คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12675/2558
#588605
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ร่วมต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้น คดีเป็นอันขาดอายุความ ตาม ป.อ. มาตรา 96 คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมเองว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 จำเลยยอมรับกับโจทก์ร่วมว่าได้ยักยอกเงินค่าจำหน่ายสินค้าของโจทก์ร่วมไปจริง ดังนี้ จึงเท่ากับโจทก์ร่วมได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์ร่วมให้จำเลยนำเงินมาชดใช้คืนและจะตรวจสอบบัญชีเพื่อทราบยอดเงินที่สูญหายไปให้ชัดแจ้งอีกครั้งดังที่อ้าง เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมยอมผ่อนผันหรือให้โอกาสแก่จำเลยในฐานะที่เคยเป็นลูกจ้างของตนเท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิในการร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมขยายออกไป ดังนั้นเมื่อโจทก์ร่วมเพิ่งไปร้องทุกข์เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 จึงพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานยักยอกจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนโจทก์ร่วมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335, 352 ให้จำเลยคืนทรัพย์ 26 รายการ หรือใช้ราคาเป็นเงิน 23,604 บาท และใช้เงิน 534,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายณรงค์วิทย์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายรวม 558,104 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม แต่ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์ร่วมแถลงขอถอนคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก, 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานลักทรัพย์นายจ้าง จำคุก 3 ปี ฐานยักยอก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักทรัพย์นายจ้าง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานยักยอก คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน ให้จำเลยคืนทรัพย์ 26 รายการ หรือใช้ราคาทรัพย์ 23,604 บาท และใช้เงิน 534,500 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะความผิดฐานยักยอกและยกคำขอให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 534,500 บาท คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และให้จำเลยคืนทรัพย์สิน 26 รายการ หรือใช้ราคาแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 23,604 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ร่วมเพียงประเด็นเดียวว่า คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานยักยอกขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ร่วมต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมเองว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 จำเลยยอมรับกับโจทก์ร่วมว่าได้ยักยอกเงินค่าจำหน่ายสินค้าของโจทก์ร่วมไปจริง ดังนี้ จึงเท่ากับโจทก์ร่วมได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์ร่วมให้จำเลยนำเงินมาชดใช้คืนและจะตรวจสอบบัญชีเพื่อทราบยอดเงินที่สูญหายไปให้ชัดแจ้งอีกครั้งดังที่อ้าง เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมยอมผ่อนผันหรือให้โอกาสแก่จำเลยในฐานะที่เคยเป็นลูกจ้างของตนเท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิในการร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมขยายออกไป ดังนั้นเมื่อโจทก์ร่วมเพิ่งไปร้องทุกข์เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 จึงพ้นกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานยักยอก จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 39 (6) พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนโจทก์ร่วมได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ป.อ. ม. 96 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
โจทก์ร่วม — นายณรงค์วิทย์หรือณรงค์ศวิทย์ ขันติวารี
จำเลย — นางสาวหนึ่งฤทัย สุดเอี่ยมสิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นางสาวรรณวรัตม์ ไทยอาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปดารณี ลัดพลี
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12650 -ที่ 12651/2558
#634809
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 1 (7) "เอกสาร" หมายความว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่น จะเป็นโดยวิธีพิมพ์ ถ่ายภาพ หรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น ส่วน "สำเนา" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 หมายถึง ข้อความหรือภาพที่ผลิตซ้ำจากต้นแบบหรือต้นฉบับ ดังนั้นตามคำจำกัดความของคำว่า "เอกสาร"ภาพถ่ายกระดาษก็อาจเป็นต้นฉบับเอกสารได้ถ้าผู้กระทำได้กระทำเพื่อให้ปรากฏความหมายไม่ว่าจะเป็นด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างใด ๆ ก็ตาม จากลักษณะเอกสารหมาย จ.1 นอกจากจะมีส่วนที่พิมพ์เป็นตัวหนังสือและตัวเลขด้วยเครื่องพิมพ์ดีดแล้ว ยังมีข้อความเขียนกำกับแสดงความหมายเป็นตัวเลขและตัวหนังสือทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้วย เอกสารหมาย จ.6 แผ่นแรกก็เขียนเป็นตัวหนังสือกับตัวเลขด้วยปากกา และอีกสี่แผ่นแนบท้ายก็เป็นแบบแปลนการก่อสร้างที่มีทั้งตัวเลขและตัวหนังสือกำกับซึ่งแบบแปลนดังกล่าวแม้จะดูว่าถ่ายมาจากแบบแปลนอีกฉบับหนึ่งก็ตาม แต่ตัวเลขและตัวหนังสือที่กำกับก็แสดงโดยชัดแจ้งว่าผู้กระทำประสงค์จะกระทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผังหรือแผนแบบอย่างอื่น ตามความหมายของคำว่า "เอกสาร" ดังนั้นเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6 จึงเป็นต้นฉบับเอกสาร มิใช่สำเนาซึ่งชอบที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

การขอเลื่อนคดีนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 40 วรรคหนึ่ง วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า "...ห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามขอ เว้นแต่การขอเลื่อนการนั่งพิจารณานั้นมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาลไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรม" แต่จากรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง และทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีอันเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยทั้งสองได้ความว่า ก่อนหน้านั้น ในช่วงนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีด้วยเหตุผลต่าง ๆ มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้นนัดสืบพยานจำเลย จำเลยทั้งสองก็ขอเลื่อนคดีติดต่อกันอีกถึง 3 ครั้ง ซึ่งก่อนวันนัดดังกล่าว ศาลได้กำชับให้จำเลยทั้งสองเตรียมพยานมาให้พร้อม หากขอเลื่อนคดีอีกจะพิจารณาสั่งโดยเคร่งครัดแล้ว แต่พอถึงวันนัดจำเลยทั้งสองก็ยังขอเลื่อนคดีเพราะเหตุเพิ่งตั้งทนายความเข้ามาใหม่อีก พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองย่อมฟังได้ว่าเป็นการประวิงคดีให้ชักช้า ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง ที่จะงดสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว

เหตุผลที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น จำเลยทั้งสองลอกมาจากคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแทบทั้งสิ้น โดยไม่มีข้อความตอนใดเลยที่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 650,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 635,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 650,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 635,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกาคำสั่งและคำพิพากษา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาคำสั่งที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารของโจทก์และสั่งงดสืบพยานจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ชอบนั้น ในคำร้องคัดค้านการรับฟังเอกสารลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยทั้งสองคัดค้านการรับฟังเอกสาร 4 ฉบับ คือ เอกสารหมาย จ.1, จ.4, จ.6 และ จ.8 ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนา ไม่ใช่ต้นฉบับ ศาลจึงไม่ควรรับฟัง แต่ในชั้นฎีกาคำสั่ง จำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านเฉพาะเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6 โดยฎีกาว่า เอกสารทั้งสองฉบับโจทก์ทำขึ้นเองแล้วถ่ายเอกสารนำมาเป็นพยานต่อศาล จึงเป็นสำเนาเอกสารซึ่งต้องห้ามมิให้ศาลรับฟัง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (7) "เอกสาร" หมายความว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่น จะเป็นโดยวิธีพิมพ์ ถ่ายภาพ หรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น ส่วน "สำเนา" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 หมายถึง ข้อความหรือภาพที่ผลิตซ้ำจากต้นแบบหรือต้นฉบับ ดังนั้นตามคำจำกัดความของคำว่า "เอกสาร" ภาพถ่ายกระดาษก็อาจเป็นต้นฉบับเอกสารได้ถ้าผู้กระทำได้กระทำเพื่อให้ปรากฏความหมายไม่ว่าจะเป็นด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างใด ๆ ก็ตาม จากลักษณะเอกสารหมาย จ.1 นอกจากจะมีส่วนที่พิมพ์เป็นตัวหนังสือและตัวเลขด้วยเครื่องพิมพ์ดีดแล้ว ยังมีข้อความเขียนกำกับแสดงความหมายเป็นตัวเลขและตัวหนังสือทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้วย เอกสารหมาย จ.6 แผ่นแรกก็เขียนเป็นตัวหนังสือกับตัวเลขด้วยปากกา และอีกสี่แผ่นแนบท้ายก็เป็นแบบแปลนการก่อสร้างที่มีทั้งตัวเลขและตัวหนังสือกำกับซึ่งแบบแปลนดังกล่าวแม้จะดูว่าถ่ายมาจากแบบแปลนอีกฉบับหนึ่งก็ตาม แต่ตัวเลขและตัวหนังสือที่กำกับก็แสดงโดยชัดแจ้งว่าผู้กระทำประสงค์จะกระทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผังหรือแผนแบบอย่างอื่น ตามความหมายของคำว่า "เอกสาร" ดังนั้นเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6 จึงเป็นต้นฉบับเอกสาร มิใช่สำเนาซึ่งชอบที่ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

สำหรับคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีเพราะเพิ่งแต่งตั้งทนายความเข้ามาใหม่ ซึ่งทนายความคนใหม่ต้องมีเวลาศึกษาคดี ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ เห็นว่า การขอเลื่อนคดีนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า "...ห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามขอ เว้นแต่การขอเลื่อนการนั่งพิจารณานั้นมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาลไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรม" แต่จากรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง และทนายจำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีอันเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยทั้งสองได้ความว่า ก่อนหน้านั้น ในช่วงนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอเลื่อนคดีด้วยเหตุผลต่าง ๆ มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้นนัดสืบพยานจำเลย จำเลยทั้งสองก็ขอเลื่อนคดีติดต่อกันอีกถึง 3 ครั้ง ซึ่งก่อนวันนัดดังกล่าว ศาลได้กำชับให้จำเลยทั้งสองเตรียมพยานมาให้พร้อม หากขอเลื่อนคดีอีกจะพิจารณาสั่งโดยเคร่งครัดแล้ว แต่พอถึงวันนัดจำเลยทั้งสองก็ยังขอเลื่อนคดีเพราะเหตุเพิ่งตั้งทนายความเข้ามาใหม่อีก พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองย่อมฟังได้ว่าเป็นการประวิงคดีให้ชักช้า ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ที่จะงดสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาคำสั่งทั้งสองประการของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ในส่วนฎีกาคำพิพากษาที่จำเลยทั้งสองขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นยกฟ้องโจทก์นั้น จำเลยทั้งสองอ้างเหตุ 2 ประการ คือ จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ทำงานเพียงเท่าค่าจ้าง 995,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองได้จ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้ว มิได้จ้างเพิ่มอีกและจำเลยทั้งสองมิได้ค้างชำระค่าจ้างตามฟ้อง กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ศาลฎีกาตรวจคำฟ้องฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยละเอียดแล้ว ปรากฏว่าเหตุผลที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น จำเลยทั้งสองลอกมาจากคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแทบทั้งสิ้น โดยไม่มีข้อความตอนใดเลยที่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลฎีกาจะรับไว้พิจารณา แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยทั้งสองขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (7)
ป.วิ.พ. ม. 40 ม. 86 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์ศักดิ์ ธีระไพโรจน์
จำเลย — นายวิวัฒน์ แนวจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12635/2558
#588601
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 บัญญัติเรื่องการขอให้พิจารณาใหม่ไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ได้

วันที่ 11 มิถุนายน 2555 เป็นวันที่ศาลแรงงานกลางนัดพิจารณาและกำหนดประเด็นข้อพิพาท เมื่อไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงกันไม่ได้ศาลแรงงานกลางจึงนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 5 กันยายน 2555 วันที่ 5 กันยายน 2555 จึงเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ไม่ใช่วันนัดพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบแล้วพิพากษายกฟ้องไปตามพยานหลักฐานและประเด็นในคดี ไม่ใช่การพิจารณาโดยขาดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา และล่วงเวลาในวันหยุด 3,400 บาท และ 19,200 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่ามีความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลในวันนัดสืบพยานได้และคดีโจทก์มีเหตุเพียงพอที่จะชนะคดี

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าโจทก์มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ คดีนี้ในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางวันที่ 11 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาและกำหนดประเด็นข้อพิพาท ศาลแรงงานกลางได้ไกล่เกลี่ยแล้ว คู่ความไม่สามารถตกลงกันได้ จึงกำหนดให้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันเดียวกันคือวันที่ 5 กันยายน 2555 โดยกำหนดให้จำเลยนำพยานเข้าสืบก่อน วันที่ 30 สิงหาคม 2555 โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าโจทก์เพิ่งได้รับคำสั่งจากนายจ้างให้เดินทางไปศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 3 ถึง 6 กันยายน 2555 จึงไม่อาจมาศาลในวันที่ 5 กันยายน 2555 ได้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องว่า "ให้โจทก์แสดงหลักฐานรวมทั้งหมายเลขคดีที่ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีและความจำเป็นอื่น ๆ ที่ไม่อาจมาศาลได้ภายในวันนัดโดยศาลจะมีคำสั่งเรื่องการขอเลื่อนการพิจารณาในวันสืบพยาน" เมื่อถึงวันที่ 5 กันยายน 2555 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยในช่วงเช้าโจทก์ไม่มาศาล จำเลยแถลงคัดค้านว่าได้เตรียมพยานมาศาลแล้วไม่สมควรอนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดี จำเลยนำพยานเข้าสืบ 1 ปาก และศาลแรงงานกลางสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์ในช่วงบ่ายตามที่นัดไว้เดิม เมื่อถึงเวลานัดโจทก์ไม่มา ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ แล้วศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาในวันดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่นำพยานเข้าสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบและพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 บัญญัติเรื่องการขอให้พิจารณาใหม่ไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ได้ ศาลแรงงานกลางนัดพิจารณาและกำหนดประเด็นข้อพิพาทในวันที่ 11 มิถุนายน 2555 เมื่อไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงกันไม่ได้จึงนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 5 กันยายน 2555 วันที่ 5 กันยายน 2555 จึงเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ไม่ใช่วันนัดพิจารณาตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ แล้วพิพากษายกฟ้องไปตามพยานหลักฐานและประเด็นในคดี ไม่ใช่การพิจารณาโดยขาดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 207
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37 วรรคหนึ่ง ม. 40 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิมพร วิทยะชัยกุล
จำเลย — บริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12634/2558
#633567
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้นต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้

...ฯลฯ...

(4) รับประกันโดยประการใดๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้

...ฯลฯ...

จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ได้เอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์แต่ประการใด โดยจัดว่าเป็นผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรมต่าง ๆ ซึ่งระบุไว้เท่านั้นที่จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน จึงจะมีความสามารถทำได้ ส่วนมาตรา 34 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม" ตามบทบัญญัติในวรรคสามนี้ หมายถึงกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดใน (1) ถึง (11) หรือวรรคสองด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้พิทักษ์ ได้ทำนิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทและการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองซึ่งเป็นนิติกรรมดังได้ระบุไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 34 (4) โดยได้รับความยินยอมของจำเลยที่ 1 ผู้พิทักษ์แล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่งแล้ว นิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำทั้งหมดและให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 55312 ตำบลบางเดื่อ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ใส่ชื่อโจทก์ตามเดิม หากจำเลยทั้งห้าไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 3, 4 และ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2536 ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้พิทักษ์ วันที่ 11 มกราคม 2545 โจทก์โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 55312 เลขที่ดิน 466 ตำบลบางเดื่อ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 2,350,000 บาท ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2545 โจทก์โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวชำระหนี้จำนองให้แก่นายอภิญญา วันที่ 5 กรกฎาคม 2547 นายอภิญญาได้จำนองที่ดินพิพาทนั้นไว้กับจำเลยที่ 4 วันที่ 26 ธันวาคม 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายอภิญญาเด็ดขาด วันที่ 26 ธันวาคม 2551 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนโอนสิทธิการรับจำนองให้แก่จำเลยที่ 5 วันที่ 17 มีนาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งเพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้พิทักษ์โจทก์และตั้งนางณฐนีเป็นผู้พิทักษ์ และวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ศาลจังหวัดปทุมธานีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลไร้ความสามารถโดยให้อยู่ในความอนุบาลของนางณฐนี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทและการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองระหว่างโจทก์กับนายอภิญญาเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การทำนิติกรรมระหว่างโจทก์กับนายอภิญญาจะต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า "...ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาบังคับใช้แก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม" มาใช้บังคับและบทบัญญัติที่นำมาใช้กับผู้อนุบาล คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "...บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลและการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาลให้เป็นไปตามบทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้" ซึ่งจะต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "...นิติกรรมใดอันเกี่ยวกับทรัพย์ของผู้เยาว์ดังต่อไปนี้ ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต (1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนองหรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้..." และมาตรา 1575 บัญญัติว่า "ถ้าในกิจการใด ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ" มาใช้บังคับ การที่โจทก์มีอายุสมองเท่ากับเด็ก 3 ปี เป็นคนปัญญาอ่อนมาตั้งแต่กำเนิดจนถึงปัจจุบันนี้ ถือว่าโจทก์เป็นคนจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ ไม่สามารถเข้าใจในสาระสำคัญของการกู้ยืมเงิน การจดทะเบียนจำนองเป็นประกันและการโอนที่ดินเพื่อชำระหนี้ได้ด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน และการทำนิติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำที่แสวงหาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เอง เป็นการกระทำที่ขัดกับผลประโยชน์ของโจทก์ จึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้นต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้

...ฯลฯ...

(4) รับประกันโดยประการใดๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้

...ฯลฯ...

จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ได้เอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์แต่ประการใด โดยจัดว่าเป็นผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรมต่างๆ ซึ่งระบุไว้เท่านั้นที่จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน จึงจะมีความสามารถทำได้ ส่วนมาตรา 34 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม" ตามบทบัญญัติในวรรคสามนี้ หมายถึงกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดใน (1) ถึง (11) หรือวรรคสองด้วยตนเอง เพราะเหตุ มีกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้พิทักษ์ ได้ทำนิติกรรม การจำนองที่ดินพิพาทและการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองซึ่งเป็นนิติกรรมดังได้ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 (4) โดยได้รับความยินยอมของจำเลยที่ 1 ผู้พิทักษ์แล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคหนึ่งแล้ว นิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับนายอภิญญา ฉ้อฉลโจทก์ เห็นว่า โจทก์มีผู้อนุบาลโจทก์เพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์โดยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมแก่นายอภิญญาในราคาต่ำกว่าราคาประเมินแล้วจำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้จากการจำนองไปใช้ส่วนตัว จึงมีน้ำหนักน้อย ไม่น่าเชื่อถือ ทั้งตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและบันทึกข้อตกลงโอนชำระหนี้จำนอง เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำบันทึกคำขอแสดงตัวผู้พิทักษ์โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์มีความประสงค์จำนองที่ดินพิพาทและโอนชำระหนี้จำนองที่ดินพิพาทด้วยตนเอง โดยจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมแล้วโจทก์ได้พิมพ์ลายนิ้วมือและจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อไว้ อันแสดงว่าไม่มีการฉ้อฉลตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่นายอภิญญาและจำเลยที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าจะมีการเพิกถอนที่ดินพิพาทในภายหน้า แต่ก็ยังคงจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทกันอีกเพื่อจะยักย้าย ถ่ายเททรัพย์สิน เพื่อผลในทางบังคับคดี ซึ่งขณะนั้นนายอภิญญาถูกธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องเป็นคดีแพ่ง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ก่อนที่นายอภิญญาจะจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ 4 ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 อีกทั้งจำเลยที่ 5 ก็รับโอนสิทธิการจำนองจากจำเลยที่ 4 โดยไม่สุจริตเพราะว่าจำเลยที่ 5 ทราบหรือควรจะทราบว่ามีการโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแล้วจำเลยที่ 5 ก็ยังรับโอนสิทธิการจำนองจากจำเลยที่ 4 อีก นิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 มีนายอภิญญาเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนที่พยานจะรับจำนองที่ดินพิพาท ก็ได้มีการพูดคุยกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถหาผู้รับจำนองที่ดินพิพาทได้ พยานจึงได้รับจำนองที่ดินนั้นไว้ในราคา 2,350,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสนอ และก่อนครบกำหนดไถ่ถอนการจำนอง จำเลยที่ 1 และบุตรมาแจ้งแก่พยานว่าไม่สามารถไถ่ถอนการจำนองได้ จึงขอเงินเพิ่มอีก 500,000 บาท พยานได้ขอให้จำเลยที่ 1 และบุตรไปหาผู้อื่นมาไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยที่ 1 ก็ยืนยันว่าไม่สามารถหาคนมาไถ่ถอนการจำนองได้ พยานจึงมีเงื่อนไขว่า หากต้องการเงินเพิ่มอีก 500,000 บาท จะต้องโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยินยอมรับตามเงื่อนไขดังกล่าวจึงจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่พยาน ต่อมาพยานได้ปิดประกาศขายที่ดินพิพาท แต่ไม่มีผู้ซื้อ พยานจึงนำที่ดินพิพาทจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 วงเงิน 5,000,000 บาท จะเห็นได้ว่าก่อนที่นายอภิญญาจะรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้พยายามหาผู้รับจำนองรายอื่นแล้ว แต่หาไม่ได้ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนายสายชลลูกพี่ลูกน้องกับนางณฐนี พยานจำเลยที่ 3 ว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะนำที่ดินพิพาทไปจำนองกับนายอภิญญานั้น จำเลยที่ 1 มาติดต่อกับพยานแล้ว แต่พยานแจ้งว่าไม่มีเงิน และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่านายอภิญญากับจำเลยที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าจะมีการเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 5 รับโอนสิทธิการจำนองจากจำเลยที่ 4 โดยไม่สุจริตแต่อย่างใด เมื่อนายอภิญญาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จึงสามารถทำนิติกรรมจำนองให้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ก็สามารถโอนสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 5 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทูล แจ้งเร็ว โดยนางณฐนี แจ้งเร็ว ผู้อนุบาล
จำเลย — นางสีทอง สวยงาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12622/2558
#590208
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้รับประกันภัยความซื่อสัตย์ของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกจ้างไว้จากโจทก์ผู้เป็นนายจ้างระหว่างปฏิบัติงานจำเลยที่ 1 รับชำระหนี้จากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์และไม่ส่งเงินทดรองคืนโจทก์ เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ร้องจึงใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ผู้ร้องสามารถเข้ารับช่วงสิทธิของโจทก์เรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนที่ใช้ไปจากจำเลยทั้งสอง (จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์) ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่งและมาตรา 226 วรรคหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลโดยผู้รับประกันภัยเป็นโจทก์ฟ้องในนามของผู้รับประกันภัยแทนผู้เอาประกันภัย ไม่ใช่การรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการบังคับคดี

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 การบังคับคดีเป็นสิทธิของคู่ความฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิให้ผู้รับประกันภัยเข้ารับช่วงสิทธิในการบังคับคดีของผู้เอาประกันภัยได้ ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงเข้ารับช่วงสิทธิในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินแก่โจทก์ 326,801 บาท โดยผ่อนชำระเป็นงวด งวดละไม่น้อยกว่า 15,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 16 เมษายน 2552 และงวดถัดไปภายในวันที่ 16 ของทุกเดือน ชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 มีนาคม 2554 โดยจำเลยทั้งสองจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด ให้ถือว่าผิดนัดในหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดและยินยอมให้บังคับคดีได้ทันที พร้อมชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงินที่ค้างชำระนับจากวันผิดนัดจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดให้โจทก์เสร็จสิ้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับประกันภัยความซื่อสัตย์ของพนักงานฝ่ายขายของโจทก์จำนวน 30 คน แต่สำหรับจำเลยที่ 1 จำกัดวงเงินประกัน 200,000 บาท โดยกรมธรรม์ให้ความคุ้มครองรับผิดชอบกรณีที่พนักงานของผู้เอาประกันภัยก่อการทุจริต ยักยอก โกง หรือเบียดบังเอาเงินของผู้ว่าจ้าง มูลหนี้ตามฟ้องข้อ 3.1 และ 3.3 เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ที่ผู้ร้องจะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์และได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์แล้ว หลังจากที่จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ร้องจึงมีอำนาจเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เพื่อบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงินที่ผู้ร้องจ่ายแก่โจทก์ไป ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในเงินค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท เพื่อบังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินดังกล่าวแก่ผู้ร้องต่อไป

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่มีกฎหมายบัญญัติรองรับสิทธิของผู้ร้องให้กระทำได้ ทั้งผู้ร้องไม่ใช่คู่ความในคดีที่มีสิทธิในการบังคับคดี จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเข้ารับช่วงสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยทั้งสองได้หรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องเข้ารับช่วงสิทธิและสวมสิทธิแทนโจทก์ โดยมีบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง และมาตรา 226 วรรคหนึ่ง รองรับ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้นและมาตรา 226 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับประกันภัยความซื่อสัตย์ของจำเลยที่ 1 ไว้จากโจทก์ ระหว่างปฏิบัติงานจำเลยที่ 1 รับชำระหนี้จากลูกค้าแล้ว ไม่นำมาส่งมอบแก่โจทก์และไม่ส่งเงินทดรองคืนแก่โจทก์ เป็นกรณีที่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ร้องจึงใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ไป ทำให้ผู้ร้องสามารถเข้ารับช่วงสิทธิของโจทก์เรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนที่ใช้ไปจากจำเลยทั้งสองได้ตามบทบัญญัติข้างต้นก็ตาม แต่การบังคับคดีเอาแก่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้เป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งกรณีที่ผู้รับประกันภัยจะเข้ารับช่วงสิทธิและใช้สิทธิของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 และมาตรา 226 นั้น หมายถึงการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลโดยผู้รับประกันภัยเป็นโจทก์ฟ้องในนามของผู้รับประกันภัยแทนผู้เอาประกันภัย มิใช่เข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการบังคับคดี ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสิทธิแก่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาแล้ว เมื่อไม่มีกฎหมายใดบัญญัติรองรับสิทธิให้ผู้รับประกันภัยเข้ารับช่วงสิทธิในการบังคับคดีของผู้เอาประกันภัยได้เช่นนี้ ผู้ร้องจึงเข้ารับช่วงสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 880 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโฟร์สตาร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายชัตชัยกัน หาญเสมอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจารุภา เพิ่มสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12620/2558
#589755
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่าในกรณีนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุให้นายจ้างคืนหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง หมายความว่านายจ้างต้องคืนเงินหลักประกันให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างจะหักไปชำระหนี้อื่นที่ไม่ใช่ค่าเสียหายจากการทำงานให้แก่นายจ้างไม่ได้

แม้โจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินหลักประกันการทำงานของโจทก์ไปชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลของโจทก์ ซึ่งเป็นการยินยอมให้จำเลยไม่ต้องคืนเงินหลักประกันให้แก่โจทก์ทั้งที่ไม่ใช่หนี้ค่าเสียหายจากการทำงานให้แก่จำเลยขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องคืนเงินหลักประกันการทำงานแก่โจทก์เต็มจำนวน

มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติให้นายจ้างคืนเงินหลักประกันการทำงานให้ลูกจ้างภายใน 7 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง เมื่อจำเลยไม่คืนภายในกำหนดนั้นจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 13,066 บาท ค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์จำนวน 799 บาท ค่านายหน้า (คอมมิสชัน) จำนวน 1,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจ่ายค่าจ้างจำนวน 3,199 บาท ค่าชดเชยจำนวน 8,000 บาท และเงินประกันการทำงานจำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างค้างจ่าย 2,133.33 บาท เงินค้ำประกันการทำงาน 1,400 บาท และค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์ 533.33 บาท รวมจำนวน 4,066.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างค้างจ่ายและเงินค้ำประกันการทำงานจำนวน 3,533.33 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์จำนวน 533.33 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง(วันที่ 3 ธันวาคม 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นตามคำฟ้องและตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่ขายลิขสิทธิ์ ฝ่ายขายลิขสิทธิ์คาราโอเกะ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,000 บาท ซึ่งจ่ายให้ทุกวันสิ้นเดือน และค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์เหมาจ่ายเดือนละ 2,000 บาท ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2553 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ระหว่างทำงานวันที่ 1 ถึง 8 ตุลาคม 2553 จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์จำนวน 2,133.33 บาท และค้างจ่ายค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์โจทก์จำนวน 533.33 บาท นอกจากนี้จำเลยหักค่าจ้างโจทก์เป็นเงินค้ำประกันการทำงานจำนวน 3,000 บาท โดยโจทก์ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยหักชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล 1,600 บาท คงเหลือเงินค้ำประกันการทำงานที่จำเลยต้องคืนโจทก์ 1,400 บาท เดือนกันยายน 2553 โจทก์ทำยอดขายไม่ถึง 30,000 บาท ตามเกณฑ์ที่จำเลยกำหนด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากยอดขายของเดือนดังกล่าว ตามแนวทางปฏิบัติของจำเลย ลูกค้าที่ขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์คาราโอเกะจากจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่าใช้ลิขสิทธิ์ก่อนแล้ว จำเลยจะส่งสติ๊กเกอร์ไปให้ ลูกค้าจึงจะใช้ลิขสิทธิ์คาราโอเกะของจำเลยได้ โจทก์มีหน้าที่แจ้งให้ลูกค้าทราบว่าจะต้องเรียกเก็บเงินค่าใช้ลิขสิทธิ์ก่อนแต่โจทก์ไม่ได้แจ้ง ระหว่างทำงานโจทก์ประกอบอาชีพเสริมโดยการนำเพลงไปลงในฮาร์ดดิสก์เครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่ร้านต่าง ๆ โดยรับค่าตอบแทน โจทก์อนุญาตให้ร้านมุมสบายคาราโอเกะใช้เพลงคาราโอเกะของจำเลยพร้อมทั้งนำเพลงไปลงให้ในฮาร์ดดิสก์เครื่องคอมพิวเตอร์โดยยังไม่ได้เรียกเก็บเงินค่าใช้ลิขสิทธิ์นำส่งจำเลยเสียก่อน และโจทก์ไม่ได้รายงานเรื่องที่ให้ร้านมุมสบายคาราโอเกะใช้ลิขสิทธิ์เพลงโดยไม่ได้รับเงินค่าใช้ลิขสิทธิ์ให้จำเลยทราบ แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง และเป็นการกระทำเพื่อหาค่าตอบแทนจากร้านมุมสบายคาราโอเกะอันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายทำให้จำเลยเสียหาย ถือว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลย จำเลยต้องชำระค่าจ้างกับค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์ค้างจ่ายและคืนเงินค้ำประกันการทำงานส่วนที่เหลือจากหักชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลแก่โจทก์รวม 4,066.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยโดยค่าจ้างค้างจ่ายและเงินค้ำประกันการทำงานให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ส่วนค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์ค้างจ่ายให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากค่าใช้จ่ายในการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ร้านมุมสบายคาราโอเกะและค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับค่าขออนุญาตใช้สิทธิจากร้านมุมสบายคาราโอเกะนั้น การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย กำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยมีสิทธินำเงินค้ำประกันการทำงานของโจทก์ไปหักชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า แม้จำเลยกำหนดเงื่อนไขให้หักเงินค้ำประกันการทำงานนำไปชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลกรณีที่โจทก์ทำงานไม่ครบ 1 ปี ได้ จำเลยก็ไม่มีสิทธิหักเงินค้ำประกันการทำงานของโจทก์นำไปชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้แก่โจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกหรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุแล้วแต่กรณี" ซึ่งหมายความว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ นายจ้างจะต้องคืนเงินประกันให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างจะหักไปชำระหนี้อื่นที่มิใช่หนี้ค่าเสียหายจากการทำงานให้แก่นายจ้างไม่ได้ การที่จำเลยรับเงินหลักประกันการทำงานจากโจทก์ไว้ 3,000 บาท และต่อมาโจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินประกันการทำงานของโจทก์ 1,600 บาท นำไปชำระค่าประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลของโจทก์ ซึ่งเป็นการยินยอมให้จำเลยมีสิทธิไม่ต้องคืนเงินหลักประกันให้แก่โจทก์ทั้งที่ไม่ใช่หนี้ค่าเสียหายจากการทำงานให้แก่จำเลย จึงขัดต่อมาตรา 10 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงข้อนี้ตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินหลักประกันการทำงานดังกล่าวของโจทก์ไว้ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยมีหน้าที่คืนเงินหลักประกันการทำงานให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง แต่จำเลยไม่ดำเนินการจึงผิดนัดชำระหนี้ต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง โดยคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่าย 2,133.33 บาท และเงินหลักประกันการทำงาน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์ค้างจ่าย 533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐศักดิ์ เจริญศิริ
จำเลย — บริษัทโรสมีเดียแอนด์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12611/2558
#587407
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีนี้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวเป็นเวลา 120 วัน ครบถ้วนแล้ว และเข้าฟื้นฟูตามโปรแกรมปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 60 วัน แต่จำเลยขาดการรายงานตัว 2 ครั้ง จนคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยต้องขยายระยะเวลาให้แก่จำเลยอีก 60 วัน แต่จำเลยก็ไม่มารายงานตัวและไม่ได้ทำงานบริการสังคม กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้เข้าสู่โปรแกรมการปรับตัวกลับสู่สังคมให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่ประการใด การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยมีคำสั่งที่ 302/2554 ว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจ และให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่อไปจึงเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในกรณีหากผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ดังนั้นเมื่อได้ตัวจำเลยกลับมาและโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ยังมิได้นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนต่อมาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย ได้วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนและให้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แบบไม่ควบคุม และอยู่ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติ โดยกำหนดเงื่อนไขฟื้นฟูในโปรแกรมสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 120 วัน และให้เข้าร่วมกิจกรรมการแก้ไขฟื้นฟูตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร ฟื้นฟูตามโปรแกรมการปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 60 วัน ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 12 ชั่วโมง และยินยอมให้ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัว เป็นเวลา 120 วัน ครบถ้วนแล้วแต่จำเลยขาดรายงานตัว 2 ครั้ง คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย จึงขยายระยะเวลาการฟื้นฟูออกไปอีก 60 วัน แต่จำเลยไม่มารายงานตัวและไม่ได้ทำงานบริการสังคม เนื่องจากไปทำงานที่จังหวัดสตูลและไม่ได้กลับภูมิลำเนา คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัย จึงพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ และให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่อไป ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยที่ 302/2554

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดจากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีนี้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัว เป็นเวลา 120 วัน ครบถ้วนแล้ว และเข้าฟื้นฟูตามโปรแกรมปรับตัวกลับสู่สังคมเป็นเวลา 60 วัน แต่จำเลยขาดการรายงานตัว 2 ครั้ง จนคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยต้องขยายระยะเวลาให้แก่จำเลยอีก 60 วัน แต่จำเลยก็ไม่มารายงานตัวและไม่ได้ทำงานบริการสังคม กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้เข้าสู่โปรแกรมการปรับตัวกลับสู่สังคมให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่ประการใด การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุโขทัยมีคำสั่งที่ 302/2554 ว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจ และให้รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาคดีต่อไป จึงเป็นการไม่ชอบเนื่องจากตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในกรณีหากผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ดังนั้นเมื่อได้ตัวจำเลยกลับมาและโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ยังมิได้นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 25 ม. 30 ม. 31 ม. 32 ม. 33 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายเฉลิมพล พุ่มจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวจันทรลักษณ โชติรัตนดิลก
ศาลอุทธรณ์ — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12604/2558
#588114
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2558 แม้การใช้สิทธิฎีกาจะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความ และจำเลยใช้สิทธิฎีกาและขอถอนฎีกาแล้วก็ตาม แต่โจทก์อาจฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไว้ ดังนั้น จะถือว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ 31 มีนาคม 2558 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยถอนฎีกาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นหาได้ไม่ ต้องถือว่าเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจฎีกาได้ คือวันที่ 20 เมษายน 2558 หรือกรณีที่โจทก์ยื่นฎีกาต้องถือว่าเป็นที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ที่จำเลยขอให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดย้อนหลังไปในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดยื่นฎีกาของจำเลยหรือวันที่ 31 มีนาคม 2558 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาจึงไม่อาจกระทำได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีหลักโจทก์ยื่นฎีกาและศาลฎีกามีคำพิพากษาพร้อมคดีนี้แล้ว ดังนี้ คดีย่อมถึงที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหลักให้คู่ความฟัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ในวันเดียวกันนั้นจำเลยยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงวันที่ 18 เมษายน 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ครั้นวันที่ 31 มีนาคม 2558 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาและขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา รับตัวไว้หมายจำคุกถึงที่สุด หากโจทก์ฎีกาให้เพิกถอนหมายจำคุกถึงที่สุด

วันที่ 2 เมษายน 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาเป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับศาล ไม่มีกฎหมายใดให้ศาลถามโจทก์ก่อนอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลย และในกรณีที่โจทก์ไม่ยื่นฎีกา ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยในวันสุดท้ายที่โจทก์มีสิทธิยื่นฎีกาได้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้บังคับ ให้คงใช้กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งบังคับ" ซึ่งตามมาตรา 147 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ...." คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถึงวันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2558 แม้การใช้สิทธิฎีกาจะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความ และจำเลยใช้สิทธิฎีกาและขอถอนฎีกาแล้วก็ตาม แต่โจทก์อาจฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไว้ ดังนั้น จะถือว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ 31 มีนาคม 2558 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยถอนฎีกาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นหาได้ไม่ คดีจึงถือว่าเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจฎีกาได้ คือวันที่ 20 เมษายน 2558 หรือกรณีที่โจทก์ยื่นฎีกาภายในระยะเวลาดังกล่าว ถือว่าเป็นที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ที่จำเลยขอให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดย้อนหลังไปในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดยื่นฎีกาของจำเลย หรือวันที่ 31 มีนาคม 2558 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จึงไม่อาจกระทำได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีหลักโจทก์ยื่นฎีกาและศาลฎีกามีคำพิพากษาพร้อมคดีนี้แล้ว ดังนี้ คดีย่อมถึงที่สุดเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหลักให้คู่ความฟัง ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน แต่ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยใหม่ โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหลักให้คู่ความฟัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชาติ น้ำใส
จำเลย — นางสาวปราณี พิมโคตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายจิรวัฒน์ จันทร์แรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12603/2558
#588606
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ที่ว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคดียังอยู่ในระหว่างที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด อย่างไร อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก), 353 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานยักยอกเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ที่ว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคดียังอยู่ในระหว่างที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด อย่างไร อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชาติ น้ำใส
จำเลย — นางสาวปราณี พิมโคตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายปรีชา พันธไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12603/2558
#635970
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นฎีกาของโจทก์ที่ว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะคดียังอยู่ในระหว่างที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด อย่างไร อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352 วรรคแรก, 353 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานยักยอกเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ แล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นฎีกาของโจทก์ที่ว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคดียังอยู่ในระหว่างที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใด อย่างไร อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชาติ น้ำใส
จำเลย — นางสาวปราณี พิมโคตร
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12563/2558
#590026
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นสอบสวนทั้ง ธ. และ อ. จะให้การต่อพันตำรวจตรี ส. พนักงานสอบสวนว่า จำเลยกับ พ. ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาขายให้ ธ. 2 คัน และยังร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาขายให้ อ. อีก 1 คัน แต่ในชั้นพิจารณาทั้ง ธ. และ อ. ไม่ได้มาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย เพื่อให้จำเลยมีโอกาสถามค้านเพื่ออธิบายข้อเท็จจริง ย่อมทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของ ธ. ว่า ก่อนรับซื้อรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน รตจ กรุงเทพมหานคร 284 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 พ. ได้โทรศัพท์มาติดต่อขายรถจักรยานยนต์ให้โดยอ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษของตนที่มีสิทธิซื้อในราคาเริ่มเปิดประมูล แต่ต้องการขายสิทธิดังกล่าว ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2551 พ. ขับรถกระบะของผู้เสียหายบรรทุกรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน รษต กรุงเทพมหานคร 653 มาขายให้อีกโดยขับมาคนเดียว กลับบอกว่าครั้งนี้เป็นสิทธิของตน ส่วนครั้งก่อนเป็นสิทธิของจำเลย พฤติการณ์ของ พ. ตามคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่า จำเลยร่วมกระทำผิดกับ พ. หรือไม่ และตามคำให้การชั้นสอบสวนของ อ. ที่ว่า รถจักรยานยนต์ฮอนด้า หมายเลขทะเบียน วจม กรุงเทพมหานคร 424 มี พ. ขับมาขายโดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยเข้าไปมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยนั้นก็สอดคล้องกับที่ น. เบิกความว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ต้องโทรศัพท์สอบถามจากบุคคลที่เคยมาประมูลซื้อรถ จึงทราบว่า พ. เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ไปขาย ดังนี้ ลำพังคำให้การชั้นสอบสวนของ ธ. และ อ. ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน จึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้

การที่จำเลยกับพวกคบคิดกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งจอดไว้ในโกดัง แล้วจำเลยกับพวกช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขึ้นท้ายกระบะเพื่อให้ ส. บรรทุกออกไป ย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า จำเลยกับพวกประสงค์จะใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ส่วนรถกระบะซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดจะเป็นของผู้ใดหาใช่ข้อสำคัญไม่ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 รวม 16 กระทง ลงโทษกระทงละ 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 16 กระทง คงจำคุก 16 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายธนกร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ผู้เสียหายทำสัญญารับจ้างจัดประมูลขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้แก่บริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำเลยกับนายพิสุทธิ์ และนางสาวเนตรนภางค์ เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย โดยจำเลยกับนายพิสุทธิ์เป็นพนักงานรับรถ มีหน้าที่ไปรับรถจากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นำมาเก็บที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหาย นางสาวเนตรนภางค์เป็นพนักงานเช็คสต็อก มีหน้าที่ตรวจรับรถและทำบัญชีรับรถ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องรถจักรยานยนต์ 20 คัน ที่ผู้เสียหายได้รับจากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามใบรับรถจักรยานยนต์ หายไปจากโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย นายธนกรสอบถามแล้วจำเลยรับว่าร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปขาย และพาไปติดตามยึดคืนมาได้ทั้งหมด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับนายพิสุทธิ์กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายสวงค์ เป็นพยานเบิกความว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุพยานเคยไปประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายเป็นประจำ จึงรู้จักจำเลยและนายพิสุทธิ์ลูกจ้างของผู้เสียหาย ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกับนายพิสุทธิ์ขับรถกระบะบรรทุกรถจักรยานยนต์มาเสนอขายโดยไม่ผ่านการประมูลหลายครั้ง พยานรับซื้อไว้รวม 17 คัน ต่อมานายจ้างของจำเลยมาสอบถามและขอตรวจสอบรถที่รับซื้อไว้โดยนายจ้างของจำเลยรับรองว่าจะไม่ดำเนินคดี จึงคืนรถทั้งหมดให้แก่นายจ้างของจำเลย และไปให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานตามบันทึกคำให้การ โดยโจทก์มีพันตำรวจตรีสมพร พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า นายธนกรมาแจ้งความว่าลูกจ้างของผู้เสียหายประกอบด้วยจำเลย นายพิสุทธิ์และนางสาวเนตรนภางค์ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ 20 คัน ตามใบรับรถจักรยานยนต์ จากโกดังเก็บรถของผู้เสียหายไปขายให้นายสวงค์ นายอารมย์ และนายธนกิตต์ แต่ผู้เสียหายได้รับรถทั้งหมดคืนแล้ว จึงไปตรวจโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายและบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน สอบปากคำนายสวงค์ นายอารมย์และนายธนกิตต์ไว้ตามบันทึกคำให้การ โดยนายสวงค์พาไปนำชี้โกดังเก็บรถของผู้เสียหายตามภาพถ่าย ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า นายพิสุทธิ์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายให้สิทธิลูกจ้างนำรถจักรยานยนต์ไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือนนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ตามใบรับรถจักรยานยนต์ ไปขายโดยขอใช้สิทธิของจำเลยและให้ค่าตอบแทนครั้งละ 1,000 บาท ถึง 2,000 บาท เห็นว่านายสวงค์พยานโจทก์รู้จักจำเลยเพราะเคยไปประมูลซื้อรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ จำเลยเองก็เบิกความเจือสมว่า ร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ไปขายให้นายสวงค์ พฤติการณ์ของจำเลยที่ร่วมกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปเสนอขายให้นายสวงค์หลายครั้งโดยไม่ผ่านวิธีการประมูลขายตามปกติ แม้จำเลยจะอ้างว่านายพิสุทธิ์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายให้สิทธิแก่ลูกจ้างนำรถจักรยานยนต์ไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือน แต่จำเลยก็ไม่ได้นำสืบยานหลักฐานให้เห็นว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยหรือลูกจ้างอื่น ๆ ทราบด้วยตนเองโดยทางวาจาหรือลายลักษณ์อักษรอย่างไรหรือไม่ นอกจากนี้ ยังปรากฏตามหลักฐานใบรับรถจักรยานยนต์ ว่าจำเลยกับนายพิสุทธิ์ไปรับรถจักรยานยนต์จากบริษัทอิออนธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จำนวน 20 คัน แล้วนำรถทั้งหมดไปเสนอขายโดยไม่ผ่านการประมูลในระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2551 เป็นการขายรถรวม 20 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือนเศษ เกินกว่าสิทธิตามที่จำเลยอ้างว่าสามารถนำรถไปขายได้คนละ 2 คันต่อเดือน ข้ออ้างของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับนายสวงค์เบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยว่า ในการเสนอขายรถจักรยานยนต์นั้น บางครั้งจำเลยมาคนเดียว บางครั้งจำเลยมากับนายพิสุทธิ์บางครั้งนายพิสุทธิ์มาคนเดียว ซึ่งจำเลยเองก็รับว่านายพิสุทธิ์จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยครั้งละ1,000 บาท ถึง 2,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างไปขายให้บุคคลอื่นโดยทุจริต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างรวม 16 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของรถจักรยานยนต์ที่จำเลยกับพวกขายให้นายสวงค์นั้น แม้นายสวงค์พยานโจทก์จะเบิกความยืนยันว่า จำเลยกับนายพิสุทธิ์นำรถจักรยานยนต์บรรทุกใส่ท้ายรถกระบะมาเสนอขายที่บ้านโดยอ้างว่าบริษัทขายให้โดยไม่ต้องไปประมูลเหมือนครั้งก่อน แต่นายสวงค์ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 ตามบันทึกคำให้การ จำเลยกับนายพิสุทธิ์บอกขายรถในราคาเริ่มต้นประมูลโดยบอกให้มารับรถที่โกดังเก็บรถของบริษัทผู้เสียหาย สอดคล้องกับภาพถ่ายประกอบ ซึ่งเป็นภาพนายสวงค์ยืนชี้บริเวณหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย โดยมีคำบรรยายใต้ภาพว่านายสวงค์ได้ขับรถกระบะมารับซื้อรถจักรยานยนต์ที่บริเวณหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย และแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่มีคำอธิบายแผนที่ว่า บริเวณหมายเลข 2 เป็นจุดที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะทำงานหน้าโกดังเก็บรถของผู้เสียหาย และเป็นจุดที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์ช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขายให้นายสวงค์ 6 ครั้งนายสวงค์นำรถกระบะมาบรรทุกเอง ซึ่งพันตำรวจตรีสมพรพยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นายสวงค์ให้การว่าซื้อรถจักรยานยนต์จากจำเลยกับพวก รวม 17 คัน แล้วไปรับรถที่บริษัทผู้เสียหาย นายสวงค์ให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุประมาณ 9 เดือน แต่มาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณาหลังเกิดเหตุเป็นเวลาเกือบ 6 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนใกล้เคียงกับวันเวลาเกิดเหตุมากกว่า จึงน่าเชื่อว่าคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า หลังจากนายสวงค์ตกลงซื้อรถจักรยานยนต์ที่จำเลยกับนายพิสุทธิ์มาเสนอขายแล้วนายสวงค์ขับรถกระบะมารับรถจักรยานยนต์ที่โกดังเก็บรถของผู้เสียหายติดต่อกัน 6 ครั้ง รวม 17 คัน ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยกับนายพิสุทธิ์ยังร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปขายให้นายธนกิตต์ 2 คัน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 และวันที่ 2 กันยายน 2551 นอกจากนี้ยังร่วมกับนายพิสุทธิ์ลักรถจักรยานยนต์ไปขายให้นายอารมย์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2551 อีก 1 คันด้วยนั้น เห็นว่า แม้ในชั้นสอบสวนทั้งนายธนกิตต์และนายอารมย์จะให้การต่อพันตำรวจตรีสมพร พนักงานสอบสวนไว้ ก็ตาม แต่ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาทั้งนายธนกิตต์และนายอารมย์ไม่ได้มาเบิกความยืนยันการกระทำผิดของจำเลย เพื่อให้จำเลยมีโอกาสถามค้านเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงย่อมทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งปรากฏจากคำให้การชั้นสอบสวนของนายธนกิตต์ว่า ก่อนรับซื้อรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน รตจ กรุงเทพมหานคร 284 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2551 นั้น นายพิสุทธิ์ได้โทรศัพท์มาติดต่อขายรถจักรยานยนต์ให้ อ้างว่าเป็นสิทธิพิเศษของตนที่มีสิทธิซื้อในราคาเริ่มเปิดประมูลแต่ต้องการขายสิทธิดังกล่าว และต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2551 นายพิสุทธิ์ขับรถกระบะของผู้เสียหายบรรทุกรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน รษต กรุงเทพมหานคร 653 มาขายให้อีกโดยขับมาคนเดียว อ้างว่าครั้งนี้เป็นสิทธิของตน ส่วนครั้งก่อนเป็นสิทธิของจำเลย พฤติการณ์ของนายพิสุทธิ์ตามคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าจำเลยร่วมกระทำผิดกับนายพิสุทธิ์หรือไม่ และตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายอารมย์ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า หมายเลขทะเบียน วจม กรุงเทพมหานคร 424 นั้น มีนายพิสุทธิ์ขับมาขายโดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยเข้าไปมีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยสอดคล้องกับที่นายธนกรเบิกความว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวต้องโทรศัพท์สอบถามจากบุคคลที่เคยมาประมูลซื้อรถจึงทราบว่านายพิสุทธิ์เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ไปขาย ดังนี้ลำพังคำให้การชั้นสอบสวนของนายธนกิตต์และนายอารมย์ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนจึงไม่อาจฟังลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปเห็นว่า การที่จำเลยกับพวกคบคิดกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งจอดไว้ในโกดังออกไปครั้งละหลาย ๆ คัน โดยนัดหมายให้นายสวงค์ขับรถกระบะของตนมาจอดรอไว้หน้าโกดังแล้วจำเลยกับพวกช่วยกันยกรถจักรยานยนต์ขึ้นท้ายกระบะเพื่อให้นายสวงค์บรรทุกออกไปดังนี้ ย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า จำเลยกับพวกประสงค์จะใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ส่วนรถกระบะซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้นจะเป็นของผู้ใดหาใช่ข้อสำคัญไม่ การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83 รวม 6 กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายปิยะชาติ นาคศรีสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายธนะ สุจริตกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพีรพล จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12516/2558
#633566
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่พิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่สหกรณ์การเกษตร ว. จำกัด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนที่พิพาทคืนแก่กองมรดก ท. นั้น เป็นการฟ้องเรียกที่พิพาทให้ได้กลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสอง คดีของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่พิพาท จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสองฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์หรือฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อโจทก์ทั้งสองตีราคาที่พิพาทรวมกันมามีราคา 312,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องคดีขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่พิพาทแปลงที่ห้าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่จำเลยที่ 1 รับโอนมาทางมรดกจาก ท. และโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้อง มีลักษณะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องถือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ทรัพย์มรดกของ ท. เจ้ามรดกยังไม่มีการแบ่งปันกันระหว่างทายาท โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิติดตามเอาคืนที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคน เพราะจำเลยที่ 1 โอนยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไป โดยทายาทคนอื่น ๆ ไม่ได้ให้ความยินยอมและไม่รับทราบ รวมทั้ง ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกก็ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว โดยขอให้ศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และมีคำพิพากษาตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อไปนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2532 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับสหกรณ์การเกษตรวานรนิวาส จำกัด หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนมรดกที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1693 ตำบลเดื่อศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร แก่จำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หา ที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ให้กลับสู่กองมรดกของนางทุมเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคน โดยให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการโอนดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาล 20,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1693 ตำบลเดื่อศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่พิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่สหกรณ์การเกษตรวานรนิวาส จำกัด และให้จำเลยทั้งสองโอนที่พิพาทคืนแก่กองมรดกนางทุม นั้น เป็นการฟ้องเรียกให้ได้กลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสอง คดีของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่พิพาท จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสองฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์หรือฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินทรัพย์มรดกที่โจทก์ทั้งสองตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมามีราคา 312,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องคดีขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่พิพาทแปลงที่ห้าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1693 ที่จำเลยที่ 1 รับโอนมาทางมรดกจากนางทุม และโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้อง มีลักษณะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องถือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ทรัพย์มรดกของนางทุมเจ้ามรดกยังไม่มีการแบ่งปันกันระหว่างทายาท โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของนางทุม ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของนายสุกัน ซึ่งเป็นบุตรของนางทุมและเป็นผู้จัดการมรดกของนางทุม แต่นายสุกันถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะแบ่งทรัพย์มรดก โจทก์ทั้งสองจึงยังไม่ได้รับการแบ่งปันมรดก โจทก์ทั้งสองได้ใช้สิทธิติดตามเอาคืนที่พิพาทจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคน เพราะจำเลยที่ 1 โอนยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไป โดยทายาทคนอื่น ๆ ไม่ได้ให้ความยินยอมและไม่รับทราบ รวมทั้งนายสุกันในฐานะผู้จัดการมรดกก็ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว โดยขอให้ศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และโปรดมีคำพิพากษาตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองต่อไปนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารมย์ เหมะลา กับพวก
จำเลย — นางบาน สิงห์ปั้น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12506/2558
#634185
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วนหรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1272 เมื่อปรากฏจากหนังสือรับรอง ของผู้ร้องว่า นายทะเบียนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของลูกหนี้ที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 และผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2553 จึงไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันที่ 7 มกราคม 2552 อันเป็นวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดได้

ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ที่ 1 ติดต่อและเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้หลายครั้ง ตามหนังสือเรื่องบอกกล่าวให้ชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ ใบตอบรับในประเทศและประกาศหนังสือพิมพ์ แต่ลูกหนี้ที่ 1 เพิกเฉย ไม่ติดต่อไม่ชำระหนี้และไม่เสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ต่อผู้ร้อง พฤติการณ์ของลูกหนี้ที่ 1 ดังกล่าวถือว่าลูกหนี้ที่ 1 ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ลูกหนี้ที่ 1 อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ เมื่อ ณ วันยื่นคำร้อง (วันที่ 5 เมษายน 2553) ลูกหนี้ที่ 1 มีภาระหนี้ค้างชำระผู้ร้อง 24,530,708 บาท และลูกหนี้ที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา กรณีจึงเห็นควรมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งเจ็ดเด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ และดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไป

ลูกหนี้ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา

ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 5 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ศาลอนุญาตให้ถอนคำร้องได้ และจำหน่ายคดีสำหรับลูกหนี้ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ออกจากสารบบความ

เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 3 เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 1994/2553 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 ไปก่อนแล้ว จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 3 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 3

ระหว่างการพิจารณาของศาลล้มละลายกลางลูกหนี้ที่ 4 และที่ 6 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในคดีหมายเลขแดงที่ 13875/2553 ของศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2553 จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับลูกหนี้ที่ 4 และที่ 6 ออกจากสารบบความตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 15

สำหรับลูกหนี้ที่ 1 ศาลล้มละลายกลางพิจารณาหนังสือรับรองของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2553 ซึ่งระบุว่า ลูกหนี้ที่ 1 ได้จดทะเบียนเลิกห้างและได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 ก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ การที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องสำหรับของลูกหนี้ที่ 1 ไว้พิจารณาจึงเป็นการผิดหลง จึงเห็นควรเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 1 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ไม่รับคำร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วนหรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 เมื่อปรากฏจากหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำแถลงฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2553 ของผู้ร้องว่า นายทะเบียนจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของลูกหนี้ที่ 1 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2552 และผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2553 จึงไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันที่ 7 มกราคม 2552 อันเป็นวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องในส่วนลูกหนี้ที่ 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ลูกหนี้ที่ 1 ควรถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ หรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องและผู้ร้องได้นำพยานเข้าไต่สวนครบถ้วนแล้ว เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จึงเห็นควรวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลล้มละลายกลางพิจารณาและมีคำสั่งก่อน ได้ความจากคำเบิกความของนายลำพัน ทนายผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ที่ 1 ติดต่อและเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้หลายครั้ง ตามหนังสือเรื่องบอกกล่าวให้ชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ ใบตอบรับในประเทศและประกาศหนังสือพิมพ์ แต่ลูกหนี้ที่ 1 เพิกเฉย ไม่ติดต่อไม่ชำระหนี้และไม่เสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ต่อผู้ร้อง พฤติการณ์ของลูกหนี้ที่ 1 ดังกล่าวถือว่าลูกหนี้ที่ 1 ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ลูกหนี้ที่ 1 อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ เมื่อ ณ วันยื่นคำร้อง (วันที่ 5 เมษายน 2553) ลูกหนี้ที่ 1 มีภาระหนี้ค้างชำระผู้ร้อง 24,530,708 บาท และลูกหนี้ที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา กรณีจึงเห็นควรมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้ลูกหนี้ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1272
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชัยภูมิชัยวิรัตนะ
โดยนางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ
ลูกหนี้ — ผู้ชำระบัญชี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12502/2558
#633967
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยได้ดำเนินการจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1548 แล้ว ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของทั้งโจทก์และจำเลย ตามมาตรา 1546 และ 1547

ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาว่าผู้เยาว์สมควรจะอยู่กับโจทก์หรือจำเลย เพราะข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์เพิ่งจะปรากฏขึ้นในชั้นฎีกา แต่เมื่อคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 และ 248 ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยไปได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลล่างวินิจฉัยก่อน ศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเลย

โจทก์และจำเลยต่างเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ มีอำนาจปกครองและเลี้ยงดูผู้เยาว์ด้วยกัน แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้อยู่ด้วยกัน กรณีจึงพิจารณาความเหมาะสมว่าผู้เยาว์อยู่กับผู้ใดจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์สูงสุด เมื่อโจทก์เพิ่งจะประกอบอาชีพค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนจำเลยทำงานมีความมั่นคง ทั้งผู้เยาว์อยู่อาศัยกับจำเลยมาโดยตลอด ผู้เยาว์เข้ารับการศึกษาในโรงเรียน มีเพื่อน มีความอบอุ่นอยู่แล้ว ทั้งไม่มีข้อบกพร่องในการดูแลของจำเลย การจะให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับโจทก์ เป็นการให้ผู้เยาว์ไปเผชิญสภาพแวดล้อมใหม่ หาโรงเรียนใหม่ เข้าสู่สังคมใหม่ ที่ไม่ปรากฏว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์หรือผู้เยาว์จะได้รับประโยชน์หรือไม่ กรณีไม่มีความเหมาะสมที่จะให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับโจทก์ การที่ผู้เยาว์อยู่อาศัยกับจำเลยจึงมีความเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ ให้จำเลยเปิดโอกาสให้โจทก์ได้พบผู้เยาว์ได้ตามสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบผู้เยาว์แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอเพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์ ให้จำเลยมีอำนาจปกครองผู้เยาว์เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ไปให้ความยินยอมในการจดทะเบียนรับรองบุตร

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้ไม่มีศีลธรรม ประพฤติผิดในกามไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ และไม่สมควรเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์แต่อย่างใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง ก. ผู้เยาว์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2549 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากัน หลังจากนั้นโจทก์พานางสาว จ. น้องสาวมาพักอยู่ด้วย และจำเลยได้นางสาว จ. เป็นภริยาอีกคน ในปี 2549 โจทก์ตั้งครรภ์ก่อน แล้วนางสาว จ. ตั้งครรภ์ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2550 โจทก์คลอดเด็กหญิง ก. ผู้เยาว์ โดยจำเลยเป็นผู้แจ้งการเกิดระบุว่า จำเลยเป็นบิดาตามแบบรับรองรายการคนเกิด ต่อมาจำเลยจดทะเบียนสมรสกับนางสาว จ. ในเดือนสิงหาคม 2554 จำเลย นาง จ. และบุตรจำเลยกับนาง จ. อีก 2 คน และผู้เยาว์ไปจังหวัดอุบลราชธานี แล้วไปอยู่ที่จังหวัดระยอง โจทก์ทำงานที่ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดชลบุรี ต่อมาในระหว่างฎีกา โจทก์ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบอาชีพค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ และปลูกผักสวนครัวขาย ส่วนจำเลยประกอบอาชีพหัวหน้าช่างอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่บริษัทหลายแห่ง มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท มีหุ้นมูลค่า 200,000 บาท และได้ความตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีเยาวชนของผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยองว่า จำเลยให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เป็นส่วนใหญ่ตลอดมา ในชั้นพิจารณาผู้เยาว์เบิกความตอบศาลว่า ประสงค์จะอยู่กับจำเลย และเบิกความตอบโจทก์ว่า อยากอยู่กับโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า จำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะอุปการะแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าเป็นบุตร เป็นผู้แจ้งการเกิดของผู้เยาว์ ให้ใช้ชื่อสกุล ก็เป็นการรับรองบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 มีผลให้ผู้เยาว์เป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิรับมรดกของจำเลยเท่านั้น แต่เมื่อจำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้จำเลยส่งผู้เยาว์ให้แก่โจทก์ แต่เมื่อคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาว่า ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ 143/2557 ให้ผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โดยโจทก์ระบุในคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาดังกล่าวจริงและไม่คัดค้านการจดทะเบียนรับรองบุตรของจำเลย ต่อมาจำเลยได้จดทะเบียนว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของจำเลย คดีมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า โจทก์หรือจำเลยควรดูแลผู้เยาว์ ซึ่งเมื่อจำเลยได้ดำเนินการจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1548 แล้ว จำเลยซึ่งเป็นบิดาของผู้เยาว์ที่บิดามารดามิได้สมรสกัน แต่ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์เป็นบุตรจำเลย และจำเลยจดทะเบียนว่าผู้เยาว์เป็นบุตรจำเลยแล้ว ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของทั้งโจทก์และจำเลย

คดีจึงมีประเด็นวินิจฉัยว่า ผู้เยาว์สมควรจะอยู่กับโจทก์หรือจำเลย ปัญหาข้อนี้ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยไว้ เพราะข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์เพิ่งจะปรากฏขึ้นในชั้นฎีกา แต่เมื่อคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 และ 248 ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนเพียงพอที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยไปได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนลงไปให้ศาลล่างวินิจฉัยก่อน ศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปได้ เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ มีอำนาจปกครองและเลี้ยงดูผู้เยาว์ด้วยกัน แต่เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้อยู่ด้วยกัน กรณีจึงพิจารณาความเหมาะสมว่าผู้เยาว์อยู่กับผู้ใดจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์สูงสุด เมื่อโจทก์เพิ่งจะประกอบอาชีพค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนจำเลยทำงานมีความมั่นคง ทั้งผู้เยาว์อยู่อาศัยกับจำเลยมาโดยตลอด ผู้เยาว์เข้ารับการศึกษาในโรงเรียน มีเพื่อน มีความอบอุ่นอยู่แล้ว ทั้งไม่มีข้อบกพร่องในการดูแลของจำเลย การจะให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับโจทก์ เป็นการให้ผู้เยาว์ไปเผชิญสภาพแวดล้อมใหม่ หาโรงเรียนใหม่ เข้าสู่สังคมใหม่ ที่ไม่ปรากฏว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์หรือผู้เยาว์จะได้รับประโยชน์หรือไม่ กรณีไม่มีความเหมาะสมที่จะให้ผู้เยาว์ไปอยู่กับโจทก์ การที่ผู้เยาว์อยู่อาศัยกับจำเลยจึงมีความเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ ให้จำเลยเปิดโอกาสให้โจทก์ได้พบผู้เยาว์ได้ตามสมควร ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1546 ม. 1547 ม. 1548
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นาย ส.
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12501/2558
#589750
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จะมีผลให้ถือว่าคำพิพากษาเดิมที่พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดกันเป็นอันเพิกถอนไปในตัว แต่คำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้น ก็มีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีที่อ้างว่า ถูกกระทบสิทธิเนื่องจากเป็นผู้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์หลังจากศาลมีคำพิพากษาดังกล่าวแล้วไม่ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้แบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมากให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์และจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยมิได้เจตนาขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้เจตนาไม่มาศาลตามกำหนด จำเลยมีทางชนะคดีได้ในวันนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนคำร้องและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ระหว่างพิจารณาคดีใหม่โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

วันที่ 19 มีนาคม 2557 ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดและขอแก้ไขคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 อ้างเหตุผู้ร้องสอดถูกโต้แย้งสิทธิจึงจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอด เนื่องจากผู้ร้องสอดได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์โดยสุจริตเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำร้องของจำเลย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลยเป็นอันเพิกถอนไปในตัว มีผลกระทบต่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้จำเลยพิจาณาคดีใหม่เนื่องจากเป็นคำขอพิจารณาคดีใหม่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเพิกถอนกระบวนพิจารณาต่อเนื่องทั้งหมดโดยให้ดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีและเรียกทายาทอื่นของโจทก์เข้าแทนที่คู่ความมรณะ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเมื่อศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (1) ยกคำร้อง วันที่ 20 มีนาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีสิทธิส่วนบุคคล เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้ร้องสอดทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิยื่นคำร้องสอดหรือไม่ เห็นว่า เดิมเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยได้ แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต การที่หลังจากศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ จำเลย หย่าขาดจากกันก็มีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีไม่และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ การถึงแก่ความตายของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 และต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดตาม มาตรา 1625 ฉะนั้น ผู้ร้องสอดจึงไม่ถูกกระทบสิทธิแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 199 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำจัด มนัส
ผู้ร้องสอด — นางณัชปภา มณีวรรณ
จำเลย — นางจุไรรัตน์หรือสนทรรศน์ มนัส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี — นางช่อทิพย์ เครือเพ็ชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12501/2558
#634803
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จะมีผลให้ถือว่าคำพิพากษาเดิมที่พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดกันเป็นอันเพิกถอนไปในตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม แต่คำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นก็มีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีที่อ้างว่าถูกกระทบสิทธิเนื่องจากเป็นผู้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ หลังจากศาลมีคำพิพากษาดังกล่าวแล้วไม่ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้แบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมากให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์และจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยมิได้เจตนาขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้เจตนาไม่มาศาลตามกำหนด จำเลยมีทางชนะคดีได้ ในวันนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนคำร้องดังกล่าวและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง

จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ระหว่างพิจารณาคดีใหม่โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

วันที่ 19 มีนาคม 2557 ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดและขอแก้ไขคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้จำเลยพิจาณาคดีใหม่เนื่องจากเป็นคำขอพิจารณาคดีใหม่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเพิกถอนกระบวนพิจารณาต่อเนื่องทั้งหมดโดยให้ดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีและเรียกทายาทอื่นของโจทก์เข้าแทนที่คู่ความมรณะ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเมื่อศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ยกคำร้อง วันที่ 20 มีนาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีสิทธิส่วนบุคคล เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้ร้องสอดทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิยื่นคำร้องสอดหรือไม่ เห็นว่า เดิมเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยได้ แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต การที่หลังจากศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ จำเลย หย่าขาดจากกัน ก็มีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีไม่และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ การถึงแก่ความตายของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 และต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดตามมาตรา 1625 ฉะนั้น ผู้ร้องสอดจึงไม่ถูกกระทบสิทธิแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 199 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกำจัด มนัส
ผู้ร้องสอด — นางณัชปภา มณีวรรณ
จำเลย — นางจุไรรัตน์หรือสนทรรศน์ มนัส
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12500/2558
#594697
เปิดฉบับเต็ม

การประเมินความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติควรจะต้องกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน กล่าวคือ ขั้นตอนแรกก่อนการประเมินต้องเก็บข้อมูลและประเมินความเสียหายเบื้องต้น และขั้นตอนการประเมิน คือกระบวนการประเมินเพื่อกำหนดจำนวนมูลค่าความเสียหาย ซึ่งต้องใช้เครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมที่สุด ตามทางนำสืบของโจทก์คงมีแต่คำเบิกความของนาย ก. ลอย ๆ เท่านั้นว่า นาย ก. เป็นผู้เข้าไปตรวจสอบความเสียหายของที่ดินที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏสภาพที่ดินใกล้เคียงว่ามีความสมบูรณ์เพียงใดและไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นรายละเอียดของการตรวจสอบว่ามีการเก็บข้อมูลและการประเมินความเสียหายในเบื้องต้นอย่างไร ในเรื่องนี้แม้นาย ก. เบิกความว่า รูปแบบการคำนวณค่าเสียหายของโจทก์ใช้มาตั้งแต่ปี 2544 จนปัจจุบันและใช้เหมือนกันทั่วประเทศก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมหลังจากการทำลายไม้จัดทำขึ้นอย่างถูกต้องตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ทั้งไม่ได้ความว่ามีการทดลองใช้แบบจำลองดังกล่าวเพื่อทดสอบความแม่นยำว่าอยู่ในระดับใดก่อนใช้ ในความเป็นจริงความเปลี่ยนแปลงทางทรัพยากรธรรมชาติส่วนต่างๆ ย่อมมีปัจจัยหลายอย่างอันเป็นตัวแปรที่กระทบต่อผลการประเมินได้ ผลการประเมินที่ออกมาถูกต้องตรงกับความจริงหรือไม่เพียงใดจึงไม่อาจยืนยันได้แน่นอน แม้แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายไม้ดังกล่าวอาจมีความน่าเชื่อถือทางวิชาการบ้าง แต่ก็เห็นได้ว่ารูปแบบการคำนวณค่าเสียหายของโจทก์สำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากการทำลายป่าไม้ที่โจทก์นำมาใช้เป็นเครื่องมือและวิธีการคำนวณแบบหยาบ ๆ จะใช้เป็นสูตรสำเร็จในการคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากการทำลายป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 แก่ผู้กระทำผิดทุกรายซึ่งเหตุเกิดต่างพื้นที่กันย่อมไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,065,687.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 832,888 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 230,200 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 832,888 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้เป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2551 พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ด้วยการถอนหญ้าและกำจัดวัชพืชเพื่อทำไร่ขิงในป่าภูลมโล ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวาอันเป็นการทำลายป่าและทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นการก่นสร้างแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ที่ดินหิน กรวดหรือทราย ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติฯ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่3402/2552 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยทำให้รัฐได้รับความเสียหายและจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า การประเมินความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติควรจะต้องกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนกล่าวคือ ขั้นตอนแรกก่อนการประเมินคือการเก็บข้อมูลและประเมินความเสียหายในเบื้องต้น และขั้นตอนการประเมิน คือกระบวนการในการประเมินเพื่อกำหนดจำนวนมูลค่าความเสียหาย ซึ่งต้องใช้เครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมที่สุด ตามทางนำสืบของโจทก์คงมีแต่คำเบิกความของนายกิติพัทธ์ลอยๆ เท่านั้นว่า นายกิติพัทธ์เป็นผู้เข้าไปตรวจสอบความเสียหายของที่ดินที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏสภาพที่ดินใกล้เคียงว่ามีความสมบูรณ์เพียงใดและไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นรายละเอียดของการตรวจสอบว่ามีการเก็บข้อมูลและการประเมินความเสียหายในเบื้องต้นอย่างไร ในเรื่องนี้แม้นายกิติพัทธ์เบิกความว่ารูปแบบการคำนวณค่าเสียหายของโจทก์ใช้มาตั้งแต่ปี 2544 จนปัจจุบันและใช้เหมือนกันทั่วประเทศก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายไม้ตามที่ปรากฏในสำเนาบันทึกข้อความ จัดทำขึ้นอย่างถูกต้องตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ทั้งไม่ได้ความว่ามีการทดลองใช้แบบจำลองดังกล่าวเพื่อทดสอบความแม่นยำว่าอยู่ในระดับใดก่อนใช้ในความเป็นจริงความเปลี่ยนแปลงทางทรัพยากรธรรมชาติส่วนต่างๆ ย่อมมีปัจจัยหลายอย่างอันเป็นตัวแปรที่กระทบต่อผลการประเมินได้ ผลการประเมินที่ออกมาถูกต้องตรงกับความจริงหรือไม่เพียงใดจึงไม่อาจยืนยันได้แน่นอน แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายไม้ดังกล่าวอาจมีความน่าเชื่อถือทางวิชาการบ้าง แต่ก็เห็นได้ว่ารูปแบบการคำนวณค่าเสียหายของโจทก์สำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากการทำลายป่าไม้ที่โจทก์นำมาใช้เป็นเครื่องมือและวิธีการคำนวณค่าเสียหายที่โจทก์นำมาใช้เป็นแบบหยาบๆ จะใช้เป็นสูตรสำเร็จในการคำนวณค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากการทำลายป่าไม้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 แก่ผู้กระทำผิดทุกรายซึ่งเหตุเกิดต่างพื้นที่กันย่อมไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน อย่างไรก็ตามการกระทำของจำเลยย่อมต้องก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติของรัฐ เมื่อพิจารณาลักษณะการกระทำของจำเลยที่เพียงแต่ถอนหญ้าและกำจัดวัชพืชในที่ดินที่เกิดเหตุเพื่อทำไร่ขิงโดยไม่ได้ตัดฟันต้นไม้ใหญ่หรือต้นไม้ยืนต้น ประกอบสภาพพื้นที่ป่าข้างเคียงก่อนและหลังการบุกรุกที่ดินที่เกิดเหตุของจำเลย และการประเมินค่าเสียหายของโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์เป็นเงิน 832,888 บาท นั้น สูงเกินไป ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นแต่เนื่องจากจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์สูงเกินไป ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเหมาะสมแล้ว

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2518 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
จำเลย — นายตุลา ฤทธิ์เนติกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวราตรี ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธวัชชัย นิธิพิเชฐ
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12479/2558
#590023
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ มาตรา 3 นิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายถึง "เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้ความหมายรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง" เช่นนี้ แสดงว่าตามคำนิยามจากบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" มิใช่เป็นการกำหนดความหมายถึงเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ไว้โดยลำพัง แต่ได้ระบุโยงไปถึงกฎกระทรวงด้วย และโดยอาศัยอำนาจตามความในบทนิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังตั้งแต่หนึ่งแรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวตั้งแต่สิบสองนิ้ว ซึ่งกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2555 เมื่อเหตุคดีนี้เกิดวันที่ 3 กรกฎาคม 2556 ซึ่งเป็นภายหลังจากวันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องมาให้ครบถ้วน ว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ครอบครองนั้น เป็นไปตามคำนิยามในกฎกระทรวงด้วย เนื่องจากกำลังแรงม้าและขนาดความยาวของแผ่นบังคับโซ่เป็นข้อสำคัญที่จะบ่งชี้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า เลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องมือที่มีต้นกำลังตั้งแต่หนึ่งแรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวตั้งแต่สิบสองนิ้ว ตามลักษณะที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวคำฟ้องโจทก์จึงไม่มีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมายด้วย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท และฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท รวมจำคุกคนละ 18 เดือน และปรับคนละ 18,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 9 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครองครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 9 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 เดือน 15 วัน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ มาตรา 3 นิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายถึง "เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้ความหมายรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง" เช่นนี้ แสดงว่าตามคำนิยามจากบทบัญญัติดังกล่าว คำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" มิใช่เป็นการกำหนดความหมายถึงเครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้ไว้โดยลำพัง แต่ได้ระบุโยงไปถึงกฎกระทรวงด้วย และโดยอาศัยอำนาจตามความในบทนิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังตั้งแต่หนึ่งแรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวตั้งแต่สิบสองนิ้ว ซึ่งกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2555 เมื่อเหตุคดีนี้เกิดวันที่ 3 กรกฎาคม 2556 ซึ่งเป็นภายหลังจากวันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องมาให้ครบถ้วน ว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ครอบครองนั้น เป็นไปตามคำนิยามในกฎกระทรวงด้วย เนื่องจากกำลังแรงม้าและขนาดความยาวของแผ่นบังคับโซ่เป็นข้อสำคัญที่จะบ่งชี้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า เลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องมือที่มีต้นกำลังตั้งแต่หนึ่งแรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวตั้งแต่สิบสองนิ้ว ตามลักษณะที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าว คำฟ้องโจทก์จึงไม่มีรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อหาร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาในข้อหาดังกล่าว โดยโจทก์เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และรอการลงโทษจำเลยทั้งสอง ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในฐานความผิดทั้งสามแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยทั้งสองในสามฐานความผิดดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้โทษของจำเลยทั้งสองในฐานความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว เป็นไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ และยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท และฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท รวมจำคุกคนละ 18 เดือน และปรับคนละ 18,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตริบของกลาง ให้จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 3 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นายพุทธาหรือนะ แสนสีกันหรือแสนสิกัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายปิติพัชญ์ สมจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12464/2558
#589770
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 บัญญัติว่า "สำหรับความผิดครั้งหนึ่งๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว" คำว่า "ราคาของ" หมายความถึง ราคาของที่แท้จริงไม่ใช่ราคาของที่สำแดงไว้ขาด ส่วนคำว่า "ค่าอากร" ก็มิได้จำกัดไว้ว่าให้คิดเฉพาะค่าอากรที่ชำระขาดไป จึงหมายถึงค่าอากรตามอัตราที่ต้องชำระโดยไม่คำนึงว่าได้ชำระค่าอากรไปแล้วหรือไม่เพียงใด เพราะเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้นำราคาของกับค่าอากรมาเป็นหลักในการกำหนดอัตราโทษทางอาญาคือโทษปรับ มิใช่เพื่อให้ผู้กระทำผิดชำระค่าอากร ซึ่งเป็นเรื่องในทางแพ่งแต่อย่างใด จึงจะแปลว่ากฎหมายมุ่งให้คิดเฉพาะค่าของกับค่าอากรที่ยังขาดอยู่มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 99 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้จับและผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2496 (ที่ถูก พ.ศ.2469) มาตรา 27, 99 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดตามมาตรา 27, 99 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 27 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันทุกกระทงรวมเป็นเงิน 358,980,953.50 บาท ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในค่าปรับไม่เกิน 101,739,634.40 บาท จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดในค่าปรับไม่เกิน 324,954,456.80 บาท และจำเลยที่ 6 ร่วมรับผิดในค่าปรับไม่เกิน 34,026,496.68 บาท ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันเป็นเงิน 9,961,260.48 บาทและปรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันเป็นเงิน 56,527,598.80 บาทจ่ายสินบนนำจับร้อยละสามสิบของเงินค่าปรับและจ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับอีกร้อยละยี่สิบห้าของเงินค่าปรับ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในค่าปรับกับจำเลยที่ 1 ด้วยไม่เกิน 26,937,598.40 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ถอนฎีกาได้ จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 5 ออกจากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำสินค้าซึ่งเป็นของที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรและยื่นใบขนสินค้าขาเข้าแสดงราคาสินค้า รายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมใบกำกับสินค้าที่ยื่นประกอบใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรโดยแสดงราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริงอันเป็นความเท็จ เป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรทำให้เสียภาษีศุลกากรน้อยลงโดยเจตนาฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจำเลยที่ 1 ยื่นใบกำกับสินค้าอันเป็นเท็จจำนวน 47 ฉบับตามสำเนาใบกำกับสินค้าแนบท้ายใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยที่ 2 ยื่นใบกำกับสินค้าอันเป็นเท็จจำนวน 1 ฉบับ ตามสำเนาใบกำกับสินค้าแนบท้ายใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยที่ 3 ยื่นใบกำกับสินค้าอันเป็นเท็จจำนวน 7 ฉบับ ตามสำเนาใบกำกับสินค้าแนบท้ายใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ปรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงิน 4 เท่า ของราคาของทั้งหมดซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำว่า "ราคาของ" ตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายความถึงราคาของที่แท้จริงไม่ใช่ราคาของที่สำแดงไว้ขาด ส่วนคำว่า "ค่าอากร" ก็มิได้จำกัดไว้ว่าให้คิดเฉพาะค่าอากรที่ชำระขาดไปจึงหมายถึงค่าอากรตามอัตราที่ต้องชำระโดยไม่คำนึงว่าได้ชำระค่าอากรไปแล้วหรือไม่เพียงใดเพราะเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้นำราคาของกับค่าอากรมาเป็นหลักในการกำหนดอัตราโทษทางอาญาคือโทษปรับ มิใช่เพื่อให้ผู้กระทำผิดชำระค่าอากร ซึ่งเป็นเรื่องในทางแพ่งแต่อย่างใด จึงจะแปลว่ากฎหมายมุ่งหมายให้คิดเฉพาะค่าของกับค่าอากรที่ยังขาดอยู่มิได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทเอเชีย แปซิฟิค ดีไซน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนพดล คชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12452/2558
#593996
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในการตกลงกันตามบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 และ ว. กับ อ. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมด้วยกับข้อตกลงในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวและลงลายมือชื่อไว้ด้วย และบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีข้อความระบุว่า เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ยอมรับในคำฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทจำเลยที่ 1 กระทำการแทนและมีผลผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ และบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนั้นมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 โดยไม่มีตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ประทับไว้ดังเช่นในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้สัตยาบันการทำบันทึกข้อตกลงของจำเลยที่ 2 ในภายหลัง จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่ได้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 เท่านั้น บันทึกข้อตกลงจึงไม่มีผลผูกพันถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ร่วมตกลงด้วย แต่ผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ต้องปฏิบัติตามในฐานะผู้ถือหุ้นเท่านั้น

แม้ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมตกลงและลงชื่อในบันทึกข้อตกลงก็ตาม แต่การที่ผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จะทำข้อตกลงให้มีผลเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้เพียงใด หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าผู้ถือหุ้นนั้นมีสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติให้ไว้หรือไม่ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1173 และ 1176 กำหนดให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิเพียงการเรียกประชุมและเข้าร่วมประชุมใหญ่กับลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ ซึ่งเป็นอำนาจในการเข้าครอบงำการบริหารจัดการบริษัท แต่หามีสิทธิเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการในบริษัทโดยตรงไม่

บันทึกข้อตกลงข้อ 9 มีข้อตกลงในการเลิกบันทึกข้อตกลงว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิจัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 4 โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกบันทึกข้อตกลงโดยบอกกล่าวให้คู่สัญญาอีกฝ่ายที่ผิดสัญญารับทราบเป็นหนังสือ และหากภายใน 10 วัน หลังจากที่ได้รับคำบอกกล่าว คู่สัญญาดังกล่าวยังคงเพิกเฉยให้ถือว่า บันทึกข้อตกลงเป็นอันเลิกกันทันทีเมื่อสิ้นระยะเวลา 10 วัน โดยให้ถือว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์เป็นอันเลิกกันทันทีด้วยนั้น ข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวจึงมีผลต่อการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาวในการผลิตผลิตภัณฑ์อันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 และอาจทำให้การดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ต้องสิ้นสุดลงเนื่องจากไม่สามารถใช้สิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้ บันทึกข้อตกลงข้อ 4 และข้อ 9 จึงเป็นการตกลงในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยตรงซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 และ ว. กับ อ. ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่ตกลงกับโจทก์เช่นนั้นได้ และการออกเสียงลงคะแนนเป็นสิทธิเฉพาะตัวของ ว. และ อ. ผู้ถือหุ้นเท่านั้น บริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจบังคับให้บุคคลดังกล่าวลงมติให้จำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการจำเลยที่ 1 ได้ ทั้งตามบันทึกข้อตกลงข้อ 4 ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่า จำเลยที่ 2 ตกลงยินยอมลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 แต่กลับมีข้อความอันเป็นลักษณะเป็นการบังคับให้จำเลยที่ 2 ลาออก โดยระบุว่า ผู้ถือหุ้นเดิมและโจทก์ตกลงใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 และดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และไม่มีข้อตกลงใด ๆ ในบันทึกดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 จะลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ถือหุ้นไม่มีอำนาจทำบันทึกข้อตกลงให้มีผลโดยตรงเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ การทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ข้อตกลงข้อ 4 ในบันทึกข้อตกลง ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุแห่งการผิดข้อตกลงดังกล่าวมาเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโน - ฮาวแก่จำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2552 อันเป็นวันที่สัญญาเลิกกันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2552 เป็นเงินจำนวน 189,045.11 บาท รวมเป็นเงินค่าใช้สิทธิและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 5,665,351.96 บาท และโจทก์ให้จำเลยทั้งสองหยุดการผลิต จำหน่ายผลิตภัณฑ์ หยุดใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทันทีและส่งมอบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองหรือตัวแทนจำหน่ายของจำเลยทั้งสองให้แก่โจทก์ทันทีรวมทั้งส่งมอบเอกสารหรือข้อมูลและวัสดุใด ๆ ที่มีข้อมูลเทคโนโลยีที่โจทก์ได้ให้ไว้หรืออยู่ภายใต้ชื่อ เอ็มโร (EMRO) ให้แก่โจทก์ทันทีและห้ามจำเลยทั้งสองใช้ข้อมูลของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว กับโจทก์ โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเนื่องจากประสงค์จะยึดบริษัทจำเลยที่ 1 บันทึกข้อตกลงข้อ 4 มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเพราะขณะทำบันทึกโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ และการลาออกจากกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นสิทธิของจำเลยที่ 2 ข้อตกลงจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิอ้างข้อตกลงนี้มายกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว และบันทึกข้อตกลงไม่มีผลบังคับแก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากไม่มีตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ประทับไว้ ทั้งการบอกกล่าวจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปรากฏว่าผู้บอกกล่าวได้รับมอบอำนาจจากโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้แก่โจทก์จำนวนเพียง 73,665.91 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยได้จำนวน 2,578,306.85 บาท เท่านั้น และได้ชำระค่าใช้สิทธิให้แก่โจทก์ตลอดมาทุกเดือนจนถึงเดือนตุลาคม 2552 ซึ่งโจทก์ยอมรับเงินค่าใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 โดยไม่โต้แย้ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว และจำเลยที่ 2 เป็นเพียงกรรมการผู้จัดการบริษัท จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 49.75 และเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และมีนายวิชอบกับนางอัจฉราถือหุ้นรวมกันร้อยละ 50.25 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ที่โจทก์พัฒนาเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิผล โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้ความช่วยเหลือทางด้านวิทยาการจากโจทก์เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้า ที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 32 รายการสินค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค 122172 และได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 31 รายการสินค้า ตามทะเบียนเลขที่ ค 113991 ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 6 ของราคาผลิตภัณฑ์ที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายได้แต่ละเดือนทุกวันสิ้นเดือน ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ของ "อีเอ็ม" และการให้บริการช่วยเหลือ (EM Know - How License and Assistance Agreement) พร้อมคำแปล สัญญามีกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา และเมื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยินยอม สัญญาจะได้รับการต่ออายุออกไปอีก 2 ปี โดยอัตโนมัติ ต่อมาจำเลยที่ 2 กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ทำข้อตกลงว่าด้วยการรับสภาพหนี้ รับว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว แก่นายคัตซึยุกิ ประธานผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทองค์การเพื่อการศึกษาค้นคว้า อีเอ็ม จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 220,866.91 ดอลลาร์สหรัฐ หรือจำนวน 8,000,000 บาทเศษ โดยนายคัตซึยุกิ ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้บางส่วนและพักหนี้ไว้บางส่วน และเพื่อเป็นการค้ำประกันจำเลยที่ 2 ตกลงมอบสิทธิการลงมติในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงนามกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำนวนร้อยละ 10 ให้นายคัตซึยุกิ ใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น แต่ไม่รวมถึงสิทธิในการลงมติเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารและลงมติพิเศษตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยกำหนดไว้ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้ต่อบริษัทวีเอเคคอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งมีนายวิชอบและนางอัจฉราเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำนวน 11,500,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ต่อมาจำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์อีกฉบับหนึ่ง รับว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาวแก่โจทก์นับถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2551 จำนวน 5,476,306.85 บาท และมีข้อตกลงในข้อ 2.2 ถึง 2.4 เรื่องการจองซื้อหุ้นสรุปใจความได้ว่า จำเลยที่ 1 และผู้ถือหุ้นเดิมตกลงจะออกหุ้นและจำหน่ายให้แก่โจทก์และหรือบุคคลที่โจทก์มอบหมายตกลงที่จะจองซื้อและชำระเงินค่าหุ้นที่จองซื้อเพื่อที่จะถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จำนวนรวมทั้งสิ้นร้อยละ 51.20 ของหุ้นทั้งหมด โดยโจทก์ตกลงชำระค่าหุ้นที่จองซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวนทั้งสิ้น 2,099,000 บาท ณ วันที่ดำเนินการเสร็จ และจำเลยที่ 1 ตกลงจะนำเงินค่าหุ้นที่ได้รับชำระจำนวน 2,099,000 บาท ชำระหนี้ค่าสิทธิการใช้สิทธิในวิทยาหรือโนว์ - ฮาว ที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ทันที และในข้อ 4 มีข้อตกลงว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมกับโจทก์จะใช้สิทธิออกเสียงเพื่อให้จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยที่ 1 เพื่อให้โจทก์หรือบุคคลที่โจทก์มอบหมายเข้าปรับปรุงโครงสร้างบริษัทจำเลยที่ 1 โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมและจำเลยที่ 1 ตกลงจะมอบหนังสือรับรองของบริษัทซึ่งแสดงการแต่งตั้งและกำหนดอำนาจกรรมการบริษัทที่รับการเสนอจากโจทก์ให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำบันทึก โดยข้อตกลงข้อ 4 นี้ ให้มีผลบังคับทันที ส่วนข้อตกลงข้ออื่นให้มีผลบังคับเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้บริษัทวีเอเคคอนสตรัคชั่น จำกัด ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1.2 และในบันทึกข้อตกลงมีการกำหนดเงื่อนไขในการบอกเลิกข้อตกลงไว้ในข้อ 9 (2) ว่าในกรณีที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิจัดการบริษัทตามที่กำหนดในข้อ 4 คู่สัญญามีสิทธิที่จะบอกเลิกบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ได้โดยการบอกกล่าวให้คู่สัญญาทราบเป็นหนังสือพร้อมระบุเหตุผลการผิดนัด และหากภายในกำหนด 10 วัน หลังจากที่ได้รับคำบอกกล่าว คู่สัญญายังคงเพิกเฉยให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงเลิกกันทันที โดยให้ถือว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว เป็นอันเลิกกันทันทีด้วย ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อ 4 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามข้อตกลง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยและยังคงชำระค่าใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ที่ค้างชำระและที่ต้องชำระเป็นรายเดือนให้แก่โจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า บันทึกข้อตกลงข้อ 4 ที่กำหนดให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมและโจทก์ตกลงที่จะใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 และดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และไม่ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์นำสืบได้ว่าในการตกลงกันตามบันทึกข้อตกลงนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 และนายวิชอบกับนางอัจฉรา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมด้วยกับข้อตกลงในบันทึกข้อตกลงและลงลายมือชื่อไว้ด้วย และบันทึกข้อตกลงมีข้อความระบุว่า เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้ยอมรับในคำฟ้องแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 กระทำการแทนและมีผลผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ และข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาว่า บันทึกข้อตกลงนั้น มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 โดยไม่มีตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 1 ประทับไว้ดังเช่นในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า บริษัทจำเลยที่ 1 ได้ให้สัตยาบันการทำบันทึกข้อตกลงของจำเลยที่ 2 ในภายหลังแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบมาจึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แต่ได้ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 เท่านั้น บันทึกข้อตกลงจึงไม่มีผลผูกพันไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ร่วมตกลงด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 1 ลงชื่อในบันทึกข้อตกลงในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ด้วยจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมตกลงกับโจทก์ในบันทึกข้อตกลง ดังนั้น บันทึกข้อตกลงข้อ 4 ที่ว่าจำเลยที่ 2 และผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงจะใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 และดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 จึงมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ต้องปฏิบัติตามในฐานะผู้ถือหุ้นเท่านั้น หามีผลผูกพันไปถึงบริษัทจำเลยที่ 1 ให้ต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงด้วยไม่ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ผิดข้อตกลงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร โจทก์ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญาเป็นการส่วนตัว แต่หามีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ร่วมตกลงในบันทึกข้อตกลงด้วยไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมตกลงกับโจทก์ตามบันทึกข้อตกลงด้วยจึงฟังไม่ขึ้น

ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า บันทึกข้อตกลงมีผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทจำเลยที่ 1 ร่วมลงชื่อด้วยจึงมีผลผูกพันให้จำเลยทั้งสองต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกด้วยนั้น แม้โจทก์นำสืบได้ว่าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของจำเลยที่ 1 ได้ร่วมตกลงและลงชื่อในบันทึกข้อตกลงจริง แต่การที่ผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จะทำข้อตกลงให้มีผลเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้เพียงใดหรือไม่นั้น ก็จำต้องพิจารณาว่าผู้ถือหุ้นนั้นมีสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติให้ไว้หรือไม่ด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1173 และมาตรา 1176 กำหนดให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิเพียงการเรียกประชุมและเข้าร่วมประชุมกับลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ซึ่งเป็นอำนาจในการเข้าครอบงำการบริหารจัดการบริษัทเหล่านั้น แต่หามีสิทธิเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการในบริษัทโดยตรงไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในบันทึกข้อตกลงข้อ 9 มีข้อตกลงในเรื่องการเลิกบันทึกข้อตกลงว่า ในกรณีที่โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิจัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 4 โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกบันทึกข้อตกลงโดยบอกกล่าวให้คู่สัญญาอีกฝ่ายที่ผิดสัญญาทราบเป็นหนังสือและหากภายใน 10 วัน หลังจากที่ได้รับคำบอกกล่าว คู่สัญญายังคงเพิกเฉยให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงเป็นอันเลิกกันทันทีเมื่อสิ้นระยะเวลา 10 วัน โดยให้ถือว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์เป็นอันเลิกกันทันทีด้วย ข้อตกลงในลักษณะดังกล่าวจึงมีผลโดยตรงต่อการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ในการผลิตผลิตภัณฑ์อันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 และอาจทำให้การดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ต้องสิ้นสุดลงเนื่องจากไม่สามารถใช้สิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้ เนื่องจากการผิดบันทึกข้อตกลงข้อ 4 นั้น ได้มีการระบุไว้ในข้อ 9 ด้วยว่า ให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงไปพร้อมบันทึกข้อตกลงด้วย บันทึกข้อตกลงข้อ 4 และข้อ 9 จึงเป็นการตกลงกันในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยตรง ซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และนายวิชอบกับนางอัจฉราซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะตกลงกับโจทก์เช่นนั้นได้ เนื่องจากในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 นั้น ผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการได้ต้องเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับการตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 และมาตรา 1151 บัญญัติไว้ ส่วนผู้ถือหุ้นมีเพียงอำนาจในการควบคุมการดำเนินงานของบริษัท โดยที่ประชุมใหญ่ซึ่งผู้ถือหุ้นเข้าชื่อกันทำหนังสือร้องขอให้เรียกประชุมวิสามัญและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมใหญ่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1173 และมาตรา 1176 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นต้น และการออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 ก็เป็นสิทธิเฉพาะตัวของนายวิชอบและนางอัจฉราผู้ถือหุ้นเท่านั้น บริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจบังคับให้บุคคลดังกล่าวลงมติให้จำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังนำสืบด้วยว่า นายวิชอบและนางอัจฉราได้ตกลงกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความศาลจังหวัดสระบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ 683/2549 ระหว่างบริษัทวีเอเคคอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก โจทก์กับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ว่า หากนางอัจฉราและนายวิชอบ ได้ร่วมกันใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากในบริษัทจำเลยที่ 1 เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่ว่ากรณีใด เว้นแต่การปฏิบัติตามคำขอของกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ในการบริหารงานของบริษัทจำเลยที่ 1 หรือร่วมกันใช้สิทธิถอดถอนหรือเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 บริษัทวีเอเค คอนสตรัคชั่น จำกัด ยอมให้หนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำนวน 11,500,000 บาท เป็นอันระงับสิ้นไป ฯ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายวิชอบและนางอัจฉราจะใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ลงมติถอดถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนของจำเลยที่ 1 เนื่องจากการกระทำดังกล่าวทำให้หนี้จำนวน 11,500,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้บริษัทวีเอเคคอนสตรัคชั่น จำกัด ระงับสิ้นไปและทำให้นางอัจฉราและนายวิชอบซึ่งเป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทต้องรับผิดชอบต่อบริษัทวีเอเคคอนสตรัคชั่น จำกัด เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ามีวิธีการอย่างไรที่จะให้ข้อตกลงข้อ 4 ในบันทึกข้อตกลงบังคับได้ทันที โดยไม่ทำให้นายวิชอบและนางอัจฉราได้รับความเสียหายจากการผิดข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวอย่างไร หรือจำเลยที่ 2 จะยินยอมลาออกจากการเป็นกรรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 เอง ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงข้อ 4 ไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 ตกลงยินยอมลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 แต่กลับมีข้อความอันเป็นลักษณะเป็นการบังคับให้จำเลยที่ 2 ลาออก โดยระบุว่าผู้ถือหุ้นเดิมและโจทก์ตกลงจะใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนในบริษัทจำเลยที่ 1 และดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้จำเลยที่ 2 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และไม่มีข้อตกลงใด ๆ ในบันทึกข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 จะลาออกจากกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 2 ผิดข้อตกลงโดยไม่ยอมลาออกเองจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมตกลงกับโจทก์ตามบันทึกข้อตกลงและจำเลยที่ 2 กับนายวิชอบและนางอัจฉราซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจทำบันทึกข้อตกลงใด ให้มีผลโดยตรงเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 ดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว การทำบันทึกข้อตกลงจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายข้อตกลงข้อ 4 ในบันทึกข้อตกลงย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจอ้างเหตุแห่งการผิดข้อตกลงมาเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในวิทยาการหรือโนว์ - ฮาว แก่จำเลยที่ 1 ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 73,665.91 ดอลลาร์สหรัฐ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2552 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1173 ม. 1176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเอ็ม รีเซิร์ช ออกาไนเซชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทอี เอ็ม คิวเซ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพนธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา