลค่าปกติของจำเลยจึงมีความรอบด้านมากกว่าของนางสาวกาญจนาซึ่งอาศัยเฉพาะตัวเลขจากตารางการขายในตลาดภายในประเทศ (Sales on Domestic Market) เพียงอย่างเดียว อีกทั้งไม่ได้พิจารณาว่าบริษัทพีที มูเลียกลาส จำกัด ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตหรือไม่ ที่นางสาวกาญจนาเบิกความอ้างว่า เมื่อจำเลยใช้วิธีการคำนวณมูลค่าปกติตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 แล้ว จำเลยไม่สามารถใช้มาตรา 15 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้อีกนั้น เมื่อพิจารณามาตรา 15 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ราคาตามวรรคหนึ่ง หรือราคาตามเมื่อพิจารณาวรรคสอง (1) ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตรวมกับค่าใช้จ่ายในการจัดการ การขาย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เมื่อได้พิจารณาการขายสินค้าดังกล่าวในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่สมควร โดยมีปริมาณการขายที่มากพอแล้ว ถ้าปรากฏว่าราคาเหล่านั้นจะไม่สามารถทำ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 14 ม. 15 ม. 18 ม. 19 ม. 20 ม. 21 ม. 26 ม. 33 ม. 73
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 36 ม. 37 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอพี. โกลบอล ไซท์ จำกัด
จำเลย — กรมการค้าต่างประเทศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15645/2558
#595611
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 14 ให้อำนาจคณะกรรมการ กลต. กำกับดูแลในเรื่องหลักทรัพย์และธุรกิจหลักทรัพย์ และให้รวมถึงออกระเบียบหรือข้อกำหนดตาม พ.ร.บ.นี้ ซึ่งคณะกรรมการ กลต. อาศัยอำนาจตามมาตรา 14 และมาตรา 117 ออกข้อกำหนด ตามประกาศคณะกรรมการ กลต. เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจัดตั้งและจัดการกองทุนรวม ซึ่งเป็นข้อกำหนดเพื่อการยื่นคำขออนุญาตจดทะเบียนจัดตั้งและจัดการกองทุนรวม ซึ่งหากการยื่นคำขอไม่เข้าหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการตามข้อกำหนด สำนักงานคณะกรรมการ กลต. ย่อมมีอำนาจที่จะไม่อนุมัติให้จดทะเบียนจัดตั้งกองทุนรวมเสียได้เท่านั้น หาใช่เป็นการออกประกาศข้อกำหนด หลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการในกิจการ ซึ่งบังคับให้ต้องกระทำหรือห้ามมิให้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่หากฝ่าฝืนแล้วจะมีความผิดและต้องรับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่ การจดทะเบียนจัดตั้งและจัดการกองทุนรวม แม้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด จึงมิใช่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอันจะตกเป็นโมฆะ ทั้งข้อกำหนดดังกล่าวก็มิใช่เป็นแบบของนิติกรรมที่กฎหมายบังคับไว้ ซึ่งหากมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบแล้วจะมีผลทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะเช่นกัน

ข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ ที่กำหนดว่า หากผู้ชนะการประมูลต้องการเสนอให้ผู้อื่นลงนามในสัญญาขายแทน ผู้ชนะการประมูลจะต้องระบุชื่อพร้อมกับยื่นเอกสารของผู้ที่จะลงนามในสัญญาขายตามที่ระบุในรายละเอียดเอกสารเพิ่มเติมมายังองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ป.ร.ส.) ภายใน 2 วัน ทำการ นับจากวันประมูลนั้น เป็นเพียงระเบียบที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินกำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกและความเป็นระเบียบในการประมูล หาใช่เป็นบทกฎหมายที่หากไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนแล้วจะมีผลทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ การที่ ป.ร.ส. ไม่ได้ยึดถือข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ ดังกล่าวที่กำหนด เกี่ยวกับวันเวลาตามที่บริษัทเงินทุน ก. โอนสิทธิที่จะเข้าทำสัญญาขายแก่โจทก์เกินกำหนดเวลา 2 วันทำการ นับจากวันประมูล จึงไม่ทำให้สัญญาขายเสียไปและการที่โจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขาย โดยไม่ได้เข้าประมูลแข่งขันก็ไม่เป็นการขัดต่อ พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 วรรคห้า เพราะข้อสนเทศการจำหน่ายสินทรัพย์ ฯ เป็นระเบียบที่ออกมาเพื่อเป็นข้อปฏิบัติภายหลังจากที่มีการประมูลซื้อทรัพย์สินเปิดประมูลโดยเปิดเผยแล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 14
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 30 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3
จำเลย — บริษัทพาร์คบีช รีสอร์ท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรัตน์ชัย พรายมูล
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ประพาฬ อนมาน
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15643/2558
#634919
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จึงมีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่เจ้าหนี้อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 และ 193/32 เมื่อปรากฏว่าก่อนครบระยะเวลา 10 ปี นับจากวันที่เจ้าหนี้อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ เจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวไปรวมกับหนี้อื่นฟ้องลูกหนี้และลูกหนี้ร่วมรายอื่นเป็นคดีล้มละลาย จึงเป็นการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) มีผลทำให้อายุความตามสิทธิเรียกร้องสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้คดีดังกล่าวไว้เด็ดขาด ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลว่าลูกหนี้เคยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2551 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้คดีดังกล่าวไว้เด็ดขาด จึงขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ วันที่ 30 สิงหาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีลูกหนี้ออกจากสารบบความ กรณีมิใช่คดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง ที่จะให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 ดังนั้น การที่เจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ในวันที่ 6 มีนาคม 2552 หนี้ของเจ้าหนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาหลังหักราคาขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 2032/2541, 3658/2541 และ 3654/2541 จำนวนเงินรวม 20,701,904.88 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งทั้งสามฉบับขาดอายุความ ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 (1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงเห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 2032/2541 ซึ่งศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 โดยลูกหนี้ตกลงชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 3658/2541 และ 3654/2541 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 โดยลูกหนี้ตกลงชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเช่นกัน ภายหลังจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาลูกหนี้ไม่เคยชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้ว ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2549 เจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวไปรวมกับหนี้อื่นฟ้องลูกหนี้และลูกหนี้ร่วมรายอื่นเป็นคดีล้มละลาย เมื่อคำนวณหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสามฉบับหักราคาขายทอดตลาดทรัพย์จำนองจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วเป็นเงินรวม 20,701,904.88 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า หนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม จึงมีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่เจ้าหนี้อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 และ 193/32 ทั้งนี้เมื่อปรากฏว่าวันที่ 21 ธันวาคม 2549 ก่อนครบระยะเวลา 10 ปี นับจากวันที่เจ้าหนี้อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ เจ้าหนี้นำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวไปรวมกับหนี้อื่นฟ้องลูกหนี้และลูกหนี้ร่วมรายอื่นเป็นคดีล้มละลาย จึงเป็นการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) มีผลทำให้อายุความตามสิทธิเรียกร้องสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้คดีดังกล่าวไว้เด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ ล.13312/2552 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานต่อศาลว่าลูกหนี้เคยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อันเป็นระยะเวลาก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้คดีดังกล่าวไว้เด็ดขาด จึงขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ วันที่ 30 สิงหาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีลูกหนี้ออกจากสารบบความ กรณีมิใช่คดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง ที่จะให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 ดังนั้น การที่เจ้าหนี้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ในวันที่ 6 มีนาคม 2552 หนี้ของเจ้าหนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาหลังหักราคาขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 2032/2541, 3658/2541 และ 3654/2541 เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 20,701,904.88 บาท ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ร่วมในคดีแพ่งแต่ละคดีเพียงใด ก็ให้สิทธิได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (2) ม. 193/15 ม. 193/17 ม. 193/32
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโกลบอลเน็ท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15641/2558
#594724
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 และ 1273/4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มาตรา 19 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 บัญญัติให้บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกเสียจากทะเบียน และบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้งเมื่อศาลสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีล้มละลายนี้ (วันที่ 15 สิงหาคม 2554) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ขณะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยจึงไม่มีฐานะนิติบุคคลที่โจทก์ฟ้องได้ แม้ต่อมาศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 และตามมาตรา 1273/4 กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย ก็เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังศาลมีคำสั่งเท่านั้น หาทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องมาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางตรวจสำนวนแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน จึงสิ้นสภาพบุคคลตั้งแต่นั้น จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่ง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้ขณะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นายทะเบียนจะได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากทะเบียนแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เสร็จสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 และ 1251 ดังนั้น จึงมิใช่เป็นการเลิกบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 สถานะนิติบุคคลของจำเลยที่ 1และที่ 2 ยังไม่สิ้นสุดลง ศาลล้มละลายกลางต้องรับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 และ 1273/4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มาตรา 19 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 บัญญัติให้บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกเสียจากทะเบียนและบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้ง เมื่อศาลสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีล้มละลายนี้ (วันที่ 15 สิงหาคม 2554) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ขณะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยจึงไม่มีฐานะนิติบุคคลที่โจทก์จะฟ้องได้ แม้ต่อมาภายหลังศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 และตามมาตรา 1273/4 กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย ก็เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังศาลมีคำสั่งเท่านั้น หาทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องมาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องไปไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1273/3 ม. 1273/4
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — บริษัทส่งเสริมบริการ (เรือขาว) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวิภัตต์ รุจิปเวสน์
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15641/2558
#636003
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 และ 1273/4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มาตรา 19 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 บัญญัติให้บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกเสียจากทะเบียน และบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้ง เมื่อศาลสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีล้มละลายนี้ (วันที่ 15 สิงหาคม 2554) ศาลยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ขณะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยจึงไม่มีฐานะนิติบุคคลที่โจทก์จะฟ้องได้ แม้ต่อมาภายหลังศาลมีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 และตามมาตรา 1273/4 กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย ก็เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังศาลมีคำสั่งเท่านั้น หาทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องมาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางตรวจสำนวนแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน จึงสิ้นสภาพบุคคลตั้งแต่นั้น จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่ง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าแม้ขณะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นายทะเบียนจะได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากทะเบียนแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เสร็จสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 และ 1251 ดังนั้น จึงมิใช่เป็นการเลิกบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 สถานะนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่สิ้นสุดลง ศาลล้มละลายกลางต้องรับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 และ 1273/4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มาตรา 19 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 บัญญัติให้บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกเสียจากทะเบียน และบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้ง เมื่อศาลสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีล้มละลายนี้ (วันที่ 15 สิงหาคม 2554) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ขณะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยจึงไม่มีฐานะนิติบุคคลที่โจทก์จะฟ้องได้ แม้ต่อมาภายหลังศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 และตามมาตรา 1273/4 กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย ก็เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังศาลมีคำสั่งเท่านั้น หาทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องมาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องไปไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1273/3 ม. 1273/4
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — บริษัทส่งเสริมบริการ (เรือขาว) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15638/2558
#635273
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องนำสืบเพียงการรับโอนสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องและการเป็นหนี้ค้างชำระของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 5 และ ส. ลูกหนี้ที่ตายหลังจากผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มาเท่านั้น มิได้นำสืบถึงมูลหนี้เดิมเพื่อให้รับฟังได้ว่าฝ่ายลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้เดิมในหนี้ประเภทใด และผิดนัดผิดสัญญาต่อเจ้าหนี้เดิมเมื่อใดหรือชำระหนี้ครั้งสุดท้ายก่อนผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องเมื่อใด ซึ่งแม้หากนับอายุความตั้งแต่ขณะนั้นตามแต่กรณีจนถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ แต่ฝ่ายลูกหนี้ยื่นคำคัดค้านโต้แย้งว่า มูลหนี้เดิมเป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนังสือรับรองการขายตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกันและจำนอง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ อายุความจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ฝ่ายลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้เดิมตั้งแต่ปี 2537 และโต้แย้งด้วยว่า การที่ฝ่ายลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งก็คือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เมื่อปี 2548 และปี 2549 เป็นการรับสภาพความรับผิดหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว อายุความมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดตาม มาตรา 193/35 หนี้ตามคำร้องของผู้ร้องขาดอายุความแล้ว ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่ฝ่ายลูกหนี้คัดค้านดังกล่าว คดีของผู้ร้องย่อมขาดอายุความตามที่ฝ่ายลูกหนี้คัดค้าน เมื่อผู้ร้องมิได้นำสืบว่า เจ้าหนี้เดิมและผู้ร้องอาจบังคับสิทธิเรียกร้องจากฝ่ายลูกหนี้ตั้งแต่เมื่อใดหรือมีเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเพื่อแสดงให้เห็นว่าคดีของผู้ร้องไม่ขาดอายุความจึงต้องฟังว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องขาดอายุความ ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เด็ดขาด กับพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของ ส. ลูกหนี้ที่ตายตาม พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และมาตรา 82

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 5 และกองมรดกของนายสนองเด็ดขาด

ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เด็ดขาด กับพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายสนอง ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และมาตรา 82 ประกอบพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ให้ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และกองมรดกของนายสนองลูกหนี้ที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหก เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร และให้ยกคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับลูกหนี้ที่ 4 ให้เป็นพับ

ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีในส่วนลูกหนี้ที่ 4 ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ ผู้ร้องมีนายสุเนตร ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้ร้องเบิกความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสนอง ลูกหนี้ที่ตาย จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ตามสำเนาสัญญาโอนสินทรัพย์และสำเนาหนังสือหลักฐานการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และนายสนองทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้อง และวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 ลูกหนี้ที่ 1 และนายสนองทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้ดังกล่าวและนายสนองผิดนัดผิดสัญญาชำระหนี้ให้ผู้ร้องบางส่วนและผู้ร้องรับโอนที่ดินหลักประกันของฝ่ายลูกหนี้เป็นการชำระหนี้อีกบางส่วนแล้ว คงเหลือหนี้ค้างชำระคิดตั้งแต่ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องจนถึงวันยื่นคำร้องจำนวน 116,790,968.11 บาท ตามตารางคำนวณดอกเบี้ย รายการชำระหนี้และการบังคับหลักประกันชำระหนี้กับสำเนาคำขอโอนที่ดินหลักประกัน เห็นว่า ผู้ร้องนำสืบเพียงการรับโอนสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องและการเป็นหนี้ค้างชำระของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 5 และนายสนองลูกหนี้ที่ตายหลังจากผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มาเท่านั้น มิได้นำสืบถึงมูลหนี้เดิมเพื่อให้รับฟังได้ว่าฝ่ายลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้เดิมในหนี้ประเภทใด และผิดนัดผิดสัญญาต่อเจ้าหนี้เดิมเมื่อใดหรือชำระหนี้ครั้งสุดท้ายก่อนผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องเมื่อใด ซึ่งแม้หากนับอายุความตั้งแต่ขณะนั้นตามแต่กรณีจนถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2553 แล้วยังไม่พ้นกำหนดอายุความ แต่ฝ่ายลูกหนี้ดังกล่าวยื่นคำคัดค้านโต้แย้งว่า มูลหนี้เดิมเป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนังสือรับรองการขายตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญาค้ำประกันและจำนอง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ อายุความจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฝ่ายลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมตั้งแต่ปี 2537 และโต้แย้งด้วยว่า การที่ฝ่ายลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งก็คือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เมื่อปี 2548 และปี 2549 เป็นการรับสภาพความรับผิดหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว อายุความมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 หนี้ตามคำร้องของผู้ร้องขาดอายุความแล้ว ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่ฝ่ายลูกหนี้คัดค้านดังกล่าว คดีของผู้ร้องย่อมขาดอายุความตามที่ฝ่ายลูกหนี้คัดค้าน เมื่อผู้ร้องมิได้นำสืบว่า เจ้าหนี้เดิมและผู้ร้องอาจบังคับสิทธิเรียกร้องจากฝ่ายลูกหนี้ตั้งแต่เมื่อใดหรือมีเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเพื่อแสดงให้เห็นว่าคดีของผู้ร้องไม่ขาดอายุความ จึงต้องฟังว่าสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องขาดอายุความ ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เด็ดขาด กับพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายสนองลูกหนี้ที่ตายตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และมาตรา 82 และไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ข้ออื่นเพราะมิได้ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 เด็ดขาด กับพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายสนองลูกหนี้ที่ตายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของลูกหนี้ดังกล่าวฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างผู้ร้องกับลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/35
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 82
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สนองพานิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15620/2558
#597458
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป มีหน้าที่จัดทำคำสั่งลงโทษทางวินัยบุคคลเสนอต่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้จัดทำคำสั่งสำนักงานธนานุเคราะห์ ที่ 68/2550 เรื่อง ลงโทษตัดเงินเดือน สั่ง ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2550 อันเป็นคำสั่งลงโทษโจทก์และลงนามรับรองสำเนาถูกต้องนั้น เป็นการรับทราบในฐานะที่ตนมีหน้าที่จัดทำเอกสารดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเพียงการดำเนินการภายในของฝ่ายปกครองที่มิได้มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ในขณะนั้น โจทก์จึงยังมิใช่พนักงานผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ กระทั่งวันที่ 21 พฤษภาคม 2550 โจทก์จึงได้รับคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวและได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษทางวินัยในวันเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งตามระเบียบสำนักงานธนานุเคราะห์ ว่าด้วยการแบ่งส่วนงานและการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2543 ข้อ 69 โดยนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2550 ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องทุกข์ต่อประธานกรรมการอำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ในวันที่ 4 มิถุนายน 2550 จึงอยู่ในระยะเวลา 15 วัน ที่มีสิทธิอุทธรณ์ได้

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษโจทก์และคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ พม 0202/24546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2550 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษตัดเงินเดือน กับขอให้บังคับจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนเงินเดือนที่ถูกตัดแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เป็นเงินพร้อมดอกเบี้ย และให้พิจารณาขึ้นเงินเดือนประจำปีงบประมาณ 2551 พร้อมคืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ร่วมกระทำความผิดกับ ช. และโจทก์ไม่รีบดำเนินการตามคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและปฏิบัติงานล่าช้า จึงลงโทษตามคำสั่งพิพาท คดีจึงมีประเด็นแห่งคดีว่า โจทก์กระทำความผิดตามข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยทั้งสอง คำสั่งลงโทษโจทก์ของจำเลยทั้งสองที่พิพาทชอบด้วยกฎหมาย มีเหตุเพิกถอนและต้องคืนเงินและสิทธิตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองโดยอาศัยสิทธิในทางแพ่ง เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจในการนำคดีมาสู่ศาลของโจทก์หรืออำนาจในการออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 และอำนาจในการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเหลือปัญหาที่โต้แย้งกันเฉพาะเนื้อหาของการกระทำความผิดของโจทก์เท่านั้น คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยโดยยกเหตุเฉพาะที่จำเลยที่ 2 ยกคำร้องทุกข์ในการอุทธรณ์ว่าโจทก์อุทธรณ์เกิน 15 วัน ตามระเบียบ เป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบ แล้วพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ พม 0202/24546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2550 แล้วให้จำเลยที่ 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปโดยยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีจึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานธนานุเคราะห์ ที่ 68/2550 เรื่อง ลงโทษตัดเงินเดือน และเพิกถอนหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ พม.0202/24546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2550 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษตัดเงินเดือน และบังคับให้จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนเงินเดือนของโจทก์ที่ถูกตัดจำนวน 7,143 บาท และหากไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 7,143 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ตัดเงินเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และพิจารณาขึ้นเงินเดือนประจำปีงบประมาณ 2551 ให้แก่โจทก์และคืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ได้รับความเสียหายจากคำสั่งลงโทษ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ พม.0202/24546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2550 เสีย และให้จำเลยที่ 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปส่วนคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งลงโทษนั้น โจทก์ได้อุทธรณ์ภายใน 15 วันหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามระเบียบแห่งสำนักงานธนานุเคราะห์ว่าด้วยการแบ่งส่วนงานและการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2543 ข้อ 69 ระบุว่า "พนักงานผู้ใดซึ่งถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ เมื่อเห็นว่าไม่เป็นธรรมย่อมมีสิทธิร้องทุกข์ได้ แต่จะต้องยื่นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งโทษ..." คำว่านับแต่วันทราบคำสั่งโทษ ไม่ได้ระบุว่าต้องทราบคำสั่งโทษในฐานะใด ดังนั้น เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 โจทก์ได้ทราบข้อความในต้นฉบับคำสั่ง ที่ 68/2550 ที่ระบุในคำสั่งว่าโจทก์ถูกลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ 5 เป็นเวลา 3 เดือน แล้ว และโจทก์ลงนามรับรองสำเนาถูกต้องในคำสั่ง การที่โจทก์อุทธรณ์ในวันที่ 4 มิถุนายน 2550 จึงถือว่าโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ภายในกำหนด 15 วัน นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป มีหน้าที่จัดทำคำสั่งลงโทษทางวินัยบุคคลเสนอต่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้จัดทำคำสั่งสำนักงานธนานุเคราะห์ ที่ 68/2550 เรื่อง ลงโทษตัดเงินเดือน สั่ง ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2550 และลงนามรับรองสำเนาถูกต้องนั้น เป็นการรับทราบในฐานะที่ตนมีหน้าที่จัดทำเอกสารดังกล่าวซึ่งถือเป็นเพียงการดำเนินการภายในของฝ่ายปกครองที่มิได้มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ในขณะนั้น โจทก์จึงยังมิใช่พนักงานผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ กระทั่งวันที่ 21 พฤษภาคม 2550 โจทก์จึงได้รับคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวและได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นในวันเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งตามระเบียบสำนักงานธนานุเคราะห์ ว่าด้วยการแบ่งส่วนงานและการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2543 ข้อ 69 โดยนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2550 ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องทุกข์ต่อประธานกรรมการอำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ ในวันที่ 4 มิถุนายน 2550 จึงอยู่ในระยะเวลา 15 วัน ที่มีสิทธิอุทธรณ์ได้ คำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ พม 0202/24546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2550 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษตัดเงินเดือน ที่เห็นว่าโจทก์มิได้ยื่นคำร้องทุกข์ภายในกำหนด 15 วัน แล้วยกคำร้องทุกข์นั้นจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ พม 0202/24546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2550 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษตามระเบียบถูกต้องแล้ว เท่ากับกระบวนการพิจารณาของจำเลยที่ 1 ยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษตามคำขอท้ายฟ้องในข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 ได้ เพราะการนำเรื่องอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 มาบังคับใช้ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เท่านั้น ซึ่งคดีนี้โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิและได้รับความเสียหายตามคำสั่งลงโทษแล้วและมีอยู่ขณะฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับอุทธรณ์คำร้องทุกข์ของโจทก์ไว้พิจารณาก็เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง หากจำเลยที่ 2 พิจารณามีผลโต้แย้งสิทธิโจทก์อีก โจทก์ก็ไม่มีสิทธินำคดีมาสู่ศาลได้เพราะเป็นฟ้องซ้ำ ทั้งไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เพราะแม้ศาลแรงงานกลางออกคำบังคับให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่กระบวนการพิจารณาของงานบริหารอยู่ภายใต้กำกับดูแลของจำเลยที่ 2 สถานภาพของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีสิทธิหรือจะขอให้เร่งรัดได้ ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางเฉพาะที่ให้จำเลยที่ 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 ต่อไป และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าตามระเบียบสำนักงานธนานุเคราะห์ว่าด้วยการแบ่งส่วนงานและการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2543 ไม่มีข้อกำหนดต้องห้ามฟ้องคดีก่อนรับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ ทั้งไม่มีกฎหมายห้ามในเรื่องนี้ไว้ ศาลแรงงานกลางจึงไม่จำต้องวินิจฉัยคำขอท้ายฟ้องในข้อ 2 ก่อน โดยมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาและปฏิบัติงานล่าช้าเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 พิจารณาลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ 5 เป็นเวลา 3 เดือน ตามคำสั่งสำนักงานธนานุเคราะห์ ที่ 68/2550 ถูกต้องเป็นธรรมต่อโจทก์หรือไม่อย่างไรไปได้เลย นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างรัฐวิสาหกิจ ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษโจทก์ของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของสำนักงานธนานุเคราะห์ ที่ 68/2550 เรื่อง ลงโทษตัดเงินเดือน และคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ พม.0202/24546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2550 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษตัดเงินเดือน กับขอให้บังคับจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนเงินเดือนที่ถูกตัดแก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้จำเลยทั้งสองชดใช้เป็นเงินจำนวนเท่ากันพร้อมดอกเบี้ย และให้พิจารณาขึ้นเงินเดือนประจำปีงบประมาณ 2551 พร้อมคืนสิทธิแก่โจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนายชลอ ผู้จัดการสถานธนานุเคราะห์ 27 เนื่องจากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ และถูกลงโทษฐานกระทำความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ตัดเงินเดือนร้อยละ 5 เป็นเวลา 3 เดือน ตามคำสั่งของสำนักงานธนานุเคราะห์ ที่ 68/2550 โดยโจทก์ไม่เห็นด้วย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยพบว่าโจทก์ได้ร่วมกระทำความผิดกับนายชลอ และโจทก์ไม่รีบดำเนินการตามคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ตามหนังสือฉบับ ที่ พม.5201.92/305 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 และพม.5201.92/320 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและปฏิบัติงานล่าช้า จึงลงโทษตามคำสั่งพิพาท คดีนี้จึงมีประเด็นแห่งคดีว่า โจทก์กระทำความผิดตามข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยทั้งสอง คำสั่งลงโทษโจทก์ของจำเลยทั้งสองที่พิพาทชอบด้วยกฎหมาย มีเหตุเพิกถอนและต้องคืนเงินและสิทธิตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองโดยอาศัยสิทธิในทางแพ่ง เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจในการนำคดีมาสู่ศาลของโจทก์หรืออำนาจในการออกคำสั่งของจำเลยที่ 1 และอำนาจในการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงเหลือปัญหาที่โต้แย้งกันเฉพาะเนื้อหาของการกระทำความผิดของโจทก์เท่านั้น ดังนั้น คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยโดยยกเหตุเฉพาะที่จำเลยที่ 2 ยกคำร้องทุกข์ในการอุทธรณ์ว่าโจทก์อุทธรณ์เกิน 15 วัน ตามระเบียบ เป็นการไม่ชอบด้วยระเบียบ แล้วพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ พม.0202/24546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2550 แล้วให้จำเลยที่ 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่ให้จำเลยที่ 2 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป ให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาว่าคำสั่งสำนักงานธนานุเคราะห์ ที่ 68/2550 เรื่องลงโทษตัดเงินเดือน ชอบหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องคืนเงินหรือดำเนินการใดตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์หรือไม่ เพียงใดแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 51 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนริศรา วัฒนพนพันธ์
จำเลย — กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวศิน กุรุพินท์พาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15617/2558
#594396
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินเพิ่มของต้นเงินค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 101/2549 นั้น เมื่อปรากฏว่าวันที่ 6 มีนาคม 2557 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยที่ 1 และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันและได้วินิจฉัยเรื่องพิพาทที่เกิดขึ้นคราวเดียวกันตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2149/2557 ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 101/2549 ของจำเลยที่ 1 เฉพาะในเรื่องค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเสียแล้ว จึงมีผลเท่ากับว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ดังนั้น ปัญหาที่ว่าโจทก์จะมีสิทธิฟ้องเรียกร้องดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินเพิ่มของต้นเงินค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

สำหรับที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องดอกเบี้ยและเงินเพิ่มของต้นเงินค่าจ้างตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 101/2549 นั้น เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้ และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน..." ไว้เช่นนี้ ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเรียกร้องเงินที่มีสิทธิจะได้รับจากนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้ เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการสอบสวนและมีคำสั่งตามมาตรา 124 และเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งแล้วหากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจก็สามารถนำคดีไปสู่ศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ศาลแรงงานพิจารณาอีกครั้งหนึ่งได้ตามมาตรา 125 เมื่อปรากฏว่ามูลเหตุในการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างอ้างว่านายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ ซึ่งเป็นการอ้างมูลเหตุแห่งข้อพิพาทอย่างเดียวกัน โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องขอให้นายจ้างจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มของค่าจ้างไปพร้อมกันกับที่ขอให้จ่ายค่าจ้างได้ตั้งแต่ชั้นยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน การที่โจทก์ใช้แบบฟอร์มคำร้องที่มีข้อความว่า ขอให้นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้าง ซึ่งในข้อ 7.17 ที่มีข้อความระบุว่า "ดอกเบี้ย/เงินเพิ่ม เป็นเงิน...บาท (...)" โดยไม่ได้ขีดฆ่าว่าไม่ประสงค์ให้จ่ายดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง โดยคำสั่งดังกล่าวไม่ได้สั่งให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มจากต้นเงินค่าจ้างแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์เองก็ทราบคำสั่งนั้นแล้วและไม่ได้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คงมีเพียงจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เป็นโจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานกลางโดยฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 พร้อมวางเงินที่จะต้องชำระตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานกลางแล้ว ซึ่งโจทก์ในฐานะจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวก็มิได้โต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 101/2549 จึงเป็นที่สุดสำหรับโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกร้องดอกเบี้ยและเงินเพิ่มของต้นเงินค่าจ้างนอกเหนือจากคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งถึงที่สุดไปแล้วได้อีก

ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยนั้น แม้คำฟ้องส่วนนี้เป็นการฟ้องเรียกร้องตามสิทธิในมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 อันมิใช่สิทธิได้รับเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่โจทก์จะดำเนินการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งได้ และพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจดำเนินการและมีคำสั่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และมาตรา 125 แม้โจทก์จะมีอำนาจฟ้องได้โดยตรงต่อศาลแรงงานและศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนนี้ได้ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏต่อมาว่าเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2557 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยที่ 1 และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันและได้วินิจฉัยเรื่องพิพาทที่เกิดคราวเดียวกันตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2149/2557 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์เสียแล้ว ดังนั้น จึงมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามฟ้องแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชย 6,875,800 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1,283,474 บาท ค่าจ้าง 779,256 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 458,380 บาท นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2549 เงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลาเจ็ดวันของค่าจ้าง 779,256 บาท และของค่าชดเชย 6,875,800 บาท นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2549 และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 13,751,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง กับให้จำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 4 จ่ายเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวเป็นเงิน 3,632,955.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 4 โดยคณะกรรมการกองทุนเฉพาะส่วนของนายจ้างแจ้งการสิ้นสุดสมาชิกภาพของโจทก์ในกรณีโจทก์สิ้นสุดการทำงานด้วยเหตุอื่น และครบเกษียณอายุการทำงานกับนายจ้าง พร้อมข้อมูลและเอกสารให้ถูกต้องครบถ้วนและสมบูรณ์แก่บริษัทจัดการตามที่บริษัทจัดการกำหนด โดยจำนวนเงินไม่น้อยกว่าตามคำฟ้องเพื่อจ่ายเงินให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ให้ถือคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 4 รวมทั้งคณะกรรมการกองทุนเฉพาะส่วนของนายจ้างในกรณีที่แสดงเจตนาได้ ยกคำขออื่นเกี่ยวกับจำเลยที่ 4 และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาและที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2522 โจทก์เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการเงิน ต่อมามีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่าย ครั้งสุดท้ายทำงานตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 กรรมการบริหารของบริษัทซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ กับบริษัทมีเดียลิงค์ จำกัด และบริษัทซีวีดี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือนี้ด้วย นายประสาร เป็นประธานกรรมการบริษัทแม่และกลุ่มบริษัทในเครือดังกล่าว จำเลยที่ 1 ระบุในทะเบียนลูกจ้างว่าโจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 เพียงบริษัทเดียว จำเลยที่ 1 นำส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 4 ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2549 โจทก์ทำสัญญาขายหุ้นทั้งหมดของบริษัทซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ทั้งที่ถือไว้เองและให้บุคคลอื่นถือไว้ในนามของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามสัญญาซื้อขายหุ้นสองฉบับ สัญญาข้อ 3 ของแต่ละฉบับระบุไว้เหมือนกันว่า ผู้ขาย (โจทก์)เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทและบริษัทในเครือทั้งหมดของบริษัทจนถึงวันทำบันทึกนี้เป็นเวลาประมาณ 18 ปี เมื่อผู้ขายขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท ผู้ขายไม่ประสงค์จะเกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทอีกต่อไป จึงขอพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในบริษัทและบริษัทในเครือทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป โดยคงไว้เป็นพนักงานของบริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (จำเลยที่ 1) โดยผู้ขายยินดีลดเงินเดือนและหรือค่าตอบแทนตามที่คณะกรรมการชุดใหม่ของบริษัทจะกำหนดและเห็นสมควร ในระยะเวลาทำงานที่คณะกรรมการชุดใหม่ของบริษัทจะพิจารณา ทั้งนี้ผู้ขายขอให้ผู้ซื้อ(จำเลยที่ 2 และที่ 3) เสนอต่อคณะกรรมการชุดใหม่ของบริษัทให้พิจารณาจ่ายค่าชดเชยในการที่ผู้ขายดำรงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่ง

ผู้ซื้อรับที่จะดำเนินการให้ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2549 โจทก์ทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 วันที่ 11 เมษายน 2549 จำเลยที่ 1 จัดประชุมคณะกรรมการของบริษัทแล้วแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการบริหารมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และนำไปจดทะเบียนการแต่งตั้งกรรมการต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โจทก์จึงไม่ได้มีตำแหน่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป วันที่ 28 เมษายน 2549 นายประสารมีหนังสือแจ้งเรื่องสถานภาพการเป็นพนักงานต่อโจทก์ว่าโจทก์พ้นตำแหน่งกรรมการผู้จัดการตามที่ขอลาออก ไม่มีหน้าที่ความรับผิดชอบใดๆ ในบริษัทอีกต่อไป ให้โจทก์ส่งมอบทรัพย์สินของบริษัทที่ครอบครองคืน และแต่งตั้งให้โจทก์เป็นที่ปรึกษาของประธานกรรมการบริษัท มีหน้าที่ให้คำปรึกษาตามที่ประธานกรรมการจะร้องขอโดยจะนัดหมายเป็นคราวๆ ไป เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2548 คณะอนุกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนประชุมและมีมติเอกฉันท์กำหนดค่าตอบแทนตำแหน่งที่ปรึกษาประธานกรรมการให้แก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท โดยให้จ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ซึ่งคณะอนุกรรมการดังกล่าวจะนำเสนอต่อคณะกรรมการของบริษัทพิจารณาอนุมัติและจะได้แจ้งให้โจทก์ทราบต่อไป นับแต่เดือนเมษายน 2549 จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายค่าจ้างหรือค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ โดยก่อนการจัดประชุมกำหนดค่าตอบแทนแก่โจทก์ดังกล่าว ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 โจทก์กรอกแบบฟอร์มคำร้องยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ขอให้ออกคำสั่งบังคับนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โดยไม่ได้ขีดฆ่าข้อความที่ระบุในแบบฟอร์มว่าขอให้นายจ้างจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มออกเสีย วันที่ 25 กรกฎาคม 2549 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 101/2549 ว่าให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 นายประสาร และนางมลฤดี ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง 779,256 บาท ค่าชดเชย 6,875,800 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1,283,474 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 458,380 บาท รวมเป็นเงิน 9,396,910 บาท ให้แก่โจทก์ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 วันที่ 25 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานกลาง โดยฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 พร้อมกับนำเงินตามจำนวนที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จ่ายแก่โจทก์มาวางต่อศาล วันที่ 25 สิงหาคม 2550 ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานถูกต้องแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงพิพากษายกฟ้อง ตามหลักฐานการวางเงิน คำให้การและคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4976/2550 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้อ้างว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้สิทธิไม่สุจริตกลั่นแกล้งเลิกจ้าง และจงใจไม่จ่ายค่าจ้างกับค่าชดเชย จึงเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะเวลาเจ็ดวันของค่าจ้างและค่าชดเชย ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินทุกประเภทที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จ่าย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย ทั้งเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันจ่ายเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินดังกล่าว โจทก์เป็นสมาชิกของกองทุนจำเลยที่ 4 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด เป็นบริษัทจัดการของกองทุนจำเลยที่ 4 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อแบบฟอร์มคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้นายจ้างจ่ายเงิน ข้อ 7.13 ระบุว่า "ดอกเบี้ย / เงินเพิ่ม เป็นเงิน...บาท (...)" โจทก์ไม่ได้เขียนข้อความเพิ่มแสดงถึงเจตนาโจทก์ว่าไม่ประสงค์เรียกร้องดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม การที่โจทก์มาฟ้องเรียกเงินเพิ่มและดอกเบี้ยรวมทั้งค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นการเพิ่มเติมจำนวนเงินนอกเหนือจากที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่ง และนอกเหนือจากคำร้องที่โจทก์ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ก็ไม่โต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานด้วยการนำคดีไปสู่ศาล คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 และการฟ้องร้องดำเนินคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นตัวแทน ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 4 มีหน้าที่จ่ายเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสุดสมาชิกภาพจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 4 ซึ่งมีหลายกรณี ดั่งเช่นที่ปรากฏตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กรณีสิ้นสุดการทำงานลงด้วยเหตุอื่น หรือกรณีครบเกษียณอายุการทำงานกับนายจ้าง เป็นต้น และจำเลยที่ 4 จะจ่ายเงินนี้ให้แก่ลูกจ้างได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการกองทุนเฉพาะส่วนของนายจ้างแจ้งเหตุการสิ้นสุดสมาชิกภาพต่อบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนจำเลยที่ 4 ให้ทราบก่อน คณะกรรมการดังกล่าวมีหนังสือแจ้งต่อบริษัทจัดการกองทุนจำเลยที่ 4 ว่า ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่าเป็นการแจ้งถึงสาเหตุการสิ้นสุดสมาชิกภาพเนื่องจากเกษียณอายุการทำงาน โดยโจทก์เกิดวันที่ 1 มกราคม 2489 ครบอายุ 60 ปี ในวันที่ 31 ธันวาคม 2548 ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 10 ข้อ 4 ระบุว่าพนักงานที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับกรรมการหรือผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป กำหนดการเกษียณอายุไว้ที่ 55 ปี ถึง 60 ปี โดยนับถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่พนักงานผู้นั้นครบเกษียณอายุ จึงพอถือได้ว่าคณะกรรมการกองทุนเฉพาะส่วนของนายจ้างแจ้งการสิ้นสุดสมาชิกภาพของโจทก์ต่อบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด แล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำผิดที่จะเป็นเหตุตัดสิทธิไม่ให้ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวตามข้อบังคับของกองทุนจำเลยที่ 4 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ตามข้อบังคับกองทุนที่จะจ่ายเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวตามฟ้องแก่โจทก์ จึงเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้รับผิดในเงินเพิ่ม ดอกเบี้ย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินเพิ่มของต้นเงินค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 101/2549 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 นั้น เมื่อปรากฏว่าวันที่ 6 มีนาคม 2557 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยที่ 1 และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันและได้วินิจฉัยเรื่องพิพาทที่เกิดคราวเดียวกันตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2149/2557 ท้ายคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2557 ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 101/2549 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ของจำเลยที่ 1 เฉพาะในเรื่องค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเสียแล้ว จึงมีผลเท่ากับว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ดังนั้น ปัญหาว่าโจทก์จะมีสิทธิฟ้องเรียกร้องดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินเพิ่มของต้นเงินค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

สำหรับที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องดอกเบี้ยและเงินเพิ่มของต้นเงินค่าจ้างตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 101/2549 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 นั้น เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้ และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน..."ไว้ เช่นนี้ ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเรียกร้องเงินที่มีสิทธิจะได้รับจากนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการสอบสวนและมีคำสั่งตามมาตรา 124 และเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งแล้วหากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจก็สามารถนำคดีไปสู่ศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ศาลแรงงานพิจารณาอีกครั้งหนึ่งได้ตามมาตรา 125 เมื่อปรากฏว่ามูลเหตุในการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างอ้างว่านายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ ซึ่งเป็นการอ้างมูลเหตุแห่งข้อพิพาทอย่างเดียวกันโจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องขอให้นายจ้างจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มของค่าจ้างไปพร้อมกันกับที่ขอให้จ่ายค่าจ้างได้ตั้งแต่ชั้นยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน การที่โจทก์ใช้แบบฟอร์มคำร้องที่มีข้อความว่า ขอให้นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้าง ซึ่งในข้อ 7.17 ที่มีข้อความระบุว่า"ดอกเบี้ย/เงินเพิ่ม เป็นเงิน...บาท (...)" โดยไม่ได้ขีดฆ่าว่าไม่ประสงค์ให้จ่ายดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง โดยคำสั่งดังกล่าวไม่ได้สั่งให้จำเลยที่ 1 ต้องเสียดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มจากต้นเงินค่าจ้างแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์เองก็ทราบคำสั่งนั้นแล้วและไม่ได้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดคงมีเพียงจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เป็นโจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานกลางโดยฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 พร้อมกับวางเงินที่จะต้องชำระตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานต่อศาลแรงงานกลางแล้ว ซึ่งโจทก์ในฐานะจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวก็มิได้โต้แย้งคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 ที่ 101/2549 จึงเป็นที่สุดสำหรับโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกร้องดอกเบี้ยและเงินเพิ่มของต้นเงินค่าจ้างนอกเหนือจากคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งถึงที่สุดไปแล้วได้อีก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยนั้น แม้คำฟ้องส่วนนี้เป็นการฟ้องเรียกร้องตามสิทธิในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 อันมิใช่สิทธิได้รับเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541ที่โจทก์จะดำเนินการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่งได้ และพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจดำเนินการและมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 และมาตรา 125 ได้ ซึ่งแม้โจทก์จะมีอำนาจฟ้องได้โดยตรงต่อศาลแรงงานและศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนนี้ได้ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏต่อมาว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2557 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยที่ 1 และโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันและได้วินิจฉัยเรื่องพิพาทที่เกิดคราวเดียวกันตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2149/2557 ท้ายคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2557 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์เสียแล้ว ดังนั้น จึงมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันและไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเผด็จ หงษ์ฟ้า
จำเลย — บริษัทซีวีดี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา