คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13962/2558
#595254
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 45 ให้ความสำคัญเรื่องการเรียกเก็บเงินสมทบโดยคำนึงถึงตัวนายจ้างเป็นหลัก หากข้อเท็จจริงจากตัวนายจ้างเปลี่ยนแปลงไปย่อมทำให้การประเมินเพื่อเรียกเก็บเงินสมทบจากนายจ้างเปลี่ยนแปลงไปด้วย เมื่อโจทก์เกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการของบริษัทในเครือเดียวกันเข้าด้วยกันและก่อนควบรวมกิจการบริษัททั้ง 7 แห่งต่างก็มีฐานะเป็นนายจ้างแยกจากกันซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แยกประเมินเพื่อเรียกเก็บเงินสมทบแยกกันไปตามรายกิจการ เมื่อบริษัททั้ง 7 มาควบรวมกิจการกันเป็นบริษัทใหม่ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวนายจ้างของแต่ละบริษัทเปลี่ยนแปลงไป ต้องถือว่าบริษัทโจทก์ที่จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นใหม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลใหม่และเป็นนายจ้างใหม่ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ใหม่ด้วย เมื่อโจทก์ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนในอัตราเงินสมทบร้อยละ 0.40 ของค่าจ้าง การที่โจทก์จะขอนำระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบของบริษัทในเครือมารวมคำนวณเพื่อขอลดอัตราดังกล่าวเพื่อชำระเงินสมทบน้อยลงย่อมไม่ชอบ ทั้งการควบรวมบริษัทในเครือเข้าด้วยกันก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการดำเนินธุรกิจ มิใช่เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างโดยตรง และวิธีการในการประเมินเงินสมทบได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วใน พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์จะยกอ้างเอาสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1243 ซึ่งเป็นหลักทั่วไปมาปรับใช้แก่กรณีของโจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 ตามคำวินิจฉัยที่ 423/2551 โดยถือว่าสิทธิและประวัติในการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่กลุ่มบริษัทโจทก์เดิมจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนควบรวมกิจการเป็นโจทก์ในนามของโจทก์ด้วยและมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินสมทบสำหรับปี 2551 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ในอัตราร้อยละ 0.08 ของเงินค่าจ้างและให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่โจทก์จำนวน 10,272,009.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 599,435.08 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 10,272,009.60 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระให้โจทก์เสร็จและชำระต้นเงินจำนวน 481,479.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 481,479.13 บาท นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 คำนวณหาอัตราการสูญเสียของโจทก์ในปีถัดไปทุกปีเพื่อทำการประเมินเรียกเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนของจำเลยที่ 1 เริ่มตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป โดยให้จำเลยที่ 1 นำประวัติอัตราการสูญเสียและประวัติการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของกลุ่มบริษัทโจทก์เดิมดังกล่าวก่อนควบรวมเป็นโจทก์มาเป็นประวัติของโจทก์ถือเสมือนหนึ่งว่ากลุ่มบริษัทโจทก์เดิมเป็นบริษัทเดียวกับโจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 ที่ให้โจทก์จ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ 0.40 ของเงินค่าจ้างประจำปีชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 45 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการเรียกเก็บเงินสมทบจากนายจ้างตามมาตรา 44 ให้กระทรวงแรงงานมีอำนาจประกาศกำหนดอัตราเงินสมทบไม่เกินร้อยละห้าของค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายแต่ละปี อัตราเงินฝากสำหรับกรณีที่นายจ้างขอจ่าย เงินสมทบเป็นงวดไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าของเงินสมทบแต่ละปี วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบจากนายจ้างตลอดจนระเบียบวิธีการอันจำเป็นเพื่อให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การกำหนดอัตราเงินสมทบ ตามวรรคหนึ่งให้คำนึงถึงสถิติการประสบอันตรายของแต่ละประเภทกิจการ ภาระของกองทุน และจำนวนเงินของกองทุนที่มีอยู่ ให้กระทรวงแรงงานมีอำนาจในการประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการลดหรือเพิ่มอัตราเงินสมทบตามวรรคหนึ่งให้แก่นายจ้างตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างในรอบสามปีปฏิทินที่ผ่านมา" จากบทบัญญัติดังกล่าวกฎหมายให้ความสำคัญเรื่องการเรียกเก็บเงินสมทบโดยคำนึงถึงตัวนายจ้างเป็นหลัก หากข้อเท็จจริงจากตัวนายจ้างเปลี่ยนแปลงไปย่อมทำให้การประเมินเพื่อเรียกเก็บเงินสมทบจากนายจ้างเปลี่ยนแปลงไปด้วย เมื่อโจทก์เกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการของบริษัทในเครือเดียวกันเข้าด้วยกันและก่อนควบรวมกิจการบริษัททั้ง 7 แห่งต่างก็มีฐานะเป็นนายจ้างแยกจากกันซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แยกประเมินเพื่อเรียกเก็บเงินสมทบแยกกันไปตามรายกิจการ เมื่อบริษัททั้ง 7 มาควบรวมกิจการกันเป็นบริษัทใหม่ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวนายจ้างของแต่ละบริษัทเปลี่ยนแปลงไป ต้องถือว่าบริษัทโจทก์ที่จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นใหม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลใหม่และเป็นนายจ้างใหม่ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ใหม่ด้วย เมื่อโจทก์ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนในอัตราเงินสมทบร้อยละ 0.40 ของค่าจ้างการที่โจทก์จะขอนำระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบของบริษัทในเครือมารวมคำนวณเพื่อขอลดอัตราดังกล่าวเพื่อชำระเงินสมทบน้อยลงย่อมไม่ชอบ ทั้งการควบรวมบริษัทในเครือเข้าด้วยกันก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการดำเนินธุรกิจ มิใช่เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างโดยตรง และวิธีการในการประเมินเงินสมทบได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์จะยกอ้างเอาสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 ซึ่งเป็นหลักทั่วไปมาปรับใช้แก่กรณีของโจทก์หาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็นเอ็มบี-มินีแบไทย จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13962/2558
#635080
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติใน พ.ร.บ.กองทุนเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 45 ให้ความสำคัญเรื่องการเรียกเก็บเงินสมทบโดยคำนึงถึงตัวนายจ้างเป็นหลัก หากข้อเท็จจริงจากตัวนายจ้างเปลี่ยนแปลงไปย่อมทำให้การประเมินเพื่อเรียกเก็บเงินสมทบจากนายจ้างเปลี่ยนแปลงไปด้วย เมื่อโจทก์เกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการของบริษัทในเครือเดียวกันเข้าด้วยกันและก่อนควบรวมกิจการบริษัททั้ง 7 แห่ง ต่างก็มีฐานะเป็นนายจ้างแยกจากกันซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แยกประเมินเพื่อเรียกเก็บเงินสมทบแยกกันไปตามรายกิจการ เมื่อบริษัททั้ง 7 แห่ง มาควบรวมกิจการกันเป็นบริษัทใหม่ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวนายจ้างของแต่ละบริษัทเปลี่ยนแปลงไป ต้องถือว่าบริษัทโจทก์ที่จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นใหม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลใหม่และเป็นนายจ้างใหม่ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ใหม่ด้วย เมื่อโจทก์ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนในอัตราเงินสมทบร้อยละ 0.40 ของค่าจ้าง การที่โจทก์จะขอนำระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบของบริษัทในเครือมารวมคำนวณเพื่อขอลดอัตราดังกล่าวเพื่อชำระเงินสมทบน้อยลงย่อมไม่ชอบ ทั้งการควบรวมบริษัทในเครือเข้าด้วยกันก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการดำเนินธุรกิจ มิใช่เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างโดยตรง และวิธีการในการประเมินเงินสมทบได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วใน พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์จะยกอ้างเอาสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1243 ซึ่งเป็นหลักทั่วไปมาปรับใช้แก่กรณีของโจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 ตามคำวินิจฉัยที่ 423/2551 โดยถือว่าสิทธิและประวัติในการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่กลุ่มบริษัทโจทก์เดิมจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนควบรวมกิจการเป็นโจทก์ในนามของโจทก์ด้วยและมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินสมทบสำหรับปี 2551 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ในอัตราร้อยละ 0.08 ของเงินค่าจ้างและให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่โจทก์จำนวน 10,272,009.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 599,435.08 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,272,009.60 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระให้โจทก์เสร็จและชำระต้นเงินจำนวน 481,479.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 481,479.13 บาท นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 คำนวณหาอัตราการสูญเสียของโจทก์ในปีถัดไปทุกปีเพื่อทำการประเมินเรียกเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนของจำเลยที่ 1 เริ่มตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป โดยให้จำเลยที่ 1 นำประวัติอัตราการสูญเสียและประวัติการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของกลุ่มบริษัทโจทก์เดิมดังกล่าวก่อนควบรวมเป็นโจทก์มาเป็นประวัติของโจทก์ถือเสมือนหนึ่งว่ากลุ่มบริษัทโจทก์เดิมเป็นบริษัทเดียวกับโจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 14 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่เกิดจากการควบรวมบริษัทในกลุ่มบริษัทโจทก์เดิมรวม 7 บริษัท กลุ่มบริษัทดังกล่าวประกอบธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และมีผู้ถือหุ้น กรรมการ และพนักงานชุดเดียวกัน โจทก์ควบรวมบริษัทในเครือในเดือนเมษายน 2551 ทรัพย์สินต่าง ๆ ของบริษัทในกลุ่มบริษัทโจทก์เดิมมาเป็นของโจทก์ ก่อนควบรวมบริษัทในกลุ่มบริษัทโจทก์เดิมจ่ายเงินสมทบแต่ละบริษัทในอัตราร้อยละ 0.08 กลุ่มบริษัทโจทก์เดิมดำเนินกิจการมาก่อนควบรวมประมาณ 20 ปี ได้รับรางวัลต่าง ๆ จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหลังจากควบรวมแล้วยังได้รับรางวัลต่อเนื่อง เมื่อควบรวมแล้วมีการใช้สถานประกอบการเดิมดำเนินกิจการเหมือนเดิม พนักงานในกลุ่มบริษัทโจทก์เดิมโอนมาเป็นพนักงานของโจทก์และได้รับอายุงานต่อเนื่องไม่มีการเลิกจ้าง ต้นปี 2551 โจทก์จ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ 0.08 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือเรียกให้โจทก์ชำระเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนในอัตราร้อยละ 0.40 ซึ่งเป็นอัตราที่เรียกเก็บของบริษัทใหม่ที่มีลักษณะกิจการในการผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ 0.40 ของค่าจ้าง โดยตามกฎหมายนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราคงที่เป็นระยะเวลา 4 ปี หลังจากนั้นอาจเพิ่มหรือลดได้ขึ้นอยู่กับลูกจ้างใช้สิทธิเรียกเงินทดแทนมากหรือน้อย หากลูกจ้างประสบภัยจากการทำงานมากก็จะเรียกเงินสมทบเพิ่ม หากลูกจ้างประสบภัยจากการทำงานน้อยก็จะมีการลดอัตราเรียกเก็บเงินสมทบซึ่งเรียกว่าอัตราเงินสมทบตามประสบการณ์ จำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถนำอัตราเงินสมทบตามประสบการณ์ของบริษัททั้งเจ็ดเดิมมาเป็นอัตราเงินสมทบของโจทก์ได้เนื่องจากเป็นสิทธิเฉพาะตัวและเป็นการประเมินแต่ละบริษัท โจทก์ไม่เคยจ่ายเงินสมทบมาก่อน โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยนำเงินสมทบตามอัตราที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บไปวางต่อจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 ซึ่งเป็นคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาอุทธรณ์แล้วมีความเห็นว่าโจทก์เป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นใหม่จึงให้จ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ 0.40 ของค่าจ้าง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 ที่ให้โจทก์จ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ 0.40 ของเงินค่าจ้างประจำปีชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 45 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการเรียกเก็บเงินสมทบจากนายจ้างตามมาตรา 44 ให้กระทรวงแรงงานมีอำนาจประกาศกำหนดอัตราเงินสมทบไม่เกินร้อยละห้าของค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายแต่ละปี อัตราเงินฝากสำหรับกรณีที่นายจ้างขอจ่ายเงินสมทบเป็นงวดไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าของเงินสมทบแต่ละปี วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบจากนายจ้างตลอดจนระเบียบวิธีการอันจำเป็นเพื่อให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การกำหนดอัตราเงินสมทบ ตามวรรคหนึ่งให้คำนึงถึงสถิติการประสบอันตรายของแต่ละประเภทกิจการ ภาระของกองทุน และจำนวนเงินของกองทุนที่มีอยู่ ให้กระทรวงแรงงานมีอำนาจในการประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการลดหรือเพิ่มอัตราเงินสมทบตามวรรคหนึ่งให้แก่นายจ้างตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างในรอบสามปีปฏิทินที่ผ่านมา" จากบทบัญญัติดังกล่าวกฎหมายให้ความสำคัญเรื่องการเรียกเก็บเงินสมทบโดยคำนึงถึงตัวนายจ้างเป็นหลัก หากข้อเท็จจริงจากตัวนายจ้างเปลี่ยนแปลงไปย่อมทำให้การประเมินเพื่อเรียกเก็บเงินสมทบจากนายจ้างเปลี่ยนแปลงไปด้วย เมื่อโจทก์เกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการของบริษัทในเครือเดียวกันเข้าด้วยกันและก่อนควบรวมกิจการบริษัททั้ง 7 แห่ง ต่างก็มีฐานะเป็นนายจ้างแยกจากกันซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แยกประเมินเพื่อเรียกเก็บเงินสมทบแยกกันไปตามรายกิจการ เมื่อบริษัททั้ง 7 แห่ง มาควบรวมกิจการกันเป็นบริษัทใหม่ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวนายจ้างของแต่ละบริษัทเปลี่ยนแปลงไป ต้องถือว่าบริษัทโจทก์ที่จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นใหม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลใหม่และเป็นนายจ้างใหม่ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ใหม่ด้วย เมื่อโจทก์ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนในอัตราเงินสมทบร้อยละ 0.40 ของค่าจ้าง การที่โจทก์จะขอนำระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบของบริษัทในเครือมารวมคำนวณเพื่อขอลดอัตราดังกล่าวเพื่อชำระเงินสมทบน้อยลงย่อมไม่ชอบ ทั้งการควบรวมบริษัทในเครือเข้าด้วยกันก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการดำเนินธุรกิจ มิใช่เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างโดยตรง และวิธีการในการประเมินเงินสมทบได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์จะยกอ้างเอาสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 ซึ่งเป็นหลักทั่วไปมาปรับใช้แก่กรณีของโจทก์หาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1243
พ.ร.บ.กองทุนเงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็นเอ็มบี-มินีแบไทย จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13947/2558
#634252
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่าตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย มิใช่ครอบคลุมเฉพาะกรณีวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเท่านั้น เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 260/2555 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 600 บาท ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานเสพเฮโรอีนและฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 30,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 50,600 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน และปรับ 25,300 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอที่ให้บวกโทษ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ฐานเสพเฮโรอีนลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 10 เดือน และปรับ 20,300 บาท การรอการลงโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เฮโรอีนเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษแล้ว โดยไม่ต้องพิจารณาว่าต้องเป็นไปตามที่อธิบดีกรมตำรวจประกาศข้อกำหนดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย เพราะกฎหมายใช้คำว่า หรือ ในระหว่างข้อความว่า ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ และข้อความว่า วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และคำว่า ทั้งนี้ อยู่ต่อท้ายข้อความว่า วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเท่านั้น หาได้รวมข้อความ ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ เข้าไปอยู่ในข้อกำหนดของอธิบดีกรมตำรวจด้วยไม่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่าตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย มิใช่ครอบคลุมเฉพาะกรณีวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทดังที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายอาฉ่า เชอหมื่อ
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13933/2558
#634922
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินเกิดเหตุไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินใด ๆ และไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และเป็นป่าตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) ที่บัญญัติว่า "ป่า" หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 เพราะที่ดินเกิดเหตุเป็นป่า ไม่ใช่ให้รับผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพราะที่ดินเกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ความเป็นป่าหรือความเป็นป่าสงวนแห่งชาติก็ต่างกันไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคนละฉบับ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ โดยผลแห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) หรือไม่ก็ตาม หามีผลให้ที่ดินเกิดเหตุพ้นสภาพความเป็นป่าไปด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี กับให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าที่เกิดเหตุตามฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี และให้จำเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสองออกไปจากป่าบริเวณที่ระบายสีแดงตามแผนที่

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความรับกันและไม่ได้โต้แย้งกันว่า ที่เกิดเหตุอยู่ท้องที่บ้านเหวปลากั้ง หมู่ที่ 10 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ เป็นบริเวณพื้นที่ป่าอนุรักษ์เตรียมผนวกเป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และเป็นสวนป่าของหน่วยจัดการต้นน้ำลำตะคอง แปลงปลูกปี 2513 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2539 นายชลอ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำลำตะคองกับพวกออกตรวจพื้นที่เกิดเหตุพบมีการไถปรับที่ดินเกิดเหตุด้วยรถแทรกเตอร์ แล้วปลูกต้นมะม่วงและข้าวโพดสลับกันทั่วพื้นที่ ลักษณะทำมาแล้วประมาณ 1 เดือน แต่ไม่พบผู้ใดเป็นผู้กระทำ จึงถ่ายรูปและทำบันทึกการตรวจยึดไว้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2550 นายพีรพงษ์ จำเลยที่ 2 ในคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องขับไล่และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินเกิดเหตุตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินเกิดเหตุเป็นของตน นายพีรพงษ์จึงนำเอกสารเกี่ยวกับคำฟ้อง คำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลย แผนที่ที่ดินที่จำเลยที่ 1 อ้างตามคำฟ้อง และสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ของคดีดังกล่าวมามอบแก่นายชลอ สำหรับจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้นายพจน์ ปลูกต้นมะม่วง และจ้างให้จำเลยที่ 2 ปลูกข้าวโพดและเก็บเกี่ยวผลผลิตดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อที่ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โจทก์มีนายชะลอเบิกความยืนยันว่า ที่ดินเกิดเหตุอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานของพยาน เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นสวนป่ามีการปลูกต้นสีเสียดแก่น แปลงปลูกปี 2513 และมีหลักเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และหลักเขตสวนป่า ซึ่งเป็นเสาปูนปักห่างกันต้นละประมาณ 100 เมตร พยานกับพวกตรวจพื้นที่เป็นประจำทุกเดือน พบการกระทำคดีนี้ตามวันเวลาข้างต้น โดยมีการรื้อถอนหลักเขตสวนป่าออกไป คงเหลือแต่หลักเขตของอุทยานแห่งชาติ มีการใช้รถแทรกเตอร์ไถดินตัดทำลายต้นสีเสียดแก่นประมาณ 3,000 ต้น ไปรวมกองสุมเป็นจุด ๆ มีการปลูกข้าวโพดที่เพาะจากเมล็ดสูงประมาณ 1 ฟุต และต้นมะม่วงด้วยกิ่งตอน สลับกันทั่วพื้นที่ และทำถนนดินที่บริเวณทิศเหนือของที่ดินเกิดเหตุ โดยสภาพทำมาได้ประมาณ 1 เดือน เป็นเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ตามภาพถ่ายแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจยึด หลังจากนั้นพวกพยานไม่พบผู้ใดและมีการกระทำใด ๆ ในที่ดินเกิดเหตุอีก จนกระทั่งได้รับการร้องเรียนจากนายพีรพงษ์ข้างต้น ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าเป็นการกระทำของพวกตน เพียงแต่ปฏิเสธว่าการกระทำของพวกตนไม่เป็นความผิดตามฟ้องเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่า เมื่อประมาณกลางปี 2539 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินเกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน มาจากนายโพธิ์ ในราคา 90,000 บาท โดยสภาพที่ดินเกิดเหตุในตอนนั้นเป็นป่ากระถิน ต้นไม้ที่กองรวมกันในภาพถ่ายแสดงสถานที่เกิดเหตุ นั้น อยู่นอกเขตที่ดินเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 อ้างว่า ครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา จนกระทั่งมีกรณีพิพาทกับนายพีรพงษ์ เห็นได้ว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินเกิดเหตุไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินใด ๆ และไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และเป็นป่าตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) ที่บัญญัติว่า "ป่า" หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า และเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามฟ้องแล้ว โดยมิพักต้องพิจารณาว่า ที่ดินเกิดเหตุมีต้นไม้หรือมีการตัดทำลายต้นสีเสียดแก่นตามที่พยานโจทก์อ้างหรือไม่ ทั้งคดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เพราะที่ดินเกิดเหตุเป็นป่า ไม่ใช่ให้รับผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพราะที่ดินเกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ความเป็นป่าหรือความเป็นป่าสงวนแห่งชาติก็ต่างกันไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคนละฉบับ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ โดยผลแห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) หรือไม่ก็ตาม หามีผลให้ที่ดินเกิดเหตุพ้นสภาพความเป็นป่าไปด้วยไม่ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7545/2542 ที่จำเลยที่ 1 อ้างนั้นมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแตกต่างกับคดีนี้ จึงนำมาใช้อ้างในคดีนี้ไม่ได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ได้มีผลให้พ้นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด รวมทั้งการกระทำของจำเลยที่ 1 แสดงถึงเจตนาที่จะยึดถือครอบครองป่าที่เกิดเหตุเพื่อตนเองอย่างชัดแจ้ง อันจะอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่มีเจตนา จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องหาได้ไม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อที่ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เคยรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดิน สำนักงานที่ดินที่อำเภอปากช่องที่เกิดเหตุ ทั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2856 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ติดกับที่ดินเกิดเหตุด้านทิศเหนือและที่ดินบริเวณเดียวกันอีกหลายแปลง ซึ่งที่ดินที่อ้างนั้นได้ขายแก่ภริยาของจำเลยที่ 1 แล้วมีการยึดที่ดินแปลงนั้นออกขายทอดตลาด โดยนายพีรพงษ์เป็นผู้ซื้อจากการขายทอดตลาด นายพีรพงษ์เข้าครอบครองที่ดินแปลงนั้นรวมถึงที่ดินเกิดเหตุที่อยู่ติดกัน จึงเกิดกรณีพิพาทกับจำเลยที่ 1 ข้างต้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ส่อว่าเป็นการอาศัยตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ใส่ตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สภาพป่า ดังนั้น โทษตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองจึงเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากพอแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 (4)
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายไพโรจน์ รัตนานุสรณ์ หรือสวัสดิพัชรต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13925/2558
#590022
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าข้อเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2551 ตกไปนับแต่วันที่ยื่นและคณะกรรมการลูกจ้างที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่งตั้งตามหนังสือฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2551 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น หากโจทก์เห็นว่าการแจ้งข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่เข้าร่วมการเจรจากับจำเลยที่ 1 และหากมีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็จะต้องดำเนินการระงับข้อพิพาทแรงงานนั้นเป็นลำดับขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดก่อน จะด่วนนำคดีมาสู่ศาลแรงงานไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อมิให้ขั้นตอนในการแจ้งข้อเรียกร้องเจรจาและไกล่เกลี่ยตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ต้องหยุดชะงักหรือถูกประวิงเวลาเพื่อไม่เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และหากโจทก์เห็นว่าคณะกรรมการลูกจ้างที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่งตั้งไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ยอมรับการแต่งตั้งดังกล่าวแล้วปฏิบัติต่อลูกจ้างที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างนั้นไปอย่างเช่นลูกจ้างธรรมดา ในชั้นนี้โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าข้อเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2551 ตกไปนับแต่วันที่ยื่นและคณะกรรมการลูกจ้างที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่งตั้งตามหนังสือฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2551 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าข้อเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2551 ตกไปนับแต่วันที่ยื่นและคณะกรรมการลูกจ้างที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่งตั้งตามหนังสือฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2551 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น หากโจทก์เห็นว่าการแจ้งข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่เข้าร่วมการเจรจากับจำเลยที่ 1 และหากมีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็จะต้องดำเนินการระงับข้อพิพาทแรงงานนั้นเป็นลำดับขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดก่อน จะด่วนนำคดีมาสู่ศาลแรงงานไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อมิให้ขั้นตอนในการแจ้งข้อเรียกร้อง เจรจาและไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ต้องหยุดชะงักหรือถูกประวิงเวลาเพื่อไม่เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และหากโจทก์เห็นว่าคณะกรรมการลูกจ้างที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิแต่งตั้งไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ยอมรับการแต่งตั้งดังกล่าวแล้วปฏิบัติต่อลูกจ้างที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้างนั้นไปอย่างเช่นลูกจ้างธรรมดา ในชั้นนี้โจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิใดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบสาม ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 45 วรรคสอง ม. 95 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอลแอนด์อีแมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
จำเลย — สหภาพแรงงานแอลแอนด์อีและในเครือ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระพงศ์ ฮั่นไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13924/2558
#595283
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่าในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน ผู้จัดการส่วนจะต้องกำหนดเป้าหมายของการทำงาน (KPI) และจะต้องให้พนักงานลงลายมือชื่อรับทราบตลอดจนมีโอกาสโต้แย้งดุลพินิจในการประเมิน อ. ผู้จัดการส่วนซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ไม่ได้กำหนดเป้าหมายการทำงาน ให้พนักงานรับทราบ ไม่ทำการประเมินตามระเบียบหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ใช้อำนาจประเมินตามอำเภอใจ ทำให้โจทก์ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2548 ไม่ถึง 1 ขั้น เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามความสามารถที่แท้จริง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ ให้จำเลยมีคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนโจทก์ใหม่ และให้จำเลยจ่ายเงินส่วนต่างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ประจำปี 2548 ไม่ถูกต้องตามระเบียบและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มิใช่โจทก์เรียกร้องให้มีการกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จะต้องไปดำเนินการให้สหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดให้โจทก์ต้องไปดำเนินการอย่างใดก่อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

ประเด็นแห่งคดีมีเพียงว่า จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2548 ของโจทก์ถูกต้องหรือไม่ และจำเลยต้องประเมินผลการปฏิบัติงานให้แก่โจทก์ใหม่หรือไม่เท่านั้น การที่โจทก์ยกเหตุที่ไม่อยู่ในประเด็นแห่งคดีขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ต.24/2549 เรื่อง ขั้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2548 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ แล้วให้จำเลยมีคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ใหม่ ให้โจทก์ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนอย่างน้อยที่สุดให้ได้รับเงินเดือนในอัตราเดือนละ 58,837 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป และให้จำเลยจ่ายเงินส่วนต่างของเงินเดือนตามคำสั่งของจำเลยที่ ต.24/2549 และคำสั่งใหม่ของเงินเดือนเดือนมกราคม 2549 ถึงวันที่มีคำสั่งใหม่ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ต.24/2549 เรื่อง การเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานประจำปี พ.ศ.2548 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ โดยให้จำเลยดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงานให้แก่โจทก์ใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแบบประเมินผลการปฏิบัติงานสำหรับพนักงานตั้งแต่ระดับ 9 ลงมาประจำปี 2548 และดำเนินการเลื่อนขั้นเงินเดือนของโจทก์ตามผลของการประเมินดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้แย้งกันได้ความว่า เดิมจำเลยเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม ต่อมารัฐบาลมีนโยบายนำทุนทั้งหมดขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเปลี่ยนเป็นหุ้นในรูปแบบบริษัทตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จึงจดทะเบียนเป็นบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แล้ว เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วันที่ 19 เมษายน 2534 พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มีผลใช้บังคับ วันที่ 8 เมษายน 2543 พระราชบัญญัติแรงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มีผลใช้บังคับ โดยมาตรา 5 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 เดิมจำเลยใช้ระเบียบว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างของผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2539 ซึ่งผู้ปฏิบัติงานได้เลื่อนขั้นเงินเดือนแบบระบบขั้นวิ่ง มีตั้งแต่ 1 ขั้น 1 ขั้นครึ่งและ 2 ขั้น ในปี 2547 จำเลยเปลี่ยนการขึ้นเงินเดือนจากระบบขั้นวิ่งเป็นระบบร้อยละ คู่ความไม่ได้โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร

มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าในการประเมินผลปฏิบัติงานของพนักงาน ผู้จัดการส่วนจะต้องกำหนดเป้าหมายของการทำงาน (KPI) และจะต้องให้พนักงานลงลายมือชื่อรับทราบตลอดจนมีโอกาสโต้แย้งดุลพินิจในการประเมิน นายอนันต์ผู้จัดการส่วนซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ไม่ได้กำหนดเป้าหมายการทำงาน (KPI) ให้พนักงานลงชื่อรับทราบ ไม่ทำการประเมินผลการปฏิบัติงานตามระเบียบหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ใช้อำนาจประเมินตามอำเภอใจ ทำให้โจทก์ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2548 ไม่ถึง 1 ขั้น เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามความสามารถที่แท้จริง ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ต.24/2549 เรื่อง ขั้นเงินเดือนพนักงาน ประจำปี 2548 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ แล้วจำเลยมีคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ใหม่ ให้โจทก์ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนอย่างน้อย 1 ขั้น และให้จำเลยจ่ายเงินส่วนต่างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยการประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ประจำปี 2548 ไม่เป็นไปตามความสามารถและไม่ถูกต้องตามระเบียบและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มิใช่โจทก์เรียกร้องให้มีการกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จะต้องไปดำเนินการให้สหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 โจทก์ฟ้องก็เพื่อขอให้ศาลแรงงานกลางบังคับให้จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ประจำปี 2548 ใหม่ ซึ่งไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดให้โจทก์ต้องไปดำเนินการอย่างใดก่อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในเรื่องอำนาจฟ้องมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงแก้ไขหลักเกณฑ์ระเบียบฉบับเดิม คือ ระเบียบว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างของผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2539 แล้วนำระเบียบว่าด้วยการขั้นเงินเดือนพนักงาน พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นระเบียบฉบับใหม่มาใช้แทนได้โดยพลการ หากจำเลยต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงระเบียบฉบับเดิมอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยจะต้องยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 25 ถึงมาตรา 32 คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ไม่มีอำนาจแก้ไขระเบียบดังกล่าว นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานของโจทก์ประจำปี 2548 โดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยระเบียบ ขอให้บังคับจำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2548 ให้แก่โจทก์ใหม่ เพื่อให้โจทก์ได้รับผลการประเมินขั้นต่ำอัตราร้อยละ 7.5 หรือเทียบได้เท่ากับ 1 ขั้น ตามระเบียบฉบับเดิม โดยมิได้กล่าวอ้างในคำฟ้องอย่างชัดแจ้งมาแต่แรกว่าการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และระบบการประเมินผลจากระบบขั้นวิ่งตามระเบียบว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างของผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2539 มาเป็นระบบร้อยละตามระเบียบว่าด้วยการขึ้นเงินเดือนพนักงาน พ.ศ.2548 ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ทำให้การบังคับใช้ระบบการประเมินผลตามระเบียบฉบับใหม่ไม่ชอบและไม่ผูกพันโจทก์ คำฟ้องโจทก์ปรากฏชัดเพียงว่าโจทก์ปรากฏชัดเพียงว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2548 ให้แก่โจทก์ใหม่ เพื่อให้โจทก์ได้รับการประเมินอัตราร้อยละ 7.5 หรือเทียบเท่ากับ 1 ขั้น ประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่าจำเลยประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2548 ของโจทก์ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น และจำเลยต้องประเมินผลการปฏิบัติงานให้แก่โจทก์ใหม่ โดยให้โจทก์ได้รับผลการประเมินอัตราร้อยละ 7.5 หรือเทียบเท่ากับการเลื่อนขั้นเงินเดือน 1 ขั้น หรือไม่ เท่านั้น ดังนั้น การที่โจทก์ยกเหตุที่ไม่อยู่ในประเด็นแห่งคดีขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ส่วนนี้ของโจทก์ที่ ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 25 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปุณยกานต์ นาบุญพัฒนา
จำเลย — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพิชยนต์ นิพาสพงษ์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13923/2558
#594695
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องอ้างว่าการที่จำเลยยกเลิกข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529 แล้วนำระเบียบบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ระเบียบดังกล่าวฉบับที่ 2 พ.ศ.2548 และฉบับที่ 3 พ.ศ.2548 มาใช้บังคับแก่โจทก์ เป็นผลให้โจทก์ได้รับบำเหน็จเป็นจำนวนเงินที่ลดลงกว่าข้อบังคับเดิมเมื่อโจทก์ต้องออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุในปี 2567 ขอให้ยกเลิก เพิกถอนระเบียบทั้งสามฉบับนั้นไม่ให้มีผลใช้บังคับแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529 แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จจากกองทุนดังกล่าวเมื่อออกจากกองทุนหรือออกจากงานตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามข้อบังคับหรือระเบียบของกองทุน ขณะฟ้องคดีโจทก์ยังไม่ได้ออกจากกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานและไม่ได้ครบอายุเกษียณหรือออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยด้วยเหตุอื่นที่จะทำให้เกิดสิทธิในการได้รับบำเหน็จจากกองทุนดังกล่าว และก่อนที่จะถึงวันที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จจากกองทุนนั้นไม่ว่าเพราะเหตุเกษียณอายุในปี 2567 หรือเพราะเหตุอื่น จำเลยก็อาจมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงระเบียบอีกก็ได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิใดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้ระเบียบบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ที่ประกาศ ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2546 ระเบียบบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ฉบับที่ 2 พ.ศ.2548 ที่ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2548 และระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ.2548 ที่ประกาศ ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2548 เป็นโมฆะ และยกเลิกหรือเพิกถอนระเบียบทั้งสามฉบับนั้นเสีย ไม่ให้มีผลใช้บังคับต่อโจทก์ ให้จำเลยใช้ข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529 แก่โจทก์และหรือลูกจ้างจำเลยที่เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2528 (ในขณะที่จำเลยยังเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย) เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานที่มีข้อบังคับตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529 เป็นกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตามใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนกรรมการ และเป็นกรรมการกลั่นกรองงานกิจการสัมพันธ์ส่วนกลางตามคำสั่งคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ เดิมจำเลยเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนแม่บทการพัฒนากิจการโทรคมนาคมตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแผนแม่บทการพัฒนากิจการโทรคมนาคมกับโครงการแปรสภาพองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย การโอนผู้ปฏิบัติงานไปสังกัดบริษัทที่จัดตั้งใหม่ให้ผู้โอนไปได้รับสิทธิประโยชน์ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการไม่น้อยกว่าที่ได้รับอยู่เดิม และให้นับอายุงานต่อเนื่องตามที่กำหนดในกฎหมายยกเลิกพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2479 ตามหนังสือของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี วันที่ 17 ธันวาคม 2542 พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มีผลบังคับใช้ วันที่ 8 เมษายน 2543 พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มีผลบังคับใช้ วันที่ 23 กรกฎาคม 2545 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้แปลงสภาพองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดใช้ชื่อว่าบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือรับรอง มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น จำเลยจึงเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วันที่ 11 สิงหาคม 2546 จำเลยยกเลิกข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529 ที่มีเกณฑ์คำนวณบำเหน็จโดยนำเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาทำงาน (นับตั้งแต่วันที่ได้รับบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นพนักงานถึงวันสุดท้ายที่ออกจากงาน) แล้วใช้ระเบียบบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ซึ่งมีเกณฑ์คำนวณบำเหน็จให้ใช้ค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาทำงาน (นับตั้งแต่วันที่ได้รับบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย) ถึงวันสุดท้ายที่ออกจากงานหรือออกจากกองทุนที่จำเลยจัดให้มีขึ้นสำหรับจ่ายสงเคราะห์บำเหน็จให้แก่พนักงานเมื่อออกจากงานหรือออกจากกองทุนไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จำเลยเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) วันที่ 8 กรกฎาคม 2548 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แจ้งให้จำเลยนำระเบียบกองทุนบำเหน็จเดิม (หมายถึงข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529) มาใช้ตามหนังสือที่ สรท. 48/1017 วันที่ 26 สิงหาคม 2548 จำเลยแก้ไขระเบียบบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ตามระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ.2548 โดยไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีผลให้เกณฑ์การคำนวณบำเหน็จของพนักงานเปลี่ยนไป โดยกรณีของโจทก์ถ้าโจทก์ทำงานกับจำเลยจนครบเกษียณอายุ หากใช้ข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529 โจทก์จะได้รับบำเหน็จเป็นจำนวนเงินมากกว่าที่จะใช้ระเบียบบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ระเบียบบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ฉบับที่ 2 พ.ศ.2548 และระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ.2548 กับโจทก์ ขณะฟ้องโจทก์ยังไม่ออกจากงานและยังไม่ออกจากกองทุน โจทก์ครบกำหนดเกษียณอายุในปี 2567 โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์และอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ก่อน คู่ความไม่โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร

มีปัญหาวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าการที่จำเลยยกเลิกข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529 แล้วนำระเบียบบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ระเบียบบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ฉบับที่ 2 พ.ศ.2548 และระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ.2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ.2548 มาใช้บังคับกับลูกจ้างของจำเลยรวมทั้งโจทก์จะเป็นผลให้โจทก์ได้รับบำเหน็จเป็นจำนวนเงินลดลงกว่าการใช้ข้อบังคับเดิมเมื่อโจทก์ต้องออกจากงานด้วยเหตุเกษียณอายุในปี 2567 โดยโจทก์ขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนระเบียบฉบับใหม่ทั้งสามฉบับ ไม่ให้มีผลใช้บังคับแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ข้อบังคับฉบับเดิมคือข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529 แก่โจทก์หรือลูกจ้างของจำเลยที่เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน ดังนี้จะเห็นได้ว่า โจทก์หรือลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จจากกองทุนดังกล่าวเมื่อออกจากกองทุนหรือออกจากงานตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามข้อบังคับหรือระเบียบของกองทุน เช่น อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่อยู่ระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยหรืออยู่ระหว่างต้องหา หรือถูกฟ้องคดีอาญาในมูลคดีเดียวกันกับที่ถูกสอบสวนทางวินัย ให้รอการจ่ายบำเหน็จไว้ก่อนจนกว่าผลการสอบสวนทางวินัยหรือคดีถึงที่สุด หากปรากฏว่ามีความผิดต้องรับโทษถึงขั้นไล่ออก ปลดออก หรือถูกเลิกจ้าง เพราะมีความผิดโดยเทียบโทษทางวินัยสถานไล่ออก ปลดออก หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือหนักกว่าจำคุก ผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จ เว้นแต่ความผิดฐานลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท มีคำสั่งให้ออกหรือเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด หรือมีความผิดโดยเทียบโทษทางวินัยสถานให้ออก ทั้งนี้ ให้รอการจ่ายบำเหน็จไว้ก่อนจนกว่าจะหมดสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย หรือจนกว่าผลการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์จะเสร็จสิ้น เว้นแต่การให้ออกในกรณีทุพพลภาพอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน เป็นต้น เมื่อได้ความว่าขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ยังไม่ได้ออกจากกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานและไม่ได้ครบอายุเกษียณหรือออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยด้วยเหตุอื่นใดที่จะทำให้เกิดสิทธิในการได้รับบำเหน็จจากกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน และก่อนที่จะถึงวันที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จจากกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงานไม่ว่าเพราะเหตุเกษียณอายุในปี 2567 หรือเพราะเหตุอื่นใด จำเลยก็อาจมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงระเบียบจนทำให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากับข้อบังคับเดิมหรือมากกว่าข้อบังคับเดิมก็ได้ การที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยนำข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ.2529 ฉบับเดิมมาใช้กับโจทก์และลูกจ้างอื่นของจำเลย โดยที่ยังไม่ปรากฏว่าโจทก์กับลูกจ้างอื่นของจำเลยนั้นเป็นผู้มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จจากกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงานแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิใดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แม้เหตุดังกล่าวนี้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวถึงหรือยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ แต่เหตุดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็สามารถหยิบยกเหตุนั้นขึ้นวินิจฉัยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิลุโณ นิลกำแหง
จำเลย — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมมาตร ฑีฆาอุตมากร
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13922/2558
#590851
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิด้วยอาการเหนื่อยหายใจติดขัด ลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วขั้นปานกลางถึงขั้นรุนแรง โรงพยาบาลตามสิทธิจึงส่งตัวโจทก์มารักษาที่สถาบันโรคทรวงอกซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิระดับบน แพทย์ของสถาบันโรคทรวงอกตรวจอาการโจทก์ครั้งแรกพบว่าโจทก์มีอาการโรคหัวใจ ลิ้นหัวใจไมตรัลรั่ว ลิ้นหัวใจขาด แนะนำให้ทำการผ่าตัด หากมิได้รับการผ่าตัดภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เข้ารักษาครั้งแรกที่สถาบันโรคทรวงอก โจทก์จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ ระหว่างรอคิวนัดหมายผ่าตัด แพทย์รักษาโดยให้รับประทานยา โจทก์เข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาตามนัดอีก 2 ครั้ง แต่ละครั้งทิ้งช่วงห่างกันระหว่าง 2 ถึง 3 เดือนเศษ โจทก์ก็ยังคงมีอาการลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วขั้นรุนแรง ก่อนถึงกำหนดนัดหมายครั้งที่สี่ซึ่งห่างออกไปประมาณ 4 เดือน ปรากฏว่าโจทก์มาพบแพทย์ก่อนกำหนดเนื่องจากมีอาการเหนื่อยมากขึ้น ซึ่งแพทย์ตรวจพบว่าโจทก์มีอาการแย่ลงโดยมีอาการเส้นยึดลิ้นหัวใจขาดร่วมกับอาการลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วค่อนข้างรุนแรง แต่การตรวจรักษาเป็นการตรวจภายนอกโดยฟังปอดและหัวใจแล้วเพิ่มยาขับปัสสาวะให้โจทก์ไปรับประทาน ดังนี้ตลอดเวลาประมาณ 7 เดือน ที่โจทก์เข้ารักษาที่สถาบันโรคทรวงอกอาการและภาวะโรคของโจทก์มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่โจทก์ยังคงได้รับการรักษาด้วยการให้รับประทานยาระหว่างที่รอนัดหมายผ่าตัด ซึ่งสถาบันโรคทรวงอกยังคงไม่อาจจัดคิวนัดหมายผ่าตัดให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากมีคนไข้รอคิวผ่าตัดจำนวนมาก ต่อมาโจทก์มีอาการเหนื่อยมากและหายใจไม่ออก ญาติของโจทก์ได้นำโจทก์ส่งโรงพยาบาลกรุงเทพด้วยเกรงว่า หากโจทก์ต้องเข้ารับการรักษาที่สถาบันโรคทรวงอกต่อก็คงได้รับการรักษาโดยการให้รับประทานยาเพิ่มเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์เข้ารับการรักษาที่สถาบันโรคทรวงอก โจทก์ก็ยังไม่ได้คิวนัดหมายผ่าตัดที่สถาบันโรคทรวงอก การที่แพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพตรวจอัลตราซาวด์และวินิจฉัยแจ้งให้โจทก์ทราบว่า โจทก์มีอาการลิ้นหัวใจรั่วอย่างรุนแรงและเริ่มมีภาวะหัวใจล้มเหลว จึงมีความจำเป็นต้องผ่าตัดเป็นกรณีเร่งด่วนมิฉะนั้นอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต กรณีย่อมเป็นธรรมดาที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ป่วยและญาติของโจทก์ในภาวะเช่นนั้นจะต้องเชื่อว่าอาการของโจทก์มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อรักษาชีวิตของโจทก์โดยเร็ว จึงถือว่าเป็นอาการของโรคซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉียบพลันที่จำต้องได้รับการผ่าตัดเป็นการด่วน ส่วนกระบวนการที่แพทย์ทำการผ่าตัดให้แก่โจทก์ สืบเนื่องจากขณะนั้นโจทก์ซึ่งมีอายุเกิน 40 ปี มีอาการลิ้นหัวใจรั่ว จึงมีความจำเป็นต้องตรวจดูภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบโดยทำอัลตราซาวด์และฉีดสีที่หัวใจ และต้องรักษาฟันให้แก่โจทก์ก่อนก็เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคในช่องปากแพร่กระจายลงไปที่หัวใจ ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการก่อนการผ่าตัด 1 วัน อันเป็นการตรวจสอบตามขั้นตอนการเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยในการผ่าตัด ซึ่งย่อมอยู่ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกับความฉุกเฉินที่จะต้องผ่าตัดทันทีและย่อมมีความต่อเนื่องตลอดมา จึงเป็นการยากที่จะให้โจทก์ซึ่งเจ็บป่วยหนักและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ต้องผ่าตัดเป็นกรณีเร่งด่วนจะมีความคิดที่จะเปลี่ยนไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่สถาบันโรคทรวงอกได้ การที่โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพถือว่าเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินและมีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถาบันโรคทรวงอกได้ ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นประกาศที่ใช้อยู่ในขณะนั้นข้อ 4.1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์และคำสั่งของจำเลย โดยให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 569,368.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยปฏิเสธเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันได้ความว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตน โรงพยาบาลแพทย์รังสิตเป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิประกันสังคม เมื่อประมาณต้นปี 2547 โจทก์มีอาการเหนื่อยง่าย หายใจติดขัด ซึ่งภายหลังตรวจพบว่าเป็นอาการของโรคหัวใจ จึงมีการส่งตัวโจทก์ไปรักษาต่อที่สถาบันโรคทรวงอกครั้งแรก แพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาโจทก์คือนายวีระ และโจทก์มารักษาประเภทผู้ป่วยนอกต่ออีก 3 ครั้ง แพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาโจทก์แต่ละครั้ง คือ นายเอนก นายอนุสิทธิ์และนายจรินทร์ ตามลำดับ โดยแพทย์สถาบันโรคทรวงอกรักษาโจทก์ด้วยการให้รับประทานยา ให้รอรับแจ้งนัดหมายการผ่าตัดตามลำดับ การรักษาตามระเบียบของสถาบันโรคทรวงอก ระหว่างยังไม่ได้รับการแจ้งนัดหมายการผ่าตัดโจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพและได้รับการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคหัวใจในวันที่ 22 ตุลาคม 2547 ในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ดี ต่อมาโจทก์ยื่นแบบขอรับประโยชน์ทดแทน สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ ซึ่งคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า การที่โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2547 แต่เข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคหัวใจเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2547 มีระยะเวลาห่างกันถึง 2 วัน แสดงว่าอาการของโจทก์ไม่เป็นไปโดยปัจจุบันทันด่วนที่จะต้องรีบแก้ไขฉับพลันอันมีลักษณะฉุกเฉิน แม้โจทก์จะมีนายวิฑูรย์ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดมาเบิกความยืนยันถึงสาเหตุที่ไม่ได้ผ่าตัดทันทีว่าเนื่องจากโจทก์มีอายุเกินกว่า 40 ปี การผ่าตัดต้องพิเคราะห์ถึงเส้นเลือดหัวใจด้วยว่าตีบหรือไม่ และต้องตรวจฟันของโจทก์เพื่อป้องกันการติดเชื้อในช่องปากมิให้แพร่กระจายไปที่หัวใจ จึงต้องทำการฉีดสีที่หัวใจและรักษาฟันของโจทก์ก่อน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 1 วัน ก็ตาม ก็มิใช่กรณีปัจจุบันทันด่วน และอยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการดังกล่าวที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้ และจากคำเบิกความของโจทก์เองก็ปรากฏสาเหตุที่โจทก์ไม่กลับเข้าไปรักษาตัวที่สถาบันโรคทรวงอกว่า เนื่องจากโจทก์มีอาการเหนื่อยมาก ญาติเห็นว่าหากกลับเข้ารักษาที่สถาบันโรคทรวงอกอีกก็อาจได้รับยากลับมารับประทานโดยเพิ่มปริมาณเท่านั้น จึงยอมเสียเงินเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ย่อมแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่าโจทก์ตกลงที่จะไม่เข้ารับการรักษาในสถาบันโรคทรวงอกตามสิทธิด้วยตนเอง ทั้งนายจรินทร์ แพทย์สถาบันโรคทรวงอกเบิกความประกอบใบเคลมของบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ว่า ในวันที่โจทก์เข้ารักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ โจทก์มีชีพจรปกติและหายใจไม่เร็วมาก อาการเหนื่อยหอบไม่รุนแรง ไม่มีอาการอื่นที่แสดงว่ามีน้ำท่วมปอดอันเป็นอาการของโรคหัวใจวายเฉียบพลัน การที่โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพจึงมิใช่กรณีจำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์อย่างฉุกเฉิน คำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นไปตามข้อเท็จจริงจึงชอบด้วยกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลกรุงเทพเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เป็นจำนวนตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เริ่มมีอาการภาวะหัวใจล้มเหลวจำต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนที่โรงพยาบาลกรุงเทพ สถาบันโรคทรวงอกที่โรงพยาบาลตามสิทธิส่งตัวโจทก์มารักษานั้น ยังไม่อาจนัดหมายผ่าตัดให้แก่โจทก์ได้ และก่อนผ่าตัดแพทย์มีความจำเป็นต้องทำฟันให้โจทก์ก่อนเพื่อป้องกันการติดเชื้อลงสู่หัวใจ จึงถือว่าโจทก์มีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่จำต้องได้รับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลกรุงเทพและมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เต็มตามฟ้องนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ปรากฏตามคำเบิกความของพยานจำเลยประกอบเวชระเบียนของโรงพยาบาลแพทย์รังสิต เวชระเบียนของสถาบันโรคทรวงอกและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 721/2548 โดยโจทก์ไม่นำสืบโต้แย้งว่า ตั้งแต่ต้นปี 2547 โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแพทย์รังสิตซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ ด้วยอาการเหนื่อย หายใจติดขัด มีอาการลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วขั้นปานกลางถึงขั้นรุนแรง ต่อมาโรงพยาบาลตามสิทธิส่งตัวโจทก์มารักษาที่สถาบันโรคทรวงอกซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิระดับบน โจทก์เข้ารักษาตัวที่สถาบันโรคทรวงอกครั้งแรก นายวีระ แพทย์ตรวจวินิจฉัยพบว่าโจทก์มีอาการเหนื่อย ไอมาเป็นเวลา 4 เดือนแล้ว มีอาการโรคหัวใจ ลิ้นหัวใจไมตรัลรั่ว ลิ้นหัวใจขาด ให้การรักษาโดยรับประทานยาและแนะนำให้ผ่าตัด แต่เนื่องจากสถาบันโรคทรวงอกมีคนไข้จำนวนมากและใช้ระบบการรักษาแบบต่อคิว จึงให้นัดมาทำอัลตราซาวด์หัวใจ หลังจากนั้นอีกประมาณ 3 เดือนต่อมา ในนัดครั้งที่สองคือ วันที่ 29 มิถุนายน 2547 เมื่อถึงวันนัดครั้งที่สองนายเอนก แพทย์ผู้ตรวจวินิจฉัยทำอัลตราซาวด์พบว่า โจทก์มีอาการลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วขั้นรุนแรง รักษาด้วยการให้รับประทานยา ให้ลงชื่อเข้าคิวรอการนัดหมายผ่าตัด แล้วนัดให้มาตรวจครั้งที่สาม ครั้งที่สามนายอนุสิทธิ์ แพทย์ตรวจวินิจฉัยว่าโจทก์ยังคงมีอาการลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วขั้นรุนแรง และยังคงรักษาด้วยการให้รับประทานยาในระหว่างโจทก์รอคิวนัดหมายผ่าตัด นัดตรวจครั้งต่อไปหลังจากนั้นอีก 4 เดือน คือช่วงเดือนธันวาคม 2547 แต่ก่อนถึงวันนัด โจทก์มีอาการเหนื่อยมากขึ้นจึงมาพบแพทย์ก่อนวันนัด คือในวันที่ 13 ตุลาคม 2547 ในวันดังกล่าวนายจรินทร์ แพทย์ตรวจวินิจฉัยพบว่าโจทก์มีอาการแย่ลง แต่ไม่ได้จัดให้ทำอัลตราซาวด์ คงใช้วิธีตรวจภายนอกจากการฟังปอดและหัวใจแล้วให้เพิ่มยาขับปัสสาวะเพื่อรักษาโรคหัวใจแก่โจทก์ ทั้งพบว่าโจทก์มีอาการเส้นยึดลิ้นหัวใจขาดร่วมกับอาการลิ้นหัวใจรั่วค่อนข้างรุนแรง แสดงว่านับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2547 เป็นเวลาประมาณ 7 เดือน ที่โจทก์เข้ารักษาที่สถาบันโรคทรวงอก ปรากฏว่าอาการและภาวะโรคของโจทก์มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามลำดับ โจทก์ก็ยังคงได้รับการรักษาด้วยการให้รับประทานยาระหว่างที่รอการนัดหมายผ่าตัดซึ่งสถาบันโรคทรวงอกยังไม่สามารถกำหนดนัดหมายให้แก่โจทก์ได้ ทั้งที่แพทย์สถาบันโรคทรวงอกแนะนำโจทก์ให้เข้ารับการผ่าตัดตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ารักษา เนื่องจากสถาบันโรคทรวงอกมีคนไข้รอคิวผ่าตัดจำนวนมาก และจะต้องรอคนละประมาณ 1 ปี หากโจทก์ไม่ได้รับการผ่าตัดภายใน 1 ปี นับแต่วันนัดครั้งแรกในวันที่ 19 มีนาคม 2547 ที่เข้ารักษาที่สถาบันโรคทรวงอก โจทก์จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ เมื่อหลังจากวันที่โจทก์มีอาการแย่ลงและไปพบแพทย์ที่สถาบันโรคทรวงอกผ่านไปได้ 1 สัปดาห์ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาและที่ยุติในสำนวนว่า โจทก์มีอาการเหนื่อยมากและหายใจไม่ออก ญาติของโจทก์จึงนำตัวโจทก์ส่งโรงพยาบาลกรุงเทพในวันที่ 20 ตุลาคม 2547 ด้วยเกรงว่าหากโจทก์ต้องเข้ารับการรักษาที่สถาบันโรคทรวงอกก็คงจะได้รับการรักษาด้วยการให้รับประทานยาโดยเพิ่มปริมาณเท่านั้น ขณะนั้นสถาบันโรคทรวงอกยังไม่มีกำหนดนัดหมายผ่าตัดให้แก่โจทก์ ประกอบกับจากการตรวจสอบคิวผ่าตัดของโจทก์ที่สถาบันโรคทรวงอกพบว่าปี 2548 โจทก์ตกคิวผ่าตัดคือ ไม่ได้คิวนัดหมายผ่าตัดภายในปี 2548 เมื่อในวันที่เข้ารักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ตรวจอัลตราซาวด์และวินิจฉัยแจ้งให้ทราบว่าโจทก์มีอาการลิ้นหัวใจรั่วอย่างรุนแรงและเริ่มมีภาวะหัวใจล้มเหลว มีความจำเป็นต้องผ่าตัดเป็นกรณีเร่งด่วน มิฉะนั้นโจทก์อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ป่วยและญาติของโจทก์ในภาวะเช่นนั้นจะต้องเชื่อว่าอาการของโจทก์มีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อรักษาชีวิตของโจทก์โดยเร็ว กรณีจึงถือว่าเป็นอาการของโรคซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉียบพลันที่จำต้องได้รับการผ่าตัดเป็นการด่วน ส่วนการที่แพทย์ต้องผ่าตัดให้แก่โจทก์ในวันที่ 22 ตุลาคม 2547 สืบเนื่องจากการที่โจทก์ซึ่งขณะนั้นอายุเกิน 40 ปี มีอาการลิ้นหัวใจรั่ว แพทย์จึงมีความจำเป็นต้องตรวจดูว่าโจทก์มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบหรือไม่โดยการทำอัลตราซาวด์และฉีดสีที่หัวใจก่อน และการที่แพทย์ต้องตรวจรักษาฟันให้แก่โจทก์ก่อนก็เพื่อป้องกันมิให้เชื้อโรคในช่องปากแพร่กระจายลงไปที่หัวใจ ซึ่งจะต้องใช้เวลาดำเนินการก่อนการผ่าตัด 1 วัน ถือว่าเป็นการตรวจสอบตามขั้นตอนของการเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยในการผ่าตัด ย่อมอยู่ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกับความฉุกเฉินที่จะต้องผ่าตัดทันทีและย่อมมีความต่อเนื่องตลอดมา จึงเป็นการยากที่จะให้โจทก์ซึ่งเจ็บป่วยหนักและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ต้องผ่าตัดเป็นกรณีเร่งด่วนเช่นนี้จะมีความคิดที่จะเปลี่ยนไปเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่สถาบันโรคทรวงอกได้ การที่โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพจึงถือว่าเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินและมีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถาบันโรคทรวงอกได้ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 59 ส่วนโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลยหรือไม่ เพียงใด นั้น เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามฟ้องและจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า ค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับจะต้องอยู่ภายใต้บังคับประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2) จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับว่าจำเลยจะต้องรับผิดจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่โจทก์เต็มตามฟ้อง แต่การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีที่จำต้องได้รับการบริการทางการแพทย์อย่างฉุกเฉินเพียงใดนั้น เป็นไปตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นประกาศที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ข้อ 4.1. กล่าวคือ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลกรุงเทพจากจำเลยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่โจทก์เข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลกรุงเทพและในส่วนดอกเบี้ยนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว ซึ่งการเตือนในกรณีนี้ก็คือ การทวงถามให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับนั่นเอง เมื่อจำเลยไม่ชำระเงินตามที่โจทก์ทวงถามต้องถือว่าจำเลยผิดนัดแล้ว โจทก์ชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลกรุงเทพเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2547 และต่อมาโจทก์ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคมขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายไปตามสิทธิซึ่งถือว่าโจทก์ได้มีการทวงถามจำเลยในวันดังกล่าวแล้วจำเลยไม่ชำระ ย่อมถือว่าจำเลยผิดนัดต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันที่จำเลยออกคำสั่งปฏิเสธไม่จ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 721/2548 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 และให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59
ประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชนะ เอี่ยมภิญโญหรือดุริยะประกฤต
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — ไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13908/2558
#590433
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ก่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันฆ่า ส. ผู้เสียหายและ อ. ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต่อมา จำเลยที่ 1 กับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและผู้ตายหลายนัดโดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเนื่องจากถูกใช้ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริมจากจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 ขัดแย้งกับผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 มอบอาวุธปืนและบอกให้จำเลยที่ 1 สั่งสอนผู้เสียหาย การมอบอาวุธปืนมีกระสุนปืนหลายนัดให้จำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 2 ว่าให้จำเลยที่ 1 สั่งสอนผู้เสียหายโดยใช้ปืนยิงและย่อมเล็งเห็นได้ว่าหากผู้เสียหายไม่ตายก็ย่อมได้รับบาดเจ็บจากบาดแผลกระสุนปืน จึงเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดโดยเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำตามที่จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้และรับโทษเสมือนตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 289 (4), 80 ประกอบมาตรา 84 วรรคสอง และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จัก ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 บอกให้จำเลยที่ 1 ไปสั่งสอนผู้เสียหายให้เข็ดหลาบ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทราบเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายนัดหมายผู้ตายมารับเพื่อเดินทางกลับบ้าน ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดตามผู้เสียหายและผู้ตายไป ตามพฤติการณ์จำเลยที่ 2 ไม่อาจคาดหมายว่าจำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายด้วย การที่จำเลยที่ 1 ยิงผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นการกระทำเกินขอบเขตที่ใช้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาก่อให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย เมื่อตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ทางพิจารณาโจทก์สืบไม่สมฟ้องในความผิดฐานดังกล่าว จึงต้องยกฟ้องในข้อหานี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 80 ม. 84 วรรคสอง ม. 87 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายสมศักดิ์หรือโอเล่หรือดำ ศิริโยธา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายณรงค์เดช นวลมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13896/2558
#592024
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" หมายความว่า ส่วนของอาคารที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม และมาตรา 15 บัญญัติว่า ทรัพย์สินต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลาง

(1) ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด

(2) ที่ดินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

(3) โครงสร้างและสิ่งก่อสร้างเพื่อความมั่นคงและเพื่อการป้องกันความเสียหายต่อตัวอาคารชุด

(4) อาคารหรือส่วนของอาคารและเครื่องอุปกรณ์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

(5) เครื่องมือและเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

(6) สถานที่ที่มีไว้เพื่อบริการส่วนรวมแก่อาคารชุด

(7) ทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

เมื่ออาคารจอดรถ อาคารสโมสร สระว่ายน้ำ รั้ว ถนนภายในโครงการและสนามเด็กเล่นหรือสวนหย่อมทรัพย์พิพาทล้วนมิได้ตั้งอยู่บนที่ดินที่ตั้งอาคารชุดโจทก์ทั้งห้า และไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับอาคารชุดโจทก์ทั้งห้า ดังนั้น ทรัพย์พิพาทจะเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของห้องชุด หรือเพื่อบริการส่วนรวมแก่อาคารชุดหรือไม่ จำเลยที่ 1 ขายโครงการอาคารชุดโดยโฆษณาว่าจะจัดให้มีอาคารจอดรถ อาคารสโมสร สระว่ายน้ำ รั้ว ถนนภายในโครงการและสนามเด็กเล่นหรือสวนหย่อม เพื่อให้เจ้าของใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในสัญญาซื้อขายห้องชุดระบุว่า ผู้ซื้อมีสิทธิเป็นสมาชิกตลอดชีพของศูนย์สุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยห้องออกกำลังกาย ห้องอบไอน้ำ สนามเทนนิสและอื่น ๆ ต่อมาเมื่อเจ้าของร่วมได้เข้าใช้ประโยชน์ร่วมกันในทรัพย์พิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ยังยินยอมให้โจทก์ทั้งห้าจัดการดูแลทรัพย์พิพาทในลักษณะทรัพย์ส่วนกลาง กับยอมให้โจทก์ทั้งห้านำเงินที่เจ้าของร่วมชำระเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางไปบำรุงรักษาทรัพย์พิพาทเช่นนี้ จะเห็นได้จากการโฆษณาขายโครงการอาคารชุด สภาพและที่ตั้งของทรัพย์พิพาท ลักษณะและประโยชน์ในการใช้สอยของทรัพย์พิพาทและการจัดการดูแลบำรุงรักษาโดยโจทก์ทั้งห้า ทรัพย์พิพาทจึงถือเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ทั้งห้าตามฟ้องโดยผลของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแล้ว แม้จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนอาคารชุดจะมิได้ระบุว่าทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์ส่วนกลาง หรือแม้จำเลยที่ 1 มิได้แสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางก็ตาม เมื่อทรัพย์พิพาทตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางโดยผลของกฎหมาย เจ้าของห้องชุดจึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในทรัพย์พิพาทตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทรัพย์พิพาท จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธินำทรัพย์พิพาทไปจดทะเบียนจำนองหรือภาระจำยอมแก่บุคคลอื่นรวมถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะรับจดทะเบียนไว้โดยสุจริตหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 4731, 2323, 247018, 981, 992 และ 532 ตำบลพระโขนง อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 (ที่ถูก น่าระบุด้วยว่าและระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 4 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2541) โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองที่ดินดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 (ที่ถูก น่าระบุด้วยว่าให้จำเลยที่ 4 ไปดำเนินการดังกล่าวด้วย) ให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 532, 14997, 29297, 20791, 20792, 2319, 9468, 24036, 24037, 2324, 5806, 9470, 51859, 2321, 2029, 2030, 5806, 2056 ถึง 2059, 2324, 2125, 2126, 9470, 51859, 20791, 20792, 2319, 9468, 24036 และ 24037 ตำบลพระโขนง อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2546 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 และวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมดังกล่าวต่อสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้อาคารจอดรถซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4731 อาคารสโมสรซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 2323 สระว่ายน้ำซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 247018 ที่ดินบริเวณแนวรั้วโครงการซึ่งตั้งอยู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 981 และ 992 และถนนภายในโครงการ สนามเด็กเล่นหรือส่วนหย่อมซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 532 ตำบลพระโขนง อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร เป็นทรัพย์ส่วนกลางของโครงการอาคารชุดเดอะวอเตอร์ฟอร์ด รามา 4 ให้จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์ส่วนกลางดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งห้าด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดเลขที่ 4731, 2323, 247018, 981, 992 และ 532 ตำบลพระโขนง อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งห้า หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ และหากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าว ให้โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวได้

จำเลยทั้งสี่ ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4731, 247018, 981, 992 และ 532 ตำบลพระโขนง อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงวันที่ 28 มกราคม 2546 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 532, 14997, 29297, 20791, 20792, 2319, 9468, 24036, 24037, 2324, 5806, 9470, 51859, 2321, 2029, 2030, 5806, 2056 ถึง 2059, 2324, 2125, 2126, 9470, 51859, 20791, 20792, 2319, 9468 24036 (ที่ถูก 24036 และ 24037 ตำบลพระโขนง อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2546 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 และวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนอาคารจอดรถซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4731 อาคารสโมสรซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 2323 สระว่ายน้ำซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 247018 ที่ดินบริเวณแนวรั้วโครงการอาคารชุดเดอะวอเตอร์ฟอร์ด รามา 4 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 981 และ 992 ถนนในโครงการสนามเด็กเล่นหรือสวนหย่อมซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 532 ให้แก่โจทก์ทั้งห้า หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งห้า หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทั้งห้าออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทได้ โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายดังกล่าว กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2323 ตำบลพระโขนง อำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 4 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2541 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ไปดำเนินการเพิกถอนดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ประมาณปี 2536 เป็นต้นไป จำเลยที่ 1 โฆษณาขายห้องชุดโครงการเดอะวอเตอร์ฟอร์ด พาร์ค รามา 4 ว่า จำเลยที่ 1 จะจัดให้มีอาคารสโมสร สนามเทนนิส ที่จอดรถใต้อาคาร อาคารจอดรถ สระว่ายน้ำ 2 แห่ง สวนหย่อม สนามเด็กเล่น คลับเฮาส์ ห้องออกกำลังกาย สนามพัทกอล์ฟ ลู่จ็อกกิ้ง เซาน่า สนุกเกอร์ สภาพภายนอกจะเป็นธรรมชาติเขียวขจีและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ตามข้อความและภาพประกอบในใบโฆษณา อาคารชุดทั้งหมด 14 อาคาร มีโครงสร้างฐานรากที่จอดรถใต้อาคารและพื้นที่ชั้นหนึ่งทุกอาคารติดต่อกันรวมทั้งใช้พื้นที่รอบโครงการร่วมกันตามแผนผังโครงการ หลังก่อสร้างเสร็จจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนอาคารชุดและนิติบุคคลอาคารชุดเป็นโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 แต่มิได้จดทะเบียนอาคารจอดรถซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4731 ซึ่งมีสนามเทนนิสอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคารจอดรถ อาคารสโมสรซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 2323 ซึ่งจำเลยที่ 1 ปรับเปลี่ยนสโมสรเป็นภัตตาคาร สระว่ายน้ำซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 247018 รั้วโครงการซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 981 และ 992 กับถนนในโครงการและสนามเด็กเล่นหรือสวนหย่อมซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 532 เป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ทั้งห้า แต่จำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ดังนี้ จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2323 ซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารสโมสรแก่จำเลยที่ 4 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4731 ซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารจอดรถ ที่ดินโฉนดเลขที่ 247018 ซึ่งเป็นที่ตั้งสระว่ายน้ำ ที่ดินโฉนดเลขที่ 981, 992 ซึ่งเป็นที่ตั้งรั้วของโครงการ และที่ดินโฉนดเลขที่ 532 ที่ใช้เป็นถนนภายในโครงการสนามเด็กเล่นหรือสวนหย่อมแก่จำเลยที่ 2 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นมารดาของนายประเสริฐ กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 532 ที่ใช้เป็นถนนภายในโครงการสนามเด็กเล่นหรือสวนหย่อมแก่ที่ดิน 12 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14997, 29297, 20791, 20792, 2319, 9468, 24036, 20437, 2324, 5806, 9470 และ 51859 ของจำเลยที่ 3 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 532 ดังกล่าวแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2321 ของจำเลยที่ 3 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน และจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 532 ดังกล่าวแก่ที่ดินอีก 18 แปลง ตามโฉนดเลขที่ 2029, 2030, 5806, 2056 ถึง 2059, 2324, 2125, 2126, 9470, 51859, 20791, 20792, 2319, 9468, 24037 และ 24036 ของจำเลยที่ 3 ตามสำเนาโฉนดที่ดินบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า อาคารที่จอดรถ อาคารสโมสร สระว่ายน้ำ รั้ว ถนนภายในโครงการและสนามเด็กเล่นหรือสวนหย่อมเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ทั้งห้าตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ทรัพย์ส่วนกลาง" หมายความว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม และมาตรา 15 บัญญัติว่า ทรัพย์สินต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลาง

(1) ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด

(2) ที่ดินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

(3) โครงสร้างและสิ่งก่อสร้างเพื่อความมั่นคงและเพื่อการป้องกันความเสียหายต่อตัวอาคารชุด

(4) อาคารหรือส่วนของอาคารและเครื่องอุปกรณ์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

(5) เครื่องมือและเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

(6) สถานที่ที่มีไว้เพื่อบริการส่วนรวมแก่อาคารชุด

(7) ทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ได้จำแนกทรัพย์ส่วนกลางออกเป็นสองประเภท คือ ส่วนของอาคารชุดและที่ดินที่ตั้งอาคารชุดนั้น ๆ แต่ไม่รวมห้องชุด ประเภทหนึ่ง กับทรัพย์ที่อยู่นอกที่ดินที่ตั้งอาคารชุด แต่เป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของรวมอีกประเภทหนึ่ง เมื่ออาคารจอดรถ อาคารสโมสร สระว่ายน้ำ รั้ว ถนนภายในโครงการและสนามเด็กเล่นหรือสวนหย่อมทรัพย์พิพาทในคดีนี้ ล้วนมิได้ตั้งอยู่บนที่ดินที่ตั้งอาคารชุดโจทก์ทั้งห้า และไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับอาคารชุดโจทก์ทั้งห้า ดังนั้น ทรัพย์พิพาทจะเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ทั้งห้าหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของห้องชุด หรือเพื่อบริการส่วนรวมแก่อาคารชุดหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงยุติ โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ขายโครงการอาคารชุดตามฟ้องโดยโฆษณาว่าจะจัดให้มีอาคารจอดรถ อาคารสโมสร สระว่ายน้ำ รั้ว ถนนภายในโครงการและสนามเด็กเล่นหรือสวนหย่อม เพื่อให้เจ้าของร่วมใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามใบโฆษณาในสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับผู้ซื้อห้องชุดได้ระบุว่า ผู้จะซื้อมีสิทธิเป็นสมาชิกตลอดชีพของศูนย์สุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยห้องออกกำลังกาย ห้องอบไอน้ำ สนามเทนนิสและอื่น ๆ ต่อมาเมื่อเจ้าของร่วมได้เข้าใช้ประโยชน์ร่วมกันในทรัพย์พิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ยังยินยอมให้โจทก์ทั้งห้าจัดการดูแลทรัพย์พิพาทในลักษณะทรัพย์ส่วนกลาง กับยอมให้โจทก์ทั้งห้านำเงินที่เจ้าของร่วมชำระเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางไปบำรุงรักษาทรัพย์พิพาทเช่นนี้ จะเห็นได้จากการโฆษณาขายโครงการอาคารชุด สภาพและที่ตั้งของทรัพย์พิพาท ลักษณะและประโยชน์ในการใช้สอยของทรัพย์พิพาทและการจัดการดูแลบำรุงรักษาโดยโจทก์ทั้งห้า ย่อมแสดงว่ามีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของห้องชุด หรือมีไว้เพื่อบริการส่วนรวมแก่อาคารชุดโจทก์ทั้งห้า ทรัพย์พิพาทจึงถือเป็นทรัพย์ส่วนกลางของโจทก์ทั้งห้าตามฟ้องโดยผลของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้นแล้ว แม้ขณะจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนอาคารชุดจะมิได้ระบุว่าทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์ส่วนกลาง หรือแม้จำเลยที่ 1 มิได้แสดงเจตนายกกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้เป็นทรัพย์ส่วนกลางก็ตาม เมื่อทรัพย์พิพาทตกเป็นทรัพย์ส่วนกลางโดยผลของกฎหมาย เจ้าของห้องชุดจึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์พิพาทตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น ถึงแม้จำเลยที่ 1 จะมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทรัพย์พิพาท จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธินำทรัพย์พิพาทไปจดทะเบียนจำนองหรือภาระจำยอมแก่บุคคลอื่นรวมถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จะรับจดทะเบียนไว้โดยสุจริตหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 13 ม. 15
ชื่อคู่ความ
นิติบุคคลอาคารชุดเดอะวอเตอร์ฟอร์ด รามา 4/1
โจทก์ — กับพวก
จำเลย — บริษัทบ้านไทร การ์เด้น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายจงมาด อักษรเสนาะ
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13888/2558
#594707
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนและคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันคือเรื่องที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานหลังจากที่ได้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการครบกำหนดแล้ว โดยอ้างว่าโจทก์มีความประพฤติ ความรู้และความสามารถไม่เหมาะสม เพียงแต่ค่าเสียหายที่เรียกร้องในแต่ละคดีโจทก์กล่าวเรียกชื่อต่างกัน ซึ่งค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์สามารถเรียกร้องได้ในคดีก่อนแล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากที่คดีก่อนถึงที่สุดแล้ว การฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลขอให้บังคับจำเลยคืนทรัพย์เป็นเงิน 1,399,999,999.99 บาท ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมสูงสุดให้ศาลแทนโจทก์ ให้จำเลยจ่ายค่าดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 จากข้อเท็จจริงจำนวนทรัพย์ที่โจทก์ทวงคืนไม่เกิน 5 ปี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งว่า เมื่อประมาณปี 2519 โจทก์เข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด 1 ที่วิทยาลัยการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลย ต่อมาจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากราชการอ้างว่าโจทก์ทดลองปฏิบัติราชการครบกำหนดแล้ว ปรากฏว่าความประพฤติ ความรู้และความสามารถไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติราชการ โดยการกล่าวอ้างไม่ได้อาศัยหลักเกณฑ์และไม่มีระเบียบกฎหมายใด ๆ รองรับเป็นการกระทำที่มีเจตนาละเมิดต่อโจทก์ หลังจากออกจากราชการโจทก์สามารถสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด 1 และเข้ารับราชการที่กรมศิลปากร ย่อมแสดงว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และสามารถปฏิบัติงานได้ ฉะนั้นที่จำเลยให้โจทก์ออกจากราชการจึงทำให้โจทก์เสียหายเสียโอกาสที่จะรับราชการและมีความก้าวหน้าต่อไปนับแต่วันที่โจทก์ถูกออกจากราชการถึงอายุ 60 ปี โจทก์สามารถได้รับเงินเดือนก้าวหน้ามีสิทธิได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ คำนวนเป็นเงินได้ทั้งสิ้น 142,743,418 บาท จึงขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน 142,824,318 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ซึ่งคดีดังกล่าวปรากฏว่าศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีแล้ว ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6711/2554 และศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 24 มกราคม 2555 ดังนั้นเมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องในวันที่ 23 เมษายน 2555 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่คดีก่อนถึงที่สุดแล้ว โดยโจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้ว่า จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด 1 ที่วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง หลังจากทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการครบ 7 เดือน จำเลยได้มีคำสั่งให้โจทก์ออกจากราชการเพราะมีความประพฤติ ความรู้ ความสามารถไม่เหมาะสม ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2519 โดยไม่มีการสอบสวนวินัยหรือมีคำสั่งลงโทษทางวินัยใด ๆ ทั้งสิ้น แสดงว่าโจทก์ไม่ได้มีความประพฤติผิดวินัย โจทก์จึงใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากจำเลยอันหมายถึงความเหมาะสมของโจทก์ตามหลักนิติธรรม ขอบังคับให้จำเลยคืนทรัพย์เป็นเงิน 1,399,999,999.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ การฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นการฟ้องที่อาศัยเหตุอันเดียวกันคือ เรื่องที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานหลังจากที่ได้ทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการครบกำหนดแล้ว โดยอ้างว่าโจทก์มีความประพฤติ ความรู้และความสามารถไม่เหมาะสม เพียงแต่ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องในแต่ละคดีโจทก์กล่าวเรียกชื่อต่างกัน ซึ่งค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์สามารถกล่าวเรียกร้องได้ในคดีก่อนแล้ว การฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 247 และกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 148 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสาโรจน์ ทัพแสง
จำเลย — กรมการปกครอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายระวิ พวงกนก
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13862/2558
#590206
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.สภาการเหมืองแร่ พ.ศ.2526 มาตรา 23 วรรคสอง ที่บัญญัติให้เลขาธิการสภาการเหมืองแร่มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี เป็นหลักการทั่วไป ไม่ได้ห้ามเด็ดขาดว่าสัญญาจ้างผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่จะมีกำหนดระยะเวลาน้อยกว่า 4 ปี ไม่ได้ แต่กลับบัญญัติให้เลขธิการสภาการเหมืองแร่อาจต้องพ้นตำแหน่งก่อนครบวาระไว้หลายประการ สัญญาจ้างโจทก์ให้เป็นลูกจ้างตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่มีกำหนด 1 ปี จึงไม่ขัดต่อมาตรา 23 วรรคสอง

จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ

แม้กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ (3) ระบุว่ามิให้ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หมวด 11 ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา 118 ถึงมาตรา 122 บังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างก็ตาม แต่หากนายจ้างนั้นกำหนดข้อบังคับให้จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างอันมีผลให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวงดังกล่าวก็กระทำได้ ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดให้จ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานจึงมีผลบังคับใช้

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าโจทก์ไม่ได้ค่าชดเชยหากโจทก์ตกลงรับข้อเสนอให้มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ทราบ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้าง ซึ่งข้อ 2.1 ระบุว่าลูกจ้าง (โจทก์) จะไม่ได้รับค่าชดเชย แสดงว่าโจทก์สมัครใจทำสัญญาจ้างกับจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับค่าชดเชย อันเป็นการไม่ใช้บทบัญญัติ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หมวด 11 ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา 118 ถึงมาตรา 122 ทั้งนี้โจทก์ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ (3) โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสามารถตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ได้ สัญญาจ้างในส่วนค่าชดเชยชอบด้วยกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 118,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค่าชดเชย 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง กับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ.2526 มาตรา 23 วรรคสอง โดยให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ต่อไปจนครบ 4 ปี หรือจ่ายค่าเสียหาย 2,160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ.2526 จำเลยที่ 1 มีคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและดำเนินงานของสภาการเหมืองแร่ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาการเหมืองแร่ และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ต้องแต่งตั้งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ขึ้นหนึ่งคนเพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการของสภาการเหมืองแร่ และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้าง รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่อื่นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะกรรมการสภาการเหมืองแร่แต่งตั้งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่มาแล้ว 3 คน ก่อนที่จะแต่งตั้งโจทก์เป็นเลขาธิการสภาการเหมืองแร่นั้น คณะกรรมการสภาการเหมืองแร่แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ขึ้น 5 คน คณะกรรมการสรรหาสัมภาษณ์โจทก์และแจ้งต่อโจทก์ว่า เนื่องจากโจทก์ไม่เคยทำงานในวงการเหมืองแร่มาก่อน จึงจะจ้างโจทก์ไว้เป็นเวลา 1 ปี ก่อน เมื่อครบ 1 ปี จะได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่เพื่อพิจารณาว่าจะจ้างต่อไปอีกหรือไม่ คณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อโจทก์ต่อที่ประชุมคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ในการประชุมคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ประชุมมีมติว่า 1. ให้ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2551 สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ระยะเวลาทดลองงาน 120 วัน 2. ตลอดสัญญาจ้างได้รับค่าจ้างในอัตราเดือนละ 60,000 บาท โดยไม่ได้รับค่าชดเชย ค่าครองชีพ เงินสะสมพนักงาน ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด 3. ให้คณะกรรมการบริหารกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ต่อไป สาเหตุที่คณะกรรมการสภาการเหมืองแร่มีมติให้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่เห็นว่าโจทก์ไม่มีความรู้ในทางอุตสาหกรรมเหมืองแร่หรือธุรกิจเหมืองแร่มาก่อน โจทก์สำเร็จการศึกษาทางนิติศาสตร์ ก่อนที่โจทก์จะทำสัญญาจ้างกับจำเลยที่ 1 โจทก์ทำงานเป็นผู้รับเหมาและผู้จัดซื้อจัดจ้างให้แก่หน่วยงานของทางราชการ หลังจากที่คณะกรรมการสภาการเหมืองแร่มีมติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่มีหนังสือที่ ว 0337/2551 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 แจ้งโจทก์ว่าคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่โดยมีเงื่อนไข เงื่อนเวลาและผลประโยชน์ตรงกับมติที่ประชุมข้างต้น วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ทำสัญญาจ้างกับจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงว่า ข้อ 1. นายจ้างตกลงว่าจ้างให้ลูกจ้างทำงานในสภาการเหมืองแร่ โดยให้ทำงานในตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ เป็นเวลา 1 ปี เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2551 สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ทดลองงาน 120 วัน แล้วจะมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ในวันทำสัญญานี้ลูกจ้างได้ทราบกฎ ระเบียบ และข้อบังคับของสภาการเหมืองแร่เป็นที่เข้าใจดีแล้ว ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 1 เดือน ข้อ 2. ตลอดสัญญานี้นายจ้างตกลงให้ค่าจ้างและลูกจ้างตกลงรับค่าจ้างในอัตราเดือนละ 60,000 บาท โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงดังนี้ 2.1 ลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าชดเชย ค่าครองชีพ เงินสะสมพนักงาน(อัตรา 7 % ของเงินเดือน) ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด...ข้อ 5 ในระหว่างสัญญาหากลูกจ้างขาดคุณสมบัติ ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ.2526 และระเบียบข้อบังคับสภาการเหมืองแร่ หรือสัญญาที่ได้ตกลงไว้กับนายจ้าง นายจ้างจะมีหนังสือแจ้งเลิกจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือค่าทดแทนใด ๆ ต่อมาวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่มีคำสั่งสภาการเหมืองแร่ที่ 1/2551 เรื่อง แต่งตั้งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ แต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2551 สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง ต่อมาคณะกรรมการสภาการเหมืองแร่ประชุมพิจารณาเกี่ยวกับการแต่งตั้งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ในการประชุมครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 และมีมติว่าสมควรให้มีการสรรหาเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ใหม่ และไม่จำกัดสิทธิเลขาธิการสภาการเหมืองแร่คนปัจจุบันที่จะสมัครเข้ามาด้วย โดยมอบให้คณะกรรมการบริหารดำเนินการในการสรรหา และในกรณีที่ขาดการต่อเนื่องของการปฏิบัติงานในหน้าที่เลขาธิการสภาการเหมืองแร่ที่ประชุมมอบหมายให้นายชูศักดิ์ เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่ออกคำสั่งสภาการเหมืองแร่ที่ 4/2552 เรื่อง แต่งตั้งผู้ทำการแทนเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ อ้างเหตุว่าเนื่องจากสัญญาจ้างโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 เพื่อให้การดำเนินงานของสภาการเหมืองแร่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงแต่งตั้งนายชูศักดิ์ เป็นผู้ทำการแทนเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2552 เป็นต้นไป โจทก์ทำงานในตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 สัญญาจ้างก็สิ้นสุดลง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปอีก

โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่าพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ.2526 มาตรา 23 วรรคสอง บัญญัติว่า เลขาธิการสภาการเหมืองแร่มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี เมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่สัญญาจ้างกำหนดว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่เพียง 1 ปี เป็นการฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าว ตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมมีสิทธิทำงานในตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่ครบ 4 ปี เห็นว่า การที่บทกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่าเลขาธิการสภาการเหมืองแร่มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี นั้น เป็นหลักการทั่วไป กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กำหนดห้ามเด็ดขาดว่าสัญญาจ้างผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการเหมืองแร่จะมีกำหนดระยะเวลาน้อยกว่า 4 ปี ไม่ได้ แต่กลับบัญญัติกรณีที่เลขาธิการสภาการเหมืองแร่อาจต้องพ้นตำแหน่งก่อนครบวาระไว้หลายประการ สัญญาจ้างจึงไม่ขัดต่อบทกฎหมายข้างต้น หาตกเป็นโมฆะไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่าตามข้อบังคับสภาการเหมืองแร่ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2549 ประกาศใช้ว่าด้วยการจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานไว้แล้ว เท่ากับจำเลยที่ 1 ได้สละการยกเว้นตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์นั้น เห็นว่า แม้กฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ (3) ระบุว่ามิให้ใช้บทบัญญัติหมวด 11 ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา 118 ถึงมาตรา 122 บังคับแก่นายจ้างซึ่งจ้างลูกจ้างทำงานที่มิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างก็ตาม แต่หากนายจ้างดังกล่าวเช่นจำเลยที่ 1 จะกำหนดข้อบังคับให้จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างอันมีผลทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็กระทำได้ ดังเช่นข้อบังคับสภาการเหมืองแร่ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2549 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 (7) และ (8) แห่งพระราชบัญญัติสภาการเหมืองแร่ พ.ศ.2526 กำหนดให้จ่ายค่าชดเชยแก่พนักงาน จึงมีผลบังคับใช้ แต่กรณีของโจทก์ปรากฏว่าในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 1 แจ้งว่าโจทก์ไม่ได้รับค่าชดเชย หากโจทก์ตกลงรับข้อเสนอให้มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ทราบ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้าง ซึ่งข้อ 2.1 ระบุว่าลูกจ้าง (โจทก์) จะไม่ได้รับค่าชดเชย แสดงว่าโจทก์สมัครใจทำสัญญาจ้างกับจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับค่าชดเชย อันเป็นการไม่ใช้บทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หมวด 11 ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา 118 ถึง มาตรา 122 ทั้งนี้โจทก์ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ (3) โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสามารถตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ได้ สัญญาจ้างในส่วนค่าชดเชย จึงชอบด้วยกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย กรณีมิใช่จำเลยที่ 1 ออกข้อบังคับให้จ่ายค่าชดเชยอันเป็นการสละการยกเว้นตามกฎกระทรวง (พ.ศ.2541) ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งจะทำให้โจทก์ได้รับค่าชดเชยดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์นอกจากนี้ไม่ทำให้ผลการวินิจฉัยคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สภาการเหมืองแร่ พ.ศ.2526 ม. 23 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ จิตราภรณ์
จำเลย — สภาการเหมืองแร่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13825/2558
#634915
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องกับ ส. ร่วมกันซื้อมาระหว่างเป็นสามีภริยา ผู้ร้องกับ ส. จดทะเบียนหย่ากัน โดยผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทนั้นตลอดมาและได้ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทในส่วนของ ส. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนของ ส. ดังกล่าว ผู้คัดค้านเป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของ ส. ในคดีอื่นไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคดีนี้ จึงไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีเพื่อขอรับความรับรอง หรือคุ้มครองว่าตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และผู้ร้องไม่สมควรได้สิทธิครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ได้ อีกทั้งคำคัดค้านนั้นได้ยื่นเข้ามาภายหลังที่คดีถึงที่สุดไปแล้ว แม้ผู้คัดค้านอ้างว่าตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่ผลของการคัดค้านโดยการร้องสอดตามมาตรา 57 (1) ผู้คัดค้านจะต้องเข้ามาเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง โดยผู้ร้องมีฐานะเป็นโจทก์ ส่วนผู้คัดค้านมีฐานะเป็นจำเลย ผู้คัดค้านจึงต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังได้กล่าวเพื่อจะได้ใช้สิทธินั้นคัดค้านว่าผู้ร้องมิได้ครอบครองปรปักษ์ เมื่อผู้คัดค้านมิได้อยู่ในฐานะใดฐานะหนึ่งตามเงื่อนไขที่มาตรา 57 (1) บัญญัติ จึงชอบที่ผู้คัดค้านจะต้องดำเนินการตามสิทธิส่วนของตนในคดีอื่น มิใช่โดยการยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 164196 เลขที่ดิน 5442 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เฉพาะในส่วนของนายสิทธิ์ เนื้อที่ 25 ตารางวา ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2555 ว่า ที่ดินส่วนดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องสอด (ที่ถูก ต้องทำเป็นคำคัดค้าน) ขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องสอด (ที่ถูก คำคัดค้าน)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องสอด (ที่ถูก คำคัดค้าน) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและยกคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยสุจริตและสมควรสั่งยกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องกับนายสิทธิ์ร่วมกันซื้อมาระหว่างเป็นสามีภริยา ผู้ร้องกับนายสิทธิ์จดทะเบียนหย่ากัน โดยผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทนั้นตลอดมาและได้ยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทในส่วนของนายสิทธิ์จำนวนเนื้อที่ดิน 25 ตารางวา โดยมีการประกาศแจ้งให้นายสิทธิ์มาคัดค้านแล้วนายสิทธิ์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนของนายสิทธิ์ คำนวณเนื้อที่ดิน 25 ตารางวาดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2555 ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ผู้คัดค้านจึงยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้อ้างเหตุว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสิทธิ์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.742/2545 ของศาลแพ่ง โดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องไม่สุจริตเพราะผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.742/2545 ไว้แล้ว ต่อมาได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขัดทรัพย์ดังกล่าวแล้วมายื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทในส่วนของนายสิทธิ์ว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพราะได้ครอบครองปรปักษ์ การกระทำของผู้ร้องจึงไม่สุจริตต้องยกคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ของผู้ร้องเสียนั้น จะเห็นได้ว่า ประเด็นแห่งคดีนี้คือผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทส่วนของนายสิทธิ์จำนวนเนื้อที่ 25 ตารางวา และสมควรได้สิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทดังกล่าวหรือไม่ เมื่อตามทางไต่สวนศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว โดยนายสิทธิ์มิได้ยื่นคำคัดค้านอีกทั้งมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงเป็นอันยุติ ถึงแม้คดีจะอยู่ระหว่างการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาการดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากนายสิทธิ์เจ้าของที่ดินร่วมเป็นชื่อผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่ผู้เดียวก็ตาม การที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้และคำคัดค้านนั้นอาจจะแปลความหมายว่าเป็นการยื่นร้องสอด โดยอาศัยนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มาเป็นเหตุผลก็ตาม แต่ทว่าความแห่งมาตรา 57 (1) นั้น "บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด (1) ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา หรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น" เมื่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายสิทธิ์ในคดีอื่นไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคดีนี้จึงไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีเพื่อขอรับความรับรอง หรือคุ้มครองว่าตนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนเนื้อที่ 25 ตารางวา และผู้ร้องไม่สมควรได้สิทธิครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ได้ อีกทั้งคดีก็มิได้อยู่ระหว่างพิจารณาเพราะคำคัดค้านนั้นได้ยื่นเข้ามาภายหลังที่คดีถึงที่สุดไปแล้ว นอกจากนี้แม้คำคัดค้านอ้างว่าผู้คัดค้านสมัครใจเองว่าเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่ผลของการคัดค้านโดยการร้องสอดตามมาตรา 57 (1) ผู้คัดค้านจะต้องเข้ามาเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง โดยผู้ร้องมีฐานะเป็นโจทก์ส่วนผู้คัดค้านมีฐานะเป็นจำเลย ฉะนั้นการใช้สิทธิในฐานะจำเลยก็ต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังได้กล่าวเพื่อจะได้ใช้สิทธินั้นคัดค้านว่าผู้ร้องมิได้ครอบครองปรปักษ์ เมื่อผู้คัดค้านมิได้อยู่ในฐานะใดฐานะหนึ่งตามเงื่อนไขที่มาตรา 57 (1) บัญญัติ การที่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ปรากฏว่าการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งคดีนี้มีแต่เฉพาะการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เปลี่ยนชื่อจากนายสิทธิ์มาเป็นผู้ร้องเท่านั้น การที่สิทธิของผู้คัดค้านอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่น จึงชอบที่ผู้คัดค้านจะต้องดำเนินการตามสิทธิส่วนของตนในคดีอื่นนั้น หาใช่โดยการยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีนี้ ซึ่งเป็นคดีที่มิได้ออกหมายบังคับเพื่อบังคับตามสิทธิของผู้คัดค้านในฐานะเจ้าหนี้ของนายสิทธิ์แต่อย่างใด เมื่อไม่ได้ความว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ได้ทำไปแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นฎีกาข้ออื่น ๆ เพราะไม่เป็นสาระและไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง กรณีไม่มีเหตุที่จะสั่งยกคำร้องขอแสดงสิทธิของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 57 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสกุลทิพย์ ชาติพิสิทธิ์กุล
ผู้คัดค้าน — นางแพรว มั่นใจ หรือนางแพรวพรรณ เปริญกุล
ชื่อองค์คณะ
พิชัย นิลทองคำ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13810/2558
#635982
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ ธ. พ. จำเลยที่ 1 ก. จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงร่วมลงทุนซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรขาย โดยมีหลักการและข้อตกลงว่า ที่ดินที่ร่วมจัดสรรทั้งหมดมีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ การค้าที่ดินต้องขออนุญาตจัดสรรจากราชการให้ถูกต้อง โดยต้องจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการ... หลังจากนั้นได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท อ. และบริษัท ม. ขึ้น และโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 ก. จำเลยที่ 3 และที่ 4 ธ. กับ พ. ร่วมลงทุนจัดสรรที่ดินจำหน่าย โดยโจทก์ ธ. และ พ. ลงทุนด้วยเงิน ส่วนจำเลยที่ 1 และ ก. ลงทุนด้วยที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ ก. เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ที่ดินที่ ก. ทำสัญญาจะซื้อจะขายจาก ป. และ ท. เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ กับที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 ให้ อ. กับ ว. บุตรชายถือกรรมสิทธิ์แทน สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงหุ้นด้วยที่ดิน ในการนี้ผู้ถือหุ้นทุกคนเห็นว่าการดำเนินการต้องทำในรูปนิติบุคคลตามระเบียบราชการ จึงจะจัดตั้งบริษัทขึ้น 2 บริษัท เพื่อดำเนินกิจการจัดสรรที่ดิน แบ่งเป็นบริษัทละไม่เกิน 500 แปลง จากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่า การตกลงกันระหว่างโจทก์กับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ในการจัดสรรที่ดินจำหน่ายตามฟ้องนี้ มีลักษณะเป็นการตกลงกันของผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัท หาใช่มีเจตนาร่วมกันประกอบกิจการเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนไม่ เพราะผู้ถือหุ้นทุกคนมีเจตนามาแต่แรกที่จะจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อดำเนินกิจการจัดสรรที่ดิน การทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่จะนำมาจัดสรรแปลงต่างๆ จึงเป็นไปเพื่อกิจการของบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นมา ดังนั้นเมื่อมีการจดทะเบียนตั้งบริษัทในเวลาต่อมาตามที่ผู้เริ่มก่อการตกลงกันแล้ว บรรดานิติกรรมสัญญาต่างๆ ที่ผู้เริ่มก่อการได้ทำไว้ และค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งผู้เริ่มก่อการได้ออกไปในการเริ่มก่อตั้งบริษัท เมื่อได้ให้สัตยาบันในการประชุมตั้งบริษัทแล้วย่อมผูกพันบริษัท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1108 (2) ผู้เริ่มก่อการคนใดออกค่าใช้จ่ายไปย่อมต้องไปว่ากล่าวเอาจากบริษัทที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามที่ตกลงกัน

ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนตั้งบริษัท อ. และบริษัท ม. โจทก์ในฐานะผู้เริ่มก่อการบริษัทได้จ่ายเงินเป็นค่าที่ดิน ทั้งปรากฏต่อมาว่า บริษัท ม. ขออนุญาตค้าที่ดินแปลงที่ปรากฏในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย จึงน่าเชื่อว่ามีการให้สัตยาบันในเรื่องนี้ในที่ประชุมตั้งบริษัทแล้ว ดังนี้ บรรดาค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ผู้เริ่มก่อการทำไว้ เมื่อบริษัทถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว ผู้ที่ออกเงินค่าใช้จ่ายย่อมต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บริษัททั้งสองเอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เริ่มก่อการด้วยคนหนึ่งให้คืนเงินแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 15,328,938.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,132,692.39 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 สละข้อต่อสู้ตามคำให้การและแถลงรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนตามฟ้องจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเกษณี ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 2,595,901.40 บาท กับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 2,595,901.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยแต่ละคน ส่วนค่าทนายความกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระ 25,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระ 25,000 บาท และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าชำระบัญชีแก่โจทก์ 50,000 บาท ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเกษณีต้องไม่เกินกว่ากองทรัพย์มรดกของนางเกษณี คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวพรยุพา บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน พิเคราะห์แล้วฟังได้ว่า นางสาวพรยุพาเป็นทายาทของโจทก์ผู้มรณะ จึงอนุญาตให้นางสาวพรยุพาเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของนางเกษณี นางเกษณีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โจทก์ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และที่ 4 นายธีรชัย กับนายพรศักดิ์ ร่วมกันลงทุนซื้อที่ดินมาจัดสรรขาย โดยมีการจัดตั้งบริษัทองกรณ์ -ธานี จำกัด เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2538 และจัดตั้งบริษัทมหาชัยเรซซิเด้นส์ จำกัด เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2538 เพื่อดำเนินการค้าและจัดสรรที่ดิน ก่อนหน้าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัททั้งสองได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินที่จะนำมาจัดสรรโดยเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2538 ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน 2 ฉบับ ฉบับแรก จำเลยที่ 3 ทำสัญญาจะขายที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 82/2498 หมู่ที่ 8 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ นายพรศักดิ์ นายธีรชัย และตัวจำเลยที่ 3 เอง ในราคาไร่ละ 700,000 บาท ระบุในสัญญาว่า ผู้จะซื้อชำระเงินให้ผู้จะขายในวันทำสัญญาแล้ว 8,400,000 บาท จำเลยที่ 3 และนายวัฒนชัย ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 60 และ 23091 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ นายพรศักดิ์ นายธีรชัย และตัวจำเลยที่ 3 เอง ในราคาไร่ละ 700,000 บาท ระบุในสัญญาว่า ผู้จะซื้อชำระเงินให้ผู้จะขายในวันทำสัญญาแล้ว 7,865,025 บาท นอกจากนี้เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2538 นางเกษณีได้ทำหนังสือสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 44547 ถึง 44550, 49593 และ 44852 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร กับตกลงโอนสิทธิตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำที่นายเปี่ยม และนางทองห่อ ตกลงจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 12688 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ให้นางเกษณี ให้แก่บริษัทองกรณ์ธานี จำกัด โดยระบุในสัญญาว่านางเกษณีได้รับเงินมัดจำ 27,000,000 บาท แล้ว หลังจากนั้นกิจการของโจทก์กับพวกไม่ได้รับสินเชื่อจากธนาคารจึงไม่มีการดำเนินกิจการต่อ แล้วนางเกษณีตลอดจนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ให้แก่บุคคลภายนอก

เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนเป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ นายธีรชัย นายพรศักดิ์ จำเลยที่ 1 นางเกษณี จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตกลงร่วมลงทุนซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรขาย โดยมีหลักการและข้อตกลงว่า ที่ดินที่ร่วมจัดสรรทั้งหมดมีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ การค้าที่ดินต้องขออนุญาตจัดสรรจากราชการให้ถูกต้อง โดยต้องจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการ... หลังจากนั้นได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทองกรณ์ธานี จำกัด และบริษัทมหาชัยเรซซิเด้นส์ จำกัด ขึ้น และโจทก์ยังมีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 นางเกษณี จำเลยที่ 3 และที่ 4 นายธีรชัยกับนายพรศักดิ์ร่วมลงทุนจัดสรรที่ดินจำหน่าย โดยโจทก์ นายธีรชัย และนายพรศักดิ์ ลงทุนด้วยเงิน ส่วนจำเลยที่ 1 และนางเกษณีลงทุนด้วยที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนางเกษณีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ที่ดินที่นางเกษณีทำสัญญาจะซื้อจะขายจากนายเปี่ยมและนางทองห่อ เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ กับที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 ให้นายโอภาสและนายวัฒนชัย บุตรชายถือกรรมสิทธิ์แทน สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงหุ้นด้วยที่ดิน ในการนี้ผู้ถือหุ้นทุกคนเห็นว่าการดำเนินการต้องทำในรูปนิติบุคคลตามระเบียบราชการ จึงจะจัดตั้งบริษัทขึ้น 2 บริษัท เพื่อดำเนินกิจการจัดสรรที่ดิน แบ่งเป็นบริษัทละไม่เกิน 500 แปลง จากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่า การตกลงกันระหว่างโจทก์กับผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ในการจัดสรรที่ดินจำหน่ายตามฟ้องนี้ มีลักษณะเป็นการตกลงกันของผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัท หาใช่มีเจตนาร่วมกันประกอบกิจการเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนไม่ เพราะผู้ถือหุ้นทุกคนมีเจตนามาแต่แรกที่จะจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อดำเนินกิจการจัดสรรที่ดิน การทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่จะนำมาจัดสรรแปลงต่างๆ จึงเป็นไปเพื่อกิจการของบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นมา ดังนั้นเมื่อมีการจดทะเบียนตั้งบริษัทในเวลาต่อมาตามที่ผู้เริ่มก่อการตกลงกันแล้ว บรรดานิติกรรมสัญญาต่างๆ ที่ผู้เริ่มก่อการได้ทำไว้ และค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งผู้เริ่มก่อการได้ออกไปในการเริ่มก่อตั้งบริษัท เมื่อได้ให้สัตยาบันในการประชุมตั้งบริษัทแล้วย่อมผูกพันบริษัท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1108 (2) ผู้เริ่มก่อการคนใดออกค่าใช้จ่ายไปย่อมต้องไปว่ากล่าวเอาจากบริษัทที่จดทะเบียนตั้งขึ้นตามที่ตกลงกัน เมื่อได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนตั้งบริษัทองกรณ์ธานี จำกัด และบริษัทมหาชัยเรซซิเด้นส์ จำกัด โจทก์ในฐานะผู้เริ่มก่อการบริษัทได้จ่ายเงินเป็นค่าที่ดิน ทั้งปรากฏต่อมาว่า บริษัทมหาชัย เรซซิเด้นส์ จำกัด ขออนุญาตค้าที่ดินแปลงที่ปรากฏในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย จึงน่าเชื่อว่ามีการให้สัตยาบันในเรื่องนี้ในที่ประชุมตั้งบริษัทแล้ว ดังนี้ บรรดาค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ผู้เริ่มก่อการทำไว้ เมื่อบริษัทถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว ผู้ที่ออกเงินค่าใช้จ่ายย่อมต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บริษัททั้งสองเอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เริ่มก่อการด้วยคนหนึ่งให้คืนเงินแก่โจทก์ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1108 (2)
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
นายชวลิต จรัสวงศ์ขจร โดยนางสาวพรยุพา
โจทก์ — จรัสวงศ์ขจร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายฉลอง นิ่มพิจารณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
เกษม เกษมปัญญา
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13790/2558
#590857
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยที่ได้ปฏิบัติตามแผนที่กำหนดแต่มีผลไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยให้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานเดิม แม้พนักงานสอบสวนจะยังไม่ได้ดำเนินการใดแก่จำเลย แต่ด้วยคดีก่อนจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และคดีนี้จำเลยก็ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมิใช่กรณีที่จำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาและไม่ใช่กรณีที่จำเลยต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ดังที่โจทก์กล่าวในคำฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างการรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาและไม่ปรากฏว่ามีเหตุอื่นที่ต้องห้ามมิให้จำเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรณีจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามมาตรา 19 ให้แล้วเสร็จเสียก่อน โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า คดีนี้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อรับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และปรากฏจากรายงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ความว่าจำเลยเคยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุม เพื่อรับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามมาตรา 19 และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานครมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ใส่ใจที่จะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการที่กำหนด ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจตามมาตรา 33 วรรคสอง และมีคำสั่งให้ส่งตัวคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป แต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด และต่อมาเกี่ยวกับคดีนี้สำนักงานคุมประพฤติประจำศาลชั้นต้นมีหนังสือลงวันที่ 19 เมษายน 2554 ถึงพนักงานสอบสวนให้รับตัวจำเลยไปดำเนินคดีและวันที่ 22 เมษายน 2554 พนักงานสอบสวนได้รับตัวจำเลยและโจทก์ส่งตัวจำเลยฟ้องต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2554 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ดังกล่าวข้างต้นว่า คดีก่อนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยที่ได้ปฏิบัติตามแผนที่กำหนดแต่มีผลไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยให้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดเดิม แม้พนักงานสอบสวนจะยังไม่ได้ดำเนินการใดแก่จำเลย แต่ด้วยคดีก่อนจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และคดีนี้จำเลยก็ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมิใช่กรณีที่จำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาและไม่ใช่กรณีที่จำเลยต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ดังที่โจทก์กล่าวในคำฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่าง ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างการรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาและไม่ปรากฏว่ามีเหตุอื่นที่ต้องห้ามมิให้จำเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด กรณีจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามมาตรา 19 ให้แล้วเสร็จเสียก่อน โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 24
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิฑูรย์หรือฑูรย์ แซ่อึ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายชุมพล บุษราตระกูล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวจิตตรา กาญธนะประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13730/2558
#634251
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อค่าคอมมิสชันเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขายตามหลักเกณฑ์การจ่ายตามประกาศ อันเป็นเงินที่พนักงานขายได้รับจากการจำหน่ายสินค้าของโจทก์ซึ่งคิดคำนวณจากยอดสินค้าที่จำหน่ายได้ในแต่ละเดือน ซึ่งค่าคอมมิสชันนี้พนักงานขายจะได้รับมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจำนวนยอดขายที่สามารถขายได้ จึงเห็นได้ว่าค่าคอมมิสชันเป็นเงินส่วนหนึ่งที่โจทก์จ่ายให้แก่พนักงานขายเป็นการตอบแทนการทำงานโดยตรงในวันและเวลาทำงานปกติโดยคิดตามผลงานที่ทำได้ ดังนั้น ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 โจทก์จึงต้องนำไปรวมกับเงินเดือนของพนักงานขายมาเป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ที่ รง 0627/37354 ฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2554 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2653/2555 ฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องหรือสละประเด็นเกี่ยวกับเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กำหนดวันเวลาทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์ เริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา ถึง 19 นาฬิกา ลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งพนักงานขายนอกจากจะได้รับเงินเดือนจำนวนแน่นอนตามที่ตกลงกับโจทก์เป็นประจำทุกเดือนแล้ว ลูกจ้างในตำแหน่งดังกล่าวยังอาจได้รับเงินค่าคอมมิสชันตามประกาศที่ 039/2552 การกำหนดอัตราการจ่ายค่าคอมมิสชัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินค่าคอมมิสชันที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างของโจทก์เป็นค่าจ้างตามคำนิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์จ่ายค่าคอมมิสชันเพื่อเป็นการจูงใจให้ลูกจ้างทำงานได้มากให้ได้ดีมีประสิทธิภาพมากกว่ามาตรฐานปกติ ตามประกาศค่าคอมมิสชันดังกล่าวทำให้มีทั้งลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานขายที่ได้รับค่าคอมมิสชันและไม่ได้รับค่าคอมมิสชันและโจทก์ไม่ได้จ่ายค่าคอมมิสชันให้แก่ทุกยอดขายที่ลูกจ้างทำได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้...ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณ หรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีการใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร เมื่อค่าคอมมิสชันเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขายตามหลักเกณฑ์การจ่ายตามประกาศที่ 039/2552 อันเป็นเงินที่ลูกจ้างตำแหน่งดังกล่าวได้รับจากการจำหน่ายสินค้าของโจทก์ซึ่งคิดคำนวณจากยอดสินค้าที่จำหน่ายได้ในแต่ละเดือน ซึ่งค่าคอมมิสชันนี้ลูกจ้างจะได้รับมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจำนวนยอดขายที่ลูกจ้างสามารถขายได้ จึงเห็นได้ว่าค่าคอมมิสชันเป็นเงินส่วนหนึ่งที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างดังกล่าวเป็นการตอบแทนการทำงานโดยตรงในวันและเวลาทำงานปกติโดยคิดตามผลงานที่ทำได้ ดังนั้น ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 โจทก์จึงต้องนำไปรวมกับเงินเดือนของลูกจ้างดังกล่าวมาเป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบด้วย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าค่าคอมมิสชันที่จ่ายให้ลูกจ้างนั้นเป็นการจ่ายล่วงหน้าเต็ม 1 ปี กรมธรรม์ที่ลูกจ้างเสนอขายลูกค้าได้ไม่ว่าลูกค้าจะชำระเบี้ยประกันครั้งเดียวหรือผ่อนชำระก็ตามและธุรกิจเสนอขายประกันภัยลูกค้าสามารถยกเลิกกรมธรรม์แจ้งยุติความคุ้มครองและขอเบี้ยประกันคืนได้ตลอดเวลาตามความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งเมื่อลูกค้ารายใดยกเลิกกรมธรรม์แจ้งยุติความคุ้มครองและขอเบี้ยประกันคืนแล้ว โจทก์สามารถเรียกคืนค่าคอมมิสชันจากลูกจ้างได้ หากเป็นค่าจ้างแล้วโจทก์ย่อมไม่สามารถเรียกคืนจากลูกจ้างนั้นได้ ค่าคอมมิสชันดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าจ้างนั้น เป็นข้อที่โจทก์มิได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างใหม่ในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไอยมิตร จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13718/2558
#588116
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2557 ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 1 เดือน อ้างเหตุว่ายังไม่ได้รับถ้อยคำสำนวนและคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไว้เนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการทางธุรการ กรณีเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ภายหลังจากที่กำหนดระยะเวลาขยายอุทธรณ์สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งจำเลยขอขยายได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่ข้ออ้างตามคำร้องถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเองที่ไม่ติดตามเอกสารที่ขอคัดถ่ายไว้แต่เนิ่น ๆ จึงไม่เป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้ทนายจำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้วได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลย การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 27 กันยายน 2557 และเมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 26 กันยายน 2557 ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบเช่นกัน และไม่ก่อให้โจทก์มีสิทธิฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2557 ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ มีกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2557 โดยจะยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2557 ศาลชั้นต้นอนุญาต ครั้นวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาขยายอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 1 เดือน โดยขอยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 27 กันยายน 2557 อ้างเหตุว่ายังไม่ได้รับถ้อยคำสำนวนและคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไว้เนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการทางธุรการ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต วันที่ 26 กันยายน 2557 จำเลยยื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย กรณีของจำเลยดังกล่าวเป็นกรณีที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ภายหลังจากที่กำหนดระยะเวลาขยายอุทธรณ์ได้สิ้นสุดแล้ว ซึ่งจำเลยจะขอขยายระยะเวลาได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ทนายจำเลยยังไม่ได้รับถ้อยคำสำนวนและคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไว้เนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการทางธุรการ ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเองที่ไม่ติดตามเอกสารที่ขอคัดถ่ายไว้แต่เนิ่น ๆ จึงไม่เป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้ทนายจำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้วได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลย เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 26 กันยายน 2557 เกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายอุทธรณ์ให้จำเลยแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบเช่นกัน และไม่ก่อให้โจทก์มีสิทธิฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกฎีกาของโจทก์ โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเอกรัตน์ แซ่ตั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอุทิศ เพ็ชรใต้
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุพจน์ ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13708/2558
#593491
เปิดฉบับเต็ม

พ.รก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้อง ส่วนบริษัท ร. จำกัด ผู้โอน มิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 340,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 พฤษภาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหรือส่งมอบรถยนต์คืน แต่ไม่เกิน 6 เดือน

ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 6 กันยายน 2549 ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2552 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ วันที่ 4 มกราคม 2555 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วันที่ 5 ตุลาคม 2555 ไม่มีฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยสรุปว่า บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ทั้งไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ จึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด โอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ คือเป็นบริษัทจำกัดที่ได้จดทะเบียนตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541

ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 15 สิงหาคม 2557 ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ในการพิจารณาว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติ มาตรา 7 ของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้อง ส่วนบริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ผู้โอน มิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3845/2556 ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกาเทียบเคียงกับคดีนี้นั้น เป็นเรื่องธนาคารโอนขายสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่บริษัทซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ แล้วบริษัทดังกล่าวโอนขายต่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จากนั้นบริษัทบริหารสินทรัพย์มาฟ้องลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง มิใช่เป็นการโอนสินทรัพย์ที่มีการฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว จึงมิใช่เรื่องบริษัทบริหารสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างผู้ร้องคดีนี้ นำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แต่มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยสั่งให้ครบถ้วน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ซีเอฟ เอเชีย จำกัด
จำเลย — นางสาวพรทิพย์ ณ สงขลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางอุบลรัตน์ ลีพัฒนากิจ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
โอภาส อนันตสมบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13706/2558
#592946
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตลอดจนการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการต้องไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน ซึ่งมีทรัพยสิทธิในอันที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินหลักประกันได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น การดำเนินการอื่นใดที่เจ้าหนี้มีประกันนั้นไม่ได้ยินยอม หรือจะทำให้เจ้าหนี้มีประกันได้รับชำระหนี้น้อยกว่ามูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันในเวลาที่มีการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ พร้อมดอกเบี้ยและผลประโยชน์ตามสัญญาเมื่อการดำเนินการฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลง ก็ย่อมไม่อาจถือเป็นการให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหนี้มีประกันอย่างเพียงพอแล้วได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/14 (3) ทั้งในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เมื่อมีข้อคัดค้านของเจ้าหนี้ ผู้ทำแผนมีหน้าที่พิสูจน์ว่าแผนฟื้นฟูกิจการนั้นชอบด้วยกฎหมายและศาลควรมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อเจ้าหนี้คัดค้านว่า แผนกำหนดให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ เมื่อการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการสำเร็จเป็นจำนวนน้อยกว่ามูลค่าหลักประกันที่แท้จริงนั้น ในการพิจารณาปัญหาดังกล่าวในชั้นพิจารณาแผนจึงต้องพิจารณาราคาประเมินของทรัพย์สินหลักประกันเป็นสาระสำคัญ เมื่อปรากฏตามแผนฟื้นฟูกิจการว่าลูกหนี้ประกอบกิจการโรงแรมตั้งแต่ปี 2532 มีทรัพย์สินหลักที่จำเป็น ต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป คือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งส่วนหนึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่เจ้าหนี้โดยแผนฟื้นฟูกิจการระบุว่า ในระหว่างการดำเนินการตามแผน ถ้าลูกหนี้มิได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ ห้ามมิให้เจ้าหนี้ที่มีหลักประกันซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิของเจ้าหนี้ดังกล่าวที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันนั้น แสดงว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และมิได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันไปในราคาบังคับขายแต่อย่างใด ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนดังกล่าว ผู้ทำแผนจึงต้องนำสืบให้ได้ว่าเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จ เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันจะต้องได้รับข้อเสนอชำระหนี้ตามแผนไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์สินหลักประกันในราคาตลาดปัจจุบัน ณ วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อผู้ทำแผนนำสืบให้รับฟังไม่ได้ว่า เมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันจะได้รับชำระหนี้ตามแผนไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์สินหลักประกันในราคาตลาดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 90/14 แผนจึงมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2551 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 (2) และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความเรื่องวันนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/56 แล้ว

เจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงขอให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า แผนมีรายการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 ข้อเสนอในการชำระหนี้ไม่ขัดต่อมาตรา 90/42 ตรี และเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนได้ตามมาตรา 90/58 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) จึงมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2551 ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการคิดเป็นร้อยละ 79.49 แห่งจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 (2) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความเรื่องวันนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน ตามมาตรา 90/56 แล้ว คงมีเจ้าหนี้เพียงรายเดียวที่ยื่นคำคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามมาตรา 90/57 แผนฟื้นฟูกิจการได้จัดให้เจ้าหนี้ อยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันประเภทเจ้าหนี้สถาบันการเงินที่มีจำนวนหนี้มีประกันลำดับที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด (จำนวนหนี้ทั้งหมด คือ 605,821,305.43 บาท) เจ้าหนี้ในกลุ่มนี้มีจำนวน 2 ราย คือ เจ้าหนี้และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ภาระหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระต่อเจ้าหนี้ทั้งสองรายคิดเป็นเงิน 127,044,993.84 บาท ตามแผนกำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ภายใน 11 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน (ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551) โดยลูกหนี้จะชำระภาระหนี้ต้นเงินจัดสรรทั้งจำนวน (อัตราร้อยละ 100) กำหนดชำระหนี้ต้นเงินจัดสรรงวดละ 1 ปี ส่วนดอกเบี้ย กำหนดชำระตามแผนรอบระยะเวลาทุก ๆ 6 เดือน (งวดเดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม) ในอัตราดอกเบี้ยสำหรับปีที่ 1 ถึงปีที่ 10 ดังนี้อัตราร้อยละ 0.0 ต่อปี ร้อยละ 3 ต่อปี ร้อยละ 5 ต่อปี ร้อยละ 6 ต่อปี ร้อยละ 7 ต่อปี ร้อยละ 8 ต่อปี ร้อยละ 9 ต่อปี ร้อยละ 10 ต่อปี ร้อยละ 11 ต่อปี และร้อยละ 12 ต่อปี ตามลำดับ และปีที่ 11 อัตราร้อยละ 12 ต่อปี โดยเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ตกลงยกปลดภาระดอกเบี้ยคงค้าง และดอกเบี้ยระหว่างกาลให้แก่ลูกหนี้ทั้งจำนวน แผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดเรื่องผลสำเร็จตามแผนไว้ในบทที่ 11 ข้อ 11.2.2 ว่า เมื่อดำเนินการชำระหนี้ต้นเงินจัดสรรและดอกเบี้ยตามแผนให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และยังอยู่ในระหว่างกำหนดระยะเวลาการดำเนินการตามแผน ให้ถือว่าการฟื้นฟูกิจการเป็นผลสำเร็จตามแผนแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่ ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้ถูกจัดอยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ร่วมกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันลำดับที่ 1 และที่ 2 น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมดที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ โดยเจ้าหนี้มีสัดส่วนหนี้จำนองเท่ากับร้อยละ 18 ของมูลค่าหลักประกันทั้งหมด ซึ่งแม้ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดมูลค่าหลักประกันกรณีบังคับขายจำนวน 265,591,157.70 บาท เจ้าหนี้ก็มีมูลค่าหลักประกันกรณีบังคับขายจำนวน 47,873,008.39 บาท จึงมากกว่ามูลค่าการรับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการที่กำหนดให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพียงจำนวน 36,850,000 บาท เมื่อการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการสำเร็จนั้น เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ หากหลักประกันของลูกหนี้ไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ หรือมิได้ให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันอย่างเพียงพอ เจ้าหนี้ดังกล่าวย่อมมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเพื่อขอใช้สิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการก็ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/28 ประกอบมาตรา 90/12 (6), 90/13 และมาตรา 90/14 เช่นนี้ การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตลอดจนการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการจึงต้องไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันดังกล่าว ซึ่งมีทรัพยสิทธิในอันที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินหลักประกันได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น การดำเนินการอื่นใดที่เจ้าหนี้มีประกันนั้นไม่ได้ยินยอม หรือจะทำให้เจ้าหนี้มีประกันได้รับชำระหนี้น้อยกว่ามูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันในเวลาที่มีการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ พร้อมดอกเบี้ยและผลประโยชน์ตามสัญญาเมื่อการดำเนินการฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลง ก็ย่อมไม่อาจถือเป็นการให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหนี้มีประกันอย่างเพียงพอแล้วได้ตามมาตรา 90/14 (3) ทั้งในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เมื่อมีข้อคัดค้านของเจ้าหนี้ ผู้ทำแผนมีหน้าที่พิสูจน์ว่าแผนฟื้นฟูกิจการนั้นชอบด้วยกฎหมายและศาลควรมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน คดีนี้เมื่อเจ้าหนี้คัดค้านว่า แผนกำหนดให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เมื่อการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการสำเร็จเป็นจำนวนน้อยกว่ามูลค่าหลักประกันที่แท้จริงนั้น ในการพิจารณาปัญหาดังกล่าวในชั้นพิจารณาแผนจึงต้องพิจารณาราคาประเมินของทรัพย์สินหลักประกันเป็นสาระสำคัญ เมื่อปรากฏตามแผนฟื้นฟูกิจการว่าลูกหนี้ประกอบกิจการโรงแรมตั้งแต่ปี 2532 มีทรัพย์สินหลักที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป คือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งส่วนหนึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่เจ้าหนี้โดยแผนฟื้นฟูกิจการ ข้อ 12.6 ระบุว่า ในระหว่างการดำเนินการตามแผน ถ้าลูกหนี้มิได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ ห้ามมิให้เจ้าหนี้ที่มีหลักประกันซึ่งเป็นทรัพย์สินที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิของเจ้าหนี้ดังกล่าวที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันนั้น แสดงว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และมิได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันไปในราคาบังคับขายแต่อย่างใด ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนดังกล่าว ผู้ทำแผนจึงต้องนำสืบให้ได้ว่าเมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จ เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันจะต้องได้รับข้อเสนอชำระหนี้ตามแผนไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์สินหลักประกันในราคาตลาดปัจจุบัน ณ วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ในชั้นพิจารณาแผนผู้ทำแผนชี้แจงว่า ได้จัดทำแผนโดยตามรายการรายละเอียดทรัพย์สินหลักประกัน (ราคาประเมินกลาง, ราคาบังคับขาย) ของแผนที่ระบุว่า ทรัพย์สินหลักประกันที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาประเมินราคาตลาดรวม 379,944,511 บาท นั้น แต่ผู้ทำแผนจัดทำแผนโดยใช้ราคาบังคับขายรวม 265,961,157.70 บาท หักด้วยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกัน ค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี และเงินอื่น ๆ ที่มีสิทธิได้รับก่อนเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 คงเหลือราคาบังคับขายสุทธิจำนวน 206,303,637.47 บาท เมื่อเจ้าหนี้มีสัดส่วนหนี้จำนองเท่ากับร้อยละ 18 ของมูลค่าหลักประกันราคาบังคับขายสุทธิดังกล่าว มูลค่าหลักประกันของเจ้าหนี้จึงเท่ากับ 37,134,654.71 บาท แผนในข้อ 4.4.2 การจัดสรรกลุ่มเจ้าหนี้เพื่อการชำระคืน ประกอบตารางการจัดสรรชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ จึงได้กำหนดจัดสรรชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในกลุ่มที่ 2 เป็นชำระหนี้เงินต้นจำนวน40,979,244 บาท โดยแบ่งผ่อนชำระ 11 ปี และชำระดอกเบี้ยตั้งแต่ปีที่ 2 ถึงปีที่ 11 รวม 15,718,354 บาท เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้รวมทั้งสิ้น 56,697,598 บาท และตามแผนข้อ 12.6 เมื่อเจ้าหนี้ดังกล่าวได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามแผน สิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่เหนือหลักประกันย่อมระงับสิ้นไปนั้น เห็นได้ว่าข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนดังกล่าวกระทบสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันอย่างไม่เป็นธรรม โดยผู้ทำแผนจะอ้างราคาบังคับขายทรัพย์สินหลักประกันเพื่อแสดงว่าเจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มที่ 2 ซึ่งมิได้ยอมรับแผนได้รับชำระหนี้มากกว่าในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลายหาได้ไม่ เนื่องจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ยังมีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และมิได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อผู้ทำแผนนำสืบให้รับฟังไม่ได้ว่า เมื่อการดำเนินการตามแผนสำเร็จเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันจะได้รับชำระหนี้ตามแผนไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์สินหลักประกันในราคาตลาดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 90/14 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เห็นชอบด้วยแผนเฉพาะในส่วนข้อเสนอการชำระหนี้ของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ในข้อ 4.4.2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/14 ม. 90/58 วรรคหนึ่ง (3)
ชื่อคู่ความ
บริษัทเฟลิกซ์ ริเวอร์แคว รีสอร์ท
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — (กาญจนบุรี) จำกัด
เจ้าหนี้ — ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสถิตย์ สิทธิลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13702/2558
#635377
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมีกำหนด 3 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1800/2551 ของศาลจังหวัดปทุมธานี ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จำเลยได้กระทำความผิดในคดีก่อนนั้นในขณะที่มีอายุเกินกว่าสิบแปดปี จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้วภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีก และจำเลยให้การรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้องจริง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 และสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดปทุมธานีท้ายรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวว่า คดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าร่วมกับ อ. จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1800/2551 ของศาลจังหวัดปทุมธานี มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น จำเลยถูกฟ้องแยกเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1322/2552 ของศาลจังหวัดปทุมธานี ซึ่งศาลจังหวัดปทุมธานีพิพากษายกฟ้อง และปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดท้ายฎีกา ซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาให้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลจังหวัดปทุมธานีและคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ จำเลยจึงมิใช่ผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและกระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จึงเพิ่มโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 97 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอเพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก คำขออื่นให้ยก) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 4 เดือน 15 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน 7 วัน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2551 จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมีกำหนด 3 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1800/2551 ของศาลจังหวัดปทุมธานี ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จำเลยได้กระทำความผิดในคดีก่อนนั้นในขณะที่มีอายุเกินกว่าสิบแปดปี จำเลยพ้นโทษในคดีดังกล่าวแล้วภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีก และจำเลยให้การรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้องจริง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 และสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดปทุมธานีท้ายรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวว่า คดีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าร่วมกับนายอธิป จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1800/2551 ของศาลจังหวัดปทุมธานี มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น จำเลยถูกฟ้องแยกเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1322/2552 ของศาลจังหวัดปทุมธานี ซึ่งศาลจังหวัดปทุมธานีพิพากษายกฟ้อง และปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดท้ายฎีกา ซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาให้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลจังหวัดปทุมธานีและคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ จำเลยจึงมิใช่ผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกและกระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จึงเพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า กัญชาที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีปริมาณเพียงเล็กน้อย เมื่อจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเห็นควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายยุรนันท์หรืออาร์ต บุญนาค
ชื่อองค์คณะ
สุรางคนา กมลละคร
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ไพโรจน์ นวานุช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ