คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13068/2558
#635979
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องและฟ้องแย้ง จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กระทำในฐานะส่วนตัวและจำเลยที่ 2 มิใช่เจ้าหนี้ตามฟ้องแย้ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ซึ่งปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องเดิมค้างชำระเป็นสิทธิของนิติบุคคลอาคารชุดที่จะฟ้องบังคับคดีให้เจ้าของห้องเดิมที่ค้างชำระหรือไม่ก็ได้ ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่จะต้องฟ้องคดีหรือต้องใช้สิทธิแจ้งรายการเพื่อขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิเอาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 41 การที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้สิทธิแจ้งรายการเพื่อขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิเอาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 41 และไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีตามอำนาจหน้าที่เอาแก่เจ้าของห้องชุดเดิมตามมาตรา 36 (6) แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นที่ต้องมีการบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่อยู่อาศัยซึ่งมิได้มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาไม่อยู่ในบังคับในอันที่จะมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4)

ค่าปรับอันเกิดจากการผิดนัดชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เมื่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ ค่าปรับซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/26 และเนื่องจากค่าปรับอันเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นหนี้เงินที่จำเลยทั้งสองจะเรียกเก็บได้ต่อเมื่อเจ้าของร่วมมิได้ชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดไว้อันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าและถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379

ตามคำฟ้องของโจทก์นั้นขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 จะออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ได้นั้น โจทก์จะชำระหนี้ค่าส่วนกลางให้ครบเสียก่อน แม้ตามคำขอท้ายฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์จะไม่มีข้อความว่า เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าส่วนกลางครบถ้วนแล้วให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ก็ตาม แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระหนี้ค่าส่วนกลาง และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระค่าส่วนกลางแก่จำเลยที่ 1 แล้วเมื่อโจทก์ชำระค่าส่วนกลางตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หนี้เป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตอบแทนเช่นกัน เพราะโจทก์ประสงค์จะนำหนังสือนี้ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นของตนตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 การที่จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จึงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะโอนห้องชุดได้ จึงเป็นการกระทำนิติกรรมฝ่ายเดียวของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 ดังนั้น ในการบังคับชำระหนี้หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ศาลชอบที่จะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง ซึ่งเป็นการสั่งตามสมควรแก่รูปเรื่องเพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม มิใช่เป็นการสั่งนอกเหนือไปจากคำขอท้ายฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ในห้องชุดทั้ง 2 ห้อง ตามฟ้อง ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 79935 - 79937, 79952 - 79955 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลางและการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายในค่าขาดรายได้ 10,000 บาทต่อเดือน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 674,780.17 บาท และค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือนรวมห้องชุด 2 ห้องอีกเดือนละ 796.20 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางสำหรับห้องชุดเลขที่ 345/84 และห้องชุดเลขที่ 345/105 ตามฟ้อง จำนวน 49,898.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางจำนวน 46,975.80 บาท นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2556 (ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องแย้ง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อไปสำหรับห้องชุดเลขที่ 345/84 ในอัตราเดือนละ 399.60 บาท และห้องชุดเลขที่ 345/105 ในอัตราเดือนละ 396.60 บาท นับแต่เดือนเมษายน 2556 (ซึ่งเป็นเดือนถัดจากเดือนที่ฟ้องแย้ง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และเมื่อโจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าวแล้ว ให้จำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้สำหรับห้องชุดเลขที่ 345/84 และห้องชุดเลขที่ 345/105 แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลางและการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางสำหรับห้องชุดพิพาท 2 ห้อง เลขที่ 345/84 และเลขที่ 345/105 ตามฟ้องแก่จำเลยที่ 1 รวมจำนวน 559,605.57 บาท ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้ชำระดอกเบี้ยหลังวันฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า อาคารชุดบ้านรัชโยธินมีจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดที่มีหน้าที่ดูแลทรัพย์ส่วนกลาง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้ซื้อห้องชุดพิพาท 2 ห้อง เลขที่ 345/84 และเลขที่ 345/105 ในอาคารชุดบ้านรัชโยธินได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยปลอดการจำนองตามหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีถึงเจ้าพนักงานที่ดิน เรื่องขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือขอให้จำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ในห้องชุดให้แก่โจทก์เพื่อนำไปจดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้แก่โจทก์ที่สำนักงานที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองไม่ออกให้เนื่องจากโจทก์ไม่ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ลูกหนี้ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดเดิมค้างชำระอยู่แก่จำเลยที่ 1

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีอำนาจฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องและฟ้องแย้ง จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏตามฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กระทำในฐานะส่วนตัวและจำเลยที่ 2 มิใช่เจ้าหนี้ตามฟ้องแย้ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ซึ่งปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อศาลจึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ประสงค์ใช้สิทธิรับค่าส่วนกลางที่ค้างชำระ และการที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้สิทธิแจ้งรายการเพื่อขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิเอาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 41 และไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีตามอำนาจหน้าที่เอาแก่เจ้าของห้องชุดเดิมตามมาตรา 36 (6) แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงละเมิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องเดิมค้างชำระเป็นสิทธิของนิติบุคคลอาคารชุดที่จะฟ้องบังคับคดีให้เจ้าของห้องเดิมที่ค้างชำระหรือไม่ก็ได้ ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่จะต้องฟ้องคดีหรือต้องใช้สิทธิแจ้งรายการเพื่อขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิเอาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 41 การที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ใช้สิทธิแจ้งรายการเพื่อขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิเอาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 41 และไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีตามอำนาจหน้าที่เอาแก่เจ้าของห้องชุดเดิมตามมาตรา 36 (6) แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ค่าใช้จ่ายรายการที่ 5 ถึงที่ 10 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ค่าใช้จ่ายรายการที่ 5 ถึงที่ 10 เป็นค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นที่ต้องมีการบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลางและเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่อยู่อาศัยซึ่งมิได้มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาในอันที่จะมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) ส่วนค่าปรับในรายการที่ 3 และที่ 4 เป็นค่าปรับอันเกิดจากการผิดนัดชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางในรายการที่ 1 ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เมื่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ ค่าปรับซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมขาดอายุความด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 จำเลยทั้งสองคงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าปรับในค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 จนถึงวันฟ้องแย้ง (มีนาคม 2556) และเนื่องจากค่าปรับอันเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นหนี้เงินที่จำเลยทั้งสองจะเรียกเก็บได้ต่อเมื่อเจ้าของร่วม มิได้ชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดไว้อันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าและถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และที่จำเลยที่ 1 คิดในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนนั้นสูงเกินส่วน พิเคราะห์แล้วเห็นสมควรกำหนดให้ร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินแต่ละยอดดังกล่าว

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จะต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์นั้นขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 จะออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ได้นั้น โจทก์จะชำระหนี้ค่าส่วนกลางให้ครบเสียก่อน แม้ตามคำขอท้ายฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์และไม่มีข้อความว่า เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าส่วนกลางครบถ้วนแล้วให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้ก็ตาม แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระหนี้ค่าส่วนกลาง และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ชำระค่าส่วนกลางแก่จำเลยที่ 1 แล้วเมื่อโจทก์ชำระค่าส่วนกลางตามคำพิพากษาให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หนี้เป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตอบแทนเช่นกัน เพราะโจทก์ประสงค์จะนำหนังสือนี้ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นของตนตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 การที่จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จึงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะโอนห้องชุดได้ จึงเป็นการกระทำนิติกรรมฝ่ายเดียวของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 ดังนั้น ในการบังคับชำระหนี้หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องศาลชอบที่จะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ซึ่งเป็นการสั่งตามสมควรแก่รูปเรื่องเพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสาม มิใช่เป็นการสั่งนอกเหนือไปจากคำขอท้ายฟ้อง

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ไม่มีค่าส่วนกลางที่ค้างชำระก่อนที่โจทก์จะซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ฎีกาของโจทก์ฟังบางส่วนขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางสำหรับห้องชุดเลขที่ 345/84 จำนวนเงิน 5,094.70 บาท และห้องชุดเลขที่ 345/105 จำนวนเงิน 5,056.46 บาท และชำระค่าส่วนกลางสำหรับห้องชุดเลขที่ 345/84 ในอัตราเดือนละ 399.60 บาท และห้องชุดเลขที่ 345/105 ในอัตราเดือนละ 396.60 บาท พร้อมทั้งค่าปรับร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินแต่ละยอดดังกล่าวนับแต่เดือนเมษายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อโจทก์ชำระเงินดังกล่าวครบถ้วนทุกจำนวนแล้ว ให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 193/26 ม. 193/33 (4) ม. 213 วรรคสอง ม. 379 ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดบ้านรัชโยธิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภกิจ กิตสัมบันท์
โสฬส สุวรรณเนตร์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13067/2558
#594715
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง, 29 วรรคสอง การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 (คือ ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง) โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง และตามประกาศขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทได้ระบุเงื่อนไขการขายทอดตลาดไว้ว่า ผู้ซื้อต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อนและผู้ซื้อได้ต้องเป็นผู้ชำระหนี้ค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ กรณีถือได้ว่าโจทก์ทราบจากประกาศการขายทอดตลาดมาก่อนที่จะเข้าสู้ราคาซื้อห้องชุดพิพาททั้งสามจากการขายทอดตลาดแล้วว่าจะต้องสอบภาระหนี้สินส่วนกลางเองว่ามีหรือไม่ มิใช่ดูจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี และถ้าโจทก์ซื้อได้ โจทก์ต้องชำระหนี้ดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าไม่ทราบว่าห้องชุดพิพาททั้งสามมีหนี้ส่วนกลางที่ค้างชำระ แม้ว่าโจทก์สอบถามเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากผู้แทนหรือผู้จัดการของอาคารชุด บ. เนื่องจากไม่ยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางพร้อมเงินเพิ่มที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาททั้งสามคนเดิมค้างชำระจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นกรณีที่ชอบด้วย พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสองแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดเลขที่ 38/928, 38/612 และ 38/601 ของอาคารชุดบ้านสวน แจ้งวัฒนะ ซี ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2544 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9878 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลางและการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย

เดือนละ 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 193,411.01 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 110,592 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 84,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 72,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อโจทก์ชำระครบถ้วนแล้ว ให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ของห้องชุดเลขที่ 38/928, 38/612 และ 38/601 ของอาคารชุดบ้านสวนแจ้งวัฒนะ ซี ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2544 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9878 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยที่ 1 ยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลาง และการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ให้ยก ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดและค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่เสียเกินมา 600 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็น

นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 จำเลยที่ 2 เคยเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต่อมาได้ลาออกจากการเป็นผู้จัดการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2555 โจทก์ซื้อห้องชุดในอาคารชุดของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ห้อง คือ ห้องชุดเลขที่ 38/928, 38/612, 86/601 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ทำหนังสือแจ้งขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ เพื่อที่จะได้นำไปขอ

จดทะเบียนรับโอนห้องชุดมาเป็นกรรมสิทธิ์โจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าของเดิมของห้องชุดทั้งสามค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางรวมทั้งเงินเพิ่มตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จึงไม่ยินยอมออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ คดียุติตามที่คู่ความแถลงรับกันว่า จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 แล้วในวันที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ และคดียุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นให้ยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลาง กับการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องต่อโจทก์

คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 วรรคสอง, 29 วรรคสอง การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 (คือ ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง) โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง และตามประกาศขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทได้ระบุเงื่อนไขการขายทอดตลาดไว้ว่า ผู้ซื้อต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อนและผู้ซื้อได้ต้องเป็นผู้ชำระหนี้ค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางนั้นเป็นไปตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ กรณีถือได้ว่าโจทก์ทราบจากประกาศการขายทอดตลาดมาก่อนที่จะเข้าสู้ราคาซื้อห้องชุดพิพาททั้งสามจากการขายทอดตลาดแล้วว่าจะต้องสอบภาระหนี้สินส่วนกลางเองว่ามีหรือไม่ มิใช่ดูจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี และถ้าโจทก์ซื้อได้ โจทก์ต้องชำระหนี้ดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าไม่ทราบว่าห้องชุดพิพาททั้งสามมีหนี้ส่วนกลางที่ค้างชำระ แม้ว่าโจทก์สอบถามเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วดังที่ฎีกา เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากผู้แทนหรือผู้จัดการของอาคารชุดบ้านสวนแจ้งวัฒนะ ซี ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องชุดพิพาททั้งสาม เนื่องจากไม่ยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางพร้อมเงินเพิ่มที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาททั้งสามคนเดิมค้างชำระจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์

ซึ่งเป็นกรณีที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสองแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การติดตามทวงถามหนี้ดังกล่าว พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 36 และมาตรา 41 กำหนดเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิใช่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดพิพาททั้งสามจากการขายทอดตลาดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า หน้าที่ของการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระในคดีนี้ เป็นการพิจารณาในขั้นตอนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุด เนื่องจากโจทก์ขอให้รับรองสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดจากเจ้าของเดิมมาเป็นของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสอง มิใช่การพิจารณาหน้าที่ของผู้จัดการหรือการพิจารณาว่านิติบุคคลอาคารชุดมีบุริมสิทธิอะไรบ้างตามมาตรา 36 และมาตรา 41 ที่จะบังคับให้ได้มาซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระว่าไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ผู้ซื้อจากการขายทอดตลาด ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการยกข้อกฎหมายคนละบท คนละมาตราขึ้นกล่าวอ้าง เป็นคนละเรื่องกับที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์รับผิดนั้นชอบแล้ว รวมทั้งกรณีที่วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย รวมทั้งเรื่องค่าเสียหาย โจทก์ก็มิได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นด้วย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่แก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2556 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 84,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 72,000 บาท นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 วรรคสอง ม. 29 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด บ้านสวนแจ้งวัฒนะ ซี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประทีป บุพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13067/2558
#635977
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง, 29 วรรคสอง การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 (คือ ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง) โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง และตามประกาศขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทได้ระบุเงื่อนไขการขายทอดตลาดไว้ว่า ผู้ซื้อต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อนและผู้ซื้อได้ต้องเป็นผู้ชำระหนี้ค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ โจทก์ทราบจากประกาศการขายทอดตลาดมาก่อนที่จะเข้าสู้ราคาซื้อห้องชุดพิพาททั้งสามจากการขายทอดตลาดแล้วว่าจะต้องสอบภาระหนี้สินส่วนกลางเองว่ามีหรือไม่ มิใช่ดูจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี และถ้าโจทก์ซื้อได้ โจทก์ต้องชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าไม่ทราบว่าห้องชุดพิพาททั้งสามมีหนี้ส่วนกลางที่ค้างชำระ แม้ว่าโจทก์สอบถามเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากผู้แทนหรือผู้จัดการของอาคารชุด บ. ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องชุดพิพาททั้งสาม เนื่องจากไม่ยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางพร้อมเงินเพิ่มที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาททั้งสามคนเดิมค้างชำระจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นกรณีที่ชอบด้วย พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสองแล้ว

หน้าที่ของการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระในขั้นตอนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดเนื่องจากโจทก์ขอให้รับรองสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดจากเจ้าของเดิมมาเป็นของโจทก์ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสอง มิใช่การพิจารณาหน้าที่ของผู้จัดการหรือการพิจารณาบุริมสิทธิของนิติบุคคลอาคารชุดตามมาตรา 36 และมาตรา 41 ที่จะบังคับให้ได้มาซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระว่าไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ผู้ซื้อจากการขายทอดตลาด ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดเลขที่ 38/928, 38/612 และ 38/601 ของอาคารชุดบ้านสวนแจ้งวัฒนะ ซี ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2544 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9878 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลางและการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 193,411.01 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 110,592 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 84,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 72,000 บาท นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อโจทก์ชำระครบถ้วนแล้วให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ของห้องชุดเลขที่ 38/928, 38/612 และ 38/601 ของอาคารชุดบ้านสวนแจ้งวัฒนะ ซี ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2544 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9878 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยที่ 1 ยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลาง และการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ให้ยก ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดและค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่เสียเกินมา 600 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 จำเลยที่ 2 เคยเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต่อมาได้ลาออกจากการเป็นผู้จัดการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2555 โจทก์ซื้อห้องชุดในอาคารชุดของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ห้อง คือ ห้องชุดเลขที่ 38/928, 38/612, 86/601 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ทำหนังสือแจ้งขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ เพื่อที่จะได้นำไปขอจดทะเบียนรับโอนห้องชุดมาเป็นกรรมสิทธิ์โจทก์ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าของเดิมของห้องชุดทั้งสามค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางรวมทั้งเงินเพิ่มตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จึงไม่ยินยอมออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ คดียุติตามที่คู่ความแถลงรับกันว่า จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1 แล้วในวันที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ และคดียุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นให้ยกเลิกการระงับการให้บริการส่วนรวม การใช้ทรัพย์ส่วนกลาง กับการออกเสียงในการประชุมใหญ่แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องต่อโจทก์

คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาดอนเมืองแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการจดแจ้งค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระไว้ที่สำนักงานที่ดิน โจทก์จึงไม่ทราบว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระหรือไม่ และโจทก์สอบถามเจ้าพนักงานที่ดินก็ไม่ทราบเพราะไม่มีการจดแจ้งไว้ ทั้งโจทก์ได้ตรวจสอบที่กรมบังคับคดีก็ไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบก่อนขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมิได้แจ้งค่าส่วนกลางค้างชำระไว้ในประกาศขายทอดตลาด โจทก์จึงไม่ทราบว่ามีค่าส่วนกลางค้างชำระด้วย เห็นว่า ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง, 29 วรรคสอง การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุด พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 (คือ ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง) โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง และตามประกาศขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทได้ระบุเงื่อนไขการขายทอดตลาดไว้ว่า ผู้ซื้อต้องตรวจสอบภาระหนี้สินก่อนและผู้ซื้อได้ต้องเป็นผู้ชำระหนี้ค้างชำระต่อนิติบุคคลอาคารชุดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางนั้นเป็นไปตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ กรณีถือได้ว่าโจทก์ทราบจากประกาศการขายทอดตลาดมาก่อนที่จะเข้าสู้ราคาซื้อห้องชุดพิพาททั้งสามจากการขายทอดตลาดแล้วว่าจะต้องสอบภาระหนี้สินส่วนกลางเองว่ามีหรือไม่ มิใช่ดูจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี และถ้าโจทก์ซื้อได้ โจทก์ต้องชำระหนี้ดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าไม่ทราบว่าห้องชุดพิพาททั้งสามมีหนี้ส่วนกลางที่ค้างชำระ แม้ว่าโจทก์สอบถามเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วดังที่ฎีกา เมื่อโจทก์ไม่มีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากผู้แทนหรือผู้จัดการของอาคารชุดบ้านสวนแจ้งวัฒนะ ซี ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องชุดพิพาททั้งสาม เนื่องจากไม่ยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางพร้อมเงินเพิ่มที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาททั้งสามคนเดิมค้างชำระจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นกรณีที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง แล้ว

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การติดตามทวงถามหนี้ดังกล่าว พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 36 และมาตรา 41 กำหนดเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิใช่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดพิพาททั้งสามจากการขายทอดตลาดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า หน้าที่ของการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระในคดีนี้ เป็นการพิจารณาในขั้นตอนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุด เนื่องจากโจทก์ขอให้รับรองสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดจากเจ้าของเดิมมาเป็นของโจทก์ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 วรรคสอง มิใช่การพิจารณาหน้าที่ของผู้จัดการหรือการพิจารณาว่านิติบุคคลอาคารชุดมีบุริมสิทธิอะไรบ้างตามมาตรา 36 และมาตรา 41 ที่จะบังคับให้ได้มาซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระว่าไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ผู้ซื้อจากการขายทอดตลาด ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการยกข้อกฎหมายคนละบท คนละมาตราขึ้นกล่าวอ้าง เป็นคนละเรื่องกับที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์รับผิดนั้นชอบแล้ว รวมทั้งกรณีที่วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย รวมทั้งเรื่องค่าเสียหาย โจทก์ก็มิได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นด้วย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2556 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่แก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2556 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 84,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 72,000 บาท นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 วรรคสอง ม. 29 วรรคสอง ม. 36 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดบ้านสวนแจ้งวัฒนะ ซี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13054/2558
#589752
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นิยามคำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย ซึ่งการกระทำความผิดฐานผลิตมีอัตราโทษมากกว่าการมีไว้ในครอบครอง ย่อมต้องมีลักษณะการกระทำที่รุนแรงกว่า การต้มใบพืชกระท่อมของจำเลยเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการเสพ โดยการเปลี่ยนจากการเสพใบสด ๆ มาเป็นการต้มเป็นน้ำเพื่อสะดวกแก่การนำเข้าสู่ร่างกาย ประกอบกับมีปริมาณเล็กน้อย ไม่ปรากฏว่าจำเลยนำน้ำต้มพืชกระท่อมของกลางไปผสมกับยาแก้ไอหรือน้ำอัดลมเพื่อให้เกิดการมึนเมา ประสาทหลอน และเป็นอันตรายต่อบุคคลในสังคม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามฟ้อง คงมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบใบพืชกระท่อมสดที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ หม้อ 1 ใบ ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยกำหนดเงื่อนไข ดังนี้

1. ให้จำเลยมารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติและผู้พิพากษาสมทบกับนักจิตวิทยาประจำศูนย์ให้คำปรึกษาและบำบัดฟื้นฟูประจำศาล มีกำหนด 3 ครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี ทุกครั้งที่จำเลยมารายงานตัว ให้ตรวจปัสสาวะจำเลยหากพบสารเสพติดให้โทษให้รายงานศาล

2. ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท

3. ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดีและห้ามเที่ยวเตร่ในยามกลางคืนหรือในสถานเริงรมย์ทุกแห่ง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง

4. ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 12 ชั่วโมง

หากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 8 วัน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553มาตรา 145 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนแต่ให้คืนหม้อ 1 ใบ ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นิยามของคำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพเปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยขณะกำลังต้มใบพืชกระท่อมในหม้อ 1 ใบ จนได้น้ำพืชกระท่อมจำนวน 1 ขวด ปริมาตร 1,200 มิลลิเมตรจำเลยรับสารภาพว่า ต้มไว้เพื่อดื่มเอง ไม่ปรากฏว่ามีน้ำพืชกระท่อมบรรจุขวดอื่น ๆ อีกหรือมีเป็นปริมาณมากจนอาจนำไปสู่การจำหน่าย น่าเชื่อว่ามีไว้เพื่อดื่มเอง ซึ่งเหตุผลในการตราพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษและมีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่รุนแรงขึ้น แก้ไขโทษให้มีความเหมาะสมกับการกระทำความผิดซึ่งการกระทำความผิดฐานผลิตมีอัตราโทษมากกว่าการมีไว้ในครอบครองย่อมต้องมีลักษณะการกระทำที่รุนแรงกว่า การต้มใบพืชกระท่อมของจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการเสพโดยการเปลี่ยนจากการเสพใบสด ๆ มาเป็นการต้มเป็นน้ำเพื่อความสะดวกแก่การนำเข้าสู่ร่างกายประกอบกับมีปริมาณเป็นจำนวนเล็กน้อย ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการนำน้ำต้มพืชกระท่อมของกลางไปผสมกับยาแก้ไอ หรือน้ำอัดลม เพื่อให้เกิดการมึนเมา ประสาทหลอนและเป็นอันตรายต่อบุคคลในสังคมตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า สมควรริบหม้อที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้ต้มน้ำพืชกระท่อมหรือไม่ เห็นว่าเมื่อยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 จึงถือไม่ได้ว่าหม้อของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไม่ริบและให้คืนหม้อของกลางแก่เจ้าของ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 76 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระนอง
จำเลย — นายอภิรัฐหรืออิบ ช่วยชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระนอง — นายธรรมนูญ ชูทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13054/2558
#634892
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นิยามคำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วยซึ่งการกระทำความผิดฐานผลิตมีอัตราโทษมากกว่าการมีไว้ในครอบครอง ย่อมต้องมีลักษณะการกระทำที่รุนแรงกว่า การต้มใบพืชกระท่อมของจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการเสพ โดยการเปลี่ยนจากการเสพใบสด ๆ มาเป็นการต้มเป็นน้ำเพื่อสะดวกแก่การนำเข้าสู่ร่างกาย ประกอบกับมีปริมาณเป็นจำนวนเล็กน้อย ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการนำน้ำต้มพืชกระท่อมของกลางไปผสมกับยาแก้ไอหรือน้ำอัดลมเพื่อให้เกิดการมึนเมา ประสาทหลอน และเป็นอันตรายต่อบุคคลในสังคม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามฟ้องโจทก์ คงมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 75, 76, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบใบพืชกระท่อมสดที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ หม้อ 1 ใบ ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ลงโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยกำหนดเงื่อนไข และหากไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 8 วัน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน แต่ให้คืนหม้อ 1 ใบ ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นิยามของคำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายรวมถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยขณะกำลังต้มใบพืชกระท่อมในหม้อ 1 ใบ จนได้น้ำพืชกระท่อมจำนวน 1 ขวด ปริมาตร 1,200 มิลลิลิตร จำเลยรับสารภาพว่า ต้มไว้เพื่อดื่มเอง ไม่ปรากฏว่ามีน้ำพืชกระท่อมบรรจุขวดอื่น ๆ อีกหรือมีเป็นปริมาณมากจนอาจนำไปสู่การจำหน่าย น่าเชื่อว่ามีไว้เพื่อดื่มเอง ซึ่งเหตุผลในการตราพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษและมีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษที่รุนแรงขึ้น แก้ไขโทษให้มีความเหมาะสมกับการกระทำความผิดซึ่งการกระทำความผิดฐานผลิตมีอัตราโทษมากกว่าการมีไว้ในครอบครองย่อมต้องมีลักษณะการกระทำที่รุนแรงกว่า การต้มใบพืชกระท่อมของจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการหนึ่ง ในการเสพโดยการเปลี่ยนจากการเสพใบสด ๆ มาเป็นการต้มเป็นน้ำเพื่อความสะดวกแก่การนำเข้าสู่ร่างกายประกอบกับมีปริมาณเป็นจำนวนเล็กน้อย ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีการนำน้ำต้มพืชกระท่อมของกลางไปผสมกับยาแก้ไอ หรือน้ำอัดลม เพื่อให้เกิดการมึนเมา ประสาทหลอนและเป็นอันตรายต่อบุคคลในสังคมตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า อุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับดุลพินิจในการกำหนดโทษต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า หากศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังว่า จำเลยกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (โดยการต้มใบพืชกระท่อมเป็นน้ำ) ศาลสามารถปรับบทลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวให้หนักขึ้นได้ ส่วนความผิดฐานมีใบพืชกระท่อมสดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 1 กระสอบ (ที่ยังไม่ได้ต้ม) น้ำหนัก 2.20 กิโลกรัม ถือว่ามีจำนวนมาก โทษที่ศาลกำหนดแก่จำเลยจึงยังต่ำไป จึงขอให้กำหนดโทษฐานมีไว้ในครอบครองให้เหมาะสมนั้น เท่ากับโจทก์ติดใจอุทธรณ์ทั้งประเด็นการต้มใบพืชกระท่อมเป็นการกระทำความผิดฐานผลิตหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายและขอปรับโทษให้เป็นฐานผลิต ซึ่งสามารถอุทธรณ์ได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ และโจทก์ติดใจอุทธรณ์ในประเด็นการกำหนดอัตราโทษฐานมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงโดยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 บัญญัติว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่... ฯลฯ และมาตรา 6 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ บัญญัติว่า ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง ในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ... ฯลฯ ดังนั้น เมื่อความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครอง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่รอการลงโทษไว้ โจทก์อุทธรณ์โดยมิได้มีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี เมื่อโจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับดุลพินิจในการกำหนดโทษอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ย่อมต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ในข้อหาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า สมควรริบหม้อที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้ต้มน้ำพืชกระท่อมหรือไม่ เห็นว่าเมื่อยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 จึงถือไม่ได้ว่าหม้อของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไม่ริบและให้คืนหม้อของกลางแก่เจ้าของ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 76 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระนอง
จำเลย — นาย อ.
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13049/2558
#635374
เปิดฉบับเต็ม

ศาลได้กำหนดวันนั่งพิจารณาและแจ้งให้คู่ความทราบแล้ว การที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะขอเลื่อนการนั่งพิจารณาหรือขอเลื่อนคดี คู่ความฝ่ายนั้นจะต้องยื่นคำขอเข้ามาก่อนหรือในวันนัดและแสดงเหตุผลให้ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้และหากศาลไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรม ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ในวันนัดไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานนัดแรกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 คู่ความแถลงว่า คดีพอมีทางตกลงกันได้ ประกอบกับทนายจำเลยทั้งสามติดว่าความที่ศาลอื่นและขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนไปนัดไกล่เกลี่ยที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยในวันที่ 18 มีนาคม 2557 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัด จำเลยทั้งสามไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นจึงออกนั่งพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 นัดสืบพยานจำเลยทั้งสามในวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสอง ทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้ ส. เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นอ้างว่า ทนายจำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ซึ่งเป็นคู่สัญญากับธนาคาร อ. เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ธนาคาร อ. มีหนังสือเชิญประชุมเพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงว่าจ้างฉบับใหม่ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ทนายจำเลยทั้งสามจำต้องเข้าร่วมประชุมและลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าจ้างฉบับใหม่กับธนาคาร อ. ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงขอเลื่อนการสืบพยานออกไปอีกสักครั้ง นั้น ทนายจำเลยทั้งสามทราบนัดล่วงหน้าแล้วเกือบ 2 เดือน ที่ทนายจำเลยทั้งสามอ้างเหตุที่จะต้องไปเข้าร่วมประชุมกับลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าจ้างฉบับใหม่กับธนาคาร อ. คงเป็นไปเพื่อกิจการในเรื่องส่วนตัวของทนายจำเลยทั้งสามโดยแท้และทนายจำเลยทั้งสามได้ทราบเหตุก่อนถึงวันนัดหลายวันเพียงพอที่ทนายจำเลยทั้งสามจะแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบและจัดทนายความคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนเพื่อมิให้กระบวนพิจารณาในศาลที่นัดไว้ล่วงหน้าต้องเสียหายแต่มิได้กระทำ จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ ในอันที่จำเลยทั้งสามจะนำมาอ้างเป็นเหตุเพื่อขอเลื่อนคดี

ในวันสืบพยานโจทก์วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้ ส. เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นขอเลื่อนคดี ฟังคำสั่งศาลและกำหนดวันนัดแทน ส. ย่อมอยู่ในฐานะเป็นคู่ความ มิใช่คู่ความฝ่ายจำเลยทั้งสามไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล อันจะให้ถือว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาในคดีมโนสาเร่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193 ทวิ วรรคสอง การไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดี คงมีผลเพียงทำให้จำเลยทั้งสามเสียสิทธิในการซักค้านพยานโจทก์ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 เท่านั้น จำเลยทั้งสามยังคงมีสิทธินำพยานเข้าสืบในนัดวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ตามที่นัดไว้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถือว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนโครงเหล็กบริเวณหน้าตึกแถวเลขที่ 2/31 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 3.5 เมตร สูง 3 เมตร ที่ต่อเติมรุกล้ำในที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และร่วมกันขนย้ายสัมภาระและอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม ห้ามจำเลยทั้งสามกับบริวารต่อเติมโครงเหล็กหรือนำสิ่งของหรือสัมภาระและอุปกรณ์มาวางรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีก และหากจำเลยทั้งสามยังคงดำเนินการดังกล่าว ให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจดำเนินการรื้อถอนส่วนที่ต่อเติม และขนย้ายสิ่งของหรือสัมภาระและอุปกรณ์ที่กีดขวางทางไปเก็บในที่สมควร กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 27,120 บาท และค่าเสียหายอีกต่อไปเดือนละ 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 26,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนโครงเหล็กและขนย้ายสิ่งของหรือสัมภาระและอุปกรณ์ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองจนเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นอ้างว่า ทนายจำเลยทั้งสามติดประชุมกับธนาคารออมสิน ขอเลื่อนการสืบพยานออกไปอีกสักครั้ง ศาลชั้นต้นเห็นว่าทนายจำเลยทั้งสามประวิงคดีจงใจทำให้คดีล่าช้า จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามรับหมายเรียกแล้วไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี จึงถือว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณา ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์นำสืบพยาน 1 ปาก แล้วแถลงหมดพยาน คดีเสร็จการพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนโครงเหล็กบริเวณหน้าตึกแถวเลขที่ 2/31 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 3.5 เมตร สูง 3 เมตร ที่ต่อเติมรุกล้ำในที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และร่วมกันย้ายสัมภาระและอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสามร่วมกับบริวารต่อเติมโครงเหล็กหรือนำสิ่งของหรือสัมภาระและอุปกรณ์มาวางรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีก กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 27,120 บาท และค่าเสียหายอีกต่อไปเดือนละ 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 26,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนโครงเหล็กและขนย้ายสิ่งของหรือสัมภาระและอุปกรณ์มาวางรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองจนเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และยกคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดีและขาดนัดพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยอนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดีและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลได้กำหนดวันนั่งพิจารณาและแจ้งให้คู่ความทราบแล้ว การที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะขอเลื่อนการนั่งพิจารณาหรือขอเลื่อนคดี คู่ความฝ่ายนั้นจะต้องยื่นคำขอเข้ามาก่อนหรือในวันนัดและแสดงเหตุผลให้ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้และหากศาลไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรม ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันนัดไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานนัดแรกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 คู่ความแถลงว่า คดีพอมีทางตกลงกันได้ ประกอบกับทนายจำเลยทั้งสามติดว่าความที่ศาลอื่นและขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนไปนัดไกล่เกลี่ยที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยในวันที่ 18 มีนาคม 2557 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัด จำเลยทั้งสามไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ย ศาลชั้นต้นจึงออกนั่งพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 นัดสืบพยานจำเลยทั้งสามในวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสอง ทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้นางสาวสุภารัตน์ เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นอ้างว่า ทนายจำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดแพร่นิติธรรมซึ่งเป็นคู่สัญญากับธนาคารออมสิน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ธนาคารออมสินมีหนังสือเชิญประชุมเพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงว่าจ้างฉบับใหม่ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ทนายจำเลยทั้งสามจำต้องเข้าร่วมประชุมและลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าจ้างฉบับใหม่กับธนาคารออมสินที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงขอเลื่อนการสืบพยานออกไปอีกสักครั้ง เห็นว่า ทนายจำเลยทั้งสามทราบนัดล่วงหน้าแล้วเกือบ 2 เดือน ที่ทนายจำเลยทั้งสามอ้างเหตุที่จะต้องไปเข้าร่วมประชุมกับลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าจ้างฉบับใหม่กับธนาคารออมสิน คงเป็นไปเพื่อกิจการในเรื่องส่วนตัวของทนายจำเลยทั้งสามโดยแท้และทนายจำเลยทั้งสามได้ทราบเหตุก่อนถึงวันนัดหลายวันเพียงพอที่ทนายจำเลยทั้งสามจะแจ้งให้จำเลยทั้งสามทราบและจัดทนายความคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนเพื่อมิให้กระบวนพิจารณาในศาลที่นัดไว้ล่วงหน้าต้องเสียหายแต่มิได้กระทำ จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ ในอันที่จำเลยทั้งสามจะนำมาอ้างเป็นเหตุเพื่อขอเลื่อนคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า ธนาคารออมสินแจ้งกำหนดประชุมอย่างกระชั้นชิด กรณีมีเหตุให้เลื่อนคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดีและเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดี ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ในวันสืบพยานโจทก์วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ทนายจำเลยทั้งสามมอบฉันทะให้นางสาวสุภารัตน์เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นขอเลื่อนคดี ฟังคำสั่งศาลและกำหนดวันนัดแทน นางสาวสุภารัตน์ย่อมอยู่ในฐานะเป็นคู่ความ มิใช่คู่ความฝ่ายจำเลยทั้งสามไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล อันจะให้ถือว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาในคดีมโนสาเร่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคสอง การไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสามเลื่อนคดี คงมีผลเพียงทำให้จำเลยทั้งสามเสียสิทธิในการซักค้านพยานโจทก์ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 เท่านั้น จำเลยทั้งสามยังคงมีสิทธินำพยานเข้าสืบในนัดวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ตามที่นัดไว้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถือว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะที่ถือว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวเสีย กับให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสามแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40 วรรคหนึ่ง ม. 193 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอัศวิน เจนสุริยา กับพวก
จำเลย — นายธงชัย ชยเมธานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13044/2558
#635976
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องในคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ย. ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ย. กลับคืนเข้าสู่กองมรดกจึงเป็นกรณีการฟ้องของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หาใช่โจทก์ฟ้องในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะเป็นบุตรของจำเลยที่ 3 ไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นคดีอุทลุมอันจะต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1562 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อติดตามเอาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับคืนเข้าสู่กองมรดกอันเป็นสิทธิและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต

การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่จำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้โอนกลับคืนมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 3 และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดำเนินการโอนใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ย. เพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามกฎหมาย มิใช่เป็นการฟ้องขอแบ่งมรดกของเจ้ามรดกจากจำเลยทั้งสาม กรณีดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความในการติดตามเอาคืนทรัพย์สิน จะนำอายุความมรดกมาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 851 และ 1250 ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ เพื่อนำไปเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียน และใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางยินดีในโฉนดที่ดิน 2 แปลง เพื่อแบ่งปันให้ทายาทตามกฎหมายและคำสั่งศาลต่อไป หากไม่สามารถส่งมอบได้ให้โจทก์นำคำพิพากษาไปเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงและออกโฉนดใหม่ในนามโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางยินดี โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 1250 ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 3 ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนนายลัทกิจ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์นำไปเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวและใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางยินดีในที่ดินโฉนดเลขที่ 1250 กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถส่งมอบได้ให้นำคำพิพากษาไปเพิกถอนโฉนดที่ดินและออกโฉนดที่ดินใหม่ให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางยินดีกึ่งหนึ่งโดยปลอดจากภาระผูกพัน ให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 851 ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 1 งาน 84 ตารางวา ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยที่ 3 ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนนายลัทกิจ เดิมชื่อนายหลักกวง ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ได้ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้กองมรดกของนายลัทกิจมีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย แจ้งคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์และทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ออกจากสารบบความ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า นายลัทกิจจดทะเบียนสมรสกับนางยินดี ไม่มีบุตรด้วยกัน จำเลยที่ 3 เป็นน้องชายของนายลัทกิจและเป็นบิดาของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 851 และ 1250 ถนนศาลาแดง ถนนทวีสินค้า ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร มีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2519 นายลัทกิจได้รับพระบรมราชานุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทย นายลัทกิจถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2540 ในวันที่ 21 ตุลาคม 2540 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งนางยินดีเป็นผู้จัดการมรดกของนายลัทกิจ วันที่ 8 ธันวาคม 2540 นางยินดีจดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรม ต่อมานางยินดีถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2542 ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางยินดีผู้ตาย ในวันที่ 26 ตุลาคม 2548 จำเลยที่ 3 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 851 และ 1250 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีอุทลุมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องในคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางยินดี ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางยินดีกลับคืนเข้าสู่กองมรดกจึงเป็นกรณีการฟ้องของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หาใช่โจทก์ฟ้องในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะเป็นบุตรของจำเลยที่ 3 ไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นคดีอุทลุมอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อติดตามเอาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับคืนเข้าสู่กองมรดกอันเป็นสิทธิและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่จำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้โอนกลับคืนมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 3 และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดำเนินการโอนใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางยินดีเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามกฎหมาย มิใช่เป็นการฟ้องขอแบ่งมรดกของเจ้ามรดกจากจำเลยทั้งสาม กรณีดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความในการติดตามเอาคืนทรัพย์สิน จะนำอายุความมรดกมาใช้บังคับไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามต่อไปว่า ที่ดินแปลงพิพาทโฉนดเลขที่ 851 เป็นของนายลัทกิจตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาหรือไม่ ทั้งนี้โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 โดยพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่านายลัทกิจได้เจรจาตกลงซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนางสาวอำนวย เพื่อทำการก่อสร้างโรงแรมสุริวงศ์ชุมพรบนที่ดินดังกล่าวและนายลัทกิจเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในกิจการโรงแรมนั้นต่อมา ทั้งนี้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามนำสืบในลักษณะว่า จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยให้นายลัทกิจซึ่งเป็นพี่ชายเป็นผู้ดำเนินการติดต่อกับเจ้าของที่ดินและระบุชื่อทางสารบัญจดทะเบียนว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงนี้ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับฟังคำเบิกความของนางสาวอำนวยผู้ขายที่ดินว่านางสาวอำนวยขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่นายลัทกิจเพื่อสร้างโรงแรมสุริวงศ์ชุมพร ทั้งนี้โดยรับฟังประกอบว่าหลังจากซื้อขายที่ดินแปลงพิพาทแล้ว นายลัทกิจยังเป็นผู้ขออนุญาตปลูกสร้างโรงแรมสุริวงศ์ชุมพรและการดำเนินการกิจการโรงแรมได้มีการขอจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยนายลัทกิจเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ในขณะที่หุ้นส่วนอื่นรวมถึงจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และในการประกอบกิจการโรงแรมสุริวงศ์ชุมพรตั้งแต่ในช่วงแรกก็ไม่มีการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเพิ่งปรากฏการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทหลังจากที่นายลัทกิจและนางยินดีถึงแก่กรรมไปแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เพียงมีชื่อในโฉนดที่ดินเลขที่ 851 แทนนายลัทกิจ คดีจึงรับฟังได้ว่าที่ดินแปลงพิพาทโฉนดเลขที่ 851 เป็นของนายลัทกิจ ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1250 เป็นของนายลัทกิจหรือจำเลยที่ 3 ในประเด็นนี้โจทก์เบิกความว่า นายลัทกิจซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1250 จากนายนาวี โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินไปแทน และเป็นที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 851 โดยเป็นที่ดินที่ตั้งของโรงแรมสุริวงศ์ชุมพรที่มีนายลัทกิจเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ทั้งยังได้ความจากที่จำเลยที่ 3 เบิกความว่า นายลัทกิจเป็นผู้กู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อนำเงินมาชำระราคาที่ดิน อีกทั้งไม่ได้ความว่ามีการทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินแปลงนี้จากจำเลยที่ 3 เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการของโรงแรมสุริวงศ์ชุมพร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 คดีรับฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1250 เป็นของนายลัทกิจโดยใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ให้เป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินไว้แทน ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาชอบแล้ว คดีได้ความดังกล่าวไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสามต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1562 ม. 1719 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
นางสโรชา วัชรินทราวุธ ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนางยินดี ด่านศิริกุล
จำเลย — นายอภิชัย งั่นบุญศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13041/2558
#594007
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินในโครงการเป็นผู้สร้างรั้วปิดกั้นที่ดินพิพาทเอง เมื่อจำเลยมิได้ปิดกั้นที่ดินพิพาท จำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายกระทำละเมิดต่อโจทก์ กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้รื้อถอนรั้วที่ปิดกั้นที่ดินพิพาท จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งการที่โจทก์ไม่จัดให้มีที่กลับรถเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการที่มีที่กลับรถเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 32 เป็นการที่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดให้โจทก์ต้องกระทำการดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาตเช่นถนนสวนสนามเด็กเล่นให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ประกอบกับมาตรา 33 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ ทั้งนี้ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 เป็นกฎหมายเฉพาะบัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่ภาระจำยอมที่เกิดขึ้น และยังเป็นประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินก่อสร้างรั้วปิดกั้นที่ดินพิพาทที่ได้กันไว้เป็นที่กลับรถอันเป็นสาธารณูปโภคประเภทถนนของโครงการ แต่ที่ดินพิพาทอยู่ภายในรั้วบ้านของจำเลยก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอันจะทำให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ได้ ส่วนความเสียหายที่จำเลยได้รับ ชอบที่จะไปฟ้องร้องว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกคดีหนึ่ง เนื่องจากจำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้มาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 60223 ตำบลบางม่วง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากไม่รื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการ โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายวันละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 60223 ตำบลบางม่วง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 5 ตารางวา ด้านหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 59711, 59712 ของจำเลยซึ่งอยู่ภายในบริเวณรั้วบ้านของจำเลยตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเป็นของจำเลย

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องเดิมให้เป็นพับ ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 60223 ตำบลบางม่วง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ที่โจทก์กันไว้เป็นทางกลับรถระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 59711 และ 59712 เฉพาะส่วนที่อยู่ภายในบริเวณรั้วบ้านจำเลยตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แจ้งเจ้าพนักงานที่ดินทราบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนรั้วได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินในโครงการดังกล่าวเป็นผู้สร้างบ้านและรั้วบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลยเองตั้งแต่เริ่มโครงการ แม้จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า พนักงานขายของโจทก์พาไปดูบ้านจริงก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการ และพนักงานขายได้ให้ดูแผนผังโครงการ หลังจากนั้นได้ทำหนังสือจองซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขณะนั้นบ้านสร้างเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้จัดสวน และรับว่ารูปที่ดินทั้งสองแปลงตามสำเนาโฉนดที่ดิน ไม่ได้เป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยจำเลยไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยน่าจะไม่ทราบเรื่องรูปที่ดินของทั้งสองแปลงดังกล่าวว่ามีการกันที่ดินพิพาทไว้เป็นที่กลับรถ เมื่อพิจารณาดูภาพถ่ายรั้วบ้านของจำเลยที่มีทางเท้าคั่นอยู่ริมถนน มีการปลูกไม้ยืนต้นไว้ตลอดแนวทางเท้า แสดงว่าโจทก์เป็นผู้สร้างถนนพร้อมทางเท้าและปลูกไม้ยืนต้นไว้ให้เพื่อเป็นสาธารณูปโภคของโครงการโดยไม่ได้กันที่กลับรถไว้ ไม่ใช่เป็นการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้สร้างรั้วปิดกั้นที่ดินพิพาทเอง เมื่อจำเลยมิได้ปิดกั้นที่ดินพิพาทตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจึงมิได้เป็นฝ่ายกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่กลับเป็นการกระทำของโจทก์เองที่ก่อสร้างรั้วบ้านของจำเลยตามฟ้องขึ้น และโจทก์ไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคดังกล่าวให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา การที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้รื้อถอนรั้วที่ปิดกั้นที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งการที่โจทก์ไม่จัดให้มีที่กลับรถเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการที่มีที่กลับรถเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 32 เป็นการที่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดให้โจทก์ต้องกระทำการดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ที่ดินพิพาทสิ้นสภาพจากการเป็นภาระจำยอม และจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ตามฟ้องแย้งจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอม ลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง ยังบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคและที่ดินที่ใช้เพื่อบริการสาธารณะ พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 เป็นกฎหมายเฉพาะบัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่ภาระจำยอมที่เกิดขึ้น และยังเป็นประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดสรรที่ดินในโครงการดังกล่าวมีเจตนากันที่ดินพิพาทไว้เป็นที่สำหรับกลับรถซึ่งเป็นสาธารณูปโภคประเภทถนนของโครงการเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไปตรงตามรูปที่ดินในสำเนาโฉนดที่ดิน และสำเนาแผนผังโครงการและรูปแผนที่ แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ก่อสร้างรั้วปิดกั้นที่ดินพิพาทส่วนที่อ้างว่าได้กันไว้เป็นที่กลับรถและอยู่ภายในรั้วบ้านของจำเลยก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ อันจะทำให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ได้ ในส่วนความเสียหายที่จำเลยได้รับนั้น จำเลยชอบที่จะไปฟ้องร้องว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกคดีหนึ่ง เนื่องจากจำเลยไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้มาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาในส่วนฟ้องโจทก์และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1399
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 33 วรรคหนึ่ง ม. 43 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอนิษฎา สุวรรณพิมลกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาววรารัตน์ ปาณิกบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13026/2558
#635372
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 บัญญัติขึ้นเพื่อปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองที่ดินในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดินซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ ฯลฯ มาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ฯลฯ

ในวันที่โจทก์ไปรับต้นฉบับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ข) เจ้าพนักงานที่ดินได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่า ที่ดินดังกล่าวไม่สามารถโอนแก่บุคคลอื่นได้นอกจากทางมรดก เมื่อจำเลยและสามีเสนอขอซื้อที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ในราคา 720,000 บาท โจทก์ได้แจ้งแก่จำเลยแล้วว่า ที่ดินสองแปลงที่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ข) ถูก ม. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ยึดไว้ หากจำเลยจะซื้อที่ดินให้นำเงินไปชำระหนี้ส่วนหนึ่งด้วยเป็นเงิน 500,000 บาท เมื่อจำเลยได้นำเงินไปชำระหนี้ดังกล่าวและได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ข) คืนจาก ม. และโจทก์ได้รับหนังสือสัญญากู้ยืมเงินคืนแล้ว โจทก์ได้พาจำเลยไปยังที่ดินพิพาท ส่งมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ และโจทก์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปี 2546 โดยโจทก์ไม่เคยคิดที่จะฟ้องจำเลยเนื่องจากได้ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยแล้ว จนโจทก์ได้รับหนังสือเตือนจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ดังนี้ ย่อมถือว่าโจทก์ได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยขายสิทธิการทำกินในที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องกล่าวอ้างว่าตนเองยังเป็นผู้มีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทและฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากที่ดินพิพาท จึงเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวาร ส่วนจำเลยจะได้สิทธิทำกินในที่ดินพิพาทหรือไม่ เป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ข) เลขที่ 2649 แปลงเลขที่ 7 กลุ่มที่ 3559 ของโจทก์ และห้ามเกี่ยวข้องใด ๆ อีกต่อไป ให้จำเลยจัดทำให้ที่ดินเป็นปกติดังเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายปีละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ข) เลขที่ 2649 แปลงเลขที่ 7 กลุ่มที่ 3559 อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ และห้ามเกี่ยวข้องใด ๆ กับที่ดินอีก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2540 โจทก์ได้รับอนุญาตจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ให้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในเขตปฏิรูปที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ข) เลขที่ 2649 แปลงเลขที่ 7 กลุ่มที่ 3559 อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 31 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา ต่อมาปี 2543 โจทก์ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยและส่งมอบการครอบครองให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ จนกระทั่งปี 2556 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์มีหนังสือแจ้งให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยไม่ยอม กลับนำรถแทรกเตอร์เข้าไถปลูกอ้อยกับต้นไม้ยืนต้นในที่ดินพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 บัญญัติขึ้นเพื่อปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองที่ดินในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดินซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ ฯลฯ มาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ฯลฯ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันที่โจทก์ไปรับต้นฉบับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ข) เจ้าพนักงานที่ดินได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้วว่า ที่ดินดังกล่าวไม่สามารถโอนแก่บุคคลอื่นได้นอกจากทางมรดก เมื่อจำเลยและสามีเสนอขอซื้อที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ในราคา 720,000 บาท โจทก์ได้แจ้งแก่จำเลยแล้วว่า ที่ดินสองแปลงที่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ข) ถูกนางมาลีซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ยึดไว้ หากจำเลยจะซื้อที่ดินให้นำเงินไปชำระหนี้ส่วนหนึ่งด้วยเป็นเงิน 500,000 บาท เมื่อจำเลยได้นำเงินไปชำระหนี้ดังกล่าวและได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ข) คืนจากนางมาลีและโจทก์ได้รับหนังสือสัญญากู้ยืมเงินคืนแล้ว โจทก์ได้พาจำเลยไปยังที่ดินพิพาท ส่งมอบที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ และโจทก์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปี 2546 โดยโจทก์ไม่เคยคิดที่จะฟ้องจำเลยเนื่องจากได้ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยแล้ว จนโจทก์ได้รับหนังสือเตือนจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ดังนี้ ย่อมถือว่าโจทก์ได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยขายสิทธิการทำกินในที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องกล่าวอ้างว่าตนเองยังเป็นผู้มีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทและฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากที่ดินพิพาท จึงเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวาร ส่วนจำเลยจะได้สิทธิทำกินในที่ดินพิพาทหรือไม่ เป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาประการอื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้ ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมคิด เปรื่องทองคำ
จำเลย — นางกฐิน มารศรี
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13006/2558
#591884
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงจะเป็นสัญญาประเภทใดนั้น จะต้องดูจากเนื้อหาสาระของข้อตกลงเป็นสำคัญ หาใช่ดูแต่เพียงชื่อของสัญญา เมื่อตามสัญญาเช่ามีข้อตกลงกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่จัดหาวัสดุปูพื้นคลังสินค้า จัดหาคนงานขนข้าวสารให้แก่ผู้เช่า จัดเตรียมคลังสินค้าตามสัญญาให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยพร้อมที่จะเก็บข้าวสารของผู้เช่าได้ทันที อีกทั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดหายามเพื่อรักษาความปลอดภัย ข้อสัญญาทั้งหลายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า โจทก์มิได้ส่งมอบให้ผู้เช่าครอบครองและมีอิสระในการใช้คลังสินค้าเองเยี่ยงสิทธิของผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่โจทก์ยังคงเป็นผู้ควบคุมดูแลและดำเนินการต่างๆ ภายในคลังสินค้าที่ให้เช่าอยู่โดยตลอดในแต่ละขั้นตอน เพื่อที่โจทก์จะได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์ อันถือเป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า การประเมินภาษีเพิ่มของจำเลยที่ 1 ตามแบบ ภ.พ. 73.1-07660010-25490621-005-00053 ถึง 00057 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 จำนวน 5 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,777,726.55 บาท และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 749,487.03 เบี้ยปรับ 749,487.03 บาท เงินเพิ่ม 278,752.49 บาท ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ได้ยึดหรืออายัดของโจทก์ จำนวน 1,469,934.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันยึดหรืออายัดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงประการเดียวว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) เข้าลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์ อันถือเป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมิน หรือเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ต) แห่งประมวลรัษฎากร เห็นว่า แม้สัญญาเช่าคลังสินค้าเลขที่ 21/2545, 58/2545 และ 63/2545 แผ่นที่ 203 ถึง 211 จะใช้คำว่า สัญญาเช่าคลังสินค้าก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นสัญญาประเภทใดนั้น จะต้องดูจากเนื้อหาสาระของข้อตกลงเป็นสำคัญ หาใช่ดูแต่เพียงชื่อของสัญญาไม่ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์เนื้อหาสาระสำคัญของสัญญาเช่าคลังสินค้า แผ่นที่ 203 ถึง 211 ดังกล่าวแล้ว นอกจากจะมีข้อสัญญาตกลงให้เช่าคลังสินค้า เป็นเวลา 6 เดือน ตามสัญญาเลขที่ 21/2545 และมีข้อตกลงให้เช่าจนกว่าจะขนข้าวสารออกจากคลังสินค้าเสร็จสิ้นตามสัญญาเลขที่ 58/2545 และสัญญาเลขที่ 63/2545 แล้ว ยังมีข้อสัญญาข้อ 1 กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดหาวัสดุปูพื้นคลังสินค้าตามที่บริษัทผู้รับจ้างตรวจสอบและรับผิดชอบคุณภาพและน้ำหนักข้าวสารกำหนด สำหรับใช้รองข้าวสารให้เพียงพอเพื่อรองรับปริมาณข้าวสารที่จะเก็บไว้ในคลังสินค้า และมีข้อสัญญากำหนดให้โจทก์จะต้องจัดหาคนงานที่มีความรู้ความชำนาญมาทำการขนข้าวสารให้แก่ผู้เช่า ไม่ต่ำกว่าวันละ 600 ตัน และจะต้องขนข้าวสารได้ทันทีเมื่อรถบรรทุกข้าวสารถึงคลังสินค้า ถ้าคนงานไม่เพียงพอ โจทก์ต้องจัดหาคนงานเพิ่มเติม และรับขนข้าวสารเข้าคลังสินค้าตามคำสั่งของผู้เช่าหรือตัวแทนของผู้เช่าได้ตลอดเวลา โดยกำหนดอัตราค่าจ้างคนงานในการขนข้าวสารลงจากรถและตั้งเรียงกองในคลังสินค้าในอัตรากระสอบละ 3 บาท และข้อสัญญากำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจัดเตรียมคลังสินค้าตามสัญญาให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ไม่ชำรุดเสียหาย พร้อมที่จะเก็บข้าวสารของผู้เช่าได้ทันที ทั้งโจทก์เป็นผู้จัดหายามเพื่อรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินที่เก็บไว้ในคลังสินค้ามิให้เสียหายหรือสูญหายโดยค่าใช้จ่ายของโจทก์ ข้อสัญญาทั้งหลายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า โจทก์มิได้ส่งมอบให้ผู้เช่าครอบครองและมีอิสระในการใช้คลังสินค้าเองเยี่ยงสิทธิของผู้เช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่โจทก์ยังคงเป็นผู้ควบคุมดูแลและดำเนินการต่าง ๆ ภายในคลังสินค้าที่ให้เช่าอยู่โดยตลอดในแต่ละขั้นตอน เพื่อที่โจทก์จะได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเพื่อรักษาสินค้าของโจทก์ในฐานะเป็นผู้มีวิชาชีพในกิจการค้าขายของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสาม นอกจากนี้ตามข้อสัญญาข้อ 3 ตกลงคิดค่าเช่าคลังสินค้าโดยคำนวณค่าเช่าตามปริมาณข้าวสารที่นำเข้าเก็บในคลังสินค้าในอัตรากระสอบละ 1.50 บาทต่อเดือน และข้อ 2 ของสัญญาเลขที่ 58/2545 และ 63/2545 ยังกำหนดระยะเวลาเช่าจนกว่าจะขนย้ายข้าวสารออกจากคลังสินค้าเสร็จสิ้น จึงเห็นได้ว่า การใช้พื้นที่เดียวกันแต่ค่าตอบแทนการใช้ก็อาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณมากน้อยของข้าวสารที่นำมาเก็บ จึงเป็นการกำหนดค่าบำเหน็จในการเก็บรักษาสินค้ามากกว่าจะเป็นค่าเช่าสถานที่ ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์ แม้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรจะถือกุญแจเปิดปิดคลังสินค้าและจะนำข้าวสารออกไปเมื่อใดก็ได้โดยไม่ต้องแจ้งโจทก์ แต่ก็ไม่ทำให้ข้าวสารที่นำเข้าเก็บในคลังสินค้าไม่อยู่ในความอารักขาของยามรักษาความปลอดภัยที่โจทก์ว่าจ้างมา ข้อสัญญานี้จึงเป็นเพียงการกำหนดเพื่อความสะดวกแก่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรตามที่โจทก์มีหน้าที่ต้องให้ความสะดวกในการเข้าปฏิบัติงานของพนักงานองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรและผู้มาติดต่องานกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่และความรับผิดของผู้รับฝากและผู้ฝากตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 663 ที่บัญญัติว่าถึงแม้ว่าคู่สัญญาจะได้กำหนดเวลาไว้ว่าจะพึงคืนทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเมื่อไรก็ตาม ถ้าว่าผู้ฝากจะเรียกคืนในเวลาใด ๆ ผู้รับฝากก็ต้องคืนให้ คู่สัญญาสามารถตกลงกันได้ นอกจากนี้ ที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรแจ้งความดำเนินคดีลักทรัพย์ก็เป็นเพราะองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในข้าวสารที่ถูกลักจึงย่อมเป็นผู้เสียหาย ไม่ว่าข้าวสารจะอยู่ในความครอบครองของผู้ใดก็ตาม ทั้งองค์การตลาดเพื่อการเกษตรกรได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์เนื่องจากผิดสัญญาไม่ดูแลข้าวสารเป็นเหตุให้ข้าวสารหายไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) เข้าลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์ อันถือเป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมิน ดังนั้น การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ส่วนนี้ของโจทก์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10) ม. 77/2 (1) ม. 78/1 ม. 81 (1) (ต)
ป.พ.พ. ม. 659 วรรคสาม ม. 663
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอกเกษตรคลังสินค้า จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12991/2558
#635975
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพ รับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 3 มีใบหน้าคล้ายบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป คดีอาญาไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาเสมอว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ แต่ศาลต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำผิดจริง ดังนั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 25 ปี ริบเหล็กแป๊บและเศษเก้าอี้พลาสติกของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้พลาสติกเป็นอาวุธตีที่บริเวณศีรษะและใบหน้าของนายโรจน์ ผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมยึดเหล็กแป๊บและเศษเก้าอี้พลาสติกเป็นของกลาง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปในที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับพยานโจทก์ปากนายวรฤทธิ์และนายอัสสรัตน์ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ชกต่อยและใช้เหล็กแป๊บจะเข้าทำร้ายนายวรฤทธิ์ภายในร้าน แต่นายเรืองศักดิ์เจ้าของร้านห้ามปรามไว้ และจำเลยที่ 3 ใช้เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินฟาดนายอัสสรัตน์ได้รับบาดเจ็บ หลังจากจำเลยที่ 1 และพวกออกจากร้านไปเพียง 5 นาที พยานโจทก์ทั้งสองก็ได้ยินเสียงเหมือนคนถูกทุบทำร้ายร้องขอความช่วยเหลือ 2 ครั้ง จากนั้นได้ออกไปดูนอกร้านก็พบผู้ตายนอนอยู่กลางถนนและมีเลือดไหลออกจากศีรษะจำนวนมาก พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเห็นและจดจำจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ แม้ไม่เห็นขณะที่ผู้ตายถูกตีก็ตาม แต่ก็ยืนยันว่ามีการใช้เวลาทำร้ายผู้ตายเพียง 5 นาที ไม่นานผู้ตายก็ถึงแก่ความตาย มีเลือดไหลออกจากศีรษะจำนวนมาก ย่อมแสดงว่ามีคนร้ายหลายคนรุมทำร้ายผู้ตายด้วยอาวุธอย่างรุนแรงจนทำให้ถึงแก่ความตายในเวลาอันรวดเร็ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพและอยู่ในกลุ่มของจำเลยที่ 1 ในสถานที่เกิดเหตุ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้พลาสติกตีผู้ตายบริเวณศีรษะ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญโดยเจตนาฆ่าจนถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนมีการซัดทอดจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เห็นว่า ตามฎีกาของโจทก์ยอมรับว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย แม้โจทก์จะมีนายวรฤทธิ์ นายอัสสรัตน์ และนายเรืองศักดิ์มาเบิกความเป็นพยานก็ตาม แต่พยานโจทก์ดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานแวดล้อมซึ่งใกล้ชิดสถานที่เกิดเหตุ แต่ไม่ใช่พยานแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ดังที่โจทก์อ้าง เพราะพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวไม่เห็นเหตุการณ์ที่คนร้ายใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้เป็นอาวุธฆ่าผู้ตายเลย ด้วยเหตุมีประตูร้านค้าปิดกั้น ไว้ คงได้ยินแต่เสียง และเมื่อเปิดประตูร้านค้าออกไปดูก็คงพบแต่ผู้ตายนอนอยู่บนถนนหน้าร้านค้า ไม่พบคนร้ายเลย ที่ว่าใครเป็นคนร้ายก็เบิกความว่า คนร้ายมีหลายคนตามที่คาดหมายเอาโดยไม่เห็นเอง ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและให้การซัดทอดจำเลยที่ 2 ด้วย ก็ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเพียงว่า จำเลยที่ 1 กับพวกมีจำเลยที่ 2 และนายสุริยานั่งดื่มสุรากันอยู่แล้วทะเลาะกับนายโรจน์ และจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้ตีทำร้ายที่ศีรษะของนายโรจน์เป็นเหตุให้นายโรจน์ถึงแก่ความตายเท่านั้น ไม่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ร่วมใช้เหล็กแป๊บและเก้าอี้ตีทำร้ายที่ศีรษะของผู้ตายแต่อย่างใด ซึ่งพวกของจำเลยที่ 1 มิใช่จะมีเพียงจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น เพราะนายเรืองศักดิ์เจ้าของร้านค้าก็เบิกความว่า จำเลยที่ 1 มากับพวกประมาณ 5 คน ทั้งปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ และตามบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาและฐานความผิดเพิ่มเติมตาม ก็ระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนยันให้การปฏิเสธ ส่วนครั้งแรกที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธแล้วต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพนั้น ก็เป็นขั้นตอนหลังจากศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการสมานฉันท์และสันติวิธีตามขั้นตอนระเบียบของศาลชั้นต้นไปแล้ว ทั้งยังมีข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อมา เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 3 มีใบหน้าคล้ายบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย บทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป คดีอาญาไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาเสมอว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ แต่ศาลต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำผิดจริง ดังนั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายยาวหรือจะสอหรือสอ คะจู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12983/2558
#590210
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยแอบติดตั้งกล้องบันทึกภาพไว้ที่ใต้โต๊ะทำงานของโจทก์ร่วม และบันทึกภาพสรีระร่างกายของโจทก์ร่วมตั้งแต่ช่วงลิ้นปี่จนถึงอวัยวะช่วงขามองเห็นกระโปรงที่โจทก์ร่วมสวมใส่ ขาท่อนล่างและขาท่อนบนของโจทก์ร่วม โดยที่กล้องบันทึกภาพมีแสงไฟสำหรับเพิ่มความสว่างเพื่อให้มองเห็นภาพบริเวณใต้กระโปรงของโจทก์ร่วมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การกระทำของจำเลยส่อแสดงให้เห็นถึงความใคร่และกามารมณ์ โดยที่โจทก์ร่วมมิได้รู้เห็นหรือยินยอม อันเป็นการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แม้จำเลยจะมิได้สัมผัสต่อเนื้อตัวร่างกายของโจทก์ร่วมโดยตรง แต่การที่จำเลยใช้กล้องบันทึกภาพใต้กระโปรงโจทก์ร่วมในระยะใกล้ชิด โดยโจทก์ร่วมไม่รู้ตัวย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำโดยประสงค์ต่อผลอันไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 1 (6) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งการใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278 นอกจากหมายความว่า ทำการประทุษร้ายแก่กายแล้ว ยังหมายความว่าทำการประทุษร้ายแก่จิตใจด้วย ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด และให้หมายความรวมถึงการกระทำใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าว ทำให้โจทก์ร่วมต้องรู้สึกสะเทือนใจอับอายขายหน้า จึงถือว่าเป็นการประทุษร้ายแก่จิตใจของโจทก์ร่วมแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอนาจารโจทก์ร่วม ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278

ห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุ เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลเนินสง่า อันเป็นสถานที่ราชการซึ่งเป็นสาธารณสถาน แม้ประชาชนที่ไปใช้บริการในห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุจะต้องได้รับอนุญาต และผ่านการคัดกรองจากพยาบาลหน้าห้องตรวจก่อน แต่ก็เป็นเพียงระเบียบขั้นตอนและวิธีปฏิบัติในการใช้บริการของโรงพยาบาลเท่านั้น หาทำให้ห้องตรวจคนไข้ดังกล่าวซึ่งเป็นสาธารณสถานที่ประชาชนมีความชอบธรรมจะเข้าไปได้ ต้องกลับกลายเป็นที่รโหฐานแต่อย่างใดไม่ ห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุจึงยังคงเป็นสาธารณสถาน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการรังแก หรือข่มเหงผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย หรือเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณสถานตาม ป.อ. มาตรา 397

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมาอาญา มาตรา ๒๗๘, ๓๙๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาววิชุนันท์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘, ๓๙๗ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๒,๐๐๐ บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๘ เดือน และปรับ ๘,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยแอบติดตั้งกล้องบันทึกภาพไว้ที่ใต้โต๊ะทำงานของโจทก์ร่วม และบันทึกภาพสรีระร่างกายของโจทก์ร่วมตั้งแต่ช่วงลิ้นปี่จนถึงอวัยวะช่วงขามองเห็นกระโปรงที่โจทก์ร่วมสวมใส่ ขาท่อนล่างและขาท่อนบนของโจทก์ร่วม โดยที่กล้องบันทึกภาพมีแสงไฟสำหรับเพิ่มความสว่างเพื่อให้มองเห็นภาพบริเวณใต้กระโปรงของโจทก์ร่วมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การกระทำของจำเลยส่อแสดงให้เห็นถึงความใคร่และกามารมณ์ โดยที่โจทก์ร่วมมิได้รู้เห็นหรือยินยอม อันเป็นการกระทำที่ไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แม้จำเลยจะมิได้สัมผัสต่อเนื้อตัวร่างกายของโจทก์ร่วมโดยตรง แต่การที่จำเลยใช้กล้องบันทึกภาพใต้กระโปรงโจทก์ร่วมในระยะใกล้ชิด โดยโจทก์ร่วมไม่รู้ตัวย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำโดยประสงค์ต่อผลอันไม่สมควรในทางเพศต่อโจทก์ร่วม โดยใช้กำลังประทุษร้ายซึ่งตามบทนิยามมาตรา ๑ (๖) แห่งประมวลกฎหมายอาญา การใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ นอกจากหมายความว่า ทำการประทุษร้ายแก่กายแล้ว ยังหมายความว่าทำการประทุษร้ายแก่จิตใจด้วย ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอันใด และให้หมายความรวมถึงการกระทำใดๆ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าว ทำให้โจทก์ร่วมต้องรู้สึกสะเทือนใจอับอายขายหน้า จึงถือว่าเป็นการประทุษร้ายแก่จิตใจของโจทก์ร่วมแล้ว อันแตกต่างจากการที่บุคคลใช้สายตามองดูหน้าอก ช่วงขา หรือชุดชั้นในของหญิงที่สวมใส่อยู่ไม่ว่าในที่ใดๆ ดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา จึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอนาจารโจทก์ร่วม ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ แล้ว และที่จำเลยฎีกาว่า ห้องตรวจคนไข้ไม่ใช่สาธารณสถาน การกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๗ นั้น เห็นว่า ห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุ เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลเนินสง่า อันเป็นสถานที่ราชการซึ่งเป็นสาธารณสถาน แม้ประชาชนที่ไปใช้บริการในห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุจะต้องได้รับอนุญาต และผ่านการคัดกรองจากพยาบาลหน้าห้องตรวจก่อนดังที่จำเลยฎีกา แต่ก็เป็นเพียงระเบียบขั้นตอนและวิธีปฏิบัติในการใช้บริการของโรงพยาบาลเท่านั้น หาทำให้ห้องตรวจคนไข้ดังกล่าวซึ่งเป็นสาธารณสถานที่ประชาชนมีความชอบธรรมจะเข้าไปได้ ต้องกลับกลาย เป็นที่รโหฐานแต่อย่างใดไม่ ห้องตรวจคนไข้ที่เกิดเหตุจึงยังคงเป็นสาธารณสถาน ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการรังแก หรือข่มเหงผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย หรือเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณสถาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๗ แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (6) ม. 278 ม. 397
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ร่วม — นางสาววิชุนันท์ กันชัย
จำเลย — นายปัญญา งานจตุรัส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นางสาวพรรณพร โสรัตยาทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12981/2558
#592012
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นจำเลยอุทธรณ์ได้รับสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ และคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ จำเลยทั้งหกได้ยื่นคำร้อง คัดค้านคำร้องของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีสาระหรือเหตุผลที่จะยังให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แม้มิได้คัดค้านว่าอุทธรณ์ของโจทก์มิใช่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรง แต่ก็ถือว่าจำเลยอุทธรณ์ได้คัดค้านคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ในอันที่ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องหมายเลข 3 หรือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 234 ตำบลควนพัง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้จำเลยทั้งหกหรือผู้จัดการมรดกของนายหมุด เปลี่ยนชื่อผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 234 จากนายหมุด มาเป็นชื่อโจทก์และส่งมอบต้นฉบับแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหกและให้เพิกถอนชื่อนายหมุด ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 234 โดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดให้โจทก์สามารถฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินได้และจำเลยทั้งหกในฐานะทายาทหรือผู้จัดการมรดกไม่มีหน้าที่ต้องเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้เป็นชื่อโจทก์ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งหกแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า การยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ โดยทำเป็นคำร้องยื่นมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ หากไม่มีคู่ความฝ่ายอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงจะมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ แต่เมื่อหลังจากจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นจำเลยอุทธรณ์ได้รับสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ และคำร้องขอยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ จำเลยทั้งหกได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 คัดค้านคำร้องของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีสาระหรือเหตุผลที่จะยังให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แม้มิได้คัดค้านว่าอุทธรณ์ของโจทก์มิใช่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรง แต่ก็ถือว่าจำเลยอุทธรณ์ได้คัดค้านคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้ว กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ในอันที่ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ได้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายก้าน สุขหิ้น
จำเลย — นางจรัส ชุมเกต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายเดชา ฉิมวารี
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12980/2558
#589737
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นผู้ซ่อมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยซึ่งประสบอุบัติเหตุได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยซ่อมเสร็จและส่งมอบรถยนต์ให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว แต่เมื่อคนขับรถของผู้เอาประกันภัยนำรถไปขับปรากฏว่าเครื่องยนต์ดับและเกิดความเสียหายอันเนื่องจากการที่จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังในการซ่อมรถยนต์ให้เพียงพอ ซึ่งตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ข้อ 7 ระบุว่า การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง... 7.2 การแตกหักของเครื่องจักรกลไกของรถยนต์ หรือการเสีย หรือการหยุดเดินของเครื่องจักรกลไก หรือเครื่องไฟฟ้าของรถยนต์อันมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าการที่เครื่องยนต์ของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย เกิดจากการที่จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังในการซ่อม เท่ากับเป็นการอ้างว่าความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ซึ่งต้องด้วยข้อยกเว้นตามข้อ 7.2 ความเสียหายของเครื่องยนต์ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ไม่จำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัย การที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปจึงไม่ได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่จะมาฟ้องเรียกเอาจากจำเลย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้กล่าวอ้างขึ้นในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 354,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 354,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่สมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า หลักฐานในการที่โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ข้อ 7 ระบุว่า การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง...7.2 การแตกหักของเครื่องจักรกลไกของรถยนต์ หรือการเสีย หรือการหยุดเดินของเครื่องจักรกลไก หรือเครื่องไฟฟ้าของรถยนต์อันมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าการที่เครื่องยนต์ของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายเกิดจากการที่จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังในการซ่อมรถยนต์ให้เพียงพอ เท่ากับเป็นการอ้างว่าความเสียหายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งต้องด้วยข้อยกเว้นตามข้อ 7.2 ความเสียหายของเครื่องยนต์ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ โจทก์ไม่จำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัย การที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปจึงไม่ได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่จะมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้กล่าวอ้างขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดี

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.พ.พ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายมีชัย มีชัยวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายณรงค์ฤทธิ์ โหรสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12979/2558
#591882
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจนำตัวผู้เยาว์ส่งสถานพินิจฯ เป็นหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ไม่มีเจตนารับดูแลผู้เยาว์ เมื่อผู้เยาว์หลบหนีไปทำละเมิด เจ้าพนักงานตำรวจไม่ต้องรับผิดเพราะไม่อยู่ในบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 430 ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ต้องรับผิดเพราะเป็นเพียงความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ทำละเมิดโดยตรงที่หน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 359,635 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 359,635 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บจ 9842 กระบี่ และรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 81 - 6598 เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จ่าสิบตำรวจวินัย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 4 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ถก 873 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในทางราชการประจำสถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ เพื่อไปส่งจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปี และเด็กชาย ค. อายุ 14 ปี ผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกระบี่ ระหว่างทางพบกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกัน จ่าสิบตำรวจวินัยจึงไประงับเหตุ โดยจอดรถดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถยนต์ แต่คงเสียบกุญแจรถยนต์ไว้ไม่ได้นำติดตัวไปด้วย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถือโอกาสหลบหนีโดยขับรถยนต์ดังกล่าวไป และด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง เมื่อเข้าโค้งรถยนต์เสียหลักข้ามเกาะกลางถนนชนเสาไฟฟ้าและเฉี่ยวชนรถยนต์ทั้งสองคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ซ่อมรถยนต์ที่รับประกันภัยเรียบร้อยแล้วและส่งมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 โดยเหตุที่ว่า ความเสียหายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 การที่จ่าสิบตำรวจวินัยดับเครื่องยนต์และลงไปจากรถโดยไม่ได้นำกุญแจรถยนต์ติดไปด้วย มิใช่ผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายในการกระทำตามหน้าที่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อ้างในฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ในความดูแลของจ่าสิบตำรวจวินัย จำเลยที่ 4 เป็นตัวการ เมื่อจ่าสิบตำรวจวินัย เป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 430 เป็นการกระทำในขณะปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 4 ในฐานะหน่วยงานของรัฐและเป็นตัวการ จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 5 ละเมิด หมวด 1 ความรับผิดเพื่อละเมิด มาตรา 420 ผู้ทำละเมิดจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ส่วนมาตรา 430 ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ชั่วครั้งคราว จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ซึ่งได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน เห็นว่า บุคคลซึ่งรับดูแลต้องมีเจตนาที่จะรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถ อาจเกิดจากหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ตามสัญญา ตามวิชาชีพ หรือตามพฤติการณ์ ส่วนบุคคลผู้ไร้ความสามารถหมายถึง ผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปี ถือว่าเป็นผู้เยาว์ การที่จ่าสิบตำรวจวินัยขับรถยนต์ของทางราชการนำจำเลยที่ 1 กับพวกไปส่งสถานพินิจฯ เป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ แต่ไม่มีเจตนาที่จะรับดูแลจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 430 ส่วนจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่าความรับผิดตามมาตรา 5 เป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จ่าสิบตำรวจวินัยลงจากรถโดยดับเครื่องยนต์แต่ไม่ได้นำกุญแจรถยนต์ติดตัวไปด้วย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลบหนี โดยขับรถยนต์ของทางราชการไปและก่อให้เกิดความเสียหาย การที่จำเลยที่ 1 หลบหนีเป็นการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจวินัย การที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อขับรถไปก่อให้เกิดความเสียหายเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง ผลแห่งละเมิดมิได้เกิดจากจ่าสิบตำรวจวินัยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับในผลแห่งละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 430
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายศรชัย ระวังวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประดินท์ อำพรสุต
ศาลอุทธรณ์ — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สมยศ เข็มทอง
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12979/2558
#634189
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 430 ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ชั่วครั้งคราว จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ซึ่งได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน บุคคลซึ่งรับดูแลต้องมีเจตนาที่จะรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถ อาจเกิดจากหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ตามสัญญา ตามวิชาชีพ หรือตามพฤติการณ์ ส่วนบุคคลผู้ไร้ความสามารถหมายถึง ผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปี ถือว่าเป็นผู้เยาว์ การที่จ่าสิบตำรวจ ว. ขับรถยนต์ของทางราชการนำจำเลยที่ 1 กับพวกไปส่งสถานพินิจฯ เป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ แต่ไม่มีเจตนาที่จะรับดูแลจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 430 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ จ่าสิบตำรวจ ว. ลงจากรถ โดยดับเครื่องยนต์ แต่ไม่ได้นำกุญแจรถยนต์ติดตัวไปด้วย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลบหนี โดยขับรถยนต์ของทางราชการไปและก่อให้เกิดความเสียหาย การที่จำเลยที่ 1 หลบหนีเป็นการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจ ว. การที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อขับรถไปก่อให้เกิดความเสียหายเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง ผลแห่งละเมิดมิได้เกิดจากจ่าสิบตำรวจ ว. ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับในผลแห่งละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 359,635 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 359,635 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บจ 9842 กระบี่ และรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 81 - 6598 เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จ่าสิบตำรวจวินัย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 4 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ถก 873 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในทางราชการประจำสถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ เพื่อไปส่งจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปี และเด็กชาย ค. อายุ 14 ปี ผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกระบี่ ระหว่างทางพบกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกัน จ่าสิบตำรวจวินัยจึงไประงับเหตุ โดยจอดรถดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถยนต์ แต่คงเสียบกุญแจรถยนต์ไว้ไม่ได้นำติดตัวไปด้วย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถือโอกาสหลบหนีโดยขับรถยนต์ดังกล่าวไป และด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง เมื่อเข้าโค้งรถยนต์เสียหลักข้ามเกาะกลางถนนชนเสาไฟฟ้าและเฉี่ยวชนรถยนต์ทั้งสองคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ซ่อมรถยนต์ที่รับประกันภัยเรียบร้อยแล้วและส่งมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 โดยเหตุที่ว่า ความเสียหายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 การที่จ่าสิบตำรวจวินัยดับเครื่องยนต์และลงไปจากรถโดยไม่ได้นำกุญแจรถยนต์ติดไปด้วย มิใช่ผลโดยตรง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายในการกระทำตามหน้าที่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อ้างในฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ในความดูแลของจ่าสิบตำรวจวินัย จำเลยที่ 4 เป็นตัวการ เมื่อจ่าสิบตำรวจวินัย เป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 430 เป็นการกระทำในขณะปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 4 ในฐานะหน่วยงานของรัฐและเป็นตัวการ จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 5 ละเมิด หมวด 1 ความรับผิดเพื่อละเมิด มาตรา 420 ผู้ทำละเมิดจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ส่วนมาตรา 430 ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ชั่วครั้งคราว จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ซึ่งได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน เห็นว่า บุคคลซึ่งรับดูแลต้องมีเจตนาที่จะรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถ อาจเกิดจากหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ตามสัญญา ตามวิชาชีพ หรือตามพฤติการณ์ ส่วนบุคคลผู้ไร้ความสามารถหมายถึง ผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปี ถือว่าเป็นผู้เยาว์ การที่จ่าสิบตำรวจวินัยขับรถยนต์ของทางราชการนำจำเลยที่ 1 กับพวกไปส่งสถานพินิจฯ เป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ แต่ไม่มีเจตนาที่จะรับดูแลจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 430 ส่วนจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดตามมาตรา 5 เป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จ่าสิบตำรวจวินัยลงจากรถ โดยดับเครื่องยนต์ แต่ไม่ได้นำกุญแจรถยนต์ติดตัวไปด้วย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลบหนี โดยขับรถยนต์ของทางราชการไปและก่อให้เกิดความเสียหาย การที่จำเลยที่ 1 หลบหนีเป็นการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจวินัย การที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อขับรถไปก่อให้เกิดความเสียหายเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง ผลแห่งละเมิดมิได้เกิดจากจ่าสิบตำรวจวินัยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับในผลแห่งละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 430
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สมยศ เข็มทอง
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12978/2558
#590844
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์มีหนังสือสอบถามจำเลยถึงการโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่าจะถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ จำเลยในฐานะที่ปรึกษาภาษีอากร มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่โจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนหรือมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวด้วยแล้ว จำเลยยิ่งมีหน้าที่ต้องเสนอแนะแนวทางป้องกันความเสียหาย หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยอาจเสนอแนะโจทก์ให้ส่งข้อหารือไปยังกรมสรรพากรทันทีที่ได้รับหนังสือตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือให้โจทก์ยื่นคำขอคืนภาษีไว้ก่อน เพื่อมิให้การขอคืนภาษีขาดอายุความ แต่จำเลยก็มิได้กระทำ กลับมีหนังสือตอบข้อหารือโดยระบุเพียงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อธิบายหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยมิได้ตอบหรือให้ความเห็นอย่างชัดแจ้ง กลับปล่อยให้เป็นภาระของโจทก์ที่จะต้องไปตีความหรือหาคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยเป็นที่ปรึกษาภาษีอากรด้วยค่าจ้างที่สูงมาก ดังนี้ การที่จำเลยมิได้ตอบข้อหารืออย่างชัดแจ้งจึงไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง ข้อที่ 4 และ 5 ถือได้ว่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญาให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ จึงเป็นการผิดสัญญาจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,354,957.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 9,354,957.16 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยคิดจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2555) ต้องไม่เกิน 690,088.27 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยเป็นที่ปรึกษาภาษีอากรเพื่อดำเนินการให้คำปรึกษา เสนอแนะ วางแผนวิธีการปฏิบัติงานด้านภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโจทก์และสอบทานระบบงานภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์มีกำหนดเวลา 20 เดือน โดยแบ่งเป็นงานสอบทานระบบภาษีถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2549 และงานให้คำปรึกษาภาษีอากรมีกำหนดปฏิบัติงานเป็นรายเดือน เดิมจำเลยต้องปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จวันที่ 8 ตุลาคม 2550 แต่ขยายเวลาเป็นวันที่ 2 มกราคม 2551 ตามสัญญาจ้างที่ปรึกษาภาษีอากรและเอกสารแนบท้ายสัญญา เดิมก่อนที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะแปลงสภาพเป็นโจทก์นั้น การสื่อสารแห่งประเทศไทยจัดตั้งกองทุนบำเหน็จสำหรับผู้ปฏิบัติงานโดยการสื่อสารแห่งประเทศไทยจ่ายเงินเข้ากองทุน เป็นรายเดือนทุกเดือนในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด ต่อมาการสื่อสารแห่งประเทศไทยจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งพนักงานการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีสิทธิสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรืออยู่ในระบบกองทุนบำเหน็จตามเดิมก็ได้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบการแปลงสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทยและโจทก์ ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 โดยโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด และสินทรัพย์ให้แก่โจทก์ รวมทั้งให้พนักงานโอนไปเป็นลูกจ้างโจทก์และได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่เคยรับอยู่เดิม ทั้งให้ถือระยะเวลาทำงานของพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นเวลาทำงานกับโจทก์ ตลอดจนให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จ ในปี 2548 โจทก์ออกระเบียบฉบับที่ 18 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จสำหรับผู้ปฏิบัติงานในบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2548 แก้ไขข้อบังคับกองทุนบำเหน็จเกี่ยวกับวิธีการคำนวณเงินแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่พนักงานปฏิบัติงานอยู่กับการสื่อสารแห่งประเทศไทยและช่วงที่ปฏิบัติงานอยู่กับโจทก์ และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้นำเงินบำเหน็จที่นายจ้างสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในครั้งเดียวภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 700,000,000 บาท โดยโจทก์โอนเงินจากกองทุนบำเหน็จไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงิน 392,178,954.31 บาท ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะจำนวนที่โอนจากกองทุนบำเหน็จตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2546 รวมเป็นเงิน 49,348,300.83 บาท โดยนำมาเฉลี่ย 5 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2552 ปีละ 9,879,660.17 บาท ตามระเบียบฉบับที่ 18 และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จากการออกข้อบังคับทำให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจร้องเรียนโจทก์ด้วยเหตุการณ์แบ่งคำนวณเงินเป็น 2 ช่วง โจทก์นำเงินบำเหน็จสะสมโอนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีจำนวนน้อยลงเนื่องจากฐานเงินเดือนพนักงานขณะที่ปฏิบัติงานกับการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีจำนวนน้อยกว่าฐานเงินเดือนของพนักงานขณะแปลงสภาพเป็นโจทก์แล้ว เป็นเหตุให้พนักงานเสียประโยชน์จากการออกระเบียบ ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือตอบข้อหารือโจทก์ว่า การแก้ไขข้อบังคับเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงสภาพการจ้างที่ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ข้อบังคับจึงไม่อาจใช้บังคับได้ตั้งแต่ต้น โจทก์จึงใช้ข้อบังคับเดิมของกองทุนบำเหน็จในการคำนวณเงินบำเหน็จในช่วงเดียวกันทำให้ต้องจ่ายเงินบำเหน็จเป็นเงินสมทบเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 155,915,952.69 บาท โจทก์สอบถามจำเลยว่า การโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ และบัญชีคำนวณอย่างไร จำเลยตอบข้อหารือโจทก์โดยสรุปว่า ในการจ่ายสมทบเข้ากองทุนทั้งหมดในครั้งเดียวให้ถือเป็นรายจ่าย 5 รอบระยะเวลาบัญชี รอบละเท่า ๆ กัน และในกรณีที่เป็นการจ่ายกองทุนไม่หมดในครั้งเดียว ต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนให้หมดภายใน 10 ครั้ง ตามรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากนี้โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยสอบทานความถูกต้องของรายการที่นำมาปรับปรุงเพื่อใช้ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 โดยโจทก์ส่งกระดาษทำการปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีให้เป็นกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2549 และงบทดลองปี 2549 ซึ่งจำเลยตอบหนังสือของโจทก์โดยให้ความเห็นว่า โจทก์ได้จัดทำรายการปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชี เป็นกำไรสุทธิทางบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปใจความว่า การที่โจทก์สอบถามจำเลยถึงการโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 155,915,952.69 บาท นั้น ว่าจะถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ ตามเอกสารซึ่งจำเลยทำหนังสือตอบโจทก์โดยระบุหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ.2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอธิบายหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าในขณะจำเลยออกเอกสารตอบข้อหารือยังไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกา หรือหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเป็นแนวทางว่าเงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในภายหลังตามข้อเท็จจริงของโจทก์สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ อย่างไร ด้วยเหตุนี้จำเลยได้ศึกษาค้นคว้าข้อเท็จจริง ตำรากฎหมาย ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งข้อหารือต่างๆ ของกรมสรรพากรแล้ว จึงตอบข้อหารือโจทก์ว่า เงินจำนวน 155,915,952.69 บาท ที่โอนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในภายหลังไม่สามารถหักเป็นค่าใช้จ่าย 5 รอบระยะเวลาบัญชีได้ เนื่องจากไม่ได้โอนเงินทั้งหมดในคราวเดียว จึงเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและในฐานะที่ปรึกษาภาษีอากรแล้ว อย่างไรก็ตาม โจทก์เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเงิน การภาษีอากร มีบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิที่รอบรู้เป็นอย่างดี โจทก์สามารถติดต่อสอบถามหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร เพื่อสอบถามหากมีปัญหาข้อสงสัยอย่างรวดเร็ว เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือตอบจากจำเลยแล้ว โจทก์เห็นว่าไม่ชัดเจน โจทก์มีหน้าที่สอบถามจำเลยเพิ่มเติม หรือดำเนินการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยขอคืนภาษีไว้ก่อนที่จะพ้นกำหนดระยะเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี แต่โจทก์กลับประมาทเลินเล่อปล่อยปละละเลยจนถึง พ.ศ.2553 จึงค่อยทำหนังสือหารือไปยังกรมสรรพากรเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2553 และกรมสรรพากรเพิ่งมีหนังสือตอบข้อหารือเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 จำเลยจึงมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือสอบถามจำเลยถึงการโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 155,915,952.69 บาท ว่าจะถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ จำเลยในฐานะที่ปรึกษาภาษีอากรมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแก่โจทก์ในปัญหาภาษีอากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนหรือมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวด้วยแล้ว จำเลยยิ่งต้องมีหน้าที่เสนอแนะแนวทางป้องกันความเสียหาย หรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดปัญหาดังกล่าว โดยอาจเสนอแนะให้โจทก์ส่งข้อหารือไปยังกรมสรรพากรทันทีที่ได้รับหนังสือตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือให้โจทก์ยื่นคำขอคืนภาษีไว้ก่อน เพื่อมิให้อายุความขอคืนภาษีขาดอายุความ แต่จำเลยกลับมิได้กระทำการ กลับมีหนังสือตอบข้อหารือโดยระบุเพียงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ.2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อธิบายหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว โดยมิได้ตอบหรือให้ความเห็นอย่างชัดแจ้ง แต่กลับปล่อยให้เป็นภาระของโจทก์จะต้องไปตีความหรือหาคำตอบให้ชัดแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอง โดยมิได้เสนอแนะแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังวินิจฉัยข้างต้น และอ้างว่าโจทก์มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ชอบที่จะดำเนินการได้เอง ทั้งๆ ที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยเป็นที่ปรึกษาภาษีอากร แบ่งเป็นประเภทงานทานภาษีอากรมีค่าจ้าง 7,637,553 บาท และงานให้คำปรึกษาภาษีอากรมีค่าจ้าง 2,357,424 บาท รวมเป็นเงินถึง 9,994,977 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าจ้างที่สูงมาก ดังนี้ การที่จำเลยมิได้ตอบข้อหารืออย่างชัดแจ้งไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างข้อที่ 4 และข้อที่ 5 จึงถือได้ว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาไปตามมาตรฐานวิชาชีพ จึงเป็นการผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นๆ ในปัญหาดังกล่าวเป็นรายละเอียดปลีกย่อย และไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
บริษัทสำนักภาษีหรือสำนักภาษี
จำเลย — และกฎหมายเคพีเอ็มจีภูมิไชย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ธีระพงศ์ จิระภาค
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12977/2558
#596506
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ศต 3648 กทม. จากจำเลยที่ 2 แล้วนำไปขายต่อให้โจทก์ มีข้อตกลงให้โจทก์ชำระราคาแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้ความยินยอมหรือได้รับคำบอกกล่าวเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำสัญญาขายรถยนต์คันดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือเป็นค่าเช่าซื้อให้จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว การทำสัญญาขายรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ แต่เมื่อคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 ในข้อ 9 ระบุว่า แม้ว่าผู้กู้ (จำเลยที่ 1) ได้ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์เสร็จสิ้นแล้ว แต่หากยังคงค้างชำระหนี้อยู่กับธนาคาร (จำเลยที่ 2) ผู้กู้ตกลงยินยอมให้ธนาคารยังไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อจดทะเบียนให้ผู้กู้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ และยินยอมให้ธนาคารยึดถือสมุดคู่มือจดทะเบียนรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวกับรถยนต์เพื่อประกันเงินกู้ยืมจากธนาคารจนกว่าผู้กู้จะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยและหนี้สินที่ค้างชำระคืนแก่ธนาคารครบทั้งจำนวน เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยที่ 2 หรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ผู้โอนขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 308 วรรคสอง โดยรวมถึงข้อต่อสู้ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลให้จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วน ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ที่จะปฏิเสธไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อจดทะเบียนให้ผู้กู้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ และยึดถือสมุดคู่มือจดทะเบียนรวมทั้งบรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลให้แก่จำเลยที่ 2 จนครบถ้วนได้ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวยันโจทก์ และไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ แม้ฎีกาเรื่องค่าเสียหายจะต้องห้ามมิให้ฎีกา แต่การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการไม่ชอบ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ศต 3648 กรุงเทพมหานคร พร้อมเอกสารอื่น ๆ ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนโอนรถยนต์พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องและหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินการทางทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบก หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยทั้งสองจะปฏิบัติ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ศต 3648 กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเอกสารอื่น ๆ ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนโอนรถยนต์ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ชำระค่าเสียหาย 73,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กันยายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ศต 3648 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 ในราคา 940,170.01 บาท โดยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายเดือน เดือนละ 19,587 บาท รวม 48 เดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 งวดต่อไปทุกวันที่ 15 ของเดือน ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ วันที่ 7 กันยายน 2550 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 530,000 บาท โดยโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 335,172 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์ตกลงชำระให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายรถยนต์ และโจทก์ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือเป็นค่าเช่าซื้อให้จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว และระหว่างชำระค่าเช่าซื้อ วันที่ 17 สิงหาคม 2549 และวันที่ 4 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่ออเนกประสงค์ส่วนบุคคลโดยมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 2 ในข้อ 9. ว่า "...แม้ว่าผู้กู้ (จำเลยที่ 1) จะได้ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์เสร็จสิ้นแล้ว แต่หากยังคงค้างชำระหนี้อยู่กับธนาคาร (จำเลยที่ 2) ตามคำขอฉบับนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม ผู้กู้ตกลงยินยอมให้ธนาคารยังไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อจดทะเบียนให้ผู้กู้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ และยังคงยินยอมให้ธนาคารยึดถือสมุดคู่มือจดทะเบียน รวมทั้งบรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารได้จนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ต้นเงิน ดอกเบี้ย และหนี้สินอื่นใดที่ผู้กู้คงค้างชำระอยู่คืนให้กับธนาคารได้ครบถ้วนทั้งจำนวน" ตามคำขอสินเชื่อเอกนกประสงค์ส่วนบุคคล จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปจากจำเลยที่ 2 ตามคำขอสินเชื่อแล้ว จำเลยที่ 2 มิได้ให้ความยินยอมหรือได้รับคำบอกกล่าวเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำสัญญาขายรถยนต์คันดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ศต 3648 กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเอกสารอื่น ๆ ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนโอนรถยนต์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ" การทำสัญญาขายรถยนต์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ได้ทำเป็นหนังสือตามหนังสือสัญญาขายรถยนต์ จึงเป็นอันสมบูรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเชื่อซื้อตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ แต่การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีการแจ้งคำบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยที่ 2 หรือได้ความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เป็นหนังสือ แม้ จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าเช่าซื้อจากโจทก์โดยวิธีโอนเงินผ่านธนาคารในนามจำเลยที่ 1 ก็เป็นเพียงการที่โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น จะถือว่าการกระทำดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือแก่การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วมิได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ผู้โอนขึ้นต่อสู้โจทก์ ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 308 วรรคสอง โดยรวมถึงข้อต่อสู้ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคล ให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วนซึ่งมีข้อตกลงเกี่ยวเนื่องกับสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคล ที่จะปฏิเสธไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อจดทะเบียนให้ผู้กู้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ และยึดถือสมุดคู่มือจดทะเบียน รวมทั้งบรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลให้แก่จำเลยที่ 2 จนครบถ้วนได้ เมื่อจำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นยันต่อโจทก์ได้โดยชอบแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์แต่อย่างใด แม้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในเรื่องค่าเสียหายดังกล่าวจะต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ แต่การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยนันท์ ตาตะนันทน์
จำเลย — นายนพดล สุขแสวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมพงษ์ ฐิติสุริยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพอพันธุ์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12945/2558
#634188
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นหนังสือโดยมีการวางเงินมัดจำด้วยการวางเงินมัดจำเป็นเพียงข้อสัญญาข้อหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตกลงทำสัญญากันด้วยการวางเงินมัดจำ การฟ้องร้องบังคับคดีจึงต้องอาศัยหลักฐานตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้ กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาอยู่อีก เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายในข้อ 1. มีข้อความระบุชัดเจนอยู่แล้วว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะซื้อจะขายที่ดินตารางวาละ 100,000 บาท โดยส่วนที่เป็นถนนตามสภาพจริงจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นราคาที่ดินที่จะซื้อจะขาย โดยไม่มีข้อความว่าให้จำเลยกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินจะซื้อจะขายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่ข้อความไม่ชัดเจนหรืออาจแปลความได้หลายนัย ย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนาของคู่สัญญาอีก ดังนี้ จะนำบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 171 มาบังคับใช้เพื่อสืบพยานบุคคลประกอบการตีความเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตกลงว่าให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินที่จะซื้อจะขาย นอกเหนือข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย จึงต้องห้ามมิให้รับฟังและถือไม่ได้ว่ามีข้อตกลงดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแก้ไขเนื้อที่ที่ดินในโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้ถูกต้องตามความจริง ให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินส่วนที่เป็นเสาไฟฟ้ารวมเนื้อที่ 22.655 ตารางวา ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 ให้จำเลยรื้อถอนโรงรถซึ่งปลูกคร่อมอยู่บนถนนโฉนดเลขที่ 13245 แขวงคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ภายหลังจากดำเนินการดังกล่าวเสร็จแล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 ให้แก่โจทก์ พร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 100,257,000 บาท และจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 13245 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแก้ไขเนื้อที่ที่ดินในโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกินไป 8.584 ตารางวา ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินส่วนที่เป็นเสาไฟฟ้าเนื้อที่รวม 22.655 ตารางวา ออกจากโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068และให้จำเลยรื้อถอนโรงรถซึ่งปลูกคร่อมบนถนนในโฉนดเลขที่ 13245 แขวงคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้เรียบร้อยโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย หลังจากจำเลยดำเนินการดังกล่าวเรียบร้อยแล้วให้จำเลยจดทะเบียนซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 ให้แก่โจทก์ พร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 100,257,000 บาท ไปจากโจทก์ และจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 13245 เป็นภาระจำยอมเป็นทางเดินรถยนต์เข้าออกที่ดินโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 300,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2548 จำเลยยื่นเรื่องขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13245 แขวงคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ในนามเดิม ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2548 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจากจำเลย ราคาตารางวาละ 100,000 บาท ชำระเงินล่วงหน้า 10,000,000 บาท ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหรือสัญญาจะซื้อจะขาย ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินแบ่งแยกที่ดินตามคำขอของจำเลยเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 1065 ถึง 1068 รวมเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 33.80 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ส่วนโฉนดที่ดินแปลงเดิมกันไว้เป็นถนนตามสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งโจทก์ไม่ต้องการซื้อ แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมตามข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ ประเด็นตามที่ศาลอุทธรณ์พิจารณา 3 ประการ ประการแรก จำเลยต้องกันแนวเสาไฟฟ้าเนื้อที่ 22.655 ตารางวา หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำสืบพยานโจทก์ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีข้อตกลงให้จำเลยกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินที่จะซื้อจะขาย จำเลยมีหน้าที่รังวัดแบ่งแยกกันที่ดินส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกไปด้วย แม้สัญญาจะซื้อจะขายไม่มีข้อความว่า มิให้นำส่วนที่เป็นเสาไฟฟ้ามาคำนวณเป็นราคาที่ดินที่จะซื้อจะขายก็ตาม แต่คำว่า "ส่วนที่เป็นถนนตามสภาพจริง" คู่กรณีมีเจตนาให้หมายรวมถึงแนวเสาไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของถนนอันเป็นสาธารณูปโภคตามความเข้าใจของวิญญูชนทั่วไป ซึ่งไม่ต้องห้ามโจทก์นำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) เนื่องจากเป็นการนำสืบถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 นั้น เห็นว่าโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นหนังสือโดยมีการวางเงินมัดจำด้วยการวางเงินมัดจำเป็นเพียงข้อสัญญาข้อหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตกลงทำสัญญากันด้วยการวางเงินมัดจำ การฟ้องร้องบังคับคดีจึงต้องอาศัยหลักฐานตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้ กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาอยู่อีก เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวในข้อ 1. มีข้อความระบุชัดเจนอยู่แล้วว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะซื้อจะขายที่ดินตารางวาละ 100,000 บาท โดยส่วนที่เป็นถนนตามสภาพจริงจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นราคาที่ดินที่จะซื้อจะขาย โดยไม่มีข้อความว่าให้จำเลยกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินจะซื้อจะขายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่ข้อความไม่ชัดเจนหรืออาจแปลความได้หลายนัย ย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนาของคู่สัญญาอีก ดังนี้ จะนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับใช้เพื่อสืบพยานบุคคลประกอบการตีความเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ดังนั้นการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตกลงว่าให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินที่จะซื้อจะขาย นอกเหนือข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย จึงต้องห้ามมิให้รับฟังและถือไม่ได้ว่ามีข้อตกลงดังกล่าว สำหรับประเด็นตามที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาประการที่สอง เนื้อที่ที่ดินที่ระบุไว้ในโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 เกินกว่าเนื้อที่ที่ดินจริงอยู่ 8.584 ตารางวา หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้โฉนดที่ดินจะถือว่าเป็นเอกสารมหาชน แต่ถูกหักล้างความถูกต้องลงได้ด้วยถ้อยคำของนายนเรศ พยานโจทก์ผู้ทำการรังวัดที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า นายนเรศเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า ตามผังที่พยานจัดทำเพื่อแสดงการรังวัดเมื่อเทียบกับของทางเจ้าพนักงานที่ดินนั้น เจ้าพนักงานที่ดินจะรังวัดเหลื่อมหรือขาดจำนวนอย่างไร พยานไม่ทราบวิธีการรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดิน แสดงว่านายนเรศไม่อาจชี้ให้เห็นได้ว่าการรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดินคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร พยานโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ได้ กรณีไม่อาจรับฟังได้ว่า เนื้อที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 ไม่ถูกต้องโดยขาดไป 8.584 ตารางวา ส่วนประเด็นตามที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาประการที่สาม โรงรถที่ปลูกคร่อมถนนถือว่าเป็นการรอนสิทธิที่ดินโจทก์ที่จะซื้อหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โรงรถที่ปลูกคร่อมถนนเป็นการรอนสิทธิที่ดินโจทก์ที่จะซื้อโดยจำเลยมีหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 4. นั้น เห็นว่า ตามข้อ 4. ดังกล่าวระบุไว้ว่า ผู้จะขายรับรองว่าที่ดินที่จะซื้อจะขายปราศจากภาระผูกพันและการรอนสิทธิใด ๆ มิได้ระบุว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องไปดำเนินการรื้อถอนโรงรถด้วย อีกทั้งถนนที่มีโรงรถปลูกคร่อมอยู่นั้น มิใช่ที่ดินที่จะซื้อจะขายกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการรอนสิทธิในที่ดินที่โจทก์จะซื้อแต่อย่างใด ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย สุดาพร
จำเลย — นางนาฏยา ฮุนตระกูล
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12931/2558
#590275
เปิดฉบับเต็ม

บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศหรือบรรษัทการเงินระหว่างประเทศหรือ International Finance Corporation หรือ IFC เป็นทบวงการชำนัญพิเศษ (Specialized Agencies) แห่งสหประชาชาติ และ พ.ร.ฎ.ระบุทบวงการชำนัญพิเศษ พ.ศ.2504 มาตรา 3 (4) ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ.2504 มาตรา 5 (1) ได้บัญญัติว่า "...ทบวงการชำนัญพิเศษนั้น ๆ เป็นนิติบุคคลและให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย..." ดังนั้น เจ้าหนี้จึงเป็นนิติบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่ใช่เจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าหนี้จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 178 กำหนด

ในการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 นั้น นอกจากเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องนำพยานมาแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่ขอรับชำระเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงแล้ว จะต้องแสดงว่าลูกหนี้ต้องรับผิดใช้หนี้ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาการลงทุน (Investment Agreement) และสัญญาจัดการค่าธรรมเนียม (Fee Arrangement Agreement) เงินกู้ส่วน ก เงินต้น 17,371,571.86 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ย 10,025,656.41 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยเพิ่มเติมของต้นเงินที่ถึงกำหนดชำระ 2,738,339.66 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยเพิ่มเติมของดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระ 2,781,992.27 ดอลลาร์สหรัฐ เงินกู้ส่วน ข เงินต้น 74,191,419.77 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ย 2,975,630.50 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยเพิ่มเติมของต้นเงินที่ถึงกำหนดชำระ 66,886,226.39 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยเพิ่มเติมของดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 18,218,080.14 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ (Facility Fee) 344,100.77 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมสินเชื่อเพิ่มเติม 403,879.64 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อ 77,422.67 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อเพิ่มเติม 90,972.92 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมตัวแทนรายปี (Annual Agency Fee) 26,714.18 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมตัวแทนรายปีเพิ่มเติม 19,634.72 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าทนายความ ค่าที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายของคณะทำงานตามสัดส่วน 484,564.85 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าทนายความและค่าที่ปรึกษา 433,749.71 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 126,577.87 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเงินที่ขอรับชำระหนี้ 197,196,435.35 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทย ณ วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 46.628 บาท เท่ากับ 8,603,286,081.57 บาท)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้วปรากฏว่าคงมีเฉพาะผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้โดยโต้แย้งเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยว่า ลูกหนี้ในคดีนี้ได้เข้าสู่ระบบขององค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) มาก่อน โดยในชั้นดังกล่าวคณะกรรมการได้อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในดอกเบี้ยถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ดังนั้นเมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในชั้นที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้คงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เฉพาะยอดหนี้ที่ค้างอยู่ในชั้นปรส.เท่านั้น เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2545

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า ลูกหนี้ได้ทำสัญญาการลงทุนและสัญญาจัดการค่าธรรมเนียมกับเจ้าหนี้ เมื่อบริษัทลูกหนี้ถูกระงับการดำเนินกิจการโดยคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและมีการชำระบัญชีภายใต้การควบคุมของปรส. เจ้าหนี้ได้นำมูลหนี้ดังกล่าวยื่นคำขอรับชำระหนี้และได้รับชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 2,979,039,784.29 บาท เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นเงิน 8,603,286,081.57 บาท โดยเจ้าหนี้เป็นองค์การระหว่างประเทศ มีภูมิลำเนา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนานอกราชอาณาจักร เมื่อเจ้าหนี้มิได้พิสูจน์ว่า เจ้าหนี้ในประเทศไทยก็มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามกฎหมายและในศาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาและมิได้แถลงว่า เจ้าหนี้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับทรัพย์สินหรือส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของลูกหนี้คนเดียวกันนั้นนอกราชอาณาจักรเป็นจำนวนเท่าใดหรือไม่ และถ้ามีเจ้าหนี้ยอมส่งทรัพย์สินหรือส่วนแบ่งของทรัพย์สินแล้วมารวมไว้ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในราชอาณาจักร เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 178 เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อแรกว่า เจ้าหนี้มีภูมิลำเนาในประเทศไทย จึงไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 178 ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ต้องพิสูจน์ว่า เจ้าหนี้ในประเทศไทยก็มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามกฎหมายและในศาลแห่งประเทศของตนได้ในทำนองเดียวกัน (2) ต้องแถลงว่า ตนได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับทรัพย์สินหรือส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของลูกหนี้คนเดียวกันนั้นนอกราชอาณาจักรเป็นจำนวนเท่าใดหรือไม่ และถ้ามีตนยอมส่งทรัพย์สินหรือส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของลูกหนี้แล้วมารวมในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในราชอาณาจักร" หรือไม่ โดยเจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้เป็นนิติบุคคลมีภูมิลำเนาในประเทศไทยนั้น เห็นว่า บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศหรือบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ หรือ International Finance Corporation หรือ IFC เป็นทบวงการชำนัญพิเศษ (Specialized Agencies) แห่งสหประชาชาติ และพระราชกฤษฎีการะบุทบวงการชำนัญพิเศษ พ.ศ.2504 มาตรา 3 (4) ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ.2504 มาตรา 5 (1) ได้บัญญัติว่า "...ทบวงการชำนัญพิเศษนั้น ๆ เป็นนิติบุคคลและให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย..." ดังนั้น เจ้าหนี้จึงเป็นนิติบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่ใช่เจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าหนี้จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 178 กำหนด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้โดยเห็นว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรและไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตราดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด แม้ว่าปัญหาดังกล่าวนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะยังมิได้ทำความเห็นเสนอศาล แต่เมื่อคดีนี้ได้ดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานของเจ้าหนี้จนกระทั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งให้งดสอบสวนแล้ว เพื่อให้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายดำเนินการไปโดยรวดเร็วและเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่ชักช้า ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานในสำนวนแล้วเห็นว่า คดีสามารถวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรมีคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งก่อน เมื่อพิเคราะห์สำนวนคำขอรับชำระหนี้แล้ว ปรากฏว่า ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้น เจ้าหนี้ได้ยื่นแบบคำขอรับชำระหนี้ซึ่งแสดงรายละเอียดต่างๆ ในมูลหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้พร้อมทั้งเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งแสดงฐานะของเจ้าหนี้ จำนวนหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ คำชี้แจงอธิบายถึงมูลหนี้ต่าง ๆ พร้อมทั้งดัชนีในการค้นหาเอกสารต่าง ๆ ได้ความว่า บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ เจ้าหนี้เป็นองค์การระหว่างประเทศก่อตั้งขึ้นมาให้ความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการในการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เงินทุนมีการไหลเวียนระหว่างประเทศ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในด้านการให้กู้ในโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเจริญเติบโตในทางเศรษฐกิจแก่ประเทศที่กำลังพัฒนา มูลหนี้ตามสัญญาการลงทุนตามสัญญาฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2538 ในส่วนเกี่ยวกับเงินกู้ส่วน ก เจ้าหนี้ให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินเป็นต้นเงิน 30,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลูกหนี้ได้มีหนังสือขอเบิกจ่ายเงินกู้ส่วน ก และลูกหนี้ได้รับเงินตามที่ขอเบิกแล้ว ในการกู้ยืมเงินดังกล่าว เดิมกำหนดวันครบกำหนดชำระในวันที่ 15 มกราคม 2544 แต่มีข้อกำหนดว่าหากในวันที่ 15 กันยายน 2540 เจ้าหนี้เรียกเงินกู้ส่วน ก ทั้งหมด ก็ให้หนี้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระและเจ้าหนี้ได้เรียกหนี้ทั้งหมดให้ถึงกำหนดชำระแล้ว ในการกู้ยืมลูกหนี้ตกลงชำระดอกเบี้ยเงินกู้ส่วน ก เท่ากับอัตราร้อยละ 1.125 ต่อปี บวกอัตรา LIBOR (อัตราที่เสนอหน้าจอรอยเตอร์ในหน้า LIBOR ณ เวลา 11.00 นาฬิกา ตามเวลาลอนดอน) จำนวนหนี้ที่ค้างชำระเป็นไปตามเอกสาร ต่อมาเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เงินกู้ส่วน ก บางส่วนเป็นเงินสด 12,333,916.23 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหุ้นกู้ของบริษัทจัดการทรัพย์สินมูลค่าเท่ากับ 294,511.91 ดอลลาร์สหรัฐ

เงินกู้ส่วน ข เป็นต้นเงินรวม 150,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินกู้ส่วน ข นั้น ประกอบด้วยเงินกู้ส่วน ข กลุ่มต่าง ๆ ที่เจ้าหนี้เบิกจ่ายให้แก่ลูกหนี้ (เงินกู้จากตราสารการค้า) เงินกู้ส่วน ข ที่เบิกจ่ายแต่ละงวดจะได้มาจากการออกตราสาร การค้า ซื้อลด โดยบริษัทไฟแนนซ์ วัน ฟันดิ้ง คอร์ปอเรชั่น (FOFC) การกู้เงินดังกล่าว ลูกหนี้ได้มีคำขอเบิกจ่ายเงินกู้ส่วน ข ตรงกับเงินกู้ตราสารการค้าตามตารางเงินกู้ส่วน ข ตาราง 1 และลูกหนี้ได้รับเงินตามใบรับเงินส่วน ข แล้ว บางรายการนั้นลูกหนี้ได้ชำระหนี้ครบแล้วทั้งหมด ซึ่งรายการเหล่านั้นเจ้าหนี้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มาในคดีนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ส่วน ข สำหรับเงินกู้ตราสารการค้าแต่ละกลุ่ม บริษัทแบงเกอร์ส ทรัสต์ ในฐานะตัวแทนเงินกู้ส่วน ข จะเป็นผู้กำหนดตามสัญญาข้อ 3.05 ของสัญญาการลงทุนและสัญญาการบริหารจัดการ ต่อมาเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เงินกู้ส่วน ข บางส่วน เป็นเงินสด 53,817,073.58 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหุ้นกู้ของบริษัทบริหารสินทรัพย์มีมูลค่าเท่ากับ 1,285,055.70 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าธรรมเนียมตัวแทนรายปี ลูกหนี้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมตัวแทนรายปี 25,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แก่เจ้าหนี้เพื่อบัญชีของไฟแนนซ์ วัน ฟันดิ้ง คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้เข้าร่วมตามสัญญาการลงทุนข้อ 3.10 (ข) (vii) และค่าธรรมเนียมตัวแทนรายปีจำนวน 40,753.42 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมถึงวันที่ 15 มีนาคม 2541 เป็นเงิน 15,753.42 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าหนี้ได้รับชำระค่าธรรมเนียมรายปีบางส่วนเป็นเงินสด 13,711.83 ดอลลาร์สหรัฐ และหุ้นกู้ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ มูลค่า 327.41 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ ลูกหนี้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมสินเชื่อให้แก่เจ้าหนี้เพื่อบัญชีของไฟแนนซ์ วัน ฟันดิ้ง คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้เข้าร่วมตามสัญญาการลงทุน ข้อ 3.10 (ข) อัตราค่าธรรมเนียมเท่ากับร้อยละ 1.0 ต่อปี ของจำนวนเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ไม่ได้เบิกถอนในแต่ละวันและมีค่าธรรมเนียมสินเชื่อรายปีพึงชำระตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2540 เท่ากับ 595,152.78 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมสินเชื่อบางส่วนเป็นเงิน 245,197.14 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหุ้นกู้ของบริษัทบริหารสินทรัพย์มีมูลค่าเท่ากับ 5,854.87 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อ ลูกหนี้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อแก่เจ้าหนี้เพื่อบัญชีของไฟแนนซ์ วัน ฟันดิ้ง คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้เข้าร่วมตามข้อ 3.10 (v) ของสัญญาการลงทุนและข้อ 2 ของสัญญาจัดการค่าธรรมเนียม อัตราค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อเท่ากับร้อยละ 0.225 ต่อปี ตามจำนวนเงินเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ไม่ได้เบิกถอนไปและมีค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อรายปีที่พึงชำระนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2540 เท่ากับ 133,309.38 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าหนี้ได้รับชำระค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อบางส่วนเป็นเงิน 55,169.36 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหุ้นกู้ของบริษัทบริหารสินทรัพย์มีมูลค่าเท่ากับ 1,317.35 ดอลลาร์สหรัฐ พยานหลักฐานที่เจ้าหนี้ได้แนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ประกอบด้วยคำชี้แจงมูลหนี้ประกอบการขอรับชำระหนี้ (Explanatory Notes to Creditor Claim Form) สัญญาการลงทุนและสัญญาจัดการค่าธรรมเนียม ใบรับเงินพร้อมเอกสารประกอบอื่น ๆ ซึ่งได้อธิบายถึงมูลหนี้ต่าง ๆ พร้อมทั้งลำดับการดำเนินการในชั้นคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ทั้งยังปรากฏว่า หลังจากที่ลูกหนี้ถูกควบคุมโดยคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเจ้าหนี้ก็ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการที่ปรส.กำหนดเป็นเงิน 8,603,286,081.57 บาท และคณะกรรมการมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 7,823,503,346.29 บาท และในชั้นของคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้แล้วเป็นเงิน 2,979,039,784.29 บาท นอกจากนี้ในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ทั้งเจ้าหนี้อื่น ผู้ชำระบัญชีก็ไม่มีบุคคลใดคัดค้านคำขอรับชำระของเจ้าหนี้ส่วนนี้ ผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลที่ดูแลการชำระบัญชีกิจการของลูกหนี้ตั้งแต่ชั้นของปรส.ก็โต้แย้งเพียงว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยหลังจากวันที่พระราชกำหนดมีผลใช้บังคับ เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้เฉพาะหนี้ที่ยังค้างอยู่ในชั้นปรส.เท่านั้น พยานหลักฐานที่เจ้าหนี้อ้างส่งมาจึงเพียงพอรับฟังได้ว่า ลูกหนี้ได้เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาการลงทุนและสัญญาจัดการค่าธรรมเนียมที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้นำหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในชั้นคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินที่คงค้างชำระอยู่ภายหลัง เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไปแล้วบางส่วนคิดเป็นเงินไทย 2,979,039,784.29 บาท มายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในชั้นที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด ก็เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องจากการชำระสะสางหนี้สินของลูกหนี้ต่อจากในชั้นของคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะนำมายื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ ก็คงเป็นหนี้ที่ค้างชำระอยู่ภายหลังที่หักด้วยจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไปแล้ว ในส่วนดอกเบี้ยนั้นเมื่อเจ้าหนี้ได้ขอรับชำระหนี้ในชั้นคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินแล้ว กรณีจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2541 (ฉบับที่ 2) มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระหนี้ได้" เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เงินกู้ส่วน ก และส่วน ข โดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวมีผลใช้บังคับคือ วันที่ 22 พฤษภาคม 2541 เมื่อเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในชั้นคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินแล้ว เจ้าหนี้รายนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยหรือค่าบริการอย่างอื่นซึ่งเกิดขึ้นหลังที่พระราชกำหนดดังกล่าวมีผลใช้บังคับถึงวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ส่วนดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้น ไม่ให้ถือว่าเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนนี้เป็นเงิน 4,844,463,562 บาท ส่วนหนี้อันดับที่ 3 ค่าทนายความ ค่าที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายจำนวน 1,044,892.43 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขอรับชำระหนี้แยกเป็นค่าใช้จ่ายคณะทำงานตามสัดส่วน (คิดเป็นร้อยละ 37.46 ของค่าใช้จ่ายจริง) เป็นเงิน 484,564.85 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าทนายความและค่าที่ปรึกษา 433,749.71 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายอื่น 126,577.87 ดอลลาร์สหรัฐ เห็นว่า ในการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 นั้น นอกจากเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องนำพยานมาแสดงให้เห็นว่า หนี้ที่ขอรับชำระเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงแล้วจะต้องแสดงว่าลูกหนี้ต้องรับผิดใช้หนี้ดังกล่าว พยานหลักฐานของเจ้าหนี้ฟังได้แต่เพียงว่า ค่าใช้จ่ายที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ส่วนนี้นั้น เจ้าหนี้ในฐานะประธานร่วมของคณะทำงานของกรรมการเจ้าหนี้ซึ่งทำหน้าที่ติดตามหนี้สินของบรรดาเจ้าหนี้ได้จ่ายไปและเป็นค่าใช้จ่ายของคณะทำงานที่ติดตามหนี้สินซึ่งคิดตามสัดส่วนของจำนวนหนี้หลักของลูกหนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นการดำเนินการของเจ้าหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้โดยตรง ตามพยานที่ได้จากการสอบสวนในชั้นขอรับชำระหนี้ ยังไม่ปรากฏเหตุที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระหนี้ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 4,844,463,562 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 ม. 178
ชื่อคู่ความ
นายมงคล เมฆเสรีกุล ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศหรือบรรษัทการเงิน
ระหว่างประเทศหรือ International Finance
เจ้าหนี้ — Corporation หรือ IFC
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอนันต์ พร้อมพูล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา