คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14867/2558
#595020
เปิดฉบับเต็ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14861/2558
#592944
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระบุราคาทรัพย์สินเป็นเงิน 399,000 บาท ผู้ร้องอ้างว่าชำระราคาให้จำเลยครบตั้งแต่ปี 2543 โดยมีสำเนาใบเสร็จรับเงินมาแสดงเป็นหลักฐาน แต่เอกสารดังกล่าวมีรายการชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 27 กันยายน 2541 และมียอดเงินที่ชำระเพียง 64,000 บาท ส่วนที่ผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตั้งแต่ปี 2541 ก็เป็นการเข้าครอบครองทรัพย์สินก่อนเวลาที่ผู้ร้องอ้างว่าชำระราคาเสร็จสิ้นเมื่อปี 2543 จึงมิใช่พฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าผู้ร้องปฏิบัติการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ร้องเคยเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบไม่มีน้ำหนักรับฟังว่า ผู้ร้องชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลยครบตามสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อผู้ร้องยังไม่ชำระหนี้ของตนจึงไม่มีสิทธิขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้ตอบแทนด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามสัญญา ทั้งกรณีตามคำร้องเป็นการขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายอันเป็นการโอนทรัพย์สินโดยทางนิติกรรม คดีจึงไม่มีประเด็นว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการครอบครอง ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินดังกล่าวให้ผู้ร้องจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2298 ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยปลอดจำนอง ผู้คัดค้านที่ 1 เห็นว่า ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทกับจำเลยเมื่อปี 2540 โดยอ้างว่าชำระราคาครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้ผู้ร้องเป็นการผิดสัญญา แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปฏิบัติตามสัญญาเกิน 10 ปี นับแต่จำเลยผิดสัญญา จึงขาดอายุความ ประกอบกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทติดจำนอง ผู้คัดค้านที่ 2 การโอนทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองย่อมมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่กองทรัพย์สินของจำเลยพึงจะได้ จึงให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2298 หรือ 300 หรือโฉนดที่ดินรวมเลขที่ 99712 หรือ 67430 ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 3/75 หมู่ที่ 5 โครงการปทุมแลนด์ รังสิตคลองสอง จากจำเลย ในราคา 399,000 บาท โดยชำระราคาครบตั้งแต่ปี 2543 การบังคับให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้ร้องจะได้รับ มิใช่สิทธิของจำเลย ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีอำนาจปฏิเสธที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญา ขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายโดยปลอดจำนอง

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทกับจำเลยเมื่อปี 2540 โดยอ้างว่าชำระราคาครบถ้วนตั้งแต่ปี 2543 แต่ไม่มีหลักฐานการชำระราคา สัญญาจะซื้อจะขายกำหนดเวลาชำระราคาและโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 570 วัน นับแต่วันทำสัญญา ซึ่งครบกำหนดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 จำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตามกำหนดถือว่าผิดสัญญาตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2541 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาวันที่ 29 ตุลาคม 2552 เกิน 10 ปี นับแต่ผิดสัญญา จึงขาดอายุความและการขอให้โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งติดจำนองโดยปลอดจำนอง ถือเป็นกรณีที่ทรัพย์สินมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่กองทรัพย์สินของจำเลยพึงจะได้ ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ระบุให้ชัดแจ้งว่า ที่ดินแปลงที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยเป็นที่ดินแปลงใด จึงเป็นคำร้องเคลือบคลุม ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดธัญบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส.245/2549 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 สิทธิของผู้ร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นบุคคลสิทธิไม่อาจอ้างยันผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งรับจำนองทรัพย์สินดังกล่าวโดยสุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทครบถ้วนแล้วและผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 โดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 3/75 หมู่ที่ 5 โครงการบ้านทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว ซอยบงกช 29 ถนนเลียบคลองสอง ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 2298 เนื้อที่ 17.75 ตารางวา ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ให้แก่ผู้ร้อง โดยติดจำนองผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า ผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2298 ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมบ้านเลขที่ 3/75 หมู่ที่ 5 โครงการบ้านทาวน์เฮาส์ชั้นเดียวในราคา 399,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ออมทรัพย์ จำกัด และศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ให้บังคับจำนองตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ส.245/2549 ผู้คัดค้านที่ 2 รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ออมทรัพย์ จำกัด ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่แก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทครบถ้วน ผู้คัดค้านที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้จำนองของทรัพย์สินแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องโดยปลอดภาระผูกพัน ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์โต้แย้งว่า ผู้ร้องยังชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทไม่ครบ การเข้าครอบครองทรัพย์สินของผู้ร้องเป็นการครอบครองแทนจำเลย ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ดังที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัย เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทระบุราคาทรัพย์สินเป็นเงิน 399,000 บาท ผู้ร้องอ้างว่าชำระราคาให้จำเลยครบตั้งแต่ปี 2543 โดยมีสำเนาใบเสร็จรับเงินมาแสดงเป็นหลักฐาน แต่เอกสารมีรายการชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 27 กันยายน 2541 และมียอดเงินที่ชำระเพียง 64,000 บาท ส่วนที่ผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตั้งแต่ปี 2541 ก็เป็นการเข้าครอบครองทรัพย์สินก่อนเวลาที่ผู้ร้องอ้างว่าชำระราคาเสร็จสิ้นเมื่อปี 2543 จึงมิใช่พฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าผู้ร้องปฏิบัติการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ร้องเคยเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังว่า ผู้ร้องชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลยครบตามสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อผู้ร้องยังไม่ชำระหนี้ของตนจึงไม่มีสิทธิขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้ตอบแทนด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทตามสัญญา ทั้งกรณีตามคำร้องเป็นการขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายอันเป็นการโอนทรัพย์สินโดยทางนิติกรรม คดีจึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยผลของกฎหมายหรือไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการครอบครอง แล้วมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินให้ผู้ร้อง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และ 247 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายอำนาจ เชื้อเกษร
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
จำเลย — นางสาวประภัสสร ทอราซองหรือศุภวิรุตม์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายโชค จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14860/2558
#634864
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 ถ้านิติกรรมที่ขอเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 113 นั้น เกิดขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น หรือเป็นการทำให้โดยเสน่หาหรือเป็นการที่ลูกหนี้ได้รับค่าตอบแทนน้อยเกินสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่ลูกหนี้และผู้ที่ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ จำเลยเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ตามคำพิพากษา ของศาลแพ่ง โดยก่อนสิ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีแพ่งและก่อนโจทก์นำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลาย จำเลยได้จดทะเบียนการให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านบุตรของจำเลย การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่กระทำภายในระยะเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลายและเป็นการทำให้โดยเสน่หา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่ลูกหนี้จำเลยและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ต้องเสียเปรียบ จำเลยและผู้คัดค้านมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวตามมาตรา 114

การที่ผู้คัดค้านเป็นบุตรซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดกับจำเลยกล่าวอ้างว่า ก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทได้นำเงินมาชำระหนี้เจ้าหนี้อื่นแทนจำเลยมารดาของตนเพื่อปลดภาระจำนอง แสดงว่าผู้คัดค้านย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยไม่สามารถชำระหนี้เจ้าหนี้ได้และจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว การที่บุตรชำระหนี้แทนมารดาเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมประการหนึ่ง ไม่มีสิทธิได้รับคืนทรัพย์แต่ประการใด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 408 (3) นิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านจึงเป็นการยกให้โดยเสน่หาตามที่ระบุไว้ในสารบัญจดทะเบียน มิอาจรับฟังเป็นอื่นได้ ทั้งในชั้นพิจารณาทนายผู้คัดค้านแถลงไม่ติดใจนำพยานเข้าไต่สวน จึงไม่มีข้อเท็จจริงใดนำมาหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ การที่จำเลยทำนิติกรรมยกกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านบุตรของจำเลยโดยเสน่หาในขณะที่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยไม่เพียงพอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ พฤติการณ์ฟังได้ว่า จำเลยและผู้คัดค้านรู้อยู่ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทดังกล่าวเป็นทางให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เสียเปรียบอันเป็นการกระทำโดยการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2553 และพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2554

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านกลับคืนสู่กองทรัพย์สินของจำเลย หากไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ในกรณีไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ขอให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคาห้องชุดพิพาทเป็นเงิน 744,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนห้องชุดพิพาทเลขที่ 614/20 อาคารชุดพิศวิทย์ ทาวเวอร์ แขวงลาดยาว เขต (บางซื่อ) จตุจักร กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านและให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านชดใช้ราคาห้องชุดพิพาทเป็นเงิน 744,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 ถ้านิติกรรมที่ขอเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 113 นั้น เกิดขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น หรือเป็นการทำให้โดยเสน่หาหรือเป็นการที่ลูกหนี้ได้รับค่าตอบแทนน้อยเกินสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่ลูกหนี้และผู้ที่ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นแล้วว่า จำเลยเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ตามคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 27 ธันวาคม 2543 ของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ธ.18364/2543 โดยก่อนสิ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีแพ่งและก่อนโจทก์นำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 จำเลยได้จดทะเบียนการให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านบุตรของจำเลยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 ตามสารบัญจดทะเบียนหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่กระทำภายในระยะเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลายและเป็นการทำให้โดยเสน่หา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการกระทำที่ลูกหนี้จำเลยและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ต้องเสียเปรียบ จำเลยและผู้คัดค้านมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวตามมาตรา 114 คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน ส่วนผู้คัดค้านแม้ยื่นคำคัดค้านและอุทธรณ์กล่าวอ้างว่ารับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทจากจำเลยโดยมีค่าตอบแทนจากการที่ผู้คัดค้านเข้าชำระหนี้แทนจำเลยโดยการไถ่ถอนจำนองห้องชุดพิพาทจากเจ้าหนี้อื่นและมิได้ทำให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เสียเปรียบนั้น การที่ผู้คัดค้านเป็นบุตรซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดกับจำเลยกล่าวอ้างว่า ก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทได้นำเงินมาชำระหนี้เจ้าหนี้อื่นแทนจำเลยมารดาของตนเพื่อปลดภาระจำนองแสดงว่า ผู้คัดค้านย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยไม่สามารถชำระหนี้เจ้าหนี้ได้และจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว การที่บุตรชำระหนี้แทนมารดาเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมประการหนึ่ง ไม่มีสิทธิได้รับคืนทรัพย์แต่ประการใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 408 (3) นิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านจึงเป็นการยกให้โดยเสน่หาตามที่ระบุไว้ในสารบัญจดทะเบียน มิอาจรับฟังเป็นอื่นได้ ทั้งในชั้นพิจารณาทนายผู้คัดค้านแถลงไม่ติดใจนำพยานเข้าไต่สวน จึงไม่มีข้อเท็จจริงใดนำมาหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่จำเลยทำนิติกรรมยกกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านบุตรของจำเลยโดยเสน่หาในขณะที่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยไม่เพียงพอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ พฤติการณ์ฟังได้ว่า จำเลยและผู้คัดค้านรู้อยู่ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทดังกล่าวเป็นทางให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เสียเปรียบอันเป็นการกระทำโดยการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 408 (3)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 113 ม. 114
ชื่อคู่ความ
บริษัทบริหารสินทรัพย์อินเตอร์
โจทก์ — แคปปิตอลอลิอันซ์ จำกัด
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางวราพร วราวรรณ
จำเลย — นางนภาพร วราวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14858/2558
#635223
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด จำเลยที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ตามมาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับร้อยเอก ท. จดทะเบียนจำนองที่ดินให้แก่ผู้คัดค้าน ภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด จึงเป็นการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การจดทะเบียนจำนองในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 150 ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างอิงแสวงสิทธิจากนิติกรรมที่เสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมดังกล่าว แม้ผู้คัดค้านรับจำนองไว้โดยสุจริตก็ไม่ทำให้นิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะกลับมีผลสมบูรณ์ขึ้นมาได้ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่เคยรับทราบและให้ความยินยอมในการจดทะเบียนจำนองของจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมดังกล่าวได้ ซึ่งการยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างเช่นนี้ มิใช่เป็นการบังคับสิทธิเรียกร้อง ตามมาตรา 193/9 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องกำหนดอายุความที่จะบังคับให้ผู้ร้องต้องใช้สิทธิภายในกำหนดอายุความแต่อย่างใด และการที่ผู้ร้องขอเพิกถอนนิติกรรมการจำนองโดยยังไม่เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมอื่นก็ไม่เป็นการทำให้ผู้คัดค้านเสียสิทธิ เนื่องจากสิทธิของผู้คัดค้านมีอยู่โดยชอบอย่างไร ผู้คัดค้านก็ยังบังคับตามสิทธิของผู้คัดค้านได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2541

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 26507 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้าน และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งพิพากษาว่า ผู้คัดค้านรับจำนองโดยสุจริต การจำนองจึงสมบูรณ์และมีผลผูกพันทรัพย์จำนองทั้งหมดทุกส่วน เมื่อผู้คัดค้านฟ้องบังคับจำนองและศาลพิพากษาให้บังคับตามสัญญาจำนองแล้ว ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ผู้ร้องจะมาร้องขอให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาท ให้การบังคับคดีมีผลผิดไปจากคำพิพากษาหาได้ไม่ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2541 จำเลยที่ 2 และร้อยเอกทรงพล จดทะเบียนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 26507 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) จากนายธนาฤทธิ์ โดยจำเลยที่ 2 และร้อยเอกทรงพล ทำสัญญากู้เงินจำนวน 3,000,000 บาท จากผู้คัดค้านเพื่อซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยที่ 2 และร้อยเอกทรงพลได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันหนี้เงินกู้แก่ผู้คัดค้าน ต่อมาผู้คัดค้านนำเจ้าพนักงานบังคับคดี ในคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 751/2545 ไปยึดที่ดินดังกล่าว และเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินได้เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 ในราคา 2,400,000 บาท โดยผู้คัดค้านเป็นผู้ซื้อได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจร้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 26507 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดในวันที่ 1 เมษายน 2539 จำเลยที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน ตามมาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับร้อยเอกทรงพลจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้าน ภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด จึงเป็นการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การจดทะเบียนจำนองในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างอิงแสวงสิทธิจากนิติกรรมที่เสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมดังกล่าว แม้ผู้คัดค้านรับจำนองไว้โดยสุจริตก็ไม่ทำให้นิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะกลับมีผลสมบูรณ์ขึ้นมาได้ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่เคยรับทราบและให้ความยินยอมในการจดทะเบียนจำนองของจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมดังกล่าวได้ ซึ่งการยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างเช่นนี้ มิใช่เป็นการบังคับสิทธิเรียกร้อง ตามมาตรา 193/9 จึงไม่ตกอยู่ในบังคับบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องกำหนดอายุความที่จะบังคับให้ผู้ร้องต้องใช้สิทธิภายในกำหนดอายุความแต่อย่างใด และการที่ผู้ร้องขอเพิกถอนนิติกรรมการจำนองโดยยังไม่เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมอื่นก็ไม่เป็นการทำให้ผู้คัดค้านเสียสิทธิ เนื่องจากสิทธิของผู้คัดค้านมีอยู่โดยชอบอย่างไร ผู้คัดค้านก็ยังบังคับตามสิทธิของผู้คัดค้านได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 26507 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านได้ การที่ศาลแพ่งยกคำร้องของผู้ร้อง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 26507 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) ระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้าน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 ม. 193/9
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อินเตอร์
โจทก์ — เครดิต แอนด์ ทรัสต์ จำกัด
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายอธิเดช ดาวเรือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14837/2558
#599068
เปิดฉบับเต็ม

คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำวินิจฉัยให้ส่งตัวจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แบบไม่ควบคุมตัว ณ โปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน (180 วัน) ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดและยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารเสพติด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ส่งหนังสือเตือน แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่พบพนักงานเจ้าหน้าที่ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเห็นว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ดังนี้ เหตุที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแก่จำเลย เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟู มิใช่เพราะจำเลยไม่เป็นบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์หรือสามารถเข้ารับการฟื้นฟูได้ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไขหรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่ง ป.อ. พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อน แล้วคณะอนุกรรมการการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ และมาตรา 33 บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังที่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม พนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งและนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3465/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 12 ปี 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 4 เดือน 15 วัน ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีปรากฏข้อเท็จจริงตามคำสั่งคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ 7130/2555 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 เอกสารแนบคำฟ้องว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หลังจากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ส่งหนังสือเตือนไปตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ไปพบพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ติดตามจับกุมจำเลยกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ครบถ้วนเช่นนี้ ถือได้ว่ายังไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติและกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ถือว่าการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่เป็นที่พอใจ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่โจทก์ฎีกาได้ความว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและจำเลยยังอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นซึ่งเป็นความผิดมีโทษจำคุกฐานขับรถในขณะเสพเมทแอมเฟตามีนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3465/2555 ของศาลชั้นต้น จำเลยจึงมิใช่บุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์หรือสามารถเข้ารับการฟื้นฟูตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 และมาตรา 24 ได้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงได้วินิจฉัยไปตามบทบัญญัติว่า จำเลยไม่มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 24 และแจ้งให้จำเลยไปพบเพื่อส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าว คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงได้มีคำสั่งแจ้งพนักงานสอบสวนรับตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดี จึงไม่ต้องติดตามตัวจำเลยมารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอีก กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นก่อนว่า การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร มีคำสั่งให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแก่จำเลยนั้น เป็นเพราะเหตุตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือตามที่โจทก์ฎีกา เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำสั่งคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ 7130/2555 แล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 4 มีคำวินิจฉัยให้ส่งตัวจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แบบไม่ควบคุมตัว ณ โปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน (180 วัน) ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดและยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารเสพติด แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หลังจากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ส่งหนังสือเตือนไปตามที่อยู่ที่แจ้งไว้แล้ว แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่พบพนักงานเจ้าหน้าที่ จากพฤติกรรมดังกล่าว คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงเห็นว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ดังนี้ เมื่อพิจารณาคำสั่งเห็นได้ว่าเหตุที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 4 มีคำสั่งให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มิใช่เพราะจำเลยไม่เป็นบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์หรือสามารถเข้ารับการฟื้นฟูได้ดังที่โจทก์ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามคำสั่งที่ 7130/2555 เมื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไขหรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัวได้ โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่งและมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 4 กำหนดไว้และมาตรา 33 บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟู พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 4 อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 28 (1)
ป.อ. ม. 190
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 23 ม. 25 ม. 29 วรรคหนึ่ง ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุรศักดิ์หรือเอ๊าะ พุ่มเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางสาวลลิดา หล่อชลอกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชิน ต่างงาม
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14823/2558
#593232
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาแล้วอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ย. ที่โจทก์และทายาทของ ย. เป็นเจ้าของรวมอยู่ โดยขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำเดียวกันอีก แม้คำฟ้องทั้งสองคดีจะบรรยายไม่ตรงกันทุกตอน และบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแตกต่างกันบางมาตรา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำอันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีแรก มิใช่ถือเอาคำบรรยายฟ้องหรือฐานความผิดที่โจทก์ตั้งเอาแก่จำเลยเป็นเกณฑ์ มิฉะนั้นแล้วจำเลยกระทำผิดครั้งเดียว โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยได้หลายครั้งโดยไม่จบสิ้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 36 ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137,267, 268, 334, 335 (7), 349, 352, 353, 354 และ 357

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลในข้อหาลักทรัพย์ ยักยอก รับของโจรและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร (ที่ถูก และความผิดต่อเจ้าพนักงาน) เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาโกงเจ้าหนี้สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้ยกฟ้องทุกข้อหา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าวันที่ 26 ตุลาคม 2484 นายหงึ่นกับนางยาจิตร จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ นายพนมพันธ์ นายพนาผล โจทก์คดีนี้และนายศิริชล วันที่ 27 ธันวาคม 2493 นายหงึ่นกับนางยาจิตรจดทะเบียนหย่า วันที่ 5 กันยายน 2521 นางยาจิตรตาย ก่อนตายนางยาจิตรมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 3, 212 และ 930 หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นางยาจิตรมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 5 คน คือ บุตรทั้งสี่ และนางลิ้นจี่ มารดาของนางยาจิตร วันที่ 31 ธันวาคม 2524 นายพนาผลตายมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 4 คน คือ นายหงึ่น จำเลยที่ 1 เด็กชาย พ. และเด็กหญิง อ.ซึ่งเป็นภริยาและบุตรของนายพนาผล วันที่ 24 มีนาคม 2527 จำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่งและโจทก์คดีนี้กับพวกอีกฝ่ายหนึ่งทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับส่วนแบ่งในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 3, 212 และ 930 วันที่ 22 สิงหาคม 2531 นายพนมพันธ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลิ้นจี่ นายหงึ่น นายพนมพันธ์ในฐานะส่วนตัว และนายศิริชล ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ต่อมาศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 3, 212 และ 930 เป็นทรัพย์มรดกของนางยาจิตร ซึ่งนางลิ้นจี่ นายหงึ่น นายพนมพันธ์ นายพนาผล โจทก์คดีนี้ และนายศิริชลมีส่วนเป็นเจ้าของแต่นายหงึ่น นายพนมพันธ์ในฐานะส่วนตัว และนายศิริชลฟ้องจำเลยที่ 1 ซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 438/2531 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินให้นายพนมพันธ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลิ้นจี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 3, 212 และ 930 ให้นายพนมพันธ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลิ้นจี่ จำนวน 1 ใน 5 ส่วนของร้อยละ 70 ของที่ดินดังกล่าว ให้ยกฟ้องนายหงึ่น นายพนมพันธ์ในฐานะส่วนตัว และนายศิริชล โดยไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องใหม่ภายในอายุความตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8252/2538 จำเลยที่ 1 ได้วางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวแล้ว ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพนาผลเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 3 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 2478, 2479 และ 2480 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 212 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 2477 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 930 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 5977, 5978, 6292 และ 6874 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 2477 และ 2478 ให้แก่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 6292 ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 6874 ให้แก่จำเลยที่ 4 และเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2548 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 2479, 2480 และ 5978 ให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 นายไพศาล ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายหงึ่น นายพนมพันธ์ โจทก์คดีนี้และนายศิริชลร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนขายที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางยาจิตรที่โจทก์และทายาทของนางยาจิตรเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ในคดีนี้ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 วันที่ 4 พฤษภาคม 2547 และวันที่ 12 เมษายน 2548 อันเป็นความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ และได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้อง และมีคำสั่งจำหน่ายคดี ตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 756/2549 ที่นำมาผูกพ่วง ส่วนคดีนี้โจทก์ซึ่งเคยเป็นโจทก์ที่ 3 ในคดีก่อนได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 โดยบรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนขายที่ดิน อันเป็นทรัพย์มรดกของนางยาจิตรที่โจทก์และทายาทของนางยาจิตรเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 วันที่ 4 พฤษภาคม 2547 วันที่ 12 เมษายน 2548 และจำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนขายที่ดินต่อให้จำเลยที่ 5 อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก รับของโจร โกงเจ้าหนี้ และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานลักทรัพย์ ยักยอก รับของโจรและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร โดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานโกงเจ้าหนี้และยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงยุติไป ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา พิเคราะห์แล้ว โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาครั้งหนึ่งแล้วอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางยาจิตรที่โจทก์และทายาทของนางยาจิตรเป็นเจ้าของรวมอยู่โดยขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำเดียวกันอีก แม้คำฟ้องทั้งสองคดีจะบรรยายไม่ตรงกันทุกตอน และบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแตกต่างกันบางมาตรา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำอันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องในคดีแรก มิใช่ถือเอาคำบรรยายฟ้องหรือฐานความผิดที่โจทก์ตั้งเอาแก่จำเลยเป็นเกณฑ์มิฉะนั้นแล้วจำเลยกระทำผิดเพียงครั้งเดียว โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยได้หลายครั้งโดยไม่รู้จักจบสิ้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพบูลย์ ซื้อสุวรรณ
จำเลย — นางฉัตรแก้ว ซื้อสุวรรณหรือสิมารักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเกาะสมุย — นายบุญชนะ พึ่งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางเกดแก้ว หว่างอุ่น
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
จิรนิติ หะวานนท์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14823/2558
#635995
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาครั้งหนึ่งแล้วอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ย. ที่โจทก์และทายาทของ ย. เป็นเจ้าของรวมอยู่โดยขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำเดียวกันอีก แม้คำฟ้องทั้งสองคดีจะบรรยายไม่ตรงกันทุกตอน และบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแตกต่างกันบางมาตรา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำอันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องในคดีแรก มิใช่ถือเอาคำบรรยายฟ้องหรือฐานความผิดที่โจทก์ตั้งเอาแก่จำเลยเป็นเกณฑ์มิฉะนั้นแล้วจำเลยกระทำผิดเพียงครั้งเดียว โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยได้หลายครั้งโดยไม่รู้จักจบสิ้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 36 ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 268, 334, 335 (7), 349, 352, 353, 354 และ 357

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลในข้อหาลักทรัพย์ ยักยอก รับของโจรและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร (ที่ถูก และความผิดต่อเจ้าพนักงาน) เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาโกงเจ้าหนี้สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้ยกฟ้องทุกข้อหา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า วันที่ 26 ตุลาคม 2484 นายหงึ่นกับนางยาจิตร จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ นายพนมพันธ์ นายพนาผล โจทก์คดีนี้และนายศิริชล วันที่ 27 ธันวาคม 2493 นายหงึ่นกับนางยาจิตรจดทะเบียนหย่า วันที่ 5 กันยายน 2521 นางยาจิตรตาย ก่อนตายนางยาจิตรมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 3, 212 และ 930 หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นางยาจิตรมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 5 คน คือ บุตรทั้งสี่ และนางลิ้นจี่ มารดาของนางยาจิตร วันที่ 31 ธันวาคม 2524 นายพนาผลตายมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 4 คน คือ นายหงึ่น จำเลยที่ 1 เด็กชายพรอนันต์และเด็กหญิงอัสมาซึ่งเป็นภริยาและบุตรของนายพนาผล วันที่ 24 มีนาคม 2527 จำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่งและโจทก์คดีนี้กับพวกอีกฝ่ายหนึ่งทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับส่วนแบ่งในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 3, 212 และ 930 วันที่ 22 สิงหาคม 2531 นายพนมพันธ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลิ้นจี่ นายหงึ่น นายพนมพันธ์ในฐานะส่วนตัว และนายศิริชล ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ต่อมาศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 3, 212 และ 930 เป็นทรัพย์มรดกของนางยาจิตร ซึ่งนางลิ้นจี่ นายหงึ่น นายพนมพันธ์ นายพนาผล โจทก์คดีนี้ และนายศิริชลมีส่วนเป็นเจ้าของ แต่นายหงึ่น นายพนมพันธ์ในฐานะส่วนตัว และนายศิริชลฟ้องจำเลยที่ 1 ซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 438/2531 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินให้นายพนมพันธ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลิ้นจี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 3, 212 และ 930 ให้นายพนมพันธ์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลิ้นจี่ จำนวน 1 ใน 5 ส่วนของร้อยละ 70 ของที่ดินดังกล่าว ให้ยกฟ้องนายหงึ่น นายพนมพันธ์ในฐานะส่วนตัว และนายศิริชล โดยไม่ตัดสิทธิที่จะฟ้องใหม่ภายในอายุความตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8252/2538 จำเลยที่ 1 ได้วางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวแล้ว

ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายพนาผลเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 3 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 2478, 2479 และ 2480 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 212 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 2477 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3) เลขที่ 930 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 5977, 5978, 6292 และ 6874 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 2477 และ 2478 ให้แก่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 6292 ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 6874 ให้แก่จำเลยที่ 4 และเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2548 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น. ส. 3 ก.) เลขที่ 2479, 2480 และ 5978 ให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 นายไพศาล ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายหงึ่น นายพนมพันธ์ โจทก์คดีนี้และนายศิริชลร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนขายที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางยาจิตรที่โจทก์และทายาทของนางยาจิตรเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ในคดีนี้ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 วันที่ 4 พฤษภาคม 2547 และวันที่ 12 เมษายน 2548 อันเป็นความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ และได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้อง และมีคำสั่งจำหน่ายคดี ตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 756/2549 ที่นำมาผูกพ่วง ส่วนคดีนี้โจทก์ซึ่งเคยเป็นโจทก์ที่ 3 ในคดีก่อนได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 โดยบรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนขายที่ดิน อันเป็นทรัพย์มรดกของนางยาจิตรที่โจทก์และทายาทของนางยาจิตรเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 วันที่ 4 พฤษภาคม 2547 วันที่ 12 เมษายน 2548 และจำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนขายที่ดินต่อให้จำเลยที่ 5 อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก รับของโจร โกงเจ้าหนี้ และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร พิเคราะห์แล้ว โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาครั้งหนึ่งแล้วอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางยาจิตรที่โจทก์และทายาทของนางยาจิตรเป็นเจ้าของรวมอยู่โดยขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำเดียวกันอีก แม้คำฟ้องทั้งสองคดีจะบรรยายไม่ตรงกันทุกตอน และบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแตกต่างกันบางมาตรา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำอันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องในคดีแรก มิใช่ถือเอาคำบรรยายฟ้องหรือฐานความผิดที่โจทก์ตั้งเอาแก่จำเลยเป็นเกณฑ์ มิฉะนั้นแล้วจำเลยกระทำผิดเพียงครั้งเดียว โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยได้หลายครั้งโดยไม่รู้จักจบสิ้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพบูลย์ ซื้อสุวรรณ
จำเลย — นางฉัตรแก้ว ซื้อสุวรรณหรือสิมารักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
จิรนิติ หะวานนท์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14822/2558
#594018
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกนั้น แม้จะฟังได้ว่าจำเลยเป็นบุตรของ ญ. ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและได้รับความยินยอมจาก พ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทอีกคนหนึ่ง และเป็นหนึ่งในคณะบุคคลผู้ให้เช่าที่อนุญาตให้โจทก์เข้าใช้สอยทำประโยชน์จากที่ดินพิพาทได้ ย่อมถือว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและมีอำนาจที่จะป้องกันหรือขัดขวางผู้เข้ารบกวนการครอบครองของโจทก์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทราบว่าโจทก์เข้าใช้สอยที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2553 แต่จำเลยไม่ดำเนินการทางกฎหมายแก่โจทก์ในประการใด ต่อมาปี 2555 จำเลยนำเสาเหล็กไปปิดกั้นที่ดินพิพาทและเอาโซ่เหล็กไปคล้องเพื่อปิดกั้นทางเข้าออก จึงเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาที่จะรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การที่จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83

สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นั้น แม้ขณะเกิดเหตุจะฟังได้ว่า พวกของจำเลยเป็นผู้ยกเอาเก้าอี้ของโจทก์ไปโดยความรู้เห็นของจำเลยก็ตาม แต่พวกของจำเลยนำเก้าอี้ไปตั้งวางไว้ที่บริเวณหลังร้านของโจทก์ในระยะห่างจากจุดเดิมเพียงไม่กี่เมตร โดยจำเลยต่อสู้ว่านำเก้าอี้ไปใช้นั่งพูดคุยกันซึ่งก็มีเหตุผลควรแก่การรับฟัง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยสั่งการให้ขนเคลื่อนย้ายเก้าอี้ไปไว้ในบ้านจำเลยหรือนำเก้าอี้ไปทำประโยชน์อื่นใด ดังนั้นการที่จำเลยไม่ยอมคืนเก้าอี้ให้แก่โจทก์ในตอนแรกจึงเป็นเพียงพฤติการณ์ที่เกะกะระรานสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์มากกว่าจะเป็นการเอาเก้าอี้ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยหรือพวกของจำเลย คดียังมีเหตุอันควรสงสัยรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่า จำเลยกับพวกเอาเก้าอี้ของโจทก์ไปโดยทุจริตหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 309, 335, 337, 362, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุก 1 ปี ฐานบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป คงจำคุก 8 เดือน และฐานบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และฐานบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดต่อเสรีภาพและความผิดฐานกรรโชก โจทก์ไม่อุทธรณ์ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า อาคารพาณิชย์ เลขที่ 396/12 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 189840 โดยที่ดินแปลงดังกล่าวมีผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม 4 คน คือ นายญาณเดช นายชูศักดิ์ นางจุฑามาศ และนายไพโรจน์ ส่วนโจทก์กับนายปรีชา และนายศักดิ์ชัย ได้ร่วมหุ้นกันประกอบกิจการร้านเฮอร์เมสสปา และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2553 โจทก์และหุ้นส่วนได้มอบหมายให้นายปรีชาทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 396/12 กับคณะบุคคลบ้านนนทรี โดยนางจุฑามาศ เป็นตัวแทนทำสัญญาของฝ่ายผู้ให้เช่า และในการนี้นายไพโรจน์ได้ทำหนังสือยินยอมให้โจทก์และหุ้นส่วนใช้ประโยชน์จากที่ดินด้านข้างอาคารดังกล่าวเพื่อใช้จอดรถ ตั้งโต๊ะหรือวางของได้ตลอดอายุสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2555 จำเลยซึ่งเป็นบิดาของนายญาณเดชและอ้างว่าได้รับมอบหมายให้ดูแลที่ดินส่วนของนายญาณเดช ได้ร่วมกับพวกนำเสาเหล็กไปปักลงบนที่ดินด้านข้างอาคารพาณิชย์ เลขที่ 396/12 จากนั้นวันที่ 14 มกราคม 2555 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกนำโซ่เหล็กไปคล้องกับเสาเหล็ก แล้วปลดโซ่เหล็กออกในเวลากลางคืน ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยนำโซ่เหล็กไปคล้องกับเสาเหล็กแล้วปลดออกอีก และเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 เวลากลางวัน มีผู้นำเอาเก้าอี้พลาสติกของโจทก์ออกไปจากบริเวณหลังร้านของโจทก์แล้วไปตั้งในบริเวณใกล้บ้านเรือนไทยของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ เห็นว่า อาคารพาณิชย์เลขที่ 396/12 และที่ดินข้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต่างตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 189840 ซึ่งมีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จำนวน 4 คน ได้แก่นายญาณเดช นายชูศักดิ์ นางจุฑามาศ และนายไพโรจน์ แม้จำเลยจะเบิกความต่อสู้ว่า ที่ดินแปลงนี้มีการแบ่งการครอบครองเป็น 3 ส่วน โดยที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารพาณิชย์เลขที่ 396/12 ซึ่งโจทก์เช่าเป็นร้านเฮอร์เมสสปาเป็นที่ดินของนายชูศักดิ์และนางจุฑามาศ ส่วนที่ดินพิพาทที่อยู่ข้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวเป็นที่ดินของนายญาณเดชบุตรของจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องการแบ่งการครอบครองที่ดินนี้ นอกจากจะไม่มีปรากฏอยู่ในสำเนาโฉนดที่ดินแล้ว ยังเป็นเรื่องที่รู้กันภายในระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม จำนวน 4 คนเท่านั้น โดยโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่เช่าอาคารพาณิชย์และได้รับอนุญาตจากนายไพโรจน์ให้ใช้สอยที่ดินพิพาทข้างอาคารพาณิชย์ย่อมไม่อาจรับรู้ได้ อีกทั้งเมื่อพิจารณาสำเนาสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ก็ดี และสำเนาหนังสือยินยอมก็ดี ล้วนแต่เป็นเอกสารที่ทำให้โจทก์เชื่อได้ว่า คณะบุคคลผู้ให้เช่าและนายไพโรจน์มีอำนาจเหนืออาคารพาณิชย์และที่ดินพิพาทข้างอาคารพาณิชย์โดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้รับความยินยอมเห็นชอบจากนายไพโรจน์ผู้เป็นเจ้าของรวมและเป็นหนึ่งในคณะบุคคลผู้ให้เช่าให้เข้าใช้สอยทำประโยชน์จากที่ดินพิพาทข้างอาคารพาณิชย์ได้ ย่อมถือว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและมีอำนาจที่จะป้องกันขัดขวางผู้เข้ารบกวนการครอบครองของโจทก์ได้ ที่จำเลยเบิกความต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทข้างอาคารพาณิชย์เป็นที่ดินในส่วนของนายญาณเดชและนายญาณเดชได้มอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ดูแลที่ดินในส่วนนี้นั้น เห็นว่า นอกจากนายญาณเดชซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่189840 โดยตรงจะไม่ได้

มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนข้อต่อสู้ของจำเลยแล้ว จำเลยก็ไม่มีพยานบุคคลและพยานเอกสารมาแสดงเป็นหลักฐานยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้มีอำนาจในการดูแลรักษาที่ดินในส่วนของนายณาณเดชจริง ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงเลื่อนลอย ขาดความน่าเชื่อถือ ทั้งหากจำเลยเห็นว่านายไพโรจน์ทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทข้างอาคารพาณิชย์โดยไม่ถูกต้องและปราศจากอำนาจ จำเลยก็ควรไปว่ากล่าวเอาความดำเนินคดีแก่นายไพโรจน์ให้เป็นกิจจะลักษณะ แต่จำเลยก็มิได้กระทำเช่นนั้น ประกอบกับโจทก์เช่าอาคารพาณิชย์และดำเนินกิจการร้านเฮอร์เมสสปาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งจำเลยย่อมเห็นได้ว่า โจทก์เข้าใช้สอยที่ดินพิพาทข้างอาคารพาณิชย์มาตั้งแต่เริ่มแรก แต่จำเลยก็ไม่ดำเนินการทางกฎหมายแก่โจทก์ในประการใด ดังนี้ การที่จำเลยเพิ่งเอาเสาเหล็กไปปักบริเวณพื้นที่ร้านของโจทก์และเอาโซ่เหล็กไปคล้องเสาเหล็กเพื่อปิดกั้นทางเข้าออกจากร้านของโจทก์เมื่อปี 2555 จึงเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาที่จะรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อนำสืบของโจทก์จะรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ พวกของจำเลยเป็นผู้ยกเอาเก้าอี้ของโจทก์ไปจากหลังร้านของโจทก์โดยความรู้เห็นของจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาสำเนาภาพถ่ายแล้ว จะเห็นได้ว่าพวกของจำเลยนำเก้าอี้ไปตั้งวางไว้ที่บริเวณหลังร้านของโจทก์ในระยะห่างจากจุดเดิมเพียงไม่กี่เมตร โดยจำเลยต่อสู้ว่านำเก้าอี้ไปใช้นั่งพูดคุยกันซึ่งก็มีเหตุผลควรแก่การรับฟัง ทั้งหลังจากนั้นข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยสั่งการให้ขนเคลื่อนย้ายเก้าอี้ไปไว้ในบ้านจำเลยหรือนำเก้าอี้ไปทำประโยชน์อื่นใด แม้จำเลยจะไม่ยอมคืนเก้าอี้ให้แก่โจทก์ในตอนแรก แต่การกระทำของจำเลยก็มีลักษณะเป็นเพียงพฤติการณ์ที่เกะกะระรานสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์มากกว่าจะเป็นการเอาเก้าอี้ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยหรือพวกของจำเลย เมื่อคดีโจทก์ยังมีเหตุอันควรสงสัยรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่า จำเลยกับพวกเอาเก้าอี้ของโจทก์ไปโดยทุจริตหรือไม่ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง โดยไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุกและฐานลักทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 เพียงกระทงเดียว ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน และพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก กรณีเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษให้สักครั้ง โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 334 ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรศ นาคประเสริฐ
จำเลย — นายตฤณ ตันสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวรุณ ชำนาญศรีเพ็ชร
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14811/2558
#634083
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลูกสร้างบ้านหรือโรงเรือนบนที่ดินพิพาทที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ สิทธิเหนือพื้นดินนั้นจึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียในเวลาใดก็ได้ เพียงแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1413 เท่านั้น การที่โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสิทธิเหนือที่ดินให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับว่าโจทก์ได้ให้เวลาแก่จำเลยพอสมควรแล้ว สิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยย่อมระงับสิ้นไปทันทีที่สิ้นสุดกำหนดเวลานั้น เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์แจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยไม่มีสิทธิที่จะอ้างได้ตามกฎหมายเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินรื้อถอนอาคารบ้านเลขที่ 113 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ พร้อมส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันทีกับให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนอาคารบ้านพักอาศัยเลขที่ 113 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8023 และใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2556) จนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนางวาสนา และนายกิจจา บิดาจำเลย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยเป็นหลานของโจทก์ โจทก์กับนางวาสนาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8023 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 1 งาน 90 ตารางวา แต่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว โจทก์ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาท จำเลยปลูกสร้างบ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 2 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ลงบนที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ประมาณ 90 ตารางวา ต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความบอกเลิกสัญญา ทนายความผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้วแต่เพิกเฉย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน ไม่ใช่เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าตามสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1413 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านหรือโรงเรือนบนที่ดินพิพาทที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ สิทธิเหนือพื้นดินนั้นจึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียในเวลาใดก็ได้ เพียงแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1413 เท่านั้น การที่โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสิทธิเหนือที่ดินให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับว่าโจทก์ได้ให้เวลาแก่จำเลยพอสมควรแล้ว สิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยย่อมระงับสิ้นไปทันทีที่สิ้นสุดกำหนดเวลานั้น เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์แจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยไม่มีสิทธิที่จะอ้างได้ตามกฎหมายเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1413
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสวาท ช้างชาวนา
จำเลย — นายสันติ ช้างชาวนา
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
บุญชู ทัศนประพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14808/2558
#600601
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ที่มีคำขอให้ขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์ที่ให้เช่าของโจทก์ ไม่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของจำเลยซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่จะต่อสู้คดีได้โดยลำพัง แต่ในส่วนคำฟ้องที่มีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีแทนจำเลย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องไม่ขอเข้าดำเนินคดี โดยเห็นว่าค่าเสียหายเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีมูลหนี้เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ต้องห้ามมิให้รับชำระหนี้ตามมาตรา 24 เป็นเพียงความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา จึงถือได้ว่าไม่ติดใจคัดค้าน การที่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีเองเฉพาะส่วนฟ้องขับไล่ และอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีได้ โดยมิได้สั่งงดพิจารณาคดีหรือจำหน่ายคดีในส่วนค่าเสียหาย ถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีในส่วนนี้แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยอุทธรณ์ได้เฉพาะที่พิพากษาให้ขับไล่จำเลย ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ส่วนที่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารกับส่งมอบการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1800, 1801, 8010, 8133 และ 16030 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,720,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 160,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.5873/2552 ศาลชั้นต้นหมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมาเป็นคู่ความแทนจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงไม่ประสงค์เข้าดำเนินคดีแทนจำเลย

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายเอกราช ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อ้างว่า เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1800, 1801, 8010, 8133 และ 16030 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารและให้จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1800, 1801, 8010, 8133 และ 16030 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 จนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 และชำระค่าเสียหายในอัตราเดียวกันให้แก่โจทก์ร่วมนับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่โจทก์ร่วม สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จะต้องคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าให้ออกจากทรัพย์ที่ให้เช่าและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา จำเลยเช่าทรัพย์พิพาทได้เพียง 5 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอำนาจในการต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) คำฟ้องในส่วนที่โจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์ที่ให้เช่าซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์เอง เป็นคดีที่ไม่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่จะต่อสู้คดีในส่วนนี้ได้โดยลำพัง แต่ตามคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่มีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายมาด้วยนั้น เป็นคดีที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีตามคำขอส่วนนี้แทนจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ไม่ขอเข้าดำเนินคดีโดยเห็นว่าส่วนในเรื่องค่าเสียหายเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีมูลหนี้เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตาม มาตรา 24 นั้น ก็เป็นเพียงความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ติดใจคัดค้านการที่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีเองเฉพาะในส่วนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย และอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีเฉพาะในส่วนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยด้วยตนเองได้ โดยไม่ได้สั่งงดการพิจารณาคดีหรือจำหน่ายคดีในส่วนค่าเสียหายแต่อย่างไร ถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลยในส่วนนี้แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เฉพาะที่พิพากษาให้ขับไล่จำเลยเท่านั้น ส่วนที่พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องค่าเสียหายจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องขับไล่จำเลยด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้ ให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย และย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้รวมสั่งเมื่อคดีมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ร่วม — นายเอกราช ช่างเหลา
จำเลย — นายภัทรวุฒิ พาณิชย์รุ่งเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางจิดานันท์ รักษ์คิด เมธาธราธิป
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14808/2558
#636301
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าให้ออกจากทรัพย์ที่ให้เช่าและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา จำเลยเช่าทรัพย์พิพาทได้เพียง 5 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อปรากฏแหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกาว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอำนาจในการต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) คำฟ้องในส่วนที่โจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์ที่ให้เช่าซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์เอง เป็นคดีที่ไม่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่จะต่อสู้คดีในส่วนนี้ได้โดยลำพัง แต่ตามคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่มีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายมาด้วยนั้น เป็นคดีที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีตามคำขอส่วนนี้แทนจำเลย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ไม่ขอเข้าดำเนินคดีโดยเห็นว่าส่วนในเรื่องค่าเสียหายเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีมูลหนี้เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 24 นั้น ก็เป็นเพียงความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ติดใจคัดค้านการที่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีเองเฉพาะในส่วนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย และอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีเฉพาะในส่วนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยด้วยตนเองได้ โดยไม่ได้สั่งงดการพิจารณาคดีหรือจำหน่ายคดีในส่วนค่าเสียหายแต่อย่างไร ถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลยในส่วนนี้แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เฉพาะที่พิพากษาให้ขับไล่จำเลยเท่านั้น ส่วนที่พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารกับส่งมอบการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1800, 1801, 8010, 8133 และ 16030 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,720,000 บาท และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 160,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยถูกฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.5873/2552 ศาลชั้นต้นหมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมาเป็นคู่ความแทนจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงไม่ประสงค์เข้าดำเนินคดีแทนจำเลย

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายเอกราช ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อ้างว่า เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1800, 1801, 8010, 8133 และ 16030 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวาร และให้จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1800, 1801, 8010, 8133 และ 16030 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 จนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 และชำระค่าเสียหายในอัตราเดียวกันให้แก่โจทก์ร่วมนับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่โจทก์ร่วม สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จะต้องคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าให้ออกจากทรัพย์ที่ให้เช่าและเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้ว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา จำเลยเช่าทรัพย์พิพาทได้เพียง 5 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอำนาจในการต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) คำฟ้องในส่วนที่โจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์ที่ให้เช่าซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์เอง เป็นคดีที่ไม่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่จะต่อสู้คดีในส่วนนี้ได้โดยลำพัง แต่ตามคำฟ้องโจทก์ในส่วนที่มีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายมาด้วยนั้น เป็นคดีที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีตามคำขอส่วนนี้แทนจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ไม่ขอเข้าดำเนินคดีโดยเห็นว่าส่วนในเรื่องค่าเสียหายเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีมูลหนี้เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตาม มาตรา 24 นั้น ก็เป็นเพียงความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ติดใจคัดค้านการที่จำเลยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีเองเฉพาะในส่วนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย และอนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีเฉพาะในส่วนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยด้วยตนเองได้ โดยไม่ได้สั่งงดการพิจารณาคดีหรือจำหน่ายคดีในส่วนค่าเสียหายแต่อย่างไร ถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนจำเลยในส่วนนี้แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เฉพาะที่พิพากษาให้ขับไล่จำเลยเท่านั้น ส่วนที่พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องค่าเสียหายจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องขับไล่จำเลยด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้ ให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย และย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้รวมสั่งเมื่อคดีมีคำพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3) ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โจทก์ร่วม — นายเอกราช ช่างเหลา
จำเลย — นายภัทรวุฒิ พาณิชย์รุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14802/2558
#592048
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์ได้ให้เช่าซื้อทองรูปพรรณแก่จำเลยแล้ว กรรมสิทธิ์ในทองรูปพรรณดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยคงมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์เท่านั้น การที่จำเลยนำทองรูปพรรณไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต ถือได้ว่าจำเลยเบียดบังทองรูปพรรณของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตแล้ว แม้ จ. เบิกความว่า จำเลยตกลงจะเอาทองรูปพรรณของโจทก์มาคืนหรือจะนำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากความผิดยักยอกได้เกิดขึ้นสำเร็จแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการบรรเทาผลร้ายให้ได้รับการลงโทษทางอาญาน้อยลงเท่านั้น หาใช่เป็นการตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งแล้วผิดสัญญากันไม่ ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา แต่โต้เถียงว่าการที่จำเลยนำทองรูปพรรณที่เช่าซื้อจากโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว มิใช่เป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อทองรูปพรรณกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อตามจำนวนงวดที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แม้จำเลยจะเอาทองรูปพรรณไปขายต่อให้แก่ผู้อื่น โดยที่มิได้มีการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ผู้นั้น แสดงว่าจำเลยยังคงต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้ออยู่จนกว่าจะผ่อนชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างจากจำเลย ประกอบกับนายจเร บิดาโจทก์ เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเคยมาพบเพื่อขอผ่อนชำระค่าเช่าซื้อทองรูปพรรณที่จำเลยผิดนัด และจะนำทองรูปพรรณที่เช่าซื้อมาคืนให้ หรือมิฉะนั้นก็จะชำระค่าเสียหายให้อีกประมาณ 2 หรือ 3 วัน แต่หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่มาติดต่ออีกเลย ซึ่งจะเห็นได้ว่ากรณีเป็นเพียงการกระทำผิดสัญญาทางแพ่ง มิใช่เป็นการเบียดบังเอาทองรูปพรรณดังกล่าวไปเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์ได้ให้เช่าซื้อทองคำรูปพรรณแก่จำเลยแล้ว กรรมสิทธิ์ในทองคำรูปพรรณดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยคงมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์เท่านั้น การที่จำเลยนำทองคำรูปพรรณไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต ถือได้ว่าจำเลยเบียดบังทองคำรูปพรรณของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตแล้ว แม้นายจเรเบิกความว่า จำเลยตกลงจะเอาทองคำรูปพรรณของโจทก์มาคืนหรือจะนำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากความผิดยักยอกได้เกิดขึ้นสำเร็จแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการบรรเทาผลร้ายให้ได้รับการลงโทษทางอาญาน้อยลงเท่านั้น หาใช่เป็นการตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งแล้วผิดสัญญากันไม่ ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา แต่โต้เถียงว่าการที่จำเลยนำทองรูปพรรณที่เช่าซื้อจากโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว มิใช่เป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นว่า หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวแล้ว คดีอาจมีผลต่อการฎีกาของโจทก์ตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุภรัตน์ ตันฑ์พรชัย
จำเลย — นางสาวลำพึงหรือวิลัยวรรณ เอ็นทา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายวิสิษฐ์ พุ่มกำพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14792/2558
#634078
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยมีหน้าที่ปลูกสร้างบ้านและแบ่งแยกโฉนดให้แล้วเสร็จเพื่อจดทะเบียนขายแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็มีหน้าที่ชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตอบแทนจำเลย หาใช่ว่าจำเลยจะก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จในเวลาใดตามอำเภอใจของจำเลยก็ได้ไม่ ตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวในข้อ 2 วรรคหนึ่ง โจทก์กับจำเลยตกลงกันไว้ว่า โจทก์ต้องชำระเงินในวันทำสัญญา 261,000 บาท ผ่อนชำระค่างวดรวม 15 งวด งวดละ 67,800 บาท ภายในทุกวันที่ 9 ของเดือน และชำระเงินงวดสุดท้าย 3,053,000 บาท ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 เมื่อบ้านแล้วเสร็จและที่ดินได้แบ่งแยกออกโฉนดแล้ว แสดงว่าโจทก์กับจำเลยตกลงชำระหนี้ตอบแทนซึ่งกันและภายในกำหนดเวลาแน่นอน คือภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 โดยโจทก์จะต้องผ่อนชำระเงินค่าที่ดินพร้องสิ่งปลูกสร้างตามกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทินที่ตกลงกัน และจะต้องชำระเงินงวดสุดท้ายภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 ส่วนจำเลยก็มีหน้าที่สร้างบ้านและดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเพื่อให้แล้วเสร็จชำระหนี้ตอบแทนโจทก์เช่นกัน

เมื่อโจทก์ชำระค่างวดไม่ตรงตามสัญญา จำเลยก็ยอมรับชำระค่างวดแต่โดยดี แสดงว่าจำเลยยอมผ่อนปรนไม่ถือเอาประโยชน์ของเงื่อนเวลาเป็นสำคัญ ส่วนจำเลยแม้จะมีหน้าที่ก่อสร้างบ้านและแบ่งแยกออกโฉนดที่ดินเพื่อจดทะเบียนขายแก่โจทก์ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 แต่ตามสำเนาใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน จำเลยเพิ่งได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2539 ซึ่งล่วงเลยจากกำหนดเวลาจดทะเบียนโอนที่ดินเช่นเดียวกัน แสดงว่าก่อนหน้านั้นจำเลยก็ยังไม่พร้อมที่จะจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ทั้งยังปรากฏว่า ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2540 บ้านก็ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยต่างผ่อนปรนให้แก่กันและกัน โดยต่างมิได้ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเป็นสำคัญ ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวในข้อ 2 วรรคหนึ่ง มีข้อตกลงว่าเงินงวดสุดท้ายชำระภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 หรือเมื่อบ้านแล้วเสร็จและที่ดินได้แบ่งแยกออกโฉนดแล้ว และวรรคสาม มีข้อตกลงว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์เมื่อโจทก์ชำระเงินงวดสุดท้ายครบถ้วน และบ้านได้สร้างแล้วเสร็จและที่ดินได้แบ่งแยกออกโฉนดแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่าหากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ข้างต้น ก็เป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยตกลงที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อกันโดยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้แน่นอน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และกรณีนี้โจทก์กับจำเลยต่างสมัครใจที่จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน หากโจทก์หรือจำเลยจะให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาก็จะต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้อีกฝ่ายชำระหนี้ ตามมาตรา 387

จำเลยมีหนังสือแจ้งทวงถามให้โจทก์ชำระเงินค่างวด งวดที่ 13 ถึง 15 ภายในวันที่ 5 กันยายน 2540 และมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญา โดยไม่ปรากฏว่าขณะที่จำเลยมีหนังสือแจ้งทวงถามไปยังโจทก์นั้น จำเลยได้ก่อสร้างบ้านตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวแล้วเสร็จพร้อมที่จะชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ คือจดทะเบียนโอนบ้านพร้อมที่ดินแก่โจทก์ได้แล้ว การที่จำเลยจะเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ยอมชำระหนี้ฝ่ายตนตอบแทนแก่โจทก์นั้นหาได้ไม่ การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 387 เมื่อปรากฏว่าจำเลยขายบ้านให้บุคคลภายนอกไปแล้ว และโจทก์ก็ไม่ประสงค์จะซื้อบ้านอีกต่อไป สัญญาจึงเป็นอันเลิกกันและต่างฝ่ายต่างกลับคืนสู่ฐานะเดิมมาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 1,106,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่ได้รับไว้ ตามมาตรา 391 วรรคสอง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2541 อันเป็นวันที่จำเลยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่บุคคลภายนอก จึงให้ตามที่โจทก์ขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,394,020.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,106,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงิน 1,106,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 17 กรกฎาคม 2544) ต้องไม่เกิน 288,020.90 บาท ตามขอ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจองซื้อที่ดินแปลงหมายเลข ซี - 5 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านแบบลัดดาภรณ์ โครงการลัดดารมย์ ถนนรัตนาธิเบศร์ ของจำเลยในราคา 4,361,000 บาท ตามหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจองดังกล่าว ตกลงชำระเงินในวันทำสัญญา 261,000 บาท และผ่อนชำระค่างวดเป็นรายเดือน เดือนละ 67,800 บาท รวม 15 เดือน งวดแรกชำระวันที่ 9 มีนาคม 2538 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 9 ของเดือนจนครบ งวดสุดท้ายชำระ 3,053,000 บาท ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 หรือบ้านแล้วเสร็จและที่ดินได้แบ่งแยกออกโฉนดที่ดินแล้ว ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โครงการลัดดารมย์ โจทก์ชำระเงินในวันทำสัญญาจอง ชำระเงินในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย และชำระเงินค่างวดรวม 12 งวด แต่ไม่ได้ชำระค่างวดตรงตามสัญญา โจทก์ชำระค่างวดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ชำระเงินค่าต่อเติมบ้าน 1,400 บาท รวม 1,106,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน ส่วนค่างวดที่ 13 ถึงงวดที่ 15 โจทก์มิได้ชำระ ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2540 จำเลยมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งทวงถามให้โจทก์ชำระค่างวดที่ 13 ถึง 15 ภายในวันที่ 5 กันยายน 2540 หากไม่ชำระภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา หนังสือแจ้งทวงถามส่งไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ที่แจ้งไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย แต่ไม่มีผู้รับ ตามหนังสือแจ้งทวงถามและซองจดหมาย พร้อมใบตอบรับในประเทศ วันที่ 10 กันยายน 2540 จำเลยมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญากับโจทก์ หนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาส่งไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ แต่ไม่มีผู้รับเช่นเดิม ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาและซองจดหมาย พร้อมใบตอบรับในประเทศ ส่วนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบ้านแบบลัดดาภรณ์ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ปรากฏว่า ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2540 จำเลยยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ตามความคืบหน้าของการก่อสร้าง เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดิน เป็นโฉนดเลขที่ 207568 อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี วันที่ 28 มกราคม 2541 จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทไปจดทะเบียนขายแก่บุคคลภายนอก ตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดิน วันที่ 28 มิถุนายน 2544 โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ตามหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาและใบตอบรับในประเทศ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาทำนองว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โครงการลัดดารมย์ เป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ที่แน่นอน แต่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่างวดตรงตามกำหนด และจำเลยมีหนังสือทวงถามไปยังโจทก์แล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย ถือว่าโจทก์ผิดนัด จำเลยจึงมีอำนาจบอกเลิกสัญญาได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยมีหน้าที่ปลูกสร้างบ้านและแบ่งแยกโฉนดให้แล้วเสร็จเพื่อจดทะเบียนขายแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็มีหน้าที่ชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตอบแทนจำเลย หาใช่ว่าจำเลยจะก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จในเวลาใดตามอำเภอใจของจำเลยก็ได้ไม่ ตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวในข้อ 2 วรรคหนึ่ง โจทก์กับจำเลยตกลงกันไว้ว่า โจทก์ต้องชำระเงินในวันทำสัญญา 261,000 บาท ผ่อนชำระค่างวดรวม 15 งวด งวดละ 67,800 บาท ภายในทุกวันที่ 9 ของเดือน และชำระเงินงวดสุดท้าย 3,053,000 บาท ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 เมื่อบ้านแล้วเสร็จและที่ดินได้แบ่งแยกออกโฉนดแล้ว แสดงว่าโจทก์กับจำเลยตกลงชำระหนี้ตอบแทนซึ่งกันและภายในกำหนดเวลาแน่นอน คือภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 โดยโจทก์จะต้องผ่อนชำระเงินค่าที่ดินพร้องสิ่งปลูกสร้างตามกำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทินที่ตกลงกัน และจะต้องชำระเงินงวดสุดท้ายภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 ส่วนจำเลยก็มีหน้าที่สร้างบ้านและดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินเพื่อให้แล้วเสร็จชำระหนี้ตอบแทนโจทก์เช่นกัน แต่กรณีนี้เมื่อโจทก์ชำระค่างวดไม่ตรงตามสัญญา จำเลยก็ยอมรับชำระค่างวดแต่โดยดี แสดงว่าจำเลยยอมผ่อนปรนไม่ถือเอาประโยชน์ของเงื่อนเวลาเป็นสำคัญ ส่วนจำเลยแม้จะมีหน้าที่ก่อสร้างบ้านและแบ่งแยกออกโฉนดที่ดินเพื่อจดทะเบียนขายแก่โจทก์ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 แต่ตามสำเนาใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน จำเลยเพิ่งได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2539 ซึ่งล่วงเลยจากกำหนดเวลาจดทะเบียนโอนที่ดินเช่นเดียวกัน แสดงว่าก่อนหน้านั้นจำเลยก็ยังไม่พร้อมที่จะจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ทั้งยังปรากฏว่า ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2540 บ้านก็ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยต่างผ่อนปรนให้แก่กันและกัน โดยต่างมิได้ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวเป็นสำคัญ ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวในข้อ 2 วรรคหนึ่ง มีข้อตกลงว่าเงินงวดสุดท้ายชำระภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 หรือเมื่อบ้านแล้วเสร็จและที่ดินได้แบ่งแยกออกโฉนดแล้ว และวรรคสาม มีข้อตกลงว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์เมื่อโจทก์ชำระเงินงวดสุดท้ายครบถ้วน และบ้านได้สร้างแล้วเสร็จและที่ดินได้แบ่งแยกออกโฉนดแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่าหากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ข้างต้น ก็เป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยตกลงที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อกันโดยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้กันไว้แน่นอน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และกรณีนี้โจทก์กับจำเลยต่างสมัครใจที่จะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน หากโจทก์หรือจำเลยจะให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาก็จะต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้อีกฝ่ายชำระหนี้ ตามมาตรา 387 แต่กรณีนี้ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าจำเลยมีหนังสือตามแจ้งทวงถามให้โจทก์ชำระเงินค่างวด งวดที่ 13 ถึง 15 ภายในวันที่ 5 กันยายน 2540 และมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญา โดยไม่ปรากฏว่าขณะที่จำเลยมีหนังสือแจ้งทวงถามไปยังโจทก์นั้น จำเลยได้ก่อสร้างบ้านตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวแล้วเสร็จพร้อมที่จะชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ คือจดทะเบียนโอนบ้านพร้อมที่ดินแก่โจทก์ได้แล้ว การที่จำเลยจะเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ยอมชำระหนี้ฝ่ายตนตอบแทนแก่โจทก์นั้นหาได้ไม่ การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 387 เมื่อปรากฏว่าจำเลยขายบ้านให้บุคคลภายนอกไปแล้ว และโจทก์ก็ไม่ประสงค์จะซื้อบ้านอีกต่อไป สัญญาจึงเป็นอันเลิกกันและต่างฝ่ายต่างกลับคืนสู่ฐานะเดิมมาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 1,106,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เวลาที่ได้รับไว้ ตามมาตรา 391 วรรคสอง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2541 อันเป็นวันที่จำเลยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่บุคคลภายนอก จึงให้ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 224 ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวดาริกา เกตุสวัสดิ์
จำเลย — บริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14780/2558
#634862
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ตลอดเวลาที่จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในรถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่เป็นการอ้างสัญญาเช่าซื้อเป็นหลักแห่งข้อหา และเป็นการสืบสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อจากเจ้าหนี้เดิมผ่านเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ การเรียกทรัพย์คืนและเรียกค่าเสียหายเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นการใช้สิทธิแห่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะติดตามเอาทรัพย์สินจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 นั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิติดตามเอารถยนต์คืนจากจำเลยทั้งสองได้อันเป็นการใช้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดวันที่ 23 มีนาคม 2534 และตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 11 ระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดสองงวดติดต่อกัน สัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกัน โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยอ้างสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 31,504 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 31,553.95 แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2534 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ทนายโจทก์แถลงว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2534 จริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องอนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ตลอดเวลาที่จำเลยทั้งสองยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในรถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่เป็นการอ้างสัญญาเช่าซื้อเป็นหลักแห่งข้อหา และเป็นการสืบสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อจากเจ้าหนี้เดิมผ่านเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ การเรียกทรัพย์คืนและเรียกค่าเสียหายเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่าการที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นการใช้สิทธิแห่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะติดตามเอาทรัพย์สินจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิติดตามเอารถยนต์คืนจากจำเลยทั้งสองได้อันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดวันที่ 23 มีนาคม 2534 และตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 11 ระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดสองงวดติดต่อกัน สัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกัน โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยอ้างสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสำนักงานกฎหมายไชยธรรม จำกัด
จำเลย — นายปุณสมิทธิ์หรือปุนสมิทธิ์ วัลลิกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14779/2558
#592013
เปิดฉบับเต็ม

วัดโจทก์เป็นวัดที่สร้างในปี 2478 แต่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วัดโจทก์จึงมีสถานะเป็นวัดประเภท "ที่สำนักสงฆ์" ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มาตรา 5 ที่บังคับใช้ในขณะนั้น และได้สร้างวัดขึ้นถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประการ โดยนายอำเภอและเจ้าคณะแขวงเห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อแล้ว ให้เจ้าคณะแขวงมีอำนาจทำหนังสืออนุญาตให้สร้างที่สำนักสงฆ์ และให้นายอำเภอประทับตรากำกับในหนังสือนั้น และเจ้าของที่ดินนั้นจะต้องจัดการโอนโฉนดเนื้อที่วัดถวายแก่สงฆ์ตามกฎหมายก่อน จึงจะสร้างที่สำนักสงฆ์ได้ ดังนั้น การสร้างที่สำนักสงฆ์ตามกฎหมายดังกล่าวย่อมมีหลักฐานเป็นหนังสือที่สามารถตรวจสอบได้คือ จดหมายของผู้ประสงค์จะสร้างที่สำนักสงฆ์ถึงนายอำเภอ 1 ฉบับ หนังสือของเจ้าคณะแขวงอนุญาตให้สร้างที่สำนักสงฆ์ซึ่งนายอำเภอประทับตรากำกับ 1 ฉบับ และโฉนดที่ดินซึ่งเจ้าของที่ดินจดทะเบียนโอนให้เป็นที่วัดแล้ว เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ ควรจะมีการเก็บรักษาหรือบันทึกไว้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโฉนดที่ดินที่มีผู้อุทิศให้สร้างวัดนั้นย่อมเป็นหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายว่ามีการสร้างวัดหรือที่สำนักสงฆ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่โจทก์ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับการสร้างที่สำนักสงฆ์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นจากอำเภอ เจ้าคณะแขวงหรือโฉนดที่ดินมาแสดง ดังนั้น โจทก์จึงไม่ใช่วัดตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาท ในส่วนกรอบสีแดง (ที่ถูกที่ดินพิพาทคือส่วนกรอบสีเขียว) กับให้จำเลยและบริวารรื้อถอนพืชที่จำเลยและบริวารปลูกในที่ดินออกให้หมด หากไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้ส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยและบริวารไม่ส่งมอบให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นเครื่องแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลยางราก อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ที่พิพาทตามแผนที่พิพาท ในกรอบพื้นที่สีเขียว ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนพืชที่ปลูกในที่ดินพิพาทออกไปและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นวัดโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 2 และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาและยกเลิกบรรดากฎหมาย กฎและข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ การที่โจทก์อ้างว่า วัดโจทก์เป็นวัดที่สร้างในปี 2478 แต่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวัดโจทก์จึงมีสถานะเป็นวัดประเภท "ที่สำนักสงฆ์" ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มาตรา 5 ที่บังคับใช้ในขณะนั้น และได้สร้างวัดขึ้นถูกต้องตามมาตรา 9 ข้อ 1 ถึงข้อ 3 ที่บัญญัติให้บุคคลใดที่ประสงค์สร้างที่สำนักสงฆ์ขึ้นใหม่ในที่แห่งใดให้ผู้นั้นมีจดหมายแจ้งความต่อนายอำเภอผู้ปกครองท้องที่แห่งนั้น ให้นายอำเภอปรึกษาด้วยเจ้าคณะแขวงตรวจและพิเคราะห์ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประการก่อนว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้านายอำเภอและเจ้าคณะแขวงเห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ครบทั้ง 5 ข้อแล้ว ให้เจ้าคณะแขวงมีอำนาจทำหนังสืออนุญาตให้สร้างที่สำนักสงฆ์ และให้นายอำเภอประทับตรากำกับในหนังสือนั้น และเจ้าของที่ดินนั้นจะต้องจัดการโอนโฉนดเนื้อที่วัดถวายแก่สงฆ์ตามกฎหมายก่อน จึงจะสร้างที่สำนักสงฆ์ได้ ดังนั้น การสร้างที่สำนักสงฆ์ตามกฎหมายดังกล่าวย่อมมีหลักฐานเป็นหนังสือที่สามารถตรวจสอบได้คือ จดหมายของผู้ประสงค์จะสร้างที่สำนักสงฆ์ถึงนายอำเภอ 1 ฉบับ หนังสือของเจ้าคณะแขวงอนุญาตให้สร้างที่สำนักสงฆ์ซึ่งนายอำเภอประทับตรากำกับ 1 ฉบับ และโฉนดที่ดินซึ่งเจ้าของที่ดินจดทะเบียนโอนให้เป็นที่วัดแล้ว เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ ควรจะมีการเก็บรักษาหรือบันทึกไว้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโฉนดที่ดินที่มีผู้อุทิศให้สร้างวัดนั้นย่อมเป็นหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายว่ามีการสร้างวัดหรือที่สำนักสงฆ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าเจ้าของที่ดินนั้นจะต้องจัดการโอนโฉนดเนื้อที่วัดถวายแก่สงฆ์ตามกฎหมายก่อน ไม่ใช่ที่ดินซึ่งมีเอกสิทธิในที่ดินประเภทอื่น นอกจากนั้นหากวัดโจทก์เป็นวัดร้างตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มาตรา 8 บัญญัติให้เจ้าพนักงานฝ่ายพระราชอาณาจักรเป็นผู้ปกครองรักษาวัดนั้น ทั้งที่ธรณีสงฆ์ซึ่งขึ้นวัดนั้นด้วย ซึ่งตามมาตรา 40 เป็นหน้าที่ของเจ้ากระทรวงธรรมการ และ เจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่ ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามกฎหมายที่บัญญัติขึ้นภายหลัง และต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องวัดร้างไว้เป็นการเฉพาะคือมาตรา 32 ทวิ โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 อันเป็นการแสดงว่า หากวัดโจทก์สร้างขึ้นเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้ภายหลังจะตกเป็นวัดร้าง ทางราชการก็จะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบตลอดเวลา แต่โจทก์ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับการสร้างที่สำนักสงฆ์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นจากอำเภอ เจ้าคณะแขวงหรือโฉนดที่ดินมาแสดง เมื่อหน่วยราชการต่างๆ กล่าวถึงสถานที่ซึ่งพระภิกษุพำนักอยู่ในสถานที่เดียวกับที่โจทก์อ้างว่าเป็นที่ตั้งวัดโจทก์ก็ไม่มีหน่วยงานใดระบุชื่อว่า เป็นวัดพืชมงคลวรญาณ ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซึ่งมีพระครูพิพิธอุดมคุณ เจ้าคณะตำบลยางราก ที่แสดงว่าเป็นเรื่องที่ออกจากสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ หน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ก็ไม่ได้แสดงว่ามีวัดโจทก์อยู่ในความดูแลรับผิดชอบแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีพระครูสุวัฒน์จันทโชติรับรองว่าโจทก์เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายสร้างขึ้นเมื่อปี 2478 แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของพระครูสุวัฒน์จันทโชติตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เป็นการออกคำรับรองโดยอาศัยคำรับรองของเจ้าคณะอำเภอโคกเจริญ ตลอดจนข้อมูลจากรักษาการเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีรูปก่อน การที่พระครูสุวัฒน์จันทโชติรับรองด้วยข้อความดังกล่าวก็คงจะใช้ข้อมูลตามที่ปรากฏในทะเบียนรายชื่อวัดในเขตอำเภอโคกเจริญ ซึ่งเป็นสำเนาเอกสารที่แสดงว่าพระครูพิพิธอุดมคุณ เจ้าคณะอำเภอโคกเจริญได้พิมพ์ลายนิ้วมือขวารับรองไว้ ก็ปรากฏว่าคำรับรองขัดกับข้อความที่พระครูพิพิธอุดมคุณในขณะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลยางรากได้แสดงฐานะของโจทก์ไว้ใน รวมทั้งได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวแทนที่จะพิมพ์ลายนิ้วมือขวา มีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับการเป็นวัดโดยชอบด้วยกฎหมายจึงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของพระบุญและพระครูสุวัฒน์จันทโชติ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของจำเลย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาฟังได้ว่า วัดโจทก์คือที่พักสงฆ์แห่งที่สอง พระเจริญเป็นผู้ก่อตั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติเมื่อประมาณปี 2517 และพระจำรูญส่งพระภิกษุวัดถ้ำกระบอกมาช่วยสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ในที่ดินจนมีสภาพเป็นวัดโจทก์ โดยไม่ได้ความว่ามีการสร้างและตั้งวัดตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในมาตรา 6 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ดังนั้น โจทก์จึงไม่ใช่วัดตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดพืชมงคลวรญาณ
จำเลย — นายสุภัทร ราศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นายนิวัฒน์ สมพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14778/2558
#595615
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดไว้กับธนาคารและระบุเงื่อนไขการสั่งจ่ายเช็คว่า ว. กรรมการของจำเลยจะลงลายมือชื่อในเช็คและประทับตราสำคัญของจำเลย ซึ่งตรงกับการกระทำของผู้แทนนิติบุคคลที่จะผูกพันจำเลยได้จะต้องลงลายมือชื่อ ว. กรรมการกับประทับตราสำคัญตามหนังสือรับรองบริษัท แต่ ว. ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทโดยไม่ประทับตราสำคัญ เมื่อเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของจำเลยและด้านหน้าก็พิมพ์ชื่อจำเลยไว้ บุคคลที่รับเช็คย่อมเข้าใจว่าเป็นเช็คของจำเลย การที่ ว. กรรมการจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท ถือได้ว่าจำเลยเชิด ว. แสดงออกเป็นตัวแทนของตน จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า ว. สั่งจ่ายเช็คพิพาทในนามของตนเอง จึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 630,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤศจิกายน 2556) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เดิมโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเดอะฮาร์เบอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายวรเดช เป็นกรรมการ มีอำนาจกระทำการแทนโดยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลย ก่อนมีข้อพิพาทกัน จำเลยเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าโครงการเดอะฮาร์เบอร์ จากบริษัทเดอะฮาร์เบอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจร้านนมบุรี นายวรเดชลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัล แอร์พอร์ต เชียงใหม่ รวม 10 ฉบับ ฉบับละ 105,000 บาท ลงวันที่ 15 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤศจิกายน 2556 รวมเป็นเงิน 1,050,000 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คสองฉบับแรกได้ แต่เรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทตามภาพถ่ายรวม 6 ฉบับไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งว่า เช็คพิพาทมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินหรือเป็นเพียงประกันการก่อสร้าง จำเลยจึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามคำให้การ เมื่อจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้ง จึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยให้ในชั้นฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาทหรือไม่ โจทก์มีนางสาวสุนันทา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ซึ่งเป็นเลขานุการส่วนตัวของโจทก์และเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเดอะฮาร์เบอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ที่โจทก์เป็นกรรมการอยู่ เบิกความว่าประมาณเดือนมกราคม 2556 นายวรเดช กรรมการของจำเลยมากู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท จากโจทก์ไปลงทุนทำร้านอาหารของจำเลยในโครงการเดอะฮาร์เบอร์ ตกลงให้ดอกเบี้ยเดือนละ 5,000 บาท โจทก์มอบเงินสดและสั่งจ่ายเช็คให้นายวรเดชรับไปแล้วจำเลยจะผ่อนชำระ 10 เดือน เดือนละ 105,000 บาท เริ่มเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เป็นต้นไป โดยจำเลยสั่งจ่ายเช็ครวม 10 ฉบับ ซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาท เห็นว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าเช็คพิพาทเป็นเอกสารปลอม ส่วนที่จำเลยให้การว่ามูลหนี้ตามเช็คทำนองว่าไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ โจทก์ว่าจ้างนายวรเดชในนามส่วนตัวให้ก่อสร้างอาคารในโครงการเดอะฮาร์เบอร์ โดยโจทก์จ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้นายวรเดช แต่เนื่องจากไม่มีการทำสัญญาจ้างกัน โจทก์จึงให้นายวรเดชสั่งจ่ายเช็คพิพาทและฉบับอื่นรวม 10 ฉบับ ประกันเงินค่าจ้างที่รับไปและประกันการก่อสร้างได้จะแล้วเสร็จ เมื่องานเสร็จเรียบร้อย โจทก์ไม่อาจนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน จะต้องคืนเช็คให้นายวรเดชนั้นก็รับฟังไม่ได้ เพราะขัดแย้งกับที่จำเลยให้การในข้อ 2.1 ว่า นายวรเดชกู้ยืมเงินจากโจทก์และสั่งจ่ายเช็คพิพาทและเช็คฉบับอื่นรวม 10 ฉบับ ให้โจทก์ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้มาเบิกความเป็นพยาน มีแต่นางสาวสุนันทาซึ่งเป็นพยานบอกเล่าก็มีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายวรเดชสั่งจ่ายเช็ค 10 ฉบับ ซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาทให้โจทก์ เพื่อชำระหนี้เงินที่กู้ยืมไปลงทุนทำร้านอาหารจริง ได้ความว่าจำเลยเปิดบัญชีเดินสะพัดไว้กับธนาคารและระบุเงื่อนไขการสั่งจ่ายเช็คตามแบบคำขอเปิดบัญชีและตัวอย่างลายมือชื่อว่า นายวรเดชกรรมการของจำเลยจะลงลายมือชื่อในเช็คและประทับตราสำคัญของจำเลย ซึ่งตรงกับการกระทำของผู้แทนนิติบุคคลที่จะผูกพันจำเลยได้จะต้องลงลายมือชื่อนายวรเดชกรรมการกับประทับตราสำคัญ แต่นายวรเดชลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทโดยไม่ประทับตราสำคัญ เมื่อเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของจำเลยและด้านหน้าเช็คก็พิมพ์ชื่อจำเลยไว้ บุคคลที่รับเช็คย่อมเข้าใจว่าเป็นเช็คของจำเลย การที่นายวรเดชกรรมการของจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท ถือได้ว่าจำเลยเชิดนายวรเดชแสดงออกเป็นตัวแทนของตน จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า นายวรเดชสั่งจ่ายเช็คพิพาทในนามของตนเอง จึงรับฟังไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้น 5,000 บาท แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 13,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณกรณ์ กรณ์หิรัญ
จำเลย — บริษัทไฮบริด โกลด์ อินเตอร์แอดวานซ์กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนวกฤด จงชาณสิทโธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14777/2558
#595614
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมระบุยกทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ตายให้แก่บุตรทั้งสาม คือ เด็กหญิง บ. เด็กชาย ฉ. และเด็กหญิง ก. ดังนั้นแม้จะฟังว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้วอันถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 ซึ่งมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามมาตรา 1629 (1) ก็ตาม ผู้คัดค้านก็ถูกตัดมิให้รับมรดก ตามมาตรา 1608 วรรคสอง ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอันจะมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านและร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ตามมาตรา 1713 และ 1727 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งนายฐิตพัฒน์ เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ตายกับนางผ่องพรรณไม่เคยอยู่กินฉันสามีภริยากันผู้คัดค้านไม่ใช่บุตรของผู้ตาย และไม่ปรากฏว่าผู้ตายรับรองว่าผู้คัดค้านเป็นบุตร ในวันที่ทำพินัยกรรม ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ รู้ตัวดี สามารถทำพินัยกรรมได้ พินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่บุตรทั้งสามคนของผู้ตายกับผู้ร้อง ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้ร้องมิได้ปกปิดทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้ร้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกของผู้ตายอย่างสมควรแล้ว นายฐิตพัฒน์ ไม่เหมาะสมและไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งผู้ร้องกับนายฐิตพัฒน์หรือประสงค์ ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า ผู้ร้องและนายเล็ก ผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสเมื่อเดือนสิงหาคม 2530 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือนางสาวบงกช เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2531 นายฉัตรปวุฒิ และนางสาวกนกพรรณ เกิดเมื่อปี 2535 ผู้คัดค้านเป็นบุตรของนางผ่องพรรณ ตามหลักฐานการตรวจดี เอ็น เอ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 และสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ ผู้คัดค้านเกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2529 โดยมีผู้แจ้งการเกิดว่าชื่อเด็กชาย ช. เป็นบุตรของนายประสงค์ และนางวารี ตามสำเนาสูติบัตร ต่อมาผู้คัดค้านเปลี่ยนชื่อเป็นพลภัค ตามสำเนาหนังสือเปลี่ยนชื่อตัว ส่วนนายประสงค์เปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลเป็นนายฐิตพัฒน์ ตามสำเนาหนังสือเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุล ภายหลังจึงมีการแก้ไขว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของนางผ่องพรรณ ขณะผู้ตายอยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ร้องนั้น ผู้ตายประกอบอาชีพค้าขายยางรถยนต์ ตั้งบริษัทธนายางพาณิชย์ จำกัด ผู้ตายเริ่มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 หรือ 27 กุมภาพันธ์ 2546 จนกระทั่งวันที่ 6 มีนาคม 2546 จึงออกจากโรงพยาบาล ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2546 ได้กลับเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์อีกครั้งจนกระทั่งวันที่ 26 มีนาคม 2546 มีอาการทรุดหนัก จึงนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ทำการผ่าตัดผู้ตายทันที ผู้ตายพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพจนกระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2546 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามสำเนามรณบัตร ผู้ตายมีทรัพย์มรดก เช่น ที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน หุ้นในบริษัทธนายางพาณิชย์ จำกัด ตามสำเนารายชื่อผู้ถือหุ้น เงินฝากในธนาคาร ตามสำเนาสมุดเงินฝาก และกองทุนในธนาคารตามสำเนา สมุดกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ ตามพินัยกรรมหรือสำเนาพินัยกรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า พินัยกรรมปลอมหรือมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้หรือไม่ จากคำเบิกความของนายแพทย์สุรัตน์และผู้คัดค้านบ่งชี้ว่าในวันที่ระบุในพินัยกรรมคือวันที่ 13 มีนาคม 2546 ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถพูดคุยได้จึงสอดคล้องและเจือสมกับคำเบิกความของนายวิศิษฎ์และผู้ร้องที่เบิกความว่า มีการสอบถามผู้ตายว่าจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้แก่ผู้ใด ทำให้คำเบิกความของนายวิศิษฎ์และผู้ร้องมีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้นสำหรับนายแพทย์บรรยง ที่ผู้คัดค้านอ้างนั้นก็เป็นแพทย์ที่ตรวจผู้ตายขณะส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพจึงไม่ทราบอาการของผู้ตายขณะรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรม และทำในขณะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ดังนั้น พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ฎีกาของผู้คัดค้านประการนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อพินัยกรรมระบุยกทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ตายให้แก่บุตรทั้งสามของผู้ตายคือ เด็กหญิง บ. เด็กชาย ฉ และเด็กหญิง ก จึงเป็นการตัดทายาทโดยธรรมของผู้ตายถ้าหากมีโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสอง ดังนั้นแม้หากจะฟังว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้ว อันถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 1627 ซึ่งมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามมาตรา 1629 (1) ก็ตาม ผู้คัดค้านก็ถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสอง ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอันจะมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านและร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 และ 1727 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวมาแล้ว ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องที่ว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้วหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1608 วรรคสอง ม. 1713 ม. 1727 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ส.
ผู้คัดค้าน — พ. โดย ผ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเรวัต เฉลียวศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
อธิป จิตต์สำเริง
ฉันทวัธน์ วรทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14768/2558
#636261
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นริบรถจักรยานยนต์ของกลางตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้ในการเดินทางนำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายให้แก่สายลับและเจ้าพนักงานซึ่งอำพรางตัวเข้าล่อซื้อการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า" ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อผู้ร้องฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100/2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 138 วรรคสอง ริบเมทแอมเฟตามีน กระเป๋าสะพายและรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขลก สกลนคร 580 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นริบรถจักรยานยนต์ของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้ในการเดินทางนำเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายให้แก่สายลับและเจ้าพนักงานซึ่งอำพรางตัวเข้าล่อซื้อ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อผู้ร้องฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
ผู้ร้อง — นางธัญญรัตน์ อาจแก้ว
จำเลย — นายตรีชัยหรือหนุ่ม จำรักษา
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14767/2558
#590211
เปิดฉบับเต็ม

ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ตรวจสอบกรณีท้ายอุทธรณ์ของจำเลยผู้พิมพ์หรือผู้เขียนไม่ได้ลงลายมือชื่อ เจ้าพนักงานศาลต้องรายงานต่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อตรวจสอบและมีคำสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสอง และมาตรา 158 (7) ต่อไป แต่เจ้าพนักงานศาลกลับจัดทำหมายแจ้งถึง ช. ทนายจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนมาเพื่อให้ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รับหมายนี้ เสนอผู้พิพากษาศาลชั้นต้น โดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว กรณีเช่นนี้จะถือว่าศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 แล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการแก้ไข ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เช่นนี้ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 เพราะยังมิได้ล่วงเลยเวลาที่ควรปฏิบัติแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557 จำเลยยื่นอุทธรณ์ โดยไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ในท้ายอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ตรวจสอบกรณีท้ายอุทธรณ์ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนไม่ได้ลงลายมือชื่อ ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งานอุทธรณ์ฎีกา ตรวจสอบและส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่อไป ต่อมาศาลชั้นต้นมีหมายแจ้งถึงนายไชยณรงค์ ทนายจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนมาเพื่อให้ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รับหมายนี้ นายไชยณรงค์ได้รับหมายแจ้งดังกล่าวแล้วทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับให้จดเหตุผลไว้ในคำสั่งของศาลนั้นโดยชัดเจน และมาตรา 158 (7) บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง เมื่อปรากฏว่าผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ตรวจสอบกรณีท้ายอุทธรณ์ของจำเลยผู้พิมพ์หรือผู้เขียนไม่ได้ลงลายมือชื่อ เจ้าพนักงานศาลต้องรายงานต่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อตรวจสอบและมีคำสั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นต่อไป แต่เจ้าพนักงานศาลกลับจัดทำหมายแจ้งถึงนายไชยณรงค์ ทนายจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ส่งสำนวนคืนมาเพื่อให้ผู้พิมพ์หรือผู้เขียนลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รับหมายนี้ เสนอผู้พิพากษาศาลชั้นต้น โดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าว เมื่อเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องตรวจอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าว กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา จะถือว่าศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยผู้ยื่นฟ้องอุทธรณ์แก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 แล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการแก้ไข ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ได้ เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะต้องสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามที่กล่าวข้างต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ดำเนินการดังกล่าว แต่พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เช่นนี้ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 เพราะยังมิได้ล่วงเลยเวลาที่ควรปฏิบัติแต่อย่างใด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีก

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและดำเนินการให้ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ลงลายมือชื่อในท้ายอุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 ม. 198 วรรคสอง ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย — นายพงษ์ศทร เทินสระเกษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางสาวปณตพร ชโลธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14756/2558
#590029
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าจะสั่งรับหรือไม่รับฎีกาของจำเลยนั้นเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 223 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งฎีกาของจำเลยให้ศาลฎีกาสั่งจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยไปเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะยื่นฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้รับฎีกาไว้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง กับเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง), 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาฎีกา โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา จึงให้ส่งฎีกานี้ให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่ง เห็นว่า การพิจารณาว่าจะสั่งรับหรือไม่รับฎีกาของจำเลยนั้นเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งฎีกาของจำเลยให้ศาลฎีกาสั่งจึงเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยไปเลย โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะยื่นฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้รับฎีกาไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 223
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายประพันธ์อนุรักษ์หรือหนุ่ม ตูมนอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายภูมินทร์ เมธาจิตติพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา