คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11028/2558
#598465
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 45 บัญญัติว่า "ถ้าค่าภาษีค้างอยู่และยังมิได้ชำระขณะเมื่อทรัพย์สินได้โอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของเจ้าของใหม่โดยเหตุใดๆ ก็ตาม เจ้าของคนเก่าและคนใหม่เป็นลูกหนี้ค่าภาษีนั้นร่วมกัน" เมื่อบริษัท บ. เจ้าของโรงเรือนพิพาทคนเก่าผู้รับประเมินเป็นหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและยังมิได้ชำระ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์จึงเป็นเจ้าของคนใหม่ ต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีร่วมกัน โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลาง โดยประการสำคัญก็เพื่อให้จำเลยยกเลิกการเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ตามนัยมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ซึ่งมาตรา 8 บัญญัติไว้ว่า จะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลา เช่นว่านั้น คดีโจทก์เป็นเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์เป็นเจ้าของคนใหม่ ย่อมอยู่ในฐานะเดียวกับเจ้าของคนเก่าผู้รับประเมิน โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 39 แห่งบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้อง เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้น เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระค่าภาษีเสียก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามแบบ ภ.ร.ด. 10 เล่มที่ 7 เลขที่ 49 ลงวันที่ 19 เมษายน 2554

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่รับฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์อ้างว่า โจทก์มิได้ยื่นฟ้องคดีนี้ด้วยเหตุหรือมาตราดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย แต่การที่โจทก์ฟ้องคดีเกิดจากจำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีจากบริษัทบรรพิศิริชัย จำกัด เจ้าของโรงเรือนพิพาทที่โอนขายให้แก่โจทก์โดยจำเลยไม่เคยแจ้งการประเมินภาษีมายังโจทก์และโจทก์ไม่เคยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ (แบบ ภ.ร.ด. 9) ฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งว่าโจทก์หมดสิทธิที่จะขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยระบุว่าคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ส่วนคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ที่โจทก์ยื่นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 เป็นการยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 26 ทุกประการ เพียงแต่เป็นการยื่นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งเตือนให้ชำระหนี้ค่าภาษี การฟ้องคดีของโจทก์จึงมิใช่กรณีตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ที่โจทก์จะต้องชำระค่าภาษีให้ครบก่อนที่จะฟ้องคดี ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 45 บัญญัติว่า ถ้าค่าภาษีค้างอยู่และยังมิได้ชำระขณะเมื่อทรัพย์สินได้โอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของเจ้าของใหม่โดยเหตุใดๆ ก็ตาม เจ้าของคนเก่าและคนใหม่เป็นลูกหนี้ค่าภาษีนั้นร่วมกัน เมื่อบริษัทบรรพิศิริชัย จำกัด เจ้าของโรงเรือนพิพาทคนเก่าผู้รับประเมินเป็นหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและยังมิได้ชำระ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์จึงเป็นเจ้าของคนใหม่ ต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีร่วมกัน โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลาง ยกเหตุดังกล่าวข้างต้นขึ้นอ้าง โดยประการสำคัญก็เพื่อให้จำเลยยกเลิกการเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์ตามนัยแห่งมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ซึ่งตามมาตรา 8 บัญญัติไว้ว่า "คดีตามมาตรา 7 (1) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะฟ้องคดีในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเช่นว่านั้น..." คดีโจทก์เป็นเรื่องภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์เป็นเจ้าของคนใหม่ ย่อมอยู่ในฐานะเดียวกับเจ้าของคนเก่าผู้รับประเมิน โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 39 แห่งบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ถ้ามีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลตามความในมาตรา 31 ท่านห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้น..." ดังนั้น โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะเดียวกับผู้รับประเมินจะอ้างเหตุใด ๆ ก็ตามเพื่อจะไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเสียก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้ แม้โจทก์จะตั้งรูปคดีเป็นเรื่องตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมา ก็หาเป็นเหตุทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 39 เสียก่อนไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 39 ม. 45
ชื่อคู่ความ
บริษัทธนาพัฒน์พร็อพเพอร์ตี้
โจทก์ — ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11027/2558
#633554
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้นขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด กรณีจึงต้องนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดประการหนึ่ง และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกประการหนึ่งประกอบกันเป็นวันใด และพ้นหนึ่งปีนับแต่วันดังกล่าว คดีจึงจะขาดอายุความ แม้ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์จะได้ยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบทเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้รับผิดในเหตุละเมิด โดยเข้าใจว่ากรมทางหลวงชนบทมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลทางหลวงที่เกิดเหตุ ต่อมากรมทางหลวงชนบทยื่นคำให้การในคดีดังกล่าว โจทก์ได้รับสำเนาคำให้การวันที่ 1 กันยายน 2551 ทำนองว่าโจทก์เพิ่งรู้ตัวผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 1 กันยายน 2551 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความแต่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยเข้ารับช่วงสิทธิของพันตำรวจโท บ. ผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 สิทธิของโจทก์จึงมีเท่ากับสิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยตามที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์นำสืบเพียงว่าเหตุเกิดวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 โดยไม่ได้นำสืบว่าพันตำรวจโท บ. ไม่รู้ตัวผู้พึงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าพันตำรวจโท บ. รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2550 เพราะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจทางหลวงย่อมรู้ว่าถนนที่เกิดเหตุอยู่ในความดูแลของจำเลยอายุความละเมิดจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิจากพันตำรวจโท บ. จึงต้องฟ้องจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่วันดังกล่าวด้วย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 955,029 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 904,830 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 892,330 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2551) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 446,165 บาท แก่โจทก์ ส่วนดอกเบี้ยและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 100 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง พันตำรวจโทบัณฑิต ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน สศ 5945 กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไปตามถนนถีนานนท์ จากทางจังหวัดสกลนครไปทางจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งจำเลยมีหน้าที่กำกับ ตรวจตรา และควบคุมตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 19 เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นทางโค้ง รถยนต์เสียหลักลื่นตกข้างถนนชนต้นไม้ริมทางจนได้รับความเสียหายทั้งคัน ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2550 โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเงิน 892,330 บาท ให้แก่ผู้รับประโยชน์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ พันตำรวจโทบัณฑิต เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจทางหลวง 5 กก 4 ขก.ทล สกลนคร มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลทางหลวงที่เกิดเหตุโดยตรง ย่อมรู้ดีว่าถนนที่เกิดเหตุนั้นอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของจำเลย จึงถือว่าพันตำรวจโทบัณฑิตซึ่งเป็นผู้เสียหายได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันทำละเมิดคือวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยฟ้องคดีโดยรับช่วงสิทธิของพันตำรวจโทบัณฑิตผู้เอาประกันภัย ย่อมมีสิทธิเท่ากันโดยโจทก์จะต้องฟ้องจำเลยภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2551 แต่โจทก์มาฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 เป็นเวลาเกิน 1 ปี นับแต่วันที่พันตำรวจโทบัณฑิตรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้นขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด กรณีจึงต้องนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดประการหนึ่ง และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกประการหนึ่งประกอบกันเป็นวันใด และพ้นหนึ่งปีนับแต่วันดังกล่าว คดีจึงจะขาดอายุความ แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่าก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์จะได้ยื่นฟ้องกรมทางหลวงชนบทเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2595/2551 เพื่อให้รับผิดในเหตุละเมิด โดยเข้าใจว่ากรมทางหลวงชนบทมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลทางหลวงที่เกิดเหตุ ต่อมากรมทางหลวงชนบทยื่นคำให้การในคดีดังกล่าว โจทก์ได้รับสำเนาคำให้การวันที่ 1 กันยายน 2551 ทำนองว่าโจทก์เพิ่งรู้ตัวผู้พึงใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 1 กันยายน 2551 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยเข้ารับช่วงสิทธิของพันตำรวจโทบัณฑิตผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 สิทธิของโจทก์จึงมีเท่ากับสิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยตามที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์นำสืบเพียงว่าเหตุเกิดวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 โดยไม่ได้นำสืบว่าพันตำรวจโทบัณฑิตไม่รู้ตัวผู้พึงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าพันตำรวจโทบัณฑิตรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2550 เพราะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจทางหลวงย่อมรู้ว่าถนนที่เกิดเหตุอยู่ในความดูแลของจำเลยอายุความละเมิดจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิจากพันตำรวจโทบัณฑิต จึงต้องฟ้องจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่วันดังกล่าวด้วย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2551 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์และจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคดี

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 448 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทางหลวง
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11001/2558
#634801
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 33 และมาตรา 34 ได้นั้น ผู้กระทำจะต้องชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการผู้อื่นโดยเจตนาให้ผู้อื่นนั้นเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ หากเป็นการชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการให้ผู้อื่นเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนก็เป็นความผิดตามมาตรา 33 แต่หากเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวเพื่อให้ผู้อื่นเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ ผู้กระทำต้องชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่นด้วยจึงจะเป็นความผิดตามมาตรา 34 ส่วนความผิดตามมาตรา 61 เป็นบทกำหนดโทษสำหรับผู้ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียน เพื่อควบคุมการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณประโยชน์ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 (ข) ว่า จำเลยทั้งแปดโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ พูดชักชวน ชี้ช่อง จัดการให้ประชาชนเข้าเป็นสมาชิกในชมรมดังกล่าว และประกาศทางใบปลิวว่า ได้ก่อตั้งชมรมโดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์นำเงินไปช่วยเหลือค่าจัดการศพสมาชิกที่ตาย หากประชาชนผู้ใดประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกจะต้องเสียเงินค่าสมัครคนละ 290 บาท ค่าจัดการศพให้แก่สมาชิกที่ตายทุกเดือน เดือนละ 480 บาท ผ่านทางจำเลยทั้งแปดกับพวก และหากสมาชิกตายเมื่อครบกำหนด 3 เดือน ได้รับเงิน 30,000 บาท หากครบ 6 เดือน ได้รับเงิน 50,000 บาท โดยจะไม่โกงหรือเลิกกิจการ แต่ความจริงจำเลยทั้งแปดกับพวกมิได้จดทะเบียนเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือขึ้นทะเบียนการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามกฎหมาย และไม่มีเจตนานำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกที่ตาย และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นทำให้ประชาชนหลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและจ่ายเงินค่าสมัครและเงินค่าจัดการศพสมาชิกที่ตายให้แก่จำเลยทั้งแปดกับพวกไป ฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่า จำเลยทั้งแปดไม่มีเจตนาชักชวนผู้เสียหายเข้าเป็นสมาชิกกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์เพราะไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกอื่นที่ถึงแก่ความตาย และมิได้มีเจตนาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามบทนิยามของกฎหมายแต่อย่างใด คงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา 61 แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพในความผิดฐานดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนและมิได้ยกขึ้นอ้างชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225 และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 33, 34, 61, 66 ให้จำเลยทั้งแปดคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งยี่สิบสามตามจำนวนที่แต่ละคนถูกฉ้อโกงไป นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ที่ 10 และที่ 6 ตามลำดับในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1034/2549 ของศาลชั้นต้น กับให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1034/2549 และจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1137/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 33, 34, 61, 66 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 33, 34, 66 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ฐานร่วมกันชักชวนให้บุคคลเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ยังมิได้จดทะเบียน จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 8 คนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ฐานดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 และยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ข้อหาฉ้อโกงประชาชน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับข้อหาร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียน

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ในข้อหาร่วมกันชักชวนให้บุคคลเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียน กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ฐานร่วมกันชักชวนให้บุคคลเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์โดยได้รับประโยชน์ตอบแทน ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ฐานดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียน 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 10,000 บาท และให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 สำหรับฐานร่วมกันชักชวนให้บุคคลเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ยังมิได้จดทะเบียนคนละ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 เป็นความผิดฐานร่วมกันชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ยังมิได้จดทะเบียน กับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 เป็นความผิดฐานร่วมกันชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการให้ผู้อื่นเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่นเพราะคำว่าสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ตาม มาตรา 34 ของพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มิได้มีความหมายเฉพาะสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่จดทะเบียนเท่านั้น นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวตามฟ้องเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา 61 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 บัญญัติว่า "การฌาปนกิจสงเคราะห์" หมายความว่า กิจการที่บุคคลหลายคนตกลงเข้าร่วมกันเพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ หรือจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ตกลงเข้าร่วมกันนั้นซึ่งถึงแก่ความตายและมิได้ประสงค์จะหากำไรหรือรายได้เพื่อแบ่งปันกัน "สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์" หมายความว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 33 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการโดยวิธีใดๆ ที่คล้ายคลึงกันให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ยังมิได้จดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย และมาตรา 34 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการให้ผู้อื่นเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์โดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่น ไม่ว่าจะเป็นสินจ้างหรือค่าใช้จ่ายอื่นจากการชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการนั้น ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่า การที่จะถือว่าเป็นความผิดตามมาตรา 33 และมาตรา 34 ได้นั้น ผู้กระทำจะต้องชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการผู้อื่นโดยเจตนาให้ผู้อื่นนั้นเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ หากเป็นการชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการให้ผู้อื่นเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนก็เป็นความผิดตามมาตรา 33 แต่หากเป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวเพื่อให้ผู้อื่นเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ฯ ผู้กระทำต้องชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่นด้วยจึงจะเป็นความผิดตามมาตรา 34 ส่วนความผิดตามมาตรา 61 เป็นบทกำหนดโทษสำหรับผู้ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียน เพื่อควบคุมการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งเป็นกิจการสาธารณประโยชน์ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 (ข) ว่า จำเลยทั้งแปดโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ พูดชักชวน ชี้ช่อง จัดการให้ประชาชนเข้าเป็นสมาชิกในชมรมดังกล่าว และประกาศทางใบปลิวว่า ได้ก่อตั้งชมรมโดยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์นำเงินไปช่วยเหลือค่าจัดการศพสมาชิกที่ตาย หากประชาชนผู้ใดประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกจะต้องเสียเงินค่าสมัครคนละ 290 บาท ค่าจัดการศพให้แก่สมาชิกที่ตายทุกเดือน เดือนละ 480 บาท ผ่านทางจำเลยทั้งแปดกับพวก และหากสมาชิกตายเมื่อครบกำหนด 3 เดือน ได้รับเงิน 30,000 บาท หากครบ 6 เดือน ได้รับเงิน 50,000 บาท โดยจะไม่โกงหรือเลิกกิจการ แต่ความจริงจำเลยทั้งแปดกับพวกมิได้จดทะเบียนเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือขึ้นทะเบียนการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามกฎหมาย และไม่มีเจตนานำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกที่ตาย และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นทำให้ประชาชนหลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกและจ่ายเงินค่าสมัครและเงินค่าจัดการศพสมาชิกที่ตายให้แก่จำเลยทั้งแปดกับพวกไป ฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่า จำเลยทั้งแปดไม่มีเจตนาชักชวนผู้เสียหายเข้าเป็นสมาชิกกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์เพราะไม่มีเจตนาที่จะนำเงินที่ได้รับจากสมาชิกไปช่วยเหลือจัดการศพสมาชิกอื่นที่ถึงแก่ความตาย และมิได้มีเจตนาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามบทนิยามของกฎหมายแต่อย่างใด คงมีแต่เจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา 61 แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพในความผิดฐานดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนและมิได้ยกขึ้นอ้างชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225 และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา 225 และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อที่เหลืออีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ยังมิได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 33 สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 และยกฟ้องโจทก์ในข้อหาดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนสำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ม. 33 ม. 34 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นายเสริญ วิสิทธิ์สการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล. ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10985/2558
#588118
เปิดฉบับเต็ม

ใบสำคัญจ่ายเป็นของมูลนิธิ แต่อยู่ในความครอบครองดูแลของ ย. ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชีของมูลนิธิ ย. ย่อมมีหน้าที่ปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของนายจ้างตน เมื่อเห็นว่าผู้บริหารของมูลนิธิ ทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกเงินของมูลนิธิ ก่อความเสียหายแก่มูลนิธิที่ตนทำงานอยู่ เมื่อตนพบเห็นย่อมแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ การที่ ย. นำเอกสารดังกล่าวไปมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีแก่จำเลย ย.ย่อมไม่มีความผิดใด ๆ ในทางอาญา เพราะเป็นการมอบหลักฐานที่สำคัญในทางคดีให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย การที่จะให้เจ้าพนักงานเรียกเอกสารหลักฐานแห่งการกระทำความผิดตามปกตินั้น ย่อมยากที่จะได้รับความร่วมมือจากผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นผู้บริหารในหน่วยงานดังกล่าว เอกสารนั้นอาจถูกทำลายหรือสูญหายหรือหาไม่พบได้ จึงเป็นอุปสรรคในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิด การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานสำคัญของคดี จึงเป็นการได้มาโดยชอบ ไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตา 226/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 265, 268 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42, 69 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 69 ประกอบมาตรา 42 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 69 ประกอบมาตรา 42 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท เมื่อรวมกับโทษอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 28,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า มูลนิธิฟื้นฟูมรดกอิสลาม ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย) เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ โดยจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2546 มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 19/2 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส มีนายอนันต์ เป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียน จำเลยกับพวกเป็นผู้เริ่มก่อการ ในการจดทะเบียนดังกล่าว จำเลยให้คำมั่นสัญญาว่าจะมอบเงินสด 500,000 บาท และที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2947 ตั้งอยู่ที่ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ราคาประมาณ 105,300 บาท ให้เป็นทุนดำเนินการของมูลนิธิ ตามคำขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิและหนังสือคำมั่นสัญญา ซึ่งที่ดินดังกล่าวจำเลยซื้อมาจากนางหนวก ต่อมามีการจดทะเบียนแก้ไขสำนักงานใหญ่เป็นเลขที่ 104/2 หมู่ที่ 7 ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส มีจำเลยเป็นประธานมูลนิธิและเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินกิจการของมูลนิธิตลอดมา นายยูนุส เป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชี นายลุกมาน เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน และนายคอลิด เป็นเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีของมูลนิธิ นายยูนุสกล่าวหาจำเลยต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมว่า จำเลยร่ำรวยผิดปกติ โดยยักยอกทรัพย์สินของมูลนิธิไปเป็นของตนหลายกรณี ปฏิบัติหน้าที่โดยผิดระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ ทำให้เกิดความเสียหายแก่มูลนิธิ กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไว้เป็นคดีพิเศษ โดยอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งคณะทำงานสอบสวนคดีพิเศษ มีพันตำรวจตรีสุริยา เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ตามประกาศและคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายยูนุสส่งมอบหลักฐานเป็นเอกสารของมูลนิธิหลายรายการ รวมทั้งใบสำคัญจ่าย ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนแล้วมีความเห็นว่า จำเลยเป็นผู้ดำเนินการปลอมใบสำคัญจ่ายและใบอนุญาตจ่ายเงินซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2947 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิของมูลนิธิ และได้ใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวเป็นหลักฐานในการเบิกเงิน 400,000 บาท จากมูลนิธิ ซึ่งเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ กระทำหรือยอมให้กระทำอันทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชี เอกสารหรือหลักประกันของมูลนิธิ เพื่อลวงให้มูลนิธิขาดประโยชน์อันควรได้ พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่จำเลยแล้ว ในชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ใบสำคัญจ่ายเป็นพยานหลักฐานซึ่งเกิดขึ้นและได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 หรือไม่ เห็นว่า เอกสารดังกล่าวเป็นของมูลนิธิ แต่อยู่ในความครอบครองดูแลของนายยูนุส ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชีของมูลนิธิ นายยูนุสย่อมมีหน้าที่ปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของนายจ้างตน เมื่อเห็นว่าผู้บริหารของมูลนิธิทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกเงินของมูลนิธิ ก่อความเสียหายแก่มูลนิธิที่ตนทำงานอยู่ เมื่อตนพบเห็นย่อมแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ การที่นายยูนุสนำเอกสารดังกล่าวไปมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีแก่จำเลย นายยูนุสย่อมไม่มีความผิดใด ๆ ในทางอาญา เพราะเป็นการมอบหลักฐานที่สำคัญในทางคดีให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย การที่จะให้เจ้าพนักงานเรียกเอกสารหลักฐานแห่งการกระทำความผิดตามปกตินั้น ย่อมยากที่จะได้รับความร่วมมือจากผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นผู้บริหารในหน่วยงาน เอกสารนั้นอาจถูกทำลายหรือสูญหายหรือหาไม่พบได้ จึงเป็นอุปสรรคในการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิด การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานสำคัญของคดี จึงเป็นการได้มาโดยชอบ ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตา 226/1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมาหะมะ อาแว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพรชัย หวังรุ่งเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ประพาฬ อนมาน
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10955/2558
#592021
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 25 กำหนดให้ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเป็นผู้บริหารกิจการ และตามมาตรา 26 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ผู้อำนวยการเป็นผู้กระทำการในนามขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและเป็นผู้กระทำการแทน สามารถมอบอำนาจให้ตัวแทนหรือบุคคลใด ๆ ปฏิบัติกิจการเฉพาะอย่างแทนก็ได้ การที่จำเลยทั้งสองยอมเปิดบัญชีเงินฝากให้แก่ ถ. ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ในตำแหน่งเสมียนหน่วยการเงินโดยนำหนังสือขอเปิดบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งออกโดยพันเอก ศ. โดยมิได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พันเอก ศ. เป็นตัวแทนของผู้อำนวยการของโจทก์ หรือไม่ กรณีจึงมิได้เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 ถ. นำสำเนาบัตรประจำตัวพนักงานองค์การของรัฐของพันเอก ศ. ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายทั้งสี่ลงในสำเนาบัตร และบัตรตัวอย่างลายมือชื่อให้ไว้ต่อพนักงานของจำเลยทั้งสองเพื่อไว้ตรวจสอบลายมือชื่อ จำเลยทั้งสองตรวจสอบหนังสือขอเปิดบัญชีออมทรัพย์และเอกสารต่าง ๆ แล้วเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ใช้ชื่อบัญชีว่า "โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก" โดยจำเลยทั้งสองมิได้สอบถามไปยังโจทก์ว่าขอเปิดบัญชีหรือไม่ การที่ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินทั้งสี่มิได้มาลงลายมือชื่อในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อต่อหน้าพนักงานของจำเลยทั้งสองจึงถือเป็นความบกพร่องของฝ่ายจำเลยทั้งสอง อันเป็นความประมาทเลินเล่อในขั้นตอนการเปิดบัญชีของจำเลยทั้งสอง แต่การที่ ถ. ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์นำเอกสารต่าง ๆ มายื่นคำขอเปิดบัญชีต่อจำเลยทั้งสองกับการที่พนักงานของจำเลยทั้งสองบกพร่องไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะเปิดบัญชีให้แก่ ถ. นั้น การกระทำของ ถ. เป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ถือว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรงมากกว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเพียงการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเท่านั้น หลังจากที่จำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์แล้ว ถ. กระทำทุจริตนำเช็คขีดคร่อมที่ลูกค้าโจทก์สั่งจ่ายให้โจทก์เข้าฝากในบัญชีที่จำเลยทั้งสองเปิดให้โจทก์จำนวน 119 รายการ รวมเป็นเงิน 73,462,420.16 บาท รวมเวลานานถึง 5 ปีเศษ อันแสดงให้เห็นว่า ระบบการตรวจสอบภายในของโจทก์ไม่ดีพอ โจทก์ปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้ ถ. มีโอกาสทุจริตได้ง่าย หากโจทก์มีการตรวจสอบที่ดี รัดกุมและละเอียดรอบคอบ ถ. คงจะไม่ทุจริตตลอดมาเป็นระยะเวลา 5 ปีเศษ และความเสียหายคงจะไม่มากเท่านี้ ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กรณีถือได้ว่า โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยทั้งสอง จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มีพลเอกทสรฐ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เป็นหน่วยงานกิจการพิเศษหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2543 นายถนอม ลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งเสมียนแผนกการเงิน สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ได้ปลอมหนังสือที่ กห 5137/436 ลงวันที่ 20 มกราคม 2543 เรื่องขอเปิดบัญชีออมทรัพย์โดยปลอมลายมือชื่อของพันเอกศรเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งกำลังบำรุง รักษาการหัวหน้าสำนักงานกิจการโรงพิมพ์ของโจทก์ และนำสำเนาบัตรประจำตัวพนักงานองค์การของรัฐของพันเอกศรเทพและของนายกวี สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนางฐาปนี และของนายศักดิ์เกษม เอกสารทั้งหมดรับรองสำเนาถูกต้องโดยนายถนอม นายถนอมได้ลงลายมือชื่อปลอมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบุคคลดังกล่าวไปยื่นต่อพนักงานที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 เพื่อขอเปิดบัญชีเงินฝากกับจำเลยที่ 1 สาขาสนามเสือป่า โดยกำหนดผู้มีอำนาจลงนามคือ 1. พันเอกศรเทพ 2. นายกวี 3. นางฐาปนี และ 4. นายศักดิ์เกษม และกำหนดเงื่อนไขในการสั่งจ่ายว่า บุคคลในหมายเลข 1 หรือ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกับบุคคลในหมายเลข 3 หรือ 4 จึงจะมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้และได้ปลอมลายมือชื่อของผู้มีอำนาจในคำขอใช้บริการเงินฝากลงในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อให้ไว้ต่อพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยที่ 2 เพื่อเก็บไว้ตรวจสอบลายมือชื่อและพนักงานของจำเลยที่ 1 ให้เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์เลขที่บัญชี 046 - 2 - 33429 - 3 ชื่อบัญชีโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ให้ ต่อมานายถนอมนำเช็คขีดคร่อมที่ผู้ว่าจ้างหรือลูกค้าของโจทก์สั่งจ่ายให้แก่โจทก์ในนามโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกที่นายถนอมเก็บจากลูกค้าของโจทก์นำเข้าฝากในบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าว เมื่อระหว่างวันที่ 21 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 จำนวน 119 รายการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 73,462,420.16 บาท ต่อมานายถนอมปลอมลายมือชื่อของพันเอกศรเทพ และนางฐาปนี ในใบถอนเงินธนาคารทำการเบิกเงินของโจทก์จากบัญชีดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ชอบหลายครั้ง รวมเป็นเงิน 73,462,420.16 บาท ซึ่งนายถนอมนำเงินมาชำระคืนแก่โจทก์บางส่วน ในส่วนคดีอาญาศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษนายถนอมตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3144/2548

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 25 กำหนดให้ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเป็นผู้บริหารกิจการขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) และตามมาตรา 26 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ผู้อำนวยการเป็นผู้กระทำการในนามขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและเป็นผู้กระทำการแทนองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และผู้อำนวยการสามารถมอบอำนาจให้ตัวแทนหรือบุคคลใด ๆ ปฏิบัติกิจการเฉพาะอย่างแทนก็ได้ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึก โดยมีระเบียบองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกว่าด้วยการบริหารงานและดำเนินกิจการหน่วยงานกิจการพิเศษขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2542 ข้อ 4 แบ่งหน่วยงานกิจการพิเศษขององค์การฯ ข้อ 4.3 ได้แก่สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ การควบคุมหน่วยงานกิจการพิเศษนั้น ตามข้อ 11 ให้มีคณะกรรมการบริหารหน่วยงานกิจการพิเศษ มีผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเป็นประธาน รองผู้อำนวยการ ฯ เป็นรองประธาน ข้อ 24 ระบุเกี่ยวกับการเงินว่า การฝากเงินของหน่วยงานกิจการพิเศษหน่วยใด ให้เปิดบัญชีในนามหน่วยงานพิเศษนั้น การจ่ายเงินให้ประธานหรือรองประธานลงลายมือชื่อร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานกิจการพิเศษหรือรองหัวหน้า ฯ หรือหัวหน้าการเงินของหน่วย การที่จำเลยทั้งสองยอมเปิดบัญชีให้แก่นายถนอม ตามหนังสือขอเปิดบัญชีออมทรัพย์ ออกโดยพันเอกศรเทพซึ่งเป็นเพียงผู้อำนวยการฝ่ายส่งกำลังบำรุง รักษาการหัวหน้าสำนักกิจการโรงพิมพ์ของโจทก์เท่านั้น โดยมิได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พันเอกศรเทพเป็นตัวแทนของผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก หรือไม่ กรณีจึงมิได้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510 ตามหนังสือขอเปิดบัญชีออมทรัพย์ระบุว่า สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ มีความประสงค์จะขอเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์ ใช้ชื่อบัญชี "โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก" โดยกำหนดผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินดังนี้ 1. พันเอกศรเทพ 2. นายกวี 3. นางฐาปนี 4. นายศักดิ์เกษม เงื่อนไขในการสั่งจ่ายเงิน "บุคคลในหมายเลข 1 หรือ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกับบุคคลในหมายเลข 3 หรือ 4 จึงจะมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้" โดยนายถนอมนำสำเนาบัตรประจำตัวพนักงานองค์การของรัฐของพันเอกศรเทพและนายกวี นำบัตรประจำตัวประชาชนของนางฐาปนี และของนายศักดิ์เกษม โดยนายถนอมได้ปลอมลายมือชื่อของบุคคลดังกล่าวลงในสำเนาบัตรของแต่ละคน และนายถนอมยังได้ปลอมลายมือชื่อของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวลงในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อให้ไว้ต่อพนักงานของจำเลยทั้งสอง เพื่อเก็บไว้ตรวจสอบลายมือชื่อ พนักงานจำเลยที่ 1 สาขาสนามเสือป่า ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองตรวจสอบหนังสือเรื่องขอเปิดบัญชีออมทรัพย์และเอกสารต่าง ๆ แล้วได้เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ใช้ชื่อบัญชีว่า "โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก" จะเห็นได้ว่าขั้นตอนในการขอเปิดบัญชีออมทรัพย์เป็นอันสมบูรณ์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อจำเลยทั้งสองได้รับคำขอเปิดบัญชีออมทรัพย์แล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้สอบถามไปยังโจทก์ว่าจะขอเปิดบัญชีหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างว่า วิธีปฏิบัติในการเปิดบัญชีจะมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้น ๆ มาแจ้งด้วยวาจากับธนาคารก่อนว่ามีความประสงค์จะเปิดบัญชีและจะขอแบบฟอร์มเอกสารในการเปิดบัญชีจากธนาคารคือคำขอเปิดบัญชีออมทรัพย์และบัตรตัวอย่างลายมือชื่อนำกลับไปให้ผู้มีอำนาจลงชื่อ การลงชื่อดังกล่าวจะไม่ได้ลงชื่อต่อหน้าพนักงานธนาคาร เสร็จแล้วหน่วยงานจะมอบให้พนักงานนำเอกสารทั้งหมดมาเปิดบัญชีกับธนาคารอีกครั้งหนึ่ง การที่ผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินมิได้มาลงตัวอย่างลายมือชื่อต่อหน้าพนักงานของธนาคาร พนักงานของธนาคารจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นลายมือชื่อของผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินอย่างแท้จริง การที่บุคคลทั้งสี่ดังกล่าวมิได้มาลงลายมือชื่อในบัตรตัวอย่างลายมือชื่อต่อหน้าพนักงานของจำเลยทั้งสองจึงถือว่าเป็นความบกพร่องของฝ่ายจำเลยทั้งสอง อันเป็นความประมาทเลินเล่อในขั้นตอนการเปิดบัญชีของจำเลยทั้งสอง แต่จากการที่นายถนอมซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ในตำแหน่งเสมียนหน่วยการเงิน นำเอกสารต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วมายื่นคำขอเปิดบัญชีกับจำเลยทั้งสองกับการที่พนักงานของจำเลยทั้งสองบกพร่องไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะเปิดบัญชีให้แก่นายถนอม นั้น เห็นว่า การกระทำของนายถนอมเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ถือว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรงมากกว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเพียงการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความต่อมาว่าหลังจากจำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์แล้วนายถนอมได้นำเช็คขีดคร่อมที่ผู้ว่าจ้างหรือลูกค้าของโจทก์สั่งจ่ายให้แก่โจทก์ในนามของ "โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก" ที่นายถนอมเก็บจากลูกค้าของโจทก์นำเข้าฝากในบัญชีที่จำเลยทั้งสองเปิดให้โจทก์จำนวน 119 รายการ รวมเป็นเงิน 73,462,420.16 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2548 รวมระยะเวลานานถึง 5 ปีเศษ อันแสดงให้เห็นว่า ระบบการตรวจสอบภายในของโจทก์ไม่ดีพอทั้งที่มีระเบียบองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกว่าด้วยการบริหารและดำเนินกิจการหน่วยงานกิจการพิเศษขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กำหนดไว้แล้ว ทำให้เห็นว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้นายถนอมมีโอกาสทุจริตได้ง่าย หากโจทก์มีการตรวจสอบที่ดี รัดกุมและละเอียดรอบคอบ นายถนอมคงจะไม่ทุจริตตลอดมาเป็นระยะเวลา 5 ปีเศษ และความเสียหายคงจะไม่มากเท่านี้ ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กรณีถือได้ว่า โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจำเลยทั้งสอง จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 420 ม. 442
พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
จำเลย — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอุบลรัตน์ ศรีนวล
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10942 -ที่ 10943/2558
#590203
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 จะแปรรูปเป็นบริษัทไปแล้วแต่มาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 และหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติก็ยังกำหนดให้จำเลยที่ 2 เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่เช่นเดิม เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การยืนยันมาตั้งแต่แรกว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจึงเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดไม่ได้ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง

ในการทำสัญญาเช่า การที่จำเลยร่วมผู้ให้เช่าตกลงกับจำเลยที่ 2 ผู้เช่าว่าจำเลยร่วมตกลงยอมรับผิดต่อผู้โดยสารในรถยนต์ที่นำมาให้เช่าและบุคคลภายนอกในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้างจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดขับรถยนต์ที่เช่าไปก่อความเสียหายขึ้น เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 ไม่ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมไม่มีผลบังคับตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และไม่ใช่ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนในอันจะถือว่าเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ก็ยังต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในเหตุละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำขึ้นในครั้งนี้ เมื่อเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก การที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้างจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดในทางการที่ว่าจ้างโดยขับรถยนต์กระบะที่เช่าไปก่อความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญาจึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองได้ กรณีไม่ใช่เป็นสัญญาเฉพาะตัวโดยตรง ดังนั้น แม้จำเลยร่วมไม่ใช่ลูกจ้างจำเลยที่ 2 ในอันที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ย แต่ก็ถือว่าจำเลยที่ 2 อาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเข้ากรณี ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ก ที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหาย หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้จำเลยร่วมและจำเลยที่ 3 ชำระแทนเป็นการไม่ชอบเนื่องจากกรณีไม่ใช่ผู้ค้ำประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เช่นเดิม

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และจำนวน 4,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทไทย วี.พี. คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การทั้งสองสำนวนขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,790,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 1,790,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 65,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 65,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 17,351 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 17,351 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ทั้งสองสำนวนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ สำนวนแรก 25,000 บาท ค่าทนายความสำนวนหลัง 10,000 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,140,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่ให้บังคับแก่จำเลยร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยร่วมและให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ลูกจ้างจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างโดยประมาทเลินเล่อ ด้วยการที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ณม 1879 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 2 เช่ามาจากจำเลยร่วมเจ้าของซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 โดยปราศจากความระมัดระวังกล่าวคือ ขณะที่โจทก์ที่ 2 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กก 5717 ฉะเชิงเทรา โดยมีพระครูสิทธิสุตาภรณ์ บุตรโจทก์ที่ 1 นั่งโดยสารมาด้วยมาตามถนนสุวินทวงศ์มุ่งหน้าไปทางจังหวัดฉะเชิงเทราในช่องเดินรถที่ 2 ติดกับเกาะกลางถนนเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุหน้าร้านอาหาร เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถในช่องเดินรถฝั่งตรงข้ามมาเลี้ยวกลับรถที่ช่องกลับรถตรงเกาะกลางถนน โดยจำเลยที่ 1 ไม่หยุดรถรอให้โจทก์ที่ 2 ขับรถผ่านพ้นไปก่อน แต่จำเลยที่ 1 กลับขับรถล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของโจทก์ที่ 2 ตัดหน้ารถโจทก์ที่ 2 ที่ขับมาในระยะกระชั้นชิดเป็นเหตุให้รถโจทก์ที่ 2 เฉี่ยวชนกับรถจำเลยที่ 1 แล้วรถโจทก์ที่ 2 เสียหลักหมุนไปชนกับเสาไฟฟ้าบนเกาะกลางถนน ทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสม้ามแตกส่วนบุตรโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายเป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพและโจทก์ที่ 1 ต้องขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 1,140,000 บาท และโจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล 500,000 บาท พนักงานสอบสวนมีความเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทจึงส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษายืนว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1341/2549 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ในส่วนคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้จำเลยร่วมชำระแทน ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นผลให้จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเนื่องจากแม้จำเลยที่ 1 ลูกจ้างจะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐในอันที่จะต้องอยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดไม่ได้โดยเหตุที่จำเลยที่ 2 แปรรูปเป็นบริษัทไปแล้วตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 จึงไม่เป็นรัฐวิสาหกิจอันเป็นหน่วยงานของรัฐอีกต่อไป ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจึงฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดได้ จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 นายจ้างรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะแปรรูปเป็นบริษัทไปแล้วแต่ตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 และหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติก็ยังกำหนดให้จำเลยที่ 2 เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่เช่นเดิม เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การยืนยันมาตั้งแต่แรกว่าจำเลยที่ 2 เป็นรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจึงเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดไม่ได้ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกให้จำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นผลให้จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการทำสัญญาเช่า การที่จำเลยร่วมผู้ให้เช่าตกลงกับจำเลยที่ 2 ผู้เช่าว่า จำเลยร่วมตกลงยอมรับผิดต่อผู้โดยสารในรถยนต์ที่นำมาให้เช่าและบุคคลภายนอกในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้างจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดขับรถยนต์ที่เช่าไปก่อความเสียหายขึ้น เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 กรณีจะมาถือว่า ในการทำสัญญาเช่าจำเลยร่วมไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้จึงต้องตกลงกับจำเลยที่ 2 ไปเช่นนั้น มิฉะนั้นจะถือว่าจำเลยร่วมผิดข้อตกลงในการประกวดราคาจะต้องถูกริบหลักประกันทันทีจึงถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่มีผลบังคับตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 อย่างที่จำเลยร่วมนำสืบนั้นไม่ได้ จึงไม่ถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและกรณีก็ไม่ใช่ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้า เป็นข้อความยกเว้นมิให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนในอันจะถือว่าเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 อย่างที่จำเลยร่วมยื่นคำให้การเนื่องจากจำเลยที่ 2 ก็ยังต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในเหตุละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำขึ้นในครั้งนี้ เมื่อเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก การที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้างจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดในทางการที่ว่าจ้างโดยขับรถยนต์กระบะที่เช่าไปก่อความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองตามที่กล่าวมาแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สัญญา จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองได้ กรณีไม่ใช่เป็นสัญญาเฉพาะตัวโดยตรง ดังนั้นแม้จำเลยร่วมไม่ใช่ลูกจ้างจำเลยที่ 2 ในอันที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยอย่างที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ก็ถือว่าจำเลยที่ 2 อาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเข้ากรณีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ก ที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยร่วมมีความผูกพันต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองตามสัญญาเช่าดังกล่าว จำเลยร่วมจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 มีส่วนประมาทในการก่อเหตุละเมิดครั้งนี้หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่า โจทก์ที่ 2 มีส่วนประมาทเนื่องจากโจทก์ที่ 2 ขับรถด้วยความเร็วสูงเข้าไปชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับในขณะจอดรออยู่ในช่องกลับรถเพื่อเลี้ยวกลับรถ เห็นว่า ถ้าเป็นอย่างที่จำเลยที่ 2 ฎีกา กรณีไม่ถือเพียงว่าโจทก์ที่ 2 มีส่วนประมาทเท่านั้น แต่กรณีเป็นถึงขนาดโจทก์ที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยประมาทเลินเล่อ โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนประมาทด้วยเลย ถ้าเป็นเช่นนี้โจทก์ที่ 2 ก็น่าจะถูกฟ้องเป็นคดีอาญาไม่ใช่จำเลยที่ 1 มาถูกฟ้องเป็นคดีอาญาเสียเองดังกล่าว เมื่อในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยไม่ปฏิเสธสู้คดีเช่นนั้นไว้เลย ดังนั้น ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น รับฟังได้ว่าโจทก์ที่ 2 ไม่มีส่วนประมาท ดังนั้น จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมจึงต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองในจำนวนตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหาย หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้จำเลยร่วมและจำเลยที่ 3 ชำระแทนเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากกรณีนี้ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยและให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,140,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในวงเงิน 65,000 บาท กับให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในวงเงิน 17,351 บาท ไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยร่วมและให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ก
ป.พ.พ. ม. 373 ม. 374
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 5 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุวดี สันสมภาค กับพวก
จำเลย — นายอริยะกำพร ศรีรักษา กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทไทย.วี.พี. คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางศุทธดา วัฒนวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10941/2558
#593225
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง กำหนดอายุความสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดไว้ 2 กรณี คือ กรณีแรก มีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีที่สอง มีอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ซึ่งหากเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งก็ถือว่าสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดเป็นอันขาดอายุความ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบแปดซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์กระทำละเมิด ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วยเงินกู้พิเศษ โดยอนุมัติให้เงินกู้พิเศษแก่ ส. เพื่อซื้อรถยนต์โดยไม่ได้ให้ ส. ส่งมอบทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อ ส. จะต้องส่งมอบทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2540 และมูลละเมิดของจำเลยทั้งสิบแปดเกิดจากไม่ดำเนินการหรือละเลยไม่กวดขันให้พนักงานสหกรณ์โจทก์ติดตามทวงถาม ส. ให้ส่งมอบทะเบียนรถยนต์ตามระเบียบของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ดังนั้น วันทำละเมิดย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันที่ได้กระทำหรืองดเว้นกระทำอันเป็นมูลเหตุให้เกิดความเสียหายนั้น ย่อมเกิดอย่างช้าที่สุดในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 จึงล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดแล้วฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันชำระเงิน 504,931.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 469,883 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 18 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ที่ 11 และที่ 13 ถึงที่ 17 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 6 เด็ดขาด ขอให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 6 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันชำระเงิน 504,931.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 469,883 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทราบถึงความเสียหายเมื่อได้มีการประชุมใหญ่สามัญของโจทก์ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 และโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอผลการสอบสวนต่อประธานกรรมการของโจทก์ในวันที่ 27 กันยายน 2550 และโจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 จึงยังไม่พ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง กำหนดอายุความสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดไว้ 2 กรณี คือ กรณีแรก มีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีที่สองมีอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ซึ่งหากเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวก็ถือว่าสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดเป็นอันขาดอายุความ แม้จะได้ความว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ใต้บังคับอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิด คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบแปดซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์กระทำละเมิด ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วยเงินกู้พิเศษ โดยอนุมัติให้เงินกู้พิเศษแก่นายสุนิวิษฎเพื่อซื้อรถยนต์โดยไม่ได้ให้นายสุนิวิษฎส่งมอบทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย สามารถยึดรถยนต์ดังกล่าวมาชำระหนี้ได้และได้ความว่า เมื่อคณะกรรมการเงินกู้พิเศษมีมติอนุมัติเงินกู้พิเศษให้แก่นายสุนิวิษฎแล้วนายสุนิวิษฎจะต้องส่งมอบทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2540 และมูลละเมิดของจำเลยทั้งสิบแปดตามฟ้องเกิดจากการที่จำเลยทั้งสิบแปดไม่ดำเนินการหรือละเลยไม่กวดขันให้พนักงานของโจทก์ติดตามทวงถามนายสุนิวิษฎให้ส่งมอบทะเบียนรถยนต์ตามระเบียบของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ดังนั้น วันทำละเมิดย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันที่ได้กระทำหรืองดเว้นกระทำอันเป็นมูลเหตุให้เกิดความเสียหายนั้น ย่อมเกิดอย่างช้าที่สุดในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 จึงล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดแล้วฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด
จำเลย — นายธรรมนูญ หวั่งหลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุกัญญา เวียงอินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10918/2558
#589787
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแต่เพียงว่า จำเลยตั้งสถานบริการประเภทที่มีอาหาร สุรา น้ำชาหรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่าย โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีและการแสดงอย่างอื่นเพื่อการบันเทิงบริการแก่ลูกค้า ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการค้าของจำเลยโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้นักร้อง นักแสดงหรือพนักงานอื่นใดนั่งกับลูกค้าหรือซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 นาฬิกา ด้วยแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ข้อหานี้จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 และมาตรา 4 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานค้ามนุษย์ว่า จำเลยกระทำการค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป โดยการพูดยุยงส่งเสริม โดยใช้อุบายหลอกลวง ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใดด้วยการให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีให้ค้าประเวณี ทั้งนี้ เพื่อการอนาจารและสนองความใคร่ของผู้อื่นเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใด แม้ผู้เสียหายจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็กอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีโดยบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กกระทำการค้าประเวณี ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) แต่โจทก์ฎีกาว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไว้ให้มานั่งดริ้ง และเมื่อเด็กจะออกไปค้าประเวณีต้องจ่ายค่าปรับค่าร้านให้แก่จำเลย 300 บาท มิฉะนั้นเด็กไม่มีโอกาสที่จะออกจากร้านจำเลยไปได้นั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ด้วยการรับไว้ซึ่งเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) ซึ่งเป็นการกระทำที่โจทก์ไม่ได้บรรยายไว้ในฟ้อง อีกทั้งฟ้องตามที่บรรยายมาก็ไม่อาจแปลความหรือทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยรับไว้ซึ่งเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ข้อที่โจทก์ฎีกามาจึงเป็นการนอกเหนือไปจากที่โจทก์ฟ้อง ศาลจะลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) ไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานค้ามนุษย์ จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 2 เดือน ฐานค้ามนุษย์ คงจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 4 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้คืนธนบัตรฉบับละ1,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่จำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจตรีสมเด็จ กับพวกวางแผนให้สายลับไปล่อซื้อบริการค้าประเวณีที่ร้านอาหารเอมอรคาราโอเกะ ตั้งอยู่หมู่ที่ 14 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีอาหาร สุรา จำหน่ายโดยมีตู้คาราโอเกะชนิดหยอดเหรียญให้บริการ มีจำเลยเป็นเจ้าของผู้ดูแลร้านอาหารดังกล่าวสายลับเข้าไปในร้านอาหารของจำเลยและติดต่อล่อซื้อใช้บริการค้าประเวณีจากนางสาวอารีรัตน์ผู้เสียหาย ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุ 15 ปีเศษ เพื่อพาไปร่วมประเวณี โดยตกลงราคากันเป็นเงิน 1,500 บาท แล้วจับกุมจำเลยในข้อหาตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาค้ามนุษย์ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสถานบริการพ.ศ.2509 มาตรา 3 บัญญัติว่า "สถานบริการ หมายความว่า สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในทางการค้า ดังต่อไปนี้

(1) ฯลฯ

(4) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายหรือให้บริการ

โดยมีรูปแบบอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(ก) มีดนตรี การแสดงดนตรี หรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิงและยินยอม

หรือปล่อยปละละเลยให้นักร้อง นักแสดง หรือพนักงานอื่นใดนั่งกับลูกค้า...

(5) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่าย โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 นาฬิกา"แต่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแต่เพียงว่าจำเลยตั้งสถานบริการประเภทที่มีอาหาร สุรา น้ำชาหรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายชื่อร้านเอมอรคาราโอเกะ โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีและการแสดงอย่างอื่นเพื่อการบันเทิงบริการแก่ลูกค้า ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการค้าของจำเลย โดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้นักร้อง นักแสดง หรือพนักงานอื่นใดนั่งกับลูกค้าหรือซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 นาฬิกา ด้วยแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ในข้อหานี้จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3 และมาตรา 4 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดข้อหานี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยรับไว้ซึ่งผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุ 15 ปีเศษให้มาคอยรับแขก นั่งดริ้ง (ดื่ม) กับแขกโดยแบ่งผลประโยชน์กัน หนึ่งดริ้งทางร้านได้ 40 บาท ผู้เสียหายได้ 30 บาท โดยให้ค่าแรงวันละ 100 บาท และหากแขกจะพาผู้เสียหายออกไป ทางร้านได้เงิน 300 บาท ซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบโดยเอาผู้หญิงและเด็กเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด อันเป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 นั้นเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานนี้ว่า จำเลยกระทำการค้ามนุษย์ เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป โดยการพูดยุยงส่งเสริม โดยใช้อุบายหลอกลวง ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ด้วยการให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีให้ค้าประเวณีทั้งนี้ เพื่อการอนาจารและสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใด เป็นเงิน1,500 บาท แม้ผู้เสียหายจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็กอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปี โดยบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ยุยง ส่งเสริมหรือยินยอมให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กกระทำการค้าประเวณี ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด โดยให้ผู้เสียหายกระทำการเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและกระทำการค้าประเวณี เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยจำเลยได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน 300 บาท จากการที่ผู้เสียหายค้าประเวณีในแต่ละครั้ง อันเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) ที่บัญญัติว่า "เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉลหลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ..." แต่ที่โจทก์ฎีกาว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รับผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไว้ให้มานั่งดริ้ง และเมื่อเด็กจะออกไปค้าประเวณีต้องจ่ายค่าปรับค่าร้านให้แก่จำเลย 300 บาท มิฉะนั้นเด็กไม่มีโอกาสที่จะออกจากร้านจำเลยไปได้นั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ด้วยการรับไว้ซึ่งเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) ที่บัญญัติว่า "เป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่ายพามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก" ซึ่งเป็นการกระทำที่โจทก์ไม่ได้บรรยายไว้ในฟ้อง อีกทั้งฟ้องตามที่โจทก์บรรยายมาก็ไม่อาจแปลความหรือทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยรับไว้ซึ่งเด็ก เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ข้อที่โจทก์ฎีกามาจึงเป็นการฎีกานอกเหนือไปจากที่โจทก์ฟ้อง ศาลจะลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 3, 4
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 (1) (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายสุริยา สุวรรณะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายกสิชล ว่องไวชล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10915/2558
#590036
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของ ส. ไปและร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ผลักและฉุดกระชาก ส. เข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวก อันเป็นการข่มขืนใจ ส. ให้ต้องจำยอมเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวกด้วยการทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือเสรีภาพ และขณะนี้ไม่ทราบว่า ส. ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แม้คำบรรยายฟ้องจะแสดงว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันใช้กำลังทำร้าย ส. แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องยืนยันว่า ส. เสียชีวิตแล้ว กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า ส. ถูกทำร้ายถึงตายตามความหมายของกฎหมาย แม้ต่อมาศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งว่า ส. เป็นคนสาบสูญซึ่งถือว่าถึงแก่ความตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 62 ก็ตาม แต่ก็เป็นการตายโดยผลของกฎหมาย มิใช่เป็นกรณีถูกทำร้ายถึงตายตามความเป็นจริง

ขณะที่ภริยาและผู้สืบสันดานของ ส. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในปี 2547 และปี 2548 ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ส. ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ประกอบกับโจทก์แถลงยอมรับต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า อ. ภริยาของ ส. ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของ อ. โจทก์ร่วมที่ 1 และบุตรของ ส. โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 จึงเป็นไปโดยถูกต้องและชอบด้วยหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 340, 340 ตรี, 83 กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ นาฬิกาข้อมือ ปากกาและโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นเงิน 303,460 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอังคณา ภริยาของนายสมชายและบุตรของนายสมชายได้แก่ นางสาวสุดปรารถนา นางสาวประทับจิต นางสาวกอปร์กุศลและนางสาวครองธรรม โดยนางอังคณายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยเรียกนางอังคณาเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 นางสาวสุดปรารถนา เป็นโจทก์ร่วมที่ 2 นางสาวประทับจิต เป็นโจทก์ร่วมที่ 3 นางสาวกอปร์กุศล เป็นโจทก์ร่วมที่ 4 และนางสาวครองธรรมโดยนางอังคณา เป็นโจทก์ร่วมที่ 5

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก และมาตรา 391 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งห้าและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย กับให้ยกคำขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของโจทก์ร่วมทั้งห้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ร่วมทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายสมชาย ประกอบอาชีพทนายความและเป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม โดยมีสำนักงานทนายความที่กรุงเทพมหานคร ก่อนเกิดเหตุ นายสมชายเคยช่วยเหลือผู้ต้องหาและเป็นทนายความให้แก่จำเลยในคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหลายคดี ต่อมาวันเกิดเหตุ นายสมชายเพียงลำพังได้ขับรถเก๋งส่วนตัว ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีเขียว หมายเลขทะเบียน ภง 6786 กรุงเทพมหานคร ออกจากโรงแรม เพื่อมุ่งหน้าไปพักค้างคืนที่บ้านน้องชายของเพื่อนในหมู่บ้านสวนสนซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 3 กิโลเมตร ระหว่างทางขณะที่นายสมชายขับรถไปจอดริมถนนบริเวณหน้าร้านอาหาร มีชายคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้กำลังบังคับพานายสมชายขึ้นรถยนต์ของคนร้ายโดยนายสมชายหายตัวไปจนกระทั่งบัดนี้ ต่อมามีผู้พบรถยนต์ของนายสมชายถูกนำไปจอดทิ้งไว้ที่ถนนกำแพงเพชร 2 หลังสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (หมอชิต 2) โดยมีการกล่าวหาจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันเป็นคนร้ายก่อเหตุร้ายแก่นายสมชาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งห้าว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายและโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมโจทก์หรือไม่ เห็นว่า นายสมชายเป็นผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของคนร้ายโดยตรง นายสมชายจึงมีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 และมาตรา 30 และหากนายสมชายไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ผู้สืบสันดานและภริยาของนายสมชายย่อมมีอำนาจจัดการแทนนายสมชายได้ แต่กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ประการสำคัญไว้ในมาตรา 5 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า ผู้สืบสันดานและภริยาจะจัดการแทนผู้เสียหายได้เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ในข้อนี้เมื่อพิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้วได้ใจความว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของนายสมชายไปและร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ผลักและฉุดกระชากนายสมชายเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวก อันเป็นการข่มขืนใจนายสมชายให้ต้องจำยอมเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวกด้วยการทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือเสรีภาพและขณะนี้ไม่ทราบว่านายสมชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งแม้คำบรรยายฟ้องจะแสดงว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันใช้กำลังทำร้ายนายสมชาย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องยืนยันว่านายสมชายเสียชีวิตแล้ว กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า นายสมชายถูกทำร้ายถึงตายตามความหมายของกฎหมาย อีกทั้งการที่จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผลักและฉุดกระชากนายสมชายเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวกก็ไม่ได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นเหตุให้นายสมชายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้และแม้ต่อมาในปี 2552 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งแสดงว่า นายสมชายเป็นคนสาบสูญซึ่งถือว่าถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 62 ก็ตาม แต่ก็เป็นการตายโดยผลของกฎหมาย มิใช่เป็นกรณีถูกทำร้ายถึงตายตามความเป็นจริง เมื่อในขณะที่ภริยาและผู้สืบสันดานของนายสมชายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในปี 2547 และปี 2548 ตามลำดับ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายสมชายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ประกอบกับโจทก์แถลงยอมรับต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า นางอังคณา ภริยาของนายสมชายไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางอังคณาโจทก์ร่วมที่ 1 และบุตรของนายสมชาย โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 จึงเป็นไปโดยถูกต้องและชอบด้วยหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) แล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นและเมื่อโจทก์ร่วมทั้งห้าไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มาตั้งแต่แรก โจทก์ร่วมทั้งห้าย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องพิจารณาฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งห้าในประเด็นข้ออื่นอีก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340
ป.วิ.อ. ม. 5 (2) ม. 28 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางอังคณา นีละไพจิตร กับพวก
จำเลย — พันตำรวจตรีเงิน ทองสุก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุวิทย์ พรพานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10915/2558
#633784
เปิดฉบับเต็ม

ส. เป็นผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของคนร้ายโดยตรง ส. จึงมีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 และมาตรา 30 และหาก ส. ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ผู้สืบสันดานและภริยาของ ส. ย่อมมีอำนาจจัดการแทน ส. ได้ แต่กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ประการสำคัญไว้ใน มาตรา 5 (2) แห่ง ป.วิ.อ. ว่า ผู้สืบสันดานและภริยาจะจัดการแทนผู้เสียหายได้เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ เมื่อพิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้วได้ใจความว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของ ส. ไปและร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ผลักและฉุดกระชาก ส. เข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวก อันเป็นการข่มขืนใจ ส. ให้ต้องจำยอมเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวกด้วยการทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือเสรีภาพ และขณะนี้ไม่ทราบว่า ส. ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งแม้คำบรรยายฟ้องดังกล่าวจะแสดงว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันใช้กำลังทำร้าย ส. แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องยืนยันว่า ส. เสียชีวิตแล้ว กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า ส. ถูกทำร้ายถึงตายตามความหมายของกฎหมาย อีกทั้งการที่จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผลักและฉุดกระชาก ส. เข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวกก็ไม่ได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นเหตุให้ ส. ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ และแม้ต่อมาในปี 2552 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งแสดงว่า ส. เป็นคนสาบสูญซึ่งถือว่าถึงแก่ความตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 62 ก็ตาม แต่ก็เป็นการตายโดยผลของกฎหมาย มิใช่เป็นกรณีถูกทำร้ายถึงตายตามความเป็นจริง เมื่อในขณะที่ภริยาและผู้สืบสันดานของ ส. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในปี 2547 และปี 2548 ตามลำดับ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ส. ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ประกอบกับโจทก์แถลงยอมรับต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า อ. ภริยาของ ส. ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของ อ. โจทก์ร่วมที่ 1 และบุตรของ ส. โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 จึงเป็นไปโดยถูกต้องและชอบด้วยหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของนายสมชาย ผู้เสียหาย โดยเอารถยนต์นั่งส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน ภง 6786 กรุงเทพมหานคร ราคา 600,000 บาท นาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ ราคา 277,560 บาท ปากกายี่ห้อมองบลังค์ ราคา 7,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรล่า ราคา 18,900 บาท รวมราคาทรัพย์ 903,460 บาท ของนายสมชายโดยร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ผลักและฉุดกระชากตัวนายสมชายเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวกแล้วจับตัวให้นั่งรถยนต์ไปกับจำเลยทั้งห้ากับพวกอันเป็นการข่มขืนใจนายสมชายให้กระทำการใด จำยอมต่อสิ่งใดโดยต้องจำยอมไปกับจำเลยทั้งห้ากับพวก ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือเสรีภาพ โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนนายสมชายต้องกระทำการและจำยอมเข้าไปในรถยนต์และนั่งรถยนต์ไปกับจำเลยทั้งห้ากับพวก ซึ่งการประทุษร้ายดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป เพื่อยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น เพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ เพื่อปกปิดการกระทำความผิดและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม โดยจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันใช้รถยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด เพื่อพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม และขณะนี้ไม่ทราบว่านายสมชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ สำหรับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภง 6786 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของนายสมชายนั้น พนักงานสอบสวนได้ยึดไว้เป็นของกลางและคืนให้แก่ผู้แทนของนายสมชายไปแล้ว เหตุเกิดที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 340, 340 ตรี, 83 กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ นาฬิกาข้อมือ ปากกา และโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นเงิน 303,460 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอังคณา ภริยาของนายสมชายและบุตรของนายสมชายได้แก่ นางสาวสุดปรารถนา นางสาวประทับจิต นางสาวกอปร์กุศล และนางสาวครองธรรม โดยนางอังคณายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยเรียกนางอังคณาเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 นางสาวสุดปรารถนา เป็นโจทก์ร่วมที่ 2 นางสาวประทับจิต เป็นโจทก์ร่วมที่ 3 นางสาวกอปร์กุศล เป็นโจทก์ร่วมที่ 4 และนางสาวครองธรรมโดยนางอังคณา เป็นโจทก์ร่วมที่ 5

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก และมาตรา 391 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งห้าและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย กับให้ยกคำขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของโจทก์ร่วมทั้งห้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ร่วมทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายสมชาย ประกอบอาชีพทนายความและเป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม โดยมีสำนักงานทนายความตั้งอยู่เลขที่ 24/157 ซอยรัชดาภิเษก 32 หรือซอยอาภาภิรมย์ ถนนรัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ก่อนเกิดเหตุ นายสมชายเคยช่วยเหลือผู้ต้องหาและเป็นทนายความให้แก่จำเลยในคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหลายคดี ต่อมาวันเกิดเหตุ วันที่ 12 มีนาคม 2547 เวลา 20.30 นาฬิกา นายสมชายเพียงลำพังได้ขับรถเก๋งส่วนตัว ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีเขียว หมายเลขทะเบียน ภง 6786 กรุงเทพมหานคร ออกจากโรงแรมชาลีน่าในซอยลาดพร้าว 122 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เพื่อมุ่งหน้าไปพักค้างคืนที่บ้านน้องชายของเพื่อนในหมู่บ้านสวนสนซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 3 กิโลเมตร ระหว่างทางขณะที่นายสมชายขับรถไปจอดริมถนนบริเวหน้าร้านอาหารแม่ลาปลาเผา สาขารามคำแหง มีชายคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้กำลังบังคับพานายสมชายขึ้นรถยนต์ของคนร้ายโดยนายสมชายหายตัวไปจนกระทั่งบัดนี้ ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2547 เวลากลางวัน มีผู้พบรถยนต์ของนายสมชายถูกนำไปจอดทิ้งไว้ที่ถนนกำแพงเพชร 2 หลังสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (หมอชิต 2) แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยมีการกล่าวหาจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันเป็นคนร้ายก่อเหตุร้ายแก่นายสมชาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งห้าว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายและโจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมโจทก์หรือไม่ เห็นว่า นายสมชายเป็นผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของคนร้ายโดยตรง นายสมชายจึงมีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 และมาตรา 30 และหากนายสมชายไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ผู้สืบสันดานและภริยาของนายสมชายย่อมมีอำนาจจัดการแทนนายสมชายได้ แต่กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ประการสำคัญไว้ในมาตรา 5 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า ผู้สืบสันดานและภริยาจะจัดการแทนผู้เสียหายได้เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ในข้อนี้เมื่อพิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้วได้ใจความว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ของนายสมชายไปและร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ผลักและฉุดกระชากนายสมชายเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวก อันเป็นการข่มขืนใจนายสมชายให้ต้องจำยอมเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวกด้วยการทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือเสรีภาพ และขณะนี้ไม่ทราบว่านายสมชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งแม้คำบรรยายฟ้องดังกล่าวจะแสดงว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันใช้กำลังทำร้ายนายสมชาย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องยืนยันว่านายสมชายเสียชีวิตแล้ว กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่า นายสมชายถูกทำร้ายถึงตายตามความหมายของกฎหมาย อีกทั้งการที่จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผลักและฉุดกระชากนายสมชายเข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้งห้ากับพวกก็ไม่ได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นเหตุให้นายสมชายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ และแม้ต่อมาในปี 2552 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งแสดงว่านายสมชายเป็นคนสาบสูญซึ่งถือว่าถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 62 ก็ตาม แต่ก็เป็นการตายโดยผลของกฎหมาย มิใช่เป็นกรณีถูกทำร้ายถึงตายตามความเป็นจริง เมื่อในขณะที่ภริยาและผู้สืบสันดานของนายสมชายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในปี 2547 และปี 2548 ตามลำดับ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายสมชายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ประกอบกับโจทก์แถลงยอมรับต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 ว่า นางอังคณา ภริยาของนายสมชายไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางอังคณาโจทก์ร่วมที่ 1 และบุตรของนายสมชาย โจทก์ร่วมที่ 2 ถึงที่ 5 จึงเป็นไปโดยถูกต้องและชอบด้วยหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) แล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อโจทก์ร่วมทั้งห้าไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์มาตั้งแต่แรก โจทก์ร่วมทั้งห้าย่อมไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องพิจารณาฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งห้าในประเด็นข้ออื่นอีก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้ โจทก์พิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งห้าด้วยการนำสืบแสดงพยานหลักฐานเป็นสามประการใหญ่ ๆ โดยประการแรกโจทก์นำสืบถึงมูลเหตุชักจูงใจในการกระทำความผิด ประการที่สอง โจทก์นำพยานบุคคลซึ่งเป็นประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมมาเบิกความถึงพฤติการณ์ของคนร้าย และประการที่สาม โจทก์นำข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้ามาเป็นหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา ซึ่งศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยข้อนำสืบของโจทก์ในประการต่างๆ เป็นลำดับไปดังนี้

ประการแรก โจทก์นำสืบว่า เมื่อระหว่างวันที่ 17 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันจับกุมนายมะกะตา นายสุกรี นายอับดุลเลาะห์ นายมะนาเซ และนายซูดีรือมัน รวม 5 คน เป็นผู้ต้องหาในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ฐานร่วมกันเป็นกบฎแบ่งแยกดินแดน ร่วมกันเผาโรงเรียนและร่วมกันปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจนำผู้ต้องหาทั้ง 5 คนไปควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจภูธรตันหยงแล้วบีบบังคับให้กลุ่มผู้ต้องหาให้การรับสารภาพด้วยการทำร้ายร่างกายโดยวิธีการต่างๆ โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจคนหนึ่งที่ร่วมทำร้ายร่างกายผู้ต้องหา ส่วนจำเลยที่ 5 ได้รับการแต่งตั้งให้ร่วมเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวตามสำเนาคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และต่อมาเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำผู้ต้องหาทั้ง 5 คนไปควบคุมตัวไว้ที่กองปราบปรามและโรงเรียนพลตำรวจบางเขน กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 และที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำกองปราบปรามได้พูดจาข่มขู่ผู้ต้องหาบางคนไม่ให้กลับคำให้การ นายสมชายในฐานะที่เป็นทนายความและเป็นประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมได้ทราบเรื่องการทำร้ายร่างกายและข่มขู่กลุ่มผู้ต้องหาจึงเดินทางไปเยี่ยมและสอบถามข้อเท็จจริงจากกลุ่มผู้ต้องหาที่สถานควบคุมตัวทั้งสองแห่ง นายสมชายรับฟังข้อมูลและพิจารณาสภาพเนื้อตัวร่างกายของกลุ่มผู้ต้องหาแล้วเชื่อว่ากลุ่มผู้ต้องหาถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและข่มขู่เพื่อบีบบังคับให้รับสารภาพจริง นายสมชายจึงเข้าช่วยเหลือด้วยการทำหนังสือให้กลุ่มผู้ต้องหาลงชื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งผลจากการกระทำของนายสมชายดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 เกิดความไม่พอใจจึงติดต่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 5 ให้ร่วมมือกันก่อเหตุร้ายแก่นายสมชายเป็นคดีนี้ เห็นว่า แม้การนำสืบของโจทก์ข้างต้นโจทก์มีนายสุกรี นายอับดุลเลาะห์ นายมานะเซ และนายซูดีรือมัน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำร้ายร่างกายและบังคับพยานให้รับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นผู้พูดจาข่มขู่นายสุกรีก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์เนื้อความตามสำเนาหนังสือขอความเป็นธรรม แล้ว ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่านายสมชายซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดทำหนังสือทั้งสองฉบับได้ร้องเรียนระบุชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 5 ว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ทำร้ายร่างกายและข่มขู่ผู้ต้องหาแต่อย่างใด นอกจากนี้หากพิจารณาหนังสือทั้งสองฉบับโดยถ่องแท้แล้ว จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 5 ซึ่งไม่รู้จักและไม่สนิทสนมคุ้นเคยกับนายสมชายย่อมไม่มีโอกาสทราบความจริงว่านายสมชายเป็นผู้ดำเนินการจัดทำหนังสือร้องเรียนให้แก่ผู้ต้องหาเนื่องจากนายสมชายไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือ อีกทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 5 ก็ไม่ได้รับผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจากการกระทำของนายสมชายไม่ว่าในประการใด ๆ โดยไม่เคยถูกสอบสวนลงโทษทางวินัยและไม่เคยถูกดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายและข่มขู่นายสุกรีกับพวก แม้นายสมชายไม่เคยมีเหตุขัดแย้งเป็นการส่วนตัวกับผู้ใดดังที่โจทก์ฎีกา แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่วินิจฉัยมาไม่บ่งชี้ว่าการกระทำของนายสมชายก่อให้เกิดความเสียหายหรือสร้างผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ดังนั้น ข้อที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 และที่ 5 มีมูลเหตุชักจูงใจที่ต้องกำจัดนายสมชายโดยร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก่อเหตุร้ายเป็นคดีนี้ จึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยไม่มีเหตุผลสนับสนุนให้น่าเชื่อถือ

ประการที่สอง ในส่วนพยานบุคคลของโจทก์นั้น โจทก์มีนางสาวฉวีวรรณ นายอดิเรก นางสาวกมลทิพย์ นางสาวสุนันท์ และนายมนตรี เป็นพยานเบิกความได้ความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ พยานทั้งห้าเดินไปตามทางเท้าริมถนนรามคำแหงเพื่อกลับที่พัก ขณะพยานทั้งห้าเดินผ่านหน้าร้านอาหารแม่ลาปลาเผา สาขารามคำแหงไปถึงบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 2367 ซึ่งเป็นบ้านของเจ้าของบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด พยานทั้งห้าเห็นรถเก๋ง 2 คัน จอดอยู่ริมถนนชิดทางเท้าโดยจอดต่อท้ายกันในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต รถคันแรกเป็นรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีเขียว ส่วนคันหลังซึ่งเปิดไฟกระพริบเป็นรถเก๋งสีทึบ ติดฟิล์มกรองแสงมืด และมีขนาดใหญ่กว่ารถเก๋งคันแรกในช่วงที่นางสาวฉวีวรรณเดินผ่านรถคันหลังไปจนถึงรถคันแรกได้เห็นนายสมชายเดินออกจากรถคันแรกไปยังรถคันหลัง พยานทั้งห้าไม่ได้สนใจเพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรง แต่เมื่อพยานทั้งห้าเดินผ่านรถทั้งสองคันไปได้ประมาณ 30 ถึง 50 เมตร พยานทั้งห้าได้ยินเสียงผู้ชายร้องให้ปล่อยจึงหันกลับไปดูก็เห็นชายคนร้าย 4 หรือ 5 คน ยืนอยู่ที่รถคันหลัง โดยคนร้ายคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ ศีรษะเถิก สวมเสื้อยืดสีขาวอยู่ข้างในและสวมเสื้อแจ็กเกตสีดำทับอยู่ข้างนอกใช้มือผลักดันนายสมชายให้เข้าไปในรถคันหลังทางประตูหลังด้านซ้าย นายสมชายมีท่าทางขัดขืนแต่สู้แรงไม่ไหวจึงถูกดันเข้าไปในรถ จากนั้นคนร้ายปิดประตูรถคันหลังโดยมีคนร้ายอีกคนหนึ่งขับรถของนายสมชายมุ่งหน้าไปทางแยกลำสาลี ส่วนรถคันหลังไปเลี้ยวกลับรถที่บริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ต่อมาประมาณ 2 ถึง 3 วัน พยานทั้งห้าได้ทราบข่าวทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ว่านายสมชายซึ่งเป็นทนายความได้ถูกลักพาตัวไปจากบริเวณที่เกิดเหตุ พยานทั้งห้าเชื่อว่าเหตุการณ์ที่พบเห็นในคืนเกิดเหตุน่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายสมชายจึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวพยานทั้งห้าไปสอบปากคำ โดยนางสาวฉวีวรรณและนายอดิเรกให้การตามบันทึกคำให้การของพยาน ตามลำดับว่าคนร้ายที่ผลักดันนายสมชายมีรูปร่างลักษณะคล้ายจำเลยที่ 1 นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายเสี่ยน พนักงานรักษาความปลอดภัยของบ้านเลขที่ 2367 เป็นพยานเบิกความอีกปากหนึ่งมีใจความว่าตามวันเวลาเกิดเหตุ ขณะพยานกำลังปฏิบัติหน้าที่ พยานได้ยินเสียงรถเบรกผิดปกติซึ่งน่าจะเป็นการชนท้ายกัน พยานลุกขึ้นไปชะโงกดูเห็นรถเก๋ง 2 คัน จอดอยู่บริเวณหน้าบ้านที่พยานปฏิบัติหน้าที่โดยมีผู้ชาย 3 ถึง 4 คน เดินอยู่ที่รถคันหลัง ต่อมาประมาณ 10 นาที พยานได้ยินเสียงผู้หญิงร้องว๊ายจึงลุกขึ้นไปดูอีกครั้ง เห็นรถคันหลังเปิดประตูหลังด้านซ้ายและมีการยื้อยุดฉุดกระชากกัน ครู่หนึ่งรถทั้งสองคันแล่นออกไปจากที่เกิดเหตุมุ่งหน้าไปทางแยกลำสาลี หลังเกิดเหตุมีเจ้าพนักงานตำรวจมาพบและสอบถาม โดยในชั้นสอบสวนพยานให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าคนที่ผลักมีรูปร่างลักษณะคล้ายจำเลยที่ 1 ส่วนคนที่ขับรถคันหน้าออกไปมีลักษณะคล้ายจำเลยที่ 2 เห็นว่า แม้พยานโจทก์ทั้ง 6 ปากดังกล่าวเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ แต่เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของพยานโดยละเอียดแล้วเห็นได้ว่าพยานทุกปากไม่สามารถมองเห็นหรือจดจำหน้าตาของคนร้ายได้ ทั้งไม่ยืนยันว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันเป็นคนร้าย โดยเหตุที่ประจักษ์พยานไม่อาจจดจำคนร้ายได้ก็น่าจะเนื่องมาจากพยานเห็นคนร้ายแต่เพียงด้านข้างในระยะไกลในเวลากลางคืนและคนร้ายลงมือก่อเหตุร้ายด้วยความรวดเร็วว่องไวใช้เวลาประมาณ 5 วินาที ตามคำยืนยันของพยานโจทก์ปากนางสาวฉวีวรรณ นายอดิเรกและนางสาวกมลทิพย์ ประกอบกับพยานไม่ได้ให้ความสนใจเพราะไม่คิดว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นและพยานไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักคนร้ายมาก่อน ข้อเท็จจริงที่ประจักษ์พยานโจทก์เบิกความต่อศาลจึงนับว่าสมเหตุสมผลมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่ส่อไปในทางเบิกความเข้าข้างหรือช่วยเหลือจำเลยทั้งห้าให้หลุดพ้นจากความผิด ที่โจทก์ฎีกาว่า ในชั้นสอบสวนนางสาวฉวีวรรณพยานโจทก์ให้การอย่างละเอียดโดยระบุตำหนิรูปพรรณและการแต่งกายของคนร้ายไว้ชัด ทั้งเมื่อดูภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 ก็ให้การว่าจำเลยที่ 1 คล้ายคนร้ายที่ผลักนายสมชาย ส่วนนายอดิเรกเมื่อได้ดูภาพถ่ายและวีดิทัศน์การค้นบ้านจำเลยที่ 1 แล้ว ให้การว่าจำเลยที่ 1 คล้ายคนร้ายที่ผลักนายสมชาย คำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองปากตามบันทึกคำให้การของพยาน จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นศาลโดยรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายนั้น เห็นว่า คำเบิกความของพยานในชั้นศาลถือเป็นพยานหลักฐานที่ดีที่สุดหรือเป็นพยานชั้นที่หนึ่งเพราะเป็นการสืบพยานโดยเปิดเผยต่อหน้าศาลและคู่ความทุกฝ่าย ทั้งเปิดโอกาสให้คู่ความค้นหาและพิสูจน์ความจริงจากพยานได้อย่างเต็มที่ในทุกแง่มุม ส่วนคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนถือเป็นพยานบอกเล่าหรือเป็นพยานชั้นที่สองเพราะเป็นการกระทำลับหลังจำเลย โดยจำเลยไม่มีโอกาสรับรู้หรือโต้แย้งคัดค้านได้ สำหรับคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสาวฉวีวรรณตามบันทึกคำให้การของพยานนั้น แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสาวฉวีวรรณให้การรวม 3 ครั้ง โดยกล่าวถึงจำเลยที่ 1 ทุกครั้งดังที่โจทก์ฎีกา แต่นางสาวฉวีวรรณให้การแต่เพียงว่าคนร้ายที่ผลักนายสมชายมีรูปร่างคล้ายจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นการยืนยันมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 คือคนร้ายที่พยานเห็น ประกอบกับนางสาวฉวีวรรณเบิกความในชั้นศาลว่าพนักงานสอบสวนนำภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 เพียงภาพเดียวมาให้พยานดู ดังนี้ การที่นางสาวฉวีวรรณชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ 1 และให้การว่าจำเลยที่ 1 คล้ายคนร้ายที่ผลักนายสมชายจึงส่อไปในลักษณะที่เกิดจากการชักจูงและชี้นำของพนักงานสอบสวน คำให้การของนางสาวฉวีวรรณในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงมีพิรุธเป็นที่น่าสงสัยไม่อาจรับฟังเป็นความจริงให้สนิทใจได้ ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอดิเรกตามบันทึกคำให้การของพยานนั้น นอกจากจะขัดแย้งกับถ้อยคำของพยานในชั้นศาลที่เบิกความว่า พยานไม่สามารถจดจำคนร้ายได้เพราะเหตุเกิดขึ้นรวดเร็วในที่มืดและพยานไม่ได้สังเกตแล้ว พยานยังให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า พยานให้การต่อพนักงานสอบสวนหลายครั้งโดยมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกันเพราะแล้วแต่การชี้แนะของพนักงานสอบสวน คำให้การในชั้นสอบสวนของนายอดิเรกที่กล่าวพาดพิงถึงจำเลยที่ 1 จึงขาดความน่าเชื่อถือเช่นเดียวกับคำให้การของนางสาวฉวีวรรณ และเนื่องจากนายเสี่ยนเป็นพยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ไว้ในชั้นสอบสวน กรณีจึงเห็นควรวินิจฉัยไปในคราวเดียวกันนี้ว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของนายเสี่ยนตามบันทึกคำให้การของพยานมีน้ำหนักรับฟังได้เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในชั้นสอบสวนนายเสี่ยนให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกให้การว่า คนร้ายที่ผลักชายอีกคนหนึ่งเข้าไปในรถเป็นผู้ชายรูปร่างล่ำสันสูงประมาณ 170 เซนติเมตร ผิวขาว ผมสั้นรองทรง อายุ 40 ปีเศษ แต่พยานจำหน้าตาของชายคนร้ายไม่ได้ ส่วนครั้งที่สอง นายเสี่ยนได้ดูภาพวีดิทัศน์การตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 แล้วให้การว่าชายคนร้ายที่ผลักคนเข้าไปในรถมีรูปร่างสูงใหญ่ลักษณะคล้ายจำเลยที่ 1 แต่พยานไม่เห็นหน้าคนร้ายคนนี้ เห็นว่า คำให้การของนายเสี่ยนทั้งสองครั้งมีเนื้อหาทำนองเดียวกันกับคำให้การของนางสาวฉวีวรรณ กล่าวคือ พยานไม่ได้ให้การยืนยันมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 คือคนร้ายที่พยานเห็น ประกอบกับในชั้นศาล นายเสี่ยนเบิกความแต่เพียงว่าพยานเห็นคนร้าย 3 ถึง 4 คน เดินอยู่ที่รถคันหลัง จากนั้นมีการยื้อยุดฉุดกระชากกันโดยมิได้กล่าวถึงรูปร่างลักษณะของคนร้ายแต่ประการใด คำให้การในชั้นสอบสวนของนายเสี่ยนจึงไม่อาจรับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ถ้อยคำของพยานโจทก์ปากนางสาวฉวีวรรณ นายอดิเรกและนายเสี่ยนมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมอยู่ในกลุ่มคนร้ายด้วยนั้น เห็นว่า ถ้อยคำของพยานทั้งสามปากที่โจทก์อ้างถึง ล้วนแต่เป็นถ้อยคำที่พยานทั้งสองให้การไว้ในชั้นสอบสวนซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามที่พยานเบิกความต่อศาล ทั้งเมื่อพิจารณาคำให้การของนางสาวฉวีวรรณตามบันทึกคำให้การของพยาน แล้วเห็นได้ว่าพยานให้การสับสนรับฟังเอาแน่นอนไม่ได้ โดยในการให้การครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547 พยานให้การว่าพยานไม่สามารถจดจำตำหนิรูปพรรณของคนร้ายอื่นนอกจากคนร้ายที่ผลักนายสมชายได้ แต่ในการให้การครั้งที่สองเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2547 พยานให้การว่า คนร้ายที่ขับรถของนายสมชายไปมีลักษณะคล้ายคลึงกับจำเลยที่ 4 ส่วนในการให้การครั้งที่สามเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2547 พยานกลับให้การไปอีกทางหนึ่งว่า คนร้ายที่ขับรถของนายสมชายไปมีลักษณะทรงผมและรูปร่างคล้ายกับจำเลยที่ 2 เมื่อคำให้การของนางสาวฉวีวรรณขัดแย้งกันเองเป็นพิรุธ ส่อแสดงถึงความไม่แน่ใจของพยาน คดีจึงไม่อาจรับฟังคำให้การของนางสาวฉวีวรรณในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้สำหรับคำให้การของนายอดิเรก นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพยานให้การรวม 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547 พยานให้การว่าพยานไม่แน่ใจในตำหนิรูปพรรณของคนร้ายอื่นนอกจากคนร้ายที่ผลักนายสมชาย ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547 พยานให้การหลังจากดูภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า พยานไม่สามารถจำหน้าได้ ส่วนครั้งที่สามเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2547 พยานให้การหลังจากดูภาพวีดิทัศน์การตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกลุ่มบุคคลที่ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ขับรถของนายสมชายไป เห็นว่า การให้การของพยานในครั้งแรกและครั้งที่สอง พยานไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุขณะเกิดเหตุ แต่ในการให้การครั้งที่สาม พยานกลับให้การว่า พยานจดจำจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุได้โดยปราศจากเหตุผลสนับสนุน นับเป็นข้อพิรุธ ประกอบกับพยานเบิกความต่อศาลโดยตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547 พยานให้การไม่ตรงกับความประสงค์ของพนักงานสอบสวน พยานจึงถูกนำตัวไปสอบปากคำอีกครั้งเป็นครั้งที่สามซึ่งการที่นายอดิเรกพยานโจทก์เบิกความให้ข้อเท็จจริงเช่นนี้ ย่อมถือเป็นพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่าความจริงแล้วพยานไม่สามารถจดจำคนร้ายและไม่เห็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุตรงตามที่พยานเบิกความต่อศาล คำให้การในชั้นสอบสวนของนายอดิเรกที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ต่อไปในส่วนคำให้การของนายเสี่ยนตามบันทึกคำให้การของพยาน ข้อเท็จจริงได้ความว่าพยานให้การไว้ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2547 พยานให้การว่าพยานจำตำหนิรูปพรรณของคนร้ายที่ผลักนายสมชายได้เพียงคนเดียว ส่วนคนร้ายอื่นพยานจำไม่ได้เลย แต่ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 พยานให้การหลังจากดูภาพวีดิทัศน์การตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า คนร้ายที่ขับรถของนายสมชายไปมีลักษณะคล้ายกับจำเลยที่ 2 เห็นว่า ในชั้นศาล นายเสี่ยนมิได้เบิกความกล่าวถึงตำหนิรูปพรรณของคนร้ายที่ขับรถนายสมชายไปซึ่งขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนอย่างเห็นได้ชัด แม้นายเสี่ยนให้เหตุผลไว้ในคำให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 2 มีลักษณะพิเศษจำได้ง่ายเพราะเป็นคนจีนผิวขาว แต่ข้ออ้างดังกล่าวก็ไม่สมเหตุสมผลเพราะความเป็นคนจีนผิวขาวเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในบุคคลทั่ว ๆ ไป มิใช่ลักษณะพิเศษที่หมายถึงจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะเจาะจง คำให้การในชั้นสอบสวนของนายเสี่ยนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมอยู่ในกลุ่มคนร้าย สำหรับจำเลยที่ 5 นั้น นอกจากประจักษ์พยานโจทก์ทั้ง 6 ปาก จะมิได้เบิกความกล่าวถึงจำเลยที่ 5 แล้ว ประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวก็ไม่เคยให้การพาดพิงถึงจำเลยที่ 5 แต่ประการใด ต่อไปในส่วนพยานบุคคลของโจทก์ซึ่งเป็นพยานแวดล้อมนั้น โจทก์มีพันตำรวจตรีทินกร ผู้ร่วมสืบสวนคดีนี้ เป็นพยานเบิกความได้ความว่า หลังเกิดเหตุร้ายแก่นายสมชายผู้บังคับบัญชาสั่งให้มีการระดมพลและเรียกบรรดาเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนของกองบังคับการตำรวจนครบาลมาช่วยกันสืบสวนหาเบาะแสคนร้าย โดยเจ้าพนักงานตำรวจได้ข้อมูลมาว่า พันตำรวจโทชาญชัย สารวัตรประจำกองปราบปรามเคยเล่าเรื่องให้พันตำรวจเอกทวี ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของตนฟังว่า มีกลุ่มบุคคลที่รู้จักกับพันตำรวจโทชาญชัยไปรวมตัวกันที่กองปราบปราม พันตำรวจโทชาญชัยสอบถามกลุ่มบุคคลนั้นถึงจุดประสงค์ที่มารวมตัวกันก็ได้ความว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวจะไปลักพาตัวทนายโจร ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้พันตำรวจโทวรรณพงษ์ เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามนำไปแจ้งให้พลตำรวจตรีกฤษฎา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลทราบ และนอกจากนี้ พันตำรวจเอกวีระศักดิ์ ซึ่งเคยเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ได้นำรายชื่อพร้อมหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายสมชายจำนวน 14 คน ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 รวมอยู่ด้วยไปมอบให้แก่พลตำรวจตรีกฤษฎาและต่อมาพลตำรวจตรีกฤษฎาสั่งการให้พยานร่วมสืบสวนด้วยการอ่านข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในการใช้โทรศัพท์ของผู้ต้องสงสัยดังกล่าวเห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ที่กล่าวถึงกลุ่มบุคคลซึ่งไปรวมตัวกันที่กองปราบปรามเพื่อก่อเหตุร้ายแก่นายสมชายนั้น นอกจากจะไม่มีการระบุยืนยันว่า จำเลยทั้งห้าร่วมอยู่ในกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว โจทก์ก็ไม่ได้นำพันตำรวจโทชาญชัย พันตำรวจโทวรรณพงษ์ และพลตำรวจตรีกฤษฎามาเบิกความสนับสนุนข้อมูลตามคำเบิกความของพันตำรวจตรีทินกรให้น่าเชื่อถือ พยานบุคคลซึ่งเป็นพยานแวดล้อมในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมของโจทก์ไม่อาจพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งห้าได้ คดีจึงต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ในลำดับต่อไป

ประการที่สาม มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้าสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยทั้งห้าได้หรือไม่เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายว่าขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งห้ารับราชการตำรวจ โดยจำเลยที่ 1 ช่วยราชการอยู่ที่กองปราบปรามใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1337 xxxx และ 0 6382 xxxx โดยโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 6382 xxxx จดทะเบียนในนามของนายจตุรงค์ จำเลยที่ 2 เป็นสารวัตรสืบสวนสอบสวน กองปราบปราม ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1889 xxxx จำเลยที่ 3 เป็นผู้บังคับหมู่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1315 xxxx จำเลยที่ 4 เป็นผู้บังคับหมู่ กองปราบปราม ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1684 xxxx และจำเลยที่ 5 เป็นรองผู้กำกับการ 4 กองปราบปราม ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 26567 xxxx และ 0 1378 xxxx โดยโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1378 xxxx จดทะเบียนในนามของนายพิเชษฐ์ สำหรับข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้าและพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้าซึ่งหมายถึงตำแหน่งหรือสถานที่ที่จำเลยทั้งห้าใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น โจทก์นำสืบเน้นไปที่วันที่ 12 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ โดยมีพันตำรวจตรีทินกรเป็นพยานเบิกความได้ความว่าหลังจากพยานได้รับคำสั่งให้ร่วมสืบสวนพยานตรวจสอบพบว่าในวันเกิดเหตุจำเลยทั้งห้าได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของแต่ละคนโทรติดต่อกันโดยตลอดตั้งแต่เช้าเวลาประมาณ 7 นาฬิกา ไปจนถึงช่วงเกิดเหตุเวลา 20.30 นาฬิกา ถึงเวลาประมาณ 21 นาฬิกา โดยเมื่อพยานนำข้อมูลและพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้าไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสมชายและสถานที่ต่าง ๆ ที่นายสมชายไปทำธุระทั้งวันจนถึงเวลาที่เกิดเหตุตามที่ได้ความจากการสืบสวนสอบสวนแล้วปรากฏว่าพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้ามีลักษณะเป็นการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของนายสมชายไปตลอดตามแผนผังแสดงการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เอกสารหมาย จ. 110 ซึ่งแผนผังที่พยานจัดทำดังกล่าว เป็นไปตามข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เอกสารหมาย จ. 111 จ. 114 และ จ. 115 โดยข้อมูลตามเอกสารหมาย จ. 111 เป็นข้อมูลถูกต้องแท้จริงที่พลตำรวจโทบุญญฤทธิ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประสานขอความร่วมมือและได้รับมาจากบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ส่วนข้อมูลตามเอกสารหมาย จ. 114 และ จ. 115 เป็นข้อมูลที่พนักงานสอบสวนหมายเรียกมาจากบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัทดิจิตอลโฟน จำกัด ตามลำดับ โดยมีนายวิศรุต ผู้ชำนาญการด้านกฎหมายของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ลงนามรับรองความถูกต้องของเอกสารทั้งสองฉบับ และเมื่อพยานได้รับข้อมูลและพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว พยานกับพลตำรวจโทบุญญฤทธิ์ พลตำรวจตรีกฤษฎาและพลตำรวจตรีเรวัต ซึ่งควบคุมการปฏิบัติการสอบสวน ได้ร่วมกันจัดทำแผนผังแสดงการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เอกสารหมาย จ. 110 โดยมีนายสุรจิต ผู้ชำนาญการพิเศษจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตรวจสอบและลงนามรับรองว่าการคำนวณพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้าที่พยานจัดทำขึ้นเป็นไปโดยถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมคบคิดวางแผนและร่วมกันก่อเหตุร้ายแก่นายสมชายในวันเกิดเหตุ เห็นว่า ข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้าในวันเกิดเหตุก็ดีและพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้าในวันเกิดเหตุก็ดีล้วนแต่เป็นข้อมูลที่พันตำรวจตรีทินกรพยานโจทก์มิได้บันทึกไว้ด้วยตัวเองหรือรู้เห็นการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งห้ามาด้วยตัวเองโดยตรง แต่เป็นกรณีที่พันตำรวจตรีทินกรได้รับข้อมูลมาจากบุคคลอื่นหรือหน่วยงานอื่นอีกทอดหนึ่ง พยานเอกสารของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าที่โจทก์มีภาระต้องนำสืบให้กระจ่างว่า พยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่แสดงข้อมูลถูกต้องแท้จริงและมีน้ำหนักรับฟังเชื่อถือได้ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เอกสารหมาย จ. 111 ซึ่งพันตำรวจตรีทินกรอ้างว่าเป็นข้อมูลถูกต้องแท้จริงที่พลตำรวจโทบุญญฤทธิ์ได้รับมาจากบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) แล้ว เห็นได้ว่า เอกสารฉบับนี้มิใช่ต้นฉบับเอกสาร แต่เป็นสำเนาเอกสารที่ถ่ายเอกสารมาโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ลงนามรับรองว่าถูกต้อง ประกอบกับโจทก์มิได้นำเจ้าหน้าที่ของบริษัทดังกล่าวและพลตำรวจโทบุญญฤทธิ์ผู้ได้รับเอกสารจากบริษัทดังกล่าวมาเป็นพยานเบิกความยืนยันความถูกต้องของเอกสารและข้อมูลตามเอกสารแต่อย่างใด พยานเอกสารของโจทก์ฉบับนี้จึงมีข้อพิรุธบกพร่อง สำหรับข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เอกสารหมาย จ. 114 และ จ. 115 นั้น เห็นว่า แม้เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสารที่มีนายวิศรุต ผู้ชำนาญการด้านกฎหมายของบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ลงนามรับรองความถูกต้องก็ตาม แต่นายวิศรุตเป็นพยานโจทก์เบิกความยอมรับว่า พยานไม่ได้เป็นผู้จัดทำเอกสารและไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้จัดทำเอกสาร อีกทั้งพยานไม่เคยเห็นต้นฉบับเอกสารและไม่ทราบว่าข้อมูลตามสำเนาเอกสารมีเนื้อหาที่ถูกต้องแท้จริงและตรงตามต้นฉบับเอกสารหรือไม่ เมื่อเอกสารหมาย จ. 111 เป็นสำเนาเอกสารที่ไม่มีผู้รับรองความถูกต้อง ส่วนเอกสารหมาย จ. 114 และ จ. 115 เป็นสำเนาเอกสารที่ผู้รับรองไม่มีส่วนรู้เห็นในการจัดทำและไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับข้อมูลและพิกัดการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เอกสารหมาย จ. 111 จ. 114 และ จ. 115 ที่โจทก์นำเสนอต่อศาลจึงเป็นพยานเอกสารที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 วรรคหนึ่ง กรณีย่อมไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานดังที่โจทก์ฎีกาได้ และเป็นผลให้แผนผังแสดงการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เอกสารหมาย จ. 110 ซึ่งพันตำรวจตรีทินกรจัดทำขึ้นโดยอาศัยข้อมูลตามเอกสารทั้งสามฉบับอยู่ในสภาพเป็นพยานหลักฐานที่ขาดน้ำหนักและไม่น่าเชื่อถือไปโดยปริยาย ที่โจทก์ฎีกาต่อไปทำนองว่าข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่พลตำรวจตรีเรวัตขอความร่วมมือไปยังบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันเป็นคนร้าย อีกทั้งในวันเกิดเหตุ จำเลยทั้งห้าได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โทรติดต่อกันถึง 75 ครั้ง นับว่ามากผิดปกติส่อพิรุธว่าจำเลยทั้งห้ามีการสะกดรอยตามนายสมชายไปตลอดนั้น เห็นว่า ข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสำเนาเอกสารที่ถ่ายเอกสารมาโดยไม่มีผู้ใดลงนามรับรองความถูกต้อง ทั้งไม่มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทผู้จัดทำเอกสารหรือรู้ข้อความในเอกสารมาเบิกความเป็นพยาน จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ด้วยเหตุผลที่กล่าวแล้วข้างต้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งห้าใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โทรติดต่อกันในวันเกิดเหตุเป็นจำนวนมากผิดปกติถึง 75 ครั้ง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันก่อเหตุร้ายนั้นเห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานผู้ใดรู้เห็นหรือยืนยันว่าวันเกิดเหตุจำเลยทั้งห้าร่วมกันสะกดรอยติดตามนายสมชายไปตลอดตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาที่เกิดเหตุ ประกอบกับโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอุปกรณ์ที่บุคคลซึ่งมิใช่เจ้าของสามารถนำไปใช้ได้โดยง่าย อีกทั้งโจทก์ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อสื่อสารถึงกันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการคบคิดเพื่อกระทำความผิดตามฟ้อง ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวจึงเลื่อนลอยไม่อาจรับฟังเป็นความจริงให้มั่นคงได้ และนอกจากข้อนำสืบของโจทก์ในสาระสำคัญทั้งสามประการที่กล่าวถึงข้างต้นจะไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งห้าได้แล้ว ข้อนำสืบของโจทก์ในประเด็นปลีกย่อยก็ไม่บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งห้าเกี่ยวข้องกับการปล้นทรัพย์นายสมชายและการหายตัวไปของนายสมชาย ดังจะเห็นได้จากเจ้าพนักงานตำรวจไม่พบว่าทรัพย์สินของนายสมชายอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งห้าหรือจำเลยทั้งห้ามีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องในประการใด อีกทั้งผลการตรวจพิสูจน์รถยนต์ของนายสมชายก็ไม่ปรากฏว่าพบรอยลายนิ้วมือ รอยฝ่ามือ เส้นผม เส้นขนและโลหิตของจำเลยทั้งห้าติดอยู่หรือตกอยู่ที่รถยนต์ของนายสมชายแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ที่วินิจฉัยเป็นลำดับมา จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยทั้งห้าได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งห้าและยกคำขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งห้ามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 62
ป.วิ.อ. ม. 5 (2) ม. 28 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาง อ. กับพวก
จำเลย — พันตำรวจตรี ง. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10884/2558
#589739
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้เอาประกันภัยเป็นโจทก์ที่ 3 ฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนที่เกินจากที่โจทก์คดีนี้ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งโจทก์คดีนี้มิใช่คู่ความในคดีก่อน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

ฎีกาของจำเลยที่ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายเล็กน้อย ความเสียหายเกิดจากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยมีการติดตั้งระบบแก๊สที่ผิดกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น เมื่อตามคำให้การของจำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีว่า ความเสียหายเกิดจากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยมีการติดตั้งระบบแก๊สที่ผิดกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย การที่จำเลยกลับมาอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,039,042 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,013,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 563,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 กันยายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 25,342 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะส่วนที่ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 25,342 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 229/2557 ระหว่าง นายอุเทน ที่ 1 นางสาวชลธิชา ที่ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด อนันตกิจบริการ ที่ 3 โจทก์ นายนิพนธ์ (จำเลยในคดีนี้) จำเลย ของศาลชั้นต้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 229/2557 ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกัน คดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่ารถยนต์จำนวน 50,000 บาท และค่าซ่อมแซม5,500 บาท ตามสำเนาคำพิพากษา คำพิพากษาคดีนี้จึงซ้อนกับคำพิพากษาคดีดังกล่าวต้องห้ามตามกฎหมาย จึงเป็นการอุทธรณ์ทำนองว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ทั้งจำเลยได้ระบุถึงคำพิพากษาคดีดังกล่าวพอที่จะเข้าใจได้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยในข้อนี้ว่าจำเลยไม่ได้กล่าวในอุทธรณ์ว่าคดีก่อนมีประเด็นข้อพิพาทอย่างไรและคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอย่างไร มีประเด็นข้อพิพาทเหมือนกันอย่างใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า คดีก่อนห้างหุ้นส่วนจำกัด อนันตกิจบริการ ผู้เอาประกันภัยเป็นโจทก์ที่ 3 บรรยายฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนที่เกินจากที่โจทก์คดีนี้ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งโจทก์คดีนี้มิใช่คู่ความในคดีก่อน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า นายอุเทนผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยมีส่วนประมาทหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดจากจำเลยเปลี่ยนช่องเดินรถมาทางด้านซ้ายซึ่งเป็นช่องเดินรถของนายอุเทน โดยโจทก์นำสืบว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะที่ฝนตก ทัศนวิสัยในการขับขี่ไม่ดี และเมื่อมีต้นไม้ล้มกีดขวางช่องเดินรถอยู่ จำเลยจึงเปลี่ยนช่องเดินรถมาจากช่องเดินรถด้านขวามาซ้ายอย่างกะทันหัน ส่วนจำเลยเบิกความอ้างว่า จำเลยมองกระจกข้างแล้วไม่เห็นรถตามมาจึงขับเปลี่ยนช่องเดินรถไปด้านซ้ายแต่ปรากฏว่าเฉี่ยวชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยจำเลยมิได้เบิกความว่านายอุเทนขับรถมาด้วยความเร็วสูง ทั้งจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า หากหน้ารถที่นายอุเทนขับอยู่บริเวณกึ่งกลางของจำเลยไม่แน่ใจว่าจะเห็นรถที่นายอุเทนขับมาหรือไม่ อันเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยเปลี่ยนช่องเดินรถด้านขวาไปเข้าช่องเดินรถด้านซ้ายหลบต้นไม้โดยไม่ดูว่ามีรถอยู่ด้านนั้นหรือไม่ ดังนี้จึงฟังไม่ได้ว่านายอุเทนผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยมีส่วนประมาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายเล็กน้อย ความเสียหายเกิดจากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยมีการติดตั้งระบบแก๊สที่ผิดกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า ความเสียหายเกิดจากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยมีการติดตั้งระบบแก๊สที่ผิดกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย การที่จำเลยกลับมาอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์รับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้เพียงใด เห็นว่า โจทก์มีนายมนต์ชัย ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยพลิกคว่ำเกิดเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายทั้งคันตามภาพถ่าย จำเลยไม่นำสืบปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังได้ว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยมีสภาพพังยับเยินยากแก่การที่จะซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีได้ การที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้รับประโยชน์เต็มจำนวนตามสัญญาประกันภัยเป็นเงิน 1,000,000 บาท แล้วรับเอาซากรถยนต์มา ฟังได้ว่าเป็นการชดใช้ค่าเสียหายที่เหมาะสมและสมควรแล้ว อย่างไรก็ตามแม้โจทก์ไม่นำสืบว่าขายซากรถยนต์คันดังกล่าวไปในราคาเท่าใด แต่โจทก์อ้างส่งใบเสร็จรับเงินของผู้รับประโยชน์ ระบุว่าเงินที่รับเป็นค่าซากรถจำนวน 200,000 บาท และตามใบรายการอนุมัติสินไหมทดแทน ระบุว่าเงินที่จ่ายเป็นค่าโอนซากรถด้วย จึงฟังได้ว่าซากรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยมีราคา 200,000 บาท และโจทก์ได้รับซากรถมาแล้ว ดังนั้นค่าสินไหมทดแทนที่ถูกต้องของโจทก์ที่จะเรียกร้องได้ จึงต้องนำราคาซากรถยนต์มาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,000,000 บาทด้วย จึงเหลือเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์รับช่วงสิทธิมาเรียกจากจำเลยได้ 800,000 บาท เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยรับผิดเป็นเงิน 1,000,000 บาท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2556) ต้องไม่เกิน 25,342 บาท นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 225 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนิพนธ์ สร้อยสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายบุญทวี เปรมปิยะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมเกียรติ วัฒนถาวร
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
ธีระพงศ์ จิระภาค
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10865/2558
#635969
เปิดฉบับเต็ม

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้พิพากษาว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยที่ 5 เพิกถอน ส.ป.ก. 4 - 01 สำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนั้น เมื่อหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินที่จำเลยที่ 5 ออกให้แก่โจทก์ถูกเพิกถอนแล้วทั้งสองฉบับ ไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์เกิดขึ้นตามกฎหมายแพ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 4 กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ควนหินตั้งอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่ที่ดินดังกล่าวโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องมาเป็นเวลาช้านานถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการที่โจทก์พึงมีสิทธิที่จะได้รับเอกสารสิทธิ น.ส. 3 ก. ตามประมวลกฎหมายที่ดิน หากไม่มีการโต้แย้งสิทธิโดยกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ โจทก์คงได้รับเอกสาร น.ส. 3 ก. ตามที่ได้ยื่นคำขอและคงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องไปยื่นขอ ส.ป.ก. 4 - 01 นั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำขอยกเลิกเรื่องออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เองเนื่องจากได้นำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แล้ว การที่จำเลยที่ 4 ดำเนินคดีต่อโจทก์จึงหาได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดไม่

การที่โจทก์ถูกเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์คือโจทก์ขาดคุณสมบัติเนื่องจากโจทก์ไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่ตามคำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างยืนยันว่าโจทก์เป็นเกษตรกรแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์นั้น การที่โจทก์สมัครใจยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินนั้นถือว่า โจทก์ยอมรับว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ เพราะหากที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์อยู่จำเลยที่ 5 ไม่อาจนำมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินได้ จนกว่าจะได้จัดซื้อหรือเวนคืนมาเป็นของจำเลยที่ 5 เสียก่อน ที่จำเลยที่ 5 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 5 จึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดเช่นกัน

กรณีที่จะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ ประการแรกคู่ความคดีหลังเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแรก ประการที่สอง คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแรกต้องถึงที่สุดก่อนฟ้องคดีหลัง ประการที่สาม ประเด็นข้อพิพาทในคดีแรกและคดีหลังเป็นอย่างเดียวกันทั้งได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแรกแล้ว จะขาดหลักเกณฑ์ประการใดประการหนึ่งไม่ได้ หลังจากจำเลยที่ 5 มีหนังสือแจ้งการสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงนำคดีไปฟ้องจำเลยที่ 5 ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช และศาลดังกล่าวมีคำสั่งรับฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 5 ที่ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งหรือมติของจำเลยที่ 5 ที่สั่งให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ดังนี้ประเด็นข้อพิพาทของศาลดังกล่าวมีเพียงว่า คำสั่งของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวชอบหรือไม่ ส่วนคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคนละประเด็นและคนละเขตอำนาจศาลกัน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามข้อกฎหมายดังที่กล่าวมา ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 5 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

เดิมที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จำเลยที่ 5 เคยออกหนังสืออนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ต่อมาคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพิจารณาคุณสมบัติของโจทก์แล้วเห็นว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติเนื่องจากโจทก์ไม่ได้เป็นเกษตรกร จำเลยที่ 5 จึงมีอำนาจเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่า หากเห็นว่าโจทก์ไม่มีคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร จำเลยที่ 5 ก็ชอบที่จะเพิกถอนและเรียกคืนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) เท่านั้น ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่โจทก์นั้นหาได้ไม่ เพราะที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 5 แต่ข้อเท็จจริงได้ความจาก ว. และ ส. อดีตเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต พยานจำเลยเบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาทแปลงแรกอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินทั้งแปลง ส่วนที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพียงบางส่วนเนื้อที่ 4 ไร่ 33 ตารางวา และอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 14 ตารางวา เป็นทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 ดังนั้น จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงมีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทที่ปรากฏตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) เลขที่ 188 และเลขที่ 208 โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นที่สงวนเลี้ยงสัตว์ควนหินตั้งอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 4 ไม่มีสิทธิอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โจทก์มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขอออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ให้จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 รับคำขอออกเอกสารสิทธิของโจทก์และให้จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ออกเอกสารสิทธิให้โจทก์ตามกฎหมาย กับพิพากษาว่าการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยที่ 5 เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) สำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟ้องแย้งขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) เลขที่ 188 อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต และตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) เลขที่ 208 อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ภายในเขตปฏิรูปที่ดินตามแผนที่แสดงตำแหน่งแปลงที่ดินและให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดินทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ควนหินตั้งตามแนวเขตที่ดินที่ระบายแรเงาสีฟ้าตามแผนที่แสดงตำแหน่งแปลงที่ดินกับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 4 และที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายเฉลิมพล ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งห้าว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดิน 2 แปลง ตั้งอยู่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยที่ดินแปลงหมายเลข 2 อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเต็มทั้งแปลงมีเนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ส่วนที่ดินแปลงหมายเลข 1 อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 33 ตารางวา และอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 14 ตารางวา โจทก์อ้างว่าเดิมที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ต่อมามีถนนตัดผ่านจึงแบ่งเป็น 2 แปลง โจทก์ได้ที่ดินพิพาทมาจากนายหริม บิดาภริยายกให้ตั้งแต่ปี 2505 โดยไม่มีหลักฐานอื่นใดเกี่ยวกับที่ดินนอกจากหลักฐานเสียภาษีบำรุงท้องที่ ปี 2521 โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาท แต่ทางราชการไม่ออกให้โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมาปี 2536 โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนั้นทางราชการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลเชิงทะเล ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง ตำบลกมลา ตำบลกะทู้ ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ และตำบลเกาะแต้ว ตำบลรัษฎา ตำบลวิชิต ตำบลกะรน ตำบลฉลอง ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2537 และผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในฐานะประธานกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต ออกประกาศคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต ฉบับที่ 2/2537 เรื่องให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินโครงการปฏิรูปที่ดินป่าเทือกเขานาคเกิด ป่าเทือกเขากมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต วันที่ 6 ตุลาคม 2537 โจทก์จึงยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินสำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง แปลงแรกเนื้อที่ 9 ไร่ 47 ตารางวา แปลงที่สองเนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ประเภทสิทธิที่ประสงค์เช่าซื้อ โดยโจทก์ระบุในคำขอดังกล่าวว่าเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโครงการป่าเทือกเขากมลา คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ตอนุมัติให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว และหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) เลขที่ 188 เนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา และเลขที่ 208 เนื้อที่ 9 ไร่ 47 ตารางวา เมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้วโจทก์จึงยื่นคำขอยกเลิกเรื่องออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อทางราชการเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2538 โดยอ้างว่าเนื่องจากได้นำไปออก ส.ป.ก. 4 - 01 แล้ว ต่อมาโจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อนายอำเภอกะทู้ แต่นายอำเภอกะทู้ไม่ดำเนินการให้ โจทก์จึงฟ้องนายอาทร นายอำเภอกะทู้ให้ดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองที่ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยศาลฎีกาให้เหตุผลว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์ขอให้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นที่ดินที่ตั้งอยู่บนเกาะ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 กล่าวคือ โจทก์ต้องมีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) มีใบจอง ใบเหยียบย่ำ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ โฉนดตราจอง หรือตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว อย่างใดอย่างหนึ่งมาแสดง หรือโจทก์ต้องเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ หรือที่ดินที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้อนุมัติให้จัดแก่ประชาชน หรือที่ดินซึ่งได้มีการจัดหาผลประโยชน์ตามมาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้อนุมัติแล้ว แต่ตามข้อเท็จจริงในคดีโจทก์หาได้มีหลักฐานดังกล่าว หรือหาได้เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ แม้โจทก์จะได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงสืบต่อกันมาตั้งแต่ก่อนพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ประกาศใช้มาจนถึงปัจจุบัน และเป็นกรณีที่มิได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 อันอาจทำให้โจทก์มีสิทธิขอให้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินได้เป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ก็ตาม แต่การพิจารณาว่าที่ดินประเภทใดจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ได้หรือไม่นั้น จะต้องอยู่ในบังคับของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ด้วย เมื่อปรากฏว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่เกาะ และมิได้เป็นประเภทที่ดินซึ่งสามารถจะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวที่จำเลยไม่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินให้โจทก์จึงชอบแล้ว ทั้งนี้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6193/2540 ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2547 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ตมีหนังสือแจ้งมติการสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและให้เพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. 4 - 01 ทั้งสองฉบับของโจทก์ เนื่องจากโจทก์มิได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ขาดคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร วันที่ 2 ธันวาคม 2547 โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 5 ในคดีนี้กับพวกต่อศาลปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอให้ศาลดังกล่าวเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องในส่วนที่สั่งให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดิน ส.ป.ก. 4 - 01 แปลงเลขที่ 208 เนื้อที่ 9 ไร่ 47 ตารางวา และแปลงเลขที่ 188 เนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา และให้พิพากษาว่า การออก ส.ป.ก. 4 - 01 ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. 4 - 01 ทั้งสองฉบับเสีย กับให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองนครศรีธรรมราชรับคำฟ้องเฉพาะคำขอแรกไว้พิจารณา ส่วนคำขอที่สองและที่สามเป็นคดีพิพาทอันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองนครศรีธรรมราช จึงไม่รับคำฟ้องในส่วนคำขอที่สองและที่สาม โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้

ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2558 สำหรับคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้พิพากษาว่า การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยที่ 5 เพิกถอน ส.ป.ก. 4 - 01 สำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนั้น เห็นว่า หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินที่จำเลยที่ 5 ออกให้แก่โจทก์ถูกเพิกถอนแล้วทั้งสองฉบับ ไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์เกิดขึ้นตามกฎหมายแพ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ส่วนคำขอที่ให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ให้จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ออกเอกสารสิทธิให้โจทก์ตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 4 กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ควนหินตั้งอันเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่ที่ดินดังกล่าวโจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องมาเป็นเวลาช้านานถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการที่โจทก์พึงมีสิทธิที่จะได้รับเอกสารสิทธิ น.ส. 3 ก. ตามประมวลกฎหมายที่ดิน หากไม่มีการโต้แย้งสิทธิโดยกล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ โจทก์คงได้รับเอกสาร น.ส. 3 ก. ตามที่ได้ยื่นคำขอและคงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องไปยื่นขอ ส.ป.ก. 4 - 01 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ยื่นคำขอยกเลิกเรื่องออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เองเนื่องจากได้นำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) การที่จำเลยที่ 4 ดำเนินคดีต่อโจทก์จึงหาได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดไม่ ส่วนการที่โจทก์ถูกเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ทั้งสองฉบับตามข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์คือโจทก์ขาดคุณสมบัติเนื่องจากโจทก์ไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่ตามคำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างยืนยันว่าโจทก์เป็นเกษตรกรแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์นั้น การที่โจทก์สมัครใจยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินนั้นถือว่า โจทก์ยอมรับว่าจำเลยที่ 5 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ เพราะหากที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์อยู่จำเลยที่ 5 ไม่อาจนำมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินได้ จนกว่าจะได้จัดซื้อหรือเวนคืนมาเป็นของจำเลยที่ 5 เสียก่อน ที่จำเลยที่ 5 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 5 จึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใดเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 5 ฟ้องแย้งขับไล่โจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีที่โจทก์ฟ้องต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่จะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ ประการแรกคู่ความคดีหลังเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแรก ประการที่สอง คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแรกต้องถึงที่สุดก่อนฟ้องคดีหลัง ประการที่สาม ประเด็นข้อพิพาทในคดีแรกและคดีหลังเป็นอย่างเดียวกันทั้งได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแรกแล้ว จะขาดหลักเกณฑ์ประการใดประการหนึ่งไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากจำเลยที่ 5 มีหนังสือแจ้งการสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงนำคดีไปฟ้องจำเลยที่ 5 ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช และศาลดังกล่าวมีคำสั่งรับฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 5 ที่ขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งหรือมติของจำเลยที่ 5 ที่สั่งให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ดังนี้ประเด็นข้อพิพาทของศาลดังกล่าวมีเพียงว่า คำสั่งของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวชอบหรือไม่ ส่วนคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นคนละประเด็นและคนละเขตอำนาจศาลกัน จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามข้อกฎหมายดังที่กล่าวมา ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 5 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาโจทก์มีว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จำเลยที่ 5 เคยออกหนังสืออนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ต่อมาคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพิจารณาคุณสมบัติของโจทก์แล้วเห็นว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เป็นเกษตรกร จำเลยที่ 5 จึงมีอำนาจเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว ที่โจทก์อ้างว่าหากเห็นว่าโจทก์ไม่มีคุณสมบัติการเป็นเกษตรกร จำเลยที่ 5 ก็ชอบที่จะเพิกถอนและเรียกคืนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) เท่านั้น ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่โจทก์นั้นหาได้ไม่ เพราะที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 5 แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากนายวรชาติ และนายสุทธวัชร อดีตเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ต พยานจำเลยเบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาทแปลงแรกอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินทั้งแปลง ส่วนที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพียงบางส่วนเนื้อที่ 4 ไร่ 33 ตารางวา และอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 14 ตารางวา เป็นทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 ดังนั้น จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงมีสิทธิฟ้องแย้งขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 148
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
นายอีด ชายสิทธิ์ โดยนายเฉลิมพล ชายสิทธิ์
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10861/2558
#590011
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 6 กำหนดให้คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ประกอบด้วยบุคคลไม่น้อยกว่า 20 คน และไม่เกิน 25 คน ซึ่งเป็นสมาชิกสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย และได้รับการเลือกตั้งจากการประชุมใหญ่ประจำปีของสมาชิกสมาคมสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย และข้อ 7 กำหนดให้อำนาจคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจที่จะเชิญบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งจากสมาคมสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย ตามตำแหน่งต่างๆที่กำหนดไว้ในข้อ 6 เข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แทนตำแหน่งที่ได้ว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระได้ เป็นที่เห็นได้ว่า โดยหลักแล้วคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 จะต้องมีคุณสมบัติตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 6 และได้รับการเลือกตั้งจากการประชุมใหญ่ประจำปีของสมาชิก โดยมีวาระอยู่คราวละ 3 ปี ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 10 การแต่งตั้งกรรมการที่ครบกำหนดออกตามวาระจึงรู้กำหนดแน่นอน การแต่งตั้งกรรมการที่กำหนดออกตามวาระจึงต้องกระทำตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 6 ดังกล่าว จึงไม่ใช่กรณีไม่มีข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่จะนำมาใช้แต่งตั้งกรรมการที่ครบกำหนดออกตามวาระและไม่อาจนำข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อที่ 7 ซึ่งใช้เฉพาะกรณีกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นไม่ใช่ครบกำหนดตามวาระมาใช้ได้เช่นกัน ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 เข้าร่วมประชุมกันแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบและรับรองให้เลือกจำเลยที่ 16 ถึง ที่ 20 เป็นกรรมการแทนกรรมการที่ว่างลงเพราะเหตุถึงคราวออกตามวาระจึงเป็นการมิชอบ หากกรรมการของจำเลยที่ 1 ที่เหลืออยู่ไม่สามารถดำเนินการตามหน้าที่ได้ กรณีต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 125 วรรคสาม ที่ให้กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่านายทะเบียนจะได้แจ้งการรับจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่ ซึ่งหมายถึงกรรมการมูลนิธิที่ได้รับเลือกหรือแต่งตั้งโดยชอบตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 6 หรือข้อ 7 ดังกล่าว แม้จำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 จะเป็นกรรมการโดยมิชอบ แต่ ป.พ.พ. มาตรา 124 บัญญัติว่า บรรดากิจการที่คณะกรรมการมูลนิธิได้กระทำไป แม้จะปรากฏในภายหลังว่ามีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือคุณสมบัติของกรรมการมูลนิธิ กิจการนั้นย่อมมีผลสมบูรณ์ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ลงมติรับรองการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 โดยผู้กระทำการแทน นำมติดังกล่าวนั้นไปจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับและอาศัยอำนาจตามข้อบังคับที่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงมีมติให้ปิดการใช้ที่ทำการอาคารมูลนิธิไลออนส์ในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 1/3-4 ซอยเอกมัย 2 ถนนสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เพื่อย้ายไปที่ทำการแห่งใหม่เลขที่ 300 ซอยพงษ์เวชอนุสรณ์ ซอยสุขุมวิท 64 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร จึงมีผลสมบูรณ์ ไม่อาจเพิกถอนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศเรื่องปิดอาคารที่ทำการของมูลนิธิ ฉบับที่ มธล.พิเศษ 001/2553 ถึง 2554 และเพิกถอนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาการขอจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร

จำเลยทั้งยี่สิบให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 19 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 19 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 19 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 18 และที่ 20 โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 3 กำหนดให้มีสำนักงานตั้งอยู่อาคารเลขที่ 1/3-4 ซอยเอกมัย 2 ถนนสุขุมวิท 63 แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ข้อ 6 กำหนดให้มีกรรมการซึ่งประกอบด้วยบุคคลไม่น้อยกว่า 20 คน และไม่เกินกว่า 25 คน ซึ่งเป็นสมาชิกสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย และได้รับการเลือกตั้งจากการประชุมใหญ่ประจำปีของสมาชิกสมาคมสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้ว่าการภาค ผู้ว่าการภาค รองผู้ว่าการภาค ประธานสภาผู้ว่าการภาคเพิ่งผ่านพ้นและผู้ว่าการภาคเพิ่งผ่านพ้นโดยให้ประธานสภาผู้ว่าการภาคเพิ่งผ่านพ้นเป็นประธานคณะกรรมการ ประธานสภาผู้ว่าการภาคเป็นรองประธานคณะกรรมการ เลขาธิการสภาผู้ว่าการภาคเพิ่งผ่านพ้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการ เหรัญญิกสภาผู้ว่าการภาคเพิ่งผ่านพ้นเป็นเหรัญญิกคณะกรรมการ นอกเหนือจากตำแหน่งดังกล่าวให้เป็นกรรมการ ข้อ 7 กำหนดให้กรณีที่กรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้คณะกรรมการมีอำนาจที่จะเชิญบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งจากสมาคมสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย ตามตำแหน่งต่างๆ ที่กำหนดไว้ในข้อ 6 เข้าเป็นกรรมการแทนในตำแหน่งที่ว่างลง แต่ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการใหม่เช่นนั้นย่อมมีเวลาอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาที่กรรมการที่ออกไปชอบที่จะอยู่ได้ กรณีตำแหน่งประธานคณะกรรมการว่างลง ให้รองประธานคณะกรรมการทำหน้าที่แทนประธานคณะกรรมการจนกว่าจะสิ้นสุดวาระการบริหาร กรณีตำแหน่งเลขาธิการหรือเหรัญญิกว่างลง ให้ที่ประชุมคณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งคนใดทำหน้าที่เลขาธิการหรือเหรัญญิกแทน ข้อ 8 กำหนดให้กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อตาย หรือลาออกโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการแล้ว หรือขาดคุณสมบัติตามข้อ 9 หรือต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษา เว้นแต่เป็นโทษที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย ตามที่ระบุในข้อ 6 หรือถึงคราวออกตามวาระ ข้อ 9 กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือขาดจากสมาชิกภาพของไลออนส์และต้องมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์แล้ว ข้อ 29 กำหนดให้การแก้ไขข้อบังคับจะกระทำได้โดยมติสามในสี่ของคณะกรรมการบริหารทั้งคณะ โดยการแก้ไขข้อบังคับทุกครั้งต้องแจ้งข้อความที่ต้องการเสนอแก้ไขให้เลขาธิการคณะกรรมการทราบและให้เลขาธิการคณะกรรมการแจ้งข้อความที่จะเสนอแก้ไขให้คณะกรรมการบริหารทราบล่วงหน้าก่อนการประชุมอย่างน้อย 15 วัน ส่วนผู้ที่เสนอแก้ไขจะต้องเป็นกรรมการเท่านั้น คณะกรรมการ 14 คน ประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 เข้าร่วมประชุมกัน ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบและรับรองให้เลือกจำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 เป็นกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง 5 ตำแหน่ง เพราะเหตุถึงคราวออกตามวาระ โดยที่ในขณะนั้นจำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 ไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดๆตามที่กำหนดไว้ข้อ 6 แห่งข้อบังคับข้างต้น ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 เข้าร่วมประชุมกัน ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์รับรองให้มีการแก้ไขข้อบังคับ หนึ่งในเรื่องที่แก้ไขคือ การย้ายสำนักงานไปอยู่อาคารเลขที่ 300 ซอยพงษ์เวชอนุสรณ์ 2 (สุขุมวิท 64) แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 จดทะเบียนข้อบังคับฉบับที่แก้ไขแล้วต่อเจ้าพนักงานปกครองสำนักงานเขตพระโขนง กรณีที่โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า สมาคมสโมสรไลออนส์สากลสั่งปลดจำเลยที่ 9 จากตำแหน่งผู้ว่าการภาคของสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย นอกจากนั้นยังสั่งเพิกถอนบัตรชาร์เตอร์และให้ปิดสโมสรไลออนส์กระบี่ อันมีผลทำให้จำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นสมาชิกสโมสรไลออนส์สิ้นสมาชิกภาพและมีคุณสมบัติต้องห้ามเป็นกรรมการนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้รับฟังได้ตามที่กล่าวอ้าง โจทก์ไม่อุทธรณ์คำวินิจฉัยในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า สมาคมสโมสรไลออนส์สากลไม่ได้สั่งปลดจำเลยที่ 9 จากตำแหน่งผู้ว่าการภาคของสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย และไม่ได้สั่งเพิกถอนบัตรชาร์เตอร์และให้ปิดสโมสรไลออนส์กระบี่ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 มีอำนาจเห็นชอบและรับรองให้เลือกจำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 เป็นกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง 5 ตำแหน่ง เพราะเหตุถึงคราวออกตามวาระหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้ที่จะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 6 อีกทั้งข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ให้อำนาจกรรมการเชิญบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลงเพราะเหตุถึงคราวออกตามวาระ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 เห็นชอบและรับรองให้เลือกจำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 เป็นกรรมการแทนตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง 5 ตำแหน่ง เพราะเหตุถึงคราวออกตามวาระ ทั้งที่จำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 ไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใด จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 6 กำหนดให้คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ประกอบด้วยบุคคลไม่น้อยกว่า 20 คน และไม่เกิน 25 คน ซึ่งเป็นสมาชิกสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทยและได้รับการเลือกตั้งจากการประชุมใหญ่ประจำปีของสมาชิกสมาคมสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทย ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาผู้ว่าการภาค ผู้ว่าการภาค รองผู้ว่าการภาค ประธานสภาผู้ว่าการภาคเพิ่งผ่านพ้นและผู้ว่าการภาคเพิ่งผ่านพ้นและให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ ประธานสภาผู้ว่าการภาคเพิ่งผ่านพ้นเป็นประธานคณะกรรมการมูลนิธิ ประธานสภาผู้ว่าการภาคเป็นรองประธานคณะกรรมการมูลนิธิ เลขาธิการสภาผู้ว่าการภาคเพิ่งผ่านพ้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการมูลนิธิ เหรัญญิกสภาผู้ว่าการภาคเพิ่งผ่านพ้นเป็นเหรัญญิกคณะกรรมการมูลนิธิ นอกเหนือจากตำแหน่งดังกล่าวเป็นคณะกรรมการมูลนิธิและข้อ 7 กำหนดให้อำนาจคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจที่จะเชิญบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งจากสมาคมสโมสรไลออนส์สากลภาครวม 310 ประเทศไทยตามตำแหน่งต่างๆที่กำหนดไว้ในข้อ 6 เข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แทนตำแหน่งที่ได้ว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระได้จากข้อบังคับดังกล่าว เป็นที่เห็นได้ว่า โดยหลักแล้วคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 จะต้องมีคุณสมบัติตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 6 และได้รับการเลือกตั้งจากการประชุมใหญ่ประจำปีของสมาชิก โดยมีวาระอยู่คราวละ 3 ปี ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 10 การแต่งตั้งกรรมการที่ครบกำหนดออกตามวาระจึงรู้กำหนดแน่นอน การแต่งตั้งกรรมการที่กำหนดออกตามวาระจึงต้องกระทำตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 6 ดังกล่าว จึงไม่ใช่กรณีไม่มีข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่จะนำมาใช้แต่งตั้งกรรมการที่ครบกำหนดออกตามวาระและไม่อาจนำข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อที่ 7 ซึ่งใช้เฉพาะกรณีกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นไม่ใช่ครบกำหนดตามวาระมาใช้ได้เช่นกัน ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 เข้าร่วมประชุมกัน แล้วมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบและรับรองให้เลือกจำเลยที่ 16 ถึง ที่ 20 เป็นกรรมการแทนกรรมการที่ว่างลงเพราะเหตุถึงคราวออกตามวาระจึงเป็นการมิชอบ หากกรรมการของจำเลยที่ 1 ที่เหลืออยู่ไม่สามารถดำเนินการตามหน้าที่ได้ กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 125 วรรคสาม ที่ให้กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่านายทะเบียนจะได้แจ้งการรับจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่ ซึ่งหมายถึงกรรมการมูลนิธิที่ได้รับเลือกหรือแต่งตั้งโดยชอบตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 6 หรือข้อ 7 แม้จำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 จะเป็นกรรมการโดยมิชอบ แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 124 บัญญัติว่า บรรดากิจการที่คณะกรรมการมูลนิธิได้กระทำไป แม้จะปรากฏในภายหลังว่ามีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือคุณสมบัติของกรรมการมูลนิธิ กิจการนั้นย่อมมีผลสมบูรณ์ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ลงมติรับรองการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 โดยผู้กระทำการแทน นำมติดังกล่าวนั้นไปจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนเเปลงข้อบังคับและอาศัยอำนาจตามข้อบังคับที่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงมีมติให้ปิดการใช้ที่ทำการอาคารมูลนิธิไลออนส์ในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 1/3-4 ซอยเอกมัย 2 ถนนสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เพื่อย้ายไปที่ทำการแห่งใหม่เลขที่ 300 ซอยพงษ์เวชอนุสรณ์ ซอยสุขุมวิท 64 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร จึงมีผลสมบูรณ์ ไม่อาจเพิกถอนได้ ที่โจทก์ขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ได้รับเลือกหรือแต่งตั้งให้เป็นกรรมการโดยมิชอบ จึงไม่อาจเพิกถอนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ได้ คงเพิกถอนได้เฉพาะจำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยมิชอบดังวินิจฉัยข้างต้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาโจทก์ข้ออื่น ๆ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนจำเลยที่ 16 ถึงที่ 20 ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 124 ม. 125 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ เอื้อปัญจะศิลา
จำเลย — มูลนิธิไลออนส์ในประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางสาวสมรศรี ตีระวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10850/2558
#635354
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องตัวแทนเชิดไว้ในมาตรา 821 ว่าบุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน จึงเป็นบทบัญญัติถึงความรับผิดของตัวการที่มีต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น มิได้กำหนดให้บุคคลภายนอกต้องรับผิดหรือมีความผูกพันต่อตัวการ บุคคลภายนอกย่อมมีอำนาจฟ้องตัวการให้รับผิดได้ แต่บุคคลภายนอกไม่อาจฟ้องตัวแทนได้ และตัวการก็จะฟ้องบุคคลภายนอกให้รับผิดไม่ได้เช่นกัน เมื่อจำเลยเป็นบุคคลภายนอกจึงหาอาจกล่าวอ้างว่าโจทก์ซึ่งลงชื่อเป็นผู้รับจ้างในสัญญาจ้างเหมาที่ทำกับตนนั้นเป็นเพียงตัวแทนเชิดของบริษัท จ. ตัวการเพื่อให้จำเลยไม่ต้องผูกพันหรือรับผิดตามสัญญาได้ไม่ จำเลยจึงต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาจ้างเหมากับโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 1,114,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 627,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2546 จำเลยทำสัญญาจองซื้อบ้านพร้อมที่ดินและสาธารณูปโภคในโครงการสุขประยูรปาร์ค ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2546 จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4298 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 137 ตารางวา ราคา 1,644,000 บาท ในโครงการดังกล่าวกับบริษัทเจทีสตีล คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้จะขาย และทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ปลูกสร้างบ้านลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 4298 ในราคา 1,114,000 บาท กำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ตามสำเนาสัญญาจ้างเหมา

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า บริษัทเจทีสตีล คอนสตรัคชั่น จำกัด เชิดโจทก์เป็นตัวแทนทำสัญญาจ้างเหมา กับจำเลย โจทก์เป็นเพียงตัวแทนของบริษัทเจทีสตีล คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นตัวการทำสัญญากับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องตัวแทนเชิดไว้ในมาตรา 821 ว่าบุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน ดังนี้ จึงเป็นบทบัญญัติถึงความรับผิดของตัวการที่มีต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น มิได้กำหนดให้บุคคลภายนอกต้องรับผิดหรือมีความผูกพันต่อตัวการ บุคคลภายนอกย่อมมีอำนาจฟ้องตัวการให้รับผิดได้ แต่บุคคลภายนอกไม่อาจฟ้องตัวแทนได้ และตัวการก็จะฟ้องบุคคลภายนอกให้รับผิดไม่ได้เช่นกัน เมื่อจำเลยเป็นบุคคลภายนอกจึงหาอาจกล่าวอ้างว่าโจทก์ซึ่งลงชื่อเป็นผู้รับจ้างในสัญญาจ้างเหมาที่ทำกับตนนั้นเป็นเพียงตัวแทนเชิดของบริษัทเจทีสตีล คอนสตรัคชั่น จำกัด ตัวการเพื่อให้จำเลยไม่ต้องผูกพันหรือรับผิดตามสัญญาได้ไม่ จำเลยจึงต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาจ้างเหมากับโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาในปัญหาข้อนี้มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจ้างเหมาหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้มีลักษณะเป็นการแถลงข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ มิได้ยกเหตุผลโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 2 ควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ พูลสวัสดิ์
จำเลย — นางสาวศิระประภา พงษ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10842/2558
#589751
เปิดฉบับเต็ม

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ. ส่วนค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 128/1 วรรคท้าย ซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงนั้น กฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าคู่ความจักมีคำขอหรือไม่ โดยหากศาลไม่มีดุลพินิจเป็นประการอื่นก็ต้องสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุด ตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 167 วรรคหนึ่ง การที่ศาลจะมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี โดยให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี ศาลก็จะต้องระบุจำนวนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไว้ในคำพิพากษาโดยชัดแจ้งด้วย สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมว่า "ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก" และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวนี้ย่อมชัดเจนแล้วว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีดุลพินิจไม่สั่งให้จำเลยต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ แต่ให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมแทนโจทก์ จึงถือว่าศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 การที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท มาด้วยจึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรคืนแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเงิน 21,238,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแทนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ จำเลย และนางสาว อ. ไปตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ที่คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่า โจทก์เป็นบุตรของจำเลยกับนางสาว อ.

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โดยให้นางสาว อ. เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองโจทก์แต่เพียงผู้เดียวให้จำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายในการคลอดและค่าบริบาลทารก รวมเป็นเงิน 150,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรแก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายในแต่ละช่วงของอายุและการศึกษาดังนี้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงอนุบาลปีที่ 3 เดือนละ 20,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เดือนละ 30,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เดือนละ 38,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีหรือบรรลุนิติภาวะเดือนละ 47,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายในการคลอดและค่าบริบาลทารกเป็นเงิน 200,000 บาท และจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ก่อนวัยเรียนในช่วงอายุ 1 ถึง 3 ปี เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า นางสาว อ. มารดาโจทก์รู้จักกับจำเลยประมาณเดือนกรกฎาคม 2551 ขณะนางสาว อ. ไปเดินแบบงานเปิดสายการบินสมุย ประมาณเดือนสิงหาคม 2551 นางสาว อ. คบหากับจำเลยในฐานะคนรักและมีการร่วมประเวณีกันหลายครั้ง ต่อมานางสาว อ. ตั้งครรภ์ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 นางสาว อ. คลอดโจทก์ที่โรงพยาบาลเวชธานี นางสาว อ. และนางสาว ย. น้องสาวของนางสาว อ. พยายามติดต่อจำเลย แต่ไม่ได้รับการติดต่อ เมื่อมีการดำเนินคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ จำเลย และนางสาว อ. ไปตรวจพิสูจน์บุคคลเพื่อหาสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าโจทก์เป็นบุตรของจำเลยกับนางสาว อ. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยจะต้องจ่ายแก่โจทก์ควรเป็นจำนวนเท่าใด โดยโจทก์อ้างว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์เป็นจำนวนต่ำไป ส่วนจำเลยอ้างว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่กำหนดให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์สูงเกินไป นั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามผลการตรวจสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ว่าโจทก์เป็นบุตรของจำเลยกับนางสาว อ. ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บัญญัติให้บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ และมาตรา 1598/38 กำหนดว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตร ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าการอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องเป็นหน้าที่ของทั้งบิดาและมารดา และต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีเมื่อโจทก์นำสืบแต่เพียงว่า นางสาว อ. มารดาของโจทก์มีรายได้เดือนละ 100,000 บาทเศษ ส่วนจำเลยนั้นโจทก์นำสืบเพียงว่าเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทสันธิญา เกาะพงัน รีสอร์ต แอนด์ สปา จำกัด โดยไม่ปรากฏว่ามีรายได้เป็นอย่างไร แต่ได้ความตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีเงินเดือน เดือนละ 50,000 บาท การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ จึงต้องตั้งอยู่บนฐานของฐานะของจำเลยและนางสาว อ. ผู้เป็นบิดาและมารดาของโจทก์ และสภาพความเป็นอยู่ในแต่ละช่วงวัยของโจทก์ในฐานะผู้รับ แต่ทางนำสืบของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จะใช้จ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์จนบรรลุนิติภาวะคิดเป็นเงิน 21,238,800 บาท เป็นการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เป็นเพียงความคาดหมายและสูงเกินกว่าความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์ขอจึงชอบแล้ว แต่การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ ในช่วงก่อนวัยเรียน เดือนละ 15,000 บาท ระดับอนุบาลเดือนละ 20,000 บาท ระดับประถมศึกษา เดือนละ 30,000 บาท ระดับมัธยมศึกษาเดือนละ 38,000 บาท และระดับปริญญาตรีหรือจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ เดือนละ 47,000 บาท ยังไม่เหมาะสม เพราะเมื่อบิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามความในมาตรา 1564 ก็จะหมายความว่าค่าใช้จ่ายอุปการะโจทก์ในช่วงก่อนวัยเรียน อายุ 1 ปีถึง 3 ปี เดือนละ 30,000 บาท ระดับอนุบาล เดือนละ 40,000 บาท ระดับประถมศึกษา เดือนละ 60,000 บาท ระดับมัธยมศึกษา เดือนละ 76,000 บาท และระดับปริญญาตรี เดือนละ 94,000 บาท ซึ่งสูงเกินกว่าอัตภาพและฐานะของจำเลยผู้ให้สูงและเกินกว่าฐานะของโจทก์ผู้รับ ศาลฎีกาสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสภาพของโจทก์ผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาโดยให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูในช่วงก่อนวัยเรียน อายุ 1 ถึง 3 ปี จนจบการศึกษาชั้นอนุบาลเป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เดือนละ 15,000 บาท ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เดือนละ 20,000 บาท และระดับปริญญาตรีจนบรรลุนิติภาวะ เดือนละ 30,000 บาท อย่างไรก็ดี หากภายหลังจากศาลพิพากษา โจทก์สามารถแสดงว่าพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไป จะขอให้ศาลแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูก็ย่อมจะยกขึ้นว่ากล่าวได้ตามมาตรา 1598/39 ส่วนค่าใช้จ่ายในการคลอดและบริบาลทารก ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยจ่ายเงิน 200,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 7 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ส่วนค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 128/1 วรรคท้าย ซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงนั้น กฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าคู่ความจักมีคำขอหรือไม่ โดยหากศาลไม่มีดุลพินิจเป็นประการอื่น ก็ต้องสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 167 วรรคหนึ่งในการที่ศาลจะมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในคำพิพากษา หากศาลมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี ศาลก็จะต้องระบุจำนวนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไว้โดยชัดแจ้ง สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมว่า "ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก" และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวนี้ย่อมชัดเจนแล้วว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีดุลพินิจไม่สั่งให้จำเลยต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ แต่ให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมแทนโจทก์ จึงถือว่าศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 การที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรคืนแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ช่วงก่อนวัยเรียนอายุ 1 ถึง 3 ปี จนกระทั่งโจทก์สำเร็จการศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 3 เดือนละ 10,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เดือนละ 15,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เดือนละ 20,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับปริญญาตรีจนบรรลุนิติภาวะเดือนละ 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเฉพาะโจทก์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 128/1 ม. 149 ม. 161 ม. 167
ชื่อคู่ความ
เด็กหญิง น.
โจทก์ — โดยนางสาว อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายพงศธร นิ่มมานพ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10842/2558
#634799
เปิดฉบับเต็ม

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ. ส่วนค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 128/1 วรรคท้าย ซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงนั้น กฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าคู่ความจักมีคำขอหรือไม่ โดยหากศาลไม่มีดุลพินิจเป็นประการอื่น ก็ต้องสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ในการที่ศาลจะมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในคำพิพากษา หากศาลมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี ศาลก็จะต้องระบุจำนวนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไว้โดยชัดแจ้ง สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมว่า "ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก" และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวนี้ย่อมชัดเจนแล้วว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีดุลพินิจไม่สั่งให้จำเลยต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ แต่ให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมแทนโจทก์ จึงถือว่าศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 การที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรคืนแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรหรือมีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเงิน 21,238,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแทนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ จำเลย และนางสาว อ. ไปตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่า โจทก์เป็นบุตรของจำเลยกับนางสาว อ.

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โดยให้นางสาว อ. เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายในการคลอดและค่าบริบาลทารก รวมเป็นเงิน 150,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาบุตรแก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายในแต่ละช่วงของอายุและการศึกษาดังนี้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงอนุบาลปีที่ 3 เดือนละ 20,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เดือนละ 30,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เดือนละ 38,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีหรือบรรลุนิติภาวะเดือนละ 47,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายในการคลอดและค่าบริบาลทารกเป็นเงิน 200,000 บาท และจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ก่อนวัยเรียนในช่วงอายุ 1 ถึง 3 ปี เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า นางสาว อ. มารดาโจทก์รู้จักกับจำเลยประมาณเดือนกรกฎาคม 2551 ขณะนางสาว อ. ไปเดินแบบงานเปิดสายการบินสมุย ประมาณเดือนสิงหาคม 2551 นางสาว อ. คบหากับจำเลยในฐานะคนรักและมีการร่วมประเวณีกันหลายครั้ง ต่อมานางสาว อ. ตั้งครรภ์ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 นางสาว อ. คลอดโจทก์ที่โรงพยาบาลเวชธานี นางสาว อ. และนางสาว ย. น้องสาวของนางสาว อ. พยายามติดต่อจำเลย แต่ไม่ได้รับการติดต่อ เมื่อมีการดำเนินคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ จำเลย และนางสาว อ. ไปตรวจพิสูจน์บุคคลเพื่อหาสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าโจทก์เป็นบุตรของจำเลยกับนางสาว อ. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยจะต้องจ่ายแก่โจทก์ควรเป็นจำนวนเท่าใด โดยโจทก์อ้างว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์เป็นจำนวนต่ำไป ส่วนจำเลยอ้างว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่กำหนดให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์สูงเกินไป นั้น เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามผลการตรวจสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ว่าโจทก์เป็นบุตรของจำเลยกับนางสาว อ. ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บัญญัติให้บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ และมาตรา 1598/38 กำหนดว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตร ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายอยู่ในตัวว่าการอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องเป็นหน้าที่ของทั้งบิดาและมารดา และต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี เมื่อโจทก์นำสืบแต่เพียงว่า นางสาว อ. มารดาของโจทก์มีรายได้เดือนละ 100,000 บาทเศษ ส่วนจำเลยนั้นโจทก์นำสืบเพียงว่าเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทสันธิญา เกาะพงัน รีสอร์ต แอนด์ สปา จำกัด โดยไม่ปรากฏว่ามีรายได้เป็นอย่างไร แต่ได้ความตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยมีเงินเดือน เดือนละ 50,000 บาท การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ จึงต้องตั้งอยู่บนฐานของฐานะของจำเลยและนางสาว อ. ผู้เป็นบิดาและมารดาของโจทก์ และสภาพความเป็นอยู่ในแต่ละช่วงวัยของโจทก์ในฐานะผู้รับ แต่ทางนำสืบของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จะใช้จ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์จนบรรลุนิติภาวะคิดเป็นเงิน 21,238,800 บาท เป็นการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เป็นเพียงความคาดหมายและสูงเกินกว่าความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีที่ศาลล่างทั้งสองมิได้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์ขอจึงชอบแล้ว แต่การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ ในช่วงก่อนวัยเรียน เดือนละ 15,000 บาท ระดับอนุบาล เดือนละ 20,000 บาท ระดับประถมศึกษา เดือนละ 30,000 บาท ระดับมัธยมศึกษา เดือนละ 38,000 บาท และระดับปริญญาตรีหรือจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ เดือนละ 47,000 บาท ยังไม่เหมาะสม เพราะเมื่อบิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามความในมาตรา 1564 ก็จะหมายความว่าค่าใช้จ่ายอุปการะโจทก์ในช่วงก่อนวัยเรียน อายุ 1 ปี ถึง 3 ปี เดือนละ 30,000 บาท ระดับอนุบาล เดือนละ 40,000 บาท ระดับประถมศึกษา เดือนละ 60,000 บาท ระดับมัธยมศึกษา เดือนละ 76,000 บาท และระดับปริญญาตรี เดือนละ 94,000 บาท ซึ่งสูงเกินกว่าอัตภาพและฐานะของจำเลยผู้ให้และสูงเกินกว่าฐานะของโจทก์ผู้รับ ศาลฎีกาสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสภาพของโจทก์ผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณีตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาโดยให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูในช่วงก่อนวัยเรียน อายุ 1 ถึง 3 ปี จนจบการศึกษาชั้นอนุบาลเป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เดือนละ 15,000 บาท ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เดือนละ 20,000 บาท และระดับปริญญาตรีจนบรรลุนิติภาวะ เดือนละ 30,000 บาท อย่างไรก็ดี หากภายหลังจากศาลพิพากษา โจทก์สามารถแสดงว่าพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไป จะขอให้ศาลแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูก็ย่อมจะยกขึ้นว่ากล่าวได้ตามมาตรา 1598/39 ส่วนค่าใช้จ่ายในการคลอดและบริบาลทารก ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยจ่ายเงิน 200,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 7 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ส่วนค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 128/1 วรรคท้าย ซึ่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงนั้น กฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าคู่ความจักมีคำขอหรือไม่ โดยหากศาลไม่มีดุลพินิจเป็นประการอื่น ก็ต้องสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ในการที่ศาลจะมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในคำพิพากษา หากศาลมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี ศาลก็จะต้องระบุจำนวนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไว้โดยชัดแจ้ง สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมว่า "ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก" และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวนี้ย่อมชัดเจนแล้วว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีดุลพินิจไม่สั่งให้จำเลยต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ แต่ให้จำเลยใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมแทนโจทก์ จึงถือว่าศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 การที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรคืนแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ช่วงก่อนวัยเรียนอายุ 1 ถึง 3 ปี จนกระทั่งโจทก์สำเร็จการศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 3 เดือนละ 10,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เดือนละ 15,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 เดือนละ 20,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาระดับปริญญาตรีจนบรรลุนิติภาวะเดือนละ 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเฉพาะโจทก์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 128/1 ม. 149 ม. 161 ม. 167
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 155
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กหญิง น. โดยนางสาว อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ค.
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10840/2558
#594387
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องใช้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 เป็นหลัก ส่วนกฎหมายวิธีพิจารณาความฉบับอื่น ๆ ที่ใช้กับคดีแพ่งและคดีอาญาโดยทั่วไปจะนำมาใช้ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวบัญญัติหรือกำหนดไว้โดยเฉพาะ ทั้งการนำมาใช้ก็เป็นการใช้โดยอนุโลมอีกด้วย เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาในกรณีที่จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ มีข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 11 กำหนดไว้ว่า ในคดีที่จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ โดยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การด้วย ต่างกับการขาดนัดยื่นคำให้การในคดีแพ่งทั่วไปที่เป็นการขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมาย ศาลไม่ต้องมีคำสั่ง และหลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไรต่อไป จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 198 และมาตราต่อไปมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่สำหรับคดีนี้ เนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงจะนำบทบัญญัติมาตรา 198 วรรคสอง มาใช้บังคับยังมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ประกอบด้วยข้อมูลการออกแบบ สร้าง ประกอบ ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย เครื่องเติมอากาศเครื่องรีดตะกอน ระบบแยกไขมัน แบบตะกอนลอย และสารเคมีสำหรับปรับสภาพน้ำขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

คดีอยู่ในระหว่างจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมาย ครบกำหนดยื่นคำให้การวันที่ 29 กรกฎาคม 2557

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกัน

วันที่ 14 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพื่อให้มีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เจตนารมณ์ในการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศซึ่งอยู่ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ปรากฏชัดว่า คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งและคดีอาญาโดยทั่วไปจึงสมควรจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศขึ้นเพื่อพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะโดยวิธีพิจารณาคดีเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรมยิ่งขึ้นซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้บัญญัติวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไว้โดยเฉพาะหลายประการ โดยในมาตรา 26 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 30 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยอนุมัติประธานศาลฎีกามีอำนาจออกข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานใช้บังคับในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ แต่ข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีอาญาของจำเลยต้องลดน้อยกว่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมายข้อกำหนดนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้" และเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้ออกข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 จึงแสดงว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 เป็นหลักส่วนกฎหมายวิธีพิจารณาความฉบับอื่น ๆ ที่ใช้กับคดีแพ่งและคดีอาญาโดยทั่วไปจะนำมาใช้ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวบัญญัติหรือกำหนดไว้โดยเฉพาะ ทั้งการนำมาใช้ก็เป็นการใช้โดยอนุโลมอีกด้วย เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาในกรณีที่จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การมีข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 11 กำหนดว่า "ถ้าจำเลย ... มิได้ยื่นคำให้การ ... ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การโดยพลัน" ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 ที่บัญญัติว่า "เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ" และมาตรา 198 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ"ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ" จะเห็นได้ว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำให้การนั้น ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 บัญญัติไว้เพียงข้อเดียว ได้แก่ข้อ 11 ดังกล่าว กล่าวคือ ในคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำเลยที่ 3 จะขาดนัดยื่นคำให้การ นอกจากจำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้ว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การด้วย ต่างกับการขาดนัดยื่นคำให้การในคดีแพ่งทั่วไปที่เป็นการขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมาย ศาลไม่ต้องมีคำสั่ง และหลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไรต่อไป จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 และมาตราต่อไปมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่สำหรับคดีนี้ เนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงจะนำบทบัญญัติมาตรา 198 วรรคสอง มาใช้บังคับยังมิได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำมาตรา 198 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลมโดยสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและมีคำสั่งใหม่เกี่ยวกับที่จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 197 ม. 198
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไฮโดร ซิสเท็ม ซัพพลาย
จำเลย — บริษัทกรภัทร ซิสเท็ม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวนิโลบล หิรัญรัศ
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10840/2558
#636291
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องใช้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 เป็นหลัก ส่วนกฎหมายวิธีพิจารณาความฉบับอื่นๆ ที่ใช้กับคดีแพ่งและคดีอาญาโดยทั่วไปจะนำมาใช้ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวบัญญัติหรือกำหนดไว้โดยเฉพาะ ทั้งการนำมาใช้ก็เป็นการใช้โดยอนุโลมอีกด้วย

กรณีที่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำให้การนั้น ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 บัญญัติไว้เพียงข้อเดียว ได้แก่ข้อ 11 ดังกล่าว กล่าวคือ ในคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยที่ 3 จะขาดนัดยื่นคำให้การ นอกจากจำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้ว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การด้วย ต่างกับการขาดนัดยื่นคำให้การในคดีแพ่งทั่วไปที่เป็นการขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมาย ศาลไม่ต้องมีคำสั่ง และหลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไรต่อไป จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 198 และมาตราต่อไปมาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงจะนำบทบัญญัติมาตรา 198 วรรคสอง มาใช้บังคับยังมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ประกอบด้วยข้อมูลการออกแบบ สร้าง ประกอบ ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย เครื่องเติมอากาศ เครื่องรีดตะกอน ระบบแยกไขมัน แบบตะกอนลอย และสารเคมีสำหรับปรับสภาพน้ำ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

คดีอยู่ในระหว่างจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดหมาย ครบกำหนดยื่นคำให้การวันที่ 29 กรกฎาคม 2557

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกัน

วันที่ 14 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 เนื่องจากโจทก์ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพื่อให้มีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เจตนารมณ์ในการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศซึ่งอยู่ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ปรากฏชัดว่า คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีแพ่งและคดีอาญาโดยทั่วไปจึงสมควรจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศขึ้นเพื่อพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะโดยวิธีพิจารณาคดีเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้บัญญัติวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไว้โดยเฉพาะหลายประการ โดยในมาตรา 26 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 30 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับโดยอนุโลม" และมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยอนุมัติประธานศาลฎีกามีอำนาจออกข้อกำหนดใดๆ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานใช้บังคับในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ แต่ข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีอาญาของจำเลยต้องลดน้อยกว่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

ข้อกำหนดนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้" และเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้ออกข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 จึงแสดงว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 เป็นหลัก ส่วนกฎหมายวิธีพิจารณาความฉบับอื่น ๆ ที่ใช้กับคดีแพ่งและคดีอาญาโดยทั่วไปจะนำมาใช้ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต่อเมื่อไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวบัญญัติหรือกำหนดไว้โดยเฉพาะ ทั้งการนำมาใช้ก็เป็นการใช้โดยอนุโลมอีกด้วย เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาในกรณีที่จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การมีข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 11 กำหนดว่า "ถ้าจำเลย ... มิได้ยื่นคำให้การ ... ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การโดยพลัน" ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 ที่บัญญัติว่า "เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ" และมาตรา 198 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ"ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ" จะเห็นได้ว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำให้การนั้น ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 บัญญัติไว้เพียงข้อเดียว ได้แก่ข้อ 11 ดังกล่าว กล่าวคือ ในคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยที่ 3 จะขาดนัดยื่นคำให้การ นอกจากจำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้ว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การด้วย ต่างกับการขาดนัดยื่นคำให้การในคดีแพ่งทั่วไปที่เป็นการขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมาย ศาลไม่ต้องมีคำสั่ง และหลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างไรต่อไป จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 และมาตราต่อไปมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่สำหรับคดีนี้ เนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงจะนำบทบัญญัติมาตรา 198 วรรคสอง มาใช้บังคับยังมิได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำมาตรา 198 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลมโดยสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 3 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและมีคำสั่งใหม่เกี่ยวกับที่จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไฮโดร ซิสเท็ม ซัพพลาย
จำเลย — บริษัทกรภัทร ซิสเท็ม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10839/2558
#593993
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของจำเลยอ้างเหตุว่า ในมูลหนี้เดียวกันนี้และก่อนฟ้องคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ได้ฟ้องคดีต่อ "The High Court of Justice, Queen's Bench Division, Commercial Court" ประเทศสหราชอาณาจักร จนศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระเงิน จำนวน996,498 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ส่วนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,687,289.24 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีคำพิพากษาของศาลต่างรัฐกันขัดแย้งกันเรื่องจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าวไปแล้วบางส่วนด้วย หากบังคับคดีนี้ต่อไป จำเลยจะได้รับความเสียหายเกินความจำเป็น เมื่อพิจารณาคำร้องและอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เข้าใจได้ว่าเหตุที่มีความประสงค์จะขอให้ศาลงดการบังคับคดีเนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกากับคำพิพากษา "The High Court of Justice" ขัดแย้งกันในเรื่องจำนวนหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระ เห็นว่า จำเลยไม่ได้อ้างเหตุที่งดการบังคับคดี แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่จำเลยอ้าง ก็ไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,687,289.24 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,528,287.27 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐละ 34.7565 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีถึงที่สุด ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะเป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่เพื่อให้ศาลพิจารณาหลังจากคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่ข้อพิพาทในการบังคับคดี จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า มีเหตุจะไต่สวนเพื่อมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนหรือไม่ เมื่อพิจารณาคำร้องและอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เข้าใจได้ว่าเหตุที่มีความประสงค์จะขอให้ศาลงดการบังคับคดีเนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกากับของ The High Court of Justice ขัดแย้งกันในเรื่องจำนวนหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า จำเลยไม่ได้อ้างเหตุที่งดการบังคับคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 และ 293 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่จำเลยอ้าง ก็ไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292 ม. 293
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพลาลส์ วัน อิงค์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชุตินธร ห่อวโนทยาน
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10825/2558
#588133
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการบังคับโทษปรับในกรณีเด็กและเยาวชนต้องโทษปรับแต่ไม่มีการชำระค่าปรับไว้ในมาตรา 145 เป็น 2 กรณี คือ กรณีเด็กหรือเยาวชนไม่ชำระค่าปรับ ให้ศาลเปลี่ยนโทษปรับเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมภายใต้เงื่อนไขตามกฎหมาย กับกรณีเด็กหรือเยาวชนไม่มีเงินชำระค่าปรับ แต่ประสงค์จะขอทำงานบริการสังคมหรืองานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าต้องดำเนินการในทางใดได้บ้าง ไม่มีกรณีที่ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของเด็กและเยาวชนได้ ในทำนองเดียวกับกรณีที่ผู้กระทำความผิดมิใช่เด็กและเยาวชน ตาม ป.อ. มาตรา 29 เมื่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ เป็นกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว ก็ไม่อาจนำบทบัญญัติที่เป็นกฎหมายทั่วไปมาบังคับในกรณีนี้ได้ สำหรับคดีนี้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ก็ต้องส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมแทนการชำระค่าปรับเพียงประการเดียวตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย แม้ในระหว่างฝึกอบรม จำเลยอาจจะขอชำระค่าปรับที่ยังคงเหลือให้เสร็จสิ้นไปได้ ก็เป็นวิธีการที่กำหนดขึ้นเพื่อให้สิทธิแก่จำเลย ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระแทนค่าปรับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิด จำเลยอายุสิบหกปีเศษ กระทำความผิดที่มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต จึงให้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคสาม ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย ให้ลงโทษปรับน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง เป็นจำคุก 25 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 จังหวัดเชียงใหม่ จนกว่าจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 จังหวัดเชียงใหม่ มีกำหนด 500 วัน แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 ริบของกลาง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมแทนการชำระค่าปรับแล้ว จึงไม่อาจออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระค่าปรับได้ ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กำหนดจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรม สำหรับในโทษที่เป็นค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมมีกำหนด 500 วัน แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี จำเลยไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมแทนค่าปรับแล้ว คดีถึงที่สุด

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยแทนค่าปรับได้หรือไม่ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้บัญญัติในกรณีเด็กและเยาวชนต้องโทษปรับในมาตรา 145 ไว้ว่า "ในกรณีที่เด็กและเยาวชนต้องโทษไม่ว่าจะมีโทษจำคุกด้วยหรือไม่ก็ตาม ถ้าเด็กและเยาวชนไม่ชำระค่าปรับ ห้ามมิให้ศาลสั่งกักขังเด็กและเยาวชนแทนค่าปรับ แต่ให้ศาลส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี หรือในกรณีที่เด็กและเยาวชนต้องโทษปรับแต่ไม่มีเงินชำระค่าปรับ ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 30/1 มาตรา 30/2 และมาตรา 30/3 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับแทน..." เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ได้บัญญัติกรณีเด็กและเยาวชนต้องโทษปรับไว้แต่ไม่มีการชำระค่าปรับเป็น 2 กรณี คือ กรณีเด็กหรือเยาวชนไม่ชำระค่าปรับ ให้ศาลเปลี่ยนโทษปรับเป็นส่งฝึกอบรมภายใต้เงื่อนไขตามกฎหมาย กับกรณีเด็กหรือเยาวชนไม่มีเงินชำระค่าปรับ แต่ประสงค์จะขอทำงานบริการสังคมหรืองานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าต้องดำเนินการในทางใดได้บ้าง ไม่มีกรณีที่ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของเด็กและเยาวชนได้ ในทำนองเดียวกับกรณีที่ผู้กระทำความผิดมิใช่เด็กและเยาวชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 เมื่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ เป็นกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว ก็ไม่อาจนำบทบัญญัติที่เป็นกฎหมายทั่วไปมาบังคับในกรณีนี้ได้ สำหรับคดีนี้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ก็ต้องส่งจำเลยฝึกอบรมแทนการชำระค่าปรับเพียงประการเดียวตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย แม้ในระหว่างฝึกอบรม จำเลยอาจจะขอชำระค่าปรับที่ยังคงเหลือให้เสร็จสิ้นไป ก็เป็นวิธีการที่กำหนดขึ้นเพื่อให้สิทธิแก่จำเลย ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระแทนค่าปรับได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 145
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย — นายประชารัฐ ราศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา