คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15031/2558
#596497
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ได้รับมอบหมายให้เข้าไปดำเนินการปลดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติซึ่งต้องมีการปฏิบัติงานภายในห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลย การที่โจทก์ใช้กุญแจอาคารเปิดเข้าห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยเพื่อปฏิบัติงานตามคำสั่งนั้น หน้าที่ของโจทก์นอกจากดำเนินการปลดธงลงแล้วโจทก์ยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เกิดความเรียบร้อยและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถานที่ที่โจทก์เข้าไปดำเนินงานด้วย เมื่อสถานที่ดังกล่าวเป็นห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าภายในห้องดังกล่าวอาจมีทรัพย์สินมีค่า หรือเอกสารสำคัญ โจทก์ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่สถานที่นั้นเป็นอย่างดี เมื่อโจทก์มิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลทำให้พระทองคำ ฮก ลก ซิ่ว ซึ่งมีมูลค่าถึง 75,000 บาท ที่อยู่ในห้องดังกล่าวสูญหายไป จึงเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างก่อนครบระยะเวลาตามสัญญาจ้างแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 21,017 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโจทก์ก่อนกำหนดระยะเวลา 22,278 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง และค่าชดเชย 37,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงาน ตำแหน่งพนักงานบำรุงรักษาอาคาร (Technician O & M) ส่วนงานบริหารและบำรุงรักษาระบบของอาคารตามสัญญาจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,610 บาท มีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน โจทก์มีหน้าที่ตามเอกสารกำหนดหน้าที่ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 นางนฤมล ผู้จัดการอาคาร ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์มีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติงานเก็บธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ซึ่งติดไว้บริเวณหน้าอาคารของจำเลย พร้อมขอให้พนักงานรักษาความปลอดภัยมาช่วยงานโจทก์ปรากฏตามสำเนาจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และภาพถ่ายอาคาร หลังจากโจทก์เข้าทำงานตามคำสั่งนางนฤมลแล้ว พระทองคำ ฮก ลก ซิ่ว ซึ่งตั้งอยู่ในห้องของประธานกรรมการบริหารของจำเลยสูญหายไป จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลโคกคราม จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไว้ คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าโจทก์กระทำความผิด จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 8 กันยายน 2551 แล้ววินิจฉัยว่า แม้ตามคำสั่งให้ปฏิบัติงานจะปรากฏเพียงว่าจำเลยสั่งให้โจทก์จัดเก็บธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติโดยมิได้มีข้อความชัดแจ้งว่าได้มอบหมายให้โจทก์ดูแลรักษาความปลอดภัยของสถานที่ในวันเกิดเหตุ และตามเอกสารกำหนดหน้าที่ก็มิได้ปรากฏหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของจำเลยด้วยก็ตาม แต่เมื่อกุญแจอาคารของจำเลยที่อยู่ภายใต้การดูแลของช่างซ่อมบำรุงอาคารเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นบุคคลที่อยู่ในวิสัยที่ต้องรับผิดชอบดูแลกุญแจอาคารดังกล่าว จึงต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นในการดูแลรักษาความเรียบร้อยของสถานที่ การที่โจทก์ใช้กุญแจอาคารเปิดเข้าห้องที่พิพาทเพื่อไปปลดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติตามคำสั่ง จึงก่อให้เกิดภาระแก่โจทก์ในการดูแลความเรียบร้อยและป้องกันทรัพย์สินของห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยแล้ว เมื่อปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์ได้ปฏิบัติงานตามคำสั่งในวันที่ 18 สิงหาคม 2551 พระทองคำ ฮก ลก ซิ่ว ของจำเลยได้สูญหายไปจากห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลย จึงเป็นความประมาทของโจทก์ที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอันควร พระทองคำดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 75,000 บาท การกระทำโดยประมาทของโจทก์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชย ตลอดจนเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาโดยชอบที่ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายใด ๆ ให้แก่โจทก์อีก โจทก์อุทธรณ์ว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ดำเนินการปลดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรตินั้น โจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเอาใจใส่ในงานดังกล่าว และปิดล็อกประตูห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยแล้ว และพระทองคำอาจสูญหายไปก่อนหน้าวันที่โจทก์ปฏิบัติงานก็เป็นไปได้ ทั้งกุญแจที่เข้าห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยก็มีอยู่ประมาณ 3 ถึง 4 ชุด ในวันที่ 18 สิงหาคม 2551 โจทก์ต้องช่วยเหลือและทำงานร่วมกับบุคคลอื่นไม่อาจอยู่ประจำเพื่อเฝ้ารักษาทรัพย์สินได้ โจทก์จึงใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว นั้น เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า พระทองคำ ฮก ลก ซิ่ว สูญหายไปในวันที่ 18 สิงหาคม 2551 หลังจากโจทก์ดำเนินการปลดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางและในบางส่วนเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้าง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของโจทก์เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ได้รับมอบหมายให้เข้าไปดำเนินการปลดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติซึ่งต้องมีการปฏิบัติงานภายในห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยนั้น หน้าที่ของโจทก์นอกจากดำเนินการปลดธงลงแล้ว โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เกิดความเรียบร้อยและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถานที่ที่โจทก์เข้าไปดำเนินงานด้วย เมื่อสถานที่ที่โจทก์เข้าไปดำเนินงานปลดธงเป็นห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าภายในห้องดังกล่าวอาจมีทรัพย์สินมีค่า หรือเอกสารสำคัญจำนวนมากเก็บอยู่ โจทก์ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่สถานที่นั้นเป็นอย่างดี เมื่อโจทก์มิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยจนกระทั่งส่งผลให้พระทองคำ ฮก ลก ซิ่ว ในห้องดังกล่าวสูญหายไปหลังจากที่โจทก์เข้าไปดำเนินการปลดธงในห้องนั้น โจทก์จึงมิได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ที่โจทก์จะต้องมีตามสมควร เมื่อทรัพย์สินที่สูญหายเป็นพระทองคำฮก ลก ซิ่ว ซึ่งมีมูลค่าถึง 75,000 บาท การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ค่าชดเชย และไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสนธยา แสงวัฒนา
บริษัททีมคอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง
จำเลย — แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15025/2558
#596139
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ร่วมกับบริษัท ว. ตัวการซึ่งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการทำสัญญาจ้างกับโจทก์ การที่จำเลยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างดังกล่าวกับนายจ้างผู้เป็นตัวการโดยจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างด้วยตนเองแทนนายจ้างผู้เป็นตัวการ ก็เห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์จะหลีกเลี่ยงวิธีปฏิบัติตามขั้นตอนของผู้จัดหางานที่จะต้องตรวจสอบและลงนามในสัญญาจ้างดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาจ้างแทนนายจ้างผู้เป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาจ้างแต่โดยลำพังแม้ชื่อของตัวการจะได้เปิดเผยแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824

จำเลยกำหนดให้โจทก์เดินทางไปเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 20 เมษายน 2551 แต่จำเลยขอเลื่อนกำหนดไปในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ก่อนถึงกำหนดนัดพนักงานของจำเลยสั่งให้โจทก์เตรียมเงิน 15,000 บาท เพื่อเป็นค่าบริการแก่จำเลย โจทก์แจ้งว่าจะจ่ายให้หลังจากไปทำงานและได้รับเงินเดือนแล้ว วันที่ 2 พฤษภาคม 2551 โจทก์ยังไปที่บริษัทจำเลยและตรวจสอบเอกสารการเดินทางและการเข้าเมือง จึงพบว่าเอกสารระบุเพศไม่ตรงกับเพศของโจทก์ โจทก์จึงเดินทางกลับบ้านมิได้เดินทางไปที่สนามบิน เห็นได้ว่าโจทก์ยินยอมเสียค่าบริการให้แก่จำเลยเพียงแต่ขอผัดใช้ให้หลังจากเดินทางไปทำงานกับนายจ้างและได้รับเงินเดือนแล้วเท่านั้น เมื่อถึงวันนัดโจทก์ก็เดินทางไปที่บริษัทจำเลยตามกำหนด แสดงว่าโจทก์มิได้ถือเอาเหตุที่จำเลยเรียกค่าบริการมาเป็นเหตุว่าจำเลยผิดสัญญาเพื่อเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง การที่ระบุเพศผิดพลาดโจทก์ก็หาได้เรียกให้จำเลยจัดการเสียให้ถูกต้องเสียก่อนซึ่งหากจำเลยมิได้ดำเนินการให้ก็จะถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญา แต่โจทก์กลับเดินทางกลับบ้าน มิได้ไปที่สนามบิน ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ที่จะไม่เดินทางไปเมืองดูไบตามสัญญาจ้างเอง ไม่ถือว่าจำเลยผิดสัญญาที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจำนวน 785,122.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีวัตถุประสงค์จัดหาคนงานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงแรงงาน ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2551 บริษัทในต่างประเทศแจ้งจำเลยว่าต้องการพนักงานฝ่ายบุคคลเพื่อไปทำงานที่บริษัทวีเอฟอาร์ จ้อยเวนเจอร์ จำกัด ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำเลยจึงประกาศรับสมัครโดยโจทก์เป็นผู้ส่งประวัติและแจ้งจำเลยว่าต้องการจะไปทำงานในต่างประเทศ หลังจากนั้นนายสุวรรณกรรมการ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยได้ทำการสัมภาษณ์โจทก์ และมีผู้จัดการของบริษัทวีเอฟอาร์ จ้อยเวนเจอร์ จำกัด ก็โทรศัพท์มาสัมภาษณ์โจทก์อีกครั้ง และตกลงว่าจ้างโจทก์พร้อมทั้งส่งสัญญาจ้างมาให้โจทก์ตรวจสอบและลงนาม สัญญาจ้างมีนายอีริคลงนามในฐานะผู้จัดการโครงการ โดยโจทก์ลงลายมือชื่อยอมรับข้อเสนอดังกล่าวนั้น จำเลยกำหนดให้โจทก์เดินทางครั้งแรกในวันที่ 20 เมษายน 2551 โจทก์จึงยื่นใบลาออกจากบริษัทซัมมิท ฮิโรทิค จำกัด ในวันที่ 18 เมษายน 2551 นายประสิทธิ์ พนักงานของจำเลยแจ้งโจทก์ขอเลื่อนการเดินทางเนื่องจากตั๋วเครื่องบินและวีซ่ายังไม่พร้อม และกำหนดเดินทางใหม่ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 แต่ก่อนถึงวันเดินทางนายประสิทธิ์สั่งให้โจทก์เตรียมเงิน 15,000 บาท ไปที่สนามบินสุวรรณภูมิด้วย โจทก์ไม่เคยตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายและค่าบริการใด ๆ จึงแจ้งว่าจะจ่ายให้จำเลยเมื่อไปทำงานและได้รับเงินเดือนแล้ว ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 โจทก์ไปที่บริษัทจำเลยเพื่อตรวจสอบเอกสารการเดินทางซึ่งปรากฏว่าเอกสารเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมืองระบุเพศโจทก์ว่าเป็นเพศชาย โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องและจะมีปัญหาในการเดินทาง โจทก์จึงเดินทางกลับบ้านโดยมิได้ไปที่สนามบินตามที่จำเลยนัดหมาย แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาจ้างเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับบริษัทวีเอฟอาร์ จ้อยเวนเจอร์ จำกัด นายจ้างซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ มีนายอีริค เป็นผู้ลงนามในสัญญา ดังนี้เมื่อนายประสิทธิ์ลูกจ้างจำเลย และนายสุวรรณกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างดังกล่าว กรณีจึงยังไม่เข้าลักษณะเป็นตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 824 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจ้าง

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญาจ้างแรงงานไม่จำเป็นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร พฤติกรรมที่จำเลยเป็นผู้ติดต่อ รับสมัครงาน ตรวจสอบข้อมูล เผยแพร่ข่าวสารรับสมัคร สัมภาษณ์โจทก์ และรับสัญญาจ้างจากตัวการในต่างประเทศมาให้โจทก์ตรวจสอบและลงชื่อ ถือเป็นการทำสัญญาร่วมกับตัวการในต่างประเทศกับโจทก์แล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์นั้น พิเคราะห์แล้ว พฤติการณ์ของจำเลยตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงดังที่โจทก์อ้างมานั้น เห็นได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับบริษัทวีเอฟอาร์ จ้อยเวนเจอร์ จำกัด ตัวการซึ่งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการทำสัญญาจ้างกับโจทก์ การที่จำเลยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างดังกล่าวกับนายจ้างผู้เป็นตัวการโดยจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างด้วยตนเองแทนนายจ้างผู้เป็นตัวการนั้น ก็เห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์จะหลีกเลี่ยงวิธีปฏิบัติตามขั้นตอนของผู้จัดหางานที่จะต้องตรวจสอบและลงนามในสัญญาจ้างดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 นั่นเอง กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาจ้างแทนนายจ้างผู้เป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาจ้างแต่ลำพังตนเองแม้ชื่อของตัวการจะได้เปิดเผยแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจ้าง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ในปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยผิดสัญญาจ้าง และต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ศาลแรงงานกลางจะมิได้วินิจฉัยปัญหานี้มาก็ตาม แต่ก็ได้รับฟังข้อเท็จจริงมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหานี้ได้ จึงเห็นสมควรที่จะวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า ภายหลังจากโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างแล้ว จำเลยกำหนดให้โจทก์เดินทางไปเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันที่ 20 เมษายน 2551 ก่อนถึงวันนัดนายประสิทธิ์พนักงานของจำเลยแจ้งโจทก์ว่าไม่สามารถให้โจทก์เดินทางไปเมืองดูไบตามกำหนดนัดได้เนื่องจากตั๋วเครื่องบินและวีซ่ายังไม่เรียบร้อยต้องเลื่อนการเดินทางไปในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 เมื่อถึงวันดังกล่าวโจทก์ไปที่บริษัทจำเลยเพื่อตรวจสอบเอกสารการเดินทางปรากฏว่าเอกสารเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมืองระบุเพศโจทก์เป็นเพศชาย โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง จะมีปัญหาไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ โจทก์จึงกลับบ้านมิได้เดินทางไปที่สนามบิน เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างโดยเรียกร้องเงินจำนวน 15,000 บาท จากโจทก์เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หากโจทก์ไม่จ่ายก็จะไม่ได้เดินทางไปทำงานที่ประเทศดังกล่าว โจทก์จึงถือว่าจำเลยผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า เดิมจำเลยให้โจทก์เดินทางไปเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันที่ 20 เมษายน 2551 แต่จำเลยขอเลื่อนกำหนดไปในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ก่อนถึงกำหนดนัดนายประสิทธิ์สั่งให้โจทก์เตรียมเงินจำนวน 15,000 บาท เพื่อเป็นค่าบริการแก่จำเลย โจทก์เห็นว่าไม่เคยตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงแจ้งให้นายประสิทธิ์ทราบว่าเงินส่วนนี้จะให้จำเลยหลังจากไปทำงานและได้รับเงินเดือนแล้ว ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 โจทก์ก็ยังไปที่บริษัทจำเลยและตรวจสอบเอกสารการเดินทางและการเข้าเมือง จึงพบว่าเอกสารดังกล่าวระบุเพศโจทก์เป็นเพศชายไม่ตรงกับเพศของโจทก์ ซึ่งอาจจะมีปัญหาในการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ โจทก์จึงกลับบ้าน มิได้เดินทางไปที่สนามบิน จะเห็นได้ว่าโจทก์ยินยอมเสียค่าบริการให้จำเลยตามที่นายประสิทธิ์แจ้งโจทก์แล้ว เพียงแต่ขอผัดใช้ให้หลังจากเดินทางไปทำงานกับนายจ้างและได้รับเงินเดือนแล้วเท่านั้น ทั้งเมื่อถึงวันนัดเดินทางโจทก์ก็เดินทางไปที่บริษัทจำเลยตามกำหนดนัด อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้ถือเอาเหตุที่จำเลยเรียกค่าบริการที่โจทก์ไม่พึงต้องเสียมาเป็นเหตุว่าจำเลยผิดสัญญาเพื่อเรียกค่าเสียหายดังที่โจทก์ฟ้องไม่ และการที่เอกสารเกี่ยวกับการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีความผิดพลาดไม่ตรงกับเพศของโจทก์ โจทก์ก็หาได้เรียกร้องให้จำเลยจัดการเสียให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งหากจำเลยมิได้ดำเนินการให้ก็จะถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์กลับเดินทางกลับบ้าน มิได้เดินทางไปที่สนามบิน ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ที่จะไม่เดินทางไปเมืองดูไบตามสัญญาจ้าง กรณียังไม่พอฟังว่าจำเลยผิดสัญญาที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจารุวรรณ จิรเจริญ
บริษัทจัดหางานแมน-โปร เอ็นจิเนียริ่ง
จำเลย — แอนด์ คอนสทรัคชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15022/2558
#590274
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลจะมีคำสั่งรวมการพิจารณาพิพากษาคดีระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 กับโจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16 เข้าด้วยกัน ทั้งออกคำบังคับและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับเดียวกันก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์แต่ละรายเป็นสิทธิที่เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์แต่ละคน จึงเป็นสิทธิเฉพาะตัว โจทก์ทั้งหมดมิได้เป็นเจ้าหนี้ร่วมกัน การที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 ขออายัดเงินต่อสิทธิเรียกร้องจากบุคคลภายนอก และแจ้งแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีว่ายินดีรับเงินตามจำนวนที่บุคคลภายนอกแจ้งมา เป็นการบังคับคดีเฉพาะตัว เมื่อโจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16 มิได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้ของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16 จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับส่วนเฉลี่ยจากเงินจำนวนดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีและจ่ายเงินแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบหกสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16

คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดแก่โจทก์ทั้งสิบหกแต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ทั้งสิบหกขอให้ศาลแรงงานกลางตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลแรงงานกลางออกหมายบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยตามคำพิพากษา

โจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีที่ผิดระเบียบ ขอให้เพิกถอนการจ่ายเงินทั้งหมดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 คืนเงินที่ได้รับไปทั้งสิ้นให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณเฉลี่ยเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสิบหกตามอัตราส่วนที่โจทก์แต่ละคนจะพึงได้ตามคำพิพากษา หรือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขการจ่ายเงินดังกล่าวโดยเฉลี่ยเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสิบหกตามส่วน และให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 คืนเงินส่วนที่ได้รับเกินไปเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายให้โจทก์ทั้งสิบหกอย่างเท่าเทียมกันตามคำพิพากษา

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นหนังสือรายงานข้อเท็จจริงในการบังคับคดีว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 15 แถลงขออายัดเงินค้ำประกันตามสัญญาซื้อขายทุกประเภทที่จำเลยเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานต่างๆ ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2549 โจทก์ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16 แถลงขออายัดสิทธิเรียกร้องไปยังบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งอายัดไปแล้วโดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 ละที่ 16 ถือหนังสือไปยังผู้ถูกอายัดแต่ไม่ปรากฏผลการส่งหมายแจ้งการอายัด ต่อมาโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขออายัดไปยังบริษัทดังกล่าวตามสัญญาจ้างบริการเป็นเงิน 1,200,000 บาท แต่บริษัทดังกล่าวแจ้งว่ามีค่าบริการคงเหลือเพียง 614,057.48 บาท โจทก์ที่ 1 จึงขอแก้ไขการอายัดให้เหลือเพียง 614,057.48 บาท ซึ่งเป็นเงินตามที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 ขออายัด โจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิในการรับเงิน เพราะการรวมพิจารณาในคดีนี้เป็นไปเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาในชั้นศาลเท่านั้น หนี้ตามคำพิพากษามิได้เป็นหนี้ร่วม การขออายัดครั้งแรกของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 15 กระทำในฐานะส่วนตัวมิได้แสดงให้เห็นว่ากระทำการแทนโจทก์ที่เหลือ ซึ่งโจทก์ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16 ได้ขอบังคับคดีส่วนตัวเช่นกัน ในชั้นบังคับคดีโจทก์แต่ละคนจะต้องแถลงให้ชัดเจนว่าจะบังคับคดีส่วนตัวหรือแทนใคร โจทก์คนใดไม่ใช้สิทธิในการบังคับคดีถือว่ายังไม่ประสงค์จะบังคับคดี เงินที่ส่งเข้ามาจึงสามารถจ่ายได้เฉพาะโจทก์ที่ขออายัด เฉพาะส่วนของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 เท่านั้นที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีรายรับ - จ่ายเงินไปโดยผิดหลง ซึ่งจะต้องกันส่วนของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ไว้

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 ผู้คัดค้านทั้งห้ารวม 6 ครั้ง ทั้งหมดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีรายการรับและจ่ายเงินใหม่ โดยให้คำนวณจ่ายให้โจทก์ทั้งสิบหกเฉลี่ยตามส่วนที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับตามคำพิพากษา ให้ดำเนินการบังคับให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 คืนเงินในส่วนที่ได้รับเกินไปมาจ่ายให้โจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ถึงที่ 14 และที่ 16 ต่อไป

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า การจ่ายเงินของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ส่งเงินมาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีก็เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 ได้ขออายัดเงิน ต่อสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างสแกนข้อมูลเอกสารและค่าจ้างบริการที่บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ต้องชำระแก่จำเลย จำนวน 1,200,000 บาท ซึ่งต่อมาบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) แจ้งว่าจำเลยมีสิทธิเรียกร้องเพียง 614,057.48 บาท โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 แจ้งแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีว่ายินดีรับเงินจำนวนดังกล่าว ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 นั้น การอายัดเงินดังกล่าวจึงเป็นการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอายัดไว้ตามคำพิพากษาเฉพาะส่วนการบังคับตามคำพิพากษาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แม้คดีนี้ศาลแรงงานกลางจะได้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาคดีระหว่างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 กับโจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16 ทั้งศาลออกคำบังคับและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับเดียวกันก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์แต่ละรายเป็นสิทธิที่เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์แต่ละคน จึงเป็นสิทธิเฉพาะตัว โจทก์ทั้งหมดมิได้เป็นเจ้าหนี้ร่วมกัน การกระทำของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 จึงเป็นการบังคับคดีเฉพาะตัว เมื่อโจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16 มิได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้ของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16 จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับส่วนเฉลี่ยจากเงินจำนวนดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีและจ่ายเงินแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 15 นั้นจึงชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องโจทก์ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 13 และที่ 16
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรสิทธิ์ สุริยลักษณ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทอิมเมจเทคโนโลยี่ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15020/2558
#592005
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือมอบอำนาจไม่ได้เขียนชัดแจ้งให้ผู้รับมอบอำนาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่ก็มีข้อความระบุให้มีอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการอุทธรณ์และมีอำนาจปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้ปลอดจากการคัดค้านหรือโต้แย้ง และยื่นฟ้องเกี่ยวกับข้อเรียกร้องทั้งปวงของโจทก์เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า เมื่อข้อเรียกร้องโจทก์ในคดีนี้คือให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจ

ในการพิจารณาว่าคำใดเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าคำดังกล่าวสามารถสื่อให้สาธารณชนทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นมีคุณสมบัติอย่างไร หากคำดังกล่าวเป็นเพียงคำที่อาจสื่อให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าคิดหรือจินตนาการและยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรจึงจะเข้าใจว่าคำดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงลักษณะของตัวสินค้าหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง เมื่อคำว่า "Superdry" เกิดจากการนำคำว่า "Super" และ "dry" มารวมกันได้ความหมายว่า "ทำให้แห้งอย่างมาก" ซึ่งตรงกับคำแปลของอักษรญี่ปุ่นในเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายประเภทเข็มขัด รองเท้า หมวก เสื้อ กางเกง ชุดลำลอง ผ้าพันคอ ถุงมือ และชุดชั้นใน ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น คุณสมบัติความแห้งมากของสินค้ามิใช่คุณสมบัติพิเศษที่ผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวทั่วไปต้องการ เครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นและอักษรโรมันคำว่า ของโจทก์จึงไม่ถือเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นและอักษรโรมัน คำว่า "" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 742742 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/18091 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2553 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 558/2554 และให้จำเลยดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 742742 ตามขั้นตอนต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นและอักษรโรมันคำว่า "" ของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742742 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/18091 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2553 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 558/2554 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 742742 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือมอบอำนาจโจทก์ที่ลงลายมือชื่อโดยนายชอน ไซมอน วิลล์ (Shaun Simon Wills) ซึ่งตามหนังสือการจัดตั้งบริษัทโจทก์ระบุว่าเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ (Company Driector) และมีนายพอล นิเกล เอนเจล เบรชด์ (Paul Nigel Engelbrecht) โนตารีปับลิกแห่งเมืองเกลาส์เตอร์ไซร์ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือลงลายมือชื่อรับรองหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวอีกชั้นหนึ่งว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือและลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของนายชอน ไซมอน วิลล์ กรรมการซึ่งมีอำนาจในการลงลายมือชื่อในนามบริษัทโจทก์โดยอาศัยอำนาจของคณะกรรมการและนายชอน ไซมอน วิลล์ ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าตนจริงตามคำรับรองของโนตารีปับลิก หน้าที่ 3 และเอกสารดังกล่าวยังมีนายอาร์. ซิมมอนส์ แห่งสำนักงานกระทรวงการต่างประเทศและกิจการในเครือจักรภพสหราชอาณาจักรรับรองฐานะของโนตารีปับลิกอีกชั้นหนึ่งว่าถูกต้องตามกฎหมาย และมีนายณัฐวุฒิ เลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนรับรองลงลายมือชื่อของนายอาร์. ซิมมอนส์ และตราประทับของกระทรวงการต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอนอีกชั้นหนึ่งว่าเป็นลายมือชื่อและตราประทับที่ถูกต้องแท้จริง เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบหักล้างให้เห็นได้ว่า นายชอน ไซมอน วิลล์ ไม่ใช่กรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และไม่มีเหตุอันสมควรสงสัยในความถูกต้องแท้จริงของหนังสือมอบอำนาจและหนังสือรับรองของโนตารีปับลิก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายชอน ไซมอน วิลล์ เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนโจทก์และเป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ มอบอำนาจให้นายนันทน ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ส่วนข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่าตามหนังสือมอบอำนาจไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับอำนาจยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้นั้น เห็นว่า เมื่อหนังสือมอบอำนาจมีข้อความระบุไว้ชัดเจนในหัวข้อเรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาข้อ 1 ว่า ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจในการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตลอดจนฟ้องและต่อสู้คดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ ทั้งในหัวข้อเรื่องการบังคับใช้สิทธิก็ระบุให้อำนาจผู้รับมอบอำนาจในการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของโจทก์ให้ปลอดจากการคัดค้านหรือโต้แย้ง ไม่ว่าจะโดยการดำเนินคดีทางแพ่งหรือทางอาญาหรือโดยประการอื่น และยื่นฟ้อง ฟ้องร้อง และดำเนินการไปจนเสร็จในศาลยุติธรรมในประเทศไทยซึ่งข้อเรียกร้องทั้งปวงของโจทก์ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ดังนั้น หนังสือมอบอำนาจจึงมีการระบุในเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้องร้องคดีต่อจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ดูแลเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว แม้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่ได้เขียนไว้โดยชัดแจ้งว่าให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจในการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็ตาม แต่ก็มีข้อความระบุให้มีอำนาจฟ้องคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ และให้มีอำนาจปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้ปลอดจากการคัดค้านหรือโต้แย้ง และยื่นฟ้องเกี่ยวกับข้อเรียกร้องทั้งปวงของโจทก์เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า เมื่อข้อเรียกร้องของโจทก์ในคดีนี้คือให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้รับโอนมาจากบุคคลอื่น การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการฟ้องเกี่ยวกับข้อเรียกร้องทั้งปวงของโจทก์เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ทั้งยังเป็นการบังคับใช้สิทธิปกป้องเครื่องหมายการค้าอันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาให้ปลอดจากคัดค้านหรือโต้แย้งจากคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจตามที่โจทก์กำหนดไว้ในหนังสือมอบอำนาจ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นและอักษรโรมันคำว่า "" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 25 รายการสินค้า เข็มขัด รองเท้าใส่เดินชายหาด ชุดใส่เดินชายหาด หมวกแก๊ป หมวก หมวกใส่เล่นกีฬาเบสบอล หมวกใส่กันแดด ชุดลำลอง เสื้อสเวตเชิ้ตแบบมีหมวก กางเกงยีน เสื้อยืดพิมพ์ลาย เสื้อแจกเกต เสื้อเชิ้ตแขนสั้น เสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงขาบานสั้น เสื้อยืดปักลาย เสื้อสเวตเชิ้ต กางเกง (ยกเว้นกางเกงใน กางเกงกีฬา) เสื้อสวมหัวทำจากขนแกะ ถุงเท้า กางเกงขาสั้น ผ้าพันคอ ถุงมือ ชุดชั้นใน รองเท้าบูต รองเท้า (ยกเว้นรองเท้ากีฬา) รองเท้ากีฬา รองเท้าแตะ กระโปรง เสื้อโคต เสื้อคอโปโล เสื้อไม่มีปก เสื้อทีเชิ้ต และเสื้อกั๊ก ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 742742 ของโจทก์ซึ่งโจทก์ได้รับโอนจากลอนดรี แอธเลทิกส์ แอลแอลพี เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าตามรายการสินค้าดังกล่าวโดยตรงหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาว่าคำใดเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาว่าคำดังกล่าวสามารถสื่อให้สาธารณชนทราบหรือเข้าใจได้ในทันทีว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นมีคุณสมบัติอย่างไร เนื่องจากคำดังกล่าวเป็นคำสามัญที่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้า หรืออาจเป็นคำที่สาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถทราบหรือเข้าใจได้ทันทีว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นสินค้าประเภทใดหรือมีลักษณะอย่างไร เนื่องจากคำดังกล่าวเป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นๆ ที่ประชาชนทั่วไปทราบความหมายกันดีอยู่แล้ว จึงจะถือว่าคำดังกล่าวเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง แต่หากคำดังกล่าวเป็นเพียงคำที่อาจสื่อให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าคิดหรือจินตนาการและยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรจึงจะเข้าใจว่าคำดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงลักษณะของตัวสินค้าหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น คำดังกล่าวก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรงจึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 สำหรับเครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นและอักษรโรมัน คำว่า "" ของโจทก์นั้นไม่ปรากฏความหมายในพจนานุกรมเนื่องจากเป็นคำที่เขียนติดกัน แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธว่า คำว่า "Superdry" เป็นคำที่เกิดจากการนำคำในภาษาอังกฤษคำว่า "Super" และคำว่า "dry" มารวมกัน โดยคำว่า "Super" แปลว่า ดีเยี่ยม วิเศษ ยอดเยี่ยม ส่วนคำว่า "dry" แปลว่า ทำให้แห้งหรือฝืด เมื่อนำมาแปลรวมความกัน จึงได้ความหมายว่า "ทำให้แห้งอย่างมาก" ซึ่งตรงกับคำแปลของอักษรญี่ปุ่นในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวคำว่า "เคียวคุโดะ คังไซ" หรือ "คันไซ" ซึ่งแปลได้ว่า "แห้งมาก" และคำว่า "ชิ" ซึ่งแปลว่า "ทำ" ส่วนคำว่า "นาไซ" แปลว่า "เถอะ" ซึ่งคำว่า แห้งมาก นั้นหากนำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าที่ต้องการความแห้งเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ผู้ใช้สินค้าประเภทนั้นต้องการ คำดังกล่าวก็อาจเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงได้ แต่สำหรับสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายประเภทเข็มขัด รองเท้า หมวก เสื้อ กางเกง ชุดลำลอง ผ้าพันคอ ถุงมือ และชุดชั้นใน ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742742 ของโจทก์นั้นคุณสมบัติความแห้งมากของสินค้ามิใช่คุณสมบัติพิเศษที่ผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวทั่วไปต้องการ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวมักเน้นในเรื่องความสวยงามและความทันสมัยของการออกแบบเป็นหลัก ส่วนความแห้งมากของตัวสินค้าประเภทเสื้อผ้านั้น โดยปกติสาธารณทั่วไปไม่ได้มองเห็นว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษ เครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นและอักษรโรมันคำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 742742 ของโจทก์จึงเป็นคำที่ไม่ได้สื่อความหมายให้เห็นถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายประเภทเข็มขัด รองเท้า หมวก เสื้อ กางเกง ชุดลำลอง ผ้าพันคอ ถุงมือ และชุดชั้นใน ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ว่าเมื่อนำคำว่า "Superdry" มาใช้กับสินค้าประเภทเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ดังกล่าวแล้วทำให้เข้าใจได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อผ้าที่มีคุณสมบัติแห้งได้เร็วนั้นเป็นการแปลความหมายที่ไม่ตรงกับคำว่า "Superdry" ที่แปลว่า "แห้งมาก" ไม่ใช่ "แห้งได้เร็ว" และแม้จะมีความหมายว่า "แห้งได้เร็ว" ก็ไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษที่ผู้ซื้อสินค้าเข้าใจได้ทันทีว่าสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายดังกล่าวมีคุณสมบัติพิเศษเช่นนั้น ดังนั้น คำว่า "Superdry" จึงไม่ใช่คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายประเภทเข็มขัด รองเท้า หมวก เสื้อ กางเกง ชุดลำลอง ผ้าพันคอ ถุงมือ และชุดชั้นใน โดยตรงดังที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยแต่อย่างใด และหากจะพิจารณาต่อไปว่า คำว่า "Superdry" เป็นคำบรรยายหรือพรรณนาซึ่งสื่อให้สาธารณชนทราบว่า สินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ดังกล่าวเป็นสินค้าที่แห้งได้เร็วหากใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยได้หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าหากสาธารณชนผู้ใช้สินค้าของโจทก์เห็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "Superdry" แล้วจะทราบได้ทันทีว่าคำดังกล่าวสื่อให้เห็นถึงคุณสมบัติของสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายของโจทก์ว่ามีคุณสมบัติแห้งได้เร็วหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำดังกล่าวทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นซึ่งแปลความได้ว่าทำให้แห้งมากแล้ว เห็นได้ว่าแม้สาธารณชนทั่วไปเข้าใจความหมายของคำภาษาอังกฤษว่า "Superdry" และคำภาษาญี่ปุ่น เครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็เป็นเรื่องยากที่สาธารณชนจะเข้าใจได้ทันทีว่าสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742742 ของโจทก์เป็นสินค้าที่มีคุณสมบัติแห้งได้เร็ว ดังนั้น ถึงแม้จะแยกพิจารณาคำว่า "Super" และคำว่า "dry" แล้วแปลความหมายได้ว่า "แห้งมาก" หรือ "แห้งได้เร็ว" คำดังกล่าวก็ไม่อาจสื่อให้เห็นถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ดังกล่าวได้ เครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่นและอักษรโรมันคำว่า "" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 742742 ของโจทก์จึงไม่ถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง คำดังกล่าวย่อมเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองเมื่อนำไปใช้กับสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกายประเภทเข็มขัด รองเท้า หมวก เสื้อ กางเกง ชุดลำลอง ผ้าพันคอ ถุงมือ และชุดชั้นในตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 742742 ชอบที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) มาตรา 7 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (2) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดีเคเอช รีเทล ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15019/2558
#593994
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 104 ซึ่งมาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเพราะจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และมาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ซึ่งในการสืบพยานตามข้ออ้างของโจทก์ นั้น แม้โจทก์จะไม่มีเอกสารเป็นพยานหลักฐาน แต่โจทก์ก็มีพนักงานพิจารณาสินไหมบริษัทโจทก์ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาเหตุที่เกิดแก่สินค้าดังกล่าวมาเป็นพยานตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยาน โดยจำเลยที่ 4 มิได้นำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อการขนส่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขนส่งสินค้าทางทะเลในประเทศ ซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยการรับขนของ ซึ่งมิได้บัญญัติว่า สัญญาเช่นนี้ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือต้องมีหลักฐานเป็นเอกสารมาแสดงจึงจะบังคับกันได้ ดังนั้น ที่โจทก์นำสืบและพยานดังกล่าวเบิกความยืนยันจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้

ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับขนสินค้านั้นทางทะเลจากท่าเรือ ซึ่งแม้จะปรากฏว่าเป็นการรับขนตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) แต่ก็มีการออกใบตราส่ง ดังนั้น การรับขนสินค้าทางทะเลในกรณีนี้ในส่วนของหน้าที่และสิทธิของผู้ขนส่งและผู้รับตราส่งซึ่งมิใช่ผู้จ้างเหมาจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 5 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลในประเทศ จึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.การรับขนของทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 4 วรรคสอง โดยหน้าที่และสิทธิของจำเลยที่ 4 ให้บังคับตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยการรับขนของดังกล่าวแล้ว เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับสินค้าที่ขนส่งไว้ในความดูแลเพื่อขนส่งและออกใบตราส่ง ซึ่งมีข้อความว่าสินค้าที่ขนส่งมีน้ำหนัก 1,964,583 เมตริกตัน และมีข้อความระบุว่า "Shipped, in apparent good order and condition" และข้อความว่า "Clean on board" แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับสินค้าที่ขนส่งไว้เพื่อการขนส่งสินค้ามีจำนวนตรงตามที่ระบุในใบตราส่ง และสินค้าอยู่ในสภาพดี และผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าที่ขนส่งกับได้ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่เรือ ที่ผู้รับตราส่งจัดหามา จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งทางทะเลได้ส่งมอบสินค้านั้นแก่ผู้รับตราส่งแล้ว เมื่อเรือมาถึงเกาะสีชังผู้สำรวจและประเมินความเสียหายของสินค้าที่โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างยังได้ออกรายงาน ยืนยันน้ำหนักสินค้าที่ขนส่งว่าเท่ากับที่รับไว้เพื่อการขนส่งจากต้นทาง จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งได้มอบของซึ่งมีสภาพ จำนวน น้ำหนัก และรายละเอียดอื่น ๆ ตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่ง หรือถ้าไม่ได้ออกใบตราส่งให้ไว้แก่กัน ให้สันนิษฐานว่าได้ส่งมอบของซึ่งมีสภาพดี แล้วแต่กรณี และโจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าสินค้าที่ส่งมอบไม่ครบตามจำนวนที่ระบุในใบตราส่ง ถือไม่ได้ว่าการที่สินค้าขาดจำนวนไป มาจากเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าที่ขนส่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อการที่สินค้าที่ขนส่งขาดจำนวนหรือสูญหายไปดังกล่าว สำหรับจำเลยที่ 4 นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งแก่จำเลยที่ 4 ขาดจำนวนไปจากที่ได้รับไว้เพื่อการขนส่ง และโจทก์เองก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้รับมอบสินค้าที่ขนส่งไว้เพื่อขนส่งเป็นจำนวนเท่าใด ประกอบกับตามใบกำกับสินค้าก็ได้กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับความชื้นของสินค้าดังกล่าวไว้ด้วย ทั้งการขนส่งก็เป็นแบบเทกอง จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในการที่สินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งขาดจำนวนไปดังกล่าวเช่นกัน ส่วนปัญหาเรื่องฝนตกอย่างฉับพลันคนเรือดึงผ้าใบปิดระวางเรือไม่ทัน เป็นเหตุให้สินค้าที่เหลืออยู่ในระวางเรือเปียกฝน เช่นนี้ถือว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 ทั้งไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเพราะสามารถรู้ล่วงหน้าและป้องกันได้ในฐานะผู้ประกอบอาชีพรับขนส่งสินค้า จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดในการที่สินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งได้รับความเสียหายจำนวนนี้ด้วย

ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในการค้นหาสาเหตุของการที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดจากการที่จำเลยที่ 4 ไม่ชำระหนี้ด้วยการขนส่งสินค้าที่ได้รับไว้ในความดูแลให้ปลอดจากความเสียหาย เพราะเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการสำรวจตรวจสอบเพื่อให้ทราบปริมาณความเสียหายและจำนวนค่าเสียหายของสินค้า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจาก 2 สาเหตุ เมื่อจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดจากเหตุสินค้าเปียกน้ำเท่านั้น จึงเห็นควรลดค่าเสียหายส่วนนี้ลงตามส่วน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่างๆ ในคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า บริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ซื้อข้าวสาลี ชนิดเวสเทิร์น ไวท์วีท เกรท 2 จำนวน 1,964,583 เมตริกตัน ราคา เมตริกตันละ 275 ดอลลาร์สหรัฐ รวมจำนวน 540,260.33 ดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทกาวิลอน เกรน แอลแอลซี จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเงื่อนไข ซีเอฟอาร์ เกาะสีชัง โดยผู้ขายมีหน้าที่ขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางมายังท่าเรือปลายทางด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ขายเอง และผู้ซื้อมีหน้าที่รับมอบสินค้าจากเรือด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือคารามา มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเรืออีฟี่ ทีโอ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2555 ตามใบตราส่ง เดินทางมาถึงเกาะสีชังเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 บริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ผู้ซื้อและผู้รับตราส่งได้จัดหาเรือลำเลียงชื่อธีรานันท์รุ่งเรือง ไปรับสินค้าทั้งหมดจากเรืออีฟี่ ทีโอ ระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 เมษายน 2555 เพื่อขนส่งต่อไปยังท่าเรือของบริษัทคิงส์ มารีน เทอร์มินอล และขนถ่ายจากเรือธีรานันท์รุ่งเรืองขึ้นรถบรรทุกระหว่างวันที่ 13 ถึง 26 พฤษภาคม 2555 เพื่อนำไปเก็บยังคลังสินค้าของบริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ต่อไป วันที่ 11 กรกฎาคม 2555 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าไว้จากบริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ได้จ่ายค่าสินไหมแทนให้บริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด หลังจากหักค่าเสียหายส่วนแรกร้อยละ 0.5 และค่าซากแล้ว 249,756.18 บาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 เพราะไม่ใช่ผู้ขนส่ง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าข้าวสาลีตามคำฟ้องด้วยเรือธีรานันท์รุ่งเรือง หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 104 ซึ่งมาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเพราะจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และมาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ซึ่งในการสืบพยานตามข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้นำเรือลำเลียงชื่อธีรานันท์รุ่งเรืองมารับสินค้าข้าวสาลีตามคำฟ้องต่อจากเรืออีฟี่ ทีโอ ไปยังท่าเรือคิงส์ มารีน เทอร์มินอล นั้น แม้โจทก์จะไม่มีเอกสารเป็นพยานหลักฐาน แต่โจทก์ก็มีนางบุญเอื้อ พนักงานพิจารณาสินไหมบริษัทโจทก์ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาเหตุที่เกิดแก่สินค้าดังกล่าวมาเป็นพยานตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า จำเลยที่ 4 ตกลงรับขนส่งสินค้าข้าวสาลีตามคำฟ้องจากเรืออีฟี่ ทีโอ จึงได้นำเรือธีรานันท์รุ่งเรืองมาขนส่งสินค้าดังกล่าวไปยังท่าเรือคิงส์ มารีน เทอร์มินอล โดยจำเลยที่ 4 มิได้นำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อการขนส่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขนส่งสินค้าทางทะเลในประเทศ ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการรับขนของ ซึ่งมิได้บัญญัติว่า สัญญาเช่นนี้ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือต้องมีหลักฐานเป็นเอกสารมาแสดงจึงจะบังคับกันได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำสืบและพยานดังกล่าวเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าข้าวสาลีตามคำฟ้องด้วยเรือธีรานันท์รุ่งเรืองพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต้องรับผิดในการที่สินค้าที่ขนส่งสูญหาย และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดในการที่สินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหายเพราะเปียกน้ำหรือไม่ เพียงใด ในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับขนสินค้านั้นทางทะเลจากท่าเรือคารามา มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มายังท่าเรือเกาะสีชัง ประเทศไทย ซึ่งแม้จะปรากฏว่าเป็นการรับขนตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) แต่ก็มีการออกใบตราส่ง ดังนั้น การรับขนสินค้าทางทะเลในกรณีนี้ในส่วนของหน้าที่และสิทธิของผู้ขนส่งและผู้รับตราส่งซึ่งมิใช่ผู้จ้างเหมาจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 5 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลในประเทศจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการรับขนของทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 4 วรรคสอง โดยหน้าที่และสิทธิของจำเลยที่ 4 ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการรับขนของ ดังกล่าวแล้ว เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับสินค้าที่ขนส่งไว้ในความดูแลเพื่อขนส่งและออกใบตราส่ง ซึ่งมีข้อความว่าสินค้าที่ขนส่งมีน้ำหนัก 1,964,583 เมตริกตัน และมีข้อความระบุว่า "Shipped, in apparent good order and condition" และข้อความว่า "Clean on board" แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับสินค้าที่ขนส่งไว้เพื่อการขนส่งสินค้ามีจำนวนตรงตามที่ระบุในใบตราส่ง และสินค้าอยู่ในสภาพดี ครั้นเรือเดินทางถึงเกาะสีชังบริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ในฐานะผู้รับตราส่งมีหน้าที่รับมอบสินค้าที่ขนส่งจากเรืออีฟี่ ทีโอ และการที่เรืออีฟี่ ทีโอ ได้ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่เรือธีรานันท์รุ่งเรือง ที่ผู้รับตราส่งจัดหามา จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งทางทะเลได้ส่งมอบสินค้านั้นแก่ผู้รับตราส่งแล้ว ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 40 (1) การที่ผู้สำรวจสินค้าที่โจทก์ว่าจ้างคือบริษัทควอลิตี้ คาร์โก อินสเปกชั่น จำกัด ได้ออกรายงานการสำรวจ เกี่ยวกับน้ำหนักของสินค้าที่ขนส่งที่เรืออีฟี่ ทีโอ ส่งมอบแก่เรือธีรานันท์รุ่งเรืองว่า เมื่อเปิดระวางสินค้าที่ส่งมอบมีจำนวน 1,964,583 เมตริกตัน แต่เมื่อเรือธีรานันท์รุ่งเรืองส่งมอบสินค้าที่ขนส่งที่ท่าเรือคิงส์ มารีน เทอร์มินอล ให้แก่รถบรรทุก และมีการชั่งน้ำหนักกันที่นั่นแล้ว ปรากฏว่าสินค้าที่ขนส่งมีน้ำหนักจำนวนเพียง 1,942.440 เมตริกตัน ขาดไปจำนวน 22.143 เมตริกตัน และข้อเท็จจริงยังปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนการส่งมอบสินค้าที่ขนส่งที่ท่าเรือต้นทาง หน่วยงานด้านการเกษตรของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกใบรับรองน้ำหนักสินค้าที่บรรทุกลงเรืออีฟี่ ทีโอ ในวันเดียวกันกับที่มีการบรรทุกลงเรือคือวันที่ 16 มีนาคม 2555 ว่ามีน้ำหนักจำนวน 4,331,120 ปอนด์ หรือเท่ากับจำนวน 1,964.583 เมตริกตัน และเมื่อเรือมาถึงเกาะสีชังผู้สำรวจและประเมินความเสียหายของสินค้าที่โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างยังได้ออกรายงาน ยืนยันน้ำหนักสินค้าที่ขนส่งว่าเท่ากับที่รับไว้เพื่อการขนส่งจากต้นทาง โดยที่พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 49 บัญญัติว่า "เมื่อผู้รับตราส่งได้รับมอบของจากผู้ขนส่งหรือจากบุคคลตามมาตรา 40 (3) ไว้แล้ว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งได้มอบของซึ่งมีสภาพ จำนวน น้ำหนัก และรายละเอียดอื่นๆ ตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่ง หรือถ้าไม่ได้ออกใบตราส่งให้ไว้แก่กัน ให้สันนิษฐานว่าได้ส่งมอบของซึ่งมีสภาพดี แล้วแต่กรณี เว้นแต่ (1) ผู้รับตราส่งหรือบุคคลตามมาตรา 40 (3) และผู้ขนส่งได้ทำการสำรวจหรือตรวจสภาพของร่วมกันและจดแจ้งการสูญหายหรือเสียหายไว้แล้วก่อนที่ผู้รับตราส่งจะรับมอบของ (2) ในกรณีที่ไม่มีการสำรวจหรือตรวจสภาพของร่วมกันตาม (1) ผู้รับตราส่งได้ส่งคำบอกกล่าวเป็นหนังสือแก่ผู้ขนส่ง ณ ท่าปลายทางก่อนรับมอบของตามวรรคหนึ่ง หรือภายในหนึ่งวันทำการถัดจากวันรับมอบของว่ามีของสูญหายหรือเสียหายพร้อมทั้งแจ้งถึงสภาพการสูญหายหรือเสียหายนั้นๆ ด้วยหรือในกรณีที่การสูญหายหรือเสียหายไม่อาจพบหรือเห็นได้จากการตรวจสภาพภายนอกแห่งของนั้น ผู้รับตราส่งได้ส่งคำบอกกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับมอบของ" และข้อเท็จริงไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินตามข้อยกเว้นในมาตรา 49 (1) หรือ (2) ดังกล่าว กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งตรงตามน้ำหนักที่ระบุในใบตราส่ง และโจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าสินค้าที่เรืออีฟี่ ทีโอ ส่งมอบแก่เรือธีรานันท์รุ่งเรือง ไม่ครบตามจำนวนที่ระบุในใบตราส่ง แต่พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวทางทะเลได้ส่งมอบสินค้านั้นให้แก่เรือธีรานันท์รุ่งเรืองที่ผู้รับตราส่งจัดหามามีน้ำหนักเท่าใดขาดจำนวนไปจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับไว้เพื่อการขนส่งทางทะเลเท่าใด กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการที่สินค้าขาดจำนวนไป 22.143 เมตริกตัน มาจากเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าที่ขนส่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2543 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อการที่สินค้าที่ขนส่งขาดจำนวนหรือสูญหายไปดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 4 นั้น ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์มิได้แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่เรือธีรานันท์รุ่งเรืองที่จำเลยที่ 4 ส่งมารับมอบสินค้าที่ขนส่งจากเรืออีฟี่ ทีโอ ที่เกาะสีชังนั้น เรือธีรานันท์รุ่งเรืองได้รับไว้เพื่อการขนส่งเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งแม้ตามรายงานการสำรวจ 10 ระบุว่า เรือธีรานันท์รุ่งเรืองได้รับสินค้าที่ขนส่งจากเรืออีฟี่ ทีโอ ระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 เมษายน 2555 แต่กว่าที่จะได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งแก่รถบรรทุกที่ท่าคิงส์ มารีน เทอร์มินอล เสร็จสิ้นต้องใช้เวลาระหว่างวันที่ 13 ถึง 26 พฤษภาคม 2555 แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งแก่จำเลยที่ 4 ขาดจำนวนไปจากที่ได้รับไว้เพื่อการขนส่งเท่าใดและโจทก์เองก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้รับมอบสินค้าที่ขนส่งไว้เพื่อขนส่งเป็นจำนวนเท่าใด คงได้ความเพียงว่าเมื่อมีการชั่งน้ำหนักที่ท่าเรือคิงส์ มารีน เทอร์มินอล แล้วจึงพบว่าสินค้านั้นขาดจำนวนไปดังกล่าว ซึ่งเมื่อคำนึงถึงชนิดและลักษณะของสินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งแล้ว ประกอบกับตามใบกำกับสินค้าก็ได้กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับความชื้นของสินค้าดังกล่าวไว้ด้วยว่าไม่เกินร้อยละ 13.5 ทั้งการขนส่งก็เป็นแบบเทกอง เมื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ได้ให้การและนำสืบต่อสู้อยู่ว่า การที่สินค้าที่ขนส่งขาดจำนวนไปนั้น อาจเกิดจากสภาพของสินค้านั้นเองได้ด้วยโดยเฉพาะในเรื่องความชื้น ซึ่งตามรายงานการสำรวจความเสียหายก็ระบุว่าเมื่อมีการทดสอบสินค้าที่ขนส่งพบว่ามีความชื้นร้อยละ 8.63 การกำหนดจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย ก็มีข้อตกลงเกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองในอัตราร้อยละ 0.5 ซึ่งเรื่องความชื้นนี้จำเลยที่ 3 โดยนายสุพิชัย ก็เบิกความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า ความชื้นร้อยละ 13 (ที่ถูก 13.5) หมายถึงในข้าวสาลี 1 กิโลกรัมจะมีความชื้นได้ไม่เกินจำนวน 130 กรัม (ที่ถูก 135 กรัม) ระหว่างการขนส่งย่อมเกิดความร้อนขึ้นได้ และเป็นสาเหตุให้ความชื้นหายไปทำให้น้ำหนักสินค้าลดลง ซึ่งนางบุญเอื้อ พยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความร้อนแล้วทำให้น้ำหนักสินค้าข้าวสาลีลดลง ซึ่งเมื่อเทียบอัตราส่วนเป็นร้อยละแล้วเห็นได้ว่าสินค้าที่ขาดจำนวนไปจากใบตราส่ง คิดเป็นประมาณร้อยละ 1.12 เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 3 นำสืบฟังไม่ได้ว่าสินค้าข้าวสาลีที่ขาดจำนวนไป 22.143 เมตริกตัน นั้นเกิดจากการกระทำในช่วงการขนส่งของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในการที่สินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งขาดจำนวนไปดังกล่าวเช่นกัน

ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดเพื่อการที่สินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งได้รับความเสียหายเพราะเปียกน้ำฝนจำนวน 40.750 เมตริกตัน หรือไม่นั้น เห็นว่า ปรากฏตามรายงานการสำรวจสินค้าข้าวสาลีที่ขนส่ง ว่า ระหว่างขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือธีรานันท์รุ่งเรือง ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 17 นาฬิกา ฝนตกอย่างฉับพลันคนเรือดึงผ้าใบปิดระวางเรือไม่ทัน เป็นเหตุให้สินค้าที่เหลืออยู่ในระวางเรือเปียกฝน เช่นนี้ถือว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 ทั้งไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเพราะสามารถรู้ล่วงหน้าและป้องกันได้ในฐานะผู้ประกอบอาชีพรับขนส่งสินค้า จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดในการที่สินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งได้รับความเสียหายจำนวน 40.750 เมตริกตัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 จึงคิดเป็นความเสียหายกรณีเปียกน้ำฝนจำนวน 379,757.75 บาท หักค่าขายซากจำนวน 244,815 บาท และหักค่าเสียหายส่วนแรกจำนวน 91,541.79 บาท คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 4 ต้องชดใช้แก่โจทก์จำนวน 43,400.96 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในการค้นหาสาเหตุของการที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายดังกล่าวจำนวน 8,080.55 บาท ตามสำเนาใบแจ้งหนี้ นั้นถือได้ว่าเป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดจากการที่จำเลยที่ 4 ไม่ชำระหนี้ด้วยการขนส่งสินค้าที่ได้รับไว้ในความดูแลให้ปลอดจากความเสียหาย เพราะเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการสำรวจตรวจสอบเพื่อให้ทราบปริมาณความเสียหายและจำนวนค่าเสียหายของสินค้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจาก 2 สาเหตุ เมื่อจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดจากเหตุสินค้าเปียกน้ำเท่านั้น จึงเห็นควรลดค่าเสียหายส่วนนี้ลงตามส่วน โดยให้จำเลยที่ 4 รับผิดจำนวนเพียง 3,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 43,400.96 บาท แล้ว จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของบริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นผู้ซื้อและผู้รับตราส่งสินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งจำนวนทั้งสิ้น 46,400.96 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 46,400.96 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104 ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 616
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 ม. 40 (1) ม. 40 (3) ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทคาวอส ชิปปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15018/2558
#592004
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การเพียงว่า ซ. รับมอบสินค้าเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2554 แต่ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบความเสียหายของสินค้าภายใน 8 วัน นับแต่วันที่รับมอบจากจำเลยในกรณีความเสียหายของสินค้าไม่เห็นประจักษ์ สิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจึงขาดอายุความ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจึงขาดอายุความเช่นกัน แต่จำเลยอุทธรณ์ว่า ความรับผิดของจำเลยสิ้นสุดลงแล้วเนื่องจาก ซ. รับสินค้าไปโดยมิได้อิดเอื้อน ชำระค่าระวางแล้วและมิได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงความเสียหายของสินค้าพิพาทภายใน 8 วัน นับแต่วันรับมอบสินค้า อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นปัญหาตาม ป.พ.พ. มาตรา 623 ซึ่งเป็นปัญหาความรับผิดของจำเลยสิ้นสุดลงเพราะผู้รับสินค้าไม่อิดเอื้อนหรือไม่ หรือในกรณีความเสียหายไม่เห็นประจักษ์ ผู้รับสินค้าไม่แจ้งผู้ขนส่งภายใน 8 วัน นับแต่วันส่งมอบหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายขาดอายุความหรือไม่ตามที่ให้การไว้ ซึ่งเป็นปัญหาตามกฎหมายบทอื่น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 623
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 38
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทส.สิริ ขนส่ง จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทฟอร์เวิร์ด เฟรท แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15017/2558
#591873
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายบริการที่จะเป็นเครื่องหมายบริการประเภทคำหรือข้อความที่ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะได้ จะต้องเป็นเครื่องหมายบริการที่มีคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการนั้นโดยตรง เครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์คำว่า Dream , Believe and Achieve ... นั้นประกอบด้วยตัวอักษรโรมัน เครื่องหมายจุลภาค และจุดไข่ปลา ประกอบกัน เขียนด้วยลายมือของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ จัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้า แม้ถ้อยคำแต่ละคำเป็นคำที่มีความหมายอยู่แล้ว ไม่ใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ โดยความหมายของคำดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการแปลเป็นภาษาไทยตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์และที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแปลความหมายของคำดังกล่าวไว้ว่า ฝัน เชื่อ และ สำเร็จ หรือความหมายว่า จงมีความฝัน จงมีความเชื่อและจะประสบความสำเร็จ ตามคำแปลของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่เมื่อถ้อยคำดังกล่าวนั้นโจทก์เป็นผู้ริเริ่มนำมารวมกันเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายบริการสำหรับรายการบริการจัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้าของโจทก์ ทั้งยังมีลักษณะพิเศษคือตัวอักษรโรมันและเครื่องหมายที่ใช้ประกอบกันเป็นคำนั้นเป็นตัวอักษรโรมันที่เขียนด้วยลายมือของโจทก์ซึ่งไม่เหมือนกับผู้ใด การวางตำแหน่งตัวอักษรก็จัดวางเป็นสองแถวซ้อนกัน ดังนั้นประชาชนหรือผู้ใช้บริการย่อมสามารถทราบและเข้าใจได้ว่าการบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์นั้นแตกต่างไปจากการบริการอื่น ประกอบกับคำว่า Dream , Believe and Achieve ... ที่โจทก์ขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ จัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้า เมื่อพิจารณาแล้วไม่ปรากฏว่าคำดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับลักษณะของการบริการจัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้าอันเป็นรายการบริการที่โจทก์มุ่งใช้กับเครื่องหมายบริการดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้นคำว่า Dream , Believe and Achieve ... จึงเป็นคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของรายการบริการของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนโดยตรง และถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายบริการที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าบริการของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างไปจากบริการที่ใช้เครื่องหมายอื่น จึงเป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 650/2555 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว และเครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 760268 เป็นเครื่องหมายอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ต่อไป หากจำเลยเพิกเฉย ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/11875 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 650/2555 ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ 760268 ของโจทก์ต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการต่อจำเลยเป็นตัวอักษรโรมัน คำว่า สำหรับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ จัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 760268 ตัวอักษรโรมันที่นำมาใช้เป็นคำตามเครื่องหมายบริการเป็นตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือของโจทก์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง เพราะอักษรโรมันคำว่า Dream , Believe and Achieve ... แปลได้ว่า ฝัน เชื่อ และ สำเร็จ นับว่าเป็นคำบรรยายโดยทั่วไป ไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายนี้แตกต่างไปจากสินค้าอื่นอย่างไร จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยว่า คำว่า ตามพจนานุกรม Oxford River Books English - Thai Dictionary คำว่า Dream แปลว่า ความฝัน คำว่า Believe แปลว่า ความเชื่อ คำว่า and แปลว่า และ คำว่า Achieve แปลว่า ทำสำเร็จได้ บรรลุ รวมกันสื่อความหมายได้ว่า จงมีความฝัน จงมีความเชื่อและจะประสบความสำเร็จ นับว่าเป็นข้อความบรรยายทั่วไปอันไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของผู้อุทธรณ์นั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว เครื่องหมายบริการของโจทก์ผู้อุทธรณ์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 สำหรับหลักฐานที่โจทก์ผู้อุทธรณ์นำส่ง เช่น สำเนาภาพถ่ายสีที่ปรากฏเครื่องหมายบนป้ายโฆษณาในห้างสรรพสินค้า และบนเสื้อยืดจำนวน 1 แผ่น ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ผู้อุทธรณ์ตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจได้ว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่น ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และมีคำสั่งยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียน ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 650/2555

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "Dream, Believe And Achieve" ที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ จัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 760268 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์สรุปได้ว่า เครื่องหมายบริการที่จะรับจดทะเบียนได้จะต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะอันหมายถึงเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการทราบและเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น เครื่องหมายบริการของโจทก์มีความหมายตามที่โจทก์และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ความหมายว่า ฝัน เชื่อ และ สำเร็จ หรือที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้ความหมายว่า จงมีความฝัน จงมีความเชื่อและจะประสบความสำเร็จ มีลักษณะเป็นคำพรรณาทั่ว ๆ ไป คำบรรยายทั่วไป วลีหรือสำนวนทั่วไป ล้วนเป็นข้อความที่ไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการทราบและเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้น แตกต่างไปจากบริการอื่นตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจำเลยได้ยึดเป็นแนวปฏิบัติตลอดมา พยานหลักฐานที่โจทก์นำส่งในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ายังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจได้ว่าบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากบริการอื่น ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้แพร่หลายนั้น เห็นว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "Dream, Believe And Achieve" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 760268 ที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ จัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้าเป็นเครื่องหมายบริการประเภทคำหรือข้อความ ซึ่งตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 จะเป็นเครื่องหมายบริการประเภทคำหรือข้อความที่ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะได้ จะต้องเป็นเครื่องหมายบริการที่มีคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการนั้นโดยตรง เครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์คำว่า นั้นประกอบด้วยตัวอักษรโรมัน เครื่องหมายจุลภาค และจุดไข่ปลา ประกอบกัน เขียนด้วยลายมือของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ จัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้า แม้ถ้อยคำแต่ละคำเป็นคำที่มีความหมายอยู่แล้ว ไม่ใช่คำที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ โดยความหมายของคำดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการแปลเป็นภาษาไทยตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์และที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแปลความหมายของคำดังกล่าวไว้ว่า ฝัน เชื่อ และ สำเร็จ หรือความหมายว่า จงมีความฝัน จงมีความเชื่อและจะประสบความสำเร็จ ตามคำแปลของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่เมื่อถ้อยคำดังกล่าวนั้นโจทก์เป็นผู้ริเริ่มนำมารวมกันเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายบริการสำหรับรายการบริการจัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้าของโจทก์ ทั้งยังมีลักษณะพิเศษคือ ตัวอักษรโรมันและเครื่องหมายที่ใช้ประกอบกันเป็นคำนั้นเป็นตัวอักษรโรมันที่เขียนด้วยลายมือของโจทก์ซึ่งไม่เหมือนกับผู้ใด การวางตำแหน่งตัวอักษรก็จัดวางเป็นสองแถวซ้อนกัน ดังนั้นประชาชนหรือผู้ใช้บริการย่อมสามารถทราบและเข้าใจได้ว่าการบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์นั้นแตกต่างไปจากการบริการอื่น ประกอบกับคำว่า Dream , Believe and Achieve ... ที่โจทก์ขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ จัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้า เมื่อพิจารณาแล้วไม่ปรากฏว่าคำดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับลักษณะของการบริการจัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้าอันเป็นรายการบริการที่โจทก์มุ่งใช้กับเครื่องหมายบริการดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้นคำว่า Dream , Believe and Achieve ... จึงเป็นคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของรายการบริการของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนโดยตรง ดังนั้นเครื่องหมายบริการ ย่อมถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายบริการที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าบริการของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้น แตกต่างไปจากบริการที่ใช้เครื่องหมายอื่น จึงเป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว การที่จำเลยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์โดยพิจารณาแต่เพียงความหมายของถ้อยคำแต่เพียงอย่างเดียวว่ามีความหมายเป็นคำพรรณาทั่ว ๆ ไป คำบรรยายทั่วไป วลีหรือสำนวนทั่วไป แล้วถือว่าข้อความที่ใช้เป็นเครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์เป็นข้อความที่ไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการทราบและเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น โดยไม่ได้พิจารณาองค์ประกอบอื่นซึ่งปรากฏอยู่ในเครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ทั้งเครื่องหมายจึงไม่ถูกต้อง และเมื่อวินิจฉัยแล้วว่า เครื่องหมายบริการคำว่า Dream, Believe and Achieve ... ที่โจทก์ขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับบริการจัดการธุรกิจในห้างสรรพสินค้ามีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสามหรือไม่ต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 วรรคสอง (2) ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอัศวิน เรืองเลิศบุตร
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธัญญลักษณ์ เบ็ญจะมโน เตชะวุฒิพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15016/2558
#593995
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาการให้สิทธิและการบริการทั้งสองฉบับเป็นสัญญาที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการโรงแรมโดยจำเลยยินยอมจ่ายค่าตอบแทน ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งซึ่งมีผลผูกพันคู่สัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 ไม่ใช่สัญญาซื้อขาย จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุที่ทรัพย์สินซึ่งซื้อขายชำรุดบกพร่องมาเป็นเหตุปฏิเสธไม่ชำระเงินแก่โจทก์ได้

สำหรับวัตถุประสงค์ของสัญญานั้นปรากฏข้อความในตอนต้นของสัญญาการให้สิทธิและการบริการทั้งสองฉบับว่า จำเลยประสงค์จะได้รับการจัดหา การติดตั้ง การบำรุงรักษา และสิทธิการใช้ระบบบริหารโรงแรมตามที่ระบุในภาคผนวก ก ซึ่งคือระบบซอฟต์แวร์ทั้งสี่ระบบ เมื่อโจทก์ได้จัดหา ติดตั้ง บำรุงรักษา และให้สิทธิจำเลยใช้ระบบซอฟต์แวร์ทั้งสี่ระบบตามสัญญาแล้ว ถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตรงตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาการให้สิทธิและการบริการทั้งสองฉบับซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนในส่วนของตนแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาสัญญาให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 758,300.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 681,422.81 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยประกอบกิจการโรงแรมชื่อ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป แมนดิสัน สวีท (Golden Tulip Mandison Suites Hotel) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2554 จำเลยทำสัญญาการให้สิทธิและการบริการกับโจทก์โดยตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดหา ติดตั้ง และอนุญาตให้ใช้สิทธิในซอฟต์แวร์เพื่อใช้ระบบบริหารจัดการโรงแรม (Hotel management system) ซึ่งประกอบด้วย (1) Amadeus PMS Version 7.1 ได้แก่ ระบบส่วนหน้า (Amadeus PMS - Front Office Module) ระบบเชื่อมต่อ (Interface System) การฝึกอบรม การติดตั้ง และการให้ความช่วยเหลือในการใช้ระบบจริง (Training/Installation Service) (2) ระบบสำนักงานส่วนคลัง (Backoffice System) ซึ่งประกอบด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์บัญชีการเงิน (Carmen System) การติดตั้ง การฝึกอบรม และการให้ความช่วยเหลือในวันใช้ระบบจริง (3) ระบบร้านอาหาร (Infrasys Gourmate POS System) ซึ่งประกอบด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ร้านอาหาร (Infrasys Gourmate POS System Software) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ร้านอาหาร (Infrasys Gourmate POS System Hardware) การฝึกอบรม การติดตั้ง และการให้ความช่วยเหลือในวันใช้ระบบจริง จำเลยตกลงชำระเงินให้โจทก์จำนวน 1,374,629 บาท และค่าบริการรายปี (Anual Support) จำนวน 128,400 บาท ตามสำเนาสัญญาการให้สิทธิและการบริการกับภาคผนวกพร้อมคำแปล นอกจากนี้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยทำสัญญาการใช้สิทธิและการบริการกับโจทก์อีกฉบับหนึ่งโดยตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดหา ติดตั้ง บำรุงรักษา และอนุญาตให้ใช้สิทธิในซอฟต์แวร์เพื่อใช้ระบบบริหารจัดการโรงแรมซึ่งประกอบด้วย (1) เจนเน็กซ์บริหารงานบุคคลชุด 4.2 สำหรับโรงแรมและรีสอร์ต (GenexHRM Series 4.2 for Hotel & Resort) ซึ่งประกอบด้วย เงินเดือนและบันทึกเวลา (HR advanced/Payroll/Time Attendance) ข้อมูล (Database - SQL 2005 Express Version) การฝึกอบรม การติดตั้ง และการให้ความช่วยเหลือในวันใช้ระบบจริง (2) เครื่องแสกนลายนิ้วมือของบุคคลที่สาม (3 rd Party-Finger Scan Machine) ได้แก่ เครื่องสแกนลายนิ้วมือ รุ่น 007 - ASK 1000 - user) ตัวเปลี่ยนสัญญาระบบเชื่อมต่อ (iLAN - TCP/IPX Converter) การฝึกอบรม การติดตั้ง และการให้ความช่วยเหลือในวันใช้ระบบจริง จำเลยตกลงชำระเงินให้โจทก์จำนวน 295,855 บาท และค่าบริการรายปีจำนวน 28,750 บาท ตามสำเนาสัญญาการให้สิทธิและการบริการกับภาคผนวกพร้อมคำแปล ต่อมาโจทก์ส่งมอบอุปกรณ์ ติดตั้งซอฟต์แวร์ และฝึกอบรมซอฟต์แวร์ทั้งสี่ระบบดังกล่าวให้แก่จำเลย และจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วจำนวน 946,836.50 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี และสำเนาเช็ค กำหนดการใช้ระบบซอฟต์แวร์สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2554 จำเลยได้โทรศัพท์ขอให้โจทก์เปิดระบบซอฟต์แวร์ให้จำเลยใช้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อที่จะนำข้อมูลการเข้าพักของลูกค้า ต่อมาจำเลยหยุดการใช้งานซอฟต์แวร์ของโจทก์แล้วไปใช้ซอฟต์แวร์ของบริษัทโครแมนชี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แทน โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินที่ค้างชำระแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาการให้สิทธิและการบริการทั้งสองฉบับ เป็นสัญญาที่โจทก์อนุญาตให้จำเลยใช้ซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการโรงแรมโดยจำเลยยินยอมจ่ายค่าตอบแทน ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งซึ่งมีผลผูกพันคู่สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ไม่ใช่สัญญาซื้อขาย จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุที่ทรัพย์สินซึ่งซื้อขายชำรุดบกพร่องมาเป็นเหตุปฏิเสธไม่ชำระเงินแก่โจทก์ได้ สำหรับวัตถุประสงค์ของสัญญานั้นปรากฏข้อความในตอนต้นของสัญญาการให้สิทธิและบริการว่า จำเลยประสงค์จะได้รับการจัดหา การติดตั้ง การบำรุงรักษา และสิทธิการใช้ระบบบริหารโรงแรมตามที่ระบุในภาคผนวก ก (Appendix A) ซึ่งคือระบบซอฟต์แวร์ทั้งสี่ระบบ เมื่อโจทก์ได้จัดหา ติดตั้ง บำรุงรักษา และให้สิทธิจำเลยใช้ระบบซอฟต์แวร์ทั้งสี่ระบบตามสัญญาแล้ว ถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตรงตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาการให้สิทธิและการบริการ ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนในส่วนของตนแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาสัญญาซึ่งคือราคาเสนอขายที่ระบุอยู่ตามภาพผนวก ก ให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 472
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจนเน็กซ์ โซลูชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทมาดาน โฮลดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15015/2558
#592001
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น ไม่ใช่พิจารณาเปรียบเทียบเฉพาะรูปหรือคำหรือข้อความที่ปรากฏหรือเสียงเรียกขานอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ของเครื่องหมายการค้าที่ประกอบกันขึ้นเป็นองค์ประกอบรวมของเครื่องหมายการค้านั้นทั้งหมด รวมทั้งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นด้วยว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน และสาธารณชนผู้ใช้หรือบริโภคสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ทั้งยังต้องคำนึงถึงความสุจริตในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยสาระสำคัญอยู่ที่ว่าความเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้านั้นถึงขนาดที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่

เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเฉพาะภาคส่วนที่เป็นอักษรโรมัน "HOLLISTER" แล้วเห็นได้ว่าคำดังกล่าวตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมันที่เหมือนกันกับของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เพียงแต่คำดังกล่าวตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์นั้นเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ส่วนของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีเพียงอักษรโรมัน H ซึ่งเป็นอักษรโรมันตัวแรกเท่านั้นที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ ส่วนเสียงเรียกขานทั้งเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีเสียงเรียกขานคล้ายกันว่า "โฮลลิสเตอร์" แต่เมื่อพิจารณาในส่วนองค์ประกอบรวมของเครื่องหมายการค้า และ ตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์แล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอของโจทก์ยังมีภาคส่วนอื่นประกอบอยู่ด้วย โดยเครื่องหมายการค้า มีรูปนกประดิษฐ์อยู่ตรงกลางของเครื่องหมาย มีคำว่า "HOLLISTER" อยู่ด้านบน และมีคำว่า "CALIFORNIA" อยู่ด้านล่างของเครื่องหมาย ส่วนเครื่องหมายการค้า มีรูปนกประดิษฐ์อยู่ด้านบน มีคำว่า "HOLLISTER" อยู่ตรงกลาง และมีคำว่า "CALIFORNIA" อยู่ด้านล่างของเครื่องหมาย แม้คำว่า "CALIFORNIA" จะเป็นชื่อมลรัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาอันเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และในระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโจทก์ได้แถลงขอสละประเด็นตามคำฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนคำดังกล่าวด้วยหรือไม่ โดยโจทก์แถลงว่าโจทก์ยินยอมที่จะแสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "CALIFORNIA" แต่คำดังกล่าวก็ถือเป็นภาคส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ที่ทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว นอกจากนี้ เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ยังมีรูปนกประดิษฐ์เป็นภาคส่วนที่สำคัญซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเช่นกัน โดยเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีแต่เพียงรูปประดิษฐ์ซึ่งเป็นอักษรโรมัน H จำนวน 4 ตัว ประกอบกันเป็นรูปคล้ายอักษรโรมัน X หรือรูปกากบาท วางอยู่ด้านหน้าคำว่า "Hollister" เท่านั้น เมื่อพิจารณาองค์ประกอบรวมทุกภาคส่วนของเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์เปรียบเทียบกับรายการสินค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เห็นได้ว่าสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอนั้นเป็นสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า ลิปบาล์ม ลิปกลอส สเปรย์ฉีดตัวสำหรับใช้เป็นเครื่องสำอางระงับกลิ่นตัวและให้กลิ่นหอม เครื่องสำอางระงับกลิ่นตัวใช้กับร่างกาย เครื่องสำอางระงับกลิ่นตัว ยาดับกลิ่นตัว เครื่องสำอางระงับกลิ่นเหงื่อ ครีมเสริมสวย ครีมเสริมสวยสำหรับทาตัว โลชั่นเสริมสวย เครื่องสำอางใช้กับร่างกาย เครื่องสำอางใช้เสริมสวย โลชั่นทาตัว โลชั่นทามือ เครื่องสำอางใช้ทำความสะอาดร่างกาย โคโลญ สารให้กลิ่นหอมสำหรับใช้กับร่างกาย น้ำหอม ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเครื่องสำอางและเครื่องประทินผิว ซึ่งมักวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป และผู้ใช้สินค้าดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นประชาชนทั่วไป แต่สินค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นสินค้าจำพวกที่ 5 รายการสินค้า วัสดุตกแต่งบาดแผล น้ำยาทำความสะอาดผิว ครีมปรับสภาพผิว ขี้ผึ้งกันความชื้น กาวใช้ในทางการแพทย์ สารลอกกาวใช้ในทางการแพทย์ แผ่นปิดผิวหนัง ครีมและแป้งใช้รักษาบาดแผลและแผลเปิดของลำไส้บริเวณหน้าท้อง สารหล่อลื่นรูเปิดผนังหน้าท้อง เจลทาผิวใช้ในทางการแพทย์ ยาดับกลิ่นที่ไม่ได้ใช้กับร่างกาย ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในทางการแพทย์ ดังนั้น ผู้ใช้สินค้าดังกล่าวจึงเป็นแพทย์ พยาบาล หรือผู้ป่วยที่แพทย์แนะนำให้ใช้สินค้าดังกล่าวเท่านั้น และสถานที่จำหน่ายก็มีเพียงเฉพาะในโรงพยาบาลหรือร้านขายยาซึ่งมีเภสัชกรคอยแนะนำซึ่งบุคคลดังกล่าวย่อมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นอย่างดี ดังนั้น ทั้งรายการสินค้า กลุ่มผู้ใช้สินค้า และสถานที่จำหน่ายสินค้าของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจึงแตกต่างกัน ยังไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าสาธารณชนผู้ใช้สินค้าของโจทก์และผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองคำขอคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์จึงมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 707537 และ 707538 มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 13 และหรือ 27 ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้อง และมีคำสั่งให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอของโจทก์ต่อไปโดยไม่ต้องแสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวในการใช้คำว่า "CALIFORNIA"

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 707537 และ 707538 ตามฟ้อง มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 โดยโจทก์ต้องแสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิในการใช้คำว่า "CALIFORNIA" แต่เพียงผู้เดียว ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 707537 และเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 707538 ของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค244831 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าใดเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น ไม่ใช่พิจารณาเปรียบเทียบเฉพาะรูปหรือคำหรือข้อความที่ปรากฏหรือเสียงเรียกขานอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ของเครื่องหมายการค้าที่ประกอบกันขึ้นเป็นองค์ประกอบรวมของเครื่องหมายการค้านั้นทั้งหมด รวมทั้งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นด้วยว่าเป็นสินค้าจำพวกเดียวกันหรือเป็นสินค้าต่างจำพวกกันแต่มีลักษณะอย่างเดียวกัน และสาธารณชนผู้ใช้หรือบริโภคสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ทั้งยังต้องคำนึงถึงความสุจริตในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยสาระสำคัญอยู่ที่ว่าเหมือนหรือคล้ายกันของเครื่องหมายการค้านั้นถึงขนาดที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ สำหรับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 707537 และเครื่องหมายการค้า ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 707538 ของโจทก์เมื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว

ทะเบียนเลขที่ ค244831 เฉพาะภาคส่วนที่เป็นอักษรโรมันคำว่า "HOLLISTER" แล้วเห็นได้ว่าคำดังกล่าวตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมันที่เหมือนกันกับของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เพียงแต่คำดังกล่าวตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์นั้นเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ส่วนของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีเพียงอักษรโรมัน H ซึ่งเป็นอักษรโรมันตัวแรกเท่านั้นที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ ส่วนเสียงเรียกขานทั้งเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีเสียงเรียกขานคล้ายกันว่า "โฮลลิสเตอร์" แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในส่วนองค์ประกอบรวมของเครื่องหมายการค้า และ ตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์แล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอของโจทก์ยังมีภาคส่วนอื่นประกอบอยู่ด้วย โดยคำขอเลขที่ 707537 มีรูปนกประดิษฐ์อยู่ตรงกลางของเครื่องหมาย มีคำว่า "HOLLISTER" อยู่ด้านบน และมีคำว่า "CALIFORNIA" อยู่ด้านล่างของเครื่องหมาย ส่วนคำขอเลขที่ 707538 มีรูปนกประดิษฐ์อยู่ด้านบนมีคำว่า "HOLLISTER" อยู่ตรงกลาง และคำว่า "CALIFORNIA" อยู่ด้านล่างของเครื่องหมาย แม้คำว่า "CALIFORNIA" จะเป็นชื่อมลรัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาอันเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และในระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโจทก์ได้แถลงขอสละประเด็นตามคำฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนคำดังกล่าวด้วยหรือไม่ โดยโจทก์แถลงว่าโจทก์ยินยอมที่จะแสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้คำว่า "CALIFORNIA" ก็ตาม แต่คำดังกล่าวก็ถือเป็นภาคส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ที่ทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์ยังมีรูปนกประดิษฐ์เป็นภาคส่วนที่สำคัญซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเช่นกัน โดยเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีแต่เพียงรูปประดิษฐ์ ซึ่งเป็นอักษรโรมัน H จำนวน 4 ตัว ประกอบกันเป็นรูปคล้ายอักษรโรมัน X หรือรูปกากบาทวางอยู่ด้านหน้าคำว่า "Hollister" เท่านั้น ดังนั้น เมื่อพิจารณาองค์ประกอบรวมทุกภาคส่วนของเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์เปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาถึงรายการสินค้าตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์เปรียบเทียบกับรายการสินค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เห็นได้ว่าสินค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอนั้นเป็นสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า ลิปบาล์ม ลิปกลอส สเปรย์ฉีดตัวสำหรับใช้เป็นเครื่องสำอางระงับกลิ่นตัวและให้กลิ่นหอม เครื่องสำอางระงับกลิ่นตัวใช้กับร่างกาย เครื่องสำอางระงับกลิ่นตัว ยาดับกลิ่นตัว เครื่องสำอางระงับกลิ่นเหงื่อ ครีมเสริมสวย ครีมเสริมสวยสำหรับทาตัว โลชั่นเสริมสวย เครื่องสำอางใช้กับร่างกาย เครื่องสำอางใช้เสริมสวย โลชั่นทาตัว โลชั่นทามือ เครื่องสำอางใช้ทำความสะอาดร่างกาย โคโลญ สารให้กลิ่นหอมสำหรับใช้กับร่างกาย น้ำหอม ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเครื่องสำอางและเครื่องประทินผิวซึ่งมักวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป และผู้ใช้สินค้าดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นประชาชนทั่วไป แต่สินค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นสินค้าจำพวกที่ 5 รายการสินค้า วัสดุตกแต่งบาดแผล น้ำยาทำความสะอาดผิว ครีมปรับสภาพผิว ขี้ผึ้งกันความชื้น กาวใช้ในทางการแพทย์ สารลอกกาวใช้ในทางการแพทย์ แผ่นปิดผิวหนัง ครีมและแป้งใช้รักษาบาดแผลและแผลเปิดของลำไส้บริเวณหน้าท้อง สารหล่อลื่นรูเปิดผนังหน้าท้อง เจลทาผิวใช้ในทางการแพทย์ เจลชนิดสเปรย์สำหรับผิวใช้ในทางการแพทย์ ที่เช็ดเจลทาผิวใช้ในทางการแพทย์ ยาดับกลิ่นที่ไม่ได้ใช้กับร่างกาย ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในทางการแพทย์ ดังนั้นผู้ใช้สินค้าดังกล่าวจึงเป็นแพทย์ พยาบาลหรือผู้ป่วยที่แพทย์แนะนำให้ใช้สินค้าดังกล่าวเท่านั้น และสถานที่จำหน่ายก็มีเพียงเฉพาะในโรงพยาบาลหรือร้านขายยาซึ่งมีเภสัชกรคอยแนะนำ ซึ่งบุคคลดังกล่าวย่อมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นอย่างดี ดังนั้น ทั้งรายการสินค้า กลุ่มผู้ใช้สินค้า และสถานที่จำหน่ายสินค้าของโจทก์และของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจึงแตกต่างกัน ยังไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าสาธารณชนผู้ใช้สินค้าของโจทก์และผู้ใช้สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าเครื่องหมายการค้า และ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 707537 และ 707538 ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ทะเบียนเลขที่ ค244831 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์จึงมีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองคำขอของโจทก์มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ โดยโจทก์ต้องแสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิในการใช้คำว่า"CALIFORNIA" แต่เพียงผู้เดียวและให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อะเบอร์ครอมบี้ แอนด์ ฟิทช์ ยุโรป เอสอาร์ จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15010/2558
#593224
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันภัยระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีข้อกำหนดการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการว่า หากคู่ความมีข้อพิพาทใด ๆ เกี่ยวข้องกับสัญญานี้ ให้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการ (an arbitration tribunal) ซึ่งมาตรา 20 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 บัญญัติว่า ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่พิพาทฝ่ายที่ประสงค์จะคัดค้านอนุญาโตตุลาการจะต้องยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการตั้งอนุญาโตตุลาการหรือรู้ข้อเท็จจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคสาม เมื่อผู้คัดค้านแจ้งการแต่งตั้ง จ. เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน ผู้ร้องแจ้งคัดค้านการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน โดยไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้ร้องแล้วร่วมกันตั้งอนุญาโตตุลาการเพิ่มอีกหนึ่งคนเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เพื่อประกอบกันเป็นคณะอนุญาโตตุลาการ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงวิธีคัดค้านอนุญาโตตุลาการไว้เป็นอย่างอื่น จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องยังไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง คือไม่ได้ยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการแต่งตั้ง จ. เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการแต่งตั้งนายจอห์น เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาประกันภัยต่อระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีข้อกำหนดการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการว่า หากคู่ความมีข้อพิพาทใด ๆ เกี่ยวข้องกับสัญญานี้ ให้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการ (an arbitration tribunal) ตามสำเนาข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมาตรา 20 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 บัญญัติว่า ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่พิพาทฝ่ายที่ประสงค์จะคัดค้านอนุญาโตตุลาการจะต้องยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการตั้งอนุญาโตตุลาการหรือรู้ข้อเท็จจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคสาม ที่กำหนดเหตุแห่งการคัดค้านไว้ตามคำร้องและคำคัดค้าน ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อผู้คัดค้านแจ้งการแต่งตั้งนายจอห์น เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน ผู้ร้องแจ้งคัดค้านการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน ตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้ร้องแล้วร่วมกันตั้งอนุญาโตตุลาการเพิ่มอีกหนึ่งคนเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เพื่อประกอบกันเป็นคณะอนุญาโตตุลาการ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงวิธีคัดค้านอนุญาโตตุลาการไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องยังไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง คือไม่ได้ยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการแต่งตั้งนายจอห์น เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรมีคำสั่งให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 17 วรรคหนึ่ง ม. 17 วรรคสอง ม. 20 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — สาขาประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15010/2558
#636000
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันภัยต่อระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีข้อกำหนดการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการว่า หากคู่ความมีข้อพิพาทใด ๆ เกี่ยวข้องกับสัญญานี้ ให้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการ (an arbitration tribunal) ตามสำเนาข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมาตรา 20 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 บัญญัติว่า ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่พิพาทฝ่ายที่ประสงค์จะคัดค้านอนุญาโตตุลาการจะต้องยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการตั้งอนุญาโตตุลาการหรือรู้ข้อเท็จจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคสาม ที่กำหนดเหตุแห่งการคัดค้านไว้ตามคำร้องและคำคัดค้าน เมื่อผู้คัดค้านแจ้งการแต่งตั้ง จ. เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน ผู้ร้องแจ้งคัดค้านการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้ร้องแล้วร่วมกันตั้งอนุญาโตตุลาการเพิ่มอีกหนึ่งคนเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เพื่อประกอบกันเป็นคณะอนุญาโตตุลาการ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงวิธีคัดค้านอนุญาโตตุลาการไว้เป็นอย่างอื่น จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องยังไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง คือไม่ได้ยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการแต่งตั้ง จ. เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการแต่งตั้งนายจอห์นเป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 เพื่อให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเหตุแห่งการคัดค้านก่อน จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาประกันภัยต่อระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีข้อกำหนดการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการว่า หากคู่ความมีข้อพิพาทใด ๆ เกี่ยวข้องกับสัญญานี้ ให้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการ (an arbitration tribunal) ตามสำเนาข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมาตรา 20 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 บัญญัติว่า ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่พิพาทฝ่ายที่ประสงค์จะคัดค้านอนุญาโตตุลาการจะต้องยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการตั้งอนุญาโตตุลาการหรือรู้ข้อเท็จจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคสาม ที่กำหนดเหตุแห่งการคัดค้านไว้ตามคำร้องและคำคัดค้าน ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อผู้คัดค้านแจ้งการแต่งตั้งนายจอห์น เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน ตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ผู้ร้องแจ้งคัดค้านการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน ตามสำเนาหนังสือลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้ร้องแล้วร่วมกันตั้งอนุญาโตตุลาการเพิ่มอีกหนึ่งคนเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 17 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เพื่อประกอบกันเป็นคณะอนุญาโตตุลาการ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงวิธีคัดค้านอนุญาโตตุลาการไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องยังไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง คือไม่ได้ยื่นหนังสือแสดงเหตุแห่งการคัดค้านต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการแต่งตั้งนายจอห์น เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นควรมีคำสั่งให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 17 วรรคหนึ่ง ม. 17 วรรคสอง ม. 20 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทมิตซุย สุมิโตโม
อินชัวรันซ์ จำกัด สาขา
ผู้คัดค้าน — ประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15009/2558
#594690
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำเตือนในการขายทอดตลาดระบุว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดมีหน้าที่ตรวจสอบยอดหนี้ว่าเจ้าของห้องชุดเดิมมีหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ และหากมีโจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากซื้อห้องชุดพิพาทแล้ว การที่โจทก์มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้โดยเสนอว่าโจทก์จะชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเฉพาะภายหลังจากโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์เป็นต้นไป เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ตอบหนังสือว่าข้อเสนอชำระหนี้ของโจทก์ชอบหรือไม่ และไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ได้

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม บัญญัติว่า ผู้จัดการต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามวรรคสองให้แก่เจ้าของร่วมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องและเจ้าของร่วมได้ชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ครบถ้วนแล้ว จะเห็นว่าการชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามมาตรา 18 เป็นเงื่อนไขสำคัญของการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ เมื่อกรณีไม่ได้ความว่าเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมค้างค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือไม่ และเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ศาลย่อมกำหนดได้ว่าหากมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นับถึงวันที่โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดซึ่งเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ก็ให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ให้เรียบร้อยแล้วให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ และเมื่อทางนำสืบโจทก์ยังไม่แน่ชัดว่าเจ้าของห้องชุดเดิมค้างค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์จึงไม่เป็นการละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุด เลขที่ 468/43 ชั้น 3 และห้องชุดเลขที่ 468/74 ชั้น 4 ของอาคารชุด นิติบุคคลอาคารชุดไทยธานี ดี 2 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 23/2538 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 184277 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลาง และการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดเลขที่ 468/43 ชั้น 3 และห้องชุดเลขที่ 468/74 ชั้น 4 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 184277 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ตามฟ้องให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลาง และการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ ทั้งนี้ให้โจทก์ชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประมูลซื้อห้องชุดพิพาท เลขที่ 468/43 และ 468/74 ของนิติบุคคลอาคารชุด ไทยธานี ดี 2 จำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 184277 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยปลอดจำนอง ในการขายทอดตลาดมีคำเตือนผู้ซื้อทรัพย์ว่า ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อนและผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อจำเลยที่ 1 ก่อน จึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18, 29 และ 41 วันที่ 15 ตุลาคม 2553 และวันที่ 14 ธันวาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร โดยขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเลขที่ 468/43 และ 468/74 ตามลำดับให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2555 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการจำเลยที่ 1 ให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ในอาคารชุดพิพาทให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดยโจทก์จะชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกฎหมายนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2553 และวันที่ 14 ธันวาคม 2553 ของห้องชุดแต่ละห้องเป็นต้นไป โจทก์ฎีกาว่า เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมไม่ได้ค้างชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ก่อนจะออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จึงไม่ถูกต้อง โจทก์มีนายกฤษฏาเดชปกรณ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ติดต่อจำเลยทั้งสองเพื่อขอชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกฎหมายแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยโดยไม่แจ้งยอดหนี้แก่โจทก์ โจทก์ให้ทนายความทำหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้เพื่อโจทก์จะได้นำให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนระงับจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยเช่นเคย เห็นว่า ตามคำเตือนในการขายทอดตลาดระบุว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดมีหน้าที่ตรวจสอบยอดหนี้ว่าเจ้าของห้องชุดเดิมมีหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่และหากมีโจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากซื้อห้องชุดพิพาทแล้ว การที่โจทก์มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ โดยเสนอว่าโจทก์จะชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเฉพาะภายหลังจากโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์เป็นต้นไป เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ตอบหนังสือว่าข้อเสนอชำระหนี้ของโจทก์ชอบหรือไม่และไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ได้ แต่จะฟังว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมไม่มีหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค้างชำระหาได้ไม่ เป็นเพียงจำเลยทั้งสองไม่ให้ความร่วมมือโจทก์ในการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเท่านั้น ทั้งโจทก์ไม่ได้หมายเรียกจำเลยที่ 2 และเอกสารของจำเลยที่ 1 ที่แสดงการชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของเจ้าของห้องชุดมาเป็นพยาน ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเจ้าของห้องชุดเดิมไม่ได้ค้างชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงยังไม่แน่นอน พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม บัญญัติว่า ผู้จัดการต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามวรรคสองให้แก่เจ้าของร่วมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องและเจ้าของร่วมได้ชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ครบถ้วนแล้ว จะเห็นว่าการชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามมาตรา 18 เป็นเงื่อนไขสำคัญของการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ เมื่อกรณีไม่ได้ความว่าเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมค้างค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือไม่ และเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ศาลย่อมกำหนดได้ว่าหากมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นับถึงวันที่โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดซึ่งเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ก็ให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ให้เรียบร้อยแล้วให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ และถ้าพิพาทกันเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวก็ต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การที่จำเลยทั้งสองไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามที่โจทก์ร้องขอ โจทก์จึงไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทได้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายโดยไม่สามารถนำห้องชุดพิพาทไปให้บุคคลอื่นเช่าหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์ยังมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าเจ้าของห้องชุดเดิมไม่มีหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามกฎหมายที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ได้หมายเรียกจำเลยที่ 2 พนักงานของจำเลยที่ 1 และสมุดบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งแสดงการชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของเจ้าของห้องชุดมาสืบ เมื่อยังไม่แน่ว่าเจ้าของห้องชุดเดิมค้างค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ จึงไม่เป็นการละเมิด ข้ออ้างของโจทก์รับฟังไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้ในส่วนการชำระหนี้ของโจทก์เป็นว่า ทั้งนี้หากเจ้าของห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าวมีหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยนับถึงวันที่โจทก์ซื้อห้องชุดทั้งสองห้องจากการขายทอดตลาด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ก็ให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ก่อน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 29 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ไทยธานี ดี 2 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชัย เสถียรกิจการชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สุรทิน สาเรือง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15009/2558
#635999
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำเตือนในการขายทอดตลาดระบุว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดมีหน้าที่ตรวจสอบยอดหนี้ว่าเจ้าของห้องชุดเดิมมีหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่และหากมีโจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากซื้อห้องชุดพิพาทแล้ว การที่โจทก์มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ โดยเสนอว่าโจทก์จะชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเฉพาะภายหลังจากโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์เป็นต้นไป เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ตอบหนังสือว่าข้อเสนอชำระหนี้ของโจทก์ชอบหรือไม่และไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ได้

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม บัญญัติว่า ผู้จัดการต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามวรรคสองให้แก่เจ้าของร่วมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องและเจ้าของร่วมได้ชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ครบถ้วนแล้ว จะเห็นว่าการชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามมาตรา 18 เป็นเงื่อนไขสำคัญของการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ เมื่อกรณีไม่ได้ความว่าเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมค้างค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือไม่ และเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ศาลย่อมกำหนดได้ว่าหากมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นับถึงวันที่โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดซึ่งเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ก็ให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ให้เรียบร้อยแล้วให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ และถ้าพิพาทกันเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวก็ต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดเลขที่ 468/43 ชั้น 3 และห้องชุดเลขที่ 468/74 ชั้น 4 ของอาคารชุด นิติบุคคลอาคารชุดไทยธานี ดี 2 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 23/2538 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 184277 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลาง และการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดเลขที่ 468/43 ชั้น 3 และห้องชุดเลขที่ 468/74 ชั้น 4 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 184277 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ตามฟ้องให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลาง และการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ ทั้งนี้ให้โจทก์ชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประมูลซื้อห้องชุดพิพาทเลขที่ 468/43 และ 468/74 ของนิติบุคคลอาคารชุด ไทยธานี ดี 2 จำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 184277 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยปลอดจำนอง ในการขายทอดตลาดมีคำเตือนผู้ซื้อทรัพย์ว่า ผู้ซื้อจะต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อนและผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้ชำระหนี้สินค้างชำระต่อจำเลยที่ 1 ก่อน จึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18, 29 และ 41 วันที่ 15 ตุลาคม 2553 และวันที่ 14 ธันวาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร โดยขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเลขที่ 468/43 และ 468/74 ตามลำดับให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2555 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการจำเลยที่ 1 ให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ในอาคารชุดพิพาทให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดยโจทก์จะชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกฎหมายนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2553 และวันที่ 14 ธันวาคม 2553 ของห้องชุดแต่ละห้องเป็นต้นไป โจทก์ฎีกาว่า เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมไม่ได้ค้างชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ก่อนจะออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จึงไม่ถูกต้อง โจทก์มีนายกฤษฏาเดชปกรณ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ติดต่อจำเลยทั้งสองเพื่อขอชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามกฎหมายแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยโดยไม่แจ้งยอดหนี้แก่โจทก์ โจทก์ให้ทนายความทำหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้เพื่อโจทก์จะได้นำให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนระงับจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเป็นของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยเช่นเคย เห็นว่า ตามคำเตือนในการขายทอดตลาดระบุว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดมีหน้าที่ตรวจสอบยอดหนี้ว่าเจ้าของห้องชุดเดิมมีหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่และหากมีโจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากซื้อห้องชุดพิพาทแล้ว การที่โจทก์มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ โดยเสนอว่าโจทก์จะชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเฉพาะภายหลังจากโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์เป็นต้นไป เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ตอบหนังสือว่าข้อเสนอชำระหนี้ของโจทก์ชอบหรือไม่และไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ได้ แต่จะฟังว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมไม่มีหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค้างชำระหาได้ไม่ เป็นเพียงจำเลยทั้งสองไม่ให้ความร่วมมือโจทก์ในการขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเท่านั้น ทั้งโจทก์ไม่ได้หมายเรียกจำเลยที่ 2 และเอกสารของจำเลยที่ 1 ที่แสดงการชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของเจ้าของห้องชุดมาเป็นพยาน ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเจ้าของห้องชุดเดิมไม่ได้ค้างชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงยังไม่แน่นอน

พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม บัญญัติว่า ผู้จัดการต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามวรรคสองให้แก่เจ้าของร่วมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องและเจ้าของร่วมได้ชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ครบถ้วนแล้ว จะเห็นว่าการชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามมาตรา 18 เป็นเงื่อนไขสำคัญของการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ เมื่อกรณีไม่ได้ความว่าเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมค้างค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หรือไม่ และเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ศาลย่อมกำหนดได้ว่าหากมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นับถึงวันที่โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทจากการขายทอดตลาดซึ่งเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ก็ให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ให้เรียบร้อยแล้วให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ และถ้าพิพาทกันเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวก็ต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การที่จำเลยทั้งสองไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามที่โจทก์ร้องขอ โจทก์จึงไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทได้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายโดยไม่สามารถนำห้องชุดพิพาทไปให้บุคคลอื่นเช่าหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์ยังมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าเจ้าของห้องชุดเดิมไม่มีหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามกฎหมายที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ได้หมายเรียกจำเลยที่ 2 พนักงานของจำเลยที่ 1 และสมุดบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งแสดงการชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของเจ้าของห้องชุดมาสืบ เมื่อยังไม่แน่ว่าเจ้าของห้องชุดเดิมค้างค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ จึงไม่เป็นการละเมิด ข้ออ้างของโจทก์รับฟังไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้ในส่วนการชำระหนี้ของโจทก์เป็นว่า ทั้งนี้หากเจ้าของห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าวมีหนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยนับถึงวันที่โจทก์ซื้อห้องชุดทั้งสองห้องจากการขายทอดตลาด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 ก็ให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ก่อน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 29 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ไทยธานี ดี 2 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สุรทิน สาเรือง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15004/2558
#592190
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยายื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาที่ใช้ชื่อ ล. ผู้ประกันยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาดังกล่าวโดยมีประกัน ศาลชั้นต้นอนุญาต สัญญาประกันจึงมีผลสมบูรณ์ตลอดไปในระหว่างสอบสวน สัญญาประกันในคดีอาญาจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด เว้นแต่มีการถอนสัญญาประกันหรือขอถอนหลักประกัน ผู้ต้องหาตาย ผิดสัญญาประกัน หรือศาลสั่งยกเลิกสัญญาประกัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 116 และมาตรา 118 ที่ผู้ประกันอ้างว่าทำสัญญาประกันไปโดยสำคัญผิดในตัวบุคคลนั้น เห็นว่า ผู้ประกันไม่ได้สำคัญผิดในตัวบุคคลเพราะผู้ประกันต้องการขอปล่อยชั่วคราวบุคคลที่ใช้ชื่อ ล. ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยายื่นคำร้องขอฝากขัง การที่ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาดังกล่าวโดยมีประกัน และศาลชั้นต้นอนุญาตจึงเป็นการถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วว่า ศาลได้สั่งปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ใช้ชื่อ ล. โดยมีประกันตรงตามเจตนาของผู้ประกัน หาใช่ผู้ประกันสำคัญผิดในตัวบุคคลไม่ สัญญาประกันที่ผู้ประกันทำต่อศาลชั้นต้นจึงมีผลสมบูรณ์ เมื่อผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาดังกล่าวตามกำหนดนัด จึงต้องรับผิดตามสัญญาประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2549 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา ยื่นคำร้องฝากขังนางสาวลัดดาเป็นผู้ต้องหา กล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ระหว่างสอบสวนผู้ประกันยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนางสาวลัดดา ศาลชั้นต้นอนุญาตตีราคา 1,000,000 บาท ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญา วันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ฟ้องนางสาวลัดดาเป็นจำเลย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ระหว่างนั้นผู้ประกันไม่นำเงินมาชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14974 ตำบลเม็งราย อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ของผู้ประกันออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2553 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนางสาวลัดดาได้และนำตัวส่งศาลชั้นต้น นางสาวลัดดายื่นคำร้องว่าจำเลยในคดีนี้เป็นนางสาวแหม่ม น้องสาวนางสาวลัดดา เนื่องจากนางสาวแหม่มใช้บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนางสาวลัดดาเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจจับผิดตัว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า นางสาวลัดดาไม่ใช่จำเลยคดีนี้ จำเลยที่แท้จริงคือนางแหม่มหรือนางสาวแหม่ม ต่อมาโจทก์ขอแก้ฟ้องชื่อจำเลยเป็นนางแหม่มหรือนางสาวแหม่ม วันที่ 16 ตุลาคม 2557 ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า ผู้ประกันมีเจตนาประกันตัวนางสาวลัดดา ไม่ได้เจตนาประกันตัวนางแหม่ม สัญญาประกันที่ทำไว้ต่อศาลจึงไม่มีผลผูกพันผู้ประกันอีกต่อไป การขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันและคืนทรัพย์หลักประกันแก่ผู้ประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ประกันทำสัญญาประกันตัวจำเลยคดีนี้ ไม่ว่าจำเลยจะมีชื่อว่าอย่างไร ผู้ประกันก็ย่อมผูกพันตามสัญญาประกัน เมื่อยังไม่สามารถจับกุมจำเลยได้ จึงไม่มีเหตุของดการบังคับคดีหรือเพิกถอนการขายทอดตลาด ยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ประกันว่า มีเหตุที่จะงดขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันและคืนทรัพย์หลักประกันให้แก่ผู้ประกันหรือไม่ โดยผู้ประกันฎีกาว่า ผู้ประกันเข้าใจว่าได้ขอประกันตัวนางสาวลัดดา เมื่อนางสาวลัดดาไม่ได้เป็นผู้ต้องหาที่กระทำความผิดต้องถือว่าผู้ประกันสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม มีผลทำให้สัญญาประกันตกเป็นโมฆะไม่มีผลตามกฎหมาย ผู้ประกันจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า ขณะที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา ยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาที่ใช้ชื่อนางสาวลัดดา ผู้ประกันยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาดังกล่าวโดยมีประกัน ศาลชั้นต้นอนุญาต สัญญาประกันดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ตลอดไปในระหว่างสอบสวน สัญญาประกันในคดีอาญาจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด เว้นแต่มีการถอนสัญญาประกันหรือขอถอนหลักประกัน ผู้ต้องหาตาย ผิดสัญญาประกัน หรือศาลสั่งยกเลิกสัญญาประกัน ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 และมาตรา 118 ที่ผู้ประกันอ้างว่าทำสัญญาประกันไปโดยสำคัญผิดในตัวบุคคลนั้น เห็นว่า ผู้ประกันไม่ได้สำคัญผิดในตัวบุคคลเพราะผู้ประกันต้องการขอปล่อยชั่วคราวบุคคลที่ใช้ชื่อนางสาวลัดดา ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยายื่นคำร้องขอฝากขัง การที่ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาดังกล่าวโดยมีประกันและศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตจึงเป็นการถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วว่า ศาลได้สั่งปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ใช้ชื่อนางสาวลัดดาโดยมีประกันตรงตามเจตนาของผู้ประกัน หาใช่ผู้ประกันสำคัญผิดในตัวบุคคลที่ผู้ประกันกล่าวอ้างไม่ สัญญาประกันที่ผู้ประกันทำต่อศาลชั้นต้นจึงมีผลสมบูรณ์ เมื่อผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวผู้ต้องหาดังกล่าวตามกำหนดนัด จึงต้องรับผิดตามสัญญาประกัน กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะงดการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันและคืนทรัพย์หลักประกันให้แก่ผู้ประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ประกันฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 116 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักอัยการจังหวัดพัทยา
ผู้ประกัน — นายเจษฎา นิโครธานนท์
จำเลย — นางแหม่มหรือนางสาวแหม่ม ศรีอภัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายเอกพงษ์ ช้อนสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15000/2558
#591595
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับใหม่แทนคำฟ้องฉบับเดิมก็เพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาคำฟ้องฉบับเดิมและคำร้องขอแก้ฟ้องประกอบคำฟ้องฉบับใหม่ด้วย จะถือคำฟ้องฉบับใหม่ฉบับเดียวแทนคำฟ้องฉบับเดิมไม่ได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ขอแก้ไขฟ้องส่วนที่เกี่ยวกับการขอนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 277/2556 ทั้งในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 265/2556 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 277/2556 จึงขัดแย้งกัน เชื่อว่าศาลชั้นต้นพิจารณาจากคำฟ้องฉบับใหม่ที่โจทก์พิมพ์ผิดพลาด ไม่ได้พิจารณาจากคำฟ้องฉบับเดิม ถือว่าเป็นการเขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 190

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 264, 265, 268, 352, 353 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 277/2556 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 211/2556, 1527/2556 และ 1766/2556 และโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 265/2556, 276/2556, 277/2556, 295/2556, 1200/2556 และ 1709/2556 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265, 353 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันยักยอก ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 17 กระทง จำคุก 102 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 51 เดือน ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 277/2556 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 211/2556, 1527/2556 และโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 265/2556, 276/2556, 277/2556, 295/2556 และ 1200/2556 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษต่อในคดีอื่นนั้นศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ เกี่ยวกับการนับโทษต่อคดีนี้กับคดีที่นับโทษต่อลักษณะและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีนี้กับคดีที่นับโทษดังกล่าวจึงมีความผิดเกี่ยวพันกัน อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วให้จำคุกได้ไม่เกิน 20 ปี

โจทก์ยื่นคำร้อง ขอให้แก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องตามคำฟ้องของโจทก์โดยให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 265/2556 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องเป็นการที่โจทก์ขอแก้ไขคำพิพากษาเนื่องมาจากคำพิพากษาพิมพ์ผิดพลาด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 คดีนี้ แต่เดิมโจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับแรก ต่อมาโจทก์ทำคำฟ้องฉบับใหม่ยื่นแทนฉบับเดิม ศาลอนุญาต และรับฟ้องฉบับดังกล่าวไว้ คำพิพากษาของศาลในส่วนที่ขอแก้ไขระบุหมายเลขคดีที่นับโทษต่อตรงกับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ฉบับดังกล่าว คำพิพากษาของศาลไม่ได้พิมพ์ผิดพลาด อันจะเป็นเหตุให้ขอแก้ไขได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 277/2556 ของศาลชั้นต้น เป็นถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาดหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะทำคำฟ้องฉบับใหม่ตามคำฟ้องท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2556 ยื่นต่อศาลชั้นต้นแทนคำฟ้องฉบับเดิมสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องหลายครั้งก็ตาม แต่การทำคำฟ้องฉบับดังกล่าวก็เพื่อความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น เพราะคำฟ้องฉบับเดิมยังคงมีอยู่ ดังนี้ ในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาจากคำฟ้องฉบับเดิมและคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์ประกอบคำฟ้องฉบับใหม่ด้วย จะยึดถือคำฟ้องฉบับใหม่เพียงฉบับเดียวแทนคำฟ้องฉบับเดิมไม่ได้ เมื่อตามคำร้องขอแก้ฟ้องฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2556 โจทก์ไม่ได้ขอแก้ฟ้องเกี่ยวกับการนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 277/2556 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวได้ ทั้งเมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลชั้นต้น หน้า 29 ตอนท้าย ก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 265/2556 ของศาลจังหวัดพัทลุง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 277/2556 ของศาลชั้นต้น จึงเป็นการขัดแย้งกับข้อความดังกล่าว เชื่อว่า ศาลชั้นต้นเขียนหรือพิมพ์คำพิพากษาในเรื่องการนับโทษจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้พิจารณาจากคำฟ้องฉบับเดิม แต่พิจารณาจากคำฟ้องฉบับใหม่ที่โจทก์พิมพ์ผิดพลาด ถือว่าเป็นการเขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขเสียให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นข้อความที่ว่า ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 277/2556 ของศาลชั้นต้น เป็น ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 265/2556 ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163, 190
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พัทลุงไทยยนตร์กลการ
จำเลย — นางสาวธิดารัตน์ สงเกิด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายเจนรบ นครสุต
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14979/2558
#599770
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 8 (3) บัญญัติห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสาม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ซึ่งตามบัญชีสามข้อ (11) ได้กำหนดการทำกิจการนายหน้าหรือตัวแทนไว้ด้วย แต่ยกเว้นไว้ 4 กรณี ได้แก่ (ก) การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์หรือการบริการที่เกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้าซึ่งสินค้าเกษตรหรือตราสารทางการเงินหรือหลักทรัพย์ (ข) ... (ค) ... (ง) . โดยไม่มีข้อกำหนดว่าการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535บทบัญญัติมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 กำหนดว่า กรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดเรื่องการถือหุ้น การเป็นหุ้นส่วนหรือการลงทุนของคนต่างด้าว การอนุญาตหรือการห้ามคนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจบางประเภทหรือกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวไว้เป็นประการใด ให้ใช้บังคับตามกฎหมายและมิให้นำความใน พ.ร.บ. นี้ไปใช้บังคับในส่วนที่มีกฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว การประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และการเป็นที่ปรึกษาการลงทุนของจำเลยทั้งเจ็ดได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตามมาตรา 8 (3) กรณีจึงไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจะเป็นการประกอบธุรกิจบริการอื่น อันจะเป็นการต้องห้ามตามบัญชีสาม ข้อ 21 หรือไม่ การประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์และเป็นที่ปรึกษาการลงทุนของจำเลยทั้งเจ็ด จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 8 (3)

ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ให้คำจำกัดความธุรกิจหลักทรัพย์ว่าหมายถึง ธุรกิจหลักทรัพย์ รวม 7 ประเภท ได้แก่ (1) การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (2) การค้าหลักทรัพย์ (3) การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน (4) การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และ (5) ... (6) ... (7) ... และให้ความหมายการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ว่า การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนเพื่อซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นเป็นทางค้าปกติ โดยได้รับค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม หรือค่าตอบแทนอื่น การค้าหลักทรัพย์หมายความว่า การซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ในนามของตนเองเป็นทางค้าปกติโดยกระทำนอกตลาดหลักทรัพย์หรือศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ การที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุน หมายความว่า การให้คำแนะนำแก่ประชาชนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกี่ยวกับคุณค่าของหลักทรัพย์ หรือความเหมาะสมในการลงทุนที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์นั้น หรือที่เกี่ยวกับการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ เป็นทางค้าปกติ ทั้งนี้โดยได้รับค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนอื่น แต่ไม่รวมถึงการให้คำแนะนำแก่ประชาชนในลักษณะที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด และการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ หมายความว่า การรับหลักทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนจากบริษัทหรือเจ้าของหลักทรัพย์ไปเสนอขายต่อประชาชน โดยได้รับค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนอื่น ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้ยังได้ให้คำจำกัดความของหลักทรัพย์ว่าหมายถึง (1) ตั๋วเงินคลัง (2) พันธบัตร (3) ตั๋วเงิน (4) หุ้น (5) หุ้นกู้ (6) หน่วยลงทุนอันได้แก่ ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของกองทุนรวม (7) ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น (8) ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกู้ (9) ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงุทน และ (10) ตราสารอื่นใดที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด ซึ่งหลักทรัพย์ทั้งสิบประเภทมิได้กำหนดหรือจำกัดว่าเป็นหลักทรัพย์ในประเทศไทยเป็นการเฉพาะ แต่หมายถึงหลักทรัพย์ทั้งสิบประเภททั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้จำเลยทั้งเจ็ดอ้างว่ามิได้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทยเนื่องจากนักลงทุนเป็นชาวต่างประเทศที่มิได้อยู่ในประเทศไทย หลักทรัพย์ที่ซื้อขายเป็นหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ทั้งไม่มีการนำเงินที่มีการซื้อขายเข้ามาในประเทศไทยจึงไม่เป็นความผิด แต่เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ในนาม ด. ในประเทศไทย จึงเป็นการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 4 ซึ่งตามมาตรา 90 บัญญัติว่า การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อเป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่น ทั้งนี้ โดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกอบกับเมื่อมีการตรา พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ขึ้นบังคับใช้ โดยให้ยกเลิก พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2517 และ พ.ศ.2527 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตลาดทุนทั้งตลาดแรกและตลอดรองให้กว้างขวางและเป็นสากลยิ่งขึ้น มีตราสารประเภทต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นและเพื่อควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ซึ่งกระจายความรับผิดชอบอยู่หลายหน่วยงานให้มีความเป็นเอกภาพ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กฎหมายและหน่วยงานที่ใช้ในการกำกับเดียวกันโดยไม่ได้จำกัดว่าเป็นหลักทรัพย์ในตลาดทุนไทยหรือต่างประเทศ ทั้งไม่คำนึงว่าผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทยเป็นคนสัญชาติใด ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามมาตรา 90 เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยมิได้จัดตั้งในรูปบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือเป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งตามกฎหมายอื่น ทั้งนี้โดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90 วรรคหนึ่ง และต้องรับโทษตามมาตรา 289

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 4, 90, 289 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 4, 8, 37 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบเอกสารของกลาง

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90, 289 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 8, 37 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 การกักขังแทนค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนด 2 ปี ริบเอกสารตามบัญชีของกลางท้ายฟ้อง

โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 8 (3), 37 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ไม่รอการลงโทษ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90, 289 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งเจ็ดเป็นคนต่างด้าว โดยจำเลยที่ 1 สัญชาติออสเตรเลีย จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 สัญชาติไอริช และจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 สัญชาติอังกฤษ ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งเจ็ดพำนักในประเทศไทย ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จัดให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ในนามเดอะบรินตัน กรุ๊ป มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนสาทรใต้ กรุงเทพมหานคร โดยกระทำการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนชักชวนให้นักลงทุนในประเทศออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์ลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อลูกค้าสนใจและตกลงซื้อหลักทรัพย์ก็จะดำเนินการส่งเอกสารสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์ตลอดจนวิธีโอนเงินชำระราคาหลักทรัพย์เข้าบัญชีเงินฝากของกลุ่มเดอะบรินตัน กรุ๊ป โดยจำเลยทั้งเจ็ดได้รับค่านายหน้า ค่าธรรมเนียมและค่าตอบแทน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งเจ็ดพร้อมยึดใบหุ้นและเอกสารที่เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นของกลาง โดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์หรือค้าหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นคนต่างด้าวร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดว่า การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 8 (3) หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 8 (3) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 บัญญัติห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสาม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ซึ่งตามบัญชีสามข้อ (11) ได้กำหนดการทำกิจการนายหน้าหรือตัวแทนไว้ด้วย แต่ยกเว้นไว้ 4 กรณี ได้แก่ (ก) การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์หรือการบริการที่เกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้าซึ่งสินค้าเกษตรหรือตราสารทางการเงินหรือหลักทรัพย์ (ข) ... (ค) ... (ง) ... โดยไม่มีข้อกำหนดว่าการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 กำหนดว่า กรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดเรื่องการถือหุ้น การเป็นหุ้นส่วนหรือการลงทุนของคนต่างด้าว การอนุญาตหรือการห้ามคนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจบางประเภทหรือกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวไว้เป็นประการใด ให้ใช้บังคับตามกฎหมายดังกล่าวและมิให้นำความในพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับในส่วนที่มีกฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว เมื่อการประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์และการเป็นที่ปรึกษาการลงทุนของจำเลยทั้งเจ็ดได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตามมาตรา 8 (3) กรณีจึงไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจะเป็นการประกอบธุรกิจบริการอื่น อันจะเป็นการต้องห้ามตามบัญชีสาม ข้อ 21 หรือไม่ อีก การประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์และเป็นที่ปรึกษาการลงทุนของจำเลยทั้งเจ็ด จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 8 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดในความผิดนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งเจ็ดฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ให้คำจำกัดความธุรกิจหลักทรัพย์ว่าหมายถึง ธุรกิจหลักทรัพย์ รวม 7 ประเภท ได้แก่ (1) การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (2) การค้าหลักทรัพย์ (3) การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน (4) การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (5) ... (6) ... (7) ... และให้ความหมายการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ว่า การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนเพื่อซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ให้แก่บุคคลอื่นเป็นทางค้าปกติ โดยได้รับค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม หรือค่าตอบแทนอื่น การค้าหลักทรัพย์หมายความว่า การซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ในนามของตนเองเป็นทางค้าปกติโดยกระทำนอกตลาดหลักทรัพย์หรือศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ การที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุน หมายความว่า การให้คำแนะนำแก่ประชาชนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกี่ยวกับคุณค่าของหลักทรัพย์ หรือความเหมาะสมในการลงทุนที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์นั้น หรือที่เกี่ยวกับการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ เป็นทางค้าปกติ ทั้งนี้โดยได้รับค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนอื่น แต่ไม่รวมถึงการให้คำแนะนำแก่ประชาชนในลักษณะที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด และการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ หมายความว่า การรับหลักทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนจากบริษัทหรือเจ้าของหลักทรัพย์ไปเสนอขายต่อประชาชน โดยได้รับค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนอื่น ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้ยังได้ให้คำจำกัดความของหลักทรัพย์ว่าหมายถึง (1) ตั๋วเงินคลัง (2) พันธบัตร (3) ตั๋วเงิน (4) หุ้น (5) หุ้นกู้ (6) หน่วยลงทุนอันได้แก่ ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของกองทุนรวม (7) ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น (8) ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกู้ (9) ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงุทน และ (10) ตราสารอื่นใดที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด ซึ่งหลักทรัพย์ทั้งสิบประเภทมิได้กำหนดหรือจำกัดว่าเป็นหลักทรัพย์ในประเทศไทยเป็นการเฉพาะ แต่หมายถึงหลักทรัพย์ทั้งสิบประเภททั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันทำการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์ในนามเดอะบรินตัน กรุ๊ป ในประเทศไทย จึงเป็นการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 4 ซึ่งตามมาตรา 90 บัญญัติว่า การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด หรือเมื่อเป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่น ทั้งนี้ โดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยมิได้จัดตั้งในรูปบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือเป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่นซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดจึงเป็นการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ที่จำเลยทั้งเจ็ดอ้างว่าการประกอบธุรกิจของจำเลยทั้งเจ็ดมิใช่การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนเป็นชาวต่างประเทศที่มิได้อยู่ในประเทศไทย หลักทรัพย์ที่ซื้อขายเป็นหลักทรัพย์ของบริษัทในต่างประเทศ และมิได้มีการนำหลักทรัพย์ดังกล่าวมาจำหน่ายในตลาดทุนของประเทศไทย ทั้งไม่มีการนำเงินที่มีการซื้อขายเข้ามาในประเทศไทย จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า เดิมประเทศไทยมีการตราพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2517 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2527 ขึ้นบังคับใช้เพื่อควบคุมกำกับดูแลการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทย แต่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2535 มีการตราพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ขึ้นบังคับใช้โดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2517 และ พ.ศ.2527 ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตลาดทุนทั้งตลาดแรกและตลอดรองให้กว้างขวางและเป็นสากลยิ่งขึ้น มีตราสารประเภทต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น และเพื่อควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ซึ่งกระจายความรับผิดชอบอยู่หลายหน่วยงานให้มีความเป็นเอกภาพ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กฎหมายและหน่วยงานที่ใช้ในการกำกับเดียวกันโดยไม่ได้จำกัดว่าเป็นหลักทรัพย์ในตลาดทุนไทยหรือต่างประเทศ ทั้งไม่คำนึงว่าผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทยเป็นคนสัญชาติใด เพราะหากปราศจากการกำกับดูแลของรัฐย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดทุน ระบบเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศไทยโดยตรง ดังนั้น การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามมาตรา 90 จึงครอบคลุมถึงการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ออกโดยนิติบุคคลต่างประเทศ หากมีการดำเนินการชี้ชวน ติดต่อ ตกลงและซื้อขายผ่านนายหน้าหรือตัวแทนซึ่งอยู่ในประเทศไทย โดยไม่คำนึงว่าหลักทรัพย์ที่ดำเนินการซื้อขายจะอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ จะมีการโอนเงินเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ ดังนั้นผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามมาตรา 90 เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยมิได้จัดตั้งในรูปบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือเป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งตามกฎหมายอื่น ทั้งนี้โดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90 วรรคหนึ่ง และต้องรับโทษตามมาตรา 289 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 90 วรรคหนึ่ง, 289 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 การกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี และริบเอกสารของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ม. 8 (3) ม. 13
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 90 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสก็อต แคมเบล ฟิชเชอร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสมมาตร พรหมานุกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14978/2558
#635229
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งส่วนควบดังกล่าวแล้วด้วย" เครื่องชั่งน้ำหนักมีระบบคานชั่งติดตั้งอยู่ใต้พื้นดินด้านข้างของอาคารเครื่องชั่งทั้งสองด้าน โดยใต้คานชั่งน้ำหนักจะมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักซึ่งเป็นระบบกลไกเชื่อมโยงไปยังอาคารควบคุมเครื่องชั่ง เมื่อมีรถบรรทุกผ่านเครื่องชั่งคอมพิวเตอร์จะทำงานและส่งข้อมูลน้ำหนักรถและวัตถุที่บรรทุกไปยังอาคารควบคุมเครื่องชั่ง เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์จึงเป็นเครื่องจักรกลไกที่ไม่ได้ติดตั้งอยู่ภายในอาคารควบคุมเครื่องชั่ง แต่ถูกติดตั้งลงใต้พื้นดินด้านข้างอาคารดังกล่าว โดยมิได้ยึดติดอยู่กับตัวอาคาร เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์จึงมิใช่ส่วนควบที่สำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำ หรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมที่ติดตั้งขึ้นในโรงเรือนตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

สภาพของเครื่องชั่งน้ำหนักมีระบบคานชั่งติดตั้งอยู่ใต้พื้นและติดตรึงถาวรกับพื้นดิน มีแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ปิดให้รถบรรทุกวิ่งขึ้นชั่งน้ำหนักจึงมีสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามมาตรา 6 (1) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ไม่ลดค่ารายปีในทรัพย์สินรายการนี้ลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดค่ารายปีและค่าภาษีของจำเลย ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระให้เกินไป 20,433.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1 เลขที่ 1 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2555 โดยกำหนดค่ารายปีสำหรับเครื่องชั่งน้ำหนักรถ 36,666.66 บาท คำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 4,583.33 บาท ให้จำเลยคืนเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปจำนวน 9,166.67 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละสองครึ่งของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบกิจการโม่และย่อยหินเพื่อจำหน่าย ทำเหมืองแร่ ผลิต ตกแต่ง กรรมวิธีการผลิต แปรรูป ซึ่งผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง ตั้งอยู่เลขที่ 22 หมู่ 1 ถนนมิตรภาพ ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2555 (ภ.ร.ด. 2) พร้อมแนบเอกสารสัญญาเช่า 2 ฉบับ คือ สัญญาเช่าทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับบริษัทยูไนเต็ดปูนขาว จำกัด ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2554 กำหนดเวลาเช่า 6 เดือน และสัญญาเช่าอาคาร โรงเรือนและที่ดิน และเครื่องจักรกลเครื่องกำเนิดสินค้า ระหว่างโจทก์กับบริษัททองพล จำกัด ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2554 กำหนดเวลาเช่า 5 เดือน ต่อมาจำเลยมีใบแจ้งรายการประเมินแก่โจทก์ว่ามีทรัพย์สินที่เป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่ต้องเสียภาษี 5 รายการ คือ อาคารโรงซ่อม หม้อแปลงไฟฟ้า ถังบรรจุน้ำมัน อาคารเครื่องชั่ง อาคารสำนักงาน เป็นค่ารายปี 387,126.67 บาท คิดเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 48,390.83 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยระบุพอใจให้เป็นค่าภาษี 29,166.66 บาท ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่มีมติยืนตามประเมิน โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดจึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้แก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาดเฉพาะในส่วนของอาคารเครื่องชั่งน้ำหนัก โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์เฉพาะในส่วนของการกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับอาคารเครื่องชั่งน้ำหนัก การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของจำเลยในส่วนของทรัพย์สินรายการอื่นจึงยุติแล้ว

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีสีมามงคลในส่วนของเครื่องชั่งน้ำหนักชอบหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีของโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เครื่องชั่งน้ำหนักรถติดตรึงถาวรบนพื้นดินอยู่ภายนอกอาคาร อุปกรณ์ของเครื่องชั่งน้ำหนักอยู่ใต้พื้นดินและอยู่ภายนอกอาคาร อาคารชั่งน้ำหนักเป็นเพียงห้องควบคุมการชั่งน้ำหนักรถ ทั้งเครื่องชั่งน้ำหนักไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตปูนขาวโดยตรง อาคารของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่โรงเรือนที่ติดตั้งส่วนควบสำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำ หรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรม ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เครื่องชั่งน้ำหนักเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ นั้น โจทก์นำสืบว่า อาคารเครื่องชั่งน้ำหนักเป็นโรงเรือนที่ติดตั้งส่วนควบอันมีลักษณะเป็นเครื่องจักร กลไก เพื่อใช้ในการอุตสาหกรรมผลิตปูนขาวของโจทก์และผู้เช่า อุปกรณ์เครื่องชั่งน้ำหนัก เช่น ระบบปั๊มน้ำ บ่อคอนกรีต แม้อยู่ใต้พื้นดินและอยู่นอกอาคารชั่งน้ำหนัก แต่เป็นกลไกที่สำคัญเชื่อมโยงไปยังอาคารชั่งน้ำหนัก เมื่อรถบรรทุกผ่านเครื่องชั่งน้ำหนักระบบคานชั่งและคอมพิวเตอร์จะทำงานส่งข้อมูลไปยังอาคารที่มีระบบบันทึกน้ำหนัก ถือว่าเป็นส่วนควบของอาคารชั่งน้ำหนัก และโจทก์มีไว้เพื่อใช้ในการประกอบกิจการของโจทก์ ส่วนจำเลยนำสืบว่า เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์มีขนาดกว้าง 14 เมตร ยาว 26 เมตร เครื่องชั่งน้ำหนักอยู่สองด้านระหว่างอาคาร ไม่ได้ติดตั้งอยู่ภายในอาคาร ตัวเครื่องชั่งประกอบด้วยแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ให้รถบรรทุกวิ่งขึ้นเพื่อชั่งน้ำหนักมีระบบกลไกอยู่ด้านล่างเหมือนเครื่องชั่งน้ำหนักทั่วไป จากการสอบถามผู้เช่ามีการใช้เครื่องชั่งน้ำหนักชั่งน้ำหนักรถบรรทุกปูนขาวที่ผลิตเสร็จเพื่อนำออกจำหน่าย ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตปูนขาวโดยตรง จึงมิใช่เครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมโดยตรง ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามตามมาตรา 13 เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมิน ท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น รวมทั้งส่วนควบดังกล่าวแล้วด้วย" เมื่อพิจารณาภาพถ่ายเครื่องชั่งน้ำหนัก ประกอบกับลักษณะและสภาพของอาคารชั่งน้ำหนักตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยแล้ว จะเห็นได้ว่าเครื่องชั่งน้ำหนักมีระบบคานชั่งติดตั้งอยู่ใต้พื้นดินด้านข้างของอาคารเครื่องชั่งทั้งสองด้าน โดยใต้คานชั่งน้ำหนักจะมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักซึ่งเป็นระบบกลไกเชื่อมโยงไปยังอาคารควบคุมเครื่องชั่ง เมื่อมีรถบรรทุกผ่านเครื่องชั่งคอมพิวเตอร์จะทำงานและส่งข้อมูลน้ำหนักรถและวัตถุที่บรรทุกไปยังอาคารควบคุมเครื่องชั่ง เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์จึงเป็นเครื่องจักรกลไกที่ไม่ได้ติดตั้งอยู่ภายในอาคารควบคุมเครื่องชั่ง แต่ถูกติดตั้งลงใต้พื้นดินด้านข้างอาคารดังกล่าว โดยมิได้ยึดติดอยู่กับตัวอาคาร เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์จึงมิใช่ส่วนควบที่สำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำ หรือเครื่องกำเนิดสินค้า เพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมที่ติดตั้งขึ้นในโรงเรือนตามมาตรา 13 ส่วนประเด็นว่า เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์เป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสภาพของเครื่องชั่งน้ำหนักมีระบบคานชั่งติดตั้งอยู่ใต้พื้นและติดตรึงถาวรกับพื้นดิน มีแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ปิดให้รถบรรทุกวิ่งขึ้นชั่งน้ำหนักจึงมีสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ไม่ลดค่ารายปีในทรัพย์สินรายการนี้ลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีจึงชอบแล้ว และจำเลยไม่ต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาดในส่วนเครื่องชั่งน้ำหนักรถ และให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 6 (1) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อโศกอุตสาหกิจ
จำเลย — เทศบาลตำบลสีมามงคล
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
กรองเกียรติ คมสัน
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14977/2558
#594718
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 บัญญัตินิยามของคำว่า "โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ" ให้กินความถึงแพด้วยเท่านั้น มิได้กำหนดความหมายไว้โดยเฉพาะ หม้อแปลงไฟฟ้าพิพาทติดตั้งยึดติดอยู่บนคานปูนที่วางพาดระหว่างเสาไฟฟ้า เสาไฟฟ้าทั้งสองต้นหล่อด้วยปูนมีฐานติดตรึงถาวรอยู่กับพื้นดินจึงมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง แม้หม้อแปลงไฟฟ้าติดตั้งอยู่บนคานปูน ไม่ได้ยึดติดกับพื้นดิน และสามารถเคลื่อนย้ายออกไปจากเสาไฟฟ้าได้ แต่โดยสภาพของหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ซึ่งต้องใช้ประจำอยู่กับเสาไฟฟ้าเพื่อประโยชน์ในการแปลงค่ากระแสไฟฟ้าจ่ายให้แก่โรงงาน ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ตามมาตรา 6 (1) การที่จำเลยกำหนดค่ารายปีในส่วนของหม้อแปลงไฟฟ้าโดยนำค่าเช่าที่โจทก์ได้รับมาเป็นเกณฑ์จึงเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสอง แล้ว

เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์เป็นระบบคานชั่งและระบบ LOAD CELL ติดตรึงถาวรลงใต้พื้นดิน มีโครงสร้างรองรับเป็นสิ่งปลูกสร้างโดยสภาพ จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ตามมาตรา 6 (1) แต่เครื่องชั่งน้ำหนักเป็นเครื่องจักรกลไกที่ไม่ได้ติดตั้งอยู่ภายในอาคารเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่ถูกติดตั้งลงใต้พื้นดินด้านข้างห้องเครื่องชั่ง และมิได้ยึดติดกับตัวห้องเครื่องชั่ง ดังนั้น จึงไม่เป็นส่วนควบที่สำคัญอันมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมที่ติดตั้งในโรงเรือนตามมาตรา 13 คำชี้ขาดของจำเลยที่ไม่ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสาม จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดค่ารายปีและค่าภาษีของจำเลย ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระให้เกินไป 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1 เลขที่ 1 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2554 โดยกำหนดค่ารายปีสำหรับเครื่องชั่งน้ำหนักรถ 40,000 บาท คำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 5,000 บาท ให้จำเลยคืนเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปจำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคลในส่วนของหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ท่านให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ..." ซึ่งมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัตินิยามของคำว่า "โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ" ให้กินความถึงแพด้วยเท่านั้น มิได้กำหนดความหมายไว้โดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายหม้อแปลงไฟฟ้า แผ่นที่ 27 ประกอบกับบันทึกข้อความ แผ่นที่ 24 แล้ว จะเห็นได้ว่า หม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งยึดติดอยู่บนคานปูนที่วางพาดระหว่างเสาไฟฟ้าแรงสูงสองต้น สูงจากพื้นประมาณ 8 เมตร เสาไฟฟ้าทั้งสองต้นหล่อด้วยปูนมีฐานติดตรึงถาวรอยู่กับพื้นดินซึ่งลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง แม้หม้อแปลงไฟฟ้าจะติดตั้งอยู่บนคานปูนมิได้ยึดติดกับพื้นดิน และสามารถเคลื่อนย้ายออกไปจากเสาไฟฟ้าได้ แต่โดยสภาพของหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ซึ่งต้องใช้เป็นประจำอยู่กับเสาไฟฟ้าเพื่อประโยชน์ในการแปลงค่ากระแสไฟฟ้าจ่ายให้แก่โรงงานของโจทก์ ซึ่งในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยประเมินภาษี ก็ประเมินค่ารายปีของ หม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งย่อมรวมถึงเสาไฟฟ้าที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันด้วยทั้งโจทก์เองก็ได้ให้ผู้เช่าเช่าใช้ประโยชน์จากหม้อแปลงและอุปกรณ์ดังกล่าวในอุตสาหกรรมของผู้เช่าโดยโจทก์ได้รับค่าเช่าจากทรัพย์สินส่วนนี้ด้วย หม้อแปลงไฟฟ้าจึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งและยึดติดอยู่กับเสาไฟฟ้าซึ่งติดตรึงถาวรอยู่กับพื้นดินอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่โจทก์ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หม้อแปลงไฟฟ้าจึงเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยกำหนดค่ารายปีในส่วนของหม้อแปลงไฟฟ้าโดยนำค่าเช่าที่โจทก์ได้รับมาเป็นเกณฑ์จึงเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว การประเมินและคำชี้ขาดในส่วนของหม้อแปลงไฟฟ้าจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคลในส่วนของเครื่องชั่งน้ำหนักชอบหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีของโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ตามมาตรา 13 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น" เห็นว่า ตามภาพถ่ายอาคารชั่งน้ำหนักเอกสาร แผ่นที่ 7 ถึง 9 ประกอบกับแปลนแสดงอาคารพร้อมเครื่องจักร แผ่นที่ 3 ถึง 6 แสดงให้เห็นสภาพโครงสร้างของเครื่องชั่งน้ำหนักว่า มีเครื่องชั่งน้ำหนักระบบคานชั่ง และระบบ LOAD CELL ติดตั้งลงไปใต้พื้นดินด้านข้างของห้องเครื่องชั่งทั้งสองด้าน และยังได้ความจากนางสาวจิระพร กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ว่า ใต้คานชั่งน้ำหนักจะมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักซึ่งเป็นเครื่องจักรกลและต่อเนื่องไปยังห้องเครื่องชั่ง ส่วนเครื่องจักรกลนั้นอยู่ใต้ดินและอยู่นอกอาคารเครื่องชั่งน้ำหนัก เมื่อมีรถบรรทุกผ่านเครื่องชั่งคอมพิวเตอร์จะทำงานและส่งข้อมูลน้ำหนักรถและวัตถุที่บรรทุกไปยังห้องเครื่องชั่งที่มีระบบบันทึกน้ำหนัก เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์จึงเป็นเครื่องจักรกลไกที่ไม่ได้ติดตั้งอยู่ภายในอาคารเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่ถูกติดตั้งลงใต้พื้นดินด้านข้างห้องเครื่องชั่ง และมิได้ยึดติดอยู่กับตัวห้องเครื่องชั่ง เครื่องชั่งน้ำหนักจึงไม่ใช่ส่วนควบของโรงเรือนที่เป็นห้องเครื่องชั่ง แต่สภาพของเครื่องชั่งน้ำหนักที่มีระบบคานชั่งและระบบ LOAD CELL ติดตั้งลงใต้พื้นดินและติดตรึงถาวรกับพื้นดินจึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์จึงไม่เป็นส่วนควบที่สำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมที่ติดตั้งขึ้นในโรงเรือนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ไม่ลดค่ารายปีในทรัพย์สินรายการนี้ลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีจึงชอบแล้ว และจำเลยไม่ต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาดในส่วนเครื่องชั่งน้ำหนักรถ และให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 5 ม. 6 ม. 8 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดอโศกอุตสาหกิจ
จำเลย — เทศบาลตำบลสีมามงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
กรองเกียรติ คมสัน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14977/2558
#636302
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ท่านให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ..." ซึ่งมาตรา 5 บัญญัตินิยามของคำว่า "โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ" ให้กินความถึงแพด้วยเท่านั้น มิได้กำหนดความหมายไว้โดยเฉพาะหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งยึดติดอยู่บนคานปูนที่วางพาดระหว่างเสาไฟฟ้าแรงสูงสองต้น สูงจากพื้นประมาณ 8 เมตร เสาไฟฟ้าทั้งสองต้นหล่อด้วยปูนมีฐานติดตรึงถาวรอยู่กับพื้นดินซึ่งลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง แม้หม้อแปลงไฟฟ้าจะติดตั้งอยู่บนคานปูนมิได้ยึดติดกับพื้นดิน และสามารถเคลื่อนย้ายออกไปจากเสาไฟฟ้าได้ แต่โดยสภาพของหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ซึ่งต้องใช้เป็นประจำอยู่กับเสาไฟฟ้าเพื่อประโยชน์ในการแปลงค่ากระแสไฟฟ้าจ่ายให้แก่โรงงานของโจทก์ ซึ่งในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยประเมินภาษี ก็ประเมินค่ารายปีของหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งย่อมรวมถึงเสาไฟฟ้าที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันด้วย ทั้งโจทก์เองก็ได้ให้ผู้เช่าเช่าใช้ประโยชน์จากหม้อแปลงและอุปกรณ์ดังกล่าวในอุตสาหกรรมของผู้เช่าโดยโจทก์ได้รับค่าเช่าจากทรัพย์สินส่วนนี้ด้วย หม้อแปลงไฟฟ้าจึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งและยึดติดอยู่กับเสาไฟฟ้าซึ่งติดตรึงถาวรอยู่กับพื้นดินอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่โจทก์ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ตามมาตรา 6 (1) หม้อแปลงไฟฟ้าจึงเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยกำหนดค่ารายปีในส่วนของหม้อแปลงไฟฟ้าโดยนำค่าเช่าที่โจทก์ได้รับมาเป็นเกณฑ์จึงเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสอง แล้ว

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ตามมาตรา 13 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น" ตามภาพถ่ายอาคารชั่งน้ำหนัก ประกอบกับแปลนแสดงอาคารพร้อมเครื่องจักร แสดงให้เห็นสภาพโครงสร้างของเครื่องชั่งน้ำหนักว่า มีเครื่องชั่งน้ำหนักระบบคานชั่ง และระบบ LOAD CELL ติดตั้งลงไปใต้พื้นดินด้านข้างของห้องเครื่องชั่งทั้งสองด้าน ใต้คานชั่งน้ำหนักจะมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักซึ่งเป็นเครื่องจักรกลและต่อเนื่องไปยังห้องเครื่องชั่ง ส่วนเครื่องจักรกลนั้นอยู่ใต้ดินและอยู่นอกอาคารเครื่องชั่งน้ำหนัก เมื่อมีรถบรรทุกผ่านเครื่องชั่งคอมพิวเตอร์จะทำงานและส่งข้อมูลน้ำหนักรถและวัตถุที่บรรทุกไปยังห้องเครื่องชั่งที่มีระบบบันทึกน้ำหนัก เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์จึงเป็นเครื่องจักรกลไกที่ไม่ได้ติดตั้งอยู่ภายในอาคารเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่ถูกติดตั้งลงใต้พื้นดินด้านข้างห้องเครื่องชั่ง และมิได้ยึดติดอยู่กับตัวห้องเครื่องชั่ง เครื่องชั่งน้ำหนักจึงไม่ใช่ส่วนควบของโรงเรือนที่เป็นห้องเครื่องชั่ง แต่สภาพของเครื่องชั่งน้ำหนักที่มีระบบคานชั่งและระบบ LOAD CELL ติดตั้งลงใต้พื้นดินและติดตรึงถาวรกับพื้นดินจึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามมาตรา 6 (1) เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์จึงไม่เป็นส่วนควบที่สำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมที่ติดตั้งขึ้นในโรงเรือนตามมาตรา 13 การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ไม่ลดค่ารายปีในทรัพย์สินรายการนี้ลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีจึงชอบแล้ว และจำเลยไม่ต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดค่ารายปีและค่าภาษีของจำเลย ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระให้เกินไป 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1 เลขที่ 1 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2554 โดยกำหนดค่ารายปีสำหรับเครื่องชั่งน้ำหนักรถ 40,000 บาท คำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 5,000 บาท ให้จำเลยคืนเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปจำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์ ภายในสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดสามเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบกิจการโม่และย่อยหินเพื่อจำหน่าย ตั้งอยู่เลขที่ 22 หมู่ที่ 1 ถนนมิตรภาพ ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2554 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2554 (ภ.ร.ด. 2) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย แสดงค่ารายปี 360,000 บาท คิดเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 45,000 บาท ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีใบแจ้งรายการประเมินแก่โจทก์ว่ามีทรัพย์สินที่เป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่ต้องเสียภาษี 4 รายการ คือ อาคารโรงซ่อม หม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ ถังบรรจุน้ำมัน เครื่องชั่งน้ำหนักรถ เป็นค่ารายปี 840,000 บาท คิดเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 105,000 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่มีมติให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีสำหรับอาคารโรงซ่อมที่ติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไกเพียงรายการเดียว ส่วนหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ ถังบรรจุน้ำมัน และเครื่องชั่งน้ำหนักรถ ไม่ลดค่ารายปีให้ นายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคลได้แจ้งคำชี้ขาดที่เห็นชอบตามคณะกรรมการพิจารณาการประเมินใหม่ให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ชำระค่าภาษีตามการประเมินแล้ว แต่ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดจึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้แก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาดเฉพาะในส่วนของเครื่องชั่งน้ำหนักรถ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางเฉพาะในส่วนหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ ส่วนจำเลยอุทธรณ์คัดค้านเฉพาะในส่วนเครื่องชั่งน้ำหนัก การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของจำเลยในส่วนของทรัพย์สินรายการอื่นจึงยุติแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคลในส่วนของหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้เสาไฟฟ้าคอนกรีตจะมีลักษณะติดตรึงถาวรกับที่ดิน แต่ก็มิใช่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ เพราะไม่มีลักษณะเป็นโรงเรือนหรือมีเจตนาใช้อย่างโรงเรือน จึงมิใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อนำหม้อแปลงไฟฟ้ามาติดตั้งเข้ากับเสาไฟฟ้าก็ไม่ทำให้หม้อแปลงไฟฟ้าเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในทรัพย์สินส่วนนี้นั้น เห็นว่า มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ท่านให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ..." ซึ่งมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัตินิยามของคำว่า "โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ" ให้กินความถึงแพด้วยเท่านั้น มิได้กำหนดความหมายไว้โดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายหม้อแปลงไฟฟ้า ประกอบกับบันทึกข้อความแล้ว จะเห็นได้ว่า หม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งยึดติดอยู่บนคานปูนที่วางพาดระหว่างเสาไฟฟ้าแรงสูงสองต้น สูงจากพื้นประมาณ 8 เมตร เสาไฟฟ้าทั้งสองต้นหล่อด้วยปูนมีฐานติดตรึงถาวรอยู่กับพื้นดินซึ่งลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง แม้หม้อแปลงไฟฟ้าจะติดตั้งอยู่บนคานปูนมิได้ยึดติดกับพื้นดิน และสามารถเคลื่อนย้ายออกไปจากเสาไฟฟ้าได้ แต่โดยสภาพของหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ซึ่งต้องใช้เป็นประจำอยู่กับเสาไฟฟ้าเพื่อประโยชน์ในการแปลงค่ากระแสไฟฟ้าจ่ายให้แก่โรงงานของโจทก์ ซึ่งในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยประเมินภาษี ก็ประเมินค่ารายปีของหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งย่อมรวมถึงเสาไฟฟ้าที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันด้วย ทั้งโจทก์เองก็ได้ให้ผู้เช่าเช่าใช้ประโยชน์จากหม้อแปลงและอุปกรณ์ดังกล่าวในอุตสาหกรรมของผู้เช่าโดยโจทก์ได้รับค่าเช่าจากทรัพย์สินส่วนนี้ด้วย หม้อแปลงไฟฟ้าจึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งและยึดติดอยู่กับเสาไฟฟ้าซึ่งติดตรึงถาวรอยู่กับพื้นดินอันก่อให้เกิดประโยชน์แก่โจทก์ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หม้อแปลงไฟฟ้าจึงเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยกำหนดค่ารายปีในส่วนของหม้อแปลงไฟฟ้าโดยนำค่าเช่าที่โจทก์ได้รับมาเป็นเกณฑ์จึงเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว การประเมินและคำชี้ขาดในส่วนของหม้อแปลงไฟฟ้าจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของนายกเทศมนตรีตำบลสีมามงคลในส่วนของเครื่องชั่งน้ำหนักชอบหรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีของโจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า เครื่องชั่งน้ำหนักรถติดตรึงถาวรบนพื้นดินอยู่ภายนอกอาคาร อุปกรณ์ของเครื่องชั่งน้ำหนักอยู่ใต้พื้นดินและอยู่ภายนอกอาคาร อาคารชั่งน้ำหนักเป็นเพียงห้องควบคุมการชั่งน้ำหนักรถ ทั้งเครื่องชั่งน้ำหนักไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตปูนขาวโดยตรง อาคารของโจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่โรงเรือนติดตั้งเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำ หรือเครื่องกำเนิดสินค้าไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เครื่องชั่งน้ำหนักเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นนั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ตามมาตรา 13 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าของโรงเรือนใดติดตั้งส่วนควบที่สำคัญมีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เครื่องกระทำหรือเครื่องกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น โรงสี โรงเลื่อย ฯลฯ ขึ้นในโรงเรือนนั้น ๆ ในการประเมินท่านให้ลดค่ารายปีลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีของทรัพย์สินนั้น" เห็นว่า ตามภาพถ่ายอาคารชั่งน้ำหนัก ประกอบกับแปลนแสดงอาคารพร้อมเครื่องจักร แสดงให้เห็นสภาพโครงสร้างของเครื่องชั่งน้ำหนักว่า มีเครื่องชั่งน้ำหนักระบบคานชั่ง และระบบ LOAD CELL ติดตั้งลงไปใต้พื้นดินด้านข้างของห้องเครื่องชั่งทั้งสองด้าน และยังได้ความจากนางสาวจิระพร กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ว่า ใต้คานชั่งน้ำหนักจะมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักซึ่งเป็นเครื่องจักรกลและต่อเนื่องไปยังห้องเครื่องชั่ง ส่วนเครื่องจักรกลนั้นอยู่ใต้ดินและอยู่นอกอาคารเครื่องชั่งน้ำหนัก เมื่อมีรถบรรทุกผ่านเครื่องชั่งคอมพิวเตอร์จะทำงานและส่งข้อมูลน้ำหนักรถและวัตถุที่บรรทุกไปยังห้องเครื่องชั่งที่มีระบบบันทึกน้ำหนัก เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์จึงเป็นเครื่องจักรกลไกที่ไม่ได้ติดตั้งอยู่ภายในอาคารเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่ถูกติดตั้งลงใต้พื้นดินด้านข้างห้องเครื่องชั่ง และมิได้ยึดติดอยู่กับตัวห้องเครื่องชั่ง เครื่องชั่งน้ำหนักจึงไม่ใช่ส่วนควบของโรงเรือนที่เป็นห้องเครื่องชั่ง แต่สภาพของเครื่องชั่งน้ำหนักที่มีระบบคานชั่งและระบบ LOAD CELL ติดตั้งลงใต้พื้นดินและติดตรึงถาวรกับพื้นดินจึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เครื่องชั่งน้ำหนักของโจทก์จึงไม่เป็นส่วนควบที่สำคัญที่มีลักษณะเป็นเครื่องจักรกลไก เพื่อใช้ดำเนินการอุตสาหกรรมที่ติดตั้งขึ้นในโรงเรือนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ไม่ลดค่ารายปีในทรัพย์สินรายการนี้ลงเหลือหนึ่งในสามของค่ารายปีจึงชอบแล้ว และจำเลยไม่ต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขใบแจ้งคำชี้ขาดในส่วนเครื่องชั่งน้ำหนักรถ และให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 5 ม. 6 (1) ม. 8 วรรคสอง ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อโศกอุตสาหกิจ
จำเลย — เทศบาลตำบลสีมามงคล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
กรองเกียรติ คมสัน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14975/2558
#634107
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานหรือไม่ต้องพิจารณาไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 มาตรา 79 และกฎกระทรวงที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 79 เป็นสำคัญ ซึ่งตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 ซึ่งออกตามความในมาตรา 79 ข้อ 2 กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามมาตรา 78 ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามข้อ 1 ตั้งแต่วันที่แปดนับแต่วันว่างงานจากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย เว้นแต่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนผู้ใดไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับแต่วันว่างงาน ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนนั้นได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐ และข้อ 3 กำหนดเงื่อนไขให้สำนักงานประกันสังคมงดจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานแก่ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนไว้เพียง 3 กรณี ตาม (1) ถึง (3) เท่านั้น

กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 ข้อ 2 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน กรณีลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับแต่วันว่างงานไว้ว่า ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนผู้นั้นได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐ ทั้งการไปขึ้นทะเบียนหางานเกินระยะเวลาที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนก็ไม่เป็นเหตุตัดสิทธิหรืองดจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามที่บัญญัติไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว การที่สำนักงานประกันสังคมออกประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ในข้อ 3.2 (2) กำหนดให้ผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนหางานหลัง 90 วัน หรือหลัง 180 วัน นับแต่วันที่แปดของการว่างงานในกรณีลาออกหรือถูกเลิกจ้างแล้ว แต่กรณีไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน อันเป็นการตัดสิทธิประโยชน์ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนเกินไปกว่าที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 ประกาศดังกล่าวจึงไม่อาจนำมาใช้บังคับเพื่อตัดสิทธิโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2152/2550 ให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากลาออกเป็นเงินประมาณ 10,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2152/2550 ให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากการลาออกแก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 มาตรา 79 กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 ข้อ 1 (2)

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามพยานหลักฐานและคำรับของคู่ความว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตนโดยเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต และสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 ด้วยเหตุลาออก จึงไปขึ้นทะเบียนว่างงานที่สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 แล้ววินิจฉัยว่า ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 กำหนดให้สำนักงานประกันสังคมงดการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานแก่ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนไว้เพียง 3 กรณี ตามข้อ 3 (1) ถึง (3) ซึ่งไม่มีกรณีตามประกาศของสำนักงานประกันสังคม ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ข้อ 3.2 (2) ประกาศของสำนักงานประกันสังคมข้อนี้ขัดกับกฎกระทรวงดังกล่าว จึงใช้บังคับไม่ได้ คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ในทางตัดสิทธิประโยชน์ของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์เป็นผู้ประกันตน โดยเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างด้วยการลาออกในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 และไปขึ้นทะเบียนหางานกับสำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1 ในวันที่ 24 เมษายน 2550 เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ข้อ 3.2 (2) ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน และต้องอยู่ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงานและจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ใน (1) ถึง (3) และตามมาตรา 79 ได้กำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการว่างงานตั้งแต่วันที่แปดนับแต่วันว่างงานจากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 ข้อ 2 กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามมาตรา 78 ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามข้อ 1 ตั้งแต่วันที่แปดนับแต่วันว่างงานจากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย เว้นแต่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนผู้ใดไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับแต่วันว่างงาน ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนนั้นได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐ และข้อ 3 กำหนดเงื่อนไขให้สำนักงานประกันสังคมงดจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานแก่ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนไว้เพียง 3 กรณี ตาม (1) ถึง (3) เท่านั้น ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานหรือไม่ จึงต้องพิจารณาไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 78 และมาตรา 79 และกฎกระทรวงที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักสำคัญ เมื่อกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 ข้อ 2 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน กรณีลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับแต่วันว่างงานไว้ว่า ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนผู้นั้นได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐ ทั้งการไปขึ้นทะเบียนหางานเกินระยะเวลาที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนก็ไม่เป็นเหตุตัดสิทธิหรืองดจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานตามที่บัญญัติไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว การที่สำนักงานประกันสังคมออกประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ในข้อ 3.2 (2) กำหนดให้ผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนหางานหลัง 90 วัน หรือหลัง 180 วัน นับแต่วันที่ 8 ของการว่างงานในกรณีลาออกหรือถูกเลิกจ้างแล้วแต่กรณีไม่มีสิทธิในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ได้รับประโยชน์ทดแทน อันเป็นการตัดสิทธิประโยชน์ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนเกินไปกว่าที่บัญญัติไว้และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547 ประกาศดังกล่าวจึงไม่อาจนำมาใช้บังคับเพื่อตัดสิทธิโจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 78 ม. 79
กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยวัฒน์ สุทธิวณิชย์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ