คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12339/2558
#592040
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการดำเนินการให้ กรณีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถูกบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ทางนำสืบของโจทก์จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากการยึดหมายความรวมถึงการอายัดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1141/2542 ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง ต่อมาโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการให้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงนายเสนีย์ ให้ถ้อยคำตามบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า วันที่ 1 และ 3 เมษายน 2552 และวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาแล้วไม่พบ และโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการให้นั้น สำหรับการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง โจทก์ดำเนินการหลังจากฟ้องคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2552) การตรวจสอบดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) รับฟังไม่ได้ว่าขณะฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ดังนั้น สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นนอกจาก ที่จะแสดงได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ 2 ปรากฏว่า เมื่อโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการให้ กรณีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถูกบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ทางนำสืบของโจทก์จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากการยึดหมายความรวมถึงการอายัดด้วย จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 นำสืบว่า เงินที่โจทก์อายัดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร มีจำนวน 9,319,359.63 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28502 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ราคาประเมิน 5,623,750 บาท เห็นว่า เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 24,091,923.78 บาท ในขณะที่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ทั้งสองรายการรวมแล้วเป็นเพียง 14,943,109.63 บาท น้อยกว่าหนี้โจทก์ ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว และเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.เอส.เจ คอนสตรัคชั่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางเวนิสา เจือจันทร์
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12333/2558
#585996
เปิดฉบับเต็ม

แม้ น. เป็นผู้เรียงและเขียนฎีกาของจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความ หรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือ คำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วและปัญหาว่าการเพิ่มโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ตามที่จำเลยฎีกา เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมวินิจฉัยให้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 133/2554 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้างเป็นเหตุให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี จำเลยจึงมิใช่ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กรณีจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ลม. 3/2555 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าสตางค์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ลม. 3/2555 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าสตางค์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กระทงละกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 9 ปี 9 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 10 เดือน 15 วัน เมื่อรวมกับโทษปรับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 10 เดือน 15 วัน และปรับ 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้นักโทษชายนพรัตน์ เป็นผู้เรียงและผู้เขียนฎีกาของจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วและปัญหาว่าการเพิ่มโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ตามที่จำเลยฎีกา เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมวินิจฉัยให้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 133/2554 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้างเป็นเหตุให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี จำเลยจึงมิใช่ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กรณีจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้ แต่เมื่อได้ความว่า ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 133/2554 ของศาลชั้นต้น จำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีกอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย จึงต้องนำโทษจำคุกในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 3 เดือน และปรับ 200,000 บาท บวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 133/2554 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นจำคุก 3 ปี 15 เดือน และปรับ 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายเปรมหรือโหด สุทธนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายปองศักดิ์ นันทเสน
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวภัทรพร จักรางกูร
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12328/2558
#600622
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยทั้งสามเป็นคนตัดสายคอนโทรลเคเบิล แต่จุดที่มีการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 อยู่ภายในบริเวณรั้วของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการยากที่บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะเข้าไปตัดสายคอนโทรลเคเบิลในที่เกิดเหตุได้ และการที่สายคอนโทรลเคเบิลถูกตัด มีผลทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าคิดค่าไฟฟ้าต่ำกว่าความจริง ทั้งยังพบว่ามีสายไฟฟ้าซึ่งต่อกับสายคอนโทรลเคเบิลถูกลากไปที่โรงเก็บของจำเลยที่ 1 แม้สายไฟฟ้าดังกล่าวถูกตัดไปและไม่พบสวิตช์ควบคุมในโรงเก็บของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าสายคอนโทรลเคเบิลไม่ได้ถูกตัด ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าปรับกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าและตกลงยอมชำระค่าไฟฟ้าที่มีการปรับปรุงเพิ่ม ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งเป็นจำนวนเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่สูงมาก หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดจริงก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะยอมเสียค่าปรับและทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ลักกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่ในขณะเกิดเหตุ จึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิด ต้องถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่ากระแสไฟฟ้า 14,050,058.67 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ากระแสไฟฟ้า 8,967,270.08 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่ากระแสไฟฟ้า 8,967,270.08 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายเข้าตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 พบว่า สายคอนโทรลเคเบิลที่เชื่อมต่อเข้ากับมิเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้สำหรับคิดค่าใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ถูกตัด ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าให้ผู้เสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 เจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าไฟฟ้าที่มีการปรับปรุงเพิ่มให้ผู้เสียหาย 8,967,270.08 บาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนตัดสายคอนโทรลเคเบิล และไม่ทราบว่าสายคอนโทรลเคเบิลดังกล่าวถูกตัดตั้งแต่เมื่อใดก็ตาม แต่ตามแผนที่แสดงสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าบริเวณที่ตั้งของจำเลยที่ 1 มีรั้วล้อมรอบมิดชิด มีป้อมยามบริเวณประตูทางเข้า ทั้งจุดที่มีการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ที่เกิดเหตุอยู่ภายในบริเวณรั้วของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีรั้วล้อมรอบและล็อกด้วยกุญแจอีกชั้นหนึ่ง จุดที่เกิดเหตุจึงเป็นสถานที่ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นการยากที่บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะเข้าไปตัดสายคอนโทรลเคเบิลในที่เกิดเหตุได้ และการที่สายคอนโทรลเคเบิลดังกล่าวถูกตัด มีผลทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าคิดค่าการใช้ไฟฟ้าไม่ถูกต้องต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งยังพบว่ามีสายไฟฟ้าซึ่งต่อกับสายคอนโทรลเคเบิลถูกลากไปที่โรงเก็บของจำเลยที่ 1 แม้สายไฟฟ้าดังกล่าวถูกตัดไปและไม่พบสวิตช์ควบคุมในโรงเก็บของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ขาดน้ำหนักแต่อย่างใด ซึ่งจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าสายคอนโทรลเคเบิลไม่ได้ถูกตัด ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าปรับกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าและตกลงยอมชำระค่าไฟฟ้าที่มีการปรับปรุงเพิ่ม โดยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ด้วย แม้จำเลยทั้งสามนำสืบปฏิเสธอ้างว่า เหตุที่ยอมชำระค่าปรับและทำหนังสือรับสภาพหนี้เนื่องจากหากไม่กระทำ ผู้เสียหายจะดำเนินการตัดไฟฟ้าทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ทำบันทึกต่อท้ายหนังสือรับสภาพหนี้ว่า การลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ลักกระแสไฟฟ้าของผู้เสียหายและขอสงวนสิทธิที่จะต่อสู้คดีอาญาต่อไปก็ตาม แต่จำนวนเงินค่ากระแสไฟฟ้าตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นจำนวนสูงมาก หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดจริงก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะยอมเสียค่าปรับและทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แม้จะนำสืบอ้างว่า เมื่อปี 2548 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มอบกิจการของจำเลยที่ 1 ให้นางสาวดวงรัตน์ บุตรสาวเป็นผู้ดูแลก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่ จึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิด ถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่ากระแสไฟฟ้า 14,050,058.67 บาท แก่ผู้เสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีการเจรจาตกลงกันยอมให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่ากระแสไฟฟ้าเพียง 8,967,270.08 บาท จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันชดใช้เงิน 8,967,270.08 บาท แก่ผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — บริษัทพิษณุโลก ลีไอซ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวิชัย เตชะศิริสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12315/2558
#588599
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายที่มีโทษทางอาญา เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาประการหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 18 (5) ดังนั้น การริบทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่มิได้กระทำผิด ย่อมมีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทำความผิดซึ่งกระทำมิได้ แม้ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 35 ที่โจทก์อ้างบัญญัติให้ริบเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใช้หรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่คำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิด หรือมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ก็มิได้มีบทบัญญัติบังคับให้กระทำเช่นนั้นเพียงแต่ให้ริบเสียก่อนเท่านั้น ส่วนการขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นหลักทั่วไป ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไถของกลางและไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด จึงให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ไม่ริบรถไถล้อยางของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถไถล้อยาง ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งคืนรถไถล้อยางของกลางแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า มีคำสั่งให้คืนรถไถล้อยาง (รถแทรกเตอร์) ยี่ห้อคูโบต้า สีส้ม หมายเลขเครื่องยนต์ ดี 1703 - 9 วาย 0136 หมายเลขทะเบียนตฆ 597 นครสวรรค์ แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า นางสาว ส. เป็นญาติกับนาย ม. ซึ่งเป็นบิดาจำเลย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 นางสาว ส.ทำสัญญาเช่าซื้อรถไถล้อยาง (รถแทรกเตอร์) ยี่ห้อคูโบต้าจากผู้ร้อง นางสาว ส. ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 70,000 บาท ส่วนที่เหลือเมื่อรวมผลประโยชน์ร้อยละ 5.38 ต่อปี และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ทำสัญญาเช่าซื้อรวม 528,392 บาท ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 60 งวด ตามอัตราที่กำหนดท้ายสัญญา เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 เมษายน 2554 และภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ก่อนเกิดเหตุนาย ส. ขอยืมรถไถดังกล่าว จากนางสาว ส.ไปไถไร่เพื่อปลูกมันสำปะหลัง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 จำเลยอายุ 13 ปีเศษ ซึ่งเป็นบุตรของนาย ม.กับนาง ช. ได้ขับรถไถพรวนดินอยู่ก็ถูกจับกุมพร้อมรถไถถูกยึดเป็นของกลาง ต่อมาจำเลยถูกฟ้องตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ในข้อหาบุกรุก แผ้วถางป่า เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษและริบรถไถของกลาง เมื่อผู้ร้องทราบว่ารถไถถูกริบ จึงบอกเลิกสัญญา นางสาว ส.และผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำพิพากษาศาลล่างที่ให้คืนรถไถของกลางแก่ผู้ร้องชอบแล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 นั้น เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 35 บัญญัติให้ริบเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใช้หรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น โดยไม่คำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดหรือมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษา หรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จึงไม่ชอบ เห็นว่า กฎหมายที่มีโทษทางอาญา เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาประการหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) ดังนั้น การริบทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่มิได้กระทำผิด ย่อมมีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทำความผิด ซึ่งกระทำมิได้ ทั้งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์อ้าง มิได้มีบทบัญญัติบังคับไว้เช่นนั้น เพียงให้ริบเสียก่อนเท่านั้น ส่วนการขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบ ย่อมเป็นตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นหลักทั่วไป ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไถของกลาง และไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาและให้คืนของกลางแก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 (5) ม. 36
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 35
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ร้อง — บริษัทสยามคูโบต้าลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — เด็กชาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี — นายไพบูลย์ ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12315/2558
#634802
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายที่มีโทษทางอาญา เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาประการหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 18 (5) ดังนั้น การริบทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่มิได้กระทำความผิด ย่อมมีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทำความผิดซึ่งกระทำมิได้ แม้ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 35 ที่โจทก์อ้างบัญญัติให้ริบเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใช้หรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่คำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิด หรือมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ก็มิได้มีบทบัญญัติบังคับให้กระทำเช่นนั้นเพียงแต่ให้ริบเสียก่อนเท่านั้น ส่วนการขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นหลักทั่วไป ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไถของกลางและไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด จึงให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ไม่ริบรถไถล้อยางของกลางศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถไถล้อยางของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งคืนรถไถล้อยางของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถไถล้อยาง (รถแทรกเตอร์) ยี่ห้อคูโบต้า สีส้ม หมายเลขเครื่องยนต์ ดี 1703 - 9 วาย 0136 หมายเลขทะเบียน ตฆ 597 นครสวรรค์ แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า นางสาวสิริวรรณ์เป็นญาติกับนายสมใจ ซึ่งเป็นบิดาจำเลย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 นางสาวสิริวรรณ์ทำสัญญาเช่าซื้อรถไถล้อยาง (รถแทรกเตอร์) ยี่ห้อคูโบต้าจากผู้ร้อง นางสาวสิริวรรณ์ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 70,000 บาท ส่วนที่เหลือเมื่อรวมผลประโยชน์ร้อยละ 5.38 ต่อปี และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ทำสัญญาเช่าซื้อรวม 528,392 บาท ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 60 งวด ตามอัตราที่กำหนดท้ายสัญญา เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 เมษายน 2554 และภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ก่อนเกิดเหตุนายสมใจขอยืมรถไถดังกล่าวจากนางสาวสิริวรรณ์ไปไถไร่เพื่อปลูกมันสำปะหลัง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 จำเลยอายุ 13 ปีเศษ ซึ่งเป็นบุตรของนายสมใจกับนางช่อผกา ได้ขับรถไถพรวนดินอยู่ก็ถูกจับกุมพร้อมรถไถถูกยึดเป็นของกลาง ต่อมาจำเลยถูกฟ้องตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ในข้อหาบุกรุก แผ้วถางป่า เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษและริบรถไถของกลาง เมื่อผู้ร้องทราบว่ารถไถถูกริบ จึงบอกเลิกสัญญา นางสาวสิริวรรณ์และผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย

ปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางเกินกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาว่าคำพิพากษาที่ให้ริบของกลางถึงที่สุดเมื่อใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงในสำนวนที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยกขึ้นอ้างและนำสืบเสียก่อนว่า คำพิพากษาในคดีให้ริบของกลางถึงที่สุดเมื่อใด เมื่อนับถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเกินหนึ่งปีหรือไม่ จึงเป็นการฎีกาข้อเท็จจริงนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย เมื่อคู่ความไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำพิพากษาศาลล่างที่ให้คืนรถไถของกลางแก่ผู้ร้องชอบแล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 นั้น เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 35 บัญญัติให้ริบเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใช้หรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น โดยไม่คำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดหรือมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จึงไม่ชอบ เห็นว่า กฎหมายที่มีโทษทางอาญา เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาประการหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) ดังนั้น การริบทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่มิได้กระทำผิด ย่อมมีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทำความผิด ซึ่งกระทำมิได้ ทั้งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์อ้าง มิได้มีบทบัญญัติบังคับไว้เช่นนั้น เพียงให้ริบเสียก่อนเท่านั้น ส่วนการขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบ ย่อมเป็นตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นหลักทั่วไป ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไถของกลาง และไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาและให้คืนของกลางแก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 (5) ม. 36
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 35
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ร้อง — บริษัทสยามคูโบต้าลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — เด็กชาย พ.
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12269/2558
#590025
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่า ฉ. จะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของ ก. การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้ ฉ. สามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือ ฉ. ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุน ฉ. ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ไม่ได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 6 จัตวา, 14 (2)

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) จำคุก 9 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การเป็นผลร้ายต่อตนเองสอดรับกับคำให้การของนายเฉลิมตามบันทึกคำให้การของนายเฉลิมในชั้นสอบสวน ในข้อสาระสำคัญ สมเหตุสมผล ไม่มีพิรุธ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าถูกขู่เข็ญบังคับ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาสภาพลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้วน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีเพียงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนรายนายกลิ้ง บันทึกการสอบปากคำนายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนนายกลิ้ง และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายเฉลิมและของจำเลยที่ 2 ที่ระบุทำนองว่านายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ไปที่ที่ว่าการอำเภอกระสังพร้อมกันเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายเฉลิม ส่วนพยานโจทก์ที่สำคัญทั้งสองปากคือนายสุรศักดิ์ เจ้าหน้าที่ปกครอง 5 และนายเจริญ ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายทะเบียน เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องในการรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ที่นายเฉลิมยื่นและแจ้งข้อความเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของนายกลิ้งใหม่ ได้เบิกความเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงส่วนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการยื่นคำขอและแจ้งข้อความของนายเฉลิมแต่อย่างไร นอกจากเอกสารดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานอื่นใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมทำแบบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน หรือแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไร ทั้งจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเฉลิมว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำคำขอหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน นายเฉลิมเป็นผู้ปลอมคำขอดังกล่าวเพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงจึงยังมีข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมปลอมคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามฟ้องหรือไม่ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามมาตรา 227 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้นายเฉลิมสามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือนายเฉลิมขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ มิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษหรือกระทำความผิดอื่นใดมาก่อน ทั้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าวเพื่อช่วยให้นายเฉลิมได้ไปทำงานหาเงินจากต่างประเทศมาเลี้ยงดูครอบครัว สภาพแห่งความผิดไม่ร้ายแรงนัก เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นควรกำหนดโทษสถานเบาและให้รอการลงโทษ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำ สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคแรก ม. 227 วรรคสอง
ป.อ. ม. 78 ม. 83 ม. 86
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (2) ม. 14 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายอภิชา หอมขจร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายกัมปนาท แสนโภชน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12268/2558
#588609
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าแต่ไม่นำมาขึ้นทะเบียน ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันขายปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้าแต่ไม่นำมาขึ้นทะเบียน กับฐานร่วมกันโฆษณาขายปุ๋ยเคมีที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นปุ๋ยที่ได้มาตรฐานเหล่านี้ ลักษณะของความผิดและการกระทำความผิดในแต่ละข้อหาที่โจทก์บรรยายฟ้องมาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ และบางข้อหาเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และถึงแม้ปุ๋ยอินทรีย์ตามคำฟ้องข้อ 2 และ 3 บางส่วน จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์จำนวนเดียวกัน แต่คำฟ้องข้อ 3 โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่ามีปุ๋ยอินทรีย์จำนวนหนึ่งจำนวนเท่าใดไม่ปรากฏแน่ชัดซึ่งเป็นปุ๋ยคนละจำนวนกับคำฟ้องข้อ 2 ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ส่วนเจตนาและความมุ่งหมายเดียวกันเพื่อนำออกจำหน่ายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เป็นเจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ของกลางที่ได้มาจากการกระทำความผิด มิใช่เจตนาในการกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 3, 12, 30, 43, 57, 71, 72, 72/1, 72/4, 72/5, 72/6 พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 3, 20, 38, 39, 47, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 271 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า 1. จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 12 (1), 57, 72/5 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามฟ้อง ข้อ 1. ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี

2. จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 12 (3), 57, 72/5 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามฟ้อง ข้อ 2. ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 60,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี

3. จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (5), 72/4 วรรคสอง, 72/5 ประกอบมาตรา 71 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามฟ้อง ข้อ 3. ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าแต่ไม่นำมาขึ้นทะเบียน ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 15,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน

4. จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 12 (1), 57, 72/5 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามฟ้อง ข้อ 4. ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาตปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน

5. จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (5), 72/4 วรรคสอง, 72/5 ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามฟ้อง ข้อ 5. ฐานร่วมกันขายปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่นำมาขึ้นทะเบียนปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 เดือน

6. จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 43 (2), 72/1, 72/5 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามฟ้อง ข้อ 6. ฐานร่วมกันโฆษณาขายปุ๋ยเคมีทำให้เข้าใจว่ามีวัตถุใดเป็นตัวปุ๋ยหรือเป็นส่วนประกอบของปุ๋ย ซึ่งความจริงมีวัตถุหรือส่วนประกอบนั้นในปุ๋ยไม่เท่าที่ทำให้เข้าใจ ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 ที่กำหนด 1 เดือน

7. จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้อง ข้อ 7. ฐานร่วมกันขายผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการเกษตรกรรมโดยหลอกลวงให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในสภาพคุณภาพว่าเป็นปุ๋ยตามกฎหมายปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน

8. จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 38 วรรคสาม, 52 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามฟ้อง ข้อ 8. ฐานร่วมกันไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทนให้นายทะเบียนทราบก่อนนำไปปฏิบัติ ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 40,000 บาท

9. จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 20, 47 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามฟ้อง ข้อ 9. ฐานร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรงโดยยังมิได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรง ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 เดือน

การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 รวม 9 กระทง เป็นเงิน 227,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 รวม 7 กระทง เป็นเงิน 167,000 บาท จำคุกและปรับจำเลยที่ 3 รวม 9 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 24 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 113,500 บาท ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 83,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 18 เดือน และปรับ 20,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2558 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนตายท้ายคำร้อง โจทก์รับว่าจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นความผิดหลายกรรม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1, 4, 6 มีวัตถุแห่งการกระทำผิด คือ ปุ๋ยเคมี ชื่อ ผลิตภัณฑ์แคลเซียม - โบรอน ตราปูแดง มีเจตนาและความมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อนำออกจำหน่ายสู่ท้องตลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เช่นเดียวกับคำฟ้อง ข้อ 2, 3, 5 มีวัตถุแห่งการกระทำผิด คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ชื่อ ผลิตภัณฑ์ผงชูรสอินทรีย์ปูแดง ตราปูแดงไคโตซาน มีเจตนาและจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อนำออกจำหน่ายสู่ท้องตลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า แต่ไม่นำมาขึ้นทะเบียน ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันขายปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้าแต่ไม่นำมาขึ้นทะเบียน กับฐานร่วมกันโฆษณาขายปุ๋ยเคมี ที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นปุ๋ยที่ได้มาตรฐานเหล่านี้ ลักษณะของความผิดและการกระทำความผิดในแต่ละข้อหาที่โจทก์บรรยายฟ้องมาอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ และบางข้อหาเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และถึงแม้ปุ๋ยอินทรีย์ตามคำฟ้องข้อ 2 และ 3 บางส่วนจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์จำนวนเดียวกัน แต่คำฟ้องข้อ 3 โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่ามีปุ๋ยอินทรีย์อีกจำนวนหนึ่งจำนวนเท่าใด ไม่ปรากฏแน่ชัดซึ่งเป็นปุ๋ยคนละจำนวนกับคำฟ้องข้อ 2 ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียว ส่วนเจตนาและความมุ่งหมายเดียวกันเพื่อนำออกจำหน่ายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เป็นเจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ของกลางที่ได้มาจากการกระทำความผิด มิใช่เจตนาในการกระทำความผิด ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืนสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 เสียจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 271
พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ม. 12 ม. 30 ม. 43 ม. 57 ม. 71 ม. 72 ม. 72/1 ม. 72/4 ม. 72/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทเบสท์ 59 จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเดชาธร เทวเดช
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12251/2558
#635972
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นมีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้า... ขอทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลว่า ถ้าจำเลยแพ้คดีโจทก์และไม่นำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นเท่าใด ข้าพเจ้ายอมให้บังคับคดีเอาจากหลักประกันในคดีนี้ได้ทันที..." ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นบางส่วนโดยยังคงให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์แล้ว เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีและมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ ผู้ร้องจึงต้องรับผิดตามข้อความที่ระบุในสัญญาประกันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ร้องตามสัญญาประกันฉบับนี้จะสิ้นไปก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง หรือโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยและผู้ร้องภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เมื่อคดียังอยู่ในระยะเวลาสิบปีที่โจทก์จะบังคับคดีได้ตามบทมาตราดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีแก่หลักประกันของผู้ร้องได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอรับหลักประกันคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 80,715 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ให้นำเงิน 50,000 บาท ที่จำเลยมาวางต่อศาลเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2551 มาหักดอกเบี้ย ณ วันดังกล่าวก่อน เสร็จแล้วเหลือเท่าใดให้นำมาหักต้นเงินกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่าถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันทราบคำสั่งและต่อไปอีก 1 ปี มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 108364 ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ มาวางเป็นหลักประกันและทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นรับไว้เป็นหลักประกันและอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ไว้ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับแจ้งอายัดไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์และให้ผู้ร้องทำสัญญาประกัน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้อง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2557 และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จำเลยทราบคำสั่งไม่รับฎีกาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนหลักประกันและขอรับโฉนดที่ดินที่วางเป็นประกันคืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินที่วางเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์คืนหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นผู้ค้ำประกันในการทุเลาการบังคับเฉพาะในชั้นอุทธรณ์ มิได้ค้ำประกันไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และในการบังคับคดีจะต้องบังคับภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา มิใช่นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นที่สุดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นมีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้า... ขอทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลว่า ถ้าจำเลยแพ้คดีโจทก์และไม่นำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นเท่าใด ข้าพเจ้ายอมให้บังคับคดีเอาจากหลักประกันในคดีนี้ได้ทันที..." ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นบางส่วนโดยยังคงให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์แล้ว เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีและมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ ผู้ร้องจึงต้องรับผิดตามข้อความที่ระบุในสัญญาประกันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ร้องตามสัญญาประกันฉบับนี้จะสิ้นไปก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง หรือโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยและผู้ร้องภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เมื่อคดียังอยู่ในระยะเวลาสิบปีที่โจทก์จะบังคับคดีได้ตามบทมาตราดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีแก่หลักประกันของผู้ร้องได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอรับหลักประกันคืน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสาวิตรี สุขเมือง
ผู้ร้อง — สิบเอกหญิงนฤมล วัดบุญเลี้ยง
จำเลย — นายสัญชัย วัดบุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12247/2558
#593222
เปิดฉบับเต็ม

แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินจำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 จำนวน 595,045 บาท และในวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ตามคำพิพากษา 1,346,641.92 บาท หากขายทอดตลาดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 ไปตามราคาดังกล่าวก็ยังคงเหลือหนี้ตามคำพิพากษาอีกมากเพียงพอสมควรแก่การให้ยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มเติม และโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 ภายหลังจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความประมาณ 2 ปี 6 เดือน แต่ยังขายไม่ได้ ถือได้ว่าโจทก์ขอบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองภายในเวลาอันสมควร ประกอบกับจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 ทำให้การจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อาจล่าช้า นอกจากนี้ หากต้องรอให้มีการขายทอดตลาดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 เสร็จก่อนถึงจะกลับมายึดทรัพย์สินอื่นได้ก็เกือบครบ 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นเหตุให้โจทก์อาจเสียสิทธิในการบังคับคดีทั้ง ๆ ที่การขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้นมิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ การยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 ไว้ก่อนแต่ยังไม่ต้องนำออกขายจนกว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำห้องชุดของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดก็ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โจทก์จึงมีสิทธินำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมได้

เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนเสร็จสิ้น แม้จะพ้นกำหนดเวลา 10 ปี ดังกล่าวแล้วก็ตามหรือไม่ทำให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหมดสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ให้เสร็จแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาให้โจทก์มีสิทธินำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติม กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนครบถ้วนภายในเวลาการบังคับคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 19 ธันวาคม 2544 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 698,517.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 435,063.66 บาท โดยผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 7,700 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 30 มกราคม 2545 และทุกวันสิ้นเดือนถัดไปให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กับยินยอมชำระเบี้ยประกันอัคคีภัยจำนวน 1,323.59 บาท แก่โจทก์ทุก ๆ สามปีต่อครั้ง หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ให้ยึดห้องชุดซึ่งจำนองเลขที่ 1/1030 ชั้นที่ 16 อาคารเลขที่ 6 ป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม ชื่ออาคารชุดเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ ตั้งบนที่ดินโฉนดเลขที่ 134117 ตำบลปากเกร็ด (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ขายทอดตลาดหากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองชำระจนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดห้องชุดที่จำนองและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีและขยายระยะเวลาการบังคับคดีแก่โจทก์ออกไป 1 ปี นับแต่วันครบกำหนดตามกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธินำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมหรือไม่ เห็นว่า แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์สินจำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 จำนวน 595,045 บาท และในวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ตามคำพิพากษา 1,346,641.92 บาท หากขายทอดตลาดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 ไปตามราคาดังกล่าวก็ยังคงเหลือหนี้ตามคำพิพากษาอีกมากเพียงพอสมควรแก่การให้ยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มเติม และโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1 ภายหลังจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความประมาณ 2 ปี 6 เดือน แต่ยังขายไม่ได้ถือได้ว่าโจทก์ขอบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองภายในเวลาอันสมควร ประกอบกับจำเลยที่ 1ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2555 ทำให้การจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1อาจล่าช้า นอกจากนี้ หากต้องรอให้มีการขายทอดตลาดห้องชุดทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 1เสร็จก่อนถึงจะกลับมายึดทรัพย์สินอื่นได้ก็เกือบครบ 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นเหตุให้โจทก์อาจเสียสิทธิในการบังคับคดีทั้ง ๆ ที่การขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้นมิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์แต่อย่างใด การยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 ไว้ก่อนแต่ยังไม่ต้องนำออกขายจนกว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงค่อยนำห้องชุดของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดก็ไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดีตามคำพิพากษาและก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โจทก์จึงมีสิทธินำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมได้ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์นำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนเสร็จสิ้น แม้จะพ้นกำหนดเวลา 10 ปีดังกล่าวแล้วก็ตามหรือไม่ทำให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหมดสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ให้เสร็จแต่อย่างใดดังนั้น เมื่อศาลฎีกาให้โจทก์มีสิทธินำยึดห้องชุดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมตามที่ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อแรกแล้ว กรณีถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนครบถ้วนภายในเวลาการบังคับคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 1/765 ชั้น 12 อาคารเลขที่ 6 ป๊อปปูล่าคอนโดมิเนียม ชื่ออาคารชุดเมืองทองธานีเพื่อข้าราชการ ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 134117 ตำบลปากเกร็ด (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ตามคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2554 แต่ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายทรัพย์สินจำนองทั้งหมดเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้ จึงอนุญาตให้นำห้องชุดที่ยึดไว้ดังกล่าวนี้ออกขาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสาวทารินนา อ่อนน่วม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปิยนุช จันลองรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12222/2558
#590038
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องโดยผู้เสียหายว่าจ้างให้จำเลยมาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ให้แก่ ณ. แต่จำเลยทำผิดหน้าที่โดยฉกฉวยโอกาสนำสำเนาหมายจับปลอมมาใช้แสดงต่อ ณ. ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่า ณ. จะถูกจับกุมดำเนินคดีตามสำเนาหมายจับปลอมดังกล่าว และผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินแก่จำเลยไป แม้จำเลยจะไม่ได้แสดงการขู่เข็ญด้วยตัวของจำเลยเอง แต่การกระทำของจำเลยที่นำสำเนาหมายจับปลอมมาใช้ประกอบการขู่เข็ญ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของ ณ. บุตรสาวผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานกรรโชกแล้ว และเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 265, 268, 337 ริบสำเนาหมายจับปลอมของกลาง และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินและราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 430,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 337 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 2 ปี ฐานกรรโชก จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 5 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินและราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 430,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบสำเนาหมายจับปลอมของกลาง ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยรับจ้างผู้เสียหายช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้สินที่นางสาวณัฐฐา บุตรสาวผู้เสียหายก่อหนี้ต่อเจ้าหนี้ไว้หลายรายเป็นเงินหลายสิบล้านบาท ระหว่างวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายติดต่อให้จำเลยช่วยพานางสาวณัฐฐากลับบ้านเพราะกลัวว่านางสาวณัฐฐาจะถูกจับดำเนินคดีโดยผู้เสียหายมอบพระพุทธรูปบูชา 50 องค์ และโต๊ะหมู่บูชา พร้อมกับโอนเงิน 260,000 บาท เข้าบัญชีภริยาของจำเลย สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม แม้โจทก์จะไม่มีพยานยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมหมายจับของศาลชั้นต้น แต่โจทก์มีนายชนะชาติ ทนายความของนางเต้าเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยมาขอถ่ายสำเนาหมายจับคดีที่นางเต้าเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวณัฐฐา เพื่อให้ผู้เสียหายและนางสาวณัฐฐาดู เพื่อที่ผู้เสียหายและนางสาวณัฐฐาจะได้รีบหาเงินมาผ่อนชำระหนี้ จึงให้สำเนาหมายจับจำเลยไป 1 ชุด และวันเกิดเหตุจำเลยมารับนางสาวณัฐฐาไปเจรจาเรื่องหนี้สินที่บริเวณหลังที่ทำการศาลชั้นต้น โดยนายชูชาติ พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยยื่นหมายจับของศาลที่มีชื่อนางมุกดา เป็นโจทก์ให้นางสาวณัฐฐา ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา นางสาวณัฐฐาโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายบอกว่ามีหมายจับของนางมุกดาอีกคดีหนึ่งซึ่งผู้เสียหายและนางสาวณัฐฐาไม่ทราบว่านางมุกดาได้ฟ้องคดีแก่นางสาวณัฐฐาหรือไม่ หลังจากนั้นนายชูชาติให้จำเลยและนางสาวณัฐฐาไปเจรจากันในรถยนต์ของนายชูชาติสองต่อสอง ต่อมานายชูชาตินำรถยนต์ไปล้างจึงพบสำเนาหมายจับ และนำไปให้ผู้เสียหายตรวจสอบเนื่องจากนายชูชาติยืนยันว่า ไม่ได้ฟ้องนางสาวณัฐฐา เมื่อฟังประกอบกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความว่า จำเลยได้โทรศัพท์มาหาผู้เสียหายหลายครั้ง แจ้งว่านางมุกดาให้ชำระหนี้ ในที่สุดตกลงกันที่ยอดเงิน 1,000,000 บาท ผู้เสียหายไม่มีเงินจึงต้องยอมนำพระพุทธรูป 50 องค์ มอบแก่จำเลย แต่จำเลยอ้างว่านางมุกดาบอกว่าไม่พอ ผู้เสียหายจึงโอนเงินอีก 260,000 บาท เข้าบัญชีของภริยาจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์ตามที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้นำสำเนาหมายจับ ไปแสดงให้นางสาวณัฐฐาดูจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมแล้ว นั้น โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า นางสาวณัฐฐาบุตรสาวผู้เสียหายมีหนี้สินเนื่องจากการซื้อขายกุ้งเป็นเงินหลายสิบล้านบาท เฉพาะนางเต้าเป็นหนี้อยู่ 10,000,000 บาทเศษ จำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องโดยมาช่วยเจรจาหนี้สินให้แก่นางสาวณัฐฐา วันเกิดเหตุเวลา 8 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายให้พานางสาวณัฐฐาไปพบกับจำเลยที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์ บริเวณวัดพันท้ายนรสิงห์ เพื่อถอนคดีที่บริษัทยูนิตี้ เป็นโจทก์ฟ้อง แต่ผู้เสียหายไม่ได้ไปด้วย ต่อมาเวลา 9 นาฬิกา นางสาวณัฐฐาโทรศัพท์มาบอกผู้เสียหายว่า มีหมายจับที่นางมุกดาเป็นโจทก์อีกหนึ่งคดีซึ่งไม่ทราบว่านางมุกดาได้ยื่นฟ้องคดีไว้หรือไม่ หลังจากนั้นจำเลยโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายบอกว่ามีหมายจับในคดีที่นางมุกดาเป็นโจทก์และมีเจ้าหนี้อีกหลายคน เจ้าพนักงานตำรวจจะจับนางสาวณัฐฐา ผู้เสียหายตกใจกลัวว่านางสาวณัฐฐาจะต้องเข้าคุกจึงถามจำเลยไปว่า จะต้องทำยังไง จำเลยบอกว่าไม่เป็นไรจะช่วยเจรจากับเจ้าหนี้ให้ หลังจากนั้นจำเลยโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายบอกว่านางมุกดาต้องการเงิน 1,000,000 บาท ผู้เสียหายบอกจำเลยว่า วันนี้ไม่มีเงิน คงต้องยอมให้นางสาวณัฐฐาติดคุก จำเลยบอกว่าไม่เป็นไรจะช่วยเจรจาให้และบอกให้ผู้เสียหายนำพระเครื่องที่มีอยู่มาให้ เหตุที่จำเลยรู้ว่าผู้เสียหายมีพระเครื่องเพราะจำเลยเคยมาเห็นที่บ้าน ผู้เสียหายจึงยอมให้จำเลยนำพระเครื่องไปเพื่อเจรจาชำระหนี้แก่นางมุกดา ต่อมาจำเลยโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายอีกบอกว่านางมุกดาไม่ยอม ขอเพิ่มเงินอีก 260,000 บาท วันรุ่งขึ้นจำเลยให้คนมาขนพระเครื่องพร้อมโต๊ะหมู่บูชา ส่วนเงิน 260,000 บาท ผู้เสียหายโอนไปเข้าบัญชีภริยาจำเลยเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2556 ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2556 นายชูชาติสามีนางมุกดา โทรศัพท์มาบอกผู้เสียหายว่านางสาวณัฐฐาลืมเอกสารไว้ในรถยนต์ของนายชูชาติคือ สำเนาหมายจับ ผู้เสียหายถามนายชูชาติว่าหนี้สินของนางมุกดาได้มีการแจ้งความดำเนินคดีแก่นางสาวณัฐฐาแล้วหรือยัง นายชูชาติตอบว่ายังไม่มีการฟ้องคดี แต่จำเลยและนางสาวณัฐฐาเคยเข้าไปพูดคุยกันในรถยนต์ของนายชูชาติ และนายชูชาติบอกผู้เสียหายว่าจำเลยเป็นคนมอบสำเนาหมายจับ แก่นางสาวณัฐฐาในรถยนต์ของนายชูชาติ ผู้เสียหายจึงขอสำเนาหมายจับดังกล่าวจากนายชูชาติให้คนไปตรวจสอบที่ศาลชั้นต้นจึงทราบว่าหมายเลขคดีที่ปรากฏในสำเนาหมายจับ เป็นหมายเลขคดีที่นางเต้าเป็นโจทก์ เมื่อทราบว่าเป็นหมายจับปลอมผู้เสียหายจึงไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย นายชูชาติ สามีนางมุกดา พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า นางสาวณัฐฐากับนางมุกดาเป็นเพื่อนกันและทำธุรกิจร่วมกัน นางสาวณัฐฐาเป็นหนี้นางมุกดาอยู่เป็นเงิน 15,700,000 บาท มีการเจรจากันมาตลอด เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2556 พยานพบจำเลยที่บริเวณศาลชั้นต้น โดยวันดังกล่าวพยานเดินทางไปที่ศาลเนื่องจากจำเลยโทรศัพท์มาแจ้งว่าจะพานางสาวณัฐฐามาพูดคุยเจรจายอดหนี้คดีที่บริษัทยูนิตี้เป็นโจทก์ฟ้องโดยมีนางมุกดาร่วมมาด้วย แต่เมื่อพบและเจรจากันแล้ว นางมุกดาโมโหเดินออกไปที่อื่น พยานจึงเข้าไปพูดคุยกับนางสาวณัฐฐาแทน ระหว่างนั้นพยานได้ยินจำเลยพูดกับนางสาวณัฐฐาว่านางสาวณัฐฐายังมีหมายจับอีกหลายคดี และเห็นจำเลยถือหมายจับอยู่ในมือโดยหมายจับใบหนึ่งมีชื่อ นางมุกดาเป็นโจทก์ พยานเข้าใจว่าน่าจะเป็นหมายจับที่ไปแจ้งความไว้เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2554 แต่ที่ไปแจ้งความไว้ไม่ได้เป็นการแจ้งความให้ดำเนินคดี เพียงแต่แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจลงบันทึกรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังพูดคุยอีกครู่หนึ่งนางสาวณัฐฐาบอกว่ารู้สึกอายที่มีเจ้าหนี้หลายราย และชวนพยานกับจำเลยเข้าไปพูดคุยในรถยนต์ของพยานที่จอดอยู่ใกล้บริเวณศาล เมื่อเดินไปถึงที่รถ จำเลยบอกพยานว่า ขอพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับนางสาวณัฐฐา พยานจึงยืนรออยู่ข้างรถและไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของจำเลยและนางสาวณัฐฐา หลังจากนั้นพยานเห็นจำเลยลงจากรถไปพูดคุยโทรศัพท์นานประมาณ 1 ชั่วโมง ภายหลังต่อมาจึงทราบว่าจำเลยโทรศัพท์ไปพูดคุยกับผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2556 เวลา 9 นาฬิกา ขณะพยานล้างรถยนต์ของพยานได้พบสำเนาหมายจับ ในช่องเก็บของบริเวณประตูซ้ายมือด้านหลังของรถ พยานรู้สึกแปลกใจ จึงไปพูดคุยกับนางมุกดาว่าไม่เคยแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่นางสาวณัฐฐา เหตุใดจึงมีหมายจับของศาลได้ พยานไปสอบถามเพื่อนที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงทราบว่า กรณีดังกล่าวไม่สามารถออกหมายจับได้ วันเดียวกันเวลา 13 นาฬิกา พยานจึงไปหาผู้เสียหายมอบสำเนาหมายจับ แก่ผู้เสียหาย และเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า สำเนาหมายจับจะเป็นฉบับเดียวกันกับที่เห็นในวันเกิดเหตุหรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่เอกสารที่เห็นจำเลยให้นางสาวณัฐฐาดู ดูแล้วลักษณะคล้ายหมายจับ และโจทก์มีนางพีระญาณ์ หรือนางมุกดา เป็นพยานเบิกความว่า พยานและนางสาวณัฐฐาทำธุรกิจซื้อกุ้งด้วยกัน โดยนางสาวณัฐฐามีหนี้ค้างชำระพยานอยู่เป็นเงิน 15,700,000 บาท เมื่อประมาณปลายปี 2555 จำเลยโทรศัพท์มาหาพยาน บอกให้พยานไปพบที่โรงงานของผู้เสียหายเนื่องจากได้นัดหมายบรรดาเจ้าหนี้ของนางสาวณัฐฐามาประชุมกัน พยานพร้อมสามีคือนายชูชาติไปที่โรงงานดังกล่าวพบจำเลยแนะนำตัวเองว่าชื่อ "มานพ" และอ้างว่าเป็นน้องชายของผู้เสียหายจะมาพูดเจรจาหนี้ให้ และมีการตกลงว่าจะลดหนี้ให้นางสาวณัฐฐาเหลือเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ ของต้นเงิน เป็นเงินประมาณ 2,400,000 บาทเศษ ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2556 จำเลยโทรศัพท์มาหาพยานบอกว่าจะพานางสาวณัฐฐามาพบที่ศาลชั้นต้น เพื่อพูดคุยเรื่องหนี้ที่ค้างชำระ พยานเดินทางไปพร้อมกับนายชูชาติ เห็นจำเลยกับนางสาวณัฐฐาเดินทางมาที่บริเวณศาลและเห็นจำเลยถือเอกสารบางอย่างในมือ พยานเข้าไปพูดคุยกับนางสาวณัฐฐาได้ครู่หนึ่งแล้วโต้เถียงกัน นายชูชาติเดินเข้ามาห้ามและบอกว่าจะเจรจากับนางสาวณัฐฐาเอง พยานจึงเดินออกไป หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง นายชูชาติโทรศัพท์ตามให้พยานกลับไปที่บริเวณศาลชั้นต้นและบอกว่าไม่สามารถพูดคุยกับนางสาวณัฐฐาได้ พยานไม่เห็นนางสาวณัฐฐาและจำเลยที่บริเวณดังกล่าวแล้ว หลังจากวันนั้น นายชูชาติเล่าให้พยานฟังว่า ในวันที่มาเจรจากันที่บริเวณศาลชั้นต้น จำเลยได้โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายอ้างว่าพยานต้องการเงินสด 1,000,000 บาท แต่ผู้เสียหายไม่มีเงินจำนวนดังกล่าวให้ จำเลยบอกนายชูชาติว่า ผู้เสียหายจะนำพระเครื่องมาขายแก่จำเลย จะได้เงินประมาณ 700,000 บาท กับเงินสดอีก 200,000 บาทเศษ มาชำระหนี้แก่พยาน ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2556 นายชูชาตินำรถยนต์ไปล้างและพบสำเนาหมายจับ นายชูชาตินำเอกสารดังกล่าวมาให้ดูและถามพยานว่าได้มีการแจ้งความดำเนินคดีแก่นางสาวณัฐฐาหรือไม่ พยานตอบนายชูชาติว่าไม่เคยแจ้งความดำเนินคดีแก่นางสาวณัฐฐา เพียงแต่เคยไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจเมืองสมุทรสาคร นายชูชาติโทรศัพท์ไปถามเพื่อนที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจแล้วทราบว่าการที่พยานไปแจ้งความเป็นหลักฐานไม่สามารถออกหมายจับได้ นายชูชาติจึงนำสำเนาหมายจับดังกล่าวไปมอบแก่ผู้เสียหาย และเบิกความว่าตามสำเนาหมายจับ ที่ระบุว่า "นางมุกดา ถ้วยทอง" ในช่วงเวลาดังกล่าวพยานจะใช้ชื่อสกุลว่า "ถ้วยทองนพเก้า" ที่สำเนาหมายจับระบุชื่อสกุลของพยานว่า "ถ้วยทอง" จึงไม่ถูกต้อง และคนที่ไม่สนิทสนมกับพยานจะไม่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่วนพันตำรวจโทภาณุพันธ์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า กรณีที่ผู้เสียหายมาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหากรรโชกทรัพย์ มีและใช้เอกสารราชการปลอม พยานได้ไปตรวจสอบที่ศาลชั้นต้นแล้วพบว่าสำเนาหมายจับ เป็นสำเนาหมายจับปลอม ตามหนังสือตรวจสอบ และเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า พยานได้เรียกนายชนะชาติมาเป็นพยานในคดี นายชนะชาติให้การว่าได้มอบสำเนาหมายจับให้แก่จำเลยไปโดยสำเนาหมายจับที่มอบให้ไประบุว่า นางเต้า เป็นโจทก์ ในข้อเดียวกัน จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยเจรจาลดหนี้ของนางสาวณัฐฐาบุตรผู้เสียหายซึ่งมีเจ้าหนี้อยู่หลายรายเป็นเงินหลายล้านบาท โดยรายนางมุกดา จำเลยไกล่เกลี่ยแล้วได้ข้อตกลงว่า นางมุกดาจะลดหนี้จาก 15,000,000 บาทเศษ เหลือ 2,400,000 บาทเศษ ส่วนเจ้าหนี้รายนางเต้า เจรจาตกลงกันไม่ได้ จำเลยไปเจรจากับนายชนะชาติ ทนายความของนางเต้า แต่นายชนะชาติไม่ยอมตกลงโดยอ้างว่าศาลจะพิพากษาคดีแล้ว วันที่ 4 มกราคม 2556 จำเลยติดต่อไปหานายชนะชาติอีก นายชนะชาติบอกจำเลยว่าศาลมีคำพิพากษาและออกหมายจับนางสาวณัฐฐาแล้วและนายชนะชาติมอบหมายจับแก่จำเลยเพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายเห็นหมายจับแล้วก็ไม่ได้ชำระหนี้แก่นางเต้า ช่วงเย็นวันเดียวกันนางสาวณัฐฐาติดต่อจำเลยเรื่องที่จะถอนคดีบริษัทยูนิตี้ โดยนัดหมายไปพบกันในวันที่ 5 มกราคม 2556 เมื่อไปถึงบริเวณศาลชั้นต้นจำเลยได้ยินนางมุกดาพูดกับนางสาวณัฐฐาว่ายังมีเจ้าหนี้ตามมาอีก 20 ถึง 30 คน จำเลยจึงให้นางสาวณัฐฐาชวนนางมุกดามาที่รถของจำเลยเพื่อพูดคุยกัน นางมุกดาบอกนางสาวณัฐฐาว่าต้องการเงิน 1,000,000 บาท จึงจะยุติคดีและบอกนางสาวณัฐฐาว่ายังมีหมายจับที่นางเต้า เป็นโจทก์ฟ้องคดีอยู่ แต่จำเลยไม่เห็นหมายจับ หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง นางสาวณัฐฐาโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายแล้วยื่นโทรศัพท์ให้จำเลยพูดกับผู้เสียหาย ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าทำอย่างไรก็ได้ให้พานางสาวณัฐฐากลับบ้านให้ได้ จำเลยรับปากว่าจะพานางสาวณัฐฐา กลับบ้าน และเบิกความว่า ระหว่างพูดคุยกันก่อนหน้านั้นนางสาวณัฐฐาบอกนายชูชาติและนางมุกดาว่าบิดานางสาวณัฐฐามีพระเครื่องจำนวนมาก จะให้บิดานำพระเครื่องมาตีใช้หนี้ แต่นางมุกดาบอกว่าพระเครื่องอย่างเดียวไม่พอต้องนำเงินสดมาใช้หนี้ด้วย และมีการพูดคุยตกลงกันได้ที่จำนวนเงิน 260,000 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยมีเงินติดตัวอยู่ 60,000 บาท จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวชำระหนี้นางมุกดาไปก่อน ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2556 ผู้เสียหายได้โอนเงิน 260,000 บาท มาให้จำเลยโดยเข้าบัญชีของนางสุภาพร ภริยาจำเลย จำเลยจึงโอนเงินไปให้นายชูชาติ 200,000 บาท ในวันที่ 5 มกราคม 2556 บิดานางสาวณัฐฐาบอกนายชูชาติและนางมุกดาให้ไปเอาพระเครื่องที่โรงงานแต่เจ้าของโรงงานไม่ยอมให้พระเครื่องมา จำเลยไปเจรจากับเจ้าของโรงงานคนใหม่จนยอมตกลงให้พระเครื่องมา วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 ผู้เสียหายโทรศัพท์มาหาจำเลยบอกให้ไปช่วยนำพระเครื่องกลับมาให้ จำเลยไปเจรจากับนายชูชาติจนนายชูชาติยอมคืนพระเครื่อง จำเลยนำพระเครื่องดังกล่าวมาไว้ที่บ้านของจำเลยและโทรศัพท์ไปบอกให้ผู้เสียหายมารับพระเครื่องคืน ผู้เสียหายบอกว่าฝากไว้ที่จำเลยก่อนจนกระทั่งวันที่ 1 มีนาคม 2556 ผู้เสียหายพาเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดพระเครื่องดังกล่าวไป และเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า จำเลยกับนายชูชาติ นางมุกดา และนายชนะชาติไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เห็นว่า โจทก์มีนายชนะชาติทนายความของนางเต้าซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสาวณัฐฐาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นคนขอถ่ายสำเนาหมายจับ โดยจำเลยอ้างต่อนายชนะชาติว่า จะนำสำเนาหมายจับฉบับดังกล่าวไปให้ผู้เสียหายและนางสาวณัฐฐาดู ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า วันเกิดเหตุเวลา 9 นาฬิกา นางสาวณัฐฐาโทรศัพท์มาหาผู้เสียหายบอกว่ายังมีหมายจับของนางมุกดาอีกหนึ่งคดีคือ สำเนาหมายจับที่มีข้อความรายละเอียดทุกอย่างเหมือนข้อความในสำเนาหมายจับ คงแตกต่างเฉพาะชื่อโจทก์ในคดีที่ระบุว่า นางมุกดา เป็นโจทก์ซึ่งนางมุกดาเบิกความว่า ตนเองยังไม่เคยดำเนินคดีแก่นางสาวณัฐฐา อีกทั้งศาลชั้นต้นมีหนังสือยืนยันว่าสำเนาหมายจับ ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาครส่งไปให้ตรวจสอบ มีการแก้ไขชื่อโจทก์จากนางเต้า เป็นนางมุกดา เมื่อได้ความจากนายชูชาติพยานโจทก์ว่า วันเกิดเหตุพยานให้จำเลยและนางสาวณัฐฐาเข้าไปพูดคุยกันในรถยนต์ของพยาน ต่อมาพยานพบสำเนาหมายจับที่มีการทำปลอมขึ้นภายในรถยนต์ของพยาน ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ในวันเกิดเหตุ นางสาวณัฐฐาโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายบอกว่ายังมีหมายจับของนางมุกดาอีกหนึ่งคดี ซึ่งนางมุกดาพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า พยานไม่เคยดำเนินคดีแก่นางสาวณัฐฐา พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้นำสำเนาหมายจับ 8 ซึ่งเป็นหมายจับปลอมไปแสดงต่อนางสาวณัฐฐา ทำให้นางสาวณัฐฐาต้องโทรศัพท์ไปบอกผู้เสียหาย และผู้เสียหายกลัวว่านางสาวณัฐฐาจะถูกจับกุมดำเนินคดีจึงยอมมอบพระเครื่องพร้อมโต๊ะหมู่บูชา และโอนเงินไปเข้าบัญชีภริยาจำเลยอีกส่วนหนึ่ง แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวนางสาวณัฐฐามาเบิกความ ก็ไม่ถือว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยถึงกับรับฟังไม่ได้ และเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานกรรโชกด้วยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือของบุคคลที่สามจนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ..."เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องโดยผู้เสียหายว่าจ้างให้จำเลยมาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ให้แก่นางสาวณัฐฐา แต่จำเลยทำผิดหน้าที่โดยฉกฉวยโอกาสนำสำเนาหมายจับปลอมมาใช้แสดงต่อนางสาวณัฐฐา ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่านางสาวณัฐฐาจะถูกจับกุมดำเนินคดีตามสำเนาหมายจับปลอมดังกล่าว และผู้เสียหายยอมให้ทรัพย์สินแก่จำเลยไป แม้จำเลยจะไม่ได้แสดงการขู่เข็ญด้วยตัวของจำเลยเอง แต่การกระทำของจำเลยที่นำสำเนาหมายจับปลอมมาใช้ประกอบการขู่เข็ญ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของนางสาวณัฐฐา บุตรสาวผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานกรรโชกแล้ว หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พฤติการณ์ที่จำเลยนำสำเนาหมายจับปลอมไปแสดงต่อนางสาวณัฐฐา บุตรผู้เสียหาย ทำให้นางสาวณัฐฐาต้องโทรศัพท์ไปบอกผู้เสียหาย และผู้เสียหายกลัวว่านางสาวณัฐฐาจะถูกจับกุมดำเนินคดี จึงยอมมอบพระเครื่องพร้อมโต๊ะหมู่บูชา และโอนเงินไปเข้าบัญชีภริยาจำเลยอีกส่วนหนึ่ง เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ได้รับทรัพย์สินไปจากผู้เสียหายเป็นหลัก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาได้เป็นความผิดสองกรรมต่างกันดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 337 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 337 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายไพศาล ทองเจิม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายณัฐเชษฐ์ บรรติวรทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12218/2558
#604951
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นทั้งฉบับว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายบางส่วนของที่ดินพิพาทกับบริษัท ท. ผู้จะซื้อ โดยจำเลยทั้งสองปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจ นำตราประทับปลอมนำมาประทับในหนังสือมอบอำนาจ แล้วจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวอ้างแก่บริษัท ท. ทำให้โจทก์เสียหายโดยมิได้ระบุว่าหนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิ อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 แม้ในคำขอท้ายฟ้องจะระบุอ้างมาตรา 265 มาด้วยก็ตาม ก็เป็นการระบุเกินมาจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในตอนต้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 คงเป็นความผิดตามมาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ต้องลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นทั้งฉบับว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายบางส่วนของที่ดินพิพาทกับบริษัททีม - เอ จำกัด ผู้จะซื้อ โดยจำเลยทั้งสองปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจ ทำตราประทับปลอมนำมาประทับในหนังสือมอบอำนาจ แล้วจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวอ้างแก่บริษัททีม - เอ จำกัด ทำให้โจทก์เสียหายโดยมิได้ระบุว่าหนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว เป็นเอกสารสิทธิ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แม้ในคำขอท้ายฟ้องจะระบุอ้างมาตรา 265 มาด้วยก็ตาม ก็เป็นการระบุเกินมาจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในตอนต้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 คงเป็นความผิดตามมาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองอีก

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี.บี.ยู. ออโต้กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — นายมนต์ชัย แซ่โค้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพัชรพงศ์ โรจนะวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุริยา พวงจันทน์แดง
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12218/2558
#636295
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นทั้งฉบับว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายบางส่วนของที่ดินพิพาทกับบริษัท ท. ผู้จะซื้อ โดยจำเลยทั้งสองปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจ ทำตราประทับปลอมนำมาประทับในหนังสือมอบอำนาจ แล้วจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวอ้างแก่บริษัท ท. ทำให้โจทก์เสียหายโดยมิได้ระบุว่าหนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิ อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 แม้ในคำขอท้ายฟ้องจะระบุอ้างมาตรา 265 มาด้วยก็ตาม ก็เป็นการระบุเกินมาจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในตอนต้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 คงเป็นความผิดตามมาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ต้องลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นทั้งฉบับว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายบางส่วนของที่ดินพิพาทกับบริษัททีม - เอ จำกัด ผู้จะซื้อ โดยจำเลยทั้งสองปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจ ทำตราประทับปลอมนำมาประทับในหนังสือมอบอำนาจ แล้วจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวอ้างแก่บริษัททีม - เอ จำกัด ทำให้โจทก์เสียหายโดยมิได้ระบุว่าหนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวเป็นเอกสารสิทธิ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แม้ในคำขอท้ายฟ้องจะระบุอ้างมาตรา 265 มาด้วยก็ตาม ก็เป็นการระบุเกินมาจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในตอนต้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 คงเป็นความผิดตามมาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองอีก

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี.บี.ยู. ออโต้กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — นายมนต์ชัย แซ่โค้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงส์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12170/2558
#589741
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะไม่ใช่คู่ความซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีสิทธิขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524 และแผนที่ด้านหลังบันทึกดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างมีภาระร่วมกันที่จะต้องไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินให้เป็นไปตามคำพิพากษา เมื่อคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2554 ที่ขอให้บังคับโจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นคำร้องที่สืบเนื่องมาจากคำร้องฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ที่จำเลยยื่นต่อศาลขอให้ออกหมายเรียกโจทก์และเจ้าพนักงานที่ดินมาสอบถามเรื่องที่โจทก์ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบผลการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมอันเป็นเหตุขัดข้องทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยได้ จึงเป็นกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือในการแบ่งแยกที่ดิน ย่อมถือว่ามีเหตุขัดข้อง ทำให้ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลได้ ศาลชั้นต้นควรต้องสอบถามโจทก์และจำเลยก่อนไม่ควรด่วนยกคำร้องของจำเลยไปเสียทีเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอแบ่งแยกที่ดินกรรมสิทธิ์รวม คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 1060 ตำบลบ้านกระแซง อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้โจทก์ทางทิศใต้เนื้อที่ 1 ไร่ ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524 และแผนที่ด้านหลังบันทึกดังกล่าว หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้อง ลงวันที่ 11 เมษายน 2554 ต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2547 โจทก์และจำเลยได้ไปยื่นเรื่องขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม เจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมให้โจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว แต่โจทก์ไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ดังกล่าว ทำให้การแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ ขอให้ศาลออกหมายแจ้งคำบังคับไปยังโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามที่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งมา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิใช่คู่ความซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีศาลจึงไม่อาจออกคำบังคับโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยฟังเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2547 สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีหนังสือลงวันที่ 11 เมษายน 2548 แจ้งศาลชั้นต้นว่า โจทก์และจำเลยได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่มีเหตุขัดข้องไม่สามารถรังวัดได้ เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่อาจตกลงชี้แนวเขตแบ่งแยกตามคำสั่งศาลได้ เพราะที่ดินบางส่วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำน้อย วันที่ 20 มิถุนายน 2548 โจทก์ได้ยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้นัดพร้อมเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อมวันที่ 29 กันยายน 2548 วันนัดพร้อมโจทก์และจำเลยตกลงว่าจะไปดำเนินการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมใหม่ ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีหนังสือลงวันที่ 10 เมษายน 2549 แจ้งแก่ศาลชั้นต้นว่า โจทก์และจำเลยขอให้รังวัดทำแผนที่ที่ดินพิพาท และส่งแผนที่การแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมมาเพื่อดำเนินการต่อไป แต่ไม่มีการดำเนินการต่อไป ครั้นวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่ลงลายมือชื่อรับทราบผลการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม เป็นเหตุขัดข้องทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้จำเลยได้ ขอให้ศาลออกหมายเรียกโจทก์และเจ้าพนักงานที่ดินมาเพื่อสอบถาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยจึงยื่นคำร้องลงวันที่ 11 เมษายน 2554 ขอให้บังคับโจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษา กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยลงวันที่ 11 เมษายน 2554 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะไม่ใช่คู่ความซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีสิทธิขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524 และแผนที่ด้านหลังบันทึกดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างมีภาระร่วมกันที่จะต้องไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินให้เป็นไปตามคำพิพากษา เมื่อคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2554 ที่ขอให้บังคับโจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นคำร้องที่สืบเนื่องมาจากคำร้องฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ที่จำเลยยื่นต่อศาลขอให้ออกหมายเรียกโจทก์และเจ้าพนักงานที่ดินมาสอบถามเรื่องที่โจทก์ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบผลการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมอันเป็นเหตุขัดข้องทำให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยได้ จึงเป็นกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือในการแบ่งแยกที่ดิน ย่อมถือว่ามีเหตุขัดข้อง ทำให้ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลได้ ศาลชั้นต้นควรต้องสอบถามโจทก์และจำเลยก่อนไม่ควรด่วนยกคำร้องของจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ป.พ.พ. ม. 1364
ชื่อคู่ความ
นายสี ตรีคงคาหรือกรีคงคา โดยนางสาวรุ่งอรุณ
โจทก์ — จั่นมุกดา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางปลั่ง สุขสมจิตร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางปิยวรรณ พรพศวัต
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12167/2558
#592043
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/39 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคห้าและวรรคหก บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการทวงหนี้ ขอออกคำบังคับและขอออกหมายบังคับคดีต่อศาล เพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนแจ้ง อันเป็นอำนาจและหน้าที่โดยเฉพาะของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะต้องดำเนินการ แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขอให้ศาลออกคำบังคับและส่งคำบังคับเพื่อบังคับคดีแก่ผู้ถูกทวงหนี้ไว้แล้วโดยชอบก็ตาม แต่ลูกหนี้ก็ไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีตามมาตรา 90/39 วรรคหก ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทสินบัวหลวงคอนซัลแตนซี่ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีบริษัทสินบัวหลวงคอนซัลแตนซี่ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 เนื่องจากการฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน

ลูกหนี้ยื่นคำร้องว่า ศาลล้มละลายกลางออกคำบังคับให้นายจำปี ผู้ถูกทวงหนี้รายที่ 30 ชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินค้างชำระจำนวน 775,328.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จต่อผู้บริหารแผน ภายใน 14 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดส่งคำบังคับให้แก่ผู้ถูกทวงหนี้รายที่ 30 ด้วยวิธีปิดหมาย แต่ผู้ถูกทวงหนี้รายที่ 30 ไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ถูกทวงหนี้รายที่ 30 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ต่อไป

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า บุคคลที่จะมีคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/39 วรรคหก คือ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น ลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่ลูกหนี้อุทธรณ์ว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่กระทบถึงการใดที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กระทำไปก่อนแล้ว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/76 คำบังคับที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอออกไว้ตามความในมาตรา 90/39 วรรคห้า จึงชอบด้วยกฎหมาย ลูกหนี้ย่อมดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้ถูกทวงหนี้รายที่ 30 ต่อไปได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/39 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคห้า และวรรคหก บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการทวงหนี้ ขอออกคำบังคับและขอออกหมายบังคับคดีต่อศาล เพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนแจ้ง อันเป็นอำนาจและหน้าที่โดยเฉพาะของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะต้องดำเนินการ แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะขอให้ศาลออกคำบังคับและส่งคำบังคับเพื่อบังคับคดีแก่ผู้ถูกทวงหนี้รายที่ 30 ไว้แล้วโดยชอบก็ตาม แต่ลูกหนี้ก็ไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีตามมาตรา 90/39 วรรคหก ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของลูกหนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของลูกหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/39 วรรคหนึ่ง ม. 90/39 วรรคสอง ม. 90/39 วรรคห้า ม. 90/39 วรรคหก
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทสินบัวหลวงแคปปิตอล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวันชัย โสภาโชติ
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12164/2558
#589758
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2543 จำเลยยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัท พ. (เจ้าหนี้รายที่ 131) จำนวน 5,067,601,483.97 บาท ผู้ทำแผนของบริษัท พ. โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าว ต่อมาจำเลยขอถอนคำขอรับชำระหนี้บางส่วนคงเหลือหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัท พ. จำนวน 1,589,191,974.13 บาท ต่อมาวันที่ 5 และ 30 กันยายน 2544 ผู้บริหารแผนของจำเลยมีหนังสือถึงบริษัท พ. เพื่อขอหักกลบลบหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของบริษัท พ. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยในหนี้ดังกล่าวยังมีข้อต่อสู้อยู่เนื่องจากบริษัท พ. โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยและยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงไม่อาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้จำเลยได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัท พ. ในมูลหนี้ค่าก่อสร้างค้างจ่ายและเงินทดรองจ่ายค้างจ่าย การคืนเงินค้ำประกันและมัดจำต่าง ๆ เงินชดเชยความเสียหายตามสัญญารับจ้างช่วงลงวันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นเงินทั้งสิ้น 1,389,191,974.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,388,831,921.18 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ หนี้ของจำเลยจึงไม่มีข้อต่อสู้แล้ว ดังนั้น เมื่อผู้บริหารแผนของจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 16 มีนาคม 2547 ถึงผู้บริหารแผนของบริษัท พ. เพื่อขอหักกลบลบหนี้อีกครั้ง การแสดงเจตนาดังกล่าวจึงมีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายจะอาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรก ซึ่งคือ วันที่ 5 และ 30 กันยายน 2544 อันเป็นเวลาก่อนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2545 เป็นเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท พ. ทั้งสิทธิเรียกร้องของจำเลยและบริษัท พ. ต่างเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัท พ. (วันที่ 12 มิถุนายน 2543) ผู้บริหารแผนของจำเลยจึงชอบที่จะใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/33 ได้ ดังนั้น มูลหนี้ของบริษัท พ. จึงหมดสิ้นไปตั้งแต่วันที่แจ้งหักกลบลบหนี้ครั้งแรก เมื่อบริษัท พ. ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของจำเลยโดยการหักกลบลบหนี้ไปแล้ว บริษัท พ. จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ดังกล่าวที่จะทำสัญญาซื้อขายในวันที่ 31 ตุลาคม 2548 และโอนสิทธิเรียกร้องนั้นให้แก่โจทก์ต่อไป การที่จำเลยใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่บริษัท พ. จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงิน 32,744,347.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า จำเลยเป็นเจ้าหนี้รายที่ 80 ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทพรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 131 แล้ว ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยระบุให้เจ้าหนี้รายที่ 131 เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 เจ้าหนี้การค้า ที่มีจำนวนหนี้ค้างชำระเกินกว่า 120 วัน นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ตามเงื่อนไข การชำระเงินปกติของเจ้าหนี้รายนั้น ๆ จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จะได้รับชำระหนี้โดยจัดสรรชำระจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติของจำเลยเป็นรายเดือน เดือนละเท่า ๆ กัน โดยชำระ ณ วันทำการสุดท้ายของธนาคารในแต่ละเดือนภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่แปลงสภาพหนี้ โดยไม่มีดอกเบี้ย

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยมีผลให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงหรือไม่ เห็นว่า แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วย่อมมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่งและเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ อาจถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้รวมถึงการขอหักกลบลบหนี้ได้ด้วย เมื่อได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว มาตรา 90/75 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว..." เช่นนี้ การยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้คงรับผิดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการและให้ชำระหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ไม่ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูกิจการต่อไป เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องเฉพาะให้ลูกหนี้ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 หาทำให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้หรือได้รับชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการไม่ครบถ้วนเสียไปไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยแล้ว ทำให้จำเลยนั้นหลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 จำเลยจึงหามีหนี้ต่อเจ้าหนี้เดิมไม่ โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เดิมครบถ้วนตามคำขอรับชำระหนี้หรือมีการชำระหนี้ให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการครบถ้วนแล้วหรือไม่จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้ในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่บริษัทพรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)เจ้าหนี้รายที่ 131 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2543 จำเลยยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 131 จำนวน 5,067,601,483.97 บาท ตามสำเนาคำขอรับชำระหนี้ บริษัทพรีเมียร์ แพลนเนอร์ จำกัด ผู้ทำแผนของเจ้าหนี้รายที่ 131 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวตามสำเนาคำโต้แย้ง ต่อมาจำเลยขอถอนคำขอรับชำระหนี้บางส่วน คงเหลือหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 131 จำนวน 1,589,191,974.13 บาท ตามสำเนาคำร้อง ต่อมาวันที่ 5 และ 30 กันยายน 2544 บริษัทไชยปราการ จำกัดผู้บริหารแผนของจำเลยมีหนังสือถึงเจ้าหนี้รายที่ 131 เพื่อขอหักกลบลบหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 131 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของจำเลยในหนี้ดังกล่าวยังมีข้อต่อสู้อยู่เนื่องจากเจ้าหนี้รายที่ 131 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของจำเลยและยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงไม่อาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2547 ต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้จำเลยได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 131 ในมูลหนี้ค่าก่อสร้างค้างจ่ายและเงินทดรองจ่ายค้างจ่าย การคืนเงินค้ำประกันและมัดจำต่าง ๆ เงินชดเชยความเสียหายตามสัญญารับจ้างช่วงลงวันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นเงินทั้งสิ้น 1,389,191,974.13 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,388,831,921.18 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ตามสำเนาคำสั่งลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 หนี้ของจำเลยจึงไม่มีข้อต่อสู้แล้ว ดังนั้น เมื่อผู้บริหารแผนของจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 16 มีนาคม 2547 ถึงผู้บริหารแผนของเจ้าหนี้รายที่ 131 เพื่อขอหักกลบลบหนี้อีกครั้งตามสำเนาหนังสือ การแสดงเจตนาดังกล่าวจึงมีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายจะอาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรก ซึ่งคือ วันที่ 5 และ 30 กันยายน 2544 อันเป็นเวลาก่อนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2545 เป็นเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 131 ทั้งสิทธิเรียกร้องของจำเลยและเจ้าหนี้รายที่ 131ต่างเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 131 (วันที่ 12 มิถุนายน 2543) ผู้บริหารแผนของจำเลยจึงชอบที่จะใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/33 ได้ ดังนั้น มูลหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 131 จึงหมดสิ้นไปตั้งแต่วันที่แจ้งหักกลบลบหนี้ครั้งแรก เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 131 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของจำเลยโดยการหักกลบลบหนี้ไปแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 131 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ดังกล่าวที่จะทำสัญญาซื้อขายในวันที่ 31 ตุลาคม 2548 และโอนสิทธิเรียกร้องนั้นให้แก่โจทก์ต่อไปการที่จำเลยใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ในการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 131 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด
จำเลย — บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12162/2558
#599066
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยประสงค์จะชำระหนี้ที่เหลือรวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพื่อถอนการยึดทรัพย์ หากให้จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) (เดิม) โดยไม่พิจารณายอดหนี้ที่เหลือที่จำเลยต้องรับผิดประกอบด้วย ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการไม่ยุติธรรมแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง เมื่อพิจารณาว่าจำเลยพยายามขวนขวายชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งประสงค์ที่จะชำระหนี้ทั้งหมด แสดงว่าจำเลยมีความสุจริตในการดำเนินคดีและมีเหตุอันสมควร อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่งประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 (เดิม) จึงกำหนดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ในขอบเขตของยอดหนี้ที่ค้างชำระขณะยึดทรัพย์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด หลังจากนั้นจำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย โดยยอมชำระหนี้เต็มจำนวนให้เสร็จสิ้นภายใน 8 เดือน นับแต่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของจำเลย แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้เป็นไปตามคำขอประนอมหนี้ ศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ต่อมาปี 2547 จำเลยถูกปลดจากล้มละลาย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 4 นำเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1073 ตำบลบึงกาสาม (คลอง 11 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดโดยประเมินราคาไว้ 36,576,700 บาท แต่ยังขายทอดตลาดไม่ได้ จำเลยขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คิดยอดหนี้เพื่อที่จะชำระหนี้ไถ่ถอนการยึดทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 ของราคาประเมิน 36,576,700 บาท เป็นเงิน 1,280,184.50 บาท เมื่อรวมกับหนี้และค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 2,553,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า เดิมมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ 6 ราย เป็นเงิน 4,109,700.12 บาท จำเลยได้เจรจาขอลดยอดหนี้และชำระหนี้ไปแล้วบางส่วน ปัจจุบันคงเหลือหนี้ 1,260,735.89 บาท หากให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาประเมิน 36,576,700 บาท จะไม่เป็นธรรมแก่จำเลย เพราะธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 4 ผู้นำยึดไม่ยอมชำระเงิน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระ ขอให้ความอนุเคราะห์และความเป็นธรรมแก่จำเลยด้วย

ศาลแพ่งธนบุรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า ในชั้นบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์ที่ไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขาย คิดค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้คำนวณ ดังนั้น จำเลยจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณให้ชำระเป็นเงิน 1,280,184.50 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลแพ่งธนบุรีที่ให้จำเลยชำระเงินค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณนั้น มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ อย่างไรก็ตามศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยส่งมายังศาลฎีกาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด จึงรับพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายและศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้ กับพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 4 นำเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1073 ตำบลบึงกาสาม (คลอง 11 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ซึ่งนอกจากหนี้จำนองของเจ้าหนี้ผู้นำยึดแล้ว หากมีเงินเหลือก็ต้องนำไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายอื่นที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ด้วย ขณะยึดปรากฏว่าจำเลยยังมีหนี้ต้องชำระภายหลังศาลสั่งยกเลิกการประนอมหนี้เป็นเงิน 1,479,491.64 บาท แต่คดีมีการยึดทรัพย์สินของจำเลยในราคา 36,576,700 บาท ซึ่งเกินกว่าหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดจำนวนมาก เมื่อจำเลยประสงค์จะชำระหนี้ที่เหลือดังกล่าวรวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพื่อถอนการยึดทรัพย์ หากให้จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) (เดิม) โดยไม่พิจารณายอดหนี้ที่เหลือที่จำเลยต้องรับผิดประกอบด้วย ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการไม่ยุติธรรมแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง เมื่อพิจารณาว่าจำเลยพยายามขวนขวายชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งจำเลยประสงค์ที่จะชำระหนี้ทั้งหมด แสดงว่าจำเลยมีความสุจริตในการดำเนินคดีและมีเหตุสมควร อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 จึงกำหนดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้จำเลยรับผิดชำระอัตราร้อยละ 3.5 ในขอบเขตของยอดหนี้ที่ค้างชำระขณะยึดทรัพย์เท่านั้น ที่ศาลแพ่งธนบุรีใช้ดุลพินิจให้จำเลยรับผิดชำระค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายอัตราร้อยละ 3.5 ในขอบเขตยอดหนี้ที่ค้างชำระขณะยึดทรัพย์จำนวน 1,479,491.64 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลแพ่งธนบุรี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 179 (3) (เดิม)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนิพนธ์ อัญชลิพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายประพันธ์ กิ่งพุทธพงษ์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12156/2558
#586562
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าศาลชั้นต้นนับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาอีกคดีชอบหรือไม่ และถึงที่สุดแล้ว จำเลยจะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการนับโทษต่อและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยใหม่โดยอ้าง ป.วิ.อ. มาตรา 160 และ ป.อ. มาตรา 91 อีกไม่ได้ เพราะหากศาลฎีกาฟังตามที่จำเลยอ้างแล้ววินิจฉัยให้เพิกถอนการนับโทษต่อและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลฎีกา ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2553 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3), 66 วรรคสาม, 102 ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2328/2548 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนการนับโทษต่อและแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนการนับโทษต่อและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยใหม่หรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้ยกปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าศาลชั้นต้นนับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2328/2548 ของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ขึ้นอุทธรณ์และฎีกาด้วย ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวและคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยจะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการนับโทษต่อและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยใหม่โดยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 อีกไม่ได้ เพราะหากศาลฎีกาฟังตามที่จำเลยอ้างแล้ววินิจฉัยให้เพิกถอนการนับโทษต่อและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลฎีกา ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 160 ม. 190
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายวิทูรย์ ทาแกง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายคมศักดิ์ โตโภคชนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12154/2558
#585470
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 484/2555 บวกเข้ากับโทษในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1959/2555 แล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก โทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษได้ถูกบังคับโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1959/2555 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 484/2555 มาบวกโทษซ้ำในคดีนี้ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ริบเมทแอมเฟตามีน กล่องลูกอมโบตันและกระเป๋าสะพายของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 484/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำเลยคดีนี้และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1959/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน กล่องลูกอมโบตันและกระเป๋าสะพายของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1959/2555 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า บวกโทษจำคุก 10 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 484/2555 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำเลยคดีนี้ด้วย เป็นจำคุก 2 ปี 16 เดือน และปรับ 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 484/2555 ของศาลชั้นต้น มาบวกโทษเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โทษจำคุกในคดีอาญาดังกล่าวได้นำไปบวกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1959/2555 ของศาลชั้นต้นแล้วนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2556 ได้ความว่า จำเลยแถลงว่าคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษนั้น ศาลมีคำพิพากษาให้นำโทษคดีดังกล่าวบวกเข้ากับโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1959/2555 ของศาลชั้นต้นแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นตรวจสอบแล้วเป็นจริงตามที่จำเลยแถลง ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นได้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ บวกเข้ากับโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1959/2555 ของศาลชั้นต้น แล้ว จึงเป็นกรณีที่ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก โทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษได้ถูกบังคับโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1959/2555 ของศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษมาบวกโทษซ้ำในคดีนี้ได้อีกเพราะทำให้จำเลยได้รับโทษเพิ่มขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 484/2555 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษคดีนี้ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุก 10 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 484/2555 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ คงจำคุกจำเลย 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายสิทธิพันธ์หรือตี๋ หันจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายสมภพ บัวยั่งยืน
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12152/2558
#588136
เปิดฉบับเต็ม

คดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบนั้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่าศาลจะสั่งคืนอาวุธปืนของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้นส่วนอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ที่ผู้ร้องทั้งสองอ้างว่า ผู้ร้องที่ 1 ให้จำเลยยืมอาวุธปืนของกลาง ส่วนผู้ร้องที่ 2 ฝากอาวุธปืนของกลางอีกกระบอกหนึ่งไว้กับจำเลย เมื่อผู้ร้องทั้งสองทราบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลาง ผู้ร้องทั้งสองย่อมนำใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางให้จำเลยต่อสู้ในคดีหลักเพื่อพิสูจน์ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องทั้งสองจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนของกลางต่อไปอีกไม่ได้

ป.อ. มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของที่แท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน..." เมื่อคดีหลักของคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 32 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีอำนาจยื่นคำขอให้คืนอาวุธปืนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และริบอาวุธปืนของกลาง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้ตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนอาวุธปืนของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว แม้ผู้ร้องทั้งสองมิได้มีโอกาสต่อสู้หรือโต้แย้งข้อหาโจทก์ที่กล่าวหาจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก็ตาม แต่ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องที่ 1 ให้จำเลยยืมอาวุธปืนของกลาง ส่วนผู้ร้องที่ 2 ฝากอาวุธปืนของกลางไว้กับจำเลย เมื่อผู้ร้องทั้งสองทราบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลาง ผู้ร้องทั้งสองย่อมนำใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของอาวุธปืนของกลางให้จำเลยต่อสู้ในคดีหลักเพื่อพิสูจน์ว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ต่อสู้ในคดีหลัก ผู้ร้องทั้งสองจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนอาวุธปืนของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา 33 หรือมาตรา 34 ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของแท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน..." เมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1414/2556 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีหลักของคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้คืนอาวุธปืนของกลางตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีก

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
ผู้ร้อง — จ่าสิบตำรวจหรือร้อยตำรวจตรีกุณฑล บุญเรือง กับพวก
จำเลย — นายจงศักดิ์ แซ่ฟุ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายโพชฌงค์ พรหมขันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
นายไมตรี สุเทพากุล
นายโสฬส สุวรรณเนตร์
นายกิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12151/2558
#588604
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงครอบคลุมถึงยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มิใช่ครอบคลุมเฉพาะการเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเท่านั้น เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2868/2554 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท ฐานเสพเฮโรอีนและเสพเฮโรอีนขณะขับรถ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอบวกโทษ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้ ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท ฐานเสพเฮโรอีน จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 50,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 เดือน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เฮโรอีนเป็นยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษแล้วโดยไม่ต้องพิจารณาว่าต้องเป็นไปตามที่อธิบดีกรมตำรวจประกาศข้อกำหนดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย เพราะคำว่า "ทั้งนี้" อยู่ต่อท้ายข้อความว่า วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ คำว่า ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่าตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย มิใช่ครอบคลุมเฉพาะกรณีวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทดังที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีนตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพเฮโรอีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 92 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสุทธิพงษ์ คีรีคามสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายบรรดน สมพาน
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา