คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14971/2558
#636262
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 12 งวด จนกระทั่งวันที่ 28 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถบรรทุกที่เช่าซื้อทั้งสองคันให้แก่โจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองใช้ประโยชน์ในรถบรรทุกที่เช่าซื้อโดยไม่ได้ให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์นับแต่งวดที่ 13 จนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถบรรทุกที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ย่อมทำให้โจทก์เสียหายเนื่องจากไม่ได้ใช้รถบรรทุกดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม มิใช่ต้องรับผิดเฉพาะกรณีที่ผิดนัดเท่านั้น

ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ บัญญัติให้ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีและวรรคสองยังบัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นให้รวมถึงค่าทนายความด้วย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายแพ้คดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,256,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 21 มกราคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 756,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุกสิบล้อจำนวน 2 คัน ไปจากโจทก์ ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มคันละ 2,404,500 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือนรวม 51 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 8 มิถุนายน 2540 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 8 ของทุกเดือน หลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 12 งวด เป็นเงินสัญญาละ 630,000 บาท โดยชำระไม่ตรงตามสัญญาและโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญา พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ จำเลยที่ 1 จึงยังไม่ผิดนัด ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถบรรทุกที่เช่าซื้อทั้งสองคันคืนแก่โจทก์ โจทก์รับไว้โดยมิได้โต้แย้งและประเมินราคาคันละ 850,000 บาท ถือเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกัน อันเป็นการเลิกสัญญาด้วยเหตุอื่น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาโดยอาศัยข้อสัญญาซึ่งเลิกกันแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า การเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ต้องเป็นการใช้ทรัพย์ในระหว่างผิดนัด แต่โจทก์มิได้ถือกำหนดเวลาในสัญญาเป็นสาระสำคัญและไม่ได้บอกเลิกสัญญาจะถือว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองรถบรรทุกที่เช่าซื้อในระหว่างผิดนัดไม่ได้ ทั้งการเรียกค่าขาดประโยชน์ซ้ำซ้อนกับค่าเช่าซื้อนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ผิดนัด และโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาจริงดังที่ฎีกามาก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติได้ความว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 12 งวด จนกระทั่งวันที่ 28 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถบรรทุกที่เช่าซื้อทั้งสองคันให้แก่โจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองใช้ประโยชน์ในรถบรรทุกที่เช่าซื้อโดยไม่ได้ให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์นับแต่งวดที่ 13 จนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถบรรทุกที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ย่อมทำให้โจทก์เสียหายเนื่องจากไม่ได้ใช้รถบรรทุกดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม มิใช่ต้องรับผิดเฉพาะกรณีที่ผิดนัดเท่านั้น อีกทั้งนายสิทธิชัย พยานจำเลยทั้งสองก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์จากจำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งค่าขาดประโยชน์ส่วนนี้มิได้ซ้ำซ้อนกับค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้วแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์คันละ 378,000 บาท รวมเป็นเงิน 756,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์และไม่ได้เสียค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ บัญญัติให้ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีและวรรคสองยังบัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นให้รวมถึงค่าทนายความด้วย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายแพ้คดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 161 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสระบุรีทรัคลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครนายก การโยธา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
เกษม เกษมปัญญา
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14968/2558
#595253
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้จัดล็อกพื้นที่ในตลาดเพื่อให้ผู้ค้าเช่าแผงขายสินค้าและจัดทำบัญชีเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการค้านั้น ดังนี้ ย่อมเท่ากับว่าโจทก์ได้ร่วมลงทุนหรือลงหุ้นเป็นแรงงานแล้ว เข้าลักษณะเป็นสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 และ 1025 ที่บัญญัติว่า สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนคือ สัญญาซึ่งบุคคลสองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น ซึ่งสิ่งที่นำมาลงหุ้นนั้นจะเป็นเงิน หรือทรัพย์สินสิ่งอื่น หรือแรงงานก็ได้ ตามมาตรา 1026 วรรคสอง

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยในการประกอบกิจการค้าตลาดนัด แต่จำเลยไม่แบ่งผลกำไรให้โจทก์ ทั้งมีพฤติการณ์กีดกันไม่ให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องในกิจการที่เข้าหุ้นกัน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาหุ้นส่วนและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ระบุขอให้ศาลพิพากษาให้เลิกหุ้นส่วนสามัญและให้มีการชำระบัญชี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างเลิกกัน โดยระบุวันที่เลิกอันเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ได้ความว่าห้างดังกล่าวเลิกกันเมื่อใด จึงยังอยู่ในขอบเขตแห่งคำขอ เพียงแต่ระบุวันที่ห้างเลิกให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการชำระบัญชีเท่านั้น ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินผลกำไรที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวม 435,252.50 บาท กับเงินผลกำไรเดือนละ 200,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกันยายน 2549 เป็นเงิน 1,600,000 บาท เงินผลกำไรที่จำเลยนำไปสร้างสำนักงาน 1,100,500 บาท ราคารถยนต์ 2 คัน 200,000 บาท และค่าเสียหายเนื่องมาจากการที่จำเลยกีดกันมิให้โจทก์เกี่ยวข้องในธุรกิจตลาดนัดเดือนละ 200,000 บาท รวม 6 เดือน เป็นเงิน 1,200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,535,752 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 4,510,152 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนและตั้งผู้ชำระบัญชี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2549 ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ที่สมัครใจเป็นผู้ชำระบัญชี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยประกอบกิจการเช่าพื้นที่ในหลายจังหวัดเพื่อจัดทำเป็นตลาดนัดให้ผู้ค้าเช่าขายสินค้า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์กับจำเลยตกลงเป็นหุ้นส่วนในการประกอบกิจการเช่าพื้นที่มาจัดทำเป็นตลาดนัดให้ผู้เช่าขายสินค้าหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยไม่เคยตกลงเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ โจทก์มิได้ลงหุ้นเป็นทรัพย์สินและไม่มีพยานมานำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่าโจทก์ลงทุนด้วยวิธีใด หากลงทุนเป็นแรงงาน แรงงานนั้นคิดเป็นเงินเท่าใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งผลกำไร ซึ่งในปัญหาดังกล่าวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการตลาดนัดกับจำเลยมาตั้งแต่ปี 2543 โดยต่างลงทุนด้วยแรงงาน มีการแบ่งหน้าที่กันให้โจทก์เป็นผู้จัดล็อกแผงสินค้าให้ผู้ค้าเช่าและจัดทำบัญชี ส่วนจำเลยเป็นผู้ประสานงานกับเจ้าของที่ดินและเจ้าหน้าที่ราชการ หากมีเงินเหลือตกลงให้แบ่งกันคนละครึ่ง ซึ่งต่อมาได้มีการจัดทำบัญชีสรุปรายรับรายจ่ายเพื่อแบ่งผลกำไรให้โจทก์กับจำเลยตามสมุดบัญชี ซึ่งบางครั้งโจทก์และจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับเงินไว้เอง บางครั้งภริยาโจทก์หรือภริยาจำเลยก็ลงลายมือชื่อรับเงินแทน ครั้นปี 2546 ได้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นตารางสรุปส่วนแบ่งหุ้นส่วนกัน ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างก็ได้ลงลายมือชื่อรับผลกำไรไว้ เห็นว่า เอกสารมีข้อความที่แสดงว่าเป็นการสรุปรายได้ของตลาดนัดและแบ่งปันผลกำไรในแต่ละช่วงของปี ทั้งมีลายมือชื่อโจทก์และจำเลยลงไว้ ซึ่งหากจำเลยดำเนินกิจการเพียงลำพังคนเดียวแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องทำสรุปรายได้และส่วนแบ่งหุ้นส่วนเพื่อแบ่งปันผลกำไรแต่อย่างใดเพราะย่อมเป็นรายได้ของจำเลยแต่ผู้เดียว อีกทั้งเอกสารที่มีลายมือชื่อของจำเลยลงไว้ก็มีข้อความระบุชัดแจ้งว่า เป็นเอกสารสรุปส่วนแบ่งหุ้นในแต่ละเดือน โดยมียอดรายรับของตลาดนัดทุกตลาดที่มีการดำเนินกิจการอยู่ สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ที่อ้างว่า มีการลงทุนร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลย และจะแบ่งปันผลกำไรกันภายหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ทั้งโจทก์ยังมีเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ โดยหมายเลขเช็คและจำนวนเงินตรงตามที่ระบุไว้ในสรุปบัญชีรับจ่ายสนับสนุนว่าเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อแบ่งผลกำไรจากการดำเนินกิจการตลาดนัดให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ของโจทก์ที่มีส่วนเข้ามาดูแลในกิจการตลาดนัดและยังได้รับส่วนแบ่งผลกำไรภายหลังหักรายรับรายจ่ายของกิจการมาข้างต้น เช่นนี้แสดงว่าโจทก์และจำเลยต่างตกลงเข้าหุ้นส่วนกันทำกิจการตลาดนัด แม้ไม่ปรากฏว่ามีการทำจัดข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำเงินหรือทรัพย์สินใดๆ มาลงหุ้นดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา แต่จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความตรงกันว่า โจทก์เป็นผู้จัดล็อกพื้นที่ในตลาดเพื่อให้ผู้ค้าเช่าแผงขายสินค้าและจัดทำบัญชีเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการค้านั้น ดังนี้ ย่อมเท่ากับว่าโจทก์ได้ร่วมลงทุนหรือลงหุ้นเป็นแรงงานแล้วเข้าลักษณะเป็นสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1012 และ 1025 ที่บัญญัติว่า สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนคือ สัญญาซึ่งบุคคลสองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น ซึ่งสิ่งที่นำมาลงหุ้นนั้นจะเป็นเงิน หรือทรัพย์สินสิ่งอื่น หรือแรงงานก็ได้ตามมาตรา 1026 วรรคสอง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงเป็นหุ้นส่วนในการประกอบกิจการเช่าพื้นที่มาจัดทำเป็นตลาดนัดให้ผู้ค้าเช่าขายสินค้า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการตลาดนัด โดยตกลงแบ่งผลกำไรคนละครึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2549 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้ระบุว่า ให้มีการเลิกห้างหุ้นส่วนตั้งแต่วันที่เท่าใด และปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยในการประกอบกิจการค้าตลาดนัด แต่จำเลยไม่แบ่งผลกำไรให้โจทก์ ทั้งมีพฤติการณ์กีดกันไม่ให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องในกิจการที่เข้าหุ้นกัน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาหุ้นส่วนและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ระบุขอให้ศาลพิพากษาให้เลิกหุ้นส่วนสามัญและให้มีการชำระบัญชี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างเลิกกัน โดยระบุวันที่เลิกอันเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ได้ความว่าห้างดังกล่าวเลิกกันเมื่อใด จึงยังอยู่ในขอบเขตแห่งคำขอเพียงแต่ระบุวันที่ห้างเลิกให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการชำระบัญชีเท่านั้น ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1025 ม. 1026
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย อรุณศรี
จำเลย — นายสุรพล ผิวบาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
เกษม เกษมปัญญา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14968/2558
#634098
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารตามที่โจทก์อ้างมีข้อความที่แสดงว่าเป็นการสรุปรายได้ของตลาดนัดและแบ่งปันผลกำไรในแต่ละช่วงของปี ทั้งมีลายมือชื่อโจทก์และจำเลยลงไว้ ซึ่งหากจำเลยดำเนินกิจการดังกล่าวเพียงลำพังคนเดียวแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องทำสรุปรายได้และส่วนแบ่งหุ้นส่วนเพื่อแบ่งปันผลกำไรแต่อย่างใดเพราะย่อมเป็นรายได้ของจำเลยแต่ผู้เดียว อีกทั้งเอกสารที่มีลายมือชื่อของจำเลยลงไว้ก็มีข้อความระบุชัดแจ้งว่าเป็นเอกสารสรุปส่วนแบ่งหุ้นในแต่ละเดือน โดยมียอดรายรับของตลาดนัดทุกตลาดที่มีการดำเนินกิจการอยู่ สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ที่อ้างว่า มีการลงทุนร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลย และจะแบ่งปันผลกำไรกันภายหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ทั้งโจทก์ยังมีเช็คซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ โดยหมายเลขเช็คและจำนวนเงินตรงตามที่ระบุไว้ในสรุปบัญชีรับจ่ายสนับสนุนว่าเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อแบ่งผลกำไรจากการดำเนินกิจการตลาดนัดให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ของโจทก์ที่มีส่วนเข้ามาดูแลในกิจการตลาดนัดและยังได้รับส่วนแบ่งผลกำไรภายหลังหักรายรับรายจ่ายของกิจการดังกล่าวมาข้างต้นเช่นนี้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยต่างตกลงเข้าหุ้นส่วนกันทำกิจการตลาดนัด แม้ไม่ปรากฏว่ามีการจัดทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำเงินหรือทรัพย์สินใด ๆ มาลงหุ้น แต่ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้จัดล็อกพื้นที่ในตลาดเพื่อให้ผู้ค้าเช่าแผงขายสินค้าและจัดทำบัญชีเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการค้านั้น ดังนี้ ย่อมเท่ากับว่าโจทก์ได้ร่วมลงทุนหรือลงหุ้นเป็นแรงงานแล้วเข้าลักษณะเป็นสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 และ 1025 ที่บัญญัติว่า สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนคือสัญญาซึ่งบุคคลสองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น ซึ่งสิ่งที่นำมาลงหุ้นนั้นจะเป็นเงิน หรือทรัพย์สินสิ่งอื่น หรือแรงงานก็ได้ตามมาตรา 1026 วรรคสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยตกลงเป็นหุ้นส่วนในการประกอบกิจการเช่าพื้นที่มาจัดทำเป็นตลาดนัดให้ผู้ค้าเช่าขายสินค้า

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยในการประกอบกิจการค้าตลาดนัด แต่จำเลยไม่แบ่งผลกำไรให้โจทก์ ทั้งมีพฤติการณ์กีดกันไม่ให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องในกิจการที่เข้าหุ้นกัน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาหุ้นส่วน และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ระบุขอให้ศาลพิพากษาให้เลิกหุ้นส่วนสามัญและให้มีการชำระบัญชี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างเลิกกัน โดยระบุวันที่เลิกอันเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ได้ความว่าห้างดังกล่าวเลิกกันเมื่อใด จึงยังอยู่ในขอบเขตแห่งคำขอเพียงแต่ระบุวันที่ห้างเลิกให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการชำระบัญชีเท่านั้นไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินผลกำไรที่ค้างพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวม 435,252.50 บาท กับเงินผลกำไรเดือนละ 200,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกันยายน 2549 เป็นเงิน 1,600,000 บาท เงินผลกำไรที่จำเลยนำไปสร้างสำนักงาน 1,100,500 บาท ราคารถยนต์ 2 คัน 200,000 บาท และค่าเสียหายเนื่องมาจากการที่จำเลยกีดกันมิให้โจทก์เกี่ยวข้องในธุรกิจตลาดนัดเดือนละ 200,000 บาท รวม 6 เดือน เป็นเงิน 1,200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,535,752 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 4,510,152 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนและตั้งผู้ชำระบัญชี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2549 ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ที่สมัครใจเป็นผู้ชำระบัญชี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยประกอบกิจการเช่าพื้นที่ในหลายจังหวัดเพื่อจัดทำเป็นตลาดนัดให้ผู้ค้าเช่าขายสินค้า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์กับจำเลยตกลงเป็นหุ้นส่วนในการประกอบกิจการเช่าพื้นที่มาจัดทำเป็นตลาดนัดให้ผู้เช่าขายสินค้าหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยไม่เคยตกลงเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ โจทก์มิได้ลงหุ้นเป็นทรัพย์สินและไม่มีพยานมานำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่าโจทก์ลงทุนด้วยวิธีใด หากลงทุนเป็นแรงงาน แรงงานนั้นคิดเป็นเงินเท่าใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งผลกำไร โจทก์ซึ่งทำการค้าอยู่ที่ตลาดนัดในจังหวัดสุพรรณบุรีได้มาของานจำเลยทำ จำเลยจึงให้โจทก์ทำหน้าที่จัดล็อกขายสินค้าให้แก่ผู้ค้าในตลาดนัดที่จังหวัดสุพรรณบุรีให้ โดยตกลงกับนายประสาทว่าจะจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท ต่อมาปลายปี 2543 นายประสาทขายกิจการตลาดนัดส่วนของตนให้จำเลย หลังจากนั้นจนถึงปี 2544 จำเลยเปิดตลาดนัดเพิ่มที่จังหวัดชัยนาท อุทัยธานี กำแพงเพชร อ่างทอง และสุพรรณบุรี ซื้อรถยนต์ 2 คัน และสร้างสำนักงานตลาดนัดขึ้นใหม่บนที่ดินของจำเลย โดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายแต่ผู้เดียว โจทก์ไม่เคยร่วมลงทุนหรือออกเงินใด ๆ โจทก์เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยเฉพาะในกิจการให้บริการเคเบิลทีวีที่เป็นลายมือเขียนเป็นการแบ่งเงินในกิจการเคเบิลทีวีมิใช่กิจการตลาดนัด เห็นว่า เอกสารที่โจทก์อ้างมีข้อความที่แสดงว่าเป็นการสรุปรายได้ของตลาดนัดและแบ่งปันผลกำไรในแต่ละช่วงของปี ทั้งมีลายมือชื่อโจทก์และจำเลยลงไว้ ซึ่งหากจำเลยดำเนินกิจการดังกล่าวเพียงลำพังคนเดียวแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องทำสรุปรายได้และส่วนแบ่งหุ้นส่วนเพื่อแบ่งปันผลกำไรแต่อย่างใดเพราะย่อมเป็นรายได้ของจำเลยแต่ผู้เดียว อีกทั้งเอกสารที่มีลายมือชื่อของจำเลยลงไว้ก็มีข้อความระบุชัดแจ้งว่าเป็นเอกสารสรุปส่วนแบ่งหุ้นในแต่ละเดือน โดยมียอดรายรับของตลาดนัดทุกตลาดที่มีการดำเนินกิจการอยู่ สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ที่อ้างว่า มีการลงทุนร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลย และจะแบ่งปันผลกำไรกันภายหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ทั้งโจทก์ยังมีเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ โดยหมายเลขเช็คและจำนวนเงินตรงตามที่ระบุไว้ในสรุปบัญชีรับจ่าย สนับสนุนว่าเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อแบ่งผลกำไรจากการดำเนินกิจการตลาดนัดให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ของโจทก์ที่มีส่วนเข้ามาดูแลในกิจการตลาดนัดและยังได้รับส่วนแบ่งผลกำไรภายหลังหักรายรับรายจ่ายของกิจการดังกล่าวมาข้างต้นเช่นนี้แสดงว่าโจทก์และจำเลยต่างตกลงเข้าหุ้นส่วนกันทำกิจการตลาดนัด แม้ไม่ปรากฏว่ามีการจัดทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำเงินหรือทรัพย์สินใด ๆ มาลงหุ้นดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา แต่จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความตรงกันว่าโจทก์เป็นผู้จัดล็อกพื้นที่ในตลาดเพื่อให้ผู้ค้าเช่าแผงขายสินค้าและจัดทำบัญชีเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการค้านั้น ดังนี้ ย่อมเท่ากับว่าโจทก์ได้ร่วมลงทุนหรือลงหุ้นเป็นแรงงานแล้วเข้าลักษณะเป็นสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 และ 1025 ที่บัญญัติว่า สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนคือสัญญาซึ่งบุคคลสองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น ซึ่งสิ่งที่นำมาลงหุ้นนั้นจะเป็นเงิน หรือทรัพย์สินสิ่งอื่น หรือแรงงานก็ได้ตามมาตรา 1026 วรรคสอง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยตกลงเป็นหุ้นส่วนในการประกอบกิจการเช่าพื้นที่มาจัดทำเป็นตลาดนัดให้ผู้ค้าเช่าขายสินค้า ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการตลาดนัด โดยตกลงแบ่งผลกำไรคนละครึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2549 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยในการประกอบกิจการค้าตลาดนัด แต่จำเลยไม่แบ่งผลกำไรให้โจทก์ ทั้งมีพฤติการณ์กีดกันไม่ให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องในกิจการที่เข้าหุ้นกัน โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาหุ้นส่วน และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ระบุขอให้ศาลพิพากษาให้เลิกหุ้นส่วนสามัญและให้มีการชำระบัญชี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างเลิกกัน โดยระบุวันที่เลิกอันเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ได้ความว่าห้างดังกล่าวเลิกกันเมื่อใด จึงยังอยู่ในขอบเขตแห่งคำขอเพียงแต่ระบุวันที่ห้างเลิกให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการชำระบัญชีเท่านั้นไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1025 ม. 1026
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย อรุณศรี
จำเลย — นายสุรพล ผิวบาง
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
เกษม เกษมปัญญา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14961/2558
#634874
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาดังกล่าว ถือว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 หรือไม่ อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อหาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดมาในคำฟ้องหรือเป็นหน้าที่โจทก์ที่ต้องแถลงผลคดีให้ศาลทราบไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ยอมรับข้อเท็จจริงในข้อที่ว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อตามคำให้การฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2557 โดยไม่ได้คัดค้านว่าไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 และ 1504/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 16,000 บาท รวม 7 กระทง เป็นปรับ 112,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 เดือน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 28 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 56,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 และ 1504/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวม 7 กระทง ปรับ 70,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดตามเช็คฉบับแรก ฉบับที่สามและฉบับที่หก กระทงละ 1 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 เดือน เช็คฉบับที่สองและฉบับที่ห้า กระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 เดือน เช็คฉบับที่สี่และฉบับที่เจ็ด กระทงละ 5 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 17 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 35,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน 15 วัน ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาดังกล่าว ถือว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 หรือไม่ อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อหาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดมาในคำฟ้องหรือเป็นหน้าที่โจทก์ที่ต้องแถลงผลคดีให้ศาลทราบดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ยอมรับข้อเท็จจริงในข้อที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อตามคำให้การฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2557 โดยไม่ได้คัดค้านว่าไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1144/2555 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทคณะศยามยานยนต์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14953/2558
#634087
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 ครบกำหนดที่คู่ความต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 แต่เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนด การนับเวลาที่ขยายออกไปต้องเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2556 อันเป็นวันที่ต่อจากวันสุดท้ายของระยะเวลาเดิม แม้วันดังกล่าวจะเป็นวันหยุดราชการ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/7 จึงครบกำหนดที่จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 26 สิงหาคม 2556 การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกในวันที่ 27 สิงหาคม 2556 จึงเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แล้ว และเมื่อตามคำร้องดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก 2 ครั้ง จนกระทั่งจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2556 ก็ตาม ก็ถือได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลา คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยก็เป็นการไม่ชอบเช่นกัน เป็นเหตุให้จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นางเฟื่องฟ้า และนายมีชัย มารดาและบิดาของนายณัฐดนัย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก และให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ)

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็น ค่าขาดไร้อุปการะ 300,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรของผู้ตายจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี 600,000 บาท ค่าปลงศพ 101,120 บาท ค่าทำบุญเลี้ยงพระครบหนึ่งร้อยวัน 13,650 บาท ค่าใช้จ่ายในการลอยอังคาร 970 บาท หนี้ค่าบัตรเครดิตของผู้ตายที่โจทก์ร่วมที่ 1 ชำระแทนไป 71,133.55 บาท และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการจัดการศพอีก 50,000 บาท แต่โจทก์ร่วมที่ 1 ขอคิดเป็นเงินรวม 1,000,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 266,000 บาท กับให้ใช้ค่าทนายความ 6,000 บาท แก่นางเฟื่องฟ้า ผู้ร้อง ริบของกลาง ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางเฟื่องฟ้า และนายมีชัย ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกอุทธรณ์โจทก์ร่วมที่ 1 และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางเฟื่องฟ้า โจทก์ร่วมที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 ครบกำหนดที่คู่ความต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 แต่เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนด การนับเวลาที่ขยายออกไปต้องเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2556 อันเป็นวันที่ต่อจากวันสุดท้ายของระยะเวลาเดิม แม้วันดังกล่าวจะเป็นวันหยุดราชการ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/7 จึงครบกำหนดที่จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 26 สิงหาคม 2556 การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกในวันที่ 27 สิงหาคม 2556 จึงเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แล้ว และเมื่อตามคำร้องดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก 2 ครั้ง จนกระทั่งจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2556 ก็ตาม ก็ถือได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดระยะเวลา คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยก็เป็นการไม่ชอบเช่นกัน เป็นเหตุให้จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย โดยให้บังคับคดีในส่วนนี้ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/7
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นางเฟื่องฟ้า ผดุงวิถี กับพวก
จำเลย — นางสาวรัชฎา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14948/2558
#634085
เปิดฉบับเต็ม

การชำระหนี้ค่าสินค้าด้วยเช็ค เช็คนั้นอาจออกสั่งจ่ายโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ซื้อสินค้าก็ได้เพียงแต่หนี้ค่าสินค้านั้นมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายก็เข้าองค์ประกอบความผิดฐานออกเช็คตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ แล้ว

จำเลยสั่งจ่ายเช็คอันเป็นการออกเช็คทั้งสี่ฉบับ เพื่อชำระค่าสินค้านมผงเด็กให้แก่ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ลงในเช็คซึ่งเป็นวันถึงกำหนดใช้เงินแต่ละฉบับ ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยในธนาคารตามเช็คที่จะพอจ่ายเงินตามเช็คแก่ผู้เสียหายได้ จำเลยจึงมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันพึงจะให้ใช้เงินได้ในขณะออกเช็คนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1), (3) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยมีชื่อเป็นผู้ได้รับอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คธนาคาร 4 ฉบับ ซึ่งสามารถนำมาใช้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ ต่อมาบริษัทเอ แอนด์ เอ แมซ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้เสียหาย นำเช็คเหล่านี้เรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสี่ฉบับ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค และออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คเหล่านั้นหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์มีเพียงนายพงศ์ชฎิล ตำแหน่งหัวหน้าพนักงานขาย ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของผู้เสียหายปากเดียวมาเบิกความว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คทั้งสี่ฉบับให้แก่ผู้เสียหายเพื่อชำระค่านมผงเด็กที่ร้านศิริรัตน์เภสัชซื้อไปจากผู้เสียหาย แต่นายพงศ์ชฎิลตอบคำถามค้านรับว่าเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจให้ไปแจ้งความดำเนินคดีแทนผู้เสียหายเท่านั้น แสดงว่ามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้แก่ผู้เสียหาย รวมทั้งรายละเอียดตามเช็คเหล่านั้น แต่มาทราบเรื่องภายหลังจากรับมอบอำนาจไปร้องทุกข์ นายพงศ์ชฎิลไม่ใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริง จึงมีลักษณะเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งไม่มีน้ำหนักรับฟัง โจทก์ไม่ได้นำพนักงานขายสินค้าของผู้เสียหายตามที่ปรากฏในใบส่งของ/ใบกำกับภาษี ซึ่งเป็นพยานที่ทราบเหตุโดยตรงมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับร้านศิริรัตน์เภสัชอย่างไร และจำเลยสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้านั้นจริงหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำผิด โจทก์ฎีกาว่านายพงศ์ชฎิลพยานโจทก์เป็นหัวหน้าของพนักงานขายของผู้เสียหายโดยตรง ย่อมต้องทราบดีว่าพนักงานขายคนใดนำสินค้าไปขายแก่ลูกค้ารายใด มีขั้นตอนการขาย การส่ง และการชำระค่าสินค้าอย่างไร จึงเป็นพยานที่ทราบเหตุคดีนี้ตั้งแต่แรกโดยตรง สามารถยืนยันถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างจำเลยกับร้านศิริรัตน์เภสัชได้ และจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คเหล่านี้เพื่อชำระค่าสินค้าดังกล่าวจริง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้นายพงศ์ชฎิลพยานโจทก์ไม่ใช่ผู้นำสินค้านมผงเด็กไปขายและรับเช็คมาจากร้านศิริรัตน์เภสัช แต่เชื่อว่าพยานซึ่งเป็นหัวหน้าของพนักงานขายของผู้เสียหายรู้ถึงการที่พนักงานขายของผู้เสียหายนำสินค้านมผงเด็กไปขายให้แก่ร้านศิริรัตน์เภสัช และได้รับเช็ค 4 ฉบับ ที่ชำระค่าสินค้ามาจากร้านดังกล่าว ซึ่งเมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่สั่งจ่ายตามเช็ค 4 ฉบับ ตามลำดับ เห็นได้ว่ามีจำนวนเงินเท่ากับจำนวนที่ระบุในใบส่งของ/ใบกำกับภาษี ซึ่งระบุชื่อร้านค้าที่รับมอบสินค้าว่าร้านศิริรัตน์เภสัช เชื่อว่า เช็ค 4 ฉบับเหล่านี้เป็นเช็คซึ่งร้านศิริรัตน์เภสัชนำมาชำระค่าสินค้านมผงเด็กที่ซื้อไปจากผู้เสียหาย และข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำเบิกความของนายเอกรินทร์ พยานโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องการเปิดบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางบัวทอง กับคำเบิกความของจำเลยซึ่งรับว่าลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คเหล่านี้เป็นของจำเลยจริง เพียงแต่จำเลยเบิกความปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อสินค้านั้น ปัญหาต้องวินิจฉัยจึงมีว่า จำเลยออกเช็คโดยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คเหล่านี้เพื่อชำระค่าสินค้านมผงเด็กที่ร้านศิริรัตน์เภสัชซื้อไปจากผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า การชำระหนี้ค่าสินค้าด้วยเช็ค เช็คนั้นอาจออกสั่งจ่ายโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ซื้อสินค้าก็ได้เพียงแต่หนี้ค่าสินค้านั้นมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายก็เข้าองค์ประกอบความผิดฐานออกเช็คตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ แล้ว การที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คแม้จะอ้างว่าไม่ได้สั่งซื้อสินค้าที่ใช้เช็คเหล่านี้ชำระราคา แต่จำเลยก็ไม่เบิกความปฏิเสธว่าเช็คเหล่านี้ไม่ใช่เช็คที่ร้านศิริรัตน์เภสัชนำไปชำระค่าสินค้านมผงเด็กแก่ผู้เสียหาย ทั้งยังเบิกความว่าเป็นผู้ขอใบอนุญาตเปิดร้านขายยาชื่อดังกล่าวตามใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน และเป็นผู้เปิดบัญชีธนาคารโดยใช้เช็ค กับเบิกความตอบคำถามค้านว่าจำเลยสมัครใจเปิดร้านดังกล่าวโดยใช้ชื่อและใช้เช็คของจำเลย จำเลยนำเช็คมาให้นางสาววัชรี ซึ่งเป็นคนรู้จักกัน ด้วยตนเอง นางสาววัชรีนี้จำเลยอ้างว่าเป็นผู้ขอให้จำเลยขออนุญาตเปิดร้านขายยาดังกล่าวให้ จำเลยไม่ได้นำสืบว่ากระทำการตั้งแต่ขออนุญาตเปิดร้านขายยา เปิดบัญชีเงินฝากเพื่อใช้เช็คและมอบเช็คให้นางสาววัชรีไปเพื่อการใด การที่จำเลยลงชื่อสั่งจ่ายในเช็คเหล่านี้มอบเช็คให้นางสาววัชรีหรือร้านดังกล่าวไว้ก็เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาให้นำเช็คนั้นไปชำระหนี้หรือชำระค่าสินค้าเกี่ยวข้องกับร้านได้ ยิ่งไปกว่านั้นในเช็คฉบับแรกยังมีลายมือชื่อจำเลยลงกำกับการแก้ไขในช่องจ่ายแก่ใคร ซึ่งปรากฏชื่อบริษัทผู้เสียหายอยู่ด้วย ฉะนั้น จึงรับฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คอันเป็นการออกเช็คทั้งสี่ฉบับนั้นเพื่อชำระค่าสินค้านมผงเด็กให้แก่ผู้เสียหาย เมื่อขณะวันที่ลงในเช็คซึ่งเป็นวันถึงกำหนดใช้เงินแต่ละฉบับ ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยในธนาคารตามเช็คที่จะพอจ่ายเงินตามเช็คแก่ผู้เสียหายได้ จำเลยจึงมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันพึงจะให้ใช้เงินได้ในขณะออกเช็คที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า จำเลยลงลายมือชื่อในเช็คไว้โดยไม่ได้กรอกข้อความ และเช็ค 4 ฉบับนั้น หายไปนานแล้ว จำไม่ได้ว่าหายไปเมื่อใด จนลืมไปแล้ว และไม่ได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เพิ่งมาทราบหลังจากถูกจับดำเนินคดีนี้ นั้น จำเลยไม่ได้นำสืบต่อสู้ไว้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น เพิ่งมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ทั้งยังปรากฏว่ามีลายมือชื่อจำเลยลงกำกับการแก้ไขข้อความไว้ในช่องจ่ายเงินแก่ใครด้วย ซึ่งหากเป็นดังที่จำเลยอ้างก็จะไม่มีลายมือชื่อตรงนี้ ข้อต่อสู้นำสืบของจำเลยจึงไม่อาจนำมารับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แต่รับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันพึงจะให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นายทองน้อย โยทะทัย
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14938/2558
#595612
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อความล่าช้าของงานก่อสร้างเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 สัญญาจ้างควบคุมงาน ข้อ 19 วรรคแรก ระบุกรณีที่ผู้รับจ้างของหมวดงานใดหมวดงานหนึ่งหรือหลายหมวดงานปฏิบัติงานล่วงเลยกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างก่อสร้างเนื่องจากความผิดของผู้รับจ้างของหมวดงานนั้น ที่ปรึกษาจะได้รับค่าจ้างในอัตราตามที่ระบุไว้ในสัญญาของแต่ละหมวดงาน ตามจำนวนวันที่ได้ปฏิบัติล่วงเลยกำหนดเวลานั้นต่อเมื่อผู้ว่าจ้างได้เรียกร้องเอาจากผู้รับจ้างมาจ่ายให้ที่ปรึกษา จำเลยที่ 1 ได้หักเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายให้จำเลยที่ 2 ในกรณีที่โจทก์ทั้งสามได้ปฏิบัติงานเกินกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างไว้แล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ทั้งสาม จึงต้องรับผิดชำระค่าควบคุมงานในส่วนที่จำเลยที่ 2 ทำงานเกินกำหนดเวลา 28 วัน ตามที่ระบุในสัญญาแก่โจทก์ทั้งสาม แต่สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้หักเงินหรือได้เรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เพื่อนำมาจ่ายให้โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจเรียกเงินส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ และในระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ข้อตกลงตามสัญญาจ้างแต่ละฉบับของคู่สัญญากำหนดไว้ว่าหากผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา และผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างจะต้องชำระค่าปรับให้แก่ผู้ว่าจ้างตามจำนวนเงินที่กำหนดและจะต้องชำระค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานในเมื่อผู้ว่าจ้างต้องจ้างผู้ควบคุมงานอีกต่อหนึ่ง อันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 เมื่อโจทก์ทั้งสามได้ทวงถามให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ชำระเงินดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่าได้เข้ารับเอาประโยชน์จากสัญญาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงต้องผูกพันรับผิดตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง

โจทก์ทั้งสามเป็นเพียงตัวแทนจำเลยที่ 1 ในการควบคุมงานก่อสร้าง มีหน้าที่ควบคุมงานให้เป็นไปตามสัญญาก่อสร้าง และให้ถูกต้องตามหลักวิชาการทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 โดยตรง จึงไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในฐานะต้องรับผิดชอบหากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ทำงานไม่เสร็จตามกำหนดเวลา ทั้งตามข้อกำหนดในสัญญาระบุว่าการทำงานล่วงเวลาต้องได้รับอนุมัติจากผู้ควบคุมงานก่อนทุกครั้งและต้องมีตัวแทนผู้ควบคุมงานอยู่ด้วยตลอดเวลา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ต้องแจ้งความจำนงไปยังโจทก์ว่าจะทำงานล่วงเวลา มิใช่โจทก์เป็นผู้สั่งและการทำงานล่วงเวลาถ้าเป็นผลทำให้งานตามสัญญาจ้างของผู้รับจ้างทำเสร็จเร็วขึ้น ถือเป็นประโยชน์ของผู้รับจ้างโดยตรง ซึ่งตามสัญญาจ้างได้กำหนดให้ผู้รับจ้างซึ่งจะได้ประโยชน์โดยตรงจากการทำงานล่วงเวลามีหน้าที่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้ผู้ควบคุมงาน จำเลยที่ 1 จึงหาต้องร่วมรับผิดชำระค่าล่วงเวลาด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 5,096,475.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,493,511.77 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิด 304,935.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดจากต้นเงิน 266,064.68 บาท ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิด 1,525,340.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดจากต้นเงิน 1,346,349.86 บาท ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิด 1,000,901.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดจากต้นเงิน 880,894.88 บาท และให้จำเลยที่ 6 ร่วมรับผิด 1,395,152.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดจากต้นเงิน 1,231,885.90 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยที่ 5 ถึงที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,068,316.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี (ของต้นเงินดังกล่าว) นับแต่วันที่ 8 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,968,316.45 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 250,000 บาท จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 160,000 บาท และจำเลยที่ 6 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนรับผิดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา โดยในส่วนจำเลยที่ 6 ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ให้ทำการก่อสร้างโครงการสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ (คลองหก) จังหวัดปทุมธานี โดยว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ก่อสร้างหมวดงานที่ 1 คือสนามแข่งขันฮอกกี้ ว่าจ้างให้จำเลยที่ 4 ก่อสร้างหมวดงานที่ 2 คือสนามเบสบอลและสนามฝึกซ้อมเบสบอล ว่าจ้างให้จำเลยที่ 5 ก่อสร้างหมวดงานที่ 3 คือ สนามลู่วิ่งมาตรฐานและลานกรีฑา สนามแข่งขัน และว่าจ้างให้จำเลยที่ 6 ก่อสร้างหมวดงานที่ 4 คือ อาคารบริการกลาง และงานปรับปรุงพื้นที่และสาธารณูปโภค โดยตามสัญญาก่อสร้างดังกล่าว มีการกำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2541 นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสามให้ทำการควบคุมงานที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 รับจ้างจำเลยที่ 1 ทำ ตามสัญญาจ้างควบคุมงานเลขที่ ค.1/2541 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ทำงานตามสัญญาจ้างที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 โดยมีโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ควบคุมงาน ระหว่างทำงานตามสัญญานั้น จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ทำงานล่วงเวลาด้วย โดยมีโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ควบคุมการทำงานล่วงเวลา ต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ทำงานไม่แล้วเสร็จตามกำหนด แต่จำเลยที่ 1 ยังคงให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ทำงานต่อไปโดยมีโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ควบคุมงาน จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ทำงานแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2541 จำเลยที่ 1 ชำระค่าควบคุมงานให้โจทก์ทั้งสามเฉพาะที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 9 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทั้งสามทำสัญญาจ้างควบคุมงาน กับจำเลยที่ 1 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 โจทก์ทั้งสามได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ชำระค่าควบคุมงานที่โจทก์ทั้งสามทำเกินกำหนดเวลาตามสัญญาซึ่งอยู่ในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2541 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2541 และทวงถามให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ชำระค่าควบคุมงานล่วงเวลาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว รวมทั้งค่าจ้างควบคุมงานที่เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 จะได้ลงนามในสัญญาจ้างควบคุมงาน แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าควบคุมงานในส่วนที่เกินกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ให้โจทก์ทั้งสามหรือไม่ และจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ ซึ่งในปัญหานี้ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยรวมกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าควบคุมงานในส่วนที่เกินกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ซึ่งในส่วนของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า เมื่อความล่าช้าของงานก่อสร้างเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงต้องร่วมรับผิดชำระค่าควบคุมงานตามอัตราที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างควบคุมงาน ข้อ 19 วรรคแรก รวมทั้งที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง ข้อ 17 เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ความล่าช้าของงานก่อสร้างทั้งสี่หมวดงานเกิดจากความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 และในส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากนายปรีชา ว่า จำเลยที่ 1 ได้หักเงินค่าจ้างที่ต้องจ่ายให้ในกรณีที่โจทก์ทั้งสามได้ปฏิบัติงานเกินกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างไว้แล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ทั้งสามจึงต้องรับผิดชำระค่าควบคุมงานในส่วนที่จำเลยที่ 2 ทำงานเกินกำหนดเวลา 28 วัน ในอัตราวันละ 9,502.31 บาท รวมเป็นเงิน 266,064.68 บาท ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างควบคุมงาน ข้อ 19 วรรคแรก ที่ระบุไว้ว่า ในกรณีที่ผู้รับจ้างของหมวดงานใดหมวดงานหนึ่งหรือหลายหมวดงานปฏิบัติงานล่วงเลยกำหนดเวลาตามสัญญาก่อสร้าง เนื่องจากความผิดของผู้รับจ้างของหมวดงานนั้น ที่ปรึกษาจะได้รับค่าจ้างในอัตราวันละตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญาจ้างก่อสร้างของแต่ละหมวดงาน ตามจำนวนวันที่ได้ปฏิบัติล่วงเลยกำหนดเวลานั้น ต่อเมื่อผู้ว่าจ้างได้เรียกร้องเอาจากผู้รับจ้างมาจ่ายให้ที่ปรึกษา ในส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 นั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ได้หักเงินค่าจ้างที่ต้องจ่ายไว้หรือได้เรียกร้องเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เพื่อนำมาจ่ายให้โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจเรียกเงินส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า ที่ไม่จ่ายค่าจ้างในส่วนที่โจทก์ทั้งสามทำงานล่วงเลยกำหนดเวลาตามสัญญาจ้าง เนื่องจากคณะกรรมการประสานงานก่อสร้างตรวจสอบพบว่าโจทก์ทั้งสามใช้บุคลากรซ้ำซ้อนกับผู้ควบคุมงานการก่อสร้างอาคารกาญจนาภิเษก ซึ่งโจทก์ทั้งสามได้เบิกค่าควบคุมงานไปแล้วนั้น ข้อเท็จจริงก็ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากนายปรีชาว่า เคยมีกรณีที่โจทก์ทั้งสามใช้บุคลากรควบคุมงานมากกว่าสองโครงการในเวลาเดียวกัน แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้ชำระค่าควบคุมงานให้โดยมิได้โต้แย้งใด ๆ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาขอให้ร่วมรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญาจ้างควบคุมงาน ข้อ 19 วรรคแรก ซึ่งโจทก์ทั้งสามทำกับจำเลยที่ 1 จะมีข้อสัญญากำหนดไว้ว่า โจทก์ทั้งสามในฐานะที่ปรึกษาจะได้รับค่าจ้างตามจำนวนวันที่ได้ปฏิบัติเกินกำหนดเวลาตามสัญญาจ้างต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างได้เรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้รับจ้างก็ตาม แต่ในส่วนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ซึ่งต้องผูกพันตามสัญญาจ้างนั้น ก็มีข้อสัญญาข้อ 17 ของสัญญาแต่ละฉบับระบุไว้ว่า หากผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา และผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างจะต้องชำระค่าปรับให้แก่ผู้ว่าจ้างเป็นเงินจำนวนวันละ 104,997.30 บาท, 99,500 บาท, 76,750 บาท และ97,187.45 บาท ตามลำดับและจะต้องชำระค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานในเมื่อผู้ว่าจ้างต้องจ้างผู้ควบคุมงานอีกต่อหนึ่งเป็นจำนวนเงินวันละ 9,502.31 บาท, 9,011.48 บาท 7,316.18 บาท และ 8,805 บาท ตามลำดับ โดยนับถัดจากวันที่กำหนดแล้วเสร็จตามสัญญาหรือวันที่ผู้ว่าจ้างได้ขยายให้จนถึงวันที่ทำงานแล้วเสร็จจริง ข้อสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า โจทก์ทั้งสามได้ควบคุมงานที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 รับจ้างจำเลยที่ 1 ทำและได้ทวงถามให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวอันถือได้ว่าได้เข้ารับเอาประโยชน์จากสัญญาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงต้องผูกพันรับผิดตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อที่ 17 ของสัญญาจ้างแต่ละฉบับ เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิด จำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามเป็นประการต่อไปว่า ค่าควบคุมงานล่วงเวลา ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 รับผิดมานั้น เหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 โดยตรง เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการควบคุมงาน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ความล่าช้าของการทำงานจนต้องมีการทำงานล่วงเวลามีสาเหตุมาจากโจทก์ทั้งสาม ตามสัญญาจ้างควบคุมงานที่โจทก์ทั้งสามทำกับจำเลยที่ 1 ก็มีข้อสัญญาข้อ 9 กำหนดหน้าที่ของโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้ควบคุมงานไว้เพียงว่า ให้โจทก์ทั้งสามมีหน้าที่ควบคุมงานให้เป็นไปตามสัญญาก่อสร้างและให้ถูกต้องตามหลักวิชาการทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม โจทก์ทั้งสามจึงไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในฐานะที่ต้องรับผิดชอบหากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ทำงานไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาในสัญญาจ้าง ที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ทำไว้กับจำเลยที่ 1 ทั้งตามเอกสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างก็ได้กำหนดเรื่องการทำงานล่วงเวลาไว้ว่า การทำงานล่วงเวลาจะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ควบคุมงานก่อนทุกครั้ง และจะต้องมีตัวแทนของผู้ควบคุมงานอยู่ด้วยตลอดเวลา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นผู้รับเหมาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ จากข้อสัญญาดังกล่าวนี้แสดงว่าการทำงานล่วงเวลานั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ต้องเป็นฝ่ายแสดงความจำนงไปยังโจทก์ทั้งสามว่าประสงค์จะทำงานล่วงเวลา มิใช่โจทก์ทั้งสามเป็นผู้สั่งให้ทำงานล่วงเวลา กรณีจึงถือไม่ได้ว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ทำงานล่วงเวลาเกิดจากความบกพร่องในการควบคุมงานของโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงต้องรับผิดชำระค่าล่วงเวลาตามอัตราที่กำหนด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามเป็นประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดชำระค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า การทำงานล่วงเวลามีผลทำให้งานตามสัญญาจ้างที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 รับจ้างจำเลยที่ 1 ทำเสร็จเร็วขึ้น จึงถือเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 โดยตรง ซึ่งแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างควบคุมงาน แต่ข้อ 4.4.4 ก็ได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้รับจ้างที่จะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้โจทก์ทั้งสาม แสดงว่า จำเลยที่ 1 ต้องการที่จะให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ซึ่งจะได้ประโยชน์โดยตรงจากการทำงานล่วงเวลาเป็นผู้รับผิดชอบค่าล่วงเวลา จำเลยที่ 1 จึงหาต้องร่วมรับผิดชำระค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ทั้งสามไม่ ส่วนที่ปรากฏว่าในคดีอาญาที่โจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุวรรณ อธิบดีของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกเป็นจำเลย และศาลอาญากรุงเทพใต้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต้องร่วมรับผิดชำระค่าล่วงเวลาให้ฝ่ายโจทก์นั้น คดีอาญาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด จึงไม่มีผลผูกพันคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,175,080.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,034,381.13 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดด้วยในจำนวนเงิน 304,935 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 266,064.68 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 รับผิดชำระเงิน 1,525,340.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,346,349.86 บาท ให้จำเลยที่ 5 รับผิดชำระเงิน 1,000,901.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 880,894.88 บาท และให้จำเลยที่ 6 รับผิดชำระเงิน 1,395,152.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,231,885.90 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กันยายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
ชื่อคู่ความ
บริษัทพรอพเพอร์ตี้ แพลนนิ่ง แอนด์
โจทก์ — ดีเวลล้อปเม้นท์ กับพวก
จำเลย — กรมพละศึกษา (ที่ถูก กรมพลศึกษา) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิสิฐ ธรรมกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สุภัทร อยู่ถนอม
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14931/2558
#596135
เปิดฉบับเต็ม

โทษทางวินัยตามระเบียบของจำเลยมี 6 ประเภท คือ ตักเตือน พักงาน ตัดเงินเดือน ให้ออก ปลดออก และไล่ออก ดังนั้น การยกเลิก เรียกคืน หรือระงับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จึงมิอาจถือได้ว่าเป็นโทษทางวินัยของจำเลย และแม้การได้รับสิทธิในการใช้บัตรโดยสารของพนักงานจำเลยตามระเบียบของจำเลยจะถือเป็นสภาพการจ้าง แต่การได้รับสิทธินั้นย่อมต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าว เมื่อระเบียบของจำเลยกำหนดห้ามมิให้พนักงานใช้สิทธิเรื่องบัตรโดยสารเพื่อประโยชน์ทางการค้า และ/หรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษทางวินัยและถูกระงับการขอบัตรโดยสาร และจำเลยสงวนสิทธิ์ที่จะระงับการใช้บัตรโดยสารของพนักงานเป็นการชั่วคราวหรือตลอดไปได้ตามที่เห็นสมควร เมื่อจำเลยเห็นว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นกับภริยาในการใช้บัตรโดยสารโดยไม่ชอบ จำเลยย่อมมีคำสั่งระงับใช้สิทธิบัตรโดยสารของโจทก์และภริยาได้ตามระเบียบ และเมื่อจำเลยไม่ได้ลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่อาจอ้าง พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาเป็นประโยชน์แก่ตนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนสิทธิให้โจทก์มีสิทธิขอบัตรโดยสารให้แก่ภรรยาโจทก์ตามระเบียบของจำเลยว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 11 การใช้บัตรโดยสารและการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศของพนักงาน พ.ศ.2537 หากจำเลยไม่คืนสิทธิหรือให้สิทธิโจทก์ที่จะขอบัตรโดยสารพนักงานไม่ได้ ก็ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 3,000,000 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2520 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยมีคำสั่งให้ระงับการใช้บัตรโดยสารและการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศของโจทก์ตามระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 11 โดยอ้างว่า "จากผลการสอบสวนของบริษัทปรากฏว่า ท่านได้มีส่วนรู้เห็นในพฤติกรรมของนางบุษบา ภรรยา ในกรณีที่ภรรยาท่านเป็นตัวการนำพาบุคคลเพื่อเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาโดยวิธีการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งท่านในฐานะที่เป็นสามีควรตักเตือนและห้ามปรามไม่ให้ภรรยากระทำการดังกล่าว จึงให้ระงับการใช้บัตรโดยสารและการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศของพนักงานแก่ท่านและครอบครัวเป็นเวลา 5 ปี ส่วนนางบุษบาให้ระงับไว้เป็นการตลอดไป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งนี้เป็นต้นไป" เหตุที่จำเลยออกคำสั่งดังกล่าวนั้น เพราะจากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนของจำเลยพบว่า นางบุษบาภรรยาของโจทก์เป็นตัวการจัดหาหญิงซึ่งเป็นคนต่างจังหวัดที่ประสงค์จะเดินทางไปทำงานใช้แรงงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้วิธีการให้หญิงที่จัดหามาทำการจดทะเบียนสมรสซ้อนกับพนักงานของจำเลย และเปลี่ยนชื่อและนามสกุลให้ตรงกับชื่อภรรยาและนามสกุลของพนักงานที่หญิงนั้นไปจดทะเบียนสมรสด้วย จากนั้นพนักงานและหญิงที่จดทะเบียนสมรสกับพนักงานจะเดินทางไปที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาเพื่อขอวีซ่าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว เมื่อหญิงเหล่านั้นได้วีซ่าแล้วนางบุษบาจะให้ค่าตอบแทนแก่พนักงานของจำเลยคนละประมาณ 30,000 บาท ถึง 40,000 บาท และให้ค่าตอบแทนแก่พนักงานผู้ที่ชักชวนคนละประมาณ 5,000 บาท การกระทำส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในบ้านของโจทก์ จำเลยมีระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 11 การใช้บัตรโดยสารและการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศของพนักงาน พ.ศ.2537 ข้อ 24 ระบุว่า "บริษัทสงวนสิทธิที่จะยกเลิก เรียกคืนหรือระงับการใช้บัตรโดยสารและการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศของพนักงานเป็นการชั่วคราวหรือตลอดไปได้ตามที่เห็นสมควร" และระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2550 ได้ระบุไว้ว่า โทษทางวินัยมี 6 ประเภท คือ 1. ตักเตือน 2. พักงาน 3. ตัดเงินเดือน 4. ให้ออก 5. ปลดออก 6. ไล่ออก เมื่อปี 2539 มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และในปี 2550 มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา แล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกร้องค่าเสียหายไม่เคลือบคลุม การที่จำเลยสั่งให้ระงับการใช้บัตรโดยสารและการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศของโจทก์และครอบครัว ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย เมื่อโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ถูกลงโทษทางวินัยโจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539 และพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 การใช้บัตรโดยสาร หรือการยกเลิก เรียกคืน เป็นสิทธิของจำเลยที่จะกระทำได้ตามความเหมาะสมและสมควร จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลย โจทก์ทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2539 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 เกินกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ระงับการใช้บัตรโดยสารของโจทก์และครอบครัวเป็นเวลา 5 ปี และของภรรยาโจทก์ตลอดไปหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การระงับสิทธิการใช้บัตรโดยสารของโจทก์และภรรยาโจทก์เป็นการลงโทษทางวินัยอย่างหนึ่ง เมื่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยรับอุทธรณ์ของโจทก์และพิจารณาอุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงเท่ากับว่าจำเลยยอมรับว่าการระงับสิทธิการใช้บัตรโดยสารเป็นการลงโทษทางวินัยและตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ก็หมายความรวมถึงบุคคลที่ถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์โดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลเช่นเดียวกันกับการลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัย อันครอบคลุมไปถึงการถูกลงโทษอย่างอื่นด้วย โจทก์จึงย่อมได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติดังกล่าว การให้ใช้สิทธิบัตรโดยสารของพนักงานเป็นไปตามระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 11 การใช้บัตรโดยสารและการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศของพนักงาน พ.ศ.2537 ซึ่งเป็นสภาพการจ้าง การที่จำเลยจะระงับการใช้สิทธินั้นได้ จึงต้องเป็นกรณีที่พนักงานกระทำความผิดตามข้อ 23 จำเลยไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุตามข้อ 23 ที่จะระงับสิทธิการใช้บัตรโดยสารของโจทก์และภรรยาโจทก์ นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โทษทางวินัยของจำเลยตามที่กำหนดไว้ในระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2550 มี 6 ประเภท คือ ตักเตือน พักงาน ตัดเงินเดือน ให้ออก ปลดออก และไล่ออก ดังนั้น การยกเลิก เรียกคืน หรือระงับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จึงมิอาจถือได้ว่าเป็นโทษทางวินัยของจำเลยและแม้การได้รับสิทธิในการใช้บัตรโดยสารของพนักงานจำเลยตามระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 11 การใช้บัตรโดยสารและการส่งพัสดุภัณฑ์ทางอากาศของพนักงาน พ.ศ.2537 จะถือได้ว่าเป็นสภาพการจ้างก็ตาม แต่การได้รับสิทธินั้นย่อมต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าว เมื่อพิจารณาระเบียบข้อ 23 แล้ว ปรากฏว่าจำเลยมีข้อกำหนดห้ามมิให้พนักงานใช้สิทธิเรื่องบัตรโดยสารเพื่อประโยชน์ทางการค้า และ/หรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น ผู้ฝ่าฝืนระเบียบหรือมีการใช้บัตรโดยสารโดยมิชอบจะถูกลงโทษทางวินัยและถูกระงับการขอบัตรโดยสาร และข้อ 24 ระบุว่า จำเลยสงวนสิทธิ์ที่จะระงับการใช้บัตรโดยสารของพนักงานเป็นการชั่วคราวหรือตลอดไปได้ตามที่เห็นสมควร ดังนั้น เมื่อจำเลยพิจารณาแล้ว เห็นว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นกับภรรยาของโจทก์ในการใช้บัตรโดยสารโดยไม่ชอบ แล้วมีคำสั่งระงับการใช้สิทธิบัตรโดยสารของโจทก์และภรรยาโจทก์โดยมิได้ลงโทษทางวินัยประการอื่นแก่โจทก์ คำสั่งระงับการใช้สิทธิบัตรโดยสารของโจทก์และภรรยาโจทก์ของจำเลย จึงเป็นการกระทำไปตามระเบียบโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้ลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่อาจอ้างพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉัตรกุลหรือจิรายุ หาญชนะ
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14928/2558
#592188
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่นายจ้างต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่ายตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 พ.ศ.2548 ข้อ 4 (2) ที่ระบุว่าการประสบอันตรายไม่ว่าเป็นกรณีต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือต้องพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยหนัก หอผู้ป่วยวิกฤต หรือหอผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวกตั้งแต่ 20 วัน ขึ้นไปนั้น ต้องมีระยะเวลาตั้งแต่ 20 วัน ขึ้นไปประกอบด้วย

ร. ลูกจ้างโจทก์ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 17 วัน และพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูซึ่งอาจแปลได้ว่าพักรักษาตัวอยู่ในหอพักผู้ป่วยหนัก 15 วัน แม้หลังจากนั้น ร. พักรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยรวมจนถึงวันออกจากโรงพยาบาลรวมเป็นเวลาที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่สาธารณรัฐเกาหลี 27 วัน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าห้องผู้ป่วยรวมที่สาธารณรัฐเกาหลีมีลักษณะเป็นหอผู้ป่วยหนักหรือหอผู้ป่วยวิกฤตหรือไม่ การประสบอันตรายของ ร. จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่โจทก์ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่ายตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 พ.ศ.2548 ข้อ 4 (2) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลที่ได้ทดรองจ่ายไปคืนจากจำเลยเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 13 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสงขลาและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน กับให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ 1,160,929.90 บาท หรือจ่ายตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่ายตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 พ.ศ.2548 ข้อ 4 (2), (3) และข้อ 5

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลที่ได้ทดรองจ่ายไปคืนจากจำเลยเพิ่มเติมหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าแม้นายโรมรันลูกจ้างโจทก์ผู้ประสบอันตรายพักอยู่ในห้องผู้ป่วยรวมก็ตามแต่การที่นายโรมรันได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นคอหักจนต้องพักรักษาตัวที่สาธารณรัฐเกาหลีตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2550 โดยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจถึง 17 วัน เมื่อกลับมายังราชอาณาจักรไทยแพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นให้พักรักษาตัวตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2550 ถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2550 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่ายตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 พ.ศ.2548 ข้อ 4 (2) เห็นว่า ตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้อ 4 (2) ระบุว่า "ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยตามข้อ 3 (1) ถึง (6) ที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือต้องพักรักษาตัวอยู่ที่หอผู้ป่วยหนัก หอผู้ป่วยวิกฤต หรือหอผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก ตั้งแต่ยี่สิบวันขึ้นไป" การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยไม่ว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือต้องพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยนั้นต้องมีระยะเวลาตั้งแต่ 20 วัน ขึ้นไปประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าขณะทำการรักษานายโรมรันต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพียง 17 วัน และพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูซึ่งอาจแปลได้ว่าพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยหนักเพียง 15 วัน จึงไม่ครบ 20 วัน ตามกฎกระทรวงดังกล่าว แม้หลังจากนั้นนายโรมรันพักรักษาตัวต่อในห้องผู้ป่วยรวมจนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2550 รวมเป็นเวลาที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่สาธารณรัฐเกาหลี 27 วัน ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าห้องผู้ป่วยรวมที่สาธารณรัฐเกาหลี มีลักษณะเป็นหอผู้ป่วยหนักหรือหอผู้ป่วยวิกฤตหรือไม่ การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของนายโรมรันจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่โจทก์ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่ายตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 พ.ศ.2548 ข้อ 4 (2) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลที่ได้ทดรองจ่ายไปคืนจากจำเลยเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 13 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 13 ม. 25 วรรคหนึ่ง
กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่ายตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 พ.ศ.2548
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแมนเอฟิชเชอรี่ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14926/2558
#592038
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง กล่าวคือจำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงานซึ่งเป็นลูกจ้างต้องมีอยู่ครบจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด หาใช่มีอยู่ครบจำนวนเฉพาะในวันยื่นข้อเรียกร้องไม่

ลูกจ้างระดับบังคับบัญชาลาออกจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ คงเหลือลูกจ้างระดับบังคับบัญชาที่เป็นสมาชิกของโจทก์ไม่ถึง 1 ใน 5 ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ก่อนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะวินิจฉัยข้อพิพาทแรงงานระหว่างโจทก์และบริษัท อ. ซึ่งเป็นนายจ้าง ข้อพิพาทแรงงานดังกล่าวจึงสิ้นสภาพลงนับแต่วันที่สมาชิกของโจทก์ไม่ครบจำนวนตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสอง และให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดหรือให้บังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 วินิจฉัยข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ระหว่างโจทก์กับบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนายจ้าง

จำเลยทั้งสิบสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เดิมโจทก์มีสมาชิกตามทะเบียนซึ่งเป็นลูกจ้างระดับบังคับบัญชาในบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนายจ้างจำนวน 72 คน จากจำนวนลูกจ้างระดับบังคับบัญชาทั้งหมด 202 คน เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจำนวน 7 ข้อ ต่อนายจ้างตามมติที่ประชุมใหญ่ของโจทก์ นายจ้างได้รับข้อเรียกร้องแล้วไม่เข้าร่วมเจรจากับตัวแทนเจรจาของโจทก์ ทำให้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น โจทก์แจ้งข้อพิพาทแรงงานต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีดำเนินการไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 22 แต่ไม่อาจตกลงกันได้ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานจึงส่งข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้นั้นให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานดำเนินการตรวจหลักฐานทั้งปวงว่าโจทก์มีลูกจ้างเป็นสมาชิกจำนวน 58 คน ครบจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนลูกจ้างระดับบังคับบัญชาทั้งหมด โดยมีหนังสือรับรองยืนยันมอบให้นายจ้างผู้ยื่นคำร้องขอให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานตรวจรับรองแล้วตามหนังสือลงวันที่ 22 ธันวาคม 2549 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2549 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 เป็นกรรมการได้รับข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ไว้พิจารณา ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2549 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เพื่อสอบหาข้อเท็จจริงโดยเชิญผู้แทนเจรจาของโจทก์และกรรมการผู้จัดการของนายจ้างเข้าพบในวันที่ 18 และวันที่ 25 ธันวาคม 2549 ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ทั้งสองฝ่ายได้ทำบันทึกกันไว้ว่าไม่มีเอกสารหรือข้อเท็จจริงใดที่จะนำส่งและให้ข้อเท็จจริงต่อคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อประกอบการพิจารณาอีก คณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงแจ้งว่าคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะมีการประชุมวินิจฉัยข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้นี้ในวันที่ 28 ธันวาคม 2549 ต่อมานายสันติ ผู้จัดการแรงงานสัมพันธ์ของนายจ้างส่งสำเนาหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ของลูกจ้างระดับบังคับบัญชาจำนวน 25 คน ให้คณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ส่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ประกอบการวินิจฉัย เป็นหนังสือลาออกลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2549 ให้มีผลเป็นการลาออกในวันที่ 27 ธันวาคม 2549 และมีข้อแม้ว่าหากโจทก์ถอนข้อเรียกร้องภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ก็ให้ยกเลิกการลาออกเหมือนกันทั้ง 25 ฉบับคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้รับเอกสารแล้วประชุมหารือกันในวันที่ 27 ธันวาคม 2549 เห็นสมควรเสนอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไม่จำต้องวินิจฉัยข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ดังกล่าว เพราะจำนวนสมาชิกของโจทก์เหลือเพียง 33 คน ไม่ถึง 1 ใน 5 ของจำนวนลูกจ้างระดับบังคับบัญชาทั้งหมด ทำให้ข้อเรียกร้องของโจทก์และข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้นั้นสิ้นสภาพลงนับแต่วันที่โจทก์มีสมาชิกไม่ครบจำนวนตามเงื่อนไขของมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์โดยจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการและจำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 กรรมการจึงมีคำวินิจฉัยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 3/2549 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2549 ว่าข้อเรียกร้องของโจทก์และข้อพิพาทแรงงานสิ้นสภาพลงนับแต่วันที่สมาชิกของโจทก์ไม่ครบจำนวนตามกฎหมาย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ วันที่ 19 มกราคม 2550 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต่อจำเลยที่ 1 โดยมีข้ออุทธรณ์ด้วยว่าโจทก์ยังไม่ทราบและอนุมัติการลาออกของสมาชิก 25 คน จึงถือว่ายังคงเป็นสมาชิกของโจทก์อยู่ จำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 02/2550 ลงวันที่ 29 มกราคม 2550 ว่าตามข้อบังคับของโจทก์ข้อ 10 (3) กำหนดแต่เพียงว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงด้วยเหตุคือลาออกโดยแจ้งเป็นหนังสือต่อสหภาพแรงงานและการแสดงเจตนาจะมีผลนับแต่วันที่หนังสือลาออกไปถึงสหภาพแรงงานแล้วเท่านั้น ไม่จำต้องมีการพิจารณาอนุมัติการลาออกของสมาชิก การลาออกของสมาชิก 25 คน มีผลแล้ว ทำให้โจทก์มีจำนวนสมาชิกเหลือเพียง 33 คน ไม่ถึง 1 ใน 5 ของลูกจ้างระดับบังคับบัญชาทั้งหมดที่มีจำนวน 202 คน ข้อเรียกร้องของโจทก์จึงสิ้นสภาพลง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชอบแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ดังกล่าว แล้ววินิจฉัยว่า สภาพของหนังสือลาออกทั้ง 25 ฉบับ ที่นายสันติได้รับเป็นสำเนาทุกฉบับ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้รับหนังสือลาออกของสมาชิกของโจทก์ทั้ง 25 คน แล้ว การลาออกของสมาชิก 25 คน มีผลแล้วตามข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 10 (3) การที่สมาชิกของโจทก์มีจำนวนลดน้อยลงหลังจากวันที่โจทก์ยื่นข้อเรียกร้องแทนสมาชิกแล้วแสดงว่าสมาชิกของโจทก์เปลี่ยนแปลงความคิดเห็น ไม่ยินยอมที่จะร่วมในการเรียกร้องของโจทก์อีกต่อไป กรณีต้องถือเอาจำนวนสมาชิกขณะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาข้อเรียกร้องเป็นสำคัญ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ข้อ 3 เฉพาะที่เกี่ยวกับสิทธิในการยื่นข้อเรียกร้องของโจทก์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ว่าถือเอาจำนวนสมาชิกขณะยื่นข้อเรียกร้องหรือขณะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาข้อเรียกร้องเป็นสำคัญ เห็นว่า การยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง โดยจำนวนสมาชิกซึ่งเป็นลูกจ้างจะต้องมีอยู่ครบจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด หาใช่มีอยู่ครบจำนวนเฉพาะในวันยื่นข้อเรียกร้องไม่ การที่ลูกจ้างระดับบังคับบัญชาลาออกจากการเป็นสมาชิกของโจทก์มีผลในวันที่ 27 ธันวาคม 2549 คงเหลือจำนวนลูกจ้างระดับบังคับบัญชาที่เป็นสมาชิกของโจทก์ไม่ถึง 1 ใน 5 ตามกฎหมายก่อนที่จำเลยที่ 2 ถึง ที่ 12 ในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะวินิจฉัยข้อพิพาทแรงงานระหว่างโจทก์และบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนายจ้างเสร็จสิ้นนั้น ข้อพิพาทแรงงานดังกล่าวจึงสิ้นสภาพลงนับแต่วันที่สมาชิกของโจทก์ไม่ครบจำนวนตามกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่ากรณีนี้ต้องถือเอาจำนวนสมาชิกขณะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาข้อพิพาทแรงงานเป็นสำคัญมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 15 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาเอสโซ่แห่งประเทศไทย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
จำเลย — (ที่ถูก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมจิตร ทองประดับ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14923/2558
#596519
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 143 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ส่งคำสั่งหรือหนังสือของพนักงานตรวจแรงงานทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือพนักงานตรวจแรงงานจะนำไปส่งเองหรือให้เจ้าหน้าที่นำไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของนายจ้างในเวลาทำการของนายจ้าง ถ้าไม่พบนายจ้างหรือพบแต่นายจ้างปฏิเสธไม่ยอมรับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของนายจ้างนั้นก็ได้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้วให้ถือว่านายจ้างได้รับคำสั่งหรือหนังสือนั้นแล้ว จำเลยส่งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้แก่โจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ สำนักงานแห่งใหญ่อันเป็นภูมิลำเนาที่โจทก์ได้แจ้งจดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรอง และมีพนักงานของโจทก์ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 ถือว่าโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตั้งแต่วันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาครที่ 27/2551 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ในส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยแก่นายผาติ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ส่งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาครที่ 27/2551 ไปให้แก่โจทก์ตามภูมิลำเนาสำนักงานแห่งใหญ่ของโจทก์อันเป็นภูมิลำเนาที่โจทก์แจ้งจดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรอง โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 และมีพนักงานของโจทก์ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 แล้ววินิจฉัยว่า ถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2551 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 อันเป็นวันพ้นกำหนดเวลายื่นคำฟ้องตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ความหมายของคำว่านับแต่วันทราบคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 ย่อมหมายถึงวันที่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนายจ้างได้รับทราบถึงคำสั่งนั้น มิใช่หมายถึงวันที่คำสั่งส่งไปถึงที่ทำการของนายจ้างตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 143 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ส่งคำสั่งหรือหนังสือของพนักงานตรวจแรงงานทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือพนักงานตรวจแรงงานจะนำไปส่งเองหรือให้เจ้าหน้าที่นำไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของนายจ้างในเวลาทำการของนายจ้าง ถ้าไม่พบนายจ้างหรือพบแต่นายจ้างปฏิเสธไม่ยอมรับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของนายจ้างนั้นก็ได้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่านายจ้างได้รับคำสั่งหรือหนังสือนั้นแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้ความว่า จำเลยส่งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 27/2551 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ให้แก่โจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ สำนักงานแห่งใหญ่อันเป็นภูมิลำเนาที่โจทก์ได้แจ้งจดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรอง และมีพนักงานของโจทก์ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 แล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าถือว่าโจทก์ได้รับทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตั้งแต่วันที่ดังกล่าว จึงเป็นการวินิจฉัยโดยชอบตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 143 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 143 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยน ซีฟู้ด จำกัด (มหาชน)
นายธนภณ สุรินทร์ ในฐานะ
จำเลย — พนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศ์ธร บุญอารีย์
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14921/2558
#635996
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 282 วรรคแรก มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท ส่วน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แม้ความผิดทั้งสองฐานจะมีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ดังนี้ ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จึงมีระวางโทษปรับหนักกว่าความผิดตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคแรก แม้ศาลไม่ได้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองก็ตาม เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เป็นกฎหมายบทที่มีโทษปรับหนักกว่าความผิดตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคแรก ศาลจึงต้องใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดปรับบทลงโทษแก่จำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท ส่วนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แม้ความผิดทั้งสองฐานจะมีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ดังนี้ ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง จึงมีระวางโทษปรับหนักกว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก แม้ศาลไม่ได้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองก็ตาม เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง เป็นกฎหมายบทที่มีโทษปรับหนักกว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ศาลจึงต้องใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดปรับบทลงโทษแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 282
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายอำพล มีทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14890/2558
#592163
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 245 มีชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ เนื้อที่ 54.6 ตารางวา มีสิ่งปลูกสร้างที่จะทำการขายด้วย คือ บ้านเดี่ยวตึกชั้นเดียว ขนาด 6x12 เมตร จำนวน 1 หลัง ไม่ปรากฏเลขทะเบียน ผู้ร้องซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ หลังจากนั้นผู้ร้องให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัด ปรากฏว่าบ้านหลังดังกล่าวมีส่วนที่ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 245 เพียง 6x2 เมตร เท่านั้น จึงถือว่าบ้านเดี่ยวตึกชั้นเดียวขนาด 6x12 เมตร ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดไม่มีอยู่จริง ดังนั้น การยึดบ้านทั้งหลังออกขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นการบังคับคดีไม่ชอบและฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลมีอำนาจเพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมบ้านหลังดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง

เมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดและทราบว่ามีส่วนของบ้านอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 245 เพียงบางส่วนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2556 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้าง โดยมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่ ทั้งมิได้ให้สัตยาบันหลังจากได้ทราบเรื่องการบังคับคดีไม่ชอบ ผู้ร้อง (ผู้ซื้อทรัพย์) จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 217,141.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 158,334.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 245 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดไปในราคา 350,000 บาท

ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 245 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและคืนเงินที่ผู้ร้องซื้อทรัพย์ดังกล่าวจากการขายทอดตลาดแก่ผู้ร้อง เนื่องจากโจทก์ปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องสิ่งปลูกสร้าง เป็นผลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดระบุข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้ผู้ร้องสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ อันเป็นสาระสำคัญในการเข้าประมูลทรัพย์ ผู้ร้องเพิ่งทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อนำเจ้าพนักงานไปรังวัดที่ดิน เป็นกรณีมีพฤติการณ์พิเศษและเป็นเหตุสุดวิสัย

โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้หรือไม่ เห็นว่า ในการยึดทรัพย์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2552 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาระบุในคำขอยึดทรัพย์ว่า ขอนำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 245 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยแนบภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ขนาด 6 x 12 เมตร รวมเนื้อที่ 72 ตารางเมตร ราคาที่ดินประมาณตารางวาละ 250 บาท ราคาที่ดินทั้งแปลง 13,650 บาท ราคาสิ่งปลูกสร้างตารางเมตรละ 5,950 บาท ปรับลดร้อยละ 5 ราคาประมาณเป็นเงิน 406,980 บาท ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 420,630 บาท ตามคำขอยึดทรัพย์พร้อมภาพถ่ายแนบท้ายและรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2556 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดกาญจนบุรี ประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยระบุว่าขายที่ดินโฉนดเลขที่ 245 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เนื้อที่ตามโฉนด 54.6 ตารางวา มีสิ่งปลูกสร้างที่จะทำการขายด้วย คือ บ้านเดี่ยวตึกชั้นเดียว ขนาดกว้าง x ยาว ประมาณ 6 x 12 เมตร จำนวน 1 หลัง ไม่ปรากฏเลขทะเบียน แต่เมื่อผู้ร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดิน พนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนแยกอำเภอเลาขวัญไปทำการรังวัด ปรากฏว่าบ้านตามที่โจทก์นำยึดและเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดนั้นมีส่วนที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 245 ขนาดกว้าง 6 เมตร และยาวเพียง 2 เมตร เท่านั้น จึงถือว่าบ้านเดี่ยวตึกชั้นเดียวขนาด 6 x 12 เมตร ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดนั้นไม่มีอยู่จริง ดังนั้น การยึดบ้านทั้งหลังออกขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นการบังคับคดีไม่ชอบและฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งศาลมีอำนาจให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 245 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมบ้านเดี่ยวตึกชั้นเดียวดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 วรรคหนึ่ง และเมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนแยกอำเภอเลาขวัญ ทำการรังวัดที่ดินและทราบว่ามีส่วนของบ้านอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 245 ขนาดกว้าง x ยาว 6 x 2 เมตร เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2556 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้าง โดยมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่ทั้งมิได้ให้สัตยาบันหลังจากได้ทราบเรื่องการบังคับคดีไม่ชอบ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 245 ตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมบ้านเดี่ยวตึกชั้นเดียว ขนาดกว้าง x ยาว ประมาณ 6 x 12 เมตร จำนวน 1 หลัง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินที่รับไว้แก่ผู้ร้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนผู้ซื้อทรัพย์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคหนึ่ง ม. 296 วรรคสอง ม. 296 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ร้อง — นายเฉลิม กาญจนไตรภพ
จำเลย — นายณรงค์ศักดิ์ ขวัญเพิ่มพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายนทดล กิติกัมรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมยศ ใจสำราญ
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14887/2558
#596126
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่นั้น แม้ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 มิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิม

เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแก่ผู้ร้องโดยตรง ส่วนบริษัท ร. ผู้โอน มิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 16 มิถุนายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชดใช้ราคาหรือส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 6 เดือน กับให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ด้วยเหตุใดๆ ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 340,000 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2552 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ซึ่งมิใช่บริษัทบริหารสินทรัพย์ วันที่ 11 เมษายน 2554 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาพิพากษายืน อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 15 มีนาคม 2556 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยสรุปว่า บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ทั้งไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ จึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ คือเป็นบริษัทจำกัดที่ได้จดทะเบียนตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ในการพิจารณาว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติมาตรา 7 ของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้องโดยตรง ส่วนบริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ผู้โอน มิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3845/2556 ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกาเทียบเคียงคดีนี้นั้น เป็นเรื่องธนาคารโอนขายสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่บริษัทซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ แล้วบริษัทดังกล่าวโอนขายต่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จากนั้นบริษัทบริหารสินทรัพย์มาฟ้องลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง มิใช่เป็นการโอนสินทรัพย์ที่มีการฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว จึงมิใช่เรื่องบริษัทบริหารสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างผู้ร้องคดีนี้ นำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แต่มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยสั่งให้ครบถ้วน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ซีเอฟ เอเชีย จำกัด
จำเลย — นางสาวสมพิศ ศรประสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายพิพัฒน์ เจริญวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
โอภาส อนันตสมบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14885/2558
#595251
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การเพียงว่าโจทก์มิใช่ผู้จัดการมรดกและศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของ ส. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เงินฝากและหุ้นของ ส. ในสหกรณ์ออมทรัพย์ ไม่ใช่มรดกของ ส. เพราะสิทธิประโยชน์เกิดขึ้นเมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย พินัยกรรมตามฟ้องไม่อาจลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับประโยชน์ที่ ส. ทำให้ไว้แก่สหกรณ์ดังกล่าวเท่านั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม จึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากคำให้การ ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

แม้ ส. จะทำหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ โดยระบุให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ก็ตาม แต่หลังจากทำหนังสือปรากฏว่า ส. ทำพินัยกรรมระบุให้โจทก์เป็นผู้รับหุ้นและเงินฝากรวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นจากเงินที่ ส. ผู้ตาย ฝากไว้ ณ สหกรณ์ดังกล่าว อันเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายไว้เพียงฉบับเดียวก่อนที่ ส. จะถึงแก่ความตาย พินัยกรรมจึงมีผลลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ระบุให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้รับโอนประโยชน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 35,799,820.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 35,799,820.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับนายสุรเดช ตั้งแต่ปี 2529 จนกระทั่งนายสุรเดชถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสุรเดชกับนางญานี แล้วนายสุรเดชกับนางญานีจดทะเบียนหย่ากัน ระหว่างยังมีชีวิตอยู่นายสุรเดชเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงใหม่ จำกัด มีเงินฝากและหุ้นในสหกรณ์ฯ รวมเป็นเงิน 71,599,641.83 บาท นายสุรเดชทำหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่สหกรณ์ ระบุให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ในเงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ หลังจากนั้นนายสุรเดชได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2546 ระบุให้โจทก์เป็นผู้ได้รับหุ้นและเงินฝากรวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นจากเงินที่นายสุรเดชฝากไว้ ณ สหกรณ์ ต่อมานายสุรเดชถึงแก่ความตาย เงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ตกเป็นมรดกของนายสุรเดช

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่า พินัยกรรมตามฟ้องเป็นเอกสารปลอมไว้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยแล้ว จำเลยให้การเพียงว่าโจทก์มิใช่ผู้จัดการมรดกและศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุรเดช โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เงินฝากและหุ้นของนายสุรเดชในสหกรณ์ตามฟ้อง ไม่ใช่มรดกของนายสุรเดชเพราะสิทธิประโยชน์เกิดขึ้นเมื่อนายสุรเดชถึงแก่ความตาย พินัยกรรมตามฟ้องไม่อาจลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่นายสุรเดชทำให้ไว้แก่สหกรณ์เท่านั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้เลยว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม จึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากคำให้การ ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า พินัยกรรมไม่อาจลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่นายสุรเดชทำให้ไว้แก่สหกรณ์ได้นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่ายเงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์เป็นมรดกของนายสุรเดช ถึงแม้ว่านายสุรเดชจะได้ทำหนังสือแสดงเจตนาตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่สหกรณ์โดยระบุให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ก็ตาม แต่หลังจากที่นายสุรเดชทำหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ไว้แล้ว ปรากฏว่านายสุรเดชได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2546 ระบุไว้ในข้อ 1.9.2 ให้โจทก์เป็นผู้รับหุ้นและเงินฝากรวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นจากเงินที่นายสุรเดช ผู้ตาย ฝากไว้ ณ สหกรณ์ อันเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายไว้เพียงฉบับเดียวก่อนที่นายสุรเดชจะถึงแก่ความตาย พินัยกรรมจึงมีผลลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ระบุให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ ผลของพินัยกรรมทำให้จำเลยหมดสิทธิได้รับเงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1694
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแววดาว จันต๊ะ
จำเลย — นางสาวทิพรดาหรือนางศิราพร วิเศษสุรการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนาวิน มณีจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14885/2558
#635227
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การเพียงว่าโจทก์มิใช่ผู้จัดการมรดกและศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เงินฝากและหุ้นของ ส. ในสหกรณ์ดังกล่าวตามฟ้อง ไม่ใช่มรดกของ ส. เพราะสิทธิประโยชน์เกิดขึ้นเมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย พินัยกรรมตามฟ้องไม่อาจลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ ส. ทำให้ไว้แก่สหกรณ์ดังกล่าวเท่านั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้เลยว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม จึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากคำให้การ ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

เงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่ายเงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่ ส. พึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์เป็นมรดกของ ส. ถึงแม้ว่า ส. จะได้ทำหนังสือแสดงเจตนาตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่สหกรณ์ดังกล่าวโดยระบุให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ก็ตามแต่หลังจากที่ ส. ทำหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ไว้แล้ว ปรากฏว่า ส. ได้ทำพินัยกรรมระบุไว้ ให้โจทก์เป็นผู้รับหุ้นและเงินฝากรวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นจากเงินที่ ส. ผู้ตาย ฝากไว้ ณ สหกรณ์ดังกล่าว อันเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายไว้เพียงฉบับเดียวก่อนที่ ส. จะถึงแก่ความตาย พินัยกรรมจึงมีผลลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ระบุให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ ผลของพินัยกรรมทำให้จำเลยหมดสิทธิได้รับเงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่ ส. พึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 35,799,820.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 35,799,820.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับนายสุรเดช ตั้งแต่ปี 2529 จนกระทั่งนายสุรเดชถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสุรเดชกับนางญานี แล้วนายสุรเดชกับนางญานีจดทะเบียนหย่ากัน ระหว่างยังมีชีวิตอยู่นายสุรเดชเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงใหม่ จำกัด มีเงินฝากและหุ้นในสหกรณ์ฯ รวมเป็นเงิน 71,599,641.83 บาท เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 นายสุรเดชทำหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่สหกรณ์ดังกล่าว ระบุให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ในเงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ดังกล่าว ตามหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ หลังจากนั้นนายสุรเดชได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2546 ระบุให้โจทก์เป็นผู้ได้รับหุ้นและเงินฝากรวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นจากเงินที่นายสุรเดชฝากไว้ ณ สหกรณ์ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2554 นายสุรเดชถึงแก่ความตาย เงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ดังกล่าวตกเป็นมรดกของนายสุรเดช

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นเอกสารปลอมไว้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำให้การของจำเลยแล้ว จำเลยให้การเพียงว่าโจทก์มิใช่ผู้จัดการมรดกและศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุรเดช โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เงินฝากและหุ้นของนายสุรเดชในสหกรณ์ดังกล่าวตามฟ้อง ไม่ใช่มรดกของนายสุรเดชเพราะสิทธิประโยชน์เกิดขึ้นเมื่อนายสุรเดชถึงแก่ความตาย พินัยกรรมตามฟ้องไม่อาจลบล้างหนังสือเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่นายสุรเดชทำให้ไว้แก่สหกรณ์ดังกล่าวเท่านั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้เลยว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอม ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพินัยกรรมตามฟ้องเป็นพินัยกรรมปลอมจึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากคำให้การ ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า พินัยกรรมไม่อาจลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่นายสุรเดชทำให้ไว้แก่สหกรณ์ดังกล่าว เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ดังกล่าวเป็นมรดกของนายสุรเดช ถึงแม้ว่านายสุรเดชจะได้ทำหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ให้ไว้แก่สหกรณ์ดังกล่าวโดยระบุให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ก็ตาม แต่หลังจากที่นายสุรเดชทำหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ไว้แล้ว ปรากฏว่านายสุรเดชได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2546 ระบุไว้ในข้อ 1.9.2 ให้โจทก์เป็นผู้รับหุ้นและเงินฝากรวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นจากเงินที่นายสุรเดช ผู้ตาย ฝากไว้ ณ สหกรณ์ดังกล่าว อันเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายไว้เพียงฉบับเดียวก่อนที่นายสุรเดชจะถึงแก่ความตาย พินัยกรรมจึงมีผลลบล้างหนังสือแสดงเจตนาการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ระบุให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ ผลของพินัยกรรมทำให้จำเลยหมดสิทธิได้รับเงินค่าหุ้น เงินปันผลและหรือเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย เงินฝากและทรัพย์สินอื่นใดที่นายสุรเดชพึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ดังกล่าว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1647
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแววดาว จันต๊ะ
จำเลย — นางสาวทิพรดาหรือนางศิราพร วิเศษสุรการ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14884/2558
#592018
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 หย่ากันโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ก) บัญญัติให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนการหย่า ข้อตกลงตามสำเนาบันทึกด้านหลังทะเบียนการหย่าระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยินยอมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 32498 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 6/82 ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามบทมาตราดังกล่าว มิใช่สัญญาให้ทรัพย์สินอันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 525 เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนหย่าให้แล้ว ถือว่าทั้งสองฝ่ายได้จัดการแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นของผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว การที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนของตนให้แก่ผู้ร้อง มีผลเพียงทำให้การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องยังไม่บริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่สิทธิของผู้ร้องตามสัญญาแบ่งทรัพย์สินที่นายทะเบียนจดทะเบียนหย่าให้แล้วและผู้ร้องได้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวตลอดมา ทั้งเป็นผู้ชำระหนี้จำนองและไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร ก. ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ผู้ร้องไม่ใช่ผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์เท่านั้น โจทก์มิใช่ผู้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันมีค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์จึงมิใช่บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ส่วนของจำเลยที่ 1 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับให้กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32498 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีชื่อจำเลยที่ 1 และผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน พร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์เลขที่ 6/82 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของผู้ร้อง โดยจำเลยที่ 1 ยกให้แก่ผู้ร้องตามบันทึกด้านหลังทะเบียนการหย่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ผู้ร้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้มีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เมื่อหย่ากันต้องแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวคนละส่วนเท่า ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) ประกอบมาตรา 1533 การทำบันทึกการหย่าให้ทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การยกให้จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 นอกจากนี้การยกให้ซึ่งที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ประกอบมาตรา 456 เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดยังไม่มีการจดทะเบียนยกให้ ที่ดินจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 32498 ตำบลคคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินคืนแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เดิมผู้ร้องเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 32498 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์เลขที่ 6/82 มาในระหว่างสมรส โดยใส่ชื่อผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ในวันเดียวกันผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต่อมาผู้ร้องจดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า บันทึกด้านหลังทะเบียนการหย่าไม่ใช่ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สิน แต่เป็นการยกให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่สมบูรณ์ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 อยู่ครึ่งหนึ่ง ผู้ร้องไม่ได้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 จึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้นั้น เห็นว่า ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 หย่ากันโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ก) บัญญัติให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาตามที่มีอยู่ในเวลาจดทะเบียนการหย่า ดังนั้น ข้อตกลงตามสำเนาบันทึกด้านหลังทะเบียนการหย่าระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ยินยอมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 32498 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 6/82 ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามบทมาตราดังกล่าว มิใช่สัญญาให้ทรัพย์สินอันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ดังที่โจทก์ฎีกาแต่ประการใด เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนหย่าให้แล้ว ถือว่าทั้งสองฝ่ายได้จัดการแบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นของผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ไม่มีกรรมสิทธิ์รวมอีกต่อไป การที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนของตนให้แก่ผู้ร้อง มีผลเพียงทำให้การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องยังไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่สิทธิของผู้ร้องตามสัญญาแบ่งทรัพย์สินที่นายทะเบียนจดทะเบียนหย่าให้แล้วและผู้ร้องได้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวตลอดมา ทั้งเป็นผู้ชำระหนี้จำนองและไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 ผู้ร้องไม่ใช่ผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งนำยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์เท่านั้น โจทก์มิใช่ผู้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันมีค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์จึงมิใช่บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ส่วนของจำเลยที่ 1 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับให้กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดได้ คำพิพากษาและคำสั่งศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525 ม. 1299 วรรคหนึ่ง ม. 1300 ม. 1532 (ก)
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — นางประทุม สุดยอด
จำเลย — นายเชี่ยวชาญ พันธุ์ประดิษฐ์หรือพันธ์ประดิษฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวสรัณยา เปรื่องวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14882/2558
#593490
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพียงอย่างเดียวของเจ้ามรดกมาเป็นของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกนั้นในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทอื่นทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองด้วย แม้หลังจากนั้นจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว ก็จะถือว่าจำเลยในฐานะส่วนตัวได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดินพิพาทจากการครอบครองแทนทายาททุกคนมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวหาได้ไม่ เพราะจำเลยยังมิได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่า ไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคนต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 ดังนั้น เมื่อจำเลยยังมิได้ดำเนินการจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือตามที่ทายาทตกลงกัน ก็ต้องถือว่าการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น จึงจะนำอายุความห้าปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง มาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองจึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2158 ตำบล (หมูม้น) บ้านเขือง อำเภอธวัชบุรี (ปัจจุบันอำเภอเชียงขวัญ) จังหวัดร้อยเอ็ด ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1 งาน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายสมหมาย ผู้ร้องสอดที่ 1 นายประเสริฐ ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องสอดและขอแก้ไขคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นบุตรของนายบุญมี ผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นบุตรของนางดี ผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นหลานของนายแสงกับนางสี บิดาผู้ร้องสอดที่ 1 และมารดาผู้ร้องสอดที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้ว หลังจากนายแสงถึงแก่ความตาย ทายาททุกคนยินยอมให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและตกลงให้ใส่ชื่อจำเลยไว้ในสารบัญที่ดินพิพาทแต่เพียงผู้เดียว โดยให้ครอบครองไว้แทนทายาททุกคน เพื่อความสะดวกในการแบ่งปันทรัพย์มรดก หลังจากบิดาผู้ร้องสอดที่ 1 และมารดาผู้ร้องสอดที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องสอดทั้งสองได้ติดต่อกับจำเลยเพื่อขอรับมรดกแทนที่ จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกต้องจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ร้องสอดทั้งสอง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายแสงอันเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2158 ตำบล (หมูม้น) บ้านเขือง อำเภอธวัชบุรี (ปัจจุบันอำเภอเชียงขวัญ) จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 3 งาน 20 ตารางวา ให้ผู้ร้องสอดทั้งสองคนละ 1 ใน 8 ส่วน ของเนื้อที่ทั้งหมด

โจทก์ทั้งสองให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2158 ตำบล (หมูม้น) บ้านเขือง อำเภอธวัชบุรี (ปัจจุบันอำเภอเชียงขวัญ) จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 3 งาน 20 ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองคนละ 1 ใน 8 ส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังว่า นางน้อย นายเบ้า นายบุญมี นางดีและจำเลยเป็นบุตรของนายแสง เจ้ามรดกกับนางสี โดยโจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของนางน้อย โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนายเบ้า ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นบุตรนายบุญมีและผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นบุตรนางดี ที่ดินพิพาทเดิมมีชื่อนายแสงเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง นายแสงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2528 เมื่อปี 2546 จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายแสง เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2546 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแสงจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจากนายแสงให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยเพียงผู้เดียว

มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย ถือสิทธิครอบครองในฐานะผู้จัดการมรดกและในวันเดียวกันจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก โดยเจตนายึดถือเพื่อตนตามสารบัญจดทะเบียนและคำขอโอนมรดก เมื่อปรากฏว่าเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกอยู่เพียงอย่างเดียวคือที่ดินพิพาท จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้รับมรดกตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2546 ถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกเห็นว่า การจัดการมรดกไม่ชอบ โจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองก็ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงคือ ภายในวันที่ 11 กันยายน 2551 แต่โจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง แล้วนั้น เห็นว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพียงอย่างเดียวของเจ้ามรดกมาเป็นของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกนั้นในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทอื่นทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองด้วย แม้หลังจากนั้นจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว ก็จะถือว่าจำเลยในฐานะส่วนตัวได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดินพิพาทจากการครอบครองแทนทายาททุกคนมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวหาได้ไม่ เพราะจำเลยยังมิได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่าไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคนต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ดังนั้น เมื่อจำเลยยังมิได้ดำเนินการจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้หรือตามที่ทายาทตกลงกัน ก็ต้องถือว่าการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น จึงจะนำอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง มาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1733 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปั่น แก้วกาหลง กับพวก
ผู้ร้องสอด — นายสมหมาย แน่นอุดร กับพวก
จำเลย — นางตุ้ม แน่นอุดร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายกุฎาคาร คำจันทร์ลา
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14882/2558
#634866
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพียงอย่างเดียวของเจ้ามรดกมาเป็นของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกนั้นในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทอื่นทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองด้วย แม้หลังจากนั้นจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว ก็จะถือว่าจำเลยในฐานะส่วนตัวได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดินพิพาทจากการครอบครองแทนทายาททุกคนมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวหาได้ไม่ เพราะจำเลยยังมิได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่าไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคนต่อไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 ดังนั้น เมื่อจำเลยยังมิได้ดำเนินการจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้หรือตามที่ทายาทตกลงกัน ก็ต้องถือว่าการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น จึงจะนำอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง มาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2158 ตำบล (หมูม้น) บ้านเขือง อำเภอธวัชบุรี (ปัจจุบันอำเภอเชียงขวัญ) จังหวัดร้อยเอ็ด ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1 งาน หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายสมหมาย ผู้ร้องสอดที่ 1 นายประเสริฐ ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องสอดและขอแก้ไขคำร้องสอดขอให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายแสงอันเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2158 ตำบล (หมูม้น) บ้านเขือง อำเภอธวัชบุรี (ปัจจุบันอำเภอเชียงขวัญ) จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 3 งาน 20 ตารางวา ให้ผู้ร้องสอดทั้งสองคนละ 1 ใน 8 ส่วน ของเนื้อที่ทั้งหมด

โจทก์ทั้งสองและจำเลยให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2158 ตำบล (หมูม้น) บ้านเขือง อำเภอธวัชบุรี (ปัจจุบันอำเภอเชียงขวัญ) จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 3 งาน 20 ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองคนละ 1 ใน 8 ส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า นางน้อย นายเบ้า นายบุญมี นางดีและจำเลยเป็นบุตรของนายแสงเจ้ามรดกกับนางสี โดยโจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของนางน้อย โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนายเบ้า ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นบุตรนายบุญมี และผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นบุตรนางดี ที่ดินพิพาทเดิมมีชื่อนายแสงเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง นายแสงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2528 เมื่อปี 2546 จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายแสง เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2546 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแสงจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจากนายแสงให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยเพียงผู้เดียว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพียงอย่างเดียวของเจ้ามรดกมาเป็นของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดก จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกนั้นในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทอื่นทุกคนรวมถึงโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองด้วย แม้หลังจากนั้นจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยในฐานะส่วนตัว ก็จะถือว่าจำเลยในฐานะส่วนตัวได้เปลี่ยนเจตนาการครอบครองที่ดินพิพาทจากการครอบครองแทนทายาททุกคนมาเป็นการครอบครองในฐานะส่วนตัวเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวหาได้ไม่ เพราะจำเลยยังมิได้บอกกล่าวไปยังทายาททุกคนว่าไม่มีเจตนายึดถือทรัพย์มรดกแทนทายาททุกคนต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ดังนั้น เมื่อจำเลยยังมิได้ดำเนินการจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิของทายาทที่กฎหมายกำหนดไว้หรือตามที่ทายาทตกลงกัน ก็ต้องถือว่าการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น จึงจะนำอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง มาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องสอดทั้งสองจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1733 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปั่น แก้วกาหลง กับพวก
ผู้ร้องสอด — นายสมหมาย แน่นอุดร กับพวก
จำเลย — นางตุ้ม แน่นอุดร
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14870/2558
#594016
เปิดฉบับเต็ม

ในการฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) บังคับให้โจทก์ต้องตีราคาหลักประกันมาในฟ้อง ซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท เนื่องจากเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันของลูกหนี้ที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่หลักประกันนั้นได้ก่อนเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ซึ่งเมื่อนำราคาหลักประกันมาหักชำระหนี้แล้ว เงินยังขาดอยู่เท่าใด หนี้ส่วนที่เหลือย่อมเป็นหนี้ธรรมดาเฉกเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ฉะนั้น การตีราคาหลักประกันจึงต้องถูกต้องเหมาะสมด้วย หากตีราคาหลักประกันต่ำเกินสมควรเพียงเพื่อจะให้จำนวนหนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ในการฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็จะไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาตรวจสอบการตีราคาหลักประกันของโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 3 ใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักออกจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติในชั้นนี้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ. 849/2545 รายละเอียดตามสำเนาคำพิพากษา จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 151734 ตำบลท่าแร้ง (คลองถนน) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงิน 1,762,460 บาท ตามสำเนารายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ อยู่ระหว่างขายทอดตลาด โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ราคาหลักประกันที่โจทก์ตีมาในฟ้องเหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในการฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) บังคับให้โจทก์ต้องตีราคาหลักประกันมาในฟ้อง ซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท เนื่องจากเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันของลูกหนี้ที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่หลักประกันนั้นได้ก่อนเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ซึ่งเมื่อนำราคาหลักประกันมาหักชำระหนี้แล้ว เงินยังขาดอยู่เท่าใด หนี้ส่วนที่เหลือย่อมเป็นหนี้ธรรมดาเฉกเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ฉะนั้น การที่ราคาหลักประกันจึงต้องถูกต้องเหมาะสมด้วย หากตีราคาหลักประกันต่ำเกินสมควรเพียงเพื่อจะให้จำนวนหนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ในการฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็จะไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาตรวจสอบการตีราคาหลักประกันของโจทก์ด้วย คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองอันเป็นหลักประกันเป็นเงิน 1,762,460 บาท ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งการประเมินราคาของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าราคาไม่สมควร กรณีถือได้ว่าโจทก์ยอมรับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว การที่โจทก์ตีราคาหลักประกันมาใหม่ในฟ้องเป็นเงิน 803,432 บาท โดยโจทก์มีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนางสาวนงลักษณ์ ทนายโจทก์ว่า โจทก์ประเมินราคาหลักทรัพย์เป็นเงินดังกล่าว ตามแบบประเมินราคาทรัพย์สิน ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ประมาณครึ่งหนึ่ง ตามแบบการประเมินดังกล่าวกระทำโดยบริษัท 1989 คอนซัลแทนส์ จำกัด ซึ่งประเมินโดยวิธีต้นทุน ใช้วิธีเปรียบเทียบกับราคาเสนอขายที่ดินบริเวณใกล้เคียง และสรุปว่าที่ดินหลักประกันมีราคาตารางวาละ 14,000 บาท เนื้อที่ 409/10 ตารางวา เป็นเงิน 572,600 บาท ส่วนสิ่งปลูกสร้างได้ทำการสำรวจเฉพาะภายนอกอาคาร ซึ่งหากสามารถเข้าสำรวจภายในอาคารได้ มูลค่าทรัพย์สินอาจเปลี่ยนแปลงไป โดยระบุสิ่งปลูกสร้างราคา 824,400 บาท เมื่อหักค่าเสื่อมราคาแล้วคงเหลือ 230,832 บาท จึงรวมเป็นราคาประเมิน 803,432 บาทไม่ปรากฏว่าการประเมินมีการอ้างอิงราคาประเมินที่ดินของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ทั้งโจทก์ก็มิได้นำผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินมาอธิบายหลักเกณฑ์วิธีการประเมิน ดังนั้น การประเมินหลักประกันของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนัก เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นราคาที่ถูกต้องเหมาะสม ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคามาตั้งแต่ปี 2552 อันเป็นเวลานานกว่าสี่ปีแล้ว ซึ่งภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดหลายครั้ง แต่ไม่สามารถขายได้ ราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่น่าเชื่อถือ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่ามีการขายทอดตลาดหลักประกันมาแล้วหลายครั้งแต่ขายไม่ได้นั้น โจทก์เพิ่งกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์โดยโจทก์ไม่เคยหยิบยกขึ้นว่าในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางมาก่อน ทั้งโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงถึงการขายทอดตลาดหลักประกันในแต่ละครั้ง และเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องเลื่อนการขายออกไปเพราะราคาต่ำ ข้ออุทธรณ์ของโจทก์จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีถูกต้องเหมาะสมมากกว่าราคาประเมินที่โจทก์ดำเนินการโดยให้บริษัทเอกชนประเมิน ปรากฏว่าในวันฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้โจทก์รวมทั้งสิ้น 2,192,391.71 บาท เมื่อนำราคาประเมินหลักประกันของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเงิน 1,762,460 บาท มาหักออกจากจำนวนหนี้ดังกล่าวแล้วเงินยังขาดอยู่เพียง 429,931.71 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอันเป็นจำนวนน้อยกว่าหนึ่งล้านบาท โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการสุดท้ายว่า คดีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 3 ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายนั้น เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคน แม้ราคาหลักประกันของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำมาหักชำระหนี้โจทก์ จะทำให้จำนวนหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถึงหนึ่งล้านบาท ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) แต่เมื่อจำเลยที่ 3 ยังเป็นหนี้โจทก์ในวันฟ้องเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,192,391.71 บาท อันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัวโดยจำเลยที่ 3 ไม่นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้หรือไม่ ก็ไม่ถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 3 ล้มละลาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 10 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายสมนึกหรือธนพล แสงนิล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวมณี สุขผล
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา