คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12797/2558
#590858
เปิดฉบับเต็ม

ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 364 นั้น แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะระบุอ้าง ป.อ. มาตรา 364 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเข้าไปในเคหสถานในความครอบครองของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 364 ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 364 ไม่ได้ เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วและไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ตามบันทึกการตรวจยึดและบัญชีของกลางคดีอาญาระบุว่า ป้ายผ้าผืนแรกมีข้อความว่า "ที่ดินคนไทย ทำไมให้ต่างชาติทำกิน" ผืนที่สองมีข้อความว่า "แผ่นดินไทยแต่คนไทยไม่มีที่ทำกิน ต้องยกเลิกสัญญา" ส่วนไม้กระดานอัดแผ่นแรกเขียนข้อความเกี่ยวกับระเบียบการเข้ามาอยู่ในที่ดินที่เกิดเหตุและแผ่นที่สองเขียนข้อความเกี่ยวกับค่าสมัครสมาชิก แม้ป้ายผ้าและไม้กระดานอัดซึ่งมีข้อความดังกล่าวแขวนหรือติดไว้ในที่เกิดเหตุ แต่ป้ายผ้าและไม้กระดานอัดไม่ใช่ทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้โดยตรง จึงริบทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์สิน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อไม่ริบทรัพย์สินดังกล่าวจึงต้องคืนแก่เจ้าของ แม้โจทก์มิได้มีคำขอมาก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 362, 364, 365 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 กับที่ 3 เสร็จแล้ว จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัทประจักษ์วิวัฒน์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 364 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือนและปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นอันระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ด้วยนั้น เห็นว่า แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเข้าไปในเคหสถานในความครอบครองของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 364 ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง แม้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วและไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบป้ายผ้า 2 ผืน และแผ่นไม้กระดานอัด 2 แผ่น ของกลางนั้น เห็นว่า ตามบันทึกการตรวจยึดและบัญชีของกลางคดีอาญา ระบุว่า ป้ายผ้าผืนแรกมีข้อความว่า "ที่ดินคนไทย ทำไมให้ต่างชาติทำกิน" ผืนที่สองมีข้อความว่า "แผ่นดินไทยแต่คนไทยไม่มีที่ทำกิน ต้องยกเลิกสัญญา" ส่วนไม้กระดานอัดแผ่นแรกเขียนข้อความเกี่ยวกับระเบียบการเข้ามาอยู่ในที่ดินที่เกิดเหตุและแผ่นที่สองเขียนข้อความเกี่ยวกับค่าสมัครสมาชิก แม้ป้ายผ้าและไม้กระดานอัดซึ่งมีข้อความดังกล่าวแขวนหรือติดไว้ในที่เกิดเหตุ แต่ป้ายผ้าและไม้กระดานอัดไม่ใช่ทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้โดยตรง จึงริบทรัพย์สินไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์สิน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อไม่ริบทรัพย์สินดังกล่าวจึงต้องคืนแก่เจ้าของ แม้โจทก์มิได้มีคำขอมาก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 ประกอบมาตรา 186 (9)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง และคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควร เป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบของกลาง แต่ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 49 ม. 186 (9) ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
โจทก์ร่วม — บริษัทประจักษ์วิวัฒน์ จำกัด
จำเลย — นายสันติสุข จินดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายชัยรัตน์ ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12795/2558
#589767
เปิดฉบับเต็ม

การใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักฟังพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย เป็นการใช้ดุลพินิจในการค้นหาเหตุผลจากพยานหลักฐานเหล่านั้นว่าควรจะรับฟังได้เพียงใดหรือไม่ ฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากัน ศาลมีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ได้ความจากการนำสืบของทั้งสองฝ่ายมาใช้ดุลพินิจรับฟังได้ตามสมควรตามพฤติการณ์แห่งคดี อันเป็นอำนาจโดยอิสระของศาลชั้นต้นในการค้นหาเหตุผลเพื่อหาข้อเท็จจริงแห่งคดีให้ได้ข้อยุติ ข้อที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์โต้แย้งว่าเหตุผลที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ก็เป็นเพียงความคิดเห็นของโจทก์ร่วม ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติบังคับว่า หากเป็นรายละเอียดปลีกย่อยแล้วจะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจไม่ได้ การใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานของศาลชั้นต้นจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการอุทธรณ์โดยยกเอาเรื่องการใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง แล้วนำเอาหลักกฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้องมาปรับเพื่อให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 7,511,562.30 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทโมเดคเฮ้าส์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพราะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ให้รับฎีกาโจทก์ร่วมเฉพาะปัญหาว่าอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ไว้พิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกามีว่า คำอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้ยกนั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอก เมื่อสืบพยานทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้นแล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำเบิกความของนายจิตรกร ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์ร่วมเบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่สามารถนำสืบให้ชัดแจ้งถึงแหล่งที่มาและวิธีการนำเงินรายได้ไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ตรวจสอบเงินค่าสินค้าคงเหลือว่าจำเลยยักยอกหรือไม่ คงมุ่งเน้นตรวจสอบเฉพาะเงินมัดจำ ทั้ง ๆ ที่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบเงินทั้งสองส่วน พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่สามารถเชื่อมโยงและมีความกระจ่างชัดให้สิ้นสงสัยได้ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยยักยอกเงินโจทก์ร่วมตามฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเหตุแห่งความสงสัยมายกประโยชน์แก่จำเลยนั้น เป็นเพียงเหตุรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่มุ่งพิสูจน์ความผิดของจำเลย การยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เห็นว่า การใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยว่า พยานหลักฐานของฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจในการค้นหาเหตุผลจากพยานหลักฐานเหล่านั้นว่าควรจะรับฟังได้เพียงใดหรือไม่ ฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากันศาลมีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ได้ความจากการนำสืบของทั้งสองฝ่ายมาใช้ดุลพินิจรับฟังได้ตามสมควรตามพฤติการณ์แห่งคดี อันเป็นอำนาจโดยอิสระของศาลชั้นต้นในการค้นหาเหตุผลเพื่อหาข้อเท็จจริงแห่งคดีให้ได้ข้อยุติ ข้อที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์โต้แย้งว่าเหตุผลที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ก็เป็นเพียงความคิดเห็นของโจทก์ร่วม ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติบังคับว่า หากเป็นรายละเอียดปลีกย่อยแล้วจะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจไม่ได้ การใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานของศาลชั้นต้นจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังที่โจทก์ร่วมอ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการอุทธรณ์โดยยกเอาเรื่องการใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงแล้วนำเอาหลักกฎหมายที่ไม่เกี่ยวข้องมาปรับเพื่อให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เว้นแต่จะมีผู้อนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ร่วม — บริษัทโมเดคเฮ้าส์ จำกัด
จำเลย — นางภาวนาหรือพิมพ์นิภาหรือต้อย เทียมดวงตะวัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายรังสรรค์ พิบูลย์กิจสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบดินทร์ ตรีรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12776/2558
#633571
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้แทนนิติบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนจังหวัดในเขตจังหวัดตามมาตรา 7 ซึ่งอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการนี้ย่อมหมายรวมถึงอำนาจติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของรัฐที่อยู่ในเขตจังหวัดที่อยู่ในความดูแล ตลอดจนมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งปวงเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวได้ตามสิทธิและหน้าที่ที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 66 และ 67 ด้วย เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการทำโดยละเมิดต่อโจทก์โดยตรง โจทก์โดยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โดยไม่จำต้องรับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดอีก

เหตุที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพราะจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ โดยที่ดินดังกล่าวโจทก์อ้างว่ามีวัตถุประสงค์สร้างเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและสันทนาการตามโครงการก่อสร้างสนามกีฬาของโจทก์ ซึ่งย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าโจทก์ไม่อาจนำออกให้เช่าตามคำขอเช่าของจำเลยได้เพราะขัดต่อวัตถุประสงค์ของโจทก์ โจทก์มีเหตุที่ไม่อาจให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตามคำขอเพราะต้องนำที่ดินไปสร้างเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสันทนาการตามโครงการก่อสร้างสนามกีฬาของโจทก์ มิใช่เรื่องโจทก์ไม่ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทโดยไม่มีเหตุผลรองรับซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย ในทางตรงกันข้ามการที่จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นอุปสรรคทำให้โจทก์ไม่อาจดำเนินการตามวัตถุประสงค์อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย การใช้สิทธิทางศาลของโจทก์จึงชอบแล้ว หาใช่เป็นเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย 1,746,000 บาท เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ด้วย อัตราค่าขึ้นศาลตาราง 1 (3) ท้าย ป.วิ.พ. ให้คิดค่าขึ้นศาลตามอัตราคดีที่มีทุนทรัพย์ แต่ไม่ให้น้อยกว่าอัตราค่าขึ้นศาลในส่วนที่ไม่มีทุนทรัพย์แล้วแต่กรณี เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียง 8,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และฎีกาในส่วนที่มีทุนทรัพย์ของจำเลยจึงมีจำนวน 8,000 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาลตามตาราง (1) (ก) เป็นเงิน 160 บาท ซึ่งน้อยกว่าค่าขึ้นศาลในส่วนที่ไม่มีทุนทรัพย์ที่ตาราง (2) (ก) กำหนดไว้ 200 บาท จำเลยจึงต้องชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาตามส่วนที่ไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งเป็นอัตราที่มากกว่าเป็นเงินชั้นศาลละ 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินในท้องที่ตำบลรัษฎา และตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 1 งาน 31 ตารางวา ของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,746,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 1 งาน 31 ตารางวา ตามสำเนาแผนที่ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 8,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 31 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ที่กระทรวงมหาดไทยประกาศมอบหมายให้โจทก์เป็นผู้จัดหาผลประโยชน์จากการให้เช่าตั้งศูนย์ราชการกับบ้านพักและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่จำเลยปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินดังกล่าวโดยมิได้เป็นผู้เช่ากับโจทก์

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยอ้างเหตุบกพร่องในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ประการแรกว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของรัฐรวมทั้งที่ดินพิพาท แม้กระทรวงมหาดไทยจะมีประกาศให้จำเลยเป็นผู้จัดหาผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่มิได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยตรง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้แทนนิติบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการส่วนจังหวัดในเขตจังหวัดตามมาตรา 7 ซึ่งอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการนี้ย่อมหมายรวมถึงอำนาจติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของรัฐที่อยู่ในเขตจังหวัดที่อยู่ในความดูแล ตลอดจนมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งปวงเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวได้ตามสิทธิและหน้าที่ที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 66 และ 67 ด้วย เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการทำโดยละเมิดต่อโจทก์โดยตรง โจทก์โดยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โดยไม่จำต้องรับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดอีก ฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุบกพร่องในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์ใช้สิทธิทางศาลฟ้องร้องจำเลยโดยไม่สุจริต เพราะไม่ดำเนินการให้จำเลยเช่าตามประกาศกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดให้เป็นเขตพื้นที่ให้เอกชนเช่าตามที่จำเลยมีคำขอเช่าโดยปราศจากเหตุผล จงใจให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยนั้น เห็นว่า เหตุที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพราะจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ โดยที่ดินดังกล่าวโจทก์อ้างว่ามีวัตถุประสงค์สร้างเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและสันทนาการตามโครงการก่อสร้างสนามกีฬาของโจทก์ ซึ่งย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าโจทก์ไม่อาจนำออกให้เช่าตามคำขอเช่าของจำเลยได้เพราะขัดต่อวัตถุประสงค์ของโจทก์ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า กระทรวงมหาดไทยมีประกาศเป็นอย่างอื่นให้ที่ดินพิพาทเป็นเขตให้เอกชนเช่า ไม่ใช่ตามวัตถุประสงค์ที่โจทก์อ้างนั้น เท่ากับเป็นการโต้แย้งประเด็นพิพาทซึ่งเป็นเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยมีสิทธิโดยชอบที่จะขอเช่าที่ดินพิพาทต่อโจทก์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในฎีกา ข้อ 2 (ก) และ (ข) ของจำเลย ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง และมีคำสั่งไม่รับข้อฎีกาของจำเลยในส่วนนี้โดยจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ และข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์มีเหตุที่ไม่อาจให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทตามคำขอเพราะต้องนำที่ดินไปสร้างเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสันทนาการตามโครงการก่อสร้างสนามกีฬาของโจทก์ มิใช่เรื่องโจทก์ไม่ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทโดยไม่มีเหตุผลรองรับซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย ในทางตรงกันข้ามการที่จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นอุปสรรคทำให้โจทก์ไม่อาจดำเนินการตามวัตถุประสงค์อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย การใช้สิทธิทางศาลของโจทก์ จึงชอบแล้ว หาใช่เป็นเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ขอคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ชำระเกินไปนั้นเห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย 1,746,000 บาท เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ด้วย อัตราค่าขึ้นศาลตาราง 1 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้คิดค่าขึ้นศาลตามอัตราคดีที่มีทุนทรัพย์ แต่ไม่ให้น้อยกว่าอัตราค่าขึ้นศาลในส่วนที่ไม่มีทุนทรัพย์แล้วแต่กรณี เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียง 8,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และฎีกาในส่วนที่มีทุนทรัพย์ของจำเลยจึงมีจำนวน 8,000 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาลตามตาราง (1) (ก) เป็นเงิน 160 บาท ซึ่งน้อยกว่าค่าขึ้นศาลในส่วนที่ไม่มีทุนทรัพย์ที่ตาราง (2) (ก) กำหนดไว้ 200 บาท จำเลยจึงต้องชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาตามส่วนที่ไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งเป็นอัตราที่มากกว่าเป็นเงินชั้นศาลละ 200 บาท ที่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 35,120 บาท และชั้นฎีกา 34,920 บาท จึงเป็นการชำระเกินไปทั้งสองศาล เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 34,920 บาท ให้จำเลยตามคำขอ รวมตลอดจนถึงค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 34,720 บาท ให้จำเลยไปพร้อมกันด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น สำหรับค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์ชำระมานั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอันเป็นค่าเสียหายอนาคตแต่อย่างใด ที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลอนาคตตามตาราง 1 (4) มา 100 บาท จึงเป็นการชำระค่าขึ้นศาลเกินไปเช่นกัน เห็นควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนนี้ให้โจทก์ด้วย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่ชำระเกินไป 100 บาท ให้โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่ชำระเกินไปรวม 69,640 บาท ให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 67
ป.วิ.พ. ตาราง 1
ป.วิ.พ. ตาราง 2
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 ม. 8 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายอดุลย์ คาน
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12768/2558
#634819
เปิดฉบับเต็ม

แม้บัญชีทรัพย์ส่วนกลางจะไม่ได้ระบุว่าอุปกรณ์การเชื่อมต่อสายไฟฟ้าที่ห้องควบคุมไฟฟ้าบริเวณชั้น 2 เป็นทรัพย์ส่วนกลางด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลด้วยเช่นกัน เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมในการใช้ไฟฟ้าในชั้นนั้น ๆ ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 บัญญัติคำนิยามของ " ทรัพย์ส่วนกลาง " ว่า หมายถึงส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอันที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม เมื่ออุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นทรัพย์ส่วนกลางตามนัยคำนิยามดังกล่าว อุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นต้นเหตุเกิดเพลิงไหม้เป็นทรัพย์ส่วนกลางซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และไฟฟ้าเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ให้ได้ว่าการเสียหายเกิดขึ้นแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อ ศ. เจ้าของร่วม ผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 437 วรรคสอง และเมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ ศ. ไป โจทก์ชอบที่จะรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 642,287.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดใบหยกทาวเวอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและมีอำนาจจัดการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้ตามข้อบังคับและมติของเจ้าของร่วมภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2548 เกิดเพลิงไหม้ที่ห้องควบคุมกระแสไฟฟ้าบริเวณชั้น 2 ของอาคารชุด เนื่องมาจากอุปกรณ์การเชื่อมต่อสายไฟฟ้าบริเวณหลังตู้ควบคุมไฟของห้องควบคุมไฟชั้น 2 เกิดชำรุดหลุดหลวมจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความร้อนสะสมขึ้นจนฉนวนหุ้มสายไฟเกิดลุกไหม้ เป็นเหตุให้ทรัพย์สินภายในห้องชุดของนางสาวศรีรัตน์ ซึ่งเอาประกันอัคคีภัยไว้กับโจทก์ถูกเขม่าควันไฟและเปียกน้ำได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร่วมรายหนึ่งของอาคารชุด ไม่มีหน้าที่ครอบครองดูแลทรัพย์ส่วนกลางร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 มิได้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดเพลิงไหม้เป็นทรัพย์ส่วนกลางหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าทรัพย์ส่วนกลางที่อยู่ในความดูแลบำรุงรักษาของจำเลยที่ 1 ต้องเป็นทรัพย์ส่วนกลางที่อยู่ในบัญชีทรัพย์ส่วนกลาง ซึ่งไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้รวมอยู่ด้วยแต่ประการใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาและไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายที่จะนำเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางไปชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อันเป็นวัตถุประสงค์อื่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของนิติบุคคล เห็นว่า แม้บัญชีทรัพย์ส่วนกลางจะไม่ได้ระบุว่าอุปกรณ์การเชื่อมต่อสายไฟฟ้าที่ห้องควบคุมไฟฟ้าบริเวณชั้น 2 เป็นทรัพย์ส่วนกลางด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลด้วยเช่นกัน เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวก็เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมในการใช้ไฟฟ้าในชั้นนั้น ๆ ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 บัญญัติคำนิยามของ " ทรัพย์ส่วนกลาง " ว่า หมายถึงส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอันที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม เมื่ออุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นทรัพย์ส่วนกลางตามนัยคำนิยามดังกล่าว

ส่วนฎีกาที่ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นทรัพย์ที่เป็นอันตรายโดยสภาพและต้องอยู่ภายในกฎระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง ผู้ใดก็ตามที่ก่อสร้างอาคารสูงที่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต้องยกกรรมสิทธิ์ให้แก่การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้านครหลวงห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าไปเกี่ยวข้อง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาจึงขัดกับระเบียบของการไฟฟ้านครหลวงนั้นเป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นต้นเหตุเกิดเพลิงไหม้เป็นทรัพย์ส่วนกลางซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และไฟฟ้าเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถพิสูจน์ให้ได้ว่าการเสียหายเกิดขึ้นแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อนางสาวศรีรัตน์ เจ้าของร่วม ผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคสอง และเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 600,000 บาท ให้แก่นางสาวศรีรัตน์ไป โจทก์ชอบที่จะรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 437 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดใบหยกทาวเวอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12761/2558
#604480
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้รับผิดชำระค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสี่มิได้บริจาคเงินและไม่มีเจตนาจะจูงใจให้จำเลยทั้งสี่ได้รับเลือกตั้ง ถือว่าจำเลยทั้งสี่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 99 วรรคหนึ่ง ที่ให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น มิใช่บทบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดโดยเด็ดขาด จำเลยทั้งสี่ย่อมมีสิทธินำสืบปฏิเสธว่ามิได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันและแทนกันชดใช้เงิน 275,897.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 40,080.78 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ชดใช้เงิน 252,985.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 36,948.25 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้เงินคนละ 5,290.50 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสี่สละประเด็นข้อต่อสู้อื่น โดยขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเฉพาะประเด็นเรื่องจำเลยทั้งสี่ได้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 หรือไม่ และจำเลยทั้งสี่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาล 12,637 บาท แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางยุวดี ทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ให้ทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนแก่จำเลยทั้งสี่ อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ที่โจทก์ฎีกาว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องเรียนจำเลยทั้งสี่ว่ากระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งแล้ว จึงมีคำสั่งให้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสี่บริจาคเงินทำบุญให้แก่วัดศรีคุณเมืองเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนแก่จำเลยทั้งสี่ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยทั้งสี่แล้ว จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ จำเลยทั้งสี่ไม่อาจนำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้นั้น เห็นว่า การฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้รับผิดชำระค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสี่มิได้บริจาคเงินและไม่มีเจตนาจะจูงใจให้จำเลยทั้งสี่ได้รับเลือกตั้ง ถือว่าจำเลยทั้งสี่ปฏิเสธว่ามิได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 99 วรรคหนึ่ง ที่ให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น มิใช่บทบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดโดยเด็ดขาด จำเลยทั้งสี่ย่อมมีสิทธินำสืบปฏิเสธว่ามิได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสี่บริจาคเงินให้แก่วัดศรีคุณเมืองตามฟ้อง โดยโจทก์มีนางสาวเครือวัลย์ ผู้อำนวยการสำนักการคลังเทศบาลเมืองหนองคาย นางจามรี ปลัดเทศบาลเมืองหนองคาย นายทรงพล ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองหนองคายในครั้งที่เกิดเหตุ จ่าเอกสันทนา เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนเทศบาลเมืองหนองคาย นายอุทัย และนายปณิธาน คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดหนองคาย เบิกความเป็นพยาน แต่พยานโจทก์ดังกล่าวต่างก็มิได้เป็นประจักษ์พยานผู้ที่รู้เห็นข้อเท็จจริง ที่ว่าจำเลยทั้งสี่เป็นผู้บริจาคเงินให้แก่วัดศรีคุณเมืองแต่อย่างใด โดยพยานโจทก์ทั้งหมดต่างเบิกความเฉพาะในส่วนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งสี่และเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น จึงเป็นพยานบอกเล่า ทั้งตามคำวินิจฉัยสั่งการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 1900/2547 ลงวันที่ 21 กรกฏาคม 2547 ก็ปรากฎข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหนองคายได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาแล้ว โดยได้ให้โอกาสผู้ร้องเรียนและผู้ถูกร้องเรียนมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานด้วยแล้ว เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องเรียนซึ่งหมายถึงจำเลยทั้งสี่ หรือมีบุคคล หรือคณะบุคคลกระทำการใดๆ ตามคำร้องเรียน แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งกลับพิจารณารายงานการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหนองคายแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนปรากฏชื่อจำเลยทั้งสี่ในสมุดบัญชีผู้บริจาคเงินทอดกฐินสามัคคีวัดศรีคุณเมืองเมื่อวันที่ 7 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2546 และมีการประกาศรายชื่อผู้ร่วมบริจาคเงินทอดกฐินสามัคคีด้วย มาเป็นหลักฐานอันควรเชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ได้บริจาคเงินให้แก่วัดศรีคุณเมืองเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยทั้งสี่ ซึ่งขัดแย้งกับความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดหนองคายดังกล่าวข้างต้น โดยโจทก์มิได้นำสมุดบัญชีผู้บริจาคเงินทอดกฐินสามัคคีและประกาศรายชื่อผู้ร่วมบริจาคมานำสืบให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคดังกล่าวจริง ส่วนจำเลยทั้งสี่ต่างนำสืบปฏิเสธว่า ไม่เคยบริจาคเงินให้แก่วัดศรีคุณเมือง และจำเลยที่ 4 ยังนำสืบว่า วัดศรีคุณเมืองอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งเป็นคนละเขตเลือกตั้งกับที่จำเลยที่ 4 สมัครรับเลือกตั้ง แม้นายเลื่อน พยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะเบิกความว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของพยานจะรับซองกฐินซึ่งมีเงินอยู่ในซองมาแล้วจดชื่อผู้บริจาคที่ปรากฏอยู่หน้าซองกฐินและตรวจนับเงิน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมทำบุญทอดกฐินที่วัดศรีคุณเมืองด้วย แต่ก็จำไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำบุญคนละเท่าใด และจำไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ร่วมทำบุญหรือไม่ นอกจากนี้ นายเลื่อนก็มิได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้ยื่นซองกฐินที่มีเงินบริจาคอยู่ข้างในให้แก่นายเลื่อนด้วยตนเอง ขณะเบิกความนายเลื่อนมีอายุ 72 ปี และมาเบิกความหลังเกิดเหตุเกือบ 10 ปี ไม่น่าเชื่อว่าจะจำเหตุการณ์ได้ไม่ผิดพลาด จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อจำเลยทั้งสี่นำสืบปฏิเสธว่ามิได้บริจาคเงินให้แก่วัดศรีคุณเมือง ลำพังคำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่า จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสี่บริจาคเงินให้แก่วัดศรีคุณเมืองเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยทั้งสี่ ดังนั้น คำสั่งโจทก์ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งสี่ย่อมไม่ผูกพันจำเลยทั้งสี่ให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 97 วรรคหนึ่ง ม. 99 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายมาลัย พัวตนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายโช บุญสม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนรินทร์ ตงศิริ
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12754/2558
#592023
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 บัญญัติว่า "ในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ให้ บสท. ดำเนินการโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้า บสท. เห็นว่าการจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์แก่ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้" และมาตรา 77 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจำหน่ายทรัพย์สินตามมาตรา 76 ให้ บสท. ประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันจำหน่าย โดยลงโฆษณาในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายอย่างน้อยหนึ่งฉบับเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามวัน" โจทก์ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับวันที่ 16 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 รวมสามวันติดต่อกัน และลงโฆษณาทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์วันที่ 18 กรกฎาคม 2550 โดยกำหนดวันขายทอดตลาดเป็นวันที่ 3 สิงหาคม 2550 ซึ่งตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ลงโฆษณาไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันจำหน่าย ดังนี้ สำหรับการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เมื่อนับจากวันที่สามคือวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 จึงเป็นการประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันจำหน่าย แต่สำหรับการลงโฆษณาในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 แม้หากจะถือว่าการลงโฆษณาดังกล่าวมีผลต่อเนื่องไป วันที่สามก็คือวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 ซึ่งเมื่อนับจากวันดังกล่าวไปสิบห้าวัน วันที่ขายทอดตลาดได้อย่างเร็วที่สุดก็คือวันที่ 5 สิงหาคม 2550 ดังนั้น การลงโฆษณาในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้มาเป็นของตนแทนการจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8788 และ 9078 ตำบลคลองสาน (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 287,221 บาท และชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 78,333 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบการครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8788 และ 9078 ตำบลคลองสาน (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 60,000 บาท นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2550 จนกว่าจะขนย้ายและส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมาจำนวน 6,115 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8788 และ 9078 ตำบลคลองสาน (บางไส้ไก่ฝั่งเหนือ) อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร ของจำเลย ชอบด้วยหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ส่วนที่ 3 มาตรา 76 บัญญัติว่า "ในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้ บสท. ดำเนินการโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้า บสท. เห็นว่า การจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์แก่ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้" และมาตรา 77 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจำหน่ายทรัพย์สินตามมาตรา 76 ให้ บสท. ประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันจำหน่าย โดยลงโฆษณาในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายอย่างน้อยหนึ่งฉบับ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามวัน" สำหรับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้จากคำเบิกความของนายอภิเดช ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ว่า ก่อนจะบังคับขายทอดตลาดเอาแก่ที่ดินทั้งสองแปลงของจำเลยได้ โจทก์ได้ลงโฆษณาทางหนังสือพิมพ์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ศาลฎีกาตรวจพิเคราะห์เอกสารดังกล่าวปรากฏว่า มีลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันฉบับวันจันทร์ที่ 16 ถึงวันพุธที่ 18 กรกฎาคม 2550 รวมสามวันติดต่อกัน และลงโฆษณาทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 จะเห็นได้ว่า โจทก์กำหนดวันขายทอดตลาดคือวันที่ 3 สิงหาคม 2550 แต่ตามบทบัญญัติมาตรา 77 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ต้องลงโฆษณาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันจำหน่าย ดังนี้ สำหรับการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันเมื่อนับจากวันที่สาม คือ วันที่ 18 กรกฎาคม 2550 จึงเป็นประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนถึงวันจำหน่าย แต่สำหรับการลงโฆษณาทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2550 แม้หากจะถือว่าการลงโฆษณาดังกล่าวมีผลต่อเนื่องไป มิใช่สิ้นสุดเพียงวันที่ 18 เท่านั้น วันที่สามก็คือวันที่ 20 กรกฎาคม 2550 เมื่อนับจากวันดังกล่าวไปสิบห้าวัน วันที่ขายทอดตลาดได้อย่างเร็วที่สุดก็คือวันที่ 5 สิงหาคม 2550 ดังนั้น การลงโฆษณาทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ฉะนั้น แม้พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารตราออกมาโดยอ้างเหตุเพื่อแก้ไขวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และในมาตรา 5 บัญญัติให้จัดตั้งโจทก์ขึ้นมีสถานะเป็นนิติบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน กับในมาตรา 76 ให้อำนาจโจทก์รับโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันโดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินจำนองหรือจำนำไว้เองได้โดยไม่ต้องนำคดีเข้าสู่ศาลยุติธรรม อันเป็นกรณีพิเศษแตกต่างจากหลักนิติธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่ก็เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ใช้บังคับในขณะนั้นบัญญัติคุ้มครองไว้ การบังคับใช้กฎหมายในกรณีผิดปกติเช่นนี้ จึงต้องถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ระบุเป็นสาระสำคัญไว้ ดังนี้ เมื่อการลงโฆษณาในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไม่ครบถ้วน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้มาเป็นของตนแทนการจำหน่าย แม้เจ้าพนักงานที่ดินจะดำเนินการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2550 ให้โจทก์เป็นเจ้าของโดยการรับโอนดังกล่าว ก็หามีผลตามกฎหมายให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 76 ม. 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — บริษัทคอมฟอร์ทเซ็นเตอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวนิรมล แก้วเกิด
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12753/2558
#589748
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับเงินเพราะเหตุออกจากงาน 2 ประเภท ประเภทที่ 1 เป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ประเภทที่ 2 เป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากนายจ้างของโจทก์ จึงไม่ใช่กรณีที่นายจ้างของโจทก์เป็นผู้จ่าย เงินชดเชยการเลิกจ้างกับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ใช่ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินรายเดียวกัน ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 2 (ข) เมื่อโจทก์ได้รับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปีภาษี 2553 ซึ่งเป็นคนละปีภาษีกับที่โจทก์ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้าง โจทก์จึงชอบที่จะนำเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ได้รับในปีภาษี 2553 มาเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนใบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์และให้บังคับจำเลยทั้งสี่คืนเงินจำนวน 216,588.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จแก่โจทก์

ในชั้นพิจารณารับคำคู่ความ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน ภ.ง.ด. 12 - 04130010 - 25550831 - 001 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2555 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.4 ปท./0090/2556 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2556 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษี จำนวน 208,714.77 บาท และจำนวน 5,202.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีที่ต้องคืนดังกล่าวโดยไม่ทบต้นนับจากวันที่โจทก์ชำระจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนเงินภาษีที่ต้องคืน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายให้ใช้แทนจำนวน 6,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) ได้จดทะเบียนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 โจทก์เป็นพนักงานของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2523 จนถึงวันที่ 11 เมษายน 2552 ขณะลาออกจากงาน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้างให้แก่โจทก์จำนวน 851,535 บาท ภาษีเงินได้จำนวน 27,776.75 บาท โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2552 และแสดงในใบแนบ ภ.ง.ด.90 ปีภาษี 2552 กรณีคำนวณเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานเฉพาะที่เลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น ๆ โดยแสดงเงินได้ในส่วนเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานจำนวน 851,535 บาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) โจทก์ได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการกองทุน ในส่วนเงินได้ที่ต้องเสียภาษี จำนวน 890,015.44 บาท โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ จำนวน 29,700.77 บาท โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90 ปีภาษี 2553 สำหรับเงินได้ในประเภทเงินเดือนและเงินปันผล มีภาษีชำระไว้เกิน 4,955.08 บาท และประสงค์ขอคืน และแสดงในใบแนบ ภ.ง.ด.90 ปีภาษี 2553 กรณีคำนวณเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานเฉพาะที่เลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น ๆ โดยแสดงเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 890,015.44 บาท โดยโจทก์เลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หนังสือแจ้งให้ส่งคืนเงินภาษีอากรที่สั่งคืนผิดพลาดและหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรไปยังโจทก์ โดยเห็นว่า ในปีภาษี 2552 โจทก์ได้นำเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานไปเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นแล้ว เงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้รับในปีภาษี 2553 ซึ่งเป็นปีภาษีถัดไปโดยมิใช่ปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้เนื่องจากการออกจากงาน เงินจำนวนดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ในปีภาษี 2553 โจทก์จะใช้สิทธิเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) อีกไม่ได้ เมื่อปรับปรุงนำเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมารวมกับเงินได้อื่น โจทก์มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมจำนวน 208,714.77 บาท เงินเพิ่มจำนวน 56,352.99 บาท รวม 265,067.76 บาท และจะต้องนำเงินภาษีที่ได้รับคืนไปแล้วมาส่งคืนจำนวน 4,955.08 บาท โดยโจทก์ได้รับหนังสือ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์และโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์นำเงินจำนวน 208,714.77 บาท ไปชำระภาษีตามการประเมิน คงค้างเฉพาะเงินเพิ่ม และได้นำเงินภาษีที่ได้รับคืน 4,955.08 บาท พร้อมเงินเพิ่มจำนวน 247.41 บาท รวม 5,202.49 บาท ไปชำระด้วย แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิจะเลือกเสียภาษีในเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) จำนวน 890,015.44 บาท ที่ได้รับในปีภาษี 2553 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ เงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ผู้จัดการกองทุน เป็นเงินสะสมของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ ถือเป็นการจ่ายในนามของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ดังนั้น การจ่ายเงินชดเชยและเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จึงเป็นการจ่ายจากนายจ้างซึ่งเป็นผู้จ่ายรายเดียวกัน ไม่ใช่การจ่ายจากผู้จ่ายคนละราย โจทก์ไม่มีสิทธิจะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 48 (5) บัญญัติว่า "ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม (1) และ (2) ก็ได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด..." ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขไว้ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45 ) ฯ ดังนี้ "ข้อ 1 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้หมายถึงเงินได้ดังนี้... (ข) เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ค) เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน...ข้อ 2 เงินได้พึงประเมินตามข้อ 1 ที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้ (ก) เป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี... (ข) ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 จากผู้จ่ายรายเดียวกันหลายครั้ง ไม่ว่าจะแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะเงินได้ที่จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น..." คดีนี้ข้อเท็จจริงความว่า โจทก์ได้รับเงินได้พึงประเมินเพราะเหตุออกจากงาน 2 ประเภท ประเภทที่ 1 เป็นเงินชดเชยการเลิกจ้างจำนวน 851,535 บาท ซึ่งเป็นเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 1 (ค) โดยนายจ้างจ่ายให้โจทก์ในปีภาษี 2552 ประเภทที่ 2 เป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 890,015.44 บาท โดยจ่ายในปีภาษี 2553 ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 1 (ข) เมื่อผู้ที่จ่ายเงินประเภทที่ 1 คือนายจ้างของโจทก์ ส่วนผู้ที่จ่ายเงินประเภทที่ 2 คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นกองทุนตามกฎหมายที่ได้จดทะเบียนเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 เป็นนิติบุคคลต่างหากจากนายจ้างของโจทก์ จึงไม่ใช่กรณีที่นายจ้างของโจทก์เป็นผู้จ่าย ประกอบกับการจ่ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 กำหนดไว้ มิใช่จ่ายตามความประสงค์ของนายจ้าง เงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงถือว่าเป็นเงินที่จ่ายในนามของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กรณีจึงเห็นได้ชัดว่าเงินชดเชยการเลิกจ้างกับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ผู้ที่จ่ายเงินให้แก่โจทก์ ไม่ใช่ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินรายเดียวกัน ไม่เข้าเงื่อนไขที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) ได้เฉพาะเงินได้ที่จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ข้อ 2 (ข) ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปีภาษี 2553 ซึ่งเป็นคนละปีภาษีกับที่โจทก์ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้าง โจทก์จึงชอบที่จะนำเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) จำนวน 890,015.44 บาท ที่ได้รับในปีภาษี 2553 มาเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน ภ.ง.ด. 12 - 04130010 - 25550831 - 001 นั้น เห็นว่า การระบุตัวเลขดังกล่าวยังไม่ครบถ้วนตามที่ปรากฏในหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็น ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 12 - 04130010 - 25550831 - 001 - 00007 นอกจากนี้ในส่วนที่พิพากษาให้คิดดอกเบี้ยโดยนับจากวันที่โจทก์ชำระจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ในส่วนวันเริ่มนับดอกเบี้ยยังไม่ได้ระบุวันที่ให้ชัดเจน และในส่วนดอกเบี้ยที่ให้นับจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ชำระเสร็จสิ้น ไม่ถูกต้องตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ข้อ 1 วรรคสอง ที่ระบุว่า "การคิดดอกเบี้ยตามวรรคหนึ่ง ให้คิดจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน..." จึงเห็นควรแก้ไขให้ชัดเจนและถูกต้องเป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2556 จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากร ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.12-04130010-25550831-001-00007 และให้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2556 จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีอากร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 48 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประพนธ์ สินว์สุวรรณ
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12751/2558
#633973
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 716/2553 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ โจทก์ในคดีดังกล่าวฟ้องขอให้จำเลยในคดีนี้รับผิดข้อหาร่วมกันนำหรือพาสินค้าหลบหนีภาษีอากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งมีปัญหาว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับคดีนี้มีปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าอากร เงินเพิ่มอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มหรือไม่เพียงใด จะเห็นได้ว่า คำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 716/2553 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ย่อมมีผลเฉพาะในส่วนอาญาที่ขอให้ลงโทษจำเลยเท่านั้น ศาลในคดีอาญาไม่อาจพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระค่าอากร เงินเพิ่มอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ มูลคดีของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นเรื่องทางแพ่งโดยเฉพาะ มิใช่เรื่องเดียวกับคดีอาญาในความหมายที่บัญญัติไว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน

ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนด ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กฎหมายให้สิทธิผู้นำของเข้าอุทธรณ์การประเมินเช่นนี้ หากผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์ก็ถือว่าผู้นำของเข้าพอใจการประเมิน การประเมินนั้นเป็นที่ยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ จำเลยซึ่งเป็นผู้นำของเข้ามิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากจำเลยมิได้สำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าอากรตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 570,434.90 บาท และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่มนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าอากร เงินเพิ่มอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเบี้ยปรับ รวม 570,434.90 บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 17,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ เลขที่ 3 ถนนเย็นจิตต์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพมหานคร แผ่นที่ 215 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 จำเลยสั่งซื้อและนำเข้าสินค้ากระเป๋าสตางค์สำหรับผู้ชายทำด้วยหนังฟอก ชุดกระเป๋าสตางค์ และเข็มขัดทำด้วยหนังฟอก และหัวเข็มขัด จากประเทศไต้หวัน ประเทศกำเนิดไต้หวัน นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเรือ โดยจำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ 01020114501792 สำแดงราคาของสินค้า 3 รายการ รายการแรก กระเป๋าสตางค์สำหรับผู้ชายทำด้วยหนังฟอก ราคา 285,755.48 บาท ประเภทพิกัด 4202.31 อัตราอากรร้อยละ 40 รายการที่สอง ชุดกระเป๋าสตางค์และเข็มขัดทำด้วยหนังฟอก ราคา 168,930.30 บาท ประเภทพิกัด 4202.31 อัตราอากรร้อยละ 40 รายการที่ 3 หัวเข็มขัด ราคา 121,478.44 บาท ประเภทพิกัด 8308.90 อัตราอากรร้อยละ 20 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบราคาสินค้าตามที่จำเลยสำแดงในใบขนสินค้าฉบับดังกล่าวแล้วพอใจบัญชีราคาสินค้า จึงได้ตรวจปล่อยสินค้าทั้งหมดให้จำเลยรับไปจากอารักขาของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2549 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย ณ สถานประกอบการที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของจำเลย หลังจากนั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินแก่จำเลยให้ต้องรับผิดชำระอากรเพิ่ม 206,170 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม 54,760 บาท เบี้ยปรับ 54,760 บาท และเงินเพิ่ม 45,177 บาท จำเลยอุทธรณ์การประเมินแล้วได้ขอถอนอุทธรณ์การประเมินไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า การที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 716/2553 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) บัญญัติว่า "นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้ (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น..." ตามคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 716/2553 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ โจทก์ในคดีดังกล่าวฟ้องขอให้จำเลยในคดีนี้รับผิดข้อหาร่วมกันนำหรือพาสินค้าหลบหนีภาษีอากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งมีปัญหาว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับคดีนี้มีปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าอากร เงินเพิ่มอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มหรือไม่เพียงใด จะเห็นได้ว่า คำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 716/2553 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ย่อมมีผลเฉพาะในส่วนอาญาที่ขอให้ลงโทษจำเลยเท่านั้น ศาลในคดีอาญาไม่อาจพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระค่าอากร เงินเพิ่มอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ มูลคดีของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นเรื่องทางแพ่งโดยเฉพาะ มิใช่เรื่องเดียวกับคดีอาญาในความหมายที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า การแจ้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า เอกสารไปรษณีย์ตอบรับในการส่งหนังสือแจ้งการประเมินให้แก่จำเลยที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ไม่ปรากฏว่าผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ใด และไม่ใช่ลายมือชื่อของพนักงานของจำเลย แม้จำเลยเคยยื่นอุทธรณ์การประเมินและถอนอุทธรณ์ก็ตาม ย่อมไม่เป็นผลให้ฟังได้ว่าจำเลยได้รับแจ้งการประเมินโดยชอบแล้วได้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปัญหานี้โจทก์ทั้งสองมีนายปราโมทย์และนางฐิตนาฎ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบโดยวิธีไปรษณีย์ตอบรับ เมื่อพิจารณาไปรษณีย์ตอบรับปรากฏว่า เป็นเอกสารรับรองการส่งเอกสาร โดยระบุชื่อผู้รับเอกสารคือจำเลย และระบุสถานที่จัดส่งเอกสารไปยังบ้านเลขที่ 3 ถนนเย็นจิตต์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของจำเลย ทั้งรับรองการฝากส่ง ณ ที่ทำการไปรษณีย์คลองเตย ส่วนผลการจัดส่งมีบุคคลลงลายมือชื่อรับไว้ ระบุว่าเป็นแม่บ้าน สอดคล้องกับใบแจ้งผลการไต่สวนของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขคลองเตยและใบนำส่งไปรษณีย์และพัสดุไปรษณีย์ที่ชำระค่าฝากส่งเป็นรายเดือน ส่วนจำเลยมิได้นำพยานบุคคลหรือพยานเอกสารเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยในข้อนี้แต่อย่างใด กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้รับแจ้งการประเมินโดยชอบตามที่จำเลยอ้าง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้สำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จจึงไม่ต้องชำระหนี้ค่าอากรค้างตามการประเมิน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนด ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กฎหมายให้สิทธิผู้นำของเข้าอุทธรณ์การประเมินเช่นนี้ หากผู้นำของเข้าไม่อุทธรณ์ก็ถือว่าผู้นำของเข้าพอใจการประเมิน การประเมินนั้นเป็นที่ยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยซึ่งเป็นผู้นำของเข้ามิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากจำเลยมิได้สำแดงราคาสินค้าเป็นเท็จ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าอากรตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 112 ฉ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทฉัตรทวีกิจ คอร์เปอเรชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12750/2558
#633570
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทน จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ อันถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาล และมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ.จัดปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 เข้ารื้อถอนที่พักอาศัยของโจทก์และทำลายทรัพย์สินของโจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสามจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวโดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดไม่ได้

ป.วิ.อ. มาตรา 188 บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป และมาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกาและการพิจารณาใหม่ คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ถ้าหากมี ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง และศาลชั้นต้นในคดีอาญาดังกล่าวพิพากษาลงโทษโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว แสดงว่าไม่มีการอุทธรณ์ฎีกาหรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีอาญาย่อมมีผลบังคับแก่โจทก์ ซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โจทก์หามีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เสียหายในคดีอาญาดังกล่าว จึงขอให้บังคับแก่โจทก์ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสาม เป็นการบังคับคดีในคดีอาญาดังกล่าว ไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 290,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามอาศัยอำนาจตามคำพิพากษาคดีอาญา กรณีจึงไม่มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่มีมูลที่จะให้โจทก์ฟ้องร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์ฐานละเมิด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่า ตามฟ้องโจทก์กล่าวอ้างไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ยังร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ในฐานะส่วนตัวด้วย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รับผิดในฐานะส่วนตัวนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทน จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ อันถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาล และมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติจัดปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 เข้ารื้อถอนที่พักอาศัยของโจทก์และทำลายทรัพย์สินของโจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสามจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวโดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องโจทก์ ข้อหาร่วมกัน ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมสภาพแก่อุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น โจทก์ไม่เข้าใจกฎหมายและไม่เข้าใจคำฟ้องของพนักงานอัยการ และได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ว่า หากรับสารภาพจะไม่ถูกลงโทษจำคุก จึงได้ให้การรับสารภาพ คำรับสารภาพจึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่ตรงกับเจตนาของโจทก์ แม้คดีอาญาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นคำพิพากษาที่มิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจอาศัยอำนาจตามคำพิพากษาคดีอาญาที่มิชอบด้วยกฎหมายมากระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อ่านในศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป และมาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยการอุทธรณ์ฎีกาและการพิจารณาใหม่ คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ถ้าหากมี ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง และศาลชั้นต้นในคดีอาญาดังกล่าวพิพากษาลงโทษโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว แสดงว่าไม่มีการอุทธรณ์ฎีกาหรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีอาญาย่อมมีผลบังคับแก่โจทก์ ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โจทก์หามีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เสียหายในคดีอาญาดังกล่าว จึงขอให้บังคับแก่โจทก์ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสาม เป็นการบังคับคดีในคดีอาญาดังกล่าว ไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 188
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก เซ่งง่าย
จำเลย — กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12747/2558
#633569
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนเงินในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) บัญญัติให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว อันหมายความว่า แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ก็ตาม โจทก์ก็ยังมีภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับความเสียหายดังกล่าวให้มีน้ำหนักรับฟังได้ ในกรณีเช่นนี้จึงหาใช่โจทก์นำสืบพยานหลักฐานเช่นใด ศาลต้องเชื่อต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของโจทก์เช่นว่านั้นเสมอไปไม่

ค่าเสียหายดังกล่าว ตามทางนำสืบของโจทก์เป็นเพียงการแสดงวิธีการ หลักเกณฑ์ และสร้างแบบจำลองในการประเมินหาความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม อันเป็นไปตามหลักวิชาการที่โจทก์อ้างและยอมรับเพียงฝ่ายเดียว หาใช่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (1) (2) และ (3) ไม่ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลจะถือเอาเป็นข้อยุติในการคิดหาค่าเสียหายคดีนี้แต่อย่างใด นอกจากนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวก็เป็นเพียงการแสดงถึงกระบวนการคิดการประเมินค่าเสียหายของโจทก์ให้ดูน่าเชื่อถือขึ้นเท่านั้น มีผลเท่ากับโจทก์เองก็ยืนยันและพิสูจน์ถึงมูลค่าความเสียหายที่ถูกต้องแน่นอนไม่ได้อีกด้วย ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์นำสืบเกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายไม่ได้ตามคำฟ้องและใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควรเช่นว่านั้น จึงชอบด้วยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 377,467.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 255,379 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่าโจทก์เสียหายเพียงใดนั้น เห็นว่า ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนเงินในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม (2) บัญญัติให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว อันหมายความว่า แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ก็ตาม โจทก์ก็ยังมีภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับความเสียหายดังกล่าวให้มีน้ำหนักรับฟังได้ ในกรณีเช่นนี้จึงหาใช่โจทก์นำสืบพยานหลักฐานเช่นใด ศาลต้องเชื่อต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของโจทก์เช่นว่านั้นเสมอไปไม่ คดีนี้โจทก์นำสืบพยานบุคคล คือนายคม เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส เพียงปากเดียวและอ้างส่งเอกสารซึ่งเป็นการคิดคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งมีนายพิศิษฎ์ศักย์ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส เป็นผู้คิดคำนวณค่าเสียหาย ประกอบคู่มือการใช้แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าไม้ของกลุ่มวิจัย ต้นน้ำ สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยเบิกความว่า โจทก์คิดค่าเสียหายเป็นไปตามหลักเกณฑ์การประเมินทางวิชาการของกรมป่าไม้ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าค่าเสียหายตามทางนำสืบของโจทก์เป็นเพียงการแสดงวิธีการ หลักเกณฑ์ และสร้างแบบจำลองในการประเมินหาความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม อันเป็นไปตามหลักวิชาการที่โจทก์อ้างและยอมรับเพียงฝ่ายเดียว หาใช่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือข้อเท็จจริงที่คู่ความรับหรือถือว่ารับกันแล้วในศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (1) (2) และ (3) ไม่ จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลจะถือเอาเป็นข้อยุติในการคิดหาค่าเสียหายคดีนี้แต่อย่างใด นอกจากนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวก็เป็นเพียงการแสดงถึงกระบวนการคิดการประเมินค่าเสียหายของโจทก์ให้ดูน่าเชื่อถือขึ้นเท่านั้น มีผลเท่ากับโจทก์เองก็ยืนยันและพิสูจน์ถึงมูลค่าความเสียหายที่ถูกต้องแน่นอนไม่ได้อีกด้วย ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์นำสืบเกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายไม่ได้ตามคำฟ้องและใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้ตามสมควรเช่นว่านั้น จึงชอบด้วยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
จำเลย — นายประทุม เพ็ชรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12734/2558
#594389
เปิดฉบับเต็ม

แม้ที่ดินและหุ้นจะได้มาในระหว่างโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย แต่เมื่อโจทก์กับผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ที่ดินและหุ้นดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันจะถือเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) แม้ศาลจะมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ฟังข้อเท็จจริงเพียงว่า เมื่อโจทก์เป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์อาจมีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงในเรื่องการมีส่วนได้เสียเพียงเพื่อวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและควรตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น แต่ไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินและหุ้นที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมทำมาหาได้กับผู้ตายหรือไม่ คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันคู่ความให้ต้องรับฟังว่าที่ดินและหุ้นที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตายและโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกึ่งหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง และจดทะเบียนโอนทรัพย์ตามพินัยกรรมให้แก่โจทก์ ถ้าไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ใช้เงินในทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 80,544,956 บาท ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งห้าในการแบ่งทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมและโอนทรัพย์ตามพินัยกรรมให้โจทก์ และหากตกลงแบ่งทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมกันไม่ได้ ให้เอาทรัพย์นั้นตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ให้กองมรดกรับผิดเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,544,956 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะโอนทรัพย์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 50897 และ 119045 (เก่า) หรือ 170562 (ใหม่) ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 19729 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 13709 และ 13710 ตำบลคลองเตย (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 7026 ตำบลคลองตัน (ที่11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 16978 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และแบ่งหุ้นบริษัทเพชรบุรีการแพทย์ จำกัด (หุ้นโรงพยาบาลเพชรเวช) ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งห้า และหากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ใช้เงินกึ่งหนึ่งของราคาทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมที่โจทก์มีสิทธิรับตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้อง คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 40,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประการต่อไปว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 50897 และ 119045 (เก่า) หรือ 170562 (ใหม่) ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 19729 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 7026 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 13709 และ 13710 ตำบลคลองเตย (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และหุ้นในบริษัทเพชรบุรีการแพทย์ จำกัด ตามฟ้อง เป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับนายสุจิตร ผู้ตาย ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาหรือไม่ ในข้อนี้ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่ดินและหุ้นดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างโจทก์กับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยาจึงต้องถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ฟังว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยาและมีเจตนาร่วมทำกินกับผู้ตายเกิดทรัพย์สินระคนกัน ไม่ว่าทรัพย์สินจะได้มาจากทรัพย์สินหรือแรงงานของฝ่ายใดก็ต้องถือว่ามีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมของบุคคลทั้งสองคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1357 เห็นว่า ในเรื่องการอยู่กินฉันสามีภริยาระหว่างโจทก์กับผู้ตายโดยไม่จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2514 จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อปี 2527 นั้น ในคดีที่โจทก์ร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และนางสุวรรณี ในฐานะมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีดังกล่าวเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ โดยฟังว่าโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายจนถึงแก่ความตายจริงตามสำเนาคำพิพากษา คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6236-6237/2537 คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 จึงต้องฟังว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายตั้งแต่ปี 2514 จนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อปี 2527 จริง อย่างไรก็ดี แม้ที่ดินและหุ้นดังกล่าวจะได้มาในระหว่างโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย แต่เมื่อโจทก์กับผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ที่ดินและหุ้นดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันจะถือเป็นสินสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เพราะทรัพย์สินที่ได้มาอันจะถือเป็นสินสมรสได้ก็ต่อเมื่อมีการสมรสชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์มิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ถึงแม้ในคดีหมายเลขแดงที่ 2076/2530 ของศาลแพ่ง ศาลจะมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็เพียงฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อโจทก์เป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์อาจมีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ซึ่งเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงในเรื่องการมีส่วนได้เสียเพียงเพื่อวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและควรตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น แต่ไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินและหุ้นที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมทำมาหาได้กับผู้ตายหรือไม่ และในคดีดังกล่าวศาลยังนำข้อเท็จจริงที่โจทก์เป็นทายาทตามพินัยกรรมของผู้ตายมาพิจารณาประกอบอีกทางหนึ่ง คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันคู่ความให้ต้องรับฟังว่าที่ดินและหุ้นที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมทำมาหาได้กับผู้ตายและโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่งโจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์โดยต้องนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ให้มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าที่ดินและหุ้นที่ได้มาระหว่างอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับผู้ตายได้ร่วมทำมาหากินจนได้เงินไปซื้อที่ดินและหุ้นตามฟ้อง พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏว่าขณะแต่งงานกับผู้ตายโจทก์มีเงินหรือทรัพย์สินอะไรที่สามารถขายได้เงินมากพอที่จะนำมาร่วมซื้อที่ดินกับผู้ตาย ก่อนแต่งงานกับผู้ตายไม่ปรากฏว่า โจทก์ซึ่งมีอายุ 19 ปี ประกอบอาชีพที่มั่นคง มีรายได้แน่นอน เพียงแต่ช่วยบิดามารดาค้าขายอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา หลังจากแต่งงานกับผู้ตายแล้วก็ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไปเรียนเสริมสวยที่โรงเรียนเสริมสวยเกศสยาม โดยไม่ปรากฏว่าใช้เวลาเรียนนานเท่าไร หลังเรียนจบก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ใช้วิชาที่เรียนมาประกอบวิชาชีพหรือประกอบอาชีพใดที่จะได้เงินมาร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับผู้ตายกึ่งหนึ่งดังที่เบิกความ ทั้งไม่ปรากฏว่าได้เข้าไปช่วยเหลือกิจการงานหรือธุรกิจใดของผู้ตายเป็นกิจจะลักษณะพอที่จะถือได้ว่าช่วยกันประกอบอาชีพ แม้กระทั่งการเก็บค่าเช่าก็ไม่เคยเกี่ยวข้องทั้งขณะที่ผู้ตายยังมีชีวิตและหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม เงินที่ผู้ตายได้มาจากการขายที่ดินโจทก์ก็ไม่เคยได้รับโดยส่วนหนึ่งผู้ตายนำไปให้ผู้อื่นกู้ การที่โจทก์เพียงแต่เบิกความลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทั้งไม่ปรากฏว่าเคยเรียกร้องให้ผู้ตายใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินรวมทั้งเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้น ทั้งๆที่โจทก์เพียงอยู่กินกับผู้ตายโดยไม่จดทะเบียนสมรส ในขณะที่ผู้ตายมีบุตรและหญิงอื่นที่เคยอยู่กินฉันสามีภริยามาก่อนถือเป็นเรื่องผิดวิสัยอย่างยิ่ง ฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า เงินที่ผู้ตายนำไปซื้อที่ดินทุกแปลงเป็นเงินส่วนตัวของผู้ตายโดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ตายนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย โดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมทั้งไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ไม่เคยได้รับมอบอำนาจจากผู้ตายให้ไปซื้อที่ดินและเก็บค่าเช่า โจทก์มีฐานะยากจน หลังจากมาพักอาศัยอยู่กับผู้ตายโจทก์ไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือกิจการงานของผู้ตาย ผู้ตายประกอบธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์ และมีรถให้เช่า โดยมีนายเกษียร น้องต่างมารดาของผู้ตาย และนายโอฬาร เบิกความสนับสนุน ซึ่งนายเกษียรเบิกความว่า ผู้ตายประกอบธุรกิจซื้อขายที่ดินมาตั้งแต่ปี 2487 มีตึกแถวบริเวณซอยมหาพฤฒารามปัจจุบันคือซอยสว่าง ประมาณ 100 ห้อง โดยผู้ตายนำมาแบ่งขาย และนายโอฬารเบิกความว่า พยานเคยรับราชการที่สำนักงานเขตพระโขนงระหว่างปี 2518 ถึงปี 2533 เคยไปทำหนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินให้ผู้ตายที่บ้านผู้ตายประมาณ 10 ครั้ง โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้โทรศัพท์แจ้งให้ทราบและไปรับพยาน โจทก์ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการซื้อที่ดินของผู้ตาย โดยที่ทนายโจทก์มิได้ถามค้านทำลายน้ำหนักแห่งคำเบิกความพยานจำเลยทั้งสามปากนี้ให้ปรากฏข้อพิรุธว่า ข้อความที่พยานจำเลยเบิกความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และยังเจือสมกับหลักฐานการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1813 ตำบลวัดแก้วแจ่มฟ้า (บางรัก) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ซึ่งระบุว่า ผู้ตายซื้อที่ดินมาเมื่อปี 2503 แบ่งแยกเมื่อปี 2504 รวม 75 โฉนด เริ่มขายตั้งแต่ปี 2504 จนถึงปี 2514 รวม 25 โฉนด หลังจากนั้นก็ยังคงมีการขายที่ดินต่อมาอีกหลายแปลง ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งห้ามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เชื่อว่าผู้ตายประกอบธุรกิจซื้อขายที่ดิน ให้เช่าบ้านและรถยนต์ รวมทั้งให้กู้ยืมเงินก่อนที่จะแต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์มานับสิบปี หลังจากแต่งงานกับโจทก์แล้วผู้ตายก็ยังคงประกอบธุรกิจเดิมโดยที่โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจต่างๆของผู้ตายที่ทำมาแต่เดิมให้พอฟังว่าร่วมกันทำมาหากินก่อร่างสร้างตัวกับผู้ตาย ส่วนบัญชีเงินฝากที่ผู้ตายเปิดร่วมกับโจทก์ก็เพิ่งเปิดเมื่อปี 2525 หลังจากผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์สิบปีเศษ และเป็นช่วงที่ผู้ตายเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลพญาไทก่อนที่จะถึงแก่ความตายเพียง 1 ปีเศษ ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ผู้ตายจะร่วมประกอบธุรกิจการค้าใดๆกับโจทก์ได้อีก จะมีก็เพียงเรื่องขายที่ดินซึ่งก็ปรากฏว่าผู้ที่ดำเนินการให้แก่โจทก์ก็คือจำเลยที่ 1 การเปิดบัญชีร่วมกับโจทก์ในช่วงดังกล่าวจึงน่าจะเป็นเพียงเพื่อการเบิกถอนเงินในกรณีจำเป็นในการรักษาพยาบาลและดำรงชีพในช่วงเวลานั้นมากกว่า ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ผู้ตายซื้อที่ดินและหุ้นดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9354/2539 ที่นางลินดา ฟ้องโจทก์และนางสาวนิภาภัทร เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง ขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 เมษายน 2525 ปลอม ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13709 และ 13710 ตำบลคลองเตย (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์และแบ่งทรัพย์มรดกอันดับที่ 1 ถึงที่ 31 ให้โจทก์ 1 ใน 3 คิดเป็นเงิน 49,497,938 บาท หากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทรัพย์ตามพินัยกรรมที่จำเลยทั้งสองได้รับถ้าคิดตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องจะเป็นเงิน 20,000,000 บาท แต่ตามบัญชีทรัพย์ดังกล่าว มรดกคิดเป็นเงินประมาณ 148,000,000 บาท ทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองจะได้ตามพินัยกรรมจึงเป็นเพียง 1 ใน 7 ของทรัพย์มรดก ซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 50897 และ 119045 (เก่า) หรือ 170562 (ใหม่) ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 16978 และ 19729 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 7026 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร รวมทั้งหุ้นในบริษัทเพชรบุรีการแพทย์ จำกัด ก็ระบุอยู่ในบัญชีทรัพย์ตามที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่าเป็นทรัพย์มรดกทั้งสิ้น ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 13709 และ 13710 พร้อมบ้านเลขที่ 27 ซอยอารีย์ ถนนสุขุมวิท ศาลฎีกาก็วินิจฉัยไว้ในคดีดังกล่าวว่ายังเป็นของผู้ตายอันเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทต่อไปเช่นกันตามสำเนาคำพิพากษา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้รับฟังว่า โจทก์ร่วมออกเงินซื้อที่ดินและหุ้นกับผู้ตายแต่กลับฟังได้ว่าเป็นเงินของผู้ตายฝ่ายเดียว รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 50897 และ 119045 (170562) ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 19729 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 7026 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 13709 และ 13710 ตำบลคลองเตย (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร กับหุ้นในบริษัทเพชรบุรีการแพทย์ จำกัด จึงเป็นทรัพย์สินของนายสุจิตร ผู้ตาย ที่โจทก์มิได้มีส่วนร่วมทำมาหาได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้แบ่งที่ดินและหุ้นดังกล่าวอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น และเห็นว่าเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 50897 และ 119045 (เก่า) หรือ 170562 (ใหม่) ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 19729 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 7026 ตำบลคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โฉนดเลขที่ 13709 และ 13710 ตำบลคลองเตย (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และแบ่งหุ้นบริษัทเพชรบุรีการแพทย์ จำกัด กึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งห้าในศาลชั้นต้น และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1) ม. 1713
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิกานดา ปัตตะโชติหรือสุขจิตนิรันดร์
จำเลย — นายปรัชชา ปัตตะโชติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12714/2558
#604513
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 กับฐานแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน แม้การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ถูกถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แต่ราคาหุ้นต่อหน่วยรวมเป็นเงิน 8,000,000 บาท ไม่ใช่ความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำอันเป็นความผิดทั้งสองฐานตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ให้ในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องอันเป็นการรับฟ้องในคดีส่วนแพ่งด้วยจึงเป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ 8,000,000 บาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม โดยขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ กับฐานแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 10 เดือน รวมสองกระทงจำคุกคนละ 20 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 เดือน

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า มีเหตุอันควรอนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองดำเนินคดีโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะหลงเชื่อบุคคลภายนอกที่ตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์ จึงถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาประวิงคดีนั้น ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2555 ว่า ในระหว่างที่โจทก์อ้างตนเองเข้าเป็นพยานเบิกความ ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยคู่ความจนจำเลยทั้งสองยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 3,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด และเมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้อง โดยจำเลยทั้งสองถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษาซึ่งตรงกับวันนัดชำระเงินงวดแรก จำเลยทั้งสองกลับแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าบุคคลภายนอกที่ตกลงเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายปฏิเสธโดยผลักภาระให้จำเลยทั้งสองรับผิดชอบ และจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานที่จะแสดงได้ว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น การที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ารับสารภาพโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะหลงเชื่อบุคคลภายนอกที่ตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์จึงให้การรับสารภาพ เป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยทั้งสองกับบุคคลภายนอกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล จำเลยทั้งสองมีทนายความเข้าว่าต่างแก้ต่างเพื่อรักษาสิทธิของจำเลยทั้งสอง และทนายจำเลยทั้งสองมาศาลด้วยในวันที่จำเลยทั้งสองขอแก้ไขคำให้การ ทั้งตามคำแถลงของคู่ความมีข้อตกลงว่า โจทก์จะถอนฟ้องต่อเมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินตามข้อตกลงครบถ้วน จำเลยทั้งสองควรทราบดีว่าจำเลยทั้งสองจะยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดทางอาญา จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามข้อตกลงครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองขอแก้คำให้การเป็นให้การปฏิเสธ โดยอ้างเหตุเพียงว่าบุคคลภายนอกที่ตกลงชดใช้ค่าเสียหายแทนจำเลยทั้งสองไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ และอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานที่จะแสดงได้ว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรที่จะอนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามคำฟ้องข้อ 3 ด้วยนั้น เห็นว่า คำฟ้องข้อ 3 โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทชุมสินพารากอน จำกัด แจ้งความเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารของบริษัทดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดหรือร่วมกระทำความผิด อันเป็นการประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามคำฟ้องข้อนี้ด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำฟ้องข้อนี้ด้วยและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 8,000,000 บาท แก่โจทก์ แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยคำขอของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการมิชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาอีก เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ กับฐานแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน แม้การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ถูกถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แต่ที่โจทก์เรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่ากับราคาหุ้นต่อหน่วยรวมเป็นเงิน 8,000,000 บาท ไม่ใช่ความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำอันเป็นความผิดทั้งสองฐานตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ให้ในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องอันเป็นการรับฟ้องในคดีส่วนแพ่งด้วยจึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งไม่รับฟ้องในคดีส่วนแพ่งไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกระทงเดียว จำคุก 10 เดือน และปรับ 20,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดสองกระทง จำคุกกระทงละ 10 เดือน และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวมสองกระทง จำคุก 20 เดือน และปรับ 40,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และไม่รับฟ้องในคดีส่วนแพ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137
ป.วิ.อ. ม. 40
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 (1) ม. 42 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉียงฟา ม้าย
จำเลย — นายธนดล สัตตบงกช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางเจิดจันทร์ แก้วอำไพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัส วงศ์ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12714/2558
#636297
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ การที่จำเลยทั้งสองขอแก้คำให้การเป็นให้การปฏิเสธ โดยอ้างเหตุเพียงว่าบุคคลภายนอกที่ตกลงชดใช้ค่าเสียหายแทนจำเลยทั้งสองไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ และอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานที่จะแสดงได้ว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรที่จะอนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การได้

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัท ช. แจ้งความเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารของบริษัทดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดหรือร่วมกระทำความผิด อันเป็นการประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามคำฟ้องข้อนี้ด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำฟ้องข้อนี้ด้วยและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 กับฐานแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน แม้การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ถูกถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แต่ที่โจทก์เรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่ากับราคาหุ้นต่อหน่วยรวมเป็นเงิน 8,000,000 บาท ไม่ใช่ความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำอันเป็นความผิดทั้งสองฐานตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ให้ในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องอันเป็นการรับฟ้องในคดีส่วนแพ่งด้วยจึงเป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ 8,000,000 บาท ศาลชั้นต้นให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม โดยขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ กับฐานแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 10 เดือน รวมสองกระทงจำคุกคนละ 20 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 เดือน

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า มีเหตุอันควรอนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองดำเนินคดีโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะหลงเชื่อบุคคลภายนอกที่ตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์ จึงถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาประวิงคดีนั้น ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2555 ว่า ในระหว่างที่โจทก์อ้างตนเองเข้าเป็นพยานเบิกความ ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยคู่ความจนจำเลยทั้งสองยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 3,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด และเมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้อง โดยจำเลยทั้งสองถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ต่อมาในวันนัดฟังคำพิพากษาซึ่งตรงกับวันนัดชำระเงินงวดแรก จำเลยทั้งสองกลับแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าบุคคลภายนอกที่ตกลงเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายปฏิเสธโดยผลักภาระให้จำเลยทั้งสองรับผิดชอบ และจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานที่จะแสดงได้ว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น การที่จำเลยทั้งสองอ้างว่ารับสารภาพโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะหลงเชื่อบุคคลภายนอกที่ตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์จึงให้การรับสารภาพ เป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยทั้งสองกับบุคคลภายนอกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล จำเลยทั้งสองมีทนายความเข้าว่าต่างแก้ต่างเพื่อรักษาสิทธิของจำเลยทั้งสอง และทนายจำเลยทั้งสองมาศาลด้วยในวันที่จำเลยทั้งสองขอแก้ไขคำให้การ ทั้งตามคำแถลงของคู่ความมีข้อตกลงว่า โจทก์จะถอนฟ้องต่อเมื่อจำเลยทั้งสองชำระเงินตามข้อตกลงครบถ้วน จำเลยทั้งสองควรทราบดีว่าจำเลยทั้งสองจะยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดทางอาญา จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามข้อตกลงครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองขอแก้คำให้การเป็นให้การปฏิเสธ โดยอ้างเหตุเพียงว่าบุคคลภายนอกที่ตกลงชดใช้ค่าเสียหายแทนจำเลยทั้งสองไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ และอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานที่จะแสดงได้ว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุอันควรที่จะอนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองแก้คำให้การจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามคำฟ้องข้อ 3 ด้วยนั้น เห็นว่า คำฟ้องข้อ 3 โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทชุมสินพารากอน จำกัด แจ้งความเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารของบริษัทดังกล่าว ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดหรือร่วมกระทำความผิด อันเป็นการประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามคำฟ้องข้อนี้ด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำฟ้องข้อนี้ด้วยและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง อันเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสองได้กำหนดระวางโทษจำคุกได้ถึงเจ็ดปีโดยไม่มีกำหนดระวางโทษขั้นต่ำ การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 10 เดือน จึงนับว่าเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองพอสมควรและเหมาะสมแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาส่วนหนึ่งได้ความว่า เดิมบริษัทชุมสินพารากอน จำกัด ใช้ชื่อว่าบริษัทธันเดธงมาร์ ตรัง (ไทยแลนด์) จำกัด มีหนี้ค้างชำระค่าสินค้าโจทก์เป็นเงิน 10,826,364.23 บาท นายเชน กรรมการบริษัทจึงตกลงยกหุ้นจำนวน 80,000 หุ้น ตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์ตามหมายเลขใบหุ้นลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2550 โดยโจทก์มิได้ลงทุนด้วยเงินสด ที่โจทก์กล่าวในฟ้องและยื่นคำแก้ฎีกาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับราคาหุ้นที่ลงทุนหุ้นละ 100 บาท จำนวน 80,000 หุ้น เป็นเงิน 8,000,000 บาท จึงมิใช่มูลค่าที่แท้จริง แต่มีมาจากจำนวนเงินที่บริษัทธันเดธงมาร์ ตรัง (ไทยแลนด์) จำกัด โดยนายเชนค้างชำระค่าสินค้าต่อโจทก์ก่อนที่จำเลยทั้งสองเข้าถือหุ้นและเป็นกรรมการบริษัท ทั้งโจทก์ยังเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วยว่า โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการบริษัท ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทและทราบว่านายเชนเคยเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้ที่มีต่อธนาคาร ซึ่งส่อให้เห็นได้ว่าบริษัทไม่มีผลกำไรอันจะนำไปเป็นเงินปันผลของผู้ถือหุ้นรวมทั้งโจทก์ นอกจากนี้ตามบันทึกข้อตกลงเข้าหุ้นส่วนระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายสุพัฒน์ ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุคดีนี้ธุรกิจของบริษัทไม่สามารถดำเนินต่อไปได้เนื่องจากติดขัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียน ภาระหนี้สินและการบริหารจัดการ โดยมีภาระหนี้สินอยู่กับบริษัทเงินทุนสินเอเชีย จำกัด เป็นเงิน 20,000,000 บาท ไม่รวมดอกเบี้ย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับจำนวนเงินตามฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมจากประเทศสหรัฐอเมริกา เคยได้รับรางวัลอันดับสองของโครงการ 10 สุดยอดนวัตกรรมไทย ประจำปี 2552 และเคยรับราชการตำแหน่งอาจารย์ระดับ 4 ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ นับว่าเคยทำคุณงามความดีมาก่อน ส่วนจำเลยที่ 2 มีอายุมากถึง 76 ปีแล้ว การต้องโทษจำคุกในระยะสั้นจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและจำเลยทั้งสอง จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสองหลาบจำไม่กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้อีกต่อไป จึงให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 8,000,000 บาท แก่โจทก์ แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้วินิจฉัยคำขอของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการมิชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาอีก เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ กับฐานแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน แม้การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ถูกถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แต่ที่โจทก์เรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่ากับราคาหุ้นต่อหน่วยรวมเป็นเงิน 8,000,000 บาท ไม่ใช่ความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำอันเป็นความผิดทั้งสองฐานตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ให้ในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องอันเป็นการรับฟ้องในคดีส่วนแพ่งด้วยจึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งไม่รับฟ้องในคดีส่วนแพ่งไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกระทงเดียวจำคุก 10 เดือน และปรับ 20,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดสองกระทง จำคุกกระทงละ 10 เดือน และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวมสองกระทง จำคุก 20 เดือน และปรับ 40,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และไม่รับฟ้องในคดีส่วนแพ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 163 ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉียงฟา ม้าย
จำเลย — นายธนดล สัตตบงกช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12711/2558
#591877
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันก็ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน หรือยังมีหนี้ประธานที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับชำระหนี้ การที่โจทก์ฟ้อง บ. ให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม แล้วทั้งสองฝ่ายทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันจนศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมทำให้หนี้ประธานคือหนี้กู้ยืมระงับ เกิดเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อหนี้กู้ยืมระงับ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2558)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,173,654.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 5,679,232.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,173,654.84 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 5,679,232.08 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 27 ธันวาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า สืบเนื่องมาจากนายบุญเต็ม ได้กู้เงินโจทก์โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ โดยมีจำเลยทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจะชำระหนี้ต้นเงินภายในวงเงิน 5,000,000 บาท ต่อมานายบุญเต็มผิดสัญญา โจทก์ได้ฟ้องนายบุญเต็มต่อศาลแพ่ง โจทก์กับนายบุญเต็มทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม จากนั้นนายบุญเต็มชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 5 กันยายน 2545 รวม 861,024.29 บาท แล้วไม่ชำระอีก โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันใช้เงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันก็ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน หรือยังมีหนี้ประธานที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับชำระหนี้ กล่าวคือยังคงมีหนี้ประธานอยู่ การที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องนายบุญเต็มให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ประธาน โจทก์กับนายบุญเต็มทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมทำให้หนี้ประธานคือหนี้กู้ยืมระงับ เกิดเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เมื่อหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานระงับ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่จะต้องใช้เงินแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน จีอี มันนี่ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประเสริฐ ตั้งตรงศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ กาญจนะ
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12711/2558
#634186
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันก็ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน หรือยังมีหนี้ประธานที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับชำระหนี้ กล่าวคือยังคงมีหนี้ประธานอยู่ การที่โจทก์ได้ยื่นฟ้อง บ. ให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ประธาน โจทก์กับ บ. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมทำให้หนี้ประธานคือหนี้กู้ยืมระงับ เกิดเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 เมื่อหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานระงับ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่จะต้องใช้เงินแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 698

(ประชุมครั้งที่ 9/2558)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,173,654.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 5,679,232.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,173,654.84 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 5,679,232.08 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 27 ธันวาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า สืบเนื่องมาจากนายบุญเต็ม ได้กู้เงินโจทก์โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ โดยมีจำเลยทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจะชำระหนี้ต้นเงินภายในวงเงิน 5,000,000 บาท ต่อมานายบุญเต็มผิดสัญญา โจทก์ได้ฟ้องนายบุญเต็มต่อศาลแพ่ง โจทก์กับนายบุญเต็มทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม จากนั้นนายบุญเต็มชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 5 กันยายน 2545 รวม 861,024.29 บาท แล้วไม่ชำระอีก โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันใช้เงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อความรับผิดตามสัญญากู้ยืมเงินของนายบุญเต็มต่อโจทก์เปลี่ยนเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ด้วย เนื่องจากหนี้ของนายบุญเต็มตามสัญญากู้ยืมเงินระงับสิ้นไปแล้วนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า หนี้ตามสัญญาค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันก็ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน หรือยังมีหนี้ประธานที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้รับชำระหนี้ กล่าวคือยังคงมีหนี้ประธานอยู่ การที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องนายบุญเต็มให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมซึ่งเป็นหนี้ประธาน โจทก์กับนายบุญเต็มทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมทำให้หนี้ประธานคือหนี้กู้ยืมระงับ เกิดเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เมื่อหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ประธานระงับ จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่จะต้องใช้เงินแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน จีอี มันนี่ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประเสริฐ ตั้งตรงศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12696/2558
#634813
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสามอยู่ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งสามย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามต้องคำนึงถึงเนื้อที่ที่ดินที่จะซื้อขายกันตามโฉนดที่ดิน ในส่วนของโจทก์คงไม่ซื้อที่ดินที่มีราคาสูงถึง 300,000,000 บาทเศษ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นแน่ แต่เป็นการซื้อเพื่อขายหรือแสวงหากำไรในธุรกิจอื่น จึงต้องคำนวณต้นทุนของที่ดิน หากคิดราคาเป็นตารางวาตามโฉนดที่ดิน ซึ่งระบุเนื้อที่ดินไว้ทั้งหมด 12 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา เท่ากับ 4,930 ตารางวา ในราคา 369,750,000 บาท ตกตารางวาละ 75,000 บาท จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์และจำเลยทั้งสามจะซื้อขายกันเหมาแปลง โดยไม่สนใจเนื้อที่ที่ดิน เหตุที่โจทก์ไม่ได้ทำการรังวัดที่ดินก่อนตกลงซื้อนั้น ปรากฏว่า โฉนดที่ดินเป็นโฉนดที่ดินที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 122 มีการจดทะเบียนนิติกรรมแบ่งแยก แบ่งขาย จำนอง ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 ทางราชการออกเป็นโฉนดที่ดินขึ้นใหม่ ตามความในมาตรา 64 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยยังคงระบุเนื้อที่ที่ดินเท่าเดิม ย่อมมีเหตุให้โจทก์รวมทั้งจำเลยทั้งสามเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินที่ซื้อขายกันมีเนื้อที่ตามที่ระบุในโฉนดที่ดินจริง ในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และสัญญานั้นให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 และ 368

โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงซื้อขายที่ดินกันโดยระบุเนื้อที่ทั้งหมดไว้ 12 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา แต่ที่ดินมีเนื้อที่จริงเพียง 10 ไร่ 80.7 ตารางวา เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามผู้ขายส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ระบุในสัญญาซึ่งไม่เกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ โจทก์จะบอกปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 เมื่อโจทก์เลือกรับที่ดินไว้ จำเลยทั้งสามจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินส่วนที่รับไว้เกินให้แก่โจทก์โดยคิดเฉลี่ยจากเนื้อที่ที่ดินที่ซื้อขายกัน ซึ่งตกตารางวาละ 75,000 บาท เนื้อที่ดินขาดไป 2 ไร่ 49.3 ตารางวา เท่ากับ 849.3 ตารางวา คิดเป็นเงิน 63,697,500 บาท ซึ่งโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย จึงต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 67,979,629.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 63,697,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ในส่วนจำเลยที่ 1 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 19 เมษายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 18,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามเป็นการซื้อขายเหมาแปลงหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด โจทก์ให้นายอนันต์ ติดต่อกับจำเลยทั้งสามเพื่อเจรจาซื้อขายที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 จำเลยทั้งสามตกลงให้นายอนันต์เป็นนายหน้าขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จากนั้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2555 นายอนันต์กระทำการเป็นนายหน้าชี้ช่องให้จำเลยทั้งสามทำสัญญาซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 75,000 บาท คิดเป็นเงิน 396,750,000 บาท แก่โจทก์ โดยขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่สำนักงานที่ดิน โจทก์นำสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทโจทก์ที่ระบุจำนวนเนื้อที่ที่ดิน 12 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา แนบท้ายสัญญาซื้อขายที่ดินไว้ด้วย ซึ่งโจทก์ถือว่าจำนวนเนื้อที่ที่ดินดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของสัญญาซื้อขายที่ดิน หลังทำสัญญาซื้อขาย โจทก์ตรวจสอบเนื้อที่ที่ดินพิพาทพบว่า จำเลยทั้งสามส่งมอบที่ดินขาดตกบกพร่องไป 2 ไร่ 49.3 ตารางวา คิดเป็นเงินที่โจทก์ชำระเกินไปจำนวน 63,697,500 บาท โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชดใช้เงินคืนแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบว่า จำเลยทั้งสามตกลงให้นายอนันต์ เป็นนายหน้าขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามตกลงขายที่ดินพิพาทแบบเหมาทั้งแปลง ไม่ใช่การขายตามเนื้อที่เป็นตารางวา ทั้งตามสัญญาซื้อขายไม่ได้ระบุเนื้อที่ที่ดินพิพาท อีกทั้งไม่มีการระบุว่าเป็นการขายในราคาตารางวาละ 75,000 บาท เห็นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสามอยู่ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งสามย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามต้องคำนึงถึงเนื้อที่ที่ดินที่จะซื้อขายกันตามโฉนดที่ดิน ในส่วนของโจทก์คงไม่ซื้อที่ดินที่มีราคาสูงถึง 300,000,000 บาทเศษ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นแน่ แต่เป็นการซื้อเพื่อขายหรือแสวงหากำไรในธุรกิจอื่น จึงต้องคำนวณต้นทุนของที่ดิน หากคิดราคาเป็นตารางวาตามโฉนดที่ดิน ซึ่งระบุเนื้อที่ดินไว้ทั้งหมด 12 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา เท่ากับ 4,930 ตารางวา ในราคา 369,750,000 บาท ตกตารางวาละ 75,000 บาท จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์และจำเลยทั้งสามจะซื้อขายกันเหมาแปลง โดยไม่สนใจเนื้อที่ที่ดิน เหตุที่โจทก์ไม่ได้ทำการรังวัดที่ดินก่อนตกลงซื้อนั้น ปรากฏว่า โฉนดที่ดินเป็นโฉนดที่ดินที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 122 มีการจดทะเบียนนิติกรรมแบ่งแยก แบ่งขาย จำนอง ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2539 ทางราชการออกเป็นโฉนดที่ดินขึ้นใหม่ ตามความในมาตรา 64 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยยังคงระบุเนื้อที่ที่ดินเท่าเดิม ย่อมมีเหตุให้โจทก์รวมทั้งจำเลยทั้งสามเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินที่ซื้อขายกันมีเนื้อที่ตามที่ระบุในโฉนดที่ดินจริง ในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และสัญญานั้นให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และ 368 อันฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงซื้อขายที่ดินกันโดยระบุเนื้อที่ทั้งหมดไว้ 12 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา แต่ที่ดินมีเนื้อที่จริงเพียง 10 ไร่ 80.7 ตารางวา เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามผู้ขายส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ระบุในสัญญาซึ่งไม่เกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ โจทก์จะบอกปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 เมื่อโจทก์เลือกรับที่ดินไว้ จำเลยทั้งสามจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินส่วนที่รับไว้เกินให้แก่โจทก์โดยคิดเฉลี่ยจากเนื้อที่ที่ดินที่ซื้อขายกัน ซึ่งตกตารางวาละ 75,000 บาท เนื้อที่ดินขาดไป 2 ไร่ 49.3 ตารางวา เท่ากับ 849.3 ตารางวา คิดเป็นเงิน 63,697,500 บาท ซึ่งโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย จึงต้องรับผิดต่อโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่อ้างว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามเป็นการซื้อขายเหมาแปลงนั้นฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาในข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368 ม. 466
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเริงชัย จงพิพัฒนสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12685/2558
#588607
เปิดฉบับเต็ม

การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 338 หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป และเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของความลับประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ ดังนี้ ความลับจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเจ้าของข้อเท็จจริงประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว เมื่อฎีกาของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ 1 ปี ข้อเท็จจริงที่จำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง เมื่อเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน แสดงว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นโดยเฉพาะภริยาจำเลยรู้เรื่องดังกล่าว เรื่องนั้นจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่าหากผู้เสียหายไม่นำเงินจำนวน 20,000 บาท มาให้จำเลย จำเลยจะนำเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น จึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหาย ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 338

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337, 338

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก, 338 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกรรโชกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานรีดเอาทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 หรือไม่ เห็นว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป และเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของความลับประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ดังนี้ ความลับจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเจ้าของข้อเท็จจริงประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว เมื่อฎีกาของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ 1 ปี ข้อเท็จจริงที่จำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน แสดงว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นโดยเฉพาะภริยาจำเลยรู้เรื่องดังกล่าว เรื่องนั้นจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่าหากผู้เสียหายไม่นำเงินจำนวน 20,000 บาท มาให้จำเลยแล้วจำเลยจะนำเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น จึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหาย ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายกับจำเลยสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน ทั้งๆ ที่รู้ว่าจำเลยมีภริยาอยู่แล้วก็ตาม แต่จำเลยก็ไม่ควรนำเรื่องดังกล่าวมาขู่เข็ญเรียกเอาเงินจำนวน 20,000 บาท จากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้เสียหาย อันเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยจะกระทำความผิดครั้งแรกก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ส่วนที่ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็นำมาเป็นเหตุกำหนดโทษจำเลยในสถานเบาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 338
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นายประจักษ์ อมรสิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายวีระพงษ์ กล่อมมิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12685/2558
#636296
เปิดฉบับเต็ม

การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 338 หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป และเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของความลับประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ ดังนี้ ความลับจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเจ้าของข้อเท็จจริงประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว

จำเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ 1 ปี ข้อเท็จจริงที่จำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง เมื่อเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน แสดงว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นโดยเฉพาะภริยาจำเลยรู้เรื่องดังกล่าว เรื่องนั้นจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่าหากผู้เสียหายไม่นำเงินจำนวน 20,000 บาท มาให้จำเลยแล้วจำเลยจะนำเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น จึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหาย ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 338 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337, 338

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก, 338 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกรรโชกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานรีดเอาทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับต้องเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับที่เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป และเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของความลับประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ ดังนี้ ความลับจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเจ้าของข้อเท็จจริงประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว เมื่อฎีกาของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ 1 ปี ข้อเท็จจริงที่จำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง เมื่อเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน แสดงว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นโดยเฉพาะภริยาจำเลยรู้เรื่องดังกล่าว เรื่องนั้นจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่าหากผู้เสียหายไม่นำเงินจำนวน 20,000 บาท มาให้จำเลยแล้วจำเลยจะนำเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น จึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหาย ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายกับจำเลยสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจำเลยมีภริยาอยู่แล้วก็ตาม แต่จำเลยก็ไม่ควรนำเรื่องดังกล่าวมาขู่เข็ญเรียกเอาเงินจำนวน 20,000 บาท จากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้เสียหาย อันเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยจะกระทำความผิดครั้งแรกก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ส่วนที่ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็นำมาเป็นเหตุกำหนดโทษจำเลยในสถานเบาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 338
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นายประจักษ์ อมรสิน
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12681/2558
#587404
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท 1 เส้น พร้อมพระสมเด็จหลวงพ่อโสธร 1 องค์ ของ อ. ผู้เสียหายไป โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335, 336 ทวิ ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะยกเอาข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2557 มาฟังว่าจำเลยใช้ยานพาหนะในการเดินทางไปมาเท่านั้น มิใช่ใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปมาเป็นเหตุยกฟ้องในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ และให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำพร้อมพระสมเด็จหลวงพ่อโสธร หรือใช้ราคาเป็นเงิน 42,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก, 336 ทวิ จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำพร้อมพระสมเด็จหลวงพ่อโสธรที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาเป็นเงิน 42,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอที่ให้คืนหรือใช้ราคาแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยลักสร้อยคอทองคำ หนัก 3 บาท 1 เส้น พร้อมพระสมเด็จหลวงพ่อโสธร 1 องค์ ของนายอนนท์ ผู้เสียหายไป โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะยกเอาข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2557 มาฟังว่าจำเลยใช้ยานพาหนะในการเดินทางไปมาเท่านั้น มิใช่จำเลยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปมาเป็นเหตุยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก, 336 ทวิ โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นางสุนทรีหรือภัทรวดี ศรีปรางค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายธนิทธิ์พล ท่าพริก
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12681/2558
#635973
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยลักสร้อยคอทองคำ หนัก 3 บาท 1 เส้น พร้อมพระสมเด็จหลวงพ่อโสธร 1 องค์ ของ อ. ผู้เสียหายไป โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335, 336 ทวิ ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะยกเอาข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหามาฟังว่าจำเลยใช้ยานพาหนะในการเดินทางไปมาเท่านั้น มิใช่จำเลยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปมาเป็นเหตุยกฟ้องในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ และให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำพร้อมพระสมเด็จหลวงพ่อโสธร หรือใช้ราคาเป็นเงิน 42,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก, 336 ทวิ จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำพร้อมพระสมเด็จหลวงพ่อโสธรที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาเป็นเงิน 42,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอที่ให้คืนหรือใช้ราคาแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยลักสร้อยคอทองคำ หนัก 3 บาท 1 เส้น พร้อมพระสมเด็จหลวงพ่อโสธร 1 องค์ ของนายอนนท์ ผู้เสียหายไป โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะยกเอาข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2557 มาฟังว่าจำเลยใช้ยานพาหนะในการเดินทางไปมาเท่านั้น มิใช่จำเลยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปมาเป็นเหตุยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก, 336 ทวิ โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นางสุนทรีหรือภัทรวดี ศรีปรางค์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ