คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12979/2558
#634189
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 430 ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ชั่วครั้งคราว จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ซึ่งได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน บุคคลซึ่งรับดูแลต้องมีเจตนาที่จะรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถ อาจเกิดจากหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ตามสัญญา ตามวิชาชีพ หรือตามพฤติการณ์ ส่วนบุคคลผู้ไร้ความสามารถหมายถึง ผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปี ถือว่าเป็นผู้เยาว์ การที่จ่าสิบตำรวจ ว. ขับรถยนต์ของทางราชการนำจำเลยที่ 1 กับพวกไปส่งสถานพินิจฯ เป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ แต่ไม่มีเจตนาที่จะรับดูแลจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 430 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ จ่าสิบตำรวจ ว. ลงจากรถ โดยดับเครื่องยนต์ แต่ไม่ได้นำกุญแจรถยนต์ติดตัวไปด้วย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลบหนี โดยขับรถยนต์ของทางราชการไปและก่อให้เกิดความเสียหาย การที่จำเลยที่ 1 หลบหนีเป็นการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจ ว. การที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อขับรถไปก่อให้เกิดความเสียหายเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง ผลแห่งละเมิดมิได้เกิดจากจ่าสิบตำรวจ ว. ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับในผลแห่งละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 359,635 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 359,635 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บจ 9842 กระบี่ และรถยนต์บรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 81 - 6598 เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จ่าสิบตำรวจวินัย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 4 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ถก 873 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในทางราชการประจำสถานีตำรวจภูธรเมืองกระบี่ เพื่อไปส่งจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปี และเด็กชาย ค. อายุ 14 ปี ผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกระบี่ ระหว่างทางพบกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกัน จ่าสิบตำรวจวินัยจึงไประงับเหตุ โดยจอดรถดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถยนต์ แต่คงเสียบกุญแจรถยนต์ไว้ไม่ได้นำติดตัวไปด้วย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถือโอกาสหลบหนีโดยขับรถยนต์ดังกล่าวไป และด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง เมื่อเข้าโค้งรถยนต์เสียหลักข้ามเกาะกลางถนนชนเสาไฟฟ้าและเฉี่ยวชนรถยนต์ทั้งสองคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ซ่อมรถยนต์ที่รับประกันภัยเรียบร้อยแล้วและส่งมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 โดยเหตุที่ว่า ความเสียหายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 การที่จ่าสิบตำรวจวินัยดับเครื่องยนต์และลงไปจากรถโดยไม่ได้นำกุญแจรถยนต์ติดไปด้วย มิใช่ผลโดยตรง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายในการกระทำตามหน้าที่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อ้างในฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ในความดูแลของจ่าสิบตำรวจวินัย จำเลยที่ 4 เป็นตัวการ เมื่อจ่าสิบตำรวจวินัย เป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 430 เป็นการกระทำในขณะปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 4 ในฐานะหน่วยงานของรัฐและเป็นตัวการ จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 5 ละเมิด หมวด 1 ความรับผิดเพื่อละเมิด มาตรา 420 ผู้ทำละเมิดจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ส่วนมาตรา 430 ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ชั่วครั้งคราว จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ซึ่งได้กระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน เห็นว่า บุคคลซึ่งรับดูแลต้องมีเจตนาที่จะรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถ อาจเกิดจากหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ตามสัญญา ตามวิชาชีพ หรือตามพฤติการณ์ ส่วนบุคคลผู้ไร้ความสามารถหมายถึง ผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปี ถือว่าเป็นผู้เยาว์ การที่จ่าสิบตำรวจวินัยขับรถยนต์ของทางราชการนำจำเลยที่ 1 กับพวกไปส่งสถานพินิจฯ เป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ แต่ไม่มีเจตนาที่จะรับดูแลจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 430 ส่วนจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดตามมาตรา 5 เป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จ่าสิบตำรวจวินัยลงจากรถ โดยดับเครื่องยนต์ แต่ไม่ได้นำกุญแจรถยนต์ติดตัวไปด้วย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลบหนี โดยขับรถยนต์ของทางราชการไปและก่อให้เกิดความเสียหาย การที่จำเลยที่ 1 หลบหนีเป็นการบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของจ่าสิบตำรวจวินัย การที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทเลินเล่อขับรถไปก่อให้เกิดความเสียหายเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง ผลแห่งละเมิดมิได้เกิดจากจ่าสิบตำรวจวินัยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับในผลแห่งละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 430
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สมยศ เข็มทอง
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12978/2558
#590844
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์มีหนังสือสอบถามจำเลยถึงการโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่าจะถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ จำเลยในฐานะที่ปรึกษาภาษีอากร มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่โจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนหรือมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวด้วยแล้ว จำเลยยิ่งมีหน้าที่ต้องเสนอแนะแนวทางป้องกันความเสียหาย หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยอาจเสนอแนะโจทก์ให้ส่งข้อหารือไปยังกรมสรรพากรทันทีที่ได้รับหนังสือตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือให้โจทก์ยื่นคำขอคืนภาษีไว้ก่อน เพื่อมิให้การขอคืนภาษีขาดอายุความ แต่จำเลยก็มิได้กระทำ กลับมีหนังสือตอบข้อหารือโดยระบุเพียงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อธิบายหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยมิได้ตอบหรือให้ความเห็นอย่างชัดแจ้ง กลับปล่อยให้เป็นภาระของโจทก์ที่จะต้องไปตีความหรือหาคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยเป็นที่ปรึกษาภาษีอากรด้วยค่าจ้างที่สูงมาก ดังนี้ การที่จำเลยมิได้ตอบข้อหารืออย่างชัดแจ้งจึงไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง ข้อที่ 4 และ 5 ถือได้ว่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญาให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ จึงเป็นการผิดสัญญาจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,354,957.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 9,354,957.16 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยคิดจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2555) ต้องไม่เกิน 690,088.27 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยเป็นที่ปรึกษาภาษีอากรเพื่อดำเนินการให้คำปรึกษา เสนอแนะ วางแผนวิธีการปฏิบัติงานด้านภาษีอากรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโจทก์และสอบทานระบบงานภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์มีกำหนดเวลา 20 เดือน โดยแบ่งเป็นงานสอบทานระบบภาษีถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2549 และงานให้คำปรึกษาภาษีอากรมีกำหนดปฏิบัติงานเป็นรายเดือน เดิมจำเลยต้องปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จวันที่ 8 ตุลาคม 2550 แต่ขยายเวลาเป็นวันที่ 2 มกราคม 2551 ตามสัญญาจ้างที่ปรึกษาภาษีอากรและเอกสารแนบท้ายสัญญา เดิมก่อนที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะแปลงสภาพเป็นโจทก์นั้น การสื่อสารแห่งประเทศไทยจัดตั้งกองทุนบำเหน็จสำหรับผู้ปฏิบัติงานโดยการสื่อสารแห่งประเทศไทยจ่ายเงินเข้ากองทุน เป็นรายเดือนทุกเดือนในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด ต่อมาการสื่อสารแห่งประเทศไทยจดทะเบียนจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งพนักงานการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีสิทธิสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรืออยู่ในระบบกองทุนบำเหน็จตามเดิมก็ได้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบการแปลงสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทยและโจทก์ ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 โดยโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด และสินทรัพย์ให้แก่โจทก์ รวมทั้งให้พนักงานโอนไปเป็นลูกจ้างโจทก์และได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่เคยรับอยู่เดิม ทั้งให้ถือระยะเวลาทำงานของพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นเวลาทำงานกับโจทก์ ตลอดจนให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จ ในปี 2548 โจทก์ออกระเบียบฉบับที่ 18 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จสำหรับผู้ปฏิบัติงานในบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2548 แก้ไขข้อบังคับกองทุนบำเหน็จเกี่ยวกับวิธีการคำนวณเงินแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่พนักงานปฏิบัติงานอยู่กับการสื่อสารแห่งประเทศไทยและช่วงที่ปฏิบัติงานอยู่กับโจทก์ และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้นำเงินบำเหน็จที่นายจ้างสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในครั้งเดียวภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2548 จำนวน 700,000,000 บาท โดยโจทก์โอนเงินจากกองทุนบำเหน็จไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงิน 392,178,954.31 บาท ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะจำนวนที่โอนจากกองทุนบำเหน็จตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2546 รวมเป็นเงิน 49,348,300.83 บาท โดยนำมาเฉลี่ย 5 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2552 ปีละ 9,879,660.17 บาท ตามระเบียบฉบับที่ 18 และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จากการออกข้อบังคับทำให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจร้องเรียนโจทก์ด้วยเหตุการณ์แบ่งคำนวณเงินเป็น 2 ช่วง โจทก์นำเงินบำเหน็จสะสมโอนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีจำนวนน้อยลงเนื่องจากฐานเงินเดือนพนักงานขณะที่ปฏิบัติงานกับการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีจำนวนน้อยกว่าฐานเงินเดือนของพนักงานขณะแปลงสภาพเป็นโจทก์แล้ว เป็นเหตุให้พนักงานเสียประโยชน์จากการออกระเบียบ ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือตอบข้อหารือโจทก์ว่า การแก้ไขข้อบังคับเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงสภาพการจ้างที่ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ข้อบังคับจึงไม่อาจใช้บังคับได้ตั้งแต่ต้น โจทก์จึงใช้ข้อบังคับเดิมของกองทุนบำเหน็จในการคำนวณเงินบำเหน็จในช่วงเดียวกันทำให้ต้องจ่ายเงินบำเหน็จเป็นเงินสมทบเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 155,915,952.69 บาท โจทก์สอบถามจำเลยว่า การโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ และบัญชีคำนวณอย่างไร จำเลยตอบข้อหารือโจทก์โดยสรุปว่า ในการจ่ายสมทบเข้ากองทุนทั้งหมดในครั้งเดียวให้ถือเป็นรายจ่าย 5 รอบระยะเวลาบัญชี รอบละเท่า ๆ กัน และในกรณีที่เป็นการจ่ายกองทุนไม่หมดในครั้งเดียว ต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนให้หมดภายใน 10 ครั้ง ตามรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากนี้โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยสอบทานความถูกต้องของรายการที่นำมาปรับปรุงเพื่อใช้ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 โดยโจทก์ส่งกระดาษทำการปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีให้เป็นกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2549 และงบทดลองปี 2549 ซึ่งจำเลยตอบหนังสือของโจทก์โดยให้ความเห็นว่า โจทก์ได้จัดทำรายการปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชี เป็นกำไรสุทธิทางบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปใจความว่า การที่โจทก์สอบถามจำเลยถึงการโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 155,915,952.69 บาท นั้น ว่าจะถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ ตามเอกสารซึ่งจำเลยทำหนังสือตอบโจทก์โดยระบุหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ.2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอธิบายหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าในขณะจำเลยออกเอกสารตอบข้อหารือยังไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกา หรือหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรเป็นแนวทางว่าเงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในภายหลังตามข้อเท็จจริงของโจทก์สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ อย่างไร ด้วยเหตุนี้จำเลยได้ศึกษาค้นคว้าข้อเท็จจริง ตำรากฎหมาย ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งข้อหารือต่างๆ ของกรมสรรพากรแล้ว จึงตอบข้อหารือโจทก์ว่า เงินจำนวน 155,915,952.69 บาท ที่โอนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในภายหลังไม่สามารถหักเป็นค่าใช้จ่าย 5 รอบระยะเวลาบัญชีได้ เนื่องจากไม่ได้โอนเงินทั้งหมดในคราวเดียว จึงเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและในฐานะที่ปรึกษาภาษีอากรแล้ว อย่างไรก็ตาม โจทก์เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเงิน การภาษีอากร มีบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิที่รอบรู้เป็นอย่างดี โจทก์สามารถติดต่อสอบถามหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร เพื่อสอบถามหากมีปัญหาข้อสงสัยอย่างรวดเร็ว เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือตอบจากจำเลยแล้ว โจทก์เห็นว่าไม่ชัดเจน โจทก์มีหน้าที่สอบถามจำเลยเพิ่มเติม หรือดำเนินการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยขอคืนภาษีไว้ก่อนที่จะพ้นกำหนดระยะเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี แต่โจทก์กลับประมาทเลินเล่อปล่อยปละละเลยจนถึง พ.ศ.2553 จึงค่อยทำหนังสือหารือไปยังกรมสรรพากรเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2553 และกรมสรรพากรเพิ่งมีหนังสือตอบข้อหารือเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 จำเลยจึงมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์มีหนังสือสอบถามจำเลยถึงการโอนเงินบำเหน็จเพิ่มเติมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 155,915,952.69 บาท ว่าจะถือเป็นรายจ่ายเพื่อคำนวณเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2549 ได้หรือไม่ จำเลยในฐานะที่ปรึกษาภาษีอากรมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแก่โจทก์ในปัญหาภาษีอากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนหรือมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวด้วยแล้ว จำเลยยิ่งต้องมีหน้าที่เสนอแนะแนวทางป้องกันความเสียหาย หรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดปัญหาดังกล่าว โดยอาจเสนอแนะให้โจทก์ส่งข้อหารือไปยังกรมสรรพากรทันทีที่ได้รับหนังสือตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือให้โจทก์ยื่นคำขอคืนภาษีไว้ก่อน เพื่อมิให้อายุความขอคืนภาษีขาดอายุความ แต่จำเลยกลับมิได้กระทำการ กลับมีหนังสือตอบข้อหารือโดยระบุเพียงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ.2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อธิบายหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว โดยมิได้ตอบหรือให้ความเห็นอย่างชัดแจ้ง แต่กลับปล่อยให้เป็นภาระของโจทก์จะต้องไปตีความหรือหาคำตอบให้ชัดแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอง โดยมิได้เสนอแนะแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังวินิจฉัยข้างต้น และอ้างว่าโจทก์มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ชอบที่จะดำเนินการได้เอง ทั้งๆ ที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยเป็นที่ปรึกษาภาษีอากร แบ่งเป็นประเภทงานทานภาษีอากรมีค่าจ้าง 7,637,553 บาท และงานให้คำปรึกษาภาษีอากรมีค่าจ้าง 2,357,424 บาท รวมเป็นเงินถึง 9,994,977 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าจ้างที่สูงมาก ดังนี้ การที่จำเลยมิได้ตอบข้อหารืออย่างชัดแจ้งไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างข้อที่ 4 และข้อที่ 5 จึงถือได้ว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาไปตามมาตรฐานวิชาชีพ จึงเป็นการผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นๆ ในปัญหาดังกล่าวเป็นรายละเอียดปลีกย่อย และไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
บริษัทสำนักภาษีหรือสำนักภาษี
จำเลย — และกฎหมายเคพีเอ็มจีภูมิไชย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ธีระพงศ์ จิระภาค
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12977/2558
#596506
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ศต 3648 กทม. จากจำเลยที่ 2 แล้วนำไปขายต่อให้โจทก์ มีข้อตกลงให้โจทก์ชำระราคาแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้ความยินยอมหรือได้รับคำบอกกล่าวเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำสัญญาขายรถยนต์คันดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือเป็นค่าเช่าซื้อให้จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว การทำสัญญาขายรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ แต่เมื่อคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 ในข้อ 9 ระบุว่า แม้ว่าผู้กู้ (จำเลยที่ 1) ได้ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์เสร็จสิ้นแล้ว แต่หากยังคงค้างชำระหนี้อยู่กับธนาคาร (จำเลยที่ 2) ผู้กู้ตกลงยินยอมให้ธนาคารยังไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อจดทะเบียนให้ผู้กู้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ และยินยอมให้ธนาคารยึดถือสมุดคู่มือจดทะเบียนรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวกับรถยนต์เพื่อประกันเงินกู้ยืมจากธนาคารจนกว่าผู้กู้จะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยและหนี้สินที่ค้างชำระคืนแก่ธนาคารครบทั้งจำนวน เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยที่ 2 หรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ผู้โอนขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 308 วรรคสอง โดยรวมถึงข้อต่อสู้ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลให้จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วน ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ที่จะปฏิเสธไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อจดทะเบียนให้ผู้กู้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ และยึดถือสมุดคู่มือจดทะเบียนรวมทั้งบรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลให้แก่จำเลยที่ 2 จนครบถ้วนได้ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวยันโจทก์ และไม่ต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ แม้ฎีกาเรื่องค่าเสียหายจะต้องห้ามมิให้ฎีกา แต่การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการไม่ชอบ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ศต 3648 กรุงเทพมหานคร พร้อมเอกสารอื่น ๆ ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนโอนรถยนต์พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องและหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินการทางทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบก หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยทั้งสองจะปฏิบัติ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ศต 3648 กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเอกสารอื่น ๆ ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนโอนรถยนต์ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ชำระค่าเสียหาย 73,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กันยายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ศต 3648 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 ในราคา 940,170.01 บาท โดยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายเดือน เดือนละ 19,587 บาท รวม 48 เดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 งวดต่อไปทุกวันที่ 15 ของเดือน ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ วันที่ 7 กันยายน 2550 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 530,000 บาท โดยโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 335,172 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์ตกลงชำระให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายรถยนต์ และโจทก์ได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือเป็นค่าเช่าซื้อให้จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว และระหว่างชำระค่าเช่าซื้อ วันที่ 17 สิงหาคม 2549 และวันที่ 4 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่ออเนกประสงค์ส่วนบุคคลโดยมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 2 ในข้อ 9. ว่า "...แม้ว่าผู้กู้ (จำเลยที่ 1) จะได้ชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์เสร็จสิ้นแล้ว แต่หากยังคงค้างชำระหนี้อยู่กับธนาคาร (จำเลยที่ 2) ตามคำขอฉบับนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม ผู้กู้ตกลงยินยอมให้ธนาคารยังไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อจดทะเบียนให้ผู้กู้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ และยังคงยินยอมให้ธนาคารยึดถือสมุดคู่มือจดทะเบียน รวมทั้งบรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจากธนาคารได้จนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ต้นเงิน ดอกเบี้ย และหนี้สินอื่นใดที่ผู้กู้คงค้างชำระอยู่คืนให้กับธนาคารได้ครบถ้วนทั้งจำนวน" ตามคำขอสินเชื่อเอกนกประสงค์ส่วนบุคคล จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปจากจำเลยที่ 2 ตามคำขอสินเชื่อแล้ว จำเลยที่ 2 มิได้ให้ความยินยอมหรือได้รับคำบอกกล่าวเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำสัญญาขายรถยนต์คันดังกล่าวระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ศต 3648 กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเอกสารอื่น ๆ ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนโอนรถยนต์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ" การทำสัญญาขายรถยนต์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ได้ทำเป็นหนังสือตามหนังสือสัญญาขายรถยนต์ จึงเป็นอันสมบูรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้ชำระค่าเชื่อซื้อตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ แต่การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีการแจ้งคำบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยที่ 2 หรือได้ความยินยอมจากจำเลยที่ 2 เป็นหนังสือ แม้ จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าเช่าซื้อจากโจทก์โดยวิธีโอนเงินผ่านธนาคารในนามจำเลยที่ 1 ก็เป็นเพียงการที่โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น จะถือว่าการกระทำดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือแก่การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วมิได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ต่าง ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ผู้โอนขึ้นต่อสู้โจทก์ ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 308 วรรคสอง โดยรวมถึงข้อต่อสู้ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคล ให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ครบถ้วนซึ่งมีข้อตกลงเกี่ยวเนื่องกับสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่ 2 ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคล ที่จะปฏิเสธไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อจดทะเบียนให้ผู้กู้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อ และยึดถือสมุดคู่มือจดทะเบียน รวมทั้งบรรดาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ตามคำขอสินเชื่อเอนกประสงค์ส่วนบุคคลให้แก่จำเลยที่ 2 จนครบถ้วนได้ เมื่อจำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นยันต่อโจทก์ได้โดยชอบแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์แต่อย่างใด แม้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในเรื่องค่าเสียหายดังกล่าวจะต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ แต่การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วยนั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 306 ม. 308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยนันท์ ตาตะนันทน์
จำเลย — นายนพดล สุขแสวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมพงษ์ ฐิติสุริยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพอพันธุ์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12945/2558
#634188
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นหนังสือโดยมีการวางเงินมัดจำด้วยการวางเงินมัดจำเป็นเพียงข้อสัญญาข้อหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตกลงทำสัญญากันด้วยการวางเงินมัดจำ การฟ้องร้องบังคับคดีจึงต้องอาศัยหลักฐานตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้ กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาอยู่อีก เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายในข้อ 1. มีข้อความระบุชัดเจนอยู่แล้วว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะซื้อจะขายที่ดินตารางวาละ 100,000 บาท โดยส่วนที่เป็นถนนตามสภาพจริงจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นราคาที่ดินที่จะซื้อจะขาย โดยไม่มีข้อความว่าให้จำเลยกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินจะซื้อจะขายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่ข้อความไม่ชัดเจนหรืออาจแปลความได้หลายนัย ย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนาของคู่สัญญาอีก ดังนี้ จะนำบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 171 มาบังคับใช้เพื่อสืบพยานบุคคลประกอบการตีความเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตกลงว่าให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินที่จะซื้อจะขาย นอกเหนือข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย จึงต้องห้ามมิให้รับฟังและถือไม่ได้ว่ามีข้อตกลงดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนแก้ไขเนื้อที่ที่ดินในโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้ถูกต้องตามความจริง ให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินส่วนที่เป็นเสาไฟฟ้ารวมเนื้อที่ 22.655 ตารางวา ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 ให้จำเลยรื้อถอนโรงรถซึ่งปลูกคร่อมอยู่บนถนนโฉนดเลขที่ 13245 แขวงคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ภายหลังจากดำเนินการดังกล่าวเสร็จแล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 ให้แก่โจทก์ พร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 100,257,000 บาท และจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 13245 เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแก้ไขเนื้อที่ที่ดินในโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกินไป 8.584 ตารางวา ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินส่วนที่เป็นเสาไฟฟ้าเนื้อที่รวม 22.655 ตารางวา ออกจากโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068และให้จำเลยรื้อถอนโรงรถซึ่งปลูกคร่อมบนถนนในโฉนดเลขที่ 13245 แขวงคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้เรียบร้อยโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย หลังจากจำเลยดำเนินการดังกล่าวเรียบร้อยแล้วให้จำเลยจดทะเบียนซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 ให้แก่โจทก์ พร้อมรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 100,257,000 บาท ไปจากโจทก์ และจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 13245 เป็นภาระจำยอมเป็นทางเดินรถยนต์เข้าออกที่ดินโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 300,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2548 จำเลยยื่นเรื่องขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13245 แขวงคลองตัน (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ในนามเดิม ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2548 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวจากจำเลย ราคาตารางวาละ 100,000 บาท ชำระเงินล่วงหน้า 10,000,000 บาท ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหรือสัญญาจะซื้อจะขาย ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินแบ่งแยกที่ดินตามคำขอของจำเลยเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 1065 ถึง 1068 รวมเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 33.80 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ส่วนโฉนดที่ดินแปลงเดิมกันไว้เป็นถนนตามสำเนาโฉนดที่ดินซึ่งโจทก์ไม่ต้องการซื้อ แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมตามข้อตกลงในสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ ประเด็นตามที่ศาลอุทธรณ์พิจารณา 3 ประการ ประการแรก จำเลยต้องกันแนวเสาไฟฟ้าเนื้อที่ 22.655 ตารางวา หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำสืบพยานโจทก์ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีข้อตกลงให้จำเลยกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินที่จะซื้อจะขาย จำเลยมีหน้าที่รังวัดแบ่งแยกกันที่ดินส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกไปด้วย แม้สัญญาจะซื้อจะขายไม่มีข้อความว่า มิให้นำส่วนที่เป็นเสาไฟฟ้ามาคำนวณเป็นราคาที่ดินที่จะซื้อจะขายก็ตาม แต่คำว่า "ส่วนที่เป็นถนนตามสภาพจริง" คู่กรณีมีเจตนาให้หมายรวมถึงแนวเสาไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของถนนอันเป็นสาธารณูปโภคตามความเข้าใจของวิญญูชนทั่วไป ซึ่งไม่ต้องห้ามโจทก์นำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) เนื่องจากเป็นการนำสืบถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 นั้น เห็นว่าโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นหนังสือโดยมีการวางเงินมัดจำด้วยการวางเงินมัดจำเป็นเพียงข้อสัญญาข้อหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตกลงทำสัญญากันด้วยการวางเงินมัดจำ การฟ้องร้องบังคับคดีจึงต้องอาศัยหลักฐานตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำไว้ กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อความเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาอยู่อีก เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวในข้อ 1. มีข้อความระบุชัดเจนอยู่แล้วว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะซื้อจะขายที่ดินตารางวาละ 100,000 บาท โดยส่วนที่เป็นถนนตามสภาพจริงจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นราคาที่ดินที่จะซื้อจะขาย โดยไม่มีข้อความว่าให้จำเลยกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินจะซื้อจะขายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ใช่ข้อความไม่ชัดเจนหรืออาจแปลความได้หลายนัย ย่อมไม่มีความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องตีความการแสดงเจตนาของคู่สัญญาอีก ดังนี้ จะนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 มาบังคับใช้เพื่อสืบพยานบุคคลประกอบการตีความเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญาหาได้ไม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ดังนั้นการที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อตกลงว่าให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกกันส่วนที่เป็นแนวเสาไฟฟ้าออกจากที่ดินที่จะซื้อจะขาย นอกเหนือข้อตกลงในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย จึงต้องห้ามมิให้รับฟังและถือไม่ได้ว่ามีข้อตกลงดังกล่าว สำหรับประเด็นตามที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาประการที่สอง เนื้อที่ที่ดินที่ระบุไว้ในโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 เกินกว่าเนื้อที่ที่ดินจริงอยู่ 8.584 ตารางวา หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้โฉนดที่ดินจะถือว่าเป็นเอกสารมหาชน แต่ถูกหักล้างความถูกต้องลงได้ด้วยถ้อยคำของนายนเรศ พยานโจทก์ผู้ทำการรังวัดที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า นายนเรศเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า ตามผังที่พยานจัดทำเพื่อแสดงการรังวัดเมื่อเทียบกับของทางเจ้าพนักงานที่ดินนั้น เจ้าพนักงานที่ดินจะรังวัดเหลื่อมหรือขาดจำนวนอย่างไร พยานไม่ทราบวิธีการรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดิน แสดงว่านายนเรศไม่อาจชี้ให้เห็นได้ว่าการรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดินคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร พยานโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ได้ กรณีไม่อาจรับฟังได้ว่า เนื้อที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1065 ถึง 1068 ไม่ถูกต้องโดยขาดไป 8.584 ตารางวา ส่วนประเด็นตามที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาประการที่สาม โรงรถที่ปลูกคร่อมถนนถือว่าเป็นการรอนสิทธิที่ดินโจทก์ที่จะซื้อหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โรงรถที่ปลูกคร่อมถนนเป็นการรอนสิทธิที่ดินโจทก์ที่จะซื้อโดยจำเลยมีหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 4. นั้น เห็นว่า ตามข้อ 4. ดังกล่าวระบุไว้ว่า ผู้จะขายรับรองว่าที่ดินที่จะซื้อจะขายปราศจากภาระผูกพันและการรอนสิทธิใด ๆ มิได้ระบุว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องไปดำเนินการรื้อถอนโรงรถด้วย อีกทั้งถนนที่มีโรงรถปลูกคร่อมอยู่นั้น มิใช่ที่ดินที่จะซื้อจะขายกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการรอนสิทธิในที่ดินที่โจทก์จะซื้อแต่อย่างใด ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย สุดาพร
จำเลย — นางนาฏยา ฮุนตระกูล
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12931/2558
#590275
เปิดฉบับเต็ม

บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศหรือบรรษัทการเงินระหว่างประเทศหรือ International Finance Corporation หรือ IFC เป็นทบวงการชำนัญพิเศษ (Specialized Agencies) แห่งสหประชาชาติ และ พ.ร.ฎ.ระบุทบวงการชำนัญพิเศษ พ.ศ.2504 มาตรา 3 (4) ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ.2504 มาตรา 5 (1) ได้บัญญัติว่า "...ทบวงการชำนัญพิเศษนั้น ๆ เป็นนิติบุคคลและให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย..." ดังนั้น เจ้าหนี้จึงเป็นนิติบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่ใช่เจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าหนี้จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 178 กำหนด

ในการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 นั้น นอกจากเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องนำพยานมาแสดงให้เห็นว่าหนี้ที่ขอรับชำระเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงแล้ว จะต้องแสดงว่าลูกหนี้ต้องรับผิดใช้หนี้ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาการลงทุน (Investment Agreement) และสัญญาจัดการค่าธรรมเนียม (Fee Arrangement Agreement) เงินกู้ส่วน ก เงินต้น 17,371,571.86 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ย 10,025,656.41 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยเพิ่มเติมของต้นเงินที่ถึงกำหนดชำระ 2,738,339.66 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยเพิ่มเติมของดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระ 2,781,992.27 ดอลลาร์สหรัฐ เงินกู้ส่วน ข เงินต้น 74,191,419.77 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ย 2,975,630.50 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยเพิ่มเติมของต้นเงินที่ถึงกำหนดชำระ 66,886,226.39 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยเพิ่มเติมของดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 18,218,080.14 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ (Facility Fee) 344,100.77 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมสินเชื่อเพิ่มเติม 403,879.64 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อ 77,422.67 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อเพิ่มเติม 90,972.92 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมตัวแทนรายปี (Annual Agency Fee) 26,714.18 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมตัวแทนรายปีเพิ่มเติม 19,634.72 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าทนายความ ค่าที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายของคณะทำงานตามสัดส่วน 484,564.85 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าทนายความและค่าที่ปรึกษา 433,749.71 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 126,577.87 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเงินที่ขอรับชำระหนี้ 197,196,435.35 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทย ณ วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 46.628 บาท เท่ากับ 8,603,286,081.57 บาท)

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้วปรากฏว่าคงมีเฉพาะผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้โดยโต้แย้งเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยว่า ลูกหนี้ในคดีนี้ได้เข้าสู่ระบบขององค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.) มาก่อน โดยในชั้นดังกล่าวคณะกรรมการได้อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในดอกเบี้ยถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ดังนั้นเมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในชั้นที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้คงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เฉพาะยอดหนี้ที่ค้างอยู่ในชั้นปรส.เท่านั้น เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2545

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า ลูกหนี้ได้ทำสัญญาการลงทุนและสัญญาจัดการค่าธรรมเนียมกับเจ้าหนี้ เมื่อบริษัทลูกหนี้ถูกระงับการดำเนินกิจการโดยคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและมีการชำระบัญชีภายใต้การควบคุมของปรส. เจ้าหนี้ได้นำมูลหนี้ดังกล่าวยื่นคำขอรับชำระหนี้และได้รับชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 2,979,039,784.29 บาท เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นเงิน 8,603,286,081.57 บาท โดยเจ้าหนี้เป็นองค์การระหว่างประเทศ มีภูมิลำเนา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนานอกราชอาณาจักร เมื่อเจ้าหนี้มิได้พิสูจน์ว่า เจ้าหนี้ในประเทศไทยก็มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามกฎหมายและในศาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาและมิได้แถลงว่า เจ้าหนี้ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับทรัพย์สินหรือส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของลูกหนี้คนเดียวกันนั้นนอกราชอาณาจักรเป็นจำนวนเท่าใดหรือไม่ และถ้ามีเจ้าหนี้ยอมส่งทรัพย์สินหรือส่วนแบ่งของทรัพย์สินแล้วมารวมไว้ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในราชอาณาจักร เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 178 เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อแรกว่า เจ้าหนี้มีภูมิลำเนาในประเทศไทย จึงไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 178 ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ต้องพิสูจน์ว่า เจ้าหนี้ในประเทศไทยก็มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามกฎหมายและในศาลแห่งประเทศของตนได้ในทำนองเดียวกัน (2) ต้องแถลงว่า ตนได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับทรัพย์สินหรือส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของลูกหนี้คนเดียวกันนั้นนอกราชอาณาจักรเป็นจำนวนเท่าใดหรือไม่ และถ้ามีตนยอมส่งทรัพย์สินหรือส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของลูกหนี้แล้วมารวมในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในราชอาณาจักร" หรือไม่ โดยเจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้เป็นนิติบุคคลมีภูมิลำเนาในประเทศไทยนั้น เห็นว่า บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศหรือบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ หรือ International Finance Corporation หรือ IFC เป็นทบวงการชำนัญพิเศษ (Specialized Agencies) แห่งสหประชาชาติ และพระราชกฤษฎีการะบุทบวงการชำนัญพิเศษ พ.ศ.2504 มาตรา 3 (4) ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ.2504 มาตรา 5 (1) ได้บัญญัติว่า "...ทบวงการชำนัญพิเศษนั้น ๆ เป็นนิติบุคคลและให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย..." ดังนั้น เจ้าหนี้จึงเป็นนิติบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่ใช่เจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าหนี้จึงไม่จำต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 178 กำหนด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้โดยเห็นว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรและไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตราดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด แม้ว่าปัญหาดังกล่าวนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะยังมิได้ทำความเห็นเสนอศาล แต่เมื่อคดีนี้ได้ดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานของเจ้าหนี้จนกระทั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งให้งดสอบสวนแล้ว เพื่อให้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายดำเนินการไปโดยรวดเร็วและเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยไม่ชักช้า ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานในสำนวนแล้วเห็นว่า คดีสามารถวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรมีคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งก่อน เมื่อพิเคราะห์สำนวนคำขอรับชำระหนี้แล้ว ปรากฏว่า ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้น เจ้าหนี้ได้ยื่นแบบคำขอรับชำระหนี้ซึ่งแสดงรายละเอียดต่างๆ ในมูลหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้พร้อมทั้งเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งแสดงฐานะของเจ้าหนี้ จำนวนหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ คำชี้แจงอธิบายถึงมูลหนี้ต่าง ๆ พร้อมทั้งดัชนีในการค้นหาเอกสารต่าง ๆ ได้ความว่า บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ เจ้าหนี้เป็นองค์การระหว่างประเทศก่อตั้งขึ้นมาให้ความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการในการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เงินทุนมีการไหลเวียนระหว่างประเทศ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในด้านการให้กู้ในโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเจริญเติบโตในทางเศรษฐกิจแก่ประเทศที่กำลังพัฒนา มูลหนี้ตามสัญญาการลงทุนตามสัญญาฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2538 ในส่วนเกี่ยวกับเงินกู้ส่วน ก เจ้าหนี้ให้ลูกหนี้กู้ยืมเงินเป็นต้นเงิน 30,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลูกหนี้ได้มีหนังสือขอเบิกจ่ายเงินกู้ส่วน ก และลูกหนี้ได้รับเงินตามที่ขอเบิกแล้ว ในการกู้ยืมเงินดังกล่าว เดิมกำหนดวันครบกำหนดชำระในวันที่ 15 มกราคม 2544 แต่มีข้อกำหนดว่าหากในวันที่ 15 กันยายน 2540 เจ้าหนี้เรียกเงินกู้ส่วน ก ทั้งหมด ก็ให้หนี้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระและเจ้าหนี้ได้เรียกหนี้ทั้งหมดให้ถึงกำหนดชำระแล้ว ในการกู้ยืมลูกหนี้ตกลงชำระดอกเบี้ยเงินกู้ส่วน ก เท่ากับอัตราร้อยละ 1.125 ต่อปี บวกอัตรา LIBOR (อัตราที่เสนอหน้าจอรอยเตอร์ในหน้า LIBOR ณ เวลา 11.00 นาฬิกา ตามเวลาลอนดอน) จำนวนหนี้ที่ค้างชำระเป็นไปตามเอกสาร ต่อมาเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เงินกู้ส่วน ก บางส่วนเป็นเงินสด 12,333,916.23 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหุ้นกู้ของบริษัทจัดการทรัพย์สินมูลค่าเท่ากับ 294,511.91 ดอลลาร์สหรัฐ

เงินกู้ส่วน ข เป็นต้นเงินรวม 150,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินกู้ส่วน ข นั้น ประกอบด้วยเงินกู้ส่วน ข กลุ่มต่าง ๆ ที่เจ้าหนี้เบิกจ่ายให้แก่ลูกหนี้ (เงินกู้จากตราสารการค้า) เงินกู้ส่วน ข ที่เบิกจ่ายแต่ละงวดจะได้มาจากการออกตราสาร การค้า ซื้อลด โดยบริษัทไฟแนนซ์ วัน ฟันดิ้ง คอร์ปอเรชั่น (FOFC) การกู้เงินดังกล่าว ลูกหนี้ได้มีคำขอเบิกจ่ายเงินกู้ส่วน ข ตรงกับเงินกู้ตราสารการค้าตามตารางเงินกู้ส่วน ข ตาราง 1 และลูกหนี้ได้รับเงินตามใบรับเงินส่วน ข แล้ว บางรายการนั้นลูกหนี้ได้ชำระหนี้ครบแล้วทั้งหมด ซึ่งรายการเหล่านั้นเจ้าหนี้ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มาในคดีนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ส่วน ข สำหรับเงินกู้ตราสารการค้าแต่ละกลุ่ม บริษัทแบงเกอร์ส ทรัสต์ ในฐานะตัวแทนเงินกู้ส่วน ข จะเป็นผู้กำหนดตามสัญญาข้อ 3.05 ของสัญญาการลงทุนและสัญญาการบริหารจัดการ ต่อมาเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เงินกู้ส่วน ข บางส่วน เป็นเงินสด 53,817,073.58 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหุ้นกู้ของบริษัทบริหารสินทรัพย์มีมูลค่าเท่ากับ 1,285,055.70 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าธรรมเนียมตัวแทนรายปี ลูกหนี้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมตัวแทนรายปี 25,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แก่เจ้าหนี้เพื่อบัญชีของไฟแนนซ์ วัน ฟันดิ้ง คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้เข้าร่วมตามสัญญาการลงทุนข้อ 3.10 (ข) (vii) และค่าธรรมเนียมตัวแทนรายปีจำนวน 40,753.42 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมถึงวันที่ 15 มีนาคม 2541 เป็นเงิน 15,753.42 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าหนี้ได้รับชำระค่าธรรมเนียมรายปีบางส่วนเป็นเงินสด 13,711.83 ดอลลาร์สหรัฐ และหุ้นกู้ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ มูลค่า 327.41 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ ลูกหนี้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมสินเชื่อให้แก่เจ้าหนี้เพื่อบัญชีของไฟแนนซ์ วัน ฟันดิ้ง คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้เข้าร่วมตามสัญญาการลงทุน ข้อ 3.10 (ข) อัตราค่าธรรมเนียมเท่ากับร้อยละ 1.0 ต่อปี ของจำนวนเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ไม่ได้เบิกถอนในแต่ละวันและมีค่าธรรมเนียมสินเชื่อรายปีพึงชำระตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2540 เท่ากับ 595,152.78 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าธรรมเนียมสินเชื่อบางส่วนเป็นเงิน 245,197.14 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหุ้นกู้ของบริษัทบริหารสินทรัพย์มีมูลค่าเท่ากับ 5,854.87 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อ ลูกหนี้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อแก่เจ้าหนี้เพื่อบัญชีของไฟแนนซ์ วัน ฟันดิ้ง คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้เข้าร่วมตามข้อ 3.10 (v) ของสัญญาการลงทุนและข้อ 2 ของสัญญาจัดการค่าธรรมเนียม อัตราค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อเท่ากับร้อยละ 0.225 ต่อปี ตามจำนวนเงินเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ไม่ได้เบิกถอนไปและมีค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อรายปีที่พึงชำระนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2540 เท่ากับ 133,309.38 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าหนี้ได้รับชำระค่าธรรมเนียมผูกพันการให้สินเชื่อบางส่วนเป็นเงิน 55,169.36 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหุ้นกู้ของบริษัทบริหารสินทรัพย์มีมูลค่าเท่ากับ 1,317.35 ดอลลาร์สหรัฐ พยานหลักฐานที่เจ้าหนี้ได้แนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ประกอบด้วยคำชี้แจงมูลหนี้ประกอบการขอรับชำระหนี้ (Explanatory Notes to Creditor Claim Form) สัญญาการลงทุนและสัญญาจัดการค่าธรรมเนียม ใบรับเงินพร้อมเอกสารประกอบอื่น ๆ ซึ่งได้อธิบายถึงมูลหนี้ต่าง ๆ พร้อมทั้งลำดับการดำเนินการในชั้นคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ทั้งยังปรากฏว่า หลังจากที่ลูกหนี้ถูกควบคุมโดยคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเจ้าหนี้ก็ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการที่ปรส.กำหนดเป็นเงิน 8,603,286,081.57 บาท และคณะกรรมการมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 7,823,503,346.29 บาท และในชั้นของคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้แล้วเป็นเงิน 2,979,039,784.29 บาท นอกจากนี้ในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ทั้งเจ้าหนี้อื่น ผู้ชำระบัญชีก็ไม่มีบุคคลใดคัดค้านคำขอรับชำระของเจ้าหนี้ส่วนนี้ ผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลที่ดูแลการชำระบัญชีกิจการของลูกหนี้ตั้งแต่ชั้นของปรส.ก็โต้แย้งเพียงว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยหลังจากวันที่พระราชกำหนดมีผลใช้บังคับ เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้เฉพาะหนี้ที่ยังค้างอยู่ในชั้นปรส.เท่านั้น พยานหลักฐานที่เจ้าหนี้อ้างส่งมาจึงเพียงพอรับฟังได้ว่า ลูกหนี้ได้เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาการลงทุนและสัญญาจัดการค่าธรรมเนียมที่เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้นำหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในชั้นคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินที่คงค้างชำระอยู่ภายหลัง เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไปแล้วบางส่วนคิดเป็นเงินไทย 2,979,039,784.29 บาท มายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในชั้นที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด ก็เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องจากการชำระสะสางหนี้สินของลูกหนี้ต่อจากในชั้นของคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จำนวนเงินที่เจ้าหนี้จะนำมายื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ ก็คงเป็นหนี้ที่ค้างชำระอยู่ภายหลังที่หักด้วยจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไปแล้ว ในส่วนดอกเบี้ยนั้นเมื่อเจ้าหนี้ได้ขอรับชำระหนี้ในชั้นคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินแล้ว กรณีจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2541 (ฉบับที่ 2) มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระหนี้ได้" เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เงินกู้ส่วน ก และส่วน ข โดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวมีผลใช้บังคับคือ วันที่ 22 พฤษภาคม 2541 เมื่อเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในชั้นคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินแล้ว เจ้าหนี้รายนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยหรือค่าบริการอย่างอื่นซึ่งเกิดขึ้นหลังที่พระราชกำหนดดังกล่าวมีผลใช้บังคับถึงวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ส่วนดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้น ไม่ให้ถือว่าเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนนี้เป็นเงิน 4,844,463,562 บาท ส่วนหนี้อันดับที่ 3 ค่าทนายความ ค่าที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายจำนวน 1,044,892.43 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขอรับชำระหนี้แยกเป็นค่าใช้จ่ายคณะทำงานตามสัดส่วน (คิดเป็นร้อยละ 37.46 ของค่าใช้จ่ายจริง) เป็นเงิน 484,564.85 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าทนายความและค่าที่ปรึกษา 433,749.71 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายอื่น 126,577.87 ดอลลาร์สหรัฐ เห็นว่า ในการขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 นั้น นอกจากเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องนำพยานมาแสดงให้เห็นว่า หนี้ที่ขอรับชำระเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงแล้วจะต้องแสดงว่าลูกหนี้ต้องรับผิดใช้หนี้ดังกล่าว พยานหลักฐานของเจ้าหนี้ฟังได้แต่เพียงว่า ค่าใช้จ่ายที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ส่วนนี้นั้น เจ้าหนี้ในฐานะประธานร่วมของคณะทำงานของกรรมการเจ้าหนี้ซึ่งทำหน้าที่ติดตามหนี้สินของบรรดาเจ้าหนี้ได้จ่ายไปและเป็นค่าใช้จ่ายของคณะทำงานที่ติดตามหนี้สินซึ่งคิดตามสัดส่วนของจำนวนหนี้หลักของลูกหนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นการดำเนินการของเจ้าหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้โดยตรง ตามพยานที่ได้จากการสอบสวนในชั้นขอรับชำระหนี้ ยังไม่ปรากฏเหตุที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระหนี้ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ส่วนนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 4,844,463,562 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94 ม. 178
ชื่อคู่ความ
นายมงคล เมฆเสรีกุล ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศหรือบรรษัทการเงิน
ระหว่างประเทศหรือ International Finance
เจ้าหนี้ — Corporation หรือ IFC
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอนันต์ พร้อมพูล
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12906/2558
#633750
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 44 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 44 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีนของกลาง 169 เม็ด จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนัก 15.192 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.166 กรัม และเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 44 เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 169 เม็ด ดังนั้น จึงย่อมสามารถคำนวณหาสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 44 เม็ด โดยคำนวณเทียบกับปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 169 เม็ด ซึ่งคำนวณแล้วปรากฏว่ามีสารบริสุทธิ์ 0.824 กรัม ซึ่งเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมแต่ไม่ถึงยี่สิบกรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษปรับด้วยเสมอโดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ปรับด้วยนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 และ 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ให้จำเลยยินยอมให้พนักงานคุมประพฤติตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 ปี สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไม่ลงโทษจำคุกแต่ให้ลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 6 ปี และปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีน 169 เม็ด น้ำหนัก 15.192 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.116 กรัม เป็นของกลาง จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนและข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายทั้งหมดที่พบในบ้านจำเลยคือจำนวน 169 เม็ด แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเฉพาะจำนวน 44 เม็ด (ส่วนหนึ่งของจำนวน 169 เม็ด) ส่วนที่เหลือยกฟ้องตามศาลชั้นต้น คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่

โจทก์มีดาบตำรวจสมพร ผู้ร่วมตรวจค้นบ้านจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 125 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสแบบกดเปิดปิดวางอยู่ที่พื้นปลายเตียงนอนของจำเลย ส่วนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 44 เม็ด ที่มีปัญหาต้องวินิจฉัยนี้บรรจุในห่อหมากฝรั่งซึ่งวางอยู่ในตะกร้าที่วางอยู่ใต้ชั้นวางโทรทัศน์ ซึ่งมีแผ่นซีดีวางทับบนห่อหมากฝรั่งดังกล่าว จุดที่ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนตามแผนที่เกิดเหตุโจทก์ยังมีดาบตำรวจกิติยา ผู้ตรวจค้นห้องนอนของจำเลยและพบเมทแอมเฟตามีนโดยตรงเป็นพยานเบิกความว่าจำเลยเป็นผู้นำตรวจค้นภายในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งมี 1 ห้องโถง 2 ห้องนอน และ 1 ห้องครัว ตามแผนที่เกิดเหตุ ขณะนั้นประตูห้องนอนของจำเลยปิดอยู่แต่ไม่ได้ล็อกประตู เมื่อเปิดเข้าไปในห้องนอนพบเมทแอมเฟตามีนซึ่งบรรจุในถุงพลาสติกใสชนิดกดเปิดปิดจำนวน 125 เม็ด มีลักษณะสีส้มกลมแบนวางอยู่กับพื้นห้องปลายเตียงนอน แล้วไปค้นที่ชั้นวางโทรทัศน์ในห้องนอนจำเลย พบตะกร้าซึ่งวางแผ่นซีดีไว้ ภายในตะกร้าพบซองกระดาษห่อหมากฝรั่งสีเขียวยี่ห้อดับเบิ้ลมิ้นต์ ซึ่งมีแผ่นซีดีวางทับห่อกระดาษหมากฝรั่งดังกล่าวอยู่ จึงนำห่อกระดาษหมากฝรั่งดังกล่าวมาแกะดู พบว่าภายในบรรจุเมทแอมเฟตามีนชนิดกลมแบนสีส้ม จำนวน 44 เม็ด จุดที่ค้นพบเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจุดดังกล่าวตามแผนที่สังเขป ทนายจำเลยถามค้านดาบตำรวจสมพรไม่มีข้อเท็จจริงในส่วนนี้เพิ่มเติม แต่ถามค้านดาบตำรวจกิติยาในข้อเท็จจริงส่วนนี้ได้ความเพียงว่า เมื่อดาบตำรวจกิติยาพบเมทแอมเฟตามีนที่ปลายเตียงแล้วได้หยิบส่งให้พันตำรวจโทอิสระ ก่อน หลังจากนั้นจึงเข้ามาตรวจค้นในห้องนอนจำเลยอีกครั้งที่ชั้นวางโทรทัศน์ แล้วหยิบตะกร้าซึ่งใส่แผ่นซีดีอยู่มาตรวจค้นโดยไม่ได้เทตะกร้า แล้วจึงพบห่อกระดาษหมากฝรั่งซึ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนไว้ ไม่ได้นับว่ามีแผ่นซีดีกี่แผ่น เมื่อหยิบแผ่นซีดีออกจากตะกร้าดังกล่าวแล้วจึงเห็นห่อกระดาษหมากฝรั่งดับเบิ้ลมิ้นต์ซึ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนไว้ แกะห่อกระดาษหมากฝรั่งออกดูจึงพบเมทแอมเฟตามีน ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าทนายจำเลยไม่สามารถถามค้านทำลายน้ำหนักข้อเท็จจริงการค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 44 เม็ด ซึ่งอยู่ในตะกร้าใส่แผ่นซีดีที่ชั้นวางโทรทัศน์และมีแผ่นซีดีทับไว้ได้ ส่วนทางนำสืบของจำเลยไม่มีการนำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ เพียงแต่จำเลยนำสืบต่อสู้เป็นสาระสำคัญว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดเป็นของชายวัยรุ่นที่วิ่งหนีออกทางหน้าต่างห้องนอนของจำเลยขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเท่านั้น โดยให้รายละเอียดว่าชายวัยรุ่นดังกล่าวชื่อนายปราโมทย์ มาหาจำเลยขณะที่จำเลยกำลังทำกับข้าวในห้องครัว ขอยืมแฟลชไดรว์ ตอนแรกจำเลยไม่ให้เพราะจำเลยยืมมาจากนายวิชัย ลูกพี่ลูกน้องของจำเลย นายปราโมทย์บอกขอยืมเดี๋ยวเดียวเดี๋ยวจะเอามาคืน ขณะนั้นมือจำเลยกำลังเปื้อนเลอะเพราะทำกับข้าวอยู่ และเห็นในบ้านมีหลายคน จึงให้นายปราโมทย์ไปหยิบแฟลชไดรว์เองที่เสียบไว้ที่เครื่องเล่นซีดีในห้องนอนจำเลย มีเจ้าพนักงานตำรวจมาขอตรวจค้นบ้าน นายปราโมทย์จึงหนีออกทางหน้าต่าง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้เห็นว่าข้อนำสืบของจำเลยไม่น่าเชื่อ เพราะการขอยืมแฟลชไดรว์ไม่มีเหตุผลใดที่นายปราโมทย์ต้องเปิดกระเป๋าสะพายแล้วทำเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึง 125 เม็ด ที่บรรจุในถุงพลาสติกตกที่ปลายเตียงในลักษณะเปิดเผยที่หนึ่ง และทำเมทแอมเฟตามีนห่อกระดาษหมากฝรั่งอีก 44 เม็ด ตกในตะกร้าใส่ซีดีที่ชั้นวางโทรทัศน์อีกที่หนึ่งคนละจุดแยกต่างหากจากกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตะกร้าที่ใส่ซีดีที่ชั้นวางโทรทัศน์ในห้องนอนจำเลยตามภาพถ่าย ภาพล่างนั้น การหยิบแฟลชไดรว์ที่เสียบอยู่ที่เครื่องเล่นซีดีหากเป็นจริงตามที่จำเลยอ้าง ก็ไม่มีทางที่นายปราโมทย์ผู้หยิบจะทำห่อเมทแอมเฟตามีนตกในตะกร้าได้โดยบังเอิญ เพราะตำแหน่งของตะกร้าใส่ซีดีและเครื่องเล่นซีดีตามภาพดังกล่าวไม่อยู่ในวิสัยที่จะเกิดข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างได้ ทั้งห่อเมทแอมเฟตามีนในตะกร้าใส่แผ่นซีดีที่มีแผ่นซีดีปิดทับลักษณะเป็นการซุกซ่อน ไม่มีเหตุผลที่นายปราโมทย์จะมาซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนหากจำเลยไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับนายปราโมทย์ข้ออ้างของจำเลยดูผิดธรรมชาติจนไม่น่าเชื่อ ด้วยเหตุนี้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยละเอียดและฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนเฉพาะส่วนในตะกร้าใส่ซีดีจำนวน 44 เม็ด ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 44 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีน 44 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีนของกลาง 169 เม็ด จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีน้ำหนัก 15.192 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3.166 กรัม และเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 44 เม็ด ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีน 169 เม็ด ดังนั้น จึงย่อมสามารถคำนวณหาสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 44 เม็ด โดยคำนวณเทียบกับปริมาณสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน 169 เม็ด ซึ่งคำนวณแล้วปรากฏว่ามีสารบริสุทธิ์ 0.824 กรัม ซึ่งเกินกว่าสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมแต่ไม่ถึงยี่สิบกรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งตามมาตรา 100/1 บัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและโทษปรับ ให้ศาลลงโทษปรับด้วยเสมอโดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ปรับด้วยนั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 และ 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง ม. 100/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นางเกษราหรือก้อย ศิริครุฑ
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12888/2558
#591893
เปิดฉบับเต็ม

ประธานกรรมการโจทก์ร่วมรู้ว่าจำเลยที่ 1 โกงเงินของโจทก์ร่วมไปตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกคำรับสารภาพให้ไว้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 แล้ว แต่โจทก์ร่วมฎีกาว่าไม่รู้เรื่องความผิดตั้งแต่วันดังกล่าว เนื่องจากยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 โกงเงินโจทก์ร่วมไปเมื่อใด จำนวนเท่าใด และโกงอย่างไร แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดตั้งแต่วันใดที่มิใช่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกคำรับสารภาพไว้ และรู้เรื่องความผิดก่อนไปแจ้งความร้องทุกข์ไม่เกิน 3 เดือน คดีจึงไม่ปรากฏชัดว่าโจทก์ร่วมรู้ตัวผู้กระทำผิดและรู้เรื่องความผิดตั้งแต่เมื่อใดก่อนวันที่ 14 กรกฎาคม 2550 อันเป็นวันร้องทุกข์ไม่เกิน 3 เดือน กรณีไม่อาจทราบแน่ชัดว่าคดียังไม่ขาดอายุความ หรือไม่แน่ชัดว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิฟ้องคดีได้หรือไม่ จึงสมควรยกประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสองว่าสำหรับข้อหาฉ้อโกงนั้น คดีขาดอายุความแล้ว โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฟ้องคดีข้อหานี้

ความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องคดีนี้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองรับเงินจากธนาคารตามเช็คไปเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริตอันครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นการบรรยายฟ้องรวมการกระทำอื่นซึ่งอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสองในการกระทำผิดอื่นนั้นตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้พิจารณาลงโทษความผิดของจำเลยทั้งสองตามที่พิจารณาได้ความ ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิจารณาตามมาตรานี้โดยอาศัย ป.วิ.อ. มาตรา 215 และมาตรา 225 ได้เพราะข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบเช็คให้จำเลยที่ 2 ไปขึ้นเงินที่ธนาคารจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม ได้เงินของโจทก์ร่วมมาจำนวน 125,616 บาท โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 มอบเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มอบเงินคืนให้โจทก์ร่วมแล้วดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม ย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างได้ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้และมีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ แม้ความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องรวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วย ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ก็ตาม แต่ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษจำเลยทั้งสองให้สูงกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา เพราะจะเป็นการพิจารณาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง โดยที่โจทก์ร่วมมิได้ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงิน 125,616 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อระหว่างพิจารณา บริษัทพี เค นอร์ทเทิร์น เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุกคนละ 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงิน 125,616 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1941/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 2363/2553 คดีหมายเลขดำที่ 739/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2364/2553 คดีหมายเลขดำที่ 1034/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2365/2553 คดีหมายเลขดำที่ 2940/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2366/2553 คดีหมายเลขดำที่ 2499/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 2367/2553 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนคดีอื่นยังไม่มีคำพิพากษาให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฏีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 แต่โจทก์ร่วมร้องทุกข์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2550 เกินกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงเป็นอันขาดอายุความ โจทก์ร่วมฎีกาว่า ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ร่วมเพียงแต่รู้ตัวผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังไม่รู้เรื่องความผิด เพราะโจทก์ร่วมยังไม่ได้ตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 โกงเงินไปเมื่อใด โกงไปจำนวนเท่าใด และโกงอย่างไรโจทก์ร่วมเพิ่งตรวจพบว่าจำเลยทั้งสองกระทำทุจริตฉ้อโกงโจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2550 จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในวันดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนทำบัญชีทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายลงวันที่ดังกล่าวไว้ด้วย อันเป็นการร้องทุกข์ภายในกำหนดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางณีราวรรณ์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 นำรายการที่ต้องใช้เงินพร้อมเช็คมาเบิกกับนางณีราวรรณ์ นางณีราวรรณ์ตรวจดูแล้วบอกว่าเงินยังเหลืออยู่ และสอบถามจำเลยที่ 1 ตรงๆ ว่าโกงเงินไปหรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่พูดเอาแต่ร้องไห้ หลังจากนั้นวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 รับว่าได้โกงเงินของโจทก์ร่วมไปจริง นางณีราวรรณ์จึงเขียนคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ไว้พร้อมกับให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อ ต่อมานางณีราวรรณ์ทำการตรวจสอบเอกสารย้อนหลังพบว่าเจ้าหนี้ของโจทก์ร่วมคือร้านเชียงใหม่ - ใจกว้าง มีบิลสำคัญการจ่ายเงินมาเบิกซ้ำอีกครั้งหนึ่งโดยจำเลยที่ 1 ทำเรื่องเบิกซ้ำด้วยการนำเช็คพร้อมใบสำคัญการจ่ายเงินมาให้นางณีราวรรณ์ลงลายมือชื่อในเช็คแล้วให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 นำไปเรียกเก็บเงิน ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการจ่ายเงินตามเช็คให้แก่ร้านเชียงใหม่ - ใจกว้าง ตามบิลที่ส่งมาเรียกเก็บเงินแล้ว นางณีราวรรณ์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทปริญญาพนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2545 (ที่ถูก 2550) ขณะที่พันตำรวจโทปริญญาปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรสอบสวน นางณีราวรรณ์ประธานกรรมการของโจทก์ร่วมมาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันทุจริตเอาเงินของโจทก์ร่วมไป พันตำรวจโทปริญญาทำบัญชีทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย ดังนี้ จากคำเบิกความของนางณีราวรรณ์ดังกล่าว นางณีราวรรณ์รู้ว่าจำเลยที่ 1 โกงเงินของโจทก์ร่วมไปตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกคำรับสารภาพให้ไว้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 แล้ว แต่โจทก์ร่วมอ้างว่าไม่รู้เรื่องความผิดตั้งแต่วันดังกล่าว เนื่องจากยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 โกงเงินโจทก์ร่วมไปเมื่อใด จำนวนเท่าใด และโกงอย่างไร ตามที่โจทก์ร่วมฎีกา แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดตั้งแต่วันใดที่มิใช่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกคำรับสารภาพไว้ และรู้เรื่องความผิดก่อนไปแจ้งความร้องทุกข์ไม่เกิน 3 เดือน คดีจึงไม่ปรากฏชัดว่าโจทก์ร่วมรู้ตัวผู้กระทำผิดและรู้เรื่องความผิดตั้งแต่เมื่อใดก่อนวันที่ 14 กรกฎาคม 2550 อันเป็นวันร้องทุกข์ไม่เกิน 3 เดือน กรณีไม่อาจทราบแน่ชัดว่าคดียังไม่ขาดอายุความหรือไม่แน่ชัดว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิฟ้องคดีได้หรือไม่ กรณีสมควรยกประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสองว่าสำหรับข้อหาฉ้อโกงนั้น คดีขาดอายุความแล้ว โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฟ้องคดีข้อหานี้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหมดนั้น ยังเป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแห่งคดีไม่ครบถ้วน เพราะความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องคดีนี้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองรับเงินจากธนาคารตามเช็คไปเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริตอันครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นการบรรยายฟ้องรวมการกระทำอื่นซึ่งอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสองในการกระทำผิดอื่นนั้นตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้พิจารณาลงโทษความผิดของจำเลยทั้งสองตามที่พิจารณาได้ความ ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิจารณาตามมาตรานี้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 และมาตรา 225 เพราะข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบเช็คตามสำเนาเช็คแผ่นที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 ไปขึ้นเงินที่ธนาคารจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม ได้เงินของโจทก์ร่วมมาจำนวน 125,616 บาท แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบโดยเบิกความลอยๆ ไม่อ้างพยานหลักฐานอื่นแม้แต่น้อยว่า จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวนดังกล่าวมามอบให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 มอบเงินคืนให้โจทก์ร่วมไปแล้ว คำเบิกความลอยๆ ของจำเลยทั้งสองรับฟังไม่ได้เพราะการคืนเงินแก่บริษัทจำนวนมากโดยไม่มีหลักฐานแม้แต่น้อยเช่นนี้เป็นการแก้ตัวของผู้กระทำผิดที่ไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอย่างไรเท่านั้น เชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันลักทรัพย์เงินดังกล่าวของโจทก์ร่วมไป หาได้คืนแก่โจทก์ร่วมไม่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างได้ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้และมีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องรวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษจำเลยทั้งสองให้สูงกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา เพราะจะเป็นการพิจารณาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง โดยที่โจทก์ร่วมมิได้ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก จำคุกคนละ 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงิน 125,616 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1941/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 2363/2553 คดีหมายเลขดำที่ 739/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2364/2553 คดีหมายเลขดำที่ 1034/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2365/2553 คดีหมายเลขดำที่ 2940/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2366/2553 คดีหมายเลขดำที่ 2499/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 2367/2553 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนคดีอื่นยังไม่มี คำพิพากษาให้ยกคำขอส่วนนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 192 ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 96 ม. 335 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — บริษัทพี เค นอร์ทเทิร์น เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด
จำเลย — นางปนัดดา อนามธวัช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางสุปราณี พูลแสง ทิมพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเศษ นิ่มกุล
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
ชุติมนต์ โพธิเดช
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12888/2558
#636298
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันลักทรัพย์เงินของโจทก์ร่วมไป จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างได้ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้และมีอายุความ 10 ปี

ความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องรวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษจำเลยทั้งสองให้สูงกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา เพราะจะเป็นการพิจารณาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง โดยที่โจทก์ร่วมมิได้ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงิน 125,616 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทพี เค นอร์ทเทิร์น เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุกคนละ 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงิน 125,616 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1941/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 2363/2553 คดีหมายเลขดำที่ 739/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2364/2553 คดีหมายเลขดำที่ 1034/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2365/2553 คดีหมายเลขดำที่ 2940/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2366/2553 คดีหมายเลขดำที่ 2499/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 2367/2553 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนคดีอื่นยังไม่มีคำพิพากษาให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฏีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า บริษัทพี เค นอร์ทเทิร์น เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด โจทก์ร่วมประกอบธุรกิจโรงงานเสื้อผ้า มีนางณีราวรรณ์ เป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์ร่วม ช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ฝ่ายบัญชีของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รวบรวมรายการเกี่ยวกับเงินและนำเช็คที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กรอกข้อความเรียบร้อยแล้วมาให้นางณีราวรรณ์ลงลายมือชื่อเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของโจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในบันทึกคำรับสารภาพ ว่าได้โกงเงินของโจทก์ร่วมไป ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเช็คตามสำเนาเช็ค ไปเรียกเก็บเงินที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าแพ จำนวนเงินตามเช็ค 125,616 บาท เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2550 โจทก์ร่วมโดยนางณีราวรรณ์ประธานกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทปริญญา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในวันดังกล่าว พนักงานสอบสวนทำบัญชีทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่ถูกประทุษร้าย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 แต่โจทก์ร่วมร้องทุกข์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2550 เกินกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงเป็นอันขาดอายุความ โจทก์ร่วมฎีกาว่า ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ร่วมเพียงแต่รู้ตัวผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังไม่รู้เรื่องความผิด เพราะโจทก์ร่วมยังไม่ได้ตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 โกงเงินไปเมื่อใด โกงไปจำนวนเท่าใด และโกงอย่างไร โจทก์ร่วมเพิ่งตรวจพบว่าจำเลยทั้งสองกระทำทุจริตฉ้อโกงโจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2550 จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในวันดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนทำบัญชีทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายลงวันที่ดังกล่าวไว้ด้วย อันเป็นการร้องทุกข์ภายในกำหนดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางณีราวรรณ์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 นำรายการที่ต้องใช้เงินพร้อมเช็คมาเบิกกับนางณีราวรรณ์ นางณีราวรรณ์ตรวจดูแล้วบอกว่าเงินยังเหลืออยู่ และสอบถามจำเลยที่ 1 ตรง ๆ ว่าโกงเงินไปหรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่พูดเอาแต่ร้องไห้ หลังจากนั้นวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 รับว่าได้โกงเงินของโจทก์ร่วมไปจริง นางณีราวรรณ์จึงเขียนคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ไว้พร้อมกับให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อ ต่อมานางณีราวรรณ์ทำการตรวจสอบเอกสารย้อนหลังพบว่าเจ้าหนี้ของโจทก์ร่วมคือร้านเชียงใหม่ - ใจกว้าง มีบิลสำคัญการจ่ายเงินมาเบิกซ้ำอีกครั้งหนึ่งโดยจำเลยที่ 1 ทำเรื่องเบิกซ้ำด้วยการนำเช็คพร้อมใบสำคัญการจ่ายเงินมาให้นางณีราวรรณ์ลงลายมือชื่อในเช็คแล้วให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 นำไปเรียกเก็บเงิน ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการจ่ายเงินตามเช็คให้แก่ร้านเชียงใหม่ - ใจกว้าง ตามบิลที่ส่งมาเรียกเก็บเงินแล้ว นางณีราวรรณ์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทปริญญาพนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2545 (ที่ถูก 2550) ขณะที่พันตำรวจโทปริญญาปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรสอบสวน นางณีราวรรณ์ประธานกรรมการของโจทก์ร่วมมาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันทุจริตเอาเงินของโจทก์ร่วมไป พันตำรวจโทปริญญาทำบัญชีทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย ดังนี้ จากคำเบิกความของนางณีราวรรณ์ดังกล่าว นางณีราวรรณ์รู้ว่าจำเลยที่ 1 โกงเงินของโจทก์ร่วมไปตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกคำรับสารภาพให้ไว้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 แล้ว แต่โจทก์ร่วมอ้างว่าไม่รู้เรื่องความผิดตั้งแต่วันดังกล่าวเนื่องจากยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดว่าจำเลยที่ 1 โกงเงินโจทก์ร่วมไปเมื่อใด จำนวนเท่าใด และโกงอย่างไร ตามที่โจทก์ร่วมฎีกา แต่เมื่อโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดตั้งแต่วันใดที่มิใช่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกคำรับสารภาพไว้ และรู้เรื่องความผิดก่อนไปแจ้งความร้องทุกข์ไม่เกิน 3 เดือน คดีจึงไม่ปรากฏชัดว่าโจทก์ร่วมรู้ตัวผู้กระทำผิดและรู้เรื่องความผิดตั้งแต่เมื่อใดก่อนวันที่ 14 กรกฎาคม 2550 อันเป็นวันร้องทุกข์ไม่เกิน 3 เดือน กรณีไม่อาจทราบแน่ชัดว่าคดียังไม่ขาดอายุความหรือไม่แน่ชัดว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิฟ้องคดีได้หรือไม่ กรณีสมควรยกประโยชน์ให้แก่จำเลยทั้งสองว่าสำหรับข้อหาฉ้อโกงนั้น คดีขาดอายุความแล้ว โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฟ้องคดีข้อหานี้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหมดนั้น ยังเป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแห่งคดีไม่ครบถ้วน เพราะความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องคดีนี้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองรับเงินจากธนาคารตามเช็คไปเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริตอันครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ เป็นการบรรยายฟ้องรวมการกระทำอื่นซึ่งอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสองในการกระทำผิดอื่นนั้นตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้พิจารณาลงโทษความผิดของจำเลยทั้งสองตามที่พิจารณาได้ความ ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิจารณาตามมาตรานี้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 215 และมาตรา 225 เพราะข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบเช็คให้จำเลยที่ 2 ไปขึ้นเงินที่ธนาคารจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม ได้เงินของโจทก์ร่วมมาจำนวน 125,616 บาท แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบโดยเบิกความลอย ๆ ไม่อ้างพยานหลักฐานอื่นแม้แต่น้อยว่า จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวนดังกล่าวมามอบให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 มอบเงินคืนให้โจทก์ร่วมไปแล้ว คำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยทั้งสองรับฟังไม่ได้เพราะการคืนเงินแก่บริษัทจำนวนมากโดยไม่มีหลักฐานแม้แต่น้อยเช่นนี้เป็นการแก้ตัวของผู้กระทำผิดที่ไม่รู้ว่าจะแก้ตัวอย่างไรเท่านั้น เชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันลักทรัพย์เงินดังกล่าวของโจทก์ร่วมไป หาได้คืนแก่โจทก์ร่วมไม่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างได้ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้และมีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องรวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษจำเลยทั้งสองให้สูงกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา เพราะจะเป็นการพิจารณาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง โดยที่โจทก์ร่วมมิได้ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก จำคุกคนละ 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงิน 125,616 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1941/2550 คดีหมายเลขแดงที่ 2363/2553 คดีหมายเลขดำที่ 739/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2364/2553 คดีหมายเลขดำที่ 1034/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2365/2553 คดีหมายเลขดำที่ 2940/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 2366/2553 คดีหมายเลขดำที่ 2499/2552 คดีหมายเลขแดงที่ 2367/2553 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนคดีอื่นยังไม่มีคำพิพากษาให้ยกคำขอส่วนนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (7) ม. 335 (11)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — บริษัทพี เค นอร์ทเทิร์น เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด
จำเลย — นางปนัดดา อนามธวัช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
ชุติมนต์ โพธิเดช
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12877 -ที่ 12878/2558
#595282
เปิดฉบับเต็ม

ลูกจ้างเดินทางไปร่วมกิจกรรมการเที่ยวประจำปีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจัดขึ้น จำเลยออกประกาศ "ห้ามลูกจ้างพูดจาที่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทหรือก่อการทะเลาะวิวาทระหว่างการเดินทาง โรงแรมที่พัก รวมทั้งสถานที่อื่น ๆ โดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะลงโทษโดยเลิกจ้างและไม่จ่ายค่าชดเชย" อันเป็นคำสั่งกำหนดการปฏิบัติตัวของลูกจ้างที่เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อป้องกันมิให้ลูกจ้างก่อความเสียหายหรือความเสื่อมเสียแก่จำเลย ถือว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการกระทำของลูกจ้างจะเป็นความผิดกรณีร้ายแรงหรือไม่ จะต้องวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกันหลายประการ อาทิ ตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง ลักษณะและพฤติการณ์การกระทำความผิดของลูกจ้าง ตลอดจนผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดว่ามีมากน้อยเพียงใด เมื่อเกิดเหตุขึ้นบนรถบัสระหว่างเดินทางไปทำกิจกรรมการเที่ยวประจำปี ซึ่งแม้จะมีพนักงานของบริษัทที่รับจ้างจัดกิจกรรมการเที่ยวอยู่ด้วย แต่การที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานระดับทั่วไปทะเลาะวิวาทกันซึ่งแม้การชกต่อยพลาดไปถูกเพื่อนพนักงานคนอื่น แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายรุนแรง และโจทก์ทั้งสองหยุดทะเลาะวิวาทเมื่อถูกห้ามปราม กรณียังถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นความผิดร้ายแรงที่นายจ้างจะเลิกจ้างได้โดยไม่จำต้องตักเตือนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า ประกาศของจำเลย ที่ถือว่าการที่พนักงานก่อการทะเลาะวิวาทระหว่างเดินทางไปเที่ยวเป็นความผิดร้ายแรง ซึ่งจำเลยสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โดยจำเลยไม่ได้พิจารณาเหตุที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทแต่อย่างใด ประกาศดังกล่าวถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสอง แม้โจทก์ทั้งสองจะลงชื่อรับทราบประกาศดังกล่าว จำเลยจะอ้างประกาศดังกล่าวมาเป็นเหตุให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองไม่ได้ ประกอบกันระหว่างเกิดเหตุไม่มีบุคคลใดได้รับบาดเจ็บและหลังจากมีการห้ามปรามโจทก์ทั้งสองก็ได้ยุติการทะเลาะวิวาท จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโจทก์ทั้งสองและบุคคลภายนอกไม่ได้แจ้งความดำเนินคดี พฤติการณ์ทะเลาะวิวาทของโจทก์ทั้งสองจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำความผิดร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องว่ากล่าวตักเตือนหรือลงโทษอย่างอื่นก่อน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 75,192 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 72,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 12,219 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 11,765 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความแถลงรับว่า จำเลยออกประกาศเลขที่ เอสเคที 2555/668 เอ เรื่อง กำหนดการเที่ยวประจำปี 2555 โดยมีข้อ 4 ห้ามพนักงานพูดจาที่ก่อให้เกิดการทะเลาะหรือก่อการทะเลาะวิวาทระหว่างการเดินทาง โรงแรมที่พัก ทั้งสถานที่อื่นๆ โดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะลงโทษโดยการเลิกจ้างและไม่จ่ายค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น โจทก์ทั้งสองลงชื่อรับทราบประกาศดังกล่าว โจทก์ทั้งสองกับเพื่อนพนักงานอื่นนั่งรถบัสคันเดียวกันเพื่อเดินทางร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวตามที่จำเลยจัดขึ้นพร้อมพนักงานของบริษัทซึ่งรับจ้างจัดกิจกรรม ระหว่างเดินทางโจทก์ที่ 1 อยู่ในอาการเมาสุราและอาเจียนลงมาบนพื้นรถ โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นเพื่อนกับโจทก์ที่ 1 นำถุงพลาสติกไปให้ แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ย่อมใช้กลับอาเจียนลงพื้นรถ โจทก์ที่ 2 ต่อว่าโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 เดินเข้าหาโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ผลักและชกโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ตอบโต้โดยชกโจทก์ที่ 2 แต่พลาดไปถูกนางสาวอัมพิกา เพื่อนพนักงานด้วยกัน ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดได้รับบาดเจ็บร้ายแรง หลังจากนั้นเพื่อนพนักงานจึงห้ามปรามและแยกโจทก์ทั้งสองให้ยุติการทะเลาะวิวาท

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ประกาศของจำเลยฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ การที่โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนประกาศดังกล่าวถือเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าประกาศของจำเลยเป็นคำสั่งของนายจ้างที่จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ลูกจ้างทั้งหลายรวมโจทก์ทั้งสองร่วมเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและต้องการป้องกันรักษาชื่อเสียงของจำเลยไม่ให้เสื่อมเสียและให้ลูกจ้างมีความสามัคคี ประกาศดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นวินัยขั้นพื้นฐานที่จำเลยในฐานะนายจ้างสามารถออกคำสั่งและประกาศให้ลูกจ้างทุกคนถือปฏิบัติได้ อันถือเสมือนเป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การที่โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนประกาศดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เห็นว่า ประกาศเลขที่ เอสเคที 2555/668 เอ เรื่อง กำหนดการเที่ยวประจำปี 2555 เป็นคำสั่งของจำเลยที่กำหนดการปฏิบัติตัวลูกจ้างที่เดินทางไปร่วมกิจกรรมที่จำเลยจัดขึ้นทั้งเพื่อป้องกันมิให้ลูกจ้างไปก่อความเสียหายหรือเสื่อมเสียแก่จำเลย จึงถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่าประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และแม้โจทก์ทั้งสองก่อการทะเลาะวิวาทบนรถบัสซึ่งตามประกาศ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงก็ตามแต่การกระทำความผิดของลูกจ้างจะเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่นั้น ต้องวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆประกอบกันหลายประการ อาทิ ตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกจ้าง ลักษณะและพฤติการณ์การกระทำความผิดของลูกจ้าง ตลอดจนผลเสียที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดว่ามีมากน้อยเพียงใด ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความเพียงว่าโจทก์ทั้งสองทะเลาะวิวาทระหว่างเดินทางไปร่วมกิจกรรมท่องเที่ยว การทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นบนรถบัส แม้จะมีพนักงานของบริษัทรับจ้างจัดกิจกรรมอยู่ด้วย แต่การกระทำของโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงต่อคู่กรณีหรือบุคคลภายนอกแต่อย่างใด และเมื่อมีการห้ามปรามโจทก์ทั้งสองก็หยุดทะเลาะวิวาทกรณียังถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นความผิดร้ายแรงที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่จำต้องตักเตือนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (9) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามพิพากษาศาลแรงงานภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขวัญชัย ผสมพงศ์ กับพวก
จำเลย — บริษัทซันเคียว คาเนฮีโร่ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายโอภาส อุปรี
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12873/2558
#592175
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (10) บัญญัติว่า "บริการ" หมายความว่า "การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า..." โจทก์รับจ้างยึดรถที่ผิดสัญญาเช่าซื้อจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ กำหนดอัตราค่าจ้างไม่เกินคันละ 200,000 บาท จึงเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า ดังนั้น การรับจ้างยึดรถของโจทก์ จึงเป็นบริการอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 77/1 (10) และมาตรา 77/1 (5) บัญญัติว่า "ผู้ประกอบการ" หมายความว่า "บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์ หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่" แม้การกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์ หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ผู้ประกอบการก็อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อโจทก์ได้ให้บริการในทางธุรกิจแล้ว การประกอบกิจการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

โจทก์เป็นผู้ทำสัญญาและเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบุคคลอื่นในการทำสัญญาจ้าง รับเงินค่าจ้างตามสัญญาทั้งหมด แสดงว่าโจทก์กับคณะเป็นผู้ประกอบการตามมาตรา 77/1 (3) และ (5) มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82 (1) โจทก์เป็นผู้จัดการ จึงต้องนำเงินที่ได้รับชำระค่าบริการมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในนามคณะบุคคล

มาตรา 79 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ..." เมื่อค่าจ้างยึดรถตามสัญญาเป็นเงินที่ได้รับจากการให้บริการ จึงเป็นมูลค่าที่ได้รับอันเป็นฐานภาษีที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 โจทก์ในฐานะผู้จัดการของคณะบุคคลมีหน้าที่จะต้องจัดการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนที่จะแบ่งส่วนแก่บุคคลอื่นในคณะบุคคล ส่วนที่โจทก์จะนำไปจ่ายเป็นค่าจ้างและค่าใช้จ่ายอื่นให้แก่บุคคลอื่นในคณะบุคคลและบุคคลอื่นที่ร่วมงานกับโจทก์ก็เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ ซึ่งวิธีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะไม่นำค่าใช้จ่ายมาหักแต่อย่างใด เพราะเป็นการคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องทุกฉบับและงดหรือลดเบี้ยปรับเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับจ้างติดตามยึดรถโดยทำสัญญากับบริษัทแคทเทอร์พิลลาร์ ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ปี 2546 จำนวน 1,962,164.97 บาท ปี 2547 จำนวน 2,298,970.31 บาท ปี 2548 จำนวน 4,455,670.14 บาท และเฉพาะเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2549 จำนวน 276,288.66 บาท โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยอ้างว่าโจทก์น่าจะมีรายได้จากการรับจ้างยึดรถในแต่ละปีที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 33 เดือนภาษี ให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงิน 629,516.60 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1,262,033.18 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 กันยายน 2550 จำนวน 315,318.24 บาท รวมทั้งสิ้น 2,106,846 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า โจทก์มีรายได้จากการรับจ้างยึดรถ โดยมีสัญญาให้ดำเนินการยึดรถและได้รับผลตอบแทนจากผู้ว่าจ้างจากการยึดรถและนำส่งผู้ว่าจ้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะของการจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การจ้างทำของนั้นตามประมวลรัษฎากรถือว่าการประกอบกิจการเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากรที่บัญญัติว่า "บริการ" หมายความว่า "การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้าและให้หมายความรวมถึง การใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ " กรณีของโจทก์จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ให้ปลดภาษีเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนเมษายน 2546 ตามการประเมินเสียทั้งสิ้น เนื่องจากโจทก์มีรายได้ไม่ถึง 1,200,000 บาท ในเดือนดังกล่าวและปรับปรุงภาษีของเดือนพฤษภาคม 2546 ใหม่ เนื่องจากโจทก์มีรายได้ในเดือนพฤษภาคม 2546 ในส่วนที่เกิน 1,200,000 บาท ต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 150,515.47 บาท ส่วนเบี้ยปรับเห็นว่า กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงพิจารณาลดเบี้ยปรับในเดือนภาษีพฤษภาคม 2546 ถึงเดือนภาษีเมษายน 2547 ให้เสียร้อยละ 40 สำหรับเบี้ยปรับภาษีเดือนพฤษภาคม 2547 ถึงภาษีเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ให้เสียร้อยละ 50 สำหรับเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากรนั้นไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงไม่สามารถงดหรือลดเงินเพิ่มได้ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อแรกว่า การประกอบกิจการของโจทก์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์ทำงานยึดรถและได้รับค่าจ้างเมื่อยึดรถได้เป็นการจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะการให้บริการต้องได้รับค่าจ้างหรือค่าบริการเสมอ ไม่ว่าการบริการจะสำเร็จทั้งหมดหรือไม่ก็ตาม แต่งานที่โจทก์รับจ้างจะได้ค่าตอบแทนเมื่อยึดรถได้ ทั้งโจทก์ต้องลงทุนเสียเงินติดตามสืบหารถ ถ้าไม่สามารถยึดรถได้เงินที่ลงทุนไปนั้นจะไม่ได้รับคืน จึงไม่น่าจะเป็นการบริการตามมาตรา 77/1 (10) นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์รับจ้างยึดรถที่ผิดสัญญาเช่าซื้อจากบริษัทแคทเทอร์พิลลาร์ ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทเมโทรแมชีนเนอร์รี่ จำกัด กำหนดค่าจ้างไม่เกินคันละ 200,000 บาท ผู้ว่าจ้างจะจ่ายเงินให้เมื่อโจทก์ผู้รับจ้างดำเนินการยึดทรัพย์สินและส่งมอบรถให้กับผู้ว่าจ้างแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามมาตรา 77/2 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้การให้บริการโดยผู้ประกอบการในราชอาณาจักร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คำว่า "บริการ" นั้น มาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "บริการ" หมายความว่า "การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้าและให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ " ปรากฏว่าโจทก์รับจ้างยึดรถที่ผิดสัญญาเช่าซื้อจากบริษัทแคทเทอร์พิลลาร์ ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทเมโทรแมชีนเนอร์รี่ จำกัด โดยกำหนดอัตราค่าจ้างไม่เกินคันละ 200,000 บาท จึงเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า ดังนั้น การรับจ้างยึดรถของโจทก์ จึงเป็นบริการอย่างหนึ่ง อันต้องด้วยคำนิยามของคำว่า "บริการ" ตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นบริการอย่างหนึ่ง ทั้งเมื่อพิจารณาความในมาตรา 77/1 (5) บัญญัติความหมายของคำว่า "ผู้ประกอบการ" หมายความว่า "บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์ หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่" ยิ่งแสดงให้เห็นว่า การบริการนั้น แม้การกระทำจะได้รับประโยชน์ หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ผู้ประกอบการก็อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อโจทก์ได้ให้บริการในทางธุรกิจแล้ว การประกอบกิจการของโจทก์จึงเป็นการให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินนำค่าจ้างยึดรถตามสัญญามาเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการถูกต้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าจ้างยึดรถตามสัญญาหลังหักภาษี ณ ที่จ่าย มิใช่เป็นรายได้ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์ต้องนำไปแบ่งแก่ผู้ร่วมงานกับโจทก์อีกหลายคน การนำจำนวนเงินหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายทั้งหมดมาคำนวณเป็นมูลค่าที่โจทก์ได้รับจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ทำสัญญากับเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบุคคลอื่นในการทำสัญญาจ้างและโจทก์ยังเป็นคนรับเงินค่าจ้างตามสัญญาทั้งหมดดังที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างข้อ 2 และข้อ 4 แสดงว่าโจทก์กับคณะเป็นผู้ประกอบการตามมาตรา 77/1 (3) และ (5) แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์เป็นผู้จัดการเกี่ยวกับเงินที่คณะบุคคลได้รับชำระค่าบริการ โจทก์จึงต้องนำเงินที่ได้รับชำระมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในนามคณะบุคคลซึ่งมิใช่นิติบุคคล ถือได้ว่าเป็นหน่วยภาษีเดียวกันเสมือนเป็นบุคคลคนเดียวไม่มีการแบ่งแยกและตามมาตรา 79 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "...ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ..." นอกจากนี้ตามมาตรา 79 วรรคสอง บัญญัติว่า "มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน" เมื่อค่าจ้างยึดรถตามสัญญาเป็นเงินที่ได้รับจากการให้บริการ เงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมดจึงเป็นมูลค่าที่ได้รับอันเป็นฐานภาษีที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 โจทก์ในฐานะผู้จัดการของคณะบุคคลมีหน้าที่จะต้องจัดการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของคณะบุคคลนั้นก่อนที่จะแบ่งส่วนแก่บุคคลอื่นในคณะบุคคล ส่วนที่โจทก์จะนำไปจ่ายเป็นค่าจ้างและค่าใช้จ่ายอื่นให้แก่บุคคลอื่นในคณะบุคคลและบุคคลอื่นที่ร่วมงานกับโจทก์ก็เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ ซึ่งวิธีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะไม่นำค่าใช้จ่ายมาหักแต่อย่างใด เพราะเป็นการคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ การที่เจ้าพนักงานประเมินนำค่าจ้างยึดรถตามสัญญาที่โจทก์ได้รับมาจริงมาเป็นฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจึงถูกต้องแล้ว การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10) ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชุบ โชคลาภ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12868/2558
#588608
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนวันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษา จำเลยยื่นคำแถลงการณ์เป็นหนังสือตาม ป.วิ.อ. มาตรา 205 วรรคสอง แต่ตามวรรคสามของบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า คำแถลงการณ์เป็นหนังสือมิให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์ ให้นับว่าเป็นแต่คำอธิบายข้ออุทธรณ์เท่านั้น การที่จำเลยยื่นคำแถลงการณ์เป็นหนังสือว่า จำเลยได้วางเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการรอการลงโทษให้แก่จำเลย จึงเป็นแต่เพียงคำอธิบายข้ออุทธรณ์ของจำเลยเพิ่มเติมเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นส่งคำแถลงการณ์เป็นหนังสือนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำแถลงการณ์เพิ่มเติมหลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทำคำพิพากษาเสร็จและส่งไปให้ศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟังแล้ว จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาไปในทางที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่จำเลยได้นั้น ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิจารณาคำแถลงการณ์เป็นหนังสือของจำเลยแล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะไม่ได้แก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยยังคงระบุว่า จำเลยไม่เคยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง ก็มิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา อันเป็นเหตุให้ศาลฎีกาต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 358

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 358 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 4 เดือน ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดำเนินกระบวนพิจารณาชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นคำแถลงการณ์เป็นหนังสือว่า จำเลยได้วางเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการรอการลงโทษให้แก่จำเลย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำแถลงการณ์เพิ่มเติมหลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทำคำพิพากษาเสร็จและส่งไปให้ศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟังแล้ว จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาไปในทางที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่จำเลยได้ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ก่อนวันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษา จำเลยยื่นคำแถลงการณ์เป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 205 วรรคสอง แต่วรรคสามของบทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดว่า คำแถลงการณ์เป็นหนังสือมิให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอุทธรณ์ ให้นับว่าเป็นแต่คำอธิบายข้ออุทธรณ์เท่านั้น การที่จำเลยยื่นคำแถลงการณ์เป็นหนังสือว่า จำเลยได้วางเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการรอการลงโทษให้แก่จำเลย จึงเป็นแต่เพียงคำอธิบายข้ออุทธรณ์ของจำเลยเพิ่มเติมเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นส่งคำแถลงการณ์เป็นหนังสือนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำแถลงการณ์เพิ่มเติมหลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทำคำพิพากษาเสร็จและส่งไปให้ศาลชั้นต้นเพื่ออ่านให้คู่ความฟังแล้ว จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาไปในทางที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่จำเลยได้ ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิจารณาคำแถลงการณ์เป็นหนังสือของจำเลยแล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะไม่ได้แก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยยังคงระบุว่า จำเลยไม่เคยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง ก็มิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา อันเป็นเหตุให้ศาลฎีกาต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 205 ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นายไอยไชย พัชรศรัณย์กุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายธนโชติ แย้มยิ่งยง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12852/2558
#633583
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. เลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 3 นิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ไว้ หมายถึง เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลและให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกกฎกระทรวงว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว กฎกระทรวงดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 เมื่อเหตุคดีนี้เกิดวันที่ 23 เมษายน 2552 ภายหลังจากวันที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องมาให้ครบถ้วนว่า เลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองนั้นเป็นไปตามคำนิยามในกฎกระทรวงด้วย เพราะถือว่ากำลังแรงม้าและขนาดความยาวของแผ่นบังคับโซ่เป็นข้อสาระสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องมือที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวเกินกว่า 12 นิ้ว ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีรายละเอียดพอสมควรไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพก็ไม่สามารถลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ และตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ กำหนดให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบ หรือในกรณีที่ศาลมิได้มีคำสั่งริบของกลางหรือของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อคดีนี้ศาลมิได้สั่งริบของกลางและมิได้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาทั้งสองข้อที่กล่าวมาข้างต้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 54, 69, 72 ตรี, 73, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 17 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 2, 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด และให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสามจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของโดยรู้แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษี ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2), 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (2), 35 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 54, 72 ตรี วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2), 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (2), 35 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม ยึดถือ ครอบครอง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ เกินกว่า 20 ต้น ปริมาตรไม้เกินกว่า 4 ลูกบาศก์เมตร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายเกินกว่า 20 ต้น ปริมาตรไม้เกินกว่า 4 ลูกบาศก์เมตร จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับฐานร่วมกันซ่อนเร้น จำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งของโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ไม่ได้เสียภาษี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 17 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 3 ฐานสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันทำไม้หวงห้าม ยึดถือ ครอบครอง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม ยึดถือ ครอบครอง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายเกินกว่า 20 ต้น ปริมาตรไม้เกินกว่า 4 ลูกบาศก์เมตร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จำเลยที่ 3 นำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 คนละหนึ่งในสาม และจำเลยที่ 3 หนึ่งในสี่ ส่วนฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน และจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวาร ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละสามสิบและจ่ายรางวัลให้แก่เจ้าพนักงานผู้จับร้อยละยี่สิบห้าตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ความผิดฐานร่วมกันทำไม้ จำคุกคนละ 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานทำไม้ จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุก 3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี 8 เดือน และบวกโทษจำคุกฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมจำคุก จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 14 เดือน สำหรับจำเลยที่ 3 ลดโทษหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งคู่ความไม่ได้อุทธรณ์ จึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประการแรกว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีเหตุมีผล ไม่ได้มีพิรุธน่าสงสัย สามารถยืนยันให้รับฟังข้อเท็จจริงได้อย่างแน่ชัดว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 เข้าไปแผ้วถางป่าในบริเวณที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับนางบังอร และจำเลยที่ 1 เข้าไปแผ้วถางป่าในที่เกิดเหตุจริงเช่นนี้ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 วรรคแรก จำเลยที่ 3 จึงกระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 กับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม ยึดถือ ครอบครอง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ แต่เนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าว จึงต้องลงโทษจำเลยที่ 3 เพียงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 กับพวก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดดังกล่าวมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 3 ไปว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้หาคนมาถางป่าในที่เกิดเหตุตามที่เจ้าของที่ดินที่เกิดเหตุขอให้ช่วยเท่านั้น ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเพียงเท่านี้ ย่อมไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ในข้อหาร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายตามฟ้องโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดดังกล่าวมานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาสุดท้ายที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากจำนวนไม้หวงห้ามของกลาง ปรากฏว่ามีจำนวนมากถึง 25 ท่อน ปริมาตรรวมมากถึง 6.22 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับว่าเป็นไม้จำนวนมาก โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดไว้นั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 มากอยู่แล้ว การทำไม้อันเป็นการทำลายป่าสงวนแห่งชาติ โดยตัดฟันไม้หวงห้ามจำนวนมากเช่นนี้ นับเป็นการทำลายทรัพยากรอันมีค่าของชาติ ส่งผลเสียหายแก่ส่วนรวมเป็นอย่างมากพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รอการลงโทษให้ เหมาะสมกับความผิดของจำเลยที่ 3 แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ฯ มาตรา 3 นิยามคำว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" ไว้ หมายถึง เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลและให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกกฎกระทรวงว่า "เลื่อยโซ่ยนต์" หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งานที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว กฎกระทรวงดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 เมื่อเหตุคดีนี้เกิดวันที่ 23 เมษายน 2552 ภายหลังจากวันที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องมาให้ครบถ้วนว่า เลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองนั้นเป็นไปตามคำนิยามในกฎกระทรวงด้วย เพราะถือว่ากำลังแรงม้าและขนาดความยาวของแผ่นบังคับโซ่เป็นข้อสาระสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิด เมื่อฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเลื่อยโซ่ยนต์ที่จำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเป็นเครื่องมือที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ที่มีขนาดยาวเกินกว่า 12 นิ้ว ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง จึงเป็นฟ้องที่ไม่มีรายละเอียดพอสมควรไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพก็ไม่สามารถ ลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ และตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฯ กำหนดให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบ หรือในกรณีที่ศาลมิได้มีคำสั่งริบของกลางหรือของกลางที่ศาลสั่งริบนั้นไม่อาจขายได้ ให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล เมื่อคดีนี้ศาลมิได้สั่งริบของกลางและมิได้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาทั้งสองข้อที่กล่าวมาข้างต้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย คงให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานทำไม้ฯ เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่แล้ว จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 เดือน ฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้ลักลอบนำเข้าหลบหนีด่านศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน รวมโทษทุกกระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 11 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยกคำขอให้จ่ายสินบนและรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 3
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นางสาวปลาน ชะอุ่มประโคน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12851/2558
#590625
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อบริษัท ธ. ผู้ให้เช่าซื้อตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนที่ 4 ว่าด้วยการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของบริษัท ธ. ที่รวบรวมได้มาโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้จึงเป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้หาใช่เป็นการซื้อขายความไม่ การโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อจึงมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องได้จากการขายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และฝ่ายจำเลยผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 แถลงขอสละประเด็นตามคำให้การโดยให้ศาลชี้ขาดเพียงว่า หนังสือสัญญาขายสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และโจทก์เป็นโมฆะหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 กันยายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนที่ยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงตามเอกสารและที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ บริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและนำออกขายได้ราคาเพียง 232,000 บาท ขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ 131,558.89 บาท ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด และพิพากษาให้ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา เป็นเงิน 131,558.89 บาท จำเลยที่ 2 มีหนังสือปฏิเสธหนี้ดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดระยะเวลา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อและนำออกประมูลขายตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ โจทก์ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์และโจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจสอบแล้วพบว่าบริษัทเงินทุนธนมาศจำกัด มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 และมีหนังสือทวงหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว ถือว่าอยู่ระหว่างการดำเนินคดี การโอนสิทธิเรียกร้องจึงเป็นการซื้อขายความ ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า เมื่อบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนที่ 4 ว่าด้วยการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ที่รวบรวมได้มาโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้จึงเป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้หาใช่เป็นการซื้อขายความไม่ การโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเค.เอ.สยาม แอสเซ็ทส์ จำกัด
จำเลย — นายสราวุฒิ แซ่จิ้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวิทูร จันทร์แจ้งดี
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12851/2558
#633577
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อบริษัท ธ. ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนที่ 4 ว่าด้วยการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของบริษัท ธ. ที่รวบรวมได้มาโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้จึงเป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้หาใช่เป็นการซื้อขายความไม่ การโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือแจ้งทวงหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะลูกหนี้ของผู้ล้มละลาย จำเลยที่ 2 แจ้งปฏิเสธหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว เมื่อสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงถือว่าเป็นคดีความ การโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์จึงเป็นการซื้อขายความต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาขายสิทธิเรียกร้องจึงเป็นโมฆะทั้งสัญญาเช่าซื้อไม่ได้ทำเป็นหนังสือตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 แถลงขอสละประเด็นตามคำให้การโดยให้ศาลชี้ขาดเพียงว่า หนังสือสัญญาขายสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และโจทก์เป็นโมฆะหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 กันยายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนที่ยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงตามเอกสารและที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ บริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและนำออกขายได้ราคาเพียง 232,000 บาท ขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ 131,558.89 บาท ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด และพิพากษาให้ล้มละลาย วันที่ 2 ตุลาคม 2544 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา เป็นเงิน 131,558.89 บาท จำเลยที่ 2 มีหนังสือปฏิเสธหนี้ดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดระยะเวลาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อและนำออกประมูลขายตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ โจทก์ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ วันที่ 15 ธันวาคม 2547 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ ตามหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้อง และโจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจสอบแล้วพบว่าบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 และมีหนังสือทวงหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว ถือว่าอยู่ระหว่างการดำเนินคดี การโอนสิทธิเรียกร้องจึงเป็นการซื้อขายความ ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า เมื่อบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนที่ 4 ว่าด้วยการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ที่รวบรวมได้มาโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้จึงเป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้หาใช่เป็นการซื้อขายความไม่ การโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเค.เอ.สยาม แอสเซ็ทส์ จำกัด
จำเลย — นายสราวุฒิ แซ่จิ้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12849/2558
#601148
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เจ้าของอาคารศูนย์การค้า ซ. จัดลานจอดรถเพื่อให้บริการแก่ร้านค้าที่มาเช่าพื้นที่และลูกค้าของร้านค้าเพื่อจอดรถยนต์ขณะเข้าไปใช้บริการยังร้านค้าที่เช่าพื้นที่ในอาคารศูนย์การค้าและมอบให้บริษัท น. เป็นผู้จัดการให้บริการด้านสาธารณูปโภคทั้งหมดรวมทั้งการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารและนอกอาคารโดยมีการแบ่งผลประโยชน์จากการจัดเก็บรายได้จากร้านค้าที่เช่าพื้นที่และรับบริการ จำเลยที่ 2 กับบริษัท น. เป็นบริษัทในเครือเดียวกันและมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าหาประโยชน์จากการใช้อาคารศูนย์การค้า ซ. ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 2 จัดเก็บค่าเช่าพื้นที่อาคาร ส่วนบริษัท น. จัดเก็บค่าบริการด้านสาธารณูปโภค การที่บริษัท น. เข้าทำสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยกับจำเลยที่ 1 เพื่อให้จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลรักษาความปลอดภัยที่อาคารศูนย์การค้าจึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ในการใช้พื้นที่อาคารศูนย์การค้า จำเลยที่ 2 เจ้าของอาคารศูนย์การค้าจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอาคารศูนย์การค้าย่อมแสดงให้ผู้มาใช้บริการที่อาคารศูนย์การค้าเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า พฤติการณ์ของบริษัท น. กับจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบการค้าร่วมกัน ย่อมถือได้ว่าบริษัท น. กับจำเลยที่ 2 เป็นตัวการด้วยกันในการทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 รักษาความปลอดภัยอาคารศูนย์การค้า เมื่อรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายเพราะความประมาทเลินเล่อของลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ผู้รับประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน ภต 2999 กรุงเทพมหานคร คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 625,096 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 620,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน ภต 2999 กรุงเทพมหานคร คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนรถยนต์ยี่ห้อนิสสันหมายเลขทะเบียน ภต 2999 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภต 2999 กรุงเทพมหานคร จากบริษัทกรุงไทยคาร์เร้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้เช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า รัชดา - พระราม 3 บริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ดูแลรักษาความปลอดภัยศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า รัชดา - พระราม 3 นายณัฐพงษ์ ได้รับมอบหมายจากบริษัทกรุงไทยคาร์เร้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้เอาประกันภัยให้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปให้ลูกค้าดูที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า รัชดา - พระราม 3 ของจำเลยที่ 3 ขณะที่นายณัฐพงษ์ขับรถยนต์เข้าศูนย์การค้าได้รับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 ที่บริเวณทางเข้า แล้วนายณัฐพงษ์ขับรถยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถชั้น 2 เอ แล้วเข้าไปติดต่อกับลูกค้าที่นัดไว้ เมื่อกลับมาที่ลานจอดรถปรากฏว่ารถยนต์สูญหายไป เพราะพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 ไม่ระมัดระวังตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัดเป็นการประมาทเลินเล่อและเป็นการทำละเมิดต่อบริษัทกรุงไทยคาร์เร้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 620,000 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้รับผิดต่อโจทก์และคดีในส่วนจำเลยที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า บริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด ทำสัญญาจ้างรักษาความปลอดภัยกับจำเลยที่ 1 เพียงบริษัทเดียว ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า รัชดา - พระราม 3 แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้เช่าพื้นที่เป็นศูนย์การค้า มีบริการลานจอดรถ นายอรรนพ พยานจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้เก็บค่าเช่าพื้นที่ และมอบหมายให้บริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด เป็นผู้จัดการให้บริการด้านสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น การรักษาความสะอาดและการรักษาความปลอดภัย และเป็นผู้จัดเก็บค่าบริการ บริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด ทำสัญญาจ้างรักษาความปลอดภัยกับจำเลยที่ 1 ดังนี้ จำเลยที่ 2 เจ้าของอาคารศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า รัชดา - พระราม 3 จัดลานจอดรถเพื่อให้บริการแก่ร้านค้าที่มาเช่าพื้นที่และลูกค้าของร้านค้าเพื่อจอดรถยนต์ขณะเข้าไปใช้บริการยังร้านค้าที่เช่าพื้นที่ในอาคารศูนย์การค้าและมอบให้บริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด เป็นผู้จัดการให้บริการด้านสาธารณูปโภคทั้งหมดรวมทั้งการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารและนอกอาคารโดยมีการแบ่งผลประโยชน์จากการจัดเก็บรายได้จากร้านค้าที่เช่าพื้นที่และรับบริการ ทั้งปรากฏตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทของจำเลยที่ 2 และบริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด ว่า กรรมการหลายคนเป็นกรรมการทั้งสองบริษัท และจำเลยที่ 2 กับบริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด ประกอบกิจการค้าเพื่อผลประโยชน์จากอาคารศูนย์การค้าเดียวกัน เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 กับบริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด เป็นบริษัทในเครือเดียวกันและมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าหาประโยชน์จากการใช้อาคารศูนย์การค้า เซ็นทรัลพลาซ่า รัชดา - พระราม 3 ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 2 จัดเก็บค่าเช่าพื้นที่อาคาร ส่วนบริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด จัดเก็บค่าบริการด้านสาธารณูปโภค การที่บริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด โดยนายกอบชัยและนางสาวสุวิมล ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด และจำเลยที่ 2 ด้วยเข้าทำสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยกับจำเลยที่ 1 เพื่อให้จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลรักษาความปลอดภัยที่อาคารศูนย์การค้า จึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ในการใช้พื้นที่อาคารศูนย์การค้า จำเลยที่ 2 เจ้าของอาคารศูนย์การค้าจัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอาคารศูนย์การค้า ย่อมแสดงให้ผู้มาใช้บริการที่อาคารศูนย์การค้าเข้าใจว่า จำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า พฤติการณ์ของบริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด กับจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบการค้าร่วมกัน ย่อมถือได้ว่าบริษัทเซ็นทรัลเรียลตี้ เซอร์วิส พระราม 3 จำกัด กับจำเลยที่ 2 เป็นตัวการด้วยกันในการทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 รักษาความปลอดภัยอาคารศูนย์การค้า จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเป็นสัญญาจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างไม่ต้องร่วมรับผิดกับผู้รับจ้างนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาความปลอดภัย ดังนี้ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีประเด็นในเรื่องของสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยว่าเป็นสัญญาจ้างทำของหรือไม่ ในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 2 เพิ่งยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างมาในฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425 ม. 427 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทรอแยล การ์ด โฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิโรจน์ เกียรติสินทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12840/2558
#591889
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดตามฟ้องโจทก์อยู่เพียงแต่ลงโทษแตกต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นการพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่พิพากษากลับ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์... และขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไว้พิจารณา

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพและขอเลื่อนฟังคำพิพากษา เพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 4 ไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอผ่อนชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้กับโจทก์ต่อไปศาลจึงอ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ฟัง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350 จำคุก 4 เดือน จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจาณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นโทษกักขัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดตามฟ้องโจทก์อยู่เพียงแต่ลงโทษแตกต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์จึงเป็นการพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่พิพากษากลับ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่จำเลย ที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ จำเลยที่ 4 เป็นคนเชื้อชาติจีน สัญชาติจีน ไม่ทราบและไม่เข้าใจภาษาไทยย่อมเสียเปรียบโจทก์ ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจอห์นสัน เฮลธ์ เทค (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทซิตี้ฟิตเนส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายจีระวงศ์ เชาวน์วรนันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายไสว จันทะศรี
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12840/2558
#634187
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดตามฟ้องโจทก์อยู่เพียงแต่ลงโทษแตกต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นการพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่พิพากษากลับ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรีประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ จำเลยที่ 4 เป็นคนเชื้อชาติจีน สัญชาติจีน ไม่ทราบและไม่เข้าใจภาษาไทยย่อมเสียเปรียบโจทก์ ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไว้พิจารณา

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพและขอเลื่อนฟังคำพิพากษาเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 4 ไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอผ่อนชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้กับโจทก์ต่อไปศาลจึงอ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ฟัง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350 จำคุก 4 เดือน จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นโทษกักขัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาว่าจำเลยที่ 4 มีความผิดตามฟ้องโจทก์อยู่เพียงแต่ลงโทษแตกต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นการพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่พิพากษากลับ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ จำเลยที่ 4 เป็นคนเชื้อชาติจีน สัญชาติจีน ไม่ทราบและไม่เข้าใจภาษาไทยย่อมเสียเปรียบโจทก์ ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ทั้งเป็นกรณีที่ไม่อาจรับรองให้ฎีกาข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจอห์นสัน เฮลธ์ เทค (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทซิตี้ฟิตเนส อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีรวิทย์ สายสมบัติ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12824/2558
#592036
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำพิพากษาตามยอมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องปฏิบัติชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 และโจทก์รับว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้วตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดสุโขทัย เอกสารท้ายคำแถลงที่ยื่นต่อศาลแรงงานภาค 6 เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันปฏิบัติชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีหนี้ที่จะบังคับเอาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานภาค 6 มีคำพิพากษาตามยอมว่าจำเลยทั้งสามยอมร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงิน 2,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดเป็นเงิน 1,000,000 บาท และจำเลยทั้งสามจะร่วมกันผ่อนชำระให้เป็นรายเดือน ทุกวันสิ้นเดือน เดือนละ 21,000 บาท แต่ทั้งนี้จำเลยทั้งสามจะต้องชำระหนี้ให้โจทก์ครบ 2,000,000 บาท ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 นี้ ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอให้ศาลแรงงานภาค 6 ออกหมายบังคับคดี อ้างว่าจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ ศาลแรงงานภาค 6 ออกหมายบังคับคดีโดยให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานภาค 6 งดการบังคับคดี (ที่ถูกน่าจะเป็นเพิกถอนหมายบังคับคดี) เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำนวน 1,000,000 บาท ครบถ้วนแล้ว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดเป็นเงิน 1,000,000 บาท เป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยทั้งสาม โจทก์ไม่มีเจตนาตกลงด้วย และให้ศาลบังคับคดีจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลแรงงานภาค 6 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ออกหมายบังคับคดีจำเลยทั้งสามเป็นออกหมายบังคับคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่า ที่ศาลแรงงานภาค 6 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่ออกหมายบังคับคดีจำเลยทั้งสามเป็นออกหมายบังคับคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาตามยอมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องปฏิบัติชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 และโจทก์รับว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวครบถ้วนแล้วตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 25 ธันวาคม 2552 ของศาลจังหวัดสุโขทัย เอกสารท้ายคำแถลงที่ยื่นต่อศาลแรงงานภาค 6 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันปฏิบัติชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีหนี้ที่จะบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้อีก ที่ศาลแรงงานภาค 6 มีคำสั่งมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 271
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขสุโขทัย จำกัด
จำเลย — นางศิริพรรณ ปลอดภัยหรือกิจสนาโยธิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12811/2558
#588137
เปิดฉบับเต็ม

กรณีจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาแย่งการครอบครองทรัพย์นั้นโดยทุจริตตั้งแต่ที่เข้าแย่งการครอบครอง แต่ขณะที่จำเลยยืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจากผู้เสียหาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาจะเอาไปในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ตั้งแต่แรก จำเลยยังคงพักอยู่ที่โรงแรมตรงข้ามอู่ซ่อมรถของผู้เสียหาย เหตุที่จำเลยหลบหนีออกจากโรงแรมโดยนำคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไปด้วย เพราะไม่ต้องการชำระค่าซ่อมรถที่จำเลยค้างชำระผู้เสียหาย จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองเป็นของจำเลยโดยทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นตั้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของกิจการอู่ซ่อมรถ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2557 จำเลยนำรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์มาให้ผู้เสียหายซ่อม จำเลยบอกแก่ผู้เสียหายว่าสนใจจะเช่าพระเครื่องและซื้อที่ดิน ผู้เสียหายพาจำเลยไปติดต่อหาเช่าพระเครื่องและพาไปดูที่ดินหลายแห่ง ผู้เสียหายและจำเลยกลับมาถึงอู่ซ่อมรถเวลาประมาณ 21 นาฬิกา รถของจำเลยซ่อมเสร็จแล้ว ค่าซ่อมเป็นเงินประมาณ 10,000 บาท จำเลยขอรับรถไปแต่ยังไม่ชำระเงินค่าซ่อมรถ จำเลยพักอยู่โรงแรมซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอู่ซ่อมรถของผู้เสียหาย จำเลยขอยืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อส่งไฟล์ภาพไปให้เพื่อนที่กรุงเทพมหานครและขอยืมพระเครื่องกับสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท ของผู้เสียหายไว้ดูโดยมอบพระเครื่อง 2 องค์ ของจำเลยซึ่งอ้างว่าราคาองค์ละ 2,000,0000 บาท ให้ผู้เสียหายไว้ มารดาผู้เสียหายเกรงว่าผู้เสียหายจะถูกหลอกลวง ผู้เสียหายจึงไปขอสร้อยคอทองคำและพระเครื่องคืน จำเลยคืนสร้อยคอทองคำและพระเครื่องให้แก่ผู้เสียหาย ส่วนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กยังไม่คืนให้อ้างว่ายังไม่ได้ส่งไฟล์ภาพ วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 7 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์หลบหนีออกทางด้านหลังของโรงแรมและถูกเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมพร้อมด้วยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กในรถยนต์ของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกมิใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา เห็นว่า หลังจากที่ผู้เสียหายมอบสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท พร้อมพระเครื่องและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้แก่จำเลยแล้ว หากจำเลยมีเจตนาที่จะลักทรัพย์ของผู้เสียหายดังกล่าวมาตั้งแต่แรก เมื่อผู้เสียหายเดินทางกลับไปที่อู่ซ่อมรถ จำเลยน่าจะต้องรีบนำทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวขับรถหลบหนีไปทันทีไม่น่าจะพักค้างคืนอยู่ที่โรงแรมต่อไปตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า เพราะสร้อยคอทองคำและพระเครื่องของผู้เสียหายมีมูลค่าสูงกว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมาก แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อผู้เสียหายกลับมาหาจำเลยที่โรงแรมและขอสร้อยคอทองคำและพระเครื่องคืน จำเลยก็ยอมคืนให้แก่ผู้เสียหายไป การที่จำเลยยังคงพักค้างคืนอยู่ที่โรงแรมจนกระทั่งถึงวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 7 นาฬิกา จึงขับรถออกไปทางด้านหลังของโรงแรมหลบหนีไปพร้อมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของผู้เสียหายนั้น ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยต้องการหลบหนีไม่ชำระค่าซ่อมรถประมาณ 10,000 บาท ที่ยังไม่ได้ชำระให้แก่ผู้เสียหายโดยนำคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ยืมมาตามที่อ้างว่าเพื่อส่งไฟล์ภาพติดรถไปด้วย การที่จำเลยครอบครองคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอันเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายแล้วไม่คืนให้แก่ผู้เสียหายแต่กลับนำใส่รถขับหลบหนีไป จึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาเบียดบังทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก มิใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายชนะพล วงศ์สว่าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายวสันต์ ศรีอันประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ สุธรรมโกศล
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12802/2558
#589764
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 คำร้องดังกล่าวย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญาและไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุดเพราะโจทก์ยังคงอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งซึ่งศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 46 จึงต้องรอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาให้เป็นที่ยุติเสียก่อน แม้ผู้ร้องทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัย และกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายคดีนี้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 295, 297, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และบวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2870/2557 ของศาลแขวงชลบุรีเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวีรพงศ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายสุวินัย ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และ 50,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 1,500 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นพยานโจทก์ว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 จอดรถจักรยานยนต์รอนางสาวเฟิร์น โดยผู้เสียหายทั้งสองนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นมาจากทางด้านหลังและจอดรถขนานกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสอง ระยะห่างประมาณ 1 เมตร ชายคนหนึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งพยานเห็นใบหน้าชัดเจนว่าเป็นจำเลย เนื่องจากมีแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าและจำเลยไม่มีสิ่งปกปิดใบหน้าจำเลยถามขึ้นว่า "ใช่เฮียอ้ำมั้ย" พยานยังไม่ทันได้ตอบจำเลยก็ชักอาวุธปืนออกมาจากเอวแล้วเล็งยิงมาที่ศีรษะของพยาน พยานยกแขนขึ้นบังไว้เป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกที่แขนขวา เมื่อพยานล้มลง จำเลยยังเล็งอาวุธปืนมาที่พยานอีก พยานและผู้เสียหายที่ 2 ต่างวิ่งหลบหนี แต่พยานถูกยิงที่บริเวณบั้นท้ายอีก 1 นัด จนล้มลง นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทนันทพนธ์ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานสอบปากคำผู้เสียหายทั้งสองไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหายทั้งสอง ได้ตรวจดูแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2556 เป็นเวลาหลังเกิดเหตุไม่นาน ผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่า คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงตนคือจำเลย ซึ่งเคยมีสาเหตุทะเลาะวิวาทกันที่ร้านคาราโอเกะ ก่อนเกิดเหตุ 4 ถึง 5 วัน ทั้งนางสาวนิภาภรณ์หรือเฟิร์น พยานโจทก์ ซึ่งเป็นพนักงานร้านกวางคาราโอเกะก็เบิกความยืนยันว่ากลุ่มของผู้เสียหายและกลุ่มของจำเลยมีสาเหตุไม่พอใจและด่ากันที่ร้านคาราโอเกะที่พยานทำงานอยู่ แต่เจ้าของร้านขอร้องไว้ไม่ให้มีเรื่องกัน ประกอบกับเมื่อตรวจดูภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุแล้ว เห็นได้ว่าอยู่ไม่ไกลจากเสาไฟฟ้า ซึ่งติดตั้งหลอดไฟนีออนอยู่สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าดังกล่าว สามารถเห็นใบหน้าคนร้ายชัดเจนในระยะ 2 ถึง 3 เมตร เมื่อคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มาจอดขนานกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทั้งสองในระยะห่างเพียงประมาณ 1 เมตร ผู้เสียหายที่ 1 ย่อมมีโอกาสเห็นคนร้ายได้ โดยเฉพาะจำเลยเคยมีสาเหตุไม่พอใจถึงขั้นด่าและท้าทายกันกับกลุ่มของผู้เสียหายที่ 1 มาก่อนไม่นาน เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 เห็นใบหน้าและจดจำจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า ที่บริเวณขาของจำเลยมีรอยสักเห็นได้ชัดเจนแต่ผู้เสียหายที่ 1 มิได้แจ้งเรื่องรอยสักของคนร้ายแก่เจ้าพนักงานตำรวจ จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 จะเห็นและจดจำคนร้ายได้นั้น เห็นว่า รอยสักแม้จะเป็นจุดเด่นให้เป็นที่สังเกต แต่เมื่อขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เห็นใบหน้าคนร้ายและจดจำได้ว่าเป็นจำเลยแล้ว ข้อสังเกตอื่นย่อมเป็นเรื่องรายละเอียดและผู้เสียหายที่ 1 อาจไม่ทันได้สังเกตเห็นก็เป็นได้ การที่ผู้เสียหายที่ 1 มิได้แจ้งเรื่องรอยสักของคนร้ายแก่เจ้าพนักงานตำรวจจึงหาได้เป็นข้อพิรุธดังที่จำเลยอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองเป็นการไม่ชอบ เพราะผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นผู้ร้องมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองนั้น เห็นว่า เมื่อผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 คำร้องดังกล่าวย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีอาญา และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุด เพราะโจทก์ยังคงอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งซึ่งศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จึงต้องรอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาให้เป็นที่ยุติเสียก่อน แม้ผู้ร้องทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยและกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดี จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 253 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 288 ม. 80 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
ผู้ร้อง — นางวีรพงศ์ แซ่กัว กับพวก
จำเลย — นายกุลชาติ สงวนทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวอลิสา ธีระนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวจันทิมา ยิ่งชล
ชื่อองค์คณะ
ปกิต สุวรรณพรหมา
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา