คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13476 -ที่ 13482/2558
#593486
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลอันเป็นบุคคลสมมุติโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย การยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐจึงต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องเป็นกิจการที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ด้วย โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนให้มีวัตถุประสงค์ในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งแปดและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งแปดสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกนายพนม จำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ให้เรียกนายพนัส จำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 ให้เรียกนายสมชาย จำเลยในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 ให้เรียกนายสมพร จำเลยในสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 4 ให้เรียกนายมิตร จำเลยในสำนวนที่ห้าว่า จำเลยที่ 5 ให้เรียกนางเพลินจิต จำเลยในสำนวนที่หกว่า จำเลยที่ 6 ให้เรียกนายศิริ จำเลยในสำนวนที่เจ็ดว่า จำเลยที่ 7 และให้เรียกนายจิรพัฒน์ จำเลยในสำนวนที่แปดว่า จำเลยที่ 8

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งแปดสำนวนขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งแปดเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท และจำเลยที่ 8 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งแปดจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

จำเลยที่ 5 ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า ให้ขับไล่จำเลยทั้งแปดพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป คำขออื่นให้ยกและมีคำสั่งไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อประมาณปี 2482 นายกอหรือนายโกยลิก้อ ได้รับประทานบัตรเหมืองแร่ดีบุก ตามประทานบัตรเลขที่ 6700/5622 และเลขที่ 4768/3439 ตั้งอยู่ที่ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นายกอหรือนายโกยลิก้อจดทะเบียนตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นมาดำเนินการทำเหมืองแร่จนถึงปี 2529 จึงหยุดประกอบกิจการ ปี 2547 โจทก์ยื่นคำขอรังวัดที่ดิน จำเลยทั้งแปดและชาวบ้านรวม 23 ราย คัดค้าน ในแผนที่วิวาทปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 77 ตารางวา ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏที่ดินที่ครอบครอง แต่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ จำเลยที่ 3 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 70 ตารางวา และจำเลยที่ 4 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 20 ตารางวา และ 89 ตารางวา จำเลยที่ 5 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 90 ตารางวา จำเลยที่ 6 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา จำเลยที่ 7 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา จำเลยที่ 8 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 74 ตารางวา จำเลยที่ 8 ซึ่งเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นคนแรกติดกับที่ดินของบิดามารดาและแจ้งต่อองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ในปี 2547

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 65 บัญญัติว่า "นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น" มาตรา 66 บัญญัติว่า "นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง" เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลอันเป็นบุคคลสมมุติโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย การยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐจึงต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติและต้องเป็นกิจการที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ด้วย เมื่อพิจารณาหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัทของโจทก์ โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนให้มีวัตถุประสงค์ในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งแปดและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นต่อสู้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย อนึ่ง เห็นสมควรชี้ขาดว่า คำพิพากษาศาลฎีกาให้มีผลถึงจำเลยที่ 8 ซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 245 (1), 246, 247 สำหรับปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่ยกขึ้นวินิจฉัย

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 245 (1) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 1304 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกยสมบูรณ์ จำกัด
จำเลย — นายพนม บุญรุ่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวกัญญา นะรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13476 -ที่ 13482/2558
#633990
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 65 บัญญัติว่า "นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น" มาตรา 66 บัญญัติว่า "นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง" เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลอันเป็นบุคคลสมมุติโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย การยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐจึงต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องเป็นกิจการที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ด้วย เมื่อหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัทของโจทก์ โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนให้มีวัตถุประสงค์ในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งแปดและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นต่อสู้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งแปดเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท และจำเลยที่ 8 ชำระค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งแปดจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

จำเลยที่ 5 ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า ให้ขับไล่จำเลยทั้งแปดพร้อมบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป คำขออื่นให้ยก และมีคำสั่งไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อประมาณปี 2482 นายกอหรือนายโกยลิก้อได้รับประทานบัตรเหมืองแร่ดีบุก ตามประทานบัตรเลขที่ 6700/5622 และเลขที่ 4768/3439 ตั้งอยู่ที่ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นายกอหรือนายโกยลิก้อจดทะเบียนตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นมาดำเนินการทำเหมืองแร่จนถึงปี 2529 จึงหยุดประกอบกิจการ ปี 2547 โจทก์ยื่นคำขอรังวัดที่ดิน จำเลยทั้งแปดและชาวบ้านรวม 23 ราย คัดค้าน ในแผนที่วิวาทปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 77 ตารางวา ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏที่ดินที่ครอบครองแต่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ จำเลยที่ 3 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 70 ตารางวา และจำเลยที่ 4 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 20 ตารางวา และ 89 ตารางวา จำเลยที่ 5 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 90 ตารางวา จำเลยที่ 6 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา จำเลยที่ 7 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา จำเลยที่ 8 ครอบครองที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 74 ตารางวา จำเลยที่ 8 ซึ่งเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นคนแรกติดกับที่ดินของบิดามารดาและแจ้งต่อองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ในปี 2547 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ข้อแรกมีว่า โจทก์ไม่อาจนำสืบว่าที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่ใดจะอยู่ในเขตประทานบัตรทั้งสองแปลงหรือไม่ และที่ดินพิพาทโจทก์ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ตามรูปแผนที่ท้ายฟ้อง ระบุว่าที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตประทานบัตรเลขที่ 4768/3439 ทั้งจำเลยไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประทานบัตรเลขที่ 4768/3439 ให้ชัดและโจทก์มีประทานบัตรเลขที่ 4768/3439 มาแสดง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตประทานบัตรของนายกอหรือนายโกยลิก้อตามฟ้อง ชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยดังกล่าวเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทุกประการและสรุปว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าอยู่ในเขตประทานบัตรหมายเลข 4768/3439 ที่นายกอหรือนายโกยลิก้อได้รับอนุญาตจากทางราชการเมื่อปี พ.ศ.2548 ส่วนจำเลยที่ 6 และที่ 8 ก็ไม่ได้แก้อุทธรณ์โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในที่ดินแปลงประทานบัตรเลขที่ 4768/3439 ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตประทานบัตรเหมืองแร่เลขที่ 4768/3439 ที่ทางราชการออกให้นายกอหรือนายโกยลิก้อตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าวถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 65 บัญญัติว่า "นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น" มาตรา 66 บัญญัติว่า "นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง" เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลอันเป็นบุคคลสมมุติโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย การยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐจึงต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องเป็นกิจการที่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ด้วย เมื่อพิจารณาหนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัทของโจทก์ โจทก์ไม่ได้จดทะเบียนให้มีวัตถุประสงค์ในการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งแปดและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นต่อสู้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย อนึ่ง เห็นสมควรชี้ขาดว่าคำพิพากษาศาลฎีกาให้มีผลถึงจำเลยที่ 8 ซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 245 (1), 246, 247 สำหรับปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่ยกขึ้นวินิจฉัย

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 1304 (1)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกยสมบูรณ์ จำกัด
จำเลย — นายพนม บุญรุ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13450/2558
#633632
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร ฯลฯ ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้จะมีการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 กันจริง หรือจำเลยทั้งสามจะได้รับที่ดินพิพาทมาไม่ว่าด้วยนิติกรรมใด ๆ นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 หรือนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินก็เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และถึงแม้ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 แปลงที่ 5 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินออกให้แก่ จ. ส่วนแปลงที่ 2 และที่ 6 มีชื่อของจำเลยที่ 3 หลังจากที่โจทก์สอบถามแล้ว จ. และจำเลยที่ 3 ยินยอมไปเพิกถอนก็ตาม เมื่อ จ. และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ที่ได้รับการจัดสรรละทิ้งการครอบครองไป การครอบครองจะตกมาเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอีกครั้ง ซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่ที่จะจัดสรรให้เกษตรกรที่เหมาะสมต่อไป ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 103 ตำบลบ้านตูม อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนคำคัดค้านในการออกโฉนดที่ดิน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันขนย้ายเก็บเกี่ยวทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ไปดำเนินการเพิกถอนการจัดที่ดินแปลงเลขที่ 2 และเลขที่ 6 ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งห้ามโจทก์เข้ารบกวนการครอบครองและยุ่งเกี่ยวในที่ดินอีกต่อไป และให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาขายฝากที่ดินตามฟ้องเนื้อที่ 21 ไร่ 1 งาน 90.14 ตารางวา กับให้โจทก์โอนที่ดินในเนื้อที่จำนวนดังกล่าวคืนแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการโอน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ในส่วนฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามและฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์) ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 103 ตำบลบ้านตูม อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานีเฉพาะส่วนเนื้อที่ดิน 14 ไร่ 1 งาน 20.64 ตารางวา ตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายและแผนที่พิพาทบริเวณแปลงที่ 1 เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ในส่วนนี้ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดและออกโฉนดที่ดินในส่วนนี้ด้วย ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 103 ตำบลบ้านตูม อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เฉพาะส่วนเนื้อที่ดินรวม 7 ไร่ 69.5 ตารางวา ตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายและแผนที่พิพาทบริเวณแปลงที่ 2 และเหนือแปลงที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในกรอบแนวเขตที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำชี้ เป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ห้ามโจทก์เข้ารบกวนการครอบครองหรือยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทส่วนนี้ด้วย กับให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในจำนวนเนื้อที่ดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้โจทก์ 5,760 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับกันไป

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์มีนายเรืองศรี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 103 ตำบลบ้านตูม อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ โดยรับซื้อฝากมาจากจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ต่อมาเมื่อครบกำหนดตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่ไถ่ถอนที่ดินจึงตกเป็นของโจทก์ โจทก์นำที่ดินดังกล่าวไปขอออกโฉนด ในการรังวัดที่ดินจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาคัดค้านการรังวัด ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีเรียกคู่ความทั้งสองฝ่ายไปไกล่เกลี่ยแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ นอกจากนี้ยังได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินว่าพื้นที่ที่ขอออกโฉนดนั้นออกทับที่ดิน ส.ป.ก. แปลงที่ 2, 5 และ 6 กลุ่มระวางที่ 960 หลังจากได้รับแจ้งโจทก์จึงไปตรวจสอบปรากฏว่าที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 แปลงที่ 5 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินออกให้แก่นายจรรยากรณ์ ส่วนแปลงที่ 2 และที่ 6 มีชื่อของจำเลยที่ 3 หลังจากที่โจทก์สอบถามแล้วนายจรรยากรณ์และจำเลยที่ 3 ยินยอมไปเพิกถอน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 103 เนื้อที่รวมกันประมาณ 21 ไร่ 1 งาน 90.14 ตารางวา เป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อมาจากจำเลยที่ 3 ที่ดินแปลงแรกมีเนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 43 ตารางวา จำเลยที่ 1 ซื้อมาในราคา 138,225 บาท แปลงที่ 2 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 26.5 ตารางวา และแปลงที่ 3 เนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 20.64 ตารางวา จำเลยที่ 2 ซื้อมาในราคา 76,987.50 บาท และ 700,000 บาท ตามลำดับ หลังจากซื้อแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร ฯลฯ ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้จะมีการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 กันจริง หรือจำเลยทั้งสามจะได้รับที่ดินพิพาทมาไม่ว่าด้วยนิติกรรมใดๆ นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 หรือนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินก็เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และถึงแม้ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 แปลงที่ 5 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินออกให้แก่นายจรรยากรณ์ ส่วนแปลงที่ 2 และที่ 6 มีชื่อของจำเลยที่ 3 หลังจากที่โจทก์สอบถามแล้วนายจรรยากรณ์และจำเลยที่ 3 ยินยอมไปเพิกถอนก็ตาม เมื่อนายจรรยากรณ์และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ที่ได้รับการจัดสรรละทิ้งการครอบครองไป การครอบครองจะตกมาเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอีกครั้ง ซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่ที่จะจัดสรรให้เกษตรกรที่เหมาะสมต่อไป ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้งตามลำดับ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาในส่วนฟ้องโจทก์กับจำเลยทั้งสาม และฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับโจทก์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวธาริณี มีจำนงค์
จำเลย — นายสำราญ เถาว์ทวี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภกิจ กิตสัมบันท์
โสฬส สุวรรณเนตร์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13443/2558
#594002
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการจัดการเลือกตั้งใหม่ตามฟ้องได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 56 วรรคสอง แล้ว ดังนั้น อายุความในการฟ้องให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่โจทก์มีคำสั่งเพิกถอนผลการเลือกตั้งของจำเลยและให้ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ คือ วันที่ 17 มิถุนายน 2548 เมื่อนับถึงวันฟ้องแล้วยังไม่เกินกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 77,486.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,958.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 77,486.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,958.50 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะขณะที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่แนบใบแต่งทนายความ เพิ่งมาปรากฏใบแต่งทนายความในภายหลัง คำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาตรวจสำนวนคดีนี้แล้ว ปรากฏว่าโจทก์แต่งตั้งนายวรชัย พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นทนายความ โดยโจทก์ยื่นใบแต่งทนายความลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 วันเดียวกับวันฟ้อง และพนักงานรับฟ้องของศาลชั้นต้นประทับตราศาลชั้นต้นลงวันที่วันเดียวกับในใบแต่งทนายความดังกล่าว ขณะฟ้องนายวรชัยจึงเป็นทนายความโจทก์ มีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ รวมทั้งการเรียงคำฟ้องแทนโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 14 (3) คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อมาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว เพราะโจทก์ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 อายุความต้องเริ่มนับแต่วันดังกล่าว โดยต้องฟ้องคดีภายใน 10 ปี คือภายในวันที่ 5 มกราคม 2557 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป..." และพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ผู้สมัครต้องยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้งซึ่งรับรองความถูกต้อง พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามความจริงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด" มาตรา 56 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้สมัครผู้ใดไม่ยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายตามมาตรา 55 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนผลการเลือกตั้งของผู้ได้รับเลือกตั้งผู้นั้นและให้ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่สำหรับตำแหน่งที่ว่าง" และมาตรา 99 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 56... ให้ผู้ซึ่งกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 56...ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่" ดังนี้ โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องได้ก็ต่อเมื่อโจทก์มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 56 วรรคสอง แล้ว อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่โจทก์มีคำสั่งเพิกถอนผลการเลือกตั้งของจำเลยและให้ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ คือ วันที่ 17 มิถุนายน 2548 เมื่อนับถึงวันฟ้องแล้ว ยังไม่เกินกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 56 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 193/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายบุรินโท ชามะรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางกานดา ทองโสภิต
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13439/2558
#594689
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเกิดเหตุ ก. ขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน กล 1080 ชลบุรี ซึ่งประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านทั้งสองแล่นไปตามถนนที่เกิดเหตุ ขณะเดียวกัน อ. ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน สย 3272 กรุงเทพมหานคร โดยมี ห. นั่งโดยสารมาด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุ รถกระบะที่ ก. ขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่ อ. ขับ รถยนต์ทั้งสองคันเสียหลัก รถกระบะที่ ก. ขับพลิกคว่ำลงร่องกลางถนน และรถยนต์ที่ อ. ขับ แล่นข้ามร่องกลางถนนและข้ามถนนด้านตรงข้ามสำหรับรถแล่นสวนทางมาไปชนแท่งปูนขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนอย่างแรง เป็นเหตุให้ อ. ถึงแก่ความตาย และ ห. ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาผู้ร้องในฐานะมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของ อ. เสนอข้อพิพาทในฐานะผู้เสนอข้อพิพาทที่ 2 ต่ออนุญาโตตุลาการของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยขอให้อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านว่า เหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทของ ก. ฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความประมาทของ อ. ด้วย อนุญาโตตุลาการสืบพยานแล้วมีคำชี้ขาดเป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 78/2556 ว่า เหตุเกิดจากความประมาทของ ก. และ อ. ทั้งสองฝ่าย ผู้คัดค้านจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้อง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สมควรเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลจังหวัดระยองที่พิพากษาลงโทษ ก. ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายว่า ศาลจังหวัดระยองพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจของ ก. และรายงานการสอบสวนของพนักงานสอบสวนแล้ว เห็นว่าเหตุเกิดจากความประมาทของ ก. และ อ. ร่วมกัน ดังนั้น คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการที่ว่าเหตุเกิดจากความประมาทของ ก. และ อ. ทั้งสองฝ่าย จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากนั้นคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการที่ว่า เมื่อใคร่ครวญโดยอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณแล้วเห็นควรให้ค่าสินไหมทดแทนเป็นพับ ก็เป็นการใช้ดุลพินิจพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแพ่งต่อศาลฎีกาได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้วินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 78/2556

ผู้คัดค้านทั้งสอง ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลยกคำร้อง

ศาลแพ่งพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 นายกมล ขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน กล 1080 ชลบุรี ซึ่งประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านทั้งสองแล่นไปตามถนนบายพาส 36 จากจังหวัดชลบุรีมุ่งหน้าไปจังหวัดระยองในช่องเดินรถที่ 1 จากขอบทางด้านซ้าย ขณะเดียวกันนายอารีย์ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน สย 3272 กรุงเทพมหานคร โดยมีนายหิรัญ นั่งโดยสารมาด้วยแล่นในช่องเดินรถที่ 2 จากจังหวัดชลบุรีมุ่งหน้าไปจังหวัดระยองเช่นเดียวกัน เมื่อถึงที่เกิดเหตุ รถกระบะที่นายกมลขับเฉี่ยวชนรถยนต์ที่นายอารีย์ขับ เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันเสียหลัก รถกระบะที่นายกมลขับพลิกคว่ำลงร่องกลางถนน และรถยนต์ที่นายอารีย์ขับแล่นข้ามร่องกลางถนนและข้ามถนนด้านตรงข้ามสำหรับรถแล่นสวนทางมาไปชนแท่งปูนทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนอย่างแรง เป็นเหตุให้นายอารีย์ถึงแก่ความตาย และทำให้นายหิรัญได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2555 ผู้ร้องในฐานะมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอารีย์ยื่นหนังสือเสนอข้อพิพาทในฐานะผู้เสนอข้อพิพาทที่ 2 ต่ออนุญาโตตุลาการของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 107/2555 ขอให้อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 634,000 บาท ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านว่าเหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทของนายกมลฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความประมาทของนายอารีย์ด้วย อนุญาโตตุลาการมีการสืบพยานทั้งสองฝ่าย ต่อมาอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 78/2556 ว่า เหตุเกิดจากความประมาทของนายกมลและนายอารีย์ทั้งสองฝ่าย ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ร้อง ตามสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนสมควรเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลจังหวัดระยองที่พิพากษาลงโทษนายกมลข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 นายกมลขับรถบรรทุกส่วนบุคคล (รถกระบะ) หมายเลขทะเบียน กล 1080 ชลบุรี แล่นไปตามถนนสาย 36 ซึ่งแบ่งช่องเดินรถไว้ในทิศทางเดินรถทิศทางเดียวกันอย่างละ 2 ช่องทาง มุ่งหน้าจากจังหวัดชลบุรีไปทางจังหวัดระยองในช่องเดินรถที่ 1 นับจากซ้าย เมื่อมาถึงบริเวณสี่แยกหนองบอนซึ่งเป็นที่ชุมชน ขณะนั้นในช่องเดินรถช่องที่ 2 นับจากซ้ายมือมีรถยนต์หมายเลขทะเบียน สย 3272 กรุงเทพมหานคร ที่นายอารีย์ขับโดยมีนายหิรัญนั่งมาด้านหน้าคู่กับคนขับ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของนายกมล นายกมลขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความเร็วสูงแซงซ้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน สย 3272 กรุงเทพมหานคร ซึ่งแล่นด้วยความเร็วสูงเช่นกันในทิศทางเดียวกันในช่องเดินรถที่ 2 นับจากซ้ายทันที โดยไม่เปลี่ยนช่องเดินรถมาในช่องเดินรถที่ 2 และไม่รอให้รถยนต์คันดังกล่าวเปลี่ยนช่องเดินรถไปอยู่ในช่องเดินรถช่องที่ 1 นับจากซ้ายให้ปลอดภัยก่อน ด้วยความเร็วของรถยนต์ที่นายกมลขับและระยะห่างไม่เพียงพอในขณะที่ขับแซงซ้าย ทำให้นายกมลไม่สามารถควบคุมรถยนต์คันดังกล่าวได้ จึงเฉี่ยวชนเข้าด้านซ้ายของรถยนต์คันดังกล่าว เสียหลักตกลงไปในร่องกลางถนนและข้ามถนนซึ่งมี 2 ช่องเดินรถที่สวนทางมาแล้วไปชนกับแท่นปูนสี่เหลี่ยมที่อยู่ริมถนนจนได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้นายอารีย์ถึงแก่ความตาย และนายหิรัญได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส ศาลจังหวัดระยองพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจของนายกมลและรายงานการสอบสวนของพนักงานสอบสวนแล้ว เห็นว่าเหตุเกิดจากความประมาทของนายกมลและนายอารีย์ร่วมกัน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลจังหวัดระยอง ดังนั้น คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการที่ว่าเหตุเกิดจากความประมาทของนายกมลและนายอารีย์ทั้งสองฝ่ายจึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากนั้นคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการที่ว่า เมื่อใคร่ครวญโดยอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณแล้วเห็นควรให้ค่าสินไหมทดแทนเป็นพับก็เป็นการใช้ดุลพินิจพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแพ่งต่อศาลฎีกาได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้วินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสำริตย์ เกตุจิตต์
ผู้คัดค้าน — บริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวนิชญา ปราณีจิตต์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13421/2558
#592034
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลแรงงานภาค 2 จะไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ แต่เมื่อคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุเลิกจ้างรวมถึงเหตุที่โจทก์ประมาทเลินเล่อในหน้าที่อย่างร้ายแรงด้วยซึ่งไม่เป็นความจริง ขอให้บังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และคำให้การของจำเลยต่อสู้ว่าโจทก์เป็นหัวหน้าชุดขนเงินแต่ไม่ได้ตรวจสอบความเรียบร้อยของถุงใส่เงิน ปล่อยให้บุคคลภายนอกโดยสารมาด้วยและมีพฤติการณ์ส่อว่าร่วมมือกับลูกจ้างอื่นเอาเงินสดในถุงใส่เงินของจำเลยไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) (2) และ (3) โดยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์ดังนี้เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องและคำให้การแล้วคดียังต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) หรือไม่ การที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาคดีโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังมาเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้ จึงวินิจฉัยประเด็นนี้ให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยอีก เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทำหน้าที่ควบคุมการขนส่งเงินจากศูนย์บ้านบึงไปยังศูนย์โรงโป๊ะ โดยโจทก์มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าชุดและมีพนักงานอื่นในทีมอีก 2 คน คือ พนักงานขับรถและพนักงานคุ้มกัน สภาพการทำงานพนักงานในชุดจะต้องดำเนินการตรวจเช็คถุงใส่เงินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และตรวจสอบหมายเลขที่ซีลปิดถุงใส่เงินให้ถูกต้อง แล้วลำเลียงขนถุงใส่เงินขึ้นรถเพื่อขนส่งไปยังศูนย์โรงโป๊ะ โจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานในชุดให้เป็นไปโดยถูกต้องเพื่อคุ้มครองดูแลเงินในครอบครองให้ถึงที่หมายปลายทางด้วยความปลอดภัย โจทก์ปล่อยให้พนักงานขับรถตรวจสอบถุงเงินเอง ส่วนโจทก์ให้พนักงานคุ้มกันอ่านหมายเลขซีลปิดถุงให้ฟังเท่านั้น และโจทก์ปล่อยให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่พนักงานในชุดขนเงินร่วมเดินทางไปด้วย ในที่สุดตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดพบว่าบุคคลอื่นที่ร่วมเดินทางมาด้วยขณะทำหน้าที่เป็นพนักงานปิดซีลปากถุงใส่เงินได้เปิดช่องโหว่ปากถุงไว้ 1 ช่อง ขนาดใหญ่พอที่จะสามารถล้วงเอาเงินในถุงออกไปได้โดยไม่ได้ใช้เหล็กร้อยปิดปากถุงไปทั้งหมด การที่เงินในถุงใส่เงินที่อยู่ในความควบคุมดูแลของโจทก์ได้หายไปจึงเกิดจากโจทก์ไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่และไม่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานในชุดอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาความปลอดภัยในทรัพย์ที่อยู่ภายใต้ความดูแลตามหน้าที่ ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 96,712.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 6,447.50 บาท กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 96,712.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 96,712.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 6,447.50 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 96,712.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบกิจการรับขนส่งเงิน โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งหัวหน้าชุด และข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของคู่ความที่รับกันว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 จำเลยมอบหมายให้โจทก์เป็นหัวหน้าชุดขนเงินสดร่วมกับนายประชา พนักงานขับรถ และนายภูมินทร์ พนักงานคุ้มกัน โดยให้ขนเงินซึ่งบรรจุใส่ถุงจากศูนย์บ้านบึงไปยังศูนย์โรงโป๊ะ ขณะอยู่ที่ศูนย์บ้านบึง นายประมวล ลูกจ้างของจำเลยทำหน้าที่ปิดปากถุงใส่เงิน และร่วมเดินทางมากับรถขนเงิน เมื่อถึงศูนย์โรงโป๊ะตรวจพบว่าเงินในถุงใส่เงินใบหนึ่งขาดหายไป 128,000 บาท แล้ววินิจฉัยว่า ไม่มีพยานหลักฐานว่าโจทก์ร่วมกับนายประมวลและนายภูมินทร์ลักเอาเงินที่หายไปจากถุงใส่เงิน การกระทำของโจทก์ไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบนายประมวลใช้เหล็กร้อยล็อกถุงใส่เงินแต่เปิดปากถุงเป็นช่องโหว่ไว้ 1 ช่อง สำหรับล้วงเอาเงินไป แต่ตรวจสอบถุงใส่เงินด้วยสายตาไม่มีสิ่งใดผิดปกติ โจทก์ไม่เกี่ยวข้องกับการปิดผนึกถุงใส่เงิน เมื่อนายประชาพนักงานขับรถเป็นผู้รับถุงใส่เงินนำไปตรวจเช็ค และนายภูมินทร์พนักงานคุ้มกันอ่านหมายเลขซีลถุงใส่เงินให้โจทก์ฟังครบทุกถุง นายประชาส่งถุงใส่เงินให้แก่นายภูมินทร์ และนายภูมินทร์เป็นผู้เรียงถุงใส่เงิน แสดงว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สินของจำเลยตามปกติวิสัย การที่เงินในถุงหายไปไม่ใช่ข้อบกพร่องของโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมซึ่งจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทไม่ครบตามคำฟ้องและคำให้การ โดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ศาลแรงงานภาค 2 กำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้ ข้อ 1. โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ข้อ 2. โจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่ ข้อ 3. โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยหรือไม่ เพียงใด ข้อ 4. จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นธรรมหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในหน้าที่อย่างร้ายแรงซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์แนบสำเนาหนังสือเลิกจ้างมาท้ายฟ้องระบุเหตุเลิกจ้างว่าเงินหายระหว่างโจทก์ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าชุดโดยบกพร่อง เป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ทุจริตต่อหน้าที่ และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เงินสดที่โจทก์ในฐานะหัวหน้าชุดได้รับมอบหมายให้ขนส่งหายไปเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ตรวจสอบความเรียบร้อยของถุงใส่เงินและยอมให้บุคคลภายนอกชุดขนส่งเงินโดยสารมากับรถขนเงิน และโจทก์มีพฤติการณ์ส่อแสดงว่าร่วมมือกับลูกจ้างอื่นของจำเลยลักเอาเงินสดที่หายไป อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาแก่จำเลย และจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) (2) และ (3) จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องแก่โจทก์ ดังนี้เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องและคำให้การแล้วคดียังต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) ด้วย ซึ่งตามมาตรา 119 (3) บัญญัติให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้นจึงยังมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ แต่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาคดีโดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ จึงเป็นการพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังมาเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้ จึงวินิจฉัยประเด็นนี้ให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยอีก เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทำหน้าที่ควบคุมการขนส่งเงินจากศูนย์บ้านบึงไปยังศูนย์โรงโป๊ะ โดยโจทก์มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าชุดและมีพนักงานอื่นในทีมอีก 2 คน คือ นายประชา พนักงานขับรถ และนายภูมินทร์ พนักงานคุ้มกัน สภาพการทำงานพนักงานในชุดจะต้องดำเนินการตรวจเช็คถุงใส่เงินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และตรวจสอบหมายเลขที่ซีลปิดถุงใส่เงินให้ถูกต้อง แล้วลำเลียงขนถุงใส่เงินขึ้นรถเพื่อขนส่งไปยังศูนย์โรงโป๊ะ โดยเฉพาะโจทก์ในฐานะหัวหน้าชุดย่อมมีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานในชุดให้เป็นไปโดยถูกต้องเพื่อคุ้มครองดูแลเงินในครอบครองให้ถึงที่หมายปลายทางด้วยความปลอดภัย เมื่อปรากฏว่าถุงใส่เงินใบหนึ่งที่อยู่ในความควบคุมดูแลของโจทก์และพนักงานในชุดขนเงินนั้น ปากถุงมีช่องโหว่ 1 ช่อง โดยมีขนาดใหญ่พอที่จะสามารถล้วงเอาเงินที่อยู่ในถุงออกไปได้ ซึ่งตรวจสอบภายหลังพบว่าเงินในถุงดังกล่าวหายไป 128,000 บาท โจทก์ในฐานะหัวหน้าชุดกลับไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการตรวจสอบความเรียบร้อยของถุงใส่เงินดังกล่าว โดยโจทก์ปล่อยให้นายประชาพนักงานขับรถตรวจสอบถุงเงิน และโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงให้นายภูมินทร์พนักงานคุ้มกันอ่านหมายเลขซีลปิดถุงให้ฟังเท่านั้น นอกจากนี้ระหว่างควบคุมขนส่งถุงใส่เงินปรากฏว่าโจทก์ปล่อยให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่พนักงานในชุดขนเงินร่วมเดินทางไปด้วย และในที่สุดตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดพบว่านายประมวล ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกชุดขนเงิน ที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานปิดซีลปากถุงใส่เงิน ได้เปิดช่องโหว่ปากถุงไว้ 1 ช่อง โดยไม่ได้ใช้เหล็กร้อยปิดปากถุงไปทั้งหมด และนายประมวลร่วมเดินทางมากับรถขนเงิน การที่เงินในถุงใส่เงินที่อยู่ในความควบคุมดูแลของโจทก์ได้หายไปจึงเนื่องจากโจทก์ไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่และไม่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานในชุดอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาความปลอดภัยในทรัพย์ที่อยู่ภายใต้ความดูแลตามหน้าที่ ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 51 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุเทพ มีไหว
บริษัทกรุ๊ปโฟร์ ซีเคียวริคอร์ แคส เซอร์วิส
(ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัทกรุ๊ปโฟร์ ซีเคียวริคอร์
จำเลย — แคช เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางสาวอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13416/2558
#596137
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างมีใจความว่า หากอายุสัญญาสิ้นสุดแล้ว ห้ามจำเลยทำงานในตำแหน่งใด ๆ หรือช่วยเหลือบริษัทอื่นใดในประเทศไทยซึ่งเป็นคู่แข่ง (ผู้ผลิตตัวเรือนนาฬิกา) ของโจทก์ เป็นเวลา 2 ปี ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์โดยระบุจำกัดประเภทของธุรกิจไว้อย่างชัดเจน มิได้เป็นการห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยอย่างเด็ดขาดและจำเลยก็สามารถที่จะประกอบอาชีพหรือทำงานในบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายสินค้าหรือบริการอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากข้อตกลงนี้ได้ ขอบเขตพื้นที่ที่ห้ามก็เฉพาะประเทศไทย ลักษณะของข้อตกลงเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมด เพียงแต่เป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ

ข้อตกลงในการห้ามจำเลยทำงานหลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นข้อตกลงในการจำกัดสิทธิของจำเลย จึงต้องตีความในข้อตกลงดังกล่าวโดยเคร่งครัด เมื่อเงื่อนไขในข้อตกลงตามสัญญาจ้างที่ห้ามจำเลยเข้าทำงานหรือช่วยเหลือบริษัทอื่นใดซึ่งเป็นคู่แข่งของโจทก์กำหนดห้ามไว้เฉพาะบริษัทอื่นที่เป็นผู้ผลิตตัวเรือนนาฬิกาเท่านั้น การที่จำเลยลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์แล้วไปเข้าทำงานกับบริษัท ป. ซึ่งประกอบกิจการผลิตสายนาฬิกาส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ หาใช่เป็นบริษัทที่เป็นผู้ผลิตตัวเรือนดังที่ข้อสัญญาดังกล่าวกำหนดห้ามไว้ไม่ การเข้าทำงานของจำเลยกับบริษัท ป. จึงไม่เป็นการผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายตลอดระยะเวลาที่ผิดสัญญาจ้างในอัตราเดือนละ1,000,000 บาท ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ถึงเดือนธันวาคม 2550 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันสิ้นเดือนของแต่ละเดือนที่จำเลยผิดสัญญาจ้างจนถึงวันที่ชำระเสร็จแก่โจทก์ กับห้ามจำเลยทำงานในตำแหน่งใด ๆ หรือช่วยเหลือบริษัทโปร-ฟินิช จำกัด หรือบริษัทอื่นในประเทศไทยซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้ากับโจทก์ภายใน 2 ปี นับแต่วันสิ้นสุดสัญญาจ้างกับโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาห้ามไม่ให้จำเลยทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่เทคนิคด้านการผลิต (ควบคุมคุณภาพ) ให้กับบริษัทโปร-ฟินิช จำกัด หรือช่วยเหลือหรือกระทำการใด ๆ ให้กับบริษัทดังกล่าวหรือบริษัทในเครือหรือบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการแข่งขันกับโจทก์เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป พร้อมทั้งให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 75,000 บาท ตลอดระยะเวลาเดียวกันให้แก่โจทก์ ทั้งนี้นับแต่วันที่มีคำพิพากษาเป็นต้นไป คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตอุปกรณ์ สายนาฬิกา และชิ้นส่วนนาฬิกาข้อมือโดยไม่รวมถึงตัวเครื่องจักรนาฬิกา เพื่อส่งไปจำหน่ายยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่ปี 2537 ทำสัญญาจ้างกันหลายฉบับ แต่ละฉบับมีระยะเวลาจำกัด เมื่อครบกำหนดแล้วมีการต่ออายุสัญญากันเรื่อยมา ฉบับสุดท้ายลงวันที่ 7 ธันวาคม 2545 ตามสัญญาจ้าง จำเลยมีหน้าที่หลักในการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ ติดตั้งเครื่องจักรสำหรับผลิตตัวเรือนนาฬิกาและอุปกรณ์ทุกชนิดสำหรับนาฬิกาข้อมือ หลังลาออกจำเลยเข้าทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทโปร-ฟินิช จำกัด ซึ่งประกอบกิจการผลิตสายนาฬิกาส่งไปจำหน่ายยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อนำไปประกอบเข้ากับเครื่องจักรนาฬิกาแล้วนำออกจำหน่าย แล้ววินิจฉัยว่า บริษัทโปร-ฟินิช จำกัด มีบริษัทในเครืออีกหลายแห่งที่มีกรรมการชุดเดียวกันและประกอบกิจการคล้ายคลึงกัน ขณะทำงานกับโจทก์นั้นจำเลยมีตำแหน่งช่างเทคนิคการผลิตควบคุมดูแลซ่อมบำรุง ถ่ายทอดเทคโนโลยีของเครื่องจักรในการผลิตให้แก่ลูกจ้างโจทก์เช่นเดียวกับงานที่จำเลยทำให้แก่บริษัทโปร-ฟินิช จำกัด ซึ่งการทำงานดังกล่าวเป็นการควบคุมหัวใจการผลิตสินค้าจึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญต่อธุรกิจของทั้งสองบริษัท จำเลยได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับการผลิตตัวเรือนหรือสายนาฬิกาจากโจทก์ทำให้จำเลยนำประสบการณ์และเทคนิคต่าง ๆ ไปใช้ในบริษัทโปร-ฟินิช จำกัด จึงได้รับค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้น สัญญาจ้างฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม 2545 ไม่เป็นโมฆะ ข้อสัญญาที่ระบุห้ามจำเลยทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งประกอบกิจการแข่งขันกับโจทก์เป็นเวลา 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดเมื่อเปรียบเทียบกับตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยแล้วไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงมีผลใช้บังคับ โจทก์จึงมีสิทธิห้ามจำเลยทำงานกับบริษัทโปร-ฟินิช จำกัด การทำงานของจำเลยกับบริษัทดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกที่ว่า ข้อสัญญาที่ระบุห้ามจำเลยทำงานกับบริษัทอื่นซึ่งประกอบกิจการแข่งขันกับโจทก์เป็นเวลา 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดเป็นโมฆะหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าการกำหนดเขตพื้นที่ห้ามไม่ให้จำเลยทำงานกับบริษัทคู่แข่งใด ๆ ของโจทก์ในประเทศไทย เป็นการจำกัดโอกาสในการประกอบอาชีพของบุคคลโดยเด็ดขาด และโจทก์ไม่ได้ให้สินจ้างหรือเงินตอบแทนพิเศษหรือให้ความรู้เพิ่มเติมเป็นการตอบแทนกับข้อตกลงห้ามประกอบอาชีพจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ เห็นว่า สัญญาจ้างข้อ 6 มีใจความว่า หากอายุสัญญาสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2548 แล้ว ห้ามจำเลยทำงานในตำแหน่งใด ๆ หรือช่วยเหลือบริษัทอื่นใดในประเทศไทยซึ่งเป็นคู่แข่ง (ผู้ผลิตตัวเรือนนาฬิกา) ของโจทก์เป็นเวลา 2 ปี ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพอันมีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์ โดยระบุจำกัดประเภทของธุรกิจไว้อย่างชัดเจน มิได้เป็นการห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยอย่างเด็ดขาดและจำเลยก็สามารถที่จะประกอบอาชีพหรือทำงานในบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายสินค้าหรือบริการอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากข้อตกลงนี้ได้ ขอบเขตพื้นที่ที่ห้ามก็เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ลักษณะของข้อตกลงที่ก่อให้เกิดหนี้ในการงดเว้นการกระทำตามที่กำหนดโดยความสมัครใจของคู่กรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการตัดการประกอบอาชีพของจำเลยทั้งหมดเสียทีเดียว เพียงแต่เป็นการห้ามประกอบอาชีพบางอย่างที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ กรณีไม่จำต้องพิจารณาว่าการกำหนดห้ามประกอบอาชีพดังกล่าวมีการตกลงให้สินจ้างหรือเงินตอบแทนเป็นพิเศษหรือให้ความรู้เพิ่มเติมด้วยหรือไม่ เพราะข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นการปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้เสียแล้ว จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับนั้นชอบแล้ว แต่อย่างไรก็ตามข้อตกลงในการห้ามจำเลยทำงานหลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์นั้นเป็นข้อตกลงในการจำกัดสิทธิของจำเลย จึงต้องตีความในข้อตกลงดังกล่าวโดยเคร่งครัด เมื่อเงื่อนไขในข้อตกลงตามสัญญาจ้างที่ห้ามจำเลยเข้าทำงานหรือช่วยเหลือบริษัทอื่นใดซึ่งเป็นคู่แข่งของโจทก์กำหนดห้ามไว้เฉพาะบริษัทอื่นที่เป็นผู้ผลิตตัวเรือนนาฬิกาเท่านั้น เมื่อได้ความว่าหลังจากจำเลยลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์แล้วเข้าทำงานกับบริษัทโปร-ฟินิช จำกัด โดยประกอบกิจการผลิตสายนาฬิกาส่งไปจำหน่ายยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หาใช่เป็นบริษัทที่เป็นผู้ผลิตตัวเรือนดังที่ข้อสัญญาดังกล่าวกำหนดห้ามไว้ไม่ การเข้าทำงานของจำเลยกับบริษัทโปร-ฟินิช จำกัด จึงไม่เป็นการผิดสัญญา ซึ่งจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการเข้าทำงานของจำเลยกับบริษัทโปร-ฟินิช จำกัด เป็นการผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและกำหนดค่าเสียหายให้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพัฒนานาฬิกา จำกัด
จำเลย — นายนิโคลาส จีน แลนเธอร์มาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13390 -ที่ 13391/2558
#594008
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 326 บัญญัติเกี่ยวกับการชำระหนี้ว่า ผู้ชำระหนี้ชอบที่จะได้รับใบเสร็จเป็นสำคัญจากผู้รับชำระหนี้ และเมื่อพิเคราะห์ตามปกติประเพณีในการชำระหนี้ ลูกหนี้ย่อมยึดถือใบเสร็จรับเงินที่ได้รับจากเจ้าหนี้เป็นหลักฐานว่าหนี้นั้นระงับสิ้นไป การกำหนดข้อสัญญาให้ต้องมีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานในการชำระเงินจึงสอดคล้องกับความในมาตรา 326 ดังกล่าว และหลักปฏิบัติในการชำระหนี้โดยทั่วไป ประกอบกับมีข้อพิจารณาว่า การชำระค่าเช่าซื้อในคดีนี้คู่สัญญาตกลงให้ชำระด้วยเช็ค จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 321 วรรคท้าย ที่กำหนดว่าถ้าชำระหนี้ด้วยออกตั๋วเงิน หนี้จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินนั้นได้ใช้เงินแล้ว ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 มีข้อความต่อไปอีกว่า หากชำระด้วยเช็ค ใบรับเช็คไม่ถือว่าเป็นใบเสร็จรับเงิน ข้อสัญญาโดยรวมจึงมุ่งหมายให้มีการชำระเงินค่าเช่าซื้อแก่โจทก์โดยต้องมีใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ออกให้เป็นหลักฐานในการรับชำระ ซึ่งเป็นธรรมต่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายและชอบด้วยบทบัญญัติว่าด้วยการชำระหนี้แล้ว จึงมิได้เป็นข้อสัญญาอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนที่สองว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 2

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 278,038.32 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าใช้รถ 300,000 บาท และค่าใช้รถอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 19,462.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

สำนวนที่สอง เดิมจำเลยที่ 1 ฟ้องเป็นคดีผู้บริโภค ต่อมาประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า คดีของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีและรับฟ้องเป็นคดีสามัญ จำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่าภาษี ค่าอากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมทั้งส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถให้แก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 278,038.32 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 300,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสองคืนรถขุดดินตีนตะขาบที่เช่าซื้อไม่ได้ให้ใช้ราคา 224,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2548 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถขุดตีนตะขาบ ยี่ห้อแคทเทอร์พิลลาร์ รุ่น 320 ซี หมายเลขเครื่องยนต์ 7 เจเค 74050 หมายเลขตัวรถ ซีเอที 0320 ซีซีเอเอ็มซี 03631 ไปจากโจทก์ ในราคา 3,614,498.16 บาท ซึ่งยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 92,679.44 บาท พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงินงวดละ 99,167 บาท รวม 39 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 9 ตุลาคม 2548 งวดถัดไปชำระภายในวันที่ 9 ของทุกเดือน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในการนี้จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนประดิพัทธ์ จำนวนเงินฉบับละ 99,167 บาท ลงวันที่ล่วงหน้าตามกำหนดชำระค่าเช่าซื้อแต่ละงวด รวม 39 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระค่าเช่าซื้อ เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน 6 ฉบับ เป็นเช็คชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ถึงงวดที่ 10 ลงวันที่ 9 เมษายน 2549 วันที่ 9 พฤษภาคม 2549 วันที่ 9 มิถุนายน 2549 วันที่ 9 กรกฎาคม 2549 และเช็คชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 12 และงวดที่ 13 ลงวันที่ 9 กันยายน 2549 และวันที่ 9 ตุลาคม 2549 โจทก์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 กรณีเช็คชำระค่าเช่าซื้อลงวันที่ 9 กันยายน 2549 และวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เช็ค 6 ฉบับ ที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินนั้น เช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 7 งวดที่ 8 และงวดที่ 10 จำเลยที่ 1 โอนเงินชำระค่าเช่าซื้อ ค่าปรับและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โจทก์ไม่ได้ดำเนินคดีอาญาสำหรับเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ถึงงวดที่ 10 และคืนเช็คทั้งสี่ฉบับแก่จำเลยที่ 1 เพราะมีการชำระหนี้ในส่วนนี้แล้ว ซึ่งได้มีการนำเงินที่เรียกเก็บจากเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 11 มาชำระแทน ส่วนเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 12 และงวดที่ 13 ที่โจทก์ดำเนินคดีอาญา ต่อมาโจทก์ได้ขอถอนฟ้องโดยให้เหตุผลว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับครบถ้วนแล้ว ที่โจทก์อ้างว่า นำเงินที่เรียกเก็บจากเช็คค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์ในงวดถัดไปมาชำระหนี้แทนเช็คที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ขัดต่อเหตุผล จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อโดยสิ้นเชิงแล้ว จึงได้รับเช็คซึ่งเป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้คืนมา การกำหนดเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ว่า หลักฐานการชำระเงินต้องมีใบเสร็จรับเงินของผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หากมีการเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ก็ถือว่ามีการชำระหนี้แล้ว มิใช่จะต้องมีใบเสร็จรับเงินเพียงอย่างเดียว นั้น เห็นว่า ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ที่ว่า พยานหลักฐานการชำระเงินต้องมีใบเสร็จรับเงินของผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น จึงจะถือว่ามีการชำระเงินกันจริง เป็นสัญญาสำเร็จรูปที่กำหนดให้โจทก์ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น แม้ปัญหาข้อนี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองก็ตามแต่เมื่อเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 จึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัย การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า สัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ที่กำหนดให้ต้องมีใบเสร็จรับเงินของโจทก์ จึงจะถือว่ามีการชำระเงินกันจริง เป็นการให้เปรียบโจทก์เกินสมควร และขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 326 นั้น จำเลยที่ 1 หาได้มีเหตุผลสนับสนุนไม่ ตามมาตรา 326 ดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับการชำระหนี้ว่า ผู้ชำระหนี้ชอบที่จะได้รับใบเสร็จเป็นสำคัญจากผู้รับชำระหนี้ และเมื่อพิเคราะห์ตามปกติประเพณีในการชำระหนี้ ลูกหนี้ย่อมยึดถือใบเสร็จรับเงินที่ได้รับจากเจ้าหนี้เป็นหลักฐานว่าหนี้นั้นระงับสิ้นไป การกำหนดข้อสัญญาให้ต้องมีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานในการชำระเงินจึงสอดคล้องกับความในมาตรา 326 ดังกล่าวและหลักปฏิบัติในการชำระหนี้โดยทั่วไปประกอบกับมีข้อพิจารณาว่า การชำระค่าเช่าซื้อในคดีนี้คู่สัญญาตกลงให้ชำระด้วยเช็คจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 321 วรรคท้าย ที่กำหนดว่าถ้าชำระหนี้ด้วยออกตั๋วเงิน หนี้จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินนั้นได้ใช้เงินแล้ว ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 มีข้อความต่อไปอีกว่า หากชำระด้วยเช็ค ใบรับเช็คไม่ถือว่าเป็นใบเสร็จรับเงิน ข้อสัญญาโดยรวมจึงมุ่งหมายให้มีการชำระเงินค่าเช่าซื้อแก่โจทก์โดยต้องมีใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ออกให้เป็นหลักฐานในการรับชำระ ซึ่งเป็นธรรมต่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายและชอบด้วยบทบัญญัติว่าด้วยการชำระหนี้แล้ว จึงมิได้เป็นข้อสัญญาอันไม่เป็นธรรมดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อโดยสิ้นเชิงแล้ว โจทก์จึงคืนเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินและถอนฟ้องคดีอาญา ในข้อนี้โจทก์นำสืบถึงการชำระค่าเช่าซื้อรายงวดของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีการชำระหนี้ล่าช้า เนื่องจากเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ถึงงวดที่ 10 งวดที่ 12 และงวดที่ 13 ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ โดยได้ความว่าเมื่อเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ถึงงวดที่ 10 ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินสดและค่าปรับสำหรับงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ส่วนงวดที่ 9 โจทก์นำเงินที่เรียกเก็บตามเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 11 มาชำระแทน สำหรับงวดที่ 10 จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินสดและค่าปรับ ส่วนเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 12 และงวดที่ 13 ที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินและโจทก์ไปฟ้องเป็นคดีอาญา ต่อมาโจทก์นำเงินที่เรียกเก็บตามเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 14 และงวดที่ 15 มาชำระแทน เช็คในงวดถัดๆ ไป ก็จะถูกนำมาชำระค่าเช่าซื้องวดที่ค้างชำระก่อนเป็นลำดับไปจนถึงงวดสุดท้าย โดยโจทก์ระบุหมายเลขเช็คและงวดที่ชำระไว้ตามใบเสร็จรับเงินแต่ละฉบับ เมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจนถึงงวดสุดท้ายแล้วจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 37 ถึงงวดที่ 39 เป็นเงิน 278,038.32 บาท จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่ามีเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน 6 ฉบับ และจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินชำระให้แก่โจทก์ โดยสำเนาใบคำขอโอนเงินและใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 1 อ้างสอดคล้องกับใบเสร็จรับเงิน ฉบับวันที่ 19 มิถุนายน 2549 และวันที่ 12 กันยายน 2549 ซึ่งโจทก์นำเงินที่ได้รับมาชำระค่าเช่าซื้อและค่าปรับงวดที่ 8 และงวดที่ 10 แต่ในส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ามีการชำระเงินแก่โจทก์ตามใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 21/09/2005 พร้อมค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย 50,000 บาท ด้วยนั้น วันที่ระบุในใบเสร็จรับเงินฉบับดังกล่าวเป็นวันเดียวกับวันทำสัญญาเช่าซื้อ จึงมิได้เกี่ยวข้องกับการชำระค่าเช่าซื้อตามเช็คที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ในช่วงปี 2549 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้ากว่ากำหนดตามสัญญาในช่วงที่เช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ถึงงวดที่ 10 ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้เป็นต้นมา เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คค่าเช่าซื้อในงวดถัดๆ ไปนำมาชำระแทนตามที่ระบุไว้ในใบเสร็จรับเงิน จำเลยที่ 1 ไม่เคยโต้แย้งใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ระบุการชำระด้วยเช็คที่ล่าช้ากว่างวดที่ต้องชำระ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีหลักฐานการชำระเงินมาหักล้างใบเสร็จรับเงินของโจทก์เป็นอย่างอื่นตามใบเสร็จรับเงินฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 ที่ระบุการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 11 ซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ 9 สิงหาคม 2549 จนถึงใบเสร็จรับเงินฉบับที่ 9 ธันวาคม 2551 ที่ระบุการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 36 ซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ 9 กันยายน 2551 แสดงว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้ากว่ากำหนด 3 งวด ตลอดมา ส่วนที่โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญานั้น น่าเชื่อว่าเป็นไปตามที่นางสาวมาศสุวัณณ์ พยานโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า นายคณิต กรรมการโจทก์เป็นผู้สั่งให้ถอนฟ้อง โดยแจ้งว่า อยู่ระหว่างเจรจากับจำเลยที่ 1 และสามารถนำเช็คฉบับหลังไปตัดยอดหนี้ได้อยู่แล้ว หนี้ตามเช็คที่โจทก์นำไปดำเนินคดีอาญาจึงมีการชำระด้วยเงินที่เรียกเก็บตามเช็คฉบับถัดไปแล้ว มิใช่จำเลยที่ 1 ชำระเงินต่างหากให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเช็คทั้งสี่ฉบับคืนมา หรือการที่โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญา แสดงได้แต่เพียงว่า มีการชำระหนี้ในส่วนของเช็คฉบับนั้นๆ แล้ว ส่วนหนี้ค่าเช่าซื้องวดที่ 37 ถึงงวดที่ 39 เป็นเงิน 278,038.32 บาท ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์ เช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ ในส่วนของราคารถใช้แทน จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รถขุดตีนตะขาบมีราคาที่แท้จริงประมาณ 2,906,100 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไปแล้ว 3,355,867 บาท ซึ่งเกินกว่าราคาที่แท้จริงรวมทั้งดอกเบี้ยและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย เห็นว่า ค่าเช่าซื้อเป็นราคารถที่โจทก์ลงทุนไปรวมกับผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยที่โจทก์คำนวณไว้ล่วงหน้าตามระยะเวลาการผ่อนชำระ 39 งวด แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อมา 36 งวด ยังขาดอีก 3 งวด แม้โจทก์จะได้รับเงินลงทุนคืนเป็นส่วนใหญ่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ครบจำนวน เมื่อคิดสัดส่วนค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระแล้ว 36 งวด กับค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระทั้งหมด 39 งวด เท่ากับมีการผ่อนชำระแล้ว ร้อยละ 92.31 ยังเหลืออีกร้อยละ 7.69 จำเลยที่ 1 ยอมรับว่ารถขุดตีนตะขาบมีราคาที่แท้จริงประมาณ 2,906,100 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดราคารถใช้แทน 224,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าขาดประโยชน์ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือมีเพียง 278,038.32 บาท ค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท เป็นจำนวนเงินที่สูงมาก และศาลไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดในการคิดค่าเสียหายทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดสูงกว่ายอดเงินที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นจำนวนมาก เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท นั้น หากจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ก่อนวันฟ้อง เป็นเวลา 10 เดือน เป็นเงิน 300,000 บาท และค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโดยไม่จำกัดระยะเวลา นับว่าเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินไป โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อแล้วเป็นส่วนใหญ่ คงเหลือค่าเช่าซื้อที่ค้างเพียง 3 งวด และโจทก์ยังมีสิทธิได้รับราคารถใช้แทนอีกส่วนหนึ่งด้วย การกำหนดค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ในกรณีเช่นนี้ควรคำนึงถึงความเสียหายที่โจทก์ไม่ได้รับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือ อันเป็นทางได้เสียโดยชอบของโจทก์ จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์เพียงเดือนละ 10,000 บาท คิดเป็นค่าขาดประโยชน์ก่อนวันฟ้อง 100,000 บาท และกำหนดค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องโดยจำกัดเพียง 5 เดือน ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วม จึงให้คำพิพากษามีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 100,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่ให้ไม่เกิน 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 326
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
บริษัทแคทเทอร์พิลลาร์
โจทก์ — ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
ร้อยตำรวจตรีหรือพันตำรวจเอก
จำเลย — ณรงค์ สุภานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายสุรพัศ เพ็ชรคง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13390 -ที่ 13391/2558
#635986
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 326 บัญญัติเกี่ยวกับการชำระหนี้ว่า ผู้ชำระหนี้ชอบที่จะได้รับใบเสร็จเป็นสำคัญจากผู้รับชำระหนี้ และเมื่อพิเคราะห์ตามปกติประเพณีในการชำระหนี้ ลูกหนี้ย่อมยึดถือใบเสร็จรับเงินที่ได้รับจากเจ้าหนี้เป็นหลักฐานว่าหนี้นั้นระงับสิ้นไป การกำหนดข้อสัญญาให้ต้องมีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานในการชำระเงินจึงสอดคล้องกับความในมาตรา 326 ดังกล่าว และหลักปฏิบัติในการชำระหนี้โดยทั่วไป ประกอบกับมีข้อพิจารณาว่า การชำระค่าเช่าซื้อในคดีนี้คู่สัญญาตกลงให้ชำระด้วยเช็ค จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 321 วรรคสาม ที่กำหนดว่าถ้าชำระหนี้ด้วยออกตั๋วเงิน หนี้จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินนั้นได้ใช้เงินแล้ว ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 มีข้อความต่อไปอีกว่า หากชำระด้วยเช็ค ใบรับเช็คไม่ถือว่าเป็นใบเสร็จรับเงิน ข้อสัญญาโดยรวมจึงมุ่งหมายให้มีการชำระเงินค่าเช่าซื้อแก่โจทก์โดยต้องมีใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ออกให้เป็นหลักฐานในการรับชำระ ซึ่งเป็นธรรมต่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายและชอบด้วยบทบัญญัติว่าด้วยการชำระหนี้แล้ว จึงมิได้เป็นข้อสัญญาอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนที่สองว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 2

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 278,038.32 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าใช้รถ 300,000 บาท และค่าใช้รถอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 19,462.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

สำนวนที่สองเดิมจำเลยที่ 1 ฟ้องเป็นคดีผู้บริโภค ต่อมาประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า คดีของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีและรับฟ้องเป็นคดีสามัญ จำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่าภาษี ค่าอากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมทั้งส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถให้แก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถขุดตีนตะขาบที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 278,038.32 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 300,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสองคืนรถขุดดินตีนตะขาบที่เช่าซื้อไม่ได้ให้ใช้ราคา 224,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2548 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถขุดตีนตะขาบ ยี่ห้อแคทเทอร์พิลลาร์ รุ่น 320 ซี หมายเลขเครื่องยนต์ 7 เจเค 74050 หมายเลขตัวรถ ซีเอที 0320 ซีซีเอเอ็มซี 03631 ไปจากโจทก์ ในราคา 3,614,498.16 บาท ซึ่งยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 92,679.44 บาท พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงินงวดละ 99,167 บาท รวม 39 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 9 ตุลาคม 2548 งวดถัดไปชำระภายในวันที่ 9 ของทุกเดือน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในการนี้จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนประดิพัทธ์จำนวนเงินฉบับละ 99,167 บาท ลงวันที่ล่วงหน้าตามกำหนดชำระค่าเช่าซื้อแต่ละงวดรวม 39 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระค่าเช่าซื้อ เช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน 6 ฉบับ เป็นเช็คชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ถึงงวดที่ 10 ลงวันที่ 9 เมษายน 2549 วันที่ 9 พฤษภาคม 2549 วันที่ 9 มิถุนายน 2549 วันที่ 9 กรกฎาคม 2549 และเช็คชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 12 และงวดที่ 13 ลงวันที่ 9 กันยายน 2549 และวันที่ 9 ตุลาคม 2549 โจทก์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 กรณีเช็คชำระค่าเช่าซื้อลงวันที่ 9 กันยายน 2549 และวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เช็ค 6 ฉบับ ที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินนั้น เช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 7 งวดที่ 8 และงวดที่ 10 จำเลยที่ 1 โอนเงินชำระค่าเช่าซื้อ ค่าปรับและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โจทก์ไม่ได้ดำเนินคดีอาญาสำหรับเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ถึงงวดที่ 10 และคืนเช็คทั้งสี่ฉบับแก่จำเลยที่ 1 เพราะมีการชำระหนี้ในส่วนนี้แล้ว ซึ่งได้มีการนำเงินที่เรียกเก็บจากเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 11 มาชำระแทน ส่วนเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 12 และงวดที่ 13 ที่โจทก์ดำเนินคดีอาญา ต่อมาโจทก์ได้ขอถอนฟ้องโดยให้เหตุผลว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับครบถ้วนแล้วที่โจทก์อ้างว่า นำเงินที่เรียกเก็บจากเช็คค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์ในงวดถัดไปมาชำระหนี้แทนเช็คที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ขัดต่อเหตุผล จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อโดยสิ้นเชิงแล้ว จึงได้รับเช็คซึ่งเป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้คืนมา การกำหนดเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ว่า หลักฐานการชำระเงินต้องมีใบเสร็จรับเงินของผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หากมีการเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ก็ถือว่ามีการชำระหนี้แล้ว มิใช่จะต้องมีใบเสร็จรับเงินเพียงอย่างเดียว นั้น เห็นว่า ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 ที่ว่า พยานหลักฐานการชำระเงินต้องมีใบเสร็จรับเงินของผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น จึงจะถือว่ามีการชำระเงินกันจริง เป็นสัญญาสำเร็จรูปที่กำหนดให้โจทก์ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น แม้ปัญหาข้อนี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลล่างทั้งสองก็ตาม แต่เมื่อเป็นปัญหาที่ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 จึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัย การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า สัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ที่กำหนดให้ต้องมีใบเสร็จรับเงินของโจทก์ จึงจะถือว่ามีการชำระเงินกันจริง เป็นการให้เปรียบโจทก์เกินสมควร และขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 326 นั้น จำเลยที่ 1 หาได้มีเหตุผลสนับสนุนไม่ ตามมาตรา 326 ดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับการชำระหนี้ว่า ผู้ชำระหนี้ชอบที่จะได้รับใบเสร็จเป็นสำคัญจากผู้รับชำระหนี้ และเมื่อพิเคราะห์ตามปกติประเพณีในการชำระหนี้ ลูกหนี้ย่อมยึดถือใบเสร็จรับเงินที่ได้รับจากเจ้าหนี้เป็นหลักฐานว่าหนี้นั้นระงับสิ้นไป การกำหนดข้อสัญญาให้ต้องมีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานในการชำระเงินจึงสอดคล้องกับความในมาตรา 326 ดังกล่าวและหลักปฏิบัติในการชำระหนี้โดยทั่วไป ประกอบกับมีข้อพิจารณาว่า การชำระค่าเช่าซื้อในคดีนี้คู่สัญญาตกลงให้ชำระด้วยเช็ค จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 321 วรรคสาม ที่กำหนดว่าถ้าชำระหนี้ด้วยออกตั๋วเงิน หนี้จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินนั้นได้ใช้เงินแล้ว ซึ่งตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 6 มีข้อความต่อไปอีกว่า หากชำระด้วยเช็ค ใบรับเช็คไม่ถือว่าเป็นใบเสร็จรับเงิน ข้อสัญญาโดยรวมจึงมุ่งหมายให้มีการชำระเงินค่าเช่าซื้อแก่โจทก์โดยต้องมีใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ออกให้เป็นหลักฐานในการรับชำระ ซึ่งเป็นธรรมต่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายและชอบด้วยบทบัญญัติว่าด้วยการชำระหนี้แล้ว จึงมิได้เป็นข้อสัญญาอันไม่เป็นธรรมดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อโดยสิ้นเชิงแล้ว โจทก์จึงคืนเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินและถอนฟ้องคดีอาญา ในข้อนี้โจทก์นำสืบถึงการชำระค่าเช่าซื้อรายงวดของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีการชำระหนี้ล่าช้า เนื่องจากเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ถึงงวดที่ 10 งวดที่ 12 และงวดที่ 13 ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ โดยได้ความว่าเมื่อเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ถึงงวดที่ 10 ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินสดและค่าปรับสำหรับงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ส่วนงวดที่ 9 โจทก์นำเงินที่เรียกเก็บตามเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 11 มาชำระแทน สำหรับงวดที่ 10 จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินสดและค่าปรับ ส่วนเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 12 และงวดที่ 13 ที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินและโจทก์ไปฟ้องเป็นคดีอาญา ต่อมาโจทก์นำเงินที่เรียกเก็บตามเช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 14 และงวดที่ 15 มาชำระแทน เช็คในงวดถัดๆ ไป ก็จะถูกนำมาชำระค่าเช่าซื้องวดที่ค้างชำระก่อนเป็นลำดับไปจนถึงงวดสุดท้าย โดยโจทก์ระบุหมายเลขเช็คและงวดที่ชำระไว้ตามใบเสร็จรับเงินแต่ละฉบับ เมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจนถึงงวดสุดท้ายแล้ว จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 37 ถึงงวดที่ 39 เป็นเงิน 278,038.32 บาท จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่ามีเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน 6 ฉบับ และจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินชำระให้แก่โจทก์ โดยสำเนาใบคำขอโอนเงินและใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 1 อ้างสอดคล้องกับใบเสร็จรับเงิน ฉบับวันที่ 19 มิถุนายน 2549 และวันที่ 12 กันยายน 2549 ซึ่งโจทก์นำเงินที่ได้รับมาชำระค่าเช่าซื้อและค่าปรับงวดที่ 8 และงวดที่ 10 แต่ในส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ามีการชำระเงินแก่โจทก์ตามใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 21/09/2005 พร้อมค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย 50,000 บาท ด้วยนั้น วันที่ระบุในใบเสร็จรับเงินฉบับดังกล่าวเป็นวันเดียวกับวันทำสัญญาเช่าซื้อ จึงมิได้เกี่ยวข้องกับการชำระค่าเช่าซื้อตามเช็คที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ในช่วงปี 2549 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้ากว่ากำหนดตามสัญญาในช่วงที่เช็คค่าเช่าซื้องวดที่ 7 ถึงงวดที่ 10 ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้เป็นต้นมา เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คค่าเช่าซื้อในงวดถัดๆ ไปนำมาชำระแทนตามที่ระบุไว้ในใบเสร็จรับเงิน จำเลยที่ 1 ไม่เคยโต้แย้งใบเสร็จรับเงินที่โจทก์ระบุการชำระด้วยเช็คที่ล่าช้ากว่างวดที่ต้องชำระ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีหลักฐานการชำระเงินมาหักล้างใบเสร็จรับเงินของโจทก์เป็นอย่างอื่นตามใบเสร็จรับเงินฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 ที่ระบุการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 11 ซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ 9 สิงหาคม 2549 จนถึงใบเสร็จรับเงินฉบับที่ 9 ธันวาคม 2551 ที่ระบุการชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 36 ซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ 9 กันยายน 2551 แสดงว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้ากว่ากำหนด 3 งวด ตลอดมา ส่วนที่โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญานั้น น่าเชื่อว่าเป็นไปตามที่นางสาวมาศสุวัณณ์ พยานโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า นายคณิต กรรมการโจทก์เป็นผู้สั่งให้ถอนฟ้อง โดยแจ้งว่า อยู่ระหว่างเจรจากับจำเลยที่ 1 และสามารถนำเช็คฉบับหลังไปตัดยอดหนี้ได้อยู่แล้ว หนี้ตามเช็คที่โจทก์นำไปดำเนินคดีอาญาจึงมีการชำระด้วยเงินที่เรียกเก็บตามเช็คฉบับถัดไปแล้ว มิใช่จำเลยที่ 1 ชำระเงินต่างหากให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเช็คทั้งสี่ฉบับคืนมา หรือการที่โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญา แสดงได้แต่เพียงว่า มีการชำระหนี้ในส่วนของเช็คฉบับนั้นๆ แล้ว ส่วนหนี้ค่าเช่าซื้องวดที่ 37 ถึงงวดที่ 39 เป็นเงิน 278,038.32 บาท ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์ เช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ ในส่วนของราคารถใช้แทน จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า รถขุดตีนตะขาบมีราคาที่แท้จริงประมาณ 2,906,100 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อไปแล้ว 3,355,867 บาท ซึ่งเกินกว่าราคาที่แท้จริงรวมทั้งดอกเบี้ยและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย เห็นว่า ค่าเช่าซื้อเป็นราคารถที่โจทก์ลงทุนไปรวมกับผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยที่โจทก์คำนวณไว้ล่วงหน้าตามระยะเวลาการผ่อนชำระ 39 งวด แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อมา 36 งวด ยังขาดอีก 3 งวด แม้โจทก์จะได้รับเงินลงทุนคืนเป็นส่วนใหญ่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ครบจำนวน เมื่อคิดสัดส่วนค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระแล้ว 36 งวด กับค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระทั้งหมด 39 งวด เท่ากับมีการผ่อนชำระแล้วร้อยละ 92.31 ยังเหลืออีกร้อยละ 7.69 จำเลยที่ 1 ยอมรับว่ารถขุดตีนตะขาบมีราคาที่แท้จริงประมาณ 2,906,100 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดราคารถใช้แทน 224,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว สำหรับค่าขาดประโยชน์ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือมีเพียง 278,038.32 บาท ค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท เป็นจำนวนเงินที่สูงมาก และศาลไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดในการคิดค่าเสียหายทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดสูงกว่ายอดเงินที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นจำนวนมาก เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท นั้น หากจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ก่อนวันฟ้องเป็นเวลา 10 เดือน เป็นเงิน 300,000 บาท และค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโดยไม่จำกัดระยะเวลา นับว่าเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินไปโดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า โจทก์ได้รับค่าเช่าซื้อแล้วเป็นส่วนใหญ่ คงเหลือค่าเช่าซื้อที่ค้างเพียง 3 งวด และโจทก์ยังมีสิทธิได้รับราคารถใช้แทนอีกส่วนหนึ่งด้วย การกำหนดค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ในกรณีเช่นนี้ควรคำนึงถึงความเสียหาย ที่โจทก์ไม่ได้รับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือ อันเป็นทางได้เสียโดยชอบของโจทก์ จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์เพียงเดือนละ 10,000 บาท คิดเป็นค่าขาดประโยชน์ก่อนวันฟ้อง 100,000 บาท และกำหนดค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องโดยจำกัดเพียง 5 เดือน ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วม จึงให้คำพิพากษามีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ 100,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อัตราเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่ให้ไม่เกิน 5 เดือน นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคสาม ม. 326
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแคทเทอร์พิลลาร์ ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ร้อยตำรวจตรีหรือพันตำรวจเอกณรงค์ สุภานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
เกษม เกษมปัญญา
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13385/2558
#635981
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้าง สัญญาเช่าซื้อมีลักษณะเป็นตราสาร จึงต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แต่ปรากฏว่า สัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามบทบัญญัติ ป.รัษฎากร มาตรา 118 ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้หรือยกปัญหาในเรื่องสัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ฟ้องเป็นเอกสารที่เกิดจากกลฉ้อฉลของโจทก์เพราะในการกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าวไม่ตรงกับเงื่อนไขและข้อกำหนดที่จำเลยทั้งสามเสนอต่อโจทก์ เมื่อไม่อาจรับฟังสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานได้ พยานหลักฐานอื่นของโจทก์ไม่มีน้ำหนักดีไปกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 14,532,694.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,138.694.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินและอุปกรณ์ทั้งหมดคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ชดใช้ราคาแทน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,343,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 มกราคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบกล่องป้ายเอ็ม พี จำนวน 3 ป้าย คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งมอบคืนได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 17,400 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวมัลลิการ์ ทายาทของจำเลยที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางทิพวรรณ บุตรของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน พิเคราะห์แล้วฟังได้ว่า นางทิพวรรณเป็นทายาทของจำเลยที่ 2 ผู้มรณะ จึงอนุญาตให้นางทิพวรรณเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเช่าซื้อและค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินและอุปกรณ์คืนโจทก์ โดยโจทก์อาศัยสัญญาเช่าซื้อ สัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์และสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการตามข้อสัญญาได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินคืนให้แก่โจทก์ เห็นว่า ตามมาตรา 118 ประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้น เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งมิได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ที่ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว" ที่โจทก์อ้างสัญญาเช่าซื้อ เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างนั้น สัญญาเช่าซื้อมีลักษณะเป็นตราสาร จึงต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แต่ปรากฏว่า สัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ ดังนั้น สัญญาเช่าซื้อฉบับดังกล่าวจึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามบทบัญญัติประมวลรัษฎากรข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้หรือยกปัญหาในเรื่องสัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ฟ้องเป็นเอกสารที่เกิดจากกลฉ้อฉลของโจทก์เพราะในการกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าวไม่ตรงกับเงื่อนไขและข้อกำหนดที่จำเลยทั้งสามเสนอต่อโจทก์ เมื่อไม่อาจรับฟังสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานได้ พยานหลักฐานอื่นของโจทก์ไม่มีน้ำหนักดีไปกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

ส่วนความรับผิดในการคืนทรัพย์สินให้แก่โจทก์นั้น เมื่อได้ความว่า ตามสัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์มีเอกสารแนบท้ายระบุรายการทรัพย์สินที่ยืมซึ่งมีป้ายเอ็ม พี จำนวน 3 ป้าย แต่ตามใบรับคืนสินค้าขีดฆ่ารายการกล่องป้ายเอ็ม พี จำนวน 3 ป้าย ออก โดยมีข้อความว่า รายการที่ขีดฆ่า คือ รายการที่ยังไม่ได้ถอดถอนไป แสดงว่า ป้ายของโจทก์ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อโจทก์ขอเรียกคืนทรัพย์สินดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องส่งมอบคืนโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกัน ต้องร่วมรับผิดด้วย เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในเรื่องค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้ออีก เพราะไม่มีผลต่อคดี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเพียงบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนคำขอตามสัญญาเช่าซื้อ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 245 (1) ม. 247
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม พี ปิโตรเลียม จำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด รัฐวรรณ ปิโตรเลียม
จำเลย — หล่มสัก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13384/2558
#633629
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ได้ระบุห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการได้รู้หรือควรได้รู้อย่างแน่นอนและมีหลักฐานยืนยันได้ การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามลงวันที่ 18 มกราคม 2545 ให้จ่าสิบตำรวจ ก. ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา และได้ส่งให้จ่าสิบตำรวจ ก. ที่ภูมิลำเนาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 ตามใบตอบรับทางไปรษณีย์และซองจดหมาย ซึ่งไม่มีผู้รับแต่มีข้อความเขียนระบุไว้ที่ซองจดหมายว่าจ่าสิบตำรวจ ก. ถึงแก่ความตายแล้วโดยไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้แจ้งให้ผู้ส่งจดหมายบันทึกข้อความดังกล่าว กรณีดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการแน่นอนว่าจ่าสิบตำรวจ ก. ถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อโจทก์ตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนในวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรมีข้อความระบุว่า จำหน่ายชื่อจ่าสิบตำรวจ ก. จากทะเบียนบ้านเนื่องจากตายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 จึงต้องฟังว่าโจทก์เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของจ่าสิบตำรวจ ก. เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2547 ยังไม่พ้น 1 ปี สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของจ่าสิบตำรวจ ก. ตามฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 217,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 217,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาครบถ้วนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 1258 สุรินทร์ ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทหรือนายกัมปนาท ที่ตกทอดแก่ตน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 2 เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทหรือนายกัมปนาท เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2536 จ่าสิบตำรวจกัมปนาททำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 1258 สุรินทร์ จากโจทก์ในราคา 260,400 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 21,700 บาท รวม 12 งวด งวดแรกชำระวันที่ 23 พฤษภาคม 2536 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 23 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จ่าสิบตำรวจกัมปนาทชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ งวดแรกวันที่ 30 พฤษภาคม 2536 งวดที่สองวันที่ 7 มิถุนายน 2538 รวมเป็นเงิน 43,400 บาท จากนั้นไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์อีก เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 โจทก์ได้ทวงถามให้จ่าสิบตำรวจกัมปนาท และจำเลยที่ 2 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา ปรากฏต่อมาว่าจ่าสิบตำรวจกัมปนาทถึงแก่ความตาย ตามหนังสือแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรลงวันที่ 1 สิงหาคม 2546 วันที่ 29 ตุลาคม 2546 โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ชอบแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทราบการตายของจ่าสิบตำรวจกัมปนาท เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 2 มีนาคม 2547 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ได้ระบุห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการได้รู้หรือควรได้รู้อย่างแน่นอนและมีหลักฐานยืนยันได้ การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามลงวันที่ 18 มกราคม 2545 ให้จ่าสิบตำรวจกัมปนาทชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา และได้ส่งให้จ่าสิบตำรวจกัมปนาทที่ภูมิลำเนาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 ตามใบตอบรับทางไปรษณีย์และซองจดหมาย ซึ่งไม่มีผู้รับแต่มีข้อความเขียนระบุไว้ที่ซองจดหมายว่าจ่าสิบตำรวจกัมปนาทถึงแก่ความตายแล้วโดยไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้แจ้งให้ผู้ส่งจดหมายบันทึกข้อความดังกล่าว กรณีดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการแน่นอนว่าจ่าสิบตำรวจกัมปนาทถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อโจทก์ตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนในวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรมีข้อความระบุว่า จำหน่ายชื่อจ่าสิบตำรวจกัมปนาทจากทะเบียนบ้านเนื่องจากตายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 จึงต้องฟังว่าโจทก์เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2547 ยังไม่พ้น 1 ปี สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทตามฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุรีรัตน์ รังคกูลนุวัฒน์หรือพันธ์สายเชื้อ
จำเลย — นางสาวจุฑารัตน์ ฐิติธนานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ สนามชวด
เกษม เกษมปัญญา
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13369/2558
#591594
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดจากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ก่อนหน้าคดีนี้นั้น จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน และให้ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 120 วัน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนที่กำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้วไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 5 ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด และกรณีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 นั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 5 มีคำสั่งที่ 860/2555 ว่า จำเลยไม่มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเนื่องจากจำเลยอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก จึงให้แจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป จึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับหลอดพลาสติกดัดแปลงอันเป็นอุปกรณ์การเสพยาเสพติดของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อหลอดพลาสติกดัดแปลงอันเป็นอุปกรณ์การเสพยาเสพติดของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งเห็นสมควรให้ริบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2547/2554 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และบวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2547/2554 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 9 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 นั้น ผู้ที่จะถูกส่งตัวไปเข้ารับการฟื้นฟู คือ บุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อนและคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดจากนั้นจะต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 ซึ่งคดีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ก่อนหน้าคดีนี้นั้น จำเลยต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติ เป็นเวลา 6 เดือน และให้ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 120 วัน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามแผนที่กำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 มาตรา 30 และมาตรา 31 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีอำนาจและหน้าที่จับจำเลยกลับเข้าไว้ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อบำบัดฟื้นฟูตามแผนและให้มีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย แต่เมื่อได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้แล้วไม่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 5 ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวแต่ประการใด และกรณีที่จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 นั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกรุงเทพมหานคร คณะที่ 5 มีคำสั่งที่ 860/2555 ว่า จำเลยไม่มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเนื่องจากจำเลยอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก จึงให้แจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป จึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องก็ชอบที่จะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับหลอดพลาสติกดัดแปลงอันเป็นอุปกรณ์การเสพยาเสพติดของกลางที่โจทก์ขอให้มีคำสั่งริบด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อหลอดพลาสติกดัดแปลงอันเป็นอุปกรณ์การเสพยาเสพติดของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดซึ่งเห็นสมควรให้ริบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบหลอดพลาสติกดัดแปลงอันเป็นอุปกรณ์การเสพยาเสพติดของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 215
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 30 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวันเฉลิม แย้มกลีบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายสุวิทย์ เหล่าพัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13366/2558
#633626
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 370/2556 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เท่ากับจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น เมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง"และคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 97 เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง และนับโทษจำคุกในคดีนี้ติดต่อกับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2488/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน สำหรับคำขอให้เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 นั้น เห็นว่า คดีที่แล้วเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นบทที่หนักที่สุด จึงไม่ใช่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยตรงไม่อาจเพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้ คงเพิ่มโทษได้เพียงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เท่านั้น จึงให้เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2488/2556 ของศาลชั้นต้น

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 370/2556 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เท่ากับจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" และคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 4 เดือน 15 วัน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 2 เดือน 7 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายอนุชา บุญญาหาร
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13361/2558
#587405
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญา จำเลยถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ สำหรับคดีส่วนแพ่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 หากครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่จำเลยถึงแก่ความตาย ไม่มีบุคคลใดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทน หรือเข้ามาตามหมายเรียกของศาลก็ให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72, 33, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 15, 42 ริบอาวุธปืน หัวกระสุนปืนและเสื้อเกราะป้องกันกระสุนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางทองสุข มารดาของนายชำนาญ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ให้จำคุก 20 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน จำเลยนำอาวุธปืนของกลางมามอบให้พนักงานสอบสวนประกอบคดีเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษในความผิดเจตนาฆ่าผู้อื่นให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 15 ปี รวมสองกระทง เป็นจำคุก 15 ปี 3 เดือน กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 สิงหาคม 2552 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบอาวุธปืน หัวกระสุนปืนและเสื้อเกราะป้องกันกระสุนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และโจทก์ร่วมแถลงว่า จำเลยถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2558 ปรากฏหลักฐานตามสำเนาใบมรณบัตรท้ายหนังสือของสถานีตำรวจภูธรเขาบางแกรก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ สำหรับคดีส่วนแพ่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 หากครบกำหนดหนึ่งปีนับแต่จำเลยถึงแก่ความตายไม่มีบุคคลใดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนหรือเข้ามาตามหมายเรียกของศาลก็ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (1), 40, 44/1
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
โจทก์ร่วม — นางทองสุข จำนงค์
จำเลย — นายฉลองหรืออ้อ สีดำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายธเนศ ตันวิรัช
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอานัต อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13316/2558
#590839
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ศ. ทำคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลโดยลงชื่อเป็นผู้เรียงและเขียนโดยอาศัยใบมอบฉันทะของจำเลยที่ 2 ที่ระบุไว้ให้ทำคำร้องได้นั้น เป็นกิจการอื่นนอกจากที่ ป.วิ.พ. มาตรา 64 บัญญัติไว้ และเป็นกิจการสำคัญที่คู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเอง ไม่อาจแต่งตั้งให้บุคคลทำการแทนได้ ทั้งการมอบฉันทะดังกล่าวไม่ทำให้ ศ. อยู่ในฐานะคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) เมื่อ ศ. มิใช่ผู้ซึ่งจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ และมิได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น การเรียงคำร้องอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่จำเลยที่ 2 ของ ศ. ดังกล่าวจึงขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ดังนั้น คำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ 15 วัน นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า รอไว้สั่งเมื่อจำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แล้ว ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2557 นายศิลป์ชัยผู้รับมอบฉันทะจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์อีก 30 วัน นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2557

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ครั้งแรก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในครั้งที่สองแต่อย่างใด คงมีเพียงนายศิลป์ชัย ผู้รับมอบฉันทะจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 30 วัน ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 บัญญัติให้คู่ความหรือทนายความอาจมอบฉันทะให้บุคคลอื่นทำการแทนในกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือกำหนดวันนั่งพิจารณาหรือวันสืบพยานหรือวันฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใดๆ ของศาล มาฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาล หรือสลักหลังรับรู้ซึ่งข้อความนั้น ๆ รับสำเนาแห่งคำให้การ คำร้องหรือเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 71 และ 72 และแสดงการรับรู้สิ่งเหล่านั้น ส่วนกิจการอื่นนอกจากนี้ต้องพิเคราะห์เป็นเรื่อง ๆ ไปว่าเป็นกิจการสำคัญซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าคู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเองหรือไม่ สำหรับคดีนี้การที่นายศิลป์ชัยทำคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลลงชื่อเป็นผู้เรียงและเขียนโดยอาศัยใบมอบฉันทะของจำเลยที่ 2 ที่ระบุไว้ให้ทำคำร้องได้นั้น เห็นได้ว่าเป็นกิจการอื่นนอกจากที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 บัญญัติไว้ และเป็นกิจการสำคัญที่คู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเอง ไม่อาจแต่งตั้งให้บุคคลทำการแทนได้ ทั้งการมอบฉันทะดังกล่าวไม่ทำให้นายศิลป์ชัยอยู่ในฐานะคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) เมื่อนายศิลป์ชัยมิใช่ผู้ซึ่งจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ และมิได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้ โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น การเรียงคำร้องอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่จำเลยที่ 2 ของนายศิลป์ชัยดังกล่าวจึงขัดต่อพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ดังนั้น คำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนของจำเลยที่ 1 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 และพิพากษายืนในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 64 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีวรรณ์ เพียรงาน
จำเลย — นางสาวทองสุข ธรรมใจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายชวลิต กิตตินันทะศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — อ่านไม่ออก
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13316/2558
#633623
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ครั้งแรก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในครั้งที่สองแต่อย่างใด คงมีเพียง ศ. ผู้รับมอบฉันทะจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 30 วัน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าว

ป.วิ.พ. มาตรา 64 บัญญัติให้คู่ความหรือทนายความอาจมอบฉันทะให้บุคคลอื่นทำการแทนในกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือกำหนดวันนั่งพิจารณาหรือวันสืบพยานหรือวันฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาล มาฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาล หรือสลักหลังรับรู้ซึ่งข้อความนั้น ๆ รับสำเนาแห่งคำให้การ คำร้องหรือเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 71 และ 72 และแสดงการรับรู้สิ่งเหล่านั้น ส่วนกิจการอื่นนอกจากนี้ต้องพิเคราะห์เป็นเรื่อง ๆ ไปว่าเป็นกิจการสำคัญซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าคู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเองหรือไม่ การที่ ศ. ทำคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลลงชื่อเป็นผู้เรียงและเขียนโดยอาศัยใบมอบฉันทะของจำเลยที่ 2 ที่ระบุไว้ให้ทำคำร้องได้นั้น เห็นได้ว่าเป็นกิจการอื่นนอกจากที่ ป.วิ.พ. มาตรา 64 บัญญัติไว้ และเป็นกิจการสำคัญที่คู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเอง ไม่อาจแต่งตั้งให้บุคคลทำการแทนได้ ทั้งการมอบฉันทะดังกล่าวไม่ทำให้ ศ. อยู่ในฐานะคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) เมื่อ ศ. มิใช่ผู้ซึ่งจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความและมิได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น การเรียงคำร้องอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่จำเลยที่ 2 ของ ศ. ดังกล่าวจึงขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ดังนั้น คำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ 15 วัน นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า รอไว้สั่งเมื่อจำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แล้ว ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2557 นายศิลป์ชัย ผู้รับมอบฉันทะจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์อีก 30 วัน นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2557

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ครั้งแรก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 26 ธันวาคม 2557 เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในครั้งที่สองแต่อย่างใด คงมีเพียงนายศิลป์ชัย ผู้รับมอบฉันทะจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 30 วัน ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 บัญญัติให้คู่ความหรือทนายความอาจมอบฉันทะให้บุคคลอื่นทำการแทนในกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือกำหนดวันนั่งพิจารณาหรือวันสืบพยานหรือวันฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาล มาฟังคำสั่ง คำบังคับ หรือคำชี้ขาดใด ๆ ของศาล หรือสลักหลังรับรู้ซึ่งข้อความนั้น ๆ รับสำเนาแห่งคำให้การ คำร้องหรือเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 71 และ 72 และแสดงการรับรู้สิ่งเหล่านั้น ส่วนกิจการอื่นนอกจากนี้ต้องพิเคราะห์เป็นเรื่อง ๆ ไปว่าเป็นกิจการสำคัญซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าคู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเองหรือไม่ การที่นายศิลป์ชัยทำคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลลงชื่อเป็นผู้เรียงและเขียนโดยอาศัยใบมอบฉันทะของจำเลยที่ 2 ที่ระบุไว้ให้ทำคำร้องได้นั้น เห็นได้ว่าเป็นกิจการอื่นนอกจากที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 64 บัญญัติไว้ และเป็นกิจการสำคัญที่คู่ความหรือทนายความจะต้องกระทำด้วยตนเอง ไม่อาจแต่งตั้งให้บุคคลทำการแทนได้ ทั้งการมอบฉันทะดังกล่าวไม่ทำให้นายศิลป์ชัยอยู่ในฐานะคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) เมื่อนายศิลป์ชัยมิใช่ผู้ซึ่งจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ และมิได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น การเรียงคำร้องอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่จำเลยที่ 2 ของนายศิลป์ชัยดังกล่าวจึงขัดต่อพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ดังนั้น คำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนของจำเลยที่ 1 และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 และพิพากษายืนในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 23 ม. 64 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีวรรณ์ เพียรงาน
จำเลย — นางสาวทองสุข ธรรมใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13293/2558
#633978
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอถอนฟ้องคดีภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 5 ยื่นคำให้การแล้วซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ศาลจะอนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ (1) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมี ก่อน..." ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาสั่งได้ ดังนั้น แม้โจทก์ขอถอนฟ้องอ้างว่าฟ้องไม่สมบูรณ์ และจำเลยที่ 1 และที่ 5 จะคัดค้านการถอนฟ้องเหตุตามคำร้องโจทก์ดังกล่าว ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ และศาลไม่อาจนำข้อที่โจทก์อ้างตามคำร้องขอถอนฟ้องว่าฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์มาเป็นเงื่อนไขในการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องด้วย เพราะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ก็ไม่ได้ห้ามโจทก์ที่ถอนฟ้องยื่นฟ้องคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ดังนี้ การถอนฟ้องของโจทก์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งห้าและทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ พ. เป็นคดีใหม่ จำเลยทั้งห้าก็ยังมีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่เช่นเดิม จึงฟังไม่ได้ว่าการถอนฟ้องคดีของโจทก์ไม่สุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในการต่อสู้คดีตามจำเลยที่ 1 และที่ 5 คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 125107 และ 129095 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้ใช้โฉนดที่ดินฉบับเดิมแทนให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2547 จนถึงปัจจุบัน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงข้างต้นแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าใช้จ่าย ค่าภาษีในการโอนกรรมสิทธิ์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นฟ้องนายไพโรจน์และทายาทของนายไพโรจน์ด้วย เนื่องจากขณะยื่นฟ้อง โจทก์ไม่สามารถสืบหาทายาทของนายไพโรจน์ได้ ทำให้ฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์

จำเลยที่ 1 และที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า การถอนฟ้องของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จำเลยที่ 1 และที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่าไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้อุทธรณ์คำสั่ง คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้แต่เพียงว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 5 ชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามคำร้องขอถอนฟ้อง โจทก์อ้างเหตุว่า ในสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนขายให้แก่นายไพโรจน์ นายไพโรจน์โอนขายต่อให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 3 และที่ 4 โอนขายต่อให้จำเลยที่ 5 แต่เนื่องจากนายไพโรจน์ได้ถึงแก่ความตายและไม่สามารถสืบหาทายาทในขณะนั้นได้ โจทก์จึงไม่ได้ยื่นฟ้องนายไพโรจน์หรือทายาทโดยธรรมของนายไพโรจน์ ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้านทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทราบว่านายไพโรจน์ถึงแก่ความตายไปก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้องคดี จำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้การต่อสู้ว่าการทำนิติกรรมตามฟ้องของนายไพโรจน์กระทำโดยสุจริต การถอนฟ้องคดีของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ขอถอนฟ้องคดีภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 5 ยื่นคำให้การแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ (1) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมี ก่อน..." ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาสั่งได้ ดังนั้น แม้โจทก์ขอถอนฟ้องอ้างว่าฟ้องไม่สมบูรณ์ และจำเลยที่ 1 และที่ 5 จะคัดค้านการถอนฟ้องเหตุตามคำร้องโจทก์ดังกล่าว ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งอนุญาตได้ และศาลไม่อาจนำข้อที่โจทก์อ้างตามคำร้องขอถอนฟ้องว่าฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์มาเป็นเงื่อนไขในการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องด้วย เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ก็ไม่ได้ห้ามโจทก์ที่ถอนฟ้องยื่นฟ้องคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ดังนี้ การถอนฟ้องของโจทก์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งห้าและทายาทหรือผู้จัดการมรดกของนายไพโรจน์เป็นคดีใหม่ จำเลยทั้งห้าก็ยังมีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่เช่นเดิม จึงฟังไม่ได้ว่าการถอนฟ้องคดีของโจทก์ไม่สุจริตทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในการต่อสู้คดีตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 คัดค้าน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีจำเลยที่ 1 และที่ 5 เพราะเห็นว่าทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เสียเปรียบในเชิงคดีนั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำเนียร ไพรีขยาด
จำเลย — นายมนูญหรือธนัท พันธุ์พุ่ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13289/2558
#603277
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเปลี่ยนชื่อก่อนรับมอบอำนาจจากโจทก์ในคดีนี้แต่ก็เป็นบุคคลคนเดียวกัน การที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้แทน โดยระบุชื่อเดิมของผู้รับอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ จึงไม่ทำให้การมอบอำนาจนั้นเสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้คู่ความฟังแล้ว โจทก์ประสงค์จะยื่นฎีกา และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยนายจื้อ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2555 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทั้งหมดและมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นายจื้อ และนายติ่ง เป็นบุคคลคนเดียวกัน กรณียังไม่มีเหตุการณ์พิจารณาที่ผิดระเบียบ ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์ที่ระบุชื่อ นายจื้อ ฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2555 และฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2555 เป็นคำร้องที่ผิดระเบียบและไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่านายจื้อ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจนั้น ได้เปลี่ยนชื่อเป็นนายติ่ง มาก่อนเป็นระยะเวลานานหลายปีแล้ว การที่โจทก์ยื่นคำร้องทั้งสองฉบับดังกล่าวโดยยังใช้ชื่อเดิมมีเจตนาไม่สุจริตโดยไม่เขียนรายการในคำร้องของตนเองให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้ง ๆ ที่ชื่อเดิมของผู้รับมอบอำนาจได้ยกเลิกไปแล้วแต่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์กลับเจตนาใช้ชื่อเก่าแทน คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์ทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องด้วยกฎหมาย ต้องถือว่านายจื้อ ไม่มีตัวตนขณะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาดังกล่าว และเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและขัดต่อกฎหมายโดยมีเจตนาไม่สุจริต เป็นโมฆะ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าแม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเปลี่ยนชื่อจากนายจื้อ เป็น ติ่ง ก่อนรับมอบอำนาจจากโจทก์ในคดีนี้ แต่นายจื้อ หรือนายติ่ง เจิ้น ก็เป็นบุคคลคนเดียวกัน การที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้แทน โดยระบุชื่อเดิมของผู้รับอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ จึงไม่ทำให้การมอบอำนาจนั้นเสียไป ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ใช้ชื่อนายจื้อ มาโดยตลอด โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาไม่สุจริตหรือมีเจตนาที่จะให้จำเลยทั้งสองหลงข้อต่อสู้แต่อย่างใด การที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาตามคำร้องลงวันที่ 8 มีนาคม 2555 และคำร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2555 โดยใช้ชื่อนายจื้อ ซึ่งตรงกับหนังสือมอบอำนาจ จึงชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโฮ ลู่ เซียว เซีย
จำเลย — บริษัทซีวีก้า (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายรุ่งสง่า นวลนุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
นิรัตน์ จันทพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13287/2558
#591591
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์มาจากโจทก์ที่ 1 ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ดังนั้น ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าได้ซื้อที่ดินจากโจทก์ที่ 1 ขอให้มีคำสั่งให้ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1 จึงไม่มีกฎหมายเปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ต้องมีกฎหมายสนับสนุน

ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 และให้จำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวตกเป็นภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยขัดขวางการที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ทางภาระจำยอมดังกล่าว ให้จำเลยรื้อถอนแนวกำแพงคอนกรีตที่สร้างปิดกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 22117 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 22177) และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 ตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาท คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่คัดค้าน

จำเลยยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวนผู้ร้องแถลงว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 แล้วนำไปจำนองแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในวันเดียวกัน เดิมโจทก์ที่ 1 ประกอบกิจการค้าขายแก๊สในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด เซ็นต์หลุยส์แก๊สและการเกษตร บนที่ดินดังกล่าวร่วมกับนายสมชาติ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ร้อง ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นลุงของผู้ร้อง หลังจากโจทก์ที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้ผู้ร้องแล้ว ยังโอนกิจการค้าขายแก๊สส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 ให้ผู้ร้องด้วย ปัจจุบันผู้ร้องกับนายสมชาติประกอบกิจการค้าขายแก๊สดังกล่าวร่วมกันในลักษณะกงสี โดยนายสมชาติเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อมีภาระจำยอมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์แล้ว ไม่ว่าสามยทรัพย์นั้นจะโอนไปเป็นของผู้ใด ภาระจำยอมย่อมตกติดไปเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์อยู่เสมอ โดยไม่คำนึงถึงตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของ เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ผูกพันอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ มิใช่เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และภาระจำยอมจะระงับสิ้นไปเมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือมิได้ใช้ภาระจำยอมสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1397 และ 1399 ฉะนั้นตราบใดที่ภาระจำยอมยังมิได้ระงับสิ้นไป ภาระจำยอมก็ต้องคงอยู่เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์นั้นตลอดไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ ดังนั้น เมื่อที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมสำหรับที่ดินสามยทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และต่อมาผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์จากโจทก์ที่ 1 ภาระจำยอมดังกล่าวจึงตกติดไปกับสามยทรัพย์ด้วย ผู้ร้องจึงใช้สิทธิภาระจำยอมเหนือที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของสามยทรัพย์ได้ โดยจำเลยไม่มีอำนาจมาขัดขวางหรือหวงห้ามแต่ประการใด กรณีไม่มีเหตุที่จะอนุญาตตามคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายหรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น ซึ่งหมายความว่า ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับสามยทรัพย์เสมอ ไม่ว่าจะโอนสามยทรัพย์ให้ผู้ใด เว้นแต่กรณีภาระจำยอมได้มาโดยนิติกรรมและนิติกรรมที่ก่อตั้งภาระจำยอมได้จำกัดไว้ว่าให้ภาระจำยอมระงับไปเมื่อมีการโอนสามยทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น ดังนั้น หากจะฟังตามคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 มาจากโจทก์ที่ 1 โดยมิใช่เป็นนิติกรรมอำพราง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยก็ติดไปกับที่ดินสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายไม่เปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้น ต้องมีกฎหมายสนับสนุนด้วย ที่จำเลยฎีกาว่า คดีมีประเด็นตามคำร้องและคำคัดค้านเพียงว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินสามยทรัพย์ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อยกคำร้องของผู้ร้องตามมาตราดังกล่าวแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อที่จำเลยต่อสู้อีก เพราะไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1329 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145 (2) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์เทพ เลิศดำรงลักษณ์ กับพวก
ผู้ร้อง — นางสาวขวัญใจ ฤกษ์พาเงิน
จำเลย — บริษัท พี.เอส กิจรุ่งเรือง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธีระพล เล็กกระจ่าง
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมยศ เข็มทอง
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13287/2558
#634209
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายหรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น ซึ่งหมายความว่า ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับสามยทรัพย์เสมอ ไม่ว่าจะโอนสามยทรัพย์ให้ผู้ใด เว้นแต่กรณีภาระจำยอมได้มาโดยนิติกรรมและนิติกรรมที่ก่อตั้งภาระจำยอมได้จำกัดไว้ว่าให้ภาระจำยอมระงับไปเมื่อมีการโอนสามยทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น

ผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 มาจากโจทก์ที่ 1 โดยมิใช่เป็นนิติกรรมอำพราง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับที่ดินสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ในกรณีเช่นนี้กฎหมายไม่เปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 นั้น ต้องมีกฎหมายสนับสนุนด้วย ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องขอเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 และให้จำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวตกเป็นภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยขัดขวางการที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ทางภาระจำยอมดังกล่าว ให้จำเลยรื้อถอนแนวกำแพงคอนกรีตที่สร้างปิดกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 22117 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 22177) และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 ตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาท คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ที่ 1 ขอให้มีคำสั่งให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่คัดค้าน

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวนผู้ร้องแถลงว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 แล้วนำไปจำนองแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในวันเดียวกัน เดิมโจทก์ที่ 1 ประกอบกิจการค้าขายแก๊สในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด เซ็นต์หลุยส์แก๊สและการเกษตร บนที่ดินดังกล่าวร่วมกับนายสมชาติ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ร้อง ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นลุงของผู้ร้อง หลังจากโจทก์ที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้ผู้ร้องแล้ว ยังโอนกิจการค้าขายแก๊สส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 ให้ผู้ร้องด้วย ปัจจุบันผู้ร้องกับนายสมชาติประกอบกิจการค้าขายแก๊สดังกล่าวร่วมกันในลักษณะกงสี โดยนายสมชาติเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อมีภาระจำยอมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์แล้ว ไม่ว่าสามยทรัพย์นั้นจะโอนไปเป็นของผู้ใด ภาระจำยอมย่อมตกติดไปเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์อยู่เสมอ โดยไม่คำนึงถึงตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของ เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ผูกพันอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ มิใช่เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และภาระจำยอมจะระงับสิ้นไปเมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือมิได้ใช้ภาระจำยอมสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1397 และ 1399 ฉะนั้นตราบใดที่ภาระจำยอมยังมิได้ระงับสิ้นไป ภาระจำยอมก็ต้องคงอยู่เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์นั้นตลอดไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ ดังนั้น เมื่อที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมสำหรับที่ดินสามยทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และต่อมาผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์จากโจทก์ที่ 1 ภาระจำยอมดังกล่าวจึงตกติดไปกับสามยทรัพย์ด้วย ผู้ร้องจึงใช้สิทธิภาระจำยอมเหนือที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของสามยทรัพย์ได้ โดยจำเลยไม่มีอำนาจมาขัดขวางหรือหวงห้ามแต่ประการใด กรณีไม่มีเหตุที่จะอนุญาตตามคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเดิมโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 กับที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความสำหรับที่ดินของโจทก์ที่ 1โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ก่อนศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 ดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขาย และสำเนาใบแทนโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 กับที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 ของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายหรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น ซึ่งหมายความว่า ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับสามยทรัพย์เสมอ ไม่ว่าจะโอนสามยทรัพย์ให้ผู้ใด เว้นแต่กรณีภาระจำยอมได้มาโดยนิติกรรมและนิติกรรมที่ก่อตั้งภาระจำยอมได้จำกัดไว้ว่าให้ภาระจำยอมระงับไปเมื่อมีการโอนสามยทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น ดังนั้น หากจะฟังตามคำร้องว่าผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 มาจากโจทก์ที่ 1 โดยมิใช่เป็นนิติกรรมอำพราง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยก็ติดไปกับที่ดินสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ในกรณีเช่นนี้กฎหมายไม่เปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้น ต้องมีกฎหมายสนับสนุนด้วย ที่จำเลยฎีกาว่า คดีมีประเด็นตามคำร้องและคำคัดค้านเพียงว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินสามยทรัพย์ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อยกคำร้องของผู้ร้องตามมาตราดังกล่าวแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อที่จำเลยต่อสู้อีก เพราะไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1393
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์เทพ เลิศดำรงลักษณ์ กับพวก
ผู้ร้อง — นางสาวขวัญใจ ฤกษ์พาเงิน
จำเลย — บริษัท พี. เอส. กิจรุ่งเรือง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
สมยศ เข็มทอง
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ