คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15600/2558
#599761
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม ผลของคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวทำให้มาตรการคุ้มครองกิจการหรือสภาวะพักการชำระหนี้ตามมาตรา 90/12 ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 ย่อมสิ้นสุดลง สิทธิและหน้าที่ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ย่อมกลับเป็นไปดังเดิมที่มีต่อกันอยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้เพิกถอนการยึดห้องชุดพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงิน 1,346,523,230.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 1,308,870,783.68 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2542 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยที่ 3 ฎีกา

ต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคดีหมายเลขแดงที่ 791/2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงขอไม่เข้าว่าคดีและขอให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจจำหน่ายคดีได้ ถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ติดใจฎีกา ยกคำแถลง ต่อมาศาลอุทธรณ์ในคดีล้มละลายมีคำพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2550 ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้จำหน่ายคดี ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 เสียจากสารบบความของศาลฎีกา ดังนั้น คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 จึงยุติ

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุด448 ห้องของอาคารเสตท ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 จึงขอให้งดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (5) วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาท 448 ห้องของจำเลยที่ 3 ในโครงการอาคารเสตท ทาวเวอร์ จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.7/2550 ต่อมาผู้ทำแผนเสนอแผนฟื้นฟูกิจการให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาว่าจะยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 หรือไม่ ผลการลงมติปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 และตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้บริหารแผน แต่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 14 โต้แย้งคัดค้านไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 และได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางแล้ว แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 14 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา โจทก์แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้บริหารแผนยื่นคำร้องขอถอนการยึดห้องชุดพิพาท 448 ห้องในคดีนี้ต่อศาลล้มละลายกลาง อ้างว่าต้องปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ตกลงให้ถอนการยึดห้องชุดดังกล่าว โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย โจทก์ยื่นคำร้องศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้โจทก์ไปดำเนินการถอนการยึดห้องชุดพิพาท 448 ห้อง ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง โดยให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมถอนการยึด หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 โจทก์ยื่นคำคัดค้านการถอนการยึดห้องชุดพิพาท 448 ห้อง ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยขอให้งดการถอนการยึดไว้ก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ครั้นวันที่ 31 ตุลาคม 2551 โจทก์ไปแถลงขอตรวจสำนวนของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงทราบว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ถอนการยึดห้องชุดพิพาทไปแล้ว 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2551 จำนวน 15 ห้อง และวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 จำนวน 250 ห้อง ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 ศาลฎีกามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการถอนการยึดห้องชุดพิพาท 448 ห้อง ไว้ในระหว่างฎีกา โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งถอนการยึดห้องชุดพิพาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้รอฟังคำสั่งศาลฎีกา การกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นการคบคิดกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บริหารแผนกระทำการฉ้อฉลโจทก์ทำให้ได้รับความเสียหาย ส่อไปในทางไม่สุจริต เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถอนการบังคับคดีได้ต้องเป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 295 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ถอนการยึดห้องชุดพิพาท 265 ห้อง หรือมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุด 265 ห้อง ดังกล่าวกลับคืนดังเดิม

จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกา และขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายมีคำสั่งระงับการถอนการยึดห้องชุดพิพาท 448 ห้อง จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กรณีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย เห็นสมควรรอฟังคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายก่อน ในชั้นนี้ยังไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งแปดที่ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดพิพาทในโครงการเสตท ทาวเวอร์ ของจำเลยที่ 3 จำนวน 448 ห้อง เพื่อบังคับชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2547 ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของตนเอง ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอของจำเลยที่ 3 ไว้พิจารณา หลังจากนั้นศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้บริหารแผนยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอถอนการยึดห้องชุดพิพาท 448 ห้อง ดังกล่าว อ้างว่า เพื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามแผนฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 ให้โจทก์ไปดำเนินการถอนการยึดห้องชุดดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง โดยให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมถอนการยึด หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำสั่งแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ถอนการยึดห้องชุดพิพาทต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา วันที่ 19 มิถุนายน 2551 และวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้ถอนการยึดห้องชุดพิพาท 15 ห้อง และ 250 ห้อง ตามลำดับ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้เพิกถอนการยึดห้องชุดพิพาท 265 ห้อง ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า คดีที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 18797/2557 พิพากษากลับ มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม ผลของคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวทำให้มาตรการคุ้มครองกิจการหรือสภาวะพักการชำระหนี้ตามมาตรา 90/12 ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 ย่อมสิ้นสุดลง สิทธิและหน้าที่ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ย่อมกลับเป็นไปดังเดิมที่มีต่อกันอยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้เพิกถอนการยึดห้องชุดพิพาท 265 ห้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ถอนการยึดห้องชุดพิพาทในโครงการเสตท ทาวเวอร์ จำนวน 265 ห้อง โดยให้กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 ม. 90/58 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทดีไฟ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จิระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15599/2558
#594726
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ยังไม่ครบถ้วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง, 19 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อโจทก์ฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91, จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติ "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อโจทก์ฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณาอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธนโชติหรือเบ็นซ์ มีสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายธีระเดช กิ่งแก้วจิรกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายฐิตินนทน์ สุรดิฐนันท์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15591/2558
#634128
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 41 (1) ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวสารการสอบราคาโดยมีสาระสำคัญว่า ให้ส่วนราชการเจ้าของโครงการปิดประกาศสอบราคาไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการของส่วนราชการนั้นกับส่งประกาศสอบราคาไปยังผู้มีอาชีพรับจ้างก่อสร้างโดยตรงหรือโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการส่งประกาศสอบราคาไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างโดยตรงนั้น นอกจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีข้างต้นจะไม่ได้วางหลักปฏิบัติว่าต้องกระทำโดยวิธีการอย่างใดแล้ว ส. พยานโจทก์ยังให้ความเห็นยืนยันว่า หากผู้รับเหมาก่อสร้างรายใดมารับเอกสารประกาศสอบราคาโดยตรงที่หน่วยงานเจ้าของโครงการ ก็ถือว่าเป็นการส่งประกาศสอบราคาให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างโดยตรงแล้ว ประกอบกับในช่วงปีที่เกิดเหตุ กรมชลประทานไม่มีงบประมาณค่าใช้จ่ายในการส่งเอกสารประกาศสอบราคาให้แก่ผู้รับเหมา ก่อสร้างโดยตรงตามคำเบิกความตอบคำถามค้านของ ว. พยานโจทก์ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองพัสดุ กรมชลประทาน ดังนี้ การที่จำเลยจัดให้บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างมารับเอกสารประกาศสอบราคา ณ โครงการชลประทานสระบุรีซึ่งเป็นที่ทำการของจำเลย จึงถือเป็นการปฏิบัติโดยถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 41 (1) แล้ว

สำเนาบัญชีขอส่งเอกสารสอบราคา ล้วนมีลายมือชื่อของจำเลยลงไว้ในตอนล่างของเอกสารว่าเป็นผู้แจกเอกสารประกาศสอบราคาให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งหลาย แต่เมื่อผู้รับเหมาก่อสร้างรายอื่นนอกเหนือจากผู้รับเหมาก่อสร้างสามรายที่ประมูลงานได้ ไม่เคยรับรู้หรือได้รับเอกสารประกาศสอบราคาจ้างเหมาก่อสร้างงานขุดลอกคลองทั้ง 7 โครงการ คดีจึงต้องถือว่า จำเลยกระทำการโดยวิธีปกปิดกีดกัน การรับรู้ข้อมูลข่าวสารการสอบราคาเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ประกอบมาตรา 7 ดังฟ้อง แม้ผู้รับเหมาก่อสร้างสามรายที่ประมูลงานได้จะเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางและปฏิบัติงานสำเร็จเรียบร้อยโดยไม่เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ แต่การประมูลงานได้ของผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งสามรายก็เกิดจากการกระทำของจำเลยที่มุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ความสำเร็จในการทำงานของผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งสามราย จึงไม่อาจลบล้างความผิดของจำเลยซึ่งเกิดขึ้นก่อนถึงขั้นตอนการเสนอราคาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7, 12, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ประกอบมาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 7 กระทงเป็นจำคุก 21 ปี 28 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยเป็นลูกจ้างประจำโครงการชลประทานสระบุรี สำนักชลประทานที่ 10 จังหวัดลพบุรี กรมชลประทาน ดำรงตำแหน่งพนักงานพัสดุชั้น 3 ทำหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กับเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 โดยจำเลยมีหน้าที่ในการดำเนินการจัดทำเอกสารและส่งเอกสารประกาศสอบราคา การขายซองสอบราคาและรับซองสอบราคาในโครงการขุดลอกคลองหนองน้ำและคลองธรรมชาติต่าง ๆ ในเขตจังหวัดสระบุรีต่อมาเมื่อระหว่างวันที่ 23 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2544 โครงการชลประทานสระบุรี ได้ประกาศสอบราคาจ้างเหมาก่อสร้างงานขุดลอกคลอง 7 โครงการ ได้แก่ คลองวังยาง คลองซับสนุ่น คลองบ้านไร่ คลองหนองโป่งเกตุ คลองใหญ่ คลองทับกวางและคลองหนองแหน ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการสอบราคาให้ผู้รับเหมาทั้งหลายทราบโดยในการนี้ จำเลยกับนายสุทธิวัฒน์ ช่างฝีมือโรงงานชั้น 1 ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยและถึงแก่ความตายไปแล้วได้ให้ ผู้มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างลงลายมือชื่อรับเอกสารประกาศสอบราคาที่โครงการชลประทานสระบุรี จากนั้นจำเลยกับพวกได้ทำบัญชีแสดงรายชื่อผู้ซื้อเอกสารสอบราคาและบัญชีรับซองสอบราคาทั้ง 7 โครงการเป็นดังนี้

1.โครงการขุดลอกคลองวังยาง มีผู้ยื่นซองสอบราคา 2 ราย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.ธนิดา คอนสตรัคชั่น กับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดี อาร์ อาร์

2.โครงการขุดลอกคลองซับสนุ่น มีผู้ยื่นซองสอบราคา 2 ราย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.ธนิดา คอนสตรัคชั่น กับ บริษัทเอสเอ็มพี เมืองเพรียว คอนสตรัคชั่น จำกัด

3.โครงการขุดลอกคลองบ้านไร่ มีผู้ยื่นซองสอบราคา 2 ราย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.ธนิดา คอนสตรัคชั่น กับบริษัทแสนเมืองทอง จำกัด

4.โครงการขุดลอกคลองหนองโป่งเกตุ มีผู้ยื่นซองสอบราคา 2 ราย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.ธนิดา คอนสตรัคชั่น กับบริษัทเอสเอ็มพี เมืองเพรียว คอนสตรัคชั่น จำกัด

5.โครงการขุดลอกคลองใหญ่ มีผู้ยื่นซองสอบราคา 2 ราย ได้แก่ บริษัทเอสเอ็มพี เมืองเพรียว คอนสตรัคชั่น จำกัด กับห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญวรกุล

6.โครงการขุดลอกคลองทับกวาง มีผู้ยื่นซองสอบราคา 3 ราย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.ธนิดา คอนสตรัคชั่น กับบริษัทเอสเอ็มพี เมืองเพรียว คอนสตรัคชั่น จำกัด และห้างหุ้นส่วน จำกัด ท.พิกุลทอง

7.โครงการขุดลอกคลองหนองแหน มีผู้ยื่นซองสอบราคา 2 ราย ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.ธนิดา คอนสตรัคชั่น กับห้างหุ้นส่วนจำกัด คงวิบูลย์ ซัพพลาย

หลังจากนั้นมีการอนุมัติและทำสัญญาว่าจ้างในโครงการขุดลอกคลองทั้ง 7 โครงการ โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.ธนิดา คอนสตรัคชั่น ได้งาน 3 โครงการ คือโครงการขุดลอกคลองวังยาง คลองทับกวางและคลองหนองแหน

บริษัทเอสเอ็มพี เมืองเพรียว คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้งาน 3 โครงการ คือ โครงการขุดลอกคลองซับสนุ่น คลองหนองโป่งเกตุ และคลองใหญ่

บริษัทแสนเมืองทอง จำกัด ได้งาน 1 โครงการ คือ โครงการขุดลอกคลองบ้านไร่

ต่อมามีกลุ่มผู้รับเหมาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมได้ทำหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยราชการต่าง ๆ ให้ตรวจสอบการทุจริตการจ้างเหมาขุดลอกคลองทั้ง 7 โครงการ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติชี้มูลว่า จำเลยกระทำความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เนื่องจากการจ้างเหมาขุดลอกคลองโดยวิธีสอบราคาของโครงการชลประทานสระบุรี อันเป็นหน่วยงานของรัฐในครั้งนี้จักต้องดำเนินการให้เป็นไปตามสำเนาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 41 (1) ตามคำเบิกความของนางสาวสุปราณี พยานโจทก์ผู้ดำรงตำแหน่งนิติกรชำนาญการพิเศษ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กรณีจึงมีข้อต้องพิจารณาในประการแรกว่า การที่จำเลยจัดให้บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างมารับเอกสารประกาศสอบราคา ณ ที่ทำการของจำเลยถือเป็นการปฏิบัติโดยถูกต้อง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวหรือไม่ ในข้อนี้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 41 (1) ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวสารการสอบราคาโดยมีสาระสำคัญว่า ให้ส่วนราชการเจ้าของโครงการปิดประกาศสอบราคาไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการของส่วนราชการนั้นกับส่งประกาศสอบราคาไปยังผู้มีอาชีพรับจ้างก่อสร้างโดยตรงหรือโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งการส่งประกาศสอบราคาไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างโดยตรงนั้น นอกจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีข้างต้นจะไม่ได้วางหลักปฏิบัติว่าต้องกระทำโดยวิธีการอย่างใดแล้ว นางสาวสุปราณี พยานโจทก์ยังให้ความเห็นยืนยันว่า หากผู้รับเหมาก่อสร้างรายใดมารับเอกสารประกาศสอบราคาโดยตรงที่หน่วยงานเจ้าของโครงการ ก็ถือว่าเป็นการส่งประกาศสอบราคาให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างโดยตรงแล้ว ประกอบกับในช่วงปี 2544 ที่เกิดเหตุ กรมชลประทานไม่มีงบประมาณค่าใช้จ่ายในการส่งเอกสารประกาศสอบราคาให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างโดยตรงตาม คำเบิกความตอบคำถามค้านของนางวัลภา พยานโจทก์ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองพัสดุ กรมชลประทาน ดังนี้ การที่จำเลยจัดให้บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างมารับเอกสารประกาศสอบราคา ณ โครงการชลประทานสระบุรีซึ่งเป็นที่ทำการของจำเลย จึงถือเป็นการปฏิบัติโดยถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 41 (1) แล้ว

ปัญหาต่อไปว่า บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างทุกรายตามที่ปรากฏรายชื่อในสำเนาบัญชีขอส่งเอกสารสอบราคา ชป.212 ได้รับเอกสารประกาศสอบราคาไปตามความเป็นจริงหรือไม่ ในปัญหานี้ เมื่อพิจารณาสำเนาบัญชีขอส่งเอกสารสอบราคา ชป. 212 แล้ว จะเห็นได้ว่า รายชื่อผู้รับเหมาก่อสร้างลำดับที่ 1 ถึง ลำดับที่ 7 ตามสำเนาบัญชีขอส่งเอกสารสอบราคา ชป.212 ทั้ง 7 โครงการ คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดกาญจนาสระแก้วการค้า ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรจนาก่อสร้าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ.วิวัฒน์ ก่อสร้างพระพุทธบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญวรกุล ห้างหุ้นส่วนจำกัด พรหมสวัสดิ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.ธนิดา คอนสตรัคชั่นและบริษัทแสนเมืองทอง จำกัด ล้วนมีลำดับรายชื่อเหมือนกันทุกโครงการและรับเอกสารสอบราคาในวันเดือนปีเดียวกันโดยไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ผิดปกติ มีข้อพิรุธ ไม่น่าเป็นไปได้ว่าผู้รับเหมาก่อสร้าง รวม 7 ลำดับ ใน 7 โครงการจะพร้อมใจกันมารับเอกสารสอบราคาในคราวเดียวกันและพร้อมเพรียงกันเช่นนี้ อีกทั้งผู้แทนของผู้รับเหมาก่อสร้างลำดับที่ 1 ถึงที่ 3 ได้แก่ นางชุติกาญจน์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจนาสระแก้วการค้า นายธีรวัฒน์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรจนาก่อสร้าง และนายฉัตรชัย หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ.วิวัฒน์ก่อสร้างพระพุทธบาท ต่างเบิกความเป็นพยานโจทก์ให้ข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกันว่า ห้างของพยานทั้งสามไม่เคยได้รับเอกสารประกาศสอบราคาทั้ง 7 โครงการ และลายมือชื่อของผู้รับเอกสารตามสำเนาบัญชีขอส่งเอกสารสอบราคา ชป.212 ในหลายโครงการไม่ใช่ลายมือชื่อของพยานหรือลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างของพยานและแม้ลายมือชื่อของผู้รับเอกสารในบางโครงการจะเป็นลายมือชื่อของพยาน แต่ก็เป็นกรณีที่พยานลงลายมือชื่อในเอกสารที่ยังไม่มีกรอกรายละเอียด จึงไม่ทราบว่าเป็นการลงลายมือชื่อในโครงการใด ต่อไปเมื่อตรวจสอบคำเบิกความของผู้แทนของผู้รับส่วนเหมาก่อสร้างลำดับอื่นที่มีรายชื่อในสำเนาบัญชีขอส่งเอกสารสอบราคา ชป.212 รวม 7 โครงการ ได้แก่ นายชัยธนันท์ กรรมการผู้จัดการของบริษัท ส.ทวีพงษ์ จำกัด นายกรฤทธิ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ดี.อาร์.อาร์ นางวราภรณ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิลาสมบัติ นายประกิจ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด คงวิบูลย์ซัพพลาย และนายชูศักดิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ท.พิกุลทอง จะเห็นได้ว่า พยานโจทก์ทั้งห้าปากดังกล่าวได้ให้ข้อมูลสอดคล้องกับผู้แทนของผู้รับเหมาก่อสร้างลำดับที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า ห้างของพยานไม่เคยได้รับเอกสารประกาศสอบราคาในโครงการต่าง ๆ แม้บางโครงการจะมีการลงลายมือชื่อว่ารับเอกสารแต่ลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอมและแม้บางโครงการ พยานจะได้ลงลายมือชื่อไว้จริง แต่ก็เป็นการลงลายมือชื่อในเอกสารที่ยังไม่มีการกรอกรายละเอียดของโครงการและวันที่รับเอกสาร นอกจากนี้ ในส่วนของผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีรายชื่อเป็นผู้ซื้อซองสอบราคาและยื่นซองสอบราคา ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท.พิกุลทอง ในโครงการขุดลอกคลองทับกวาง และห้างหุ้นส่วนจำกัด คงวิบูลย์ซัพพลาย ในโครงการขุดลอกคลองหนองแหนนั้น นายชูศักดิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ท.พิกุลทอง และนายประกิจ ห้างหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด คงวิบูลย์ซัพพลาย ได้เบิกความยืนยันตรงกันว่า ห้างของพยานทั้งสองไม่เคยซื้อซองสอบราคาและไม่เคยยื่นซองสอบราคาในโครงการขุดลอกคลองทับกวางและคลองหนองแหนแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถ้อยคำของพยานโจทก์ทั้งแปดปากข้างต้นแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งหลายเบิกความให้รายละเอียดเกี่ยวกับการมีชื่อรับเอกสารประกาศสอบราคา การซื้อซองสอบราคาและการยื่นซองสอบราคาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ส่อไปในทางให้ร้ายใส่ความจำเลย ดังจะเห็นได้จากพยานโจทก์ทุกปากมิได้กล่าวหาว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของพยานหรือเรียกร้องเอาผลประโยชน์จากพยาน อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหลายนับว่ามีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ว่ารายชื่อผู้รับเหมาก่อสร้างที่ถูกระบุว่าได้รับเอกสารประกาศสอบราคา ชป.212 รวม 7 โครงการ มีการจัดทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามความจริงเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.ธนิดา คอนสตรัคชั่น บริษัทเอสเอ็มพี เมืองเพรียว คอนสตรัคชั่น จำกัดและบริษัทแสนเมืองทอง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประมูลงานได้ โดยผู้รับเหมาก่อสร้างรายอื่นนอกเหนือจากผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งสามรายดังกล่าวต่างไม่มีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการสอบราคาจ้างเหมาก่อสร้างงานขุดลอกคลอง 7 โครงการ และเนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการสอบราคาให้ผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งหลายทราบทั้ง 7 โครงการ เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ของจำเลยผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุโดยตรง จำเลยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดในส่วนนี้ได้ ที่จำเลยฎีกาว่า คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการสอบราคาแก่ผู้รับเหมาก่อสร้าง คดีจึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า ข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่มีผลผูกมัดการพิจารณาคดีของศาล โดยศาลมีอำนาจพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งปวงแล้วมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นแตกต่างจากความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้ ที่จำเลยฎีกาต่อไปอีกว่านายสุทธิวัฒน์ ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยเป็นผู้มอบเอกสารประกาศสอบราคาให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างทุกราย ทั้งนายสุทธิวัฒน์ก็มิได้ให้การปรักปรำว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการให้ผู้รับเหมาก่อสร้างลงลายมือชื่อในสำเนาบัญชีขอส่งเอกสารสอบราคา ชป.212 รวม 7 โครงการไว้ล่วงหน้า กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในชั้นที่นายสุทธิวัฒน์ไปให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินนั้น นายสุทธิวัฒน์ได้ให้ถ้อยคำโดยสรุปว่า ในโครงการขุดลอกคลองวังยาง คลองบ้านไร่และคลองหนองโป่งเกตุ นายสุทธิวัฒน์ได้ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างลงลายมือชื่อรับเอกสารประกาศสอบราคาไว้ล่วงหน้าและเมื่อมีการประกาศสอบราคาแล้วก็จะกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของผู้รับเหมาก่อสร้างลงในแบบ ชป.212 ภายหลัง จากนั้นได้ส่งเรื่องให้จำเลยดำเนินการต่อไป ซึ่งเมื่อพิจารณาคำให้การของนายสุทธิวัฒน์ดังกล่าวแล้วนับว่าสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้แทนของผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งหลายที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า พยานไม่เคยได้รับเอกสารประกาศสอบราคาในโครงการขุดลอกคลองทั้ง 7 โครงการ ถ้อยคำของนายสุทธิวัฒน์จึงไม่อาจนำมารับฟังให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยได้ ที่จำเลยฎีกาอีกว่าพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนของผู้รับเหมา ก่อสร้างทั้งหลายมิได้เบิกความว่าจำเลยกีดกันการรับรู้ข้อมูลข่าวสารการสอบราคา จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า สำเนาบัญชีขอส่งเอกสารสอบราคา ชป.212 ล้วนมีลายมือชื่อของจำเลยลงไว้ในตอนล่างของเอกสารว่าเป็นผู้แจกเอกสารประกาศสอบราคาให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งหลาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยเป็นลำดับมาฟังได้ว่าผู้รับเหมาก่อสร้างรายอื่นนอกเหนือจากผู้รับเหมาก่อสร้างสามรายที่ประมูลงานได้ ไม่เคยรับรู้หรือได้รับเอกสารประกาศสอบราคาจ้างเหมาก่อสร้างงานขุดลอกคลองทั้ง 7 โครงการ คดีจึงต้องถือว่า จำเลยกระทำการโดยวิธีปกปิดกีดกัน การรับรู้ข้อมูลข่าวสารการสอบราคาเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าทำการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม อันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ประกอบมาตรา 7 ดังฟ้อง แม้ผู้รับเหมาก่อสร้างสามรายที่ประมูลงานได้จะเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางและปฏิบัติงานสำเร็จเรียบร้อยโดยไม่เกิดความเสียหายแก่ทางราชการดังที่จำเลยฎีกา แต่การประมูลงานได้ของผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งสามรายก็เกิดจากการกระทำของจำเลยที่มุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ความสำเร็จในการทำงานของผู้รับเหมาก่อสร้างทั้งสามราย จึงไม่อาจลบล้างความผิดของจำเลยซึ่งเกิดขึ้นก่อนถึงขั้นตอนการเสนอราคาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 7 ม. 12
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายจิต จันทร์ตอ
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15586/2558
#592300
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นคนต่างด้าวฟ้อง ส. กับพวกในฐานะคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คำฟ้องระบุว่าแนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 กำหนดเงื่อนไขการรับเงินทดแทนของลูกจ้างต่างด้าวจากกองทุนเงินทดแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยไม่จ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนให้โจทก์ที่ 1 เนื้อหาคำฟ้องเป็นเช่นเดียวกับคำฟ้องคดีนี้ที่มุ่งประสงค์ให้เพิกถอนแนวปฏิบัติฉบับเดียวกันโดยโจทก์ที่ 1 อ้างว่าแนวปฏิบัติไม่มีผลบังคับเพื่อขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 บัญญัติให้มีกองทุนเงินทดแทนขึ้นในสำนักงานประกันสังคม (จำเลย) เพื่อจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง ทรัพย์สินของกองทุนเงินทดแทนตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานประกันสังคม โดยให้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนทำหน้าที่ปฏิบัติงานให้แก่สำนักงานประกันสังคมหรืออาจมอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ปฏิบัติแทนได้ การที่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 32 กำหนดแนวปฏิบัติให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ซึ่งต่อมาสำนักงานประกันสังคมถือปฏิบัติตามมตินั้นโดยจัดทำหนังสือวางแนวปฏิบัติแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัด คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนกับสำนักงานประกันสังคมจึงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเดียวกัน หากการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ที่ 1 สำนักงานประกันสังคมต้องรับผิด การที่โจทก์ที่ 1 ฟ้อง ส. กับพวกในฐานะคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นจำเลยในคดีก่อน กับฟ้องสำนักงานประกันสังคมเป็นจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันโดยคู่ความเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

เมื่อคดีนี้เป็นคดีแรงงาน ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 สำหรับเรื่องที่ไม่ได้บัญญัติไว้ก็ให้นำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 31 จึงนำ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 เรื่องการให้การคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน โดยให้มีผลทันทีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อแรกว่า การที่โจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ที่ 1 เคยยื่นฟ้องนายสุรินทร์ กับพวกรวม 13 คน ในฐานะคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 124/2551 ของศาลแรงงานภาค 5 ด้วยเหตุที่เป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันและจำเลยคนเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนที่โจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องไว้นั้นมีเนื้อหาคำฟ้องระบุว่าแนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 กำหนดเงื่อนไขการรับเงินทดแทนของลูกจ้างต่างด้าวจากกองทุนเงินทดแทน ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่อาจเข้าถึงสิทธิในเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนได้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้บังคับไม่ได้ เป็นเหตุให้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยไม่จ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่สั่งให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 แล้วสั่งใหม่เป็นว่าให้จำเลยสั่งจ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เนื้อหาคำฟ้องเป็นเช่นเดียวกับคำฟ้องคดีนี้ที่มุ่งประสงค์ให้เพิกถอนแนวปฏิบัติฉบับเดียวกัน อันเป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ใช้อ้างว่าแนวปฏิบัติไม่มีผลบังคับเพื่อขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการฟ้องคนละเรื่องกันกับคดีก่อนดังที่โจทก์ที่ 1 อ้างในอุทธรณ์นอกจากนี้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 กำหนดให้มีกองทุนเงินทดแทนในสำนักงานประกันสังคมเพื่อจ่ายเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานประกันสังคม โดยให้คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนประกอบด้วยเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเป็นประธานกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินหกคนกับผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละสามคน ทำหน้าที่ปฏิบัติงานให้แก่สำนักงานประกันสังคมหรืออาจมอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ปฏิบัติงานแทนได้ การที่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติครั้งที่ 20/2544 ลงวันที่ 14 กันยายน 2544 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 กำหนดแนวปฏิบัติให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ซึ่งต่อมาสำนักงานประกันสังคมถือปฏิบัติตามมติดังกล่าวโดยจัดทำหนังสือวางแนวปฏิบัติแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัด เช่นนี้ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนกับสำนักงานประกันสังคมจึงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเดียวกันภายใต้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 หากการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ที่ 1 สำนักงานประกันสังคมต้องรับผิด ดังนั้น การที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องสำนักงานประกันสังคมเป็นจำเลยในคดีนี้กับคดีก่อนที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องนายสุรินทร์ กับพวกรวม 13 คน ในฐานะคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นจำเลย จึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันโดยคู่ความเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อที่สองว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้จะต้องนำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาใช้บังคับหรือไม่ และอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะต้องพิจารณาว่าเป็นผู้ที่อาจจะเดือดร้อนหรืออาจจะเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากแนวปฏิบัติของจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 42 หรือไม่ เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 แต่ทั้งนี้การดำเนินกระบวนพิจารณาในบางเรื่องที่ไม่ได้บัญญัติไว้ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องนั้นมาใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานได้โดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ดังนั้น จึงนำบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองตามที่โจทก์ทั้งสามอ้างมาใช้กับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแรงงานไม่ได้ รวมถึงในเรื่องอำนาจฟ้องก็ไม่อาจนำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 42 มาวินิจฉัยถึงการเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ที่ศาลแรงงานภาค 5 ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 และนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ในเรื่องอำนาจฟ้องมาใช้โดยอนุโลมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 42
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหนุ่ม ไหมแสง กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายรัฐการ สัมพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15582/2558
#592184
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติพม่าซึ่งเข้าเมืองมาโดยมิชอบ แต่ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ได้อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเรื่องตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 17 ประกอบประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2549 และวันที่ 19 มกราคม 2551 ซึ่งโจทก์ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแล้วเรียกว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย(พม่า) กับแบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ เป็นหลักฐานที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดทำขึ้น นอกจากนี้โจทก์ยังได้รับอนุญาตให้ทำงานตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 12 (1) (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะนั้น) และกฎกระทรวงกำหนดแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตทำงานและการออกใบอนุญาตทำงาน สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่หลบหนีเข้าเมือง พ.ศ.2547 กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ออกใบอนุญาตทำงานให้โจทก์ทำงานกับ ว. ซึ่งเป็นนายจ้าง มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2550 โดยมีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (พม่า) กับแบบรับรองรายการทะเบียนประวัติ อันเป็นหลักฐานที่สามารถใช้นำมาจัดทำฐานทะเบียนของโจทก์ ทั้งมีใบอนุญาตให้ทำงานได้ที่ทางราชการออกให้แล้ว ว. ผู้เป็นนายจ้างสามารถใช้หลักฐานดังกล่าวไปดำเนินการลงทะเบียนโดยการยื่นแบบลงทะเบียนนายจ้างและแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างได้ ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง การลงทะเบียนนายจ้างตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ที่แนวปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคมตามหนังสือที่ รส 0711/ว 751 ข้อ 2.1 ที่กำหนดว่า แรงงานต่างด้าวที่จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนต้องมีหลักฐานแสดงว่ามีการจดทะเบียนและมีใบอนุญาตให้ทำงานที่ทางราชการออกให้มาแสดงประกอบกับหนังสือเดินทางหรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวนั้น เมื่อโจทก์เป็นคนต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันจากทางราชการให้ประกอบอาชีพในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นกรณีพิเศษ โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนได้ ในการอนุญาตให้ทำงานและให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรนั้น กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้ออกใบอนุญาตให้ทำงาน โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จดทะเบียนไว้ในแบบรายการทะเบียนประวัติเพื่อให้ได้สิทธิอาศัยชั่วคราว (ท.ร.38/1) และจัดบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยให้แก่โจทก์แล้ว มิอาจถือได้ว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติตามข้อ 2.1 ที่กำหนดไว้ในหนังสือที่ รส 0711/ว 751

สำหรับเรื่องการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนเป็นหน้าที่โดยตรงของนายจ้างตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 44 หากนายจ้างไม่ดำเนินการ ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 46 และรับโทษทางอาญาตามมาตรา 62 และเป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 47 ที่จะต้องดำเนินการต่อนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กรณีไม่อาจอ้างว่านายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนมาปฏิเสธสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง ทั้ง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ไม่มีบทบัญญัติจำกัดเงื่อนไขการเข้าถึงสิทธิในการได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนว่าลูกจ้างจะต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยเสียก่อน ดังนั้นการที่สำนักงานประกันสังคมออกหนังสือที่ รส 0711/ว 751 กำหนดในส่วนที่ว่า แรงงานต่างด้าวจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน จะต้องมีหลักฐานว่านายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนในอัตราไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ และแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทย จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างที่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน แต่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่อาศัยแนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว 751 ที่ไม่ชอบมาออกคำสั่งปฏิเสธสิทธิไม่ให้โจทก์ขอรับค่าทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (1) เดือนละ 2,418 บาท ส่วนที่ขาดอีก 4 เดือน 20 วัน จึงเป็นออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 และการที่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติให้จำหน่ายเรื่องที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่เรียกร้องค่าทดแทนส่วนที่ขาดก็เป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 52 กรณีจึงมีเหตุให้ต้องเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 401/2550 ในส่วนที่มีมติให้จำหน่ายอุทธรณ์ของโจทก์ที่เรียกร้องให้กองทุนเงินทดแทนจ่ายค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (1) เพิ่มเติมแก่โจทก์ แล้วให้สำนักงานประกันสังคม โดยกองทุนเงินทดแทนรับผิดชอบจ่ายค่าทดแทนส่วนนี้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 401/2550 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2550 และให้จำเลยทั้งสิบสามมีคำวินิจฉัยให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนจำนวน 12,045.25 บาท แก่โจทก์ภายใน 7 วัน

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 5 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 จำเลยทั้งสิบสามไม่ค้าน ศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติพม่า เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีหนังสือเดินทางแต่ได้รับอนุญาตผ่อนผันให้ทำงานชั่วคราวในประเทศไทยและได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งคนงานก่อสร้างให้แก่นายวิรัช นายจ้างซึ่งประกอบธุรกิจรับเหมาช่วงงานก่อสร้าง โดยทำงานให้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 นายวิรัชมีลูกจ้างเป็นคนต่างด้าวซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนนายจ้างตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และไม่ได้นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน ระหว่างทำงานในสถานที่ก่อสร้างโจทก์ถูกแท่งเสาเหล็กขนาดกว้างประมาณ 1 ฟุต ยาวประมาณ 2 เมตร ตกจากที่สูงกระแทกศีรษะด้านขวาและหลัง เป็นเหตุให้โจทก์หมดสติทันทีและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ แพทย์รักษาโดยการผ่าตัดอวัยวะภายในและต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หลังจากนั้นโจทก์ออกจากโรงพยาบาลไปพักรักษาตัวที่บ้านและต้องกลับมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอีกเนื่องจากมีอาการแผลกดทับบริเวณก้น ร่างกายของโจทก์นับแต่บริเวณเอวลงไปใช้การไม่ได้ โจทก์ยื่นขอรับเงินทดแทนซึ่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งที่ 1/2550 ให้นายวิรัชซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 35,000 บาท และค่าทดแทนรายเดือนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 (1) เดือนละ 2,418 บาท เป็นเวลา 2 เดือน 17 วัน เป็นเงิน 6,206.20 บาท ต่อมาสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเนื่องจากสิ้นสุดการรักษาและแพทย์ประเมินการสูญเสียสมรรถภาพว่าโจทก์มีอาการอัมพาตครึ่งล่าง ขาทั้งสองข้างรวมถึงลำตัวส่วนล่างสูญเสียความรู้สึก คิดเป็นการสูญเสียสมรรถภาพร้อยละ 70 ของทั้งร่างกาย อันเป็นกรณีทุพพลภาพตามมาตรา 18 (3) จึงมีคำสั่งที่ 2/2550 ว่า นอกจากให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลและค่าทดแทนรายเดือนตามคำสั่งเดิมแล้ว ยังให้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (3) เดือนละ 2,418 บาท เป็นเวลา 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป โดยครบกำหนดจ่ายงวดแรกวันที่ 10 สิงหาคม 2550 และงวดเดือนถัดไปทุกวันที่ 10 ของเดือน โดยให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนรายเดือนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้คือ นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2549 ที่โจทก์ประสบอันตรายต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 อันเป็นวันที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ออกคำสั่งใหม่ รวม 7 เดือน 17 วัน ดังนี้คำสั่งที่ถูกต้องสั่งว่าให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (1) เดือนละ 2,418 บาท เป็นเวลา 7 เดือน 17 วัน เป็นเงิน 18,251.45 บาท ส่วนคำสั่งเกี่ยวกับค่าทดแทนตามมาตรา 18 (3) นั้น พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 25 กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ และให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิแทนนายจ้าง พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องมีคำสั่งให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์แทนนายวิรัช การที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้นายวิรัชนายจ้างจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์แทนที่จะให้กองทุนเงินทดแทนหรือสำนักงานประกันสังคมรับผิดชอบจ่ายเงิน ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เนื่องจากไม่มีหลักประกันว่านายวิรัชจะปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ นายวิรัชเป็นเพียงผู้รับเหมาก่อสร้างมิได้มีกิจการมั่นคงเป็นหลักแหล่งแน่นอน และโจทก์เป็นคนต่างด้าวประสบอันตรายถึงขนาดทุพพลภาพจึงขอรับเงินทดแทนทั้งหมดในคราวเดียว โดยขอให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 35,000 บาท ค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (1) เดือนละ 2,418 บาท เป็นเวลา 7 เดือน 17 วัน และค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (3) เดือนละ 2,148 บาท เป็นเวลา 15 ปี นายวิรัชได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว ต่อมาโจทก์กับนายวิรัชทำบันทึกตกลงการรับจ่ายเงินค่าทดแทนคราวเดียวไว้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ว่า นายวิรัชตกลงจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 (3) ที่คงเหลืออยู่ให้เป็นคราวเดียว 176 เดือน (โดยนายวิรัชจ่ายให้ไปแล้ว 4 เดือน) เป็นเงิน 425,568 บาท ซึ่งนายวิรัชหักส่วนลดตามกฎหมายร้อยละ 2 ต่อปี คงเหลือเป็นเงินสุทธิที่โจทก์ได้รับ 362,796.72 บาท และในวันเดียวกันนายวิรัชจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) จำนวน 6,206.20 บาท ให้แก่โจทก์ ตามคำสั่งที่ 2/2550 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2550 คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยที่ 401/2550 ว่า สำนักงานประกันสังคมกำหนดแนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว 751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 เรื่อง การให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานว่า กรณีที่แรงงานต่างด้าวจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนต้องมีหลักฐานการจดทะเบียนและมีใบอนุญาตให้ทำงานที่ทางราชการออกให้ มาแสดงประกอบกับหนังสือเดินทางหรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน และแรงงานต่างด้าวต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากไม่มีหลักฐานนายจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างเอง เมื่อนายวิรัชจ่ายค่าทดแทนคราวเดียวตามมาตรา 18 (3) และค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) เป็นเวลา 2 เดือน 17 วัน ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ที่ 2/2550 คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีความเห็นว่า ไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องนี้อีกต่อไปจึงมีมติให้จำหน่ายเรื่องออกจากการพิจารณา แล้วศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า แนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว 751 ออกตามมติที่ประชุมของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ซึ่งคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนกำหนดแนวปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวไว้ 2 ประเภท ดังนี้ ประเภทแรก แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานโดยถูกต้องซึ่งนายจ้างขึ้นทะเบียนและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนแล้ว ย่อมมีสิทธิเรียกให้กองทุนเงินทดแทนจ่ายเงินทดแทนให้แก่ตนเองได้ เมื่อประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ประเภทที่สอง แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานโดยไม่ถูกต้อง ไม่สามารถนำหลักฐานที่กำหนดไว้มาแสดงและ/หรือนายจ้างไม่ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแรงงานต่างด้าวประเภทนี้เอง นอกจากนี้แม้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการกับนายจ้างที่ไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนตามมาตรา 62 ดังที่โจทก์อ้าง แต่มาตรา 50 ก็ยังให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายได้ ซึ่งหากนายจ้างฝ่าฝืนจะมีความผิดและต้องรับโทษอาญาตามมาตรา 64 ถือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าวแล้ว มิใช่เป็นการตัดสิทธิเรียกร้องเงินทดแทน ที่โจทก์อ้างว่าเป็นสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนนั้น จำต้องพิจารณาว่ากฎหมายกำหนดหน้าที่ด้วยหรือไม่ หากกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องปฏิบัติ ก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่เสียก่อนจึงจะกล่าวอ้างสิทธิได้ และหน้าที่ที่กำหนดก็เป็นเหตุผลอันสมควร ถ้าไม่มีการปฏิบัติหน้าที่ที่กำหนดเสียก่อนแล้วต่อมาถูกปฏิเสธสิทธิ จึงไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้กองทุนเงินทดแทนจ่ายเงินทดแทนแทนนายจ้าง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นต่อไปว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพิ่มขึ้นตามฟ้องจากกองทุนเงินทดแทนหรือไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนรายเดือนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 (1) เพิ่มเติมตามฟ้องจากกองทุนเงินทดแทนหรือไม่ เห็นว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งที่ 2/2550 ให้นายวิรัชซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าทดแทนรายเดือนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 (1) เดือนละ 2,418 บาท เป็นเวลา 2 เดือน 17 วัน ซึ่งแม้โจทก์จะยอมรับค่าทดแทนที่นายวิรัชจ่ายให้แก่โจทก์ตามคำสั่งที่ 2/2550 แต่โจทก์ไม่ได้ถอนอุทธรณ์ที่ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่เรียกร้องให้กองทุนเงินทดแทนจ่ายค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (1) ตลอดระยะเวลาที่โจทก์ไม่สามารถทำงานให้แก่นายจ้างได้ คือนับแต่วันที่โจทก์ประสบอันตรายถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 กรณีถือว่ามีประเด็นที่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (1) เพิ่มเติมหรือไม่ การที่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนจำหน่ายเรื่องออกเสียโดยไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 32 (5) และมาตรา 52 เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนฟังยุติว่า หลังจากโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน เป็นอัมพาตส่วนล่างนับแต่ช่วงเอวลงไป คิดเป็นการสูญเสียสมรรถภาพร้อยละ 70 ของร่างกายทั้งหมด เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถทำงานให้แก่นายจ้างได้นับแต่วันที่ประสบอันตรายคือ วันที่ 4 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไป ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 ให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพตามมาตรา 18 (3) เดือนละ 2,418 บาท เป็นเวลา 15 ปี นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2550 อันเป็นวันที่แพทย์ประเมินการสูญเสียสมรรถภาพและถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทุพพลภาพเป็นต้นไป ดังนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (1) เดือนละ 2,418 บาท นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2549 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2550 เป็นเวลา 7 เดือน 7 วัน เมื่อนายวิรัชผู้เป็นนายจ้างได้จ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้วจำนวน 2 เดือน 17 วัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนรายเดือนส่วนที่เหลืออีก 4 เดือน 20 วัน ส่วนปัญหาต่อไปว่าโจทก์จะมีสิทธิเรียกให้กองทุนเงินทดแทนจ่ายค่าทดแทนส่วนที่ขาดนี้หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 บัญญัติให้นิยามคำว่า "ลูกจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย" "ค่าทดแทน หมายความว่า เงินที่จ่ายให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 สำหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหายของลูกจ้างตามพระราชบัญญัตินี้" มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้นและให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง" วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ" มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจ่ายเงินทดแทนตามหมวดนี้ ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบ ให้สำนักงานจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แทนนายจ้างนั้น..." มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้มีกองทุนเงินทดแทนในสำนักงานประกันสังคมเพื่อจ่ายเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้างซึ่งมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบตามมาตรา 44 และเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา 43" และมาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้กระทรวงแรงงานประกาศกำหนดประเภทและขนาดของกิจการ และท้องที่ที่นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบ..." ซึ่งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ในขณะนั้นได้ออกประกาศ เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ และท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2545 ให้ยกเลิกความในข้อ 2 แห่งประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ประเภทขนาดของกิจการ และท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบลงวันที่ 12 กันยายน 2537 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน ข้อ 2 กำหนดว่า ให้นายจ้างที่มีลูกจ้างทำงานตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไปในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักรมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ ทั้งนี้ เว้นแต่ (1) นายจ้างซึ่งประกอบกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมิได้ใช้ลูกจ้างตลอดปีและไม่มีงานลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย (2) นายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งงานที่ลูกจ้างทำนั้นมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (3) นายจ้างซึ่งประกอบการค้าเร่ การค้าแผงลอย เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 บัญญัติให้มีการจัดตั้งกองทุนเงินทดแทนขึ้นเพื่อจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือเพื่อจ่ายเงินทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง โดยเป็นการจ่ายให้แทนนายจ้างที่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน อันเป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างทุกคนโดยทั่วไป มิให้ต้องเสี่ยงกับฐานะการเงินของนายจ้างหรือความไม่แน่นอนที่จะได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างหรือความล่าช้าที่นายจ้างจะชำระเงินทดแทน จึงมีผลบังคับใช้แก่นายจ้างทุกคนที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คน ขึ้นไป ยกเว้นกิจการบางประเภทข้างต้นเท่านั้น โดยกำหนดให้เป็นหน้าที่เฉพาะของนายจ้างแต่ฝ่ายเดียวที่จะต้องยื่นแบบลงทะเบียนจ่ายเงินสมทบและรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างต่อสำนักงานประกันสังคมตามแบบที่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกำหนด ซึ่งสำนักงานประกันสังคมได้ประกาศ เรื่อง การลงทะเบียนนายจ้างตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ข้อ 1 กำหนดว่า ให้ใช้แบบขึ้นทะเบียน (สปส.1-01) ท้ายประกาศนี้ เป็นแบบลงทะเบียนนายจ้าง ข้อ 2 กำหนดว่า ให้ใช้แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03) ท้ายประกาศนี้ เป็นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง โดยแบบทะเบียนผู้ประกันตน สปส.1-03 ที่ใช้เป็นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างในท้ายประกาศระบุว่า "กรณีชาวต่างประเทศหรือคนต่างด้าวให้กรอกข้อความใดข้อความหนึ่ง ดังนี้ ใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว (WORK PERMIT) เลขที่ ... หนังสือเดินทาง (PASSPORT) เลขที่... ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว เลขที่... อื่นๆ (ระบุ)..." คดีนี้แม้โจทก์เป็นคนต่างด้าวสัญชาติพม่าซึ่งเข้าเมืองมาโดยมิชอบ แต่ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีได้อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเรื่องตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 17 ประกอบประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2549 และวันที่ 19 มกราคม 2551 ซึ่งโจทก์ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแล้วเรียกว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (พม่า) กับแบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ เป็นหลักฐานที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดทำขึ้นโดยระบุภาพถ่ายหมายเลขบัตรประจำตัว 13 หลัก ชื่อตัว ชื่อสกุล เพศ สัญชาติ วันเดือนปีเกิด สถานที่พักอาศัย ชื่อบิดาและมารดา นอกจากนี้โจทก์ยังได้รับอนุญาตให้ทำงานตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 12 (1) (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะนั้น) และกฎกระทรวงกำหนดแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตทำงานและการออกใบอนุญาตทำงาน สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่หลบหนีเข้าเมือง พ.ศ.2547 ซึ่งกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ออกใบอนุญาตทำงานให้โจทก์ทำงานกับนายวิรัชซึ่งเป็นนายจ้าง มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2550 แสดงว่าโจทก์เป็นบุคคลที่รัฐได้จัดทำฐานข้อมูลแสดงตัวบุคคลรวมทั้งรายละเอียดที่ต้องการตามความจำเป็นเพื่อความมั่นคงของประเทศไว้แล้ว โดยมีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (พม่า) กับแบบรับรองรายการทะเบียนประวัติ อันเป็นหลักฐานที่สามารถใช้นำมาจัดทำฐานทะเบียนของโจทก์ ทั้งมีใบอนุญาตให้ทำงานได้ที่ทางราชการออกให้แล้ว นายวิรัชผู้เป็นนายจ้างสามารถใช้หลักฐานดังกล่าวไปดำเนินการลงทะเบียนโดยการยื่นแบบลงทะเบียนนายจ้างและแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างได้ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง การลงทะเบียนนายจ้างตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ส่วนที่แนวปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคมตามหนังสือที่ รส 0711/ว 751 ข้อ 2.1 ที่กำหนดว่า แรงงานต่างด้าวที่จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนต้องมีหลักฐานแสดงว่ามีการจดทะเบียนและมีใบอนุญาตให้ทำงานที่ทางราชการออกให้มาแสดงประกอบกับหนังสือเดินทางหรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวนั้น หากพิจารณาถึงที่มาแห่งการกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติที่ปรากฏในรายงานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนครั้งที่ 20/2544 ลงวันที่ 7 กันยายน 2544 ว่า ต้องการให้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาโดยมิชอบมีการจดทะเบียนและมีการออกใบอนุญาตให้ทำงานก่อนจึงจะให้ความคุ้มครองเข้าถึงสิทธิในการขอรับเงินจากกองทุนเงินทดแทนได้ หากเป็นลูกจ้างที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ทำงาน ควรผลักภาระให้นายจ้างรับผิดชอบจ่ายเงินทดแทนเอง เมื่อโจทก์เป็นคนต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันจากทางราชการให้ประกอบอาชีพในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นกรณีพิเศษ โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนได้ ซึ่งในการอนุญาตให้ทำงานและให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรนั้น กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้ออกใบอนุญาตให้ทำงาน โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จดทะเบียนไว้ในแบบรายการทะเบียนประวัติเพื่อให้ได้สิทธิอาศัยชั่วคราว (ท.ร.38/1) และจัดบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยให้แก่โจทก์แล้ว จึงมิอาจถือได้ว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติตามข้อ 2.1 ที่กำหนดไว้ในหนังสือที่ รส 0711/ว 751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 สำหรับเรื่องการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนเป็นหน้าที่โดยตรงของนายจ้างตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 44 หากนายจ้างไม่ดำเนินการ ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 46 และรับโทษทางอาญาตามมาตรา 62 โดยเป็นหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 47 ที่จะต้องดำเนินการต่อนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กรณีไม่อาจอ้างว่านายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนมาปฏิเสธสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง อีกทั้งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ไม่มีบทบัญญัติจำกัดเงื่อนไขการเข้าถึงสิทธิในการได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนว่าลูกจ้างจะต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยเสียก่อน ดังนั้นการที่สำนักงานประกันสังคมออกหนังสือที่ รส 0711/ว 751 กำหนดในส่วนที่ว่า แรงงานต่างด้าวจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน จะต้องมีหลักฐานว่านายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนในอัตราไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ และแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทย จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างที่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน แต่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่อาศัยแนวปฏิบัติตามหนังสือที่ รส 0711/ว 751 ที่ไม่ชอบมาออกคำสั่งปฏิเสธสิทธิไม่ให้โจทก์ขอรับค่าทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (1) เดือนละ 2,418 บาท ส่วนที่ขาดอีก 4 เดือน 20 วัน จึงเป็นออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และการที่คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติให้จำหน่ายเรื่องที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่เรียกร้องค่าทดแทนส่วนที่ขาดก็เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 52 กรณีจึงมีเหตุให้ต้องเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 401/2550 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2550 ในส่วนที่มีมติให้จำหน่ายอุทธรณ์ของโจทก์ที่เรียกร้องให้กองทุนเงินทดแทนจ่ายค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (1) เพิ่มเติมแก่โจทก์ แล้วให้สำนักงานประกันสังคมโดยกองทุนเงินทดแทนรับผิดชอบจ่ายค่าทดแทนส่วนนี้แก่โจทก์ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 401/2550 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2550 ในส่วนที่มีมติให้จำหน่ายอุทธรณ์ของโจทก์ที่เรียกร้องให้กองทุนเงินทดแทนจ่ายค่าทดแทนรายเดือนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 18 (1) เพิ่มเติมแก่โจทก์ โดยให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนรายเดือนตามมาตรา 18 (1) เดือนละ 2,418 บาท จำนวน 4 เดือน 20 วัน จากกองทุนเงินทดแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ม. 12 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 17
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 18 (1) ม. 44 ม. 52
กฎกระทรวงกำหนดแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตทำงานและการออกใบอนุญาตทำงาน สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่หลบหนีเข้าเมือง พ.ศ.2547
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2549
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหนุ่ม ไหมแสง
จำเลย — นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15577/2558
#635272
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาทเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น โจทก์และ จ. ซึ่งต่างเป็นนักธุรกิจได้แสดงเจตนาและรู้ถึงเจตนาโจทก์ว่ามีเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ดังกล่าว เมื่อภายหลังปรากฏว่าองค์การบริหารส่วนตำบลท่าอิฐแจ้งว่าที่ดินพิพาทติดถนนสาธารณะ การก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ต้องมีระยะร่นจากแนวถนนสาธารณะ 15 เมตร แต่ที่ดินพิพาทมีระยะที่วัดจากแนวถนนสาธารณะจรดเขตที่ดินเพียง 16 เมตร จึงไม่สามารถก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ได้ตามที่โจทก์ขอยื่นแบบก่อสร้าง กรณีถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลย โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวคงจะมิได้กระทำขึ้น การแสดงเจตนาของโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 157

เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆียะ และโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว ถือได้ว่าโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก โจทก์และจำเลยผู้เป็นคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องคืนเงินมัดจำ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำและค่าออกแบบอาคารรวม 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้พับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มกราคม 2555) เป็นต้นไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายจักรพงษ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ของชำร่วยและสิ่งพิมพ์ โจทก์ประสงค์จะประกอบกิจการจำหน่ายและติดตั้งเครื่องเสียงติดรถยนต์และพบว่าจำเลยประกาศให้เช่าหรือขายที่ดินโฉนดเลขที่ 28790 จังหวัดนนทบุรี โจทก์ติดต่อขอเช่าที่ดินดังกล่าวบางส่วนกับนายจักรพงษ์ วันที่ 29 เมษายน 2554 โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวบางส่วนจากจำเลย ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาเช่าที่ดินต่อกันและเปลี่ยนเป็นการซื้อขายที่ดิน วันที่ 8 พฤษภาคม 2554 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลย วันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำ 300,000 บาท กำหนดชำระเงินส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในวันที่ 9 กันยายน 2554 และมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอีกหนึ่งฉบับระหว่างจำเลยกับนางสาวแวววิทู ซึ่งเป็นพี่สาวโจทก์โดยคู่สัญญามิได้มีเจตนาให้มีผลผูกพันต่อกัน แต่ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ฝ่ายโจทก์นำไปเสนอสถาบันการเงินเพื่อกู้ยืมเงิน หลังทำสัญญาโจทก์เสนอขอซื้อที่ดินเพิ่มจากจำเลย จากนั้นโจทก์ว่าจ้างวิศวกรออกแบบอาคารเป็นเงิน 100,000 บาท ตามแบบแปลนอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น และขออนุญาตใช้ไฟฟ้าชั่วคราว โจทก์ขออนุญาตต่อองค์การบริหารส่วนตำบลท่าอิฐเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น แต่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าอิฐแจ้งว่าที่ดินดังกล่าวติดถนนสาธารณะ การก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ต้องมีระยะร่นจากแนวถนนสาธารณะ 15 เมตร แต่ที่ดินดังกล่าวมีระยะที่วัดจากแนวถนนสาธารณะจรดเขตที่ดินเพียง 16 เมตร จึงไม่สามารถก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ได้ ก่อนครบกำหนดวันรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระราคาจำเลยแจ้งเตือนให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญา จากนั้นโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญาและเรียกเงินมัดจำพร้อมค่าออกแบบอาคารคืนจากจำเลย จำเลยได้รับไว้แล้วเพิกเฉย ระหว่างที่โจทก์ยังมิได้บอกกล่าวเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยนั้นบุคคลภายนอกได้เปิดกิจการร้านจำหน่ายและติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ใกล้กับที่ดินที่จะซื้อขายดังกล่าว และหลังเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์ได้เปิดกิจการร้านจำหน่ายและติดตั้งเครื่องเสียงติดรถยนต์ ณ สถานที่อื่น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า โจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายคงจะมิได้กระทำขึ้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท จำเลยโดยนายจักรพงษ์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยและเป็นผู้ลงนามเป็นผู้จะขายที่ดินพิพาทแทนจำเลยรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อจะก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลย โจทก์ไปขอยื่นแบบเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ต่อองค์การบริหารส่วนตำบลท่าอิฐตามแบบแปลนอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น และมีนางสาวแวววิทู พี่สาวโจทก์เบิกความว่าเดิมพยานกับโจทก์พากันไปพบนายจักรพงษ์เพื่อขอเช่าที่ดินพิพาท โดยแจ้งให้นายจักรพงษ์ทราบว่าต้องการใช้ที่ดินพิพาทก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ต่อมาโจทก์เปลี่ยนเป็นทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยฎีกาว่า โจทก์กล่าวอ้างลอยๆว่าโจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยเพื่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น เห็นว่า แบบแปลนอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ดังกล่าวมีความหนาถึง 38 แผ่น มีรายละเอียดแบบสถาปัตยกรรม และแบบวิศวกรรมโครงสร้าง แสดงถึงรูปลักษณะอาคารภายนอกและภายใน ความกว้าง ยาว และสูงของอาคาร แสดงให้เห็นว่าเป็นแบบที่ใช้สำหรับก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น บนที่ดินพิพาท นอกจากนี้ตัวโจทก์ นางสาวแวววิทู และนายจักรพงษ์ ต่างเบิกความสอดคล้องกันว่า โจทก์ไปดูที่ดินพิพาทหลายหนทั้งพาญาติโจทก์ไปดูด้วย ก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายโจทก์และจำเลยเคยตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทมาก่อน ต่อมาจึงเปลี่ยนมาเป็นทำสัญญาจะซื้อจะขายแทน หลังจากทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว โจทก์และนายจักรพงษ์ยังมีการเจรจาเพื่อจะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพิ่ม ประกอบกับที่ดินพิพาทมีราคาสูงถึง 8 ล้านบาท พยานหลักฐานโจทก์จำเลยดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าโจทก์มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาทเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น และในช่วงการเจรจาทำสัญญาเกี่ยวกับที่ดินพิพาทหลายครั้งหลายหนน่าเชื่อว่าโจทก์และนายจักรพงษ์ซึ่งต่างเป็นนักธุรกิจได้แสดงเจตนาและรู้ถึงเจตนาโจทก์ว่ามีเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ดังกล่าว เมื่อภายหลังปรากฏว่าองค์การบริหารส่วนตำบลท่าอิฐแจ้งว่าที่ดินพิพาทติดถนนสาธารณะ การก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ต้องมีระยะร่นจากแนวถนนสาธารณะ 15 เมตร แต่ที่ดินพิพาทมีระยะที่วัดจากแนวถนนสาธารณะจรดเขตที่ดินเพียง 16 เมตร จึงไม่สามารถก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ได้ตามที่โจทก์ขอยื่นแบบก่อสร้าง กรณีถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลย โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวคงจะมิได้กระทำขึ้น การแสดงเจตนาของโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย สำหรับฎีกาจำเลยที่ว่า โจทก์มีความประสงค์จะใช้ที่ดินในแนวราบเพื่อทำการค้าประเภทขายรถยนต์เป็นข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การจำเลยที่ให้การว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อดำเนินกิจการเครื่องเสียงประดับยนต์จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำหลักฐานการยื่นขออนุญาตก่อสร้าง คำปฏิเสธไม่อนุญาตและเหตุผลมาแสดง โจทก์สร้างเรื่องระยะร่นอันเป็นเท็จขึ้นมาเองนั้น ในข้อนี้ศาลชั้นต้นได้ฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า โจทก์นำแบบแปลนอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ไปขออนุญาตองค์การบริหารส่วนตำบลท่าอิฐเพื่อก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น องค์การบริหารส่วนตำบลท่าอิฐแจ้งว่าไม่สามารถก่อสร้างได้เนื่องจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าวต้องมีระยะร่นจากแนวถนนราชพฤกษ์ 15 เมตร เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงในข้อนี้เช่นเดียวกับศาลชั้นต้น ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆียะดังกล่าวมาและโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว ถือได้ว่าโจทก์บอกล้างโมฆียกรรมแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก โจทก์และจำเลยผู้เป็นคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องคืนเงินมัดจำ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 157 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชชา ก่อเกียรติตระกูล
จำเลย — บริษัทแม็คดิจิตัล เทคโนโลยี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ฉันทวัธน์ วรทัต
อธิป จิตต์สำเริง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15572/2558
#635271
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ แม้จำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อให้โจทก์หาเงินมาชำระค่าขึ้นศาล เป็นการทิ้งฟ้องและศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์โดยที่ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

โจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และฟ้องบังคับให้จำเลยคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เป็นเรื่องตัวการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 วรรคหนึ่ง แม้ไม่ได้ทำหนังสือตั้งให้เป็นตัวแทนก็ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 798 วรรคสอง

โจทก์สืบพยานบุคคลว่าผู้มีชื่อในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและในโฉนดเป็นตัวแทนของโจทก์นั้น หาได้สืบในข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือตามความหมายใน ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) นั้นไม่ แต่เป็นการสืบพยานในข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยในกรณีตัวแทนอีกส่วนหนึ่ง จึงหาใช่การนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดเลขที่ 12410 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืนโจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร และชำระเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12410 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยชำระเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มีนาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 12410 ที่พิพาทไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืนโจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเฉพาะกรณีจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์อื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12410 กรุงเทพมหานคร จากนายดุสิต และนางสาวกันยาศิริ ในราคา 12,000,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 นายดุสิตและนางสาวกันยาศิริจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามสำเนาโฉนดที่ดิน โจทก์เคยฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ต่อศาลชั้นต้นและศาลนัดพร้อมในวันที่ 28 มกราคม 2553 เพื่อให้โจทก์นำเงินมาชำระค่าขึ้นศาล โจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วแต่ไม่มาศาลในวันนัด ศาลบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งของศาลชั้นต้นหรือไม่ ในปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกเรื่องฟ้องซ้ำเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีแพ่งของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อให้โจทก์หาเงินมาชำระค่าขึ้นศาล เป็นการทิ้งฟ้องและศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์โดยที่ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวกันยาศิริ เจ้าของที่ดินพิพาทเดิมเป็นพยาน โดยโจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานได้ความว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทจากนายดุสิตและนางสาวกันยาศิริในราคา 12,000,000 บาท ชำระราคาที่ดินไปแล้วบางส่วน คงเหลือ 5,800,000 บาท และยังจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13848 ของโจทก์เป็นประกันหนี้เงินกู้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 6,200,000 บาท ต่อมาเมื่อจำเลยทราบว่าโจทก์ค้างชำระค่าที่ดินพิพาท จึงเสนอให้โจทก์กู้ยืมเงินจำนวน 6,000,000 บาท เป็นค่าที่ดินพิพาทและจะให้กู้ยืมเงินอีก 24,000,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยเพื่อลงทุนในที่ดินพิพาท นอกจากนี้จำเลยยังเสนอให้กู้ยืมเงินจำนวน 11,600,000 บาท โดยให้โจทก์นำที่ดินโฉนดเลขที่ 13848 ซึ่งติดจำนองธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มาประกันเงินกู้ยืมดังกล่าว กับให้นัดเจ้าของที่ดินมาโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13848 เพื่อนำมาจำนองกับจำเลยในวันที่ 4 พฤษภาคม 2548 ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร เมื่อถึงวันนัด โจทก์ จำเลย เจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายดุสิต นางสาวกันยาศิริกับพวกมาที่สำนักงานที่ดินดังกล่าว จำเลยได้มอบแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ฉบับแรกจำนวนเงิน 6,083,500 บาท ให้โจทก์นำไปไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13848 จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แล้วนำมาจดทะเบียนจำนองกับจำเลยในวงเงิน 11,600,000 บาท ส่วนฉบับที่สองจำนวนเงิน 5,000,000 บาท ให้โจทก์ไปชำระค่าที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือแก่นายดุสิตและนางสาวกันยาศิริ สำหรับที่ดินพิพาทจำเลยให้โจทก์โอนใส่ชื่อจำเลยเพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมการโอนและจะมอบเงินให้ในภายหลัง แต่โจทก์ไม่เคยได้รับเงินที่จำเลยจะให้กู้ยืมเงินจำนวน 6,000,000 บาท และเงินสำหรับลงทุนอีก 24,000,000 บาทดังกล่าว เหตุที่โจทก์ยอมโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เนื่องจากหากนายดุสิตและนางสาวกันยาศิริโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์และโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทกับจำเลยจะต้องเสียค่าธรรมเนียมหลายต่อ ทั้งโจทก์เชื่อใจและไว้วางใจจำเลยว่าจะไม่โกง โจทก์จึงยอมให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทน และนางสาวกันยาศิริก็เบิกความยืนยันว่า พยานไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับโจทก์ แต่ภายหลังพบว่าเป็นการทำสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างพยานกับจำเลย พยานได้ทักท้วง พยานจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่โจทก์ยืนยันขอให้โอนที่ดินพิพาทให้จำเลย เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินมาซื้อที่ดินพิพาทและจะให้กู้ยืมเงินอีก 20,000,000 บาท พยานจึงโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทในราคา 5,700,000 บาท โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 5,000,000 บาท และเงินสดอีก 700,000 บาท ซึ่งผู้ขายได้รับเงินไปแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความเชื่อมโยงต้องกันในข้อสาระสำคัญ โดยเฉพาะนางสาวกันยาศิริไม่รู้จักจำเลยมาก่อน ไม่มีข้อระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย จึงเชื่อได้ว่านางสาวกันยาศิริเบิกความไปตามความจริง ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนายดุสิตและนางสาวกันยาศิริในราคา 5,700,000 บาท นั้น เป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง เพราะเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทจากนายดุสิตและนางสาวกันยาศิริในราคา 12,000,000 บาท อย่างมาก ทั้งนายดุสิตและนางสาวกันยาศิริต่างไม่รู้จักจำเลยมาก่อน เพิ่งจะมาพบกันที่สำนักงานที่ดินในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงไม่น่าเชื่อว่านายดุสิตและนางสาวกันยาศิริจะขายที่ดินพิพาทให้จำเลยในราคาเพียง 5,700,000 บาท เท่านั้น ยิ่งกว่านั้นเมื่อโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือไปถึงจำเลยในฐานะผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ เพื่อให้มาจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาท ณ สำนักงานที่ดิน กรุงเทพมหานคร สาขาจตุจักร ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 เวลา 10 นาฬิกา โดยโจทก์เตรียมเงินเพื่อชำระคืนให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ซึ่งจำเลยก็ได้รับเอกสารดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งหรือปฏิเสธความข้อนี้ ทั้งไม่ได้ไปพบโจทก์ตามนัด โจทก์จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าโจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยคงไม่โกงโจทก์ จึงยอมให้ผู้ขายโอนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์เพราะหากไม่เป็นความจริงโจทก์คงไม่กล้าไปแจ้งความข้อนี้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์อ้างว่าโจทก์มอบให้จำเลยเป็นตัวแทนมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้ทำหนังสือตั้งให้เป็นตัวแทนขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และฟ้องบังคับให้จำเลยคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เป็นเรื่องตัวการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง แม้ไม่ได้ทำหนังสือตั้งให้เป็นตัวแทนก็ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 วรรคสอง ส่วนที่จำเลยฎีกาทำนองว่า โจทก์สืบพยานบุคคลว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เป็นการนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทและรายการจดทะเบียนในโฉนดที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) เห็นว่า การที่โจทก์สืบพยานบุคคลว่าผู้มีชื่อในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและในโฉนดเป็นตัวแทนของโจทก์นั้น หาได้สืบในข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) นั้นไม่ แต่เป็นการสืบพยานในข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยในกรณีตัวแทนอีกส่วนหนึ่ง จึงหาใช่การนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือแต่ประการใด ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยเป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนโจทก์ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ และข้ออ้างอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยนำโฉนดที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืนโจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นการพิพากษาเกินคำขอเพราะโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนใหม่ได้นั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ตรงตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798 วรรคสอง ม. 810 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) ม. 148 ม. 225 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนาคนางค์ ศรีสิทธินาม
จำเลย — นายบุญยงค์ รัตตดิลก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15564/2558
#635270
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไข หรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่ง ป.อ. พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช มีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 180 วัน แต่จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชไม่ครบถ้วน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือเตือนไปยังจำเลยให้มาพบ พนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยก็ไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชกำหนดไว้ เมื่อมาตรา 33 บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

แม้ศาลพิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับของกลางที่โจทก์ขอให้ริบด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จึงให้ริบเสียตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ส่วนกระเป๋าหนังของกลางเป็นกระเป๋าหนังที่จำเลยใส่เมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จึงเห็นสมควรริบตาม ป.อ มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าหนังของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน บวกโทษจำคุก 9 เดือน และ 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2226/2555 และ 2227/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 24 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดในระหว่างรอการลงโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2226/2555 และ 2227/2555 ของศาลชั้นต้น ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยยังอยู่ในระหว่างการถูกดำเนินคดีทั้งสองคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จำเลยจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การฟ้องคดีนี้จึงมิใช่เป็นการฟ้องคดีโดยที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการหรือการปฏิบัติตามขั้นตอนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช แสดงว่าจำเลยขาดจิตสำนึกที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดี และมีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งยังมีเจตนาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดต่อไปอีก นอกจากนี้จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน การที่จะนำเอามาตรการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมายมาใช้แก่จำเลยไม่ทำให้เกิดสัมฤทธิ์ผลและไม่เป็นประโยชน์แก่ตัวจำเลย คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงชอบด้วยข้อเท็จจริงเหตุผล และเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไข หรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช มีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 180 วัน แต่จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชไม่ครบถ้วน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือเตือนไปยังจำเลยให้มาพบ พนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยก็ไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราชกำหนดไว้ เมื่อมาตรา 33 บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าหนังของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จึงให้ริบเสียตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ส่วนกระเป๋าหนังของกลางเป็นกระเป๋าหนังที่จำเลยใส่เมทแอมเฟตามีนของกลาง จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จึงเห็นสมควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าหนังของกลาง นอกจาก ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 215 ม. 19 ม. 22 ม. 23 ม. 29 ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายเฉลิมพงศ์ คิดดี
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15529/2558
#636274
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของ ก. จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกันกระทำผิดและเป็นพยานบอกเล่า แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับโดยเด็ดขาดห้ามมิให้รับฟังคำให้การดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็ระบุถึงพฤติการณ์การกระทำที่ร่วมกับจำเลยตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุต่อเนื่องเชื่อมโยงกันไปจนกระทั่งจำเลยยิงผู้ตายแล้วก็หลบหนีไปด้วยกัน อันเป็นข้อเท็จจริงที่บอกเล่าถึงเหตุการณ์แห่งคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลเหตุแห่งการกระทำผิด มิใช่กระทำไปโดยมุ่งต่อผลเพื่อให้ตนเองพ้นผิดแล้วให้จำเลยรับผิดเพียงลำพัง ประกอบกับจำเลยกับ ก. ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีข้อสงสัยว่า ก. จะให้การกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยเพราะไม่มีเหตุผลใดที่ ก. จะกระทำเช่นนั้น เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานดังกล่าวนั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1)

แม้ว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยยิงผู้ตาย แต่โจทก์มีพยานแวดล้อมเห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดก่อนผู้ตายถูกยิงจนถึงแก่ความตายโดยเห็นจำเลยกับพวกมาตามหาผู้ตาย เมื่อรู้ว่าผู้ตายอยู่ที่ห้องน้ำหลังบ้านจำเลยกับพวกก็เดินไปหาผู้ตายทันทีแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด พวกของจำเลยวิ่งออกไปก่อน แล้วมีเสียงปืนดังขึ้นอีก 3 นัด พอเสียงปืนสงบจำเลยเดินออกมาจากทางหลังบ้านไปหน้าบ้านแล้วถอดเสื้อกันฝนสีแดงทิ้งไว้เยื้องกับบ้านที่เกิดเหตุก่อนที่จะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไม่นานซึ่งไม่พอระแวงสงสัยได้ว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาฆ่าผู้ตายในช่วงเวลานั้น จึงเชื่อได้ว่าต้องเป็นจำเลยอย่างแน่แท้ที่ฆ่าผู้ตาย พนักงานสอบสวนนำโลหิตของจำเลยไปตรวจพิสูจน์หาสารพันธุกรรม (DNA) กับเสื้อกันฝนสีแดงที่จำเลยสวมขณะเกิดเหตุที่ยึดไว้เป็นของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์พบสารพันธุกรรมของจำเลยที่เสื้อกันฝนสีแดงของกลาง พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยฆ่าผู้ตาย พฤติการณ์ของจำเลยแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่มีการวางแผนเตรียมการไว้ล่วงหน้าอันเป็นการคิดทบทวนตกลงใจก่อนจะกระทำผิดแล้ว จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288, 289, 371 และริบลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต (ที่ถูก ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร) ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต เมื่อรวมทุกกระทงแล้วจึงให้ประหารชีวิตสถานเดียว (ที่ถูก เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกมารวมได้อีกคงให้ประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว) ริบลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายสวมเสื้อกันฝนสีแดงใช้อาวุธปืนยิงนายณัฐกรณ์ ผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ภายหลังเกิดเหตุร้อยตำรวจโทเอกพล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสุไหงโก - ลก ได้รับแจ้งเหตุจึงเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบนายรัฐพงศ์ นายชนินทร์ นายยุทธพงษ์ และนายปิยะพงศ์ สอบถามได้ความว่า มีชาย 2 คน มาถามหาผู้ตาย ชายที่สวมเสื้อกันฝนสีแดงเป็นผู้สอบถามแล้วชายคนดังกล่าวเข้าไปยิงผู้ตาย หลังจากนั้นคนร้ายหลบหนีไป ร้อยตำรวจโทเอกพลตรวจสถานที่เกิดเหตุโดยรอบพบเสื้อกันฝนสีแดงถูกทิ้งอยู่เยื้องกับหน้าบ้านเกิดเหตุ ในวันรุ่งขึ้นนายกามารูเด็ง เข้ามอบตัวต่อร้อยตำรวจโทเอกพล โดยให้การว่า ในวันเกิดเหตุได้โทรศัพท์ไปหาจำเลยแจ้งว่าผู้ตายพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 84/9 ถนนประชาวิวัฒน์ ซอย 3 ตำบลสุไหงโก - ลก อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส จำเลยให้นายกามารูเด็งพาไปหาผู้ตาย และยืมเสื้อกันฝนสีแดงไปด้วย เมื่อไปถึงบ้านผู้ตายได้จอดรถจักรยานยนต์ไว้ที่ข้างบ้านเกิดเหตุ จำเลยเข้าไปในบ้านพบวัยรุ่นอยู่ในบ้านหลายคน นายกามารูเด็งเดินตามจำเลย จำเลยสอบถามวัยรุ่นว่าผู้ตายอยู่ไหนเมื่อได้ความว่าผู้ตายอยู่หลังบ้าน จำเลยจึงเดินเข้าไปทางหลังบ้าน จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย นายกามารูเด็งวิ่งหนีออกจากบ้านเกิดเหตุไป ร้อยตำรวจโทเอกพลยังสอบคำให้การนายชนินทร์ นายยุทธพงษ์และนายปิยะพงศ์ไว้ โดยต่างให้การยืนยันว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย และจัดให้มีการชี้ภาพจำเลยไว้ด้วยและเมื่อตรวจจากภาพถ่ายกล้องวงจรปิดก็พบว่าจำเลยสวมเสื้อกันฝนสีแดงของนายกามารูเด็งก่อนขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านผู้ตาย ภายหลังจำเลยเข้ามอบตัวแล้ว ร้อยตำรวจโทเอกพลนำโลหิตของจำเลยไปตรวจสอบหาสารพันธุกรรม (DNA) กับเสื้อกันฝนสีแดงที่ยึดไว้เป็นของกลาง ปรากฏว่าพบสารพันธุกรรมของจำเลยที่เสื้อกันฝนสีแดงของกลาง สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ยังมีข้อสงสัยและแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญอันถือได้ว่าเป็นพิรุธ ไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า เหตุเกิดในเวลากลางวัน นายรัฐพงศ์พยานโจทก์ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่สวมเสื้อกันฝนสีแดง โดยเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นลำดับ มีรายละเอียดของข้อเท็จจริงแห่งคดีก่อนและขณะผู้ตายถูกยิง บุคคลที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ทั้งถ้อยคำที่พูดโต้ตอบระหว่างจำเลยกับพวกของผู้ตาย พฤติการณ์ของจำเลยขณะเกิดเหตุสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของพยานที่ได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนภายหลังเกิดเหตุเพียง 5 วัน ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ แม้จะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ ไม่ถึงกับทำให้พยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าไม่รู้เห็นเหตุการณ์ตามที่เบิกความ เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริงที่ประสบมา ทั้งไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวมีข้อพิรุธน่าสงสัยโดยหยิบยกคัดลอกข้อความมาจากคำอุทธรณ์ทั้งหมดนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานโจทก์ได้โดยมีเหตุผลในการตัดสินทั้งปวงอย่างละเอียดและชอบแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของนายกามารูเด็งเป็นพยานบอกเล่าและเป็นคำซัดทอดในฐานะผู้ต้องหาด้วยกัน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของนายกามารูเด็งจะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกันกระทำผิดและเป็นพยานบอกเล่า แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับโดยเด็ดขาดห้ามมิให้รับฟังคำให้การดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็ระบุถึงพฤติการณ์การกระทำที่ร่วมกับจำเลยตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุต่อเนื่องเชื่อมโยงกันไปจนกระทั่งจำเลยยิงผู้ตายแล้วก็หลบหนีไปด้วยกัน อันเป็นข้อเท็จจริงที่บอกเล่าถึงเหตุการณ์แห่งคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลเหตุแห่งการกระทำผิด มิใช่กระทำไปโดยมุ่งต่อผลเพื่อให้ตนเองพ้นผิดแล้วให้จำเลยรับผิดเพียงลำพัง ประกอบกับจำเลยกับนายกามารูเด็งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีข้อสงสัยว่านายกามารูเด็งจะให้การกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยเพราะไม่มีเหตุผลใดที่นายกามารูเด็งจะกระทำเช่นนั้น เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานดังกล่าวนั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) แม้ว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยยิงผู้ตาย แต่โจทก์มีพยานแวดล้อมเห็นเหตุการณ์ใกล้ชิดก่อนผู้ตายถูกยิงจนถึงแก่ความตายโดยเห็นจำเลยกับพวกมาตามหาผู้ตาย เมื่อรู้ว่าผู้ตายอยู่ที่ห้องน้ำหลังบ้านจำเลยกับพวกก็เดินไปหาผู้ตายทันทีแล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด พวกของจำเลยวิ่งออกไปก่อน แล้วมีเสียงปืนดังขึ้นอีก 3 นัด พอเสียงปืนสงบจำเลยเดินออกมาจากทางหลังบ้านไปหน้าบ้านแล้วถอดเสื้อกันฝนสีแดงทิ้งไว้เยื้องกับบ้านที่เกิดเหตุก่อนที่จะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาไม่นานซึ่งไม่พอระแวงสงสัยได้ว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาฆ่าผู้ตายในช่วงเวลานั้น จึงเชื่อได้ว่าต้องเป็นจำเลยอย่างแน่แท้ที่ฆ่าผู้ตาย พนักงานสอบสวนนำโลหิตของจำเลยไปตรวจพิสูจน์หาสารพันธุกรรม (DNA) กับเสื้อกันฝนสีแดงที่จำเลยสวมขณะเกิดเหตุที่ยึดไว้เป็นของกลาง ผลการตรวจพิสูจน์พบสารพันธุกรรมของจำเลยที่เสื้อกันฝนสีแดงของกลาง พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยฆ่าผู้ตาย พฤติการณ์ของจำเลยแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่มีการวางแผนเตรียมการไว้ล่วงหน้าอันเป็นการคิดทบทวนตกลงใจก่อนจะกระทำผิดแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายสุไลมาน อาแว
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15503/2558
#593231
เปิดฉบับเต็ม

กระบวนพิจารณาในกรณีขอให้พิจารณาคดีใหม่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 และการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา บัญญัติให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ ซึ่งในคดีล้มละลายแม้จะไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยดังเช่นในคดีแพ่งก็ตาม แต่การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายเรียกไปยังจำเลยเพื่อไปให้การเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 117 ถือเสมือนว่าเป็นการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งจำเลยมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่ได้รับหมายเรียกดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2554

วันที่ 16 กันยายน 2554 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า กระบวนพิจารณาในกรณีขอให้พิจารณาคดีใหม่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 และการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา บัญญัติว่า "คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้น ให้ยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ..." ซึ่งในคดีล้มละลายแม้จะไม่มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยดังเช่นในคดีแพ่งก็ตาม แต่การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายเรียกไปยังจำเลยเพื่อไปให้การเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 117 ถือเสมือนว่าเป็นการส่งคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งจำเลยมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่ได้รับหมายเรียกดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาจากเอกสารในสำนวนคดีนี้แล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีการส่งหมายเรียกไปยังจำเลยเพื่อไปให้การเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำแก้อุทธรณ์แล้วแต่อย่างใด กรณีจึงยังไม่อาจรับฟังได้โดยแน่ชัดว่าจำเลยได้รับคำบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วตั้งแต่เมื่อใด และครบกำหนดที่จะยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ในวันใด ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางยกคำร้องของจำเลยในชั้นตรวจคำร้องโดยไม่ไต่สวนพยานให้ได้ความดังกล่าวเสียก่อน จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยต่อไป แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 117
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทเนชั่นแนล ฟูด คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชยันต์ เต็มเปี่ยม
ชื่อองค์คณะ
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15496/2558
#634912
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันในคดีอาญาของศาลแขวงดุสิต โดยแนบสำเนาคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว สำเนาสัญญาประกัน สำเนารายงานกระบวนพิจารณา และสำเนาหมายบังคับคดี ซึ่ง ป. ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ลงชื่อรับรองความถูกต้องของสำเนาเป็นหลักฐานไว้ท้ายคำขอรับชำระหนี้ เมื่อต้นฉบับเอกสารดังกล่าวอยู่ในความควบคุมของศาลแขวงดุสิต สำเนาเอกสารที่ ป. ซึ่งเป็นข้าราชการตำแหน่งนิติกร 5 ในหน่วยงานของรัฐดังกล่าวรับรองความถูกต้องย่อมรับฟังแทนต้นฉบับได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (3)

ลูกหนี้ที่ 1 ผิดสัญญาประกันต่อศาลในคดีอาญาของศาลแขวงดุสิต และศาลมีคำสั่งปรับลูกหนี้ที่ 1 ตามสัญญาประกันเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2538 ซึ่งกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ให้ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันโดยมิต้องฟ้อง ดังนี้ สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าปรับที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 เมื่อคำสั่งปรับผู้ประกันถึงที่สุดโดยไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2538 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2550 จึงเกินระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่คำสั่งศาลถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าปรับดังกล่าวเป็นอันขาดอายุความถือเป็นหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้อันต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (1) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2549

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3350/2539 ของศาลแขวงดุสิต จำนวน 65,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 โดยเป็นเจ้าหนี้รายที่ 2

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นว่า เจ้าหนี้ไม่มาให้การสอบสวนและไม่ส่งต้นฉบับเอกสารหรือสำเนาเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ที่เจ้าพนักงานรับรองความถูกต้องคงมีเพียงสำเนารายงานกระบวนพิจารณาที่ศาลสั่งปรับผู้ประกันและสำเนาหมายบังคับคดีที่ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้รับรองเองแนบมาท้ายคำขอรับชำระหนี้ เอกสารดังกล่าวต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 จึงไม่เพียงพอที่จะฟังว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ตามจำนวนที่ขอรับชำระหนี้ เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันในคดีอาญาของศาลแขวงดุสิต โดยแนบสำเนาคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว สำเนาสัญญาประกัน สำเนารายงานกระบวนพิจารณา และสำเนาหมายบังคับคดี ซึ่งนายประสงค์ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ลงชื่อรับรองความถูกต้องของสำเนาเป็นหลักฐานไว้ท้ายคำขอรับชำระหนี้ เมื่อต้นฉบับเอกสารดังกล่าวอยู่ในความควบคุมของศาลแขวงดุสิต สำเนาเอกสารที่นายประสงค์ซึ่งเป็นข้าราชการตำแหน่งนิติกร 5 ในหน่วยงานของรัฐดังกล่าวรับรองความถูกต้องย่อมรับฟังแทนต้นฉบับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (3) ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า สำเนาเอกสารท้ายคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ข้อเท็จจริงได้ความจากเอกสารดังกล่าวว่า ลูกหนี้ที่ 1 ผิดสัญญาประกันต่อศาลในคดีอาญาของศาลแขวงดุสิต หมายเลขแดงที่ 3350/2539 และศาลมีคำสั่งปรับลูกหนี้ที่ 1 ตามสัญญาประกันเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2538 ซึ่งกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ให้ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันโดยมิต้องฟ้อง ดังนี้ สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าปรับที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 เมื่อคำสั่งปรับผู้ประกันถึงที่สุดโดยไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2538 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2550 จึงเกินระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่คำสั่งศาลถึงที่สุด สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าปรับดังกล่าวเป็นอันขาดอายุความถือเป็นหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้อันต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (1) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32
ป.วิ.พ. ม. 93 (3) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.วิ.อ. ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลแขวงดุสิต
จำเลย — นายอำนวย คงดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15479/2558
#594003
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า "ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ หรือบทกฎหมายอื่น" บุริมสิทธิจึงมีลักษณะเป็นสิทธิอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ กรณีจึงต้องมีหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ก่อน เจ้าหนี้จึงสามารถใช้สิทธิของตนในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนเจ้าหนี้คนอื่น ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะเรียกร้องเอาค่ารักษาอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 274 วรรคหนึ่ง หรือเรียกเอาค่าจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 275 วรรคหนึ่ง ก็จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ที่โจทก์เรียกร้องให้ชำระหนี้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและหนี้ที่เรียกร้องเอามีมูลมาจากการที่โจทก์ได้รักษาที่ดินพิพาทหรือได้ใช้จ่ายเงินไปเพื่อจะสงวนสิทธิหรือรับสภาพสิทธิหรือบังคับสิทธิอันเกี่ยวด้วยที่ดินพิพาททั้งสองแปลง หรือมีมูลจากการจ้างทำของเป็นการงานขึ้นบนที่ดินพิพาท เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ขณะโจทก์ก่อสร้างรั้วล้อมรอบที่ดินพิพาททั้งสองแปลงก็ดี ขณะก่อสร้างอาคาร วางระบบท่อน้ำ อุปกรณ์จ่ายน้ำ ขุดบ่อน้ำ เดินสายไฟและปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาท โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง กรณีจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ได้ดูแลรักษาอสังหาริมทรัพย์ของ ท. หรือ บ. แล้วเรียกเอาค่ารักษาดูแลหรือได้ว่าจ้างให้โจทก์กระทำการต่าง ๆ ลงบนอสังหาริมทรัพย์ อันจะทำให้โจทก์มีบุริมสิทธิเหนือที่ดินพิพาททั้งสองแปลง

ตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะเรียกเอาค่ารักษาดูแลที่ดินพิพาทและค่าการงานที่ได้ทำลงในที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองมาฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และเรียกค่าเสียหายกับขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26998 ซึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาค่ารักษาอสังหาริมทรัพย์และค่าการงานหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมที่ศาลจะรับไว้พิจารณาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม สำหรับคำขอท้ายคำฟ้องแม้เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะใช้เป็นข้อพิจารณาว่าฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมหรือไม่

การที่จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติบังคับไว้ว่าฟ้องแย้งนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม หากเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หากฟ้องแย้งที่จำเลยฟ้องมาในคำให้การไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งนั้นก็ไม่ใช่ฟ้องแย้ง แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งนั้นไว้เป็นฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีบุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์และมูลการทำงานขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์แล้วบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 17,550,000 บาท ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแพ่งธนบุรี หมายเลขแดงที่ 4105/2533

จำเลยทั้งสองให้การกับแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26998 และเลขที่ 26999 ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง บังคับให้โจทก์จ่ายค่าขาดประโยชน์ปีละ 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ให้โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26998 ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26998 ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง คำขออื่นในฟ้องแย้งให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองในส่วนที่ขอให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 26998 ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2501 และยังมิได้จดทะเบียนหย่า ส่วนโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2505 ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2510 จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาท (ปัจจุบันคือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26998 และ 26999 ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง) วันที่ 21 สิงหาคม 2529 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2530 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินดังกล่าวทั้งสองแปลง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินที่นายบุญชัยหรือสมภพได้มาระหว่างสมรสระหว่างนายบุญชัยหรือสมภพทั้งกับโจทก์และจำเลย ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นสินสมรสของนายบุญชัยหรือสมภพกับโจทก์และจำเลยรวมสามคน พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8995/2544

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีบุริมสิทธิเหนือที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26998 และ 26999 ตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 251 บัญญัติว่า "ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ หรือบทกฎหมายอื่น" บุริมสิทธิจึงมีลักษณะเป็นสิทธิอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ กรณีจึงต้องมีหนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ก่อน เจ้าหนี้จึงสามารถใช้สิทธิของตนในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนเจ้าหนี้คนอื่น ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะเรียกร้องเอาค่ารักษาอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 274 วรรคหนึ่ง หรือเรียกเอาค่าจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 275 วรรคหนึ่ง ก็จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ที่โจทก์เรียกร้องให้ชำระหนี้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและหนี้ที่เรียกร้องเอามีมูลมาจากการที่โจทก์ได้รักษาที่ดินพิพาทหรือได้ใช้จ่ายเงินไปเพื่อจะสงวนสิทธิหรือรับสภาพสิทธิหรือบังคับสิทธิอันเกี่ยวด้วยที่ดินพิพาททั้งสองแปลง หรือมีมูลจากการจ้างทำของเป็นการงานขึ้นบนที่ดินพิพาท เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ขณะโจทก์ก่อสร้างรั้วล้อมรอบที่ดินพิพาททั้งสองแปลงก็ดี ขณะก่อสร้างอาคาร วางระบบท่อน้ำ อุปกรณ์จ่ายน้ำ ขุดบ่อน้ำ เดินสายไฟและปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาท โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง กรณีจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ได้ดูแลรักษาอสังหาริมทรัพย์ของนางทองคำหรือนายบุญชัยแล้วเรียกเอาค่ารักษาดูแล หรือได้ว่าจ้างให้โจทก์กระทำการต่างๆ ลงบนอสังหาริมทรัพย์ อันจะทำให้โจทก์มีบุริมสิทธิเหนือที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้และไม่มีบุริมสิทธิเหนือที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า ตามข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะเรียกเอาค่ารักษาดูแลที่ดินพิพาทและค่าการงานที่ได้ทำลงในที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองมาฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และเรียกค่าเสียหาย กับขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26998 ซึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาค่ารักษาอสังหาริมทรัพย์และค่าการงานหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมที่ศาลจะรับไว้พิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม สำหรับคำขอท้ายคำฟ้องข้อที่ 2 ของโจทก์ที่ขอให้งดการบังคับตามคำพิพากษาศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 4105/2533 นั้น เห็นว่า คำขอท้ายคำฟ้องแม้เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะใช้เป็นข้อพิจารณาว่าฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมชอบแล้ว

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ปัญหาว่าฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า การที่จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติบังคับไว้ว่าฟ้องแย้งนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม หากเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หากฟ้องแย้งที่จำเลยฟ้องมาในคำให้การไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งนั้นก็มิใช่ฟ้องแย้ง แม้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งนั้นไว้เป็นฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามคำฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 251 ม. 274 วรรคหนึ่ง ม. 275 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี เกษศิริรัตน์
นางทองคำ ชัยวณิชยา โดยพันโทสมชาย ชัยวณิชยา
จำเลย — ในฐานะผู้จัดการมรดก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายวีรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สุภัทร อยู่ถนอม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15467/2558
#597452
เปิดฉบับเต็ม

อ. ลูกจ้างโจทก์เคยใช้สิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาที่พิพาทจากโจทก์พร้อมเงินอื่น เนื่องจากถูกโจทก์เลิกจ้างในคดีหมายเลขแดงที่ รย.310/2551 ของศาลแรงงานภาค 2 ซึ่งระหว่างการพิจารณาในคดีดังกล่าว อ. กับโจทก์ตกลงกันได้และ อ. ได้สละสิทธิเรียกร้องในเงินค่าล่วงเวลาดังกล่าวแล้ว สิทธิเรียกร้องในค่าล่วงเวลาดังกล่าวนั้นจึงระงับสิ้นไป อ. จึงไม่อาจนำเอาสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาที่ระงับไปแล้วไปยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อให้พิจารณาและมีคำสั่งได้อีก ดังนั้น อ. จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาจากโจทก์ คำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2551 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาแก่ อ. จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2551

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาแก้คำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2551 ในส่วนที่ให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาแก่นายอุกฤษฎ์ จำนวน 13,033 บาท เป็นจำนวน 6,331.26 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2537 โจทก์จ้างนายอุกฤษฎ์ เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 14,800 บาท เบี้ยกันดารเดือนละ 3,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสุดท้ายของเดือน วันที่ 1 สิงหาคม 2541 โจทก์ประกาศกำหนดวันเวลาทำงานปกติและวันหยุดประจำสัปดาห์ โดยให้ลูกจ้างทำงานระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์วันละ 8 ชั่วโมงครึ่ง หยุดวันเสาร์เว้นเสาร์และวันอาทิตย์ วันเสาร์ที่มีการทำงานจะทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ในสัปดาห์ที่ไม่ได้ทำงานในวันเสาร์รวมเวลาทำงานสัปดาห์ละ 42 ชั่วโมงครึ่ง และในสัปดาห์ที่ทำงานในวันเสาร์รวมเวลาทำงานสัปดาห์ละ 50 ชั่วโมงครึ่ง วันที่ 24 ธันวาคม 2550 โจทก์เลิกจ้างนายอุกฤษฎ์ให้เหตุผลว่าทุจริตต่อหน้าที่ วันที่ 1กรกฎาคม 2551 นายอุกฤษฎ์ยื่นคำร้องต่อจำเลยขอให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาในสัปดาห์ที่ต้องทำงานวันเสาร์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงครึ่ง จำเลยมีคำสั่งโดยคิดภายในเวลา 2 ปี ย้อนหลังนับแต่วันสิ้นสุดสัญญาจ้างและคำนวณจากฐานเงินเดือนและเบี้ยกันดารให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลา 13,033 บาท แก่นายอุกฤษฎ์ และระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงและรับกันว่าหากนายอุกฤษฎ์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามคำวินิจฉัยของจำเลยโดยคิดภายในเวลา 2 ปี ย้อนหลังนับแต่วันสิ้นสุดสัญญาจ้างและคำนวณจากฐานเงินเดือนและเบี้ยกันดารที่ได้รับแต่ละเดือน คิดเป็นเงิน 6,331.26 บาท แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่มุ่งคุ้มครองมิให้นายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติให้แก่ลูกจ้างเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง เว้นแต่เป็นงานที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงต้องไม่เกิน 7 ชั่วโมง ตามมาตรา 23 และเว้นแต่งานที่เข้าข้อยกเว้นตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 ข้อ 2 อาจตกลงกำหนดเวลาทำงานปกติในวันหนึ่งกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมง ดังนี้ การที่โจทก์กำหนดให้ลูกจ้างทำงานระหว่างวันจันทร์ถึงศุกร์ วันละ 8 ชั่วโมงครึ่ง หยุดวันเสาร์เว้นเสาร์และวันอาทิตย์ วันเสาร์ที่ทำงานจะทำวันละ 8 ชั่วโมง ในสัปดาห์ที่ไม่ได้ทำงานในวันเสาร์รวมเวลาทำงานสัปดาห์ละ 42 ชั่วโมงครึ่ง และในสัปดาห์ที่ทำงานในวันเสาร์รวมเวลาทำงานสัปดาห์ละ 50 ชั่วโมงครึ่ง นั้น แม้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกจ้างที่ได้หยุดประจำสัปดาห์เพิ่มขึ้นและลูกจ้างเป็นผู้ร้องขอก็ตาม แต่ลูกจ้างต้องทำงานเพิ่มขึ้นในวันทำงานปกติวันละครึ่งชั่วโมงและสัปดาห์ใดทำงานในวันเสาร์ต้องทำงานเป็นเวลา 50 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเกินกว่ากฎหมายบัญญัติไว้ ข้อตกลงนี้จึงตกเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ต้องถือว่าชั่วโมงทำงานในส่วนที่เกินเป็นการทำงานล่วงเวลาที่มีสิทธิได้ค่าล่วงเวลา และเวลาทำงานปกติในแต่ละสัปดาห์สามารถแยกกันออกได้อย่างชัดเจนหากทำงานสัปดาห์ใดไม่เกิน 48 ชั่วโมง ข้อตกลงในเวลาทำงานปกติย่อมบังคับได้หาใช่ตกเป็นโมฆะทั้งหมดไม่ คำสั่งของจำเลยที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาแก่นายอุกฤษฎ์จึงชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อคู่ความรับกันว่านายอุกฤษฎ์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาคิดเป็นเงิน 6,331.26 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดจ่ายค่าล่วงเวลาแก่นายอุกฤษฎ์เพียง 6,331.26 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 หรือไม่ เห็นว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่านายอุกฤษฎ์ ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อเรียกร้องค่าล่วงเวลาจากโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ รย.310/2551 ของศาลแรงงานภาค 2 ท้ายคำแถลงของจำเลย ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2552 ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ว่า นายอุกฤษฎ์เคยใช้สิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาที่พิพาทจากโจทก์พร้อมเงินอื่นเนื่องจากถูกโจทก์เลิกจ้างในคดีหมายเลขแดงที่ รย.310/2551 ของศาลแรงงานภาค 2 ซึ่งระหว่างการพิจารณาในคดีดังกล่าว นายอุกฤษฎ์กับโจทก์ตกลงกันได้และนายอุกฤษฎ์ได้สละสิทธิเรียกร้องในเงินค่าล่วงเวลาดังกล่าวแล้ว สิทธิเรียกร้องในค่าล่วงเวลาดังกล่าวนั้นจึงระงับสิ้นไป นายอุกฤษฎ์จึงไม่อาจนำเอาสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาที่ระงับไปแล้วไปยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อให้พิจารณาและมีคำสั่งได้อีก ดังนั้น นายอุกฤษฎ์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาจากโจทก์ คำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2551 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาแก่นายอุกฤษฎ์จึงไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2551 เฉพาะในส่วนของนายอุกฤษฎ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 852
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีพีพีซี จำกัด (มหาชน)
นางเกิดศิริ เศวตมาลานนท์
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายดำรงค์ ทรัพยผล
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15463 -ที่ 15464/2558
#596817
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสิบสี่มีมติไม่เห็นชอบให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสองเป็นการอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 129 วรรคสาม (1) (3) และ (6) และมาตรา 134 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนดระเบียบการจ่ายเงินในกรณีอื่นนอกจากกรณีตามมาตรา 133 ได้ ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ.2546 ข้อ 12 หาได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเกินกว่าที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 134 กำหนดไว้แต่อย่างใด หากแต่เป็นระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 134 โดยชอบ และการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนี้ก็หาใช่เป็นอำนาจของอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง การกำหนดขั้นตอนการให้ความเห็นชอบโดยคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามระเบียบดังกล่าวก็เพื่อเป็นการตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนที่จะมีการจ่ายเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกเหนือจากค่าชดเชยเท่านั้น มิใช่เป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ เมื่อตามระเบียบดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอำนาจให้ความเห็นชอบได้ ภายหลังจากที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินอื่นนอกเหนือจากค่าชดเชยและได้เสนอคำขอรับเงินสงเคราะห์พร้อมด้วยความเห็นต่อคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว และระเบียบดังกล่าวก็มิได้กำหนดเงื่อนไขด้วยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานในกรณีเช่นว่านี้จะต้องเป็นคำสั่งที่เป็นที่สุดตามมาตรา 125 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังเช่นกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแต่อย่างใด จำเลยทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างย่อมอาศัยเหตุอย่างอื่นซึ่งแตกต่างจากความเห็นของพนักงานตรวจแรงงานในการพิจารณาไม่เห็นชอบให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสองได้ และจำเลยทั้งสิบสี่ย่อมไม่ถูกผูกพันโดยคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแม้จะเป็นคำสั่งที่เป็นที่สุดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยและมติของจำเลยทั้งสิบสี่ กับมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบสี่มีมติให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีอื่นนอกจากค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองกับพวก และบังคับจำเลยทั้งสิบสี่ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ทั้งสองกับพวกไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับอัตราค่าจ้างที่โจทก์ทั้งสองกับพวกจะได้รับเป็นเงิน 162,066 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองกับพวกจะได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

จำเลยทั้งสิบสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสิบสี่เป็นคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เป็นกรรมการ ส่วนจำเลยที่ 14 เป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้วางระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ.2546 ไว้ โจทก์ทั้งสองกับพวก รวม 11 คน เคยยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานโดยอ้างว่านางสาวสุพร ซึ่งเป็นนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างและไม่คืนเงินประกันการทำงานให้ ต่อมาโจทก์ทั้งสองกับพวก รวม 11 คน ยื่นคำร้องขอรับเงินสงเคราะห์กรณีอื่นนอกจากค่าชดเชยจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่จำเลยทั้งสิบสี่มีมติไม่เห็นชอบให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสองกับพวกเนื่องจากเห็นว่าลักษณะการจ้างงานและการทำงานมิได้มีลักษณะเป็นลูกจ้างและนายจ้างกัน แล้ววินิจฉัยว่าเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 134 และระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ.2546 ข้อ 12 แล้ว การที่พนักงานตรวจแรงงานทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสองกับพวกเป็นลูกจ้างของนางสาวสุพร จึงมีคำสั่งให้จ่ายค่าจ้างและคืนเงินประกันการทำงานแก่โจทก์ทั้งสองกับพวกนั้น ย่อมไม่ผูกพันจำเลยทั้งสิบสี่ที่จะต้องรับฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับพนักงานตรวจแรงงาน แม้นางสาวสุพรจะไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ก็มีผลทำให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดและมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างเท่านั้น ข้อเท็จจริงที่พนักงานตรวจแรงงานรับฟังมาย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก จำเลยทั้งสิบสี่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 129 จึงมีอำนาจพิจารณาและมีมติไม่เห็นชอบให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสองกับพวกได้และพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของนางสาวสุพร มติของจำเลยทั้งสิบสี่ที่ไม่เห็นชอบให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสอง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสิบสี่มีมติไม่เห็นชอบให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 129 และมาตรา 134 ไม่ได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในการไม่ให้ความเห็นชอบในการจ่ายเงินสงเคราะห์ ส่วนระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ.2546 ข้อ 12 วรรคสามและวรรคสี่ เป็นระเบียบที่ให้อำนาจแก่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในการให้ความเห็นชอบก่อนเสนอให้ผู้มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินสงเคราะห์ ซึ่งเป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่เกินกว่าที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 134 กำหนดไว้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 129 กำหนดให้เงินและทรัพย์สินของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน การพิจารณาให้ความเห็นชอบจึงเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน การที่ระเบียบกำหนดให้การจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีอื่นนอกจากค่าชดเชยจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก่อนเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นแก่ประชาชน อีกทั้งระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ.2546 ข้อ 12 จะต้องตีความโดยเคร่งครัด กล่าวคือ จะต้องพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์จากข้อเท็จจริง 2 ประการ ได้แก่ พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งแล้วและลูกจ้างได้รับความเดือดร้อน จะอาศัยเหตุอื่นในการไม่ให้ความเห็นชอบไม่ได้ คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นที่สุดแล้วย่อมเป็นที่สุดในฝ่ายบริหาร คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องถูกผูกพันโดยคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานด้วย จะใช้ดุลพินิจไม่ให้ความเห็นชอบด้วยเหตุผลที่ขัดหรือแย้งไม่ได้ หากมีข้อเท็จจริงใหม่ที่อาจทำให้ผลของคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเปลี่ยนแปลงไป ก็จะต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของพนักงานตรวจแรงงานนั้น ทำการเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่เสียก่อน แต่เหตุที่จำเลยทั้งสิบสี่เห็นว่าโจทก์ทั้งสองมิใช่ลูกจ้างของนางสาวสุพรเกิดจากการสันนิษฐานของจำเลยทั้งสิบสี่เอง มิได้มีข้อเท็จจริงใหม่นอกเหนือจากที่ปรากฏในคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 129 วรรคสาม (1) (3) และ (6) กำหนดให้คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการบริหารและการจ่ายเงิน วางระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงินและการเก็บรักษาเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี รวมทั้งปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หรือตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย โดยกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะใช้บังคับแก่กิจการที่นายจ้างมิได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งนายจ้างจะจ่าย เงินสมทบเข้ากองทุนและลูกจ้างจะจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 131 เมื่อลูกจ้างออกจากงานตามมาตรา 133 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในส่วนที่เป็นเงินสะสม เงินสมทบและดอกผลจากเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง นอกจากนี้ ตามมาตรา 134 ยังกำหนดว่าการจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีอื่นนอกจากกรณีตามมาตรา 133 ให้คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนดระเบียบการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย โดยพิจารณาจากจำนวนเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างส่วนที่มิใช่เงินที่จะต้องนำไปจ่ายตามมาตรา 133 ซึ่งคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้วางระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ.2546 ไว้ โดยระเบียบข้อ 6 (1) และ (2) กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ทั้งในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย โดยพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยและคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตามมาตรา 125 และในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกเหนือจากค่าชดเชย โดยพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 ให้นายจ้างจ่ายเงินนั้นแล้วและข้อ 8 กำหนดว่าหากเป็นกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย เมื่อพนักงานตรวจแรงงานดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณาจนได้ความตามที่กำหนดไว้แล้ว ก็ให้พนักงานตรวจแรงงานเสนอคำขอรับเงินสงเคราะห์พร้อมด้วยความเห็นต่อผู้มีอำนาจอนุมัติการจ่ายเงินสงเคราะห์ตามข้อ 14 ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่รับคำขอรับเงินสงเคราะห์ และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติพิจารณาอนุมัติภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับการเสนอ โดยกรณีนี้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจะต้องเป็นที่สุดและไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก่อน ส่วนข้อ 12 กำหนดว่าหากเป็นกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกเหนือจากค่าชดเชย เมื่อพนักงานตรวจแรงงานดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาจนได้ความตามที่กำหนดไว้แล้ว ก็ให้พนักงานตรวจแรงงานเสนอคำขอรับเงินสงเคราะห์พร้อมด้วยความเห็นต่อคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับคำขอรับเงินสงเคราะห์ เมื่อคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ความเห็นชอบแล้วเท่านั้น จึงให้พนักงานตรวจแรงงานเสนอคำขอรับเงินสงเคราะห์ต่อผู้มีอำนาจอนุมัติการจ่ายเงินสงเคราะห์ตามข้อ 14 ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีความเห็นและให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับการเสนอ โดยที่กรณีนี้แม้จะมิได้กำหนดให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจะต้องเป็นที่สุดแต่ก็ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ 12 วรรคสี่ ยังกำหนดว่าหากคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ให้ความเห็นชอบก็ให้กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแก่ลูกจ้างด้วย ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสิบสี่มีมติไม่เห็นชอบให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสองจึงเป็นการอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 129 วรรคสาม (1) (3) และ (6) และมาตรา 134 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนดระเบียบการจ่ายเงินในกรณีอื่นนอกจากกรณีตามมาตรา 133 ได้ ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ.2546 ข้อ 12 หาได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเกินกว่าที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 134 กำหนดไว้แต่อย่างใด หากแต่เป็นระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 134 โดยชอบและการพิจารณาในเรื่องนี้ก็หาใช่เป็นอำนาจของอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง การกำหนดขั้นตอนการให้ความเห็นชอบโดยคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามระเบียบ ก็เพื่อเป็นการตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนที่จะมีการจ่ายเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกเหนือจากค่าชดเชยเท่านั้น มิใช่เป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ เมื่อตามระเบียบกำหนดให้คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอำนาจให้ความเห็นชอบได้ ภายหลังจากที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินอื่น นอกเหนือจากค่าชดเชยและได้เสนอคำขอรับเงินสงเคราะห์พร้อมด้วยความเห็นต่อคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว และระเบียบก็มิได้กำหนดเงื่อนไขด้วยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานในกรณีเช่นว่านี้จะต้องเป็นคำสั่งที่เป็นที่สุด ตามมาตรา 125 ดังเช่นกรณีที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแต่อย่างใด จำเลยทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างย่อมอาศัยเหตุอย่างอื่นซึ่งแตกต่างจากความเห็นของพนักงานตรวจแรงงานในการพิจารณาไม่เห็นชอบให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสองได้และจำเลยทั้งสิบสี่ย่อมไม่ถูกผูกพันโดยคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแม้จะเป็นคำสั่งที่เป็นที่สุดแล้วก็ตาม เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยทั้งสิบสี่ได้พิจารณากรณีของโจทก์ทั้งสองโดยละเอียดถึง 3 ครั้ง และยังได้พยายามแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมประกอบกับพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองก็ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของนางสาวสุพร การไม่ให้ความเห็นชอบจึงหาได้เกิดจากการสันนิษฐานของจำเลยทั้งสิบสี่เองดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ การที่จำเลยทั้งสิบสี่มีมติไม่เห็นชอบให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ ย่อมไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองหากจะฟ้องคดีเพื่อบังคับตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นที่สุดนั้นแล้วต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 133 ม. 134
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพศาล แซ่ตัน
จำเลย — นายผดุงศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาติชาย กิติสารศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15462/2558
#594696
เปิดฉบับเต็ม

การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกันไว้ การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีแก่พนักงานของจำเลยจึงต้องเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งมีเงื่อนไขว่า พนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ เมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนให้โจทก์จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว

โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2554 อันเป็นสิทธิประโยชน์และสวัสดิการในรูปที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติเป็นกรณีพิเศษให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนรถประจำตำแหน่งก็ตาม ก็ยังคงเป็นสวัสดิการเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นตัวเงิน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถนั้นจึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่ค่าจ้างที่จะต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชย

จำเลยประกอบกิจการธนาคาร เดิมใช้ชื่อว่าธนาคาร ส. ส่วนโจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. ซึ่งธนาคารและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต้องรวมกิจการกันตามประกาศกระทรวงการคลัง จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานกับโจทก์ว่า จำเลยจะจัดสวัสดิการให้แก่โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่พนักงานของจำเลย (ขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่าธนาคาร ส.) ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จ จึงเป็นกรณีที่จำเลยต้องการสงวนสิทธิที่จะจัดสวัสดิการเงินบำเหน็จไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาตั้งแต่แรกไม่รวมถึงโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานใหม่ที่เข้ามาภายหลังรวมกิจการ ทั้งเงินบำเหน็จดังกล่าวไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จตามฟ้องแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2512 ถึงเดือนกรกฎาคม 2542 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นจำเลยกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด ผลจากการรวมกิจการทำให้จำเลยรับไปซึ่งทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิและหน้าที่ รวมทั้งส่วนของพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด ด้วย จากนั้นโจทก์แสดงความประสงค์ขอเป็นพนักงานและจำเลยรับโจทก์เป็นพนักงานของจำเลย ตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่มทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 โดยนับอายุงานต่อเนื่อง ได้รับเงินเดือนเดือนละ 46,000 บาท เงินค่าครองชีพ 1,700 บาท และค่าตำแหน่งงาน 7,150 บาท รวมเป็นค่าจ้างจำนวน 54,850 บาท ตามระเบียบงานที่ 76/2547 โจทก์มีสิทธิได้รับรถประจำตำแหน่ง หากไม่ประสงค์จะรับรถประจำตำแหน่งจำเลยจะจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นค่ารถ ค่าน้ำมันรถและค่าพนักงานขับรถ (ถ้ามี) ทั้งนี้เงินดังกล่าวจะไม่นำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด ยกเว้นการเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยและกรณีเกษียณอายุ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ สิทธิในการปรับเพิ่มเงินเดือนและได้รับเงินโบนัส จำเลยออกประกาศระเบียบงานที่ 14/2549 เกี่ยวกับรถประจำตำแหน่งหรือเงินช่วยเหลือค่ารถโดยให้ถือเงินช่วยเหลือค่ารถเป็นเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้แต่จะไม่นำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่น โจทก์ขอและได้รับความยินยอมในการเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับรถประจำตำแหน่งเป็นรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 53,000 บาท เมื่อเดือนมีนาคม 2550 โจทก์เกษียณอายุ ในตำแหน่งหัวหน้าทีมบริหารสินทรัพย์รอการขาย มีรายได้สุดท้ายเป็นเงินเดือน 95,480 บาท เงินช่วยเหลือค่ารถ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถ 3,000 บาท จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 957,982.67 บาท แก่โจทก์ อันเป็นการปฏิบัติผิดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่ปรับเงินเดือน ในปี 2550 ให้โจทก์อัตราร้อยละ 6.5 ของเงินเดือน ทำให้โจทก์ขาดรายได้ที่จำเลยต้องจ่ายอีกเดือนละ 6,202 บาท ขอคิดเพียง 6,200 บาท เป็นเวลา 2 เดือน 11 วัน เป็นเงิน 14,673.33 บาท และต้องนำรายได้ที่ขาดกับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถไปรวมเป็นรายได้เดือนสุดท้ายเพื่อคำนวณค่าชดเชย จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยที่ยังขาดเป็นเงิน 592,000 บาท และต้องจ่ายเงินบำเหน็จหรือบำนาญตามระเบียบเกี่ยวกับบำเหน็จพนักงานสหธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด เป็นเงิน 4,753,540 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 5,360,213.33 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ต้องชำระแก่โจทก์คือวันที่ 12 มีนาคม 2550 (วันที่โจทก์เกษียณ) จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 509,954.54 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 5,870,167.87 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีก 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์แจ้งความประสงค์ขอเข้าทำงานกับจำเลยและจำเลยตกลงรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่มทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 54,850 บาท โจทก์มีสิทธิได้ใช้รถประจำตำแหน่ง ต่อมาจำเลยอนุมัติให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้รถประจำตำแหน่งมาเป็นรับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถรวมเป็นเงินเดือนละ 53,000 บาท ระเบียบงานที่ 76/2547 ถูกยกเลิกโดยระเบียบงานที่ 14/2549 ในเดือนมีนาคม 2550 โจทก์เกษียณอายุโดยได้รับค่าชดเชย 954,800 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 3,182.67 บาท แล้ววินิจฉัยว่า นับแต่ปี 2544 โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาโดยตลอด อันเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เป็นสวัสดิการ ที่จำเลยจัดให้แก่พนักงาน แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ของโจทก์จากการใช้รถประจำตำแหน่งไปเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถรวมเดือนละ 53,000 บาท แต่ก็เป็นเงินสวัสดิการเพื่อทดแทนการใช้รถยนต์ทำงานให้แก่นายจ้าง ไม่ใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง จึงไม่เป็นค่าจ้างที่จะต้องนำไปรวมคำนวณค่าชดเชย ส่วนเงินบำเหน็จ เมื่อโจทก์เริ่มทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 เกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 จึงมีระยะเวลาทำงานไม่ครบ 10 ปี จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบเกี่ยวกับบำเหน็จพนักงานสหธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด ทั้งเงื่อนไขประกอบการเสนอจ้างงานสำหรับพนักงานระดับต่ำกว่าระดับฝ่าย ข้อ 1.10 ก็ได้กำหนดไว้แล้วว่า ยกเว้นไม่นำสวัสดิการว่าด้วยเงินบำนาญที่จัดให้แก่พนักงานของธนาคารสหธนาคาร (เดิม) มาจัดเป็นสวัสดิการให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ สำหรับการปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงาน เป็นสิทธิของจำเลยตามนโยบายหรือแนวทางที่จำเลยประกาศให้ทราบ โจทก์เกษียณอายุก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 โจทก์ย่อมไม่ได้รับการพิจารณาปรับเงินเดือนประจำปี 2550 จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2550 ให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับลูกจ้างหรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามศาลแรงงานกลางว่า การปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานเป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทาง การพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ข้อ 2.7.5 ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่า พนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยพนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน เนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์ว่า การคำนวณค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่นำ เอาเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท มารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิประโยชน์และเป็นสวัสดิการในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเองเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถ จึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง และเมื่อได้ความจากโจทก์เองว่า โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถแทนการใช้รถประจำตำแหน่ง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2548 หลังจากจำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 โดยข้อ 2.7 กำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย นั้น เมื่อโจทก์เองเป็นถึงรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย จบการศึกษานิติศาสตร์ย่อมทำความเข้าใจระเบียบที่จำเลยประกาศใช้ได้เป็นอย่างดี การที่จำเลยประกาศใช้ระเบียบงานที่ 14/2549 มาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยโจทก์ก็มาขอรับสิทธิประโยชน์จากระเบียบงานดังกล่าว ทั้งระเบียบงานที่ 76/2547 ที่โจทก์นำมาอ้างเพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่ตน ก็กำหนดให้มีผลใช้บังคับเพียงถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่า ธนาคารสหธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคารจำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานไว้กับโจทก์ ข้อ 1.10 ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการให้โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลยซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้น แสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้สำหรับพนักงานของธนาคารสหธนาคาร (จำกัด) มหาชน ที่ทำงานมาก่อน ที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและจำเลยยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงาน ที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ ซึ่งเพิ่งเข้ามาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้นที่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัฒน์ ก.ศรีสุวรรณ
จำเลย — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ บุญแย้ม
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15462/2558
#636308
เปิดฉบับเต็ม

การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับลูกจ้างหรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานเป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่าพนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยพนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว

การที่โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิประโยชน์และเป็นสวัสดิการในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเองเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถ จึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง

โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถแทนการใช้รถประจำตำแหน่ง หลังจากจำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 โดยข้อ 2.7 กำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว

จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่าธนาคาร ส. จำกัด โจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคาร ส. กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานไว้กับโจทก์ ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการให้โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลยซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคาร ส. ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้น แสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้สำหรับพนักงานของธนาคาร ส. ที่ทำงานมาก่อนที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและจำเลยยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ามาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้น ที่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีก 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 โจทก์แจ้งความประสงค์ขอเข้าทำงานกับจำเลย และจำเลยตกลงรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่มทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 54,850 บาท โจทก์มีสิทธิได้ใช้รถประจำตำแหน่ง ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2549 จำเลยอนุมัติให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้รถประจำตำแหน่งมาเป็นรับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถรวมเป็นเงิน เดือนละ 53,000 บาท ระเบียบงานที่ 76/2547 ถูกยกเลิกโดยระเบียบงานที่ 14/2549 ในเดือนมีนาคม 2550 โจทก์เกษียณอายุโดยได้รับค่าชดเชย 954,800 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 3,182.67 บาท

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2550 ให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับลูกจ้างหรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามศาลแรงงานกลางว่าการปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานเป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่าพนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยพนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์มีว่า การคำนวณค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่นำเอาเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท มารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถดังกล่าวถือเป็นค่าจ้าง ทั้งตามระเบียบงานที่ 76/2547 กำหนดข้อยกเว้นโดยให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณกรณีเกษียณอายุ แม้ต่อมาระเบียบงานที่ 14/2549 จะกำหนดไม่ให้นำเงินดังกล่าวมารวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งโจทก์ก็ไม่เคยทราบและไม่ยินยอมด้วย จึงไม่อาจนำข้อกำหนดตามระเบียบงานที่ 14/2549 ในส่วนดังกล่าวมาใช้กับโจทก์ได้ นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิประโยชน์และเป็นสวัสดิการในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเองเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถจึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง และเมื่อได้ความจากโจทก์เองว่า โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถแทนการใช้รถประจำตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2549 หลังจากจำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยกำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย นั้น เมื่อโจทก์เองเป็นถึงรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย จบการศึกษานิติศาสตร์ย่อมทำความเข้าใจระเบียบที่จำเลยประกาศใช้ได้เป็นอย่างดี การที่จำเลยประกาศใช้ระเบียบงานที่ 14/2549 มาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยโจทก์ก็มาขอรับสิทธิประโยชน์จากระเบียบงานดังกล่าว ทั้งระเบียบงานที่ 76/2547 ที่โจทก์นำมาอ้างเพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่ตน ก็กำหนดให้มีผลใช้บังคับเพียงถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคารจำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานไว้กับโจทก์ ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการให้โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลยซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้นแสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้สำหรับพนักงานของธนาคารสหธนาคาร (จำกัด) มหาชน ที่ทำงานมาก่อน ที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและจำเลยยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ามาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้นที่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัฒน์ ก.ศรีสุวรรณ
จำเลย — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15456/2558
#595255
เปิดฉบับเต็ม

กรณีได้ความว่าในคดีเดิมที่ อ. เป็นโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 คดีนี้เป็นโจทก์ที่ 2 กับพวก รวม 6 คน ฟ้องโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานเป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้ ในฐานะประธานกรรมการของโจทก์ที่ 1 ขณะนั้น เป็นจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 3/2549 ที่ให้ อ. กับพวก พ้นจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2212 - 2217/2550 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาว่าคำสั่งที่ 3/2549 ขัดต่อข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 จึงถือว่า อ. กับพวก คงเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 และให้ ร. จัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการของโจทก์ที่ 1 ภายในกำหนด 45 วัน โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในคดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาอ้างเหตุว่าศาลแรงงานกลางยังรับฟังข้อเท็จจริงไม่ยุติจึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบและคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ ร. จัดการเลือกตั้งกรรมการของโจทก์ที่ 1 เป็นคำพิพากษาที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3099 - 3104/2554 ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงมีผลเท่ากับว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่ให้ ร. ดำเนินการจัดการเลือกตั้งกรรมการของโจทก์ที่ 1 ได้ถูกยกและสิ้นผลผูกพันไปตามคำพิพากษาศาลฎีกานั้นด้วย เมื่อการจัดการเลือกตั้งกรรมการของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ได้ถูกยกและสิ้นผลผูกพันไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีเดิมจึงผูกพันในผลคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ที่ 2 จึงมิใช่กรรมการของโจทก์ที่ 1 ที่จะมีอำนาจดำเนินกิจการหรือเป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 1 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกโดยชอบมาตั้งแต่แรกตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อในวันที่ 28 กรกฎาคม 2550 ขณะโจทก์ทั้งสองฟ้องคดี โจทก์ที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการของโจทก์ที่ 1 และในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจตามกฎหมายเสียแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบคำฟ้องของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 2429/2550 ของศาลแรงงานกลางและบรรดาสรรพเอกสารทั้งปวงของโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ทั้งสอง และมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบหยุดการทำข่าวในนามโจทก์ที่ 1 และห้ามยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานโจทก์ที่ 1 ในฐานะกรรมการของโจทก์ที่ 1 อีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับใช้ค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะหยุดการกระทำอย่างเป็นทางการ แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบคำฟ้องของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 2429/2550 ของศาลแรงงานกลาง และบรรดาสรรพเอกสารทั้งปวงของโจทก์ที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบหรือโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับให้แก่โจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยทั้งสิบทำข่าวในนามโจทก์ที่ 1 และห้ามยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานโจทก์ที่ 1 ในฐานะกรรมการของโจทก์ที่ 1 อีกต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสิบอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ที่ 1 มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 เป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 1 ในฐานะรักษาการประธานกรรมการ มีคำสั่งให้โจทก์ที่ 2 กับพวกรวม 6 คน พ้นจากสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นไป โดยกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 กับพวกกระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 กับพวกได้ฟ้องโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า โจทก์ที่ 2 กับพวกยังคงเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ต่อไป และสั่งให้จัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการของโจทก์ที่ 1 ตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 ภายใน 45 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษา โดยบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาว่า นายอานุภาพ แถลงรับหน้าที่เป็นประธานการเลือกตั้งและจัดเลือกตั้งในวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 โดยไม่ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญอีก โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายอานุภาพจัดการเลือกตั้งในวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 โดยไม่มีการประชุมใหญ่ของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 กับพวกได้รับเลือกตั้งเป็นประธานและกรรมการของโจทก์ที่ 1 ชุดใหม่ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 16 คน เป็นโจทก์ฟ้องนายอานุภาพขอให้มีคำสั่งว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกฟ้องเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 16 คน อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 5 กันยายน 2550 นายทะเบียนสำนักงานทะเบียนกลางรับจดทะเบียนโจทก์ที่ 2 กับพวกเป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 ชุดใหม่ โดยโจทก์ที่ 2 เป็นประธานกรรมการของโจทก์ที่ 1 มีผลตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2552 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน นายทะเบียนมีคำสั่งยืน วันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 3 คน เป็นโจทก์ฟ้องนายทะเบียนขอให้เพิกถอนการรับจดทะเบียน และหลังจากที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนโจทก์ที่ 2 กับพวกเป็นคณะกรรมการของโจทก์ที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 10 คน ยังคงดำเนินบทบาทการเป็นคณะกรรมการของโจทก์ที่ 1 ต่อไปและครอบครองสมุดบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 กับคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 2429/2550 ของศาลแรงงานกลางไว้ ในการฟ้องคดีนี้โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินคดีแทน แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในฐานะกรรมการของโจทก์ที่ 1 นับแต่นายทะเบียนได้รับจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2550 ตามข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 ข้อ 32 ส่วนจำเลยทั้งสิบถือว่าพ้นหน้าที่และต้องส่งมอบหน้าที่ความรับผิดชอบให้คณะกรรมการชุดใหม่ที่มีโจทก์ที่ 2 เป็นประธานกรรมการภายใน 30 วัน ตามข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 ข้อ 34 ไม่มีข้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 กับพวกรักษาการไปพลางในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ มีอำนาจเรียกให้จำเลยทั้งสิบส่งมอบบรรดาสรรพเอกสารทั้งปวงของโจทก์ที่ 1 มีสิทธิห้ามมิให้จำเลยทั้งสิบทำข่าวในนามโจทก์ที่ 1 และห้ามยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานของโจทก์ที่ 1 อีกต่อไปได้ แต่ที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยทั้งสิบใช้ค่าเสียหายจากการไม่นำเงินรายได้ของโจทก์ที่ 1 เข้าบัญชีโจทก์ที่ 1 และนำเงินของโจทก์ที่ 1 ไปใช้จ่ายในการฟ้องและต่อสู้คดีกับโจทก์ทั้งสองยังถือไม่ได้ว่ามีการนำเงินไปใช้ส่วนตัวเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กรณีได้ความว่าในคดีเดิมที่นายอารีย์ เป็นโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 คดีนี้เป็นโจทก์ที่ 2 กับพวกรวม 6 คน ฟ้องโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานเป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้ ในฐานะประธานกรรมการของโจทก์ที่ 1 ขณะนั้น เป็นจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 3/2549 ที่ให้นายอารีย์กับพวกพ้นจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2212-2217/2550 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาว่าคำสั่งที่ 3/2549 ขัดต่อข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 จึงถือว่านายอารีย์กับพวกคงเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 และให้นายอานุภาพ จัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการของโจทก์ที่ 1 ภายในกำหนด 45 วัน โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในคดีดังกล่าวต่อศาลฎีกาอ้างเหตุว่าศาลแรงงานกลางยังรับฟังข้อเท็จจริงไม่ยุติจึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบและคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้นายอานุภาพจัดการเลือกตั้งกรรมการของโจทก์ที่ 1 เป็นคำพิพากษาที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3099-3104/2554 ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงมีผลเท่ากับว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่ให้นายอานุภาพดำเนินการจัดการเลือกตั้งกรรมการของโจทก์ที่ 1 ได้ถูกยกและสิ้นผลผูกพันไปตามคำพิพากษาศาลฎีกานั้นด้วย เมื่อการจัดการเลือกตั้งกรรมการของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ได้ถูกยกและสิ้นผลผูกพันไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีเดิมจึงผูกพันในผลคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ที่ 2 จึงมิใช่กรรมการของโจทก์ที่ 1 ที่จะมีอำนาจดำเนินกิจการหรือเป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 1 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกโดยชอบมาตั้งแต่แรกตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อในวันที่ 28 กรกฎาคม 2550 ขณะโจทก์ทั้งสองฟ้องคดี โจทก์ที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการของโจทก์ที่ 1 และในฐานะผู้ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจตามกฎหมายเสียแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 100 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา กับพวก
จำเลย — นายอดุลย์ บุสสา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15455/2558
#592003
เปิดฉบับเต็ม

แม้ประเด็นในคดีนี้กับคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ต่าง ๆ เช่นเดียวกัน แต่มูลเหตุแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในคดีนี้กับในคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิที่ก่อให้โจทก์มีอำนาจฟ้องนั้นแตกต่างกัน มิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ทั้งมูลเหตุแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ในคดีนี้กับในคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังเป็นการกระทำคนละช่วงวันเวลากัน จึงเป็นการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์คนละครั้งกัน ชอบที่โจทก์จะใช้สิทธิฟ้องเป็นคนละคดีได้ และแม้โจทก์จะฟ้องกล่าวอ้างเรียกให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และบริษัท บ. ใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ต่าง ๆ โดยอาศัยมูลเหตุแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้วยการแต่งตั้งให้บุคคลอื่นเป็นตัวแทนจัดหาผู้รับอนุญาตผลิตสินค้าต่าง ๆ ออกจำหน่าย และทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นจัดทำวิดีโอเทปออกจำหน่าย ในคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด้วย ก็เป็นการทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ต่าง ๆ กับบริษัท ร. บริษัท ซ. บริษัท ท. และบริษัท น. อันเป็นคู่สัญญาคนละรายกันกับบุคคลที่โจทก์กล่าวอ้างว่ามีการทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ผลงานอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ต่าง ๆ รวมจำนวนเกือบ 30 ราย ในคดีนี้ ส่วนที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างมูลเหตุแห่งการทำละเมิดลิขสิทธิ์ในคดีนี้จากการอนุญาตให้บริษัท อ. ผลิตสมุดระบายสีโดยทำซ้ำหรือดัดแปลงคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนต่าง ๆ นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวเป็นนิติบุคคลเดียวกันกับบริษัท บ. ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งยังปรากฏตามสัญญาการให้ใบอนุญาตในคดีนี้ว่าโจทก์กล่าวอ้างมูลเหตุแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในคดีนี้เป็น "สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิที่ทำขึ้นวันที่ 13 กันยายน 2543 อนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์งานศิลปประยุกต์ "ผลงานหนุมาน VS เจ็ดยอดมนุษย์" ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2543 ถึงวันที่ 12 กันยายน 2549 และบันทึกต่อท้ายสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ดังกล่าวว่าเป็นการชำระเงินค่าตอบแทนการขยายระยะเวลาตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ดังกล่าวออกไปอีก 5 ปี กับสัญญาการให้ใบอนุญาตอันเป็นการอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์งานภาพยนตร์เรื่องยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบ้เอ และเรื่องยอดมนุษย์จัมโบ้เอ อันเป็นมูลเหตุแห่งการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์คนละครั้งกันกับที่โจทก์กล่าวอ้างดำเนินคดีในคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงยังถือไม่ได้ว่าศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยการกระทำอันเป็นมูลเหตุแห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ที่โจทก์กล่าวอ้างในคดีนี้แล้ว นอกจากนี้แม้ในคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องคดีก่อนเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่ในคดีก่อนซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ จะหยุดการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้น แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่า ศาลวินิจฉัยและกำหนดค่าเสียหายจากการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ซึ่งเป็นการกระทำเป็นครั้งคราวก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีดังกล่าวเท่านั้น หากภายหลังวันฟ้องคดีก่อนจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวหรือจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กระทำการใดอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อีก ชอบที่โจทก์จะต้องว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวหรือจำเลยที่ 1 ในคดีนี้สำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ภายหลังวันฟ้องนั้น กรณีไม่อาจกำหนดค่าเสียหายเป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องในคดีก่อนให้แก่โจทก์ได้ และการที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสี่ในคดีดังกล่าวซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้หยุดกระทำการอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ในคดีดังกล่าวซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้อ้างตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ทั้งปวง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ในคดีดังกล่าวซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ทำสัญญามอบสิทธิหรือลิขสิทธิ์ในอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งหมายถึงการละเว้นการกระทำดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นต้นไปนั้น แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่า คำขอบังคับของโจทก์ดังกล่าวเป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งหมายถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2540 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสี่ในคดีดังกล่าวได้ จึงถือไม่ได้ว่าศาลในคดีก่อนได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในคดีนี้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในคดีนี้มิได้เป็นคู่ความในคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางด้วย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกรายว่ากระทำการอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ต่าง ๆ ของโจทก์เป็นคดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคำฟ้องส่วนแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ อ.36/2540 หมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแต่อย่างใด

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซึบูราญ่า โปรดักชั่นส์ จำกัด
จำเลย — นายสมโพธิ แสงเดือนฉาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15453 -ที่ 15454/2558
#595276
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกเดิมเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์โจทก์โดยร่วมกันทำซ้ำดัดแปลงที่รูปภาพหรือตัวงานที่เรียกว่า อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ชนิดต่าง ๆ มาจัดทำสมุดภาพระบายสี ขาย เสนอขาย หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งสมุดภาพระบายสีที่ละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์เพื่อการค้าและหากำไรและจำเลยที่ 1 แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในอุลตร้าแมน เอซ อุลตร้าแมน อุลตร้าเซเว่น อุลตร้าแมนทาโร่ อุลตร้าแมนซอฟฟี่ อุลตร้าแมนแจ็ค จัมโบเอหรือจัมบอร์กเอซ และได้ตั้งตัวแทนในการจัดหาผู้รับอนุญาตผลิตสินค้ารูปอุลตร้าแมนออกจำหน่าย ทำสัญญาให้บุคคลอื่นใช้สิทธิบันทึกสำเนาภาพยนตร์เป็นวีดิทัศน์โดยนำไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้า และแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ และขายสิทธิในตัวอุลตร้าแมนแก่บริษัท ซ. ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันชำระค่าเสียหาย แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 สร้างอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม อุลตร้าแมนโซลหรือดาร์คอุลตร้าแมนและอุลตร้าแมนเอลิท โดยลอกเลียนดัดแปลงลักษณะพิเศษหรือคาร์แรกเตอร์ของอุลตร้าแมนที่โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นงานที่โจทก์สร้างขึ้นภายหลังภาพยนตร์อุลตร้าแมนทั้งเก้าเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 มีคดีพิพาทกันตามคดีก่อน จำเลยทั้งสามร่วมกันนำตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม อุลตร้าแมนโซลหรือดาร์คอุลตร้าแมนและอุลตร้าแมนเอลิทออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์การค้า โดยการนำออกแสดงสดบนเวทีและเก็บค่าแสดง ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่างกรรมกันกับคดีละเมิดในคดีก่อนและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีเดิมไว้แล้ว ทั้งเป็นเวลาภายหลังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โดยที่โจทก์มิอาจยกขึ้นกล่าวอ้างหรือมีคำขอบังคับขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ จึงไม่ใช่คำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคำฟ้องในคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้อนที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

เมื่อพิจารณาลักษณะของการกระทำของจำเลยทั้งสามที่จัดทำอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท เพื่อนำไปอนุญาตให้บุคคลอื่นผลิตตัวหุ่นและของเล่น หรือใช้กับฉลากสินค้าต่าง ๆ หรือจัดทำเป็นชุดหุ่นที่ใช้ในการแสดงบนเวทีแล้ว มีเหตุผลให้เชื่อว่า การจัดทำอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามจนทำให้ปรากฏเป็นรูปลักษณะตามคำฟ้องได้ต้องอาศัยรายละเอียดจากภาพวาดที่แสดงลักษณะอุลตร้าแมนของโจทก์ ดังนั้นการจัดทำอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำต่อผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ที่แสดงออกในรูปของงานจิตรกรรมอันได้แก่ภาพวาดที่แสดงลักษณะของอุลตร้าแมน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์ได้ออกแบบหรือสร้างสรรค์ก่อนที่โจทก์จะนำงานจิตรกรรมนั้นมาดัดแปลงเป็นงานภาพยนตร์อุลตร้าแมน

เมื่อเปรียบเทียบตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทของจำเลยทั้งสามกับอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์มาก่อนแล้วจะเห็นได้ว่าอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามมีลักษณะคล้ายคลึงกับอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์มาก่อน และความคล้ายคลึงกันดังกล่าวเป็นความคล้ายคลึงในส่วนที่เป็นสาระสำคัญเพราะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าอุลตร้าแมนที่จำเลยทั้งสามสร้างขึ้นเป็นอุลตร้าแมนที่ปรากฏในภาพยนตร์อุลตร้าแมนจนมีบุคคลที่สามมาขออนุญาตใช้สิทธิในอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามหรือทำให้จำเลยทั้งสามสามารถนำไปจัดแสดงบนเวทีได้โดยใช้ชื่องานว่าอุลตร้าแมนไลฟ์โชว์ได้ จึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามดัดแปลงงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนของโจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีก่อนพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์ร่วม จำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิเฉพาะผลงานภาพยนตร์ 9 เรื่อง ตามที่ระบุไว้ในสัญญาพิพาทเท่านั้น ส่วนภาพยนตร์ตอนใหม่ ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ ดังนั้น เมื่ออุลตร้าแมนเพาเวอร์ อุลตร้าแมนคิง อุลตร้าแมนทิก้า และอุลตร้าแมนคอสมอส เป็นผลงานจากภาพยนตร์ตอนใหม่ไม่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ในสัญญาพิพาท ประกอบกับจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 สร้างตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมนและอุลตร้าแมนเอลิทโดยดัดแปลงจากผลงานอุลตร้าแมนอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์และไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ว่า ทำการสร้างสรรค์อุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทไปโดยชอบ อีกทั้งภายหลังศาลฎีกาพิพากษาว่าสัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอม จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนได้อีก

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดกลับคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน สัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 หาอาจมีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาท คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้ประโยชน์อันเกิดแต่ลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมน การที่โจทก์และตัวแทนการค้าของโจทก์นำผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาท ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน และแต่งตั้งบริษัท พ. ให้เป็นตัวแทนโจทก์ในประเทศไทย จึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1

ผลงานอุลตร้าแมนซึ่งเป็นตัวละครในภาพยนตร์ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้น โจทก์ประสงค์ให้ตัวละครอุลตร้าแมนเป็นภาพลักษณ์ของฝ่ายคุณธรรมโดยเป็นผู้พิทักษ์โลก การที่จำเลยทั้งสามดัดแปลงโดยสร้างตัวอุลตร้าแมนให้มีลายเส้นเน้นให้เห็นกล้ามเนื้อที่บริเวณผิวแตกต่างจากอุลตร้าแมนของโจทก์ซึ่งไม่ใช้ลายเส้นเน้นกล้ามเนื้อ และมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ศิลปะการต่อสู้แบบมวยไทยที่แตกต่างจากเดิมเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ที่แสดงออกของตัวอุลตร้าแมนออกมาอีกลักษณะหนึ่งเท่านั้น หาได้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวอุลตร้าแมนผู้ทรงคุณธรรมพิทักษ์โลกเสียไปแต่อย่างใดไม่ การดัดแปลงตัวอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงไม่ใช่การบิดเบือนผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมไม่เป็นการละเมิดในธรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนอันมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 18 โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยทั้งสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับ

(1) ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามนำตัวอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรืออนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิหรือกระทำการใด ๆ อันถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์

(2) ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือกระทำการใดอันถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด

(3) ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เกี่ยวกับงานอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์

(4) ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างสิทธิใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ซึ่งโจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นและอยู่นอกเหนือจากภาพยนตร์ 9 เรื่อง ที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเอกสารท้ายคำฟ้อง

(5) ให้เพิกถอนสัญญาหรือข้อผูกพันที่จำเลยทั้งสามได้กระทำกับบุคคลต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท เพิกถอนสัญญาหรือข้อผูกพันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำตัวละครอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า อุลตร้าแมนคอสมอส หรือตัวละครอุลตร้าแมนอื่น ๆ ของโจทก์ไปแอบอ้างสิทธิและให้สิทธิบุคคลอื่น ๆ และระงับการนำเอาผลงานอุลตร้าแมนดังกล่าวไปอนุญาตให้บุคคลอื่นแสวงหาประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์

(6) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจากการลอกเลียนผลงานอุลตร้าแมน ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไปจัดทำตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทแล้วนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิเป็นเงิน 500,000,000 บาท

(7) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจากการนำตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียมไปอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิเพื่อทำซ้ำหรือดัดแปลงเพื่อการค้าหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์เป็นเงิน 720,000,000 บาท

(8) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจากการอ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานหรือตัวละครอุลตร้าแมนต่าง ๆ เช่น อุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า อุลตร้าแมนคอสมอส และนำไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้าเป็นเงิน 50,000,000 บาท

(9) ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการแอบอ้างสิทธิในตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม และนำไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้าเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะหยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

(10) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการแอบอ้างสิทธิในตัวละครอุลตร้าแมนชุดใหม่ ๆ ของโจทก์ และนำไปแสวงหาประโยชน์ทางการค้าเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะหยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

(11) ให้จำเลยทั้งสามหยุดรับเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ จากบุคคลทั้งหลายที่จำเลยทั้งสามนำเอาผลงานอุลตร้าแมนอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปอนุญาตให้ใช้สิทธิ และให้บุคคลดังกล่าวส่งเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนการได้รับสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์

(12) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,270,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,120,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ฟ้องแย้ง และแก้ไขฟ้องแย้งว่า ภายหลังทำสัญญาโอนสิทธิและเครื่องหมายการค้า โจทก์มีสิทธิเผยแพร่ผลงานอุลตร้าแมนที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น การที่โจทก์นำผลงานอุลตร้าแมนชุดใหม่ออกเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางการค้านอกประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งประเทศไทยนับแต่วันที่ทำสัญญาโอนสิทธิให้แก่จำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ชำระ

(1) ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดที่โจทก์และตัวแทนทางการค้าของโจทก์นำผลงานอุลตร้าแมนชุดใหม่ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นโดยดัดแปลงจากผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาโอนสิทธิให้จำเลยที่ 1 ออกเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางการค้าในประเทศอื่นนอกประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งประเทศไทยนับแต่วันสร้างสรรค์ผลงานดังกล่าวจนถึงปัจจุบันเป็นเงิน 100,000,000 บาท

(2) ค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและชี้แจงต่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 สื่อมวลชน และสาธารณชนทั่วไปว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำผลงานอุลตร้าแมนชุดต่าง ๆ ออกเผยแพร่เพื่อหาประโยชน์ทางการค้าในประเทศไทยและประเทศอื่นยกเว้นประเทศญี่ปุ่น และมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000,000 บาท

(3) ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของโจทก์ในอนาคตเป็นรายเดือนจำนวนเดือนละ 10,000,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะหยุดการกระทำละเมิดดังกล่าว

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทแม็ทชิ่ง เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามนำตัวอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนหรืออนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิหรือกระทำการใด ๆ อันถือเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์อีกต่อไป ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือกระทำการใดอันถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เกี่ยวกับงานอุลตร้าแมนซึ่งเป็นผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างสิทธิใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ที่ระบุไว้ในสัญญา คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยร่วมและยกฟ้องแย้ง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรอง เมื่อปี 2540 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาตามคดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ กับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 1 รวม 12,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาพิพาท และไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป โดยวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของผลงานอันมีลิขสิทธิ์ในผลงานของอุลตร้าแมน จำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงมือกระทำการใด ๆ ต่องานอันมีลิขสิทธิ์นั้น ซึ่งจะถือได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ร่วมฟังไม่ขึ้น ไม่อาจฟังได้ว่าลายมือชื่อของนายโนโบรุ ในสัญญาพิพาทเป็นลายมือชื่อปลอม สัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่นายโนโบรุทำให้แก่จำเลยที่ 1 จริง ลิขสิทธิ์ในผลงานภาพยนตร์ รวม 9 เรื่อง ดังกล่าวเท่านั้นมีที่การโอนไปให้จำเลยที่ 1 ส่วนภาพยนตร์อุลตร้าแมนตอนใหม่ ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นย่อมเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์เท่านั้น ตามสัญญาข้อ 2 ระบุให้เป็นสัญญาโอนสิทธิ โดยให้รวมไปถึงสิทธิในการจำหน่ายสิทธิในการทำขึ้นหรือทำซ้ำ (Reproduction) ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิทธิในการเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ และสิทธิในการผลิตรูปหุ่นและ Character ที่ใช้ในการสร้างภาพยนตร์โดยใช้วัสดุใด ในรูปแบบใด ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า และรวมถึงสิทธิในการโอนสิทธิต่าง ๆ ให้แก่บุคคลที่ 3 อีกด้วย จำเลยที่ 1 มีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนได้ด้วย จำเลยที่ 1 มีสิทธิในผลงานอุลตร้าแมนโดยได้รับโอนมาจากโจทก์ สัญญาโอนสิทธิในผลงานอุลตร้าแมนไม่รวมถึงสิทธิในผลงานในอนาคตที่โจทก์สร้างสรรรค์ขึ้นมาใหม่ และไม่ได้มีผลเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดในการที่จะสร้างผลงานอุลตร้าแมนชุดใหม่ ๆ ขึ้นมา หรือพัฒนาปรับปรุง Character อุลตร้าแมนตัวใหม่ขึ้นอีก ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิในผลงานที่โจทก์สร้างขึ้นใหม่ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 สร้างตัวละครอุลตร้าแมนขึ้นโดยใช้ชื่อว่า อุลตร้าแมนมิลเลนเนียม (Ultraman Millennium) และอุลตร้าแมนโซล (Ultraman Zoul) หรือดาร์คอุลตร้าแมน (Dark Ultraman) ต่อมาจำเลยที่ 3 นำอุลตร้าแมนมิลเลนเนียมและดาร์คอุลตร้าแมนออกแสดงสดบนเวทีและเรียกเก็บเงินค่าชมในงานอุลตร้าแมน มิลเลนเนียม ไลฟ์ โชว์ อิน แบงคอก 2001 (Ultraman Millennium Live Show in Bangkok 2001) ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคารอิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 12, 13, 14, 19, 20 และ 21 ตุลาคม 2544 ต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 สร้างตัวละครอุลตร้าแมนอีกตัวหนึ่งชื่อว่า อุลตร้าแมนเอลิท (Ultraman Elite) และจำเลยที่ 3 นำอุลตร้าแมนเอลิทออกแสดงสดบนเวทีร่วมกับอุลตร้าแมนมิลเลนเนียมและดาร์คอุลตร้าแมนและเรียกเก็บเงินค่าชมในงานอุลตร้าแมน ไลฟ์ โชว์ โฟร์ดี (Ultraman Live Show 4D) ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคารอิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 23, 24, 25, 30 เมษายน และวันที่ 1, 2 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิอุลตร้าแมนกับบริษัทพรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และอนุญาตให้บริษัทเอเพ็กซ์ ทอยส์ จำกัด ผลิตสินค้าอุลตร้าแมน ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2553 ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 7457/2550 ปี 2545 โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีพิพาทเกี่ยวกับลิขสิทธิ์อุลตร้าแมนต่อศาลแพ่งโตเกียวในประเทศญี่ปุ่น โดยศาลแพ่งโตเกียวได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์ต่อศาลสูงโตเกียว ต่อมาวันที่ 10 ธันวาคม 2546 ศาลสูงโตเกียวได้มีคำพิพากษา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า คำฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกว่า ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 กับพวกกล่าวอ้างความเท็จว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประธานบริษัทไชโยฟิล์ม จำกัด กับบริษัทซึบูราญ่า โปรด์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด โดยนายโนโบรุ ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 โดยมอบสิทธิให้จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวในการจำหน่าย ผลิต ทำซ้ำ มีสิทธิในลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และสิทธิกระจายเสียงได้ในทุกอาณาเขต ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นในภาพยนตร์ เรื่อง ไจแอนท์กับจัมโบเอ (ยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบ้เอ) หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์อุลตร้าแมน 1 (อุลตร้าแมน คิว) อุลตร้าแมน 2 อุลตร้าเซเว่น รีเทอร์นอุลตร้าแมน อุลตร้าแมนเอซ อุลตร้าแมนทาโร และจัมบอร์กเอซ ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ โดยร่วมกันทำซ้ำดัดแปลงรูปภาพหรือตัวงานที่เรียกว่า อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ชนิดต่าง ๆ มาจัดทำสมุดภาพระบายสี ขาย เสนอขาย หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งสมุดภาพระบายสีที่ละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์โดยรู้ว่าเป็นงานอันละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์เพื่อการค้าและหากำไร และเมื่อประมาณปลายปี 2539 จนถึงปัจจุบัน (ฟ้องวันที่ 16 ธันวาคม 2540) จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ได้รับสิทธิจากโจทก์ให้หยุดการผลิต จำหน่าย และให้ทำลายภาพหรือวัสดุที่มีรูปอุลตร้าแมน โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการชี้แจงกับบุคคลดังกล่าวและเสียหายขาดรายได้ ประมาณกลางปี 2539 จำเลยที่ 1 แอบอ้างว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในอุลตร้าแมน เอซ อุลตร้าแมน อุลตร้าเซเว่น อุลตร้าแมนทาโร อุลตร้าแมนซอฟฟี่ อุลตร้าแมนแจ็ค จัมโบเอหรือจัมบอร์กเอซ และได้ตั้งตัวแทนในการจัดหาผู้รับอนุญาตผลิตสินค้ารูปอุลตร้าแมนออกจำหน่าย ทำสัญญาให้บุคคลอื่นใช้สิทธิบันทึกสำเนาภาพยนตร์เป็นวีดิทัศน์โดยนำไปแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า และแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ และขายสิทธิในตัวอุลตร้าแมนแก่บริษัทซีพี เซเว่น อีเลเว่น (ประเทศไทย) จำกัด ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และประมวลกฎหมายอาญา และขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันชำระค่าเสียหาย กระทำการและงดเว้นกระทำการ สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายปี 2542 จนถึงปลายปี 2544 จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและกรรมการจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 สร้างอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม อุลตร้าแมนโซล โดยลอกเลียนดัดแปลงลักษณะพิเศษหรือคาร์แรกเตอร์ของอุลตร้าแมนที่โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นงานที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นภายหลังภาพยนตร์อุลตร้าแมนทั้งเก้าเรื่องที่โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีคดีพิพาทกันตามคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เมื่อวันที่ 12, 13, 14, 19 และ 20 ตุลาคม 2544 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม อุลตร้าแมนโซลหรือดาร์คอุลตร้าแมนออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์ในทางการค้า โดยการนำออกแสดงสดบนเวทีและเรียกเก็บเงินค่าชมการแสดง เมื่อประมาณปลายปี 2544 สืบเนื่องมาจนปัจจุบัน (ฟ้องวันที่ 7 ตุลาคม 2547) จำเลยทั้งสามร่วมกันอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิเพื่อทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยนำเอาตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียมไปใช้กับสินค้าต่าง ๆ ที่ผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิผลิตออกจำหน่ายเพื่อการค้าโดยได้รับค่าตอบแทน เมื่อประมาณปลายปี 2546 สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้แอบอ้างตนเองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือมีสิทธิในตัวละครต่าง ๆ เช่น อุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส ซึ่งเป็นผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เมื่อปี 2539 ปี 2540 ปี 2541 และปี 2544 ตามลำดับ และนำไปอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิเพื่อทำซ้ำหรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยนำเอาตัวอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส ไปใช้กับสินค้าต่าง ๆ ที่ผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิผลิตออกจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และเมื่อประมาณปี 2547 จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 สร้างอุลตร้าแมนเอลิทโดยลอกเลียนดัดแปลงลักษณะพิเศษหรือคาร์แรกเตอร์ของอุลตร้าแมนที่โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อวันที่ 23, 24, 25, 30 เมษายน 2547 และวันที่ 1 และ 2 พฤษภาคม 2547 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำตัวละครอุลตร้าแมนเอลิท ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยการนำออกแสดงสดบนเวทีร่วมกับอุลตร้าแมนมิลเลนเนียมและดาร์คอุลตร้าแมน และเรียกเก็บเงินค่าชมการแสดง ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นการที่โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่างกรรมกันกับการทำละเมิดในคดีก่อนและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีเดิมไว้แล้ว ทั้งเป็นเวลาภายหลังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โดยที่โจทก์มิอาจยกขึ้นกล่าวอ้างหรือมีคำขอบังคับขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ จึงมิใช่คำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคำฟ้องในคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้อนที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อต่อมาว่า จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์เกี่ยวกับอุลตร้าแมนอันได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง อุลตร้าคิว (Ultra Q) ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นในปี 2508 งานภาพยนตร์กับงานศิลปประยุกต์ในรูปตัวหุ่นในลักษณะเป็นรูปคล้ายคนชื่ออุลตร้าแมน (Ultraman) หรือยอดมนุษย์ ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นในปี 2509 ต่อมาโจทก์ยังสร้างสรรค์งานวรรณกรรม และศิลปกรรมอันมีลักษณะเป็นงานประเภทจิตรกรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย ศิลปประยุกต์ที่เป็นผลงานเรียกว่า อุลตร้าแมน หรือยอดมนุษย์ในลักษณะที่เป็นรูปคนที่เป็นตัวละครประเภทต่าง ๆ ในตระกูลเดียวกันกับอุลตร้าแมน รวมตลอดถึงงานภาพยนตร์ชุดอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ รวมทั้งภาพเหมือน ภาพวาดและรูปถ่ายในลักษณะต่าง ๆ ของตระกูลอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ทั้งหมด ซึ่งงานต่าง ๆ แต่ละประเภทเหล่านี้โจทก์ได้สร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2508 ต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน และนำออกโฆษณาเผยแพร่เป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2509 และในปีอื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นสืบเนื่องกันมา ดังนั้นงานวรรณกรรมและงานศิลปกรรมที่เป็นตัวงานที่เรียกว่า อุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ดังกล่าวจึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นและได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เพราะประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นต่างเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรืออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของนักแสดง จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทซึ่งตนเองร่วมก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตภาพยนตร์ สร้างตัวละครขึ้นโดยใช้ชื่อว่า อุลตร้าแมนมิลเลนเนียม อุลตร้าแมนโซลหรือดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท โดยการลอกเลียนและดัดแปลงจากลักษณะพิเศษหรือคาแรกเตอร์ของตัวละครอุลตร้าแมนต่าง ๆ ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเข้าใจได้ว่าสภาพแห่งข้อหาคือจำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยการดัดแปลงงานจิตรกรรม ภาพถ่าย ภาพพิมพ์อุลตร้าแมนอันเป็นงานศิลปกรรมและงานภาพยนตร์อุลตร้าแมนอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ในชั้นพิจารณาโจทก์มีนายมนู ทนายโจทก์มาเบิกความเป็นพยานว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เรียกว่า อุลตร้าแมน ซึ่งเป็นงานประเภทวรรณกรรมและศิลปกรรม (ประเภทจิตรกรรม) โจทก์เริ่มสร้างสรรค์งานภาพยนตร์ที่เรียกว่า อุลตร้าคิว ตั้งแต่ปี 2508 หลังจากนั้นปี 2509 ก็สร้างสรรค์งานภาพยนตร์ชื่ออุลตร้าแมน จากนั้นได้สร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับอุลตร้าแมนเป็นชุด ๆ ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ผลงานอุลตร้าแมน รายละเอียดการสร้างสรรค์ และการโฆษณางานครั้งแรก ปรากฏตามเอกสารแสดงรายละเอียดรายการทีวีและภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับอุลตร้าแมนซึ่ง บริษัทซึบูราญ่าโปรดัคชั่นส์ จำกัด เป็นผู้ผลิต (Ultraman Related Television Programs and Theatrical Films produced by Tsuburaya Productions Co., Ltd.) การทำละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์มี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 จำเลยลอกเลียนแบบอุลตร้าแมนของโจทก์ โดยโจทก์ถือว่าโจทก์ยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน ขอบเขตของสัญญาพิพาท จำเลยต้องทำซ้ำในลักษณะตัวละครเดิมในภาพยนตร์ 9 เรื่อง ตามสัญญาดังกล่าว ไม่มีสิทธิไปสร้างตัวใหม่หรือลอกเลียนตัวใหม่ อุลตร้าแมนที่โจทก์ถือว่าจำเลยทำซ้ำคือ อุลตร้าแมนมิลเลนเนียมดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท โดยลอกเลียนแบบมาจากอุลตร้าแมนของโจทก์ตัวเก่า ๆ และนำลักษณะตัวใหม่ ๆ ที่โจทก์สร้างสรรค์มารวมอยู่ด้วย ส่วนที่ 2 คือจำเลยนำอุลตร้าแมนตัวใหม่ ๆ ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นและมีลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวได้แก่ อุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอสไปทำซ้ำ และอนุญาตให้ลูกค้านำไปผลิตสินค้าและนำไปเผยแพร่โดยจำเลยได้ประโยชน์ตอบแทน และโจทก์มีนายสมชาติ ผู้เขียนบทความในคอลัมน์ "Heroes Memorial" ในหนังสือ "Hobby Toys Model" โดยใช้นามปากกาว่า "Devil ex" มาเบิกความเป็นพยานว่า อุลตร้าแมนมีลักษณะเป็นตัวสีเงินหรือสีแดง มีปากแต่ไม่สามารถขยับหรือพูดได้ มีสันอยู่บริเวณกลางหน้าผาก และมีปุ่มอยู่บริเวณกลางหน้าอกเรียกว่า "Color Timer" บริเวณมือมีลักษณะเหมือนกับสวมถุงมือไว้ บริเวณเท้ามีลักษณะเหมือนสวมรองเท้าบู๊ต แต่ละตัวมีลักษณะและสีสันต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่โดยส่วนใหญ่ลำตัวจะมีสีเงินหรือสีแดง แต่ในระยะหลังมีลวดลายสีอื่นอยู่ด้วย เช่น สีม่วง สีฟ้า หรือสีดำ ดวงตาส่วนใหญ่จะเป็นสีเหลือง มีเฉพาะอุลตร้าแมนเพาเวอร์เท่านั้นที่ดวงตาเป็นสีฟ้า และอุลตร้าแมนคิงที่เป็นสีแดง ลักษณะอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทที่จำเลยที่ 1 สร้างสรรค์ขึ้นปรากฏตามภาพอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท โดยอุลตร้าแมนทั้งสามตัวมีลักษณะแตกต่างจากอุลตร้าแมนตัวแรก แต่มีแนวคิดในการสร้างทำนองเดียวกันอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม คล้ายคลึงกับอุลตร้าแมนเพาเวอร์ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นในปี 2536 อย่างยิ่ง กล่าวคือ จะมีกล้ามเนื้อปรากฏชัดเจน มีดวงตาสีฟ้าเหมือนกัน และมีปุ่ม "Color Timer" ที่คล้ายคลึงกันมากโดยปุ่ม "Color Timer" มีลักษณะเป็นแฉกแตกต่างจากอุลตร้าแมนตัวอื่นตามภาพเปรียบเทียบ ดาร์คอุลตร้าแมน มีลักษณะคล้ายกับอุลตร้าแมนคิงเนื่องจากมีดวงตาสีแดงเหมือนกัน อุลตร้าแมนคิงปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ชุดอุลตร้าแมนเลโอที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นในปี 2518 ซึ่งภาพยนตร์ชุดอุลตร้าแมนเลโอไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งในภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ที่ปรากฏรายชื่ออยู่ในสัญญาพิพาท ส่วนอุลตร้าแมนเอลิทมีลักษณะเหมือนอุลตร้าแมนคอสมอสที่อยู่ในร่างที่เรียกว่า สเปซโคโรน่าโหมด ซึ่งภาพยนตร์เรื่องอุลตร้าแมนคอสมอสได้นำออกฉายเมื่อปี 2545 ลักษณะดวงตาของอุลตร้าแมนเอลิทมีสีฟ้าเหมือนอุลตร้าแมนเพาเวอร์ บริเวณส่วนหัวมีลักษณะเป็นริ้วคล้ายกับอุลตร้าแมนรุ่นใหม่คืออุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนไดน่า เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 บัญญัติว่า (1) งานจิตรกรรม ได้แก่ งานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้น แสง สี หรือสิ่งอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันลงบนวัสดุอย่างเดียวหรือหลายอย่าง และงานภาพยนตร์ หมายความว่า โสตทัศนวัสดุอันประกอบด้วยลำดับของภาพซึ่งสามารถนำออกฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์ หรือสามารถบันทึกลงบนวัสดุอื่น เพื่อนำออกฉายต่อเนื่องได้อย่างภาพยนตร์ และให้หมายความรวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์นั้นด้วยถ้ามี เมื่อพิจารณาลักษณะของการกระทำของจำเลยทั้งสามที่จัดทำอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท เพื่อนำไปอนุญาตให้บุคคลอื่นผลิตตัวหุ่นและของเล่น หรือใช้กับฉลากสินค้าต่าง ๆ หรือจัดทำเป็นชุดหุ่นที่ใช้ในการแสดงบนเวทีแล้วมีเหตุผลให้เชื่อว่าการจัดทำอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามจนทำให้ปรากฏเป็นรูปลักษณะตามคำฟ้องได้ต้องอาศัยรายละเอียดจากภาพวาดดังเช่นภาพวาดที่ปรากฏในเอกสารแสดง แผ่นที่ 13/128 ถึงแผ่นที่ 13/142 ดังนั้น การจัดทำอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำต่อผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ที่แสดงออกในรูปของงานจิตรกรรมอันได้แก่ ภาพวาดที่แสดงลักษณะของอุลตร้าแมนซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์ได้ออกแบบหรือสร้างสรรค์ก่อนที่โจทก์จะนำงานจิตรกรรมดังกล่าวมาดัดแปลงเป็นงานภาพยนตร์อุลตร้าแมน เมื่อเปรียบเทียบตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิท ของจำเลยทั้งสามกับอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์มาก่อนแล้วจะเห็นได้ว่าอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามมีลักษณะคล้ายคลึงกับอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์มาก่อนตามที่นายสมชาติพยานโจทก์เบิกความจริง และความคล้ายคลึงกันดังกล่าวเป็นความคล้ายคลึงกันในส่วนที่เป็นสาระสำคัญเพราะทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าอุลตร้าแมนที่จำเลยทั้งสามสร้างขึ้นเป็นอุลตร้าแมนที่ปรากฏในภาพยนตร์อุลตร้าแมนจนมีบุคคลที่สามมาขออนุญาตใช้สิทธิในอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามหรือทำให้จำเลยทั้งสามสามารถนำไปจัดแสดงบนเวทีได้โดยใช้ชื่องานว่าอุลตร้าแมน ไลฟ์โชว์ (Ultraman Live Show) ได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามดัดแปลงงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานจิตรกรรมอุลตร้าแมนของโจทก์ ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิในคาแรกเตอร์อุลตร้าแมน เนื่องจากเป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์อุลตร้าแมนร่วมกับโจทก์และเป็นผู้รับโอนสิทธิในสัญญาพิพาท คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศญี่ปุ่นมาใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าสัญญา เป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิซึ่งแตกต่างไปจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้ก่อนว่าเป็นสัญญาโอนสิทธิเป็นการไม่ชอบ และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิตามสัญญาพิพาทดังกล่าวจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานอุลตร้าแมนร่วมกับโจทก์ และคำพิพากษาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่ความแห่งคดีและยังมิได้เปลี่ยนแปลงโดยศาลสูง จำเลยที่ 1 จึงย่อมมีสิทธิสร้างอุลตร้าแมนตัวใหม่โดยดัดแปลง พัฒนา หรือปรับปรุงจากคาแรกเตอร์อุลตร้าแมนที่จำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิตามสัญญาจากโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามคำฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วม จำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิเฉพาะผลงานภาพยนตร์ 9 เรื่อง ตามที่ระบุในสัญญาพิพาทเท่านั้น ส่วนภาพยนตร์ตอนใหม่ ๆ ที่โจทก์ผลิตขึ้นเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ ดังนั้น เมื่ออุลตร้าแมนเพาเวอร์ อุลตร้าแมนคิง อุลตร้าแมนทิก้า และอุลตร้าแมนคอสมอส เป็นผลงานจากภาพยนตร์ตอนใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ในสัญญาพิพาท ประกอบกับจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 สร้างตัวละครอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทโดยดัดแปลงจากผลงานอุลตร้าแมนอันเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์และไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ว่าทำการสร้างสรรค์อุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทไปโดยชอบ อีกทั้งภายหลังศาลฎีกาพิพากษาว่า สัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7457/2550 จำเลยทั้งสามยิ่งไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนได้อีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปว่า โจทก์ละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดกลับคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีหมายเลขแดงที่ อ.459/2543 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนโดยเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน สัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 หาอาจมีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใด ๆ จากผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7457/2550 คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้ประโยชน์อันเกิดแต่ลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมน ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน การที่โจทก์และตัวแทนการค้าของโจทก์นำผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาท ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนและแต่งตั้งบริษัทโพรลิงค์ จำกัด ให้เป็นตัวแทนของโจทก์ในประเทศไทย จึงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ตามฟ้องแย้งได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนแก่โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท นั้น จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับผลกระทบถึงภาพพจน์และการขาดเอกภาพของผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียง และความนิยมในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ อุลตร้าแมนทั้งสามตัวที่จำเลยทั้งสามสร้างสรรค์ขึ้นมีคุณสมบัติและความเหมาะสมอันดีงามและสร้างชื่อเสียงโดยได้รับความนิยมอย่างมาก หาได้มีผลกระทบถึงภาพพจน์ การขาดเอกภาพ และชื่อเสียงในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ไม่ ส่วนโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์จำนวน 50,000,000 บาท ตามคำฟ้อง เห็นว่า ค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าเสียหายในธรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 18 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้สร้างสรรค์อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร" เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสามละเมิดสิทธิในธรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนอันมีลิขสิทธิ์ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยพยานหลักฐานว่า จำเลยทั้งสามสร้างอุลตร้าแมนมิลเลนเนียม ดาร์คอุลตร้าแมน และอุลตร้าแมนเอลิทโดยบิดเบือนดัดแปลงผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ในลักษณะใดจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ผลงานอุลตร้าแมนซึ่งเป็นตัวละครในภาพยนตร์ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นโจทก์ประสงค์ให้ตัวละครอุลตร้าแมนเป็นภาพลักษณ์ของฝ่ายคุณธรรมโดยเป็นผู้พิทักษ์โลกขจัดพวกเหล่าร้ายที่มาสร้างความเดือดร้อนและความไม่สงบสุขแก่มวลมนุษย์พร้อมทั้งคืนความสงบสุขให้แก่มนุษย์โลก ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสามดัดแปลงโดยสร้างตัวอุลตร้าแมนให้มีลายเส้นเน้นให้เห็นกล้ามเนื้อที่บริเวณผิวแตกต่างจากอุลตร้าแมนของโจทก์ซึ่งไม่ใช้ลายเส้นเน้นกล้ามเนื้อ และมีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ศิลปะการต่อสู้แบบมวยไทยที่แตกต่างจากเดิมเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ที่แสดงออกของตัวอุลตร้าแมนออกมาอีกลักษณะหนึ่งเท่านั้น หาได้ทำให้ภาพลักษณ์ของตัวอุลตร้าแมน ผู้ทรงคุณธรรมพิทักษ์โลกเสียไปแต่อย่างใดไม่ การดัดแปลงตัวอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามก็ยังคงภาพลักษณ์ของอุลตร้าแมนผู้ทรงคุณธรรมพิทักษ์โลกไว้เช่นเดิม การดัดแปลงตัวอุลตร้าแมนของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงมิใช่การบิดเบือนดัดแปลงผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวย่อมไม่เป็นการละเมิดสิทธิในธรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 18 โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยทั้งสามได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ จำนวน 5,000,000 บาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ในส่วนของค่าเสียหายกรณีที่ 3 ซึ่งเป็นค่าเสียหายกรณีที่เกี่ยวกับอุลตร้าแมนตัวอื่น ที่โจทก์สร้างสรรค์นอกเหนือจากอุลตร้าแมนในภาพยนตร์จำนวน 9 เรื่อง ในสัญญาพิพาท โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้โจทก์จำนวน 10,000,000 บาท นั้นต่ำเกินไป สมควรกำหนดค่าเสียหายจำนวน 50,000,000 บาท และจำนวนเดือนละ 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะหยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ เห็นว่า ในการกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในกรณีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาจากสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิจำนวน 3 ฉบับคือ (1) หนังสืออนุญาตให้ใช้สิทธิ ระหว่างจำเลยที่ 2 กับบริษัทฟอร์เวิร์ด ฟรีแลนด์ จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปประยุกต์ตุ๊กตาอุลตร้าแมนทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส (2) หนังสืออนุญาตให้ใช้สิทธิ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทไซก้า เอ็นเตอร์ เทนเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิในการผลิตและจำหน่ายดีวีดี และวีซีดีภาพยนตร์เรื่องอุลตร้าแมนนีโอส์จำนวน 12 แผ่น อุลตร้าเซเว่น 21 จำนวน 5 แผ่น และอุลตร้าแมนเน็กซัสจำนวน 39 ตอน และ (3) หนังสือสัญญาอนุญาต ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทการ์ตูนอินเตอร์ จำกัด ซึ่งได้รับสิทธิในการจัดทำวีดิทัศน์ภาพยนตร์อุลตร้าแมนจำนวน 10 เรื่อง รวมทั้งวีดิทัศน์อุลตร้าแมนคอสมอส เมื่อพิจารณาค่าตอบแทนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิทั้งสามฉบับดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 818,584 บาท และจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 3,360,000 บาท กับจำนวน 3,500,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับค่าตอบแทนทั้งสิ้น 7,678,584 บาท ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้จำนวน 10,000,000 บาท จึงเกินกว่าประโยชน์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับจากการละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ ประกอบกับในรายของบริษัทการ์ตูนอินเตอร์ จำกัด เมื่อเปรียบเทียบรายชื่อภาพยนตร์ตามหนังสือสัญญาอนุญาต แผ่นที่ 60/25 ถึงแผ่นที่ 60/29 กับรายการทีวีและภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับอุลตร้าแมนซึ่งบริษัทซึบูราญ่าโปรดัคชั่นส์ จำกัด เป็นผู้ผลิต มีภาพยนตร์จำนวนเพียง 3 เรื่อง คือเรื่องอุลตร้าแมนคอสมอส เดอะ ไฟนอล แบตเทิล เรื่องอุลตร้าแมนคอสมอส : เฟิร์สคอนแทค และเรื่องอุลตร้าแมนคอสมอส : เดอะบลูแพลนเน็ต ภาคพิเศษ เท่านั้น ที่โจทก์อ้างส่งหลักฐานการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากนี้จำนวนค่าตอบแทนที่ระบุในหนังสืออนุญาตให้ใช้สิทธิที่โจทก์อ้างดังกล่าวเป็นเรื่องข้อตกลงกันเองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิไม่ใช่ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์พึงได้หากนำผลงานอุลตร้าแมนอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปให้บุคคลอื่นใช้สิทธิ และโจทก์ไม่ได้นำสืบพิสูจน์ว่าหากโจทก์นำผลงานอุลตร้าแมนซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ไปอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิ โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้วจึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์รวม 5,000,000 บาท

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า จำเลยทั้งสามยังคงละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยนำผลงานอุลตร้าแมน ทิก้า อุลตร้าแมนไดน่า อุลตร้าแมนไกญ่า และอุลตร้าแมนคอสมอส ที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นไปอนุญาตให้บุคคลอื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จึงขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือนนับถัดจากวันฟ้องอีกจำนวนเดือนละ 20,000,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสามจะหยุดกระทำการละเมิดและมีการหยุดจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้น เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าจำเลยทั้งสามยังคงอนุญาตให้บุคคลอื่นนำอุลตร้าแมนที่โจทก์สร้างสรรค์ไปให้บุคคลอื่นใช้สิทธิต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่โจทก์อ้างลอย ๆ เพียงว่าบริษัทเมจิก ทู จำกัด บริษัทเอบีซี ทอยส์ จำกัด บริษัทอาซาโน จำกัด และบริษัทบีบูน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยังผลิตสินค้าจำหน่ายอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดของโจทก์ที่สนับสนุนว่า เป็นเช่นนั้นจริง จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายรายเดือนให้แก่โจทก์ได้ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์จำนวน 10,000,000 บาท ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ส่วนนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ค่าเสียหายกรณีนี้เป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งโจทก์ฟ้องและบังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยร่วม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 7 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ ค่าฤชา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 (1) ม. 18
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด
จำเลย — นายสมโพธิ แสงเดือนฉาย กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทแม็ทชิ่ง เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15407/2558
#596494
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาข้อ 2 มีใจความว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอม โดยโจทก์ตกลงจดทะเบียนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36717 ของโจทก์เป็นทางภาระจำยอมสำหรับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36715 ของจำเลยที่ 1 ให้มีความกว้าง 12 เมตร ส่วนจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้มีความกว้าง 9 เมตร ซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36715 ของจำเลยที่ 1 ให้เป็นทางภาระจำยอม สำหรับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 36716, 36717 และ 341 ของโจทก์ ทั้งสองฝ่ายยินยอมให้ใช้เป็นทางภาระจำยอมตลอดไป เว้นแต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้ทางภาระจำยอมเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป ก็ยินยอมให้จดทะเบียนยกเลิกทางภาระจำยอมได้ ตามคำฟ้องและคำให้การทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่ฝ่ายตนตามสัญญา ถือว่าทั้งสองฝ่ายมีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากันแล้ว หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้ศาลบังคับให้โจทก์จดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทนด้วยนั้น จำเลยที่ 1 จะต้องฟ้องหรือฟ้องแย้งตั้งประเด็นแห่งคดีเข้ามาเพื่อให้ศาลวินิจฉัยข้อพิพาทในส่วนที่โจทก์จะต้องชำระหนี้ตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปในคราวเดียวกัน ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้ หากจำเลยที่ 1 ตั้งประเด็นแห่งคดีเข้ามา โจทก์อาจมีข้อต่อสู้ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดก่อนที่จะพิพากษาบังคับโจทก์ก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องแย้งเข้ามาโดยมีคำขอให้ศาลบังคับโจทก์ ศาลย่อมไม่อาจวินิจฉัยข้อพิพาทในส่วนนี้และพิพากษาบังคับให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าวเป็นการตอบแทนได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทน จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้โจทก์เช่นกันได้

ขณะทำสัญญาก็ดี ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ดี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ใช้บังคับอยู่ จึงต้องนำประกาศดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นมี พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว และให้ใช้ พ.ร.บ.นี้เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินต่อไปก็ตาม ก็ยังคงต้องนำประกาศดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ ซึ่งตามประกาศดังกล่าวข้อ 30 วรรคหนึ่ง ก็มีใจความทำนองเดียวกับมาตรา 43 วรรคหนึ่ง พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว หากให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ถนนดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็ย่อมใช้ถนนดังกล่าวในฐานะทางภาระจำยอมทำนองเดียวกันกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากโครงการที่ได้รับอนุญาต กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก อันจะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยประกาศดังกล่าวข้อ 30 วรรคหนึ่ง จึงไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมพร้อมทั้งก่อสร้างและปฏิบัติตามสัญญาฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2531 และตามรูปแบบแนบท้ายสัญญา หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเองโดยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดและให้จำเลยทั้งสองเสียค่าตอบแทน 45,800 บาท แก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมในส่วนที่ดินของตนในโฉนดเลขที่ 341 เนื้อที่ 37 ไร่ 2 งาน44 ตารางวา ให้เป็นทางเข้าออกมีความกว้าง 9 เมตร ตลอดแนวเส้นทางที่ระบายด้วยสีส้มหรือสีแสดตามที่กำหนดตามรูปแผนที่แนบท้ายสัญญาฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2531 ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวจนเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จริงอยู่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน ตามปกติโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติตามสัญญาตอบแทนซึ่งกันและกัน แต่เมื่อตามคำฟ้องและคำให้การทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างกล่าวอ้างว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่ดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่ฝ่ายตนตามสัญญา ถือว่าทั้งสองฝ่ายมีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากันแล้ว หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้ศาลบังคับให้โจทก์จดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทนด้วยนั้น จำเลยที่ 1 จะต้องฟ้องหรือฟ้องแย้งตั้งประเด็นแห่งคดีเข้ามาเพื่อให้ศาลวินิจฉัยข้อพิพาทในส่วนที่โจทก์จะต้องชำระหนี้ตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปในคราวเดียวกัน ทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้หากจำเลยที่ 1 ตั้งประเด็นแห่งคดีเข้ามา โจทก์อาจมีข้อต่อสู้ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดก่อนที่จะพิพากษาบังคับโจทก์ก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องแย้งเข้ามาโดยมีคำขอให้ศาลบังคับโจทก์ ศาลย่อมไม่อาจวินิจฉัยข้อพิพาทในส่วนนี้และพิพากษาบังคับให้โจทก์ดำเนินการดังกล่าวเป็นการตอบแทนได้เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าเมื่อโจทก์ไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทน จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้โจทก์เช่นกันได้ จำเลยที่ 1 ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์นั้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามอาจมีปัญหาในชั้นบังคับคดี ตามพฤติการณ์แห่งคดีนี้รวมทั้งที่ได้เป็นความกันมานานหลายปี ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ด้วย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า สัญญาต่างตอบแทน ที่ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์เป็นโมฆะหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ถนนกว้าง 9 เมตร ที่ระบายด้วยสีแสดตามแผนที่แนบท้ายสัญญาต่างตอบแทน เป็นสาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต ซึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาถนนดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง การที่มีข้อสัญญาว่าให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ถนนดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นการกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก เป็นกรณีที่นิติกรรมมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยบทกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า ขณะทำสัญญาต่างตอบแทน ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ดี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ใช้บังคับอยู่ จึงต้องนำประกาศดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นมีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว และให้ใช้พระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินต่อไปก็ตาม ก็ยังคงต้องนำประกาศดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ ซึ่งตามประกาศดังกล่าวข้อ 30 วรรคหนึ่ง ก็มีใจความทำนองเดียวกับมาตรา 43 วรรคหนึ่ง พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีนี้แล้ว หากให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ถนนดังกล่าวเป็นทางภาระจำยอมให้แก่ที่ดินของโจทก์ โจทก์ก็ย่อมใช้ถนนดังกล่าวในฐานะทางภาระจำยอมทำนองเดียวกันกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจากโครงการที่ได้รับอนุญาต กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก อันจะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยประกาศดังกล่าวข้อ 30 วรรคหนึ่ง จึงไม่เป็นโมฆะ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรอง เอกสารหมาย จ. 2 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 และตามสัญญาต่างตอบแทน ระบุชื่อคู่สัญญาความว่า สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างนายแสงคม (โจทก์) ฝ่ายหนึ่ง กับบริษัทโชคผาสุข จำกัด (จำเลยที่ 1) โดยนายศิริชัย (จำเลยที่ 2) ประธานกรรมการ อีกฝ่ายหนึ่ง แสดงว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาในนามหรือแทนจำเลยที่ 1 และเห็นได้ว่าเป็นการทำสัญญาภายในขอบอำนาจของตัวแทน จำเลยที่ 1 ตัวการเท่านั้นที่มีความผูกพันและรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของโจทก์ประการอื่นนอกจากที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น พิจารณาแล้ว เป็นฎีกาที่มิได้กล่าวข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนทางภาระจำยอมให้แก่โจทก์ ก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1390
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแสงคม กรดิลก
จำเลย — บริษัทโชคผาสุข จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายวรสิทธิ์ บรรจงประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
โอภาส อนันตสมบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา