คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10534/2558
#590033
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติไว้ว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา คดีนี้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติในคดีส่วนอาญาคงมีเพียงว่า จำเลยกระทำโดยประมาท ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ และใครประมาทมากกว่ากันอันเป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยและจำเลยได้อุทธรณ์ไว้แล้ว เมื่อ ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ และบทบัญญัติอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดมูลหนี้ละเมิดขึ้นนั้น ป.พ.พ. มาตรา 442 วางหลักให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และมาตรา 438 บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งการที่จะกำหนดค่าสินไหมทดแทนแค่ไหน เพียงใดนั้น ศาลย่อมที่จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และจำเลยที่นำสืบมาว่าฝ่ายจำเลยหรือผู้ตายประมาทมากน้อยกว่ากันอย่างไรและเพียงใดด้วย จึงจะเป็นการดำเนินการตามอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 61, 151, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายจุมพล นางจิราภรณ์ บิดามารดาของนายศุภชัย ผู้ตายและนางสาวเนติมา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291) โดยเรียกนายจุมพล นางจิราภรณ์และนางสาวเนติมาว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 1,340,726 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 159,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำประมาทจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 61, 151, 157 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 20,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี และปรับ 15,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 4 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 1,329,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 84,845 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ที่ถูก แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2) เป็นเงิน 739,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยกระทำโดยประมาทจอดรถบรรทุกสิบล้อล้ำช่องเดินรถโดยไม่ให้สัญญาณไฟหรือสัญญาณใด ๆ เพื่อให้บุคคลที่ขับรถผ่านไปมามองเห็นได้ชัดเจน เป็นเหตุให้ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มีโจทก์ร่วมที่ 3 นั่งซ้อนท้ายชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อดังกล่าว จนผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัสตามรายงานชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้องและผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า หากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความไม่ประมาทและระมัดระวังอย่างเพียงพอดีแล้ว ย่อมไม่ขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อที่จำเลยจอดอยู่ในเวลากลางวันในสถานที่ที่มองเห็นได้ชัด พฤติการณ์แห่งคดีจึงต้องฟังว่า ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยนั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยในประเด็นนี้ไว้ว่า เมื่อคดีส่วนอาญาจำเลยไม่อุทธรณ์ข้อเท็จจริงย่อมผูกพันจำเลยในส่วนแพ่งว่าจำเลยจอดรถบรรทุกสิบล้อโดยไม่ให้สัญญาณใด ๆ เพื่อให้บุคคลที่ขับรถผ่านไปมามองเห็นได้ชัดเจน อันเป็นการฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ร่วมที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ จึงฟังไม่ขึ้นก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติไว้ว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติในคดีส่วนอาญาคงมีเพียงว่า จำเลยกระทำโดยประมาท ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ และใครประมาทมากกว่ากัน อันเป็นพฤติการณ์ที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยและจำเลยได้อุทธรณ์ไว้แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้วินิจฉัยให้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดมูลหนี้ละเมิดขึ้นนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 วางหลักไว้ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือ ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร และมาตรา 438 บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งการที่จะกำหนดค่าสินไหมทดแทนแค่ไหน เพียงใดนั้น ศาลย่อมจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และจำเลยที่นำสืบมาว่าฝ่ายจำเลยหรือผู้ตายประมาทมากน้อยกว่ากันอย่างไรและเพียงใดด้วย จึงจะเป็นการดำเนินการตามอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่นั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อปรากฏว่าข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ ศาลชั้นต้นก็ยังไม่ได้วินิจฉัยให้ด้วย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะไม่ต้องเสียเวลาย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในประเด็นนี้ใหม่อีก ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้สิ้นกระแสความไปเสียทีเดียว ส่วนจำเลยเบิกความว่า บริเวณจุดเกิดเหตุพยานเคยใช้เป็นที่จอดรถมานานประมาณ 3 ถึง 4 ปีแล้ว บริเวณดังกล่าวมีแสงสว่างพอจะมองเห็นได้ว่ามีรถยนต์จอดอยู่ ช่วงก่อนและขณะเกิดเหตุพยานก็ได้เปิดสัญญาณไฟท้ายรถไว้โดยตลอดมิใช่เพิ่งจะเปิดหลังจากเกิดเหตุแล้ว และได้เข้ามอบตัวหลังเกิดเหตุประมาณ 2 ชั่วโมง ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจได้เรียกญาติผู้ตายและผู้บาดเจ็บมาเจรจากับพยาน แต่ตกลงกันไม่ได้เนื่องจากญาติผู้ตายและผู้บาดเจ็บเรียกค่าเสียหายสูงถึง 1,500,000 บาท เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาใกล้พลบค่ำ ยังไม่มืด ทัศนวิสัยบริเวณที่เกิดเหตุสามารถมองเห็นได้ในระยะไม่ไกลมากนั้น หากผู้ตายเปิดไฟด้านหน้ารถไว้จริงดังที่โจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความ หรือหากจำเลยเปิดสัญญาณไฟท้ายรถไว้จริงดังที่จำเลยเบิกความ ผู้ตายก็ย่อมจะสามารถมองเห็นรถบรรทุกสิบล้อได้ และหากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังที่โจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความ ผู้ตายก็คงจะห้ามล้อรถจักรยานยนต์ที่ขับมาได้ทันก่อนที่จะชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อซึ่งจอดอยู่ในที่โล่งและสามารถมองเห็นได้ในระยะไม่ไกลนัก การที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์พุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่ามีการห้ามล้อหรือปรากฏให้เห็นว่ามีร่องรอยการห้ามล้อในที่เกิดเหตุเลย แสดงว่าผู้ตายคงจะขับรถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็วที่เกินกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างแน่แท้และคงจะไม่ได้เปิดไฟด้านหน้ารถไว้ด้วย จึงไม่สามารถมองเห็นรถบรรทุกสิบล้อซึ่งจอดอยู่ริมถนนซอยดังกล่าวได้ พฤติการณ์ของผู้ตายแสดงว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็วสูง โดยไม่ใช้ความระมัดระวังชะลอความเร็ว เมื่อขับมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งมีแสงสว่างไม่มากนัก จึงไม่สามารถมองเห็นรถบรรทุกสิบล้อที่จอดอยู่และไม่สามารถห้ามล้อได้ทันจนเกิดเหตุขึ้น ถือได้ว่าผู้ตายกระทำการโดยประมาทด้วย เหตุที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อที่จอดอยู่ข้างทางจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและสภาพของที่เกิดเหตุแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้ตายได้กระทำโดยประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลย เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างทำละเมิดต่อกันเท่า ๆ กัน ค่าเสียหายจึงย่อมเป็นพับกันไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของทั้งโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยในส่วนที่โต้แย้งกันเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนอีก ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 438 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
โจทก์ร่วม — นายจุมพล รักษ์ศรีทอง กับพวก
จำเลย — นายทินกรหรือหนุ่ม นิคมเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายปิยะฤทธิ์ ปิ่นวิรุฬห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10525/2558
#634206
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (5) ประกอบมาตรา 1080 ห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมเลิกกันเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย เมื่อ อ. หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ถึงแก่ความตายลงย่อมเป็นเหตุให้ห้างดังกล่าวเลิกกัน อันเป็นไปตามผลของกฎหมาย โดยมิจำต้องพิจารณาว่ามีข้อขัดแย้งกันระหว่างทายาทผู้เป็นหุ้นส่วนที่ถึงแก่ความตายกับหุ้นส่วนที่เหลือหรือไม่ และแม้มาตรา 1060 จะบัญญัติว่าในกรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันเพราะเหตุตามมาตรา 1055 (4) หรือ (5) ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนที่ยังอยู่รับซื้อหุ้นของผู้ที่ออกจากหุ้นส่วนไป สัญญาหุ้นส่วนนั้นก็ยังคงใช้ได้ต่อไปในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนที่ยังคงอยู่ด้วยกัน แต่ก็ได้ความว่าหุ้นของ อ. ยังไม่มีการดำเนินการโอนไปยังทายาทหรือหุ้นส่วนอื่นแต่อย่างใด เหตุที่ทายาทยังไม่อาจรับโอนหุ้นของ อ. และห้างไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้เพราะค้างชำระค่าภาษีนั้นก็มิใช่เหตุอันจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป

ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันย่อมต้องมีการชำระบัญชีเพื่อประโยชน์ของผู้เป็นหุ้นส่วน ตลอดจนเจ้าหนี้ รวมทั้งบรรดาผู้ติดต่อค้าขายกับห้างหุ้นส่วนภายหลังจากห้างหุ้นส่วนจำกัดพ้นสภาพนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยผู้ชำระบัญชีจะเป็นผู้ชำระสะสางการงานของห้างหุ้นส่วน จัดการใช้หนี้ และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนนั้น โดยมาตรา 1249 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ถือว่าห้างหุ้นส่วนนั้นยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และเมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันเพราะเหตุอื่นนอกจากล้มละลาย หุ้นส่วนผู้จัดการห้างย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชี เว้นไว้แต่สัญญาของห้างจะมีกำหนดไว้เป็นสถานอื่น แต่ถ้าไม่มีผู้ชำระบัญชีดังว่ามานี้ เมื่อพนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นผู้มีส่วนได้เสียในการนี้ร้องขอ ศาลย่อมตั้งผู้ชำระบัญชีให้ได้ ตามมาตรา 1251 ซึ่งในกรณีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. นี้ เมื่อเลิกกันเพราะ อ. หุ้นส่วนผู้จัดการถึงแก่ความตายและไม่ปรากฏว่ามีสัญญาหรือข้อบังคับของห้างกำหนดให้บุคคลใดเป็นผู้ชำระบัญชี ทั้งไม่มีผู้ใดเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีของห้าง พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียย่อมร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีได้ ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียตามบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากจะเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนที่เหลือ ทายาท หรือผู้จัดการมรดกของผู้เป็นหุ้นส่วนที่ถึงแก่ความตายแล้ว ย่อมหมายรวมถึงบรรดาเจ้าหนี้ของห้างด้วยเพราะการชำระบัญชีย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ หรือบรรดาผู้ติดต่อค้าขายกับห้างเป็นสำคัญ หากไม่มีการตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อสะสางทรัพย์สินหนี้สินของห้าง ผู้เป็นเจ้าหนี้หรือติดต่อค้าขายกับห้างอาจได้รับความเสียหายได้ เมื่อได้ความจากคำเบิกความผู้ร้องว่า ก่อน อ. ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องได้เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของต่อศาลจังหวัดอุทัยธานี อันเป็นการตั้งสิทธิเรียกร้องเพื่อบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของห้าง เช่นนี้ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีห้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดศรีสะเกษ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์ โดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์มีหุ้นส่วน 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ นายพสิษฐ์ และนายเอกชัย โดยนายอภิสิทธิ์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ วันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์ เป็นจำเลยเรียกให้ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 327/2551 ของศาลจังหวัดอุทัยธานี ต่อมาระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องแจ้งให้ผู้เป็นหุ้นส่วนตั้งผู้ชำระบัญชีแล้ว แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ดำเนินการ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์เลิกกันแล้วหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอ้างว่า กิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จะต้องเลิกกันเพราะผู้เป็นหุ้นส่วนถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) หมายถึงห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นไม่สามารถดำเนินกิจการได้อีกต่อไปเพราะหุ้นส่วนที่เหลือกับทายาทผู้ตายเกิดปัญหาขัดแย้งกัน แต่กรณีของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกนายอภิสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ไม่มีปัญหาขัดแย้งกับหุ้นส่วนอื่น ห้างจึงยังไม่เลิกกันนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) ประกอบมาตรา 1080 ห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมเลิกกันเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายอภิสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์ถึงแก่ความตายลงย่อมเป็นเหตุให้ห้างดังกล่าวเลิกกัน อันเป็นไปตามผลของกฎหมาย โดยมิจำต้องพิจารณาว่ามีข้อขัดแย้งกันระหว่างทายาทผู้เป็นหุ้นส่วนที่ถึงแก่ความตายกับหุ้นส่วนที่เหลือหรือไม่ และแม้มาตรา 1060 จะบัญญัติว่าในกรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันเพราะเหตุตามมาตรา 1055 (4) หรือ (5) ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนที่ยังอยู่รับซื้อหุ้นของผู้ที่ออกจากหุ้นส่วนไป สัญญาหุ้นส่วนนั้นก็ยังคงใช้ได้ต่อไปในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนที่ยังคงอยู่ด้วยกัน แต่ก็ได้ความว่าหุ้นของนายอภิสิทธิ์ยังไม่มีการดำเนินการโอนไปยังทายาทหรือหุ้นส่วนอื่นแต่อย่างใด ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า เหตุที่ทายาทยังไม่อาจรับโอนหุ้นของนายอภิสิทธิ์และห้างไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้เพราะค้างชำระค่าภาษีนั้นก็มิใช่เหตุอันจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์เลิกกันแล้วตามมาตรา 1055 (5) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์หรือไม่ เห็นว่า ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันย่อมต้องมีการชำระบัญชีเพื่อประโยชน์ของผู้เป็นหุ้นส่วน ตลอดจนเจ้าหนี้ รวมทั้งบรรดาผู้ติดต่อค้าขายกับห้างหุ้นส่วนภายหลังจากห้างหุ้นส่วนจำกัดพ้นสภาพนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยผู้ชำระบัญชีจะเป็นผู้ชำระสะสางการงานของห้างหุ้นส่วน จัดการใช้หนี้และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนนั้น โดยมาตรา 1249 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ถือว่าห้างหุ้นส่วนนั้นยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และเมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันเพราะเหตุอื่นนอกจากล้มละลาย หุ้นส่วนผู้จัดการห้างย่อมเข้าเป็นผู้ชำระบัญชี เว้นไว้แต่สัญญาของห้างจะมีกำหนดไว้เป็นสถานอื่น แต่ถ้าไม่มีผู้ชำระบัญชีดังว่ามานี้ เมื่อพนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นผู้มีส่วนได้เสียในการนี้ร้องขอ ศาลย่อมตั้งผู้ชำระบัญชีให้ได้ ตามมาตรา 1251 ซึ่งในกรณีของห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์นี้ เมื่อเลิกกันเพราะนายอภิสิทธิ์หุ้นส่วนผู้จัดการถึงแก่ความตายและไม่ปรากฏว่ามีสัญญาหรือข้อบังคับของห้างกำหนดให้บุคคลใดเป็นผู้ชำระบัญชี ทั้งไม่มีผู้ใดเข้าเป็นผู้ชำระบัญชีของห้าง พนักงานอัยการหรือผู้มีส่วนได้เสียย่อมร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีได้ ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียตามบทบัญญัติดังกล่าว นอกจากจะเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนที่เหลือ ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้เป็นหุ้นส่วนที่ถึงแก่ความตายแล้ว ย่อมหมายรวมถึงบรรดาเจ้าหนี้ของห้างด้วยเพราะการชำระบัญชีย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ หรือบรรดาผู้ติดต่อค้าขายกับห้างเป็นสำคัญ หากไม่มีการตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อสะสางทรัพย์สินหนี้สินของห้าง ผู้เป็นเจ้าหนี้หรือติดต่อค้าขายกับห้างอาจได้รับความเสียหายได้ เมื่อได้ความจากคำเบิกความผู้ร้องว่า ก่อนนายอภิสิทธิ์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องได้เป็นโจทก์ฟ้องเรียกให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุระขุขันธ์ชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของต่อศาลจังหวัดอุทัยธานี อันเป็นการตั้งสิทธิเรียกร้องเพื่อบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของห้าง เช่นนี้ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีห้างได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกรณีนี้นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 ม. 1060 ม. 1080 ม. 1249 ม. 1251
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอดิศักดิ์ กองทรง
นายปฏิวัติ สุระนรากุล ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
ผู้คัดค้าน — นายอภิสิทธิ์ สุระนรากุล
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10514 -ที่ 10515/2558
#590204
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมถูกหมายเรียกเข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 อาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนอันเป็นกรณีร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ซึ่งตามมาตรา 58 ให้ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (3) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การ ก็หาหมดสิทธิที่จะขอศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ทั้งจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอมาถูกต้องในระหว่างพิจารณาคดี จำเลยร่วมจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความชอบแล้ว

สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงว่า ให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ตามแบบแปลนท้ายสัญญาเช่า โดยมีการกำหนดเวลาเริ่มลงมือก่อสร้างและเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จไว้ การที่โจทก์ไม่สามารถเริ่มลงมือก่อสร้างได้ สืบเนื่องมาจากพื้นที่เช่าได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นโบราณสถานภายหลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ของโจทก์เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาเช่าย่อมเป็นไปไม่ได้ ถือได้ว่าการชำระหนี้โดยการปฏิบัติตามสัญญากลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 219 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายได้ แต่สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญามีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนกัน แม้จำเลยที่ 1 จะหลุดพ้นจากการชำระหนี้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็หามีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 372 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาค่าตอบแทนการเช่าที่ชำระไปแล้วในวันทำสัญญาคืนจากจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการขออนุญาตให้รื้อถอนและขออนุญาตก่อสร้างอาคารตามแบบแปลนที่โจทก์ได้แก้ไขให้เป็นไปตามกรมศิลปากรและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกำหนด และอนุญาตให้โจทก์รื้อถอนอาคารที่โจทก์ได้รับมอบจากผู้เช่าเดิมที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์เพื่อการก่อสร้าง ให้แก้ไขค่าตอบแทนการเช่าและค่าเช่าตามสัญญาให้เป็นไปตามอัตราส่วนของราคาตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยใช้อัตราส่วนในอัตราเดิมมาคำนวณและกำหนดเป็นค่าตอบแทนการเช่า นอกจากที่มีคำขอบังคับแล้วให้ถือตามข้อตกลงเดิมในสัญญาเช่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าตอบแทนการเช่า 120,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,190,410 บาท และให้ชดใช้ค่าใช้จ่าย 102,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เนื่องจากเสียโอกาสจากการผิดสัญญาเช่าของจำเลยทั้งสอง 800,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทวังสินทรัพย์ จำกัด ซึ่งเคยเป็นจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้บริษัทวังสินทรัพย์ จำกัด เป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์ที่เช่าตามสัญญาเช่ากับโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บริษัทวังสินทรัพย์ จำกัด ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 60,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 120,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 สิงหาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์ทำสัญญาเช่า กับจำเลยที่ 1 ซึ่งมอบอำนาจให้จำเลยร่วมทำสัญญาแทนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสถานที่เช่า โดยการให้ผู้เช่าเดิมขนย้ายออกแล้วรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อนำมาก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างใหม่ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ผู้ให้เช่าตกลงให้โจทก์ผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจเพื่อการพาณิชย์และหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งจะก่อสร้างขึ้นตามมาตรฐานที่ระบุในแบบแปลนและรายละเอียดประกอบแบบแปลน แนบท้ายสัญญาเช่า โดยการให้เช่าช่วงแก่ลูกค้าของโจทก์ โจทก์เช่าที่ดินจากจำเลยที่ 1 รวมสองบริเวณ คือ บริเวณที่หนึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1302 (ที่ถูก 3312),3731 ถึง 3737 ตำบลจักรวรรดิ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ตั้งชุมชนซอยคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ เนื้อที่ 7 ไร่ 14 ตารางวา มีอาคารพาณิชย์อยู่ 225 หลัง บริเวณที่สองเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1038 ตำบลจักรวรรดิ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ดินที่เช่า 1 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา ซึ่งอยู่บริเวณถนนเยาวราช ตอนเชิงสะพานภาณุพันธ์ มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินตามสัญญาเช่าของผู้เช่าเดิม 25 หลัง โจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 433,000,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ได้ชำระค่าตอบแทนการเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วเป็นเงิน 120,000,000 บาท ค่าตอบแทนส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็นงวดตามข้อตกลงเรื่องการชำระค่าตอบแทนการเช่า ตามสัญญาเช่าข้อ 6 โจทก์ต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญา และตามสัญญาเช่าข้อ 7 (1) กำหนดให้ผู้เช่ารื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างเดิมตลอดจนดำเนินการให้ผู้เช่าเดิมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่เช่าเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของผู้เช่า การดำเนินการดังกล่าวจะต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ให้เช่าจะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เช่าในด้านเอกสารที่เกี่ยวกับกฎหมาย หากผู้เช่าไม่เริ่มลงมือก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างภายใน 600 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดชำระค่าตอบแทนการเช่าตามข้อ 6 งวดที่ 1 ผู้เช่ายินยอมชำระค่าปรับให้แก่ผู้ให้เช่าในอัตราร้อยละ 2 ของทุนก่อสร้างตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าต่อระยะเวลาทุก 1 เดือน จนกว่าผู้เช่าจะลงมือก่อสร้าง โดยจะชำระภายในเวลา 30 วัน นับแต่ผู้ให้เช่าได้ทวงถาม ภายหลังทำสัญญาจำเลยร่วมได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่ผู้เช่าเดิมบางส่วนแล้ว ผู้เช่าเดิมได้ชุมนุมต่อต้านการบอกเลิกสัญญาเช่าและมีหนังสือแจ้งกรมศิลปากรให้ขึ้นทะเบียนอาคารเป็นโบราณสถาน ต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพื้นที่ที่เช่าบริเวณที่หนึ่งเป็นโบราณสถาน อันเป็นเหตุให้มีการแก้ไขแบบแปลนก่อสร้างใหม่ทั้งหมด และไม่สามารถรื้อถอนอาคารเดิมเพื่อก่อสร้างอาคารใหม่ได้ การรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรก่อน ทำให้แบบแปลนก่อสร้างที่โจทก์ทำไว้เดิม ซึ่งเป็นแบบแปลน ไม่สามารถใช้เป็นแบบก่อสร้างได้อีกต่อไป แบบที่จะก่อสร้างได้จะต้องเป็นการก่อสร้างอาคารสูงเฉพาะบริเวณอาคารเก่าด้านในและสร้างอาคารใหม่ตั้งแต่ชั้นที่ 3 ขึ้นไป แต่ยังให้คงโบราณสถานไว้ตามเดิม โดยต้องใช้เทคโนโลยีเคลื่อนย้ายตึกจากพื้นที่ก่อสร้างแล้วนำตึกกลับมาตั้งไว้ที่เดิม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในต่างประเทศ ไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน และกรมศิลปากรยังไม่ได้อนุมัติแบบก่อสร้าง ต่อมาเมื่อครบกำหนด 600 วัน โจทก์ไม่ได้ลงมือก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ชำระค่าปรับแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมถูกหมายเรียกเข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 อาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนอันเป็นกรณีร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ซึ่งตามมาตรา 58 ให้ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (3) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การ ก็หาหมดสิทธิที่จะขอศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ทั้งจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอมาถูกต้องในระหว่างพิจารณาคดี จำเลยร่วมจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่จำเลยร่วมดำเนินการทั้งหมด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่า ข้อ 4 มีข้อตกลงว่า การเช่าทรัพย์ตามสัญญานี้ มีวัตถุประสงค์จะพัฒนาสถานที่เช่าโดยดำเนินการให้ผู้เช่าเดิมขนย้ายออกแล้วรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อนำมาก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างใหม่ให้ยกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าและผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจเฉพาะเพื่อการพาณิชย์ หรือที่อยู่อาศัยโดยการให้เช่าช่วงแก่ลูกค้าผู้เช่า และกำหนดเวลาเริ่มลงมือก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างภายใน 600 วัน และต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญา และตามสัญญาเช่าข้อ 1 กำหนดคำนิยาม คำว่า "อาคารและสิ่งปลูกสร้าง" หมายถึง อาคารเพื่อการพาณิชย์และหรือที่อยู่อาศัยที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกซึ่งจะก่อสร้างขึ้นตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในแบบแปลน และรายละเอียดประกอบแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าหมายเลข 6 บนทรัพย์สินที่เช่าทั้งสองบริเวณ ซึ่งประกอบด้วยอาคารที่มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 65,900 ตารางเมตร จะเห็นได้ว่าเจตนาของคู่สัญญาในการทำสัญญาเช่าดังกล่าว ตกลงกันให้มีการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อนำมาก่อสร้างอาคารใหม่ ตามแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าหมายเลข 6 โดยมีการกำหนดเวลาเริ่มลงมือก่อสร้างและกำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จ อันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 อันเป็นเวลาภายหลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพื้นที่เช่าบริเวณที่หนึ่งเป็นโบราณสถาน เป็นเหตุให้ไม่สามารถรื้อถอนอาคารเดิมเพื่อทำการก่อสร้างอาคารใหม่ตามสัญญาเช่าได้ แม้จะได้ความตามหนังสือของอธิบดีกรมศิลปากรถึงจำเลยที่ 1 ว่า การขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากรนั้น เจ้าของหรือผู้ครอบครองโบราณสถานโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถที่จะดำเนินการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างภายในบริเวณได้ แต่ต้องจัดส่งรูปแบบรายการเพื่อขออนุญาตต่ออธิบดีกรมศิลปากรพิจารณาอนุญาตและให้ความเห็นชอบก่อนการดำเนินงาน แต่เมื่อพิจารณาแบบแปลนที่กรมศิลปากรให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการก่อสร้างตามมติคณะกรรมการวิชาการเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถาน ตามหนังสือของกรมศิลปากร ประกอบคำเบิกความของนางจิราภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์การอนุรักษ์ กรมศิลปากร พยานโจทก์ได้ความว่า การปรับปรุงสิ่งก่อสร้างจะต้องคงรูปแบบอาคารเดิมไว้ทั้งสองชั้น ห้ามดัดแปลง แก้ไข ต่อเติม ให้เสียลักษณะทางด้านสถาปัตยกรรม ยกเว้นในส่วนที่มีความจำเป็นด้านโครงสร้างใหม่ที่จะมีผลกระทบต่อโบราณสถาน การก่อสร้างต่อเติมใหม่ให้ดำเนินการตั้งแต่ชั้นที่สามขึ้นไปและให้ออกแบบเรียบง่ายมีความกลมกลืนในภาพรวม แต่ให้เป็นความแตกต่างจากโบราณสถาน การก่อสร้างที่จอดรถใต้ดินให้ก่อสร้างได้ โดยห้ามรื้อหรือตัดชิ้นส่วนของอาคารเดิม แต่ให้เคลื่อนย้ายหรือเลื่อนออกไปได้หากจำเป็น เมื่อดำเนินการเสร็จให้เคลื่อนกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม จะเห็นได้ว่าการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างที่กรมศิลปากรจะอนุญาตให้ดำเนินการดังกล่าวก็ยังคงอาคารโบราณสถานในพื้นที่เช่าไว้ทั้งหมด ไม่ให้รื้อถอนแม้จะอนุญาตให้ก่อสร้างต่อเติมใหม่ได้ก็มีเงื่อนไขให้ดำเนินการตั้งแต่ชั้นที่สามโดยใช้วิธีการก่อสร้างอาคารใหม่คร่อมอาคารเดิมตั้งแต่ชั้นสามขึ้นไปโดยจะก่อสร้างด้วยวิธีเคลื่อนย้ายอาคารเดิมทั้งหลังออกจากพื้นที่ก่อสร้างแล้วต้องนำกลับมาไว้ที่เดิม โดยห้ามรื้อถอน ตัดชิ้นส่วนของอาคารซึ่งเป็นเทคโนโลยีในต่างประเทศไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน การที่โจทก์ยอมเจรจาเรื่องรูปแบบแปลนการก่อสร้างน่าจะเป็นเรื่องที่ต้องการแก้ไขปัญหาให้มีการดำเนินตามสัญญาเช่าที่ตกลงกันไว้ เนื่องจากมีการขึ้นทะเบียนพื้นที่เช่าเป็นโบราณสถานภายหลังทำสัญญาเช่า มิใช่เป็นการยอมรับว่าสามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาได้ตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ดังนั้น การที่โจทก์ไม่สามารถเริ่มลงมือก่อสร้างได้ภายในระยะเวลา 600 วัน ตามสัญญาจึงสืบเนื่องมาจากพื้นที่เช่าบริเวณที่หนึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นโบราณสถาน ทำให้ไม่สามารถรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างใหม่ตามแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าหมายเลข 6 ได้ การรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างอาคารใหม่ของโจทก์ เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาเช่าย่อมเป็นไปไม่ได้ ถือได้ว่าการชำระหนี้โดยการปฏิบัติตามสัญญากลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายได้ แต่สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญามีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนกัน แม้จำเลยที่ 1 จะหลุดพ้นจากการชำระหนี้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็หามีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 372 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาค่าตอบแทนการเช่า 120,000,000 บาท ที่ชำระไปแล้วในวันทำสัญญาคืนจากจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่จำเลยร่วมดำเนินการทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219 ม. 372 ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมโทรรีเจ๊นท์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวังสินทรัพย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10514 -ที่ 10515/2558
#633756
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยร่วมถูกหมายเรียกเข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 อาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนอันเป็นกรณีร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ซึ่งตามมาตรา 58 ให้ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (3) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การ ก็หาหมดสิทธิที่จะขอศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ทั้งจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอมาถูกต้องในระหว่างพิจารณาคดี จำเลยร่วมจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว

สัญญาเช่า ข้อ 4 มีข้อตกลงว่า การเช่าทรัพย์ตามสัญญานี้มีวัตถุประสงค์จะพัฒนาสถานที่เช่าโดยดำเนินการให้ผู้เช่าเดิมขนย้ายออกแล้วรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อนำมาก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างใหม่ให้ยกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าและผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจเฉพาะเพื่อการพาณิชย์ หรือที่อยู่อาศัยโดยการให้เช่าช่วงแก่ลูกค้าผู้เช่า และกำหนดเวลาเริ่มลงมือก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างภายใน 600 วัน และต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญา และตามสัญญาเช่าข้อ 1 กำหนดคำนิยาม คำว่า "อาคารและสิ่งปลูกสร้าง" หมายถึง อาคารเพื่อการพาณิชย์และหรือที่อยู่อาศัยที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกซึ่งจะก่อสร้างขึ้นตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในแบบแปลน และรายละเอียดประกอบแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าบนทรัพย์สินที่เช่าทั้งสองบริเวณ ซึ่งประกอบด้วยอาคารที่มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 65,900 ตารางเมตร เจตนาของคู่สัญญาในการทำสัญญาเช่าดังกล่าว ตกลงกันให้มีการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อนำมาก่อสร้างอาคารใหม่ ตามแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าโดยมีการกำหนดเวลาเริ่มลงมือก่อสร้างและกำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จ อันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาภายหลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพื้นที่เช่าบริเวณที่หนึ่งเป็นโบราณสถาน เป็นเหตุให้ไม่สามารถรื้อถอนอาคารเดิมเพื่อทำการก่อสร้างอาคารใหม่ตามสัญญาเช่าได้ การที่โจทก์ไม่สามารถเริ่มลงมือก่อสร้างได้ภายในระยะเวลา 600 วัน ตามสัญญาจึงสืบเนื่องมาจากพื้นที่เช่าบริเวณที่หนึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นโบราณสถาน ทำให้ไม่สามารถรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างใหม่ตามแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าได้ การรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างอาคารใหม่ของโจทก์ เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาเช่าย่อมเป็นไปไม่ได้ ถือได้ว่าการชำระหนี้โดยการปฏิบัติตามสัญญากลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 219 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายได้ แต่สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญามีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนกัน แม้จำเลยที่ 1 จะหลุดพ้นจากการชำระหนี้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็หามีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 372 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาค่าตอบแทนการเช่า 120,000,000 บาท ที่ชำระไปแล้วในวันทำสัญญาคืนจากจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาเช่า โดยส่งมอบที่ดินที่เช่าทั้งสองบริเวณตามสัญญาเช่าให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองออกหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีขับไล่ผู้เช่าเดิม ให้ขยายระยะเวลาเริ่มการก่อสร้างเป็นภายใน 600 วัน นับแต่วันที่กรมศิลปากรและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอนุญาตให้โจทก์ก่อสร้างตามแบบแปลนก่อสร้างอาคารที่มีการอนุญาตแล้ว ให้ขยายระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จตามสัญญาเป็น 4 ปี นับแต่วันที่กรมศิลปากรและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอนุญาตให้ก่อสร้างตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตแล้วให้ขยายระยะเวลาการเช่าเป็น 30 ปี นับแต่วันที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการขออนุญาตให้รื้อถอนและขออนุญาตก่อสร้างอาคารตามแบบแปลนที่โจทก์ได้แก้ไขให้เป็นไปตามกรมศิลปากรและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกำหนด และอนุญาตให้โจทก์รื้อถอนอาคารที่โจทก์ได้รับมอบจากผู้เช่าเดิมที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์เพื่อการก่อสร้าง ให้แก้ไขค่าตอบแทนการเช่าและค่าเช่าตามสัญญาให้เป็นไปตามอัตราส่วนของราคาตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยใช้อัตราส่วนในอัตราเดิมมาคำนวณและกำหนดเป็นค่าตอบแทนการเช่า นอกจากที่มีคำขอบังคับแล้วให้ถือตามข้อตกลงเดิมในสัญญาเช่า หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าตอบแทนการเช่า 120,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 17,190,410 บาท และให้ชดใช้ค่าใช้จ่าย 102,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เนื่องจากเสียโอกาสจากการผิดสัญญาเช่าของจำเลยทั้งสอง 800,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทวังสินทรัพย์ จำกัด ซึ่งเคยเป็นจำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้บริษัทวังสินทรัพย์ จำกัด เป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์ที่เช่าตามสัญญาเช่ากับโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บริษัทวังสินทรัพย์ จำกัด ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 60,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 120,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 30 สิงหาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 ซึ่งมอบอำนาจให้จำเลยร่วมทำสัญญาแทนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสถานที่เช่า โดยการให้ผู้เช่าเดิมขนย้ายออกแล้วรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อนำมาก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างใหม่ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ผู้ให้เช่าตกลงให้โจทก์ผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจเพื่อการพาณิชย์และหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งจะก่อสร้างขึ้นตามมาตรฐานที่ระบุในแบบแปลนและรายละเอียดประกอบแบบแปลนแนบท้ายสัญญาเช่าโดยการให้เช่าช่วงแก่ลูกค้าของโจทก์ โจทก์เช่าที่ดินจากจำเลยที่ 1 รวมสองบริเวณ คือ บริเวณที่หนึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 1302 (ที่ถูก 3312), 3731 ถึง 3737 ตำบลจักรวรรดิ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ตั้งชุมชนซอยคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ เนื้อที่ 7 ไร่ 14 ตารางวา มีอาคารพาณิชย์อยู่ 225 หลัง บริเวณที่สองเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1038 ตำบลจักรวรรดิ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ดินที่เช่า 1 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา ซึ่งอยู่บริเวณถนนเยาวราช ตอนเชิงสะพานภาณุพันธ์ มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินตามสัญญาเช่าของผู้เช่าเดิม 25 หลัง โจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 433,000,000 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ได้ชำระค่าตอบแทนการเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วเป็นเงิน 120,000,000 บาท ค่าตอบแทนส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็นงวดตามข้อตกลงเรื่องการชำระค่าตอบแทนการเช่า ตามสัญญาเช่าข้อ 6 โจทก์ต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญา และตามสัญญาเช่าข้อ 7 (1) กำหนดให้ผู้เช่ารื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างเดิมตลอดจนดำเนินการให้ผู้เช่าเดิมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่เช่าเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของผู้เช่า การดำเนินการดังกล่าวจะต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ให้เช่าจะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เช่าในด้านเอกสารที่เกี่ยวกับกฎหมาย หากผู้เช่าไม่เริ่มลงมือก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างภายใน 600 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดชำระค่าตอบแทนการเช่าตามข้อ 6 งวดที่ 1 ผู้เช่ายินยอมชำระค่าปรับให้แก่ผู้ให้เช่าในอัตราร้อยละ 2 ของทุนก่อสร้างตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าต่อระยะเวลาทุก 1 เดือน จนกว่าผู้เช่าจะลงมือก่อสร้าง โดยจะชำระภายในเวลา 30 วัน นับแต่ผู้ให้เช่าได้ทวงถาม ภายหลังทำสัญญาจำเลยร่วมได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่ผู้เช่าเดิมบางส่วนแล้ว ผู้เช่าเดิมได้ชุมนุมต่อต้านการบอกเลิกสัญญาเช่าและมีหนังสือแจ้งกรมศิลปากรให้ขึ้นทะเบียนอาคารเป็นโบราณสถาน ต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพื้นที่ที่เช่าบริเวณที่หนึ่งเป็นโบราณสถาน อันเป็นเหตุให้มีการแก้ไขแบบแปลนก่อสร้างใหม่ทั้งหมด และไม่สามารถรื้อถอนอาคารเดิมเพื่อก่อสร้างอาคารใหม่ได้ การรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรก่อน ทำให้แบบแปลนก่อสร้างที่โจทก์ทำไว้เดิมซึ่งเป็นแบบแปลนแนบท้ายสัญญาเช่าไม่สามารถใช้เป็นแบบก่อสร้างได้อีกต่อไป แบบที่จะก่อสร้างได้จะต้องเป็นการก่อสร้างอาคารสูงเฉพาะบริเวณอาคารเก่าด้านในและสร้างอาคารใหม่ตั้งแต่ชั้นที่ 3 ขึ้นไป แต่ยังให้คงโบราณสถานไว้ตามเดิม โดยต้องใช้เทคโนโลยีเคลื่อนย้ายตึกจากพื้นที่ก่อสร้างแล้วนำตึกกลับมาตั้งไว้ที่เดิม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในต่างประเทศ ไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน และกรมศิลปากรยังไม่ได้อนุมัติแบบก่อสร้าง ต่อมาเมื่อครบกำหนด 600 วัน โจทก์ไม่ได้ลงมือก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ชำระค่าปรับแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมถูกหมายเรียกเข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 อาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนอันเป็นกรณีร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ซึ่งตามมาตรา 58 ให้ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (3) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง อาจอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และอาจได้รับหรือถูกบังคับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การ ก็หาหมดสิทธิที่จะขอศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ทั้งจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอมาถูกต้องในระหว่างพิจารณาคดี จำเลยร่วมจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่จำเลยร่วมดำเนินการทั้งหมด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาและชดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์สามารถรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิม และก่อสร้างอาคารใหม่เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาเช่าได้ไม่ถือว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะแม้ว่าพื้นที่เช่าจะได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นโบราณสถาน แต่ก็ไม่ได้ห้ามเด็ดขาด สามารถปรับปรุงสิ่งก่อสร้างได้โดยต้องจัดส่งรูปแบบรายการขออนุญาตต่อกรมศิลปากรให้ความเห็นชอบก่อน ทั้งโจทก์ทราบดีว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้และยอมส่งรูปแบบการแก้ไขที่ได้รับความเห็นชอบจากกรมศิลปากร เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น เห็นว่า ตามสัญญาเช่าข้อ 4 มีข้อตกลงว่า การเช่าทรัพย์ตามสัญญานี้ มีวัตถุประสงค์จะพัฒนาสถานที่เช่าโดยดำเนินการให้ผู้เช่าเดิมขนย้ายออกแล้วรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อนำมาก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างใหม่ให้ยกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าและผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจเฉพาะเพื่อการพาณิชย์ หรือที่อยู่อาศัยโดยการให้เช่าช่วงแก่ลูกค้าผู้เช่า และกำหนดเวลาเริ่มลงมือก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างภายใน 600 วัน และต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญา และตามสัญญาเช่าข้อ 1 กำหนดคำนิยาม คำว่า "อาคารและสิ่งปลูกสร้าง" หมายถึง อาคารเพื่อการพาณิชย์และหรือที่อยู่อาศัยที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกซึ่งจะก่อสร้างขึ้นตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในแบบแปลน และรายละเอียดประกอบแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าบนทรัพย์สินที่เช่าทั้งสองบริเวณ ซึ่งประกอบด้วยอาคารที่มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 65,900 ตารางเมตร จะเห็นได้ว่าเจตนาของคู่สัญญาในการทำสัญญาเช่าดังกล่าว ตกลงกันให้มีการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อนำมาก่อสร้างอาคารใหม่ ตามแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าโดยมีการกำหนดเวลาเริ่มลงมือก่อสร้างและกำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จ อันเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 อันเป็นเวลาภายหลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพื้นที่เช่าบริเวณที่หนึ่งเป็นโบราณสถาน เป็นเหตุให้ไม่สามารถรื้อถอนอาคารเดิมเพื่อทำการก่อสร้างอาคารใหม่ตามสัญญาเช่าได้ แม้จะได้ความตามหนังสือของอธิบดีกรมศิลปากรถึงจำเลยที่ 1 ว่า การขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากรนั้น เจ้าของหรือผู้ครอบครองโบราณสถานโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถที่จะดำเนินการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างภายในบริเวณได้ แต่ต้องจัดส่งรูปแบบรายการเพื่อขออนุญาตต่ออธิบดีกรมศิลปากรพิจารณาอนุญาตและให้ความเห็นชอบก่อนการดำเนินงาน แต่เมื่อพิจารณาแบบแปลนที่กรมศิลปากรให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการก่อสร้างตามมติคณะกรรมการวิชาการเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถาน ตามหนังสือของกรมศิลปากรประกอบคำเบิกความของนางจิราภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์การอนุรักษ์ กรมศิลปากร พยานโจทก์ได้ความว่า การปรับปรุงสิ่งก่อสร้างจะต้องคงรูปแบบอาคารเดิมไว้ทั้งสองชั้น ห้ามดัดแปลง แก้ไข ต่อเติม ให้เสียลักษณะทางด้านสถาปัตยกรรม ยกเว้นในส่วนที่มีความจำเป็นด้านโครงสร้างใหม่ที่จะมีผลกระทบต่อโบราณสถาน การก่อสร้างต่อเติมใหม่ให้ดำเนินการตั้งแต่ชั้นที่สามขึ้นไปและให้ออกแบบเรียบง่ายมีความกลมกลืนในภาพรวม แต่ให้เป็นความแตกต่างจากโบราณสถาน การก่อสร้างที่จอดรถใต้ดินให้ก่อสร้างได้ โดยห้ามรื้อหรือตัดชิ้นส่วนของอาคารเดิม แต่ให้เคลื่อนย้ายหรือเลื่อนออกไปได้หากจำเป็น เมื่อดำเนินการเสร็จให้เคลื่อนกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม จะเห็นได้ว่าการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างที่กรมศิลปากรจะอนุญาตให้ดำเนินการดังกล่าวก็ยังคงอาคารโบราณสถานในพื้นที่เช่าไว้ทั้งหมด ไม่ให้รื้อถอนแม้จะอนุญาตให้ก่อสร้างต่อเติมใหม่ได้ก็มีเงื่อนไขให้ดำเนินการตั้งแต่ชั้นที่สามโดยใช้วิธีการก่อสร้างอาคารใหม่คร่อมอาคารเดิมตั้งแต่ชั้นสามขึ้นไปโดยจะก่อสร้างด้วยวิธีเคลื่อนย้ายอาคารเดิมทั้งหลังออกจากพื้นที่ก่อสร้างแล้วต้องนำกลับมาไว้ที่เดิม โดยห้ามรื้อถอน ตัดชิ้นส่วนของอาคารซึ่งเป็นเทคโนโลยีในต่างประเทศไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน การที่โจทก์ยอมเจรจาเรื่องรูปแบบแปลนการก่อสร้างน่าจะเป็นเรื่องที่ต้องการแก้ไขปัญหาให้มีการดำเนินตามสัญญาเช่าที่ตกลงกันไว้ เนื่องจากมีการขึ้นทะเบียนพื้นที่เช่าเป็นโบราณสถานภายหลังทำสัญญาเช่า มิใช่เป็นการยอมรับว่าสามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาได้ตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง ดังนั้น การที่โจทก์ไม่สามารถเริ่มลงมือก่อสร้างได้ภายในระยะเวลา 600 วัน ตามสัญญาจึงสืบเนื่องมาจากพื้นที่เช่าบริเวณที่หนึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นโบราณสถาน ทำให้ไม่สามารถรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างใหม่ตามแบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าได้ การรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างเดิมและก่อสร้างอาคารใหม่ของโจทก์ เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาเช่าย่อมเป็นไปไม่ได้ ถือได้ว่าการชำระหนี้โดยการปฏิบัติตามสัญญากลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาและเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายได้ แต่สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญามีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนกัน แม้จำเลยที่ 1 จะหลุดพ้นจากการชำระหนี้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็หามีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 372 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาค่าตอบแทนการเช่า 120,000,000 บาท ที่ชำระไปแล้วในวันทำสัญญาคืนจากจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่จำเลยร่วมดำเนินการทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219 ม. 372
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมโทรรีเจ๊นท์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวังสินทรัพย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10504/2558
#634194
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าทรัพย์สินพิพาทสิ้นสุดลง ผู้เช่าก็ย่อมสิ้นสิทธิที่จะอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าอยู่แล้ว ดังนั้น ข้อตกลงในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ระบุว่า หากผู้เช่ายังคงอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไปโดยไม่มีสิทธิตามสัญญาเช่า และผู้ให้เช่าได้แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าออกไปจากทรัพย์สินที่เช่าภายใน 30 วัน ก็ให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ทันทีนั้น มิได้ทำให้คู่สัญญาฝ่ายใดเสียเปรียบหรือมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก จนอาจก่อให้เกิดปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่ประการใด แต่กลับเป็นการย้ำเตือนให้คู่สัญญาต้องประพฤติปฏิบัติตามสัญญาเช่าเพื่อมิให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง ข้อตกลงดังกล่าวหาได้มีลักษณะเป็นการส่งเสริมหรือชี้นำให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้กำลังบังคับและให้มีการทำร้ายกันโดยพลการไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิได้มีวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

จำเลยร่วมได้ขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่บุคคลภายนอก อันเป็นเหตุให้สัญญาเช่าสิ้นสุดลงตามข้อตกลงในสัญญาเช่า โดยจำเลยร่วมมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแจ้งให้โจทก์ออกจากทรัพย์สินที่เช่าแล้ว โจทก์ก็ควรจะต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าโดยยินยอมออกไปจากทรัพย์สินที่เช่าโดยดี เมื่อโจทก์ประพฤติผิดสัญญาเช่าโดยไม่ยินยอมออกไป จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซึ่งมีสิทธิใช้สอย ติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองใช้กลุ่มบุคคลประมาณ 50 คน เข้ายึดถือครอบครองโรงแรมพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไปได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1378/2556 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และบริวารออกจากทรัพย์สินที่เช่าและส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ตามสิทธิการเช่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 7,200,000 บาท และวันละ 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าคดีถึงที่สุด

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์และบริวารห้ามกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการใช้สิทธิและการครอบครองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 50721 และ 50718 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินภายในโรงแรมจำนวน 432 รายการ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายสหพัชรหรือเอกพัชร ซึ่งเป็นบุตรยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,080,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มิถุนายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และวันละ 60,000 บาท อีกไม่เกิน 5 เดือน 12 วัน โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 2 ได้รับจากผู้ตาย ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2547 โจทก์ทำสัญญาเช่าโรงแรม เจ.บี. โฮเต็ล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่พิพาท พร้อมทรัพย์สินจากจำเลยร่วม และมีการต่อสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2550 ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด โดยมีข้อตกลงตามสัญญาเช่าข้อ 12 เรื่องการสิ้นสุดของสัญญาเช่า ระบุไว้ว่า ในกรณีที่ผู้ให้เช่าขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่บุคคลภายนอกให้สัญญาเช่าสิ้นสุดลง ผู้เช่าต้องขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดของผู้เช่าออกจากทรัพย์สินที่เช่า และส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้ให้เช่าในสภาพที่ดีและซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว หากผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าต่อไปและผู้ให้เช่ามีหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วันแล้ว ให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้โดยทันที และมีสิทธิขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าเพื่อนำไปเก็บไว้ หรือจัดจำหน่ายตามที่เห็นสมควร และ/หรือดำเนินการอื่นใดอันจำเป็นตามที่ผู้ให้เช่าเห็นสมควรเพื่อการกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่า นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้เช่ายังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่า หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการขัดขวางการเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุด ผู้ให้เช่ามีสิทธิปรับผู้เช่าเป็นรายวันในอัตราวันละ 44,000 บาท จนกว่าผู้เช่าจะได้ส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้ให้เช่าโดยเรียบร้อย ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2554 จำเลยร่วมตกลงขายโรงแรมพิพาทพร้อมทรัพย์สินให้แก่นางสาวอมรรัตน์ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2554 จำเลยร่วมมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ และแจ้งให้โจทก์ออกจากทรัพย์ที่เช่าภายในวันที่ 30 เมษายน 2554 ต่อมานางสาวอมรรัตน์โอนกรรมสิทธิ์โรงแรมพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสองบอกกล่าวด้วยวาจาแก่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ว่าจะเข้ามาบริหารกิจการโรงแรมพิพาทแล้วแต่โจทก์ไม่ยินยอม ครั้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กลุ่มบุคคลประมาณ 50 คน เข้ายึดถือครอบครองโรงแรมพิพาทจากโจทก์และไม่ยอมให้ผู้บริหารของโจทก์เข้าไปในโรงแรมพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อสิทธิของโจทก์และจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าทรัพย์สินพิพาทสิ้นสุดลง ผู้เช่าก็ย่อมสิ้นสิทธิที่จะอยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าอยู่แล้ว ดังนั้น ข้อตกลงในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ระบุว่า หากผู้เช่ายังคงอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไปโดยไม่มีสิทธิตามสัญญาเช่า และผู้ให้เช่าได้แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าออกไปจากทรัพย์สินที่เช่าภายใน 30 วัน ก็ให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ทันทีนั้น มิได้ทำให้คู่สัญญาฝ่ายใดเสียเปรียบหรือมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก จนอาจก่อให้เกิดปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่ประการใด แต่กลับเป็นการย้ำเตือนให้คู่สัญญาต้องประพฤติปฏิบัติตามสัญญาเช่าเพื่อมิให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง ข้อตกลงดังกล่าวหาได้มีลักษณะเป็นการส่งเสริมหรือชี้นำให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้กำลังบังคับและให้มีการทำร้ายกันโดยพลการไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิได้มีวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่โจทก์ฎีกา

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยร่วมได้ขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่บุคคลภายนอก อันเป็นเหตุให้สัญญาเช่าสิ้นสุดลงตามข้อตกลงในสัญญาเช่า โดยจำเลยร่วมมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแจ้งให้โจทก์ออกจากทรัพย์สินที่เช่าแล้ว โจทก์ก็ควรจะต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าโดยยินยอมออกไปจากทรัพย์สินที่เช่าโดยดี เมื่อโจทก์ประพฤติผิดสัญญาเช่าโดยไม่ยินยอมออกไป จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซึ่งมีสิทธิใช้สอย ติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองใช้กลุ่มบุคคลประมาณ 50 คน เข้ายึดถือครอบครองโรงแรมพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิที่จะครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไปได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 420 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซาเธิร์น โฮเต็ล แมเนจเม้นท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทหาดใหญ่หรรษาพลาซ่า จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10494/2558
#587640
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 98 มีความหมาย 2 กรณี คือเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด กรณีแรก ถ้าผู้กระทำความผิดยังมิได้รับโทษ ซึ่งหมายถึงหลบหนีไปก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษ หรือหลบหนีไปเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้วและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ กรณีที่สอง ถ้าผู้กระทำความผิดได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีไป ซึ่งหมายถึงหลบหนีไประหว่างต้องโทษและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนีเกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปไม่มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษา การนับระยะเวลาว่าจะลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหา เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 24 เมษายน 2555 คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามาจึงไม่เกินห้าปีอันล่วงเลยการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 98 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำคุก 3 เดือน คดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังผู้ถูกกล่าวหา เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 และออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหา ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับผู้ถูกกล่าวหาได้นำตัวส่งศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาแถลงว่าคดีของผู้ถูกกล่าวหาขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ถูกกล่าวหาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน อายุความที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับผิดคือภายในห้าปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 24 เมษายน 2555 ถือว่าคำพิพากษาถึงที่สุดในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นับถึงวันนี้ (4 พฤศจิกายน 2557) ยังไม่เกินห้าปีคดีจึงไม่เกินกำหนดเวลาการลงโทษ จึงให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบหรือไม่ ที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หรือนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี... เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่ไปฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา อายุความจึงยังคงเดินอยู่ จึงต้องนับอายุความตั้งแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีนับแต่วันที่ 8 เมษายน 2551 ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหา เมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จึงเกินกว่า 5 ปี แล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี แล้วแต่กรณีเกินกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ จะลงโทษผู้นั้นมิได้... บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมาย 2 กรณี กล่าวคือ เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด กรณีแรก ถ้าผู้กระทำความผิดยังมิได้รับโทษซึ่งหมายถึงหลบหนีไปก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษ หรือหลบหนีไปเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้วและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ และกรณีที่สอง ถ้าผู้กระทำความผิดได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีไปซึ่งหมายถึงหลบหนีไประหว่างต้องโทษและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี เกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ คดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา และเพิ่งได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษา การนับระยะเวลาว่าจะลงโทษผู้ถูกกกล่าวหาได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหา เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 24 เมษายน 2555 คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามาจึงยังไม่เกินห้าปี อันจะล่วงเลยการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 98
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — เลขานุการศาลอาญา
ผู้ถูกกล่าวหา — นายเมืองพล ทองดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางกัญญาณัฐ บางพาน เด่นดี
ศาลอุทธรณ์ — นายกีรติ กาญจนรินทร์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10494/2558
#633741
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี แล้วแต่กรณีเกินกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ จะลงโทษผู้นั้นมิได้... บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมาย 2 กรณี กล่าวคือเมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด กรณีแรก ถ้าผู้กระทำความผิดยังมิได้รับโทษซึ่งหมายถึงหลบหนีไปก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษ หรือหลบหนีไปเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้วและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ และกรณีที่สอง ถ้าผู้กระทำความผิดได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีไปซึ่งหมายถึงหลบหนีไประหว่างต้องโทษและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี เกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ คดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา และเพิ่งได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษา การนับระยะเวลาว่าจะลงโทษผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหา เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 24 เมษายน 2555 คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าวเมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามาจึงยังไม่เกินห้าปีอันจะล่วงเลยการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 98 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำคุก 3 เดือน คดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังผู้ถูกกล่าวหาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 และออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหา ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 เจ้าพนักงานตำรวจจับผู้ถูกกล่าวหาได้นำตัวส่งศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาแถลงว่าคดีของผู้ถูกกล่าวหาขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ถูกกล่าวหาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน อายุความที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับผิดคือภายในห้าปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 24 เมษายน 2555 ถือว่าคำพิพากษาถึงที่สุดในวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นับถึงวันนี้ (4 พฤศจิกายน 2557) ยังไม่เกินห้าปีคดีจึงไม่เกินกำหนดเวลาการลงโทษ จึงให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบหรือไม่ ที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หรือนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี... เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่ไปฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา อายุความจึงยังคงเดินอยู่ จึงต้องนับอายุความตั้งแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีนับแต่วันที่ 8 เมษายน 2551 ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหา เมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จึงเกินกว่า 5 ปี แล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ผู้นั้นยังมิได้รับโทษก็ดี ได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี แล้วแต่กรณีเกินกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ จะลงโทษผู้นั้นมิได้... บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมาย 2 กรณี กล่าวคือ เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด กรณีแรก ถ้าผู้กระทำความผิดยังมิได้รับโทษซึ่งหมายถึงหลบหนีไปก่อนศาลมีคำพิพากษาลงโทษ หรือหลบหนีไปเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้วและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษ นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ และกรณีที่สอง ถ้าผู้กระทำความผิดได้รับโทษแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีไปซึ่งหมายถึงหลบหนีไประหว่างต้องโทษและยังไม่ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่ผู้กระทำความผิดหลบหนี เกินกำหนดเวลาที่กำหนดไว้จะลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ คดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไม่มาฟังคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และคำพิพากษาศาลฎีกา และเพิ่งได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษา การนับระยะเวลาว่าจะลงโทษผู้ถูกกกล่าวหาได้หรือไม่ จึงต้องนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหา เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังวันที่ 24 เมษายน 2555 คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าวเมื่อนับถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหามาจึงยังไม่เกินห้าปีอันจะล่วงเลยการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (4) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 98
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — เลขานุการศาลอาญา
ผู้ถูกกล่าวหา — นายเมืองพล ทองดี
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10493/2558
#585765
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ซึ่งขั้นตอนในการปฏิบัติตามข้อยกเว้นให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังกล่าวมิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม คือ โจทก์ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้น อนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องดังที่กล่าวข้างต้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และให้ส่งสำเนาให้จำเลยทั้งสามแก้ จึงไม่มีผลตามกฎหมายให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นผู้ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสามแก้ ถือว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 และมาตรา 22 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติตามข้อยกเว้นให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ดังกล่าวมิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 กล่าวคือ โจทก์ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องดังที่กล่าวข้างต้น ดังนี้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และให้ส่งสำเนาให้จำเลยทั้งสามแก้ จึงไม่มีผลตามกฎหมายให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ม. 22 ทวิ
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไชยมงคลหรือเศรษฐา เวียงนนท์
จำเลย — นางปุ่น ชนะพิศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายคำปุน ภูธรศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10492/2558
#600381
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง เพราะในคดีแพ่งศาลจะชั่งน้ำหนักคำพยานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่ากัน แต่ในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่าพยานหลักฐานของโจทก์พอรับลงโทษจำเลยได้หรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 ดังนั้น คำพิพากษาในคดีของศาลแพ่งซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าว จึงเป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลจะนำมาชั่งน้ำหนักประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งเพียงอย่างเดียวมาวินิจฉัยชี้ขาดว่า จำเลยทั้งสองปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามในที่ดินโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีนี้หาได้ไม่ การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 นำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีนี้มารับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้ว เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 937/2552 และที่ 843/2552 จะผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองคดีนี้ ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแพ่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก็ตาม แต่เป็นการผูกพันเฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้ว คดีนี้เป็นคดีอาญาซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง เพราะหลักการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำพยานในคดีแพ่งและคดีอาญาไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ในคดีแพ่ง ศาลจะชั่งน้ำหนักคำพยานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่ากัน แต่ในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่าพยานหลักฐานของโจทก์พอรับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 937/2552 และที่ 843/2552 จึงเป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลจะนำมาชั่งน้ำหนักประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในคดีนี้ว่าข้อเท็จจริงมีน้ำหนักพอรับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งดังกล่าวเพียงอย่างเดียวมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามในที่ดินของโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และของจำเลยทั้งสองในคดีนี้หาได้ไม่ การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 ปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามดังกล่าว จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 227
ป.อ. ม. 83 ม. 362 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเหมืองแร่บางมรวน จำกัด
จำเลย — นายจรูญหรือสรศักดิ์ เทพราช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวิริยะ อรุณเพชรฤทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัส วงศ์ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10492/2558
#635938
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งจะผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองคดีนี้ ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแพ่งดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เป็นการผูกพันเฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้ว คดีนี้เป็นคดีอาญาซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง เพราะหลักการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำพยานในคดีแพ่งและคดีอาญาไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ในคดีแพ่ง ศาลจะชั่งน้ำหนักคำพยานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่ากัน แต่ในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่าพยานหลักฐานของโจทก์พอรับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีของศาลแพ่งจึงเป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลจะนำมาชั่งน้ำหนักประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในคดีนี้ว่ามีน้ำหนักพอรับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งดังกล่าวเพียงอย่างเดียวมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามในที่ดินของโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และของจำเลยทั้งสองในคดีนี้หาได้ไม่ การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 นำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีนี้มารับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้ว เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 937/2552 และที่ 843/2552 จะผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองคดีนี้ ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแพ่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก็ตาม แต่เป็นการผูกพันเฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้ว คดีนี้เป็นคดีอาญาซึ่งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง เพราะหลักการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำพยานในคดีแพ่งและคดีอาญาไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ในคดีแพ่ง ศาลจะชั่งน้ำหนักคำพยานว่าฝ่ายใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งกว่ากัน แต่ในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจนแน่ใจว่าพยานหลักฐานของโจทก์พอรับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ดังนั้น คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 937/2552 และที่ 843/2552 จึงเป็นเพียงพยานหลักฐานที่ศาลจะนำมาชั่งน้ำหนักประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ในคดีนี้ว่าข้อเท็จจริงมีน้ำหนักพอรับฟังว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่เท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งดังกล่าวเพียงอย่างเดียวมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามในที่ดินของโจทก์โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และของจำเลยทั้งสองในคดีนี้หาได้ไม่ การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 ปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามดังกล่าว จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเหมืองแร่บางมรวน จำกัด
จำเลย — นายจรูญหรือสรศักดิ์ เทพราช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10488/2558
#585117
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 38 บัญญัติว่า "โทษให้เป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิด" เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โทษตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นอันระงับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายยื่นคำร้องขอคืนค่าปรับที่จำเลยชำระต่อศาลตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว แต่ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1)ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 นายสัญชัย ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ผู้ร้องจึงเป็นทายาทของจำเลย เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ผู้ร้องจึงขอรับเงินค่าปรับ 10,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลชำระค่าปรับคืนไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีเพราะจำเลยถึงแก่ความตายมิได้พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่าจำเลยไม่มีความผิด ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 38 บัญญัติว่า "โทษให้เป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิด" ดังนี้เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โทษตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงเป็นอันระงับไปตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายยื่นคำร้องขอคืนค่าปรับที่จำเลยชำระต่อศาลตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงินค่าปรับ 10,000 บาท ที่จำเลยนำมาชำระต่อศาลชั้นต้นแก่ผู้ร้องในฐานะทายาทของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
โจทก์ร่วม — นายสมเกียรติ อริยเมธีสกุล
ผู้ร้อง — นายสัญชัย ศิริเสวกุล
จำเลย — นางดุษฏีหรือเตียง ศิริเสวกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายอนุพงษ์ โพร้งประภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10461/2558
#589778
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันแล้ว ก็ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยผู้เป็นเจ้าหนี้ได้และชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่ในมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้ในนามของตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 และมาตรา 880 มีความหมายว่าเจ้าหนี้มีสิทธิเพียงใด ผู้รับช่วงสิทธิก็ได้รับสิทธิไปเพียงนั้นเสมอเหมือนกันตามความเสียหายที่แท้จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 14,809,195.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,575,587.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 7,549,342.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ

7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 1,865.16 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของโจทก์นอกจากที่สั่งคืนและของจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า กรมทางหลวงชนบททำสัญญาจ้างบริษัทกำแพงเพชรวิวัฒน์ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้รับจ้างโครงการก่อสร้างถนนลาดยาง AC สายแยกทางหลวงหมายเลข 34 (กิโลเมตรที่ 26) เชื่อมกับทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 จังหวัดสมุทรปราการ ขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 8.890 กิโลเมตร โจทก์รับประกันภัยโครงการจากบริษัทกำแพงเพชรวิวัฒน์ก่อสร้าง จำกัด จำเลยก่อสร้างหมู่บ้านโครงการชัยพฤกษ์ บางนา 2 ตำบลบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้รถแบ็กโฮขุดลอกคลองสนามพลีซึ่งอยู่ใกล้กับแนวถนนโครงการ โดยตักดินขึ้นมาไว้ข้างคลอง เพื่อนำน้ำในคลองไปใช้ในโครงการของจำเลยซึ่งอยู่ติดกับแนวถนนที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นถนนที่เกิดเหตุทรุดตัวและแตกร้าวได้รับความเสียหายเป็นระยะทางประมาณ 200 เมตร บริษัทกำแพงเพชรวิวัฒน์ก่อสร้าง จำกัด ดำเนินการซ่อมแซมถนนที่เสียหายแล้ว ต่อมาโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทกำแพงเพชรวิวัฒน์ก่อสร้าง จำกัด เป็นเงิน 14,575,587.02 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การขุดลอกคลองของจำเลยเป็นเหตุให้ถนนที่เกิดเหตุได้รับความเสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า การก่อสร้างถนนบริเวณที่เกิดเหตุไม่เป็นไปตามแบบแปลนที่มีการกำหนดให้ต้องสร้างกำแพงกันดินบริเวณติดกับคลอง การทรุดตัวแตกร้าวของถนนบริเวณที่ติดกับคลองเกิดจากการก่อสร้างผิดแบบไม่ได้มาตรฐาน ก่อสร้างผิดหลักวิศวกรรมนั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า การก่อสร้างถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีการตัดลดงานกำแพงดิน คสล. และเสาเข็มสำหรับกำแพงกันดินออกไปเนื่องจากไม่ได้ก่อสร้างคันทางชิดคลอง โดยทางบริษัทเอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด ซึ่งกรมทางหลวงชนบทได้ว่าจ้างให้เป็นที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างโครงการได้เสนอการแก้ไขเพิ่มเติมแบบให้กรมทางหลวงชนบทพิจารณา เมื่อกรมทางหลวงชนบทพิจารณาแล้วเห็นชอบและอนุมัติให้แก้ไขแบบแปลนก่อสร้างได้ โดยโจทก์มีนายสุวัฒน์ วิศวกรของบริษัทเอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด และนายกนกกร ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้างทางในเขตเมืองสุวรรณภูมิ กรมทางหลวงชนบทมาเป็นพยานสนับสนุนและยังได้ความว่าถนนที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากคลองประมาณ 10 เมตร โดยแนวคลองในช่วงดังกล่าวเป็นคลองตายซึ่งหมายถึง ต้นทางเป็นคลอง แต่เมื่อมาถึงจุดที่แบบออกไว้ให้ทำกำแพงดินนั้นไม่มีลักษณะเป็นคลอง นอกจากนี้ถัดขึ้นไปก็มีการปรับถมคลองเชื่อมเป็นถนนข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง เป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่า แนวคลองในช่วงนั้นตื้นเขินไม่มีลักษณะเป็นคลองที่มีน้ำเต็มคลองให้ใช้สัญจรไปมาโดยทางเรือเป็นหลักอย่างในอดีตเพราะสภาพบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่าคลองในช่วงดังกล่าวมีสภาพตื้นเขินทำให้ไม่สามารถสูบน้ำได้ จำเลยจึงทำการขุดลอกคลองและสูบน้ำไปใช้จึงเกิดการยุบตัวและแตกร้าวของถนนที่เกิดเหตุจึงเจือสมข้อนำสืบของโจทก์ ทั้งการปรับลดเนื้องานในโครงการมีการสำรวจตรวจสอบ โดยบริษัทที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้างโครงการก่อสร้างเส้นทางถนนที่เกิดเหตุมีรายละเอียดของการแก้ไขปรับปรุงและเพิ่มเติมแบบก่อสร้างในส่วนอื่น ๆ ด้วยมิใช่การแก้ไขในจุดเกิดเหตุเพียงแห่งเดียว เมื่ออธิบดีกรมทางหลวงชนบทอนุมัติให้ดำเนินการตามที่มีการเสนอมาตามลำดับดังกล่าวและผู้ก่อสร้างทำการก่อสร้างถนนตามแบบก่อสร้างที่แก้ไขเพิ่มเติมที่มีการออกแบบตามมาตรฐานวิชาชีพของวิศวกรโครงการจะถือว่าเป็นการก่อสร้างผิดแบบแปลนมิได้ ฝ่ายจำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า กรมทางหลวงชนบทมีข้อโต้แย้งกับผู้รับจ้างในข้อนี้และไม่ยอมตรวจรับงานเพราะเป็นความผิดของผู้รับจ้างแต่ประการใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังว่า การขุดลอกคลองของจำเลยเป็นสาเหตุโดยตรงของมูลเหตุที่ทำให้ถนนที่เกิดเหตุทรุดตัวและแตกร้าวได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุละเมิดของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า แม้ว่าโจทก์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทกำแพงเพชรวิวัฒน์ก่อสร้าง จำกัด ผู้เอาประกันไปเป็นเงิน 14,575,587.02 บาท ก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 และมาตรา 880 นั้น เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ก็ชอบที่จะเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันผู้เป็นเจ้าหนี้ได้และชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่ในมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้ในนามของตนเองซึ่งหมายความว่า เจ้าหนี้มีสิทธิเพียงใด ผู้รับช่วงสิทธิก็ได้รับสิทธิไปเพียงนั้นเสมอเหมือนกันตามความเสียหายที่แท้จริง คดีได้ความจากนายอภิลักษณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทเจอาร์เอ็มเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และนายชิด กรรมการผู้จัดการบริษัทซีซีลอว์ออฟฟิต จำกัด พยานโจทก์ที่ดำเนินการสำรวจประเมินราคาความเสียหายของถนนที่เกิดเหตุว่า นายอภิลักษณ์ทำการเข้าไปตรวจดูการซ่อมแซมความเสียหายหลังจากที่บริษัทกำแพงเพชรวิวัฒน์ก่อสร้าง จำกัด มีการซ่อมแซมถนนที่เกิดเหตุไปแล้ว นายอภิลักษณ์เพียงแต่ประเมินราคาเท่านั้นและทำรายงานเสนอต่อนายชิด แต่นายวันชัย พยานจำเลยซึ่งเป็นอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายให้เข้ามาสำรวจและออกแบบแก้ไขความเสียหายของถนนที่เกิดเหตุและได้เสนอแนวทางแก้ไขซ่อมแซมถนนที่เกิดเหตุไว้และประเมินค่าซ่อมแซมถนนที่เกิดเหตุไว้ประมาณ 7,000,000 บาท โดยมีรายละเอียดตามเอกสารและยังได้ความจากนายสมเกียรติ พยานศาล ซึ่งรับราชการอยู่ที่กรมทางหลวงชนบทตำแหน่งวิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษซึ่งรู้เรื่องเกี่ยวกับถนนที่เกิดเหตุและเป็นผู้ตรวจสอบการคำนวณราคาการปรับปรุงแก้ไขซ่อมแซมถนนที่เกิดเหตุเป็นราคาที่ถูกต้อง นายวันชัยและนายสมเกียรติ เป็นบุคคลที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับคู่กรณีถือว่าเป็นพยานคนกลาง จึงน่าเชื่อว่าถนนที่เกิดเหตุเมื่อมีการแก้ไขปรับปรุงซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อยู่ในวงเงิน 7,549,342.63 บาท ซึ่งถือว่าเป็นความเสียหายที่แท้จริงที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ การที่โจทก์พิจารณาจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันไป นั้น เป็นเรื่องที่โจทก์และผู้เอาประกันตกลงกันเอง กรณีไม่อาจนำมาเป็นฐานที่ตั้งเพื่อเรียกร้องเอาแก่จำเลยอย่างที่โจทก์ต้องการได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นล้วนแต่เป็นความเข้าใจของจำเลยและมิใช่ข้อสาระสำคัญอันที่จะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226, 880
ชื่อคู่ความ
บริษัทภัทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ
โจทก์ — บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชูเกียรติ ตังคโนภาส
ศาลอุทธรณ์ — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10454/2558
#590622
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ส. นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง 4 คดี และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งหมดเข้าด้วยกัน แม้ ส. แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า กระทำในฐานะทายาทเจ้ามรดก และกระทำแทนทายาทอื่นของเจ้ามรดกในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 851 แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือว่า ส. ได้รับแต่งตั้งจากทายาทอื่นและโจทก์ให้เป็นผู้กระทำการแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 798 สัญญาประนีประนอมยอมความที่ ส. ทำกับจำเลยซึ่งมีการตกลงแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกรวมทั้งที่ดินพิพาทจึงไม่ผูกพันโจทก์ แม้การตกลงระหว่างบุคคลทั้งสองจะมีข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 และโจทก์เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์ในฐานะทายาทของเจ้ามรดกใช้สิทธิฟ้องเรียกคืนทรัพย์มรดกจากผู้ที่ได้รับไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 5765 ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 1 ไร่ 13.1 ตารางวา กลับเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวบุญช่วย ให้จำเลยส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินคืนโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า นางสาวบุญช่วย เป็นบุตรของนายจินฮงกับนางพวง และมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันคือ นางกิ่น นายจ้อย นายเข่งหรือเบ่ง นางสาวบุญชุบ นางสาวลิ้นจี่ นายเบ่งกุ่ย และนางสาวบุญนำ โดยโจทก์เป็นบุตรของนางกิ่น วันที่ 31 สิงหาคม 2534 นางสาวบุญช่วยถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 5765 ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 31 ตารางวา จากนั้นนางสาวบุญชุบ นางสาวลิ้นจี่ นางสาวบุญนำ โจทก์และจำเลยจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินของนางสาวบุญช่วยแปลงดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 นางสาวบุญชุบถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวบุญชุบ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 816/2550 ต่อมานายสมพงษ์ บุตรของนายเข่งยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวบุญชุบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งนายสมพงษ์เป็นผู้จัดการมรดกแทน คดีถึงที่สุดแล้ว นอกจากนี้นายสมพงษ์ยังได้ฟ้องจำเลยเพื่อเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนางสาวลิ้นจี่ นางสาวบุญชุบ นางสาวบุญช่วยและนางสาวบุญนำ แล้วต่อมานายสมพงษ์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1102/2553 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างนายสมพงษ์กับจำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1102/2553 มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่นายสมพงษ์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งรวม 4 คดี และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งหมดเข้าด้วยกันตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1102/2553 แม้นายสมพงษ์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า กระทำในฐานะทายาทเจ้ามรดก และกระทำแทนทายาทอื่นของเจ้ามรดกในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย แต่ปรากฏว่านายสมพงษ์มิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือการแต่งตั้งจากทายาทให้เป็นผู้กระทำการแทน เนื่องจากในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 851 บัญญัติว่า "อันสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" อันเป็นการแสดงว่าหากมีการตั้งตัวแทนให้ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ย่อมจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 วรรคสอง ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือว่านายสมพงษ์ได้รับแต่งตั้งจากทายาทอื่น ๆ รวมทั้งโจทก์ด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความที่นายสมพงษ์ทำกับจำเลยซึ่งมีการตกลงแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกรวมทั้งที่ดินพิพาทจึงไม่ผูกพันโจทก์ แม้การตกลงระหว่างบุคคลทั้งสองจะมีข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 และโจทก์เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์ในฐานะทายาทของเจ้ามรดกใช้สิทธิฟ้องเรียกคืนทรัพย์มรดกจากผู้ที่รับไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้การที่โจทก์ฟ้องจำเลยก็โดยอ้างฐานะความเป็นทายาทของนางสาวบุญช่วยเจ้าของที่ดินพิพาทเพื่อติดตามเอาที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิและมิใช่ทายาท ซึ่งมีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวบุญช่วยหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิติดตามเอาที่ดินพิพาทคืนมาเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวบุญช่วยหรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยโดยยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความก่อนจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเนื่องจากคดียังไม่ได้มีการสืบพยาน จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 798 ม. 851
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำไพ หอระตะ
จำเลย — นางรุ่งราศรี หอระตะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสุรเกียรติ กุลดำรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุนันท์ เลขบวรวงค์
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10451/2558
#590015
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ พ. ซึ่งได้ที่ดินพิพาทมาเมื่อปี 2520 อันเป็นเวลาภายหลังที่บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ใช้บังคับแล้ว ที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นสินบริคณห์ แต่เป็นสินสมรสตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ได้ที่ดินพิพาทมา

พ. มีทรัพย์สินเป็นที่ดินราคาเป็นหมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับที่ดินพิพาทที่ยกให้แก่จำเลยที่ 1 บุตรของ พ. กับภริยาคนก่อนซึ่งมีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้ง พ. ก็เคยยกที่ดินให้แก่บุตรทั้งสามคนที่เกิดกับโจทก์ การยกที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการยกให้แก่บุตรทุกคนอย่างเสมอกันตามกำลังทรัพย์ของผู้ยกให้ จึงเป็นการให้โดยเสน่หาที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ตาม มาตรา 1476 (5) แม้โจทก์จะไม่ให้ความยินยอมก็ฟ้องเพิกถอนการให้โดยเสน่หาระหว่าง พ. กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1144, 1145, 1146 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพรชบุรี ระหว่างพันเอก (พิเศษ) พลกับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1144 และ 1145 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 ตกเป็นโมฆะ ไม่ผูกพันโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนให้ที่ดินและนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าว โดยให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงแล้วใส่ชื่อพันเอก (พิเศษ) พลเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ตามเดิม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงกลับเป็นชื่อพันเอก(พิเศษ) พล โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้นด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสามเอง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากโอนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 86,769,863.01 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 55,331,506.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอลยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 3 เนื่องจากซื้อทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับพันเอก (พิเศษ) พล เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2511 โดยไม่ได้ทำสัญญาก่อนสมรสตามใบสำคัญการสมรส พันเอก (พิเศษ) พล ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2539 ตามใบมรณบัตร จำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพันเอก (พิเศษ) พล ซึ่งเกิดจากนางยุพิน ภริยาคนก่อน เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2520 พันเอก (พิเศษ) พล ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 1144, 1145, 1146 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยลงชื่อพันเอก (พิเศษ) พล แต่ผู้เดียว ต่อมามีเอกสารระบุว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 พันเอก (พิเศษ) พลและจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายรณพร ตามหนังสือมอบอำนาจ ไปทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 โดยใช้หนังสือมอบอำนาจ เป็นหลักฐานในการจดทะเบียนโอน และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 1144 และ 1145 ไปทำสัญญาจำนองและจดทะเบียนจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ไม่เพิ่มวงเงินเพื่อเป็นประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีต่อจำเลยที่ 3

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมยกให้โดยเสน่หาระหว่างพันเอก (พิเศษ) พล กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์และพันเอก (พิเศษ) พล ได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเมื่อ ปี 2520 อันเป็นเวลาภายหลังที่บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ใช้บังคับแล้ว ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงไม่เป็นสินบริคณห์ แต่เป็นสินสมรสตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาและโจทก์กับพันเอก (พิเศษ) พล ไม่ได้ทำสัญญากันไว้ในเรื่องทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนสมรส จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 1476 (5) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำนิติกรรมยกให้ เห็นว่า พันเอก (พิเศษ) พล มีทรัพย์สินเป็นที่ดินราคาเป็นหมื่นล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลงที่ยกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจะมีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้งพันเอก (พิเศษ) พล ก็เคยยกที่ดินให้แก่บุตรที่เกิดกับโจทก์ทั้งสามคน การยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการยกให้แก่บุตรทุกคนอย่างเสมอกัน ตามกำลังทรัพย์ของผู้ให้ จึงเป็นการยกให้โดยเสน่หาที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 1476 (5) แม้โจทก์จะไม่ได้ให้ความยินยอมก็ฟ้องเพิกถอนการยกให้โดยเสน่หาระหว่าง พันเอก (พิเศษ) พล กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ การยกให้โดยเสน่หามีผลสมบูรณ์ทำให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องพยานในหนังสือมอบอำนาจ (ป.จ.1 ศาลจังหวัดเพชรบุรี) ให้ความยินยอมหรือไม่ เพราะไม่มีผลต่อรูปคดี เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับการยกให้ซึ่งที่ดินพิพาทโดยชอบและเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่แท้จริงแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมจำนองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 1144 และ 1145 ได้ และจำเลยที่ 3 ย่อมรับจำนองไว้โดยชอบ ไม่ต้องรับผิดไถ่ถอนจำนอง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ และที่ดินพิพาทมีราคาเพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1476 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพ็ญศรี เริงประเสริฐวิทย์
จำเลย — นางสาวภรณี เริงประเสริฐวิทย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10451/2558
#633754
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ พ. และได้ที่ดินพิพาทมาเมื่อปี 2520 อันเป็นเวลาภายหลังที่บรรพ 5 แห่ง ป.พ.พ. ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ใช้บังคับแล้ว ที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นสินบริคณห์แต่เป็นสินสมรสตามบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 1476 (5)

พ. มีทรัพย์สินเป็นที่ดินราคาเป็นหมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลงที่ยกให้แก่จำเลยที่ 1 บุตรของ พ. กับภริยาคนก่อนซึ่งมีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้ง พ. ก็เคยยกที่ดินให้แก่บุตรทั้งสามคนที่เกิดกับโจทก์ การยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการยกให้แก่บุตรทุกคนอย่างเสมอกันตามกำลังทรัพย์ของผู้ยกให้ จึงเป็นการยกให้โดยเสน่หาที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยาตามมาตรา 1476 (5) แม้โจทก์จะไม่ให้ความยินยอมก็ฟ้องเพิกถอนการให้โดยเสน่หาระหว่าง พ. กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการจดทะเบียนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1144, 1145, 1146 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างพันเอก (พิเศษ) พล กับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1144 และ 1145 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งทำขึ้น เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 ตกเป็นโมฆะ ไม่ผูกพันโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนให้ที่ดินและนิติกรรมจำนองที่ดินดังกล่าว โดยให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงแล้วใส่ชื่อพันเอก (พิเศษ) พล เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ตามเดิม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสามแปลงกลับเป็นชื่อพันเอก (พิเศษ) พล โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้นด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสามเอง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากโอนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 86,769,863.01 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 55,331,506.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอลยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 3 เนื่องจากซื้อทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับพันเอก (พิเศษ) พล เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2511 โดยไม่ได้ทำสัญญาก่อนสมรส พันเอก (พิเศษ) พล ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพันเอก (พิเศษ) พล ซึ่งเกิดจากนางยุพิน ภริยาคนก่อน เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2520 พันเอก (พิเศษ) พล ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 1144, 1145, 1146 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยลงชื่อพันเอก (พิเศษ) พล แต่ผู้เดียว ต่อมามีเอกสารระบุว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2539 พันเอก (พิเศษ) พล และจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายรณพร ไปทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 โดยใช้หนังสือมอบอำนาจเป็นหลักฐานในการจดทะเบียนโอน และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 1144 และ 1145 ไปทำสัญญาจำนองและจดทะเบียนจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ไม่เพิ่มวงเงินเพื่อเป็นประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีต่อจำเลยที่ 3

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมยกให้โดยเสน่หาระหว่างพันเอก (พิเศษ) พล กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์และพันเอก (พิเศษ) พล ได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเมื่อ ปี 2520 อันเป็นเวลาภายหลังที่บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ใช้บังคับแล้ว ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงไม่เป็นสินบริคณห์ แต่เป็นสินสมรสตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาและโจทก์กับพันเอก (พิเศษ) พล ไม่ได้ทำสัญญากันไว้ในเรื่องทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนสมรส จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 1476 (5) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำนิติกรรมยกให้ เห็นว่า พันเอก (พิเศษ) พล มีทรัพย์สินเป็นที่ดินราคาเป็นหมื่นล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลงที่ยกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจะมีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้งพันเอก (พิเศษ) พล ก็เคยยกที่ดินให้แก่บุตรที่เกิดกับโจทก์ทั้งสามคน การยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการยกให้แก่บุตรทุกคนอย่างเสมอกัน ตามกำลังทรัพย์ของผู้ให้ จึงเป็นการยกให้โดยเสน่หาที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 1476 (5) แม้โจทก์จะไม่ได้ให้ความยินยอมก็ฟ้องเพิกถอนการยกให้โดยเสน่หาระหว่างพันเอก (พิเศษ) พล กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ การยกให้โดยเสน่หามีผลสมบูรณ์ทำให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องพยานในหนังสือมอบอำนาจ ให้ความยินยอมหรือไม่ เพราะไม่มีผลต่อรูปคดี เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับการยกให้ซึ่งที่ดินพิพาทโดยชอบและเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่แท้จริงแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมจำนองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1144 และ 1145 ได้ และจำเลยที่ 3 ย่อมรับจำนองไว้โดยชอบ ไม่ต้องรับผิดไถ่ถอนจำนอง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ และที่ดินพิพาทมีราคาเพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 ม. 1476 (5) ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นางสาว ภ. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10442/2558
#587395
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ม. จำเลยให้การว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้จดทะเบียนสมรส และใช้วิทยาการทางการแพทย์โดยการผสมเชื้ออสุจิเพื่อตั้งครรภ์เด็กชาย ม. ให้โจทก์ โดยไม่เคยได้ใช้ชีวิตดังสามีภริยาเลย เมื่อเด็กชาย ม. คลอด โจทก์ไม่ส่งเงินมาให้ ไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่กลับขู่ให้ส่งมอบบุตรให้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่โดยให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนที่ปราศจากความยินยอมที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริง เนื่องจากโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเพราะโจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยให้ตั้งครรภ์บุตรให้แก่โจทก์ด้วยวิธีการผสมเทียม โดยต่างไม่ยินยอมเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริงและไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา จึงเป็นการสมรสที่ผิดเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1458 ซึ่งมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าการสมรสเป็นโมฆะ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 วรรคสองแล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผู้เยาว์คลอดระหว่างที่ศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1536 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้เด็กชาย ม. อยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่สำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส กับให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. ผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียว ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และที่พิพากษาให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 โจทก์เดินทางมาประเทศไทยเพื่อตกลงว่าจ้างจำเลยให้ตั้งครรภ์บุตรให้แก่โจทก์ด้วยวิธีการผสมเทียมโดยการติดต่อผ่านทางนายพิเศษ หรือบ๊อบบี้ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยโดยต่างไม่ได้ยินยอมเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริงและไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ในวันเดียวกับที่มีการจดทะเบียนสมรสโจทก์กับจำเลยไปโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา เพื่อรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับแพทย์หญิงสุชาดา และมีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิของโจทก์ไว้ ก่อนที่โจทก์เดินทางกลับไปประเทศกรีซในวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 จากนั้นจำเลยเข้าไปรับการรักษาจากแพทย์จนกระทั่งจำเลยตั้งครรภ์ผู้เยาว์ซึ่งระหว่างที่จำเลยตั้งครรภ์โจทก์โอนเงินค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทุกเดือน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 จำเลยคลอดผู้เยาว์ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์และโจทก์เป็นผู้ตั้งชื่อผู้เยาว์ว่าเด็กชาย ม. ต่อมาโจทก์กับจำเลยมีการติดต่อกันเพื่อดำเนินการให้จำเลยกับบุตรผู้เยาว์เดินทางไปประเทศกรีซ แต่เนื่องจากโจทก์ปฏิเสธที่จะโอนเงินให้แก่จำเลยก่อนออกเดินทาง 150,000 บาท และอีก 150,000 บาท เมื่อจำเลยกับผู้เยาว์เดินทางไปถึงซึ่งจำเลยอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าจ้างในการตั้งครรภ์ให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่เดินทางไปประเทศกรีซและขาดการติดต่อกับโจทก์เป็นเวลาเกือบ 2 ปี โดยจำเลยพาผู้เยาว์ไปอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและทำงานอยู่กับพี่สาว ซึ่งพี่สาวและพี่เขยของจำเลยได้ช่วยอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ด้วย ส่วนโจทก์หลังจากเดินทางกลับไปประเทศกรีซแล้ว ไม่เคยเดินทางกลับมาประเทศไทยจนกระทั่งเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสของโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ โดยให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวไว้ จนได้ข้อเท็จจริงอันรับฟังได้เป็นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนที่ปราศจากความยินยอมที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริง เป็นการสมรสที่ผิดเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ซึ่งมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะและขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎหมาย จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคสอง แล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาให้วินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุตรของผู้เยาว์และอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผู้เยาว์คลอดระหว่างที่ศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536 วรรคสอง ในส่วนของอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์นั้น แม้โจทก์กับจำเลยในฐานะเป็นบิดามารดาของผู้เยาว์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงคนเดียวมาตั้งแต่ผู้เยาว์เกิด ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์เสียหายใด ๆ ต่อสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์ ส่วนโจทก์ไม่เคยกลับมาประเทศไทยและไม่เคยดูแลผู้เยาว์อย่างใกล้ชิด ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ในส่วนของอำนาจปกครองในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499/1 และ 1567

พิพากษากลับว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส กับให้โจทก์กับจำเลยมีอำนาจปกครองเด็กชาย .ม ผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1458 ม. 1496 ม. 1536 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ซ.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวมณฑนะ แสงคำสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายพฤตินัย ทัศนัยพิทักษ์กุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พฤษภา พนมยันตร์
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10442/2558
#634180
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ม. จำเลยให้การว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้จดทะเบียนสมรส และใช้วิทยาการทางการแพทย์โดยการผสมเชื้ออสุจิเพื่อตั้งครรภ์เด็กชาย ม. ให้โจทก์ โดยไม่เคยได้ใช้ชีวิตดังสามีภริยาเลย เมื่อเด็กชาย ม. คลอด โจทก์ไม่ส่งเงินมาให้ ไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่กลับขู่ให้ส่งมอบบุตรให้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ โดยให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนที่ปราศจากความยินยอมที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริง เนื่องจากโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเพราะโจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยให้ตั้งครรภ์บุตรให้แก่โจทก์ด้วยวิธีการผสมเทียม โดยต่างไม่ยินยอมเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริงและไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา จึงเป็นการสมรสที่ผิดเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1458 ซึ่งมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าการสมรสเป็นโมฆะ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 วรรคสอง แล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผู้เยาว์คลอดระหว่างที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1536 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้เด็กชาย ม. อยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่สำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส กับให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. ผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียว ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และที่พิพากษาให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 โจทก์เดินทางมาประเทศไทยเพื่อตกลงว่าจ้างจำเลยให้ตั้งครรภ์บุตรให้แก่โจทก์ด้วยวิธีการผสมเทียมโดยการติดต่อผ่านทางนายพิเศษ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยโดยต่างไม่ได้ยินยอมเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริงและไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ในวันเดียวกับที่มีการจดทะเบียนสมรสโจทก์กับจำเลยไปโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา เพื่อรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับแพทย์หญิงสุชาดา และมีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิของโจทก์ไว้ ก่อนที่โจทก์เดินทางกลับไปประเทศกรีซในวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 จากนั้นจำเลยเข้าไปรับการรักษาจากแพทย์จนกระทั่งจำเลยตั้งครรภ์ผู้เยาว์ซึ่งระหว่างที่จำเลยตั้งครรภ์โจทก์โอนเงินค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทุกเดือน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 จำเลยคลอดผู้เยาว์ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์และโจทก์เป็นผู้ตั้งชื่อผู้เยาว์ ต่อมาโจทก์กับจำเลยมีการติดต่อกันเพื่อดำเนินการให้จำเลยกับบุตรผู้เยาว์เดินทางไปประเทศกรีซ แต่เนื่องจากโจทก์ปฏิเสธที่จะโอนเงินให้แก่จำเลยก่อนออกเดินทาง 150,000 บาท และอีก 150,000 บาท เมื่อจำเลยกับผู้เยาว์เดินทางไปถึงซึ่งจำเลยอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าจ้างในการตั้งครรภ์ให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่เดินทางไปประเทศกรีซและขาดการติดต่อกับโจทก์เป็นเวลาเกือบ 2 ปี โดยจำเลยพาผู้เยาว์ไปอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและทำงานอยู่กับพี่สาว ซึ่งพี่สาวและพี่เขยของจำเลยได้ช่วยอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ด้วย ส่วนโจทก์หลังจากเดินทางกลับไปประเทศกรีซแล้ว ไม่เคยเดินทางกลับมาประเทศไทยจนกระทั่งเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสของโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ โดยให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวไว้ จนได้ข้อเท็จจริงอันรับฟังได้เป็นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนที่ปราศจากความยินยอมที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริง เป็นการสมรสที่ผิดเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ซึ่งมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะและขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎหมาย จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคสอง แล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาให้วินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุตรของผู้เยาว์และอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผู้เยาว์คลอดระหว่างที่ศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536 วรรคสอง ในส่วนของอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์นั้น แม้โจทก์กับจำเลยในฐานะเป็นบิดามารดาของผู้เยาว์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงคนเดียวมาตั้งแต่ผู้เยาว์เกิด ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์เสียหายใด ๆ ต่อสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์ ส่วนโจทก์ไม่เคยกลับมาประเทศไทยและไม่เคยดูแลผู้เยาว์อย่างใกล้ชิด ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ในส่วนของอำนาจปกครองในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499/1 และ 1567

พิพากษากลับว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส กับให้โจทก์กับจำเลยมีอำนาจปกครองเด็กชาย ม. ผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1458 ม. 1496 ม. 1536 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ซ.
จำเลย — นางสาว พ.
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พฤษภา พนมยันตร์
จิรนิติ หะวานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10438/2558
#633739
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 ได้ให้นิยามเจ้าหนี้มีประกันว่า เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ และ ป.พ.พ. มาตรา 241 บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครอบครองนั้นไซร้ ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ก็ได้ แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับเมื่อหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนด การที่เจ้าหนี้จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันในฐานะเจ้าหนี้ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงนั้นจะต้องเป็นเจ้าหนี้ซึ่งได้ครอบครองทรัพย์สินของลูกหนี้และมีหนี้อันเป็นคุณแก่ตนเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น คดีนี้ลูกหนี้ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 14088 มาเป็นทรัพย์หลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญา ดังนั้นในการทำประกัน เจ้าหนี้ก็เพียงแต่ยึดโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้เท่านั้น แม้ศาลจะได้แจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินให้ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินดังกล่าวก็เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการห้ามไม่ให้ลูกหนี้โอนทรัพย์ดังกล่าวไปให้ผู้อื่น หาทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิเหนือที่ดินอันเป็นทรัพย์หลักประกันแต่อย่างใดไม่ การที่ลูกหนี้มอบโฉนดที่ดินให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เช่นนี้จึงมีผลเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่เจ้าหนี้จะยึดถือโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้จนกว่าจะได้มีการปฏิบัติตามสัญญาประกันหรือสัญญาประกันนั้นสิ้นสุดลง จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกัน เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ภายในเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91

พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งได้โอนอำนาจในการบังคับคดีนายประกันจากพนักงานอัยการมาเป็นของหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมนั้น ได้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่จะมีการผิดสัญญาประกันในคดีนี้ ซึ่งลูกหนี้ได้ผิดนัดไม่ส่งตัวจำเลยในคดีอาญาในวันที่ 23 สิงหาคม 2548 เจ้าหนี้จึงทราบการบังคับใช้กฎหมายอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งสามารถวางแผนในการดำเนินงานต่าง ๆ ได้ ที่เจ้าหนี้อ้างว่าสำนวนบังคับคดีในประกันมีเป็นจำนวนมากนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าสำนวนบังคับคดีดังกล่าวมีจำนวนมากถึงขนาดที่เจ้าหนี้ไม่อยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยที่เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้หรือมีเหตุอันสมควรที่จะขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเงิน 270,000 บาท พร้อมคำขอขยายระยะเวลาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ในมูลหนี้ค่าปรับนายประกันในคดีอาญาของศาลแขวงธนบุรีหมายเลขแดงที่ 8198/2546 โดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 14088 ตำบลเม็งราย อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เป็นทรัพย์หลักประกัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้และให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์รายวันสยามรัฐฉบับวันที่ 23 เมษายน 2553 และโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) พร้อมคำร้องขอขยายระยะเวลาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มูลหนี้ค่าปรับนายประกันในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8198/2546 ของศาลแขวงธนบุรี เป็นเงิน 270,000 บาท โดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 14088 ตำบลเม็งราย อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เป็นทรัพย์หลักประกัน กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อแรกว่า การที่ลูกหนี้ได้ทำสัญญาประกันตัวจำเลยในคดีอาญาโดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 14088 ตำบลเม็งราย อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย มาวางเป็นทรัพย์หลักประกันและทำสัญญาประกันไว้กับศาลนั้น เจ้าหนี้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันหรือไม่ ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เมื่อได้มีการนำโฉนดที่ดินมาวางต่อศาลแล้วทำสัญญาประกัน ทั้งศาลได้แจ้งการระงับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว เจ้าหนี้จึงมีสิทธิยึดหน่วงเหนือทรัพย์สินอันเป็นทรัพย์หลักประกันจึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 ได้ให้นิยามเจ้าหนี้มีประกันว่า เจ้าหนี้มีประกัน หมายความว่า เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนอง จำนำ หรือสิทธิยึดหน่วง หรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิที่บังคับได้ทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครอบครองนั้นไซร้ ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ก็ได้ แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับเมื่อหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนด การที่เจ้าหนี้จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันในฐานะเจ้าหนี้ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงนั้นจะต้องเป็นเจ้าหนี้ซึ่งได้ครอบครองทรัพย์สินของลูกหนี้และมีหนี้อันเป็นคุณแก่ตนเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น คดีนี้ลูกหนี้ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 14088 จังหวัดเชียงรายมาเป็นทรัพย์หลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญา ดังนั้นในการทำประกัน เจ้าหนี้ก็เพียงแต่ยึดโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้เท่านั้น แม้ศาลจะได้แจ้งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินให้ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินดังกล่าวก็เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการห้ามไม่ให้ลูกหนี้โอนทรัพย์ดังกล่าวไปให้ผู้อื่น หาทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิเหนือที่ดินอันเป็นทรัพย์หลักประกันแต่อย่างใดไม่ การที่ลูกหนี้มอบโฉนดที่ดินให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เช่นนี้จึงมีผลเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่เจ้าหนี้จะยึดถือโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้จนกว่าจะได้มีการปฏิบัติตามสัญญาประกันหรือสัญญาประกันนั้นสิ้นสุดลง จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกัน เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ภายในเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ข้อต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ยื่นล่วงเลยระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้พิจารณาหรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับคดีในกรณีที่มีการผิดสัญญาประกันในคดีอาญาจากพนักงานอัยการมายังเจ้าหนี้นั้นทำให้มีสำนวนที่จะต้องดำเนินการเป็นจำนวนมาก กรณีมีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่ทราบว่าลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งได้โอนอำนาจในการบังคับคดีนายประกันจากพนักงานอัยการมาเป็นของหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมนั้น ได้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่จะมีการผิดสัญญาประกันในคดีนี้ ซึ่งลูกหนี้ได้ผิดนัดไม่ส่งตัวจำเลยในคดีอาญาในวันที่ 23 สิงหาคม 2548 เจ้าหนี้จึงทราบการบังคับใช้กฎหมายอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งสามารถวางแผนในการดำเนินงานต่าง ๆ ได้ ที่เจ้าหนี้อ้างว่าสำนวนบังคับคดีในประกันมีเป็นจำนวนมากนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าสำนวนบังคับคดีดังกล่าวมีจำนวนมากถึงขนาดที่เจ้าหนี้ไม่อยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยที่เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้หรือมีเหตุอันสมควรที่จะขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 27 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์เอเชีย จำกัด
เจ้าหนี้ — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแขวงธนบุรี
จำเลย — นางนงนภัส เลิศเกียรติอนันต์
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10434/2558
#634178
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครอง เมื่อจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติว่าจำเลยมีกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามฟ้องรวมถึงความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตด้วย และความผิดดังกล่าวเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 55, 78 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 7, 15, 34, 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน ซองกระสุนปืนและเสื้อเกราะกันกระสุนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี และปรับ 400,000 บาท คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี และปรับ 266,666.66 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน ซองกระสุนปืน และเสื้อเกราะกันกระสุนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมียุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 จำคุก 2 เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน 10 วัน และปรับ 266,666.66 บาท ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า แม้ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครอง เมื่อจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติว่าจำเลยมีกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามฟ้องรวมถึงความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตด้วย และความผิดดังกล่าวเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือนเมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 17 เดือน 10 วัน และปรับ 266,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 55 ม. 72 วรรคสอง ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจรุญ สูงทรง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10424/2558
#634193
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เป็นข้อหาความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นให้ขัดกับที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องหาได้ไม่ ทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 9, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 10, 12 (1), 15 (ที่ถูก 12 (1), 15) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การรับสารภาพตามฟ้องเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเจ้าพนักงานผู้จับกุมขู่ให้จำเลยรับสารภาพ ประกอบกับไม่มีการสืบพยานจำเลยไม่มีโอกาสแจ้งข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ จำเลยเป็นเพียงผู้รวบรวมโพยสลากกินรวบส่งเจ้ามืออีกทอดหนึ่ง ไม่ได้เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่เป็นข้อหาความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นให้ขัดกับที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องหาได้ไม่ ทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 เดือน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครพนม
จำเลย — นางอุษา โพนชัย
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ