คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10692/2558
#592026
เปิดฉบับเต็ม

คดีจัดการมรดกกับคดีมรดกเป็นคดีคนละประเภทกัน กฎหมายบัญญัติแยกไว้คนละส่วนและให้อยู่ในบังคับการฟ้องร้องคนละมาตรา อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกมีอายุความห้าปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนคดีมรดกมีอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 จำเลยที่ 2 และที่ 3มิใช่ผู้จัดการมรดกแต่เป็นทายาทและถูกโจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดก ย่อมเป็นคดีมรดก อันมีอายุความตามมาตรา 1754 แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องจะได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเข้ามาด้วย ก็หาอาจทำให้สิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกของโจทก์จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทกลับเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกไปได้ไม่

ป.พ.พ. มาตรา 193/9 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใดๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ" มาตรา 193/14 บัญญัติว่า "อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้ (1)... กระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง..." และมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ" วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น" โจทก์เรียกร้องเอาทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ในบังคับอายุความตามมาตรา 1754 และอยู่ในบังคับตามมาตรา 193/9 มาตรา 193/14 และมาตรา 193/15 ดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่า ณ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 ศาลตั้ง ส. เป็นผู้จัดการมรดกของ ณ. เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 จึงทำให้อายุความมรดกสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 แม้ต่อมา ส. ในฐานะผู้จัดการมรดกจะจดทะเบียนโอนมรดกพิพาทให้แก่ตนเองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ณ. เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2538 โดยไม่ได้โอนแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ยังครอบครองทรัพย์มรดกโดยอาศัยในบ้าน ว. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกพิพาทอยู่ จึงเป็นกรณีที่ ส. จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยอันแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับว่าโจทก์ยังครอบครองมรดกอยู่อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามมาตรา 193/14

แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงว่า ส. ไถ่ถอนจำนองโดย ส. มีหนังสือแจ้งธนาคารผู้รับจำนองว่า ไม่ให้ธนาคารมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินให้แก่โจทก์ และโอนที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3พฤติการณ์ดังกล่าวของ ส. จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการแสดงเจตนาไม่ยึดถือมรดกแทนโจทก์ต่อไปนับแต่วันที่ธนาคารได้แจ้งแก่โจทก์อย่างช้าไม่เกินวันที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร ดังนั้น การครอบครองทรัพย์มรดกของโจทก์อันเป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงย่อมสิ้นสุดลงไม่ถือว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่งต่อไปนับแต่วันนั้น อายุความจึงเริ่มนับใหม่ในวันดังกล่าวตามมาตรา 193/15 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินหนึ่งปี ย่อมขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันแบ่งแยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหนึ่งในสี่ส่วนให้โจทก์และแบ่งรายได้สุทธิของโรงแรมทุกเดือนหนึ่งในสี่ส่วนให้โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าการแบ่งทรัพย์มรดกแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การและจำเลยที่ 2 กับที่ 3 แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งเรียกนางวิยดา ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28001 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน ให้ยกคำขออื่น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นายณรงค์และนางสมวงศ์ เป็นสามีภริยากันชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ จำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 นายณรงค์ถึงแก่ความตาย นายณรงค์มีทรัพย์สินที่เป็นมรดกคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3977 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง คือ ตึกแถวสามชั้นครึ่ง เลขที่ 467 หมู่ที่ 2 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ชื่อบ้านวงศ์ดารินทร์ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพโดยทำเป็นโรงแรมขนาด 15 ห้อง ซึ่งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนายณรงค์ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ขณะที่นายณรงค์ยังมีชีวิตอยู่ในวงเงิน 1,400,000 บาท ที่พิพาทกันคดีนี้ นายณรงค์ไม่ได้ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ศาลจังหวัดชลบุรีมีคำสั่งตั้งนางสมวงศ์เป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ตามสำเนาคำสั่ง คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1467/2538 หมายเลขแดงที่ 1589/2538 ของศาลจังหวัดชลบุรี นางสมวงศ์จดทะเบียนรับโอนมรดกในฐานะผู้จัดการมรดก นางสมวงศ์ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนเองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทของนายณรงค์โดยมรดกพิพาทยังติดจำนองอยู่ นางสมวงศ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารเป็นเงิน 846,609.64 บาท แล้วนางสมวงศ์จดทะเบียนโอนเฉพาะส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารเป็นประกันการกู้เงินในวงเงิน 1,000,000 บาท หลังจากนั้นเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 28001 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี แทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3977 ซึ่งนายณรงค์ได้ยื่นคำขอและนำรังวัดไว้ก่อนตายครั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ไถ่ถอนจำนอง นอกจากนี้ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายณรงค์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันฟ้องโจทก์ กรมที่ดินและธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) รวม 3 คน ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2788 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระหว่างนายณรงค์กับโจทก์และเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมจำนองที่ดินระหว่างโจทก์และธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ปลอมหนังสือมอบอำนาจของนายณรงค์ขณะที่ยังมีชีวิตแล้วโอนที่ดินเป็นของโจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว แล้วนำไปจำนองไว้แก่ธนาคาร ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการให้และจำนองตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 250/2544 หมายเลขแดงที่ 1114/2546 โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว) แต่ผู้เดียวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้และจำนองตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 53/2547 หมายเลขแดงที่ 2095/2549 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ (จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว) แต่ผู้เดียวฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมว่า คดีตามคำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีมรดกซึ่งมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ เห็นว่า คดีจัดการมรดกกับคดีมรดกเป็นคดีคนละประเภทกัน กฎหมายบัญญัติแยกไว้คนละส่วนและให้อยู่ในบังคับการฟ้องร้องคนละมาตรา โดยอายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ส่วนคดีมรดกจะมีอายุความตามมาตรา 1754 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่ผู้จัดการมรดกแต่เป็นทายาทและถูกโจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดก ย่อมเป็นคดีมรดกอันมีอายุความตามมาตรา 1754 แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องจะได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเข้ามาด้วยก็หาอาจทำให้สิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกของโจทก์จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทกลับเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกไปได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีจัดการมรดกมิใช่คดีมรดกมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใดๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ" มาตรา 193/14 บัญญัติว่า "อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้ (1) กระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง" และมาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ" วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น" การที่โจทก์เรียกร้องเอาทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่ในบังคับตามมาตรา 1754 ดังวินิจฉัยมาแล้ว ยังอยู่ในบังคับตามมาตรา 193/9 มาตรา 193/14 และมาตรา 193/15 ดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่านายณรงค์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 การที่ศาลตั้งนางสมวงศ์เป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 จึงทำให้อายุความมรดกสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 แม้นางสมวงศ์ในฐานะผู้จัดการมรดกจะจดทะเบียนโอนมรดกพิพาทให้แก่ตนเองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายณรงค์เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2538 โดยไม่ได้โอนแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์ยังครอบครองทรัพย์มรดกโดยอาศัยในบ้านวงศ์ดารินทร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกพิพาทอยู่ จึงเป็นกรณีที่นางสมวงศ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยอันแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอมรับโจทก์ยังครอบครองมรดกอยู่อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามมาตรา 193/14 เช่นกัน อนึ่ง แม้โจทก์จะออกจากบ้านวงศ์ดารินทร์ไปอยู่ที่อื่น เมื่อปี 2541 ก็ยังถือว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์มรดกอยู่โดยนางสมวงศ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยึดถือไว้แทน คำเบิกความของจำเลยที่ 2 สอดคล้องกับเอกสารโดยเฉพาะเอกสาร เป็นเอกสารราชการที่เจ้าพนักงานรับรองความถูกต้องจึงฟังได้ว่ามีเหตุการณ์ตามเอกสารจริงและฟังได้ว่า โจทก์คงทราบเรื่องจากธนาคารฯแล้ว ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า นางสมวงศ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอรับโอนมรดกมาเป็นของตนขณะทรัพย์มรดกยังติดจำนอง ต่อมาได้ไถ่ถอนจำนองเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2543 หลังจากมีหนังสือแจ้งธนาคารฯ เพียง 2 เดือนเศษ และในวันเดียวกันนั้น นางสมวงศ์ได้โอนส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 พฤติการณ์ดังกล่าวของนางสมวงศ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการแสดงเจตนาไม่ยึดถือมรดกแทนโจทก์ต่อไปนับแต่วันที่ธนาคารฯ ได้แจ้งแก่โจทก์ว่าจะไม่มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ตามที่นางสมวงศ์แจ้งอย่างช้าไม่เกินวันที่ 17 มกราคม 2543 คือวันที่ไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร ดังนั้น เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงย่อมสิ้นสุดนับแต่วันดังกล่าวอย่างช้าไม่เกินวันที่ 17 มกราคม 2543 การครอบครองทรัพย์มรดกของโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงไม่ถือว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่งต่อไปนับแต่วันนั้น อายุความจึงเริ่มนับใหม่ในวันดังกล่าวตามมาตรา 193/15 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 จึงเกิน 1 ปี ย่อมขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาว่าทรัพย์มรดกพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายณรงค์และนางสมวงศ์หรือไม่ กับปัญหาว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมไปจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28001 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่และที่ขอให้แบ่งรายได้สุทธิของโรงแรมทุกเดือนหนึ่งในสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/9 ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววงเดือน ทิจะยัง
นางสมวงศ์ ทิจะยัง ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายณรงค์ ทิจะยัง กับพวก
นางวิยดา ขอดคำ ในฐานะ
จำเลยร่วม — ผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ ทิจะยัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายฐิตวัชร อุดรพิมพ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10679/2558
#633743
เปิดฉบับเต็ม

ในการเจรจาต่อรองค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นธรรมดาอยู่เองที่โจทก์ย่อมต้องการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยในจำนวนที่ต่ำ ในขณะที่จำเลยต้องการได้ค่าตอบแทนในจำนวนที่สูง จึงเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายพึงต้องเตรียมข้อมูลมาให้พร้อมเพื่อรักษาประโยชน์ของตนเอง ที่โจทก์เสนอค่าตอบแทนแก่จำเลยในราคาตารางวาละ 1,250 บาท แม้สืบเนื่องมาจากจำเลยแถลงว่ามารดาจำเลยเคยขายที่ดินไปในราคาไร่ละ 500,000 บาท ก็ตาม แต่หากจำเลยยังไม่พอใจเพราะเห็นว่าเป็นราคาที่ต่ำเกินไป จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธข้อเสนอของโจทก์และเสนอราคาตามที่จำเลยต้องการได้อยู่แล้ว ทั้งในวันดังกล่าวทนายจำเลยก็เข้าร่วมเจรจาด้วยแล้ว จำเลยจึงหาได้เป็นผู้ด้อยปัญญาหรืออยู่ในภาวะที่ถูกกดดันจากสิ่งใดให้ต้องตกลงยอมความกับโจทก์ไม่ จำเลยมีเวลาในการเตรียมคดีนับแต่วันที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี จนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ ซึ่งศาลไกล่เกลี่ยจนโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนานถึงเกือบ 6 เดือน ย่อมมากเพียงพอต่อการที่จำเลยจะขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา การไม่ทราบราคาประเมินที่ดินจึงต้องถือว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฉวยโอกาสและปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาประเมินที่ดินไม่ นอกจากนี้ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับว่า ค่าตอบแทนการใช้ภาระจำยอมต้องเป็นไปตามราคาประเมินที่ดินอีกด้วย ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างฟังไม่ได้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยเฉพาะส่วนด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 108404 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา กว้าง 4 เมตร ยาว 36 เมตร เนื้อที่ประมาณ 36 ตารางวา ตามแผนที่ท้ายฟ้อง ตกเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 156604 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ และให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามจำเลยรบกวนทางภาระจำยอมและทางจำเป็นของโจทก์และบริวารอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลว่า

ข้อ 1 จำเลยตกลงจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 108404 เลขที่ดิน 1321 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออกของที่ดินของจำเลยให้เป็นทางเข้าออกที่ดินโฉนดเลขที่ 156604 เลขที่ดิน 1602 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ ทางหน้ากว้าง 3 เมตร ตลอดแนวจากถนนสายบ้านใหม่ - หนองเป็ดน้ำ ไปจนจดที่ดินของโจทก์ ปรากฏตามรูปแผนที่ (กรอบสีน้ำเงิน) ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนี้

ข้อ 2 โจทก์และจำเลยจะไปยื่นคำขอรังวัดแนวเขตทางภาระจำยอมตามข้อ 1 ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ภายใน 15 วัน เพื่อทราบจำนวนเนื้อที่และสภาพทางและรายละเอียดในการจดภาระจำยอม เมื่อทราบจำนวนเนื้อที่ทางแล้ว ส่วนค่าธรรมเนียมในการรังวัดและจดทะเบียนภาระจำยอมโจทก์เป็นผู้ชำระแต่ฝ่ายเดียวทั้งสิ้น ทั้งนี้ โจทก์ยอมตกลงจ่ายค่าตอบแทนในการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่จำเลยในอัตราตารางวาละ 1,250 บาท ให้แก่จำเลยภายใน 5 วัน นับแต่ทราบจำนวนเนื้อที่ดินหรือในวันจดทะเบียนภาระจำยอมต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โดยโจทก์จำเลยจะไปจดทะเบียนภาระจำยอมภายใน 15 วัน นับแต่ช่างรังวัดทำแผนที่ทางภาระจำยอมแล้วเสร็จ และจำเลยยินยอมให้โจทก์นำดินถมเป็นทางภาระจำยอมและกระทำการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การใช้ทางภาระจำยอมได้เพื่อเข้าสู่ที่ดินของโจทก์

ข้อ 3 หากโจทก์หรือจำเลยผิดนัดตามข้อ 1 และข้อ 2 ยอมให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที และให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของฝ่ายที่ผิดนัดได้

ข้อ 4 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองฝ่ายตกเป็นพับ

ข้อ 5 โจทก์และจำเลยยอมตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 และไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก

ศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล..." ที่จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยแจ้งราคาที่ดินที่มารดาจำเลยขายให้แก่บุคคลภายนอกไปในราคาไร่ละ 500,000 บาท ในวันที่ศาลไกล่เกลี่ยเป็นราคาที่ซื้อขายกันเมื่อปี 2535 โจทก์ย่อมรู้ดีว่าราคาที่ดินปัจจุบันจะต้องสูงกว่าอย่างแน่นอน โจทก์กลับถือโอกาสรีบเสนอค่าตอบแทนในราคาตารางวาละ 1,250 บาท โดยอาศัยโอกาส ความด้อยปัญญาและการอยู่ในภาวะที่ถูกกดดันหากไม่ยินยอมจะทำให้การต่อสู้คดีของจำเลยประสบกับความยุ่งยากนั้น เห็นว่า ในการเจรจาต่อรองค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นธรรมดาอยู่เองที่โจทก์ย่อมต้องการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยในจำนวนที่ต่ำ ในขณะที่จำเลยต้องการได้ค่าตอบแทนในจำนวนที่สูง จึงเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายพึงต้องเตรียมข้อมูลมาให้พร้อมเพื่อรักษาประโยชน์ของตนเอง ที่โจทก์เสนอค่าตอบแทนแก่จำเลยในราคาตารางวาละ 1,250 บาท แม้สืบเนื่องมาจากจำเลยแถลงว่ามารดาจำเลยเคยขายที่ดินไปในราคาไร่ละ 500,000 บาท ก็ตาม แต่หากจำเลยยังไม่พอใจเพราะเห็นว่าเป็นราคาที่ต่ำเกินไป จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธข้อเสนอของโจทก์และเสนอราคาตามที่จำเลยต้องการได้อยู่แล้ว ทั้งในวันดังกล่าวทนายจำเลยก็เข้าร่วมเจรจาด้วยแล้ว จำเลยจึงหาได้เป็นผู้ด้อยปัญญาหรืออยู่ในภาวะที่ถูกกดดันจากสิ่งใดให้ต้องตกลงยอมความกับโจทก์ไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่ได้นำราคาประเมินของสำนักงานที่ดินซึ่งปรากฏว่าที่ดินของจำเลยมีราคาตารางวาละ 3,000 บาท มาเสนอศาลในวันไกล่เกลี่ย เนื่องจากพฤติการณ์ไม่เปิดช่องเพราะต้องใช้เวลาในการขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ก็ปรากฏในสำนวนว่า จำเลยมีเวลาในการเตรียมคดีนับแต่วันที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556 จนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 เมษายน 2557 ซึ่งศาลไกล่เกลี่ยจนโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน นานถึงเกือบ 6 เดือน ย่อมมากเพียงพอต่อการที่จำเลยจะขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา การไม่ทราบราคาประเมินที่ดินจึงต้องถือว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฉวยโอกาสและปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาประเมินที่ดินไม่ นอกจากนี้ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับว่า ค่าตอบแทนการใช้ภาระจำยอมต้องเป็นไปตามราคาประเมินที่ดินอีกด้วย ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างฟังไม่ได้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจเอกณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์
จำเลย — นางสาวเฉลา ภาคใหม่
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10675 -ที่ 10676/2558
#589738
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพิ่งมีมติให้เพิกถอนสิทธิของโจทก์ทั้งสองระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่สามารถระบุมติดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคหนึ่ง และมีเหตุอันสมควรที่จะขออนุญาตยื่นพยานเอกสารดังกล่าวต่อศาลฎีกา เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่คัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสาร และพยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ดังนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงรับสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานในชั้นฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้จำเลยและบริวารขนย้าย รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเก็บเกี่ยวพืชผลออกไปจากที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แปลงที่ 7 เลขที่ 3467 และ 3466 ระวาง ส.ป.ก. ที่ 1963กิ่งอำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 500 บาท ต่อไร่ จนกว่าจะส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เลขที่ 3467 และ 3466 อำเภอเกาะจันทร์(ที่ถูก กิ่งอำเภอเกาะจันทร์) จังหวัดชลบุรี ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 เมษายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 500 บาท ต่อไร่ จนกว่าจะส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 46,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 28 เมษายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 200 บาท ต่อไร่จนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินตามฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินพิพาท เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยโจทก์ที่ 1 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเลขที่ 3467 ระวาง ส.ป.ก. 1963 กิ่งอำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 39 ไร่ 3 งาน ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เลขที่ 3466 ระวาง ส.ป.ก. ที่ 1963 กิ่งอำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 39 ไร่ 3 งาน 37 ตารางวา หลังจากโจทก์ทั้งสองได้รับเอกสารสิทธิแล้วโจทก์ทั้งสองมีความประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดิน แต่จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยรื้อถอนหลักหมุดเสาปูนที่แสดงแนวเขตที่ดินของโจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เกษตรกรตามความหมายของพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 4 จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีสิทธิได้รับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 แต่เมื่อคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชลบุรีเพิ่งมีมติให้เพิกถอนสิทธิของโจทก์ทั้งสองระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่สามารถระบุมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชลบุรีให้โจทก์ทั้งสองสิ้นสิทธิการได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง ได้ จึงมีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะขออนุญาตยื่นพยานเอกสารดังกล่าวต่อศาลฎีกา เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้คัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารและพยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ดังนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงรับสำเนามติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชลบุรีที่ให้โจทก์ทั้งสองสิ้นสิทธิการได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินแนบท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 ของจำเลยเป็นพยานในชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และเห็นว่า ผลจากมติดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสองสิ้นสิทธิการได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่ได้รับมอบจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการให้เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 ข้อ 11 (3) เนื่องจากขาดคุณสมบัติการเป็นเกษตรกรตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2518 มาตรา 4 ซึ่งมีผลเสมือนโจทก์ทั้งสองไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ให้โจทก์แต่ละสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวมสำนวนละ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววารินทร เตพละกุล
จำเลย — นายสนิท แสงเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายเพิ่มศักดิ์ บุญผาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริชัย คุณจักร
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10669/2558
#592932
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ป. ที่จดทะเบียนจำนองไว้ต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง ผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านหรือผู้คัดค้านซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล คำร้องขอครอบครองปรปักษ์ของผู้ร้องจึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้น มิได้ทำให้สิทธิจำนองของผู้คัดค้านในฐานะผู้รับจำนองเสื่อมเสียหรือระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้จากการขายทอดตลาดในการบังคับคดีดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 ผู้คัดค้านจึงมิได้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลง การที่ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ศาลรับรองว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยการครอบครองปรปักษ์จึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิจำนองของผู้คัดค้านที่จะเข้ามาในคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ 46392 และเลขที่ 46412 ตำบลสายไหม (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่รวม 95 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัทประชานิเวศน์ธนกิจ จำกัด มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1121 และ 1300 ตำบลสายไหม (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2522 บริษัทประชานิเวศน์ธนกิจ จำกัด จดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นประกันหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่ผู้คัดค้านและแบ่งแยกเป็นที่ดินแปลงย่อยรวม 197 แปลง รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 46392 และ 46412 ที่พิพาท สิทธิจำนองของผู้คัดค้านจึงครอบไปถึงที่ดินทุกแปลงที่ถูกแบ่งแยกรวมทั้งที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ต่อมาบริษัทประชานิเวศน์ธนกิจ จำกัด ผิดนัดชำระหนี้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทประชานิเวศน์ธนกิจ จำกัด ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทประชานิเวศน์บ้านและที่ดิน จำกัด กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลแพ่งให้ชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนอง ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2533 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ผู้คัดค้านชนะคดีโดยให้บริษัทประชานิเวศน์บ้านและที่ดิน จำกัด กับพวกร่วมกันชำระเงินแก่ผู้คัดค้าน หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองรวมทั้งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10580/2533 ของศาลแพ่ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทประชานิเวศน์ธนกิจ จำกัด ที่จดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง โดยผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านหรือผู้คัดค้านซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแต่อย่างใด คำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของผู้ร้องจึงเป็นเพียงคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ และการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องนั้น มิได้ทำให้สิทธิจำนองของผู้คัดค้านในฐานะผู้รับจำนองเสื่อมเสียหรือระงับสิ้นไป เพราะหากผู้ร้องได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของผู้ร้องก็เป็นการได้ทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและถ้ายังมิได้จดทะเบียนนั้นจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้สิทธิจำนองของผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิจำนองมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตไม่ได้ ทั้งสิทธิจำนองของผู้คัดค้านก็เป็นทรัพยสิทธิคนละลำดับกับกรรมสิทธิ์ที่ผู้ร้องอ้างการได้โดยการครอบครองปรปักษ์ และมิได้ทำให้สิทธิจำนองของผู้คัดค้านระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 สิทธิจำนองของผู้คัดค้านมีอยู่อย่างไรก็ยังคงมีอยู่ตลอดไป และเมื่อศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10580/2533 ให้ผู้คัดค้านชนะคดีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2533 นับถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีนี้วันที่ 14 สิงหาคม 2552 เป็นเวลาเกือบ 20 ปี ก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หรือไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้จากการขายทอดตลาดในการบังคับคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ผู้คัดค้านจึงมิได้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง การที่ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ศาลรับรองว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยการครอบครองปรปักษ์จึงมิได้เป็นการโต้แย้งสิทธิจำนองของผู้คัดค้านที่จะเข้ามาในคดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องด้วยเหตุที่ผู้ร้องไม่อาจยกการครอบครองปรปักษ์ขึ้นต่อสู้ผู้คัดค้านนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นที่เสียเกินมาจำนวน 34,000 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744 ม. 1330 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวันลาหรือธนโชติ รักไกร
ผู้คัดค้าน — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายปรีชา พรหมเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10665/2558
#632704
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการกับผู้ซื้อพร้อมกับแจกใบโฆษณาให้แก่ผู้ซื้อด้วย ใบโฆษณาจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายด้วย จำเลยต้องผูกพันตามสัญญาโดยจัดทำสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้ได้ขนาดตามที่ได้โฆษณา

ใบโฆษณาที่ระบุว่า คันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูง 3.50 เมตร (สูงกว่าระดับทางหลวงสายเอเซีย 1.50 เมตร) กว้าง 16 เมตร ปลูกก่อไผ่เป็นรั้วล้อมรอบตามแนวคันดินกั้นน้ำ ประกอบกับหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัด ที่ระบุว่า หากทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูง 3.50 เมตร กว้าง 16 เมตร จะไม่มีการรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ซื้อแปลงอื่น ๆ เนื่องจากเขตคันดินที่เจ้าของโครงการจัดแบ่งที่ดินไว้มีขนาดกว้างประมาณ 20 ถึง 30 เมตร ดังนั้น จึงอยู่ในวิสัยและความรับผิดที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินโครงการให้ได้ขนาดตามที่ได้โฆษณาไว้ในใบโฆษณา ส่วนถนนสายใหญ่และถนนซอยในโครงการนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากเจ้าพนักงานที่ดินตอบในหนังสือฉบับเดียวกันว่า หากจะขยายถนนสายใหญ่และถนนซอยกว้างประมาณ 40 เมตร และ 20 เมตร ตามลำดับ จะทำให้รุกล้ำที่ดินของผู้ซื้อรายอื่น ๆ การจะบังคับให้จำเลยขยายถนนสายใหญ่และถนนซอยให้มีขนาดกว้างตามใบโฆษณาย่อมกระทบต่อขนาดที่ดินของผู้ซื้อที่ดินในโครงการซึ่งผู้ซื้อที่ดินแต่ละรายได้เข้าครอบครองเป็นส่วนสัดและทำประโยชน์ในที่ดินเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว กรณีเช่นนี้ถือว่าสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องที่จะบังคับให้จำเลยทำเช่นนั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องขยายถนนให้มีขนาดกว้างตามใบโฆษณา

จำเลยได้รับอนุญาตให้ทำการค้าที่ดินตามหนังสืออนุญาต โดยจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป และมีการทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนนและทะเลน้ำจืดในโครงการ ตามแผนผังการแบ่งแยกที่ดิน มีลักษณะเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภค ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และโดยผลของประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง ทำให้คันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนน และทะเลน้ำจืดในโครงการตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป จะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ จำเลยผู้จัดสรรที่ดินย่อมตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแม้จำเลยจะไม่ได้ขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินก็ตามเพราะเป็นคนละเรื่องกัน เมื่อที่ดินที่เป็นคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนน และทะเลน้ำจืดในโครงการตกเป็นภาระจำยอมแก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ เนื่องจากจากการจดทะเบียนภาระจำยอมถือว่าเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิทำกำแพงล้อมรอบทะเลน้ำจืดเพราะเป็นการผิดสัญญา และยังเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกตาม มาตรา 1390

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือ จัดให้มีคันดินกั้นน้ำล้อมรอบสูง 3.50 เมตร กว้าง 16 เมตร ถนนสายใหญ่กว้าง 40 เมตร ถนนซอยกว้าง 20 เมตร พร้อมดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าว และรื้อถอนกำแพงคอนกรีตที่ปิดล้อมรอบทะเลน้ำจืดออกไป กับให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินทุกแปลงที่เป็นถนนและสาธารณูปโภคภายในโครงการดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากจำเลยไม่กระทำให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง (กำแพงคอนกรีต) ที่ปิดล้อมรอบทะเลน้ำจืดออกไป และให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินทุกแปลงที่เป็นถนน คันดินกั้นน้ำ และทะเลน้ำจืดภายในโครงการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการจัดทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบโครงการสูง 3.50 เมตร ความกว้าง 16 เมตร ถนนสายใหญ่กว้าง 40 เมตร ถนนซอยกว้าง 20 เมตร ในที่ดินของโครงการชมรมไม้ผลแก้วฟ้า ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามแผนผังโครงการจัดสรรที่ดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อปี 2526 จำเลยโฆษณาทางสถานีวิทยุเสนอขายที่ดินจัดสรรโครงการชมรมไม้ผลแห่งประเทศไทยซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นชมรมไม้ผลแก้วฟ้าให้แก่ประชาชน จำเลยขออนุญาตค้าที่ดินและยื่นแผนผังการแบ่งแยกที่ดินในโครงการต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามสำเนาแผนผังการแบ่งแยกที่ดิน ต่อมาจำเลยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ทำการค้าที่ดิน ตามหนังสืออนุญาต แผ่นที่ 5 จำเลยซื้อที่ดินที่ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ 1,500 ไร่ แล้วรวมแปลงและแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อย เนื้อที่แปลงละ 5 ไร่ ประมาณ 230 แปลง ภายในโครงการมีทะเลน้ำจืดซึ่งเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ระหว่างปี 2528 ถึงปี 2529 จำเลยปักหลักเขตและแบ่งแยกที่ดิน ทำถนน ทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ แล้วเสนอขายแก่ประชาชนในราคาไร่ละ 5,000 บาท แต่คิดค่าปรับปรุงที่ดินอีกไร่ละ 40,000 บาท หรือแปลงละ 200,000 บาท ระหว่างปี 2532 ถึงปี 2533 จำเลยยื่นขอรังวัดรวมโฉนดที่ดินและแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อย แต่ผู้ซื้อที่ดินหลายรายได้เข้าไปครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายก่อนแล้ว ต่อมาปี 2538 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้ต้นไม้และบ้านเรือนที่ปลูกบนที่ดินในโครงการได้รับความเสียหายทุกแปลง ในปี 2540 จำเลยรังวัดที่ดินในโครงการเสร็จสิ้น พลตรีมงคลเขตหรือมงคล พันเอกปิยะภูมิ นายวรชิน กับพวก ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการกับจำเลย รวม 223 ราย โดยจำเลยแจกใบโฆษณาให้แก่ผู้ซื้อในวันทำสัญญาด้วย วันที่ 3 มีนาคม 2541 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่พลตรีมงคลเขต วันที่ 28 มิถุนายน 2543 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่พันเอกปิยะภูมิ วันที่ 3 มิถุนายน 2546 จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่นายวรชิน ประมาณปี 2543 จำเลยสร้างกำแพงคอนกรีตล้อมรอบทะเลน้ำจืดสูงประมาณ 3 เมตร วันที่ 14 พฤศจิกายน 2545 พลตรีมงคลเขต พันเอกปิยะภูมิ และนาวาเอกอารมณ์ ร้องเรียนต่อโจทก์ว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยจำเลยโฆษณาว่าจะทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินโครงการสูง 3.50 เมตร กว้าง 16 เมตร ถนนสายใหญ่กว้าง 40 เมตร ถนนซอยกว้าง 20 เมตร แต่จำเลยทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินโครงการสูงเฉลี่ยเพียงประมาณ 2 ถึง 3 เมตร กว้างประมาณ 6 ถึง 7 เมตร ถนนสายใหญ่กว้างประมาณ 10 เมตร ถนนซอยกว้างประมาณ 6 เมตร โจทก์มีมติให้ดำเนินคดีแพ่งแก่จำเลยเพื่อให้ปฏิบัติตามสัญญา เลขาธิการของโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์มีมติเพิ่มเติมให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินทุกแปลงที่เป็นถนนและสาธารณูปโภคในโครงการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และมีหนังสือแจ้งมติเพิ่มเติมให้จำเลยปฏิบัติ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาเสนา ตรวจสอบว่าหากจำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะรุกล้ำที่ดินของบุคคลอื่นหรือไม่ สำนักงานที่ดินดังกล่าว ตรวจสอบแล้วพบว่า หากทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูง 3.50 เมตร กว้าง 16 เมตร จะไม่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ซื้อแปลงอื่น ๆ เนื่องจากเขตคันดินที่เจ้าของโครงการจัดแบ่งที่ดินไว้มีขนาดกว้างประมาณ 20 ถึง 30 เมตร แต่หากจะขยายถนนสายใหญ่และถนนซอยกว้างประมาณ 40 เมตร และ 20 เมตร ตามลำดับ จะรุกล้ำที่ดินของผู้ซื้อรายอื่น ๆ เนื่องจากที่ดินจัดสรรรายนี้เป็นการจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีการแบ่งที่ดินเป็นถนนไว้ประมาณ 10 เมตร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องจัดทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนนสายใหญ่ ถนนซอย ตามสัญญาจะซื้อจะขายให้มีขนาดตามที่ระบุในใบโฆษณา และจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินทุกแปลงที่เป็นสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของผู้บริโภคภายในโครงการหรือไม่ โจทก์มีพลตรีมงคลเขตเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา กล่าวคือ คันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูงเพียงประมาณ 2 ถึง 3 เมตร กว้างประมาณ 6 ถึง 7 เมตร ถนนสายใหญ่กว้างประมาณ 10 เมตร ถนนซอยกว้างประมาณ 6 เมตร จำเลยยังสร้างกำแพงคอนกรีตล้อมรอบทะเลน้ำจืดสูงประมาณ 2 ถึง 3 เมตร โจทก์ยังมีนายกุลวาร เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2533 พยานปลูกบ้านบนที่ดินในโครงการที่ซื้อจากจำเลยและเข้าอยู่อาศัย พยานเคยทวงถามจำเลยหลายครั้งให้ซ่อมแซมคันดินกั้นน้ำให้อยู่ในสภาพป้องกันน้ำได้และทำถนนให้อยู่ในสภาพใช้เดินทางได้สะดวก แต่จำเลยเพิกเฉย จนกระทั่งปี 2538 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำท่วมที่ดินทั้งโครงการเพราะคันดินกั้นน้ำขาด จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า คันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูงประมาณ 2.50 เมตร ฐานกว้างประมาณ 8 เมตร ไม่สามารถทำคันดินกั้นน้ำและถนนให้มีขนาดใหญ่ตามใบโฆษณาได้เพราะจะรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ซื้อที่ดินในโครงการ ปี 2538 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำท่วมที่ดินทั้งโครงการ ต้นไม้และบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินในโครงการได้รับความเสียหายหมดทุกแปลง เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการกับผู้ซื้อพร้อมกับแจกใบโฆษณาให้แก่ผู้ซื้อด้วย ใบโฆษณาจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายด้วย จำเลยต้องผูกพันตามสัญญาโดยจัดทำสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้ได้ขนาดตามที่ได้โฆษณา เมื่อพิจารณาใบโฆษณา แผ่นที่ 19 ที่ระบุว่า คันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูง 3.50 เมตร (สูงกว่าระดับทางหลวงสายเอเซีย 1.50 เมตร) กว้าง 16 เมตร ปลูกกอไผ่เป็นรั้วล้อมรอบตามแนวคันดินกั้นน้ำ ประกอบกับหนังสือของสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขาเสนา แผ่นที่ 1 ที่ระบุว่า หากทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการสูง 3.50 เมตร กว้าง 16 เมตร จะไม่มีการรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ซื้อแปลงอื่น ๆ เนื่องจากเขตคันดินที่เจ้าของโครงการจัดแบ่งที่ดินไว้มีขนาดกว้างประมาณ 20 ถึง 30 เมตร ดังนั้น จึงอยู่ในวิสัยและความรับผิดที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินโครงการให้ได้ขนาดตามที่ได้โฆษณาไว้ในใบโฆษณา แผ่นที่ 19 ส่วนถนนสายใหญ่และถนนซอยในโครงการนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากเจ้าพนักงานที่ดินตอบในหนังสือฉบับเดียวกันว่า หากจะขยายถนนสายใหญ่และถนนซอยกว้างประมาณ 40 เมตร และ 20 เมตร ตามลำดับ จะทำให้รุกล้ำที่ดินของผู้ซื้อรายอื่น ๆ ทั้งยังได้ความจากนายแพทย์ประสิทธิ์ และนายสนอง พยานจำเลย ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินในโครงการของจำเลยว่า ไม่เห็นด้วยและไม่ยินยอมให้มีการขยายถนน ซึ่งอาจจะมีผู้ซื้อที่ดินในโครงการของจำเลยรายอื่น ๆ ที่มีความเห็นเช่นเดียวกับพยานจำเลยทั้งสองอีกหลายราย การจะบังคับให้จำเลยขยายถนนสายใหญ่และถนนซอยให้มีขนาดกว้างตามใบโฆษณาย่อมกระทบต่อขนาดที่ดินของผู้ซื้อที่ดินในโครงการซึ่งผู้ซื้อที่ดินแต่ละรายได้เข้าครอบครองเป็นส่วนสัดและทำประโยชน์ในที่ดินเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว กรณีเช่นนี้ถือว่าสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องที่จะบังคับให้จำเลยทำเช่นนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องขยายถนนให้มีขนาดกว้างตามใบโฆษณา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ใช่ผู้จัดสรรที่ดินเนื่องจากจำเลยไม่ได้ขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดิน ที่ดินที่เป็นคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนน และทะเลน้ำจืดในโครงการไม่ตกเป็นภาระจำยอมตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 นั้น เห็นว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ทำการค้าที่ดินตามหนังสืออนุญาต โดยจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป และมีการทำคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนนและทะเลน้ำจืดในโครงการ ตามแผนผังการแบ่งแยกที่ดิน มีลักษณะเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภค ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และโดยผลของประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง ทำให้คันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนน และทะเลน้ำจืดในโครงการตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป จะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ จำเลยผู้จัดสรรที่ดินย่อมตกอยู่ในบังคับของบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแม้จำเลยจะไม่ได้ขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินก็ตามเพราะเป็นคนละเรื่องกัน เมื่อที่ดินที่เป็นคันดินกั้นน้ำล้อมรอบที่ดินในโครงการ ถนน และทะเลน้ำจืดในโครงการตกเป็นภาระจำยอมแก่ผู้ซื้อที่ดินในโครงการ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ เนื่องจากจากการจดทะเบียนภาระจำยอมถือว่าเป็นการอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธิทำกำแพงล้อมรอบทะเลน้ำจืดเพราะเป็นการผิดสัญญา และยังเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกตามมาตรา 1390 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องขยายถนนสายใหญ่ให้กว้าง 40 เมตร ถนนซอยให้กว้าง 20 เมตร ในที่ดินของโครงการชมรมไม้ผลแก้วฟ้า ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามแผนผังโครงการจัดสรรที่ดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1391 ม. 1392
ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — นายสุภศักดิ์ ธนกาญจนบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10634/2558
#587392
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 97 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติว่า ในกรณีมีหลักฐานเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ก็ให้มีการเลือกตั้งใหม่ หาใช่จำต้องฟังจนแน่ใจว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญาหรือทำละเมิดจริง ดังนั้น แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาก็ตาม แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตาม มาตรา 99 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 207,200.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,207.65 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 207,200.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 195,207.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำสั่งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยและจัดการให้มีการเลือกใหม่ ยังไม่ถึงที่สุด และโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทำละเมิดอย่างใด ไม่นำผู้รับมอบอำนาจมาสืบว่ามีการมอบอำนาจให้ฟ้องจริงหรือไม่ ทั้งตามมาตรา 97 หรือมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 กำหนดให้โจทก์ใช้ดุลพินิจมีคำสั่งให้เพิกถอนการเลือกตั้งและมีการเลือกตั้งใหม่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของโจทก์เท่านั้น ซึ่งตามเจตนารมณ์แล้วโจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่ามีการละเมิดต่อโจทก์จริง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า สำหรับเรื่องการมอบอำนาจให้ฟ้อง จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในข้อนี้ไว้ จึงไม่มีประเด็นที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่สำหรับคดีนี้ศาลฎีกายังไม่เห็นสมควรจะยกขึ้นวินิจฉัยให้ จึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 1 ปี และจัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยวินิจฉัยว่ากรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า จำเลยมีส่วนให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 43 วรรคสอง (2) วรรคหนึ่ง และให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งจำเลยเป็นเวลา 1 ปี และมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ซึ่งตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติว่า ในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมก็ให้เลือกตั้งใหม่ได้ หาใช่จำต้องฟังจนกว่าจะแน่ใจว่าจำเลยได้เป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญาหรือทำละเมิดจริง ดังนั้น แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในคดีอาญาก็ตาม แต่เมื่อตามพยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุเกิดจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ผลการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามที่มาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้นั้นเป็นการไม่ชอบเพราะแม้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง จะยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่เมื่อเป็นคดีแพ่งในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ศาลจำต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ก็ดี ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) และมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 97 วรรคหนึ่ง ม. 99 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการเลือกตั้ง
จำเลย — ดาบตำรวจสมบัติ สิงห์หลง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายพิชัย ลิมป์วรพรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิกร อังคณาวิศัลย์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10626/2558
#590009
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ มิใช่เป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้นแม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีอาญาดังกล่าว ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงไม่มีผลบังคับให้ศาลที่พิจารณาในคดีส่วนแพ่งจะต้องรับฟัง แต่ศาลในคดีส่วนแพ่งก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีส่วนแพ่งได้

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 113 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดและเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่นั้นด้วย" มิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่า ผู้สมัครที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่เสมอไป พยานหลักฐานในคดีนี้ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำการใดๆ ที่ทำให้การเลือกตั้งในเขตที่ 1 จังหวัดบุรีรัมย์ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 6,890,401.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,997,458.12 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,890,401.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,997,458.12 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 70,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ จำนวน 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาข้อกฎหมายว่า คดีในส่วนอาญาพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งสามและพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 (1) ประกอบมาตรา 103 ศาลจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบของโจทก์ในคดีนี้มาเพื่อรับฟังว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดและต้องชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่แต่อย่างใด เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ มิใช่เป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้นแม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีอาญาดังกล่าว ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงไม่มีผลบังคับให้ศาลที่พิจารณาในคดีส่วนแพ่งจะต้องรับฟัง แต่ศาลในคดีส่วนแพ่งก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีส่วนแพ่งได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 113 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือศาลฎีกามีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดและเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่นั้นด้วย" มิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดว่า ผู้สมัครที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่เสมอไป คดีนี้พยานที่โจทก์อ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการรับแจกเงิน 4 คน คือ นายหนูไกร นายสวง นายจรูญ และนายหนูรักษ์ แต่โจทก์คงนำนายหนูไกรและนายจรูญ มาเบิกความเป็นพยานโดยพยานทั้งสองเบิกความยืนยันว่าได้ไปฟังคำปราศรัยหาเสียงของจำเลยทั้งสามจริง ส่วนในการแจกเงินนายหนูไกรเบิกความว่า นายกองพันธ์เป็นคนนำเงิน 2000 บาท มาให้นายหนูไกรที่บ้าน จากนั้นนายหนูไกร นำไปมอบให้นายจรูญ 300 บาท นายสวง 400 บาท และนายหนูรักษ์ 300 บาท ส่วนนายหนูไกรได้เงิน 1,000 บาท ในส่วนที่เหลือ แม้นายหนูไกรและนายจรูญจะอ้างว่าได้ไปให้ปากคำดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบุรีรัมย์ แต่นายหนูไกรและนายจรูญเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า นายหนูไกร นายจรูญ นายสวง และนายหนูรักษ์ เป็นผู้สนับสนุนและช่วยเหลือนายหนูแดง ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 1 หมายเลข 11 พรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นคู่แข่งของจำเลยทั้งสามในการเลือกตั้งครั้งนี้ ในการเป็นหัวคะแนนให้แก่ฝ่ายใดบุคคลในท้องถิ่นนั้นๆ ย่อมทราบดี ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอันใดที่นายกองพันธ์ที่โจทก์อ้างว่าเป็นหัวคะแนนของจำเลยที่ 3 จะนำเงินซื้อเสียงไปแจกให้หัวคะแนนของคู่แข่งฝ่ายตรงข้าม ซึ่งนอกจากจะไม่บรรลุผลแล้วยังมีความผิดตามกฎหมายด้วย นอกจากนี้ นายสวงและนายหนูรักษ์พยานที่โจทก์กล่าวอ้างดังกล่าว กลับมาเบิกความเป็นพยานให้จำเลยทั้งสามว่า พยานทั้งสองไม่เคยไปฟังคำปราศรัยของจำเลยทั้งสาม และไม่เคยได้สินบนแจกเงินจากนายหนูไกรแต่อย่างใด พยานหลักฐานในคดีนี้ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำการใดๆ ที่ทำให้การเลือกตั้งในเขตที่ 1 จังหวัดบุรีรัมย์ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 53 (1) ม. 103 ม. 113
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายไพบูลย์ นิลรัตนโกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10625/2558
#594713
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 158 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ใดฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้และผู้นั้นเป็นผู้กระทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นผู้กระทำการใดอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือเพื่อไม่ให้มีการประกาศผลการเลือกตั้งตามมาตรา 140 วรรคสอง อันเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งใด ให้ศาลมีคำพิพากษาว่าผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่นั้นด้วย..." ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้ที่กระทำความผิดตามมาตรา 158 จะต้องกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 แต่การที่จำเลยซึ่งได้รับการประกาศผลตามกฎหมายให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้วแต่จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ จนกระทั่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษและให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นผลทำให้ตำแหน่งวุฒิสภาว่างลงและโจทก์ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ก็ตามซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยกระทำการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 แต่อย่างใด เมื่อกฎหมายได้บัญญัติถึงกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่เป็นการเฉพาะดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่จะนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 420 มาใช้บังคับ ก็ต้องได้ความชัดว่า จำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความ กฎหมายกำหนดให้จำเลยยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มิได้มีบทบังคับให้จำเลยต้องยื่นต่อโจทก์ ส่วนการที่โจทก์ต้องเสียงบประมาณจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็เป็นผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่จะทำให้โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการเลือกตั้งใหม่แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 27,386,736.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2552 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,913,319.94 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 29,300,056.32 บาท กับให้ชดใช้ดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงิน 27,386,736.38 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จากการร่วมตรวจพยานเอกสารของโจทก์ที่มีเป็นจำนวนมากแล้ว จำเลยแถลงรับว่าเอกสารค่าใช้จ่ายของโจทก์มีจำนวนเงินตรงกับคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จริง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อปี 2551 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป จำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครสวรรค์ และได้รับเลือกตั้งในวันที่ 2 มีนาคม 2551 ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2551 จำเลยเข้าปฏิญาณตนต่อที่ประชุมรัฐสภาและจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาแล้วยื่นฟ้องจำเลยในฐานความผิดดังกล่าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2552 ว่าจำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2550 มาตรา 263 วรรคสอง และมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา กับห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปี ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครสวรรค์แทนตำแหน่งที่ว่างของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แก่โจทก์หรือไม่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 158 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ใดฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้และผู้นั้นเป็นผู้กระทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นผู้กระทำการใดอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือเพื่อไม่ให้มีการประกาศผลการเลือกตั้งตามมาตรา 140 วรรคสอง อันเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งใด ให้ศาลมีคำพิพากษาว่าผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่นั้นด้วย..." ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้ที่กระทำความผิดตามมาตรา 158 จะต้องกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 แต่การที่จำเลยซึ่งได้รับการประกาศผลตามกฎหมายให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้วแต่จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ จนกระทั่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษและให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นผลทำให้ตำแหน่งวุฒิสภาว่างลงและโจทก์ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ก็ตามซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยกระทำการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2552 มาตรา 119 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 แต่อย่างใด เมื่อกฎหมายได้บัญญัติถึงกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่เป็นการเฉพาะดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มาใช้บังคับ ก็ต้องได้ความชัดว่า จำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความ กฎหมายกำหนดให้จำเลยยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มิได้มีบทบังคับให้จำเลยต้องยื่นต่อโจทก์ ส่วนการที่โจทก์ต้องเสียงบประมาณจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็เป็นผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่จะทำให้โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการเลือกตั้งใหม่แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 158 ม. 140 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นางอรพินทร์หรืออรพินท์ มั่นศิลปชัยย์หรือมั่นศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายบรรจง กล่ำกลาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายภิญโญ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10625/2558
#636290
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 158 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ใดฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้และผู้นั้นเป็นผู้กระทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นผู้กระทำการใดอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือเพื่อไม่ให้มีการประกาศผลการเลือกตั้งตามมาตรา 140 วรรคสอง อันเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งใด ให้ศาลมีคำพิพากษาว่าผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่นั้นด้วย..." ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้ที่กระทำความผิดตามมาตรา 158 จะต้องกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 แต่การที่จำเลยซึ่งได้รับการประกาศผลตามกฎหมายให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้วแต่จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ จนกระทั่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษและให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นผลทำให้ตำแหน่งวุฒิสภาว่างลงและโจทก์ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่เป็นกรณีที่จำเลยกระทำการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2552 มาตรา 119 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 แต่อย่างใด เมื่อกฎหมายได้บัญญัติถึงกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่เป็นการเฉพาะดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่จะนำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 420 มาใช้บังคับ ก็ต้องได้ความชัดว่า จำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความ กฎหมายกำหนดให้จำเลยยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มิได้มีบทบังคับให้จำเลยต้องยื่นต่อโจทก์ ส่วนการที่โจทก์ต้องเสียงบประมาณจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็เป็นผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่จะทำให้โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการเลือกตั้งใหม่แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 27,386,736.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2552 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,913,319.94 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 29,300,056.32 บาท กับให้ชดใช้ดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงิน 27,386,736.38 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จากการร่วมตรวจพยานเอกสารของโจทก์ที่มีเป็นจำนวนมากแล้ว จำเลยแถลงรับว่าเอกสารค่าใช้จ่ายของโจทก์มีจำนวนเงินตรงกับคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จริง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อปี 2551 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป จำเลยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครสวรรค์ และได้รับเลือกตั้งในวันที่ 2 มีนาคม 2551 ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม 2551 จำเลยเข้าปฏิญาณตนต่อที่ประชุมรัฐสภาและจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาแล้วยื่นฟ้องจำเลยในฐานความผิดดังกล่าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2552 ว่าจำเลยจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 263 วรรคสอง และมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา กับห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปี ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครสวรรค์แทนตำแหน่งที่ว่างของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แก่โจทก์หรือไม่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 158 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ใดฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้และผู้นั้นเป็นผู้กระทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือเป็นผู้กระทำการใดอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้ผู้สมัครถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือเพื่อไม่ให้มีการประกาศผลการเลือกตั้งตามมาตรา 140 วรรคสอง อันเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งใด ให้ศาลมีคำพิพากษาว่าผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่นั้นด้วย..." ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้ที่กระทำความผิดตามมาตรา 158 จะต้องกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 แต่การที่จำเลยซึ่งได้รับการประกาศผลตามกฎหมายให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว แต่จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ จนกระทั่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษและให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นผลทำให้ตำแหน่งวุฒิสภาว่างลงและโจทก์ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยกระทำการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2552 มาตรา 119 แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 แต่อย่างใด เมื่อกฎหมายได้บัญญัติถึงกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่เป็นการเฉพาะดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มาใช้บังคับ ก็ต้องได้ความชัดว่า จำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความ กฎหมายกำหนดให้จำเลยยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มิได้มีบทบังคับให้จำเลยต้องยื่นต่อโจทก์ ส่วนการที่โจทก์ต้องเสียงบประมาณจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็เป็นผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่จะทำให้โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการเลือกตั้งใหม่แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 140 วรรคสอง ม. 158
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
นางอรพินทร์หรืออรพินท์
จำเลย — มั่นศิลปชัยย์หรือมั่นศิลป์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ธีระพงศ์ จิระภาค
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10616/2558
#634181
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้คัดค้านทั้งสองระบุว่า ผู้คัดค้านทั้งสองมีพฤติการณ์กระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 โดยเหตุเกิดระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2539 เมื่อความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ที่ผู้ร้องขอให้ออกหมายจับมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิดตามมาตรา 95 (2) แห่ง ป.อ. ความผิดตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลออกหมายจับดังกล่าวจึงขาดอายุความนับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2554 และมีผลทำให้หมายจับดังกล่าวสิ้นผลไปด้วยนับแต่วันดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 68

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74/1 ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับวันที่ 19 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังการกระทำความผิดของผู้คัดค้านทั้งสองและการนับอายุความโดยมิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีเข้าด้วยตามมาตราดังกล่าวมีผลทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ตัวผู้คัดค้านทั้งสองมาฟ้องภายใน 15 ปี ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง จึงต้องนำอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะผู้คัดค้านทั้งสองกระทำความผิดมาบังคับใช้เพราะเป็นคุณแก่ผู้คัดค้านทั้งสองมากกว่า จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการนับอายุความตามมาตรา 98 และมาตรา 74/1 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาใช้บังคับแก่ผู้คัดค้านทั้งสองได้

แม้ความผิดตามหมายจับที่ศาลชั้นต้นออกให้แก่ผู้ร้องขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) และสิ้นผลไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 68 แล้วก็ตาม แต่เนื่องจากหมายจับดังกล่าวมีข้อความว่า (จนกระทั่งจับตัวได้ตามมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2554)) กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะสั่งเพิกถอนหมายจับดังกล่าวเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 ผู้ร้องร่วมยื่นฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 วรรคสอง การที่ผู้ร้องร่วมจะมีอำนาจฟ้องคดีเองหรือแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทนได้นั้น จะต้องผ่านขั้นตอนการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างผู้ร้องร่วมกับอัยการสูงสุดเสียก่อน และคณะทำงานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องคดีได้ เมื่อตามคำฟ้องยังไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องร่วมจึงไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องร่วมไม่อุทธรณ์ หลังจากนั้นคณะทำงานร่วมระหว่างผู้แทนอัยการสูงสุดและผู้แทนผู้ร้องร่วมดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม คณะทำงานไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องคดีได้ ผู้ร้องร่วมดำเนินการให้มีการแต่งตั้งทนายความให้ฟ้องคดีแทน และให้ผู้ร้องดำเนินการให้ได้ตัวผู้คัดค้านทั้งสอง ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2554 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้คัดค้านทั้งสองในความผิดดังกล่าวอีก ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้คัดค้านทั้งสองเป็นหมายจับที่ 1563/2554 และหมายจับที่ 1564/2554 โดยระบุที่ตอนท้ายของหมายจับทั้งสองฉบับด้วยว่า จนกระทั่งจับตัวได้ตามมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2554) วันที่ 18 ตุลาคม 2554 ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับดังกล่าว อ้างว่า ศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับผู้คัดค้านทั้งสองเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 โดยวินิจฉัยว่า คดีที่พนักงานสอบสวนผู้ร้องขอให้ศาลออกหมายจับขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) แล้ว ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ผู้ร้องร่วมยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหมายจับผู้คัดค้านทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องร่วมมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหมายจับผู้คัดค้านทั้งสองชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้คัดค้านทั้งสองนั้น ผู้ร้องระบุว่า ผู้คัดค้านทั้งสองมีพฤติการณ์กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยเหตุเกิดระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2539 เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ผู้ร้องขอให้ออกหมายจับมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิดตามมาตรา 95 (2) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลออกหมายจับดังกล่าวจึงขาดอายุความนับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2554 และมีผลทำให้หมายจับดังกล่าวสิ้นผลไปด้วยนับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 68 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้ เว้นแต่ความผิดอาญาตามหมายนั้นขาดอายุความหรือเจ้าพนักงานหรือศาลผู้ออกหมายนั้นได้ถอนหมายคืน แม้หมายจับดังกล่าวจะมีข้อความระบุที่ด้านล่างว่าให้มีผลจนกระทั่งจับตัวได้ตามมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2552 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2554) และผู้ร้องร่วมฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74/1 บัญญัติถึงการนับอายุความไว้เป็นการเฉพาะว่า "ในการดำเนินคดีอาญาตามหมวดนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงกฎหมายวิธีสบัญญัติเกี่ยวกับวิธีนับอายุความและไม่ขัดต่อการนับอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะไม่มีผลเป็นการขยายอายุความ แต่เมื่อการนับอายุความเช่นนั้นแตกต่างจากบทบัญญัติเรื่องอายุความในประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติให้นับแต่วันกระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ให้นับวันที่หลบหนีรวมเข้าด้วยเหมือนดังที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74/1 บัญญัติไว้ และตามมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำผิดให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว..." เมื่อบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74/1 ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับวันที่ 19 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังการกระทำความผิดของผู้คัดค้านทั้งสองและการนับอายุความโดยมิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีเข้าด้วยตามมาตราดังกล่าวมีผลทำให้ผู้คัดค้านทั้งสองถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ตัวผู้คัดค้านทั้งสองมาฟ้องภายใน 15 ปี ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง จึงต้องนำอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะผู้คัดค้านทั้งสองกระทำความผิดมาบังคับใช้เพราะเป็นคุณแก่ผู้คัดค้านทั้งสองมากกว่า จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการนับอายุความตามมาตรา 98 และมาตรา 74/1 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาใช้บังคับแก่ผู้คัดค้านทั้งสองได้ และแม้ความผิดตามหมายจับที่ศาลชั้นต้นออกให้แก่ผู้ร้องขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) และสิ้นผลไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 68 แล้วก็ตาม แต่เนื่องจากหมายจับดังกล่าวมีข้อความว่า (จนกระทั่งจับตัวได้ตามมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2554)) กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะสั่งเพิกถอนหมายจับดังกล่าวเสีย ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหมายจับผู้คัดค้านทั้งสองจึงชอบแล้ว และเมื่อวินิจฉัยแล้วว่าหมายจับดังกล่าวสิ้นผลไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 68 กรณีจึงไม่มีเหตุต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นผู้ร้องร่วมหรือไม่ เนื่องจากเหตุที่ผู้ร้องร่วมร้องขอเข้ามาเป็นผู้ร้องร่วม ก็โดยประสงค์จะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหมายจับดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าศาลจะสั่งไปในทางใดก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 95 (2) ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 68
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 74/1 ม. 98
ชื่อคู่ความ
พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ
ผู้ร้อง — นครบาลทุ่งสองห้อง
คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
ผู้ร้องร่วม — การทุจริตแห่งชาติ
ผู้คัดค้าน — นายวิทู รักษ์วนิชพงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10614/2558
#588600
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ขอให้กำหนดค่าเสียหายมากกว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง แม้จะอ้างแยกประเภทของค่าเสียหายมาในอุทธรณ์ด้วยก็ตาม แต่โดยสรุปแล้วก็เป็นการอุทธรณ์ในเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงาน และศาลแรงงานกลางกำหนดให้แล้ว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 570,082.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 8,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2551 จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2551 จำเลยได้ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควรโจทก์จึงมีหนังสือเลิกจ้างและไล่ออกตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2551 การกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเรียกค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 570,082.63 บาท และเมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ไปทำงานแสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์จะทำงานกับโจทก์อีกต่อไปถือว่าจำเลยเลิกสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์โดยปริยาย ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้และพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 8,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้กำหนดค่าเสียหายมากกว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง แม้จะอ้างแยกประเภทของค่าเสียหายมาในอุทธรณ์ด้วยก็ตาม แต่โดยสรุปแล้วก็เป็นการอุทธรณ์ในเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงาน และศาลแรงงานกลางกำหนดให้แล้วนั่นเอง จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทย รีไซเคิล คาร์ททริดจ์ จำกัด
จำเลย — นางกรวรรณ เศรษฐบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10605/2558
#590201
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้โอนกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอน ตกลงทำสัญญาโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของผู้โอนรวมตลอดถึงสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้นตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 และสัญญานี้ และสิทธิหรือภาระผูกพันอื่นใดที่ผู้โอนมีต่อลูกหนี้ โจทก์โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายบริษัท อ. มีหลักประกันเป็นสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโฉนดอันเป็นที่ตั้งอาคารพาณิชย์ที่เช่าไม่ปรากฏชื่อบริษัท อ. ในฐานะผู้เช่า แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า สิทธิการเช่าอาคารซึ่งเป็นหลักประกันสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้ บริษัท อ. ซึ่งเป็นลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพเช่าอาคารจาก ส. มีการทำหนังสือสัญญาเช่าช่วงและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่ง ส. ทำหนังสือยินยอมอนุญาตให้มอบสิทธิการเช่าอาคารเป็นหลักประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ โดยตกลงยินยอมโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์หรือบุคคลที่โจทก์กำหนด และจะไม่โอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลอื่นเว้นแต่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โดย ส. เช่าอาคารดังกล่าวจาก ช. โดยมีข้อตกลงให้เช่าช่วงได้ มีการทำหนังสือสัญญาเช่าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วน ช. เช่าที่ดินที่ตั้งอาคารดังกล่าวเพื่อสร้างอาคารจาก ศ. โดยผู้ให้เช่าที่ดินตกลงให้เช่าช่วงอาคารได้แต่ไม่ให้เช่าช่วงที่ดิน มีการทำหนังสือสัญญาเช่าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จากสัญญาเช่าและข้อตกลงต่าง ๆ ข้างต้น สิทธิการเช่ารายนี้อาจจำหน่ายหรือโอนได้ แต่ต้องเป็นไปเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้น สิทธิการเช่ารายนี้เมื่ออาจจำหน่ายหรือโอนได้ย่อมมีราคา จึงเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่อาจนำไปจำหน่ายหรือโอนได้ ซึ่งลูกหนี้ให้ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของตนตามสัญญาให้สินเชื่อตามคำจำกัดความ "ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน" แล้ว สินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้จึงมีลักษณะตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 31 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,166,973.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 5,400,000 บาท ในอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยเงินฝากถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามเงินฝากทุกประเภทเฉพาะที่เป็นเงินบาทของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยคำนวณเป็นรายไตรมาสตามปีปฏิทินนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,166,973.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 5,400,000 บาท ในอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยเงินฝากถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามเงินฝากทุกประเภทเฉพาะที่เป็นเงินบาทของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยคำนวณเป็นรายไตรมาสตามปีปฏิทินนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ธันวาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 150,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 90,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณา กระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนจำเลยที่ 1 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เดิมใช้ชื่อว่า ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ต่อมามีการรวมและโอนกิจการกับธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน) และเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ (ไทย) จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น มีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทสินทรัพย์ ปรับโครงสร้างหนี้ และปรับโครงสร้างกิจการ ทั้งนี้โดยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์รวมตลอดทั้งสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น หรือโดยการใช้มาตรการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ มีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ดังกล่าว และให้รวมถึงถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิรอบครองหรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ สร้าง ซื้อ จัดหา ขาย จำหน่าย เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม รับจำนำ รับจำนอง แลกเปลี่ยน โอน รับโอน หรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งในและนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้ และอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 เป็นนิติบุคคล และตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 46 วรรคสอง บัญญัติให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันตราสารหนี้ที่จำเลยที่ 1 ออกเพื่อชำระราคาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่สถาบันการเงินหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ วันที่ 12 ตุลาคม 2544 โจทก์ในฐานะผู้โอนกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอน ตกลงทำสัญญาโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของผู้โอนรวมตลอดถึงสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้นตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 และสัญญานี้ และสิทธิหรือภาระผูกพันอื่นใดที่ผู้โอนมีต่อลูกหนี้ นอกจากนี้ คู่สัญญาตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 และสัญญานี้ หากสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายการใดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่พึงโอน จำเลยที่ 1 จะไม่รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาแล้วก็ให้ถือว่า การโอนรายการนั้นไม่มีผลทางกฎหมาย และถือว่าสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายการดังกล่าวไม่เคยโอนมายังจำเลยที่ 1 เลยในกรณีดังกล่าวนี้คู่สัญญาจะปรับราคาสินทรัพย์ให้ถูกต้องต่อไป สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่พึงโอนนั้นกำหนดไว้ในสัญญาข้อ 5.1 ซึ่งในลำดับ 7 ได้แก่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 จะรับโอนได้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ตามมติคณะกรรมการจำเลยที่ 1 หรือตามสัญญานี้ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 โจทก์โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพหลายรายรวมทั้งรายบริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด มีหลักประกันเป็นสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เลขที่ 44/14-15 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 531 และ 4104 ให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 21 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 ออกหนังสือหลักฐานการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามวันที่ 6 มิถุนายน 2545 จำเลยที่ 1 ออกหนังสือยืนยันราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่โจทก์ โดยรายบริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด เป็นเงิน 5,400,000 บาท วันที่ 31 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 ส่งตั๋วสัญญาใช้เงินชำระราคาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งรายบริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด ด้วย ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2549 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ตรวจสอบและปรับปรุงมูลค่าหลักประกันกรณีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีสิทธิการเช่าเป็นประกันว่าไม่ถือเป็นหลักประกันในรายบริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายของจำเลยที่ 1 วันที่ 9 สิงหาคม 2549 โจทก์มีหนังสือโต้แย้งไปยังจำเลยที่ 1 แผ่นแรก วันที่ 13 มีนาคม 2550 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์แจ้งโอนคืนและปรับลดราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายบริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด จำนวน 5,400,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือโต้แย้งและปฏิเสธรับโอนคืน แผ่นที่ 2 และที่ 3 เมื่อมีข้อโต้แย้งจำเลยที่ 1 จึงขอแยกการชำระราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายบริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด ออกจากตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกให้เพื่อชำระราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้รวมกับรายอื่นโดยจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินวันที่ 30 ตุลาคม 2552 จำนวน 5,400,000 บาท ถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัล ให้โจทก์ เมื่อถึงกำหนดใช้เงินโจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว จำเลยทั้งสองปฏิเสธ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยทั้งสองรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายที่พิพาทจากโจทก์ โดยสำคัญผิดในเรื่องหลักประกันเพราะเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถตรวจสอบเอกสารการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพแต่ละรายได้ รวมทั้งไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดของทรัพย์หลักประกันได้และเป็นความไม่สุจริตของโจทก์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิและหน้าที่ในการตรวจสอบสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่โจทก์ส่งมาว่าจำเลยที่ 1 จะรับโอนหรือไม่ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ของตนที่จะตรวจสอบ เมื่อจำเลยที่ 1 รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่โจทก์ส่งมาให้ตรวจสอบแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างว่าตนมีข้อจำกัดในการตรวจสอบทำให้รับโอนโดยสำคัญผิดได้ และการที่โจทก์ส่งสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จะโอนให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบก็เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา จำเลยที่ 1 เป็นผู้พิจารณาว่าจะรับโอนหรือไม่ ทั้งในเรื่องสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายที่พิพาทจำเลยที่ 1 จะรับโอนได้หรือไม่ ก็ยังเป็นปัญหาโต้เถียงกันในคดีนี้ โจทก์จึงไม่ได้ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สำหรับที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า สิทธิการเช่าอาคารซึ่งเป็นหลักประกันสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายที่พิพาทไม่เป็นทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ ข้อ 1.1 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ ข้อ 1.1 กำหนดคำจำกัดความ "ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน" หมายถึงทรัพย์สินทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง ซึ่งลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้ให้ไว้แก่ผู้โอนเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของตนตามสัญญาให้สินเชื่อและต้องเป็นทรัพย์สินที่อาจนำไปจำหน่ายหรือโอนได้ ทรัพย์สินใดที่ไม่อาจนำไปจำหน่ายหรือโอนได้จำเลยที่ 1 จะไม่คิดราคาให้ สิทธิการเช่าอาคารซึ่งเป็นหลักประกันสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายที่พิพาทนั้น บริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพเช่าอาคารจากนายสว่าง มีการทำหนังสือสัญญาเช่าช่วงและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาธนบุรี บริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด มอบสิทธิการเช่าอาคารดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ของตนต่อโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าหากบริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ หรือผิดสัญญาเช่า บริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด ยอมให้ผู้ให้เช่าโอนสิทธิการเช่าให้โจทก์ หรือโอนให้บุคคลใดตามที่โจทก์เห็นสมควรเป็นผู้เช่าแทนได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด และบริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด ยินยอมให้โจทก์นำเงินค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าอาคารไปชำระหนี้โจทก์ นายสว่างทำหนังสือยินยอมอนุญาตให้มอบสิทธิการเช่าอาคารเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ โดยตกลงยินยอมโอนสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ หรือบุคคลที่โจทก์กำหนด และจะไม่โอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลอื่นเว้นแต่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ในกรณีหากมีการแจ้งการยึดหรืออายัดสิทธิการเช่าโดยศาล เจ้าพนักงานบังคับคดี หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรในกรณีที่บริษัทเอดิสันสรรพสินค้ากรุ๊ป จำกัด ค้างชำระภาษีสรรพากร นายสว่างตกลงจะแจ้งให้ผู้ที่แจ้งการยึดหรืออายัดสิทธิการเช่าดังกล่าวว่า ได้มอบสิทธิการเช่าให้ไว้แก่โจทก์เป็นการประกันการชำระหนี้ไปก่อนแล้ว ไม่อาจยินยอมให้นำสิทธิการเช่าออกขายทอดตลาดได้ นายสว่างเช่าอาคารดังกล่าวจากนายสุชาติ โดยมีข้อตกลงให้เช่าช่วงได้ มีการทำหนังสือสัญญาเช่าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาธนบุรี นายสุชาติเช่าที่ดินที่ตั้งอาคารดังกล่าวเพื่อสร้างอาคารจากนางสาวศรีศักดิ์ โดยผู้ให้เช่าที่ดินตกลงให้เช่าช่วงอาคารได้ แต่ไม่ให้เช่าช่วงที่ดิน มีการทำหนังสือสัญญาเช่าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาธนบุรี และมีการบันทึกการเช่าที่ดินลงในสารบัญท้ายโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ จากสัญญาเช่าและข้อตกลงต่าง ๆ ข้างต้น สิทธิการเช่ารายนี้อาจจำหน่ายหรือโอนได้ แต่ต้องเป็นไปเพื่อชำระหนี้โจทก์ ดังนั้นสิทธิการเช่ารายนี้เมื่ออาจจำหน่ายหรือโอนได้ย่อมมีราคา จึงเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่อาจนำไปจำหน่ายหรือโอนได้ ซึ่งลูกหนี้ให้ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของตนตามสัญญาให้สินเชื่อ ตามคำจำกัดความ "ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน" แล้ว สินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายที่พิพาทจึงมีลักษณะตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จำกัด พ.ศ.2544 มาตรา 31 (1) และเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ต้องโอนตามสัญญา การโอนจึงมีผล จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 90,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 31 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง
จำเลย — ผู้สวมสิทธิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปาลิต สันทนาคณิต
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล สนธยานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประมวล สุขสมพร
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10597/2558
#587397
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" และวรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างอันเป็นคำสั่งตามมาตรา 124 และเมื่อโจทก์ต้องการฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวโดยอ้างว่าการส่งเอกสารของจำเลยให้แก่โจทก์เพื่อไปชี้แจงข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วยมาตรา 143 ซึ่งไม่ว่าจะเป็นจริงและรับฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์หรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็มีคำขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยซึ่งสั่งตามมาตรา 124 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องวางเงินตามมาตรา 125 วรรคสาม ทันทีที่ยื่นฟ้อง ทั้งการที่ศาลแรงงานภาค 9 ให้เวลาโจทก์นำเงินมาวางศาลนับแต่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 นับเป็นผลดีแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนดตามที่ศาลสั่งเป็นเหตุให้ศาลแรงงานภาค 9 มีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 3/2555 ลงวันที่ 3 เมษายน 2555 และให้สอบข้อเท็จจริงฝ่ายโจทก์ใหม่

ศาลแรงงานภาค 9 มีคำสั่งว่า แม้โจทก์ฟ้องโดยอ้างสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ว่า จำเลยส่งคำสั่งที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยกำหนดจ่ายแก่ลูกจ้าง ให้แก่โจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ก็มีผลเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของจำเลย ซึ่งโจทก์ต้องนำเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายมาวางต่อศาล เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินที่ถึงกำหนดจ่ายเป็นเงินจำนวนมากถึง 14,616,149 บาท แล้ว เห็นสมควรให้โจทก์นำเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายดังกล่าวมาวางต่อศาลภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 มิฉะนั้น ศาลไม่รับคำฟ้อง

ครั้นถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 เจ้าหน้าที่ศาลแรงงานภาค 9 รายงานว่าจำเลยไม่วางเงินภายในกำหนด ศาลแรงงานภาค 9 มีคำสั่งว่า ผู้ฟ้องมิได้นำเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายมาวางศาลภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลได้กำหนดไว้ จึงไม่รับคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าศาลแรงงานภาค 9 ต้องรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องเพื่อโต้แย้งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานด้วยเหตุไม่พอใจคำสั่ง ตามมาตรา 125 อันต้องวางเงินต่อศาล แต่เป็นการฟ้องว่าพนักงานตรวจแรงงานไม่ปฏิบัติตามมาตรา 143 คำสั่งของศาลแรงงานภาค 9 ที่ไม่รับฟ้องโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่วางเงินต่อศาลจึงไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง"และวรรคสามบัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้" เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างอันเป็นคำสั่งตามมาตรา 124 และโจทก์ต้องการฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวโดยอ้างว่าการส่งเอกสารของจำเลยให้แก่โจทก์เพื่อไปชี้แจงข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วย มาตรา 143 ซึ่งไม่ว่าจะเป็นจริงและรับฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์หรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็มีคำขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยซึ่งสั่งตามมาตรา 124 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องวางเงินตามมาตรา 125 วรรคสาม ทันทีที่ยื่นฟ้อง ทั้งการที่ศาลแรงงานภาค 9 ให้เวลาโจทก์นำเงินมาวางศาลนับแต่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 นับเป็นผลดีแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนดตามที่ศาลสั่งเป็นเหตุให้ศาลแรงงานภาค 9 มีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 124 ม. 125 ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซาเธิร์น โฮเต็ล แมเนจเม้นท์ จำกัด
พนักงานตรวจแรงงาน
สำนักงานสวัสดิการและ
จำเลย — คุ้มครองแรงงานจังหวัดสงขลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 9 — นายพงศธร เหมทานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10596/2558
#635263
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3328/2553 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เท่ากับจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น เมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 97 จำเลยกลับมากระทำความผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษขอให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3328/2553 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง อันเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เท่ากับจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ด้วย เพียงแต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย กรณีจึงต้องเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายวรกฤตหรือเอส สามศรีทอง
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10594/2558
#586561
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งว่า ผู้เข้ารับการฟื้นฟูไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการฟื้นฟู ไม่มารายงานตัวตามกำหนดนัดและไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อรับการบำบัดรักษา พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเตือนให้มารายงานตัวและติดตาม ผู้เข้ารับการฟื้นฟูมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ทำให้ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง ซึ่งเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และมาตราดังกล่าวยังบัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดแล้วแต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ

การที่จำเลยมาพบพนักงานสอบสวนหลังจากที่จำเลยหลบหนีไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน การที่พนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการดังกล่าวแต่กลับนำตัวจำเลยมาฟ้องเป็นคดีนี้ การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า บทบัญญัติมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 หมายความถึงผู้ติดยาเสพติดที่เป็นผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แต่ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ไม่เข้ารับการบำบัด และไม่มารายงานตัวตามกำหนดนัด โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ เป็นผู้ติดยาเสพติดที่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 33 วรรคสอง ด้วย คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงมีอำนาจพิจารณาว่าผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจได้ คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงชอบด้วยมาตรา 25 และมาตรา 33 วรรคสอง แล้ว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสมตามมาตรา 25 หากผู้ใดหลบหนีจากการตรวจพิสูจน์หรือหลบหนีออกนอกศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แม้การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งที่ 754/2555 ว่า ผู้เข้ารับการฟื้นฟูไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการฟื้นฟู กล่าวคือไม่มารายงานตัวตามกำหนดนัดและไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อรับการบำบัดรักษาในระบบแมททริกซ์โปรแกรมที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเตือนให้มารายงานตัวและติดตาม ปรากฏว่าผู้เข้ารับการฟื้นฟูไม่มาตามกำหนดนัดโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ แสดงให้เห็นว่าผู้เข้ารับการฟื้นฟูมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการฟื้นฟู ทำให้ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง จะเป็นดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก็ตาม แต่เมื่อมาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้วแต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ การที่จำเลยมาพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556 หลังจากที่จำเลยหลบหนีไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน การที่พนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการดังกล่าว แต่กลับนำตัวจำเลยมาฟ้องเป็นคดีนี้ การสอบสวนจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 33 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลพบุรี
จำเลย — นายเพชร ดีเอม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นางสาวรฐา เขียวโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10570/2558
#590034
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจดข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นแบบนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดจำนวน 1 ฉบับ และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่จำนวน 1 ฉบับ โดยมีข้อความระบุไว้ว่าหุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000,000 บาท จำเลยทั้งสองได้เรียกชำระเงินไปจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนครบถ้วนเต็มจำนวน ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองยังมิได้เรียกชำระเงินค่าหุ้นที่ผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนค้างชำระอยู่อีก 49,500,000 บาท อาจทำให้โจทก์หรือประชาชนได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องพบอุปสรรคในการที่จะใช้สิทธิบังคับชำระหนี้หรือบังคับคดีเอาแก่สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นค้างชำระของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1096 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 และมาตรา 267

การที่จำเลยทั้งสองยื่นแบบนำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันแสดงให้ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว อันเป็นความเท็จ ส่งผลให้เห็นในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นนั้นครบถ้วนแล้วและสิ้นสิทธิในการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้ค่าหุ้นซึ่งยังจะต้องส่งอีก ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องได้รับเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนในส่วนที่ยังมิได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วน จึงเป็นการซ่อนเร้นสิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นที่ยังมิได้ชำระ เพื่อมิให้โจทก์เจ้าหนี้ของตนซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 350 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 (1) ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 350 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 และให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพิกถอนการจดแจ้งแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของจำเลยที่ 1 ประจำปี 2552 และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ของจำเลยที่ 1 ในวันประชุมสามัญประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553 หรือแบบนำส่งงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นต่อนายทะเบียนภายหลังวันที่ 21 กันยายน 2555 ออกจากสารบบทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทของจำเลยที่ 1 และให้ถือว่าแบบนำส่งงบการเงิน ของจำเลยที่ 1 ประจำปี 2551 และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ในวันประชุมสามัญประจำปี 2551 ประชุมวันที่ 30 เมษายน 2553 เป็นเอกสารที่จดแจ้งไว้ต่อนายทะเบียนที่ถูกต้องแท้จริง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 350 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 350 ประกอบมาตรา 83 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 40 (1) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานย้าย ซ่อน หรือโอนให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของนิติบุคคลเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อให้พิจารณาและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เรื่องจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างเหมาการก่อสร้าง พร้อมเรียกค่าเสียหาย 40,904,619.50 บาท ในระหว่างพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ โจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยทั้งสองยื่นแบบนำส่งงบการเงินประจำปี 2551 และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ครั้งที่ 1/2553 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า จังหวัดสมุทรปราการ ว่า จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท มีผู้ถือหุ้น 7 คน ชำระเงินค่าหุ้นแล้ว 50,500,000 บาท ผู้ถือหุ้นยังค้างชำระค่าหุ้นรวม 49,500,000 บาท โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลจังหวัดระยอง ขอให้อายัดเงินค่าหุ้นที่มีการค้างชำระจำนวน 49,500,000 บาท ไว้ก่อน ศาลจังหวัดระยองนัดไต่สวน มีการส่งสำเนาคำร้องและแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 1 ทราบ ตามคำแถลงของโจทก์และส่งให้จำเลยที่ 1 แล้ว คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ทราบคำชี้ขาดตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2555 ต่อมางบการเงินประจำปี 2552 และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ระบุว่า ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ครั้งที่ 1/2553 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 หรือไม่ ตามฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจดข้อความอันเป็นเท็จโดยยื่นแบบนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 จำนวน 1 ฉบับ และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่ จำนวน 1 ฉบับ โดยมีข้อความระบุไว้ว่า หุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ของจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000,000 บาท จำเลยทั้งสองได้เรียกชำระเงินไปจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคน ครบถ้วนเต็มจำนวน 100,000,000 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองยังมิได้เรียกชำระเงินค่าหุ้นที่ผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนค้างชำระอยู่อีกจำนวน 49,500,000 บาท อาจทำให้โจทก์หรือประชาชนได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องพบอุปสรรคในการที่จะใช้สิทธิบังคับชำระหนี้หรือบังคับคดีเอาแก่สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นค้างชำระของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัดต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และความผิดฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 137 และมาตรา 267 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน มาตรา 40 (1) หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองยื่นแบบนำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นอันแสดงให้ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว อันเป็นความเท็จ เพราะผู้ถือหุ้นยังมิได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วน ส่งผลให้เห็นในทำนองว่า จำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นนั้นครบถ้วนแล้ว และสิ้นสิทธิในการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้ค่าหุ้นซึ่งยังจะต้องส่งอีก ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 จะต้องได้รับเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นทั้งเจ็ดคนในส่วนที่ยังมิได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วน จึงเป็นการซ่อนเร้นสิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นที่ยังมิได้ชำระครบถ้วน เพื่อมิให้โจทก์เจ้าหนี้ของตนซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน มาตรา 40 (1) ด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1096
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 137 ม. 267 ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 40 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเด็กซ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
บริษัทโพสฟอร์มมิ่ง อินดัสทรี
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายเทอดพงศ์ จามน้อยพรหม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10569/2558
#592949
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีอาญาต่อบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคล ต้องมีกรรมการผู้อำนาจกระทำการแทนบริษัทซึ่งเป็นผู้แทนบริษัทจึงจะดำเนินคดีได้ ขณะยื่นฟ้อง ส. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์จึงต้องนำตัว ส. มาส่งศาลชั้นต้นพร้อมกับฟ้อง โจทก์ไม่ได้นำตัว ส. มาศาลต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีตัวอยู่อย่างสมบูรณ์ตามกฎหมายและต้องถือว่าโจทก์ไม่มีตัวจำเลยที่ 1 มาศาลในวันฟ้องด้วย การที่ศาลชั้นต้นประทับรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคหนึ่ง และทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นเป็นการไม่ชอบด้วย

การร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนเพื่อการค้ากับการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้ แม้ปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนที่ขายไปจะเป็นส่วนหนึ่งของปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันผลิตเพื่อการค้า กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ขายไปในช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเจตนาแยกการร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนเพื่อการค้าต่างหากจากการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีตั้งแต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันขายให้แก่ร้าน ฉ. แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 3, 4, 30, 32, 35, 63, 64, 71, 72, 72/5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และนับโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4222/2555ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 มาตรา 30 (1) (4) (เดิม), 32 (5) (เดิม), 35 (เดิม), 62 (เดิม), 64 วรรคหนึ่ง (แก้ไขใหม่), 66 (เดิม), 72 วรรคหนึ่ง (แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้าและผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมเพื่อการค้า ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ปรับ 50,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมและขายปุ๋ยเคมีชนิดที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันขายปุ๋ยเคมีปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ปรับ 120,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 รวมปรับ 170,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งจำเลยที่ 1 ปรับ 85,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 4 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้นับโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3974/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องและศาลมีคำสั่งประทับฟ้องนั้น จำเลยที่ 1 มีนายสันติสุข เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตามหนังสือรับรอง ดังนั้น ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องโจทก์จึงไม่ได้นำตัวกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มาศาลนั้น เห็นว่า การฟ้องคดีอาญาต่อบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคล ต้องมีกรรมการผู้อำนาจกระทำการแทนบริษัทซึ่งเป็นผู้แทนบริษัทจึงจะดำเนินคดีได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือรับรองว่า ระหว่างวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ถึงปัจจุบัน (วันที่ 29 พฤศจิกายน 2555) บริษัทเจ้าพระยาโภคภัณฑ์ จำกัด จำเลยที่ 1 มีนายสันติสุขเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 แม้ฟ้องจะระบุว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ขณะยื่นฟ้องนายสันติสุขเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 แล้ว ดังนี้ โจทก์จึงต้องนำตัวนายสันติสุขมาส่งศาลชั้นต้นพร้อมกับฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่ได้นำตัวนายสันติสุขมาศาลต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีตัวอยู่อย่างสมบูรณ์ตามกฎหมายและต้องถือว่าโจทก์ไม่มีตัวจำเลยที่ 1 มาศาลในวันฟ้องด้วย การที่ศาลชั้นต้นประทับรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 วรรคหนึ่ง และทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นเป็นการไม่ชอบด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวกันหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกิดจากเจตนาเดียว แม้จะนำไปจำหน่ายก็เป็นไปตามเจตนาเดิมที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้านั้น เห็นว่า การร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนเพื่อการค้ากับการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแยกต่างหากจากกันได้ แม้ปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนที่ขายไปจะเป็นส่วนหนึ่งของปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันผลิตเพื่อการค้า กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ขายไปในช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเจตนาแยกการร่วมกันผลิตปุ๋ยเคมีปลอมและปุ๋ยเคมีที่ไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนเพื่อการค้าต่างหากจากการร่วมกันขายปุ๋ยเคมีดังกล่าวตั้งแต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันขายให้แก่ร้านฉัตรชัยการเกษตรแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่กรรมเดียวกันไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสาม ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 165 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ม. 30 (1) ม. 30 (4) (เดิม) ม. 32 (5) (เดิม) ม. 35 (เดิม) ม. 62 (เดิม) ม. 64 วรรคหนึ่ง (แก้ไขใหม่) ม. 66 (เดิม) ม. 72 วรรคหนึ่ง (แก้ไขใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทเจ้าพระยาโภคภัณฑ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายภิญโญ เจือจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10547/2558
#586440
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาร่วมกันซ่อนเร้นศพตาม ป.อ. มาตรา 199 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นคดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกไม่เกินห้าปี ถ้าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่ก็มีอำนาจที่จะฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดจริงได้ หาจำต้องรับฟังเป็นเด็ดขาดตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าคนร้ายร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วเอาศพไปซ่อนไว้เป็นการกระทำต่อเนื่องกัน แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการปล้นทรัพย์ผู้ตายและซ่อนเร้นศพผู้ตายอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 199, 340 ริบคีมตัดสายไฟและไม้แผ่นของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคห้า, 199 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันซ่อนเร้นศพ จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 52 (2)) ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันซ่อนเร้นศพ จำคุกคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกคนละตลอดชีวิตสถานเดียว ริบคีมตัดสายไฟและไม้แผ่นของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ เห็นว่า เหตุคนร้ายปล้นทรัพย์ผู้ตายและฆ่าผู้ตายเกิดที่บ้านผู้ตายและตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ร่วมกับพวกอีกสองคนคือ นายสนิทหรือนิด กับนายวัน ไม่ทราบนามสกุล คนเขมร ปล้นทรัพย์และฆ่าผู้ตายในคืนวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 ที่บ้านผู้ตายแล้วช่วยนำศพผู้ตายไปทิ้งลงบ่อเกรอะ ที่ร้อยตำรวจเอกสุรพลผู้จับกุมจำเลยทั้งสี่ได้รับแจ้งจากนางวรปรียาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 และมาตรวจที่เกิดเหตุ ติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัย แล้วมาเบิกความถึงเหตุการณ์ในวันที่ 5 ว่า ได้ตรวจสภาพที่เกิดเหตุติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 และพบของกลางในตัวจำเลยที่ 1 นั้นไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการที่คนร้ายปล้นทรัพย์และฆ่าผู้ตายตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2555 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า คำเบิกความพยานปากนี้ไม่มีน้ำหนักนั้นถูกต้องแล้ว สำหรับของกลางที่พบในตัวจำเลยที่ 1 จำนวน 2 รายการ คือ สร้อยคอทองคำลายผ่าหวายเป็นข้อเหมือนตะกรุด น้ำหนัก 1 บาท 1 เส้น กับแหวนทองคำน้ำหนัก 2 สลึง 1 วง ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายลำดับที่ 3 และที่ 4 ซึ่งนางวรปรียายืนยันว่าเป็นของผู้ตายนั้น อาจเป็นของผู้ตายจริงก็ได้ แต่การที่ของกลางดังกล่าวมาอยู่ที่จำเลยที่ 1 หาได้แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นายสนิทหรือนิด และนายวัน ปล้นทรัพย์และฆ่าผู้ตายในคืนวันที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 1 อาจมีความผิดฐานรับของโจรที่รับของกลางไว้เท่านั้น แต่สร้อยและแหวนทองคำที่นางปรียายืนยันว่าเป็นของผู้ตายนั้น นางวรปรียาให้เหตุผลว่า "เคยเห็นมาก่อน" เท่านั้น หรืออาศัยเพียงแต่ความจำของ นางวรปรียาเท่านั้น พยานโจทก์เบิกความให้เหตุผลว่า เคยเห็นสั้น ๆ ไม่มีพฤติการณ์พิเศษเช่นเห็นหลายครั้งหรือเห็นเพราะผู้ตายเอามาให้ตีราคาดูเลยได้ดูอย่างพิเคราะห์ คำเบิกความของพยานเช่นนี้ ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า สร้อยและแหวนดังกล่าวจะเป็นของผู้ตายจริงหรือไม่ พยานเองก็ยังเบิกความว่าจำเลยที่ 1 โต้เถียงว่าจำเลยที่ 1 ซื้อมา กรณียังไม่อาจฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานรับของโจรสร้อยและแหวนทองคำ สำหรับข้อหาร่วมกันซ่อนเร้นศพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นคดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลจึงมีอำนาจฟังพยานโจทก์ จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดจริง หาจำต้องรับฟังเป็นเด็ดขาดตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าคนร้ายร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วเอาศพผู้ตายไปซ่อนไว้เป็นการกระทำต่อเนื่องกัน และพยานหลักฐานของโจทก์ดังที่วินิจฉัยมาไม่พอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการปล้นทรัพย์ผู้ตายและซ่อนเร้นศพผู้ตายอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 199
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสุรินทร์ บุญมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายวิรัช ไตรพิทยากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
ชุติมนต์ โพธิเดช
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10547/2558
#632694
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาร่วมกันซ่อนเร้นศพ ตาม ป.อ. มาตรา 199 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นคดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลจึงมีอำนาจฟังพยานโจทก์ จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดจริง หาจำต้องรับฟังเป็นเด็ดขาดตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าคนร้ายร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วเอาศพผู้ตายไปซ่อนไว้เป็นการกระทำต่อเนื่องกัน และพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการปล้นทรัพย์ผู้ตายและซ่อนเร้นศพผู้ตายอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 199, 340 ริบคีมตัดสายไฟและไม้แผ่นของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคห้า, 199 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันซ่อนเร้นศพ จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันซ่อนเร้นศพ จำคุกคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกคนละตลอดชีวิตสถานเดียว ริบคีมตัดสายไฟและไม้แผ่นของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่ฟังยุติเบื้องต้นว่า นางสาววุนนีผู้ตายและจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นคนงานฟาร์มไก่ปรารถนาพรฟาร์มของนางวรปรียา ผู้ตายมีบ้านในฟาร์มและชอบสวมใส่สร้อยคอและแหวนทองคำ วันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ผู้ตายไม่ได้มาทำงานฟาร์มตามปกติ วันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ญาติของผู้ตายมาตามหาผู้ตายที่ฟาร์มเนื่องจากไม่สามารถติดต่อผู้ตายได้ 2 วันแล้ว นางวรปรียาจึงให้ญาติของผู้ตายไปหาผู้ตายที่บ้าน พบคราบเลือดที่พื้นบ้านไม่พบผู้ตายในบ้านจึงออกตรวจสอบรอบบริเวณจนไปพบศพผู้ตายอยู่ในบ่อเกรอะข้างส้วมเก่า นางวรปรียาจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ่อทอง ร้อยตำรวจเอกสุรพล และพันตำรวจโทอธิวัฒน์พนักงานสอบสวนมาที่เกิดเหตุสอบถามนางวรปรียาซึ่งนางวรปรียาสงสัยว่าคนงานฟาร์มไก่ด้วยกันจะเป็นคนร้ายฆ่าผู้ตาย จึงติดตามจับกุมจำเลยทั้งสี่ที่เป็นผู้ต้องสงสัยได้ พร้อมยึดของกลางตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายฟ้อง ซึ่งมีการถ่ายรูปของกลาง สำหรับจำเลยที่ 1 นั้นค้นตัวได้ของกลางคือ สร้อยคอทองคำ 2 เส้น แหวนทองคำ 1 วง เงินจำนวน 40,000 บาท อยู่ในกระเป๋าสะพายคาดเอว ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสี่ว่าร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและร่วมกันซ่อนเร้นศพ จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การรับสารภาพ ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและชี้ของกลางให้ถ่ายรูป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ เห็นว่า เหตุคนร้ายปล้นทรัพย์ผู้ตายและฆ่าผู้ตายเกิดที่บ้านผู้ตายและตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ร่วมกับพวกอีกสองคนคือ นายสนิทหรือนิด กับนายวันคนเขมร ปล้นทรัพย์และฆ่าผู้ตายในคืนวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 ที่บ้านผู้ตายแล้วช่วยนำศพผู้ตายไปทิ้งลงบ่อเกรอะ ที่ร้อยตำรวจเอกสุรพลผู้จับกุมจำเลยทั้งสี่ได้รับแจ้งจากนางวรปรียาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 และมาตรวจที่เกิดเหตุ ติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัย แล้วมาเบิกความถึงเหตุการณ์ในวันที่ 5 ว่า ได้ตรวจสภาพที่เกิดเหตุติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 และพบของกลางในตัวจำเลยที่ 1 นั้นไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการที่คนร้ายปล้นทรัพย์และฆ่าผู้ตายตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2555 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า คำเบิกความพยานปากนี้ไม่มีน้ำหนักนั้นถูกต้องแล้ว สำหรับของกลางที่พบในตัวจำเลยที่ 1 จำนวน 2 รายการ คือ สร้อยคอทองคำลายผ่าหวายเป็นข้อเหมือนตะกรุด น้ำหนัก 1 บาท 1 เส้น กับแหวนทองคำน้ำหนัก 2 สลึง 1 วง ซึ่งนางวรปรียายืนยันว่าเป็นของผู้ตายนั้น อาจเป็นของผู้ตายจริงก็ได้ แต่การที่ของกลางดังกล่าวมาอยู่ที่จำเลยที่ 1 หาได้แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นายสนิทหรือนิด และนายวัน ปล้นทรัพย์และฆ่าผู้ตายในคืนวันที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 1 อาจมีความผิดฐานรับของโจรที่รับของกลางไว้เท่านั้น แต่สร้อยและแหวนทองคำที่นางวรปรียายืนยันว่าเป็นของผู้ตายนั้น นางวรปรียาให้เหตุผลว่า "เคยเห็นมาก่อน" เท่านั้น หรืออาศัยเพียงแต่ความจำของนางวรปรียาเท่านั้น พยานโจทก์เบิกความให้เหตุผลว่า เคยเห็นสั้น ๆ ไม่มีพฤติการณ์พิเศษเช่นเห็นหลายครั้งหรือเห็นเพราะผู้ตายเอามาให้ตีราคาดูเลยได้ดูอย่างพิเคราะห์ คำเบิกความของพยานเช่นนี้ ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า สร้อยและแหวนดังกล่าวจะเป็นของผู้ตายจริงหรือไม่ พยานเองก็ยังเบิกความว่าจำเลยที่ 1 โต้เถียงว่าจำเลยที่ 1 ซื้อมา กรณียังไม่อาจฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานรับของโจรสร้อยและแหวนทองคำ สำหรับข้อหาร่วมกันซ่อนเร้นศพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นคดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ศาลจึงมีอำนาจฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดจริง หาจำต้องรับฟังเป็นเด็ดขาดตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อตามทางพิจารณาได้ความว่าคนร้ายร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วเอาศพผู้ตายไปซ่อนไว้เป็นการกระทำต่อเนื่องกัน และพยานหลักฐานของโจทก์ดังที่วินิจฉัยมาไม่พอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการปล้นทรัพย์ผู้ตายและซ่อนเร้นศพผู้ตายอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 199
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสุรินทร์ บุญมี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
ชุติมนต์ โพธิเดช
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10546/2558
#587381
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบของความผิดฐานดังกล่าวและให้มีน้ำหนักและเหตุผลรับฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังที่โจทก์ฟ้องจริง จึงจะลงโทษจำเลยสำหรับความผิดดังกล่าวได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์รูปการ์ตูนหุ่นยนต์ดีเซ็ปติคอนส์ รูปหุ่นยนต์บัมเบิลบี รูปหุ่นยนต์ออฟติมัส ไพรม และรูปหุ่นยนต์ทรานฟอร์มเมอร์สของผู้เสียหาย โดยจำเลยนำเอากล่องบรรจุสินค้าของเล่นหุ่นยนต์ที่มีรูปหุ่นยนต์ดีเซ็ปติคอนส์จำนวน 24 ชิ้น กล่องบรรจุสินค้าของเล่นหุ่นยนต์ที่มีรูปหุ่นยนต์บัมเบิลบีจำนวน 132 ชิ้น กล่องบรรจุสินค้าของเล่นหุ่นยนต์และของเล่นหุ่นยนต์ที่มีรูปหุ่นยนต์ออฟติมัส ไพรม จำนวน 14 ชิ้น และกล่องบรรจุสินค้าของเล่นหุ่นยนต์ที่มีรูปหุ่นยนต์ทรานฟอร์มเมอร์ส จำนวน 5,330 ชิ้น ของกลางซึ่งมีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสินค้าที่มีรูปการ์ตูนหุ่นยนต์ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังนี้ โจทก์จึงต้องนำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ให้มีน้ำหนักและเหตุผลรับฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยรวม 5 ประการ ได้แก่ ประการที่ 1 ข้อเท็จจริงที่ว่ากล่องบรรจุสินค้าของเล่นหุ่นยนต์ของกลางจำนวน 24 ชิ้น มีรูปหุ่นยนต์ดีเซ็ปติคอนส์ จำนวน 132 ชิ้น มีรูปหุ่นยนต์บัมเบิลบี จำนวน 14 ชิ้น มีรูปหุ่นยนต์ออฟติมัส ไพรม และจำนวน 5,330 ชิ้น มีรูปหุ่นยนต์ทรานฟอร์มเมอร์สซึ่งมีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ประการที่ 2 ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสินค้าที่มีรูปหุ่นยนต์ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ประการที่ 3 ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยได้ขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปซึ่งสินค้าของเล่นหุ่นยนต์ที่บรรจุอยู่ในกล่องของกลางดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ประการที่ 4 ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของจำเลยในประการที่ 3 เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อหากำไร และประการที่ 5 ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของจำเลยในประการที่ 3 และที่ 4 เป็นการกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อการค้า

โจทก์มี ม. ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายมาเบิกความลอย ๆ เพียงว่า ม. พบว่ามีสินค้าที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ของผู้เสียหาย โดยไม่ปรากฏจากคำเบิกความของ ม. ว่ารูปการ์ตูนหุ่นยนต์ที่ปรากฏอยู่บนกล่องสินค้าของกลางเป็นงานที่ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพราะเหตุใด รูปการ์ตูนดังกล่าวแตกต่างจากรูปการ์ตูนอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอย่างไร ม. เคยเห็นรูปการ์ตูนอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ก็ไม่ปรากฏ ทั้งไม่ปรากฏว่า ม. ได้นำวัตถุพยานของกลางไปตรวจสอบกับรูปการ์ตูนซึ่งเป็นงานศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายว่ารูปการ์ตูนบนกล่องสินค้าของกลางได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปการ์ตูนของผู้เสียหายด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายอย่างไร นอกจากนี้ ม. พยานโจทก์เป็นเพียงพนักงานบริษัท ว. ซึ่งประกอบกิจการดูแลการละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้เสียหาย ทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าวัตถุพยานของกลางมีงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมรูปการ์ตูนของผู้เสียหาย พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า กล่องสินค้าวัตถุพยานของกลาง มีรูปการ์ตูนที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมรูปการ์ตูนของผู้เสียหายอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ที่โจทก์ฟ้อง

ส่วนที่พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อมีการจับกุมจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมนั้น ถ้อยคำของจำเลยผู้ถูกจับตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่อาจนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังที่โจทก์ฟ้อง ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และ ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 61, 70, 75, 76 และ 78 ให้ของกลางจำนวน 5,500 ชิ้น ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังว่า บริษัทแฮสโบร อิงค์. จำกัด ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์งานศิลปประยุกต์ โดยการนำเอางานจิตรกรรมมาดัดแปลงเป็นงาน 2 มิติ และ 3 มิติ ใช้ประยุกต์กับวัสดุเครื่องใช้และนำมาใช้ประโยชน์ทางการค้าเป็นรูปภาพการ์ตูนชุดทรานฟอร์มเมอร์ส ซึ่งประกอบด้วยตัวการ์ตูนใช้ชื่อว่า ดีเซ็ปติคอนส์ บัมเบิลบี ออฟติมัส ไพรม ทรานฟอร์มเมอร์ส เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 25/103 หมู่ที่ 6 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ของจำเลยและยึดได้สินค้าจำนวน 4 รายการ รวมเป็นของกลางจำนวน 5,500 ชิ้น จำเลยเป็นกรรมการบริษัทและผู้จัดการทั่วไปในบริษัทวีอาร์ทอย จำกัด ของกลางเป็นสินค้าที่ผลิตที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีการสั่งเข้ามาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบองค์ประกอบของความผิดฐานดังกล่าวและให้มีน้ำหนักและเหตุผลรับฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องจริง จึงจะลงโทษจำเลยสำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องได้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์รูปการ์ตูนหุ่นยนต์ดีเซ็ปติคอนส์ รูปหุ่นยนต์บัมเบิลบี รูปหุ่นยนต์ออฟติมัส ไพรม และรูปหุ่นยนต์ทรานฟอร์มเมอร์สของผู้เสียหาย โดยจำเลยนำเอากล่องบรรจุสินค้าของเล่นหุ่นยนต์ที่มีรูปหุ่นยนต์ดีเซ็ปติคอนส์จำนวน 24 ชิ้น กล่องบรรจุสินค้าของเล่นหุ่นยนต์ที่มีรูปหุ่นยนต์บัมเบิลบีจำนวน 132 ชิ้น กล่องบรรจุสินค้าของเล่นหุ่นยนต์และของเล่นหุ่นยนต์ที่มีรูปหุ่นยนต์ออฟติมัส ไพรมจำนวน 14 ชิ้น และกล่องบรรจุสินค้าของเล่นหุ่นยนต์ที่มีรูปหุ่นยนต์ทรานฟอร์มเมอร์สจำนวน 5,330 ชิ้น ของกลางซึ่งมีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสินค้าที่มีรูปการ์ตูนหุ่นยนต์เป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังนี้ โจทก์จึงต้องนำสืบพยานหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ให้มีน้ำหนักและเหตุผลรับฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยรวม 5 ประการ ได้แก่ ประการที่ 1 ข้อเท็จจริงที่ว่ากล่องบรรจุสินค้าของเล่นหุ่นยนต์ของกลางจำนวน 24 ชิ้น มีรูปหุ่นยนต์ดีเซ็ปติคอนส์ จำนวน 132 ชิ้น มีรูปหุ่นยนต์บัมเบิลบี จำนวน 14 ชิ้น มีรูปหุ่นยนต์ออฟติมัส ไพรม และจำนวน 5,330 ชิ้น มีรูปหุ่นยนต์ทรานฟอร์มเมอร์สซึ่งมีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ประการที่ 2 ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสินค้าที่มีรูปหุ่นยนต์เป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ประการที่ 3 ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยได้ขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปซึ่งสินค้าของเล่นหุ่นยนต์ที่บรรจุอยู่ในกล่องของกลางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ประการที่ 4 ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของจำเลยในประการที่ 3 เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อหากำไรและประการที่ 5 ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของจำเลยในประการที่ 3 และที่ 4 เป็นการกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อการค้า... โจทก์มีนางสาวมะลิวรรณมาเบิกความเป็นพยานโจทก์เพียงปากเดียวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปการ์ตูนของผู้เสียหาย โดยนางสาวมะลิวรรณ ผู้รับมอบอำนาจช่วงผู้เสียหายเบิกความลอย ๆ เพียงว่า พยานพบว่ามีสินค้าที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์รายการที่ 1 มีรูปหุ่นยนต์ดีเซ็ปติคอนส์ที่กระดาษบรรจุภัณฑ์จำนวน 4 ตำแหน่ง รายการที่ 2 มีรูปการ์ตูนบัมเบิลบี รูปการ์ตูน "Skids & Mudflap" และรูปการ์ตูนออฟติมัส ไพรม อยู่บนแผงกระดาษติดสินค้า จำนวน 132 ชิ้น หรือ 132 แผง รายการที่ 3 มีรูปการ์ตูนออฟติมัส ไพรม ติดอยู่ที่แผง จำนวน 14 ชิ้น หรือ 14 แผง และรายการที่ 4 มีรูปการ์ตูนออฟติมัส ไพรม บัมเบิลบี และเมกะทรอนบนบรรจุภัณฑ์ จำนวน 5,330 ชิ้น พยานจึงแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่ร่วมตรวจค้นว่า วัตถุพยานมีงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวจำเลยมาดำเนินคดีพร้อมยึดวัตถุพยานเป็นของกลาง โดยไม่ปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวมะลิวรรณว่า รูปการ์ตูนหุ่นยนต์ที่ปรากฏอยู่บนกล่องสินค้าของกลางเป็นงานที่ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเพราะเหตุใด รูปการ์ตูนแตกต่างจากรูปการ์ตูนอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอย่างไร นางสาวมะลิวรรณเคยเห็นรูปการ์ตูนอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ก็ไม่ปรากฏ ทั้งไม่ปรากฏว่านางสาวมะลิวรรณได้นำวัตถุพยานของกลางไปตรวจสอบกับรูปการ์ตูนซึ่งเป็นงานศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายว่า รูปการ์ตูนได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปการ์ตูนของผู้เสียหายด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายอย่างไร นอกจากนี้นางสาวมะลิวรรณพยานโจทก์เป็นเพียงพนักงานบริษัทเวอริเซ็ค จำกัด ซึ่งประกอบกิจการดูแลการละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้เสียหาย ทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าวัตถุพยานของกลางมีงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมรูปการ์ตูนของผู้เสียหาย พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า วัตถุพยาน มีรูปการ์ตูนที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมรูปการ์ตูนของผู้เสียหาย อันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ที่โจทก์ฟ้อง ส่วนที่พยานโจทก์ไม่ว่าจะเป็นนางสาวมะลิวรรณ พันตำรวจโทยุทธนาและพันตำรวจตรีมนตรีเบิกความว่า เมื่อมีการจับกุมจำเลย จำเลยให้การรับว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเฉพาะของกลางรายการที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของกลางรายการที่ 4 ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุม นั้น เห็นว่า ถ้อยคำของจำเลยผู้ถูกจับในส่วนที่เกี่ยวกับของกลางรายการที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและไม่อาจนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ดังที่โจทก์ฟ้อง ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยปฏิเสธว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งหมดไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย ม. 226 ม. 227
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมศักดิ์ แซ่จึงหรือเจริญกิจกมล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา