คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13678/2558
#634249
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง อันเป็นหลักทั่วไปในเรื่องหนี้ที่มีบทบัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" ก็ดี และตาม ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องเอกเทศสัญญา ลักษณะยืม ที่มีบทบัญญัติว่า "ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ" ก็ดี ล้วนมีองค์ประกอบสำคัญว่าต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้หรือผู้ให้กู้ยืมยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ทั้งสิ้น ซึ่งตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสาม มีบทบัญญัติว่า "ความตกลงกันอย่างใด ๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวมานี้ ท่านว่าเป็นโมฆะ" นั้น มีความหมายว่า เมื่อผู้ให้กู้ยืมยินยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมแล้ว หากมีข้อตกลงให้คิดมูลค่าสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่ชำระนอกเหนือไปจากจำนวนราคาตามท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ ก็ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ ดังนี้ การยินยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมจึงเป็นสิทธิของผู้ให้กู้ยืมฝ่ายเดียวที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 6 ที่มีข้อความว่า "คู่สัญญาตกลงกันว่า ผู้กู้จะชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเงินไม่ได้เป็นอันขาด" มิได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด จึงหาเป็นโมฆะไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 270,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 ให้ไม่เกิน 30,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นลูกค้าผู้ติดต่อซื้ออะไหล่รถยนต์แท็กซี่จากจำเลยมาหลายปี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยขอกู้ยืมเงิน 270,000 บาท จากโจทก์ ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และกำหนดชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนภายในวันที่ 28 เมษายน 2554 โดยมีการทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยเป็นผู้กู้ไว้ตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ในวันทำสัญญานั้นแล้ว การกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางยี่ขัน ลงวันที่ 28 เมษายน 2554 จำนวนเงิน 270,000 บาท ให้โจทก์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ 28 เมษายน 2554 ด้วยเหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่ายตามใบคืนเช็ค โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่าจำเลยออกเช็ค โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จำเลยออกเช็ค เพื่อประกันหนี้เงินกู้ กรณีไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3525/2556 ของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เพียงไร โดยจำเลยอ้างในฎีกาว่า สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 6 ที่มีข้อความว่า "คู่สัญญาตกลงกันว่า ผู้กู้จะชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระเงินไม่ได้เป็นอันขาด" เป็นสัญญาซึ่งมีเงื่อนไขที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นโมฆะ โจทก์ยอมรับสินค้าอะไหล่รถยนต์มูลค่า 270,345 บาท จากจำเลย แล้วคืนซีลคอหลัง 1,000 ตัว มูลค่า 75,000 บาท แก่จำเลย จึงต้องถือว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์แล้วบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง

โจทก์นำสืบว่า หลังจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเช็คแล้ว โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้ แต่จำเลยเพิกเฉย

จำเลยนำสืบว่า โจทก์กับจำเลยตกลงกันด้วยวาจาเพิ่มเติมสัญญากู้ยืมเงิน ให้จำเลยส่งสินค้าอะไหล่รถยนต์แท็กซี่แก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่กู้ยืม หลังจากนั้นจำเลยส่งสินค้าอะไหล่รถยนต์แท็กซี่เพื่อเป็นการชำระหนี้แก่โจทก์ตามใบส่งของแล้ว

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง อันเป็นหลักทั่วไปในเรื่องหนี้ที่มีบทบัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" ก็ดี และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะในเรื่องเอกเทศสัญญา ลักษณะยืม ที่มีบทบัญญัติว่า "ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ" ก็ดี ล้วนมีองค์ประกอบสำคัญว่าต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้หรือผู้ให้กู้ยืมยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ทั้งสิ้น ซึ่งตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสาม มีบทบัญญัติว่า "ความตกลงกันอย่างใด ๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวมานี้ ท่านว่าเป็นโมฆะ" นั้น มีความหมายว่า เมื่อผู้ให้กู้ยืมยินยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมแล้ว หากมีข้อตกลงให้คิดมูลค่าสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่ชำระนอกเหนือไปจากจำนวนราคาตามท้องตลาดในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ ก็ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ ดังนี้ การยินยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมจึงเป็นสิทธิของผู้ให้กู้ยืมฝ่ายเดียวที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 6 มิได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด จึงหาเป็นโมฆะดังที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่ อนึ่ง จำเลยให้การโดยชัดแจ้งว่า สัญญากู้ยืมเงิน ไม่มีมูลหนี้แต่เป็นหลักประกันข้อตกลงการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่จำเลยให้โจทก์ยึดถือไว้ ฉะนั้น ข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า จำเลยได้รับเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินจริง แต่มีข้อตกลงด้วยวาจาเพิ่มเติมให้จำเลยชำระหนี้ด้วยการส่งสินค้าอะไหล่รถยนต์แท็กซี่แก่โจทก์ตามจำนวนเงินที่กู้ยืมและจำเลยส่งสินค้าอะไหล่รถยนต์แท็กซี่ชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทซึ่งโจทก์ไม่มีโอกาสนำสืบหักล้างให้ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติ ทั้งนายมาชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า หนี้ตามฟ้องยังไม่มีการหักกลบลบหนี้กัน ข้ออ้างในฎีกาของจำเลยที่เกี่ยวกับการนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย หากจำเลยเป็นเจ้าหนี้ค่าสินค้าอะไหล่รถยนต์แท็กซี่ที่ส่งให้โจทก์จริงก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องไปว่ากล่าวเป็นคดีอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 656
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชณี ก้องเกียรติชัย
นายกิษฏภัทรหรือกิตติพันธ์ ไพศาลกุลกิตติ์
จำเลย — หรือธนัฐณ์ โชคจีรกุลกิตติ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13666/2558
#592016
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193 ตรี บัญญัติให้ศาลสอบถามคู่ความฝ่ายที่จะต้องนำพยานเข้าสืบว่า ประสงค์จะอ้างอิงพยานหลักฐานใดแล้วให้ศาลบันทึกไว้ ย่อมแสดงว่า ในการพิจารณาคดีมโนสาเร่ เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องบันทึกเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่จะนำเข้าสืบได้เองไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา โดยคู่ความไม่จำต้องจัดทำบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลล่วงหน้าตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 88 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานฉบับที่สองของโจทก์ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 193 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 185,468.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 155,551.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง (ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ตรี บัญญัติว่า เมื่อศาลได้รับคำให้การของจำเลยตามมาตรา 193 วรรคสาม หรือศาลมีคำสั่งให้สืบพยานตามมาตรา 193 วรรคสี่ หรือมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยเร็ว และให้ศาลสอบถามคู่ความฝ่ายที่จะต้องนำพยานเข้าสืบว่าประสงค์จะอ้างส่งพยานหลักฐานใดแล้วบันทึกไว้ หรือสั่งให้คู่ความจัดทำบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลภายในระยะเวลาตามที่ศาลเห็นสมควร ดังนั้น บทบัญญัติดังกล่าวที่ให้ศาลสอบถามคู่ความฝ่ายที่ต้องนำพยานเข้าสืบว่าประสงค์จะอ้างอิงพยานหลักฐานใดแล้วให้ศาลบันทึกไว้ ย่อมแสดงว่า ในการพิจารณาคดีมโนสาเร่ เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องบันทึกเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่จะนำเข้าสืบได้เองไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา โดยคู่ความไม่จำต้องจัดทำบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลล่วงหน้าตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานฉบับที่สองของโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ตรี พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับตั้งแต่การสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานฉบับที่สองของโจทก์เป็นต้นไป แล้วดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ตรี แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ในคดีมโนสาเร่โจทก์ต้องยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง แม้ตามอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ตามฟ้อง แต่เมื่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มีผลเพียงให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีเท่านั้น จึงเป็นการปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนั้นจึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ในชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 193 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนาสป้า เอเซีย จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฉัตรชัย อุลตร้าโซนิค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นางอัมรา เริ่มภักดี โลนา
ศาลอุทธรณ์ — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ธีระพงศ์ จิระภาค
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13652/2558
#591879
เปิดฉบับเต็ม

ผู้พิทักษ์มิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 34 (10) ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยมี อ. เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏว่า อ. เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาล โดย อ. เบิกความแทน จึงเท่ากับเป็นการที่ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดาลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และพินัยกรรมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 บังคับให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนขนาด .44 และขนาด 11 มม. พร้อมทะเบียนอาวุธปืนเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ส่งมอบให้จำเลยชำระเงินในส่วนของโจทก์ 50,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดา ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 และฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 และพินัยกรรมลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้โจทก์ และให้โจทก์แบ่งอาวุธปืนให้จำเลยครึ่งหนึ่ง วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ยกบ้านสองชั้นหนึ่งห้องบนที่ดินโฉนดเลขที่ 666 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เฉพาะส่วนของโจทก์ให้แบ่งกันคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวอิศราภรณ์ บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ที่ศาลมีคำสั่งให้นางบุญสนอง เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวอิศราภรณ์นั้น มีผลเพียงนางบุญสนองไม่สามารถที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ด้วยตนเอง เพราะต้องได้รับความยินยอมของนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์ก่อน ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 บัญญัติไว้เท่านั้น แต่มิได้มีผลทำให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนคนเสมือนไร้ความสามารถ เนื่องจากผู้พิทักษ์มิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 (10) หากเป็นในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม และคำสั่งของศาลดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสามและวรรคสี่ ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยมีนางสาวอิศราภรณ์เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า นางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาลโดยนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้มาเบิกความแทน จึงเท่ากับเป็นการที่ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องที่คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ หรือศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์ฟ้องคดีแทนในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบโดยประกาศคำสั่งในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตามเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามที่โจทก์และจำเลยฎีกาอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 34
ชื่อคู่ความ
นางบุญสนอง ประทีปแก้ว
โดยนางสาวอิศราภรณ์ ประทีปแก้ว
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางณัฐณิชา เอี่ยมสอาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวบังเอิญ เนียมศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13652/2558
#634247
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลมีคำสั่งให้ บ. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของ อ. มีผลเพียง บ. ไม่สามารถที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ด้วยตนเอง เพราะต้องได้รับความยินยอมของ อ. ผู้พิทักษ์ก่อน ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 34 บัญญัติไว้เท่านั้น แต่มิได้มีผลทำให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 34 (10) หากเป็นในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม และคำสั่งของศาลดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตาม ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคสามและวรรคสี่

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยมี อ. เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่ อ. เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาลโดย อ. เป็นผู้มาเบิกความแทน จึงเท่ากับผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องที่คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ หรือศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์ฟ้องคดีแทนในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง ตามเงื่อนไขของ ป.พ.พ. มาตรา 34 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดา ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และพินัยกรรมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 บังคับให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนขนาด .44 และขนาด 11 มม. พร้อมทะเบียนอาวุธปืนเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ส่งมอบให้จำเลยชำระเงินในส่วนของโจทก์ 50,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดา ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 และฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 และพินัยกรรมลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้โจทก์ และให้โจทก์แบ่งอาวุธปืนให้จำเลยครึ่งหนึ่ง วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ยกบ้านสองชั้นหนึ่งห้องบนที่ดินโฉนดเลขที่ 666 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เฉพาะส่วนของโจทก์ให้แบ่งกันคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวอิศราภรณ์บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลมีคำสั่งให้นางบุญสนองเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวอิศราภรณ์นั้น มีผลเพียงนางบุญสนองไม่สามารถที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ด้วยตนเอง เพราะต้องได้รับความยินยอมของนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์ก่อน ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 บัญญัติไว้เท่านั้น แต่มิได้มีผลทำให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนคนเสมือนไร้ความสามารถ เนื่องจากผู้พิทักษ์มิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 (10) หากเป็นในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม และคำสั่งของศาลดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสามและวรรคสี่ ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยมีนางสาวอิศราภรณ์เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า นางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาลโดยนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้มาเบิกความแทน จึงเท่ากับเป็นการที่ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องที่คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ หรือศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์ฟ้องคดีแทนในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบโดยประกาศคำสั่งในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตามเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามที่โจทก์และจำเลยฎีกาอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 34
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
นางบุญสนอง ประทีปแก้ว โดยนางสาวอิศราภรณ์
โจทก์ — ประทีปแก้ว ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางณัฐณิชา เอี่ยมสอาด
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13650/2558
#588117
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าทำงานในเทศบาลตำบลหนองปล่อง จำเลยจะมิได้เกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่ในการสอบคัดเลือก ควบคุมการสอบ การตรวจข้อสอบ และการให้คะแนนก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมีอำนาจออกคำสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลหรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา 23 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 15 การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลย เมื่อจำเลยเรียกเงินและรับเงินจำนวน 330,000 บาท จาก ป. เพื่อช่วยเหลือให้ น. บุตร ป. เข้าทำงานเป็นพนักงานเทศบาลตำบลหนองปล่อง จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ออกคำสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลตำบลหนองปล่องเรียกและรับทรัพย์สินสำหรับตนเองโดยมิชอบแล้วกระทำการในตำแหน่งเพื่อช่วยเหลือ น. ให้เข้าทำงานเป็นพนักงานเทศบาลตำบลหนองปล่อง อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ครบองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ 157

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนศาลชั้นต้นไต่สวน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เทศบัญญัติและ นโยบาย สั่ง อนุญาตและอนุมัติเกี่ยวกับราชการของเทศบาลตำบลหนองปล่อง วางระเบียบเพื่อให้งานของเทศบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัติ ควบคุม และรับผิดชอบในการบริหารกิจการของเทศบาล เป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานและลูกจ้างเทศบาลตำบลหนองปล่อง ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และยังมีอำนาจออกคำสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลหรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยเรียกเงินและรับเงินจำนวน 330,000 บาท จากนางปราณี เพื่อช่วยเหลือให้นายนพรัตน์ บุตรนางปราณี เข้าทำงานเป็นพนักงานเทศบาลตำบลหนองปล่อง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ก่อนบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าทำงานในเทศบาลตำบลหนองปล่องจะต้องผ่านการสอบคัดเลือกจากคณะกรรมการสอบแข่งขัน ซึ่งจำเลยมิได้เกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการสอบ การตรวจข้อสอบและการให้คะแนน ทั้งจำเลยมิได้มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับบัญชาสั่งการคณะกรรมการสอบแข่งขัน จำเลยจึงยังมิได้เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการนั้น เห็นว่า แม้ก่อนบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าทำงานในเทศบาลตำบลหนองปล่อง จำเลยจะมิได้เกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่ในการสอบคัดเลือก ควบคุมการสอบ การตรวจข้อสอบ และการให้คะแนนก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมีอำนาจออกคำสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลหรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาลทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา 23 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 15 การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลย เมื่อจำเลยเรียกเงินและรับเงินจำนวน 330,000 บาท จากนางปราณี เพื่อช่วยเหลือให้นายนพรัตน์ บุตรนางปราณีเข้าทำงานเป็นพนักงานเทศบาลตำบลหนองปล่อง จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ออกคำสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาลตำบลหนองปล่องเรียกและรับทรัพย์สินสำหรับตนเองโดยมิชอบแล้วกระทำการในตำแหน่งเพื่อช่วยเหลือนายนพรัตน์ให้เข้าทำงานเป็นพนักงานเทศบาลตำบลหนองปล่องอันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ครบองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 149
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ม. 15 ม. 23 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
จำเลย — นายแสนคำ สินชัยยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายสวัสดิ์ สมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลิมพล ชอบธรรม
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13648/2558
#589766
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจัดให้ผู้เสียหายอยู่อาศัยและไม่ให้ผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า นับแต่วันแรกที่ผู้เสียหายทำงานกับจำเลยจนถึงวันที่ผู้เสียหายทำงานกับจำเลยครบ 7 เดือน จำเลยได้กระทำการใดอันเป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทำงานโดยทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แต่อย่างใด คงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยให้ผู้เสียหายทำงานตั้งแต่เวลา 4 นาฬิกา จนถึง 24 นาฬิกา ให้รับประทานอาหาร 2 มื้อ และไม่จ่ายเงินเดือนให้ผู้เสียหายเท่านั้น ส่วนการทำงานเดือนที่ 8 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เหตุที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหายมาจากผู้เสียหายทำงานไม่เรียบร้อยและพูดขอเงินค่าจ้างจากจำเลย อันเป็นการลงโทษผู้เสียหายเท่านั้น จึงมิใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้ผู้เสียหายทำงานให้จำเลย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, 44, 148 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 44, 148 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 3 ปี ฐานค้ามนุษย์อายุไม่เกินสิบห้าปีและฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้างเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์อายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี และปรับ 160,000 บาท รวมจำคุก 11 ปี และปรับ 160,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ทั้งนี้ให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) (2), 52 วรรคสอง ฐานค้ามนุษย์อายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปี ยกฟ้องฐานจ้างเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเป็นลูกจ้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายรับฟังไม่ได้นั้น โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า ระหว่างที่ผู้เสียหายช่วยนางมะอูขายของที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นางมะจีถามผู้เสียหายว่าอยากไปทำงานที่จังหวัดพิษณุโลกหรือไม่ ผู้เสียหายสนใจ นางมะจีจึงติดต่อนางเขียว หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน นางมะจีและนางเขียวบอกว่าจะให้ผู้เสียหายไปทำงานซักผ้ารีดผ้า ค่าจ้างเดือนละ 3,000 บาท ต่อมานางเขียวพาผู้เสียหายไปพักที่บ้านพักจังหวัดตาก อีกประมาณ 2 วัน มีชายคนหนึ่งมารับผู้เสียหายพร้อมชายหญิงรวม 15 คน ไปที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อถึงจังหวัดพิษณุโลก จำเลยมารับตัวผู้เสียหายไปโดยบอกว่าจะพาไปทำงานซักรีดผ้าและดูแลแมว ค่าจ้างเดือนละ 3,000 บาท จำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ้านจำเลย ผู้เสียหายเริ่มทำงานวันที่ 5 มีนาคม 2555 โดยทำงานที่ร้านซักรีดและดูแลแมวประมาณ 30 ตัว เริ่มทำงานเวลา 4 นาฬิกา จนถึงเวลา 24 นาฬิกา รับประทานอาหารเวลา 9 นาฬิกา และ 24 นาฬิกา ระหว่างทำงานผู้เสียหายไม่สามารถออกไปข้างนอกได้เพราะจำเลยห้ามไว้ และไม่สามารถติดต่อกับใครได้เนื่องจากโทรศัพท์ที่ผู้เสียหายเก็บไว้ในล็อกเกอร์ของจำเลยหายไป เมื่อทำงานครบ 1 เดือน จำเลยไม่จ่ายค่าจ้าง ผู้เสียหายทวงถาม จำเลยบอกให้รอไปก่อน ผู้เสียหายทำงานกับจำเลย 7 เดือน โดยไม่ได้รับค่าจ้าง เมื่อผู้เสียหายเริ่มทำงานเดือนที่ 8 ก็เริ่มถูกจำเลยทำร้ายร่างกายทุกวัน โดยจำเลยบอกว่าผู้เสียหายทำงานบ้านไม่สะอาด พูดขอเงินค่าจ้าง และทำงานไม่เสร็จเรียบร้อย ต่อมาเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและเจ้าพนักงานตำรวจได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายก็เบิกความเป็นขั้นเป็นตอนนับตั้งแต่มีการติดต่อให้ผู้เสียหายมาทำงานที่จังหวัดพิษณุโลก มีคนพาผู้เสียหายมาที่จังหวัดพิษณุโลกแล้วจำเลยมารับผู้เสียหายไปทำงานที่บ้าน จนกระทั่งนางสาวสุวรรณีและเจ้าพนักงานตำรวจได้ช่วยเหลือผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลย ทั้งผู้เสียหายยังเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้นางสาวสุวรรณีฟังอีกด้วย นอกจากนี้คำเบิกความของผู้เสียหายยังสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส และจำเลยยอมจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 30,000 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานภาค 6 ซึ่งล้วนสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะเชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความปรักปรำจำเลยเพื่อให้รับโทษทางอาญา คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยบังคับใช้แรงงาน ซึ่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ผู้ใดเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือโดยให้เงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลบุคคลนั้นเพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลให้ความยินยอมแก่ผู้กระทำความผิดในการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลที่ตนดูแล หรือ

(2) เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์" และมาตรา 4 ให้คำนิยาม คำว่า "แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ" หมายความว่า ....การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ.... และคำว่า "การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ" หมายความว่า การข่มขืนใจให้ทำงานหรือให้บริการโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของบุคคลนั้นเองหรือของผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้บุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ดังนี้ องค์ประกอบในการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยบังคับใช้แรงงานหรือบริการตามฟ้อง จึงต้องประกอบด้วย การเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบโดยข่มขืนใจให้ทำงานหรือให้บริการโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของบุคคลนั้นเองหรือของผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้บุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยจัดให้ผู้เสียหายอยู่อาศัยและไม่ให้ผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลยไปไหนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ว่าตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่ผู้เสียหายทำงานกับจำเลยวันแรกจนถึงวันที่ผู้เสียหายทำงานกับจำเลยจนครบ 7 เดือน จำเลยได้กระทำการใดอันเป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทำงานโดยทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แต่อย่างใด คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยให้ผู้เสียหายทำงานตั้งแต่เวลา 4 นาฬิกา จนถึง 24 นาฬิกา ให้รับประทานอาหาร 2 มื้อ และไม่จ่ายเงินเดือนให้ผู้เสียหายเท่านั้น ส่วนการทำงานเดือนที่ 8 แม้ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายก็ตาม แต่ผู้เสียหายก็เบิกความว่า สาเหตุที่ถูกทำร้ายเนื่องจากผู้เสียหายทำงานไม่สะอาด และจำเลยบอกผู้เสียหายว่าเหตุที่ทำร้ายผู้เสียหายเพราะทำงานบ้านไม่สะอาด ผู้เสียหายพูดขอเงินค่าจ้าง และทำงานไม่เสร็จเรียบร้อย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเหตุที่จำเลยทำร้ายผู้เสียหายมาจากผู้เสียหายทำงานไม่เรียบร้อยและพูดขอเงินค่าจ้างจากจำเลยอันเป็นการลงโทษผู้เสียหายเท่านั้น จึงมิใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้ผู้เสียหายทำงานให้จำเลย การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกในความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายรับอันตรายสาหัสมีกำหนด 3 ปี นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหนักเกินไป สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายรับอันตรายสาหัส จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) (2), 52 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นางสาวสุวรรณา มะหะหมัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวีระเวช ลีฬหะบำรุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสกุลรัตน์ อยู่เปนสุข
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ นวานุช
ปิยกุล บุญเพิ่ม
สุรางคนา กมลละคร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13646/2558
#592044
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งกระทำการทุจริตเบียดบังเอาเงินงบประมาณไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 แม้โจทก์ระบุ ป.อ. มาตรา 151 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง โดยไม่ได้ระบุมาตรา 147 ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการ จัดการและรักษางบประมาณต่าง ๆ ขององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแก้ว ตามโครงการขุดลอกลำเหมืองหนองถุ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 เป็นเงินงบประมาณจำนวน 116,000 บาท ได้ใช้จ่ายเงินงบประมาณตามโครงการดังกล่าวจำนวน 69,600 บาท ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 46,400 บาท ขาดหายไป โดยได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณจำนวน 46,400 บาท ดังกล่าวรวมทั้งเงินงบประมาณตามโครงการอื่นดังที่บรรยายในคำฟ้องไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่น อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแก้ว และประชาชนทั่วไป จึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขออันจะต้องห้ามตามมาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 151, 157, 161, 162, 264, 265, 266 และ 268 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161, 162 (1), 265, 266 (1) และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และ 266 (1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร ร่วมกันกระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร ร่วมกันรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และร่วมกันใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม) จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม (ที่ถูก ร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดสองกระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดสองกระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 1 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในโครงการงบประมาณแต่ละงวดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 162 (1) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ในโครงการงบประมาณแต่ละงวดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 21,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 42,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และปรับ 28,000 บาท จำเลยที่ 3 รับราชการมานานโดยไม่ปรากฏข้อเสียหาย ทั้งพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ยังไม่ร้ายแรงนัก สมควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 3 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ความผิดฐานอื่นสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เป็นการพิพากษาเกินคำขออันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งกระทำการทุจริตเบียดบังเอาเงินงบประมาณไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แม้โจทก์ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง โดยไม่ได้ระบุมาตรา 147 ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการ จัดการและรักษางบประมาณต่าง ๆ ขององค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแก้ว ตามโครงการขุดลอกลำเหมืองหนองถุ หมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 เป็นเงินงบประมาณจำนวน 116,000 บาท ได้ใช้จ่ายเงินงบประมาณตามโครงการดังกล่าวจำนวน 69,600 บาท ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 46,400 บาท ขาดหายไป โดยได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณจำนวน 46,400 บาท รวมทั้งเงินงบประมาณตามโครงการอื่นดังที่บรรยายในคำฟ้องไปเป็นประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่น อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแก้ว และประชาชนทั่วไป จึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ อันจะต้องห้ามตามมาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 147 ม. 151
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายอัฎฐกร ก้อนคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายพลจักร์ คงน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
สมยศ เข็มทอง
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13605/2558
#594703
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมโอนสินทรัพย์รวมทั้งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้วให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติของ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 และเป็นการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ส่วนจำเลยที่ 1 จะมีหนี้อยู่กับโจทก์เดิมในเรื่องใด จำนวนเท่าไร และจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวจนเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะว่ากล่าวกับจำเลยที่ 1 ในการดำเนินการบังคับคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละกรณีกับสิทธิในการยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีนี้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดำเนินการแก้ไขเกี่ยวกับหนี้ของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นและหนี้ระงับแล้ว ผู้ร้องไม่อาจเข้ามาสวมสิทธิได้นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 74,516,438.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กันยายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เมื่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยผู้สวมสิทธิแทนโจทก์เดิมโอนสินทรัพย์รวมทั้งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้วให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 และเป็นการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ส่วนจำเลยที่ 1 จะมีหนี้อยู่กับโจทก์เดิมในเรื่องใด จำนวนเท่าไร และจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวจนเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะว่ากล่าวกับจำเลยที่ 1 ในการดำเนินการบังคับคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละกรณีกับสิทธิในการยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีนี้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ดำเนินการแก้ไขเกี่ยวกับหนี้ของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นที่เสร็จสิ้นและหนี้ระงับไปแล้ว ผู้ร้องจะเข้าสวมสิทธิจึงไม่อาจกระทำได้นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 23 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)โดยบรรษัท
บริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นางสาวกรรณิการ์ โกมลยกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสุภาพร เนตรเขียน
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13603/2558
#594711
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ และให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดรายได้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดแก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดพิพาทนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2553 แก่จำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวมและการใช้ทรัพย์ส่วนกลางแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์เห็นว่า หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าวเป็นหนี้ที่เจ้าของห้องชุดต้องชำระ โจทก์ซื้อห้องชุดมาถือว่าโจทก์เป็นเจ้าของร่วม ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 โจทก์จึงต้องชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย ทางนำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยขัดขวางไม่ให้โจทก์เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในห้องชุด โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย พิพากษายืน ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกหนังสือปลอดหนี้แล้ว จำเลยเพิกเฉย ถือว่าโจทก์ไม่มีหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระ จำเลยจึงต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ ให้ยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลาง หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ชำระค่าขาดรายได้เดือนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดพิพาทเลขที่ 477/56 ชั้นที่ 3 อาคารชุดเมธาฟ้าทอง 1 แขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดพิพาทนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2553 แก่จำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวมและการใช้ทรัพย์ส่วนกลางแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การจะทราบว่าเจ้าของห้องชุดพิพาทเดิมค้างชำระค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ หรือโจทก์ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางจำนวนเพียงใดเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องขวนขวายติดต่อจำเลยโดยตรง โจทก์ไม่นำสืบว่าซื้อห้องชุดพิพาทเมื่อใด เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ซื้อต้องเป็นผู้รับผิดชำระหนี้ดังกล่าวหรือไม่หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เจ้าของห้องชุดต้องชำระ โจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทมาถือว่าโจทก์เป็นเจ้าของร่วม ตาม พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 จึงต้องชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย ทางนำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยขัดขวางไม่ให้โจทก์เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในห้องชุด โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกหนังสือปลอดหนี้แล้ว จำเลยเพิกเฉย ถือว่าโจทก์ไม่มีหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระจำเลยจึงต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 23 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดเมธาฟ้าทอง 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ธงชัย เสนามนตรี
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13602/2558
#598046
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ และศาลชั้นต้นมีอำนาจรับและไต่สวนคำขอพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ แล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ เพื่อให้โจทก์จำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไป โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับอุทธรณ์คำสั่งเฉพาะคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งจำหน่ายคดีโจทก์ คำสั่งที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่นั้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ จึงไม่รับ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ คำสั่งที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จึงถึงที่สุดตามคำสั่งศาลชั้นต้น และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบที่จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นยกฟ้องโจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กลับพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพื่อให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไป คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแก้ไขความบกพร่องของดาดฟ้า ให้น้ำฝนที่ตกลงมาสู่ดาดฟ้าไหลลงสู่ท่อน้ำทิ้งตามข้อกำหนดในสัญญา มิฉะนั้นขอให้บุคคลภายนอกเป็นผู้กระทำการอันนั้น โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย กับให้ชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแก้ไขความบกพร่องของดาดฟ้า ให้น้ำฝนที่ตกลงมาสู่ดาดฟ้าไหลลงสู่ท่อน้ำทิ้งภายใน 30 วัน มิฉะนั้นให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่โจทก์ต้องว่าจ้างบุคคลภายนอกเป็นผู้กระทำการอันนั้น เป็นเงิน 600,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและหากศาลได้พิจารณาคดีใหม่จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะ อีกทั้งสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารระหว่างโจทก์จำเลยก็มีข้อตกลงแจ้งชัดว่า กรณีมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญาหรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาและคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด อันมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการ จำเลยเสนอข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยต่ออนุญาโตตุลาการ ซึ่งอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดถึงที่สุดแล้ว คำชี้ขาดจึงมีผลผูกพันโจทก์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 สำหรับคดีในส่วนที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการยังไม่ถึงที่สุดและเป็นคนละประเด็นกับคดีนี้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยนั้นเกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารซึ่งเป็นประเด็นพิพาทในคดีนี้และได้รับการชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดแล้ว กรณีมีเหตุสมควรประการอื่น อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 ตรี แล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพื่อให้โจทก์จำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไป ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ปรากฏว่าโจทก์จำเลยเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด อนุญาโตตุลาการพิจารณาและมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 และจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้ว หากโจทก์จำเลยไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 หมวด 7 การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาด ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยผิดสัญญาไม่แก้ไขดาดฟ้าอาคารให้น้ำฝนที่ตกลงชั้นดาดฟ้าไหลลงสู่ท่อน้ำทิ้งหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่อนุญาโตตุลาการได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ในปัญหานี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีอำนาจวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำขอพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ และศาลชั้นต้นมีอำนาจรับและไต่สวนคำขอพิจารณาคดีใหม่หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ แล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ เพื่อให้โจทก์จำเลยไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไป โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับอุทธรณ์คำสั่งเฉพาะคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งจำหน่ายคดีโจทก์ ส่วนคำสั่งที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่นั้นเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ จึงไม่รับในส่วนนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ คำสั่งที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จึงถึงที่สุดตามคำสั่งศาลชั้นต้นและถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญาหรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาและคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ แต่เป็นกรณีจำเลยไม่ทำงานตามที่โจทก์ว่าจ้างเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อีกทั้งโจทก์ก็ยังไม่ได้ตรวจรับงานที่ว่าจ้าง จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ โจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบที่จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นยกฟ้องโจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กลับพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพื่อให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไป คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 199 เบญจ วรรคสี่ ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดวงจิตต์ จำกัด
จำเลย — บริษัทบีช คอนสตรัคชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวิริยะ อรุณเพชรฤทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอาทิตย์ สวาวสุ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13600/2558
#592020
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย จึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้ชำระเงินตามเช็ค แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็ค ในอันที่จะต้องรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องตั๋วเงิน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค ไม่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมายและจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 11,652 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงินจำนวน 1,070,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระเงินค่ามัดจำการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินคืนและค่าก่อสร้างเพิ่มเติมแก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท จำเลยที่ 1 ผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย จึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้ชำระเงินตามเช็ค แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็ค ในอันที่จะต้องรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องตั๋วเงิน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค ไม่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมายและจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่ก็ตาม พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,070,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 900 ม. 914 ม. 989 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวรรณ ลงเย
นางคัทยะวรรณหรือใจดี วงษ์วชิระชัย
จำเลย — หรือวงษ์ดวงหรือวงษ์ดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายสรณ์กมล ตนอารีย์
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13599/2558
#594693
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คฉบับที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 30 และที่ 35 ถึงที่ 37 ซึ่งเป็นเช็คผู้ถือ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ร่วมรับผิดตามเช็คเฉพาะฉบับที่ตนลงลายมือชื่อสลักหลังในฐานะผู้ประกัน (อาวัล) จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่าย และให้จำเลยที่ 6 รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คฉบับที่ 38 ซึ่งเป็นเช็คระบุชื่อ โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมรับผิดตามเช็คฉบับที่ 38 ในฐานะผู้สลักหลัง ดังนั้น ในส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในตอนต้นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระเงิน 15,870,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินรวมทั้งหมดตามเช็คดังกล่าวแก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อ้างมาในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงิน 23,804,435 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,450,000 บาท และค่าปรับวันละ 21,100 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดชำระเงิน 23,804,435 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,450,000 บาท ค่าปรับวันละ 16,100 บาท จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงิน 23,740,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 19,405,000 บาท ค่าปรับวันละ 20,500 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงิน 12,437,176 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,775,000 บาท และค่าปรับวันละ 14,700 บาท จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงิน 734,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท และค่าปรับวันละ 600 บาท จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงิน 125,675 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท ค่าปรับวันละ 100 บาท จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ร่วมรับผิดชำระเงิน 6,690,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 5,400,000 บาท ค่าปรับวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งแปด ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระเงิน 15,870,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมชำระเงิน 15,870,000 บาท จำเลยที่ 2 ร่วมชำระเงิน 15,825,000 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมชำระเงิน 7,150,000 บาท จำเลยที่ 5 ร่วมชำระเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 6 ร่วมชำระเงิน 5,400,000 บาท จำเลยที่ 7 ร่วมชำระเงิน 5,400,000 บาท และจำเลยที่ 8 ร่วมชำระเงิน 5,400,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งแปดต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ฉบับที่ 4 ฉบับที่ 7 ฉบับที่ 11 ฉบับที่ 12 ฉบับที่ 14 ฉบับที่ 16 ฉบับที่ 31 ถึงฉบับที่ 34 รวม 11 ฉบับ ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินไปโดยฝ่ายจำเลยออกเช็คให้ 38 ฉบับ เช็คลงวันที่ในเดือนมกราคม 2554 ถึงเดือนตุลาคม 2554 เพียง 10 เดือน เป็นเงินถึง 19,450,000 บาท โดยที่ไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยมีหลักทรัพย์ใด ๆ เป็นประกัน คงมีเพียงเช็ค 38 ฉบับดังกล่าว กับหนังสือสัญญากู้ที่เขียนด้วยลายมือของโจทก์เองหวัดไปหวัดมามีการขีดลบตกเติมเกือบทุกฉบับเท่านั้น ทั้งเงินที่โจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ 2 กู้ไป 38 ครั้ง ตามทางนำสืบของโจทก์ก็อ้างว่ายังไม่มีการชำระเงินคืนสักครั้ง โจทก์ก็ยอมให้กู้ใหม่อีก จึงนับว่าผิดวิสัยบุคคลปกติทั่วไป เว้นเสียแต่ว่าเป็นเช็คที่โจทก์ให้ฝ่ายจำเลยออกให้เพื่อค้ำประกันผลประโยชน์ของโจทก์ดังที่จำเลยที่ 2 นำสืบ ครั้นเมื่อครบกำหนดตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ คือ วันที่ 14 มกราคม 2554 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 จะรับซื้อที่ดินและอาคารดังกล่าวคืนจากโจทก์ดังที่โจทก์อ้าง แต่โจทก์ก็ให้ฝ่ายจำเลยออกเช็คฉบับที่ 12 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวนเงิน 330,000 บาท อ้างว่าเป็นเช็คชำระค่าเช่าอาคารเลขที่ 50/2 - 3 ที่ จำเลยที่ 2 จ่ายเป็นค่าเช่าเดือนละ 110,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า เช็คฉบับที่ 12 เป็นเช็คที่โจทก์ให้ฝ่ายจำเลยออกให้สำหรับผลประโยชน์เป็นค่าดอกเบี้ยที่โจทก์นำเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ในอาคารเลขที่ 50/2 - 3 โดยคิดผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ถึง 3 ต่อเดือน เป็นเงินเดือนละ 110,000 บาท รวม 3 เดือน เป็นเงิน 330,000 บาท เห็นว่า ขณะฝ่ายจำเลยออกเช็คฉบับที่ 12 อาคารเลขที่ 50/2 - 3 ยังไม่มีการปรับปรุง จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จำเลยที่ 2 จะต้องเช่าอาคารดังกล่าวโดยจ่ายค่าเช่าแพงถึงเพียงนั้นทั้งที่ยังไม่สามารถหารายได้จากอาคารที่เช่า นอกจากนี้ สัญญาว่าจ้างปรับปรุงอาคารเลขที่ 50/2 - 3 ที่จำเลยที่ 2 ทำกับนายชำนาญ ก็ปรากฏว่าเป็นสัญญาทำขึ้นภายหลังออกเช็คฉบับที่ 12 ที่โจทก์อ้างว่าชำระค่าเช่า คือ ทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2554 แต่เช็คฉบับที่ 12 สั่งจ่ายวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวต้องปรับปรุงอาคารเลขที่ 50/2 - 3 เป็นเงินถึง 1,560,000 บาท แบ่งงานเป็น 9 งวด กล่าวคือ ต้องตอกเสาเข็ม เทตอม่อ ผูกเหล็ก เทคานคอดิน ตั้งเสา เทเสาชั้นที่ 1 เทพื้นชั้นที่ 1 เทคานชั้น 2 ตั้งเสาชั้น 2 วางแผ่นพื้นและเทพื้นชั้น 2 เทคานชั้น 3 ตั้งเสาชั้น 3 วางแผ่นพื้นและเทพื้นชั้น 3 ทำโครงหลังคา มุงหลังคา ก่ออิฐฉาบปูนทั้งสามชั้น เดินไฟฟ้า ปูกระเบื้องพื้นและบันได ติดสุขภัณฑ์ บานประตู ติดฝ้า ทาสี เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้จะซื้อที่ดินและอาคารดังกล่าวก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องลงทุนกู้ยืมเงินโจทก์มาปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นเงินถึง 1,560,000 บาท และไม่มีเหตุผลที่จะต้องเสียค่าเช่าให้แก่โจทก์ถึงเดือนละ 110,000 บาท ในระหว่างที่มีการปรับปรุงอาคารเช่นนั้น นอกจากนี้ เช็คฉบับที่ 34 จำนวนเงิน 300,000 บาท โจทก์ก็เบิกความว่าเป็นค่าเครื่องปรับอากาศ 86,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้างค่าวัสดุก่อสร้างของร้านชาญฮาดแวร์และร้านเก้าสิบเก้าและจ่ายค่าแรงให้แก่นายชำนาญ หรือช่างดำ เป็นเช็คลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 แสดงว่าอาคารดังกล่าวซึ่งเริ่มปรับปรุงในเดือนมีนาคม 2554 แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2554 จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะยอมเสียค่าเช่าอาคารในอัตราเดือนละ 110,000 บาท ในระหว่างที่มีการปรับปรุงอาคารเช่นนี้ ทั้งโจทก์ก็นำสืบในเรื่องการเช่านี้อย่างเลื่อนลอย ไม่มีหนังสือสัญญาเช่าแต่อย่างใด และกรณีก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทำการปรับปรุงอาคารดังกล่าวเพื่อจะซื้อที่ดินและอาคารดังกล่าวจากโจทก์ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ ล่วงเลยระยะเวลาไปแล้ว หากจะต้องปรับปรุงอาคารโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายถึง 1,560,000 บาท แล้ว โจทก์กับจำเลยที่ 2 ก็น่าจะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายกันใหม่ให้แน่นอนเสียก่อน และแม้หากจำเลยที่ 2 จะเปลี่ยนเป็นเช่าแทน แต่เมื่อต้องปรับปรุงอาคารโดยเสียค่าใช้จ่ายถึง 1,560,000 บาท และเสียค่าเช่าอีกเดือนละ 110,000 บาท แล้ว ก็น่าจะต้องมีการทำสัญญาเช่าต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นลายลักษณ์อักษรให้แน่นอนเช่นกัน แต่ก็หามีไม่ พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ปรับปรุงอาคารดังกล่าวเพื่อเพิ่มมูลค่าของที่ดินและอาคารซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของและเป็นผู้ลงทุนเพื่อหากำไร สำหรับเช็คฉบับที่ 4 จำนวนเงิน 200,000 บาท ซึ่งเป็นค่าแรงและค่าวัสดุก่อสร้างในการปรับปรุงตกแต่งอาคารเลขที่ 50/2 - 3 เช็คฉบับที่ 7 จำนวน 600,000 บาท ซึ่งเป็นค่าแรงและวัสดุก่อสร้างและค่าสุขภัณฑ์ที่นำมาติดตั้งในอาคารเลขที่ 50/2 - 3 เช็คฉบับที่ 14 จำนวนเงิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นค่าวัสดุก่อสร้างและระบบประปาในอาคารเลขที่ 50/2 - 3 เช็คฉบับที่ 34 จำนวนเงิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นค่าเครื่องปรับอากาศ 86,000 บาท ค่าวัสดุก่อสร้างของร้านชาญฮาดแวร์และร้านเก้าสิบเก้า และค่าแรงตามที่โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบตรงกัน เมื่อเป็นการทำเพื่อปรับปรุงมูลค่าของที่ดินและอาคาร จึงฟังได้ว่าเป็นเช็คที่ฝ่ายจำเลยออกให้โจทก์เพื่อเป็นประกันที่โจทก์ทดรองจ่ายเงินในการปรับปรุงพัฒนาที่ดินและอาคารดังกล่าวเพื่อขายเอากำไรแบ่งปันกัน มิใช่เงินที่จำเลยที่ 2 กู้ยืมโจทก์ตามฟ้อง ส่วนเช็คฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 100,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 กู้เงินโจทก์เพื่อไปใช้ในกิจการส่วนตัว แต่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าเป็นเงินค่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่อาคารเลขที่ 50/2 - 3 เช็คฉบับที่ 11 จำนวนเงิน 100,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 กู้เงินโจทก์ไปใช้ในกิจการส่วนตัว50,000 บาท อีก 50,000 บาท จำเลยที่ 2 นำไปให้นายเสงี่ยมกู้ แต่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าเป็นค่าต่อเติมด้านหลังอาคารเลขที่ 50/2 - 3 เช็คฉบับที่ 16 จำนวนเงิน 300,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานนายภาสกร บุตรชายของจำเลยที่ 2 โดยนำไปไถ่เครื่องเพชรเครื่องทองที่ใช้ในงานแต่งงานและเป็นค่าใช้จ่ายในงานเลี้ยงที่โรงแรม แต่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าเป็นค่าก่อสร้างอันเกี่ยวกับอาคารเลขที่ 50/2 - 3 ตามสัญญาว่าจ้าง เช็คฉบับที่ 32 จำนวนเงิน 150,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 กู้จากโจทก์ไปเพื่อทำสะพานข้ามไปในที่ดินสู่ย่านคลองสามซึ่งเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 2 ร่วมลง ทุนกับจำเลยที่ 8 เพื่อจัดสรรขาย แต่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าโจทก์สั่งให้ฝ่ายจำเลยสั่งจ่ายเช็คเพื่อค้ำประกันในการที่โจทก์ออกเงินค่าปูกระเบื้องในอาคารเลขที่ 50/2 - 3 เช็คฉบับที่ 33 จำนวนเงิน 300,000 บาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 นำไปวางมัดจำเพิ่มเพื่อต่ออายุสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของนางน้อยและของพันจ่าอากาศเอกบุญสืบรายละ 100,000 บาท ส่วนอีก 100,000 บาท จำเลยที่ 2 นำไป ใช้ในกิจการส่วนตัว แต่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าโจทก์สั่งให้ฝ่ายจำเลยสั่งจ่ายเช็คเป็นประกันในการที่โจทก์สำรองเงินค่าต่อเติมในส่วนของงานงวดที่ 6 ตามสัญญาว่าจ้างนั้น เห็นว่า เมื่อนำจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ฉบับที่ 11 ฉบับที่ 16 ฉบับที่ 32 และฉบับที่ 33 รวมกับจำนวนเงินตามเช็คฉบับที่ 4 ฉบับที่ 7 และฉบับที่ 14 แล้ว เป็นเงินจำนวน 1,850,000 บาท ใกล้เคียงกับเงินตามสัญญาว่าจ้างปรับปรุงอาคาร จำนวน 1,560,000 บาท จึงน่าเชื่อว่าเช็คส่วนนี้ ก็เป็นเช็คที่ฝ่ายจำเลยออกให้เป็นประกันเงินที่โจทก์ออกสำรองไปเพื่อปรับปรุงอาคารอันเป็นการลงทุนในที่ดินและอาคารเลขที่ 50/2 - 3 ด้วยนั่นเอง ดังนี้เช็คฉบับที่ 1 ฉบับที่ 4 เช็คฉบับที่ 7 ฉบับที่ 11 เช็คฉบับที่ 12 ฉบับที่ 14 เช็คฉบับที่ 16 ฉบับที่ 31 ถึงฉบับที่ 34 รวม 11 ฉบับ จึงไม่มีมูลหนี้เป็นการกู้ยืมเงินตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเช็คพิพาททั้ง 11 ฉบับ ดังกล่าวยังมีมูลหนี้ที่จำเลยทั้งแปดจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งแปดไม่ต้องรับผิดชำระเงิน 3,780,000 บาท แก่โจทก์ตามเช็คทั้ง 11 ฉบับ ดังกล่าว มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ยังฟ้องขอให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเบี้ยปรับและดอกเบี้ยของต้นเงินตามเช็คที่จำเลยทั้งแปดต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยให้และในชั้นอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเบี้ยปรับและดอกเบี้ยของต้นเงินตามเช็คที่จำเลยทั้งแปดต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่เบี้ยปรับและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง โจทก์ขอไม่เกิน 300,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ก็มิได้วินิจฉัยให้ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่ให้ศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อเมื่อโจทก์ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นมาในชั้นฎีกาอีก จึงถือว่าเป็นปัญหาที่โจทก์ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ เห็นว่า เมื่อคดีในส่วนเช็คฉบับที่ 3 ฉบับที่ 9 ฉบับที่ 10 ฉบับที่ 13 ฉบับที่ 15 ฉบับที่ 18 ฉบับที่ 22 ฉบับที่ 27 ถึงฉบับที่ 30 ซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 ฉบับที่ 2 ฉบับที่ 5 ฉบับที่ 6 ฉบับที่ 17 ฉบับที่ 19 ถึงฉบับที่ 21 ฉบับที่ 23 ถึงฉบับที่ 26 ซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2554 เช็คฉบับที่ 8 ซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 เช็คฉบับที่ 35 ซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 เช็คฉบับที่ 36 ซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554 เช็คฉบับที่ 37 ซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 เช็คฉบับที่ 38 ซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2554 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 ต้องร่วมกันรับผิดตามเช็คดังกล่าว ต่อโจทก์ดังกล่าวแล้ว เมื่อหนี้ตามเช็คดังกล่าวเป็นหนี้เงิน โจทก์ย่อมคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องมิให้เกิน 300,000 บาท ตามที่โจทก์ขอมาในฎีกาของโจทก์ และคดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คฉบับที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 10 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 17 ถึงที่ 30 และที่ 35 ถึงที่ 37 ซึ่งเป็นเช็คผู้ถือโดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ร่วมรับผิดตามเช็คเฉพาะฉบับที่ตนลงลายมือชื่อสลักหลังในฐานะผู้ประกัน (อาวัล) จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่าย และให้จำเลยที่ 6 รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คฉบับที่ 38 ซึ่งเป็นเช็คระบุชื่อโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 และที่ 8 ร่วมรับผิดตามเช็คฉบับที่ 38 ในฐานะผู้สลักหลัง ดังนั้น ในส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาในตอนต้นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระเงิน 15,870,000 บาท แก่โจทก์ จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อ้างมาในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงิน 10,470,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระเงิน 10,425,000 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมชำระเงิน 7,150,000 บาท จำเลยที่ 5 ร่วมชำระเงิน 100,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 ถึงที่ 8 ร่วมกันรับผิดชำระเงิน 5,400,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คฉบับที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 8 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องมิให้เกิน 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธานินทร์ อัมพรกลิ่นแก้ว
นางสาวจิราภรณ์หรือพิชญาภา แสงจำนงค์
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภชาติ ถิ่นพังงา
ศาลอุทธรณ์ — นายพูนศักดิ์ จงกลนี
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13598/2558
#594708
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบัน การเงินด้วยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่กำหนดใน พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 การที่จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงอันเป็นทรัพย์จำนองของโจทก์ตามบทบัญญัติมาตรา 76 ที่บัญญัติว่า ในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้ บสท. ดำเนินการโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้า บสท. เห็นว่าการจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ และมาตรา 82 บัญญัติว่า การเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 จะกระทำมิได้ จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงตามมาตรา 76 อันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามที่ พ.ร.ก. นี้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการขายทอดตลาด ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวบัญญัติให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน หรือในกรณีศาลมีคำพิพากษาบังคับคดีแล้ว ให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น เป็นเพียงการให้อำนาจจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในฐานะคู่ความหรือดำเนินการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ด้วย ไม่ใช่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.ก. นี้ หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้มากกว่าการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. จึงหาใช่บทบังคับว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. เท่านั้น จำเลยที่ 1 มีอำนาจขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินโดยวิธีอื่นตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ตามมาตรา 74 และ 76

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 และ 3242 ตำบลอุทัย (สามง่าม) อำเภออุทัย (อุทัยใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้ปฏิบัติตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา กระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ก่อนโจทก์ฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2554 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีเจตนารมณ์ตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดว่าเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินไม่สามารถชำระหนี้สินเชื่อและกลายเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่สถาบันการเงินเป็นจำนวนมาก หากปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าต่อไป ฐานะของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องจะเกิดปัญหาอย่างรุนแรงและกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไปได้ จึงจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติขึ้นให้เป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยการรับโอนสินทรัพย์ที่จัดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่พระราชกำหนดฉบับนี้กำหนดไว้ อันจะเป็นการสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินโดยรวมเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามพระราชกำหนดดังกล่าวหมวด 4 มาตรา 53 บัญญัติให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) มีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือจำหน่ายหนี้สูญ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันตามที่เห็นสมควร ตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ มาตรา 76 บัญญัติว่า ในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ให้ บสท. ดำเนินการโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้า บสท. เห็นว่าการจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ และมาตรา 82 บัญญัติว่า การเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 จะกระทำมิได้ ทั้งนี้เพราะมาตรา 95 บัญญัติให้ยุบเลิก บสท. เมื่อสิ้นปีที่สิบ และชำระบัญชีให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่ช้ากว่า ปีที่สิบสอง นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และให้พระราชกำหนดนี้เป็นอันยกเลิกเมื่อครบสิบสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลง ตามบทบัญญัติมาตรา 76 อันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามที่พระราชกำหนดฉบับนี้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ผู้เสียหายจากการจำหน่ายทรัพย์สินอาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายทรัพย์สินได้ตามมาตรา 79 หรือหากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการขายทอดตลาด ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้ โจทก์จึงไม่มี อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นแต่ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจขายทอดตลาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 และมาตรา 76 เนื่องจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทน เมื่อจำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิเรียกร้องและเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ต่อมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 30 วรรคหก แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจนศาลมีคำพิพากษา ถือว่าจำเลยที่ 1 เลือกที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น เห็นว่า ปัญหานี้แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง และเห็นว่า มาตรา 41 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน หรือในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับคดีแล้ว ให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น เป็นเพียงการให้อำนาจจำเลยที่ 1 ที่จะใช้สิทธิในฐานะคู่ความหรือดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ด้วย ไม่ใช่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 53 แห่งพระราชกำหนดนี้ หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้มากกว่าการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงหาใช่บทบังคับว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น อันไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ในการจัดตั้งจำเลยที่ 1 ให้เป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็นไปอย่างรวดเร็วตามพระราชกำหนดนี้ จำเลยที่ 1 จึงยังคงมีอำนาจขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินโดยวิธีอื่นตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 และมาตรา 76 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 41 ม. 53 ม. 74 ม. 76 ม. 82
ชื่อคู่ความ
บริษัทสยามโมเดิร์นพลาสติก อินดัสทรี จำกัด
โจทก์ — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าดำเนินคดีแทน
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง
จำเลย — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรัชฎ์ เตชัสวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13592/2558
#587408
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในพระราชอาณาจักรสยามก็ดี... หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมาย และข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่งของออก ขนของขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ก็ดี หรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ" ดังนี้ ความผิดฐานนี้ไม่ว่าจะเป็นพยายามกระทำความผิดหรือกระทำความผิดสำเร็จ กฎหมายกำหนดโทษไว้เท่ากัน ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวสองในสามของโทษปรับที่กฎหมายกำหนดไว้จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 67, 97, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 23, 62, 64, 65 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 24,27 พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 4, 8, 8 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5,6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 92 ริบเฮโรอีนและเงินตรา 3,656,000 บาท ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และจ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมจำนวนร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 (ที่ถูก 65 วรรคหนึ่ง),67, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 23, 64 (ที่ถูก 64 วรรคหนึ่ง), 65 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 4, 8, 8 ทวิ (ควรระบุ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489มาตรา 4, 5, 6, 8, 9 ด้วย) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 700,000บาท ฐานช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามนำพาหนะออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพยายามนำหรือพาของที่ยังไม่เสียค่าเสียภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือของที่ยังไม่ผ่านศุลกากร โดยถูกต้องออกนอกราชอาณาจักรและฐานพยายามส่งหรือนำเงินตราสกุลไทยออกไปนอกประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามนำหรือพาของที่ยังไม่เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือของที่ยังไม่ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 14,624,000 บาท รวมจำคุก 33 ปี18 เดือน และปรับ 15,324,000 บาท ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 12 เดือน และปรับ 10,216,000 บาทหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเฮโรอีนและเงินตราของกลางจ่ายรางวัลนำจับตามกฎหมาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 666,666.66 บาท ฐานพยายามนำหรือพาของที่ยังไม่เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือของที่ยังไม่ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องออกนอกราชอาณาจักร ให้ปรับ 9,749,333.33 บาท เมื่อลดโทษหนึ่งในสาม คงปรับรวม 6,943,999.99 บาท รวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 22 ปี 12 เดือน และปรับ 6,943,999.99 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่จำเลยฎีกาในความผิดฐานพยายามนำหรือพาของที่ยังไม่เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือของที่ยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องออกนอกราชอาณาจักร และฐานพยายามส่งหรือนำเงินตราสกุลไทยออกไปนอกประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะความผิดฐานพยายามนำหรือพาของที่ยังไม่เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้ามหรือของที่ยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องออกนอกราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 นั้น เห็นว่า ความผิดสองฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวกันเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานพยายามนำหรือพาของที่ยังไม่เสียค่าภาษีหรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือของที่ยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องออกนอกราชอาณาจักร ก็ต้องสั่งรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานพยายามส่งหรือนำเงินตราสกุลไทยออกไปนอกประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวโดยไม่จำ ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในความผิดฐานนั้นอีก คดีนี้ศาลอุทธรณ์ แก้เฉพาะอัตราโทษปรับในความผิดฐานพยายามนำหรือพาของที่ยังไม่เสียค่าภาษี หรือของ ต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือของที่ยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องออกนอกราชอาณาจักรอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษปรับจำเลย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยกำลังเดินทางออกนอกประเทศ การกระทำของจำเลยยังอยู่ในขั้นตระเตรียมการเท่านั้น และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลย คงมีเพียงคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเท่านั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานพยายามนำหรือพาของที่ยังไม่เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือของที่ยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องออกนอกราชอาณาจักร สองในสามของโทษปรับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ผู้ใดนำหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในพระราชอาณาจักรสยามก็ดี หรือส่งหรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดี หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ ในการนำของเช่นว่านี้เข้ามาหรือส่งออกไปก็ดี หรือย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ย้ายถอนไปซึ่งของดังกล่าวนั้นจากเรือกำปั่น ท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่นคง หรือโรงเก็บของโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดี หรือให้ที่อาศัยเก็บ หรือเก็บ หรือซ่อนของเช่นว่านี้ หรือยอม หรือจัดให้ผู้อื่นทำการเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการขนหรือย้ายถอน หรือกระทำอย่างใดแก่ของเช่นว่านั้นก็ดี หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า ส่งของออก ขนของขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ก็ดี หรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี สำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจำคุกไม่เกินสิบปี หรือทั้งปรับทั้งจำ" ดังนี้ ความผิดฐานนี้ไม่ว่าจะเป็นพยายามกระทำความผิดหรือกระทำความผิดสำเร็จ กฎหมายกำหนดโทษไว้เท่ากันที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวสองในสามของโทษปรับที่กฎหมายกำหนดไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามนำหรือพาของที่ยังไม่เสียค่าภาษีหรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือของที่ยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องออกนอกราชอาณาจักร ปรับ 14,624,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงปรับ 9,749,333.33 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นจำคุก 22 ปี 12 เดือน และปรับ 10,193,777.77 บาท และยกฎีกาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายจะลอ จะนู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางศรินดา เกียรติศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายนิวิษฐชัย สำเนาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13585/2558
#593998
เปิดฉบับเต็ม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาและจำเลยยื่นอุทธรณ์แล้ว การพิจารณาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่และต้องจำหน่ายคดีในส่วนดังกล่าวหรือไม่จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ การที่ศาลดังกล่าวมีคำสั่งว่าผู้เสียหายกับจำเลยเป็นการยอมความกันโดยชอบ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 ระงับ และจำหน่ายคดีส่วนดังกล่าวออกจากสารบบความ จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศชอบที่จะมีคำสั่งในส่วนดังกล่าวเสียใหม่

ตามรายงานสรุปผลการไกล่เกลี่ยของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยแถลงขอชำระเงินบรรเทาค่าเสียหาย ฝ่ายผู้เสียหายแถลงตกลงรับเงินดังกล่าว แต่ในส่วนของคดีขอให้เป็นดุลพินิจของศาลโดยไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงว่าผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความในทางอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการยอมความทางอาญาโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 จึงไม่ระงับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115, 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 272 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ความผิดฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความในการประกอบการค้าของบุคคลอื่นมาใช้ ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมเป็น จำคุก 4 ปี 6 เดือนและปรับ 402,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 201,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอวางเงินบรรเทาความเสียหายและขอไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหายศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า ผู้เสียหายกับจำเลยตกลงกันได้ เป็นการยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 ย่อมระงับไป และจำหน่ายคดีในส่วนคดีดังกล่าวออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าผู้เสียหายกับจำเลยตกลงยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 ระงับไป และจำหน่ายคดีในส่วนความผิดดังกล่าวออกจากสารบบความนั้นชอบหรือไม่ คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาและจำเลยยื่นอุทธรณ์แล้ว การพิจารณาว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่และต้องจำหน่ายคดีในส่วนดังกล่าวหรือไม่จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศชอบที่จะมีคำสั่งในส่วนดังกล่าวเสียใหม่ เห็นว่า ตามรายงานสรุปผลการไกล่เกลี่ยของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำเลยแถลงว่าจะไม่ผลิต จำหน่าย ปลอมสินค้า หรือเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายตามฟ้องอีกต่อไป และขอชำระเงินบรรเทาค่าเสียหาย 50,000 บาท ซึ่งจำเลยวางต่อศาลแล้ว ส่วนฝ่ายตัวแทนผู้เสียหายแถลงตกลงจะรับเงินดังกล่าวจากจำเลย แต่ในส่วนของคดีขอให้เป็นดุลพินิจของศาลในการพิจารณาต่อไป โดยไม่มีข้อความตอนใดเลยที่แสดงว่าผู้เสียหายตกลงไม่ติดใจเอาความทางอาญาแก่จำเลย จึงไม่เป็นการยอมความทางอาญาโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 จึงไม่ระงับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 300,000 บาท ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 301,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 เดือน 15 วัน และปรับ 150,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 272
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสินศักดิ์ เทวศักดิ์รักษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชเวช สุกิจจวนิช
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13584/2558
#590618
เปิดฉบับเต็ม

การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรสำหรับสินค้าที่จำพวกที่ 9 รายการสินค้า ตลับคาร์ทริดจ์ตัวพิมพ์ (สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์) มาใช้โดยทำให้ปรากฏที่ซองถุงลมกันกระแทกสำหรับบรรจุตลับคาร์ทริดจ์ตัวพิมพ์ (สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์) ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรของผู้เสียหายกับสินค้าตลับคาร์ทริดจ์ตัวพิมพ์ (สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์) ของจำเลยทั้งสอง โดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าสินค้าที่อยู่ในซองถุงลมกันกระแทกดังกล่าวเป็นสินค้าของผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรตามที่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 บัญญัติไว้เป็นความผิดโดยเฉพาะแล้ว ดังนี้ การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อบรรจุสินค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) นั้นต้องเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรมาใช้เท่านั้น เพราะหากเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าดังที่ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ได้บัญญัติไว้เป็นบทเฉพาะอยู่แล้ว บทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 272 (1) จึงมีวัตถุประสงค์ให้ความคุ้มครองแก่ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความที่เป็นเครื่องหมายการค้าเฉพาะที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียน เมื่อเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของผู้เสียหายมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) ได้อีก แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม ไม่ใช่เรื่องการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหานี้แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) ได้

ป.อ. มาตรา 29 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ..." คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษาว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับตาม ป.อ. มาตรา 30 โดยไม่ได้ระบุให้บังคับตาม ป.อ. มาตรา 29 และ 30 เป็นการบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับโดยไม่ได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มาชดใช้ค่าปรับก่อนแล้วให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับทันที ซึ่งเป็นการพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับที่ไม่ชอบด้วย ป.อ. มาตรา 29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 113, 114, 115, 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 272 (1) ริบของกลางทั้งหมด และวางโทษทวีคูณ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้วางโทษทวีคูณ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1), มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษทวีคูณจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 40,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน15,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 20,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่าฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ หรือวัตถุที่ใช้หุ้มห่อ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือรูป รอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) เป็นฟ้องที่ชอบที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรสำหรับสินค้าจำพวกที่ 9 รายการสินค้าตลับคาร์ทริดจ์ตัวพิมพ์ (สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์) ตลับคาร์ทริดจ์โทนสี (บรรจุหมึกพิมพ์อิงค์เจ็ท) มาใช้โดยทำให้ปรากฏที่ซองถุงลมกันกระแทกสำหรับบรรจุตลับคาร์ทริดจ์ตัวพิมพ์ (สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์) ถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรของผู้เสียหายดังกล่าวกับสินค้าตลับคาร์ทริดจ์ตัวพิมพ์ (สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์) ของจำเลยทั้งสอง โดยมีเจตนาเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าสินค้าที่อยู่ในซองถุงลมกันกระแทกดังกล่าวเป็นสินค้าของผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรตามที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 บัญญัติไว้เป็นความผิดโดยเฉพาะแล้ว ดังนี้ การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อบรรจุสินค้าเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) นั้น ต้องเป็นการเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในราชอาณาจักรมาใช้เท่านั้น เพราะหากเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรดังที่พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ได้บัญญัติไว้เป็นบทเฉพาะอยู่แล้ว บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ให้ความคุ้มครองแก่ชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความที่เป็นเครื่องหมายการค้าเฉพาะที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไมได้จดทะเบียน เมื่อเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของผู้เสียหายมาใช้โดยทำให้ปรากฏที่หีบห่อเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว การกระทำดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ได้อีก แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม ไม่ใช่เรื่องการกระทำกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหานี้แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ได้ นอกจากนี้ โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอในฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) เป็นความผิดสองกรรมอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนค่าปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 โดยไม่ได้ระบุให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ..." คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางส่วนนี้เป็นการบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับโดยไม่ได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มาชดใช้ค่าปรับก่อนแล้วให้กักขังจำเลยที่ 2 แทนค่าปรับทันที ซึ่งเป็นการพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าปรับที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108
ป.อ. ม. 29 ม. 30 ม. 272 (1)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟิวเจอร์เจต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางธนัตถ์กรณ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13583/2558
#593997
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อแจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นนั้น แม้รูป Seiken ตามเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายจะเป็นรูป รอยประดิษฐ์ที่ใช้ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายด้วยก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายได้นำรูป รอยประดิษฐ์ดังกล่าวไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจนมีสภาพเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร อันมีผลทำให้ได้รับความคุ้มครองอย่างเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนที่หากผู้อื่นปลอมเครื่องหมายการค้าจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272 (1) อีก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้า ร่วมกันมีสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมไว้เพื่อจำหน่าย และร่วมกันเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อแจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ดังฟ้องโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิดดังที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองจะมาอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอีกมิได้เพราะขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 114, 115, 117 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 272 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 108 ประกอบมาตรา 110 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (ที่ถูก มาตรา 272 (1)) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้า ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และฐานร่วมกันเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 802,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 401,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อแจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่นนั้น แม้รูป Seiken ตามเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายจะเป็นรูป รอยประดิษฐ์ที่ใช้ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายด้วยก็ตาม แต่เมื่อผู้เสียหายได้นำรูป รอยประดิษฐ์ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจนมีสภาพเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร อันมีผลทำให้ได้รับความคุ้มครองอย่างเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนที่หากผู้อื่นปลอมเครื่องหมายการค้าจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) อีก ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้า ร่วมกันมีสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมไว้เพื่อจำหน่ายและร่วมกันเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้หุ้มห่อแจ้งความ รายการแสดงราคา จดหมายเกี่ยวกับการค้าหรือสิ่งอื่นทำนองเดียวกันเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ดังฟ้องโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิดดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองจะมาอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอีกมิได้เพราะขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานหนึ่งและความผิดตามมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกฐานหนึ่ง ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ฐานละ 200,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษทั้งสองฐานแล้ว เป็นปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 400,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 272 (1)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัททรัพย์ทวี ออโต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13572/2558
#591590
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อแร่ของกลางที่เจ้าพนักงานยึดหรืออายัดไว้บนที่ดินของจำเลย จากการขายหรือจำหน่ายของอธิบดีโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหารตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 มาตรา 15 จัตวา (1) แต่จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าไปขนแร่ของกลางออกจากที่ดินของจำเลย การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยมิให้ขัดขวางการขนย้ายแร่ของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารยอมให้โจทก์ใช้รถบรรทุกขนย้ายแร่ออกจากที่ดินของจำเลยโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 41771 และเลขที่ 41772 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ออกสู่ทางสาธารณะ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือกระทำใด ๆ อันเป็นการขัดขวางหรือรบกวนการขนย้ายแร่จนกว่าโจทก์จะทำการขนย้ายแร่เสร็จ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า บุคคลใดจะใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 จะต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของบุคคลนั้นตามที่กฎหมายสารบัญญัติรับรองไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ถูกโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายรับรองไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำฟ้องเป็นคดีนี้ พิพากษายกฟ้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ คืนค่าส่งคำคู่ความให้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แร่ของกลาง ซึ่งโจทก์ประมูลซื้อได้จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร โจทก์จึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะขนย้ายแร่ของกลางนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อแร่ของกลางจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร แสดงว่าได้มีการกระทำความผิดอาญา ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ยึดหรืออายัดแร่ของกลางไว้ตามที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 15 ทวิ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในอันที่จะยึดหรืออายัดบรรดาแร่ที่มีไว้เนื่องในการกระทำความผิดไว้ เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาจนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่ถ้าทรัพย์สินหรือของกลางที่ยึดหรืออายัดไว้ ตามมาตรา 15 ทวิ หรือมาตรา 15 เบญจ จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาจะเกินค่าของทรัพย์สิน อธิบดีก็มีอำนาจที่จะจัดการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินหรือของกลางก่อนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 15 ทวิ วรรคสอง หรือมาตรา 15 เบญจ วรรคสอง แล้วแต่กรณีได้และเมื่อได้เงินเป็นสุทธิเท่าใดก็ให้ยึดไว้แทนทรัพย์สินหรือของกลางนั้น ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มาตรา 15 จัตวา (1) ดังนี้ การที่อธิบดีโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหารได้ดำเนินการขายหรือจำหน่ายแร่ของกลางเพื่อที่จะยึดเงินไว้แทนตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้และโจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ จึงต้องถือว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 แม้จำเลยมิใช่คู่สัญญาซื้อขายแร่ของกลางกับโจทก์และการที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 41772 ซึ่งเป็นสถานที่เก็บแร่ของกลาง กับเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 41771 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์จำเป็นต้องใช้ที่ดินในการขนแร่ผ่าน โดยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของตนได้ก็ตาม แต่การที่จะใช้สิทธิแห่งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์เช่นนั้นย่อมต้องอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายอย่างเหมาะสมด้วย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ซึ่งเกิดขึ้นบนที่ดินของจำเลยและการขายหรือจำหน่ายแร่ของกลางที่โจทก์ประมูลซื้อได้ โดยที่โจทก์ต้องไปขนแร่ของกลางเอง ย่อมต้องถือว่าโจทก์ได้รับส่งมอบแร่ของกลางจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในที่ดินของจำเลยเพราะหากพนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการขนย้ายเองก็สามารถกระทำได้ เนื่องจากอำนาจในการยึดหรืออายัดบรรดาแร่ที่มีไว้เนื่องในการกระทำความผิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมหมายรวมถึงอำนาจในการขนย้ายแร่ของกลางที่ยึดหรืออายัดจากสถานที่ที่พบหรือสถานที่เกิดเหตุเพื่อนำไปเก็บรักษาไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้ด้วย เมื่อโจทก์กล่าวว่า โจทก์มีสิทธิในแร่ของกลาง อันเกี่ยวด้วยการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าไปขนแร่ของกลางออกมาจากที่ดินของจำเลย โดยในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีเหตุผลที่เหมาะสมอย่างไรในอันที่จะอ้างเป็นข้อต่อสู้อำนาจในการยึดหรืออายัดแร่ของกลางของพนักงานเจ้าหน้าที่รวมทั้งการขายหรือจำหน่ายแร่ของกลางของอธิบดี ย่อมเรียกได้ว่าการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยมิให้ขัดขวางการขนย้ายแร่ของกลางของโจทก์ได้ แม้จำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญาต่างตอบแทนกับโจทก์และในการขนย้ายแร่ของกลางหากโจทก์กระทำเกินเลยขอบเขตก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย โจทก์ก็อาจต้องรับผิดชอบต่อจำเลยฐานทำละเมิดตามที่กฎหมายคุ้มครองสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของจำเลยอยู่แล้ว กรณีจึงควรต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 15 จัตวา (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถาวร ทองเถาว์
จำเลย — นายครสวรรค์ คำพิลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นางสาวสาส์นสุรีย์ ลือสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมยศ จันทร์เปล่ง
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13566/2558
#597440
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเป็นบุคคลคนเดียวกับคริสตจักรในการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทซึ่งเป็นโบสถ์และที่ดินที่ตั้งโบสถ์ของคริสตจักรใจสมาน เมื่อจำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาอุทิศที่ดินและอาคารให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่จะเอาไปจำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายให้อำนาจหรือมีพระราชกฤษฎีกา ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 เอาไปขายให้โจทก์ จึงเป็นโมฆะ แม้โจทก์จะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทโดยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วก็ไม่มีผล โจทก์จึงไม่ใช่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาท ดังนั้น โจทก์จะเอาคำพิพากษาศาลฎีกามาบังคับขับไล่ผู้ร้องทั้งสี่ร้อยสามสิบสองให้ออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทโดยถือว่าเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ผู้ร้องทั้งสี่ร้อยสามสิบสองครอบครองใช้ประโยชน์อยู่โดยมีสิทธิ ผู้ร้องทั้งสี่ร้อยสามสิบสองจึงสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้เห็นได้ว่า ผู้ร้องทั้งสี่ร้อยสามสิบสองไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 คำพิพากษาศาลฎีกาจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสี่ร้อยสามสิบสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3477 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 45.2 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินอาคารคอนกรีตเลขที่ 10 ถึง 12 ถนนสุขุมวิท ซอยใจสมาน (ซอย 6) แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยปลอดจำนองและภาระผูกพันใด ๆ พร้อมโทรศัพท์หนึ่งเลขหมาย มิเตอร์ไฟฟ้า และมิเตอร์ประปาในอาคารดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โดยให้โจทก์ชำระค่าซื้อที่ดินและทรัพย์สินจำนวน 34,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 5,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 กับบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับแต่วันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว และเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 8 วัน

ผู้ร้องทั้งสี่ร้อยสามสิบสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์และรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งสี่ร้อยสามสิบสองมีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินและอาคารพิพาท

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องที่ 117 ที่ 128 ที่ 205 ที่ 245 ที่ 249 ที่ 271 ที่ 274 ที่ 280 ที่ 290 ที่ 304 ที่ 306 ที่ 311 ที่ 314 ที่ 317 ที่ 321 ที่ 331 ที่ 332 ที่ 340 ที่ 349 ที่ 360 ที่ 363 ที่ 372 ที่ 383 ที่ 389 และที่ 419 ขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 61 ที่ 64 ถึงที่ 67 ที่ 69 ถึงที่ 75 ที่ 77 ถึงที่ 79 ที่ 81 ถึงที่ 86 ที่ 88 ถึงที่ 91 ที่ 93 ถึงที่ 115 ที่ 118 ถึงที่ 123 ที่ 126 ที่ 127 ที่ 130 ที่ 131 ที่ 133 ถึงที่ 138 ที่ 140 ถึงที่ 167 ที่ 169 ที่ 171 ถึงที่ 181 ที่ 183 ถึงที่ 204 ที่ 206 ถึงที่ 209 ที่ 211 ที่ 213 ถึงที่ 230 ที่ 232 ถึงที่ 235 ที่ 237 ถึงที่ 244 ที่ 246 ถึงที่ 248 ที่ 250 ถึงที่ 270 ที่ 272 ที่ 273 ที่ 275 ถึงที่ 279 ที่ 281 ถึงที่ 289 ที่ 291 ถึงที่ 303 ที่ 305 ที่ 308 ถึงที่ 310 ที่ 312 ที่ 313 ที่ 315 ที่ 316 ที่ 318 ที่ 319 ที่ 322 ถึงที่ 324 ที่ 326 ถึงที่ 330 ที่ 333 ถึงที่ 339 ที่ 342 ถึงที่ 345 ที่ 347 ที่ 350 ที่ 352 ถึงที่ 359 ที่ 361 ที่ 362 ที่ 364 ถึงที่ 367 ที่ 369 ถึงที่ 371 ที่ 374 ที่ 375 ที่ 377 ถึงที่ 380 ที่ 382 ที่ 384 ถึงที่ 388 ที่ 390 ที่ 392 ถึงที่ 405 ที่ 407 ถึงที่ 412 ที่ 414 ถึงที่ 418 และที่ 420 ถึงที่ 432 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องที่ 316 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้นางสาวอรกานต์ เข้าเป็นคู่ความแทน และผู้ร้องที่ 12 ที่ 48 ที่ 51 ที่ 52 ที่ 60 ที่ 72 ที่ 158 ที่ 161 ที่ 329 ที่ 345 ที่ 355 ที่ 394 ที่ 397 และที่ 416 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 18 ถึงที่ 22 ที่ 24 ที่ 25 ถึงที่ 29 ที่ 31 ถึงที่ 35 ที่ 37 ที่ 38 ที่ 40 ที่ 41 ที่ 44 ที่ 47 ที่ 53 ที่ 54 ที่ 56 ที่ 57 ที่ 59 ที่ 61 ที่ 65 ที่ 67 และที่ 69 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องที่ฎีกามีว่า ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ได้พิจารณาแล้ว ที่ดินและอาคารพิพาทไม่ใช่ที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคาร บ้านเรือนของเอกชนตามธรรมดาทั่วไป แต่เป็นโบสถ์และที่ดินที่ตั้งโบสถ์ของคริสตจักรใจสมาน อันเป็น ศาสนสถานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ โดยเงินที่ซื้อที่ดินพิพาทและเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโบสถ์อาคารพิพาทได้รวบรวมมาจากเงินบริจาคของสมาชิกชาวคริสเตียนในประเทศไทย และในประเทศแคนาดาที่มีความเลื่อมใสศรัทธาบริจาคมาทั้งสิ้น หลังจากก่อสร้างเสร็จก่อนเปิดใช้อาคารการที่วันที่ 30 เมษายน 2522 คริสตจักรได้จัดพิธีการมอบถวายพระวิหารอาคารพิพาทซึ่งเป็นโบสถ์ของคริสตจักรใจสมานแด่พระเจ้า ตามหลักของคริสต์ศาสนา เช่นเดียวกับอาคารไม้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารเสด็จมาเป็นประธานในพิธีด้วย เช่นนี้ถือว่าคริสตจักรได้แสดงเจตนาอุทิศที่ดินและอาคารพิพาท ซึ่งเป็นโบสถ์และที่ดินที่ตั้งโบสถ์ให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินไปแล้ว เมื่อรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือเป็นบุคคลคนเดียวกับคริสตจักรในการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทอย่างที่โจทก์นำสืบ เนื่องจากผู้ร้องที่ฎีกานำสืบเจือสมโจทก์อยู่ว่า ในขณะนั้นจำเลยที่ 2 ศิษยาภิบาลอาวุโส ประธานคณะธรรมกิจ ผู้บริหารคริสตจักรก็เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 มิชชันนารีชาวแคนาดาด้วย ซึ่งบริษัทจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้ประกอบกิจการแสวงหากำไรอะไรอื่น โดยจำเลยที่ 1 มีสำนักงานอยู่ที่เดียวกับที่โบสถ์ของคริสตจักร จึงถือว่าจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาอุทิศที่ดินและอาคารพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วยเช่นกัน ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทแทนคริสตจักรฟังไม่ขึ้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง การที่หลังจากนั้นต่อมา ได้มีการใช้อาคารพิพาท ซึ่งเป็นโบสถ์ของคริสตจักรอันเป็นศาสนสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตลอดมา เช่นเดียวกับตอนที่โบสถ์ยังเป็นอาคารไม้มาตั้งแต่ปี 2515 แล้วจนถึงปี 2531 และจากนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ คริสตจักรยังเป็นองค์การสาธารณกุศล โดยคริสตจักรจัดให้มีกิจกรรมการกุศล อย่างที่ผู้ร้องที่ฎีกานำสืบซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวมีสมาชิกและบุคคลทั่วไปที่มีความเลื่อมใสศรัทธามาเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาและเข้ามาใช้บริการที่คริสตจักรเป็นจำนวนมากจึงยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าคริสตจักร และจำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาอุทิศที่ดินและอาคารพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้วอย่างที่ผู้ร้องที่ฎีกา ฎีกาเนื่องจากหลังจากอุทิศให้แล้วได้มีการใช้อาคารพิพาท ซึ่งเป็นโบสถ์ของคริสตจักรอย่างสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันดังกล่าว โดยเหตุที่มีสมาชิก และบุคคลทั่วไปที่มีความเลื่อมใสศรัทธามาเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา และเข้ามาใช้บริการในกิจกรรมการกุศลที่คริสตจักรเป็นจำนวนมากตลอดมา ซึ่งการแสดงเจตนาอุทิศให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลสมบูรณ์จะมาถือว่า ผู้ร้องที่ฎีกากล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยโดยปราศจากหลักฐานอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ได้ และการที่ผู้ร้องไม่ได้ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 ในคดีเดิมเพื่อต่อสู้คดีกับโจทก์ว่า ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตั้งแต่ตอนแรกก็ไม่ใช่ข้อพิรุธของพยานผู้ร้องที่ฎีกาอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เนื่องจากเป็นสิทธิของผู้ร้องที่จะร้องสอดตั้งแต่ตอนแรกหรือจะมายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษ ภายหลังในชั้นบังคับคดีอย่างเช่นเรื่องนี้ก็ได้อย่างที่ผู้ร้องที่ฎีกาฎีกา ที่ดินและอาคารพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) เป็นผลให้จะเอาไปจำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายให้อำนาจหรือมีพระราชกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 ดังนั้น ภายหลังเดือนสิงหาคม 2531 คริสตจักรหรือจำเลยที่ 1 เองจะเอาไปขายโจทก์ก็ไม่ได้ แม้อาคารพิพาทซึ่งเป็นโบสถ์ของคริสตจักรเดิมจะคับแคบ คริสตจักรจึงต้องการขายที่ดินและอาคารพิพาท เพื่อนำเงินไปซื้อที่ดินที่ซอยอ่อนนุช และที่ซอยรามคำแหง 68 เพื่อสร้างโบสถ์ใหม่อย่างที่ผู้ร้องที่ฎีกานำสืบ ตามที่โจทก์แก้ฎีกาก็ตาม แม้ตามหนังสือ โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินบางส่วน 15,000,000 บาท ให้คริสตจักรเป็นผู้รับเงินไปอย่างที่โจทก์แก้ฎีกาก็ตาม และไม่ว่าคริสตจักรจะเอาเงินค่าที่ดินที่โจทก์จะชำระไปชำระเงินค่าที่ดินให้แก่ผู้ขายอย่างที่ผู้ร้องที่ฎีกานำสืบตามที่โจทก์แก้ฎีกาหรือไม่ก็ตาม และแม้ตามรายงานการประชุม ที่ประชุมสมัชชาของสมาชิกสมบูรณ์ในคริสตจักรจะมีมติในภายหลังว่าคริสตจักรจะไม่ยอมย้ายออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท หากไม่ได้รับเงินค่าที่ดินที่ขายให้โจทก์ 49,000,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ตามที่ตกลงไว้อย่างที่ผู้ร้องที่ฎีกานำสืบ ตามที่โจทก์แก้ฎีกาก็ตามและแม้ก่อนหน้านี้ในปี 2521 เคยนำที่ดินและอาคารพิพาทไปจำนองแก่ธนาคารก็ตาม การซื้อขายก็ไม่มีผลเนื่องจากไม่มีผลลบล้างให้ถือว่าที่ดินและอาคารพิพาทไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินลงไปได้เลย เมื่อตามที่โจทก์นำสืบ โจทก์ก็ทราบอยู่แล้วว่า ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นโบสถ์และที่ดินที่ตั้งโบสถ์ของคริสตจักรใจสมาน การซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ถือว่าขัดต่อกฎหมายเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ผู้ร้องที่ฎีกาถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง แม้จะได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทโดยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์ไปแล้วก็ไม่มีผล โจทก์จึงไม่ใช่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาท ดังนั้นโจทก์จะเอาคำพิพากษาศาลฎีกามาบังคับขับไล่ผู้ร้องที่ฎีกาให้ออกไปจากที่ดิน และอาคารพิพาทโดยถือว่าเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ผู้ร้องที่ฎีกาครอบครองใช้ประโยชน์อยู่โดยมีสิทธิ ผู้ร้องที่ฎีกาจึงสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้เห็นได้ว่า ผู้ร้องที่ฎีกาไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 คำพิพากษาศาลฎีกาจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องที่ฎีกาซึ่งเป็นบุคคลภายนอก อีกทั้งเมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาพิพาทกันในเรื่องการโอนที่ดินและอาคารพิพาทเท่านั้นว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ใช่คำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาทในอันที่จะมีผลผูกพันผู้ร้องที่ฎีกาซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และ (2) เช่นกัน ดังนั้นผู้ร้องที่ฎีกา จึงสามารถยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่า ผู้ร้องที่ฎีกาไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 ตามที่กล่าวมาแล้วได้ กรณีไม่ใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอย่างที่โจทก์แก้ฎีกา ฎีกาของผู้ร้องที่ฎีกาฟังขึ้น และเนื่องจากเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ อาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 เห็นสมควรให้มีผลถึงผู้ร้องที่ไม่อุทธรณ์ และไม่ฎีกา ที่ยังไม่ถอนคำร้องและที่ยังไม่ถอนอุทธรณ์ด้วย คือ ผู้ร้องที่ 10 ที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 17 ที่ 23 ที่ 30 ที่ 36 ที่ 39 ที่ 42 ที่ 43 ที่ 45 ที่ 46 ที่ 49 ที่ 50 ที่ 55 ที่ 58 ที่ 63 ที่ 64 ที่ 66 ที่ 70 ที่ 71 ที่ 73 ถึงที่ 79 ที่ 81 ถึงที่ 116 ที่ 118 ถึงที่ 127 ที่ 129 ถึงที่ 157 ที่ 159 ที่ 160ที่ 162 ถึงที่ 204 ที่ 206 ถึงที่ 244 ที่ 246 ถึงที่ 248 ที่ 250 ถึงที่ 270 ที่ 272 ที่ 273 ที่ 275 ถึงที่ 279 ที่ 281 ถึงที่ 289 ที่ 291 ถึงที่ 303ที่ 305 ที่ 307 ถึงที่ 310 ที่ 312 ที่ 313 ที่ 315 ที่ 316 ที่ 318 ถึงที่ 320 ที่ 322 ถึงที่ 328 ที่ 330 ที่ 333 ถึงที่ 339 ที่ 341 ถึงที่ 344 ที่ 346 ถึงที่ 348 ที่ 350 ถึงที่ 354 ที่ 356 ถึงที่ 359 ที่ 361 ที่ 362 ที่ 364 ถึงที่ 371 ที่ 373 ถึงที่ 382 ที่ 384 ถึงที่ 388 ที่ 390 ถึงที่ 393 ที่ 395 ที่ 396 ที่ 398 ถึงที่ 415 ที่ 417 ที่ 418 และที่ 420 ถึงที่ 432

อนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลฎีกาว่า ภายหลังที่ผู้ร้องทั้งสี่ร้อยสามสิบสองยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษเหนือที่ดินพร้อมอาคารที่พิพาทต่อศาลแพ่งคดีนี้แล้ว โจทก์คดีนี้ยื่นฟ้องนางพรพิไล ผู้ร้องที่ 165 เป็นจำเลย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในคดีหมายเลขดำที่ 3457/2548 และนายธนากร ผู้ร้องที่ 422 เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในคดีหมายเลขดำที่ 4220/2548 ข้อหาละเมิด ขับไล่ และวันที่14 ตุลาคม 2548 ศาลแพ่งได้มีคำวินิจฉัยคดีนี้ว่า ที่ดินพร้อมอาคารที่พิพาทไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ร้องทั้งสี่ร้อยสามสิบสองไม่มีอำนาจพิเศษเหนือที่ดินพร้อมอาคารพิพาท จึงมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ร้อยสามสิบสอง ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องนางพรพิไล ผู้ร้องที่ 165 เป็นจำเลย ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6689/2549 และวันที่ 20 ธันวาคม 2549 มีคำพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้อง นายธนากร ผู้ร้องที่ 422 เป็นจำเลย ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10761/2549 ให้ขับไล่จำเลยทั้งสองคดีโดยวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่ดินพร้อมอาคารที่พิพาทไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามคำสั่งศาลแพ่ง แม้คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างอุทธรณ์ แต่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแพ่งมีผลผูกพันคู่ความจนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข กลับหรืองดเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ฟังข้อเท็จจริงตามคำสั่งศาลแพ่ง แล้วพิพากษาว่าที่ดินพร้อมอาคารที่พิพาทไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5806/2556 ซึ่งวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11620/2556 วินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โดยศาลฎีกาทั้งสองคดีดังกล่าวยังมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพร้อมอาคารที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ซึ่งในขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาทั้งสองคดีดังกล่าวนั้น คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทั้งนี้เพื่อมิให้ขัดกันในคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5806/2556และ 11620/2556 ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะของที่ดินโฉนดเลขที่ 3477 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้าง ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเสียให้ถูกต้องว่าคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5806/2556 และ 11620/2556 ในประเด็นที่ว่าที่ดินพร้อมอาคารที่พิพาทไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยอาศัยคำสั่งของศาลแพ่งที่มีผลผูกพันคู่ความตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงถึงสถานะที่ดินพร้อมอาคารที่พิพาทในคดีนี้ฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพร้อมอาคารที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ถือว่าคำสั่งศาลแพ่งที่เคยวินิจฉัยว่า ที่ดินพร้อมอาคารที่พิพาทไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นถูกกลับโดยคำพิพากษาของศาลฎีกาที่สูงกว่า ดังนั้นคำสั่งศาลแพ่งจึงสิ้นผลผูกพันนางพรพิไล ผู้ร้องที่ 165 จำเลยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5806/2556 และนายธนากร ผู้ร้องที่ 422 จำเลย ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11620/2556 ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แล้ว

พิพากษากลับเป็นว่า ผู้ร้องต่อไปนี้ไม่ใช่บริวารของจำเลยที่ 1 คือ ผู้ร้องที่ 1ถึงที่ 11 ที่ 13 ถึงที่ 47 ที่ 49 ที่ 50 ที่ 53 ถึงที่ 59 ที่ 61 ที่ 63 ถึงที่ 67 ที่ 69 ถึงที่ 71 ที่ 73 ถึงที่ 79 ที่ 81 ถึงที่ 116 ที่ 118 ถึงที่ 127 ที่ 129 ถึงที่ 157 ที่ 159 ที่ 160 ที่ 162 ถึงที่ 204 ที่ 206 ถึงที่ 244 ที่ 246 ถึงที่ 248 ที่ 250 ถึงที่ 270 ที่ 272 ที่ 273 ที่ 275 ถึงที่ 279 ที่ 281 ถึงที่ 289 ที่ 291 ถึงที่ 303 ที่ 305 ที่ 307 ถึงที่ 310 ที่ 312 ที่ 313 ที่ 315 ที่ 316 ที่ 318 ถึงที่ 320 ที่ 322 ถึงที่ 328 ที่ 330 ที่ 333 ถึงที่ 339 ที่ 341 ถึงที่ 344 ที่ 346 ถึงที่ 348 ที่ 350 ถึงที่ 354 ที่ 356 ถึงที่ 359 ที่ 361 ที่ 362 ที่ 364 ถึงที่ 371 ที่ 373 ถึงที่ 382 ที่ 384 ถึงที่ 388 ที่ 390 ถึงที่ 393 ที่ 395 ที่ 396 ที่ 398 ถึงที่ 415 ที่ 417 ที่ 418 และที่ 420 ถึงที่ 432 โดยคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีหมายเลขแดงที่ 127/2539 ไม่มีผลผูกพันผู้ร้องดังกล่าว โจทก์จะเอาคำพิพากษาศาลฎีกามาบังคับขับไล่ผู้ร้องให้ออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาทโดยถือว่าเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนผู้ร้องที่ฎีกา คือ ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 9 ที่ 18 ถึงที่ 22 ที่ 24 ที่ 25 ถึงที่ 29 ที่ 31 ถึงที่ 35 ที่ 37 ที่ 38 ที่ 40 ที่ 41 ที่ 44 ที่ 47 ที่ 53 ที่ 54 ที่ 56 ที่ 57 ที่ 59 ที่ 61 ที่ 65 ที่ 67 และที่ 69 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 ม. 1304 (2) ม. 1305
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยัสวินเดอร์ปาลซิงห์ สัจเดว
ผู้ร้อง — นายมนูญศักดิ์ กมลมาตยากุล กับพวก
จำเลย — บริษัทคิงดัมพัฒนา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13552/2558
#590850
เปิดฉบับเต็ม

บุคคลที่มีข้อพิพาทซึ่งอาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันมีผลทำให้หนี้เดิมระงับตามมาตรา 852 แล้วผูกพันกันตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แต่บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในข้อที่ 1 ระบุว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" แล้วตกลงกันเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทั้งๆ ที่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเกิดจากจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 จนมีบุตร ทั้งจำเลยทั้งสองอยู่กินด้วยกัน อันเป็นการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาซึ่งมีผลให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 และการหย่ายังทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว ทำให้โจทก์เรียกค่าทดแทนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 ข้อพิพาทที่ทำให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ทั้งสามประการมิได้มีการตกลงเพื่อระงับกันให้เสร็จไปแต่อย่างใด บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และตามพฤติการณ์ที่มีการระบุไว้ว่าจะมีการตกลงเรื่องหย่าและสินสมรสกันในภายหลังนั้นแสดงว่าโจทก์ไม่ได้ให้อภัยแก่จำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่า ระงับสิ้นไป การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกร้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างบันทึกข้อตกลงดังกล่าว มาเป็นข้อต่อสู้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจำเลยที่ 1 จะเกษียณอายุราชการ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำเลยที่ 1 เกษียณอายุราชการ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำเลยที่ 1 เกษียณอายุราชการ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2523 โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสและอยู่กินกันแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาในปี 2555 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและมีบุตรด้วยกัน 1 คน ตามแบบรับรองทะเบียนคนเกิด โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงกันเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ให้จำเลยที่ 1 ส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าฝ่ายชายจะมีอายุครบ 60 ปี ระหว่างแยกกันอยู่ยังให้ถือว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยา ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูตามกฎหมายได้ ปรากฏตามบันทึกข้อตกลง ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนกับค่าเลี้ยงชีพได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อตกลงต่อกันไว้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ผิดข้อตกลง โจทก์จึงยังไม่อาจฟ้องได้นั้น เมื่อโจทก์ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทน ค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยทั้งสองโดยอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ไม่อาจฟ้องได้เพราะมีบันทึกข้อตกลง กรณีจึงมีปัญหาพิจารณาว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีผลทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีตามกฎหมายดังกล่าวระงับหรือถูกลดทอนลงเพราะบันทึกข้อตกลงหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบุคคลมีข้อพิพาทที่อาจใช้สิทธิทางศาลต่อกัน อาจตกลงระงับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้มีผลตามมาตรา 852 คือระงับหนี้เดิม แล้วผูกพันกันตามสิทธิที่ได้แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยมาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" แต่บันทึกข้อตกลง หาได้มีข้อตกลงใดที่แสดงให้เห็นว่ามุ่งระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ให้ระงับไม่ โดยในข้อตกลงข้อ 1 ระบุว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" แล้วตกลงกันเพียงว่าจำเลยที่ 1 จะส่งค่าเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ทั้งที่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองที่เกิดจากฝ่ายจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 จนมีบุตรและจำเลยทั้งสองอยู่กินด้วยกัน อันเป็นการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1516 และการหย่ายังทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 1526 นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์กันทางชู้สาว ทำให้โจทก์เรียกค่าทดแทนได้ตามมาตรา 1523 ข้อพิพาทที่ทำให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ทั้งสามประการมิได้มีการตกลงเพื่อระงับกันให้เสร็จไปแต่อย่างใดเพราะโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระบุในบันทึกตกลงว่า "ส่วนเรื่องหย่าและสินสมรสนั้นจะได้ตกลงกันในภายหลัง" ทั้งเป็นการตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีข้อความใดกล่าวถึงการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในเรื่องค่าทดแทน ข้อความตามบันทึกข้อตกลง จึงยังไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและตามพฤติการณ์ที่มีการระบุไว้ว่าจะมีการตกลงเรื่องหย่าและสินสมรสกันในภายหลังนั้นยังแสดงว่าโจทก์ไม่ได้ให้อภัยจำเลยที่ 1 อันจะเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 แต่อย่างใด สิทธิที่โจทก์มีอยู่หาระงับสิ้นไป การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกร้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างบันทึกตกลง มาเป็นข้อต่อสู้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 138
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852 ม. 1516 ม. 1523 ม. 1526
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเอมอร สอนนุชาติ
จำเลย — พันตำรวจโท วีรพงศ์กฤชณ์ สอนสุชาติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายธงไชย จิรเดชพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชาญ พึ่งประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พิศล พิรุณ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา