คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10825/2558
#633759
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการบังคับโทษปรับในกรณีเด็กและเยาวชนต้องโทษปรับแต่ไม่มีการชำระค่าปรับไว้ในมาตรา 145 เป็น 2 กรณี คือ กรณีเด็กหรือเยาวชนไม่ชำระค่าปรับ ให้ศาลเปลี่ยนโทษปรับเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมภายใต้เงื่อนไขตามกฎหมาย กับกรณีเด็กหรือเยาวชนไม่มีเงินชำระค่าปรับ แต่ประสงค์จะขอทำงานบริการสังคมหรืองานสาธารณะประโยชน์แทนค่าปรับ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าต้องดำเนินการในทางใดได้บ้าง ไม่มีกรณีที่ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของเด็กและเยาวชนได้ ในทำนองเดียวกับกรณีที่ผู้กระทำความผิดมิใช่เด็กและเยาวชนตาม ป.อ. มาตรา 29 เมื่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ เป็นกฎหมายเฉพาะ ที่บัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว ก็ไม่อาจนำบทบัญญัติที่เป็นกฎหมายทั่วไปมาบังคับในกรณีนี้ได้ สำหรับคดีนี้เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ก็ต้องส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมแทนการชำระค่าปรับเพียงประการเดียวตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย แม้ในระหว่างฝึกอบรม จำเลยอาจจะขอชำระค่าปรับที่ยังคงเหลือให้เสร็จสิ้นไปได้ ก็เป็นวิธีการที่กำหนดขึ้นเพื่อให้สิทธิแก่จำเลย ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระแทนค่าปรับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิด จำเลยอายุสิบหกปีเศษ กระทำความผิดที่มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต จึงให้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสาม ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย ให้ลงโทษปรับน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง เป็นจำคุก 25 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 จังหวัดเชียงใหม่ จนกว่าจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 จังหวัดเชียงใหม่ มีกำหนด 500 วัน แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 ริบของกลาง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมแทนการชำระค่าปรับแล้ว จึงไม่อาจออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระค่าปรับได้ ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กำหนดจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรม สำหรับในโทษที่เป็นค่าปรับศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมมีกำหนด 500 วัน แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี จำเลยไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมแทนค่าปรับแล้ว คดีถึงที่สุด

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับได้หรือไม่ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้บัญญัติในกรณีเด็กและเยาวชนต้องโทษปรับในมาตรา 145 ไว้ว่า "ในกรณีที่เด็กและเยาวชนต้องโทษไม่ว่าจะมีโทษจำคุกด้วยหรือไม่ก็ตาม ถ้าเด็กและเยาวชนไม่ชำระค่าปรับ ห้ามมิให้ศาลสั่งกักขังเด็กและเยาวชนแทนค่าปรับ แต่ให้ศาลส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี หรือในกรณีที่เด็กและเยาวชนต้องโทษปรับแต่ไม่มีเงินชำระค่าปรับ ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 30/1 มาตรา 30/2 และมาตรา 30/3 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับแทน..." เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ได้บัญญัติกรณีเด็กและเยาวชนต้องโทษปรับไว้แต่ไม่มีการชำระค่าปรับเป็น 2 กรณี คือ กรณีเด็กหรือเยาวชนไม่ชำระค่าปรับ ให้ศาลเปลี่ยนโทษปรับเป็นส่งฝึกอบรมภายใต้เงื่อนไขตามกฎหมาย กับกรณีเด็กหรือเยาวชนไม่มีเงินชำระค่าปรับ แต่ประสงค์จะขอทำงานบริการสังคมหรืองานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าต้องดำเนินการในทางใดได้บ้าง ไม่มีกรณีที่ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของเด็กและเยาวชนได้ ในทำนองเดียวกับกรณีที่ผู้กระทำความผิดมิใช่เด็กและเยาวชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 เมื่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ เป็นกฎหมายเฉพาะ ที่บัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว ก็ไม่อาจนำบทบัญญัติที่เป็นกฎหมายทั่วไปมาบังคับในกรณีนี้ได้ สำหรับคดีนี้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ก็ต้องส่งจำเลยฝึกอบรมแทนการชำระค่าปรับเพียงประการเดียวตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย แม้ในระหว่างฝึกอบรม จำเลยอาจจะขอชำระค่าปรับที่ยังคงเหลือให้เสร็จสิ้นไป ก็เป็นวิธีการที่กำหนดขึ้นเพื่อให้สิทธิแก่จำเลย ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระแทนค่าปรับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ว.
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10816/2558
#587402
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเพียงแต่ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คำร้องของผู้ร้องเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้ร้องอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสอง เท่านั้น เมื่อผู้ร้องมิได้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ผู้ร้องย่อมไม่มีฐานะเป็นคู่ความอันจะมีสิทธิฎีกาในคดีส่วนอาญาได้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อคดีส่วนอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายแล้ว จึงต้องฟังว่าจำเลยมิได้ทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสมจิตร์ มารดาของนายสันติสุข ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 80,000 บาท ค่าเสียหายจากการที่เสียความสามารถประกอบการงานเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 2 ปี แต่ขอคิดเป็นเงิน 200,000 บาท และค่าพาหนะเดินทางไปโรงพยาบาล 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 310,0000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้องและยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่งทั้งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ผู้ร้องเพียงแต่ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คำร้องของผู้ร้องเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้ร้องอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง เท่านั้น เมื่อผู้ร้องมิได้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ผู้ร้องย่อมไม่มีฐานะเป็นคู่ความอันจะมีสิทธิฎีกาในคดีส่วนอาญาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีส่วนอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายแล้ว จึงต้องฟังว่าจำเลยมิได้ทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ฎีกาในข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 วรรคสอง ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
ผู้ร้อง — นางสมจิตร์ โภคสมบัติ
จำเลย — นายขจรหรือเก่ง สาเสน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายสำฤทธิ์ ราชสมณะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประสาร กีรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งศาลฎีกาที่ 10814/2558
#603444
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องมี บ. ที่เบิกความยืนยันว่าในวันดังกล่าวเห็น จ. ยื่นบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้านหมู่บ้านละ 1 ปึก และพูดว่าให้ช่วยกัน และ จ. ยื่นเงินธนบัตรให้คนละ 500 บาท ส่วน สพ.เบิกความยืนยันว่าเห็นเหตุการณ์ในบ้าน สท. มีการถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอไว้ แต่ไม่ปรากฏภาพชัดเจนว่ามีการแจกบัตรแนะนำตัวและธนบัตร อีกทั้งผู้ร้องไม่มีบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้านและเงินมาแสดงเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ส่วนพยานผู้ร้องทั้งสี่ปากแม้เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่า ในวันที่ 26 มีนาคม 2557 มีการแจกบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้านและแจกเงินคนละ 500 บาท แต่มาเบิกความต่อศาลปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งการให้ถ้อยคำในครั้งแรกเกิดขึ้นหลังเกิดเหตุไม่นานนัก พยานไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงหรือผู้มีส่วนได้เสียพูดจาโน้มน้าวชักชวน แม้น่าเชื่อว่าจะเป็นจริงมากกว่า แต่ถ้อยคำดังกล่าวก็ไม่ชี้ชัดว่า สท., ว, หรือ จ. เป็นผู้แจกเงินให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม หากมีการแจกบัตรแนะนำตัวหรือเงินดังอ้าง พยานหลักฐานของผู้ร้องก็ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าผู้กระทำมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้คัดค้าน สท., ว, หรือ จ. ประกอบกับผู้ร้องไม่มีบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้านและเงินเป็นพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาล สำหรับข้อเท็จจริงที่ว่า ว. ไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ขณะผู้คัดค้านชี้แจงข้อกล่าวหาคดีนี้ ก็เป็นเพียงการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงว่า ว. กระทำการช่วยเหลือผู้คัดค้านตามคำร้อง พยานหลักฐานของผู้ร้องตามทางไต่สวนไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้คัดค้านเกี่ยวข้องอย่างไรกับการกระทำตามคำร้อง มิอาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านดังคำร้องของผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปในวันที่ 30 มีนาคม 2557 ในการเลือกตั้งดังกล่าว ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบูรณ์ หมายเลข 1 และผู้ร้องได้ประกาศผลเลือกตั้งเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 ให้ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ถึง 10 นาฬิกา ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายสุทัศน์ และนายวิศัลย์ เรียกประชุมผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้นำชุมชนในเขตตำบลวังชมภู ตำบลระวิง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ มาประชุมที่บ้านนายสุทัศน์ เลขที่ 19 ถนนสันคูเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ และเวลาประมาณ 16 นาฬิกา เรียกประชุมผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและผู้นำชุมชนในเขตตำบลนายม อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ มาประชุมที่บ้านนายวิศัลย์ เลขที่ 105 ถนนเพชรรัตน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในการประชุมดังกล่าวมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมคนละ 500 บาท และมีการพูดหาเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้าน และเวลาประมาณ 16 นาฬิกา ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือ รู้เห็นเป็นใจให้นายจักรัตน์ เรียกประชุมผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้นำชุมชนในเขตตำบลหนองไขว่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มาประชุมที่สำนักงานนายจักรัตน์ ในการประชุมดังกล่าวนายจักรัตน์เรียกประชุมทีละหมู่บ้านโดยให้เข้าพบในห้องและมีการพูดหาเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้าน มีการแจกบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้านและแจกเงินให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมคนละ 500 บาท เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้าน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต เพื่อให้ผู้คัดค้านได้รับการเลือกตั้ง มีผลให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบูรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ขอให้มีคำสั่งตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 111 และมาตรา 112 (ที่ถูก มาตรา 122) ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดห้าปี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้ก่อ สนับสนุน รู้เห็นเป็นใจ

ให้นายสุทัศน์ นายวิศัลย์ และนายจักรัตน์ เรียกประชุมคณะบุคคลผู้นำท้องถิ่นและแจกเงินซื้อเสียงคนละ 500 บาท เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงให้ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบูรณ์ บุคคลทั้งสามไม่ได้ช่วยหาเสียงให้แก่ผู้คัดค้าน แม้จะเป็นคนรู้จักแต่ไม่สนิทสนม การที่คณะบุคคลเดินทางไปหานายสุทัศน์ นายวิศัลย์และนายจักรัตน์ ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวผู้คัดค้านทราบภายหลังว่าไม่ได้เกิดจากการนัดประชุมล่วงหน้า แต่เป็นเรื่องปกติที่จะมีชาวบ้านไปขอความช่วยเหลือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งไม่ได้แจกบัตรแนะนำตัวผู้สมัคร และแจกเงินซื้อเสียง ผู้คัดค้านไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามที่ผู้ร้องกล่าวหา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยในประเด็นเดียวว่า ผู้คัดค้าน ได้ก่อ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 ทำให้ผู้คัดค้านได้รับประโยชน์ในการเลือกตั้ง มีผลทำให้การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบูรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอันเป็นเหตุเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดห้าปีหรือไม่ ทางไต่สวนได้ความจากนายสัมพันธ์ พยานผู้ร้อง หัวหน้างานสืบสวนสอบสวนประจำสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ และได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ทำหน้าที่ประธานกรรมการสืบสวนสอบสวนว่าในการสืบหาข้อเท็จจริงตามคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งคดีนี้ พยานได้ไปที่บ้านของนายสุทัศน์ เนื่องจากได้รับแจ้งจากผู้ไม่ประสงค์จะออกนามว่ามีการเรียกผู้นำชุมชนต่างๆ มาที่บ้านหลังดังกล่าว น่าเชื่อว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พยานรายงานต่อผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาสั่งให้พยานไปตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าวในทันที เมื่อไปถึงขณะนำรถยนต์จอดในซอยบริเวณใกล้เคียง พบนายวิศัลย์ ได้ทักทายกัน พยานกับนายวิศัลย์เข้าไปในบ้านของนายสุทัศน์พร้อมกัน โดยพยานเดินตามและสังเกตการณ์บริเวณหน้าบ้านนายสุทัศน์ เห็นผู้นำชุมชนต่างๆ เช่นผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเดินเข้าไปในบ้าน พยานบันทึกภาพวิดีโอไว้ ต่อมานายสุทัศน์เห็นพยานและเดินเข้ามาทักทาย พยานนั่งพูดคุยที่ร้านกาแฟเยื้องบ้านนายสุทัศน์ นายสุทัศน์เดินกลับเข้าไปในบ้าน พยานเห็นผู้นำชุมชนที่เดินเข้าไปในบ้านแล้วเดินออกมาส่วนใหญ่ถือบัตรแนะนำตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านออกมาด้วย พยานแอบถ่ายภาพไว้ นอกจากนี้มีนางบัวขาว พยานผู้ร้องเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา พยานไปที่สำนักงานนายจักรัตน์ เมื่อไปถึงมีคนอยู่ก่อนแล้วประมาณ 6 ถึง 7 คน มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหมู่ที่ 8 และหมู่ที่ 12 ส่วนคนอื่นๆ พยานไม่ได้สังเกต จากนั้นมีประชาชนตำบลหนอง

ไขว่ทยอยมา เป็นผู้ใหญ่บ้านกับสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเกือบทุกหมู่บ้าน เข้าไปในห้องประชุม ทีมงานของนายสุทัศน์ได้สอบถามว่า มาครบกันแล้วหรือไม่ จากนั้นเรียกผู้เข้าร่วมประชุม

เข้าไปในห้องเล็กซึ่งมีนายจักรัตน์และทีมงานอยู่ด้วย โดยเรียกผู้ใหญ่บ้าน 1 คนและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล 2 คน เข้าไปพบในห้องส่วนตัว พยานเข้าไปพบในลำดับที่ 4 พร้อมนายสมบูรณ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 14 นายอัมรินทร์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหมู่เดียวกับพยาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 จำนวน 2 คน และพร้อมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหมู่ที่ 4 อีก 2 คน และเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไขว่ พยานและพวกเข้าไปในห้อง นายจักรัตน์พูดเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมาในทำนองว่าไม่เป็นที่พอใจ รอบนี้ช่วยผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาหมายเลข 1 คือ ผู้คัดค้าน จากนั้น นายจักรัตน์ยื่นบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้านหมู่บ้านละ 1 ปึก และพูดว่าให้ช่วยกัน นายจักรัตน์ยื่นเงินธนบัตรให้คนละ 500 บาท พยานเคยให้การต่อผู้ร้องตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 23 ถึง 26 ส่วนผู้คัดค้านมีผู้คัดค้านเบิกความว่า ผู้คัดค้านไม่ได้กระทำความผิด แต่ถูกนายเสถียร ร้องเรียน โดยร่วมมือกับกลุ่มผู้สนับสนุนและเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ สร้างเรื่องราวอันเป็นเท็จ ทำหนังสือร้องเรียนบิดเบือนข้อเท็จจริง พยานไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้ก่อ สนับสนุน รู้เห็นเป็นใจ ให้นายสุทัศน์ นายวิศัลย์ และนายจักรัตน์ เรียกประชุมคณะบุคคล ผู้นำท้องถิ่น และแจกเงินซื้อเสียงคนละ 500 บาท ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า มีการแจกบัตรแนะนำตัวพยานในวันเวลา สถานที่เกิดเหตุ พยานไม่ยืนยันว่าจะเป็นบัตรแนะนำตัวของจริงหรือไม่ อาจมีการกลั่นแกล้งพยาน เจ้าหน้าที่ของผู้ร้องทำบันทึกถ้อยคำของพยานบุคคลในส่วนที่อ้างว่าได้รับเงินซื้อเสียงคนละ 500 บาท ไม่เป็นความจริง นายสุทัศน์ พยานผู้คัดค้านเบิกความว่าในวันเกิดเหตุ พยานไม่ได้เป็นผู้นัดหมายหรือมอบหมายให้ผู้ใดนัดหมายให้มีการจัดประชุมเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ปกติในขณะที่พยานดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์มีประชาชนทั่วไปเข้าพบหลายกลุ่มเพื่อปรึกษาหารือขอความช่วยเหลือและพูดคุยแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ส่วนนายวิศัลย์มาที่บ้านพยานในวันเกิดเหตุเนื่องจากประชาชนมีความสนใจเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พยานไม่ใช่นักกฎหมาย แต่นายวิศัลย์เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมายของจังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อมาเครื่องปรับอากาศที่บ้านพยานเสีย การบรรยายเผยแพร่ความรู้ของนายวิศัลย์กำลังติดพัน จึงย้ายสถานที่มาที่บ้านนายวิศัลย์ นายวิศัลย์ พยานผู้คัดค้านเบิกความว่า พยานไปบ้านนายสุทัศน์เพราะได้รับคำเชิญทางโทรศัพท์ เพื่อไปเผยแพร่ความรู้และแสดงความคิดเห็นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญในช่วงเช้ามีประชาชนที่มาพบนายสุทัศน์ ทยอยเข้ามาฟังเป็นกลุ่มๆ เสร็จแล้วกลับไป และมีกลุ่มใหม่ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ช่วงบ่ายเครื่องปรับอากาศที่บ้านนายสุทัศน์เสีย เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าพยานเสนอตัวให้ย้ายสถานที่มาที่บ้านของพยาน พยานยืนยันว่าวันดังกล่าวไม่มีการซื้อสิทธิ ขายเสียง อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง นายจักรัตน์ พยานผู้คัดค้านเบิกความว่า พยานไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับผู้คัดค้าน ในวันที่ 26 มีนาคม 2557 มีประชาชนมาที่สำนักงานของพยานจริงซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะพยานเป็นนักการเมืองอดีตเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พยานไม่ได้นัดประชุมประชาชน ผู้นำท้องถิ่น ไม่มีการจ่ายเงินซื้อเสียง และแจกบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้าน พยานเชื่อว่าถูกกลั่นแกล้ง สาเหตุมาจากเรื่องการเมือง เพราะนายเสถียร ผู้ร้องเรียน เป็นผู้สมัครพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งเป็นคู่แข่งของพยานให้การสนับสนุน ทำให้พยานได้รับความเสียหาย เห็นว่า ผู้ร้องมีนางบัวขาว ที่เบิกความยืนยันว่าในวันดังกล่าวเห็นนายจักรัตน์ยื่นบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้านหมู่บ้านละ 1 ปึก และพูดว่าให้ช่วยกัน และนายจักรัตน์ยื่นเงินธนบัตรให้คนละ 500 บาท ส่วนนายสัมพันธ์เบิกความยืนยันว่าเห็นเหตุการณ์ในบ้านนายสุทัศน์ มีการถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอไว้ แต่ไม่ปรากฏภาพชัดเจนว่ามีการแจกบัตรแนะนำตัวและธนบัตร อีกทั้งผู้ร้องไม่มีบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้านและเงินมาแสดงเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ส่วนพยานผู้ร้องปากนายบุญเจิด นายเพ็ชร นายวิชัย และนายประสิทธิ์ แม้เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนว่า ในวันที่ 26 มีนาคม 2557 มีการแจกบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้านและแจกเงินคนละ 500 บาท แต่มาเบิกความต่อศาลปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งการให้ถ้อยคำในครั้งแรกเกิดขึ้นหลังเกิดเหตุไม่นานนัก พยานไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงหรือผู้มีส่วนได้เสียพูดจาโน้มน้าวชักชวน แม้น่าเชื่อว่าจะเป็นจริงมากกว่า แต่ถ้อยคำดังกล่าวก็ไม่ชี้ชัดว่านายสุทัศน์ นายวิศัลย์ หรือนายจักรัตน์ เป็นผู้แจกเงินให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม หากมีการแจกบัตรแนะนำตัวหรือเงินดังอ้าง พยานหลักฐานของผู้ร้องก็ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าผู้กระทำมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้คัดค้าน นายสุทัศน์ นายวิศัลย์ และนายจักรัตน์ ประกอบกับผู้ร้องไม่มีบัตรแนะนำตัวผู้คัดค้านและเงินเป็นพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาล สำหรับข้อเท็จจริงที่ว่านายวิศัลย์ไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ขณะผู้คัดค้านชี้แจงข้อกล่าวหาคดีนี้ ก็เป็นเพียงการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีข้อเท็จจริงใดแสดงว่านายวิศัลย์กระทำการช่วยเหลือผู้คัดค้านตามคำร้อง พยานหลักฐานของผู้ร้องตามทางไต่สวนไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้คัดค้านเกี่ยวข้องอย่างไรกับการกระทำตามคำร้อง มิอาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านดังคำร้องของผู้ร้องได้

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 53 ม. 111 ม. 122
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — นายพิพัฒน์ชัย ภัครัชตานนท์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
แผนกคดีเลือกตั้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10811/2558
#633551
เปิดฉบับเต็ม

สาระสำคัญในคำฟ้องภายหลังที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องคือ โจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทตามสัญญาจะซื้อขายที่ทำกับจำเลย ให้แก่บริษัท อ. ในราคา 370,000,000 บาท โดยโจทก์รับเงินมัดจำมาแล้ว 20,000,000 บาท การที่จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทไปขายให้แก่บุคคลอื่นทำให้โจทก์ขาดกำไรอีก 169,990,001 บาท รวมค่าเสียหายตามคำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 232,990,001 บาท คำฟ้องภายหลังนี้เป็นการเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้โจทก์เสียหาย โดยเพิ่มเติมว่าการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ต้องผิดสัญญากับบริษัท อ. และขาดกำไรไปอีก 169,990,001 บาท จึงเป็นการเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ และเพิ่มทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิม ทั้งคำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้ก็เกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 (1) (2) และวรรคท้าย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้แก้ไขคำฟ้องโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำฟ้องภายหลังของโจทก์ไว้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินรวมกับคำฟ้องเดิมของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์ หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องหรือเป็นการพ้นวิสัยไม่สามารถบังคับได้ ให้จำเลยคืนเงินมัดจำแก่โจทก์และชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในอนาคตเดือนละ 13,000,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยทำเป็นคำฟ้องฉบับใหม่ตามคำร้องและคำฟ้องฉบับใหม่ ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2556

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สาระสำคัญในคำฟ้องภายหลังที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องคือ โจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทตามสัญญาจะซื้อขายที่ทำกับจำเลย ให้แก่บริษัทเอเชียโกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด ในราคา 370,000,000 บาท โดยโจทก์รับเงินมัดจำมาแล้ว 20,000,000 บาท การที่จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทไปขายให้แก่บุคคลอื่นทำให้โจทก์ขาดกำไรอีก 169,990,001 บาท รวมค่าเสียหายตามคำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 232,990,001 บาท ซึ่งเห็นได้ว่า คำฟ้องภายหลังนี้เป็นการเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้โจทก์เสียหาย โดยเพิ่มเติมว่าการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ต้องผิดสัญญากับบริษัทเอเซีย โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด และขาดกำไรไปอีก 169,990,001 บาท จึงเป็นการเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ และเพิ่มทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิม ทั้งคำฟ้องเดิม และคำฟ้องภายหลังนี้ก็เกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 (1) (2) และวรรคท้าย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้แก้ไขคำฟ้องโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำฟ้องภายหลังของโจทก์ไว้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินรวมกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องภายหลังของโจทก์ไว้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินรวมกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประทีป พิทักษ์
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10808/2558
#589744
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 22 เมษายน 2556 ขอขยายระยะเวลานำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาตามคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ที่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน โดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถหาเงินได้ทัน และผู้มีชื่อนัดช่วยเหลือจำเลย

ทั้ง ๆ ที่กำหนดเวลาให้จำเลยชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ล่วงพ้นไปแล้วประมาณ 4 ปีเศษ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของจำเลยเองมิใช่พฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะสั่งขยายระยะเวลาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาตามคำขอของจำเลย และจำเลยได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาชำระภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายอันจะรับไว้พิจารณาได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 877,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 743,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระจนครบ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 877,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 743,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 ธันวาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23750 ตำบลบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ความปรากฏว่า จำเลยยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 พร้อมกับยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ให้ยกคำร้อง หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยพอถือได้ว่าเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ซึ่งจำเลยจะต้องยื่นต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 (เดิม) การที่จำเลยยื่นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่ชอบ ให้ยกคำร้อง จำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นที่สุด จึงไม่รับฎีกา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2555 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง ครั้นวันที่ 22 เมษายน 2556 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และรับฎีกาของจำเลยเห็นว่า ขณะศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย นั้น กำหนดระยะเวลาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ ซึ่งก็คือวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวันที่ 28 มกราคม 2552 นั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 และศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย โดยมิได้กำหนดเวลาที่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาชำระเช่นนี้ จำเลยก็ชอบที่จะขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกามาชำระต่อศาลชั้นต้นได้ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้แก่จำเลยได้ อันเป็นอำนาจทั่วไปของศาลชั้นต้น แต่จำเลยกลับมาดำเนินกระบวนพิจารณา โดยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาของจำเลยต่อศาลฎีกาอีก และเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องจำเลยก็หวนกลับมายื่นคำร้องลงวันที่ 22 เมษายน 2556 ขอขยายระยะเวลานำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาตามคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ที่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 30 วัน โดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถหาเงินได้ทัน และผู้มีชื่อ นัดช่วยเหลือจำเลยภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม 2556 ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้นกำหนดเวลาที่ให้จำเลยชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาตามคำสั่งศาลชั้นต้นได้ล่วงพ้นไปแล้วประมาณ 4 ปีเศษ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของจำเลยเอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ศาลจะสั่งขยายระยะเวลาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาตามคำขอของจำเลย และจำเลยได้นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาชำระภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายอันจะรับไว้พิจารณาได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวลูกจันทร์ บุญบางยาง
จำเลย — นางเฉลียว ประดู่วงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายประทีป ธนศานติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิ์เดช จีนสลุต
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10781/2558
#635940
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ล้มละลายเป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดชุมพร จำเลยทั้งสี่เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาที่ให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เดิม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ถึงแม้ภายหลังศาลมีคำพิพากษา จำเลยที่ 4 ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าทนายความทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยปราศจากอำนาจ และฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นมูลหนี้เดิมของคดีแพ่งดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสี่ยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลจนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย จำเลยทั้งสี่จึงเป็นหนี้โจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้เดิม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยทั้งสี่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยทั้งสี่มีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 เป็นทายาทประสงค์ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางโดยคู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า ศาลจังหวัดชุมพรมีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 204/2543 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้แก่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้เดิมจึงยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดตามหมายบังคับคดีได้เงินมาชำระหนี้บางส่วน โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวและได้รับอนุญาตจากศาลให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนเจ้าหนี้เดิม ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 จำเลยที่ 3 ถูกโจทก์ยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่มีว่า จำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความให้ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งของศาลจังหวัดชุมพรที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องคดีนี้ ส่วนมูลหนี้เดิมเป็นสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นกลฉ้อฉลซึ่งถูกบอกล้างแล้วจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสี่จึงไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้ล้มละลายเป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดชุมพร คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 204/2543 จำเลยทั้งสี่เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาที่ให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เดิม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ถึงแม้ภายหลังศาลมีคำพิพากษา จำเลยที่ 4 ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าทนายความทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยปราศจากอำนาจ และฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นมูลหนี้เดิมของคดีแพ่งดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสี่ยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลจนกว่าคำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย จำเลยทั้งสี่จึงเป็นหนี้โจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้เดิม โดยมียอดหนี้ค้างชำระถึงวันฟ้องจำนวน 17,310,366.28 บาท สำหรับปัญหาว่า จำเลยทั้งสี่มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยทั้งสี่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยทั้งสี่มีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่ามีที่ดิน 5 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง 11 รายการ รวมราคา 23,815,000 บาท นั้น ปรากฏว่ารายงานดังกล่าวประเมินราคาที่ดินสูงถึงไร่ละ 3,000,000 บาท ในขณะที่ประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างโดยหักค่าเสื่อมในอัตราที่ต่ำมากเพียงร้อยละ 1 ต่อปี โดยไม่มีหลักเกณฑ์อ้างอิง จึงมีน้ำหนักน้อย เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่นำพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้ข้ออ้างดังกล่าวมีน้ำหนักที่มั่นคง ข้ออ้างเกี่ยวกับราคาทรัพย์สินตามที่จำเลยที่ 3 นำสืบจึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ประกอบกับทรัพย์สินดังกล่าวติดจำนองเจ้าหนี้อื่นโดยยังมีภาระหนี้จำนอง 7,348,120.89 บาท กับดอกเบี้ย 1,064,043.19 บาท เมื่อหักหนี้จำนองแล้วมูลค่าทรัพย์สินที่เหลือย่อมไม่พอชำระหนี้โจทก์ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 60955 ถึง 60960 ตำบลตากแดด อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ที่โจทก์นำยึดไว้มีราคาประเมินเพียง 2,254,600 บาท รวมแล้วไม่พอชำระหนี้ทั้งหมด จำเลยที่ 4 นำสืบถึงรายได้โดยเพียงมีสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2551 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 4 มีเงินได้สุทธิ 2,836,345.80 บาท มาแสดง แต่เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานว่าจำเลยที่ 4 มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่นำสืบว่ามีทรัพย์สินอื่นใดอีก พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสี่มีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นหนี้โจทก์ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสี่ล้มละลาย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่อาจมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ชอบที่ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 87 ประกอบด้วยมาตรา 84

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จัดการทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 87 ประกอบด้วยมาตรา 84 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — บริษัทอีคอนเพชรจรัสชุมพร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10780/2558
#590209
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังห้างหุ้นส่วนจำกัด ฮ. โดยลูกหนี้ที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีกันยายน 2540 และได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วน คงเหลือภาษีค้าง 26,000 บาท การคำนวณเงินเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 89/1 ประกอบมาตรา 27 นั้นให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีหรือยื่นแบบนำส่งภาษีจนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง ดังนั้น เมื่อต่อมา ห้างฯ ชำระหนี้ภาษีแก่เจ้าหนี้และหักกลบลบหนี้ รวม 4 ครั้ง เงินที่ชำระแต่ละครั้งต้องนำไปหักกับภาษีมูลค่าเพิ่มค้าง ส่วนการคำนวณเงินเพิ่ม ต้องคิดจากยอดหนี้ภาษีค้างแต่ละช่วงที่เหลืออยู่ภายหลังหักชำระหนี้แต่ละครั้งแล้ว มิใช่นำเงินทั้งสี่จำนวนมารวมกันแล้วนำไปหักออกจากยอดภาษีค้างแล้วจึงคิดเงินเพิ่มเพียงครั้งเดียว ดังเช่นที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพราะเป็นการชำระหนี้คนละคราวต่างช่วงเวลากัน และลูกหนี้ที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนของเงินเพิ่มไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาด เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2548

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ภาษีอากร 58,086.56 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว ทำความเห็นว่าในส่วนมูลหนี้อันดับ 1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้) ว่าเจ้าหนี้นำเงินที่ได้รับจากการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541 จำนวน 3,460.23 บาท และจากการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาห้วยยอด เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2541 จำนวน 1,040.47 บาท และเงินจาก ภ.พ. 72 เลขที่ 101394 - 101396 ลงวันที่ 25 กันยายน 2541 จำนวน 10,303.74 บาท เข้าหักชำระหนี้และหักกลบลบหนี้ โดยนำเงินดังกล่าวมาเฉลี่ยตามสัดส่วนของจำนวนภาษีและเงินเพิ่ม ณ วันที่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว ตามนัยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 65/2539 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 ทำให้คงมีหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างชำระเพียง ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 จำนวน 11,261.50 บาท นั้น เห็นว่า ทั้งหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มต่างก็เป็นภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง และมาตรา 89/2 เมื่อหนี้ภาษีอากรค้างดังกล่าวมีหลายจำนวนและกรณีมีข้อสงสัยว่าจะต้องนำเงินในบัญชีเงินฝากไปชำระหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเงินเพิ่ม กรณีจึงตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮงเซ่งฮวดมอเตอร์ โดยลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้ซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ด้วยการนำเงินฝากดังกล่าวไปหักหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 3691/2545) ดังนั้น ลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างฯ จึงต้องรับผิดในหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างชำระต่อเจ้าหนี้เป็นเงิน 24,000 บาท หักเงินที่ได้รับชำระจากการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารและเงินตาม ภ.พ. 72 รวมจำนวน 14,804.44 บาท คงเหลือภาษีมูลค่าเพิ่มค้าง 9,195.56 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงิน 9,195.56 บาท (ภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง) ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 (วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) ทั้งนี้เงินเพิ่มต้องไม่เกิน 9,195.56 บาท (จำนวนภาษีที่ต้องชำระ) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 คำนวณเงินเพิ่มได้ 9,195.56 บาท รวมเป็นหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างทั้งสิ้น 18,391.12 บาท รายละเอียดปรากฏตามรายงานการคำนวณดอกเบี้ยในสำนวนลงวันที่ 18 กันยายน 2552 และส่วนมูลหนี้อันดับที่ 2 ภาษีธุรกิจเฉพาะ น่าเชื่อว่าเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ 22,921.80 บาท ตามที่เจ้าหนี้ขอมา จึงเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ภาษีอากรทั้งสิ้น 41,312.92 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 โดยให้ได้รับชำระหนี้โดยส่วนเฉลี่ยอย่างเจ้าหนี้สามัญตามมาตรา 130 (7) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางในส่วนการคำนวณเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2540 ภายหลังห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮงเซ่งฮวดมอเตอร์ โดยลูกหนี้ที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีกันยายน 2540 และได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วน คงเหลือภาษีค้าง 26,000 บาท โดยลูกหนี้ที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการประเมินตนเองตามใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากร(บ.ช. 35) จำนวน 26,000 บาท ไว้ต่อเจ้าหนี้ โดยยังไม่ชำระภาษีค้างที่เหลือแต่อย่างใด การคำนวณเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/1 ประกอบมาตรา 27 นั้นให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือยื่นแบบนำส่งภาษีจนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งดังนั้น เมื่อต่อมาห้างฯ โดยลูกหนี้ที่ 1 ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้และหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้รวม 4 ครั้ง ได้แก่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 2,030 บาท วันที่ 31มีนาคม 2541 จำนวน 3,460.23 บาท วันที่ 24 เมษายน 2541 จำนวน1,040.47 บาท และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 จำนวน 10,303.74 บาท รวมเป็นเงินที่ชำระทั้งสิ้น 16,834.44 บาท เงินที่ชำระแต่ละครั้งต้องนำไปหักกับภาษีมูลค่าเพิ่มค้าง ส่วนการคำนวณเงินเพิ่มของภาษีมูลค่าเพิ่มค้างนั้นต้องคิดจากยอดหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างแต่ละช่วงที่เหลืออยู่ภายหลังหักชำระหนี้แต่ละครั้งแล้ว กล่าวคือ ช่วงที่ 1 เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2540 จนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 คือ26,000 x 1.5 % x 2 = 780 บาท ช่วงที่ 2 เริ่มนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2540 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 คือ 23,970 (มาจาก 26,000 - 2,030) x 1.5 % x 4 = 1,438.20 บาท ช่วงที่ 3 เริ่มนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2541 จนถึงวันที่ 24 เมษายน 2541 คือ 20,509.77 (มาจาก 23,970 - 3,460.23) x 1.5 % x 1 = 307.65 บาท ช่วงที่ 4 เริ่มนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2541 จนถึงตุลาคม 2541 คือ 19,469.30 (มาจาก 20,509.77 - 1,040.47) x 1.5 % x 6 = 1,752.24 บาท ช่วงที่ 5 เริ่มนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 จนถึงวันที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด (31 สิงหาคม 2548) คือ 9,165.56 (มาจาก 19,469.30 - 10,303.74) x 1.5 % x 82 = 11,273.64 บาท มิใช่เป็นการนำเงินทั้งสี่จำนวนมารวมกันแล้วนำไปหักออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มค้าง แล้วจึงคิดเงินเพิ่มครั้งเดียวดังเช่นที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพราะเป็นการชำระหนี้คนละคราวกันต่างช่วงเวลากัน จากการคำนวณดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด ลูกหนี้ที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มแก่เจ้าหนี้ 15,551.73 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง (26,000 บาท) ลูกหนี้ที่ 1 จึงต้องชำระในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มให้แก่เจ้าหนี้ทั้งสิ้น 24,717.29 บาท ไม่ใช่ 18,391.12 บาท ตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพิ่มอีกในส่วนมูลหนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจำนวน 6,326.17 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 โดยให้ได้รับชำระหนี้โดยส่วนเฉลี่ยอย่างเจ้าหนี้สามัญตามมาตรา 130 (7) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 89/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายยุทธกิจ จริงจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวปทิตตา สิริภาพโสภณ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10777/2558
#635353
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัตินี้..." ซึ่งตามหมวด 4 วิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนที่ 1 การขอรับชำระหนี้ มาตรา 91 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด... คำขอรับชำระหนี้นั้นต้องทำตามแบบพิมพ์ โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน..." บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษแล้วว่า เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามแบบพิมพ์ โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สินภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด รวมทั้งการขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหนี้และหรือมูลหนี้ แม้จะเกี่ยวข้องกันพอที่รวมการสอบสวนและทำความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าด้วยกันได้ก็ตาม เจ้าหนี้ก็จะต้องยื่นคำร้องหรือคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้เพราะกฎหมายล้มละลายมีเจตนารมณ์ให้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายดำเนินการไปโดยถูกต้องและรวดเร็วเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ลูกหนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขอรับชำระหนี้หากให้เจ้าหนี้แก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับชำระหนี้ในส่วนจำนวนหนี้และหรือมูลหนี้ภายหลังพ้นกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว ย่อมทำให้คดีต้องล่าช้าและเป็นการขยายระยะเวลาการขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด ทั้งกระทบต่อกระบวนการพิจารณาในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อาทิ การประนอมหนี้ การนับคะแนนเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกและครั้งอื่น เป็นต้น ซึ่งจะต้องทราบจำนวนเจ้าหนี้และหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ได้บัญญัติกระบวนพิจารณาเรื่องการขอรับชำระหนี้ไว้เป็นกรณีเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ได้

แม้เจ้าหนี้จะยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมก่อนวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดให้เจ้าหนี้ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าคำขอรับชำระหนี้และบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินที่เจ้าหนี้ยื่นไว้เดิมภายในกำหนดระบุหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมที่เจ้าหนี้ยื่นระบุหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้ อันเป็นหนี้คนละมูลหนี้และไม่เกี่ยวข้องกันกับมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เดิมและเพิ่มเติมจำนวนหนี้มาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหนี้สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้รวมกับคำขอรับชำระหนี้ที่ยื่นไว้เดิมได้ แต่เมื่อเจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อพ้นกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้จึงกระทำมิได้

การที่เจ้าหนี้อ้างว่า เจ้าหนี้เพิ่งตรวจสอบพบว่าลูกหนี้เป็นหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้เนื่องจากเจ้าหนี้ตกแต่งอาคารและสถานที่ทำงานทำให้ต้องขนย้ายสิ่งของและเอกสารรวมทั้งสัญญาต่าง ๆ จากชั้น 2 ไปยังชั้น 10 และพบสัญญารับสภาพหนี้จึงรีบยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมนั้น เจ้าหนี้เพิ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวในภายหลังขณะนำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนคำร้อง พฤติการณ์ดังกล่าวมิใช่เหตุสุดวิสัย หากจะฟังว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษเจ้าหนี้ก็ต้องขออนุญาตขยายระยะเวลาต่อศาลก่อนสิ้นระยะเวลาที่กำหนดให้บรรดาเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 แต่เจ้าหนี้ก็มิได้ดำเนินการ จึงไม่อาจขยายระยะเวลาให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำร้องนี้ได้ การที่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมมูลหนี้และจำนวนหนี้เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของพันเอก (พิเศษ) พล ลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 83 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2549

ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2550 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมในมูลหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นเงิน 441,109,233.18 บาท ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมล่วงเลยเวลาซึ่งเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ยกคำร้องของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ยกคำร้องขอยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมของเจ้าหนี้ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า การยื่นขอรับชำระหนี้เจ้าหนี้ต้องยื่นภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด รวมทั้งการขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหนี้หรือมูลหนี้ก็ต้องขอภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเช่นกัน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2549 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 83 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศโฆษณาคำสั่งศาลในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 แต่ได้เผยแพร่ออกไปยังสาธารณชนครั้งแรกวันที่ 13 กรกฎาคม 2550 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 13 กันยายน 2550 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2550 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 13,126,877.56 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับไว้ดำเนินการแล้ว ต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม 2550 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมพร้อมคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมในมูลหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อล่วงเลยเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัตินี้..." ซึ่งตามหมวด 4 วิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนที่ 1 การขอรับชำระหนี้ มาตรา 91 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจะเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด... คำขอรับชำระหนี้นั้นต้องทำตามแบบพิมพ์ โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สิน..." บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้เป็นกรณีพิเศษแล้วว่า เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามแบบพิมพ์ โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สินภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด รวมทั้งการขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหนี้และหรือมูลหนี้ แม้จะเกี่ยวข้องกันพอที่รวมการสอบสวนและทำความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าด้วยกันได้ก็ตาม เจ้าหนี้ก็จะต้องยื่นคำร้องหรือคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้เพราะกฎหมายล้มละลายมีเจตนารมณ์ให้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายดำเนินการไปโดยถูกต้องและรวดเร็วเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ลูกหนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขอรับชำระหนี้หากให้เจ้าหนี้แก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับชำระหนี้ในส่วนจำนวนหนี้และหรือมูลหนี้ภายหลังพ้นกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว ย่อมทำให้คดีต้องล่าช้าและเป็นการขยายระยะเวลาการขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด ทั้งกระทบต่อกระบวนการพิจารณาในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อาทิ การประนอมหนี้ การนับคะแนนเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกและครั้งอื่น เป็นต้น ซึ่งจะต้องทราบจำนวนเจ้าหนี้และหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ ดังนั้น เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ได้บัญญัติกระบวนพิจารณาเรื่องการขอรับชำระหนี้ไว้เป็นกรณีเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ได้ แม้เจ้าหนี้จะยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมก่อนวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดให้เจ้าหนี้ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันดังที่เจ้าหนี้อ้างก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าคำขอรับชำระหนี้และบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินที่เจ้าหนี้ยื่นไว้เดิมภายในกำหนดเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2550 ระบุหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษา เป็นเงิน 13,126,877.56 บาท ส่วนคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมที่เจ้าหนี้ยื่นในวันที่ 26 ตุลาคม 2550 ระบุหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เป็นเงิน 441,109,233.18 บาท อันเป็นหนี้คนละมูลหนี้และไม่เกี่ยวข้องกันกับมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เดิมและเพิ่มเติมจำนวนหนี้มาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหนี้สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้รวมกับคำขอรับชำระหนี้ที่ยื่นไว้เดิมได้ แต่เมื่อเจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อพ้นกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้จึงกระทำมิได้ ส่วนที่เจ้าหนี้อ้างว่า เจ้าหนี้เพิ่งตรวจสอบพบว่าลูกหนี้เป็นหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้เนื่องจากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2550 เจ้าหนี้ตกแต่งอาคารและสถานที่ทำงานทำให้ต้องขนย้ายสิ่งของและเอกสารรวมทั้งสัญญาต่าง ๆ จากชั้น 2 ไปยังชั้น 10 และพบสัญญารับสภาพหนี้เมื่อประมาณกลางเดือนตุลาคมจึงรีบยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมนั้น เจ้าหนี้เพิ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวในภายหลังขณะนำพยานมาสืบในชั้นไต่สวนคำร้อง พฤติการณ์ดังกล่าวมิใช่เหตุสุดวิสัย หากจะฟังว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษเจ้าหนี้ก็ต้องขออนุญาตขยายระยะเวลาต่อศาลก่อนสิ้นระยะเวลาที่กำหนดให้บรรดาเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 แต่เจ้าหนี้ก็มิได้ดำเนินการ จึงไม่อาจขยายระยะเวลาให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำร้องนี้ได้ การที่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมมูลหนี้และจำนวนหนี้เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมได้ ที่ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — นายสุระ จันทร์ศรีชวาลา
กองมรดกของพันเอก (พิเศษ) พล เริงประเสริฐวิทย์
จำเลย — โดยนางเพ็ญศรี เริงประเสริฐวิทย์ กับพวก ทายาท
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10774/2558
#589784
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าหนี้มีประกันโดยมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้จำนองเป็นประกัน และมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า ในกรณีบังคับจำนองเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ หรือในกรณีผู้รับจำนองเอาทรัพย์ที่จำนองหลุดเป็นสิทธิและราคาทรัพย์ที่จำนองต่ำกว่าจำนวนหนี้อยู่เท่าใด ลูกหนี้ผู้จำนองยอมชำระหนี้ที่ขาดนั้นจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ผู้จำนองให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วน จึงเป็นกรณีที่ตามกฎหมายลูกหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 ซึ่งรวมถึงเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 เกินกว่าราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน และหากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) หรือ (4) ซึ่งหมายความว่า เจ้าหนี้มีประกันเหล่านี้จะต้องได้รับชำระหนี้อย่างน้อยเท่ากับราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน หนี้ส่วนที่เหลือจึงจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 130 (7) และการที่แผนฟื้นฟูกิจการที่มีการแก้ไขจัดให้เจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 เป็นเจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/46 ทวิ (2) ก็ย่อมแสดงว่าในจำนวนหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีเจ้าหนี้บุริมสิทธิเหนือทรัพย์อันเป็นหลักประกันนั้น นอกจากนี้เจ้าหนี้มีประกันจะใช้สิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันโดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการก็ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/28 และแม้ว่าในระหว่างลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้มีประกันจะถูกจำกัดสิทธิมิให้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้องขอ แต่การจำกัดสิทธินั้นจะต้องให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันอย่างเพียงพอตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/12 (6) และมาตรา 90/13 แผนฟื้นฟูกิจการจึงต้องไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันโดยเจ้าหนี้มีประกันที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามแผนจะต้องได้รับชำระหนี้เมื่อดำเนินการสำเร็จตามแผนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/58 (3)

เมื่อพิจารณาสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในคดีล้มละลายในอันที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 95 และมาตรา 110 วรรคสาม หรือเจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้โดยตีราคาทรัพย์หลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้ส่วนที่ขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 96 (4) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์หลักประกันจนเต็มจำนวนบุริมสิทธิที่ตนมีอยู่ เจ้าหนี้มีประกันจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลค่าปัจจุบันในวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไม่น้อยกว่ามูลค่าทรัพย์หลักประกัน หากว่ายังไม่ได้มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้มีประกันโดยเต็มจำนวนและในทันทีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว ลูกหนี้ย่อมจะต้องชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเนื่องจากการชำระหนี้ล่าช้านั้นเพื่อให้เจ้าหนี้มีประกันได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ามูลค่าทรัพย์หลักประกัน ส่วนการประเมินมูลค่าหลักประกันที่จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณานั้น เมื่อปรากฏว่าหลักประกันเป็นที่ดินพร้อมโรงงานซึ่งในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จะมีการประกอบธุรกิจของลูกหนี้ในส่วนนี้ต่อไป มิได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันไปในราคาบังคับขายแต่อย่างใด ราคาประเมินที่เหมาะสมซึ่งจะนำมาใช้ก็คือ ราคาตลาดอันมีราคา 228,788,921 บาท หาใช่ราคาบังคับขายอันมีราคา 148,974,000 บาท ไม่

การที่ข้อเสนอขอแก้ไขแผนกำหนดให้เจ้าหนี้มีประกันได้รับชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 80 ของต้นเงินตามแผนฟื้นฟูกิจการที่มีการแก้ไขเดิม ซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแล้วนั้นย่อมไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไขแล้วย่อมผูกพันบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งการขอแก้ไขดังกล่าวยังเป็นการกระทบสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในอันที่จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ผู้บริหารแผนจะอ้างราคาบังคับขายทรัพย์หลักประกันเพื่อแสดงว่าเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 ได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลายหาได้ไม่ เนื่องจากกิจการของลูกหนี้มิได้ปิดลง ทั้งไม่มีค่าใช้จ่ายในการขายทรัพย์หลักประกันแต่อย่างใด ดังนี้ การประเมินราคาทรัพย์สินตามข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนจึงเป็นการประเมินราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันโดยมิชอบ ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/58 (3) ประกอบมาตรา 90/13 อันมีผลให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 อาจได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่มีการขายทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/63 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 90/58 (3) ทั้งเป็นการขัดต่อผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไขซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วซึ่งไม่อาจทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยฮีทเอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ และตั้งบริษัทไทยฮีท รีไววัล จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมามีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยมีบริษัทไทยฮีท รีไววัล จำกัด เป็นผู้บริหารแผน ภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน แล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนและมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน แล้ว

ต่อมาผู้บริหารแผนยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผนตามคำร้องและขอแก้ไขข้อเสนอขอแก้ไขแผนตามคำร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/63 ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้และที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนและขอแก้ไขข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/63 ประกอบมาตรา 90/46 (2) แล้ว ขอให้ศาลพิจารณาเห็นชอบด้วย ข้อเสนอขอแก้ไขแผนและขอแก้ไขข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้และผู้บริหารแผนทราบโดยชอบแล้ว

เจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 ผู้คัดค้าน ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้มีประกันที่ไม่ได้จัดไว้ในกลุ่มที่ 1 โดยเป็นเจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 ลงมติไม่ยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผนและขอแก้ไขข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน เนื่องจากเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 จะได้รับชำระหนี้ตามแผนน้อยกว่ากรณีที่ขายหลักประกันนำมาชำระหนี้ กล่าวคือ แผนกำหนดวิธีการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 คือ การชำระหนี้ต้นเงินโดยผ่อนชำระรายไตรมาสรวมทั้งสิ้น 11 ปี เป็นเงิน 68,222,408.75 บาท โดยส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 242 เป็นเงิน 51,171,727.13 บาท ส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 445 เป็นเงิน 17,050,681.62 บาท และการชำระหนี้โดยแปลงเป็นหุ้นบุริมสิทธิของลูกหนี้ โดยแปลงจากต้นเงิน 34,177,406.13 บาท ส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 242 เป็นเงิน 25,635,519.66 บาท ส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 445 เป็นเงิน 8,541,886.47 บาท รวมต้นเงินที่ได้รับชำระหนี้ตามแผน 102,399,814.88 บาท ปัจจุบันเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 ได้รับชำระหนี้จากการผ่อนชำระต้นเงิน 7,535,523.05 บาท และจากหุ้นบุริมสิทธิของลูกหนี้ 3,417,800 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท จึงยังไม่ได้รับชำระหนี้ต้นเงิน 60,686,885.70 บาท หลักประกันการชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 5287 และ 13064 ตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งปัจจุบันมีราคาประเมิน 226,376,000 บาท การที่ผู้บริหารแผนเสนอแก้ไขแผนกรณีชำระหนี้คืนก่อนกำหนดให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 เพียงร้อยละ 80 ของต้นเงินคงค้าง โดยเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 จะได้รับชำระต้นเงินคืน 48,549,508.56 บาท รวมเป็นต้นเงินที่จะได้รับชำระหนี้ตามข้อเสนอขอแก้ไขแผนทั้งสิ้น 88,274,232.85 บาท แต่หากเอาหลักประกันออกขายเพื่อชำระหนี้จะได้ในราคา 226,376,000 บาท ซึ่งเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากหลักประกันมากกว่ากรณีได้รับชำระหนี้คืนก่อนกำหนดที่มีการเสนอขอแก้ไขแผน ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายที่คุ้มครองเจ้าหนี้มีประกันต้องได้รับชำระหนี้ตามแผนไม่น้อยกว่ามูลค่าของทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันและข้อเสนอขอแก้ไขแผนที่ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากการค้ำประกันเมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ครบถ้วนตามแผน ก็ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ประกอบมาตรา 90/63 ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน

ผู้บริหารแผนยื่นคำชี้แจงว่า หลักประกันดังกล่าวลูกหนี้ได้จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้แก่สถาบันการเงิน 9 ราย รวมทั้งเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตกลงว่าหากต้องบังคับจำนองก็ให้แบ่งเงินสุทธิเฉลี่ยให้แก่ผู้รับจำนองแต่ละราย ตามแผนที่ขอแก้ไขมีจำนวนหนี้คงค้าง ณ วันที่ 1 มกราคม 2549 โดยเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 เจ้าหนี้มีประกันมียอดหนี้ค้างชำระ 220,888,669.25 บาท จะได้รับชำระต้นเงินคืนเป็นรายไตรมาสพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2556 และให้สิทธิแปลงหนี้เป็นทุนในอัตราต้นเงิน 1 บาท ต่อหุ้นสามัญ 1 หุ้น รวม 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 ภายใน 30 วัน หลังจากศาลเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนครั้งที่ 2 ถึงที่ 5 ทุกสิ้นไตรมาส หลังจากการขอใช้สิทธิครั้งที่ 1 แต่ไม่มีเจ้าหนี้รายใดขอใช้สิทธิแปลงหนี้เป็นทุน ผู้บริหารแผนจึงชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปตามแผน สินทรัพย์ของลูกหนี้ตามงบดุล ณ วันที่ 30 กันยายน 2548 มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 476,923,842 บาท ผู้บริหารแผนประเมินมูลค่าสินทรัพย์กรณีต้องบังคับขายเมื่อลูกหนี้ล้มละลายเป็นเงิน 228,788,921 บาท โดยส่วนของหลักประกันมีมูลค่าบังคับขาย 148,974,000 บาท ในขณะที่ลูกหนี้มีต้นเงินคงค้างตามแผน ณ วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นเงิน 283,110,327.72 บาท กรณีลูกหนี้ล้มละลายทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งหมดสามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งมีบุริมสิทธิตามกฎหมายและชำระหนี้ได้เฉพาะเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 เพียงร้อยละ 55.05 เท่านั้น ในขณะที่กรณีดำเนินการตามแผนที่แก้ไข เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 จะได้รับชำระหนี้ถึงร้อยละ 80 ซึ่งมากกว่ากรณีลูกหนี้ต้องล้มละลาย เจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 มียอดหนี้ค้างชำระ ณ วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นเงิน 60,686,885.72 บาท หากได้รับชำระหนี้ตามข้อเสนอขอแก้ไขแผนจะได้รับเป็นเงิน 48,549,508.58 บาท มากกว่ากรณีบังคับขายหลักประกันซึ่งจะได้รับเงินส่วนเฉลี่ยเพียง 33,410,314.08 บาท ส่วนการที่ข้อเสนอขอแก้ไขแผนให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด หากขัดต่อกฎหมายก็ไม่กระทบกับข้อเสนอขอแก้ไขแผนส่วนอื่น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งรายงานสรุปข้อเสนอขอแก้ไขแผนและขอแก้ไขข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน ตามหนังสือสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเสนอขอแก้ไขแผนที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดไปเสียทีเดียวขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับ แต่มิใช่รายการสำคัญจึงไม่กระทบความสมบูรณ์ของข้อเสนอขอแก้ไขแผนส่วนอื่น ส่วนที่เจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 อ้างว่าหากนำหลักประกันออกบังคับขายได้เงิน 226,376,000 บาท เป็นราคาที่ประเมินเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 มิใช่มูลค่าบังคับขายหากลูกหนี้ล้มละลาย ส่วนที่ผู้บริหารแผนอ้างว่ามูลค่าบังคับขายเป็นเงิน 148,974,000 บาท นั้น ได้ผ่านการวิเคราะห์แผนจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ฟังได้ว่าเจ้าหนี้ทั้งหลายจะได้รับชำระหนี้ตามข้อเสนอขอแก้ไขแผนมากกว่ากรณีลูกหนี้ล้มละลาย จึงมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้อุทธรณ์ได้เฉพาะประเด็นที่ว่า ข้อเสนอขอแก้ไขแผนประเมินราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันไม่ชอบ ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันไม่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 (3) ประกอบมาตรา 90/13 หรือไม่

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 ผู้คัดค้านว่า ข้อเสนอขอแก้ไขแผนประเมินราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันไม่ชอบ ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันไม่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 (3) ประกอบมาตรา 90/13 หรือไม่ ตามข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน ข้อ 5.2 การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 จากแผนเดิม ซึ่งกำหนดการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 (เจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 คือ 1. การรับชำระต้นเงินโดยผ่อนชำระรายไตรมาส รวมทั้งสิ้น 11 ปี เป็นเงิน 68,222,408.75 บาท (ส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 242 เป็นเงินต้น 51,171,727.13 บาท ส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 445 เป็นเงินต้น 17,050,681.62 บาท) 2. การรับชำระหนี้โดยแปลงหนี้เป็นหุ้นบุริมสิทธิของลูกหนี้ โดยแปลงจากหนี้เงินต้นจำนวน 34,177,406.13 บาท (ส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 242 เป็นเงินต้น 25,635,519.66 บาท ส่วนของเจ้าหนี้รายที่ 445 เป็นเงินต้น 8,541,886.47 บาท) โดยเป็นหุ้นบุริมสิทธิของลูกหนี้จำนวน 3,417,800 หุ้น ในมูลค่าหุ้นละ 10 บาท รวมต้นเงินที่ต้องได้รับจากแผนเป็นจำนวน 102,399,814.88 บาท แก้เป็น ในระหว่างดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ ในกรณีที่ลูกหนี้สามารถจัดหาเงินกู้โดยการ Refinance หรือสรรหาผู้ร่วมลงทุนได้ หนี้เงินต้นคงเหลือทั้งหมดของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 จะได้รับชำระโดยการชำระหนี้ครบก่อนกำหนดจำนวนร้อยละ 80 ของเงินต้นคงค้าง โดยไม่มีดอกเบี้ยภายใน 15 วัน นับจากวันได้รับเงินกู้จากการ Refinance หรือจดทะเบียนเพิ่มทุน ทั้งนี้ไม่เกิน 3 เดือน นับจากวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่แก้ไขหรือขยายระยะเวลาตามความเห็นชอบของคณะกรรมการเจ้าหนี้ สำหรับหนี้เงินต้นส่วนที่เหลือ ตลอดจนหนี้ในส่วนของดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ค้างชำระอยู่ทั้งหมดในวันที่ได้รับชำระหนี้ จะได้รับการปลดหนี้ทั้งจำนวน รวมทั้งสัญญาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหนี้ตามแผนเดิมจะถูกระงับ เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ครบถ้วนเสร็จสิ้นตามแผนที่แก้ไข เห็นว่า เมื่อเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าหนี้มีประกัน โดยมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้จำนองเป็นประกันและมีข้อตกลงตามหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ 5 ว่า ในกรณีบังคับจำนองเอาทรัพย์จำนองขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้หรือในกรณีผู้รับจำนองเอาทรัพย์ที่จำนองหลุดเป็นสิทธิและราคาทรัพย์ที่จำนองต่ำกว่าจำนวนหนี้อยู่เท่าใด ลูกหนี้ผู้จำนองยอมชำระหนี้ที่ขาดนั้นจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ผู้จำนองให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วน จึงเป็นกรณีที่ตามกฎหมายลูกหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 ซึ่งรวมทั้งเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 เกินกว่าราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน หากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) หรือ (4) ซึ่งหมายความว่า เจ้าหนี้มีประกันเหล่านี้จะต้องได้รับชำระหนี้อย่างน้อยเท่ากับราคาทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน หนี้ส่วนที่เหลือจึงจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามมาตรา 130 (7) และการที่แผนฟื้นฟูกิจการที่มีการแก้ไขจัดให้เจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 เป็นเจ้าหนี้มีประกันในกลุ่มที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 ทวิ (2) นั้น ก็ย่อมแสดงว่าในจำนวนหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีเจ้าหนี้มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์อันเป็นหลักประกันนั้น นอกจากนี้กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้มีประกันจะใช้สิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการก็ได้ตามมาตรา 90/28 และแม้ว่าในระหว่างลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้มีประกันจะถูกจำกัดสิทธิมิให้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลที่รับ คำร้องขอ แต่การจำกัดสิทธินั้นจะต้องให้ความคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันอย่างเพียงพอตามมาตรา 90/12 (6) และมาตรา 90/13 แผนฟื้นฟูกิจการจึงต้องไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน โดยเจ้าหนี้มีประกันที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามแผนจะต้องได้รับชำระหนี้เมื่อดำเนินการสำเร็จตามแผนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าราคาทรัพย์สิน อันเป็นหลักประกันตามมาตรา 90/58 (3) เมื่อปรากฏว่าทรัพย์หลักประกันมีราคาตลาดเป็นเงิน 228,788,921 บาท และมีราคาบังคับขายเป็นเงิน 148,974,000 บาท เมื่อพิจารณาสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในคดีล้มละลายในอันที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ตามมาตรา 95 และมาตรา 110 วรรคสาม หรือเจ้าหนี้มีประกันอาจขอรับชำระหนี้โดยตีราคาทรัพย์หลักประกันแล้วขอรับชำระหนี้ส่วนที่ขาดตามมาตรา 96 (4) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์หลักประกันจนเต็มจำนวนบุริมสิทธิที่ตนมีอยู่ เจ้าหนี้มีประกันจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลค่าปัจจุบันในวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไม่น้อยกว่ามูลค่าทรัพย์หลักประกัน เช่นนี้ หากว่ายังไม่ได้มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้มีประกันโดยเต็มจำนวนและในทันทีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว ลูกหนี้ย่อมจะต้องชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเนื่องจากการชำระหนี้ล่าช้านั้น เพื่อให้เจ้าหนี้มีประกันได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ามูลค่าทรัพย์หลักประกัน ส่วนการประเมินมูลค่าหลักประกันที่จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณานั้น เมื่อปรากฏว่าหลักประกันเป็นที่ดินพร้อมโรงงานซึ่งในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จะมีการประกอบธุรกิจของลูกหนี้ในส่วนนี้ต่อไป มิได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์หลักประกันไปในราคาบังคับขายแต่อย่างใด ราคาประเมินที่เหมาะสมซึ่งจะนำมาใช้ก็คือราคาตลาด

การที่ข้อเสนอขอแก้ไขแผนกำหนดให้เจ้าหนี้มีประกันคงได้รับชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 80 ของต้นเงินตามแผนฟื้นฟูกิจการที่มีการแก้ไขเดิม ซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแล้วนั้นย่อมไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากผลคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไขแล้วนั้น ย่อมมีผลผูกพันบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งการขอแก้ไขยังเป็นการกระทบสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในอันที่จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ผู้บริหารแผนจะอ้างราคาบังคับขายทรัพย์หลักประกันเพื่อแสดงว่าเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 ได้รับชำระหนี้มากกว่าในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ล้มละลายหาได้ไม่ เนื่องจากกิจการของลูกหนี้มิได้มีการปิดลง ทั้งไม่มีค่าใช้จ่ายในการขายทรัพย์หลักประกันแต่อย่างใด ดังนี้ การประเมินราคาทรัพย์สินตามข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน จึงเป็นการประเมินราคาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันโดยไม่ชอบ ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 90/58 (3) ประกอบมาตรา 90/13 อันมีผลให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 อาจได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่มีการขายทรัพย์สิน อันเป็นหลักประกันเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/63 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 90/58 (3) ทั้งเป็นการขัดต่อผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนที่มีการแก้ไขซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ซึ่งไม่อาจทำได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 242 และที่ 445 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนเฉพาะข้อ 5.2 การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (6) ม. 90/13 ม. 90/28 ม. 90/46 ทวิ (2) ม. 90/58 (3) ม. 90/63 วรรคหนึ่ง ม. 95 ม. 96 (3) (4) ม. 110 วรรคสาม ม. 130 (7)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทไทยฮีท เอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน)
บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เอ็น เอฟ เอส จำกัด
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน เจ้าหนี้รายที่ 242
ผู้คัดค้าน — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางนุชนภางค์ ศิริอัสสกุล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10773/2558
#592028
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้จำเลยอุทธรณ์แต่เฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยจดทะเบียนรังวัดแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มีนาคม 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสามให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนคนละ 5,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องและให้ชำระเพิ่มคนละ 1,000 บาท ต่อเดือน ทุกๆ 2 ปี จนกว่าผู้เยาว์ทั้งสามจะบรรลุนิติภาวะ และให้จำเลยแบ่งสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 37970 เลขที่ดิน1360 ตำบลลำผักชี อำเภอหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 2570 เลขที่ดิน 3220 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยาตั้งแต่ปี 2536 ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ตามใบสำคัญการสมรส มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือนายพงศธร เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 นายศุภกร เกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2540 และเด็กชายศิวกรเกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ตามสูติบัตรต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2549 โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยความสมัครใจตามใบสำคัญการหย่า และได้ทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการหย่าไว้ตามบันทึก ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงว่า สมควรกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสามเพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูสูงเกินไป สมควรกำหนดให้อัตราคนละ 3,000 บาท ต่อเดือนนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เยาว์ทั้งสามอยู่ในความดูแลของโจทก์ซึ่งเป็นมารดา นอกจากค่าอุปโภคและบริโภคที่ต้องใช้จ่ายร่วมกันแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับผู้เยาว์แต่ละคนหลายรายการ ได้แก่ ค่าศึกษาเล่าเรียนปีละ 7,000 บาท ค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียน 3,500 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายประจำวันวันละ 100 บาท คำนวณแล้วตกประมาณเดือนละ 4,000 บาทต่อคน และตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร (มีนบุรี) ได้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมเกี่ยวกับผู้เยาว์ทั้งสามตลอดจนฐานะของโจทก์และจำเลยแล้วเสนอความเห็นว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เหมาะสมควรเป็นอัตราเดือนละ 6,000 บาท ต่อคน และควรให้เพิ่มขึ้นตามวัยและระดับการศึกษาของผู้เยาว์ทั้งสาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า โจทก์ต้องไปอาศัยและขอความช่วยเหลือจากพี่สาวในการเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสาม ส่วนจำเลยประกอบธุรกิจค้าส่งน้ำแข็งจึงมีฐานะและความเป็นอยู่ดีกว่าโจทก์ เช่นนี้ เมื่อคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสามนับแต่วันหย่าถึงวันฟ้องอัตราคนละ 4,500 บาท ต่อเดือน และนับแต่วันฟ้องอัตราคนละ 5,000 บาท ต่อเดือน โดยให้ชำระเพิ่มคนละ 1,000 บาท ต่อเดือน ทุกๆ 2 ปี จนกว่าผู้เยาว์ทั้งสามจะบรรลุนิติภาวะนั้น นับว่าเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์นำสืบลอย ๆ ว่าเป็นจำนวนสูงถึง 4,500,000 บาท จึงขอให้ยกฟ้องในส่วนนี้นั้น ศาลล่างทั้งสองได้กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสามนับแต่วันหย่าถึงวันฟ้องเป็นรายเดือน เดือนละ 4,500 บาท ต่อคน โดยได้หักเงินที่จำเลยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์และที่ได้ให้บุตรโดยตรง คงให้รับผิดต่อโจทก์อีกเพียง 400,000 บาท นับว่าชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้จำเลยอุทธรณ์แต่เฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ จึงไม่ชอบ

พิพากษายืน โดยให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ โดยให้คืนค่าทนายความดังกล่าวแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) — นายสพจน์ กาวชู
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10770/2558
#592181
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ฟ้องว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเพราะจดทะเบียนสมรสซ้อน จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอเสนอคำฟ้องฉบับใหม่อ้างว่าโจทก์สมรสกับจำเลยเพราะถูกกลฉ้อฉลจึงขอบอกล้างโมฆียะกรรมเท่ากับว่าโจทก์สละหรือยกเลิกข้อหาในฟ้องเดิมและแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อหาใหม่ตามคำฟ้องฉบับใหม่แล้ว ข้อหาตามคำฟ้องเดิมจึงเป็นอันยุติไป การยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง

โจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งในขณะนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันสิ้นผลไปทำให้โจทก์และจำเลยกลับคืนสู่สถานะเดิมหมายถึงการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิและได้รับการคุ้มครองในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยาจนมีบุตรด้วยกันจนถึงวันที่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย การกระทำของโจทก์เป็นเหตุต่อเนื่องที่ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยมิได้หยุดการกระทำหรือหมดสิ้นไป จำเลยยังคงมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง

โจทก์และจำเลยแยกกันอยู่ตั้งแต่ปลายปี 2538 จนถึงวันฟ้องและฟ้องแย้งเป็นเวลาประมาณ 16 ปี โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความพยายามที่จะกลับไปอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอีก คงมีแต่การฟ้องคดีกันทั้งสองฝ่าย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินกว่า 3 ปี แม้คดีจะมีเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) ประกอบด้วย แต่ก็ถือไม่ได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์มาตรา 1526 จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ชั้นส่งคำคู่ความ แล้วมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในคำพิพากษาใหม่

โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยยื่นฟ้องฉบับใหม่ว่า โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2527 ต่อมาเดือนมกราคม 2542 โจทก์ทราบว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับนาย ภ. ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2524 เมื่อจำเลยจดทะเบียนหย่ากับนาย ภ. จำเลยต้องใช้คำนำหน้าชื่อว่านาง และใช้ชื่อสกุลเดิมของจำเลย แต่ขณะจำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ จำเลยกลับแสดงบัตรประจำตัวประชาชนต่อนายทะเบียน โดยมีคำนำหน้าชื่อว่า นางสาว จ. และให้ถ้อยคำต่อนายทะเบียนว่า จำเลยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไว้ ณ สำนักทะเบียนใดอยู่ก่อนซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยต้องแจ้งว่า ตนจดทะเบียนสมรสมาก่อนและจดทะเบียนหย่าแล้ว การกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยไม่เคยจดทะเบียนสมรสมาก่อนจึงเป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ ซึ่งหากโจทก์รู้ความจริงว่าจำเลยเคยจดทะเบียนสมรสมาก่อนแล้ว โจทก์จะไม่จดทะเบียนสมรสกับจำเลย จึงเป็นการจดทะเบียนสมรสโดยถูกฉ้อฉลอันถึงขนาด การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆียะและภายหลังจดทะเบียนสมรส โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นาย พ. และนางสาว ว. โจทก์ขอใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรม และให้ถือว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ให้โจทก์และจำเลยกลับคืนสู่ฐานะเดิม ขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเพื่อบอกล้างโมฆียะกรรมการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2527 และให้การสมรสตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะเดิม ให้มีหนังสือแจ้งคำพิพากษาไปยังนายทะเบียนอำเภอเมืองนนทบุรีเรื่องการสมรสเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกและให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนการรับรองนาย พ. และนางสาว ว. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 49,920,000 บาท และในอัตราเดือนละ 260,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย 57,600,000 บาท และในอัตราเดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ให้โจทก์แบ่งสินสมรสให้จำเลยกึ่งหนึ่ง 500,000,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหาย 300,000,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันเนื่องจากเหตุทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาเกิน 3 ปี

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสาว ล. เข้ามาเป็นจำเลยฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกนางสาว ล. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม (จำเลยฟ้องแย้ง) ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องแย้งเฉพาะในประเด็นเรื่องขอแบ่งสินสมรสและค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในกำหนดและโจทก์ไม่ติดใจในคำขอท้ายฟ้องเกี่ยวกับบุตรทั้งสอง

โจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากันและให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยเป็นเงิน 9,596,500 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 51,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 6 กรกฎาคม 2554) เป็นต้นไปจนถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดและให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยอีกเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ให้ยกฟ้องโจทก์กับให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้เรียกนางสาว ล. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องและคำฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย 3,600,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 6 กรกฎาคม 2554) จนกว่าคดีถึงที่สุด ยกคำขอตามฟ้องแย้งที่ขอค่าเลี้ยงชีพ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ในส่วนคำฟ้องและคำฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2527 มีบุตรด้วยกันสองคน คือ นาย พ. และนางสาว ว.

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่า ยอมรับสภาพตามสิทธิฟ้องร้องของโจทก์ อายุความย่อมสะดุดหยุดลงนับแต่วันยื่นคำร้องและการยื่นคำฟ้องฉบับเดิมว่าการสมรสเป็นโมฆะเป็นการตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง อายุความจึงสะดุดหยุดลง นับแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดถึงวันที่โจทก์เสนอคำฟ้องฉบับแก้ไขต่อศาลยังไม่เกินเก้าสิบวัน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเพราะจดทะเบียนสมรสซ้อน จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอเสนอคำฟ้องฉบับใหม่อ้างว่า โจทก์สมรสกับจำเลยเพราะถูกกลฉ้อฉลจึงขอบอกล้างโมฆียะกรรมและให้การสมรสตกเป็นโมฆะแต่เริ่มแรก เท่ากับว่าโจทก์สละหรือยกเลิกข้อหาในฟ้องเดิมและแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อหาใหม่ตามคำฟ้องฉบับใหม่แล้ว ข้อหาตามคำฟ้องเดิมจึงเป็นอันยุติไป การยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลย จึงไม่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้แจ้งชัดว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกินกว่าเก้าสิบวัน นับจากวันที่โจทก์รู้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 จึงไม่เกิดประเด็นเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 ในวันไต่สวนคำร้องจำเลยได้นำหลักฐานการจดทะเบียนหย่ามาเป็นพยานหลักฐานในคดี ถือว่าโจทก์ย่อมต้องรู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฉ้อฉลนับแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่โจทก์แก้ไขคำฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2554 เป็นระยะเวลาเกินกว่าเก้าสิบวัน สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นอันระงับไป จึงฟังได้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความและไม่จำต้องวินิจฉัยถึงปัญหาที่ว่าโจทก์สมรสโดยถูกกลฉ้อฉลหรือไม่อีก ที่ศาลล่างพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ เพราะเหตุที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ขณะโจทก์อยู่กินกับโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ โจทก์ควรได้รับการรับรองคุ้มครองตามคำพิพากษาจึงไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยา เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า โจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมฉันภริยาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งในขณะนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะแล้ว แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันสิ้นผลไป ทำให้โจทก์และจำเลยกลับคืนสู่สถานะเดิมหมายถึงการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จะกล่าวอ้างถึงการรับรองคุ้มครองตามคำพิพากษาซึ่งไม่มีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยหาได้ไม่ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย ต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยยังคงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า ในปี 2550 โจทก์ได้อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยาจนมีบุตรด้วยกันจนถึงวันที่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทราบเรื่องโจทก์ยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยา จำเลยไม่ฟ้องคดีภายใน 1 ปี คดีขาดอายุความ จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องคดีนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยาตลอดมา ลักษณะการกระทำของโจทก์เป็นเหตุต่อเนื่องที่ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยมิได้หยุดการกระทำหรือหมดสิ้นไป จำเลยจึงยังคงมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่อันเป็นเหตุฟ้องหย่า โดยโจทก์เบิกความว่าประมาณเดือนตุลาคม 2538 จำเลยกลับมายังประเทศไทยเพื่อฟ้องโจทก์เกี่ยวกับที่ดินอันเป็นสินสมรสและยังมีเรื่องบาดหมางกับโจทก์อย่างรุนแรงโดยจำเลยแจ้งความเท็จกล่าวหาว่าบิดาโจทก์ใช้ผู้อื่นบุกรุกและลักทรัพย์ในเคหสถาน คดีดังกล่าวจำเลยได้รับเงิน 11,300,000 บาท จากผู้รับโอนที่ดินแต่กลับผลักภาระให้โจทก์รับผิดในหนี้ภาษีอากร ทั้งยังแจ้งความกล่าวหาโจทก์เป็นคดีอาญาว่าขับรถชนจำเลย ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์เป็นคนเจ้าชู้ สำส่อนทางเพศและชอบทำร้ายร่างกายจำเลย เมื่อเมาสุราจนเคยขอแยกทางกันมาก่อน หลังจากจำเลยกลับมายังประเทศไทยเมื่อปลายปี 2538 จำเลยพบว่าโจทก์มีพฤติการณ์ฉ้อฉลเงินค่าเลี้ยงดูและยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินสมรส ซึ่งจำเลยเชื่อว่าโจทก์ร่วมมือกับบิดาและน้องชายของโจทก์ จำเลยจึงฟ้องโจทก์กับน้องชายโจทก์ขอเพิกถอนการโอนที่ดินอันเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยได้รับเงินในคดีมาก็มีผู้ปลอมลายมือชื่อของจำเลยทำหนังสือถึงกรมสรรพากรให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาว่าโจทก์เบิกความเท็จ และนำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยสอดคล้องกันและบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่เหลือเยื่อใยต่อกันทั้งยังกระทำการเป็นปฏิปักษ์กันจนไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขอีกต่อไป โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า มีการแยกกันอยู่ตั้งแต่ปลายปี 2538 จนถึงวันฟ้องและฟ้องแย้งเป็นเวลาประมาณ 16 ปี โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความพยายามที่จะกลับไปอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอีก คงมีแต่การฟ้องคดีกันทั้งสองฝ่าย พฤติการณ์ฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินกว่า 3 ปี แม้คดีจะมีเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ประกอบด้วย แต่ก็ถือไม่ได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 1516 ม. 1526 ม. 1529 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
โจทก์ร่วม — นาง ล.
จำเลย — นาง จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นางสุนทรี วิไลสรการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10770/2558
#633758
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ฟ้องว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเพราะจดทะเบียนสมรสซ้อน จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอเสนอคำฟ้องฉบับใหม่อ้างว่าโจทก์สมรสกับจำเลยเพราะถูกกลฉ้อฉลจึงขอบอกล้างโมฆียะกรรมเท่ากับว่าโจทก์สละหรือยกเลิกข้อหาในฟ้องเดิมและแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อหาใหม่ตามคำฟ้องฉบับใหม่แล้ว ข้อหาตามคำฟ้องเดิมจึงเป็นอันยุติไป การยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง

โจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งในขณะนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันสิ้นผลไปทำให้โจทก์และจำเลยกลับคืนสู่สถานะเดิมหมายถึงการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิและได้รับการคุ้มครองในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยาจนมีบุตรด้วยกันจนถึงวันที่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย การกระทำของโจทก์เป็นเหตุต่อเนื่องที่ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยมิได้หยุดการกระทำหรือหมดสิ้นไป จำเลยยังมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง

โจทก์และจำเลยแยกกันอยู่ตั้งแต่ปลายปี 2538 จนถึงวันฟ้องและฟ้องแย้งเป็นเวลาประมาณ 16 ปี โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความพยายามที่จะกลับไปอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอีก คงมีแต่การฟ้องคดีกันทั้งสองฝ่าย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินกว่า 3 ปี แม้คดีจะมีเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) ประกอบด้วย แต่ก็ถือไม่ได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์มาตรา 1526 จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง และกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่ชั้นส่งคำคู่ความ แล้วมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในคำพิพากษาใหม่

โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเพื่อบอกล้างโมฆียะกรรมการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2527 และให้การสมรสตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะเดิม ให้มีหนังสือแจ้งคำพิพากษาไปยังนายทะเบียนอำเภอเมืองนนทบุรีเรื่องการสมรสเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนการรับรองนาย พ. และนางสาว ว. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 49,920,000 บาท และในอัตราเดือนละ 260,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลย 57,600,000 บาท และในอัตราเดือนละ 300,000 บาท นับถัดจากวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ให้โจทก์แบ่งสินสมรสให้จำเลยกึ่งหนึ่ง 500,000,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหาย 300,000,000 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง และพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันเนื่องจากเหตุทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาเกิน 3 ปี

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสาว ล. เข้ามาเป็นจำเลยฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกนางสาว ล. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม (จำเลยฟ้องแย้ง) ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องแย้งเฉพาะในประเด็นเรื่องขอแบ่งสินสมรสและค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในกำหนด และโจทก์ไม่ติดใจในคำขอท้ายฟ้องเกี่ยวกับบุตรทั้งสอง

โจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยเป็นเงิน 9,596,500 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 51,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 6 กรกฎาคม 2554) เป็นต้นไปจนถึงวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด และให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยอีกเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ให้ยกฟ้องโจทก์กับให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้เรียกนางสาว ล. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคำฟ้องและคำฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย 3,600,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 6 กรกฎาคม 2554) จนกว่าคดีถึงที่สุด ยกคำขอตามฟ้องแย้งที่ขอค่าเลี้ยงชีพ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ในส่วนคำฟ้องและคำฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2527 มีบุตรด้วยกันสองคน คือ นาย พ. และนางสาว ว.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพตามสิทธิฟ้องร้องของโจทก์ อายุความย่อมสะดุดหยุดลงนับแต่วันยื่นคำร้อง และการยื่นคำฟ้องฉบับเดิมว่าการสมรสเป็นโมฆะเป็นการตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง อายุความจึงสะดุดหยุดลง นับแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดถึงวันที่โจทก์เสนอคำฟ้องฉบับแก้ไขต่อศาลยังไม่เกินเก้าสิบวัน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเพราะจดทะเบียนสมรสซ้อน จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่นับแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอเสนอคำฟ้องฉบับใหม่อ้างว่า โจทก์สมรสกับจำเลยเพราะถูกกลฉ้อฉลจึงขอบอกล้างโมฆียะกรรม และให้การสมรสตกเป็นโมฆะแต่เริ่มแรก เท่ากับว่าโจทก์สละหรือยกเลิกข้อหาในฟ้องเดิม และแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อหาใหม่ตามคำฟ้องฉบับใหม่แล้ว ข้อหาตามคำฟ้องเดิมจึงเป็นอันยุติไป การยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยจึงไม่เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้แจ้งชัดว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ เกินกว่าเก้าสิบวัน นับจากวันที่โจทก์รู้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 จึงไม่เกิดประเด็นเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 ในวันไต่สวนคำร้องจำเลยได้นำหลักฐานการจดทะเบียนหย่ามาเป็นพยานหลักฐานในคดี ถือว่าโจทก์ย่อมต้องรู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฉ้อฉลนับแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่โจทก์แก้ไขคำฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2554 เป็นระยะเวลาเกินกว่าเก้าสิบวัน สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นอันระงับไป จึงฟังได้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ และไม่จำต้องวินิจฉัยถึงปัญหาที่ว่าโจทก์สมรสโดยถูกกลฉ้อฉลหรือไม่อีก ที่ศาลล่างพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ เพราะเหตุที่โจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ขณะโจทก์อยู่กินกับโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ โจทก์ควรได้รับการรับรองคุ้มครองตามคำพิพากษาจึงไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยา เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า โจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมฉันภริยาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งในขณะนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะแล้ว แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันสิ้นผลไป ทำให้โจทก์และจำเลยกลับคืนสู่สถานะเดิมหมายถึงการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย จำเลยย่อมมีสิทธิและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จะกล่าวอ้างถึงการรับรองคุ้มครองตามคำพิพากษาซึ่งไม่มีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยหาได้ไม่ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย ต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยยังคงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า ในปี 2550 โจทก์ได้อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยาจนมีบุตรด้วยกันจนถึงวันที่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทราบเรื่องโจทก์ยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยา จำเลยไม่ฟ้องคดีภายใน 1 ปี คดีขาดอายุความ จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องคดีนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ยังคงอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องโจทก์ร่วมเป็นภริยาตลอดมา ลักษณะการกระทำของโจทก์เป็นเหตุต่อเนื่องที่ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยมิได้หยุดการกระทำหรือหมดสิ้นไป จำเลยจึงยังคงมีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและนำสืบต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่อันเป็นเหตุฟ้องหย่า โดยโจทก์เบิกความว่าประมาณเดือนตุลาคม 2538 จำเลยกลับมายังประเทศไทยเพื่อฟ้องโจทก์เกี่ยวกับที่ดินอันเป็นสินสมรสและยังมีเรื่องบาดหมางกับโจทก์อย่างรุนแรงโดยจำเลยแจ้งความเท็จกล่าวหาว่าบิดาโจทก์ใช้ผู้อื่นบุกรุกและลักทรัพย์ในเคหสถาน คดีดังกล่าวจำเลยได้รับเงิน 11,300,000 บาท จากผู้รับโอนที่ดินแต่กลับผลักภาระให้โจทก์รับผิดในหนี้ภาษีอากร ทั้งยังแจ้งความกล่าวหาโจทก์เป็นคดีอาญาว่าขับรถชนจำเลย ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์เป็นคนเจ้าชู้ สำส่อนทางเพศและชอบทำร้ายร่างกายจำเลยเมื่อเมาสุราจนเคยขอแยกทางกันมาก่อน หลังจากจำเลยกลับมายังประเทศไทยเมื่อปลายปี 2538 จำเลยพบว่าโจทก์มีพฤติการณ์ฉ้อฉลเงินค่าเลี้ยงดูและยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินสมรส ซึ่งจำเลยเชื่อว่าโจทก์ร่วมมือกับบิดาและน้องชายของโจทก์ จำเลยจึงฟ้องโจทก์กับน้องชายโจทก์ขอเพิกถอนการโอนที่ดินอันเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยได้รับเงินในคดีมาก็มีผู้ปลอมลายมือชื่อของจำเลยทำหนังสือถึงกรมสรรพากรให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากจำเลย หลังจากนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาว่าโจทก์เบิกความเท็จ และนำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยสอดคล้องกันและบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างไม่เหลือเยื่อใยต่อกันทั้งยังกระทำการเป็นปฏิปักษ์กันจนไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขอีกต่อไป โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า มีการแยกกันอยู่ตั้งแต่ปลายปี 2538 จนถึงวันฟ้องและฟ้องแย้งเป็นเวลาประมาณ 16 ปี โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความพยายามที่จะกลับไปอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาอีก คงมีแต่การฟ้องคดีกันทั้งสองฝ่าย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินกว่า 3 ปี แม้คดีจะมีเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) ประกอบด้วย แต่ก็ถือไม่ได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง บัญญัติว่า "สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน" และตามมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี" จึงเป็นบทบัญญัติเพื่อให้ความคุ้มครองแก่สามีภริยาให้ฝ่ายที่มีฐานะดีช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามฐานะและความสามารถ ถ้าฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ โจทก์เบิกความยอมรับว่านับแต่เดือนพฤศจิกายน 2538 จำเลยไปพักอาศัยกับบิดามารดาของจำเลยจนถึงปัจจุบัน โจทก์ไม่ได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยประกอบกับบิดาโจทก์อายุ 80 ปีเศษ โจทก์เป็นบุตรคนโตช่วยบิดาประกอบกิจการค้าซึ่งก่อตั้งเป็นนิติบุคคลหลายแห่ง ปรากฏชื่อโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทศิลาเกียรติ เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัทรามอินทราแฟคทอรี่ จำกัด ซึ่งก่อสร้างอพาร์ตเมนต์และคลังเก็บสินค้าให้เช่า โจทก์ย่อมมีรายได้จากการประกอบกิจการในครอบครัวซึ่งโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า ค่าตอบแทนการทำงานของโจทก์แล้วแต่โจทก์จะเบิกมาใช้จ่าย นอกจากที่ดิน 4 แปลง ที่ถูกฟ้องขอเพิกถอนการโอนโจทก์ยังมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในย่านพระโขนง กรุงเทพมหานคร และบิดาจัดให้บุตรถือหุ้นในบริษัทประกอบกับโจทก์ยังเคยมีอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีการใช้จ่ายค่าการศึกษาแก่บุตรทั้งสองเป็นจำนวนที่สูงมาก จึงแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีสินทรัพย์จำนวนมากและมีฐานะทางการเงินดี ส่วนจำเลยเป็นเพียงแม่บ้าน ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยโจทก์ในการดำรงชีพ รายได้และฐานะของโจทก์กับจำเลยจึงมีความแตกต่างกันมาก แม้จำเลยเคยได้รับเงินจากการไกล่เกลี่ยเป็นคดีแพ่ง 11,300,000 บาท และได้รับเงินส่วนแบ่งจากการขายบ้านในต่างประเทศประมาณ 5,000,000 บาท ก็เป็นกรณีที่ได้รับเงินมานานหลายปีแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีรายได้อื่น คงมีแต่รายจ่ายซึ่งก็ปรากฏว่าจำเลยมีรายจ่ายต่าง ๆ จำนวนมาก ทั้งสถานะของจำเลยในภายหลังยังปรากฏว่าที่ดินและเงินฝากในธนาคารของจำเลยถูกกรมสรรพากรยึดและอายัดเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากรกับถูกผู้ให้เช่าซื้อรถฟ้องคดีให้ชำระหนี้ น่าเชื่อว่าจำเลยมิได้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีตามที่โจทก์ฎีกา คดีนี้จำเลยฟ้องคดีเรียกร้องเฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเท่านั้น ไม่ได้เรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคน เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบความสามารถและฐานะของโจทก์และจำเลยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยเดือนละ 30,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 1516 ม. 1526 ม. 1529 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
โจทก์ร่วม — นาง ล.
จำเลย — นาง จ.
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10769/2558
#592027
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองฝ่ายเดียว จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา โจทก์ไม่อาจฟ้องหย่าได้ จำเลยยังประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ และแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแย้งว่า หากศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดกัน ขอให้บุตรทั้งสองอยู่ในอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ให้จำเลยมีอำนาจปกครอง ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองนั้น แสดงให้เห็นถึงเจตนาแท้จริงตามฟ้องแย้งจำเลยว่า ไม่ประสงค์หย่ากับโจทก์และยืนยันว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง โจทก์ในฐานะบิดามารดามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ และปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าโจทก์จำเลยยังคงเป็นสามีภริยาหรือหย่าขาดกันแล้วหรือไม่ กรณีมีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์หรือจำเลยตามมาตรา 1566 (5) ไม่ว่าโจทก์จำเลยจะหย่าขาดจากกันหรือไม่เช่นเดียวกันแม้ศาลจะมิได้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน โจทก์ก็ยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวได้ หาใช่ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้โจทก์ปฏิบัติตามฟ้องแย้งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่ฝ่ายเดียว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยนับแต่เดือนสิงหาคม 2555 ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 8 เดือน เดือนละ 30,000 บาท เป็นเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระให้แก่จำเลยเสร็จและชำระเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนถึงวันที่โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน หากศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย ขอให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่ฝ่ายเดียวโดยให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ต. นับแต่เดือนสิงหาคม 2555 ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 8 เดือน เดือนละ 20,000 บาท เป็นเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าชำระให้แก่จำเลยเสร็จ กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลยเป็นรายเดือนต่อบุตรผู้เยาว์หนึ่งคนเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองบรรลุนิติภาวะ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าโจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน อุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่นนอกจากนี้ให้ยก (ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้คงไว้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชาย ศ. อายุ 6 ปี กับเด็กหญิง ต. อายุ 2 ปี โจทก์กับจำเลยแยกกันพักอาศัย โดยเด็กชาย ศ. อยู่กับโจทก์ ส่วนเด็กหญิง ต. อยู่กับจำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานั้น ยังรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์มีเหตุหย่าจำเลยตามฟ้องพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย โจทก์มิได้อุทธรณ์ คดีจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีเหตุหย่าจำเลยตามฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างยอมรับว่าเหตุสิ้นสุดแห่งการเป็นสามีภริยาได้เกิดขึ้นแล้ว ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยไปจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้อีกเพราะถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ออกไปจากบ้านแล้วไม่กลับมาอีก ประกอบกับพยานจำเลยทุกปากต่างเบิกความรับรองว่า จำเลยมีความพร้อมสามารถเลี้ยงดูตนเองและบุตรผู้เยาว์ได้ โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยว่า โจทก์เป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนตัวจำเลย เนื่องจากจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพ แสดงว่าโจทก์มีฐานะดีกว่าจำเลยและสามารถช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยซึ่งเป็นภริยา ตามความสามารถและฐานะของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง แม้โจทก์กับจำเลยจะแยกกันพักอาศัยก็ตาม โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ปรากฏตามฟ้องแย้งจำเลยที่แก้ไขเพิ่มเติมว่า หากศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย จำเลยขอให้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่ในอุปการะเลี้ยงดูของจำเลย ให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงฝ่ายเดียว กับให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลยเป็นรายเดือน โจทก์มิได้ขอใช้สิทธิเรียกร้องนี้ในระยะเวลาที่โจทก์กับจำเลยยังคงเป็นสามีภริยากัน อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้มิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ฟ้องแย้งจำเลยที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมจะมีข้อความระบุว่า หากพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน แต่จำเลยบรรยายคำฟ้องแย้งมาแต่แรกว่าจำเลยยังประสงค์จะอยู่กันฉันสามีภริยากับโจทก์ โจทก์ไม่เคยใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จำเลยกับบุตรผู้เยาว์ทั้งสองยังรักห่วงใยต่อกัน จำเลยสามารถอบรมเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ขอให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลย แสดงให้เห็นถึงเจตนาแท้จริงตามคำฟ้องแย้งของจำเลยว่า จำเลยไม่ประสงค์จะหย่ากับโจทก์ ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ซึ่งโจทก์ในฐานะบิดามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าโจทก์จำเลยยังคงเป็นสามีภริยาหรือหย่าขาดจากกันแล้วหรือไม่ และกรณีมีเหตุอันสมควรที่จะให้ศาลมีคำสั่งให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่กับโจทก์หรือจำเลยตามมาตรา 1566 (5) ไม่ว่าโจทก์จำเลยจะหย่าขาดจากกันหรือไม่เช่นเดียวกัน ดังนั้น แม้ศาลมิได้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้พิพากษาบังคับโจทก์ปฏิบัติตามคำขอฟ้องแย้งได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรให้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่แก่จำเลยฝ่ายเดียวและโจทก์ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด จำเลยยกปัญหาข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยให้ แต่จำเลยฎีกาปัญหาข้อนี้มา โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยใหม่ พฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้ว่า โจทก์จำเลยต่างสมัครใจแยกกันอยู่ โดยมิใช่ความผิดของฝ่ายใด โดยเด็กชาย ศ. อยู่กับโจทก์ ส่วนเด็กหญิง ต. กับจำเลย ทั้งโจทก์และจำเลยมีความสามารถที่จะให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าจำเลยยังประสงค์อยู่กินกับโจทก์ฉันสามีภริยา การที่โจทก์และจำเลยแยกทางกันอยู่น่าจะเป็นเพียงกรณีชั่วคราว ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดอันจะเกิดแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองในปัจจุบันและอนาคต เห็นสมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่ผู้เดียว ส่วนจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ต. ผู้เดียวเช่นกัน โดยโจทก์และจำเลยสามารถพบเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ตามปกติและให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่อยู่ในความปกครองของตนเอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ศ. แต่เพียงผู้เดียว จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ต. แต่เพียงผู้เดียว โจทก์และจำเลยสามารถพบเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ตามปกติ ให้โจทก์และจำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่อยู่ในความปกครองของตนเอง นอกจากที่แก้ให้คงไว้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 1564 ม. 1566 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ศ.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต — นายประภาส บุญโยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10767/2558
#590627
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาตามคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ตรวจพิสูจน์หาสารประกอบทางพันธุกรรมแล้วเห็นว่า กรณีจำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของ จ. หรือไม่ จึงได้มีคำสั่งให้ตรวจพิสูจน์บุคคลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 แม้การตรวจพิสูจน์บุคคลตามที่ศาลมีคำสั่ง บุคคลที่ถูกศาลสั่งจะไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์ก็ได้ แต่ตามมาตรา 160 วรรคสาม บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ไม่ยินยอมและไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์มาโดยตลอด จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ข้ออ้างตามทางไต่สวนของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่กล่าวมาจึงไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ผู้ร้องได้รับประโยชน์ได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของ จ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางจินดา

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น นางจุรีย์ ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายถวัลย์ ทายาทร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางจินดา ผู้ตาย ให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ว่า ผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนางจินดา อันเกิดจากนายหลงหรือไม่ ผู้ร้องอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า พยานทราบจากนายสุจินต์หรือกุ่ยกับนางสิวล่านและนางจินดากับนายหลงว่า พยานเป็นบุตรของนางจินดากับนายหลง โดยนางจินดากับนายหลงยกพยานให้เป็นบุตรของนางสิวล่านกับนายสุจินต์หรือกุ่ยตั้งแต่ยังเยาว์วัย พยานไปช่วยเหลือกิจการของนายหลงซึ่งเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์โดยการเดินตั๋วหนัง นางจินดากับนายหลงช่วยส่งเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาของพยาน และได้ช่วยเหลือพยานให้เข้าทำงานที่ธนาคารเอเซีย สาขาย่านยาว โดยฝากเงินไว้ที่ธนาคารดังกล่าว เมื่อพยานอุปสมบท นายหลงกับนางจินดาเป็นผู้อุ้มบาตรและถือผ้าไตรในฐานะบิดามารดา ร่วมปลงผมและถวายผ้าไตร ส่วนผู้คัคค้านทั้งสี่นำสืบว่า ผู้ร้องเป็นบุตรนายสุจินต์หรือกุ่ยกับนางสิวล่านตามสำเนาสูติบัตร ที่นายสุจินต์เป็นผู้แจ้งการเกิดของผู้ร้องว่าเป็นบุตรของนายสุจินต์กับนางสิวล่าน นายหลงกับนางจินดาไม่เคยบอกว่าผู้ร้องเป็นบุตร ไม่เคยเลี้ยงดูผู้ร้อง นายสุจินต์และผู้ร้องแสดงความเป็นบุตรบิดากันตลอดมา ตามหลักฐานการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 21 เมษายน 2551 ขอตรวจพิสูจน์หาสารประกอบทางพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญในคดีว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนางจินดาหรือไม่เพราะผู้คัดค้านทั้งสี่แถลงไม่ประสงค์จะตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอกับผู้ร้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 21 เมษายน 2551 ต่อมาในวันที่ 13 พฤษภาคม 2551 เป็นวันนัดไต่สวนพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสี่ ศาลชั้นต้นสอบถามผู้คัดค้านทั้งสี่เกี่ยวกับการขอตรวจดีเอ็นเอ ทนายความผู้คัดค้านทั้งสี่แถลงคัดค้านว่าผู้ร้องไม่อาจขอตรวจดีเอ็นเอได้เพราะไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสี่ไปทำการตรวจพิสูจน์บุคคลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ตามคำร้องของผู้ร้องได้ ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ดังกล่าว ดังนี้ กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีจำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดในประเด็นสำคัญแห่งคดี จึงได้มีคำสั่งให้ทำการตรวจพิสูจน์บุคคล คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งให้ทำการตรวจพิสูจน์บุคคล ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 แต่เมื่อถึงวันนัดตรวจพิสูจน์ผู้ร้องได้เดินทางไปติดต่อขอตรวจพิสูจน์สารประกอบพันธุกรรมดีเอ็นเอ แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ไปติดต่อขอตรวจพิสูจน์ ปรากฏตามหนังสือลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ของหน่วยนิติเวชวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แม้ว่าการตรวจพิสูจน์บุคคลตามที่ศาลมีคำสั่ง บุคคลที่ถูกศาลสั่งจะไม่ยินยอมหรือไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์ก็ได้ แต่มาตรา 160 วรรคสาม บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ข้อเท็จจริงเป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านทั้งสี่ไม่ยินยอมและไม่ให้ความร่วมมือต่อการตรวจพิสูจน์มาโดยตลอด จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามบทมาตราดังกล่าวว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนางจินดา ข้ออ้างตามทางไต่สวนของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่กล่าวมาไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ผู้ร้องได้รับประโยชน์ได้ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าผู้ร้องเป็นบุตรของนางจินดา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 160
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
นาง จ. โดยนาย ถ.
ผู้คัดค้าน — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายณัฐสันต์ บุญยัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10759/2558
#588108
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ซ. และครอบครัวเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเพราะกรมประชาสงเคราะห์ จัดสรรที่ดินของรัฐให้ราษฎรเข้ามาทำกิน แต่ ซ. จะได้สิทธิเป็นเจ้าของที่ดินนั้น จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11, 22 และ 26 กำหนดไว้อีกหลายประการ ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่า ซ. ได้สมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วหรือไม่ อีกทั้ง ซ. กับ จ. ไม่ได้ยื่นคำร้องขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ของนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยจึงไม่ได้มาตรวจสอบว่าเข้าทำประโยชน์อยู่จริงหรือไม่ แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างใบเสร็จการเสียภาษีบำรุงท้องที่ของ ซ. กับ จ. เป็นพยานก็ไม่ใช่หลักฐานที่ยืนยันว่าผู้ชำระเงินได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอย่างแท้จริง เมื่อกรมประชาสงเคราะห์ยังไม่ได้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ให้ ซ. หรือ จ. ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐซึ่งรัฐสามารถนำมาจัดสรรใหม่ได้ แต่นิคมสร้างตนเองโพนพิสัยให้โอกาสจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทและครอบครองทำประโยชน์อยู่ในเวลานั้นเพียงรายเดียว อีกทั้งมีคุณสมบัติครบถ้วนสมัครเข้าเป็นสมาชิกก่อนรายอื่น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยและยังครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ก็เพื่อให้รัฐออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ให้ตนเองในฐานะหัวหน้าครอบครัว ไม่ใช่สวมสิทธิการทำกินของบิดามารดาแต่อย่างใด เมื่อกรมประชาสงเคราะห์ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 836 ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธินำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) เป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ทรัพย์มรดกตกทอดของ ซ. และ จ. จำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินจึงขอแบ่งแยกและโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3493, 8999, 9000, 9001, 9002, 9003, 9004, 9005 และ 9006 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ถึงที่ 5 และดำเนินการเพิกถอนคำขอแบ่งแยกที่ดิน พร้อมให้รวมที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลงให้กลับเป็นที่ดินแปลงเดียวตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3493 เดิม ให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเข้าเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ คนละ 1 ใน 6 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองคนละ 1 ใน 6 ส่วน ได้ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินค่าที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าไปดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ถึงที่ 5 ของโฉนดเลขที่ 3493, 8999, 9000, 9001, 9002, 9003, 9004, 9005 และ 9006 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ และเพิกถอนคำขอแบ่งแยกที่ดินและให้รวมที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลงให้กลับเป็นที่ดินแปลงเดียวตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ ให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเข้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ คนละ 1 ใน 6 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายซุยกับนางจันทร์ โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 6 คน คือ นางมลิซ้อน นายวิโรจน์ จำเลยที่ 1 นางปราณี โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรนางมลิซ้อน ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นบุตรนางปราณี จำเลยที่ 5 เป็นบุตรของนายวิโรจน์ เดิมที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) เนื้อที่ 26 ไร่ 81 ตารางวา เป็นที่ดินที่นายซุยกับนางจันทร์ได้รับจัดสรรให้เข้ามาทำกินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 นายซุยกับนางจันทร์เข้าครอบครองและเสียภาษีบำรุงท้องที่ ต่อมาปี 2516 นายซุยถึงแก่ความตาย จากนั้นนางจันทร์กับจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองและเสียภาษีบำรุงท้องที่ เมื่อปี 2521 นางจันทร์ถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกของนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา กรมประชาสงเคราะห์ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 836 แปลงที่ 10 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาปี 2541 จำเลยที่ 1 นำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) แปลงดังกล่าวไปขอออกโฉนดเป็นโฉนดเลขที่ 3493 ปี 2555 จำเลยที่ 1 ขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3493 ออกจากกันอีก 8 แปลง เป็นโฉนดเลขที่ 8999 ถึง 9006 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8999 ให้แก่จำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 3493 (แปลงคง) ให้แก่จำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 9000, 9001 และ 9003 ถึง 9005 ให้แก่จำเลยที่ 4 และโฉนดเลขที่ 9002 และ 9006 ให้แก่จำเลยที่ 5

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเพียงประการเดียวว่า ที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) เป็นทรัพย์มรดกของนายซุยกับนางจันทร์หรือไม่ เห็นว่า การที่นายซุยและครอบครัวเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นเพราะกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย จัดสรรที่ดินของรัฐให้ราษฎรเข้ามาทำกิน แต่นายซุยซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวจะได้สิทธิเป็นเจ้าของที่ดินนั้นต่อไปได้ นายซุยจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 กำหนดไว้อีกหลายประการกล่าวคือ มาตรา 22 กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเอง มาตรา 26 กำหนดว่า หลังจากผู้ปกครองนิคมได้ชี้เขตที่ดินให้สมาชิกเข้าทำประโยชน์แล้ว อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์จะออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ซึ่งสมาชิกนิคมต้องจัดที่ดินให้เกิดประโยชน์ (การเกษตร) ให้แล้วเสร็จภายในห้าปี นับแต่วันที่อพยพครอบครัวเข้าอยู่ประจำในที่ดิน โดยมีเงื่อนไขว่าภายในปีแรกต้องทำประโยชน์ให้ได้อย่างน้อยหนึ่งในสิบส่วนของที่ดินที่ได้รับมอบ ถ้าทำไม่ได้ให้สมาชิกนิคมนั้นขาดสิทธิเข้าทำประโยชน์และถ้าภายในสี่ปีต่อมายังทำประโยชน์ไม่ได้เต็มเนื้อที่ ก็ให้ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์เฉพาะส่วนที่ได้ทำประโยชน์เท่านั้น นอกจากนี้ในการขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ยังวางหลักเกณฑ์ไว้ในมาตรา 11 ว่า นอกจากสมาชิกนิคมได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว สมาชิกนิคมต้องเป็นสมาชิกเป็นเวลาเกินกว่าห้าปี ทั้งได้ชำระเงินช่วยทุนที่รัฐบาลได้ลงไปและชำระหนี้เกี่ยวกับกิจการของนิคมให้แก่ทางราชการเรียบร้อยแล้ว แต่ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่า นายซุยได้สมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วหรือไม่ อีกทั้งนายซุยกับนางจันทร์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ของนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยจึงไม่ได้มาตรวจสอบว่า นายซุยหรือนางจันทร์เข้าครอบครองทำประโยชน์ (การเกษตร) อยู่จริงหรือไม่ เป็นเนื้อที่เท่าใด แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างใบเสร็จการเสียภาษีบำรุงท้องที่ของนายซุยกับนางจันทร์เป็นพยานก็ไม่ใช่หลักฐานที่ยืนยันว่า ผู้ชำระเงินได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอย่างแท้จริง เมื่อกรมประชาสงเคราะห์ยังไม่ได้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ให้นายซุยหรือนางจันทร์เช่นนี้ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นที่ดินของรัฐซึ่งรัฐสามารถนำมาจัดสรรใหม่ได้ แต่นิคมสร้างตนเองโพนพิสัยให้โอกาสจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทและครอบครองทำประโยชน์อยู่ในเวลานั้นเพียงรายเดียว อีกทั้งมีคุณสมบัติครบถ้วนสมัครเข้าเป็นสมาชิกก่อนรายอื่น จำเลยที่ 1 ก็เบิกความต่อสู้ว่า พี่น้องคนอื่น ๆ ย้ายไปอยู่ที่อื่นหรือขาดคุณสมบัติการเข้าเป็นสมาชิก ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 สมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองโพนพิสัยและยังครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาก็เพื่อให้รัฐออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) ให้ตนเองในฐานะหัวหน้าครอบครัว ไม่ใช่สวมสิทธิการทำกินของบิดามารดาแต่อย่างใด เมื่อกรมประชาสงเคราะห์ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 836 ให้จำเลยที่ 1 แสดงว่า กรมประชาสงเคราะห์ทำการตรวจสอบแล้วว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 กำหนดไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธินำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค. 3) เลขที่ 836 ไปขอออกโฉนดตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ข้อเท็จจริงฟังว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3493 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) เป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ทรัพย์มรดกตกทอดของนายซุยและนางจันทร์ ดังนั้น จำเลยที่ 1เจ้าของที่ดินจึงขอแบ่งแยกและโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 11 ม. 22 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวี สุทธิประภา กับพวก
จำเลย — นางสาวประกอบ สุทธิประภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายเฉลิมธันว์ สุขะปุณณพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10756/2558
#590842
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอยึดที่ดินแปลงพิพาทอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของ ท. ที่ตกทอดแก่ ธ. จำเลยและ ศ. จำเลยยื่นคำคัดค้านเพียงว่าจำเลยไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์ไม่มีอำนาจยึดที่ดินพิพาท จำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าทรัพย์พิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ท. จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของ ท. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1) มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ธ. เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องทำการอันจำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกของ ท. แก่ทายาทตามมาตรา 1719 และต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 แม้ที่ดินพิพาท ธ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ท. จะจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นของ ธ. เจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิยึดมาบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 สิงหาคม 2552) ย้อนหลังไป 5 ปี และนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ไม่มีอำนาจยึดที่ดินแปลงดังกล่าว เนื่องจากไม่มีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 151 ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 151 ดังกล่าวเพื่อบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอยึดที่ดินแปลงพิพาทอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางทองเจียดที่ตกทอดแก่นายธวัชชัย จำเลยและนางสาวศิริพร จำเลยยื่นคำคัดค้านเพียงว่าจำเลยไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์ไม่มีอำนาจยึดที่ดินแปลงพิพาท จำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าทรัพย์พิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนางทองเจียดที่ตกทอดได้แก่จำเลยและบุตรอีก 2 คน ของนางทองเจียด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนางทองเจียดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินโฉนดพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง มาตรา 1600 และตามมาตรา 1745 บัญญัติว่า "ถ้ามีทายาทหลายคน ทายาทเหล่านั้นมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกร่วมกันจนกว่าจะได้แบ่งมรดกกันเสร็จแล้วและให้ใช้มาตรา 1356 ถึงมาตรา 1366 แห่งประมวลกฎหมายนี้บังคับเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติแห่งบรรพนี้" มาตรา 1746 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย หรือข้อความในพินัยกรรมถ้าหากมี ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้เป็นทายาทด้วยกันมีส่วนเท่ากันในกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง" ในเบื้องต้นต้องฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทยังไม่ได้แบ่งแก่ทายาทของนางทองเจียด เจือสมคำร้องของนายธวัชชัยที่ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางทองเจียด ที่ระบุว่า ทายาทของนางทองเจียดมี 3 คน รวมทั้งจำเลย เมื่อนายธวัชชัยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนางทองเจียด นายธวัชชัยมีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องทำการอันจำเป็นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางทองเจียดแก่ทายาทตามมาตรา 1719 และต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 ในลักษณะตัวแทน ทั้งไม่มีอำนาจทำนิติกรรมซึ่งตนมีส่วนได้เสีย เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกซึ่งผลอาจจะเป็นโมฆะตามมาตรา 1722 และหากฝ่าฝืนอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ในเบื้องต้นจึงต้องฟังว่า จำเลยมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาท 1 ใน 3 ส่วน เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจที่จะยึดทรัพย์ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยมีสิทธิได้รับจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางทองเจียด เพื่อบังคับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 278 วรรคหนึ่ง แม้ที่ดินพิพาทนายธวัชชัยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทองเจียดจะจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นของนายธวัชชัย เจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิยึดทรัพย์พิพาทมาบังคับคดีชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ส่วนทายาทอื่นของนางทองเจียดจะคัดค้านอย่างไรก็ต้องมาดำเนินการภายหลังที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทเพื่อบังคับขายทอดตลาดแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความทั้งสามศาลแทนโจทก์ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 278 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 1599 วรรคหนึ่ง ม. 1629 (1) ม. 1719 ม. 1720
ชื่อคู่ความ
นางสาวมัณฑนาหรือกุลนิษฐ์หรืออัยรินทร์ ชื่นเกษม
โจทก์ — หรืออัยรินทร์ ธีรหิรัญสถิตกุล
จำเลย — นางกฤษณา เหล่าพวงศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายบัลลังก์ จิระบุญศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10754/2558
#633549
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่โดยอ้างเหตุว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีในคดีก่อนเพียง 6 วัน เป็นการยื่นภายในระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 และโจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขณะนั้นระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของจำเลยยังไม่สิ้นสุดลงถือได้ว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ในขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณา และเมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่า ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่อยู่ติดกันเช่นเดียวกันกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อน แม้คำขอบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับความกว้างยาวของทางพิพาทแตกต่างกัน แต่ก็เป็นการขอให้รับรองว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดเช่นเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้กับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อนจึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน และการพิจารณาว่าคำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนหรือไม่ ต้องพิจารณาในวันยื่นคำฟ้องคดีหลังเป็นสำคัญ เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อน แม้ต่อมาศาลฎีกาในคดีก่อนจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การพิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ก็หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องซ้อนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทกว้าง 8 เมตร ยาว 80 เมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 39441 ตำบลศรีษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ของจำเลย ตกเป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์และเสาไฟฟ้าแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด และให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2556 ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) หรือไม่

โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านว่า ฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อนไม่เป็นฟ้องซ้อนกับในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1191/2555 หมายเลขแดงที่ 229/2556 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2556 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คดีก่อนโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2555 โดยกล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 39441 ตำบลศรีษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 70941 ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10418 ของโจทก์ที่ 4 ถึงที่ 7 โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ทางพิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 39441 กว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร เป็นทางสัญจร และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคติดตั้งเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์บนที่ดินดังกล่าวเพื่อจ่าย กระแสไฟฟ้าให้โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเวลานานกว่า 20 ปี เส้นทางดังกล่าวจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 แต่ปัจจุบันจำเลยพยายามกีดกันไม่ให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ประโยชน์ในที่ดินภาระจำยอมดังกล่าว ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร บนที่ดินโฉนดเลขที่ 39441 ตำบลศรีษะทอง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ของจำเลย ตกเป็นภาระจำยอม เรื่องทางสัญจรแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด และให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอถอนฟ้องทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งเจ็ดถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนทนายความพร้อมกับยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้ระบุในใบแต่งทนายให้ทนายจำเลยคนก่อนมีอำนาจจำหน่ายสิทธิของจำเลย การที่ทนายจำเลยแถลงไม่คัดค้านคำร้องขอถอนฟ้องเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีไปโดยผิดหลง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 175 ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ วันเดียวกันศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2556 โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ วันที่ 21 มีนาคม 2556 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่ยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ศาลฎีกามีคำสั่งในคดีก่อนว่า ฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การพิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ตามคำสั่งศาลฎีกาลงวันที่ 4 มิถุนายน 2557 เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่โดยอ้างเหตุว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีในคดีก่อนเพียง 6 วัน เป็นการยื่นภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และโจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2556 ขณะนั้นระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของจำเลยยังไม่สิ้นสุดลงถือได้ว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ ในขณะที่คดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณา และเมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่า ที่ดินของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่อยู่ติดกันเช่นเดียวกันกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อน แม้คำขอบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับความกว้างยาวของทางพิพาทแตกต่างกัน แต่ก็เป็นการขอให้รับรองว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดเช่นเดียวกัน คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้กับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อนจึงเป็นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน และการพิจารณาว่าคำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนหรือไม่ ต้องพิจารณาในวันยื่นคำฟ้องคดีหลังเป็นสำคัญ เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีก่อน แม้ต่อมาศาลฎีกาในคดีก่อนจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การพิจารณา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ก็หาทำให้คำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดในคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องซ้อนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 173 วรรคสอง (1)
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 23 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนุช ปานาชา กับพวก
จำเลย — นายสมศักดิ์ ธัญญาวุฒิเลิศ
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10731/2558
#590007
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคำพิพากษาก่อให้เกิดหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจะต้องออกคำบังคับตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 272 คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยขาดนัดให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำบังคับในวันมีคำพิพากษาได้ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ออกคำบังคับ โดยส่งคำบังคับไปยังภูมิลำเนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี หากหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี จากนั้นต้องดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีและแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติในการร้องขอให้บังคับคดีไว้ โดยหาได้บัญญัติให้ต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 231 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้คำพิพากษาผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลง กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี และแม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิขอให้บังคับคดี เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับและได้รับอนุญาตจากศาล ในกรณีนี้ระยะเวลาบังคับคดีภายในสิบปีต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ วันสุดท้ายที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนในการขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา คือวันที่ 3 เมษายน 2553 ปรากฏว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้แล้ว จึงหามีเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่เพราะระยะเวลาสิบปีในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจะต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุด มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่คดีถึงที่สุด

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 12/2558)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ครั้นวันที่ 10 กันยายน 2555 ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง

ผู้เข้าสวมสิทธิอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้เข้าสวมสิทธิว่า ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามคำแถลงของผู้เข้าสวมสิทธิหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ในคดีแพ่งนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคำพิพากษาก่อให้เกิดหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจะต้องออกคำบังคับซึ่งก็คือคำสั่งแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา กำหนดวิธีที่จะปฏิบัติระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่จำเป็นกับกำหนดวิธีบังคับตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272 โดยหากคู่ความฝ่ายที่ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ในศาลในเวลาที่ศาลได้มีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจออกคำบังคับและให้คู่ความฝ่ายลูกหนี้ตามคำพิพากษาลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ ปรากฏว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยขาดนัดให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำบังคับในวันมีคำพิพากษาได้ จึงเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ออกคำบังคับอันเป็นขั้นตอนตามกฎหมายก่อนที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี โดยส่งคำบังคับไปให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังภูมิลำเนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาจนครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี หากหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี จากนั้นต้องดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีและแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตลอดทั้งอายัดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับจากบุคคลภายนอก ซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้น ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติในการร้องขอให้บังคับคดีไว้ จะเห็นได้ว่า หาได้บัญญัติให้ต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ ซึ่งสอดคล้องรองรับกับบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 231 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้คำพิพากษาผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษานับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี และแม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิขอให้บังคับคดี เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับและได้รับอนุญาตจากศาล ในกรณีนี้ระยะเวลาบังคับคดีภายในสิบปีต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 7190/2538 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โจทก์ นางสาวมาลัย กับพวก จำเลย ข้อกฎหมายนี้เป็นเหตุผลชี้ชัดว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ วันสุดท้ายที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนในการขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาคือ วันที่ 3 เมษายน 2553 ปรากฏว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้แล้ว จึงหามีเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามคำแถลงของผู้เข้าสวมสิทธิไม่ อุทธรณ์ของผู้เข้าสวมสิทธิที่อ้างว่า คดีนี้ศาลพิพากษาโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่และผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 จัตวา วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 147 วรรคสอง นั้น ไม่เป็นเหตุให้ระยะเวลาในการร้องขอให้บังคับคดีตามที่มาตรา 271 บัญญัติไว้เปลี่ยนแปลงไป เพราะระยะเวลาสิบปีในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่คดีถึงที่สุด ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลงของผู้เข้าสวมสิทธิมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้เข้าสวมสิทธิฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายชัยณรงค์ บุญสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสงค์ แจ้งสุทธิวรวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10731/2558
#635265
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคำพิพากษาก่อให้เกิดหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจะต้องออกคำบังคับซึ่งก็คือคำสั่งแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา กำหนดวิธีที่จะปฏิบัติ ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่จำเป็น กับกำหนดวิธีบังคับ ตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 272 โดยหากคู่ความฝ่ายที่ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ในศาลในเวลาที่ศาลได้มีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจออกคำบังคับและให้คู่ความฝ่ายลูกหนี้ตามคำพิพากษาลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยขาดนัดให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำบังคับในวันมีคำพิพากษาได้ จึงเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ออกคำบังคับอันเป็นขั้นตอนตามกฎหมายก่อนที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี โดยส่งคำบังคับไปให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังภูมิลำเนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาจนครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี หากหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี จากนั้นต้องดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตลอดทั้งอายัดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับจากบุคคลภายนอก ซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติในการร้องขอให้บังคับคดีไว้ จะเห็นได้ว่า หาได้บัญญัติให้ต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ ซึ่งสอดคล้องรองรับกับบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 231 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้คำพิพากษาผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษานับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี และแม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิขอให้บังคับคดี เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับและได้รับอนุญาตจากศาล ในกรณีนี้ระยะเวลาบังคับคดีภายในสิบปีต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ วันสุดท้ายที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนในการขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาคือวันที่ 3 เมษายน 2553 ปรากฏว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้แล้ว จึงหามีเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามคำแถลงของผู้เข้าสวมสิทธิไม่ อุทธรณ์ของผู้เข้าสวมสิทธิที่อ้างว่า คดีนี้ศาลพิพากษาโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ และผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 147 วรรคสอง นั้น ไม่เป็นเหตุให้ระยะเวลาในการร้องขอให้บังคับคดีตามที่มาตรา 271 บัญญัติไว้เปลี่ยนแปลงไป เพราะระยะเวลาสิบปีในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่คดีถึงที่สุด

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 12/2558)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ครั้นวันที่ 10 กันยายน 2555 ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง

ผู้เข้าสวมสิทธิอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้เข้าสวมสิทธิว่า ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามคำแถลงของผู้เข้าสวมสิทธิหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ในคดีแพ่งนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาและคำพิพากษาก่อให้เกิดหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจะต้องออกคำบังคับซึ่งก็คือคำสั่งแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา กำหนดวิธีที่จะปฏิบัติ ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่จำเป็น กับกำหนดวิธีบังคับ ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272 โดยหากคู่ความฝ่ายที่ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ในศาลในเวลาที่ศาลได้มีคำพิพากษา ศาลมีอำนาจออกคำบังคับและให้คู่ความฝ่ายลูกหนี้ตามคำพิพากษาลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ ปรากฏว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยขาดนัดให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำบังคับในวันมีคำพิพากษาได้ จึงเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ออกคำบังคับอันเป็นขั้นตอนตามกฎหมายก่อนที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีโดยส่งคำบังคับไปให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังภูมิลำเนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาจนครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดี หากหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี จากนั้นต้องดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และแถลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตลอดทั้งอายัดทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิได้รับจากบุคคลภายนอก ซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติระยะเวลาที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติในการร้องขอให้บังคับคดีไว้ จะเห็นได้ว่า หาได้บัญญัติให้ต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ ซึ่งสอดคล้องรองรับกับบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 231 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้คำพิพากษาผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษานับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี และแม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิขอให้บังคับคดี เว้นแต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับและได้รับอนุญาตจากศาล ในกรณีนี้ระยะเวลาบังคับคดีภายในสิบปีต้องเริ่มแต่วันมีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ วันสุดท้ายที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนในการขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาคือวันที่ 3 เมษายน 2553 ปรากฏว่า ผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้แล้ว จึงหามีเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องออกคำบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามคำแถลงของผู้เข้าสวมสิทธิไม่ อุทธรณ์ของผู้เข้าสวมสิทธิที่อ้างว่า คดีนี้ศาลพิพากษาโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ และผู้เข้าสวมสิทธิเพิ่งยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบมาตรา 147 วรรคสอง นั้น ไม่เป็นเหตุให้ระยะเวลาในการร้องขอให้บังคับคดีตามที่มาตรา 271 บัญญัติไว้เปลี่ยนแปลงไป เพราะระยะเวลาสิบปีในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่คดีถึงที่สุด ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลงของผู้เข้าสวมสิทธิมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้เข้าสวมสิทธิฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 147 วรรคสอง ม. 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 231 ม. 271 ม. 272
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายชัยณรงค์ บุญสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10693/2558
#635264
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมอบที่ดินและอนุญาตให้ ป. เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน มิได้มีผลให้ ป. มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คงมีแต่เพียงสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรฯลฯ" นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง ป. กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 อีกทั้งยังมีผลให้ ป. สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเพราะกระทำการขัดต่อระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ.2535 ข้อ 7 และข้อ 11 การที่โจทก์ไปรับสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตกทอดทางมรดกของ ป. ได้ ก็มีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ปกปิดข้อความจริงเรื่อง ป. ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเอาไว้ มิได้แจ้งต่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงต้องมีการออกใบแทนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้ง ๆ ที่ฉบับเดิมมิได้สูญหาย แต่อยู่ในความยึดถือของจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อที่ดิน เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทมีข้อตกลงในข้อ 3 ว่า ถ้า ป. อยากได้ที่ดินคืน จะต้องคืนต้นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงจะคืนที่ดินให้ ป. โจทก์ทราบดีกลับไปขอรับตกทอดทางมรดกซึ่งสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยวิธีอ้างความเท็จว่าต้นฉบับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินสูญหายแล้วมาฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเช่นนี้ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท การที่จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์จากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นเรื่องที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการกับจำเลยตามกฎหมายต่อไป หาทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งเพาะปลูก ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเลขที่ 178 ระวาง ส.ป.ก.ที่ 4 (1) สารบัญทะเบียนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ 1541 เล่ม 16 หน้า 41 อำเภอปักธงชัย (วังน้ำเขียว) จังหวัดนครราชสีมา และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนและขนย้ายโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและส่งมอบให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งเพาะปลูกขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเลขที่ 178 ระวาง ส.ป.ก. ที่ 4 (1) สารบัญทะเบียนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ 1541 เล่ม 16 หน้า 41 อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา และห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ธันวาคม 2554) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายประกอบ ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเลขที่ 178 ระวาง ส.ป.ก. ที่ 4 (1) สารบัญทะเบียนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเลขที่ 1541 เล่ม 16 หน้า 41 อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้มอบสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้นายประกอบเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2531 ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 นายประกอบขายที่ดินดังกล่าวพร้อมส่งมอบการครอบครองทำประโยชน์ให้จำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย นายประกอบถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2543 และโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมได้รับสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตกทอดทางมรดกตามใบแทนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ข) ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมอบที่ดินและอนุญาตให้นายประกอบเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน มิได้มีผลให้นายประกอบมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คงมีแต่เพียงสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรฯลฯ" นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายประกอบกับจำเลยที่ 1จึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 อีกทั้งยังมีผลให้นายประกอบสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเพราะกระทำการขัดต่อระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ.2535 ข้อ 7 และข้อ 11 การที่โจทก์ไปรับสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตกทอดทางมรดกของนายประกอบได้ก็มีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ปกปิดข้อความจริงเรื่องนายประกอบขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเอาไว้ มิได้แจ้งต่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงต้องมีการออกใบแทนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้ง ๆ ที่ฉบับเดิมมิได้สูญหาย แต่อยู่ในความยึดถือของจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อที่ดิน เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทมีข้อตกลงในข้อ 3 ว่า ถ้านายประกอบอยากได้ที่ดินคืน จะต้องคืนต้นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงจะคืนที่ดินให้นายประกอบ โจทก์ทราบดีกลับไปขอรับตกทอดทางมรดกซึ่งสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยวิธีอ้างความเท็จว่า ต้นฉบับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินสูญหายแล้วมาฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเช่นนี้ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท การที่จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์จากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดังที่โจทก์แก้ฎีกาเป็นเรื่องที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการกับจำเลยตามกฎหมายต่อไป หาทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจุรีพร เรียนกิ่ง
จำเลย — นายสมศรี ปัดกิ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ