คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11216/2558
#636292
เปิดฉบับเต็ม

ถ. และ บ. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดเพชรบุรี อันเป็นศาลชั้นต้นในขณะที่ถึงแก่ความตาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสองไว้แล้วทำการไต่สวนตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ถ. และ บ. จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่งแล้ว ส่วนคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของ ผ. เจ้ามรดกอีกคนหนึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะรับไว้พิจารณาเนื่องจาก ผ. มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่จังหวัดสมุทรสาครในขณะถึงแก่ความตายนั้น แม้ผู้ร้องอาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกของ ผ. เป็นอีกคดีหนึ่งได้ที่ศาลชั้นต้นแห่งอื่น อันเป็นศาลที่ ผ. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายก็ตาม แต่กรณีก็ต้องปรับด้วย มาตรา 5 แห่ง ป.วิ.พ. เมื่อเจ้ามรดกทั้งสามรายมีทรัพย์สินอันเป็นมรดกร่วมกันคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ย่อมถือได้ว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสามรายดังกล่าวมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันพอที่จะพิจารณารวมกันได้ ผู้ร้องย่อมมีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของ ผ. ต่อศาลชั้นต้นได้โดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายแถม นางผวน และนายบุญทัน

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวทองแทน ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายแถม และนายบุญทัน กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย คำขอนอกจากนี้ให้ยก โดยไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะไปยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของนางผวน ต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่า การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของผู้ร้องในส่วนที่ขอเป็นผู้จัดการมรดกนางผวนชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องขอว่านายแถม และนายบุญทัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดเพชรบุรี อันเป็นศาลชั้นต้นในขณะที่ถึงแก่ความตาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของบุคคลทั้งสองไว้แล้วทำการไต่สวนตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายแถมและนายบุญทันจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางผวน เจ้ามรดกอีกคนหนึ่งไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะรับไว้พิจารณาเนื่องจากนางผวนมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่จังหวัดสมุทรสาครในขณะถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องอาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางผวนเป็นอีกคดีหนึ่งได้ที่ศาลชั้นต้นแห่งอื่น อันเป็นศาลที่นางผวนมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายก็ตาม แต่กรณีก็ต้องปรับด้วย มาตรา 5 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่บัญญัติว่า "คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นได้" เมื่อข้อเท็จจริงจากทางไต่สวนได้ความว่าเจ้ามรดกทั้งสามรายมีทรัพย์สินอันเป็นมรดกร่วมกันคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 1 หน้า 59 สารบบ 2 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ย่อมถือได้ว่าคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสามรายดังกล่าวมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันพอที่จะพิจารณารวมกันได้ ผู้ร้องย่อมมีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนางผวนต่อศาลชั้นต้นได้โดยอาศัยบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของผู้ร้องในส่วนที่ขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางผวน จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยว่าสมควรแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางผวนหรือไม่ไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เล่ม 1 หน้า 59 สารบบ 2 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางผวนเมื่อการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องและทายาทอื่นยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางผวนประกอบกับผู้ร้องมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 จึงเห็นสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางผวน ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางสาวทองแทน ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางผวน ผู้ตาย ด้วย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 จัตวา วรรคหนึ่ง ม. 5
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวทองแทน เผือกรักษา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11212/2558
#600600
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัวซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีเขตอำนาจรับฟ้องของโจทก์คดีนี้ไว้พิจารณานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาหามีอำนาจวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงมิชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำหน่ายหรือขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 93368 เลขที่ดิน 917 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ประมาณ 99 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว เป็นบ้านเลขที่ 399/139 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ แล้วนำเงินที่ได้ทั้งหมดคืนโจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีเขตอำนาจรับฟ้องของโจทก์คดีนี้ไว้พิจารณา จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เต็มจำนวน

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและรับอุทธรณ์ของโจทก์ โดยที่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องอนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์เพื่อให้มีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อน อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้แล้ว จึงไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าวก่อน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีเขตอำนาจรับฟ้องของโจทก์คดีนี้ไว้พิจารณานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาหามีอำนาจวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไม่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาจึงเห็นควรส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามบทกฎหมายดังกล่าวต่อไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์และคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการส่งไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ เมื่ออ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาในปัญหาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนีลส์ พอลี ดยุร์โฮล์ม
จำเลย — นางนารีรัตน์ ดยุร์โฮล์ม หรือยานุช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายธนทร ผดุงธิติฐ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11198/2558
#589771
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสองจะมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหาย แต่ไม่ได้ความว่าจำเลยทั้งสองรู้เห็นหรือคบคิดกับพวกของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้มีและพาอาวุธปืนมายิงผู้เสียหาย การที่พวกของจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำของพวกจำเลยทั้งสองโดยลำพังในขณะนั้นเอง ไม่อาจอนุมานได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมมีและพาอาวุธปืน และฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมมีและพาอาวุธปืนและไม่มีเจตนาร่วมในความผิดฐานพยายามฆ่า ดังนั้น แม้พวกจำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าอันถือได้ว่ามีการทำร้ายร่างกายรวมอยู่ในการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดในผลของการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายดังกล่าว เพราะเป็นการกระทำคนละเจตนาและเกินขอบเขตเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่มีร่วมกันมาตั้งแต่ต้น จำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่บรรยายมาในคำฟ้องว่า มีการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและผู้เสียหายได้รับอันตรายจากการทำร้ายร่างกายหรือไม่อย่างไร คงบรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง กระสุนปืนถูกผู้เสียหาย ทำให้ได้รับอันตรายสาหัส ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกใช้ขวดขว้างผู้เสียหายก็ตาม ศาลก็ไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาลงโทษจำเลยที่ 1ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวไว้ในฟ้อง ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ แม้ปัญหาข้อนี้ จำเลยที่ 1 จะไม่ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ปัญหาข้อนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ให้ได้รับผลดุจจำเลยที่ 1 ผู้ฎีกาได้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5766/2553 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 และเรียกนายสุรศักดิ์ จำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย และร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าจำเลยทั้งสองกับพวกลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเพราะแพทย์รักษาผู้เสียหายไว้ทันท่วงที ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และฐานร่วมกันพยายามฆ่า เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า ถึงแม้จำเลยทั้งสองจะมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหาย แต่ไม่ได้ความว่าจำเลยทั้งสองรู้เห็นหรือคบคิดกับพวกของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้มีและพาอาวุธปืนมายิงผู้เสียหาย การที่พวกของจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำของพวกจำเลยทั้งสองโดยลำพังในขณะนั้นเอง ไม่อาจอนุมานได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมมีและพาอาวุธปืน และฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าว ข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานร่วมมีและพาอาวุธปืนและไม่มีเจตนาร่วมในความผิดฐานพยายามฆ่า ดังนั้นแม้พวกจำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าอันถือได้ว่ามีการทำร้ายร่างกายรวมอยู่ในการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดในผลของการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายดังกล่าว เพราะเป็นการกระทำคนละเจตนาและเกินขอบเขตเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่มีร่วมกันมาตั้งแต่ต้น จำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่บรรยายมาในคำฟ้องว่า มีการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายและผู้เสียหายได้รับอันตรายจากการทำร้ายร่างกายหรือไม่อย่างไร คงบรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง กระสุนปืนถูกผู้เสียหาย ทำให้ได้รับอันตรายสาหัส ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1กับพวกใช้ขวดขว้างผู้เสียหายก็ตาม ศาลก็ไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวไว้ในฟ้อง ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1โดยเอาการกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่ามาลงโทษจำเลยที่ 1 ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย แม้ปัญหาข้อนี้ จำเลยที่ 1 จะไม่ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง และปัญหาข้อนี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 (จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5766/2553 ของศาลชั้นต้น) ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ให้ได้รับผลดุจจำเลยที่ 1 ผู้ฎีกาได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192 วรรคสี่ ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายนพชัย ภู่สุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประสาร กีรานนท์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11188/2558
#594001
เปิดฉบับเต็ม

การที่บุคคลหนึ่งเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนหรือรู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนอันตนจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าเป็นตัวแทนของตนตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 821 นั้น นอกจากจะมีการแสดงออกว่าเป็นตัวแทนของบุคคลใดแล้ว บุคคลภายนอกที่รับติดต่อกิจการด้วยจะต้องรับติดต่อโดยหลงเข้าใจว่าเป็นกิจการของบุคคลนั้นที่มีการแสดงออกว่าเป็นตัวการด้วย ผู้ที่มีการแสดงออกว่าเป็นตัวการ จึงจะต้องรับผิดชอบเสมือนเป็นตัวการ ถ้าหากบุคคลภายนอกที่รับติดต่อกิจการด้วย มิได้รับติดต่อโดยหลงเข้าใจว่าเป็นกิจการของบุคคลอื่น แต่ยอมติดต่อโดยเชื่อถือผู้ที่มาติดต่อด้วยอย่างผู้มาติดต่อเป็นเจ้าของกิจการนั้นเองแล้ว ก็ต้องถือว่าไม่ใช่กรณีที่บุคคลคนหนึ่งเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งเป็นตัวแทน หรือรู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองเป็นผู้แทนตน อันตนจะต้องพลอยรับผิดชอบเสมือนเป็นตัวการไปด้วย และต้องถือเป็นกรณีที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นติดต่อกับบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัวเอง ไม่มีการพาดพิงไปถึงบุคคลใดให้ต้องรับผิดชอบด้วย ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์เป็นการที่จำเลยร่วมที่ 1 บังคับให้จำเลยแสดงออกแก่โจทก์ทำให้โจทก์เชื่อว่าการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นการกระทำของจำเลยร่วมที่ 1 เอง จึงเป็นการที่จำเลยร่วมที่ 1 เชิดจำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 จะยกเหตุการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมที่ 1 เพื่อจำเลยจะได้มีเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 ตามเงื่อนไขสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นหรือตัดสินใจในการกำหนดราคาซื้อขายหรือเข้าถือเอาประโยชน์จากการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างกันเอง มาเป็นเหตุอ้างปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายเพราะการนี้หาได้ไม่ เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 ทราบว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทมาก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 ดังนั้น การที่จำเลยร่วมที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 นั้น จำเลยร่วมที่ 2 ย่อมทราบแล้วว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ย่อมอยู่ในฐานะที่จะต้องรู้ถึงข้อความจริงอันเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบอยู่ก่อนรับโอนที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการกระทำนิติกรรมขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2837 ตำบลบางโพงพาง อำเภอเมือง จังหวัดนครเขื่อนขันธ์ แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและหากไม่สามารถปฏิบัติได้ขอให้จำเลยคืนแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด เลขที่ 1994324 ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2546 และแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด เลขที่ 45119 ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ชดใช้ค่าปรับตามสัญญาจำนวน 10,000,000 บาท และชำระค่าเสียหายค่าจัดทำโครงการ ค่าเขียนแบบแปลน ค่าบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายขอสินเชื่อธนาคาร ค่าเตรียมงานก่อสร้าง รวม 10,000,000 บาท และ ค่าขาดประโยชน์ 420,403,225 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์อาจถูกลูกค้าฟ้องเรียกค่าเสียหาย จำนวน 100,000,000 บาท รวม 530,403,225 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด และบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เรียกเฉพาะบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม แต่ในส่วนของบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด ให้ยกคำร้อง ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ว่า จำเลยร่วมที่ 1 และเรียกบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด ว่า จำเลยร่วมที่ 2

จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2837 ตำบลบางโพงพาง อำเภอเมือง จังหวัดนครเขื่อนขันธ์ เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 18 ตารางวา แก่โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระราคาค่าที่ดินแก่จำเลยให้ครบถ้วนจำนวน 315,000,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดิน หากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ให้จำเลยคืนแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด เลขที่ 1994324 ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2546 และแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด เลขที่ 45119 ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และชำระค่าปรับตามสัญญาจำนวน 10,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการขาดทุนกำไรจำนวน 10,000,000 บาท และค่าเสียหายและค่าจัดทำโครงการ ค่าเขียนแบบ ค่าบริการจัดการ ค่าใช้จ่ายขอสินเชื่อ ค่าเตรียมงานก่อสร้างจำนวน 200,000 บาท รวม 20,200,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ยกฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับ จำเลยร่วมที่ 1 ให้เป็นพับ)

โจทก์และจำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 ให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม แล้วให้จำเลยในฐานะตัวแทนเชิดจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์ ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาท โดยให้โจทก์ชำระราคาค่าที่ดินแก่จำเลยร่วมที่ 1 ให้ครบถ้วนจำนวน 315,000,000 บาท หากจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 กับจำเลยร่วมที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 ร่วมกันคืนแคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทยจำกัด เลขที่ 1994324 ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2546 และแคชเชียร์เช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด เลขที่ 45119 ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และชำระค่าปรับตามสัญญาจำนวน 10,000,000 บาท ค่าเสียหายจากการขาดทุนกำไรจำนวน 10,000,000 บาท และค่าเสียหายและค่าจัดทำโครงการ ค่าเขียนแบบ ค่าบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายขอสินเชื่อ ค่าเตรียมงานก่อสร้างจำนวน 200,000 บาท รวม 20,200,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ข้อที่สามมีว่า จำเลยเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยร่วมที่ 1 ในการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า การเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยนำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่บุคคลใดก็ได้ เพื่อจำเลยจะได้มีเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 ตามเงื่อนไขในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยร่วมที่ 1 มิได้พิจารณาว่าบุคคลภายนอกผู้ซื้อจะเป็นผู้ใด หรือมีการซื้อขายกันในราคาเท่าใด ซึ่งจำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นหรือมีส่วนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดราคาซื้อขายหรือเข้าถือเอาประโยชน์โดยตรงจากการซื้อขาย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยร่วมที่ 1 เชิดจำเลยหรือรู้แล้วยอมให้จำเลยเชิดตนออกเป็นตัวแทนในการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า การที่บุคคลหนึ่งเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนหรือรู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนอันตนจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าเป็นตัวแทนของตนตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 นั้น นอกจากจะมีการแสดงออกว่าเป็นตัวแทนของบุคคลใดแล้ว บุคคลภายนอกที่รับติดต่อกิจการด้วย จะต้องรับติดต่อโดยหลงเข้าใจว่าเป็นกิจการของบุคคลนั้น ที่มีการแสดงออกว่าเป็นตัวการด้วย ผู้ที่มีการแสดงออกว่าเป็นตัวการ จึงจะต้องรับผิดชอบเสมือนเป็นตัวการ ถ้าหากบุคคลภายนอกที่รับติดต่อกิจการด้วย มิได้รับติดต่อโดยหลงเข้าใจว่าเป็นกิจการของบุคคลอื่น แต่ยอมติดต่อโดยเชื่อถือผู้ที่มาติดต่อด้วยอย่างผู้มาติดต่อเป็นเจ้าของกิจการนั้นเองแล้ว ก็ต้องถือว่าไม่ใช่กรณีที่บุคคลคนหนึ่งเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งเป็นตัวแทน หรือรู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองเป็นผู้แทนตน อันตนจะต้องพลอยรับผิดชอบเสมือนเป็นตัวการไปด้วย และต้องถือเป็นกรณีที่บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นติดต่อกับบุคคลภายนอกเป็นส่วนตัวเอง ไม่มีการพาดพิงไปถึงบุคคลใดให้ต้องรับผิดชอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 จำเลยร่วมที่ 1 ผู้รับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดี ในราคา 170,000,000 บาท แต่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นยกคำร้อง และยังไม่มีการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนมาเป็นชื่อของจำเลยร่วมที่ 1 นายณชคิต พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อปี 2546 มีนายหน้าชื่อนางพิศมัย เสนอขายที่ดินพิพาทราคาตารางละ 90,000 บาท พยานตรวจสอบที่ดินพิพาทแล้ว ปรากฏว่าที่ดินติดจำนองไว้แก่จำเลยร่วมที่ 1 พยานจึงไปติดต่อนายสุเมธ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสินทรัพย์ส่วนกลางของจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งนายสุเมธแจ้งว่า หากพยานต้องการซื้อที่ดินดังกล่าว จะต้องทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับจำเลย เนื่องจากยังไม่ได้โอนชื่อทางทะเบียนมาเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 อีกทั้งจำเลยจะทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยร่วมที่ 1 ด้วย จากนั้น พยานจึงได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยในวันที่ 23 ธันวาคม 2546 ราคา 315,000,000 บาท มีการวางมัดจำ 10,000,000 บาท โดยพยานแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 จำนวน 2 ฉบับ ฉบับละ 5,000,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดิน จะเห็นได้ว่าเมื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิที่จะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์การทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยจำเลยร่วมที่ 1 รู้เห็นด้วย ทั้งจำเลยร่วมที่ 1 ยังสั่งให้จำเลยระบุเงื่อนไขในการขายดังกล่าวให้วางเงินมัดจำในการชำระครั้งแรกจำนวน 10,000,000 บาท ครั้งที่สองจำนวน 50,000,000 บาท โดยสั่งจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 ส่วนที่เหลือ ชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทการที่จำเลยจะขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใด ต้องทำตามเงื่อนไขที่จำเลยร่วมที่ 1 กำหนดไว้ ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการที่จำเลยร่วมที่ 1 บังคับให้จำเลยแสดงออกแก่โจทก์ทำให้โจทก์เชื่อว่าการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นการกระทำของจำเลยร่วมที่ 1 เอง จึงเป็นการที่จำเลยร่วมที่ 1 เชิดจำเลยเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 จะยกเหตุการณ์ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมที่ 1 เพื่อจำเลยจะได้มีเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 ตามเงื่อนไขสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นหรือตัดสินใจในการกำหนดราคาซื้อขายหรือเข้าถือเอาประโยชน์จากการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างกันเอง มาเป็นเหตุอ้างปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายเพราะการนี้หาได้ไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ข้อสุดท้ายว่า จำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 จะต้องร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใดๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นการให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้" คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยร่วมที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 โดยมีค่าตอบแทน ดังนั้น จึงมีข้อที่ต้องพิจารณาเพียงว่า จำเลยร่วมที่ 2 จะต้องรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบด้วยหรือไม่ โจทก์มีนายณชคิต เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547 จำเลยได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทต่อพยาน อ้างว่า จำเลยร่วมที่ 1 ไม่อนุมัติการไถ่ถอน พร้อมทั้งคืนแคชเชียร์เช็คทั้งสองฉบับให้แก่พยาน ตามหนังสือบอกเลิกสัญญา จากนั้นพยานได้ไปพบนายสุเมธจึงทราบว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2547 จำเลยร่วมที่ 1 ได้อนุมัติให้จำเลยไถ่ถอนที่ดินพิพาทได้ ดังนั้น พยานจึงมีหนังสือถึงจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ตามหนังสือขอให้ปฏิบัติตามสัญญาและใบตอบรับ จำเลยร่วมที่ 2 มีนายวัฒนชัย ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของจำเลยร่วมที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่าหลังจากที่จำเลยร่วมที่ 2 ได้ชำระเงินจำนวน 60,000,000 บาท ให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าว จำเลยร่วมที่ 2 จึงได้สอบถามเรื่องดังกล่าวจากจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 แจ้งว่าไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ และจำเลยแจ้งว่าได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทต่อโจทก์ไปแล้ว เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระเงินของจำเลยร่วมที่ 1 ได้ และนายสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของจำเลยร่วมที่ 2 พยานจำเลยร่วมที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ ถามค้านว่า ก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท โจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยร่วมที่ 2 ขอให้ระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยร่วมที่ 2 ได้สอบถามจำเลยแล้ว จำเลยแจ้งว่าได้ยกเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ดินต่อโจทก์แล้ว อีกทั้งจำเลยร่วมที่ 2 ทราบว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้แล้ว คำเบิกความดังกล่าวเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยร่วมที่ 2 ทราบว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทมาก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 ดังนั้นการที่จำเลยร่วมที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 นั้น จำเลยร่วมที่ 2 ย่อมทราบแล้วว่าจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ย่อมอยู่ในฐานะที่จะต้องรู้ถึงข้อความจริงอันเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบอยู่ก่อนรับโอนที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ข้ออื่น แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนชาติ แลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทวนเตชะ จำกัด
บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลยร่วม — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรัศม์ ไชยชิต
ศาลอุทธรณ์ — นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11181/2558
#632762
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง จะต้องปรากฏว่าจำเลยเป็นคนนำหรือพาคนต่างด้าวจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวจากนอกราชอาณาจักรให้เข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.นี้ จำเลยเพียงแต่ไปชักชวน ว. บ. และ พ. ที่ราชอาณาจักรกัมพูชาให้เข้ามาขอทาน แล้วจำเลยนำรถตู้มารับบุคคลทั้งสามในราชอาณาจักรไทยที่ตลาดโรงเกลือ จังหวัดสระแก้ว โดยตัวจำเลยไม่ได้เป็นคนไปพาบุคคลทั้งสามจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรืออุปการะหรือช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวทั้งสามในการเดินทางจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร และคนต่างด้าวทั้งสามก็ยังจ่ายเงินให้จำเลยที่จังหวัดระยอง จำเลยจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเดินทางจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรของ ว. บ. และ พ. จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 391 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 52 วรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (5), 78 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 2 ปี ฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี ฐานให้เด็กไปเป็นขอทานหรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานและฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 ปี เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ความผิดฐานพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 12 ปี คำแถลงรับข้อเท็จจริงของจำเลยในชั้นนำสืบพยานก่อนฟ้องเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสามเฉพาะความผิดฐานค้ามนุษย์ คงจำคุกความผิดฐานค้ามนุษย์ 9 ปี รวมจำคุก 12 ปี 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง และจำคุกในความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี มีกำหนด 8 ปี เมื่อรวมโทษในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 9 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกระทำความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม และฐานให้เด็กไปเป็นขอทานหรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทาน ฐานค้ามนุษย์ โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี กับฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ รวม 2 กระทง จำคุก 9 ปี 4 เดือน

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพานายวัน นายบุญจัน และนายพาดคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานนี้จะต้องปรากฏว่าจำเลยเป็นคนนำหรือพาคนต่างด้าวจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวจากนอกราชอาณาจักรให้เข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยเพียงแต่ไปชักชวนนายวัน ไม่มีนามสกุล นายบุญจัน ไม่มีนามสกุล และนายพาด ไม่มีนามสกุล ที่ราชอาณาจักรกัมพูชาให้เข้ามาขอทาน แล้วจำเลยนำรถตู้มารับบุคคลทั้งสามในราชอาณาจักรไทยที่ตลาดโรงเกลือ จังหวัดสระแก้ว โดยตัวจำเลยไม่ได้เป็นคนไปพาบุคคลทั้งสามจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรหรืออุปการะหรือช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวทั้งสามในการเดินทางจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร และคนต่างด้าวทั้งสามก็ยังจ่ายเงินให้จำเลยที่จังหวัดระยอง ฉะนั้น จำเลยจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเดินทางจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรของนายวัน นายบุญจัน และนายพาด จำเลยเพียงแต่ให้ความสะดวกนายวัน นายบุญจัน และนายพาดในการเดินทางจากตลาดโรงเกลือ จังหวัดสระแก้ว ไปที่จังหวัดระยองซึ่งอยู่ภายในราชอาณาจักร จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรู้ว่านางวาดและเด็กชาย ป. เป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุมนั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในความผิดฐานนี้ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่า จำเลยกระทำความผิดต่อนายวัน นายบุญจัน และนายพาด คนต่างด้าว แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้และมิได้แก้ไขโทษด้วยการที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนี้โดยรู้ว่านางวาดและเด็กชาย ป. เป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นไปตามฟ้องนั้น เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 63 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายโหนกหรือโฮหรือโนหรือนก เมินหรือเมิม
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11165/2558
#634182
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เป็นผู้รับสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ท. เมื่อปี 2546 แล้ว ท. สละการครอบครองให้จำเลยทั้งสองเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา แม้ก่อนฟ้องโจทก์กับ ท. ได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะคืนเงินให้แก่ ท. 110,000 บาท และ ท. จะคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่โจทก์ก็มิได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ ท. แต่อย่างใด การที่โจทก์กลับมาอ้างเป็นผู้มีสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) และมาฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจาก ท. จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2558)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว หากไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนและขนย้าย โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและส่งมอบให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา ตามแผนที่แสดงแนวเขตแปลงที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงเลขที่ 77 ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางแวว ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 74 ตารางวา เป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์เป็นผู้รับสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ วันที่ 21 มีนาคม 2546 โจทก์ขายที่ดินพิพาทพร้อมสละการครอบครองให้นายเที่ยง หลังจากนั้นนายเที่ยงสละการครอบครองให้จำเลยทั้งสอง นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายเที่ยง ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เนื่องจากเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ต่อมาวันที่ 16 มกราคม 2555 โจทก์กับนายเที่ยงได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะคืนเงินให้แก่นายเที่ยง 110,000 บาท และนายเที่ยงจะคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทโดยการขายให้นายเที่ยงแล้ว โจทก์จึงมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทในอันที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินต่อจากนายเที่ยง โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยไม่สุจริต ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายเที่ยงเมื่อปี 2546 แล้วนายเที่ยงสละการครอบครองให้จำเลยทั้งสองเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา แม้ก่อนฟ้องโจทก์กับนายเที่ยงได้ทำบันทึกข้อตกลงว่าโจทก์จะคืนเงินให้แก่นายเที่ยง 110,000 บาท และนายเที่ยงจะคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่โจทก์ก็มิได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่นายเที่ยงแต่อย่างใด การที่โจทก์กลับมาอ้างเป็นผู้มีสิทธิตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01 ก.) และมาฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจากนายเที่ยง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป แม้จำเลยทั้งสองจะไม่มีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท ก็เป็นกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบหลักเกณฑ์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 150
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
นายชะ พวนกิ่ง โดยนางแวว พามี
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายผ่าน แจ่มกระโทก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11161/2558
#590623
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด" มิได้หมายความถึงกรณีที่ศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลเท่านั้น แต่หากยังหมายถึงกรณีที่ศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ด้วย ซึ่งฟ้องแย้งถือเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) การที่ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 525/2553 มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) มีผลตาม ป.วิ.พ.มาตรา 177 วรรคสาม คือ เป็นการไม่รับหรือยกฟ้องแย้งโดยจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) มีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากอยู่แล้ว โดยเหตุนี้ศาลชั้นต้นหาจำต้องระบุว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องอีกไม่ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ก็มีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากอยู่แล้ว ดังนั้น หากปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 127,877,360.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 118,268,078.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จต่อโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำละเมิดในช่วงระหว่างต้นปี 2552 ถึงเดือนกรกฎาคม 2553 แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันทำละเมิด โจทก์จึงต้องฟ้องคดีอย่างช้าภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 โจทก์ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องโดยการฟ้องแย้งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 525/2553 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 ภายในกำหนดอายุความ ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวรับฟ้องแย้งของโจทก์ แต่ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมและสั่งไม่รับฟ้องแย้งโดยเห็นว่าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว จะสั่งไม่รับฟ้องแย้งโดยมิได้สั่งให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ฟ้องเป็นคดีต่างหาก แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีผลเป็นการให้สิทธิแก่จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากแล้วและที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด" มิได้หมายความถึงกรณีที่ศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลเท่านั้น แต่หากยังหมายถึงกรณีที่ศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ด้วย ซึ่งฟ้องแย้งถือเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) การที่ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 525/2553 มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) มีผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม คือ เป็นการไม่รับหรือยกฟ้องแย้งโดยจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) มีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากอยู่แล้ว โดยเหตุนี้ศาลชั้นต้นหาจำต้องระบุว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องอีกไม่ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ก็มีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากอยู่แล้ว ดังนั้น หากปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งวันที่ 23 มิถุนายน 2554 คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 เมื่อโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าทดแทนนับแต่วันทำละเมิดในช่วงระหว่างต้นปี 2552 ซึ่งหมายความว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าทดแทนระหว่างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 ดังนั้นอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง จึงสิ้นสุดลงอย่างช้าในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 เมื่อนับอายุความนับแต่วันคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของโจทก์ถึงที่สุดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 ถึงวันอายุความสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 คงเหลือกำหนดอายุความเพียง 9 วัน ซึ่งน้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของโจทก์ถึงที่สุด จึงต้องขยายอายุความให้อีกหกสิบวันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 19 สิงหาคม 2554 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นก่อนเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล

อนึ่ง คดีโจทก์ฎีกาโดยขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง และชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้วมิได้วินิจฉัยประเด็นปัญหาอื่นต่อไป แต่ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ ฎีกาของโจทก์เช่นนี้ชอบที่จะเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นเงิน 200 บาท ดังนี้ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่น และพิพากษาตามรูปคดีต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 177 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 193/17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมชาย วชิรสกุลชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางณัฐมน กาญจนเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11161/2558
#633556
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำละเมิดในช่วงระหว่างต้นปี 2552 ถึงเดือนกรกฎาคม 2553 แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันทำละเมิด โจทก์จึงต้องฟ้องคดีอย่างช้าภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 โจทก์ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องโดยการฟ้องแย้งในคดีแพ่งของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 ภายในกำหนดอายุความ ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวรับฟ้องแย้งของโจทก์ แต่ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมและสั่งไม่รับฟ้องแย้งโดยเห็นว่าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม แม้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว จะสั่งไม่รับฟ้องแย้งโดยมิได้สั่งให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ฟ้องเป็นคดีต่างหาก แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีผลเป็นการให้สิทธิแก่จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากแล้ว

ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง มิได้หมายความถึงกรณีที่ศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลเท่านั้น แต่หากยังหมายถึงกรณีที่ศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ด้วย ซึ่งฟ้องแย้งถือเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) การที่ศาลชั้นต้นในคดีแพ่ง มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) มีผลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม คือ เป็นการไม่รับหรือยกฟ้องแย้งโดยจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) มีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากอยู่แล้ว โดยเหตุนี้ศาลชั้นต้นหาจำต้องระบุว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องอีกไม่ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ก็มีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากอยู่แล้ว ดังนั้น หากปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งวันที่ 23 มิถุนายน 2554 คำสั่งดังกล่าว ถึงที่สุดวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 เมื่อโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าทดแทนนับแต่วันทำละเมิดในช่วงระหว่างต้นปี 2552 ซึ่งหมายความว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าทดแทนระหว่างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 ดังนั้นอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง จึงสิ้นสุดลงอย่างช้าในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 เมื่อนับอายุความนับแต่วันคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของโจทก์ถึงที่สุดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 ถึงวันอายุความสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 คงเหลือกำหนดอายุความเพียง 9 วัน ซึ่งน้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของโจทก์ถึงที่สุด จึงต้องขยายอายุความให้อีกหกสิบวันตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 19 สิงหาคม 2554 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด

โจทก์ฎีกาโดยขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง และชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้วมิได้วินิจฉัยประเด็นปัญหาอื่นต่อไป แต่ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ ฎีกาของโจทก์เช่นนี้ชอบที่จะเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นเงิน 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 127,877,360.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 118,268,078.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จต่อโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำละเมิดในช่วงระหว่างต้นปี 2552 ถึงเดือนกรกฎาคม 2553 แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันทำละเมิด โจทก์จึงต้องฟ้องคดีอย่างช้าภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 โจทก์ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องโดยการฟ้องแย้งในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 525/2553 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 ภายในกำหนดอายุความ ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวรับฟ้องแย้งของโจทก์ แต่ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมและสั่งไม่รับฟ้องแย้งโดยเห็นว่าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว จะสั่งไม่รับฟ้องแย้งโดยมิได้สั่งให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ฟ้องเป็นคดีต่างหาก แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีผลเป็นการให้สิทธิแก่จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากแล้ว และที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด" มิได้หมายความถึงกรณีที่ศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลเท่านั้น แต่หากยังหมายถึงกรณีที่ศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ด้วย ซึ่งฟ้องแย้งถือเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) การที่ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 525/2553 มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) มีผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม คือ เป็นการไม่รับหรือยกฟ้องแย้งโดยจำเลย (โจทก์ในคดีนี้) มีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากอยู่แล้ว โดยเหตุนี้ศาลชั้นต้นหาจำต้องระบุว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องอีกไม่ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ก็มีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องเป็นคดีต่างหากอยู่แล้ว ดังนั้น หากปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งวันที่ 23 มิถุนายน 2554 คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 เมื่อโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าทดแทนนับแต่วันทำละเมิดในช่วงระหว่างต้นปี 2552 ซึ่งหมายความว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าทดแทนระหว่างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 ดังนั้นอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง จึงสิ้นสุดลงอย่างช้าในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 เมื่อนับอายุความนับแต่วันคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของโจทก์ถึงที่สุดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 ถึงวันอายุความสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 คงเหลือกำหนดอายุความเพียง 9 วัน ซึ่งน้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของโจทก์ถึงที่สุด จึงต้องขยายอายุความให้อีกหกสิบวันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 19 สิงหาคม 2554 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องคดีภายในอายุความครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเหตุฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นก่อนเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล

อนึ่ง คดีโจทก์ฎีกาโดยขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง และชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความแล้วมิได้วินิจฉัยประเด็นปัญหาอื่นต่อไป แต่ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ ฎีกาของโจทก์เช่นนี้ชอบที่จะเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นเงิน 200 บาท ดังนี้ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่น และพิพากษาตามรูปคดีต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมชาย วชิรสกุลชัย
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11153/2558
#588603
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติความหมายคำว่า อาคาร ว่าให้หมายความรวมถึงส่วนต่าง ๆ ของอาคาร และคำว่า ดัดแปลง ว่า เปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำการดัดแปลงอาคารตึกแถวจากเดิมซึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น ดัดแปลงเป็นอาคาร 5 ชั้น โดยทำการก่อสร้างเสาเหล็กขึ้นตามชั้นต่าง ๆ และทำการก่อสร้างพื้น ค.ส.ล. ในชั้นที่ 5 ด้วย อันเป็นการเพิ่มขยายขอบเขต รูปทรง น้ำหนัก ทำให้รูปแบบโครงสร้างของอาคารที่ได้ก่อสร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและไม่ได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมายให้กระทำได้ พร้อมทั้งอ้าง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550 ต่อเนื่องกันไปถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2551 จึงต้องเริ่มนับอายุความในวันที่ 12 มิถุนายน 2551 เมื่อนับถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 5 ปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร เมื่อครบ 60 วัน ตามคำสั่งที่ให้รื้อถอนอาคารเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 แล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อนับถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกิน 5 ปี คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 40, 42, 65, 66 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และปรับจำเลยรายวันตามกฎหมายนับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2551 อันเป็นวันที่จำเลยฝ่าฝืนจนกว่าจำเลยจะดำเนินการรื้อถอน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 42, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน และปรับ 30,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 150 บาท นับแต่วันที่ดัดแปลงอาคารโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จนถึงวันก่อนครบกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น คือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 จนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 เป็นเวลา 245 วัน เป็นเงิน 36,750 บาท และฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม จำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท กับปรับรายวัน วันละ 150 บาท นับแต่วันครบกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม คือวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 จนกว่าจำเลยจะได้ดำเนินการรื้อถอนเสร็จสิ้น เมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2556) เป็นเวลา 1,770 วัน เป็นเงิน 265,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง รวมสองกระทง คงจำคุก 3 เดือน 15 วัน และปรับ 25,000 บาท กับคงปรับรายวัน วันละ 75 บาท เป็นเงิน 151,125 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกินหนึ่งปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับรายวันหลังจากวันที่ 11 มิถุนายน 2551 สำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ สำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการก่อสร้างเสาเหล็ก (วายแฟร้งค์) ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร และคำนิยามคำว่าดัดแปลง ไม่มีคำว่าทำการก่อสร้างเสาเหล็ก (วายแฟร้งค์) ทั้งโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยก่อสร้างดัดแปลงอาคารตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 4 มาก่อน บรรยายเพียงว่า ก่อสร้างเสาเหล็ก ซึ่งความจริงจำเลยไม่สามารถก่อสร้างเสาเหล็กได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติความหมายของคำว่า อาคาร ว่าให้หมายความรวมถึงส่วนต่าง ๆ ของอาคาร และคำว่า ดัดแปลง ว่า เปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การซ่อมแซมหรือการดัดแปลงที่กำหนดในกฎกระทรวง การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำการดัดแปลงอาคารตึกแถวจากเดิมซึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น ดัดแปลงเป็นอาคาร 5 ชั้น โดยทำการก่อสร้างเสาเหล็กขึ้นตามชั้นต่าง ๆ และทำการก่อสร้างพื้น ค.ส.ล. ในชั้นที่ 5 ด้วย อันเป็นการเพิ่มขยายขอบเขต รูปทรง น้ำหนัก ทำให้รูปแบบโครงสร้างของอาคารที่ได้ก่อสร้างไว้แล้วผิดไปจากเดิมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและไม่ได้รับยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมายให้กระทำได้ พร้อมทั้งอ้างพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายว่าการก่อสร้างเสาเหล็ก (วายแฟร้งค์) ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร และจำเลยก่อสร้างดัดแปลงอาคารตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 4 มาก่อนอีก ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงวันที่จำเลยทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ ซึ่งเป็นวันที่พ้นกำหนดสามวันนับแต่วันปิดประกาศ คือวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 นั้น เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้วันที่ปิดประกาศคำสั่งเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาที่ให้ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนด มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง และโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงวันเริ่มต้นที่จำเลยทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2551 เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้แจ้งคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงที่จำเลยก่อสร้างดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและเป็นกรณีที่เป็นอาคารที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยในวันที่ 29 เมษายน 2551 เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ปิดประกาศสำเนาคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ หน้าอาคารดังกล่าว ครั้นเมื่อครบ 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คือวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยได้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยไม่รื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลง และมิได้อยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำสั่ง การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ปิดประกาศสำเนาคำสั่ง เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2551 และเมื่อครบ 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คือวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารของเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยผลของบทกฎหมายดังกล่าวในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 และวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ก็เป็นเวลาที่ครบ 60 วัน ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดให้รื้อถอนอาคารแล้ว ถือว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดถึงวันที่จำเลยทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเสร็จและทราบคำสั่งให้รื้อถอนอาคารของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 อายุความในความผิดทั้งสองฐานจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าวนั้น เห็นว่า ความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลง ตามมาตรา 42, 66 ทวิ ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับรายวันหลังวันที่ 11 มิถุนายน 2551 ในความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และคงลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปีและปรับ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยกระทำความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550 ต่อเนื่องกันไปถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2551 จึงต้องเริ่มนับอายุความในวันที่ 12 มิถุนายน 2551 เมื่อนับถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกินห้าปี คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงยุติว่า เมื่อครบกำหนด 60 วัน ตามคำสั่งที่ให้รื้อถอนอาคารในวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 แล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2551 เมื่อนับถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกินห้าปี คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคสอง ถึงวันก่อนกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิใช่ถึงวันที่จำเลยรื้อถอนเสร็จนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้ไม่ปรับรายวันจำเลยสำหรับความผิดฐานดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหลังจากวันที่ 11 มิถุนายน 2551 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (4)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวอาภรณ์ ทรัพย์มนชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวพนิดา ศกุนตะประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11119/2558
#635359
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามมิได้ยกข้อต่อสู้ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า การกระทำนั้นเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายว่าการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิด ก็ชอบที่จะวินิจฉัยคดีไปตามนั้นและพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลงข้อความในเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมไปที่หน่วยงานราชการหลายแหล่ง แม้จะเป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมก็ตาม แต่มิใช่เป็นการใส่ความโจทก์ร่วม เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงว่าจำเลยทั้งสามไม่ยอมขายที่ดินให้โจทก์ร่วม เป็นเหตุให้เกิดความหวาดกลัวว่าโจทก์ร่วมเป็นข้าราชการทหารจะใช้อิทธิพลข่มขู่ รังแกจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นชาวบ้านและผู้หญิง จำเลยทั้งสามมีสิทธิที่จะเข้าใจได้โดยสุจริตว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประพฤติตนของโจทก์ร่วม อีกทั้งการที่จำเลยทั้งสามระบุชื่อจริงนามสกุลจริงของโจทก์ร่วมและของจำเลยทั้งสามตลอดจนที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยทั้งสามไว้โดยชัดแจ้ง ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามนำข้อความลงในเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วยเจตนาสุจริตตามเรื่องที่เกิดขึ้นแก่จำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียของตนตามคลองธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา พันเอกสุรพล ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326, 83 ฐานร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยการบันทึกอักษร หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 919 ตำบลดาวเรือง อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา ด้านทิศตะวันออกติดที่ดินนางกิ่งแก้ว ด้านทิศใต้ติดลำห้วยสาธารณะ เมื่อปี 2533 ทางราชการได้ตัดถนนสายสระบุรี - ปากยาว ผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 ทำให้ที่ดินถูกแบ่งเป็นสองส่วน โดยที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดลำห้วยสาธารณะเป็นที่ดินแปลงเล็กเนื้อที่ประมาณ 2 งาน ยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 3 สิงหาคม 2550 โจทก์ร่วมได้ซื้อที่ดินของนางกิ่งแก้วซึ่งอยู่ติดกับที่ดินแปลงเล็กของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว และเมื่อโจทก์ร่วมทราบว่ามีที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ร่วมที่ซื้อมาจากนางกิ่งแก้ว โจทก์ร่วมจึงติดต่อขอซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมขาย ต่อมาโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 พิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดินดังกล่าว โดยโจทก์ร่วมอ้างว่าได้ซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากนางกิ่งแก้ว และถูกจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานที่ดินเข้าไปรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่โจทก์ร่วมครอบครอง เมื่อจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ไปออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาท โจทก์ร่วมคัดค้านและฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์ร่วมคัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว และให้โจทก์ร่วมรื้อถอนรั้วและปรับที่ดินให้มีสภาพคงเดิม กับให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ตามวันเวลาที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเขียนและส่งข้อความลงสื่ออินเทอร์เน็ต ผ่านเว็บบอร์ดสำนักงานเลขานุการกองบัญชาการทหารสูงสุด ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 เวลากลางวัน เว็บไซต์โทรโข่ง (torakhong.orq) ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เวลากลางวัน เว็บไซต์ 1111.go.th ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลากลางวัน และเว็บไซต์แคร์แดด (caredad.net) ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ลงข้อความทำนองว่าโจทก์ร่วมใช้อิทธิพลข่มขู่ให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดิน ทำให้จำเลยทั้งสามเดือดร้อนเกรงกลัวต่ออิทธิพลของโจทก์ร่วม มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การที่จำเลยทั้งสามมิได้ยกข้อต่อสู้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกขึ้นมาวินิจฉัย เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า การกระทำนั้นเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายว่าการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิด ก็ชอบที่จะวินิจฉัยคดีไปตามนั้นและพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลงข้อความอันเป็นการใส่ความโจทก์ในเว็บไซต์ตามฟ้อง เป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันลงข้อความในเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมไปที่หน่วยงานราชการหลายแหล่ง แม้จะเป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมก็ตาม แต่มิใช่เป็นการใส่ความโจทก์ร่วม เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงว่าจำเลยทั้งสามไม่ยอมขายที่ดินให้โจทก์ร่วม เป็นเหตุให้เกิดความหวาดกลัวว่าโจทก์ร่วมเป็นข้าราชการทหารจะใช้อิทธิพลข่มขู่ รังแกจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นชาวบ้านและผู้หญิง จำเลยทั้งสามมีสิทธิที่จะเข้าใจได้โดยสุจริตว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประพฤติตนของโจทก์ร่วม อีกทั้งการที่จำเลยทั้งสามระบุชื่อจริงนามสกุลจริงของโจทก์ร่วมและของจำเลยทั้งสามตลอดจนที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยทั้งสามไว้โดยชัดแจ้ง ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามนำข้อความลงในเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วยเจตนาสุจริตตามเรื่องที่เกิดขึ้นแก่จำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียของตนตามคลองธรรม ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยโดยละเอียดและแสดงเหตุผลไว้ชัดเจนแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329 (1)
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดปราจีนบุรี
โจทก์ร่วม — พันเอกสุรพล จันทราสา
จำเลย — นางประทุม พระโพนดก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11118/2558
#589772
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 รับจ้างทำงานให้แก่สำนักงาน น. ซึ่งเป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง ว. นั้น โจทก์ร่วมดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงาน น. และในช่วงระยะเวลาเดียวกันนั้น จำเลยที่ 1 รับจ้างทำงานให้แก่ศูนย์ พ. ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ให้ทุนสนับสนุนทางวิชาการด้านเกษตรอินทรีย์แก่สำนักงาน น. เพื่อดำเนินงานโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพในหัวข้อ "การเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของภาคเกษตรอินทรีย์ไทย" (Strengthening the Export Capacity of Thailand's Organic Agriculture) โดยทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ในทีมงานซึ่งดำเนินงานตามโครงการนี้ดังนั้นไม่ว่าการดำเนินงานตามโครงการนี้จะอยู่ในขอบเขตการทำงานตามที่สำนักงาน น. ว่าจ้างจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ตาม เมื่อปรากฏชื่อโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมดำเนินโครงการนั้นย่อมถือได้ว่าทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว ซึ่งต่อมาทีมดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวได้จัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ขึ้นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอันมีใจความสำคัญและรายนามผู้เขียนร่วมกันตรงกันกับบทความที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างส่งไปพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการฉบับหนึ่ง คงมีความแตกต่างในลำดับของรายนามผู้เขียน ซึ่งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างก็โต้แย้งว่าตนเองเป็นผู้เขียนหลักในบทความดังกล่าว ดังนั้นเมื่อทั้งรายงานฉบับสมบูรณ์ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษรวมทั้งบทความที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างส่งไปพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการดังกล่าวมีรายนามผู้เขียนร่วมกัน 7 คน เหมือนกัน และมีชื่อทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนร่วมกันเหมือนกันโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เขียนคนใดเขียนในเนื้อหาส่วนใด จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าบุคคลทั้งเจ็ดคนดังกล่าวเป็นผู้เขียนบทความดังกล่าวร่วมกันทั้งหมด แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการดำเนินการตามโครงการนวัตกรรม ชื่อ "โครงการวิเคราะห์เชิงลึกการผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ตามกรอบยุทธศาสตร์ด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย" ที่บริษัท ส. ได้รับทุนอุดหนุนการดำเนินโครงการจากสำนักงาน น. แต่เมื่อปรากฏว่าหัวข้อโครงการที่บริษัท ส. ดำเนินการดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกันกับหัวข้อโครงการที่สำนักงาน น. ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ พ. ที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ในทีมดำเนินงาน และระยะเวลาการดำเนินโครงการของบริษัท ส. เป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันกับระยะเวลาดำเนินโครงการของสำนักงาน น. ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ พ. และใกล้เคียงกับช่วงระยะเวลาที่ทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างส่งไปพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ จึงมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าเนื้อหาการดำเนินโครงการของบริษัท ส. ดังกล่าวอาจมีความทับซ้อนกันกับเนื้อหาการดำเนินโครงการตามรายงานฉบับสมบูรณ์ที่มีชื่อโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งทีมงานจัดทำขึ้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมทำดุษฎีนิพนธ์ในการศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตในหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ที่มีความใกล้เคียงกันกับหัวข้อดำเนินงานวิจัยในโครงการที่สำนักงาน น. ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์ พ. ที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อยู่ในทีมดำเนินงาน และคล้ายคลึงกันกับหัวข้อบทความที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างส่งไปพิมพ์เผยแพร่ที่วารสารทางวิชาการ ทั้งยังเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกันทั้งหมด โดยเอกสารทางวิชาการที่กล่าวถึงทั้งหมดนั้นมีเนื้อหาอันเป็นใจความสำคัญเหมือนกันโดยบรรณานุกรมของดุษฎีนิพนธ์ที่โจทก์ร่วมทำขึ้นก็อ้างอิงถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งทีมงานได้จัดทำขึ้นด้วย ทั้งยังได้ความอีกด้วยว่า จำเลยที่ 1 สนใจศึกษาต่อระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตโดยจะเสนอหัวข้อดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ซึ่งจำเลยที่ 1 เคยส่งบทความทางวิชาการพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการมาแล้วนั้น แต่อาจารย์ที่ปรึกษาของจำเลยที่ 1 แจ้งว่า ไม่สามารถกระทำการดังกล่าวได้ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ร่วมดำเนินงานโครงการวิจัยและมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนร่วมกันในบทความทางวิชาการที่มีการพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการก่อนที่โจทก์ร่วมจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตทำดุษฎีนิพนธ์ในหัวข้อที่ใกล้เคียงกัน ย่อมมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมนำผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมวินิจฉัยและร่วมเขียนบทความไปใช้ในการเขียนดุษฎีนิพนธ์ของโจทก์ร่วม ทั้งนี้ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมในผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องตามที่กล่าวอ้างถึงข้างต้นหรือไม่ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้เขียนร่วมในผลงานทางวิชาการที่กล่าวอ้างถึงดังกล่าว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะผู้สร้างสรรค์ร่วม ทั้งในวงวิชาการนั้นพึงมีบรรทัดฐานด้านจรรยาบรรณของนักวิชาการในระดับสากลเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้วิจัยหรือผู้เขียนผลงานทางวิชาการนำผลงานทางวิชาการของผู้สร้างสรรค์ร่วมกันมาใช้ในผลงานทางวิชาการของตน ก็ควรอย่างยิ่งที่โจทก์ร่วมจะได้บอกกล่าวผู้สร้างสรรค์ร่วมกันทุกคนรวมทั้งจำเลยที่ 1 ว่าจะนำบทความที่เขียนร่วมกันนั้นไปใช้ในดุษฎีนิพนธ์ของโจทก์ร่วม และเมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม โดยในส่วนของจำเลยที่ 1 คือการกระทำในส่วนที่ให้สัมภาษณ์แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ลงพิมพ์เผยแพร่ข้อความคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์เป็นบทความภาษาอังกฤษ จึงต้องพิจารณาจากข้อความในบทความที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นเบื้องต้น ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อความภาษาอังกฤษในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แล้ว เห็นได้ว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้กล่าวยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ข้อความดังกล่าวตามฟ้องทั้งหมด ทั้งใจความสำคัญของข้อความที่กล่าวอ้างไว้ในบทความภาษาอังกฤษล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับดุษฎีนิพนธ์ของโจทก์ร่วม รายงานการดำเนินงานวิจัยที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ในทีมดำเนินงาน และบทความที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างส่งพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ รวมทั้งเกี่ยวข้องกับรายงานการดำเนินงานตามโครงการที่บริษัท ส. เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งงานสร้างสรรค์ในลักษณะงานนิพนธ์อันเป็นงานวรรณกรรมทั้งหกชิ้นดังกล่าวนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรืออาจถึงขนาดที่กล่าวได้ว่าทับซ้อนกันในเนื้อหาอันเป็นสาระสำคัญได้ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งหมด ประกอบกับปรากฏตามสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงจากรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงจากรายงานการสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำสั่ง จ. ว่า คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงมีความเห็นว่า แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าเอกสารทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 นั้นเป็นผลงานของจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ แต่ดุษฎีนิพนธ์ของโจทก์ร่วมมีการคัดลอกงานวิชาการจากเอกสารจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเป็นงานเขียนของกลุ่มบุคคลในปริมาณงานที่มาก แม้ว่าโจทก์ร่วมจะอ้างอิงเอกสารบางรายการไว้ในบรรณานุกรมของดุษฎีนิพนธ์ แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการลอกเลียนวรรณกรรมโดยมิชอบ (Plagiarism) ไม่ว่าจะเป็นการลอกวรรณกรรมของตนเองหรือเป็นการลอกวรรณกรรมของผู้อื่นหรือโดยผู้อื่นเป็นเจ้าของผลงานร่วมด้วย นอกจากนี้ สัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ในงานวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับดุษฎีนิพนธ์ของโจทก์ร่วม ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนโดยปราศจากข้อโต้แย้งของทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในการทำรายงานการดำเนินโครงการวิจัยและในบทความที่กลุ่มบุคคลซึ่งมีโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วยเป็นผู้จัดทำขึ้น รวมทั้งบทความทางวิชาการที่เผยแพร่ต่อเนื่องจากการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวมาทั้งหมดข้างต้นย่อมมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกันกับบุคคลอื่นในคณะบุคคลหรือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกันกับหน่วยงานผู้ให้สนับสนุนการวิจัยที่เกี่ยวข้อง และแม้ลิขสิทธิ์ในรายงานการดำเนินโครงการวิจัยและบทความที่กลุ่มบุคคลซึ่งมีโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วยเป็นผู้จัดทำขึ้นจะมิใช่ของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 1 ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย แต่ในฐานที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนร่วมในผลงานวิชาการในรูปแบบงานนิพนธ์อันเป็นงานวรรณกรรมซึ่งมีลิขสิทธิ์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับการปกป้องคุ้มครองในฐานะผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์นั้นด้วย ดังนั้น จึงมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าจำเลยที่ 1 พึงได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิในฐานะผู้เขียนเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดังกล่าวนั้นด้วยการร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความเป็นธรรม การแสดงข้อความตามฟ้องที่ปรากฏในบทความภาษาอังกฤษในหนังสือพิมพ์ตามฟ้องนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยที่ 1 แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนร่วมในรายงานการดำเนินโครงการวิจัยและบทความที่จำเลยที่ 1 เชื่อว่าโจทก์ร่วมได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงข้อความอันเป็นสาระสำคัญดังกล่าวของผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยมิได้บอกกล่าวหรือขออนุญาตผู้สร้างสรรค์ร่วมกันหรือผู้เขียนร่วม หรือผู้มีลิขสิทธิ์ในผลงานนั้นครบถ้วนทุกคน ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 ดังที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326 และ 328

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายศุภชัย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์เฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นออกหมายจับแล้วยังไม่ได้ตัวมา ศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเข้าศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเขียนดุษฎีนิพนธ์เรื่อง "การสร้างกลยุทธ์แห่งชาติด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย : กรณีศึกษาการผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์" (Establishment of Thailand's National Organic Agriculture Strategies : a Case Study in Organic Asparagus Production) โดยโจทก์ร่วมจบการศึกษาดังกล่าวในปี 2551 หรือปีการศึกษา 2550 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 รับทำงานให้แก่สำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น โจทก์ร่วมดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และในช่วงระยะเวลาเดียวกันนั้น จำเลยที่ 1 รับจ้างทำงานให้แก่ศูนย์พาณิชยกรรมระหว่างประเทศ (International Trade Centre หรือ ITC) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ให้ทุนสนับสนุนทางวิชาการด้านเกษตรอินทรีย์แก่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อดำเนินงานโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ในหัวข้อ "การเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของภาคเกษตรอินทรีย์ไทย" (Strengthening the Export Capacity of Thailand's Organic Agriculture) โดยทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ในทีมงานซึ่งดำเนินงานตามโครงการนี้ ตามรายชื่อผู้ดำเนินงานโครงการที่ปรากฏในวารสาร มีการจัดทำรายงานโครงการฉบับสมบูรณ์ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 ต่อมาโจทก์ร่วมส่งบทความ เรื่อง "การเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของภาคเกษตรอินทรีย์ไทย" (Strengthening the Export Capacity of Thailand's Organic Sector) ซึ่งมีเนื้อหาตรงกับรายงานโครงการฉบับสมบูรณ์ไปพิมพ์เผยแพร่ที่วารสารทางวิชาการชื่อ "Outlook on Agriculture" ฉบับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 ส่งบทความเรื่องเดียวกันไปพิมพ์เผยแพร่ที่วารสารทางวิชาการ ชื่อ "Outlook on Agriculture" เล่มที่ 36 นอกจากนี้ ในวันที่ 25 ธันวาคม 2549 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ทำสัญญามอบทุนอุดหนุนโครงการนวัตกรรมให้แก่บริษัทสวิฟท์ จำกัด เพื่อให้ดำเนินโครงการนวัตกรรม ชื่อ "โครงการวิเคราะห์เชิงลึกการผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ตามกรอบยุทธศาสตร์ด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย" มีระยะเวลาดำเนินโครงการไม่เกิน 1 ปี 3 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 24 มีนาคม 2551 ตามสัญญารับทุนอุดหนุนโครงการนวัตกรรม เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2552 โจทก์ร่วมซื้อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (Bangkok Post) ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 ซึ่งมีสิ่งตีพิมพ์ส่วนสเปกตรัม (Spectrum) เล่มที่ 2 เลขที่ 23 วันที่ 7 ถึง13 มิถุนายน 2552 แนบมาด้วย ในสิ่งตีพิมพ์ส่วนสเปกตรัมดังกล่าว มีบทความภาษาอังกฤษ เรื่อง "บททดสอบทางจรรยาบรรณด้านทรัพย์สินทางปัญญา" (A test of intellectual integrity) ซึ่งระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้เรียบเรียง ตามสำเนาบทความและคำแปล โจทก์ร่วมร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 รับจ้างทำงานให้แก่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งมีโจทก์ร่วมเป็นผู้อำนวยการจำเลยที่ 1 รับจ้างทำงานให้แก่สำนักงานศูนย์พาณิชยกรรมระหว่างประเทศซึ่งให้ทุนสนับสนุนทางวิชาการด้านเกษตรอินทรีย์แก่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อดำเนินงานโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพในหัวข้อ "การเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของภาคเกษตรอินทรีย์ไทย" (Strengthening the Export Capacity of Thailand's Organic Agriculture) โดยทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ในทีมซึ่งดำเนินงานตามโครงการนี้ด้วย อันสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ร่วมอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความตอบโจทก์ซักถามว่า โจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนโครงการเสนอขอทุนจากศูนย์พาณิชยกรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นไม่ว่าการดำเนินงานตามโครงการนี้จะอยู่ในขอบเขตการทำงานตามที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติว่าจ้างจำเลยที่ 1 หรือไม่ก็ตาม แต่การที่ปรากฏชื่อโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมดำเนินการโครงการนั้น ย่อมถือได้ว่าทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้โจทก์ร่วมยังอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมซักถามว่า ทีมดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวได้จัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษอันมีใจความสำคัญและรายนามผู้เขียนร่วมกันตรงกันกับบทความที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างส่งไปพิมพ์เผยแพร่ที่วารสารทางวิชาการฉบับหนึ่ง คงมีความแตกต่างในลำดับของรายนามผู้เขียน ซึ่งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างก็โต้แย้งว่าตนเองเป็นผู้เขียนหลักในบทความดังกล่าว ดังนั้นเมื่อทั้งรายงานฉบับสมบูรณ์ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งบทความที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างส่งไปพิมพ์เผยแพร่ที่วารสารทางวิชาการดังกล่าวมีรายนามผู้เขียนร่วมกัน 7 คนเหมือนกัน และมีชื่อทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนร่วมกันเหมือนกัน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เขียนคนใดเขียนในเนื้อหาส่วนใด จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าบุคคลทั้งเจ็ดคนดังกล่าวเป็นผู้เขียนบทความดังกล่าวร่วมกันทั้งหมด เมื่อรายงานฉบับสมบูรณ์และบทความดังกล่าวมีเนื้อหาสาระอันเป็นใจความสำคัญตรงกันจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนร่วมกันในผลงานทางวิชาการทั้งสี่ฉบับดังกล่าวนี้ แม้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการดำเนินการตามโครงการนวัตกรรม ชื่อ "โครงการวิเคราะห์เชิงลึกการผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ตามกรอบยุทธศาสตร์ด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย" ที่บริษัทสวิฟท์ จำกัด ได้รับทุนอุดหนุนการดำเนินโครงการจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ แต่เมื่อปรากฏว่าหัวข้อโครงการที่บริษัทสวิฟท์ จำกัด ดำเนินการ คือ "โครงการวิเคราะห์เชิงลึกการผลิตหน่อไม่ฝรั่งอินทรีย์ตามกรอบยุทธศาสตร์ด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย" มีความคล้ายคลึงกันกับหัวข้อโครงการที่สำงานนวัตกรรมแห่งชาติได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์พาณิชยกรรมระหว่างประเทศ คือหัวข้อ "การเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของภาคเกษตรอินทรีย์ไทย" (Strengthening the Export Capacity of Thailand's Organic Agriculture) ที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ในทีมดำเนินงาน และระยะเวลาการดำเนินโครงการของบริษัทสวิฟท์ จำกัด เป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันกับระยะเวลาดำเนินโครงการของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติที่ได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์พาณิชยกรรมระหว่างประเทศ และใกล้เคียงกับช่วงระยะเวลาที่ทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างส่งไปพิมพ์เผยแพร่ที่วารสารทางวิชาการ จึงมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าเนื้อหาการดำเนินโครงการของบริษัทสวิฟท์ จำกัด ดังกล่าวอาจมีความทับซ้อนกันกับเนื้อหาการดำเนินโครงการตามรายงานฉบับสมบูรณ์ที่มีชื่อโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งทีมงานจัดทำขึ้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมทำดุษฎีนิพนธ์ในการศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตในหัวข้อดุษฎีนิพนธ์เรื่อง "การสร้างกลยุทธแห่งชาติด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย : กรณีศึกษาการผลิตหน่อไม่ฝรั่งอินทรีย์" (Establishment of Thailand's National Organic Agriculture Stategies : a Case Study in Organic Asparagus Production) ซึ่งมีความใกล้เคียงกันกับหัวข้อดำเนินงานวิจัยในโครงการที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์พาณิชยกรรมระหว่างประเทศที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อยู่ในทีมดำเนินงาน และคล้ายคลึงกันกับหัวข้อบทความที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างส่งไปพิมพ์เผยแพร่ที่วารสารทางวิชาการชื่อ "Outlook on Agriculture" คือ บทความเรื่อง "การเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของภาคเกษตรอินทรีย์ไทย" (Strengthening the Export Capacity of Thailand's Organic Sector) ทั้งยังเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกันทั้งหมด โดยเอกสารทางวิชาการที่กล่าวถึงทั้งหมดนั้นมีเนื้อหาอันเป็นใจความสำคัญเหมือนกัน และบรรณานุกรมของดุษฎีนิพนธ์ที่โจทก์ร่วมทำขึ้นอ้างอิงถึงรายงานฉบับสมบูรณ์ที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งทีมงานได้จัดทำขึ้นด้วย ทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 1 ตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 สนใจศึกษาต่อระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจำเลยที่ 1 จะเสนอหัวข้อดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ซึ่งจำเลยที่ 1 เคยส่งบทความทางวิชาการพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชามาแล้วนั้น แต่อาจารย์ที่ปรึกษาของจำเลยที่ 1 แจ้งว่าไม่สามารถกระทำการดังกล่าวได้ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ทราบข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ร่วมดำเนินงานโครงการวิจัยและมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนร่วมกันในบทความทางวิชาการที่มีการพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการก่อนที่โจทก์ร่วมจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตดังกล่าวทำดุษฎีนิพนธ์ในหัวข้อที่ใกล้เคียงกันย่อมมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าโจทก์ร่วมนำผลงานทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมวิจัยและร่วมเขียนบทความไปใช้ในการเขียนดุษฎีนิพนธ์ของโจทก์ร่วม ทั้งนี้ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมในผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องตามที่กล่าวอ้างถึงข้างต้นหรือไม่แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้เขียนร่วมในผลงานทางวิชาการที่กล่าวอ้างถึงดังกล่าว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะผู้สร้างสรรค์ร่วม ทั้งในวงวิชาการนั้นพึงมีบรรทัดฐานด้านจรรยาบรรณของนักวิชาการในระดับสากลเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้วิจัยหรือผู้เขียนผลงานทางวิชาการนำผลงานทางวิชาการของผู้สร้างสรรค์ร่วมกันมาใช้ในผลงานทางวิชาการของตน ก็ควรอย่างยิ่งที่โจทก์ร่วมจะได้บอกกล่าวผู้สร้างสรรค์ร่วมกันทุกคนรวมทั้งจำเลยที่ 1 ว่าจะนำบทความที่เขียนร่วมกันนั้นไปใช้ในดุษฎีนิพนธ์ของโจทก์ร่วม และเมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม โดยในส่วนของจำเลยที่ 1 คือ การกระทำในส่วนที่ให้สัมภาษณ์แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 นำข้อความที่จำเลยที่ 1 ใส่ความมาเขียนบทความ บทความภาษาอังกฤษชื่อ "บททดสอบทางจรรยาบรรณด้านทรัพย์สินทางปัญญา" (A test of intellectual integrity) ซึ่งบทความดังกล่าวลงพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เป็นภาษาอังกฤษ อันเป็นการโฆษณาด้วยเอกสาร จึงต้องพิจารณาจากข้อความที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กล่าวไว้ในบทความที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นเบื้องต้นว่า ข้อความที่มีการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กล่าวนั้นเป็นการที่จำเลยที่ 1 กระทำอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า บทความดังกล่าวมีข้อความภาษาอังกฤษซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า "นายแอลลิสเป็นผู้แต่งหลักของหนึ่งในงานพิมพ์ที่เขาอ้างว่านายศุภชัยใช้เป็นแหล่งข้อมูลที่เขาคัดลอกไปใช้ในงานดุษฎีนิพนธ์ งานพิมพ์ฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ในเดือนสิงหาคม 2549 ภายใต้ชื่อ "การสร้างความเข้มแข็งให้กับศักยภาพการส่งออกผลิตผลเกษตรอินทรีย์ของไทย" และข้อความว่า "นายแอลลิสได้ยืนยันว่า ในดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้มีเนื้อหาเพียง 14 หน้า เท่านั้นที่เป็นงานเขียนของเดิมที่ไม่มีการคัดลอก (สเปกตรัมได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวและยืนยันได้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการคัดลอกคำต่อคำมาจากเอกสารอื่น) เนื้อหาส่วนใหญ่ของดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้เห็นได้ชัดว่ามาจากเอกสาร 4 ฉบับ ที่นายแอลลิสได้กล่าวหาว่ามาจากงานของคนอื่น ซึ่งรวมถึงงานของไอ.ที.ซี. และรายงานความยาว 185 หน้า ที่ได้รับเงินสนับสนุนทุนจาก สนช. ชื่อ "ความท้าทายและโอกาสของการผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ : นัยยะของประเทศไทย" ซึ่งจัดเตรียมโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) ร่วมกับบริษัทสวิฟท์ และได้รับการตีพิมพ์ในเดือนธันวาคม 2550 รายงานของเอไอที/สวิฟท์ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินประมาณสองล้านบาทจาก สนช. ได้ปรากฏเป็นข้อมูลการทดลองจากแปลงปลูกและงานวิจัยของนายศุภชัย" รวมทั้งข้อความว่า "ในขณะที่นายแอลลิสได้เรียกกรณีนี้ว่าเป็นการขโมยคัดลอกและการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา..." ตลอดจนข้อความว่า "กรณีนี้ได้รับการเพิ่มความสำคัญให้มากขึ้นไปอีกจากการที่นายศุภชัยได้รับการพิจารณาเป็นผู้ท้าชิงคนสำคัญที่จะขึ้นรับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คณะกรรมการบริหารของ สสว. ได้เลื่อนการตัดสินใจประกาศผู้รับตำแหน่งผู้อำนวยการคนใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว" โดยโจทก์ร่วมมาเบิกความเป็นพยานว่า โจทก์ร่วมแปลข้อความดังกล่าวจากข้อความภาษาอังกฤษในบทความชื่อ "บททดสอบทางจรรยาบรรณด้านทรัพย์สินทางปัญญา" (A test of intellectual integrity) ย่อหน้าที่ 4 ย่อหน้าที่ 11 และย่อหน้าที่ 13 ตามลำดับ ในย่อหน้าที่ 4 ความว่า "Mr Wyn is a principal author of one of the works he claims Mr Supachai's dissertation was lifted from, an ITC report published in August 2006 which is essentially a national action plan for organic agriculture in Thailand. The report - "Strengthening the Export Capacity of Thailand's Organic Agriculture" ในย่อหน้าที่ 11 ความว่า "Mr Ellis contends there are only 14 pages of original work in that dissertation. (Spectrum has reviewed these documents and can vouch that it appears to be a largely word-for-word reproduction from other texts). Large chunks of the dissertation apparently come from four documents that Mr Ellis alleges are other people's work, including the ITC report and a 185- page, NIA-funded report entitled "Challenges and Opportunities of Organic Asparagus Production : Implication for Thailand", which was prepared by the Asian Institute of Technology (AIT) and Swift Company and published in December 2007. The AIT/ Swift report, which received roughtly 2 million baht in NIA funding, includes the requisite field trial data and research component of Mr Supachai's dissertation." และในย่อหน้าที่ 13 ความว่า "While Mr Ellis says it's plagiarism and theft of intellectual property, Mr Supachai says it's a personal conflict." ตามลำดับ ซึ่งเมื่อพิจารณาทั้งจากข้อความภาษาอังกฤษในบทความดังกล่าวและคำแปลแล้ว เห็นได้ว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้กล่าวยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ข้อความดังกล่าวทั้งหมด ทั้งใจความสำคัญของข้อความที่กล่าวอ้างไว้ในบทความภาษาอังกฤษล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับดุษฎีนิพนธ์ของโจทก์ร่วม รายงานการดำเนินงานวิจัยที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ร่วมอยู่ในทีมดำเนินงาน และบทความที่โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างส่งพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ รวมทั้งเกี่ยวข้องกับรายงานการดำเนินงานตามโครงการนวัตกรรมที่บริษัทสวิฟท์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งงานสร้างสรรค์ในลักษณะงานนิพนธ์อันเป็นงานวรรณกรรมทั้งหกชิ้นดังกล่าวนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กันหรืออาจถึงขนาดที่กล่าวได้ว่าทับซ้อนกันในเนื้อหาอันเป็นสาระสำคัญได้ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งหมด ประกอบกับปรากฏตามสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงจากรายงานการสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงมีความเห็นว่า แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าเอกสารทางวิชาการที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 นั้นเป็นผลงานของจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ แต่ดุษฎีนิพนธ์ของโจทก์ร่วมมีการคัดลอกงานวิชาการจากเอกสารจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเป็นงานเขียนของกลุ่มบุคคลในปริมาณงานที่มาก แม้ว่าโจทก์ร่วมจะอ้างอิงเอกสารบางรายการไว้ในบรรณานุกรมของดุษฎีนิพนธ์ แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการลอกเลียนวรรณกรรมโดยมิชอบ (Plagiarism) ไม่ว่าจะเป็นการลอกวรรณกรรมของตนเอง หรือเป็นการลอกวรรณกรรมของผู้อื่นหรือโดยผู้อื่นเป็นเจ้าของผลงานร่วมด้วย นอกจากนี้ สัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ในงานวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับดุษฎีนิพนธ์ของโจทก์ร่วม ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนโดยปราศจากข้อโต้แย้งของทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับข้อตกลงเรื่องความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในการทำรายงานการดำเนินโครงการวิจัยและในบทความที่กลุ่มบุคคลซึ่งมีโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วยเป็นผู้จัดทำขึ้น รวมทั้งบทความทางวิชาการที่เผยแพร่ต่อเนื่องจากการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวมาทั้งหมดข้างต้นย่อมมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกันกับบุคคลอื่นในคณะบุคคลหรือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกันกับหน่วยงานผู้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยที่เกี่ยวข้อง และแม้ลิขสิทธิ์ในรายงานการดำเนินโครงการวิจัยและบทความที่กลุ่มบุคคลซึ่งมีโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วยเป็นผู้จัดทำขึ้นจะมิใช่ของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 1 ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย แต่ในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนร่วมในผลงานวิชาการในรูปแบบงานนิพนธ์อันเป็นงานวรรณกรรมซึ่งมีลิขสิทธิ์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับการปกป้องคุ้มครองในฐานะผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์นั้นด้วย ดังนั้น จึงมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าจำเลยที่ 1 พึงได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิในฐานะผู้เขียนเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดังกล่าวนั้นด้วยการร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความเป็นธรรม การแสดงข้อความตามฟ้องที่ปรากฏในบทความภาษาอังกฤษ จึงถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยที่ 1 ได้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนร่วมในรายงานการดำเนินโครงการวิจัยและบทความที่จำเลยที่ 1 เชื่อว่าโจทก์ร่วมได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงข้อความอันเป็นสาระสำคัญดังกล่าวของผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยมิได้บอกกล่าวหรือขออนุญาตผู้สร้างสรรค์ร่วมกันหรือผู้เขียนร่วม หรือผู้มีลิขสิทธิ์ในผลงานนั้นครบถ้วนทุกคน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 ดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328 ม. 329 (1)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นายศุภชัย หล่อโลหการ
จำเลย — นายวิลเลี่ยม วิน แอลลิส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายประโยชน์ ดีสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11115/2558
#590197
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน พร้อมทั้งให้ชำระค่าเสียหายและชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสามได้ส่งมอบรถยนต์คืนพร้อมชำระค่าเสียหายกับค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดีแก่โจทก์ไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อรถยนต์มีสภาพชำรุดและโจทก์นำออกขายทอดตลาดได้ราคาไม่ครบถ้วนตามราคารถยนต์ที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมชอบที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนอยู่ได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนไปแล้ว ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เนื่องจากการบังคับคดีจำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้าง กรณีจึงไม่อาจนำมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาไปบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าว ดังนั้นคำพิพากษาในคดีนี้จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนและเกิดขึ้นภายหลังศาลในคดีก่อนพิพากษาไปแล้ว หาใช่ค่าเสียหายที่กำหนดซ้ำซ้อนกันแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 201,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 161,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 เมษายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า เดิมจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขโดยซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน กข - 7081 สุรินทร์ จากโจทก์ในราคา 608,400 บาท ตกลงผ่อนชำระราคารถยนต์ 72 งวด งวดละ 8,450 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ชำระราคารถยนต์เพียง 19 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระ โจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ ขอให้ส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน 447,850 บาท ศาลจังหวัดสุรินทร์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 340,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายกับค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องพร้อมค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 3 นำรถยนต์พิพาทไปวางทรัพย์ที่สำนักงานวางทรัพย์เพื่อคืนแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้นำเงินไปชำระค่าเสียหาย (ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์) ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ 133,954.45 บาท และแจ้งการวางทรัพย์แก่โจทก์แล้ว จากนั้นโจทก์ได้รับรถยนต์พิพาทคืนจากสำนักงานวางทรัพย์และนำออกขายทอดตลาดได้เงิน 138,600 บาท จึงฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามให้ชำระค่าขาดราคารถยนต์เป็นเงิน 201,400 บาท แต่จำเลยทั้งสามปฏิเสธความรับผิด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นการพิพากษาให้ชำระค่าเสียหายซ้ำซ้อนในมูลหนี้เดียวกันหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังศาลจังหวัดสุรินทร์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 340,000 บาท พร้อมทั้งให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์และชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสามได้ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์และได้ชำระค่าเสียหายกับค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดีแก่โจทก์ไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อรถยนต์ที่จำเลยทั้งสามส่งมอบคืนโจทก์มีสภาพชำรุดและโจทก์นำออกขายทอดตลาดได้ราคาเพียง 138,600 บาท ไม่ครบถ้วนตามราคารถยนต์ที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสุรินทร์ โจทก์ย่อมชอบที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนอยู่ได้ เนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลจังหวัดสุรินทร์มีคำพิพากษาในคดีก่อนไปแล้ว ทั้งมิใช่กรณีที่จะไปว่ากล่าวชั้นบังคับคดีในคดีก่อนได้ เนื่องจากการบังคับคดีในคดีก่อน จำต้องอาศัยคำพิพากษาที่วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ใดบ้าง กรณีจึงไม่อาจนำมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาไปบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าว ดังนั้น คำพิพากษาในคดีนี้จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีก่อนและเกิดขึ้นภายหลังจากศาลในคดีก่อนพิพากษาไปแล้ว หาใช่ค่าเสียหายที่กำหนดซ้ำซ้อนกันแต่อย่างใด คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 215 ม. 453
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุรีรัตน์ รังคกูลนุวัฒน์
จำเลย — นางปาริชาติ เพ็ชรไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นายปิยพงศ์ คงวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชาติชาย อัครวิบูลย์
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11103/2558
#607129
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า การที่จำเลยนำทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดชอบด้วย พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือไม่ และจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 5 มีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินที่ให้อำนาจแก่จำเลยเป็นพิเศษที่จะดำเนินการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนมาตามวิธีการที่กำหนดไว้ เพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ อันเป็นวัตถุประสงค์ที่ให้มีการจัดตั้งจำเลยขึ้น และจำเลยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้น หากจำเลยดำเนินการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. อาจไม่เสร็จทันเวลาตามที่กฎหมายกำหนด การที่จำเลยดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทที่เป็นหลักประกัน แล้วขอให้จดทะเบียนระงับจำนอง กับจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยแทนการจำหน่าย จึงชอบด้วย พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมของจำเลยเกี่ยวกับการขายทอดตลาดที่ดินที่เป็นหลักประกันของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ให้นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะ และเพิกถอนการจดทะเบียนระงับจำนองและการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งหมด และให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งหมดคืนให้แก่โจทก์โดยปราศจากภาระผูกพัน ให้จำเลยรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากร ห้ามจำเลยจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินพิพาทตามฟ้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามจำเลยและบริวารเข้ามารบกวนการครอบครองที่ดินพิพาท กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายวัน วันละ 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะดำเนินการตามคำขอบังคับจนครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททรัพย์จำนองรวม 78 โฉนด ตามคำขอโอนฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 และให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองรวม 78 โฉนด กลับมาเป็นชื่อของโจทก์หรือผู้จำนองเดิมโดยมีภาระผูกพันเช่นเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา กระทรวงการคลัง ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยอ้างว่า จำเลยได้ถูกยุบเลิกไปตามมาตรา 95 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 แล้ว แต่การชำระบัญชียังไม่เสร็จสิ้นและมีการโอนสินทรัพย์คงเหลือซึ่งรวมทั้งหนี้สินและภารกิจคงค้าง ได้แก่ การสวมสิทธิทางคดีให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องจะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เดิมธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ฟ้อง โจทก์กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและจำนองตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ธ.13904/2543 หมายเลขแดงที่ ธ.3875/2545 ระหว่างพิจารณาได้มีพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ออกใช้บังคับ จำเลยเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยการรับโอนมาปรับโครงสร้างหนี้และปรับโครงสร้างกิจการ ซึ่งรวมถึงสินทรัพย์ที่มีการฟ้องคดีอยู่ในศาล จำเลยจึงรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) รวมทั้งสินทรัพย์ที่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ฟ้องโจทก์ และจำเลยได้ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) และต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับพวกรวม 9 คน ที่เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่เข้าเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นเงิน 224,289,906.02 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทที่เป็นหลักประกันออกขายทอดตลาด และมีการออกคำบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวกับพวกปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และได้นำทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทที่เป็นหลักประกันออกขายทอดตลาดเอง โจทก์มอบอำนาจให้บริษัทโซลิด ซอร์ส คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด คัดค้านการขายทอดตลาด จำเลยมีคำสั่งยกคำคัดค้าน จำเลยขายทอดตลาดโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 ถึง 78 แต่การขายทอดตลาดไม่มีผู้เข้าเสนอราคา จำเลยจึงงดการขายทอดตลาดต่อมาจำเลยมีหนังสือขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีจดทะเบียนระงับจำนองและจดทะเบียนโอนทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทที่เป็นหลักประกันแทนการจำหน่ายให้แก่จำเลยและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีได้จดทะเบียนให้ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนดังกล่าว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะถูกนายทะเบียนขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 จึงสิ้นสภาพนิติบุคคลก่อนฟ้องคดีวันที่ 29 กันยายน 2551 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า การที่จำเลยนำทรัพย์จำนองตามฟ้องโจทก์ออกขายทอดตลาดนั้นเป็นไปโดยชอบด้วยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือไม่ และจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การที่จำเลยนำทรัพย์จำนองที่ดินที่เป็นหลักประกันออกขายทอดตลาดเองชอบด้วยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 5 บัญญัติให้จัดตั้งจำเลยขึ้นเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น และมาตรา 7 บัญญัติให้จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ ปรับโครงสร้างหนี้ และปรับโครงสร้างกิจการ โดยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพซึ่งรวมถึงสินทรัพย์ที่มีการฟ้องคดีอยู่ในศาล โดยศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาตามมาตรา 30 วรรคหก โดยบัญญัติให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะยื่นคำร้องขอเป็นอย่างอื่น ซึ่งคดีดังกล่าวจำเลยเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) และขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลจึงไม่สั่งจำหน่ายคดี แต่พิจารณาคดีต่อไปจนมีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกที่เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่เข้าเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว หากไม่ชำระให้บังคับทรัพย์จำนองที่เป็นหลักประกัน และมีการออกคำบังคับให้โจทก์กับพวกปฏิบัติแล้ว การดำเนินการของจำเลยจึงเป็นไปตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ และตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ก็ไม่มีบทบัญญัติมาตราใด ห้ามไม่ให้จำเลยซึ่งเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนคู่ความเดิมในอันที่จะจำหน่ายหรือบังคับจำนองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันสำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามวิธีการที่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 บัญญัติไว้ในหมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ส่วนที่ 3 การจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน มาตรา 74 ถึง 76 ว่า ในกรณีที่จำเลยประสงค์จะบังคับจำนองกับทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันสำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้และผู้จำนองชำระหนี้ภายในเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว โดยจะต้องระบุด้วยว่าหากไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำเลยจะบังคับชำระหนี้ในสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ ซึ่งหากลูกหนี้หรือผู้จำนอง ไม่ชำระหนี้ภายในเวลาตามที่กำหนด จำเลยมีอำนาจดำเนินการจำหน่ายโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้าจำเลยเห็นว่าการจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับจำเลยและลูกหนี้มากกว่าก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ ซึ่งจำเลยก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ทั้งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินที่ให้อำนาจแก่จำเลยเป็นพิเศษที่จะดำเนินการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนมาตามวิธีการที่กำหนดไว้ เพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศอันเป็นวัตถุประสงค์ที่ให้มีการจัดตั้งจำเลยขึ้น ดังที่บัญญัติไว้ในตอนท้ายของมาตรา 7 และจำเลยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็วเพราะเมื่อครบเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จำเลยต้องเตรียมการเพื่อเลิกดำเนินกิจการโดยจำเลยจะถูกยุบเลิกเมื่อสิ้นปีที่สิบ และต้องชำระบัญชีให้แล้วเสร็จในเวลาไม่ช้ากว่าปีที่สิบสองนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และพระราชกำหนดนี้เป็นอันยกเลิกเมื่อครบสิบสองปีนับแต่ที่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 95 ดังนั้น หากจำเลยดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การดำเนินงานของจำเลยอาจไม่แล้วเสร็จทันเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ที่จำเลยดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทที่เป็นหลักประกันแล้วขอให้จดทะเบียนระงับจำนองกับจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยแทนการจำหน่าย จึงชอบด้วยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 7 ม. 30 วรรคหก ม. 74 ม. 75 ม. 76 ม. 95
ชื่อคู่ความ
บริษัทอินเตอร์เฮ้าส์ แอนด์ แลนด์ดีเวลลอปเม้นท์
โจทก์ — จำกัด
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง
จำเลย — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11102/2558
#588592
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ราคา 50,000 บาท และวินิจฉัยว่าจำเลยใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากไม่ชอบเนื่องจากก่อนนำเงินสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์จำเลยไม่เคยมาพบโจทก์เพื่อขอชำระหนี้ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นของโจทก์ และพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายฝาก กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียวโดยโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท จึงถือได้ว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งมีเพียง 50,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ 51,000 บาท โดยนำเงินที่จำเลยวางเป็นค่าใช้จ่ายการวางทรัพย์ 1,000 บาท มารวมเป็นทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากโดยชอบเพราะก่อนที่จำเลยจะนำเงินไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์นั้น จำเลยได้พบโจทก์และขอให้โจทก์รับสินไถ่แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1) ปัญหาตามฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับให้โจทก์รับเงินค่าสินไถ่ที่จำเลยนำไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดร้อยเอ็ดและคืนโฉนดที่ดินที่ขายฝากแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด คืนให้แก่จำเลยคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 9,950 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 จำเลยได้ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 30 และ 3876 ตำบลปาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้แก่โจทก์ มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสัญญาขายฝากที่ดิน หลังจากทำสัญญา จำเลยยังคงครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ขายฝากดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยนำเงินจำนวน 50,000 บาท ไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดร้อยเอ็ด ตามสำเนารายงานเจ้าพนักงาน ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 1983/2549 โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝาก และวินิจฉัยว่าจำเลยใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากโดยมิชอบ เนื่องจากก่อนนำเงินสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์จำเลยไม่เคยมาพบโจทก์เพื่อขอชำระหนี้ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นของโจทก์และพิพากษาให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ขายฝากกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เมื่อจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว โดยโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท จึงถือได้ว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งมีเพียง 50,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ 51,000 บาท โดยนำเงินที่จำเลยวางเป็นค่าใช้จ่ายการวางทรัพย์ 1,000 บาท มารวมเป็นทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากโดยชอบ เพราะก่อนที่จำเลยจะนำเงินไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์นั้น จำเลยได้ไปพบโจทก์ และขอให้โจทก์รับเงินสินไถ่แล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นการไม่ชอบ ด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) ปัญหาตามฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และยกฎีกาของโจทก์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 242 (1) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเสาวนีย์ สุธรรมแจ่ม
จำเลย — นางหรือนางสาวยุด ไชยฮะนิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางศศิอนงค์ จงกลนี ปรางทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางมัณทรี อุชชิน
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11092/2558
#635357
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องสอดเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วม ซึ่งจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน และทางพิพาทเป็นที่ดินสาธารณูปโภคที่จำเลยในฐานะผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วม ซึ่งตาม พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 บัญญัติให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินจะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจัดสรรในนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วม ย่อมได้รับประโยชน์จากทางพิพาทซึ่งเป็นภาระจำยอมโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การที่จำเลยจดทะเบียนทางพิพาทในที่ดินสาธารณูปโภคที่จัดสรรให้เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2093 ของธนาคาร อ. ย่อมเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิหรือประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินที่จัดสรรในหมู่บ้านนิติบุคคลจำเลยร่วมทุกรายรวมทั้งผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดจึงมีส่วนได้เสียที่ต้องถูกกระทบสิทธิจากการที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดสรรนำที่ดินสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของผู้ซื้อที่ดินที่จัดสรรไปจดทะเบียนให้เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2093

คำร้องของผู้ร้องสอดอ้างว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นการกระทบสิทธิหรือประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรที่มีอยู่จำนวนกว่าร้อยแปลงในนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วม และนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีนี้แล้ว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความในฐานะจำเลยร่วมตามคำร้องสอดก็ตาม แต่เมื่อคำร้องสอดของนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วมที่ยื่นเข้ามานั้นตั้งข้ออ้างข้อเถียงโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ในลักษณะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ทั้งสองและจำเลย และเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร จำเลยร่วมจึงอยู่ในฐานะเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเสมือนเป็นโจทก์ยื่นคำฟ้อง ดังนี้ เท่ากับนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิเป็นโจทก์ฟ้องแทนผู้ซื้อที่ดินจัดสรรซึ่งเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 47 เกี่ยวกับกรณีที่กระทบสิทธิหรือประโยชน์ของสมาชิกจำนวนตั้งแต่สิบรายขึ้นไปตามมาตรา 48 (4) ย่อมไม่มีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนหนึ่งจะเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนอีก เพราะนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิฟ้องแทนสมาชิกผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางภาระจำยอมโดยให้ทำลายหรือรื้อถอนสิ่งกีดกั้นทางภาระจำยอม กว้าง 8 เมตร ยาว 218 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4089 ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ออกทั้งหมด ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 148,680 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และจำนวน 198,240 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายวันละ 60 บาท และ 80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ หากจำเลยไม่รื้อถอนเปิดทางภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งสองจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมยื่นคำร้องสอดว่า หากศาลฟังว่าที่ดินส่วนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยร่วมจะได้รับความเสียหายไม่สามารถดูแลสาธารณูปโภคของหมู่บ้านของจำเลยร่วมได้อย่างเป็นปกติสุข ขอให้อนุญาตให้ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมเรื่องภาระจำยอมบางส่วนระหว่างจำเลยกับธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 ตกเป็นโมฆะ และยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอด แล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่ว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ยกคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดชอบหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วม ซึ่งจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน และทางพิพาทเป็นที่ดินสาธารณูปโภคที่จำเลยในฐานะผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วม ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 บัญญัติให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินจะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจัดสรรในนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วม ย่อมได้รับประโยชน์จากทางพิพาทซึ่งเป็นภาระจำยอมโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การที่จำเลยจดทะเบียนทางพิพาทในที่ดินสาธารณูปโภคที่จัดสรรให้เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2093 ของธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ย่อมเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิหรือประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินที่จัดสรรในหมู่บ้านนิติบุคคลจำเลยร่วมทุกรายรวมทั้งผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดจึงมีส่วนได้เสียที่ต้องถูกกระทบสิทธิจากการที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดสรรนำที่ดินสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของผู้ซื้อที่ดินที่จัดสรรไปจดทะเบียนให้เป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2093 ดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อคำร้องของผู้ร้องสอดอ้างว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นการกระทบสิทธิหรือประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรที่มีอยู่จำนวนกว่าร้อยแปลงในนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วม และนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีนี้แล้ว แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วมเข้าเป็นคู่ความในฐานะจำเลยร่วมตามคำร้องสอดก็ตาม แต่เมื่อคำร้องสอดของนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วมที่ยื่นเข้ามานั้นตั้งข้ออ้างข้อเถียงโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ในลักษณะเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ทั้งสองและจำเลย และเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร จำเลยร่วมจึงอยู่ในฐานะเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเสมือนเป็นโจทก์ยื่นคำฟ้อง ดังนี้ เท่ากับนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิเป็นโจทก์ฟ้องแทนผู้ซื้อที่ดินจัดสรรซึ่งเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 47 เกี่ยวกับกรณีที่กระทบสิทธิหรือประโยชน์ของสมาชิกจำนวนตั้งแต่สิบรายขึ้นไปตามมาตรา 48 (4) ย่อมไม่มีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคนหนึ่งจะเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อยังให้ได้รับการรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนอีก เพราะนิติบุคคลหมู่บ้านจำเลยร่วมได้ใช้สิทธิฟ้องแทนสมาชิกผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายตามกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 47 ม. 48 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทศิลายุทธ์ จิตติยาธีรากูล กับพวก
ผู้ร้องสอด — นายประเสริฐ โกศลโพธิสกุล
บริษัท ชาโตเดล จำกัด
จำเลย — หรือบริษัทกันตณัฐ ดีเวลลอป จำกัด
จำเลยร่วม — นิติบุคคลหมู่บ้านณิชาดา
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11091/2558
#589878
เปิดฉบับเต็ม

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่ง ตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง กฎหมายบัญญัติบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าคู่ความจักมีคำขอหรือไม่

ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนั้น คำสั่งศาลต้องอยู่ในบังคับตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกับตาราง 7 ซึ่งกำหนดให้ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร หากศาลมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี ศาลก็จะต้องระบุจำนวนเงินสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองประเภทนี้โดยชัดแจ้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมเพียงว่า "ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก" ย่อมชัดเจนแล้วว่า ศาลชั้นต้นมีดุลพินิจไม่สั่งให้จำเลยทั้งสี่ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ และเป็นคำพิพากษาชอบด้วยบทบัญญัติที่ศาลต้องปฏิบัติในการทำคำพิพากษาตามมาตรา 141 วรรคหนึ่ง ทุกประการ หาใช่เป็นคำพิพากษาที่ไม่ครบถ้วนและไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2558)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในกรอบสีส้มและสีเหลือง รวมเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 94.5 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 297 หมู่ที่ 3 ตำบลชนบท อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ห้ามจำเลยทั้งสี่นำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินและห้ามจำเลยทั้งสี่กับบริวารเข้าเกี่ยวข้องรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 297 หมู่ที่ 3 ตำบลชนบท อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เฉพาะพื้นที่สีเหลือง เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 13.5 ตารางวา และพื้นที่สีส้ม เนื้อที่ 5 ไร่ 81 ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 94.5 ตารางวา ห้ามจำเลยทั้งสี่นำที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดิน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นแก่โจทก์เป็นเงิน 4,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาข้อ 1 ข้อ 2.1 และ 2.3 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 ของจำเลยทั้งสี่เป็นฎีกาที่คัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ โดยมิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งได้วินิจฉัยด้วยเหตุผลอื่นที่แตกต่างจากเหตุผลของศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อ 2.2 และข้อ 6 ของจำเลยทั้งสี่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ และจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาในข้อ 2.2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 เพียงไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทต่อทางราชการ มิได้โต้แย้งสิทธิหรือรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสี่ต้องห้ามฎีกามาแล้วข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสี่ไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาท แม้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่โจทก์จะต้องฟ้องขอให้ปลดเปลื้องการรบกวนภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374 วรรคสอง ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่ไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาทในที่ดินของโจทก์นั้น ย่อมเป็นการละเมิดและโต้แย้งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ขอออกโฉนดที่ดินพิพาทอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาในข้อ 6 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นแก่โจทก์เป็นการไม่ชอบและไม่เป็นธรรมแก่จำเลยทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่ง ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 7 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงนั้น กฎหมายบัญญัติบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าคู่ความจักมีคำขอหรือไม่ โดยหากศาลไม่มีดุลพินิจเป็นประการอื่นก็ต้องสั่งให้คู่ความ ฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สำหรับค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนั้น คำสั่งศาลต้องอยู่ในบังคับตาราง 6 ค่าทนายความ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งกำหนดอัตราขั้นต่ำและขั้นสูง กับตาราง 7 ซึ่งกำหนดให้ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร โดยในคดีมีทุนทรัพย์ต้องไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนทุนทรัพย์ หรือในคดีไม่มีทุนทรัพย์ต้องไม่เกินห้าพันบาท ดังนั้น ในการที่ศาลจะมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองประเภทนี้ในคำพิพากษา หากศาลมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี ศาลก็จะต้องระบุจำนวนเงินสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองประเภทนี้โดยชัดแจ้ง ปรากฏว่า สำหรับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมเพียงว่า "ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก" คำสั่งดังกล่าวนี้ย่อมชัดเจนแล้วว่า ศาลชั้นต้นมีดุลพินิจไม่สั่งให้จำเลยทั้งสี่ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์และเป็นคำพิพากษาชอบด้วยบทบัญญัติที่ศาลต้องปฏิบัติในการทำคำพิพากษาตามมาตรา 141 วรรคหนึ่ง ทุกประการ หาใช่เป็นคำพิพากษาที่ไม่ครบถ้วนและไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หยิบยกเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นมากล่าวถึงและมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ต้องชดใช้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,000 บาท นั้น เป็นคำสั่งที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า สำหรับคำสั่งศาลเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมนั้น คู่ความที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลมีสิทธิที่จะอุทธรณ์หรือฎีกาโต้แย้งได้ภายในหลักเกณฑ์ที่บัญญัติในมาตรา 168 โดยหากเป็นกรณีที่ศาลมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย คู่ความก็มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียวได้ แต่หากเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาเกี่ยวกับดุลพินิจที่ศาลกำหนดอยู่ในกรอบของกฎหมายจะต้องมีอุทธรณ์หรือฎีกาในเนื้อหาคดีด้วย จึงจะอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมรวมมาได้ สำหรับคดีนี้ จำเลยทั้งสี่เป็นฝ่ายอุทธรณ์คำพิพากษาเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น ประเด็นสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ซึ่งศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ต้องชดใช้แก่โจทก์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่มิได้ยื่นอุทธรณ์และกลับเป็นผลร้ายเพิ่มขึ้นแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียว จริงอยู่ แม้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี จะมีอำนาจสั่งก้าวล่วงไปถึงคำสั่งของศาลล่างเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมก็ตาม แต่ก็จะต้องมิได้เป็นคำสั่งที่ก่อให้เกิดผลร้ายเพิ่มขึ้นแก่คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์หรือฎีกาเพียงฝ่ายเดียวเช่นคดีนี้ เพราะฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติการดำเนินกระบวนพิจารณาในภาค 3 อุทธรณ์และฎีกา เว้นแต่คำสั่งนั้นกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมต่ำกว่าเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ ดังนี้ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นคำสั่งที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง แม้จำเลยทั้งสี่จะมิได้หยิบยกเหตุดังกล่าวนี้ในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 วรรคหนึ่ง ม. 149 วรรคหนึ่ง ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 167 วรรคหนึ่ง ตาราง 6 และตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุกัญญา นามวงษา
จำเลย — นางสำลี กัลยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นางสาวสุภาวดี ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11066/2558
#588138
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นหมายถึงคดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดีย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วยโดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญาจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้วโจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพิ่มเติมฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 นั้น ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะคดีอาญาแล้วต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องโดยขอให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งโดยอ้างว่าโจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัท บ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. และนาย ท. จำเลยจึงต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ ดังนี้คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างความรับผิดทางแพ่งของจำเลยขึ้นมาใหม่ โจทก์จะมาขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352, 353 ให้จำเลยคืนเงิน 190,642.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ และไม่ได้ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนฟ้องทางแพ่งที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 190,642.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนเกิน 200 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนอาญา และพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 190,642.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 26 พฤษภาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องเฉพาะคดีในส่วนแพ่งเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า ขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ โจทก์ยื่นคำฟ้องเฉพาะคดีอาญาโดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352, 353 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา หลังจากนั้นศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปได้ 5 ปาก ก่อนสืบพยานโจทก์ที่เหลือและพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัทเบญจภูมิทราฟฟิค จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หาดใหญ่เรืองชัยการโยธา และนายทิชชากรณ์ จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 190,642.19 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย และมีคำขอให้จำเลยใช้เงินจำนวน 190,642.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมฟ้องเฉพาะคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายถึงคดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดี ย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วย โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญาจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 นั้น ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะคดีอาญาแล้วต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องโดยขอให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งโดยอ้างว่าโจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัทเบญจภูมิทราฟฟิค จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หาดใหญ่เรืองชัยการโยธา และนายทิชชากรณ์ จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 190,642.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ ดังนี้ คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างความรับผิดทางแพ่งของจำเลยขึ้นมาใหม่ โจทก์จะมาขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องและรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และกรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีส่วนแพ่ง ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์และจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 164
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททราฟฟิก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ซีวิล จำกัด
จำเลย — นายชูพร คูเจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายวีรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเดชา หงส์ทอง
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11066/2558
#635939
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีอาญาจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดในส่วนแพ่ง จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โจทก์ต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญามาตั้งแต่แรก การขอเพิ่มเติมฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 นั้น ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องและรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352, 353 ให้จำเลยคืนเงิน 190,642.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ และไม่ได้ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนฟ้องทางแพ่งที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 190,642.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนเกิน 200 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนอาญา และพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 190,642.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 26 พฤษภาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องคดีในส่วนอาญา จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในส่วนที่ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนอาญาใหม่จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องเฉพาะคดีในส่วนแพ่งเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องในส่วนคดีแพ่งเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดและไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า ขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ โจทก์ยื่นคำฟ้องเฉพาะคดีอาญาโดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352, 353 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา หลังจากนั้นศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปได้ 5 ปาก ก่อนสืบพยานโจทก์ที่เหลือและพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัทเบญจภูมิทราฟฟิค จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หาดใหญ่เรืองชัยการโยธา และนายทิชชากรณ์ จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 190,642.19 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย และมีคำขอให้จำเลยใช้เงินจำนวน 190,642.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะคืนเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมฟ้องเฉพาะคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายถึงคดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดี ย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วย โดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญาจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้ว โจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพิ่มเติมฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 นั้น ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะคดีอาญาแล้วต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องโดยขอให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งโดยอ้างว่าโจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัทเบญจภูมิทราฟฟิค จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หาดใหญ่เรืองชัยการโยธา และนายทิชชากรณ์ จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 190,642.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ ดังนี้ คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างความรับผิดทางแพ่งของจำเลยขึ้นมาใหม่ โจทก์จะมาขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องและรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และกรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในคดีส่วนแพ่ง ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์และจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 164
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททราฟฟิก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ซีวิล จำกัด
จำเลย — นายชูพร คูเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำสั่งศาลฎีกาที่ 11063/2558
#603445
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านเดินทางไปหาเสียงเลือกตั้งที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด หลังจากผู้คัดค้านเดินออกจากห้องประชุมไปแล้ว อ. ซึ่งมิได้มีชื่อเป็นคณะทำงานหาเสียงของผู้คัดค้านที่แจ้งต่อคณะกรรมการเลือกตั้งนำแผ่นซีดี (มีธรรมาธิปไตย ปกป้อง 4 ป) ไปแจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด และ อ. ปราศรัยแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2556 สมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัดแต่ไม่ปรากฏว่า อ. มีการพูดเชิญชวนให้สมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัดเลือกผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้สมัครหมายเลข 1 ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง คงมีแต่เสียง อ. พูดในตอนต้นว่า เอาคนที่เรารู้จัก เอาคนที่เราเชื่อถือได้เป็น ส.ว. แล้วผมจะฝากงานหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องข้าว เรื่องเกษตรกรนะฮะ และ อ. เสนอตัวที่จะซื้อข้าว หอม กระเทียม และพริกจากเกษตรกร แล้วจัดใส่กระเช้าขายเป็นของขวัญ ของฝาก เพราะเป็นของดีของศรีสะเกษ ซึ่งเป็นโครงการที่จะช่วยเหลือกันระยะยาว และส่วนสุดท้ายพูดว่า ขอให้ช่วยกันดู พิจารณาเลือกตั้งอย่างมีสตินะฮะ ในมือของท่านมีเบอร์อะไรก็ให้เลือกเบอร์นั้นแล้วกัน ข้อความดังกล่าวไม่มีการพูดระบุถึงชื่อและหมายเลขของผู้คัดค้านแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าการปราศรัยของ อ. ที่จะซื้อสินค้าทางการเกษตร และการที่ อ. นำแผ่นซีดี (มีธรรมาธิปไตย ปกป้อง 4 ป) มาแจกจ่ายแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด น่าจะเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของ อ. เองโดยอาศัยเหตุการณ์ที่มีคนมาชุมนุมจำนวนมาก ส่วนข้อความในแผ่นซีดีนั้นก็ไม่มีความที่เชื่อมโยงว่าจะเป็นการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เลือกผู้คัดค้านแต่อย่างใด ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด ได้ความเพียงว่า เมื่อผู้คัดค้านเข้ามาหาเสียงเลือกตั้งแล้วก็ออกจากห้องประชุมไป หลังจากนั้น อ. จึงเข้ามาในห้องประชุมทางประตูเดียวกันกับที่ผู้คัดค้านออกไปเท่านั้น ไม่ได้ความชัดเจนว่าผู้คัดค้านเกี่ยวข้องกับ อ.ในขณะนั้นอย่างไร กรณีจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้ อ. โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด อันคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้านตามคำร้อง ส่วนเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 ที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์มีบุคคลมาต้อนรับ ช. โดยผู้คัดค้านไม่ได้เดินทางไปร่วมงานด้วย ในทางไต่สวนของผู้ร้องก็ไม่ปรากฏชัดเจนว่า ผู้คัดค้านหรือบุคคลใดที่เชื่อมโยงถึงผู้คัดค้านเป็นผู้แจกจ่ายสำเนาภาพของ ภ.ที่ยืนคู่กับท. ทั้งผู้คัดค้านก็นำสืบว่า มีบุคคลตัดต่อภาพของผู้คัดค้านไปยืนคู่กับ ท. เช่นเดียวกัน จึงอาจเป็นไปได้ว่า การตัดต่อภาพดังกล่าวเป็นการกระทำของผู้สมัครคนอื่น พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้ อ. โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้านอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปในวันที่ 30 มีนาคม 2557 หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ หมายเลข 1 ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2557 ผู้ร้องประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งดังกล่าว นายสมภพยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษว่า การเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 โดยกล่าวหาว่า ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด อันคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้าน ดังนี้ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านได้ไปหาเสียงเลือกตั้งที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ และได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์ นำแผ่นซีดี (มีธรรมาธิปไตย ปกป้อง 4 ป) ไปแจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2556 ของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านได้ไปหาเสียงเลือกตั้งที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ และได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์นำแผ่นซีดี (มีธรรมาธิปไตย ปกป้อง 4 ป) ไปแจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่และต้อนรับพลเอกชัยสิทธิ์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์ปราศรัยแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2556 ของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด โดยกล่าวว่า "ให้เลือกบุคคลที่เรารู้จัก คือ นางสาววิลดา แล้วผมจะทำโครงการช่วยเหลือผลผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด และชาวจังหวัดศรีสะเกษ คือ ข้าว หอม กระเทียมและพริก ให้มีตลาดจำหน่ายมากขึ้นและได้ราคาดีขึ้น" อันเป็นการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด อันคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมิใช่อำนาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาและเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์และนายพรชัยหาเสียงด้วยวิธีการใส่ร้ายด้วยความเท็จและหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่และต้อนรับพลเอกชัยสิทธิ์ด้วยการนำรูปภาพของนายสมภพที่ตัดต่อไว้กับรูปภาพของนายสุเทพ เลขาธิการ กปปส. พร้อมแนวร่วมคนอื่นเพื่อให้เห็นว่านายสมภพเป็นแนวร่วมกลุ่ม กปปส. และแสดงข้อความบนรูปภาพว่า"คุณสมภพบริจาค 2 ล้าน ต้านระบอบทักษิณ ผู้สมัคร ส.ว. ศรีสะเกษ เบอร์ 5" แล้วสำเนาภาพที่ปรากฏนั้นไปแจกจ่ายให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่ เพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในตัวของนายสมภพเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้าน จากพยานหลักฐานที่ผู้ร้องได้ดำเนินการสอบสวนแล้วเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านได้ใช้ หรือรู้เห็นเป็นใจ และกระทำการหลอกลวงใส่ร้ายนายสมภพดังกล่าวเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้าน จึงขอให้มีคำสั่งตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 111 และมาตรา 112 โดยให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลาห้าปี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้คัดค้านโดยไม่เป็นธรรม ไม่ชัดเจน ไม่ระบุรายละเอียดของการกระทำความผิดหรือความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงระหว่างนายพรชัย นายอริสมันต์ กับผู้คัดค้าน ทำให้ไม่เข้าใจและให้การแก้ข้อกล่าวหาได้ชัดเจนเป็นคำร้องที่เคลือบคลุม และการยื่นคำร้องของนายสมภพ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษให้สอบสวนผู้คัดค้านว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งเป็นการร้องโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมาย มีเจตนากลั่นแกล้งผู้คัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยแล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทั่วไป หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ หมายเลข 1 ผู้ร้องประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งดังกล่าว นายสมภพ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษว่า การเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้าน มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านได้กระทำการอันเป็นการฝ่า,ฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 โดยกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านได้ไปหาเสียงเลือกตั้งที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด จังหวัดศรีสะเกษ และได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์นำแผ่นซีดี (มีธรรมาธิปไตย ปกป้อง 4 ป) ไปแจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด และได้ก่อ สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์ปราศรัยแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด ว่า "ให้เลือกบุคคลที่เรารู้จัก คือ นางสาววิลดาแล้วผมจะทำโครงการช่วยเหลือผลผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด และชาวจังหวัดศรีสะเกษ คือ ข้าว หอม กระเทียมและพริก ให้มีตลาดจำหน่ายมากขึ้นและได้ราคาดีขึ้น" และเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านได้ไปหาเสียงเลือกตั้งที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์นำแผ่นซีดี (มีธรรมาธิปไตย ปกป้อง 4 ป) ไปแจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่และต้อนรับพลเอกชัยสิทธิ์และได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์และนายพรชัยหาเสียงด้วยวิธีการใส่ร้ายด้วยความเท็จ หลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาต้อนรับพลเอกชัยสิทธิ์ ด้วยการนำรูปภาพของนายสมภพที่ตัดต่อไว้กับรูปภาพของนายสุเทพ เลขาธิการ กปปส. พร้อมแนวร่วมคนอื่นเพื่อให้เห็นว่านายสมภพเป็นแนวร่วมกลุ่ม กปปส. แสดงข้อความบนรูปภาพว่า "คุณสมภพบริจาค 2 ล้าน ต้านระบอบทักษิณ ผู้สมัคร ส.ว.ศรีสะเกษ เบอร์ 5" แล้วแจกจ่ายสำเนาภาพนั้นให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่ เพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในตัวของนายสมภพและเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้ร้องไต่สวนแล้วเห็นว่าผู้คัดค้านกระทำผิดตามคำร้อง

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่

ศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำร้องของผู้ร้องโดยตลอดแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องบรรยายในคำร้องเป็นที่เข้าใจว่าผู้คัดค้านได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์ โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด อันคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดด้าน และผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์และนายพรชัยหาเสียงด้วยวิธีการใส่ร้ายด้วยความเท็จ หลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาต้อนรับพลเอกชัยสิทธิ์ ด้วยการนำรูปภาพของนายสมภพที่ตัดต่อไว้กับรูปภาพของนายสุเทพ เลขาธิการ กปปส. พร้อมแนวร่วมคนอื่นเพื่อให้เห็นว่านายสมภพเป็นแนวร่วมกลุ่ม กปปส. เพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในตัวของนายสมภพและเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้าน ขอให้มีคำสั่งตามประกาศคณะรักษฺาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 111 และมาตรา 122 โดยมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลาห้าปี อันมีรายละเอียดที่ชัดเจน เพียงพอที่จะทำให้ผู้คัดค้านเข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง นับได้ว่าคำร้องนั้นได้ระบุเรื่องอันเป็นเหตุให้ต้องใช้สิทธิ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งเหตุผลสนับสนุนโดยชัดแจ้ง และมาตราของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุในคำร้องกับทั้งคำขอที่ระบุความประสงค์จะให้ศาลดำเนินการอย่างใด กรณีต้องตามข้อ 6 ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 โดยชอบแล้ว คำร้องของผู้ร้องหาได้เคลือบคลุมตามที่ผู้คัดค้านต่อสู้แต่อย่างใดไม่

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านได้สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำฝ่าฝืนตามคำร้องหรือไม่ ในวันที่ 21 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านมาที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัดตามคำร้องโดยมาแนะนำตัวหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้นไม่ได้แจกเอกสารหาเสียงใดๆ ไม่ได้มีพฤติการณ์กระทำใดที่เกี่ยวข้องกับนายอริสมันต์และนายพรชัยส่วนในวันที่ 25 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านไม่ได้ไปร่วมงานที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่ตามคำร้องผู้คัดค้านได้เดินทางไปหาเสียงเลือกตั้งที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด หลังจากผู้คัดค้านเดินออกจากห้องประชุมไปแล้ว นายอริสมันต์ซึ่งมิได้มีชื่อเป็นคณะทำงานหาเสียงของผู้คัดค้านที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งนำแผ่นซีดี (มีธรรมาธิปไตย ปกป้อง 4 ป) ไปแจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด และนายอริสมันต์ปราศรัยแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2556 สมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด โดยกล่าวว่า "ให้เลือกบุคคลที่เรารู้จักแล้วผมจะทำโครงการช่วยเหลือผลผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด และชาวจังหวัดศรีสะเกษ คือ ข้าว หอม กระเทียมและพริก ให้มีตลาดจำหน่ายมากขึ้นและได้ราคาดีขึ้น"และที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ นายอริสมันต์

นำแผ่นซีดี (มีธรรมาธิปไตย ปกป้อง 4 ป) ไปแจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่และต้อนรับพลเอกชัยสิทธิ์โดยพบว่ามีเอกสาร รูปภาพของนายสมภพ ที่ตัดต่อไว้กับรูปภาพของนายสุเทพ เลขาธิการ กปปส. พร้อมแนวร่วมคนอื่นเพื่อให้เห็นว่านายสมภพเป็นแนวร่วมกลุ่ม กปปส. แสดงข้อความบนรูปภาพว่า "คุณสมภพบริจาค 2 ล้าน ต้านระบอบทักษิณ ผู้สมัคร ส.ว.ศรีสะเกษ เบอร์ 5" แจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่และต้อนรับพลเอกชัยสิทธิ์ด้วยเช่นกัน เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องได้อ้างแผ่นซีดีรวม 3 แผ่นประกอบสำนวนการสืบสวนสอบสวนซึ่งเป็นแผ่นซีดีบันทักเสียงคำปราศรัยที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด แผ่นซีดี (มีธรรมาธิปไตย ปกป้อง 4 ป) ของนายอริสมันต์ และ แผ่นซีดีที่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกไว้ขณะมีการประชุมที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด โดยผู้ร้องได้จัดทำเป็นเอกสาร โดยไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านโต้แย้งคัดค้านข้อความตามเอกสารดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าข้อความตามเอกสารนั้นถูกต้องตรงกับข้อมูลในแผ่นซีดีที่ผู้ร้องอ้าง ศาลฎีกาพิจารณา แผ่นซีดีรวม 3 แผ่นที่ผู้ร้องอ้างประกอบเอกสารการถอดเทปแล้ว เห็นว่าเป็นเสียงคำปราศรัยของนายอริสมันต์ แต่ไม่ปรากฏว่านายอริสมันต์มีการพูดเชิญชวนให้สมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด เลือกผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้สมัคร หมายเลข 1 ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง คงมีแต่เสียงนายอริสมันต์พูดในตอนต้นว่าเอาคนที่เรารู้จัก เอาคนที่เราเชื่อถือได้เป็น ส.ว. แล้วผมจะฝากงานหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องข้าวเรื่องเกษตรกรนะฮะ และนายอริสมันต์เสนอตัวจะซื้อข้าว หอม กระเทียม และพริกจากเกษตรกร แล้วจัดใส่กระเช้าขายเป็น ของขวัญ ของฝาก เพราะเป็นของดีของศรีสะเกษ ซึ่งเป็นโครงการที่จะช่วยเหลือกันระยะยาว และในส่วนสุดท้ายพูดว่า ขอให้ช่วยกันดู พิจารณาเลือกตั้งอย่างมีสตินะฮะ ในมือของท่านมีเบอร์อะไรก็ให้เลือกเบอร์นั้นแล้วกัน ข้อความดังกล่าว ก็ไม่มีการพูดระบุถึงชื่อและหมายเลขของผู้คัดค้านแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้ความจากนายเฉิน กรรมการผู้จัดการบริษัทเม้งไต๋ อินเตอร์เนชั่นแนลเทรด จำกัด และประธานบริษัทเอ็มที เซ็นเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งประกอบกิจการรับซื้อขายพืชผลทางการเกษตร พยานผู้คัดค้านว่านายอริสมันต์เป็นที่ปรึกษาทางการตลาดของบริษัท ต้นปี 2557 บริษัททั้งสองเตรียมจะขยายจุดรับซื้อพืชผลทางการเกษตรเพิ่มอีก 1 จุด ที่จังหวัดศรีสะเกษและจัดตั้งบริษัทใหม่ที่จังหวัดศรีสะเกษจึงให้นายอริสมันต์ช่วยหาสถานที่ที่จะเป็นจุดรับซื้อพืชผลทางการเกษตร ต่อมามีการรัฐประหาร หุ้นส่วนที่จะร่วมลงทุนจึงชะลอไปก่อน แสดงให้เห็นว่าการปราศรัยของนายอริสมันต์ที่จะซื้อสินค้าทางการเกษตร และการที่นายอริสมันต์นำแผ่นชีดี (มีธรรมาธิปไตย ปกปัอง 4 ป) มาแจกจ่ายแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด และที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ตามคำร้องน่าจะเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของนายอริสมันต์เองโดยอาศัยเหตุการณ์ที่มีคนมาชุมนุมจำนวนมาก ส่วนข้อความในแผ่นซีดีนั้นก็ไม่มีความที่เชื่อมโยงว่าจะเป็นการจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เลือกผู้คัดค้านแต่อย่างใด ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดที่สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัดได้ความเพียงว่า เมื่อผู้คัดค้านเข้ามาหาเสียงเลือกตั้งแล้วก็ออกจากห้องประชุมไป หลังจากนั้นนายอริสมันต์จึงเข้ามาในห้องประชุมทางประตูเดียวกันกับที่ผู้คัดค้านออกไปเท่านั้น ไม่ได้ความชัดเจนว่าผู้คัดค้านเกี่ยวข้องกับนายอริสมันต์ในขณะนั้นอย่างไร กรณีจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์ โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้คัดค้านตามคำร้อง

สำหรับเหตุการณ์ในวันที่ 25 มีนาคม 2557 ที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีบุคคลมาต้อนรับพลเอกชัยสิทธิ์ผู้ร้องนำสืบพยานผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์และนายพรชัยหาเสียงด้วยวิธีการใส่ร้ายด้วยความเท็จ หลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาต้อนรับพลเอกชัยสิทธิ์ด้วยการนำรูปภาพของนายสมภพ ที่ตัดต่อไว้กับรูปภาพของนายสุเทพ เลขาธิการ กปปส. พร้อมแนวร่วมคนอื่นเพื่อให้เห็นว่านายสมภพเป็นแนวร่วมกลุ่ม กปปส. แสดงข้อความบนรูปภาพว่า "คุณสมภพบริจาค 2 ล้าน ต้านระบอบทักษิณ ผู้สมัคร ส.ว.ศรีสะเกษ เบอร์ 5" แล้วแจกจ่ายสำเนาภาพนั้นให้แก่ผู้มีสิทฺธิเลือกตั้งที่มาประชุมใหญ่นั้นได้ความตามทางไต่สวนผู้คัดค้านว่าผู้คัดค้านไม่ได้เดินทางไปร่วมงานด้วย สถานที่เกิดเหตุนี้มีผู้คนจำนวนมาก ทางไต่สวนผู้ร้องก็ไม่ปรากฏชัดเจนว่า ผู้คัดค้านหรือบุคคลใดที่เชื่อมโยงถึงผู้คัดค้านเป็นผู้แจกจ่ายสำเนาภาพของนายสมภพที่ยืนคู่กับนายสุเทพ ทั้งผู้คัดค้านก็นำสืบว่ามีบุคคลตัดต่อภาพของผู้คัดค้านไปยืนคู่กับนายสุเทพ เช่นเดียวกันและผู้คัดค้านได้แจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองศรีสะเกษเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2557 เห็นว่า ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ เรื่อง ผลการรวมคะแนนเลือกตั้งวุฒิสภา ผู้ที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งลำดับ 4 คือ นายวนิชย์ หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร หมายเลข 6 แสดงให้เห็นว่า มีผู้รับสมัครเลือกตั้งวุฒิสภา จังหวัดศรีสะเกษอย่างน้อย 6 คน แต่มีเพียงนายสมภพกับผู้คัดค้านที่ถูกตัดต่อภาพไปยืนคู่กับนายสุเทพ จึงอาจเป็นไปได้ว่า การตัดต่อภาพดังกล่าวเป็นการกระทำของผู้สมัครคนอื่นพยานหลักฐานของผู้ร้องจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอริสมันต์ โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้านอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 ตามคำร้อง

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 53 ม. 111 ม. 112
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — นางสาววิลดา อินฉัตร
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
นพพร โพธิรังสิยากร
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
แผนกคีเลือกตั้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11044/2558
#594000
เปิดฉบับเต็ม

แม้คู่ความจะรับกันว่า สัญญาระหว่างบริษัท ท. กับจำเลยเป็นการเช่าทรัพย์ตามข้อความที่ระบุในสำเนาหนังสือขอเสนอราคาค่าเช่าและใบรับงานเช่า แต่ ข. คนขับรถเครนคันเกิดเหตุเป็นพนักงานบริษัทจำเลยเป็นผู้ควบคุมปั้นจั่นรถเครนในการยกเครื่องจักรขึ้นลงตามความชำนาญงานของตน ส่วน ก. พนักงานบริษัท ท. เป็นเพียงผู้กำหนดจุดที่ตั้งเครื่องจักร ก. ไม่มีอำนาจกำหนดวิธีการใช้อุปกรณ์หรือปั้นจั่นของรถเครน ดังนี้ การงานที่ทำดังกล่าวมีลักษณะสำคัญเป็นการงานที่จำเลยตกลงรับทำให้บริษัท ท. ผู้ว่าจ้างจนสำเร็จและผู้ว่าจ้างตกลงให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น โดยจำเลยเป็นผู้จัดหาเครื่องมือคือรถเครน สัญญาระหว่างบริษัท ท. กับจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 เพราะมุ่งเน้นเอาผลสำเร็จของการงานที่ทำเป็นสำคัญ หาใช่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 537 จำเลยรวมทั้งพนักงานของจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบปั้นจั่นรถเครนคันเกิดเหตุให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยก่อนนำไปใช้ทำการงานที่รับจ้าง เป็นเหตุให้เครื่องจักรรูดตกลงไปกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยและพนักงานขับรถบริษัทจำเลย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท ฮ. ผู้ซื้อเครื่องจักร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,173,087 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,170,857 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,170,857 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 เมษายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ณ ประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการประกันภัยและโจทก์ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โจทก์มอบอำนาจให้นายโทชินาริ ผู้จัดการทั่วไปของโจทก์ดำเนินคดีนี้ จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการผลิต ประกอบ ซ่อม ซื้อ ขาย เช่า ให้เช่า รถเครน รถยก รถเทรลเลอร์ ฯลฯ โจทก์ได้รับประกันภัยสินค้าเครื่องจักรตามฟ้องของบริษัทเมนเดนชา คอร์ปอเรชั่น ผู้ขายในประเทศญี่ปุ่นซึ่งบริษัทไทย เมเดนชา จำกัด เป็นตัวแทนผู้สั่งซื้อและติดตั้งเครื่องจักรให้แก่บริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ผู้ซื้อในประเทศไทย โดยโจทก์รับประกันภัยในภัยพิบัติทั้งปวงที่เกิดขึ้นแก่เครื่องจักรซึ่งบริษัทเมเดนชา คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้เอาประกันภัยในวงเงินคุ้มครองความเสียหาย 110,550,000 เยน และมีบริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ต่อมาเครื่องจักรซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ถูกขนส่งจากท่าเรือเมืองโยโกฮามาถึงท่าเรือกรุงเทพในสภาพเรียบร้อย หลังจากนั้นบริษัทไทย เมเดนชา จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ติดตั้งเครื่องจักรได้ติดต่อขอเช่าและจำเลยตกลงให้เช่ารถเครนปั้นจั่นชนิดเคลื่อนที่คันเกิดเหตุไปดำเนินการยกเครื่องจักรเพื่อติดตั้ง ณ โรงงานของบริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ครั้นเครื่องจักรได้ถูกขนส่งจากท่าเรือกรุงเทพไปยังโรงงานของบริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด เพื่อติดตั้ง นายขรรชัย พนักงานขับรถเครนของจำเลยได้ใช้ปั้นจั่นรถเครนคันเกิดเหตุยกเครื่องจักรลงจากรถบรรทุกเพื่อจะวางตามจุดที่นายเกรียงไกร พนักงานของบริษัทไทย เมเดนชา จำกัด เป็นผู้กำหนด แต่ขณะที่ปั้นจั่นกำลังยกเครื่องจักรซึ่งมีน้ำหนัก 10,700 กิโลกรัม ขึ้นสูงประมาณ 1.5 เมตร เครื่องจักรได้รูดตกลงไปกระแทกกับพื้นได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ให้บริษัทนิปปอนไดจิ เคนเตอิ (ไทยแลนด์) จำกัด ทำการสำรวจความเสียหายรวมทั้งส่งกลับไปตรวจสอบ ซ่อมและทดลองการใช้งานที่บริษัทผู้ผลิตในประเทศญี่ปุ่นแล้วส่งกลับมายังประเทศไทย ต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 4,998,923 เยน และ 371,245.18 บาท หรือรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,170,857 บาท ต่อมาโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยเครื่องจักรได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของบริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ผู้รับประโยชน์ เป็นเงิน 2,170,857 บาท นอกจากนี้คดียังฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายไม่เคลือบคลุมและเหตุที่เครื่องจักรรูดรถตกลงไปกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย ไม่ใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัยตามที่จำเลยให้การต่อสู้ กับคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า ในกรณีที่โจทก์ได้รับช่วงสิทธิ โจทก์คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินค่าเสียหายจากจำเลยได้นับแต่วันฟ้องเท่านั้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เหตุที่เครื่องจักรตกลงไปกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย เป็นอุบัติเหตุซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิด โจทก์ผู้รับประกันภัยเครื่องจักร จึงไม่อาจได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้คู่ความจะรับกันว่า สัญญาระหว่างบริษัทไทย เมเดนชา จำกัด กับจำเลย ซึ่งบริษัทจำเลยได้เข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาเป็นการเช่าทรัพย์ตามข้อความที่ระบุในสำเนาหนังสือขอเสนอราคาค่าเช่าและสำเนาใบรับงานเช่าก็ตาม แต่นายขรรชัยคนขับรถเครนคันเกิดเหตุก็เป็นพนักงานของจำเลย ซึ่งเป็นผู้ควบคุมปั้นจั่นรถเครนในการยกเครื่องจักรขึ้นลงตามความชำนาญงานของตน ส่วนนายเกรียงไกร พนักงานผู้ควบคุมงานของบริษัทไทย เมนเดนชา จำกัด น่าเชื่อว่า เป็นเพียงผู้กำหนดจุดที่จะวางตั้งเครื่องจักรเท่านั้น นายเกรียงไกรไม่มีอำนาจกำหนดวิธีการใช้อุปกรณ์หรือปั้นจั่นของรถเครน ซึ่งเป็นอำนาจโดยเฉพาะของนายขรรชัยพนักงานขับรถเครนของจำเลย ดังนี้ การงานที่ทำดังกล่าวจึงมีลักษณะสำคัญเป็นการทำการงานที่จำเลยตกลงรับทำให้บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด ผู้ว่าจ้างจนสำเร็จ และผู้ว่าจ้างตกลงให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น โดยจำเลยเป็นผู้จัดหาเครื่องมือคือรถเครนคันเกิดเหตุสำหรับใช้ทำการงานให้สำเร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 588 สัญญาระหว่างบริษัทไทย เมเดนชา จำกัด กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 เพราะมุ่งเน้นเอาผลสำเร็จของการงานที่ทำเป็นสำคัญ หาใช่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ตามที่คู่ความเข้าใจไม่ ดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดหาเครื่องมือชนิดดีและไม่มีความชำรุดบกพร่องไปปฏิบัติงานที่รับจ้างทำ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า ปั้นจั่นรถเครนซึ่งเป็นเครื่องมือที่จำเลยนำไปใช้ทำการงานที่รับจ้างมีความชำรุดบกพร่อง เพราะจำเลยรวมทั้งพนักงานขับรถของจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบปั้นจั่นรถเครนคันเกิดเหตุให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยก่อนนำไปใช้ทำการงานที่ตนรับจ้าง เป็นเหตุให้เครื่องจักรรูดตกลงไปกระแทกพื้นได้รับความเสียหาย เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยและพนักงานขับรถของจำเลย จึงเป็นการทำละเมิดต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์เครื่องจักร จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ผู้ซื้อเครื่องจักรซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เครื่องจักร ส่วนข้อตกลงท้ายใบรับงานเช่าที่ยกเว้นความรับผิดของจำเลย นั้น ไม่ปรากฏว่า บริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ได้มอบอำนาจให้บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด เป็นตัวแทน ไปทำข้อตกลงกับจำเลยด้วย ดังนั้น ไม่ว่าข้อตกลงยกเว้นความรับผิดจะมีผลใช้บังคับแก่บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด ได้หรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องระหว่างบริษัทไทย เมเดนชา จำกัด ผู้รับติดตั้งเครื่องจักรกับจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญากันเท่านั้น ข้อตกลงหาได้มีผลผูกพันไปถึงบริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยเครื่องจักรตามฟ้องได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเรียกร้องและรับเงินค่าเสียหายแทนบริษัทฮอนด้า คาร์ อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว ดังปรากฏตามใบเสร็จรับเงิน/ใบสละ/ใบรับช่วงสิทธิ โจทก์ผู้รับประกันภัยในภัยพิบัติของเครื่องจักรย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง และศาลฎีกาเห็นสมควรกล่าวด้วยว่า แม้คำฟ้องโจทก์จะบรรยายมาว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องมาท้ายข้อความตอนนี้ว่า บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจรับเงินแทนบริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องมาในตอนแรกแล้วว่า หลังจากเครื่องจักรได้รับความเสียหาย บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด ในฐานะตัวแทนของบริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ผู้ซื้อได้มีหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัย ดังนั้น ที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นการชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด ในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในข้อนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์ฟ้อง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลย จึงไม่จำต้องยกขึ้นวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปในทางใด ก็ไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ขณะที่จำเลยรับงานให้เช่ารถเครนคันเกิดเหตุเพื่อยกเครื่องจักรนั้น บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด ไม่มีผู้ใดลงชื่อรับทราบข้อตกลงยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ท้ายใบรับงานเช่า แม้นายเกรียงไกรพนักงานของบริษัทไทย เมเดนชา จำกัด จะลงชื่อในใบรับงานเช่า แต่ก็เป็นเพียงลงชื่อในช่องผู้ควบคุมงานเท่านั้น ไม่ใช่ลงชื่อในฐานะคู่สัญญากับจำเลย ข้อตกลงการเช่าซึ่งระบุให้ยกเว้นความรับผิดของจำเลย จึงไม่มีผลผูกพันบริษัทไทย เมเดนชา จำกัด จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นและเมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทไทย เมเดนชา จำกัด แล้ว ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้และพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,170,857 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องมานั้น ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 537 ม. 588 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุยสุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเครน แอนด์ ทรานส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวสุพจี รุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา