คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8565 -ที่ 8566/2558
#589786
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 6 จะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด แต่เมื่อจำเลยที่ 6 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจัดระบบแสง สี เสียง ภาพ ประกอบการแสดง เวทีการแสดงต่าง ๆ การที่จำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 6 รับจ้างติดตั้งดอกไม้เพลิงในการทำฉากเอฟเฟกต์ในร้านเกิดเหตุตามขอบแห่งวัตถุประสงค์ ย่อมต้องถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 6 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 7 เป็นความผิดอาญา แม้จะเป็นการกระทำโดยประมาท จำเลยที่ 6 ก็ต้องรับโทษทางอาญาด้วยเช่นกัน

จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกัน เป็นไปไม่ได้เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 หรือไม่

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท ว. เป็นนิติบุคคล มี ส. เป็นกรรมการผู้แทนนิติบุคคลตามกฎหมาย และมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารดำเนินกิจการตามความเป็นจริง เท่ากับโจทก์ยืนยันว่าบริษัทได้เชิด ส. ออกแสดงเป็นผู้แทนของตน แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้มีชื่อเป็นผู้แทนตามหนังสือรับรองแต่ก็เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโดยผ่านทาง ส. นั่นเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 ที่กำหนดให้ความเกี่ยวพันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน คำฟ้องโจทก์จึงไม่ขัดแย้งกันหรือเป็นไปไม่ได้ดังคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 หากแต่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3483/2554 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติแล้ว คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้ โดยยังคงให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 6 และที่ 7ตามศาลชั้นต้น

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 225, 300, 390 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/1, 16/3, 27, 28/1

จำเลยที่ 1 ที่ 6 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 57 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 9 ที่ 19 ที่ 31 และที่ 45 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 6 และที่ 7 กับพวกร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 4 และที่ 5 จำนวน 8,010,000 บาท

โจทก์ร่วมที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 6 จำนวน 8,010,000 บาท

โจทก์ร่วมที่ 7 และที่ 8 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 6 และที่ 7 กับพวกร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 7 และที่ 8 จำนวน 6,130,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 6 และที่ 7 ให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 จำเลยที่ 6 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225, 291, 300 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 6 และที่ 7เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 คนละ 3 ปี ให้ปรับจำเลยที่ 6 จำนวน 20,000 บาทหากจำเลยที่ 6 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นนอกจากนี้และคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ยก กับให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 4 และที่ 5 เป็นเงิน1,540,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 6 เป็นเงิน 1,540,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 7 และที่ 8 เป็นเงิน 2,040,000 บาท

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ทุกข้อหานอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 6 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ว่า จำเลยที่ 6และที่ 7 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225, 291, 300 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ศาลฎีกาตรวจดูภาพวิดีโอจากแผ่นดีวีดี ปรากฏว่าหลังจากวงเบิร์นแสดงดนตรีในช่วงแรกนานประมาณ 13 นาที มีพิธีกรมายืนหน้าเวที 2 คน มีเสียงพูดของพิธีกรคนหนึ่งว่าเหลือเวลาแค่เพียง 10 นาที ก็จะนับถอยหลังกัน ภาพของพิธีการปรากฏอยู่เกือบ 1 นาที กล้องหยุดถ่ายแล้วภาพเปลี่ยนไปเป็นการแสดงดนตรีของวงเบิร์นอีกครั้งหนึ่ง ยังมีการจุดไฟเย็นที่หน้าเวทีปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง การแสดงดนตรีดำเนินมาถึงประมาณก่อนนาทีที่ 42 จำเลยที่ 5 ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนผูกผ้าพันคอปล่อยชายเสื้อออกมาข้างนอก กำลังร้องเพลง "อิตส์มายไลฟ์ (It ่s my life)" ดังคำเบิกความของนางสาวฐิติมาพร พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งนั่งดูอยู่ที่ชั้นลอยของร้านเกิดเหตุ หลังจากจบเพลง ประมาณเกือบนาทีที่ 42 เริ่มจะเข้าสู่เพลง "อะโบเดเบย์" ดังคำเบิกความของนางสาวฐิติมาพร ในทันใดที่นักร้องคนใหม่ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวทับเสื้อแขนยาวก้าวหมุนตัวออกมายืนที่หน้ากลองชุด ดอกไม้เพลิงที่ติดตั้งอยู่ตรงหน้ากลองชุดก็ถูกจุดขึ้นพร้อมกันทุกกระบอกมีลำแสงและเม็ดไฟพุ่งขึ้นด้านบนด้านหลังของนักร้องคนนี้ เว้นแต่ดอกไม้เพลิงกระบอกที่อยู่ตรงกลางระหว่างดอกไม้เพลิง 7 กระบอก ปล่อยลำแสงลงสู่พื้นเวที มีเสียงพูดขึ้นว่า "ใครจุดกลับหัววะ" แล้วมีจำเลยที่ 5 มือถือไมโครโฟนก้าวออกมาใช้เท้าเหยียบไฟที่พื้นเวที จากนั้นร่วมร้องเพลงเดียวกันนี้ด้วย ประมาณเกือบนาทีที่ 44 เริ่มมีสะเก็ดไฟร่วงลงมาตรงเวที นักดนตรีที่นั่งตีกลองแหงนหน้าขึ้นไปมองแล้วลุกออกไป สะเก็ดไฟเริ่มตกลงมามากขึ้นแล้วกลายเป็นลูกไฟใหญ่ จนเกิดเพลิงไหม้ที่เวทีเต็มหน้าจอภาพ ภาพเหตุการณ์จากแผ่นดีวีดี ดังกล่าวมา แม้กล้องถ่ายวิดีโอจะไม่ได้จับภาพไปที่จำเลยที่ 5 ตลอดเวลา แต่ก็ปรากฏภาพจำเลยที่ 5 อย่างต่อเนื่อง ที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 เป็นผู้ทำให้เกิดเพลิงไหม้ โดยอ้างอิงคำเบิกความของนางสาวเบญจรัตน์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมนั้น ตามคำเบิกความของนางสาวเบญจรัตน์ปรากฏว่า ระหว่างร้องเพลง "อิตส์มายไลฟ์" จำเลยที่ 5 เดินถือพลุที่เป็นวัตถุรูปทรงกระบอกมีสายชนวนอยู่ที่ก้นไปวางที่พื้นเวทีหน้ากลองชุด แล้วกลับมาร้องเพลงจนจบคำร้อง แต่ยังไม่สิ้นเสียงดนตรี จำเลยที่ 5 ก็เดินกลับมาใช้ไฟแช็กจุดชนวน จากนั้นเมื่อเพลง "อะโบเดเบย์" เริ่มขึ้นพลุก็พุ่งขึ้น เห็นว่า ตามภาพถ่ายที่นางสาวเบญจรัตน์ระบุว่าบุคคลในภาพเป็นตนเองนั้น ตรงกับภาพวิดีโอจากแผ่นดีวีดี ประมาณนาทีที่ 37 ที่ระหว่างร้องเพลงจำเลยที่ 5 ก้าวขึ้นไปบนขอบเวทีฝั่งซ้าย เดินไปทางข้างเวที 3 ก้าว ทักทายกับแขกผู้มาเที่ยวที่เป็นชาย 3 คน โดยนางสาวเบญจรัตน์ยืนอยู่ถัดไปตามที่ปรากฏในภาพถ่าย ดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยที่ 5 ก็หันหลังเดินกลับมาแล้วกระโดดลงมาร้องเพลงต่อ ตรงตำแหน่งที่นางสาวเบญจรัตน์ยืนอยู่จึงยากที่จะสังเกตเห็นกลองชุดที่อยู่ลึกเข้าไปจากด้านหน้าเวทีได้อย่างถนัดชัดเจน หลังจากนั้นประมาณไม่เกิน 2 นาที เมื่อจำเลยที่ 5 ร้องเพลง "อิตส์มายไลฟ์" ต่อมา จึงไม่น่าเชื่อว่านางสาวเบญจรัตน์จะสามารถมองเห็นสายชนวนที่อยู่ที่ก้นวัตถุรูปทรงกระบอกได้ ประกอบกับขณะที่จำเลยที่ 5 ร้องจบคำร้อง แต่ยังไม่สิ้นเสียงดนตรี แสงไฟที่หน้าเวทีถูกหรี่ลงเป็นแสงสลัวๆ จำเลยที่ 5 เดินออกไปจากพื้นที่ตรงหน้ากลองชุด โดยมีนักร้องอีกคนหนึ่งที่สวมหมวกซึ่งร่วมร้องเพลง "อิตส์มายไลฟ์" กับจำเลยที่ 5 ด้วย เดินตามไป ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่นักร้องซึ่งอยู่ในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวทับเสื้อแขนยาวกำลังจะก้าวสวนออกมาพร้อมกับมีเสียงพูดว่า "ร้องกันต่อดีกว่า" เมื่อเพลง "อะโบเดเบย์" เริ่มขึ้นในขณะที่นักร้องคนนี้มายืนอยู่ตรงหน้ากลองชุด ดอกไม้เพลิงที่ติดตั้งอยู่หน้ากลองชุดก็ถูกจุดขึ้นพร้อมกันแทบจะทันที การที่จำเลยที่ 5 วางพลุที่พื้นเวทีหน้ากลองชุดดังคำเบิกความของนางสาวเบญจรัตน์ เมื่อจะใช้ไฟแช็ก จุดชนวนก็ต้องก้มลงจุด จึงยากที่จะเป็นไปได้ในสถานการณ์เช่นที่ว่ามานี้ ด้วยเหตุนี้คำเบิกความของนางสาวเบญจรัตน์จึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือรับฟัง ในทางกลับกัน ตามคำเบิกความของนายเมธาพัฒน์ช่างถ่ายวิดีโอของร้านเกิดเหตุปรากฏต่อไปว่าหลังจากลำแสงพุ่งขึ้นจากการทำเอฟเฟกต์ ซึ่งเป็นการทำเอฟเฟกต์ที่แรงและสูงกว่าครั้งก่อนๆ ที่เคยจัดมา สังเกตเห็นมีไฟติดตรงส่วนโค้งของซุ้มเหนือเวที โดยซุ้มมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงแหวน 3 วง ซ้อนกันอยู่ มีเสาของซุ้มอยู่ที่ด้านข้างของเวทีแต่ละข้างตามภาพถ่าย จากนั้นมีสะเก็ดไฟร่วงลงมาที่เวทีจนเกิดเพลิงไหม้ขึ้น และตามคำเบิกความของนายสุรพงษ์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นแขกที่มาเที่ยวในร้านเกิดเหตุ ปรากฏว่าสังเกตเห็นประกายไฟหลากสีจากการทำเอฟเฟกต์ที่อยู่หลังนักร้องหน้ากลองชุดพุ่งขึ้นสูงประมาณ 4 ถึง 5 เมตร หลังจากนักร้องร้องเพลง "อะโบเดย์เบย์" ได้ประมาณครึ่งเพลง เริ่มมีสะเก็ดไฟร่วงลงมาจากเพดานของซุ้มเหนือเวทีตามภาพถ่าย จากนั้นมีวัสดุติดไฟร่วงตามมา เมื่อมองขึ้นไปเห็นไฟเริ่มลุกลามที่ซุ้มตามภาพถ่าย โดยเป็นจุดต้นเพลิงดังที่พันตำรวจโทประวิทย์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เบิกความว่า จุดต้นเพลิงเกิดภายในอาคารของร้านเกิดเหตุตรงเพดานของซุ้มเหนือเวทีตามภาพถ่ายที่ 151 แผ่นที่ 89 อันเป็นภาพเดียวกันกับภาพถ่าย ซึ่งพันตำรวจโทประวิทย์ได้มาจากญาติของผู้ตายรายหนึ่งหลังจากมีการพบกล้องดิจิตอลในที่เกิดเหตุแล้วให้ญาติของผู้ตายรับคืนไป ดังนั้น เหตุเพลิงไหม้จึงเกิดจากดอกไม้เพลิงของจำเลยที่ 7 ที่ติดตั้งอยู่ที่หน้ากลองชุดดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วว่าจำเลยที่ 7 กระทำโดยประมาท ศาลฎีกาไม่กล่าวซ้ำอีก ข้อที่การทำเอฟเฟกต์ของจำเลยที่ 7 ในที่อื่นๆ และเคยทำในร้านเกิดเหตุมาก่อนซึ่งใช้วัสดุและอุปกรณ์อย่างเดียวกันไม่เคยทำให้เกิดเพลิงไหม้นั้นไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่จะทำให้จำเลยที่ 7 พ้นผิดได้ จำเลยที่ 7 มีความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมา ส่วนจำเลยที่ 6 แม้จะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ไม่มีสภาพบุคคลเหมือนบุคคลธรรมดาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 6 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจัดระบบแสง สี เสียง ภาพ ประกอบการแสดง... เวทีการแสดงต่าง ๆ ... ตามวัตถุประสงค์ท้ายหนังสือรับรอง การที่จำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 6 รับจ้างติดตั้งดอกไม้เพลิงในการทำฉากเอฟเฟกต์ในร้านเกิดเหตุตามขอบแห่งวัตถุประสงค์ ย่อมต้องถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 6 เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 7 เป็นความผิดอาญา แม้จะเป็นการกระทำโดยประมาท จำเลยที่ 6 ก็ต้องรับโทษทางอาญาด้วยเช่นกัน จำเลยที่ 6 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225, 291, 300 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เริ่มก่อการผู้ขอจดทะเบียนตั้งบริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด หลังจากบริษัทได้จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 แล้ว มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตามเอกสารหมาย จ.14 แผ่นที่ 1 และที่ 2 แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนตัวกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจากจำเลยที่ 1 ไปเป็นนายสุริยา ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2547 เป็นต้นมา (อันเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับที่ร้านเกิดเหตุของบริษัทไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งสถานบริการและบริษัทได้ฟ้องเป็นคดีปกครอง) ตามหนังสือรับรอง ก็ตาม แต่ตามคำเบิกความของนายรุ่งยศ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทคนหนึ่ง ปรากฏว่าแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นกรรมการแล้ว แต่ในการประชุมผู้ถือหุ้นจะมีจำเลยที่ 1 นั่งเป็นประธานในที่ประชุม โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดประมาณร้อยละ 30 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 129 หุ้น จากทั้งหมด 400 หุ้น โดยนายสุริยาซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการนั้นไม่ได้ถือหุ้นในบริษัท ก่อนจัดงานในวันที่ 31 ธันวาคม 2551 ในวันที่ 25 ธันวาคม 2551 มีการแถลงข่าวถึงเรื่องการปิดกิจการร้านเกิดเหตุต่อสื่อมวลชนโดยมีจำเลยที่ 1 กับนายรุ่งยศและผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่งร่วมกันแถลงข่าว โดยจำเลยที่ 1 กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุนร้านมาตลอด นายสุริยาไม่ได้เข้าร่วมแถลงข่าวแต่อย่างใด ตามคำเบิกความของนางสาวช่อผกา พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพนักงานขายป๊อบคอร์นอยู่ที่ชั้นใต้ดินของร้านเกิดเหตุก็ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร้านเกิดเหตุ แต่สำหรับนายสุริยานั้น ตามคำเบิกความของนางสาวเกษราภรณ์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพนักงานเก็บเงินอยู่ที่ร้านเกิดเหตุกลับไม่เคยเห็นหน้า คงรู้จักว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เวลามาที่ร้านเกิดเหตุจะพูดคุยกับพนักงานในร้านที่รู้จัก ทั้งนายสุดใจ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกุ๊กในร้านเกิดเหตุก็เคยให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกว่า นายสุริยาเป็นเพียงเด็กรับรถของแขกที่มาเที่ยวที่ร้านเกิดเหตุ ที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าเป็นเพียงผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารงานร้านเกิดเหตุนั้นไม่อาจหักล้างได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารร้านเกิดเหตุตามความเป็นจริง จำเลยที่ 1 มีการกระทำโดยประมาทอย่างไรนั้น ข้อที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1ไม่ติดตามควบคุมการทำเอฟเฟกต์โดยดอกไม้เพลิงในร้านเกิดเหตุไม่ให้เกิดเพลิงไหม้นั้นโจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องว่าเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คงมีข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 1 ไม่จัดให้มีไฟฉุกเฉินภายในร้านให้เพียงพอ ปล่อยให้แขกที่มาเที่ยวเข้าไปในร้านเกินกว่าความสามารถที่จุคนได้ไม่เกิน 500 คน และประตูเข้าออกที่สามารถรองรับคนเข้าออกได้เพียงประมาณ 500 คน ตามหลักมาตรฐานความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ที่โจทก์กล่าวมาว่าเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ร้านเกิดเหตุซึ่งเป็นสถานบันเทิงเป็นสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 แม้จะยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 39 (พ.ศ. 2537) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ในข้อ 2 และข้อ 7 ที่กำหนดให้สถานบริการต้องมีแสงสว่างจากระบบไฟฟ้าฉุกเฉินเพียงพอที่จะมองเห็นช่องทางหนีไฟได้ชัดเจนขณะเพลิงไหม้ โดยมิพักต้องคำนึงว่าสถานบริการนั้นมีพื้นที่มากน้อยเท่าใด หาใช่ว่าสถานบริการต้องมีพื้นที่เกินกว่า 2,000 ตารางเมตร จึงจะอยู่ภายใต้บังคับของกฎกระทรวงฉบับนี้ ดังคำเบิกความของนายบรรเจิด พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายช่างโยธาของสำนักงานเขตวัฒนาแต่อย่างใดไม่ คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่มาเที่ยวในร้านเกิดเหตุเกี่ยวกับไฟฉุกเฉิน ปรากฏตามคำเบิกความของนายสุรพงษ์ว่า หลังจากไฟเริ่มลุกลามมีวัสดุติดไฟร่วงลงมาประมาณ 10 วินาที ไฟทุกดวงภายในร้านดับลง ตามคำเบิกความของนางสาวฐิติมาพรว่า เมื่อสังเกตเห็นการติดไฟตรงส่วนโค้งของซุ้มเหนือเวที รู้สึกกลัว ถามพนักงานว่ามีทางออกทางอื่นหรือไม่ ขณะเดินไปที่หน้าต่างซึ่งเป็นกระจกโค้งและมีลูกกรงเหล็ก ไฟทุกดวงภายในร้านดับลงจนมืดสนิท นางสาวฐิติมาพรใช้แสงไฟจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่องทาง แต่ไม่สามารถมองเห็น เพราะมีควันไฟมาก นางสาวฐิติมาพรพยายามหาทางไปบริเวณที่ได้ยินเสียงกระจกแตก ขณะควานมือไปโดนกำแพงก็มีคนช่วยดึงออกไปนอกร้านได้ โดยมีแผลไฟไหม้ที่แขนขวา ตามคำเบิกความของนายประลองยุทธว่า หลังการทำเอฟเฟกต์เห็นประกายไฟพุ่งชนเพดานของซุ้ม ที่อยู่เหนือเวที จากนั้นมีกลิ่นไหม้ มีความร้อนพุ่งมาที่ตัว คนที่มาเที่ยวแตกตื่นหาทางออกขณะที่นายประลองยุทธวิ่งไปทางตรงกันข้ามกับเวทีได้ประมาณ 2 ถึง 3 ก้าว ไฟในร้านก็ดับลงมองไม่เห็นอะไร ระหว่างหาทางออกมือคลำไปถูกบาร์เหล้าจึงปีนขึ้นไป รู้สึกมีลมมาปะทะตัวเข้าใจว่าน่าจะเป็นทางออก จึงเดินตามลมไปแล้วออกจากร้านเกิดเหตุไปได้ โดยมีแผลไฟไหม้ที่หลัง ใบหู จมูก และตามคำเบิกความของนางสาวช่อผกาว่า ระหว่างขายป๊อบคอร์นอยู่ที่ชั้นใต้ดินของร้านเกิดเหตุ หลังเที่ยงคืนไปแล้วได้ยินเสียงคนตะโกนว่าเกิดเพลิงไหม้แล้วไฟดับจึงเข้าไปอยู่ในห้องน้ำ ประมาณ 10 นาที มีไฟลุกแดง ทำให้เห็นทางเดิน นางสาวช่อผกาจึงออกมาเดินขึ้นบันไดซึ่งอยู่ใกล้กับทางออกด้านหน้าของร้านแล้วออกมาได้ โดยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยบริเวณแขนและฝ่ามือ คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวมานี้บ่งบอกว่าภายในร้านเกิดเหตุไม่มีไฟฉุกเฉินบอกทางหนีไฟ สอดคล้องกับหลักฐานในที่เกิดเหตุตามคำเบิกความของพันตำรวจโทวัชรัศมิ์ว่า ตรวจไม่พบระบบแสงสว่างฉุกเฉินในส่วนพื้นที่ชุมนุมคนดังที่พันตำรวจโทวัชรัศมิ์ทำรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุส่งไปให้พนักงานสอบสวนตามแฟ้ม ในข้อที่ 7.11 ยิ่งกว่านั้นจำนวนคนที่อยู่ในร้านเกิดเหตุในช่วงที่ใกล้เวลานับถอยหลังเข้าสู่วันปีใหม่นั้น คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่อยู่ในร้านเกิดเหตุเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปรากฏตามคำเบิกความของนายสุรพงษ์ว่า คนในร้านยืนเบียดเสียดกัน การจะออกไปดูการจุดพลุนอกร้านทำได้ยาก มีคนอยู่ในร้านประมาณ 600 ถึง 700 คน ตามคำเบิกความของนายประลองยุทธว่ามีคนอยู่ในร้านประมาณ 900 ถึง 1,000 คน เดินเบียดเสียดกันเพราะคนแน่นมาก ทุกคนยืนกันหมดเนื่องจากไม่มีที่นั่ง มีแต่โต๊ะวางเครื่องดื่ม ตามคำเบิกความของนายเมธาพัฒน์ซึ่งเป็นช่างถ่ายวิดีโอของร้านเกิดเหตุว่า มีคนอยู่ที่ในร้านประมาณ 1,000 คน ตามคำเบิกความของนายนฤพัฒน์ว่ามีคนในร้านเกิดเหตุประมาณ 1,000 คน คนเบียดเสียดต้องยืนกัน ตามคำเบิกความของนายภูมิใจ ซึ่งเป็นพิธีกรในช่วงเวลานับถอยหลังว่า มีคนอยู่ในร้านมากประมาณ 800 คน บรรยากาศในการจุดไฟเย็นเฉลิมฉลองเข้าสู่วันปีใหม่เป็นไปตามภาพถ่าย ขณะที่พื้นที่ในร้านเกิดเหตุมีเพียง 541.14 ตารางเมตร ดังคำเบิกความของพันตำรวจโทวัชรัศมิ์หรือสมชาย และตามหลักมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของวิชาชีพวิศวกรปรากฏตามคำเบิกความของนายพิชญะ พยานโจทก์และโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นกรรมการอำนวยการของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และรองประธานอนุกรรมการศึกษาวิจัยและพัฒนาอุบัติภัยของคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติปรากฏว่าถือหลักมาตรฐาน 1 ตารางเมตร จะมีคนยืนได้เพียง 1 คน และตามคำเบิกความของนายสุรพงษ์ซึ่งจบการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์และรับราชการอยู่ที่สำนักงานควบคุมและตรวจสอบอาคาร กระทรวงมหาดไทย และได้มาเที่ยวที่ร้านในคืนเกิดเหตุ ก็ปรากฏว่าเพื่อความปลอดภัยจากอุบัติภัย ความจุของร้านเกิดเหตุต้องใช้หลักคำนวณ 1 ตารางเมตร ต่อ 1 คน ประกอบกับประตูเข้าออกทางด้านหน้าของร้านเกิดเหตุมีความกว้าง 2.30 เมตร แสดงให้เห็นว่าเมื่อเดินเข้ามาภายในร้านแล้วยังมีบันไดเพื่อเดินขึ้นไปชั้นลอย และบันไดเพื่อเดินลงไปชั้นใต้ดิน กับมีประตูสำหรับการออกไปสูบบุหรี่ทางด้านหน้า 2 ประตู มีความกว้างประตูละ 0.7 เมตร และทางด้านข้างฝั่งขวาของร้านเกิดเหตุอีก 1 ประตู มีความกว้าง 0.9 เมตร กล่าวโดยเฉพาะสำหรับทางออกไปสูบบุหรี่ดังกล่าว หากเป็นผู้ที่มาเที่ยวที่ร้านเกิดเหตุเป็นครั้งแรกหรือยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ดีพอและไม่ได้เป็นผู้สูบบุหรี่ ก็ยากที่จะรู้ว่ามีทางออกอื่นอีกนอกจากประตูทางด้านหน้าร้านที่ตนเข้ามาในร้าน ประตูเข้าออกทางด้านหน้าซึ่งเป็นประตูเดียวจึงเป็นประตูหลักในการระบายคนออกจากร้าน อีกทั้งตามแฟ้ม ที่พนักงานสอบสวนได้มาจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ก็เป็นภาพที่แสดงศพของผู้ติดค้างอยู่ตรงขั้นบันไดที่จะขึ้นมาสู่ชั้นพื้นราบหลายสิบศพซึ่งถูกไฟคลอกตายและขาดอากาศหายใจเรียงรายทับซ้อนกันอยู่เป็นกองพะเนิน บ่งบอกเป็นอย่างดีว่าการที่มีคนตายถึง 67 คน เป็นผลมาจากการที่เบียดเสียดหาทางออกไม่พบอันเนื่องจากไม่มีไฟฉุกเฉินบอกทางและมีคนอยู่ในร้านเกิดเหตุอัดแน่นกันอย่างมากมายเกินกว่าที่ประตูทางออกจะรองรับให้ทันแก่การหนีไฟได้อย่างปลอดภัยด้วย จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารร้านเกิดเหตุนอกจากมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จักต้องจัดให้มีไฟฉุกเฉินบอกทางหนีไฟแล้ว ตามวิสัยและพฤติการณ์ของวิญญูชนที่ทำธุรกิจสถานบันเทิงเยี่ยงจำเลยที่ 1 ย่อมตระหนักได้ดีว่าการจัดให้คนมาชุมนุมเพื่อการรื่นเริงในสถานที่อันจำกัด หากมีอัคคีภัยเกิดขึ้น การระบายคนออกไปได้รวดเร็วและมากเท่าใด โดยมีไฟฉุกเฉินบอกทางหนีไฟ ย่อมทำให้คนที่มาชุมนุมหนีไฟออกมาได้อย่างปลอดภัยมากเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จักต้องจัดให้มีไฟฉุกเฉินบอกทางหนีไฟในร้านเกิดเหตุและต้องไม่ยอมให้แขกที่มาเที่ยวเข้าไปในร้านเกิดเหตุในลักษณะที่ยืนเบียดเสียดอัดแน่นกันอยู่ภายในร้าน ทั้งที่ประตูเข้าออกทางด้านหน้าร้านซึ่งเป็นประตูหลักเพียงประตูเดียวมีความกว้างเพียง 2.30 เมตร เกินกว่าที่ประตูนั้นจะรองรับในการระบายคนให้ทันแก่เหตุการณ์ได้ การที่จำเลยที่ 1 งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันอันเป็นผลทำให้แขกที่มาเที่ยวในร้านเกิดเหตุหนีไฟออกมาไม่ได้เพราะติดค้างอยู่ด้านในถึงแก่ความตายเพราะเหตุถูกไฟคลอกและขาดอากาศหายใจ รวมทั้งแขกที่มาเที่ยวบางส่วนนับร้อยคนแม้จะหนีไฟออกมาได้ก็ยังได้รับบาดเจ็บถึงอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 จึงได้ชื่อว่ากระทำโดยประมาทร่วมด้วยนอกเหนือจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 6 และที่ 7 จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกัน เป็นไปไม่ได้ เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าบริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด เป็นนิติบุคคล มีนายสุริยาหรือตั๊ม เป็นกรรมการผู้แทนนิติบุคคลตามกฎหมาย และมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารดำเนินกิจการตามความเป็นจริงนั้น เท่ากับโจทก์ยืนยันว่าบริษัทได้เชิดนายสุริยาออกแสดงเป็นผู้แทนของตน แต่ความเป็นจริงแล้วแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้มีชื่อเป็นผู้แทนตามหนังสือรับรองแต่ก็เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโดยผ่านทางนายสุริยานั่นเองดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 กำหนดให้ความเกี่ยวพันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน คำฟ้องโจทก์จึงไม่ขัดแย้งกันหรือเป็นไปไม่ได้ดังคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 หากแต่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 7 ที่ขอให้รอการลงโทษ เห็นว่าจำเลยที่ 7 ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดอกไม้เพลิงในการทำฉากเอฟเฟกต์ย่อมตระหนักดีว่าการจุดดอกไม้เพลิงในที่อับ ไม่ใช่ที่โล่งแจ้งดังเช่นร้านเกิดเหตุในคดีนี้ เปลวไฟอาจพุ่งไปถูกวัสดุที่ติดไฟง่ายจนเกิดเพลิงไหม้ได้ การกระทำของจำเลยที่ 7 จึงเป็นการชะล่าใจที่คิดว่าดอกไม้เพลิงคงพุ่งขึ้นไปไม่สูง ความประมาทของจำเลยที่ 7 ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมมีคนตายเพราะถูกไฟคลอกและขาดอากาศหายใจถึง 67 คน และมีคนบาดเจ็บนับร้อยคนเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากเกินกว่าที่จะให้โอกาสจำเลยที่ 7 กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ คดีไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นประการสุดท้ายเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 4 ถึงที่ 8 เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ร่วมที่ 4 ถึงที่ 8 ว่า โจทก์ร่วมที่ 4 และที่ 5 เป็นบิดามารดาของนายมีศักดิ์ ผู้ตาย โจทก์ร่วมที่ 6 เป็นมารดาของนางบุษยาหรืออัมแพรวา ผู้ตาย โดยนายมีศักดิ์กับนางบุษยาอยู่กินฉันสามีภริยาถึงแก่ความตายในร้านเกิดเหตุด้วยกัน เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ประกอบอาชีพเป็นผู้รับเหมางานก่อสร้างต่างหากจากกัน ต่างมีรายได้เดือนละ 50,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 7 และที่ 8 เป็นมารดาและบุตรผู้เยาว์ของนางสาวพิมพ์ฤดีผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายในร้านเกิดเหตุ เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง มีรายได้เดือนละ 14,000 บาท โดยจำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่ได้นำสืบหักล้าง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมากำหนดค่าปลงศพของผู้ตายทั้งสามเป็นเงินรายละ 40,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ร่วมที่ 4และที่ 5 ในรายของนายมีศักดิ์ผู้ตายเป็นเงิน 1,500,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ร่วมที่ 6 ในรายของนางบุษยาผู้ตายเป็นเงิน 1,500,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ร่วมที่ 7 และที่ 8 รวมทั้งที่เป็นการให้ศึกษาตามสมควรแก่โจทก์ร่วมที่ 8 ที่มีอายุเพียง 4 ปี ในรายของนางสาวพิมพ์ฤดีผู้ตายเป็นเงิน 2,000,000 บาท นั้น จึงเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไปตามข้อเท็จจริงจากการนำสืบของคู่ความ มิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจดังฎีกาของจำเลยที่ 6 และที่ 7 แต่อย่างใด ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดค่าสินไหมทดแทนชอบด้วยรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 6 และที่ 7 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 216
ป.อ. ม. 59 ม. 83
ป.พ.พ. ม. 68 ม. 72 ม. 806 ม. 1167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ร้อยตำรวจตรีประกอบ คลี่สุข กับพวก
จำเลย — นาย วิสุข เสร็จสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายทานนท์ สันติพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8547/2558
#589742
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ ส. กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์สั่งให้ฝ่ายการคลังคืนเงินส่วนที่หักไว้เกินกว่าค่าปรับให้แก่จำเลยทั้งสาม ส. มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ตามหนังสือรับรอง ซึ่งไม่มีข้อจำกัดอำนาจของกรรมการแต่อย่างใด โดยเงื่อนไขทั่วไปแห่งสัญญาว่าด้วยการระงับข้อพิพาท มีข้อตกลงชัดแจ้งว่าในกรณีที่มีการโต้แย้งหรือมีข้อพิพาทระหว่างผู้รับเหมา (จำเลยทั้งสาม) และโจทก์ที่เกี่ยวกับสัญญานี้ คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องเสนอข้อพิพาทไปยังผู้อำนวยการของโจทก์ (ปัจจุบัน คือ กรรมการผู้จัดการใหญ่) เพื่อทำการตัดสิน คำตัดสินของผู้อำนวยการของโจทก์ถือเป็นที่สุดและเป็นข้อสรุป เว้นเสียแต่ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้รับเหมา (จำเลยทั้งสาม) จะร้องขอให้ส่งข้อพิพาทไปยังอนุญาโตตุลาการ เมื่อปรากฏว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับค่าปรับเกิดขึ้น จำเลยทั้งสามมีหนังสือโต้แย้งเพื่อให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ตัดสินชี้ขาด ส. ได้เรียกพนักงานผู้เกี่ยวข้องไปร่วมประชุมพิจารณาและต่อมามีคำสั่งให้ฝ่ายการคลังของโจทก์คืนเงินส่วนที่หักไว้เกินกว่าค่าปรับให้จำเลยทั้งสาม เห็นได้ว่า ส. มีคำตัดสินดังกล่าวในขอบอำนาจของกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ตามข้อสัญญาข้างต้น ส่วนคำตัดสินชี้ขาดจะถูกต้องหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่โจทก์อ้างว่า ส. มิได้นำข้อพิพาทและคำตัดสินดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการของโจทก์เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจนั้น เรื่องดังกล่าวไม่ว่าจะมีระเบียบของโจทก์กำหนดไว้หรือไม่ หรือเป็นเรื่องสำคัญซึ่ง ส. ควรนำข้อพิพาทและคำตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทให้คณะกรรมการของโจทก์พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน เป็นเรื่องภายในของโจทก์ ไม่มีผลทำให้คำตัดสินชี้ขาดของ ส. ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ตามข้อสัญญาดังกล่าวเสียไปแต่อย่างใด หากคำตัดสินชี้ขาดของ ส. ไม่ถูกต้อง ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ก็ต้องไปว่ากล่าวเอากับ ส. ซึ่งก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก ส. ต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองกลางพิพากษาให้ ส. ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนหนึ่งแก่โจทก์อยู่แล้ว โจทก์จะยกเอาเหตุที่ ส. ไม่นำคำตัดสินชี้ขาดไปให้คณะกรรมการของโจทก์พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ มาเป็นข้อต่อสู้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตไม่ได้ ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1167 ประกอบมาตรา 822 บัญญัติไว้ เพราะทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสามได้สมคบกับ ส. กระทำการโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 139,056,586.71 บาท คืนแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 125,393,879.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 67,004,254.41 บาท แก่จำเลยทั้งสามพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 19 มกราคม 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและให้คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งแก่จำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ (คำสั่ง) ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อพร้อมติดตั้งอุปกรณ์สื่อสัญญาณเอสดีเอช โครงการทีเอ็นอีพี - เอสอีพี รวม 3 เฟส จากจำเลยทั้งสามในนามกลุ่มกิจการร่วมค้าของบริษัทอัลคาเทลในวงเงิน 35,677,849.91 ยูโร และ 458,923,260 บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2545 ต่อมาคู่สัญญาได้ตกลงแก้ไขสัญญาเพื่อเปลี่ยนแปลงเนื้องานตามที่เกิดขึ้นจริง จึงมีการแก้ไขจำนวนเงินตามสัญญาเป็น 35,426,455.84 ยูโร และ 449,772,444.62 บาท ตามสัญญาได้กำหนดค่าปรับไว้ว่า หากจำเลยทั้งสามดำเนินการล่าช้ากว่ากำหนดเวลาตามสัญญา หรือล่าช้ากว่ากำหนดที่ได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาตามสัญญา จำเลยทั้งสามต้องชำระค่าปรับแก่โจทก์อัตราร้อยละ 0.2 ต่อวัน ของราคาตามสัญญาในรายการที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของราคาในสัญญาทั้งหมด หลังจากโจทก์ส่งมอบพื้นที่ให้จำเลยทั้งสามเข้าปฏิบัติงานตามสัญญาแล้ว โจทก์ได้อนุญาตให้ขยายเวลาส่งมอบงานตามสัญญา สำหรับเฟสที่ 1 เฟสที่ 2 และเฟสที่ 3 แต่จำเลยทั้งสามไม่สามารถส่งมอบงานให้โจทก์ตามกำหนดเวลาที่โจทก์ขยายให้และได้ส่งมอบงานงวดสุดท้ายทั้งสามเฟสให้คณะกรรมการตรวจการจ้างของโจทก์รับมอบงานทั้งสามเฟส โจทก์จึงจ่ายเงินสำหรับงานงวดสุดท้ายให้จำเลยทั้งสามโดยกันเงินไว้จำนวน 190,303,287.23 บาท เพื่อรอคำนวณเงินค่าปรับ ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งว่า จำเลยทั้งสามต้องชำระค่าปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 3,542,645.59 ยูโร และ 44,969,191.03 บาท หรือรวมเป็นเงินจำนวน 1,777,231,032.62 บาท จำเลยทั้งสามจึงมีหนังสือโต้แย้งและขอให้โจทก์ทบทวนเกี่ยวกับการคิดคำนวณค่าปรับ ต่อมานายสมควร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ได้มีคำตัดสินชี้ขาดให้ปรับจำเลยทั้งสามเป็นเงิน 52,318,242 บาท และมีคำสั่งให้ฝ่ายการคลังของโจทก์คืนเงินค่างานงวดสุดท้ายที่โจทก์หักไว้เกินกว่าจำนวนค่าปรับจำนวนดังกล่าวให้จำเลยทั้งสาม ซึ่งนายสมควรได้ลงนามกำกับไว้ท้ายคำสั่ง สำหรับประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ ในชั้นชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นที่พิพาทไว้เพียง 3 ข้อ ดังนี้ ข้อ 1 คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ข้อ 2 จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระค่าปรับคืนให้โจทก์หรือไม่และเพียงใด ข้อ 3 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลชั้นต้น ดังนั้น ข้อต่อสู้อื่น ๆ ตามคำให้การจำเลย จึงถือว่าจำเลยทั้งสามได้สละไปแล้ว และคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ว่า คำฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามจะต้องคืนเงินจำนวน 125,393,879.06 บาท ที่นายสมควร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์สั่งให้คืนแก่จำเลยทั้งสามให้แก่โจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า นายสมควร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ในขณะนั้นมีอำนาจหน้าที่ตัดสินชี้ขาดจำนวนเงินค่าปรับหรือไม่ ได้ความตามทางพิจารณาว่า ในขณะที่นายสมควรพิจารณาสั่งให้ฝ่ายการคลังของโจทก์คืนเงินในส่วนที่หักไว้เกินกว่าค่าปรับจำนวน 52,318,242 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสามนั้น นายสมควรมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ ตามหนังสือรับรองของนายทะเบียน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยตามหนังสือรับรองไม่มีข้อจำกัดอำนาจของกรรมการแต่อย่างใด นอกจากนี้ศาลฎีกาได้ตรวจดูหัวข้อเงื่อนไขทั่วไปแห่งสัญญาในข้อ 6 ของสัญญาเลขที่ ทีโอที 2/2000 (ทีเอ็นอีพี - เอสอีพี) พร้อมคำแปล ว่าด้วยการระงับข้อพิพาทแล้ว ปรากฏว่า คู่สัญญามีข้อตกลงไว้โดยชัดแจ้งว่า ในกรณีที่มีการโต้แย้งหรือมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างผู้รับเหมา (จำเลยทั้งสาม) และทีโอที (โจทก์) ที่เกี่ยวกับสัญญานี้ คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องทำการยื่นเสนอข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งไปยังผู้อำนวยการของทีโอที (ปัจจุบันคือ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์) เพื่อทำการตัดสิน ในกรณีดังกล่าว ผู้อำนวยการของทีโอที จะแจ้งให้ทราบถึงการตัดสินใจภายในเวลา 28 วัน หลังจากที่ได้รับเรื่องดังกล่าว โดยการตัดสินจะทำเป็นลายลักษณ์อักษรลงนามโดยผู้อำนวยการของทีโอทีและคำตัดสินของผู้อำนวยการของทีโอทีจะต้องถือเป็นอันสิ้นสุดและเป็นข้อสรุป เว้นเสียแต่ภายในระยะเวลา 28 วัน หลังจากที่ได้รับเรื่องดังกล่าวผู้รับเหมา (จำเลยทั้งสาม) จะมีการร้องขอต่อทีโอทีในการส่งข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งไปยังอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่ามีข้อโต้แย้งเรื่องจำนวนเงินค่าปรับเกิดขึ้นระหว่างจำเลยทั้งสามกับโจทก์ ซึ่งคู่ความนำสืบรับกันว่า หลังจากที่โจทก์ตรวจรับงานงวดสุดท้ายทั้งสามเฟสจากจำเลยทั้งสามแล้ว โจทก์ได้กันเงินค่าจัดซื้อจัดจ้างงวดสุดท้ายไว้เป็นค่าปรับตามความเห็นของสำนักกฎหมายของโจทก์เป็นเงิน 4,766,043.53 ยูโร และ 72,711,637.78 บาท หรือรวมเป็นเงินประมาณ 177,700,000 บาท และฝ่ายโจทก์โดยนางสาววัฒนา ผู้จัดการส่วนรับและจ่ายเงิน ทำการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์มีหนังสือเลขที่ ทีโอที งคง/858 แจ้งเรื่องการคิดค่าปรับของสัญญาทีโอที 2/2000 (ทีเอ็นอีพี - เอสอีพี) ให้ผู้จัดการโครงการทีเอ็นอีพี - เอสอีพี (นายสุทธิพล) ตัวแทนของฝ่ายจำเลยทราบ ฝ่ายจำเลยโดยนายจิโอวานนี่ ตัวแทนของกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทอัลคาเทลจึงมีหนังสือโต้แย้งไปยังนางสาววัฒนา ตัวแทนของโจทก์ว่า ฝ่ายจำเลยไม่อาจยอมรับว่าฝ่ายจำเลยจะต้องรับผิดในการจ่ายเงินค่าปรับตามจำนวนที่ระบุในหนังสือของโจทก์ฉบับดังกล่าวข้างต้น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามมีหนังสือโต้แย้งโจทก์เกี่ยวกับสัญญายื่นต่อโจทก์เพื่อให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ทำการตัดสินชี้ขาดในกรณีดังกล่าวโดยชอบด้วยข้อ 6 ของสัญญาฉบับดังกล่าวข้างต้นแล้ว นายสมควร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ได้เรียกให้พนักงานสำนักงานบริหารโครงการทีเอ็นอีพี - เอสอีพี ไปร่วมฟังการพิจารณาค่าปรับ โดยมีตัวแทนของจำเลยทั้งสามไปร่วมประชุมด้วยและมีหนังสือสรุปข้อเท็จจริงและความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง คือ ความเห็นของคณะกรรมการด้านกฎหมายและสัญญาของโจทก์ เรื่อง การคิดค่าปรับตามสัญญา เสนอนายสมควร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ทราบ โดยนายสมควรพิจารณาความเห็นของสำนักบริหารโครงการทีเอ็นอีพี - เอสอีพี กับความเห็นของอัยการ (นายชินวัฒน์) ที่เสนอประธานคณะกรรมการฝ่ายกฎหมาย (นายเข็มชัย) อธิบายถึงวิธีการคำนวณค่าปรับ นายสมควรพิจารณาแล้ว เห็นว่า ค่าปรับตามที่สำนักบริหารโครงการทีเอ็นอีพี - เอสอีพี เคยเสนอค่าปรับเป็นเงิน 179,296.91 ยูโร และ45,599,986.61 บาท (หรือรวมเป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้น 54,013,235.96 บาท) ถูกต้องแล้ว จึงให้ฝ่ายการคลังคืนเงินในส่วนที่หักไว้เกินกว่าค่าปรับให้จำเลยทั้งสาม ดังนี้ เห็นได้ว่า นายสมควรมีคำตัดสินในขอบอำนาจของกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ตามข้อสัญญาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ส่วนคำตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทของนายสมควรดังกล่าวจะถูกต้องชอบด้วยเหตุผลหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับข้อที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า นายสมควร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์มิได้นำข้อพิพาทและคำตัดสินเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการบริษัทโจทก์เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเสียก่อน จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจนั้น เห็นว่า การขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทของโจทก์นั้น ไม่ว่าจะมีระเบียบของโจทก์กำหนดไว้หรือไม่ หรือเป็นเรื่องสำคัญซึ่งนายสมควรควรนำข้อพิพาทและคำตัดสินชี้ขาดข้อพิพาท ให้คณะกรรมการบริษัทของโจทก์พิจารณาให้ความเห็นชอบเสียก่อนนั้น เป็นเรื่องภายในของบริษัทโจทก์ ไม่มีผลทำให้คำตัดสินข้อพิพาทของนายสมควรในฐานะกรรมการผู้จัดใหญ่ของโจทก์ตามข้อสัญญาต้องเสียไปแต่อย่างใด หากคำตัดสินข้อพิพาทของนายสมควร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ไม่ถูกต้อง และโจทก์เห็นว่ามีผลทำให้โจทก์ต้องเสียหายอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอากับนายสมควร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์เอง ซึ่งตามทางพิจารณาก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายสมควรต่อศาลปกครองกลางตามคดีหมายเลขแดงที่ 1190/2555 และศาลปกครองกลางก็มีคำพิพากษาให้นายสมควรชดใช้ค่าเสียหายจำนวนหนึ่งแก่โจทก์อยู่แล้ว โจทก์จะยกเอาเหตุที่นายสมควร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ไม่นำคำตัดสินข้อพิพาทไปให้คณะกรรมการบริษัทของโจทก์พิจารณาเห็นชอบเสียก่อน เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจมาเป็นข้อต่อสู้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตไม่ได้ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 ประกอบมาตรา 822 บัญญัติไว้ เพราะตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานใดที่บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยทั้งสามได้สมคบกับนายสมควร กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์กระทำการโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 822 ม. 1167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทอัลคาเทล-ลูเซ่น (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวิช พงษ์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8546/2558
#585450
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรม หรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" ซึ่งความหมายของผู้ประกอบการค้า นอกจากเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าโดยทำการซื้อขายสินค้าแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่ประกอบการค้าเป็นปกติธุระเพื่อหวังผลกำไรในทางการค้าด้วย โจทก์เป็นองค์การของรัฐจัดตั้งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 และ พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 มีวัตถุประสงค์ทำกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับสินค้าเกษตร ฯลฯ ทั้งการซื้อขายข้าวเปลือกระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 สืบเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/2549 ของรัฐบาลในสมัยนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยสามารถจำนำข้าวได้ในราคาสูง ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง อีกทางหนึ่งก็คงเป็นเพราะเพื่อลดภาระในการดูแลรักษาข้าวเปลือกดังกล่าวของโจทก์ซึ่งฝากไว้ในโกดังเก็บข้าวของจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าร่วมในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/2549 โดยให้จำเลยที่ 1 สามารถขายข้าวเปลือกดังกล่าวไปได้ ดังนั้นการขายข้าวเปลือกดังกล่าวของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงมิได้มุ่งหวังกำไรเพื่อหารายได้เข้ารัฐ โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบการค้าในอันที่จะนำอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) มาใช้บังคับ เมื่อกรณีตามสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ซึ่งเป็นอายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ

คดีอาญาเป็นเรื่องที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ฐานยักยอกทรัพย์คือข้าวเปลือกที่จำเลยทั้งสองรับฝากไว้ตามสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าว และขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แม้จะถือว่าเป็นการขอแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แต่ก็เป็นกรณีที่เนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาอันเป็นมูลละเมิดเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซื้อข้าวเปลือกจากโจทก์และยังคงค้างชำระราคาข้าวเปลือก จึงขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระราคาข้าวเปลือกที่ยังคงค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นมูลหนี้มาจากการผิดสัญญา ถึงแม้คำขอบังคับในคดีอาญาและคดีนี้เป็นอย่างเดียวกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหามิใช่เป็นอย่างเดียวกัน นอกจากนี้คำฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องผิดสัญญา การโต้แย้งสิทธิที่จะนำคดีมาสู่ศาลเป็นเรื่องของคู่สัญญาโดยเฉพาะ พนักงานอัยการที่เป็นโจทก์ในคดีอาญาไม่อาจอาศัยสิทธิในเรื่องจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายข้าวเปลือกมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ เพราะมิได้เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 50,872,047.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,433,771.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ใช้เงิน 3,621,680 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ให้ตกเป็นพับ ให้โจทก์ชำระเงิน 3,621,680 บาท แก่จำเลยทั้งสอง กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองในส่วนฟ้องแย้ง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน48,433,771.65 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20กรกฎาคม 2555 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 21 มีนาคม 2556) ต้องไม่เกิน 2,438,275.49 บาท ตามที่โจทก์ขอมาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 โดยจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 มีวัตถุประสงค์ทำกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าข้าวและโรงสี โจทก์ได้รับนโยบายจากคณะกรรมการข้าวแห่งชาติเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร(คชก.) ในการรับจำนำข้าวตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/2549 ของรัฐบาล จึงประกาศรับสมัครโรงสีเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากโจทก์ไม่มีสินค้าและโรงสีของตนเอง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2549 จำเลยทั้งสองเข้าร่วมโครงการกับโจทก์ ตามสำเนาสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าว จำเลยทั้งสองรับฝากเก็บข้าวเปลือกหอมมะลิและแปรสภาพเป็นข้าวสารให้โจทก์ตามสัญญา จนกระทั่งมีข้าวเปลือกหอมมะลิเหลืออยู่ 7,916.259199 ตัน ต่อมาโจทก์ได้รับนโยบายจากคณะกรรมการข้าวแห่งชาติเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ขายข้าวที่รับจำนำไว้ได้ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาซื้อขายข้าวเปลือกหอมมะลิตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/2549 ซึ่งเก็บไว้ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาฝากเก็บฯ ดังกล่าว จำนวน 7,916.259199 ตัน ราคาตันละ 9,150 บาท มูลค่ารวม 72,433,771.67 บาท ตามสัญญาซื้อขายข้าวเปลือกหอมมะลิ ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องเริ่มรับมอบและขนย้ายข้าวเปลือกภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ชำระเงินตามสัญญา และต้องชำระเงินกับขนย้ายข้าวเปลือกทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2549 ในกรณีของจำเลยทั้งสองเป็นการซื้อขายข้าวเปลือกปริมาณส่วนที่เกิน 5,000 ตัน แต่ไม่เกิน 20,000 ตัน ต้องรับมอบข้าวเปลือกภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา ในการทำสัญญาจำเลยทั้งสองนำหนังสือค้ำประกันธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประโคนชัย เลขที่ 49-42-0054-6 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 จำนวนเงิน 3,621,680 บาท และเงินอีก 20 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,621,700 บาท มอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาข้อ 5 หลังจากทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสองได้รับมอบข้าวเปลือกไปครบจำนวนแล้วและชำระหนี้ค่าข้าวเปลือกให้โจทก์หลายครั้ง โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองไม่ได้ชำระหนี้ให้โจทก์อีก โดยยังค้างชำระหนี้ค่าข้าวเปลือก 5,293.308377 ตัน เป็นเงิน 48,433,771.65 บาท วันที่ 14 มิถุนายน 2555 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายและค่าปรับตามสัญญาซื้อขาย ตามหนังสือที่ อคส.1050/3695 วันที่ 17 กันยายน 2555 โจทก์มีหนังสือถึงธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประโคนชัย ให้ชำระหนี้ตามภาระค้ำประกัน ตามหนังสือที่ อคส.1050/5275 ต่อมาธนาคารได้โอนเงิน3,621,680 บาท ให้โจทก์โดยวิธีตัดจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 ตามการ์ดบัญชี วันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ของผู้อื่น ตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3689/2555 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์เป็นผู้เสียหาย และพนักงานอัยการในคดีดังกล่าวมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนข้าวเปลือกหอมมะลิหรือใช้ราคาเปลือกหอมมะลิที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 95,104,885.40 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง พนักงานอัยการอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ทำกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับสินค้าเกษตรส่วนจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าว และประกอบกิจการโรงสี จำเลยทั้งสองเข้าทำสัญญาซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิกับโจทก์ ตามสัญญาซื้อขายข้าวเปลือกหอมมะลิการซื้อขายข้าวเปลือกดังกล่าวเป็นไปตามกรอบวัตถุประสงค์แห่งกิจการหรือการงานของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ย่อมถือได้ว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้นั่นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) และมาตรา193/33 (5) การที่โจทก์ได้ผ่อนปรนและขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองสามารถแบ่งชำระได้ไม่เกิน 4 งวด งวดละไม่เกิน 30 วัน โดยขยายระยะเวลาให้ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2550 ตามสำเนาบันทึกข้อความและหนังสือ จำเลยทั้งสองยังคงค้างชำระหนี้ให้โจทก์ไม่ครบถ้วน และจำเลยทั้งสองชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 โดยยังค้างชำระหนี้ข้าวเปลือกจำนวน 5,293.308377 ตัน คิดเป็นเงินจำนวน 48,433,771.65 บาท โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองได้ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2550 และเรียกค่าปรับจากจำเลยทั้งสองได้ตามข้อ 7 ของสัญญาซื้อขายข้าวเปลือกหอมมะลิ แต่โจทก์ไม่ดำเนินการจนกระทั่งถึงวันฟ้องจึงเกินกำหนดอายุความ 5 ปี ตามบทกฎหมายดังกล่าว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำหรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" ซึ่งความหมายของผู้ประกอบการค้า นอกจากเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าโดยทำการซื้อขายสินค้าแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่ประกอบการค้าเป็นปกติธุระเพื่อหวังผลกำไรในทางการค้าด้วย นอกจากนี้โจทก์เป็นองค์การของรัฐจัดตั้งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ.2498 มีวัตถุประสงค์ทำกิจการทั้งปวงเกี่ยวกับสินค้าเกษตร ฯลฯ ทั้งการซื้อขายข้าวเปลือกระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 สืบเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/2549 ของรัฐบาลในสมัยนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยสามารถจำนำข้าวได้ในราคาสูง ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง อีกทางหนึ่งก็คงเป็นเพราะเพื่อลดภาระในการดูแลรักษาข้าวเปลือกดังกล่าวของโจทก์ซึ่งฝากไว้ในโกดังเก็บข้าวของจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าร่วมในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/2549 โดยให้จำเลยที่ 1 สามารถขายข้าวเปลือกดังกล่าวไปได้ ดังนั้นการขายข้าวเปลือกดังกล่าวของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงมิได้มุ่งหวังกำไรเพื่อหารายได้เข้ารัฐ โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบการค้าในอันที่จะนำอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) มาใช้บังคับ เมื่อกรณีตามสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ซึ่งเป็นอายุความทั่วไปตามมาตรา 193/30 มาใช้บังคับ โจทก์ได้ผ่อนปรนและขยายเวลาการชำระหนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองจนถึงวันที่ 14 มีนาคม 2550 ตามหนังสือการขยายเวลาการชำระเงินและรับมอบข้าวเปลือกหอมมะลิโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/2549 ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ผ่อนชำระราคาข้าวเปลือกให้แก่โจทก์เรื่อยมา โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 และยังคงค้างชำระราคาข้าวเปลือกจำนวน 5,293.308377 ตัน คิดเป็นเงินจำนวน 48,433,771.65 บาท ดังนี้ นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2550 โจทก์ย่อมมีสิทธิทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ราคาข้าวเปลือกที่ยังค้างชำระ โดยกำหนดเวลาตามสมควรให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาไปคราวเดียวกัน นับแต่นั้นโจทก์จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ราคาข้าวเปลือกจำนวน 48,433,771.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดให้แก่โจทก์ โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 48,433,771.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556 เมื่อนับแต่วันที่โจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ราคาข้าวเปลือกค้างชำระจนถึงวันฟ้องยังไม่เกินกำหนดระยะเวลา 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3689/2555 หมายเลขแดงที่ 468/2556 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3689/2555 หมายเลขแดงที่468/2556 เป็นเรื่องที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ฐานยักยอกทรัพย์คือข้าวเปลือกหอมมะลิที่จำเลยทั้งสองรับฝากไว้ตามสัญญาฝากเก็บ แปรสภาพ และจัดจำหน่ายข้าว และขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แม้จะถือว่าเป็นการขอแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แต่ก็เป็นกรณีที่เนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาอันเป็นมูลละเมิดเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิจากโจทก์ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2548/2549 และยังคงค้างชำระราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ จึงขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่ยังคงค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์ อันเป็นมูลหนี้มาจากการผิดสัญญา ถึงแม้คำขอบังคับในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3689/2555หมายเลขแดงที่ 468/2556 ของศาลชั้นต้น และคดีนี้เป็นอย่างเดียวกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหามิใช่เป็นอย่างเดียวกัน นอกจากนี้คำฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องผิดสัญญา การโต้แย้งสิทธิที่จะนำคดีมาสู่ศาลเป็นเรื่องของคู่สัญญาโดยเฉพาะ พนักงานอัยการที่เป็นโจทก์ในคดีอาญาไม่อาจอาศัยสิทธิในเรื่องจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายข้าวหอมมะลิโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/2549 มาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ เพราะมิได้เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 กรณีจึงมิใช่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 ม. 193/34
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การคลังสินค้า
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีไฟตั้งกิมหลี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวรุ่งทิพย์ อภิญญาปุญญเขต
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอรุณี วีระรัศมี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8528/2558
#632587
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งหากศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ย่อมมีผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นอันเพิกถอนไปในตัว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 โดยศาลไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติก่อน เพราะกรณีมิใช่เรื่องที่จำเลยมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 1,801,437.14 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้าจำนวน 80,684 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2555

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงร่วมกันว่า ขอให้ศาลในคดีนี้รับฟังข้อเท็จจริงจากการสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารในคดีหมายเลขแดงที่ 118/2555 โดยให้ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตตามที่คู่ความขอ

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสองส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองไปยังสำนักทำการงานของจำเลยตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 68 โดยปิดหมายไว้ในที่เปิดเผย จึงถือได้ว่าเป็นการปิดหมายโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ไม่เคยได้รับหมายนัด จำเลยจึงไม่ได้ต่อสู้คดี เนื่องจากที่ทำการของบริษัทและโรงงานของจำเลยตั้งอยู่ที่เดียวกัน ในช่วงเดือนตุลาคม 2544 มีโจรชุกชุมและมีผู้ก่อความไม่สงบข่มขู่วางระเบิดโรงงานเพื่อเรียกค่าคุ้มครอง บริษัทและโรงงานของจำเลยจึงได้ปิดกิจการลงเป็นบริษัทและโรงงานร้าง แต่ที่จำเลยทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากมีบุคคลอื่นซึ่งเคยทำงานกับจำเลยและอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกับบริษัทและโรงงานของจำเลยได้ติดต่อกับผู้จัดการคนเก่าของจำเลยว่า มีเอกสารตราครุฑข้างล่างเขียนว่าในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์มากองอยู่หน้าบริษัทจำเลยเป็นจำนวนมาก จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณานั้น เห็นว่า ปรากฏจากทางไต่สวนว่าจำเลยได้ยื่นงบดุลและงบกำไรขาดทุนต่อกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังระบุที่ตั้งสำนักงานของจำเลยเพื่อยื่นงบดุล งบกำไรขาดทุน ตลอดจนเพื่อยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามภูมิลำเนาที่ระบุในหนังสือรับรองของบริษัทจำเลย โดยมิได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาหรือการประกอบกิจการว่ามีการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาหรือมีการเลิกการประกอบกิจการแล้วตามที่จำเลยกล่าวอ้าง และเมื่อตรวจงบดุลและงบกำไรขาดทุนของบริษัทจำเลยแล้ว ปรากฏว่าบริษัทจำเลยยังคงมีทรัพย์สิน 645,563,517.72 บาท เมื่อรับฟังประกอบกับการที่จำเลยมิได้ทำการจดทะเบียนเลิกบริษัท ทั้งที่จำเลยกล่าวอ้างว่าบริษัทจำเลยเป็นบริษัทและโรงงานร้าง และจำเลยมิได้ประกอบกิจการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2544 จึงแสดงให้เห็นว่าบริษัทจำเลยยังคงประกอบกิจการมาโดยตลอด มิได้เป็นบริษัทและโรงงานร้างจริงอย่างที่จำเลยกล่าวอ้าง และจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาตามที่ระบุในหนังสือรับรองบริษัทจำเลย ข้อกล่าวอ้างของจำเลยในส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีนี้ ในขณะที่จำเลยนำพยานมาไต่สวนสนับสนุนว่าผู้จัดการคนเก่าของจำเลยลาออกจากบริษัทจำเลยไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2544 และโรงงานของจำเลยก็ปิดกิจการตั้งแต่ช่วงดังกล่าว นั้น เห็นว่า การที่บุคคลอื่นซึ่งเคยทำงานกับจำเลยและอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกับบริษัทสามารถติดต่อกับผู้จัดการคนเก่าของจำเลย ซึ่งออกจากบริษัทจำเลยไปกว่า 10 ปี แล้วได้ โดยที่บริษัทและโรงงานของจำเลยเป็นบริษัทและโรงงานร้างจึงไม่น่าเชื่อ เมื่อรับฟังประกอบกับการที่ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสองมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเพิ่มเติมถึงจำเลย โดยส่งไปยังภูมิลำเนาของจำเลยตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองเช่นเดียวกัน ซึ่งเอกสารดังกล่าวก็มีจำนวนมากพอสมควร ทั้งยังส่งไปก่อนที่จะมีการฟ้องคดีนี้ แต่กลับไม่มีบุคคลใดแจ้งให้จำเลยทราบจึงขัดแย้งกับทางไต่สวนของจำเลย อีกทั้งหลังจากที่จำเลยนำเข้าสินค้าและโจทก์ที่ 1 ตรวจพบว่าจำเลยชำระภาษีไม่ถูกต้องแล้ว โจทก์ที่ 1 ก็ได้มีหนังสือเชิญพบถึงจำเลยหลายครั้งเพื่อให้จำเลยมาชี้แจงและเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบ จำเลยก็ผัดผ่อนมาโดยตลอด ที่จำเลยกล่าวอ้างว่าเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องจึงไม่ได้ต่อสู้คดี จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ จำเลยขาดพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง รวมทั้งหมายนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองให้แก่จำเลยทราบโดยชอบแล้ว การขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยจึงเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควรที่จะพิจารณาคดีใหม่ ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งหากศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ย่อมมีผลให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นอันเพิกถอนไปในตัว จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 โดยศาลไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติก่อน เพราะกรณีมิใช่เรื่องที่จำเลยมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัทเจ อาร์ ดี (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8496/2558
#585115
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างช้าวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่าโจทก์ร่วมเพิ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2555 ดังนี้ ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องย้อนไปวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย หาใช่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใดไม่ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยคืนเงิน 4,040,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางมานี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างช้าคือวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมเพิ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 ดังนี้ ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องย้อนไปวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายหาใช่เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใดไม่ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
โจทก์ร่วม — นางมานี ลิ้มประสิทธิกุล
จำเลย — นายกิตติ ขันธ์เรืองแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายอนันต์ บุญแย้ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยยุทธ กลับอำไพ
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8493/2558
#585742
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น มีลักษณะเป็นการส่งเสริมให้งานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์แพร่หลายออกไป ซึ่งมีองค์ประกอบของความผิดคือ (1) ต้องเป็นการกระทำต่องานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ (2) ผู้กระทำรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ (3) กระทำเพื่อหากำไร (4) มีการกระทำตามมาตรา 31 (1) ถึง (4) ดังนั้น จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบของความผิดข้อแรกก่อนว่า ภาพถ่ายพิพาทในคดีนี้ที่จำเลยเผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ การที่โจทก์เป็นสมาชิกประเภทช่างภาพของเว็บไซต์แห่งหนึ่งโดยมีสถานะเป็นผู้ส่งภาพ ส่วนบริษัท ด. ซึ่งรับทำโฆษณาให้จำเลยได้ขออนุญาตเว็บไซต์ดังกล่าวใช้ภาพพิพาทเพื่อทำโฆษณาให้จำเลยและชำระค่าใช้ภาพให้แก่เว็บไซต์ดังกล่าว โดยเว็บไซต์ชำระค่าตอบแทนการใช้ภาพให้แก่โจทก์แล้ว ภาพของโจทก์ตามโบรชัวร์จึงเป็นภาพและโบรชัวร์ที่ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ภาพที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ที่จำเลยแจกจ่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งโบรชัวร์ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยได้รับอนุญาตไม่เป็นความผิดตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) และเมื่อบริษัท ด. ได้ขออนุญาตใช้ภาพจากเว็บไซต์แล้ว ถือได้ว่าเป็นการขออนุญาตใช้ภาพแทนจำเลยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31, 70 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง และมาตรา 74

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่า ภาพถ่ายพิพาทเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) นั้น เห็นว่า การกระทำความผิดตามมาตรา 31 เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น มีลักษณะเป็นการส่งเสริมให้งานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์แพร่หลายออกไป ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดคือ (1) ต้องเป็นการกระทำต่องานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์

(2) ผู้กระทำรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์

(3) กระทำเพื่อหากำไร

(4) มีการกระทำตามมาตรา 31 (1) ถึง (4)

ดังนั้น จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบข้อแรกก่อนว่า ภาพถ่ายคนตีกอล์ฟที่จำเลยเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น เป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ พยานโจทก์มีโจทก์เบิกความว่า จำเลยได้ทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ต่อสาธารณชนภาพคนตีกอล์ฟซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อการค้าและเพื่อหากำไรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ แต่กลับตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภาพถ่ายคนตีกอล์ฟดังกล่าวพยานนำไปลงโฆษณาในเว็บไซต์ www.123RF.com ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นคนกลางระหว่างช่างภาพเจ้าของภาพถ่ายกับบุคคลที่มีความสนใจจะใช้ภาพถ่ายของช่างภาพนั้น โดยเว็บไซต์นี้จะเรียกเก็บค่าใช้ภาพถ่ายจากผู้ขอใช้ภาพถ่ายและแบ่งรายได้ให้แก่ช่างภาพ โจทก์เข้าเป็นสมาชิกของเว็บไซต์นี้โดยมีสถานะเป็นผู้ส่งภาพ เมื่อเว็บไซต์ดังกล่าวตอบรับการเป็นสมาชิกแล้ว เว็บไซต์ดังกล่าวสามารถนำภาพถ่ายที่สมาชิกส่งไปให้บุคคลที่สามใช้ภาพได้ และเบิกความอีกว่า มีข้อความว่าเว็บไซต์ www.123RF.com อนุญาตให้บริษัทได-อิจิ คิคากุ (ประเทศไทย) จำกัด ใช้ภาพถ่ายตามข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิหลักหรือสัญญาอนุญาตแบบอาร์เอฟมาตรฐานได้ ในประเด็นนี้ พยานจำเลยมีนางเพชรณี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดของจำเลยเบิกความว่า ในกิจกรรมส่งเสริมการขายรถยนต์ของจำเลย จำเลยได้ว่าจ้างบริษัทได-อิจิ คิคากุ (ประเทศไทย) จำกัด ให้เป็นผู้ทำการโฆษณา กับมีนายธนวัฒน์ พนักงานบริษัทได-อิจิ คิคากุ (ประเทศไทย) จำกัด เบิกความว่า บริษัทพยานได้ชำระเงินค่าใช้ภาพผ่านบัตรเครดิตในระบบออนไลน์ให้แก่ เว็บไซต์ www.123RF.com ตามสำเนาใบแจ้งการชำระเงิน ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายตัน ที่ปรึกษากฎหมายบริษัท 123 อาร์เอฟ ลิมิเต็ด เจ้าของเว็บไซต์ www.123RF.com ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นสมาชิกประเภทช่างภาพของ 123 อาร์เอฟ โดยใช้ชื่อว่า "koratmember" โดยโจทก์ตกลงตามข้อตกลงการใช้และสัญญาช่างภาพว่า ภาพที่โจทก์อัพโหลดบน www.123RF.com สามารถอนุญาตให้บุคคลที่สามใช้ได้ ภาพพิพาทในคดีนี้บริษัทได-อิจิ คิคากุ (ประเทศไทย) จำกัด ขอใช้ภาพในการจัดทำโบรชัวร์โฆษณารถกระบะของจำเลย และได้จ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับการใช้ภาพและมีการชำระค่าตอบแทนการใช้ภาพดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว กับเบิกความอีกว่า เมื่อบริษัทได-อิจิ คิคากุ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับอนุญาตจากบริษัทพยานให้นำภาพไปใช้กับสื่อโฆษณาแล้ว จำเลยสามารถนำโบรชัวร์ภาพถ่ายดังกล่าวไปแจกจ่ายลูกค้าของตนได้โดยไม่ต้องทำสัญญาอนุญาตใช้ภาพดังกล่าวจากเว็บไซต์ www.123RF.com อีก พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมามีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นสมาชิก www.123RF.com ประเภทช่างภาพ บริษัทได-อิจิ คิคากุ (ประเทศไทย) จำกัด ขออนุญาตเว็บไซต์ www.123RF.com ใช้ภาพพิพาทเพื่อทำโฆษณาให้จำเลยและได้ชำระค่าใช้ภาพให้แก่เว็บไซต์ดังกล่าวและเว็บไซต์ได้ชำระค่าตอบแทนการใช้ภาพให้แก่โจทก์แล้ว ภาพของโจทก์ตามโบรชัวร์จึงเป็นภาพและโบรชัวร์ที่ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ภาพที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ การที่จำเลยแจกจ่ายหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งโบรชัวร์ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยได้รับอนุญาต ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31(2) ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้ขออนุญาตใช้ภาพจากโจทก์นั้น เห็นว่า การที่บริษัทได-อิจิ คิคากุ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งรับทำโฆษณาให้จำเลยได้ขออนุญาตใช้ภาพจากเว็บไซต์ www.123RF.com แล้ว ถือได้ว่าเป็นการขออนุญาตใช้ภาพแทนจำเลยแล้ว และเมื่อคดีฟังได้ว่า ภาพถ่ายในโบรชัวร์มิใช่งานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยรู้หรือมีเหตุควรรู้ว่าเป็นงานละเมิดลิขสิทธิ์และเป็นการกระทำเพื่อหากำไรนั้น จึงไม่เป็นสาระแก่คดีที่จะวินิจฉัยต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยุทธศักดิ์ จันณรงค์
จำเลย — บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นวลน้อย ผลทวี
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8489/2558
#592196
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 จัดสร้างพระเครื่องและโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัวตามสื่อต่างๆ ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ และป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ หลายวันหลายเวลาโดยอาศัยช่องทางที่แตกต่างกันทั้งสถานที่และวิธีการชำระเงิน ซึ่งโจทก์ได้นำสืบถึงผู้เสียหายทั้ง 921 รายที่หลงเชื่อตามโฆษณาดังกล่าวและเช่าพระสมเด็จเหนือหัวที่จำเลยที่ 2 จัดทำขึ้นแต่ละรายไป ผู้เสียหายแต่ละคนต่างถูกหลอกลวงคนละวันคนละเวลา จำนวนเงินที่ถูกหลอกแตกต่างกัน ความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายจึงเป็นการกระทำที่แยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22, 47, 48, 59 พระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ พ.ศ.2482 มาตรา 6, 7, 8 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 4,055,916 บาท แก่ผู้เสียหาย 921 คน ตามจำนวนที่ถูกจำเลยทั้งสองฉ้อโกงไป

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 วรรคสอง (5), 47 วรรคหนึ่ง, 48, 59 พระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ พ.ศ.2482 มาตรา 6, 7, 8 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 วรรคแรก (ที่ถูก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงประชาชนและฐานโฆษณาโดยใช้ข้อความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพของสินค้า เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 ปรับ 10,000 บาท ฐานใช้หรือเลียนเครื่องหมายราชการ จำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 ปรับ 2,000 บาท รวม 2 กระทง จำเลยที่ 1 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 ปรับ 12,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้ผู้เสียหาย 921 คน ตามจำนวนที่ผู้เสียหายแต่ละคนเช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัวไปจากจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงินไม่เกิน 4,055,916 บาท ตามที่โจทก์ขอ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน รวม 921 กระทงหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับจ้างผลิตและจำหน่ายพระเครื่องและวัตถุมงคล เมื่อเดือนมิถุนายน 2550 มูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยพระวิสุทธาธิบดี ประธานกรรมการอำนวยการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิในขณะนั้น มอบหมายให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัวเพื่อนำออกให้ประชาชนเช่าบูชาเพื่อหาทุนสร้างอุโบสถสองกษัตริย์ ที่วัดโสดาประดิษฐาราม จังหวัดราชบุรี ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันออกแบบจัดสร้างพระเครื่อง ตั้งชื่อว่า พระสมเด็จเหนือหัว ด้านหน้าเป็นพระพิมพ์สมเด็จวัดระฆัง ด้านหลังพิมพ์ประทับรูปมงกุฎ ลักษณะคล้ายตราเครื่องหมายพระมหามงกุฎอันเป็นตราสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน จำเลยทั้งสองโฆษณาประชาสัมพันธ์พระสมเด็จเหนือหัวทางสื่อต่าง ๆ ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ รถแห่ประชาสัมพันธ์ ให้ปรากฏแก่ประชาชนว่าพระสมเด็จเหนือหัว จัดสร้างโดยมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สร้างจากมวลสารดอกไม้พระราชทาน ผ้าไตรพระราชทาน ผงพุทธคุณและว่านมงคลกว่าหมื่นชนิดจากวัดทั่วราชอาณาจักร โดยจะนำรายได้จากการให้เช่าบูชาไปสร้างอุโบสถสองกษัตริย์ ที่วัดโสดาประดิษฐาราม จังหวัดราชบุรี เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในปีมหามงคลและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 พระสมเด็จเหนือหัวมีด้วยกัน 5 สี มีความหมายเฉพาะว่าสีเหลืองเป็นสีพระมหากษัตริย์ สีชมพูทิพย์เป็นสีพระราชนิยมแห่งปีมหามงคล ทั้งยังระบุสถานที่สั่งจองเช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัวผ่าน 3 ช่องทาง คือ ทางธนาคาร ทางไปรษณีย์และทางร้านค้าทอง มีการจัดส่งพระสมเด็จเหนือหัวไปให้ประชาชนเช่าบูชาที่ธนาคารสาขาต่าง ๆ และที่บริษัทไปรษณีย์ไทย กับร้านค้าทองต่าง ๆ ผู้เสียหายจำนวน 921 คน เช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัว รวมเป็นเงิน 4,055,916 บาท และมีประชาชนรายอื่น ๆ ที่มิได้ร้องทุกข์เช่าบูชาอีกจำนวนมาก โดยหลงเชื่อคำโฆษณาเพราะเข้าใจว่าการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัวและการจัดสร้างอุโบสถสองกษัตริย์มีสถาบันพระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งความจริงแล้วการจัดสร้างพระสมเด็จเหนือหัวและการจัดสร้างอุโบสถสองกษัตริย์ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงพระราชทานดอกไม้เพื่อใช้เป็นมวลสาร สำนักพระราชวังกับสำนักราชเลขาธิการไม่ได้รู้เห็นหรืออนุญาตให้ดำเนินการเช่นนั้น จากการให้เช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัวผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เงิน 7,011,030.82 บาท ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 9,110,999.13 บาท ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 6,675,900.31 บาท และธนาคารออมสิน จำนวน 188,196.80 บาท ผ่านทางไปรษณีย์สาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศได้เงิน 143,190,666 บาท ส่วนทางร้านค้าทองต่าง ๆ ไม่สามารถตรวจสอบจำนวนที่แน่นอนได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการหลอกลวงบุคคลอื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน การหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงนั้น จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองโฆษณาตามสื่อต่าง ๆ ต่อประชาชนทั่วไปต่อเนื่องกัน ไม่เจาะจงเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งและมีเจตนามุ่งเจาะจงจำหน่ายพระสมเด็จเหนือหัวที่สร้างในคราวเดียวกันและในช่วงเวลาเดียวกันเป็นสำคัญ มิได้มุ่งเจาะจงที่ประชาชนเป็นสำคัญ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โจทก์ฎีกาว่า เป็นความผิดต่างกรรม ขอให้ลงโทษ 921 กระทง เห็นว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกันจัดสร้างพระเครื่องและร่วมกันโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเช่าบูชาพระสมเด็จเหนือหัวตามสื่อต่าง ๆ ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แผ่นพับและป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ หลายวันหลายเวลา โดยอาศัยช่องทางที่แตกต่างกัน ทั้งสถานที่และวิธีการชำระเงิน ซึ่งโจทก์ได้นำสืบถึงผู้เสียหายทั้ง 921 รายที่หลงเชื่อตามโฆษณาและเช่าพระสมเด็จเหนือหัวที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดทำขึ้นแต่ละรายไป ตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหาย ซึ่งระบุวันเวลาและจำนวนเงินแต่ละรายแตกต่างกันไป ผู้เสียหายแต่ละคนต่างถูกหลอกลวงคนละวันคนละเวลา จำนวนเงินที่ถูกหลอกแตกต่างกัน ความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายจึงเป็นการกระทำที่แยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 921 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท นั้นหนักเกินไป เห็นควรแก้ไขโทษให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 921 กระทง ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 4,000 บาท เป็นเงิน 3,684,000 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับฐานใช้หรือเลียนเครื่องหมายราชการตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว รวมปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 3,686,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสิทธิกร หรืออู๊ด บุญฉิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิเชียร วชิรประทีป
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย รุ่งตระกูล
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8472/2558
#585680
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 ประกอบมาตรา 28 (3) คือ การกระทำแก่โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรือสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ด้วยการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าวอันจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงตามมาตรา 28 (3) จะต้องเป็นการกระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้อนุญาตให้ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิใช่การกระทำต่อสำเนางานที่เกิดจากการทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อมตามมาตรา 31 (1) เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองนำแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่บันทึกภาพและเสียงงานภาพยนตร์ดังกล่าวจำนวน 2 แผ่น อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกให้เช่า เสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย แม้ไม่ได้ระบุว่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นต้นฉบับหรือสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์ แต่ก็พอถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแล้ว

สำหรับที่โจทก์มีคำขอให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น ปรากฏว่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย มิใช่สิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงไม่อาจสั่งให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ และแผ่นของกลางดังกล่าวเป็นงานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) จึงมิใช่สิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันต้องริบตามมาตรา 75

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 61, 69, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 บัญญัติว่า "การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรือสิ่งบันทึกเสียง อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ทั้งนี้ไม่ว่าในส่วนที่เป็นเสียงและหรือภาพ ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าว" องค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามบทบัญญัติมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) คือ การกระทำแก่โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรือสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ด้วยการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าวอันจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงตามมาตรา 28 (3) จะต้องเป็นการกระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้อนุญาตให้ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิใช่การกระทำต่อสำเนางานที่เกิดจากการทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม ตามมาตรา 31 (1) เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองนำแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่บันทึกภาพและเสียงงานภาพยนตร์ดังกล่าวจำนวน 2 แผ่น อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกให้เช่า เสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย แม้ไม่ได้ระบุว่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นต้นฉบับหรือสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์ แต่ก็พอถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีและโจทก์ก็มีคำขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 และ 69 ซึ่งเป็นการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) (6) การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้บรรยายมาในคำฟ้องว่า เป็นการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานจึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยคู่ความไม่ติดใจสืบพยานเพิ่มเติมอีก จึงเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์ถึงความผิดตามฟ้องซึ่งมีโทษจำคุกและไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงสภาพความผิดที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำแผ่นวีซีดีภาพยนตร์อันเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป แม้จะเป็นสินค้าอันมีลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศจำนวน 2 แผ่น แต่ก็เป็นภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวและผู้เสียหายก็ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ในการจำหน่ายงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวมาก่อนแล้ว การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกให้เช่าในคดีนี้จึงเป็นพฤติการณ์แห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ไม่ร้ายแรง เห็นควรลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบา สำหรับที่โจทก์มีคำขอให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 2 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น ปรากฏว่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย มิใช่สิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงไม่อาจสั่งให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้และแผ่นวีซีดีภาพยนตร์จำนวน 2 แผ่น ของกลางเป็นงานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) จึงมิใช่สิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันต้องริบตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้คืนแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางจำนวน 2 แผ่น แก่เจ้าของ ส่วนคำขอของโจทก์ที่ขอให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายนั้น คงให้ยกตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 28 (3) ม. 69 ม. 75
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวฉันทนี พิทักษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8472/2558
#631827
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 บัญญัติว่า "การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่โสตทัศนวัสดุภาพยนตร์ หรือสิ่งบันทึกเสียง อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ทั้งนี้ไม่ว่าในส่วนที่เป็นเสียงและหรือภาพ ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าว" องค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามบทบัญญัติมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) คือ การกระทำแก่โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรือสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ด้วยการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าวอันจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงตามมาตรา 28 (3) จะต้องเป็นการกระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้อนุญาตให้ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิใช่การกระทำต่อสำเนางานที่เกิดจากการทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม ตามมาตรา 31 (1) เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองนำแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่บันทึกภาพและเสียงงานภาพยนตร์ดังกล่าวจำนวน 2 แผ่น อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกให้เช่า เสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย แม้ไม่ได้ระบุว่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นต้นฉบับหรือสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์ แต่ก็พอถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี และโจทก์ก็มีคำขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 และ 69 ซึ่งเป็นการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) (6) การบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงเพื่อการค้า ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3)

แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 2 แผ่น เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย มิใช่สิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงไม่อาจสั่งให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ และแผ่นวีซีดีภาพยนตร์จำนวน 2 แผ่น ของกลางดังกล่าวเป็นงานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) จึงมิใช่สิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันต้องริบตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 61, 69, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 บัญญัติว่า "การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่โสตทัศนวัสดุภาพยนตร์ หรือสิ่งบันทึกเสียง อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ทั้งนี้ไม่ว่าในส่วนที่เป็นเสียงและหรือภาพ ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าว" องค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามบทบัญญัติมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) คือ การกระทำแก่โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ หรือสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ด้วยการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ การให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานดังกล่าวอันจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงตามมาตรา 28 (3) จะต้องเป็นการกระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้อนุญาตให้ทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิใช่การกระทำต่อสำเนางานที่เกิดจากการทำซ้ำหรือดัดแปลงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยอ้อม ตามมาตรา 31 (1) เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองนำแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่บันทึกภาพและเสียงงานภาพยนตร์ดังกล่าวจำนวน 2 แผ่น อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกให้เช่า เสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย แม้ไม่ได้ระบุว่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นต้นฉบับหรือสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์ แต่ก็พอถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี และโจทก์ก็มีคำขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 และ 69 ซึ่งเป็นการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) (6) การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรงเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้บรรยายมาในคำฟ้องว่าเป็นการให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานจึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยคู่ความไม่ติดใจสืบพยานเพิ่มเติมอีก จึงเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์ถึงความผิดตามฟ้องซึ่งมีโทษจำคุก และไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อคำนึงถึงสภาพความผิดที่จำเลยทั้งสองร่วมกันนำแผ่นวีซีดีภาพยนตร์อันเป็นงานที่มีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป แม้จะเป็นสินค้าอันมีลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศจำนวน 2 แผ่น แต่ก็เป็นภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวและผู้เสียหายก็ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ในการจำหน่ายงานอันมีลิขสิทธิ์มาก่อนแล้ว การนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกให้เช่าในคดีนี้จึงเป็นพฤติการณ์แห่งการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ไม่ร้ายแรง เห็นควรลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบา สำหรับที่โจทก์มีคำขอให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 2 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น ปรากฏว่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย มิใช่สิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงไม่อาจสั่งให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ และแผ่นวีซีดีภาพยนตร์จำนวน 2 แผ่น ของกลางดังกล่าวเป็นงานภาพยนตร์อันมีลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) จึงมิใช่สิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันต้องริบตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (3) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้คืนแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางจำนวน 2 แผ่น แก่เจ้าของ ส่วนคำขอของโจทก์ที่ขอให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายนั้น คงให้ยกตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ม. 15 (5) ม. 28 (3) ม. 31 (1) ม. 69 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวฉันทนี พิทักษา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8460/2558
#599052
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีจัดการมรดกซึ่งไม่มีบทบัญญัติกำหนดอายุความการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วกี่ปีก็ได้ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้เกินกว่า 34 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิที่ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ หาจำต้องยื่นภายในกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 อันเป็นบทบัญญัติเรื่องการฟ้องคดีมรดกไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางปุ้ย ผู้ตาย ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2533 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งนางสาวสายม่าน เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญเรือน ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางปุ้ย ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านทั้งสองจะยื่นคำคัดค้านว่าผู้ตายยกที่ดินแปลงที่ 3 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และนางสาวสายม่านในฐานะผู้จัดการมรดกได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 แล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงที่ 3 แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของที่ดินตามคำคัดค้านจึงถือได้ว่ายังมีข้อโต้แย้ง คดีนี้เป็นคดีร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ประเด็นแห่งคดีมีเพียงว่า สมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แต่ในการตั้งผู้จัดการมรดกนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์ และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกแล้วแต่ศาลเห็นสมควร แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามกฎหมาย แต่เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของกองมรดกและทายาทของเจ้ามรดกแล้วยังไม่เห็นสมควรที่จะตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หรือตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องตามที่ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องแถลงว่าผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2557 สอบผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 แถลงว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตายจริง ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตายและการดำเนินคดีนี้เป็นสิทธิเฉพาะตัว จึงให้จำหน่ายคดีของผู้คัดค้านที่ 1 ออกจากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แล้ว หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีจัดการมรดกซึ่งไม่มีบทบัญญัติกำหนดอายุความการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ดังนั้นผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วกี่ปีก็ได้ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้เกินกว่า 34 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ผู้ร้องก็ยังมีสิทธิที่ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ หาจำต้องยื่นภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 อันเป็นบทบัญญัติเรื่องการฟ้องคดีมรดกไม่ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2410 ตำบลสัมฤทธิ์ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 17 ไร่ 20 ตารางวา ที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกนั้น นางสาวสายม่าน ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้แบ่งปันโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 แล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า ทรัพย์มรดกของผู้ตายได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีทรัพย์มรดกที่จะต้องจัดการต่อไป จึงไม่มีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางบุญเรือน ผายพิมาย
ผู้คัดค้าน — นางสาวมุ้ง ภักดีรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายกษิดิศ สุพรรณเภสัช
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8458/2558
#632414
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ในคดีนี้เคยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 เรื่อง สิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาท ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 568/2553 และหมายเลขแดงที่ 229/2555 ของศาลชั้นต้น ประเด็นในคดีดังกล่าวกับคดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทหรือไม่ เมื่อในคดีก่อนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7956/2557 ว่า นายแผนไม่เคยมอบสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น ประเด็นในคดีนี้ที่ว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 แม้คดีนี้จะมีการฟ้องร้องกันก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะมีคำพิพากษาก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นได้พิจารณาชี้ขาดคดีแล้ว กรณีก็ต้องอยู่ใต้บังคับของมาตรา 144 เช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6048 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี กลับสู่สภาพเดิม โดยต้องขับไล่ผู้เช่าและผู้อาศัยออกไปจากที่ดิน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเงิน 9,498,960 บาท คืนแก่กองมรดกหรือผู้จัดการมรดกของนายแผน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเงินค่าเช่า ค่าหน้าดินปีละ 900,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะดำเนินการให้ที่ดินดังกล่าวกลับสู่สภาพเดิม และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,498,960 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่กองมรดกหรือผู้จัดการมรดก

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินการทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6048 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ส่วนที่นำบุคคลเข้าอยู่อาศัยกลับคืนสู่สภาพเดิม ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเงิน 2,547,120 บาท คืนกองมรดกของนายแผน เพื่อจัดแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบเงินแก่กองมรดกหรือผู้จัดการมรดกของนายแผน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ในคดีนี้เคยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 เรื่อง สิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาท ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 568/2553 และหมายเลขแดงที่ 229/2555 ของศาลชั้นต้น ประเด็นในคดีดังกล่าวกับคดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทหรือไม่ เมื่อในคดีก่อนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7956/2557 ว่า นายแผนไม่เคยมอบสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น ประเด็นในคดีนี้ที่ว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 แม้คดีนี้จะมีการฟ้องร้องกันก่อนที่ศาล ในคดีก่อนจะมีคำพิพากษาก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นได้พิจารณาชี้ขาดคดีแล้ว กรณีก็ต้องอยู่ใต้บังคับของมาตรา 144 เช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เคยฟ้องผู้จัดการมรดกต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ 11681/2541 ขอให้แบ่งทรัพย์มรดกของนายแผนและคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นฎีกาที่คัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมาเป็นฎีกาทั้งสิ้น โดยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน และสำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 กับพวกครอบครองที่ดินพิพาทตามส่วนสัดที่ทายาทตกลงกันแล้ว เงินค่าเช่า ค่าหน้าดิน ไม่ใช่เงินของกองมรดก และจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้องของโจทก์ทั้งสี่นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 144 ม. 245 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยชุมพล สิริเวชชะพันธ์ กับพวก
จำเลย — นายผาเมือง สิริเวชชะพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8454/2558
#587590
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ท. สั่งซื้อสินค้ากระดาษจากโจทก์ โดยบริษัท ท. ออกเช็คสั่งจ่ายชำระหนี้ 1 ฉบับ และจำเลยในฐานะกรรมการของบริษัท ท. ออกเช็คสั่งจ่ายชำระหนี้อีก 4 ฉบับ เมื่อเช็คทั้ง 5 ฉบับ ถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ฟ้องบริษัท ท. เป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 เป็นคดีก่อนให้รับผิดชำระหนี้ค่ากระดาษตามเช็ค 4 ฉบับ โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงกันได้ ศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างเหตุว่าจำเลยในฐานะกรรมการบริษัท ท. ออกเช็คฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2553 สั่งจ่ายชำระหนี้ค่ากระดาษแก่โจทก์ เมื่อเช็คฉบับดังกล่าวถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย พนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงดุสิต จำเลยให้การรับสารภาพ และทำบันทึกยอมรับว่าออกเช็คฉบับดังกล่าวชำระหนี้ค่ากระดาษแก่โจทก์จริง ขอผ่อนชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงในคดีอาญาภายหลังจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามบันทึกดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ดังนี้ ยอดหนี้ในคดีก่อนกับยอดหนี้ในคดีนี้จึงเป็นคนละจำนวนกัน การที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงในคดีอาญา เป็นคดีนี้จึงไม่ใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นข้อพิพาทที่อาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,018,882 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,018,882 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 กันยายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3059/2555 ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาของศาลแขวงดุสิตซึ่งโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและขอผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เป็นงวด ๆ เดือนละ 20,000 บาท ภายในปีแรก และเดือนละ 30,000 บาท ในปีที่สอง โจทก์ได้ให้ความยินยอม แต่เนื่องจากการผ่อนชำระหนี้ต้องใช้เวลานาน ศาลแขวงดุสิตจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวโดยกำหนดเงื่อนไขว่า หากจำเลยผิดนัด ก็ให้แจ้งแก่พนักงานอัยการเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาศาลแขวงดุสิต ซึ่งคดีได้ความว่า จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 เพียง 9 งวด รวมเป็นเงิน 180,000 บาท และจำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้ตามเช็คตั้งแต่งวดประจำสิ้นเดือนธันวาคม 2554 แต่ก่อนวันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามเช็คในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 184/2554 ของศาลแขวงดุสิตนั้น ในวันที่ 16 ธันวาคม 2554 โจทก์ยื่นฟ้องบริษัทโรงพิมพ์ทองกมล จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชำระค่ากระดาษเป็นเงิน 5,407,029 บาท ต่อศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำฟ้อง จะเห็นได้ว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าว จำเลยยังไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ตามเช็คในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 184/2554 ของศาลแขวงดุสิต ตามบันทึกข้อตกลงในคดีอาญา เพราะในคดีดังกล่าวจำเลยเริ่มผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามเช็คตั้งแต่งวดประจำเดือนสิ้นเดือนธันวาคม 2554 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการผิดนัดหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3059/2555 ของศาลชั้นต้น ทั้งได้ความจากนายธีรพล พยานโจทก์ตอบคำถามค้านว่า ในส่วนของคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3059/2555 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องจำนวน 5,400,000 บาทเศษนั้น โจทก์มีการนำเอายอดหนี้ตามเช็คในคดีของศาลแขวงดุสิตจำนวน 1,198,882 บาท กับยอดหนี้ที่จำเลยได้ผ่อนชำระให้แก่โจทก์ก่อนแล้วจำนวน 236,000 บาท มารวมกันแล้วหักออกจากหนี้ค่ากระดาษทั้งหมดจำนวน 6,840,000.60 บาท จึงคงเหลือเงินตามฟ้องดังกล่าว และในข้อนี้นายชนาธิปพยานจำเลยตอบคำถามค้านว่า ในการฟ้องคดีแพ่งหมายเลขแดง 3059/2555 ของศาลชั้นต้นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง มีการอ้างเช็คของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายโดยจำเลยที่ 1 และมีเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายโดยจำเลยในคดีนี้ รวม 3 ฉบับ ซึ่งไม่รวมเช็คที่นำไปฟ้องต่อศาลในคดีอาญาที่ศาลแขวงดุสิต ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระค่ากระดาษเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3059/2555 ของศาลชั้นต้น จำนวนเงิน 5,407,029 บาท นั้น โจทก์ได้หักยอดเงินที่จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์มาแล้วจำนวน 236,000 บาท กับเงินตามเช็คเลขที่ 0132730 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2553 จำนวนเงิน 1,198,882 บาท ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงดุสิต รวมยอดทั้งสองจำนวนแล้วเป็นเงิน 1,434,882 หักออกจากจำนวนเงินค่ากระดาษทั้งหมดจำนวน 6,842,816.60 บาท คงเหลือเงินค่ากระดาษที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์อีกจำนวน 5,407,934.60 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนเงิน 5,407,029 บาท ที่โจทก์นำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3059/2555 ของศาลชั้นต้นเป็นคดีก่อน ยอดหนี้ในคดีก่อนกับยอดหนี้ในคดีนี้จึงเป็นคนละจำนวนกัน ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงในคดีอาญา ในคดีนี้จึงไม่ใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นข้อพิพาทที่อาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำและพิพากษาให้จำเลยรับผิดนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เล้าจิ้งฮวด
จำเลย — นายทองดี ไชยโพธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรศักดิ์ จันทร์คีรี
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ชื่อองค์คณะ
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมยศ เข็มทอง
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8448/2558
#585862
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง นั้น จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เฉพาะในพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาว่าศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือที่ไม่มีอยู่ในสำนวน เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 424,815.55 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 389,815.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 389,815.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง นั้น จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมา ว่าศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือที่ไม่มีอยู่ในสำนวนขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ สำหรับการทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามข้อกล่าวอ้างโจทก์ โจทก์นำสืบโดยมีนายนิติชัย เบิกความว่า หลังจากจำเลยทำสัญญาตามโครงการไก่ไข่ประกันราคาและเลี้ยงไก่ไข่กับโจทก์ ปรากฏว่าการเลี้ยงไก่ของจำเลยมีผลขาดทุน วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นก็รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ โดยเชื่อตามที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าว แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์อ้างว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักในการรับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานเบิกความและข้อความในเอกสารมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อไหนอย่างไรกลับอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่มีอยู่ในสำนวนขึ้นมาโต้เถียงว่า เจ้าหน้าที่ของโจทก์นำแบบพิมพ์เปล่ามาให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ จนกระทั่งถูกฟ้องจำเลยจึงทราบว่าแบบพิมพ์เปล่าที่จำเลยเคยลงลายมือชื่อไว้เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งโจทก์เติมข้อความโดยจำเลยไม่รู้เห็นและยินยอม หนังสือรับสภาพหนี้ปลอม ใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลไม่ได้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฎีกาเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยมีคำขอนอกเหนือจากที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องว่า ให้ย้อนสำนวนคืนให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีด้วย โดยจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การว่าไม่ชอบมาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องหนังสือรับสภาพหนี้ปลอม และยกฎีกาของจำเลย จำเลยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะสั่งคืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — นายสุดใจ หันชนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวสุกัลยา ตรีเนตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอิศเรศ ชัยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8448/2558
#635927
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง นั้น จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมา ว่าศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือที่ไม่มีอยู่ในสำนวนขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ โดยเชื่อตามที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสาร แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์อ้างว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักในการรับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานเบิกความและข้อความในเอกสารมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อไหนอย่างไรกลับอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่มีอยู่ในสำนวนขึ้นมาโต้เถียงว่า เจ้าหน้าที่ของโจทก์นำแบบพิมพ์เปล่ามาให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ จนกระทั่งถูกฟ้องจำเลยจึงทราบว่าแบบพิมพ์เปล่าที่จำเลยเคยลงลายมือชื่อไว้เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งโจทก์เติมข้อความโดยจำเลยไม่รู้เห็นและยินยอม หนังสือรับสภาพหนี้ปลอม ใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลไม่ได้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฎีกาเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้าม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

จำเลยมีคำขอนอกเหนือจากที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องว่า ให้ย้อนสำนวนคืนให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีด้วย โดยจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การว่าไม่ชอบมาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 424,815.55 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 389,815.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 389,815.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง นั้น จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมา ว่าศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือที่ไม่มีอยู่ในสำนวนขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ สำหรับการทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามข้อกล่าวอ้างโจทก์ โจทก์นำสืบโดยมีนายนิติชัย เบิกความว่า หลังจากจำเลยทำสัญญาตามโครงการไก่ไข่ประกันราคาและเลี้ยงไก่ไข่กับโจทก์ ปรากฏว่าการเลี้ยงไก่ของจำเลยมีผลขาดทุน วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นก็รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ โดยเชื่อตามที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าว แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์อ้างว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักในการรับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานเบิกความและข้อความในเอกสารมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อไหนอย่างไรกลับอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่มีอยู่ในสำนวนขึ้นมาโต้เถียงว่า เจ้าหน้าที่ของโจทก์นำแบบพิมพ์เปล่ามาให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ จนกระทั่งถูกฟ้องจำเลยจึงทราบว่าแบบพิมพ์เปล่าที่จำเลยเคยลงลายมือชื่อไว้เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งโจทก์เติมข้อความโดยจำเลยไม่รู้เห็นและยินยอม หนังสือรับสภาพหนี้ปลอม ใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลไม่ได้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฎีกาเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยมีคำขอนอกเหนือจากที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องว่า ให้ย้อนสำนวนคืนให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีด้วย โดยจำเลยมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การว่าไม่ชอบมาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องหนังสือรับสภาพหนี้ปลอม และยกฎีกาของจำเลย จำเลยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาจึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะสั่งคืน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — นายสุดใจ หันชนะ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8445/2558
#586439
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 และมาตรา 12 กำหนดให้ทางราชการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่สมาชิกนิคมที่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งสมาชิกสามารถนำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ภายในห้าปีนับแต่วันได้รับโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากตกทอดทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี เมื่อที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐซึ่งราษฎรสามารถมีสิทธิครอบครองได้ และไม่มีกฎหมายห้ามโอนสิทธิครอบครองระหว่างราษฎรด้วยกัน เพียงแต่ราษฎรไม่สามารถยกการครอบครองขึ้นอ้างต่อรัฐได้เท่านั้น เมื่อราษฎรสามารถอ้างสิทธิครอบครองยันกันระหว่างราษฎรด้วยกันได้ และสิทธิในการครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง

หลักจาก ข. ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด และได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.5) ถึงแก่ความตาย ทายาทของ ข. ตกลงให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ใน กสน.5 ต่อมาจำเลยที่ 1 นำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดจึงถือได้ว่าเป็นการดำเนินการแทนทายาทอื่น บันทึกข้อตกลงให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่จำเลยที่ 1 และบรรดาทายาทของ ข. ตกลงทำขึ้นเพื่อแบ่งแยกที่ดินพิพาทกัน จึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาท ไม่ถือว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมายหรือมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 ย่อมไม่มีผลเป็นโมฆะและสามารถบังคับกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้แก่สหกรณ์นิคมศรีสำโรง จำกัด จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง และใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 9 ไร่ ใส่ชื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน 15 ไร่ หากไม่สามารถทำได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหกเป็นเงิน 2,880,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไถ่ถอนจำนองแล้วแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6726 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 9 ไร่ ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 รวม 15 ไร่ และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งหกตามส่วนดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 198,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 รวมเป็นเงิน 333,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหกโดยกำหนด ค่าทนายความ 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งหก) ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งหก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และนายไหล เป็นบุตรของนายขอน โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไหล ส่วนโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 2 กับนายไหล ก่อนนายขอนถึงแก่ความตาย นายขอนได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด และได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.5) ต่อมานายขอนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยื่นคำขอหนังสือแสดงการทำประโยชน์ต่ออธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) และจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินในเวลาต่อมา คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่นายขอนซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของสหกรณ์นิคมสวรรคโลกตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ (กสน.5) ถึงแก่ความตาย สิทธิครอบครองดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายขอนหรือไม่ และโจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทตามบันทึกข้อตกลงให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 และมาตรา 12 ได้กำหนดให้ทางราชการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่สมาชิกนิคมที่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งสมาชิกสามารถนำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ภายในห้าปีนับแต่วันได้รับโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากตกทอดทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี และขณะที่ที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐซึ่งราษฎรสามารถมีสิทธิครอบครองได้ และไม่มีกฎหมายห้ามโอนสิทธิครอบครองระหว่างราษฎรด้วยกันเพียงแต่ราษฎรไม่สามารถยกการครอบครองขึ้นอ้างต่อรัฐได้เท่านั้น แต่สามารถใช้ยันกันระหว่างราษฎรด้วยกันได้ สิทธิในการครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนายธีรพล ผู้อำนวยการสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด ว่าเมื่อนายขอนถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทยังไม่ได้มีการไปขอออกโฉนด เท่ากับว่าที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นของสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด อยู่ ทางสหกรณ์จึงได้แจ้งให้ทายาทของนายขอนเข้าสวมสิทธิโดยให้ตกลงกันเองว่าจะให้คนใดเข้ามาใส่ชื่อใน กสน.5 ก่อนเพียงคนเดียวซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของสหกรณ์ ศูนย์ดำรงธรรมและสหกรณ์ได้เรียกทายาทของนายขอนมาไกล่เกลี่ยเรื่องที่ดินดังกล่าว และร้อยตรีอภิวัฒน์ เป็นพยานในข้อตกลงการให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวตาม ซึ่งพยานดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อถึงหัวหน้าสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด เพื่อขอให้แบ่งแยกที่ดินและเอกสาร ซึ่งแสดงให้เห็นการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามลำดับแล้วจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่า เจ้าหน้าที่สหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด นำกระดาษเปล่ามาให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อแล้วพูดว่าหากไม่ลงชื่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะยึดโฉนดคืนจำเลยที่ 1 จึงลงลายมือชื่อ หลังจากโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 แล้วจึงมาทราบว่ามีบันทึกการแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และนายไหลตามบันทึกข้อตกลงนั้น คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เพียงลอย ๆ มีน้ำหนักน้อย ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า หลังจากที่นายขอนถึงแก่ความตาย ทายาทของนายขอนได้ตกลงให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ใน กสน.5 การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อใน กสน.5 ดังกล่าวและต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขอออก เป็นโฉนดจึงถือได้ว่าเป็นการถือแทนทายาทอื่น ๆ ของนายขอน และต่อมาได้มีการทำบันทึกข้อตกลงการให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินจริงตามบันทึกข้อตกลง ข้อตกลงในการแบ่งที่ดินตามโฉนดดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทและไม่ถือว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย หรือมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณีภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี" ย่อมไม่มีผลเป็นโมฆะและสามารถบังคับกันได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหกตามบันทึกข้อตกลงในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1600 ม. 1750 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 11 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉลอง เงินโพธิ์กลาง กับพวก
จำเลย — นางทองโรม เงินโพธิ์กลาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นางสาวจันทนา วัชรเสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
ชื่อองค์คณะ
สุภกิจ กิตสัมบันท์
โสฬส สุวรรณเนตร์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8445/2558
#633652
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 และมาตรา 12 ได้กำหนดให้ทางราชการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ให้แก่สมาชิกนิคมที่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งสมาชิกสามารถนำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ภายในห้าปีนับแต่วันได้รับโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากตกทอดทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี และขณะที่ที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐซึ่งราษฎรสามารถมีสิทธิครอบครองได้ และไม่มีกฎหมายห้ามโอนสิทธิครอบครองระหว่างราษฎรด้วยกันเพียงแต่ราษฎรไม่สามารถยกการครอบครองขึ้นอ้างต่อรัฐได้เท่านั้น แต่สามารถใช้ยันกันระหว่างราษฎรด้วยกันได้ สิทธิในการครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง หลังจากที่ ข.ถึงแก่ความตาย ทายาทของ ข.ได้ตกลงให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ใน กสน.5 การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อใน กสน.5 ดังกล่าวและต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขอออกเป็นโฉนดจึงถือได้ว่าเป็นการถือแทนทายาทอื่น ๆ ของ ข. และต่อมาได้มีการทำบันทึกข้อตกลงการให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินจริงตามบันทึกข้อตกลง ข้อตกลงในการแบ่งที่ดินตามโฉนดดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทและไม่ถือว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย หรือมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 ย่อมไม่มีผลเป็นโมฆะและสามารถบังคับกันได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหกตามบันทึกข้อตกลงในการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้แก่สหกรณ์นิคมศรีสำโรง จำกัด จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง และใส่ชื่อโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 9 ไร่ ใส่ชื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน 15 ไร่ หากไม่สามารถทำได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหกเป็นเงิน 2,880,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไถ่ถอนจำนองแล้วแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 6726 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 9 ไร่ ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 รวม 15 ไร่ และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งหกตามส่วนดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 198,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 รวมเป็นเงิน 333,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหกโดยกำหนด ค่าทนายความ 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งหกชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งหก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และนายไหล เป็นบุตรของนายขอน โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไหล ส่วนโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 2 กับนายไหล ก่อนนายขอนถึงแก่ความตาย นายขอนได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด และได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.5) ต่อมานายขอนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยื่นคำขอหนังสือแสดงการทำประโยชน์ต่ออธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) และจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินในเวลาต่อมา

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่นายขอนซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ (กสน.5) ถึงแก่ความตาย สิทธิครอบครองดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายขอนหรือไม่ และโจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทตามบันทึกข้อตกลงให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 และมาตรา 12 ได้กำหนดให้ทางราชการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่สมาชิกนิคมที่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งสมาชิกสามารถนำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ภายในห้าปีนับแต่วันได้รับโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากตกทอดทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี และขณะที่ที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐซึ่งราษฎรสามารถมีสิทธิครอบครองได้ และไม่มีกฎหมายห้ามโอนสิทธิครอบครองระหว่างราษฎรด้วยกันเพียงแต่ราษฎรไม่สามารถยกการครอบครองขึ้นอ้างต่อรัฐได้เท่านั้น แต่สามารถใช้ยันกันระหว่างราษฎรด้วยกันได้ สิทธิในการครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนายธีรพล ผู้อำนวยการสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด ว่าเมื่อนายขอนถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทยังไม่ได้มีการไปขอออกโฉนด เท่ากับว่าที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นของสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด อยู่ ทางสหกรณ์จึงได้แจ้งให้ทายาทของนายขอนเข้าสวมสิทธิโดยให้ตกลงกันเองว่าจะให้คนใดเข้ามาใส่ชื่อใน กสน.5 ก่อนเพียงคนเดียวซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของสหกรณ์ ศูนย์ดำรงธรรมและสหกรณ์ได้เรียกทายาทของนายขอนมาไกล่เกลี่ยเรื่องที่ดินดังกล่าว และร้อยตรีอภิวัฒน์เป็นพยานในข้อตกลงการให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ซึ่งพยานดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมกันลงลายมือชื่อถึงหัวหน้าสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด เพื่อขอให้แบ่งแยกที่ดินซึ่งแสดงให้เห็นการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามลำดับแล้วจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่า เจ้าหน้าที่สหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด นำกระดาษเปล่ามาให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อแล้วพูดว่าหากไม่ลงชื่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะยึดโฉนดคืน จำเลยที่ 1 จึงลงลายมือชื่อ หลังจากโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 แล้วจึงมาทราบว่ามีบันทึกการแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และนายไหลตามบันทึกข้อตกลงนั้น คงมีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เพียงลอย ๆ มีน้ำหนักน้อย ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า หลังจากที่นายขอนถึงแก่ความตาย ทายาทของนายขอนได้ตกลงให้ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ใน กสน.5 การที่จำเลยที่ 1 มีชื่อใน กสน.5 ดังกล่าวและต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขอออกเป็นโฉนดจึงถือได้ว่าเป็นการถือแทนทายาทอื่น ๆ ของนายขอน และต่อมาได้มีการทำบันทึกข้อตกลงการให้ความยินยอมในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินจริงตามบันทึกข้อตกลง ข้อตกลงในการแบ่งที่ดินตามโฉนดดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาทและไม่ถือว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย หรือมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี ภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี" ย่อมไม่มีผลเป็นโมฆะและสามารถบังคับกันได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหกตามบันทึกข้อตกลงในการแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1600
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฉลอง เงินโพธิ์กลาง กับพวก
จำเลย — นางทองโรม เงินโพธิ์กลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภกิจ กิตสัมบันท์
โสฬส สุวรรณเนตร์
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8440/2558
#635932
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทในคดีนี้กับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งโจทก์ขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ จ. กับพวกตามคดีแพ่งของศาลชั้นต้นเป็นทรัพย์รายเดียวกัน โดยคดีดังกล่าวโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องให้ จ. กับพวกรับผิดตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่ จ. กับพวกไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์จำนองในคดีดังกล่าวออกขายทอดตลาด และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของ จ. กับพวกยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล จำเลยในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องในคดีดังกล่าวว่า จำเลยมิใช่บริวารของ จ. กับพวกและอ้างว่า จำเลยอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ก่อนโจทก์ รวมทั้งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของ จ. ในอันที่จะบังคับให้ จ. ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลย จึงถือว่าจำเลยเป็นผู้มีอำนาจพิเศษ และมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีแก่จำเลย โจทก์จึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบด้วยมาตรา 142 (1) โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง คดีในชั้นบังคับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด จึงต้องฟังว่าจำเลยอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ก่อน การที่โจทก์มายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับในคดีก่อนนั่นเอง ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามไม่ให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 189/2 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 4,200 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาตามฟ้องแย้ง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 139957 ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 189/2 ให้แก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาวปราณี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทในคดีนี้กับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งโจทก์ขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดีเอาแก่นายจำรัสกับพวกตามคดีแพ่งของศาลชั้นต้นเป็นทรัพย์รายเดียวกัน โดยคดีดังกล่าวโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องให้นายจำรัสกับพวกรับผิดตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่นายจำรัสกับพวกไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์จำนองในคดีดังกล่าวออกขายทอดตลาด และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนายจำรัสกับพวกยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล จำเลยในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องในคดีดังกล่าวว่า จำเลยมิใช่บริวารของนายจำรัสกับพวกและอ้างว่า จำเลยอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ก่อนโจทก์ รวมทั้งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายจำรัสในอันที่จะบังคับให้นายจำรัสไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่จำเลย จึงถือว่าจำเลยเป็นผู้มีอำนาจพิเศษ และมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีแก่จำเลย โจทก์จึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบด้วยมาตรา 142 (1) โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง คดีในชั้นบังคับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด จึงต้องฟังว่าจำเลยอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้ก่อน การที่โจทก์มายื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท คดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับในคดีก่อนนั่นเอง ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามไม่ให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (1) (5) ม. 145 ม. 148 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
นายบุญช่วย ศรีตัณฑ์ โดยนางสาวปราณี ศรีตัณฑ์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8426/2558
#616695
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีที่พนักงานอัยการฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท จำเลยที่ 1 จะได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้น มีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ลุแก่โทษต่อศาลเช่นเดียวกับการถอนฟ้อง ตาม ป.อ. มาตรา 176 ย่อมได้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 157, 162, 172, 174, 175, 177, 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 วรรคสอง, 175, 177 วรรคสอง, 180 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนและฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานเอาความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา จำคุก 2 ปี ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุก 3 ปี และฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง และ 180 วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเบิกความเท็จตามมาตรา 177 วรรคสอง แต่บทเดียวตามมาตรา 90 จำคุก 3 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 174 วรรคสอง จำคุก 3 เดือน และฐานฟ้องเท็จตามมาตรา 175 จำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีเหตุลงโทษจำเลยที่ 1 ในสถานหนัก และฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ต้องปฏิบัติหน้าที่และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ชาวบ้าน แต่จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดเสียเอง โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนเพื่อที่จะกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ เมื่อพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ยังเข้าร่วมเป็นโจทก์และเบิกความเท็จกับนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอีก การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความเสียหายแก่โจทก์ที่ต้องถูกดำเนินคดีอาญา พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้ แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงมูลเหตุที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดแล้ว เชื่อว่า เป็นกรณีสืบเนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างกล่าวหากันเกี่ยวกับผลประโยชน์จากการทำหน้าที่บริหารท้องถิ่น และโจทก์เคยร้องเรียนจำเลยที่ 1 ต่อนายอำเภอม่วงสามสิบว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตในการเลือกตั้ง อีกทั้งโจทก์ร้องเรียนจำเลยที่ 1 เรื่องอื่นอีกประมาณ 5 เรื่อง แต่เมื่อนายอำเภอม่วงสามสิบตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าข้อที่โจทก์ร้องเรียนจำเลยที่ 1 ทุกเรื่องไม่มีมูล แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความประพฤติดีอยู่บ้าง จึงไม่สมควรลงโทษสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วางโทษจำเลยที่ 1 ฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา และฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษ กระทงละ 3 เดือน โดยไม่รอการลงโทษนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ส่วนความผิดฐานเอาความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา เห็นว่า แม้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2028/2555 หมายเลขแดงที่ 597/2555 ของศาลชั้นต้น ที่พนักงานอัยการฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท จำเลยที่ 1 จะได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้น มีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ลุแก่โทษต่อศาลเช่นเดียวกับการถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 176 จำเลยที่ 1 ย่อมได้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและการที่จำเลยที่ 1 ลุแก่โทษต่อศาลแล้ว เห็นควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ข้อหานี้สถานเบา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วางโทษจำคุก 3 เดือน หนักเกินไป เห็นสมควรวางโทษใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเอาความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา จำคุก 1 เดือน รวมกับโทษในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษและฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ป.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมปอง ใจซื่อ
จำเลย — นางหนูกิ่ง ทองเกลี้ยง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสิรเชษฐ์ สิรเชษฐ์โกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางฐิติยาภา เจริญเหรียญ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8422/2558
#584784
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 พูดจาให้ร้ายผู้เสียหายขณะปฏิบัติหน้าที่เข้าตรวจค้นร้านโดยใช้คำว่า "ปลัดส้นตีน" ซึ่งเป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตาม ป.อ. มาตรา 136 สำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญขณะที่ผู้เสียหายเข้าตรวจภายในร้าน โดยจำเลยที่ 1 พูดขึ้นว่า ไปเอาปืนมายิงให้ตาย อย่าให้ออกไปได้ แล้วจำเลยที่ 2 วิ่งไปหยิบไม้เบสบอลมาตีผู้เสียหาย 1 ที จำเลยที่ 1 เอาไม้กวาดไล่ตีผู้เสียหาย เป็นการกระทำต่อเนื่องกันไป โดยมีเจตนาเดียวกันคือทำร้ายผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับการร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 136, 138, 295, 296, 392

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ส่วนความผิดฐานอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายภัทร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะผู้เสียหายไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391, 392 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุกคนละ 1 เดือน ฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ จำคุกคนละ 1 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 15 วัน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือน 15 วัน ความผิดฐานอื่นและคำร้องของผู้เสียหายให้ยกเสีย

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 จำคุก 2 เดือน อีกกระทงหนึ่ง เมื่อรวมกับโทษสำหรับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน 15 วัน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ ขณะที่ผู้เสียหายกับพวกออกปฏิบัติการตรวจพื้นที่และจะเข้าตรวจภายในร้านอาหารของจำเลยทั้งสอง ทั้งยังถูกจำเลยที่ 2 ทำร้าย โดยใช้ไม้เบสบอลเป็นอาวุธตีที่บริเวณแขนข้างซ้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นแรก เรื่องความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ โดยข้อนี้ จำเลยที่ 1 ปฏิเสธโต้แย้งอ้างว่า จำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาดูหมิ่นผู้เสียหาย เพราะในวันเกิดเหตุผู้เสียหายเข้าไปในร้านโดยไม่แต่งเครื่องแบบและไม่มีหมายค้น ทั้งมิได้แสดงบัตรประจำตัวข้าราชการ จึงไม่รู้ว่าเป็นเจ้าพนักงาน เห็นว่า ข้อนี้ผู้เสียหายเบิกความยืนยันอย่างชัดแจ้งว่า ก่อนขอตรวจค้นได้แสดงตนว่าเป็นปลัดอำเภอได้รับคำสั่งจากนายอำเภอให้มาตรวจสถานประกอบการ ทั้งได้ยื่นบัตรประจำตัวข้าราชการให้จำเลยที่ 1 ดู ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับเจือสมว่า ชายผู้มาขอตรวจค้นได้ยื่นบัตรประจำตัวข้าราชการให้ตนดูจริง ที่อ้างในทำนองว่าอาจเป็นบัตรปลอมดูเลื่อนลอยไร้เหตุผล เพราะจำเลยที่ 1 รับว่าก่อนหน้านั้นเคยมีปลัดอำเภอคนหนึ่งซึ่งจำเลยรู้จัก ชื่อปลัดเล็ก เข้าไปตรวจค้นที่ร้านของจำเลยที่ 1 มาแล้ว นอกจากนั้นยังเคยมีเจ้าพนักงานตำรวจไปขอตรวจค้นด้วย พฤติการณ์จึงแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 1 รับรู้ถึงการตรวจค้นโดยเจ้าพนักงานมาโดยตลอด จึงไม่มีเหตุที่จะมาอ้างถึงความไม่รู้อื่นใด ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ที่มาแสดงตนขอตรวจค้นได้ข่มขู่หรือมีการเรียกผลประโยชน์จากผู้ใด ดังนี้ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่แก่ใจแล้ว ข้ออ้างไม่รู้ว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานจึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ได้พูดจาดูหมิ่นผู้เสียหายจริงหรือไม่ ข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหาย นายเรวัตร์ นายสมบูรณ์และนายพร้อมพงษ์ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดนประจำที่ว่าการอำเภอ ซึ่งร่วมไปด้วยในวันเกิดเหตุ ต่างยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยที่ 1 ได้พูดจาให้ร้ายโดยใช้คำว่า "ปลัดส้นตีน" ซึ่งเป็นคำดูหมิ่น เหยียดหยาม ไม่ให้ความเคารพเจ้าพนักงานซึ่งกำลังปฏิบัติการตามหน้าที่ ข้ออ้างปฏิเสธของจำเลยที่ 1 ว่าตนไม่ได้พูดคำดังกล่าวนั้น ไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้เสียหายกับพวกจะบิดเบือนปั้นแต่งขึ้นมาเองอย่างไร้เหตุผลและคุณธรรม เพราะข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายเพิ่งย้ายไปรับราชการ ณ ที่ว่าการอำเภอบางปะอิน ก่อนเกิดเหตุเพียง 1 ปีเศษ และไม่เคยเข้าไปตรวจที่ร้านค้าของจำเลยที่ 1 มาก่อน กรณีจึงไม่มีเหตุให้น่าระแวงสงสัยเป็นอื่น ทั้งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายได้พูดคุยอยู่กับจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นหญิงคนชายคน เสียงพูดของแต่ละคนย่อมแตกต่างอย่างสามารถแยกออก ไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายกับพวกจะจำผิด ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ไม่พอหักล้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามฟ้อง จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปในความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งจำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งว่า เป็นความผิดเฉพาะตัวของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ร่วมทำร้ายผู้เสียหายด้วย นอกจากพูดแต่เพียงว่า "ไปเอาปืนมายิงให้ตาย" เท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 วิ่งไปหยิบไม้เบสบอลมาตีผู้เสียหาย มิใช่เพราะจำเลยที่ 1 เป็นคนสั่ง แต่เป็นการตัดสินใจของจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนช่วยเหลือใด เห็นว่า ภายหลังดูหมิ่นเจ้าพนักงานแล้ว จำเลยที่ 1 ยังไม่หยุดความแค้นเคือง กลับพูดจาเหมือนออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 บุตรชายไปเอาอาวุธปืนมา ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ปฏิบัติตาม แม้สิ่งที่ไปเอามานั้นเป็นไม้เบสบอล ไม่ใช่อาวุธปืน แต่ก็เป็นการเอามาในลักษณะใช้เป็นอาวุธเข้าตีทำร้ายผู้เสียหายทันที นับเป็นความต่อเนื่องเชื่อมโยงจากคำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ขาดตอน ทั้งจำเลยที่ 1 ยังรับว่าตนเองก็ไปหยิบไม้กวาดจะไล่ตีผู้เสียหายด้วย ดังนี้ พฤติการณ์ย่อมส่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมใจในอันที่จะทำร้ายผู้เสียหายร่วมกันอย่างชัดแจ้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมในความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ความผิดที่เกิดขึ้นเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งข้อนี้จำเลยที่ 1 โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กระทำโดยมีจุดประสงค์เพียงเพื่อจะให้ผู้เสียหายกับพวกออกไปจากร้านของตนเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 กล่าวคำด่าเหยียดหยามผู้เสียหายขณะปฏิบัติหน้าที่เข้าตรวจค้นร้าน เป็นการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 สำเร็จแล้วกระทงหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญขณะที่ผู้เสียหายเข้าตรวจภายในร้าน โดยจำเลยที่ 1 พูดขึ้นว่า ไปเอาปืนมายิงให้ตาย อย่าให้ออกไปได้ แล้วจำเลยที่ 2 วิ่งไปหยิบไม้เบสบอลมาตีผู้เสียหาย 1 ที จำเลยที่ 1 เอาไม้กวาดไล่ตีผู้เสียหาย เป็นการกระทำต่อเนื่องกันไป โดยมีเจตนาเดียวกันคือทำร้ายผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน กรณีเป็นเหตุในลักษณะคดีอันเกี่ยวกับการปรับบทลงโทษจำเลย ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 กับความผิดฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 15 วัน ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 อีกสถานหนึ่งเป็นเงิน 2,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน 15 วัน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 ไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 6 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดและให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรจำนวน 40 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 136 ม. 391 ม. 392
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
ผู้ร้อง — นายภัทร อาจภักดี
จำเลย — นางบุญศิญา ตนากุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายสมโภช อ่องจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปดารณี ลัดพลี
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8420 -ที่ 8421/2558
#586558
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องที่ 2 มิได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องที่ 1 กรณีผู้ร้องที่ 2 จึงมิใช่ผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ เหมือนผู้ร้องที่ 3 ที่เป็นมารดาชอบด้วยกฎหมายอันเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องที่ 2 เป็นบิดาที่แท้จริงของผู้ร้องที่ 1 ต้องถือว่าผู้ร้องที่ 2 อยู่ในฐานะผู้ดูแลผู้ร้องที่ 1 และเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดาซึ่งเป็นผู้ดูแลตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรกด้วย ผู้ร้องที่ 2 ย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 57, 75, 76, 92, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 309, 310, 319 ริบขวดยาแก้ไอ 1 ขวด และซองบรรจุผงเครื่องดื่ม ยี่ห้อ NESTEA 2 ซอง ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองและเสพพืชกระท่อมโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวปรีญากมล ผู้เสียหายที่ 1 นายวิระเดช ผู้เสียหายที่ 2 และนางสาวพเยาว์ ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสามคนละ 100,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 57, 76 วรรคสอง, 92 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 20 ปี ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานเสพพืชกระท่อม จำคุกคนละ 1 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองและฐานเสพพืชกระท่อม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 เดือน ฐานเสพพืชกระท่อม จำคุกคนละ 15 วัน รวมจำคุก 23 ปี 1 เดือน 15 วัน ริบขวดยาแก้ไอ 1 ขวด ซองบรรจุผงเครื่องดื่ม ยี่ห้อ NESTEA 2 ซอง ของกลาง ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าสินไหมทดแทนคนละ 80,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 17 สิงหาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองและฐานเสพพืชกระท่อม ไม่ลงโทษจำคุก แต่ให้ลงโทษปรับสถานเดียว ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครอง ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานเสพพืชกระท่อม ปรับคนละ 1,000 บาท รวมปรับคนละ 3,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ฐานร่วมกันข่มขืนใจ หน่วงเหนี่ยว กักขังผู้อื่น โดยใช้อาวุธและฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ปัญหานี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า นางสาวปรีญากมล ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 15 ปี 9 เดือน เป็นบุตรของนายวิระเดช ผู้เสียหายที่ 2 และนางสาวพเยาว์ ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านเกิดเหตุ ระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกอีก 3 คน มาที่บ้านเกิดเหตุ ต่อมามีผู้แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจเนื่องจากได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากบ้านเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจึงมาที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยทั้งสามกับพวกวิ่งหลบหนีไปทางหลังบ้าน เจ้าพนักงานตำรวจพบผู้เสียหายที่ 1 และส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน เห็นว่า โจทก์นำสืบยืนยันว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านเกิดเหตุ โดยมีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันในข้อนี้ว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากบ้านคนรักของนางสาวสุดารัตน์ เพื่อเที่ยวนั้น จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์มาหาบอกว่าจะพาไปเที่ยว และนัดพบกันที่บริเวณสะพาน จากนั้นจำเลยที่ 1 พามาที่บ้านเกิดเหตุ โดยผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ตามรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 1 พาเข้าไปในบ้านเกิดเหตุซึ่งขณะนั้นไม่มีใครอยู่และนั่งดูโทรทัศน์กัน จากนั้นประมาณ 15 นาที มีเพื่อนจำเลยที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุหลายคน และร่วมกันดื่มน้ำต้มพืชกระท่อมกันที่หลังบ้านเกิดเหตุ ต่อมาไม่นานผู้เสียหายที่ 1 ขอตัวกลับ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้กลับและใช้มีดจี้ที่คอ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามาช่วยกันจับมือและเท้า จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ถอดกางเกงของผู้เสียหายที่ 1 แล้วข่มขืนกระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 1 ร้องขอความช่วยเหลือ จำเลยที่ 1 นำหมอนซึ่งอยู่บริเวณใกล้ ๆ มาปิดปากของผู้เสียหายที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเสร็จได้มาช่วยจับมือและเท้าผู้เสียหายที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 ข่มขืนกระทำชำเราต่อ เมื่อจำเลยที่ 3 ข่มขืนกระทำชำเราเสร็จได้ช่วยจับมือและเท้าให้จำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราต่อ จำเลยทั้งสามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นานประมาณคนละ 5 นาที ขณะที่จำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราอยู่นั้น มีพวกจำเลยทั้งสามบางคนยืนดูอยู่ด้วยและเมื่อจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราเสร็จพวกของจำเลยทั้งสามจะเข้ามาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีก แต่ผู้เสียหายที่ 1 ได้ขอร้องห้ามไว้ พวกจำเลยทั้งสามที่เหลือจึงไม่ข่มขืนกระทำชำเรา หลังจากจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราเสร็จประมาณ 15 นาที มีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยทั้งสามกับพวกวิ่งหนีออกไป ผู้เสียหายที่ 1 ได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจขณะนั้นว่าถูกจำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา เจ้าพนักงานตำรวจจึงพาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเชียรใหญ่ ซึ่งคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีรายละเอียดข้อเท็จจริงเป็นลำดับขั้นตอนสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายที่ 1 ให้ปากคำไว้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกระทำความผิดตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความมาจริง ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังมีข้อระแวงสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสามนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุ แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธข่มขืนใจ หน่วงเหนี่ยว กักขังผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านเกิดเหตุและจำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันจนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในทางนำสืบโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 โทรศัพท์พูดคุยนัดหมายและพาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการชักชวนผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุอย่างไร จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงหามีความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดากับจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 โทรศัพท์นัดผู้เสียหายที่ 1 ให้มาพบและพาผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านเกิดเหตุ ขณะผู้เสียหายที่ 1 อยู่ที่บ้านเกิดเหตุจำเลยทั้งสามร่วมกันโดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธข่มขู่บังคับผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันจนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง เมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกระทำความผิดดังกล่าว ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดแก่ผู้ร้องทั้งสาม (ผู้เสียหายทั้งสาม) จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดดังกล่าว แม้ผู้ร้องที่ 2 (ผู้เสียหายที่ 2) มิได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องที่ 1 (ผู้เสียหายที่ 1) กรณีผู้ร้องที่ 2 จึงมิใช่ผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้ร้องที่ 1 (ผู้เสียหายที่ 1) ซึ่งเป็นผู้เยาว์ เหมือนผู้ร้องที่ 3 (ผู้เสียหายที่ 3) ที่เป็นมารดาชอบด้วยกฎหมายอันเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องที่ 2 เป็นบิดาที่แท้จริงของผู้ร้องที่ 1 ต้องถือว่าผู้ร้องที่ 2 อยู่ในฐานะผู้ดูแลผู้ร้องที่ 1 และเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดาซึ่งเป็นผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรกด้วย ผู้ร้องที่ 2 ย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในฐานะส่วนตัวได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสาม โดยผู้ร้องทั้งสามเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง อ้างว่าจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามดังกล่าวทำให้ได้รับอันตรายแก่กาย จิตใจและได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายและชื่อเสียงนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงคงได้ความตามที่ผู้ร้องทั้งสามนำสืบมาแต่เพียงว่า หลังเกิดเหตุแล้วทำให้ผู้ร้องที่ 1 อับอายต้องลาออกจากโรงเรียน และผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เสื่อมเสียชื่อเสียงเท่านั้น เมื่อพิจารณาข้อนี้ประกอบกับข้อเท็จจริงรูปคดีซึ่งจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าไม่จริงหรือไม่ถูกต้องอย่างไร เห็นควรกำหนดให้ผู้เสียหายทั้งสามได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก และจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ลงโทษจำเลยทั้งสาม ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 20 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 80,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นเงินคนละ 80,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 17 สิงหาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง
นางสาวปรีญากมล โดยนางสาวพเยาว์
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นายอนุศักดิ์หรือปอ ขาวสนิท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายภทพงศ์ แก้วพูล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ประพาฬ อนมาน
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา