คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12434/2558
#633562
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ และต้องอุทธรณ์คำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณานั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบและถือว่าปัญหานี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่จำเลยฎีกาปัญหานี้ขึ้นมาจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 65234 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยดำเนินการแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิตามส่วน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการตามคำขอดังกล่าวได้ ให้นำทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งกันตามส่วนที่เท่ากัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 65234 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 16 ตารางวา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยแบ่งรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ผค 382 เชียงใหม่ เงินจำนวน 68,031.13 บาท ทองรูปพรรณหนัก 20 บาท ราคา 250,000 บาท แหวนเพชร 1 วง ราคา 25,000 บาท แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์หรือไม่สามารถแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลย ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดไกล่เกลี่ยหรือสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 1 สิงหาคม 2556 โดยกำชับให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาศาลในวันนัด หากไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ให้เตรียมพยานมาพร้อมสืบ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจสืบพยาน เมื่อถึงวันนัดจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล โดยทนายจำเลยมอบฉันทะให้ผู้รับมอบฉันทะยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่า ทนายจำเลยมีอาการปวดหัวและมึนงงอย่างรุนแรงเนื่องจากป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และจำเลยเพิ่งคลอดบุตรโดยวิธีผ่าท้อง แพทย์ให้พักรักษาตัว 90 วัน จึงไม่สามารถมาศาลได้ โดยจำเลยอ้างใบรับรองแพทย์ที่ออกให้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 ส่วนทนายจำเลยอ้างใบนัดหมายของแพทย์ที่ออกให้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 และแพทย์นัดพบวันที่ 4 กันยายน 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ หลังจากสืบพยานโจทก์ทั้งสามปากเสร็จในเวลา 11.30 นาฬิกา ทนายจำเลยมาแถลงต่อศาลยืนยันว่ามีอาการป่วยจริง ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้วไม่มีพยานมาศาล จึงมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยโดยถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลย และให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 19 กันยายน 2556 ซึ่งคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ และต้องอุทธรณ์คำสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณานั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในส่วนอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยไว้ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบและถือว่าปัญหานี้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่จำเลยฎีกาปัญหานี้ขึ้นมาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เนื่องจากจำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาพร้อมกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่จำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความ ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งไม่ถูกต้อง และต้องให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้องก่อน จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ ฐิติโชติ
จำเลย — นางสาวศศิประภา ดวงสุรินทร์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12429/2558
#592035
เปิดฉบับเต็ม

ค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายที่จำเลยค้างจ่ายแก่โจทก์เป็นเพียงหนี้ที่นายจ้างจะต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ไม่ใช่ทรัพย์สินของลูกจ้างที่นายจ้างครองอยู่ ทั้งค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายกับข้ออ้างเรื่องความเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ส่งมอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับเอกสารการทำงานของสถานที่ก่อสร้าง 13 แห่ง เมื่อโจทก์ลาออกจากงานนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน ค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์ที่จำเลยครองอยู่โดยมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยเกี่ยวด้วยทรัพย์สินนั้น ดังนั้นจำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินทดรองจ่าย 13,323 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินทดรองจ่าย 11,823 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าจ้าง 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 8 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เมื่อโจทก์ลาออกโดยไม่ส่งมอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และเอกสารการทำงานของสถานที่ก่อสร้าง 13 แห่ง แก่จำเลย จำเลยจะยึดหน่วงค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 ได้หรือไม่ เห็นว่า ค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายที่จำเลยค้างจ่ายแก่โจทก์เป็นเพียงหนี้ที่นายจ้างจะต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ไม่ใช่ทรัพย์สินของลูกจ้างที่นายจ้างครองอยู่ ทั้งค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายกับข้ออ้างเรื่องความเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ส่งมอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับเอกสารการทำงานของสถานที่ก่อสร้าง 13 แห่ง เมื่อโจทก์ลาออกจากงานนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน ค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์ที่จำเลยครองอยู่โดยมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยเกี่ยวด้วยทรัพย์สินนั้น ดังนั้นจำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างและเงินทดรองจ่ายแก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241 ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไทยรัฐ แจ้งต่าย
จำเลย — บริษัทไทยคิน อินเตอร์เทค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวัฒนา สุขประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12386/2558
#590630
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากคำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งของลูกหนี้ที่ 1 มี ป. ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ โดยไม่ปรากฏว่า ป. เป็นทนายความของลูกหนี้ที่ 1 หรือเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจากลูกหนี้ที่ 1 ให้มีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาแทนในศาล ทั้งไม่ปรากฏว่าในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ ลูกหนี้ที่ 1 ได้อ้างส่งหนังสือมอบอำนาจที่มีระบุให้ ป. มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แทนลูกหนี้ที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วน ที่อยู่ในฐานะคู่ความซึ่งมีอำนาจยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลได้แล้ว ป. ยังลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำฟ้องอุทธรณ์ซึ่งตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้องหรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" และการฝ่าฝืนมาตรา 33 นี้ มีโทษทางอาญาตามมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่า ป. เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความหรือเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 33 การที่ ป. เรียงคำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งให้ลูกหนี้ที่ 1 จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวด้วย ดังนั้น คำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งของลูกหนี้ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้(จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา จำนวนเงิน 8,182,684.09 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ลูกหนี้ทั้งสองเป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.49/2547 ลูกหนี้ทั้งสองมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่เจ้าหนี้และหนี้ตามคำพิพากษายังไม่ขาดอายุความจึงเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเงิน 5,867,571.94 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,336,749.13 บาท นับแต่วันที่ 27เมษายน 2549 (วันถัดจากวันขายทอดตลาด) ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 (วันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,728.98 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2549 (วันถัดจากวันขายทอดตลาด) ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 (วันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ขอมาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ลูกหนี้ที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า นอกจากคำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งของลูกหนี้ที่ 1 มีนางสาวปทิตตา ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่านางสาวปทิตตาเป็นทนายความของลูกหนี้ที่ 1 หรือเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจากลูกหนี้ที่ 1 ให้มีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาแทนในศาล ทั้งไม่ปรากฏว่าในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ ลูกหนี้ที่ 1 ได้อ้างส่งหนังสือมอบอำนาจที่มีระบุให้นางสาวปทิตตามีอำนาจยื่นอุทธรณ์แทนลูกหนี้ที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนที่อยู่ในฐานะคู่ความซึ่งมีอำนาจยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลได้แล้ว นางสาวปทิตตายังลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำฟ้องอุทธรณ์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกาแก้ฎีกา คำร้องหรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" และการฝ่าฝืนมาตรา 33 นี้ มีโทษทางอาญาตามมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่านางสาวปทิตตาเป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ หรือเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 33 การที่นางสาวปทิตตา เรียงคำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งให้ลูกหนี้ที่ 1 จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวด้วย ดังนั้น คำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งของลูกหนี้ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นนี้แก่ลูกหนี้ที่ 1ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33 ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้
เจ้าหนี้ — กองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้
จำเลย — นายกิติเวทย์ แดงมั่นคง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายประกอบ ละการชั่ว
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12386/2558
#634184
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากคำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งของลูกหนี้ที่ 1 มี ป. ลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่า ป. เป็นทนายความของลูกหนี้ที่ 1 หรือเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจากลูกหนี้ที่ 1 ให้มีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาแทนในศาล ทั้งไม่ปรากฏว่าในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ ลูกหนี้ที่ 1 ได้อ้างส่งหนังสือมอบอำนาจที่มีระบุให้ ป. มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แทนลูกหนี้ที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนที่อยู่ในฐานะคู่ความซึ่งมีอำนาจยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลได้แล้ว ป. ยังลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำฟ้องอุทธรณ์ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้องหรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" และการฝ่าฝืนมาตรา 33 นี้ มีโทษทางอาญาตามมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่า ป. เป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ หรือเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 33 การที่ ป. เรียงคำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งให้ลูกหนี้ที่ 1 จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวด้วย ดังนั้น คำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งของลูกหนี้ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำนวนเงิน 8,182,684.09 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ลูกหนี้ทั้งสองเป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.49/2547 ลูกหนี้ทั้งสองมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่เจ้าหนี้และหนี้ตามคำพิพากษายังไม่ขาดอายุความ จึงเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเงิน 5,867,571.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,336,749.13 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2549 (วันถัดจากวันขายทอดตลาด) ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 (วันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,728.98 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2549 (วันถัดจากวันขายทอดตลาด) ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 (วันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ขอมาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ลูกหนี้ที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เห็นว่า นอกจากคำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งของลูกหนี้ที่ 1 มีนางสาวปทิตตาลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่า นางสาวปทิตตาเป็นทนายความของลูกหนี้ที่ 1 หรือเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจากลูกหนี้ที่ 1 ให้มีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาแทนในศาล ทั้งไม่ปรากฏว่าในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ ลูกหนี้ที่ 1 ได้อ้างส่งหนังสือมอบอำนาจที่มีระบุให้นางสาวปทิตตามีอำนาจยื่นอุทธรณ์แทนลูกหนี้ที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนที่อยู่ในฐานะคู่ความซึ่งมีอำนาจยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลได้แล้ว นางสาวปทิตตายังลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำฟ้องอุทธรณ์ ซึ่งตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้องหรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" และการฝ่าฝืนมาตรา 33 นี้ มีโทษทางอาญาตามมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่านางสาวปทิตตาเป็นผู้ซึ่งได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ หรือเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 33 การที่นางสาวปทิตตาเรียงคำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งให้ลูกหนี้ที่ 1 จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวด้วย ดังนั้น คำฟ้องอุทธรณ์คำสั่งของลูกหนี้ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ของลูกหนี้ที่ 1 ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นนี้แก่ลูกหนี้ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้
เจ้าหนี้ — กองทุนรวมโกลบอลไทยพร็อพเพอร์ตี้
จำเลย — นายกิติเวทย์ แดงมั่นคง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12384/2558
#590276
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ชั้นต้นร่วมกับจำเลยในคดีนี้ ชำระหนี้บางส่วนให้แก่เจ้าหนี้และเจ้าหนี้มีหนังสือปลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษารายนั้นแล้วก็ตาม หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงเจตนาของเจ้าหนี้ว่าไม่ประสงค์ที่จะเรียกให้ลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษารายนั้นชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 เท่านั้น ไม่มีผลทำให้จำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่เหลือภายหลังหักชำระหนี้แต่อย่างใดเพราะหนี้ตามคำพิพากษายังมิได้ชำระโดยสิ้นเชิง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือแก่เจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 6316/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นเงิน 34,969,529.20 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ต่อมาเจ้าหนี้ขอแก้ไขจำนวนเงินที่ขอรับชำระหนี้เป็น 13,851,790.57 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ลูกหนี้โต้แย้งว่า ยอดหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ไม่ถูกต้อง เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กำหนดในคำพิพากษา นายสุเมธ จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาได้ตกลงชำระหนี้บางส่วนและขอให้เจ้าหนี้ปลดหนี้ส่วนที่เหลือ มีผลให้หนี้ส่วนของลูกหนี้ระงับสิ้นไป ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ ขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 6316/2547 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ลูกหนี้เป็นจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์หรือเจ้าหนี้ในคดีนี้อย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานายสุเมธ จำเลยที่ 5 ในคดีดังกล่าวชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ 16,508,206.94 บาท เจ้าหนี้ออกหนังสือลงวันที่ 25 เมษายน 2549 เรื่องปลดภาระค้ำประกันให้แก่นายสุเมธระบุในตอนท้ายว่า "ธนาคารตกลงให้ท่านชำระเงินต้นจำนวน 13,734,848.92 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระ 2,773,358.02 บาท รวมเป็นเงิน 16,508,206.94 บาท ซึ่งท่านได้ชำระเงินดังกล่าวให้ธนาคารแล้ว ธนาคารจึงปลดภาระหนี้ของท่านที่มีอยู่ตามคำพิพากษาให้เฉพาะกับท่านโดยไม่ติดใจเรียกร้องจากท่านอีกต่อไป จึงออกหนังสือฉบับนี้ให้ไว้เป็นหลักฐาน" เจ้าหนี้ให้การรับว่าได้ปลดหนี้ให้เฉพาะนายสุเมธ ย่อมมีผลให้หนี้ส่วนที่เหลือสำหรับนายสุเมธระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 เจ้าหนี้ไม่ได้แสดงหลักฐานใดให้เห็นว่ามีผู้ค้ำประกันร่วมรายอื่น ๆ รวมทั้งลูกหนี้ยินยอมให้เจ้าหนี้ปลดหนี้เฉพาะนายสุเมธย่อมมีผลให้หนี้สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมและมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมระงับไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง มาตรา 229 มาตรา 293 และมาตรา 296 เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้น

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า ลูกหนี้ต้องรับผิดตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า ที่เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งแก่นายสุเมธว่า เมื่อท่านได้ชำระเงินจำนวน 16,504,206.94 บาท แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จึงปลดภาระหนี้ของท่านที่มีอยู่ตามคำพิพากษาให้เฉพาะกับท่านโดยไม่ติดใจเรียกร้องจากท่านอีกต่อไปนั้น หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงเจตนาของเจ้าหนี้ว่าไม่ประสงค์ที่จะเรียกให้นายสุเมธในฐานะลูกหนี้ร่วมชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้โดยสิ้นเชิง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 เท่านั้น ส่วนลูกหนี้และจำเลยร่วมอื่นตามคำพิพากษาที่มีความรับผิดต่อเจ้าหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันของห้างหุ้นส่วนจำกัด วัฒนาเอ็นยิเนียริ่ง ยังคงต้องรับผิดอยู่ตามจำนวนที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด วัฒนาเอ็นยิเนียริ่งเป็นหนี้ภายในจำนวนที่ลูกหนี้ค้ำประกันไว้ แม้เจ้าหนี้จะยอมรับชำระหนี้จากนายสุเมธเป็นเงิน 16,504,206.94 บาท และปลดหนี้ให้แก่นายสุเมธก็ไม่มีผลทำให้ลูกหนี้ซึ่งเป็นจำเลยร่วมตามคำพิพากษากับนายสุเมธหลุดพ้นจากความรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือแต่อย่างใดเพราะหนี้ยังมิได้ชำระโดยสิ้นเชิง ดังนั้น เมื่อภาระหนี้ที่ลูกหนี้และจำเลยร่วมอื่นที่ต้องรับผิดตามคำพิพากษายังคงมีอยู่อีกหลังหักเงินที่นายสุเมธชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แล้ว เป็นเงิน 13,851,790.57 บาท ลูกหนี้จึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้นี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 13,851,790.57 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าหากเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากห้างหุ้นส่วนจำกัด วัฒนาเอ็นยิเนียริ่ง นายจีรกิตติ นายสุวิต และนายวัฒนา จำเลยร่วมอื่นในคดีหมายเลขแดงที่ 6316/2547 ไปแล้ว เพียงใดก็ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ลดลงเพียงนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 ม. 291 ม. 293 ม. 296 ม. 682 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิบูลย์ ศรีประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวีรยุทธ แสงดี
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12379/2558
#601867
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะรับโอนสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และโจทก์ไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งก่อนฟ้องคดีล้มละลายก็ตาม แต่ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่ง ป.พ.พ. แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพแล้วไม่ปรากฏว่า ในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างธนาคาร ท. กับโจทก์ในคดีนี้ โจทก์ได้มอบหมายให้ธนาคารเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้แต่อย่างใด การโอนสิทธิเรียกร้องจึงต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากโจทก์เคยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีมาแล้ว และจำเลยทั้งสองคัดค้าน ศาลจังหวัดอุบลราชธานีไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์เดิม คดีถึงที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและทายาทของจำเลยที่ 2 เข้ามาแก้คดีแทน จำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งให้นายกำพล จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าแก้คดีแทนจำเลยที่ 2 ผู้ตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์ในคดีนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และได้มีการทำสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ผู้โอนกับโจทก์ผู้รับโอนแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องย่อมสมบูรณ์ โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะรับโอนสิทธิเรียกร้องนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และโจทก์ไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งก่อนฟ้องคดีล้มละลายก็ตาม แต่พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องเป็นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เอกสารท้ายฟ้องแล้วไม่ปรากฏว่า ในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ในคดีนี้ โจทก์ได้มอบหมายให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้แต่อย่างใด ดังนี้ การโอนสิทธิเรียกร้องจึงต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นายกำพล เจริญชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายนคร มิ่งมงคล
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12379/2558
#635974
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะรับโอนสิทธิเรียกร้องนี้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และโจทก์ไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งก่อนฟ้องคดีล้มละลายก็ตาม แต่ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่ง ป.พ.พ. แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ." ซึ่งสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ไม่ปรากฏว่า ในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างธนาคาร ท. กับโจทก์ในคดีนี้ โจทก์ได้มอบหมายให้ธนาคาร ท. เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้แต่อย่างใด ดังนี้ การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและทายาทของจำเลยที่ 2 เข้ามาแก้คดีแทน จำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งให้นายกำพล จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าแก้คดีแทนจำเลยที่ 2 ผู้ตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์ในคดีนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และได้มีการทำสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ผู้โอน กับโจทก์ผู้รับโอนแล้วการโอนสิทธิเรียกร้องย่อมสมบูรณ์ โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะรับโอนสิทธิเรียกร้องนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และโจทก์ไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งก่อนฟ้องคดีล้มละลายก็ตาม แต่พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แล้วไม่ปรากฏว่า ในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ในคดีนี้ โจทก์ได้มอบหมายให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้แต่อย่างใด ดังนี้ การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นายกำพล เจริญชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12377/2558
#633559
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นเมื่อมีการแสดงเจตนาทำคำเสนอคำสนองถูกต้องตรงกัน ตามคำขอเอาประกันภัยรถยนต์ ระบุว่า อ. ขอเอาประกันภัยรถยนต์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 โดยมีความประสงค์ให้กรมธรรม์มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 แม้ตามกรมธรรม์จะระบุวันทำสัญญาประกันภัยวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 แต่การที่โจทก์ยินยอมระบุให้ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 สิ้นสุดวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ตามคำขอเอาประกันภัยของ อ. ถือได้ว่าเป็นคำสนองตอบรับคำเสนอตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 สัญญาประกันภัยจึงเกิดขึ้นและมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 สัญญาหาได้เกิดขึ้น ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ไม่ เมื่อเหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 จึงเกิดขึ้นในระยะเวลาประกันภัย ส่วนการออกกรมธรรม์ประกันภัยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 เป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อการฟ้องร้องบังคับคดี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 867 วันที่ออกกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเวลาภายหลังจากที่สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นแล้ว เมื่อรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายในระยะเวลาที่สัญญาประกันภัยมีผลบังคับและโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อรถยนต์แล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์ 118,391 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 112,754 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 112,754 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,637 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงต้องถือข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก 0147 ลำปาง (ป้ายแดง) ไว้จากนางสาวอารีรัตน์ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บน 1621 ลำปาง ออกจากช่องทางด่วนเลี้ยวซ้ายตัดหน้ารถยนต์ที่นางสาวอารีรัตน์ขับมาในทางคู่ขนาน รถยนต์ทั้งสองคันชนกันโดยเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ไม่รอให้รถทางตรงแล่นผ่านไปก่อน อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายหลายรายการโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยดำเนินการจัดซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว

การที่จำเลยฎีกาว่า นางสาวอารีรัตน์ขับรถฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70 และ 71 (1) ไม่ลดความเร็วของรถลงเมื่อถึงทางร่วมทางแยกและไม่ได้ดูรถด้านขวาหรือหยุดรถให้รถของจำเลยเลี้ยวซ้ายผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน นางสาวอารีรัตน์ซึ่งเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎหมายย่อมต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นฝ่ายทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ เป็นการไม่ชอบ และฎีกาว่า ค่าใช้จ่ายในการลากจูงรถ 1,500 บาท เพื่อนำรถไปยังสถานีตำรวจไม่ได้เกี่ยวกับการนำรถไปซ่อม ศาลชั้นต้นกำหนดค่าลากจูงให้โจทก์เป็นการไม่ถูกต้อง ซึ่งจำเลยอุทธรณ์คัดค้านไว้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้วินิจฉัยข้อคัดค้านตามอุทธรณ์ของจำเลยนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า โดยวิสัยและพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุนางสาวอารีรัตน์ได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นความประมาทของจำเลยฝ่ายเดียว และในส่วนของค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า โจทก์มีผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความถึงค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายรถ ค่าซ่อมและค่าอะไหล่ จำเลยไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายมานั้นชอบแล้ว เนื้อหาตามฎีกาของจำเลยที่อ้างในทำนองว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้หยิบยกอุทธรณ์ของจำเลยมาพิจารณานั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ได้ให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยไว้แล้ว จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิรับช่วงสิทธิตามสัญญาประกันภัยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ออกกรมธรรม์ประกันภัยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 ถือเป็นคำสนองรับประกันภัย สัญญาประกันภัย จึงเกิดขึ้นในวันดังกล่าว เหตุคดีนี้เกิดขึ้นก่อนวันทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิเรียกร้องต่อโจทก์ การที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัย โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิได้นั้นเห็นว่า สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นเมื่อมีการแสดงเจตนาทำคำเสนอคำสนองถูกต้องตรงกันตามคำขอเอาประกันภัยรถยนต์ ระบุว่านางสาวอารีรัตน์ขอเอาประกันภัยรถยนต์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 โดยมีความประสงค์ให้กรมธรรม์ มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 แม้ตามกรมธรรม์จะระบุวันทำสัญญาประกันภัยวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 แต่การที่โจทก์ยินยอมระบุให้ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 สิ้นสุดวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 ตามคำขอเอาประกันภัยของนางสาวอารีรัตน์ถือได้ว่าเป็นคำสนองตอบรับคำเสนอตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 สัญญาประกันภัยจึงเกิดขึ้นและมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2551 สัญญาหาได้เกิดขึ้น ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยไม่ เมื่อเหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 จึงเกิดขึ้นในระยะเวลาประกันภัย ส่วนการออกกรมธรรม์ประกันภัยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 เป็นเพียงหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อการฟ้องร้องบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 วันที่ออกกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเวลาภายหลังจากที่สัญญาประกันภัยเกิดขึ้นแล้ว เมื่อรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายในระยะเวลาที่สัญญาประกันภัยมีผลบังคับและโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อรถยนต์แล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ผิดระเบียบของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยให้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบเพื่ออาจใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาได้ก็ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด จึงไม่สมควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 867
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นางนิตยา ไชยโส
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12368/2558
#634183
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 3 ตกลงท้ากันให้ถือเอาผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 เป็นข้อแพ้ชนะคดีโดยมิได้กำหนดว่าให้หน่วยงานใดเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ เมื่อศาลชั้นต้นมีหนังสือให้ส่งเอกสารต่าง ๆ ไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน ทำการตรวจพิสูจน์โจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งคัดค้าน เท่ากับโจทก์และจำเลยที่ 3 ตกลงยินยอมให้กองพิสูจน์หลักฐานทำการตรวจพิสูจน์ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ท้ากัน อันเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของคำท้า ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์อยู่เป็นเวลานานมาก จำเลยที่ 3 เพียงฝ่ายเดียวยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเอกสารคืนจากกองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อส่งไปให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์ การที่ศาลชั้นต้นสอบถามผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์แล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นมีหนังสือเรียกเอกสารคืนจากกองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์นั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำท้าแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือคำท้าและโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ตกลงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของคำท้าเป็นให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เป็นผู้ตรวจพิสูจน์ เพราะคำท้าของคู่ความนั้นจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือยกเลิกได้ก็โดยคู่ความตกลงกันเท่านั้น จำเลยที่ 3 หาอาจเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือยกเลิกคำท้าแต่ฝ่ายเดียวได้ไม่

แม้ผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้านคำแถลงของจำเลยที่ 3 ที่จำเลยที่ 3 ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเอกสารคืนจากกองพิสูจน์หลักฐานแล้วส่งไปให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์ ก็หามีผลผูกพันถึงโจทก์ไม่ เพราะทนายโจทก์มอบฉันทะให้ผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์มารับทราบการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันนัดพร้อมเพื่อฟังผลการตรวจพิสูจน์เท่านั้น และกรณีตามคำแถลงของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นกิจการที่สำคัญเกี่ยวกับคดีซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าทนายโจทก์จะต้องกระทำด้วยตนเอง ดังนั้น ผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์จึงไม่มีอำนาจแถลงต่อศาลว่าจะคัดค้านคำแถลงของจำเลยที่ 3 หรือไม่ คำแถลงของผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์จึงไม่มีผลผูกพันใด ๆ ต่อโจทก์

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนทุนทรัพย์ 4,828,975.63 บาท ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ให้รับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายไปเป็นจำนวนมาก เมื่อจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 3 จึงควรรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

การที่โจทก์ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ให้รับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายไปเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ต้องอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในจำนวนทุนทรัพย์ 4,709,472.66 บาท เกินกว่าความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งมีอยู่เพียง 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ดังนั้น จำนวนทุนทรัพย์ 4,209,472.66 บาท ที่จำเลยที่ 3 ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จึงเกิดจากการดำเนินคดีของโจทก์เกินกว่าความรับผิดของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว จึงเห็นสมควรให้โจทก์รับผิดใช้ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้แก่จำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์

จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องในส่วนของคำท้าและหากศาลฎีกาเห็นว่า คำท้าของคู่ความเป็นไปโดยถูกต้องตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ โดยมิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 3 เป็นฝ่ายชนะคดีหรือยกฟ้องโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามบัญชีท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 ข้อ (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,828,975.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 2,629,630.24 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัดยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 จากสารบบความ

จำเลยที่ 3 แถลงสละประเด็นตามคำให้การ เหลือเพียงประเด็นเรื่องลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ว่า ลายมือชื่อที่ลงไว้ในช่องผู้ค้ำประกันของสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่เพียงประเด็นเดียว และคู่ความตกลงท้ากันให้ถือเอาผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 เป็นข้อแพ้ชนะคดี หากผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 เป็นลายมือชื่อปลอมโจทก์ยอมแพ้คดี แต่ถ้าผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ระบุว่าไม่ใช่ลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 3 ยอมแพ้คดี หากผลการตรวจพิสูจน์ระบุเป็นอย่างอื่น เช่น ไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ คู่ความขอยกเลิกคำท้า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เป็นไปตามที่คู่ความท้ากัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,709,472.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 2,622,251.23 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมชำระเงินไม่เกิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 500,000 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อแรกมีว่า คำท้าของโจทก์และจำเลยที่ 3 ยังคงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 3 อยู่หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 ตกลงท้ากันให้ถือเอาผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 เป็นข้อแพ้ชนะคดีโดยมิได้กำหนดว่าให้หน่วยงานใดเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ เมื่อศาลชั้นต้นมีหนังสือให้ส่งเอกสารต่าง ๆ ไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน ทำการตรวจพิสูจน์โจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งคัดค้าน เท่ากับโจทก์และจำเลยที่ 3 ตกลงยินยอมให้กองพิสูจน์หลักฐานทำการตรวจพิสูจน์ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 3 ท้ากัน อันเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของคำท้า ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์อยู่เป็นเวลานานมาก จำเลยที่ 3 เพียงฝ่ายเดียวยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเอกสารคืนจากกองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อส่งไปให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์ การที่ศาลชั้นต้นสอบถามผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์แล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นมีหนังสือเรียกเอกสารคืนจากกองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อส่งไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์นั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำท้าแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือคำท้าและโจทก์มิได้ตกลงยินยอมด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ตกลงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของคำท้าเป็นให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เป็นผู้ตรวจพิสูจน์ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกา เพราะคำท้าของคู่ความนั้นจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือยกเลิกได้ก็โดยคู่ความตกลงกันเท่านั้น จำเลยที่ 3 หาอาจเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือยกเลิกคำท้าแต่ฝ่ายเดียวได้ไม่

แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้านคำแถลงของจำเลยที่ 3 ที่จำเลยที่ 3 ขอให้ศาลชั้นต้นเรียกเอกสารคืนจากกองพิสูจน์หลักฐานแล้วส่งไปให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์ ก็หามีผลผูกพันถึงโจทก์ไม่ เพราะทนายโจทก์มอบฉันทะให้ผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์มารับทราบการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันนัดพร้อมเพื่อฟังผลการตรวจพิสูจน์เท่านั้น และกรณีตามคำแถลงของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นกิจการที่สำคัญเกี่ยวกับคดีซึ่งโดยสภาพเป็นที่เห็นได้ว่าทนายโจทก์จะต้องกระทำด้วยตนเอง ดังนั้น ผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์จึงไม่มีอำนาจแถลงต่อศาลว่าจะคัดค้านคำแถลงของจำเลยที่ 3 หรือไม่ คำแถลงของผู้รับมอบฉันทะจากทนายโจทก์จึงไม่มีผลผูกพันใด ๆ ต่อโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ตกลงตามคำแถลงของจำเลยที่ 3 ด้วยคำท้าของโจทก์และจำเลยที่ 3 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 3 อยู่ ที่ศาลล่างทั้งสองนำผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐาน มาวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีให้จำเลยที่ 3 ต้องแพ้คดีตามคำท้า ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 3 ควรรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเฉพาะทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีและโจทก์ควรรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นได้บัญญัติให้ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตน หรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายได้เสียไปก็ได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนทุนทรัพย์ 4,828,975.63 บาท ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ให้รับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายไปเป็นจำนวนมาก เมื่อจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 3 จึงควรรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในจำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยพิพากษาแก้ในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้จำนวนเดียวกันและให้ร่วมกันรับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้ที่ลดลงจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ให้จำเลยที่ 3 รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย

ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ให้รับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายไปเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ต้องอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในจำนวนทุนทรัพย์ 4,709,472.66 บาท เกินกว่าความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งมีอยู่เพียง 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงเห็นสมควรให้โจทก์รับผิดใช้ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้แก่จำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น และที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า หากศาลอุทธรณ์เห็นว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ขอให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ดังนั้น จำนวนเงิน 500,000 บาท ที่จำเลยที่ 3 ยอมรับผิดย่อมไม่ได้พิพาทกันจึงไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้มาด้วย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในจำนวนทุนทรัพย์ 500,000 บาท แก่จำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องในส่วนของคำท้าและหากศาลฎีกาเห็นว่า คำท้าของคู่ความเป็นไปโดยถูกต้องตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ โดยมิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 3 เป็นฝ่ายชนะคดีหรือยกฟ้องโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ (2) แต่จำเลยที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชำระเงินไม่เกินคนละ500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 500,000 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ให้โจทก์ใช้ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 3 จำนวน 105,237.50 บาท และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 12,500 บาท กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 64 ม. 138 ม. 161
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายกิตติชัยหรือบวรพัฒน์ เรืองวงศ์วิทย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12356/2558
#635371
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก จ. และ ม. และจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทมาก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาท เพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงต้องแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์อย่างไร ทั้งตามคำร้องเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องได้สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียน กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อผู้ร้องมิได้ตั้งประเด็นในคำร้องว่า โจทก์มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต จึงต้องฟังว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก จ. และ ม. โดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของ ป.พ.พ. มาตรา 6 นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำร้องว่า ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วก่อนโจทก์จะจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้องจึงยกเอาสิทธิที่ได้มาอยู่ก่อนและยังมิได้จดทะเบียนขึ้นใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตามบทมาตราดังกล่าว และเมื่อตามคำร้องของผู้ร้องไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์ที่อยู่ในที่ดินพิพาทได้จึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องโดยไม่จำต้องทำการไต่สวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ และจำเลยตกลงยกบ้านเลขที่ 27/5 และบ้านไม่มีเลขที่รวม 2 หลัง ให้โจทก์ โดยโจทก์ยอมชำระเงินค่าขนย้ายให้แก่จำเลยและบริวาร 200,000 บาท ชำระในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ 150,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระให้เมื่อจำเลยพร้อมบริวารขนยกสิ่งของออกจากบ้านและที่ดินดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ครบกำหนดจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำประกาศลงวันที่ 1 มีนาคม 2556 ไปปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย เนื่องจากผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 27/11 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ปลูกสร้างบ้านมาตั้งแต่ปี 2540 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งปัจจุบันโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และได้ครอบครองทำประโยชน์โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ผู้ร้องจึงได้สิทธิมาโดยการครอบครองปรปักษ์ อาศัยอำนาจพิเศษดังกล่าว ขอให้เจ้าพนักงานระงับการบังคับคดีแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนชอบหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องปลูกบ้านเลขที่ 21/11 ถนนหลักเมืองตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2540 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ผู้ร้องมีประเด็นที่จะนำพยานเข้าสืบตามคำร้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1296 จากนายจุลพนธ์และนายเมธี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 และจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2540 ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาท เพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงต้องแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์อย่างไร ทั้งตามคำร้องเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องได้สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียน กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อผู้ร้องมิได้ตั้งประเด็นในคำร้องว่า โจทก์มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตดังที่ผู้ร้องฎีกา จึงต้องฟังว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายจุลพนธ์และนายเมธีโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำร้องว่า ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วก่อนโจทก์จะจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้องจึงยกเอาสิทธิที่ได้มาอยู่ก่อนและยังมิได้จดทะเบียนขึ้นใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตามบทมาตราดังกล่าว และเมื่อตามคำร้องของผู้ร้องไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์ที่อยู่ในที่ดินพิพาทได้จึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องโดยไม่จำต้องทำการไต่สวน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้นชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนัยนา ศรีจันทรา
ผู้ร้อง — นางกาญจนา เสียงสนั่น
จำเลย — นางกุลธิดา เสียงสนั่น
ชื่อองค์คณะ
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ธงชัย เสนามนตรี
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12355/2558
#590855
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติถึงสัดส่วนกรรมการลูกจ้างที่สหภาพแรงงานแต่งตั้งให้มีจำนวนมากกว่ากรรมการอื่นที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน 1 คน ในกรณีที่ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการเกิน 1 ใน 5 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ดังนี้สัดส่วนของคณะกรรมการลูกจ้างที่สหภาพแรงงานแต่งตั้งมีจำนวนเพียงใดต้องพิจารณาคุณสมบัติของสหภาพแรงงานแต่ละรายไป ไม่อาจนำจำนวนสมาชิกของหลายสหภาพแรงงานมารวมคำนวณสัดส่วนของกรรมการลูกจ้าง

จำเลยมีลูกจ้างประมาณ 1,500 คน โจทก์เป็นประธานสหภาพแรงงานมาลาพลาสซึ่งมีสมาชิกประมาณ 24 คน อันเป็นสหภาพแรงงานที่มีสมาชิกไม่ถึง 1 ใน 5 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด สหภาพแรงงานมาลาพลาสจึงนำจำนวนสมาชิกของตนไปรวมกับจำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงานอื่นเพื่อให้มีจำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงานเกิน 1 ใน 5 แล้วแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างให้มีจำนวนมากกว่ากรรมการอื่นที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานมาลาพลาส 1 คน ไม่ได้ จำเลยใช้สิทธิตรวจสอบจำนวนลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานไปยังพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 45 วรรคสาม ที่บัญญัติให้นำมาตรา 15 วรรคสามและวรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลมได้รับคำตอบจากสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการว่าการแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างของสหภาพแรงงานทั้ง 4 สหภาพแรงงาน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับที่ประชุมสหภาพแรงงานทั้ง 4 สหภาพแรงงาน มีมติแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างตามลำดับของกรรมการสหภาพแรงงานที่ถูกนายจ้างเกลียดชังมากที่สุด เป็นการลงมติโดยไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โจทก์จึงไม่เป็นกรรมการลูกจ้างที่ได้รับแต่งตั้งจากสหภาพแรงงานโดยชอบ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและให้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้างที่ได้รับแต่งตั้งจากสหภาพแรงงานโดยชอบหรือไม่ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติมาแล้วว่ากรรมการลูกจ้างทั้ง 8 คน ที่สหภาพแรงงานทั้ง 4 สหภาพแรงงาน ร่วมกันมีมติแต่งตั้งขึ้นเป็นสมาชิกและกรรมการของแต่ละสหภาพแรงงานแตกต่างกันไป กรณีจึงเป็นการที่สหภาพแรงงานทั้ง 4 สหภาพแรงงาน นำสิทธิในการแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างมารวมหรือแบ่งกัน ซึ่งไม่มีกฎหมายรับรองให้กระทำได้โดยชอบ เพราะพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติถึงสัดส่วนของกรรมการลูกจ้างที่สหภาพแรงงานแต่งตั้งให้มีจำนวนมากกว่ากรรมการอื่นที่มิได้เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน 1 คน ในกรณีที่ลูกจ้างในสถานประกอบกิจการนั้นเกิน 1 ใน 5 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ดังนี้สัดส่วนของกรรมการลูกจ้างที่สหภาพแรงงานแต่งตั้งมีจำนวนเพียงใดก็ต้องพิจารณาคุณสมบัติของสหภาพแรงงานแต่ละรายไป ไม่อาจนำจำนวนสมาชิกของหลายสหภาพแรงงานมารวมคำนวณสัดส่วนของกรรมการลูกจ้างปรากฏตามหนังสือของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 27 มกราคม 2555 เอกสารหมาย ล.6 และคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 155-157/2555 ลงวันที่ 19 เมษายน 2555 เอกสารหมาย ล.9 ซึ่งคู่ความไม่โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องว่าจำเลยมีลูกจ้างประมาณ 1,500 คน และโจทก์ในฐานะผู้กล่าวหาที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ตามเอกสารหมาย ล.9 นำสืบในชั้นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าโจทก์เป็นประธานสหภาพแรงงานมาลาพลาส สหภาพแรงงานนั้นมีสมาชิกประมาณ 24 คน อันเป็นสหภาพแรงงานที่มีสมาชิกไม่ถึง 1 ใน 5 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด สหภาพแรงงานมาลาพลาสจึงนำจำนวนสมาชิกของตนไปรวมกับจำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงานอื่นเพื่อมีจำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงานเกิน 1 ใน 5 แล้วแต่งตั้งคณะกรรมการลูกจ้างให้มีจำนวนมากกว่ากรรมการอื่นที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานมาลาพลาส 1 คน ไม่ได้ นอกจากนี้ตามมาตรา 45 วรรคสาม ที่ให้นำมาตรา 15 วรรคสามและวรรคสี่ มาใช้บังคับแก่การแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างตามวรรคสองโดยอนุโลม เป็นการให้สิทธิจำเลยในฐานะนายจ้างยื่นคำร้องให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานตรวจรับรองว่าสหภาพแรงงานที่แต่งตั้งกรรมการลูกจ้างมีจำนวนลูกจ้างเป็นสมาชิกครบถ้วนถูกต้อง ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาด้วยว่าจำเลยใช้สิทธิดังกล่าวตรวจสอบและได้คำตอบจากสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการแล้วว่าการแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างของสหภาพแรงงานทั้ง 4 สหภาพแรงงาน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับที่ศาลแรงงานกลางฟังยุติมาว่า การลงมติแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างตามลำดับของกรรมการสหภาพแรงงานที่ถูกนายจ้างเกลียดมากที่สุด เป็นการลงมติโดยไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โจทก์จึงไม่เป็นกรรมการลูกจ้างที่ได้รับแต่งตั้งจากสหภาพแรงงานโดยชอบ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องขออนุญาตจากศาลแรงงานก่อน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้เหตุผลในการพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 15 วรรคสาม ม. 15 วรรคสี่ ม. 45 วรรคสอง ม. 45 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรพิไล น้อยหมื่นไวย์
จำเลย — บริษัทมาลาพลาส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายปรัชญา กำเหนิดฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12353/2558
#590852
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีที่นายจ้างไม่พอใจคำสั่งเป็นหนังสือของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมที่ให้ยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งไม่นำส่งเงินสมทบหรือเงินเพิ่ม หรือนำส่งจำนวนไม่ครบ อันเป็นการสั่งตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ก่อนตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง

แม้ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2548 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 50 วรรคสาม ข้อ 35 จะกำหนดว่าในกรณีที่มีคำสั่งอายัดเงิน ผู้ต้องส่งเงินตามคำสั่งอายัดจะปฏิเสธไม่ส่งมอบเงินหรือต้องการโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ตนให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตามแบบคำร้องท้ายระเบียบนี้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนั้นก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงแรงงานกำหนดให้สิทธิแก่ผู้ที่จะต้องส่งเงินตามคำสั่งอายัดที่จะยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งอายัดเงินนั้นหรือไม่ก็ได้ และภายใต้กฎเกณฑ์เช่นไร ไม่เกี่ยวกับขั้นตอนการฟ้องคดี จึงยกมาเป็นข้อตัดอำนาจโจทก์ไม่ให้ฟ้องคดีไม่ได้

เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่กรณีที่มีบทบัญญัติให้ต้องร้องเรียกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ก่อนที่จะนำคดีมาสู่ศาลตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของจำเลยคำสั่งเลขที่ 114/2554 ลงวันที่ 4 เมษายน 2554 และหนังสืออายัดทรัพย์สินที่ รง 0607/5298 ลงวันที่ 5 เมษายน 2554 และหนังสือายัดทรัพย์สินที่ รง 0607/5299 ลงวันที่ 4 เมษายน 2554 และคำสั่งใด ๆ ของจำเลยทั้งสองที่เกี่ยวกับการอายัดเงินของโจทก์ทุกฉบับ ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน185,710.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองและจำเลยที่ 2 หรือไม่และคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553 โจทก์มีหนังสือตอบกลับเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 หลังจากนั้นโจทก์ไม่เคยทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแสดงหลักฐานเพิ่มเติมให้จำเลยทั้งสองพิจารณาแต่อย่างใด แต่มาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดการไต่สวนพยานโจทก์และจำเลยทั้งสอง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เลขาธิการมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งไม่นำส่งเงินสมทบและหรือเงินเพิ่มหรือนำส่งไม่ครบจำนวนตามมาตรา 49 ทั้งนี้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ได้รับเงินที่ค้างชำระ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ออกคำสั่งที่ 114/2554 อายัดเงินตามบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว เป็นจำนวนไม่เกินวงเงิน 174,603 บาทอ้างว่าโจทก์ไม่นำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมแก่กองทุนประกันสังคมแล้วมีหนังสือที่ รง 0607/5299 แจ้งอายัดเงิน 174,603 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเต็มตามวงเงินในคำสั่งที่ 114/2554 และอายัดเงินอีก 11,107.80 บาท อันเป็นจำนวนมากกว่าที่ระบุในคำสั่งที่ 114/2554 อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและหนังสือแจ้งอายัด คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องร้องกรณีนายจ้างไม่พอใจในคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่สั่งตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ก่อนตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง แม้ตามระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พ.ศ. 2548 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 50 วรรคสาม ข้อ 35 จะกำหนดว่าในกรณีที่มีคำสั่งอายัดเงิน ผู้ที่จะต้องส่งเงินตามคำสั่งอายัดจะปฏิเสธไม่ส่งมอบเงินหรือต้องการโต้แย้งหนี้ที่เรียกร้องเอาแก่ตน ให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อเลขาธิการตามแบบคำร้องท้ายระเบียบนี้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนั้น ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงแรงงานกำหนดให้สิทธิแก่ผู้ที่จะต้องส่งเงินตามคำสั่งอายัดที่จะยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งอายัดเงินนั้นหรือไม่ก็ได้ และภายใต้หลักเกณฑ์เช่นไร ไม่เกี่ยวกับขั้นตอนการฟ้องคดี จึงไม่อาจยกเอาระเบียบดังกล่าวมาเป็นข้อตัดอำนาจโจทก์ไม่ให้ฟ้องคดีได้ ดังนี้ เมื่อตามคำฟ้องโจทก์มิใช่กรณีที่มีบทบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ก่อนที่จะนำคดีมาสู่ศาลตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวหรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 2 ที่ 114/2554 และหนังสือแจ้งอายัดทรัพย์สินที่ รง 0607/5299 หรือไม่ เพียงใด จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยทั้งสองประเด็นนี้เสียก่อน

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยทั้งสองประเด็นดังกล่าวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี หากศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงในสำนวนยังไม่พอแก่การวินิจฉัยก็ให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 50 วรรคหนึ่ง ม. 85 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีเคแอนด์อาร์แอสโซซิเอทส์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12352/2558
#589780
เปิดฉบับเต็ม

การระบุวัน เดือน ปีในหนังสือมอบอำนาจเป็นการมุ่งหมายให้ทราบว่ามีการมอบอำนาจเมื่อใดเพื่อแสดงว่าขณะตัวแทนทำการนั้นตัวแทนมีอำนาจหรือไม่

แม้หนังสือมอบอำนาจจะไม่ได้ลงวัน เดือน ปี ส. ผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์โดยแนบหนังสือมอบอำนาจมาท้ายคำฟ้อง ซึ่งหนังสือมอบอำนาจระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องจำเลยโดยให้มีอำนาจถอนฟ้องและประนีประนอมยอมความ จึงเป็นที่เข้าใจอยู่ในตัวว่าโจทก์มอบอำนาจก่อนหรืออย่างน้อยในวันที่ ส. ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางนั้นเอง ส. จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่โจทก์ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจ การที่ ส. แถลงขอถอนฟ้องซึ่งกระทำได้ตามหนังสือมอบอำนาจและศาลแรงงานกลางอนุญาตจึงไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางที่ระบุว่า "ไกล่เกลี่ยแล้ว" หมายถึง ไกล่เกลี่ยโดยองค์คณะผู้พิพากษาที่ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาคือผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 17

การไกล่เกลี่ยตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์หลักให้คดีระงับโดยนายจ้างและลูกจ้างมีความเข้าใจอันดีต่อกันเพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์กันต่อไป โดยการตกลงหรือประนีประนอมยอมความนั้นต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย แต่หากนายจ้างกับลูกจ้างไม่สมัครใจที่จะให้มีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างกันต่อไป บทบัญญัตินี้ก็ไม่ได้ห้ามมิให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันเป็นอย่างอื่น การที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วผู้รับมอบอำนาจโจทก์กับผู้รับมอบอำนาจจำเลยตกลงกันโดยฝ่ายจำเลยตกลงจ่ายเงินช่วยเหลือให้โจทก์และโจทก์ถอนฟ้องซึ่งเป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย การไกล่เกลี่ยของศาลแรงงานกลางจึงไม่ใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ในชั้นไกล่เกลี่ยศาลแรงงานกลางยังไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงอันเป็นฐานที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่เพียงใด เงินที่จำเลยตกลงจ่ายให้โจทก์ระบุชัดเจนว่าเป็น "เงินช่วยเหลือ" ไม่ใช่ค่าชดเชย การที่ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยจึงไม่ใช่การไกล่เกลี่ยให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับเงินต่ำกว่าค่าชดเชยตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์มอบอำนาจให้นายสนั่น ฟ้องจำเลยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 จำเลยบังคับให้โจทก์เขียนใบลาออกทั้งที่โจทก์ไม่ประสงค์จะออกจากงานจึงถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยของเงินดังกล่าว

วันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 7 กันยายน 2554 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้รับมอบอำนาจจำเลยมาศาล ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้ว คดีตกลงกันได้โดยศาลแรงงานกลางจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า "ไกล่เกลี่ยแล้ว จำเลยตกลงจ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์จำนวน 150,000 บาท และมอบหนังสือเลิกจ้างของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวและหนังสือเลิกจ้างแล้วในวันนี้ โจทก์พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้อง" จำเลยไม่คัดค้าน ศาลแรงงานกลางจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง

โจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจคนใหม่ยื่นคำร้องสรุปว่า ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2554 และปรากฏหนังสือมอบอำนาจแนบท้ายคำฟ้องมาแล้ว ทั้งโจทก์บรรยายมาในคำร้องว่าได้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ ซึ่งมีข้อความให้ผู้รับมอบอำนาจถอนฟ้องหรือประนีประนอมยอมความได้ การพิจารณาคดีในวันนัด ศาลได้สอบถามความประสงค์ของคู่ความทุกฝ่ายแล้วจึงจดรายงานกระบวนพิจารณาโดยอนุญาตให้โจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจถอนฟ้องได้ ซึ่งอยู่ในวัตถุประสงค์ของหนังสือมอบอำนาจปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 กันยายน 2554 การดำเนินกระบวนพิจารณาจึงมิได้ผิดระเบียบหรือมิชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์อ้างเหตุอื่นมาในคำร้องก็มิใช่สาระที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางในวันที่ 7 กันยายน 2554 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์สรุปสาระสำคัญได้ 2 ประการ คือหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ลงวัน เดือน ปี ที่มอบอำนาจ จึงเป็นการมอบอำนาจที่มิชอบไม่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ต้นและศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ได้ไกล่เกลี่ยโดยองค์คณะและเป็นการไกล่เกลี่ยขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ทั้งเป็นการไกล่เกลี่ยให้ลูกจ้างได้รับค่าชดเชยน้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ การอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่านายสนั่น ลงชื่อในคำฟ้องในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์โดยแนบหนังสือมอบอำนาจมาท้ายคำฟ้อง ในหนังสือมอบอำนาจระบุว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสนั่นฟ้องจำเลยเรื่องเลิกจ้างเรียกค่าชดเชยและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย โดยให้มีอำนาจถอนฟ้องและประนีประนอมยอมความด้วย เห็นว่า การระบุวัน เดือน ปี ในหนังสือมอบอำนาจเพียงมุ่งหมายให้ทราบว่ามีการมอบอำนาจเมื่อใดเท่านั้น เพื่อที่จะแสดงว่าขณะตัวแทนทำการนั้นตัวแทนมีอำนาจหรือไม่ คดีนี้เป็นที่เข้าใจอยู่ในตัวว่าโจทก์มอบอำนาจก่อนหรืออย่างน้อยในวันที่ 15 สิงหาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่นายสนั่นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางนั่นเอง เพราะมีการแนบหนังสือมอบอำนาจมาท้ายคำฟ้อง ดังนั้นนายสนั่นจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่โจทก์ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจ เมื่อนายสนั่นซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจแถลงขอถอนฟ้องซึ่งเป็นอำนาจที่ผู้รับมอบอำนาจกระทำได้ตามหนังสือมอบอำนาจ ข้อ 3 และคู่ความอีกฝ่ายไม่คัดค้าน การที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจถอนฟ้องจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ในอุทธรณ์ส่วนที่ว่าศาลแรงงานกลางไม่ได้ไกล่เกลี่ยโดยองค์คณะผู้พิพากษานั้น ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 7 กันยายน 2554 ที่ระบุว่า "ไกล่เกลี่ยแล้ว" นั้นหมายถึงไกล่เกลี่ยโดยองค์คณะผู้พิพากษาที่ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา คือผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง และผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายละหนึ่งคน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 17 แล้ว ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงในสำนวน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สำหรับอุทธรณ์ในส่วนที่ว่าศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 38 โจทก์อ้างว่าบทบัญญัติมาตรา 38 เปิดช่องให้ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยได้เฉพาะคดีที่นายจ้างและลูกจ้างยังคงมีนิติสัมพันธ์กันอยู่เพื่อทั้งคู่จะได้มีความสัมพันธ์กันด้วยดีต่อไปหรือไกล่เกลี่ยคดีที่นายจ้างลูกจ้างเลิกนิติสัมพันธ์กันแล้วได้เฉพาะให้นายจ้าง ลูกจ้างกลับมามีความสัมพันธ์กันต่อไปเท่านั้น จะไกล่เกลี่ยเป็นประการอื่นไม่ได้ เห็นว่า มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "...ให้ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน โดยให้ถือว่าคดีแรงงานมีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจอันดีต่อกัน เพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์กันต่อไป" นั้นหมายความว่าในการไกล่เกลี่ยคดีแรงงานวัตถุประสงค์หลักให้ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คดีระงับโดยนายจ้างและลูกจ้างมีความเข้าใจอันดีต่อกันเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์กันต่อไป ซึ่งการตกลงหรือประนีประนอมยอมความนั้นนายจ้างและลูกจ้างต้องตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายหากนายจ้างและลูกจ้างประสงค์จะให้มีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างกันต่อไปศาลแรงงานก็ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ แต่อย่างไรก็ตามหากนายจ้างกับลูกจ้างไม่สมัครใจตกลงหรือประนีประนอมยอมความที่จะให้มีความสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างต่อไป บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้ห้ามมิให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันเป็นอย่างอื่น ดังนั้นหากนายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันเป็นอย่างอื่นซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายก็ย่อมกระทำได้ คดีนี้เมื่อศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วผู้รับมอบอำนาจโจทก์กับผู้รับมอบอำนาจจำเลยตกลงกันได้ โดยฝ่ายจำเลยตกลงจ่ายเงินช่วยเหลือให้โจทก์และฝ่ายโจทก์ขอถอนฟ้องซึ่งข้อตกลงกันดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย การไกล่เกลี่ยของศาลแรงงานกลางจึงหาใช่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า กรณีลูกจ้างฟ้องเรียกค่าชดเชยซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีความผิด ศาลแรงงานจะไกล่เกลี่ยให้ลูกจ้างได้รับค่าชดเชยต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วโจทก์ไม่ได้รับค่าชดเชยเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ในชั้นไกล่เกลี่ยศาลแรงงานกลางยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดอันเป็นฐานที่จะไปวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่เพียงใด เงินที่จำเลยตกลงจ่ายให้โจทก์ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นเงินช่วยเหลือ ไม่ใช่ค่าชดเชย การไกล่เกลี่ยของศาลแรงงานกลางจึงไม่ใช่การไกล่เกลี่ยให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับเงินต่ำกว่าค่าชดเชยตามกฎหมายดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว และคำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ไม่อาจนำมาเทียบเคียงการวินิจฉัยคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 38 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสายชล จันทสิทธิ์
จำเลย — บริษัทแปซิฟิคอุตสาหกรรมกระสอบพลาสติก จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายณวพร รัตนวราหะ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12346/2558
#590019
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1474 (2) บัญญัติว่า สินสมรสได้แก่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดชัดเจนแล้วว่า หากผู้ให้ทรัพย์สินแก่สามีหรือภริยาคนใดคนหนึ่งในระหว่างสมรสประสงค์จะยกให้เป็นสินสมรส ผู้ยกให้ต้องระบุไว้ในหนังสือยกให้ให้ชัดเจน และกฎหมายมิได้จำกัดว่าต้องเป็นการยกให้โดยเสน่หาเท่านั้น ที่ ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) บัญญัติว่า สินส่วนตัวได้แก่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หานั้น เป็นการขยายความว่า เมื่อเป็นการให้ไม่ว่าจะเป็นการให้โดยเสน่หาหรือไม่ ผู้ให้ต้องระบุให้ชัดแจ้งว่าประสงค์จะให้เป็นสินสมรส ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า น. บิดาของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นสินสมรสก็ต้องถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แม้จะมีข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า น. ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีเงื่อนไขและค่าตอบแทนเนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 นำเงินไปชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทตามคำขอร้องของ น. ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วได้ ส่วนที่ดินที่แบ่งแยกจากที่ดินพิพาทหลังจากได้รับการยกให้มาแล้วก็ย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 157 และ 26430 ตำบลเดื่อศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงคืนโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 157 และ 26430 ตำบลเดื่อศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (2) บัญญัติว่า สินสมรสได้แก่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดชัดเจนแล้วว่า หากผู้ให้ทรัพย์สินแก่สามีหรือภริยาคนใดคนหนึ่งในระหว่างสมรส ประสงค์จะยกให้เป็นสินสมรส ผู้ยกให้ต้องระบุไว้ในหนังสือยกให้ให้ชัดเจน และกฎหมายมิได้จำกัดว่า ต้องเป็นการยกให้โดยเสน่หา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ที่บัญญัติว่า "สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยการยกให้โดยเสน่หา" นั้น เป็นการขยายความว่า เมื่อเป็นการยกให้ไม่ว่าจะเป็นการยกให้โดยเสน่หาหรือไม่ ผู้ให้ต้องระบุให้ชัดแจ้งว่า ประสงค์จะให้เป็นสินสมรส ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 157 ดังกล่าว เป็นที่ดินที่นายนิยมซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยกให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ตามหนังสือสัญญาการให้ที่ดิน เมื่อหนังสือสัญญายกให้ระบุว่าเป็นการยกให้โดยเสน่หาโดยไม่ได้ระบุว่าเป็นสินสมรส ก็ต้องถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แม้จะมีข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า นายนิยมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการยกให้โดยมีเงื่อนไขและมีค่าตอบแทน เนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันนำเงินไปชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทตามคำขอร้องของนายนิยม ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 26430 เป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 ทำการแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ดิน 157 หลังจากได้รับการยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 157 มาแล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 26430 ย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เช่นกัน เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมิใช่สินสมรส โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรมตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1471 (3) ม. 1474 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเส็ง พรพุทธคุณรักษาหรือลิ้มสกุล
จำเลย — นางวรรณภา พรพุทธคุณรักษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร — นายชัยรัตน์ จันทะอุ่มเหม้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12342/2558
#589781
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง หมายความว่าในกรณีนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันที่เป็นเงินและลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างจึงมีสิทธินำเงินดังกล่าวไปชดใช้ให้แก่นายจ้างตามเงื่อนไขของการเรียกหรือรับเงินประกัน หรือตามข้อตกลง หรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ดังนั้นนายจ้างจะมีสิทธิหักเงินประกันหรือนำเงินประกันไปชดใช้ค่าเสียหายได้นายจ้างต้องได้รับความเสียหายก่อน หากนายจ้างไม่ได้รับความเสียหายก็ไม่มีสิทธิหักเงินประกันหรือนำเงินประกันไปชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้าง นายจ้างจะอาศัยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่ง หรือประกาศของนายจ้างมาหักเงินประกันการทำงานหรือประกันความเสียหายของลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ก่อให้เกิดความเสียหายไม่ได้

โจทก์จึงอาศัยประกาศการหักเงินหรือแบบพิมพ์รายงานสินค้าขาด - เกินจากการตรวจนับสต็อกที่จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดกรณีสินค้าเกินสต๊อกมาหักเงินประกันของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 50/2556 และพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าคอมมิสชันที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 16,367 บาท เท่านั้น

จำเลยทั้งสอง ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งสรุปได้ว่าการที่โจทก์มีประกาศหักเงิน และจำเลยที่ 2 ลงชื่อยอมรับผิดในแบบพิมพ์รายงานสินค้าขาด - เกินจากการตรวจนับสต็อก โจทก์จะมีสิทธิหักเงินประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสองที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ยถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้าง หรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี" หมายความว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันที่เป็นเงินและลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างจึงมีสิทธินำเงินดังกล่าวไปชดใช้ให้แก่นายจ้างตามเงื่อนไขของการเรียกหรือรับเงินประกัน หรือตามข้อตกลง หรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ดังนั้น การที่นายจ้างจะมีสิทธิหักเงินประกันหรือนำเงินประกันไปชดใช้ค่าเสียหายได้นายจ้างต้องได้รับความเสียหายก่อน หากนายจ้างไม่ได้รับความเสียหายก็ย่อมไม่มีสิทธิดังกล่าว นายจ้างจะอาศัยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน คำสั่ง หรือประกาศของนายจ้างมาหักเงินประกันการทำงานหรือประกันความเสียหายของลูกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายย่อมไม่ได้ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่าวัตถุประสงค์ของการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือประกันความเสียหายจะขยายไปเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือขยายไปตามอำเภอใจของนายจ้าง เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่าสต็อกสินค้าที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 เกินจำนวน 12 ชิ้น โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ได้รับความเสียหาย เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิหักเงินประกันของจำเลยที่ 2 ดังนั้นโจทก์จะอาศัยประกาศการหักเงิน หรือแบบพิมพ์รายงานสินค้าขาด - เกินจากการตรวจนับสต็อก ที่จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดกรณีสินค้าเกินสต็อกมาหักเงินประกันของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายย่อมไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงงาน พ.ศ.2551 ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอรนลิน จำกัด
นายวีระชาติ บุญเข้ม
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายมานะ ธรรมชุตินันท์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12339/2558
#592040
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการดำเนินการให้ กรณีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถูกบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ทางนำสืบของโจทก์จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากการยึดหมายความรวมถึงการอายัดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1141/2542 ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง ต่อมาโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการให้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงนายเสนีย์ ให้ถ้อยคำตามบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า วันที่ 1 และ 3 เมษายน 2552 และวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองตามภูมิลำเนาแล้วไม่พบ และโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการให้นั้น สำหรับการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง โจทก์ดำเนินการหลังจากฟ้องคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2552) การตรวจสอบดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) รับฟังไม่ได้ว่าขณะฟ้องคดีนี้จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ดังนั้น สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นนอกจาก ที่จะแสดงได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ 2 ปรากฏว่า เมื่อโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ อายัดเงินที่จำเลยที่ 2 จะได้รับจากการเฉลี่ยทรัพย์ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการให้ กรณีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถูกบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ทางนำสืบของโจทก์จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากการยึดหมายความรวมถึงการอายัดด้วย จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 นำสืบว่า เงินที่โจทก์อายัดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 299/2546 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร มีจำนวน 9,319,359.63 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28502 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ราคาประเมิน 5,623,750 บาท เห็นว่า เมื่อหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 24,091,923.78 บาท ในขณะที่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ทั้งสองรายการรวมแล้วเป็นเพียง 14,943,109.63 บาท น้อยกว่าหนี้โจทก์ ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว และเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลางค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.เอส.เจ คอนสตรัคชั่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางเวนิสา เจือจันทร์
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12333/2558
#585996
เปิดฉบับเต็ม

แม้ น. เป็นผู้เรียงและเขียนฎีกาของจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความ หรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือ คำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วและปัญหาว่าการเพิ่มโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ตามที่จำเลยฎีกา เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมวินิจฉัยให้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 133/2554 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้างเป็นเหตุให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี จำเลยจึงมิใช่ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุกตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กรณีจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ลม. 3/2555 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าสตางค์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 600,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ลม. 3/2555 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าสตางค์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กระทงละกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 9 ปี 9 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 10 เดือน 15 วัน เมื่อรวมกับโทษปรับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 10 เดือน 15 วัน และปรับ 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้นักโทษชายนพรัตน์ เป็นผู้เรียงและผู้เขียนฎีกาของจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาต หรือผู้ซึ่งขาดจากการเป็นทนายความหรือต้องห้ามทำการเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง คำให้การ ฟ้องอุทธรณ์ แก้อุทธรณ์ ฟ้องฎีกา แก้ฎีกา คำร้อง หรือคำแถลงอันเกี่ยวแก่การพิจารณาคดีในศาลให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้เว้นแต่จะได้กระทำในฐานะเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่หรือมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น" ก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วและปัญหาว่าการเพิ่มโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ตามที่จำเลยฎีกา เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมวินิจฉัยให้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 133/2554 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์อ้างเป็นเหตุให้เพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี จำเลยจึงมิใช่ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กรณีจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้ แต่เมื่อได้ความว่า ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 133/2554 ของศาลชั้นต้น จำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีกอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย จึงต้องนำโทษจำคุกในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 400,000 บาท รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 3 เดือน และปรับ 200,000 บาท บวกโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 133/2554 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นจำคุก 3 ปี 15 เดือน และปรับ 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายเปรมหรือโหด สุทธนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายปองศักดิ์ นันทเสน
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวภัทรพร จักรางกูร
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12328/2558
#600622
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยทั้งสามเป็นคนตัดสายคอนโทรลเคเบิล แต่จุดที่มีการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 อยู่ภายในบริเวณรั้วของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการยากที่บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะเข้าไปตัดสายคอนโทรลเคเบิลในที่เกิดเหตุได้ และการที่สายคอนโทรลเคเบิลถูกตัด มีผลทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าคิดค่าไฟฟ้าต่ำกว่าความจริง ทั้งยังพบว่ามีสายไฟฟ้าซึ่งต่อกับสายคอนโทรลเคเบิลถูกลากไปที่โรงเก็บของจำเลยที่ 1 แม้สายไฟฟ้าดังกล่าวถูกตัดไปและไม่พบสวิตช์ควบคุมในโรงเก็บของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าสายคอนโทรลเคเบิลไม่ได้ถูกตัด ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าปรับกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าและตกลงยอมชำระค่าไฟฟ้าที่มีการปรับปรุงเพิ่ม ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ซึ่งเป็นจำนวนเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่สูงมาก หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดจริงก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะยอมเสียค่าปรับและทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ลักกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่ในขณะเกิดเหตุ จึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิด ต้องถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่ากระแสไฟฟ้า 14,050,058.67 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ากระแสไฟฟ้า 8,967,270.08 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่ากระแสไฟฟ้า 8,967,270.08 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายเข้าตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 พบว่า สายคอนโทรลเคเบิลที่เชื่อมต่อเข้ากับมิเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้สำหรับคิดค่าใช้ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ถูกตัด ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าให้ผู้เสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 เจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าไฟฟ้าที่มีการปรับปรุงเพิ่มให้ผู้เสียหาย 8,967,270.08 บาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนตัดสายคอนโทรลเคเบิล และไม่ทราบว่าสายคอนโทรลเคเบิลดังกล่าวถูกตัดตั้งแต่เมื่อใดก็ตาม แต่ตามแผนที่แสดงสถานที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าบริเวณที่ตั้งของจำเลยที่ 1 มีรั้วล้อมรอบมิดชิด มีป้อมยามบริเวณประตูทางเข้า ทั้งจุดที่มีการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 ที่เกิดเหตุอยู่ภายในบริเวณรั้วของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีรั้วล้อมรอบและล็อกด้วยกุญแจอีกชั้นหนึ่ง จุดที่เกิดเหตุจึงเป็นสถานที่ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นการยากที่บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะเข้าไปตัดสายคอนโทรลเคเบิลในที่เกิดเหตุได้ และการที่สายคอนโทรลเคเบิลดังกล่าวถูกตัด มีผลทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าคิดค่าการใช้ไฟฟ้าไม่ถูกต้องต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งยังพบว่ามีสายไฟฟ้าซึ่งต่อกับสายคอนโทรลเคเบิลถูกลากไปที่โรงเก็บของจำเลยที่ 1 แม้สายไฟฟ้าดังกล่าวถูกตัดไปและไม่พบสวิตช์ควบคุมในโรงเก็บของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ขาดน้ำหนักแต่อย่างใด ซึ่งจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าสายคอนโทรลเคเบิลไม่ได้ถูกตัด ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าปรับกรณีละเมิดการใช้ไฟฟ้าและตกลงยอมชำระค่าไฟฟ้าที่มีการปรับปรุงเพิ่ม โดยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ด้วย แม้จำเลยทั้งสามนำสืบปฏิเสธอ้างว่า เหตุที่ยอมชำระค่าปรับและทำหนังสือรับสภาพหนี้เนื่องจากหากไม่กระทำ ผู้เสียหายจะดำเนินการตัดไฟฟ้าทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ทำบันทึกต่อท้ายหนังสือรับสภาพหนี้ว่า การลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ลักกระแสไฟฟ้าของผู้เสียหายและขอสงวนสิทธิที่จะต่อสู้คดีอาญาต่อไปก็ตาม แต่จำนวนเงินค่ากระแสไฟฟ้าตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นจำนวนสูงมาก หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดจริงก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะยอมเสียค่าปรับและทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แม้จะนำสืบอ้างว่า เมื่อปี 2548 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มอบกิจการของจำเลยที่ 1 ให้นางสาวดวงรัตน์ บุตรสาวเป็นผู้ดูแลก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่ จึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิด ถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่ากระแสไฟฟ้า 14,050,058.67 บาท แก่ผู้เสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีการเจรจาตกลงกันยอมให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่ากระแสไฟฟ้าเพียง 8,967,270.08 บาท จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันชดใช้เงิน 8,967,270.08 บาท แก่ผู้เสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — บริษัทพิษณุโลก ลีไอซ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวิชัย เตชะศิริสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12315/2558
#588599
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายที่มีโทษทางอาญา เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาประการหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 18 (5) ดังนั้น การริบทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่มิได้กระทำผิด ย่อมมีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทำความผิดซึ่งกระทำมิได้ แม้ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 35 ที่โจทก์อ้างบัญญัติให้ริบเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใช้หรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่คำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิด หรือมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ก็มิได้มีบทบัญญัติบังคับให้กระทำเช่นนั้นเพียงแต่ให้ริบเสียก่อนเท่านั้น ส่วนการขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นหลักทั่วไป ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไถของกลางและไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด จึงให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ไม่ริบรถไถล้อยางของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถไถล้อยาง ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งคืนรถไถล้อยางของกลางแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า มีคำสั่งให้คืนรถไถล้อยาง (รถแทรกเตอร์) ยี่ห้อคูโบต้า สีส้ม หมายเลขเครื่องยนต์ ดี 1703 - 9 วาย 0136 หมายเลขทะเบียนตฆ 597 นครสวรรค์ แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า นางสาว ส. เป็นญาติกับนาย ม. ซึ่งเป็นบิดาจำเลย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 นางสาว ส.ทำสัญญาเช่าซื้อรถไถล้อยาง (รถแทรกเตอร์) ยี่ห้อคูโบต้าจากผู้ร้อง นางสาว ส. ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 70,000 บาท ส่วนที่เหลือเมื่อรวมผลประโยชน์ร้อยละ 5.38 ต่อปี และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ทำสัญญาเช่าซื้อรวม 528,392 บาท ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 60 งวด ตามอัตราที่กำหนดท้ายสัญญา เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 เมษายน 2554 และภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ก่อนเกิดเหตุนาย ส. ขอยืมรถไถดังกล่าว จากนางสาว ส.ไปไถไร่เพื่อปลูกมันสำปะหลัง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 จำเลยอายุ 13 ปีเศษ ซึ่งเป็นบุตรของนาย ม.กับนาง ช. ได้ขับรถไถพรวนดินอยู่ก็ถูกจับกุมพร้อมรถไถถูกยึดเป็นของกลาง ต่อมาจำเลยถูกฟ้องตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ในข้อหาบุกรุก แผ้วถางป่า เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษและริบรถไถของกลาง เมื่อผู้ร้องทราบว่ารถไถถูกริบ จึงบอกเลิกสัญญา นางสาว ส.และผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำพิพากษาศาลล่างที่ให้คืนรถไถของกลางแก่ผู้ร้องชอบแล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 นั้น เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 35 บัญญัติให้ริบเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใช้หรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น โดยไม่คำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดหรือมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษา หรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จึงไม่ชอบ เห็นว่า กฎหมายที่มีโทษทางอาญา เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาประการหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) ดังนั้น การริบทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่มิได้กระทำผิด ย่อมมีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทำความผิด ซึ่งกระทำมิได้ ทั้งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์อ้าง มิได้มีบทบัญญัติบังคับไว้เช่นนั้น เพียงให้ริบเสียก่อนเท่านั้น ส่วนการขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบ ย่อมเป็นตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นหลักทั่วไป ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไถของกลาง และไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาและให้คืนของกลางแก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 (5) ม. 36
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 35
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ร้อง — บริษัทสยามคูโบต้าลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — เด็กชาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี — นายไพบูลย์ ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12315/2558
#634802
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายที่มีโทษทางอาญา เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาประการหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 18 (5) ดังนั้น การริบทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่มิได้กระทำความผิด ย่อมมีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทำความผิดซึ่งกระทำมิได้ แม้ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 35 ที่โจทก์อ้างบัญญัติให้ริบเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใช้หรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ โดยไม่คำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิด หรือมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ก็มิได้มีบทบัญญัติบังคับให้กระทำเช่นนั้นเพียงแต่ให้ริบเสียก่อนเท่านั้น ส่วนการขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นหลักทั่วไป ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไถของกลางและไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด จึงให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ไม่ริบรถไถล้อยางของกลางศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถไถล้อยางของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้สั่งคืนรถไถล้อยางของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถไถล้อยาง (รถแทรกเตอร์) ยี่ห้อคูโบต้า สีส้ม หมายเลขเครื่องยนต์ ดี 1703 - 9 วาย 0136 หมายเลขทะเบียน ตฆ 597 นครสวรรค์ แก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า นางสาวสิริวรรณ์เป็นญาติกับนายสมใจ ซึ่งเป็นบิดาจำเลย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 นางสาวสิริวรรณ์ทำสัญญาเช่าซื้อรถไถล้อยาง (รถแทรกเตอร์) ยี่ห้อคูโบต้าจากผู้ร้อง นางสาวสิริวรรณ์ชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 70,000 บาท ส่วนที่เหลือเมื่อรวมผลประโยชน์ร้อยละ 5.38 ต่อปี และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ทำสัญญาเช่าซื้อรวม 528,392 บาท ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 60 งวด ตามอัตราที่กำหนดท้ายสัญญา เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 เมษายน 2554 และภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ก่อนเกิดเหตุนายสมใจขอยืมรถไถดังกล่าวจากนางสาวสิริวรรณ์ไปไถไร่เพื่อปลูกมันสำปะหลัง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2554 จำเลยอายุ 13 ปีเศษ ซึ่งเป็นบุตรของนายสมใจกับนางช่อผกา ได้ขับรถไถพรวนดินอยู่ก็ถูกจับกุมพร้อมรถไถถูกยึดเป็นของกลาง ต่อมาจำเลยถูกฟ้องตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ ในข้อหาบุกรุก แผ้วถางป่า เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษและริบรถไถของกลาง เมื่อผู้ร้องทราบว่ารถไถถูกริบ จึงบอกเลิกสัญญา นางสาวสิริวรรณ์และผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย

ปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางเกินกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาว่าคำพิพากษาที่ให้ริบของกลางถึงที่สุดเมื่อใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงในสำนวนที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยกขึ้นอ้างและนำสืบเสียก่อนว่า คำพิพากษาในคดีให้ริบของกลางถึงที่สุดเมื่อใด เมื่อนับถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเกินหนึ่งปีหรือไม่ จึงเป็นการฎีกาข้อเท็จจริงนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย เมื่อคู่ความไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำพิพากษาศาลล่างที่ให้คืนรถไถของกลางแก่ผู้ร้องชอบแล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 นั้น เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 35 บัญญัติให้ริบเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใช้หรือได้มาโดยการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น โดยไม่คำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดหรือมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาให้คืนของกลางแก่ผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จึงไม่ชอบ เห็นว่า กฎหมายที่มีโทษทางอาญา เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาประการหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) ดังนั้น การริบทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นที่มิได้กระทำผิด ย่อมมีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทำความผิด ซึ่งกระทำมิได้ ทั้งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์อ้าง มิได้มีบทบัญญัติบังคับไว้เช่นนั้น เพียงให้ริบเสียก่อนเท่านั้น ส่วนการขอคืนทรัพย์สินที่ถูกริบ ย่อมเป็นตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นหลักทั่วไป ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไถของกลาง และไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาและให้คืนของกลางแก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 (5) ม. 36
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 35
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี
ผู้ร้อง — บริษัทสยามคูโบต้าลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — เด็กชาย พ.
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ