คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15130/2558
#634113
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า นายจ้าง ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดซึ่งไม่พอใจในคำสั่งของเลขาธิการหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่เป็นคำสั่งตามมาตรา 50 ให้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว ทั้งมาตรา 87 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ยื่นตามมาตรา 85 โดยวรรคสามบัญญัติว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย แต่ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นที่สุด บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานส่งมอบให้คณะกรรมการอุทธรณ์อีกทางหนึ่งไม่ที่ศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยว่า หนังสือที่โจทก์ทำถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไม่เป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม มาตรา 85 โจทก์ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ภายในสามสิบวันก่อน เมื่อคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้ว ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ตามมาตรา 87 โจทก์ไม่ดำเนินการตามขั้นตอน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน 10,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทพิบูลย์มหาสารคาม จำกัด ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2545 ต่อมาถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2549 ภายหลังถูกเลิกจ้างโจทก์ไปขึ้นทะเบียนต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดมหาสารคามและขอให้สำนักงานดังกล่าวจัดหางานให้ แต่ไม่อาจจัดหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมแก่โจทก์ให้ได้ วันที่ 16 มิถุนายน 2549 โจทก์ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานและชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดมหาสารคาม ในวันเดียวกันสำนักงานประกันสังคมจังหวัดมหาสารคามมีคำสั่งที่ มค 0025/ว2167 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2549 แจ้งต่อโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หากไม่พอใจคำสั่งสามารถอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนี้ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดมหาสารคามจ่ายเฉพาะประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพแก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์แต่โจทก์ทำหนังสือลงวันที่ 20 มิถุนายน 2549 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานระบุว่าขออุทธรณ์มายังท่านรัฐมนตรีโปรดกรุณาวินิจฉัยให้ความเป็นธรรมเรื่องไม่ให้ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานรับหนังสือไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2549 โจทก์ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอีก 2 ฉบับ ลงวันที่ 6 และวันที่ 26 กรกฎาคม 2549 แล้วศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์ แต่ไม่ได้เป็นคณะกรรมการอุทธรณ์คณะกรรมการอุทธรณ์ประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคน และกรรมการอื่นซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิทางระบบงานประกันสังคม ผู้ทรงคุณวุฒิทางการแรงงาน ผู้แทนฝ่ายนายจ้างสามคน และผู้แทนฝ่ายลูกจ้างสามคน และให้ผู้แทนสำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งทั้งคณะมีจำนวนรวมแล้วไม่เกินสิบสามคน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 86 หนังสือที่โจทก์ทำถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไม่เป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 85 โจทก์ต้องอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ภายในสามสิบวันก่อน เมื่อคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้วโจทก์ไม่พอใจจึงจะมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 87 โจทก์ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก

ที่โจทก์อุทธรณ์สรุปความได้ว่า จำเลยจ่ายเงินชราภาพแทนเพื่อพยุงชีพโดยเร่งด่วนขณะนั้น โจทก์จำใจรับไว้ก่อนเพื่อแก้วิกฤติให้เป็นโอกาส พร้อมกับยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2549 ส่งมอบให้คณะกรรมการอุทธรณ์ที่เป็นนิติบุคคล โดยโจทก์ได้วงเล็บ (อุทธรณ์) ตามกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายนั้นถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 85 แล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะต้องส่งหนังสือดังกล่าวไปยังคณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาต่อไปนั้น พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า นายจ้าง ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดซึ่งไม่พอใจในคำสั่งของเลขาธิการหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่เป็นคำสั่งตามมาตรา 50 ให้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว ทั้งมาตรา 87 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติอีกว่า ให้คณะกรรมการอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ยื่นตามมาตรา 85 โดยวรรคสามบัญญัติว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจ ให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย แต่ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นที่สุด บทบัญญัติดังกล่าวหาได้ให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานส่งมอบให้คณะกรรมการอุทธรณ์อีกทางหนึ่งไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยว่า หนังสือที่โจทก์ทำถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไม่เป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 85 โจทก์ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ภายในสามสิบวันก่อน เมื่อคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้ว ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่พอใจให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 87 โจทก์ไม่ดำเนินการตามขั้นตอน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นจึงชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 85 ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพร กมล
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15117 -ที่ 15120/2558
#597455
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติงานฝ่ายพัสดุที่โรงงานหลังคาเหล็ก จำเลยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ให้พนักงานฝ่ายพัสดุปฏิบัติตามเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับจำเลย การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานดังกล่าว จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท แม้สาเหตุที่พัสดุขาดหายไปอาจเกิดจากการทุจริตของผู้อื่นก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้พัสดุสูญหายได้ง่ายขึ้น และหากโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยอย่างเคร่งครัดแล้วพัสดุอาจจะไม่ขาดหายก็ได้ ทั้งการที่โจทก์ทั้งสามยังยึดติดกับการปฏิบัติอย่างเดิม ๆ เช่นเคยปฏิบัติมาก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่นำพาต่อระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันจะทำให้การบริหารจัดการงานของนายจ้างไม่สามารถดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ การกระทำของโจทก์ทั้งสามแม้จะไม่ปรากฏว่ากระทำโดยทุจริต แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตามมาตรา 119 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ทั้งการกระทำของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวยังเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามและการเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนคดีแรกถึงสำนวนคดีที่สามซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนคดีที่สี่ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนคดีแรกถึงสำนวนคดีที่สามซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนคดีที่สี่ว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสามตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนคำฟ้องในสำนวนที่สี่เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องคดีในสำนวนที่สี่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องในสำนวนคดีที่หนึ่งถึงที่สาม และขอให้บังคับโจทก์ทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่จำเลยตามคำขอท้ายคำฟ้องในสำนวนที่สี่

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,780 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,071 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 9,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 183,390 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 188,841 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 119,649 บาท ให้จำเลยชำระค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,501 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 6,294 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,988 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 311,763 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 358,796 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 215,370 บาท ในส่วนคำฟ้องของจำเลยให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า แม้จำเลยมีขั้นตอนการดำเนินงานให้พนักงานปฏิบัติตาม แต่ขั้นตอนการดำเนินงานดังกล่าวเป็นของใหม่เพิ่งมีขึ้นเมื่อปี 2549 พนักงานที่ปฏิบัติงานมานานอย่างโจทก์ทั้งสามย่อมยังยึดติดกับการปฏิบัติงานอย่างเดิม ๆ ที่เคยปฏิบัติกันมา ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้จัดการโรงงานเหล็กซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและเป็นผู้จัดทำขั้นตอนการดำเนินงานดังกล่าวได้มีการกวดขันให้พนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานดังกล่าวอย่างจริงจังหรือไม่ เพียงใด ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสามไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานที่จำเลยกำหนดขึ้นใหม่จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียหาย และความเสียหายที่เกิดแก่จำเลยเนื่องจากพัสดุขาดหายไปนั้นอาจเกิดจากความผิดพลาดในการบันทึกลงบัญชี ความผิดพลาดนี้แม้อาจมีส่วนเกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติงานของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายพัสดุที่ต้องรับผิดชอบ แต่ก็ไม่ควรมีแต่โจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบเพราะยังมีพนักงานพัสดุอื่นอีกหลายคนรวมถึงผู้บังคับบัญชาระดังสูงที่ควรต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วย ความเสียหายทั้งหมดเนื่องจากพัสดุขาดหายยังไม่อาจฟังได้ว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ทั้งสามที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งการที่จำเลยเลิกจ้างเฉพาะโจทก์ทั้งสามเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เสมอภาคกัน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ทั้งสามเป็นพนักงานซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการดูแลพัสดุโรงงานหลังคาเหล็กของจำเลย แม้จะมีพนักงานอื่นในฝ่ายพัสดุ แต่พนักงานอื่นนั้นไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมดูแลการอนุมัติการเบิกจ่ายพัสดุโดยตรงเช่นโจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่มีกุญแจเปิดปิดห้องพัสดุ ส่วนผู้จัดการโรงงานเป็นผู้บริหารมีหน้าที่บริหารจัดการ ควบคุมและประชุมวางแผนตามนโยบายของจำเลย จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการดูแลงานพัสดุ การกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยประการแรกนี้มีวัตถุประสงค์ให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่มีหน้าที่รับผิดชอบพัสดุที่ขาดหายไป พนักงานอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่พัสดุขาดหายจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ทั้งสาม อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติงานฝ่ายพัสดุที่โรงงานหลังคาเหล็ก จำเลยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ให้พนักงานฝ่ายพัสดุปฏิบัติตามเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับจำเลย การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานดังกล่าว จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท แม้สาเหตุที่พัสดุขาดหายไปอาจเกิดจากการทุจริตของผู้อื่นก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้พัสดุสูญหายได้ง่ายขึ้น และหากโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยอย่างเคร่งครัดแล้วพัสดุอาจจะไม่ขาดหายก็ได้ทั้งการที่โจทก์ทั้งสามยังยึดติดกับการปฏิบัติอย่างเดิม ๆ เช่นเคยปฏิบัติมาก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่นำพาต่อระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันจะทำให้การบริหารจัดการงานของนายจ้างไม่สามารถดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ การกระทำของโจทก์ทั้งสามแม้จะไม่ปรากฏว่ากระทำโดยทุจริต แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรงจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตามมาตรา 119 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ทั้งการกระทำของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวยังเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสาม อุทธรณ์ของจำเลยในประการนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลย จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง และเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอุทธรณ์ของจำเลยในประการนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้ไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองฤทธิ์ เพ็ชรเอือง
บริษัทสามมิตรมอเตอร์ส
จำเลย — แมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15117 -ที่ 15120/2558
#636305
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติงานฝ่ายพัสดุที่โรงงานหลังคาเหล็ก จำเลยมีขั้นตอนการดำเนินงานให้พนักงานฝ่ายพัสดุปฏิบัติตามเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับจำเลย การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงาน จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมาก แม้สาเหตุที่พัสดุขาดหายไปอาจเกิดจากการทุจริตของผู้อื่นก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้พัสดุสูญหายได้ง่ายขึ้น และหากโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยอย่างเคร่งครัดแล้วพัสดุอาจจะไม่ขาดหายก็ได้ทั้งการที่โจทก์ทั้งสามยังยึดติดกับการปฏิบัติอย่างเดิมๆ เช่นเคยปฏิบัติมาก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่นำพาต่อระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันจะทำให้การบริหารจัดการงานของนายจ้างไม่สามารถดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ การกระทำของโจทก์ทั้งสามแม้จะไม่ปรากฏว่ากระทำโดยทุจริต แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตามมาตรา 119 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ทั้งการกระทำของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวยังเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลย จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมาก อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง และเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนคดีแรกถึงสำนวนคดีที่สามซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนคดีที่สี่ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนคดีแรกถึงสำนวนคดีที่สามซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนคดีที่สี่ว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามฟ้องยื่นฟ้องในสำนวนที่หนึ่งถึงที่สามขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสามตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน และยื่นคำให้การ ขอให้ยกฟ้องในสำนวนที่สี่

จำเลยให้การในสำนวนที่หนึ่งถึงที่สาม ขอให้ยกฟ้อง และยื่นฟ้องในสำนวนที่สี่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่จำเลยตามคำขอท้ายคำฟ้องในสำนวนที่สี่

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,780 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,071 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 9,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 183,390 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 188,841 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 119,649 บาท ให้จำเลยชำระค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,501 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 6,294 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,988 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 311,763 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 358,796 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 215,370 บาท ในส่วนคำฟ้องของจำเลยให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ทั้งสามเป็นพนักงานซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการดูแลพัสดุโรงงานหลังคาเหล็กของจำเลย แม้จะมีพนักงานอื่นในฝ่ายพัสดุ แต่พนักงานอื่นนั้นไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมดูแลการอนุมัติการเบิกจ่ายพัสดุโดยตรงเช่นโจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่มีกุญแจเปิดปิดห้องพัสดุ ส่วนผู้จัดการโรงงานเป็นผู้บริหารมีหน้าที่บริหารจัดการ ควบคุมและประชุมวางแผนตามนโยบายของจำเลย จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการดูแลงานพัสดุ การกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยประการแรกนี้มีวัตถุประสงค์ให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่มีหน้าที่รับผิดชอบพัสดุที่ขาดหายไป พนักงานอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่พัสดุขาดหายจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ทั้งสาม อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติงานฝ่ายพัสดุที่โรงงานหลังคาเหล็ก จำเลยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ให้พนักงานฝ่ายพัสดุปฏิบัติตามเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับจำเลย การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานดังกล่าว จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท แม้สาเหตุที่พัสดุขาดหายไปอาจเกิดจากการทุจริตของผู้อื่นก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้พัสดุสูญหายได้ง่ายขึ้น และหากโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยอย่างเคร่งครัดแล้วพัสดุอาจจะไม่ขาดหายก็ได้ ทั้งการที่โจทก์ทั้งสามยังยึดติดกับการปฏิบัติอย่างเดิมๆ เช่นเคยปฏิบัติมาก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่นำพาต่อระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันจะทำให้การบริหารจัดการงานของนายจ้างไม่สามารถดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ การกระทำของโจทก์ทั้งสามแม้จะไม่ปรากฏว่ากระทำโดยทุจริต แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตามมาตรา 119 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ทั้งการกระทำของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวยังเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสาม อุทธรณ์ของจำเลยในประการนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลย จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง และเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของจำเลยในประการนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้ไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสี่ ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองฤทธิ์ เพ็ชรเอือง กับพวก
บริษัทสามมิตรมอเตอร์ส
จำเลย — แมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15116/2558
#596119
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจของโจทก์โดยผู้อำนวยการได้มอบอำนาจให้ ธ. รองผู้อำนวยการ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในบรรดากิจการต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งด้วย โดยความตอนท้ายระบุว่า "ในการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อว่าต่างแก้ต่างคดีหรือมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงดำเนินการแทนได้ในทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบอำนาจ" ธ. จึงมอบอำนาจช่วงให้ ร. ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายมีอำนาจกระทำการแทนรวมทั้งเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งได้ เพราะเป็นการมอบอำนาจช่วงที่มีการให้อำนาจไว้ แต่การที่ ร. มอบอำนาจช่วงต่อให้ อ. ฟ้องจำเลยทั้งห้าแทนโจทก์อีกต่อหนึ่งนั้น เป็นการกระทำนอกขอบเขตของหนังสือมอบอำนาจเพราะหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว มิได้ระบุให้อำนาจผู้ที่ได้รับมอบอำนาจช่วงจาก ธ. มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นต่อไปอีกช่วงหนึ่งได้ด้วย อ. จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ (ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1116 - 1117/2495 (ประชุมใหญ่) แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 จะมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่คำพิพากษาคดีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้คำวินิจฉัยในปัญหานี้มีผลไปถึงจำเลยอื่นซึ่งเป็นคู่ความในคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันและแทนกันชำระเงิน 2,577,662.50 บาท โดยจำเลยที่ 3 รับผิดไม่เกิน 275,272.50 บาท จำเลยที่ 4 รับผิดไม่เกิน 188,000 บาท จำเลยที่ 5 รับผิดไม่เกิน 600,000 บาท และให้จำเลยทั้งห้ารับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2546 (วันที่ธนาคารโจทก์เห็นชอบตามมติ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,003,117.77 บาท โดยจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดด้วยในจำนวนเงิน 197,500 บาท และจำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดด้วยในจำนวนเงิน 227,520 บาท และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้นที่แต่ละคนจะต้องรับผิดนับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารการกู้เงินของลูกหนี้สินเชื่อสวัสดิการ 3 ราย คือรายสิบเอกหัสดิน และสิบเอกกิตติพงษ์ แต่ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารหรือใช้เอกสารปลอมแบบประเมินราคาหลักทรัพย์ผู้กู้ 4 ราย คือนายพิเศษ ร้อยตำรวจเอกเสมอ นายยรรยง และนางสาวพจนีย์ จำเลยที่ 1 วิเคราะห์สินเชื่อให้กู้แก่ลูกหนี้ลายมือชื่อปลอมและใช้เอกสารประกอบคำขอกู้ของบุคคลอื่นมายื่นกู้ โดยจำเลยที่ 2 ผู้จัดการสาขามีหน้าที่อนุมัติกลับไม่ตรวจสอบเอกสารให้รอบคอบ เป็นเหตุให้ไม่พบพิรุธข้อสงสัย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจ่ายเงินแก่ผู้กู้ที่มิได้กู้เงินโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติผิดระเบียบการทำงานและคำสั่งของโจทก์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการวิเคราะห์สินเชื่อกับการอนุมัติเงินกู้ในหลายกรณี โดยเฉพาะเรื่องการประเมินราคาหลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานอำนวยสินเชื่อและเป็นกรรมการประเมินราคาหลักทรัพย์ทำการประเมินราคาหลักทรัพย์โดยไร้หลักเกณฑ์ เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่น แต่จำเลยที่ 2 กลับอนุมัติให้สินเชื่อโดยเชื่อข้อมูลและคำเสนอของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว จึงไม่พบความผิดปกติในการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นกรรมการประเมินราคาหลักทรัพย์มิได้ออกไปทำการประเมินราคาที่ดินตามจริง คงมีจำเลยที่ 1 ผู้เดียวทำการประเมินราคาเพียงลำพัง โดยจำเลยที่ 3 และที่ 5 จะลงลายมือชื่อในแบบการประเมินราคาที่จำเลยที่ 1 จัดทำมาเรียบร้อยแล้ว เป็นการปฏิบัติผิดระเบียบการทำงานของโจทก์ เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เฉพาะส่วนที่จำเลยแต่ละคนร่วมก่อให้เกิดขึ้น ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ปฏิบัติงานผิดระเบียบและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เป็นหนังสือมอบอำนาจที่นายกรพจน์ ผู้อำนวยการธนาคารโจทก์มอบอำนาจให้นายธีระ รองผู้อำนวยการธนาคารโจทก์ สายสนับสนุนสินเชื่อและรักษาการสายสนับสนุนทั่วไปมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในบรรดากิจการต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งได้ด้วย โดยความตอนท้ายระบุด้วยว่า "ในการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อว่าต่างแก้ต่างคดีหรือมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงดำเนินการแทนได้ในทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบอำนาจ" นายธีระจึงมีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นางใจรักษ์ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายมีอำนาจกระทำการแทนในบรรดากิจการที่นายกรพจน์มอบอำนาจให้นายธีระกระทำการแทนได้รวมทั้งเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งได้ด้วย เพราะเป็นการมอบอำนาจช่วงที่นายกรพจน์ให้อำนาจไว้ในหนังสือมอบอำนาจแล้วว่าให้นายธีระมีอำนาจตั้งตัวแทนช่วงได้ แต่การที่นางใจรักษ์มอบอำนาจช่วงให้นายอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจอีกต่อหนึ่งนั้น แม้หนังสือมอบอำนาจที่นายธีระมอบอำนาจให้นางใจรักษ์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้จะระบุไว้ด้วยว่า ให้นางใจรักษ์มีอำนาจตั้งตัวแทนดำเนินการได้ในทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบอำนาจ แต่เมื่อหนังสือมอบอำนาจระบุไว้เพียงว่า ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อว่าต่าง แก้ต่าง หรือมอบอำนาจให้ตั้งตัวแทนช่วงดำเนินการแทนได้ในทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบอำนาจ ซึ่งหมายความเพียงว่า นายธีระจะกระทำการแทนในบรรดากิจการที่นายกรพจน์มอบอำนาจให้กระทำก็ได้หรือจะมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นกระทำอีกต่อหนึ่งก็ได้ การที่นางใจรักษ์มอบอำนาจช่วงให้นายอำนาจฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้อีกต่อหนึ่งจึงเป็นการกระทำนอกขอบเขตของหนังสือมอบอำนาจ ที่นายกรพจน์ มอบอำนาจให้นายธีระกระทำการแทนได้ เพราะหนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุให้อำนาจผู้ที่ได้รับมอบอำนาจช่วงจากนายธีระผู้รับมอบอำนาจ มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นต่อไปอีกช่วงหนึ่งได้ด้วย นายอำนาจจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1116 - 1117/2495 (ประชุมใหญ่) คดีระหว่างนายจรูญ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ที่ 2 โจทก์ บริษัทฟาอีสต์พาณิชย์ จำกัด จำเลย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนจำเลยอื่นแม้มิได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ แต่คำพิพากษาคดีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงเห็นสมควรให้คำวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้มีผลไปถึงจำเลยอื่นซึ่งเป็นคู่ความในคดีมาแล้วในศาลแรงงานภาค 6 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นายเชลลี่ เขียวบ้านยาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นางภคมณฑน์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15114/2558
#592033
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างผู้ประกันตนและบุคคลอื่น บทบัญญัติมาตราใดที่กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นจะต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด ตามมาตรา 41 (5) บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อภายในระยะเวลา 12 เดือนส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ 9 เดือนนั้น หมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบไม่ครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างแท้จริง

ในกรณีที่ผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา 39 วรรคสี่ ให้สิทธิผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบได้โดยต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ยังมิได้นำส่งหรือของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ เมื่อโจทก์นำเงินสมทบและเงินเพิ่มของเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน 2550 ไปชำระแก่จำเลยในวันที่ 8 มิถุนายน 2550 ซึ่งจำเลยได้รับไว้ก่อนที่จำเลยมีหนังสือแจ้งการสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่จำเลยผ่อนผันให้โจทก์นำส่งเงินสมทบของเดือนดังกล่าวล่าช้าโดยไม่ตัดสิทธิความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์นำส่งเงินสมทบภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว

ภายในระยะเวลา 12 เดือนนับแต่เดือนพฤษภาคม 2549 ถึงเดือนเมษายน 2550 โจทก์เพียงแต่ขาดส่งเงินสมทบของเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคม 2549 โจทก์จึงส่งเงินสมทบมาแล้วเป็นเวลา 10 เดือน เกินกว่า 9 เดือน ตามที่มาตรา 41 (5) กำหนดไว้แล้ว โจทก์ยังไม่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนและยังคงเป็นผู้ประกันตนตลอดมา ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นต้นไป จึงไม่ถูกต้องและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือที่ รง 0621/49431 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2550 และคำวินิจฉัยที่ 1497/2550 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2550 ให้โจทก์มีสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นต้นไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือที่ รง 0621/49431 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2550 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1497/2550 ของจำเลย ให้โจทก์มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นต้นไป

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทซิงเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่ปี 2535 และเป็นผู้ประกันตนตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2535 โจทก์ส่งเงินสมทบตลอดมาจนกระทั่งปี 2547 โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทซิงเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แล้วโจทก์ได้รับอนุมัติจากจำเลยให้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ตลอดมา จนกระทั่งระหว่างเดือนพฤษภาคม 2549 ถึงเดือนเมษายน 2550 โจทก์ไม่ส่งเงินสมทบประจำเดือนมิถุนายน 2549 เดือนธันวาคม 2549 เดือนมีนาคม 2550 และเดือนเมษายน 2550 ซึ่งโจทก์จะต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเดือนละครั้งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แต่โจทก์เพิ่งนำเงินสมทบประจำเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน 2550 พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายไปชำระให้จำเลยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2550 ตามใบเสร็จรับเงิน ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2550 จำเลยมีหนังสือแจ้งว่าโจทก์ไม่ส่งเงินสมทบประจำเดือนมิถุนายน 2549 เดือนธันวาคม 2549 เดือนมีนาคม 2550 และเดือนเมษายน 2550 จึงสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามหนังสือที่ รง 0621/49431 โจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบหนังสือดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2550 และยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ซึ่งพิจารณาแล้วมีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1497/2550 แล้ววินิจฉัยว่า การที่โจทก์ไม่ส่งเงินสมทบประจำเดือนมิถุนายน 2549 เดือนธันวาคม 2549 เดือนมีนาคม 2550 และเดือนเมษายน 2550 นั้น แม้เป็นการขาดส่งเงินสมทบเป็นเวลา 4 เดือน อันมีผลทำให้ภายใน 12 เดือน โจทก์ส่งเงินสมทบมาแล้วเพียง 8 เดือน ไม่ครบ 9 เดือน แต่ตามบทบัญญัติมาตรา 39 วรรคสี่ ซึ่งให้ผู้ประกันตนซึ่งไม่ส่งเงินสมทบสามารถจ่ายเงินสมทบภายหลังจากที่ครบกำหนดการจ่ายเงินสมทบตามที่กำหนดไว้ในวรรคสามได้แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนนั้น เป็นบทบัญญัติที่เยียวยาแก้ไขผู้ประกันตนที่ไม่ส่งเงินสมทบภายในกำหนดไม่ว่าจะเป็นการจงใจหรือเข้าใจผิดหรือหลงลืมก็มีสิทธิจะส่งเงินสมทบในภายหลังได้เพื่อที่ผู้ประกันตนจะได้เป็นผู้ประกันตนต่อไปโดยผู้ประกันตนจะต้องเสียเงินเพิ่มตามกฎหมายด้วย เมื่อปรากฏว่าวันที่ 8 มิถุนายน 2550 โจทก์นำเงินสมทบพร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายสำหรับเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน 2550 ไปชำระโดยจำเลยรับเงินดังกล่าวไว้ จึงเป็นการชำระเงินสมทบก่อนที่จำเลยจะมีหนังสือลงวันที่ 20 มิถุนายน 2550 แจ้งโจทก์ว่าการเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลง โจทก์จึงมิใช่เป็นผู้ส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือน ภายในระยะเวลา 12 เดือน ดังที่จำเลยอ้างแต่ประการใด โจทก์ยังคงเป็นผู้ประกันตนต่อไปตามมาตรา 39 การที่จำเลยมีหนังสือที่ รง 0621/49431 แจ้งว่าโจทก์สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1497/2550 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 39 วรรคสี่ และมาตรา 41 (5)

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 39 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าตามมาตรา 41 (5) กำหนดให้ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อภายในระยะเวลา 12 เดือนส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ 9 เดือน โดยให้สิ้นสุดลงในเดือนที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือน การรับเงินสมทบพร้อมเงินเพิ่มในภายหลังหาทำให้สิทธิของโจทก์ที่สิ้นสุดลงกลับมาเกิดสิทธิอีกครั้งไม่ มาตรา 39 วรรคสี่ เป็นบทบัญญัติสำหรับผู้ประกัน ตนขาดส่งเงินสมทบตามปกติ มิใช่กรณีที่มีการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนไปแล้วตามมาตรา 41 (5) นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มีเจตนารมณ์เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ลูกจ้างผู้ประกันตนและบุคคลอื่น บทบัญญัติมาตราใดที่กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นจะต้องสิ้นสิทธิจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด การที่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 41(5) บัญญัติให้ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อภายในระยะเวลา 12 เดือน ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบ 9 เดือน นั้น จึงหมายถึงกรณีที่ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบไม่ครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างแท้จริง คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 มีหน้าที่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเดือนละครั้งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปตามมาตรา 39 วรรคสาม หากผู้ประกันตนไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนด ตามมาตรา 39 วรรคสี่ให้สิทธิผู้ประกันตนส่งเงินสมทบที่ไม่ส่งหรือส่งไม่ครบจำนวนนำส่งเงินสมทบได้ โดยต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ยังมิได้นำส่งหรือของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์นำเงินสมทบและเงินเพิ่มของเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน 2550 ไปชำระแก่จำเลยในวันที่ 8 มิถุนายน 2550 ซึ่งจำเลยได้รับไว้ก่อนที่จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ในวันที่ 20 มิถุนายน 2550 จึงเป็นกรณีที่จำเลยผ่อนผันให้โจทก์นำส่งเงินสมทบของเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน 2550 แก่จำเลยล่าช้าได้โดยยังไม่ตัดสิทธิความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าโจทก์นำส่งเงินสมทบในเดือนดังกล่าวภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว ดังนั้น ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2549 ถึงเดือนเมษายน 2550 โจทก์เพียงแต่ขาดส่งเงินสมทบของเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคม 2549 เท่านั้น ภายในระยะเวลา 12 เดือนดังกล่าว โจทก์จึงส่งเงินสมทบมาแล้วเป็นเวลา 10 เดือน เกินกว่า 9 เดือน ตามที่มาตรา 41 (5) กำหนดไว้แล้ว การที่จำเลยมีหนังสือที่ รง 0621/49431 และคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1497/2550 ว่าโจทก์สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เนื่องจากภายในระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2549 ถึงเดือนเมษายน 2550 โจทก์นำส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือน จึงไม่ชอบ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นต้นไปนั้น เมื่อถือได้ว่าโจทก์นำส่งเงินสมทบของเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน 2550 ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2549 ถึงเดือนเมษายน 2550 โจทก์ส่งเงินสมทบเกินกว่า 9 เดือน มิใช่กรณีตามที่มาตรา 41 (5) กำหนดไว้ โจทก์จึงไม่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ยังคงเป็นผู้ประกันตนตลอดมา ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษากรณีดังกล่าวมาจึงไม่ถูกต้องและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนที่ให้โจทก์มีสิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2550 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 39 ม. 41 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมะลิ รอดศรี
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15113/2558
#598037
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีคำสั่งที่ 28/2550 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทราบคำสั่งนั้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2550 แล้วโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 จึงเป็นกรณีแปลความได้ว่า โจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานและนำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แล้ว ซึ่งศาลแรงงานกลางย่อมต้องเรียกพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การที่ศาลแรงงานกลางมิได้เรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาในคดี จึงทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนชื่อ "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนชาติทวีค่า ซึ่งจดทะเบียนแล้ว" กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลย ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินจากกองทุนให้โจทก์ จำเลยจึงไม่มีอำนาจจัดการกองทุน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ที่ 28/2550 และบังคับให้จำเลยชำระเงิน 102,853.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2550 อันเป็นวันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 87,983.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 3 เมษายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลย จึงไม่พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ที่ 28/2550

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 13,300 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างเดือนละครั้งทุกวันสิ้นเดือนโดยจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ต่อมาผู้รับมอบอำนาจของจำเลยไปพบพนักงานตรวจแรงงานยอมรับว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ได้รับค่าจ้างเดือนละ 13,300 บาท ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 จริง พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2550 และนำคดีมาฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 ภายในสามสิบวัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน แต่มิได้ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานผู้ออกคำสั่งเป็นจำเลยด้วย แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มิได้มีเจตนาทุจริต คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ฟังว่าโจทก์ทุจริตนั้นไม่ถูกต้อง

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ที่ 28/2550 ที่มีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยและให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะเพิกถอนหรือทำลายคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" ดังนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่ง ที่ 28/2550 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทราบคำสั่งนั้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2550 แล้วโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 โดยฟ้องโจทก์มีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ที่ 28/2550 จึงเป็นกรณีแปลความได้ว่า โจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานและนำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แล้ว ซึ่งศาลแรงงานกลางย่อมต้องเรียกพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การที่ศาลแรงงานกลางมิได้เรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาในคดี จึงทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่โจทก์ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนชื่อ "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนชาติทวีค่า ซึ่งจดทะเบียนแล้ว" กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินจากกองทุนให้โจทก์ จำเลยจึงไม่มีอำนาจจัดการกองทุน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในส่วนนี้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องในส่วนเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและการเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาในคดี แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนงนุช วงศ์ไทย
จำเลย — บริษัทไทยเทคโนเพลท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15113/2558
#636304
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ที่มีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลย และให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะเพิกถอนหรือทำลายคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด"

จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทราบคำสั่งนั้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2550 แล้วโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 โดยฟ้องโจทก์มีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี จึงเป็นกรณีแปลความได้ว่า โจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานและนำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แล้ว ซึ่งศาลแรงงานกลางย่อมต้องเรียกพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การที่ศาลแรงงานกลางมิได้เรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาในคดี จึงทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนชื่อ "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนชาติทวีค่า ซึ่งจดทะเบียนแล้ว" กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินจากกองทุนให้โจทก์ จำเลยจึงไม่มีอำนาจจัดการกองทุน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ที่ 28/2550 และบังคับให้จำเลยชำระเงิน 102,853.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2550 อันเป็นวันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 87,983.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 3 เมษายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลย จึงไม่พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ที่ 28/2550

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 13,300 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างเดือนละครั้งทุกวันสิ้นเดือนโดยจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2550 โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ต่อมาวันที่ 24 เมษายน 2550 ผู้รับมอบอำนาจของจำเลยไปพบพนักงานตรวจแรงงานยอมรับว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ได้รับค่าจ้างเดือนละ 13,300 บาท ถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 จริง เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2550 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2550 และนำคดีมาฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 ภายในสามสิบวัน นับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน แต่มิได้ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานผู้ออกคำสั่งเป็นจำเลยด้วย

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ที่ 28/2550 ที่มีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลย และให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะเพิกถอนหรือทำลายคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" ดังนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่ง ที่ 28/2550 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทราบคำสั่งนั้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2550 แล้วโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 โดยฟ้องโจทก์มีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปทุมธานี ที่ 28/2550 จึงเป็นกรณีแปลความได้ว่า โจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานและนำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แล้ว ซึ่งศาลแรงงานกลางย่อมต้องเรียกพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การที่ศาลแรงงานกลางมิได้เรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาในคดี จึงทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่โจทก์ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนชื่อ "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนชาติทวีค่า ซึ่งจดทะเบียนแล้ว" กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินจากกองทุนให้โจทก์ จำเลยจึงไม่มีอำนาจจัดการกองทุน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในส่วนนี้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องในส่วนเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชยและการเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาในคดี แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 57 (3) ม. 57 (ข)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนงนุช วงศ์ไทย
จำเลย — บริษัทไทยเทคโนเพลท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15108/2558
#594716
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 32 จะบัญญัติให้ผู้ได้รับความเสียหายเพราะการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้ใด มีสิทธิกล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้นั้น โดยทำเรื่องยื่นต่อแพทยสภา และคณะกรรมการมีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้มีพฤติการณ์ที่สมควรให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิได้จำกัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่ใช้สิทธิตามบทกฎหมายนั้น มิให้ใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่กระทำละเมิดต่อตนแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกโดยไม่จำต้องรอฟังผลคำสั่งของแพทยสภา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 73,426,042 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 68,303,295 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทอาคเนย์ ประกันภัย (2000) จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยแสดงเหตุว่า จำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไว้กับบริษัทดังกล่าว บริษัทดังกล่าวต้องร่วมรับผิดด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องและยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 1,704,572 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 อุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 2,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางมาลี ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการโรงพยาบาล ใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลนวนคร จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลนวนคร จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 โดยจำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ศัลยกรรมทั่วไป จำเลยที่ 3 เป็นแพทย์ศัลยกรรมทั่วไปและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ จำเลยที่ 6 เป็นแพทย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง และจำเลยที่ 5 เป็นแพทย์ศัลยกรรมกระดูกประจำโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชมารับจ้างจำเลยที่ 1 รักษาคนไข้นอกเวลาที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 เวลา 18 นาฬิกา โจทก์ขับรถยนต์มีภริยาและญาติโดยสารมาตามถนนพหลโยธินจากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าจังหวัดสระบุรีในช่องทางด่วน เมื่อมาถึงบริเวณตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เกิดอุบัติเหตุยางล้อรถระเบิดเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์ขับพลิกคว่ำตกลงร่องน้ำข้างถนน โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำส่งโรงพยาบาลนวนคร ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่แพทย์เวรประจำห้องผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทำการรักษาโจทก์เบื้องต้น ต่อมาเวลา 23 นาฬิกา จำเลยที่ 5 ทำการรักษาโจทก์เฉพาะบริเวณขาด้านขวา หลังจากนั้นจำเลยที่ 4 ทำการรักษาเฉพาะบริเวณใบหน้าโจทก์ หลังรับการผ่าตัดโจทก์พักรักษาในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ไอซียู) วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ย้ายไปพักห้องผู้ป่วยทั่วไป จนกระทั่งวันที่ 3 พฤศจิกายน 2544 เวลา 11 นาฬิกา โจทก์ย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ครั้นวันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 เวลา 11 นาฬิกา แพทย์โรงพยาบาลพญาไท 2 ทำการรักษาโดยผ่าตัดขาขวาบริเวณหน้าแข้งของโจทก์และใส่ขาเทียมช่วยเดินปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ. 1 และผ่าตัดรักษาบาดแผลที่บริเวณใบหน้าโจทก์หลายครั้ง ปัจจุบันโจทก์มีสภาพใบหน้าปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.11

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างมาในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ ซึ่งแม้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 32 จะบัญญัติให้ผู้ได้รับความเสียหายเพราะการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้ใด มีสิทธิกล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้นั้น โดยทำเรื่องยื่นต่อแพทยสภา และคณะกรรมการมีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้มีพฤติการณ์ที่สมควรให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม แต่บทกฎหมายดังกล่าวมิได้จำกัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่ใช้สิทธิตามบทกฎหมายนั้น มิให้ใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่กระทำละเมิดต่อตนแต่อย่างใด ดังนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกโดยไม่จำต้องรอฟังผลคำสั่งของแพทยสภา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 6 รักษาโจทก์โดยประมาทเลินเล่อปล่อยให้โจทก์นอนรอในห้องฉุกเฉินเป็นเวลา 2 ชั่วโมง จึงทำการรักษาและตรวจไม่พบว่ากระดูกสันหลังโจทก์หักเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธว่า ทำการรักษาโจทก์ทันทีที่รับตัวไว้ ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ คือ จำเลยที่ 3 ร่วมในการตรวจรักษาโจทก์ แต่กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ในชั้นฎีกาโจทก์กลับยกเหตุใหม่ขึ้นอ้างว่า จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของแพทย์ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นด้วย ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ว่า คดีในส่วนของจำเลยร่วม ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 5 ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหากจำเลยที่ 5 แพ้คดี โดยอาศัยความผูกพันระหว่างจำเลยที่ 5 กับจำเลยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยเบ็ดเตล็ด จึงเป็นกรณีผู้เอาประกันภัยค้ำจุนใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิดกรณีเมื่อเกิดวินาศภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยขึ้น ซึ่งกฎหมายได้กำหนดอายุความเรียกร้องไว้โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง ว่า ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปี นับแต่วันวินาศภัย จึงต้องบังคับใช้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 5 ต้องฟ้องหรือมีคำขอเรียกให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนเข้าเป็นคู่ความในคดีภายในกำหนดสองปี นับแต่วันวินาศภัย เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า วันวินาศภัยในคดีนี้คือวันที่โจทก์ถูกตัดขา คือ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 โจทก์และจำเลยทั้งหกมิได้อุทธรณ์โต้เถียงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า วันดังกล่าวเป็นวันวินาศภัยอายุความในคดีนี้จึงเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 แต่จำเลยที่ 5 พึ่งขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความในคดีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 โดยอ้างเหตุเพียงว่าไม่ทราบว่าสามารถเรียกผู้รับประกันภัยเข้าเป็นจำเลยร่วมได้ คดีในส่วนของจำเลยร่วมจึงขาดอายุความสองปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยร่วมขาดอายุความนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของจำเลยที่ 6 ว่า การที่โจทก์ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 6 โดยส่งไปตามที่อยู่ที่ระบุในคำฟ้องนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 6 เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลนวนครของจำเลยที่ 1 จึงมีเหตุที่โจทก์เข้าใจว่า โรงพยาบาล นวนครเป็นสถานที่ทำการงานของจำเลยที่ 6 อันถือเป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่งด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ทั้งเมื่อโจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปยังที่อยู่ดังกล่าว จำเลยที่ 6 ก็ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยเห็นได้จากจำเลยที่ 6 ได้ตั้งทนายความทำคำให้การต่อสู้คดี แม้ขณะเข้าเบิกความต่อศาลชั้นต้น จำเลยที่ 6 จะระบุที่อยู่ของตนเป็นบ้านเลขที่ 13/28 ถนนสุนทรโกษา แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยที่ 6 ก็มิได้แถลงต่อศาลหรือแจ้งต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 6 มิได้มีที่ทำการงานอยู่ที่โรงพยาบาลนวนครเนื่องจากลาออกจากโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว และมีที่อยู่ตามที่เบิกความต่อศาล เช่นนี้โจทก์ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 6 มิได้มีที่ทำการงานตามที่ระบุในคำฟ้องเป็นภูมิลำเนาอีกแห่งหนึ่ง การที่โจทก์ยังคงนำส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์แก่จำเลยที่ 6 โดยส่งไปยังที่อยู่ตามคำฟ้องจึงมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งยังได้ความด้วยว่าระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา และศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องโดยส่งหมายแจ้งวันนัดพร้อมสำเนาคำร้องและสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 6 ณ ที่อยู่ตามคำฟ้องซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาล นวนครโดยวิธีปิดหมาย เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 6 ก็ได้ตั้งทนายความมาถามค้านพยานโจทก์ด้วย ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 กันยายน 2549 ดังนี้ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 6 ทราบอย่างช้าในวันดังกล่าวว่ามีการส่งหมายนัดและคำคู่ความแก่จำเลยที่ 6 ตามที่อยู่ตามคำฟ้อง ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาอันแท้จริงของจำเลยที่ 6 แต่จำเลยที่ 6 ก็มิได้ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียภายใน 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 6 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้าง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ดังนี้จำเลยที่ 6 จึงไม่อาจยกข้ออ้างว่าการส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 6 ณ ที่อยู่ตามคำฟ้องเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีอาการติดเชื้ออย่างรุนแรงทั้งบาดแผลผ่าตัดที่ใบหน้าและข้อเท้าขวา อาการดังกล่าวปรากฏตั้งแต่โจทก์รักษาที่โรงพยาบาลนวนครของจำเลยที่ 1 แต่แพทย์ของจำเลยที่ 1 กลับเห็นว่าเป็นน้ำเสียปนเลือด มิใช่หนอง อาการปวดที่เกิดขึ้นก็เห็นว่าเป็นอาการปวดจากบาดแผลผ่าตัดตามปกติ ทั้งนี้ เพราะไม่สนใจติดตามผลการรักษาอย่างจริงจังเพื่อดูว่าผู้ป่วยมีอาการแทรกซ้อนหรือไม่ เมื่อพบอาการผิดปกติก็ไม่สนใจตรวจดูและวินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงประมาทเลินเล่อปล่อยให้โจทก์ติดเชื้อภายหลังผ่าตัดแล้วไม่ทำการรักษาให้ทันท่วงทีจนเชื้อลุกลามไม่อาจแก้ไขได้ ต้องตัดขาโจทก์ ซึ่งตามมาตรฐานทางการแพทย์น่าจะป้องกันและรักษาได้ เหตุที่โจทก์ถูกตัดขาจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อในการดูแลรักษาเบื้องต้นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จำเลยดังกล่าวจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 มิได้ทำการรักษาโจทก์โดยประมาทเลินเล่อ แต่ได้ตรวจรักษาโจทก์ในทันทีและดูแลอาการของโจทก์ตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแล้วนั้น โจทก์มีตัวโจทก์ นายสมบูรณ์ น้องชายโจทก์ และนางมาลี มารดาโจทก์เบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ถูกนำส่งโรงพยาบาลนวนครเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ โจทก์ได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าด้านขวาฉีกขาดทั้งแถบ กระดูกข้อเท้าขวาหัก กระดูกเหนือหัวเข่าขวาหัก จำเลยที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่แพทย์ประจำห้องผู้ป่วยฉุกเฉินทำการรักษาโจทก์เบื้องต้น ต่อมาจำเลยที่ 4 ทำการผ่าตัดรักษาบริเวณใบหน้า และจำเลยที่ 5 ทำการผ่าตัดใส่เหล็กดามข้อเท้า หลังการผ่าตัดโจทก์พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนวนคร แต่แพทย์ที่ทำการรักษามิได้ติดตามดูอาการของโจทก์ นายสมบูรณ์และนางมาลีรอพบแพทย์ที่ผ่าตัดโจทก์แต่ก็ไม่ได้พบ ต่อมามีจำเลยที่ 2 และที่ 4 มาตรวจรักษาบาดแผลที่ใบหน้า และจำเลยที่ 6 มาตรวจดูอาการที่ข้อเท้าแล้วแจ้งว่าโจทก์มีอาการปกติ แต่ความจริงแล้วโจทก์มีอาการไม่ดี ปวดขามาก เริ่มมีไข้สูง มีกลิ่นเน่าออกจากบริเวณใบหน้า บรรดาญาติจึงตกลงย้ายโจทก์ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2544 และโจทก์มีนายบัญญัติ กับนายธำรงค์โรจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อโรงพยาบาลพญาไท 2 เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ขณะรับตัวโจทก์ไว้พบว่าโจทก์มีไข้สูง บริเวณเท้าด้านขวาค่อนข้างเย็น เป็นสีม่วงดำ และบวมมาก คลำชีพจรที่หลังเท้าไม่ได้ จากบาดแผลมีลักษณะที่เซลล์ของขาตายแล้ว และจากลักษณะผิวหนังแสดงให้เห็นว่าประสาทและกล้ามเนื้อของโจทก์ตายมาก่อนแล้วด้วย นายธำรงค์โรจน์ได้ฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือดของโจทก์เพื่อดูความเสียหายของหลอดเลือดส่วนปลายพบว่าหลอดเลือดส่วนปลายในระดับใต้น่องลงไปหรือเหนือข้อเท้าจนถึงปลายเท้าไม่มีหลอดเลือดใหญ่ ๆ ที่สามารถผ่าตัดต่อหลอดเลือดเพื่อนำเลือดไปเลี้ยงส่วนปลายเท้าได้ การที่กล้ามเนื้อตายอย่างเช่นกรณีของโจทก์อาจเกิดได้หลายกรณี อาทิ จากการบาดเจ็บของหลอดเลือดโดยตรง หรือบาดเจ็บต่อเท้าโดยตรง เช่น จากการถูกล้อรถบดขยี้ หรือจากการติดเชื้อ ซึ่งวิธีการรักษาก็จะแตกต่างกันไปตามสาเหตุ อาการของโจทก์ถือว่าอยู่ในขั้นรุนแรง หลังจากแพทย์ตรวจรักษาและปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่าไม่สามารถรักษาเท้าของโจทก์ไว้ได้ วันรุ่งขึ้นจึงได้ผ่าตัดขาขวาของโจทก์ออก ส่วนบาดแผลบริเวณใบหน้าโจทก์มีนายวีระ แพทย์โรงพยาบาลพญาไท 2 เบิกความว่า บาดแผลที่ใบหน้าและศีรษะโจทก์มีหนองทั่วไป โจทก์มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง พยานรักษาโดยผ่าตัดใบหน้าโจทก์รวม 16 ครั้ง โดยระหว่างวันที่ 4, 6 และ 8 พฤศจิกายน 2544 เป็นการล้างแผลอย่างเดียวเนื่องจากมีหนองจำนวนมาก ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 มีจำเลยที่ 2 และที่ 4 เบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า โจทก์มีบาดแผลขนาดใหญ่ที่บริเวณใบหน้าด้านขวา ผิวหนังฉีกขาดลึกถึงกระดูก เลือดออกมาก เนื้อบริเวณหน้าผาก ตา ริมฝีปาก และแก้มมีการชอกช้ำ และมีเนื้อหลุดหายไปตั้งแต่บริเวณหน้าผาก บริเวณรอบตา ริมฝีปาก และแก้ม มีโพรงบริเวณจมูก และมีบาดแผลเป็นโพรงใต้ศีรษะ บาดแผลดังกล่าวมีสภาพสกปรก มีเศษขี้ดินอยู่ในแผล บางส่วนฝังลึกลงไปในเนื้อ จำเลยที่ 2 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แพทย์เวรในวันดังกล่าวได้นำโจทก์เข้าห้องฉุกเฉินทันทีแล้วรักษาด้วยการหยุดเลือด ให้น้ำเกลือให้น้ำเหลืองเทียมเพื่อทดแทนส่วนที่หายไป และใช้น้ำเกลือปลอดเชื้อล้างบาดแผลบริเวณใบหน้า ให้ยาแก้ปวด วัคซีนป้องกันบาดทะยัก ภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มากับแผลอีก 2 ชนิด คือ ยาคลอกซาซิลลินกับยาเจนต้ามัยซิน ซึ่งเป็นยาที่เป็นมาตรฐานใช้ในโรงพยาบาลทุกแห่งสามารถครอบคลุมฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ส่วนที่ขาของโจทก์มีลักษณะผิดรูปเชื่อว่ากระดูกขาหัก จำเลยที่ 2 จึงให้พยาบาลดามขาไว้ นอกจากการสอบถามอาการจากตัวโจทก์เองแล้ว จำเลยที่ 2 ได้ใช้ตาดูและมือคลำตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเพื่อหาความผิดปกติ ไม่พบว่าโจทก์มีอาการบาดเจ็บที่อื่นอีกนอกจากที่ใบหน้าและขาที่หักเท่านั้น หลังจากรักษาเบื้องต้นแล้วจำเลยที่ 2 ยังได้ส่งโจทก์ไปรับการเอกซเรย์ร่างกายบริเวณต่าง ๆ รวมทั้งเอกซเรย์สมอง จากนั้นแจ้งให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่งมาตรวจรักษาบาดแผลบริเวณใบหน้า และแจ้งจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นแพทย์ด้านศัลยกรรมกระดูกมาดูแลเรื่องขาที่หักของโจทก์ จำเลยที่ 4 ได้นำโจทก์เข้าผ่าตัดในวันเดียวกันเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ใช้เวลาล้างแผลและผ่าตัด 3 ถึง 4 ชั่วโมง โดยต้องตัดเนื้อที่ตายออกบางส่วน และนำเนื้อที่โคนขามาปิดบริเวณเนื้อแก้มที่หายไปเพื่อช่วยให้แผลหายดีขึ้น หลังผ่าตัดแล้วจำเลยที่ 4 ยังมาดูอาการโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 4 มิได้เป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลนวนคร ในช่วงที่ไม่ได้มาก็จะมีแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลคอยดูแล ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 4 ได้ผ่าตัดเนื้อตายที่ใบหน้าโจทก์เพิ่มอีกโดยได้อธิบายให้ญาติโจทก์ทราบว่าต้องมีการล้างแผลที่ใบหน้าโจทก์อีกหลายครั้งเนื่องจากบาดแผลสกปรกมาก และบาดแผลดังกล่าวจำเลยที่ 4 ใส่สายระบายน้ำที่ออกจากบาดแผลดังกล่าวไว้จึงมีกลิ่นเหม็นเน่าบ้าง พยาบาลจะวัดความดันโลหิตของโจทก์ทุก 4 ชั่วโมง จำเลยที่ 2 ได้มาตรวจอาการของโจทก์อีกหลายครั้ง โดยตรวจดูรายงานของพยาบาลด้วย นอกจากนี้ยังมีจำเลยที่ 5 เป็นพยานเบิกความว่า ในวันที่โรงพยาบาลรับตัวโจทก์ไว้ พยานได้มาดูอาการพบว่ามีกระดูกหักบริเวณเหนือเข่า และที่ปลายขา 2 แห่ง เส้นเลือดบริเวณขาไม่ได้รับอันตราย อาการบาดเจ็บที่ปลายขาไม่ถึงกับต้องตัดขา จึงผ่าตัดดามเหล็กไว้ ส่วนกระดูกที่หักบริเวณเหนือเข่าใช้วิธีการถ่วงน้ำหนัก วันรุ่งขึ้นพยานได้มาดูอาการโจทก์และบันทึกอาการไว้ในแฟ้มประวัติการรักษา พบว่าทุกอย่างปกติดี แต่กระดูกข้อเท้าเห็นไม่ชัดจึงได้สั่งให้เอกซเรย์เพิ่ม หลังผ่าตัดวันที่ 2 พยานตรวจร่างกายโจทก์พบว่าระบบเส้นเลือดและระบบประสาทปกติ หลังจากนั้นพยานจึงประสานให้จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นแพทย์กระดูกประจำโรงพยาบาล นวนครดูแลโจทก์ต่อ โดยจำเลยที่ 6 เบิกความสนับสนุนว่า วันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 พยานตรวจอาการโจทก์ พบมารดาโจทก์ ได้อธิบายอาการของโจทก์ให้มารดาและญาติของโจทก์ทราบ โดยดูตามบันทึกของจำเลยที่ 5 หลังจากนั้นก็เคยสอบถามอาการโจทก์จากพยาบาลทราบว่ามีอาการทุเลาลง เห็นว่า โจทก์และญาติโจทก์เบิกความถึงอาการของโจทก์ภายหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนวนคร ส่วนนายบัญญัติ นายธำรงค์โรจน์ และนายวีระก็เบิกความถึงอาการของโจทก์ขณะย้ายมารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 แม้จะได้ความว่าโจทก์มีอาการบวมที่ขา บาดแผลที่ใบหน้ามีหนอง มีอาการติดเชื้อรุนแรง แต่พยานโจทก์ดังกล่าวก็มิได้ระบุถึงสาเหตุของอาการว่าเกิดจากการล้างบาดแผลที่ไม่สะอาดเพียงพอ หรือการให้การรักษาของแพทย์ที่โรงพยาบาลนวนครไม่เป็นไปตามมาตรฐานการแพทย์แต่อย่างใด ทั้งอาการบางอย่างพยานโจทก์ซึ่งเป็นแพทย์ก็ยังไม่อาจชี้ชัดถึงสาเหตุได้ แต่อย่างไรก็ตามได้ความจากคำเบิกความของนายสุรศักดิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม พยานจำเลยที่ 4 ว่า ใบหน้าโจทก์ ไม่สามารถล้างแผลและเอาผิวหนังมาปิดได้ภายในครั้งเดียว แต่จะต้องล้างไปดูแลแผลไปเรื่อย ๆ และการล้างแผลด้วยน้ำเกลือถือว่าเป็นมาตรฐานการล้างแผลของแพทย์ การปะผิวหนังที่บริเวณบาดแผลก็เป็นการลดเชื้อโรคให้มีปริมาณน้อยลง แม้นายสุรศักดิ์จะเบิกความในฐานะพยานจำเลยที่ 4 แต่ก็เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมใบหน้า เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย 2 สมัย นับได้ว่าเป็นการให้ความเห็นที่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ทั้งนายวีระพยานโจทก์เองก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านรับว่า บาดแผลของโจทก์ต้องมีการล้างหลายครั้ง ซึ่งจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และนางสาวบุญญิสา ซึ่งทำหน้าที่พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลนวนครก็ได้ความว่า ในวันที่รับตัวโจทก์ไว้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ล้างบาดแผลบริเวณใบหน้าโจทก์ด้วยตนเอง มีพยาบาล 1 คน เป็นผู้ช่วย โดยใช้น้ำเกลือมากกว่า 30 ลิตร ล้างบาดแผลซึ่งสกปรกและมีเศษดินลักษณะเป็นโคลนจำนวนมาก ในขณะจำเลยที่ 4 ผ่าตัดใบหน้าให้โจทก์ก็ได้ล้างแผลอีกครั้งเป็นเวลานาน และหลังจากวันนั้นในระหว่างที่โจทก์ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนวนคร แพทย์และพยาบาลก็ยังทำการล้างแผล ให้ยาฆ่าเชื้อแก่โจทก์ และติดตามสภาพบาดแผลเรื่อยมาด้วย อันเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนที่เหมาะสมและติดตามอาการตามมาตรฐานการรักษา สอดคล้องกับความเห็นของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยที่เสนอต่อแพทยสภาว่า การดูแลรักษาโจทก์โดยรวมเหมาะสมถูกต้องตามหลักวิชาการแห่งวิชาชีพเวชกรรม พยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่อาจรับฟังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ดูแลรักษาบาดแผลบริเวณใบหน้าโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เกิดการติดเชื้อ ส่วนอาการกระดูกหักก็ได้ความว่า จำเลยที่ 5 ทำการผ่าตัดให้การรักษาโจทก์ตั้งแต่วันแรกที่รับตัวไว้ ทั้งตรวจระบบเส้นเลือดและระบบประสาทอย่างครบถ้วน วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 5 ก็ยังมาติดตามดูอาการหลังการผ่าตัด ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาลนวนคร มีพยาบาลเข้ามาตรวจวัดความดันโลหิตและอาการทั่วไปของโจทก์เป็นระยะๆ พร้อมบันทึกรายงานไว้ อันเป็นทางปฏิบัติตามปกติเนื่องจากโจทก์ได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง อาการแต่ละอย่างต้องมีแพทย์ผู้ชำนาญมาตรวจรักษาเฉพาะทาง แต่หากเป็นการติดตามอาการทั่วไปแพทย์ของโรงพยาบาลย่อมดูแลได้โดยอาศัยข้อมูลที่มีการลงบันทึกไว้ ประกอบกับปรากฏว่าภายหลังการรักษาในช่วงแรกโจทก์มีอาการดีขึ้น สามารถพูดคุยกับนายสมบูรณ์และหายใจได้ด้วยตนเอง ซึ่งย่อมเป็นผลมาจากการดูแลรักษาของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จนที่สุดโจทก์ย้ายจากห้องผู้ป่วยวิกฤตไปพักรักษาตัวที่ห้องผู้ป่วยทั่วไปได้ แสดงว่าสภาพโดยทั่วไปของโจทก์ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนที่โจทก์และนางมาลีเบิกความว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางคืน โจทก์มีไข้สูงและปวดขาขวา จึงแจ้งแพทย์เวรทราบ วันรุ่งขึ้นโจทก์มีไข้สูงมากขึ้น ปวดขามากขึ้น กับมีกลิ่นเน่าบริเวณใบหน้า พยาบาลแจ้งว่ามีหนองและแนะนำให้ปิดเครื่องปรับอากาศแล้วเปิดหน้าต่างแทนเพื่อระบายกลิ่น แต่โจทก์ยังปวดและร้องครวญครางนั้น จำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่า ช่วงเช้าวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 ตรวจบาดแผลที่ใบหน้าโจทก์ พบว่าผ้าพันแผลมีน้ำเหลืองซึมแฉะ และโจทก์มีไข้กับแจ้งว่าปวดขา จำเลยที่ 2 จึงสั่งยาบรรเทาปวดให้โจทก์รับประทานและให้พยาบาลแจ้งจำเลยที่ 4 มาตรวจอาการที่ใบหน้า แจ้งแพทย์ศัลยกรรมกระดูกมาดูอาการที่ขา ตามเวชระเบียน ต่อมาทราบว่าช่วงเที่ยงจำเลยที่ 4 มาตรวจบาดแผลที่ใบหน้า และจำเลยที่ 6 มาตรวจดูอาการที่ขาของโจทก์ ทั้งเวลา 17 นาฬิกาของวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 มาดูอาการของโจทก์อีกครั้งเชื่อว่าแผลที่ใบหน้าโจทก์ติดเชื้อจึงสั่งให้เพิ่มปริมาณยาเจนต้ามัยซินเพื่อฆ่าเชื้อแกรมลบคุมอาการ 24 ชั่วโมง และเพิ่มปริมาณยาฆ่าเชื้อคลอกซาซิลลินเพื่อฆ่าเชื้อแกรมบวกคุมอาการทุก 6 ชั่วโมง ตามเวชระเบียน ต่อมาเวลา 18 นาฬิกา นายทวิช แพทย์ศัลยกรรมกระดูกของจำเลยที่ 1 มาตรวจโจทก์เห็นว่าปกติ ซึ่งเมื่อพิจารณาเวชระเบียน พยาบาลประจำห้องพักโจทก์บันทึกไว้ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เวลา 18 นาฬิกา โจทก์มีอาการไข้สูง แผลที่ใบหน้าซีกขวามีเศษดิน และมีหนองไหลออกทางท่อสายยาง และแผลมีกลิ่นซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์และนางมาลี จำเลยที่ 2 เบิกความอธิบายถึงอาการผู้ป่วยติดเชื้อโรคว่า จะมีอาการมีไข้ แผลมีกลิ่น หากมีอาการอักเสบจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน ต่อมาเมื่อโจทก์ร้องเรียนไปยังแพทยสภา จำเลยที่ 2 ได้ทำบันทึกชี้แจงการรักษาโจทก์ระบุว่า วันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 โจทก์เริ่มมีไข้สูง 39.5 องศาเซลเซียส เปิดแผลที่หน้ามีกลิ่น และมีเนื้อตายสีดำวินิจฉัยโรค คือ infected wound at face 1. ปรึกษาแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดให้มาดูแลและรักษาแผล 2. พิจารณาเปลี่ยน dose antibiotics (gentamicin) และนายสุทร แพทย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อพยานจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้เบิกความอธิบายถึงอาการติดเชื้อว่า จะเกิดแก๊สที่แผลทำให้มีกลิ่นเหม็นเน่า ดังนี้ การที่โจทก์มีอาการไข้ขึ้นสูง บาดแผลที่บริเวณใบหน้าเกิดหนอง มีกลิ่นเหม็นเน่าที่ใบหน้า และมีอาการปวดแสบปวดร้อน จึงสอดคล้องกับอาการติดเชื้อโรคตามที่จำเลยที่ 2 ได้อธิบายไว้ดังกล่าวเบื้องต้น อาการของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า โจทก์เริ่มมีอาการติดเชื้อโรค แต่การจะทราบว่าโจทก์ติดเชื้อโรคชนิดใดแพทย์ต้องทำการเพาะเชื้อจากเนื้อเยื่อ หรือเลือด หรือหนอง หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือทำการย้อมสีจากสิ่งดังกล่าวเพื่อนำมาประกอบการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อโรคเพื่อทำการรักษาต่อไป แพทย์ผู้ตรวจไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการภายนอกเพียงอย่างเดียวได้ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงแพทย์เจ้าของไข้ทั่วไป มิได้เป็นแพทย์ผู้ผ่าตัดรักษา เมื่อตรวจพบอาการของโจทก์แล้วได้แจ้งให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้โดยตรงและมีหน้าที่ติดตามอาการภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดทราบในทันทีเพื่อมาตรวจดูอาการของโจทก์ และเมื่อเห็นว่าโจทก์มีอาการติดเชื้อจากบาดแผลบริเวณใบหน้า จำเลยที่ 2 จึงได้เพิ่มปริมาณขนาดยาฆ่าเชื้อเจนต้ามัยซินเพื่อฆ่าเชื้อแกรมลบ และช่วงเย็นจำเลยที่ 2 มาตรวจอาการโจทก์อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอาการโจทก์ยังไม่ดีขึ้นได้แจ้งนายทวิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมกระดูกและข้อมาตรวจดูอาการของโจทก์อีกครั้ง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มิได้เพิกเฉยต่ออาการป่วยของโจทก์และติดตามดูแลอาการโจทก์ตลอดมา ทั้งต่อมาแพทยสภาได้พิจารณาข้อร้องเรียนของโจทก์ที่อ้างว่า จำเลยที่ 2 ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่รักษามาตรฐานเป็นเหตุให้แผลผ่าตัดที่ใบหน้ามีการติดเชื้อรุนแรง แล้วแพทยสภาเห็นว่า การดูแลรักษาโดยรวมเหมาะสมถูกต้องตามหลักวิชาชีพ จำเลยที่ 2 มิได้กระทำผิดข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 จึงมีคำสั่งยกข้อกล่าวโทษ ตามคำสั่งแพทยสภา ที่ 60/2550 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งรับเอกสารเพิ่มเติมเพื่อให้การวินิจฉัยคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้าย ดังนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการดูแลรักษาโจทก์เหมาะสมตามหน้าที่ที่ต้องกระทำในภาวะเช่นว่านั้นแล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านภายหลังผ่าตัดรักษาโจทก์มีหน้าที่ติดตามดูแลภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัด แต่เนื่องจากจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชมารับจ้างเป็นแพทย์รักษาคนไข้ของจำเลยที่ 1 เฉพาะรายเป็นครั้ง ๆ ไป หากไม่สามารถมาติดตามภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัดได้ ก็จะมอบหมายให้แพทย์ประจำโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ดูแลแทน ซึ่งจากทางนำสืบของฝ่ายจำเลยได้ความว่า วันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 ช่วงเที่ยง จำเลยที่ 4 เข้ามาตรวจดูอาการโจทก์ตามที่ได้รับแจ้งจากพยาบาลของจำเลยที่ 1 แล้ว ได้ตัดเนื้อที่ตายบริเวณใบหน้าของโจทก์ออกเพิ่มขึ้น ตรวจบาดแผลแล้วเห็นว่ากลิ่นเหม็นเกิดจากเนื้อเน่า น้ำที่ไหลออกจากสายระบายมีลักษณะเป็นน้ำปนเลือด ไม่ใช่หนอง ส่วนจำเลยที่ 5 มิได้มาดูอาการโจทก์แต่ประสานให้จำเลยที่ 6 ดูแลแทน ก่อนเที่ยงจำเลยที่ 6 ดูอาการที่เท้าของโจทก์ ตรวจฟิล์มเอกซเรย์ให้โจทก์กระดิกนิ้วเท้าขาขวาและซ้าย โจทก์สามารถกระดิกนิ้วเท้าได้ จึงไม่สงสัยว่าจะมีอาการคอมพาร์ตเมนต์ ซินโดรม หรือกล้ามเนื้อตาย และต่อมาเวลา 18 นาฬิกา นายทวิชตรวจอาการที่เท้าโจทก์ โดยเปิดบาดแผลบริเวณขาดูพบเห็นว่าปกติ ตามเวชระเบียน และคำแปล จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า ภายหลังจำเลยที่ 4 และที่ 5 ทำการผ่าตัดโจทก์แล้ว จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีหน้าที่ในการติดตามดูภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัดในฐานะแพทย์เจ้าของไข้โดยตรง หากไม่สามารถมาตรวจอาการผู้ป่วยด้วยตนเอง ก็สามารถมอบหมายให้แพทย์อื่นในสาขาเดียวกันมาดูแทน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 4 ได้รับแจ้งจากทางโรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ก็ได้เดินทางมาตรวจอาการของโจทก์ และมีการแจ้งให้ส่งชิ้นเนื้อจากแผลของโจทก์ไปทำการเพาะเชื้อ ส่วนจำเลยที่ 5 ก็มีจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นแพทย์สาขาเดียวกันมาตรวจโจทก์ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงมิได้ละเว้นหน้าที่ในการติดตามภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัดอันเป็นหน้าที่โดยตรงของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดรักษาผู้ป่วย เมื่อข้อเท็จจริง ที่โจทก์และจำเลยทั้งหกนำสืบรับกันมารับฟังได้ว่า ขณะที่โจทก์เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้มีการนำเอาตัวอย่างเลือดของโจทก์ไปเพาะเชื้อผลปรากฏว่า โจทก์มีอาการติดเชื้อหลายชนิดรวมทั้งเชื้อแอโรโมเเนส ไฮโดรฟิลล่า (Aeromonas hydrophila) โดยนางภัทราวดี แพทย์สาขาอายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชพยานจำเลยที่ 4 เบิกความว่า เชื้อแอโรโมเเนส ไฮโดรฟิลล่าเป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมลบพบในน้ำและในดินเท่านั้น ไม่มีอยู่ในห้องผ่าตัด เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรงเมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด ยาปฏิชีวนะที่ให้ผลตอบสนองอย่างดี คือ ยาฆ่าเชื้อเจนต้ามัยซิน เมื่อแพทย์ให้ยาครอบคลุมเชื้อโรคไว้แล้วต้องเฝ้าดูอาการผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ และแพทย์ของจำเลยที่ 1 ให้ยาฆ่าเชื้อเจนต้ามัยซินแก่โจทก์แล้ว ส่วนจำเลยที่ 6 เบิกความว่า เชื้อแอโรโมแนส ไฮโดรฟิลล่าชอบเกาะอยู่ตามลิ่มเลือด บริเวณตาตุ่มมีลิ่มเลือด บริเวณแผลผ่าตัดที่ข้อเท้ามีท่อระบายเลือดอาจจะเป็นไปได้ว่าเชื้อแอโรโมเเนส ไฮโดรฟิลล่าไปเกาะตรงแผลแล้วลุกลามไปถึงใต้เข่า นายธำรงค์โรจน์พยานโจทก์เบิกความว่า ขณะพบโจทก์ โจทก์มีไข้สูง ขาข้างที่ผ่าตัดบริเวณส่วนเท้ามีสีคล้ำถึงม่วงดำ มีอาการเย็น บวม มีตุ่มน้ำลักษณะคล้ายพุพองบริเวณหนังเท้าหลายจุด ไม่สามารถคลำชีพจรที่หลังเท้าได้ ไม่สามารถเคลื่อนไหวเท้าและนิ้วเท้า มีลักษณะเซลล์ขาตายแล้ว โจทก์มีไข้สูงสะลึมสะลือ ไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ตรวจเลือดพบว่ามีเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง หากปล่อยไว้การติดเชื้อจะส่งผลต่อระบบการทำงานของหัวใจ สมอง ตับและลำไส้ ต้องรักษาโดยการตัดขาเพื่อรักษาชีวิตโจทก์ การเพาะเชื้อต้องใช้เวลา 3 วัน ผลเพาะเชื้อโจทก์ติดเชื้อโรคแอโรโมเเนส ไฮโดรฟิลล่าในกระแสเลือดและแพทย์ของจำเลยที่ 1 ให้ยาต่อการรักษาเชื้อชนิดนี้ได้เร็ว หากแพทย์ให้ยาปฏิชีวนะแล้ว เชื้อโรคไม่ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อ ผู้ป่วยยังมีการติดเชื้ออยู่ถือไม่ได้ว่าแพทย์ประมาทเลินเล่อ นายบัญญัติพยานโจทก์เบิกความว่า ขณะตรวจโจทก์มีอาการติดเชื้อมาก่อนอย่างรุนแรง แต่จะทราบว่าเป็นเชื้ออะไรต้องส่งเชื้อไปตรวจต้องใช้เวลา 3 วัน จึงจะทราบผล เมื่อเปิดแผลที่ขาดูพบว่าเชื้อลุกลามมาก เชื้อโรคแอโรโมแนส ไฮโดรฟิลล่านี้แม้แพทย์ของจำเลยที่ 1 จะรักษาดีเพียงใด เชื้อโรคก็มีโอกาสสำแดงอาการได้ จากพยานหลักฐานดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เชื้อโรคแอโรโมเเนส ไฮโดรฟิลล่าเป็นเชื้อที่มีอยู่ในน้ำและดินเท่านั้น เชื้อโรคดังกล่าวจึงมีอยู่ในน้ำและดินบริเวณร่องถนนที่เกิดเหตุ มิได้มีอยู่ในห้องฉุกเฉินหรือห้องผ่าตัดของจำเลยที่ 1 ดังนี้ เชื้อโรคจึงเข้าสู่ร่างกายโจทก์ทางบาดแผลบริเวณใบหน้า ก่อนโจทก์ถูกส่งตัวมารับการรักษาที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 1 ขณะจำเลยที่ 2 และที่ 4 รักษาโจทก์ได้ให้ยาฆ่าเชื้อเจนต้ามัยซินซึ่งมีผลตอบสนองดีกับเชื้อดังกล่าว โดยวันที่ 30 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 2 ให้ยาฆ่าเชื้อเจนต้ามัยซินปริมาณ 80 มิลลิกรัม เพื่อคลุมเชื้อโรคและให้วันละครั้ง ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 เมื่อเห็นว่าโจทก์ติดเชื้อแล้ว จำเลยที่ 2 ได้เพิ่มปริมาณยาฆ่าเชื้อเจนต้ามัยซินเป็น 240 มิลลิกรัม เพื่อฆ่าเชื้อโรค ส่วนจำเลยที่ 4 ได้สั่งให้มีการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากบาดแผลโจทก์ไปทำการเพาะเชื้อเพื่อประกอบการตรวจวินิจฉัยโรคแล้ว และคำแปล นายวีระพยานโจทก์เบิกความว่า การให้ยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อคุมอาการเป็นมาตรฐานปกติของแพทย์ ทั้งแพทย์โรงพยาบาลพญาไท 2 ได้ให้ยาฆ่าเชื้อเจนต้ามัยซินแก่โจทก์เช่นเดียวกัน ดังนี้ กรณีผู้ป่วยที่มีบาดแผลขนาดใหญ่และบาดแผลสัมผัสกับแหล่งน้ำสกปรก แพทย์ผู้ทำการรักษาจะให้ยาฆ่าเชื้อโรคเจนต้ามัยซินเพื่อฆ่าแบคทีเรียแกรมลบที่มีอยู่ในดินและน้ำ อันเป็นมาตรฐานการรักษาตามเกณฑ์ปกติทั่วไปของแพทย์ โดยในเบื้องต้นจะให้ยาฆ่าเชื้อในระดับที่ควบคุมเชื้อโรคไว้ เพื่อคอยดูอาการของผู้ป่วยหลังเชื้อโรคฟักตัวระยะหนึ่ง หากผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อโรคแอโรโมเเนส ไฮโดรฟิลล่าแล้วแพทย์จะเพิ่มขนาดยาฆ่าเชื้อโรคและทำการเพาะเชื้อโรคเพื่อให้ทราบว่าเป็นเชื้อโรคชนิดใด กรณีของโจทก์นั้นจำเลยที่ 2 ได้เพิ่มขนาดยาฆ่าเชื้อเจนต้ามัยซิน และจำเลยที่ 4 ได้สั่งให้ดำเนินการนำเนื้อเยื่อของโจทก์ไปเพาะเชื้อแล้ว แต่โจทก์ได้ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 เสียก่อน แม้จะฟังได้ว่ายาฆ่าเชื้อเจนต้ามัยซินไม่สามารถสนองต่อการฆ่าเชื้อโรค โจทก์ยังมีอาการติดเชื้อโรคอยู่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 แพทย์ผู้ทำการรักษา จำเลยที่ 5 และที่ 6 เบิกความทำนองเดียวกันว่า อาการคอมพาร์ตเมนต์ ซินโดรมเป็นอาการบวมของเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ กล้ามเนื้อจะขยายพังผืดจนกระทั่งไม่สามารถขยายต่อไปได้ จะกดรัดระบบเลือดและระบบเส้นประสาท ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและเส้นประสาทไม่พอทำให้เกิดการตายของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท อาการดังกล่าวจะเกิดในการผ่าตัดเย็บพังผืด แต่กรณีของโจทก์มิได้เย็บพังผืดปิดและผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากขึ้นตลอดเวลา สีผิวบริเวณดังกล่าวจะเปลี่ยนไป เพราะกล้ามเนื้อตาย นิ้วเท้าจะอยู่ในท่างอและขยับไม่ได้ หากสงสัยจะต้องแกะสิ่งที่รัดบริเวณดังกล่าวออกดู โดยทั่วไปจะพบอาการภายใน 48 ชั่วโมง และกล้ามเนื้อที่ขาดเลือดจะมีลักษณะแห้ง มีการหดรั้งของเส้นเอ็น ไม่มีอาการเน่า ขณะตรวจโจทก์สามารถขยับนิ้วเท้าได้จึงไม่มีอาการกดรั้งของเส้นเอ็นหรืออาการคอมพาร์ตเมนต์ ซินโดรม ส่วนนายธำรงค์โรจน์และนายบัญญัติพยานโจทก์เบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะตรวจวินิจฉัยโรคไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอาการคอมพาร์ตเมนต์ ซินโดรม แต่ยืนยันว่าโจทก์มีอาการติดเชื้อโรค นายธำรงค์โรจน์พบว่า บริเวณเท้ามีสีคล้ำถึงม่วงดำ เย็น บวม มีตุ่มน้ำพุพอง เคลื่อนไหวเท้าและนิ้วเท้าไม่ได้ อาการดังกล่าวจึงแตกต่างจากอาการคอมพาร์ตเมนต์ ซินโดรม ที่เนื้อเยื่อตายจะมีลักษณะแห้ง มีการหดรั้งของเส้นเอ็น นิ้วเท้าจะงอและขยับไม่ได้ ประกอบกับราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นต่อแพทยสภาว่า การบำบัดรักษากระดูกหักทั้ง 2 ตำแหน่ง เหมาะสมถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่า การที่เส้นเลือดที่ขาขวาของโจทก์อุดตัน เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื่อที่บริเวณข้อเท้า มีสาเหตุมาจากอาการคอมพาร์ตเมนต์ ซินโดรม อันเกิดจากการรักษาของจำเลยที่ 5 และที่ 6 อาจเกิดจากการติดเชื้อโรคแอโรโมเเนส ไฮโดรฟิลล่าที่โจทก์ได้รับมาขณะประสบอุบัติเหตุที่บริเวณที่เกิดเหตุ ความเสียหายที่โจทก์ได้รับจึงมิใช่ผลโดยตรงจากการตรวจรักษาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 จึงมิได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยดังกล่าวรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่จำเป็นแก่คดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 32
ชื่อคู่ความ
นายวีรวัฒน์ ล้วนใจสนธิ์ โดยนางมาลี ล้วนใจสนธิ์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทนวนครการแพทย์ จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทอาคเนย์ประกันภัย (2000) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
เกษม เกษมปัญญา
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15107/2558
#636264
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้วและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 574 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ คงเรียกได้เพียง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อในระหว่างที่ยังมิได้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนเท่านั้น แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14.2 กำหนดว่า "ก่อนวันที่สัญญาเลิกกัน หากผู้เช่าติดค้างชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ถึงกำหนดแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระ ผู้เช่าซื้อสัญญาว่าจะต้องชำระแก่เจ้าของจนครบถ้วน และการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไม่เป็นการลบล้างสิทธิของเจ้าของบรรดาที่มีอยู่ก่อนวันเลิกสัญญา" ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้ตามที่เห็นสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 10 ถึงงวดที่ 18 เป็นเงิน 133,386 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง 133,386 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 230,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 133,386 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 10,500 บาท และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 15 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา 3,487.50 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน อษ 2997 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 549,723.24 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละเดือน เดือนละ 15,270.09 บาท รวม 36 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 3 ของทุกเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ มีข้อตกลงหากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกัน และโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 9 งวดเศษ เป็นเงิน 141,475.94 บาท แล้วผิดนัดเกิน 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จากพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ที่นำสืบข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้นำชี้ให้โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อตามเงื่อนไขที่โจทก์เสนอแล้ว สัญญาค้ำประกันเป็นอันเลิกกัน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์แล้วไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 10 ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไป 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระภายในกำหนดให้ถือว่าหนังสือบอกกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาทันที และจำเลยที่ 2 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระภายในกำหนดสัญญาเช่าซื้อถูกยกเลิกโดยข้อสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 2 ติดตามและส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว สัญญาค้ำประกันจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 เห็นว่า ในทางนำสืบจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไปพบนายสมศักดิ์ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์แล้วนายสมศักดิ์แจ้งว่าหากจำเลยที่ 2 สามารถไปนำชี้ให้โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้ โจทก์ตกลงจะยกเลิกสัญญาค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 2 จึงมีการตกลงจะไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 เป็นการนำสืบนอกคำให้การนอกประเด็น แม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ และไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้วและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ คงเรียกได้เพียงค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อในระหว่างที่ยังมิได้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนเท่านั้น แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14.2 กำหนดว่า "ก่อนวันที่สัญญาเลิกกัน หากผู้เช่าติดค้างชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ถึงกำหนดแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระ ผู้เช่าซื้อสัญญาว่าจะต้องชำระแก่เจ้าของจนครบถ้วน และการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไม่เป็นการลบล้างสิทธิของเจ้าของบรรดาที่มีอยู่ก่อนวันเลิกสัญญา" ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้ตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 10 ถึงงวดที่ 18 เป็นเงิน 133,386 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข โดยเห็นสมควรกำหนดให้เดือนละ 3,500 บาท เท่ากับค่าขาดประโยชน์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ รวม 9 เดือน เป็นเงิน 31,500 บาท ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเพิ่มอีก 31,500 บาท ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง 133,386 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 574
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นางสุวาลี มาลาทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15105/2558
#636263
เปิดฉบับเต็ม

การเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจึงเป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้นโดยชัดแจ้ง

โจทก์ทั้งสามและจำเลยเป็นบุตรของ ก. และ ช. บุคคลทั้งสองประกอบอาชีพค้าขายดำเนินกิจการร้านกุหลาบขาวตั้งแต่ปี 2475 และดำเนินกิจการร้านกุหลาบแดงซึ่งเดิมชื่อร้านกุ่ยเชียง มีที่ตั้งร้านอยู่บ้าน เลขที่ 2 - 4 อำเภอสัมพันธวงศ์ จังหวัดพระนคร โดยเริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2494 ก่อนจะแจ้งย้ายสถานที่ประกอบกิจการมาตั้งอยู่อาคารพาณิชย์เลขที่ 95/86 เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และเปลี่ยนชื่อร้านเป็นร้านกุหลาบแดง ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2508 โดย ก. เป็นผู้ดูแลกิจการร้านค้าทั้งสองและเมื่อ ก. เสียชีวิต ช. เป็นผู้ดูแลแทนจนกระทั่งเจ็บป่วยจึงให้จำเลยเป็นผู้ดูแล โดย ก. และ ช. ให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรทุกคนในฐานะบิดามารดากระทำต่อบุตร โดยโจทก์ทั้งสามและบุตรคนอื่น ๆ รวมทั้งจำเลยหากมีเวลาว่างจะมาช่วยงาน ก. และ ช. ที่ร้านค้าทั้งสอง และเมื่อบุตรแต่ละคนมีรายได้จากอาชีพการงานอื่นจะส่งเงินมาช่วยจุนเจือบิดามารดาอันเป็นการปฏิบัติตนในฐานะบุตรที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อบุพการี ไม่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่า ก. และ ช. ตกลงร่วมค้าขายกับโจทก์ทั้งสามและบุตรคนอื่น ๆ โดยให้โจทก์ทั้งสามลงแรงเป็นหุ้น และประสงค์จะแบ่งเงินกำไรกันหรือหากขาดทุน โจทก์ทั้งสามและบุตรคนอื่น ๆ ต้องรับผิดชอบอย่างไร ก. และ ช. ไม่เคยแบ่งปันผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการร้านค้าทั้งสองให้แก่บุตรคนใดคนหนึ่ง แต่หากบุตรคนใดมีความเดือดร้อนต้องการใช้เงินจึงจะไปขอเบิกจาก ก. และ ช. การที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่ามีการช่วยงานที่ร้านค้าทั้งสองหรือแม้แต่แบ่งเงินรายได้บางส่วนให้แก่ ช. หลังจาก ก. เสียชีวิตแล้วจึงไม่เป็นการลงหุ้น คงเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างบิดามารดากับบุตร หาทำให้กิจการของบิดามารดาเป็นกิจการของครอบครัวอันจะถือว่าเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างบุตรกับบิดามารดาโดยปริยายไม่ โจทก์ทั้งสามและจำเลยรวมทั้งบุตรคนอื่น ๆ จึงไม่เป็นหุ้นส่วนในร้านค้าทั้งสองกับ ก. และ ช. ตามบทกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์ทั้งสามจะมาฟ้องขอเลิกห้างหุ้นส่วนร้านค้าทั้งสองและขอแบ่งส่วนผลกำไรจากการดำเนินกิจการร้านค้าทั้งสองตั้งแต่ครั้งที่ ก. ยังมีชีวิตอยู่ในฐานะเป็นหุ้นส่วนตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยเลิกห้างหุ้นส่วนร้านค้าทั้งสองแห่งและตั้งให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ชำระบัญชี หรือให้กำจัดจำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วนแทนการเลิกห้าง ให้แบ่งผลกำไรแก่โจทก์ทั้งสาม 32,850,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาวนงนุชยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า นายกุ่ยลิ้ม และนางชั้น หรือนางชั้ง อยู่กินเป็นสามีภริยามีบุตรด้วยกัน 11 คน แต่มีชีวิตอยู่เพียง 8 คน คือ นางกิ่งรัก นายอุดม จำเลย (เดิมชื่อนายเก่งเหลียง) นางสาวพัชนี นายวิรัตน์ โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 นายกุ่ยลิ้มและนางชั้นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2517 และวันที่ 12 สิงหาคม 2538 ตามลำดับ โดยไม่มีผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสอง เมื่อปี 2475 นายกุ่ยลิ้มเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 57 (เดิมเป็นบ้านเลขที่ 322) เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จากนางปาน เปิดเป็นร้านขายสินค้าจำพวก ผ้าฝ้าย เสื่อน้ำมัน (พรมน้ำมัน) ใช้ชื่อร้านกุหลาบขาว ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2504 นายละล่อง ผู้จัดการมรดกของนางปานจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1109 อำเภอพระนคร (ในพระนคร) จังหวัดพระนคร พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 57 โดยระบุว่าขายให้แก่จำเลยและนายวิรัตน์ ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2529 นายวิรัตน์ยกที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของตนให้แก่นางสาวพัชนี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2500 นางชั้นยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ประกอบการค้าเป็นร้านขายสินค้าจำพวกผ้าฝ้ายและพรมน้ำมันใช้ชื่อว่า "กุ่ยเชียง" มีที่ตั้งร้านอยู่บ้านเลขที่ 2 - 4 อำเภอสัมพันธวงศ์ จังหวัดพระนคร โดยแจ้งว่าเริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2494 ต่อมานางชั้นเช่าที่ดินของวัดราชบุรณราชวรวิหาร และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2507 นางชั้นออกเงินช่วยค่าก่อสร้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดย่งเตียงก่อสร้างเพื่อทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของวัดราชบุรณราชวรวิหาร เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ นางชั้นทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 95/86 เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2508 นางชั้นยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพาณิชย์แจ้งย้ายที่ตั้งร้านค้ามาอยู่ที่อาคารพาณิชย์ดังกล่าวโดยเปลี่ยนชื่อร้านเป็น "กุหลาบแดง" ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2508 หลังจากนายกุ่ยลิ้มถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2518 จำเลยยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพาณิชย์แจ้งขอยกเลิกการประกอบธุรกิจของนายกุ่ยลิ้มตั้งแต่วันดังกล่าว นางชั้นยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพาณิชย์แจ้งย้ายสถานที่ประกอบธุรกิจร้านกุหลาบแดงมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 57 อันเป็นที่ตั้งร้านกุหลาบขาวและเปลี่ยนชื่อร้านเป็น "กุหลาบขาว" ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2518 ส่วนจำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนประกอบการค้าเป็นร้านขายสินค้าจำพวกผ้าฝ้ายและพรมน้ำมันใช้ชื่อว่า "กุหลาบแดง" มีที่ตั้งร้านอยู่อาคารพาณิชย์เลขที่ 95/86 โดยแจ้งว่าเริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2518 และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2527 จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนประกอบการค้าเป็นร้านขายสินค้าจำพวกผ้าฝ้ายและพรมน้ำมันใช้ชื่อว่า "กุหลาบขาว" มีที่ตั้งร้านอยู่อาคารพาณิชย์เลขที่ 57 โดยแจ้งว่าเริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2527 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2527 นางชั้นยื่นคำขอจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการร้านกุหลาบขาวตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2527 อ้างเหตุว่าทำการค้าขาดทุน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2529 จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการร้านกุหลาบขาวตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2529 อ้างเหตุว่าประกอบกิจการค้าขาดทุน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2529 จำเลยในฐานะผู้จัดการและนายสินชัย บุตรจำเลยเป็นหุ้นส่วนยื่นคำขอจดทะเบียนประกอบการค้าเป็นร้านขายสินค้าจำพวกผ้าฝ้าย พรมน้ำมันและผ้าพลาสติกใช้ชื่อว่า "ห้างหุ้นส่วนสามัญกุหลาบขาว (คณะบุคคล)" อันเป็นห้างหุ้นส่วนไม่จดทะเบียนมีที่ตั้งร้านอยู่อาคารพาณิชย์เลขที่ 57 โดยแจ้งว่าเริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2529 ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2535 จำเลยในฐานะผู้จัดการห้างหุ้นส่วนดังกล่าวแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนดังกล่าวด้วยการเพิ่มชื่อโจทก์ที่ 2 เข้ามาเป็นหุ้นส่วน โดยระบุว่าเข้ามาเป็นหุ้นส่วนเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 95/86 กับวัดราชบุรณราชวรวิหารเพื่อทำการค้าเป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามเพียงข้อเดียวว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยเป็นหุ้นส่วนกันในกิจการร้านกุหลาบขาวและร้านกุหลาบแดงตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า ร้านค้าทั้งสองแห่ง บิดามารดาตั้งขึ้นและเป็นผู้ออกเงินซื้อเพื่อให้บุตรทุกคนเข้าเป็นหุ้นส่วนในลักษณะธุรกิจครอบครัว (กงสี) โดยบิดาเป็นผู้จัดการร้านทั้งสอง เมื่อบิดาเสียชีวิต มารดาและพี่น้องทุกคนให้จำเลยเป็นผู้จัดการร้านทั้งสองแทน เมื่อมารดาเสียชีวิต โจทก์ทั้งสามจึงมีฐานะเป็นหุ้นส่วนในร้านทั้งสองมีสิทธิขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนนำเงินรายได้จากร้านทั้งสองมาแบ่งตามส่วนที่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับ เห็นว่า การเป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจึงเป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้นโดยชัดแจ้ง ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยเป็นบุตรของนายกุ่ยลิ้มและนางชั้น บุคคลทั้งสองประกอบอาชีพค้าขายดำเนินกิจการร้านกุหลาบขาวตั้งแต่ปี 2475 และดำเนินกิจการร้านกุหลาบแดงซึ่งเดิมชื่อร้านกุ่ยเชียง มีที่ตั้งร้านอยู่บ้านเลขที่ 2 - 4 อำเภอสัมพันธวงศ์ จังหวัดพระนคร โดยเริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2494 ก่อนจะแจ้งย้ายสถานที่ประกอบกิจการมาตั้งอยู่อาคารพาณิชย์เลขที่ 95/86 เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และเปลี่ยนชื่อร้านเป็นร้านกุหลาบแดง ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2508 โดยนายกุ่ยลิ้มเป็นผู้ดูแลกิจการร้านค้าทั้งสองและเมื่อนายกุ่ยลิ้มเสียชีวิต นางชั้นเป็นผู้ดูแลแทนจนกระทั่งเจ็บป่วยจึงให้จำเลยเป็นผู้ดูแล โดยนายกุ่ยลิ้มและนางชั้นให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรทุกคนในฐานะบิดามารดากระทำต่อบุตร โดยโจทก์ทั้งสามและบุตรคนอื่น ๆ รวมทั้งจำเลยหากมีเวลาว่างจะมาช่วยงานนายกุ่ยลิ้มและนางชั้นที่ร้านค้าทั้งสอง และเมื่อบุตรแต่ละคนมีรายได้จากอาชีพการงานอื่นจะส่งเงินมาช่วยจุนเจือบิดามารดาอันเป็นการปฏิบัติตนในฐานะบุตรที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อบุพการี ไม่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่านายกุ่ยลิ้มและนางชั้นตกลงร่วมค้าขายกับโจทก์ทั้งสามและบุตรคนอื่น ๆ โดยให้โจทก์ทั้งสามลงแรงเป็นหุ้น และประสงค์จะแบ่งเงินกำไรกันหรือหากขาดทุน โจทก์ทั้งสามและบุตรคนอื่น ๆ ต้องรับผิดชอบอย่างไร กลับปรากฏตามทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายว่า นายกุ่ยลิ้มและนางชั้นไม่เคยแบ่งปันผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการร้านค้าทั้งสองให้แก่บุตรคนใดคนหนึ่ง แต่หากบุตรคนใดมีความเดือดร้อนต้องการใช้เงินจึงจะไปขอเบิกจากนายกุ่ยลิ้มและนางชั้น การที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่ามีการช่วยงานที่ร้านค้าทั้งสองหรือแม้แต่แบ่งเงินรายได้บางส่วนให้แก่นางชั้นหลังจากนายกุ่ยลิ้มเสียชีวิตแล้วจึงไม่เป็นการลงหุ้น คงเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างบิดามารดากับบุตร หาทำให้กิจการของบิดามารดาเป็นกิจการของครอบครัวอันจะถือว่าเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างบุตรกับบิดามารดาโดยปริยายไม่ โจทก์ทั้งสามและจำเลยรวมทั้งบุตรคนอื่น ๆ จึงไม่เป็นหุ้นส่วนในร้านค้าทั้งสองกับนายกุ่ยลิ้มและนางชั้นตามบทกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์ทั้งสามจะมาฟ้องขอเลิกห้างหุ้นส่วนร้านค้าทั้งสองและขอแบ่งส่วนผลกำไรจากการดำเนินกิจการร้านค้าทั้งสองตั้งแต่ครั้งที่นายกุ่ยลิ้มยังมีชีวิตอยู่ในฐานะเป็นหุ้นส่วนตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยทำนองว่าระหว่างที่นายกุ่ยลิ้มและนางชั้นมีชีวิตอยู่ ทั้งสองเป็นผู้ประกอบกิจการร้านค้าทั้งสองเอง หาได้เป็นการประกอบการในลักษณะเป็นหุ้นส่วนกับบรรดาบุตรของบุคคลทั้งสองไม่มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุพิณ สมารัชตกุล กับพวก
นายไพโรจน์ สมารัชตกุล โดยนางสาวนงนุช
จำเลย — สมารัชตกุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
เกษม เกษมปัญญา
ชาติชาย กริชชาญชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15104/2558
#635267
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 200 บาท เนื่องจากทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียง 115,219 บาท จำเลยยื่นฎีกาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกา ศ. ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองฎีกา และให้ส่งคำร้องไปให้ ส. ผู้พิพากษาองค์คณะพิจารณา ในระหว่างนั้นทนายจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขทุนทรัพย์ โดยอ้างว่าคดีนี้จำเลยกล่าวแก้เรื่องกรรมสิทธิ์ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ รวมทุนทรัพย์ชั้นฎีกา 562,069 บาท จึงไม่ต้องห้ามฎีกา ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลย ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการพิจารณาคดีและมีคำสั่งที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ จำเลยให้การว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และเห็นว่าทุนทรัพย์เกิน 200,000 บาท จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิม และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยโดยไม่ต้องส่งคำร้องขอให้รับรองฎีกาให้ ส. พิจารณาสั่งอีก ซึ่งในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่าคำให้การจำเลยมิได้เป็นการกล่าวแก้เรื่องกรรมสิทธิ์ คดีจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเฉพาะค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จำนวน 71,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจึงไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องที่จำเลยขอให้ศาลรับรองฎีกาไปให้ผู้พิพากษาซึ่งมีชื่อตามคำร้องพิจารณาว่ามีเหตุสมควรรับรองให้ฎีกาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารและให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านพักออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นป่าสงวนแห่งชาติกับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,812,879.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,117,125 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านพักออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 71,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า เห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 200 บาท เนื่องจากทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียง 115,219 บาท จำเลยยื่นฎีกาพร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกา ตามคำร้องลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 นายศักดา ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับรองฎีกา และให้ส่งคำร้องไปให้นายสุดสาคร ผู้พิพากษาองค์คณะพิจารณา ในระหว่างนั้นทนายจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขทุนทรัพย์ตามคำร้องลงวันที่ 9 ธันวาคม 2557 โดยอ้างว่าคดีนี้จำเลยกล่าวแก้เรื่องกรรมสิทธิ์ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ รวมทุนทรัพย์ชั้นฎีกา 562,069 บาท จึงไม่ต้องห้ามฎีกา ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลย ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการพิจารณาคดีและมีคำสั่งที่ผิดระเบียบตามคำร้องลงวันที่ 15 ธันวาคม 2557 ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติ จำเลยให้การว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และเห็นว่าทุนทรัพย์เกิน 200,000 บาท จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิม และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยโดยไม่ต้องส่งคำร้องขอให้รับรองฎีกาให้นายสุดสาครพิจารณาสั่งอีก ซึ่งในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่าคำให้การจำเลยมิได้เป็นการกล่าวแก้เรื่องกรรมสิทธิ์ คดีจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเฉพาะค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จำนวน 71,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจึงไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องที่จำเลยขอให้ศาลรับรองฎีกาลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 ไปให้ผู้พิพากษาซึ่งมีชื่อตามคำร้องพิจารณาว่ามีเหตุสมควรจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ต่อไป

พิพากษายกคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องดังกล่าวไปให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อน แล้วจึงดำเนินการมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
จำเลย — นายพัฒนศักดิ์ สุวรรณไวพัฒนะ
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15100/2558
#593241
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการคำนวณผลกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน ไม่ว่ามีการประกอบกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนด้วยหรือไม่ จึงย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ป.รัษฎากร การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่อาศัยหลักการอ้างอิงตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (12) และประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 กับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 38/2552 เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการนำผลขาดทุนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงหาได้ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 แต่อย่างใด และเป็นการวางหลักเกณฑ์สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในการนำผลขาดทุนสะสมมาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ระหว่างเวลาที่บริษัทได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อเนื่องไปจนถึงระหว่างเวลาที่บริษัทได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

ผลขาดทุนสะสมของกิจการโจทก์ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 มีอยู่ 925,073,207.26 บาท โจทก์มีสิทธินำไปใช้ได้อีกกับกิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล และกิจการที่ไม่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ถึงปี 2545 ได้ เมื่อรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลตามบัตรส่งเสริมการลงทุน กิจการที่โจทก์ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำไร 529,193,933.48 บาท แต่รอบระยะเวลาบัญชีอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ คือ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ถึงปี 2544 กิจการของโจทก์ที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขาดทุนทุกปีจำนวน 17,327,968.11 บาท 343,670,021.13 บาท และ 5,820,970.03 บาท ตามลำดับ โจทก์จะนำเอาผลขาดทุนสะสมของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ที่ยังเหลืออยู่อีก 925,073,207.26 บาท ไปใช้กับกิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ถึงปี 2545 ได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้นำเอาผลขาดทุนของกิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ถึงปี 2545 ตามลำดับมาใช้ก่อน หลังจากนั้นในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวโจทก์จึงจะมีสิทธิเอาผลขาดทุนสะสมของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ที่เหลืออยู่ 925,073,207.26 บาท มาใช้ได้มีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปี โดยในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ถึงปี 2545 โจทก์จะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ ซึ่งจะทำให้กิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 ไม่มีกำไร และมีผลขาดทุนสะสมเหลืออยู่อีก 762,698,233.05 บาท เมื่อนำไปหักกับกำไรของกิจการที่ไม่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 จำนวน 342,816,923.13 บาท จะทำให้กิจการที่ไม่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 ไม่มีกำไร ส่วนผลขาดทุนสะสมของกิจการโจทก์ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 เหลืออยู่อีก 419,881,309.92 บาท โจทก์ไม่มีสิทธินำไปใช้อีกเพราะสิ้นกำหนดเวลาห้าปีนับแต่พ้นกำหนดเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุน ที่ กค.0722/ภญ/5169 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2552 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ภงด 73.1 - 01006290 - 25520330 - 002 - 00025 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2552 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ ภญ.(อธ.2)/1/2553 และ ภญ.(อธ.2)/2/2553 ให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2547 พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 119,135,763.10 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 110,045,687.79 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ ค.22270061569000 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุน ที่ กค.0722/ภญ/5169 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2552 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ภงด 73.1 - 01006290 - 25520330 - 002 - 00025 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2552 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ ภญ.(อธ.2)/1/2553 และ ภญ.(อธ.2)/2/2553 ให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล 110,045,687.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน 9,090,075.31 บาท ให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ ค.22270061569000 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องจาก โจทก์และจำเลยมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับลำดับขั้นตอนในการนำผลขาดทุนสะสมมาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ ซึ่งโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) โดยนำผลขาดทุนระหว่างเวลาที่โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 มาคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ โจทก์เห็นว่า โจทก์มีสิทธิเลือกนำผลขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 จำนวน 1,558,559,705.19 บาท มาใช้คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ถึงปี 2545 และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำผลขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ถึงปี 2544 มาใช้คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 และโจทก์ยังมีสิทธินำผลขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ถึงปี 2544 ไปใช้คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 และปี 2547 แต่จำเลยเห็นว่า ที่โจทก์นำผลขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 มาใช้คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 และมีผลขาดทุนสะสมเหลืออยู่ 925,073,207.26 บาท นั้นถูกต้องแล้ว แต่โจทก์ต้องนำผลขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ถึงปี 2544 มาใช้คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 ก่อน แล้วโจทก์จึงมีสิทธินำผลขาดทุนสะสม 925,073,207.26 บาท มาใช้คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 และโจทก์ย่อมไม่มีผลขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ถึงปี 2544 ที่จะนำไปใช้คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 และปี 2547 ได้ ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 กับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 38/2552 เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการนำผลขาดทุนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งปัญหานี้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 3 บัญญัติว่า "...บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน" และมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ทั้งนี้ ให้พิจารณากำหนดเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน ซึ่งต้องมีกำหนดเวลาไม่เกินแปดปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการนั้น" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ประกอบกิจการขาดทุนในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี คณะกรรมการอาจอนุญาตให้ผู้ได้รับการส่งเสริมนำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้นไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้" ซึ่งข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน เลขที่ 1002/2530 ซึ่งกำหนดสิทธิและประโยชน์ ให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอากรตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ดังนี้ เมื่อทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำการผิดเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือมีการเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุนดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธินำผลขาดทุนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนของโจทก์ 1,558,559,705.19 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 อันเป็นปีสุดท้ายที่โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล มาใช้คำนวณผลกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิที่เกิดขึ้นได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ถึงปี 2545 โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 แล้ว จะเห็นได้ว่า ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดวิธีการคำนวณผลกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแต่อย่างใด กรณีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ไม่ว่ามีการประกอบกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม จึงย่อมต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่อาศัยหลักการอ้างอิงตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (12) และประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 กับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 38/2552 เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการนำผลขาดทุนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงหาได้ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 แต่อย่างใดไม่ ทางพิจารณายังได้ความต่อไปว่า ประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 ข้อ 4.2 (ข) กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวนกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ กรณีผู้ได้รับส่งเสริมการลงทุนมีทั้งกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยกรณีกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีผลขาดทุนประจำปี และกิจการที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำไรสุทธิและมีผลขาดทุนประจำปีสะสมยกมาจากปีก่อน ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องนำผลขาดทุนประจำปีสะสมยกมาจากปีก่อนของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน ถ้ากิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำไรสุทธิเหลืออยู่ จึงมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากรได้ ส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 38/2552 เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการนำผลขาดทุนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล กำหนดให้เมื่อกิจการของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนพ้นกำหนดระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยยังได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดไม่เกินห้าปี และบริษัทมีทั้งกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล และกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนซึ่งไม่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทย่อมมีสิทธินำผลขาดทุนประจำปีจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนทั้งจำนวนไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล และหากยังมีผลขาดทุนประจำปีของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลืออยู่อีก บริษัทมีสิทธินำผลขาดทุนนั้น ไปหักออกจากกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนซึ่งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติได้ตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร ประกาศกรมสรรพากรและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรดังกล่าวจึงเป็นการวางหลักเกณฑ์สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในการนำผลขาดทุนสะสมมาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ระหว่างเวลาที่บริษัทได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อเนื่องไปจนถึงระหว่างเวลาที่บริษัทได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งกรณีของโจทก์ ผลขาดทุนสะสมของกิจการโจทก์ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 มีอยู่ 925,073,207.26 บาท โจทก์มีสิทธินำไปใช้ได้อีกกับกิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล และกิจการที่ไม่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ถึงปี 2545 ได้ เมื่อรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ให้ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลตามบัตรส่งเสริมการลงทุน กิจการที่โจทก์ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำไร 529,193,933.48 บาท แต่ในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ คือ รอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ถึงปี 2544 กิจการของโจทก์ที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขาดทุนทุกปีจำนวน 17,327,968.11 บาท 343,670,021.13 บาท และ 5,820,970.03 บาท ตามลำดับ โจทก์จะนำเอาผลขาดทุนสะสมของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ที่ยังเหลืออยู่อีก 925,073,207.26 บาท ไปใช้กับกิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ถึงปี 2545 ได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้นำเอาผลขาดทุนของกิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ถึงปี 2545 ตามลำดับ มาใช้ก่อน หลังจากนั้นในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวโจทก์จึงจะมีสิทธิเอาผลขาดทุนสะสมของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ที่เหลืออยู่ 925,073,207.26 บาท มาใช้ได้ มีกำหนดระยะเวลาไม่เกินห้าปี โดยในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2541 ถึงปี 2545 โจทก์จะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ ซึ่งจะทำให้กิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 ไม่มีกำไร และมีผลขาดทุนสะสมเหลืออยู่อีก 762,698,233.05 บาท เมื่อนำไปหักกับกำไรของกิจการที่ไม่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 จำนวน 342,816,923.13 บาท จะทำให้กิจการที่ไม่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 ไม่มีกำไร ส่วนผลขาดทุนสะสมของกิจการโจทก์ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 เหลืออยู่อีก 419,881,309.92 บาท โจทก์ไม่มีสิทธินำไปใช้อีกเพราะสิ้นกำหนดเวลาห้าปีนับแต่พ้นกำหนดเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ ดังนี้ ที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) โดยนำผลขาดทุนสะสมของกิจการที่ไม่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ถึงปี 2544 มาใช้หักกำไรสุทธิของกิจการที่ไม่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 แล้วนำผลขาดทุนสะสมของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 มาใช้หักกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 โดยไม่นำผลขาดทุนสะสมของกิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ถึงปี 2544 ตามลำดับ มาใช้หักกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 เสียก่อน แต่กลับนำผลขาดทุนสะสมของกิจการที่ได้รับลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2542 ถึงปี 2544 ไปใช้คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 และ 2547 จึงมิได้เป็นไปลำดับขั้นตอนในการนำผลขาดทุนสะสมมาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามบทบัญญัติแห่งประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 38/2552 เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการนำผลขาดทุนของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ได้รับการส่งเสริมในการหักผลขาดทุนสุทธิโดยมีสิทธิเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ เมื่อโจทก์มีกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 โจทก์จึงมีสิทธินำผลขาดทุนสะสมของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ที่เหลืออยู่ไปหักได้ การที่จำเลยออกประกาศหรือคำวินิจฉัยให้ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องนำผลขาดทุนสุทธิที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ได้รับการลดอัตราภาษีไปหักออกจากกำไรสุทธิในช่วงเวลาเดียวกันก่อนแล้วจึงให้นำผลขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ได้รับยกเว้นไปหักนั้น ย่อมขัดต่อหลักการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 วรรคสี่ ดังกล่าว การแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสะสมของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 ถึงปี 2547 และการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2547 จึงไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยประการอื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 31
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (12)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15098/2558
#593240
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 โดยบริษัท ร. เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโจทก์ และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของบริษัทให้แก่โจทก์เพื่อใช้ประกอบกิจการวิทยาลัย ต่อมาโจทก์จัดสรรเงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการของโจทก์ให้แก่บริษัท ร. อันเป็นการจัดสรรเงินรายได้จากการประกอบกิจการให้บริการด้านการศึกษาของโจทก์ตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 เงินผลประโยชน์ที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับจากโจทก์จึงเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) ตามมาตรา 40 (8) แห่ง ป.รัษฎากร และตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่ง ป.รัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ข้อ 12/1 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ... หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 ..." ตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 284) พ.ศ.2538 มาตรา 3 กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่ง ป.รัษฎากร สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ดังนี้ (1) กำไรสุทธิที่ได้จากกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน... (2) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการตาม (1) โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ฯ ไม่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่ง ป.รัษฎากร เงินผลประโยชน์ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท ร. จึงไม่อาจถือเป็นเงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 40 (4) (ข) เงินผลประโยชน์ที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับจากโจทก์ จึงไม่ได้รับยกเว้นตาม พ.ร.ฎ.ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 16 ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ สภ.2/อธ.3/1/7/2553 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 16 ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ สภ.2/อธ.3/1/7/2553 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 โจทก์เป็นนิติบุคคลตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งวิทยาลัยโจทก์ ใช้ชื่อว่า "วิทยาลัยดุสิตธานี" เมื่อได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโจทก์ บริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน) ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 6 ไร่ รวมอาคาร 5 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินบริเวณถนนศรีนครินทร์ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบกิจการวิทยาลัย รวมทั้งทรัพย์สินที่ใช้เป็นทุนในการดำเนินการรวม 217,715,881.74 บาท ให้แก่โจทก์ ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 และวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์จัดสรรผลประโยชน์ที่ได้จากการประกอบกิจการของโจทก์ให้แก่บริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน) จำนวน 8,000,000 บาท และจำนวน 11,000,000 บาท โดยได้รับอนุมัติจากสภาสถาบันของโจทก์ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2552 โจทก์ได้รับหนังสือจากสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 16 แจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากเงินผลประโยชน์ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกคราวที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ลงวันที่ 26 กันยายน 2528 ตามหนังสือตอบข้อหารือของสำนักกฎหมายกรมสรรพากร ที่ กค. 0702/3537 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 รวมเป็นเงินภาษี 570,000 บาท และเงินเพิ่ม 570,000 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานชอบแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่ามาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายดังกล่าว" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เงินได้ที่ถือเป็นเงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 40 (4) (ข) นั้น ต้องเป็นเงินได้ที่ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม ซึ่งตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้หมายความรวมถึงกิจการตาม (1) ถึง (3) และนิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น เมื่อโจทก์มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามความหมายของมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งโจทก์ยังเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด ผู้รับใบอนุญาต ดังนั้น เงินผลประโยชน์ที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับจากโจทก์ซึ่งมิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร จึงมิใช่เงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้ความจากนางจงกลนี ที่ปรึกษาฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์ว่า เงินที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับจากโจทก์เกิดจากการที่โจทก์ประกอบกิจการมีรายได้แล้วจัดสรรกองทุนประเภทต่าง ๆ ดังนี้ กองทุนทั่วไป กองทุนทรัพย์สินถาวร กองทุนวิจัยและห้องสมุด กองทุนสงเคราะห์ โดยในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 กองทุนทั่วไปของโจทก์มีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายประจำปี 28,830,927.39 บาท โจทก์จึงจัดสรรเงินดังกล่าวให้แก่กองทุนต่าง ๆ ดังนี้ กองทุนทรัพย์สินถาวร 11,523,370.96 บาท กองทุนวิจัยและห้องสมุด 4,324,639.11 บาท กองทุนสงเคราะห์ 1,441,546.37 บาท แล้วจัดสรรให้ผู้รับใบอนุญาต 8,000,000 บาทตามงบการเงิน และในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2546 กองทุนทั่วไปของโจทก์มีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายประจำปี 42,800,759.20 บาท โจทก์จัดสรรเงินดังกล่าวให้แก่กองทุนต่าง ๆ ดังนี้ กองทุนทรัพย์สินถาวร 17,120,303.68 บาท กองทุนวิจัยและห้องสมุด 6,420,113.88 บาท กองทุนสงเคราะห์ 2,140,037.96 บาท แล้วจัดสรรให้ผู้รับใบอนุญาต 11,000,000 บาท ตามงบการเงิน อันเป็นการจัดสรรจ่ายเงินรายได้จากการประกอบกิจการให้บริการด้านการศึกษาและการอื่นของโจทก์ตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 เงินผลประโยชน์ที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับจากโจทก์จึงเป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร และตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ข้อ 12/1 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดไว้ในข้อ 8 ข้อ 9 (2) ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 12/3 และข้อ 12/4 แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าบริการของโรงแรม ค่าบริการของภัตตาคาร และค่าเบี้ยประกันชีวิตให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น (1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 (2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0" ดังนั้น การที่โจทก์จัดสรรเงินให้แก่ผู้รับใบอนุญาตตามที่พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 กำหนด จึงเป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนการที่บริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด ดำเนินการขอรับใบอนุญาตจัดตั้งโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำใด ๆ ที่อาจหาประโยชน์อันมีมูลค่า ซึ่งมิใช่การขายสินค้าตามความหมายของคำว่า "การให้บริการ" ตามข้อ 12/1 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากรมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ส่วนที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ที่เป็นกำไรสุทธิจากกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และบริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน) ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากโจทก์ตามมาตรา 3 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 284) พ.ศ.2538 นั้น ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ดังนี้ (1) กำไรสุทธิที่ได้จากกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แต่ไม่รวมถึงรายได้จากการขายของ การรับจ้างทำของ หรือการให้บริการอื่นใดที่ได้รับจากผู้ซึ่งมิใช่นักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนดังกล่าว (2) เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการตาม (1) เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ไม่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร เงินผลประโยชน์ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทรอยัลปริ๊นเซส จำกัด (มหาชน) ผู้รับใบอนุญาต จึงไม่อาจถือเป็นเงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร เงินผลประโยชน์ที่ผู้รับใบอนุญาตได้รับจากโจทก์ จึงไม่ได้รับยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 284) พ.ศ.2538 คำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น โจทก์ผู้จ่ายเงินดังกล่าวจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (4) ม. 40 (ข)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 284) พ.ศ.2538 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วิทยาลัยดุสิตธานี
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15097/2558
#592170
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 519 บัญญัติว่า "บทบัญญัติทั้งหลายในลักษณะซื้อขายนั้น ท่านให้ใช้ถึงการแลกเปลี่ยนด้วย โดยให้ถือว่าผู้เป็นคู่สัญญาแลกเปลี่ยนเป็นผู้ขายในส่วนทรัพย์สินซึ่งตนได้ส่งมอบ และเป็นผู้ซื้อในส่วนทรัพย์สินซึ่งตนได้รับในการแลกเปลี่ยนนั้น" แม้หนังสือแบ่งแยกโฉนดที่ดินจะระบุชื่อสัญญาว่าเป็นหนังสือแบ่งแยกโฉนดที่ดิน อันอาจจะแปลได้ว่าเป็นสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อตามสัญญาโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าจะแลกโฉนดที่ดินกัน โดยจำเลยจะแบ่งที่ดินคืนให้โจทก์ 12 ไร่เศษ ตามจำนวนที่จำเลยแบ่งขาย จึงไม่ใช่สัญญาที่ตกลงกันให้ความเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนไปทันทีที่มีการทำสัญญา แต่จำเลยยังมีหน้าที่แบ่งแยกที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญา จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าโจทก์กับจำเลยมีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินที่แลกเปลี่ยนกันในภายหลัง หามีเจตนาจะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่แลกเปลี่ยนกันโอนทันทีในวันทำสัญญาไม่ หนังสือแบ่งแยกโฉนดที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 519 ประกอบมาตรา 456 วรรคสอง หาใช่สัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาดซึ่งจะตกเป็นโมฆะเพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 519 ประกอบมาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแสดงเจตนายื่นคำขอจดทะเบียนแบ่งแยกและเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดิน 14280 เลขที่ดิน 16 ตำบลสว่าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ (วารินชำราบ) จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา จากจำเลยเป็นชื่อโจทก์โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนแบ่งแยกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือพ้นวิสัย ให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 14280 ตำบลสว่าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่จดทะเบียนโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย หรือถ้าไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้ได้ก็ให้จำเลยชำระเงินค่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19588 ตำบลสว่าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14280 ตำบลสว่าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ (วารินชำราบ) จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 25 ไร่ 49 ตารางวา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 จำเลยและนายอุทิตย์ บุกรุกที่ดินของโจทก์ โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาวารินชำราบ รังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินนั้นปรากฏว่าเป็นที่ดินของโจทก์ เนื่องจากจำเลยขายที่ดินของโจทก์ให้แก่นายอุทิตย์แล้ว จำเลยจึงเสนอขอแลกเปลี่ยนที่ดินของจำเลยกับที่ดินของโจทก์โดยจำเลยจะดำเนินการแบ่งแยกที่ดินของจำเลยจำนวนเนื้อที่เท่ากับที่ดินของโจทก์ให้แก่โจทก์ ครั้นโจทก์กับจำเลยทำสัญญาแบ่งแยกโฉนดที่ดินมีสาระสำคัญว่า "โจทก์ได้ทำการตกลงกับจำเลยที่จะแลกโฉนดกันโดยจำเลยจะแบ่งที่ดินคืนให้โจทก์จำนวน 12 ไร่เศษ ตามจำนวนที่จำเลยแบ่งขาย" ตามหนังสือแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ต่อมาในวันเดียวกันโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19588 ให้แก่นายอุทิตย์ แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 14280 ให้แก่โจทก์

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า หนังสือแบ่งแยกโฉนดที่ดิน เป็นสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินหรือสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 519 บัญญัติว่า "บทบัญญัติทั้งหลายในลักษณะซื้อขายนั้น ท่านให้ใช้ถึงการแลกเปลี่ยนด้วย โดยให้ถือว่าผู้เป็นคู่สัญญาแลกเปลี่ยนเป็นผู้ขายในส่วนทรัพย์สินซึ่งตนได้ส่งมอบและเป็นผู้ซื้อในส่วนทรัพย์สินซึ่งตนได้รับในการแลกเปลี่ยนนั้น" แม้หนังสือแบ่งแยกโฉนดที่ดินจะระบุชื่อสัญญาว่า เป็นหนังสือแบ่งแยกโฉนดที่ดิน อันอาจจะแปลได้ว่าเป็นสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อตามสัญญาดังกล่าวโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าจะแลกโฉนดที่ดินกัน โดยจำเลยจะแบ่งที่ดินคืนให้โจทก์จำนวน 12 ไร่เศษ ตามจำนวนที่จำเลยแบ่งขาย จึงไม่ใช่สัญญาที่ตกลงกันให้ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโอนไปทันทีที่มีการทำสัญญา แต่จำเลยยังมีหน้าที่ทำการแบ่งแยกที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญา จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าโจทก์กับจำเลยมีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินที่แลกเปลี่ยนกันในภายหลัง หามีเจตนาจะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่แลกเปลี่ยนกันโอนทันทีในวันทำสัญญาไม่ หนังสือแบ่งแยกโฉนดที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 519 ประกอบมาตรา 456 วรรคสอง หาใช่สัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาดซึ่งจะตกเป็นโมฆะเพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 519 ประกอบมาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าเป็นสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคสอง ม. 519
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประทุมมา กลางบุรัมย์
จำเลย — นายคำพูล ยลสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวสุพัตรา ชาญชิตโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
บุญชู ทัศนประพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15084/2558
#594692
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2546 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 57197 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ ต่อมาในชั้นบังคับคดี โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองออกขายทอดตลาดแต่ยังขายไม่ได้ โจทก์จึงยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20483 และ 20484 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่1920 โดยโจทก์เพิ่งยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2556 อันเป็นการร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุดสำหรับคดีนี้แล้ว ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลชั้นต้นได้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้โจทก์ ดังนี้ คำขอของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยระยะเวลาในการร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดโฉนดที่ดินเลขที่ 20483 และ 20484 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่1920

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 583,115.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปี ของต้นเงิน 522,163.67 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 57197 ตำบลคูคต (คลอง 3 ตก) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ยังขายไม่ได้

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทั้งสามแปลงไว้ก่อน จนกว่าจะขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำทรัพย์ที่ยึดไว้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ต่อไป

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยทั้งสองตามคำร้องของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20483และเลขที่ 20484 ตำบลหนองสรวง อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1920 ตำบลด่านใน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ตามคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับที่ดินสามแปลงนี้โจทก์เพิ่งยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2556 ตามคำร้อง อันเป็นการร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุดสำหรับคดีนี้แล้ว อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลชั้นต้นได้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ ดังนี้ คำขอของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยระยะเวลาในการร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติไว้ โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20483, 20484 ตำบลหนองสรวง อำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1920 ตำบลด่านใน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้ยก คำร้องของโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินสามแปลงนี้ เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่คำพิพากษากำหนดไว้หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายอัศชัย ปัญญาเสมอทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15073/2558
#635266
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงไป ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานมีไม้สักและไม้เหียงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน บวกโทษจำคุก 18 เดือน ที่รอการลงโทษไว้แล้ว เป็นจำคุก 27 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้เหียงและไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานแปรรูปไม้เหียงและไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี อันเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำเลยฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง และ 73 วรรคหนึ่ง ทั้งสองฐานความผิด เป็นลงโทษจำเลยฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง และ 73 วรรคสอง (1) ทั้งสองฐานความผิด จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขโทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 6, 7, 47, 48, 73, 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1766/2554 หมายเลขแดงที่ 1758/2554 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 3 เดือน ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานมีไม้สักและไม้เหียงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ให้บวกโทษจำคุก 18 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1758/2554 ของศาลชั้นต้น เข้ากับคดีนี้เป็นจำคุก 27 เดือน ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้เหียงและไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานแปรรูปไม้เหียงและไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว จำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษของจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้แล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงไป ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานมีไม้สักและไม้เหียงแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน บวกโทษจำคุก 18 เดือน ที่รอการลงโทษไว้แล้ว เป็นจำคุก 27 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้เหียงและไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานแปรรูปไม้เหียงและไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี อันเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำเลยฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง และ 73 วรรคหนึ่ง ทั้งสองฐานความผิด เป็นลงโทษจำเลยฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานแปรรูปไม้สักโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง และ 73 วรรคสอง (1) ทั้งสองฐานความผิด จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้วรรคของความผิดในบทมาตราเดียวกัน ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขโทษด้วยก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 48 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคหนึ่ง ม. 73 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายสมบูรณ์ ปันดิษฐ
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15055/2558
#594023
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า มีการจับกุม ป. โดยการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเมื่อเวลา 18.25 นาฬิกา หลังจากนั้นพันตำรวจตรี ธ. ขอให้ศาลออกหมายค้นร้านเสริมสวยพูนศิริบิวตี้และไปตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนพร้อมกับอาวุธปืนและกระสุนปืนแล้วจึงนำตัว ป. มาที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งย่อมจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการตามที่กล่าวพอสมควร ในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา พันตำรวจตรี ธ. ได้ควบคุม ป. มายังห้องสืบสวนกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เหตุที่ยังไม่ได้นำตัว ป. ไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษเนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผล สอดคล้องกับบันทึกการจับกุม ป. ที่ระบุว่า ทำขึ้นเมื่อเวลา 20.30 นาฬิกา ของวันที่ 25 เมษายน 2549 เชื่อว่าในขณะนั้นพันตำรวจตรี ธ. ยังไม่ได้นำตัว ป. ส่งพนักงานสอบสวน ป. จึงยังอยู่ในการควบคุมของพันตำรวจตรี ธ.

ต่อมาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยมาพบพันตำรวจตรี ธ. แจ้งว่าเป็นน้องชาย ป. และเสนอจะให้เงิน 400,000 บาท ถ้าปล่อยตัว ป. พันตำรวจตรี ธ. รับปากจะช่วยเหลือ จำเลยนัดจะนำเงินมาให้ในวันรุ่งขึ้นเวลา 9 นาฬิกา หลังจากนั้นพันตำรวจตรี ธ. ได้รายงานผู้บังคับบัญชาและไปขอลงรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษเพื่อวางแผนจับกุมตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งร้อยตำรวจตรี ม. เป็นผู้บันทึก ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยถือถุงกระดาษสีน้ำตาลมาหาพันตำรวจตรี ธ. ที่ห้องสืบสวนกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ จำเลยแจ้งว่าเงินครบ แล้วล้วงเอาธนบัตรจำนวน 400,000 บาท ออกมาจากถุง พันตำรวจตรี ธ. จึงจับกุมจำเลยพร้อมยึดธนบัตรจำนวนดังกล่าวเป็นของกลาง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานให้และขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 144 และเงินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (2) บัญญัติว่า ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น...(2) จัดหาหรือให้เงิน... เพื่อมิให้ผู้กระทำผิดถูกลงโทษ... และมาตรา 3 นิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด... โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหานี้ว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 พันตำรวจตรี ธ. กับพวกร่วมกันจับกุม ป. ผู้ต้องหา พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นของกลางเพื่อดำเนินคดี ต่อมาจำเลยได้เสนอขอให้และให้เงินสินบน 400,000 บาท แก่ผู้จับกุม เพื่อจูงใจให้ปล่อยตัว ป. ไปเสีย การกระทำของจำเลยเป็นการจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุม ป. ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2260/2549 ของศาลชั้นต้น เพื่อมิให้ ป. ซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกลงโทษ จำเลยจึงต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดฐานนั้น เห็นได้ว่า ป. ต้องกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฐานใดฐานหนึ่ง และจำเลยให้เงินเพื่อมิให้ ป. ถูกลงโทษ จึงต้องระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับ ป. ในความผิดฐานนั้น ดังนั้น โจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า ป. ได้กระทำความผิดในข้อหาใด ปริมาณยาเสพติดให้โทษมีเพียงใด และศาลลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 บทมาตราใด โจทก์จะบรรยายคลุมๆ ว่า ป. กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไม่ได้ เพราะหากจำเลยมีความผิดก็ต้องระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับ ป. เมื่อไม่ได้บรรยายความผิดของ ป. ตามที่กล่าว ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยได้ แม้โจทก์จะระบุหมายเลขคดีที่ ป. ถูกลงโทษมาในฟ้อง แต่ก็ไม่มีรายละเอียด เมื่อฟ้องโจทก์ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 867/2550 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 144 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (2) ริบธนบัตรจำนวน 400,000 บาท ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (2) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ( เมทแอมเฟตามีน ) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ( เมทแอมเฟตามีน ) โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท รวมจำคุก 11 ปี และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบธนบัตรจำนวน 400,000 บาท ของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนเงินของกลาง400,000 บาท แก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 เวลา 18.25 นาฬิกา พันตำรวจตรีธัชพงศ์ กับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ โดยพันตำรวจตรีธัชพงศ์เป็นหัวหน้าชุดได้วางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด จากนายประจวบ ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษหลังเก่า เมื่อนายประจวบนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ จึงทำการจับกุมและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 10 เม็ด นายประจวบให้การรับสารภาพว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่ร้านเสริมสวยพูนศิริบิวตี้ จึงขอให้ศาลออกหมายค้นแล้วไปทำการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 107 เม็ด อาวุธปืนและกระสุนปืน พันตำรวจตรีธัชพงศ์แจ้งข้อหานายประจวบว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย และกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จากนั้นนำตัวนายประจวบมาที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยซึ่งเป็นน้องของนายประจวบได้มาพบพันตำรวจตรีธัชพงศ์และในวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยได้มาพบพันตำรวจตรีธัชพงศ์อีกครั้งพร้อมกับมอบเงินจำนวน 400,000 บาท ให้ จึงมีการจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาว่า ให้ ขอให้ รับว่าจะให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ และยึดธนบัตรจำนวน 400,000 บาท เป็นของกลาง ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีหนังสือถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษให้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หรือไม่ โดยสมควรพิจารณาเสียก่อนว่าขณะที่จำเลยมาพบพันตำรวจตรีธัชพงศ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายประจวบซึ่งถูกจับกุมยังอยู่ในการควบคุมของพันตำรวจตรีธัชพงศ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า มีการจับกุมนายประจวบโดยการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเมื่อเวลา 18.25 นาฬิกา หลังจากนั้นพันตำรวจตรีธัชพงศ์ขอให้ศาลออกหมายค้นร้านเสริมสวยพูนศิริบิวตี้และไปตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนพร้อมกับอาวุธปืนและกระสุนปืนแล้วจึงนำตัวนายประจวบมาที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งย่อมจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการตามที่กล่าวพอสมควร พันตำรวจตรีธัชพงศ์พยานโจทก์ก็เบิกความว่า ในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ได้ควบคุมตัวนายประจวบมายังห้องสืบสวนกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เหตุที่ยังไม่ได้นำตัวนายประจวบไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษเนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผล สอดคล้องกับบันทึกการจับกุมนายประจวบ ที่ระบุว่า ทำขึ้นเมื่อเวลา 20.30 นาฬิกา ของวันที่ 25 เมษายน 2549 เมื่อจำเลยมาพบพันตำรวจตรีธัชพงศ์ในเวลาประมาณ 21 นาฬิกา เชื่อว่าในขณะนั้นพันตำรวจตรีธัชพงศ์ยังไม่ได้นำตัวนายประจวบส่งพนักงานสอบสวน นายประจวบจึงยังอยู่ในการควบคุมของพันตำรวจตรีธัชพงศ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ขณะที่จำเลยไปพบและเสนอให้เงินจำนวน 400,000 บาท แก่พันตำรวจตรีธัชพงศ์เมื่อเวลา 21 นาฬิกา เพื่อให้ปล่อยนายประจวบนั้นมีการนำตัวนายประจวบส่งพนักงานสอบสวนแล้ว หน้าที่ของพันตำรวจตรีธัชพงศ์ในฐานะผู้จับกุมย่อมหมดไป คดีของนายประจวบอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวน แม้จำเลยจะนำเงินจำนวน 400,000 บาท มามอบให้ในวันรุ่งขึ้น การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 นั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ส่วนปัญหาว่าการที่จำเลยได้เสนอเงินจำนวน 400,000 บาท ให้พันตำรวจตรีธัชพงศ์เพื่อให้ปล่อยตัวนายประจวบจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หรือไม่นั้น เห็นว่า พยานจำเลย ล้วนเป็นญาติจำเลยย่อมเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลย ทั้งเรื่องการอนุญาตให้ประกันตัวหรือปล่อยชั่วคราวเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ไม่มีเหตุที่จำเลยต้องมาพบพันตำรวจตรีธัชพงศ์ซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการให้ประกันถึงสองครั้งและในครั้งที่สองก็ยังนำเงินมามอบให้พันตำรวจตรีธัชพงศ์อีกด้วย พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานให้และขอให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และเงินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้และไม่ริบเงินของกลาง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดในข้อหาจัดหาหรือให้เงินเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (2) หรือไม่ เห็นว่า มาตราดังกล่าวบัญญัติว่า ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น... (2) จัดหาหรือให้เงิน... เพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ... และมาตรา 3 นิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด... โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหานี้ว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 พันตำรวจตรีธัชพงศ์ กับพวกร่วมกันจับกุมนายประจวบ ผู้ต้องหา พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นของกลางเพื่อดำเนินคดี ต่อมาจำเลยได้เสนอขอให้และให้เงินสินบน 400,000 บาท แก่ผู้จับกุม เพื่อจูงใจให้ปล่อยตัวนายประจวบไปเสีย การกระทำของจำเลยเป็นการจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมนายประจวบซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2260/2549 ของศาลชั้นต้น เพื่อมิให้นายประจวบซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกลงโทษ จำเลยจึงต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น เห็นได้ว่า นายประจวบต้องกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฐานใดฐานหนึ่ง และจำเลยให้เงินเพื่อมิให้นายประจวบถูกลงโทษ จึงต้องระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับนายประจวบในความผิดฐานนั้น ดังนั้น โจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่านายประจวบได้กระทำความผิดในข้อหาใด ปริมาณยาเสพติดให้โทษมีเพียงใด และศาลลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 บทมาตราใด โจทก์จะบรรยายคลุมๆ ว่า นายประจวบกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไม่ได้ เพราะหากจำเลยมีความผิดก็ต้องระวางโทษจำเลยเช่นเดียวกับนายประจวบ เมื่อไม่ได้บรรยายความผิดของนายประจวบดังที่กล่าว ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยได้ แม้โจทก์จะระบุหมายเลขคดีที่นายประจวบถูกลงโทษมาในฟ้อง แต่ก็ไม่มีรายละเอียด เมื่อฟ้องโจทก์ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องในข้อหาจัดหาหรือให้เงินเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกลงโทษ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จำคุก 6 เดือน ริบธนบัตรจำนวน 400,000 บาท ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 33 ม. 91 ม. 144
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 7 ม. 8 ม. 15 ม. 66 ม. 102
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2535 ม. 6 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายอิสระ เหมือนมาตย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสุธิดา คูหะสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพีรพล จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15050/2558
#633641
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไข หรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัวไว้โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมตัวผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม โดยไม่จำเป็น ต้องคำนึงถึงว่าผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดจะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบควบคุมตัวหรือแบบไม่ควบคุมตัวตามมาตรา 23 หรือไม่ ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีอำนาจพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครราชสีมามีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมคุมประพฤติ 180 วัน อบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต 1 หลักสูตร พร้อมทั้งให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูโดยไม่เข้ารับการฟื้นฟู และพนักงานคุมประพฤติได้แจ้งเตือนจำเลยแล้ว แต่จำเลยก็ไม่มาเข้ารับการฟื้นฟู จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครราชสีมากำหนดไว้ เมื่อมาตรา 33 บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครราชสีมา อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบ เงื่อนไข หรือข้อบังคับที่กำหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จับตัวผู้นั้นกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือการควบคุมตัวไว้โดยให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมตัวผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงว่าผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดจะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบควบคุมตัวหรือแบบไม่ควบคุมตัวตามมาตรา 23 หรือไม่ ดังนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครราชสีมามีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมคุมประพฤติ 180 วัน อบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต 1 หลักสูตร พร้อมทั้งให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูโดยไม่เข้ารับการฟื้นฟู และพนักงานคุมประพฤติได้แจ้งเตือนจำเลยแล้ว แต่จำเลยก็ไม่มาเข้ารับการฟื้นฟู จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครราชสีมากำหนดไว้ เมื่อมาตรา 33 บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่ได้ตัวจำเลยมาหลังจากที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผน การฟื้นฟูดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดนครราชสีมา อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน เมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น โจทก์ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 23 ม. 25 ม. 29 วรรคหนึ่ง ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นายนิพล พืชขุนทด
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15049/2558
#633640
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่าตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย เมื่ออธิบดีกรมตำรวจยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพฝิ่นซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 58, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 58, 91 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่าตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพฝิ่นซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง,157/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 58 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายเลาสู แซ่จ๋าว
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15036/2558
#636303
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องจำเลยที่ 1 ลูกจ้างให้ชำระหนี้ที่เกิดจากการที่ลูกจ้างกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ เบิกสินค้าของโจทก์ไปแล้วไม่ส่งเงินค่าสินค้าให้ครบถ้วนหรือนำสินค้ามาคืน จึงเป็นการฟ้องคดีให้จำเลยที่ 1 รับผิดทั้งจากมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อการฟ้องให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสิทธิเรียกร้องอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 593,125 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในวงเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายโกมล นายสุพล และนายเล็ก บุตรของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน พิเคราะห์แล้ว ฟังได้ว่านายโกมล นายสุพล และนายเล็กเป็นทายาทของจำเลยที่ 2 ผู้มรณะ จึงมีคำสั่งให้นายโกมล นายสุพล และนายเล็กเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายสินค้าประจำสาขาหนองกี่ของโจทก์มาตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2544 จนถึงปี 2546 จึงลาออกจากงาน ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 568,695 บาท โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 แล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เมื่อโจทก์รู้ว่าจำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกสินค้าและเงินค่าสินค้าไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 แต่เพิ่งมาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องจำเลยที่ 1 ลูกจ้างให้ชำระหนี้ที่เกิดจากการที่ลูกจ้างกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์ เบิกสินค้าของโจทก์ไปแล้วไม่ส่งเงินค่าสินค้าให้ครบถ้วนหรือนำสินค้ามาคืน จึงเป็นการฟ้องคดีให้จำเลยที่ 1 รับผิดทั้งจากมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อการฟ้องให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสิทธิเรียกร้องอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แม้จะได้ความว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำผิดต่อหน้าที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม 2544 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ดังที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความและเมื่อศาลแรงงานภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่าจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 568,695 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ไม่เกิน 200,000 บาท

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 568,695 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มีนาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงิน 200,000 บาท
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุวัฒน์ จันทะแสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ